86 2.10 ศกึ ษาขอ้ มลู เกี่ยวกบั การสร้างสรรคน์ วตั กรรม นวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ ๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นมา ไม่ได้เกิดจากการวางแผนหรือกำหนดชี้ ชัดเจนว่า จะต้องทำให้เกิดขึ้นในปีนี้หรือเดือนนี้ หากแต่เกิดจากการเตรียมพร้อมบุคคลากรให้มีทักษะ ความสามารถพรอ้ มรับมือกับการเปลีย่ นแปลง และเทคโนโลยที ี่เกิดขึ้นในโลกทีม่ ีความไม่แน่นอนอย่าง ตอ่ เนอ่ื ง การพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้จริงเพื่อสร้างการเติบโตในองค์กร สิ่งสำคัญมาก ๆ อันดับ ต้นๆ คือ การสร้างเสริม บ่มเพาะ บุคคลากรให้มีเข้าใจการคิดเชิงนวัตกรรม เห็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ แนวคิดในการสร้างองค์กรนวัตกรรมเช่นเดียวกับผู้นำในองค์กร จนสามารถพัฒนาการทำงาน กระบวนการทำงาน (Process Innovation) ให้ดีขึ้นเร่ือย ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถต่อยอดเป็นการ พัฒนานวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Product/Service innovation) และท้ายสุดคือการ พัฒนานวตั กรรมรูปแบบธรุ กจิ ใหมๆ่ (Business Model Innovation) ได้ แล้วถ้าเราจะเริ่มการพัฒนาบุคคลากรให้มีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Skill) เพื่อพัฒนา นวัตกรรมในองค์กร เพื่อให้เป็นองค์กรนวัตกรรม จะเริ่มอย่างไรบ้าง เก๋มาแบ่งปันแนวคิดนี้จาก ประสบการณ์ทำงานตอนก่อตั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเป็นผู้จัดการศูนย์ฯกว่า 7 ปี และ ประสบการณ์เปน็ วิทยากร ทป่ี รกึ ษาดา้ นพฒั นานวตั กรรม เผ่ือเปน็ ประโยชนก์ ับผอู้ า่ นนะคะ ความคดิ สำคญั ของการคดิ เชงิ นวตั กรรม (Innovative Skill) \"การคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking)\" มีคำที่สำคัญคือ \"การคิด หรือทักษะการคิด\" กบั \"นวัตกรรม\" ดงั นน้ั เรามาดคู วามหมายของแตล่ ะคำกันก่อน \"ทักษะการคิด (Thinking skill)\" คือความสามารถในการคิด จากกระบวนการทำงานของ สมอง ต่อการตอบสนองในเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่ง อาจจะมีการบ่มเพาะจากการเลี้ยงดู ประสบการณ์ การศกึ ษา เปน็ ตน้ \"นวัตกรรม (Innovation)\" คือ การใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เช่น บริการ ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการใหม่ๆ (Service, Product, Process) เป็นต้น ที่มีคุณค่า (Value Creation) และมีประโยชน์ต่อผู้อื่น เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเมื่อมีคุณค่าและมีประโยชน์แล้วจะ สามารถขยายผลต่อได้เชิงพาณิชย์ หรือขายได้ Innovation = Creative + New + Value Creation (ความคดิ สร้างสรรค์ + ส่ิงใหม่ + มีคุณคา่ ) ดังนั้น \"การคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking)\" คือการคิดสิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหา หรือพัฒนาส่ิงใหม่ๆ ตอบสนองผูค้ นหรือลกู ค้า ด้วยผลติ ภณั ฑใ์ หม่ หรือบรกิ ารใหม่ๆ หรือกระบวนการ ใหม่ ที่มคี ณุ คา่ และสามารถสร้างคณุ ค่าและประโยชน์ได้
87 2.10.1 การพัฒนาบุคคลากรนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน (People & Process Innovation) การพฒั นาบุคคลากรนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเริ่มจากการพัฒนา พนักงานให้มีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อให้สามารถพัฒนาตัวเอง แล้วนำความสามารถไปพัฒนา กระบวนการหรือวิธีการทำงานใหด้ ีขน้ึ มปี ระสทิ ธิภาพมากขึน้ เพม่ิ ผลผลิต หรือลดตน้ ทุนได้มากขึ้น ซ่ึงสามารถทำได้โดยการพัฒนาทักษะความคิดที่สำคัญ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์และ ความคิดวิเคราะห์และคิดเชิงระบบ เป็นต้น ให้กับคนทำงาน ในด้านความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดส่ิง ใหม่ๆได้ สามารถคิดวิธีการแก้ปัญหาและป้องกันใหม่ๆได้ ด้วยตัวเองไม่ต้องรอแต่หัวหน้า หรือผู้นำ เทา่ นัน้ จากนัน้ จงึ พัฒนาความคิดวเิ คราะห์และคดิ เชงิ ระบบ เพ่ือวเิ คราะหค์ วามเปน็ ไปไดข้ องความคิด สร้างสรรค์ใหม่ๆที่ระดมสมอง หรือคิดกันมา ให้สามารถเลือกวิธีที่ดีที่สุด ที่มาแก้ไขปัญหาได้ โดยมี เหตุผล รองรับ ซึ่งมีเครื่องมือ วิธีการ และเทคนิคต่าง ๆ มากมาย ในการระดมความคิด การ แลกเปลี่ยนและการทำงานเป็นทีม เพือ่ ใหเ้ หน็ แงม่ ุมต่าง ๆ ครบหมดกอ่ นนำมาพฒั นาประสิทธิภาพการ ทำงานหรือกระบวนการต่าง ๆ ในขัน้ ตอนน้ี หากให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องน้นั ทสี่ ำคญั มากคือ ผ้นู ำองค์กร ต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) และเป้าหมายด้านการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ เปิดใจ (Open Mind) รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ (listen with heart) ท้าทายความคิด (Challenge) และเปิด โอกาสให้มีการนำความคิดเหล่านั้นมาลงมือทำ เป็นการ Learning by doing นอกจากนั้นการ เสริมแรงด้วยการให้รางวัลสำหรับความคิดที่สร้างคุณค่าให้กับบริษัทก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่น การชื่นชม การใหเ้ งนิ พเิ ศษ การใหว้ นั หยุด เปน็ ต้น นวัตกรรมที่ เริ่มจากการพัฒนาคนให้เป็นบุคคลากรนวัตกรรม และสร้างนวัตกรรมองค์กร แล้วค่อยๆ เริ่มจากการพัฒนาสิ่งเล็ก ๆ กระบวนการเล็ก ๆ แล้วค่อยๆขยายขึ้น จะสามารถทำให้องค์กรเติบโตได้ อยา่ งตอ่ เน่อื งและยงั่ ยนื 2.10.2 การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของ ลกู ค้า (Product/Service Innovation) เมื่อบริษัทมีบุคคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์และการคิดเชิงนวัตกรรม รวมทั้งมีการทำงาน เปน็ ทมี แลว้ การทจี่ ะสามารถคิดคน้ หรือพัฒนาผลิตภณั ฑ/์ บรกิ ารใหมๆ่ เพอื่ ตอบสนองลูกค้าได้น้นั ย่อม ทำได้เพราะนวัตกรรมจะเกิดขน้ึ ได้น้นั ตอ้ งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. สว่ นที่ 1 สร้างคุณคา่ กับผูใ้ ชง้ านหรอื กลมุ่ เป้าหมาย (User Desirability) การพัฒนานวัตกรรมขึ้นมานัน้ จะต้องคำนึงถึงคุณค่าที่จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน หรือกลุ่มเป้าหมาย ของเรา ซงึ่ การทีจ่ ะได้มาซึ่งกระบวนการพฒั นาน้ตี ้องเริ่มจากการสังเกต การฟัง หรอื การไปสวมบทบาท นั้นของผู้ใช้ว่า เขาต้องการอะไร เขามีปัญหาอะไร หรือ Pain point อะไร ซึ่งเมื่อสามารถพบแล้ว และสามารถพฒั นาสรา้ งสรรคเ์ ป็นนวัตกรรมได้ และชว่ ยแก้ปัญหาใหก้ ับกลมุ่ เป้าหมายได้ ยอ่ มได้รบั การ
88 ยอมรับ และแน่นอนว่า จะขายได้ในอนาคตแน่นอน ซึ่งในส่วนน้ีจะเกี่ยวข้องกับ ฝ่ายวิจัยพัฒนา ฝ่าย ออกแบบ หรอื ฝา่ ยการตลาด ฝา่ ยลกู ค้าสัมพนั ธ์ เป็นตน้ 2. ส่วนที่ 2 สามารถขยายผลหรือสร้างมูลคา่ ทางธรุ กิจได้ (Business Viability) การพัฒนานวัตกรรมสามารถสร้างมูลค่า หรือผลตอบแทนมาสู่ตัวเรา หรือองค์กรได้หรือไม่ สิ่งที่จะ พฒั นาตอบโจทย์กลุ่มเปา้ หมายหรือไม่ อย่างไร ซ่งึ ในส่วนน้ีจะเก่ียวข้องกบั ฝา่ ยทีเ่ กีย่ วข้อง หรือติดต่อ กับลกู ค้าบ่อย เชน่ ฝา่ ยการตลาด การขาย ฝา่ ยลูกคา้ สัมพันธ์ เปน็ ตน้ 3. ส่วนที่ 3 สามารถเปน็ ไปไดท้ างเทคนิค (Technical Feasibility) นวัตกรรมบางอย่างเรียกว่า มีเวลาชีวิตของเขา เทคโนโลยีบางอย่าง หากไม่คำนวณเวลาดีๆ พอพัฒนา ออกมาเสร็จก็อาจจะเป็นของที่ล้าสมัยไปแล้วก็ได้ เช่น ระบบโทรศัพท์บ้านที่ทันสมัยขึ้น แต่คนส่วน ใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า การไปพัฒนาระบบโทรศัพท์บ้านอาจจะไม่ตอบความต้องการของ ผู้ใชง้ าน หรอื ในปจั จุบนั คนมักคุยกนั ทางอนิ เตอร์ ผ่าน line call, FB messenger Zoom ระบบต่างๆ ที่คุยฟรีทางอินเตอร์เนต แถมยังเห็นหน้าเห็นตากันมากกว่า ซึ่งในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับ ฝ่ายผลิต ฝ่าย วิจยั พัฒนา ฝา่ ยวิศวกรรมในองค์กรในการวิเคราะห์ความเปน็ ไปได้ทางเทคนิคดว้ ย ดังนั้นในขั้นตอน การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการ ของลูกค้านี้ จะเห็นได้ว่า การพัฒนานวัตกรรมให้มีแนวโน้มประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้อง คำนึงประเด็นที่สำคัญทั้ง 3 เรื่อง คือ สร้างคุณค่ากับผู้ใช้งานหรือกลุ่มเป้าหมาย (User Desirability) สามารถขยายผลหรือสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ (Business Viability) สามารถเป็นไปได้ทางเทคนิค (Technical Feasibility) แล้วนั้น ยังต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจและการมีส่วนร่วม (Collaboration) ของคนในองค์กรฝ่ายต่างๆ (Cross functional teamwork) มาช่วยกันทำเป็น แผนงาน แบง่ หนา้ ทคี่ วามรบั ผิดชอบ และดำเนินการไปอย่างเป็นทีม นวัตกรรมในองคก์ รจึงจะประสบ ผลสำเร็จได้ 2.10.3 การพฒั นานวัตกรรมรูปแบบธรุ กจิ ใหม่ๆ (Business Model Innovation) เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆมาแล้ว จากนั้นคือการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อ ขยายช่องทางในการขยายตลาด เพราะผลิตภัณฑ์หรือบริการในปัจจุบันสามารถลอกเลียนแบบกันได้ แม้บางอย่างอาจจะลอกเลียนแบบได้ยากหากใช้เทคโนโลยีสูง แต่การพัฒนานวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ ใหมๆ่ นัน้ จะทำให้ผลติ ภณั ฑ์หรือบรกิ ารของเราเข้าตลาดไดก้ ่อน และอยูใ่ นใจลกู ค้าไดก้ อ่ น
89 2.11 ศกึ ษาขอ้ มลู เก่ยี วกับความตอ้ งการของมนษุ ยด์ า้ นจติ วิทยาผูบ้ รโิ ภค 2.11.1 ปัจจยั ทางจติ วิทยา การและเลือกซื้อของบุคคลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยา (psychological factors) ท่ีสำคัญ 4 ปจั จัยไดแ้ ก่ การจูงใจ การรบั รู้ และความเชอ่ื และทัศนคติทีท่ ำใหเ้ กดิ ความพึงพอใจการจงู ใจ แอนนาสนใจที่จะซื้อกล้องสักตัว อะไรคือสิ่งที่เธอกำลังแสวงหาอย่างแท้จริง อะไรคือความ ตอ้ งการทเ่ี ธอพยายามท่ที ำใหเ้ กิดความพงึ พอใจ แต่ละคนมีความต้องการหลายสิ่งหลายอย่างในช่วงเวลาหนึ่ง ความต้องการบางอย่างเป็น ความต้องการทางชีววิทยาเกิดจากสภาวะความตึงเครียด เช่น ความหิว หรือความลำบาก นี้เป็นความ ต้องการทางจิตวิทยาเกิดจากความต้องการยอมรับ การยกย่องความต้องการส่วนใหญ่อาจไม่มาก พอที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิง่ จูงใจเม่ือให้รับการกระตุ้นอยา่ ง เพียงพอจนเกิดความตึงเครียด สิ่งจูงใจ (motive)หรือแรงขับ (drive)เป็นความต้องการที่กดดันมาก พอทจี่ ะจงู ใจใหบ้ คุ คลเกิดพฤติกรรมตอบสนองความตอ้ งการ ทฤษฎีความต้องการมี 2 ทฤษฎี ทฤษฎขี องซิมมนั ด์ ฟรอยด์ และทฤษฎขี องอับราฮัม มาสโลว์ ท้งั ทฤษฎีใหค้ วามหมายของแรงจูงใจแตต่ ่างกันวา่ การวิเคราะหผ์ ้บู รโิ ภคและการตลาด 2.11.2 ทฤษฎกี ารจูงใจของฟรอยด์ ฟรอยด์ต้งั สมมติฐานว่าพลงั ทางจิตวิทยามสี ่วนชว่ ยสร้างให้เกดิ พฤตกิ รรมพบวา่ บคุ คลควบคุม สิ่งเร้าหลายอย่าง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคำที่ไม่ตั้งใจพูดและมีพฤติกรรมหลอกหลอน หรือเกิดอาการ วิตกจริตอย่างมาก เช่น แอนนาต้องการซื้อกล้องถ่ายรูปราคาแพง เธออธิบายถึงแรงจูงใจว่าเป็นเพราะ เธอถ่ายรูปเพราะจะได้มีอาชีพเสริม แต่ในเป็นวัยรุ่นและมีอิสระ นักวิจัยทางด้านการจูงใจกล่าวว่า ผ้บู ริโภคกลมุ่ เลก็ เพอื่ เปิดเผยท่มี ีต่อการเลอื กซ้ือสนิ คา้ วา่ อะไรจะอยู่ในจิตใจของผูบ้ ริโภคในเร่ืองของการ ซื้อ การศกึ ษาความต้องการใหต้ นประสบความสำเรจ็ 2.11.3 ทฤษฎแี รงจงู ใจของมาสโลว์ ความต้องการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลำดับจากสิ่งที่กดดันมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด เรียงลำดับความสำคัญ คือความต้องการทางกาย (physiological needs) ความต้องการความ ปลอดภัย (safety needs) ความต้องการทางสังคม (social needs) ต้องการยกย่อง (esteem needs) และความต้องการให้ตนประสบผลสำเร็จ (self-actualization needs) บุคคลพยายามที่จะ สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องที่สำคัญเป็นอันดับแรกก่อน เมื่อความต้องการนั้นได้รับความพึง พอใจ ความตอ้ งการน้ันจะหมดลงและเปน็ ตัวกระตุ้นใหบ้ ุคคลพยายามสร้างความพึงพอใจให้และความ ตอ้ งการ
