Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอน 2/ 2563

แผนการสอน 2/ 2563

Published by Pandee Komala, 2021-09-02 05:30:50

Description: แผนการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายภาคเรียนที่ 2/2563

Search

Read the Text Version

165 ตารางวิเคราะห์เนอ้ื หา หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับ ม.ปลาย ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 สาระ ความรพู้ ้ืนฐาน รายวชิ า การปูองกนั การทจุ ริต รหัสวิชา สค 32036 จานวน 3 หน่วยกติ กศน.อาเภอเมอื งราชบุรี สานักงาน กศน.จงั หวดั ราชบุรี มาตรฐานการเรียนรร๎ู ะดับ 1. มคี วามรู ความเขาใจ ดําเนินชวี ติ ตามวถิ ปี ระชาธิปไตย กฎ ระเบียบของประเทศตําง ๆ ในโลก 2. มคี วามรู ความเขาใจหลกั การพัฒนาชุมชน สังคม สามารถวเิ คราะห๑ข๎อมูลและเปน็ ผ๎ูนําผ๎ตู าม ในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม ใหสอดคลองกบั สภาพการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณปจจบุ ัน เน้อื หางาํ ย เนอ้ื หา เน้ือหา ที่ ตวั ช้วี ดั เนื้อหา ด๎วยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย (กรต.) (พบกลํุม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 1 การคดิ แยกแยะระหวํางผลประโยชน๑ 30 สํวนตนกบั ผลประโยขนส๑ ํวนรวม 1. อธบิ ายสาเหตุของการ 1. สาเหตขุ องการทจุ ริตและทิตทางของ 3 ทจุ ริตและทติ ทางของการ การปูองกนั การทจุ รติ ในประเทศไทย ปูองกันการทจุ รติ ในประเทศ 2. ทฤษฎี ความหมายและรูปแบบของ ไทย การขัดกันระหวาํ งผลประโยชน๑สวํ นตน 3 2. อธบิ ายทฤษฎี และผลประโยชน๑สวํ นรวม(โลก) ความหมายและรปู แบบของ การขดั กันระหวําง 3. กฎหมายท่ีเกยี่ วขอ๎ งกับการขัดกัน ผลประโยชน๑สวํ นตนและ ระหวํางผลประโยชนส๑ วํ นตนและ 2 ผลประโยชนส๑ ํวนรวม(โลก) ผลประโยชนส๑ ํวนรวม 3. อธิบายกฎหมายท่ี เกย่ี วข๎องกับการขดั กัน 4. คิด วิเคราะห๑ กระบวนการ “คิดเปน็ ” ระหวาํ งผลประโยชนส๑ ํวน 5. บทบาทของรัฐ/เจ๎าหน๎าที่ของรัฐท่ี 3 ตนและผลประโยชน๑ เกีย่ วขอ๎ งกบั การปูองกัน ปราบปราม สํวนรวม เกีย่ วกับการทจุ ริต 4 4. คดิ วิเคราะห๑ กระบวนการ “คิดเป็น” 6. สรุปผลกรณตี ัวอยาํ งท่เี ก่ยี วข๎อง 5. อธิบายบทบาทของรฐั / เจา๎ หน๎าทข่ี องรฐั ทเี่ กีย่ วข๎อง 7. กจิ กรรมทเี่ กยี่ วข๎อง 4 กบั การปูองกัน ปราบปราม - ใบงานการคิดแยกแยะระหวาํ ง เก่ียวกับการทจุ ริต ผลประโยชนส๑ วํ นตนและผลประโยชน๑ 11 6. สรปุ ผลกรณีตวั อยํางที่ สํวนรวม(โลก) เกีย่ วขอ๎ ง - ใบงานเกย่ี วกับการคิดเป็นเก่ียวกบั

7. สามารถ คิด วเิ คราะห๑ใน ประโยชน๑ทบั ซอ๎ น 166 การทาํ กจิ กรรมท่ีเกย่ี วข๎อง - ความแตกตํางระหวาํ ง จรยิ ธรรมและ 25 การทจุ ริต(โลก) - ประโยชนส๑ ํวนตนและผลประโยชน๑ สวํ นรวม(โลก) - การขดั แย๎งระหวํางประโยชนส๑ วํ นตน และผลประโยชน๑สํวนรวม(โลก) 2 ความละอายและความไมทํ นตอํ การ ทุจรติ 1. อธบิ ายเก่ียวกบั 1.การทจุ รติ 9 10 รายละเอียดการทุจรติ ของ - ความหมายของการทุจริต ประเทศไทย/โลกได๎ - รปู แบบการทจุ รติ - สาเหตทุ ท่ี ําใหเ๎ กดิ การทุจรติ - ระดับการทุจริตในประเทศไทย - สถานการณก๑ ารทจุ ริตของโลก - ผลกระทบของการทุจรติ ตอํ การพัฒนา ประเทศ - ทิศทางการปอู งกนั และปราบปรามการ ทจุ ริต - กรณีตวั อยํางผลท่ีเกดิ จากการทจุ รติ 2. อธบิ ายความละอายและ 2. ความละอายและความไมํทนตอํ การ 6 ความไมํทนตํอการทุจริตได๎ ทจุ ริต - ความหมายของความละอายและความ ไมํทนตํอการทจุ รติ - ลกั ษณะของความละอายและความไมํ ทนตอํ การทุจริต - การลงโทษทางสงั คม - กรณีตวั อยาํ งความละอายและความไมํ ทนตํอการทจุ ริต 3. สามารถคดิ วิเคราะห๑ ใน 3. กจิ กรรมท่เี กย่ี วข๎อง การทาํ กิจกรรมทเ่ี ก่ยี วข๎อง - การทําการบา๎ น ชน้ิ งาน ได๎ถูกตอ๎ ง - การทาํ เวร ความสะอาด - การสอบ - กิจกรรมในหอ๎ งเรยี น - การรจู๎ ักกาลเทศะ(การแตํงกาย การ เขา๎ ควิ ) - การเลือกตั้ง

167 - ความซอ่ื สัตย๑ ความมวี นิ ัย การตรงตํอ เวลา และความรับผดิ ชอบในการทํางาน เนื้อหาง่าย เนือ้ หา เนือ้ หา ท่ี ตวั ชวี้ ัด เนอื้ หา ด้วย ปานกลาง ยาก หมาย ตนเอง (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ (กรต.) เสรมิ ) 3. STRONG/จิตพอเพียงตอํ การทุจรติ 25 1. จิตพอเพียงตอํ ตา๎ นการ 1. จติ พอเพียงตํอต๎านการทุจรติ ทุจริต - ความหมายของ “STRONG” จิต 6 และปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพียงตา๎ นทจุ ริต พอเพยี ง - ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาร 2. อธบิ ายแบบอยํางความ ภูมิพลอดลุ ยเดช แบบอยํางในเรอ่ื งความ 13 พอเพยี งพระบาทสมเดจ็ พอเพยี ง พระปรมินทรมหารภมู ิพลอ - นาฬกิ าบนข๎อพระกร ดลุ ยเดช - ดนิ สอทรงงาน - หลอดยาสฟี ันพระทนต๑ - รถยนตพ๑ ระทนี่ ง่ั - ห๎องทรงงาน - เคร่ืองประดบั 3. กจิ กรรมท่ีเกยี่ วข๎อง 6 - ความพอเพยี ง ประสานเสยี งตา๎ นทจุ รติ 3. สามารถคิด วเิ คราะห๑ใน - ความโปรงํ ใส ใจสะอาด ตา๎ นทุจริต การทาํ กิจกรรมท่เี ก่ยี วข๎อง - ความต่นื ร๎ู ต๎านทุจริต ไดถ๎ ูกตอ๎ ง - การม๎ุงไปข๎างหน๎า - ความเออื้ อาทร - การเรยี นรเ๎ู ทาํ ทนั ปูองกนั การทจุ ริต

168 4 พลเมอื งตอํ ความรับผิดชอบในสังคม 40 1. อธิบายความหมายและ 1. ความหมายและท่ีมาของคําศพั ท๑ท่ี 3 ท่ีมาของคําศัพทท๑ ี่เก่ียวขอ๎ ง เกี่ยวขอ๎ งกบั พลเมอื ง กบั พลเมือง 2. อธิบายความหมายและ 2. ความหมายและแนวคิดเก่ียวกับ 3 แนวคิดเก่ียวกับการศึกษา การศึกษาเพ่อื สร๎างความเป็นพลเมอื ง เพ่อื สรา๎ งความเป็นพลเมอื ง 3. อธิบายองค๑ประกอบของ 3. องคป๑ ระกอบของการศึกษาความเปน็ 6 การศกึ ษาความเป็นพลเมือง พลเมือง 4. บอกแนวทางการปฏบิ ัติ 4. แนวทางการปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองทดี่ ี 6 ตนเปน็ พลเมืองที่ดีได๎ 5. แนวทางการสร๎างเสรมิ สํานึกความ 5. อธบิ ายแนวทางการสรา๎ ง เป็นพลเมือง:กรณีศึกษาประเทศไทย 6 เสรมิ สาํ นึกความเปน็ พลเมอื ง:กรณศี ึกษาประเทศ ไทย เนือ้ หาง่าย เนื้อหา เนื้อหา ที่ ตวั ชี้วดั เนอ้ื หา ดว้ ย ปานกลาง ยาก หมาย ตนเอง (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ (กรต.) เสริม) 6. บอกผลการศกึ ษา 6. การศึกษาเกีย่ วกบั ความเป็นพลเมือง 6 เก่ยี วกบั ความเปน็ พลเมือง ในบรบิ ทตํางประเทศ ในบรบิ ทตาํ งประเทศ 7. สามารถคิด วเิ คราะหใ๑ น 7. กิจกรรมท่ีเก่ียวข๎อง 10 การทาํ กิจกรรมท่เี ก่ียวข๎อง - การเคารพสทิ ธหิ นา๎ ทขี่ องตนเองและ ผูอ๎ ื่น - ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย - ความรบั ผิดชอบตํอตนเองและผู๎อน่ื / สงั คม/โลก - ความเปน็ พลเมืองของประเทศ/โลก - แนวทางการปฏิบัตติ นเป็นพลเมอื งที่ดี - พลเมืองโลกที่มคี วามรับผิดชอบตอํ การ ปอู งกนั การทจุ รติ - การยกยอํ งเชิดชกู ับคนท่ีทําความดี

แผนการจดั การเรียนรู้ สาระ ความรู้พ้นื ฐาน รายวชิ า การป ระดับ ม.ปลาย ภาคเรยี นท เรือ่ ง การคดิ แยกแยะระหวาํ งผลประโยชน๑สวํ นตนกบั ผลประโยขน ครง้ั ท่ี วนั /เดือน/ปี หวั เร่ือง/ตัวช้ีวัด เนอื้ หาสาระการเร 13 28 กุมภาพันธ๑ 1. อธบิ ายสาเหตุของ การคิดแยกแยะระหวาํ ง 2564 การทุจรติ และทิตทาง ผลประโยชนส๑ วํ นตนกบั ผ ของการปูองกนั การ โยขน๑สวํ นรวม ทจุ ริตในประเทศไทย 1. สาเหตขุ องการทจุ รติ 2. อธิบายทฤษฎี ทางของการปูองกันการท ความหมายและ ประเทศไทย รปู แบบของการขดั กนั 2. ทฤษฎี ความหมายแล ระหวํางผลประโยชน๑ รปู แบบของการขดั กนั ระ สํวนตนและ ผลประโยชน๑สวํ นตนและ ผลประโยชน๑สวํ นรวม ผลประโยชนส๑ วํ นรวม(โล (โลก)

ปูองกนั การทุจริต รหัสวชิ า สค 32036 จานวน 3 หน่วยกติ ที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 นส๑ ํวนรวม สัปดาหท๑ ี่/คร้ังท่ี 13 วันท่ี 28 กมุ ภาพันธ๑ 2564 รียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่อื /แหล่งเรียนรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ง ขน้ั ที่ 1 : กาหนดสภาพ 1. หนงั สือ ผลประ ปญั หา แบบเรยี น 1. สงั เกต 1 ครูและผเู๎ รยี นรวํ มกันพูดคยุ 2. ใบความร๎ู พฤติกรรม ตและทติ แลกเปลี่ยนประสบการณท๑ ่ีมี 3. ใบงาน 2. แบบทดสอบ ทุจริตใน เก่ยี วกับผลประโยชนส๑ ํวนตน 3. ใบงาน กับผลประโยขน๑สํวนรวม ละ 1.2 รวบรวมปัญหาตาํ ง ๆ ะหวําง ท่ีพบจากการพูดคยุ ะ 1.3 วางแผนการเรยี นรู๎ ลก) ขั้นที่ 2 : แสวงหาความรู้ 2.1 ครูและผู๎เรียนรํวมกัน ศึกษาหาขอ๎ มูลเกี่ยวกบั ผลประโยชนส๑ ํวนตนกบั ผล ประโยขนส๑ วํ นรวม 2.2 ครแู ละผูเ๎ รียนรํวมกัน กําหนด1. สาเหตขุ องการ 172

