82 ท่ี ตัวชีว้ ัด เน้ือหา เนอ้ื หางาํ ย เนอ้ื หา เน้ือหา หมาย ด๎วยตนเอง ปาน ยาก เหตุ (กรต.) กลาง (สอน (พบ เสรมิ ) กล่มุ ) 9. 9 อาชพี จาหนา่ ย อาหารสาเร็จรปู ตาม (10ชม) หลกั สุขาภบิ าล -การถนอมอาหารโดยใช๎ ความรอ๎ ง -การถนอมอาหารโดยใช๎ ความเย็น -การถนอมอาหารโดยใช๎ การทาํ แห๎ง -การถนอมอาหารโดย การหมักดอง-การถนอม อาหารโดยใรังสี -อาชีพจาํ หนํายอาหาร สาํ เร็จรูป 8. ตามหลักสุขาภบิ าล -การจัดแตงํ รา๎ น -การบริหารจดั การธรุ กจิ -การกําหนดราคาขาย -คุณธรรมในการ ประกอบอาชีพ รวม 68 ชม. 12 ชม.
แผนการเรียนรู้ สาระทักษะการดาเนินชีวิต ระดับมธั ยมศึกษาตอนปล ครง้ั ที่ วัน/เดือน/ หวั เรอ่ื ง/ตัวชี้วัด เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1 ปี 10 ม.ค.64 1. เรยี นรูทักษะการส่ือสาร 2. ปญั หาเพศศึกษา และตอรองเพ่ือขอความชวย - ทกั ษะการจดั การปญั หาทาง เหลอื เกย่ี วกบั ปญหาทางเพศ เพศ ได -ปัญหาทางเพศในเด็กวัยรุนํ 2. เรียนรูการจัดการกบั -การจดั การกบั อารมณ๑ และ อารมณ และความตองการ ความตอ๎ งการทางเพศ กบั ปญหาทางเพศไดอยาง -ความเชอื่ ท่ีผิดๆ ทางเพศ เหมาะสม -กฎหมายที่เก่ยี วข๎องกบั การ 3. เรยี นรูและสามารถ ละเมดิ ทางเพศทางเพศ วิเคราะหความเชื่อเรื่องเพศ ทีส่ งผลตอปญหาทางเพศได อยางเหมาะสม 4. เรียนรูและสามารถวิ เคราะหอิทธิพลสื่อท่สี งผล ใหเกดิ ปญหาทางเพศได 5. อธิบายโรคทีก่ ฎหมายที่ เกีย่ วของกบั การลวงละเมดิ ทางเพศไดอยางถกู ตอง
ต รายวิชา สุขศึกษา พลศกึ ษา ทช31003 ลาย จานวน 2 หน่วยกิต การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล 1. ใบงาน ข้นั ที่ 1 กําหนดสภาพปัญหา สอ่ื ความต๎องการในการเรียนรู๎ - หนงั สอื 1.1 ครูทักทายนักศึกษา และ - แผนํ พับ / แผนํ ปลวิ เปดิ ประเดน็ การทําแท๎ง - ใบความรู๎ ของวัยรุนํ - อินเทอรเ๑ นต็ ข้ันที่ 2 แสวงหาขอ๎ มูลและ จดั การเรียนร๎ู แหลํงเรียนรู๎ 1.1 ครทู บทวนความรู๎ โดยครู - ห๎องสมดุ - โรงพยาบาล / พูดคุยกบั นกั ศกึ ษา โรงพยาบาลสงํ เสรมิ เกี่ยวกบั พฤตกิ รรมทาง สขุ ภาพชมุ ชน เพศของวัยรํนุ ในปัจจุบัน โดยยกปญั หาวัยรํนุ หญิง แตงํ กายไมํเหมาะสม เชนํ สายเด่ียว กางเกงเอวต่ํา เส้อื คบั ฯลฯ 1.2 แบํงกลมํุ ผู๎เรียนออกเปน็ กลุมํ ยอํ ย จํานวน 5 กลุมํ ศึกษาเร่ืองที่ครูกาํ หนดให๎ ขั้นท่ี 3 การปฏิบตั แิ ละการ 84
ครั้งท่ี วัน/เดอื น/ หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้ ปี
การจัดกระบวนการเรียนรู้ สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ การวดั และประเมินผล นาํ ไปใช๎ 3.1 ให๎ตวั แทนกลุมํ ออกมา นําเสนอผลงานทค่ี น๎ ควา๎ ใหก๎ ลุํมอ่นื ฟัง 3.2 ครแู ละผู๎เรยี นชํวยกนั สรปุ เนื้อหาสาระสาํ คัญของ เรอ่ื งและจดสาระสาํ คัญ ของเร่ือง ขั้นที่ 4 การประเมินผล 4.1 แบบทดสอบ ใบงาน สังเกตการณม๑ สี ํวนรํวม 85
85 ใบความรู้ เร่ือง คนยุคใหม่ใส่ใจเร่อื งเพศ พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถานไดใ๎ หค๎ วามหมายของคาํ วํา “เพศ” หมายถึง “รูปที่แสดงใหร๎ วู๎ าํ หญิงหรอื ชาย ท่วั ไป คําวาํ “เรอื่ งเพศ” หรือในภาษาองั กฤษเรียกวํา เซก็ ส๑ (sex)หมายถงึ ลกั ษณะทางกายภาพ ท่ีบอกวําเปน็ เพศชายหรอื หญิงบางครงั้ หมายถงึ แรงขบั หรอื สญั ชาตญาณตามธรรมชาติของมนษุ ย๑ทีแ่ สดงออกเปน็ พฤตกิ รรมบางคร้งั หมายถงึ พฤติกรรมทางเพศหรือการมเี พศสมั พนั ธ๑ เพศศึกษาหมายถงึ กระบวนการเรยี นร๎ทู ี่จะทาํ ให๎ผเ๎ู รยี นมีความรคู๎ วามเขา๎ ใจ และมพี ฤติกรรมทางเพศอยํางถกู ต๎อง การจดั การเรยี นร๎ูเพศศกึ ษารอบดา๎ น หมายถึงการจดั การเรยี นรู๎ทม่ี ลี กั ษณะดังน้ี 1.สอนใหเ๎ ห็นวาํ เร่อื งเพศเป็นเรือ่ งธรรมชาติ ความตอ๎ งการทางเพศเปน็ เร่อื งปกตแิ ละเป็นสวํ นหน่งึ ของชีวติ ทม่ี สี ุขภาวะ 2.สอนให๎เหน็ วาํ การไมมํ ีเพศสัมพนั ธค๑ อื วธิ ีท่ีได๎ผลทสี่ ดุ ตํอการปูองกนั การต้งั ครรภไ๑ มํพงึ ประสงค๑โรคตดิ ตํอทางเพศสมั พนั ธ๑ รวมทงั้ เอดส๑ 3.สอนให๎ตระหนักถงึ การใหค๎ ุณคาํ และตระหนักถึงสง่ิ ท่ตี นเองใหค๎ ณุ คาํ ควบคไํู ปกบั ความเขา๎ ใจวําครอบครวั และชุมชนท่เี รา อยํใู ห๎คุณคาํ ตํอส่ิงนนั้ อยาํ งไร 4.ให๎สาระท่หี ลากหลายเก่ียวกบั เรอ่ื งเพศไมํวาํ จะเปน็ พัฒนาการ ธรรมชาตใิ นเรอ่ื งเพศของมนษุ ย๑ สัมพนั ธภาพ ทักษะสํวน บคุ คลการแสดงออกในเรอ่ื งเพศ สขุ ภาพทางเพศมติ ดิ า๎ นสงั คมวฒั นธรรมของเร่ืองเพศ 5.ให๎ข๎อเท็จจริงตรงไปตรงมาไมปํ ดิ บงั ในเรอ่ื งการทาํ แท๎งการสําเรจ็ ความใครํด๎วยตนเอง ความพึงพอใจและรสนยิ มทางเพศ แบบตํางๆ 6.ให๎ข๎อมลู ทางบวกเก่ยี วกับเรื่องเพศการแสดงออกทางเพศ ควบคไูํ ปกบั ผลดขี องการรกั ษาพรหมจรรย๑ 7.สอนใหร๎ ูว๎ ําการใช๎ถงุ ยาง และสารหลํอลื่นอยาํ งถกู ตอ๎ งจะทาํ ให๎สามารถลดความเส่ยี งตํอการตัง้ ครรภไ๑ มํพงึ ประสงค๑และการ เกดิ โรคตดิ ทางเพศสัมพนั ธ๑ แม๎วําจะไมํประกนั ความเส่ียงได๎ 100% 8.สอนใหร๎ ๎วู ําการใชว๎ ธิ ีการคมุ กาํ เนดิ สมยั ใหมํสามารถปูองกันการตง้ั ครรภไ๑ มํพึงประสงค๑ได๎อยาํ งไร 9.ให๎ขอ๎ มลู ที่ถกู ตอ๎ งชดั เจนเก่ียวกบั โรคตดิ ตอํ ทางเพศสมั พันธ๑และเอดส๑ รวมท้ังการหลีกเลยี่ งความเสย่ี งไดอ๎ ยาํ งไรบ๎าง 10.สอนใหต๎ ระหนักวําคําสอน และคณุ คําทางศาสนาท่บี คุ คลยึดถือมีสวํ นกาํ หนดการดาํ เนนิ ชีวติ และการแสดงออกทางเพศ ของบคุ คลอยาํ งไร และใหโ๎ อกาสผเ๎ู รยี นได๎สาํ รวจความคดิ ความเชอ่ื ของตน และครอบครวั ตอํ เร่อื งน้ี 11.สอนใหเ๎ ห็นวําเมอื่ เดก็ /วัยรํนุ หญงิ ต้งั ครรภไ๑ มตํ ง้ั ใจและไมํพร๎อมมที างเลือกไมํวาํ จะเป็นการอม๎ุ ครรภจ๑ นครบ กาํ หนดคลอด และเล้ียงดูทารกหรอื เม่อื คลอดแลว๎ หาทางใหท๎ ารกแกผํ ๎ูอปุ ถัมภอ๑ ื่นหรือยตุ ิการต้งั ครรภ๑ดว๎ ยการทําแท๎งหากไมพํ ร๎อมจรงิ ๆ การวางตัวตอ่ เพศตรงขา้ ม การวางตวั ตอํ เพศตรงข๎าม หมายถงึ การท่ีชายหรอื หญงิ ประพฤตปิ ฏบิ ัตติ อํ กัน เพ่อื สรา๎ งสมั พนั ธภาพทดี่ รี ะหวํางกนั ในแบบ เพอ่ื น แบบพี่นอ๎ ง หรอื แบบครํู ักภายใต๎สภาพแวดล๎อมตลอดจนขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวฒั นธรรมใน สงั คมน้ัน ๆ การวางตัวต่อเพศตรงขา้ มแบบเพ่อื น การวางตัวตํอเพศตรงข๎ามแบบเพือ่ น บุคคลควรปฏิบตั ติ อํ เพศตรงข๎ามในด๎านการพดู การแสดงกริ ิยาทําทาง และความประพฤติ อืน่ ๆ ทใี่ หเ๎ กยี รตซิ ึ่งกันและกนั เชนํ ฝุายชายไมลํ ํวงเกนิ ฝุายหญงิ หรอื ท่ีเรยี กวาํ แตะ๏ อ๋ัง เพราะธรรมชาตขิ องผู๎ชายแลว๎ มักถูกเนอื้ ตอ๎ งตวั ผ๎ูหญิง ซง่ึ บางคร้ังผ๎ูหญิงจะคดิ ไมถํ ึง การพูดคาํ สุภาพตอํ กนั ควรชํวยเหลอื กนั ในส่ิงท่พี อจะชวํ ยกนั ได๎ รจู๎ ักแสดงความขอบคณุ เม่อื ได๎รับ ความชํวยเหลอื จากเพศตรงข๎าม ไมทํ ําให๎เพ่ือนอับอาย เพราะเราไมํเอาเปรยี บซึ่งกนั และกันเป็นท่ีปรกึ ษาซึ่งกันและกนั มคี วามจริงใจตอํ กนั ไมนํ ินทากนั ลับหลัง มคี วามหวํ งใยและเออ้ื อาทรตํอกัน เปน็ ตน๎ ถ๎าปฏบิ ตั ิตอํ กันไดเ๎ ชนํ นีจ้ ะทาํ ใหม๎ สี มั พนั ธภาพทด่ี รี ะหวาํ งเดียวกัน และ เพศตรงข๎าม การวางตวั ตอ่ เพศตรงข้ามแบบพี่นอ้ ง มที ั้งฝาุ ยชายเป็นพฝี่ าุ ยหญงิ เป็นนอ๎ งและฝุายชายเปน็ น๎องฝาุ ยหญงิ เป็นพซ่ี ง่ึ การปฏิบัติ โดย ท่ัวไปก็เหมอื น ๆ กับการวางตัวแบบเพือ่ น แตคํ นเป็นพ่ีต๎องเสยี สละมากกวํา มีความเอน็ ดตู อํ นอ๎ ง ปกปอู งนอ๎ ง ชํวยเหลอื น๎อง ใหค๎ าํ แนะนําส่ังสอนนอ๎ งตามสมควร ทาํ ตวั เป็น แบบอยํางท่ดี ีแกนํ ๎อง วางตัวให๎เปน็ ทเ่ี คารพนับถอื ของนอ๎ ง สําหรับคนท่ีเป็นน๎องก็ตอ๎ งให๎ความเคารพนบั ถอื พ่ี เชื่อฟังชํวยเหลือพเ่ี มื่อมี โอกาสนอกจากนแี้ ล๎วยงั มกี ารคบกันแบบครูํ กั ทแ่ี ฝงมาในคราบของพน่ี ๎อง ซงึ่ ฝุายหน่งึ อาจไมํรูว๎ ําอกี ฝาุ ยหน่งึ ไมไํ ดค๎ ดิ แบบพี่นอ๎ ง หรือ อาจจะรูก๎ นั ทง้ั สองฝาุ ย แตํบอกวําเปน็ พี่น๎องเพ่อื ปิดบังผูใ๎ หญํ แตกํ ารคบกนั แบบพน่ี อ๎ งหรือแบบครํู กั นั้นผ๎ใู หญํจะมองออกเพราะ พฤตกิ รรมท่ี แสดงออกตํอกนั นั้นจะมคี วามแตกตาํ งกนั อยํางชดั เจน การวางตัวต่อเพศตรงข้ามแบบคู่รกั
86 การคบกันแบบครํู กั อาจจะเรม่ิ ต๎นมาจากการคบกนั แบบเพ่ือนหรือการคบกนั แบบพี่นอ๎ ง มากอํ น แลว๎ ก็แปรเปลย่ี นมาเป็น แบบคูรํ ัก หรอื อาจจะคบกันแบบครํู ักเลยก็ได๎ อาจจะชอบพรอ๎ ม ๆ กนั หรอื ฝาุ ยหนึ่งฝาุ ยใดเป็นฝุายชอบกํอน แตํสํวนมากฝาุ ยชาย มักจะแสดงออกกอํ น เพราะมคี วามกล๎ามากกวาํ ฝาุ ยหญงิ แตํในสังคมปัจจบุ นั เร่ิมแปรเปลยี่ นไปมากแล๎ว เพราะฝาุ ยหญิงมีความกล๎าขึ้น ความเขนิ อายนอ๎ ยลง ซง่ึ ถือเปน็ สิง่ ทไ่ี มถํ ูกต๎อง เพราะเปน็ การทาํ ลายจารตี ประเพณอี นั ดีงามของสังคมไทย การวางตวั โดยทวั่ ไปกจ็ ะเหมือนกบั การวางตวั แบบเพอ่ื น แตกํ ็จะมคี วามพิเศษ ความละเอยี ดลึกซง้ึ เพ่ิมขึ้นไป เชนํ ชํวยเหลอื ตํอกนั มากขน้ึ เสยี สละตํอกันมากขน้ึ หวํ งใยเออื้ อาทรกันมากขึน้ คํานงึ ถึงความรู๎สกึ ของอีกฝาุ ยหนึง่ มากข้ึน เปน็ ต๎น การเปล่ียนแปลงทางร่างกาย 1. ขนาดและความสงู : ในวัยเด็กท้งั เด็กผ๎หู ญงิ และเด็กผชู๎ ายจะมีความกว๎างของไหลแํ ละสะโพกใกล๎ เคียงกนั แตํ เมอ่ื เขา๎ สวํู ัยรุํน ผู๎ชายจะมีอตั ราเร็วในการเจรญิ เตบิ โตของไหลมํ ากที่สดุ ทําใหว๎ ยั รุนํ ผ๎ูชายจะมไี หลํกวา๎ งกวาํ ในขณะท่วี ัยรนํุ ผ๎หู ญงิ มีอัตราการ เจรญิ เติบโตของสะโพกมาก กวาํ ผช๎ู าย นอก จากนี้การท่วี ัยน้มี ีการเจรญิ เตบิ โตสูงใหญไํ ดร๎ วดเรว็ โดยเฉพาะที่ คอ แขน ขา มากกวาํ ที่ ลาํ ตวั จะทําใหว๎ ยั รุนํ รสู๎ ึกวําตัวเองมีรูปรํางเก๎งก๎างนําราํ คาญ และการเจรญิ เติบโตหรือการขยายขนาดของรํางกายในแตํละสวํ น อาจ เกิดขึ้นไมํพรอ๎ มกนั หรือไมเํ ป็นไปตามข้นั ตอน เชํน รํางกายซีกซา๎ ยและซกี ขวาเจรญิ เติบโตมขี นาดไมเํ ทาํ กันในระยะแรกๆ ซ่งึ เป็นเหตุ ทาํ ให๎เด็กตกอยใูํ นความวติ กกังวลสงู ได๎ จึงควรให๎ความม่ันใจกบั วยั น้ี 2. ไขมนั และกลา้ มเน้อื : เดก็ ผู๎ชายและเดก็ ผหู๎ ญิงมคี วามหนาของไขมันที่สะสมอยใูํ ตผ๎ ิวหนงั ใกล๎เคยี งกนั จนกระท่ังอายุ ประมาณ 8 ปี จะเริม่ มีการเจรญิ เตบิ โตอยาํ งรวดเร็ว วยั รํุนชายจะมกี าํ ลงั ของกลา๎ มเนือ้ มากกวาํ วัยรนํุ ผูห๎ ญงิ พละกาํ ลังของกล๎ามเน้ือ จะแขง็ แรงข้นึ หลงั จากนน้ั วัยรํนุ ชายจะมีไขมันใต๎ผวิ หนงั บางลง พร๎อมๆกับมกี ลา๎ มเนือ้ เพ่มิ มากข้ึนและแขง็ แรงขึน้ ซงึ่ จะทําใหว๎ ัยรนุํ ชายดูผอมลงโดยเฉพาะทีข่ า นํอง และแขน สาํ หรับ วัยรํุนหญิงถงึ แมว๎ าํ จะมกี ารเพ่มิ ข้นึ ของกล๎ามเน้อื แตขํ ณะเดียวกนั จะมีการสะสม ของไขมันใตผ๎ ิวหนงั เพ่มิ ขนึ้ อีกโดยทีน่ ้าํ หนกั จะ เพม่ิ ไดถ๎ ึงรอ๎ ยละ 25 ของนา้ํ หนัก โดยเฉพาะไขมนั ที่สะสมท่เี ตา๎ นมและสะโพก ประมาณรอ๎ ยละ 50 ของ วยั รํุนหญงิ จะรส๎ู กึ ไมพํ อใจในรูปลักษณข๑ องตน และมกั คดิ วําตัวเอง \"อ๎วน\" เกินไป มีวัยรํนุ หลายคนที่พยายาม ลดน้ําหนัก จนถงึ ขน้ั ทมี่ ีรูปราํ งผอมแห๎ง 3. โครงสร้างใบหน้า ชํวงนี้กระดูกของจมกู จะโตขน้ึ ทาํ ให๎ดั้งจมกู เป็นสันขน้ึ กระดูกขากรรไกลบนและ ขากรรไกรลําง เตบิ โตเร็วมากในระยะนี้ เชํนเดยี วกบั กลํองเสียง ลําคอ และกระดูกอยั ลอยด๑ และพบวาํ ในวัยรํุนชายจะเจริญเตบิ โตเรว็ กวาํ วยั รนุํ หญงิ ชัดเจน เปน็ เหตุให๎วยั รํุนชายเสียงแตก 4. การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ท้งั ฮอรโ๑ มนการเติบโต (growth hormone) และ ฮอรโ๑ มนจาก ตํอมธัยรอยดม๑ ี อทิ ธิพลตํอการเจรญิ เตบิ โต รวมทง้ั ฮอร๑โมนทางเพศ นอกจากระดับฮอรโ๑ มนจะมผี ลโดยตรงตอํ การเจรญิ เติบโตทางราํ งกาย