205 เน้อื หางําย เน้อื หา เน้อื หา ที่ ตวั ชวี้ ดั เนือ้ หา ดว๎ ย ปาน ยาก หมาย ตนเอง กลาง (สอน เหตุ (กรต.) (พบ เสรมิ ) กลุํม) 6 กญั ชาและกญั ชงกับการแพทย์ 1. ประวัตกิ ารใชก๎ ญั ชาและ 20 แผนปัจจบุ นั กัญชง ทางการแพทย๑แผนปัจจบุ นั 1. บอกประวตั ิการใช๎กญั ชาและ 1.1 ตาํ งประเทศ1.2 ประเทศไทย กญั ชงทางการแพทย๑แผน 2. กญั ชาและกญั ชงทชี่ วํ ยบรรเทาโรคแผนปจั จบุ นั ปัจจบุ นั ท้ังในตาํ งประเทศและ 2.1 กัญชาและกญั ชงกบั โรคพารก๑ นิ สัน ประเทศไทยได๎ 2.2 กัญชาและกัญชงกบั โรคมะเรง็ 2. บอกการใชก๎ ัญชาและกัญชง 2.3 กัญชาและกัญชงกบั การลดอาการปวด ทชี่ วํ ยบรรเทาโรคพาร๑กินสนั 2.4 กญั ชาและกัญชงกบั โรคลมชกั มะเร็ง ลดอาการปวด ลมชกั 2.5 กัญชาและกญั ชงกับโรคผวิ หนงั ผวิ หนัง และโรคตอ๎ หนิ ได๎ 2.6 กญั ชาและกัญชงกบั โรคต๎อหนิ 3. ประยุกตใ๑ ชค๎ วามรกู๎ ญั ชาและ 3. การใช๎นาํ้ มันกญั ชาและกญั ชง กัญชงทีช่ วํ ยบรรเทาโรคแผน กบั การแพทย๑แผนปัจจบุ ัน ปจั จบุ นั ศึกษาโรคทส่ี นใจได๎ 3.1 นํา้ มนั กัญชาคอื อะไร 4. วิเคราะห๑การใชน๎ าํ้ มนั กญั ชา 3.2 ลักษณะของนาํ้ มันกญั ชา และกญั ชงกบั การแพทย๑แผน 3.3 สูตรของนาํ้ มนั กัญชา ปจั จบุ นั ตามสถานการณ๑ 3.4 วิธีการสกดั นา้ํ มันกญั ชา ทกี่ ําหนดใหไ๎ ด๎ 3.5 วิธีการใชน๎ าํ้ มันกัญชา 5. อธิบายผลติ ภณั ฑก๑ ญั ชาและ 4. ผลติ ภณั ฑก๑ ัญชาและกัญชงทางการแพทย๑ กัญชงทางการแพทย๑ได 4.1 ผลิตภัณฑ๑ THC 6. บอกวธิ ีการใช๎ผลิตภณั ฑ๑ สงั เคราะห๑ (Synthetic THC) กญั ชาและ กญั ชง ใหไ๎ ด๎ 4.1.1 ยาโดรนาบนิ อล (Dronabinol) ประโยชนท๑ างการแพทย๑ใน 4.1.2 นาบิโลน (Nabilone) ปัจจบุ นั ได๎ 4.2 ผลิตภณั ฑ๑สารสกดั 7. บอกวธิ กี ารใช๎ผลติ ภัณฑ๑ แคนนาบนิ อยด๑จากธรรมชาติ กญั ชาและกญั ชงทางการแพทย๑ (Natural PurifiedCannabinoid) นาํ จะไดป๎ ระโยชนใ๑ นการควบคมุ 4.3 ผลติ ภณั ฑ๑สารสกดั CBD อาการได๎ 4.4 ผลิตภณั ฑ๑สาํ หรับสัตว๑ 8. ตระหนกั ถึงความสาํ คัญของ 5. การใช๎ผลิตภัณฑก๑ ญั ชาและกัญชง ให๎ได๎ การนาํ กญั ชาและกญั ชงไปใช๎ ประโยชน๑ ทางการแพทยใ๑ นปัจจบุ นั รักษาโรค และลดอาการปวด ใน 5.1 ภาวะคลืน่ ไส๎อาเจียนจากเคมบี ําบดั การแพทย๑ แผนปจั จบุ นั 5.2 โรคลมชกั ทีร่ ักษายาก และโรคลมชกั ทดี่ ือ้ ตํอ ยารกั ษา 6. การใช๎ผลิตภณั ฑ๑กัญชาและกญั ชงทาง การแพทยน๑ ําจะได๎
206 เนอ้ื หางําย เนอ้ื หา เน้อื หา ที่ ตัวชีว้ ัด เนอ้ื หา ด๎วย ปาน ยาก หมาย ตนเอง กลาง (สอน เหตุ (กรต.) (พบ เสรมิ ) กลุํม) 7 ใชก้ ัญชาและ กัญชงเปน็ ยา 1. ความเชอื่ และความจริงเก่ียวกบั กญั ชาและกญั ชง 20 อยา่ งรู้คุณค่าและชาญฉลาด ทางการแพทย๑ 1. บอกความเชอ่ื และ 1.1 ความเชื่อเก่ียวกับกญั ชาและกญั ชงทางการแพทย๑ ความจรงิ เกีย่ วกับกญั ชา 1.2 ความจรงิ เกี่ยวกับกญั ชาและกัญชงทางการแพทย๑ และกัญชงทางการแพทย๑ 2. การใชผ๎ ลติ ภณั ฑก๑ ญั ชาและกญั ชงทางการแพทยใ๑ น ได อนาคตให๎ไดป๎ ระโยชน๑ 2. บอกวธิ ีการใชผ๎ ลิตภณั ฑก๑ ญั ชา 3. ขอ๎ แนะนํากอํ นตดั สนิ ใจ ใชผ๎ ลิตภัณฑ๑กัญชาและกญั และกญั ชงทางการแพทยใ๑ น ชง ทางการแพทย๑ อนาคตให๎ได๎ประโยชนไ๑ ด๎ 4. การวางแผนการรกั ษาด๎วยผลติ ภัณฑก๑ ญั ชาและกญั 3. บอกข๎อแนะนาํ กํอนตัดสนิ ใจใช๎ ชง ผลิตภณั ฑก๑ ญั ชาและกญั ชงทาง 5. การเร่มิ ใช๎ผลติ ภณั ฑก๑ ญั ชาและกญั ชงในทาง การแพทยไ๑ ด๎ การแพทย๑ 4. บอกวธิ กี ารวางแผน 6. ข๎อหา๎ มใช๎ผลิตภณั ฑ๑ ทม่ี ีสาร THC และ CBD การรักษาด๎วยผลติ ภณั ฑ๑ เป็นสวํ นประกอบ กัญชาและกญั ชงได๎ 7. ขอ๎ ควรระวงั อื่น ๆ 5. อธิบายวธิ ีการเรม่ิ ใช๎ 7.1 ข๎อควรระวังทางการแพทย๑ ผลิตภณั ฑก๑ ญั ชาและกัญ 7.2 ขนาดของกัญชาและกญั ชงท่ใี ช๎ในทางการแพทย๑ ชงในทางการแพทยไ๑ ด๎ 7.2.1 ขนาดยากัญชาและกญั ชงท่เี หมาะสม 6. บอกขอ๎ หา๎ มใช๎ 7.2.2 ปจั จยั ท่ีมผี ลตํอขนาดกญั ชาและกญั ชง ผลติ ภณั ฑท๑ ีม่ สี าร THC ทเ่ี หมาะสม และ CBD เปน็ สวํ นประกอบได๎ 7.2.3 คําแนะนํา การใช๎ขนาดของนาํ้ มันกญั ชา 7. วิเคราะหส๑ ถานการณ๑ และกญั ชง ทีก่ าํ หนดให๎ท่ีเก่ยี วข๎อง 7.3 หา๎ มใชน๎ ้ํามันกญั ชาและกัญชงทาบหุ รี่ กบั ข๎อควรระวงั อ่ืน ๆ ได๎ 7.4 สารตกคา๎ งจาก การสกดั น้าํ มนั กญั ชาและกญั ชง 8. ให๎คณุ คําหลักธรรมนาํ ชวี ิตพ๎น 7.5 ความปลอดภัยของน้ํามนั กญั ชาและกัญชง พษิ ภัยจากกญั ชาและกัญชงได๎ 7.6 สายพนั ธ๑ุกัญชาและกญั ชงเหมาะกบั บางโรค 9. บอกขอ๎ ห๎ามในการใช๎กญั ชา 7.7 หลักธรรมนาํ ชีวิต พน๎ พิษภยั จากกัญชาและกญั ชง และกัญชงได๎ 8. ข๎อหา๎ มในการใช๎กัญชาและกัญชง 10. บอกวธิ ีการถอนพษิ เบอื้ งต๎น 9. การถอนพษิ เบื้องตน๎ จากการเมากัญชาและกญั ชงได๎ จากการเมากญั ชาและกญั ชง 11. สามารถนําความร๎ู ท่ีไดจ๎ าก การศกึ ษาการใชก๎ ัญชาและกัญชง เป็นยาไปแนะนําบคุ คล ในครอบครัว หรือชุมชนได๎
แผนการจดั การเรียนร้รู ายวิชา รายวิชา เลอื กบังคับ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย จานวน 3 หนว่ ยกิต คร้งั ท่ี วนั /เดอื น/ปี หัวเรอื่ ง/ตัวชว้ี ัด เนือ้ หาสาระการเรียนรู้ 16 ม.ี ค.64 เหตใุ ดต้องเรียนรกู้ ัญชาและกัญ เหตใุ ดตอ๎ งเรยี นรก๎ู ัญชาและกัญชง ชง 1 มมุ มองกฎหมายการใชก๎ ญั ชาและกญั 1.บอกมมุ มองกฎหมายการใช๎ ประเทศและตํางประเทศ กัญชาและกญั ชงในประเทศและ 2. มมุ มองการใช๎กัญชาและกัญชงของ ตาํ งประเทศได๎ ประชาชนทว่ั ไป 2.บอกมมุ มองการใช๎กัญชาและ 3.สภาพการณ๑ข๎อมลู ทีเ่ กี่ยวข๎องกับกญั ช กัญชงของประชาชนทัว่ ไปได๎ กัญชงผาํ นส่อื ออนไลน๑ 3.วิเคราะหค๑ วามแตกตาํ งของ 3.1 Intrenet ข๎อมลู ท่ีเกี่ยวข๎องกบั กัญชาและ 3.2 Facebook กัญชงผาํ นสอ่ื ออนไลนแ๑ ตลํ ะ 3.3 Line ประเภทได๎ 3.4 You Tube 4.อธิบายสภาพการณ๑การใช๎ 4.สภาพการณ๑การใช๎กญั ชาและกญั ชงใน กญั ชาและกัญชงในตาํ งประเทศ ประทศ ได๎ 5.สภาพการณ๑ในการใช๎กญั ชาและกญั ช 5.อธบิ ายสภาพการณ๑การใช๎ ประเทศ กญั ชาและกัญชงในประเทศ 6.มุมมองการใชก๎ ญั ชาและกัญชงของ ประเทศไทย บุคคลากรทางการแพทย๑ 6.บอกมุมมองการใชก๎ ัญชาและ 7.มุมมองการใช๎กัญชาและกัญชงของผูป๎ กัญชงของบคุ คลทางการแพทยไ๑ ด๎ 8. สภาพการณแ๑ ละขน้ั ตอนการใหบ๎ ริกา 7.บอกมุมมองการใชก๎ ัญชาและ คลนี คิ กัญชาในประเทศไทย กัญชงของผ๎ปู ุวยได๎
