132 หรือไม อยางไร คุณภาพบัณฑิตสอดคลองกับความตองการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ตอบสนองความตองการของสถานประกอบการหรอื ไม อยา งไร ความสำคัญตอการลดชองวางทางทักษะที่สำคัญของนักศึกษา การประเมนิ ผล CWIE เปน การประเมนิ ผลเพอื่ พัฒนา (Assessment for Development) จงึ เปนการ สอบวัดความแตกตางระหวางเกณฑมาตรฐานทักษะที่กำหนดกับศักยภาพของนักศึกษาที่ปรากฏจริง ในทางปฏบิ ตั แิ ลว ทกุ คนที่เขา ศึกษายอมรับรูถงึ ความตองการของตนเองและจุดมงุ หมายเพ่ือการสำเร็จ การศึกษา การรับรูชองวางทางทักษะ (Skill gap) เปนสิ่งสำคัญที่ทำใหผูเรียนและคณาจารยแสวงหา วธิ กี ารรวมกนั เพ่ือเตมิ เตม็ ทกั ษะดงั กลาว ความสำคัญตอประสิทธิภาพของการจัดหลักสูตร CWIE การประเมินผล CWIE แบบองครวมจะตองตอบโจทยสำคัญใหไดวา หลักสูตร CWIE นั้น ดำเนินการ อยางมีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม เพียงใด เนื่องจาก CWIE เปนกระบวนการ ทางวิชาการที่สถาบันอุดมศึกษาไมสามารถควบคุมการดำเนินงานใหอยูบนมาตรฐานเดียวกัน เชน ภายในสถาบันอุดมศกึ ษาได แตต อ งดำเนินการในสถานประกอบการท่มี ีสภาพแวดลอ มแตกตา งกนั วัตถปุ ระสงค การประเมิน CWIE มีวตั ถปุ ระสงคสำคัญ ดงั น้ี • เพ่ือติดตามความกาวหนาและผลสำเร็จในการดำเนินงาน (Formative Assessment) เปนการประเมินเพื่อนำผลมาใชในการปรับปรุง ชวยเหลือ แกไข ปญหาที่เกิดข้ึน ระหวางการดำเนินงาน (Assessment for Development) • เพื่อประมวลความสำเร็จหรือผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นสุดโครงการ (Summative Assessment) สำหรับการตัดสินใจในการมอบสัมฤทธิบัตร หรือการตัดสินใจ ในเชงิ นโยบายตอไป • เพื่อวิเคราะหปญหาอุปสรรคตามขั้นตอนการดำเนินงาน (Process Assessment) ทจี่ ะนำไปสูก ารแกไขปรับปรุงวธิ กี ารดำเนนิ งานใหม ีประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึนได • เพื่อวิเคราะหความยั่งยืนของคุณลักษณะของบัณฑิตที่เกิดประโยชน ตอเนือ่ งไปในอนาคต (Sustainable Assessment) ดังนั้น การประเมินผล CWIE จึงมีลักษณะแตกตางกัน 2 ลักษณะ กลาวคือ การประเมินสัมฤทธิ์เชิงนโยบาย ซึ่งหมายถึง การประเมินผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานเชงิ นโยบาย ในระดับคณะ ระดับสถาบันอุดมศึกษา และระดับประเทศ กับลักษณะที่สอง คือ การประเมิน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการศึกษา ซง่ึ หมายถงึ การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาท่ีเกิดขึน้ กับนักศึกษาหรือ บัณฑิตตามนโยบายดังกลาว การประเมินผลทั้งสองลักษณะมีความสัมพันธเกี่ยวของกันเนื่องจาก ผลสมั ฤทธท์ิ ีแ่ ทจรงิ ของ CWIE กค็ ือผลสัมฤทธ์ิทางการศกึ ษาที่ปรากฏในบณั ฑิตน่นั เอง
133 2) การประเมนิ ผลสัมฤทธเ์ิ ชิงนโยบาย การประเมินผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายของ CWIE หมายถึง การประเมินผลรวมอัน เนื่องมาจากการกำหนดนโยบาย CWIE ของรัฐบาลที่นำไปสูการปฏิบัตริ วมกันในลักษณะพหุภาคีของ สถาบันอุดมศึกษา สถานประกอบการ ตลอดจนหนวยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวของ อาจจะ หมายความถึง การประเมินผลโครงการ CWIE (Project Assessment) ที่ดำเนินการโดยองคกร ภาครัฐ สถาบนั อุดมศกึ ษา ตลอดจนสถานประกอบการ เพอื่ ตอบสนองนโยบายดังกลาว โดยมีลกั ษณะ และวธิ ดี ำเนนิ การ ดังตอ ไปน้ี ข้นั ตอนการประเมินผลสัมฤทธเ์ิ ชิงนโยบาย กำหนดวตั ถปุ ระสงค เปาหมาย และผูม ีสว นไดส วนเสีย ออกระเบยี บวธิ กี ารวัดและประเมนิ ผล เก็บรวบรวมและวเิ คราะหขอมลู นำเสนอขอคน พบกบั ผมู สี วนไดส ว นเสยี สรปุ ขอเสนอแนะและการปรับปรงุ แผนภาพท่ี 5.2 ขั้นตอนการประเมนิ ผลสัมฤทธเิ์ ชิงนโยบาย กำหนดวัตถุประสงค เปา หมาย และผมู ีสวนไดสว นเสยี คือการตอบคำถามเบื้องตนวา อะไรคือความตองการและวัตถุประสงค ของ CWIE ใครตองเปนผูดำเนินการ ใครไดรับผลจาก CWIE อะไรคือผลลัพธที่คาดหวังของ CWIE และกิจกรรมใดที่ตองดำเนินการเพื่อใหบรรลุผลลัพธดังกลาว ขอมูลดังกลาวสามารถสืบคนไดจาก
134 เอกสารโครงการ/หลักสูตร CWIE เอกสารแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติการขององคกรภาครัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ผูมีสวนไดสวนเสีย (Stakeholders) หรือผูถือผลประโยชนรวม จะมีความสำคัญ ตอการประเมินผลเชิงนโยบายเปนอยางมาก เพราะจะหมายถึงผูรับผิดชอบที่ตองปฏิบัติหนาที่และ ผูท่ไี ดร บั ผลประโยชนท ั้งทางตรงและทางออ มจากนโยบายดังกลา ว ดังตัวอยางในตารางตอ ไปน้ี ตารางที่ 5.1 ผมู สี วนไดสว นเสียและผลลัพธท ีค่ าดหวงั จาก CWIE ผูมสี วนไดส ว นเสีย ผลลัพธท่คี าดหวังจาก CWIE รฐั บาล • การพฒั นากำลงั คนใหตอบสนองนโยบายการพฒั นา ประเทศ • การขยายตัวทางเศรษฐกจิ และความมน่ั คงทางสังคม สถานประกอบการ • บุคลากรทม่ี สี มรรถนะตรงตามความตองการ • การขยายตัวของผลประกอบการ • การมสี ว นรว มทางการศึกษา สถาบันอุดมศึกษา • เตรียมบณั ฑิตใหพรอมประกอบอาชพี • ปรับหลักสตู รทันสมัยอยเู สมอ • ความรว มมือกับสถานประกอบการในมิติอน่ื นกั ศึกษา/บัณฑิต • สมรรถนะสูงตรงตามความตองการ • การมงี านทำ ออกแบบระเบียบวธิ กี ารวัดและประเมินผล คือการดำเนินการเพื่อกำหนดขอมูล/ตัวชี้วัดที่สัมพันธกับผลลัพธที่คาดหวัง การพัฒนาหรือจัดหาเครื่องมอื เพื่อเกบ็ รวบรวมขอ มูล และการกำหนดแนวทางในการวิเคราะหขอมูล เพอื่ ใหผลการประเมินนีม้ ีความนา เชือ่ ถอื • การกำหนดขอมูลและตัวชี้วัด หมายถึง การกำหนดขอมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชงิ คณุ ภาพท่ีสามารถอธบิ ายผลลัพธท ค่ี าดหวังของผมู ีสว นไดส วนเสียทกุ กลุม • การกำหนดเครื่องมือหรอื แบบทดสอบ หมายถงึ การสรางหรือการจัดหา เครื่องมือหรือแบบทดสอบ สำหรับการเก็บขอมูลที่มีความเที่ยงตรง และมีความเชื่อม่ันเหมาะสม กับการประเมินนโยบาย เครื่องมือหรือแบบทดสอบหมายความถึง แบบบันทึก แบบสังเกต แบบสัมภาษณ และเครอื่ งมืออื่นที่มวี ตั ถุประสงคเดยี วกัน
135 • การกำหนดแนวทางการวิเคราะหขอมูล หมายถึง การวิเคราะห เปรยี บเทยี บขอ มูลท่ีไดรบั กบั เกณฑท ่ีกำหนดเปนเปาหมาย เพือ่ แสดงระดับของผลสัมฤทธิ์ท่ียอมรับได การวิเคราะหขอมูลอาจจะเปนการแสดงความถี่ แนวโนม หรือการวิเคราะหเปรียบเทียบกับกลุมอ่ืน กไ็ ด • การกำหนดแหลงขอมูล หมายถึง การกำหนดกลุมบุคคลผูใหขอมูล ในแตละดา น สถานทแี่ หลงเอกสารท้งั ทเี่ ปนแหลงปฐมภูมิและทตุ ยิ ภูมิ พรอมระยะเวลาทใี่ ชในการเก็บ รวบรวมขอ มลู ในแหลง ตาง ๆ เก็บรวบรวมขอมลู และการวิเคราะหข อ มลู คือการดำเนินการตามขั้นตอนที่ 2 เพื่อเก็บรวบรวมขอมูลใหครบถวน ตรวจสอบความถกู ตอง การวเิ คราะหขอ มูลอาจแยกดำเนนิ การ เพอ่ื ตอบคำถามหลกั 2 ประการ คือ • การวิเคราะหขอมูลปจจุบันเพื่อตอบคำถามวา “ผลการดำเนินงานบรรลุ เปา หมายหรือไม เพราะเหตใุ ด” • การวเิ คราะหขอมลู ปจจุบันเมื่อเทียบกบั ขอมลู ในอดีต เพอ่ื ตอบคำถามวา “มีพัฒนาการข้ึนหรือไม เพราะเหตใุ ด” นำเสนอขอคนพบกบั ผูมสี ว นไดส ว นเสีย เมื่อวิเคราะหขอมูลทั้งหมดแลว ผูประเมินจะไดขอคนพบ หรือขอเท็จจริง พรอมหลักฐานเชิงประจักษที่จะตอบคำถามนโยบาย CWIE ขององคกรภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนสถานประกอบการที่มีสวนรวมวา บรรลุเปาหมายที่กำหนดหรือไมเพียงใด เพราะเหตุใด ควรมีขอเสนอแนะเพื่อปรับปรุงประการใด เพื่อใหบรรลุเปาหมายสูงขึ้น หรือควรยกเลิกนโยบาย ดังกลาว แตกอนที่รายงานการประเมินจะเผยแพรออกไป ผูประเมินควรจัดเตรียมรายงานเบื้องตน ดงั ตอไปน้ี • กำหนดผมู สี วนไดสว นเสยี ท่ีตอ งการรายงานการประเมนิ ผล • จัดลำดับความสำคัญของผลการประเมินใหสอดคลองกับความตองการ ของผมู ีสวนไดสว นเสยี และใชภาษาท่ีเหมาะสม • นำเสนอเฉพาะขอคนพบหลัก (Keys Findings) กอนนำเสนอใน รายละเอยี ด • ควรใชกราฟ ตาราง แผนภมู ใิ นการนำเสนอเพื่อใหเขา ใจงายขนึ้ • ควรนำเสนอดวยวาจาเปนการเฉพาะตัว เพื่อเปดโอกาสใหมีการซักถาม อยางเต็มที่ • ฟงความเห็นของผูมีสวนไดสวนเสียที่ใหคำแนะนำ และนำไปปรับ ขอเสนอแนะเพอ่ื แสดงใหเหน็ การมสี ว นรว มโดยสมบูรณ
136 สรปุ ขอ เสนอแนะและการปรบั ปรุง การประเมินผลที่ดำเนินการอยางถูกตองตามหลักวิชาการและการมีสวนรว ม ของทุกฝายจะทำใหเกิดการยอมรับและนำไปสูการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบาย ใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงอาจจะเปนการปรับวิสัยทัศนและพันธกิจของ CWIE ทำความชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงคและเปาหมาย ปรับปรุงวิธีการวัด-ประเมินผล ตลอดจน เปลีย่ นแปลงวธิ ีการดำเนินงานเพือ่ เพม่ิ พนู ผลลัพธอนั พึงประสงคใหม ากยิ่งขน้ึ 3) การประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษา (Educational Outcome Assessment) การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในที่นี้ หมายถึง การประเมินผลสัมฤทธิ์ของ นักศึกษาหรือบัณฑิตภายหลังการเรียนรูตามประสบการณการเรียนรูที่กำหนดในหลักสูตร ตลอดจน กิจกรรมนอกหลักสูตร และกิจกรรมตาง ๆ อันเปน สภาพแวดลอมท่จี ัดขนึ้ โดยสถาบันอุดมศึกษา หรือ อาจจะเรียกวา “ผลลัพธการเรียนรู” ของนักศึกษา (Student Learning Outcomes) ในกรณี การจัดการศึกษาแบบ CWIE การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา หมายถึง การประเมินผลลัพธ การเรียนรูของนักศึกษาซ่ึงเกิดจากการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาที่บูรณาการกับ การเรียนรูจากการทำงานในสถานประกอบการตามรูปแบบการดำเนินงานที่กำหนดไวในหลักสูตร อยางชดั เจน (1) วัตถปุ ระสงคแ ละกรอบแนวคิด การประเมินผลลัพธการเรียนรู (Learning Outcome) ของนักศึกษา มวี ตั ถุประสงคด งั ตอ ไปน้ี • เพื่อรับรูระดับความสามารถของนักศึกษาเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ (Criterion) หรอื ระดับความสามารถท่ีคาดหวัง • เพี่อกำหนดแนวทางในการพัฒนา หรือยกระดับความสามารถ ของนกั ศกึ ษาเขา สเู กณฑ หรอื ระดับความสามารถที่คาดหวงั • เพื่อการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการ CWIE ใหมีประสิทธิภาพ สูงข้ึน กอ ใหเกิดผลลัพธแ ละผลกระทบตามวตั ถปุ ระสงค ในระบบ CWIE การประเมินผลลัพธการเรียนรูของนักศึกษาที่เกี่ยวกับ การเรียนรูในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเปนภาควิชาการ หรือ ภาคทฤษฎีนั้น จะดำเนินการเปนปกติ โดยคณาจารยประจำรายวิชาตาง ๆ อยูแลว การประเมนิ ผลท่ีเกยี่ วเนื่องกบั การเรียนรูจากการทำงาน ในสถานประกอบการซึ่งเปนภาควิชาชีพ หรือภาคปฏิบัตินั้นเปนกระบวนการที่ยุงยาก ซับซอน ซึ่งคณาจารยสวนใหญยังไมคุนเคย และการศึกษาวิจัยดานนี้ยังมีนอยมาก จึงเปนการประยุกต กระบวนการวัดและประเมินผลในภาควิชาการ มาใชในภาคปฏิบตั ขิ อง CWIE เปนสว นใหญ
137 การประเมินผลสัมฤทธ์กิ ารเรียนรูแ บบ CWIE การเรียนรูในสถาบนั อุดมศกึ ษา การเรียนรูในสถานประกอบการ การเรยี นรภู าคทฤษฎี CWIE 1 A1 และกจิ กรรมในหลกั สตู ร การเตรยี มความพรอมนักศึกษา CWIE A0 CWIE 2 A2 A4 การเรียนรูจากประสบการณ และกจิ กรรมนอกหลักสตู ร CWIE 3 A3 แผนภาพที่ 5.3 ภาพรวมการประเมินผลลัพธการเรียนรูแบบ CWIE หมายเหตุ A0 หมายถงึ การประเมนิ ผลการเตรียมความพรอ มนกั ศกึ ษา CWIE A1-A2-A3 หมายถึง การประเมนิ ผลระหวางกิจกรรม CWIE A4 หมายถงึ การประเมินผลลัพธภายหลงั CWIE จากแผนภาพที่ 5.3 แสดงใหเห็นวาการเรียนรูในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในหลักสูตรและนอกสูตร จะออกแบบเพื่อเตรียมนักศึกษาใหพรอมที่จะเขาสูกิจกรรมการเรียนรู จากการทำงานจริงในสถานประกอบการ การประเมินผล A0 จึงเริ่มขึ้นในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อนักศึกษาทำงานในสถานประกอบการตามแนวทางที่กำหนด ดังเชน CWIE 1 CWIE 2 และ CWIE 3 นกั ศึกษาจะไดรบั การประเมนิ ผลลัพธการเรยี นรูทุกกิจกรรม เนอ่ื งจากกจิ กรรมแตละกิจกรรม ยอมมีวัตถุประสงคเพื่อผลลัพธที่แตกตางกัน ในชวงระยะเวลาที่ตางกัน การประเมินผล A1-A2-A3 จึงเปนการยืนยันผลลัพธการเรียนรูที่เกิดขึ้นกับนักศึกษา CWIE ในลำดับขั้นตอนตาง ๆ ที่กำหนด ซึ่งหมายถึงการประเมินผลลัพธการเรียนรูในระหวางปฏิบัติงาน CWIE และเมื่อกิจกรรม CWIE เสร็จสิ้นลงแลว นักศึกษาจะไดรับการประเมินผลสัมฤทธิ์อีกครั้งหนึ่ง เปนการประเมินผลหลัง CWIE โดยจะประเมินในภาพรวมเชิงบรู ณาการ หรือการสะทอ นคิด (Reflection) ซ่งึ เปนการประเมินผล ขน้ั สดุ ทาย
138 ขอควรระวังในการประเมินผล CWIE จากผลการวิจัยแสดงใหเห็นวา การประเมินผลลัพธการเรียนรูจากการศึกษาแบบ CWIE จะมีผลตอพฤติกรรมการเรียนรู ในสถานประกอบการของนกั ศึกษา ดงั นี้ • วิธีการประเมินผลลัพธการเรียนรูของนักศึกษา CWIE จะมีอิทธิพลตอ พฤติกรรมการเรียนรแู ละการปฏิบัติงานของนกั ศกึ ษา • วัตถุประสงคหรือความตองการการเรียนรูจาก CWIE ของนักศึกษา แตล ะคนและแตละสาขามคี วามแตกตางกัน • การประเมินผลที่ตองวิเคราะหถึงพฤติกรรม ศักยภาพ และทัศนคติ ของนกั ศึกษา CWIE จะยิ่งทำใหการประเมินผลมีความซบั ซอนยง่ิ ขน้ึ • สภาพแวดลอมในการทำงานของนักศึกษาแตละคนยอมแตกตา งกัน • การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษา CWIE มีความละเอียดออน แตกตางจากการประเมนิ ผลทางการศกึ ษาทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยที่ยืนยันวา การประเมินผลใหเกิดประโยชน ตอนักศึกษามีลักษณะ ดังตอ ไปนี้ • ชวยใหนักศึกษาพัฒนาความรู ทักษะ และความสามารถสำหรับ การแกปญหาในอนาคตได • ชวยใหนักศึกษามีความเขาใจวา ผลการปฏิบัติงานของตนตรงตาม ความคาดหวังของสถานประกอบการหรอื ไม • การประเมินผลทรี่ บั รคู วามตอ งการเฉพาะของนักศึกษาแตละคน • การประเมินผลที่แสดงใหเห็นความสามารถ และความตองการของ นักศกึ ษา เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะของตนเองใหย ั่งยนื ในอนาคต (2) องคป ระกอบสำคัญของการประเมินผล CWIE การกำหนดผลลัพธการเรียนรู (Learning Outcomes) หมายถึง การกำหนดเปาหมาย ผลสำเร็จที่ตองการประเมินในลักษณะที่เปน ผลลัพธการเรียนรูที่คาดหวัง (Expected Learning Outcomes) ผลลัพธการเรียนรูนี้จะปรากฏ ในวัตถปุ ระสงคหรือเปาหมายของแผน CWIE หรือในหลักสตู ร CWIE ของสถาบนั อุดมศึกษา ผลลัพธ การเรียนรูจะหมายถึง ความเปลี่ยนแปลง หรือ คุณประโยชน ที่เกิดขึ้นในตัวนักศึกษา เมื่อศึกษา สำเร็จตามหลักสูตรดังกลาว โดยทั่วไปผลลัพธการเรียนรูที่คาดหวังในหลักสูตร มักกำหนด คำ หรือ ขอความที่เปนนามธรรม หรือเปนศัพททางวิชาการที่บุคคลทั่วไปไมเขาใจหรือเขาใจไมตรงกัน เชน
139 การคิดเชงิ วิพากษ (Critical Thinking) การแกป ญหา (Problem Solving) เปน ตน ผลลพั ธก ารเรียนรู อาจกำหนดใหรูปของสมรรถนะ (Competence) หรอื พฤติกรรมและลักษณะเฉพาะตา ง ๆ กไ็ ด ประเด็นแรก จำเปนจะตองทำความเขาใจ แยกแยะผลลัพธการเรียนรู เหลานั้น จนถึงระดับพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได หรือวัดได ซึ่งเรียกวา คุณลักษณะ (Construct) หมายถึง การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัติการ (Operational Definition) ใหแกคำหรือขอความดงั กลาว ประเด็นที่สอง เมื่อกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการแลวจะตองแสดงใหเห็นวา คุณลักษณะเหลานั้น มีระดับความสำเร็จที่แตกตางกันได ตั้งแตระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ แตการแยกแยะพฤตกิ รรมทแี่ สดงถึงระดับความสามารถที่แตกตางกันไดน ั้น เปนหนา ทข่ี องผเู ช่ียวชาญ ทศ่ี ึกษาพฤติกรรมน้ัน ๆ มาโดยเฉพาะ ดังนั้น เพื่อประโยชนในการประเมินผลลัพธการเรียนรูแบบ CWIE จึงขอ นำเสนอผลลพั ธก ารเรียนรูเปน กรณตี วั อยา ง มี 3 องคป ระกอบดงั ตอไปน้ี • ผลลพั ธท างปญ ญา (Cognitive Outcomes) ประกอบดวย คุณลกั ษณะ (Construct) ดงั ตอ ไปนี้ - การคดิ เชิงวิพากษ (Critical Thinking) - การแกป ญหา (Problem Solving) - ความคิดสรา งสรรค (Creativity) • ผลลพั ธทางอาชีพ (Occupational Outcomes) ประกอบดวย คณุ ลักษณะ (Construct) ดังตอไปน้ี - การประยุกต (Application) - การวิเคราะห (Analysis) - การประเมนิ (Evaluation) • ผลลพั ธทางสมรรถนะ (Competency Outcomes) ประกอบดวย คุณลักษณะ (Construct) ดงั ตอไปนี้ - ภาวะผูนำ (Leadership) - การสอ่ื สาร (Communication) - ความรว มมอื (Collaboration) จากกรณีตวั อยางนี้ คณุ ลกั ษณะ (Construct) อยา งเชน การคิดเชิงวิพากษ การประยุกต หรือ ภาวะผูนำ ลวนเปนคำหรือขอความที่ตองกำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ และ วิเคราะหแยกพฤติกรรมดังกลาวไดวา พฤติกรรมเชนใดจึงจะมีคุณลักษณะในระดับสูง ระดับ ปานกลาง หรือ ระดับต่ำ กรณีภาวะผูนำ ในเชิงทฤษฎีพฤติกรรมผูนำ แบงลักษณะผูนำออกเปน 3 แบบ คือ ผูนำแบบอัตตนิยม ผูนำแบบประชาธิปไตย และผูนำแบบเสรีนิยม สวนทฤษฎีคุณลักษณะ
140 ภาวะผูนำ กำหนดหนาทง่ี านหรือความสามารถของผนู ำไว 9 ประการ เชน การกำหนดกลุมเปาหมาย สรางบรรทัดฐานคานิยมของกลุม รูจักสรางและใชแรงจูงใจ เปนตัวแทนของกลุม มีความคิดริเร่ิม สรางสรรค เปนตน แนวคิดเชิงทฤษฎีแบบนี้จะพัฒนาไปสูการกำหนดพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได หรือวัดคาไดโดยตองมีความเชื่อมั่นไดวาพฤติกรรมที่เลือกมานั้น จะเปนตัวแทนของคุณลักษณะ ที่ตองการวัดจริง ๆ อยางนอยในเชิงทฤษฎี จากนั้นจึงนำไปสกู ารสรา งแบบทดสอบ เพื่อเก็บรวบรวม หลักฐานเชิงประจักษ ที่สามารถอนุมาน (Inference) ไดวา ผลที่ประมวลไดจากแบบทดสอบคือ คุณลกั ษณะท่ปี ระสงคจะประเมนิ จรงิ วตั ถปุ ระสงคของหลักสตู ร CWIE Construct Test “Criterion” Evidence (Observable) (Unobservable) แผนภาพที่ 5.4 กลไกการพัฒนาการประเมนิ ผล CWIE เครื่องมือการประเมินผล (Assessment Tool) เครื่องมือการประเมินผล หมายถึง แบบทดสอบ (Test) แบบสำรวจ หรือ แบบสอบถามที่ใชสำหรับเก็บรวบรวมขอมูล หลักฐานเพื่อยืนยันคุณลักษณะ (Construct) ทปี่ ระสงคจะประเมนิ ในการประเมนิ ผลลพั ธก ารเรยี นรู CWIE อาจแบงเครอื่ งมอื ออกเปนสองประเภท คือ เครื่องมือการประเมินผลที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดใหใชเปนมาตรฐานเดียวกัน และเครื่องมือ การประเมินผลเฉพาะกิจทค่ี ณาจารยนเิ ทศพัฒนาขน้ึ ใชเฉพาะกจิ ดว ยวตั ถุประสงคที่แตกตา งกัน เครื่องมือการประเมินผล CWIE ที่สถาบันอุดมศึกษากำหนด มักจะ ประกอบดว ย • แบบสำรวจผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาภายหลงั เสร็จสนิ้ การเตรยี ม ความพรอม (กอน CWIE ) • แบบสำรวจผลสัมฤทธขิ์ องนักศึกษาระหวางปฏบิ ัตงิ าน CWIE • แบบสำรวจผลสมั ฤทธข์ิ องนักศกึ ษาหลังปฏิบตั ิงาน CWIE
141 แบบสำรวจเหลานี้ สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้นเพื่อใหเปนแบบสำรวจ มาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาทุกสาขาวิชา ทุกหลักสูตร แบบสำรวจสว นใหญจะมีลกั ษณะแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) หรือ Likert Scale เครื่องมือการประเมนิ ผล CWIE สามารถพัฒนาข้ึนใชเอง ในกรณีที่คณาจารย ทปี่ รึกษามคี วามประสงคตองการประเมนิ คุณลักษณะเฉพาะของนักศกึ ษา CWIE ท่ีมีความสนใจ หรือ ตองการพฒั นาแบบทดสอบเปน การเฉพาะในสาขาวิชาหลักสูตรหรือคณะของตน ขั้นตอนวิธีการสรางแบบทดสอบ จะเปนวิธีการที่สอดคลองกับการพัฒนา หลักสูตรลกั ษณะ Backward Design ดังนี้ กำหนดวัตถปุ ระสงค “คุณลกั ษณะ” ตรวจสอบ กำหนดวธิ ีวัดและประเมิน “คุณลกั ษณะ” ประเมนิ จัดกิจกรรมการเรียนรูในและนอก หลกั สตู รเพอ่ื พัฒนา“คณุ ลักษณะ” แผนภาพท่ี 5.5 ขน้ั ตอนการพัฒนาหลกั สตู ร Backward Design จากแผนภาพท่ี 5.5 กรณีการพัฒนาหลักสูตรแบบ Backward Design จะมีการ ออกแบบวิธีการวัด ประเมินผล “คุณลักษณะ” ไวอยางชัดเจน รวมทั้งมีการกำหนด “เกณฑ” การบรรลุวัตถุประสงคในระดับตาง ๆ ดังนั้น การสรางแบบทดสอบจึงมิใชสิ่งที่เปนปญหาสำหรับ คณาจารยน ิเทศ โดยมขี ัน้ ตอนดงั ตอ ไปน้ี กำหนด สราง ตรวจสอบ นำไปใช “คณุ ลักษณะ” เครือ่ งมือวัด เคร่อื งมอื Feedback แผนภาพท่ี 5.6 ขั้นตอนการสรางเคร่ืองมอื วดั ประเมินผล CWIE