คร้งั ที่ วนั /เดอื น/ปี หวั เร่ือง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเร

รยี นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สอื่ /แหล่งเรียนรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ทจุ รติ และทิตทางของการ ปอู งกันการทุจรติ ในประเทศ ไทย 2. ทฤษฎี ความหมายและ รปู แบบของการขัดกันระหวาํ ง ผลประโยชนส๑ ํวนตนและ ผลประโยชนส๑ ํวนรวม(โลก) 2.3 ครแู บงํ กลํุมผูเ๎ รียน ออกเป็นกลํมุ ๆ ละ 3-5 คน และมอบหมายให๎ผู๎เรียนในแตํ ละกลํุมรํวมกนั สรุปจากใบงาน ที่ผูส๎ อนแจก ให๎ผู๎เรียนศึกษา ดว๎ ยตนเองในหวั ข๎อกาํ หนดให๎ 2.4 ครูมอบหมายให๎ผเู๎ รยี น ศึกษาใบความรู๎และทํา แบบทดสอบ ขนั้ ที่ 3 : การปฏิบตั นิ าไปใช้ 173 3.1 ผเ๎ู รยี นนาํ ความรูท๎ ไี่ ด๎รบั ไปปรับใชใ๎ ห๎สอดคล๎องกบั เหตกุ ารณใ๑ นชวี ิตประจําวนั ได๎ 3.2 ครแู ละผเู๎ รยี นรํวมกนั

คร้งั ที่ วนั /เดอื น/ปี หวั เร่ือง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเร

รยี นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ ประเมินผล สรุปความร๎ูจากแบบทดสอบ และงานที่มอบหมาย ขน้ั ท่ี 4 : การประเมินผล การเรียนรู้ 4.1 ครแู ละผเู๎ รียนนาํ ผลงาน ทไ่ี ด๎จากการตอบ แบบทดสอบมาใช๎เป็นข๎อมูล ในการประเมนิ ผลการเรยี นรู๎ 4.2 ครู ผูเ๎ รียนและ ผู๎เก่ยี วขอ๎ งรํวมกันสร๎างเกณฑ๑ การวดั ผลการเรยี นร๎ู 4.3 ครูตดั สนิ ผลการเรยี นร๎ู ตามเกณฑ๑ที่กาํ หนด 174

172 ใบความรู้ 1 เร่อื ง สาเหตขุ องการทุจรติ และทิศทางการปองกนั และการทุจริตในประเทศไทย การทุจรติ เปนหน่งึ ในปญหาใหญทีท่ วั่ โลกกงั วลเปนอยางมาก เพราะเปนปญหาที่มีความซับซอน ยากตํอการ จัดการและเก่ียวของกบั คนทกุ คน องคกรทุกองคกร ซ่ึงจะสงผลกระทบอยางมากกบั การพัฒนา ประเทศ 1. สาเหตขุ องการทุจรติ สาเหตุของการทจุ ริต อาจเกิดขนึ้ ไดในประเทศทมี่ สี ถานการณดังตอไปนี้ 1.1 มีกฎหมาย ระเบียบ หรือขอกําหนดจํานวนมากท่ีเก่ียวของกับการดําเนินการทางธุรกิจ หากมาตรการ หรือขอกําหนดดังกลาวมีความซับซอน คลุมเครือ เลือกปฏิบัติเปนความลับหรือไมโปรงใสจะสงผลใหเปนตนเหตุของ การทุจรติ ได 1.2 มสี ถานการณ โอกาส หรือมกี ฎ ระเบยี บตาง ๆ ทน่ี ําไปสูการทุจริตได 1.3 กฎหมาย และกระบวนการยุตธิ รรมไมมีความเขมแขง็ ตลอดจนการพัฒนาใหทันสมัย 2. ทิศทางการปองกันการทุจริตในประเทศไทย ปจจุบันประเทศไทยมีหลายหนวยงานเกิดการต่ืนตัวพยายามเขามา มสี วนรวมในการแกไขปญหา การทุจรติ โดยรวมกันสรางเครื่องมือ กลไก และกําหนดเปาหมายสําหรับการปฏิบัติงาน ดานการปองกันและ ปราบปรามการทุจริต ในฐานะที่สํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต แหงชาติ (สํานักงาน ป.ป.ช.) เปนองคกรหลักดานการปองกันและปราบปรามการทุจริตไดบูรณาการการทํางาน ดานการตอตาน การทจุ รติ เขากบั ทกุ ภาคสวน ดังนี้ 2.1 กําหนดเนื้อหาเก่ียวกับเร่ืองนี้ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด ท่ี 4 หนาท่ขี องประชาชนชาวไทยวา “... บุคคลมีหนาทไ่ี มรวมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติ มิชอบทุกรูปแบบ” หมวดท่ี 5 หนาท่ขี องรฐั วา “รฐั ตองสงเสริมสนับสนุนและใหความรูแกประชาชน ถึงอันตรายท่ีเกิดจากการทุจริตและ ประพฤติมิชอบทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จดั ใหมีมาตรการและกลไกท่ีมี ประสิทธิภาพ เพื่อปองกันและขจัดการทุจริต อยางเขมงวด รวมท้ังกลไกในการสงเสริมใหประชาชนรวมตัวกัน เพ่ือมีสวนรวมในการรณรงคใหความรูตอตานการ ทุจริต หรือชีเ้ บาะแสโดยไดรบั ความคุมครองจากรฐั ตามที่ กฎหมายบญั ญตั ิ” 2.2 กาํ หนดใหมียทุ ธศาสตรการแกไขปญหา 3 ยทุ ธศาสตร ประกอบดวย 1) ยุทธศาสตรการปลูกฝง “คนไทยไมโกง” เพ่ือปฏิรูป “คน” ใหมีจิตสํานึกและสรางพลังรวม เพื่อแกไขป ญหาทุจริตคอรรปั ชนั 2) ยุทธศาสตรการปองกันดวยการเสริมสรางสังคมธรรมาภิบาล เพ่ือปฏิรูประบบและองคกร เพื่อสราง ธรรมาภิบาลในทกุ ภาคสวน 3) ยุทธศาสตรการปราบปราม เพ่ือปฏิรูประบบและกระบวนการจัดการตอกรณีการทุจริต คอรรัปชัน ใหมปี ระสทิ ธิภาพ 2.3 กําหนดไวในกรอบยทุ ธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยมวี สิ ัยทศั น “ประเทศไทย มีความ มน่ั คง มง่ั ค่งั ย่ังยืน เปนประเทศพฒั นาแลวดวยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” 2.4 กําหนดใหมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) วาดวยเร่ือง สังคมไทยมีวินัย โปรงใส ยึดมั่นในความซ่ือสัตย ยุติธรรม รวมท้ังสรางความเขมแข็งเปนภูมิคุมกัน ในสังคมไทย ครอบคลมุ ภาครฐั ภาคเอกชน องคกรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชน พรอมท้งั สรางพลัง การขับเคลื่อนคานิยมตอต านการทุจรติ โดยปลูกฝงใหคนไทยไมโกง

173 2.5 กําหนดใหมีโมเดลประเทศไทยสูความมั่นคง มั่งค่ัง และยั่งยืน (Thailand 4.0) เปนโมเดล ท่ีนอมนํา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนแนวคิดหลักในการบริหารประเทศ ถอดรหัสออกมาเปน 2 ยุทธศาสตร สาํ คญั คอื 1) การสรางความเขมแขง็ จากภายใน (Strength From Within) 2) การเชื่อมโยงกับประชาคมโลกในยุทธศาสตรการสรางความเขมแข็งจากภายในThailand 4.0 เนนการ ปรับเปล่ียน 4 ทิศทางและเนนการพัฒนาที่สมดุลใน 4 มิติ มิติท่ีหยิบยก คือ การยกระดับศักยภาพและ คุณคาของ มนุษย Human Wisdom) ดวยการพัฒนาคนไทยใหเปน “มนุษยท่ีสมบูรณ” ผานการปรับเปล่ียน ระบบนิเวศน การเรียนรูเพ่อื เสริมสรางแรงบันดาลใจบมเพาะความคิดสรางสรรค ปลูกฝงจิตสาธารณะ ยึดประโยชนสวนรวมเปนที่ ต้ัง มีความซื่อสัตย สุจริต มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบ เนนการ สรางคุณคารวม และคานิยมท่ีดี คอื สังคมท่มี คี วามหวัง (Hope) สงั คมทีเ่ ปยมสขุ (Happiness) และสงั คมทีม่ ี ความสมานฉนั ท Harmony) 2.6 กําหนดใหมียุทธศาสตรชาติวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตระยะท่ี 3 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยกําหนดวิสัยทัศน “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยท้ังชาติตานทุจริต” (Zero Tolerance & Clean Thailand) หมายความวา ประเทศไทยในระยะ 5 ปขางหนา จะมุงสูการเปนประเทศที่มีมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม เปนสังคมมิติใหมท่ีประชาชนไมเพิกเฉยตอการทุจริตทุกรูปแบบ โดยไดรับความรวมมือจากฝายการเมือง หนวยงานของรัฐ ตลอดจนประชาชน ในการพิทักษรักษาผลประโยชนของชาติ และประชาชน เพ่ือใหประเทศไทย มี ศกั ด์ศิ รแี ละเกยี รตภิ มู ิในดานความโปรงใสทดั เทยี มนานาอารยประเทศ

174 ใบงานที่ 1 ใหนักศึกษายกตัวอยางกิจกรรมการเลือกต้ังในชมุ ชนทีส่ งผลตอการทุจริต พรอมท้ังระบุแนวทาง การปองกันการทุจริต เรือ่ งดงั กลาวได ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

175 ใบความรทู้ ี่ 2 เร่ือง ทฤษฎี ความหมายและรปู แบบของการขัดกันระหวางผลประโยชนสวนตน และผลประโยชนสวนรวม (โลก) การขัดกันระหวางประโยชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวมน้ัน มีลักษณะทํานองเดียวกันกับกฎ ศีลธรรม ขนบธรรมเนยี ม จารตี ประเพณี หลกั คุณธรรม จริยธรรม กลาวคือ การกระทําใด ๆ ที่เปนการขัดกัน ระหวางประโย ชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวม เปนสิ่งท่ีควรหลีกเลี่ยง ไมควรจะกระทํา ซึ่งบุคคลแตละคน แตละสังคม อาจ เห็นวาเรื่องใดเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวมแตกตางกันไป หรือเม่ือเห็นวาเป นการขัดกันแลวยังอาจมีระดับความหนักเบาแตกตางกัน อาจเห็นแตกตางกันวาเร่ืองใด กระทําได กระทําไมได แตกตางกันออกไปอีก และในกรณีท่ีมีการฝาฝนบางเร่ืองบางคนอาจเห็นวาไมเปนไร เปนเรื่องเล็กนอย หรืออาจ เห็นวาเปนเรอื่ งใหญตองถกู ประณาม ตาํ หนิ ติฉิน นินทาวากลาว ฯลฯ แตกตางกัน ตามสภาพของสังคม 1. ทฤษฎขี องการขัดกันระหวางผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม (โลก) 1.1 ทฤษฎีอุปถัมภ การขัดกันแหงผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวมจากโครงสราง ของสังคม ซงึ่ มคี วามสมั พันธในลกั ษณะการพ่ึงพาอาศยั ในความเทาเทยี มกนั โดยตางฝายตางมีผลประโยชน ตางตอบแทนความ สัมพันธนั้น มีองคประกอบของความเปนมิตรรวมอยูดวย แตเปนมิตรภาพท่ีขาดดลุยภาพ คือ อีกฝายหน่ึงมีอํานาจ ทาํ ใหเกิดพวกพองในองคกรทาํ ใหงายตอการเกดิ การทจุ รติ และประพฤติมิชอบ และยากตอการตรวจสอบ 1.2 ทฤษฎกี ารทุจริต ทฤษฎที จุ ริตเกิดขน้ึ จากปจจัย 3 ประการ คือ 1) ความซื่อสัตย เมื่อมนุษยมีความตองการ ความโลภ แมถูกบังคับดวยจริยธรรม คุณธรรม และบทลงโทษ ทางกฎหมายกต็ าม ความจาํ เปนทางเศรษฐกจิ มีสวนผลักดันใหบคุ คลตดั สนิ ใจกระทําความผิด เพือ่ ใหตนเองอยูรอด 2) โอกาส ผูกระทําความผิด พยายามที่จะหาโอกาสท่ีเอ้ืออํานวยตอการทุจริต โอกาส ที่เยายวนตอการ ทจุ ริตยอมกระตนุ ใหเกดิ การทจุ ริตไดงายขน้ึ กวาโอกาสทไ่ี มเปดชอง 3) การจูงใจ เปนมูลเหตุจูงใจใหบุคคลตัดสินใจกระทําการทุจริต และนําไปสูการหา มาตรการในการปองกัน การทุจริตดวย การจูงใจในการกระทําการทุจริต เช น ความทะเยอทะยานอยางไมมี ท่ีส้ินสุด ปรารถนาจะ ยกระดับใหทัดเทียมกับบคุ คลอื่นในสังคม ปญหาทางการเงิน การกระทําเพ่อื อยากเดน เปนตน 2. ความหมายของการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและประโยชนสวนรวม (โลก) การขัดกันของผลประโยชน คือ สถานการณท่ีบุคคลผูดํารงตําแหนงอยางที่ไววางใจ (เชน ทนายความ นักการเมือง ผูบริหาร หรือผูอํานวยการ ของบริษัทเอกชน หรือหนวยงานอื่น ๆ) เกิดความขัดแยง ขึ้นระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนทาง วิชาชีพ อันสงผลใหเกิดปญหาท่ีเขาไมสามารถปฏิบัติ หนาที่ไดอยางเปนกลาง ไมลําเอียง ผลประโยชนทับซอนท่ี เกิดขึ้น อาจสงผลใหเกิดความไมไววางใจท่ีมี ตอบุคคลผูนั้นวาเขาจะสามารถปฏิบัติงานตามตําแหนงใหอยูใน ครรลองของคุณธรรมจริยธรรมไดมากนอย เพียงใด ผลประโยชนทับซอนอาจเรียกชื่อแตกตางกัน เชน ความขัดแย งกันระหวาง ผลประโยชนสวนตน และผลประโยชนสวนรวม ผลประโยชนทับซอน หรือผลประโยชนขัดกัน คําวา ผลประโยชนสวนตน (Private Interests) หมายถึง ผลประโยชนท่ีบุคคลไดรับ โดยอาศัยตําแหนงหนาที่ของตนหา ผลประโยชน จากหนาท่ีของตนและหาผลประโยชนจากบุคคลหรอื กลุมบุคคล ผลประโยชนสวนตนมีท้ังเกี่ยวกับเงิน ทอง และไมไดเกย่ี วกบั เงนิ ทอง เชน ทด่ี นิ หุน ตําแหนง หนาท่ี สมั ปทาน สวนลด ของขวญั หรอื ส่ิงทีแ่ สดงํน๎าใจไมตรี อื่น ๆ การลาํ เอยี ง การเลือกปฏิบตั ิ เปนตน คําวา ผลประโยชนสวนรวม (PublicInterests)หมายถึง การที่ บุคคลใด ในสถานะท่ีเปน เจาหนาที่ของรัฐ (ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ

176 หรอื เจาหนาทีข่ องรฐั ในหนวยงาน ของรัฐ) ไดกระทําการใด ๆ ตามหนาท่ีหรือไดปฏิบัติหนาที่อันเปนการดําเนินการ ในอกี สวนหนึง่ ท่ีแยกออกมาจาก การดาํ เนินการตามหนาที่ในสถานะของเอกชน การกระทําการใด ๆ ตามหนาที่ของ เจาหนาทีข่ องรฐั จึงมี วัตถุประสงคหรือมีเปาหมายเพ่ือประโยชนของสวนรวม หรือการรักษาประโยชนสวนรวม ท่เี ปนประโยชนของรฐั การทาํ หนาที่ของเจาหนาที่ของรฐั จงึ มีความเกี่ยวเน่อื งเช่ือมโยงกับอํานาจหนาที่ตามกฎหมาย และจะมีรูปแบบ ของความสัมพันธหรือมีการกระทําในลักษณะตาง ๆ กันที่เหมือนหรือคลายกับการกระทําของ บุคคลในสถานะ เอกชน เพียงแตการกระทําในสถานะท่ีเปนเจาหนาท่ีของรัฐกับการกระทําในสถานะเอกชน จะมี ความแตกตางกัน ท่ีวัตถุประสงค เปาหมาย หรือประโยชนสุดทายที่แตกตางกัน 3. รูปแบบของการ ขดั กันระหวางผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม (โลก) การขดั กันระหวางผลประโยชนสวนตนและผล ประโยชนสวนรวม ไมํได๎ใหลาย รูปแบบไมํจํากัดเฉพาะ ในรูปแบบของตัวเงิน หรือทรัพยสินเทานั้น แตรวมถึงผล ประโยชนอื่น ๆ ท่ีไมไดอยูในรูปแบบของตัวเงินหรือ ทรัพยสินดวย ท้ังน้ี John Langford และ Kenneth Kernaghan ไดจําแนกรูปแบบของการขัดกันระหวาง ผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวมออกเปน 7 รปู แบบ คือ 3.1 การรับผลประโยชนตาง ๆ การรับผลประโยชนตาง ๆ (Accepting Benefits) ซ่ึงผลประโยชนตาง ๆ ไมวาจะเปนทรัพยสิน ของขวัญ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝกอบรม หรือสิ่งอื่นใด ในลักษณะเดียวกันนี้ และผลจากการรับผลประโยชนอื่น ๆ นั้น ไดสงผลใหการตัดสินใจของเจาหนาท่ีของรัฐในการ ดําเนินการตาม อํานาจหนาที่ ตวั อยาง 1) นายสุจริต ขาราชการชั้นผูใหญ ไดเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นท่ีจังหวัดราชบุรี ซ่ึงในวันดังกลาว นาย รวย นายกอบต. แหงหนึ่ง ไดมอบงาชางจํานวนหน่งึ คใู หแกนายสจุ รติ เพอ่ื เปนของทรี่ ะลึก 2) การที่เจาหนาท่ีของรัฐรับของขวัญจากผูบริหารของบริษัทเอกชน เพ่ือชวยใหบริษัท เอกชนรายน้ันชนะ การประมูลรบั งานโครงการขนาดใหญของรัฐ 3) การทบ่ี รษิ ัทแหงหนง่ึ ใหของขวญั เปนทองคาํ แกเจาหนาท่ใี นปที่ผานมา และปนี้เจาหนาท่ี เรงรัดคืนภาษีให กับบรษิ ัทนนั้ เปนกรณพี เิ ศษ โดยลัดคิวใหกอนบริษทั อ่นื ๆ เพราะคาดวาจะไดรบั ของขวญั อกี 4) การท่ีเจาหนาท่ีของรัฐไปเปนคณะกรรมการของบริษัทเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ และไดรับความบันเทิงใน รูปแบบตาง ๆ จากบริษทั เหลาน้ัน ซึง่ มผี ลตอการใหคาํ วนิ จิ ฉยั หรือขอเสนอแนะ ทเี่ ปนธรรม หรือเปนไปในลักษณะที่ เออื้ ประโยชนตอบรษิ ทั ผูใหนั้น ๆ 5) เจาหนาที่ของรัฐไดรับชุดไมกอลฟจากผูบริหารของบริษัทเอกชน เมื่อตองทํางาน ที่เกี่ยวของกับ บรษิ ทั เอกชนแหงนั้นก็ชวยเหลอื ใหบริษทั น้นั ไดรับสัมปทาน เนือ่ งจากรูสึกวาควรตอบแทน ทเี่ คยไดรบั ของขวัญมา 3.2 การทําธุรกิจกับตนเองหรือเปนคูสัญญาการทําธุรกิจกับตนเอง (Self - Dealing) หรือเปนคูสัญญา (Contracts) เปนการท่ีเจาหนาที่ ของรัฐ โดยเฉพาะผูมีอํานาจในการตัดสินใจเขาไปมีสวนไดสวนเสียในสัญญาท่ีทํา กบั หนวยงานท่ตี นสังกัด โดยอาจจะเปนเจาของบริษัทท่ีทําสัญญาเอง หรือเปนของเครือญาติ สถานการณเชนนี้เกิด บทบาททข่ี ัดแยง หรอื เรียกไดวาเปนท้ังผูซ้อื และผูขายในเวลาเดียวกัน ตัวอยาง 1) การที่เจาหนาที่ในกระบวนการจัดซ้ือจัดจางทําสัญญา ใหหนวยงานตนสังกัด ซื้อเคร่ืองคอมพิวเตอร สํานักงานจากบรษิ ัทของครอบครวั ตนเอง หรือบรษิ ัทท่ตี นเองมหี ุนสวนอยู 2) ผูบริหารหนวยงาน ทําสัญญาเชารถไปสัมมนาและดูงานกับบริษัท ซ่ึงเปนของเจาหนาที่ หรือบริษัท ทีผ่ ูบริหารมหี ุนสวนอยู

177 3) ผูบริหารของหนวยงาน ทําสัญญาจางบริษัทที่ภรรยาของตนเองเปนเจาของมาเปน ท่ีปรึกษาของหนวย งาน 4) ผูบริหารของหนวยงานทําสัญญาใหหนวยงานจัดซ้ือท่ีดินของตนเองในการสราง สํานักงานแห งใหม 3.3 การทํางานหลังจากออกจากตําแหนงหนาที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ การทํางานหลังจากออกจาก ตําแหนงหนาที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ (Post - employment) เปนการท่ีเจาหนาที่ของรัฐลาออกจากหนวยงาน ของรัฐ และไปทํางานในบริษัทเอกชนที่ดําเนินธุรกิจ ประเภทเดียวกัน หรือบริษัทที่มีความเก่ียวของกับหนวยงานเดิม โดยใชอิทธิพลหรือความสัมพันธจากท่ีเคย ดํารงตําแหนงในหนวยงานเดิมน้ันหาผลประโยชนจากหนวยงานใหกับ บรษิ ัท และตนเอง ตวั อยาง 1) อดตี ผูอํานวยการโรงพยาบาลแหงหนึ่ง เพ่ิงเกษียณอายุราชการไปทํางานเปนท่ีปรึกษา ในบริษัทผลิตหรือ ขายยา โดยใชอิทธิพลจากท่ีเคยดํารงตําแหนงในโรงพยาบาลดังกลาว ใหโรงพยาบาลซ้ือยา จากบริษัทที่ตนเอง เปนท่ีปรึกษาอยู พฤติการณเชนน้ี มีมูลความผิดท้ังทางวินัยและทางอาญาฐานเปน เจาหนาท่ีของรัฐปฏิบัติหรือ ละเวนการปฏิบัติในพฤติการณท่ีอาจทําใหผูอื่นเชื่อวาตนมีตําแหนงหรือหนาที่ ท้ังท่ีตนมิไดมีตําแหนงหรือหนาท่ีน้ัน เพื่อแสวงหาประโยชนท่ีมิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผูอ่ืน ตามพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนญู วาดวยการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. 2561 มาตรา171 2) การที่ผูบริหารหรือเจาหนาท่ีขององคกรดานเวชภัณฑและสุขภาพ ออกจากราชการ ไปทํางานในบริษัท ผลิตหรือขายยา โดยใชความสมั พนั ธจากทเี่ คยทํางานในองคกร หาผลประโยชนใหบริษัท ผลิตหรือขายยา 3) การท่ีผูบริหารหรือเจาหนาที่ของหนวยงานที่เกษียณแลว ใชอิทธิพลที่เคยดํารงตําแหนง ในหนวยงานรัฐ รับเปนทีป่ รกึ ษาใหบรษิ ทั เอกชนทตี่ นเคยตดิ ตอประสานงาน โดยอางวาจะไดตดิ ตอกับหนวยงานรฐั ไดอยางราบรน่ื 4) การวาจางเจาหนาท่ีผูเกษียณมาทํางานในตําแหนงเดิมที่หนวยงานเดิมโดยไมคุมคากับ ภารกิจที่ไดรับ มอบหมาย 3.4 การทํางานพิเศษ การทํางานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ในรูปแบบน้ีมีได ลายลักษณะ ไมวาจะเปนการท่ีเจาหนาที่ของรัฐตั้งบริษัทดําเนินธุรกิจท่ีเปนการแขงขันกับหนวยงานหรือองคการ สาธารณะท่ตี นสังกดั หรือการรับจางพิเศษเปนทีป่ รึกษาโครงการโดยอาศัยตําแหนงในราชการสรางความ นาเชื่อถือวา โครงการของผูวาจางจะไมมีปญหาติดขัดในการพจิ ารณาจากหนวยงานที่ทป่ี รึกษาสังกดั อยู ตัวอยาง 1) เจาหนาท่ตี รวจสอบภาษี 6 สํานักงานสรรพากรจงั หวัดในสวนภูมิภาค ไดจัดตั้งบริษัท รับจาง ทําบัญชีใหคําปรึกษาเก่ียวกับภาษีและมีผลประโยชนเก่ียวของกับบริษัท โดยรับจางทําบัญชี และย่ืนแบบ แสดง รายการใหผูเสยี ภาษีในเขตจังหวัดทรี่ ับราชการอยูและจังหวดั ใกลเคียง มีพฤตกิ รรมชวยเหลือผูเสียภาษี ใหเสียภาษีน อยกวาความเปนจริงและรับเงินคาภาษีอากรจากผูเสียภาษีบางราย รวมท้ังมิไดนําไปยื่นแบบ แสดงรายการชําระ ภาษีให พฤติกรรมของเจาหนาท่ีดังกลาวเปนการไมปฏิบัติตามขอบังคับกรมสรรพากร วาดวยจรรยาขาราชการ กรมสรรพากร พ.ศ. 2559 ขอ9 (7) (8) และอาศัยตําแหนงหนาท่ีราชการของตน หาประโยชนใหแกตนเอง เปนค วามผดิ วนิ ัยอยางไมรายแรงตามมาตรา83 (3) แหงพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อีกท้ัง เปนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหาย แกทางราชการโดยรายแรง และปฏิบัติหนาที่ ราชการโดยทจุ รติ และยงั กระทาํ การอนั ไดชือ่ วาเปนผูประพฤติ ชั่วอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรง ตาม มาตรา 85 (1) และ (4) แหงพระราชบัญญัตริ ะเบยี บขาราชการ พลเรอื น พ.ศ. 2551