บ กัญชงกัญชาอย่างชาญฉลาด รหัสวิชา สค32034 สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและ ต หัวเรือ่ ง เหตุใดต้องเรยี นรู้กญั ชาและกัญชง ประเมนิ ผล -หนงั สือเรียนหนังสอื การจดั กระบวนการเรยี นรู้ เรียนวชิ ากญั ชาและ -การสังเกต กญั ชงศึกษา -การชกั ถาม ญชงใน ครมู อบหมายให๎ตวั แทนนกั ศกึ ษานาํ รอ๎ งเพลงชาติและสวด เพอื่ ใชเ๎ ป็นยาอยําง -การมีสํวน มนตไ๑ หว๎พระและรอ๎ งเพลงสรรเสรญิ พระบารมกี อํ นเรียน ชาญฉลาด รวํ ม ชาและ ทกุ สัปดาห๑ -ใบงาน ขนั้ ที่ ๑ กาหนดสภาพปัญหา -ใบความร๎ู - รายงาน นตําง 1. ครสู นทนาทักทายกบั นักศกึ ษาและแจ๎งตวั ชว้ี ัด รายใน -อินเตอร๑เน็ต รูปเลมํ ชงใน วชิ า กัญชากัญชงศกึ ษาและการเรยี นร๎ูใหน๎ กั ศึกษาทราบ -ห๎องสมุด กศน.ตาํ บล 2. ครใู หน๎ ักศกึ ษาทําแบบทดสอบกํอนเรียน -แหลํงเรียนรชู๎ มุ ชน ปวุ ย 3. ครูให๎นักศึกษาดูยทู ปู เรื่องมมุ มองทางกฎหมายองกัญชา าร และกัญชงในตํางประเทศ แลว๎ ถามวาํ กญั ชากบั กัญชงใน -ยูทูปเรื่องความ ตาํ งประเทศและประเทศ พร๎อมทงั้ ใหน๎ กั ศกึ ษาออกแสดง เป็นมาของมมุ มอง ความคดิ เหน็ ประกอบ จากน้ันครสู รปุ เพ่ือเชื่อมโยงเขา๎ สํู กฎหมายการใช๎ เนื้อหาทีจ่ ะเรยี น กัญชาและกัญชงใน ข้นั ที่ ๒ แสวงหาความรู้ ประเทศและ ครูให๎นกั ศกึ ษานับจาํ นวน 1-5 รายบคุ คลเพ่อื แบํงกลมุํ ตาํ งประเทศ นกั ศกึ ษาและตง้ั คาํ ถามเรอื่ งกัญชาเสรใี นประเทศไทยและ กฏหมายตํางๆเกี่ยวกับยาเสพตดิ ใหโ๎ ทษและยกตัวอยํางพชื กัญชาและกญั ชงเพื่อนําเข๎าสูํบทเรยี นจากกการดยู ทู ูป เกยี่ วกบั เหตุใดตอ๎ งเรยี นร๎ูกญั ชาและกัญชง ครใู หน๎ ักเรยี นแบํงออกเปน็ 5 กลมํุ แตํละกลมํุ สบื ค๎นข๎อมลู เกี่ยวกบั เรื่องตอํ ไปนี้ -กล่มุ ที่ 1 บอกมุมมองกฎหมายการใช๎กัญชาและ กญั ชงในประเทศและตาํ งประเทศ 211
8.อธิบายสภาพการณแ๑ ละ ขน้ั ตอนการใหบ๎ รกิ ารคลีนคิ กญั ชาในประเทศไทยได๎ หัวเรอื่ ง 2 9.ตระหนกั ถึงมุมมองทุกมิติท่ี 1.ประวัตคิ วามเปน็ มาพืชกัญชาและพชื เกย่ี วขอ๎ งกบั กัญชาและกัญชง 2.ความร๎เู บอ้ื งตน๎ เก่ียวกับพชื กัญชาและ รวมทงั้ สภาพการณใ๑ นการใช๎ กัญชง กญั ชาและกญั ชงในตาํ งประเทศ 2.1พฤกษศาสตรข๑ องพืชกัญชาและพืชก และประเทศไทย 2.2 ชนดิ (SPECIES) ของกญั ชาและกญั ช 2.กัญชาและกญั ชงพืชยาที่ควรร๎ู 2.3องคป๑ ระกอบทางเคมแี ละสารสําคญั 1.บอกประวัติความเปน็ มาของ ในพชื กัญชาและพืชกัญชง พชื กัญชาและพชื กัญชงได๎ 2.3.1 องคป๑ ระกอบทางเคมีทพ่ี บในพืช 2.บอกและอธิบายความรู๎ และกญั ชง เบือ้ งตน๎ เกย่ี วกบั พชื กัญชาและพืช 2.3.2 สาระสําคญั ที่พบในพชื กญั ชาแล กญั ชงได๎ กัญชง 3.วิเคราะห๑ความแตกตํางระหวาํ ง 1) สาร CBG พืชกัญชาและพืชกญั ชงได๎ 2) สาร THC 4.บอกการใช๎พชื กญั ชาและพืช 3) สาร CBD กญั ชงในชวี ิตประจาํ วันของคนใน 4)สารออกฤทธท์ิ ร่ี วํ มกับแคนาบนิ อยด๑ โลกได๎ 3.พืชกญั ชาและพชื กัญชงคืออะไร แตก 5.ตระหนักถงึ กัญชาและกญั ชง กันอยาํ งไร พชื ยาที่ควรรู๎ 4.การใช๎พืชกญั ชาและพืชกัญชงใน ชวี ิตประจาํ วนั ของคนในโลก 4.1ผลติ ภณั ฑพ๑ ชื กญั ชาและพืชกญั ชงไม รูป
-กล่มุ ที่ 2 มมุ มองการใช๎กญั ชาและกัญชงของประชาชน ทว่ั ไป - กลํุมที่ 3 สภาพการณข๑ ๎อมูลที่เกย่ี วข๎องกบั กญั ชา ชกัญชง และกัญชงผํานสื่อออนไลน๑ ะพืช -กลํมุ ที่ 4 มุมมองการใชก๎ ญั ชาและกัญชงของบคุ คลากร ทางการแพทย๑ กัญชง -กลมํุ ที่ 5 มมุ มองการใชก๎ ัญชาและกัญชงของ ชง ผู๎ปุวยและ สภาพการณ๑และขั้นตอนการใหบ๎ รกิ าร ญทพี่ บ คลีนิคกัญชาในประเทศไทย ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ตั นิ าไปใช้ ชกญั ชา -ครูรํวมสรปุ กบั นกั ศึกษาในเรอื่ งท่เี รยี นร๎ู สรุปเป็น Mind Mapping เหตใุ ดตอ๎ งเรียนรู๎กญั ชา ละพชื และกัญชง โดยใหต๎ ัวแทนกลํุมนําเสนอหนา๎ ช้ัน เรยี น ครผู ๎สู อนดําเนนิ การสร๎างองค๑ความรูด๎ า๎ นกฎหมาย เพมิ่ เติมกรณีพชื กญั ชาและพชื กญั ชงทใี่ นประเทศ ไทยยังเป็นยาเสพตดิ ประเภทที่ 5 บุคคลใดมีไว๎ ครอบครองมีความผิดทางกฎหมาย กตําง ขั้นท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ 212 มํ แปร -ครสู ังเกตการรํวมกิจกรรม กระบวนการกลมํุ การมีสํวน รํวมของนักศึกษาในกลํมุ -การทาํ แบบทดสอบ -การทํางานใบงานในหนังสือเรียน / แบบเรยี น -ใบความรู๎ -อนิ เตอรเ๑ นต็ / Wi-Fi กศน.ตําบล
4.2ผลิตภัณฑ๑พืชกญั ชาและพืชกัญชงแ 4.3. การบริโภคและอุปโภค 4.3.1 ผ,ตภัณฑเ๑ พ่อื บริโภค 4.3.2 ผลิตภัณฑเ๑ พ่ือความความงามแล สขุ ภาพ 4.3.3 ผลติ ภัณฑเ๑ พอ่ื อุปโภค 4.4 การนนั ทนาการ หวั เร่ือง 3.โทษของกัญชาและกญั ชง 1.1ผลกระทบตํอราํ งกายและผลข๎างเค 1.2ผลกระทบตํอจิตใจ 1.3 ผลกระทบตอํ สังคม 1.4ผลกระทบตํอประเทศชาติ 2.ประโยชนข๑ องกญั ชาและกัญชงทาง การแพทย๑
แปรรูป -หอ๎ งสมุด/ กศน.ตําบล ละ -แหลํงเรยี นร๎ชู มุ ชน ครูมอบหมายงานให๎นกั ศกึ ษา กรต.ในหวั ข๎อเรื่อง และทาํ รายงานสงํ ในสัปดาหถ๑ ดั ไป 2 อาทติ ย๑ คียง 213
3.ร๎โู ทษและประโยชน๑ของกัญชา และกัญชง 1.บอกโทษของกญั ชาและกัญชง ตอํ ราํ งกาย จติ ใจ สงั คมและ ประเทศชาติ 2.สามารถอธิบายผลข๎างเคยี ง จากการใชก๎ ัญชาและกญั ชงได๎ 3.อธบิ ายและประโยชนข๑ อง กัญชาและกญั ชงทางการแพทย๑ 4.วิเคาระหค๑ วามแตกตํางระหวาํ ง โทษและประโยชน๑ของกัญชาและ กญั ชงตามสถานการณ๑ท่กี ําหนด ได๎ 5.ตระหนักถึงโทษและประโยชน๑ ของกัญชาและกัญ
214
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 17
แผนการจดั การเรยี นรูร้ ายวิชา รายวิชา เลอื กบังคบั ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 3 หน่วยก ครั้งที่ วนั /เดอื น/ปี หวั เร่ือง/ตวั ชว้ี ดั เน้ือหาสาระการเรียนรู้ 17 ม.ี ค.64 4.กฏหมายทเี่ ก่ยี วข๎องกับกญั ชา หวั เร่อื ง 4 และกญั ชง 1.พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ 1.บอกกฏหมายท่ีเก่ียวข๎องกับ ให๎โทษ พ.ศ. 2522 กญั ชาและกัญชงได๎ 2.พระราชบญั ญตั ิวัตถุออก 2.อธบิ ายสาระท่สี ําคัญของ ฤทธติ์ อํ จติ ประสาทพ.ศ. กฏหมายที่เกย่ี วข๎องกบั กัญชา 2539 และกญั ชงได๎ 3.พระราชบญั ตั ยิ าเสพติดให๎ 3.สามารถบอกขอ๎ )กิบตั ิทตี่ อ๎ งทาํ โทษ (ฉบับท่ี 7 ) พ.ศ. 2562 ตามกฏหมายที่เก่ียวข๎องกับ 4.ประกาศกระทรวง กญั ชาและกญั ชงได๎ สาธารณสขุ ทีเ่ กีย่ วข๎องกบั 4. วเิ คราะหโ๑ ทษของการฝุาฝืน กัญชาและกัญชง กฏหมายทเี่ กยี่ วข๎องกบั กัญชา 5.ประกาศคณะกรรมการ และกัญชงตามสถานการณท๑ ี่ ควบคมุ ยาเสพติดให๎โทษ กาํ หนดได๎ 6.พระราชบญั ํติสิทธบิ ัตรกับ 5.บอกกฏหมายระหวํางประเทศ กญั ชาและกัญชง ท่ีเก่ยี วกบั กญั ชาและกญั ชงได๎ 7.ขอ๎ ปฏิบัติที่ต๎องทาํ ตาม 6.ตระหนกั ถงึ โทษของการฝุาฝืน กฎหมายทเ่ี กี่ยวข๎องกับกัญชา กฏหมายเกี่ยวกับกัญชาและกัญชง และกัญชง 8.โทษของการฝุาฝืนกฏหมาย ท่ีเกีย่ วข๎องกับกัญชาและกัญชง
บ กัญชงกัญชาอยา่ งชาญฉลาด รหสั วิชา สค32034 กติ หัวเรือ่ ง เหตุใดตอ้ งเรียนรู้กัญชาและกญั ชง การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ครมู อบหมายใหต๎ วั แทนนักศึกษานาํ ร๎องเพลงชาตแิ ละสวด -หนังสอื เรียนหนังสือ -การสงั เกต มนต๑ไหวพ๎ ระและร๎องเพลงสรรเสรญิ พระบารมกี ํอนเรยี น เรียนวชิ ากัญชาและกัญ -การชักถาม ชงศึกษา เพ่ือใช๎ -การมีสวํ นรวํ ม ทุกสปั ดาห๑ -ใบงาน เป็นยาอยาํ งชาญฉลาด ขนั้ ที่ ๑ กําหนดสภาพปญั หา -ใบความร๎ู 1. ครสู นทนาทกั ทายกับนักศึกษาแจ๎งตวั ชี้วัดการเรยี นรใ๎ู ห๎ -อนิ เตอรเ๑ นต็ นกั ศกึ ษาทราบ -ห๎องสมุด กศน.ตําบล 2. ครใู หน๎ ักศกึ ษาทาํ แบบทดสอบกํอนเรียน -แหลงํ เรยี นรูช๎ ุมชน 3. ครใู หน๎ กั ศึกษาดูยทู ูปเร่ืองมมุ มองทางกฎหมายองกัญชา และกญั ชงในตํางประเทศ แลว๎ ถามวํา กญั ชากับกัญชงใน ตาํ งประเทศและประเทศ พรอ๎ มท้งั ใหน๎ กั ศึกษาออกแสดง ความคิดเห็นประกอบ จากน้นั ครสู รปุ เพือ่ เชอื่ มโยงเข๎าสูํ เนือ้ หาท่ีจะเรียน ข้ันที่ ๒ แสวงหาความร๎ู ครูสนทนากับนกั เรยี นเกย่ี วกับเหตใุ ดต๎องเรยี นร๎ูกญั ชาและ กญั ชง ครูให๎นักเรยี นแบงํ ออกเป็น 4 กลมุํ แตลํ ะกลุํมสบื คน๎ ขอ๎ มลู เก่ยี วกับเร่ืองตอํ ไปนี้ -กลุ่มท่ี 1 พระราชบญั ญัตยิ าเสพตดิ ใหโ๎ ทษ พ.ศ. 2522 /พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิต์ ํอจติ ประสาทพ.ศ. 2539 -กลมุํ ท่ี 2 พระราชบญั ัติยาเสพตดิ ให๎โทษ (ฉบบั ที่ 216
9.กฏหมายระหวํางประเทศ เกีย่ วกับกญั ชาและกัญชง 5.กญั ชาและกัญชงกบั การแพทย๑ หัวเรื่อง 5. แผนไทยและแพทยท๑ างเลือก 1.ประวตั คิ วามเป็นมาการใช๎ 1.บอกประวตั ิความเป็นมาการใช๎ กัญชาและกัญชงในทาง กัญชาและกัญชงในการแพทย๑ การแพทยท๑ างเลือก ทางเลอื กตํางประเทศ ตาํ งประเทศ 2.บอกประวตั คิ วามเปน็ มาการใช๎ 2.ประวัตคิ วามเป็นมาการใช๎ กญั ชาและกญั ชงในทาง กัญชาและกัญชงในทาง การแพทยท๑ างเลือกได๎ การแพทยแ๑ ผนไทยและแพทย๑ 3.วิเคราะหต๑ าํ รบั ยาท่มี ีกัญชา ทางเลอื ก และกัญชงเป็นสํวนประกอบ 3.ตาํ รบั ยาทม่ี ีกัญชาและกญั รบั รองโดยกระทรวงสาธารณสขุ ชงเปน็ สวํ นประกอบรบั รอง ตามสถานการณ๑ท่ีกําหนดให๎ได๎ โดยกระทรวงสาธารณสุข 4.ประยกุ ต๑ใชค๎ วามรต๎ู ํารับยาที่มี 3.1ยาอคั คินีวคณะ กัญชาและกญั ชงเป็น 3.2ยาศขุ ไสยาศน๑ สํวนประกอบโดยกระทรวง 3.3ยาแกล๎ มเนาวนารีวาโย สาธารณสขุ ศึกษาโรคทสี่ นใจได๎ 3.4ยานํา้ มนั สน่ันไตรภพ 5.ตระหนักถงึ คุณคําของตาํ รับยา 3.5ยาแก๎ลมขึ้นเบื้องสูง ท่ีมกี ญั ชาและกัญชงเปน็ 3.6ยาไฟอาวุธ สวํ นประกอบ 3.7ยาแกน๎ อนไมํหลับ/ยาแก๎ 6.อธบิ ายขอ๎ มูลที่เกี่ยวกับภูมิภเู บ ไข๎ผอมเหลอื ง ศรวบรวมและเผยแพรํภมู ิปัญญา 3.8ยาแกส๎ ัณฑฆาต ไทยได๎ 3.9ยาอัมฤตโอสถ
7 ) พ.ศ. 2562 / ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ท่ี 217 เกี่ยวข๎องกับกัญชาและกัญชง - กลุ่มท่ี 3 ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพ ติดให๎โทษ /พระราชบญั ํตสิ ทิ ธิบตั รกบั กัญชาและ กญั ชง -กลุม่ ท่ี 4 ขอ๎ ปฏบิ ตั ิท่ตี ๎องทําตามกฎหมายที่ เก่ียวขอ๎ งกับกัญชาและกัญชง /โทษของการฝาุ ฝนื กฏหมายท่ีเก่ยี วข๎องกับกัญชาและกญั ชง/กฏหมาย ระหวาํ งประเทศเกี่ยวกบั กัญชาและกัญชง ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ตั นิ าไปใช้ -ครูรํวมสรปุ กบั นกั ศึกษาในเรื่องที่เรียนร๎ู สรปุ เปน็ Mind Mapping กฏหมายทีเ่ กี่ยวข๎อง กับกัญชาและกัญชง และ กัญชาและกญั ชงกับ การแพทย๑แผนไทยและแพทย๑ทางเลือก ข้ันที่ ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู๎ -ครูสงั เกตการณร๑ วํ มกจิ กรรม การมีสวํ นรวํ มของนกั ศกึ ษา -การทําแบบทดสอบ -การทาํ งานใบงาน -หนังสอื เรียนวิชากญั ชาและกญั ชงศึกษา เพือ่ ใช๎ เปน็ ยาอยาํ งชาญฉลาด -ใบความรู๎ -ใบงาน -อนิ เตอรเ๑ นต็ -ห๎องสมุด กศน.ตาํ บล
7.บอกข๎อมูลทีเ่ กยี่ วขอ๎ งกับภูมิ 3.10ยาอไภยสาลี ปัญญานายเดชา ศริ ภิ ทั ร หมอ 3.11ยาแกล๎ มแกเ๎ สน๎ พืน้ บ๎านได๎ 3.12ยาแกโ๎ รคจติ 8.ตระหนกั ถึงคณุ คําความสาํ คัญ 3.13ยาทาริดสีดวงทวารหนกั ของภมู ปิ ัญญาภมู ิภเู บศรวบรวม และโรคผิวหนงั และเผยแพรํภูมปิ ัญญาไทยและ 3.15 ยาทาํ ลายพระสุเมรุ ตระหนกั ถึงภูมปิ ญั ญา นายเด 3.16ยาทพั ยาธิคุณ ชา ศริ ภิ ทั ร 4.ภูมภิ เู บศรวบรวมและ หมอพนื้ บา๎ นกบั การใชก๎ ัญชาและ เผยแพรภํ ูมิปญั ญาไทย กัญชงเป็นยา 5.ภมู ิปัญญษนายเดชา ศิริ ภทั ร หมอพ้นื บา๎ น
-แหลํงเรยี นร๎ชู มุ 218
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 18
แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายวิชา รายวิชา เลอื กบังคับ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปล หวั เร่อื ง 6.กัญชาและกญั ช คร้งั ที่ วนั /เดอื น/ปี หัวเร่อื ง/ตัวชวี้ ัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้ 18 ม.ี ค.64 6.กญั ชาและกญั ชงกับ หัวเร่ือง 6...... การแพทย๑แผนปจั จบุ ัน 1.ประวัตกิ ารใช๎กัญชาและกัญ 1.บอกประวัติการใชก๎ ญั ชา ชงทางการแพทย๑แผนปจั จบุ ัน และกญั ชงทางการแพทย๑แผน 1.1ตํางประเทศ ปัจจบุ ันทั้งในตาํ งประเทศและ 1.2 ประเทศไทย ประเทศไทยได๎ 2.กัญชาและกญั ชงท่ชี ํวย 2.บอกการใช๎กัญชาและกัญ บรรเทาโรคแผนปจั จบุ ัน ชงทีช่ วํ ยบรรเทาโรคพารก๑ ิน 2.1กญั ชาและกัญชงกบั โรค สนั มะเรง็ ลมชกั พารก๑ นิ สัน ผิวหนัง และโรคต๎อหินได๎ 2.2 กญั ชาและกญั ชงกบั 3.ประยุกต๑ใชค๎ วามรู๎กัญชา โรคมะเร็ง และกัญชงท่ชี วํ ยบรรเทาโรค 2.3 กัญชาและกญั ชงกบั การล แผนปัจจบุ ันศกึ ษาโรคที่สนใจ อาการปวด ได๎ 2.4กญั ชาและกัญชงกบั โรค 4.วเิ คราะห๑การใชน๎ ํา้ มนั ลมชัก กัญชาและกัญชงกบั 2.5กญั ชาและกญั ชงกับโรค การแพทย๑แผนปัจจุบนั ตาม ผิวหนัง สถานการณ๑ท่ีกําหนดใหไ๎ ด๎ 2.6กัญชาและกัญชงกบั โรคต๎อ หนิ 5.อธบิ ายผลิตภัณฑก๑ ัญชา 3.การใช๎นา้ํ มนั กัญชาและกญั ช และกญั ชงทางการแพทยไ๑ ด๎ กับการแพทย๑แผนปัจจุบนั 3.1นาํ้ มนั กญั ชาคอื อะไร
บ กัญชงกัญชาอยา่ งชาญฉลาด รหัสวชิ า สค32034 ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ ลาย จานวน 3 หนว่ ยกิต ประเมินผล ชงกับการแพทย์แผนปจั จุบัน -การสังเกต การจดั กระบวนการเรยี นรู้ -การชักถาม -การมสี วํ นรํวม ครมู อบหมายใหต๎ วั แทนนกั ศึกษานาํ รอ๎ งเพลงชาติและสวด -หนังสอื เรยี น -ใบงาน -การสงั เกต มนตไ๑ หว๎พระและร๎องเพลงสรรเสรญิ พระบารมกี อํ นเรยี น -ใบความรู๎ -การชักถาม -อินเตอร๑เนต็ -การมสี ํวนรํวม ทุกสัปดาห๑ -ห๎องสมดุ กศน.ตําบล -การตรวจ ขน้ั ท่ี ๑ กาหนดสภาพปัญหา -แหลํงเรยี นรูช๎ มุ ชน ผลงาน 1. ครสู นทนาทกั ทายกบั นักศึกษาแจ๎งตัวชี้วัดการเรยี นรูใ๎ ห๎ หนงั สอื เรยี น -บนั ทกึ การ นักศึกษาทราบ -ใบความร๎ู เรยี นรู๎ 2. ครูใหน๎ กั ศึกษาทาํ แบบทดสอบกอํ นเรียน -ใบงาน 3. ครใู ห๎นกั ศกึ ษาดูยทู ปู กญั ชาและกัญชงกับการแพทย๑ -อนิ เตอร๑เน็ต แผนปัจจุบัน พรอ๎ มท้งั ใหน๎ ักศกึ ษาจดบันทกึ การบรรยาย -หอ๎ งสมดุ กศน.ตําบล ของหมอเดชา ศริ ภิ ทั ร หมอพ้ืนบา๎ น ประกอบ จากนัน้ ครู -แหลํงเรียนร๎ชู มุ ชน สรปุ เพอื่ เช่ือมโยงเขา๎ สเูํ นื้อหาท่จี ะเรยี น ลด ขัน้ ท่ี ๒ แสวงหาความรู้ ครูสนทนากบั นกั เรยี นเกย่ี วกบั กัญชาและกัญชงกับ การแพทยแ๑ ผนปจั จบุ ัน ครใู หน๎ กั เรียนแบํงออกเป็น 4 กลมุํ แตํละกลุํมสบื ค๎น ขอ๎ มลู เกี่ยวกับเร่ืองตํอไปนี้ -กลุ่มที่ 1 .ประวัติการใช๎กัญชาและกญั ชงทาง การแพทยแ๑ ผนปัจจบุ นั อ 1.1ตํางประเทศ 1.2 ประเทศไทย ชง -กลุํมที่ 2 กญั ชาและกัญชงทีช่ ํวยบรรเทาโรค แผนปัจจุบนั 2.1กญั ชาและกญั ชงกับโรคพารก๑ ินสนั 220
6.บอกวิธกี ารใช๎ผลติ ภัณฑ๑ 3.2ลักษณะของนา้ํ มนั กัญชา กญั ชาและกัญชงให๎ได๎ 3.3สูตรนา้ํ มนั กญั ชา ประโยชนท๑ างการแพทย๑ใน 3.4วธิ ีการสกัดนํ้ามันกญั ชา ปัจจุบนั ได๎ 3.5วธิ ีการใช๎น้าํ มนั กัญชา 4.ผลิตภัณฑ๑กัญชาและกัญชง 7.บอกวธิ กี ารใช๎ผลิตภัณฑ๑ ทางการแพทย๑ กญั ชาและกญั ชงทาง 4.1ผลติ ภัณฑ๑ THC การแพทยน๑ ําจะไดป๎ ระโยชน๑ สงั เคราะห๑ (Synthetic THC) ในการควบคุมอาการได๎ 4.1.1ยาโดรนาบนิ อล (Dronabinol ) 8. ตระหนักถงึ ความสําคญั 4.1.2 นาบโิ ลน (Nabilone) ของการนาํ กัญชาและกญั ชง 4.2 ผลิตภณั ฑ๑สารสกดั แคนาบ ไปใช๎และลดอาการปวดใน นอยดจ๑ ากธรรมชาติ ( Natural แพทย๑แผนปัจจบุ นั Purified Canabinoid) 4.3 ผลติ ภัณฑส๑ ารสกัด CBD 4.4 ผลติ ภัณฑ๑สําหรบั สัตว๑ 5. การใชผ๎ ลติ ภณั ฑ๑กัญชาและ กัญชงให๎ได๎ประโยชนท๑ าง การแพทย๑ในปัจจุบัน 5.1 ภาวะคลื่นไสอ๎ าเจยี น 5.2โรคลมชกั ท่ีรกั ษายากและ โรคลมชกั ทด่ี ือ้ ตํอยารักษา 5.3 ภาวะกล๎ามเนิอ้ หดเกร็งใน ผ๎ูปวุ ยโรคปลอกประสาทเส่ือม
2.2 กญั ชาและกญั ชงกับโรคมะเรง็ 221 2.3 กัญชาและกญั ชงกบั การลดอาการปวด 2.4กญั ชาและกัญชงกับโรคลมชกั 2.5กญั ชาและกัญชงกบั โรคผิวหนัง 2.6กญั ชาและกญั ชงกบั โรคตอ๎ - กลุมํ ที่ 3 .การใชน๎ ้ํามันกัญชาและกญั ชงกับ การแพทย๑แผนปจั จุบัน 3.1นํา้ มันกัญชาคืออะไร 3.2ลกั ษณะของนํ้ามันกัญชา 3.3สูตรน้าํ มนั กัญชา 3.4วธิ ีการสกัดนํา้ มนั กัญชา บิ 3.5วธิ กี ารใช๎นาํ้ มันกญั ชา l -กลุ่มที่ 4 ผลติ ภัณฑ๑กัญชาและกญั ชงทาง การแพทย๑ 4.1ผลติ ภณั ฑ๑ THC สังเคราะห๑ (Synthetic THC) 4.1.1ยาโดรนาบนิ อล (Dronabinol ) ะ 4.1.2 นาบโิ ลน (Nabilone) 4.2 ผลติ ภณั ฑส๑ ารสกดั แคนาบนิ อยด๑จาก ธรรมชาติ ( Natural Purified Canabinoid) 4.3 ผลิตภณั ฑ๑สารสกดั CBD 4.4 ผลิตภัณฑส๑ ําหรับสัตว๑ กลมุ่ ท่ี 5 การใชผ๎ ลิตภัณฑ๑กัญชาและกญั ชงให๎ได๎ น ประโยชนท๑ างการแพทย๑ในปจั จบุ ัน 5.1 ภาวะคล่ืนไสอ๎ าเจียน 5.2โรคลมชักทร่ี ักษายากและโรคลมชกั ทดี่ อ้ื ตํอยา
แขง็ 5.4 ภาวะปวดประสาท 6.การใช๎ผลิตภณั ฑก๑ ัญชาและ กัญชงทางการแพทย๑นําจะได๎ ประโยชนใ๑ นการควบคุมอาการ หวั เร่ือง 7. ใช๎กัญชาและกญั หวั เร่ือง 7 ชงเปน็ ยาอยาํ งร๎ูคุณคาํ และ ชาญฉลาด 1.ความเชอ่ื และความจรงิ 1.บอกความเชื่อและความ จริงเกีย่ วกบั กญั ชาและกัญชง เกี่ยวกับกญั ชาและกัญชงทาง ทางการแพทย๑ได๎ 2บอกวธิ ีใชผ๎ ลิตภณั ฑ๑กัญชา การแพทย๑ และกัญชงทางการแพทยใ๑ น อนาคตให๎ได๎ประโยชน๑ได๎ 1.1ความเช่อื เกย่ี วกบั กัญชา 3.บอกข๎อแนะนํากํอน ตดั สินใจใชผ๎ ลิตภัณฑก๑ ญั ชา และกญั ชงทางการแพทย๑ และกญั ชงทางการแพทยไ๑ ด๎ 4.บอกวธิ ีการวางแผนการ 1.2 ความจริงเกี่ยวกับกญั ชา - รกั ษาด๎วยผลติ ภณั ฑ๑กญั ชา และกัญชงทางการแพทย๑ และกัญชงได๎ 5.อธิบายวธิ ีการเริ่มใช๎ 2.การใช๎ผลติ ภณั ฑ๑กญั ชาและ - ผลติ ภณั ฑก๑ ญั ชาและกัญชง กัญชงทางการแพทย๑ในอนาคต ในทางการแพทย๑ได๎ 6.บอกข๎อห๎ามใชผ๎ ลิตภัรฑ๑ที่มี ให๎ได๎ประโยชน๑ 3.ข๎อแนะนํากํอนตดั สนิ ใจใช๎ ผลิตภณั ฑก๑ ญั ชาและกญั ชงทาง การแพทย๑ 4.การวางแผนการรักษาดว๎ ย ผลติ ภณั ฑ๑กญั ชาและกัญชง 5.การเร่มิ ใชผ๎ ลิตภัณฑ๑กญั ชา และกญั ชงในทางการแพทย๑ 6.ขอ๎ หา๎ มใชผ๎ ลติ ภัณฑ๑ท่ีมาสาร