142 การทดสอบเครื่องมือวัด-ประเมินผล เปนขนั้ ตอนทสี่ ำคัญซ่ึงตองอาศัยความรู ความสามารถของผูเชี่ยวชาญจากภายนอกเปนผูตรวจสอบ เสมือนเปนการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือ ซึ่งโดยทั่วไปจะตรวจสอบ ความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) เคร่ืองมือท่ีมีความเท่ียงตรง หมายความวา ผลการวัดหรอื คะแนนท่ีไดรับมีความถูกตองสอดคลองกับ สิ่งที่ตองการวัดจริง ๆ เชน อาจารยนิเทศมีความประสงคจะสรางเครื่องมือวัดระดับความคิด สรางสรรคของนักศึกษา เมื่อนำไปวัดหรือทดสอบแลว คะแนนที่ไดจะตองหมายถึง คะแนนความคิด สรางสรรค นั่นก็คือ คะแนนจะสามารถจำแนกไดวา นักศึกษาที่มีความคิดสรางสรรคสูง จะตองได คะแนนสูงกวานักศึกษาที่มีความคิดสรางสรรคต่ำ เครื่องมือที่มีความเชื่อมั่น หมายความวาคะแนน หรือผลการทดสอบมีความคงเสนคงวาเสมอในการทดสอบแตละครั้ง เชนเดียวกับกรณีการวัด ความคิดสรางสรรค คะแนนความคิดสรา งสรรคของนักศึกษาจะมีคาคงทหี่ รือมคี วามผนั ผวนในระดับ ที่ยอมรับได เมื่อมีการทดสอบซ้ำ ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นจึงเปนคุณสมบัติของเครื่องมือวัด- ประเมินผลที่สำคญั ตัวอยางที่ 1 แสดงตัวอยางแบบประเมินผลสัมฤทธิท์ างการศึกษา “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ของ นักศึกษา CWIE โดยอาจารยนิเทศหรือผูนเิ ทศในสถานประกอบการท่ีกำหนดเฉพาะ “คุณลักษณะ/ สมรรถนะ” พึงประสงคใหผูประเมินใชระดับการรับรู (Perception) ประเมินคาระดับคะแนนท่ไี ด มีลักษณะเปนนามธรรมสูง คุณลกั ษณะ/สมรรถนะ ผลการประเมนิ 1. ความรูความสามารถ 12345 1.1 ความรูค วามสามารถทางวชิ าการ 12345 1.2 ความสามารถในการเรยี นรูแ ละประยกุ ตว ชิ าการ 12345 1.3 วิจารณญาณการวเิ คราะหและการตดั สนิ ใจ 12345 1.4 ทักษะการส่อื สารและการนำเสนอ 12345 2. ความรับผดิ ชอบตอหนา ท่ี 12345 2.1 ความรับผดิ ชอบและเปนผทู ่ไี วว างใจได 12345 2.2 ความสนใจและอตุ สาหะในการทำงาน 2.3 ความคิดรเิ ริ่มในการทำงานและการเสนอความเห็น 12345 12345 3. ลักษณะสว นบุคคล 12345 3.1 บคุ ลกิ ภาพ การวางตัว และการปรับตัวเขากบั สังคม 3.2 มนษุ ยสมั พนั ธ 3.3 ความเปน ผนู ำ
143 ตัวอยางที่ 2 แสดงตัวอยางแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ของ นักศึกษา CWIE โดยอาจารยนิเทศหรือผูนิเทศในสถานประกอบการที่กำหนดคำอธิบาย “คุณลกั ษณะ/สมรรถนะ” พึงประสงคจะวัด/ประเมนิ ที่มคี วามเปนรูปธรรมมากข้นึ โดยยังใชระดับ การรบั รู (Perception) ของผปู ระเมนิ เปน หลกั คณุ ลักษณะ/สมรรถนะ ผลการประเมนิ 1. ความรคู วามสามารถ 12345 1.1 ความรูความสามารถทางวชิ าการ 12345 นกั ศึกษามีความรทู างวชิ าการเพียงพอทีจ่ ะทำงาน 12345 ตามทไี่ ดรบั มอบหมาย 12345 1.2 ความสามารถในการเรียนรแู ละประยุกตว ิชาการ ความรวดเรว็ ในการเรยี นรู เขาใจขอมลู ขา วสารและ 12345 วธิ ีการทำงานตลอดจนการนำความรไู ปประยุกต 12345 ใชง าน 1.3 วิจารณญาณการวิเคราะหแ ละการตดั สนิ ใจ ตดั สินใจไดด ถี ูกตอง รวดเร็ว มีการวเิ คราะหขอมูล และปญ หาตา ง ๆ อยางรอบคอบกอนตดั สินใจ สามารถแกปญหาเฉพาะหนาสามารถตัดสนิ ใจได ดว ยตนเอง 1.4 ทกั ษะการสื่อสารและการนำเสนอ ความสามารถในการตดิ ตอ ส่ือสาร การพูด การเขียน การนำเสนอ สามารถสื่อใหเ ขาใจไดง าย เรียบรอย ชดั เจนถูกตอ ง รัดกมุ มีลำดับขน้ั ตอนท่ีดี ไมกอให เกดิ ความสบั สนตอการทำงาน รูจ ักสอบถาม รูจัก ชแี้ จงผลการปฏิบตั ิงานและขอขัดขอ งใหทราบ 2. ความรับผิดชอบตอหนาที่ 2.1 ความรบั ผิดชอบและเปนผทู ี่ไวว างใจได ดำเนนิ งานสำเร็จลุลวงโดยคำนึงถึงเปา หมาย และ ความสำเร็จของงานเปน หลกั ยอมรับผลท่เี กิดจาก การทำงานอยางมเี หตุผล สามารถปลอ ยใหท ำงาน ไดโ ดยไมตองควบคมุ มากจนเกินไป 2.2 ความสนใจและอุตสาหะในการทำงาน มคี วามสนใจและกระตอื รือรนในการทำงาน มคี วาม อุตสาหะ ความพยายาม ความตั้งใจทจี่ ะทำงานให เสร็จ มีความมานะบากบั่น ไมยอ ทอตออุปสรรค ปญหา
144 คณุ ลักษณะ/สมรรถนะ ผลการประเมิน 12345 2.3 ความคิดริเริม่ ในการทำงานและการเสนอความเห็น เมือ่ ไดร บั คำแนะนำสามารถเร่ิมทำงานไดเ องโดย 12345 ไมตองรอคำส่งั เสนอตวั เขาชว ยงานแทบทกุ อยา ง หรอื มาขอรับงานใหม ๆ ไปทำโดยไมป ลอ ยเวลาวา ง 12345 ใหล วงเลยโดยเปลาประโยชน 12345 3. ลกั ษณะสวนบุคคล 3.1 บุคลกิ ภาพ การวางตัว และการปรับตวั เขา กับ สงั คม มีบุคลิกภาพและการวางตัวไดเหมาะสม มีทัศนคติ ทดี่ ี มีวฒุ ิภาวะ มีความออนนอมถอมตน การแตง กาย กริ ิยาวาจาเหมาะสม ตรงตอ เวลา รวมถงึ ปรบั ตัวเขาองคก รไดด ี 3.2 มนษุ ยสัมพนั ธ สามารถรว มงานกบั ผอู นื่ การทำงานเปน ทีม สรางมนุษยสมั พันธไดดี เปน ที่รกั ใครช อบพอของ ผรู วมงาน เปน ผูกอ ใหเกิดความรว มมอื ประสานงาน 3.3 ความเปน ผนู ำ มีความสามารถทำใหคนอ่ืนใหความรว มมือ สามารถ ชักจงู โนม นาว ชแ้ี นะ แนะนำใหบ ุคคลอนื่ รวม ทำงานจนบรรลุวตั ถปุ ระสงค เปนศูนยก ลางหรือ ศนู ยร วม สามารถสอดแทรกความคดิ เห็นใหเ ปน ที่ ยอมรบั
145 ตัวอยา งที่ 3 แสดงพัฒนาการของแบบประเมินผลสัมฤทธท์ิ างการศกึ ษา “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ของนักศึกษา CWIE โดยอาจารยนิเทศหรือผูนิเทศในสถานประกอบการ ที่แสดงองคประกอบ จำแนกพฤติกรรมที่แสดงใหเห็นหลักฐาน “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ที่ไดพัฒนาขึ้นเปนลำดับหรือ ตามจำนวนองคประกอบแตผูประเมินยังคงใช ระดับการรับรู (Perception) แตจะมีความเปน รูปธรรมสูงขึ้นตามลำดบั คณุ ลกั ษณะ/สมรรถนะ ระดับความคาดหวงั ระดบั ความสามารถของนกั ศกึ ษา CWIE 1. การคดิ อยา งริเริ่มสรางสรรค ของสถานประกอบการ กอ นเขา CWIE หลงั เขา CWIE 12345 และนวัตกรรม 12345 12345 12345 1.1 สามารถเรียนรสู ิง่ ใหม ๆ 12345 12345 12345 ไดอ ยางรวดเร็วและ ตอเนอื่ ง 12345 12345 12345 1.2 สามารถนำเสนอ 12345 ความคิดใหม ๆ ท่ี 12345 12345 12345 นาสนใจและสรา ง 12345 12345 คุณคาใหต รงกับความ 12345 12345 ตองการของผใู ชง าน 1.3 สามารถแปรรปู หลกั การหรือแนวคิดให ออกมาเปน กระบวนการหรอื ผลติ ภณั ฑห รือบรกิ าร ทีส่ รา งคณุ คาและตรง กบั ความตอ งการ 2. การคิดอยางมวี จิ ารณญาณ และการแกป ญหา 2.1 สามารถกล่นั กรอง คนหาสาเหตขุ อง ปญ หาและประเมนิ ทางเลือกตอ งานท่ี รับผิดชอบได 2.2 สามารถคิดและ วางแผนงานท่ี รบั ผดิ ชอบอยางเปน ระบบภายใตกรอบ เวลาท่กี ำหนด 2.3 สามารถตดั สนิ ใจและ แกป ญหางาน ทร่ี ับผิดชอบภายใต
146 คณุ ลกั ษณะ/สมรรถนะ ระดบั ความคาดหวัง ระดับความสามารถของนักศกึ ษา CWIE ขอจำกดั ไดอยา งมเี หตุ ของสถานประกอบการ กอ นเขา CWIE หลงั เขา CWIE มีผล 12345 12345 12345 3. การสอื่ สารและการเจรจา 12345 12345 12345 ตอรอง 12345 12345 12345 3.1 สามารถส่อื สาร 12345 12345 12345 ภาษาไทยไดอยา ง มลี ำดบั ขนั้ ตอน ตรง ประเดน็ และเขาใจงาย 3.2 สามารถพูดสือ่ สาร ภาษาองั กฤษไดอยาง มีลำดับขัน้ ตอน ตรง ประเด็น และเขา ใจงาย 3.3 สามารถเขยี น ภาษาอังกฤษไดตรง ประเด็นและไดใจความ สำคญั 3.4 สามารถเจรจาตอรองใน สถานการณท ่ีเห่ยี วของ กับงานท่ีไดรับ มอบหมาย การประเมนิ ผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ปจจุบัน การประเมินผลตามสภาพจริงไดรับความนิยมมากขึ้นเพราะเปน การ ประเมินที่ตองอางอิงกับหลักฐานเชิงประจักษ การแสดงความสามารถใหเห็นจริง หรือการแสดง ผลงานใหเห็นประจักษ การประเมินผล CWIE เปนการประเมินผลจากการทำงานจริงใน สถานประกอบการ นักศึกษามีเวลาเพียงพอที่จะวางแผน ลงมือปฏิบัติงานจนไดผลงานเสร็จสมบูรณ ดังนั้น การนำวิธีการประเมนิ ผลตามสภาพจริงมาใชจงึ มีความเหมาะสม การประเมินผล CWIE ตามหลักการของการประเมินผลตามสภาพจริง มขี นั้ ตอนการดำเนินงาน ดังตอ ไปนี้
147 กำหนดคณุ ลักษณะที่พึงประสงค รวมกนั กำหนดระดบั ความสำเรจ็ ของการดำเนินงาน ใหบรรลเุ ปา หมายคณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค การมอบหมายงาน การตรวจสอบ เก็บรวบรวมผลงาน ประเมนิ ผล หลกั ฐานเชิงประจักษ การรายงานผล - Self-Assessment - Portfolio - Critical Reflection - Job Advisor Assessment แผนภาพที่ 5.7 การประเมนิ ผล CWIE ดวยหลักการการประเมินผลตามสภาพจรงิ (Authentic Approach) จากแผนภาพที่ 5.7 จะเห็นวาขั้นตอนการประเมินผลดวยหลักการของ การประเมินผลตามสภาพจรงิ มีลักษณะ Backward Design เมื่อกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงคไว เปนเปาหมายการประเมินผลแลว อาจารยนิเทศจะทำความตกลงกับนักศึกษาเพื่อกำหนดระดับ ความสำเร็จใหบรรลุเปาหมายพึงประสงคในระดับตาง ๆ นักศึกษาจะรับรู และสามารถกำหนด เปาหมายการเรยี นรูของตนเอง จากการปฏิบตั ิงานในสถานประกอบการได การมอบหมายงานจะตอง มีความสัมพันธสอดคลองกับโอกาสในการแสดงความสามารถของนักศึกษาตามเปาหมายการเรียนรู ของนักศึกษา และเกิดความทาทายในความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นดวย จากกระบวนการดังกลาว นักศึกษาสามารถติดตามและประเมินผลการทำงานของตนเองไดตลอดเวลา โดยเปรียบเทียบกับ เปาหมายทเ่ี ปน ขอ ตกลงรวมกนั การเขียนรายงานเพื่อการประเมินผลสุดทายเปนขั้นตอนที่สำคัญ การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ ในกรณี CWIE นักศกึ ษาและคณาจารยนเิ ทศอาจกำหนดวธิ ีรายงานดวย
148 วิธีการประเมินตนเอง (Self-Assessment) แฟมสะสมงาน (Portfolio) หรือ การสะทอนคิด เชงิ วิพากษ (Critical Reflection) อยางใดอยา งหนึ่งหรอื หลายอยา งได การประเมินตนเองของนักศึกษา (Self-Assessment) มีลักษณะสำคัญ ดงั นี้ • อาจารยนิเทศและนกั ศึกษาตอ งกำหนดคุณลักษณะพึงประสงคสำหรบั การประเมนิ และระดบั ความสำเรจ็ รว มกนั • แสดงใหเห็นผลสัมฤทธิ์อันเกิดจากการเรียนรูเชิงวิชาการที่สัมพันธกับ การทำงานในสถานประกอบการ • เนนการประเมินเชิงคุณภาพ ดวยการอธิบาย หรืออภิปรายผล การปฏบิ ัติงานใหสอดคลองกับระดบั ความสำเร็จทีต่ องการ • กำหนดเกณฑระดับความสำเร็จจากการประเมินในภาพกวางรองรับ การพัฒนาทีห่ ลากหลาย • อาจารยนเิ ทศจะมีบทบาทในการอำนวยความสะดวก ใหคำปรึกษาและ เปน ผูเ ชือ่ มโยงผลการประเมนิ กับการทำงานในสถานประกอบการ การประเมินดวยแฟมสะสมงาน (Portfolio) คือ การรวบรวมหลักฐาน ที่ปรากฏเปนลายลักษณอักษร รวมทั้งภาพและเสียงที่เกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานและการเรียนรู ในสถานประกอบการของนักศึกษา หลักฐานดังกลาว จะแสดงความสำเร็จของงาน คุณภาพสวน บุคคล รวมทั้งทักษะทางสังคม (Social Skills) การจัดทำแฟมสะสมงานจะชวยใหนักศึกษา กระตือรือรน ในการเรียนรูดวยตนเองตามสภาพความเปนจริง ยังชวยใหนักศึกษาพัฒนาศักยภาพ การสะทอ นคิด (Reflection) ไดดยี ิง่ ข้ึนดวย องคป ระกอบของแฟม สะสมงาน มีดงั น้ี • ผลการปฏิบตั ิงาน • การสื่อสารและความสัมพันธก ับเพ่ือนรว มงาน • พฒั นาการและการบรรลุเปา หมายคณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค • คุณภาพของงานท่เี ปน ทย่ี อมรบั ของเพื่อนรว มงานและพ่เี ลยี้ ง • รายงานการประเมนิ ผลของสถานประกอบการ • การมอบหมายงานและความรับผดิ ชอบ การประเมินผลดวยการสะทอนคิดเชิงวิพากษ (Critical Reflection) คือ การสะทอนคิดของนักศึกษาที่ถูกกำหนดใหสอดคลองกับเปาหมายคุณลักษณะพึงประสงคเปนการ เฉพาะ นกั ศึกษาจะตองเกบ็ รวบรวมขอมลู และขอเท็จจรงิ เชิงประจักษ แลวอธบิ ายความเปลี่ยนแปลง