90 2.11.4 การรับรู้ บุคคลที่ได้รับสิ่งกระตุ้นจะอยู่ในสภาพการส่งข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ การ เห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การสัมผัสและการลิ้มรส จากความรู้สึกเหล่านี้ด้วยวิธีของคนแต่ละคน การ รับร(ู้ perception) เปน็ กระบวนการที่บุคคลเลอื กรับรู้ จัดการ เพอ่ื ใหเ้ กิดความเข้าใจ กระบวนการรบั รู้ มี 3 ขั้นตอน การเลือกให้ความสนใจ การเลือกแปลความหมายบิดเบือน และการเลือกเก็บรักษา บุคคลต้องพบกับสิ่งกระตุ้นในแต่ละวันโดนเฉลี่ยบุคคลได้เห็นได้ยินสื่อโฆษณามากกว่า 1,500 ชิ้น ต่อ วัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลใหค้ วามสนใจกับสิ่งกระตุ้นท้ังหมด การเลือกให้ความสนใจที่เห็นและได้ยนิ น่นั หมายความวา่ นกั การตลาดต้องทำงานอย่างนักเปน็ พิเศษเพื่อจะดึงดดู ความสนใจของลูกค้า แม้วา่ นกั การตลาดส่านใหญ่กังวลว่าผู้บริโภคจะรบั ร้สู ิ่งทต่ี นเสนอไปทั้งหมดหรือไม่ ผู้บริโภค บางรายกลับกังวลว่าเขาจะได้รับอิทธิพลจากข่าวสารทางการตลาดโดยผ่านการโฆษณาแฝง การศึกษา ของนักจิตวิทยาและนักวิจัยผู้บริโภคจำนวนมากพบว่าข้อความที่ไม่ทันรู้ตัวเหล่านั้นไม่เกี่ยวของกับ พฤติกรรมผู้บริโภคการโฆษณาแฝงไม่ได้มีอิทธิพลตามที่กล่าวอ้าง นักโฆษณาส่วนใหญ่พูดเยาะเย้ย แนวคิดที่จะจัดการกับผู้บริโภคผ่านข้อความซ้อนเร้น ตัวแทนโฆษณารายหนึ่งกล่าวว่า “เรามีความ ยากลำบากในการจูงใจผู้บริโภคด้วยโฆษณา 30 วินาทีแล้วเราจะสามารถใชโ้ ฆษณาแค่ 1/300 วินาที จูงใจผบู้ ริโภคได้ 2.11.5 การเรยี นรู้ เมื่อบุคคลกระทำสิ่งจะพวกเกิดการเรียน การเรียนรู้ (learning) แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง พฤตกิ รรมของบุคคลทเี่ กิดจากประสบการณ์ของแตล่ ะคนโดยกล่าววา่ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการ เรียนรู้เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างแรงขับ ตัวกระตุ้น ตัวนำ การตอบสนอง และการเสริมแรง เช่นสมมติ แอนนาซือ้ กล่องนิคอน ถ้าประสบการณ์จากการใชก้ ลอ้ ง การส่งเสรมิ ดังนั้นมคี วามเป็นไปได้ว่าในการซ้ือ กล้องเป็นไปได้ว่าในการซื้อกล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล หรือสินค้าคล้ายกัน เธอจะเลือกซือ้ กล้องนิ คอน ความสำคัญของทฤษฎีการเรยี นรู้สำหรับนักการตลาด คือนักการตลาดสามารถสร้างอุปสงค์ของ ผลติ ภณั ฑโ์ ดยเชื่อมให้เขา้ กบั แรงขบั ทเี่ กดิ ข้นึ อย่างรุนแรง และใชส้ ง่ เสริมแรงทางบวก 2.11.6 ความเช่ือและทศั นคติ การกระทำและการเรียนรู้ซึ่งความเชื่อจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ ความเชื่อ( belief) เปน็ ความคดิ ที่บุคคลยึดถือเกย่ี วกับสงิ่ ใดส่ิงหน่ึง แอนนาอาจจะเช่ือว่ากล้องนคิ อนสามารถถ่ายภาพได้ดี มากทนต่อการใช้งานและมีราคาเพียง 450 ดอลลาร์สหรัฐ ความ เชื่อเหล่านี้อาจเกิดจากความรู้ ความ คิดเห็น หรือความศรัทธา ซึ่งจะเกิดแรงผลัดดันทางอารมณ์ เช่น การที่แอนนาเช่ื อว่ากล้องนิคอนมี น้ำหนักมากอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของเธอทัศนคติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยาก ทัศนคตขิ องบุคคลจะมีรปู แบบแน่นนอนและการเปลี่ยนแปลงทัศนคตหิ นง่ึ จำเป็นต้องปรับเปล่ียน ส่งิ อ่ืนท่ที ำไดค้ อ่ นข้างยาก ดังน้ันกจิ การควรพยายามทำผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกบั ทัศนคติท่ีมีอยู่ดีกว่าท่ี จะพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติเพราะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก จะเห็น
91 ว่ามีพลังต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค การเลือกของผู้บริโภคเป็นผลจากปฏิกิริยาภายในที่ ซบั ซ้อนของวัฒนธรรม สังคม ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางจิตวทิ ยา 2.12 ศกึ ษาขอ้ มลู เก่ียวกับความตอ้ งการของตลาด ทิศทาง แนวโนม้ รายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไตรมาสที่ 3/2562 และแนวโน้มไตรมาสที่ 4/2562 โดยสำนักงานเศรษฐกจิ อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม 2.12.1 อตุ สาหกรรมเยื่อกระดาษ กระดาษ และสิง่ พิมพ์ การผลิตเยื่อและกระดาษ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ดัชนีผลผลิตฯ ลดลง (%QOQ) ในกลุ่ม เยื่อกระดาษ และกระดาษคราฟต์ ซึ่งมีทิศทางเดียวกับการส่งออก มีมูลค่าลดลงในกลุ่มกระดาษพิมพ์ เขยี น กระดาษคราฟต์ กระดาษแข็ง และกระดาษอนามยั โดยเฉพาะตลาดจีน และอาเซียนท่ีเป็นตลาด ส่งออกหลัก ยกเว้นเพียงกลุ่มบรรจุภัณฑ์กระดาษ หนังสือและสิ่งพิมพ์ขยายตัวเพิ่มขึ้น ในส่วนการ นำเข้า ลดลงคอ่ นขา้ งมากทงั้ กลุ่มเยือ่ กระดาษ กระดาษและผลติ ภัณฑ์กระดาษ 2.12.1.1 แนวโน้มในไตรมาสที่ 4 ปี 2562 คาดวา่ การผลติ เยอ่ื กระดาษ กระดาษ และผลิตภัณฑ์จะทรงตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 3 ตามทิศทางการตลาดและความต้องการใช้ของผู้มี คำสงั่ ซื้อในอตุ สาหกรรมเกยี่ วเนอื่ งอืน่ ๆ ทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ ยกเว้นกลุ่มบรรจุภัณฑ์กระดาษ คาดว่า จะขยายตัวได้ต่อเนื่องถึงสิ้นปี สำหรับการส่งออกเยื่อกระดาษไตรมาสที่ 4 ปี 2562 เม่ือ เปรียบเทียบ (%YoY) คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นไปยังประเทศจีน และ ตลาดอาเซียน สำหรับการนำเข้าเยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์ คาดว่า จะหดตัวตามแนวโน้ม ความต้องการใชบ้ รรจภุ ัณฑ์กระดาษในประเทศ การผลิตเย่ือและกระดาษ ในไตรมาสท่ี 3 ปี 2562 เมือ่ เปรยี บเทียบ (%QOQ) ดัชนีผลผลิตลดลงในกลุ่มเยื่อกระดาษ และกระดาษคราฟต์ ร้อยละ 1.62 และ 5.47 ตามลำดับ และ เมื่อเปรียบเทียบ (%YoY) ดัชนีฯ ลดลงในกลุ่มเยื่อกระดาษ กระดาษแข็ง และกระดาษคราฟต์ ร้อยละ 3.00 10.37 และ 1.60 ตามลำดับ ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศ ในส่วนกระดาษลูกฟูก ดัชนี เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.80 (%QOQ) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.41 (%YOY) สำหรับการผลิตกล่องบรรจุภณั ฑ์ที่ ยังตอบสนองตลาดได้ดีตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง รวมถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์ กระดาษเพือ่ การบรรจแุ ละการขนสง่ สำหรบั การค้าในระบบออนไลน์ทย่ี ังขยายตัวไดต้ ่อเนอ่ื ง การส่งออกเยอ่ื กระดาษ กระดาษและสงิ่ พิมพ์ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีมูลค่ารวม 495.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 3.69 (%QoQ) จากกลุ่มเยื่อกระดาษ จากการส่งออกไป ตลาดหลัก ไดแ้ ก่ จีน ฝรั่งเศส เกาหลใี ต้ เปน็ ตน้ สำหรับผลิตภณั ฑก์ ระดาษ ลดลงท้ังกระดาษพิมพ์เขียน กระดาษคราฟต์ กระดาษแข็ง และกระดาษชำระ จากการส่งออกไปเวียดนาม มาเลเซีย และจีน และ
92 ลดลงร้อยละ 10.89 (%YoY) ซึ่งลดลงทัง้ กลุ่มเยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑก์ ระดาษ อย่างไรก็ตาม กลุ่ม หนังสอื และสง่ิ พมิ พ์ ส่งออกไดเ้ พม่ิ ข้นึ ในตลาดฮ่องกงและสหรัฐอเมรกิ า อาเซยี น การนำเข้าเยอื่ กระดาษ กระดาษและส่ิงพิมพใ์ นไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มมี ลู คา่ รวม 655.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 4.47 (%QoQ) ในกลุ่มเยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ลดลง ร้อยละ 14.69 กลุ่มกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ ลดลง ร้อยละ 3.11 และเมอื่ เปรียบเทยี บ (%YoY) นำเข้าลดลงร้อยละ 10.54 ทั้งในกลุ่มเยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษชนิดที่ไม่สามารถ ผลิตได้ในประเทศ แต่สำหรับหนังสือและสิ่งพิมพ์นำเข้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.82 (%QoQ) แต่ลดลง ร้อย ละ 32.92 (%YoY) ส่วนใหญน่ ำเขา้ หลกั จากสหรฐั อเมรกิ า จีน และญปี่ ุ่น 2.12.1.2 นโยบายภาครัฐท่ีเกี่ยวข้อง การกำกบั สินคา้ และบรกิ ารในบัญชีควบคุมปี 2562 ของ กกร. กำหนดให้สินค้าและบริการต้องแจ้งราคาและปริมาณเป็นประจำทุกเดือน ได้แก่ กระดาษพิมพ์และเขียน ส่วนกระดาษลูกฟูก กระดาษเหนียว ต้องแจ้งราคา รายละเอียดสินค้า หาก เปลี่ยนราคาต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน สำหรับกระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า ให้แจ้งราคา รายละเอียดสินค้า และหากเปลี่ยนราคาต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน สำหรับสินค้าอื่น ๆ จะมี ขอ้ กำหนดท่ีแตกต่างกันตามท่ีระบุไว้ในประกาศฯ 2.12.2 อุตสาหกรรมปนู ซีเมนต์ อตุ สาหกรรมปูนซีเมนต์ ไตรมาสท่ี 3 ปี 2562 เมือ่ เทียบกบั ช่วงเดียวกันกับปีก่อน การผลิต และการส่งออก มีอัตราการ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับตลาดในประเทศและตลาดส่งออกในกลุ่มของ ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะจากประเทศกัมพูชา การจำหน่ายในประเทศมีอัตราลดลงเนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจชะลอตวั และเกิดภาวะนำ้ ท่วมในหลายพืน้ ที่ ส่วนการนำเขา้ มี อตั ราการขยายตัวเพิม่ ขึ้น การผลิตปนู ซีเมนต์ (ไม่รวมปนู เม็ด) ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีจำนวน 10.16 ลา้ นตันลดลง จากไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ร้อยละ 0.24 (%QoQ) แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.11 (%YoY) เพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น กมั พูชา สปป.ลาว และเมยี นมา โดยเฉพาะกมั พูชาท่ีภาคอสงั หาริมทรพั ยม์ ีการขยายตัวเป็นอย่างมาก การจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ (ไม่รวมปูนเม็ด) ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีจำนวน 8.55 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ร้อยละ 0.10 แต่ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี ก่อนรอ้ ยละ 2.77 (%YoY) เนอ่ื งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงและเกิดภาวะนำ้ ทว่ มในหลายพนื้ ท่ี การส่งออก - นำเข้าปูนซีเมนต์ ( ไม่รวมปูนเม็ด) ) ไตรมาส ที่ 3 ปี 2562 มีมูลค่าการ ส่งออก 85.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ร้อยละ 4.15 (%QoQ) แต่เพิ่มขึ้น จากไตรมาสเดียวกันกับปีก่อน ร้อยละ 41.64 (%YoY) เนื่องจากตลาดส่งออกบางประเทศที่เคยลด คำสั่งซื้อในช่วงเดียวกันของปีก่อน หันกลับมาเพิ่มคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาสนี้ ส่วนการนำเข้าปูนซเี มนต์ (ไม่รวมปูนเม็ด) มีมูลค่า 16.37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปี 2562 ร้อยละ 20.11
93 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 59.98 โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนอ่ื งจากกัมพชู านบั จากไตรมาสท่ี 2 ทีผ่ ่านมา 2.12.2.1 แนวโนม้ อุตสาหกรรมปูนซเี มนต์ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 อุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์ (ไม่รวมปูนเม็ด) ไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปรมิ าณการผลิตคาดว่าจะมีแนวโน้มเพ่ิมเล็กน้อยเพ่ือรองรับความต้องการของตลาดประเทศเพ่ือนบ้าน ส่วนปริมาณการจำหน่าย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากการที่รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการ สาธารณูปโภคพื้นฐาน มาตรการกระตุ้นตลาดของภาครัฐ และการซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัยหลังเกิด ภาวะนำ้ ท่วมในชว่ งไตรมาสทผี่ ่านมา 2.12.3 อุตสาหกรรมสงิ่ ทอและเคร่ืองนุง่ หม่ ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 การผลิตเส้นใยประดิษฐ์ ขยายตัวจากการผลิตเพื่อรอส่งมอบช่วง ปลายปี ส่วนผ้าผืน และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ชะลอตัวตามคำสั่งซ้ือจากประเทศผู้ผลิตที่ลดลงจาก สถานการณท์ างการเมืองและการค้าของประเทศผูน้ ำทางเศรษฐกิจ 2.12.3.1 การผลิตและจำหน่ายในประเทศ เสน้ ใยประดษิ ฐ์ มดี ชั นผี ลผลิตเพิ่มขน้ึ ร้อยละ 6.05 (YoY) ส่วนดัชนีการจำหน่ายในประเทศ ลดลง ร้อยละ 0.85 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการ ผลติ เพ่อื เป็นสตอ๊ กสำหรบั การส่งมอบในชว่ งไตรมาสสุดทา้ ยของปี ผ้าผนื และเส้ือผ้าเครอ่ื งแตง่ กาย มดี ัชนผี ลผลิตลดลง ร้อยละ 17.37 และ 1.01 (YoY) ดัชนีการจำหน่ายในประเทศ ลดลง ร้อยละ 11.10 และ 1.93 เนื่องจากคำสั่งซื้อวัตถุดิบจาก ประเทศคคู่ ้าสำคญั ได้แก่ จนี และเวียดนาม เพือ่ นำไปใช้ผลิตเส้ือผ้าสำเรจ็ รูปมีแนวโนม้ ลดลง ประกอบ กับมกี ารนำเข้าเสอ้ื ผ้าสำเร็จรูป 2.12.3.2 การสง่ ออก-นำเข้าการส่งออกสิง่ ทอและเครือ่ งนุ่งหม่ ภาพรวม มีมลู ค่า 1,769.33 ล้านเหรยี ญสหรฐั ฯ ลดลง รอ้ ยละ 2.66 (YoY) ซ่งึ หากพจิ ารณา กลมุ่ สง่ิ ทอ พบวา่ ลดลง รอ้ ย ละ 8.11 โดยตลาดส่งออกเส้นใยสิ่งทอ สำคัญที่หดตัว ได้แก่ จีน และเวียดนาม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมา จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้คำสั่งซื้อวัตถุดิบของไทยไปยังจีนเพื่อนำไป ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออกไปยังตลาดโลกชะลอตัว สำหรับกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม มีการส่งออกขยายตัว ร้อยละ 7.47 ในกลุ่มเสือ้ ผ้าสำเร็จรูปบุรุษและสตรี ที่ไทยได้รับพิจารณาจากแบรนด์ต่างประเทศให้เปน็ แหล่งผลิตในรูปแบบการรับจ้างออกแบบและผลิต โดยตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ สหรฐั อเมริกา และเยอรมนี การนำเขา้ สิ่งทอและเคร่ืองนงุ่ ห่มภาพรวม มีมูลค่า 1,321.34 ลา้ นเหรียญสหรฐั ฯ ลดลง ร้อยละ 3.88 (YoY) โดยลดลงจากการนำเข้าผ้าผืนราคาถูกจากจีน และเวียดนาม เพื่อใช้เป็น วัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก ในส่วนเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขยายตัว ร้อยละ 7.61 ทั้งกลุ่มเสื้อผ้าราคาถูก จากจนี และเสือ้ ผ้าแบรนดเ์ นมทมี่ ีสาขาในประเทศไทย
94 2.12.3.3 คาดการณ์แนวโน้มไตรมาสที่ 4 ปี 2562 การผลติ เส้นใยประดษิ ฐ์ ผา้ ผนื และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คาดว่า จะลดลงเล็กน้อย ตามทิศทางตลาดส่งออกและความต้องการของ ผู้บริโภคในประเทศที่ค่อนข้างชะลอตัว ในส่วนการส่งออกเส้นใยสิ่งทอ และผ้าผืน คาดว่า จะลดลง เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกจิ ของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะ จีน สหรฐั อเมริกา และสหภาพยุโรป สำหรับการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป จะยังขยายตัวได้จากความสามารถในการรับจ้าง ออกแบบและผลิตเสื้อผ้าบุรุษและสตรีใหก้ ับแบรนด์ตา่ งประเทศของผปู้ ระกอบการไทย 2.12.3.4 นโยบายภาครัฐท่เี กี่ยวขอ้ ง รัฐบาลมนี โยบายสง่ เสริมอุตสาหกรรม ศักยภาพเป้าหมาย (S-curve) ซ่ึงผู้ประกอบการสิง่ ทอและเคร่ืองนุ่งหม่ ควรใช้โอกาสน้ีเร่งพัฒนาในส่วน อตุ สาหกรรมตน้ นำ้ และกลางน้ำ โดยวจิ ยั พฒั นาเสน้ ใยสมบัติพิเศษให้มคี ณุ ภาพ และมีความหลากหลาย สูง เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาดสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องสาขาอื่น ๆ ได้แก่ Meditech, Protech และ Mobitech เป็นต้น 2.12.4 อุตสาหกรรมไม้และเคร่อื งเรอื น ปริมาณการผลิตและจำหน่ายเคร่ืองเรือนทำด้วยไม้ในประเทศไตรมาสที3่ ปี 2562 ขยายตัว จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามปริมาณคำสั่งซื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การส่งออกไม้และ ผลติ ภัณฑแ์ ผน่ ไมม้ มี ลู ค่าลดลงจากไตรมาสเดียวกนั ของปีก่อน สาเหตุจากการปรับลดลงของการส่งออก ไม้แปรรูปไปยังประเทศคู่คา้ สำคญั อย่างจีน การผลติ เคร่อื งเรือนทำด้วยไม้ ไตรมาส 3 ปี 2562 มจี ำนวน 2.76 ลา้ นช้นิ ขยายตัวร้อยละ 17.45 และ 24.89 จากไตรมาสทผี่ ่านมาและไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ สาเหตจุ ากการผลิต เพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการของตลาดภายในประเทศเปน็ หลัก การจำหน่ายเครื่องเรือนทำด้วยไม้ในประเทศ ไตรมาส 3 ปี 2562 มีจำนวน 0.41 ล้านช้ิน ขยายตัวร้อยละ 5.13 และ 7.89 จากไตรมาสที่ผ่านมาและไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ เป็น ผลจากการกระตุ้นตลาดผ่านการจัดงานแสดงสินค้าเกยี่ วกับเฟอร์นิเจอรแ์ ละของแตง่ บ้านอย่างต่อเน่ือง ต้ังแตช่ ่วงกลางปี การสง่ ออกไม้และผลิตภัณฑ์ไมไ้ ตรมาส 3 ปี 2562 มีมลู ค่ารวม 823.54 ลา้ นเหรยี ญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 0.14 และ 8.21 จากไตรมาสทผี่ ่านมาและไตรมาสเดยี วกันของปีก่อนตามลำดบั แบ่งเป็น มูลค่าการส่งออกเครื่องเรือนและชิ้นส่วน 233.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 5.73 จากไตร มาสที่ผ่านมา แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พบว่า ลดลงร้อยละ 4.72 มูลค่าการ ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ 37.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 4.99 จากไตรมาสที่ผ่านมา แต่หาก เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พบว่า ลดลงร้อยละ 5.71 และมูลค่าการส่งออกไม้และ ผลติ ภัณฑ์แผน่ ไม้ 552.53 ลา้ นเหรยี ญสหรฐั ฯ ลดลงร้อยละ 2.74 และ 9.77 จากไตรมาสที่ผ่านมาและ ไตรมาสเดยี วกนั ของปีกอ่ น ตามลำดับ
95 2.12.4.1 แนวโนม้ อุตสาหกรรมไม้และเครอ่ื งเรือน ไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 การผลิตและจำหนา่ ยเครือ่ งเรอื นทำดว้ ยไม้ในประเทศไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการผลิตและจำหน่ายเครื่องเรือนทำด้วยไม้เพื่อตอบสนองความต้องการ ของตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ในส่วนของการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มข้ึน จากการปรับเพิ่มข้นึ ของการส่งออกผลิตภัณฑใ์ นกลุ่มไม้และผลิตภัณฑแ์ ผน่ ไม้ 2.12.4.2 นโยบายภาครัฐทีเ่ กย่ี วข้องกบั อตุ สาหกรรมไมแ้ ละเคร่ืองเรอื น กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการทบทวนอากรขาออกของสนิ ค้าไม้ ไมแ้ ปรรปู และของทำด้วยไม้ โดยมีสาระสำคัญคือ การยกเว้นอากรขาออกใหก้ ับสินค้าไมแ้ ปรรูปทุกชนิด ปรับลด อากรขาออกของไม้ท่อนลงเหลือร้อยละ 10 จากร้อยละ 40 และทบทวนอัตราอากรขาออกของสินค้า ประเภทอืน่ ๆ ของไม้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทีม่ งุ่ เน้นการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพในการแขง่ ขันให้กับอุตสาหกรรมไมข้ องประเทศ 2.13 เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง กิตติชัย โสพันนา , วิชชุดา ภาโสม , กนกวรรณ วรดง , อนนัตสิทธิ์ ไชยวังราช (2558) เรื่อง กระถางเพาะชำชีวภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสำรวจหาวัสดุในท้องถิ่นทีส่ ามารถนำมาผลิตเปน็ กระถางเพาะชำชีวภาพ เพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการผลิตกระถางเพาะชำชีวภาพ เพื่อทดสอบ สมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมีของกระถางเพาะชำชีวภาพ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต กระถางเพาะชำชวี ภาพสู่ชุมชน ดงั มรี ายละเอียดเบ้ืองต้นดงั น้ี ขุยมะพร้าว ฟางข้าว และผักตบชวา เป็นวัสดุในท้องถิ่นที่นำมาใช้ในการทำกระถางเพาะชำ ชีวภาพ โดยใช้อัตราส่วนของวัสดุต่อกาวแป้งเปียกเป็น 1:2 1:3 และ 1:4 โดยน้ำหนัก จากนั้นทดสอบ ค่าความแข็งแรง ค่าการดูดซับน้ำ นอกจากนั้นยังทดสอบหาค่าปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม อีกด้วย จากการศกึ ษาพบว่าที่อัตราสว่ น 1:4 มคี า่ ความแข็งแรงมากที่สดุ โดยที่ผักตบชวา ขุยมะพร้าว และฟางข้าว มีความแข็งแรงเท่ากับ 16.39 x 103 15.04 x 103 และ 3.56 x 103 N/m2 ตามลำดับ สว่ นคา่ การดดู ซบั น้ำพบวา่ ท่ีอัตราส่วน 1:2 มีคา่ มากทส่ี ดุ โดยที่ ขุยมะพรา้ ว ผกั ตบชวา และ ฟางข้าว โดยมีค่าการดูดซับน้ำเท่ากับ 75.60%, 72.33% และ 66.51% ตามลำดับ สำหรับค่าปริมาณ ไนโตรเจนที่มากท่ีสุดของ ขุยมะพร้าว ฟางข้าว และผกั ตบชวา คอื อัตราสว่ น 1:4 1:4 และ1:2 โดยมีค่า เท่ากับ 0.22% 0.21% และ 0.21% ตามลำดับ อัตราส่วนที่มีค่าปริมาณฟอสฟอรัสมากที่สุดของ ขุย มะพร้าว ฟางข้าว และผักตบชวา คืออัตราส่วน 1:2 1:3 และ 1:2 โดยมีค่าเท่ากับ 38.62 117.13 และ 103.74 mg/kg ตามลำดับ สำหรับอัตราสว่ นที่มีค่าปริมาณโพแทสเซียมมากทีส่ ุดของ ขุยมะพร้าว ฟาง ข้าว และผักตบชวา คืออัตราส่วน 1:2 1:4 และ 1:4 โดยมีค่าเท่ากับ 0.56 6.46 และ 6.39 mg/kg ตามลำดับ
96 เตือนใจ ปิยงั , วรรณวภิ า ไชยชาญ, กัตตินาฏ สกุลสวัสดพิ ันธ (2561) เรื่องการผลติกระถาง ต้นไม้ท่ีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากกากตะกอนน้ำมันปาล์ม และวัสดุเหลือท้ิงจากการเพาะเห็ดมี วตั ถุประสงค์เพอื่ ผลิตกระถางต้นไม้ทเ่ี ป็นมติ รต่อส่งิ แวดล้อมจากกากตะกอนนำ้ มันปาลม์และวัสดุเหลือ ท้งิ จากการเพาะเห็ดโดยใช้อัดประสานเป็นกาวแปง้ เปียก โดยศกึ ษาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการขึ้นรูป และคุณสมบัติของกระถางต้นไม้ ทำการศึกษาทั้งหมด 6 ชุดการทดลองที่อัตราส่วนผสม กากตะกอน น้ามนัปาลม์ต่อวัสดุเหลือทิ้งจากการเพาะเห็ดได้แก่ 5:0 , 4:1 , 3:2 , 2:3 , 1:4 และ 0:5 โดยน้ำหนัก นำไปขึ้นรูปกระถางด้วยเครื่องอัดไฮโดรลิกช่วง 100 - 150 นิวตันซึ่งทาการศึกษาคุณสมบัติค่าการดูด ซบั นำ้ คา่ การพองตัวค่าความพรนุ และการย่อยสลายของกระถางต้นไมผ้ ลการศึกษาพบว่า กระถางตน้ไม้ ที่ใช้วัสดุประสานกาวแป้งเปียกสามารถข้ึนรูปได้ทุกชุดการทดลองสาหรับคุณสมบัติของ กระถางตน้ไม้ พบว่าค่าการดูดซบัน้า ค่าการพองตัว ค่าความพรุนและการเสื่อมสภาพของกระถางตน้ไม้ ขึ้นอยู่กับ อตั ราสว่ นของวัสดผุ สมอยา่ งมีความสำคัญ เมื่อพจิ ารณาคุณสมบัติกระถางต้นไม้ทอ่ี ัตราสว่ นผสมที่ 1:4 เหมาะต่อการข้นึ รูปได้ดี และคณุ สมบตั เิ หมาะสมท่สี ุดโดยมคี ่าการดูดซับน้ำ 91.18 ± 1.33 เปอร์เซ็นต์ ค่าการพองตัว 91.67 ± 1.11 เปอร์เซ็นต์ ค่าความพรุน 79.00 ± 3.25 เปอร์เซ็นต์ และมีการ เส่อื มสภาพของ กระถางต้นไม้ย่อยสลายได้ช้าทส่ี ดุ ปทมุ ทิพย์ ตน้ ทับทมิ ทอง , มารสิ า จนิ ะดิษฐ์ , วราภรณ์ ธนะกลู รังสรรค์ , สุรัตน์ บญุ พงึ่ , จิรพล กลิ่นบุญ , ไชยยนั ต์ ไชยยะ , ฉันทมณี วังสะจนั ทานนท์ (2548) เรือ่ งกระถางตน้ ไมจ้ ากวัสดุเหลือ ใช้ทางการเกษตร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตกระถางต้นไม้ที่เสื่อมทางชีวภาพด้วยเครื่องอัด ระบบไฮดรอลิกโดยศึกษาตัวแปรที่มีผลต่อความพรุนและความแข็งแรงของกระถางต้นไม้ ได้แก่ อัตราส่วนของวัสดุเหลือใช้ทางเกษตร อัตราส่วนแป้งมันสำปะหลังต่อแป้งสาลี และเวลาในการขึ้นรูป กระถาง โดยออกแบบการทดลองแบบลาตินสแควร์ ซึ่งศึกษาอัตราส่วนที่เตรียมจากวัสดุเหลือใช้ทาง เกษตรและวัชพืชน้ำ ได้แก่ ฟางข้าวต่อผักตบชวาต่อขี้เลื่อย 1:1:1, 1:1:2, 1:2:1 และ 2:1:1 โดยมี อัตราส่วนแป้งมันสำปะหลังต่อแป้งสาลีเป็น 1:1, 1:2, 1:3 และ 2:1 ขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยเครื่องอัด กระถางระบบไฮดรอลิก ทคี่ วามดัน 800 psig เป็นเวลา 10, 15, 20 และ 25 วินาที ผลการคำนวณทาง สถิติพบว่า ความพรุนและความแข็งแรงของกระถางต้นไม้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของวัสดุอย่างมึนัยสำคญั ศึกษาโครงสรา้ งทางจุลภาพของกระถางต้นไม้และการทดลองการปลูกต้นไม้พบวา่ กระถางต้นไม้มีการ ย่อยสลายและเกิดการแทงรากข้นึ เม่อื เวลาผ่านไป 4 สปั ดาห์
97 บทท่ี 3 วธิ กี ารดำเนินการวจิ ัย การดำเนินการวิจัยเรื่อง การศึกษาและพัฒนากระบวนการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาเพื่อ ออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการวิจัยเป็นการดำเนินการเพ่ือศึกษาและพัฒนากระบวนการใช้ ประโยชน์ในลักษณะเป็นการเพิ่มทางเลือก การกำจัดที่เกิดประโยชน์และเป็นการต่อยอดในเชิงของ การตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานในด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม ภาคปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพ่ือให้ สอดคลอ้ งตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 3.1 เพอื่ ศึกษาและพฒั นากระบวนการใชป้ ระโยชน์จากผักตบชวา 3.2 เพอ่ื ทดสอบคุณสมบัตทิ างกายภาพของปุย๋ และแผน่ วัสดุทดแทนจากผกั ตบชวา 3.3 เพ่อื ออกแบบผลติ ภณั ฑ์จากผกั ตบชวา 3.4 เพื่อประเมินความพอพึงใจของกลุ่มผู้ใชง้ านทม่ี ีต่อผลิตภณั ฑ์จากผกั ตบชวา 3.1 วิธดี ำเนนิ การวิจัยรายวัตถุประสงค์ที่ 1 เพอ่ื ศึกษาและพฒั นากระบวนการใช้ ประโยชนจ์ ากผักตบชวา สำหรับในกระบวนการวิจัย “เพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการใช้ประโยชน์จาก ผกั ตบชวา” โดยผวู้ ิจยั นำเสนอกระบวนการวิธดี ำเนินการวิจยั โดยแบง่ ดังน้ี 3.1.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ในการศึกษาลักษณะทางกายภาพของผักตบชวา โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเพ่ือลง สำรวจพ้ืนท่ี ถ่ายภาพน่ิง และเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย ด้านลักษณะทางกายภาพของ ผักตบชวา ด้านการเจริญเติบโต ด้านปัญหาและผลกระทบท่ีเกิดจากผักตบชวา ด้านแนวทางการ กำจดั หรือวธิ ีในการแกไ้ ขปัญหา โดยมปี ระชากรและกลุ่มตวั อยา่ งดังน้ี กลุ่มท่ี 1 ศึกษาลักษณะทางกายผกั ตบชวา กลมุ่ ตัวอย่างท่ีทำการศึกษา คือ ผักตบชวา ในพื้นท่ีเขตลาดกระบัง จังหวดั กรุงเทพมหานคร โดยการสุ่มแบบเจาะจงซ่ึงพิจารณาตามลักษณะของพื้นท่ีทางภูมิศาสตร์ และในการศึกษาทาง ภาคทฤษฎี เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล ประกอบด้วย ด้านลกั ษณะของผักตบชวา ด้านสรรพคุณของผักตบชวา ด้านประโยชนข์ องผักตบชวา ดา้ นปัญหาท่ีเกิดจากผักตบชวา ด้านกำจัดผักตบชวา ด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของผกั ตบชวา ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการศึกษาในเชงิ ของทฤษฎแี ละขอ้ มูลตามแนวคิดของผู้เช่ยี วชาญดา้ นผักตบชวา
98 กลมุ่ ที่ 2 ผเู้ ชีย่ วชาญดา้ นผกั ตบชวา ประชากร คอื ผ้เู ช่ียวชาญด้านผักตบชวา ในพืน้ ท่เี ขตกรุงเทพฯ โดยใช้การคัดเลือกจากกลุ่ม ผู้ทมี่ คี วามรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผกั ตบชวา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เช่ียวชาญด้านผักตบชวา ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ จำนวน 3 ท่าน โดยใช้ การคดั เลือกจากกลุ่มผ้ทู ่ีมีความร้แู ละความเชย่ี วชาญเฉพาะทางดา้ นผกั ตอบชวา (คดั เลอื กลมุ่ ตวั อยา่ ง แบบเจาะจง) ได้แก่ 1. ศ.ดร.วทิ ย์ เทยี่ งบรู ณธรรม เจ้าของลิขสทิ ธพ์ิ จนานกุ รมไทย 2. นางศภุ ฤกษ์ ดวงขวญั นกั วิชาการส่งิ แวดล้อมชำนาญการ สำนักงานสิ่งแวดลอ้ มภาคที่ 6 3. ดร.อาร์ม อันอาตม์งาม จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ 3.1.2 เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั สำหรับการศึกษาลักษณะทางกายภาพของผักตบชวา ผู้วิจัยเลือกเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย โดนการเก็บตัวอย่างผักตบชวามาทำการวิเคราะห์ด้วยการศึกษาลักษณะทางกายภาพ โดยการแบ่ง ส่วนประกอบและแยกสัดส่วนต่างๆ เช่น ต้นผักตบชวา ใบผักตบชวา ดอกผักตบชวา ผลผักตบชวา เป็นต้น พร้อมกับดำเนินการศกึ ษาและเก็บรวบรวมข้อมลู เชิงทฤษฎีตามแนวความคิดของผู้เช่ียวชาญ ทางดา้ นผักตบชวา สำหรับกระบวนการจะเป็นในลักษณะของการศึกษาอัตราส่วนผสมวัสดุ กรรมวิธีการผลิต และระยะเวลา โดยจะดำเนินวิเคราะห์และสังเคราะห์อัตราส่วนผสมท่ีมีความเหมาะมากท่ีสุดในการ ปลูกพืช โดยการนำไปใช้เพื่อเพาะปลูก และนอกเหนือจากกระบวนเพาะปลูกต้นไม้แล้ว ผู้วิจัยมี แนวคิดในการดำเนินการศึกษากระบวนการอัดแผ่นวัสดุทดแทนจากผักตบชวาเพิ่มอีกช่องทางหน่ึง เพ่ือเป็นการเพ่ิมทางเลอื กในการใช้ประโยชน์ 3.1.3 การสร้างเครอื่ งมอื การวิจัย ในการใช้เครื่องมือในการวิจัย ผู้วิจัยได้เลือกใช้ตารางการศึกษาลักษณะทางกายภาพของ ผักตบชวาและตารางวิเคราะห์อัตราส่วนผสมวัสดุเพ่ือนำไปสู่กระบวนการกระบวนการผลิตกระถาง เพาะปลูกจากผักตบชวาและการศึกษากระบวนการอัดแผ่นวสั ดุทดแทนจากผักตบชวา ซ่ึงจะสามารถ เก็บข้อมูลในเชิงของการวิเคราะห์ส่วนประกอบและลักษณะต่าง ๆ อัตราส่วนผสม กรรมวิธีการผลิต สำหรับวธิ ีการสรา้ งเครื่องมือในการวิจยั มีข้ันตอนในการเตรียมการและวางแผน สามารถสรุปได้ ดงั น้ี 3.1.3.1 กำหนดวัตถปุ ระสงค์วเิ คราะห์ 3.1.3.2 เลือกกลุ่มประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งทีจ่ ะศกึ ษา โดยเลือกกลุม่ เปา้ หมาย ตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ผ้วู จิ ยั ไดก้ ำหนดแนวทางการศกึ ษาไว้ขา้ งตน้ 3.1.3.3 นำตัวอยา่ งมาวิเคราะหโ์ ดยใชห้ ลกั การทฤษฎีประกอบในการวิเคราะห์