รักษา 222 5.3 ภาวะกลา๎ มเน้อิ หดเกร็งในผ๎ูปวุ ยโรคปลอก ประสาทเสอ่ื มแข็ง 5.4 ภาวะปวดประสาท ร 6.การใช๎ผลติ ภัณฑ๑กญั ชาและกัญชงทางการแพทย๑นาํ จะ ไดป๎ ระโยชนใ๑ นการควบคมุ อาการ ขน้ั ท่ี ๒ แสวงหาความร๎ู (ตํอ ) ครูสุํมใหน๎ ักศึกษาแตลํ ะกลมุํ สงํ ตัวแทนออกมานําเสนอ ครใู หน๎ ักศึกษาดู ยทู ูปเรือ่ ง ใช๎กญั ชาและกัญชง เปน็ ยาอยํางรู๎คุณคําและชาญฉลาด ครูให๎นกั ศึกษารํวมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ชค๎ าํ ถาม ดังนนี้ ักศึกษาเห็นดว๎ ยกบั - แนวคิดเรอ่ื งกญั ชาและกัญชงกบั การแพทยแ๑ ผนปัจจุบันตาม แนวคิดใดเพราะเหตใุ ดโดยครูแบงํ กลุมํ - +ใหน๎ กั ศกึ ษาคน๎ ควา๎ เร่ืองใดบา๎ งทั้งหมด 5 กลมํุ ต ข้ันที่ ๓ การปฏบิ ัตินาไปใช้ -ครูรวํ มสรปุ กบั นักศึกษาในเรื่องท่ีเรยี นร๎ู ใช๎กัญชา ง และกญั ชงเป็นยาอยํางรู๎คณุ คําและชาญฉลาด ในประเทศไทย สรุปเป็น Mind Mappingใช๎ กญั ชาและกัญชงเป็นยาอยาํ งรคู๎ ณุ คําและชาญ ฉลาดความเชอ่ื และความจริงเกี่ยวกับกัญชาและ กัญชงทางการแพทย๑ 1.1ความเช่อื เก่ียวกับกัญชาและกัญชงทาง ร การแพทย๑ 1.2 ความจรงิ เกีย่ วกับกญั ชาและกญั ชงทาง
สาร THCและ CBD เป็น THCและCBDเป็นสํวนประกอบ สํวนประกอบได๎ 7.ข๎อควรระวังอน่ื ๆ 7. วิเคราะหส๑ ถาการณ๑ท่ี 7.1ข๎อควรระวงั ทางการแพทย กาํ หนดใหท๎ เี่ กย่ี วขอ๎ งกับขอ๎ 7.2 ขนาดของกัญชาและกัญ ควรระวังอ่ืนๆได๎ ชงในทางการแพทย๑ 8.ให๎คณุ คําหลักธรรมนาํ ชีวติ 7.2.1 ขนาดยากัญชาและกัญ พน๎ พิษภัยจากกัญชาและกัญ ชงทีเ่ หมาะสม ชงได๎ 7.2.2 ปัจจยั ทีม่ ผี ลตอํ ขนาด 9.บอกข๎อห๎ามในการใชก๎ ญั ชา กญั ชาและกญั ชงทีเ่ หมาะสม และกัญชงได๎ 7.2.3 คาํ แนะนําการใช๎ขนาด 10.บอกวิธีการถอนพษิ ของนํามันกัญชาและกัญชง เบอ้ื งต๎นจากการเมากัญชา 7.3 ห๎ามใชน๎ ้ํามันกญั ชาและ และกญั ชงได๎ กญั ชงทาบุหรี่ 11.สามารถนาํ ความร๎ทู ่ีได๎ 7.4สารตกคา๎ งจากการสกัด จากการศึกษาการใชก๎ ัญชา นํา้ มนั กัญชาและกัญชง และกญั ชงเปน็ ยาไปแนะนํา 7.5 ความปลอดภัยของนาํ้ มัน บคุ คลในครอบครัวหรือบคุ คล กญั ชาและกัญชง หรือชมุ ชนได๎ 7.6สายพันธ๑ุกญั ชาและกัญชง 12.ตระหนักถึงคุณคําของ เหมาะสมกบั บางโรค การนํากัญชาและกัญชงไปใช๎ 8.ขอ๎ ห๎ามในการใช๎กัญชาและ เปน็ ยาได๎ กัญชง 9.การถอนพษิ เบ้ืองตน๎ จากการ เมากัญชาและกญั ชง
บ การแพทย๑ 223 2.การใช๎ผลติ ภณั ฑก๑ ัญชาและกญั ชงทางการแพทย๑ ย๑ ในอนาคตใหไ๎ ด๎ประโยชน๑ 3.ข๎อแนะนาํ กํอนตดั สินใจใช๎ผลิตภัณฑก๑ ญั ชาและ กัญชงทางการแพทย๑ 4.การวางแผนการรกั ษาด๎วยผลิตภณั ฑก๑ ัญชาและ กญั ชง 5.การเรม่ิ ใชผ๎ ลติ ภัณฑ๑กัญชาและกัญชงในทาง การแพทย๑ 6.ขอ๎ หา๎ มใชผ๎ ลติ ภัณฑ๑ท่ีมาสาร THCและCBDเป็น สวํ นประกอบ 7.ขอ๎ ควรระวังอน่ื ๆ 7.1ข๎อควรระวงั ทางการแพทย๑ 7.2 ขนาดของกัญชาและกัญชงในทางการแพทย๑ 7.2.1 ขนาดยากัญชาและกัญชงทีเ่ หมาะสม 7.2.2 ปัจจยั ท่มี ีผลตํอขนาดกญั ชาและกัญชงที่ เหมาะสม 7.2.3 คาํ แนะนําการใชข๎ นาดของนาํ มันกัญชาและ กญั ชง 3 หา๎ มใชน๎ า้ํ มันกญั ชาและกญั ชงทาบหุ รี่ 4สารตกคา๎ งจากการสกัดน้ํามันกัญชาและกญั ชง ร 7.5 ความปลอดภยั ของนา้ํ มันกัญชาและกัญชง 7.6สายพนั ธ๑ุกัญชาและกัญชงเหมาะสมกบั บางโรค 8.ขอ๎ หา๎ มในการใชก๎ ัญชาและกญั ชง
9.การถอนพษิ เบ้ืองตน๎ จากการเมากัญชาและกญั ชง ขั้นท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรียนรู้ -ครูสงั เกตการณร๑ วํ มกิจกรรม การมีสวํ นรวํ มของนกั ศกึ ษา -การทําแบบทดสอบ -การทํางานใบงาน การทํารายงานรูปเลมํ สงํ ครูผส๎ู อนโดย สบื คน๎ จากสมารท๑ โฟนของผเ๎ู รยี น 224
225 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 1 วิชากัญชาและกัญชงเพอ่ื ใช้เปน็ ยาอยา่ งชาญฉลาด 1. เหตใุ ดประชาชนจงึ ตอ้ งเรียนรู้เกย่ี วกบั กัญชาและกัญชงอย่าง 5. ข้อใดถูก “คนไทยสามารถปลกู กญั ชาได้บา้ นละ 6 ตน้ จริง รู้เทา่ ทัน หรือไม่” ก. เน่อื งจากมีการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เปดิ กว๎างให๎ใชก๎ ัญชา ก. จรงิ โดยให๎รวมกลํมุ เป็นสโมสรผ๎ปู ลกู กญั ชา และเปดิ ให๎มรี ๎าน เป็นประโยชนท๑ างการแพทยไ๑ ด๎ ขายกญั ชาไดโ๎ ดยรฐั บาลควบคมุ เอง ข. ประชาชนในประเทศไทยมีความตนื่ ตวั ให๎ความสนใจการใช๎ ข. จรงิ โดยใหม๎ ีการปลกู กญั ชาในบา๎ น รวมถงึ ครอบครองกัญชาได๎ ประโยชนจ๑ ากกญั ชาและกญั ชงทางการแพทย๑ เพอื่ การรกั ษาโรค ไมเํ กิน 50 กรมั เปน็ ไปอยาํ งกวา๎ งขวางมากขึ้น ค. ไมจํ รงิ ยังไมสํ ามารถทาํ ได๎ ณ ขณะน้ี (พ.ย. 62) กฎหมายไทย ค. ประชาชนจะไดม๎ ีความรใู๎ นการนาํ กญั ชาและกญั ชงไปใชเ๎ องได๎ ยังไมอํ นญุ าตให๎ประชาชนปลูกกญั ชาอยาํ งเสรี อยาํ งเสรี ง. ถูกทั้งขอ๎ ก. และ ข. ง. ถูกทง้ั ข๎อ ก. และ ข. 6. ข้อใดไม่ถูกต้อง 2. ขอ้ ใดถูก “ผปู้ ุวยสามารถหาซื้อยากญั ชารกั ษาตนเองได้ไม่ผิด ก. พชื กญั ชงเป็นพืชตระกูลเดยี วกบั กญั ชา แตํมีความแตกตํางดา๎ น กฎหมายจรงิ หรอื ไม”่ ปริมาณสาร THC ซ่ึงกญั ชงมีปรมิ าณสาร THCนอ๎ ยกวาํ พชื กัญชา ก. ไมจํ รงิ เพราะกฎหมายยังไมํอนญุ าตให๎ผปู๎ วุ ยหาซอ้ื กญั ชาท่ีขาย มาก ตามทอ๎ งตลาด หรอื ออนไลนไ๑ ด๎ ข. พืชกัญชงมีถ่ินกาํ เนดิ มาจากประเทศอนิ เดีย ทางภาคตะวันตก ข. จริง เนอื่ งจากผู๎ปวุ ยยังไมํสามารถรบั การรกั ษาจากคลินิกกัญชา เฉียงเหนอื ของเทอื กเขาหมิ าลยั ทางการแพทยข๑ องโรงพยาบาลได๎ ค. พืชกัญชา มีชอ่ื วทิ ยาศาสตร๑ คือ Cannabis sativaL. เปน็ พืช ค. จรงิ เนอื่ งจากกญั ชาท่ีขายตามทอ๎ งตลาดมคี ณุ ภาพเหมอื นกัน ในวงศ๑ Cannabaceaeเป็นไมย๎ ืนต๎น ลาต๎นต้ังตรง และไมํเปน็ อันตรายแตผํ ๎ปู วุ ย ง. ข๎อ ก. และ ข. ง. ถูกท้งั ข๎อ ข. และ ค. 7. กญั ชาและกัญชงอยูใ่ นสปชี ีส์เดยี วกนั จรงิ หรอื ไม่ 3. ข้อใดไม่ถกู ต้อง ก. จรงิ กญั ชงและกญั ชาจดั เปน็ พชื ทอ่ี ยํใู นสปชี ีส๑เดียวกนั มีช่อื ก. สารสกัดหลักจากกญั ชา คือ “สาร Cannabinoid” มอี ยูหํ ลาย ทางวิทยาศาสตร๑ คือ Cannabis sativaL. แตแํ ตกตาํ งกันท่ี ชนิด เชนํ แคนนาบิไดออล (Cannabidiol, CBD) สารเตตราไฮโดร ปริมาณ THC แคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ข. จริง กัญชงและกญั ชาจัดเป็นพชื ที่มีลกั ษณะคล๎ายกนั ข. กัญชามีฤทธ์ิทาํ ใหเ๎ สพติดได๎จรงิ โดยเกิดจากฤทธ์ขิ องสารเตตรา และสามารถเรียกได๎อกี ชือ่ คือ เฮมพ(๑ Hemp) ไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ค. ถูกเฉพาะข๎อข. ค. กญั ชามฤี ทธ์ิทาํ ให๎เสพตดิ ได๎ แตไํ มํรบกวนการทํางานของเซลล๑ ง. ถกู ท้งั ขอ๎ ก. และ ข. สมอง และไมทํ าํ ใหเ๎ กดิ ความเสย่ี งตอํ การเกิดโรคทางจติ เวช เชนํ 8. ขอ้ ใดถกู ตอ้ ง วติ กกงั วล กา๎ วร๎าว ซึมเศรา๎ เปน็ ตน๎ ก. กญั ชาและกัญชง เป็นพชื ที่มีตน๎ ตัวผู๎ ตน๎ ตัวเมีย และตน๎ กระ ง. สารสกดั จากพืชตระกูลกัญชาในบางรูปแบบ สามารถนํามาใช๎ เทย ประโยชนท๑ างการแพทยไ๑ ด๎ แตจํ ะตอ๎ งเป็นไปตามขอ๎ บงํ ชม้ี ีหลกั ฐาน ข. กญั ชาสายพนั ธุ๑ของไทย เป็นกญั ชาทม่ี สี าร CBD สงู กวํา THC ทางการแพทยท๑ ่ไี ด๎มาตรฐานรองรบั เทํานนั้ ค. กญั ชาและกญั ชงเมื่อนามาทานสดสามารถทาํ ให๎เกิดการเมา 4. ข้อใดคือหลักการรเู้ ทา่ ทนั สื่อออนไลน์ เนือ่ งจากมีสาร THC ก. การค๎นหาข๎อมูลในสื่อออนไลน๑ ต๎องตั้งคาถามกับตวั เองทุกครงั้ วํา ง. ถกู ทุกข๎อ ข๎อมูลดงั กลาํ วมาจากไหน อยําเช่อื สงิ่ ทีเ่ ห็นหรอื ไดย๎ นิ ทุกครัง้ จนกวาํ 9. สารใดทม่ี คี วามสาคญั ทางยาของกญั ชามากทส่ี ุด จะรท๎ู ่มี าของแหลงํ ขําวมาจากไหน ก. สารฟลาโวนอยด๑ ข. การตดิ ตามขาํ วสารผาํ นสือ่ ออนไลน๑ ปัจจบุ ันถือวําเปน็ สงิ่ สาํ คัญ ข. สารกลมุํ เทอปนี มาก เพราะชอํ งทางของส่อื ออนไลนท๑ ีก่ ระจายขาํ วสารได๎อยําง ค. สารกลุมํ แคนาบินอยด๑ รวดเรว็ เชนํ อินเทอร๑เน็ต เฟซบก๏ุ ไลน๑ และยูทูบ เปน็ ต๎น จึงควรต๎อง ง. ถกู ทกุ ข๎อ ระมดั ระวงั และรอบคอบในการรบั ขอ๎ มลู จากสือ่ ออนไลน๑ 10. ขอ้ ใดไม่ถกู ตอ้ ง ค. การตรวจสอบขอ๎ มลู หลาย ๆ ทาง โดยทาการสาํ รวจข๎อมลู จาก ก. สารออกฤทธแิ์ คนนาบนิ อยดพ๑ บมากท่ไี ทรโครม (Trichome) เวบ็ ไซต๑ของกูเกลิ้ (www.google.com) ในเบื้องตน๎ เพอ่ื ดทู มี่ าของ ซึง่ เป็นเซลล๑ขนของพชื มีลกั ษณะคลา๎ ยตอํ มนาํ้ รปู ทรงคลา๎ ยเห็ด แหลํงข๎อมลู สามารถสืบคน๎ ขอ๎ มลู ไปยังแหลงํ อา๎ งองิ ของขําวทร่ี ะบุไว๎ ข. สารสาระสําคญั ตําง ๆ ทอ่ี อกฤทธใิ์ นพืชกัญชา คือ THC และ เขา๎ ไปสบื คน๎ ขอ๎ มลู จากเวบ็ ไซต๑ท่ีนาํ เชอ่ื ถือ CBD
ง. ถูกทกุ ขอ๎ 222 ค. สาร CBD คือ สารทอี่ อกฤทธ์สิ งํ ผลให๎มอี าการมนึ เมา หากมี การใชต๎ อํ เนื่อง ทาให๎เกิดการเสพตดิ ได๎ ง. พชื จะสร๎างสารแคนนาบินอยดม๑ ากท่ีสดุ ในชอํ ดอกตวั เมยี ที่ไมํ ผสมพนั ธ๑ุ เมอื่ เทียบกับสํวนอน่ื ๆ ของพืช ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 2 วชิ ากัญชาและกญั ชงเพ่ือใช้เป็นยาอยา่ งชาญฉลาด 11. ขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ ง 16. ข้อใดเปน็ การใชป้ ระโยชน์จากกัญชาตามวัตถุประสงคใ์ นกรณี ก. ผเ๎ู สพกญั ชาและกญั ชงจะสบู ควนั กญั ชาทาให๎เพม่ิ ความเสยี่ งใน จาเปน็ การเกิดมะเรง็ ปอดและในกัญชายงั มีสารเคมที เ่ี ปน็ อนั ตราย ก. ประโยชนข๑ องทางราชการ สามารถเกิดมะเร็งได๎ ข. ประโยชน๑ทางการแพทย๑ ข. การสูบกัญชาและกัญชงตํอเนอื่ งจะเกิดปญั หาตอํ ระบบทางเดนิ ค. ประโยชน๑ในการศกึ ษาวจิ ยั และพัฒนา หายใจทาใหห๎ ลอดลมหดตัวเฉยี บพลนั หวั ใจเตน๎ ช๎าลงเกดิ การ ง. ถูกทกุ ข๎อ หายใจช๎าลงและติดขดั ค. การเสพกญั ชาและกญั ชงทาใหเ๎ กดิ ผลข๎างเคียงท่ีพบบอํ ยคอื 17. ขอ้ ใดคอื ขอ้ ปฏิบตั ิท่ีต้องทาตามกฎหมายทเี่ ก่ียวข้องกบั กญั ชา ปากแหง๎ ตาแหง๎ ตาแดงมึนงงตอบสนองตํอส่ิงรอบตัวช๎า และกัญชง ง. ถกู เฉพาะขอ๎ ข. และค. ก. โพสตภ๑ าพ หรือขอ๎ ความเพื่อโฆษณายาเสพตดิ มีโทษจาคกุ ไมํเกนิ 2 12. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ ูกต้องเก่ยี วกบั ผลขา้ งเคยี งของการใช้ ปี ปรบั ไมเํ กิน 200,000บาท
223 กญั ชาและกญั ชง ข. ใช๎อบายหลอกลวง ขูเํ ข็ญ ใช๎กาลงั ประทษุ รา๎ ย ขํมขืนใจใหผ๎ อู๎ ืน่ เสพ ก. ผลข๎างเคยี งทีพ่ บไมํบํอยนักคือตาพราํ มัวปวดหวั เคล้มิ จาคุก 1 -10 ปี และปรบั ต้ังแตํ 100,000 -1,000,000 บาท ข. ผลข๎างเคียงที่พบไดย๎ ากควบคมุ การทรงตัวราํ งกายไดไ๎ มดํ ี ค. ยุยงสงํ เสริมใหผ๎ ๎อู นื่ เสพ ไมํมีโทษจาํ คุก แตปํ รับไมเํ กิน 20,000บาท จาํ นวนสเปริ ๑มลดลงภาวะความดนั ตํ่าภาวะซมึ เศร๎าท๎องเสยี ตบั ง. ใช๎อุบายหลอกลวง ขํูเขญ็ ใชก๎ ําลังประทษุ ร๎าย ขํมขืนใจให๎ผู๎อน่ื ผลติ อักเสบ นาํ เข๎า สงํ ออก จาหนําย ครอบครองเพือ่ จาหนาํ ย มโี ทษเปน็ สองเทาํ ค. กัญชาอาจจะทาใหม๎ ภี าวะตน่ื ตวั มคี วามกระตือรอื ร๎นในการทา ของโทษท่ีกฎหมายบัญญัตไิ วส๎ ําหรบั ความผดิ นน้ั ๆ สิ่งตาํ งๆเนอื่ งจากสารสาระสาํ คญั ในกัญชา 18. ขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ งเกีย่ วกบั โทษของการฝุาฝนื กฎหมายท่ีเกยี่ วขอ้ ง ง. ภาวะเสพตดิ กญั ชาจะทาใหผ๎ ูใ๎ ช๎ยาเกดิ การเสพตดิ ไดย๎ ากกวาํ กับกญั ชาและกญั ชง บุหรแี่ ตํการใชอ๎ ยํางตํอเน่อื งทกุ วนั พบวาํ ประมาณรอ๎ ยละ10 มี ก. กลมุํ ผเู๎ สพ (นอกเหนอื เพื่อรักษาตามคาสั่งแพทย๑) มีบทลงโทษ จาํ คุก โอกาสเสพติดได๎และเมือ่ หยดุ ใชย๎ าจะมีอาการถอนยาได๎ ไมํเกนิ 1ปี หรอื ปรับไมเํ กิน 20,000บาท หรือทัง้ จาํ ทงั้ ปรับ 13. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกยี่ วกับประโยชน์ของกญั ชาและกญั ชง ข. กลมํุ ครอบครอง หรอื จาํ หนาํ ยโดยไมไํ ดร๎ บั อนุญาต (ไมถํ ึง 10 ทางการแพทย์ กิโลกรมั ) มีบทลงโทษ จาคุกไมํเกนิ 5ปี หรือปรบั ไมํเกนิ 100,000 ก. กญั ชาสามารถลดอาการคล่ืนไส๎อาเจยี นในผ๎ูท่รี ับยาเคมีบําบดั บาท หรอื ทง้ั จาํ ทง้ั ปรบั หรือเพ่มิ ความอยากอาหารในผู๎ตดิ เชอ้ื และผูป๎ วุ ยเอดสร๑ วมท้ัง ค. กลมํุ จําหนาํ ยโดยไมํไดร๎ บอนุญาต (ปริมาณ 10กิโลกรมั ขึ้นไป) มี รักษาอาการปวดเร้อื รงั และการหดเกร็งของกลา๎ มเนอื้ บทลงโทษ จําคกุ ต้งั แตํ 1 -15 ปี และปรับ 100,000 -1,500,000 ข. กญั ชาทางการแพทยไ๑ มถํ ือเปน็ ยาประเภทใหมเํ นื่องจากกญั ชา บาท เปน็ ยาครอบจกั รวาลหรอื ยารกั ษาโรคปัจจบุ ันท่ัวโลกเลือกใช๎ ง. กลมํุ กรณเี พ่อื จาํ หนําย มีบทลงโทษ จาคกุ ไมํเกิน 1 -15ปี และปรับ กัญชาเปน็ การรักษาลําดบั แรก ไมํเกิน 20,000บาท ค. กลํุมโรคหรอื ภาวะที่นําจะไดป๎ ระโยชนใ๑ นการควบคมุ อาการ ต๎องการข๎อมูลวชิ าการและศกึ ษาวจิ ัยสนับสนุนเพิ่มเติมเชนํ 19. ใครสามารถขออนญุ าตปลูกกญั ชาได้ โรคพาร๑กินสนั โรคอัลไซเมอร๑โรคปลอกประสาทอักเสบโรควติ ก ก. หนวํ ยงานรฐั ท่มี ีหน๎าที่ศึกษาวจิ ยั กังวลผป๎ู วุ ยที่ต๎องดแู ลแบบประคับประคองและผู๎ปุวยมะเรง็ ระยะ ข. เกษตรกรทร่ี วมกลมํุ เปน็ วิสาหกจิ ชุมชน สุดท๎าย ค. ผปู๎ ระกอบวชิ าชีพเวชกรรม ง. ถูกทง้ั ขอ๎ ก. และค. ง. ถูกทุกขอ๎ 14. ข้อใดเป็นไมใ่ ช่ผลกระทบตอ่ ชมุ ชนและสงั คม 20. ข้อใดถกู ตอ้ ง ก. กํอใหเ๎ กิดปัญหาอาชญากรรมตาํ งๆในชมุ ชน ก. ในตํารับยาแผนไทยทีม่ ีการใช๎กญั ชา สวํ นใหญํใชก๎ ะหลี่กญั ชาในการ ข. เพิม่ ภาระการเสียภาษีของประชาชนเพราะรัฐบาลต๎องนําภาษี เข๎าตารับยา เนอ่ื งจากทําให๎เกิดการผอํ นคลาย ของประชาชนไปใชจ๎ าํ ยในการแก๎ไขปญั หายาเสพตดิ ข. ในตาํ รบั ยาแผนไทยที่มีการใช๎กญั ชา สํวนใหญใํ ชด๎ อกกัญชา ค. กอํ ให๎เกิดปัญหาอบุ ตั เิ หตเุ น่อื งจากฤทธข์ิ องกญั ชา เนอ่ื งจากมีปรมิ าณสาระสาํ คญั สงู ง. ถูกทุกข๎อ ค. ในตํารับยาแผนไทยทมี่ ีการใช๎กญั ชา สํวนใหญํใช๎ใบกัญชาในการเข๎า 15. ข้อใดไม่ถกู ตอ้ ง ตํารับยา และจะไมํใชเ๎ ปน็ ยาเดยี่ ว สวํ นใหญจํ ะใชเ๎ ปน็ ยาตาํ รบั คือใช๎ ก. ยาเสพตดิ ให๎โทษหมายถึง สารเคมีหรือวตั ถุชนิดใด ๆ ซึ่งเม่ือ รวํ มกบั สมุนไพรอนื่ ๆ เสพเขา๎ สรํู ํางกายไมวํ าํ จะโดยรับประทาน ดม สบู ฉีด หรอื ดว๎ ย ง. ถูกท้ังข๎อ ก. และ ค. ประการใด ๆ แลว๎ ทําใหเ๎ กิดผลตอํ รํางกายและจิตใจในลักษณะ 21. ตารบั ยาศขุ ไสยาศนท์ ม่ี ีกัญชาเป็นส่วนผสม มีสรรพคณุ ใด สาระสาํ คญั เชนํ ต๎องเพ่ิมขนาดการเสพข้ึนเปน็ ลําดบั ก. แกค๎ ลื่นเหยี นอาเจยี น ข. ยากญั ชาถูกบัญญตั ไิ วใ๎ นกฎหมายวาํ เปน็ ยาเสพตดิ ให๎โทษ ข. ชวํ ยใหน๎ อนหลับ เจรญิ อาหาร ประเภท 3ตามมาตรา 7โดยกาํ หนดไว๎วําห๎ามปลูก ห๎ามเสพ ห๎าม ค. บรรเทาอาการทอ๎ งผูก จาํ หนาํ ยและมไี วค๎ รอบครอง ง. บรรเทาอาการปวดศรี ษะ ค. กัญชามีสารวัตถอุ อกฤทธ์ิ ชอ่ื วํา “เตตราไฮโดรแคนนาบีนอล” 22. ข้อใดกลา่ วถกู ตอ้ งเก่ยี วกับ พระคัมภรี ป์ ฐมจินดา (tetrahydrocannabinol,THC) และถกู บญั ญตั ไิ ว๎ในประกาศ ก. เปน็ ตําราวาํ ด๎วยโรคลมและโรคเลือดของทัง้ สตรแี ละบรุ ุษ มยี า 1ตา กระทรวงสาธารณสขุ เรอ่ื งระบุชือ่ วตั ถุออกฤทธิใ์ นประเภท 1 รบ คือ ยาแก๎โรคสาหรบั บรุ ษุ และสตรี ใชร๎ กั ษากามโรค ปัสสาวะเปน็ ง. ตามพระราชบัญญตั ยิ าเสพติดให๎โทษ (ฉบบั ที่ 7) เปดิ โอกาสให๎
224 สามารถนํากัญชาและพืชกระทํอมไปทําการศึกษาวจิ ยั เพ่ือ โลหิต ประโยชน๑ทางการแพทยแ๑ ละสามารถนําไปใชใ๎ นการรักษาภายใต๎ ข. เป็นตําราวําดว๎ ยความเส่ือมของรํางกายทาใหผ๎ อมแห๎ง แรงน๎อย การดแู ลและควบคุมของแพทยผ๑ ไู๎ ดร๎ บั อนุญาตได๎ สุขภาพทรดุ โทรมในพระคมั ภรี ๑น้มี กี ญั ชาเปน็ สํวนผสมถึง 5 ตารบั ค. เปน็ ตาํ รากมุ ารเวชศาสตรข๑ องแพทย๑แผนไทย มียาเข๎ากญั ชา 1ตารบั คือ “ไฟอาวุธ” ซง่ึ ใชร๎ ักษาโรคตานทราง ง. เป็นตํารานรเี วชศาสตร๑ของการแพทย๑แผนไทย มียาเขา๎ กัญชา 3 ตํารบั ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 3 วชิ ากัญชาและกญั ชงเพ่อื ใชเ้ ปน็ ยาอย่างชาญฉลาด 23. ข้อใดไมใ่ ช่ตารับในพระคมั ภรี ์มหาโชตรตั 26. ขอ้ ใดถกู “การด่ืมหรอื รับประทานผลิตภัณฑ์ที่มกี ัญชาเป็น ก. ยาแก๎ลมอุทธังคมาวาตะ สว่ นประกอบทาใหอ้ อกฤทธช์ิ ้ากวา่ การสบู กัญชาหรือใช้น้ามัน ข. ยาแกก๎ ษยั เหล็ก กญั ชาหยดใต้ล้นิ จรงิ หรือไม”่ ค. ยาแกร๎ ดิ สดี วงมหากาฬ ก. ไมจํ ริง เน่ืองจากมีการรบั เขา๎ ทางปากเหมอื นกัน จงึ ทาํ ให๎มกี ารออก ง. ยาแก๎อาการบดิ มวนท๎องและทอ๎ งเสียในสตรี ฤทธ์ิเทํากัน 24. ขอ้ ใดไม่ถูกตอ้ ง ข. จรงิ เนือ่ งจากการดมหรือรับประทานผลิตภัณฑท๑ ม่ี ีกัญชาเป็น ก. แพทย๑ ทนั ต๑แพทย๑ และเภสัชกรไดร๎ ับการยกเวน๎ วําให๎สามารถ สวํ นประกอบจะต๎องผํานทางเดินอาหารกํอนจึงจะเกดิ การดูดซมึ ทาํ ปรุงยาเพื่อประโยชนข๑ องคนไขเ๎ ฉพาะรายของตนได๎ ให๎ออกฤทธช์ิ า๎ แตํการสูบกญั ชาหรือใชน๎ ามันกัญชาหยดใตล๎ นิ้ จะซึม ข. แพทยแ๑ ผนไทย แพทย๑แผนไทยประยกุ ต๑ และหมอพ้ืนบ๎านไดร๎ ับ เข๎าสํูกระแสเลอื ดโดยตรงจงึ ออกฤทธเ์ิ รว็ กวํา ขอ๎ ยกเวน๎ ให๎สามารถปลูกพชื เสพตดิ เองได๎ ค. ไมจํ ริง เน่ืองจากการหยดใต๎ลนิ้ จะทาให๎มโี อกาสสัมผสั นา๎ ลายใน ค. แพทยแ๑ ผนไทย แผนแพทยไ๑ ทยประยกุ ต๑ และหมอพน้ื บ๎าน หาก ระยะเวลานานกวาํ การรับประทาน ดังนัน้ น้ําลายจะทาํ ลาย ตอ๎ งการปลูกต๎องรํวมมือกบั หนํวยงานของรฐั และขออนุญาตปลกู สาระสาํ คญั ท่อี อกฤทธิ์และมผี ลทําใหอ๎ อกฤทธ์ิได๎ชา๎ ลง อยาํ งถกู ตอ๎ ง ง. ผดิ ทกุ ขอ๎ ง. ถกู ทั้งขอ๎ ก. และ ข. 27. ขอ้ ใดถูก “กัญชาและกญั ชงสามารถใช้ในการรักษาโรคในสัตว์ 25. ข้อใดถกู ต้อง “กัญชาช่วยลดความดนั จริงหรอื ไม่” ไดจ้ รงิ หรอื ไม”่ ก. จรงิ สารในกัญชามผี ลทาใหห๎ ลอดเลือดขยาย ดงั น้ันจงึ มีผลทําให๎ ก. จริง ในอดตี ประเทศไทยมกี ารใช๎กัญชาและกญั ชงเพ่ือชํวยในการ ความดันลดลงได๎จรงิ ขุนหมูใหอ๎ ว๎ นพี เพิ่มการอยากอาหารในสัตว๑ปุวย ข. จรงิ ในปัจจบุ นั กัญชาสามารถใชแ๎ ทนยาลดความดนั ได๎ ข. จรงิ มกี ารนาํ มาใชร๎ ักษาโรคในสตั ว๑โดยกลมํุ โรคเหมอื นกบั การใช๎ เน่ืองจากไมมํ ผี ลขา๎ งเคยี งใดๆ รกั ษาในคน เชนํ ชวํ ยลดการปวดจากการรับคโี ม ค. ไมํจริง เนอ่ื งจากสารในกัญชามผี ลทําใหห๎ ลอดเลือด ค. ไมจํ ริง เน่ืองจากโรคในคนและในสัตวม๑ โี อกาสเกดิ ได๎เหมอื นกัน แตํ หดตัว จึงทาํ ให๎ความดนั เพิม่ สูงขน้ึ การนาํ กญั ชาและกัญชงมาใชใ๎ นคนและสตั วจ๑ ะสํงผลทแี่ ตกตํางกัน ง. ถูกทุกข๎อ ง. ถกู ท้ังขอ๎ ก. และ ข.