และอวยั วะ เพศในวัยรนํุ แล๎ว ตวั ของมนั เองยังสํงผลถงึ ความร๎สู ึกทางอารมณแ๑ ละจิตใจ ปฏกิ ิริยาการเรียนรู๎ ฯลฯ ในวยั รํุนอีกดว๎ ย วัยรุนํ ทจี่ ะผํานชวํ ง วกิ ฤตนีไ้ ด๎ นอกจากจะตอ๎ งปรบั ตวั ให๎เข๎ากับสภาพรํางกายทีเ่ ปลยี่ นไปแล๎ว ยังตอ๎ งเขา๎ ใจและควบคมุ อารมณค๑ วามรส๎ู ึกท่ีพลํุงพลาํ นขึ้น จากการเปลย่ี นแปลงของระดบั ฮอร๑โมนตาํ งๆ อกี ดว๎ ยโดยเฉพาะตํอมไขมนั ใต๎ผวิ หนงั และตอํ มเหง่อื จะทําหน๎าทีเ่ พ่ิมมากขึ้น เปน็ สาเหตุ ทําให๎เกดิ ปญั หาเรื่อง \"สวิ \" และ \"กล่ินตัว\" แตเํ นอื่ งจากวยั นจ้ี ะให๎ความสนใจเก่ยี วกบั ราํ งกายท่ีมีการเปลย่ี นแปลงอยําง รวดเรว็ และมี ความระแวดระวังตวั เองมาก จึงทาํ ใหว๎ ยั รุํนพยายามทีจ่ ะรักษา \"สิว\" อยํางเอาเป็นเอาตาย ท้ังๆที่ \"สิว\" จะเป็นปัญหาในชํวงวยั นแ้ี คํ ระยะส้ันๆ เทําน้ัน 5. การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ วัยรุนํ หญงิ มีการเจรญิ เตบิ โตอยํางรวดเรว็ ในชวํ งระยะ 1 ปี กอํ นท่ี จะมีประจาํ เดอื น โดยเฉพาะการเจรญิ เตบิ โตของเต๎านม ซงึ่ เร่มิ มีการขยายในขนาดเมอื่ อายุประมาณ 8-13ปี และจะใช๎เวลา 2-2 ปีครงึ่ จึงจะ เจรญิ เติบโตเต็มที่ ในชํวงอายุ 11-13 ปี วัยรนํุ หญงิ สวํ นใหญํ (ร๎อยละ 80) จะ มีรปู รํางเป็นสาวเต็มตวั ดังนั้นในช้นั ประถมตอนปลาย หรอื มัธยมตน๎ จะเหน็ วาํ วยั รนุํ สาวจะมรี ปู รํางสูงใหญเํ ปน็ สาวน๎อยแรกรํุน ในขณะท่ีพวกผู๎ชายยงั ดเู ป็นเด็กชายตัวเลก็ ๆ ท้งั ๆ ทเ่ี ด็กผู๎หญิง เคยตัวเลก็ กวําเด็กผช๎ู ายมาตลอด ทําให๎เด็กสับสนและเป็นกงั วลกบั สภาพรํางกายได๎ การมีรอบเดือนครัง้ แรก จะมเี มือ่ อายุประมาณ 12-13 ปี การทมี่ ปี ระจาํ เดอื นแสดงใหเ๎ ห็นวํา มดลกู และชอํ งคลอดได๎ เจริญเติบโตเต็มท่ี แตํในระยะ 1-2 ปี แรกของการมปี ระจําเดอื น มกั จะเปน็ การมีประจาํ เดอื นโดยไมมํ ีไขตํ ก รอบเดอื นในชวํ งปแี รกจะ มาไมสํ มํ่าเสมอ หรือขาดหายไปได๎ และเมือ่ มีประจําเดือนแลว๎ พบวาํ เด็กผห๎ู ญิงยงั สูงตํอไปอกี เลก็ นอ๎ ยไปได๎อีกระยะหนึ่ง และจะเตบิ โต เต็มทีเ่ มอื่ ประมาณอายุ 15-17 ปี การมรี อบเดอื นคร้ังแรกอาจทาํ ใหร๎ ๎สู ึกพอใจและภูมิใจท่ีเปน็ ผหู๎ ญิงเตม็ ตวั หรืออาจจะรส๎ู กึ ในทางลบ คือ หวน่ั ไหว หวาดหว่ันหรอื ตกใจไดเ๎ ชํนกัน โดยทัว่ ไปการมรี อบเดือนคร้ังแรกจะเพมิ่ ความใกล๎ชดิ ระหวํางวยั รํนุ หญงิ กบั มารดาถา๎ เคย ไวว๎ างใจกนั มากํอน แตํวัยรํุนหญงิ บางคนจะปกปดิ ไมกํ ลา๎ บอกใคร เพราะเข๎าใจไปวําอวัยวะเพศฉีกขาด หรือเปน็ แผลจากการสาํ รวจตัว
87 ของวยั รํุนเอง ใน ชวํ งน้วี ัยรนุํ จะกงั วลหมกมุนํ กับรปู ราํ งหน๎าตา และมักใชเ๎ วลาอยูํหน๎ากระจกนานๆ เพอื่ สํารวจรูปราํ ง สํวนเวา๎ สวํ นโคง๎ หรอื ใชก๎ ระจกสงํ ดูบรเิ วณอวัยวะเพศด๎วยความอยากรู๎ อยากเห็น ซง่ึ ก็ไมใํ ชพํ ฤตกิ รรมทผ่ี ดิ ปกตแิ ตํอยาํ งใด สําหรบั วยั รํุนชาย ซง่ึ จะเรม่ิ มกี ารเจริญเติบโตของลูกอัณฑะ เมื่อเขา๎ สํชู วํ งอายุ 10-13 ปี ครึ่ง และจะใชเ๎ วลานาน 2 - 4 ปี กวาํ ทจี่ ะเติบโตและทาํ งานได๎อยํางสมบรู ณ๑ ในขณะทร่ี ูปรํางภายนอกจะมกี ารเจรญิ เตบิ โตเปล่ียนแปลงชา๎ กวําวยั รุํนหญิง ประมาณ 2 ปี คือ ประมาณอายุ 12-14 ปี ในขณะทเี่ พื่อนผห๎ู ญิงท่ีเคยตัวเล็กกวํา กลับเจรญิ เตบิ โตแซงหนา๎ ทาํ ให๎วัยรุนํ ชายมีความวติ กกงั วลเกี่ยวกับ รปู ราํ ง ความสูง ได๎มาก เมอื่ เติบโตเขา๎ สวูํ ัยรุนํ ตอนกลางชวํ งวยั 14-16 ปี ลกู อณั ฑะเจรญิ เติบโตและทํางานได๎เต็มทจ่ี ึงสามารถพบ ภาวะฝันเปยี กได๎ บางคนเข๎าใจผดิ คดิ วําฝันเปยี กเกิดจากการสํารวจความใครํดว๎ ยตัวเอง หรอื เป็นความผิดอยํางแรง หรือทําให๎สภาพจิต ผดิ ปกติ หรอื บางรายวติ กกงั วลไปกับจนิ ตนาการหรอื ความฝัน เพราะบางครั้งจะเปน็ ความคดิ ความฝนั เกี่ยวขอ๎ งกบั คนในเพศเดยี วกนั ซึ่งกไ็ มถํ ือวาํ เป็นเร่ืองทีผ่ ดิ ปกติอยาํ งใด การเปลย่ี นแปลงทางอารมณ์ สังคม ผลจากการเปลย่ี นแปลงทางราํ งกายจะทาํ ใหเ๎ กดิ ผลกระทบตํออารมณแ๑ ละจิตใจไดอ๎ ยาํ ง ตรงไปตรงมา ทงั้ ความวิตกกงั วล หงดุ หงิด หมกมุนํ ไมํพอใจในรปู ราํ งทเี่ ปลี่ยนไป 1. ความวติ กกงั วลเกยี่ วกับการเปลีย่ นแปลงของรา่ งกาย เดก็ ผชู๎ ายทเ่ี ข๎าสวูํ ัยรนํุ ชา๎ จะมีความวิตกกังวลสูงเกย่ี วกับ ความแข็งแรงของราํ งกาย ซง่ึ อาจจะไมมํ ั่นใจในความเป็นชาย รูส๎ กึ วาํ ตัวเองไมสํ มบรู ณม๑ ักลูกล๎อเลยี น กลน่ั แกลง๎ จากเพ่ือนๆ ทรี่ ูปรําง ใหญโํ ตกวํา มีความภาคภูมิใจในตนเองในระดับตาํ่ และร๎ูสึกวาํ ตวั เองมีปมดอ๎ ยฝังใจไปได๎อีก นาน วยั รนํุ หญิงทีโ่ ตเร็วกวําเพือ่ ในวยั เดยี วกนั (early mature) มกั จะรสู๎ กึ อดึ อดั และรส๎ู กึ เคอะเขนิ ประหมาํ อายตํอสายตาและคาํ พูดของเพศตรงข๎าม ในขณะทส่ี ภาพ อารมณ๑ จติ ใจยังเปน็ เดก็ 2. ความวิตกกังวลกบั อารมณเ์ พศทสี่ ูงขนึ้ การ เปลย่ี นแปลงของระดบั ฮอรโ๑ มนทางเพศ ซง่ึ จะสงํ ผลทําให๎วยั รนํุ เกดิ อารมณเ๑ พศขึ้นมาได๎บํอย วัย รนุํ หลายคนท่ีมีกจิ กรรมสวํ นตัวท่เี บ่ยี งเบนความสนใจ ทาํ ให๎สามารถควบคุมอารมณไ๑ ดอ๎ ยาํ งดี โดยเฉพาะ ในวยั รนํุ ท่ีชอบเลนํ กฬี ากลางแจง๎ เป็นประจาํ วัยนจี้ ะมคี วามสนใจ อยากร๎ูอยากเหน็ อยแูํ ล๎วเปน็ ทุน และเมอื่ มาผสมกบั การทม่ี รี ะดบั ฮอรโ๑ มนทางเพศเพิม่ สงู ข้ึน จะทาํ ใหเ๎ ดก็ เรยี นรท๎ู จ่ี ะหดั สําเร็จความใครดํ ว๎ ยตนเอง อยากร๎ูอยากเหน็ กิจกรรมทางเพศผู๎ใหญคํ วรเขา๎ ใจถึง ความรส๎ู กึ นกึ คดิ รํวมกับ ความอยากร๎อู ยากเห็นของวัยรุนํ ควรให๎ความรูใ๎ นเร่ืองเพศทถ่ี ูกตอ๎ ง และถือวําความรสู๎ กึ ในวยั น้เี ป็นเรอ่ื ง ธรรมดา เป็นธรรมชาติอยํางหน่งึ การทีว่ ัยรนุํ จะสําเร็จความใครดํ ว๎ ยตนเองนัน้ ไมํมีอนั ตรายตอํ รํางกาย และไมํถอื วําเปน็ เรือ่ งที่ผดิ ศีลธรรม ถ๎ากระทําอยาํ งระมดั ระวงั เป็นสวํ นตัว และไมํทาํ ใหผ๎ ๎ูอน่ื เดือดรอ๎ น เป็นตน๎ 3. ความวิตกกงั วลกลัวการเป็นผูใ้ หญ่ วยั นจี้ ะมคี วามคิดวติ กกงั วล กลวั จะไมเํ ป็นทย่ี อมรับจากคนรอบขา๎ ง มักจะ กลวั ความรับผิดชอบ ซงึ่ จะรสู๎ ึกวําเป็นภาระท่ีหนักหนา ยํุงยาก บางคร้ังอยากจะเป็นเดก็ อยากแสดงอารมณส๑ นกุ สนาน รําเรงิ เบิก บาน 4. ความวติ กกังวลในความงดงามทางร่างกาย ไมํ วาํ วยั รุนํ หญิงหรอื ชายกจ็ ะมคี วามรส๎ู ึกต๎องการใหค๎ นรอบข๎าง ช่นื ชมเก่ยี วกบั รปู ลกั ษณภ๑ ายนอกของตน สมเพศ สมวัย นน่ั เป็นเพราะวาํ เดก็ จะสาํ นึกวําความสวยงามทางกายเป็นแรงจงู ใจ ทาํ ใหค๎ นยอมรับ ทําให๎ เพอ่ื นยอมรบั เขา๎ ไปในกลมุํ ได๎งําย เป็นวถิ ที างหน่ึงที่จะเขา๎ สสูํ งั คมและเปน็ ทีด่ ึงดดู ใจของเพศตรงข๎าม ชํวงนีจ้ ะเหน็ วาํ วยั รนํุ จะสนอก สนใจ พถิ ีพถิ ันในการเลอื กเสือ้ ผา๎ การหวผี ม เอาใจใสํตํอการออกกําลังกาย สนใจคณุ คําทางอาหาร เครื่องประดับ สุขภาพอนามยั การ วางตัวให๎สมบทบาททางเพศ การวางตวั ในสังคม และความสนใจในแตํละเรื่องอาจอยํูได๎ไมนํ าน การเปล่ยี นแปลงทางจิตใจ 1.ความรักและความหว่ งใย ความ ร๎สู กึ อยากที่จะถกู รกั และยังอยากไดร๎ บั ความเอาใจใสํ หวํ งใยจากบุคคลทม่ี คี วามสาํ คญั ตํอเดก็ แตมํ ักจะมีข๎อแมว๎ าํ จะต๎องไมใํ ชกํ ารแสดงออกของพํอแมทํ ่ีทํากบั เขาราวกบั เด็ก เล็กๆ ไมตํ อ๎ งการความเจา๎ ก้เี จา๎ การ ไมตํ ๎องการ ให๎แสดงความหํวงใยอยตํู ลอดเวลา 2. เปน็ อิสระอยากทาอะไรได้ด้วยตวั ของตัวเอง อยาก ทาํ ในสิ่งทีต่ วั เองคดิ แล๎ววาํ ดี อยากมีสํวนในการตดั สินใจ อยากที่จะ ทาํ ตวั หาํ งจากพํอแมํ หาํ งจากคาํ สง่ั การเจรญิ เตบิ โตในการทาํ งานของสมอง ทําให๎เด็กวยั น้เี รมิ่ มคี วามคดิ อํานเปน็ ของตนเอง เร่ิมมี ความคิดแบบนามธรรม (abstract thinking) การแยกจากพอํ แมใํ นเกอื บทกุ รูปแบบ บางครัง้ อาจทาํ ใหว๎ ยั รํนุ เกิดความรสู๎ ึกสบั สน สอง จิตสองใจ และอาจมีความรสู๎ กึ \"สญู เสยี \" ในความรัก ความเอาใจใสจํ ากพอํ แมํ แตถํ า๎ พวกเขายอมรบั การดูแลหรอื ยอมทาํ ตามคําสงั่ ของ พํอแมํ ก็จะไปขดั กับความตอ๎ งการทจ่ี ะเป็นเด็กโต เปน็ อสิ ระของตนเองทตี่ ๎องการพงึ่ พาตนเอง การใหก๎ ารเลยี้ งดูจงึ ตอ๎ งอาศัยความ เขา๎ ใจ และเคารพในสิทธิสวํ นบคุ คลด๎วย
88 3. ต้องการเปน็ ตัวของตวั เอง ความ ต๎องการท่ี ยอมรับในสิ่งท่ีมาจากตัวของตัวเขาทําใหพ๎ วกเขามน่ั ใจในตวั เอง พอํ แมคํ ง ต๎องสํงเสรมิ ใหเ๎ ด็กไดช๎ ํวยเหลอื ตัวเองใหม๎ ากทีส่ ดุ เทําทจ่ี ะทาํ ได๎ ตามวัย เพราะในการฝกึ เดก็ น้นั นอกจากจะทาํ ใหเ๎ ด็กไดใ๎ ชม๎ ือได๎อยําง คลํองแคลํวแลว๎ ยงั ชวํ ยทําให๎เดก็ ไดห๎ ดั คดิ หดั ตดั สนิ ใจในการกระทาํ ส่งิ ตํางๆ ดว๎ ย 4. อยากรู้, อยากเห็น, อยากลอง การ ลองผดิ ลองถกู และคอยสังเกตดจู ากปฏิกริ ิยาของคนรอบขา๎ ง เพ่อื ตัดสนิ วําสงิ่ ท่ี ทํานั้น ดเี ลวเป็นอยํางไรวยั ท่โี ตขน้ึ เมือ่ ความสามารถเพิ่มข้ึน ราํ งกายเจริญเติบโตข้ึนมา สงิ่ รอบตวั ตาํ งๆ ท่ีนาํ สนใจ และทา๎ ทาย ความสามารถก็จะเรมิ่ เขา๎ มาเพ่อื ทดลองการสนับสนุนสํงเสรมิ เด็กใหค๎ ง สภาพอยากร๎ู อยากเหน็ อยากลองและไดม๎ ีโอกาสทดลองส่ิง แปลกๆ ใหมๆํ ในขอบเขตทเ่ี หมาะสมเพ่มิ ข้นึ ตามวยั จะทําใหเ๎ ด็กกา๎ วเข๎าสวํู ัยรนุํ ด๎วยความภาคภูมใิ จทตี่ นเองเคยมปี ระสบการณ๑ ตาํ งๆ มาบ๎างสง่ิ เหลาํ นจี้ ะมาเสริมความภาคภมู ิใจในตนเองดังนน้ั จะเหน็ วาํ การฝกึ สอน และใหโ๎ อกาสเดก็ ไดท๎ ดลองทําในสง่ิ ท่ีถูกต๎อง ควร ฝกึ สอนมาตง้ั แตํเด็ก และควรคํอยๆ สอนถึงอนั ตรายในหลายสิ่งหลายอยํางท่ีมีอยูใํ นสังคม และวิธกี ารแกไ๎ ข เรยี นรูท๎ ัง้ สิง่ ทีด่ แี ละเลว การฝกึ ใหเ๎ ดก็ ไดล๎ องในส่ิงทน่ี าํ ลอง แตสํ นอใหห๎ ัดย้งั ตวั เองในส่ิงที่อันตรายจึงเปน็ วธิ ีทส่ี าํ คัญมาต้ังแตํวยั เรยี น แตํ ในทาง ตรงกันขา๎ มในกลํุมวยั รนํุ ท่ีไมเํ คยถกู ฝกึ ใหล๎ องคิด ลองทํากอํ น จะเกดิ ความสบั สน วํนุ วายใจขาดความรู๎ ขากทกั ษะ ขาดการฝกึ ฝน ขาด การลองทาํ ผดิ ทาํ ถกู มากํอน จงึ ทําให๎กลมุํ นต้ี กอยํใู นกลมํุ ที่มอี นั ตรายสูง และในกลมุํ เด็กวัยรํนุ ท่ีพอํ แมปํ ลํอยปละละเลย หรอื ไมเํ คยสอน ให๎ยบั ยง้ั ชงั่ ใจมากอํ น นกึ อยากทําอะไรก็จะทํา ไมเํ คยตอ๎ งผดิ หวัง ไมเํ คยสนใจวําการกระทําของตวั จะสงํ ผลกระทบตํอผค๎ู นรอบขา๎ ง อยํางไรพฤติกรรม อยากลองของ มักจะมสี งู สุดในชว่ งวัยรุ่นตอนกลาง เปน็ เด็กกไ็ ม่ใช่ เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง แนวความคดิ และการยบั ยง้ั ตัวเองมไี มม่ ากพอ 5. ความถกู ตอ๎ ง ยตุ ิธรรม โดยเฉพาะเมือ่ เข๎าสํูวยั รุนํ ตอนกลาง มักจะถอื วาํ ความยตุ ิธรรมเปน็ ลกั ษณะหนึง่ ของความเปน็ ผใู๎ หญํ วยั รุํนจงึ ให๎ความสาํ คญั อยาํ งจริงจังกบั ความถูกตอ๎ ง ยตุ ิธรรมตามทศั นะของตนเป็นอยํางยง่ิ และอยากจะทาํ อะไรหลายๆ อยําง เพ่ือเรียกร๎องความยตุ ิธรรม ท้งั ในแงบํ ุคคลและสังคมสวํ นรวม จงึ มกั จะเหน็ ภาพวัยรนํุ ถกเถยี งกันเร่อื งของสง่ิ ตาํ งๆ ท่เี กิดขนึ้ รอบตัว 6.ความตื่นเตน๎ ทา๎ ทาย ความตอ๎ งการหาประสบการณแ๑ ปลกๆ ใหมๆํ เกลยี ดความจําเจซา้ํ ซาก วัย รนุํ กลํุมนี้จะสรา๎ งความ ตนื่ เตน๎ ทา๎ ทายกบั การท่ีกระทาํ ผิดตอํ กฎเกณฑ๑ตาํ งๆ ของทางบา๎ นและกฏของสังคมน่ันเป็นเพราะวาํ เป็นความตน่ื เตน๎ และความร๎ูสึกวํา ถูกท๎าทาย แนวทางการเลยี้ งดเู ดก็ ฝึกให๎เด็กไดม๎ ี โอกาสทํางานท่ที ๎าทายความสามารถทลี ะน๎อยอยตูํ ลอดเวลา จะสงํ ผลทําใหเ๎ ด็กได๎ พัฒนาความเชี่ยวชาญขนึ้ มาได๎ แกป๎ ัญหาได๎ 7.