178 2) ฝายกฎหมายและเรงรัดภาษีอากรคาง สํานักงานสรรพากรจังหวัดในสวนภูมิภาค หารายไดพิเศษโดยการ เปนตัวแทนขายประกันชีวิตของบริษัทเอกชน ไดอาศัยโอกาสท่ีตนปฏิบัติหนาที่เรงรัด ภาษีอากรคางผูประกอบการ รายหนง่ึ หาประโยชนใหแกตนเอง ดวยการขายประกันชวี ติ ใหแกหนุ สวนผูจัดการ ของผูประกอบการดังกลาว รวมท้ัง พนักงานของผูประกอบการน้ันอีกหลายคน ในขณะที่ตนกําลังดําเนินการเรงรัด ภาษีอากรคาง พฤติกรรมของ เจาหนาท่ีดังกลาวเปนการอาศัยตําแหนงหนาท่ีราชการของตนหาประโยชน ใหแกตนเอง เปนความผิดวินัย อยางไมรายแรงตามมาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 84 แหงพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 3) การทเี่ จาหนาท่ีของรฐั อาศัยตําแหนงหนาท่ีทางราชการ รับจางเปนที่ปรึกษาโครงการ เพ่ือใหบริษัทเอกชน ท่วี าจางนัน้ มีความนาเชือ่ ถือมากกวาบรษิ ทั คูแขง 4) การทีเ่ จาหนาทีข่ องรัฐไมทาํ งานทไ่ี ดรับมอบหมายจากหนวยงานอยางเต็มที่ แตใชเวลา ไปรับงานพิเศษอ่ืน ๆ ท่ีอยูนอกเหนืออาํ นาจหนาท่ที ไี่ ดรบั มอบหมายจากหนวยงาน 5) การที่ผูตรวจสอบบัญชีภาครัฐรับงานพิเศษเปนที่ปรึกษา หรือเปนผูทําบัญชีใหกับบริษัท ที่ตองถูก ตรวจสอบ 3.5 การรขู อมลู ภายในการรูขอมูลภายใน (Inside information) เปนสถานการณท่ีเจาหนาท่ีของรัฐใช ประโยชน จากการทต่ี นเองรบั รูขอมลู ภายในหนวยงาน และนําขอมูลนนั้ ไปหาผลประโยชนใหกับตนเองหรือพวกพ อง อาจจะไปหาผลประโยชนโดยการขายขอมลู หรือเขาเอาผลประโยชนเสียเอง

179 ใบงานท่ี 2 กคําชี้แจง ใหนักศึกษาคิดทบทวนวาตนเองไดเคยปฏบิ ัตเิ ก่ยี วกบั หัวขอตอไปน้ีบางหรอื ไม 1. ผลประโยชนสวนตน เรอื่ งทีเ่ คยปฏิบตั ิ แนวทางปองกนั 2. ผลประโยชนสวนรวม แนวทางปองกนั เรื่องทเ่ี คยปฏิบตั ิ

180 แบบทดสอบกอนเรยี น 1. ขอใดไมใชสาเหตุของการทจุ ริต ก. กฎหมาย ระเบยี บ ขอกาํ หนดมชี องวาง ข. เจาหนาท่ีมีอาํ นาจสทิ ธิขาดในการใชดลุ พินิจ ค. ไมมีกลไกทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพในการควบคุม ง. การเปลี่ยนตาํ แหนงของผูปฏิบัติงาน 2. ขอใดไมเกย่ี วของกับทศิ ทางการปองกนั และการทุจรติ ในประเทศไทย ก. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบบั ที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ข. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ค. ยุทธศาสตรชาตริ ะยะ 20 ป (พ.ศ. 2561 - 2580) ง. พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหงชาติ 3. ขอใดคือหลกั สาํ คัญในการควบคมุ พฤตกิ รรมของเจาหนาทข่ี องรฐั ก. หลักธรรม ข. คตธิ รรม ค. จริยธรรม ง. มโนธรรม 4. บรษิ ัทใหของขวญั เปนทองคําแกเจาหนาที่ เจาหนาท่ีกเ็ รงรัดคนื ภาษีใหกอนโดยวิธีลัดคิว เพอ่ื ตองการไดของขวญั อกี ครั้ง เปนการทุจริตในรปู แบบใด ก. การรูขอมลู ภายใน ข. การรับผลประโยชน ค. คสู ญั ญากับเอกชน ง. การสรางถนนในชุมชน 5. ขอใดสําคัญที่สุดในการจดั กระบวนการคิดเปน ก. ผูเรยี น ข. ผูสอน ค. กระบวนการ ง. สภาพปญหา 6. เมื่อนําผลการตัดสนิ ใจไปปฏบิ ัตแิ ลวยงั ไมพอใจ ควรทาํ อยางไร ก. ท้ิงไวระยะหนึ่งเพื่อใหสภาพสงั คมมกี ารเปล่ยี นแปลง ข. คนควาหาขอมูลเพิ่มเติม แลวกลบั ไปดําเนนิ การตามกระบวนการใหม ค. ยกเลิกผลการตดั สนิ ใจน้นั เพราะเห็นวาไมถูกตอง ง. ใหกลับไปทบทวนกระบวนการใหม เพื่อหาขอบกพรอง 7. กรณีใดเขาขายการทจุ รติ ก. การลกั ทรัพย ข. การซอ้ื ขายหวยใตดิน ค. หัวหนางานขมขูพนกั งาน ง. ลาปวยโดยใชใบรบั รองแพทยปลอม 8. ส่ิงท่ที าํ ใหเกดิ การทุจรติ ก. โอกาส ความกดดนั จติ ใจ ความเครียด ข. แรงจูงใจ เหตุผล ความยากจน ค. โอกาส แรงจูงใจ ความยากจน ง. โอกาส แรงจูงใจ เหตุผล 9. ขอใดตรงกับความหมายคําวาทจุ ริต ก. ลูกขอเงนิ ไปเทยี่ ว ข. ผูเรยี น กศน. มาพบกลุม ค. พนักงานบริษัทใหเพอื่ นลงช่อื ทาํ งานแทน ง. ผปู กครองซื้ออุปกรณการสอนใหโรงเรยี น

181 10. การปฏบิ ตั ติ นในขอใดแสดงถงึ ความมีวนิ ัยในตนเอง ก. การเขาคิวซื้ออาหาร ข. การแบงขนมใหเพอื่ น ค. การทาํ ความสะอาดบาน ง. การมอบของขวญั ใหผูใหญ 11. ถาทานรูวาสิ่งที่กระทาํ นั้นไมดี ไมถูกตองตรงกับความหมายขอใด ก. ความไมทน ข. ความละอาย ค. ความไมกลัว ง. ความเกรงใจ 12. ความไมทนตอการทุจรติ ตรงกับความหมายขอใด ก. ใหเพอื่ นลอกการบาน ข. มีคนแซงควิ กอนหนาจึงเขาไปเตือน ค. ใชรถยนตของราชการไปเทีย่ วในวันหยุด ง. เห็นคนหยิบสนิ คา แลวไมจายเงนิ ก็ทาํ เฉย ๆ 13. การทจุ รติ ขอใดกอใหเกิดความเสียหายตอสังคม ก. คายาเสพติด ข. ลูกพูดโกหกพอแม ค. เพอื่ นขอลอกขอสอบ ง. จางเพ่ือนทําชิ้นงานสงครู 14. ขอใดไมใชสาเหตขุ องการทจุ ริต ก. โครงสรางสังคมไทยระบบอปุ ถัมภ ข. กระบวนการยตุ ธิ รรมไมเขมแขง็ ค. กระแสบรโิ ภคนยิ ม วัตถนุ ิยม ง. ความรูเทาไมถึงการณ 15. การทจุ ริตในดานศีลธรรม ตรงตามขอใด ก. การลกั ทรัพย ข. การโกหก ค. การเหน็ แกตัว ง. การหลงผิด 16. ขอใดเปนความหมายของคําวา“พลเมือง” ก. ปฏบิ ตั ติ นตามหนาที่เทาน้ัน ข. ยอมรบั กฎหมาย นโยบาย กิจกรรมตาง ๆ ของรัฐ ค. บทบาท หนาท่ี และความรบั ผดิ ชอบของสมาชกิ สงั คมท่ีมตี อรฐั ง. อาํ นาจอันชอบธรรมท่ีตองทําระหวางบคุ คล 17. ขอใดไมใชความหมายของ “พลเมืองศึกษา” ก. ใหมคี วามภาคภมู ิใจในความเปนพลเมืองดี ข. การจัดการศึกษาและประสบการณเรียนรูเพื่อพัฒนาใหเปนพลเมืองดี ค. ตนเองเปนเพยี งผูนอยตองคอยรับการอุปถัมภจากผูอน่ื ง. สนใจเรียนรเู กีย่ วกบั รฐั บาล กฎหมาย ระบบการเมืองการปกครอง 18. ความเปนพลเมืองไดแกขอใด ก. ศกั ดิศ์ รีความเปนมนษุ ย ข. เคารพหลักความเสมอภาค ค. รบั ผิดชอบตอสงั คมและสวนรวม ง. การรบั รู เขาใจกบั การนบั ถือความรู ความสามารถ 19. ขอใดเปนลักษณะของการเปนพลเมืองดี ก. รบั ฟงความคิดเหน็ ตางไดเสมอ ข. กระตอื รือรนทีจ่ ะมีสวนรวมแกปญหา ค. เคารพกฎ ระเบยี บของชมุ ชน ง. ถูกทกุ ขอ

182 20. ขอใดเปนแนวทางในการสรางสํานึกความเปนพลเมือง ก. รบั ฟงความคิดเหน็ ของผูอ่ืน ข. เขาไปมีสวนรวมในกิจการของชุมชน ค. เคารพกฎหมายของทุกประเทศ ง. ถูกทุกขอ เฉลยแบบทดสอบกอนเรยี น 1. ง 2. ง 3. ค 4. ข 5. ก 6. ข 7. ง 8. ค 9. ค 10. ก 11. ข12. ข 13. ก 14. ง 15. ค 16. ค17. ค18. ข19. ง20. ข

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 14

แผนการจดั การเรียนรู้ สาระ ความรู้พื้นฐาน รายวชิ า การป ระดับ ม.ปลาย ภาคเรยี นท เรอื่ ง การคิดแยกแยะระหวาํ งผลประโ สปั ดาหท๑ ่ี/ครั้งท่ี 14 ว ครง้ั ท่ี วนั /เดือน/ปี หัวเรื่อง/ตัวช้ีวดั เน้ือหาสาระการเรียนรู้ 14 7 มนี าคม 2564 ความละอายและความไมทํ นตํอ การทจุ รติ 2. อธบิ ายความละอาย 2. ความละอายและความไมํทน และความไมํทนตอํ การ ตํอการทุจรติ ทจุ รติ ได๎ - ความหมายของความละอาย และความไมทํ นตํอการทจุ ริต - ลกั ษณะของความละอายและ ความไมํทนตอํ การทจุ ริต - การลงโทษทางสงั คม - กรณตี ัวอยาํ งความละอายและ ความไมํทนตํอการทจุ ริต

ปอู งกนั การทุจริต รหัสวชิ า สค 32036 จานวน 3 หนว่ ยกติ ท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 โยชน๑สํวนตนกบั ผลประโยขน๑สํวนรวม วันที่ 7 มีนาคม 2564 การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ส่ือ/แหล่ง การวดั และ เรยี นรู้ ประเมินผล อ ข้ันท่ี 1 : กาหนดสภาพปัญหา 1. หนังสอื 1. สงั เกต พฤติกรรม 1 ครแู ละผู๎เรียนรวํ มกนั พดู คยุ แบบเรยี น 2. การทาํ กิจกรรมกลมํุ น แลกเปลย่ี นประสบการณ๑ที่มี 2. ใบความรู๎ 3. ใบงาน เก่ียวกับความละอายและความไมํ 3. ใบงาน ทนตอํ การทุจริต 1.2 รวบรวมปญั หาตําง ๆ ท่ี ะ พบจากการพูดคยุ 1.3 วางแผนการเรยี นรู๎ ะ 187