99 3.1.3.4 ดำเนนิ การสรุปผลการวิเคราะห์ด้วยการจดบนั ทึก บรรยายอภปิ รายขยาย ความพรอ้ มดว้ ยรปู ภาพประกอบ 3.1.4 วิธีดำเนินการวจิ ยั ศกึ ษาลักษณะทางกายภาพผกั ตบชวา 3.1.4.1 ลงพื้นท่ีเพื่อสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นสัมภาษณ์กลุ่มชุมชน หรือชาวบ้าน ย่านเขตลาดกระบังและระแวงใกล้เคียงเพื่อให้ทราบถึงปัญหาและผลกระทบท่ีเกิดจาก ผักตบชวา 3.1.4.2 ทำการเก็บตวั อย่าง ไดแ้ ก่ ผกั ตบชวา 3.1.4.3 นำตัวอย่างผักตบชวาเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ โดยการวัดขนาดสัดส่วน ศึกษาลักษณะทางกายภาพเฉพาะส่วน เช่น ราก ลำต้น ใบ เป็นต้น แล้วจด บันทกึ 3.1.4.4 นำข้อมูลที่ได้จากกระบวนการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ มา วเิ คราะห์แล้วสรุปผลข้อมลู ในรูปแบบของการอภิปรายเป็นบทความและตารางการวิเคราะห์ศักยภาพ ดา้ นการบดเพอื่ ย่อยสลาย นำไปข้ันตอนการพัฒนากระบวนการรปู แบบใหม่ 3.1.5 ตัวแปรทีศ่ ึกษา ตัวแปรทศ่ี ึกษา : ลกั ษณะทางกายภาพของผกั ตบชวา 3.1.6 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 3.1.6.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มชุมชน ผู้วิจัยเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยการบันทึกด้วยสมุด บันทึกการสัมภาษณ์ และแบบสัมภาษณ์ประกอบร่วมกับการใช้กล้อง เก็บภาพน่ิงในระหวา่ งการสัมภาษณ์ 3.1.6.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญผักตบชวา ผู้วิจัยเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยบันทึกด้วยเครื่องอัดเสียง เพ่ือบันทึกการสัมภาษณ์ และแบบสัมภาษณ์ประกอบ รว่ มกบั การใชก้ ล้องเก็บภาพนิ่งในระหวา่ งการสัมภาษณ์ 3.1.6.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต ผู้วิจัยเลือกใช้การถ่ายภาพนิ่งเป็น เคร่อื งมอื สำหรับการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 3.1.7 การวิเคราะห์ข้อมลู การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ตามหลักและทฤษฎีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าในการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดของ อรุณี อ่อนสวัสดิ์ (2551, หน้า 282) ท่ีว่าด้วยการตรวจสอบข้อมูลก่อนการวิเคราะห์ โดยจะต้องตรวจสอบ ขอ้ มูลในขณะทเี่ กบ็ ข้อมูลอยู่ในภาคสนาม และเม่ืออกจากภาคสนามกต็ ้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง เพ่ือ พิจารณาว่าข้อมูลที่ได้น้ันเพียงพอที่จะตอบคำถามวิจัยได้หรือไม่ และข้อมูลที่ได้มีความถูกต้อง
100 น่าเช่ือถือเพียงไร การตรวจสอบข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพนิยมใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation Method) ซึ่งกระทำได้ 3 ลักษณะ ไดแ้ ก่ 1. การตรวจสอบข้อมลู สามเสา้ ด้านข้อมลู 2. การตรวจสอบขอ้ มลู สามเสา้ ด้านผู้วิจัย 3. การตรวจสอบข้อมูลสามเส้าดา้ นวธิ ีการ โดยอภิปรายได้ดงั น้ี 3.1.7.1 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นั้นเป็นการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ แนวทางการ วิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวิจัยแบบบรรยาย เป็นข้อมูลที่บอกถึงลักษณะทาง กายภาพของผักตบชวา สรรพคุณของผักตบชวา ประโยชน์ของผักตบชวา ปัญหาที่เกิดจากผักตบชวา การกำจดั ผกั ตบชวา การปอ้ งกนั การแพร่ระบาดของผักตบชวา 3.1.7.2 การสำรวจโดยการลงพ้ืนท่ี ทำให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพ ดังน้ี ข้อมูล เกี่ยวกับผักตบชวา , ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากผักตบชวา , แนวทางการกำจัดหรือวิธีในการ แก้ไขปญั หา การใช้ประโยชน์จากผกั ตบชวา 3.2 วธิ ีดำเนินการวิจัยรายวตั ถุประสงคท์ ่ี 2 เพื่อทดสอบคณุ สมบัติทางกายภาพของ ปุ๋ยและแผ่นวัสดุทดแทนจากผักตบชวา สำหรับในกระบวนการวิจัย “เพ่ือทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของปุ๋ยและแผ่นวัสดุ ทดแทนจากผกั ตบชวา” โดยผ้วู จิ ัยนำเสนอกระบวนการวิธดี ำเนินการวิจยั โดยแบง่ ดงั น้ี 3.2.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง กลมุ่ ที่ 1 ทดสอบคุณสมบตั ทิ างกายภาพกระถางเพาะปลูกจากผกั ตบชวา ประชากร คือ ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา กลุ่มตัวอย่าง คือ ปยุ๋ หมกั จากผักตบชวา จำนวน 4 สูตร กล่มุ ท่ี 2 ทดสอบคณุ สมบตั ทิ างกายภาพแผ่นวสั ดุทดแทนจากผกั ตบชวา ประชากร คือ แผ่นวัสดุทดแทนจากผกั ตบชวา กลุ่มตวั อย่าง คือ แผ่นวัสดทุ ดแทนจากผักตบชวา จำนวน 2 แผ่น 3.2.2 เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นงานวจิ ัย สำหรับการดำเนินงานวิจัยทางด้านการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพกระถางเพาะชำจาก ผกั ตบชวาพัฒนาใหม่และทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุตกแต่งผนงั ผ้วู ิจยั ได้เลือกเครื่องมอื ท่ีใช้ ในงานวิจัยในรูปแบบตารางสรุปผลการทดสอบประสิทธิภาพวัสดุ โดยการจัดแบ่งตามลักษณะ กระบวนการทดสอบ 2 ลักษณะ ได้แก่
101 1. กระบวนการผลติ กระถางเพาะปลูกจากผักตบชวา อา้ งอิงตามเกณฑค์ ่า มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ 1.1 ค่า ไนโตรเจน (total N) ไมน่ อยกวา ๑.๐ เปอรเซ็นต โดยน้ำหนกั 1.2 คา่ ฟอสฟอรัส (total P2O5) ไมน่ อยกวา ๐.๕ เปอรเซน็ ต โดยน้ำหนัก 1.3 คา่ โพแทสเซียม (total K2O) ไม่นอยกวา๐.๕ เปอรเซ็นต โดยน้ำหนัก 2. กระบวนการผลิตแผน่ วสั ดุทดแทนจากผักตบชวา อ้างอิงตามเกณฑค์ ่ามาตรฐาน มอก. 876 (2547) ไดแ้ ก่ 2.1 ค่าความหนาแนน่ 2.2 ค่าความช่นื 2.3 การพองตวั ทางความหนา 2.4 ความตา้ นทานแรงดดั โค้งงอ 2.5 มอดลุ ัสยดื หย่นุ 2.6 ความต้านทานแรงดึงต้ังฉากกับผิวหน้า 3.2.3 การสร้างเครื่องมือการวจิ ัย สำหรับการการสร้างเคร่ืองมือการวิจัย ผู้วิจัยทำการสร้างแบบทดสอบคุณสมบัติวัสดุโดยใช้ รูปแบบการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างเชิงคุณภาพ จากผู้เช่ียวชาญและมีความรู้ด้านการทดสอบ วัสดุ ดงั นี้ 3.2.3.1 ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง และทำการสร้าง แบบทดสอบคุณสมบัติวสั ดุโดยอ้างอิงตามกระบวนการผลิตจำนวน 2 กลมุ่ ได้แก่ แบบทดสอบค่า N P K และแบบทดสอบคณุ สมบัตแิ ผน่ วัสดุทดแทนจากผักตบชวา 3.2.3.2 นำแบบทดสอบคุณสมบัติวัสดุ ที่สร้างขึ้นไปเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ และอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม เพ่ือตรวจสอบแบบการประเมินค่าดัชนีความ สอดคลอ้ ง (IOC) ของเครื่องมือ 3.2.3.3 นำแบบทดสอบคณุ สมบตั ิวัสดจุ ากผักตบชวา ท่ปี รบั ปรงุ และแก้ไขแล้วไปใช้ ในการเกบ็ ขอ้ มูลและสรปุ ข้อมูล 3.2.4 วธิ กี ารดำเนินการวิจัย 3.2.4.1 ทำแบบทดสอบค่า N P K และแบบทดสอบคุณสมบัติแผ่นวัสดุทดแทน จากผกั ตบชวา 3.2.4.2 นำแบบทดสอบค่า N P K และแบบทดสอบคุณสมบัติแผ่นวัสดุทดแทน จากผักตบชวา 3.2.4.3 ทำการจดบันทึกข้อมูล 3.2.4.4 นำขอ้ มูลที่ได้มาวิเคราะหผ์ ล และสรปุ ผล
102 3.2.5 ตัวแปรที่ศึกษา ตวั แปรที่ศกึ ษา คือ ผลการทดสอบคุณสมบตั ขิ องปุย๋ และแผ่นวสั ดทุ ดแทนจากผักตบชวา 3.2.6 การเกบ็ รวมรวมขอ้ มลู การใช้หนังสือรายงานผลการทดสอบคุณสมบัติค่า N P K จากนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์ เคร่ืองมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และผลการจดบันทึกจากการทดสอบ คุณสมบตั แิ ผน่ วัสดทุ ดแทนจากผักตบชวา 3.2.7 การวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยมีลักษณ ะการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณ ภ าพตามห ลักแล ะทฤษฎีการตรวจส อบข้อมูล รูปแบบการรวมแบบถ่วงน้ำหนักอย่างง่าย (SAW : simple Additive Weighting) ซึ่งในการวิเคราะห์ การตัดสินใจแบบหลายคุณลกั ษณะการรวมแบบถ่วงน้ำหนัก จะเป็นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ในเชงิ ของการ ทดสอบคุณสมบัติกลุ่มที่ 1 การทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพกระถางเพาะปลูกจากผักตบชวาและ กลุม่ ที่ 2 การทดสอบคณุ สมบตั ิทางกายภาพแผน่ วัสดทุ ดแทนจากผกั ตบชวา ดังน้ันการวเิ คราะห์ขอ้ มูล โดยใช้ผลการทดสอบวัสดุจากผักตบชวา จะดำเนินการวิเคราะห์ผลตามเกณฑ์มาตรฐานค่า N P K อ้างอิงตามเกณฑ์ค่ามาตรฐานกรมวิชาการเกษตรและการทดสอบคุณสมบัติแผ่นวัสดุ อ้างอิงตาม เกณ ฑ์ค่ามาตรฐานมอก. 876 (2547) TIS (Thailand Industrial Standard) คือ มาตรฐาน ผลิตภัณฑอ์ ุตสาหกรรมของประเทศไทย (มอก.) โดยแบ่งไดด้ งั นี้ 1. กระบวนการผลิตกระถางเพาะปลูกจากผักตบชวา อ้างอิงตามเกณฑ์ค่ามาตรฐานกรม วิชาการเกษตร ได้แก่ 1.1 คา่ ไนโตรเจน (total N) ไม่นอยกวา ๑.๐ เปอรเซ็นต โดยนำ้ หนัก 1.2 คา่ ฟอสฟอรัส (total P2O5) ไมน่ อยกวา ๐.๕ เปอรเซน็ ต โดยน้ำหนัก 1.3 ค่า โพแทสเซียม (total K2O) ไมนอยกวา ๐.๕ เปอรเซน็ ต โดยน้ำหนกั 2. กระบวนการผลิตแผ่นวัสดุทดแทนจากผักตบชวา อ้างอิงตามเกณฑ์ค่ามาตรฐานมอก. 876 (2547) ไดแ้ ก่ 2.1 ค่าความหนาแน่น 2.2 คา่ ความชื่น 2.3 การพองตัวทางความหนา 2.4 ความต้านทานแรงดดั โคง้ งอ 2.5 มอดลุ สั ยดื หย่นุ 2.6 ความตา้ นทานแรงดงึ ตัง้ ฉากกับผิวหนา้
103 3.3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั รายวตั ถุประสงค์ท่ี 3 เพอื่ ออกแบบผลติ ภัณฑ์จากผักตบชวา จากการดำเนินการศึกษา “เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา” ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั วัสดุสำหรบั การใช้เพ่ือการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ ผู้โดยมีวธิ ีดำเนนิ การ ดังนี้ 3.3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง ผู้ทรงคุณวฒุ ดิ า้ นการออกแบบ ประชากร คือ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ โดยใช้การคัดเลือกจากกลุ่มผู้ที่มีความรู้และ ความเชีย่ วชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบผลิตภณั ฑ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผทู้ รงคณุ วุฒิด้านการออกแบบ จำนวน 3 ท่าน การคัดเลือกจากกลุ่มผู้ที่มี ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ (คัดเลือกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง) ได้แก่ 1. รองศาสตราจารย์อุดมศักด์ิ สารบิ ุตร คณะครศุ าสตร์อตุ สาหกรรมและ เทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจ้าคณุ ทหารลาดกระบงั 2. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดารณี ธนวฒั น์ คณะครศุ าสตรอ์ ตุ สาหกรรมและ เทคโนโลยี สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจา้ คุณทหารลาดกระบัง 3. ดร.สุวรรณา สุ่มเนียม ตำแหน่งครชู ำนาญการ หัวหนา้ สาขาวชิ าการ ออกแบบ วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี (วอศ.) 3.3.2 เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั ส ำห รั บ เค ร่ื อ งมื อ ที่ ใช้ ใน ก าร วิ จั ย ก า ร ศึ ก ษ าแ ล ะ พั ฒ น าก ร ะ บ ว น ก าร ใช้ ป ร ะโย ช น์ จ าก ผักตบชวาเพื่อการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ผวู้ ิจัยเลอื กใชเ้ ครื่องมือการวิจัย แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง โดยแบ่งตามกระบวนการดำเนนิ งานวิจัย ดงั น้ี การศึกษาและพัฒนากระบวนการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา เพ่ือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง (check list) เพื่อศึกษาความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งาน โดยแบบสอบถามประกอบดว้ ย 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 รายละเอียดข้อมูลท่ัวไป ได้แก่ ชื่อ - นามสกุล , ตำแหน่ง, สถานท่ีทำงานมีความ เชี่ยวชาญดา้ น ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเกยี่ วกบั การออกแบบ โดยมีขอ้ ถามดงั นี้ 1. ผลิตภัณฑ์ใชว้ ัสดุที่เหมาะสมกับการเพาะปลกู 2. ผลิตภณั ฑม์ ขี นาดท่เี หมาะสมกบั การเพาะปลกู (ขนาด 200กวา้ งX 200ยาวX 250สงู ) 3. ผลิตภัณฑ์มีรูปรา่ งรูปทรงท่นี ่าความสนใจ 4. ผลิตภณั ฑใ์ ชส้ สี นั ท่ดี ึงดูดความสนใจ 5. ผลติ ภณั ฑม์ คี วามสะดวกสบายในการใช้งาน