ตอ๎ งการการยอมรบั วาํ เป็นสํวนหนง่ึ ของบา๎ น ของกลุํมเพอ่ื น พืน้ ฐานการเลย้ี งดทู ่ยี อมรบั และมีความรกั ความผกู พนั ระหวาํ งพํอแมํเดก็ จะมีผลทําให๎เด็กเกดิ ความรส๎ู กึ ดงั ทกี่ ลําวมาน้ีอยํางงํายดาย จากการฝึกฝนใหโ๎ อกาสเด็กในการตดั สินใจลงมือกระทาํ หรอื แสดงความคดิ เหน็ ใน เรือ่ งตาํ งๆ และรับฟังพยายามทําความเข๎าใจตาม ถา๎ เบย่ี งเบนก็ชํวยแก๎ไข ถา๎ ถูกตอ๎ งก็ชมเชยและชืน่ ชม ส่ิง เหลาํ น้จี ะไปกระตน๎ุ ใหเ๎ ดก็ เกดิ ความรูส๎ กึ เป็นท่ียอมรับจากบุคคลภายใน บ๎าน ซึ่งจะสํงผลทาํ ใหเ๎ ด็กอยากเป็นทยี่ อมรับจากเพ่อื น จากครู และจากคนอื่นๆ ตํอๆ ไป จงึ เป็นเหตผุ ลจูงใจกระทาํ ความดีมากข้นึ ๆ แตํ ในกรณตี รงกันข๎าม ถา๎ เดก็ คนใดเกิดมาในครอบครวั ทย่ี ุํงเหยิง ทาํ ใหพ๎ ํอแมไํ มมํ ีปญั หาพอทีจ่ ะดแู ลเดก็ กลับจะต๎องสํงเดก็ มาฝากใหญ๎ าตเิ ลย้ี งเป็นภาระ ไมมํ ใี ครเป็นธรุ ะจดั การอะไรให๎อยํางออกนอกหน๎า ถา๎ ไมจํ ําเปน็ กไ็ มํคํอยอยากจะรบั รู๎ รับฟังเรือ่ งของเดก็ ถงึ เวลาจะนานกไ็ มํร๎วู ําใครจะใหค๎ วามอบอํนุ เมตตาหรอื รกั ได๎ มคี วามรูส๎ กึ โดดเด่ยี ว ไมํเปน็ ทีต่ ๎องการของใครแมแ๎ ตคํ นเดยี วในบา๎ นไมํวํา จะถูกหรือทาํ ผดิ ทาํ ดหี รือทําช่วั ก็ไมํมคี นเห็นคนทกั หาคนทหี่ วงั ดจี ริงจังในการแนะนําตักเตอื นอดทนชํวยฝกึ สอนกไ็ มมํ ี ในลักษณะ เชนํ น้เี ด็กจะมชี วี ติ ทเ่ี ลื่อนลอย ไมรํ ูส๎ กึ วาํ ตวั เองเปน็ สมาชิกภายในบา๎ น เป็นคนหนง่ึ ภายในครอบครัว ไมํมีใครรับฟังปญั หา หรือไมํร๎ูวําจะ ปรกึ ษาใคร เม่ือเติบโตไปโรงเรยี นกม็ กั จะพกพาเอาความร๎ูสกึ โดดเดี่ยว ว๎าเหวํน้ไี ปทโ่ี รงเรยี น ความทท่ี กั ษะไมไํ ด๎ถูกฝึกสอนมาตั้งแตทํ ่ี บ๎านจึงทาํ ให๎ผลการเรยี นไมดํ ี และมกั จะแยกตวั ออกจากกลํุมเพอ่ื น การควบคมุ อารมณ์ทางเพศ การจัดการกับอารมณเ๑ พศอาจแบงํ ตามความรนุ แรงไดเ๎ ปน็ 3 ระดบั ดงั นี้ ระดับที่ 1 การควบคุมอารมณ์ทางเพศ อาจทําได๎ 2 วิธี คอื 1. การควบคมุ จิตใจตนเอง พยายามขมํ ใจตนเอง มิให๎เกดิ อารมณ๑ทางเพศไดห๎ รือถา๎ เกิดอารมณท๑ างเพศ ก็ให๎พยายามขํมใจ ไว๎ไมํใหเ๎ กิดอารมณ๑ทางเพศเพอื่ ใหอ๎ ารมณ๑ทางเพศคอํ ยๆ ลดลงจนสสูํ ภาพอารมณท๑ ี่ปกติ 2. การหลีกเล่ียงจากส่ิงเรา๎ สง่ิ เร๎าภายนอกทย่ี วั่ ยอุ ารมณท๑ างเพศหรือย่วั กิเลสยํอมทาํ ให๎เกิดอารมณท๑ างเพศไดด๎ ังนั้น การ ตดั ไฟเสยี แตตํ ๎นลม คือหลีกเล่ยี งจากสงิ่ เรา๎ เหลาํ นนั้ เสยี ก็จะชํวยให๎ไมํเกดิ อารมณไ๑ ดเ๎ ชํน ไมดํ สู ่อื ลามกตาํ งๆไมํเทีย่ วกลางคนื เปน็ ต๎น ระดบั ที่ 2 การเบย่ี งเบนอารมณท์ างเพศ ถ๎าเกดิ อารมณ๑ทางเพศจนไมอํ าจควบคุมไดค๎ วรใชว๎ ิธกี ารเบีย่ งเบนเปล่ียนให๎ไปสนใจในสิ่งอนื่ แทนทีจ่ ะหมกมุํนอยูํกบั อารมณ๑ทางเพศ
89 เชนํ ไปออกกําลงั กาย ประกอบกิจกรรมนันทนาการตาํ งๆใหส๎ นกุ สนานเพลิดเพลินไปทํางานตาํ งๆเพ่ือใหจ๎ ิตใจมุงํ ทง่ี าน ไปพดู คุย สนทนากับคนอืน่ เปน็ ตน๎ ระดบั ท่ี 3 การปลดปล่อยหรอื ระบายอารมณ์ทางเพศ ถา๎ เกดิ อารมณท๑ างเพศระดบั มากจนเบ่ยี งเบนไมไํ ดห๎ รอื สถานการณ๑นน้ั อาจทาํ ใหไ๎ มํมโี อกาสเบยี่ งเบนอารมณท๑ างเพศกอ็ าจปลดปลํอย หรือระบายอารมณ๑ทางเพศดว๎ ยวธิ ีการท่ีเหมาะสมกับสภาพของวัยรนุํ ซง่ึ เป็นนักเรียนโดยทําได๎ 2 ประการ คอื 1. โดยการฝันนน่ั ก็คอื การฝนั เปียก(Wet Dream)ในเพศชาย ซงึ่ การฝันนเี้ ราไมสํ ามารถบังคับใหฝ๎ ันหรือไมใํ หฝ๎ นั ไดแ๎ ตํจะเกดิ ขึน้ เอง เมอ่ื เราสนใจหรือมคี วามร๎สู ึกในทางเพศมากจนเกนิ ไปหรอื อาจเกดิ การสะสมของน้าํ อสจุ มิ มี ากจนลน๎ ถงุ เกบ็ นา้ํ อสุจิธรรมชาติกจ็ ะ ระบายนาํ้ อสจุ อิ อกมาโดยการให๎ฝนั เกีย่ วกับเร่ืองเพศจนถึงจดุ สดุ ยอดและมีการหล่งั น้าํ อสุจิออกมา 2. การสาํ เรจ็ ความใครํด๎วยตนเองหรืออาจเรยี กอกี อยาํ งหน่งึ วําการชวํ ยเหลือตวั เอง(Masturbation)ทําได๎ทั้งผู๎หญิงและผชู๎ ายซ่งึ ผ๎ชู ายแทบทุกคนมกั มปี ระสบการณ๑ในเรอื่ งนแี้ ตผํ ๎หู ญิงนั้นมเี ป็นบางคนท่ีมีประสบการณ๑ในเรอ่ื งน้ีการสําเรจ็ ความใครดํ ว๎ ยตนเองเปน็ เรอ่ื งธรรมชาติของคนเราเมอ่ื เกดิ อารมณท๑ างเพศจนหยดุ ยั้งไมไํ ด๎ เพราะการสาํ เร็จความใครํดว๎ ยตนเองไมํทําใหต๎ นเองและผ๎ูอื่น เดือดรอ๎ นแตไํ มคํ วรกระทําบํอยนกั วธิ ีควบคุมอารมณ์ทางเพศ 1. ใหค๎ วามสนใจกับการศกึ ษาเลําเรียน เพอ่ื ความกา๎ วหน๎า และ ความสําเรจ็ ในการดําเนนิ ชีวติ ในอนาคต 2. หลกี เลี่ยงการกระต๎นุ อารมณท๑ างเพศจากส่ือตาํ งๆที่เปน็ ส่ิงเร๎าทาํ ใหเ๎ กดิ อารมณ๑ทางเพศเชํนหนังสอื ตํางๆ การดภู าพยนตรห๑ รอื วดี โี อทีย่ ่ัวยุอารมณท๑ างเพศหรือไมคํ วรอยตํู ามลาํ พงั กบั เพือ่ นตํางเพศในที่ลบั ตาคน 3. สนใจเข๎ารวํ มกิจกรรมตาํ งๆเชํนดนตรี กฬี า หรอื วาดรูป เพอ่ื จะไดเ๎ บย่ี งเบนความสนใจจากอารมณ๑ทางเพศและยังทาํ ให๎ สุขภาพกายและสุขภาพจติ ดดี ว๎ ย ข้อคิดดีๆเกี่ยวกบั ความสมั พันธเ์ รื่องเพศ การมเี พศสัมพันธ๑ นอกจากเปน็ วิถที างธรรมชาติอยํางหน่งึ ของมนุษยย๑ งั มผี ลพลอยไดเ๎ กิดข้ึนตามมาอีกดว๎ ย นกั วชิ าการท่ีชํางสรรหาเร่ือง วิจัยระบวุ าํ ผลพลอยไดจ๎ ากการมเี พศสัมพันธ๑ สะทอ๎ นออกมาทางกระบวนการทางชีววิทยา ดังน้ี 1. เซก็ ซค๑ อื การบาํ รุงความงาม การทดลองทางวทิ ยาศาสตรพ๑ บวําขณะผูห๎ ญิงมเี พศสัมพันธ๑ เธอจะหลง่ั ฮอรโ๑ มนเอสโตรเจน ออกมาปรมิ าณมากซึง่ ทําใหเ๎ สน๎ ผมเปน็ เงางามและผวิ พรรณนํุมนวล 2. เพศสัมพนั ธ๑ท่ีออํ นโยนและผํอนคลาย ชวํ ยลดการอกั เสบทางผวิ หนงั เชนํ สวิ และผื่นตํางๆเหง่ือทไ่ี หลออกมาเปน็ ตวั ชะล๎าง รูขมุ ขน ทําให๎ผิวผอํ งใส 3. เพศสัมพนั ธ๑ชํวยเผาผลาญแคลอรีท่ีคุณกินเขา๎ ไปชวํ งมอื้ คํา่ อันโรแมนตกิ 4. เซก็ ซ๑คอื การออกกําลงั กายทปี่ ลอดภัยทสี่ ุดท้งั ชํวยยืดเส๎นยดื สายและทําให๎กลา๎ มเนอ้ื ตึงในทกุ ๆ สํวนของราํ งกายอกี ท้ังนาํ สนกุ กวาํ จอ๏ กกงิ้ หรือวาํ ยนํ้าสกั 20 เทยี่ วเป็นไหนๆแถมยังไมตํ อ๎ งใชร๎ องเทา๎ กฬี าแพงๆ 5. เซ็กซ๑ชํวยลดความตึงเครยี ดไดด๎ ีย่งิ กิจกรรมทางเพศชํวยทาํ ใหร๎ ํางกายหล่งั สารเอนดอรฟ๑ ินส๑ในกระแสเลอื ดทาํ ให๎คณุ ร๎สู กึ ดี ขน้ึ 6. มเี ซ็กซบ๑ อํ ยๆ คณุ ยิ่งได๎รบั สารเคมีท่ชี ื่อ ฟโี รโมนส๑ (Pheromones) มากยง่ิ ข้นึ 7. กล่นิ ตวั ทถี่ กู ขับออกมาขณะมีความตอ๎ งการทางเพศ เปน็ 'น้ําหอม' ท่ีชํวยกระตุน๎ ใหเ๎ พศตรงข๎ามคึกคักไดอ๎ ยาํ งเหลอื เชื่อ 8. จบู กันทุกวนั ลดอาการฟันผุ การจบู กระตน๎ุ นาํ้ ลายใหข๎ บั นาํ้ ลายออกมาจึงชํวยชะล๎างฟนั ของคุณใหส๎ ะอาด 9. เซก็ ซแ๑ กป๎ วดหวั ตลอดกระบวนการทางเพศจะชํวยผํอนคลายความตึงเครยี ดซ่ึงไปปดิ กนั้ หลอดเลอื ดในสมองไว๎ 10. รํวมเพศบอํ ยๆ ชํวยแกอ๎ าการคดั จมกู เพราะเซก็ ซเ๑ ป็นยาแอนต้ีฮสิ ตามนี จากธรรมชาติ แกอ๎ าการแพฝ๎ ุนแพล๎ ะอองได๎ดี 11. เซ็กซ๑จะเปน็ ยานอนหลบั ทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพดกี วาํ แวเลย่ี ม (Valium) หลายเทาํ วฒั นธรรมทางเพศ หมายถึง วัฒนธรรมที่มีอิทธพิ ลตํอพฤตกิ รรมทางเพศ ไดแ๎ กํ ระเบยี บ จารีตประเพณี ศลี ธรรมและจริยธรรมอันดี งามของคนไทยในด๎านความประพฤติเกีย่ วกบั เพศซง่ึ เป็นทีย่ อมรบั นบั ถอื และสบื ทอดปฏบิ ตั ติ ํอเนอ่ื งกันมายาวนาน ตั้งแตสํ มัยโบราณ จนถึงปัจจบุ ันซง่ึ ไดส๎ งํ ผลใหค๎ รอบครัวและสงั คมไทยมีความสงบสุขรมํ เย็น วัฒนธรรมทางเพศของคนไทยถอื วา่ เป็นมรดกอันมีคา่ ของสงั คมไทยท่ที กุ คนควรอนุรกั ษแ์ บะประพฤติปฏบิ ัตติ ามซึ่งมี ดงั น้ี 1. ชายหญิงควรมีอภสิ ิทธ์แิ ละศกั ดิ์ศรีเทา่ เทยี มกันตามหลกั สทิ ธมิ นษุ ยชน ในสมยั กอํ นผช๎ู ายจะมีสทิ ธแิ ละศักดศ์ิ รเี หนือกวําผห๎ู ญิง มาก เมือ่ เปน็ สามภี รรยากัน ภรรยาตอ๎ งคอยปรนนบิ ตั สิ ามเี ปน็ อยํางดี ถ๎าสามเี ป็นเจ๎านายทสี่ ูงศกั ดิ์แลว๎ ก็ต๎องดแู ลเปน็ พเิ ศษ การแสดง
90 ความคิดเห็นการตดั สนิ ใจทําได๎นอ๎ ยเพราะสามมี อี าํ นาจสทิ ธิ์ขาด ภรรยามกั จะต๎องเชอื่ ฟังสามี ซ่งึ ถือวาํ ขาดความเสมอภาคทางเพศ ตํอมาสถานภาพสตรเี พม่ิ ขน้ึ เปน็ ลาํ ดบั เมื่อประเทศไทยเข๎าสํยู คุ ประชาธิปไตย ผ๎หู ญงิ มีการศึกษามากขน้ึ สังคมเปดิ โอกาสใหผ๎ หู๎ ญงิ ทาํ งานหารายไดเ๎ ลี้ยงครอบครัวมากขึ้น มีบทบาททางการศึกษามากข้ึน จนเปน็ ทย่ี อมรบั กันวําผ๎ูชายและผห๎ู ญงิ ควรมสี ทิ ธิและศกั ด์ศิ รี เทําเทยี มกันยกเวน๎ บางเรื่องเทํานน้ั ทเี่ ปน็ เรอ่ื งของเพศซง่ึ มีความแตกตํางกนั เชนํ ตาํ รวจตอ๎ งทาํ งานหนักจับผ๎ูร๎ายซ่งึ เปน็ การเสีย่ ง ภัย ทหารต๎องทาํ หนา๎ ทสี่ รู๎ บปอู งกนั ประเทศเป็นงานหนกั และเสย่ี งภยั เปน็ ต๎น2. ผชู้ ายควรใหเ้ กยี รตแิ ละชว่ ยปกปอู งอันตรายให้แก่ ผู้หญงิ ผูช๎ ายเป็นเพศท่ีแขง็ แรงและรูปราํ งใหญโํ ตกวําผ๎หู ญิงสามารถทํางานหนกั ไดจ๎ งึ ควรชวํ ยดูแลชวํ ยเหลอื อยาํ ใหผ๎ ๎ูหญิงต๎องทํางาน หนกั เกนิ ไปโดยเฉพาะทางราํ งกายเมือ่ มีภยั อันตรายผช๎ู ายจะต๎องทาํ หน๎าทีค่ ๎ุมครองปูองกนั หรอื แมจ๎ ะยงั ไมํเกิดภัยอนั ตรายก็ควรจะชวํ ย ดูแลคม๎ุ ครองมใิ หภ๎ ยั อันตรายเกิดข้นึ กับผ๎หู ญงิ ถา๎ มีทน่ี ่ังจํานวนจํากดั ไมเํ พยี งพอต๎องใหผ๎ หู๎ ญงิ น่งั กํอน ถา๎ จะตกั อาหารหรือทําสงิ่ ใดที่ต๎อง ทาํ ทลี ะคนหรอื ครงั้ ละนอ๎ ยคน ควรใหผ๎ ๎หู ญิงได๎ทาํ กอํ น ยกเว๎นบางเรอ่ื งทีเ่ ป็นอันตราย ผช๎ู ายกค็ วรทํากํอนแลว๎ แตํสถานการณ๑ 3. การแสดงความชอบหรือความสนใจเพศตรงขา้ มควรปฏบิ ตั ติ ามจารตี ประเพณีของสงั คมไทยอยา่ งเครง่ ครัด ความสนใจเพศตรงขา๎ มเป็นเร่ืองปกติของคนเม่ือเขา๎ สวูํ ัยรํนุ วยั หนํุมสาว แตํในสังคมแตลํ ะสังคมมักมจี ารตี ประเพณี อนั ดงี าม แตใํ นสังคมแตลํ ะสังคมมักมีจารีตประเพณอี นั ดงี าม ดังนัน้ การชอบหรือสนใจเพศตรงขา๎ ม ควรปฏบิ ตั ิตามจารตี ประเพณีของสงั คมน้ันๆ ในวยั เรียนควรคบเพอื่ นตาํ งเพศแบบเพื่อนจะดกี วาํ แตถํ ๎าจะคบกนั แบบครูํ กั ก็ตอ๎ งอยูํในกรอบประเพณอี ันดี งาม และใหพ๎ อํ แมหํ รอื ผ๎ปู กครองรบั รู๎ และตอ๎ งเชือ่ ฟงั ปรึกษาพอํ แมํ ผ๎ูปกครองดว๎ ยเพราะวัยรุํนนน้ั ไมบํ รรลุนติ ิภาวะ ยังผํานโลกมานอ๎ ย อาจรเ๎ู ทาํ ไมถํ ึงการณ๑ หรอื ทาํ ผดิ พลาดขน้ึ ได๎ 4. ทงั้ ผู้หญิงและผชู้ ายไมค่ วรถกู เนือ้ ต้องตวั กันจนเกนิ ความจาเป็นดูแล้วไมเ่ หมาะสม การถกู เนือ้ ตอ๎ งตัวกเพศตรงข๎ามเกนิ ความ จําเปน็ โอบกอด หนนุ ตกั ลบู ไลเ๎ นอ้ื ตวั จบั ของสงวนกอดคอ ซึ่งผเ๎ู ปน็ คํรู ักและเปน็ นกั เรยี นไมํควรทาํ อยาํ งยง่ิ ไมํควรเลยี นแบบ ละคร เพราะถา๎ ลวํ งเกนิ โดยฝาุ ยหญิงไมํพอใจ เป็นการกระทาํ ทไ่ี มคํ วรทําอยํางย่ิง เพราะจะทําให๎ผูห๎ ญงิ เสอ่ื มเสีย 5. ผู้หญิงไมค่ วรแตง่ ตัวเปดิ เผยสัดส่วน ในสงั คมปัจจบุ นั การแตํงตงั ของผูห๎ ญงิ บางคนไมรํ ัดกุม เป็นการยั่วกิเลสผชู๎ ายอาจกอํ ใหเ๎ กดิ อันตรายตอํ ตนเอง เชํน การถกู กระทาํ การอนาจาร หรือขมํ ขนื 6. ไม่มีเพศสมั พันธก์ อ่ นวัยอันควรและเม่ือยังไม่ได้แต่งงานกัน ในสังคมปจั จบุ ันมวี ัยรนุํ จํานวนไมํนอ๎ ยที่มเี พศสัมพนั ธแ๑ ลว๎ ซ่ึงไมํ เหมาะสม เพราะเปน็ การขดั ตอํ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี นอนั ดงี ามของไทย ซ่งึ บางรายพอํ แมํหรือผป๎ู กครองก็ไมรํ ๎ูแตบํ างรายพอํ แมรํ ๎ู ก็ ตอ๎ งชํวยกันแกไ๎ ขปัญหาตํอไป เป็นการสรา๎ งความหนกั ใจแกผํ ป๎ู กครองแลว๎ ยงั ทําใหเ๎ สื่อมเสยี ตอํ วงศต๑ ระกูลถ๎าเกิดต้งั ครรภข๑ ึน้ มาจะต๎อง เสียอนาคตแบะเกดิ ปัญหาสงั คมในระยะยาว 7. การเลือกคู่ครองต้องเป็นไปโดยความสมคั รใจ ในสมยั กํอนอาจมกี ารแตํงงานกันโดยไมํได๎สมคั รใจ อาจเปน็ ฝุายชายไมสํ มัครใจแตํ เป็นพํอแมเํ ห็นชอบ หรอื ฝาุ ยหญิงไมสํ มัครใจแตเํ พราะพอํ แมํเห็นชอบ ฝุายชายใช๎อทิ ธพิ ลเพราะพอํ แมตํ อ๎ งการปลดหน้ี แตํในสมยั ปัจจุบนั การมคี คํู รองในลกั ษณะดงั กลาํ มไมํมีอีกแลว๎ นบั วาํ เปน็ การสร๎างความเสมอภาคทางเพศอยาํ งหน่งึ ด๎วย 8. ชายหญงิ ท่จี ะอยดู่ ้วยกนั แบบสามภี รรยาตอ้ งมพี ิธีแต่งงานทีถ่ กู ต้องตามจารีตประเพณขี องไทย เปน็ ความชาญฉลาดของบรรพบุรษุ ไทยทส่ี รา๎ งระเบยี บประเพณกี อํ นที่จะอยํกู ินกันแบบสามภี รรยาทฝ่ี าุ ยชายต๎องสํงผู๎ใหญไํ ปสํขู อหญิง สาว เมือ่ ผูใ๎ หญฝํ าุ ยหญงิ ยนิ ยอมแลว๎ จึงกาํ หนดวนั หมั้นและวนั แตงํ งานตอํ ไป การแตงํ งานจะมีพิธีรดนา้ํ สังขเ๑ พือ่ ความเป็นสิริมงคลแกํ ครอบครวั ใหมํ และเปน็ การประกาศใหส๎ ังคมรบั รถู๎ งึ การอยกํู นิ แบบสามภี รรยานอกจากพิธแี ตํงงานแลว๎ ทัง้ คูํจะต๎องไปจดทะเบียนสมรส กนั ณ ทีว่ ําการอําเภอ สําหรบั ตํางจังหวดั และ ณ สาํ นกั งานเขตสําหรบั กรุงเทพมหานคร เพอื่ ใหถ๎ ูกต๎องตามกฎหมาย 9. สามภี รรยาควรยดึ ค่านยิ มในการครองคู่แบบครอบครัวผัวเดยี วเมยี เดยี ว ครอบครัวแบบผวั เดยี วเมยี เดยี วเปน็ วฒั นธรรมทาฃเพศทีเ่ หมาะสมและสอดคล๎องกบั หลกั มนษุ ยธรรมและสิทธมิ นษุ ยชนซึ่งถือได๎วําเปน็ รากฐานและหลกั ประกนั อนั มน่ั คงของชวี ิตครอบครัวอยาํ งแทจ๎ ริง รวมท้ังมีความปลอดภยั ตอํ โรคเอดส๑ อีกทง้ั ยงั สํงผลตํอการเลีย้ งดูบุตร ให๎สมบรู ณแ๑ ละไดร๎ บั การศกึ ษาอยาํ งเตม็ ท่ตี ามศกั ยภาพและความสนใจของบุตร 10. สามีภรรยาต้องไม่กระทารนุ แรงต่อกัน สามีบางคนเม่อื ไมพํ อใจหรอื ทะเลาะกันก็จะทําร๎ายภรรยา ในทางตรงกนั ข๎าม ภรรยาอาจ ทํารนุ แรงตํอสามีก็ได๎ แตกํ ็จะมนี อ๎ ยกวํานอกจากนก้ี ารกระทาํ รนุ แรงด๎วยวาจาและการทอดท้ิงกนั ไมํควรอยํางยงิ่ ถ๎ามีปัญหาควรแก๎กัน ด๎วยสนั ตวิ ธิ ดี ีกวํา อาจเปน็ เพราะสงั คมใจปัจจุบนั สภาพสังคมท่ีตอ๎ งแขง็ ขนั อาจทาํ ให๎เกิดความเครยี ด อาจแสดงออกโดยการกระทําที่ รนุ แรง หลายรายถึงขัน้ ฆาํ กนั ตาย หรอื ฆาํ อีกฝาุ ยแลว๎ ตวั เองตายตาม นบั เป็นความลม๎ เหลวท่ีนาํ หดหูํอยาํ งยง่ิ ตอ๎ งพยายามให๎กาํ ลงั ใจซงึ่ กนั และกนั
91 ใบงานท1ี่ พบกลุ่มครง้ั ที่ 1 คาส่ัง ใหน๎ กั ศึกษารํวมกนั ศึกษาคน๎ ควา๎ เรื่องตํอไปนี้ และตัวแทนกลมุํ นําเสนอรายงานหน๎าช้ันตามหัวขอ๎ ที่ กําหนด 1. การปรบั ตวั ทางเพศ 2. การปรบั ตวั ทางดา๎ นรํางกาย 3. การปรบั ตวั ทางดา๎ นจติ ใจ 4. ความรักระหวํางเพศ 5. ความรักในวัยรนุํ 6. การควบคุมอารมณท๑ างเพศ 7. การวางตัวตอํ เพศตรงขา๎ ม 8. ขอ๎ คิดเกย่ี วกบั เพศสัมพันธ๑ 9. วัฒนธรรมทางเพศ 10.การดาํ เนนิ ชวี ิตคํูอยํางมีความสขุ
93 ใบงานท่ี 2 : พบกลํุมครั้งท่ี 1 บทท่ี 2 ปัญหาเพศศกึ ษา วชิ าสขุ ศึกษา พลศึกษา ทช 31002 ชือ่ : ................................................ รหสั นกั ศกึ ษา : …………………….. ระดับ : ม .ปลาย กจิ กรรมท่ี 1 ให๎นักศกึ ษาอธิบาย ในหัวขอ๎ ตํอไปน้ี โดยคน๎ ควา๎ จากหนงั สอื และสอื่ อินเตอร๑เนท็ 1.พฒั นาการทางเพศมีกี่ขั้นตอน ให๎อธบิ ายพอสงั เขป ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2.อารมทางเพศแบงํ ตามความรุนแรงกร่ี ะดับ อะไรบ๎าง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 3.มีวิธีการจดั การอารมณ๑ทางเพศอยาํ งไรบ๎าง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 4.การจะมีความผดิ ฐานอนาจาร มอี งค๑ประกอบอะไรบ๎าง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 5.การพรากผเ๎ู ยาว๑ หมายถึงอะไร ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________
93 แบบทดสอบ วชิ าสขุ ศึกษา พลศึกษา ทช31002 ระดบั ม.ปลาย จงเลือกคําตอบท่ถี ูกท่สี ุดเพยี งข๎อเดียว 1. การกระทาํ ใด ไมํใชํ การแสดงความเอ้ืออาทร ก. พาเพื่อนไปเทย่ี วกลางคนื ข. พาเพื่อนไปห๎องพยาบาล ค. ใหเ๎ พ่อื นขอยืมเงิน ง. จดการบ๎านใหเ๎ พื่อน 2. ขอ๎ ใดไมเํ กีย่ วข๎องกับการดําเนินชีวติ ที่ถกู ต๎องเหมาะสม ก. การอบรมเลีย้ งดู ข. สภาพเศรษฐกิจของครอบครวั ค. ระดบั การศึกษาของครอบครัว ง. ความเชอ่ื ในคาํ พยากรณ๑ชวี ติ 3. ข๎อใดเปน็ อปุ สรรคในการสรา๎ งมนุษยสัมพนั ธม๑ ากท่ีสดุ ก. ความเกงํ ความดี ข. ความเหน็ แกํตวั ค. ความมนั่ ใจในตนเอง ง. ความเหน็ แกปํ ระโยชนส๑ ํวนรวม 4. บคุ คลใดมโี อกาสปรบั ตวั เข๎ากับคนอ่ืนไดด๎ ีที่สดุ ก. ระงับอารมณ๑ได๎ดี ข. แตํงกายทนั สมยั ค. เรยี นหนังสือเกํง ง. มเี งินใช๎จํายพอเพียง 5. หากเกดิ ความขัดแยง๎ กับเพ่ือนในกลํุม นักเรยี นจะมีแนวทางในการแก๎ปญั หาอยํางไร ก. รอใหเ๎ พ่ือนมาขอคนื ดี ข. ไปคบกับเพื่อนในกลํุมอื่น ค. พดู คยุ ปรับความเขา๎ ใจ ง. คุยกบั เพื่อนตามปกติ เหมือนไมํมีอะไรเกิดขึน้ 6. การทจ่ี ะมสี มั พนั ธภาพอนั ดี หรือมติ รภาพที่ดตี ํอกนั ได๎นานแคไํ หนนั้น ขึ้นอยูํกับคุณลักษณะข๎อใดเปน็ สาํ คญั ก. การแตงํ กาย กริ ิยามารยาท และการเป็นผู๎ฟงั ท่ีดี ข. ความจรงิ ใจ และความซือ่ สัตยต๑ อํ เพื่อน และคอยชวํ ยเหลือเพ่ือน ค. ความอดกลั่น ความเมตตากรณุ า และความเหน็ อกเห็นใจซึ่งกนั และกนั ง. ความจรงิ ใจ ความซื่อสตั ย๑ ความอดกล้ัน ความเมตตากรุณา และความไมํเอารดั เอาเปรยี บ 7. ข๎อใดไมํใชสํ ิง่ ทช่ี าย พึงปฏิบตั ิตํอหญิง ก. การใหค๎ วามเคารพเช่ือฟงั ข. การใหค๎ วามชวํ ยเหลือ
94 ค. การให๎การยอมรบั ยกยํอง ง. ความเสมอภาคทางความสามารถ 8. ขอ๎ ใดคือส่งิ ทีห่ ญงิ พงึ ปฏบิ ัตติ ํอชาย ก. ความเทาํ เทยี มกนั ข. การใหค๎ วามชํวยเหลอื ค. ความเสมอภาคทางเพศ ง. การให๎เกยี รตเิ พศชาย 9. เราควรปฏิบตั ิตนตํอเพศตรงข๎ามอยาํ งไร ก. ทาํ ตามท่ีผู๎ใหญแํ นะนํา ข. ทําตนให๎เหมาะสมกับวฒั นธรรมไทย ค. ทาํ เหมือนเพศเดียวกนั ไมํแบํงแยก ง. ทําตนเป็นอสิ ระและเปน็ ท่ีพอใจของทั้งสองฝาุ ย 10. การทนี่ กั เรียนมีโอกาสรจ๎ู กั และค๎นุ เคยกับเพื่อนตาํ งเพศ มขี ๎อดีอยาํ งไร ก. ชํวยให๎มเี พื่อนตํางเพศมากข้นึ ข. ชวํ ยใหม๎ ีโอกาสพบคนรักทีเ่ หมาะสมเรว็ ข้นึ ค. ชวํ ยใหท๎ ราบความพร๎อมของตนและเพศตรงข๎าม ง. ชํวยให๎เรยี นรู๎ความแตกตาํ ง และปฏิบตั ิตนตํอเพศตรงข๎ามได๎ถูกต๎อง 11. หากนักเรยี นคบกันในฐานะคนรกั ควรปฏิบัตติ ํอกนั อยํางไร ก. หาโอกาสได๎อยํดู ๎วยกนั สองคน ข. ชํวยเหลือกันและกัน และแกป๎ ัญหาการเรียนใหแ๎ กํกัน ค. พาไปพบบดิ ามารดาและญาติของแตํละฝุาย ง. ตกลงกนั วาํ จะดใุ จกนั ไปกํอน ยงั ไมํตกลงใจแนํนอนในเร่ืองการสมรส 12. การคบเพอื่ นตาํ งเพศในฐานะคนรัก ควรหลกี เลย่ี งข๎อใดมากท่ีสดุ ก. การไปรับประทานอาหารด๎วยกัน ข. การไปเท่ยี วเตรํกบั เพ่ือนคนอ่นื ๆ ค. การอยดํู ว๎ ยกนั ตามลําพัง ง. การให๎ความสนทิ สนมกับเพ่ือนเพศตรงขา๎ มคนอ่ืน 13. หากเพื่อนตาํ งเพศชวนไปดภู าพยนตร๑รอบดึก เราควรเลือกคาํ ตอบข๎อใด ก. “ ขอบคุณที่ชวนนะ แตเํ ราไปดูกันวันหลังดีกวํา ชวนเพื่อน ๆไปด๎วย ” ข. “ ให๎ไปกบั เธอฉันไมํไปหรอก ” ค. “ เสียใจ ช๎าไปแล๎ว ” ง. “ ฉันมนี ดั แลว๎ ” 14. คําตอบข๎อใดเปน็ การใช๎ทกั ษะการตํอรอง ก. “ ลดราคาลงอีกได๎ไหม ” ข. “ มี 99 บาท แลกใบละร๎อยได๎ไหม ”
95 ค. “ เส้ือตัวน้ใี หญํเกนิ ไปขอตัวเล็กลงหนํอย ” ง. “ อยาํ ทําอันตรายฉนั เลยนะ ต๎องการอะไรเอาไปเลย ” 15. เม่อื อยูํในวยั เรยี นหากนักเรียนหญงิ ตัง้ ครรภโ๑ ดยไมํตั้งใจ วิธกี ารแก๎ปัญหาที่ควรกระทําคือข๎อใด ก. ปรึกษาผู๎ใหญํ หรือครอู าจารย๑ ข. หาทางแก๎ปัญหากบั ครํู กั ค. ลาออกจากโรงเรียน ง. ทําแทง๎ 16. ผู๎หญงิ ทไี่ มํยอมให๎คนรกั สมั ผัสราํ งกายมากเกนิ ไป จัดเขา๎ กับข๎อใด ก. รจู๎ กั การคมุ กําเนดิ ข. รู๎จักทกั ษะการปฏเิ สธ ค. ร๎ูจักทักษะการตอํ รอง ง. ความสมั พันธ๑ที่ดรี ะหวาํ งครอบครวั 17. ผห๎ู ญิงประเภทใดทส่ี ังคมไทยมักเปรยี บเทียบวําเหมือนนางวันทอง นางโมราห๑ และนางกากี ก. ผู๎หญิงทมี่ เี สนํหแ๑ รง ข. ผู๎หญิงทีใ่ บหน๎าสวย ค. ผ๎ูหญิงที่มสี ามหี ลายคน ง. ผหู๎ ญิงทีไ่ มํเอาใจใสํดูแลสามี 18. นกั เรียนควรปฏิบัติอยํางไรเพื่อชวํ ยปรบั ปรงุ ตนเองให๎มีคุณลกั ษณะทจี่ ะสร๎างสมั พันธภาพอนั ดีในหมเํู พื่อนฝงู ได๎ ก. จงเดนิ ในเมือ่ คนอ่นื กําลงั หยุดเดนิ ข. จงน่ังในเมื่อคนอื่นกําลงั ยืนอยํู ค. จงฟังในเม่ือคนอ่ืนกาํ ลังพูดอยํู ง. จงพดู ในเม่ือคนอนื่ กําลงั พดู อยํู 19. การปฏิบัติในข๎อใด ทีจ่ ัดเปน็ พฤติกรรมเสีย่ งตํอความปลอดภัยในชวี ิตมากท่ีสดุ ก. ขับรถด๎วยความเรว็ 100 กม. ตํอชวั่ โมง ข. การขบั รถในขณะท่ีพูดโทรศัพท๑มอื ถอื ค. การไมํคาดเข็มขดั นริ ภยั เม่ือนั่งเบาะหน๎า ง. สบู บหุ รีข่ ณะขบั รถ 20. ถ๎านักเรยี นพบผู๎ท่ีประสบอุบัติเหตุรถชน และตอ๎ งการความชวํ ยเหลือ นักเรยี นจะต๎องทําสงิ่ ใดเป็นอนั ดับแรก ก. สังเกตมาํ นตา การหายใจ ลักษณะของสี ข. จบั ชีพจร และสํารวจสภาพการราํ งกาย ค. วัดอุณหภูมิของรํางกาย สังเกตการณห๑ ายใจ ง. ตรวจสอบการหายใจและการเตน๎ ของหัวใจ 21. ปัจจัยและสาเหตทุ ี่สําคัญทท่ี าํ ใหเ๎ กดิ อุบตั เิ หตุคืออะไร ก. ความประมาท ข. ขาดประสบการณ๑
96 ค. ยานพาหนะเกิดชํารดุ ง. เครอื่ งตกั รกลเส่ือมคณุ ภาพ 22. ขอ๎ ใดเปน็ วธิ ลี ดความอว๎ นไดด๎ ที ่สี ดุ ก. ใช๎ยาลดความอว๎ น ข. ใชอ๎ ุปกรณ๑ไฟฟาู นวด ค. ออกกําลังกายสมํา่ เสมอ ง. รับประทานอาหารคาร๑โบไฮเดรตให๎น๎อยลง 23. ถ๎าราํ งกายมีคอเรสเตอรอลมากเกนิ ไป ทาํ ให๎เป็นโรคใด ก. เบาหวาน ข. มะเรง็ ค. เหนบ็ ชา ง. เสน๎ เลอื ดอดุ ตนั 24. โรคใดจัดเป็นโรคทางกรรมพันธุ๑ ก. โรคพิษสนุ ขั บา๎ ข. โรคเบาหวาน ค. โรคอหวิ าตกโรค ง. โรคไข๎หวดั ใหญสํ ายพนั ธใ๑ หมํ 2009โรคอหวิ าตกโรค 25. ยาเสพตดิ ทผ่ี ลติ มาจากธรรมชาติ ยกเวน๎ ขอ๎ ใด ก. ฝน่ิ ข. กระทํอม ค. กัญชา ง. เฮโรอีน 26. เสพติดชนิดที่ออกฤทธิผ์ สมผสานกัน ก. เฮโรอีน ข. กญั ชา ค. ทนิ เนอร๑ ง. ยาบา๎ 27. การปอู งกนั ตนเองจากสิง่ เสพตดิ ยกเวน๎ ข๎อใด ก. ศกึ ษาหาความรู๎ เพ่ือทดลองจะได๎ร๎ูเทําทันยาเสพติด ข. เลือกคบเพอ่ื นดี ท่ีชกั ชวนกันไปในทางสร๎างสรรค๑ ค. เมอื่ มีปัญหาชีวติ ควรปรึกษาผใ๎ู หญํ ง. ใชเ๎ วลาวํางให๎เป็นประโยชน๑ 28. ข๎อใดเปน็ การสรา๎ งความพรอ๎ มด๎านรํางกาย เพ่ือใหก๎ ารทํางานมีความสขุ ก. การว่ิงอยํูกบั ท่ี ข. การจัดกิจกรรมนันทนาการ
97 ค. การออกกําลงั กายและการพกั ผํอนใหเ๎ พยี งพอ ง. การตัง้ ใจทํางานใหม๎ ปี ระสิทธภิ าพ และการใช๎กําลงั กายอยาํ งเตม็ ทีใ่ นงานอาชีพ 29. กิจกรรมนนั ทนาการในข๎อใด ทมี่ ีประโยชน๑ตํอราํ งกายมากทีส่ ุด ก. ไปงานเลยี้ งสงั สรรค๑กับเพื่อน ข. ไปเลนํ กีฬากบั เพอ่ื น ค. ไปชวํ ยเหลอื เด็กกาํ พรา๎ ง. ไปรวํ มปลกู ปุา 30. กจิ กรรมนนั ทนาการในข๎อใด เหมาะสมกับนักเรยี นมากที่สุด ก. สรุ ชยั อาสาไปดูแลผ๎ูปวุ ยโรคเอดส๑ ข. สุชาตไิ ปเท่ยี วกลางคืนกับเพอ่ื น ค. สุกจิ ไปเลนํ เกมคอมพวิ เตอรท๑ ีร่ า๎ น ง. สวุ ิชยั อาสาไปคาํ ยปลูกปุา เฉลย 1 ก 2 ง 3 ข 4 ก 5 ค 6 ง 7 ก 8 ง 9 ข 10 ง 11 ข 12 ค 13 ก 14 ง 15 ก 16 ข 17 ค 18 ค 19 ข 20 ง 21 ก 22 ค 23 ง 24 ข 25 ง 26 ข 27 ก 28 ค 29ข 30 ง
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 7
แผนการเรียนรู้ สาระทกั ษะการดาเนนิ ชวี ติ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลา คร้งั ท่ี วัน/เดอื น/ปี หัวเร่อื ง/ตัวช้ีวดั เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 7 17 ม.ค.64 1. เขาใจปญหา สาเหตุและ 3. อาหารและโภชนาการ ข บอกวิธกี ารปองกนั โรคขาด 1. โรคขาดสารอาหาร ค สารอาหารได 2. การสขุ าภิบาลอาหาร 1 2. อธิบายหลกั การ - การปนเปอ้ื น สุขาภบิ าลอาหาร และนาํ ไป - สขุ ลักษณะอาหารถงุ ปฏิบตั เิ ปนกจิ นสิ ัย 3. การจัดโปรแกรมอาหารท่ี 3. สามารถจดั โปรแกรม เหมาะสมสําหรบั บุคคลตําง ๆ ข อาหารทีเ่ หมาะสมสาํ หรบั - ตนเองและครอบครวั จ บคุ คลกลุม - ผ๎สู ูงอายุ ผ๎ปู วุ ย 1 ตางๆ เชน ผูสงู อายุ ผูปวย ไดอยางเหมาะสม
