2.6 การตดิ ตามประเมนิ ผล เปน็ การติดตามความก้าวหน้าของงานทก่ี าลังดาเนินการตาม โครงการ เพ่ือการปรับปรุงแก้ไขปญั หา อปุ สรรคที่พบได้อย่างทันท่วงที กลวธิ ีที่สาคัญในข้ันตอนนี้ คอื การติดตามดูแลการทางานที่ประชาชนทา เพ่ือทราบผลความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรค แล้วนาผล การปฏิบตั ิงานตามโครงการ หรือกิจกรรมไปเผยแพร่เพือ่ ให้ผู้เก่ียวข้องได้ทราบ สามารถกระทาได้โดย ผ้นู าท้องถนิ่ หรอื ชาวบ้าน ติดตามผลและรายงานผลด้วย ตนเอง หรือนักพฒั นา การเตรยี มความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 1. ประชาคมอาเซียน รัฐบาลได้ให้ความสาคัญกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือนาประเทศ ไทยไปสู่การเปน็ ประชาคมอาเซยี นที่สมบรูณ์ โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทง้ั ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และการเมืองและความม่ันคง โดยท่ีประชาคมอาเซียนท้ังสามเสาหลักมี ความสาคัญเท่าเทียมกัน ควรมีการดาเนินการอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน การกาหนดการก้าวไปสู่ ประชาคมเป็นวาระแห่งชาติ จึงควรครอบคลุมท้ังสามเสา เพ่ือประกอบกันเป็นประชาคมอาเซียนที่ ครบถ้วนสมบรูณ์ โดยมีคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติเป็นกลไกระดับประเทศในการประสานการ ดาเนินงาน และติดตามความคืบหน้าในภาพรวมทุกเสา และมีหน้าที่สาคัญในการผลักดันและ สนบั สนนุ หน่วยงานราชการต่างๆ ในการดาเนนิ การเพอ่ื ก้าวไปสู่ประชาคมอาเซยี น และได้มีการจัดทา แผนงานแหง่ ชาตสิ าหรบั การกา้ วไปสู่การเป็นประชาคมอาเซยี นดว้ ย สมาชิก มี 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐ อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสงิ คโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนยิ มเวยี ดนาม (กฎบัตรอาเซียน ขอ้ 4) หลักการพนื้ ฐานในการตัดสินใจของอาเซียนอยู่บนพ้นื ฐานของการปรึกษาหารือและฉันทามติ (กฎบัตรอาเซียน ขอ้ 20) คาขวัญของอาเซียน คือ \"วิสัยทัศน์เดียว อัตลักษณ์เดียว ประชาคมเดียว” (One Vision, One Identity, One Community) (กฎบตั รอาเซียน ขอ้ 36) ภาษาท่ีใชใ้ นการทางานของอาเซยี น คอื ภาษาอังกฤษ (กฎบตั รอาเซยี น ข้อ 34) วนั อาเซยี น คือวันท่ี 8 สงิ หาคม ของทกุ ปี (กฎบัตรอาเซยี น ขอ้ 39) \"ประชาคมอาเซียน\" (ASEAN Community) เป็นเป้าหมายของการรวมตัวกันของ ประเทศสมาชิกอาเซียนภายในปี 2558 (ค.ศ. 2015) โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมของผู้นาอาเซียน คือ \"การ สร้างประชาคมอาเซียนที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง มีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจน และมี ประชาชนเป็นศูนย์กลาง\" ทั้งน้ี เพื่อสร้างประชาคมที่มีความแข็งแกร่ง สามารถสร้างโอกาสและรับมือ สิ่งท้าทายทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพิ่มอานาจตอ่ รองและ ขีดความสามารถการแข่งขันของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศทุกด้าน โดยให้ประชาชนมีความ เป็นอยู่ที่ดี สามารถประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้สะดวกมากขึ้น และประชาชนในอาเซียนมี หลกั สูตรกำรบริหำรจดั กำร กำรเรยี นรู้ สถำบนั กำรเรียนรู้กองทุนหมู่บ้ำนและชมุ ชน 93
ความรู้สึกเป็นอนั หนึ่งอนั เดียวกัน นอกจากน้ี ยังมีการเสริมสร้างความเชอื่ มโยงระหวา่ งกันในอาเซียน ใน 3 มติ ิ คือ ด้านโครงสรา้ งพ้ืนฐาน ด้านกฎระเบียบ และความเชอ่ื มโยงระหวา่ งประชาชน การเปน็ ประชาคมอาเซียน คือ การทาให้ประเทศสมาชกิ อาเซยี นเปน็ \"ครอบครัวเดยี วกัน\" ที่มีความแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานที่ดี โดยสมาชิกในครอบครัวมีสภาพความอยู่ท่ีดี ปลอดภัย และ สามารถคา้ ขายได้อย่างสะดวกมากยิง่ ขนึ้ ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก (Pillar) คือ ประชาคมการเมืองและความ ม่ันคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน ซ่ึงทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน และประชาชนของประเทศอาเซียนจะต้องเข้ามามสี ว่ นร่วมท้งั 3 เสาหลัก คอื 1) ประชาคมการเมืองและความม่ันคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community) อาเซียนมงุ่ ส่งเสรมิ ความร่วมมอื ในดา้ นการเมืองและความมั่นคงเพ่ือเสริมสร้างและธารงไว้ซง่ึ สันติภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค เพ่ือให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และสามารถแก้ไข ปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพื่อรองรับการเป็นประชาคมการเมืองและความม่ันคงอาเซียน ประเทศสมาชิกได้ร่วมจัดทาแผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความม่ันคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community Blueprint) โดยเน้น 3 ประการ คอื (1) การมีกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมกัน ครอบคลุมถึงกิจกรรมต่างๆ ท่ีจะร่วมกันทา เพื่อสร้างความเข้าใจใจระบบสังคม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท่ีแตกต่างของประเทศสมาชิก ส่งเสริมพัฒนาการทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หลักการประชาธิปไตย การส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนการทีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การต่อต้านทุจริตการ สง่ เสรมิ หลกั นิตธิ รรมและธรรมาภิบาล (2) ส่งเสริมความสงบสุขและรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความม่ันคงสาหรับ ประชาชนท่ีครอบคลุมในทุกด้าน ครอบคลุมความร่วมมือเพื่อเสริมความมั่นคงในรูปแบบเดิม ซ่ึง หมายถึง มาตรการสร้างความไว้เน้ือเชื่อใจและการระงับขอ้ พพิ าทโดยสนั ตเิ พอ่ื ป้องกันสงครามและให้ ประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่กันโดยสงบสขุ และไมม่ คี วามหวาดระแวง นอกจากนี้ ยังขยายความร่วมมือ เพื่อต่อต้านภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การคา้ มนุษย์ ตลอดจนการเตรยี มความพร้อมเพอื่ ปอ้ งกันและจดั การภยั พิบตั แิ ละภัยธรรมชาติ (3) การมีพลวัตและสัมพันธ์กับโลกภายนอก กาหนดกิจกรรมเพ่ือเสริมสร้างบทบาท ของอาเซียนในความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น กรอบ ASEAN+3 กับ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ตลอดจนความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับมิตรประเทศ และ องค์การระหวา่ งประเทศ เช่น สหประชาชาติ 2) ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (ASEAN Economic Community) อาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 โดยมีเป้าหมายให้ อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และ 94 สำนักงำนกองทนุ หมูบ่ ้ำนและชุมชนเมืองแหง่ ชำติ
แรงงานมีฝีมืออย่างเสรี อาเซียนได้จัดทาแผนงานการจัดต้ังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซ่ึงเป็นแผนงานบูรณาการดาเนินงานให้ด้านเศรษฐกิจเพื่อให้ บรรลวุ ตั ถุประสงค์ 4 ด้านคอื (1) การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การ ลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี และการเคล่ือนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากข้ึน รวมทั้งการส่งเสริมการ รวมกลุ่มสาขาสาคัญของอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยได้กาหนดเป้าหมายเวลาที่จะค่อยๆ ลดหรือ ยกเลิกอุปสรรคระหว่างกันเปน็ ระยะ ทั้ง่นี้ กาหนดเป้าหมายให้ลดภาษสี ินค้าเปน็ 0% และลดหรือเลิก มาตราการทมี่ ิใช่ภาษี สาหรบั ประเทศสมาชิกเกา่ 6 ประเทศภายในปี 2553 เปิดตลาดภาคบรกิ ารและ เปิดเสรีการลงทนุ ภายในปี 2558 และเปดิ เสรีการลงทุนภายในปี 2553 (2) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยให้ ความสาคัญกับประเด็นด้านนโยบายท่ีจะช่วยส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายการ แข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นโยบายภาษี และ การพฒั นาโครงสรา้ งพ้นื ฐาน (การเงนิ การขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและพลงั งาน) (3) การพฒั นาเศรษฐกิจอยา่ งเสมอภาค ใหม้ กี ารพฒั นาวสิ าหกจิ ขนาดกลางและขนาด ย่อม (SMEs) และการเสริมสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการต่างๆ เช่น ข้อริเริ่มเพ่ือการรวมตัวของ อาเซียน (Initiative for ASEAN Integration-IAI) เป็นต้น เพ่ือลดช่องว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชกิ (4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจของ อาเซียนกับประเทศภานนอกภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างชัดเจน เช่น การจัดทาเขต การค้าเส่รีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ เป็นตน้ รวมทั้งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายในดา้ นการ ผลิต/จาหน่ายภายในภูมภิ าคใหเ้ ช่อื มโยงกบั เศรษฐกจิ โลก 3) ประชาคมสงั คมและวฒั นธรรมอาเซยี น (ASEAN Socio-Cultural Community) อาเซียนมุ่งหวังประโยชน์จาการรวมตัวกันเพื่อทาให้ประชาชนมีการอยู่ดีกินดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีส่ิงแวดล้อมที่ดี มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว โดยมีความร่วมมือเฉพาะ ด้าน (functional cooperation) ภายใต้ประเด็นเชิงสังคมและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมในหลายด้าน ได้แก่ เยาวชน การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ส่ิงแวดล้อม สตรี แรงงาน การขจัดความยากจน สวัสดิการสังคมและการพัฒนา วัฒนธรรมและสารนิเทศ กิจการพลเรือน การตรวจคนเข้าเมืองและกงสุล ยาเสพติด และการจัดการ ภยั พบิ ัติ สิทธมิ นุษยชน โดยมคี ณะทางานอาเซยี นรบั ผดิ ชอบการดาเนนิ ความรว่ มมอื ในแต่ละด้าน อาเซียนได้ตั้งเป้าการจัดต้ังประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนในปี 2558 โดย มุ่งหวงั ใหเ้ ปน็ ประชาคมท่ีมปี ระชาชนเป็นศนู ย์กลาง มีสงั คมท่เี อ้อื อาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซยี น มีสภาพความเป็นอยู่ท่ีดีและมีการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริม การใชท้ รพั ยากรธรรมชาติอย่างยัง่ ยนื รวมทั้งส่งเสริมอตั ลักษณอ์ าเซียน (ASEAN Identity) หลักสูตรกำรบริหำรจดั กำร กำรเรียนรู้ สถำบันกำรเรียนรู้กองทนุ หมู่บ้ำนและชมุ ชน 95
เพื่อรองรับการเป็นประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน อาเซียได้จัดทาแผนงาน การจัดตงั้ ประชาคมสงั คมและวัฒนธรรมอาเซยี น (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) ซึ่งประกอบดว้ ยความรว่ มมอื ใน 5 ดา้ น ได้แก่ (1) การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ (Human Development) (2) การคุ้มครองและสวสั ดิการสังคม (Social Welfare and Protection) (3) สิทธแิ ละความยุตธิ รรมทางสงั คม (Social Justice and Rights) (4) ความย่งั ยืนดา้ นสงิ่ แวด่ล้อม (Environmental Sustainability) (5) การสรา้ งอตั ลกั ษณ์อาเซียน (Narrowing the Development Gap) โดยมีกลไกลดาเนินงาน ได้แก่ การประชมุ รายสาขา (Sectorial) ระดับเจ้าหน้าท่ีอาวุโส (Senior Officials Meeting) ระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting) คณะมนตรีประชาคมสังคมและ วฒั นธรรมอาเซียน (ASEAN Socio Cultural Community Council) รวมทั้งการประชมุ คณะกรรมการด้าน สังคมและวฒั นธรรม (Senior officials Committee for ASEAN Socio-Cultural Community) 2. การเตรียมความพรอ้ มเข้าสู่ประชาคมอาเซยี น ปัจจุบนั ประชาชนโดยท่ัวไปของประเทศสมาชกิ อาเซยี น ซง่ึ รวมถงึ คนไทยยังไมไ่ ดม้ ีความรู้สึก ถงึ ความเป็น \"พลเมืองอาเซียน\" จากรายงานผลการสารวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับทัศนคตเิ ก่ียวกบั การรับรู้เร่ือง อาเซยี น พบวา่ ประชาชนส่วนใหญม่ ีความรสู้ ึกวา่ ตนเองเป็น \"พลเมอื งอาเซียน\" ไมถ่ งึ ร้อยละ 65 (กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ http://moac2aec.moac.go.th/ewt_news.php?nid=79) ผลการศึกษาประเดน็ ในการเตรียมความพร้อมเข้าสปู่ ระชาคมอาเซยี น (วรนารี นวนสี,2556) 2.1 การเตรียมความพร้อมดา้ นเศรษฐกจิ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ต้องทบทวนบทบาทในการดูแล และช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตใน พ้ืนที่ การกาหนดนโยบายการส่งเสริมอาชีพทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม การส่งเสริมการลงทุนขององค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ินด้วยมาตรการ และอานาจหน้าท่ีที่มีอยู่ การปรับปรุงระบบกฎหมายและพัฒนา สาธารณูปโภคเพ่ือรองรับการค้าการลงทุน การจัดวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่าย คมนาคมขนส่ง การพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่ออานวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ระบบระบาย น้า ระบบบาบัดน้าเสีย การส่งเสรมิ การทอ่ งเทย่ี วของท้องถ่ินที่มีแหลง่ ทอ่ งเที่ยวตามธรรมชาตศิ ิลปวัฒนธรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเท่ียวร่วมกัน การเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานในด้านการฝึกทักษะ หรือ เพมิ่ พูนความรู้ความสามารถให้กับแรงงาน ให้เปน็ ผู้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานในระดับนานาชาติ การสร้างแรงงานที่มีความรู้ความสามารถและมีระเบียบวนิ ัย พัฒนาอตุ สาหกรรมเกี่ยวกับการเกษตร เปิดเสรี การซ้ือขายสินค้าเกษตรข้ามพรมแดนอย่างจริงจังเสริมสร้างความแข็งแกรง่ ดา้ นการวิจัยและพฒั นาในสาขาท่ี สาคัญร่วมกัน การส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเพื่อเพ่ิมรายได้ให้กับประชาชนอย่างย่ังยืนส่งเสริมการพัฒนา สินค้าการเกษตรของประชาชนให้ไดม้ าตรฐานสากลของประชาคมอาเซียนการส่งเสริมให้ประชาชนลดต้นทุน การผลิตและเพิ่มผลผลติ ทางดา้ นการเกษตร การบรกิ ารการท่องเทีย่ ว รวมถึงการพฒั นาแหล่งท่องเทยี่ วทีม่ ีอยู่ ใหไ้ ดม้ าตรฐานสากล และการปรับปรุงรว่ มกบั การอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตใิ นเขตพนื้ ที่ 96 สำนักงำนกองทนุ หม่บู ำ้ นและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชำติ
2.2 การเตรียมความพร้อมด้านสงั คม การเตรียมความพร้อมด้านสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ควรมีการป้องกันและ แก้ไขปัญหาที่เกิดจากยาเสพติด การป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชน ท้ังการสร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การสร้าง ประชากรที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศมี ระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย รู้จักสิทธิหน้าท่ีของตน เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น สนับสนุนการ พัฒนาแรงงาน ป้องกันปัญหาอาชญากรรมยาเสพติด และส่ิงผิดกฎหมายข้ามแดน ด้านสังคมและ วัฒนธรรมเก่ียวกับการส่งเสริมให้ประชาชนดารงชีวิตโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมรักษา วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถ่ินให้คงอย่การสร้างเครือข่ายให้กับองค์กรและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการป้องกันปัญหาด้านอาชญากรรม และยาเสพติด ส่งเสริมและพัฒนาประชาชนเพ่ือ เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของประชาคมอาเซียน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น สร้างสังคมท่ีมั่นคงและปลอดภยั จากยาเสพติด ยกระดบั การกนิ ดีอยดู่ ีของ ประชาชนอาเซียน โอกาสที่ทัดเทียมกันในการเขา้ ถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สวสั ดิการ และความ ยุติธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาอย่างย่ังยืนท่ีคุ้มครองสภาพแวดล้อม และความยั่งยืน ของทรพั ยากรธรรมชาตดิ ้านวฒั นธรรม สง่ เสรมิ อัตลักษณข์ องอาเซยี นโดยเคารพความหลากหลายทาง วัฒนธรรมและอนุรกั ษม์ รดกทางวฒั นธรรม 2.3 การเตรียมความพร้อมดา้ นการศกึ ษา การเตรียมความพร้อมดา้ นการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ควรเน้นภาษาที่ใช้ ส่ือสารและการทางาน คือ ภาษาอังกฤษ มาลายูเป็นต้น การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและการ ส่ือสารในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เสริมสร้างให้ท้องถิ่นเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้โดยเปิดเวทีให้ ชาวบ้านเพื่อยกระดับการศึกษาและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีข้ึน ส่งเสริมและเพ่ิมหลักสูตรที่ เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมการรับมือของประชาคมอาเซียนให้กับเยาวชนในเขตเทศบาลและ ส่งเสริมการอบรมเพื่อเพ่ิมความรู้เกี่ยวกับ ประชาคมอาเซียนให้รู้เขารู้เรา การใช้ภาษาอังกฤษให้เกิด การตดิ ตอ่ ส่ือสารผ่านชอ่ งทางส่ือสารทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล อย่างยั่งยืน การเตรียมเรื่องภาษาอังกฤษให้มีทักษะวิชาชีพในกลุ่มประเทศที่ได้มาตรฐานวิชาชีพอาเซียน มุ่งสร้าง ความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพ่ือสร้างคนไทยให้เป็นคนของประชาคมอาเซียน พัฒนาสมรรถนะให้พร้อมจะอยู่ร่วมกันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษา โดย ให้มีการร่วมมอื กนั ใน 3 ด้านคือด้านพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริม การมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา การขับเคล่ือนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ควร สร้างความเข้าใจในเร่ืองเก่ียวกับเพ่ือนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธ์ุ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพ่ือพัฒนาการติดต่อส่ือสาร ระหว่างกันในประชาคมอาเซียน มีการเพ่ิมครูท่ีจบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้น เพอื่ ให้นักเรียนไทยสามารถสอื่ สารภาษาองั กฤษไดอ้ ย่างสร้างสรรคก์ ารร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับ หลักสูตรกำรบรหิ ำรจัดกำร กำรเรยี นรู้ สถำบนั กำรเรยี นรู้กองทนุ หมูบ่ ้ำนและชุมชน 97
อาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วย ความเข้าใจกันของประเทศในประชาคมอาเซียน ด้านเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาน้ัน จะพัฒนาตามหลัก 3 N ได้แก่Ned Net โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS ศูนย์กลางรวบรวม จัดเก็บ และเชื่อมโยง ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC ศูนย์เรียนรู้แห่งชาติเพื่อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนส่กู ารเปน็ พลเมอื งอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทร โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวศึกษาจะต้องเป็น แรงงานท่ีมีคุณภาพ มีทักษะการทางานร่วมกันในประชาคมอาเซียน ในฐานะองค์กรปกครองส่วน ท้องถนิ่ ควรเตรยี มพรอ้ มในดา้ นการพัฒนามาตรฐานการศึกษา ไมว่ ่าจะเปน็ การพฒั นาคุณภาพในการ จัดการศึกษา ส่งเสริมความรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน การสร้างให้ท้องถิ่นเป็นชุมชนแห่งการ เรียนรู้ 2.4 การเตรียมความพรอ้ มดา้ นวฒั นธรรม การพัฒนาศักยภาพการเตรียมความพร้อมด้านวัฒนธรรมสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาภาพลักษณ์ไทยสู่สากล โดยพัฒนาความร่วมมือ เผยแพร่ แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ท่ีสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของการพัฒนา ความร่วมมือและความสมั พันธ์ทางศาสนาศิลปะ และวัฒนธรรมกับประเทศเพอ่ื นบา้ นในกลุ่มประเทศ อาเซียน และนานาประเทศ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ท้ังภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ในมิติทาง สงั คมวฒั นธรรม เพ่อื เตรยี มความพร้อมส่ปู ระชาสังคมอาเซยี น เสริมสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจและความ ตระหนักในประชาคมอาเซียน ในมิตทิ างสังคมวฒั นธรรม (ASEAN Cultural Literacy) ให้แก่ประชาชนและ สังคมไทยส่งเสริมความร่วมมือด้านมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในกลุ่มอาเซียน และนานาประเทศ ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในกลุ่มประเทศอาเซียน และนานาประเทศ พฒั นาเส้นทางการทอ่ งเทยี่ วทางศลิ ปวัฒนธรรมวฒั นธรรมในกลุ่มประเทศอาเซยี น และนานาประเทศ พัฒนาเครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเพื่อเตรียมความพร้อม สู่การเป็นประชาคมด้านสังคมวัฒนธรรมอาเซียน และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาและรากเหง้าความเป็น ตัวตนของท้องถิ่นไทย แต่ละท้องถิ่น ผู้บริหารและเจ้าหน้าท่ีของท้องถิ่นต้องมีความรู้เก่ียวกับ วัฒนธรรมของประเทศอาเซียนสร้างประชาคมแห่งสังคมที่เอื้ออาทร แก้ไขผลกระทบต่อสังคมอัน เน่ืองมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมความย่ังยืนและการจัดการดูแลส่ิงแวดล้อมอย่าง เหมาะสม ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจระหว่างประชาชนในระดับรากหญ้า การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมท้ังรับรู้ข่าวสาร การส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมประชาคม อาเซียนมากข้ึน กฎระเบียบตอ้ งพฒั นารวมท้งั การเรียนร้กู ฎหมายวา่ ด้วยอาเซียนมากข้นึ 2.5 การเตรยี มความพรอ้ มด้านสาธารณสุข การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุของค์การปกครองส่วนท้องถิ่นควรคานึงถึง ผลกระทบจากปัญหาสาธารณสุขที่อาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานและนักท่องเที่ยวโดยเสรีเช่น โรคระบาด การให้ความสาคัญกบั การเขา้ ถึงการดแู ลสขุ ภาพของคนในท้องถน่ิ การป้องกนั และควบคุม 98 สำนักงำนกองทนุ หมบู่ ้ำนและชมุ ชนเมืองแห่งชำติ
การให้ความรู้ในโรคติดต่อที่อาจเกิดขึ้นการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในท้องถ่ินด้าน สาธารณสุข พบว่าการเพ่ิมมาตรฐานการรักษาพยาบาลให้เป็นท่ียอมรับของประชาคมอาเซียน การ ส่งเสริมให้ประชาชน มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ และอ่ืนๆ อยู่ในระดับน้อย ส่วน การควบคุมและการป้องกันโรคระบาดไม่ให้เกิดข้ึนในพื้นที่ อยู่ในระดับปานกลางซึ่งสอดคล้องกับ รายงานการวิจัยของ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(2552) เกิดปัญหา ด้านการควบคุมโรค การจากัดผลกระทบของโรคร้ายแรง สุขอนามัยและส่ิงแวดล้อมในการทางาน สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีระบบ ภาระงบประมาณของประเทศในการให้บริการและรักษาแรงงาน ตา่ งดา้ วประเดน็ อื่นๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง 2.6 การเตรยี มความพร้อมด้านองค์กรในด้านการบริหารจดั การ ต้องมีกลไกระบบเตรียมความพร้อม มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารที่ มีประสิทธิภาพ การนาหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการท่ีดีมาเป็นพลังในการขับเคล่ือนและ พัฒนาองค์กร มีการจัดตั้งหน่วยงานท่ีรับผิดชอบเร่ืองอาเซียนโดยตรง มีการวางแผนอัตรากาลังและ จัดโครงสร้างองค์กรเพือ่ รองรบั ภารกิจประชาคมอาเซยี น เอกสารอา้ งองิ สรุ พล เศรษฐบตุ ร. (2558). เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตรการบริหารจัดการการจัดการ เรียนรูแ้ ละการถา่ ยทอดความรขู้ องวิทยากรสถาบันการเรียนรกู้ องทนุ หม่บู า้ นและชุมชนเมือง (กลุม่ วิชาพ้นื ฐาน) รุ่นที่ 2 วนั ที่ 27 ตุลาคม 2557 ณ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนา (ดอยสะเกด็ ).สาขาวิชาสง่ เสริมการเกษตรและพฒั นาชนบท ภาควิชาเศรษฐศาสตรเ์ กษตรและ สง่ เสรมิ เผยแพรก่ ารเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่ ศกึ ษาธกิ าร,กระทรวง.(2551). หนงั สือเรยี นสาระการประกอบอาชพี รายวิชา การพัฒนาอาชีพใหม้ ี ความมน่ั คงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. สานกั งานสง่ เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลักสตู รกำรบรหิ ำรจัดกำร กำรเรียนรู้ สถำบนั กำรเรยี นรู้กองทนุ หมู่บำ้ นและชมุ ชน 99
สว่ นที่ 4 เนอื้ หาวิชาการการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยท่ี 1: การถอดบทเรยี นและความรู้ การถอดบทเรียนและความรู้เป็นส่วนหน่ึงของการจัดการความรู้ โดยมีจุดเริ่มที่สมาชิกใน หน่วยงานหรอื ชมุ ชน เครอื ขา่ ยมีความมงุ่ มน่ั ทจ่ี ะใชค้ วามรู้เปน็ ฐานในการดาเนินงานใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย ซ่งึ มีสาระสาคัญตอ่ ไปน้ี คาสาคญั และประโยชน์การถอดบทเรยี น 1. คาสาคัญเกยี่ วกบั การถอดบทเรียน บทเรียน (Lesson Learned) หมายถึงความรู้ท่ีเป็น “ข้อค้นพบใหม่” ท่ีมาจากการ เรียนรู้/ประสบการณ์ (จากการทางานจริง) บทเรียนเป็นการอธิบายเหตุการณ์และเง่ือนไขที่เกิดขึ้น บทเรียนช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพ่ือไม่ให้กระทาผิดซ้าอีก ลักษณะของบทเรียนสามารถจาแนกตาม บุคคล/กลุ่ม/โครงการ ได้แก่ บทเรียนของปัจเจก บทเรียนของกลุ่ม/ทีมงาน บทเรียนของโครงการ จาแนกตามระยะเวลา ได้แก่ บทเรียนท่ีเกิดขึ้นทันทีเมื่อจบเหตุการณ์ บทเรียนท่ีเก็บสะสมข้อมูลใน อดตี และจาแนกตามเนื้อหา ได้แกบ่ ทเรียนเชงิ ประเดน็ บทเรียนทง้ั โครงการ การถอดบทเรียน (Lesson Learned) เป็นทั้งแนวคิดและเคร่ืองมือเพอ่ื สร้างการเรียนรู้ ซึ่งเป็นวิธีการหน่ึงของการจัดการความรู้ โดยเป็นกระบวนการดึงเอาความรู้จากการทางานออกมาใช้ เป็นทุนในการทางานเพื่อยกระดับให้ดีย่ิงข้ึน การถอดบทเรียน จึงเป็นการสกัดความรู้ท่ีมีอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ออกมาเป็นบทเรียน/ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ซ่ึงผลที่ได้จาก การถอดบทเรียน ให้ได้บทเรียนในรูปแบบชุดความรู้ (ที่เป็นรูปธรรม) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของ ผู้เข้าร่วมกระบวนการ อันนามาซ่ึงการปรับวิธีคิด และเปลี่ยนแปลงวิธีการทางานท่ีสร้างสรรค์และมี คุณภาพย่ิงข้ึน หัวใจหลักของการถอดบทเรียน ต้องมีการแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) โดย มผี ลประโยชนร์ ว่ มกัน (Mutual Benefit) มคี วามไวว้ างใจท้ังตนเองและผอู้ นื่ (Trust) และมีการเรยี นรู้ (Learning) ความรู้ คือ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อ่ืน จนเกิด เป็นความเขา้ ใจและนาไปใช้ประโยชน์ในการสรุป และตัดสนิ ใจในสถานการณต์ า่ งๆ โดยไมจ่ ากดั หลกั สูตรการบรหิ ารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทนุ หมบู่ ้านและชุมชน 101
ความรู้เป็นผลจากการนาข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นข่าวสารแล้วยกระดับเป็น ความรู้ โดยความรู้อาจจะเกิดจากประสบการณ์ของตนเองหรือการแลกเปล่ียนกับผู้อน่ื ความรู้แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) คือ ความรู้ท่ีเกิดจากประสบการณ์ ความคิด คา่ นยิ ม การเรยี นรู้ หรือพรสวรรค์ต่างๆ เป็นความรู้เฉพาะตวั และผ่านการกลั่นกรอง จดั เก็บของบคุ คลนนั้ ๆ 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) คือมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ผ่าน การตรวจสอบ วิเคราะห์แลว้ สามารถสื่อสารไดส้ ะดวกและสามารถนาไปปรับใช้ได้ทั่วไปในบริบทต่างๆ ความร้ไู ดร้ บั การถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น หนังสือ คมู่ ือ เอกสาร ซดี ี วีซีดี เปน็ ต้น การจัดการความรู้ (Knowledge management :KM) คือ การรวบรวม สร้าง จัด ระเบียบ แลกเปลย่ี น และประยุกต์ใชค้ วามรูใ้ นองคก์ ร เปน็ กระบวนการนาความรู้ท่ีเกีย่ วข้อง ซง่ึ มคี วาม จาเป็นและสาคัญต่อองค์กร มาจาแนกและเช่ือมโยงหรือวิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดระบบระเบียบให้ ง่ายต่อการเข้าถงึ การใชป้ ระโยชน์ 2. ความสาคญั และประโยชน์ของการถอดบทเรียน สามารถสรปุ โดยแบง่ ออกเปน็ 2 ระยะ ดงั น้ี 1. ระยะส้ัน สามารถนาไปปรับปรุงเทคนิคการทางาน การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทาง เดียวกัน สามารถปรับเปล่ียนได้ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม และทาให้ผลการ ดาเนินงานโครงการดีขึน้ 2. ระยะกลาง และระยะยาว ทาใหเ้ กิดความเชือ่ ม่นั ในการทางานและการเผชิญปญั หามาก ขึ้น เกิดความภาคภมู ิใจเม่ือไดเ้ หน็ พฒั นาการของโครงการที่ดีขึน้ หลังจากการนาบทเรียนไปปรับใช้ วธิ ีวิทยาการถอดบทเรยี น วิธีวทิ ยาการในการถอดบทเรียนที่ใชก้ นั ทว่ั ไปมีหลายวธิ ไี ด้แก่ 1. การถอดบทเรียนด้วยการเรียนรู้จากเพื่อน (Peer Assist - PA) เป็นการเรียนรู้ก่อนการทา กิจกรรม โดยเป็นการเรียนรู้จากเขา เขาเรียนรู้จากเรา ทั้งเราและเขาเรียนรู้ร่วมกัน และสิ่งท่ีเรา รว่ มกันสรา้ ง (เกิดความรใู้ หม่) โดยมลี ักษณะเปน็ การประชมุ /ประชมุ เชงิ ปฏบิ ตั ิ 2. การถอดบทเรียนแบบเล่าเร่ือง (Story Telling)เป็นการเรียนรู้ก่อนหรือระหว่างทา กิจกรรม ด้วยการให้ผู้มีความรจู้ ากการปฏบิ ัติ ปลดปล่อยความรูท้ ซี่ อ่ นเรน้ อยู่ในตัวออกมาแลกเปลี่ยน ความรู้ โดยผู้เล่าจะเล่าความรู้สึกท่ีฝังลึกอยู่ในตัวที่เกิดจากการปฏิบัติ ซ่ึงผู้ฟังสามารถตีความได้โดย อิสระ และเมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนผลการตีความแล้ว จะทาให้ได้ความรู้ท่ีสามารถบันทึกไว้เป็นชุด ความรู้ ซ่ึงการถอดบทเรียนในลักษณะนี้ จะเปน็ การสกัดความรู้จากเร่ืองที่เล่าออกมา วา่ มีคุณค่าและ สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งไร ไมใ่ ช่เป็นเพยี งการเลา่ เรื่องในอดตี 102 สานกั งานกองทุนหม่บู า้ นและชุมชนเมืองแหง่ ชาติ
3. การถอดบทเรียนหลังปฏิบัติการ (After Action Review: AAR) การถอดบทเรียนหลัง ปฏิบัติการ เป็นการจับความรู้ที่เกิดข้ึนสั้นๆ ภายหลังการทากิจกรรม แล้วนาไปสู่การวางแผนในคร้ัง ต่อไป ทาให้คนทารู้สึกต่ืน ตัวและมีความรู้สึกผูกพันกับงาน โดยโครงการ/กิจกรรมท่ีทาครั้งเดียวแล้ว จบ ไมจ่ าเปน็ ต้องทา AAR ซ่งึ รูปแบบการทา AARสามารถดาเนินการได้ทัง้ ระหว่างการทากิจกรรมเพ่ือ ปรับปรุง/แก้ไขระหว่างการทางาน หรือ “การทาไป คิดไป แก้ไขไป” และภายหลังสิ้นสุดแต่ละ กจิ กรรมเพอ่ื นาไปวางแผนกิจกรรมคร้งั ต่อไป 4.การถอดบทเรียนหลังการดาเนินงาน (Retrospect) แก่นคิดสาคัญของการเรียนรู้หลังการ ดาเนินงานค่อนข้างละเอียดกว่าการเรียนรู้หลังปฏิบัตกิ าร เพราะเป็นการสรุปสาระส่ิงที่ดาเนินการมา มาต้ังแต่ต้นจนจบให้เป็นบทเรียนท่ีจะนาไปใช้ในโครงการต่อไป มิใช่แค่ให้บรรลุเป้าหมายงานเดิม เท่านน้ั 5. การถอดบทเรียนจากวิธีปฏิบัติท่ีดี (Best Practice) วิธีปฏิบัติที่ดีหรือบทเรียนท่ีดี คือ วิธีการปฏิบัติท่ีทาให้องค์กรประสบผลสาเร็จหรือสู่ความเป็นเลิศ โดยมีการทาในสิ่งท่ีถูกต้อง และ ปรับปรงุ ใหด้ ีขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทเรยี นท่ดี ีมักจะมีเกณฑ์คณุ ภาพท่เี ปน็ ทย่ี อมรบั 6. การถอดบทเรียนจากการสะท้อนผลการพฒั นาตามแผนทผี่ ลลัพธ์ การดาเนนิ งานโครงการ หน่ึงๆ หากมีการกาหนดแผนที่หรือเส้นทางงานพร้อมวางเป้าหมายระหว่างทางว่าแต่ละช่วงผลท่ีจะ เกดิ คอื อะไร จงึ เรียกว่า แผนทผ่ี ลลพั ธ์ กเ็ ปน็ อกี วิธีหน่ึงทที่ าใหส้ ามารถถอดบทเรียนได้ 7. การถอดบทเรียนจากการเก็บข้อมูลเชิงการวิจัยเช่น การศึกษาเอกสาร การสังเกต การ สอบถาม การสัมภาษณ์ การประชุม และการจัดเวทีเสวนา นิยมใช้ในการถอดบทเรียนออกมาเป็น ความรใู้ นประเด็นท่ีเราตอ้ งการร้จู ากผทู้ ป่ี ฏบิ ัติ การดาเนินการถอดบทเรียน 1. ชว่ งระยะเวลาการถอดบทเรยี น การถอดบทเรียน สามารถกระทาได้ 3 ชว่ ง คือ 1.1 ถอดบทเรยี นก่อนดาเนนิ การ เปน็ การเรยี นรู้ก่อนทีจ่ ะเกิดข้อผิดพลาด 1.2 ถอดบทเรียนระหวา่ งดาเนนิ การ เป็นการเรยี นร้ทู เ่ี กดิ ข้นึ ระหวา่ งการดาเนินงาน 1.3 ถอดบทเรียนหลงั ดาเนินการ เปน็ การเรียนรเู้ พือ่ การดาเนนิ งานในคร้ังต่อไป การดาเนินการถอดบทเรียนเปน็ กิจกรรมที่สาคัญ ผลที่ไดจ้ ากการดาเนินกิจกรรมน้ีจะทาให้ ทีมงานถอดบทเรียนและผู้รว่ มถอดบทเรียนเกิดการเรยี นรู้จากประสบการณใ์ นการปฏบิ ัตงิ านของผู้ร่วม ถอดบทเรียน และได้แนวคิดใหมท่ ่เี ปน็ ประโยชนใ์ นการปฏิบัติงานต่อไป 2. ขนั้ ตอนการถอดบทเรียน มีขน้ั ตอนสาคัญดังนี้ 2.1 ระบุบทเรยี นทจ่ี ะถอดและวตั ถปุ ระสงค์ 2.1.1 เลือกประเด็นท่ีเป็นจุดคานงัด เช่นการถอดบทเรียนด้านส่ิงแวดล้อมเรื่องน้าเพ่ือ การเกษตร ประเด็นการถอดบทเรียนไดแ้ ก่ บริบทชมุ ชน (เศรษฐกิจ-สงั คม-สิ่งแวดล้อม) อาชพี /วิถกี ารผลิต หลักสตู รการบริหารจดั การ การเรียนรู้ สถาบนั การเรียนรู้กองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชน 103
การบริหารจดั การนา้ รูปแบบการใชป้ ระโยชนจ์ ากนา้ ปจั จัย/เงื่อนไขที่ส่งผลตอ่ ความเปลี่ยนแปลง และทกุ คนเข้าใจ มปี ระสบการณ์ มคี วามสนใจตรงกนั 2.1.2 กาหนดวตั ถปุ ระสงค์การถอดบทเรียนคร้งั น้ันเช่น เพ่ือทราบผลการดาเนินงาน เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงงาน เพื่อลดความผิดพลาดซ้าซากหรือเพื่อต่อยอดความสาเร็จที่ เกิดขึ้นแล้ว 2.2 ศึกษาขอ้ มูลเบื้องต้นเกีย่ วกับบทเรยี นทจ่ี ะถอด ผู้ถอดบทเรียนต้องศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเก่ียวกับบทเรียนที่ต้องการถอด โดยศึกษา เอกสารท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั บทเรียนอย่างละเอียด รวมทั้งศกึ ษาแนวคดิ เกีย่ วกับบทเรยี นทต่ี อ้ งการถอด เพ่ือ ใช้เป็นกรอบความคิดในการถอดบทเรียนและกาหนดประเด็นในการถอดบทเรียน ต่อจากน้ันจึงร่าง แนวคาถามสาหรับถอดบทเรียน โดยคาถามส่วนใหญ่เน้นไปที่ ทาอะไร (What) ทาไปทาไม (Why) มี วิธกี ารทาอยา่ งไร (how to) เคล็ดลบั ของความสาเร็จ และขอ้ ควรระวงั 2.3 เตรีมการถอดบทเรยี น 2.3.1 เตรียมทีมถอดบทเรียน ผู้ถอดบทเรียน อาจเปน็ คนๆ เดียว หรือกลุ่มบคุ คลก็ได้ ท้ังนี้แล้วแต่การวิเคราะห์ภาระงานในการถอดบทเรียน ความพร้อม หรือเงื่อนไขอื่นๆ แต่ผู้ถอดบทเรียน ต้องมีความพร้อม อันประกอบด้วยความรู้และความเข้าใจในบทบาทของตนเอง ผู้ถอดบทเรียนต้องมี ความรู้และความเข้าใจใน 2 ประเด็นหลัก คือ ความรู้เรื่องการถอดบทเรียน ได้แก่ บทเรียนท่ีต้องถอด นั้นคืออะไร(เน้ือหาความรู้)การถอดบทเรียนคืออะไร วิธีการถอดบทเรียนท่ีมีประสิทธิภาพน้ันทา อย่างไร และจะบันทึกบทเรียนอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์และสะดวกต่อการนาไปใช้ต่อ(เทคนิคและ กระบวนการ) บทบาทของผถู้ อดบทเรยี นคือผู้อานวยความสะดวกหรือผอู้ านวยกระบวนการและผ้บู ันทึก ข้อมูลท่ีต้องทาหน้าที่ ตามขั้นตอนต้ังแต่การระบุบทเรียนที่จะถอดจนถึงการจัดทารายงานการถอด บทเรียน อย่างไรก็ดหี ากผู้ถอดบทเรียนมีคนเดียวก็ต้องทางานในทุกบทบาท แตห่ ากมีเป็นคณะหรือทีม ทางานก็กระจายบทบาทกันไปตามความเหมาะสมโดยคณุ ลักษณะสาคัญของผถู้ อดบทเรยี นทค่ี วรไดแ้ ก่ 1) ผู้อานวยความสะดวกหรือผู้อานวยการกระบวนการ (Facilitator) ควรมีทักษะ ต่อไปน้ี (1) ความสามารถในการต้ังคาถาม (การซกั ถามเพิ่มเติม) (2) การสรปุ ความคิดของกลุม่ (ดว่ นสรุป, หรือตรวจสอบความคิดของกลุ่มก่อนสรปุ ) (3) ความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม(เปิดโอกาสให้สมาชิกกลุ่มได้ แลกเปล่ียน) (4) การดาเนนิ การถอดบทเรยี นให้เปน็ ไปตามระยะเวลาที่กาหนดไว้ (5) การตรวจทานความคิดของกลุ่มในครง้ั สุดทา้ ย 2) คนจดบนั ทึก (Note taker) ควรมีทกั ษะตอ่ ไปนี้ (1) ความสามารถในการสรปุ ประเดน็ จากกล่มุ (2) ทักษะการเขยี น/การใชแ้ ผนภมู เิ พือ่ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ย 104 สานักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมอื งแห่งชาติ
2.3.2 เตรียมเคร่ืองบันทึกเสียงและอุปกรณ์ ผู้จดบันทึกควรจัดหาเครื่องบนั ทึกเสียง ท่มี คี ุณภาพดี ใช้งานสะดวก มีการทดลองใช้งานเครอื่ งบนั ทึกเสียงกอ่ นวนั ทจี่ ะดาเนนิ การถอดบทเรยี น เพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องบันทึกเสียงว่าสามารถใช้งานได้จริงและได้ทดลองใช้งานจริงทาให้เกิด ความคลอ่ งตัว ในการใชเ้ คร่อื งบันทกึ เสยี งใหม้ ีปริมาณเพียงพอกบั ระยะเวลาท่ีต้องบันทึกเสยี งระหว่าง การถอดบทเรียน ส่วนเครื่องบันทึกเสียงท่ีไม่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ได้แก่ เคร่ืองMP3 หรือ MP4 ผู้ จดบันทึกต้องคัดลอกหรือลบไฟล์ข้อมูลในเคร่ืองบันทึกเสียงเพื่อให้มีพื้นท่ีว่างในการบันทึกเสียง เพียงพอกับระยะเวลาที่ต้องบันทึกเสียงในกรณีที่เครื่องบันทึกเสียงไม่สามารถใช้ไฟฟ้าและต้องใช้ เฉพาะแบตเตอร่ีเท่าน้ัน ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแบตเตอร่ีสารองให้เพียงพอกับระยะเวลาท่ีต้อง บันทกึ เสียงในระหว่างการถอดบทเรยี น 2.3.3 เตรียมสมุดบันทึก สมุดบันทึกเป็นอุปกรณ์ที่สาคัญในการปฏิบัติงานของผู้จด บันทึก การจัดเตรียมสมุดบันทึกที่ดีควรมีจานวนหน้าเพียงพอตอ่ การจดบันทึกข้อมูลระหว่างการถอด บทเรียนการเตรียมสมุดบันทกึ ไวพ้ ร้อมใชง้ านทาให้การปฏิบตั ิงานของผู้จดบันทึกมีความคล่องตัว เม่ือ จดบันทึกขอ้ มลู เสร็จแลว้ สามารถนาไปเก็บไวไ้ ดเ้ ปน็ ระเบียบและเกดิ ความสะดวกในการคน้ หา 2.3.4 เตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ในการเตรียมความพร้อมทาง ร่างกาย ผู้อานวยความสะดวกและผู้จดบันทึกควรออกกาลังกายให้ร่างกายเกิดความกระฉับกระเฉง สมองเกดิ วามตน่ื ตวั และควรบรหิ ารมือให้มคี วามพร้อมในการจดบันทกึ นอกจากน้ีควรรับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ ควรงดเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรนอนหลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ช่ัวโมง ก่อนทจ่ี ะดาเนนิ การถอดบทเรยี นในวันรงุ่ ข้นึ ส่วนการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ ควรฝึกสมาธิให้มีความมั่นคง ทาจิตใจให้ เบิกบาน มองโลกในแง่ดีและเห็นคุณค่าของการจดบันทึกข้อมูลจากการถอดบทเรียน ซึ่งมีผลทาให้ ทีมงานถอดบทเรียน ผู้ร่วมถอดบทเรียน และผู้สนใจเกิดได้นาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการ เรยี นรู้หลังจากเสรจ็ ส้ินการถอดบทเรียน 2.3.5 จัดทาแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ที่ผู้จดบันทึกสามารถนาข้อมูลประเด็น คาถามการถอดบทเรียนมาใช้ในจัดทาแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ซึ่งจะช่วยอานวยความสะดวกแก่ผู้ จดบันทึกในระหว่างการถอดบทเรียน แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ไม่มีรูปแบบตายตัวขึ้นอยู่กับความ ถนัดของผใู้ ช้ ในท่ีนี้ขอเสนอ เครื่องมือถอดบทเรียนในรูปแบบฟอร์มบันทึกบทเรียนง่ายๆ ที่ เรียกว่า ตารางวเิ คราะห์เน้ือหาและแบบบนั ทึกการถอดบทเรยี น เพอ่ื ใชใ้ นการบนั ทึกข้อมูลบทเรียน โดย บนั ทกึ คาตอบลงในตาราง เพื่อตอบคาถามสาคัญท่ีตอ้ งการถามและสกดั ออกมาเปน็ บทเรยี น ดังตัวอยา่ ง หลักสูตรการบริหารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบันการเรยี นรู้กองทนุ หม่บู า้ นและชุมชน 105
1. ตารางวิเคราะห์เนอื้ หาการถอดบทเรยี น (ตามประเด็นทีต่ อ้ งการถอด) บทเรียนเรอ่ื ง:.................................................... ประเดน็ /เรอ่ื ง ทาอะไร ทาไมจึงทา มีวิธีการทา เคลด็ ลับใน ข้อควรระวัง อยา่ งไร การทาให้ ในการทา สาเรจ็ 1.ประเดน็ ……… 2.ประเด็น……… 3.ประเดน็ ……… 4.ประเด็น……… 5.ประเดน็ ……… …………………….. 2. แบบบนั ทึกการถอดบทเรยี น บทเรียนท่ี ................ชื่อบทเรียน...................................................................................... 1.1 ความหมาย…………………………………………………………………………………….................. 1.2 วตั ถปุ ระสงค…์ …………………………………………………………………………………................ 1.3 กระบวนการทางาน : ข้ันตอน วธิ ปี ฏิบัติ และเคล็ดลบั การปฏิบัตงิ าน …………………………………………………………………………………………………............................. 1.4 สิ่งท่ที าได้ด…ี ……………………………………………………………………………......................... 1.5 ปจั จัยแห่งความสาเร็จ ………………………………………………………………………............... 1.6 ปญั หา/อปุ สรรคทีเ่ กิดขนึ้ ……………………………………………………………………............… 1.7 ขอ้ เสนอแนะในการนาบทเรยี นไปใชป้ ระโยชนห์ รอื ตอ่ ยอดบทเรยี น……………………… 2.4 ค้นหาและประสานเจา้ ของบทเรยี น การค้นหาเจ้าของบทเรียนมีหลายวิธี เช่น ดูจากช่ือท่ีร่วมรับผิดชอบในบทเรียน สอบถามผู้ท่ีเก่ียวข้อง หรืออาจใช้วิธีเครือข่ายสังคม คือ เร่ิมต้นจากคนใดคนหน่ึง ท่ีรู้ว่าเก่ียวข้องกับ บทเรยี นทีต่ อ้ งการถอดและให้บุคคลนนั้ เสนอแนะรายชอ่ื อื่นๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั บทเรียนนน้ั ๆ 2.5 ถอดประสบการณ์เจ้าของบทเรยี น การถอดบทเรียนแตล่ ะวธิ จี ะมีความแตกต่างกันกรณกี ารถอดบทเรยี นเชิงการวิจยั เช่น การสังเกต การสอบถาม การสัมภาษณ์ การประชุม และการจัดเวทีเสวนา และมักจะใช้หลายวิธี ประกอบกัน แตท่ ใี่ ชก้ ันมากคือ การสัมภาษณ์ และการประชมุ สาหรบั บทเรียนหรือชุดความร้ทู ่วั ไป เคล็ดลับในการสัมภาษณ์เพ่ือถอดบทเรียนให้ประสบความสาเร็จ คือ หากเป็นการ สมั ภาษณ์กลมุ่ ขนาดของกลุม่ ควรมีสมาชิกประมาณ 7-11 คน และเวลาทใ่ี ช้ประมาณ 1 ชวั่ โมงครึ่งถงึ 2 ชัว่ โมง มีการสร้างความสัมพนั ธท์ ี่ดีระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ อธิบายความสาคัญของ การสัมภาษณ์ สัมภาษณ์ด้วยคาถามว่า ทาอะไร ทาไม ทาอย่างไร มีเคล็ดลับในการทางานอย่างไร 106 สานักงานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมอื งแห่งชาติ
มีอะไรเป็นปัจจัยความสาเร็จ มีข้อควรระวังอย่างไร และหากย้อนกลับไปอีกคร้ังจะทาอะไรซ้าและ จะเปล่ียนแปลงอะไร เพราะเหตุใด และจบการสัมภาษณ์โดยการตั้งคาถามว่ามีอะไรจะเสนอเพม่ิ เติม และขอบคุณผเู้ ข้าร่วมสมั ภาษณท์ ุกคน การจัดเวทีเสวนา เพ่ือให้การถอดบทเรียนได้ผลดี ผู้ถอดบทเรียนควรปรึกษาหารือ ผู้บริหารองค์กร และจัดการประชุมเร็วที่สุดเท่าท่ีจะเป็นไปได้เม่ือเสร็จงาน กิจกรรม หรือโครงการ ผเู้ ขา้ รว่ มเสวนาประกอบด้วยเจ้าของบทเรียนที่จะถอด 2.6 บนั ทกึ บทเรยี น การบันทึกข้อมูลการถอดบทเรียนสิ่งท่ีต้องดา เนินการเมื่อเร่ิมต้นการถอดบทเรียนผู้ จดบันทึกควรเปิดเครื่องบันทึกเสียงและดาเนินการบันทึกเสียงต้ังแต่การสร้างบรรยากาศในการถอด บทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอ่นุ เครื่อง และการถอดบทเรียนข้อมูล ทีต่ ้องจดบันทึกระหวา่ งการถอดบทเรยี น มดี ังนี้ 2.6.1 ข้อมูลขั้นตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน โดยเร่ิมต้นจากการสร้าง บรรยากาศในการถอดบทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเคร่ือง และ การถอดบทเรียนซึ่งเปน็ กจิ กรรมสดุ ท้าย 2.6.2 ข้อมูลจากการเล่าเร่ือง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียน ในขั้นตอนการถอดบทเรียน ซ่ึงผู้จดบันทึกควรนาแบบฟอร์มการถอดบทเรียนมาใช้ประโยชน์ในการ จดบันทกึ ขอ้ มูลตามประเดน็ ทก่ี าหนดไว้ 2.6.3 ข้อมูลบรรยากาศระหว่างการถอดบทเรียน ซ่ึงเริ่มตง้ั แต่การสร้างบรรยากาศใน การถอดบทเรียน การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเคร่ือง และการถอด บทเรียนเมื่อส้ินสุดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลอีก คร้ัง การบันทึกการถอดบทเรียน อุปกรณ์ที่จาเป็นต้องใช้ในการบันทึกการถอดบทเรียน ได้แก่ แบบฟอร์มบนั ทกึ บทเรียน เคร่ืองบันทกึ เสยี ง แถบบนั ทึกเสียง แบตเตอร่ี และสมดุ บันทึก การบันทึกข้อมูลบทเรียน โดยบันทึกคาตอบลงในตาราง เพ่ือตอบคาถามสาคัญท่ีตอ้ งการ ถามและสกัดออกมาเป็นบทเรียน คือทาอะไร ทาไมจึงทา และทาอย่างไร ซึ่งในคาตอบส่วนที่ทา อยา่ งไรนั้น จะมีรายละเอยี ดทเี่ กย่ี ว อะไร กบั ใคร ทไ่ี หน เมือ่ ใด และอยา่ งไร และนามาเรยี บเรยี งเป็น รายงานการถอดบทเรียน ตลอดจนนาข้อมูลไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้เป็นความรู้ตามกรอบ แนวคดิ ทฤษฎี ดงั ตวั อย่าง หลกั สูตรการบริหารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบนั การเรียนรู้กองทนุ หมู่บ้านและชมุ ชน 107
ตัวอย่างบทเรียน หัวข้อการถอดบทเรยี น : “การบรหิ ารจดั การนา้ (ตามประเดน็ ท่ีตอ้ งการร)ู้ กอ่ นมีโครงการ หลังมโี ครงการ วิธกี ารทาให้เกิดการเปลย่ี นแปลง ส่ิงท่ีทาใหเ้ กิด เปน็ อยา่ งไร เป็นอยา่ งไร การเปล่ียนแปลง -ชุมชนแบง่ เปน็ ฝกั เกดิ เวทีพดู คุยเรื่องการ -เข้าไปพดู คุยกบั แตล่ ะฝา่ ยในชุมชนให้ -ข้อมูลปฏทิ นิ การ เป็นฝ่าย มีความ บรหิ ารจดั การน้าในชมุ ชน เห็นความสาคญั เรอื่ งการมสี ว่ นรว่ ม ผลติ ขดั แย้ง (กระบวนการ) -คน้ หาข้อมูลวิถีชวี ติ และปัญหาเร่ืองการ -ปญั หาที่ส่งผลต่อ -ชุมชนไมเ่ ห็นความ -ได้ขอ้ มูลวิถชี วี ิต และการ บรหิ ารจัดการน้า โดยวิธพี ูดคยุ อยา่ งไม่ การมสี ว่ นร่วมใน จาเป็นวา่ ตัวเอง ใชป้ ระโยชน์จากน้า เป็นทางการ สมั ภาษณ์ ประชมุ กล่มุ การบรหิ ารจัดการ ต้องมีส่วนรว่ มใน (เนือ้ หา) ย่อย น้า การบรหิ ารจดั การ -ชมุ ชนมีส่วนร่วมในการ -เชญิ ทั้งสองฝ่ายในชุมชนมาพดู คยุ น้า บรหิ ารจัดการน้าเพ่มิ ข้ึน ร่วมกันบนขอ้ มูลปญั หาการบรหิ าร (การเปล่ียนแปลง) จัดการน้า -พาไปศึกษาดูงานพน้ื ทต่ี ้นแบบการ บรหิ ารจดั การน้าแบบมสี ่วนร่วม ถ้าเป็นการบันทึกในแบบบันทึกหัวข้อความเรียงท่ีไม่ใช่ตาราง ผู้บันทึกข้อมูลสามารถ บันทึกประเด็นและสาระสาคัญที่ออกแบบตามแบบบันทึก และนาข้อมูลดิบจากการถอดใน กระบวนการมาวเิ คราะห์เน้อื หา พรรณนาใหเ้ น้ือหาบทเรยี นทถ่ี อดเปน็ ชดุ ความรู้ 2.7 ทวนสอบบทเรียน หลังจากเรียบเรียงบทเรียนแบบพรรณนาแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบความตรงของ บทเรียน การทวนสอบบทเรียนทาได้ 2 วิธี คือ วิธีแรก ส่งบทเรียนท่ีเรียบเรียงแล้วกลับไปให้เจ้าของ บทเรยี นอา่ นเพอื่ ยืนยันหรือแกไ้ ขในส่วนที่คิดว่าไมต่ รง และวธิ ีที่สอง จดั ประชุมกล่มุ เจา้ ของบทเรียนที่ เรียบเรียงไวใ้ ห้พิจารณาอีกคร้ังหน่ึง หรืออาจทาทั้ง 2 วิธีประกอบกัน ทั้งนี้เพ่ือให้มั่นใจได้ว่าบทเรียน ที่ไดม้ ีความตรงและน่าเช่อื ถือ 2.8 ปรับแกแ้ ละบนั ทกึ บทเรียนและเขียนรายงาน เมื่อได้บทเรียนที่ผ่านการปรับแก้หลังทวนสอบแล้ว นามาเขียนรายงานเป็นบทเรียน ตามประเด็นที่กาหนด และจัดทารายงานการถอดบทเรียนฉบับสมบูรณ์ตามกรอบการเขียนรายงาน และมสี ่วนสาระสาคัญท่เี ปน็ ความรู้คล้ายกับผลการวจิ ัยในการทาวิจยั 108 สานกั งานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ
ตัวอย่างการถอดบทเรยี น กระบวนการพฒั นาผลติ ภัณฑ์ โดยการถอดบทเรียนจากกล่มุ วิสาหกิจชมุ ชน 3 กลมุ่ ชุดคาถามของการถอดบทเรยี น คือ 1. กระบวนการพัฒนาผลิตภณั ฑท์ ปี่ ระสบความสาเร็จมลี กั ษณะอย่างไร 2. องค์ประกอบหรอื เงอื่ นไขอะไรทที่ าให้ประสบความสาเร็จในการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ 3. องคก์ รสามารถนาองคป์ ระกอบแห่งความสาเร็จที่ถอดได้ไปใชป้ ระโยชน์ในโครงการอ่นื ได้หรือไม่ การถอดบทเรียนเริ่มที่การพิจารณานิยามของคาว่ากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ประสบ ความสาเร็จ (เช่น efficiency, effectiveness, goal attainment)การประเมินผลการปฏิบัติ (Performance Measurement เชน่ I-P-O) และระดับการปฏิบัติ (Performance Level) เคร่ืองมือการถอดบทเรียนคือ แบบเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ การสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง (semi-structure group interview) และ ผู้เข้าสัมภาษณ์จะเป็นบุคลากรในฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายการตลาด และฝ่ายขาย ตวั อย่างคาถามท่ีใช้ในการสัมภาษณ์ เชน่ 1. ปัจจัยอะไรบา้ งทที่ าให้เกดิ โครงการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์น้ี (ความต้องการของลูกค้า/ พัฒนาการของเทคโนโลยี/กฎหมาย/cost-efficiency) 2. ปัจจัยอะไรท่ชี ่วยกระต้นุ ให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงจากความคดิ เรื่องผลติ ภัณฑก์ ลายเป็น กระบวนการพัฒนาทเี่ กดิ ขนึ้ จริง 3. ขณะทว่ี างแผนโครงการมกี ารระบจุ ดุ การตดั สินใจหรอื ไม่ และวางทางเลอื กไว้อย่างไร 4. ปจั จยั อะไรเป็นตัวเรง่ ความสาเร็จ และอะไรคือผลทเ่ี กดิ ข้ึนจากความสาเรจ็ ของโครงการ หลงั จากการสัมภาษณ์ วเิ คราะหข์ ้อมลู ทลี ะกรณี และนาทงั้ 3 กรณีมาวิเคราะหร์ ่วมกนั (Cross-case Analysis) สงิ่ ท่ีได้จากการถอดบทเรยี นทัง้ 3 กรณีนาไปสู่ขอ้ เสนอแนะแก่ ฝ่ายบรหิ ารขององค์กร ตัวอยา่ งหัวขอ้ การเขียนเอกสารรายงานการถอดบทเรยี น 1. สภาพทว่ั ไป/บรบิ ทพ้นื ท่/ี ที่มาโครงการ 2. การดาเนินโครงการตงั้ แต่เรม่ิ ตน้ จนถงึ ปจั จบุ นั 2.1 เบือ้ งหลงั ความคิด 2.2 แรงบันดาลใจที่ทา 3. เทคนิค กระบวนการ/วธิ กี าร (กลเมด็ ) ในการดาเนินงาน 4. ผลท่เี กิดข้ึน (ความสาเร็จและ ข้อปญั หารวมท้ังการแกไ้ ข) 5. วเิ คราะห์เง่อื นไข ปจั จัยสคู่ วามสาเร็จ (ท้ังภายในและภายนอก) 6. สังเคราะห์ สรุป 6.1 ความสาคญั ขององค์ความรู้ที่ถอดบทเรยี นรูท้ ่ีได้ 6.2 สิ่งที่มคี ณุ คา่ สาหรับตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคมโดยรวม 6.3 ทางเลอื ก ทางออกในการแกป้ ญั หาชุมชนพ่งึ ตนเองไดอ้ ยา่ งไร 7. ข้อเสนอแนะ หลกั สตู รการบริหารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบันการเรยี นรู้กองทุนหมบู่ า้ นและชมุ ชน 109
เทคนิคการถอดบทเรยี น 1. การสรา้ งบรรยากาศในการถอดบทเรียน การสร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดความผ่อนคลายและมีความเป็นกันเอง ทา ให้เสมอภาคและสร้างสรรค์ เป็นสิ่งจาเป็นอย่างย่ิงในการเร่ิมต้นการถอดบทเรียน ผู้อานวย กระบวนการต้องดาเนินการสร้างบรรยากาศดังกล่าวให้เกิดขึ้นเม่ือทีมงานถอดบทเรียนและผู้เข้าร่วม ถอดบทเรียนอยพู่ ร้อมหนา้ 2. การกาหนดกติกาในการถอดบทเรยี น การกาหนดกติกาในการถอดบทเรียนมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเข้าใจในหน้าท่ี ของตนเอง สรา้ งบรรยากาศทีด่ ใี นการถอดบทเรียนประเดน็ สาคญั ท่ีควรกาหนดในกตกิ าการถอดบทเรียน ไดแ้ ก่ 2.1 เป้าหมายการถอดบทเรยี น 2.2 วิธีการถอดบทเรียน ใชก้ ารระดมความคดิ ของผูร้ ว่ มถอดบทเรยี น เน้นการแลกเปลยี่ น ความคิดเห็น 2.3 หน้าทีข่ องผรู้ ่วมถอดบทเรียน ทกุ คนตอ้ งให้ขอ้ เสนอแนะท่ีเปน็ ประโยชน์ 2.4 ข้อพึงระวังในการถอดบทเรียน ต้องไมม่ กี ารตาหนบิ ุคคลใดๆท่เี ข้ารว่ มถอดบทเรียน 3. การจดั กิจกรรมอุ่นเครื่อง วิธีการจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง ผู้อานวยกระบวนการควรเตรียมการเขียนวัตถุประสงค์และ วธิ ีการดาเนินกิจกรรมอย่างเป็นขั้นตอนลงในกระดาษฟลปิ ชาร์ตไวล้ ว่ งหน้า และนามาใชป้ ระกอบการ ชีแ้ จงให้ผ้รู ว่ มถอดบทเรยี นไดเ้ กิดความเขา้ ใจ ซึ่งจะนาไปสผู่ ลลพั ธ์ทีต่ อ้ งการจากการถอดบทเรียน 4. เข้าสปู่ ระเดน็ สาคัญของการถอดบทเรยี น ในการเร่ิมต้นการถอดบทเรียน ผู้อานวยกระบวนการควรกระตุ้นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ รว่ มถอดบทเรยี นตามลาดับขัน้ ตอนตอ่ ไปน้ี 4.1 การเลา่ ประสบการณ์จากวธิ กี ารปฏิบัติงานของผรู้ ว่ มถอดบทเรยี น 4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานท่ีกาหนดในแผนปฏิบัติงาน กับวิธีการปฏบิ ัติงานจริง 4.3 การวิเคราะห์ผลการปฏิบตั ิงานทท่ี าไดเ้ ปน็ อย่างดีของผรู้ ว่ มถอดบทเรียน 4.4 การใหข้ อ้ เสนอแนะวิธีการปฏบิ ัตงิ านตอ่ ไปใหด้ ีขนึ้ ของผูร้ ว่ มถอดบทเรยี น 4.5 การวเิ คราะหอ์ ปุ สรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏบิ ัติงานผรู้ ่วมถอดบทเรียน 4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอด บทเรียน 4.7 ขอ้ เสนอแนะในส่งิ ท่คี วรทาเพมิ่ เตมิ ในการปฏบิ ัตงิ านทีผ่ ่านมาของผู้รว่ มถอดบทเรียน 4.8 การประเมนิ ความพึงพอใจผลการปฏบิ ตั งิ านท่ีผ่านมาของผ้รู ่วมถอดบทเรยี น 110 สานกั งานกองทุนหม่บู า้ นและชุมชนเมืองแหง่ ชาติ
หนา้ ท่ขี องผู้จดบนั ทึกในระหว่างการถอดบทเรยี นทงั้ 8 ขนั้ ตอน ผจู้ ดบนั ทึกตอ้ งดาเนนิ การ จดบันทึกรายละเอียดข้อมูลท้ังหมดของผู้ร่วมถอดบทเรียน บันทึกเสียงการถอดบทเรียนไว้ ประกอบการจดั ทารายงานการถอดบทเรียน จุดอ่อนในการถอดบทเรยี นและการประยุกตใ์ ช้บทเรียน 1. จดุ อ่อนในการถอดบทเรยี น จดุ ออ่ นในการถอดบทเรียนท่ีพบ ไดแ้ ก่ 1.1 ดาเนนิ การโดยขาดการวางโครงสรา้ งที่เปน็ ระบบ ชุดความรจู้ งึ ไม่สมบูรณ์ 1.2 ผรู้ ู้บางรายหวงวิชา ไม่เหน็ ความสาคญั การแบ่งปนั และการแลกเปลย่ี น 1.3 ขอ้ มูลมากมายแต่สรุปสงั เคราะหไ์ มไ่ ด้ ทาใหค้ วามรูไ้ มเ่ ปน็ ระบบ 1.4 ขาดการแลกเปล่ียนความรู้ จงึ มีกรณที ่ที าผดิ ซ้าอยเู่ สมอ 1.5 มกั จะเลียนแบบจากบทเรยี นมากกวา่ การเรียนรู้อย่างแท้จริง 2. การประยุกต์ใชบ้ ทเรยี น การประยกุ ตใ์ ชบ้ ทเรียนในโครงการใดๆ จะมี 2 กจิ กรรม คือ 2.1 ใชบ้ ทเรยี นน้นั ๆ เพ่ือช่วยใหโ้ ครงการบรรลวุ ตั ถุประสงค์ให้ดีท่ีสุด 2.2 ใช้บทเรียนนั้นๆ ให้บรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ใหม่ๆท่ีสูงข้ึนและทาให้เกิด การยกระดับการเรียนรู้ ทุกองค์กรหรือเครือข่ายท่ีใช้ความรู้ในการปฏิบัติงาน จะมีบทเรียนท่ีหลากหลาย แตบ่ ทเรียน ท่ีทั้งตวั องคก์ รนน้ั ๆ เองรวมถงึ เครือข่ายยอมรับ ซึ่งสามารถมาเรยี นรูแ้ ละนาไปประยกุ ตใ์ ช้ เราจะเรียก บทเรียนเหลา่ นนั้ ว่า บทเรยี นทดี่ ี (Good Practices) หรอื วิธปี ฏิบตั ทิ ี่ดที สี่ ดุ (Best Practices) บทเรียนทีเ่ กดิ ข้นึ จะถกู นาไปประยกุ ตใ์ ชส้ อยทัว่ ไป 2 ระดบั คอื 1. ระดับท่ี 1 เมื่อบทเรยี นถกู เผยแพร่มผี ้เู รยี นรู้ แตม่ ิได้มบี ันทึก 2. ระดบั ท่ี 2 สูงกวา่ ระดับท่ี 1 โดยผูเ้ รยี นเรียนรพู้ ร้อมกบั การจดบันทึก เอกสารอ้างอิง ม ณ ฑ า เ ก่ ง ก า ร พ า นิ ช . 2556. “ ก า ร ถ อ ด บ ท เ รี ย น ” . [ร ะ บ บ อ อ น ไ ล น์ ] . แ ห ล่ ง ท่ี ม า www.ph.mahidol.ac.th/sos/group6/lesson_learned.pdf. (25 ธนั วาคม 2556). ศุภวัลย์ พลายน้อย. (2556). นานาวิธีวิทยาการถอดบทเรียนและสังเคราะห์องค์ความรู้. พิมพ์คร้ังท่ี 6. กรุงเทพฯ: บริษทั พ.ี เอ.ลิฟวงิ่ จากดั . สมพงษ์ บุญเลิศ.(2554). เอกสารประกอบการบรรยายเรื่องการจัดการความรู้เพ่ือพัฒนาพื้นท่ีสูง. เชียงใหม่: สถาบนั วิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่. หลักสูตรการบรหิ ารจดั การ การเรียนรู้ สถาบนั การเรยี นรู้กองทุนหมบู่ ้านและชุมชน 111
หน่วยที่ 2: แผนการเรียน ความหมายและความสาคญั ของแผนการเรียน 1. ความหมายของแผนการเรยี น แผนการเรียนคือการนาวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทาการสอน มาสร้างเป็น แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้ส่ือ อุปกรณ์การสอน และการวัดผลประเมินผล โดยจัด เน้ือหาสาระและจุดประสงค์การเรียนย่อยๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของสถาบันการเรียนรู้ ในด้านวัสดุอุปกรณ์และตรงกับชีวิตจริง สรุป ความหมายของแผนการเรียน คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้ส่ือการสอน การ วัดผลประเมนิ ผลให้สอดคลอ้ งกบั เนอ้ื หาและจุดประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ในหลกั สูตร 2. ความสาคัญของแผนการเรียน แผนการเรียนเปรียบได้กับพิมพ์เขียวของวิศวกรหรือสถาปนิกท่ีใช้เป็นหลักในการควบคุม งานก่อสร้าง วิศวกร หรือสถาปนิกจะขาดพิมพเ์ ขียวไม่ได้ ซ่ึงผู้สอนจะขาดแผนการเรียนไม่ได้เช่นกัน แผนการเรียน จึงมปี ระโยชนแ์ ละความสาคัญดังนี้ 2.1. ทาให้เกิดการวางแผนวิธีสอนวธิ ีเรียนทีม่ ีความหมายย่ิงขึ้น เพราะเป็นการจัดทาอยา่ ง มหี ลกั การ 2.2. ช่วยให้ผู้สอนมีคู่มือการสอนที่ทาด้วยตนเอง ทาให้เกิดความสะดวกในการจัดการ เรยี นการสอน สอนไดค้ รบถ้วนตรงตามหลักสูตรและทันเวลา 2.3. เป็นผลงานวิชาการท่สี ามารถเผยแพรเ่ ป็นตัวอยา่ งได้ 2.4. ชว่ ยให้ความสะดวกแกผ่ ู้มาสอนแทนในกรณีทีผ่ ู้สอนไม่สามารถสอนได้ องค์ประกอบของแผนการเรียน องคป์ ระกอบของแผนการสอน เกดิ ขนึ้ จากความพยายามตอบคาถามดังตอ่ ไปน้ี 1. สอนอะไร (หนว่ ย หัวเรื่อง ความคดิ รวบยอด หรอื สาระสาคัญ) 2. เพอื่ จดุ ประสงค์อะไร (จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม) 3. ดว้ ยสาระอะไร (โครงรา่ งเนอื้ หา) 4. ใชว้ ิธีการใด (กจิ กรรมการเรียนการสอน) 5. ใช้เคร่ืองมอื อะไร (สือ่ การเรยี นการสอน) 6. ทราบได้อยา่ งไรวา่ ประสบความสาเร็จหรอื ไม่ (วดั ผลประเมนิ ผล) การจัดทาแผนการเรียนรู้สถาบันการเรียนรู้ฯ ควรจะจัดทาหน่วยการเรียนรู้ที่สถาบันการ เรียนรู้ฯ จะต้องจัดการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายก่อนวา่ มีหน่วยการเรียนรู้กับหน่วยอะไรบ้าง เพ่ือให้ เห็นขอบข่ายหลักสูตรหรือชุดความรู้ที่จะสอน จากน้ันจึงนาหน่วยการเรียนรู้น้ั นๆ มาเขียน รายละเอียดในรูปของแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนจริง แผนการจัดการเรียนร้มู หี ัวขอ้ รายการท่ีตอ้ งเขยี นประกอบด้วย 112 สานกั งานกองทุนหมูบ่ า้ นและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ
1. ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ ลาดับทีแ่ ผนการเรียน และชือ่ แผน 2. กลุ่มเปา้ หมาย และเวลาทใ่ี ช้ 3. จดุ ประสงค์ การกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ (Objectives) เป็นการกาหนดสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนมีหรือ บรรลุซึ่งมีทั้งด้านความรู้ ทักษะและเจตคติ จุดประสงค์การเรียนรู้จะได้มาจากระดับของหลักสูตร คือ ต้งั แตจ่ ุดหมายของหลักสูตร จุดประสงค์ของสาขาวิชา มาตรฐานวชิ าชีพสาขาวิชาและสาขางานจนถึง ระดับรายวิชา คือจุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชาและคาอธิบายรายวิชา ที่ต้องการจัดการ เรียนรู้เพ่ือมุ่งไปสู่ผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์ระดับหลักสูตร ทั้งน้ี การเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ี สมบรู ณน์ ั้นจะต้องเขียนให้ครอบคลุมพฤตกิ รรมทัง้ 3 ด้านดังกลา่ ว 3.1 การจาแนกจุดประสงค์การเรยี นรู้ 3.1.1 ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย (Cognitive Domain) คอื จุดประสงค์การเรียนรทู้ ่เี น้นความสามารถทาง สมอง หรือความรอบรู้ในเน้ือหาวชิ าหลักการหรือทฤษฎีพฤตกิ รรมการเรียนรู้ด้านนี้สามารถวดั ได้จาก การให้ผู้เรียนแจกแจงความรู้ เขียนรายการสิ่งที่รู้ยกตัวอย่าง ประยุกต์กฎต่างๆ ที่เรียนไป หรือ วิเคราะหส์ ถานการณ์ เป็นตน้ พฤตกิ รรมตามระดบั การเรียนรู้ดา้ นพุทธพิ สิ ยั แบง่ ไว้ 6 ข้ัน ซงึ่ การเรียนรู้ ในระดบั ที่สงู ขน้ึ ไป ตอ้ งอาศยั ระดบั การเรียนรู้ทตี่ ่ากว่าเสมอ ระดบั พฤติกรรม ตัวอยา่ งคากรยิ าทีใ่ ช้ 1. ความรคู้ วามจา ความสามารถในการจดจาส่ิงที่เรียน บอกคณุ สมบัติ จับคู่ เขยี นลาดับ อธิบาย บรรยาย ขดี มาแล้ว อาจเปน็ ขอ้ มูลง่ายๆ จนถึงทฤษฎี เส้นใต้ จาแนก ระบุ 2. ความเข้าใจ ความสามารถในการจบั ใจความการ แปลความหมาย อธบิ าย ขยายความ สรุปความ แปลความหมาย การสรุป หรอื ขยายความ ยกตัวอยา่ ง บอกความแตกตา่ ง เรียบเรยี ง เปลยี่ น 3. การนาไปใช้ ความสามารถในการนาสิง่ ท่ีได้เรียนรไู้ ป แกป้ ัญหา สาธิต ทานายเชอื่ มโยงความสมั พนั ธ์ ใช้ในสถานการณ์ใหม่ เปลยี่ นแปลง คานวณ ปรบั ปรงุ ผลิต ซ่อม 4. การวิเคราะห์ ความสามารถในการแยกส่ิงตา่ งๆ เขียนโครงร่าง แยกแยะ จดั ประเภท จาแนกให้เห็น ออกเป็นสว่ นย่อยเหล่าน้นั ได้ ความแตกต่าง บอกเหตผุ ล ทดลอง 5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการรวบรวม รวบรวม ออกแบบ จัดระเบยี บ สร้าง ประดิษฐ์ วาง ส่วนยอ่ ยๆ เพอ่ื สร้างรูปแบบหรอื โครงสร้างใหม่ หลกั การ 6. การประเมนิ ความสามารถในการวนิ จิ ฉัยคุณคา่ ของ วัดผล เปรียบเทียบ ตีค่า ลงความคดิ เห็น วิจารณ์ สิ่งตา่ งๆ โดยมีหลกั เกณฑท์ ีแ่ นน่ อน 3.1.2 ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) คือ จุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีเน้นหนักในด้าน ความสนใจ เจตคติ ค่านิยม อารมณ์และความประทับใจซึ่งวัดได้โดยการสังเกต แต่บางเร่ืองก็ไม่ สามารถสังเกตไดโ้ ดยตรง การระบุพฤติกรรมที่คาดหวงั ใหผ้ ู้เรยี นแสดงออกน้ัน ตอ้ งอาศัยการรวบรวม พฤติกรรมท่ีชี้ถึงความรู้สึก เจตคติและค่านิยมของตนเองและผู้อื่น แล้วนามาใช้ในการกาหนดเป็น พฤตกิ รรมที่คาดหวงั พฤตกิ รรมตามระดบั การเรยี นรูด้ ้านจิตพสิ ัยแบ่งไว้ 5 ขนั้ หลกั สูตรการบรหิ ารจดั การ การเรียนรู้ สถาบนั การเรียนรู้กองทนุ หมบู่ ้านและชุมชน 113
ระดับพฤติกรรม ตัวอยา่ งคากริยาท่ใี ช้ 1. การรับรู้ การยอมรับความคิด กระบวนการ หรือส่ิง เลือก ชี้ ตดิ ตาม ยอมรบั เรา้ ต่างๆ อภิปราย เลอื ก เขียนชือ่ กากับ 2. การตอบสนอง ความเตม็ ใจทจ่ี ะตอบสนองตอ่ ส่ิงท่ี อภปิ ราย ริเร่ิม เลือก แสวงหา ประพฤติตาม นามาใช้ รับรู้ จาแนก จดั ลาดับ จัดระเบียบ ผสมผสาน 3. การเห็นคณุ คา่ ความรสู้ กึ นิยมพอใจในสงิ่ ใดสงิ่ หนง่ึ จนเกดิ การปฏบิ ตั ิตามส่งิ ท่ีนยิ ม สนับสนนุ ต่อตา้ น ใช้เหตผุ ล แสดงออก ชักชวน 4. การจดั ระบบค่านิยม การนาเอาคุณคา่ ตา่ งๆ ที่เกิด จากการเรียนรู้มาผสมผสานและจดั ระบบเขา้ ดว้ ยกนั เพ่ือเสริมสร้างระบบคุณค่าข้นึ ภายในตนเอง 5. การกาหนดคุณลกั ษณะ การนาค่านิยมที่จัดระบบ แล้วมาปฏิบตั จิ นเปน็ นิสัยเฉพาะตน 3.1.3 ด้านทกั ษะพิสยั (Psychomotor Domain) คือจุดประสงค์การเรียนรู้เกี่ยวกับการ พัฒนาทักษะทางกาย เน้นหนักด้านการวางท่าทางให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับการปฏิบัติงานแต่ละ ชนิด สามารถระบพุ ฤติกรรมทแี่ สดงออกได้จากการตีความทกั ษะหรือการปฏบิ ตั อิ อกมาเปน็ พฤติกรรม ซง่ึ สังเกตไดจ้ ากความถกู ตอ้ งแมน่ ยา ความวอ่ งไว คลอ่ งแคลว่ และสมา่ เสมอ พฤตกิ รรมตามระดับการ เรยี นรู้ด้านทกั ษะพิสยั แบง่ ไว้ 5 ขั้น ระดบั พฤติกรรม ตัวอยา่ งคากริยาทใ่ี ช้ 1. การรับรู้ รบั รู้ในสิ่งทจี่ ะต้องปฏิบัติ โดยผ่านประสาท สงั เกต รู้สึก สมั ผัส ตรวจพบ สัมผสั 2. การเตรียมพร้อม การเตรียมตัวให้พร้อมทางสมอง ทาง แสดงท่าทาง ต้งั ท่าเขา้ ประจาที่ กายและจิตใจ 3. การปฏิบัตงิ านโดยอาศยั ผ้แู นะ/เลยี นแบบ การทาตาม เลยี นแบบ ทดลอง ฝกึ หดั ตัวอยา่ ง การลองผิดลองถกู 4. การปฏบิ ตั ิงานได้เอง / คล่อง ปฏิบตั ิได้เองอยา่ งถูกต้อง สาธติ ผลติ แกไ้ ข ทาไดส้ าเรจ็ ดว้ ยตนเอง ทางาน เรียบรอ้ ย มีประสทิ ธิภาพ ไดเ้ ร็วข้ึน 5. การปฏิบตั งิ านดว้ ยความชานาญ / ทางานใหม่ได้ ทางานดว้ ยความกระฉับกระเฉง จดั ระบบ ควบคุม ปฏบิ ตั ิงานด้วยความคลอ่ งแคลว่ เหมือนอตั โนมัติสามารถ การทางานแนะแนวทาง ทางานใหมไ่ ด้ 3.2 ระดับของจุดประสงค์การเรียนรู้ ในการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ระดบั คอื 3.2.1 จุดประสงค์ทั่วไป หรือจุดประสงค์ปลายทางคือ จุดประสงค์ที่เป็นเป้าหมายสาคัญท่ี มุ่งหวงั ให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนในการเรียนรู้แตล่ ะเร่ืองหรือแตล่ ะหน่วยการเรียนรู้ลักษณะของจุดประสงค์ ท่ัวไป มีดังน้ี 114 สานักงานกองทนุ หมูบ่ า้ นและชุมชนเมอื งแห่งชาติ