149 และคุณประโยชนที่ไดรับอยางมีตรรกะเชิงวิชาการ การสะทอนคิดจะอยูในรูปของการบรรยาย อภิปราย ประกอบขอ มลู ทไ่ี ดจ ากแฟมสะสมงานก็ได มลี ักษณะสำคัญ ดงั นี้ • นักศึกษามีอิสระในการแสดงออกซึง่ ศักยภาพในดานตาง ๆ ของตนเอง ดวยการสะทอนวิธกี ารเรยี นรูในสถานประกอบการทนี่ ำไปสูพฒั นาการของนกั ศึกษา • การสะทอนคิดเชิงวิพากษ จะนำไปสูการพัฒนา การคิดเชิงวิพากษ และความคิดสรา งสรรค • การสะทอนคิดเพื่อประเมินกระบวนการ ควรเนนการสะทอนคิด กิจกรรมการดำเนินงาน เพื่อประเมินผลลัพธการเรียนรูตองเนนใหนักศึกษาแสดงออกจาก ประสบการณการทำงานในภาพรวม การประเมินผลดวยการประเมินผลงานของผูนิเทศในสถานประกอบการ (Job Advisor Assessment) คือ การประเมินสมรรถนะของนักศึกษาที่จำเปนสำหรับการปฏิบัติงาน ในสถานประกอบการเฉพาะดาน ซึ่งนักศึกษาและผูนิเทศในสถานประกอบการจะทำการตกลงกันไว ลว งหนาแลว มีลกั ษณะสำคญั ดงั น้ี • สมรรถนะที่กำหนดจะตองสอดคลองกับคณุ ลักษณะและวัตถุประสงค ของหลกั สูตร • นักศกึ ษาสามารถปฏบิ ัติ พัฒนาผลงาน ความประพฤติทส่ี อดคลองกบั สมรรถนะดงั กลาวได • นกั ศึกษาจะไดรบั การใหค ำแนะนำ ฝก ฝนในระบบการทำงานอยา ง เหมาะสมเพียงพอ การพฒั นาเกณฑการตรวจใหคะแนน (Rubric) การประเมินผลตามสภาพจริง เปนการกระตุนการเรียนรูของนักศึกษาใหแสดงออกโดยอิสระ แตสอดคลองกับจุดมุงหมาย หรือ วัตถุประสงคของการเรียนรู ดังนั้น การตรวจใหคะแนนจึงไมมีคำตอบถูกหรือผิดทั้งหมด การตรวจให คะแนนจึงหมายถึง การกำหนดแนวทาง หรือเกณฑการเรียนรูของนักศึกษาที่ควรปฏิบัติเพื่อให บังเกิดผลตามวัตถุประสงคที่กำหนด เกณฑการตรวจใหคะแนน (Rubric) อาจกำหนดตาม ผลการปฏิบัติงาน (Result) หรือขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) หรือทั้งสองดานก็ได เกณฑ การตรวจใหคะแนนนี้ จะชวยใหนักศึกษาสามารถกำหนดเปาหมายการเรียนรูของตนเองได ตามศักยภาพ และเรียนรวู ิธีการทจ่ี ะพัฒนาความสามารถของตนเองไดในอนาคต
150 กำหนดผลลพั ธก ารเรียนรู “คณุ ลกั ษณะ” ทจี่ ะประเมนิ กำหนดจำนวน ปรับปรุง ระดับคุณภาพการใหค ะแนน (3 ระดับ - 4 ระดับ - 5 ระดับ) คำอธบิ ายคุณลักษณะ ตามระดับคณุ ภาพ ตรวจสอบความเทย่ี งตรงของระดบั คุณภาพ แผนภาพที่ 5.8 ขั้นตอนการพฒั นาเกณฑการตรวจใหคะแนน (Rubric) จากแผนภาพที่ 5.8 จะเห็นวาการพัฒนาเกณฑการตรวจใหคะแนน มีความสำคัญอยูท่ีการเขียนคำอธิบายคุณลักษณะตามระดับคุณภาพ ไมวาจะเปนการประเมิน ผลงาน หรือการประเมินกระบวนการก็ตาม คำอธิบายดังกลาวจะตองแยกแยะพฤติกรรม อันพึงประสงคใหมีระดับคะแนนสูงกวาพฤติกรรมอันไมพึงประสงค ทั้งนี้ ความละเอียดซับซอน จะมีมากขึ้น เมื่อจำนวนระดับคุณภาพการใหคะแนนสูงขึ้น จาก 3 ระดับเปน 4 ระดับ หรือ 5 ระดับ การตรวจสอบความเที่ยงตรง ของระดับคุณภาพจะตองดำเนินการโดยผูทรงคุณวุฒิอิสระ ที่จะพิจารณาวา เกณฑการตรวจใหค ะแนนทัง้ ระบบมีความถูกตองเทีย่ งตรง สามารถนำไปใชได หรือ ตองปรบั ปรุง
151 ตัวอยางที่ 4 แสดงผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ของ นักศึกษา CWIE ดวยวิธีการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) โดยการ เปลี่ยนแปลงจากการกำหนดระดับการรับรู (Perception) ของผูประเมินเปนการแสดงหลักฐาน เชิงประจักษอันเกิดจากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการของนักศึกษา CWIE ดวยการ แสดงออกหรือนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษดังกลาว ดวยวิธีการกำหนดในรูปของการประเมิน ตนเอง (Self-Assessment) แฟมประสบการณ (Portfolio) หรือการสะทอนคิดเชิงวิกฤต (Critical Reflection) คุณลกั ษณะ/สมรรถนะ หลักฐานเชิงประจักษ 1. การคดิ รเิ ริ่มอยา งสรา งสรรคแ ละนวตั กรรม - แสดงความรูใ หมที่ไดจากการปฏบิ ตั ิงาน ระดับที่ 1 สามารถเรยี นรูส่งิ ใหมไ ดอยาง จำนวน 5 เรอ่ื ง และการประยุกตใชใน รวดเรว็ และตอเน่ือง การปฏบิ ตั งิ าน [5 คะแนน] ระดบั ที่ 2 สามารถนำเสนอความคดิ ใหมที่ - แสดงใหเห็นความคดิ ใหมท ี่ไดน ำเสนอใน นาสนใจและสรางคุณคา ใหต รงกบั การปฏิบัตงิ านจำนวน 2 เร่ือง และการ ความตองการของผูใ ชงาน ประยุกตใชในการปฏิบัตงิ าน [10 คะแนน] ระดบั ที่ 3 สามารถแปรรูปหลกั การหรอื - แสดงใหเหน็ นวัตกรรมในลักษณะ แนวคดิ ใหออกแบบกระบวนการ กระบวนการหรือผลติ ภณั ฑหรอื บริการท่ี หรอื ผลติ ภณั ฑห รอื บริการที่สรา ง สรา งคณุ คา และตรงกับความตอ งการ คุณคา และตรงกบั ความตอ งการ [15 คะแนน] 2. การคิดอยา งวิจารณญาณและการแกปญหา - แสดงหลกั ฐานวิธกี ารคน หาสาเหตุ ระดับที่ 1 สามารถกลนั่ กรอง คน หาสาเหตุ ของปญ หาและประเมินทางเลือก ของปญ หาและประเมนิ ทางเลือก ในการแกป ญหาในงานท่รี บั ผิดชอบได ตอ งานท่ีรับผดิ ชอบได 2 ปญ หา [10 คะแนน] ระดับที่ 2 สามารถคิดและวางแผนงานที่ - แสดงขัน้ ตอนการคิดวิเคราะหเพื่อ รับผดิ ชอบอยา งเปน ระบบภายใต วางแผนการปฏบิ ตั ิงานทรี่ ับผิดชอบ 2 กรอบระยะเวลาท่ีกำหนด งาน ในระยะเวลาท่ีกำหนด [10 คะแนน] ระดบั ที่ 3 สามารถตัดสินใจและแกปญ หางาน - แสดงเหตุผลของการตัดสินใจทางเลอื ก ท่รี บั ผดิ ชอบภายใตขอจำกัด ในการแกป ญหางานและดำเนินการแกไข ไดอ ยา งมเี หตุผล ปญ หาจนสำเร็จ 2 ปญ หา [10 คะแนน]
152 คณุ ลักษณะ/สมรรถนะ หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ 3. การส่อื สารและการเจรจาตอ รอง - แสดงหลักฐานปญหาการสื่อสาร ระดบั ที่ 1 สามารถส่ือสารภาษาไทยไดอยา ง ภาษาไทยและพัฒนาการการปรับตัว มลี ำดับ ขน้ั ตอน ตรงประเด็น แกไขปญ หาจนมีความสามารถในการ และเขา ใจงาย สื่อสารภาษาไทยดขี ึ้น [10 คะแนน] ระดับท่ี 2 สามารถส่ือสารภาษาองั กฤษ - แสดงหลกั ฐานหรือพฒั นาการการสอ่ื สาร ไดอ ยา งมลี ำดบั ข้ันตอน ภาษาอังกฤษจนมีความสามารถดขี ้นึ ตรงประเด็น และเขา ใจงาย [10 คะแนน] ระดับท่ี 3 สามารถเขียนภาษาอังกฤษได - แสดงหลกั ฐานหรอื พฒั นาการการเขยี น ตรงประเด็นและไดใจความสำคญั รายงานภาษาอังกฤษจนมีความสามารถ สูงข้นึ [10 คะแนน] ระดับที่ 4 สามารถเจรจาตอรองใน สถานการณท่เี ก่ยี วของกบั งาน - แสดงหลกั ฐานความสำเรจ็ ในการเจรจา ทีไ่ ดร ับมอบหมาย ตอรองกับเพ่ือนรวมงาน พี่เลี้ยง หรอื ผูท ี่ เกยี่ วของภายนอกสถานประกอบการกบั ภารกิจที่ไดรบั มอบหมาย [10 คะแนน] 1. การประเมินตนเอง (Self-Assessment) คือ การเขียนบรรยายแสดงเหตุผล พฒั นาการ ยกตวั อยางผลงานในกระบวนการเรยี นรูทเี่ กดิ ขึ้นในสถานประกอบการตามประเด็น “คุณลักษณะ/สมรรถนะ” ตามหลักฐานเชงิ ประจกั ษท ี่กำหนดรว มกนั 2. แฟม ประสบการณ (Portfolio) คอื การเกบ็ รวบรวมหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษท้งั ทีเ่ ปน เอกสาร ภาพถา ยผลงาน หนงั สอื รบั รอง หรือหลกั ฐานอ่นื ๆ ที่แสดงใหเหน็ ผลการปฏบิ ัติงาน ตามหลกั ฐานเชงิ ประจักษท่ีกำหนดรวมกนั 3. การสะทอนคิดเชิงวิกฤต (Critical Reflection) คือ การแสดงหลักฐานเชิงประจักษด วยการ บรรยายดวยวาจา ประกอบการแสดงขอ มูลหลักฐานผานสอ่ื ประสม (Multimedia) ท่สี ะทอน ถึงผลการปฏิบตั ิงานจนมีความสามารถตามหลกั ฐานเชิงประจักษที่กำหนดรวมกนั
153 (3) การนำผลการประเมินใชป ระโยชน การประเมินผลลัพธการเรียนรู CWIE คือกระบวนการเรียนรูเพื่อพัฒนา (Assessment as Learning) นักศึกษาใหบรรลุผลตามเปาหมายที่กำหนด ดังนั้น กระบวนการ ประมวลผลและผลการประเมิน จะตองกระตุนใหนักศึกษา CWIE เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือ สรางคุณประโยชนจาก CWIE อยางตอเนื่อง จึงเปนบทบาทและหนาที่สำคัญของอาจารยนิเทศ ที่จะตองนำผลการประเมินไปสูกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงผลลัพธการเรียนรูของนักศึกษา อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ ระดับความสามารถหรือสมรรถนะและการกำหนดตำแหนงความสำเร็จ ของนักศึกษา ผลการประเมินหรือคะแนนที่ไดจากเครื่องมือประเมินผลจะเปนตัวบงชี้ระดับ ความสามารถหรือสมรรถนะของนักศึกษาในดานนั้น ๆ ณ เวลาหนึ่งเวลาใดที่ทำการประเมินผล ซึ่งทำใหนักศึกษาหรืออาจารยนิเทศรับรูสถานภาพของนักศึกษา และเมื่อเปรียบเทียบกับ “เกณฑ” (Criterion) หรือคะแนนเฉลี่ยของกลุมนักศึกษาดวยกันจะทำใหเกิดการรับรูวา สถานภาพ ของนกั ศกึ ษานนั้ อยใู นตำแหนงใด ในทางปฏิบตั ิ อาจารยน เิ ทศควรรายงานผลการประเมินหรอื คะแนน ใหนักศึกษาทราบทันทีที่ปรากฏผลคะแนน รวมทั้งการกำหนดตำแหนงความสำเร็จของนักศึกษา ทั้งในรูปตำแหนงเปอรเซ็นไทล (Percentile) หรือกลุมระดับคุณภาพ เชน กลุมสูง กลุมกลาง หรือ กลุมตำ่ การวิเคราะหชองวางทางทักษะ (Skill Gap Analysis) ผลการประเมินที่ได นอกจากจะแสดงสถานะและตำแหนงความสำเร็จ เมื่อเทียบกับเกณฑหรือกลุมของนักศึกษา ดวยกันแลว อาจารยนิเทศควรทำความตกลงกับนักศึกษาเพื่อพิจารณาวาความแตกตางระหวาง ผลการประเมินที่ไดรับ กับความคาดหวังของตนเอง หรือความตองการของสถานประกอบการ หรือชองวางทางสมรรถนะ หรือทักษะมีอยูมากนอยเพียงใด และโดยศักยภาพของนักศึกษาแลว ชองวางเหลา น้นั สามารถเตมิ เตม็ ดวยวิธกี ารใด การวิเคราะหช องวางทางทักษะประกอบดวย ข้นั ตอนดังนี้ • กำหนดระดบั ความสำคัญของทักษะตอ ความสำเรจ็ ของงาน • เปรียบเทียบผลการประเมินทักษะของนักศึกษา CWIE ปจจุบันกับ เกณฑ หรือ ระดบั ทกั ษะท่พี ึงประสงค • ดำเนินการลดชองวางทางทักษะ ดวยการสอนเสริม การแนะนำ การฝกอบรมเพิม่ เตมิ การปรับปรุงกระบวนการ CWIE ในกรณีที่พบวา ผลการประเมินที่ไดรับ มีความผันผวนหรือแตกตางกันมาก อันเนื่องมาจากปญหาขั้นตอนการดำเนินงานขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่ง หรือทุกขั้นตอน จำเปนจะตองปรับปรุงกระบวนการ CWIE ใหเหมาะสมและนำไปสู