104 6. ผลิตภัณฑม์ ีลวดลายท่ีดึงดดู ความสนใจ 7. ผลิตภัณฑ์มีโครงสรา้ งท่แี ข็งแรง 8. ผลติ ภัณฑม์ ีความปลอดภยั ในการใช้งาน ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะของผูท้ รงคณุ วุฒิทีม่ ตี ่อผลติ ภณั ฑ์ โดยใชก้ ารประเมินแบบ มาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ซง่ึ กำหนดคา่ คะแนน (Weight) ออกเป็น 5 ระดบั ดังน้ี 5 หมายถึง มคี วามเหมาะสมในระดับมากทีส่ ดุ 4 หมายถึง มคี วามเหมาะสมในระดับมาก 3 หมายถงึ มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง 2 หมายถงึ มีความเหมาะสมในระดับน้อย 1 หมายถงึ มีความเหมาะสมในระดบั น้อยที่สดุ 3.3.3 การสรา้ งเครื่องมือ การสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ , โดยมีวิธีการ ดำเนินการ ดงั น้ี 3.3.3.1 นำข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการออกแบบ ผลติ ภณั ฑ์จากผกั ตบชวา 3.3.3.2 นำข้อมูลเก่ียวกับหลักการออกแบบผลิภัณฑ์และกระบวนการออกแบบ เพ่อื เก็บขอ้ มลู และพฒั นาผลิตภัณฑ์ 3.3.3.3 ทำการออกแบบ และนำแบบร่างมาทำการกำหนดประเด็นและสร้างข้อ คำถามรวบรวมข้ึนเป็นแบบสอบถามตามวัตถุประสงค์และใช้กรอบแนวความ คิดด้านการออกแบบ ดงั นี้ (1) หนา้ ที่ใช้สอย (Function) (2) ความปลอดภัย (Safaty) (3) ความสวยงามนา่ ใช้ (Aestheics or Sales Appeal) (4) ความแขง็ แรง (Construction) (5) ราคา (Cost) 3.3.3.4 นำแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญท่ีสร้างขึ้น เสนอต่ออาจารย์ ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจรับการ ประเมินและข้อเสนอแนะ และเพ่ือตรวจสอบแบบการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ เครื่องมือ จากน้นั นำกลับไปปรับปรุงและแก้ไข 3.3.3.5 นำแบบสอบถามความคิดเห็นการประเมินผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ท่ี ปรับปรงุ แลว้ ไปใชใ้ นการเก็บขอ้ มลู จากผทู้ รงคุณวฒุ ิด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์
105 3.3.4 วิธกี ารดำเนนิ การ 3.3.4.1 ทำการติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อแจ้งขอความ อนุเคราะห์ในเบอื้ งตน้ เพ่อื ไปขอรับการประเมนิ แบบและขอ้ เสนอแนะ 3.3.4.2 ทำการติดต่อสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเพ่ือ ออกใบขอความอนเุ คราะห์เพอื่ เชิญผ้ทู รงคุณวุฒิ ในการประเมินแบบและให้ขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติม 3.3.4.3 คิดข้อคำถามแบบสอบถามความคิดเห็นท่ีมีต่อผลิตภัณฑ์ แล้วทำการ ตดิ ต่อกับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำแบบร่างไปประเมินพร้อมทั้งปรกึ ษาหาข้อปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาแบบ เปน็ ขน้ั ตอนต่อไป 3.3.4.4 นำคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิไปพัฒนาปรับปรุงแบบให้เหมาะสมย่ิงข้ึน และนำคำตอบที่ได้มาวเิ คราะหเ์ พ่ือเขียนแบบเพื่อการผลิตเปน็ ข้ันตอนต่อไป 3.3.4.5 ดำเนนิ การทำตน้ แบบ 3.3.5 ตวั แปรทศี่ ึกษา ตวั แปรที่ศึกษา คือ ผลติ ภัณฑจ์ ากผกั ตบชวา 3.3.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3.6.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการจดบันทึกประกอบร่วมกับการใช้กล้องเก็บ ภาพนง่ิ ในระหวา่ งการทำแบบสอบถาม 3.3.6.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตผู้วิจัยเลือกใช้การถ่ายภาพนิ่งเป็น เครือ่ งมือสำหรบั การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 3.3.7 การวิเคราะห์ขอ้ มลู ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่ได้ไป สอบถามความคิดเหน็ จากผู้ทรงคุณวุฒิดา้ นการออกแบบผลิตภัณฑ์ มาวเิ คราะห์หาค่าเฉลี่ย (Mean : X และ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation S.D.) โดยมีการแปลความหมายตามค่า ตัวเลข ดังน้ี 4.51 – 5.00 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดับดีมาก 3.51 – 4.50 หมายถงึ ผลการประเมินในระดับดี 2.51 – 3.50 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดับพอใช้ 1.51 – 2.50 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดบั ต้องปรบั ปรุง 1.00 – 1.50 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดับใช้ไม่ได้ และสรุปให้อยู่ในรูปแบบเชิงบรรยายและรวบรวมข้อมูลเพ่ือนำไปสู่ขั้นตอนการประเมิน ความพึงพอใจในขน้ั ตอนต่อไป
106 3.4 วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั รายวตั ถุประสงค์ที่ 4 เพื่อประเมินความพอพึงใจของกลมุ่ ผ้ใู ชง้ านทมี่ ตี อ่ ผลิตภณั ฑ์จากผักตบชวา จากการดำเนินการศึกษา “เพ่ือประเมินความพอพึงใจของกลุ่มผ้ใู ชง้ านทมี่ ีต่อผลติ ภัณฑ์จาก ผักตบชวา” ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาข้อมลู ที่เกีย่ วข้องกับวสั ดสุ ำหรบั การใชเ้ พ่ือการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ผู้โดยมี วิธดี ำเนินการ ดังนี้ 3.4.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ประชากร คอื กลมุ่ ผูใ้ ช้งาน กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้ใช้งานจำนวน 30 ท่าน โดยการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ท่ีมีความรู้และ ชื่นชอบทางดา้ นการเพาะปลูกตน้ ไม้ (คัดเลือกลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง) 3.4.2 เครอื่ งมือทใี่ ช้ในงานวจิ ยั ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามการประเมินความพึงพอใจ เพ่ือให้ทราบระดับความพึงพอใจที่มีต่อ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาที่ได้พัฒนาแล้ว โดยใช้แบบมาตราฐานประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ซ่ึงมีเกณฑด์ ังนี้ 5 หมายถงึ มีความพึงพอใจในระดับมากทส่ี ุด 4 หมายถงึ มีความพงึ พอใจในระดบั มาก 3 หมายถงึ มีความพึงพอใจในระดบั ปานกลาง 2 หมายถึง มคี วามพึงพอใจในระดับน้อย 1 หมายถึง มคี วามพึงพอใจในระดับน้อยทส่ี ุด 3.4.3 การสรา้ งเครื่องมือการวิจัย ผู้วิจยั ทำการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีต่อผลติ ภัณฑ์จากผกั ตบชวาดงั น้ี 3.4.3.1 ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง และทำการสร้าง แบบสอบถามประเมิน ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยนำหลักการและกรอบแนวความคิด ทฤษฎคี วามพงึ พอใจมาใชใ้ นการสรา้ งแบบสอบถามประเมินความพงึ พอใจ 3.4.3.2 นำแบบสอบถามประเมนิ ความพงึ พอใจที่สร้างข้นึ เสนอต่ออาจารยท์ ป่ี รกึ ษา วิทยานิพนธ์ และอาจารย์ท่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธ์ร่วมเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องและตรวจประเมินเพ่ือ ตรวจสอบแบบการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของเคร่ืองมือ จากนั้นนำกลับไปปรับปรุง และแก้ไข 3.4.3.3 นำแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ท่ี ปรบั ปรงุ แลว้ ไปใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มลู กบั กลมุ่ ตัวอย่าง
107 3.4.4 วธิ ีการดำเนนิ การวิจัย 3.4.4.1 ทำแบบสอบถามการประเมินความพงึ พอใจทีม่ ีต่อผลิตภณั ฑจ์ ากผักตบชวา 3.4.4.2 นำกระถางเพาะปลูกไปให้กลมุ่ ตัวอยา่ งไดท้ ดลองใช้ 3.4.4.3 ทำแบบสงั เกตพฤตกิ รรมความพงึ พอใจขณะทดลองใช้กระถางเพาะปลูก 3.4.4.4 ทำการแจกแบบสอบถามการประเมนิ ความพึงพอใจที่มีต่อผลติ ภัณฑ์จาก ผักตบชวาให้กลมุ่ ตวั อย่าง 3.4.4.5 นำขอ้ มลู ที่ไดม้ าวเิ คราะห์ผล และสรปุ ผล 3.4.5 ตัวแปรท่ศี ึกษา ตวั แปรทศี่ ึกษา คอื ค่าระดบั ความพึงพอใจของกลมุ่ ผู้ใช้งานท่มี ตี ่อผลติ ภัณฑจ์ ากผักตบชวา 3.4.6 การเกบ็ รวมรวมข้อมูล ผู้วิจัยนำแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาไปสอบถาม กลมุ่ ตวั อย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ใชง้ าน จากนั้นรวบรวมข้อมลู ท่ไี ด้นำไปสขู่ ้ันตอนการวิเคราะห์ข้อมลู 3.4.7 การวิเคราะห์ขอ้ มูล ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความพึงพอใจที่กลุ่มผู้ใช้งานมีต่อผลิตภัณฑ์จาก ผักตบชวา จากการใช้แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้งาน มา วิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย (Mean : X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation S.D.) และ ค่าเฉล่ีย t-test independent โดยมีการแปลความหมาย ตามค่าตัวเลขดงั นี้ 4.51 – 5.00 หมายถงึ ผลการประเมินในระดบั ดมี าก 3.51 – 4.50 หมายถงึ ผลการประเมนิ ในระดบั ดี 2.51 – 3.50 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดบั พอใช้ 1.51 – 2.50 หมายถึง ผลการประเมนิ ในระดบั ตอ้ งปรับปรุง 1.00 – 1.50 หมายถึง ผลการประเมินในระดับใช้ไมไ่ ด้
108 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลในเรอ่ื งการศึกษาและพัฒนากระบวนการใชป้ ระโยชน์จาก ผักตบชวาเพอ่ื ออกแบบผลติ ภัณฑ์ ผวู้ จิ ัยไดเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลแตล่ ะขนั้ ตอนเพื่อวิเคราะหข์ ้อมลู ให้ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 4.1 เพ่ือศกึ ษาและพฒั นากระบวนการใช้ประโยชน์จากผกั ตบชวา 4.2 เพ่อื ทดสอบคณุ สมบัตทิ างกายภาพของป๋ยุ และแผ่นวสั ดทุ ดแทนจากผกั ตบชวา 4.3 เพ่ือออกแบบผลติ ภณั ฑจ์ ากผักตบชวา 4.4 เพ่อื ประเมนิ ความพอพงึ ใจของกลุ่มผู้ใช้งานที่มตี ่อผลติ ภัณฑจ์ ากผกั ตบชวา 4.1 การวิเคราะห์รายวตั ถปุ ระสงคท์ ่ี 1 เพือ่ ศึกษาและพฒั นากระบวนการใชป้ ระโยชน์ จากผักตบชวา สำหรับการศึกษาและพัฒนากระบวนการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาเป็นกระบวนการ ขั้นตอนการเก็บรวบรวม วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผักตบชวา ซึ่งได้แก่ ลักษณะ ทางกายภาพของผักตบชวา สรรพคุณของผักตบชวา ประโยชน์ของผักตบชวา ปัญหาที่เกิดจาก ผักตบชวา การกำจัดผักตบชวา การป้องกันการแพร่ระบาดของผักตบชวา เป็นต้น ทั้งนี้ผู้วิจัยได้มี การพัฒนากระบวนการใช้ประโยชนจ์ ากผกั ตบชวา โดยผวู้ ิจัยวิเคราะห์และลำดบั การวิจยั ดังน้ี 4.1.1 ข้นั การศกึ ษาขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ เกย่ี วกับผักตบชวา ภาพที่ 4.1 กระบวนการศึกษาส่วนประกอบของผักตบชวา วาดโดย : มนชยั สว่างแจ้ง วันท่ี 15 ธันวาคม 2562
109 ผกั ตบชวา ผักตบชวา ชอื่ สามัญ Water Hyacinth, Floating water hyacinth, Java Weed ผักตบชวา ชอื่ วิทยาศาสตร์ Eichhornia crassipes (Mart.) Solms (ชอื่ พ้อง วทิ ยาศาสตร์ Eichhornia speciosa Kunth) จดั อยู่ในวงศ์ผักตบ (PONTEDERIACEAE) ผกั ตบชวา มชี ื่อทอ้ งถิ่นอน่ื ๆ ว่า ผกั ปง (นครราชสีมา) , ผกั ปอด (อ่างทอง) , ผัก ป่อง (สพุ รรณบรุ )ี , บวั ลอย (เชียงราย) , ผักตบ (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ) , ผักตบป่อง สวะ (ภาค กลาง) เป็นตน้ 4.1.1.1 ลกั ษณะทางกายภาพของผกั ตบชวา (1) ต้นผักตบชวา จัดเป็นพรรณไม้น้ำที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีป อเมริกาใต้ ไดม้ ีการนำเขา้ มาปลกู คร้งั แรกไว้ทว่ี งั สระปทุมในกรุงเทพมหานครเม่ือปี พ.ศ.2444 แตจ่ าก การขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและเกิดน้ำท่วมจึงทำให้ผักตบชวาหลุดรอดออกมา และเกิดการ แพร่กระจายไปทั่ว จนกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุนแรง โดยผักตบชวานั้นจัดเป็นพืชน้ำล้มลุกมีอายุหลาย ฤดู มีลำต้นสั้นแตกใบเป็นกอลอยไปตามน้ำ มีไหล ซึ่งเกิดตามซอกใบแล้วเจริญเป็นต้นอ่อนท่ี ปลาย ไหล ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ ผิวลำต้นเรียบเป็นสีเขียวอ่อนและเข้ม ลำต้นจะมีขนาดสั้นหรือยาวจะ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ก้านใบจะพองออกตรงช่องกลาง ภายในมีลักษณะเป็นรูพรุน จึงชว่ ยพยุงลำตน้ ให้ลอยน้ำได้ ลำตน้ สั้น มคี วามสูงไดป้ ระมาณ 3-90 เซนติเมตร รากจะแตกออกจาก ลำต้น บรเิ วณขอ้ รากมักมีสีมว่ งดำ ซ่งึ ลำตน้ ลอยอย่บู นผิวนำ้ บางตน้ อาจจะขน้ึ อยตู่ ามโคลนในท่ีน้ำตื้น สามารถขึ้นบนบกก็ได้ มีความทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี แต่จะไม่ทนน้ำเค็ม ผักตบชวาเป็นพืชท่ี ขยายพนั ธุไ์ ดร้ วดเรว็ โดยการแยกกอหรือใช้ไหล พบไดท้ ่วั ไปตามรมิ น้ำ ภาพท่ี 4.2 กระบวนการศึกษาสว่ นประกอบของผกั ตบชวา วาดโดย : มนชยั สวา่ งแจง้ วนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2562
110 (2) ใบผักตบชวา ใบเป็นใบเดี่ยว แตกจากลำต้นเป็นกอ โคนก้านใบแผ่ เปน็ กาบหมุ้ ประกนั ไว้ใบจะปอ่ งออก เพื่อชว่ ยให้ลอยตัวอยใู่ นน้ำได้ ใบเป็นรปู ไขห่ รือเกือบกลม กา้ นใบ อวบน้ำตรงกลางพองออก ภายในเป็นช่องอากาศคล้ายกับฟองน้ำ จึงช่วยพยุงลำต้นให้ลอยน้ำได้ ลักษณะของใบจะคล้ายกับใบโพธิ์ แต่ขนาดของใบจะกว้างกว่าและปลายใบจะป้านเล็กน้อย ใบมี ขนาดกว้างใหญ่ รูปร่างค่อนข้างกลม ปลายใบมน โคนใบเว้าเข้าหาก้านใบ มีหูใบ ขนาดของใบและ ความยาวของก้านจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม แผ่นใบเป็นสีเขียวสด มีลายเส้นโค้งทั้งใบ ใบสดจะ ประกอบไปดว้ ยสารแคโรทนี ในปรมิ าณทีค่ ่อนข้างสูง (3) ดอกผักตบชวา ออกดอกเป็นช่ออยู่กลางกอ ไม่มีก้านดอก ในช่อหน่ึง จะประกอบไปด้วยดอกขนาดเล็กหลายดอก มีดอกประมาณ 3-25 ดอก ดอกย่อยเป็นสีชมพูอมฟ้า หรอื สีมว่ ง มีกลบี ดอก 6 กลบี กลบี บนสุดจะมีขนาดใหญ่กว่ากลบี อื่น ๆ และจะมจี ุดหรือแต้มสีเหลือง ที่กลางกลีบ กลีบดอกจะมีลักษณะบาง เมื่อช่อดอกเจริญขึ้น ก้านช่อดอกจะค่อย ๆ ยาว พองใหญ่ขนึ้ ทำให้ภายในที่หุ้มก้านช่อดอกกับก้านใบขาดออก เมื่อก้านช่อดอกเจริญมากขึ้นจะดันกาบใบก้านใน ขาด ก้านชอ่ ดอกจะแทงชูชอ่ ดอกเจริญโผล่ข้นึ มาก โดยมใี บเล็ก ๆ ทปี่ ลายกา้ นใบและภายในทำหน้าที่ เป็นใบประดับรองรับช่อดอกอีกหนึ่ง เมื่อเจริญเต็มที่แล้วดอกมักจะบานพร้อมกันหมดทั้งช่อ โดยจะ เริ่มบานตั้งแต่แสงอาทิตย์เริ่มส่อง และจะบานเต็มที่เมื่อแสงแดดส่องจ้า โดยดอกจะบานแค่เพียง 1 วัน มีความสวยเด่นสะดุดตา และดึงดูดสายตาได้ดีมาก โดยจะออกดอกช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดู ร้อน และเนื่องจากช่อดอกของผักตบชวามีลักษณะคล้ายคลึงกับดอกไฮยาซินธ์ จึงเป็นที่มาของช่ือ สามัญวา่ Water Hyacinth ภาพที่ 4.3 กระบวนการศกึ ษาส่วนประกอบของผกั ตบชวา วาดโดย : มนชยั สวา่ งแจ้ง วนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2562
