Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนาฯ

รายงานการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนาฯ

Published by ศน.ซัครียา หมาดบากา, 2022-08-15 02:12:30

Description: รายงานการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนาฯ

Search

Read the Text Version

41 1. การจดั การเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั เป็นการจดั การเรียนรู้ที่ยึดหลกั การ ว่าผเู้ รียน ทุกคนสามารถเรียนรู้ไดโ้ ดยการจดั วิธีการเรียนรู้ให้เหมาะสมกบั ความสามารถของผเู้ รียน แต่ละคน ให้สามารถพัฒนาตนเองได้ การจัดการเรียนรู้ควรเป็ นส่ิงที่มีความหมายต่อผู้เรียน ใหผ้ เู้ รียนมีความสุขในการเรียนรู้ ไดล้ งมือศึกษาคน้ ควา้ คดิ แกป้ ัญหาและปฏิบตั ิงานเพื่อสร้างความรู้ ไดด้ ว้ ยตนเอง โดยมีครูผสู้ อนเป็นผสู้ ่งเสริมสนบั สนุนจดั สถานการณ์ใหเ้ อ้ือต่อการเรียนรู้ 2. การจัดการเรียนรู้ที่คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็ นการให้ ความสาคญั ของความแตกต่างระหว่างผูเ้ รียนเพ่ือวางรากฐานชีวิตให้เจริญงอกงามอย่างสมบูรณ์ มีพฒั นาการสมวยั อย่างสมดุล ท้งั ดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจดั การเรียนรู้ ตอ้ งส่งเสริมให้ผูเ้ รียนไดค้ ้นพบและแสดงออกถึงศกั ยภาพของตนเอง ครูผูส้ อนจึงควรมีข้อมูล ผูเ้ รียนเป็ นรายบุคคลสาหรับใช้ในการวางแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้และนาไปพฒั นาผูเ้ รียน ใหเ้ หมาะสมกบั ความแตกต่างของผเู้ รียน 3. การจดั การเรียนรู้ท่ีสอดคลอ้ งกบั พฒั นาการทางสมอง เป็นการจดั กิจกรรม การเรี ยนรู้ ท่ีมุ่งเน้นให้ผู้เรี ยนได้รับการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับการทา งานของสมอง การเชื่อมโยงวงจรสมอง พัฒนาการทางอารมณ์ ซ่ึงจะส่งผลให้ผูเ้ รียนมีจินตนาการ ความคิด สร้างสรรค์ ทางานและอย่รู ่วมกบั ผูอ้ ื่นอยา่ งมีความสุข โดยใชป้ ระสบการณ์ตรงดา้ นร่างกายที่เป็ น รูปธรรม ขอ้ เท็จจริงและทกั ษะดา้ นต่าง ๆ ที่ปรากฏในชีวิตจริงตามธรรมชาติเป็นเคร่ืองมือในการ จดั การเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกบั พฒั นาการทางสมอง 4. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นด้านคุณธรรม จริยธรรม เป็ นการจัดการเรียนรู้ ที่บูรณาการ คุณธรรมจริยธรรม ไดร้ ับรู้ เกิดการยอมรับ เห็นคุณค่าและพฒั นาอยา่ งต่อเน่ืองจนเป็ น ลักษณะนิสัยที่ดี สรุปหลักการในการจัดการเรียนรู้เพ่ือให้ผูเ้ รียนมีความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาคญั และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคต์ ามที่กาหนดไวใ้ นหลกั สูตร แกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 โดยยดึ หลกั ว่าผูเ้ รียนมีความสาคญั ที่สุด และเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ โดยยึดประโยชน์ท่ีเกิดข้ึนกบั ผูเ้ รียน ในกระบวนการ จดั การเรียนรู้ตอ้ งส่งเสริมให้ผเู้ รียนสามารถพฒั นาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ คานึงถึงความแตกต่าง ระหวา่ งบคุ คลและพฒั นาการทางสมอง เนน้ ใหค้ วามสาคญั ท้งั ความรู้และคณุ ธรรมจริยธรรม สรุปไดว้ า่ หลกั การจดั การเรียนรู้ตอ้ งยดึ ใหเ้ กิดประโยชน์กบั ผเู้ รียนใหม้ ากท่ีสุด ใหผ้ เู้ รียนสามารถพฒั นาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพและเป็นไปตามธรรมชาติ 2.1.3 ความสาคญั ในการจดั การเรียนรู้ ยุพิน ศิริพละ (2537 : 4-5 อา้ งถึงใน ประกาศิต อานุภาพแสนยากร, 2555 : 2-3) ไดร้ ะบุถึง ความสาคญั ในการจดั การเรียนรู้ว่าเป็ นกระบวนการพฒั นาผูเ้ รียนที่สอดคลอ้ งกบั ความ

42 สนใจของผเู้ รียน เพ่ือพฒั นาผเู้ รียนท้งั ทางดา้ นร่างกาย อารมณ์และสังคม การจดั การเรียนรู้และการ เรียนรู้มีความสมั พนั ธ์กนั การจดั การเรียนรู้มีความสาคญั ดงั น้ี 1. การจัดการเรี ยนรู้ช่วยให้ผู้เรี ยนเปล่ียนแปลงพฤติกรรมได้เร็ วข้ึน จุดมุ่งหมายของการจดั การเรียนรู้มุ่งเนน้ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมในตวั ผเู้ รียน 3 ประการ คือ ความรู้ ทกั ษะ และ เจตคติ ดังน้ัน ในการสอนของผูส้ อนที่มีการวางแผนไวอ้ ย่างมีเป้าหมาย ยอ่ มจะช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2. การจดั การเรียนรู้ช่วยให้จุดมุ่งหมายการจดั การศึกษาบรรลุผล จุดมุ่งหมาย ของการจดั การศึกษาตอ้ งการใหผ้ เู้ รียนเป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข ดงั น้นั ในการสอนจึงตอ้ งใช้ วิธีการสอนหลายรูปแบบผสมผสานกนั ใช้เทคนิคการสอนและใช้จิตวิทยาเพ่ือช่วยให้การเรียน การสอนบรรลุ จุดมงุ่ หมายของการจดั การศึกษา 3. การจดั การเรียนรู้ช่วยพฒั นาหลกั สูตร การจดั การเรียนรู้เป็ นข้นั ตอนสาคญั ข้นั หน่ึงของกระบวนการพฒั นาหลกั สูตร คือ ในข้นั การนาไปใช้ ดงั น้นั การเปลี่ยนแปลงหลกั สูตร และการจดั การเรียนรู้ท่ีสาคญั ที่สุด คอื การเปล่ียนแปลงตวั ผสู้ อนจากเป็นผสู้ อนมาเป็นผูช้ ้ีนาผูเ้ รียน ให้เป็ นคนดีเขา้ ถึงองค์ความรู้ มีความสามารถในการคิดนาความรู้มาแก้ปัญหา เม่ือพฤติกรรม การสอนของผูส้ อนและพฤติกรรมการเรียนของผูเ้ รียนเปลี่ยนก็นบั ได้ว่าการเรียนการสอนไดช้ ่วย พฒั นาหลกั สูตร 4. การจัดการเรียนรู้เป็ นการสร้างแบบอย่างให้กับผูเ้ รียนในการคิดการทา ผูส้ อนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผูเ้ รียนเป็ นอย่างมากท้งั ด้านวาจา ความคิด บุคลิกภาพและ ความประพฤติ การกระทาของผูส้ อนจะอยู่ในสายตาผูเ้ รียนตลอดเวลา ผูเ้ รียนจะเลียนแบบผูส้ อน โดยไม่รู้สึกตวั ดงั น้นั ผสู้ อนจึงตอ้ งพฒั นาตนเองอยู่เสมอเพ่ือใหล้ ูกศิษยซ์ ึมซบั ส่ิงท่ีดีจากตวั ผูส้ อน เช่น การตรงต่อเวลา การพดู จาชดั เจน การแสดงความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา สุภาพเรียบร้อย เป็นตน้ 5. การจัดการเรียนรู้เป็ นการเสริมสร้างความรู้ ผู้สอนเป็ นผูช้ ้ีนาหรือแนะ แนวทางใหผ้ เู้ รียนไดค้ น้ ควา้ หาความรู้โดยการสังเกต สารวจ ทดลอง วิเคราะหจ์ นพบคาตอบ ซ่ึงเป็น วธิ ีการใหผ้ เู้ รียนสร้างความรู้ดว้ ยตนเอง 6. การจดั การเรียนรู้พฒั นาความเป็ นมนุษยท์ ุกดา้ น พระราชบญั ญตั ิการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2542 ไดเ้ นน้ ให้การจดั การเรียนรู้ตอ้ งพฒั นาคุณภาพมนุษยท์ ุกดา้ น ไม่ว่าจะเป็นดา้ น ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม วฒั นธรรม ค่านิยม การประพฤติปฏิบัติ ฯลฯ เพื่อพฒั นาบุคคลใหเ้ ป็น “มนุษยท์ ่ีสมบูรณ์” โดยคาดหวงั ว่า คนที่มีคุณภาพน้ีจะทาใหส้ ังคมมีความ มน่ั คง สงบสุข มีความเท่าเทียมกนั เจริญกา้ วหนา้ ทนั โลกแข่งขนั กบั สงั คมอื่นในเวทีระหว่างประเทศได้ คนในสังคมมีความสุขมีงานทา รวมถึงสามารถประกอบอาชีพการงานอยา่ งมีประสิทธิภาพ

43 มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ (2557 : 8) ได้ให้ระบุความสาคัญของการ จดั การเรียนรู้ว่า เปรียบเสมือนเคร่ืองมือที่ส่งเสริมให้ผูเ้ รียนรักการเรียน ต้งั ใจเรียน และเกิดการ เรียนรู้ข้นึ การเรียนของผเู้ รียนจะไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ความสาเร็จในชีวิตหรือไม่ เพียงใดน้นั ย่อมข้ึนอย่กู บั การจดั การเรียนรู้ที่ดีของผูส้ อน หรือผูเ้ รียนดว้ ยเช่นกนั หากผสู้ อนรู้จกั เลือกใชว้ ิธีการ จดั การเรียนรู้ท่ีดีและเหมาะสมแลว้ ยอ่ มจะมีผลดีต่อการเรียนของผเู้ รียนดงั น้ีคือ 1. มีความรู้และความเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ า หรือกิจกรรมท่ีเรียนรู้ 2. เกิดทกั ษะหรือมีความชานาญในเน้ือหาวิชา หรือกิจกรรมท่ีเรียนรู้ 3. เกิดทศั นคติที่ดีต่อสิ่งท่ีเรียน 4. สามารถนาความรู้ท่ีไดไ้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจ าวนั ได้ 5. สามารถนาความรู้ไปศึกษาหาความรู้เพม่ิ เติมตอ่ ไปอีกได้ สรุปได้ว่า การที่ผูส้ อนจะส่งเสริมให้ผูเ้ รียนมีความเจริญงอกงามในทุก ๆ ด้าน ท้งั ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาน้ัน การส่งเสริมที่ดีท่ีสุดก็คือการให้การศึกษา ซ่ึงจากที่กล่าวมาจะเห็นไดว้ ่า การจดั การเรียนรู้เป็นสิ่งสาคญั ในการใหก้ ารศึกษาแก่ผเู้ รียนเป็นอยา่ งมาก 2.1.4 รูปแบบการจดั การเรียนรู้ มีนักวิชาการทางการศึกษาไดใ้ ห้ความหมายของรูปแบบการสอนหรือรูปแบบ การจดั การเรียนรู้ หรือรูปแบบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ไวด้ งั น้ี ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต (2554 : 2-13) ไดใ้ หค้ วามหมายของรูปแบบการสอน/ รูปแบบการเรียนการสอน คือ แบบแผนการดาเนินการสอนที่ไดร้ ับการจดั เป็ นระบบอยา่ งสัมพนั ธ์ สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎี/หลกั การเรียนรู้หรือการสอนที่รูปแบบน้นั ยดึ ถือ และไดร้ ับการพิสูจน์ ทดสอบ ว่ามีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายเฉพาะของรูปแบบน้ัน ๆ โดยทวั่ ไปแบบแผนการดาเนินการสอนดงั กล่าว มกั ประกอบด้วย ทฤษฎี/หลกั การที่รูปแบบน้นั ยดึ ถือและกระบวนการสอนที่มีลกั ษณะเฉพาะอนั จะนาผูเ้ รียนไปสู่จุดมุ่งหมายเฉพาะที่รูปแบบน้นั กาหนด ซ่ึงผสู้ อนสามารถนาไปใชเ้ ป็นแบบแผนหรือแบบอยา่ งในการจดั และดาเนินการสอนอ่ืน ๆ ท่ีมีจุดมงุ่ หมายเฉพาะเช่นเดียวกนั ได้ ทิศนา แขมมณี (2555 : 221) ไดใ้ ห้คานิยามของรูปแบบการเรียนการสอน คือ สภาพของลักษณะของการเรียนการสอนท่ีครอบคลุมองค์ประกอบสาคัญซ่ึงได้รับการจดั ไว้ อยา่ งเป็นระเบียบตามหลกั ปรัชญา ทฤษฎี หลกั การ แนวคิดหรือความเช่ือต่าง ๆ โดยประกอบดว้ ย กระบวนการหรือข้นั ตอนสาคญั ในการเรียนการสอน รวมท้งั วิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ ท่ีสามารถช่วยให้สภาพการเรียนการสอนน้ันเป็ นไปตามทฤษฎี หลกั การหรือแนวคิดท่ียึดถือ

44 รูปแบบจะตอ้ งไดร้ ับการพิสูจน์ ทดสอบหรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสามารถใชเ้ ป็ นแบบแผน ในการเรียนการสอนใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะของรูปแบบน้นั ๆ ประกาศิต อานุภาพแสนยากร (2555 : 108) ไดส้ รุปวา่ รูปแบบการจดั การเรียนรู้ หมายถึง แบบแผนของการจดั การเรียนการสอนท่ีจดั ข้นึ อยา่ งเป็นระบบสัมพนั ธส์ อดคลอ้ งกบั ทฤษฎี หลกั การเรียนรู้ แนวคิด หรือความเชื่อต่าง ๆ ที่รูปแบบน้นั ยึดถือและไดร้ ับการพิสูจน์ทดสอบว่า มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายเฉพาะของรูปแบบน้ัน ๆ ซ่ึงรูปแบบการจดั การเรียนรู้มกั ประกอบดว้ ย ปรัชญา ทฤษฎี หลกั การ แนวคิดหรือความเช่ือท่ีเป็ น พ้ืนฐานหรือ เป็ นหลกั ของรูปแบบการจดั การเรียนรู้น้ัน ๆ มีจุดมุ่งหมายสาคญั เฉพาะรูปแบบน้ัน มีการบรรยายกระบวนการหรือข้นั ตอนสาคญั และอธิบายสภาพหรือลกั ษณะของการจดั การเรียน การสอนท่ีสอดคลอ้ งกบั หลกั การที่ยึดถือหรือให้ขอ้ มูลเกี่ยวกบั วิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ อนั จะช่วยใหก้ ระบวนการเรียนการสอนน้นั ๆ เกิดประสิทธิภาพสูง ซ่ึงผสู้ อนสามารถนาไปใชเ้ ป็น แบบแผนหรือแบบอย่างในการดาเนินการ เสนอที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะตามท่ีรูปแบบน้ันยึดถือได้ รูปแบบการสอนจึงเป็ นสภาพของการจดั การเรียนการสอนซ่ึงไดร้ ับการจดั ไวอ้ ย่างเป็ นระเบียบ ตามหลกั ปรัชญา ทฤษฎี หลกั การ แนวคิดหรือความเช่ือต่างๆ โดยประกอบดว้ ยกระบวนการหรือ ข้นั ตอนสาคญั ในการเรียนการสอน รวมท้งั วิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเรียน บรรลุวตั ถุประสงคต์ ามที่รูปแบบน้นั ๆ สรุปได้ว่า รูปแบบการสอน หมายถึง แผนแสดงการเรียน การสอนสาหรับ นาไปใช้สอนในห้องเรียน เพื่อให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดไวใ้ ห้มากท่ีสุด แผนดังกล่าวจะแสดงถึงลาดับความสอดคล้องกนั ภายใตห้ ลกั การของแนวคิดพ้ืนฐานเดียวกนั องคป์ ระกอบท้งั หลายไดแ้ ก่ หลกั การ จุดมุ่งหมาย เน้ือหา และทกั ษะท่ีตอ้ งการสอน ยุทธศาสตร์ การสอน วิธีการสอน กระบวนการสอน ข้นั ตอนและกิจกรรรมการสอนและการวดั และประเมินผล 2.1.5 รูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบต่าง ๆ รูปแบบการจดั การเรียนรู้หรือรูปแบบการสอนเป็นส่ิงที่ผสู้ อนควรตอ้ งศึกษาเรียนรู้ เพื่อปรับใช้ สาหรับการเรียนการสอนในสถานการณ์ต่าง ๆ เพ่ือพฒั นาผูเ้ รียนให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อใหท้ นั กบั โลกยุคโลกาภิวฒั น์ ผสู้ อนจาเป็นตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั รูปแบบการจดั การ เรียนรู้แบบต่าง ๆ สามารถนาไปใชใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้และเหมาะสมกบั ความรู้ ความสามารถของผเู้ รียนนกั วิชาการศึกษาไดจ้ ดั แบง่ รูปแบบการจดั การเรียนรู้ ไวม้ ีดงั น้ี ไสว ฟักขาว (2561 : 38) ไดย้ กตวั อย่างรูปแบบการจดั การเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริม ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ท่ีผูส้ อนควรศึกษาทาความเขา้ ใจ และนามาประยุกต์ในการจดั การเรียนรู้ ในวิชาที่รับผิดชอบ ได้แก่ รูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project - Based Learning)

45 รูปแบบ การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry - Based Learning) รูปแบบการจดั การ เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) รูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrative Learning) รูปแบบการจดั การเรียนรู้แบบสมั มนาของโสเครติส (Socratic Seminar) ทิศนา แขมมณี (2555 : 224-256) กล่าววา่ รูปแบบการเรียนการสอนท่ีเป็นสากล ซ่ึ งได้รั บการพิสู จน์ทดสอบประสิ ทธิ ภาพมาแล้วและมีผู้นิ ยมนา ไปใช้ในการเรี ยนการสอน โดยทวั่ ไปมีมากมายหลายรูปแบบ และสามารถจดั หมวดหมู่ของรูปแบบการสอนเหล่าน้ันตาม ลกั ษณะของวตั ถุประสงค์เฉพาะ หรือเจตนารมณ์ของรูปแบบ ซ่ึงสามารถจดั กลุ่มไดเ้ ป็ น 5 หมวด และแตล่ ะรูปแบบมีรายละเอียดประกอบ ดงั น้ี 1) รูปแบบการเรียนการสอนท่ีเน้นการพฒั นาด้านพุทธิพิสัย (cognitive domain) รูปแบบการเรียนการสอนหมวดน้ี เป็นรูปแบบการเรียนการสอนท่ีม่งุ ช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดความรู้ความ เขา้ ใจในสาระต่าง ๆ ซ่ึงเน้ือหาสาระน้นั อาจอยใู่ นรูปของขอ้ มูล ขอ้ เท็จจริง มโนทศั น์ หรือความคิด รวบยอด รูปแบบท่ีคดั เลือกมานาเสนอมี 5 รูปแบบดงั น้ี (1) รูปแบบการเรียนการสอนมโนทศั น์ (2) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดกานเย่ (3) รูปแบบการเรียนการสอนโดยการนาเสนอมโนทศั น์กวา้ งลว่ งหนา้ (4) รูปแบบการเรียนการสอนเนน้ ความจา (5) รูปแบบการเรียนการสอนโดยใชผ้ งั กราฟิ ก 2) รูปแบบการเรียนการสอนท่ีเน้นการพฒั นาด้านจิตพิสัย (Affective Domain) รูปแบบการเรียนการสอนหมวดน้ี เป็ นรูปแบบที่มุ่งช่วยพฒั นาผูเ้ รียนให้เกิดความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่พึงประสงค์ ซ่ึงเป็ นเร่ืองยากแก่การพฒั นาหรือปลูกฝัง การจดั การเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนท่ีเพียงช่วยใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจ มกั ไม่เพียงพอต่อการ ช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดเจตคติท่ีดีได้ จ าเป็ นต้องอาศัยหลักการหรือวิธีการอื่น ๆ เพิ่มเติม รูปแบบ ที่คดั เลือกมาน าเสนอมี 3 รูปแบบดงั น้ี (1) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคดิ การพฒั นาดา้ นจิตพิสยั ของบลมู (2) รูปแบบการเรียนการสอนโดยการซกั คา้ น (3) รูปแบบการเรียนการสอนโดยใชบ้ ทบาทสมมติ 3) รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัย (Psycho-motor Domain) รูปแบบการเรียนการสอนหมวดน้ี เป็ นรูปแบบท่ีมุ่งช่วยพฒั นาความสามารถของผูเ้ รียน ในดา้ นการปฏิบตั ิ การกระทาหรือการแสดงออกต่าง ๆ ซ่ึงจาเป็นตอ้ งใชห้ ลกั การ วิธีการ ท่ีแตกต่าง

46 ไปจากการพฒั นาทางดา้ น จิตพิสัยหรือพุทธิพิสัย รูปแบบท่ีสามารถช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการพฒั นา ดา้ นน้ีท่ีสาคญั ๆ มี 3 รูปแบบดงั น้ี (1) รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพฒั นาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน (Simson) (2) รูปแบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏิบตั ิของแฮร์โรว์ (Harrow) (3) รูปแบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏิบตั ิของเดวสี ์ (Davies) 4) รูปแบบการเรียนการสอนท่ีเนน้ การพฒั นาทกั ษะกระบวนการ (Process Skills) ทกั ษะ กระบวนการเป็นทกั ษะที่เก่ียวกบั วธิ ีดาเนินการตา่ ง ๆ ซ่ึงอาจเป็นกระบวนการทางสติปัญญา เช่น กระบวนการสืบสอบแสวงหาความรู้หรือกระบวนการคิดต่าง ๆ อาทิ การคิดวิเคราะห์ การอุปนยั การนิรนยั การใชเ้ หตุผล การสืบสอบ การคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ และการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ เป็ นตน้ หรืออาจเป็ นกระบวนการทางสังคม เช่น กระบวนการทางานร่วมกัน เป็ นตน้ รูปแบบ ท่ีนาเสนอมี4 รูปแบบ คือ (1) รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบ และแสวงหาความรู้เป็นกลุม่ (2) รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอปุ นยั (3) รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ (4) รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแกป้ ัญหาอนาคตตามแนวคิดของ ทอร์แรนซ์ 5) รูปแบบการเรียนการสอนที่เนน้ การบูรณาการ (Integration) รูปแบบการเรียนการสอน ในหมวดน้ี เป็ นรูปแบบที่พยายามพฒั นาการเรียนรู้ ด้านต่าง ๆ ของผูเ้ รียนไปพร้อม ๆ กนั โดยใช้การบูรณาการ ท้งั ทางดา้ นเน้ือหาสาระและวิธีการ รูปแบบในลกั ษณะน้ีไดร้ ับความนิยมมากเพราะมีความสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีทางการศึกษาที่มุ่งเนน้ การพฒั นารอบดา้ น หรือการพฒั นาเป็นองคร์ วม รูปแบบในลกั ษณะดงั กลา่ ว ท่ีนาเสนอมี 4 รูปแบบ ใหญ่ ๆ คือ (1) รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง (2) รูปแบบการเรียนการสอนโดยการสร้างเร่ือง (3) รูปแบบการเรียนการสอนตามวฏั จกั รการเรียนรู้ 4 MAT (4) รูปแบบการเรียนการสอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไดแ้ ก่ รูปแบบจิ๊กซอร์ (JIGSAW) รูปแบบเอส. ที. เอ. ดี. (STAD) รูปแบบ ที. เอ. ไอ. (TAI) รูปแบบ ที. จี. ที. (TGT) รูปแบบ แอล. ที. (LT) รูปแบบ จี. ไอ. (GI) รูปแบบ ซี. ไอ. อาร์. ซี. (CIRC) รูปแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Instruction)