154 ผลลัพธที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเชน ปญหาความรวมมือกับสถานประกอบการ อาจจะตองพิจารณากำหนดคุณสมบัติของสถานประกอบการ ลักษณะงานและการมอบหมายงาน การสอนงานและการประเมินผลงาน ปญหาการทำหนาที่ของคณาจารยนิเทศ อาจจะตองจัด ฝกอบรมคณาจารยนิเทศ การเสริมสรางประสบการณการทำงานกับสถานประกอบการของอาจารย นิเทศ หรือ ปญหาความสนใจของนักศึกษา อาจตองปรับปรุงวิธีการเตรียมความพรอม การจัด นักศกึ ษาเขากับงาน (Job Placement) หรอื เตรยี มความพรอมทางวชิ าการมากข้นึ เปน ตน 5. การวัดและประเมินผลกอนและหลังการศกึ ษาออนไลน คำสัง่ ใหท ำเคร่ืองหมาย “” หนา ขอ ความที่ถูกตองและเครอ่ื งหมาย “” หนาขอความ ที่ไมถกู ตองตามหลกั การประเมินผลการจัด CWIE ตามความรคู วามเขาใจของทา น ( ..... ) ขอ 1. การจัดการเรียนการสอนแบบ CWIE ตองเริ่มตนจากการกำหนดหลักสูตร เปนการเฉพาะ เพือ่ ใหการจดั กิจกรรมการเรียนรูใ นสถาบนั อุดมศึกษามีความ สอดคลองกบั การเรยี นรูจากการทำงานในสถานประกอบการ ( ..... ) ขอ 2. เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษา พัฒนามาจากพื้นฐานเชิงปรัชญา เอกลักษณ และอัตลักษณที่แตกตางกัน การออกแบบการเรียนการสอนแบบ CWIE จึงแตกตางกัน ( ..... ) ขอ 3. ผลลัพธผูเรียนหรือผลลัพธการเรียนรู (Learning Outcomes) หมายความ ถึงการเปลี่ยนแปลง หรือคุณประโยชนท่ีบงั เกดิ ข้นึ ในตัวผเู รียนเทาน้ัน ( ..... ) ขอ 4. การประเมินผลการเรียนการสอนแบบ CWIE มุงเนนเฉพาะการประเมิน คณุ ภาพของผเู รยี นวา บรรลวุ ตั ถุประสงคข องหลกั สูตรเปนสำคัญ ( ..... ) ขอ 5. วิธีการประเมินผลการเรียนการสอนแบบ CWIE ที่นำมาใชจะมีอิทธิพลตอ พฤตกิ รรมการทำงานของนักศึกษา CWIE ใหบ รรลเุ ปา หมายทีก่ ำหนด ( ..... ) ขอ 6. การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) คือ การประเมิน จากผลการปฏบิ ตั ิงานจรงิ ทมี่ ไิ ดก ำหนดใหรับรูไ วล ว งหนา ( ..... ) ขอ 7. ความเที่ยงตรง (Validity) ของเครื่องมือประเมินผลการเรียนการสอนแบบ CWIE หมายถึง ผลคะแนนที่วัดไดจะมีความแตกตางกันนอยมากเมื่อมี การวัดซ้ำ
155 ( ..... ) ขอ 8. การประเมินผลงานของผนู ิเทศในสถานประกอบการเปนการประเมินผลตาม สภาพจริงที่มีความแตกตางไปจากการประเมินตนเอง (Self-Assessment) การประเมนิ ผลโดยแฟม สะสมงาน (Portfolio) และการสะทอ นคิดเชงิ วิพากษ (Critical Reflection) ดวยเหตทุ ่ี การประเมนิ ผลงานของผนู เิ ทศ ในสถานประกอบการมีการใหคะแนนทแ่ี มนตรงกวา ( ..... ) ขอ 9. การวิเคราะหช องวางทางทกั ษะของผูเรียน (Skills Gap Analysis) เปนการวเิ คราะหร ะดบั ความสามารถของผูเรยี นเมื่อเทยี บกับระดบั ความสามารถในกลุม ( ..... ) ขอ 10. นยิ ามเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร (Operational Definition) คือ การกำหนดวธิ ีการหา หลกั ฐานเชิงประจักษเพื่อเปนตวั แทนของคุณลักษณะที่มีความเปนนามธรรม เฉลยแบบทดสอบ ขอความถูก ไดแ ก ขอ 1, 2, 3, 5, 8, 10 ขอ ความผิด ไดแก ขอ 4, 6, 7, 9 6. ส่ือและเอกสารประกอบโมดูล Bellance, J. & Brandt, R. (2010). 21st Century skills: Rethinking how students learn. Blooming, IN: Solution Tree. Coll, R. k. & Zegwaard, K. E. (2011), International Handbook for Cooperative and Work-Integrated Education: International Perspectives of Theory, Research and Practice (2nd ed.). MA, Lowell: World Association for Cooperative Education. Leong, See-Cheng. (2014). What do we do when assess achievement? Chapter 1 in Assessment in Singapore: perspectives for classroom practice (pp. 1-4). Singapore, Singapore Examinations and Assessment Board. Trilling, B. & Fadel, C. (2009). 21st Century skills: Learning for life in our times. San Francisco: Jossey-Bass. What is Authentic Assessment? (Authentic Assessment Toolbox). Retrieved from http://jfmueller.faculty.noctrl.edu/
156 Wiggins, G. (1998). Ensuring authentic performance. Chapter 2 in Educative Assessment. Designing Assessments to Inform and Improve Student Performance (pp. 21-42). San Francisco: Jossey-Bass. Wiggins, G. (2018). 27 Characteristics of authentic assessment. Retrieved from https://www.teachthought.com.
157 โมดลู 6 การวเิ คราะหสะทอ นคดิ ศาสตราจารย ดร.วิจิตร ศรีสอา น และ ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.อาทติ ย คณู ศรสี ขุ
158 โมดลู 6 การวเิ คราะหสะทอนคดิ โดย ศาสตราจารย ดร.วจิ ิตร ศรีสอา น และ ผชู ว ยศาสตราจารย ดร.อาทติ ย คูณศรสี ขุ 1. หลักการและเหตุผล การศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาการและวิชาชีพตาง ๆ เพื่อผลิตและพัฒนาผูสำเร็จ การศึกษาพรอมทำงานไดทันทีเมื่อจบ (Work Ready Graduate) มักจะมีสวนประกอบสำคัญ ของหลักสูตรในสัดสวนที่เหมาะสมสองสวน ประกอบดวย “สาระความรูภาคทฤษฎี” และ “สาระ ความรูภาคปฏิบัติ” (Theory + Practice) การสอนภาคทฤษฎีสวนใหญนักศึกษาจะไดรับ ในสถาบันอุดมศึกษา สวนประสบการณภาคปฏิบัติมักจะไดจากการทำงานในสถานประกอบการ โดยเฉพาะการจัดหลักสูตรในรูปแบบสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) ซึ่งในสาระความรูนี้จะเรียกวา CWIE ที่เปนการจัดใหนักศึกษามีประสบการณตรงโดยการปฏิบัติงานจริง ตามหลักการเรียนรูของปรัชญา การศึกษาสาขาประสบการณนิยม (Experientialism) ที่ถือวา “คนเรียนรูผานการวิเคราะหสะทอน คิดจากประสบการณการทำงาน (Learning Through Reflection on Working) การวิเคราะห สะทอนคิดจึงเปนกระบวนการที่ชวยใหการเชื่อมโยงระหวางความรูเชิงทฤษฎีกับความรูเชิงปฏิบัติ กระชบั เปนรปู ธรรมและทำใหการพัฒนาวิชาชีพตอเนื่องไปสูอนาคตของนักศึกษา CWIE ท้ังดานสาระ ความรู ทักษะ สมรรถนะ และคานิยมวิชาชีพ หลักสูตร CWIE จึงกำหนดใหมีเรื่องการวิเคราะห สะทอ นคิดเปน สวนหน่ึงของการจัดระบบ CWIE ระดับอุดมศึกษาทง้ั กอ น-ระหวา ง-และหลังการปฏิบัติ CWIE 2. วัตถปุ ระสงคเชิงพฤติกรรม เพื่อใหผูเขารับการศึกษาอบรมสามารถใชสาระความรูในโมดูลนี้เปนสวนหนึ่งในการสราง หลักสูตร จัดระบบและกระบวนการ CWIE และการเตรียมนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาและ สถานประกอบการที่เกี่ยวขอ ง เพื่อใหนักศึกษา CWIE สามารถทำการวิเคราะหสะทอนคิดดวยวิธกี าร ท่เี หมาะสม โดยใชเปน เครื่องมอื ในการประเมนิ ตนเอง (Self-Assessment) ท้ังกอน ระหวาง และหลัง การปฏิบัติ CWIE รวมทั้งการสังเคราะหผลการวิเคราะหสะทอนคิดเปนสวนหนึ่งของผลลัพธการ เรียนรทู ี่ไดจ ากการปฏบิ ตั ิ CWIE
159 3. ผลลพั ธก ารเรียนรแู ละสมรรถนะที่พึงประสงค ผลลัพธการเรียนรแู ละสมรรถนะท่ีพงึ ประสงคท ผี่ เู ขารับการศึกษาอบรมตามโมดูล 6 พึงไดรับ ประกอบดวย 1) สามารถสรางระบบการวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) รวมทั้งรูปแบบ (Template) ทเ่ี หมาะสมกับแตละสาขาวิชาการและวิชาชพี เพ่อื ใชใ นการดำเนนิ การ CWIE 2) อธิบายและทำเปนตัวอยางใหแกนักศึกษา CWIE ในการดำเนินการวิเคราะหสะทอนคิด ทเี่ หมาะสมกับการปฏิบตั ิ CWIE ของแตละคน เพอื่ ใหน ักศกึ ษานำไปใชใ นการปฏบิ ตั ิ CWIE ได 3) สามารถสังเคราะหผลของการวิเคราะหสะทอนคิดกับผลรวมของผลลัพธการเรียนรูที่ได จากการปฏิบัติ CWIE เพื่อนำผลไปใชในการปรับปรุงหลักสูตร การจัดและการดำเนินการ CWIE รวมทง้ั หลักสตู รและการสอนของสถาบันอุดมศึกษาและการปฏบิ ตั ิงานของสถานประกอบการ 4. หัวเรื่อง: สาระความรู - นำสกู ารปฏบิ ัติ สาระความรทู ีเ่ ปนพ้นื ฐานของการนำสกู ารปฏิบัติ CWIE ประกอบดวย 1) การวิเคราะหส ะทอ นคิดในการพัฒนาวชิ าชีพ 2) การวิเคราะหสะทอนคิดในหลักสตู ร CWIE 3) การเขียนบนั ทึกการวิเคราะหส ะทอนคดิ ตามหลักสตู ร CWIE (Reflective Writing) 4) หนวยงานและบุคคลที่รับผิดชอบการวิเคราะหสะทอนคดิ 4.1 การวเิ คราะหส ะทอนคดิ ในการพฒั นาวชิ าชพี ในปจจุบันไดมีการใชการวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) เปนเครื่องมือ ในการพัฒนาวิชาชีพตาง ๆ โดยการประเมินตนเองและนำผลการวิเคราะหไปใชประโยชน ในการพัฒนาวิชาชีพอยางตอเนื่อง วิชาชีพเชิงปฏิบัติ (Practicing Profession) นิยมที่จะจัดใหมี การวิเคราะหสะทอนคิดเปนสวนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ ทักษะ สมรรถนะ และคานิยมวิชาชีพหรือความเปนมืออาชีพ การวิเคราะหสะทอนคิดจึงเปนสวนของ กระบวนการเรียนรูและเปนเครื่องมือในการสนับสนุนการเรียนรูในปจจุบันและการเรียนรูตลอดชีวิต ไมวา จะเปน การศกึ ษาในระบบ นอกระบบหรอื การศกึ ษาตามอธั ยาศัย เครื่องมือการประเมินตนเองในรูปแบบการวิเคราะหสะทอนคิดของแตละวิชาชีพ ประกอบดวย (1) ประเด็นสาระสำคัญที่กำหนดใหเขียนบทวิเคราะหสะทอนคิดจากการทำงาน (2) การเขียนบทวิเคราะหสะทอนคิด (Reflective Account of Practices: RAP) จากประสบการณ ตามประเด็นและจำนวนคำที่กำหนด (3) การนำเสนอบทวิเคราะหสะทอนคิดอาจดำเนินการ
160 ในลักษณะรายงานปากเปลา (Oral Presentation) รายงานเปนลายลักษณอักษร (Written Presentation) หรือทัง้ สองอยา ง ดังตัวอยางตอ ไปนี้ ก. บทวิเคราะหสะทอนคิดของสภาการพยาบาลและผดุงครรภของสกอตแลนด (Nursing and Midwifery Council: NMC) ซึ่งกำหนดใหพยาบาลตองขอตออายุใบรับรอง การประกอบวิชาชีพทุก 3 ป โดยจะตองทำบทวิเคราะหสะทอนคิดจำนวน 5 บท เพื่อแสดงใหเห็นถึง สิ่งที่ไดเรียนรูเพิ่มเติมจากเหตุการณและกิจกรรมที่ทำและใชเปนสวนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพ (Reflective Account of Practice: RAP) ถือเปน Formal Reflection สะทอนภาพของเรื่องใด เร่อื งหนึ่งหรอื มากกวา ดงั ตอ ไปน้ี (1) การพัฒนาวิชาชีพตอเนื่อง (Continuing Professional Development: CPD) หรอื (2) ผลสะทอนกลับของการปฏิบัติวิชาชีพที่ไดรับ (Practices-Related Feedback) หรือ (3) เหตุการณหรือประสบการณการปฏิบัติวิชาชีพที่เกี่ยวกับจรรยาวิชาชีพ การพยาบาลและผดุงครรภ (An Event or Experience in Your own Professional Practice and How this Relates to the Code) บทวิเคราะหสะทอนคิดดังกลาวขางตนควรระบุเรื่องที่ไดเรียนรูการใชประโยชน ในการปฏิบัติวิชาชีพและความสัมพันธสอดคลองกับจรรยาวิชาชีพ (NMC CODE) โดย NMC ไดกำหนดรูปแบบ (Template) ของบทวิเคราะหสะทอนคิด (NMC Reflective Account Template) เปนกรอบและแนวทางในการเขยี นบทวิเคราะหไ ว 4 ประการ (1) บรรยายและอธิบายธรรมชาติของการพัฒนาวิชาชีพตอเนื่องหรือผลสะทอนกลับ จากการปฏิบัตวิ ชิ าชีพหรือเหตกุ ารณห รอื ประสบการณ (2) อธิบายสิ่งทไ่ี ดเ รียนรูจากกจิ กรรมและเหตุการณท ่รี ะบุในขอ (1) (3) เรื่องที่ไดมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงการปฏิบัติวิชาชีพอันเปนผลจากขอ (1) และขอ (2) (4) บทวิเคราะหสะทอนคิดในประเด็นตาง ๆ ที่เสนอมีสวนสัมพันธและสอดคลองกับ จรรยาวชิ าชพี อยา งไร?