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สือ่ /แหลง่ การวดั และ เรยี นรู้ ประเมนิ ผล ขน้ั ท่ี 2 : แสวงหาความรู้ 2.1 ครแู ละผูเ๎ รียนรวํ มกนั ศึกษา 188 หาข๎อมลู เกยี่ วกับความละอาย และความไมํทนตอํ การทุจริต 2.2 ครแู ละผูเ๎ รียนรวํ มกนั กําหนด 1. ความหมายของความละอาย และความไมทํ นตอํ การทจุ ริต 2. ลักษณะของความละอายและ ความไมํทนตอํ การทจุ รติ 2.3 ครูแบงํ กลํุมผ๎เู รยี นออกเปน็ กลุํมๆ ละ 3-5 คน และมอบหมาย ให๎ผูเ๎ รียนในแตลํ ะกลุํมรวํ มกันสรุป ความรจู๎ ากใบความร๎ูและใบงานท่ี ครแู จกให๎พรอ๎ มสงํ ตัวแทนกลุํม ออกมานาํ เสนอ ขัน้ ที่ 3 : การปฏิบัตนิ าไปใช้ 3.1 ผเู๎ รยี นนําความรทู๎ ี่ได๎รบั ไป ปรับใชใ๎ ห๎สอดคล๎องกบั เหตุการณ๑ ในชวี ิตประจําวันได๎ 3.2 ครแู ละผเู๎ รยี นรํวมกันสรุป ความรูจ๎ ากใบงานและงานที่ มอบหมาย

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการเรียนรู้ ส่ือ/แหลง่ การวดั และ เรยี นรู้ ประเมินผล ข้ันท่ี 4 : การประเมินผล การเรียนรู้ 4.1 ครูและผเู๎ รียนนาํ ผลงานท่ไี ด๎ จากการตอบจาก ใบงานมาใช๎เป็น ขอ๎ มลู ในการประเมนิ ผลการ เรียนร๎ู 4.2 ครู ผูเ๎ รียนและผ๎เู กย่ี วข๎อง รวํ มกันสรา๎ งเกณฑก๑ ารวัดผลการ เรยี นรู๎ 4.3 ครตู ัดสนิ ผลการเรียนร๎ูตาม เกณฑ๑ทกี่ าํ หนด 189

187 ใบความรูท้ ่ี 5 ความหมายของความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ 1.2 ความละอายและความไมํทนตํอการทุจริต การสร๎างสังคมท่ีไมํทนตํอการทุจริตเป็นการปรับเปล่ียนสภาพสังคม ให๎เกิดภาวะ “ทไ่ี มํทนตํอการทจุ ริต” โดยเร่ิมตั้งแตํกระบวนการกลอํ มเกลาทางสังคมในทุกชวํ งวัย เพื่อสร๎างวัฒนธรรม ตอํ ตา๎ นการทุจริตและปลกู ฝังความพอเพยี ง มีวนิ ยั ซ่ือสัตย๑สุจริต ความเปน็ พลเมืองดี มจี ิตสาธารณะ ผํานทาง สถาบัน หรือกลํุมตัวแทนทที่ าํ หนา๎ ทใี่ นการกลํอมเกลาทางสงัคม เพอื่ ให๎เดก็ เยาวชน ผู๎ใหญํํเกิดพฤติกรรม ที่ ล ะ อ า ย ตํ อ ก า ร กระทําความผดิ การไมํยอมรบั และตอํ ต๎านการทจุ ริตทุกรปู แบบ 1.2.1 ความละอายและความไมํทนตอํ การทุจริตคอื อะไร คําวาํ “ความละอําย” และ “ความไมทํ น” ไดม๎ กี ารใหค๎ วามหมายไว๎ ดังนี้ พจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน ให๎ความหมายของคําวําละอาย หมายถงึ การร๎สู ึกอาย ทีจ่ ะทําในสง่ิ ทไ่ี มถํ ูกไ มํ ค ว ร เชํนละอายที่จะทําผดิ ละอายใจ ความละอาย เป็นความละอายและความเกรงกลัวตํอสิ่งที่ไมํดีไมํถูกต๎อง ไมเํ หมาะสม เพราะเหน็ ถึงโทษหรอื ผลกระทบท่จี ะไดร๎ ับจากการกระทาํ นัน้ จงึไมํกลําท่ีจะกระทํา ทําให๎ตนเองไมํ หลงทาํ ในสงิ่ ท่ีผิดนั่นคือ มีความละอายใจ ละอายตํอการทาํ ผดิ พจนานุกรมราชบัณฑติ ยสถานใหค๎ วามหมายของ คําวํา ทน หมายถึงกํารอดกลนั้ ได๎ทนอยํไู ด๎ เชนํ ทนดํา ทนทกุ ข๑ ทนหนาว ไมแํ ตกหักหรอื บุบสลายงาํ ย ความอดทน คือ การร๎ูจักรอคอยและคาดหวัง เป็นการแสดงให๎เห็นถึงความมั่นคงแนํวแนํตํอสิ่งที่รอคอยหรือ สง่ิ ท่จี งู ใจใหก๎ ระทําในส่ิงทไี่ มํดี ไมํทน หมายถงึ ไมอํ ดกลนั้ ไมํอดทน ไมํยอม ดงั น้นั ความไมํทน หมายถึง การ แสดงออก ตํอการกระทาํ ที่เกดิ ขึน้ กับตนเอง บุคคลท่ีเก่ยี วขอ๎ งหรือสงั คม ในลักษณะที่ไมํยินยอม ไมํยอมรับใน ส่ิงที่เกดิ ขึ้น ความไมํทนสามารถแสดงออกไดห๎ ลายลักษณะ ท้ังในรปู แบบของกริยาทําทางหรือคําพูด ความไมํทนตอํ การทุจริตหรือการกระทําที่ไมํถูกต๎อง ต๎องมีการแสดงออกอยํางใดอยํางหนึ่งเกิดขึ้น เชนํ การแซงควิ เพอ่ื ซ้ือของการแซงควิ เปน็ การกระทาํ ทีไ่ มํถกู ต๎อง ผู๎ถูกแซงคิวจึงต๎องแสดงออก ให๎ผู๎ท่ี แซงคิวรับร๎ูวาํ ตนเอง ไมํพอใจ โดยแสดงกิริยาหรือบอกกลําวใหท๎ ราบ เพือ่ ใหผ๎ ๎ูที่แซงคิวยอมท่ีจะตํอท๎ายแถว กรณี นแี้ สดงให๎เห็นวาํ ผท๎ู ี่ ถกู แซงคิวไมํทนตํอการกระทําท่ีไมํถูกตอ๎ ง และหากผู๎ที่แซงคิว ไปตํอแถวก็จะแสดงให๎เห็น วาํ บคุ คลน้ันมคี วาม ละอายตอํ การกระทาํ ท่ไี มํถูกตอ๎ ง เป็นต๎น ความไมํทนตอํ การทจุ ริต บุคคลจะมีความไมํทนตํอการทุจริตมาก – น๎อย เพียงใด ข้ึนอยูํ กับจิตสํานึกของ แตํละบุคคลและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทํานั้น ๆ แล๎วมีพฤติกรรมท่ีแสดงออกมาซึ่งการแสดงกริยาหรือ การกระทําจะมีหลายระดบั เชํน การวํากลําวตักเตอื น การประกาศใหส๎ าธารณชน รับร๎ู การแจง๎ เบาะแส ก า ร ร๎ อ ง ทุกข๑กลาํ วโทษ การชุมนุมประท๎วงซึ่งเป็นข้ันตอนสุดท๎ายที่รุนแรงท่ีสุด เน่ืองจากมีการรวมตัวของคนจํานวนมากและ สร๎างความเสียหายอยํางมากเชํนกัน ความไมํทนของบุคคลตํอส่ิงตําง ๆ รอบตัวท่ีสํงผลในทางไมํดีตํอตนเองโดยตรง สามารถ พบเหน็ ไดง๎ ําย ซงึ่ ปกตแิ ลว๎ ทุกคนมักจะไมํทนตํอสภาวะแวดล๎อมท่ีไมํดีและสํงผลกระทบตํอตนเองแล๎ว มักจะ แสดงปฏกิ ริ ยิ าออกมา แตกํ ารทบี่ คุ คลจะไมทํ นตํอการทุจริตและแสดงปฏิกิริยาออกมานั้นอาจเป็น เรื่องยาก เน่ืองจาก ปัจจุบันสังคมไทยมีแนวโน๎มยอมรับการทุจริต เพ่ือให๎ตนเองได๎รับประโยชน๑หรือให๎งานสามารถดําเนินตํอไป สูํความสําเร็จ ซ่ึงการยอมรบั การทุจรติ ในสงั คมไมเํ วน๎ แม๎แตเํ ดก็ และเยาวชน และ มองวําการทจุ รติ เปน็ เรื่องไกลตัวและ ไมมํ ีผลกระทบกบั ตนเองโดยตรง 1.2.2 ลักษณะของความละอายและความไมํทนตํอการทุจรติ ลักษณะของความละอายสามารถแบํงได๎ 2 ระดับคอื ความละอายระดบั ตน๎ หมายถงึ ความละอายาไมํกล้ําท่ีจะทําในส่ิงที่ผิด เนื่องจากกลัววําเม่ือตนเองได๎ ทาํ ลงไปแลว๎ จะมคี นรับร๎ู หากถกู จับไดจ๎ ะไดร๎ บั การลงโทษหรือได๎รับความเดอื ดรอ๎ นจากสิง่ ท่ตี นเองได๎ทําลงไปจึงไมํกล๎า

188 ที่จะกระทําผดิ และในระดับท่สี องเปน็ ระดับท่ีสูงคือแม๎วําจะไมมํ ีใครรับร๎หู รือเหน็ ในส่งิ ทีต่ นเองได๎ทําลงไป ก็ไมํกล๎า ท่ี จะทําผิดเพราะนอกจากตนเองจะได๎รับผลกระทบแล๎ว ครอบครัว สังคมก็จะได๎รับผลกระทบตามไปด๎วยท้ังชื่อเสียง ของตนเองและครอบครวั กจ็ ะเสื่อมเสียบางคร้ังการทุจริตบางเร่อื งเป็นส่ิงเล็ก ๆ น๎อย ๆ เชนํ การลอกขอ๎ สอบอาจจะไมํ มใี ครใสใํ จหรือสังเกตเห็น แตหํ ากเปน็ ความละอายขั้นสงู แลว๎ บคุ คลน้ัน ก็จะไมกํ ล๎าทาํ สําหรับความไมํทนตํอการทุจริต จากความหมายที่ได๎กลําวมาแล๎ว คือเป็นการแสดงออก อยํางใดอยํางหน่ึง เกดิ ข้นึ เพ่ือใหร๎ บั รว๎ู าํ จะไมทํ นตํอบคุ คลหรือการกระทําใด ๆ ที่ทําให๎เกิดการทุจริต ความไมํทนตํอการทุจริตสามารถ แบงํ ระดบั ตําง ๆ ไดม๎ ากกวําความละอาย ใชเ๎ กณฑค๑ วามรุนแรง ในการแบงํ แยกเชํนหากเพื่อนลอกข๎อสอบเราและเรา เห็นซ่ึงเราจะไมํยินยอมให๎เพ่ือนทุจริตในการลอกข๎อสอบ เราก็ใช๎มือหรือกระดาษมาบังสํวนท่ีเป็นคําตอบไว๎ เชํนน้ีก็เป็นการแสดงออกถึงการไมํทนตํอการทุจริต นอกจากการแสดงออกด๎วยวิธี ดังกลําวท่ีถีอเป็นการ แสดงออกทางกายแล๎วการวํากลําวตักเตือน ตํอบุคคลที่ทุจริต การประณาม การประจาน การชุมนุมประท๎วงถือวํา เป็นการแสดงออกซ่ึงการไมํทนตํอ การทุจริตท้ังสิ้น แตํจะแตกตํางกันไปตามระดับของการทุจริต ความต่ืนตัวของ ประชาชน และผลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้นจากการทจุ รติ โดยท๎ายบทน้ีได๎ยกตัวอยํางกรณีศึกษาที่มีสาเหตุมาจากการทุจริตทํา ให๎ประชาชนไมํพอใจและรวมตัวตอํ ตา๎ น ความจําเป็นของการท่ีไมํทนตํอการทุจริตถือเป็นส่ิงสําคัญเพราะการทุจริตไมํวําระดับ เล็กหรือใหญํยํอม กํอใหเ๎ กดิ ความเสียหายตํอสงั คม ประเทศชาติ ดงั เชํนตัวอยํางคดีรถและเรือดบั เพลงิ ของกรุงเทพมหานคร ผลของการ ทุจริตสร๎างความเสียหายไว๎อยํางมาก รถและเรือดับเพลิงก็ไมํสามารถ นํามาใช๎ได๎ รัฐต๎องสูญเสียงบประมาณไปโดย เปลาํ ประโยชนแ๑ ละประชาชนเองก็ไมํได๎ใช๎ประโยชน๑ด๎วย เชนํ กัน หากเกิดเพลิงไหม๎พร๎อมกนั หลายแหํง รถ เรือและ อุปกรณ๑ดับเพลิงจะมีไมํเพียงพอที่จะดับไฟได๎ ทันเวลา เพียงแคํคิดจากมลูคําความเสียหายที่รัฐสูญเสียงบประมาณไป ยังไมํได๎คิดถึงความเสยีหายที่เกิดจากความเดือดร๎อนหากเกิดเพลิงไหม๎แล๎ว ถือเป็นความเสียหายท่ีสูงมาก ดังนั้น หากยังมีการปลํอยให๎มี การทุจริต ยินยอมให๎มีการทุจริตโดยเห็นวําเป็นเร่ืองของคนอ่ืน เป็นเร่ืองของ เจ๎าหน๎าท่ีรัฐ ไมํเก่ียวข๎อง กับตนเองแล๎ว สุดท๎ายความสูญเสียที่จะได๎รับตนเองก็ยังคงที่จะได๎รับผลนั้นอยูํ แม๎ไมํใชํ ทางตรงก็เป็น ทางอ๎อม ดงั น้ัน การท่บี ุคคลจะเกดิ ความละอายและความไมทํ นตํอการทุจริตได๎ จาํ เปน็ อยําง ย่ิงท่ีจะต๎องสร๎างให๎เกิดความตระหนักและรับร๎ูถึงผลกระทบที่เกิดข้ึนจากการทุจริตในทุกรูปแบบ ทุกระดับ ซ่ึงหาก สังคมเป็นสังคมที่มีความละอายและความไมํทนตํอการทุจริตแล๎ว จะทําให๎เกิดสังคมท่ีนําอยูํและมีการพัฒนาในทุก ๆ ดา๎ น