111 (4) ผลผกั ตบชวา ผลเป็นแบบแคปซลู แห้งและแตกได้ ลักษณะเป็นรูป ทรงกระบอกแบ่งเปน็ พู 3 พู เมอ่ื แก่จะแตกกลางพภู ายในมเี มล็ดจำนวนมาก ลกั ษณะของเมลด็ เปน็ รูป กลมขนาดเล็ก (5) สรรพคุณของผกั ตบชวา (5.1) ตน้ มีรสจดื มสี รรพคุณเปน็ ยาแก้พษิ ในรา่ งกายชว่ ยขับลมใช้ ตำพอกแกแ้ ผลอักเสบ (5.2) ช่วยระบายความร้อนในรา่ งกาย (ไม่ระบสุ ่วนที่ใช้) ภาพที่ 4.4 ภาพวเิ คราะหก์ ารเจรญิ เติบโตของผักตบชวา วาดโดย : มนชยั สว่างแจ้ง วนั ท่ี 15 ธันวาคม 2562 4.1.1.2 ประโยชน์ของผกั ตบชวา (1) ยอดอ่อน ใบออ่ น และดอกอ่อน สามารถนำมาลวกจิ้มกบั น้ำพรกิ รับประทาน หรือนำมาทำแกงส้ม ในไต้หวันจะนำผักชนิดนี้มาปรุงเป็นอาหารจำพวกผัก (เฉพาะ ผักตบชวาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างบริสุทธ์ิ) โดยคุณค่าทางโภชนาการของส่วนที่รับประทาน ได้ของผักตบชวา ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 30 แคลอรี, น้ำ 89.8%, โปรตีน 0.5 กรัม, ไขมนั 0.1 กรัม, คารโ์ บไฮเดรต 7.5 กรมั , ใยอาหาร 2.4 กรมั (2) ผกั ตบชวาสามารถนำมาเลี้ยงสกุ ร เลย้ี งไกไ่ ด้ เน่ืองจากมคี ณุ คา่ ทาง อาหาร โดยพบว่าผักตบชวาแห้งจะมีโปรตีนประมาณ 14-20% ไขมัน 1-2.5% เส้นใย 17-19% ซ่ึง โดยปกติแลว้ สัตวห์ ลายชนิดก็กินผักตบชวาอยู่แลว้ กลา่ วคอื วัว ควาย แกะ แพะ มักจะกินผักตบชวา ที่ขึ้นอยู่ตามริมฝั่ง หรือบางชนิดก็กินผักตบชวาในน้ำ ส่วนหมูก็กินผักตบชวาที่ผู้เลี้ยงนำมาต้มให้กิน โดยสัตว์เหล่านี้ก็จะช่วยกำจัดผักตบชวาให้ลดน้อยลงได้บ้าง และเรายังได้ประโยชน์จากสัตว์เลี้ยง เหล่านอี้ ีกดว้ ย นอกจากนีย้ งั มกี ารนำผักตบชวาไปแปรรปู ใช้เป็นส่วนประกอบของสตู รอาหารสุกรและ
112 สัตว์ปีกแต่มีข้อควรระวังในการเลือกใช้คือ ให้เลือกผักตบชวาจากแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษจำพวกยา ฆา่ แมลงหรือโลหะหนกั เทา่ น้ัน เพราะสารเหล่านจ้ี ะถกู ผกั ตบชวาดูดซบั เอาไว้ และเม่ือนำไปใหส้ ัตว์กิน ก็จะทำใหส้ ัตวไ์ ด้รบั สารพิษเหลา่ นไ้ี ปด้วย (3) มีการนำผักตบชวาแห้งท้งั ตน้ มาใชท้ ำเป็นแอลกอฮอล์และ gas แต่ผลท่ี ได้ยังไม่เปน็ ท่นี ่าพงึ พอใจมากนัก (4) ผกั ตบชวาสามารถนำมาใชท้ ำปุ๋ยหมกั สำหรับการปลูกพชื ผักต่าง ๆ เนื่องจากผักตบชวามีโพแทสเซียมอยู่มากเป็นพิเศษ ส่วนฟอสฟอรัสและไนโตรเจนก็มีอยู่พอสมควร หรอื นำมาใช้คลุมต้นไมท้ ่ปี ลกู เอาไว้ใหเ้ กิดความชุ่มชน้ื เน่อื งจากผักชนิดน้มี คี ณุ สมบัติในการอุม้ น้ำได้ดี (5) ผักตบชวาท่ีตากแดดจนแห้งดแี ลว้ สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางเพื่อ สรา้ งรายไดไ้ ดเ้ ปน็ อย่างดี (6) ใช้ทำเป็นกระถางชนิดพเิ ศษทเี่ ปน็ ปุ๋ยในตัวเอง โดยตน้ กล้าท่ีจะนำมา เพาะชำในกระถางนี้ เราสามารถขุดหลุมปลูกได้เลย เพราะกระถางจะย่อยสลายไปได้เองและยังเป็น ป๋ยุ ให้กับพืชท่ปี ลกู อกี ดว้ ย (7) นำมาใช้ทำเป็นเช้ือเพลงิ แท่งโดยการนำมาผสมกบั แกลบอดั เปน็ แท่ง เชอื้ เพลิงได้ โดยไม่มีปญั หาในการอดั ค่าพลงั งานความร้อนทไี่ ดก้ ็ใกล้เคยี งกบั แกลบอัด (8) ผกั ตบชวาสามารถขึน้ ได้ในทกุ สภาพน้ำและสามารถช่วยบำบัดนำ้ เสยี ได้โดยตรง โดยทำหนา้ ท่เี ปน็ ตวั กรอง ทำใหข้ องแข็งหรอื สารแขวนลอยต่าง ๆ ทปี่ นอย่ใู นน้ำถกู สกดั กั้น เอาไว้ นอกจากนั้นระบบรากของผักตบชวาที่มีจำนวนมาก ยังช่วยกรองสารอินทรีย์ที่ละเอียดและ จุลินทรีย์ที่อาศัยเกาะอยู่ที่ราก จึงช่วยดูดสารเหล่านี้ไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าน้ำเสียนั้นมีสารพิษใน ปริมาณมากหรือน้ำเสยี มาก การใช้ผักตบชวาเพื่อบำบัดน้ำเสียจะให้ผลชา้ และอาจทำให้น้ำเน่าได้ จึง ควรใช้ผกั ตบชวารว่ มกบั การบำบดั นำ้ เสยี ระบบอื่นไปดว้ ย จงึ จะไดผ้ ลดี (9) ผกั ตบชวาสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลติ ภณั ฑจ์ กั สานหรือสินคา้ อ่ืนๆ ผลิตภัณฑจ์ ากผักตบชวาก็เชน่ กล่อง กล่องใสก่ ระดาษทชิ ชู ตะกร้าผกั ตบชวา กระเป๋าผักตบชวา เก้าอี้ผักตบชวา เปลญวน รองเท้าแตะหรือรองเท้าผักตบชวา ถาดรองผลไม้ ถาดรองแก้วน้ำ แจกัน สาน เส่อื ผกั ตบชวา กระดาษจากผกั ตบชวา ฯลฯ (10) นอกจากนผ้ี กั ตบชวายงั มีประโยชน์ทช่ี ว่ ยทำใหน้ ำ้ สะอาดขึ้น ช่วย สะสมพลังงานจากดวงอาทิตย์ ทำใหอ้ ากาศบรสิ ุทธ์ิและเย็นสบาย ชว่ ยลดปัญหาทเ่ี กิดจากวัชพืชใต้น้ำ เป็นทอี่ ยอู่ าศยั ของปลาและสตั วน์ ำ้ ช่วยทำใหเ้ กิดทัศนียภาพทเี่ จรญิ ตา (สำหรับบางคน) ฯลฯ
113 ภาพที่ 4.5 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมท่ีมีผลต่อการเจริญเติบโตของผกั ชวา วาดโดย : มนชัย สว่างแจ้ง วนั ท่ี 15 ธนั วาคม 2562 4.1.2 การวเิ คราะหข์ ้อมูลเบอ้ื งตน้ เกีย่ วกับผกั ตบชวา 4.1.2.1 การเกบ็ ตัวอย่าง ภาพท่ี 4.6 การลงพ้นื ที่เพื่อเก็บตัวอย่างผักตบชวา ทีม่ า : มนชยั สว่างแจ้ง ซ่ึงในข้นั ตอนของการเกบ็ ตวั อย่าง เพ่ือใหส้ ามารถศึกษาศักยภาพของตน้ ผักตบชวา ใหเ้ กิดประสิทธภิ าพและประโยชนส์ งู สุด ผู้วิจัยจะตอ้ งเก็บตัวอยา่ งใหค้ รบทุกส่วนต้งั แต่ ราก ลำตน้ จนถงึ ยอดใบ เพื่อนำตวั อย่างทไี่ ด้มาวิเคราะห์และสรปุ ผลการศึกษาตอ่ ไป
114 4.1.2.2 การหนั่ ภาพที่ 4.7 กระบวนการแปรสภาพดว้ ยการหั่น ท่ีมา : มนชยั สว่างแจ้ง ในขน้ั ตอนนี้ผ้วู ิจยั จะทำการหัน่ ผักตบชวาท่ีไดจ้ ากเกบ็ เก่ียวเพื่อศกึ ษาโครงสร้างเสน้ ใยภายในของผักตบชวาและเพ่ือนำตัวอยา่ งที่ไดจ้ ากการหน่ั แลว้ นำไปตากแห้งในลำดบั ขนั้ ตอนต่อไป โดยโครงสร้างเส้นใยที่พบภายในของผักตบชวาจะมีลักษณะเป็นเส้นใยแบบฟองน้ำเนื่องจากวัชพืช ชนดิ นจ้ี ดั เปน็ วชั พชื ท่มี กี ารเจรญิ เติบโตท่ดี ใี นหนองนำ้ และลำคลองจึงทำให้พืชสามารถอมน้ำไดด้ ี 4.1.2.3 การตากแหง้ ภาพท่ี 4.8 การตากแห้งตวั อย่างผักตบชวา ที่มา : มนชัย สว่างแจ้ง สำหรบั ในกระบวนการตากแห้งผูว้ จิ ยั ต้องการศึกษาและเปรียบเทยี บการแห้งและหด ตวั ของวัชพืช ว่าใช้ระยะเวลาในการแห้งและหดตัวนานเทา่ ใด ซง่ึ ไดผ้ ลสรปุ ดังต่อไปน้ี
115 คือ ผักตบชวาจะใช้ระยะเวลาในการแห้งและหดตัวอยู่ท่ี 3 – 4 วัน โดยในแต่ละวัน เฉลีย่ อณุภมู คิ วามร้อนท่ี 34 – 42 องศาเซลเซียส 4.1.2.4 การป่นั ภาพท่ี 4.9 กระบวนการแปรสภาพด้วยการปั่น ที่มา : มนชัย สว่างแจ้ง สำหรับขั้นตอนกระบวนการปั่นเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาและวิเคราะห์ ข้อมูลของผักตบชวาที่ผ่านการตากแห้ง และเพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนไปของ ผักตบชวา โดยในการปั่นจะแบ่งช่วงระยะเวลาในการปั่นเป็น 4 ช่วง ได้แก่ 30 วินาที , 1 นาที , 2 นาที , 4 นาที โดยจะเป็นการเพ่ิมขึน้ ของระยะเวลาในการปน่ั นบั เป็น 1 เทา่ ของระยะเวลาเดิม ซึ่งจะ สามารถสรปุ ผลการวิเคราะห์ในรูปแบบของตารางได้ดงั ตอ่ ไปน้ี 4.1.3 การวเิ คราะห์ข้อมูลการแปรสภาพเป็นวัสดุ ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลการแปรสภาพเป็นวัสดุ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง กระบวนการแปรสภาพผักตบชวา โดยการลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างแล้วนำมาผ่านกระบวนการตาก แห้งด้วยแสงแดด จากนั้นดำเนินการปั่นโดยใช้เครื่องปัน่ ซึ่งผู้วิจัยมีการนำเสนอและวเิ คราะห์ผลการ ทดลองในรปู แบบตารางได้ดงั นี้
116 ตารางที่ 4.1 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นใบผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 30 วินาที ตัวอย่างการแปร ข้อดี ขอ้ เสีย ประโยชน์ที่คาดว่าจะ สภาพ ได้รับ สำหรับกระบวนการ สำหรับข้อเสียของ สำหรับประโยชน์ที่ ปั่นใบผักตบชวาใน กระบวนการนี้คือ ดว้ ย คาดว่าจะได้รับ จะ ระยะเวลา 30 วินาที ระยะเวลาที่ใช้ในการ เป็นในเชิงของการต่อ ผลที่ได้พบว่าใบมีการ ปั่นค่อนข้างน้อยมาก ยอดเพื่อพัฒนาเป็น แตกตัวเป็นเส้นเพียง จึงทำให้การแตกตัว เส้นใยธรรมชาติได้ เล็กน้อยคิดเป็น 25% ของใบผักตบชวาน้อย หรือมีจำนวน ปริมาณ จาก 100% ซึ่งเป็น ไปด้วย มาก ๆ สามารถนำมา ข ั ้ น เ ร ิ ่ ม ต ้ น ห รื อ ประยุกต์ใช้เป็นวัสดุ ช่วงเวลาที่ 1 ของ ก ั น ก ร ะ แ ท ก ไ ด ้ เ ป็ น กระบวนการแปร ลักษณะที่คล้ายคลึง สภาพโดยวิธีการปั่น กับรังนก เป็นผง ลักษณะทาง กายภาพมีความ เหนียวมีลักษณะสี เป็นสีธรรมชาติคือ สี เขียวเข้ม ค่อนข้างมี กลิ่นเหม็นเขียว เลก็ นอ้ ย สรุป : จุดแข็งของขั้นตอนนี้คือ ใช้ระยะเวลาในการแปรสภาพของใบผกั ตบชวาน้อย โดยใช้เพียง 30 วินาที แตผ่ ลทไี่ ด้ไม่เปน็ ทีน่ ่าพอใจเนอ่ื งจากมกี ารแตกตัวเพียงเลก็ นอ้ ยมาก
117 ตารางที่ 4.2 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นใบผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 1 นาที ตัวอยา่ งการแปร ข้อดี ขอ้ เสยี ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะ สภาพ ไดร้ ับ สำหรับกระบวนการ สำหรับข้อเสียของ สำหรับประโยชน์ที่ ปั่นใบผักตบชวาใน กระบวนการนี้คือ ใช้ ค า ด ว ่ า จ ะ ไ ด ้ รั บ ระยะเวลา 1 นาที ผล ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น ส า ม า ร ถ น ำ ม า เ ท ่ า ต ั ว แ ต ่ ผ ล ท ี ่ ไ ด้ ที่ได้พบว่าใบมีการ พบว่ายังมีการแตกตัว ประยุกต์ใช้เป็นวัสดุ แตกตัวเป็นเส้นเพียง ของใบผักตบชวาน้อย กันกระแทกได้เป็น เล็กน้อยคิดเป็น 50% อยู่ ไมล่ ะเอยี ดเปน็ ผง ลักษณะที่คล้ายคลึง จาก 100% ซึ่งเป็น กับรังนก สามารถ ขนั้ กลางหรอื ช่วงเวลา นำไปประยุกต์ใช้ใน ท่ี 2 ของกระบวนการ กระบวนการเพาะเห็ด แปรสภาพโดยวิธีการ ฟางได้ ปั่น ลักษณะทาง กายภาพ มีลักษณะสี เป็นสีธรรมชาติคือ สี เขยี วเขม้ สรุป : จุดแข็งของขั้นตอนนี้คือ ใช้ระยะเวลาในการแปรสภาพของใบผักตบชวาน้อย โดยใช้เพียง 1 นาที แต่ผลทีไ่ ด้ไม่เปน็ ทนี่ า่ พอใจเนอ่ื งจากมีการแตกตวั ไมล่ ะเอียดมากพอ
118 ตารางที่ 4.3 แสดงผลการทดลองแปรสภาพส่วนใบผกั ตบชวาโดยใช้ระยะเวลา 2 นาที ตัวอยา่ งการแปร ข้อดี ข้อเสยี ประโยชน์ที่คาดว่าจะ สภาพ ได้รบั สำหรับกระบวนการ สำหรับข้อเสียของ สำหรับประโยชน์ท่ี ปั่นใบผักตบชวาใน กระบวนการนี้คือ ใช้ ค า ด ว ่ า จ ะ ไ ด ้ รั บ ระยะเวลา 2 นาที ผล ระยะเวลาในการป่ัน ส า ม า ร ถ น ำ ม า ที่ได้พบว่าใบมีการ เพมิ่ ข้ึน ประยุกต์ใช้ใน แตกตัวเป็นผงจำนวน กระบวนการอัดขึ้นรูป เพิ่มมากขึ้นคิดเป็น เป็นแผ่นวัสดุทดแทน 75% จาก 100% ซ่ึง ไม้ได้ ซึ่งในเชิงของ เ ป ็ น ข ั ้ น ป ล า ย ห รื อ การต่อยอดแผ่นวัสดุท่ี ช่วงเวลาที่ 3 ของ ได้นั้น สามารถนำมา กระบวนการแปร เป็นชิ้นส่วนของ สภาพโดยวิธีการป่ัน เฟอร์นิเจอร์ได้ เปน็ ผง โดยมีลักษณะ ทางกายภาพเป็นผง และเส้นใยเจือปนมี ล ั ก ษ ณ ะ ส ี เ ป ็ น สี ธรรมชาติคือ สีเขียว เข้ม สรุป : จดุ ออ่ นคือเริ่มใช้ระยะเวลาในการปั่นนานมากข้ึน แต่จุดแข็งคือจากผลของการใช้ระยะเวลาที่ ได้นานมากขึ้นทำให้ผักตบชวาเกิดการแตกตัวละเอียดมากขึ้นแต่ยังมีลักษณะของเส้นใยที่ผสมปนอยู่ ดว้ ย
119 ตารางท่ี 4.4 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นใบผักตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 4 นาที ตัวอยา่ งการแปร ขอ้ ดี ข้อเสยี ประโยชน์ท่คี าดว่าจะ สภาพ ไดร้ ับ สำหรับกระบวนการ สำหรับข้อเสียของ สำหรับประโยชน์ที่ ปั่นใบผักตบชวาใน กระบวนการนี้คือ ใช้ ค า ด ว ่ า จ ะ ไ ด ้ รั บ ระยะเวลา 4 นาที ผล ระยะเวลาในการป่ัน ส า ม า ร ถ น ำ ม า เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจาก ที่ได้พบว่าใบมีการ การป่นั ขนั้ เร่ิมต้น ประยุกต์ใช้ใน แตกตัวเป็นผงจำนวน กระบวนการ มากข้นึ คดิ เป็น 100% สังเคราะห์เส้นใยได้ ซ ึ ่ ง เ ป ็ น ข ั ้น บรรลุ ซึ่งในเชิงของการต่อ จ ุ ด ป ร ะ ส ง ค ์ เ ป็ น ยอดเส้นใยสังเคราะห์ ช่วงเวลาที่ 4 ของ ที่ได้นั้น สามารถ กระบวนการแปร น ำ ม า เ ป ็ น ท อ ข ึ ้ น รู ป สภาพโดยวิธีการปั่น เป็นผืนได้ นำไปใช้ เป็นผง โดยมีลกั ษณะ เป็นวัสดุทดแทนหรือ ทางกายภาพเป็นผง เป็นชิ้นส่วนของ ละเอียดจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์ , ม ี ล ั ก ษ ณ ะ ส ี เ ป ็ น สี เฟอรน์ ิเจอร์ ได้ ธรรมชาติคือ สีเขียว เข้ม สรุป : จุดอ่อนคือเริ่มใช้ระยะเวลาในการปั่นนานมากขึ้นนับเป็น 2 เท่าเกิดการใช้พลังงานในอัตราท่ี เพิ่มมากขึ้น แต่จุดแข็งคือผลของการใช้ระยะเวลาที่ได้นานมากขึ้นทำให้ผักตบชวาเกิดการแตกตัว ละเอียดมากขึ้นจนมีลกั ษณะของเป็นผงมนี ้ำหนักท่ีเบาและบางมาก สังเกตจากการก่อตัวเป็นฝุ่นควนั จำนวนมาก
120 ตารางที่ 4.5 แสดงผลการทดลองแปรสภาพส่วนกา้ นใบผักตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 30 วนิ าที ตัวอย่างการแปร ขอ้ ดี ข้อเสยี ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะ สภาพ ได้รบั จากกระบวนกรรมวิธี จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว ปั่นก้านใบผักตบชวา ดังกล่าวทำใ ห ้ พบ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส พบว่ามสี ธี รรมชาติคือ ข้อเสียในเชิงของการ และความเป็นไปได้ใน ต่อยอด คือใน สีน้ำตาลอ่อน และมี ก ร ะ บ ว น ก า ร ป่ั น การนำเส้นใยที่ได้มา การแตกตัวเปน็ เส้นใย ลักษณะนี้จะทำให้ได้ ต่อยอด อาจเหมาะ จำนวนมาก ซึ่งทำ เส้นใยที่หยาบ มี กระบวนการอัดขึ้นรูป ใ ห ้ ผ ล ด ี เ พ ร า ะ ใ ช้ ลักษณะการแตกตัว ในลักษณะเป็นแผ่น ระยะเวลาเพียง 30 เป็นเส้นหยาบส่วน ด้วยความร้อน เนื่อง วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ ใหญ่ เนื่องจากใช้ เส้นใยที่ได้มีขนาดท่ี น้อยสำหรับขน้ั เริ่มต้น ระยะเวลาในการปั่น เหมาะสมเป็นปัจจัยท่ี น้อย ในเชิงของการ ในการแปรสภาพ คิด ต่อยอดอาจเป็นไปได้ ก่อให้เกิดการจับตัวได้ เ ป ็ น 2 5 % ข อ ง นอ้ ย ดีเมื่อมีการนำไปใช้ใน กระบวนการแปร กระบวนการดังกลา่ ว สภาพที่จะสามารถ ต่อยอกหรือพัฒนาให้ เป็นเส้นใย หรือนำไป พัฒนาในกระบวนอัด ข้ึนรปู ลกั ษณะแผ่น สรุป : จดุ แข็งของข้ันตอนนค้ี ือ ใชร้ ะยะเวลาในการแปรสภาพของก้านใบผักตบชวาน้อย โดยใช้เพียง 30 วินาที แต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากมีการแตกตัวเพียงน้อยมาก เส้นใยที่ไม่เหมาะสำหรับ การนำไปอัดขึน้ รปู เนอื่ งจากมคี วามหยาบมากจนเกนิ ไป
121 ตารางท่ี 4.6 แสดงผลการทดลองแปรสภาพส่วนก้านใบผกั ตบชวาโดยใช้ระยะเวลา 1 นาที ตวั อยา่ งการแปร ข้อดี ข้อเสยี ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะ สภาพ ไดร้ ับ จากกระบวนกรรมวิธี จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว ปั่นก้านใบผักตบชวา ดังกล่าวทำให ้ พ บ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส พบว่ามสี ธี รรมชาติคือ ข้อเสียในเชิงของการ และความเป็นไปได้ใน ต่อยอด คือใน สีน้ำตาลอ่อน และมี ก ร ะ บ ว น ก า ร ป่ั น การนำเส้นใยที่ได้มา การแตกตัวเป็นเส้นใย ลักษณะนี้จะทำให้ได้ ต่อยอด อาจเหมาะ และมีผงที่เกิดจาก เส้นใยและมีผงที่เกิด กระบวนการอัดขึ้นรูป การแตกตัวเพิ่มขึ้น จ า ก ก า ร แ ต ก ตั ว ในลักษณะเป็นแผ่น เล็กน้อย ซึ่งทำให้ เ พ ิ ่ ม ข ึ ้ น เ ล ็ ก น ้ อ ย ด้วยความร้อน เนื่อง เกิดผลดีเพราะใช้ เ น ื ่ อ ง จ า ก ต ้ อ ง ใ ช้ เส้นใยที่ได้มีขนาดท่ี ระยะเวลาเพียง 1 ระยะเวลาในการป่ัน เหมาะสมเป็นปัจจัยที่ น้อยที่เพิ่มมากกว่าขั้น นาที ซึ่งเป็นเวลาท่ี เรมิ่ ตน้ ก่อให้เกิดการจับตัวได้ น้อยสำหรับขั้นกลาง ดีเมื่อมีการนำไปใช้ใน ตามลำดับในการแปร กระบวนการดังกลา่ ว สภาพ คิดเป็น 50% ของกระบวนการแปร สภาพที่จะสามารถ ต่อยอดหรือพัฒนาให้ เป็นเส้นใยสังเคราะห์ ได้ หรือนำไปพัฒนา ในกระบว นอัดขึ้น รปู ลกั ษณะแผน่ สรุป : จดุ แขง็ ของข้นั ตอนนี้คือ ใชร้ ะยะเวลาในการแปรสภาพของก้านใบผกั ตบชวาน้อย โดยใช้เพียง 1 นาที สิ้นเปลืองพลงั งานต่ำ แต่ผลที่ไดไ้ มเ่ ปน็ ทนี่ ่าพอใจเน่อื งจากมกี ารแตกตัวไม่ละเอียดมากพอท่ีจะ นำไปใช้
122 ตารางท่ี 4.7 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นกา้ นใบผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 2 นาที ตวั อย่างการแปร ขอ้ ดี ขอ้ เสีย ประโยชน์ที่คาดว่าจะ สภาพ ได้รบั จากกระบวนกรรมวิธี จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว ปั่นก้านใบผักตบชวา ดังกล่าวทำให ้ พ บ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส พบวา่ มีสีธรรมชาติคือ ข้อเสียในเชิงของการ และความเป็นไปได้ใน ต่อยอด คือ ต้องใช้ สีน้ำตาลอ่อน และยัง ระยะเวลาที่เพิ่มมาก การนำเส้นใยที่ได้มา พ บ อ ี ก ว ่ า ก า ร ใ ช้ ขนึ้ วา่ เดิม ต่อยอด อาจเหมาะ ระยะเวลา 2 นาที จะ กระบวนการอัดขึ้นรูป ทำให้มีการแตกตัว ในลักษณะเป็นแผ่น ของก้านใบผักตบชวา ด้วยความร้อน เนื่อง ในลักษณะที่เป็นผง เส้นใยที่ได้มีขนาดท่ี เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้ เหมาะสมเป็นปัจจัยท่ี เกิดผลดี สำหรับการ ก่อให้เกิดการจับตัวได้ แปรสภาพ คิดเป็น ดีเมื่อมีการนำไปใช้ใน 75% ของ กระบวนการดังกล่าว กระบวนการแปร สภาพที่จะสามารถ ต่อยอดหรือพัฒนาให้ เป็นเส้นใยสังเคราะห์ ได้ หรือนำไปพัฒนา ในกระบว นอัดขึ้น รูปลกั ษณะแผน่ สรปุ : จดุ อ่อนคอื เรมิ่ ใช้ระยะเวลาในการป่ันนานมากข้ึน แต่จุดแข็งคือจากผลของการใช้ระยะเวลาที่ นานมากขึ้นทำให้ผักตบชวาเกิดการแตกตัวเพิ่มมากขึ้นแต่ยังมีลักษณะของเส้นใยที่ผสมปนอยู่ด้วย และเส้นใยยังไมเ่ หมาะสมทจ่ี ะใช้ในการอดั ขึ้นรูป
123 ตารางท่ี 4.8 แสดงผลการทดลองแปรสภาพส่วนก้านใบผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 4 นาที ตัวอย่างการแปร ข้อดี ข้อเสีย ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะ สภาพ ไดร้ บั จากกระบว น กา ร จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว กรรมวิธีการปั่นก้าน ดังกล่าวทำให ้ พ บ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส ใบผักตบชวาพบวา่ มีสี ข้อเสียในเชิงของการ และความเป็นไปได้ใน ต่อยอด คือ ต้องใช้ ธ ร ร ม ช า ต ิ ค ื อ สี ระยะเวลาที่นานและ การนำเส้นใยที่ได้มา น้ำตาลอ่อน และยัง เ พ ิ ่ ม ม า ก ข ึ ้ น ก ว่ า ต่อยอด ซึ่งจะ พ บ อ ี ก ว ่ า ก า ร ใ ช้ ข ั ้ น ต อ น ห รื อ เ ห ม า ะ ส ม กั บ ระยะเวลา 4 นาที จะ กระบวนการปน่ั ขัน้ อืน่ ก ร ะ บ ว น ก า ร แ ป ร ทำให้มีการแตกตัว สภาพเป็นเส้นใย ของก้านใบผักตบชวา สังเคราะห์ โดยนำมา จากที่เป็นเส้นใย ป ร ะ ย ุ ก ต ์ เ ข ้ า กั บ กลายเป็นผงจำนวน กระบวนการทาง มาก ซึ่งทำให้เกิดผล วทิ ยาศาสตร์ ดี สำหรับการแปร สภาพ คดิ เป็น 100% ของกระบวนการแปร สภาพที่จะสามารถ ต่อยอดหรือพัฒนาให้ เป็นเส้นใยสังเคราะห์ ได้ สรุป : จากการปั่นด้วยระยะเวลา 4 นาทีทำให้เกิดจุดอ่อนคือการใช้ระยะเวลาในการปั่นนานมากขึ้น กอ่ ให้เกดิ การใช้พลงั งานในอัตราทเี่ พ่ิมมากขึ้น แต่จุดแข็งคือผลของการใชร้ ะยะเวลาที่ได้นานมากขึ้น ทำให้ก้านใบเกิดการแตกตัวละเอียดมากขึ้นจนมีลักษณะของเป็นผงมีน้ำหนักที่เบาและบางมาก สงั เกตจากการกอ่ ตวั เปน็ ฝุน่ ควนั จำนวนมาก
124 ตารางที่ 4.9 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นราก / เหงา้ ผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 30 วนิ าที ตวั อย่างการแปร ขอ้ ดี ข้อเสีย ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะ สภาพ ไดร้ บั จากกระบว น กา ร จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว กรรมวิธีการปั่นราก / ดังกล่าวพบว่าการ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส เหง้าผักตบชวาพบว่า แตกตัวของรากหรือ และความเป็นไปได้ เหง้าของผักตบชวายัง มีสีธรรมชาติคือ สี พ บ ว ่ า ม ี ส ิ ่ ง ไ ม ่ พึ ง สามารถนำเส้นใยที่ได้ น้ำตาลเข้ม และจาก ประสงค์ปะปนออกมา ไปใช้ในกระบวนการ การกระบวนการป่ัน ดว้ ย เช่น เศษดนิ เศษ อัดขึ้นรูปด้วยความ ยังพบการแตกตัว โคลน เศษซากเปลือก ร้อน เป็นลักษณะแผ่น ก ล า ย เ ป ็ น เ ส ้ น ใ ย หอย เป็นต้น ซึ่งส่ิง วัสดทุ ดแทนได้ ห ย า บ ๆ โ ด ย ใ ช้ เหล่านี้อาจเป็นปัญหา ระยะเวลาเพียง 30 ในกระบวนการใช้ ประโยชน์ เพราะหาก วินาที คิดเป็น 25% มีขนาดที่ใหญ่มากจน ของกระบวนการแปร เกินจะทำให้ขึ้นรูป สภาพ โดยจะทำให้ และเป็นอัตรายต่อผู้ท่ี เกิดเป็นผลดีต่อการ นำไปใชป้ ระโยชน์ นำไปใช้ประโยชน์ใน ก ร ะ บ ว น ขึ้ น รปู ลักษณะตา่ ง ๆ สรุป : จุดแข็งของขั้นตอนนี้คือ ใช้ระยะเวลาในการแปรสภาพของส่วนราก / เหง้าน้อย สูญเสีย พลังงานในการแปรสภาพต่ำโดยใช้เพียง 30 วินาที แต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากพบว่ามีการ แตกตวั นอ้ ยมาก
125 ตารางที่ 4.10 แสดงผลการทดลองแปรสภาพส่วนราก / เหงา้ ผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 1 นาที ตวั อย่างการแปร ข้อดี ขอ้ เสยี ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะ สภาพ ไดร้ ับ จากกระบว น กา ร จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว กรรมวิธีการปั่นราก / ดังกล่าวพบว่าการ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส เหง้าผักตบชวาพบว่า แตกตัวของรากหรือ และความเป็นไปได้ เหง้าของผักตบชวายัง มีสีธรรมชาติคือ สี พ บ ว ่ า ม ี ส ิ ่ ง ไ ม ่ พึ ง สามารถนำเส้นใยที่ได้ น้ำตาลเข้ม และจาก ประสงค์ปะปนออกมา ไปใช้ในกระบวนการ การกระบวนการปั่น ดว้ ย เช่น เศษดิน เศษ อัดขึ้นรูปด้วยความ ยังพบการแตกตัว โคลน เศษซากเปลือก ร้อน เป็นลักษณะแผ่น กลายเป็นเส้นใยและ หอย เป็นต้น มีขนาด วัสดทุ ดแทนได้ ผงปะปนเล็กน้อย ที่เล็กลง บางส่วนถูก โดยใช้ระยะเวลาใน บดละเอียดเป็นผงไป การปั่น 1 นาที คิด แลว้ เป็น 50% ของ กระบวนการแปร สภาพ โดยจะทำให้ เกิดเป็นผลดีต่อการ นำไปใช้ประโยชน์ใน ก ร ะ บ ว น ขึ้ น รปู ลักษณะต่าง ๆ สรุป : จุดแข็งของขั้นตอนนี้คือ ใช้ระยะเวลาในการแปรสภาพของส่วนราก / เหง้าน้อย โดยใช้เพียง 1 นาที แต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากมีการแตกตัวไม่ละเอียดมากพอที่จะนำไปใช้ และพบว่า เรมิ่ มีสีดำเจือปน
126 ตารางที่ 4.11 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นราก / เหงา้ ผักตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 2 นาที ตวั อยา่ งการแปรสภาพ ข้อดี ข้อเสยี ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะ ไดร้ ับ จากกระบว นก า ร จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว กรรมวิธีการปั่นราก / ดังกล่าวพบว่าการ เมื่อพิจารณาถึงโอกาส เหง้าผักตบชวาพบว่า แตกตัวของรากหรือ และความเป็นไปได้ เหง้าของผักตบชวายัง มีสีธรรมชาติคือ สี พ บ ว ่ า ม ี ส ิ ่ ง ไ ม ่ พึ ง สามารถนำเส้นใยที่ได้ น้ำตาลเข้ม และจาก ประสงค์ เช่น เศษดิน ไปใช้ในกระบวนการ การกระบวนการปั่น เศษโคลน เศษซาก อัดขึ้นรูปด้วยความ พบการแตกตัวผง เปลือกหอย มีลักษณะ ร้อน เป็นลักษณะแผน่ ปะปนในปริมาณที่ ที่เป็นผงละเอียดมาก วสั ดทุ ดแทนได้ เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ ข้นึ แต่จำเป็นทจ่ี ะต้อง ระยะเวลาในการป่ัน ใช้ระยะเวลาในการ ปั่นที่เพิ่มมากขึ้นถึง 2 2 นาที คิดเป็น 75% นาที ของกระบวนการแปร สภาพ โดยจะทำให้ เกิดเป็นผลดีต่อการ นำไปใช้ประโยชน์ใน ก ร ะ บ ว น ขึ้ น รูปลักษณะต่าง ๆ สรุป : จดุ ออ่ นคอื เริ่มใชร้ ะยะเวลาในการปน่ั นานมากขึ้น คอื 2 นาที แตผ่ ลของการใช้ระยะเวลาท่ีนาน มากข้ึนทำให้ผกั ตบชวาเกิดการแตกตัวเพ่ิมมากขนึ้ แต่ยังมีลักษณะของเส้นใยที่ผสมปนอยู่ด้วยและเส้น ใยยงั ไมเ่ หมาะสมทีจ่ ะใชใ้ นการอัดข้ึนรูป
127 ตารางที่ 4.12 แสดงผลการทดลองแปรสภาพสว่ นราก / เหง้าผกั ตบชวาโดยใชร้ ะยะเวลา 4 นาที ตัวอยา่ งการแปรสภาพ ข้อดี ข้อเสยี ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะ ได้รบั จากกระบวน กา ร จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร จากกระบวนดังกล่าว กรรมวิธีการปั่นราก / ดังกล่าวพบว่าการ เมอ่ื พจิ ารณาถงึ โอกาส เหง้าผักตบชวาพบว่า แตกตัวของรากหรือ และความเป็นไปได้ มีสีธรรมชาติคือ สี เหง้าของผักตบชวายัง น้ำตาลเข้ม และจาก พ บ ว ่ า ม ี ส ิ ่ ง ไ ม ่ พึ ง สามารถนำเส้นใยที่ได้ การกระบวนการป่ัน ประสงค์ เช่น เศษดิน ไปใช้ในกระบวนการ พบการแตกตัวจาก เศษโคลน เศษซาก อัดขึ้นรูปด้วยความ เส้นใยกลายเป็นผง เปลือกหอย มลี กั ษณะ รอ้ น เปน็ ลกั ษณะแผ่น ละเอียดเป็นจำนวน ที่เป็นผงละเอียดมาก ว ั ส ด ุ ท ด แ ท น ไ ด้ มากโดยใช้ระยะเวลา ขึ้นโดยที่ไม่มีเส้นใย รวมถึงกระบวนการ ในการปน่ั 4 นาที คิด หลงเหลืออยู่เลย แต่ สังเคราะห์เส้นใยจาก เป็น 100% ของ จำเป็นที่จะต้องใช้ กระบวนการแปร ระยะเวลาในการป่นั ที่ ผกั ตบชวา สภาพ โดยจะทำให้ เพ่ิมมากขนึ้ ถงึ 4 นาที เกิดเป็นผลดีต่อการ นำไปใช้ประโยชน์ใน กระบวนข้ึนรปู ลักษณะต่าง ๆ เช่น กระบวนการ สังเคราะห์เส้นใยจาก ผกั ตบชวา สรุป : จากการปั่นด้วยระยะเวลา 4 นาทีทำให้เกิดจุดอ่อนคือการใช้ระยะเวลาในการปั่นนานมากข้ึน ก่อให้เกิดการใช้พลงั งานในอัตราท่เี พ่ิมมากข้ึน แต่จุดแขง็ คอื ผลของการใชร้ ะยะเวลาที่ได้นานมากขึ้น ทำให้ก้านใบเกิดการแตกตัวละเอียดมากขึ้นจนมีลักษณะสีค่อนข้างดำมากและมีลักษะเป็นผงมี นำ้ หนกั ท่เี บาและบางมาก
128 ภาพท่ี 4.10 การตากแหง้ ตัวอย่างผักตบชวา ที่มา : มนชยั สว่างแจ้ง สรุปผลการทดลองกระบวนการแปรสภาพเพื่อบดละเอียดในส่วนใบ ก้านใบและราก/เหง้า ของต้นผักตบชวาในขั้นของการตากแห้งใช้ระยะ 3 – 4 วัน โดยในแต่ละวันเฉลี่ยอณุภูมิความร้อนท่ี 34 – 42 องศาเซลเซียส สำหรบั ในส่วนของขัน้ ตอนการแปรสภาพเพ่ือบดละเอียด จะใชร้ ะยะเวลาในการแปรสภาพ ที่ 4 นาที ซ่งึ จะเป็นระยะเวลาท่ีทุกสว่ นของตน้ ผักตบชวาจะละเอียดเปน็ ผง โดยโอกาสในการต่อยอด นั้นสามารถทำได้หลายกระบวนการเชน่ กระบวนการอดั ขึ้นรปู กระบวนการหมักป๋ยุ เป็นตน้ 4.1.4 การวิเคราะห์ขอ้ มูลเพื่อศกึ ษากระบวนการใช้ประโยชน์ผักตบชวาเดิม สำหรับแนวทางในการใช้ประโยชนข์ องผักตบชวา โดยอ้างอิงจากการวเิ คราะหแ์ ละสำรวจ ถึงสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในยคุ ปัจจุบัน ที่มีปัจจยั หลากหลายด้าน มีความเจริญก้าวหน้าในเชงิ ของการวิวัฒนาการณ์ด้านกระบวนการผลิตที่เอื้ออำนวยขึ้น เพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจและเข้าถึง ศกั ยภาพที่แทจ้ รงิ ของวัสดุประเภทตา่ ง ๆ เช่นเดยี วกันกับการนำผกั ตบชวามาใชป้ ระโยชน์ เมื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสและความไปได้ทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งแนวทางการใช้ ประโยชนจ์ ากผักตบชวาได้ดังน้ี