161 ข. แนวทางการพัฒนาคณาจารยตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนและ สนับสนุนการเรียนรูระดับอุดมศึกษา (UKPSF: UNITED KINGDOM PROFESSIONAL STANDARDS FRAMEWORK FOR TEACHING AND SUPPORT OF LEARNING IN HIGHER EDUCATION) ภ าค ภาษาไทย 1) ความนำ สถาบันอุดมศึกษาเปนองคกรทางวิชาการที่มีภารกิจหลักดานการสรางคน สรางความรูและสรา งนวัตกรรมสูความเปนเลิศเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมใหพ่ึงตนเองได พัฒนาได และแขงขันได องคกรประเภทนี้ตองใชวิชาการเปนปจจัยสำคัญของการทำภารกิจ จึงตองมี ความเปนเลิศทางวิชาการ (Academic Excellence) ซึ่งเกิดจากการสอน (Teaching) และการวิจัย (Research) ทเี่ ปน เสมือนสองดา นของเหรยี ญอันเดียวกนั ภารกิจดานการสอนเปนภารกจิ ที่สถาบันอุดมศึกษาทุกแหงถือเปนภารกิจหลัก ทุกแหงมุงมั่นที่จะจัดการเรียนการสอนใหดีมีคุณภาพ ตรงตามความตองการของผูใชบัณฑิตและ ใชประโยชนไดจรงิ ถาทำไดก จ็ ะทำใหมีนกั ศกึ ษามาก ไดร บั ความนยิ มสงู เกิดความมั่นคง และสามารถ ใหบริการดานอน่ื ไดเ ตม็ ทีด่ ว ย การพัฒนาคณาจารยและบุคลากรสนับสนุนการเรียนรูใหมีคุณภาพและ เปนมืออาชพี ตามกรอบมาตรฐานวิชาชพี การสอนระดับอดุ มศกึ ษา จึงเปนกิจกรรมทีไ่ ดรับการยอมรบั และจดั อยา งกวา งขวางในสถาบนั อุดมศึกษาของประเทศตา ง ๆ ท่ัวโลก 2) ความเปนมาของการพัฒนากรอบมาตรฐานวิชาชพี การสอนระดับอุดมศึกษา ของประเทศสหราชอาณาจกั ร ในชวงสองทศวรรษที่ผานมา ประเทศสหราชอาณาจักรไดริเริ่มจัดใหมี การพัฒนาคุณภาพการสอนระดับอุดมศึกษา โดยการจัดตั้งสถาบันการอุดมศึกษา (The Higher Education Academy: HEA) ซึ่งในปจจุบันเปลี่ยนชื่อเปน Advance Higher Education (AHE) เปนหนวยงานอิสระระดับชาติ ทำหนาที่พัฒนากรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนและสนับสนุน การเรียนรูระดับอุดมศึกษา (UK Professional Standards Framework: UKPSF) เพื่อประเมินและ รบั รองหลกั สตู รการพฒั นาคณุ ภาพการสอนและวทิ ยฐานะวชิ าชพี การสอนของคณาจารยแ ละบุคลากร สนบั สนนุ การเรยี นรูในสถาบนั อดุ มศึกษา ในปจจุบัน AHE ไดรวมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกจัดฝกอบรมและประเมิน คุณภาพการสอนรวมทั้งการกำหนดวิทยฐานะของผูผานการประเมิน (Descriptors) เปน Fellow ระดับใดระดบั หน่งึ คือ Associate, Fellow, Senior หรือ Principal
162 3) สาระสำคัญโดยสงั เขป แผนภาพที่ 6.1 สาระโดยสังเขปของกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนระดบั อดุ มศกึ ษา ของประเทศสหราชอาณาจักร
163 4) สาระสำคัญในแตละมิติของ PSF มติ ิดานกจิ กรรม (Areas of Activity) A1 : ออกแบบและวางแผนกิจกรรมการเรียนรูและ/หรือ โปรแกรมการศกึ ษา A2 : สอนและ/หรอื สนบั สนนุ การเรยี นรู A3 : ประเมนิ และใหการปอ นกลบั แกผูเรยี น A4 : พฒั นาสภาพแวดลอ มการเรียนรูทมี่ ปี ระสิทธิภาพ และวิธกี ารทีส่ นับสนนุ นักศึกษาและการแนะแนว A5 : เขา รว มในการพัฒนาวชิ าชพี อยา งตอ เน่อื งในดาน รายวิชา/สาขาวชิ าและวทิ ยาการการสอน การวจิ ยั การศกึ ษาคนควา และการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิ ทางวชิ าชพี มติ ิดา นความรหู ลกั มติ ดิ านคา นิยมทางวิชาชพี (Core Knowledge) (Professional Values) K1 : สาระรายวิชา V1 : คำนึงถงึ ผูเรียนเปนรายบุคคล และความ K2 : วิธกี ารท่ีเหมาะสมสำหรบั การสอน การ หลากหลายของชมุ ชนการเรียนรู เรียนรูและการประเมินในสาระรายวิชา V2: สงเสรมิ การมสี ว นรวมในการศึกษา และท่ีระดบั ของโปรแกรมวชิ าการ ระดับอุดมศึกษาและความเทา เทียมดา น K3 : นกั ศกึ ษาเรยี นรอู ยา งไร ทงั้ โดยทวั่ ไปและ โอกาสของผเู รยี น ภายในสาระของรายวชิ า/สาขาวชิ า K4 : การใชแ ละเหน็ คุณคาของเทคโนโลยีการ V3 : ใชแนวทางขอ มูลเชงิ ประจกั ษ และ เรยี นรูท ี่เหมาะสม ผลลัพธจากการวิจัย การศกึ ษาคน ควา K5 : วธิ กี ารประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของการสอน และการพัฒนาเชงิ วชิ าชพี อยา งตอ เน่อื ง K6 : ความเกย่ี วขอ งกับการประกนั คุณภาพและ การปรับปรุงคุณภาพสำหรบั การปฏิบตั ิ V4 : ใหค วามสำคญั กบั การดำเนนิ งานของ ทางวชิ าการและวิชาชีพที่เนน การสอน ระบบอดุ มศกึ ษาในบริบทที่กวา งขวางขน้ึ โดยเฉพาะ โดยยอมรับผลท่เี กย่ี วขอ งกบั การปฏิบัติ วิชาชพี แผนภาพที่ 6.2 สาระสำคญั ในแตละมิติของ PSF
164 5) ระดบั วิทยฐานะ/กลุมเปา หมาย/ตัวกำหนดคุณลักษณะ ตารางที่ 6.1 ระดบั วทิ ยฐานะ/กลมุ เปา หมาย/ตัวกำหนดคุณลกั ษณะ ระดับวทิ ยฐานะ กลมุ เปาหมาย ตวั กำหนดคุณลักษณะ รับรองโดย Advance (Descriptor) HE Associate Fellow - นักวจิ ัยทตี่ อ งมีสว นรวมในการสอน Descriptor 1 (D1) เชน นกั ศกึ ษาปริญญาเอก นกั วิจัย - มผี ลสำเร็จอยางนอ ย 2 ขอใน หลังปรญิ ญาเอก A1-A5 - อาจารยใ หมทีไ่ มมีประสบการณ - มีความรหู ลักที่เหมาะสมและ การสอน มคี วามเขาใจอยา งนอย K1 - บุคลากรสนับสนุนการเตรยี มงาน และ K2 วชิ าการ เชน นกั เทคโนโลยี สนบั สนนุ การเรยี นรู เจา หนา ท่ี หอ งสมุด นักพฒั นาทรัพยากร การเรียนรู - นกั วชิ าการทมี่ ีประสบการณต าม สาขาวิชาชพี ซ่งึ ใหมต อการสอน และ/หรือสนับสนุนการเรยี นรู Fellow - นักวิชาการใหม Descriptor 2 (D2) - นกั วิชาการและ/หรือผูส นบั สนุน - มีผลสำเรจ็ ใน A1-A5 ที่มีภาระงานหลักดา นการเรยี น - มีความรหู ลกั K1-K6 การสอน - มีคานยิ มทางวิชาชพี V1-V4 - นักวชิ าการที่มีประสบการณ ทางวิชาชพี แตยังใหมตอ ระดบั อดุ มศึกษา - อาจารยท มี่ ภี าระงานหลกั เนนดานการเรยี นการสอน
165 ตารางที่ 6.1 ระดับวิทยฐานะ/กลุม เปาหมาย/ตัวกำหนดคุณลกั ษณะ (ตอ) ระดับวทิ ยฐานะ กลุม เปาหมาย ตัวกำหนดคณุ ลกั ษณะ รบั รองโดย Advance (Descriptor) HE Senior Fellow - อาจารยทีม่ ีประสบการณส ูง Descriptor 3 (D3) สรางผลกระทบและมีความ - มีผลสำเรจ็ ใน A1-A5 รบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารหรือ - มคี วามรหู ลกั K1-K6 การพัฒนารายวชิ าและ/หรือ - มีคา นยิ มทางวิชาชีพ V1-V4 หลกั สตู ร - อาจารยพ เ่ี ล้ยี งทีม่ ปี ระสบการณ มีหนาทใ่ี หคำปรกึ ษาอาจารย ใหม - อาจารยทีม่ ปี ระสบการณส ูง ที่มี หนาท่ีใหค ำปรึกษาดา นการสอน และสนบั สนุนการเรยี นรใู น ระดบั สถาบัน Principal Fellow - อาจารยท ี่มปี ระสบการณส งู ยิ่ง Descriptor 4 (D4) และ/หรืออาจารยอาวโุ สทม่ี ี - มผี ลสำเร็จใน A1-A5 ความรับผิดชอบในวงกวางหรือ - มคี วามรหู ลัก K1-K6 เปนผนู ำการวางแผนกลยุทธ - มคี านยิ มทางวิชาชพี V1-V4 ดานการสอนและสนับสนนุ การ เรยี นรู - อาจารยท ร่ี บั ผดิ ชอบตอ ความ เปนผนู ำดานกลยทุ ธของสถาบนั และการวางนโยบายดา นการ เรียนการสอน - อาจารยท่ที ำใหเ กดิ ผลกระทบ เชงิ กลยทุ ธเ กย่ี วกบั การสอนและ การเรียนรู ในวงกวางและมี อทิ ธพิ ลตอสถาบันการศึกษาอ่ืน
166 6) การเตรียมความพรอมในการสมัครเขารับการประเมินวิทยฐานะวิชาชีพ การสอนระดับอุดมศึกษา ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนและการสนับสนุนการเรียนรู ของประเทศสหราชอาณาจักร (UKPSF: United Kingdom Professional Standards Framework) (1) เขารบั การอบรมท่ีสถาบันอดุ มศกึ ษาจดั รว มกบั AHE เปน เวลา 3 วนั (2) เขียนใบสมัครเขารับการประเมินพรอมบทวิเคราะหสะทอนคิดตาม ประเด็นท่ีกำหนดในระดับทเ่ี ลือกสงใหประเมินภายใน 1 เดอื น หลงั การอบรมตามขอ (1) (3) สถาบันที่จัดการอบรมแตงตั้งผูประเมินที่มีวิทยฐานะเหมาะสม ประเมิน ใบสมัครและรายงานที่เขียนโดยไมเ ปดเผยผปู ระเมิน (4) แจงผลประเมนิ ภายใน 1 เดือน หลงั จากผปู ระเมินไดร ับเร่อื ง 7) การเขียนบทวเิ คราะหสะทอ นคดิ จากประสบการณใ นการปฏบิ ตั ิวิชาชพี (Reflective Account of Practice: RAP Preparation) ตารางที่ 6.2 การเขียนบทวเิ คราะหสะทอ นคดิ จากประสบการณในการปฏบิ ัตวิ ิชาชีพ (1) ระดับ (2) ระดับ (3) ระดบั (4) ระดับ Associate Fellow Senior Fellow Principal Fellow Fellow (D1) (D2) (D3) (D4) - 2 เร่อื งจากมิติ - ท้ัง 5 เร่อื งจากมติ ิ - รายงานผลสะทอน - รายการผลกระทบ ดา นกิจกรรม ดานกิจกรรม (A) กลบั + 2 ทม่ี ที างการศึกษา (A) - ทกุ เร่ืองจากมิติ กรณีศึกษา 10 เรอื่ ง (REI: - 2 เรอ่ื งจากมติ ิ ดา นความรูหลกั - รายงานการปฏบิ ัติ Records of ดา นความรู (K) และคานยิ ม วิชาชีพทม่ี อี ทิ ธิพล Educational หลัก (K1-2) ทางวชิ าชีพ (V) หรอื ผลกระทบตอ Impacts) สะทอนมติ ิดา น - 3,000 คำ ผอู ืน่ - บทวิเคราะห คา นยิ ม (V) - ผสู นบั สนนุ ทเ่ี ปน - 3,000 คำของ สะทอ นคดิ 4 - 1, 400 คำ คนกลาง 2 คน รายงานขางตน + หมวดๆ ละไมเกิน 2 x 1,500 คำของ 2,000 คำ พรอม กรณศี ึกษา แหลง อา งอิงอยาง นอย 10 รายการ
167 ตารางท่ี 6.2 การเขยี นบทวเิ คราะหสะทอ นคดิ จากประสบการณในการปฏิบตั วิ ชิ าชพี (ตอ) (1) ระดับ (2) ระดบั (3) ระดบั (4) ระดบั Associate Fellow Senior Fellow Principal Fellow Fellow (D1) (D2) (D3) (D4) - ผูส นับสนนุ ที่ - ผูสนับสนนุ ทีเ่ ปน - ผสู นบั สนนุ ท่เี ปน เปนคนกลาง คนกลาง 2 คน คนกลาง 3 คน 2 คน เปน ผทู ่ีไดร บั อทิ ธพิ ลหรอื ผลกระทบโดยตรง จากผสู มคั ร ค. กรอบพฤตกิ รรมภาวะผูนำ (กพภ) (Leadership Behavior Framework: LBF) สถาบันพัฒนาภาวะผูนำและนวตั กรรมสงั คม 1) ความนำ ผูนำ คือ ผูที่มีบทบาทสำคัญในการนำองคการหรือกลุมบุคคลไปสูความสำเร็จ ตามเปาหมายท่ีมีรวมกัน ภาวะผูนำเปนท้ังศาสตรและศิลปทีท่ ุกคนพึงมี โดยอาศัยประสบการณและ การศึกษาอบรมเปนปจจัยสำคัญ การเรียนรูที่เกิดจากการสะทอนคิดโดยการวิเคราะหประสบการณ ของตนเองเปนวธิ ีการของปรัชญาการศึกษาของสำนักคิดดา น “ประสบการณน ิยม” (Experientialism) โดยถอื วา คนเกดิ “การเรยี นรูผานการสะทอนคิดจากการทำ” หรือ “Learning Through Reflection on Doing” การพัฒนาผูนำสังคมโดยการใชก ารวิเคราะหการสะทอนคิดจากประสบการณ ของภาวะผูนำ เปนการประยุกตปรัชญาการศึกษาประสบการณนิยมที่กลาวขางตนมาเปนหลัก ในการพัฒนากรอบพฤติกรรมภาวะผูนำ (กพภ) จำแนกเปน 3 มิติ ไดแก มิติดานบทบาท มิติดาน ทักษะ-สมรรถนะ และมิติดานคานิยม-อุดมการณ ในแตละมิติมีพฤติกรรมสำคัญมิติละ 5 ดาน รวม 15 ดา น เพ่อื ใหผ ูสนใจสามารถใชประเมนิ ภาวะผูน ำของตน โดยการเขยี นบทวเิ คราะหพฤติกรรม จากประสบการณของแตละคนวา อยใู นระดับใด เปนสว นของการพฒั นาตนเองใหมีภาวะผนู ำในระดับ ท่ีเหมาะสม ระบบและวิธีการดังกลาวชื่อวา “กรอบพฤติกรรมภาวะผูนำ (กพภ)” ซึ่งมี รายละเอียดและสาระสำคัญดังตอ ไปนี้
168 2) กรอบพฤติกรรมภาวะผูนำสามมติ ิ แผนภาพที่ 6.3 กรอบพฤติกรรมภาวะผูนำสามมติ ิ 3) สาระสำคัญในแตล ะมติ ขิ องกรอบพฤติกรรมภาวะผนู ำ (กพภ) แผนภาพที่ 6.4 สาระสำคัญในแตล ะมติ ิของกรอบพฤตกิ รรมภาวะผนู ำ (กพภ)
169 สรุปสาระสำคญั โดยสงั เขป แผนภาพที่ 6.5 สรปุ สาระสำคญั โดยสังเขป 4) การเขียนบทวเิ คราะหส ะทอนคิดในการเปน ผูนำ แผนภาพที่ 6.6 การเขยี นบทวเิ คราะหส ะทอนคิดในการเปนผนู ำ
170 5) การเขียนบทวเิ คราะหส ะทอนคิด (Reflective Account of Practice: RAP) (1) เขียนบทวิเคราะหสะทอนคิดจากประสบการณการปฏิบัติภาวะผูนำ ในองคการหรือกลุมที่ตนไดทำหรือกำลังทำอยูโดยเลือกพฤติกรรมตามกรอบพฤติกรรมภาวะผูนำ ใน 3 มิติ ๆ ละ 2-5 พฤตกิ รรม ตามระดบั ภาวะผนู ำที่สมัครเขารับการประเมิน (แถบสมั ฤทธ์ิ แถบเงิน หรอื แถบทอง) (2) เขียนบทวิเคราะหสะทอนคิดของพฤติกรรมแตละเรื่องที่เลือก โดยมี คำอธิบายชัดเจนวาเปนพฤติกรรมอะไร? ทำอยา งไร? ทำไปทำไม? มีความสำคัญอยางไร? และเกิดผล อะไร? (3) บทวเิ คราะหส ะทอนคิดของแตล ะพฤตกิ รรมจากมิตดิ า นบทบาท ดานทกั ษะ- สมรรถนะ และดานคา นยิ ม-อดุ มการณ ควรมคี วามสมั พนั ธเ ชื่อมโยงกัน เพ่อื แสดงพฤติกรรมภาวะผูนำ ในมิติบทบาทท่เี ลอื กทำบทวิเคราะห (4) จำนวน “คำของบทวเิ คราะหส ะทอ นคดิ ” ที่กำหนดในแตละระดบั หมายถึง คำที่แสดงความหมาย สื่อความเบ็ดเสร็จ จะเปนคำโดดหรือคำผสม (สมาสหรือสนธิ) มากกวา หนึ่งพยางคแตความหมายเดี่ยว ก็นับเปนหนึ่งคำ ยกเวนคำ บุพบท (กับ แก แต ตอ ฯลฯ) ไมนับเปน จำนวนคำ (5) การเขียนบทวิเคราะหสะทอนคิด ใหเขียนเชิงพรรณนาโดยไมใชภาพ แผนภูมิ ตาราง หรือกราฟกอื่น บทวิเคราะหในแตละมิติอาจมีแหลงอางอิงประกอบดวยก็ได ความยาวของบทวเิ คราะหแ ตล ะพฤตกิ รรมในมติ ติ า ง ๆ ควรใกลเคยี งกนั 4.2 การวิเคราะหสะทอนคดิ ในหลักสตู ร CWIE การเรียนรูผา นประสบการณท อ่ี อกแบบไวใ นหลักสตู ร CWIE ระดับอุดมศกึ ษามปี ระวัติ อันยาวนานมาตั้งแตการจัดหลักสูตรแบบแซนดวิชโปรแกรม (Sandwich Programs) ในประเทศ อังกฤษตั้งแตป พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) และการจัดสหกิจศึกษาขึ้นเปนครั้งแรกที่มหาวิทยาลัย ซินซินนาติ ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ในป พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) แตก ารวเิ คราะหสะทอ นคดิ (Critical Reflection) ในฐานะที่เปนเครื่องมือสำคัญของการเรียนรูผานประสบการณตามหลักการเรียนรู ของปรัชญาการศึกษาตามประสบการณน ิยม (Experientialism) ที่ถอื วา “คนเรยี นรูผานการสะทอนคิด จากประสบการณการทำงาน (Learning through Reflection on Working)” เพง่ิ ไดร ับการกลา วถึง อยางกวางขวางในวงวิชาการดาน CWIE ในประชาคมโลกในชวงปลายศตวรรษที่ 20 ตอเนื่องถึง ปจจุบัน ซึ่งเปนชวงตนของศตวรรษที่ 21 ผลการวิจัยและรายงานทางวิชาการที่ตีพิมพเผยแพร ในชวงนี้ยืนยันวาการวิเคราะหสะทอนคิดสนับสนุนใหนักศึกษา CWIE เขาใจและเขาถึงการประยุกต ความรูภ าคทฤษฎีสูการปฏบิ ัติ เพมิ่ คุณคา ทางการเรยี นรผู า นประสบการณการทำงาน (Work-Based
171 Learning Experience) และเปนทั้งเครื่องมือ (Tool) สำหรับการเรียนรูจากการทำงาน (Work- Based Learning) และการปฏิบัติวิชาชีพ (Professional Practice) ซึ่งเปนหัวใจของสหกิจศึกษา และการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE) จึงควรทจ่ี ะจัดใหการวิเคราะหส ะทอนคดิ เปนสวนหน่งึ ของหลักสตู ร CWIE ในชวงตนของศตวรรษที่ 21 ไดมีนักวิชาการและนักวิจัยดาน CWIE ในประชาคมโลก เสนอบทบาทและรูปแบบการจัดการวิเคราะหสะทอนคิดไวหลากหลายโมเดล ขอนำเสนอตัวอยาง ประกอบการศึกษาเรือ่ งนโ้ี ดยสังเขป ดงั ตอ ไปนี้ 1) มารินา ฮารเวย และคณะ (Harvey et.al., 2010) ในบทความเรื่องการจัดการ วิเคราะหสะทอนคิดในหลักสูตร CWIE (Aligning Reflection in the Cooperative Education Curriculum) ไดแสดงใหเห็นถึงบทบาทสำคัญของการวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) ในหลกั สูตร CWIE 3 ดาน ไดแก (1) ดานการเรียนรูวิชาการ (Academic Learning) การวิเคราะหสะทอนคิดชวย ใหลูท างการประยกุ ตและการบรู ณาการทฤษฎกี บั การปฏบิ ตั ิ (2) การพัฒนาทักษะ (Skill Development) การวิเคราะหสะทอนคิดชวย เสริมสรางทักษะตาง ๆ ทั้งดานเทคนิควิชาชีพและการทำงานกับคน (Technical and Human Skills) ในลักษณะท่ีเปน Soft and Hard Skills. (3) การเรียนรูตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อการพัฒนาวิชาชีพตนเอง ตอ เนื่อง (CPD) ซ่ึงมีความสมั พันธด ังแผนภาพท่ี 6.7
172 แผนภาพท่ี 6.7 สามบทบาทของการวิเคราะหสะทอนคิดในกระบวนการ CWIE ทีม่ า: Harvey et.al., 2010 2) เจมส อี กริพฟน และคณะ (Griffin et.al., 2010) ไดพัฒนาอนิ โคเรโมเดล (InCoRe Model) ขึ้นที่มหาวิทยาลัยจอหนสันและเวลส (Johnson & Wales University) ประเทศ สหรัฐอเมริกาเพื่อใหนักศึกษาไดใชเปนเครื่องมือในการประเมินตนเอง (Self-Assessment) ตามระบบ CWIE ทั้งกอน ระหวาง และหลังการไปปฏิบัติ CWIE โดยอินโคเร (InCoRe) เปนชื่อยอ จาก 3 คำ ไดแ ก (1) Integration หรือ บูรณาการการเรียนรูกับการทำงาน (2) Coordination หรือการประสานงานระหวางการใหคำปรึกษาแกนักศึกษา ระหวางคณาจารย ผบู ริหารและเจาหนา ที่ CWIE
173 (3) Reflection หรือ การวิเคราะหสะทอนคิดของนักศึกษาตอผลลัพธการเรียนรู (Learning Outcome) InCoRe Model ในภาพรวมเปนการประกันการวิเคราะหสะทอนคิดในชวงเวลา ตาง ๆ ของหลักสูตร 4 ป ทั้ง 3 มิติ คือ ระหวางการศึกษาวิชาเอก วิชาศึกษาทั่วไป และระหวางการ ปฏิบัติ CWIE ดงั ที่แสดงไวในแผนภาพที่ 6.8 แผนภาพท่ี 6.8 อินโคเรโมเดล ทีม่ า: Griffin et.al., 2010 ในสวนที่เกี่ยวของกับการวิเคราะหสะทอนคิดของนักศึกษาในชวงการปฏิบัติงาน CWIE การวจิ ัยทเี่ กิดจากการใชเ ครื่องมือ InCoRe กบั นกั ศึกษา CWIE ของสถาบนั อุดมศึกษาในชวงป พ.ศ.2550-2553 พบวา (1) การวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) เปนเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในสวนที่เกี่ยวกับการกำหนดประเด็นกอน ระหวาง และหลังการปฏิบัติงาน CWIE โดยที่
174 การวิเคราะหสะทอนคิดไดชวยใหเกิดกระบวนการเชื่อมโยงประสบการณปจจุบันกับประสบการณ ที่มีมากอนในความพยายามที่จะใหบรรลุผลลัพธการเรียนรูในสาขาวิชาและประสิทธิภาพการทำงาน ของแตละคน และ (2) ผลการสำรวจเรื่อง “Proficiency” ของนักศึกษา CWIE เกี่ยวกับ “Competencies” ที่พึงประสงคดานความรูและทักษะ (Disciplinary Knowledge and Skill) ความเปนนักวิชาชีพและจรรยาบรรณการทำงาน (Professionalism and Work Ethic) การแกปญหา (Problem-Solving) การสื่อสาร (Communication) และการทำงานรวมกับผูอื่น (Collaboration) ปรากฏวานักศึกษา CWIE สวนใหญ (เกิน 85% ของนักศึกษา CWIE) มี Proficiency ของ Competencies ตามท่ี CWIE กำหนด ผูวิจัยไดสรุปผลการจัดและดำเนินการ InCoRe Model ของสถาบันอุดมศึกษา แหงนี้วา “เปนศูนยกลางของการปฏิรังสรรคการจัดหลักสูตร CWIE ซึ่งรวมถึงการพัฒนาการ วเิ คราะหส ะทอ นคิดของนกั ศกึ ษาตอ สมรรถนะท่กี ำหนดเปน สว นสำคัญของหลกั สตู ร CWIE ” 3) แพทริเซีย ลูคาส (Lucas, 2017) ไดเสนอใหการวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) เปนสวนสำคัญของหลักสูตร CWIE ในประเทศนิวซีแลนดโดยการสรางแบบวิเคราะห สะทอนคิดชื่อวา “The Transactional Model of Critical Reflection” เนนความสัมพันธ เกี่ยวเนื่องของ 3 องคประกอบ ไดแก “นักศึกษา สถานประกอบการและสถาบันอุดมศึกษา” ซึ่งเปน สวนของระบบการจัดการเรียนรู CWIE ที่จำเปนตองมีปฏิสัมพันธตอกันเพื่อใหเกิดประโยชนรวมกัน ทุกฝา ย” ดงั แสดงในแผนภาพท่ี 6.9 แผนภาพที่ 6.9 โมเดลการวิเคราะหส ะทอ นคดิ ของ Lucas (2017) ท่มี า: Lucas, 2017 หมายเหตุ CR - Critical Reflection, E = Experience, TP = Theory and Practice และ A = Assessments/Pedagogy/Academic Supervision
175 ผูที่เสนอโมเดลนี้เชื่อมั่นวา การสงเสริมใหมปี ฏิสมั พันธ (Interactions) ใน 3 ลักษณะ ไดแก (1) ระหวางนักศึกษากับสถานประกอบการ (2) ระหวางนักศึกษากับสถาบันอุดมศึกษา และ (3) ระหวางสถาบันอุดมศึกษากับสถานประกอบการโดยทุกฝายยึด “การทำงานรวมกัน” (Collaboration) โดยใชระบบการวิเคราะหสะทอนคิด (Critical Reflection) เปนเครื่องมือสำคัญ ของหลักสูตร CWIE จะชวยใหการจัดและการดำเนินการ CWIE มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ทั้งดา นการพัฒนา Professionalism และการเรียนรูต ลอดชวี ติ 4.3 การเขยี นบนั ทึกการวิเคราะหสะทอนคิดตามหลักสูตร CWIE (Reflective Writing) การจัดใหมีการวิเคราะหสะทอนคิดเปนกิจกรรมและกระบวนการในหลักสูตร CWIE เปนการจัดตามระบบของการจัดและดำเนินการ CWIE ซึ่งแบงออกเปน 3 ชวง ไดแก (1) กอนไป ปฏิบัตงิ าน CWIE (2) ระหวา งการปฏิบตั งิ าน CWIE ในสถานประกอบการ (3) หลงั จากการปฏิบตั งิ าน CWIE การเขียนบทวิเคราะหสะทอนคิดจึงตองทำทั้ง 3 ชวง ตามวัตถุประสงคของแตละชวงท่ี สอดคลอ งกบั ทกี่ ำหนดในหลกั สูตร CWIE โดยมขี อท่ีควรคำนงึ ถึงดงั ตอ ไปน้ี 1) เขียนบทวเิ คราะหส ะทอ นคดิ ผลลัพธการเรียนรูจากประสบการณการปฏิบัติ CWIE ที่คาดวาจะไดรับหรอื กำลังเผชิญอยู หรือที่ผานไปแลว ในดานตาง ๆ อาทิ ดานวิชาการ (Academic: Skill Development, Problem Solving) ดานวชิ าชีพ (Professional: Ethics, Teamwork, Career Knowledge) และดา นสวนตัว (Personal: Maturity, Self-Confidence) เปนตน 2) การเขียนบทวิเคราะหสะทอ นคิดเปน เร่ืองท่เี กย่ี วกับการบันทึกความสำเร็จ ปญหา และขอที่ควรแกไขในการทำงาน ซึ่งเปนการเขียนแสดงความรูสึกนึกคิดเกี่ยวกับประสบการณ ของตัวผูเขียนตองานที่ทำ เพื่อใชประโยชนในการปฏิบัติงานในอนาคต จึงควรเขียนใหกะทัดรัดและ ตรงประเดน็ 3) บทวิเคราะหส ะทอ นคดิ ที่ดี ควรมีลกั ษณะสำคัญอยา งนอย 2 ประการ ไดแก (1) บูรณาการทฤษฎกี ับการปฏบิ ตั ิ (2) ชใ้ี หเ ห็นถงึ ผลลัพธก ารเรียนรจู ากประสบการณ 4) มีการใชหลักฐานประกอบการเขียนบทวิเคราะหสะทอนคิด โดยควรเก็บรวบรวม บทวิเคราะหไวเปนหลักฐานของการมีประสบการณ รวมทั้งมีการใชหลักฐานทางวิชาการ เชน กรณีศึกษาหรือการอางองิ ทฤษฎีเพื่อใชเ ปน หลกั ประกอบการแสดงความเหน็ และการปฏิบตั ิวิชาชีพ 5) เนอ้ื หาของบทวิเคราะหสะทอนคิด มักจะประกอบดว ย (1) บันทกึ งานที่ทำหรือเหตกุ ารณทเ่ี กิดขึน้ สนั้ ๆ และกะทดั รัดตรงประเดน็ (2) การสะทอนคิด ทบทวนประสบการณท ่ีไดรับกอนเขยี น