189 ใบงานที่ 5 คําช้ีแจง ใหผูเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณที่กอใหเกิดความละอายใจ แลวชวยกันวิ เคราะห ถึงผลเสยี ผลกระทบท่ไี ดรบั และแนวทางแกไข เหตุการณ สถานการณ๑ ผลเสีย/ผลกระทบที่ไดรับ แนวทางแกไข 1. สมชายลอกการบานเพอ่ื น 2. นติ ยาขอรองให๎สมจติ รทาํ การบานให๎ 3. พ อแม ช วยกันทําชิ้นงานท่ีครู มอบหมายให๎ผูเรยี นทํา 4. ครูสั่งใหสมชายตอนก่ิงมะม วง แลวนาํ ไปสงครู แตสมชายกลับไปซื้อ กง่ิ มะมวงทพ่ี อคาทําไวขายไปสงครู

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 15

แผนการจัดการเรียนรู้ สาระ ความรู้พ้นื ฐาน รายวิชา การปูอ ระดับ ม.ปลาย ภาคเรียนท เรือ่ ง ความพอเพยี งตํอต๎านการทจุ รติ สัปดาห ครง้ั ท่ี วัน/เดือน/ปี หัวเรือ่ ง/ตัวชี้วดั เนอ้ื หาสาระการเรียน 15 14 มีนาคม 2564 1. อธิบายความ ความพอเพยี งตอํ การทจุ รติ พอเพียงตํอตา๎ นการ 1. จติ พอเพยี งตอํ ต๎านการ ทจุ รติ - ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอ และปรัชญาของ - ความพอเพียง ประสานเ เศรษฐกจิ พอเพียง ต๎านทจุ รติ วิเคราะห๑ในการทาํ - ความโปรํงใส ใจสะอาด กิจกรรม ทจุ ริต - ปรชั ญาของเศรษฐกิจ - ความตื่นรู๎ ต๎านทุจรติ พอเพียง - การมงุ๎ ไปข๎างหนา๎ - ความพอเพยี ง - ความเอือ้ อาทร ประสานเสียงต๎าน - การเรยี นร๎เู ทาํ ทนั ปูองกัน ทจุ ริต ทุจริต - ความโปรงํ ใส ใจ สะอาด ต๎านทจุ ริต - ความต่ืนรู๎ ต๎านทุจรติ - การม๎ุงไปขา๎ งหนา๎ - ความเออื้ อาทร - การเรยี นร๎เู ทาํ ทัน ปูองกนั การทุจรติ ได๎

องกันการทจุ ริต รหัสวชิ า สค 32036 จานวน 3 หนว่ ยกติ ท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ห๑ท่ี/คร้ังที่ 15 วันที่ 14 มนี าคม 2564 นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ส่อื /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ต ข้ันที่ 1 : กาหนดสภาพ 1. หนงั สือ 1. สงั เกต รทุจริต ปญั หา แบบเรียน พฤติกรรม อเพียง 1 ครแู ละผ๎ูเรียนรํวมกันพูดคยุ 2. ใบความรู๎ 2. การทํา เสียง แลกเปล่ียนประสบการณ๑ท่ีมี 3. ใบงาน กจิ กรรมกลุมํ เกี่ยวกบั จิตสํานึกการตํอต๎าน 3. ใบงาน ตา๎ น การทจุ ริตโดยใชค๎ วาม พอเพียงของในหลวงรัชกาลท่ี 9 เป็นแนวทางในการคดิ วเิ คราะห๑ 1.2 รวบรวมปัญหาตําง ๆ นการ ที่พบจากการพดู คุย 1.3 วางแผนการเรียนรู๎ 194

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หัวเร่ือง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี น ถกู ต๎อง

นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้ การวดั และ ประเมนิ ผล ขั้นที่ 2 : แสวงหาความรู้ 195 2.1 ครูและผเ๎ู รยี นรวํ มกนั ศกึ ษาหาขอ๎ มูลเกี่ยวกบั จิตสาํ นกึ การตํอต๎านการทจุ ริต โดยใช๎ความพอเพียงของใน หลวงรชั กาลท9่ี เปน็ แนวทาง ในการคดิ วิเคราะห๑ 2.2 ครูและผเู๎ รยี นรํวมกนั กาํ หนด 1. ปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง 2. ความพอเพียง ประสาน เสียงตา๎ นทุจริต 3. ความโปรงํ ใส ใจสะอาด ตา๎ นทจุ ริต 4. ความตื่นร๎ู ต๎านทจุ รติ 5. การม๎งุ ไปขา๎ งหน๎า 6. ความเออื้ อาทร 7. การเรียนรเู๎ ทําทันปูองกัน การทุจริต 2.3 ครแู บํงกลํุมผ๎ูเรียน

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หัวเร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี น

นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สอื่ /แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ออกเปน็ กลมํุ ๆ ละ 3-5 คน และมอบหมายใหผ๎ เู๎ รียนในแตํ ละกลํุมรํวมกนั สรปุ ความรจู๎ าก ใบความรแู๎ ละใบงานทคี่ รแู จก ใหพ๎ รอ๎ มสงํ ตวั แทนกลํุมออกมา นาํ เสนอ ข้ันที่ 3 : การปฏบิ ัตินาไปใช้ 3.1 ผเู๎ รียนนาํ ความรูท๎ ่ีไดร๎ บั ไปปรับใชใ๎ หส๎ อดคล๎องกบั เหตุการณ๑ในชวี ิตประจําวันได๎ 3.2 ครแู ละผเู๎ รียนรวํ มกนั สรปุ ความรูจ๎ ากใบงานและ งานที่มอบหมาย ขนั้ ท่ี 4 : การประเมินผล 196 การเรียนรู้ 4.1 ครแู ละผเ๎ู รยี นนําผลงาน ท่ไี ด๎จากการตอบจาก ใบงาน มาใช๎เป็นข๎อมลู ในการ ประเมินผลการเรยี นร๎ู 4.2 ครู ผเู๎ รียนและ ผ๎เู กี่ยวขอ๎ งรํวมกันสรา๎ งเกณฑ๑

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หัวเร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี น

นรู้ การจดั กระบวนการเรียนรู้ สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและ ประเมินผล การวดั ผลการเรยี นรู๎ 4.3 ครูตดั สินผลการเรียนร๎ู ตามเกณฑท๑ ี่กําหนด 197

195 ใบความร้ทู ี่ 7 เรอื่ ง“ความพอเพียงกับการต้านการทจุ ริต” ความพอเพียง (sufficient) พระราชดาํ รัสพระราชทานแกํบุคคลตาํ ง ๆ ทีเ่ ข๎าเฝาู ฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลยั สวนจิตรลดาฯ พระราชวงั ดุสติ วนั ศุกรท๑ ี่ ๔ ธนั วาคม ๒๕๔๑ “...คําวําพอเพียง มีความหมายกวา๎ งออกไปอกี ไมไํ ดห๎ มายถึงการมีพอสาํ หรบั ใช๎ของตวั เอง มคี วามหมายวํา พอมี พอกิน พอมพี อกินน้ี ถ๎าใครได๎มาอยูํทน่ี ่ี ในศาลาน้เี ม่ือ 24 ปี 2517 ถึง 2541ก็ 24 ปี ใชไํ หม วนั น้นั ไดพ๎ ูดถงึ วาํ เราควรจะปฏบิ ัติให๎ พอมี พอกิน พอมี พอกนิ นกี้ ็แปลวาํ เศรษฐกิจพอเพยี ง นั่นเอง ถ๎าแตลํ ะคนพอมี พอกินก็ใชไ๎ ด๎ ย่งิ ถ๎าทั้งประเทศพอมีพอกินกย็ ิง่ ดี และประเทศไทยก็เวลานั้น ก็เริ่มจะเปน็ ไมํพอมี พอกนิ บางคนกม็ ีมาก บางคนก็ไมํมีเลย สมัยกนํ น้พี อมี พอกิน จะต๎องมีนโยบายทจ่ี ะเศรษฐกจิ พอเพียง เพื่อที่จะให๎ทกุ คนมีพอเพยี งได๎” “ คาํ วาํ พอก็เพียง พอเพียงก็พอดังน้ันเอง คนเราถา๎ พอในความตอ๎ งการ ก็มีความโลภนอ๎ ย เมอื่ มีความโลภน๎อย ก็ เบียดเบยี นคนอืน่ น๎อย ถ๎าทกุ ประเทศใดมีความคิด อนั นไี้ มํใชํเศรษฐกจิ มีความคิดวํา ทาํ อะไร ตอ๎ งพอเพยี ง หมายความวาํ พอประมาณ ไมํสดุ โตงํ ไมํโลภอยาํ งมาก คนเราก็อยูเํ ปน็ สุขพอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมขี องหรูหรําก็ได๎ แตวํ าํ ต๎องไมไํ ป เบยี ดเบียนคนอื่น ต๎องให๎พอประมาณ พูดจาก็พอเพยี ง ทําอะไรกพ็ อเพยี ง ปฏิบตั ิตนก็พอเพยี ง...” “ ...อยาํ งเคยพูดเหมือนกันวํา ทํานท้ังหลายท่นี ั่งอยตูํ รงน้ี ถ๎าไมํพอเพยี งคืออยากจะไปน่ังบนเก๎าอ้ีของผทุ๎ ่ีอยูํข๎าง ๆ อนั น้ัน ไมํพอเพียงและทําไมํได๎ ถ๎าอยากนงั่ อยํางน้นั กเ็ ดือดร๎อนกันแนํเพราะวําอึดอดั จะทําให๎ทะเลาะกัน และเมอ่ื มีการทะเลาะกันกไ็ มํมี ประโยชน๑เลย ฉะนั้นควรทจ่ี ะคดิ วาํ ทําอะไรพอเพยี ง...” “...ถ๎าใครมคี วามคิดอยาํ งหนงึ่ และต๎องการให๎คนอ่นื มคี วามคดิ เดย่ี วกบั ตวั ซ่งึ อาจจะไมํถูก อันนก้ี ็ไมํพอเพียง การพอเพียง ในความคดิ ก็คือแสดงความคิด ความเห็นของตวั และปลํอยให๎อีกคนพูดบ๎าง และมาพจิ ารณาวําทีเ่ ขาพดู กับท่ีเราพดู อันไหน พอเพียงอันไหนเขา๎ เรื่อง ถ๎าไมํเขา๎ เร่ืองกแ็ กไ๎ ข เพราะวําถ๎าพูดกันโดยท่ีไมํรเ๎ู ร่ืองกนั กจ็ ะกลายเปน็ การทะเลาะ จากการทะเลาะดว๎ ย วาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด๎วยกาย ซง่ึ ในท่สี ดุ กน็ าํ มาสํูความเสียหาย เสียหายแกํคนสองคนทเ่ี ป็นตัวการ เป็นตัวละครท้ังสองคน ถ๎าเป็นหมกูํ ็เลยเป็นการตีกันอยาํ งรนุ แรง ซึ่งจะทาํ ให๎คนอืน่ อีกมากเดือดร๎อน ฉะนน้ั ความพอเพยี งนี้กแ็ ปลวํา ความพอประมาณ และความมีเหตผุ ล...” สํานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหํงชาติ ไดป๎ ระมวลและกลัน่ กรองจากพระราชดาํ รสั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช เรอ่ื ง เศรษฐกิจพอเพยี ง และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนําไปเผยแพรํ ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช ทรงพระกรณุ าปรับปรงุ แก๎ไขและทรงพระกรณุ าโปรดเกลา๎ โปรดกระหมํอม พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามท่ีขอพระมหากรุณาโดยมใี จความวํา ไ เศรษฐกจิ พอเพียง เปน็ ปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดํารงอยํแู ละปฏิบัติตนของประชาชนในทกุ ระดับ ต้งั แตํ รพดบั ครอบครัว ระดับชมุ ชน จนถงึ ระดับรฐั ท้ังการพัฒนาและบรหิ ารประเทศให๎ดําเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกจิ เพ่ือให๎ ก๎าวทันตอํ โลกาภิวัฒน๑ ความพอเพยี ง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาํ เป็นทจ่ี ะต๎องมรี ะบบภมู คิ ม๎ุ กนั ใน ตัวที่ดีพอสมควร ตํอการมผี ลกระทบใด ๆ อนั เกิดจากการเปลย่ี นแปลงทง้ั ภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต๎องอาศยั ความรอบร๎ู ความรอบคอบ และความระมัด ระวัง อยํางย่ิงในการนาํ วชิ าการตําง ๆ มาใชใ๎ นการวางแผนและการดําเนนิ การทุกขนั้ ตอน และ ขณะเด่ยี วกันต๎อเสรมิ สรา๎ งพน้ื ฐานจิตใจของคนในชาติ คุณลกั ษณะทสี่ าํ คัญของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ประกอบด๎วย 2 หํวง 3 เง่ือนไข คอื แนวทางการดําเนนิ ชวี ติ ให๎อยูํบน ทางสายกลางตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอ่ื พ๎นจากภัยและวกิ ฤตกิ ารณต๑ ําง ๆ ทีเ่ กิดข้ึน กํอใหเ๎ กดิ คณุ ภาพชีวิตท่ีดอี ยาํ ง ม่นั คงและย่ังยืน - ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีตํอความจาํ เป็นไมํมากเกินไป ไมนํ ๎อยเกินไป และตอ๎ งไมเํ บยี ดเบยี น ตนเองและผอ๎ู ่นื