47 Joyce and Weil (1988 : 16-22 อา้ งถึงใน ประภาพรรณ เอ่ียมสุภาษิต 2554 : 2-25) จดั กลุ่ม รูปแบบการสอนออกเป็ น 4 กลุ่มโดยใช้คุณลกั ษณะที่ตอ้ งการให้เกิดกบั ผูเ้ รียนเป็ นเกณฑ์ โดยจดั เป็นกล่มุ รูปแบบการสอนเป็น 4 กลุ่มดงั น้ี 1.รูปแบบการสอนที่มุ่งพฒั นาปฏิสมั พนั ธท์ างสังคม 2.รูปแบบการสอนท่ีมุง่ พฒั นากระบวนการคดิ 3.รูปแบบการสอนที่มุ่งพฒั นาบคุ ลิกภาพ 4.รูปแบบการสอนที่มงุ่ พฒั นาพฤติกรรม สรุปไดว้ ่า ครูผูส้ อนและผูน้ ิเทศจะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั รูปแบบการ จดั การเรียนรู้แบบต่างๆ สามารถนาไปใชใ้ ห้สอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคห์ รือตวั ช้ีวดั ท่ีเป็นเป้าหมาย ของหลกั สูตร ผนู้ ิเทศ สามารถใหค้ าแนะนาช่วยเหลือไดต้ รงกบั ความตอ้ งการ 2.2 แนวคิดและหลักการเกย่ี วกับการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์เร่งด่วนหรือสถานการณ์ วกิ ฤติ ท่ามกลางการเปล่ียนแปลงในสถานการณ์ท่ีไม่คาดคิดที่จะเกิดข้ึนในสถานศึกษา สถานการณ์ เหล่าน้ีอาจเกิดจากพฤติกรรมของนกั เรียนท่ีก่อให้เกิดอบุ ตั ิเหตทุ ้งั ภายในและภายนอกโรงเรียน หรือ อาจเกิด จากภยั พิบตั ิต่าง ๆ ท่ีไม่คาดคิดวา่ จะเกิดข้ึน ปัจจุบนั การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส COVID- 19 ส่งผลให้ สถาบนั การศึกษาในประเทศตา่ ง ๆ ทว่ั โลกไดป้ ิ ดทาการลงชวั่ คราวเพอ่ื ป้องกนั การแพร่ ระบาดของโรค ซ่ึงการปิ ดสถานศึกษาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อนักเรียนร้อยละ 60 ท่ัวโลก (UNESCO, 2020 : 3) ซ่ึงการเกิดเหตกุ ารณ์ท่ีไมค่ าดคิดจนก่อใหเ้ กิดสถานการณ์วิกฤติจาเป็นอยา่ งย่ิง ท่ีสถานศึกษาจะตอ้ งมีมาตรการ ในการเตรียมความพร้อมเพอ่ื รองรับสถานการณ์ท่ีไม่อาจคาดเดาได้ 2.2.1 การเตรียมความพร้อมสาาหรับเหตุการณ์ท่ีไม่คาดคิด สถานการณ์ท่ีไม่คาดคิด ว่าจะเกิดข้ึนในโรงเรียนส่งผลให้เกิดปัญหาท้งั ทางดา้ นร่างกาย และทางดา้ นจิตใจของนกั เรียน CS & A International (2019 : 6) กล่าววา่ สถานการณ์ท่ีไม่คาดคิดที่ก่อใหเ้ กิดวิกฤติน้นั จะมีปัจจยั สาคญั ที่ข้ึนอยกู่ บั 3 เสาหลกั (Three pillars) ประกอบดว้ ย 1) กระบวนการจดั การที่มีคุณภาพและผา่ นการทดสอบวา่ ใชไ้ ดจ้ ริง 2) สมรรถนะของบคุ ลากรหรือทีมบุคลากร 3) การตดั สินใจในระดบั บริหารที่มีจากฐานของประสบการณ์ที่พบเจอ ท้งั 3 ประการน้ีจะตอ้ งทางานแบบสอดประสานเพื่อใหไ้ ดผ้ ลลพั ธท์ ี่สมดุลและลดความเสี่ยงท่ีจะ เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ซ่ึงลิเคนทส์ ไตน์ สกอร์เฟนและไคลน์ (Lichtenstein, Schonfeld and Kline, 1994 : 30-31) ไดก้ ลา่ ววา่ การป้องกนั ปัญหาท่ีอาจเกิดข้นึ จะตอ้ งพิจารณาท้งั 2 ส่วนไป พร้อม ๆ กนั ท้งั เตรียมการการป้องกนั และการดูแลในสถานการณ์วิกฤต ซ่ึง ลิเคนทส์ ไตน์ (Lichtenstein et al. 1994 :

48 44) ไดเ้ สนอรูปแบบการป้องกนั และดูแลในสถานการณ์วิกฤติโดยการกาหนดแผนและแนวทางเป็น ระดบั 3 ระดบั ต้งั แต่ระดบั กระทรวง/ภาค ระดบั เขตพ้ืนท่ี และระดบั ของโรงเรียน ดงั น้ี 1. ทีมทางานแกว้ ิกฤติระดบั กระทรวง/ระดบั ภาค ประกอบดว้ ย ผแู้ ทนจากระดบั เขตพ้นื ท่ี และผเู้ ช่ียวชาญในแตล่ ะสาขาภายนอกโรงเรียน 2. ทีมทางานแก้วิกฤติระดับเขตพ้ืนท่ี ประกอบดว้ ย ผูบ้ ริหารและภาคส่วนท่ีมี ความรับผิดชอบสาหรับการแกไ้ ขปัญหาวิกฤติซ่ึงจะตอ้ ง 2.1 เป็นผกู้ าหนดแนวทางโดยประยกุ ตน์ โยบายและคาแนะนาที่ไดร้ ับจากทีม ทางานแกว้ กิ ฤติระดบั กระทรวง/ระดบั ภาค 2.2 พฒั นาทีมงานในระดบั เขตพ้ืนท่ีใหม้ ีสมรรถภาพเพียงพอในการแกไ้ ข ปัญหา 2.3 จดั ต้งั คณะทางานระดบั โรงเรียนท่ีมีความสามารถ 2.4 สร้างความสัมพนั ธร์ ะหว่างทีมทางานแกว้ กิ ฤติระดบั เขตพ้ืนที่และ คณะทางานระดบั โรงเรียน 2.5 ติดต่อประสานงานเพ่อื มอบหมายภารกิจใหก้ บั โรงเรียนและชุมชน ทา่ มกลางปัญหา วิกฤติที่เกิดข้นึ 3. ทีมทางานแกว้ ิกฤติระดบั โรงเรียน ถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของโรงเรียน ในการนาแผนการจดั การในภาวะวิกฤติไปปฏิบตั ิเพื่อแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึน ผูบ้ ริหารโรงเรียนจะตอ้ งมี หน้าท่ีในการคัดสรรคนท่ีมีความสามารถในการกาหนดทิศทางและสนับสนุนให้บุคลากรใน โรงเรียนรวมท้งั ชุมชนแก้ไขปัญหาวิกฤติไปดว้ ยกนั ซ่ึงทีมทางานแกว้ ิกฤติระดับโรงเรียนจะมี บทบาทสาคญั ในการประสานการใหค้ าแนะนา การเตรียมการกบั ส่ือ การติดต่อสื่อสารกบั บุคลากร ในโรงเรียนและชุมชน และอาจมีการวางแผนการควบคุมมวลชนในบางกรณีท่ีเกิดวิกฤติร้ายแรง โดยทีมทางานแกว้ ิกฤติระดบั โรงเรียนควรมีการกาหนดข้นั ตอนในการวางแผนและการเตรียมการ สาหรับสถานการณ์วิกฤติดงั น้ี 3.1 การกาหนดทีมทางานแกว้ กิ ฤติระดบั โรงเรียน 3.2 การอบรมสมรรถนะของสมาชิกของทีมทางานแกว้ ิกฤติระดบั โรงเรียน 3.3 การกาหนดแผนการแกไ้ ขปัญหาวกิ ฤติซ่ึงเก่ียวขอ้ งกบั 3.3.1 การกาหนดความรับผดิ ชอบของทีมบริหารในสภาวะวิกฤติ 3.3.2 การกาหนดการติดตอ่ ประสานงานท่ีรวดเร็วแก่ทีมทางานแกว้ ิกฤติ 3.3.3 การจดั ทาทะเบียนรายช่ือบุคลากรที่ไดร้ ับการอบรมในแต่ละด้าน มาโดยเฉพาะ เช่น การทา CPR, การปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ นกั จิตวิทยา ฯลฯ

49 3.3.4 การกาหนดข้นั ตอนและรายละเอียดในแต่ละสถานการณ์วิกฤติ เช่น เสน้ ทาง การหนีภยั ฯลฯ 3.3.5 การกาหนดแบบฟอร์มจดหมายในการติดต่อประสานงานกับ ผปู้ กครอง ในกรณีวิกฤติ 3.4 การทบทวนแผนงานการแกป้ ัญหาวกิ ฤติอยา่ งสม่าเสมอ 3.5 การตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉินใหพ้ ร้อมใชง้ านไดต้ ลอดเวลา 2.2.2 ความสาคญั ของการเตรียมการป้องกัน ระบบของการรับมือกบั สถานการณ์ วิกฤติท่ีดีไม่ใช่เพียงแค่การจดั ทาระบบในเชิงรุกเท่าน้ัน แต่ควรมีจุดเน้นท่ีเน้นการป้องกนั สาหรับ การเตรียมการป้องกนั สามารถดาเนินการไดใ้ นหลายระดบั ดงั น้ี ลิเคนทส์ ไตน์ (Lichtenstein et al. 1994: 108-111) เสนอไวด้ งั น้ี 1. การเตรียมการในระดบั ห้องเรียนท่ีจะรับมือกบั สถานการณ์วิกฤติคือ การท่ี ครูสร้างความสัมพนั ธ์ท่ีดีและความไวว้ างใจซ่ึงกนั และกนั กบั นักเรียน การให้ขอ้ มูลท่ีถูกตอ้ งและ เหมาะสมแก่นกั เรียน การปรับหลกั สูตรที่เนน้ เน้ือหาท่ีจาเป็น การจดั การความเครียด รวมไปถึงการ ส่งเสริมความปลอดภยั ใหก้ บั นกั เรียน ท้งั ความปลอดภยั ภายในโรงเรียน ภายนอกโรงเรียน และการ ให้ความรู้เก่ียวกบั สุขอนามยั ท่ีดี รวมท้งั การส่งเสริมความไวว้ างใจและการสนับสนุนจากชุมชน และผปู้ กครองเพ่อื เตรียมพร้อมกบั การรับมือในสถานการณ์วิกฤติ 2. การเตรียมการระดบั โรงเรียน คือจะตอ้ งมีการเตรียมการบารุงรักษาระบบ ที่มีอยอู่ ยา่ งต่อเนื่อง ทีมจดั การวกิ ฤติของโรงเรียนจะตอ้ งทบทวนและปรับปรุงแผนการจดั การวิกฤติ ทุกปี และมีการฝึ กข้นั พ้ืนฐานในการรับมือกบั สถานการณ์วิกฤติเช่น การฝึ กอบรมเบ้ืองตน้ การใช้ เทคนิคในการให้คาปรึกษาแก่นกั เรียนในภาวะวิกฤติการเตรียมวิธีการประสานงานดา้ นการจดั การ สุขภาพจิตกบั ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ รวมท้งั การจดั ระบบขอ้ มูลเพื่อให้แน่ใจว่ามีการสารอง ขอ้ มูลท่ีเพยี งพอในการจดั การอยา่ งทนั ท่วงทีในกรณีท่ีเกิดภาวะวิกฤติ 3. การเตรียมการระดบั เขตพ้ืนที่ ซ่ึงจะตอ้ งมีคณะกรรมการระดบั พ้ืนท่ีและมี การจดั ต้งั ศูนยป์ ้องกนั และรับมือกบั วิกฤติที่จะเกิดข้ึนกบั โรงเรียนในระดบั ภูมิภาค (Regional School Crisis Prevention and Response Center) ที่มีความร่วมมือกนั ในการใหบ้ ริการประเภทต่าง ๆ รวมท้งั เป็นแหล่งขอ้ มูลสาหรับการประสานงานกบั ศูนยภ์ ูมิภาคอื่น ๆ จะเห็นไดว้ ่า กลยทุ ธ์โดยรวมในการ รับมือกบั สถานการณ์วิกฤติจะมีลกั ษณะที่มีความสมดุลระหว่างการป้องกัน การแทรกแซง และ ปฏิกิริยาท่ีจะเกิดข้ึนในสถานการณ์วิกฤติดงั น้ัน สถานศึกษาและหน่วยงานท่ีมีหน้าท่ีรับผิดชอบ จะตอ้ งเตรียมพร้อมสาหรับส่ิงที่ไม่คาดคิดท่ีอาจจะเกิดข้ึน ซ่ึงเมื่อเกิดวิกฤติข้ึน หน่วยงานทางการ ศึกษาก็จะพร้อมท่ีจะให้บริการผูเ้ รียนอย่างดีที่สุดโดยรับรู้และ ตอบสนองความตอ้ งการทางจิตใจ

50 ของนกั เรียน ซ่ึงการเตรียมความพร้อมในลกั ษณะน้ีจะช่วยฟ้ื นฟู ความสามารถในการเรียนรู้และ เพ่ิมพูนทักษะการเผชิญปัญหาและพฒั นาการทางสังคมให้กับผูเ้ รียนได้เป็ นอย่างดี นอกจากน้ี มีนกั วิชาการหลายท่านที่เสนอแนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับการปรับตวั ต่อสถานการณ์วิกฤติที่เกิดข้ึนเพื่อ เตรียมพร้อมสาหรับสิ่งที่ไม่คาดคิดท่ีอาจจะเกิดข้ึน ดงั น้ี สรุปได้ว่า การจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์เร่งด่วนหรือสถานการณ์วิกฤติ จาเป็ นอย่างย่ิงท่ีจะตอ้ งมีมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ โดยการกาหนดแผนและแนวทางเป็นระดบั ข้นั ของการบงั คบั บญั ชา เร่ิมต้งั แต่ระดบั กระทรวง/ภาค ระดับเขตพ้ืนที่ และระดับของโรงเรี ยน ซ่ึงแต่ละระดับจะต้องกาหนดบทบาทและหน้าท่ี อยา่ งชดั เจนและเชื่อมโยงการทางานเป็นเครือข่าย ซ่ึงนอกจากมีการเตรียมการที่สาคญั แลว้ จะตอ้ งมี กลยทุ ธ์การเตรียมการป้องกนั ในทุกระดบั ต้งั แต่ระดบั ห้องเรียน ระดบั โรงเรียน ระดบั เขตพ้ืนท่ีที่มี ความสมดุลระหว่างการป้องกัน การแทรกแซงและปฏิกิริยาท่ีจะเกิดข้ึนในสถานการณ์วิกฤติ ดงั กลา่ วดว้ ย 2.3 แนวคิดเกย่ี วกบั การจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด 2.3.1 นโยบายและแนวทางการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย นโยบาย แนวคิด หลกั การในการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 จากการ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เม่ือวนั องั คารท่ี 7 เมษายน 2563 มีมติรับทราบการเลื่อน เปิ ดเทอมจากวนั ท่ี 16 พฤษภาคม เป็ นวนั ที่ 1 กรกฎาคม 2563 จึงจาเป็ นตอ้ งวางแนวทางการจดั การเรียนการสอนภายใต้ สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ในทุกระดบั ช้นั และทุกประเภท โดยกระทรวงศึกษาธิการไดม้ ีการกาหนด แนวนโยบายเพื่อให้การจดั การเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 ใหส้ ามารถเกิดข้ึนไดอ้ ย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุดเท่าท่ีสภาพแวดลอ้ มจะอานวยให้บนพ้ืนฐาน 6 ขอ้ ดงั น้ี(กระทรวงศึกษาธิการ, 2563 : 1-2) (1) จัดการเรียนการสอน โดยคานึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนท่ี เก่ียวขอ้ ง “การเปิ ดเทอม” หมายถึง การเรียนท่ีโรงเรียนหรือการเรียนที่บา้ น ท้งั น้ีการตดั สินใจจะ ข้ึนอยกู่ บั ผลการประเมินสถานการณ์ อยา่ งใกลช้ ิด (2) อานวยการให้นักเรียนทุกคน สามารถเขา้ ถึงการเรียนการสอนได้ แมจ้ ะ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ (3) ใช้สิ่งท่ีมีอยู่แลว้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การเสนอขอช่องดิจิทลั TV จาก กสทช. ท้งั หมด 17 ช่อง เพื่อให้นักเรียนทุกระดบั ช้นั สามารถเรียนผ่าน DLTV ได้ ท้งั น้ี ไม่มี การลงทุนเพ่ือจดั ซ้ืออุปกรณ์ใด ๆ เพ่ิมเติมโดยไม่จาเป็น ซ่ึง กสทช.อนุมตั ิแลว้ ใหเ้ ริ่มออกอากาศ 16 พฤษภาคมน้ี เป็นเวลา ไม่เกิน 6 เดือน หรือถา้ สามารถกลบั มาดาเนินการสอนไดต้ ามปกติก็ใหห้ ยุด

51 ทดลองออกอากาศ แบง่ เป็น ของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาพ้ืนฐาน (สพฐ.) จานวน 15 ช่อง เป็ นของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จานวน 1 ช่อง และเป็ นของสานักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอธั ยาศยั (กศน.) จานวน 1 ช่อง โดยให้ออกอากาศ แบบความคมชดั ปกติ (SD) (4) ตดั สินใจนโยบายต่าง ๆ บนพ้ืนฐานของการสารวจความตอ้ งการ ท้งั จาก นักเรียน ครู และโรงเรียน ไม่คิดเอง โดยให้การจดั การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็ น ท่ีต้งั และกระทรวงจะสนบั สนุนเครื่องมือและอปุ กรณ์ตามความเหมาะสมของแตล่ ะพ้ืนท่ี (5) ปรับปฏิทินการศึกษาของไทยให้เอ้ือต่อการ “เรียนเพ่ือรู้” ของเด็กมากข้ึน รวมท้งั มี การปรับตารางเรียนตามความเหมาะสม โดยเวลาที่ชดเชยจะคานึงถึงภาระของทุกคนและ การไดร้ ับความรู้ ครบตามช่วงวยั ของเดก็ (6) บุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน จะไดร้ ับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และทาให้ ท่านไดร้ ับผลกระทบเชิงลบจากการเปล่ียนแปลงนอ้ ยท่ีสุด 2.3.2 แนวทาง วิธีการและรูปแบบ/สภาพการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (2563 : 32-35) ได้ออกแบบการเรียนการสอนในช่วง COVID-19 โดยมี รายละเอียดในภาพรวม ดงั น้ี (1) รูปแบบการเรียนการสอนออกแบบให้สอดคลอ้ งกบั ความปลอดภยั ของ พ้ืนที่ โดยมีการเรียนรู้แบบ Onsite ในพ้ืนท่ีท่ีมีความปลอดภยั สามารถไปโรงเรียนได้ ขณะที่พ้ืนที่ ไม่ปลอดภยั จะมีการเรียนรู้หลกั ผ่านทางการ On-air ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถมั ภ์ และ มีการเรียนรู้เสริมผ่านระบบ Online โดยกาหนดการจดั การเรียนรู้ 3 รูปแบบ ดงั น้ี 1. การเรียนท่ีโรงเรียน (ON-SITE) - การเรียนผา่ นทีวี (ON-AIR) ใน 4 ระบบ ไดแ้ ก่ ระบบดาวเทียม (Satellite) ท้งั KU-Band (จานทึบ) ช่อง 186 – 200 และ C-Band (จาน โปร่ง) ช่อง 337 – 351 ระบบดิจิทลั ทีวี (Digital TV) ช่อง 37 – 51 ระบบเคเบิล้ ทีวี (Cable TV) และ ระบบ IPTV - การเรียนผา่ นอินเทอร์เนต็ และแอปพลิเคชนั (ONLINE) ใน 4 ช่องทางไดแ้ ก่ เวบ็ ไซต์ www.deep.go.th (DEEP : Digital Education Excellence Platform) เ วบ็ ไซต์ DLTV – www.dltv.ac.th เวบ็ ไซต์ Youtube - www.youtube.com DLTV1 Channel – DLTV15 Channel และ แอปพลิเคชนั DLTV บน Smartphone/Tablet 2. นโยบายหลกั ที่นามาใช้ คือ เพมิ่ เวลาพกั ลดการประเมินและงดกิจกรรม ตา่ ง ๆ ท่ีไมจ่ าเป็น โดยเนน้ เรียนเฉพาะวชิ ากลุ่มสาระหลกั เพอ่ื ใหน้ กั เรียนผ่อนคลายลง ซ่ึงนกั เรียน มีเวลาพกั ในภาคเรียนที่ 1/2563 จานวน 17 วนั และในภาคเรียนที่ 2/2563 จานวน 37 วนั รวมท้งั สิ้น

52 54 วนั ฉะน้นั ภาคเรียนที่ 1/2563 เรียนต้งั แต่ 1 กรกฎาคม -13 พฤศจิกายน 2563 เป็นเวลา 93 วนั แลว้ ปิ ดภาคเรียน 17 วนั ส่วนภาคเรียนที่ 2/2563 เรียนต้งั แต่ 1 ธนั วาคม 2563 - 9 เมษายน 2564 เป็น เวลา 88 วนั แลว้ ปิ ดภาคเรียน 37 วนั ต้งั แตว่ นั ที่ 10 เมษายน 2564 ซ่ึงจะมีเวลาเรียนรวมท้งั สิ้น 181 วนั ส่วนเวลา ที่ขาดหายไป 19 วนั จาก 200 วนั ให้แต่ละโรงเรียนสอนชดเชย ดงั น้นั การเปิ ดเทอม ปี การศึกษาหนา้ จะกลบั มาปกติในวนั จนั ทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 3. การเตรียมพร้อมในดา้ นระบบการเรียนรู้ทางไกลและระบบออนไลน์ จะเร่ิมทดสอบ ต้งั แตว่ นั ท่ี 18 พฤษภาคมน้ีเป็นตน้ ไป เพ่อื เตรียมความพร้อมใหม้ ากท่ีสุด ในกรณี ท่ีวนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2563 ไม่สามารถเปิ ดเทอมท่ีโรงเรียนได้ 4. กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผสู้ นบั สนุนการเรียนการสอนทางไกล ในสัดส่วน 80% เพอื่ ใหท้ กุ คนสามารถเขา้ ถึงการเรียนข้นั พ้นื ฐานได้ อีกร้อยละ 20 หรือมากกวา่ ใหท้ างโรงเรียนและคณุ ครูในแต่ละพ้ืนที่พิจารณาออกแบบตามความเหมาะสม 5. การเรียนผา่ นการสอนทางไกล จะใชท้ ีวดิ ิจิทลั และ DLTV เป็นหลกั ซ่ึงไดร้ ับการ อนุเคราะห์สื่อจากมลู นิธิการศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียม ในพระบรมราชูปถมั ภ์ โดยมี ดิจิทลั แพลตฟอร์ม ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือ DEEP และการเรียนการสอนแบบโตต้ อบ ออนไลน์เป็ นสื่อเสริ ม ท้งั น้ี กระทรวงศึกษาธิการไดม้ ีการกาหนดแนวทางการจดั การเรียนการสอนระบบ ทางไกล โดยแบ่งเป็ น 4 ระยะ คือ 37 ระยะท่ี 1 การเตรียมความพร้อม (7 เมษายน – 17 พฤษภาคม 2563) สารวจความพร้อมในดา้ นอุปกรณ์การเขา้ ถึงอินเทอร์เน็ต ของนกั เรียน ผูป้ กครอง ครู และ ระบบการบริหารจดั การการเรียนการสอน รวมถึงขออนุมตั ิใช้ช่องรายการโทรทศั น์ในระบบดิจิทลั จากสานกั งานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทศั น์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อจดั การเรียนการสอนต้งั แต่ระดบั ปฐมวยั ถึงระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย พร้อมขออนุมตั ิ เผยแพร่การเรียนการสอนจากห้องเรียนตน้ ทาง ในระดบั ปฐมวยั ถึงระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ ของ สถานีวิทยุโทรทศั น์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) จากมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่าน ดาวเทียมในพระบรมราชูปถมั ภ์ จดั ทาส่ือวีดิทศั น์การสอน โดยครูตน้ แบบ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรวบรวมส่ือการเรียนรู้ออนไลน์ใน OBEC Content Center ชุดโปรแกรมและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ครบวงจรของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น Tutor ติวฟรี.com, e-Book เป็ นตน้ รวมถึงเตรียมโครงสร้างพ้ืนฐานด้านระบบเครือข่าย เพื่อรองรับการให้บริการ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ให้เชื่อมโยงกบั ระบบ Digital e-Learning ของกระทรวงศึกษาธิการ ระยะท่ี 2 การทดลองจดั การเรียนการสอนทางไกล (18 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2563) จะทดลองจดั การ เรียนการสอนทางไกล ในระดบั ปฐมวยั ถึงระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ ผ่านช่องรายการโทรทศั น์