176 (3) เลือกตวั อยางท่ีเกี่ยวของท่ีนา สนใจและชว ยใหเ กิดการเรียนรู เริ่มตนเขียนใน ประเดน็ ทตี่ อ งการเขียนแลวเลอื กตัวอยา งมาสนบั สนุนประเดน็ 6) วางโครงสรา งการบทวิเคราะหสะทอนคิดโดยอาศัย Reflective Learning Cycle: Plan Act Observe Reflect ดงั แผนภาพที่ 6.10 แผนภาพที่ 6.10 วงจรการทำวิเคราะหส ะทอ นคดิ ดำเนินการเขียนใหครบวงจรเริ่มตั้งแต Plan Reflect และอธิบายไมใชแตเพียง เกดิ อะไรข้นึ แตระบุดว ยวา ทำไมจงึ เกิดข้ึนและจะปรับปรงุ ใหด ขี ึ้นไดอยางไร 4.4 หนวยงานและบุคคลทร่ี บั ผดิ ชอบการวเิ คราะหส ะทอนคิด ประกอบดว ย 1) คณาจารยนิเทศของแตละหลักสูตร รวมกับผูนิเทศจากสถานประกอบการ กำหนดเนื้อหาสาระและประเด็นตาง ๆ รวมทั้งรูปแบบ (Template) พรอมกรอบและแนวทาง ของบทวเิ คราะหส ะทอนคิดของหลักสตู ร CWIE 2) นักศึกษา CWIE เปนผูเขียนบันทึกบทวิเคราะหสะทอนคิดตามรูปแบบและ เนื้อหาสาระที่กำหนดในขอ 1 ซึ่งอาจจะเปนบันทึกรายวัน (Journal) หรือรายสัปดาห (Blog) เพื่อใช ประโยชนของนักศึกษา CWIE เอง รวมทั้งอาจเปนสวนหนึ่งของการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของนักศึกษาของสถาบนั อดุ มศึกษาและสถานประกอบการ 3) นักศึกษาและคณาจารยใชเปนเอกสารในการสัมมนาหลังการปฏิบัติ CWIE เพื่อเปนขอมูลประกอบการจัด CWIE ครั้งตอไป รวมทั้งใชในการปรับปรุงหลักสูตรของ สถาบนั อุดมศึกษาและการปฏบิ ัตงิ านของสถานประกอบการใหด ียิ่งขึ้น
177 ตวั อยา งของแบบวเิ คราะหสะทอนคิด (Template) ผูเขารับการศึกษาอบรมสามารถศึกษาตัวอยางของแบบวิเคราะหสะทอนคิด จากหวั ขอ นี้ ซึ่งมี 3 ตวั อยา ง ไดแ ก 1) รายงานประจำสัปดาห ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใหนักศึกษาที่ไปปฏิบัติงาน CWIE 8 เดือนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีไดวิเคราะหสะทอนคิดผลจากการปฏิบัติงานในมิติความรู ทกั ษะ คานยิ ม และปญหาทนี่ กั ศกึ ษาไดรบั หรอื ประสบในรอบสัปดาห 2) รายงานประจำ 2 สัปดาห ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใหนักศึกษาที่ไปปฏิบัติงาน CWIE 8 เดือนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีไดวิเคราะหสะทอนคิดผลการพัฒนา 10 ทักษะ ทตี่ ลาดแรงงานตอ งการ ท่สี ำรวจโดย World Economic Forum’s Global Agenda Council 3) แบบวิเคราะหสะทอนคิดการพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งแบงเปน 3 สวน โดยสวน แรกเปนสวนที่นักศึกษาตองทำกอนไปปฏิบัติงาน CWIE สวนที่ 2 ที่นักศึกษาตองทำในระหวาง ปฏิบัติงานซึ่งอาจกำหนดใหสงทุก 2 สัปดาหหรือทุกเดือน และสวนที่ 3 ที่นักศึกษาตองทำหลังการ ปฏบิ ตั ิงาน CWIE
178 ตัวอยา งรายงานประจำสัปดาห Weekly Report ช่ือ-สกุลนกั ศึกษา: // บริษทั : // เบอรโ ทรศัพท: พนักงานพเ่ี ลี้ยง: E-mail: เบอรโ ทรศัพท: ระหวาง ถึง ความรูท ่ีไดรบั : ตวั อยางของการนำความรนู ี้ไปใชประโยชนในอนาคต: ทกั ษะท่ีไดรบั ในสัปดาหน ้:ี ตวั อยา งของการนำทกั ษะน้ีไปใชประโยชนใ นอนาคต: คานิยมที่ไดร ับในสัปดาหนี:้ ตัวอยา งของการนำคานยิ มนไ้ี ปใชป ระโยชนใ นอนาคต: ปญหาทปี่ ระสบในสัปดาหนี:้ วิธีแกป ญหา สาเหตุทแี่ กดว ยวิธีน้ี และส่ิงทีไ่ ดเรยี นรู:
179 ตวั อยางรายงานประจำสปั ดาห คำแนะนำการเขียนรายงานประจำสปั ดาห ในแตละสัปดาห นักศึกษาตองทำรายงานเพื่อวิเคราะหสะทอนคิดเกี่ยวกับความรู ทักษะ คานิยมที่ไดรับ และการแกปญหาที่เกิดระหวางปฏิบัติงาน CWIE เพื่อใหนักศึกษาไดทบทวนและ แยกแยะประสบการณที่ไดรับในแตละสัปดาห และสามารถถายโอนสิ่งท่ีไดรับไปใชในสถานการณอ่ืน ไดอยางเหมาะสมในลักษณะการบูรณาการบนฐานของความรูเดิม นอกจากนี้ รายงานดังกลาว ยังใชเพื่อประเมินการปฏิบัติงานของนักศึกษาดวย โดยนักศึกษาถูกกำหนดใหสงรายงานทุกสัปดาห แกอาจารยผูประสานงานโครงการฯ ผานทาง LINE Group ที่สรางขึ้นเพื่อนักศึกษากลุมสหกิจศึกษา 8 เดือน โดยรายงานประจำสปั ดาหม สี วนประกอบ ดังน้ี 1. ความรูที่ไดรับ ใหนักศึกษาคิดทบทวนการทำงานในสัปดาหที่ผานมา แลวเขียนแจกแจง ความรทู ี่ไดรบั เปนขอ ๆ เชน 1.1 ไดเรยี นเรื่อง 7 Wastes จากการอบรม 1.2 ไดเรียนเรอ่ื ง Lean Manufacturing จากการศึกษาดวยตนเอง 2. ตัวอยางของการนำความรูนี้ไปใชประโยชนในอนาคต ใหนักศึกษาเชื่อมโยงกับ ประสบการณเดมิ วา ความรูทไ่ี ดร บั นี้สามารถนำไปใชประโยชนอะไรไดบ างในอนาคต เชน 2.1 เรอ่ื ง 7 Wastes สามารถนำไปใชเพอ่ื ประกอบการออกแบบกระบวนการทำงาน 2.2 เรื่อง Lean Manufacturing สามารถนำไปใชเพื่อออกแบบระบบจัดเก็บอะไหล ของแผนก 3. ทักษะที่ไดรับในสัปดาหนี้ ใหนักศึกษาคิดทบทวนการทำงานในสัปดาหที่ผานมา แลว เขียนแจกแจงทกั ษะท่ไี ดร ับเปน ขอ ๆ เชน 3.1 มีทักษะการใชงานเครือ่ งกลึงจากงานประจำท่ีไดร ับมอบหมาย 3.2 มีทักษะการเขียนแบบ 3D โดยใชโปรแกรม AutoCAD จากการออกแบบโตะวาง ช้นิ งาน 4. ตัวอยางของการนำทักษะนี้ไปใชประโยชนในอนาคต ใหนักศึกษาคิดโดยเชื่อมโยง กบั ประสบการณเดมิ ทีม่ ีวา ทกั ษะจากขอ 3 สามารถนำไปใชประโยชนอ ะไรไดบ างในอนาคต เชน 4.1 ทกั ษะการใชง านเครือ่ งกลงึ สามารถนำไปใชเพ่ือข้ึนรปู สว นประกอบของโครงงาน 4.2 ทักษะการเขยี นแบบ 3D สามารถนำไปใชเพ่อื ออกแบบตำแหนงวางตูเกบ็ ช้นิ งานได
180 ตัวอยา งรายงานประจำสปั ดาห 5. คานิยมที่ไดรับในสัปดาหนี้ ในที่นี้ คานิยม หมายถึง สิ่งที่นักศึกษาเห็นวามีคุณคาแลว ยอมรบั ไวดว ยความเช่อื วาเปน ส่ิงที่ถูกตอง เชน การยอมรบั วา ความซื่อสตั ยเปน ส่งิ ที่ดี โดยใหนักศึกษา คิดทบทวนการทำงานในสัปดาหที่ผานมา แลวเขียนแจกแจงคานิยมที่ไดรูจักและเชื่อวา เปนสิ่งท่ถี ูกตองเปนขอ ๆ 5.1 ความปลอดภัยในการทำงานสำคญั ที่สุด 5.2 ความมนี ำ้ ใจตอเพ่อื นรวมงานเปน สง่ิ ทคี่ วรทำ 6. ตัวอยางของการนำคานิยมนี้ไปใชประโยชนในอนาคต ใหนักศึกษาเชื่อมโยงกับ ประสบการณเดิมทมี่ ีวาคา นยิ มจากขอ 5 สามารถนำไปใชประโยชนอ ะไรไดบางในอนาคต เชน 6.1 “ความปลอดภัยในการทำงานสำคัญที่สุด” ตองใชเพื่อกำหนดขั้นตอนการทำงาน ท่ีกำหนดใน Work Instructions (WI) 6.2 “ความมีน้ำใจตอเพื่อนรวมงานเปนสิ่งที่ควรทำ” ใชเมื่อเพื่อนรวมงานขอความ ชวยเหลือและเราสามารถชวยได ซึ่งจะทำใหความสัมพันธในที่ทำงานพัฒนาไปในระดับที่สนิทสนม กวา เปนเพียงคนรจู กั 7. ปญหาที่ประสบในสัปดาหนี้ ใหนักศึกษาคิดทบทวนการทำงานในสัปดาหที่ผานมา แลวเขียนแจกแจงปญ หาท่เี กิดขึ้นในสปั ดาหท่ีผานมาเปน ขอ ๆ เชน 7.1 ถกู พนกั งานพี่เลยี้ งตำหนิเร่อื งสง งานไมท นั ตามกำหนด 7.2 งานท่สี งพนกั งานพ่เี ลีย้ งมีจดุ ที่คำนวณผดิ 8. วิธีแกปญหา สาเหตุที่แกดวยวิธีนี้ และสิ่งที่ไดเรียนรู ใหนักศึกษาระบุทั้ง 3 ประเด็น ของแตละปญหาใหครบถว นแบบมรี ายละเอยี ด เชน 8.1 “ถูกพนกั งานพเี่ ล้ยี งตำหนเิ ร่ืองไมกระตือรือรน” - วิธีแกปญหา: ผมขอโทษ จากนั้นทุกครั้งที่พี่เลี้ยงลงไปหนางานผมขอตามไปดวย ทกุ ครงั้ และผมสงั เกตวธิ ที ำงานของพ่ี ๆ แลวทำตาม - สาเหตุที่แกดวยวิธีนี้: เชื่อวา ปญหาเกิดจากผมไมทราบวัฒนธรรมการทำงาน ของทน่ี ี่ จึงสงั เกตวธิ ีทำงานของทกุ คน - สง่ิ ท่ีไดเ รียนร:ู การทำงานตองกระตือรอื รน การนง่ั เลน มือถือเปน ส่ิงไมถกู ตอ ง 8.2 “งานท่สี ง พนักงานพเ่ี ลี้ยงมีจดุ ทคี่ ำนวณผดิ ” - วิธีแกปญ หา: ผมขอโทษ รีบนำกลบั มาแก และตรวจสอบซำ้ กอนสง - สาเหตทุ ี่แกด วยวิธนี ้ี: การตรวจสอบซำ้ ชว ยลดโอกาสผิดพลาดได - สงิ่ ทไี่ ดเรยี นรู: กอนสงงานตองตรวจสอบซ้ำ แมงานจะเรง รีบแตห ากมีท่ีผิดอาจทำ ใหเ กิดความเสียหายรายแรง
181 ตวั อยางรายงานประจำ 2 สปั ดาห Biweekly Report เพื่อสรางโอกาสใหนักศึกษาไดพัฒนาทักษะที่ตลาดแรงงานตองการตลอดระยะเวลา ที่ปฏิบัติงาน CWIE 8 เดือน นักศึกษาจึงไดรับมอบหมายใหหาโอกาสใชทักษะที่กำหนด จากนั้นตอง ทำรายงานเพื่อใหนักศึกษาไดไตรตรองประสบการณที่ไดรับเพื่อใหเขาใจ และไดมุมมองกับวิธีปฏิบัติ ที่เปนประโยชนในอนาคต โดยนักศึกษาถูกกำหนดใหสงรายงานทุก 2 สัปดาหแกอาจารย ผูประสานงานโครงการฯ ผานทาง LINE Group ที่สรางขึ้นเพื่อนักศึกษากลุม CWIE 8 เดือน ซึง่ รายละเอยี ดเพม่ิ เติมมดี ังนี้ 1. นักศึกษาตองหาสถานการณในระหวางปฏิบัติงานเพื่อใช 10 ทักษะ ตอไปนี้ (ทักษะที่ ตลาดแรงงานตอ งการ สำรวจโดย World Economic Forum’s Global Agenda Council 2016) 1. การแกไขปญหาทีซ่ ับซอน 2. การคิดวพิ ากษ 3. การคิดสรา งสรรค 4. การจดั การบคุ คล 5. การประสานงานกับผูอืน่ 6. ความฉลาดทางอารมณ 7. รูจักประเมินและตัดสนิ ใจ 8. มใี จรกั บรกิ าร 9. การเจรจาตอรอง 10. ความยืดหยนุ ทางความคดิ 2. แลว เขียนบนั ทึกเพือ่ รายงาน - สถานการณ - ส่ิงทนี่ กั ศกึ ษาทำ - ผลลัพธที่ได ทั้งในแงผลลัพธเชิงรูปธรรม (งานสำเร็จหรือประหยัดคาใชจายหรือ ผลผลติ เพ่มิ ขน้ึ หรอื ไดรบั คำชม) และเชงิ นามธรรม (ความรสู ึกของนักศึกษาและของเพ่อื นรว มงาน) - แนวทางปรับปรุงเพื่อใหผลลัพธออกมาดีกวาเดิมในโอกาสตอไป (เชน เปลี่ยนวิธี นำเสนอ วธิ ีคิด การควบคุมอารมณ หรือวธิ ดี ำเนนิ การอยางไร) โดยใหรายงานแยกเปน10 ทักษะ (หาก 1 ทักษะมีมากกวา 1 สถานการณ จะไดรับคะแนน พิเศษ)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275