196 - ความมเี หตผุ ล หมายถงึ การตัดสนิ ใจดําเนนิ การเร่ืองตําง ๆ อยํางมเี หตผุ ลตามหลักวิชาการ หลกั กฎหมาย หลักศีลธรรม จริยธรรม ทด่ี ีงาม คิดถึงปัจจยั ท่ีเก่ียวข๎องอยํางถีถ่ ว๎ น โดยคํานึงถึงผลที่คาดวาํ จะเกิดขึน้ จากการกระทํา นนั้ ๆ อยําง รอบคอบ - มีภูมิค๎มุ กันตวั เองทีด่ ใี นตวั เอง หมายถงึ การเตรียมตวั ให๎พร๎อมรับผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงด๎าน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอ๎ มที่จะเกิดขึ้น เพื่อใหส๎ ามารถปรับตวั และรับมอื ได๎อยํางทันทํวงที เง่อื นไงในการตดั สนิ ใจในการดาํ เนินกจิ กรรมตาํ ง ๆ ตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง 1. เงื่อนไขความร๎ู ประกอบบด๎วย ความรอบร๎ูเกยี่ วกับวชิ าการตาํ ง ๆ ท่เี กีย่ วข๎องรอบดา๎ น ความรอบคอบทีจ่ ะ นาํ ความรูเ๎ หลํานัน้ มาพิจารณาให๎เช่ือมโยงกัน เพ่ือประกอบการวางแผนและความระมดั ระวังในการปฏิบตั ิ 2. เงอ่ื นไขคุณธรรม ทจ่ี ะต๎อเสริมสร๎าง ประกอบดว๎ ย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความซอ่ื สัตย๑ สุจริตและมี ความอดทน มีความเพียร ใช๎สตปิ ญั ญาในการดาํ เนินชีวิต ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งเปน็ แนวทางดําเนินชีวติ ทางสายกลาง การพงึ่ ตนเอง รจ๎ู กั ประมาณตนอยาํ งมีเหตผุ ล อยบูํ นพ้ืน ฐานความรูแ๎ ละคุณธรรมในการพิจารณา ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งดําเนนิ การไมํไดเ๎ ฉพาะเจาะจงในเรอ่ื งของเศรษฐกิจแตํเพียง อยํางเดียวแตํยังครอบคลมุ ไปถงึ การดําเนินชวี ติ ด๎านอื่น ๆ ของมนุษยใ๑ ห๎อยํูรวํ มกันในสงั คมได๎อยาํ งปกตสิ ขุ เชํน หากเรามีความ พอเพียงเราจะไมํทจุ รติ คดโกง ไมลํ กั ขโมยของ เบยี ดเบียนผอ๎ู นื่ กจ็ ะสํงผลใหผ๎ อู๎ น่ื ไมเํ ดือดร๎อน สังคมกอ็ ยูํได๎อยํางปกติสขุ

197 การตา๎ นการทจุ ริต การทจุ รติ หมายถงึ การใช๎อํานาจทไ่ี ด๎มาหรอื การใชท๎ รัพยส๑ ินท่มี ีอยํูในทางมิชอบ เพื่อประโยชนต๑ ํอตนเอง ครอบครวั เพ่ือน คนรู๎จัก หรือประโยชนอ๑ นื่ ท่ีได๎อนั มคิ วรได๎ ซ่ึงกํอใหเ๎ กดิ ความเสียหายตํอประโยชน๑ของผ๎ูอน่ื การทุจรติ อาจเกิดได๎หลาย ลกั ษณะ เชนํ การติดสนิ บนเจ๎าพนกั งานดว๎ ยการใหห๎ รือการรับสินบน ท้งั ทเ่ี ปน็ เงินและสง่ิ ของ การมีผลประโยชน๑ทับซ๎อน การฟอก เงนิ การยกั ยอก การปกปิดข๎อเทจ็ จรงิ การขดั ขวางกระบวนการยุตธิ รรม เปน็ ตน๎ บริษัทและบริษทั ยํอยได๎ตระหนักและให๎ความสาํ คญั ในการตอํ ตา๎ นการทจุ ริตคอร๑รัปชนั ซึง่ ที่ผํานมาบริษทั ได๎กาํ หนด แนวทางในการประพฤติปฏบิ ัตทิ เ่ี หมาะสมของคณะกรรมการ ฝาุ ยบรหิ าร และพนักงาน ในจรรยาบรรณทางธุรกิจและการกํากับ ดแู ลกจิ การ นอกจากนั้น บรษิ ัทไดค๎ ํานึงถงึ ความเสยี หายท่จี ะเกิดจากการทุจรติ คอร๑รปั ชัน จึงไดก๎ ําหนดนโยบายตํอตา๎ นการทุจรติ คอร๑รปั ชนั โดยหา๎ มกรรมการ ผ๎ูบรหิ าร พนักงานและลูกจา๎ งของบริษทั และบริษัทยํอย กระทําการอนั ใดทเี่ กย่ี วข๎องกบั การทุจรติ คอร๑รัปชันทกุ รูปแบบ เพ่ือประโยชน๑ทางตรงหรอื ทางอ๎อมตํอตนเอง ครอบครวั เพ่ือน และคนรจู๎ ัก ไมวํ าํ ตนจะอยํูในฐานะผร๎ู ับหรือ ผ๎ใู ห๎ ทง้ั ทเ่ี ปน็ ตวั เงนิ หรือไมํเป็นตวั เงนิ แกํหนํวยงานของรัฐ หรอื หนํวยงานเอกชน ทีบ่ ริษัทและบริษัทยํอยไดด๎ ําเนินธรุ กจิ หรือ ติดตอํ ด๎วย โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1. สรา๎ งวฒั นธรรมองค๑กรท่ซี ่อื สัตยแ๑ ละยดึ มน่ั ในความเปน็ ธรรม 2. ไมรํ ับสนิ บนหรอื ติดสินบน แกผํ ม๎ู สี ํวนได๎เสียในดร่ืองทตี่ นทําหน๎าทีร่ บั ผดิ ชอบทัง้ โดยตรงหรอื โดยออ๎ ม เพอื่ ใหไ๎ ด๎มาซ่งึ ประโยชน๑ในทางมิชอบ 3. ในการจดั ซ้ือจดั จา๎ ง/การจาํ ยคาํ คอมมชิ ชนั่ ตอ๎ งดําเนนิ การผํานข้นั ตอนตามระเบียบของบริษทั มีความ โปรงํ ใสสามารถตรวจสอบได๎ 4. หลีกเลย่ี งความขดั แยง๎ ทางผลประโยชน๑ ซ่งึ อาจนํามาซงึ่ ความทจุ รติ คอร๑รัปชัน เชนํ ไมํถือหุน๎ ในบรษิ ทั คํูแขงํ หลกี เล่ียงการใช๎ข๎อมลู ภายใน เพื่อประโยชนข๑ องตนในการซ้ือ หรือขายห๎นุ ในบริษัทหรือใหข๎ อ๎ มูลภายในแกผํ ๎ูอ่ืน 5. มคี วามรับผิดชอบตํอการทํางานทางการเงนิ ท่มี ีความถูกต๎อง ครบถ๎วน ตามมาตรฐานการบญั ชีทีร่ ับรอง ท่ัวไป 6. จดั ให๎มีระบบการควบคุมภายในท่ีรัดกมุ มีประสิทธภิ าพ และมกี ารประเมินความเพียงพอของระบบการ ควบคุมภายในทุกปี ทงั้ น้ีบริษัทมีการวําจ๎างบริษัทภายนอกทําหนา๎ ท่ีเป็นผตู๎ รวจสอบภายใน เพอื่ ประเมินความเสยี่ งและรายการท่ี ผดิ ปกติ โดยจะนําเสนอผลการตรวจสอบภายในตํอคณะกรรมการตรวจสอบอยาํ งน๎อยทุก ๆ 3 เดอื น 7. หากพบเหน็ การกระทําท่ีเขา๎ ขํายการทุจริตที่มีผลเก่ียวข๎องกับบริษัทท้งั ทางตรงหรือทางอ๎อม ควรแจง๎ ให๎ ประธาน เจ๎าหน๎าทีบ่ รหิ ารทราบทันที โดยบรษิ ัทจะรกั ษาความลบั ของผแ๎ู จ๎งหรือรอ๎ งเรียนการทุจริต เพื่อให๎ทกุ คนในองค๑กรได๎รับ ทราบนโยบายการตํอตา๎ นทจุ รติ คอรร๑ ัปชัน บรษิ ทั จะเผยแพรนํ โยบายดงั กลําว

198 ใบงานท่ี 7 เรื่อง “ความพอเพียง ประสานเสียงต้านความทุจรติ ” คาาชีแ้ จง ศึกษาใบความรู๎ เร่ือง ความพอเพียงกบั การต๎านทุจริต แล๎วตอบคําถามตํอไปน้ี 1. ความพอเพียง หมายถึง .............................................................................................. ................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. 2. 3 หวํ ง 2 เง่อื นไข คืออะไร ประกอบดว๎ ยอะไรบ๎าง จงอธบิ า ยพอสงั เขป ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................................................... ................................ ................................................................................................... ........................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................. .................................................................. ................................................................................................................................................................... ........................... 3. การต๎านทุจริต หมายถึงอยํางไร ............................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................. ................................................................. 4. จงบอกวิธีการต๎านทุจรติ มา 3 วิธี พร๎อมอธิบายพอสงั เขป ............................................................................................................................. .................................................................. .................................................................................................................................................... ........................................... .............................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................. .................................................................. ........................................................................................................................................................ ...................................... ............................................................................................ ................................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................................. ............................................................................................................................. .................................................................