รายวชิ า สุขศึกษา พลศกึ ษา ทช31003 าย จานวน 2 หน่วยกติ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และประเมนิ ผล ขั้นท่ี 1 กําหนดสภาพปญั หา สอ่ื 2. ใบงาน 3. แบบทดสอบเก็บคะแนน ความต๎องการในการเรยี นร๎ู - หนังสอื 1.1 ครทู ักทายนักศึกษา และ - แผํนพบั / แผนํ ปลวิ สนทนาแลกเปล่ยี นการ - ใบความร๎ู รับประทานอาหารในแตํ - อนิ เทอรเ๑ นต็ ละวนั ข้นั ท่ี 2 แสวงหาขอ๎ มลู และ แหลงํ เรียนร๎ู จดั การเรยี นร๎ู - หอ๎ งสมุด 1.3 ครูทบทวนความร๎ู โดยครู - โรงพยาบาล / โรงพยาบาลสงํ เสรมิ พูดคุยกับนักศึกษา สขุ ภาพชมุ ชน เก่ยี วกับปญหา สาเหตุ และบอกวธิ กี ารปองกนั โรคขาดสารอาหาร แบํงกลุมํ ผ๎ูเรยี นออกเป็น กลุํมยอํ ย จดั โปรแกรม อาหารท่เี หมาะสมสําหรับ ผ๎สู งู อายุ 101
คร้งั ท่ี วนั /เดอื น/ปี หวั เรื่อง/ตัวช้ีวดั เนื้อหาสาระการเรยี นรู้ ข น 3 3 ข 4
การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและประเมินผล ข้นั ท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและการ นําไปใช๎ 3.3 ให๎ตัวแทนกลํมุ ออกมา นาํ เสนอผลงานทีค่ ๎นคว๎า ให๎กลํมุ อน่ื ฟงั 3.4 ครูและผ๎เู รียนชํวยกนั สรปุ เน้อื หาสาระสาํ คญั ของ เรอื่ งและจดสาระสําคัญ ของเรื่อง ข้นั ที่ 4 การประเมินผล 4.1 แบบทดสอบ ใบงาน สงั เกตการณม๑ สี วํ นรํวม 102
101 ใบความรู้ เร่ือง อาหารและโภชนาการ อาหารและโภชนาการ อาหารหมายถึงสารซงึ่ อาจเป็นของแข็งหรือของเหลวที่รับประทานเข๎าไปแลว๎ ไมํเปน็ พิษหรอื โทษ ตํอราํ งกายแตํมปี ระโยชน๑ตํอรํางกาย โภชนาการ หมายถงึ อาหารทีเ่ รารบั ประทานเขา๎ ไปแล๎วราํ งกายนาํ เอาไปใช๎ เพ่ือการทําหน๎าที่อยาํ งสมํ่าเสมอ ของอวัยวะทส่ี าํ คัญเชนํ หัวใจ ปอด เป็นตน๎ นอกจากนยี้ ังนําไปใช๎เพื่อสรา๎ งความเจรญิ เติบโตของรํางกายการซอํ มแซมสํวน ท่ีสึกหรอของราํ งกาย เราสามารถแบงํ อาหารออกเปน็ ประเภทโดยอาศัยหลักทางโภชนาการ ไดแ๎ กํ โปรตีน คารโ๑ บไฮเดรต ไขมัน วิตามนิ เกลือแรํ และนํ้าซงึ่ มสี ํวนสาํ คญั ตํอการทาํ งานของรํางกายไมํยงิ่ หยํอนไปกวํากัน โดยโปรตีน คาร๑โบไฮเดรต และไขมนั เม่ือรบั ประทานเข๎าไปราํ งกายจะเผาผลาญทําให๎เกดิ พลงั งานได๎ สวํ นพวกวิตามินเกลือแรํ และนาํ้ จะเป็น องค๑ประกอบท่ีมีความสาํ คัญในการทาํ ให๎วงจรการทาํ งานตํางๆของรํางกาย ดําเนินตํอไปไดเ๎ ปน็ ปกติ โภชนาการกบั สุขภาพการทคี่ นเราจะมสี ุขภาพดีขึน้ อยกํู ับปัจจัยหลายๆ อยาํ งซ่ึงสวํ นใหญํจะอยูํภายใต๎การ ควบคุมของตัวเอง สํวนท่ีนอกเหนอื การควบคุมมีน๎อย เชนํ กรรมพันธุ๑ ดงั น้นั ถ๎าเราควบคมุ ปจั จัยตาํ งๆ ไดเ๎ ชนํ การเลย้ี งดู ต้งั แตํเดก็ การดาํ เนนิ ชวี ติ อยํางถูกต๎อง คนสํวนใหญชํ วํ ยกันรกั ษาส่ิงแวดล๎อมในครอบครวั มีความสงบสุขดีคอื มสี ขุ ภาพจิตดี และสง่ิ ทสี่ ําคัญอีกประการหนึ่งคอื การเอาใจใสํเร่อื งโภชนาการ ถา๎ สามารถควบคมุ สิง่ เหลาํ นีไ้ ด๎หมดสขุ ภาพดีถ๎วนหน๎าก็คง จะไมเํ กินความเป็นจรงิ ความสาคัญของอาหารกบั สุขภาพ กิจกรรมของมนษุ ย๑ในแตลํ ะวันจาํ เป็นตอ๎ งใช๎พลงั งานและสารอาหารทร่ี าํ งกายได๎รับจากการรับประทานอาหารในแตลํ ะ มอ้ื การรจ๎ู กั เลอื กรับประทานอาหารใหเ๎ หมาะสมกบั ความตอ๎ งการของราํ งกายจะชวํ ยให๎ราํ งกายเจริญเตบิ โตอยํางเต็มท่ี สมบรู ณแ๑ ละมสี ุขภาพรํางกายทแี่ ข็งแรง 1.โภชนาการเป็นการศึกษาความสมั พนั ธร๑ ะหวํางอาหารกับกระบวนการตํางๆท่เี กย่ี วข๎องกับสขุ ภาพ และการ เจริญเติบโตของสง่ิ มีชีวิตหากสภาพราํ งกายได๎รบั อาหารท่ีมีสารอาหารครบ และเพยี งพอตํอความต๎องการราํ งกาย สามารถนําสารอาหารเหลํานัน้ ไปใชไ๎ ด๎อยํางเต็มที่ เรยี กวาํ ภาวะโภชนาการทด่ี ีแตํถ๎ารํางกายได๎รบั สารอาหารที่ไมํครบถว๎ น และไมเํ พียงพอตอํ ความต๎องการของรํางกายจะเรียกวําภาวะโภชนาการที่ไมํดี หรอื ทุพโภชนาการ 2.ภาวะโภชนาการตาํ่ เปน็ สภาวะของราํ งกายท่ขี าดอาหารได๎รบั สารอาหารตํ่ากวําท่รี ํางกายตอ๎ งการหรือ รบั ประทานอาหารไมํไดเ๎ น่ืองจากสาเหตุตํางๆ ทําใหเ๎ กดิ โรคขาดสารอาหาร 3.ภาวะโภชนาการเกิน เปนู สภาวะของราํ งกายทไี่ ด๎อาหารและสารอาหารเกินความตอ๎ งการของราํ งกายทาํ ให๎เกิด การสะสมจนเกิดโทษแกรํ ํางกาย
102 ผลทางร่างกายของภาวะโภชนาการ 1.ขนาดของร่างกายปัจจยั ท่ีมอี ิทธิพลตอํ ขนาดของรํางกาย ไดแ๎ กํ พนั ธกุ รรมและสิ่งแวดล๎อม พนั ธกุ รรมเป็นสิง่ ท่ี ไมํสามารถเปลี่ยนแปลงได๎ แตํสภาพแวดล๎อม เชํนการรับประทานอาหาร เราสามารถปรบั ปรุงได๎ โดยเลือกรับประทาน อาหารให๎เพยี งพอและเหมาะสมตํอความตอ๎ งการของราํ งกายก็จะทําใหก๎ ารเจริญเติบโตของรํางกายเป็นปกติ 2.ภมู ิต้านทานโรคผ๎ทู ไี่ ดร๎ ับสารอาหารครบถ๎วนตามความต๎องการของรํางกายจะทาํ ให๎รํางกายสามารถสร๎าง ภมู ิคุ๎มกันโรคตํางๆได๎ หรือหากได๎รับเช้ือโรคก็สามารถฟืน้ ตัวได๎เร็ว 3.ไม่แก่ก่อนวัย และอายุยืนเมอ่ื ราํ งกายมีภูมิค๎ุมกนั โรคความเสีย่ งทจ่ี ะเสยี ชีวิตกํอนวยั อนั สมควรกล็ ดนอ๎ ยลง ผลตอ่ สติปัญญา และอารมณ์ การร๎ูจักเลอื กรับประทานอาหารทีด่ มี ปี ระโยชนม๑ ีสวํ นให๎เกิดพฒั นาการทางด๎านสมอง มสี ตปิ ญั ญาท่ีเฉลยี วฉลาด อารมณ๑แจมํ ใสกระตือรือร๎น ปรบั ตวั เขา๎ กับสังคมได๎งํายผดิ กับผ๎ูที่รบั ประทานอาหารไมมํ ปี ระโยชนจ๑ ะทาํ ให๎ราํ งกายอํอนแอ พฒั นาการทางด๎านสติปัญญาลดน๎อยลง อารมณ๑หดหูํ ไมํแจํมใสจนบางคร้ังอาจไมํสามารถดําเนนิ ชีวิตรวํ มกบั ผอู๎ นื่ ไดอ๎ ยาํ ง ปกตสิ ุข การบริโภคอาหารเพ่อื สขุ ภาพ 1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมทู่ กุ วันไมํรับประทานอาหารที่ซา้ํ ซากควรรบั ประทานอาหารท่ีหลากหลาย เพ่อื ใหไ๎ ดส๎ ารอาหารครบตามที่ต๎องการ 2.รบั ประทานอาหารทีส่ ะอาดและปลอดภยั เพื่อปูองกนั การปนเปื้อนของสิ่งที่เปน็ พิษทม่ี ีอยใํู นอาหาร ทอี่ าจกํอให๎เกิดอันตรายตํอตัวผบ๎ู ริโภค อาหารปนเปอื้ นไดจ๎ ากหลายสาเหตุ คอื จากเชือ้ โรค และพยาธิตาํ งๆ สารเคมีท่ีเปน็ พิษหรอื สารปนเปื้อนหรือโลหะหนกั ท่เี ป็นอันตราย ท้ังน้อี าจเกิดจากกระบวนการผลิต ปรุง ประกอบและจาํ หนํายอาหาร ที่ไมํถูกสุขลักษณะ หรือสิง่ แวดลอ๎ มท่ีไมเํ หมาะสม เชนํ แผงลอยรมิ บาทวิถี การใชส๎ ารปรงุ แตํงอาหารไมํได๎มาตรฐาน การใช๎ สารเคมีในการถนอมอาหารการใช๎สารเคมีกําจัดศตั รูพชื ในปริมาณมาก เปน็ ตน๎ หลักการในการเลอื กกินอาหารทีส่ ะอาด ปราศจากการปนเป้อื น ควรเลือกกินอาหารท่สี ด สะอาด ผลติ จากแหลงํ ที่เช่อื ถอื ไดม๎ ีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ มีกลิ่น รส และสีสันตามธรรมชาตใิ นการปรุงอาหารในครวั เรือน ควรเลือกซ้อื อาหารทส่ี ด สะอาด มาปรุง ล๎างทําความสะอาด กอํ นนาํ ไปปรงุ ประกอบ ใช๎ภาชนะอปุ กรณท๑ ีส่ ะอาดปลอดภัย ลา๎ งเก็บถกู สุขลักษณะมพี ฤติกรรมบรโิ ภคท่ถี ูกสขุ ลักษณะ คือ ล๎างมือกํอนบริโภค ใช๎ชอ๎ นกลางการเลือกซื้ออาหารปรุงสําเร็จ อาหารถงุ ควรเลือกซ้ือจากรา๎ นจําหนํายอาหารหรือ แผงลอยทีถ่ ูกสุขลกั ษณะ ปรุงสุกใหมํ มีการปกปิดปูองกนั แมลงวันบรรจใุ นภาชนะทีสะอาดปลอดภัยมีการใชอ๎ ุปกรณห๑ ยิบ
103 จบั หรอื ตกั อาหารแทนการใช๎มือ 3.รับประมานอาหารไขมันพอเหมาะเพ่ือปูองกันการสะสมไขมนั มากเกนิ ไป 4.รับประทานอาหารที่มีเสน้ ใยอาหารอย่างสมา่ เสมอเพ่ือชวํ ยระบบการขบั ถําย และลดไขมนั ในเลอื ดควรกนิ ใย อาหารอยาํ งสมํ่าเสมอ ใยอาหารทาํ ใหก๎ ารขบั ถํายอุจจาระเป็นไปตามปกติและปอู งกันโรคหลายชนดิ ด๎วย 5.ระมัดระวังการรบั ประทานอาหารทมี่ ีสารก่อมะเร็งเชนํ อาหารประเภททอด ยําง เผา หรืออาหารทไ่ี หม๎ เกรียม 6.ลดปรมิ าณและระดบั การรับประทานอาหรรสจัดเชํน หวานจดั เปรีย้ วจัด เคม็ จดั เผด็ จัด เพราะจะทําให๎เกดิ การระคายเคืองตํอเยอื่ บุทางเดนิ อาหารและอาจกํอโรค เชํน โรคอ๎วน โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะ เปูนตน๎ 7.หลกี เลี่ยงเคร่อื งดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้าอดั ลมเพราะเส่ียงตํอการเป็นโรคตํางๆเชํน โรคตบั แขง็ โรคแผลใน กระเพาะอาหาร โรคมะเร็ง ฟันผุ โรคเบาหวาน เปน็ ต๎นการดื่มเครอื่ งดมื่ ท่ีมีแอลกอฮอล๑นําไปสกูํ ารเกิดอบุ ัตเิ หตบุ นท๎อง ถนนการเจบ็ ปวุ ยดว๎ ยโรคตํางๆเชนํ ความดันโลหิตสงู ตบั แข็ง โรคกระเพาะ เป็นตน๎ เครื่องดืม่ ท่ีมแี อลกอฮอล๑ได๎แกํสุรา เบียร๑ ไวน๑ บรั่นดี กระแชํ ฯลฯ จึงควรหลีกเลีย่ งเครอ่ื งด่ืมดังกลําวระวังเรือ่ งดมื่ เหล๎า แม๎วําเหลา๎ ทีก่ นิ จะถูกเผาผลาญให๎ กําลงั งานไดก๎ ็จรงิ แตเํ ราไมํจัดเหล๎าเป็นสารอาหาร เพราะผลทไี่ ด๎ไมคํ ๎ุมกับอนั ตรายทเ่ี หล๎าคุกคามสุขภาพคนติดเหล๎ามัก เปน็ โรคขาดสารอาหารได๎หลายชนดิ เชํน โรคขาดโปรตีน และแคลอรีโรคเหนบ็ ชา เม่ือกินเหล๎าไปนานๆ ตับถูกทําลายย่งิ ทาํ ใหก๎ ารขาดสารอาหารรุนแรงมากขึ้น โรคขาดสารอาหาร โรคขาดสารอาหาร คือ โรคที่เกิดจากภาวะโภชนาการบกพรํองทําให๎ราํ งกายขาดสารอาหาร บางชนิด สารอาหารมหี ลายชนิดแตลํ ะชนดิ มีหนา๎ ท่แี ตกตาํ งกันออกไป บางชนิดราํ งกายต๎องการมากบางชนิดราํ งกายตอ๎ งการน๎อย หากรบั ประทานอาหารไมํถูกหลักโภชนาการกจ็ ะเปน็ โรคขาดสารอาหารไดซ๎ งึ่ อาจเกิดจากสาเหตุตาํ งๆ ดังน้ี สาเหตุท่ที าใหเ้ กิดโรคขาดสารอาหาร 1.รับประทานอาหารไมํเพยี งพอ เกดิ ข้นึ เนื่องจากปจั จยั ตํางๆ เชํน ความยากจนไมมํ ีเงนิ ซ้อื อาหารมารบั ประทาน ความ หํางไกลความเจรญิ การเดินทางไปซ้ืออาหารมารับประทานลําบากจงึ รบั ประทานแตํอาหารท่หี าได๎ในท๎องถนิ่ ของตน ขาดแคลนอาหารเน่ืองจากอยูํในภาวะสงคราม เกิดอุทกภัย ผลผลติ ตา่ํ เป็นตน๎ 2.รับประทานอาหารไมํถูกต๎องเกดิ เนื่องจากขาดความร๎ูเก่ียวกบั การรับประทานอาหารท่ีถูกหลกั โภชนาการไมํมี ความร๎วู าํ อาหาร ชนดิ ใดให๎ประโยชน๑อยาํ งไรและปูองกันโรคใดหรอื มนี สิ ัยการรับประทานอาหารไมํถกู ต๎อง เลือก รับประทานเฉพาะอาหารทชี่ อบ หรือมีความเชื่อผดิ ๆเกย่ี วกับการรบั ประทานอาหารตามขนมธรรมเนยี มประเพณีใน ท๎องถ่นิ นัน้ ๆ 3.มคี วามผิดปกติของรํางกาย เชํน มโี รคประจําตวั เกยี่ วกบั ระบบยํอยอาหารทําใหด๎ ดู ซึมอาหารบางชนิดไดน๎ อ๎ ย หรือมีอาการ แพอ๎ าหารบางชนิด เชํนอาหารทะเล ไขํเป็นต๎น โรคขาดสารอาหารท่สี าคญั และพบเห็นบ่อยในประเทศ มีดังน้ี 1.โรคทีเ่ กดิ จากการขาดสารโปรตีนและแคลอรีเปน็ โรคทเ่ี กิดจากรํางกายไดร๎ บั สารอาหารประเภทโปรตีน คาร๑โบไฮเดรต และไขมนั น๎อยเกนิ ไป หรอื สารอาหารเหลํานี้มีคุณภาพไมํดโี รคนพ้ี บไดบ๎ ํอยในเด็กที่มีอายตุ ่ํากวํา 6 ปี โดยเฉพาะทารกและเด็กกํอนวยั เรียนอนั เน่ืองมาจากการขาดดูแลเอาใจใสเํ ร่อื งการกนิ อาหารหรือไมํมีความร๎ูทาง โภชนาการหรอื การนาํ นมข๎นหวาน และนมผงผสม ท่ีมสี ารอาหารน๎อยเกนิ ไปสําหรับเด็กมาให๎เด็กทานอาการของโรค ราํ งกายจะผอมแห๎ง จะมีการบวมท่ีท๎อง หน๎า ขา ศีรษะโต ผวิ หนงั เหี่ยวการแกไ๎ ขใหป๎ อู งกนั โดยการดม่ื นมววั หรอื นมถ่ัว เหลอื งเพ่ิมขนึ้ เพราะนํ้านมเป็นอาหารทีป่ ระกอบดว๎ ยสารอาหารทส่ี มบูรณท๑ ่สี ุด 2.โรคขาดวิตามินทพ่ี บมากในประเทศไทยเปน็ โรคท่ีเกดิ จากวติ ามินเอ บีหนึ่ง บีสอง ซี - ขาดวติ ามนิ เอ ทําใหเ๎ กดิ โรค ตาฟาง ตาบอกกลางคืนปูองกันกินอาหารประเภทไขมัน และผักใบเขียว ใบเหลือง