1) ตอบสนองพฤติกรรมสาคัญของจุดหมายหลักสูตร จุดประสงค์สาขาวิชา มาตรฐาน วิชาชีพ สาขาวิชา/สาขางาน จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวชิ า 2) สะท้อนคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ที่เป็นผลจากการเรียนรู้ โดยครอบคลุมทั้งด้าน ความรคู้ วามคิดความสามารถในการปฏิบตั ิ เจตคติและกิจนสิ ัยท่ีพงึ ประสงค์ 3) การเขียนจุดประสงค์ทั่วไป จะใช้คากิริยากว้างๆ โดยเขียนเป็นข้อๆ แต่น้อยข้อ ครอบคลุมส่ิงที่ต้องการให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนตามคาอธิบายรายวิชา เช่น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนกั เหน็ คุคา่ สามารถ เป็นตน้ 3.2.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมหรอื จดุ ประสงคน์ าทาง หรือจุดประสงคเ์ ฉพาะ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หรือจุดประสงค์นาทาง หรือจุดประสงค์เฉพาะ คือ จุดประสงค์ที่วิเคราะห์ออกมาจากจุดประสงค์ท่ัวไป โดยกาหนดพฤติกรรมสาคัญท่ีคาดหวังให้เกิดกับ ผู้เรยี นในการเรียนรแู้ ตล่ ะหนว่ ยการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ การเขียนประโยคของจดุ ประสงคก์ ารเรียน ประธาน + กรยิ ารวมๆ + เรื่องที่จดั การเรียนรู้ (หวั ข้อใหญ่ท่ี 1..2..3) + เกณฑ์กว้างๆ 1. ผเู้ รยี น + ประดษิ ฐ์ + เครอื่ งแขวนจากเปลอื กหอย + ได้ 2. ผู้เรยี น + หา + ปริมาตรดนิ ถม + ได้ 3. ผเู้ รยี น + เขยี น + สมการการสมดลุ + ได้ 4. ขอบข่ายเนื้อหา ในการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้หน่ึงๆ ต้องระบุหัวข้อเน้ือหาให้ สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ เพราะเนื้อหาคอื รายละเอียดท่ีจะใชส้ อน ไม่วา่ จะเปน็ ความรู้ ทักษะ เจตคติ เช่นเน้ือหาการทาส้มตา อาจประกอบไปด้วยขอบข่ายเน้ือหา ประเภทส้มตา วัตถุดิบ อุปกรณ์และ ขั้นตอนการทาส้มตา เป็นต้น 5. กิจกรรมการเรียนรู้ เม่ือมีความชัดเจนในจุดประสงค์และเน้ือหา ผู้เขียนแผนการเรียนรู้ ต้องกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าจะมีลาดับข้นตอนและวิธีการอย่างไร ซ่ึงโดยทั่วไปจะประกอบด้วย ขั้นตอนท่ีสาคัญคือ ข้ันการทา ข้ันการสอน และขั้นการสรุป โดยสามารถเลือกใช้วิธีสอนให้เหมาะสม กับกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และเน้ือหา เช่น ความรู้ อาจใช้วิธีบรรยายประกอบสื่อ การกระทา หรือทักษะปฏิบัติ อาจต้องสาธิต ส่วนความรู้สึกท่าที เจตคติ อาจใช้ตัวอย่างที่ดีหรือการมีส่วนร่วม โดยทุกกิจกรรมต้องนาไปสู่การบรรลจุ ดุ ประสงค์ 6. ส่ือการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้ฯ สามารถจัดหาสื่อและผลิตส่ือการ เรียนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อที่ออกแบบผลิตเอง หรือที่หยิบจากที่มีมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ อุปกรณ์ บุคคล (วิทยากร) สถานที่ (ห้องเรียนหรือแหล่งเรียนรู้ในชุมชน) กิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นส่ือท่ี ออกแบบหรือผลิตเอง ต้องคานึงว่าส่ือจะเป็นสิ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียน สนใจเข้าใจในเวลาส้ัน และเป็นส่ือท่ีเหมาะสมกับสภาพพื้นท่ี เหมาะสมกับผู้เรียน เช่น สไลด์ วดี ีทัศน์ ตวั อยา่ ง ของจริง ภาพ และอื่นๆ หลกั สูตรการบรหิ ารจดั การ การเรยี นรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทุนหมบู่ า้ นและชุมชน 115
7. การวัดผลประเมินผล ในช่วงการวัดผลประเมินผลของแผนการเรียนรู้ จะให้ระบุจุดประสงค์ การเรยี น วธิ กี าร และเกณฑ์ประเมิน ผูเ้ ขยี นแผนการเรียนรู้ก็ยึดวตั ถปุ ระสงค์ของแผน สว่ นวธิ ีการวดั ควร ระบุว่า หากเป็นจุดประสงค์การวัดความรู้ วัดการปฏิบัติ วัดท่าทีความรู้สึก ควรจะวัดอย่างไร หากเป็น การวัดตามหลักการและวิธีการต้องระบุเครื่องมือวัด เช่น การทดสอบสาหรับวัดความรู้ การประเมินผล งานหรือสังเกตเพ่ือวัดการกระทา การสัมภาษณ์และการสังเกตเพ่ือวัดท่าทีความรู้สึก ซึ่งจะวัดได้ท้ังช่วง การจัดกระบวนการเรียนรู้ และหลังการจัดการเรียนรู้ได้ ส่วนการประเมินผลเนื่องจากไม่ใช่การจัดการ เรียนรู้แบบระบบโรงเรียนทัว่ ไป จึงไม่จาเปน็ ตอ้ งเคร่งครัด แตก่ ็ควรจะระบเุ กณฑ์การประเมินวา่ ผเู้ รียนมี การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ระดับใด เช่น ดี ปานกลาง ต้องปรับปรุง ตามพฤติกรรมท่ีแสดงออกที่พอ สังเกตได้ เช่น การยกมอื การซกั ถาม การแสดง ทงั้ น้ขี ้นึ อยกู่ บั สถานการณ์การจดั การเรียนรู้ 8. คาแนะนา เน่ืองจากแผนการเรียนรู้มักจะเขียนโดยวิทยากรหรือผู้สอนคนใดคนหนึ่ง เพื่อ ใช้ในการจัดการเรียนรู้เอง แต่หากมีผู้อ่ืนต้องนาไปใช้ การเขียนคาแนะนาการใช้ว่ามีข้อควรคานึงใน การใช้แผนการเรียนรู้อย่างไรก็จะเป็นประโยชน์ เพราะบางพื้นท่ี บางสถานการณ์ องค์ประกอบการ จัดการเรียนรู้อาจเปลีย่ นแปลง รปู แบบของแผนการเรยี น รูปแบบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับหน่วยงานหรือ สถานศกึ ษาแต่ละแหง่ จะกาหนด อย่างไรก็ตามลักษณะสว่ นใหญ่ของแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้จู ะ คลา้ ยคลึงกนั ซึง่ พอสรปุ ได้ 3 รปู แบบ ดงั น้ี 1. แบบเรียงหัวข้อ รูปแบบน้จี ะเรยี งตามลาดับกอ่ นหลงั โดยไม่ต้องตตี ารางรูปแบบนีใ้ ห้ความ สะดวกในการเขียน เพราะไม่ต้องตีตาราง แต่มีส่วนเสียคือยากต่อการดูให้สัมพันธ์กันในแต่ละหัวข้อ ดังตัวอยา่ ง (สานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ, 2534, หนา้ 34) ตัวอย่างรูปแบบการสอนแบบเรียงหวั ขอ้ แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ วิชา………………………..............………............................ หน่วยท…่ี ……………….................................……………..ชัน้ ………………………………………… เรอื่ ง……………………………………………………เวลาเรยี น…………………คาบ 1. สาระสาคัญ................................................................................................................. 2. จดุ ประสงค์ 2.1 จุดประสงค์ปลายทาง…………..………….....................…………………………….....…… 2.2 จุดประสงคน์ าทาง……………..………….....................…………………………….......…… 3. เน้ือหา ………………………………………………...............................…………….……….….…… 4. กจิ กรรมการเรียนการสอน....................................................................................…… 5. การวัดและประเมนิ ผล................................................................................................ 6. กจิ กรรมเสนอแนะเพิ่มเติม หรอื ภาคผนวก 116 สานักงานกองทนุ หมู่บา้ นและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชาติ
2. แบบกึ่งตาราง รูปแบบน้ีจะเขียนเป็นช่องๆตามหัวข้อที่กาหนด แม้ว่าต้อง ใช้เวลาในการตีตารางแตก่ ็สะดวกต่อการอา่ น ทาให้เห็นความสัมพันธข์ องแต่ละหัวข้ออยา่ งชัดเจน ดัง ตวั อย่าง (อาภรณ์ ใจเท่ยี ง, 2540, หน้า 206) ตัวอย่างรูปแบบแผนการสอนแบบกง่ึ ตาราง แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรกู้ ลุ่มวชิ า……………………...........................………..…..ชั้น……………………… หนว่ ยท…่ี …………….เรอื่ ง………….......................……...……….เวลา……….คาบ ......................................... วันท…่ี ………….......................................................................................................................................... สาระสาคญั ……………………….......................……...………………………..................………………………………… จุดประสงค์ปลายทาง 1. ………………........................…………………………......................…………………… 2……………….......................………………………….......................……………………. จดุ ประสงคเ์ ชงิ เน้ือเรอื่ ง กิจกรรมการเรียน ส่ือการเรียน การวดั และ หมายเหตุ พฤตกิ รรม การสอน การสอน ประเมินผล 1. ขนั้ นา ……....................................... 2. ขน้ั สอน ….......................................... 3. ข้ันสรุป ….......................................... .. 4. ขั้นวดั ผล ……....................................... .. ………...........................……… ภาพ 1 ตัวอยา่ งรปู แบบแผนการสอนแบบก่งึ ตาราง ทมี่ า (อาภรณ์ ใจเทย่ี ง, 2540, หนา้ 206) หลกั สูตรการบรหิ ารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทุนหมบู่ ้านและชมุ ชน 117
3. แบบตาราง รปู แบบนีจ้ ะเขยี นเป็นช่องๆ คลา้ ยแบบกึง่ ตาราง โดยนาหวั ขอ้ สาระสาคญั มา ไว้ในตารางด้วย ดังตวั อยา่ งตาราง (อาภรณ์ ใจเทยี่ ง, 2540, หนา้ 221-223) ตวั อยา่ งแผนการสอนกลมุ่ ……………….ช้นั ……..เวลา……คาบหน่วย……………………….. สาระสาคัญ จดุ ประสงค์ เน้อื หา กิจกรรมการเรียน สื่อการเรยี น การวัดผล การสอน การสอน 1. ขนั้ นา 2. ขั้นสอน 3. ข้นั สรปุ 4. ขนั้ วัดผล ภาพ 2 ตัวอย่างแผนการสอนแบบตาราง ที่มา. จาก หลกั การสอน (หน้า 221-223),โดย อาภรณ์ ใจเที่ยง, 2540, กรุงเทพมหานคร: ผ้แู ตง่ ตัวอย่างแผนการเรียน แผนการเรยี นเรื่อง อริยสจั สี่ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 เวลา 3 คาบ สาระสาคญั จุดประสงค์ เนือ้ หา กจิ กรรมการเรยี น ส่ือการเรยี น การวัดผล การสอน การสอน ความจริงอัน 1.สงั เกตจาก ประเสริฐ 4 เพ่อื ให้ อริยสจั ส่ี ข้ันนา 1.รปู ภาพ 1.1การบอก คอื ทุกข์ คุณค่าและ สมทุ ัย นิโรธ นักเรียน 1.ความจริง 1.ผู้สอนพูดคุยกับผ้เู รียน การตรสั รู้ ความสาคัญ และ มรรค ของอรยิ สัจสี่ เมื่อผู้ใด สามารถ เร่อื งทุกข์ เกี่ยวกับความทกุ ขท์ ่ีคนเรา ของ 1.2การบอก ปฏบิ ัตติ าม ความหมาย จะพบกับ 1.บอกคุณค่า 2.ความจรงิ ทุกคนเผชิญอยู่ พระพทุ ธเจา้ ของอริยสจั ส่ี ความจรงิ ท่ี 1.3การ สามารถดบั และ เรื่องสมุทัย 2.ผู้สอนถามผเู้ รียนว่าเคยมี 2.แผนภมู ิ อธบิ ายความ ทกุ ข์ได้ จริงเรอ่ื งทกุ ข์ ความสาคัญ 3.ความจรงิ ความทกุ ข์ ( ปัญหา ) บ้าง อรยิ สัจส่ี สมทุ ยั นิโรธ มรรค ของอรยิ สจั ส่ี เรอ่ื งนโิ รธ ไหมและผู้เรียนมี วธิ ี 3.รปู ภาพ 1.4การสรุป วิธีการแกไ้ ข ได้ 4.ความจริง แก้ปญั หาน้นั อย่างไร บคุ คลทม่ี ี ปญั หาตาม หลกั อริยสจั สี่ 2.บอก เรื่องมรรค ขั้นสอน ปญั หาตา่ งๆ ความหมาย 1.ผสู้ อนอธิบายถึงคุณคา่ และ 4.วดี ทิ ัศน์ ของอรยิ สัจส่ี ความหมายของอริยสัจส่ที ่ี เกี่ยวกบั ได้ พระพทุ ธเจา้ ทรงตรัสรมู้ า ปญั หาต่างๆ 3.อธบิ าย 2.ผู้สอนอธบิ ายถึง ในสงั คม ความจรงิ ความหมายของทกุ ข์ สมุทยั 5.แบบฟอร์ม เรอ่ื งทุกข์ นิโรธ และ มรรค การเขียน สมทุ ยั 3.ผูส้ อนอธบิ ายหลักการ โครงงาน แก้ปญั หาตามหลักอรยิ สัจส่ี 118 สานักงานกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองแหง่ ชาติ
สาระสาคัญ จดุ ประสงค์ เนื้อหา กจิ กรรมการเรยี น สอื่ การเรยี น การวดั ผล การสอน การสอน นโิ รธ และ ทุกขค์ อื ตวั ปัญหา เราจะ 2.จากการ มรรค ได้ แก้ปญั หาไดก้ ็ต้องหาเหตุของ ตรวจผลงาน 4.สรุปวธิ กี าร ปัญหา ( สมุทยั ) หลงั จากนน้ั โครงงาน และ แกป้ ัญหา กร็ วบรวมหลักฐาน อภิปรายกลุ่ม ตามหลักการ ตรวจสอบ แล้วดับปัญหาน้นั อริยสจั สไี่ ด้ ( นโิ รธ ) เมือ่ ดาเนนิ การตาม 5.เขียน กระบวนการเราจะได้ โครงงาน แนวทางดับทกุ ข์ ( มรรค ) เรื่องการ 4.ใหผ้ ู้เรียนแบง่ กล่มุ อภปิ ราย แกป้ ัญหา เก่ียวกบั ปญั หาปญั หาที่พบ ตามหลกั บ่อยๆแลว้ ช่วยกันหาแนว อริยสจั สไี่ ด้ ทางแกไ้ ขปญั หาน้นั ๆตาม หลักอริยสัจสี่ 5.ให้ตัวแทนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอ หน้าช้นั เรียน 6.ใหผ้ ู้เรยี นแต่ละกล่มุ วางแผนเขียนโครงงานเร่อื ง การแกป้ ัญหาตามหลกั อรยิ สจั ส่ี โดยเขียนลง แบบฟอรม์ การเขียนโครงงาน ที่ผู้สอนแจกให้เพ่อื นาเสนอ ในชั่วโมงต่อไป ขนั้ สรปุ 1.ใหผ้ ู้เรียนสรปุ คุณคา่ และ ความสาคัญของอริยสัจสี่ 2.ใหผ้ ู้เรยี นสรุปการแกป้ ัญหา ตามหลักอริยสัจสี่ กล่าวโดยสรุป แผนการเรียนท่ีดีเป็นแผนการสอนที่ให้แนวทางการสอนแก่ผู้สอนอย่างชัดเจนท้ังด้าน จุดประสงค์การสอน เน้ือหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลประเมินผล โดยเฉพาะแนวทางการจัดกิจกรรม ควรเป็นกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ได้คิด ได้ทา ได้แก้ปัญหา และให้เกิด ทกั ษะกระบวนการสามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ ได้ หลกั สูตรการบรหิ ารจดั การ การเรียนรู้ สถาบันการเรยี นรู้กองทนุ หมู่บา้ นและชุมชน 119
คณุ ภาพของแผนการเรียน 1. องคป์ ระกอบคุณภาพของแผนการเรียน แผนการเรียนรู้ที่เขียนเสร็จแล้ว ผู้เขียนควรตรวจสอบย้อนกลับไปดูอีกครั้งว่าแผนท่ีเขียนข้ึน น้ันยังมีข้อใดท่ียังบกพร่อง ควรปรับปรุง โดยมีหลักการ ดังน้ี (สุวิทย์ มูลคา และอรทัยมูลคา. 2545: 108-116) 1.1 จดุ ประสงคก์ ารเรียนการสอน จดุ ประสงคท์ ีด่ ีนั้นจะต้องมคี ณุ สมบตั ิ 3 ประการ 1.1.1 ความครอบคลุม หมายถึง ความครอบคลุมมวลพฤติกรรม 3 ด้าน คือ ด้าน ความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติ เพราะท้ัง 3 ด้านเป็นองค์ประกอบเพื่อการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม อันเป็นจุดหมายสูงสุดของการศึกษา อย่างไรก็ตามในแผนการเรียนรู้ หรือบันทึกการสอนหนึ่งๆ อาจ ไม่จาเปน็ ครบองค์ประกอบ 3 ดา้ นนเ้ี สมอไป ทั้งน้ีขน้ึ อยูก่ ับเวลา เนื้อหา และวยั ของผ้เู รยี น 1.1.2 ความชัดเจน หมายถึง จุดประสงค์น้ันมีความเป็นพฤติกรรมมากพอที่จะ ตรวจสอบว่ามีการบรรลุแล้วหรือไม่ เช่น ถ้าเขียนเพื่อให้ “รู้” กับเพ่ือให้ “ตอบได้” คาว่า “รู้”เป็น ความคิดรวบยอดมากกว่าพฤติกรรม ถือว่าไม่ชัดเจน แต่คาว่า “ตอบ” มีลักษณะเป็นพฤติกรรมมาก ขึ้นโดยผู้เรยี นอาจจะพูดตอบ หรอื เขียนตอบกไ็ ด้ 1.1.3 ความเหมาะสม หมายถึง จุดประสงค์น้ันไม่สูงหรือต่าเกินไป ท้ังนี้เม่ือคานึงถึง เวลา เน้ือหา และพน้ื ฐานของผู้เรยี น 1.2. เนือ้ หาสาระ เนอื้ หาในแผนการเรียนรู้ หรอื บันทึกการสอนทีด่ ีน้นั จะต้องมีคณุ สมบตั ิ 3 ประการคอื 1.2.1 ความถูกตอ้ ง หมายถงึ เนอื้ หาสาระตรงกับหลักวชิ า 1.2.2 ความครอบคลุม หมายถึง ปริมาณเน้ือหาตามหัวข้อน้ันมีมากพอที่จะ ก่อใหเ้ กิดความคิดรวบยอดได้หรือไม่ 1.2.3 ความชัดเจน หมายถึง การที่เน้ือหามีแบบแผนของการนาเสนอสาระท่ีไม่ สบั สนเข้าใจง่าย 1.3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน (เน้นผู้เรยี น) กิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีจะตอ้ งมีคณุ สมบตั ิ ดงั นี้ 1.3.1 ความนา่ สนใจ หมายถึง กิจกรรมทน่ี ามาใช้ชวนให้น่าตดิ ตามไม่เบือ่ หนา่ ย 1.3.2 ความเหมาะสม หมายถึง กิจกรรมท่ีนามาใช้จะต้องทาให้เกิดการเรียนรู้ตาม จดุ ประสงคไ์ ดจ้ รงิ 1.3.3 ความคิดริเรม่ิ หมายถงึ การทีน่ าเอากจิ กรรมใหมๆ่ ท่ที า้ ทายมาสอดแทรกช่วย ให้เกดิ การเรียนรู้ 120 สานกั งานกองทุนหมู่บ้านและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชาติ
1.4. ส่ือการเรยี นการสอน สื่อการเรยี นการสอนท่ีดจี ะตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิดังนี้ 1.4.1 ความน่าสนใจ หมายถึง ส่ือน้ันช่วยให้น่าติดตาม ไม่น่าเบ่ือ ช่วยให้เกิดการ เรียนร้ไู ด้เรว็ 1.4.2 ความประหยัด หมายถึง สอ่ื ท่ีใช้นั้นราคาท่ีสถานศึกษาหรือสถาบนั การเรียนรู้ฯ รบั ผิดชอบได้ 1.5. การวดั และประเมนิ ผล การวัดและประเมินผลทีร่ ะบุไว้ในแผนการเรยี นรทู้ ่ีดคี วรมคี ุณสมบตั ิ ดังนี้ 1.5.1 ความเที่ยงตรงหมายถึง เคร่ืองมือ วธิ ีการท่ีใช้ในการวัดผลของแต่ละแผนนั้นๆ ต้องสอดคล้องและตรงตามจุดประสงค์ท่ีระบุไว้ในแผนการเรียนรู้นั้นๆ และ รวมทงั้ ตรงตามเนอ้ื หาที่ใชป้ ระกอบการสอน 1.5.2 ความเชื่อถือได้ หมายถึง เครื่องมือ วิธีการที่ใช้ในการวัดผลของแต่ละแผน นั้นๆ ต้องสอดคล้อง และตรงตามจุดประสงค์ท่ีระบุไว้ในแผนการเรียนรู้น้ันๆ และรวมทง้ั ตรงตามเนือ้ หาท่ใี ช้ประกอบการสอน 1.5.3 ความสามารถประยุกตไ์ ด้ หมายถึง การที่ประเมินท่ีระบุไว้สามารถประเมนิ ได้ จรงิ มิใช่แตร่ ะบุไวเ้ ฉยๆ 1.6. ความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆ ของแผนการเรียนรู้ ความสอดคล้องของ แผนการเรียนรู้ ให้พิจารณาความสอดคล้องของเรื่องจุดประสงค์การเรียนการสอน เนื้อหาสาระ กจิ กรรมการเรียนการสอน สือ่ การเรียนการสอน ประเมนิ ผลตลอดทั้งแผนนน้ั ๆ 2. การประเมินแผนการเรยี น หลังจากผู้สอนได้เขียนแผนการเรียนเสร็จเรยี บร้อยแล้วควรมีการตรวจสอบแผนการเรียน และประเมินแผนการเรียนด้วยตนเอง เพ่ือเป็นแนวทางให้ผู้เขียน นาผลการประเมินไปปรับปรุง แผนการเรยี นให้มคี ณุ ภาพ ตวั อยา่ ง แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง คาช้ีแจง : ให้ท่านประเมินแผนการเรียนรู้ที่เขียนข้ึนมาโดยตัวท่านเองว่าในรายการประเมิน อยูใ่ นระดับใด โดยทาเคร่อื งหมาย / ลงในช่องที่กาหนดให้ และการใหน้ าหนักของคะแนนตาม ความหมาย ดังน้ี 5 หมายถงึ ดีมาก 4 หมายถึง ดี 3 หมายถงึ พอใช้ 2 หมายถึง ปรับปรงุ 1 หมายถึง ใช้ไมไ่ ด้ หลักสูตรการบริหารจัดการ การเรียนรู้ สถาบนั การเรียนรู้กองทุนหมบู่ ้านและชุมชน 121
การแปลผลของการประเมนิ ผล แผนการเรยี นรู้ 80 – 100 อยใู่ นระดับดีมาก 60 – 79 อยใู่ นระดบั ดี 40 - 59 อยู่ในระดับพอใช้ 20 - 39 อยใู่ นระดบั ปรบั ปรุง ตา่ กว่า 20 อยใู่ นระดับใชไ้ ม่ได้ ตัวอย่าง แบบประเมนิ แผนการเรียน แผนการเรยี นวิชา.......................................................... หนว่ ยการเรยี นท่ี......เรือ่ ง................................ ระดับ รายการประเมนิ ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรงุ ใช้ หมายเหตุ ไม่ได้ 1. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ครอบคลุม ชัดเจนและเหมาะสม 2. เนอื้ หาสาระ ครอบคลมุ ถูกต้อง ความยากง่ายและชัดเจน 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน นา่ สนใจ เหมาะสมและสรา้ งสรรค์ 4. สื่อการเรยี นการสอน ตรงกับเน้อื หาน่าสนใจ เรียนรไู้ ดเ้ รว็ และ ประหยัด 5. การประเมนิ ผล เที่ยงตรง เชื่อถอื ได้ สามารถประยุกต์ได้ 6. ความสอดคลอ้ ง จดุ ประสงค์กบั เนื้อหา กจิ กรรมการเรียนการ สอน สือ่ การเรียนและการวดั และประเมนิ ผล 7. กาหนดเวลาเรียนเหมาะสม รวม รวม 122 สานกั งานกองทุนหมบู่ า้ นและชมุ ชนเมืองแห่งชาติ
เอกสารอา้ งอิง อาภรณ์ ใจเทยี่ ง.(2546). หลกั การสอน. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์. สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาต.ิ (2534). ค่มู อื การอบรมครแู นวการใช้หลักสตู ร ประถมศกึ ษา พุทธศกั ราช 2521 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) วทิ ยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: โรง พิมพ์การศาสนา. เขียน วันทนยี ตระกลู .(2551). หลกั การและวธิ ีการสอน. เชยี งใหม่ : มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราช วิทยาลัยวทิ ยาเขตล้านนา. ชัยยงค์ พรหมวงศ์.(2525). การวางแผนการสอน. นนทบรุ :ี มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. -----------. (2532). การวางแผนการสอนและเขียนแผนการสอน. นนทบรุ :ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. หลักสตู รการบรหิ ารจดั การ การเรยี นรู้ สถาบันการเรยี นรู้กองทนุ หมู่บ้านและชุมชน 123
หนว่ ยที่ 3: สื่อการเรยี นการสอน เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ผู้สอนสถาบันสถาบัน การเรียนรู้ฯอาจประสบปัญหา ในการที่จะทาให้การเรียนการสอนบรรลุเปา้ หมายเพราะการเล่าเรียน ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ การถ่ายทอดความรู้ในช้ันเรียนก็ย่ิงเผชิญกับอุปสรรคมากข้ึนเท่าน้ัน ปัจจุบันน้ี นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ผู้สอนจะต้องรู้จักนาเอาวิธีการและสื่อต่างๆ มาใช้เพื่อให้การ เรียนการสอนนนั้ ๆ มีประสทิ ธิภาพมากทส่ี ุดเทา่ ทจี่ ะเปน็ ได้ ความหมายและคณุ ค่าของสอ่ื การเรียนการสอน 1. ความหมายของสื่อการเรยี นการสอน (Instructional Media) สื่อ (Media) หมายถึง ตวั กลางท่ีใช้ถ่ายทอดหรือนาความรู้ในลักษณะต่างๆ จากผู้ส่งไปยัง ผ้รู ับใหเ้ ข้าใจ ความหมายได้ตรงกัน ในการเรยี นการสอน ส่ือท่ีใชเ้ ป็นตวั กลางนาความรูใ้ นกระบวนการ ส่ือความหมายระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเรียกว่าสื่อการเรียนการสอน (Instruction Media)ในทาง การศึกษามีคาที่มีความหมายแนวเดียวกันกับส่ือการเรียนการสอน เช่น ส่ือการสอน(Instructional Media or Teaching Media) ส่ือการศึกษา (Educational media) อุปกรณ์ช่วยสอน(Teaching Aids) เป็นต้น 2. คุณค่าสือ่ การเรียนการสอน สื่อมคี ณุ คา่ ต่อการเรียนการสอน หลายประการดงั นี้ 2.1 ช่วยใหค้ ุณภาพการเรียนรู้ดีข้ึน เพราะมีความจรงิ จงั และมีความหมายชัดเจนต่อผู้เรยี น 2.2 ช่วยให้ผูเ้ รียนไดเ้ รียนรู้ในปริมาณมากขึน้ ในเวลาทกี่ าหนดไว้จานวนหนึง่ 2.3 ช่วยให้ผเู้ รยี นสนใจ และมีส่วนรว่ มอยา่ งแข็งขนั ในกระบวนการเรียนการสอน 2.4 ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนจา ประทบั ความรู้สกึ ได้รวดเรว็ และดีขนึ้ 2.5 ชว่ ยส่งเสรมิ การคดิ และการแก้ปัญหาในกระบวนการเรียนการสอน 2.6 ช่วยให้สามารถเรยี นร้ใู นส่ิงท่เี รยี นได้ลาบาก เพราะ 2.6.1 ทาสิ่งทซี่ บั ซ้อนใหง้ ่ายขน้ึ 2.6.2 ทานามธรรมให้เป็นรูปธรรมข้นึ 2.6.3 ทาสงิ่ ท่เี คลอื่ นไหวหรือเปล่ยี นแปลงชา้ ใหด้ เู ร็วข้ึน 2.6.4 ทาสง่ิ ที่เคลือ่ นไหวหรือเปลย่ี นแปลงเร็วให้ดชู า้ ลง 2.6.5 ทาสิ่งทใี่ หญม่ ากให้ยอ่ ขนาดขน้ึ 2.6.6 ทาสิ่งท่ีเล็กมากให้ขยายขนาดขน้ึ 2.6.7 นาอดีตมาใหน้ ักศกึ ษาได้ 124 สานกั งานกองทุนหมบู่ ้านและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ
2.6.8 นาส่ิงที่อยู่ไกลหรือลีล้ บั มาศกึ ษาได้ ในกรณีน้ีเป็นการส่งเสริมการเรียนการสอน มีคุณภาพดขี น้ึ และยงั สอดคล้องกบั วธิ กี ารสอนทคี่ รูผูส้ อนพิจารณาเลือกเอามา ใช้สอนอกี ดว้ ย 2.7 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนสาเร็จง่ายขึ้น และผ่านการวัดผลอันหมายถึงการบรรลุ วัตถปุ ระสงคข์ องบทเรียน ประเภทของส่ือการเรยี นการสอน มกี ารจาแนกประเภทส่อื การเรียนการสอนตามแนวความคิดทแี่ ตกตา่ งกัน ดังตวั อย่าง 1 จาแนกประเภทสื่อการเรียนการสอน โดยพิจารณาจากลักษณะประสาทการรับรู้ของ ผู้เรียนจากการเห็นและการฟงั ซง่ึ สามารถจาแนกประเภทของสือ่ ไดด้ ังต่อไปน้ี 1.1 สือ่ ทีเ่ ป็นภาพ (Visual Media) 1.1.1 ภาพที่ไม่ต้องฉาย (Non-Projected) ได้แก่ ภาพบนกระดาษดา ภาพจากแผ่น ภาพภาพจากหนังสือและส่งิ พิมพ์ตา่ งๆ 1.1.2 ภาพที่ต้องฉาย (Projected) ได้แก่ ภาพจากเคร่ืองฉายภาพข้ามศีรษะ เครอ่ื งฉายสไลดเ์ คร่อื งฉายภาพยนตร์หรือวดิ ีทศั น์ 1.2 ส่ือที่เป็นเสียง (Audio Media) ได้แก่ สื่อประเภทเสียงที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้ เชน่ เทปบนั ทึกเสยี ง วิทยุ เป็นตน้ 1.3 สื่อท่เี ปน็ ทัง้ ภาพและเสียง (Audio-Visual Media) ไดแ้ ก่ สื่อทแี่ สดงภาพและเสียง พร้อมๆ กัน เช่น สไลด์ประกอบเสียง ภาพยนตร์ท่ีมีเสียง (Sound-film) เทปโทรทัศน์ บทเรียน คอมพิวเตอร์ ชว่ ยสอน (CAI) และมัลติมเิ ดยี เปน็ ต้น 2. จาแนกประเภทของสอื่ การเรยี นการสอน ในทางเทคโนโลยกี ารศึกษา อาจจาแนกได้เปน็ 2.1 เครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) สื่อการเรียนการสอนประเภทเคร่อื งมือหรืออปุ กรณ์ เรยี กกนั โดยทว่ั ไปวา่ ฮารด์ แวร์ (Hardware) หรือส่ือใหญ่ (Big Media) หมายถงึ สง่ิ ทเ่ี ป็นอุปกรณ์ทาง เทคนิคท้ังหลายที่ประกอบด้วยกลไกไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งสิ้นเปลือง ได้แก่ เคร่ืองฉาย ทงั้ หลาย เชน่ เคร่อื งฉายภาพยนตร์ เครอ่ื งฉายสไลดเ์ ครือ่ งฉายภาพทึบแสง เครือ่ งรับโทรทัศน์ รวมทั้ง เคร่อื งมอื หรอื อปุ กรณท์ างเทคนิคอ่ืนๆ ท่ีเป็นทางผา่ นของความรู้ เช่น เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ เป็นต้น 2.2 วัสดุ (Software) ส่ือการเรียนการสอนประเภทวัสดุ บางคร้ังเรียกว่า ซอฟต์แวร์ (Software) หรือสื่อเล็ก (Small Media) ซ่ึงเป็นวัสดุท่ีเก็บความรู้ในลักษณะของภาพ เสียง และ ตัวอกั ษรในรูปแบบตา่ งๆ จาแนกได้ 2 ประเภท คือ 2.2.1 วัสดุท่ีต้องอาศัยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) เพ่ือเสนอเร่ืองราว ข้อมูล หรือความรู้ออกมาส่ือความหมายแก่ผู้เรียน ได้แก่ ฟิล์ม แผ่นซีดีบันทึกเสียง เปน็ ต้น หลักสตู รการบริหารจัดการ การเรียนรู้ สถาบนั การเรยี นรู้กองทุนหม่บู ้านและชุมชน 125
2.2.2 วัสดุท่ีเสนอความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆ เช่น ตารา หนังสือ เอกสาร คู่มือ รูปภาพ แผ่นภาพ ของจริง ของตัวอย่าง หุน่ จาลอง เป็นต้น 2.3 เทคนิคและวิธีการ (Technique and Method) การสื่อความหมายในการเรียน การสอนบางคร้ังไม่อาจทาได้ด้วยเคร่ืองมืออุปกรณ์หรือวัสดุ แต่จะต้องอาศัยเทคนิคหรือวิธีการเพ่ือ การให้เกิดการเรียนรู้ หรือใชท้ ้ังวัสดอุ ุปกรณ์และวิธกี ารไปพร้อมๆ กัน แตเ่ น้นที่วธิ ีการเป็นสาคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เคร่ืองมือเคร่ืองจักร การทดลอง การแสดงบทบาทการศึกษานอกสถานท่ี การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดังน้ันเทคนิคหรือวิธีการต่างๆ ดังกล่าวจึงจัดว่าเป็นสื่อการเรียนการสอน อกี ประเภทหนงึ่ แต่สอื่ ประเภทนีม้ ักจะใชร้ ว่ มกับสอื่ 2 ประเภทแรก จงึ จะได้ผลดี 3. ประเภทของส่ือการเรยี นการสอนท่วั ไป สื่อการเรียนการสอนที่ใช้ประกอบในการเรียนการสอนเท่าท่ีพบเห็นและจากประสบการณ์ พอสรุปเป็นประเภทตา่ งๆ ดังนี้คือ 3.1 กระดาน (Boards) 3.2 หนังสือ ตาราเรียน/ใบเน้ือหาและใบงาน (Book or text/Information and Worksheets) 3.3 แผ่นภาพ (Wall Charts) 3.4 สไลดอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ (Electronics Slide) 3.5 แถบบนั ทึกเสียง (Audiotape Recordings) 3.6 แถบวดี ิทศั น/์ แผน่ วีดทิ ัศน์ (Videotape Recordings and Videodiscs) 3.7 หุ่นจาลอง (Models) 3.8 อุปกรณ์ทดลอง/สาธิต (Experimental/Demonstration Sets) 3.9 ของจรงิ (Real Objects) 3.10 บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หรอื ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอรอ์ นื่ ๆ เป็นตน้ 4. ประเภทของสื่อการเรยี นเพอื่ การพัฒนา สมพงษ์ บุญเลิศ(2550)ไดจ้ าแนกสือ่ การเรียนเพอื่ การพฒั นาไว้ดงั นี้ สื่อที่ออกแบบ/ผลิต/จัดหา (Designed) สื่อที่หยิบมาใช้ (Utilized) คน(ผู้สอน) คน(วทิ ยากร) วสั ดุ(สไลด์ วดี ิทัศน์ อน่ื ๆ ) วสั ด(ุ ส่ิงที่มีอยู่ รายการทีวี) อุปกรณ์(หุ่นจาลอง) อุปกรณ์(เครือ่ งมือการเกษตรและอืน่ ๆ) สถานท่ี(แปลงสาธติ ) สถานที(่ ไร่นา) กจิ กรรม(กจิ กรรมการเรยี น) กิจกรรม(พธิ ีกรรมในชุมชน) 126 สานักงานกองทนุ หมบู่ ้านและชมุ ชนเมืองแห่งชาติ
การเลือกสอื่ การเรยี นการสอน ในการพิจารณาเลือกใชห้ รือสร้างสอ่ื การเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั วัตถุประสงค์ในข้นั ต้นจะต้อง พิจารณาเปา้ หมายของวัตถุประสงคข์ องบทเรียนเปน็ หลัก โดยการวเิ คราะห์เน้ือหาของวัตถุประสงคน์ ้ันๆ วา่ มีจุดสาคัญอะไรควรสื่อความหมายลักษณะใด จากนั้นจึงเลือกลักษณะของส่ือให้สอดคล้องกับเนื้อหาหลัก ของวตั ถปุ ระสงคน์ ั้น โดยพิจารณาเลอื กเรยี งลาดบั จากส่งิ ทีเ่ ป็นนามธรรม (Abstract) ไปสู่สงิ่ ท่ีเป็นรปู ธรรม วัตถุประสงค์ วิเคราะห์เนอ้ื หาเพือ่ จดุ สาคญั ของวัตถุประสงค์ พจิ ารณาเลือกลกั ษณะของส่อื ของจริง หนุ่ จาลอง รูปภาพเคล่อื นไหว รปู ภาพนงิ่ คาพูด/คาบรรยาย รปู ธรรม (Concrete) นามธรรม (Abstract) ตวั อยา่ งการเลอื กสือ่ การเรียนการสอน วัตถปุ ระสงคข์ องบทเรยี น : หลงั จากจบบทเรยี นแล้ว ผู้เรยี นจะสามารถ ก. อธบิ ายความหมายของคาว่า “สื่อการเรียนการสอน” ได้ การพิจารณาเลือกสอ่ื การเรยี นการสอน วัตถุประสงค์ข้อ ก. พบว่า สื่อที่จาเป็นในการใช้สอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ก็คือ ใช้เพียง คาพดู บรรยายก็เพียงพอแล้ว เม่ือพิจารณาไดล้ กั ษณะของส่ือ จาการวิเคราะห์เน้ือหาหลักของวตั ถปุ ระสงค์บทเรียนแลว้ ใน ขั้นตอ่ ไปเปน็ การวิเคราะห์ต่อเพื่อหาประเภทของส่ือท่ีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้นโดยพิจารณาจาก คุณสมบัติเฉพาะตัว และความเหมาะสมในการใช้ประกอบการสอนของส่ือการเรียนการสอนแต่ละ ประเภทดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้ กระดาน ( Boards) 1. เหตผุ ลทเี่ ลือกใช้ 1.1 ขอ้ ความทีแ่ สดงส้ันๆ 1.2 ภาพทแี่ สดงเป็นภาพงา่ ยๆ ใชเ้ วลาเขียนส้นั ๆ 1.3 ไมม่ ีไฟฟา้ หรอื อุปกรณ์อ่นื ๆ 1.4 ต้องการเปล่ียนแปลง แก้ไขภาพหรอื ขอ้ ความบ่อยๆ 1.5 ใชก้ บั ผู้เรยี นจานวนไม่มากนัก 2. กิจกรรมในการเรยี นการสอน 2.1 เหมาะสาหรับการเรียนการสอนแบบบรรยาย หรือถาม-ตอบ 2.2 สามารถให้ผู้เรยี นรว่ มกิจกรรมบนกระดานดาไดง้ ่าย และพร้อมกนั หลายคนได้ 2.3 เปลี่ยนแปลงและเพิม่ เตมิ รายละเอยี ดต่างๆ ได้งา่ ย หลักสตู รการบริหารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทุนหมบู่ า้ นและชมุ ชน 127
3. ลกั ษณะทางเทคนิค 3.1 ไม่ตอ้ งใช้อปุ กรณ์อ่นื ๆ ประกอบ 3.2 ไมต่ ้องใชไ้ ฟฟา้ 3.3 เกบ็ รักษาไว้ไม่ได้ 3.4 อายกุ ารใชง้ านส้นั 3.5 มเี นือ้ ที่ในการใชง้ านกวา้ ง ใบเน้ือหาและใบงาน (Information Sheet and Work Sheets) 1. เหตผุ ลที่เลือกใช้ 1.1 ไม่มตี าราหรือหนงั สือทเ่ี หมาะสมและสอดคล้องกับความตอ้ งการโดยตรง 1.2 เน้อื หาทีต่ อ้ งการกระจดั กระจายอยู่ในตาราหลายเลม่ 1.3 ตารามรี าคาแพงเกนิ ไป และมีเนื้อหาเกนิ ความตอ้ งการ 1.4 รายละเอยี ดเน้อื หามมี าก หรือมีภาพและวงจรทซี่ บั ซ้อนเสยี เวลานานในการลอกจากกระดาน 1.5 ในการสอนผู้เรียนจานวนมากๆ แบบบรรยายควรมีใบเนื้อหา ใบงานประกอบเพ่ือให้ ทุกคน เรียนไดท้ วั่ ถึง 2. กิจกรรมในการเรียนการสอน 2.1 เหมาะสาหรบั การเรยี นการสอนแบบบรรยาย ถาม-ตอบ แบบเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย หรอื เรยี น ดว้ ยตนเอง 2.2 ผู้เรียนทุกคนสามารถมกี จิ กรรมพรอ้ มกนั ในเวลาเดียวกัน เชน่ อา่ นและทาใบงาน 2.3 สามารถใหผ้ เู้ รยี นศึกษาและทบทวนบทเรยี นได้ด้วยตนเอง 2.4 ขณะที่ผู้สอนกาลังบรรยายหรือป้อนข้อคาถามระหว่าง บทเรียนไม่ควรแจกใบเนื้อหา ให้ผูเ้ รียนอา่ น 3. ลกั ษณะทางเทคนคิ 3.1 ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้าง เช่น กระดาษ เคร่ืองสาเนา เคร่ืองถ่ายเอกสาร หรือ เครือ่ งพมิ พค์ อมพิวเตอร์ เป็นตน้ 3.2 ตอ้ งใช้พนกั งานพมิ พ์ดีดชว่ ย หรอื ผสู้ อนตอ้ งพมิ พ์เองในการสร้างตน้ ฉบบั 3.3 สามารถทาสาเนาได้จานวนมากไม่จากดั 3.4 จดั เกบ็ รักษาง่าย และสะดวกต่อการนาไปใชค้ รั้งต่อไป แผน่ ภาพ (Wall Charts) 1. เหตผุ ลทเ่ี ลอื กใช้ 1.1 ภาพที่แสดงยงุ่ ยากซบั ซ้อนตอ้ งใชเ้ วลาเขยี นมาก 1.2 ไมม่ ไี ฟฟ้าหรอื อุปกรณ์เคร่อื งฉายภาพอ่นื ๆ ในหอ้ งเรียน 1.3 ดึงดดู ความสนใจของผเู้ รียนทั้งชน้ั มาทภี่ าพได้ 1.4 ตอ้ งการแสดงใหเ้ หน็ ทลี ะข้นั ตอนโดยใช้ภาพแยกสว่ น 128 สานักงานกองทนุ หมู่บ้านและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชาติ
2. กิจกรรมในการเรยี นการสอน 2.1 เหมาะกบั การสอนแบบบรรยาย หรอื ถาม-ตอบ 2.2 สามารถให้ผเู้ รยี นรว่ มกิจกรรมได้ โดยใช้ดนิ สอสีหรือชอลค์ สีเพมิ่ เตมิ รายละเอยี ดได้ 2.3 ใหผ้ ู้เรียนอธบิ ายส่วนประกอบตา่ งๆ ของภาพหนา้ ชัน้ เรียนได้ 2.4 ภาพทุกภาพควรมีรายการคาถามท่ีดีประกอบ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการ คิดหาคาตอบ 3. ลักษณะทางเทคนคิ 3.1 ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เคร่ืองมือที่ยุ่งยากในการสร้าง ยกเว้นในกรณีต้องการลอกรูปภาพที่ ซับซ้อน จากตาราตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งขยายภาพ 3.2 ไม่ตอ้ งใช้ไฟฟา้ หรอื อุปกรณ์ในขณะใช้สอน 3.3 การเก็บรักษาคอ่ นข้างยุ่งยากเพราะมขี นาดใหญ่ ภาพสไลด์ (Slide Series) 1. เหตผุ ลท่เี ลอื กใช้ 1.1 แสดงภาพทีย่ งุ่ ยากซับซอ้ นมากหรอื ภาพถา่ ยของจรงิ 1.2 ดงึ ดูดความสนใจของผู้เรยี นมารวมที่ภาพได้ 1.3 สามารถย่อภาพใหเ้ ลก็ หรือขยายใหญ่ตามขนาดของกลมุ่ ผูเ้ รียนได้ 1.4 ต้องการแสดงภาพประกอบเสียงในกรณีที่ต้องการให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเอง โดยใช้ ภาพสไลดป์ ระกอบเสียง (Slide-sound Program) 2. กจิ กรรมในการเรยี นการสอน 2.1 ภาพสไลด์เด่ียวสามารถสอนได้โดยวิธีการบรรยาย หรือถาม-ตอบ ส่วนสไลด์ชุด ประกอบเทป สามารถเรยี นไดด้ ว้ ยตนเอง 2.2 ผู้เรียนร่วมกจิ กรรมได้โดยการตอบคาถามจากผสู้ อนเมือ่ สอนดว้ ยภาพสไลด์เด่ยี ว 2.3 ผสู้ อนสามารถอธบิ ายรายละเอียดจากภาพหน้าชั้นเรยี นได้ 2.4 การใช้ภาพสไลด์เด่ียวผู้สอนควรเตรียมรายการคาถามประกอบภาพ ไว้เป็นขั้นตอน จะดกี วา่ การสอนแบบบรรยายจากภาพโดยตรง 3. ลักษณะทางเทคนคิ 3.1 สามารถทาข้ึนใช้เองได้งา่ ย โดยใช้กลอ้ งถา่ ยรูปธรรมดา 3.2 กระบวนการผลติ ทาได้ง่ายสะดวก 3.3 การเกบ็ รกั ษาภาพง่าย และสะดวก 3.4 เคร่อื งฉายภาพสไลด์ สามารถฉายได้ โดยไมต่ ้องฉายในหอ้ งมดื 3.5 สามารถใช้เปน็ ชดุ สไลด์ประกอบเสยี ง 3.6 สามารถถา่ ยสาเนาเปน็ หลายๆ ชดุ ได้สะดวก หลกั สตู รการบริหารจัดการ การเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทนุ หมู่บ้านและชมุ ชน 129
แถบวีดิทศั น์ และแผน่ วีดทิ ศั น์ (Videotape Recording and Videodiscs) 1. เหตุผลท่เี ลือกใช้ 1.1 อธบิ ายโดยภาพเคลื่อนไหวหรอื การเคล่อื นท่ีอย่างตอ่ เนอื่ ง 1.2 ดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรยี นได้เป็นอยา่ งดี 1.3 สามารถยอ้ นกลับไปเร่ิมเน้อื หาเดมิ ไดต้ ลอดเวลา 1.4 สามารถยอ่ หรอื ขยายภาพไดต้ ามขนาดตามความเหมาะสมของผเู้ รียน 1.5 สามารถใช้ภาพน่ิงหรอื ภาพเคล่อื นไหวรว่ มกันได้ 1.6 มเี สยี งบรรยายทีส่ ัมพนั ธก์ บั ภาพจริงเคล่อื นไหวหรอื ภาพเคลอ่ื นไหวดว้ ยเทคนคิ พิเศษ 1.7 สามารถเลอื กกรอบเฉพาะเจาะจงไดบ้ นแผ่นวดิ ีทศั น์ 2. กจิ กรรมในการเรียนการสอน 2.1 สามารถใชก้ บั การเรยี นการสอนได้หลากหลายวิธี รวมถงึ การเรียนดว้ ยตนเอง 2.2 ผเู้ รยี นร่วมกิจกรรมไดร้ ะหวา่ งบทเรยี นโดยการตอบคาถามหรอื ทากจิ กรรมกลมุ่ 3. ลกั ษณะทางเทคนคิ 1.1 สามารถจัดทาใชไ้ ด้ดว้ ยตนเองโดยใชเ้ ครอ่ื งมืออปุ กรณท์ ่ีไม่ยุง่ ยาก 1.2 ต้องใช้ประกอบกับเครอ่ื งเลน่ และเคร่อื งฉาย 1.3 ไมจ่ าเป็นตอ้ งฉายในห้องมืด 1.4 ตอ้ งพัฒนาให้ทันกับระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ที ันสมัย 1.5 สามารถใช้รว่ มกบั เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ 1.6 ผลิตตน้ ฉบับราคาสูง 1.7 สะดวกในการสาเนาหลายๆ ชุดไดอ้ ย่างรวดเร็ว 1.8 งา่ ยและสะดวกตอ่ การบารงุ รกั ษา จัดเก็บและเคลื่อนย้าย ของจรงิ (Real Objects) 1. เหตุผลทเ่ี ลือกใช้ 1.1 ไมส่ ามารถใชส้ ื่อชนดิ อน่ื ๆ ไดด้ เี ทา่ 1.2 ของจริงสามารถหาได้ง่าย หรือยืมมาไดจ้ ากโรงฝกึ งาน 1.3 ของจริงสามารถแสดงรายละเอยี ดและวัตถปุ ระสงค์ทตี่ อ้ งการได้ 1.4 ของจริงมีนา้ หนักและขนาดพอเหมาะทจ่ี ะนามาใชป้ ระกอบการสอนในชนั้ เรยี นได้ 2. กจิ กรรมในการเรยี นการสอน 2.1 เหมาะกับการสอนแบบบรรยาย สาธติ หรอื ถาม-ตอบ 2.2 ผู้เรยี นสามารถร่วมกจิ กรรมโดยอธิบายหรอื สาธิตจากของจรงิ นั้นไดโ้ ดยตรง 2.3 จับต้อง สังเกต ศกึ ษาไดด้ ว้ ยตนเอง หรอื เปน็ กลมุ่ ย่อย โดยใช้ใบงานประกอบ 130 สานักงานกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมอื งแห่งชาติ
3. ลกั ษณะทางเทคนคิ 3.1 ส่วนใหญ่ได้มาจากโรงฝึกงาน หรือห้องประลองเพ่ือนามาประกอบการสอนทางด้าน ทฤษฎี ภายในหอ้ งเรยี น 3.2 ขนาด นา้ หนกั คือ ขอ้ จากัดในการนามาใช้ 3.3 ตอ้ งการการจาแนกความแตกต่างของช้นิ สว่ น โดยใช้สีหรือสัญลกั ษณ์ 3.4 ต้องการสื่อประเภทอื่นชว่ ย ในกรณีที่ไม่สามารถเหน็ การทางานทยี่ ุ่งยาก ซับซ้อนหรอื มีขนาดเล็กเกนิ ไป สอ่ื e-Learning e-Learning เปน็ การนาส่งบทเรียนเพือ่ การศกึ ษา และฝึกอบรม โดยใชส้ อ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์ เช่น คอมพิวเตอร์และเครือข่ายอนิ เตอร์เน็ต อินทราเน็ต โดยหลักแล้ว e-Learning เป็นการศึกษาทางไกล วิธีหน่ึง ท่ีผู้เรียนสามารถศึกษาวัสดุการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์จากเว็บไซต์หรือซีดี ซึ่งผู้สอนเสริมและ ผู้เรียนสามารถติดต่อส่ือสารซ่ึงกันและกันโดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือการใช้บอร์ดวิเคราะห์ ร่วมกัน e-Learning จึงสามารถใช้เปน็ วิธีการหลักในการนาส่งบทเรียนเพอื่ การฝึกอบรมหรือใช้ควบคู่ กับการฝกึ อบรมปกตใิ นชนั้ เรียน ความสาคัญของ e-Learning จึงอยทู่ ่ตี วั วัสดกุ ารเรยี น หรอื Learning Materials ท่ีเปน็ หัวใจ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้เรียนตามท่ีผู้สอนออกแบบข้ึนมา ซ่ึงการออกแบบวัสดุการเรียน ดังกล่าวน้ีต้องเป็นไปตามหลักการเรียนรู้ทุกประการโดยยึดท่ี วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายทางการ เรียนเป็นหลัก “ การศึกษาหรือการฝึกอบรมในระบบ e-Learning จะได้ผลหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับ คุณภาพของตัววัสดุการเรียน ซึ่งนอกจากจะต้องออกแบบให้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ตามหลักการ เรียนรู้แล้วยังต้องเลือกใช้ส่ือท้ังข้อความและภาพท่ีเหมาะสมเพื่อนาเสนอข้อมูล รวมท้ังยังต้องสร้าง องค์ความรู้ใหม่ๆ ท่ีเชือ่ มโยงไปยังประสบการณ์ของผู้เรียนแต่ละคนอีกดว้ ยวัสดุการเรียนในรูปของสื่อ อิเล็กทรอนิกส์จึงมีความสาคัญต่อการศึกษาหรือการฝึกอบรมในระบบ e-Learning เป็นอย่างมาก หากมีการพัฒนาวัสดุการเรียนท่ีมีคุณภาพ ก็ย่อมส่งผลให้การเรียนรู้ในระบบ e-Learning มี ประสิทธิภาพตามไปดว้ ย วัสดุการเรยี น (Learning Materials) วัสดุการเรียน (Learning Materials) หมายถึง บทเรียน สื่อการเรียน กิจกรรมการเรียนการ สอนแบบทดสอบ การตรวจ ปรับและกระบวนการเรียนรู้อ่ืนๆ ท่ีนาเสนอผ่านคอมพิวเตอร์ เพื่อ ถา่ ยทอดไปยงั ผู้เรยี นตามวตั ถปุ ระสงค์ของบทเรียนท่ีกาหนดไว้ ซงึ่ นาเสนอในรปู ของสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ (Electronic Media)จาแนกออกเปน็ 6 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์บนเว็บ (Web Based instruction) หมายถึง บทเรียนสาเร็จรูปที่ นาเสนอผ่านคอมพิวเตอร์หรือระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ท้ังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเครือข่าย อนิ ทราเน็ต ไดแ้ ก่ WBI (Web Based instruction), WBT (Web Based Training), IBI (internet Based instruction), NBI (Net Based instruction) หรือบทเรียนท่ีมีช่ืออนื่ ๆ เพื่อใชใ้ นการศึกษาด้วยตนอง หลักสูตรการบรหิ ารจัดการ การเรียนรู้ สถาบนั การเรยี นรู้กองทุนหมู่บา้ นและชุมชน 131
2. สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Slide) หมายถึง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ใชน้ าเสนอข้อมูล ต่างๆ เพอื่ การเรียนการสอน เช่น PowerPoint Slide หรอื Presentation Files 3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Books) หมายถึง หนังสือ ท่ีนาเสนอผ่านจอภาพของเร่ือง คอมพิวเตอรเ์ พอ่ื การศกึ ษาดว้ ยตนเอง ซ่ึงพัฒนาขึ้นภายใตแ้ นวความคดิ ของการนาเสนอหนงั สือทัว่ ๆ ไป 4. เอกสารประกอบการบรรยายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Lecture Notes) หมายถึง เอกสาร ประกอบการสอน หรือเอกสารประกอบการสอน หรือเอกสารคาสอนที่ผ้สู อนใช้เพื่อประกอบการสอน ผเู้ รียนซึง่ อยู่ในรูปของสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เชน่ Document Files, Text Files และ PDF Files 5. ไฟล์ภาพเคลื่อนไหวและเสียงดิจิตอล (Video File and Digital Sound) หมายถึง ภาพเคล่อื นไหว และเสยี งทน่ี าเสนอผา่ น คอมพวิ เตอร์ เพ่ือใช้เป็นวัสดุประการศึกษาหรอื การฝกึ อบรม เพ่ือนาเสนอขอ้ มลู ในลักษณะของมลั ติมีเดยี 6. เอกสารไฮเปอรเ์ ทก็ ซ์และไฮเปอรม์ ีเดยี (Hypertext and Hypermedia Document) หมายถงึ ไฟลเ์ อกสารตา่ งๆ ในรปู ของ HTML Files ซง่ึ นาเสนอผา่ นทางเว็บเบราเซอร์ ประกอบดว้ ย ข้อความ ภาพ และการเช่ือมโยง (Link) ไปยังส่วนต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง ท้ังภายในและภายนอก วัสดุการเรียนท้ัง 6 ประเภทดังกล่าว บทเรียนคอมพิวเตอร์บนเว็บนับว่ามีความสาคัญที่สุดต่อการ เรียนรู้ในระบบ e-Learning เน่ืองจากเป็นวัสดุท่ีใช้นาเสนอเนื้อหาสาระแก่ผู้เรียนโดยตรงบทเรียน คอมพิวเตอร์เวบ็ จึงมีบทบาทตอ่ การศึกษาและการฝึกอบรม ส่ือการเรียนสามารถนาไปใชท้ ั้งข้ันการนาเข้าสู่การเรียน การสอนเน้ือหาความรู้ และข้ันสรุป การเรียนรู้ ซ่ึงผู้สอนสามารถวิเคราะห์สื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ เน้ือหาสาระและกิจกรรมการ เรียน ดงั ตาราง จุดประสงค์การเรยี นรู้ เนือ้ หา กจิ กรรมการเรียน สื่อการเรยี น (ชื่อและลกั ษณะของส่อื ) ขน้ั นา ขน้ั สอน ขัน้ สรุป 132 สานกั งานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมืองแหง่ ชาติ
เทคนคิ การใชส้ ่อื สารการเรยี นการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ย่อมจะมีเทคนิคท่ีแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น ลักษณะและคณุ สมบัตขิ องสื่อแต่ละประเภท กลุ่มผู้เรียน ผู้สอน สถานท่ี ความพร้อมของอุปกรณ์ และเครื่องมือประกอบตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น แต่หลักการสาคัญที่จะต้องคานึงถึงอยู่ เสมอก็คอื เงือ่ นไขการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะในการใช้สอื่ การเรียนการสอนมดี ังตอ่ ไปน้ี 1. ไม่มีวิธีการสอนหรือสื่อเรียนการสอนชนิดใด ที่จะสามารถใช้กับผู้เรียนและบทเรียนท่ัวไป ได้วธิ สี อนและสือ่ เรยี นการสอนแตล่ ะชนิดย่อมมีจดุ ม่งุ หมายเฉพาะของมันเอง 2. ในบทเรียนหน่ึงๆ ไม่ควรใช้ส่ือการเรียนการสอนมากเกินไป ควรใช้เพียงแต่เท่าที่จาเป็น เทา่ นนั้ ในบางคร้งั กไ็ ม่ควรใช้สือ่ อย่างเดยี วตลอด 3 สอ่ื การเรียนการสอนที่ใช้ควรจะตอ้ งสอดคล้องกับเน้ือหาและกระบวนการเรยี นการสอน 4 สื่อการเรียนการสอนควรสร้างให้เกิดโอกาสที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเตรียมและการใช้ อนั ก่อให้เกดิ ประสบการณ์การเรียนรทู้ ไ่ี มล่ มื งา่ ย 5 ก่อนใช้ส่ือการเรียนการสอน ผู้สอนควรทดลองใช้ก่อนเพ่ือความแน่ใจว่าจะใช้ได้ถูกต้อง และมปี ระสทิ ธภิ าพนอกจากนนั้ ยังต้องจัดเตรียมอปุ กรณ์และเครอื่ งมือประกอบใหพ้ รอ้ มทุกอย่าง 6 การใช้ส่ือต้องสอดคล้องกับการรับรู้และการเรียนรู้ ต้องใช้ตามลาดับข้ันตอนเป็นลาดับข้ัน สัมพันธ์กับการรับรู้ ตัวอย่างการใช้สไลด์ที่มีเน้ือหาภาพและข้อมูลผู้สอนควรอธิบายตามข้อมูลท่ีพูด สว่ นท่ียงั ไม่เกี่ยวขอ้ ง ยังไมต่ อ้ งแสดง ควรซอ่ นใวก้ ่อนปอ้ งกนั ความสับสนในการรับรู้ เง่ือนไขการสรา้ งสื่อการเรยี นการสอน สื่อการเรียนการสอนที่มีอยู่ในสถานศึกษาอาจกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ มาจากแหล่ง ภายนอก ได้แก่ การจัดซ้ือหรือการบริจาค และอีกแหล่งมาจากการทาข้ึนเอง โดยผู้สอนหรือผู้เรียน ภายในสถานศกึ ษา การจดั ให้มสี ื่อสารการเรียนการสอนนน้ั อาจกล่าวได้ว่าขนึ้ อยูก่ ับเงอ่ื นไขตา่ งๆ ในสถานศึกษา เช่น นโยบาย งบประมาณ วัสดุ เทคโนโลยี ความรู้ประสบการณ์ในการสร้าง ความรู้ประสบการณ์ ตลอดจนทัศนคติของผู้สอนและเง่ือนไขเกีย่ วกบั ผเู้ รียนเงอ่ื นไขตา่ งๆ พอจะสรปุ ในรายละเอียดได้ดังน้ี 1. เง่ือนไขจากสถานศึกษาหรือสถาบันการเรยี นรู้ 1.1 สถานภาพของการศึกษา ได้แก่ ขนาดของสถานศึกษา งบประมาณ ความพร้อมและ ความสะดวกในเร่อื งวัสดุ อุปกรณ์เครอื่ งมอื และเครื่องจักรตา่ งๆ 1.2 การบริหารงาน ผู้บริหารได้เน้น หรือให้ความสาคัญในเรื่องส่ือการเรียนการสอน หรือไม่เพียงใด 1.3 ลักษณะการเรยี นการสอน เชน่ หลกั สตู รการศึกษา แผนการเรียน หลกั สูตรการบริหารจดั การ การเรยี นรู้ สถาบันการเรยี นรู้กองทุนหม่บู ้านและชุมชน 133
2. เงื่อนไขจากตวั ผู้สอน 2.1 พื้นฐานความรู้และประสบการณ์ของผู้สอนแต่ละคนจะแตกต่างกัน ประสบการณ์ใน การสอน และความเช่ียวชาญในเนอื้ หาวิชา ทาใหเ้ ออ้ื อานวยต่อการสร้างและใช้สอื่ แตกตา่ งกนั 2.2 ประสบการณ์ในการทาส่ือการเรียนการสอน ผู้ท่ีเคยทาการออกแบบสร้างสื่อการ เรียนการสอน จะสามารถทาไดด้ ้วยตนเอง และเขา้ ใจปัญหาต่างๆ ระหว่างดาเนนิ งาน 2.3 ทัศนคติในการใช้ เช่น ความกล้า ความกระตือรือร้นท่ีจะใช้สื่อ ตลอดจนการใฝ่หา ความรใู้ นด้านนอี้ ย่เู สมอ 3. เงือ่ นไขจากกจิ กรรมในบทเรียน 3.1 การวางแผนบทเรียน จะเปน็ ตวั กาหนดคณุ ลกั ษณะและแผนการในการสร้างส่อื 3.2 วิธีการเรียนการสอน แต่ละช่วงของบทเรียนซ่ึงผู้สอนได้กาหนดกิจกรรมจะเป็น ตวั กาหนดลักษณะของส่อื การเรยี นการสอน 3.3 ความพร้อม ความสะดวกในชั้นเรียน เช่น ปลั๊กไฟ การทาให้ห้องมืดเพ่ือฉายสไลด์ ตาแหน่งท่ีจะวางจอความสะดวกในการขนยา้ ยเคร่อื ง เป็นตน้ 3.4 ประสบการณ์และความกล้าในการมีส่วนร่วมที่จะใช้ส่ือของผู้เรียน เป็นปัจจัยอย่าง หนึ่งท่ีจะทาใหส้ อ่ื น้นั มีคุณค่า สาหรับการเรยี นการสอน ผู้สอนตอ้ งทาให้ผู้เรยี นมีกจิ กรรมร่วมในการใช้ ส่อื การเรยี นการสอนเสมอ เอกสารอา้ งอิง ชวลิต เข่งทอง. (มปป). เอกสารการบรรยายเรื่องส่ือการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ฝ่ายสื่อการเรียน การสอนสานักพฒั นาเทคนคิ ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. สมพงษ์ บุญเลิศ.(2550). การสื่อสารเพ่ือการพัฒนาท้องถิ่น. เชียงใหม่: คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่. 134 สานักงานกองทนุ หมบู่ ้านและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ
หน่วยท่ี 4: การสอนและการวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรู้ ความหมายการสอนและระบบการเรยี นการสอน 1. ความหมายของการสอน การสอน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ การจัดให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ การฝึกให้ผู้เรียนคดิ แก้ปญั หาต่างๆ การแนะแนวทางแก่ผูเ้ รียนเพอ่ื ให้ศกึ ษาหาความรู้ การ สร้างสถานการณ์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ กระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เกิด ความคิดที่จะนาความรู้ไปใช้เกิดทักษะหรือความชานาญท่ีจะแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม การจัด ประสบการณ์ท่ีเหมาะสมให้นักเรียนได้ปะทะเพ่ือท่ีจะให้เกิดการเรียนรู้หรือเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมไป ในทางทดี่ ขี น้ึ การสอนจึงเปน็ กระบวนการสาคญั ทก่ี ่อให้เกดิ การเจรญิ งอกงาม 2. ระบบการเรียนการสอน ระบบการเรียนการสอน มีองค์ประกอบท่ีเป็นตัวป้อน กระบวนการ และ ผลผลติ 2.1 ตัวปอ้ น ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน หลักสูตร ส่งิ อานวยความสะดวก ส่ือ วัสดุอุปกรณ์ 2.2 กระบวนการ ไดแ้ ก่ การดาเนินการสอน การตรวจสอบความรู้พื้นฐาน การสร้างความ พรอ้ มในการเรียน การใชเ้ ทคนคิ การสอนตา่ งๆ 2.3 ผลผลติ ไดแ้ ก่ ผลการเรียนรู้ด้านพทุ ธิพิสยั จิตพสิ ยั และทกั ษะพิสยั ลกั ษณะการสอนทีด่ ีและวธิ ีสอนแบบต่างๆ 1. ลกั ษณะการสอนทดี่ ี การสอนที่ดคี วรมลี กั ษณะ ดงั นี้ 1.1 มกี ารสง่ เสริมผู้เรยี นให้เรียนด้วยการลงมือทาจรงิ ใหป้ ระสบการณ์ทม่ี คี วามหมาย 1.2 มกี ารสง่ เสริมผเู้ รียนใหเ้ รยี นเปน็ กล่มุ ได้แสดงความคิดเหน็ และการทางานรว่ มกับผู้อ่ืน 1.3 มกี ารตอบสนองความตอ้ งการของผู้เรยี น เรียนดว้ ยความสุข ความสนใจ กระตอื รือร้น 1.4 มีการสอนให้สัมพนั ธร์ ะหวา่ งวชิ าทีเ่ รียนกับวชิ าอนื่ 1.5 มกี ารใชส้ ื่อการสอน เพื่อเรา้ ความสนใจ ช่วย ผู้เรยี นเขา้ ใจบทเรยี นได้งา่ ยข้นึ 1.6 มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย เพ่ือเร้าความสนใจ ผู้เรียนสนุกสนาน ได้ลงมือปฏิบัติจริง และดผู ลการปฏิบัติของตนเอง 1.7 มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สงิ่ ใหมๆ่ ทีด่ มี ปี ระโยชน์ 1.8 มกี ารเร้าความสนใจก่อนลงมอื สอนและ มกี ารใชก้ ารจูงใจ ในระหว่างเรยี น 1.9 มกี ารสง่ เสรมิ การดาเนนิ ชวี ิตตามแบบประชาธปิ ไตย ระหวา่ งการเรียน 1.10 มีการประเมินผลตลอดเวลา โดยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต การซักถาม การ ทดสอบ หลกั สตู รการบรหิ ารจดั การ การเรยี นรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทนุ หมู่บา้ นและชมุ ชน 135
2. วิธสี อนแบบต่างๆ ไม่สามารถกล่าวได้ว่า วิธีใดเป็นวิธีสอนท่ีดีที่สุด เพราะการเรียนการสอนต้องขึ้นกับ องค์ประกอบหลายประการ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนท่ีจะต้องตัดสินใจเลือกวิธีสอนตามความ เหมาะสมของสภาพที่เป็นอยู่ ควรนาเทคนิคต่างๆ มากระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน โดย พิจารณาความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของบทเรียน เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลาสถานที่ และจาน วนผูเ้ รียน การเลือกวธิ ีสอน 2.1 วิธีสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher – Centered Method) ได้แก่ การสอนที่ ผู้สอน เป็นผู้ดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ เช่น เป็นผู้ตั้งจุดมุ่งหมาย ควบคุมเน้ือหา จัดกิจกรรม และวัดผล เป็นตน้ วิธีสอนแบบนี้มีหลายวธิ ีไดแ้ ก่ วธิ ีสอนแบบบรรยาย วธิ ีสอนแบบสาธิต ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้ 2.1.1 วิธีสอนโดยการบรรยาย ผู้สอนทาหน้าที่พูด บอกเล่า อธิบาย สิ่งท่ีสอนแก่ ผู้เรียน ซ่ึงถือว่าเป็นการพูดต่อหน้ากลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่า การนาเสนอ ก็ได้ หลักสาคัญของการพูด บรรยายหรือนาเสนอ คือ ต้องส้ัน ชัดเจน ได้ใจความหรือเน้ือหา สมบูรณ์ท้ังเน้ือหาและรูปแบบ มีชีวิตชีวา เข้าใจ ชวนตดิ ตาม หรือกล่าวโดยสรุปคือบรรยายหรือนาเสนอให้แจ่มแจ้ง จูงใจ แกล้วกล้า และร่าเรงิ องคป์ ระกอบของการบรรยายหรือนาเสนอของวทิ ยากร คือ 1. การกาหนดหรือศกึ ษาจุดประสงค์ 2. วิเคราะหแ์ ละจัดระบบเน้ือหา 3. วิเคราะหก์ ล่มุ เป้าหมาย ผู้ฟัง หรอื ผเู้ รียน 4. กาหนดแนวทางการนาเสนอ จะบรรยายปากเปล่า หรือบรรยายประกอบสื่อ 5. กาหนดแนวทางการวัดผลประเมนิ การบรรยายหรือนาเสนอ ลกั ษณะการบรรยายหรือการนาเสนอทส่ี าคญั คือ 1. ข้นั นา สรา้ งความสนใจและจูงใจ ด้วยปญั หาและใช้สื่อประกอบ 2. ข้นั บรรยายหรอื สอน ใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจทุกข้นั ตอนและมสี ่วนรว่ ม 3. ข้ันสรุป เช่ือมโยงสิ่งที่บรรยายหรือนาเสนอไปสู่แนวทางการประยุกต์ใช้ ประโยชน์ วธิ กี ารบรรยายหรอื นาเสนอ 1. มีการเตรยี มความพรอ้ ม 2. ตัง้ ใจ ไม่ประหมา่ และสงา่ งาม เปน็ ธรรมชาติ 136 สานกั งานกองทนุ หมูบ่ า้ นและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ
3. คนพดู ใช้คาพูดเหมาะสม ระดับเร่ืองสงู ต่า พดู ด้วยคาง่ายๆ ชัดคา เสียงไม่คอ่ ย หรือดังเกินไป ใช้คาหรือภาพ ส่ือ มาประกอบการพูด นาส่วนนา เน้ือหา มา สรุปในตอนท้าย 4. เพิ่มคุณค่าของการบรรยายหรือการนาเสนอ โดยการพูดในสิ่งท่ีตนเองรอบรู้ นาเสนอประเด็นสาคัญ ใช้ของจริงหรือของจาลองประกอบ ใช้ส่ือหรือ โสตทัศนปู กรณ์แบบมอื อาชพี และรักษาเวลา 2.1.2 วิธีสอนแบบสาธิต วิธีสอนแบบสาธิต หมายถึง วิธีสอนที่ผู้สอนมีหน้าท่ีในการ วางแผนการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการแสดงหรือการทาให้ดูเป็นตัวอย่าง ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้จากการสังเกต การกระทา หรือการแสดง และอาจเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มบา้ ง หลกั การสอนแบบสาธิต ท่ผี สู้ อนควรปฏิบตั ิ 1. เตรยี มบทเรียน และซ้อมการสาธติ มาเป็นอยา่ งดกี ่อนสาธิตใหผ้ ู้เรยี นดู 2. มีจุดประสงค์ที่แน่นอนสาหรับการสาธิตทุกคร้ัง และพยายามให้บรรลุ จดุ ประสงค์ 3. แสดงการสาธติ ให้ผ้เู รียนเห็นอยา่ งท่วั ถึงกนั ทัง้ ชัน้ 4. อาจใชเ้ ครือ่ งมือทเ่ี หมาะสม ถูกตอ้ งกับวชิ านัน้ ๆ 5. ตอ้ งสาธิตเกี่ยวกบั บทเรียน ข้ันการสาธติ 1. กาหนดจุดมงุ่ หมายของการสาธิตให้ชดั เจน 2. เตรยี มอุปกรณ์การสาธติ 3. เตรยี มกระบวนการสาธติ เชน่ เวลา ขนั้ ตอน การดาเนนิ การ การจบ 4. ทดลองสาธติ พรอ้ มใหค้ มู่ ือสังเกตการสาธิตกบั ผ้เู รยี น 4.1 ขั้นนา ช้ปี ัญหาและเสนอประโยชนข์ องสิ่งท่ีจะสอนพร้อมอธบิ ายหลักการ 4.2 ขั้นการสอน ประกอบด้วยการแสดงตามข้ันตอน และให้ผู้เรียนสังเกต และบนั ทกึ สงิ่ ท่ีเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ซักถามและขอ้ สงสัย 4.3 ขัน้ สรปุ สรุปหลักการสาคัญและแนวทางการประยกุ ต์ใช้ 4.4 ขั้นประยุกต์ ภายหลังผู้สอนสาธิตแล้ว ผู้เรียนควรได้สาธิตซ้าฝึกหัดจน ชานาญ และทาเป็น ธรรมชาติ 5. ประเมนิ ผลการสาธิต 2.2 ท่ีวิธีสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child - centered Method) ได้แก่วิธสอนที ให้นักเรียนไดม้ ีโอกาสเป็นผู้ค้นควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเอง เป็นผู้วางแผนบทเรียน ดาเนินการค้นควา้ หา ความรู้ ผู้สอนเป็นเพยี งผแู้ นะแนวไปส่กู ารค้นควา้ แนะนาสอื่ การเรียนการสอนจนผเู้ รยี นไดค้ วามรดู้ ้วย ตนเอง หลักสูตรการบริหารจัดการ การเรยี นรู้ สถาบนั การเรยี นรู้กองทุนหมบู่ า้ นและชุมชน 137
2.3 การเรียนการสอนแบบบูรณาการ (Integrated Learning) หมายถึง แนวคิดและ แนวทางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการศึกษากับการดาเนินชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้าน จุดมุ่งหมาย เน้ือหาการจัดกิจกรรม ตลอดจนการวัดผลประเมินผลโดยมีเป้าหมายสาคัญสูงสุด เพ่ือ การแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเนื้อหาวิชาท่ีจัดต้องให้สัมพันธ์กับประสบการณ์และวิถีชีวิตจริง ของผู้เรยี นเพื่อใหค้ วามรนู้ นั้ ๆ ไปใชป้ ระโยชน์ในสถานการณจ์ ริงได้ การเรียนรแู้ บบบูรณาการ เน้นการ ส่งเสริมให้ผู้เรียนทากิจกรรมร่วมกัน มีการใช้ประสบการณ์ตรงมาแก้ปัญหาการเรียนรู้ มีการสร้าง สถานการณ์ที่เร้าความสนใจ และผู้เรียนจะหาทางสนองความสนใจของตนเองจากความคิดลงมือ ปฏิบัตเิ ป็นการสรา้ งประสบการณ์ใหม่ 2.4 การเรียนรู้จากสภาพจริง (Authentic Learning) การเรียนการสอนจะเน้นที่การ ปฏิบัติจริง การร่วมมือกันทางาน การคิดอย่างมีจารณญาณ การแก้ปัญหา การฝึกทักษะต่างๆ ที่เป็น การสรา้ งทกั ษะชีวติ ใหก้ บั ตนเอง บทบาทของผูส้ อน 1. ใชย้ ทุ ธศาสตร์การสอนอย่างหลากหลาย 2. วางแผนการสอนและพฒั นาการเรยี นการสอน 3. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การกาหนดแนวทางการวัดผลและประเมินผล สภาพท่ีปฏบิ ัติจรงิ 4. จัดการเรียนรู้ท่ีเน้นสภาพปัญหา สอดคล้องกับความเป็นจริงในชีวิตประจาวัน ใชข้ ้อมลู ในการสงั เคราะห์ อธิบาย สรปุ เพื่อแก้ไขปัญหาที่สะทอ้ นถึงชวี ิตจริง 5. ประเมินผลผู้เรียนท่ีการปฏิบัติเป็นสาคัญ เน้นพัฒนาการที่ปรากฏให้เห็น ดูคุณลักษณะและความสามารถของผู้เรียนโดยภาพรวม เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึก จากผ้เู ก่ียวขอ้ ง การใชข้ อ้ สอบเนน้ การปฏบิ ตั จิ รงิ (Authentic Test) 2.5 วธิ สี อนแบบอภิปราย หลักการสอนแบบอภปิ ราย (Discussion) คือ การสอนทม่ี ลี ักษณะ ดงั นี้ 1. ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเก่ียวกับสิ่งท่ีเรียน ความคิดเห็นท่ีเสนออาจได้จาก ประสบการณ์ การศกึ ษาค้นคว้า การพิจารณาไตรต่ รอง การวเิ คราะห์ 2. ก า ร เ ส น อ ค ว า ม คิ ด เ ห็ น จ ะ ไ ม่ อ ยู่ ใ น รู ป ก า ร ส รุ ป ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น สั้ น ว่ า ถูก – ผิด สาคัญ – ไม่สาคัญ แตเ่ ปน็ ความคิดทีเ่ ปน็ คาชแี้ จง โดยหลักเหตุผล มหี ลกั ฐานสนบั สนุน 3. ผูส้ อนและผู้เรยี นเตรยี มการอภิปราย 4. ค้นควา้ หาความรู้ 5. เตรียมสถานที่ 6. ผ้อู ภปิ รายแสดงความคดิ เห็น 7. อภปิ รายตรงประเด็น สภุ าพ 138 สานักงานกองทนุ หมบู่ า้ นและชมุ ชนเมืองแหง่ ชาติ
2.6 วิธีสอนจากแหล่งเรียนรู้ เป็นการเรียนจากแหล่งความรู้ที่นอกเหนือชั้นเรียนจากบุคคล สถานท่ี สิ่งแวดล้อม เปน็ วธิ เี รยี นรทู้ ่ีผเู้ รยี นได้รบั ประสบการณ์ตรง เปน็ การใชแ้ หลง่ การเรียนรู้ในชุมชน ข้นั ตอนสาคัญคือ 2.6.1 ข้ันเตรยี ม เตรียมสถานท่ี (ทง้ั สถานท่ี วิทยากร หรือเจ้าของพน้ื ท)่ี 2.6.2 เตรียมผเู้ รียน จุดประสงค์ หัวข้อการศกึ ษาเรียนรู้ การเดินทาง 2.6.3 การดาเนินการศึกษาแหล่งเรียนรู้ ดาเนินการตามแผนเป็นข้ันตอน ต้ังแต่การทา ความเข้าใจเบ้ืองต้นของแหล่งเรียนรู้ การจัดกลุ่ม การเรียนรู้จุดต่างๆ ตามหัวข้อกาหนดการบันทึก ข้อมูลกาเรียนรู้ 2.6.4 ข้ันสรุปและประเมินผล ให้ความรู้อะไร แรงบันดาลใจที่ได้รับ รวมถึงปัญหา อปุ สรรคการเรียนรู้ (ถา้ ม)ี 2.7 วิธีสอนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning : PL) โดยเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจเลือกบทเรียนที่ต้องการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่ม หรือศึกษาด้วยตนเอง ผู้เรียนจะร่วมกันจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกข้ันตอน ฝึกปฏบิ ัตกิ ารวางแผนการทา กิจกรรม การเรียนรู้ร่วมกัน และทารายงานผลการเรียนรู้ การเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้เม่ือผู้เรียนได้มีส่วน ร่วมในกิจกรรมตั้งแต่เร่ิมต้น เพราะเป็นการให้ผู้เรียนค้นพบตนเอง เข้าใจความต้องการและทราบถึง ระดบั ความสามารถของตนเอง ซึ่งจะเปน็ สว่ นกระต้นุ ใหเ้ กิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรมู้ ากขึ้น องคป์ ระกอบของ การเรยี นรู้แบบมสี ่วนรว่ ม (Participatory Learning : PL) 1. ประสบการณ์ E1 (EXPERIENCE) 2. สะทอ้ นความคดิ / อภปิ ราย R&D (REFLECTION / DISCUSSION) 3. ความคดิ รวบยอด C (CONCEPT) 4. ทดลอง/ ประยกุ ต์แนวคดิ E2 (EXPERIMENTATION/ APPLICATION) การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ถือได้ว่าเป็นกระบวนการสอนสาหรับสถาบันการเรียนรู้ กองทนุ หมู่บา้ นและชมุ เมอื ง ท่ีผู้สอนสามารถปรบั ใชไ้ ดโ้ ดยมี 6 ขั้นตอนสาคัญ ดังนี้ 1. ขั้นเกร่นิ นา ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรยี น เพอ่ื เตรียมความพรอ้ มของผู้เรยี น เชน่ - ร้องเพลง เลน่ เกม หรอื ชมวดี ิทัศน์ เพอ่ื นาเข้าสูบ่ ทเรียน - บอกเรอ่ื งที่จะเรยี น แบ่งกลุ่ม อธบิ ายขน้ั ตอนการทากิจกรรม - ระดมความคิดของผเู้ รียนวา่ อยากรู้เนื้อหาเร่อื งอะไร แล้วเขียนเป็นแผนผงั ความคดิ (Mind Mapping) เพ่อื ใชว้ างแผนการเรียน 2. ขั้นประสบการณ์ ข้ันทากิจกรรม ผู้สอนให้ผู้เรียนทากิจกรรมต่างๆ เพ่ือให้มี ประสบการณต์ รงเกี่ยวกับเรอื่ งทเี่ รยี น และจัดทาเปน็ ชนิ้ งานผลงานการเรยี นเช่น - โครงงานท่สี นใจ - ทดลองปฏบิ ัติ แลว้ สงั เกตผลที่เกิดข้ึน และจดบนั ทึก - ศึกษานอกช้ันเรยี น เพ่ือสารวจและเกบ็ รวบรวมข้อมลู แล้วจดบันทกึ หลกั สูตรการบริหารจดั การ การเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชน 139
- ศึกษากรณีตัวอย่าง เช่น ฟังเร่ืองเล่า ฟังข่าว ดูโทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ แล้วอภิปราย แสดงความคิดเหน็ และจดบันทึก 3. ข้ันสะท้อนความคิด ขั้นสร้างความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้เองจากประสบการณ์ ในการทากจิ กรรม เชน่ - คิดคนเดยี ว แล้วรายงานผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรม - จบั คแู่ ลกเปลยี่ นความคิดเห็นกัน หลังจากทากิจกรรม - รวมกลุม่ อภิปรายกล่มุ ว่า ไดค้ วามร้หู รอื ขอ้ คดิ อะไรบา้ งจากการทากิจกรรมน้ัน - จดบันทึกความรูท้ ีไ่ ด้ เพอื่ จัดทาชิ้นงานผลการเรียน 4. ข้ันทฤษฎี ขั้นสรุปความรู้เป็นความคิดรวบยอด เพ่ือให้ผู้เรียนสรุปความรู้ของเร่ืองที่ เรียนเป็นความคดิ รวบยอด (Concept) หรอื หลักการท่ีง่ายตอ่ การจา เพื่อนาไปใช้ เชน่ - ผู้ให้ผูเ้ รยี นสรุปความรู้ท่ีไดจ้ ากการทากจิ กรรม เชน่ สรุปผลการทดลอง - ผู้เรยี นนาเสนอผลงานทีเ่ กิดจากการทากจิ กรรม - ผู้สอนเชอื่ มโยงส่งิ ท่ผี เู้ รยี นสะทอ้ นความคดิ กับทฤษฎี (ความรู้) ในบทเรียน 5. ขั้นนาไปใช้ ข้ันนาความรู้ไปใช้แก้ปัญหา เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถแปลงความรู้สู่การ ปฏิบตั ิ นาไปใชใ้ นชวี ติ จริง เช่น - ผเู้ รียนอภิปรายวา่ จะนาความรูไ้ ปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้อยา่ งไร - ให้ผู้เรียนทดลองทากิจกรรม โดยใช้ความรู้ท่ีเรียนมา เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์ จริง หรอื สถานการณจ์ าลอง - ใหผ้ ู้เรียนทาแบบฝกึ หัดเสรมิ ทักษะ เพื่อเพม่ิ ความชานาญ - ผู้เรียนจดบนั ทึกผลการนาความรไู้ ปใช้ เพ่ือจดั ทาชน้ิ งานผลการเรยี น 6. ขัน้ สรุป ขนั้ สรุปผลการเรยี นรู้ เพอ่ื ให้ผสู้ อนและผเู้ รียนรว่ มกันสรปุ กิจกรรมการเรียนรู้ หรอื สรุปบทเรียน หรอื ซักถามขอ้ สงสยั อีก ครนู าเสนอความรู้ (ทฤษฎี) ทเ่ี กีย่ วกบั เร่อื งที่เรียนหรือเฉลย คาตอบท่ีถกู ต้องครัง้ หนงึ่ ก่อนจบบทเรียนน้ัน และประเมินผลการเรยี นรรู้ ่วมกนั เช่น - ผ้สู อนและผ้เู รยี นรว่ มกันสรุปบทเรียนอีกครงั้ หนึง่ - ผู้เรียนสรปุ บทเรยี นเป็นแผนผงั ความคิด (Mind Mapping) - ผู้สอนและผเู้ รียนร่วมกันประเมินชนิ้ งานผลการเรียน อย่างไรก็ตามภายหลังการสอนของผู้สอนควรจะได้มีการประเมินผลการสอนเพื่อนาผล การประเมินมาปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งข้ึน ดังตัวอย่างรายการวัดและ ประเมนิ ต่อไปน้ี 140 สานกั งานกองทนุ หมูบ่ ้านและชมุ ชนเมืองแห่งชาติ
ตัวอย่างแบบประเมนิ ผลการสอน แผนการเรียนวิชา.................................หนว่ ยการเรียนรู้ท.ี่ .........เรอื่ ง………................................................................…… ด้านที่ พฤตกิ รรมการสอน ระดับคุณภาพ ขอ้ สังเกต 54321 1 การนาเขา้ สบู่ ทเรียน 2 การดาเนินการสอน 3 การยกตัวอย่าง 4 การอธบิ ายและเล่าเรอื่ ง 5 การใช้คาถาม 6 การใช้สอ่ื การสอน 7 การแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ 8 การเสริมสรา้ งบรรยากาศการเรยี น 9 การเสริมความสนใจและเสรมิ กาลังใจผเู้ รยี น 10 การสรปุ บทเรยี นและการประเมินผล ความหมายการวัดผลและประเมินผล 1. ความหมายของการวัดผล การทดสอบ และการประเมินผล การวัดผล (Measurement) หมายถึง กระบวนการหาปริมาณ หรือจานวนของส่ิงต่างๆ โดยใช้เครื่องมืออย่างใด อย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรอื สญั ลกั ษณ์เช่น นายแดงสูง 180 ซม. (เครือ่ งมอื คอื ทวี่ ัดส่วนสูง) วัตถชุ ิ้นนี้หนัก 2 ก.ก (เครอ่ื งมือ คอื เครอ่ื งช่ัง) การทดสอบการศกึ ษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทาอย่างมีระบบเพ่ือใช้ใน การเปรียบเทยี บความสามารถของบุคคล โดยใชข้ ้อสอบหรือคาถามไปกระตุ้นใหส้ มองแสดงพฤตกิ รรม อยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ออกมา การประเมนิ ผล (Evaluation) หมายถึง การตดั สิน หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ท่ีได้จากการวดั ผล เช่น ผลจากการวัดความสูงของนายแดงได้ 180 ซม. ก็อาจประเมินว่าเป็นคนท่ีสูงมาก ผลจากการช่งั น้าหนกั ของวัตถุชนิ้ หนงึ่ ได้ 2 ก.ก กอ็ าจจะประเมนิ วา่ หนัก - เบา หรอื เอา- ไม่เอา ความสมั พันธ์ของการวดั ผลประเมนิ ผลในการจดั การเรยี นรู้ จดุ ประสงค์การเรยี น พ้นื ฐานผูเ้ รยี น กระบวนการเรียนรู้ วดั ผลประเมินผล ผลยอ้ นกลับ ประเมนิ ผลกอ่ นเรียน ประเมินผลระหว่างเรียน ประเมินผลหลังเรยี น หลักสตู รการบรหิ ารจดั การ การเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้กองทนุ หม่บู า้ นและชมุ ชน 141
บลูม (Bloom) และคณะ ไดแ้ บง่ พฤตกิ รรมที่จะวัดออกเปน็ 3 ลักษณะ 1. วัดพฤตกิ รรมดา้ นพุทธิพสิ ัย ได้แก่ การวดั เกย่ี วกับ ความรู้ ความคดิ (วัดด้านสมอง) 2. วัดพฤตกิ รรมด้านจิตพสิ ัย ได้แก่ การวัดเกย่ี วกับความรูส้ กึ นกึ คดิ (วดั ด้านจิตใจ) 3. วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัส ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (วัดด้านการปฏิบัติ) พฤติกรรมท่ีจะวัด (จุดประสงค์การเรียน) วิธีการวัดและ เครอื่ งมอื วดั แสดงไดด้ ังตารางข้างล่าง จุดประสงค์การเรียน(พฤตกิ รรม) วธิ ีการวดั ผลและเครอื่ งมอื วดั ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรยี น(พฤติกรรม) วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมือวดั 1.ความรู้ การเขยี นตอบ การสมั ภาษณ์ แบบวดั /แบบทดสอบ แบบสมั ภาษณ์ 2.เจตคติ การสงั เกต การสมั ภาษณ์ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ 3.ทักษะ การปฏบิ ตั ิ แบบทดสอบ ตารางประมาณค่า จดุ มุง่ หมาย หลักการและข้นั ตอนการวดั ผล 1. จดุ มงุ่ หมายของการวดั ผลการศกึ ษา 1.1 วดั ผลเพอ่ื และพฒั นาสมรรถภาพของผู้เรยี น1.2.วัดผลเพอื่ วินจิ ฉยั หมายถงึ วัดผลเพอ่ื คน้ หาจดุ บกพรอ่ งของผูเ้ รยี นทมี่ ปี ัญหาว่า ยงั ไมเ่ กิดการเรียนรู้ตรงจดุ ใด เพอื่ หาทางชว่ ยเหลือ 1.3. วัดผลเพ่ือจัดอันดับหรือจัดตาแหน่ง หมายถึง การวัดผลเพื่อจัดอันดับความสามารถ ของผู้เรียนในกลมุ่ เดยี วกนั ว่าใครเก่งกว่า ใครควรไดอ้ นั ท่ี 1 2 3 1.4.วัดผลเพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของนักเรียน หมายถึง เช่น การ ทดสอบก่อนเรียน และหลงั เรยี นแลว้ นาผลมาเปรยี บเทยี บกัน 1.5.วดั ผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวดั เพื่อนาผลท่ีได้ไปคาดคะเนหรือทานายเหตกุ ารณ์ ในอนาคต 1.6 วัดผลเพ่ือประเมินผล หมายถึง การวัดเพื่อนาผลที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของ การจัดการศกึ ษาวา่ มปี ระสิทธภิ าพสูงหรอื ตา่ ควรปรบั ปรุงแกไ้ ขอย่างไร 2. หลกั การวดั ทางการศึกษา การวดั ทางการศกึ ษา มีหลักการเบ้อื งต้น ดงั นี้ 2.1 ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ ระบุไวใ้ นจุดมุ่งหมายการสอนมากน้อยเพียงใด 2.2 เลือกใช้เคร่ืองมือวัดที่ดแี ละเหมาะสม การวัดผลผู้สอนต้องพยายามเลือกใช้เครื่องมือ วัดทีม่ ีคุณภาพใช้เครื่องมอื วดั หลายๆ อย่าง เพอื่ ช่วยให้การวดั ถูกต้องสมบรู ณ์ 142 สานักงานกองทนุ หมู่บา้ นและชมุ ชนเมอื งแห่งชาติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271