225 25. ข้อใดถูกต้อง “กัญชาชว่ ยลดความดนั จริงหรือไม่” 28. ข้อใดไมใ่ ช่กลมุ่ ทมี่ กี ารใช้ผลติ ภัณฑก์ ญั ชาโดยกรมการแพทย์ ก. จริง สารในกัญชามผี ลทาใหห๎ ลอดเลือดขยาย ดงั นน้ั จึงมีผลทําให๎ ในการดแู ลรักษา หรือควบคมุ อาการของผปู้ ุวย โดยมหี ลักฐานทาง ความดนั ลดลงได๎จรงิ วิชาการท่ีมคี ณุ ภาพสนับสนุนชดั เจน ข. จริง ในปัจจุบนั กญั ชาสามารถใช๎แทนยาลดความดันได๎ ก. ภาวะคล่ืนไสอ๎ าเจียนจากเคมบี าบดั เนอื่ งจากไมมํ ผี ลข๎างเคียงใดๆ ข. โรคลมชกั ทรี่ ักษายาก ค. ไมจํ รงิ เน่อื งจากสารในกัญชามผี ลทาํ ใหห๎ ลอดเลือด ค. ภาวะกลา๎ มเนือ้ หดเกร็ง หดตัว จงึ ทําใหค๎ วามดันเพิม่ สงู ข้ึน ง. โรคไทรอยด๑เปน็ พิษ ง. ถูกทุกขอ๎ 30. ข้อใดไมถ่ กู ตอ้ งเกยี่ วกบั การวางแผนการรกั ษาด้วยผลติ ภัณฑ์ 29. ข้อใดถกู ต้องเกี่ยวกับขอ้ งแนะนาการใชผ้ ลติ ภัณฑ์กัญชา กัญชาและกัญชง เพื่อบรรเทาความปวดในผู้ปุวยที่ไดร้ บั การดแู ลแบบ ก. วางเปูาหมายการเรม่ิ รกั ษา และการหยดุ ใช๎ แพทยค๑ วรหารอื ประคับประคอง หรอื ผ้ปู วุ ยในวาระสดุ ทา้ ยของชวี ิต รํวมกับผู๎ปุวยให๎ชัดเจน ก. ไมแํ นะนําให๎ใช๎ผลิตภณั ฑก๑ ญั ชาเปน็ การรักษาเริ่มต๎น ข. กาํ กับตดิ ตาม ทบทวนทุกสปั ดาห๑ โดยแพทย๑ หรือเภสัชกร ข. ผป๎ู ุวยที่ไดร๎ บั ยาแกป๎ วดอยาํ งสมเหตผุ ลแลว๎ ยังมีอาการปวดมา ทัง้ ผเู๎ ชีย่ วชาญ ท่ียาแก๎ปวดที่ไดร๎ ับอยใูํ นปริมาณทเ่ี หมาะสมแลว๎ ค. วางแผนการใช๎ในปรมิ าณมากเทําทต่ี ๎องการ เพ่ือใหส๎ ามารถเหน็ ค. แนะนําใหใ๎ ชํผลิตภัณฑก๑ ญั ชาเปน็ การรักษาเสรมิ หรือควบรวม ผลการรกั ษาได๎รวดเร็วทส่ี ุด กับวิธีการรักษาตามมาตรฐาน ง. ใหค๎ าํ แนะนาํ ผ๎ปู วุ ยเมื่อใชผ๎ ลติ ภณั ฑ๑กัญชาและกญั ชงทางการแพทย๑ ง. ถกู ทุกขอ๎
226 31. การเรมิ่ ใชผ้ ลติ ภัณฑ์กัญชาและกัญชงกับผูป้ วุ ยในทาง 35. สารออกฤทธิ์ในพชื กัญชาและกัญชงในขอ้ ใดเกี่ยวข้องกันมาก การแพทย์ ตอ้ งคานงึ ถงึ ข้อปฏิบัติใด ทส่ี ดุ ก. การซักประวตั อิ าการปวุ ยในปจั จุบัน ประวตั ิการเจ็บปุวยใน ก. CDB กบั TDB อดีต ข. CBD กับ THC ข. การกําหนดขนาดยา และการบรหิ ารยา ค. CDB กบั TCB ค. ความสามารถในการจาํ ยคํารกั ษาของผ๎ูปุวยจนจบการรกั ษา ง. CBB กบั THC ง. ถูกเฉพาะขอ๎ ก. และ ข. 36. อาการในขอ้ ใดจัดเปน็ พษิ ภยั สาคัญท่ีสดุ เมอื่ ร่ายกายได้รบั สาร 32. ข้อใดถูกต้องเกีย่ วกบั ขอแนะนากอ่ นตดั สินใจใชผ้ ลติ ภณั ฑ์ ออกฤทธิจ์ ากพืชกญั ชา กญั ชาและกัญชงทางการแพทย์ ก. ทําให๎เกดิ อาการวิงเวยี นศรี ษะ ก. การประเมนิ ผูป๎ ุวย ข๎อมลู ประวตั ทิ ี่เก่ยี วขอ๎ งกบั อาการของ ข. ทาํ ใหเ๎ กดิ อาการมึนเมาและประสาทหลอน ผ๎ปู ุวย ค. ทําใหเ๎ กิดความเพลิดเพลินสนกุ สนสนเกินขอบเขต ข. การแจ๎งให๎ทราบ และตดั สนิ ใจรวํ มกนั ง. ทําให๎เกดิ อาการอยากรบั ประทานอาหารมากยิ่งข้นึ ค. ความสัมพันธร๑ ะหวาํ งแพทย๑กบั ผ๎ูปวุ ย เป็นพนื้ ฐานในการ 37. ขอ้ ปฏบิ ัตปิ ระการสาคัญทสี่ ดุ ในการใช้น้ามนั กัญชาเพอ่ื รกั ษา ยอมรับการรกั ษาพยาบาล รวมถึงการประเมนิ ผปู๎ ุวยวําเหมาะสม โรคคือขอ้ ใด ท่จี ะใชผ๎ ลติ ภัณฑก๑ ัญชาและกญั ชงหรอื ไมํ ก. ใชน๎ ํา้ มันกัญชาในปริมาณนอ๎ ยทส่ี ดุ ง. ถกู ทกุ ขอ๎ ข. ใชน๎ ํ้ามนั กัญชาตามท่แี พทย๑สั่งเทาํ นนั้ 33. ข้อใดไมถ่ ูกต้องเกยี่ วกับขอ้ หา้ มในการใชก้ ัญชาและกัญชง ค. ใช๎นํา้ มนั กญั ชาให๎ตรงกับชนิดของโรค ก. ห๎ามใชใ๎ นผป๎ู วุ ยโรคหัวใจขั้นรุนแรงท่มี ีอาการ ง. ใชน๎ ้ํามันกัญชาจากแหลํงทเ่ี ช่อื ถอื ได๎เทาํ นน้ั ความดันตก 38. พิษของกัญชามผี ลกระทบตอ่ ระบบร่างกายส่วนใดมากทส่ี ดุ ข. หา๎ มใชใ๎ นสตรีต้งั ครรภ๑ หรอื ใหน๎ มบุตร (อาจทาํ ให๎เดก็ ในครรภ๑ ก. ปอด นา๎ หนักนอ๎ ย และมีพัฒนาการช๎า) ข. ผิวหนงั ค. หา๎ มใชใ๎ นผูป๎ วุ ยสงู อายุ ควรใช๎ในผู๎ท่มี ีอายตุ ่าํ กวํา 25 ปี เพื่อให๎ ค. สมองและประสาท เกิดประสิทธภิ าพดี ง. หวั ใจและหลอดเลอื ด ง. หา๎ มใชใ๎ นผ๎เู ป็นโรคตบั แขง็ (หากจําเป็นให๎ลดยาลง เนื่องจาก 39. ข้อใดเปน็ ขอ้ ปฏิบัตกิ อ่ นการตัดสินใจใชผ้ ลิตภณั ฑ์กญั ชาและกัญ กัญชาใชต๎ ับในการกาํ จดั ยาเปน็ หลกั ) ชงทางการแพทย์ที่ถูกต้องท่สี ุด 34. ข้อใดเปน็ วธิ กี ารถอนพิษเบอ้ื งตน้ จากการเมากญั ชาและ ก. ประเมินอายขุ องผ๎ปู ุวยเป็นอันดบั แรก กญั ข. ประเมนิ ความพรอ๎ มทางราํ งกายของผูป๎ วุ ยเปน็ อนั ดบั แรก ก. ดืม่ น๎ามะนาวผสมนาํ้ ผ้ึง ค. ประเมนิ ความพรอ๎ มของเคร่อื งมือแพทย๑และยาเป็นอนั ดับแรก ข. ดืม่ สมนุ ไพรรางจืด ง. ประเมินความเหมาะสมทีจ่ ะใชผ๎ ลติ ภณั ฑ๑กัญชาและกัญชงเป็นอันดับ ค. รบั ประทานกลว๎ ยนา้ํ ว๎าสกุ วันละสามเวลา เชา๎ กลางวัน เยน็ แรก ง. ถกู ทุกข๎อ 40. ข้อใดไมถ่ กู ต้องเก่ยี วกับโทษของกัญชาและกัญชง ก. ไมํควรเสพกญั ชาทง้ั กอํ นและระหวาํ งการตั้งครรภเ๑ พราะอาจมี ผลเสยี ตํอมารดาและทารกในครรภ๑ ข. ควนั จากกญั ชามีคณุ สมบตั ใิ กลเ๎ คียงกับควนั บหุ รีท่ เ่ี ปน็ สารกอํ ค. มคี วามสมั พันธ๑ระหวาํ งการเสพกัญชากบั การเกิดเน้อื งอกในลูก อณั ฑะของเพศชาย ง. กัญชามีผลกระทบตํอรํางกายแตํไมมํ ผี ลกระทบตํอจติ ใจ
227 เฉลย 1. ง 21. ข 2. ก 22. ค 3. ค 23. ข 4. ง 24. ง 5. ค 25. ก 6. ค 26. ข 7. ก 27. ง 8. ก 28. ง 9. ค 29. ง 10. ค 30. ค 11. ข 31. ง 12. ค 32. ง 13. ง 33. ค 14. ข 34. ง 15. ข 35. ข 16. ง 36. ข 17. ค 37. ข 18. ง 38. ค 19. ง 39. ข 20. ค 40. ง
228
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286