104 เชนํ มะละกอ คะน๎า ตําลึง ไขํนมมะมํวงสุก ผักบงุ๎ - ขาดวิตามนิ บีหน่งึ ทาํ ใหเ๎ กดิ ใจสน่ั โรคหวั ใจโตและเต๎นเร็วหอบ เหนอื่ ย โรคเหนบ็ ชา การปอู งกันทําไดโ๎ ดยการ กนิ อาหารท่มี วี ิตามนิ บีหน่งึ เป็นประจาํ เชนํ ขา๎ วซอ๎ มมือ ถว่ั เมล็ดแห๎ง และควรหลกี เลยี่ งอาหารท่ที าํ ลาย วติ ามินบหี นึ่ง เชนํ ปลาร๎า หอยดิบ หมาก เมย่ี ง ใบชา - ขาดวติ ามินบสี อง ทําให๎เกิดโรค ปากนกกระจอก เปน็ แผลทีป่ ากแกไ๎ ขไดโ๎ ดยกินอาการประเภท นมสด นาํ้ เต๎าหู๎ ถวั เหลอื ง เป็นตน๎ - ขาดวติ ามนิ ซี ทําใหเ๎ กิดโรค ลกั ปิดลักเปดิ เลอื ดออกตามไรฟัน แก๎ไขได๎โดยทางอาหารที่มรี สเปร้ียว ส๎ม มะนาว มะขามมะเขอื เทศ เปน็ ต๎น 3.โรคขาดแรธ่ าตุถา๎ ราํ งกายขาดสารแรํธาตกุ ็จะทําหนา๎ ของอวยั วะผิดปกตแิ ละจะทาํ ให๎เกิดโรคตาํ งๆ - ขาดธาตุ แคลเชยี ม จะเปน็ โรคกระดูกออํ น กระดูกไมํแขง็ แรงมักจะเปน็ ในเด็กและหญิงใหน๎ มบุตร อาการของ โรคจะทําให๎ขอ๎ ตํอกระดูกบวม ขาโคง๎ โกํงกล๎ามเนือ้ หยํอน กระดกู ซี่โครงดา๎ นหนา๎ รอยตอํ นูน ทําใหอ๎ กเปน็ สนั เรยี กวํา อกไกํ การปูองกนั การขาดธาตุ แคลเชยี ม ให๎กินอาหารประเภท นมสด ปลาท่ีกินได๎ทงั้ กระดูกกระดกู ออํ น ผกั สเี ขียว และควร เสรมิ ดว๎ ยนํ้ามันตบั ปลา - ขาดธาตุเหลก็ จะเป็นโรคโลหติ จาง รํางกายอํอนแอ เบื่ออาหารความต๎านทานโรคตา่ํ เปลือกตาขาวซดี ล้ิน อักเสบ เล็บเปราะ การปูองกันการขาดธาตเุ หลก็ ให๎รบั ประทานอาหารจาํ พวกเครอ่ื งใน เชํนตบั หัวใจ เลือด เน้อื สตั ว๑ ผัก ใบเขยี วเปน็ ต๎น - ขาดธาตุไอโอดนี ไดแ๎ กโํ รคคอหอยพอก ตํอมไทรอยด๑บวมและถ๎าเป็นในเดก็ จะทาํ ใหร๎ ํางกายแคระ สตปิ ญั ญา เสื่อม หรอื ทีเ่ รียกวาํ โรคเอ๐อปูองกนั ได๎ โดยกนิ อาหารทะเล ของเคม็ เกลือสมุทร (เกลอื ท่ีมาจากทะเล)
105 ใบงานท่ี 1พบกลํุมครั้งที2่ : บทท่ี 3 อาหารและโภชนาการ วิชาสุขศึกษา พลศึกษา ทช 31002 ช่อื : ........................................................ รหัสนักศึกษา : ………………….. ระดบั : ม .ปลาย คาํ ส่ังจงอธบิ ายและตอบคําถามดังตอํ ไปน้ี 1. อาหาร หมายถึง..................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. ............................... 2. โภชนาการ หมายถงึ ............................................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................... 3. จงอธบิ ายความหมายของโรคขาดสารอาหาร พร๎อมทง้ั ยกตัวอยาํ ง คําอธบิ าย ลักษณะและอาการของโรคขาด สารอาหาร จาํ นวน 1โรค ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................................................ 4. จงบอก/อธิบายกจิ กรรมนันทนาการ และการออกกําลังกายท่เี หมาะสมสําหรบั วัยเดก็ วัยผ๎ใู หญํ และผูส๎ ูงอายุ วยั เด็ก.................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. วัยผ๎ใู หญ.ํ .................................................................................................................. ............................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ผ๎สู งู อายุ..................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. จงอธบิ ายวธิ กี ารของการออกกาํ ลงั กาย/นนั ทนาการเพื่อสขุ ภาพของผ๎ูเรียนที่ปฏบิ ัติจริงในชวี ิตประจาํ วนั มาพอ สังเขป.......................................................................................................................................................... .. ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ...............................
106 ใบงานที่ 2 พบกลํุมครั้งท่ี 2: บทท่ี 3 อาหารและโภชนาการ วชิ าสขุ ศึกษา พลศึกษา ทช 31002 ช่ือ : ........................................................ รหัสนกั ศึกษา : ………………….…….. ระดับ : ม .ปลาย กิจกรรมท่ี 1 ใหผ๎ ูเ๎ รยี นตอบคําถามเรื่องอาหารและโภชนาการ ตามหัวข๎อดังตํอไปนี้ 1. สารอาหารทําหนา๎ ทอ่ี ะไรบา๎ ง จงอธิบาย ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2. โรคจากโปรตนี และแคลอรมี ีอาการอยาํ งไรบา๎ ง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 3. โรคขาดธาตุไอโอดีนมีอาการอยาํ งไรบา๎ ง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 4. โรคขาดวิตามนิ ซี มีผลอยํางไรกับราํ งกาย ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 5. เมนูอาหาร 3 มื้อ สําหรับผู๎ปุวยเบาหวาน คอื อะไร ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________
107 แบบทดสอบ กลางภาค วิชาสขุ ศึกษา พลศึกษา ทช 31002 ระดับ ม.ปลาย คําสง่ั จงเลอื กคําตอบที่ถกู ต๎องเพียง 1คาํ ตอบ 1.ขอ้ ใดกลา่ วถึงกล้ามเน้อื ไมถ่ ูกตอ้ ง 1. เซลลก๑ ล๎ามเนื้อจะมีการเพ่ิมเมื่อเตบิ โตเตม็ ท่ีและลดจาํ นวน เม่ืออายุมากขึน้ 2. กลา๎ มเน้ือลายท่ีเหน็ เปน็ สีขาว จะสามารถหดตวั ไดเ๎ ร็ว แตไํ มํทนทานตํอการทํางาน 3. กล๎ามเนอ้ื หัวใจ คลา๎ ยกล๎ามเน้ือเรยี บ ทํางานไมํอยํูในอํานาจจิตใจ หดตวั เปน็ จงั หวะด๎วยตวั เอง 4. กลา๎ มเนือ้ เรยี บ มีลักษณะไมํลายตามขวาง พบในอวยั วะภายในซ่ึงไมํอยํูในอาํ นาจจิตใจ เชํน ลาํ ไสใ๎ หญํ 5. กลา๎ มเนอ้ื ลาย เปน็ กลา๎ มเนือ้ ทั่วๆไป หรือกลา๎ มเนือ้ แดงของราํ งกาย อยํูในอํานาจจติ ใจภายใต๎การควบคุมของระบบ ประสาทสํวนกลาง 2. เม่ือใกล๎วนั สอบนกั เรียนมีความหงุดหงิด วติ กกงั วลเน่ืองจากราํ งกายหล่งั สารใดน๎อยลง 1. ซโี รโทนนิ เอน็ ดอร๑ฟนิ 2. ซโี รโทนนิ อนิ ซูลนิ 3. เอน็ ดอรฟ๑ นิ กลูคากอน 4.เมลาโทนิน โตปานนิ 5.เอน็ ดอร๑ฟนิ ทริปคอน 3. โลหิตดาจากสว่ นตา่ งๆของรา่ งกาย เช่น แขน อก คอ ศรี ษะ จะผ่านส่วนใดตามข้ันตอนจนกลายเปน็ โลหติ แดง 1. หวั ใจหอ๎ งบนซา๎ ย – ลาํ งซ๎าย – ปอด – หวั ใจห๎องบนขวา – ลาํ งขวา – ไปเลย้ี งรํางกาย 2. หัวใจหอ๎ งลาํ งซา๎ ย – บนซ๎าย – ปอด – หวั ใจห๎องบนขวา – ลาํ งขวา – ไปเลี้ยงราํ งกาย 3. หวั ใจห๎องบนขวา – ลาํ งขวา – ปอด – หวั ใจห๎องบนซ๎าย – ลํางซ๎าย – ไปเล้ียงราํ งกาย 4. หัวใจห๎องลํางขวา – ลาํ งซ๎าย – ปอด – หัวใจหอ๎ งลาํ งซ๎าย – ลํางขวา – ไปเล้ยี งรํางกาย 5. หัวใจหอ๎ งบนขวา – ลาํ งซา๎ ย – ปอด – หวั ใจหอ๎ งบนซา๎ ย – ลาํ งขวา – ไปเล้ยี งรํางกาย 4. ขอ้ ใดเปน็ การใชท้ กั ษะปฏิเสธทไ่ี มเ่ หมาะสม 1. ปฏิเสธด๎วยคําตอบนําเชอื่ ถอื ทาํ ทีจรงิ จงั 2. เมื่อถูกรบเรา๎ ให๎หลกี เลี่ยงและปฏเิ สธดว๎ ยถอ๎ ยคําสุภาพ 3. แสดงพฤติกรรมทีส่ ภุ าพในการปฏิเสธควบคํกู ับคาํ พดู 4. พดู ตดั บท แสดงความไมํพอใจและตอบโต๎ทันที 5. ปฏเิ สธด๎วยถ๎อยคําสุภาพและอา๎ งเหตผุ ล 5. เมอ่ื ตกอยูใ่ นสถานการณเ์ สีย่ งต่อการมีเพศสัมพนั ธ์ ขอ้ ใดอาจเส่ียงต่อการมเี พศสัมพันธไ์ ด้ 1.ลกุ หนีทันทีเม่ือพูดปฏเิ สธแลว๎ ก็ควรลกุ ออกหํางทนั ที อยําใจอํอน อยาํ กลวั วําเขาจะโกรธหรือเกรงใจกนั 2.ด่มื เคร่อื งดื่มท่มี ีแอลกอฮอล๑หรอื ใช๎สิง่ เสพตดิ และมคี วามระมัดระวังดืม่ นา้ํ และอาหารที่รบั ประทาน 3.ไปเที่ยวในทป่ี ลอดภยั เชนํ สวนสาธารณะ สถานทีเ่ ปิดเผย และไมํพยายามเข๎าไปอยูํในท่ีลบั ตาคนสองตํอสอง 4.วางแผนการตดั สนิ ใจ กอํ นตัดสินใจไปเที่ยวกับแฟน ควรคิดใหร๎ อบคอบวาํ ควรใกล๎ชดิ กับแฟนไดแ๎ คํไหน ควร ระมดั ระวังตวั 5.รู๎จักปฏิเสธ เมื่อถูกแฟนจับมอื ถือแขน สัมผสั ราํ งกายและพยายามกระตุน๎ อารมณ๑ทางเพศต๎องพูดเสียงดงั ฟังชัดและ น้ําเสียงหนกั แนํน จรงิ จัง
108 6. ทกั ษะการตดั สนิ ใจ หมายถึง ความหมายในข้อใด จงึ จะ ถอื ว่าถกู ตอ้ งทีส่ ุด 1. ความสามารถในการหลีกเลยี่ งปัญหาตาํ ง ๆ ได๎ 2. ความสามารถในการปฏบิ ัตพิ ฤติกรรมทางเพศได๎ 3. ความสามารถในการเลือกกระทาํ หรือไมกํ ระทําได๎ 4. ความสามารถในการลํอลวงเพศตรงไดเ๎ ป็นอยํางดี 5. ความสามารถในการคิดและตดั สินใจ 7. วัฒนธรรมตา่ งชาตทิ ี่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศของเด็กวยั รุน่ เกดิ จากสาเหตุใดมากที่สดุ 1. หนังสือและสิ่งพิมพ๑ตาํ งๆ 2. การสอ่ื สารท่ีไร๎พรมแดน 3. ความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ภาพยนตร๑ วทิ ยุ โทรทศั น๑ 5. โทรศพั ท๑มือถือ 8. การวางแผนการดูแลสขุ ภาพเพ่ือให้มสี ุขภาพดีดว้ ยการรับประทานอาหารครบทกุ หมู่และออกกาลังกายด้วยการ เดินจะได้ประโยชนม์ ากทีส่ ดุ ข้อใด 1. กระดูกยาว 2. มวลกระดูกหนาแนนํ ข้นึ 3. กลา๎ มเน้ือแข็งแรงข้นึ 4. เอ็นและข๎อตํอแขง็ แรงข้นึ 5. รํางกายมีความแข็งแรง 9. หลกั ของการสรา้ งมนษุ ย์สัมพันธค์ ือข้อใด 1. ตนเปน็ ทพี่ ึ่งแหํงตน 2. เข๎าเมืองตาหลิว่ ต๎องหลว่ิ ตาตาม 3. เอาใจเขามาใสํใจเรา 4. ยกตนขํมทําน 5. นา้ํ พ่งึ เรือเสือพงึ่ ปาุ 10. ขอ้ ใดเป็นสมรรถภาพทางกายทน่ี ักกีฬาแบดมินตัน ควรมมี ากที่สดุ 1.ความเร็ว 2.ความแขง็ แรง 3.การทรงตวั ท่ดี ี 4.ความอํอนตัว 5.คลํองแคลํววอํ งไว
109 11.คุณสมบตั ิข้อใด ควรนามาใชใ้ นการเลน่ กฬี าประเภททีม 1.ความเสยี สละ 2.ความสามัคคี 3.ความเออื้ เฟ้ือเผ่อื แผํ 4.ความขยันหมั่นเพียร 5.เอาใจเขามีใสใํ จเรา 12. ในการเล่นกฬี า เม่อื เกิดอบุ ัติเหตขุ ้อเทา้ เคลด็ นักกฬี าควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร 1.หยดุ พัก ใชค๎ วามเยน็ ประคบ ปลํอยใหข๎ าห๎อยลง 2.หยุดพัก ใช๎ความรอ๎ นประคบ ยกขาให๎สงู ขน้ึ 3.หยดุ พัก ใชค๎ วามเย็นประคบ ยกขาให๎สงู ขึ้น 4.หยดุ พัก ใช๎ความรอ๎ นประคบ ปลํอยใหข๎ าห๎อยลง 5.หยดุ พัก ใชค๎ วามเยน็ สลบั รอ๎ นประคบ ยกขาให๎สงู 13. การอบอนุ่ ร่างกายในข้อใด เหมาะสมทสี่ ุดสาหรบั การเล่นฟุตบอล 1.หมนุ คอ วง่ิ รอบสนาม สะพานโค๎ง วิดพื้น 2.วง่ิ รอบสนาม หมนุ คอ ลุก – น่ัง สะพานโคง๎ 3.วิ่งรอบสนาม หมนุ คอ หมุนข๎อเท๎า เหยยี ดขา 4.ลกุ – น่ัง วิดพืน้ หมนุ คอ เหยียดขา 5.วง่ิ กลับตัว กระโดด หมุนแขน 14. กีฬาชนดิ ใดทม่ี กี ารตัดสินลูกออกแตกตา่ งจากกีฬาอ่ืน 1.บาสเกตบอล 2.วอลเลย๑บอล 3.ตะกร๎อ 4.ฟุตบอล 5.ฮอกกี้ 15. หลกั ในการออกกาลังกายใหห้ ัวใจแข็งแรง ใชต้ วั อักษรยอ่ ตามข้อใด 1. FITG 2. FITT 3. FIIT 4. FITI 5. FTTI 16. การออกกาลังกายแบบใดเปน็ การออกกาลงั กายแบบแอโรบกิ 1. วิง่ 100 เมตร ใช๎เวลา 20 วินาที 2. กระโดดคํ้าถํอได๎สูง 5 เมตร 3. ยกนํา้ หนกั ได๎ 100 กิโลกรมั 4. ข่จี กั รยานด๎วยความเร็ว 30 กโิ ลเมตรตํอชว่ั โมง เป็นเวลา 30 นาที 5. กระโดดไกลได๎ไกลถึง 15 เมตร
110 17. นักเรยี นฝึกออกกาลงั กายดว้ ยการวิดพนื้ เปน็ ประจาจะช่วยเพมิ่ สมรรถภาพของกล้ามเน้อื ส่วนใดมากท่สี ดุ 1.กลา๎ มเน้ือตน๎ ขา 2.กลา๎ มเนื้อหลงั 3.กล๎ามเนื้อหนา๎ ท๎อง 4.กลา๎ มเนื้อแขน 5.กล๎ามเนื้อนอํ ง 18. การว่งิ กลบั ตัว ต้องอาศัยสมรรถภาพทางกายด้านใด 1.ความคลํองตัว 2.ความทนทาน 3.ความเรว็ 4.ความออํ นตวั 5.ความแขง็ แรง 19. การแสดงกระบ่ีกระบองมลี าดบั ข้ันตอนอย่างไร 1.การขน้ึ พรหม การถวายบังคม การรํา การเดนิ แปลง การตี 2.การถวายบงั คม การขน้ึ พรหม การรํา การเดนิ แปลง การตี 3.การขึ้นพรหม การรํา การถวายบังคม การเดินแปลง การตี 4.การถวายบงั คม การราํ การขน้ึ พรหม การเดนิ แปลง การตี 5.การตี การรํา การข้นึ พรหม การถวายบงั คม 20. เม่อื นกั เรยี นไปใช้บรกิ ารรกั ษาสิวในรา้ นเสรมิ สวย ในฐานทเ่ี ป็นผู้บริโภค นักเรยี นมีวิธกี ารปกปูองสิทธิ ของตนเองอยํางไร 1. เลอื กร๎านทีส่ าํ นกั งานคุ๎มครองสทิ ธผิ ูบ๎ ริโภคให๎การรับรอง 2. เลอื กรา๎ นท่ีมชี อื่ เสียง และมสี าขาเปิดบริการมาก 3. เลอื กรา๎ นที่มีแพทยแ๑ ละพยาบาลทีม่ ใี บอนุญาตทาํ การ 4. เลือกร๎านที่มีแพทย๑ทีม่ ีใบประกอบโรค และใบอนุญาตทําการ 5. เลือกร๎านที่เพ่ือนไปใช๎บรกิ ารสวิ หายใบหนา๎ สวย 21. สถานการณ์ทเ่ี ปน็ ปัญหาดา้ นสขุ ภาพมากทีส่ ดุ 1. สภาพสิง่ แวดล๎อม 2. ความรขู๎ องประชาชน 3. สขุ ลกั ษณะนสิ ัยของประชาชน 4. ความยากจนของประชาชน 5. การกระจายของแพทยแ๑ ละบุคลากรทางการแพทย๑ทีย่ งั ไมํทั่วถงึ 22. ขอ้ ใดไมใ่ ช่สาเหตุหรือปัจจัยเสย่ี ง ที่ทาให้เกดิ ความดันโลหติ สงู 1.พนั ธุกรรม 2.การติดเชื้อไวรัส 3.การสูบบหุ รจ่ี ัด 4.ความเครยี ด 5.กนิ อาหารท่ีมีไขมันสงู
111 23. ข้อใดตอ่ ไปน้ีเปน็ การประเมินผลกระทบจากพฤตกิ รรมเสีย่ งของอุบัตเิ หตทุ างออ้ ม 1.คํารกั ษาในโรงพยาบาล 2.คําฟืน้ ฟสู ภาพรํางกายและจติ ใจ 3.ความโศกเศร๎าเสยี ใจของครอบครวั และผู๎เปน็ ท่รี กั 4.ชดเชยระหวํางการเจบ็ ปุวย 5.คาํ พาหนะเดนิ ทางไปโรงพยาบาล 24. การปฏิบัติตนในขอ้ ใดของนายเอกท่จี ดั เปน็ พฤตกิ รรมเส่ยี งต่อสขุ ภาพ 1.การเข๎านอนหลงั เวลา 21.00 น. ทุกวัน 2.การนวดตนเองเม่ือมีอาการปวดกล๎ามเน้ือ 3.การซื้อยาแกท๎ ๎องเสียมารบั ประทานเมื่อมีอาการท๎องรํวง 4.การรบั ประทานอาหารประเภทแหนมสด ก๎อยปลา 5.การรับประทานผกั และผลไมส๎ ด 25. ในเมอื งใหญ่ ๆ มักประสบปัญหาส่ิงแวดล้อมท่ีมผี ลตอ่ สุขภาพในข้อใด 1. อากาศเปน็ พิษ 2. โรคระบาด 3. การกาํ จดั ขยะผิดวิธี 4. คนเห็นแกตํ ัว 5. แหลงํ นํา้ เสีย 26. ข้อใดไมใ่ ช่บทบาทของผู้นากิจกรรม 1. เตรียมอุปกรณ๑และส่ิงอํานวยความสะดวกทจี่ ะใช๎ในกจิ กรรม 2. มีความรใู๎ นเรื่องการปฐมพยาบาลและวธิ ีการปูองกนั การบาดเจ็บ 3. ทําความเข๎าใจเก่ียวกับรปู แบบกิจกรรม 4. ขณะรวํ มปฏบิ ตั กิ จิ กรรมต๎องใหค๎ วามสําคัญตํอกระบวนการกลํมุ 5. กระตน๎ุ ให๎ทกุ คนมสี ํวนรํวมในกจิ กรรม 27. ในกรณที ี่มสี ายไฟฟาู ขาดพาดอยู่บนรถท่ีนักเรียนน่ังอยู่ภายใน นกั เรียนจะออกจากรถดว้ ยความปลอดภัย อย่างไร 1. เปดิ ประตูออกมาตามปกติ 2. ทุบกระจกให๎แตกแลว๎ ออกมาทางหนา๎ ตํางรถ 3. ใช๎ผา๎ แหง๎ หรือกระดาษจบั ประตรู ถ เปิดรถแล๎วกระโดดออกมา 4. นงั่ รอในรถจนกวําจะมคี นมาชวํ ย 5. ชวํ ยเหลอื โดยจับสายไฟท่ีพาดอยูํออก 28. แมว่ ัย 17 ปี ก่อคดีฆาตกรรมฆา่ ลกู แล้วเอาศพใส่ตู้เย็น เพราะโกรธสามที ีท่ ะเลาะกนั แลว้ สามีไม่ยอมกลับ บ้าน จากขา่ วดังกล่าวนกั เรยี นคิดว่าอะไรเปน็ สาเหตสุ าคญั ทท่ี าให้เกิดปัญหา ในครอบครัวนี้ 1. สามีไมํซ่ือสตั ย๑ตํอภรรยา 2. ภรรยามอี ายนุ ๎อยกวาํ สามี 3. ภรรยาขาดวุฒภิ าวะทางอารมณ๑ 4. ญาตติ ัวประกันได๎รบั การเดือดร๎อน 5. เสียงบประมาณทีช่ ํวยเหลือตัวประกัน
112 29. ขอ้ ใดเปน็ แนวทางปฏบิ ัตเิ พื่อความปลอดภัยของชุมชน 1.โฟรแ๑ ละมดเปน็ ผนู๎ ําของชุมชน โดยมีบทบาทในการรํวมกิจกรรมกบั ชุมชนและมคี วามเป็นผ๎ูนาํ กลา๎ คิด กล๎าตัดสินใจ เสียสละและสนใจงาน 2.อ้มั ยึดวฒั นธรรมประเพณจี ากตาํ งประเทศ เพื่อมงุํ พัฒนาชมุ ชนให๎ก๎าวหน๎า 3.ตก๊ิ มีมนษุ ยส๑ ัมพันธอ๑ ยาํ งตอํ เนื่องกับเฉพาะชาวบ๎านที่มีมนุษย๑สมั พันธ๑ด๎วย 4.ผใ๎ู หญบํ า๎ นพอล เร่ยี ไรเงนิ จากชาวบ๎านเพ่ือไปสร๎างปูอมยาม 5.ชวนกันด่ืมเมื่ออยูํเวรยาม 30. การปฏบิ ตั ิตนในขอ้ ใดที่จดั เปน็ พฤตกิ รรมเสยี่ งตอ่ ความปลอดภัยในชีวิตมากทสี่ ดุ 1.การขับรถดว๎ ยความเรว็ 100 กม ตอํ ชั่วโมง 2.การขับรถในขณะทพ่ี ูดโทรศัพท๑มือถือ 3.การไมคํ าดเขม็ ขัดนิรภัยเม่ือนั่งเบาะหนา๎ 4.สูบบหุ ร่ขี ณะขบั รถ 5.ดูหนงั ฟังเพลง พร๎อมขบั รถ ……………………………………………
เฉลยข้อสอบ เฉลย ขอ๎ 113 ขอ๎ 1 16 1 1 17 เฉลย 2 3 18 4 3 4 19 4 4 2 20 1 5 3 21 2 6 2 22 4 7 2 23 3 8 3 24 2 9 5 25 3 10 2 26 4 11 3 27 1 12 1 3 28 3 13 4 29 3 14 2 30 4 15 2
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 8
115 ตารางวเิ คราะหส์ าระการเรียนรู้ ระดับ มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 สาระความรู้ ทักษะการดาเนนิ ชวี ิต รายวิชาศิลปศกึ ษา รหัสวชิ า ทช 31003 จานวน 2 หน่วยกิต กศน.อาเภอบา้ นโปุง สานกั งาน กศน.จังหวัดราชบรุ ี มาตรฐานท่ี 4.3 มคี วามร๎ู ความเขา๎ ใจ และเจตคตทิ ่ีดี เก่ียวกับศลิ ปะและสุนทรียภาพ มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ มคี วามร๎ู เข๎าใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ชื่นชม เห็นคณุ คําความงาม ความไพเราะ ธรรมชาติ สิง่ แวดล๎อมทางทัศนศลิ ป์ ดนตรี และนาฏศิลป์สากล และสามารถวิพากษ๑วจิ ารณ๑ ทัศนศลิ ป์ ดนตรี และนาฏศลิ ป์สากลได๎อยาํ งเหมาะสม ครั้งที่ ตัวชีว้ ดั เน้อื หา การวิเคราะห์เนอ้ื หา หมายเหตุ ง่าย ปานกลาง ยาก 1 1. อธบิ ายความหมาย 1. ความหมาย ความสาํ คญั และ ความสาํ คญั และความเปน็ มา ความเป็นมาของทัศนศลิ ป์สากลใน ของงานทัศนศลิ ปส์ ากลในด๎าน ดา๎ น - จติ รกรรม ตําง ๆ - ประตมิ ากรรม - สถาปตั ยกรรม - ภาพพิมพ๑ 2. จดุ เสน๎ สี แสง เงา รูปรํางและ รปู ทรง เพ่ือใหเ๎ กดิ ความซาบซึ้ง และมีทัศนคติทด่ี กี บั งานทัศนศิลป์ 2 1. อธบิ ายเกี่ยวกับความซาบซึ้ง 1. การวิพากษว๑ ิจารณ๑ งาน ในงานทศั นศิลป์สากล ทศั นศลิ ปส์ ากล 2. อธบิ ายกระบวนวิพากษ๑ 2. ความงามทางทัศนศิลปส์ ากล ท่ี วจิ ารณ๑ งานทศั นศิลป์สากล เกดิ จากการสรา๎ งสรรค๑ดว๎ ยจดุ เสน๎ ดา๎ นตาํ ง ๆ สี แสง – เงา รูปราํ ง และรูปทรง 3. สามารถจินตนาการ และ ของวัตถจุ ากธรรมชาติ อธิบายวิเคราะห๑ วพิ ากษ๑ 3. ความคิดสร๎างสรรค๑ ความ วิจารณ๑ วธิ ีการสร๎างสรรค๑ความ สวยงาม ความเหมาะสม ความ งามจากธรรมชาติให๎ออกมาเป็น พอดีของการนําวตั ถุ วสั ดุสงิ่ ของ ความงามทางทัศนศลิ ป์สากล ตาํ งๆ มาประดับตกแตํงราํ งกาย ท่ี 4. อธบิ ายวิเคราะห๑ วิพากษ๑ อยูอํ าศัย หรือตกแตงํ สถานที่ วจิ ารณ๑คณุ คําของงาน ส่ิงแวดลอ๎ ม ทวั่ ๆ ไป ทัศนศลิ ป์ สากล ในเร่ืองของ ความงาม ท่ีเกดิ จากความคดิ สรา๎ งสรรค๑ของมนุษย๑ โดยนํา วัตถุ วสั ดุ ส่ิงของตาํ ง ๆ เข๎ามา ประดับ เสริมแตํงราํ งกาย ท่ีอยูํ อาศัย ตกแตํงสถานท่ี
116 คร้ังท่ี ตวั ช้ีวัด เน้อื หา การวเิ คราะห์เนื้อหา หมายเหตุ งา่ ย ปานกลาง ยาก 3 1. นําเสนอ ถาํ ยทอด ความรู๎ 1. การศึกษา เปรยี บเทยี บ วพิ ากษ๑ วจิ ารณ๑ความคิดรเิ ริ่ม วเิ คราะห๑ วิพากษ๑ วิจารณ๑ สร๎างสรรค๑ การตกแตํงวสั ดขุ อง เกยี่ วกบั ความคิดสรา๎ งสรรค๑ใน งานทศั นศลิ ป์สากล การประดบั ตกแตํงในงาน 2. อธิบายคุณคาํ ของความ ทศั นศิลป์สากล ซาบซ้ึง ความรักและความหวง 2. ความสาํ คัญ ความดี ความงาม แหนทางวฒั นธรรม ประเพณี ของวัฒนธรรม ประเพณี และความ ของโบราณสถาน สวยงามของจติ รกรรมฝาผนัง โบสถ๑ โบราณวตั ถขุ องสากลทว่ั โลก วหิ าร พระราชวงั ยคุ สมัยตาํ ง ๆ ทว่ั 3.นําเสนอถํายทอดความร๎ู โลก วเิ คราะหว๑ ิพากษ๑ วจิ ารณ๑ 3. การนําเสนอและการวเิ คราะห๑ วฒั นธรรม ประเพณี วพิ ากษว๑ จิ ารณเ๑ กยี่ วกบั วฒั นธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ของ ประเพณี โบราณสถานและ สากลได๎ โบราณวตั ถุของสากล 4 1. อธบิ ายประวัติ ความเป็นมา 1. ประวตั ิ ความเปน็ มาและ และวิวฒั นาการของเคร่ือง ววิ ัฒนาการของเครอื่ งดนตรีสากล ดนตรสี ากลประเภทตาํ ง ๆ ประเภทตําง ๆ 2. อธิบายคุณคําและความ 2. คณุ คําและความไพเราะของการ ไพเราะของการเลํนเครื่องดนตรี เลนํ เครอ่ื งดนตรสี ากล และการ สากล และสามารถวเิ คราะห๑ วเิ คราะห๑ วิพากษ๑ วิจารณ๑ วพิ ากษ๑วิจารณ๑ 5 1. อธิบาย รปู แบบและเทคนิค 1. รูปแบบของเคร่ืองดนตรสี ากล วธิ ีการเลนํ ของเคร่ืองดนตรี ประเภทตาํ ง ๆ และเทคนิควิธีการ สากลประเภท ตาํ ง ๆ เลนํ ของเครือ่ งดนตรีสากลแตํละ 2. อธบิ ายถึงคณุ คาํ และความ ประเภท ไพเราะของเพลงสากล และ 2. คุณคําของความไพเราะ ของ สามารถวิเคราะห๑ วพิ ากษ๑ เพลง สากล และการวเิ คราะห๑ วจิ ารณ๑ เพลงสากล วพิ ากษ๑ วจิ ารณ๑ 6 1. อธบิ ายรปู แบบ ประเภท และ 1. การแสดงนาฏศลิ ป์และการ โอกาสในการแสดงนาฏศิลป์และ ละครสากลในรปู แบบและโอกาส การละครสากลทั่วโลก ตําง ๆ 2. อธิบายความสมั พันธ๑ระหวําง นาฏศลิ ปแ์ ละการละครสากล 2. ความสัมพนั ธ๑ระหวํางนาฏศลิ ป์ กบั การพัฒนาสงั คม และการละครสากลกับบทบาท ทางสงั คมในการพัฒนาสังคม 7 1. อธิบายประวตั ิ ความเปน็ มา 1. ประวตั ิ ความเป็นมา และ
117 ครงั้ ที่ ตวั ชว้ี ดั เนื้อหา การวเิ คราะห์เนื้อหา หมายเหตุ งา่ ย ปานกลาง ยาก และววิ ฒั นาการของนาฏศิลป์ ววิ ฒั นาการการแสดงทางนาฏศิลป์ และการละครสากลประเภท และการละครสากลประเภทตํางๆ ตําง ๆ 2. อธบิ ายคุณคํา ความสําคญั 2. คณุ คําของนาฏศิลปแ์ ละการ ของนาฏศลิ ป์และการละคร ละครสากลท่ีเก่ยี วข๎องกบั มรดกทาง สากลมรดกทางวฒั นธรรม วัฒนธรรมภูมปิ ญั ญา สากลและการ และภมู ปิ ัญญาสากล กบั การ พัฒนาสังคม พัฒนาสังคม 8 1. สามารถประยกุ ต๑ใชท๎ กั ษะ 1. การเลอื กใชแ๎ ละผสมผสาน การแสดงนาฏศลิ ป์และการ องคป๑ ระกอบและพัฒนาทักษะทาง ละครสากลไปใช๎ใหเ๎ กดิ นาฏศลิ ปแ์ ละการละครสากล ประโยชน๑ตํอตนเองและสงั คม อยํางเหมาะสม 2. อธบิ ายการนาํ ความร๎ู ความ 2. การใชค๎ วามรู๎ ความเขา๎ ใจและ เข๎าใจและประสบการณ๑มา ประสบการณ๑ประเมินคุณคําการ ประเมนิ คุณคาํ การละครและ ละคร และวธิ ีการเลือกชมการ เช่อื มโยงกับชีวติ และสังคมเลือก แสดงนาฏศิลป์และการละครของ ชมการแสดง เพื่อสรา๎ งความสขุ สากล เพื่อสรา๎ งความสุขและเกดิ และเกดิ ประโยชน๑ตํอตนเอง ประโยชน๑ตํอตนเอง
118 ตารางวิเคราะหส์ าระการเรยี นรู้ รายวิชา ทช31003 ศิลปศึกษา ระดบั ม. ปลาย หัวเรอ่ื ง 1. ทศั นศิลปส์ ากล ตัวช้วี ัด เนอ้ื หา เน้ือหางําย เนื้อหายาก เน้ือหา หมาย (เรียนรด๎ู ว๎ ย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรยี นรู๎) (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1. อธิบายเกยี่ วกบั ความซาบซง้ึ 1. จุด เส๎น สี แสง เงา รปู รําง ในงานทัศนศลิ ปส์ ากลได๎ และรปู ทรง เพื่อให๎เกดิ ความซาบซึง้ 2.อธิบายความเปน็ มาของงาน และมีทัศนคติที่ดีกบั งานทัศนศลิ ป์ ทัศนศลิ ป์สากลในดา๎ นตําง ๆ 2.ความเป็นมาของทัศนศลิ ป์สากล 3. อธิบายกระบวนวิพากษ๑ ในดา๎ น วิจารณ๑งานทศั นศิลป์สากลด๎าน - จติ รกรรม ตาํ ง ๆ - ประตมิ ากรรม 4.สามารถจินตนาการ และ - สถาปตั ยกรรม อธบิ ายวิธีการสร๎างสรรคค๑ วาม - ภาพพิมพ๑ งามจากธรรมชาติให๎ออกมาเป็น 3. การวิพากษว๑ จิ ารณง๑ านทัศนศิลป์ ความงามทางทัศนศลิ ปส์ ากล ของสากล 5.อธบิ ายคุณคาํ ของงาน 4. ความงามทางทศั นศลิ ป์ของ ทศั นศิลป์ สากล ในเรื่องของ สากลทเี่ กิดจากการสร๎างสรรคด๑ ๎วย ความงามท่เี กิดจากความคิด จดุ เส๎น สี แสง เงา รปู รําง และ สรา๎ งสรรค๑ของมนุษย๑ โดยนํา รูปทรงของวัตถุจากธรรมชาติ วัตถุ วัสดุ ส่งิ ของตาํ ง ๆ เข๎ามา 5. ความคดิ สรา๎ งสรรค๑ ประดับ เสริมแตงํ รํางกาย ที่อยํู ความสวยงาม ความเหมาะสม อาศัย ตกแตงํ สถานที่ ความพอดีของการนาํ วตั ถุ วัสดุ สิง่ แวดล๎อมตําง ๆ ไดอ๎ ยําง ส่งิ ของตํางๆ มาประดับตกแตํง เหมาะสม ราํ งกายท่ีอยูอํ าศัย หรือตกแตํง สถานท่สี งิ่ แวดล๎อมทัว่ ๆ ไป
119 ตวั ชี้วดั เนือ้ หา เน้ือหางําย เน้อื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรยี นรด๎ู ว๎ ย (จัดการ ยากมาก เหตุ 6. นําเสนอ ถํายทอด ความรู๎ เรียนรู๎) (สอน วพิ ากษ๑วิจารณ๑ ความคดิ ริเร่ิม ตนเอง) เสรมิ ) สร๎างสรรค๑ การตกแตํงวัสดุ ของงานทัศนศลิ ปส์ ากล 6.ศกึ ษา เปรยี บเทียบ วิเคราะห๑ 7.อธิบายคุณคาํ ของความ ซาบซง้ึ ความรักและความหวง วิพากษว๑ จิ ารณ๑ เกย่ี วกบั ความคิด แหนทางวฒั นธรรม ประเพณี ของโบราณสถาน โบราณวัตถุ สร๎างสรรคใ๑ นการประดับตกแตงํ ใน ของสากลท่ัวโลก 8.นาํ เสนอถาํ ยทอดความรู๎ งานทัศนศิลป์สากล วิพากษ๑ วจิ ารณ๑ วฒั นธรรม ประเพณี โบราณสถาน 7.ความสาํ คัญ ความดี ความงาม โบราณวตั ถุของสากลได๎ ของวัฒนธรรม ประเพณี และความ สวยงามของจิตรกรรม ฝาผนัง โบสถ๑ วิหาร พระราชวัง ยคุ สมยั ตําง ๆ ทว่ั โลก 8.การวิเคราะห๑ วพิ ากษว๑ จิ ารณ๑ เกยี่ วกับวัฒนธรรม ประเพณี โบราณสถานและโบราณวัตถุของ สากล