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 16

200 กกกกตารางวิเคราะหเ์ นอ้ื หา หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ระดบั ม.ปลาย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 สาระ ความร้พู ืน้ ฐาน รายวชิ ากัญชาและกัญชงศกึ ษา เพ่ือใช้เปน็ ยาอย่างชาญฉลาด รหัสวิชา ทช33098 จานวน 3 หนว่ ยกิต กศน.อาเภอเมืองราชบรุ ี สานกั งาน กศน.จังหวัดราชบรุ ี กกกร๎ู เข๎าใจ มีคุณธรรม จริยธรรม เจตคติที่ดี มีทักษะในการดแู ล และสรา๎ งเสริมการมี พฤติกรรมสขุ ภาพทดี่ ี ปฏบิ ัติจนเป็นกจิ นสิ ยั วางแผนพัฒนาสขุ ภาพ ดํารงสุขภาพของตนเอง และพัฒนา สภาพแวดล๎อมท่ีดี ที่ ตวั ชว้ี ัด เน้อื หา เนอ้ื หางําย เนือ้ หา เนอ้ื หา ดว๎ ยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย 1 เหตใุ ดตอ้ งเรียนรูก้ ัญชาและกญั 1. มมุ มองกฎหมายการใช๎ ชง กญั ชาและกญั ชงในประเทศ (กรต.) (พบกลํุม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 10 1. บอกมุมมองกฎหมาย และตํางประเทศ การใชก๎ ญั ชาและกัญชงใน 2. มมุ มองการใช๎กัญชาและ ประเทศ และตาํ งประเทศ กญั ชงของประชาชนท่ัวไป ได๎ 3. สภาพการณข๑ อ๎ มูลท่ี 2. บอกมมุ มองการใชก๎ ัญชาและ เก่ยี วขอ๎ งกบั กัญชาและกัญชง กญั ชง ของประชาชนทัว่ ไปได๎ ผาํ นส่ือออนไลน๑ 3. วิเคราะหค๑ วามแตกตําง 3.1 Internet ของข๎อมลู ทีเ่ ก่ยี วข๎อง กบั กัญชา 3.2 Facebook และกัญชง ผาํ นสอ่ื ออนไลนแ๑ ตํละ 3.3 Line ประเภทได๎ 3.4 YouTube 4. อธิบายสภาพการณ๑การใช๎ 4. สภาพการณก๑ ารใช๎กัญชา กญั ชาและกัญชง และกญั ชงในตํางประเทศ 5. อธิบายสภาพการณก๑ ารใช๎ 5. สภาพการณ๑การใช๎กัญชา กัญชาและกญั ชงในประเทศไทย และกญั ชงในประเทศไทย ได๎ 6. บอกมมุ มองการใชก๎ ัญชาและ กัญชงของบุคลากรทางการแพทย๑ ได๎

ที่ ตัวชีว้ ัด เนอื้ หา 201 7. บอกมุมมองการใช๎ 6. มมุ มองการใชก๎ ัญชาและ เนือ้ หางําย เน้ือหา เนือ้ หา ดว๎ ย ปานกลาง ยาก หมาย กญั ชาและกญั ชง กัญชงของบคุ ลากร ตนเอง (พบกลุมํ ) (สอน เหตุ (กรต.) เสรมิ ) ของผ๎ูปวุ ยได๎ ทางการแพทย๑ 15 8. อธบิ ายสภาพการณ๑ 7. มมุ มองการใชก๎ ญั ชาและ และข้ันตอนการใหบ๎ ริการ กญั ชงของผ๎ปู ุวย คลนิ ิกกัญชาในประเทศ 8. สภาพการณแ๑ ละขนั้ ตอน ไทยได๎ การใหบ๎ ริการคลินกิ กญั ชาใน 9. ตระหนักถึงมุมมอง ประเทศไทย ทุกมิติทีเ่ กย่ี วข๎องกับ กญั ชาและกญั ชง รวมทั้ง สภาพการณก๑ ารใช๎กัญชา และกญั ชง ในตาํ งประเทศ และประเทศไทย 2 กญั ชาและกญั ชง 1. ประวตั คิ วามเปน็ มาของ พืชยาทค่ี วรรู้ พชื กญั ชาและพชื กัญชง 1. บอกประวัติ ความเป็นมา 2. ความรู๎เบื้องต๎นเกยี่ วกับพชื ของพชื กัญชาและพืชกญั ชงได๎ กัญชาและพชื กัญชง 2. บอกและอธบิ ายความรู๎ 2.1 พฤกษศาสตร๑ของพืช เบ้อื งตน๎ เกีย่ วกับพชื กัญชาและ กัญชาและพืชกัญชง พชื กญั ชงได๎ 2.2 ชนดิ (species) ของ 3. วเิ คราะหค๑ วามแตกตาํ ง กัญชาและกญั ชง ระหวาํ งพชื กัญชาและ พชื กัญชง 2.3 องคป๑ ระกอบทางเคมี ได๎ และสารสําคญั ที่พบในพชื กัญชา 4. บอกการใช๎พืชกญั ชา และพืชกัญชง และพชื กัญชงในชีวติ ประจาํ วนั 2.3.1 องคป๑ ระกอบ ของคนในโลกได๎ ทางเคมที ีพ่ บในพืชกัญชาและ 5. ตระหนักถงึ กญั ชา พืชกญั ชง และกัญชงพชื ยาทค่ี วรร๎ู 2.3.2 สารสาํ คญั ที่พบ ในพืชกัญชาและพชื กัญชง 1) สาร CBG 2) สาร THC 3) สาร CBD 4) สารออกฤทธทิ์ ร่ี ํวมกับแคนนาบินอยด๑

202 เน้อื หางาํ ย เน้อื หา เน้อื หา ที่ ตวั ช้ีวัด เนื้อหา ดว๎ ยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย (กรต.) (พบกลุํม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 3. พชื กัญชาและพืชกัญชง คืออะไร แตกตํางกันอยํางไร 4. การใช๎พชื กญั ชาและพชื กัญชงในชีวติ ประจาํ วันของคนในโลก 4.1 ผลิตภัณฑ๑พชื กญั ชาและพชื กัญชงไมํ แปรรปู 4.2 ผลิตภัณฑพ๑ ืชกัญชาและพชื กัญชงแปร รปู 4.3 การบริโภค และอปุ โภค 4.3.1 ผลติ ภณั ฑ๑เพ่ือการบริโภค 4.3.2 ผลติ ภณั ฑ๑เพ่ือความงาม และ สุขภาพ 4.3.3 ผลิตภัณฑเ๑ พอ่ื การอปุ โภค 4.4 การนนั ทนาการ 3 รจู้ กั โทษและ 15 ประโยชนข์ องกญั ชาและกัญชง 1. โทษของกญั ชาและกญั ชง 1.บอกโทษของกัญชาและกัญชง 1.1 ผลกระทบตอํ ราํ งกาย ตํอราํ งกาย จิตใจ สงั คม และ และผลขา๎ งเคยี ง ประเทศชาตไิ ด๎ 1.2 ผลกระทบตํอจติ ใจ 2. สามารถอธิบายผลขา๎ งเคียง 1.3 ผลกระทบตอํ สงั คม จากการใช๎กญั ชาและกัญชงได๎ 1.4 ผลกระทบตอํ 3. อธิบายประโยชน๑ของกญั ชา ประเทศชาติ และกญั ชงทางการแพทย๑ได๎ 2. ประโยชนข๑ องกัญชา 4. วเิ คราะหค๑ วามแตกตําง และกญั ชง ทางการแพทย๑ ระหวํางโทษและประโยชนข๑ อง กญั ชาและกญั ชงตาม สถานการณท๑ กี่ าํ หนดได๎ 5. ตระหนักถึงโทษและประโยชน๑ ของกญั ชา และกญั ชง

203 เนอ้ื หางําย เน้ือหา เนือ้ หา ที่ ตัวชีว้ ดั เน้อื หา ดว๎ ยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย (กรต.) (พบกลุํม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 4 กฎหมายที่เกี่ยวขอ้ ง 1.พระราชบญั ญัตยิ าเสพติด 15 กับกัญชาและกญั ชง ใหโ๎ ทษ พ.ศ. 2522 1. บอกกฎหมาย 2. พระราชบญั ญตั วิ ัตถอุ อกฤทธ์ิ ที่เกย่ี วขอ๎ งกบั กัญชาและ ตํอจติ และประสาท พ.ศ. 2559 กัญชงได๎ 3. พระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ 2. อธิบายสาระที่สาํ คัญ ให๎โทษ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2562 ของกฎหมายที่เกย่ี วขอ๎ ง 4. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ที่ กบั กญั ชาและกัญชงได๎ เก่ียวข๎องกับกัญชาและกญั ชง 3. สามารถบอกข๎อปฏบิ ัตทิ ่ีต๎อง 5. ประกาศคณะกรรมการควบคมุ ยาเสพ ทําตามกฎหมายทเ่ี กีย่ วขอ๎ งกับ ตดิ ให๎โทษ กญั ชาและกัญชงได๎ 6. พระราชบัญญัตสิ ิทธบิ ัตรกบั กัญชาและ 4. วิเคราะห๑โทษของการฝุาฝนื กญั ชง กฎหมาย ที่เกี่ยวขอ๎ งกบั กัญชา 7. ข๎อปฏิบัตทิ ตี่ อ๎ งทําตาม และกญั ชงตามสถานการณ๑ที่ กฎหมายทีเ่ กยี่ วข๎องกับกัญชา และกญั ชง กาํ หนดได๎ 8. โทษของการฝุาฝนื กฎหมายท่เี ก่ยี วขอ๎ ง 5. บอกกฎหมาย กบั กัญชาและกญั ชง ระหวํางประเทศเก่ียวกับ 9. กฎหมายระหวํางประเทศเก่ยี วกบั กญั ชาและกัญชงได๎ กญั ชาและกัญชง 6. ตระหนักถึงโทษ ของการฝาุ ฝนื กฎหมาย ทเ่ี กีย่ วข๎องกับกญั ชา และกญั ชง 5 กัญชาและกญั ชงกับการแพทย์ 25 แผนไทยและการแพทย์ ทางเลอื ก 1.บอกประวตั ิความ เป็นมาการใชก๎ ัญชาและ กัญชงในการแพทย๑ ทางเลือกตํางประเทศได๎ 2.บอกประวตั ิ ความเป็นมาการใชก๎ ญั ชา และกญั ชงในการแพทย๑ แผนไทยและการแพทย๑ ทางเลือกได๎

204 ที่ ตัวชว้ี ดั เนอื้ หา เนือ้ หางําย เน้อื หา เนื้อหา ด๎วยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย 3. วเิ คราะห๑ตาํ รบั ยาที่มี 1. ประวตั ิความเปน็ มาการใช๎ กัญชาและกญั ชง กัญชาและกญั ชงในการแพทย๑ (กรต.) (พบกลํุม) (สอน เหตุ เปน็ สวํ นประกอบรับรอง ทางเลือกตาํ งประเทศ เสรมิ ) โดยกระทรวงสาธารณสุข 2. ประวตั ิความเปน็ มาการใช๎ ตามสถาณการณท๑ ่ี กัญชาและกญั ชงในการแพทย๑ กาํ หนดให๎ได แผนไทยและการแพทย๑ทางเลือก 4. ประยกุ ต๑ใชค๎ วามร๎ู 3. ตํารบั ยาทมี่ ีกญั ชาและ ต ารับยาท่มี ีกัญชาและ กัญชงเป็นสวํ นประกอบ รับรอง กัญชงเป็นสวํ นประกอบ โดยกระทรวงสาธารณสุข รับรองโดยกระทรวง 3.1 ยาอคั คินีวคณะ สาธารณสขุ ศกึ ษาโรคท่ี 3.2 ยาศขุ ไสยาศน๑ สนใจได๎ 3.3 ยาแก๎ลมเนาวนารีวาโย 5. ตระหนกั ถึงคุณคํา 3.4 ยานํ้ามนั สนนั่ ไตรภพ ของตาํ รบั ยาทมี่ ีกญั ชา 3.5 ยาแกล๎ มขนึ้ เบ้ืองสูง และกัญชงเปน็ 3.6 ยาไฟอาวธุ สํวนประกอบ 3.7 ยาแก๎นอนไมํหลับ 6. อธบิ ายข๎อมลู ที่ /ยาแกไ๎ ขผ๎ อมเหลอื ง เก่ียวขอ๎ งกบั ภมู ิภูเบศร 3.8 ยาแก๎สัณฑฆาต รวบรวมและเผยแพรํ กลอํ นแห๎ง ภมู ปิ ญั ญาไทยได๎ 3.9 ยาอัมฤตโอสถ 7. บอกขอ๎ มูลที่ 3.10 ยาอไภยสาลี เกยี่ วข๎องกบั ภูมปิ ัญญา 3.11 ยาแก๎ลมแก๎เสน๎ นายเดชา ศริ ิภัทร 3.12 ยาแกโ๎ รคจิต หมอพน้ื บา๎ นได๎ 3.13 ยาไพสาลี 8. ตระหนักถงึ คุณคาํ 3.14 ยาทารดิ สดี วงทวารหนักและโรค ความสาํ คญั ของ ผิวหนัง ภูมิปัญญาภูมภิ เู บศร 4. ภมู ภิ เู บศรรวบรวมและเผยแพรภํ มู ิ รวบรวมและเผยแพรํภมู ิ ปญั ญาไทย ปญั ญาไทยและตระหนกั 5. ภูมปิ ัญญานายเดชา ศริ ภิ ัทร หมอ ถงึ ภูมปิ ญั ญานายเดชา พื้นบา๎ น ศิริภัทร หมอพ้นื บา๎ นกับ การใช๎กญั ชาและกัญชง เปน็ ยา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook