-98- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ถุงลม (alveoli) ถุงลมเปนช่องวางที่มีถุงลมยอยหลาย ๆ ถุงมาเปดเข้าท่ีบริเวณน้ี ถุงลมยอยมีลักษณะเปน ถุงหกเหลี่ยมมีเซลลพิเศษหลั่งสารพวกฟอสโฟลิพิด (phospholipid) เรียกวา เซอรแฟกแทนท (surfactant) เขา้ สถู งุ ลมยอยเพือ่ ลดแรงตึงผวิ ของถุงลมยอ ยไมใ หติดกนั ปอดแตละข้างจะมีถุงลมปอดประมาณ 300 ลานถุง แตละถุงจะมีเสนผานศูนยกลางเฉลี่ยประมาณ 0.25 มิลลิเมตร คิดเปนพื้นที่ทั้งหมดของการแลกเปลี่ยนแก๊สของถุงลมปอดทั้งสองข้างประมาณ 90 ตาราง เมตรหรือคิดเปน 40 เทาของพื้นที่ผิวของรางกาย การที่ปอดยืดหยุนไดดีและขยายตัวไดมากและการมีพื้นท่ี ของถุงลมปอดมากมายขนาดนั้นจะทำใหรางกายไดรับแก๊สออกซิเจนอยางเพียงพอและคายแก๊ส คารบอนไดออกไซดไดเปนอยางดีอีกดวย ปอดของคนมีเสนเลือดฝอยมาเลี้ยงอยางมากมายจึงทำใหเกิดการ แลกเปลย่ี นแกส๊ ไดม ากและรวดเร็วจนเปนทเี่ พียงพอแก่ความตอ งการของรางกาย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -99- ปอด ปอดเปนอวัยวะที่ทำหนาที่ในการหายใจ ปอดตั้งอยูภายในทรวงอกมีปริมาตรประมาณ 2 ใน 3 ของ ทรวงอก ปอดขวาจะสั้นกวาปอดซ้าย เนื่องจากตับซึ่งอยูทางดานลางดันขึ้นมา สวนปอดซ้ายจะแคบกวาปอด ขวาเพราะวามีหัวใจแทรกอยู ปอดมีเยื่อหุมปอด (pleura) 2 ชั้น ชั้นนอกติดกับผนังช่องอก สวนชั้นในติดกับ ผนังของปอด ระหวางเยื่อทั้งสองชั้นมีของเหลวเคลือบอยู การหุบและการขยายของปอดจะเปนตัวกำหนด ปริมาณของอากาศที่เข้าสูรางกายซึ่งจะทำใหรางกายไดรับออกซิเจนถายเทคารบอนไดออกไซดออกตามที่ รางกายตอ งการ การหายใจเข้า (inspiration) และการใจออก (expiration) รวมเรียกวา การหายใจ (breathing) โดยมีกลามเนื้อกะบังลม กลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงซี่โครงดานนอกและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงดานใน เปนตัวกระทำ การหายใจที่เกิดจากกลามเน้ือกระบังลมเรียกวา การหายใจสวนทอง (abdominal breathing) ซึ่งมีความสำคัญประมาณ 75% และการหายใจซึ่งเกิดจากกระดูกซี่โครงและกลามเนื้อยึดซี่โครง ดานนอกเรียกวา การหายใจสวนอก (chest breathing) ซึ่งมีความสำคัญประมาณ 25% การหายใจสวน ทองและการหายใจ สวนอกนี้จะทำงานรวมกันทำใหเกิดการหายใจเข้าและหายใจออกอยางสม่ำเสมอ กลไก การหายใจเข้าและออกมดี งั น้ี 1. เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกหดตัว จะทำใหทรวงอกและปอดขยายตัว ขึ้นปริมาตรภายในปอดเพิ่มขึ้น ดังนั้นความดันภายในปอดจึงลดลงและต่ำกวาบรรยากาศภายนอก อากาศ ภายนอกจึงเคลื่อนตัวเข้าสูปอด จนทำใหความดันภายนอกและภายในปอดเทากันแลวอากาศก็จะไมเข้าสู ปอดอีก เรยี กวา การหายใจเขา้ (inspiration) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-100- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 2. เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกคลายตัวลง ทำใหปอดและทรวงอกมี ขนาดเล็กลง ปริมาตรของอากาศในปอดจึงลดไปดวยทำใหความดันภายในปอดสูงกวาบรรยากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดจนความดันในปอดลดลงเทากับความดันภายนอก อากาศก็จะหยุดการ เคลอื่ นทซี่ ง่ึ เรียกวา การหายใจออก (expiration) การหายใจเข้าและการหายใจออกจะเกิด สลับกันอยูเสมอ ในสภาพปกติผูใหญจะหายใจ ประมาณ 15 ครั้งตอนาที สวนในเด็กจะมีอัตราการ หายใจสูงกวาผูใหญเล็กนอย ในขณะที่รางกายเหนื่อย เนื่องจากทำงานหรือเลนกีฬาอยางหนักอัตราการ หายใจจะสูงกวา นมี้ าก ภาพแสดงการเปล่ยี นแปลงปรมิ าตรของชอ่ งอก ขณะหายใจเขา้ -ออก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหายใจ (Respiratory system) -101- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-102- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 5 ความจขุ องปอด ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าปกติ แตละครั้งมีประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ถาบังคับใหมี การหายใจเข้าเต็มที่มากที่สุด จะมีอากาศเข้าไปยังปอดเพิ่มมากขึ้นจนอาจถึง 6,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเปนระดับที่ปอดจะจุอากาศไดเต็มที่เช่นเดียวกับการบังคับการหายใจออกเต็มท่ี อากาศจะออกจากปอดมาก ที่สุดเทาที่ความสามารถของกลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อซี่โครงจะทำได ซึ่งจะเห็นวาเมื่อหายใจออกเต็มท่ี แลว ยงั คงมีอากาศตกคา้ งในปอดประมาณ 1,100 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ในคนที่ออกกำลังกายอยูเสมอเช่น นักกีฬา ซึ่งสามารถสูดลมหายใจเข้าเต็มที่ไดมากกวาคนทั่วไป เพราะกลามเนื้อที่ใช้ในการสูดลมหายใจทำงานไดดี คนกลุมนี้จะทำกิจกรรมอยูไดนานและเหนื่อยช้ากวาคน ท่ัวไป การศกึ ษาปริมาตรของอากาศในปอดของคนดว ยเครอ่ื ง spirometer สามารถนำมาเขยี นกราฟไดดงั น้ี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -103- การแลกเปล่ียนแกส๊ ในรา งกาย การแลกเปลย่ี นแก๊สในรา งกายของคนเกิดขนึ้ 2 แหง คือทถี่ งุ ลมกับหลอดเลือดฝอยและที่เนอ้ื เยือ่ กบั หลอด เลือดฝอย • ที่ปอดเปนการแลกเปลี่ยนแก๊สระหวางในถุงลมกับหลอดเลือดฝอย โดยออกซิเจนจากถุงลมปอดจะ แพรเ ข้าสเู สนเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอดและรวมตวั กับฮีโมโกลบิน (hemoglobin; Hb) ทีผ่ ิวของเม็ด เลือดแดงกลายเปนออกซีฮีโมโกลบิล (oxyhemoglobin; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มี ออกซฮี โี มโกลบนิ นจ้ี ะถูกสง เข้าสหู ัวใจและสบู ฉีดไปยังเนื้อเย่ือตา ง ๆ ทั่วรางกาย • ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมโกลบินจะสลายใหออกซิเจนและฮีโมโกลบิน ออกซิเจนจะแพรเข้าสูเซลลทำให เซลลข องเนื้อเย่ือไดร บั ออกซเิ จน การแลกเปลี่ยนแก๊สของคนเกี่ยวข้องกับความแตกตางของความดันยอยของ O2 และ CO2 2 บริเวณ โดยอากาศที่หายใจเข้ามีความดันยอยของ O2 160 mmHg ซึ่ง O2 จากถุงลมจะแพรเข้าสูหลอดเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลม ทำใหเลือดมีความดันยอยของ O2 เพิ่มขึ้นจาก 40 mmHg เปน 104 mmHg จากนั้น O2 จะลำเลียง และแพรจากหลอดเลือดฝอยเข้าสูเนื้อเยื่อตาง ๆ ในรางกาย สวน CO2 จะแพรในทิศทางตรงกันข้ามจาก เน้ือเย่อื เข้าสูหลอดเลือด เพื่อลำเลียงไปยงั ปอดและแพรจากหลอดเลือดฝอยรอบถุงลมเข้าสูถ งุ ลม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-104- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 การลำเลยี งแกส๊ ออกซเิ จนและแก๊สคารบ อนไดออกไซด การลำเลียง O2 อาศัยระบบหมุนเวียนเลือด เมื่อ O2 แพรเข้าสูหลอดเลือดฝอยรอบถุงลมจะจับกับ ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ในเซลลเม็ดเลือดแดงที่บริเวณหมูฮีม (Heme Group) กลายเปนออกซีฮีโมโกลบิน (Oxyhemoglobin; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะลำเลียงเข้าสูหัวใจและสูบฉีดไปยัง เนื้อเยื่อตาง ๆ ทั่วรางกาย จากนั้นที่บริเวณเนื้อเยื่อ ออกซีฮีโมโกลบินจะปลอย O2 ซึ่งจะแพรเข้าสูเซลลของ เนอ้ื เย่ือ ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น คารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้นในเซลลจะแพรเข้าเสนเลือด คารบอนไดออกไซดสวนใหญจะทำปฏิกิริยากับน้ำในเซลลเม็ดเลือดแดงเกิดเปนกรดคารบอนิก (H2CO3) โดยมีเอนไซมคารบอนิกแอนไฮเดรส (Carbonic anhydrase) ซึ่งกรดคารบอนิกจะแตกตัวตอไปไดไฮโดรเจน คารบอเนตไอออน (HCO3-) และไฮโดรเจนไอออน (H+) แลวไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนจะถูกลำเลียงเข้าสู พลาสมาโดยวิธีการแพรแบบฟาซิลิเทส เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนมากไหลเข้าสูหัวใจจะถูกสูบ ฉีดตอไปยังเสนเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด ไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออนจะรวมตัวกัน เปนกรดคารบอนิกแลวจึงสลายตัวเปนคารบอนไดออกไซดและน้ำ โดยมีโดยมีเอนไซมคารบอนิกแอนไฮเดรส เปนตัวเรงปฏิกิริยาเปนผลใหความดันยอยของคารบอนไดออกไซดในเสนเลือดฝอยสูงกวาคารบอนไดออกไซด ในถุงลมปอด จึงเกดิ การแพรข องคารบอนไดออกไซดจ ากเสน เลอื ดฝอยเข้าสถู งุ ลม และกำจดั ออกจากรางกาย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหายใจ (Respiratory system) -105- ศูนยควบคุมการสูดลมหายใจ การหายใจถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนวัติซึ่งอยูนอกเหนืออำนาจจิตใจ โดยศูนยควบคุมการ หายใจ อยูที่สมองสวนพอนส (Pons) และเมดัลดาออบลองกาตา (Medulla oblongata) ที่จะสงสัญญาณ ประสาทไปกระตุน กลามเน้อื ที่เกย่ี วขอ้ งกับการหายใจ ศูนยควบคุมการสูดลมหายใจจะมีความไวตอปริมาณของแก๊สคารบอนไดออกไซดหรือไฮโดรเจน คารบอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออน ซึ่งสารตาง ๆ เหลานี้จะกระตุนทำใหเกิดการหายใจเข้าเพิ่มมากข้ึน ดงั น้นั ถาหากมีแก๊สคารบอนไดออกไซดใ นเลือดเพม่ิ ข้นึ กจ็ ะทำใหเกดิ การการกระตุน เพิม่ ขน้ึ ดว ย เซรีบลั คอรเ ท็กซ์ ไฮโพทาลามัส พอนส เมดลั ลาออบลองกาตา นอกจากนี้การหายใจยังมีการควบคุมภายใตอำนาจจิตใจ โดยสมองสวนหนาบริเวณเซรีบัลคอรเท็กซ์ และไฮโพทาลามัส ทำใหสามารถควบคุมหรือปรับการหายใจใหเหมาะสมกับพฤติกรรมตาง ๆ เช่น การพูด การรองเพลง การวายนำ้ การหายใจยาวและลึก และการกลัน้ หายใจ การรกั ษาดลุ ยภาพของกรด - เบส ของเลือดโดยระบบหายใจ ความเปนกรด-เบส ของเลือดเปนปจจัยหนึ่งที่มีผลตออัตราการหายใจของมนุษย เมื่อรางกายทำ กิจกรรมตาง ๆ จะมี CO2 เกิดขึ้นและมีไฮโดรเจนไอออนสะสมในเลือดตลอดเวลา สงผลใหความเปนกรด-เบส ของเลือดเปลี่ยนแปลงไป ทำใหมีผลตอการทำงานของเซลลได รางกายมีการควบคุมความเปนกรด-เบส ในเลือดโดยการหายใจออกเพือ่ ขบั CO2 ซ่งึ เปน การรกั ษาดุลยภาพของรางกาย ถามีปริมาณ CO2 หรือไฮโดรเจนไอออนที่สะสมในเลือดมากจะสงผลใหเลือดมีความเปนกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสงสัญญาณไปกระตุนศูนยควบคุมการหายใจที่สมอง สงผลใหมีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นเพื่อขับ CO2 ออก จากปอดเร็วขึ้น ทำใหความเปนกรด-เบสในเลือดเข้าสูภาวะสมดุล เช่น การหายใจเร็วและลึกหลังการออก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-106- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี 5 กำลังกายอยางหนัก รวมทั้งไฮโดรเจนไอออนสามารถไปรวมกับสารอินทรียอื่น ๆ ในรางกายเปนการควบคุม ดลุ ยภาพของรางกายสว นหนึ่ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหายใจ (Respiratory system) -107- ใบงานที่ 5 ระบบหายใจ ตอนที่ 1 : จงเขยี นเคร่อื งหมาย / หนาข้อความทถี่ ูก และเขียนเครอ่ื งหมาย x หนาขอ้ ความทผี่ ดิ ......... 1. กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกบั ทกุ เซลลและเกดิ ตลอดเวลา ......... 2. แก๊สคารบ อนไดออกไซด ทำปฏกิ ิรยิ ากับสารอาหาร เกิดพลงั งาน นำ้ และแก๊สออกซเิ จน ......... 3. อตั ราเร็วของการหายใจข้ึนอยูกบั ความเขม้ ขน้ ของแก๊สออกซิเจนในเลือด ......... 4. การแลกเปลีย่ นแก๊สออกซิเจนและแก๊สคารบอนไดออกไซดเ กดิ ขึน้ ที่ถงุ ลมภายในปอด ......... 5. เมอ่ื เปาลมหายใจลงในน้ำปนู ใส น้ำปนู ใสขุน่ แสดงวา ลมหายใจออกมแี ก๊สคารบอนไดออกไซด ......... 6. การหมุนเวียนของแกส๊ จะเกดิ ควบคูไ่ ปกับการหมุนเวียนของเลอื ด ......... 7. พลงั งานทรี่ างกายนำมาใชใ้ นการทำกิจกรรมตา งๆ ไดมาจากกระบวนการหายใจ ......... 8. อวัยวะทช่ี ว่ ยในการหายใจ คอื กระดกู ซโ่ี ครงและกลา มเนือ้ ......... 9. แกส๊ ทีส่ ำคญั ซ่ึงเกย่ี วขอ้ งกบั การดำรงชวี ติ ของมนุษย คอื แกส๊ ออกซิเจน แก๊สคารบอนไดออกไซด ......... 10. ปริมาณแก๊สคารบ อนไดออกไซดในเลือดสูงจะทำใหม กี ารหายใจเร็วขึน้ ตอนที่ 2 จงเลอื กตัวอักษรหนา ข้อความทางขวามือมาเติมใน ( ) หนาขอ้ ความทางซ้ายมอื ทม่ี คี วามสมั พันธ กัน ( ) 1. กระบวนการหายใจ ก. เปน แหลง แลกเปลยี่ นแกส๊ ออกซิเจนและแกส๊ คารบอนไดออกไซด ( ) 2. เมดลั ลาออบลองกาตา ข. กระดกู ซ่โี ครงเล่ือนสูงข้นึ และกะบังลมเลือ่ นตำ่ ลง ( ) 3. ถงุ ลมปอด ค. มแี ก๊สคารบ อนไดออกไซดในเลอื ดมากเกินไปจึงตองมีการเพมิ่ แกส๊ ออกซเิ จนเขา้ ไปแทน ( ) 4. การหายใจเขา้ ง. กระดูกซีโ่ ครงเลือ่ นต่ำลง ขณะท่กี ะบงั ลมเลือ่ นสูงขน้ึ ( ) 5. การหาว จ. มีกระดกู ออ นเรยี งเปนรปู เกอื กมาตดิ อยู ( ) 6. โรคถงุ ลมโปงพอง ฉ. เปนปฏิกริ ยิ าระหวางสารอาหารกับแก๊สออกซเิ จนเพื่อใหเ กิดพลังงาน ( ) 7. หลอดลม ช. ศูนยค วบคุมการหายใจอยูทีส่ มองสว นทา ย ( ) 8. การสะอึก ซ. เปนแขนงของทอ ลมทแ่ี ยกออกไปมากมายแทรกอยทู วั่ ไปในเนอ้ื ปอด ( ) 9. การหายใจออก ฌ. เกดิ จากการท่กี ะบงั ลมหดตัวเปนจงั หวะทำใหอากาศถกู ดันผานปอด ทันทีเปนผลใหสายเสียงสนั่ ( ) 10. หลอดลมฝอย ญ. เกดิ จากการสูบบหุ รี่มาก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-108- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 ตอนที่ 3 : จงเติมคำลงในช่องวา งใหถูกตอง 1. จากภาพข้างตน M N และ O คอื โครงสรางใดในระบบหายใจ M คือ ................................................................................... N คอื ................................................................................... O คือ ................................................................................... 2. จงอธบิ ายวาเพราะเหตใุ ดอากาศจากข้างนอกจงึ เข้าสรู า งกายของเราได ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. ใชภ้ าพตอบคำถามตอ ไปนีใ้ หถกู ตอ ง ๐A ก. จากภาพ A คอื โครงสรางใด ......................................................................... B ข. จากภาพ B คือโครงสรางใด ........................................................................ ค. วาดลูกศรเพ่อื อธบิ ายทิศทางของการแลกเปลี่ยนแกส๊ คารบ อนไดออกไซดแ ละแก๊สออกซเิ จน ง. เพราะเหตใุ ดโครงสรา ง A จึงเปน โครงสรา งทีเ่ หมาะสำหรับการแลกเปล่ียนแกส๊ (ตอบมา 3 ข้อ) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหายใจ (Respiratory system) -109- ตอนท่ี 4 : ใหน ักเรยี นสบื คน้ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั ความผดิ ปกทีเ่ กย่ี วข้องกับระบบหายใจตอไปน้ี ประเด็นทีส่ บื คน้ : สาเหตุทท่ี ำใหเกดิ ความผิดปกตแิ ละอาการสำคญั 1. โรคถงุ ลมโปงพอง (Emphysema) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. โรคปอดบวม (Pneumonia) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. โรควัณโรค (Tuberculosis) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. โรคมะเรง็ ปอด (Lung Cancer) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. โรคหอบหดื (Asthma) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 6. โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-110- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 5 ใบงานที่ 6 เชือ่ มโยงข้อสอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั เรอ่ื งระบบหายใจ 1. สัตวมีกระดูกสันหลังและสัตวไมมีกระดูกสันหลังในข้อใด ใช้โครงสรางสำหรับแลกเปลี่ยนแก๊สที่มีลักษณะ คลายกนั มากที่สดุ (PAT2’ก.พ.61) ก. คน - แมงมมุ ข. นกพิราบ - ผีเสอื้ ค. เตาตนุ - หอยมอื เสอื ง. กบนา - แมงดาทะเล จ. ปลาตีน-ไสเดอื นดิน 2. โครงสรางที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของสัตวชนิดใด ตองพึ่งการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดนอยที่สุด และมากท่สี ุด ตามลำดบั (PAT2’ก.พ.62) ก. ปมู า แมงมุม ข. แมลงวัน ฟองนำ้ ค. ไฮดรา พลานาเรยี ง. หอยทากบก ผเี สือ้ จ. ไสเดอื นดนิ หอยมือเสอื 3. ขอ้ ใดไมถ กู ตอ งเกี่ยวกบั การแลกเปล่ียนแก๊สของสัตว (9วิชา’61) ก. ไสเ ดือนดนิ แลกเปลีย่ นแก๊สบริเวณผิวหนงั ข. นกแลกเปล่ียนแกส๊ โดยใช้ air sac และ alveolus ทป่ี อด ค. แมงมมุ มรี ะบบไหลเวียนเลือดชว่ ยในการแลกเปลย่ี นแกส๊ ง. ทิศทางการไหลของเลอื ดและน้ำในเหงือกของปลาจะสวนทางกนั จ. แมลงบนิ ไดมี air sac ภายในสวนทอ งจำนวนมากเพื่อสำรองอากาศ 4. ในการทดลองวดั ปริมาตรอากาศท่หี ายใจดวย spirometer ไดผ ลดังภาพ ปรมิ าตรอากาศทปี่ อดสามารถบรรจุไดเต็มทีค่ ือข้อใด (9 วชิ า’62) ก. 1,100 cm3 ข. 1,800 cm3 ค. 3,600 cm3 ง. 4,900 cm3 จ.. 6,000 cm3 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหายใจ (Respiratory system) -111- 5. ปฏิกริ ยิ าใดเกดิ ข้นึ ในเซลลเม็ดเลือดแดงกอ่ นเขา้ สูหลอดเลือด Pulmonary Vein (9 วิชา’62) ก. Hb + O2 --------> HbO2 ข. HbO2 --------> Hb + O2 ค. Hb + CO2 --------> HbCO2 ง. HbCO2 --------> Hb + CO2 จ. CO2 + H2O --------> H2CO3 6. สมองสวนใดของมนษุ ยที่ควบคุมการกล้นั หายใจขณะดำน้ำ (9 วชิ า’62) ก. Pons ข. Thalamus ค. Mid – Brain ง. Cerebrum จ. Medulla oblongata 7. กราฟปริมาตรของอากาศในปอดคน เม่ือวัดดว ยเครอื่ งสไปโรมิเตอร ตำแหนงใดในกราฟ แสดงปริมาตรของอากาศขณะหายใจเขา้ ตามปกติ และขณะหายใจออกเตม็ ท่ตี ามลำดับ (B-PAT’2 ต.ค. 51) ก. 1 และ 3 ข. 1 และ 4 ค. 2 และ 3 ง. 2 และ 4 8. การแลกเปล่ียนแก๊สบริเวณถงุ ลมปอด และการกำจัดของแบคทีเรยี โดยนิวโทรฟล เกิดโดยวิธกี ารใด ตามลำดับ (PAT2’ มี.ค. 52) 1) การแพร 2) การแพรแบบฟซ ลิ เิ ทต 3) พโิ นไซโทซิส 4) ฟาโกไซโตซสิ ก. 1 และ 3 ข. 1 และ 4 ค. 2 และ 3 ง. 2 และ 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-112- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี 5 9. สมองสว นใดของคน เม่ือถูกทำลายแลวมผี ลทำใหก ารควบคมุ การหายใจผดิ ปกติ (PAT2’ ก.ค. 52) 1) เมดลั ลาออบลองกาตา 2) พอนส 3) เซรีบรัม ก. 1 ข. 1 และ 2 ค. 2 และ 3 ง. 1 2 และ 3 10. โมเลกุลของ CO2 จากตับออกสภู ายนอกรา งกายไมผานโครงสรา งใด (9 วิชา’58) ก. Alveolus ข. Pulmonary Vein ค. Right Atrium ง. Right Ventricle จ. Trachea 11. ปฏิกริ ยิ าท่เี ปลี่ยน CO2 เปน HCO3- เกิดขึน้ ทใี่ ด (9 วิชา’59) ก. Alveoli ข. Plasma ค. Hemoglobin ง. Red Blood Cell จ. Pulmonary capillaries 12. ประสิทธิภาพของฮโี มโกลบินในการจบั ออกซิเจนอาจมีคา่ แตกตา งกนั ในบริเวณตาง ๆ ของรา งกาย ฮีโมโกลบนิ จากเลือดในบริเวณใดนาจะมปี ระสิทธภิ าพสงู ท่สี ุดในการจบั ออกซเิ จน (9 วชิ า’59) ก. หลอดเลอื ดดำท่ขี า ข. หลอดเลอื ดแดงท่ีแขน ค. หลอดเลอื ดฝอยทถ่ี ุงลมปอด ง. หลอดเลอื ดแดงทไี่ ปเล้ียงหวั ใจ จ. หลอดเลือดฝอยทก่ี ลา มเน้อื หลงั 13.เมอ่ื คนหายใจออกอยา งแรงเตม็ ท่ี กลา มเน้อื ในข้อใดหดตัว (9 วิชา’60) ก. กลามเนือ้ ระหวา งกระดกู ซี่โครงแถบใน และกลามเนื้อกระบังลม ข. กลา มเน้อื ระหวา งซ่ีโครงแถบใน และกลา มเนื้อหนา ทอง ค. กลา มเนื้อระหวางซโ่ี ครงแถบนอกและกลามเนอื้ กระบงั ลม ง. กลามเน้ือระหวางกระดูกซีโ่ ครงแถบนอกและกลา มเนอื้ หนา ทอ ง จ. กลา มเนอ้ื ระหวา งกระดกู ซี่โครงแถบใน และกลามเน้ือระหวา งกระดกู ซี่โครงแถบนอก 14. ข้อใดถูกตอ งเกีย่ วกับระบบหายใจ (9 วชิ า’60) ก. การแลกเปลย่ี นแก๊สเกดิ ทถ่ี งุ ลมของนก ข. ถงุ ลมของแมลงพบเฉพาะในแมลงท่ีอาศัยอยูในนำ้ ค. การแลกเปลย่ี นแกส๊ เกดิ ขนึ้ ท่กี ระเพาะลมของปลา ง. ระบบทอ ลมของแลงเปนข้อจำกดั ท่ีไมใหใหแ มลงมีขนาดใหญ จ. การหดตวั ของกลามเนอ้ื รอบถงุ ลม ชว่ ยใหอากาศไหลเวียนในปอดของคน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
ระบบหมนุ เวยี นสาร 4 ผ การลำเลียงสารของส่งิ มชี ีวติ การลำเลียงสารของสง่ิ มชี วี ิตที่ ระบบหมนุ เวียนเลอื ด ปฏบิ ัติการและข้อสอบแข่งขนั ท่ไี มมีระบบหมุนเวียน มรี ะบบหมุนเวียน ของคน เขา้ มหาวทิ ยาลัย ผลการเรียนรูท ่ีคาดหวงั 1. สบื คน้ ข้อมูล อธบิ าย และเปรียบเทยี บระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบเปดและระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปด 2. สังเกตและอธิบายทิศทางการไหลของเลือดและการเคลื่อนที่ของเซลลเม็ดเลือดในหางปลาและสรุป ความสมั พันธระหวางขนาดของหลอดเลือดกบั ความเร็วในการไหลของเลือด 3. อธบิ ายโครงสรา งและการทำงานของหวั ใจและหลอดเลือดในมนุษย 4. สังเกตและอธิบายโครงสรางหัวใจของสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ำนม ทิศทางการไหลของเลือดผานหัวใจมนุษย และ เขียนแผนผงั สรปุ การหมนุ เวียนเลือดของมนษุ ย 5. สืบคน้ ข้อมูล ระบคุ วามแตกตา งของเซลลเมด็ เลอื ดขาว เกลด็ เลอื ด และนำ้ เลือด 6. อธบิ ายหมเู ลือดและหลักการใหแ ละรบั เลือดในระบบ ABO และระบบ Rh รายการหนังสอื อา งอิง
-114- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 ตรวจสอบความรูเดิมก่อนเรียน 1. ปริมาณเมด็ เลือดขาวในรางกายคนในภาวะปกตจิ ะเปน ไปตามขอ้ ใด ก. neutrophil ข. lymphocyte ค. eosinophil ง. basophil 4. ง >ข >ค>ก 1. ก >ข >ค>ง 2. ข > ก >ง> ค 3. ค >ง >ข> ก 2. ข้อใดเปนการทำงานของระบบภูมิคมุ้ กันที่ถกู ตอ งเพ่อื กำจัดเชอ้ื โรคในระยะทีอ่ ยูใ นกระแสเลือด 1. cytotoxic T-cell ผลติ แอนตบิ อดไี ปทำลายเช้อื โรค 2. B-lymphocyte ผลติ แอนตบิ อดีไปจบั เชือ้ โรคเพอื่ รอการทำลายโดยแมโครฟาจ 3. cytotoxic T-cell เพมิ่ จำนวนมากมาย โดยจำนวนหนงึ่ เปล่ยี นเปน memory T-cell และอีกจำนวนหน่งึ เปน cytotoxic T-cell ไปทำลายเชื้อโรค 4. B-lymphocyte เพิม่ จำนวนมากมาย โดยจำนวนหนึ่งเปล่ยี นเปน memory B-cell อีกจำนวนหนึ่ง เปลีย่ นเปน plasma cell และผลิตแอนตบิ อดไี ปจับอบั แอนตเิ จนเพ่ือรอการทำลายโดยแมโครฟาจ 3. สัตวในข้อใดมรี ะบบเลือดแบบเดยี วกนั ก. ไสเ ดอื น ข. แมลงสาบ ค. กงุ้ ง. ปลา จ. กบ 3. ขอ้ ข, ค และ จ 4. ขอ้ ค, ง และ จ 1. ข้อ ก, ข และ ค 2. ขอ้ ก, ง และ จ 4. จากรปู ขอ้ ใดกลาวถงึ “โครงสรา ง A” และ “ปริมาณออกซิเจน” ไดถ กู ตอง โครงสราง A ปริมาณออกซเิ จน 1. vein สูง 2. vein ตำ่ 3. artery สงู 4. artery ตำ่ 5. แมม ีหมเู ลอื ด Rh- ลูกคนแรกมีหมูเลือดเปน Rh+ และถา ลูกคนท่สี องในครรภม หี มูเ ลอื ดเปน Rh+ จะเกิดผลในข้อใด 1. แมและลูกในครรภปกติ 2. ลูกในครรภจะมภี มู ติ านทานเพิ่มข้ึน 3. แอนติบอดีของแมทำปฏิกิริยากับแอนติเจนของลกู 4. แอนติบอดีของลูกทำปฏิกริ ยิ ากับแอนติเจนของแม 6. ในวัยเด็กเซลลไขกระดูกทำหนา ทส่ี รา งอะไร 2. เมด็ เลอื ดแดง 1. เพลตเลต 4. เมด็ เลอื ดแดง เมด็ เลอื ดขาว และเพลตเลต 3. เมด็ เลือดแดง และเมด็ เลือดขาว กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -115- 7. ข้อใดกลาวถกู ตอ งเกีย่ วกับระบบน้ำเหลือง ก. T-cell และ B-Cell จะเจริญเติบโตในตอมไทมัส ข. ตอมไทมัสจะมขี นาดใหญขน้ึ ตามอายุท่ีเพิม่ ขน้ึ ง. ในนำ้ เหลืองไมม ีเมด็ เลอื ดแดง ค. มามเปน อวยั วะน้ำเหลืองทใี่ หญท ี่สดุ ในรา งกาย คำตอบคือ 1. ข้อ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ง 3. ข้อ ข และ ค 4. ขอ้ ค และ ง 8. เลือดท่มี ี O2 ตำ่ ในหลอดเลือดบรเิ วณตน ขาของคนนำไปฟอกหรือเติม O2 ทปี่ อดจะไมผานหลอดเลือดใด ก. อินฟเ รยี เวนาคาวา (inferior vena cava) ข. ซพุ เี รียเวนาคาวา (superior vena cava) ค. พลั โมนารเี วน (pulmonary vein) ง. พลั โมนารีอารเตอรี (pulmonary artery) 1. ขอ้ ก และ ค 2. ข้อ ก และ ง 3. ข้อ ข และ ค 4. ข้อ ข และ ง 9. แกส๊ ใดสามารถจับกบั ธาตุเหลก็ ในโมเลกุลของฮีโมโกลบินของเม็ดเลอื ดแดงของคน ก. O2 ข. CO2 ค. CO ง. N2 4. ข้อ ก, ข, ค และ ง 1. ขอ้ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ค 3. ข้อ ก, ข และ ค 10. ขอ้ ใดลำดับความดนั ในหลอดเลือดจากมากไปนอยไดถ กู ตอ ง 1. artery > vein > vena cava > capillaries 2. vena cava > vein > capillaries > artery 3. vena cava > artery > capillaries > vein 4. artery > capillaries > vein > vena cava กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-116- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5 หนว ยการเรียนรูท ่ี 4 ระบบหมุนเวียนสาร (CIRCULATORY SYSTEM) การลำเลียงสารในรางกายเปนสิ่งที่สำคัญและจำเปนตอสิ่งมีชีวิตเปนอยางมาก เพราะเมื่อรางกาย ไดรับสารอาหารซึ่งเปนสารโมเลกุลใหญ สารอาหารเหลานี้จะถูกยอยสลายใหมีโมเลกุลเล็กลงจากนั้นจะถูก ลำเลียงไปเลี้ยงเซลลตาง ๆ ทั่วรางกายผานระบบหมุนเวียนสารซึ่งเปนระบบที่ติดตอเชื่อมโยงระหวางเซลลท่ัว รางกายของสตั ว ระบบหมุนเวียนสารของสัตวแตละชนิดจะแตกตางกันออกไป ในพวกสัตวชั้นต่ำจะไมมีระบบ หมุนเวียนสารหรืออาจมีระบบหมุนเวียนสารเปนแบบง่าย ๆ สวนในสัตวชั้นสูงขึ้นมาก็จะมีระบบหมุนเวียนสาร ทซี่ ับซ้อนมากขนึ้ ตามลำดับวิวัฒนาการของสัตวช นิดนนั้ ๆ ระบบหมนุ เวยี นสารในรางกายของสัตว 4.1 การลำเลียงสารของส่ิงมชี วี ติ ท่ีไมม รี ะบบหมนุ เวยี น 1.1.1 การลำเลียงสารของโพรโตซัว (Protozoa) โพรโทซัว (Protozoa) ไมมีระบบที่ทำหนาที่หมุนเวียนสารในรางกายโดยเฉพาะ เนื่องจากโพรโตซัว เปนสิ่งมีชีวิตที่มีเพียงเซลลเดียว (Unicellular Organism) กระบวนการทำงานตาง ๆ ของรางกายจึงเกิดข้ึน ภายในเซลลเดยี ว โพรโตซัวมีเยื่อหุมเซลลที่ติดตอกับสิ่งแวดลอมทำใหโพรโตซัวสามารถแลกเปลี่ยนสารผานเซลล โดยอาศัยกระบวนการแพร (Diffusion) ไดโดยตรง และสารที่ถูกนำเข้าเซลลจะถูกหมุนเวียนโดยกระบวนการ ไซโคลซิส (Cyclosis) ซง่ึ เปนการไหลวนของไซโทพลาซึมเพอ่ื ใหสารถูกนำไปใชใ้ นเซลลไ ดอยางท่วั ถึง พารามเี ซียม อะมบี า กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -117- 4.1.2 ไฟลัมพอริเฟอรา (Phylum Porifera) ฟองน้ำเปนสัตวท่ีอยูในไฟลัมพอริเฟอรา (Porifera) อาศัยอยูในน้ำและเปนสัตวกลุมเดียวที่มี การจัดเรียงตัวของเซลลลอมรอบรูที่เปนทางผานของน้ำ (Ostia) เซลลทุกเซลลของฟองน้ำเปนอิสระตอกันในการ แลกเปล่ียนสารภายในเซลลก ับนำ้ ท่ีอยรู อบรางกาย การไหลเวียนของน้ำผานรางกายของฟองน้ำจะเร่ิม จากการที่น้ำและสารแขวนลอยผานเข้าไปยังรูขนาดเล็ก ที่อยูดานข้างลำตัวเรียกวา ออสเตีย (Ostia) จากน้ัน จะผานไปยังโพรงกลางตัวของฟองน้ำที่เรียกวา สปนโกซิล (Spongocoel) และถูกขับออกทางรูขนาดใหญเรียกวา ออสคูลมั (Osculum) ฟองน้ำมีรูปรางที่เรียงจากซับซ้อนนอยที่สุดไปยังซับซ้อนมากที่สุด 3 รูปแบบ คือ แบบแอสโคนอยด (Acsonoid) แบบไซโคนอยด (Syconoid) และแบบลิวโคนอยด (Leuconoid) ซงึ่ รูปรางของฟองนำ้ จะมีผลตอการเพมิ่ พืน้ ทผี่ ิวในการสัมผสั กับน้ำเมือ่ ฟองน้ำมีขนาดใหญข นึ้ 4.1.3 ไนดาเรียและแพลทเิ ฮลมินทิส (Cnidaria and Platyhelminthes) สัตวในไฟลัมไนดาเรีย เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน ปะการัง และไฟลัมแพลทิเฮลมินทิส เช่น พลานาเรีย จะไมมีโครงสรางจำเพาะในการหมุนเวียนสาร แตจะใช้โพรงกลางลำตัว (Gastrovascular Cavity) และเน้อื เย่ือชนั้ นอกในการทำหนาทีแ่ ลกเปลยี่ นสารกบั สิ่งแวดลอมโดยตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-118- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 4.1.4 ไฟลัมนีมาโทดา (Phylum Nematoda) หนอนตัวกลมเปนสัตวที่จัดอยูในไฟลัมนีมาโทดา (Nematoda) ไมมีโครงสรางจำเพาะ ในการหมุนเวียนสาร โดยการหมุนเวียนสารจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของของเหลวในช่องลำตัวเทียม (Pseudocoelomic Fluid) 1.2 การลำเลยี งสารของสงิ่ มีชวี ิตท่ีมรี ะบบหมนุ เวียน สัตวที่มีโครงสรางรางกายซับซ้อน เซลลสวนใหญจะไมไดสัมผัสกับสิ่งแวดลอมโดยตรงทำใหการ แลกเปลี่ยนสารกับสิ่งแวดลอมโดยตรงเปนไปไดยาก สิ่งมีชีวิตกลุมนี้จึงมีการปรับตัวโดยการพัฒนาระบบ หมุนเวียนเลือดในรางกายเพ่ือช่วยลำเลียงสารไปยังเซลลตาง ๆ ทั่วรางกายไดอยางทั่วถึง โดยในระบบ หมุนเวียนเลือดจะประกอบดวย 1) เลือด ที่ทำหนาที่ในการลำเลียงแก๊ส อาหาร และของเสีย 2) หลอดเลือด เปนทอขนาดเล็ก ทำใหการลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3) หัวใจ ทำหนาที่ในการสูบฉีดเลือด ทำใหเกิดแรงดนั ทีจ่ ะทำใหเ ลอื ดเกดิ การไหลเวียนในหลอดเลอื ดได ระบบหมุนเวียนเลือดในสิ่งมีชีวิตมีอยู 2 ระบบ คือ ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด (Open Circulatory System) และระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบปด (Closed Circulatory System) ระบบหมนุ เวยี นเลือดแบบเปด เปนระบบหมุนเวียนเลือดที่เลือดไมไดไหลเวียนอยูเฉพาะภายใน (Open Circulatory System) หลอดเลือดเทานั้น แตเลือดจะมีการออกมาจากหลอดเลือดและไหล ผานช่องวางของลำตัวและที่วางระหวางอวัยวะตาง ๆ ภายในรางกาย เลือดและน้ำเหลืองของสัตวที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด จะปะปนกัน เรียกของเหลวที่เกิดจากการปะปนกันของเลือดและ น้ำเหลืองวา ฮีโมลิมฟ (Hemolymph) และช่องวางระหวางเนื้อเย่ือ ที่เปนทางผานของฮีโมลิมพ เรียกวา ฮีโมซีล (Hemocoel) ระบบ หมุนเวียนแบบเปดพบในสัตวพวกมอลลัสก์ (ยกเวนหมึก) และ พวกอารโ ทรพอด กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -119- ระบบหมนุ เวียนเลือดแบบปด เปนระบบหมุนเวียนเลือดที่เลือดไหลเวียนอยูในหลอดเลือด (Closed Circulatory System) ตลอดเวลา โดยเลือดจะมีทิศทางการไหลออกจากหัวใจไปตามหลอด เลือดตาง ๆ และไหลกลับเข้าสูหัวใจใหมเปนวงจรตอเนื่องกันไป พบในสตั วพ วกแอนเนลดิ หมกึ และสตั วม กี ระดูกสนั หลงั ทุกชนดิ 4.2.1 ไฟลมั อารโ ทโพดา (Phylum Arthropoda) แมลงจะมีทอดานบนทำหนาที่เปนหัวใจ (Tubular Heart) เมื่อหัวใจบีบตัวของเหลวท่ี เรียกวา ฮีโมลิมฟ (Hemolymph) จะออกไปตามทอเข้าสูแองรอบ ๆ อวัยวะ เมื่อหัวใจพักของเหลว นั้นจะไหลกลับเข้าสูหัวใจทางช่องออสเตีย (Ostia) เมื่อแมลงขยับตัวหรือเคลื่อนไหวของเหลวในฮีโม ซีล (Hemocoel) จะถูกบีบทำใหของเหลวไหลออกได ยิ่งแมลงมีการเคลื่อนไหวเร็วของเหลวก็ยิ่งไหล เรว็ ทำใหส ารอาหารไปยงั เซลลตาง ๆ ไดเรว็ ขึ้น ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด (Open Circulatory System) ของแมลงจะนำเฉพาะ สารอาหาร ไมไดลำเลียงแกส๊ เลอื ดไหลไปตามหลอดเลอื ด และแทรกไป 2 หวั ใจ (Tubular Heart) บีบตวั เพื่อสบู ฉดี 1 ตามฮโี มซีล เลือดไปตามหลอดเลือด Ostia 3เลือดสมั ผสั กับเนอื้ เย่ือโดยตรงทำใหมกี าร Tubular Heart เลือดที่มกี ารแลกเปล่ียนสารกับเนือ้ เยอ่ื ไหล แลกเปลีย่ นสารเกดิ ข้นึ 4 กลบั เขา้ สหู ัวใจทางออสเตีย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-120- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 ข้อดีของการมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปดในแมลงก็คืออวัยวะภายในของแมลงสัมผัส กับเลือดโดยตรง ดังนั้นแมลงจึงมีชีวิตอยูไดนานถึงแมจะอยูในสภาวะที่แหงแลง เพราะแมแมลง จะสูญเสียน้ำไปบางแตอวัยวะภายในยังคงทำงานปกติเนื่องจากอวัยวะเหลานั้นแช่อยูในของเหลว ภายในลำตัว และเลือดของแมลงแตละชนิดจะมีสีที่แตกตางกันขึ้นอยูกับรงควัตถุในเลือด เช่น แซนโทฟลล (Xanthophyll) ทำใหเลือดแมลงมีสีเหลือง บิลิเวอรดิน (Biliverdin) ทำใหเลือดแมลง มสี ีเขียว โครโมโปรตนี ทำใหเ ลือดแมลงมสี เี ขยี ว เปนตน กุ้ง จัดเปนพวกอารโทพอด มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปดเช่นเดียวกับแมลง แตมี ความแตกตางจากแมลงคือ กุ้งมีหัวใจเพียงตำแหนงเดียวอยูทางดานหัว หัวใจของกุ้งมีลักษณะคลาย สามเหลี่ยมบรรจุอยูภายในแองเลือดรอบหัวใจ (Pericardial sinus) หัวใจของกุ้งมีออสเตีย 5 คู่ โดย เลือดจากแองเลือดรอบหวั ใจจะเขา้ สูหวั ใจผานทางออสเตีย ระบบหมุนเวียนเลือดของกุ้งจะมีหลอดเลือดแดงเทานั้นที่ไหลผานหัวใจ สวนหลอดเลือดดำ ไหลผานเหงอื กเพอ่ื แลกเปล่ยี นแก๊ส 4 หัวใจสบู ฉดี เลอื ดไปตามหลอดเลือด 1 เลือดทฟ่ี อกจากเหงือกไหลกลบั เข้าสูหวั ใจทางออสเตยี 3 Ventral Sinus เลือดจากแอง พกั เลือดไหลผานเหงือกเพ่ือแลกเปล่ียนแกส๊ 2 เลอื ดไหลไปตามช่องวา งระหวางเนอื้ เยอ่ื เกดิ การแลกเปลย่ี น แกส๊ และไหลไปรวมกันบริเวณแองพกั เลอื ดดา นลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -121- 4.2.3 ไฟลัมแอเนลดิ า (Annelida) ไสเดือนดินเปนสัตวในไฟลัมแอเนลิดา มีหลอดเลือด 2 เสนใหญ ๆ คือหลอดเลือดดานหลัง (Dorsal Blood Vessel) หลอดเลือดดานทอง (Ventral Blood Vessel) และหลอดเลือดฝอย (Capillary) ซึ่งทอดยาวตลอดลำตัว โดยทางสวนหัวจะมีลักษณะเปนหวงหลอดเลือดอยูรอบหลอด อาหารเชื่อมตอกับหลอดเลือดดานหลังกับหลอดเลือดดานทอง ทำหนาที่สูบฉีดเลือด จึงเรียกวา หัวใจ เทียม (Pseudoheart) เลือดของไสเดือนดินมีสีแดงเนื่องจากมีฮีโมโกลบินเปนองค์ประกอบ และ จะไหลวนอยูในหลอดเลือดตอเนื่องกันตลอดจัดเปน ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปด (Closed Circulatory System) เลอื ดจากหลอดเลือดดา นทอ งถกู ดันเขา้ สหู ลอดเลือด 3 ดานหลงั ซง่ึ มีหลอดเลือดฝอยแลกเปลยี่ นแกส๊ บริเวณผิวหนัง 4 เลอื ดไหลกลับเข้าสหู วั ใจเทยี ม Dorsal Blood Vessel Pseudoheart 1 หัวใจเทยี มบบี ตัว Ventral Blood Vessel 2 เลอื ดไหลไปตามหลอดเลือดดา นทอง เขา้ สูหลอดเลือดฝอยและเกดิ การแลกเปลี่ยน สาร 4.2.4 ไฟลัมมอลลสั กา (Phylum Mollusca) หอยกาบมีระบบเลือดเปด และมีช่องวางใหเลือดผานเรียก ไซนัส (Sinus) เลือดของ หอยกาบไมมีสีหรือมีสีฟาของฮีโมไซยานินซึ่งอยูในนํ้า เลือด การหมุนเวียนเลือดของหอยกาบ เริ่มจากเลือดท่ี มีออกซิเจนสูงจากเมนเทิล ไหลเข้าสูหัวใจหองบนและ หองลางตามลำดับตอจากนั้นหัวใจหองลางจะสงเลือด ไปสวนทางหนาผานทางหลอดเลือด Anterior Aorta และสวนหลังทางหลอดเลือด Posterior Aorta เพื่อเลี้ยงสวนตาง ๆ ของหอย เลือดที่ใช้แลวจาก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-122- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 สวนเทาและอวัยวะภายในจะเข้าสูหลอดเลือดเวนาคาวา (Vena cava) ไปกรองของเสียที่ไตแลวถูก ลำเลียงไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่เหงือกแลวไหลกลับเข้าสูหัวใจหองบนพรอมกับเลือดที่ฟอกแลวจาก เมนเทิล หมกึ มรี ะบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบปดมฮี ีโมไซยานนิ เปน องค์ประกอบหลักในเลอื ด หมกึ มี เหงือก 1 คู่ และมหี วั ใจ 2 ชนดิ คอื 1. Branchial Heart ทำหนาทเี่ พ่มิ แรงดันเลือดและความเร็วของเลือดใหไหล ผานเหงอื กไดดียิง่ ข้ึน 2. Systemic Heart อยตู รงกลางลำตัว ทำหนา ที่รบั เลือดทฟี่ อกแลว จากเหงอื ก (มีออกซเิ จนสงู ) ไปเลีย้ งอวยั วะตาง ๆ การลำเลยี งสารในรางกายของสตั วท ่มี กี ระดูกสันหลงั ระบบลำเลียงภายในรางก่ายของสัตวมีกระดูกสันหลังและของมนุษยเราเปนระบบไหลเวียนแบบปด ซ่งึ ประกอบดว ยหวั ใจ หลอดเลือด และเลอื ด หัวใจประกอบดวยหองบน (Atrium) ที่ทำหนาที่รับเลือดเข้าสูหัวใจ และหัวใจหองลาง (Ventricle) ทำหนา ท่ีสูบฉดี เลอื ดออกจากหวั ใจ รับเลือดจากสวนตา ง ๆ ของรางาย Atrium สง เลอื ดไปสวนตาง ๆ ของรา งกาย ventricle กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -123- หลอดเลือดมี 3 ชนิด คือ 1) หลอดเลือดอารเทอรี (Artery) 2) หลอดเลือดเวน (Vein) และ 3) หลอดเลอื ดฝอย (Capillary) โดยในหลอดเลือดแตล ะชนดิ จะมเี ลือดไหลผานในทศิ ทางเดียวเทา นัน้ หลอดเลือดอารเทอรีจะนำเลือดออกจากหัวใจ แลวแตกแขนงออกเปนหลอดเลือดอารเทอรีที่มีขนาด เล็กลงเรียกวา อารเทอริโอล (Arteriole) แลวแตกแขนงตอเปนหลอดเลือดฝอยที่มีขนาดเล็ก ผนังบาง หลอดเลือดฝอยนี้จะแตกแขนงเปนตาข่ายแทรกเข้าไประหวางเซลลของอวัยวะ โดยเราจะเรียกกลุมของหลอด เลือดฝอยวา Capillary Bed การแลกเปลี่ยนสารระหวางเลือดกับของเหลวระหวางเซลล (Interstitial fluid) จะเกิดข้ึนโดยผา นผนังของหลอดเลือดฝอยน้ี Capillary Bed มี 2 ดาน คือ ดานที่ติดกับหลอดเลือดอารเทอริโอล เรียกวา Arterial End และดานที่ ติดกับหลอดเลือดเวนูล เรียกวา Venule End ซึ่งดาน Venule End นี้จะนำเลือดเข้าสูหลอดเลือดเวนูลเพื่อไป ยังหลอดเลือดเวนเพอ่ื นำเลอื ดเขา้ สูห วั ใจ arteriole venule Capillary Bed 4.2.4 ปลา ปลาเปนสัตวที่มีกระดูกสันหลังชนิดแรกที่มีระบบหมุนเวียนเลือด โดยมีหัวใจ 2 หอง คือ หัวใจหองบน (Atrium) 1 หอง และหัวใจหองลาง (Ventricle) 1 หองมีการหมุนเวียนเลือดแบบวงจร เดียว (Single Circulation) โดยหัวใจหองบนรับเลือดที่มีออกซิเจนต่ำที่มาจากเนื้อเยื่อ แลวสงตอไป ยังหัวใจหองลางเมื่อหัวใจหองลางบีบตัวเกิดการสงตอไปฟอกที่หลอดเลือดฝอยบริเวณเหงือก (Gill Capillary) เพื่อฟอกเลือดใหมีปริมาณออกซิเจนสูงขึ้น เลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงจากบริเวณเหงือก จะถูกลำเลียงไปยังหลอดเลือดฝอยตามบริเวณตาง ๆ ของรางกาย (Systemic Capillary) จากนั้นเลือดจึงไหลเวียนกลับเข้าสูหัวใจใหมอีกครั้ง จากข้างตนสงผลใหเลือดที่ไหลออกจากบริเวณ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-124- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 เหงือกไปยังอวัยวะตาง ๆ จะไปไดช้ามากเนื่องจากไมไดผานหัวใจ ปลาจึงแก้ปญหาดังกลาวโดยการ วา ยนำ้ ตลอดเวลาเพื่อใหความดันเลอื ดเพิ่มขึน้ Systemic Capillaries 4.2.5 สัตวสะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก มีหัวใจ 3 หอง คือ หัวใจหองบน 2 หอง และหัวใจหองลาง 1 หอง โดยเลือดที่ออกจากหัวใจ หองลางจะแยกออกเปน 2 วงจร คือ วงจรแรกออกไปยังปอดและผิวหนังเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สทำให เลือดมีปริมาณออกซิเจนสูง ซึ่งจะกลับเข้าสูหัวใจหองบนซ้าย เรียกวงจรนี้วา Pulmocutaneous Circuit หลังจากนั้นหัวใจหองบนซ้ายจะบีบตัวเพื่อใหเลือดที่มีออกซิเจนสูงไหลลงสูหัวใจหองลาง จากนั้นหัวใจหองลางบีบตัวและจะปลอยเลือด ไปสูอวัยวะสวนตาง ๆ ของรางกาย เรียกวงจร สวนนี้วา Systemic Circuit การหมุนเวียนเลือดลักษณะดังกลาว ข้างตนนั้น เรียกวา การหมุนเวียนเลือดแบบ สองวงจร (Double Circulation) หัวใจของ สัตวที่มีหองลางเพียงหองเดียวนั้นจะทำให เลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดกับเลือดที่มี ออกซิเจนต่ำที่กลับมาจากอวัยวะตาง ๆ นั้นเกิดการปนกันบาง แตสันนูนของกลามเน้ือ ภายในหัวใจหองลาง จะช่วยใหเลือดที่มาจาก ปอดออกไปสวนตาง ๆ ของรางกายเปน สวนใหญ และเลือดที่มาจากอวัยวะตาง ๆ ออกไปทางดานขวาเพื่อไปยังปอดและผวิ หนัง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -125- 4.2.6 สตั วเ ลอ้ื ยคลาน สัตวเลื้อยคลานมีหัวใจ 3 หอง คือ หัวใจหองบน 2 หอง และหัวใจหองลาง 1 หอง โดยที่หัวใจหองลางจะมีแผนกั้นออกเปนดานซ้ายและดานขวาทำใหโอกาสปนกันของเลือดที่มี ออกซิเจนต่ำกับออกซิเจนสูงมีโอกาสเกิดขึ้นไดนอยกวาสัตวสะเทินน้ำสะเทินบก อยางไรก็ตามแผนก้ัน น้ีไมกั้นตลอดแนว (Incomplete Septum) จึงอาจกลาวไดวาสัตวพวกนี้มีหัวใจ 4 หองแบบ ไมส มบูรณ วงจรการหมุนเวียนเลือดของสัตวเลื้อยคลานเปนแบบเดียวกับสัตวสะเทินน้ำสะเทินบก แตแตกตางตรงที่สัตวเลื้อยคลายจะไมมี Pulmocutaneous Circuit แตจะสงเลือดไปฟอกที่ปอด เพียงอยางเดยี วโดยเราจะเรยี กวงจรน้ีวา Pulmonary Circuit สำหรับจระเข้เปนสัตวชนิดเดียวในกลุมนี้ที่มีหัวใจ 4 หองแบบสมบูรณ เนื่องจากหัวใจ หองบนและหองลางมเี ยือ่ ก้นั ทแี่ บง หัวใจออกเปน 2 หองชดั เจนและสมบรู ณ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-126- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5 4.2.7 นกและสตั วเล้ียงลกู ดวยนำ้ นม มีหัวใจ 4 หองแบบสมบูรณ คือ หัวใจหองบน 2 หอง และหัวใจหองลาง 2 หองมีการหมุนเวียนเลือด แบบสองวงจร โดยเริ่มจากเลือดออกจากหองลางขวาไป ยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนออกซิเจน แลวกลับจากปอด เข้าสูหัวใจหองบนซ้ายแลวลงสูหองลางซ้ายและสูบฉีด เลอื ด ไปยงั สว นตาง ๆ ของรา งกาย การที่นกและสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ำนมมีหัวใจ 4 หองสมบูรณทำใหระบบหมุนเวียนเลือด มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากหัวใจสามารถแยกเลือดที่มี ออกซิเจนสูงและเลือดที่มีคารบอนไดออกไซดสูง ออกจากกันไดอยางสิ้นเชิงจึงสงผลใหสัตวไดรับ ออกซเิ จนอยา งเพียงพอ แผนภาพเปรยี บเทยี บระบบหมุนเวียนในสัตวมกี ระดกู สนั หลงั ชนดิ ตา ง ๆ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -127- 4.3 โครงสรางทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับการหมุนเวียนเลือดในคนฃ ระบบหมุนเวียนเลือดของคนประกอบดวยหัวใจ ทำหนาที่สูบฉีดเลือด หลอดเลือด ทำหนาที่ลำเลียง เลือดไปสวนตา ง ๆ ของรา งกาย และ เลือด ทำหนาที่ลำเลยี งแกส๊ และสารตาง ๆ 4.3.1 หวั ใจ (Heart) หัวใจของคนที่โตเต็มวัยจะมีขนาดกวางประมาณ 9 เซนติเมตร ยาว 12.5 เซนติเมตร และ หนา 5 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม มีตำแหนงอยูภายในช่องอกระหวางปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไปทางซ้ายเล็กนอย หัวใจอยูภายในถุงเยื่อหุมหัวใจ (pericardium) ซึ่งจะมีของเหลวที่สรางจาก เยื่อหมุ หัวใจทำหนา ที่หลอลน่ื และปอ งกันการเสียดสีระหวา งหัวใจกบั ปอดขณะหัวใจบีบตวั หัวใจมีหลอดเลือดนำเลือดมาเลี้ยงกลามเนื้อหัวใจ เรียกวา โคโรนารีอารเทอรี (Coronary Artery) สวนเลือดที่เลี้ยงกลามเนื้อหัวใจแลวจะเข้าสูหลอดเลือดโคโรนารีเวน (Coronary Vein) และ ไหลเขา้ สหู วั ใจหองบนขวา (Right Atrium) กลามเน้ือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-128- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 ผนงั ของหวั ใจประกอบดว ยเนอื้ เยือ่ 3 ชน้ั คอื 1.ชั้นนอก (Epicardium) เปนชั้นเนื้อเยื่อหุมหัวใจไว มีเนื้อเยื่อไขมันจำนวนมากและจะพบ หลอดเลอื ดตา ง ๆ ท่ีมาหลอเลี้ยงหวั ใจ ไดแก่ Coronary Artery และ Coronary Vein 2. ชั้นกลาง (Myocardium) เปนชั้นที่หนามากที่สุด ประกอบขึ้นจากกลามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) ชั้นกลามเนื้อหัวใจชั้นกลางในแตละหองหัวใจจะมีความหนาไมเทากัน โดยหวั ใจหอ งบนจะบางกวา หวั ใจหอ งลาง และหวั ใจหองลา งซา้ ยจะมคี วามหนามากที่สดุ 3. ชั้นใน (Endocardium) เปนชั้นท่ีประกอบดวยเนื้อเยื่อบุผิว กลามเนื้อเรียบและ เนอื้ เยอื่ เกย่ี วพนั จำนวนมาก แตล ะเซลลของเนื่อเยื่อหัวใจจะเชอื่ มตอ กันดว ย Gap junction หนาแนนจนสามารถมองเห็นเปน ลกั ษณะ เหมือนตาข่าย (Syncytial arrangement) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -129- หองหัวใจ หัวใจของคนมี 4 หอง คือ หองบน (Atrium) 2 หอง และหองลาง (Ventricle) 2 หอง แตล ะหอ งจะมผี นังก้นั เพอื่ แยกหวั ใจท้ัง 4 หองออกจากกันอยางสมบูรณ หัวใจหองบน ประกอบดวย 1) หัวใจหองบนขวา ซึ่งมีขนาดเล็ก ผนังกลามเนื้อบาง ทำหนาที่รับเลือดที่ใช้แลวจากสวนตาง ๆ ของรางกายที่ลำเลียงมากับหลอดเลือดเวนาคาวา (vena cava) และ 2) หัวใจหองบนซ้าย มีขนาดเล็ก ผนังกลามเนื้อบาง ทำหนาที่รับเลือดที่ฟอกแลว (Oxygenated Blood) จากปอดท่ลี ำเลยี งมากบั หลอดเลอื ด พลั โมนารีเวน (Pulmonary Vein) หัวใจหองลาง ประกอบดวย 1) หองลางขวา มีขนาดเล็กช่องภายในมีลักษณะเปนรูป สามเหลี่ยม มีหนาที่รับเลือดจากเอเทรียมขวาและสงเลือดไปฟอกที่ปอดผานหลอดเลือดพัลโมนารี อารเทอรี (Pulmonary Artery) และ 2) หองลางซ้าย มีผนังหนามากที่สุด ทำหนาที่รับเลือดจาก เอเทรยี มซา้ ยและสูบฉดี เลอื ดเพ่ือไปเล้ียงสว นตา ง ๆ ของรางกายผานหลอดเลือดเอออรตา (Aorta) ล้นิ หัวใจ ลิ้นหัวใจเปนโครงสรางที่ปองกันไมใหเลือดไหลยอนกลับ ลิ้นภายในหัวใจมีตำแหนง ลกั ษณะ และชือ่ เรียก ดังนี้ 1. ลิ้นไตรคัสปด (Tricuspid Valve) อยูระหวางหัวใจหองบนขวาและหองลางขวา มีลักษณะเปนแผน 3 แผน ปองกันไมใหเลือดในหองลางขวาไหลยอนกลับเข้าสู หอ งบนขวา 2. ลิ้นไบคัสปด (Bicuspid Valve) หรือลิ้นไมทรัล (Mitral valve) อยูระหวางหัวใจหองบน ซ้ายและหองลางซ้าย มีลักษณะเปนแผน 2 แผน ทำหนาที่ปองกันไมใหเลือดจากหองลาง ซา้ ยไหลยอนกลบั เขา้ สหู อ งบนซ้าย 3. ลิ้นพัลโมนารี เซมิลูนาร (Pulmonary Semilunar Valve) อยูที่โคนของหลอดเลือด พัลโมนารี อารเทอรี มีลักษณะเปนรูปพระจันทรครึ่งเสี้ยว 3 แผนบรรจบกัน ทำหนาที่ก้ัน ไมใ หเ ลือดจากพัลโมนารี อารเทอรไี หลกลบั ลงสเู วนทรเิ คิลขวา 4. ลิ้นเอออรติก เซมิลูนาร (Aortic Semilunar Valve) อยูที่โคนของหลอดเลือด เอออรตา มีลักษณะเปนรูปพระจันทรครึ่งเสี้ยว ทำหนาที่กั้นเลือดไมใหไหลยอนกลับ ลงมายงั เวนทรเิ คลิ ซ้าย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-130- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -131- การหมุนเวยี นเลือดของคน 1. จากหัวใจหองบนขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดเวนใหญ 2 เสน คือ Superior Vena cava ที่นำเลือดมาจากสวนหัวและแขน และ Inferior Vena cava ซึ่งนำเลือดมาจาก สวนลำตวั และขาเข้าสูหัวใจ 2. หัวใจหองบนขวาบีบตัว เลือดจะไหลเข้าสูหองลางขวา (right ventricle) โดยผานล้ิน ไตรคสั ปด (tricuspid valve) ที่กัน้ ระหวางหอ งบนขวาและหองลางขวา 3. หองลางขวาบีบตัวเลือดจะไหลผานลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร (pulmonary semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเปนแผนครึ่งวงกลม 3 แผน เลือดเข้าสูหลอดเลือดพัลโมนารีอาร- เทอรี (pulmonary artery) ท่ีนำเลือดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สทำใหเลือดมี ปรมิ าณออกซเิ จนสูง 4. เลือดจะไหลกลับเข้าสูหัวใจทางพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) เข้าสูหัวใจหองบน ซา้ ย (left atrium) 5. หัวใจหองบนซ้ายบีบตัว เลือดก็จะไหลผานล้ินไบคัสปด (bicuspid valve) ไปยังหัวใจ หองลางซา้ ย (left ventricle) 6. หัวใจหองลางซ้ายบีบตัวเลือดไหลเข้าสูหลอดเลือดเอออรตาที่นำเลือดไปเลี้ยงสวนตาง ๆ ของรางกาย ระหวางหัวใจหองลางซ้ายกับหลอดเลือดเอออรตาจะมีลิ้นเอออรติกเซมิ- ลูนาร (aortic semilunar valve) ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร ทำหนา ทก่ี ้นั ไมใหเลือดจากเออรต าไหลยอ นกลับไปยังหัวใจหองลา งซา้ ย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-132- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 แผนภาพแสดง Capillary bed ท่ตี ำแหนง ตาง ๆ ในรา งกายมนุษย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -133- วัฏจกั รหวั ใจ (Cardiac Cycle) วฏั จกั รหวั ใจ คือ ลำดับของเหตุการณท เี่ กดิ ขึน้ จากการเตนของหวั ใจหน่ึงรอบ ซึง่ กนิ เวลา ประมาณ 0.8 วินาที ช่วงทห่ี วั ใจบีบตัว เรยี กวา Systole และระยะที่หัวใจพกั เรยี กวา Diastole วัฏจักรหัวใจมี 3 ระยะ คือ 1) Diastolic Phase เปนระยะที่หัวใจหองบนและหัวใจหองลาง คลายตัว เลือดจากหลอดเลือดเวนเข้าสูหัวใจ ระยะนี้ใช้เวลาประเมาณ 0.4 วินาที 2) Atrial Systolic Phase เปนระยะที่หัวใจหองบนบีบตัว สวนหัวใจหองลางยังคงคลายตัว ระยะนี้ใช้ เวลาประมาณ 0.1 วินาที และ 3) Ventricular Systolic Phase เปนระยะที่หัวใจหองลางบีบตัว เพอื่ ใหเลอื ดออกไปยงั หลอดเลือด ใช้เวลาประมาณ 0.3 วินาที จากวัฏจักรหัวใจที่กินเวลา 0.8 วินาทีนี้ หัวใจหองบนจะบีบตัวแค่ 0.1 วินาที สวนอีก 0.7 วินาทีจะอยูในระยะพัก ดวยเหตุนี้เองผนังของหัวใจหองบนจึงไมจำเปนตองหนามากเหมือนผนัง หัวใจหองลา ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-134- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 ปริมาตรของเลือดที่ออกจากหัวใจหองลางภายใน 1 นาที เรียกวา Cardiac output ซึ่งปริมาตรดังกลาวจะมากหรือนอยขึ้นอยูกับอัตราการเตนของหัวใจ และปริมาตรเลือดที่ออกจาก หัวใจแตละครั้งที่หัวใจหองลางบีบตัวเรียกวา Stroke Volume ซึ่งค่านี้ปกติในคนจะอยูที่ประมาณ 75 มิลลิลิตร ในภาวะที่คนเรามีอัตราการเตนของหัวใจขณะพัก 70 ครั้งตอนาที จะมี Cardiac Output ประมาณ 5.25 ลิตร/นาที ซึ่งปริมาตรเลือดนี้จะเทา ๆ กับปริมาตรของเลือดทั้งหมดภายใน รางกาย แตไมไดหมายความวาเลือดทุกหยดของรางกายจะตองมาผานหัวใจในเวลาเดียวกัน เพราะ เลือดที่ไปอวัยวะใกลหัวใจ เช่น บริเวณคอและอก จะกลับเข้าสูหัวใจนาทีละหลายรอบ สวนเลือดที่ไป เลี้ยงบริเวณแขนและขาจะกินเวลานานกวา และค่า Cardiac Output นี้อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เทา ระหวางออกกำลังกาย จังหวะการเตน ของหวั ใจ เราสามารถใช้เครื่องมือที่เรียกวา หูฟง (Stethoscope) ฟงเสียงการเตนของหัวใจ ซึ่งเสียง ที่ไดยินอยางชัดเจนจะมี 2 เสียง เสียงการเตนครั้งที่ 1 ของหัวใจมาจากการปดของลิ้นไตรคัสปด และลิ้นไบคัสปดทั้งสอง จะไดยินเสียงดัง ลับบ (Lub) และการปดของลิ้นเซมิลูนารทั้งสองจะทำใหเกิด เสยี งที่ 2 ซง่ึ ไดย ินเสียงเปน ดบั บ (Dub) กรณีที่ลิ้นหัวใจเกิดการปดที่ไมสมบูรณ จะมีผลทำใหเลือดไหลยอนกลับหรือลิ้นหัวใจรั่ว เรียกวา Heart Murmur นอกจากนี้สามารถวัดอัตราการเตนของหัวใจที่หลอดเลือดอารเทอรี เรียกวา อัตราการเตนของชีพจร ซึ่งนับเปนจำนวนครั้งที่หัวใจเตนใน 1 นาที โดยหัวใจคนปกติจะมี อตั ราการเตน อยูระหวา ง 60-100 คร้ังตอนาที และมีจังหวะทค่ี งทีแ่ ละสม่ำเสมอ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -135- ) กลามเนื้อหัวใจสามารถบีบตัวหรือทำจังหวะเองได เนื่องจากภายในหัวใจมีบริเวณที่ทำหนาท่ี เปนตัวควบคุมใหกลามเนื้อหัวใจหดตัว บริเวณดังกลาวนี้ คือ ไซโนเอเทรียลโนด (Sinoatrial Node) หรือ เอสเอโนด (SA node) เปนผูทำจังหวะ (Pacemaker) อยูที่ผนังหัวใจหองบนขวาใกลกับหลอด เลือดดำใหญซูพีเรียเวนาคาวา เอสเอโนดเปนกลามเนื้อพิเศษเนื่องจากสามารถสงกระแสประสาทได เช่นเดียวกับเซลลประสาท และกลามเนื้อหัวใจเองก็สามารถสงกระแสประสาทจากเซลลหนึ่งไปยัง เซลลหนึ่งไดเนื่องจากมี Gap Junction จึงทำใหกระแสประสาทจากเอสเอโนดกระจายไปทั่ว กลามเนื้อหัวใจหองบนอยางรวดเร็วทำใหบีบตัวได ขณะเดียวกันกระแสประสาทจะสงไปยัง เอทริโอเวนตริคูลารโนด (Atrioventricular Node) หรือ เอวีโนด (AV node) ตั้งอยูบนหัวใจ หองบนขวาใกลกับผนังที่กั้นระหวางหองบนทั้งสอง เอวีโนดเปนกลามเนื้อพิเศษเช่นเดียวกับเอสเอโนด เมื่อกระแสประสาทมาถึงเอวีโนด จะพักประมาณ 0.1 วินาที เพื่อแนใจวาหัวใจหองบนบีบตัวและปลอย