2การสลายสารอาหารระดบั เซลล ATP คอื อะไร การสลายสารอาหารแบบ การสลายสารอาหารแบบ ใบงาน ใช้ออกซเิ จน ไมใชอ้ อกซเิ จน ผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั 1. อธิบาย เปรียบเทียบ และสรุปขั้นตอนการหายใจระดับเซลลในภาวะที่มีออกซิเจนเพียงพอ และภาวะที่มี ออกซิเจนไมเ พยี งพอ รายการหนังสืออางองิ
-50- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 ตรวจสอบความรูเดมิ ก่อนเรยี น 1. จากรปู แสดงออรแกเนลลท่เี กิดกระบวนการหายใจของเซลลในระหวาง การถายทอดอิเล็กตรอน มกี ารปม โปรตอน เขา้ ไปไวท ต่ี ำแหนง หมายเลขใด และ ATPase พบทต่ี ำแหนงหมายเลขใด 1. หมายเลข 1 และ 2 2. หมายเลข 2 และ 4 3. หมายเลข 3 และ 1 4. หมายเลข 4 และ 2 2. fructose-1,6-bisphosphate ถา ถกู ใช้ในการหายใจแบบไมใช้ O2 (A) และแบบใช้ O2 ภายในเซลลก ลา มเนอ้ื ลาย (B) จะไดพ ลังงานในรูป ATP อยา งละก่โี มเลกุล 1. A (ATP) = 2 โมเลกลุ , B (ATP) = 36 โมเลกุล 2. A (ATP) = 2 โมเลกุล, B (ATP) = 38 โมเลกุล 3. A (ATP) = 4 โมเลกลุ , B (ATP) = 36 โมเลกุล 4. A (ATP) = 4 โมเลกุล, B (ATP) = 38 โมเลกุล 3. ขนั้ ตอนการสงถายพลังงานของการสลายกลูโคสเพอ่ื ใหไ ดพ ลังงานแบบใชอ้ อกซเิ จน เปน ดงั ขอ้ ใด (ETC หมายถงึ electron transport chain) 1. glucose → NADH → pyruvate → ATP 2. glucose → ATP → NADH → ETC 3. glucose → NADH → ETC → ATP 4. glucose → oxygen → NADH → ATP 4. ถา สาร fructose-1,6-bisphosphate 1 โมเลกลุ เข้าสูการหายใจแบบไมใช้ O2 (anaerobic respiration, และ แบบใช้ O2 (aerobic respiration) ในเซลลก ลา มเนอ้ื ลาย (skeletal muscle) จะไดพลังงานก่ี ATP 1. แบบไมใ ช้ O2 = 2 ATP, แบบใช้ O2 = 36 ATP 2. แบบไมใช้ O2 = 2 ATP, แบบใช้ O2 = 38 ATP 3. แบบไมใช้ O2 = 4 ATP, แบบใช้ O2 = 36 ATP 4. แบบไมใช้ O2 = 4 ATP, แบบใช้ O2 = 38 ATP 5. ข้อใดถกู ตอ งเกีย่ วกับระบบการถา ยทอดอิเลก็ ตรอน (electron transport) ก. เก่ียวกบั ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ (redox) ข. พบในเมทรกิ ซข์ องไมโทคอนเดรยี และสโตรมาของคลอโรพลาสต ค. ผลติ ATP และ NADPH ง. เกดิ oxidative phosphorylation เปน ปฏกิ ริ ิยาควบคู่ (coupling reaction) 1. ข้อ ก และ ง 2. ขอ้ ก และ ข 3. ขอ้ ก และ ค 4. ข้อ ก, ข และ ค กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -51- 6. ขอ้ ใดเกี่ยวข้องกับวิถไี กลโคลซิ สิ เมอื่ เริ่มตน จากกลโู คส ก. ใช้ ATP ข. ไมใ ช้ O2 ค. ผลิต CO2 และ ATP ง. เกิดในเมทรกิ ซ์ของไมโทคอนเดรีย 1. ข้อ ก และ ค 2. ข้อ ก และ ข 3. ข้อ ค และ ง 4. ขอ้ ข และ ง 7. จากตารางข้อใดแสดงจำนวน โมเลกลุ CO2 ท่เี กิดจากการ สลายกลโู คส 1 โมเลกลุ ไดถูกตอง ไกลโคลิซสิ การสรางแอซิทิลโคเอนไซมเ อ วฏั จักรเครบส 1. 1CO2 1CO2 4CO2 2. 2CO2 2CO2 2CO2 3. - 1CO2 5CO2 4. - 2CO2 4CO2 8. จากกราฟแสดงความเขม้ ขน้ ของ กรดแลกติกในเลือดดังภาพ ขอ้ ใดกลาวไดถูกตอ ง 1. ระยะ P และ R เปนระยะท่ีมกี ารสลายอาหารแบบใช้ออกซิเจน 2. ระยะ P เปนระยะท่ีมกี ารสลายอาหารแบบไมใช้ออกซเิ จนและไดแ กส๊ CO2 3. ระยะ Q เปน ระยะท่มี กี ารสลายอาหารแบบไมใ ช้ออกซเิ จนและไดแ กส๊ CO2 4. ระยะ R เปนระยะที่มกี ารสลายอาหารแบบไมใ ช้ออกซิเจนแตไ มเกดิ แก๊ส CO2 9. ข้อใดเปน การใหพ ลงั งานโดยตรงสำหรับการสราง ATP สว นใหญในเซลลสัตว 1. การแตกกลูโคสออกเปน 2 โมเลกลุ ของกรดไพรวู กิ 2. การเคลื่อนยา ยอนมุ ลู ไฮโดรเจนผา นเมมเบรนชนดิ หน่ึง 3. การเคล่ือนยา ยอเิ ล็กตรอนไปตาม electron transport chain 4. การนำกลุมฟอสเฟตออกจากผลติ ผลทไี่ ดมาจากการสลายกลูโคสใหก บั ADP 10. สารในข้อใดทถ่ี ูกใช้ในกระบวนการไกลโคลซิ สิ (glycolysis) 1. กรดอะมิโน และกลเี ซอรอล 2. กรดไขมัน และกลีเซอรอล 3. ไทรกลีเซอไรด และกรดไขมนั 4. กรดอะมโิ น กรดไขมนั และกลีเซอรอล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-52- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 บทที่ 2 การสลายสารอาหารระดบั เซลล (CELLULAR RESPIRATION) สิ่งมีชีวิตจำเปนตองใช้พลังงานจากสารอาหารในการทำกิจกรรมตาง ๆ เช่น การเคลื่อนไหว การ ตอบสนองตอสิ่งแวดลอม และการควบคุมระบบการทำงานตาง ๆ ของรางกาย แมแตในระดับเซลลก็มีกิจกรรม ที่จำเปนตองใช้พลังงาน เช่น การลำเลียงสารแบบใช้พลังงาน (active transport) การสังเคราะหสาร รวมถึง ปฏิกิริยาตาง ๆ ภายในเซลล แตอยางไรตามสารอาหารที่ลำเลียงมาสูเซลลไมวาจะเปน คารโบไฮเดรต ไขมัน หรือโปรตีน แมวาจะถูกยอยหรือเปลี่ยนแปลงจนเปนโมเลกุลขนาดเล็กที่สุดคือ โมโนแซ็กคาไรด กรดอะมิโน กรดไขมัน และกลีเซอรอล แลวก็ตาม เซลลก็ยังไมสามารถนำพลังงานจากสารอาหารนั้นไปใช้ไดโดยตรง แตจำเปนจะตองมีกระบวนการสลายโมเลกุลของสารอาหารซึ่งเปนแหลงของพลังงานเหลานี้เสียก่อน หลังจาก นั้นพลังงานที่ถูกเก็บสะสมไวในรูปของพลังงานเคมีระหวางพันธะเคมีในโมเลกุลสารอาหาร จะถูกนำไป สังเคราะหเปน ATP (adenosine triphosphate) เพื่อทำหนาที่เปนแหลงพลังงานสำหรับกิจกรรมตาง ๆ ใน รา งกายสงิ่ มชี วี ิต อะดโี นซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate : ATP) Adenosine Triphosphate : ATP เปนสารประกอบที่สลายตัวใหพลังงานสูงชนิดหนึ่งมีโครงสราง คลายกรดนิวคลีอิค (nucleic acid) ที่เปนสารพันธุกรรมของมนุษย โครงสรางของ ATP ประกอบดวย 3 สวน คอื เบสอะดนี ีน (adenine base) น้ำตาลไรโบส (ribose sugar) และหมฟู อตเฟส (phosphate group) 3 หมู พันธะระหวางหมูฟอสเฟตใน ATP เปน พันธะพลังงานสูง เมื่อเซลลตองการใช้พลังงานก็ จะทำการสลายพันธะระหวางหมูฟอสเฟตตัว นอกกับตัวที่สองออกโดยใช้เอนไซมอะดีโนซีน ไตรฟอสฟาเตส (ATPase) ในปฏิกิริยาที่ตองใช้ นำ้ (hydrolysis) เมื่อ ATP สูญเสียฟอสเฟตไปหนึ่งหมู จะไดพลังงาน 7.3 kcal/mol พรอมกับ ผลิตภัณฑที่เกิดขึ้นคือ อะดีโนซีนไดฟอสเฟต (ADP) และ ฟอสเฟตอนินทรีย (Pi) พลังงานที่ได จากการสลาย ATP เซลลจะนำไปใช้ ในการทำ กิจกรรมตางๆ ของเซลลพลังงานบางสวน ทเี่ ซลลไมส ามารถนำไปใช้ไดจะสูญเสยี ไปในรปู ของความรอน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -53- ปฏกิ ิริยารดี อกซ์ (redox reaction) ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในการถายโอนอิเล็กตรอนระหวางสารในปฏิกิริยาเคมี คือปฏิกิริยาออกซิเดชัน- รดี กั ชนั (oxidation-reduction reaction) หรอื เรียกวา ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์ (redox reaction) 1. ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation reaction) คือปฏิกิริยาที่มีการใหอิเล็กตรอน โดยสารที่ทำ หนา ท่ีเปน ตัวใหอ ิเลก็ ตรอน เรยี กวา ตัวรีดวิ ซ์ (reducing agent) 2. ปฏิกิริยารีดักชัน (reduction reaction) คือปฏิกิริยาที่มีการรับอิเล็กตรอน โดยสารที่ทำหนาท่ี เปนตวั รบั อิเล็กตรอน เรียกวา ตัวออกซิไดซ์ (oxidizing agent) กระบวนการสราง ATP (Phosphorylation) สิ่งมีชีวิตใช้ ATP ในกระบวนการตาง ๆ อยางตอเนื่องตลอดเวลา ATP ที่ถูกสลายไป สามารถถูกสราง ขึ้นมาใหมดวยการรวมตัวระหวาง ADP กับหมูฟอสเฟต เรียกกระบวนการน้ีวาฟอสโฟริเลชัน (phosphorylation) ซึ่งแบงออกเปน 3 ประเภท 1. Oxidative Phosphorylation เปนการสราง ATP จากการถายทอดอิเล็กตรอนโดยมีตัวรับสง เชน่ NADH, FADH2, และมี O2 เปน ตวั รับอิเล็กตรอนตวั สดุ ทา ย NADH, FADH2 Electron-Transfer Chain 2H+ + ½ O2 H2O ADP + Pi ATP กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-54- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 FADH2 FAD+ 2. Photophosphorylation เปน กระบวนการสรา ง ATP จากการสังเคราะหด วยแสง 3. Substrate Phosphorylation เปนกระบวนการสราง ATP โดยมี Enzyme เปนตวั กระตุน ตวั ขนสง อเิ ลก็ ตรอน ในกระบวนการสลายสารอาหารระดับเซลลจะมีการถายโอนอิเล็กตรอน โดยตัวนำอิเล็กตรอนที่สำคัญ หลกั ๆ 2 ตวั คือ Ü NAD+ (Nicotinamide Adenine Dinucleotide) : เปนตัวนำอิเล็กตรอนและโปรตอน เมื่อ NAD+ รับ 2 อิเล็กตรอน (e-) และ 1 โปรตอน (H+) จะ กลายเปน NADH ซึ่งเปนสารใหพลังงานสูงและจะเปนตัวใหอิเล็กตรอน เมื่อเข้าสูขั้นตอนการถายทอด อเิ ลก็ ตรอน NADH 1 โมเลกลุ จะให 3 ATP Ü FAD+ (Flavin Adenine Dinucleotide) : เปนตัวนำอิเล็กตรอนและโปรตอน เมื่อ FAD+ รับ 2 e- และ 2 H+ จะเปลี่ยนเปน FADH2 และจะเปน ตัวใหอิเล็กตรอน เมื่อเข้าสูขั้นตอนการถายทอดอิเล็กตรอน FADH2 1 โมเลกุล จะให 2 ATP กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -55- กระบวนการสลายสารอาหารระดบั เซลล/ การหายใจระดับเซลล กระบวนการหายใจระดับเซลลเปนปฏิกิยาที่เกิดขึ้นภายในเซลล โดยมีทิศทางตรงกันข้ามกับกระบวน การสังเคราะหดวยแสง (photosynthesis) ในปฏิกิริยาหายใจระดับเซลล คารโบไฮเดรตจะถูกออกซิไดสเพ่ือ สรางเปนพลังงาน สวนแก๊สออกซิเจนจะถูกใช้ไปและไดแก๊สคารบอนไดออกไซดและน้ำเปนผลิตภัณฑ แตใน กระบวนการสงั เคราะหด วยแสงแกส๊ คารบ อนไดออกไซดจ ะถูกรดี ิวซ์ใหก ลายเปน คารโบไฮเดรต การสลายโมเลกลุ คารโบไฮเดรต สารอาหารหลักที่เซลลใช้เปนแหลงพลังงานคือ คารโบไฮเดรต โดยเฉพาะอยางยิ่งกลูโคส (glucose) จะเปนสารอาหารสำคัญในการเริ่มปฏิกิริยาการสลายสารอาหารของเซลล ในการสลายโมเลกุลคารโบไฮเดรต แบงออกเปน 2 กระบวนการคือ การหายใจแบบใช้ออกซิเจน (aerobic respiration) และ การหายใจแบบไม ใชอ้ อกซเิ จน (anaerobic respiration) 1. การหายใจแบบใชอ้ อกซเิ จน (aerobic respiration) การสลายกลูโคสไมไดมีเพียงขั้นตอนเดียวแตจะมีลักษณะเปนปฏิกิริยาหลายๆขั้นตอน เชื่อมตอกันเพื่อควบคุมใหมีการปลดปลอยพลังงานออกมาทีละขั้นๆ ไมใหเซลลไดรับอันตรายจากการ ปลดปลอยพลังงานมหาศาลออกมาพรอมกันในคราวเดียว โดยปฏิกิริยาเหลานี้จะแบงออกไดเปน 4 ขัน้ ตอนคอื กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-56- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 5 1.1 ไกลโคไลซิส (Glycolysis) 1.2 การสรางแอซีติลโคเอนไซม เอ (Acetyl CoA production) 1.3 วัฏจักรเครบส (Krebs cycle) หรือวัฏจักรกรด ซติ รกิ (citric acid cycle) 1.4 กระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน 1.1 ไกลโคไลซสิ (Glycolysis) ขน้ั ตอนนเ้ี กดิ ขึ้นในไซโตพลาสซมึ ของเซลล เปน ขั้นตอนทีเ่ ปลีย่ นกลโู คส (C6) ใหกลายเปนไพรูเวต (C3) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -57- สรุปไกลโคไลซสิ 10 ขน้ั ตอน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-58- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 5 1.2 การสรา งแอซีตลิ โคเอนไซม เอ (Acetyl CoA production) ขั้นตอนน้ีจะมีกรดไพรูวิกเปนสารเริ่มตน ในสภาวะที่มีออกซิเจนกรดไพรูวิกแตละโมเลกุลจะ ผานเข้าสูไมโทคอนเดรียไดอยางอิสระและจะถูกออกซิไดซ์โดย NAD+ และปลอยคารบอนไดออกไซด 1 โมเลกุลเกิดเปนกรดอะซิติก (acetic acid: CH3COOH) ซึ่งหลังจากนั้นจะถูกตรึงเข้ากับโคเอนไซม เอ (coenzyme A: CoA) ไดเปนอะเซทิลโคเอนไซม เอ (acetyl CoA) ขั้นตอนทั้งหมดนี้มีเอนไซมไพรู เวตดีไฮโดรจีเนสคอมเพลกซ์ (pyruvate dehydrogenase complex) ซึ่งอยูในแมทริกซ์ (matrix) ของไมโทคอนเดรียเปนตัวเรงปฏิกิริยา ดังนั้นเมื่อเริ่มตนจากกลูโคส 1 โมเลกุลจะไดเปนอะเซทิลโค เอนไซม เอ 2 โมเลกลุ คารบ อนไดออกไซด 2 โมเลกุล และNADH 2 โมเลกุล สรุป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -59- 1.3 วฏั จกั รเครบส (Krebs cycle) หรอื วฏั จกั รกรดซิตริก (citric acid cycle) เปนวัฎจักรเครบส (Krebs cycle) เปนขั้นตอนที่เกิดขึ้นโดยการทำงานของเอนไซมในแมทริกซ์ของ ไมโทคอนเดรีย โดยเปน ปฏิกริ ยิ าที่สลายอะเซทลิ โคเอนไซมเ อไปเปน คารบอนไดออกไซดอ ยางสมบูรณ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-60- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 สรปุ วฏั จักรเครปส (1 รอบ) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -61- 1.4 กระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน (Electron Transport Chain) กระบวนการถายทอดอิเล็กตรอนไมไดสราง ATP โดยตรง แตท ำหนา ทช่ี ว่ ยสง ผา นอเิ ลก็ ตรอน จากโมเลกุลสารอาหารสูออกซิเจน ซึ่งไมโทคอนเดรียจะทำหนาที่เชื่อมโยงระบบการถายทอดอิเล็กตรอนกับ การสรา ง ATP โดยอาศัยกลไกทเ่ี รยี กวา เคมิออสโมซิส (chemiosmosis) ซ่ึงมีกระบวนการดังน้ี 3 4 2 1 1. NADH และ FADH2 ซึ่งเปนตัวนำอิเล็กตรอน จะสงตออิเล็กตรอนใหกับตัวรับอิเล็กตรอนท่ี แทรกอยู ในเยือ่ หมุ ช้นั ในของไมโทคอนเดรียและจะมกี ารสงตออเิ ลก็ ตรอนเปน ทอด ๆ เมือ่ NADH และ FADH2 ปลอยอิเล็กตรอนและโปรตอนแลวจะคืนกลับไปสูรูปเดิมคือ NAD+ และ FAD แลว ยอนกลับไปนำอิเล็กตรอนจากกระบวนการก่อนหนา ขั้นตอนนี้เกิดขึ้นที่เยื่อหุมชั้นในของไมโท คอนเดรีย 2. เมื่อถายทอดอิเล็กตรอนในแตละช่วง จะมีการปลอยพลังงานออกมาจำนวนมากทำใหพลังงาน ของอิเล็กตรอนลดลงเรื่อย ๆ และจะมีตัวรับอิเล็กตรอนตัวสุดทายคือออกซิเจน (O2) ซึ่งใหน้ำ (H2O) เปน ผลิตภัณฑ 3. พลังงานที่ปลอยออกมาในระหวางการถายทอดอิเล็กตรอนจะถูกนำไปใช้ในการขนสงโปรตอนท่ี อยูใน matrix ไปยังช่องวางระหวางเยื่อหุมชั้นนอกและชั้นในไมโทคอนเดรีย (Intermembrane space) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-62- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 4. โปรตอนบริเวณ Intermembrane space ซึ่งมีความเข้มข้นสูงมากทำใหโปรตอนแพรกลับคืนสู matrix โดยอาศยั ตัวพาผา น ATP synthase นำไปสราง ATP เรยี กขั้นตอนน้วี า chemiosmosis สรปุ ภาพรวมของกระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน สรปุ ภาพรวมของการสลายกลูโคสโดยใชอ้ อกซเิ จน การสลายกลูโคสโดยใช้ออกซิเจนเปนปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลายขั้นตอน มีการปลดปลอยอิเล็กตรอนและ การถายเทพลังงานจากกลูโคสเพื่อนำไปสรางเปน ATP โดยสามารถสรุปการปลดปลอยอิเล็กตรอนและ พลงั งานในขั้นตอนตา ง ๆ และสมการดงั ตอไปน้ี 1. ไกลโคไลซิส 2. การเปลย่ี นกรดไพรวู กิ เปน แอซีติลโคเอนไซม เอ 3. วฏั จักรเครบส กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -63- 4. การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน ตารางสรปุ การสลายกลูโคสโดยใชอ้ อกซิเจน ขน้ั ตอน ATP NADH FADH2 CO2 H2O 1. ไกลโคไลซสิ 2. การสรางอะซิติลโคเอ 3. วัฏจกั รเครบส 4. การถายทอดอเิ ล็กตรอน 2. การหายใจแบบไมใ ชอ้ อกซิเจน (Anaerobic respiration) การสลายสารอาหารแบบไมใช้ออกซิเจนหรือเรียกวากระบวนการหมัก (fermentation) ใน สภาพที่เซลลขาดออกซิเจนทำให NADH และ FADH2 ไมสามารถถายทอดอิเล็กตรอนใหกับตัวรับ อิเล็กตรอนชนิดตาง ๆ ในไมโทคอนเดรียได จึงทำใหเซลลขาด NAD+ และ FAD ทำใหกลไกไกลโค- ไลซิสหยุดชะงัก เซลลจึงแก้ปญหาโดยการใช้สารอื่นมาเปนตัวรับอิเล็กตรอนแทนออกซิเจน จึงทำให กลไกการสลายสารอาหารดำเนินไปได แตพลังงานที่ไดจะนอยกวาการสลายสารอาหารแบบใช้ ออกซเิ จน 1. การหมักแอลกอฮอล (Alcoholic fermentation) alcoholic fermentation พบในแบคทีเรียและยีสต ในกระบวนการนี้กรดไพรูวิกที่ไดจาก กระบวนการไกลโคลิซิสจะถูกเปลี่ยนเปนอะซิทัลดีไฮด (acetaldehyde) และก๊าซคารบอนไดออกไซด (CO2) จากนนั้ acetaldehyde ถูกออกซไิ ดซเ์ ปลีย่ นเปนเอธิลแอลกอฮอล (Ethyl alcohol) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-64- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 5 2. การหมักกรดแลคตกิ (Lactic acid fermentation) พบในแบคทีเรียบางชนิด ในคนพบในเซลลกลามเนื้อในสภาพที่ขาดออกซิเจนหรือมีปริมาณ ออกซิเจนนอย เช่นทำงานหนักหรือออกกำลังกาย กรดไพรูวิกจะทำหนาที่เปนตัวรับอิเล็กตรอน เกิด เปน กรดแลคติก (Lactic acid) ดงั ภาพกระบวนการหมักแลคตคิ การสลายสารอาหารแบบไมใช้ออกซิเจนอิเล็กตรอนไมไดผานเข้าสูขั้นตอนการถายทอด อิเล็กตรอน ดังนั้นพลังงาน ATP ที่ไดจึงเกิดนอยกวาการสลายสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน พลังงาน ATP ที่เกิดขึ้นจะไดมาจากขั้นตอนไกลโคลิซิส 2 ATP สวนกรดแลคติกที่เกิดขึ้นจะถูกลำเลียงออกจาก เซลลก ลา มเน้อื ไปยงั ตบั เพื่อสังเคราะหกลับเปนนำ้ ตาลกลโู คสซ่งึ รางกายสามารถนำไปใช้ตอ ไปได กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -65- เปรยี บเทียบการสลายกลโู คสโดยใชอ้ อกซิเจนและไมใ ช้ออกซเิ จน การสลายโมเลกุลกรดไขมัน กรดไขมันและกลีเซอรอลที่ไดจากการยอยไขมัน เมื่อลำเลียงเข้าสูเซลลจะเปนสารตั้งตนใน กระบวนการสลายสารอาหาร โดยกลีเซอรอลจะถูกเปลี่ยนไปเปนฟอสโฟกลีเซอรอลดีไฮด (phosphoglyceraldehyde, PGAL) ซึ่งจะเข้าสูกระบวนการไกลโคไลซิส สวนกรดไขมันจะมีกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยปฏิกิริยาที่เรียกวา เบตาออกซิเดชั่น (β-oxidation) ซึ่งเกิดขึ้นในไมโทคอนเดรีย โดยการตัดสายไฮโดรคารบอนออกทีละ 2 คารบอนอะตอม นำไปสรางเปนแอซีติลโคเอนไซม เอ ซึ่งพรอมเข้า สูวัฏจักรเครปสตอไป จะสังเกตไดวาคารบอนในโมเลกุลของกรดไขมันถูกเปลี่ยนเปนอะเซทิลโคเอนไซมเอ ทั้งหมดโดยไมมีคารบอนไดออกไซดเกิดขึ้นเหมือนกับคารโบไฮเดรต นอกจากนี้สัดสวนของไฮโดรเจนตอ ออกซเิ จนมีคา่ สงู ทำใหสารอาหารประเภทไขมันเมื่อสลายแลว จะใหพลังงานสงู กวาคารโ บไฮเดรตและโปรตีน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-66- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 5 3. การสลายโมเลกุลกรดอะมโิ น กรดอะมิโนนั้นอาจถูกเปลี่ยนแปลงไดหลายแนวทางดวยกันตามชนิดของกรดอะมิโนนั้น ๆ เช่น กรดอะมิโนบางชนิดเปลี่ยนไปเปนกรดไพรูวิก บางชนิดเปลี่ยนไปเปนแอซีติลโคเอนไซม เอ บางชนิดเปลี่ยนไป เปนสารตัวใดตัวหนึ่งในวัฏจักรเครบส แตพบวาทุกครั้งก่อนที่โมเลกุลของกรดอะมิโนจะเปลี่ยนเปน สารประกอบตัวใดตัวหนึ่งตามที่กลาวมาจะตองมีการกำจัดหมูอะมิโน (-NH2 ) ออกจากโมเลกุลของกรดอะมิโน กอ่ น ใหเ หลือแตโครงของคารบอน (carbon skeleton) ซึ่งสามารถนำไปใชใ้ นกระบวนการอืน่ ๆ ตอไป ขั้นตอนในการสลายโปรตีนเกิดขึ้นโดยเซลลตับเรียกกระบวนการดีแอมมิเนชัน (Deamination) โดยการลดหมูอะมิโน (NH2) หนึ่งออกจากกรดอะมิโนหนึ่งโมเลกุลไดเปนแอมโมเนีย (NH3) หนึ่งโมเลกุลและ กรดคีโท เช่น กรดอัลฟาคีโทกลูตาริก แอมโมเนียเปนอันตรายตอเซลล ดังนั้น เซลลตับจะเปลี่ยนแอมโมเนีย ทุกโมเลกุลใหเปนยูเรีย ซึ่งจะถูกขับออกทางปสสาวะ สวนกรดคีโทอาจถูกออกซิไดสในวงจรเครบสหรืออาจถูก เปล่ยี นเปน กลูโคสหรือกรดไขมนั จะเห็นไดวาทั้งการสลายกลูโคส กรดไขมัน และกรดอะมิโนจะใหสารซึ่งเข้าสูกระบวนการหายใจระดับ เซลลในขั้นตอนตางๆ ไดซึ่งก็จะมีผลในการสรางพลังงานใหแก่เซลลและสิ่งมีชีวิต ดังนั้นคารโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนจึงเปนสารอาหารที่เปนแหลงพลังงานของเซลลและรางกายส่ิงมีชีวิตทุกชนิด การสลายโมเลกุล กลูโคส กรดไขมนั และกรดอะมิโน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -67- สรุปกระบวนการสลายสารอาหาร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-68- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 ใบงานที่ 3 ทบทวนการสลายสารอาหารระดบั เซลล ตอนที่ 1 คำชี้แจง : จงเตมิ คำลงในช่องวางใหถ ูกตองและระบายสีใหสวยงาม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -69- 1. จากภาพขา้ งตนคอื กระบวนการใดในการสลายสารอาหารระดบั เซลล ................................................................................................................................................ 2. เกดิ ขึน้ บริเวณใดของเซลล ................................................................................................................................................ 3. ผลิตภัณฑส ุทธิทีเ่ กิดขน้ึ ไดแก่ ................................................................................................................................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-70- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 5 1. จากภาพขา้ งตนคือกระบวนการใดบางในการสลายสารอาหารระดบั เซลล ................................................................................................................................................ 2. แตละกระบวนการเกิดขน้ึ บริเวณใดของเซลล ................................................................................................................................................ 3. ผลิตภณั ฑสุทธิทเ่ี กดิ ขึ้นในแตละกระบวนการไดแ ก่ ................................................................................................................................................................ 4. จากภาพข้างตน คือกระบวนการใดในการสลายสารอาหารระดับเซลล ................................................................................................................................................ 5. จากภาพ A คอื ......................................................................................................................................... B คอื ......................................................................................................................................... C คือ ......................................................................................................................................... O คือ ......................................................................................................................................... 6. ผลติ ภณั ฑส ทุ ธิทเี่ กิดขึ้นไดแ ก่ ................................................................................................................................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -71- ตอนที่ 2 คำช้แี จง : จงหาคำศพั ทท ตี่ รงกบั คำอธิบายดา นลางใหถกู ตอง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-72- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -73- ใบงานท่ี 4 : เชอ่ื มโยงข้อสอบเข้ามหาวทิ ยาลยั เรือ่ งการสลายสารอาหารระดบั เซลล 1. ในวิถีไกลโคลซิ ิส ข้อใดเปน ปฏิกิรยิ าทีม่ กี ารใช้ ATP ก. glucose → glucose 6 phosphate ข. fructose 6 phosphate → fructose 1, 6 bisphosphate ค. dihydroxy acetone phosphate → glyceraldehyde 3 phosphate ง. 2-phosphoglycerate → phosphoenolpyruvate 1. ขอ้ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ง 3. ข้อ ข และ ค 4. ขอ้ ข และ ง 2. การเปลย่ี นกรดไพรูวิกไปเปนแอซทิ ิลโคเอนไซมเ อ จะมีการปลดปลอยพลงั งานออกมาในรูปใด 1. ATP 2. NADH 3. ATP+ NADH 4. NADH + FADH2 3. ในการสลายกลโู คสดวยกระบวนการหายใจระดับเซลล มคี ารบอนไดออกไซดเ กดิ ขนึ้ ในขัน้ ตอนใดตอ ไปน้ี 1. glycolysis 2. electron transport chain 3. pyruvate oxidation และ Krebs cycle 4. glycolysis และ pyruvate oxidation 4. ถาเซลลกลามเนอ้ื ลายใชน้ ้ำตาลกลูโคส 3 โมเลกลุ ในการหายใจระดับเซลลแบบไมใ ช้ออกซิเจนอยา งสมบูรณ จะใหผ ลผลติ ในข้อใด 1. 3 ไพรเู วต และ 3 กรดแลกตกิ 2. 6 ไพรเู วต และ 6 ATP 3. 6 กรดแลกติก และ 6 ATP 4. 3 กรดแลกติก และ 3 NADH 5. ในการหายใจระดับเซลลแ บบใชอ้ อกซิเจน ATP สว นใหญส ังเคราะหข ึน้ ในขนั้ ตอนใด 1. glycolysis 2. Krebs cycle 3. electron transport chain 4. ขัน้ ตอนการสราง acetyl CoA กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-74- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 6. ขอ้ ใดเปน ผลผลิตทีเ่ กิดจากปฏกิ ิรยิ า glycolysis และ alcoholic fermentation โดยใชก้ ลูโคสเปนสารต้งั ตน 1. Ethanol, CO2 2. ATP, ethanol, CO2 3. ATP, NADH, ethanol, CO2 4. ATP, NAD+, ethanol, CO2 7. จากกราฟแสดงความเข้มขน้ ของ กรดแลกติกในเลือดดังภาพ ขอ้ ใดกลา วไดถกู ตอ ง 1. ระยะ P และ R เปนระยะทม่ี ีการสลายอาหารแบบใช้ออกซเิ จน 2. ระยะ P เปนระยะท่ีมกี ารสลายอาหารแบบไมใช้ออกซเิ จนและไดแ กส๊ CO2 3. ระยะ Q เปน ระยะทีม่ กี ารสลายอาหารแบบไมใชอ้ อกซเิ จนและไดแ ก๊ส CO2 4. ระยะ R เปนระยะท่มี กี ารสลายอาหารแบบไมใ ชอ้ อกซิเจนแตไมเกดิ แกส๊ CO2 8. ระบบไซโทโครมที่ inner membrane ของไมโทคอนเดรยี เกี่ยวขอ้ งกบั กิจกรรมใดในการหายใจระดับเซลล 1. electron transfer 2. ทำหนา ท่เี ดียวกันกบั ATP synthase 3. ดำเนนิ ปฏกิ ริ ยิ า phosphorylation/dephosphorylation 4. ดำเนินปฏกิ ริ ิยา decarboxylation และได CO2 เปนผลติ ภณั ฑ 9. จากแผนภาพตอ ไปนี้ X ATP, Y และ Z คอื ขอ้ ใด ตามลำดับ 1. 