53 ในระบบดิจิทลั โดยการเผยแพร่สัญญาณจากมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรม ราชูปถมั ภ์ (DLTV) ในระดบั ปฐมวยั เนน้ กิจกรรมเตรียมความพร้อมเด็ก และระดบั ประถมศึกษาถึง ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายผ่าน ช่องรายการทรทศั นใ์ นระบบดิจิทลั และระบบออนไลน์โดยครูตน้ แบบ ดว้ ยเคร่ืองมือการเรียนรู้ตาม ความเหมาะสมและบริบทของสถานศึกษา รวมท้งั เปิ ดศูนยร์ ับฟังความคิดเห็นการเรียน การสอน ทางไกลจากผูป้ กครอง ประชาชนและผูเ้ ก่ียวขอ้ ง เพื่อเป็ นแนวทางการปรับปรุงและพฒั นา และ ประชาสัมพนั ธ์สร้างการรับรู้ความเขา้ ใจ แนะนาช่องทางการเรียนทางไกลให้กบั ผูป้ กครองและ ผูเ้ กี่ยวขอ้ ง ระยะท่ี 3 การจดั การเรียนการสอน (1 กรกฎาคม 2563 – 30 เมษายน 2564) ไดว้ างแผน ไวส้ าหรับ 2 สถานการณ์ นนั่ คือ สถานการณ์ท่ี 1 กรณีที่สถานการณ์การแพร่ ระบาดของเช้ือไวรัส โคโรน่า 2019 (COVID-19) ยังไม่คล่ีคลาย จะจัดการเรี ยนการสอนระดับปฐมวัยถึง ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน้ ดว้ ยระบบทางไกลผ่าน DLTV และระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ดว้ ยวีดิทศั น์ การสอนโดยครูตน้ แบบ และระบบออนไลน์ดว้ ยเครื่องมือการเรียนรู้ตามความเหมาะสมและบริบท ของสถานศึกษา และสถานการณ์ท่ี 2 กรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัส โคโรนา 2019 (Covid–19) คล่ีคลาย จะจดั การเรียนการสอนปกติในโรงเรียน โดยให้เวน้ ระยะห่าง ทางสังคม (Social Distancing) และมีแผนเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดย จะตอ้ งไดร้ ับการอนุมตั ิจากคณะกรรมการศึกษาธิการจงั หวดั ซ่ึงมีผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เป็ นประธาน ระยะที่ 4 การทดสอบและการศึกษาต่อ (1 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2564) ประสานงานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบและคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจยั และนวตั กรรมเกี่ยวกบั ระบบคดั เลือกเขา้ ศึกษาในสถาบนั อุดมศึกษา (TCAS GAT PAT) และสถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เกี่ยวกบั การทดสอบ O-net ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 และช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 สาหรับการจัดการศึกษา สาหรับคนพิการและ ผูด้ ้อยโอกาส ซ่ึง รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกลั ยา โสภณพานิช) ดูแล รับผิดชอบจดั ทาแพลตฟอร์มของกระทรวงศึกษาธิการเพ่ือเป็นเวทีเช่ือม 176หน่วยงาน และโยงคน พิการท้งั ประเทศให้สามารถเขา้ ถึงโอกาสทางการศึกษา การพฒั นาตนเองไดม้ ากข้ึน ตามแนวทาง “ปรับบ้านเป็ นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่ เป็ นครู” โดยแพลตฟอร์มน้ีจะสามารถทาให้พ่อแม่ ผูป้ กครองเรียนรู้วิธีการดูแลพฒั นาผูเ้ รียนที่พิการตามแบบต่าง ๆ ต่อไปได้ ท้งั ยงั สามารถบรรจุ สื่อการเรียนการสอนออนไลน์ การให้คาปรึกษาแนะนาและเร่ืองอื่น ๆ ไปยงั หน่วยงานสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการได้ด้วย ท้ังน้ีแพลตฟอร์มของโรงเรียนท่ีจดั การศึกษาพิเศษ คือ

54 เม่ือคน้ หาเขา้ ไปกจ็ ะทราบขอ้ มลู วา่ จงั หวดั น้ีมีคนพิการประเภทใดบา้ ง มีกี่คน บา้ นอยทู่ ่ีไหน เป็นตน้ โดยดาเนินการไดแ้ ลว้ 3 จงั หวดั และจะขยายผลใหค้ รบทกุ จงั หวดั ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค (2563: 32) ได้กล่าวถึงผลกระทบของ COVID-19 ต่อ ระบบการศึกษาของโลกและประเทศไทยในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ โดยพบว่า มีผลกระทบ ตอ่ ผเู้ รียน ดงั น้ี 1. ผลกระทบจากการปิ ดเรียนอนั ยาวนาน งานวิจยั ท่ีผา่ นมาไดเ้ คยทาการศึกษาถึง ผลกระทบของการท่ีตอ้ งปิ ดโรงเรียน หรือเปิ ดเรียนล่าชา้ พบว่าการที่นักเรียนตอ้ งอยู่บา้ นนาน ๆ จะส่งผล ทาให้การเรียนรู้ของนกั เรียนถดถอยลง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนท่ีไม่มีโอกาสเขา้ ถึง แหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน และการที่เด็กตอ้ งออกจากโรงเรียนประมาณ 6 สัปดาห์ อาจจะทาให้ ความรู้ของเขาหายไปถึงคร่ึงปี การศึกษา ซ่ึงสภาวะการถดถอยของทุนมนุษย์ (human capital) อาจจะนาไปสู่การถดถอยของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ นอกจากน้ันยงั มีงานวิจยั ในลกั ษณะของการวิเคราะห์ผลกระทบของตน้ ทุนและประโยชน์ จากการปิ ดโรงเรียน เช่น การที่พ่อแม่ ตอ้ งมาอยู่บา้ นดูแลบุตร โดยเฉพาะพ่อแม่ท่ีเป็ นบุคลากรทางการแพทยซ์ ่ึงอาจจะส่งผลต่ออุปทาน ของกาลงั คนท่ีจาเป็ น มีงานวิจยั ที่พบว่าการปิ ดโรงเรียนในสหรัฐอเมริกา 1 เดือน ส่งผลกระทบ ตอ่ GDP ของประเทศ ถึง ร้อยละ 0.1- ร้อยละ 0.3 2. การวิเคราะห์เรื่องความเหล่ือมล้าของการเขา้ ถึงทรัพยากรทางการศึกษา รวมถึง ผลลพั ธ์ของการเรียนรู้แบบออนไลน์พบวา่ การเรียนรู้ท่ีเป็นที่นิยมของสถานศึกษาในยุค COVID-19 คือการเรียนผ่านระบบออนไลน์ แต่ก็มีปัญหาในบางมิติในดา้ นของความเหล่ือมล้าดิจิทลั (digital divide) ไม่ว่าจะเป็นการเขา้ ถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต ทกั ษะความรู้ของครูและ ผูป้ กครองในการช่วยสนับสนุน ปัญหาการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไป ขอ้ มูลจากการสารวจของ OECD ต่อเด็กกลุ่มอายุ 15 ปี ทวั่ โลกในปี 2018 พบว่า ในประเทศไทย นักเรียนอายุ 15 ปี มากกว่า ร้อยละ 30 ไม่มีห้องส่วนตวั หรือพ้ืนท่ี เงียบๆ ในการทาการบา้ น (ประเทศพฒั นาแลว้ มีเด็กท่ีขาด แคลนพ้ืนท่ีเรียนนอ้ ยกวา่ ร้อยละ 15) ท้งั น้ี นกั เรียนไทยเพยี งร้อยละ 59 มีเคร่ืองคอมพิวเตอร์สาหรับ ใชใ้ นบา้ น (ในขณะที่สหรัฐฯ ยโุ รป นกั เรียน มากกวา่ ร้อยละ 85 มีคอมพิวเตอร์) โดยเฉพาะเด็กไทย ที่กลุ่มที่อยู่ในเศรษกิจฐานะยากจนที่สุด มีเพียงร้อยละ 55 ที่มีพ้ืนท่ีทางานในบา้ น และเพียงแค่ร้อยละ 17 มีคอมพิวเตอร์ไวใ้ ชง้ าน แต่อยา่ งไรก็ตามร้อยละ 86 ของเด็กไทยมีโทรศพั ทส์ มาร์ตโฟน แมแ้ ต่ เด็กไทยกลุ่มยากจนที่สุด ยงั มีถึงร้อยละ 79 ที่มีมือถือแบบใชอ้ ินเทอร์เน็ตได้ ดงั น้ัน การถ่ายทอด ความรู้ผา่ นทางมือถืออาจจะเป็นอีกช่องทางที่เหมาะสมกบั เดก็ ไทย อยา่ งไรกต็ ามไม่ควรคาดหวงั วา่ การเรียนแบบออนไลน์จะสามารถมาช่วยเติมเตม็ ไดอ้ ย่างสมบูรณ์แบบมากนกั เพราะมีงานวิจยั วา่ แมแ้ ต่โรงเรียนท่ีเนน้ เฉพาะทางออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา (virtual charter school) ยงั มีผลลพั ธ์ของ

55 การจดั การศึกษาที่ไม่น่าพอใจเท่าไรนกั หากเทียบกบั การเรียนแบบผสมผสานหรือใชห้ ้องเรียนเป็ นหลกั ในกรณีของไทยอาจจะใชช้ ่องทางอื่น ๆ เช่น โทรทศั น์การศึกษา วิทยุการศึกษา การจดั สรรวสั ดุ อุปกรณ์เพอื่ การเรียน (box set) เป็นทางเลือกที่อาจจะสามารถเขา้ ถึงเดก็ กล่มุ ดอ้ ยโอกาสไดเ้ ช่นกนั 3. การให้เงินอุดหนุนท่ีสถานศึกษา ศูนยเ์ ด็กเล็ก และแนวทางการช่วยเหลืออื่น ๆ ในปัจจุบนั หลายประเทศได้เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียนและผูป้ กครองในด้านต่างๆ เช่น การให้เงินอุดหนุนเงินลงไปที่ศูนยพ์ ฒั นาเด็กเล็กในระดบั ปฐมวยั โรงเรียน หรือมหาวิทยาลยั การดูแลเรื่องอาหารและโภชนาการแก่เด็กที่ต้องการ การแจกหรือให้ยืมอุปกรณ์ เช่น เครื่อง คอมพิวเตอร์มือถือ เคร่ืองส่งสัญญาณ WiFi แบบมือถือ ใหแ้ ก่นกั เรียนในกลุ่มยากจนท่ีไมม่ ีอุปกรณ์ การศึกษา การให้ความช่วยเหลือในเร่ืองของการให้คาปรึกษาต่าง ๆ หรือนักจิตวิทยาแก่เด็กหรือ พ่อแม่ การประสานความร่วมมือกบั สถานีโทรทศั น์ วิทยุ ไปรษณีย์ ในเรื่องของการส่งผา่ นบทเรียน หรืออุปกรณ์การเรียนตา่ ง ๆ ในขณะเดียวกนั เสาวณี จนั ทะพงษ์ และทศพล ตอ้ งหุ้ย (2563 : 16-18 ) ไดเ้ สนอ บทความเร่ือง “ผลกระทบ วกิ ฤติCOVID-19 กบั เศรษฐกิจโลก: This Time is Different.” ในเวบ็ ไซต์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใหข้ อ้ มลู วา่ สาขาธุรกิจของไทยที่จะไดร้ ับผลกระทบมากที่สุดคือ สาขาดา้ นการท่องเที่ยว โดยจะสูญเสียรายไดใ้ นรอบ 6 เดือนของการระบาดไม่นอ้ ยกวา่ 2.5 แสนลา้ นบาท นอกจากน้ีผู้เขียนยังได้อ้างถึงรายงาน ของ World Economic Forum (2020 : 45 ) ที่นาเสนอ กรณีศึกษาของจีนท่ีพบวา่ การระบาดของโควิด-19 ทาใหเ้ ห็นพฒั นาการหลายอยา่ ง อาทิ 1. ความร่วมมือระหวา่ งรัฐบาลและเอกชนในการจดั การวิกฤติ โควิด-19 ที่มีความ โปร่งใส รับฟังความเห็นของประชาชนผา่ น Social Media 2. การดาเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ การเงินและการคลงั ท่ีรวดเร็วเพ่ือลดผลกระทบ 3. โอกาสใหม่ๆ ของภาคธุรกิจ โดยวิกฤติคร้ังน้ีช่วยให้ เกิดการใชป้ ระโยชน์จาก เทคโนโลยี มีการใหบ้ ริการแก่ผบู้ ริโภคทางออนไลนม์ ากข้ึนท้งั การคา้ การศึกษา และธุรกิจบนั เทิง นอกจากน้ี Di Pietro and Others (2020 : 38-39) ได้สังเคราะห์วรรณกรรมและ ขอ้ มูลท่ีอยู่ในฐานของ คณะกรรมาธิการยโุ รป เสนอเป็นรายงานเชิงเทคนิคของศูนยว์ ิจยั ร่วม เรื่อง “The likely impact of COVID-19 on education: Reflections based on the existing literature and recent international datasets.” ไดผ้ ลการวิจยั ท่ีสรุปใหเ้ ห็นถึงผลกระทบหลกั 2 ประการ คือ 1) ผลกระทบต่อความสูญเสียต่อการเรียนรู้ ซ่ึงมีเหตุปัจจยั มาจากการมีเวลาในการเรียนรู้ ท่ีไม่เพียงพอ ความเครียดในการเรี ยนรู้ วิถีการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้เรี ยนที่เปล่ียนแปลงไป และการขาดแรงจูงใจในการเรียน

56 2) สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกนั ในการเรียนรู้ ซ่ึงจาแนกเป็ น (1) ปัจจยั ท่ีเกิดการสนบั สนุนจากผปู้ กครองที่ไมใ่ ช่เร่ืองการเงิน ซ่ึงไดแ้ ก่ ทกั ษะการเรียนรู้ของผปู้ กครอง ทกั ษะของผปู้ กครองที่ ไมเ่ ก่ียวกบั การเรียนรู้ การมีเวลาใหก้ บั ลกู ๆ (2) ปัจจยั เก่ียวกบั ทรัพยากรทางการเงินของผปู้ กครอง ซ่ึงไดแ้ ก่ การมีอปุ กรณ์ ดิจิทลั ที่บา้ น การจดั ใหบ้ า้ นมีบรรยากาศของการเรียน การใหโ้ ภชนาการที่เหมาะสม และการ สนบั สนุนกิจกรรมท่ีนอกเหนือจากการเรียนของโรงเรียน (3) ปัจจยั เกี่ยวกบั การเขา้ ร่วมของโรงเรียน ซ่ึงไดแ้ ก่ ความพร้อมเร่ืองอปุ กรณ์ ดิจิทลั ของโรงเรียน และทกั ษะดา้ นดิจิทลั ของครู (4) ทกั ษะดา้ นดิจิทลั ของนกั เรียน 2.3.3 นโยบายและแนวทางการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควดิ -19 ในต่างประเทศ ในที่น้ี ขอเสนอนโยบายและแนวทางการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควดิ -19 ในประเทศฟิ นแลนดส์ าธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศสิงคโปร์ 1) นโยบายและแนวทางการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควดิ -19 ในประเทศ ฟิ นแลนด์ ในระหวา่ งการแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส COVID-19 เป็นส่ิงที่สาคญั และจาเป็น มากสาหรับ รัฐบาลประเทศฟิ นแลนด์ ท่ีจะตอ้ งมุ่งเนน้ ที่การป้องกนั การติดเช้ือและการแพร่กระจาย ของเช้ือไวรัส Finnish National Agency for Education (2020) ได้กล่าวว่า รัฐบาลฟิ นแลนด์ได้ ตดั สินใจท่ีจะดาเนินการแกไ้ ขปัญหาสถานการณ์ด้านการศึกษาจากการประเมินของหน่วยงาน ดา้ นสุขภาพ ซ่ึงการตดั สินใจไดถ้ ูกยกระดบั ในการแกไ้ ขปัญหาต้งั แต่ปลายเดือนเมษายน โดยเริ่ม ดาเนินการในระดบั ปฐมวยั และในระดบั ประถมศึกษา ต่อมาเม่ือตน้ เดือนพฤษภาคม จึงยกระดบั การแกไ้ ขปัญหาในระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย สถานศึกษาระดบั อาชีวศึกษา สถาบันอุดมศึกษาและการศึกษาแบบเสรี ส่วนหน่ึงของการแก้ไขปัญหา คือ รัฐบาลประเทศ ฟิ นแลนด์ไดใ้ ห้คาแนะนาแก่โรงเรียนใน การจดั การศึกษาทางไกลจนกว่าจะสิ้นสุดภาคการศึกษา รวมท้งั คาแนะนาสาหรับโรงเรียนเก่ียวกับวิธีการทางาน โดยคานึงถึงความปลอดภยั เป็ นสาคญั แมว้ ่าในขณะน้นั ยงั มีโรงเรียนบางแห่งที่ยงั คงเปิ ดสอนอยู่ และ จากการแถลงข่าวของรัฐบาลที่ระบุว่า ประสบการณ์ท่ีเกิดข้ึนท้งั ในระดับนานาชาติและระดับประเทศ แสดงให้เห็นว่า การเผยแพร่ การติดเช้ือ Coronavirus ในหมู่เด็กดว้ ยกนั จะไม่รุนแรงเท่าระดบั ผูใ้ หญ่ และ เด็กไม่ใช่แหล่งท่ีมา ของการติดเช้ือ จากขอ้ มูลดังกล่าวโรงเรียนยงั คงเปิ ดเรียนดยยึดความปลอดภยั สาหรับ เด็กและ บุคลากรของโรงเรียนเป็นสาคญั และไม่มีเหตุผลท่ีจะบงั คบั ใชพ้ ระราชบญั ญตั ิการใชอ้ านาจฉุกเฉิน

57 ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การศึกษาในระยะน้ัน ดงั น้นั การจดั การศึกษาระดบั ปฐมวยั รวมถึงระดบั ประถมศึกษา และมธั ยมศึกษาตอนตน้ ยงั คงมีการจดั การเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ในลกั ษณะท่ีควบคุมและ ค่อยเป็ นค่อยไป อย่างไรก็ตามรัฐบาลแนะนาว่า ในระดบั มหาวิทยาลยั โรงเรียนมธั ยมศึกษาตอนปลาย สถาบันฝึ กอบรมวิชาชีพ การศึกษาผู้ใหญ่และสถาบันการศึกษาข้ันพ้ืนฐานสาหรับผูใ้ หญ่ ยงั คงเปิ ดสอนต่อไปไดจ้ นกวา่ จะสิ้นสุดภาคการศึกษา และโรงเรียนสามารถตดั สินใจดว้ ยตนเองใน การจดั การเรียนการสอนตามความจาเป็ น การจดั การเรียนการสอนและแนวทางในการสนบั สนุน การจดั การศึกษาของโรงเรียน กระทรวงการศึกษาและวฒั นธรรม และสถาบนั เพื่อสุขภาพและ สวสั ดิการของประเทศฟิ นแลนด์ไดท้ าความเขา้ ใจและให้คาแนะนาสาหรับผูใ้ ห้บริการการศึกษา โดยระบุว่า นักเรียนในทุกระดับรวมถึงบุคลากรในโรงเรียนไม่ควรจะไปโรงเรียนหากมีอาการ ที่แสดงถึงความเป็ นไปได้ท่ีจะเจ็บป่ วย รวมท้ังคาแนะนาเพิ่มเติมท่ีเก่ียวข้องกับการหลีกเลี่ยง การสัมผสั ทางกายท่ีไม่จาเป็น การจดั สถานที่สอนใหก้ วา้ งขวางกวา่ ปกติ เวลาหยดุ พกั ของนกั เรียน และม้ืออาหารของโรงเรียนจะตอ้ งจดั ใหภ้ ายในบริเวณห้องเรียนหรือกลุ่มของนกั เรียนเอง บุคลากร จะถูกจดั ให้สอนเฉพาะกลุ่ม ไม่มีการสอนขา้ มกลุ่ม รวมท้งั จะตอ้ งมีขอ้ ปฏิบตั ิและแนวทางดา้ น สุขอนามยั อย่างเคร่งครัด ซ่ึงโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถตดั สินใจในการ จดั การที่เป็ นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากน้ีดว้ ยตนเอง นอกจากน้ี หน่วยงานเพ่ือการศึกษาแห่งชาติของฟิ นแลนด์ (EDUFI) ไดอ้ อกแนวทางปฏิบตั ิสาหรับการเรียนไปจนถึงสิ้นสุดภาคเรียน และสาหรับในภาคเรียนถดั ไป หากสถานการณ์ยงั คงอยู่ ซ่ึงแนวทางปฏิบตั ิของ EDUFI จะเป็ นส่วนท่ีเก่ียวขอ้ งกับการประเมิน นกั เรียน การสนบั สนุนการเรียนรู้และบริการสวสั ดิการนกั เรียน รวมท้งั มีการใหค้ าแนะนาเกี่ยวกบั วิธีจดั การกบั สถานการณ์ที่นกั เรียนขาดเรียน นอกจากน้ียงั มีแนวปฏิบตั ิเพ่ิมเติมสาหรับการมาเรียน ของนกั เรียน ดงั น้ี (1) การหลีกเล่ียงการสัมผสั ทางร่างกาย โรงเรียนไดก้ าหนดใหม้ ีการหลีกเล่ียง การสัมผสั ทางกาย ซ่ึงหมายความว่าไม่ควรจดั กิจกรรมใหญ่ท่ีมีคนร่วมกิจกรรมจานวนมาก และ นอกเหนือจากเด็กและบุคลากรครูแลว้ ห้ามมิให้บุคคลภายนอกเขา้ มาใชส้ ถานที่ภายในโรงเรียน และศูนย์การศึกษาปฐมวยั และพ้ืนท่ีโดยรอบ ซ่ึงแต่ละโรงเรี ยนจะกาหนดแนวทางปฏิบัติ ที่เหมาะสมกบั สถานการณ์ของตนเองและมีการใหค้ าแนะนาแก่ผปู้ กครอง โดยบคุ ลากรในโรงเรียน ตอ้ งหลีกเลี่ยงการอยรู่ วมกนั ในระยะใกล้ ซ่ึงหมายความวา่ ครูควรจดั การประชุมทางไกลเป็นหลกั (2) การปฏิบตั ิกิจกรรมในพ้ืนที่ที่มีบริเวณกวา้ งขวาง ครูและบุคลากรควรจดั พ้ืนท่ีในการทากิจกรรมกบั นกั เรียนระดบั ปฐมวยั และระดบั ประถมศึกษาโดยใหจ้ ดั พ้ืนท่ีที่มีบริเวณ ระยะห่างเพียงพอและกวา้ งขวางเพ่ือป้องกนั การสัมผสั และการติดเช้ือไดโ้ ดยง่าย และไม่ควรมีการ เปล่ียนกลุ่มในการจดั การเรียนการสอน ควรทางานกบั กลุ่มเดิมตามกฎเพื่อป้องกนั การแพร่กระจาย