เลือดลงสูหองลางหมดแลวหัวใจหองลางจึงบีบตัว การบีบตัวของหัวใจหองลางจะไมเปนคลื่นของการ บีบตัวเช่นที่เกิดในหัวใจหองบน แตกลามเนื้อของ หัวใจหองลางจะบีบตัวพรอมกัน เนื่องจากกระแส ประสาทจากเอวีโนด สงออกไปเร็วมากทำให กลามเนื้อทั้งหมดถูกกระตุนและหดตัวพรอมกัน จ น เ ก ิ ด แ ร ง ด ั น ม า ก พ อ ท ี ่ จ ะ ส ง เ ล ื อ ด อ อ ก ไ ป สู สว นตา ง ๆ ของรา งกายได กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-136- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 กระแสประสาทที่เคลื่อนไปในกลามเนื้อหัวใจในระหวางที่หัวใจบีบตัวนี้ทำใหเกิดกระแสไฟฟา แพรไปตามของเหลวในรางกายไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายรวมทั้งผิวหนัง ซึ่งสามารถวัดกระแสไฟฟา ที่เกิดนี้ไดที่บริเวณผิวหนัง โดยแสดงผลเปนกราฟ เรียกวา คลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) ประกอบดว ย คล่ืน 3 ชนิด คือ 1. คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจหอง บนท้ังสองกอ่ นทหี่ ัวใจหองบนท้ังสองจะหดตัว 2. คล่ืน ควิ อาร เอส (QRS wave) ซึง่ แสดงการแผข องกระแสประสาทจาก AV Node และ Purkinje fiber ในหัวใจหอ งลางก่อนทหี่ วั ใจหองลางจะหดตวั 3. คล่ืน ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตวั ของหวั ใจหอ งลาง คลื่นไฟฟาของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชนทางการแพทย ที่จะใช้ตรวจสอบการทำงาน ของหวั ใจโดยทีค่ ลน่ื ไฟฟาเหลา น้จี ะเกิดการเปลี่ยนแปลงเม่อื เกดิ โรคหรอื ความผดิ ปกติขนึ้ ความดันเลือด (blood pressure) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -137- ความดันเลือด แรงดันของเลือดที่ไปดันผนังหลอดเลือดมาจากการที่หัวใจบีบตัวดันเลือดออกไปและ ความยืดหยุนของผนังหลอดเลือดทำใหเกิดแรงดันขึ้น ความดันเลือดมักวัดจากหลอดเลือดอารเทอรี ที่มีความดันมากที่สุดตอนหัวใจหดตัว และนอยที่สุดตอนหัวใจคลายตัว ความดันเลือดจะสูงต่ำตาม จังหวะการบีบของหัวใจ ความดันสูงสุดเกิดขณะหัวใจบีบตัว เรียกวา ความดันซิสโทลิก (systolic pressure) ความดันต่ำสุดเกิดขณะหัวใจคลายตัว เรียกวา ความดันไดแอสโทลิก (diastolic pressure) เครอ่ื งมือทใ่ี ชว้ ดั ความดันโลหติ คือ Sphygmomanometer มหี นว ยเปนมิลลิเมตรของปรอท โดยวัดจากหลอดเลือดแดงตรงแขนดานบนซึ่งความดันเลือดในหลอดเลือดขนาดตาง ๆ จะแตกตางกัน ขึ้นอยูกับระยะที่หางจากหัวใจ โดยคนปกติจะมีความดันเลือด 120 / 80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขแรก หมายถึงค่าความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว (systolic pressure) ตัวเลขหลัง หมายถึง ค่าความ ดนั เลอื ดต่ำสดุ ขณะหัวใจคลายตัว (diastolic pressure) ปจจยั ท่มี ผี ลตอความดันโลหติ ของคน ไดแ ก่ • อายุ อายุยิ่งมากความดันโลหิตจะมากขึ้น เช่น เด็กแรกเกิด มีความดันโลหิต 40 มิลลิเมตรปรอท อายุ 2 สปั ดาห มคี วามดันโลหติ 70 มลิ ลเิ มตรปรอท, อายุ 1 เดอื น มีความดันโลหติ 80 มิลลเิ มตร- ปรอท, อายุ 20 ป มคี วามดนั โลหิต 120 มิลลเิ มตรปรอท • เพศ ความดันโลหิตในผูหญิงจะต่ำกวาชายเล็กนอย (แตถาอายุ เกิน 40 ป ความดันโลหิตของชาย จะตำ่ กวา หญงิ ) • ขนาดของรางกาย คนอวนจะมคี วามดนั มากกวา คนผอม • อารมณ โกรธ และ กลัว ความดนั โลหติ จะสงู • การออกกำลังกาย ทำใหค วามดนั โลหติ เพิ่มขึ้น • แรงดงึ ดดู ของโลก อยใู นท่ีสูงจะมคี วามดันโลหติ สงู กวาในที่ต่ำ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-138- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 ในปจจุบนั สมาคมความดันโลหิตสูงแหงประเทศไทยไดมีการจัดจำแนกประเภทของความดัน โลหติ เปนชว่ งตา ง ๆ ดังตาราง ประเภท ความดันซิสโทลกิ ความดนั ไดแอสโทลิก (mmHg) (mmHg) เหมาะสม < 120 < 80 ปกติ 120 – 129 80 – 84 ปกตคิ ่อนข้างสงู 130 – 139 85 – 89 ความดันโลหติ สงู ระยะท่ี 1 140 – 159 90 – 99 ความดนั โลหิตสูงระยะที่ 2 160 – 179 100 – 109 ความดันโลหิตสูงระยะที่ 3 ≥180 ≥ 110 ความดนั โลหติ เฉพาะช่วงหัวใจ ≥140 < 90 บีบตวั สงู 1.3.2 หลอดเลอื ด (Blood Vessel) ทำหนาทนี่ ำเลอื ดออกจากหวั ใจไปยังสว นตาง ๆ ของรางกาย และนำเลอื ดจากสวนตาง ๆ กลับเขา้ สูห วั ใจ หลอดเลือดในรางกายแบงออกเปน 3 ระบบดงั น้ี 1) ระบบอารเทอรี (Arterial system) เปนระบบของหลอดเลือดที่มีทิศทางการลำเลียง เลือดออกจากหัวใจ 2) ร ะ บ บ เ ว น ( Venous system) เปนระบบของหลอดเลือดที่มีทิศ ทางการลำเลยี งเลือดเขา้ สูหวั ใจ 3) ร ะ บ บ ห ล อ ด เ ล ื อ ด ฝ อ ย ( Capillarial system) เ ป น ร ะ บ บ ของหลอดเลือดที่อยูระหวางระบบ อารเทอรีและระบบเวน ซึ่งจะแทรก อยูตามเนือ้ เยอ่ื สว นตา ง ๆ ของรางกาย ทำหนา ที่แลกเปลย่ี นสารกับเซลลตาง ๆ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -139- ระบบอารเทอรี (Arterial system) หลอดเลือดในระบบอารเทอรีเมื่อเรียงลำดับจากหัวใจตอเนื่องกันไปจากขนาดใหญ ไปขนาดเล็ก จะเริ่มตนจากเอออรตา (Aorta) มีขนาดใหญที่สุด เสนผานศูนยกลางประมาณ 1 นิ้ว รองลงมาเปนอารเทอรี (Artery) และเลก็ ทส่ี ุดคอื อารเทอรโิ อล (Arteriole) โครงสรา งและหนาทข่ี องหลอดเลือดระบบอารเทอรี ผนังของหลอดเลือดอารเ ทอรีประกอบดว ยเนอ้ื เย่ือ 3 ชั้น คือ 1) Tunica Externa เปนชั้นเนื่อเยื่อเกี่ยวพันและจะมีหลอดเลือดวาซา วาโซรัม (Vasa Vasorum) มาเลีย้ งผนงั ของหลอดเลอื ดดวย 2) Tunica Media เปนชั้นกลามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีเสนใยอีลาสติก (Elastic Fibers) ทำใหมีความยืดหยุนดี 3) Tunica Interna เปนชั้นที่ประกอบขึ้นดวยเนื้อเยื่อบุผิวแบนบางและเนื้อเยื่อ เกี่ยวพันท่มี ีใยอลิ าสติก ทำใหมคี วามยดื หยุนดี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-140- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 ระบบเวน (Venous system) หลอดเลือดในระบบเวนเมื่อเรียงลำดับขนาดใหญไปขนาดเล็กสุด จะเริ่มตนจากหลอดเลือด เวนาคาวา (Vena cava) รองลงมาคือหลอดเลอื ดเวน (Vein) และเล็กที่สดุ คอื เวนูล (Venule) โครงสรา งและหนาที่ของหลอดเลอื ดระบบเวน ผนังของหลอดเลือดเวนประกอบดวยผนัง 3 ชั้นเช่นเดียวกับในระบบอารเทอรี แตม ีลกั ษณะตางกันคือ 1. หลอดเลือดเวนมีขนาดเสนผา นศนู ยกลางใหญมากกวาอารเทอรี 2. ผนงั ของหลอดเลือดเวนบางกวาอารเทอรี เนือ่ งจากมกี ลา มเน้ือนอ ยกวา 3. ช่องวางภายในหลอดเลือดของหลอดเลือดเวนมีขนาดกวางกวาช่องวางในหลอด เลอื ดอารเทอรี 4. ผนงั ของหลอดเลอื ดเวนมีความยืดหยุน นอ ยวาหลอดเลือดอารเ ทอรี 5. แรงดันของเลือดที่ไหลในหลอดเลือดเวนต่ำกวาในหลอดเลือดอารเทอรี ยิ่งใกล หัวใจแรงดันเลือดของหลอดเลือดเวนจะยิ่งต่ำลง เนื่องจากอยูหางจากแรงบีบ ของหัวใจ 6. ผนังของหลอดเลือดเวนสามารถยืดขยายไดมาก ทำใหจุเลือดไดมากกวา ในหลอดเลือดอารเทอรี เลือดประมาณ 60-70 % ของเลือดทั้งหมดในรางกาย จะอยภู ายในระบบเวน 7. หลอดเลือดเวนจะมีลิ้นกั้นอยูภายในเปนระยะ ๆ ปองกันไมใหเลือดไหล ยอนกลับทำใหเลือดถูกไลใหเคลื่อนที่ไปข้างหนาเรื่อย ๆ ยกเวน หลอดเลือด พัลโมนารี เวน ที่นำเลือดที่ฟอกแลว (Oxygenated Blood) จากปอดมาสูหัวใจ หองบนซ้ายจะไมมีลิ้นกั้นอยูภายใน และ Umbilical vein ที่นำเลือดออกซิเจน สูงจากมารดาผา นทางรกไปยงั ทารก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -141- ภาพแสดงการไหลของเลอื ดภายในหลอดเลือดเวน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-142- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 5 ระบบหลอดเลือดฝอย (Capillary) หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็ก เสนผานศูนยกลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ผนังบางมากซึ่งหนา เพียง 1 ไมโครเมตร เพราะประกอบดวยเซลลเยื่อบุผิว (Endothelial Cell) เรียงตัวกันเพียงชั้นเดียว ไมมีกลามเนอ้ื และเสนใยอลี าสติก หลอดเลือดฝอยสานกันเปนรางแหอยูตามเนื้อเยื่อสวนตาง ๆ ของรางกาย เชื่อมตอระหวาง อารเทอริโอลและเวนูล ทำหนาที่แลกเปลี่ยนสารอาหาร แก๊ส สารตาง ๆ และของเสียระหวาง หลอดเลือดกบั เซลลตา ง ๆ ของรางกาย จากการที่หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็กและแตกแขนงมากมายนี้เอง นอกจากจะทำใหสามารถ แทรกเข้าไปตามอวัยวะตาง ๆ ของรางกายไดแลว ยังเหมาะ กับการแลกเปลี่ยนสารอีกดวย เนื่องจากมีผนังบางและอัตรา การไหลของเลือดช้า เลือดที่ไปยัง Capillary Bed ของอวัยวะบางอวัยวะจะไมสม่ำเสมอ ยกเวนที่สมอง หัวใจ ตับ และไต ท่อี ัตราการไหลของเลอื ดจะสมำ่ เสมอ กลไกการควบคุมเลือดไปยัง Capillary Bed มี 2 วิธี คือ 1) การอาศัยการทำงานกลามเนื้อรอบอารเทอ- ริโอล ถากลามเนื้อหดตัวจะบีบหลอดเลือดทำใหเลือดไหล เข้าช้า แตถากลามเนื้อคลายตัวเลือดจะไหลเข้าไดเร็ว 2) อาศัยการทำงานของหูรูดของหลอดเลือดฝอยที่อยูตรงโคน ของหลอดเลือดฝอย เมื่อหูรูดดังกลาวคลายตัว (a) รูเปดเข้า หลอดเลือดฝอยจะเปดเลือดไหลเข้ามากแตถาหูรูดหดตัว (b) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -143- จะทำใหรูปดเลือดจะไหลเข้าไดนอย ตัวอยางเช่น หลังการรับประทานอาหาร กลามเนื้อที่อยูตรงผนัง ของหลอดเลือดอารเทอริโอลจะคลายตัว ทำใหเลือดไหลไปยังบริเวณดังกลาวจำนวนมาก และขณะ ออกกำลังกาย เลือดจะไปที่กลามเนื้อและผิวหนังมาก ดังนั้นถาออกกำลังกายทันทีหลังรับประทาน อาหารจะทำใหอาหารไมยอย เปน ตน การแลกเปลีย่ นสารทีห่ ลอดเลอื ดฝอย การแลกเปลี่ยนสารระหวางของเหลวในรางกายกับเลือดเกิดขึ้นที่ผนังหลอดเลือดฝอย การแลกเปลี่ยนดังกลาวเกิดไดหลายวิธี เช่น เกิดกระบวนการ endocytosis ของผนังหลอดเลือดดาน หนงึ่ แลวไปแตกออกแบบ Exocytosis ของผนังอกี ดา นหน่งึ หรือเกดิ โดยการแพร ของเหลวภายในหลอดเลือดจะออกจากหลอดเลือดฝอยทางดานที่ติดกับหลอดเลือดอารเทอ- ริโอล และเข้าหลอดเลือดฝอยทางดานที่ติดกับหลอดเลือดเวนูล ของเหลวประมาณ 85% จะผานเข้า ออกทางหลอดเลอื ดฝอย อีกประมาณ 15% จะเขา้ สูระบบน้ำเหลือง การที่ของเหลวออกจากหลอดเลือดฝอยทางดานที่ติดกับหลอดเลือดแดงเล็ก และกลับเข้า หลอดเลือดฝอยทางดานที่ติดกับหลอดเลือดดำเล็ก เกิดจากความแตกตางของแรงดัน 2 ชนิด คือ แรงดันน้ำ (Hydrostatic pressure) หรือ ความดันเลือด และแรงดันออสโมติก (Osmotic Pressure) คือแรงดันที่จะดันน้ำเข้าหลอดเลือด เนื่องจากภายในหลอดเลือดมีปริมาณน้ำนอยกวาหรืออีกนัยหนึ่ง มีตัวถูกละลายมากกวา ภายนอก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-144- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 การไหลของเลือดและความดนั เลอื ด อัตราการไหลของเลือดที่หลอดเลือดแดงใหญเอออรตาจะสูงถึง 30 เซนติเมตร/วินาที และ ที่หลอดเลือดฝอยอัตราการไหลเพียง 0.026 เซนติเมตร/วินาที ซึ่งพื้นที่หนาตัดของหลอดเลือดแดง ใหญหนึ่งเสนจะมีขนาดมากกวาพื้นที่หนาตัดของหลอดเลือดฝอยหนึ่งเสนมาก แตเมื่อคำนวณปริมาณ พื้นที่นาตัดรวมทั้งหมดจะเห็นวาพื้นที่หนาตัดรวมของหลอดเลือดฝอยจะมีมากที่สุด ดังนั้นอัตราการ ไหลของเลือดจะช้าที่สุดที่หลอดเลือดฝอย เนื่องจากอัตราการไหลจะผกผันกับพื้นที่หนาตัด และอัตรา การไหลของเลือดจะค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อเข้าสูหลอดเลือดดำ ขณะเดียวกันความดันเลือดจะสูงที่สุดท่ี หลอดเลือดแดงใหญ และค่อย ๆ ลดต่ำลงตามลำดับในหลอดเลือดแดง หลอดเลือดแดงเล็ก หลอด เลอื ดแดงฝอย และหลอดเลือดดำ และจะไมม ีความดนั เลอื ดในหลอดเลือดดำใหญ ฃ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -145- แผนภูมิเปรยี บเทียบปรมิ าณเลือดในปอด หวั ใจ และหลอดเลอื ดชนิดตาง ๆ ระบบเวน ปอด 60-70 % 20-12% หัวใจ 20-12 % ระบบอารเ ทอรี 10-12 % ระบบหลอดเลือดฝอย 4-5 % ตารางเปรยี บเทยี บลักษณะของหลอดเลอื ดอารเ ทอรี หลอดเลือดเวน และหลอดเลอื ดฝอย สิ่งเปรียบเทยี บ หลอดเลอื ดอารเ ทอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลอื ดฝอย ทิศทางการไหลของเลอื ด รบั เลือดจากอารเ ทอรี ไหลออกจากหัวใจ ไหลเขา้ สูหัวใจ และสงตอใหก บั เวน ในหลอดเลือด มที ้ัง CO2 และ O2 สูง ลักษณะของเลือดใน มี O2 สงู ยกเวน มี CO2 สูง ยกเวน Pulmonary Artery Pulmonary Vein ไมม ี หลอดเลอื ด ไมม ี ยกเวน ท่ีฐานของ ล้นิ ในหลอดเลอื ด Pulmonary Artery มี ยกเวนในหลอดเลอื ด Pulmonary Vein ความหนาของผนังหลอด และ Aorta เลือด บางกวา บางทส่ี ุด หนาทีส่ ุด ขนาดเสนผานศนู ยกลาง กวา งกวาอารเทอรี แคบที่สดุ ของทอหลอดเลือด แคบกวาเวน ปรมิ าณเลอื ดในหลอด 60 – 70 % 4–5% เลือด 10 – 12 % เห็น ไมเห็น การมองเหน็ จากภายนอก ไมเ ห็น กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-146- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 5 สงิ่ เปรยี บเทยี บ หลอดเลอื ดอารเ ทอรี หลอดเลอื ดเวน หลอดเลือดฝอย ความเรว็ ของกระแส เร็วทสี่ ุด ปานกลาง ช้าทส่ี ุด เลือดในหลอดเลือด อาศัยการบบี ตวั ของ อาศยั การบีบตวั ของ อาศัยการบีบตวั ของ การไหลของเลอื ดใน หวั ใจ กลามเนอื้ ลายท่ีอยูรอบ ๆ หัวใจ หลอดเลอื ด สูงสดุ ต่ำสุด ปานกลาง แรงดนั เลอื ด 1.3.3 เลอื ด (Blood) เลือดจัดเปนตัวกลางในการลำเลียงสารที่มีความสำคัญตอการดำรงชีวิตของเซลล เนื่องจาก เลือดทำหนาที่ในการลำเลียงสารอาหารและแก๊สออกซิเจน และนำของเสียภายในเซลลออกมากำจัด นอกรางกาย เมื่อนำเลือดไปใสในหลอดทดลองและใสสารผสมปองกันการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) เช่น EDTA (Ethylene Diamine Tetraacetate), โซเดียมซีเตรท (Sodium Citrate) จากนั้นนำไปปนดวยเครื่องปนแยก (Centrifuge) จะพบวาเลือดแบงเปน 2 สวน คือ 1) สวน ที่เปนของเหลวหรือน้ำเลือด (Plasma) มีลักษณะเปนของเหลวใสจะอยูชั้นบนซึ่งมีประมาณ 55% และ2) สว นของเซลลและช้นิ สว นของเซลลซึง่ เปนของแขง็ และหนักกวา จะอยูชนั้ ลาง มปี ระมาณ 45% *ถาไมเติมสารปองกันการแข็งตัวลงไปในเลือด แลวนำเลือดไปปนดวยเครื่องปนแยก ของเหลวใสที่ไดจะ เรียก ซีรัม (Serum) เพราะเปนของเหลวใสที่เกิดจากการแข็งตัวของเลือดและมีองค์ประกอบที่ตางจากพลาสมา หลายอยา ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -147- พลาสมา (Plasma) พลาสมามีองค์ประกอบหลักคือน้ำ ซึ่งมีประมาณ 90% ทำหนาที่เปนตัวทำละลายและนำพา สารตาง ๆ และตัวละลายซึ่งอยูในรูปของไอออน ความเข้มข้นของไอออนในพลาสมาเปนตัวรักษา สมดุลออสโมติก (osmotic balance) และไอออนบางตวั ทำใหความเปนกรดเบสของพลาสมาคงที่ ซ่ึง ค่า pH ของพลาสมาในมนุษญอยูที่ประมาณ 7.4 ไอออนเหลานี้จะมีปริมาณค่อนข้างคงที่โดยจะมี ไตเปน ตวั ควบคุม องค์ประกอบที่สำคัญอีกอยางของพลาสมาคือ โปรตีน ซึ่งมีประมาณ 7-9% โปรตีนเหลานี้ ช่วยในการรักษาสมดุลออสโมติก ความเปนกรดเบส และความหนืดของพลาสมา โปรตีนแตละชนิดก็ จะทำหนาที่เฉพาะแตกตางกันออกไป เช่น อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ที่ทำหนาที่ทำลาย สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคตาง ๆ โปรตีนไฟบริโนเจน (Fibrinogen) ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเมื่อ เกิดบาดแผล (หากพลาสมาขาดไฟบริโนเจนจะเรยี กวา เซรุม) นอกจากนี้พลาสมายังประกอบดวยสารอาหารชนิดตาง ๆ รวมทั้งกรดแลกติกซึ่งไดจาก ปฏิกิริยาไกลโคไลซิสของกลามเนื้อ และพวกของเสียที่ไดจากกระบวนการแมเทบอลิซึม (Metabolism) ฮอรโมน แก๊สออกซิเจน และแก๊สคารบอนไดออกไซด แตในสัตวมีกระดูกสันหลัง ออกซิเจนสว นใหญจ ะไปกบั เม็ดเลอื ดแดงมากกวา ละลายในพลาสมา องค์ประกอบของพลาสมาและองค์ประกอบของของเหลวในรางกายจะคลายคลึงกัน แตใน พลาสมาจะมีโปรตีนมากกวา เนื่องจากผนังของหลอดเลือดฝอยยอมใหโปรตีนผานนอยมากดวยเหตุนี้ ทำใหความดันออสโมติกของเลือดสูงจึงสามารถดึงสวนพลาสมาใหไหลเวียนอยูในระบบหมุนเวียน เลือดได อยางไรก็ตามหากมีโปรตีนหลุดออกมาระบบน้ำเหลืองก็จะช่วยสงโปรตีนกลับเข้าสูพลาสมา ดงั เดิม เซลลแ ละชิน้ สวนของเซลล (Cellular Element) 1) เซลลเ มด็ เลือดแดง (Erythrocyte) เซลลเมด็ เลอื ดแดง เปน เม็ดเลอื ดทีม่ ปี ริมาณมากท่สี ุด โดยในคนจะมีปริมาณเมด็ เลือดแดง ประมาณ 5-6 ลา นเซลลตอ ปริมาณเลือด 1 มิลลิลติ ร ดังนน้ั ในคนเรามีเลือด 5 ลติ ร จึงมเี มด็ เลอื ดแดง ถึง 25 ลานลานเซลล เซลลเ ม็ดเลอื ดแดงมีลักษณะและรายละเอียดดงั นี้ 1.1 เม็ดเลือดแดงของคนสรางจากไขกระดูก และถูกทำลายที่ตับ มามและตอมน้ำเหลืองโดย วิธีฟาโกไซโทซิส เซลลเม็ดเลือดแดงที่ถูกสรางขึ้นมาใหม ๆ เปนเซลลที่มีนิวเคลียส มีอายุเฉลี่ยประมาณ 90 -120 วัน เมื่อเซลลเม็ดเลือดแดงโตเต็มที่จะมีรูปรางกลมแบน และตรงกลางเวาเขา้ หากัน (Biconcave) เนอื่ งจากนวิ เคลียสหายไป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195