1. FADH2, O2 2. 2, NAD, O2 3. 2, NADH + H+, CO2 4. 4, NADH2, CO2 10. สารสกัดจากเซลลย สี ตม ีเอนไซมท่ีจำเปนสำหรบั การสรางแอลกอฮอล ถาบมสารสกดั ในภาวะขาดออกซิเจน จะเปน ดงั สมการ C6H12O6 ® 2C2H5OH + 2CO2 + 2 ATP ปฏกิ ริ ยิ านีไ้ มสัมพนั ธกบั ข้อสรุปใด 1. เกดิ ในไซโทพลาซมึ ของเซลลยสี ต 2. เกดิ ปฏกิ ิรยิ า 2 ขั้นใหญ คือ glycolysis และ fermentation 3. พลังงาน 2 ATP ไดจ าก alcoholic fermentation 4. ตัวรีดิวซใ์ นปฏกิ ิริยานี้ คอื NADH กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -75- ปฏบิ ัตกิ าร การหายใจระดับเซลล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-76- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -77- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-78- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -79- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-80- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 รายงานบทปฏิบัตกิ าร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง การสลายสารอาหารระดบั เซลล (Cellular respiration) -81- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-82- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 ใบงาน “กรณศี กึ ษา : การฆาตกรรมดวยไซยาไนดใ นชคิ าโก” คำช้ีแจง : ใหนกั เรยี นอานข้อมูลที่กำหนดใหแ ละตอบคำถามใหถ กู ตอ งครบถวน ดดั แปลงจาก : https://www.biologycorner.com ************************************************************************************************** สว นที่ 1 : ภูมหิ ลงั เหตุการณ กันยายน ปค.ศ. 1982 ลูกสาวของแมร่ี แคลเลอแมนไดเสียชีวิตอยางไมทราบสาเหตุ โดยแมรี่ใหการณวา ตนไดใหลูกสาวอายุ 12 ขวบทานยาแก้ปวดเนอื่ งจากลูกสาวมอี าการ ปวดศีรษะ ในตอนกลางคืนลูกสาวของเธอสะดุง ตื่นพรอมกับอาการเจ็บคอ ในตอนรุงเช้าเวลา 07.00 น. เธอพบวาลูกสาวของเธอหมดสติอยู ในหอ งน้ำและเสยี ชีวติ ในเวลาตอ มา ในเวลาไลเลี่ยกันทางตำรวจไดรับแจ้ง วา เจนัส พนักงานไปรษณียในแถบชานเมือง ของชิคาโกเสียชีวิตโดยไมทราบสาเหตุเช่นกันในตอนแรกเจ้าหนาที่สืบสวนสันนิษฐานวาเขาตายดวยโรคหัวใจ วาย แตในเวลาตอมาพีช่ ายและนองสาวของเขากล็ มปว ยและเสยี ชีวิตโดยไมทราบสาเหตเุ ชน่ เดียวกัน ในอีกไมกี่วันตอมามีผูเสียชีวิตโดยไมทราบสาเหตุอีก 3 ราย การเสียชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นในบริเวณ ชานเมืองของชิคาโก เจ้าหนาที่สืบสวนไดข้อมูลวาก่อนผูเสียชีวิตทั้ง 5 รายจะเสียชีวิต ทุกคนไดรับประทานยา ไทลินอลชนิดเขม้ ขน้ เขา้ ไป เจา้ หนา ที่สืบสวนจึงต้งั ขอ้ สงสยั วายาไทลินอลที่ผูเ สยี ชีวิตทานเข้าไปนั้นถกู ดัดแปลง จากการสอบสวนผูทีเ่ กย่ี วขอ้ งพบวาผเู สียชวี ติ แตละรายมอี าการรวมกนั คือ - ออนเพลยี เวียนศรี ษะ ง่วงนอน - ผวิ หนงั มีสแี ดงสด - ปวดหัว - หายใจถี่และหายใจเรว็ - อาเจียน - มึนงง และสตสิ ัมปชัญญะ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง การสลายสารอาหารระดับเซลล (Cellular respiration) -83- คำถาม 1. นักเรียนคิดวาการตายของผูเสียชีวิตทั้ง 5 ราย มีความเชื่อมโยงกันหรือไม นักเรียนใช้เหตุผล และ หลกั ฐานอะไรในการสนับสนนุ แนวคิดของตนเอง c เชื่อมโยงกนั c ไมเชอ่ื มโยงกนั c ไมสามารถตัดสนิ ใจได (ตอบขอ้ 2) .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. หากนักเรียนตอบวาไมสามารถตัดสินใจได นักเรียนตองการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบาง เพื่อใช้ในการ ตัดสนิ ใจ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. หากตำรวจสันนิษฐานวาการตายของผูเสียชีวิตทั้ง 5 รายเกี่ยวข้องกับการไดรับสารพิษ นักเรียนคิดวา ตำรวจควรจะมวี ิธีการดำเนินการสอบสวนอยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สวนที่ 2 : รายงานการชนั สตู รพลิกศพ จากรายงานของแพทยผูทำการชันสูตรไดลงข้อสรุปวาผูปวยทั้ง 5 รายเสียชีวิตพบวาผลการตรวจ เนื้อเยื่อชี้ใหเห็นวาเนื้อเยื่อจากหัวใจ ปอด และตับมีเซลลตายเปนจำนวนมากซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากไมโทคอน เดรียทำงานบกพรอง ผลการตรวจสอบปริมาณออกซิเจนในเลือดพบวามีปริมาณออกซิเจนประมาณ 110 mmHg (คา่ ปกติอยูท ี่ 75 – 100 mmHg) คำถาม 4. ไมโทคอนเดรยี เกี่ยวขอ้ งกบั กระบวนการทำงานภายในเซลลอยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. ปริมาณออกซเิ จนในรางกายของผเู สยี ชวี ิตเปนอยา งไร เมื่อเทยี บกบั คา่ มาตรฐาน .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-84- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 5 6. ภาวะพรองออกซเิ จน (Hypoxia) เกิดจากสาเหตใุ ดไดบา ง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 7. หากคดนี เ่ี กย่ี วข้องกบั สารพษิ นักเรยี นคิดวา สารพิษนีม้ กี ลไกการออกฤทธิอ์ ยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สวนท่ี 3 : ข้อมลู ดา นพษิ วทิ ยา รายงานดานพิษวิทยาระบุวาผูเสียชีวิตทั้ง 5 รายเสียชีวิตเนื่องจากไดรับสารไซยาไนด จากการ ตรวจสอบพบวาสารไซยาไนดเหลานี้ถูกปนเปอนในแคปซูลยาแก้ปวดที่ผูเสียชีวิตแตละรายไดรับประทานเข้าไป โดยปกติไซยาไนดออกฤทธิ์ไดอยางรวดเร็วและทำใหเสียชีวิตในทันที แตเนื่องจากผูเสียชีวิตแตละรายไดรับ ไซยาไนดใ นปรมิ าณท่ีนอ ยทำใหร ะบุสาเหตขุ องการเสียชวี ติ ไดคอ่ นข้างยาก คำถาม 8. ไซดยาไนดเก่ยี วกบั ข้องกบั ภาวะพรองออกซเิ จนอยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 9. ในกระบวนการสลายสารอาหารระดบั เซลลอ อกซเิ จนมีความเก่ียวข้องกบั กระบวนการใด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 10. ใหนักเรียนอธิบายวาไซยาไนดมีผลตอกระบวนการสลายสารอาหารระดับเซลลอยางไร และเปนผล สืบเนอ่ื งใหผูเ สยี ชวี ิตเกดิ ภาวะพรองออกซเิ จนไดอยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