120 หัวเรือ่ ง 2. ดนตรสี ากล ตัวช้ีวดั เนื้อหา เนือ้ หางาํ ย เนอ้ื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรยี นรด๎ู ๎วย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรียนรู๎) (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1.อธิบายประวตั ิความเปน็ มา 1. ประวตั ิความเป็นมาและ และววิ ฒั นาการของเครื่องดนตรี ววิ ัฒนาการของเครื่องดนตรสี ากล สากลประเภทตาํ งๆ ได๎ ประเภทตําง ๆ 2.อธิบาย รูปแบบและเทคนิค 2.รปู แบบของเครื่องดนตรีสากล วิธีการเลํนของเครื่องดนตรี ประเภทตาํ ง ๆ และเทคนิควธิ ีการ สากลประเภทตาํ งๆ ได๎ เลํนของเครื่องดนตรสี ากลแตํละ 3.อธิบายคณุ คาํ และความ ประเภท ไพเราะของการเลนํ เครื่องดนตรี 3. คณุ คาํ และความไพเราะของการ สากล และสามารถวิเคราะห๑ เลนํ เครือ่ งดนตรีสากล และสามารถ วิพากษว๑ ิจารณ๑ได๎ วเิ คราะห๑ วิพากษ๑วิจารณ๑ 4. อธบิ ายถึงคุณคาํ และความ 4. คุณคําและความไพเราะของ ไพเราะของเพลงสากล และ เพลง สากล และสามารถวิเคราะห๑ สามารถวเิ คราะห๑ วพิ ากษ๑ วิพากษ๑วิจารณ๑ วจิ ารณ๑ เพลงสากล 5. ประวตั ิความเป็นมาของ 5. อธิบายประวตั ิความเป็นมาของ ภูมปิ ญั ญาทางดนตรแี ละ ภูมปิ ัญญาทางดนตรีและเพลงสากล เพลงสากล ได๎ 6. เหน็ คณุ คาํ และเกดิ ความ 6.อธบิ ายถึงคุณคําของความรัก หวงแหน ภูมปิ ญั ญา และความหวงแหน พร๎อม ทางดนตรีสากล ยกตวั อยาํ งตลอดจนรวํ มสบื สานกระบวนการถาํ ยทอดของ ภูมิปัญญาทางดนตรีสากลได๎
121 หัวเรอ่ื ง 3. นาฏศลิ ปส์ ากล ตวั ช้วี ดั เน้ือหา เนื้อหางาํ ย เนอ้ื หายาก เน้อื หา หมาย (เรียนรด๎ู ๎วย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรยี นร)๎ู (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1.อธิบายรปู แบบ ประเภท และ 1.การแสดงนาฏศิลป์และ โอกาสในการแสดงนาฏศิลปแ์ ละ การละครสากลในรูปแบบและ การละครสากลทั่วโลกได๎ โอกาสตาํ ง ๆ 2.อธิบายประวัติ ความเปน็ มา 2.ประวัติ ความเป็นมา และ และววิ ฒั นาการของนาฏศลิ ป์และ ววิ ัฒนาการการแสดงทาง การละครสากลประเภทตําง ๆได๎ นาฏศิลป์ และการละครสากล 3.อธบิ ายความสัมพันธ๑ระหวําง ประเภทตาํ งๆ นาฏศลิ ป์และการละครสากล 3.ความสัมพันธ๑ระหวํางนาฏศิลป์ กับการพัฒนาสงั คมได๎ และการละครสากลกบั บทบาท 4.สามารถประยกุ ต๑ใชท๎ กั ษะการ ทางสังคมในการพัฒนาสังคม แสดงนาฏศิลป์ และการละคร 4.การเลือกใชแ๎ ละผสมผสาน สากลไปใช๎ใหเ๎ กิดประโยชน๑ตํอ องคป๑ ระกอบและพัฒนาทักษะ ตนเองและสงั คมอยํางเหมาะสม ทางนาฏศิลป์ และการละคร ได๎ สากล 5.อธิบายการนาํ ความรู๎ ความ 5.การใช๎ความรูแ๎ ละความเขา๎ ใจ เข๎าใจและประสบการณ๑มาประเมนิ และประสบการณป๑ ระเมินคุณคาํ คณุ คําการละครและเช่ือมโยง การละครวิธีการเลือกชมการ ความหมายกับชีวติ และสังคมได๎ แสดงนาฏศลิ ปแ์ ละการละครของ เลอื กชมการแสดง เพื่อสรา๎ ง สากล เพ่ือสร๎างความสุขและเกิด ความสุขและเกดิ ประโยชน๑ตอํ ประโยชน๑ตํอตนเอง ตนเองได๎
122 ตัวชีว้ ดั เนื้อหา เน้อื หางาํ ย เน้อื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรียนรดู๎ ว๎ ย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรียนร)ู๎ (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 6.อธบิ ายคณุ คาํ ความสาํ คญั ของ 6.คณุ คําของนาฏศิลปแ์ ละ นาฏศลิ ป์ และการละครสากล การละครสากลท่ีเกย่ี วข๎องกบั มรดก มรดกทางวัฒนธรรม และภมู ิ ทางวฒั นธรรมภูมิปัญญา สากลและ ปญั ญาสากล กับการพัฒนาสังคม การพัฒนาสงั คม ได๎ 7.อธิบายประวตั คิ วามเป็นมา 7.ประวัติความเปน็ มาววิ ัฒนาการ และววิ ฒั นาการของ ของลีลาศสากลตาํ งๆทวั่ โลก การลีลาศมาตรฐานได๎ 8.อธบิ าย คณุ คําและความสัมพันธ๑ 8.คุณคาํ และความสมั พันธข๑ อง ของวัฒนธรรม ประเพณีท่ี วฒั นธรรม ประเพณี ที่เกีย่ วข๎อง เก่ยี วขอ๎ งกับววิ ัฒนาการของลีลาศ กับการวิวัฒนาการของ มาตรฐานที่เกีย่ วกับมรดกทาง การลลี าศมาตรฐานที่เปน็ มรดก วฒั นธรรม ทางวฒั นธรรม 9.ระบุคุณคําและความสมั พันธ๑ 9.การนาํ ทาํ ลีลาศมาตรฐาน ของทาํ ลลี าศมาตรฐานไป ไปประยุกต๑ใชป๎ ระกอบเพลงอื่น ๆ ประยุกตใ๑ ช๎ประกอบกบั เพลง อืน่ เพอ่ื นําไปใช๎ โดยใหส๎ อดคลอ๎ งกับ ๆเพื่อใหส๎ อดคลอ๎ งกับวฒั นธรรม วัฒนธรรมในภมู ภิ าค ประเพณี และในชวี ติ ประจําวนั ของแตํละภูมิภาคทว่ั โลก
123 ตารางวิเคราะหส์ าระการเรยี นรู้ รายวิชา ทช31003 ศิลปศึกษา ระดบั ม. ปลาย หัวเรอ่ื ง 1. ทศั นศิลปส์ ากล ตัวช้วี ัด เนอ้ื หา เน้ือหางําย เนื้อหายาก เน้ือหา หมาย (เรียนรด๎ู ๎วย (จัดการ ยากมาก เหตุ เรยี นรู๎) (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1. อธิบายเกยี่ วกบั ความซาบซง้ึ 1. จุด เส๎น สี แสง เงา รูปรําง ในงานทัศนศลิ ปส์ ากลได๎ และรปู ทรง เพื่อให๎เกดิ ความซาบซึง้ 2.อธิบายความเปน็ มาของงาน และมีทัศนคติที่ดีกบั งานทัศนศลิ ป์ ทัศนศลิ ปส์ ากลในดา๎ นตําง ๆ 2.ความเป็นมาของทัศนศลิ ป์สากล 3. อธิบายกระบวนวิพากษ๑ ในดา๎ น วจิ ารณ๑งานทศั นศิลป์สากลด๎าน - จติ รกรรม ตาํ ง ๆ - ประตมิ ากรรม 4.สามารถจินตนาการ และ - สถาปตั ยกรรม อธิบายวธิ ีการสรา๎ งสรรคค๑ วาม - ภาพพิมพ๑ งามจากธรรมชาติให๎ออกมาเป็น 3. การวิพากษว๑ จิ ารณง๑ านทัศนศิลป์ ความงามทางทัศนศลิ ปส์ ากล ของสากล 5.อธบิ ายคุณคาํ ของงาน 4. ความงามทางทศั นศลิ ป์ของ ทศั นศิลป์ สากล ในเรื่องของ สากลทเี่ กิดจากการสร๎างสรรคด๑ ๎วย ความงามท่เี กิดจากความคิด จดุ เส๎น สี แสง เงา รปู รําง และ สรา๎ งสรรค๑ของมนุษย๑ โดยนํา รูปทรงของวตั ถุจากธรรมชาติ วตั ถุ วัสดุ ส่งิ ของตาํ ง ๆ เข๎ามา 5. ความคดิ สรา๎ งสรรค๑ ประดับ เสริมแตงํ รํางกาย ที่อยํู ความสวยงาม ความเหมาะสม อาศัย ตกแตงํ สถานที่ ความพอดีของการนาํ วตั ถุ วสั ดุ ส่ิงแวดล๎อมตําง ๆ ไดอ๎ ยําง ส่งิ ของตํางๆ มาประดับตกแตํง เหมาะสม ราํ งกายท่ีอยูอํ าศัย หรือตกแตํง สถานท่สี งิ่ แวดล๎อมทัว่ ๆ ไป
124 ตวั ชี้วดั เนือ้ หา เน้ือหางําย เน้อื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรยี นรด๎ู ว๎ ย (จัดการ ยากมาก เหตุ 6. นําเสนอ ถํายทอด ความรู๎ เรียนรู๎) (สอน วพิ ากษ๑วิจารณ๑ ความคดิ ริเร่ิม ตนเอง) เสรมิ ) สร๎างสรรค๑ การตกแตํงวัสดุ ของงานทัศนศลิ ปส์ ากล 6.ศกึ ษา เปรยี บเทียบ วิเคราะห๑ 7.อธิบายคุณคาํ ของความ ซาบซง้ึ ความรักและความหวง วิพากษว๑ จิ ารณ๑ เกย่ี วกบั ความคิด แหนทางวฒั นธรรม ประเพณี ของโบราณสถาน โบราณวัตถุ สร๎างสรรคใ๑ นการประดับตกแตงํ ใน ของสากลท่ัวโลก 8.นาํ เสนอถาํ ยทอดความรู๎ งานทัศนศิลป์สากล วิพากษ๑ วจิ ารณ๑ วฒั นธรรม ประเพณี โบราณสถาน 7.ความสาํ คัญ ความดี ความงาม โบราณวตั ถุของสากลได๎ ของวัฒนธรรม ประเพณี และความ สวยงามของจิตรกรรม ฝาผนัง โบสถ๑ วิหาร พระราชวัง ยคุ สมยั ตําง ๆ ทว่ั โลก 8.การวิเคราะห๑ วพิ ากษว๑ จิ ารณ๑ เกยี่ วกับวัฒนธรรม ประเพณี โบราณสถานและโบราณวัตถุของ สากล
125 หัวเรือ่ ง 2. ดนตรีสากล ตัวชีว้ ัด เนื้อหา เนือ้ หางาํ ย เนอ้ื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรยี นรด๎ู ๎วย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรียนรู๎) (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1.อธิบายประวตั คิ วามเปน็ มา 1. ประวตั ิความเป็นมาและ และววิ ฒั นาการของเคร่ืองดนตรี ววิ ัฒนาการของเครื่องดนตรสี ากล สากลประเภทตํางๆ ได๎ ประเภทตําง ๆ 2.อธิบาย รูปแบบและเทคนิค 2.รปู แบบของเครื่องดนตรีสากล วิธีการเลํนของเครื่องดนตรี ประเภทตาํ ง ๆ และเทคนิควธิ ีการ สากลประเภทตาํ งๆ ได๎ เลํนของเครื่องดนตรสี ากลแตํละ 3.อธิบายคณุ คาํ และความ ประเภท ไพเราะของการเลนํ เครื่องดนตรี 3. คณุ คาํ และความไพเราะของการ สากล และสามารถวเิ คราะห๑ เลนํ เครือ่ งดนตรีสากล และสามารถ วิพากษว๑ ิจารณ๑ได๎ วเิ คราะห๑ วิพากษ๑วิจารณ๑ 4. อธบิ ายถึงคุณคําและความ 4. คุณคําและความไพเราะของ ไพเราะของเพลงสากล และ เพลง สากล และสามารถวิเคราะห๑ สามารถวเิ คราะห๑ วิพากษ๑ วิพากษ๑วิจารณ๑ วจิ ารณ๑ เพลงสากล 5. ประวตั ิความเป็นมาของ 5. อธิบายประวตั ิความเปน็ มาของ ภูมปิ ญั ญาทางดนตรแี ละ ภูมปิ ัญญาทางดนตรีและเพลงสากล เพลงสากล ได๎ 6. เหน็ คณุ คาํ และเกดิ ความ 6.อธบิ ายถึงคุณคาํ ของความรัก หวงแหน ภูมปิ ญั ญา และความหวงแหน พร๎อม ทางดนตรีสากล ยกตวั อยาํ งตลอดจนรวํ มสบื สานกระบวนการถํายทอดของ ภูมิปัญญาทางดนตรีสากลได๎
126 หัวเรอ่ื ง 3. นาฏศลิ ปส์ ากล ตวั ช้วี ดั เน้ือหา เนื้อหางาํ ย เนอ้ื หายาก เน้อื หา หมาย (เรียนรด๎ู ๎วย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรยี นร)๎ู (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 1.อธิบายรปู แบบ ประเภท และ 1.การแสดงนาฏศิลป์และ โอกาสในการแสดงนาฏศิลปแ์ ละ การละครสากลในรูปแบบและ การละครสากลทั่วโลกได๎ โอกาสตาํ ง ๆ 2.อธิบายประวัติ ความเปน็ มา 2.ประวัติ ความเป็นมา และ และววิ ฒั นาการของนาฏศลิ ป์และ ววิ ัฒนาการการแสดงทาง การละครสากลประเภทตําง ๆได๎ นาฏศิลป์ และการละครสากล 3.อธบิ ายความสัมพันธ๑ระหวําง ประเภทตาํ งๆ นาฏศลิ ปแ์ ละการละครสากล 3.ความสัมพันธ๑ระหวํางนาฏศิลป์ กับการพัฒนาสงั คมได๎ และการละครสากลกบั บทบาท 4.สามารถประยกุ ต๑ใชท๎ กั ษะการ ทางสังคมในการพัฒนาสังคม แสดงนาฏศิลป์ และการละคร 4.การเลือกใชแ๎ ละผสมผสาน สากลไปใช๎ใหเ๎ กิดประโยชนต๑ ํอ องค๑ประกอบและพัฒนาทักษะ ตนเองและสงั คมอยํางเหมาะสม ทางนาฏศิลป์ และการละคร ได๎ สากล 5.อธิบายการนาํ ความรู๎ ความ 5.การใช๎ความรูแ๎ ละความเขา๎ ใจ เข๎าใจและประสบการณ๑มาประเมนิ และประสบการณป๑ ระเมินคุณคาํ คณุ คําการละครและเช่ือมโยง การละครวิธีการเลือกชมการ ความหมายกับชีวติ และสังคมได๎ แสดงนาฏศลิ ปแ์ ละการละครของ เลอื กชมการแสดง เพ่ือสรา๎ ง สากล เพ่ือสร๎างความสุขและเกิด ความสุขและเกดิ ประโยชน๑ตอํ ประโยชน๑ตํอตนเอง ตนเองได๎
127 ตวั ชีว้ ดั เนื้อหา เน้อื หางาํ ย เน้อื หายาก เนอ้ื หา หมาย (เรียนรดู๎ ว๎ ย (จดั การ ยากมาก เหตุ เรียนร)ู๎ (สอน ตนเอง) เสรมิ ) 6.อธบิ ายคณุ คํา ความสาํ คญั ของ 6.คณุ คําของนาฏศลิ ปแ์ ละ นาฏศลิ ป์ และการละครสากล การละครสากลท่ีเก่ียวข๎องกบั มรดก มรดกทางวัฒนธรรม และภมู ิ ทางวฒั นธรรมภูมิปัญญา สากลและ ปญั ญาสากล กบั การพัฒนาสังคม การพัฒนาสงั คม ได๎ 7.อธิบายประวตั คิ วามเป็นมา 7.ประวัติความเปน็ มาววิ ัฒนาการ และววิ ฒั นาการของ ของลีลาศสากลตาํ งๆทวั่ โลก การลีลาศมาตรฐานได๎ 8.อธบิ าย คณุ คําและความสัมพันธ๑ 8.คุณคาํ และความสมั พันธข๑ อง ของวฒั นธรรม ประเพณีท่ี วฒั นธรรม ประเพณี ที่เกีย่ วข๎อง เก่ยี วขอ๎ งกับววิ ัฒนาการของลีลาศ กับการวิวัฒนาการของ มาตรฐานที่เกีย่ วกับมรดกทาง การลลี าศมาตรฐานที่เปน็ มรดก วฒั นธรรม ทางวฒั นธรรม 9.ระบุคุณคําและความสมั พันธ๑ 9.การนาํ ทาํ ลีลาศมาตรฐาน ของทาํ ลลี าศมาตรฐานไป ไปประยุกต๑ใชป๎ ระกอบเพลงอื่น ๆ ประยุกตใ๑ ช๎ประกอบกบั เพลง อืน่ เพอ่ื นําไปใช๎ โดยใหส๎ อดคลอ๎ งกับ ๆเพื่อใหส๎ อดคลอ๎ งกับวฒั นธรรม วัฒนธรรมในภมู ภิ าค ประเพณี และในชวี ติ ประจําวนั ของแตํละภูมิภาคทว่ั โลก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286