129 4.1.4.1 กระบวนการจักสานจากผกั ตบชวา ภาพท่ี 4.11 กระบวนการใชป้ ระโยชน์ด้วยการจกั สาน ทม่ี า : https://www.museumthailand.com สำหรับกระบวนการจักสานจากผกั ตบชวา ถอื ได้วา่ เป็นกระบวนการแตเ่ ดมิ เร่มิ แรก ที่มนุษย์เรียนรู้จักการนำสิ่งรอบ ๆ ตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในลักษณะที่เรียกว่า “ภูมิปัญญา ชาวบ้าน” หรือ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เนื่องจากในแต่ละพื้นที่จะมีวิธีการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ออกไปตามทักษะของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพรวมของกระบวนการดังกล่าว จะเป็นลักษณะกรรมวิธี ดังน้ี (1) การจัก คือการนำวัสดุมาทำให้เป็นเส้น เป็นแฉก หรือเป็นริ้วเพื่อความ สะดวกในการสาน ลักษณะของการจักโดยทั่วไปนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของวัสดุแต่ละชนิดซึ่งจะมี วิธีการเฉพาะที่แตกต่างกันไป หรือบางครั้งการจกั ไม้ไผห่ รือหวายมักจะเรียกว่า “ตอก” ซึ่งการจักถือ ไดว้ ่าเปน็ ขนั้ ตอนของการเตรยี มวสั ดุในการทำเคร่ืองจักสานขน้ั แรก (2) การสาน เป็นกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่นำวัสดุ ธรรมชาติมาทำประโยชน์โดยใช้ความคิดและฝีมือมนุษย์เป็นหลัก การสานลวดลายจะสานลายใดนัน้ ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมในการใชส้ อย ซึง่ มีดว้ ยกนั 3 วิธี คอื (2.1) การสานดว้ ยวิธสี อดขัด (2.2) การสานดว้ ยวิธกี ารสอดขัดดว้ ยเสน้ ทแยง (2.3) การสานด้วยวธิ ีขดเปน็ วง (3) การถกั เปน็ กระบวนการประกอบทชี่ ว่ ยให้การทำเครอ่ื งจักสาน สมบรู ณ์ การถกั เคร่อื งจักสาน เช่น การถกั ขอบของภาชนะจักสานไม้ไผ่ การถักหภู าชนะ เป็นต้น การ ถักส่วนมากจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างภายนอก เช่น ขอบ ขา ปาก ก้น ของเครื่อง จกั สาน และเป็นการเพมิ่ ความสวยงามไปด้วย
130 ภาพท่ี 4.12 กระบวนการแปรสภาพดว้ ยการปั่น ท่ีมา : http://www.phayaopuktobchawa.com/process.php โดยสว่ นใหญ่ผลติ ภณั ฑท์ เ่ี กดิ จากกระบวนการจกั สานผกั ตบชวานั้น เชน่ กระเปา๋ รองเทา้ ตะกรา้ หมวก เสื่อ หรือภาชนะอน่ื ๆ เปน็ ตน้ 4.1.4.2 กระบวนการแปรสภาพเสน้ ใยธรรมชาติ สำหรบั กระบวนการแปรสภาพ เสน้ ใยธรรมชาติจากผกั ตบชวา จะเปน็ ในลักษณะของการทอซ่ึงสามารถคาดการณ์ได้ ตามลกั ษณะ การผลติ ทัง้ ในรูปแบบวถิ ชี ุมชนและกระบวนการทอด้วยเคร่ืองจกั รในระบบอุตสาหกรรม ซ่งึ แนวโนม้ ผลิตภัณฑท์ ่ีได้จากทงั้ สองกระบวนการจะมีลกั ษณะเป็น “ผืนผ้า” กระบวนการทอรูปแบบวถิ ีชมุ ชน ขอ้ ดี ข้อเสยี สำหรับกระบวนการลักษณะนี้มีข้อดีคือ มีความ สำหรับกระบวนการลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ละเอียดและความสวยงาม ที่เกิดขึ้นจากกรรมวิธีการ เนื่องจากกระบวนค่อนข้างมีความซับซ้อน มี ทำหรือผลิตจะมีมาก สามารถกำหนดลวดลายที่มี ความละเอียดพิถีพิถันในขั้นตอนการผลิต เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นได้เป็น คอ่ นข้างมาก จงึ จำเปน็ ท่ตี ้องใช้ระยะเวลาที่มาก อยา่ งดี สนิ คา้ ท่ีได้จะสอดคลอ้ งกันกับสภาพเศรษฐกิจ พอสมควร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าและ ของชุมชน หรือที่เรียกว่า สินค้าโอทอป 1 ชุมชน 1 สวยงาม ผลิตภัณฑ์ แผนผังการสรุปผลกระบวนการทอรปู แบบวถิ ีชุมชน
131 กระบวนการทอรปู แบบ ระบบอตุ สาหกรรม ขอ้ ดี ขอ้ เสีย สำหรับกระบวนการลักษณะน้ีมีข้อดีสามารถ สำหรับกระบวนการลักษณะนี้มีข้อเสียคือ ผลิตได้รวดเร็ว มีการควบคุมการผลิตด้วย รูปแบบของสินค้าจะไม่หลากหลาย จะเป็น เทคโนโลยี เครื่องจักรท่ีมีความทันสมัย สามารถ แบบเดิม ขาดความเป็นอัตลักษณ์และ บริหารกระบวนการผลิตได้โดยใช้กำลังคนและ เอกลักษณ์ ความสวยงามจะขึ้นกับการควบคุม ระยะเวลาในปรมิ าณทีน่ อ้ ย รปู แบบของสินค้าที่ การผลิตด้วยเครื่องจักรมากกว่าคน ต้นทุน ได้ จะมีรูปแบบที่ตายตัวคือเป็นแบบเดียว แต่ ค่อนข้างสูง เพราะจะต้องอาศัยแหล่งพลังงาน สามารถผลิตไดใ้ นจำนวนที่ไมจ่ ำกดั หรอื สามารถ ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต จะมากหรือน้อยอยู่ที่ ผลิตได้ตามความตอ้ งการของกลมุ่ ลูกคา้ มงุ่ เน้น รายการผลติ ขนาดของเคร่ืองจักร และลักษณะ ไปทกี่ ารตอบสนองต่อความตอ้ งการเป็นหลัก ของกระบวนการผลิต แผนผังการสรุปผลกระบวนการทอรูปแบบระบบอุตสาหกรรม 4.1.4.3 กระบวนการแปรสภาพเส้นใยสังเคราะห์ สำหรบั กระบวนการแปรสภาพเสน้ ใยสงั เคราะห์จากผักตบชวา จะเปน็ กระบวนการ ท่ีอาศยั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ทำให้เกิดการผลติ ในรูปแบบของเส้นใย โดยผู้วิจัย ได้ทำการวิเคราะห์และตั้งสมมติฐานตามความเป็นไปได้ในเชิงของการใช้สารประกอบทางเคมี เพ่ือ แปรสภาพและสังเคราะห์ผักตบชวาให้เป็นเส้นใยที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภณั ฑ์หรอื เฟอรน์ เิ จอร์ โดยสามารถแบ่งเป็นขน้ั ตอนและกระบวนการวิธที ดลองไดด้ งั นี้ ขน้ั การเตรยี มอปุ กรณแ์ ละสารประกอบ 1. สารคอปเปอร์ ทู คารบ์ อเนต 2. สารละลายแอมโมเนียเขม้ ขน้ 3. สารละลายกรดซลั ฟวิ รกิ เจอื จาง 4. ปกี เกอร์ 5. แท่งแกว้ 6. กระบอกฉดี ยา ข้ันตอนการทดลอง 1. ดำเนินการเก็บตัวอย่างวัสดุตัวอย่างคือผักตบชวา มาตัดเป็นชิ้นเล็กและนำไป ตากแดดใหแ้ ห้งสนิท 2. นำผักตบชวาแหง้ ใสล่ งในเครื่องปั่น เพ่อื ทำการปั่นจดละเอียดเปน็ ผง 3. นำผงผักตบชวาใส่ลงไปในปีกเกอร์ และโรยสารคอปเปอร์ ทู คารบ์ อเนตลงไป คนใหท้ ว่ั
132 4. จากนัน้ เติมสารละลายแอมโมเนยี เขม้ ข้นลงในข้อ 3 แล้วคนให้ผสมกันจนกระทัง่ ได้สารเหนียวและใสสนี ำ้ เงิน 5. นำกระบอกฉีดยา (เอาเขม็ ออกก่อน) ดูดสารละลายตามข้อ 4 แล้วนำเข็มฉีดยา มาใสป่ ลายกระบอกฉดี ยา 6. จมุ่ ปลายเขม็ ลงในปีกเกอรท์ บี่ รรจุสารละลายกรดซลั ฟวิ ริกเจือจาง แล้วฉีดให้พุ่ง ออกโดยเร็วพร้อมสา่ ยเข็มไปมา เพ่อื ให้เส้นใยกระจายตัวได้ดี ไมก่ ระจกุ เป็นก้อน จากกระบวนการดงั กลา่ วจะทำใหผ้ ลทีไ่ ดม้ ีลกั ษณะเปน็ เสน้ ใยสงั เคราะห์ที่ได้จาก กระบวนการนี้ ด้านโอกาสและความเป็นไปได้ในการตอ่ ยอดจากเส้นสามารถนำไปถักทอขึ้นเป็นผนื ผ้าได้หากสามารถทำการสงั เคราะห์ได้ในจำนวนปรมิ าณทีม่ าก ๆ 4.1.4.4 กระบวนการอัดขึน้ รูปเปน็ แผ่นวสั ดุทดแทนไม้ สำหรบั กระบวนการอดั ขนึ้ รปู เปน็ แผ่นวสั ดทุ ดแทนไมจ้ ากผกั ตบชวา จะเปน็ ลักษณะ การนำวัสดุผักตบชวาที่ผ่านการแปรสภาพด้วยกรรมวิธีการ บด หรือ ปั่น จนมีลักษณะเป็นผง มี คณุ สมบตั ิทีล่ ะเอยี ดขนาดเล็ก เพอื่ ให้สามารถนำไปผสมกับสารประกอบตา่ ง ๆ สารประกอบที่สามารถผสมผสานกับวัสดุได้ดี ผู้วิจัยขอยกตัวอย่างเป็น กาวไฮโซไซ ยาเนต ซึ่งเป็นกาวที่มีลักษณะในการเซคตัวเมื่อกระบวนความร้อนจากเครื่องจักร ซึ่งในกระบวนอัด ขึ้นรูปเป็นแผ่นนั้นจะต้องใช้ผงผักตบชวาผสมผสานเข้ากันกับกาวไฮโซไซยาเนต โดยการพ่นกาวให้ เป็นละอองพร้อมกับการคลุกผงวัสดุให้เข้า จากนั้นนำใส่ในบล็อกสี่เหลี่ยมตามขนาดที่กำหนด แล้ว เข้าเครื่องอัดความร้อนโดยจะต้องตั้งค่าระยะเวลาในการอัด ระดับความร้อนของเครื่อง แรงกดทับ ตวั วสั ดุ เมื่อร้อนได้กระจายผ่านตัววัสดุทั้งบนและล่าง ในขณะเดียวกันความร้อนจะทำ ปฏิกิริยาทางเคมีทำให้กาวไฮโซไซยาเนต เกิดการแข็งตัวพร้อมกับการจับตัวกันกับวัสดุจนเป็นแผ่น วสั ดุทสี่ ามารถใช้ทดแทนไม้ได้ หรือในเชงิ ของการต่อยอดสามารถนำมาสว่ นประกอบของเฟอร์นิเจอร์ ในลักษณะต่าง ๆ ได้ 4.1.4.5 กระบวนการสังเคราะห์เสน้ ใยเมล็ดพลาสติก สำหรับการกระบวนการสังเคราะหเ์ สน้ ใยเมล็ดพลาสตกิ จากผกั ตบชวา จะเปน็ ลักษณะการนำผกั ตบชวามาแปรสภาพให้ได้ในรปู แบบท่เี ป็นผงจากนั้น ทำการนำไปสงั เคราะห์โดยใช้ สูตรทางเคมเี พื่อสงั เคราะหเ์ ปน็ เมด็ เสน้ ใยพลาสติก โอกาสในการต่อยอดสามารถนำเม็ดพลาสติกที่ได้ เข้ากระบวนการในระบบ อุตสาหกรรมเช่น เครื่องฉีดพลาสติกด้วยความร้อน เป็นต้น โดยทำให้การผลิตชิ้นงานสามารถผลิต ช้นิ งานไดใ้ นจำนวนมากในระยะเวลาอนั ส้นั
133 4.1.4.6 กระบวนการนอนวูฟเวน นอนวฟู เวน (Nonwoven)มเี นอ้ื วสั ดคุ ล้ายเยื่อกระดาษบางๆ แต่มคี วามน่มุ คล้าย เนื้อผา้ เม่อื สมั ผสั น่ันแหละ คอื ผา้ ไมถ่ ักทอ นอนวูฟเวน นอกจากน้ยี งั มีผลิตภัณฑ์อืน่ ๆ ที่ทำจาก ผา้ ไม่ ถักทอ อยู่รอบๆ ตัวเราในทุกวันนี้ โดยที่ท่านไม่ทราบ เรามาทำความรู้จักกับ ผ้าไม่ถักทอ กันให้มาก ขึ้นดีกว่า และจะได้หายสงสัยว่า จะใช้นวัตกรรมชิ้นใหม่นี้ในการเพิ่มผลผลิตพืชผลกันได้อย่างไร เพราะโดยปกติแล้ว เม่อื พูดถึงผา้ เราก็จะนกึ ถึง ผา้ ถกั หรอื ผ้าทอ ผ้าทอ เป็นผ้าที่เกิดจากการทอมือ พัฒนามาเป็นการใช้เครื่องจักรทอ ทอให้เส้นยืน และเส้นพุ่งขัดกันในแนวตั้งฉาก ปัจจุบันมีหลาย รูปแบบตามเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ทำให้ผ้าทอมีหลายชนิด หลายประเภท ตามลักษณะการทอ ผ้าถัก เปน็ ผ้าท่เี กิดจากการใช้เขม็ ถัก สอดขัดดา้ ยไปตามห่วงของเส้นแนวตั้ง และแนวนอน ผ้าไม่ถักทอ เป็น ผ้าที่ไม่มีการถัก และการทอ แต่เกิดจากกระบวนการผลิตอื่น เช่น การขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มทั้งจาก สารละลาย และจากการฉีดพลาสติกหลอม การขึ้นรูปเป็นโฟม และ การขึ้นรูปเป็นผ้าจากเส้นใย โดยตรง จงึ เรียกวา่ ‘ผ้าไม่ถกั ทอ’ มโี ครงสรา้ งของเส้นใยที่สานกนั ไปมาเปน็ แผ่นผ้า และสามารถผลิต ไดห้ ลายวธิ ีคือ (1) Dry-laid (ดราย-เลด) เป็นผ้าไม่ถักทอ หรือ นอนวฟู เวน ทขี่ ้ึนรปู เสน้ ใย สั้น โดยกระจาย และสางเส้นใยให้สม่ำเสมอและจัดเรียงตัวให้ดี แล้วยืดเส้นใยด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น ยึดเชื่อมด้วยความร้อน เคมี ปักด้วยเข็มปัก และปักด้วยเข็มน้ำ เส้นใยมีความแข็งแรงเท่ากันในทุก ทิศทางตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น พรมรองพื้น ฉนวนบุผนังในรถยนต์ สิ่งทอธรณี ฉนวน ผิวลูกเทนนิส เป็นต้น (สิ่งทอธรณี เป็นสิ่งทอที่ผลิตเพื่องานด้านวิศวกรรมโยธาที่เกี่ยวข้องกับพื้นดิน เช่น วัสดุรอง พื้นดินทำอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ และบ่อน้ำเสีย เสริมความแข็งแรงให้เขื่อน ป้องกันการพังทลายของดิน เปน็ ตน้ ) (2) Wet-laid (เว็ท-เลด) เสน้ ใยท่ใี ช้ขน้ึ รปู จะมีขนาดสั้นกว่าแบบ ดราย- เลด มีทั้งชนิดอินทรีย์ และ อนินทรีย์ เช่น เส้นใยแก้ว นำมากระจายในน้ำ แล้วโรยบนสายพาน ตะแกรงเพื่อขึ้นรูป เชื่อมเส้นใยด้วยสารเคมี และความร้อน ปักด้วยเข็มน้ำ ผ้าไม่ถักทอประเภทนี้มี ลักษณะคล้ายกระดาษ โครงสร้างหนาแน่น ดูดซับได้ดี มักนำมาผลิต ผ้าเช็ดเอนกประสงค์ กระดาษ กรองกาแฟ ไสก้ รอง แผ่นแยกชอ่ งในแบตเตอร่ี ไสฉ้ นวน เป็นต้น (3) Spun-bonded (สปัน-บอนด)์ ใชเ้ ส้นใยเมด็ พลาสติกมาหลอมแล้ว อัดโพลิเมอร์หลอมผ่านหัวฉีดเสน้ ใย(เส้นใยประดิษฐ์)ยาวนำมาขึ้นรูปบนสายพาน เชื่อมยึดเส้นใยดว้ ย ความร้อน ด้วยเคมี ได้นอนวูฟเวนที่แข็ง หนา หนัก และถ้าปักด้วยเข็มน้ำ เรียกว่า สปันเลซ (Spunlace) ซึ่งจะได้นอนวูฟเวนที่อ่อนนิ่ม ยืดหยุ่น โค้งงอคล้ายผ้า ใช้ในการผลิต ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อม อนามัยภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ชุดผ่าตัดของแพทย์ วัสดุเช็ดทำความสะอาด หน้ากาก อนามยั และผลติ บรรจุภณั ฑ์ เชน่ ซองบรรจุแผน่ ซดี ี ซองบรรจุเครือ่ งมือแพทย์ เป็นตน้
134 (4) Melt-blown (เมลต์-โบลน) เป็นนอนวฟู เวนทขี่ นึ้ รูปจากเส้นใยจาก เม็ดพลาสติกโดยตรง แต่เส้นใยจะเล็กละเอียดระดับนาโนเมตร-ไม่โครเมตร แต่เส้นใยจะไม่ยาว ต่อเนื่องกัน เชื่อมยึดเส้นใยด้วยเคมี ความร้อน และปักด้วยเข็มน้ำ แต่นอนวูฟเวนประเภทนี้ไม่ค่อย แข็งแรง มักจะนำไปใช้งานร่วมกับวัสดุหรือนอนวูฟเวนชนิดอื่นในการผลิต ไส้กรอง แผ่นกรอง หน้ากากอนามยั ผลิตภณั ฑ์ทางการแพทย์ และฉนวน เป็นตน้ 4.1.5 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพื่อสรปุ แนวทางการใช้ประโยชนผ์ กั ตบชวา สำหรบั ในข้นั ของการวิเคราะห์ข้อมลู เพ่ือสรุปแนวทางการใชป้ ระโยชนผ์ ักตบชวานั้น ผู้วิจัย ได้ดำเนินการวเิ คราะห์พนิ ิจพิจารณาถึงความเปน็ ไปได้ในการดำเนนิ งานวิจัย เพือ่ ต่อยอดในการแก้ไข ปญั หาทเี่ กดิ จากผักตบชวา ผนวกกบั การแนวคิดทส่ี อดคล้องกับการวจิ ยั โดยยดึ หลักแนวคดิ ท่วี ่า “ทำ น้อย ได้มาก” ซึ่งหมายถึงการนำผักตบชวาที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่สูญเสีย ต้นทุนในการผลิตให้น้อยที่สุด แต่สามารถสร้างประโยชน์ในหลายต่อหลายด้าน เช่น สามารถลด ปริมาณของผกั ตบชวาท่ีมมี ากเกนิ ไปจนเกิดปัญหาได้ หรือเป็นกำจัดทเ่ี กิดประโยชน์ก่อให้เกิดผลดีต่อ ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ด้วยปัจจัยและเหตุผลดังกล่าวทำให้ผู้วิจัย เลือกกระบวนการที่สามารถกำจัดหรือควบคุม ปริมาณผักตบชวาใหน้ อ้ ยลงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือ กระบวนการผลิตกระถางเพาะชำจาก ผักตบชวา 4.1.6 การวิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลสำรวจพื้นที่ ณ กลุ่มศูนย์ฝึกมีชีวิต กศน.อำเภอภาชี เพ่ือศึกษากระบวนการใช้โยชน์และรูปแบบผลติ ภัณฑ์ประจำทอ้ งถนิ่ ภาพท่ี 4.13 ผลิตภณั ฑ์จากผกั ตบชวา ทมี่ า : http://www.liekr.com/post10104441007973
135 จากการลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล ณ กศน.ตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชีเกย่ี วกับการนำผักตบชวามาประยุกต์ในกระบวนการผลติ โดยคณุ นาถลดา เขม็ ทอง เป็นผู้ คิดริเริม่ ในการศกึ ษาและให้แนวคดิ ทฤษฎตี า่ ง ๆ โดยสามารถรายงานสรปุ ได้ดังนี้ 4.1.6.1 แนวคิดประยุกตใ์ ช้ประโยชน์ ใบ = จาน ตน้ = ใย ราก = ปุย๋ ภาพที่ 4.14 แนวคิดประยุกต์ใช้ประโยชน์ ทีม่ า : มนชยั สว่างแจง้ วนั ที่ 15 ธันวาคม 2562 (1) กระบวนการใช้ประโยชน์จากใบ ภาพที่ 4.15 การลงพ้นื ทเี่ พ่ือเกบ็ รวบรวมข้อมลู ที่มา : มนชยั สว่างแจ้ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265