ระบบหายใจ 3 การแลกเปลีย่ นแก๊สของ การแลกเปลีย่ นแก๊สของ การหายใจของคน ใบงาน สิง่ มีชวี ติ เซลลเ ดยี ว ส่งิ มีชีวิตหลายเซลล ผลการเรยี นรทู ่ีคาดหวัง 1. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางที่ทำหนาที่แลกเปลี่ยนแก๊สของฟองน้ำ ไฮดรา พลานาเรีย ไสเ ดือนดนิ แมลง ปลา กบ และนก 2. สงั เกต และอธบิ ายโครงสรางของปอดในสตั วเ ลย้ี งลกู ดว ยนำ้ นม รายการหนังสอื อางองิ
-86- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 5 ตรวจสอบความรเู ดิมกอ่ นเรียน 1.ขอ้ ใดไมถ กู ตองเกยี่ วกับอวยั วะท่ีสัตวใ ช้หายใจ สตั ว/ โพรติสต อวัยวะหายใจ/โครงสรา งแลกเปลย่ี นแกส๊ 1. อะมบี า ผวิ เซลล 2. พลานาเรยี ผวิ หนัง และการหมุนเวียนเลือด 3. ปลา 4. แมลง เหงอื ก และซเ่ี หงือก ชอ่ งหายใจ และทอ ลม 2.ขอ้ ใดเปนอวัยวะใช้หายใจที่สามารถนำ O2 ใหแก่เซลลต า งๆ ไดโ ดยตรง ก. ชอ่ งแกสโตรวาสคิวลารของไฮดรา ข. ระบบทอ ลมของแมลงสาบ ค. ผวิ หนังของกบ ง. เหงอื กของปลา 1. ข้อ ก 2. ข้อ ก และ ข 3. ข้อ ก, ข และ ค 4. ข้อ ก, ค และ ง 3.ขอ้ ใดเปนลำดบั ขน้ั ตอนของกระบวนการหายใจเขา้ ของสตั วเ ลี้ยงลูกดว ยนำ้ นม เชน่ คน ไดถูกตอง ก. ทรวงอก (ชอ่ งอก) ขยาย ข. กลา มเน้ือกะบังลมและกลามเนอ้ื ยดึ ซโ่ี ครงแถบนอกหดตวั ค. ปอดขยาย ง. ความดันในเยือ่ หมุ ปอดลดลง จ. ความดนั ในถุงลมปอดลดลง 1. ข้อ ก, ข, ค, ง และ จ 2. ข้อ ข, ก, ง, ค และ จ 3. ขอ้ ค, จ, ง, ข และ ก 4. ขอ้ ค, ก, ข, ง และ จ 4.ขอ้ ใดแสดงลำดบั ขนั้ ตอนกลไกการหายใจเขา้ (inspiration) ไดถ ูกตอง ก. อากาศภายนอกไหลเข้าปอด ข. ปอดขยายทำใหค วามดันในถุงลมปอดลดลง ค. กะบงั ลมและกลามเน้ือยดึ ซโ่ี ครงแถบนอกหดตัว ง. ช่องอกขยาย 1. ก → ข → ค → ง 2. ข → ก → ง → ค 3. ค → ง → ข → ก 4. ก → ง → ค → ข 5.นางสาวแตงทำการทดสอบสมรรถภาพปอด โดยใช้เครอื่ งมือทีเ่ รียกวา spirometry ซ่ึงตอ งหายใจเขา้ สุด และหายใจ ออกสดุ เพอื่ หาปริมาตรปอด ทา นคดิ วา กลา มเนอ้ื ใดบางที่หดตวั ขณะหายใจออกสดุ ก. กลา มเนื้อยึดซโ่ี ครงแถบใน ข. กลามเน้อื ยึดซ่ีโครงแถบนอก ค. กะบังลม ง. กลามเน้ือหนาทอง 1. ขอ้ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ง 3. ข้อ ข และ ค 4. ขอ้ ข และ ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -87- 6.ปจ จัยใดมีผลทำใหอัตราการหายใจเพม่ิ ขนึ้ 2. CO2 และ pH ในเลือดเพ่มิ ขน้ึ 1. CO2 และ pH ในเลอื ดลดลง 4. CO2 ในเลือดเพิ่มขน้ึ และ pH ในเลอื ดลดลง 3. CO2 ในเลอื ดลดลง และ pH ในเลอื ดเพ่ิมขึ้น 7.ศกึ ษาโครงสรา งตามภาพแลวตอบคำถาม โครงสรา ง A, B, C และ D มีชอื่ วา อะไร 1. A คือ larynx, B คอื external intercostal muscle, C คอื internal intercostal muscle, D คอื sternum 2. A คือ pharynx, B คือ internal intercostal muscle, C คือ external intercostal muscle, D คอื hyoid bone 3. A คือ larynx, B คอื internal intercostal muscle, C คือ external intercostal muscle, D คือ hyoid bone 4. A คือ pharynx, B คือ external intercostal muscle, C คือ internal intercostal muscle, D คือ sternum 8.ขอ้ ใดท่จี ำเปนตอการแลกเปลีย่ นแก๊สของสตั วบกท่มี กี ระดกู สันหลัง ก. การแพรธรรมดา ข. ผนงั บาง และเปยกช้ืน ค. ออสโมซิส ง. รงควัตถุในการหายใจ จ. ปอด ฉ. ผนังบาง และแหง 1. ขอ้ ก, ข และ จ 2. ขอ้ ก, จ และ ฉ 3. ขอ้ ข, ค และ ง 4. ข้อ ค, ง และ ฉ 9.ขอ้ ใดเปนจรงิ ขณะท่เี ราหายใจออก (exspiration) ข. กลามเนอ้ื ซ่ีโครงแถบในหดตวั ก. กลามเนือ้ ซ่โี ครงแถบนอกหดตัว ง. กลามเน้ือซี่โครงแถบในคลายตัว ค. กลา มเนือ้ ซโ่ี ครงแถบนอกคลายตวั ฉ. กลามเนอ้ื กะบังลมคลายตวั จ. กลามเนอื้ กะบังลมหดตัว ซ. ความดนั อากาศในปอดเพมิ่ ข้นึ ช. ความดันอากาศในปอดลดลง ญ. H+ + HCO3- → H2CO3 ฌ. Hb + O2 → HbO2 ฎ. CO2 + H2O → H2CO3 ฎ. H2CO3 → CO2 + H2O 3. ข้อ ก, ง, ฉ, ซ, ญ และ ฎ 4. ขอ้ ข, ค, ฉ, ช, ญ และ ฎ 1. ขอ้ ก, ข, จ, ซ และ ณ 2. ข้อ ข, ค, จ, ช และ ฎ 10.ซากฟอสซลิ ของสง่ิ มีชีวติ ชนิดหนง่ึ มลี กั ษณะสมมาตรครึ่งซีก (bilateral symmetry) ไมพ บโนโตคอรด แตพบเศษ ขนแบบ hair ซากฟอสซลิ ดงั กลาวนา จะมีลกั ษณะใดรวมดวย ก. หายใจดวยเหงอื ก ข. หวั ใจ 4 หอ งสมบูรณ ค. เฉพาะเลือดแดงท่ีผา นหัวใจ ง. มีไตแบบ metanephros 1. ข้อ ข 2. ข้อ ก และ ข 3. ขอ้ ข และ ง 4. ข้อ ค และ ง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-88- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 5 หนว ยการเรียนรูท่ี 3 ระบบหายใจ (RESPIRATORY SYSTEM) สิ่งมีชีวิตทุกชนิดตองการพลังงานสำหรับนำมาใช้ในกิจกรรมตาง ๆ พลังงานเหลานี้ไดมาจากการสลาย สารอาหารโดยกระบวนการหายใจระดับเซลลที่สรางสารพลังงานสูง เช่น ATP ซึ่งสวนใหญไดมาจากการสลาย สารอาหารระดับเซลลแบบใช้ออกซิเจน (ดังที่ไดกลาวในหนวยการเรียนรูที่ 2) โดยกระบวนการดังกลาวจะมี การใช้แก๊สออกซิเจน (O2) และมีแก๊สคารบอนไดออกไซด (CO2) เกิดขึ้นซึ่งตองกำจัดออกจากรางกาย กระบวนการที่กลาวมาเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยางตอเนื่อง จึงมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส (gas exchange) ข้ึน เพื่อหมุนเวยี นแก๊สออกซเิ จน และแกส๊ คารบ อนไดออกไซด รางกายสัตวแตละชนิดมีความตองการแลกเปลี่ยนแก๊สเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมของเซลลเหมือนกัน แตมคี วามแตกตางกันในดา นโครงสรา งทใี่ ชใ้ นการหายใจ ดงั ภาพตอ ไปน้ี โครงสรา งที่ใช้ในการแลกเปลยี่ นแก๊สของส่งิ มีชวี ติ ท่มี ีโครงสรา งไมซ บั ซอ้ น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในน้ำจะไดรับแก๊สออกซิเจนซึ่งละลายอยูในน้ำแพรเข้าสูอวัยวะหายใจโดยตรง โดยแก๊สออกซิเจนในน้ำมีปริมาณ 0.446% ซึ่งนอยกวาในอากาศมากเพราะในอากาศมีแก๊สออกซิเจนถึง 21% ดังนั้นสัตวที่อาศัยอยูในน้ำจึงตองทำใหน้ำไหลผานบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สอยางรวดเร็วเพื่อใหไดแก๊ส ออกซิเจนมากและเพยี งพอแก่การดำรงชีวิต อะมีบาและพารามีเซียมเปนโพรติสตที่อาศัยอยูในน้ำจะใช้เยื่อหุมเซลล (cell membrane) ในการแลกเปลยี่ นแกส๊ โดยการแพร (diffusion) ของแกส๊ โดยตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหายใจ (Respiratory system) -89- อะมีบา พารามเี ซียม สวนในสัตวหลายเซลลที่อาศัยอยูในน้ำ เช่น ฟองน้ำ ไฮดรา และพลานาเรียนั้น จะจัดใหผิวดานนอก หรือเซลลทุกเซลลในรางกายสัมผัสกับน้ำ ทำใหออกซิเจนเคลื่อนเข้าไปโดยการแพรจากเซลลหนึ่งไปยังอีกเซลล หนึ่ง และตอเนื่องกันไปตามลำดับจนถึงเซลลที่อยูดานในสุด โดยเฉพาะ พลานาเรียนั้นมีการปรับโครงสรางให ลำตัวแบน เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการ แลกเปลี่ยนแก๊ส และเนื้อเยื่อชั้นกลางมีเซลลที่เกาะกันอยางหลวม ๆ เพื่อให เกิดการแพรเ ข้าสูเนือ้ เยอ่ื ชน้ั ในไดเร็วข้นึ ฟองนำ้ ไฮดรา พลานาเรยี ไสเ ดอื นดิน สำหรับไสเดือนดินเปนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูบนบก มีลำตัวกลม พื้นที่ผิวบางสวนสัมผัสกับดิน ทำใหมีพื้นที่ผิวใน การแลกเปลี่ยนแก๊สนอยลง ดังนั้นไสเดือนดินจึงตองมีการ ปรับโครงสรางเพื่อใหทุกเซลลไดรับแก๊สอยางทั่วถึงโดยจะใช้ ผิวหนังที่บางและมีการขับสารเมือกออกมาเพื่อใหผิวหนังชุ่ม ชื้นช่วยในการแลกเปลี่ยนแก๊ส และใช้ระบบไหลเวียนเลือด ชว่ ยในการลำเลียงแกส๊ ไปยงั ทัว่ ทุกเซลล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-90- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 โครงสรางทใี่ ช้ในการแลกเปลย่ี นแกส๊ ของสิ่งมชี วี ติ ที่มโี ครงสรา งซับซอ้ น แมลง (Insect) แมลงจะใช้ระบบทอลม (tracheal system) ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยที่ระบบทอลมประกอบดวย รูเปด (spiracle) ที่บริเวณสวนอกและสวนทอง ทอลม (trachea) ซึ่งแตกแขนงเปนทอขนาดเล็กและมีผนังบาง มาก เรียกวา ทอลมฝอย (tracheole) ซึ่งจะแทรกกระจายเข้าสูทุกสวนของรางกายทำหนาที่แลกเปลี่ยนแก๊ส ในขณะหายใจลำตัวของแมลงจะมีการเคลื่อนไหวและขยับอยูเสมอทำใหอากาศไหลเข้าทางรูเปด (spiracle) และเข้าสูถุงลม (airsac) แลวจึงผานไปตามทอลมและทอลมยอยซึ่งมีผนังบางทำใหเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สได อยา งดี ดังนั้นระบบหมนุ เวยี นเลอื ดของแมลงจึงไมค่อยมคี วามสำคญั มากนกั เพราะเน้อื เยื่อไดรับแกส๊ ออกซเิ จน จากทอลมยอยโดยตรง แมงมุม (Spider) แมงมุมบางชนิดจะใช้ปอดแผง (book lung) ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งมีลักษณะคลายเหงือกย่ืน ออกมานอกรางกายทำใหสูญเสียความชื้นไดง่าย และตองการของเหลวไหลเวียนในโครงสรางเพื่อเพ่ิม ประสทิ ธิภาพในการลำเลยี งใหท่วั สวนตา ง ๆ ในรา งกาย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -91- ปลา (Fish) ปลาใช้เหงือก (Gills) เปนโครงสรางในการแลกเปลี่ยนแก๊ส เหงือกของปลามีลักษณะเปนแผง เรียกแต ละแผงวา กิลอาช (gill arch) แตละกิลอาชจะมีแขนงแยกออกมาเปนซี่ ๆ มากมายเรียกแตละซี่นี้วา กิลฟลาเมนต (gill filament) ในแตละกิลฟลาเมนตจะมีสวนที่นูนขึ้นมาเรียกวา กิลลาเมลลา (gill lamella) ซึ่งภายในกิลลาเมลลา แตละอันจะมีรางแหของเสนเลือดฝอยอยูและบริเวณนี้จะเปนบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยน แก๊สซึ่งเปนการเพิ่มพื้นที่ที่จะสัมผัสกับน้ำ ไดมากขึ้นทำใหออกซิเจนในนาแพรเข้าสูเสน เลือดฝอยภายในเหงือกไดอยางเพียงพอและ ในขณะเดียวกันแก๊สคารบอนไดออกไซดใน เสนเลือดฝอยก็จะแพรออกจากเสนเลือดฝอย เขา้ สูน้ำรอบตวั ปลาไดอ ยางดีดวย นอกจากนี้ปลายังวายน้ำอยูเสมอ ทำ ใหน้ำที่มีออกซิเจนผานเข้าทางปากและผาน ออกทางเหงือกอยูตลอดเวลาจึงช่วยใหมัน แลกเปลี่ยนแก๊สไดดีขึ้น ถาสังเกตจะเห็นวา กระดูกปดเหงือก (operculum) ของปลาจะ ขยับอยูตลอดเวลาซึ่งจะทำใหเกิดการ หมุนเวียนของนาที่เหงือกดียิ่งขึ้นและเกิดการ แลกเปลี่ยนแกส๊ ไดด ยี ่ิงขึน้ ดว ย ในปลาทิศทางการไหลของเลือดในซี่เหงือกจะสวนทางกับทิศทางการไหลของน้ำที่ผานเหงือกจะมี ความดันยอยของ O2 สูงกวาในหลอดเลือดฝอย ทำให O2 จากน้ำสามารถแพรเข้าสูหลอดเลือดฝอยไดตลอด เหงือกปลาจึงนำ O2 ที่ละลายในน้ำเข้าสูหลอดเลือดฝอยมากกวา 80% ของ O2 ที่ละลายในน้ำ สงผลใหเกิด การแลกเปลี่ยนแปสอยางมีประสิทธิภาพ เมื่อ O2 แพรเข้าสูหลอดเลือดฝอยที่เหงือกแลวจะลำเลียงไปตาม ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดตอ ไป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-92- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปที่ 5 สัตวสะเทินน้ำสะเทินบก สัตวสะเทินน้ำสะเทินบก เช่น กบ ในระยะตัวออนจะอาศัยในน้ำและใช้เหงือกเปนอวัยวะในการ แลกเปลี่ยนแก๊ส เมื่อเจริญเปนตัวเต็มวัยจะอาศัยบนบกบริเวณใกลแหลงน้ำโดยใช้ทั้งผิวหนังและปอดในการ แลกเปลี่ยนแก๊ส ผิวหนังของสัตวสะเทินน้ำสะเทินบกมีตอมสรางเมือกซึ่งช่วยใหผิวหนังชุ่มชื้นตลอดเวลา แก๊สจะแพรผา นผวิ หนงั ไดโดยตรงแลวแพรสูห ลอดเลอื ดฝอยจำนวนมากใตผิวหนงั ในการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยใช้ปอด กบจะมีการหายใจเข้าและการหายใจออก โดยการหายใจของกบ เกิดจากการดึงของพื้นปากจากดานลางพรอมกับการเปดของรูจมูก ทำใหอากาศเคลื่อนเข้าสูช่องปากจากนั้น พื้นปากดานลางจะหดตัวพรอมกับรูจมูกปด อากาศจากช่องปากจึงถูกดันเข้าสูปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สสวน การหายใจออกเกิดจากการที่กลามเนื้อทองหดตัว พื้นปากดานลางถูกดึงลง อากาศถูกขับออกจากปอดเข้าสู ช่องปาก ช่องปากจึงโปงออก จากนั้นพื้นปากดานลางยกตัวขึ้นพรอมกับรูจมูกเปด ขับอากาศในช่องปากออก ทางรูจมูกทั้งนี้การหายใจของกบแตกตางจากสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ำนมซึ่งอากาศจะไหลเข้าสูปอดเนื่องจากความ ดันอากาศในชอ่ งอกลดลง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหายใจ (Respiratory system) -93- นก (Bird) นกเปนสัตวที่ใช้พลังงานสูงดังนั้นระบบหายใจของนกจึงตองประสิทธิภาพมากกวาสตวชนิดอื่น ๆ ปอดนกมีขนาดเล็กแตนกจะมีถุงลม (air sac) เพื่อสำรองอากาศไวใช้ในแตละรอบของการหายใจ เพ่ือใหอากาศหมุนเวียนครบวงจร นกจะหายใจเข้าและหายใจออก 2 ครัง้ กลไกการหายใจของนกมีดงั นี้ 1. เมือ่ หายใจเข้าครัง้ ท่ี 1 ถุงลมสวนหลงั ขยายตัว อากาศภายนอกเขา้ สูทอลงไปยังถงุ ลมสว นหลงั 2. เม่อื หายใจออกคร้งั ท่ี 1 ถงุ ลมสว นหลังหดตวั อากาศจากถงุ ลมสวนหลงั จะเคลือ่ นเข้าสปู อด 3. เมื่อหายใจเข้าคร้ังท่ี 2 ถงุ ลมสว นหนา ขยายตวั อากาศจากปอดจะเคลือ่ นเขา้ สูถุงลมสว นหนา 4. เมอ่ื หายใจออกครงั้ ที่ 2 ถุงลมสวนหนา หดตัว ขบั อากาศออกสูภายนอกทางทอ ลม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-94- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 โครงสรางท่ใี ชใ้ นการแลกเปล่ียนแก๊สของสัตวเลย้ี งลูกดว ยน้ำนม ระบบหายใจของสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ำนม มีปอดเปนอวัยวะที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สอยูภายใน รางกาย ภายในปอดมีถงุ ลมเลก็ ๆ รอบ ๆ ปอดมกี ลา มเน้ือกะบังลม (diaphragm) และกลา มเนื้อกระดูกซ่ีโครง ชว่ ยในการหายใจ ทำใหอากาศเข้าและออกจากปอดไดเ ปนอยา งดี อวยั วะและโครงสรางในระบบหายใจของมนุษย การหายใจขอมนุษยเริ่มตนจากอากาศจากภายนอกเคลื่อนท่ีเข้าสูรูจมูก (Nostril) แลวเข้าสูโพรงจมูก (Nasal Cavity) ซึ่งมีเยื่อบุที่มีซิเลียและเมือกสำหรับดักจับสิ่งแปลกปลอมไมใหเข้าสูปอด จากนั้นอากาศจะ เคลื่อนที่ไปยังคอหอย (Pharynx) กลองเสียง (Larynx) ซึ่งภายในมีสายเสียง (Vocal Cord) และเข้าสูทอลม (Trachea) ซึ่งมีเยื่อบุผิวที่มีซีเลียและเมือกเพื่อคอยดักจับสิ่งแปลกปลอมไมใหเข้าสูถุงลมทอลมจะแตกแขนง เปนหลอดลม (Bronchi) ไปสูปอดทั้ง 2 ข้าง และหลอดลมแตกแขนงเปนหลอดลมฝอย (Bronchiole) ซึ่งจะแตกแขนงเล็กลงเรื่อย ๆ และมีผนังบางลงตามลำดับ ปลายสุดของหลอดลมฝอยเปนถุงขนาดเล็กจำนวน มาก เรียกวา ถงุ ลม (alveolus) ซึ่งเปนบรเิ วณทมี่ กี ารแลกเปล่ียนแก๊สในปอด กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -95- ระบบหายใจของคนประกอบดว ยสว นตาง ๆ ดงั นค้ี ือ • สวนนำอากาศเข้าสูรางกาย (conducting division) สวนนี้ประกอบดวยอวัยวะที่ทำหนาที่เปน ทางผานของอากาศเข้าสูสวนที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยเริ่มตั้งแต รูจมูก โพรง คอหอย กลองเสียง ทอลม ขั้วปอด หลอดลม และหลอดลมฝอย (bronchiole) ท่ีแบงออกเปน 2 สวนคือหลอดลมฝอย เทอรมนิ อล (terminal brochiole) และ หลอดลมฝอยแลกเปล่ียนแกส๊ (respiratory bronchiole) • สวนแลกเปลี่ยนแก๊ส (respiratory division) คือสวนที่อยูถัดจากหลอดลมฝอยเทอรมินอล กลาวคือตั้งแตหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งปลายสุดของหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊สจะโปงพอง เปนถงุ ขนาดเล็ก เรียกวา ถงุ ลม . โครงสรางตั้งแตขั้วปอดที่มีการแตกแขนงและมีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ จะเรียกวา บรอลเคียลทรี (broncheal tree) ซึ่งจะถูกบรรจุอยูในปอด นอกจากนี้รอบ ๆ ปอดยังมีสวนประกอบที่สำคัญซึ่งเปน องค์ประกอบรวมคือกระดูกซี่โครง (rib) และกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครง (intercostal muscle) ซึ่งจะรวมกัน ทำงานใหเกดิ การหายใจเขา้ หายใจออกและปองกันอันตรายใหแ ก่ระบบหายใจดว ย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-96- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 จมกู และปาก ทั้งจมูกและปากจะตอถึงคอหอยและหลอดลมคอได อากาศเมื่อผานเข้าสูรูจมูกแลวก็จะเข้าสูโพรง จมูกที่โพรงจมูกจะมีขนเสนเล็ก ๆ และตอมน้ำมันช่วยในการกรองและจับฝุนละอองไมใหผานลงสูปอด นอกจากนี้ที่โพรงจมูกยังมีเยื่อบุจมูกหนาช่วยใหอากาศที่เข้ามามี ความชุ่มชื้นเพ่ิมขึ้นและมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากเสนเลือดจำนวน มากที่อยูใตเยื่อบุผิวของโพรงจมูก ถาหากเปนหวัดนาน ๆ เชื้อหวัด อาจทำใหเยื่อบุในโพรงอากาศบริเวณจมูกเกิดการอักเสบ และ ทำใหปวดศีรษะซึ่งเรียกวา เปนไซนัสหรือไซนัสอักเสบ (sinusitis) ขึ้นได ในจมูกจะมีบริเวณที่เรียกวา ออลแฟกเทอรีแอเรีย (olfactory area) หรือบริเวณที่ทำหนาที่รับกลิ่นโดยมีเซลลเยื่อบุ ผิวซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทำหนาที่โดยเฉพาะเรียกวา ออลแฟกทอรี เซลล (olfactory cell) ซงึ่ มีพื้นทป่ี ระมาณ 10 ตารางเซนตเิ มตร และจะมีขนาดเล็กลงเมื่ออายุมากขน้ึ คอหอย (pharynx) เปน บรเิ วณทีพ่ บกนั ของชอ่ งอากาศจากจมูกและช่องอาหารจากปาก อากาศจะผา นเข้าสูกลองเสียง (larynx) ท่ีกลอ งเสยี งจะมอี วัยวะท่ีทำหนาที่ในการปดเปด กลอ งเสียงเรียกวา ฝาปดกลอ งเสยี ง (epiglottis) ปอ งกันไมใหอ าหารตกลงสูหลอดลม ท่ีกลอ งเสยี งจะมเี ยื่อเมือกท่มี ใี ยเอ็นยืดหยนุ ไดเ รยี กวา เสน เสียง (vocal cord) เม่ือลมผา นกลอ งเสยี งจะทำใหเสน เสยี งส่นั และเกดิ เปนเสยี งขน้ึ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหายใจ (Respiratory system) -97- ทอลม (trachea) เปนทอกลวงมีผนังแข็งและหนาเพราะมีกระดูกออนเรียงเปนรูปเกือกมาทำใหหลอดลมไมแฟบและ การที่กระดูกออนของหลอดลมเปนรูปเกือกมาทำใหหลอดอาหาร ซึ่งอยูดานหลังสามารถขยายขนาดได เมื่อมีการกลืนอาหารผานหลอดอาหารลงสู กระเพาะอาหาร หลอดลมของผูใหญยาวประมาณ 9-15 เซนติเมตร โดยจะเริ่มจากกระดูกคอชิ้นท่ี 6 จนถึงกระดูกอกชิ้นท่ี 5 แลวจึงแตกแขนงเปนข้ัว ปอดเข้าสูปอดอีกทีหนึ่ง หลอดลมสวนแรก ๆ จะมี ตอมไทรอยด (thyroid gland) คลุมอยูทาง ดานหนา ทางดานนอกของหลอดลมจะมีตอม น้ำเหลืองคอยดักจบั สง่ิ แปลกปลอม หลอดลม (bronchus) เปน สว นทแ่ี ตกแขนงแยกจากทอ ลม แบง ออกเปน 2 กง่ิ คอื ซ้ายหรอื ขวา โดยกิง่ ซา้ ยจะเขา้ สูปอดซ้าย และก่งิ ขวาแยกเข้าปอดขวาพรอ ม ๆ กับเสน เลือดและเสน ประสาท หลอดลมฝอย (bronchiole) แบง ออกเปน 2 สวนคอื • หลอดลมฝอยเทอรมินอล (terminal bronchiole) เปนทอที่แยกออกจากหลอดลมแขนงมีขนาด เสนผานศูนยกลาง 0.5-1 มิลลิเมตร พบกลามเนื้อเรียบและเยื่ออิลาสติกไฟเบอร (elastic fiber) เปน องค์ประกอบของผนงั หลอดลมฝอยเทอรมินอล แตไมพ บโครงสรางที่เปน กระดกู ออน • ห ล อ ด ล ม ฝ อ ย แ ล ก เ ป ล ี ่ ย น แ ก ๊ ส (respiratory bronchiole) เปนสวนแรกที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส เนื่องจากมีถุงลมยอยมาเปดเข้าที่ผนัง ซึ่งจะพบในสวนท่ี อยูทาย ๆ ซึ่งจะมีมากกวาสวนที่อยูติดกับหลอดลมฝอย เทอรม ินอล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195