58 ของการติดเช้ือ ในระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ และในวิชาเลือก หากมีความจาเป็ นท่ีจะตอ้ งจัดการ เรียนการสอนเป็ นกลุ่ม ครูจะตอ้ งจดั ระยะห่างให้มากพอและตอ้ งจดั ในบริเวณท่ีมีความกวา้ งขวาง มากพอเทา่ ท่ีจะเป็นไปได้ (3) กรณีท่ีเด็กป่ วยจะถูกห้ามไม่ให้ไปโรงเรียนและไดร้ ับการตรวจสอบจาก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ส่ิงสาคัญท่ีรัฐบาลให้ความสาคัญ คือ ในกรณีที่มีนักเรียนหรือบุคลากร ของโรงเรียนเจ็บป่ วย จะตอ้ งถือเป็ นมาตรการที่จะตอ้ งแยกนักเรียนหรือบุคลากรออกจากพ้ืนที่ ของโรงเรียน หากนกั เรียนเจ็บป่ วยระหวา่ งวนั จะตอ้ งติดต่อผปู้ กครองมารับกลบั บา้ น รวมท้งั จะตอ้ ง หลีกเลี่ยงการสมั ผสั ใกลช้ ิดกบั นกั เรียนที่ป่ วยโดยรักษาระยะห่างทางกายภาพให้เพียงพอ ผูท้ ี่ติดเช้ือ COVID-19 จะต้องอยู่ห่างจากโรงเรียนและได้รับการดูแลอย่างน้อยเจ็ดวนั นับจากเร่ิมมีอาการ และดูแลอย่างต่อเน่ืองจนกว่าจะไม่มีการแสดงอาการอย่างน้อยสองวนั ก่อนกลับเข้ามาเรียน ตามปกติ นอกจากน้ีแพทยท์ ี่รับผิดชอบโรคติดเช้ือในเขตเทศบาล หรือโรงพยาบาลจะมีหนา้ ที่คอย ดูแลและตรวจสอบวงจรของการมีโอกาสในการติดเช้ือ หากพบว่ามีนักเรียนหรือบุคลากรใน โรงเรียนไดร้ ับการวินิจฉัยว่าเป็ น COVID-19 จะมีการตรวจสอบว่าจะมีผูอ้ ่ืนได้รับการสัมผสั จาก ผปู้ ่ วยหรือไมแ่ ละจะตอ้ งถูกติดตามและกกั กนั เป็นเวลา 14 วนั นบั จากการปรากฏของอาการป่ วย คาแนะนาสาหรับการศึกษาการจดั การศึกษาในระดบั ต่าง ๆ 1. การดูแลเดก็ ปฐมวยั และการศึกษาระดบั ก่อนประถมศึกษา โรงเรียนท่ีทาหนา้ ที่ ในการจดั การศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวยั และการศึกษาระดบั ก่อน ประถมศึกษาท่ีจดั ข้นึ จะตอ้ งมี แนวปฏิบัติท่ีให้ผูป้ กครองเกิดความม่ันใจในการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ฟิ นแลนดไ์ ดแ้ นะนาวา่ หากเป็นไปไดเ้ ดก็ ๆ ควรจะไดร้ ับการดูแลที่บา้ น 2. การศึกษาระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาตอนตน้ สถานที่เรียนจะทาการ ปิ ดทาการจนถึง 13 เมษายน 2563 และจะไม่มีการจดั การเรียนการสอนท่ีโรงเรียน การจดั การเรียน การสอนและการให้คาแนะนาจะถูกปรับเปลี่ยนโดยใช้วิธีการเฉพาะ ซ่ึงโรงเรียนจะสามารถ ตดั สินใจในการปรับเปล่ียนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั นกั เรียนแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม มีขอ้ ยกเวน้ สาหรับการจดั ศึกษาระดับก่อนระดบั ประถมศึกษาท่ีสามารถจดั ในโรงเรียน สาหรับ นกั เรียนในเกรด 1 ถึง เกรด 3 ที่มีผปู้ กครองที่ทางานในภาคที่สาคญั ต่อการทางานของสังคม รวมถึง นักเรียนท่ีจะต้องให้ความดูแลเป็ นพิเศษอาจได้รับการสอนที่โรงเรียนในกรณีที่มีความจาเป็ น ซ่ึงรัฐบาลแนะนาว่าหากเป็ นไปได้ นักเรียนควรไดร้ ับการดูแลที่บา้ น ซ่ึงขอ้ ตกลงเหล่าน้ีจะมีผล บงั คบั ใชใ้ นวนั พธุ ท่ี 18 มีนาคม 2563 3. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วไป ระดับอาชีวศึกษา ระดับ มหาวิทยาลยั และการศึกษาแบบเสรีสาหรับโรงเรียนและสถาบนั การศึกษาในระดบั ดงั กลา่ ว จะถูก

59 ปิ ดทาการจนถึง 13 เมษายน 2563 และการเรียนการสอนจะถูกระงบั และมีขอ้ แนะนาว่า การเรียน การสอนและการให้คาปรึกษาสามารถจัดได้อย่างหลากหลายวิธี เช่น รูปแบบการจดั การศึกษา ทางไกล การจดั การศึกษาในสภาพแวดลอ้ มท่ีใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิทลั ที่หลากหลาย รวมถึงการเรียนรู้ แบบอิสระ แต่ท้งั น้ีตอ้ งอยู่ในการควบคุมดูแลจากโรงเรียนและสถาบนั การศึกษาในแต่ละระดบั ซ่ึงขอ้ ตกลงเหล่าน้ีจะมีผลบงั คบั ใชใ้ นวนั พธุ ท่ี 18 มีนาคม 2563 4. การกาหนดการสอบเพื่อเขา้ ศึกษาต่อในมหาวิทยาลยั คณะกรรมการสอบเพ่ือ เขา้ ศึกษาต่อระดบั มหาวิทยาลยั และกระทรวงการศึกษาและ วฒั นธรรมของฟิ นแลนด์ ไดจ้ ดั ทา กาหนดการเก่ียวกบั สอบเขา้ ศึกษาต่อในระดบั มหาวิทยาลยั เม่ือวนั ที่ 13 มีนาคม 2563 ซ่ึงยงั คงมี การสอบเหมือนเดิม ไม่มีการเปล่ียนแปลงใด ๆ ท้งั น้ี คณะกรรมการสอบเพ่ือเขา้ ศึกษาต่อระดับ มหาวิทยาลยั ไดใ้ หค้ าแนะนาที่ทาใหม้ นั่ ใจวา่ การสอบจะถูกจดั ข้ึนในสภาพแวดลอ้ มที่ปลอดภยั 5. การอานวยความสะดวกเกี่ยวกบั การศึกษาดา้ นอื่น ๆ ในส่วนของการจดั การเรียนรู้ นอกระบบโรงเรียน เช่น พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พิพิธภณั ฑสถานทอ้ งถิ่น โรงละคร โรงอุปรากร แห่งชาติ สถานท่ีทางวฒั นธรรม ห้องสมุดเคล่ือนท่ี หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ศูนยพ์ กั ผอ่ น สระว่ายน้า ส่ิงอานวยความสะดวกดา้ นการกีฬา ศูนยเ์ ยาวชน สโมสร การประชุมขององคก์ ร ห้องบริการดูแล ผู้สูงอายุและสถานท่ีจัดประชุม จะปิ ดการทาการจนถึง 13 เมษายน2563 อาจกล่าวได้ว่า การดาเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ด้านการศึกษาในระหว่างการแพร่ ระบาดของเช้ือไวรัส COVID-19 ของรัฐบาลประเทศฟิ นแลนด์ในช่วงตน้ ๆ จะเป็ นการให้คาปรึกษาแนะนาในการจดั การศึกษาทางไกล รวมท้งั แนวปฏิบตั ิเพื่อความปลอดภยั จากการติดเช้ือท้งั นกั เรียนและบุคลากรใน โรงเรียน แต่อย่างไรก็ตามยงั คงมีโรงเรียนท่ีเปิ ดสอนในระหว่างสถานการณ์ดว้ ยความระมดั ระวงั จึงทาให้รัฐบาลจึงตอ้ งสร้างแนวปฏิบตั ิท่ีรัดกุมให้กบั โรงเรียน เช่น การหลีกเล่ียงการสัมผสั ทาง ร่างกาย การปฏิบตั ิ กิจกรรมในพ้ืนที่ท่ีมีบริเวณกวา้ งขวาง กรณี หากมีเด็กเจ็บป่ วยจะถูกหา้ มไม่ให้ ไปโรงเรียนและไดร้ ับการตรวจสอบจากเจา้ หนา้ ท่ีที่เก่ียวขอ้ ง รวมท้งั กาหนดคาแนะนา สาหรับ การศึกษาการจัดการศึกษาในระดับ ต่าง ๆ ท้ังการดูแลเด็กปฐมวยั และการศึกษาระดับก่อน ประถมศึกษา การศึกษาระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาตอนตน้ การศึกษาระดบั มธั ยมศึกษา ตอนปลายทว่ั ไป ระดบั อาชีวศึกษา ระดบั มหาวิทยาลยั และการศึกษาแบบเสรีและการอานวยความ สะดวกเกี่ยวกบั การศึกษาดา้ นอ่ืน ๆ 2) นโยบายและแนวทางการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควดิ -19 ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีน สาหรับการจดั การเรียนรู้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสถานการณ์โควิด ได้มีการดาเนินการเป็ นระดับ ประกอบด้วย การดาเนินการระดับรัฐบาล การดาเนินการระดับ

60 มณฑล แนวนโยบายและแนวการปฏิบัติของภาคสังคมและองค์กรภาคเอกชน และการจัดทา แผนปฏิบัติการและแนวปฏิบตั ิ สาหรับการศึกษาระดับปฐมวยั ในระดับโรงเรียน ดังน้ี (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization, 2020) (1) การดาเนินการของรัฐบาลต่อการจดั การกบั สถานการณ์โควิด-19 1. รัฐบาลไดม้ ีการจดั ต้งั สานกั งานผูน้ าแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการทนั ที เพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19 โดย Dengfeng Wang ผูอ้ านวยการฝ่ ายกีฬาสุขภาพ และศิลปะการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและเป็ นผูเ้ ชี่ยวชาญดา้ นจิตวิทยาคลินิก สานกั งาน ผนู้ าแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการไดร้ ับมอบหมายภารกิจที่เก่ียวกับการดูแลเรื่องการป้องกนั ไวรัส โดยรวมที่เก่ียวขอ้ งกบั การศึกษาท้งั หมด รวมถึงการออกแบบและกาหนดแนวทางการจดั การด้าน สุขภาพ การจดั ระเบียบสาหรับภาคการศึกษาใหม่ และเสริมสร้างใหม้ ีการตรวจสอบและกากบั ดูแล ดา้ นสุขศึกษาและการป้องกนั โรค ในขณะเดียวกนั รัฐบาลในระดบั ภูมิภาคและระดบั ทอ้ งถิ่นก็ไดม้ ี การจดั ต้งั หน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งเพอ่ื การ ประสานงานกบั สานกั งานผนู้ าแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการ 2. การสร้างกรอบนโยบายเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของ COVID-19 โดยศูนยค์ วบคุมและป้องกนั โรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนไดป้ ระกาศและกาหนด นโยบายที่ เก่ียวขอ้ งกบั มาตรการเฉพาะเก่ียวกับกระบวนการกากบั ดูแลและกลไกการเกี่ยวขอ้ ง โดยตรงกบั การป้องกนั และควบคมุ COVID-19 สาหรับผตู้ ้งั ครรภแ์ ละเดก็ 3. การเผยแพร่แนวทางการป้องกนั และควบคุม COVID-19 ในโรงเรียนอนุบาล โดยสานกั งานการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการเพื่อตอบสนองต่อ COVID-19 ซ่ึงมหาวิทยาลยั ปักก่ิง ได้จดั ผูเ้ ชี่ยวชาญ 29 คน ผูเ้ ชี่ยวชาญดา้ นสุขภาพและความเป็ นอยู่ของการศึกษาระดับอนุบาล (ซ่ึงให้บริการเด็กอายุ 3-6 ปี ) และผูเ้ ชี่ยวชาญจากสถาบนั ควบคุมและป้องกันโรคทุกระดบั การศึกษา รวมท้งั ผูเ้ ชี่ยวชาญระดบั วิทยาลยั และมหาวิทยาลยั ไดร้ ่วมกนั กาหนดแนวทางการป้องกนั และควบคุม COVID-19 ในโรงเรียนอนุบาล ซ่ึงเผยแพร่เม่ือวนั ท่ี 2 มีนาคม 2020 เน้ือหาในเอกสารดงั กล่าวสามารถ ดาวน์โหลดเน้ือหาบน WeChat ซ่ึงเป็ นแพลตฟอร์มเครือข่ายโซเชียลท่ีใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐ ประชาชนจีน เพ่ือให้ผู้คนที่เก่ียวข้องสามารถเข้าถึงได้ทุกท่ีทุกเวลา สาหรับเน้ือหาในเอกสาร ประกอบดว้ ย 3.1 หลกั การสาหรับการควบคมุ และป้องกนั โรค 3.2 เป้าหมายและการนาไปใช้ 3.3 ขอ้ มูลพ้นื ฐานเก่ียวกบั โรค 3.4 การเตรียมความพร้อมสาหรับโรงเรียน ประกอบดว้ ย ความ รับผดิ ชอบของครูและบคุ ลากร และการจดั การช้นั เรียน

61 3.5 การกาหนดการเปิ ดเรียนใหม่ ประกอบดว้ ย ความรับผิดชอบของครู และบุคลากร การจดั การช้นั เรียน และประเด็นสาคญั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ผปู้ กครอง 4) การเผยแพร่คู่มือการป้องกันและควบคุม COVID-19 ในภาษาต่างประเทศ เพ่ืออานวยความสะดวกในการส่ือสารกบั ผปู้ ่ วยท่ีพูดเฉพาะภาษามณฑลหูเป่ ย กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกบั คณะกรรมการกิจการภาษาแห่งรัฐและมหาวิทยาลยั หลายแห่ง ไดร้ ่วมมือกนั ในการพฒั นา คู่มือการป้องกนั และควบคมุ COVID-19 เป็นภาษามณฑลหูเป่ ย และกระทรวงศึกษาธิการไดพ้ ฒั นา คู่มือดงั กล่าวเป็ น ภาษาต่างประเทศ โดยแปลเป็ นภาษาต่างประเทศถึง 8 ภาษา ไดแ้ ก่ ภาษาเกาหลี ภาษาญ่ีป่ ุน ภาษาฟาร์ซี ภาษาอิตาเลียน ภาษาอารบิค ภาษาสเปน ภาษาโปรตุเกส และภาษาองั กฤษ และยงั มีประโยคอีก 50 ประโยคที่เป็นภาษาท่ีใชก้ นั โดยทว่ั ไปในชีวิตประจาวนั ท่ีศุลกากรสาหรับ ผเู้ ดินทางระหวา่ งประเทศ และที่ใชใ้ นโรงพยาบาลสาหรับผมู้ ีปัญหาดา้ นสุขภาพ (2) การดาเนินการระดบั มณฑลต่อการจดั การกบั สถานการณ์โควดิ -19 (กรณี ตวั อยา่ ง มณฑลเซี่ยงไฮ)้ 1) การจดั ต้งั กลุ่มผนู้ าที่สอดคลอ้ งกบั สานกั งานผนู้ าแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการ ในการตอบสนองตอ่ COVID-19 มณฑลเซี่ยงไฮไ้ ดจ้ ดั ต้งั สานกั งานผนู้ าเพื่อตอบสนอง ตอ่ COVID- 19 ซ่ึงเป็ นส่วนท่ีเก่ียวขอ้ งในระดบั มณฑล โดยมีภารกิจรับผิดชอบการจดั การศึกษาโดยรวมของ มณฑล 2) การเผยแพร่กฎระเบียบในการป้องกนั และควบคุม COVID-19 คณะกรรมการ การศึกษาเซี่ยงไฮ้ไดอ้ อกข้อบงั คบั เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุม COVID-19 และ ไดเ้ ผยแพร่ กฎระเบียบดงั กล่าวท้งั ทางเว็บไซต์และแพลตฟอร์ม WeChat ซ่ึงกฎระเบียบที่กาหนดไวจ้ ะเป็ น หลกั การโดยทว่ั ไป รวมถึงมาตรการท่ีเป็ นรูปธรรม เช่น การเผยแพร่ขอ้ มูลที่สาคญั เก่ียวกับการ เสริมสร้าง การป้องกนั และการควบคุมการดาเนินงานในโรงเรียนระดบั ปฐมวยั การสื่อสารระหว่าง โรงเรียนกบั ผปู้ กครองในการใหค้ าแนะนาและแนวทางการจดั การเรียนการสอน การใชป้ ระโยชน์ จากแหล่งขอ้ มูลทางการศึกษา และการจดั ฝึ กอบรมออนไลน์เกี่ยวกับการป้องกนั และจดั การกบั COVID-19 และท่ีสาคญั การจดั การเรียนการสอนสดแบบออนไลน์ห้ามมิให้ใชก้ บั เด็กต้งั แต่แรก เกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ เนื่องจากอาจเกิดปัญหาในดา้ นสุขภาพ 3) การสนับสนุนให้ผูป้ กครองมีส่วนร่วมในการจดั การเรียนรู้โดยการผนวก การเลน่ กบั การใหค้ วามรู้ดว้ ยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่บา้ น 1. การส่งมอบ “ชุดกิจกรรมท่ีมีคุณค่าสาหรับการเล่นและการเรียนรู้ ที่บา้ น” โดยคณะกรรมการการศึกษาปฐมวยั ของสมาคมการศึกษาเซี่ยงไฮไ้ ดน้ าเสนอชุดของกิจกรรมและ วสั ดุที่เรียกว่า \"ชุดกิจกรรมที่มีคุณค่าสาหรับการเล่นและการเรียนรู้ท่ีบา้ น\" ชุดของกิจกรรมน้ี

62 ประกอบด้วย สุขภาพ กีฬา กิจกรรมการเล่น และกิจกรรมการศึกษาเพ่ือการศึกษาต่อและเตรียม ความพร้อมสาหรับการเปิ ดโรงเรียนใหม่ พร้อมกับคาแนะนาจากผูเ้ ช่ียวชาญการจัดกิจกรรม เคล็ดลบั ในแต่ละคอลมั น์ในรูปแบบของภาพ วิดีโอ และคาแนะนาง่าย ๆ ท่ีเหมาะสาหรับเด็ก และสาหรับผปู้ กครองในการจดั การเรียนรู้ใหก้ บั บุตรหลานที่บา้ น 2. การให้ความคิดเห็นของผูเ้ ชี่ยวชาญที่เน้นประเด็นพิเศษ โดยผูเ้ ช่ียวชาญ ด้านการจดั การเรียนรู้จะแสดงความคิดเห็นทางวิชาชีพในหัวข้อพิเศษ เช่น “จะเผชิญหน้า กับ สถานการณ์วิกฤติอย่างไรกบั บุตรหลานของคุณ” ท้งั น้ี เพื่อจะไดน้ าความคิดเห็นที่เป็ นประโยชน์ ส่ือสารกบั ผปู้ กครองในการจดั การเรียนรู้ใหก้ บั บตุ รหลานที่บา้ น 3. การรวบรวมแนวความคิดและกรณีตวั อยา่ งจากผปู้ กครอง ไดม้ ีการ รวบรวมแนวความคดิ และกรณีตวั อยา่ งที่ดีและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นแนวปฏิบตั ิท่ีดีของการเล่นและ การทากิจกรรมระหวา่ งผปู้ กครองกบั นกั เรียน ซ่ึงจากกรณีดงั กลา่ วสามารถรวบรวมแนวคดิ ไดม้ ากกวา่ 3,500 แนวคดิ ภายใน 4 วนั และไดม้ ีการคดั เลือกแนวคิดที่สามารถก่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ แก่เด็กไดเ้ ป็นอยา่ งดี นามาจดั พิมพโ์ ดยแบ่งออกเป็น 8 หวั ขอ้ สาคญั ประกอบดว้ ย ดา้ นกีฬา การละเลน่ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ การใชช้ ีวิตประจาวนั ศิลปะ การสร้างสรรค์ การอ่าน และ กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีลกั ษณะเฉพาะ (3) นโยบายและแนวการปฏิบตั ิของภาคสงั คมและองคก์ รภาคเอกชน 1) การจดั โครงการ 0-6 หรือ “0-6 Program of “Morning Babies, Kangkang is Coming!” ซ่ึงเป็ นโครงการท่ีริเร่ิมโดยองค์การ UNICEF China ร่วมกับการศึกษาระดับปฐมวยั แห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีนและศนู ยเ์ ด็กแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ไดพ้ ฒั นาโครงการ ท่ีช่ือวา่ “Morning Babies, Kangkang is Coming!” เป็นการพฒั นาชุดทรัพยากรทางการศึกษาสาหรับ เดก็ อายุ 0-3 ขวบ และ 3-6 ขวบ ซ่ึงจะมีการปรับเน้ือหาให้ทนั สมยั ในทุกสัปดาห์ผ่านแอปพลิเคชัน WeChat ซ่ึงชุดทรัพยากรทางการศึกษา ประกอบดว้ ย กิจกรรม 4 กิจกรรม ประกอบดว้ ยการเรียนรู้ ทางอารมณ์ในการอยใู่ นสังคม การกีฬา ศิลปะ และการพฒั นาทางปัญญา 2) แนวทางปฏิบตั ิสาหรับการศึกษาปฐมวยั ของสังคมแห่งชาติสาธารณรัฐ ประชาชนจีน 2.1 สังคมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนสาหรับการศึกษาปฐมวัย ได้เชิญผูเ้ ช่ียวชาญจากคณะกรรมการและสาขาที่เก่ียวข้องหลายแห่งเพื่อเขียนบทความส้ัน ๆ เกี่ยวกับหัวขอ้ สาคญั ในสถานการณ์ปัจจุบัน หัวขอ้ เหล่าน้ันประกอบด้วย กลยุทธ์สาหรับความ ร่วมมือระหว่างครอบครัว และโรงเรียนอนุบาล การศึกษาสาหรับชีวิตประจาวนั เช่น การรักษา คุณค่าของชีวิตประจาวนั การพฒั นานิสัยที่ดีการเรียนรู้ที่จะจดั การชีวิตของตนเอง การศึกษาระบบ

63 นิเวศการติดต่อสื่อสารดว้ ยความเขา้ ใจกบั เด็ก การสนับสนุนและการป้องกนั สุขภาพทางกายและ สุขภาพจิตของครู การกีฬาและวิธีการดูแลตนเอง การอ่านหนงั สือร่วมกนั กบั ผปู้ กครอง การเตรียม ความพร้อมมาโรงเรียนของเดก็ การป้องกนั และควบคมุ ความปลอดภยั สาหรับเด็กอนุบาล การปรับ หลกั สูตรอนุบาล และสร้างนิสยั สุขอนามยั ที่ดีใหก้ บั เดก็ 2.2 การเผยแพร่แนวทางต่อต้านไวรัส โดยคณะกรรมการสุขภาพเด็ก ไดจ้ ดั ทาขอ้ เสนอแนะและแนวทางในการปกป้องสุขภาพของเด็ก ซ่ึงประกอบดว้ ย รวมถึงกลยุทธ์ สาหรับโรงเรียนอนุบาลและครอบครัว รวมท้งั คณะกรรมการที่ส่งเสริมการเล่นสาหรับเด็ก ไดจ้ ดั ทา แนวทางและคาแนะนาในการเล่นที่บา้ นสาหรับเด็กอายุ 0-6 ปี ซ่ึงเป็นประโยชน์สาหรับผปู้ กครอง เป็นอยา่ งมาก 2.3 การรวบรวมคาถามและคาตอบสาหรับผบู้ ริหารและครูสังคมแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีนไดร้ วบรวมคาถามสาหรับผูบ้ ริหารโรงเรียนอนุบาลและครูจากจงั หวดั 9 จงั หวดั และจดั หาผูเ้ ช่ียวชาญในแต่ละดา้ นมาจดั เตรียมคาตอบและให้การแนะนาและคาปรึกษา ท่ีเกี่ยวกบั การจดั การเรียนการสอน (4) การจดั ทาแผนปฏิบตั ิการและแนวปฏิบตั ิสาหรับการศึกษาระดบั ปฐมวยั ในระดบั โรงเรียน ในระดบั การปฏิบตั ิท่ีโรงเรียนน้นั ผูบ้ ริหารโรงเรียนและครูที่ปฏิบตั ิหนา้ ท่ีผชู้ ่วยผบู้ ริหาร ไดจ้ ดั ต้งั กลมุ่ WeChat เพอ่ื รวบรวมสถานะของเดก็ แตล่ ะคน รวมท้งั ใชเ้ ป็นเครื่องมือในการประกาศ แนวทางหรือการเปล่ียนแปลงนโยบาย รวมท้งั ใชใ้ นการส่ือสารเก่ียวกบั การเรียนการสอนกบั เด็ก ในกลุ่ม เช่น การสนทนากบั เด็กภายในเวลา 30 นาทีเก่ียวกบั วิธีการป้องกนั ตนเองจากเช้ือไวรัส ตารางการใชช้ ีวติ ในแตล่ ะวนั ของเด็ก กิจกรรมที่เด็กชอบมากที่สุด และเพราะเหตใุ ดจึงชอบ กิจกรรม เหล่าน้นั เป็นตน้ นอกจากน้ี ตามแผนปฏิบตั ิการยงั ไดม้ ีหลกั สูตรพิเศษ หรือ “SpecialCurriculum” ในแต่ละ สัปดาห์ สาหรับการตอบขอ้ ซกั ถามจากผปู้ กครอง กล่าวไดว้ า่ การจดั การเรียนรู้ให้แก่นกั เรียนของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในสถานการณ์โควิดได้ถูกจดั อย่างเป็ นระบบ นับต้งั แต่การดาเนินการ ระดับรัฐบาล ซ่ึงจะมีหน่วยงานที่ต้งั ข้ึนใหม่เพ่ือจดั การกับสถานการณ์COVID -19 โดยไดม้ ีการ สร้างกรอบนโยบายเพื่อควบคุมและป้องกันการ แพร่กระจายของ COVID-19 การเผยแพร่ แนวทางการป้องกนั และควบคุม COVID-19 การเผยแพร่คู่มือการป้องกนั และควบคุม COVID-19 ในภาษาต่างประเทศ ซ่ึงการดาเนินการในระดับรัฐบาลจะส่งผ่านไปยงั การดาเนินการในระดับ มณฑล โดยมีการจดั ต้งั กลุ่มผนู้ าที่สอดคลอ้ งกบั สานกั งานผนู้ าแห่งชาติ มีการเผยแพร่กฎระเบียบ ในการป้องกนั และควบคุม COVID-19 การสนบั สนุนใหผ้ ปู้ กครองมีส่วนร่วมในการจดั การเรียนรู้ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่บ้าน การให้ความคิดเห็นของผูเ้ ช่ียวชาญที่เน้นประเด็นพิเศษ และการรวบรวมแนวความคิดและกรณีตวั อย่างจากผูป้ กครองเพื่อการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน

64 นอกจากน้ี มีการกาหนดนโยบายและแนวการปฏิบตั ิของภาคสังคมและองคก์ รภาคเอกชน โดยมี การจดั โครงการท่ีริเร่ิมโดยองคก์ าร UNICEF China ในการพฒั นาชุดทรัพยากรทางการศึกษา และกาหนด แนวทางปฏิบตั ิสาหรับการศึกษาปฐมวยั ของสังคมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน และการจดั ทา แผนปฏิบตั ิการและแนวปฏิบตั ิสาหรับการศึกษาระดบั ปฐมวยั ในระดบั โรงเรียน โดยการจดั ต้งั กลุ่ม WeChat เพื่อรวบรวมสถานะของเด็กแต่ละคน รวมท้งั ใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือในการสื่อสารเก่ียวกบั การ เรียนการสอนกบั เด็กในกลุ่ม และมีหลกั สูตรพิเศษสาหรับการตอบขอ้ ซกั ถามจากผปู้ กครองอีกดว้ ย 3.) นโยบายและแนวทางการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ สิงคโปร์ สาหรับการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควดิ -19 ของประเทศสิงคโปร์ จะมีการ ปรับเปล่ียนเพื่อใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์ ดงั น้ี(Ministry of Education, Singapore, 2020) (1) โรงเรียนและสถาบันการเรียนรู้ระดับสูงปรับเปล่ียนการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้การเรียนรู้ท่ีบ้านเป็ นหลักแบบเต็มรูปแบบ (HBL) ในขณะที่โรงเรียนอนุบาลและ ศนู ยด์ ูแลเด็กไดป้ ิ ดทาการ 1.1 กระทรวงศึกษาธิการ (MOE) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ครอบครัว (MSF) ได้ดาเนินมาตรการป้องกันท่ีจาเป็ นเพ่ือดูแลความเป็ นอยู่ที่ดีของนักเรียนและ บุคลากรทุกคนของโรงเรียน รวมท้งั ไดม้ ีความพยายามในการบูรณาการของหลายกระทรวงในการ ท่ีจะเพ่ิมมาตรการดา้ นความปลอดภยั ในการจดั การเรียนการสอนของโรงเรียน สถาบนั การเรียนรู้ ระดบั สูง (IHL) และโรงเรียนอนุบาล โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การจดั การสอนทางไกล 1.2 การจดั การเรียนรู้โดยการใชก้ ารเรียนรู้ที่บา้ นเป็ นหลกั แบบเต็มรูปแบบ (HBL) ไดเ้ ร่ิมต้งั แต่วนั ที่ 8 เมษายน 2563 นักเรียนระดบั ประถมศึกษา มธั ยมศึกษา การเตรียมเขา้ มหาวิทยาลยั และสถาบนั การเรียนรู้ระดบั สูง (IHL) รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนการศึกษาพิเศษ (SPED) จะเปลี่ยนไปใชก้ ารเรียนรู้ที่บา้ นเป็นหลกั เตม็ รูปแบบ (HBL) จนถึงวนั ที่ 4 พฤษภาคม 2563 นอกจากน้ีโรงเรียนอนุบาลท้ังหมดและศูนยด์ ูแลเด็ก รวมถึงศูนย์ดูแลนักเรียนพิเศษจะระงบั การให้บริการทวั่ ไป ในช่วงเวลาน้ีสถาบนั การศึกษาเอกชนไดร้ ับคาแนะนาให้จดั การเรียนรู้ที่บา้ น เป็ นหลักแบบเต็มรูปแบบ (HBL) หรือไม่เช่นน้ันก็ทาการปิ ดโรงเรียนชั่วคราว ช้ันเรียนจะเร่ิม ดาเนินการอีกคร้ัง ในวนั ท่ี 5 พฤษภาคม 2563 กระทรวงศึกษาธิการและ MSF จะติดตามสถานการณ์ COVID-19 อยา่ งใกลช้ ิดเพอื่ ประเมินวา่ จะตอ้ งมีการต่อช่วงเวลาในการจดั การ 1.2.1 การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ที่บา้ นเป็นหลกั แบบเตม็ รูปแบบ (HBL) โรงเรียนไดม้ ีการจดั เตรียมนกั เรียน ผปู้ กครอง และครูสาหรับการทางานแบบ HBL โดยโรงเรียนจะให้ คาแนะนาและการสนับสนุนสาหรับนักเรียน โดยการจดั หาวสั ดุอุปกรณ์เพื่อประกอบการเรียนรู้ ที่บา้ นท้งั การใช้ออนไลน์และวสั ดุที่เป็ นชิ้นงานเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง โรงเรียนจะ

65 ช่วยเหลือนกั เรียนท่ีอาจตอ้ งการใช้อุปกรณ์ดิจิตอลหรือการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ซ่ึงหน่วยงาน ท่ีชื่อวา่ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของนกั เรียนสิงคโปร์ (SLS) จะเปิ ดใหน้ กั เรียนเขา้ ชมไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง ในช่วงเวลาวิกฤติน้ีตลอดระยะเวลาของการเรียน HBL แบบเต็มรูปน้ี นักเรียนจะได้รับการ สนับสนุนอย่างเต็มที่จากครูและบุคลากรในโรงเรียน ในขณะเดียวกัน บุคลากรของโรงเรียน สามารถท่ีจะติดต่อกบั นกั เรียนและผปู้ กครองไดอ้ ยา่ งต่อเน่ืองและสม่าเสมอ รวมถึงครูจากโรงเรียน การศึกษาพิเศษ (SPED) ก็สามารถจดั การเรียนรู้ใหก้ บั นกั เรียนพิเศษ โดยติดต่อกบั ผปู้ กครองท่ีบา้ น ในการจดั การเรียนรู้ตามหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความตอ้ งการของนักเรียนแต่ละคน โดยครู สามารถดูแลนกั เรียนพิเศษไดต้ ามปกติ 1.2.2 ดว้ ยการปรับเปลี่ยนเป็ นการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ที่บา้ นเป็ นหลกั แบบเต็มรูปแบบ (HBL) ส่งผลให้การทดสอบและประเมินผลถูกปรับเปล่ียนตามความจาเป็ น การสอบกลางภาคของทุกโรงเรียนไดถ้ ูกเล่ือนออกไป อย่างไรก็ตามการทดสอบระดบั ชาติรวมถึง การทดสอบ GCE O และ การทดสอบ A-Level Mother Tongue Language examinations ในเดือน มิถุนายน และการสอบไล่ปลายปี การศึกษา และการสอบออกจากช้ันประถมศึกษายงั คงดาเนิน ต่อไปตามแผนท่ีไดว้ างไวพ้ ร้อมดว้ ยมาตรการการป้องกนั ท่ีสาคญั 1.2.3 การเรียนรู้แบบผสมผสาน ระหว่างการเรียนแบบเผชิญหน้าและ การเรียน โดยใช้ e-Learning เป็ นส่วนสาคัญของหลกั สูตรของสถาบันการศึกษาช้ันสูง (IHLs) ในช่วงไม่ก่ีเดือนท่ีผ่านมา สถาบันการศึกษาช้ันสูง (IHLs) ได้ทาการปรับปรุงโมดูลออนไลน์ ท่ีอิงกบั รายวิชาเรียนเกือบท้งั หมด และ ไดเ้ พิ่มมาตรการดา้ นความปลอดภยั ในการใช้หลักสูตร ออนไลน์ รวมท้งั ยงั ไดม้ ีการปรับเปล่ียนรูปแบบการสอบและการประเมิน ซ่ึงสถาบนั การศึกษา ช้นั สูง (IHLs) ไดม้ ีการติดต่อกับนักศึกษาในการสนับสนุน การจดั การเรียนรู้และความก้าวหนา้ ในการเรียนของนกั ศึกษาเป็ นอย่างดี รวมท้งั ช่วยให้นกั ศึกษาสามารถจบการศึกษาไดภ้ ายในเวลา ท่ีกาหนด (2) โรงเรียนปฐมวยั และศนู ยด์ ูแลนกั เรียน 1. นบั ต้งั แต่วนั ที่ 8 เมษายน 2563 ถึงวนั ที่ 4 พฤษภาคม 2563 โรงเรียนระดบั ปฐมวยั ทุกโรงไดป้ ิ ดทาการชวั่ คราวสาหรับนกั เรียนทว่ั ไป อย่างไรก็ตามยงั คงเปิ ดให้บริการอย่าง จากดั สาหรับผปู้ กครองท่ีไมส่ ามารถหาวิธีการจดั การเพื่อดูแลบุตรหลานของตนได้ เช่น ผปู้ กครองที่ ทางานเก่ียวกบั การใหบ้ ริการในศูนยด์ ูแลสุขภาพ รวมถึง ECDA จะยกเลิกขอ้ กาหนดการเขา้ เรียนข้นั ต่า สาหรับเงินอุดหนุนก่อนวยั เรียนในเดือนเมษายน และ MSF จะยกเลิกขอ้ กาหนดการเขา้ เรียนข้นั ต่า สาหรับเงินช่วยเหลือคา่ ดูแลนกั เรียน (SCFA) ในเดือนเมษายน

66 2 . ส่ื อการเรี ยนการสอนที่เก่ียวข้องกับการจัดเรี ยนรู้ท่ีบ้านเป็ นหลัก แบบเตม็ รูปแบบ (HBL) ไดถ้ ูกพฒั นาข้ึนโดยโรงเรียนต่าง ๆ และไดม้ ีการแบ่งปันใหก้ บั โรงเรียนใน เครือขา่ ยและ ผปู้ กครองอยา่ งต่อเน่ือง และถือเป็นหนา้ ที่ที่โรงเรียนจะตอ้ งติดต่อสื่อสารกบั นกั เรียน ในช่วงเวลาน้ี เพอ่ื ตรวจสอบความเป็นอยแู่ ละความกา้ วหนา้ โดยทวั่ ไป 3. รัฐบาลได้ส่ือสารกบั บุคคลท่ีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และทา ความเข้าใจถึงความกังวลของผูท้ ี่ได้รับผลกระทบจากปิ ดทาการของโรงเรียนชั่วคราว รวมถึง การหยุดให้บริการในศูนยด์ ูแลนกั เรียน โดยต้งั แต่วนั ท่ี 7 เมษายน 2563 เป็นตน้ ไป สถานที่ทางาน ทุกแห่งจะตอ้ งปรับเปลี่ยนการส่ือสารโทรคมนาคมท่ีจาเป็ น ผูป้ กครองจะได้รับการสนับสนุน อย่างดีย่ิงเพื่อให้ลูกหลานของพวกเขาไดเ้ รียนรู้ที่บา้ นในช่วงเวลาน้ี ผูท้ ี่ทางานในบริการท่ีจาเป็ น เช่น การดูแลสุขภาพที่ไม่สามารถจดั หาการดูแลทางเลือกที่ปลอดภยั ให้บุตรหลานของตน อาจติดต่อ ประสานงานกบั ทางโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนอนุบาลของบุตรหลานเพ่ือขอรับความ ช่วยเหลือเป็ นกรณีพิเศษ จะเห็นไดว้ ่าการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศสิงคโปร์ จะเน้นที่การปรับเปล่ียนวิธีการจดั การเรียนรู้เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ไดด้ าเนินมาตรการป้องกนั ที่จาเป็ นเพ่ือดูแลความเป็ นอยู่ที่ดีของนกั เรียนและบุคลากรทุกคนของ โรงเรียน รวมท้งั ไดม้ ีความพยายามในการบูรณาการของหลายกระทรวงในการท่ีจะเพ่ิมมาตรการ ดา้ นความปลอดภยั ในการจดั การเรียนการสอนของโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจดั การสอน ทางไกล และการจัดการเรียนรู้โดยการใช้การเรียนรู้ท่ีบ้านเป็ นหลักแบบเต็มรูปแบบ ( HBL) โดยโรงเรียนจะให้คาแนะนาและการสนับสนุนสาหรับนกั เรียน จดั หาวสั ดุอุปกรณ์เพ่ือประกอบ การเรียนรู้ที่บ้านท้ังการใช้ออนไลน์และวสั ดุที่เป็ นชิ้นงาน เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง ให้ความช่วยเหลือในการใชอ้ ุปกรณ์ดิจิตอลหรือการใชส้ ญั ญาณอินเทอร์เน็ต บุคลากรของโรงเรี ยน สามารถท่ีจะติดต่อกบั นกั เรียนและผปู้ กครองไดอ้ ย่างต่อเน่ืองและสม่าเสมอ และมีการปรับเปล่ียน การทดสอบและประเมินผลตามความจาเป็ น สาหรับสถาบนั การศึกษาช้นั สูง (IHLs) จะใชก้ ารเรียนรู้ แบบผสมผสานระหวา่ งการเรียนแบบเผชิญหนา้ และการเรียนโดยใช้ e-Learning เพอื่ สนบั สนุนการ จดั การเรียนรู้และความกา้ วหนา้ ในการเรียนของนกั ศึกษา สรุปไดว้ า่ การจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โควิค -19 ในต่างประเทศ มีแนวนโยบาย และแนวทางการจดั การเรียนรู้ท่ีมีจุดต่างและจุดเหมือนที่คลา้ ยคลึงกนั เพ่ือช่วยเหลือประชากรของ แตล่ ะประเทศใหส้ ามารถดารงชีวติ และเรียนรู้ตามหลกั สูตรไดอ้ ยา่ งตอ่ เนื่องและมีประสิทธิภาพ

67 3. DEEP 3.1 ท่ีมาของแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพ่ือความเป็ นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ให้ดาเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างน้อย จานวน 6 ดา้ น ประกอบดว้ ย ด้านการเมือง ด้านการบริ หารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ดา้ นการศึกษา และดา้ นอ่ืน ๆ ซ่ึงรัฐบาลไดจ้ ดั ทาแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 มาตรา 65 กาหนดให้รัฐพึงจัดให้มี ยุทธศาสตร์ชาติเป็ นเป้าหมายการพฒั นาประเทศอย่างยงั่ ยืน เพื่อใช้เป็ นกรอบในการดาเนินงาน ใหส้ อดคลอ้ งและบูรณาการการทางานของทุกภาคส่วนให้สอดคลอ้ งกบั ยทุ ธศาสตร์ชาติและมีการ ประกาศแผนแม่บทภายใตย้ ุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. 2561-2580) เพ่ือเป็ นแนวทางให้หน่วยงานรัฐใช้ ในการดาเนินงานใหส้ อดคลอ้ งกบั การปฏิรูปประเทศและยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นความสาคญั ของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ท่ีตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงศตวรรษที่ 21 ให้สอดคลอ้ งกบั การดาเนินงานตามยทุ ธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้เกิดผลตามแนวทางการปฏิรูปประเทศขา้ งตน้ และนโยบายของรัฐบาล ขอ้ 8 ขอ้ ย่อย 8.2.1 ปรับรูปแบบการเรียนรู้และการสอนเพ่ือพฒั นาทกั ษะและอาชีพของคนทุกช่วงวยั สาหรับ ศตวรรษท่ี 21 โดยปรับโครงสร้างหลกั สูตรการศึกษาใหท้ นั สมยั มีการนาเทคโนโลยแี ละการเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์จริงเขา้ มามีส่วนในการจดั การเรียนการสอนและปรับระบบดึงดูด การคดั เลือก การผลิตและพฒั นาครูที่นาไปสู่การมีครูสมรรถนะสูง เป็ นครูยุคใหม่ท่ีสามารถออกแบบและ จดั ระบบการสร้างความรู้ สร้างวินยั กระตุน้ และสร้างแรงบนั ดาลใจ เปิ ดโลกทศั น์มุมมองของเด็ก และครูดว้ ยการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นใหม้ ากข้ึน ควบคู่กบั หลกั การทางวิชาการ รวมถึงการ พฒั นาขา้ ราชการพลเรือน และบุคลากรทางการศึกษาในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการใหม้ ีสมรรถนะ ตามตาแหน่งของแต่ละบุคคล ตามท่ีแต่ละหน่วยงานคาดหวงั กระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน ปลดั กระทรวงศึกษาธิการ โดยศูนยเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงไดด้ าเนินการจดั ทา ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ (National Digital Learning Platform) เพื่อเป็ นช่อง ทางการเรี ยนออนไลน์ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ ต้ังแต่ระดับ ประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพถึงประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั รวมถึงการฝึ กอบรมเพื่อพฒั นาทกั ษะของครู และ บุคลากรทางการศึกษาในกากับกระทรวงศึกษาธิการ และขยายไปถึงประชาชนทุกช่วงอายุ

68 ทวั่ ประเทศ ที่จะไดม้ ีโอกาสสามารถเขา้ ถึงเน้ือหาทางการศึกษาท่ีมีคุณภาพ อนั จะนาไปสู่การเกิดผล สัมฤทธ์ิทางดา้ นการศึกษา คุณภาพของการศึกษาในภาพรวมของประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2563 : 3) 3.2 วตั ถปุ ระสงค์ของแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็ นเลิศ (Digital Education Excellence Platform : DEEP) 3.2.1 เพือ่ เป็นศูนยก์ ลางการเรียนออนไลน์ของผเู้ รียน 3 กลมุ่ อนั ไดแ้ ก่ ครูและบุคลากร ทางการศึกษาในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ นกั เรียน นกั ศึกษาในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีครูเป็นผสู้ อน ประชาชนทุกช่วงอายทุ วั่ ประเทศ 3.2.2 เพอื่ เป็นศูนยก์ ลางการประเมินสมรรถนะผ่านการเรียนออนไลน์ การฝึกอบรม การ สอบผา่ นศูนยพ์ ฒั นาศกั ยภาพบคุ คลเพื่อความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการตามมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการ กาหนด 3.2.3 เพ่อื เป็นศูนยก์ ลางในการจดั การสอนออนไลน์ของครูในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ 3.2.4 เพอื่ เป็นศนู ยก์ ลางสาหรับผทู้ ่ีมีความสามารถในการผลิตสื่อ สามารถนาสื่อเขา้ มาไว้ ในระบบ ใหผ้ เู้ รียนท่ีสนใจจะเรียนออนไลน์เขา้ มาเลือกเรียนตามท่ีตนเองตอ้ งการได้ 3.3 เหตุผลท่ี DEEP จะช่วยพฒั นาการศึกษาไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็ นเลิศ 1. DEEP เปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ท่ีเชื่อมโยงหลกั สูตร ครู และนกั เรียนเขา้ ไว้ ดว้ ยกนั ใหท้ ุกคนสามารถเขา้ ไปเรียนรู้ไดต้ ลอดทุกที่ทกุ เวลา ผา่ น www.deep.go.th ท้งั ยงั มีหลกั สูตร หลากหลายท้งั จากภาครัฐและภาคเอกชนใหเ้ ลือกเรียนตามความสนใจ 2.นอกจากเป็ นช่องทางให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านห้องเรียนออนไลน์ ซ่ึงเป็ นการช่วยแบ่งเบา ภาระครูผสู้ อนแลว้ DEEP ยงั มี Teaching Resource Platform (TRP) แหล่งรวบรวมเน้ือหาหลกั สูตร ความรู้ใหม่ ๆ จากท้งั ภาครัฐและเอกชน ให้ครูท่วั ประเทศได้เลือกนาไปประยุกต์จัดการเรียน การสอนเพมิ่ เติมจากในหอ้ งเรียนดว้ ย 3. DEEP แบ่งความรู้ออกเป็ นหมวดหมู่ ตามแต่ละช่วงวยั และความสนใจ นกั เรียนทุกคน สามารถเลือกเรียนในสิ่งท่ีชอบและสนใจได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาทักษะ ท่ีเหมาะสมไดต้ ามที่ต้งั ใจ มุ่งไปยงั เส้นทางอาชีพที่ชอบไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี ซ่ึงจะเป็นการสร้างความเป็น เลิศในแบบเฉพาะตวั และตอบโจทยค์ วามตอ้ งการของตลาดแรงงาน ใหท้ ุกคนประสบความสาเร็จ ไดใ้ นแบบฉบบั ของตวั เอง 4.ส่ิงท่ีทาให้ DEEP เป็นมากกวา่ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ คอื Student ID ที่บนั ทึก ขอ้ มูลการเรียนรู้ของนกั เรียนทกุ คนลงในฐานขอ้ มลู ของกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Big Data) เป็น

69 การเกบ็ ประวตั ิการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifetime Education Profile ซ่ึงในอนาคตจะเช่ือมโยงเขา้ กบั HCEC และเวบ็ ไซตข์ องพนั ธมิตร เพื่อใหค้ รูและผบู้ ริหารสถานศึกษานาขอ้ มูลส่วนน้ีไปต่อยอด ในการประเมินผลตา่ ง ๆ 5. ภาคเอกชนซ่ึงเป็ นพนั ธมิตรของกระทรวงศึกษาธิการสามารถแชร์หลกั สูตรการเรียนรู้ ผ่าน DEEP เพื่อให้นักเรียนกว่า 10 ลา้ นคนทวั่ ประเทศเขา้ ถึงเน้ือหาการเรียนรู้ท่ีน่าสนใจได้กวา้ ง และหลากหลายข้ึน สาหรับเอกชนที่ยงั ไม่ไดเ้ ป็ นพนั ธมิตรของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถแชร์ หลักสู ตรหรื อเน้ือหาการเรี ยนการสอนผ่าน Teaching Resource Platform (TRP) ซ่ึงเป็ นข้อมูล ท่ีนาเสนอให้ครู 3-4 แสนคนทวั่ ประเทศไดเ้ ขา้ ไปพิจารณา หากครูให้คะแนนช่ืนชอบถึงเกณฑท์ ี่ต้งั ไว้ คอนเทนตน์ ้นั กจ็ ะเขา้ สู่แพลตฟอร์มหลกั ของ DEEP ที่นกั เรียนทวั่ ประเทศสามารถเขา้ ไปดูได้ 6. ดว้ ยความที่เป็น Online Platform จึงทาให้ DEEP เขา้ ถึงงา่ ย และในอนาคตแพลตฟอร์ม น้ีจะถกู พฒั นาใหป้ ระชาชนทุกคนในประเทศเขา้ ไปเรียนรู้ Upskill และ Reskill ผา่ นหลกั สูตรต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งสะดวกทุกที่ทกุ เวลา โดยไมจ่ ากดั อายแุ ละการศึกษา จึงตอบโจทยก์ ารเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ เป็นอยา่ งดี (www. https://moe360.blog/2020/09/23/deep/) สรุปไดว้ า่ DEEP จึงเป็นนวตั กรรมการเรียนรู้ท่ีจะสามารถเป็นช่องทางการเรียนออนไลน์ ผา่ นระบบเทคโนโลยดี ิจิทลั ที่ทนั สมยั ประชาชนทุกช่วงวยั มีโอกาสเขา้ ถึงเน้ือหาทางการศึกษาที่มี คุณภาพเพอ่ื ส่งผลใหป้ ระชาชนของประเทศมีคณุ ภาพตามเจตนารมยต์ ่อไป 4. การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการ การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ (action research) หมายถึง กระบวนการวิจยั อีกรูปหน่ึงที่มีวิธีการ อาศยั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการคน้ หาความรู้ความจริง ในปัจจุบนั การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ ไดถ้ ูกนามาใชใ้ นองคก์ รหรือสถาบนั การศึกษาอย่างมากมาย โดยมีจุดประสงค์หลกั เพื่อนาวิธีการ มาใช้ในการแก้ปัญหาที่กาลังเกิดข้ึนในระหว่างการปฏิบัติงาน หรื อนามาใช้เพ่ือต้องการ เปล่ียนแปลงสิ่งท่ีต้องการปรับให้มีการพฒั นาไปในทางที่ดีข้ึน โดยผูว้ ิจัยเป็ นผูด้ าเนินการเอง เนื่ องจากกระบวนการวิจัยเชิ งปฏิบัติการสามารถยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับสภาพที่ เกิ ดข้ ึนจริ ง โดยไม่มีการควบคุมตวั แปรใดๆท้งั สิ้นในระหว่างการดาเนินการปลอ่ ยให้เหตุการณ์ดาเนินไปอยา่ ง เป็นธรรมชาติ โดยผวู้ ิจยั เสนอรายละเอียดเก่ียวกบั การวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการตามประเด็นดงั น้ี 4.1 ความหมายของการวิจยั เชิงปฏิบัติการ การวิจัยเป็ นกระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็ นระบบโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่ก่อใหเ้ กิดความรู้ใหม่ หรือส่ิงประดิษฐ์ใหม่อนั เป็ นการพั ฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึง ของกระบวนการเรียนรู้ ตลอดชีวิตนับต้ังแต่รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้

70 พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็ นตน้ มา สถาบนั การศึกษาท้งั ในภาครัฐและ เอกชนได้ใช้การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการเป็ นเคร่ืองมือสาคญั ในการพฒั นาคุณภาพการศึกษามากข้ึน ตามลาดบั ตามความตอ้ งการจาเป็ นของแต่ละสถาบนั และหน่วยงาน โดยเฉพาะในดา้ นการพฒั นา คุณภาพการเรียนการสอนน้ันไดม้ ีการใช้วิจยั เชิงปฏิบตั ิการกนั อย่างแพร่หลาย ท้งั น้ีมีนักวิชาการ ใหค้ วามหมายของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการท้งั ของไทยและต่างประเทศพอสรุปได้ ดงั น้ี นวลอนงค์ บุญฤทธ์ิพงศ์ (2556 : 17) ไดส้ รุปความหมายของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ ไวว้ า่ เป็นการวจิ ยั เพ่ือแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ หรือเพอื่ นาผลการวิจยั ไปใชใ้ นการปฏิบตั ิงานกบั กลุ่มใดกลุ่มหน่ึง วีระยทุ ธ์ ชาตะกาญจน์ (2558 : 31) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการไวว้ ่า เป็ นการศึกษาคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูล การวิเคราะห์ และตีความหมายอย่างมีระบบและยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองต่อความตอ้ งการจาเป็นท่ีเกิดข้ึนในสถานการณ์ เฉพาะถึงการปฏิบตั ิงานเพ่ือให้เกิด ความเขา้ ใจดีข้ึน หรือแกป้ ัญหาเก่ียวกบั งานที่ทาอยขู่ องผวู้ ิจยั และผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ ง สมปอง พะมุลิลา (2561 : 39 ) ไดใ้ หค้ วามหมายการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการว่าเป็ นกระบวนการวจิ ยั ที่มีเป้าหมายท่ีจะแกป้ ัญหาเป็นการทดลองปฏิบตั ิในสถานการณ์ตามธรรมชาติโดยวิเคราะห์สถานการณ์ อย่างลึกซ้ึงและเหมาะสม เน้นท่ีการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็ นข้นั ตอนและบนั ทึกขอ้ มูลอย่าง เป็ นระบบ โดยอาศยั การมีส่วนร่วมของผูเ้ กี่ยวขอ้ งตลอดกระบวนการวิจยั จนเกิดองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ไดจ้ ากกระบวนการวิจยั นามาประมวลเป็นแนวคดิ หลกั การและสร้างเป็นทฤษฎีได้ จอห์นสัน (Johnson, 2008 : 28) ให้ความหมายการวิจัยเชิงปฏิบัติการว่าเป็ นการวิจัย ระหว่าง การปฏิบตั ิงานเพ่ือแกป้ ัญหาที่ผปู้ ฏิบตั ิงานกาลงั เผชิญอย่โู ดยเป็นกระบวนการศึกษาสภาพ หรือสถานการณ์ท่ีเป็นจริงของสถานศึกษาเพ่อื ทาความเขา้ ใจและพฒั นาปรับปรุงคุณภาพของการ ปฏิบตั ิงาน จึงสรุปไดว้ ่า การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการเป็ นการวิจยั ที่มุ่งแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในสถานการณ์ เฉพาะเรื่องที่พบในการปฏิบตั ิงาน โดยการศึกษาคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูล การวเิ คราะห์ และตีความหมาย ส่ิงท่ีเกิดข้ึนอยา่ งมีระบบและยดื หยนุ่ เพ่ือตอบสนองต่อความตอ้ งการจาเป็นที่เกิดข้นึ ในสถานการณ์ น้ัน ๆ เพื่อแก้ปัญหาท่ีผูป้ ฏิบัติงานกาลังเผชิญอยู่ให้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือวตั ถุประสงค์ ท่ีกาหนดไว้ 4.2 จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายของการวิจยั ปฏิบตั ิการ เพื่อนาไปใชป้ รับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของการปฏิบตั ิงานให้ดีมากยิ่งข้ึน สามารถวิเคราะห์สภาพปัญหาอนั เป็นสาเหตุที่ทาให้งานน้ันไม่ ประสบความสาเร็จ ลกั ษณะเด่นของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการสามารถท่ีจะสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี 1. เป็นวธิ ีการท่ีจะปรับปรุงการปฏิบตั ิงานทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง

71 2. เป็ นการวิจัยที่นาตวั เองเขา้ ไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีบุคคลดาเนินการอยู่เพ่ือท่ีจะ ปรับปรุงงานที่ปฏิบตั ิงานอยใู่ หด้ ีมากยงิ่ ข้ึน 3. ดาเนินการผ่านข้นั ตอน การวางแผนการดาเนินงาน การสังเกต การสะทอ้ นขอ้ มูลและ หลงั จากน้นั กย็ อ้ นกลบั ไปเป็นวฎั จกั ร 4.3 ลกั ษณะของการวิจยั เชิงปฏิบัตกิ าร ผรู้ ายงานขอสรุปลกั ษณะของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการ ดงั น้ี 1. เป็นการวิจยั แบบมีส่วนร่วม และมีการร่วมมือดงั น้นั ผวู้ ิจยั ทุกคนจึงมีส่วนสาคญั และ มีบทบาทเทา่ เทียมกนั ในทกุ กระบวนการการวิจยั 2. เนน้ การปฏิบตั ิการและการศึกษาผลการปฏิบตั ิ เพือ่ ใหเ้ กิดการพฒั นา 3. ใชใ้ นการวเิ คราะหส์ ามารถวเิ คราะหไ์ ดอ้ ยา่ งลึกซ้ึง และนาไปสู่การตดั สินใจที่ สมเหตสุ มผล และสามารถนาไปปรับใชใ้ นการปฏิบตั ิการได้ เป็นอยา่ งดี 4. สามารถนาไปพฒั นารูปแบบของการปฏิบตั ิงานจริง จนเป็นที่พึงพอใจ 4.4 ประโยชน์ของการวจิ ัยเชิงปฏบิ ตั กิ าร การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการเอ้ือต่อการทางานในลกั ษณะการบูรณาการงานการเรียนการสอน กบั การวิจยั ต่อสถานศึกษาและชุมชน มีประโยชนต์ ่อการพฒั นาคุณภาพการศึกษาในวงกวา้ งดงั ท่ี ธีระ รุญเจริญ (2550 : 149) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการไวด้ งั น้ี 1. ใหโ้ อกาสครู ในการสร้างองคค์ วามรู้ ทกั ษะการทาวิจยั การประยกุ ตใ์ ชก้ ารตระหนกั ถึง ทางเลือกท่ีเป็นไปไดท้ ่ีจะเปล่ียนแปลงโรงเรียนใหด้ ีข้ึน 2. เป็ นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงหรือสะท้อนผล การทางาน 3. เป็นประโยชน์ต่อผปู้ ฏิบตั ิโดยตรง เน่ืองจากช่วยพฒั นาตนเองดา้ นวิชาชีพช่วยทาใหเ้ กิด การพฒั นาที่ต่อเน่ืองและเกิดการเปล่ียนแปลงผา่ นกระบวนการวิจยั ในที่ทางานซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อ องคก์ ร เนื่องจากนาไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปฏิบตั ิและการแกป้ ัญหา 4. เป็นการวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การมีส่วนร่วมของผูป้ ฏิบตั ิในการวิจยั ทาให้กระบวนการวิจยั เป็นประชาธิปไตย และทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ของผู้ ปฏิบตั ิ 5. ทาใหค้ รูเป็นผนู้ าการเปล่ียนแปลง 6. เป็นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ นอกเหนือจากการเปล่ียนแปลงหรือสะทอ้ นผลการ ทางาน 7. ช่วยตรวจสอบวธิ ีการทางานของครูท่ีมีประสิทธิผล

72 สรุปไดว้ ่าการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการช่วยลดช่องวา่ งระหว่างการคน้ หาความรู้กบั การนาความรู้ ไปใช้ในการปฏิบตั ิงานเป็ นการนาความรู้มาทดลองใช้ด้วยการปฏิบตั ิเพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตจริง นอกจากน้ียงั สามารถสร้างความมน่ั ใจใหก้ บั นกั วิจยั ในการนาความรู้ทางวิชาการมาใชก้ บั ความเป็น จริงและรับรู้ถึงประโยชน์และคุณค่าของการใช้ กระบวนการวิจยั ในการพั ฒนาวิ ชาชีพของตนเอง เป็นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ นอกเหนือจากการสะทอ้ นผลการทางาน รวมท้งั สร้างทศั นคติ ที่ดีในการทางานเป็นทีมท่ีก่อใหเ้ กิดการทางานในเชิงบรู ณาการท่ีมีประสิทธิภาพมากยงิ่ ข้นึ 4.5 ประเภทของการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัตกิ าร ประเภทของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการ มีดงั น้ี 4.5.1 การวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการที่ยดื เทคนิค ดาเนินการโดยบคุ คลหรือกลมุ่ คนที่มีประสบการณ์สูง หรือมีคณุ สมบตั ิเป็น ผเู้ ชี่ยวชาญการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการ ทาใหง้ านท่ีปฏิบตั ิมีท้งั ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยง่ิ ข้นึ มงุ่ เนน้ โดยตรงไปท่ีผลของการวจิ ยั แตใ่ นขณะเดียวกนั ผปู้ ฏิบตั ิการวจิ ยั เอง เป็นผสู้ ่งเสริมใหเ้ กิดการ มีส่วนร่วม ในกระบวนการปรับปรุงการวิจยั สามารถตรวจสอบความเที่ยงตรง และการกระทาให้ มีความละเอียดมากยงิ่ ข้นึ สามารถพิจารณาจากทฤษฎี นาไปสู่เร่ืองเฉพาะของการปฏิบตั ิงานหรือ เรียกง่ายๆวา่ นาทฤษฎีสู่การปฏิบตั ิ 4.5.2 การวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการท่ีเกิดจากประสบการณ์การปฏิบตั ิ การดาเนินการโดยผู้รายงานในฐานะผูป้ ฏิบัติงานกับผูเ้ กี่ยวข้องช่วยกันกาหนด ปัญหาเป็ นเหตุให้เกิดการลองใช้วิธีการต่างๆ เขา้ ไปเพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลง หรือปรับปรุง การกาหนดปัญหาเกิดข้ึน หลงั จากการสนทนาระหว่างผูว้ ิจยั กบั ผูป้ ฏิบตั ิงาน การปฏิบตั ิการวิจยั เชิงปฏิบตั ิประเภทน้ีแสวงหาหนทางเลือกเกิดการปรับปรุงการปฏิบตั ิงานโดยใช้สติปัญญาของ ผูป้ ฏิบตั ิงานเป็ นสาคญั โดยมีเป้าหมายสาคญั ของวิจยั คือ เขา้ ใจการปฏิบตั ิงานและแกไ้ ขปัญหา เฉพาะหนา้ ช่วยพฒั นาการทางดา้ นวชิ าชีพ ทาใหเ้ กิดส่ิงดีดีกบั ผปู้ ฏิบตั ิงานและผเู้ ก่ียวขอ้ ง 4.5.3 การวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการมีส่วนร่วม การวิจยั ประเภทน้ีส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผูป้ ฏิบตั ิ โดยผูป้ ฏิบตั ิงาน ทุกคนต่างมีความสามารถ มีจิตสานึกผลกั ดนั ให้องคก์ รเกิดการเปล่ียนแปลง โดยมีเป้าหมายสาคญั 2 ประการคอื 1) ทาใหเ้ กิดความใกลเ้ คยี งกนั มากที่สุดระหวา่ งปัญหาท่ีเกิดข้ึนกบั ทฤษฎีที่ใชอ้ ธิบาย และใชแ้ กไ้ ขปัญหา 2) ทาใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิงานสามารถกาหนด และดึงฐานขอ้ มูลเบ้ืองลึกของปัญหาออกมา โดยใชค้ วามสามารถท่ีมีอยใู่ นตวั ของผปู้ ฏิบตั ิงานเอง

73 สรุปไดว้ ่า จะเลือกใชก้ ารวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการในประเภทใดข้ึนอยกู่ บั วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ประเภทน้นั ๆ 4.6 กระบวนการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ เคมมิ ส แล ะ แม็กแท็กการ์ ด( Kemmis and McTaggart, 1988: 15)ได้กล่าวถึง กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการว่าประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ได้แก่ข้นั วางแผน ข้นั ปฏิบัติการ ข้นั สงั เกตการณ์ และข้นั สะทอ้ นการปฏิบตั ิ มีรายละเอียดดงั น้ี ข้นั ที่ 1 ข้นั วางแผน (Planning) เริ่มตน้ ด้วยการสารวจปัญหาที่สาคัญระหว่างครู และ นกั เรียน ผูป้ กครองและ/หรือผูบ้ ริหาร เพ่ือให้ไดป้ ัญหาท่ีสาคญั ตลอดจนการแยกแยะรายละเอียด ของปัญหาน้นั เก่ียวกบั ลกั ษณะของปัญหาเป็นปัญหาเก่ียวกบั ใคร มีแนวทางแกป้ ัญหาอยา่ งไร เช่น ครูตอ้ งเปล่ียนวิธีสอน นกั เรียนตอ้ งทางานเป็นกลุ่มเป็นตน้ ในข้นั ตอนการวางแผนจะมีการปรึกษา ร่วมกันระหว่างผูเ้ ก่ียวขอ้ งท้งั หมด ซ่ึงเป็ นการวิเคราะห์สภาพปัญหาในช้นั เรียนอย่างครอบคลุม ทุกแง่ทุกมุม ข้นั ที่ 2 ข้นั ปฏิบตั ิการ (Action) หลงั จากท่ีร่วมกันวางแผนเสร็จสิ้นถึงข้นั ลงมือปฏิบัติ ตามแผนการดาเนินงาน โดยใช้ การวิ เคราะห์ปัญหา อุปสรรคท่ีเกิดข้ึนร่วมกนั ของทีมงานเพ่ือทา การแกไ้ ขปรับปรุง ฉะน้นั แผนท่ีกาหนดควรมีการยดื หยนุ่ ปรับแกไ้ ด้ โดยผวู้ จิ ยั ตอ้ งใชว้ ิจารณญาณ และการตดั สินใจท่ีเหมาะสม และมุ่งปฏิบตั ิเพอ่ื ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงตามข้นั ตอนท่ีกาหนดไว้ ข้นั ที่ 3 ข้นั สงั เกตการณ์ (Observation) เป็นการสังเกตการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนขณะที่ ดาเนินกิจกรรมตามข้นั ตอนท่ีวางไว้ โดยการจดบนั ทึกเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนท้งั หมดที่คาดหวงั และ ไม่คาดหวัง โดยสังเกตกระบวนการปฏิบัติ ( The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The Effects of Action) ข้นั ที่ 4 ข้นั การสะทอ้ นการปฏิบตั ิ (Reflect) เป็นข้นั สุดทา้ ยของวงจรการทาวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ คือการประเมินผลหรือตรวจสอบการปฏิบตั ิงาน หรือสิ่งที่เป็นขอ้ ปฏิบตั ิของขอ้ จากดั ที่เป็นอปุ สรรค ต่อการปฏิบัติการ ผูร้ ่วมวิจัยกับผูเ้ กี่ยวข้องควรนาข้อมูลท่ีได้รวบรวมไว้จากเคร่ืองมือต่าง ๆ มาตรวจสอบปัญหาท่ีเกิดข้นึ ในแงม่ ุมต่าง ๆที่สัมพนั ธก์ บั สภาพสงั คมหรือส่ิงแวดลอ้ ม โดยผา่ นการ อภิปรายปัญหา การประเมินโดยกลุ่มทาให้ได้แนวทางในการพฒั นาข้ันตอนของการดาเนิน กิจกรรมและเป็นขอ้ มลู พ้ืนฐานนาไปสู่การปรับปรุง และการวางแผนปฏิบตั ิตอ่ ไป เคิร์ท เลวิน (Kert Lawin, 1946 : 72-73 อา้ งถึงในพูลทรัพย์ คชฤทธ์ิ,2554 : 59)ไดก้ ล่าวถึง รายละเอียดการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิไว้ 4 ข้นั ตอน 1. การวางแผน (Planning) การกาหนดแนวทางปฏิบตั ิการไวล้ ่วงหน้า โดยอาศยั การคาดคะเน แนวโน้มของผลลพั ธ์ที่อาจจะเกิดข้ึนจากการปฏิบตั ิตามแผนที่วางไว้ ประกอบกบั เหตุการณ์หรือ

74 เร่ืองราวในอดีต ที่เกี่ยวขอ้ งกบั ประเด็นปัญหาท่ีจะศึกษา โดยการวางแผนจะตอ้ งคานึงถึงความ ยดื หยนุ่ และสามารถนามาปรับเปลี่ยนใหเ้ ขา้ กบั เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในอนาคต 2. การปฏิบัติการ(Action) เป็ นการลงมือการดาเนินงาน ตามแผนท่ีกาหนดไว้อย่าง ระมดั ระวงั และควบคุมการปฏิบตั ิงานให้เป็ นไปตามแผนท่ีวางเอาไว้ ซ่ึงแผนท่ีกาหนดมีโอกาส เปลี่ยนแปลงไปตามเง่ือนไข และขอ้ จากดั ของสภาวการณ์น้นั ๆ 3. การสังเกตการณ์ (Observation) เป็นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั กระบวนการและ ผลที่เกิดข้ึนจากการปฏิบตั ิงานรวมท้งั การสงั เกตการณ์ปัจจยั สนบั สนุน และอุปสรรคในการ ดาเนินการตามแผนที่วางไว้ ตลอดจนปัญหาต่างๆที่เกิดข้ึน ระหวา่ งการปฏิบตั ิตามแผนว่า มีลกั ษณะ อยา่ งไรซ่ึงการสงั เกตที่ดี จะตอ้ งมีการวางแผนการเอาไวล้ ่วงหนา้ โดยไม่มีขอบเขตท่ีจากดั มาก จนเกินไป เพ่ือจะไดเ้ ป็นแนวทาง สาหรับการสะทอ้ นกลบั กระบวนการ และผลการปฏิบตั ิงาน 4. การสะทอ้ นกลบั (Reflect) เป็นการใหข้ อ้ มูลถึงการกระทา ตามที่บนั ทึกขอ้ มลู ไวจ้ ากการ สงั เกต ในเชิงวิพากษก์ ระบวนการและผลการปฏิบตั ิงานตามที่วางแผนไว้ ตลอดจนการวเิ คราะห์ เกี่ยวกบั ปัจจยั สนบั สนุน และปัจจยั และอุปสรรคในการพฒั นา รวมท้งั ประเดน็ ปัญหาที่เกิดข้นึ วา่ เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคห์ รือไม่ ขณะเดียวกนั พอเพียง ทรัพยอ์ ินทร์ ไพบูลย์ อ่อนมงั่ และสุภาพร สุกสีเหลือง (2551 : 32-33) ไดเ้ สนอลกั ษณะของวงจรการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการ (The Action Research Spiral) ไว้ 4 ข้นั ตอนคือ 1. การวางแผน (The Plan) เป็นการต้งั ความคาดหวงั การมองไปในอนาคต 2. การปฏิบตั ิ (Action) เป็นการปฏิบตั ิตามความคาดหวงั ท่ีวางไว้ ภายใตก้ ารทางานท่ีมา จากแนวคิดตามขอ้ ตกลงของกลมุ่ ผปู้ ฏิบตั ิงานท่ีไดร้ ับการไตร่ตรองอยา่ งรอบคอบ ผา่ นการ วิเคราะหว์ จิ ารณ์มาแลว้ และระหวา่ งการปฏิบตั ิงานจะมีการบนั ทึกรายงาน เพื่อนาไปสู่การวิเคราะห์ วจิ ารณ์กนั อี กในภายหลงั 3. การสงั เกต ( Observation) เป็นการบนั ทึกขอ้ มูลพ้นื ฐานไวใ้ ช้ ในการสะทอ้ นเหตกุ ารณ์ ที่เกิดข้ึนระหวา่ งการทางาน มีการวางแผนการสังเกตอยา่ งรอบคอบ และผสู้ ังเกตจะตอ้ งเป็นผทู้ ่ีมี ความไวในการจบั สถานการณ์หรือเหตุการณ์ท่ีอาจเกิดข้ึนโดยไม่คาดฝัน 4. การสะทอ้ น (Reflection) เป็ นการสะท้อนถึงการปฏิบัติงาน การกระทาตามที่บันทึก ไวจ้ ากการสังเกต เก็บขอ้ มูล โดยใชก้ ารอภิปรายกลุ่มร่วมกนั และถือว่าเป็นการประเมินอย่างหน่ึง และเป็นการใหข้ อ้ แนะนาในการวางแผนปฏิบตั ิคร้ังตอ่ ไป และสมปอง พะมุลิ (2561:35)กลา่ ววา่ การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ มีรากฐานปรัชญาเชื่อใน Pragmatism กล่าวคือเป็ นแนวทางในการแสวงหาความรู้ที่แท้จริงมาจากประสบการณ์ที่ได้รับ โดยการลงมือ ปฏิบตั ิจริงเป็นสิ่งที่สาคญั ท่ีสุด และยงั เชื่อวา่ แนวคิดทฤษฎีใดๆ ก็ตามจะถือว่าเป็นความจริงต่อเมื่อ

75 ได้รับการทดสอบหรื อการพิสู จน์จากการนาไปใ ช้ประโยชน์ปฏิบัติในสถานการณ์จริ งเท่า น้ ัน ลกั ษณะการวิจยั จึงเป็นรูปแบบการผสมผสานวธิ ีการวิจยั เชิงปริมาณและวธิ ีคุณภาพร่วมกนั การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการไม่ได้เน้นในการกาหนดแนวทางรูปแบบท่ีชัดเจนของวิธีวิทยานัก แต่มีเป้าหมาย สูงสุดคือใช้การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการเพ่ือเรียนรู้สู่การปฏิบตั ิ วิธีการที่จะเลือกใช้ข้ึนอยู่กบั บริบทที่จะ ศึกษาโดยวิธีการเด่นของการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการคือ มีลกั ษณะการคาเนินการวิจยั เป็ นวงจรหรือ เกลียว (Spiral) มีความเป็นพลวตั โคด้ แลน และแบรนนิค (Coghlan & Brannick ,2001 : 19 อา้ งถึงในวรี ะยทุ ธ์ ชาตะกาญจน์, (2558 : 68-69) ไดแ้ บ่งกระบวนการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการเป็ นข้นั ตอนเบ้ืองตน้ 1 ข้นั ตอน คือ การทา ความเขา้ ใจบริบทของปัญหาท่ีตอ้ งการแกไ้ ขและการกาหนดจุดมุ่งหมายการปฏิบตั ิการเป็นลาดบั แรก และมีการปฏิบตั ิ ตามข้นั ตอนหลกั อีก 4 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่ 1) การวินิจฉยั (Diagnosing ) 2) การวางแผน ปฏิบตั ิ (Planning) 3) การลงมือปฏิบตั ิการ (Taking action) และ 4) การประเมินผลการปฏิบตั ิการ (Evaluation action) ท้ังน้ี การใช้กระบวนการวิจยั เชิงปฏิบัติการผูว้ ิจยั ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า กลุ่มบุคคลที่เก่ียวขอ้ งมี ความสาคญั ต่อกระบวนการดาเนินการวิจยั ไม่ควรจะทาตามลาพงั และ ควรใชว้ งจรของกระบวนการวิจยั ซ่ึงประกอบดว้ ยการวางแผน การปฏิบตั ิ การสังเกต และการสะทอ้ น ผลการปฏิบตั ิเพื่อนามาปรับปรุงแผนงานแลว้ ดาเนินกิจกรรมท่ีปรับปรุงใหม่ ซ่ึงวงจรท้งั 4 ข้นั ตอน ดงั กล่าวจะมีลกั ษณะการดาเนินการเป็ นบนั ไดเวียน ( Spiral) และมีการกระทาซ้าตามวงจร จนกว่า จะไดผ้ ลปฏิบตั ิการท่ีทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมกบั ตอ้ งบนั ทึกผลในทุกๆ ข้นั ตอนท่ีสาคญั น่ันคือ 1) บันทึกผลของการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมและการฝึ กปฏิบัติ 2) บันทึกผลของกา ร เปลี่ยนแปลงการใชภ้ าษาและการสื่อสารในห้องเรียน หรือ หน่วยงานและกบั บุคคลท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาที่ต้องการแก้ไข 3) บันทึกผลของการเปล่ียนแปลงการ สัมพันธภาพทางสังคมและ การจดั ระบบองค์กรที่ช่วยลดอุปสรรคต่อการฝึ กปฏิบตั ิ 4) บนั ทึกผลของการพฒั นาการที่เป็ นขอ้ คน้ พบที่สาคญั ของการวิจยั จึงสรุปได้ว่า การนากระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ในการบริหารจัดการ การนิเทศการศึกษาหรือการจดั การเรียนการสอนจะช่วยใหผ้ ูเ้ ก่ียวขอ้ งดงั กล่าวสามารถพฒั นาคุณภาพ การศึกษาไดเ้ หมาะสมกับสภาพการณ์และสามารถแกป้ ัญหาตามเป้าหมายท่ีกาหนดไวไ้ ด้อย่าง แทจ้ ริงและจาเป็นตอ้ งอาศยั ผมู้ ีส่วนร่วมในกระบวนการวิจยั มีการสะทอ้ นกลบั เก่ียวกบั การปฏิบตั ิงาน เพื่อให้เกิดการพฒั นาปรับปรุงการทางานให้ดีข้ึนสาหรับการปฏิบตั ิในคร้ังต่อไป ซ่ึงการดาเนินการ วิจยั คร้ังน้ี ผูร้ ายงานไดป้ ระยุกต์ใช้ กระบวนการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ 5 ข้นั ตอน ดังน้ี ข้นั ตอนที่ 1 การศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานและความตอ้ งการนิเทศ ข้นั ตอนที่ 2 การวางแผนการนิเทศ ข้นั ตอนท่ี 3

76 จดั ทาเครื่องมือท่ีใช้ในการนิเทศและการหาคุณภาพเคร่ืองมือ ข้นั ตอนที่ 4 ดาเนินการนิเทศ และ ข้นั ตอนท่ี 5 การประเมินผลการนิเทศ 5. งานวจิ ยั ที่เกยี่ วข้อง 5.1 งานวจิ ัยในประเทศ บุญศรี ใสลาเพาะ (2551 : บทคดั ย่อ) ไดว้ ิจยั เรื่องสภาพการปฏิบตั ิตามกระบวนการนิเทศ ภายในของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 ผลการนิเทศภายใน พบวา่ ผบู้ ริหารและครูผสู้ อนมีความคิดเห็นต่อสภาพการปฏิบตั ิตามกระบวนการนิเทศภายในของ สถานศึกษาอย่ใู นระดบั ปานกลางเรียงลาดบั จากมากไปหาน้อย คือ ดา้ นการประเมินความตอ้ งการ จาเป็นนการพฒั นา ดา้ นการวิเคราะห์ จุดเด่น จุดดอ้ ย และดา้ นการติดตามประเมินผลและปรับปรุง แก้ไขตามสถานภาพของบุคลากร พบว่า ผูบ้ ริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ส่วนครูผูส้ อนมีความคิดเห็นอยู่ในระดบั ปานกลาง ส่วนครูที่ประสบการณ์สอนน้อยและครูท่ีมี ประสบการณ์สอนมาก มีสภาพการนิเทศภายในแตกตา่ งกนั อยา่ งไม่มีนยั สาคญั ทางสถิต สุณียร์ ัตน์ วีระสุนทร (2553 : บทคดั ย่อ) ได้วิจยั เรื่องการศึกษาสภาพการนิเทศภายใน ตามความคิดเห็นของผูบ้ ริหารสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาตราด ผลการวิจยั พบวา่ สภาพการนิเทศภายในตามความคิดเห็นของผบู้ ริหารสถานศึกษาในสังกดั สานกั งานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาตราดโดยรวมและรายดา้ นอยู่ในระดับมาก จาแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบตั ิงาน แตกต่างกนั อย่างไม่มีนัยสาคญั ทางสถิติจาแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกัน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ี ระดบั .05 โสภณ ทองจิตร ( 2553 : บทคดั ย่อ) ได้วิจัยเรื่องการปฏิบตั ิงานตามกระบวนการนิเทศ การศึกษาภายในของผูน้ ิเทศในสถานศึกษาในเครือข่ายบางกุง้ จงั หวดั สุราษฎร์ธานี ผลการวิจยั การปฏิบตั ิงานตามกระบวนการนิเทศการศึกษาภายในของผเู้ ทศในสถานศึกษา ในเครือข่ายบางกุง้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรวมปฏิบัติในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้าน พบว่า การประเมินผลการนิเทศมีค่าเฉล่ียสูงที่สุด ได้แก่การดาเนินการนิเทศ การวางแผนการนิเทศ การปรับปรุงแก้ไขและการสารวจความต้องการจาเป็ นของสถานศึกษาตามลาดบั จาแนกตาม ตาแหน่ง โดยรวมไม่แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05 ส่วนรายดา้ นพบวา่ ดา้ นการ ดาเนินการนิเทศ แตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ . 05 ส่วนดา้ นอ่ืน ๆ จาแนกตาม ประสบการณ์ในการทางาน โดยรวมและรายดา้ นแตกตา่ งกนั อยา่ งไมม่ ีนยั ทางสถิติจาแนกตามขนาด ของสถานศึกษาโดยรวมแตกต่างกนั อยา่ งไมม่ ีนยั สาคญั ทางสถิติ

77 วิฑรู ย์ หสั รินทร์ ( 2554 : บทคดั ยอ่ ) ไดว้ ิจยั เร่ืองการศึกษาบทบาทการนิเทศภายในของ ผบู้ ริหารโรงเรียนสังกดั โรงเรียนประถมศึกษา อาเภอธาตพุ นม จงั หวดั นครพนม ผลการวิจยั พบวา่ บทบาทการนิเทศภายในของผบู้ ริหารโรงเรียนสังกดั โรงเรียนประถมศึกษา อาเภอธาตุพนม จงั หวดั นครพนม โดยรวมและรายดา้ น อยใู่ นระดบั มาก ผลการเปรียบเทียบพบวา่ ประสบการณ์ทางานและ ขนาดโรงเรียน โดยรวมแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ี ระดบั .05 หะมะสูติง มามะ (2556 : บทคดั ย่อ) ไดว้ ิจยั เร่ือง บทบาทการนิเทศภายในของผูบ้ ริหาร โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจงั หวดั ยะลา ผลการวิจยั พบว่า ระดับบทบาทการนิเทศ ภายในของผบู้ ริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยภาพรวมและรายดา้ นอยู่ในระดบั ปาน กลางส่วนผลการเปรียบเทียบบทบาทการนิเทศภายในของผูบ้ ริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อิสลาม พบว่าขนาดโรงเรี ยนต่างกันโดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันส่วนท่ีมี ประสบการณ์ต่างกนั โดยภาพรวม มีความคิดเห็นแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ ระดบั .05 อาไพ อุสาหะ (2556 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจยั เร่ือง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง บทบาทการนิเทศภายในของผูบ้ ริหารสถานศึกษากบั ประสิทธิภาพการสอนของครูในสถานศึกษา จงั หวดั พระนครศรีอยุธยาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 การวิจยั คร้ังน้ี มีวตั ถุประสงคเ์ พือ่ 1) ศึกษาบทบาทการนิเทศภายในของผูบ้ ริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของ ครูในสถานศึกษา จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 3 2) ศึกษาประสิทธิภาพการสอนของครูในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบทบาท การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการสอนของครูกลุ่มตัวอย่างไดแ้ ก่ ครูในสถานศึกษาจงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 3 จานวน 300 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็ นแบบสอบถาม สถิติท่ีใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ ของเพียร์สัน (Pearson, ผลการวิจยั พบวา่ 1) ตามความคิดเห็นของครูผบู้ ริหารมีบทบาทการนิเทศ ภายในอยู่ในระดบั มาก เรียงค่าเฉล่ียจากมากไปหานอ้ ย คือ บทบาทการจัดทาหรือดาเนินการให้มี ระบบการนิเทศภายในบทบาทการสร้างความตระหนกั ถึงความสาคญั และความจาเป็นในการพฒั นา ระบบการนิเทศภายในบทบาทการติดตามประเมินผลการดาเนินการดา้ นการนิเทศภายในบทบาท การให้ ความรู้และให้คาแนะนาและบทบาทการเผยแพร่ความสาเร็จของการปฏิบตั ิงานการนิเทศ ภายใน 2) ประสิทธิภาพการสอนของครูในสถานศึกษาจงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา สังกดั สานกั งาน เขตพ้ืนที่ การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 3 โดยรวมอยใู่ นระดบั มากเรียงคา่ เฉลี่ยความมีประสิทธิภาพจาก มากไปหานอ้ ย คอื ดา้ นการทาใหก้ ระบวนการเรียนรู้ของนกั เรียนมีประสิทธิภาพดา้ นการส่งเสริมให้ นกั เรียนประสบความสาเร็จดา้ นการสร้างความชดั เจนในบทเรียนดา้ นการแสดงความใส่ ใจในงาน

78 การสอนและดา้ นการใชก้ ิจกรรมการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย 3) บทบาทการนิเทศภายในของ ผบู้ ริหารสถานศึกษามีความสัมพนั ธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพการสอนของครูอยา่ งมีนยั สาคญั ทาง สถิติที่ระดบั .05 ตวั แปรท้งั สองมีความแปรปรวนร่วมกนั ร้อยละ 36 6.2 งานวจิ ยั ต่างประเทศ มาโลน (Malone, 1994:356) ได้วิจัยเรื่องการปฏิบัติงานนิเทศภายในสถานศึกษาของ ผูบ้ ริหารโรงเรียนมธั ยมศึกษาในรัฐมิสซิลซิปป้ี ผลการวิจยั พบว่า ผูบ้ ริหารเย่ียมช้ันเรียนน้อย ประชุมครูผสู้ อนเพื่อเป็ นส่ือในการนิเทศนอ้ ยผบู้ ริ หารและครู ผู้ สอนมี ความเห็นสอดคล้องกนั ว่า การอบรมครูประจ าการและการปฏิบตั ิน่าไปเป็นวิธีท่ีดีที่สุดในการนิเทศภายในสถานศึกษา ไทลาฮนั (Tilahun,1998:216) ได้ ศึกษาการจดั กิจกรรมการนิเทศภายในที่พึงประสงค์ของ ประเทศเอธิโอเปี ย ผลการวิจยั พบวา่ การจดั กิจกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาเรียงลาดบั จากมาก ไปหานอ้ ยคือการฝึ กอบรมแนะนาการฝึ กปฏิบตั ิ การสาธิตการสอนโดยศึกษานิเทศก์ การประชุม กลุ่มย่อยของครู การเยี่ยมช้นั เรียน การสังเกต การสอนครู ศึกษานิเทศก์นักวิชาการมีความเห็น สอดคลอ้ งกนั วา่ การจดั กิจกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาจดั อยใู่ นระดบั ปานกลาง ลี ( Lee,1999:288) ไดศ้ ึกษาเกี่ยวกบั คู่มือนิเทศการสอนในช้นั เรียนของครูใหญ่ ผลการวิจยั พบว่า ครูใหญ่หรือผูบ้ ริหารควรนิเทศการสอน และควรเพิ่มทกั ษะเกี่ยวกบั การใช้หลกั สูตรให้กบั ครูผสู้ อน รวมใชก้ ลยทุ ธใ์ นการร่วมมือกนั ในการนิเทศการสอน สรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษาเป็ นภารกิจที่จาเป็ นและสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลกั สูตร ส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ นกั เรียนสูงข้นึ

บทท่ี 3 วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ยั การนิเทศเพอื่ พฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP มีรายละเอียดและวิธีดาเนินการวิจยั ตามลาดบั ดงั น้ี 1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 2. ข้นั ตอนการวจิ ยั 3. เคร่ืองมือที่ใชก้ ารวิจยั 4. เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 5. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 6. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 7. สถิติท่ีใชก้ ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู 1. ประชำกรและกล่มุ ตวั อย่ำง 1.1 ประชำกร การวิจยั คร้ังน้ี ประชากรคือผรู้ ับการนิเทศ มีรายละเอียดคือ 1.1.1 ผบู้ ริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกดั สานกั งานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาสตูล ปี การศึกษา 2564 จานวน 159 โรง จานวน 135 คน (ไม่นบั รวมผรู้ ักษาการในตาแหน่ง) 1.1.2 ครูผูส้ อน ได้แก่ ครูผูส้ อนนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 5 ถึงช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ในโรงเรียนสังกดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ปี การศึกษา 2564 จานวน 159 โรง มีครูจานวน 1386 คน 1.1.3 นักเรียน ไดแ้ ก่ นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 ถึงช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ในโรงเรียน สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ปี การศึกษา 2564 จานวน 159 โรง มีนกั เรียน จานวน 8,626 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่ำง การวิจัยคร้ังน้ี ผูว้ ิจัยได้ดาเนินการกาหนดขนาดกลุ่มตวั อย่างจากการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นผรู้ ับการนิเทศ คือ 1.2.1 ผบู้ ริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตลู ปี การศึกษา 2564 จานวน 10 โรง จานวน 10 คน

80 1.2.2 ครูผสู้ อน ไดแ้ ก่ ครูผสู้ อนนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 ถึงช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 ในโรงเรียนสังกดั สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล ปี การศึกษา 2564 จานวน 10 โรง ๆ ละ 5 คน จานวน 50 คน 1.2.3 นกั เรียน ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 ถึงช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 ในโรงเรียน สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ปี การศึกษา 2564 จานวน10 โรง ๆละ 10 คน จานวน 100 คน 2. ข้นั ตอนกำรวิจัย การนิเทศเพ่ือพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP มีการดาเนินงานตามข้นั ตอนท่ีประยกุ ตจ์ ากการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ ดงั น้ี ข้นั ตอนท่ี 1 การศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานและความตอ้ งการนิเทศ ข้นั ตอนที่ 2 การวางแผนการนิเทศ ข้นั ตอนท่ี 3 จดั ทาเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการนิเทศและการหาคุณภาพเครื่องมือ ข้นั ตอนท่ี 4 ดาเนินการนิเทศ ข้นั ตอนท่ี 5 การประเมินผลการนิเทศ รายละเอียดการดาเนินงานนิเทศแต่ละข้นั ตอน มีดงั ตอ่ ไปน้ี ข้นั ตอนท่ี 1 กำรศึกษำข้อมูลพืน้ ฐำนและควำมต้องกำรนิเทศ การดาเนินการข้ันตอนน้ี เป็ นการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจาเป็ นและ กาหนดแนวทางในการแก้ปัญหา เพ่ือจดั เตรียมข้อมูลสาหรับการกาหนดขอบข่ายแนวทางการ ดาเนินงานโดยไดส้ ารวจ สอบถาม และสัมภาษณ์ครูผสู้ อนจากโรงเรียนต่างๆในสังกดั เก่ียวกบั สภาพ ปัญหาการจดั การเรียนการสอนในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) ของโรงเรียน ในสังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ความตอ้ งการจาเป็ นในการพฒั นาความรู้ ความสามารถในการสอน Online หรือ On demand หรือการสอนในรูปแบบอื่นๆ ที่ทาให้นกั เรียน สามารถเขา้ ถึงเน้ือหาวิชาตามหลกั สูตรไดด้ ว้ ย จึงมีความจาเป็ นท่ีครูผูส้ อนจะตอ้ งไดร้ ับการพฒั นา ยกระดับความสามารถในการใช้ DEEP เพื่อให้สามารถพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) หรือสถานการณ์ปกติไดเ้ ช่นกนั ข้นั ตอนที่ 2 กำรวำงแผนกำรนเิ ทศ การวางแผนดาเนินการนิเทศเพื่อพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP มีการดาเนินการดงั น้ี

81 2.1 เสนอโครงการต่อผูอ้ านวยการสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล โดยผา่ นความเห็นชอบจากผอู้ านวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจดั การศึกษา สานกั งาน เขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสตลู 2.2 จดั ประชุมคณะศึกษานิเทศก์ สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล เพอ่ื ช้ีแจงทาความเขา้ ใจการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP และจดั กระบวนการนิเทศร่วมกนั ในระดบั เขตพ้ืนท่ี 2.3 จดั ทาแผนการนิเทศโรงเรียนตา่ งๆในสังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษา ประถมศึกษาสตลู ในการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP 2.4 เตรียมดาเนินการจดั อบรมพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP ใหแ้ ก่โรงเรียนในสงั กดั ท้งั หมด(กลุ่มประชากร) จานวน 159 โรง ในรูปแบบ Online และโรงเรียนเป้าหมาย(กลุ่มตวั อยา่ ง) จานวน 10 โรง ในรูปแบบปกติ หรือ Onsite ณ โรงเรียนน้นั ๆ 2.5 เตรียมติดตามผลการอบรมพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP โดยมอบคูม่ ือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ใน สถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับผูด้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ(ผบู้ ริหารสถานศึกษา) คมู่ ือ การใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับ ครูผสู้ อน และคมู่ ือการใช้ DEEP เพือ่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019) สาหรับนกั เรียน ใหก้ บั ทุกโรงเรียน ข้นั ตอนท่ี 3 จัดทำเครื่องมือทีใ่ ช้ในกำรนเิ ทศและกำรหำคุณภำพเครื่องมือ 3.1 ดำเนินกำรจดั ทำเคร่ืองท่ีใช้ในกำรนิเทศ 3.1.1 จดั ทาเอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP ผูร้ ายงานเป็นผดู้ ูแลระบบการใช้ DEEP แพลตฟอร์ม ดา้ นการศึกษาเพื่อความเป็ นเลิศ)ในระดบั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ไดจ้ ดั ทา เอกสารเพ่ือใชก้ ารประชุม อบรม ช้ีแจงทาความเขา้ ใจแก่ผบู้ ริหารสถานศึกษา ครูผูส้ อน และนกั เรียน ในการใช้ DEEP จานวน 3 เล่ม คือ 1) คมู่ ือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) 2) คู่มือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับครูผสู้ อน

82 3) ค่มู ือการใช้ DEEP เพอื่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับนกั เรียน โดยการศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้ในการใช้ DEEP ของสานักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และจากการฝึ กอบรมผูด้ ูแลระบบระดับสานักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ทาให้ผู้รายงานสามารถออกแบบ จดั ทา เรียบเรียงเน้ือหา วธิ ีการใชข้ องเอกสารท้งั 3 เลม่ น้ีไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ 3.1.2 จดั ทาเอกสารทางวิชาการเก่ียวกบั การนิเทศเพ่ือพฒั นาการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP เพ่อื ใชด้ าเนินการนิเทศและ การประเมินผล จานวน 1 เลม่ คอื “คูม่ ือนิเทศ ติดตามและประเมินผลเพื่อพฒั นาการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID - 2019 ) โดยการใช้ DEEP ” โดยการนาขอ้ มูลจากการประชุมระดบั กระทรวงศึกษาธิการ ระดบั สานกั งาน คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน (สพฐ.) ระดบั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล (สพป.สตูล) และระดับการมอบนโยบายของผูอ้ านวยการสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาสตูลต่อ ผอู้ านวยการสถานศึกษา มาประมวลสรุปเป็ นการพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID - 2019 ) นามาจัดทา“คู่มือนิเทศ ติดตามและประเมินผลเพ่ือพัฒนาการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP ” เพ่ือใช้ในการพฒั นาคุณภาพ การศึกษา 3.2 กำรหำคณุ ภำพเครื่องมือท่ีใช้ในกำรนิเทศ 3.2.1 นาเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP ท่ีออกแบบและจดั ทาไวป้ ระกอบดว้ ย 1) ค่มู ือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ(ผบู้ ริหารสถานศึกษา) 2) คมู่ ือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับครูผสู้ อน 3) คูม่ ือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนกั เรียน นาคู่มือท้งั 3 ฉบบั ดงั กล่าว ให้ผเู้ชี่ยวชาญจานวน 5 ท่าน ท่ีมีความรู้ความสามารถ ในดา้ นการบริหารการศึกษา การนิเทศการศึกษา ดา้ นวิจยั และการประเมินผลการศึกษา และดา้ นการ จดั การเรียนรู้เพื่อตรวจสอบเน้ือหาการใชภ้ าษา รูปแบบของคู่มือ ตรวจสอบประเมินความสอดคลอ้ ง และความตรงเชิงเน้ือหา ซ่ึงประกอบดว้ ย

83 1) นายอานวย สีนาค รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา วิทยฐานะรองผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล 2) นายธราเดช มหปญุ ญานนท์ ผอู้ านวยการโรงเรียนบา้ นกลาง วิทยฐานะ ผอู้ านวยการชานาญการพเิ ศษ สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 3) นายปัณณธร ละมา้ ย ศึกษานิเทศก์ วทิ ยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการ พเิ ศษ สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาภูเกต็ 4) นายอาบีดีน หลีเส็น ครู วิทยฐานะครูชานาญการพิเศษ โรงเรียน ไทยรัฐวทิ ยา 40 (บา้ นควนโพธ์ิ) สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล 5) นายอบั ดุลเลาะห์ พนั หวงั ครู วทิ ยฐานะครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียน บา้ นกุบงั ปะโหลด สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล นาผลมาวเิ คราะห์หาคา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of Items Objective Congruence หรือ IOC) วา่ มีความเหมาะสมตามรายการในแบบประเมินความสอดคลอ้ งที่สร้างข้ึน โดยกาหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนดงั น้ี +1 เมื่อแน่ใจวา่ คมู่ ือ มีความเหมาะสม 0 เมื่อไม่แน่ใจวา่ คมู่ ือ มีความเหมาะสม - 1 เมื่อแน่ใจวา่ คู่มือ ไมม่ ีความเหมาะสม กาหนดค่าความสอดคลอ้ ง 0.60 ข้นึ ไปถือวา่ ใชไ้ ด้ ซ่ึงมีค่าเฉล่ียเทา่ กบั 1 (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 171,173,175) โดย IOC หมายถึง ดชั นีความสอดคลอ้ งขอ้ คาถามกบั วตั ถุประสงค์ SR หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ N หมายถึง จานวนผเู้ ชี่ยวชาญ 3.2.2 นาคู่มือท้ัง 3 ฉบับ มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชี่ยวชาญเพ่ือ จดั พิมพ์และนาไปทดลองใช้ (Try out) กับผูบ้ ริหารสถานศึกษา (โรงเรียนละ 5 คน) ครูผูส้ อน (โรงเรียนละ 3 คน รวม 15 คน) และนักเรียน (โรงเรี ยนละ 5 คน รวม 25 คน) ของโรงเรียน บา้ นเขาจีน โรงเรียนบา้ นตนั หยงโป โรงเรียนบา้ นปาเต๊ะ โรงเรียนนิคมพฒั นาภาคใต้ 2 และโรงเรียน บา้ นคลองน้าเค็ม ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 รวมจานวน 45 คน ซ่ึงไม่ใช่กลุ่มตวั อย่างเพื่อ วิเคราะห์หาค่าความเช่ือมั่นของคู่มือท้ัง 3 ฉบับ โดยใช้สัมประสิทธ์ิแอลฟา (α Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) พวงรัตน์ ทวีรัตน์,2550 : 125-133) แบบประเมินท้งั 3 ฉบบั มีค่าความ เชื่อมน่ั ที่ระดบั .938 , .968 , .967 ตามลาดบั (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 188-190) 3.2.3 สร้างแบบประเมินคุณภาพ เอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID - 2019 ) โดยการใช้ DEEP คือ 1) คู่มือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นา

84 การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับผแู้ ลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) 2) คู่มือการใช้ DEEP เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับ ครูผูส้ อน 3) คู่มือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนักเรียน โดยใช้เกณฑ์การประเมินของลิเคิร์ต (Likert) เป็ นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คอื ระดบั 5 หมายถึง มีความถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั มากที่สุด ระดบั 4 หมายถึง มีความถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดบั มาก ระดบั 3 หมายถึง มีความถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง มีความถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดบั นอ้ ย ระดบั 1 หมายถึง มีความถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั นอ้ ยที่สุด มีผลการประเมินคุณภาพในภาพรวม ท้งั 3 เล่ม ดงั น้ี 1) คู่มือการใช้ DEEP เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) ( ร้อยละ 96.80) 2) คูม่ ือการใช้ DEEP เพอื่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับครูผสู้ อน (ร้อยละ 98.00) 3) คมู่ ือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นา การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา (COVID 2019 )สาหรับนกั เรียน(ร้อยละ 97.60) (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 177,179,181) 3.2.4 นาเอกสาร “ค่มู ือนิเทศ ติดตามและประเมินผลเพ่ือพฒั นาการจดั การเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา (COVID 2019) โดยการใช้ DEEP ” ที่จดั ทาแลว้ ส่งใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญ จานวน 5 ทา่ น เพ่ือตรวจสอบเน้ือหา การใชภ้ าษา รูปแบบของคมู่ ือ หรือความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ประกอบดว้ ย 1) นายอานวย สีนาค รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษา ประถมศึกษา วทิ ยฐานะ รองผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา ประถมศึกษาสตูล 2) นายธราเดช มหปุญญานนท์ ผูอ้ านวยการโรงเรียนบา้ นกลาง วิทยฐานะ ผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 3) นายปัณณธร ละมา้ ย ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาภเู ก็ต 4) นายเจนวทิ ย์ อสุ สวิโร ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล 5) นางจิรัชฎา ลิมานิ ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล

85 นาผลมาวเิ คราะห์หาค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of Items Objective Congruence หรือ IOC) วา่ มีความเหมาะสมตามรายการในแบบประเมินความสอดคลอ้ งที่สร้างข้ึน โดยกาหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนดงั น้ี +1 เมื่อแน่ใจวา่ คมู่ ือ มีความเหมาะสม 0 เมื่อไม่แน่ใจวา่ ค่มู ือ มีความเหมาะสม - 1 เม่ือแน่ใจวา่ คู่มือ ไมม่ ีความเหมาะสม กาหนดค่าความสอดคลอ้ ง 0.60 ข้นึ ไปถือวา่ ใชไ้ ด้ ซ่ึงมีค่าเฉล่ียเท่ากบั 1 (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 201)โดย IOC หมายถึง ดชั นีความสอดคลอ้ งขอ้ คาถามกบั วตั ถุประสงค์ SR หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ N หมายถึง จานวนผเู้ ช่ียวชาญสร้างแบบประเมินคณุ ภาพ 3.2.5 สร้างแบบประเมินคณุ ภาพ “คู่มือนิเทศ ติดตามและประเมินผลเพื่อพฒั นาการ จดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP ” โดยใชเ้ กณฑก์ าร ประเมินของลิเคริ ์ต (Likert) เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั คือ ระดบั 5 หมายถึง มีความถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั มากท่ีสุด ระดบั 4 หมายถึง มีความถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดบั มาก ระดบั 3 หมายถึง มีความถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง มีความถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดบั นอ้ ย ระดบั 1 หมายถึง มีความถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดบั นอ้ ยที่สุด มีผลการประเมินคุณภาพ “คู่มือนิเทศ ติดตามและประเมินผลเพือ่ พฒั นาการจดั การ เรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP ” คิดเป็นร้อยละ 99.20 (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 203) ข้นั ตอนที่ 4 ดำเนนิ กำรนิเทศ 4.1 ดาเนินการจดั อบรมพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรน่า ( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP ใหแ้ ก่โรงเรียนในสงั กดั ท้งั หมด(กลุ่มประชากร) จานวน 159 โรง ในรูปแบบ Online และโรงเรียนเป้าหมาย(กลุ่มตวั อยา่ ง จานวน 10 โรง ในรูปแบบการอบรมปกติ ( Onsite) ณ โรงเรียนน้นั ๆ (รายละเอียดภาคผนวก ง หนา้ 225) 4.2 ติดตามผลการอบรม โดยมอบคู่มือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ใน สถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับผูด้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) คมู่ ือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับ

86 ครูผสู้ อน และคมู่ ือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนกั เรียน ใหก้ บั ทุกโรงเรียน (รายละเอียดภาคผนวก ข หนา้ 142-144 ) 4.3 บนั ทึกการนิเทศการติดตามผลการอบรมพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP เสนอต่อท่ีประชุมกลุ่มนิเทศติดตามและ ประเมินผลการจดั การศึกษา สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสตลู และผอู้ านวยการ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตลู ตามลาดบั (รายละเอียดภาคผนวก ง หนา้ 227-228) ข้นั ตอนที่ 5 กำรประเมินผลกำรนิเทศ ดาเนินการประเมินผลการนิเทศ ตามลาดบั ดงั น้ี 5.1 ประมวลผลจากการบนั ทึกการนิเทศการติดตามผลการอบรมพฒั นาการจดั การ เรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP 5.2 ประเมินผลการใช้ DEEP เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )ของผรู้ ับการนิเทศ 5.3 ประเมินพฤติกรรมการนาความรู้ไปใชข้ อง ผเู้ ขา้ รับการนิเทศ 5.4 ประเมินความพึงพอใจของผรู้ ับการนิเทศต่อการใช้ DEEP 5.5 เสนอผลการประเมินการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP 3. เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในกำรวจิ ัย เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั มี จานวน 2 ชุด ดงั น้ี 3.1 เอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP สาหรับผรู้ ับการนิเทศ จานวน 3 เล่ม คือ 3.1.1 คูม่ ือการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) 3.1.2 คู่มือการใช้ DEEP เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 )สาหรับครูผสู้ อน 3.1.3 คู่มือการใช้ DEEP เพือ่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนกั เรียน

87 3.2 “คมู่ ือนิเทศ ติดตามและประเมินผลการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) โดยการใช้ DEEP สาหรับวิธีการสร้างและหาคุณภาพเคร่ืองมือการวิจยั ไดอ้ ธิบายในข้นั ตอนการวจิ ยั แลว้ (รายละเอียด หนา้ 82-85) 4. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล การนิเทศเพื่อพฒั นาการจดั การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา( COVID 2019) โดยการใช้ DEEP มีเครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู จานวน 6 ฉบบั คอื 4.1 เกบ็ รวบรวมข้อมูลจำกเครื่องมือ แบบประเมินผลการใช้ DEEPเพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) ของผรู้ ับการนิเทศ โดยมีรายละเอียดคอื ฉบบั ที่ 1/1 แบบประเมินผลการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019) สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) ฉบบั ที่ 1/2 แบบประเมินผลการใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับครูผสู้ อน ฉบบั ที่ 1/3 แบบประเมินผลการใช้ DEEP เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัส โคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนกั เรียน แบบประเมินความพงึ พอใจของผรู้ ับการนิเทศที่มีตอ่ การใช้ DEEP เพ่อื พฒั นาการเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019) ฉบบั ที่ 2/1 แบบประเมินความพึงพอใจของผบู้ ริหารสถานศึกษาท่ีมีต่อการใช้ DEEP เพอ่ื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา (COVID 2019) ฉบบั ที่ 2/2 แบบประเมินความพงึ พอใจของครูผสู้ อนท่ีมีตอ่ การใช้ DEEP เพื่อพฒั นา การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) ฉบบั ท่ี 2/3 แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นา การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) มวี ิธีกำรสร้ำงเคร่ืองมือท่ีใช้ในกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดังนี้ แบบประเมินผลการใช้ DEEP ของผรู้ ับการนิเทศ โดยมีรายละเอียดคือ ฉบบั ที่ 1/1 แบบประเมินผลที่มีตอ่ การใช้ DEEP เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019) สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ (ผบู้ ริหารสถานศึกษา) ฉบบั ที่ 1/2 แบบประเมินผลท่ีมีต่อการใช้ DEEP เพ่อื พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับครูผสู้ อน

88 ฉบบั ที่ 1/3 แบบประเมินผลที่มีต่อการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์ โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) สาหรับนกั เรียน มีวธิ ีการสร้างดงั น้ี 4.1.1 ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การสร้างเครื่องมือเพอ่ื กาหนดขอบเขตแนวทางการออกแบบเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 4.1.2 ศึกษาหลกั เกณฑแ์ ละวิธีสร้างแบบประเมินผลในลกั ษณะแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ จานวน 4 ตวั เลือก และกาหนดรูปแบบการประเมินให้เกิดข้ึน ณ สถานศึกษาน้นั ๆ 4.1.3 สร้างกรอบแนวคิดในการประเมินผลหรือทดสอบใหค้ รอบคลมุ เน้ือหาท่ีจะประเมิน 4.1.4 สร้างขอ้ คาถามในแบบประเมินผลหรือทดสอบใหเ้ หมาะสมกบั เน้ือหาตามคู่มือการใช้ DEEP เพือ่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา( COVID 2019) ของแต่ละชุด คือ สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ(ผูบ้ ริหารสถานศึกษา ) ครูผสู้ อน และนกั เรียน 4.1.5 ตรวจสอบการหาค่าความถูกตอ้ งและความตรงเน้ือหา (Validity) และความเป็นปรนยั ของขอ้ คาถามเบ้ืองตน้ โดยผเู้ ชี่ยวชาญจานวน 5 ท่าน เพอ่ื ตรวจสอบการใชภ้ าษา ขอ้ คาถามสาหรับ ผบู้ ริหารสถานศึกษา ครูผสู้ อนและนกั เรียน ใหส้ อดคลอ้ งกบั คู่มือการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา( COVID 2019) ของผรู้ ับการนิเทศแตล่ ะรายการประกอบดว้ ย 1) นายอานวย สีนาค รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษา วทิ ยฐานะ รองผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตูล 2) นายธราเดช มหปญุ ญานนท์ ผอู้ านวยการโรงเรียนบา้ นกลาง วทิ ยฐานะ ผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 3) นายปัณณธร ละมา้ ย ศึกษานิเทศก์ วทิ ยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการ พเิ ศษ สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาภเู กต็ 4) นายอาบีดีน หลีเส็น ครู วทิ ยฐานะครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนไทยรัฐวทิ ยา 40 (บา้ นควนโพธ์ิ) สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตลู 5) นายอบั ดุลเลาะห์ พนั หวงั ครู วทิ ยฐานะครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียน บา้ นกบุ งั ปะโหลด สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตลู 4.1.6 แกไ้ ขและปรับปรุงขอ้ คาถามบางขอ้ ในแบบประเมินผลหรือแบบทดสอบตามคาแนะนา ของผเู้ ช่ียวชาญ แลว้ จดั ทาแบบประเมินข้นึ ใหม่เพ่อื นาไปตรวจสอบคุณภาพดา้ นความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) นาแบบประเมินใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบประเมินความสอดคลอ้ งและความตรง เชิงเน้ือหา นาผลมาวิเคราะห์หาค่าดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of Items Objective Congruence หรือ IOC) วา่ มีความเหมาะสมตามรายการในแบบประเมินความสอดคลอ้ งท่ีสร้างข้ึนโดยกาหนดเกณฑ์ การใหค้ ะแนนดงั น้ี

89 + 1 เมื่อแน่ใจวา่ แบบประเมิน ฯ มีความเหมาะสม 0 เมื่อไม่แน่ใจวา่ แบบประเมิน ฯ มีความเหมาะสม - 1 เมื่อแน่ใจวา่ แบบประเมิน ฯ ไมม่ ีความเหมาะสม กาหนดคา่ ความสอดคลอ้ ง 0.60 ข้ึนไปถือวา่ ใชไ้ ด้ ซ่ึงมีค่าเฉล่ียเทา่ กบั 1 (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 183,185,187) โดย IOC หมายถึง ดชั นีความสอดคลอ้ งขอ้ คาถามกบั วตั ถุประสงค์ SR หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ N หมายถึง จานวนผเู้ ช่ียวชาญ 4.1.7 กาหนดเกณฑก์ ารประเมินของแบบประเมินผลการใช้ DEEP เพือ่ พฒั นาการเรียนรู้ใน สถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา (COVID 2019) สาหรับผดู้ ูแลผใู้ ชร้ ะบบ(ผบู้ ริหารสถานศึกษา ) ครูผสู้ อน และนกั เรียน เมื่อตอบถูกขอ้ ละ 1 คะแนน ตอบผิด 0 คะแนน รวมคะแนนจากคะแนนเตม็ ของแตล่ ะฉบบั คิดเป็นร้อยละ และระดบั คุณภาพ ดงั น้ี ร้อยละ 0 – 20 หมายถึง ควรปรับปรุง ร้อยละ 21 – 40 หมายถึง นอ้ ย ร้อยละ 41 – 60 หมายถึง ปานกลาง ร้อยละ 61 – 80 หมายถึง ดี ร้อยละ 81 – 100 หมายถึง ดีเยย่ี ม 4.1.8 นาแบบประเมินท้งั 3 ฉบบั มาปรับปรุงแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะของผูเ้ ชี่ยวชาญ เพ่ือ จดั พิมพแ์ ละนาไปทดลองใช้ (Try out) กบั โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาท้งั หมด ประกอบดว้ ย โรงเรียนบา้ นเขาจีน โรงเรียนบา้ นตนั หยงโป โรงเรียนบา้ นปาเต๊ะ โรงเรียนนิคมพฒั นาภาคใต้ 2 และ โรงเรียนบ้านคลองน้าเค็ม ซ่ึงประกอบด้วย ผูบ้ ริหารสถานศึกษา (โรงเรียนละ 1 คน รวม 5 คน) ครูผูส้ อน (โรงเรียนละ 3 คน รวม 15 คน) และนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 -6 และช้นั มธั ยมศึกษา ปี ท่ี 1-3 ช้นั ละ 1 คน ( โรงเรียนละ 5 คน รวม 25 คน) ในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 รวม จานวน 45 คน ซ่ึงไม่ใช่กลุ่มตวั อย่าง เพื่อวิเคราะห์หาค่าความเช่ือมนั่ แบบประเมินท้งั 3 ฉบับ โดยใช้สัมประสิทธ์ิแอลฟา (α-Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์,2550 : 125-133) แบบประเมินท้ัง 3 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นท่ีระดับ .938, .968, .967 ตามลาดับ (รายละเอียดภาคผนวก ค หนา้ 187-189) 4.1.9 นาแบบประเมินท้งั 3 ฉบบั ไปใชจ้ ริงกบั กลุ่มตวั อยา่ งตอ่ ไป 4.2 เกบ็ รวมรวมข้อมูลจำกเคร่ืองมือ แบบประเมินความพึงพอใจของผูร้ ับการนิเทศที่มีต่อการใช้ DEEP เพือ่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019) มีรายละเอียดคือ

90 ฉบบั ท่ี 2/1 แบบประเมินความพึงพอใจของผบู้ ริหารสถานศึกษาที่มีตอ่ การใช้ DEEP เพอื่ พฒั นาการเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) ฉบบั ที่ 2/2 แบบประเมินความพึงพอใจของครูผสู้ อนที่มีต่อการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นา การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) ฉบบั ท่ี 2/3 แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อการใช้ DEEP เพ่ือพฒั นา การเรียนรู้ในสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนา ( COVID 2019 ) มีวิธีสร้างดงั น้ี 4.2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การสร้างเครื่องมือแบบประเมิน ความพงึ พอใจ เพ่ือกาหนดขอบเขต แนวทางการออกแบบเครื่องมือในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 4.2.2 ศึกษาหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจ 4.2.3 กาหนดรูปแบบของเครื่องมือเก็บรวบรวมขอ้ มลู เป็นแบบประเมินความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั ไดแ้ ก่ เหมาะสมมากท่ีสุด เหมาะสมมาก เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมนอ้ ย เหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด 4.2.4 สร้างกรอบแนวคิดในการประเมินความพงึ พอใจ 4.2.5 สร้างขอ้ คาถามในแบบประเมินความพงึ พอใจ 4.2.6 ตรวจสอบความถูกตอ้ งและความตรงของเน้ือหา (Validity) และความเป็นปรนยั ของ ขอ้ คาถามเบ้ืองตน้ โดยผเู้ ชี่ยวชาญ 4.2.7 นาแบบประเมินเสนอต่อผเู้ ช่ียวชาญที่มีความรู้ความสามารถในดา้ นการบริหาร การศึกษา การนิเทศการศึกษาดา้ นวิจยั และการประเมินผลการศึกษา และดา้ นการจดั การเรียนรู้ จานวน 5 ทา่ น ประกอบดว้ ย 1) นายอานวย สีนาค รองผูอ้ านวยการสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา วทิ ยฐานะ รองผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสตลู 2) นายธราเดช มหปุญญานนท์ ผอู้ านวยการโรงเรียนบา้ นกลาง วิทยฐานะ ผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 3) นายปัณณธร ละมา้ ย ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาภเู กต็ 4) นายเจนวทิ ย์ อุสสวิโร ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสตลู 5) นางจิรัชฎา ลิมานิ ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ สานกั งาน เขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล