-148- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5 1.2 ภายในเม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล ประกอบดวย โปรตีนโกลบิน (globin) 1 โมเลกุลซึ่งประกอบดวยสายพอลิเพปไทด 4 สายจับกับฮีม (heme) 4 โมเลกุล แตละฮีมจะมี Fe2+ 1 อะตอม สามารถจับออกซิเจนได 1 โมเลกุล ดังนั้นฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล จะมี Fe2+ 4 อะตอม และสามารถจับออกซิเจนได 4 โมเลกุล จะเกิดสภาพออกซีฮีโมโกลบิน (oxyhemoglobin) ซึ่งมี สีแดง เมื่อออกซีฮีโมโกลบินปลอยออกซิเจนใหแก่เซลลแลว จะอยูในรูปฮีโมโกลบินปกติ ซง่ึ มีสีน้ำเงิน 2) เมด็ เลือดขาว (Leucocyte) ในเลอื ด 1 ลูกบาศก์มิลลเิ มตรจะมเี มด็ เลือดขาวประมาณ 5,000 – 10,000 เซลล แตอาจเพมิ่ จำนวนมากขึ้นหากมีเชื้อโรคเข้าสูรางกาย เม็ดเลือดขาวสรางจากมาม ตอมไทมัส ตอมน้ำเหลือง และไขกระดูก มีนิวเคลียส ทำหนาที่สำคัญคือตอตานและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาใน รา งกาย เม็ดเลือดขาวแบงเปน 2 กลุมใหญ ๆ ตามสวนประกอบของไซโทพลาสซึมและคุณสมบัติใน การตดิ สี ดังน้ี 2.1 กลุมที่มีแกรนูลของไซโตพลาซึมจำนวนมากในไซโตพลาซึม (Granulocyte) สรางมาจากไขกระดูกมีนิวเคลียสรูปรางหลายแบบ มีจำนวนพูมากกวา 1 พู มีแกรนูล ของไลโซโซมและมีแกรนลู พิเศษขนาดใหญใ นไซโทพลาซึม แบง ได 3 แบบ คอื 2.1.1 นิวโทรฟล (Neutrophil) เปนเซลลรูปรางกลมขนาดใหญ สรางมาจากไขกระดูก มีเสนผานศูนย กลางประมาณ 12-15 ไมโครเมตร มีอายุ 6-9 วัน พบประมาณ 60-70 % นิวเคลียส มี 2-5 พู แตสวนใหญมี 3 พู นิวโทรฟลเปนเซลลเม็ดเลือดขาวแบบแรกที่รางกาย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -149- ใช้กำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิส หลังจากนั้นจะตายพรอม สิ่งแปลกปลอมทถี่ ูกกำจัดและกลายเปนหนอง 2.1.2 อโี อซิโนฟล (eosinophil) เปนเซลลขนาดกลางมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 10-15 ไมโครเมตร สรางมาจากไขกระดูก มีอายุ 8-12 วัน พบประมาณ 2-5 % มีนิวเคลียส 2 พู และ ทำหนาที่กำจัด สิ่งแปลกปลอมตาง ๆ ที่เข้ามาในรางกายแตเลือกกินเฉพาะสื่ง แปลกปลอมบางอยางเทานั้น และทำลายสารที่เปนพิษที่ทำใหเกิดการแพสารของ รางกาย เช่นโปรตีนในอาหาร ฝุนละออง เกสรดอกไม และจำนวนอีโอซิโนฟลจะ เพม่ิ ขึ้นหากมีพยาธใิ นรางกาย 2.1.3 เบโซฟล (basophil) เปนเซลลรูปรางกลมขนาดใหญมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 12-15 ไมโครเมตร มีอายุ 3-7 วัน พบประมาณ 0.5-1% มีนิวเคลียสรูปรางเปน ตัวเอส (S) หรือบางครั้งเปนแถบยาว มีแกรนูลพิเศษขนาดใหญจำนวนมากกระจาย บดบังบริเวณนิวเคลียส ทำหนาที่จับสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิส แตความสามารถจะดอยกวาชนิดนิวโทรฟล และอีโอซิโนฟลมาก นอกจากนี้ ยังทำหนาที่หลั่งสารเฮพาริน (heparin) เปนสารที่ปองกันการแข็งตัวของเลือด และสารฮสี ตามนี (histamine) ซึง่ ก่อใหเ กดิ อาการบวมหรอื แพ 2.2 กลุมที่ไมมีแกรนูลในไซโทพลาซึม (agranulocyte) มีลักษณะที่สำคัญคือ มีนิวเคลียส 1 พู มีแกรนูลของไลโซโซมในไซโทพลาซึมจัดเปนแกรนูลปกติ และ ไมมีแกรนูลพิเศษขนาดใหญ (specific granule) ที่สามารถติดสียอมไรต สเตน (Wright’s stain) 2.2.1 ลิมโฟไซต (lymphocyte) มีประมาณ 20 - 25% มีอายุ 2 - 3 ชั่วโมง เปนเซลลรูปรางกลมมีเสนผาน ศูนยกลางประมาณ 7-9 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสกลม ในขณะที่อยูในตอมน้ำเหลือง จะมีหนาที่สราง antibody และทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโตซิส ซึ่งแบง ออกได 2 ชนิด คือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-150- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 1) ลิมโฟไซตชนิดบี (B - lymphocyte) หรือ B – cell จะเจริญท่ี ไขกระดูกมีคุณสมบัติในการสรางแอนติบอดีจำเพาะ โดยถาเซลลบี ถูกกระตุนโดยเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เซลลบีจะเปลี่ยนแปลงไปเปน เซลลพลาสมา (plasma cell) ทำหนาที่สรางแอนติบอดี และบางเซลล เปลี่ยนไปเปนเซลลเมมอรี (memory cell) ทำหนาที่จำแอนติเจน นั้นไว ถาแอนติเจนนั้นเข้าสูเซลลในภายหลังเซลล เมเมอรีจะสราง แอนตบิ อดจี ำเพาะอยา งรวดเรว็ ไปทำลายแอนติเจนน้นั ๆ ใหหมดไป 2) ลิมโฟไซตชนิดที (T - lymphocyte) หรือ T – cell เกิดจากเซลล บริเวณไขกระดูกซึ่งมีการเจริญพัฒนาที่ตอมไทมัส เซลลทีบางชนิด จะกระตุนใหเซลลบีสรางสารแอนติบอดี และกระตุน ฟาโกไซตใหมี การทำลายสิ่งแปลกปลอมใหรวดเร็วขึ้น เซลลทีบางชนิดควบคุม การทำงานของเซลลบีและฟาโกไซตใหอยูในสภาพสมดุล และเซลลที บางชนิดจะทำหนาทีเ่ ปน เซลลเมมอรดี วย 2) มอนอไซต (monocyte) มีประมาณ 3 - 8 % มีอายุ 2-3 วัน แตถาอยูในเนื้อเยื่อ กระดูกมีอายุ ยาวนาน 72 วัน เปนเซลลรูปกลมขนาดใหญ เสนผานศูนยกลางประมาณ 12-20 ไมโครเมตร มีนิวเคลียสเปนรูปไตหรือเกือกมาจำนวน 1 พู ทำหนาที่กำจัด ส่ิงแปลกปลอมดวยวธิ ีฟาโกไซโทซสิ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -151- ตารางแสดงปริมาณของเมด็ เลอื ดขาวแตล ะชนดิ ชนดิ ของเมด็ เลือดขาว เซลล/ คิวบิกมิลลิเมตร ค่าปกติ จำนวนรอยละทง้ั หมด 4,0000 – 10,000 100 เมด็ เลือดขาวทั้งหมด 9,000 3,000 – 6,000 50 - 70 แกรนโู ลไซต 150 - 300 1-4 0 - 100 0.4 นวิ โทรฟล 5,400 1,500 – 3,000 20 - 40 อีโอซโิ นฟล 275 300 - 600 2-8 เบโซฟล 35 ไมมแี กรนลู ลิมโฟไซต 2,750 โมโนไซต 540 เกล็ดเลอื ด (Platelet) เกิดจากชิ้นสวนของไซโทพลาสซึมของเซลลที่มีขนาดใหญในกระดูกที่แตกออกจากกัน และ หลุดเข้าสูหลอดเลือด มีลักษณะเปนแผนกลมไมมีนิวเคลียส มีรูปรางไมแนนอน เสนผานศูนยกลาง ประมาณ 2 ไมโครเมตร (มีขนาดเล็กวาเซลลเม็ดเลือดแดงประมาณ 4 เทา) มีประมาณ 2.5 - 3 แสนชิ้นในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีอายุสั้นประมาณ 3 - 4 วันเทานั้น มีหนาที่ช่วยใหเลือด แข็งตัว (blood clotting) โดยการสรา งสารทรอมโบพลาสตนิ (thromboplastin) ออกมา กระบวนการแข็งตัวของเลือด (blood clotting) แบงเปน 4 ขั้นใหญ ๆ 1. เกดิ สารทรอมโบพลาสตนิ จากเกลด็ เลือดและเนือ้ เยอื่ ทไ่ี ดร บั อันตราย 2. ทรอมโบพลาสตินที่เกิดขึ้นจะไปเปลี่ยนโพรทอมบิน (Prothrombin) ใหกลายเปน ทรอมบิน (Thrombin) โพรทรอมบินสรางมาจากตับโดยอาศัยวิตามินเคช่วยในการสราง และสงมาไหลเวยี นในกระแสเลอื ด 3. ทรอมบนิ จะไปเปลยี่ นไฟบรโิ นเจน (Fibrinogen) ในเลือดใหเปนไฟบรนิ 4. ไฟบรินเสนเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจะรวมตัวกันเปนเสนใยไฟบรินโดยการช่วยเหลือจาก Ca2+ และปจจัยที่ทำใหไฟบรินอยูตัว และไปประสานกันเปนรางแห และมีเกล็ดเลือด เม็ดเลือด ตาง ๆ มาเกาะติดอยูภายในเกิดเปนก้อนแข็งรางแห ไฟบรินจะหดตัวรัดแนนเข้า เปน การช่วยดึงบาดแผลใหเขา้ ชิดกนั และปดปากแผล กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-152- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 หมูเลือดและการใหเลือด ที่เยื่อหุมเซลลของเม็ดเลือดแดงมีสารซึ่งเปนแอนติเจน (Antigen) แตในพลาสมา มีสารแอนติบอดี (Antibody) บางชนิดและเปนแอนติบอดีที่ไมตอตานกับแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง ของตนเอง จากข้างตนทำใหเราสามารถจำแนกกลุมเลือดของคนตามชนิดของแอนติเจนที่เยื่อหุม เซลลข องเม็ดเลอื ดแดงและแอนติบอดใี นพลาสมาออกเปน หลายระบบ เชน่ 1) ระบบหมเู ลือด ABO หมูเลือด A B AB และ O ของคนเราถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยหมูเลือดของ แตละคนจะเปนหมูใดขึ้นอยูกับชนิดของพอลิแซคคาไรด (Polysaccharide) หรืออาจเรียกวาเปน แอนตเิ จนท่ีผวิ เม็ดเลือดแดง และชนิดของแอนตบิ อดใี นพลาสมา ซึง่ มีรายละเอียดดงั น้ี หมเู ลือด แอนติเจนทผ่ี ิว แอนตบิ อดีใน เม็ดเลอื ดแดง พลาสมา O a,b A - b B A a AB B - AB กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
ห ูมเ ืลอดของ ูผใ ห เร่ือง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -153- แผนภาพแสดงแอนติเจนและแอนตบิ อดขี องระบบหมูเ ลอื ด ABO หลกั การใหเ ลอื ดในระบบ ABO การใหเลือดจะพิจารณาเฉพาะแอนติเจนของผูใหกับแอนติบอดีของผูรับเทานั้น โดยไมคำนึงถึงแอนติบอดีของผูใหและแอนติเจนของผูรับ เพราะหากพิจารณาพรอมกันจะใหและ รับไดเฉพาะหมูเลือดที่ตรงกันเทานั้น แตในสภาพจริงแอนติบอดีของผูใหไมค่อยมีผลตอแอนติเจน ของผูรับมากนัก เพราะเลือดของผูใหมีจำนวนนอยกวาเลือดของผูรับ ปฏิกิริยาการตกตะกอน (agglutination) จะเกิดข้ึนเพียงเล็กนอยเทาน้ัน หลกั การใหเ ลอื ดในระบบ ABO มีรายละเอียดดงั นี้ หมเู ลอื ดของผรู บั A B AB O A/ X / x Bx / / X AB X x / x O/ / / / กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-154- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 5 2) ระบบหมูเลอื ด Rh นอกเหนือจากหมูเลือด ABO ที่กลาวมาแลวจากการศึกษาตอ ๆ มาพบวาในเลือดของแตละ คนยังมีแอนติเจนชนิดอื่นอีกหลายระบบ ระบบที่รูจักกันดีคือ ระบบหมูเลือด Rh ซึ่งคาดวา Rh มาจากคำวา Rhesus monkey ซึ่งเปนชื่อลิงชนิดหนึ่งที่แอนติเจนนี้ถูกค้นพบครั้งแรก ระบบหมู เลอื ด Rh แบง ออกเปน 2 กลุม ตามผลการตรวจสอบคอื Rh+ คือ เลือดที่มีแอนติเจน Rh อยูบนผิวเซลลเม็ดเลือดแดงแตไมมีแอนติบอดี (Antibody) Rh ในน้ำเลือด ซึง่ คนไทยประมาณรอยละ 90 จะเปน Rh+ Rh- คือ เลือดที่ไมมีแอนติเจน Rh อยูบนผิวเซลลเม็ดเลือดแดง และน้ำเลือดก็ไมมีแอนติบอดี Rh แตสามารถสรางแอนตบิ อดี Rh ได เมื่อไดร บั แอนตเิ จน Rh (Rh+) หลักการใหเ ลือดในระบบ Rh ในระบบ Rh ไมมีแอนติบอดีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเหมือนในระบบ ABO ดังนั้นคนที่มี แอนติเจน Rh ที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดงจึงไมมีแอนติบอดี Rh ในพลาสมา คนพวกนี้เรียกวามีเลือด Rh+ ในคนที่ไมมีแอนติเจน Rh ที่เม็ดเลือดแดงก็จะไมมีแอนติบอดี Rh ดวย คนพวกนี้เรียกวา มเี ลอื ด Rh- ในการถายเลือดใหแก่กัน นอกจากคำนึงถึงหมูเลือดระบบ ABO แลวยังตองคำนึงถึงหมูเลือด ระบบ Rh ดวยเพราะถาผูรับเลือดเปน Rh- ไดรับเลือด Rh+ เข้าไป รางกายของผูรับจะสราง แอนติบอดี Rh ขึ้นมา ในครั้งแรกจะยังไมเปนอันตราย แตหากไดรับเลือดในครั้งตอไป แอนติบอดี Rh ในรางกายของผูรับจะตอตานแอนติเจน Rh ของผูใหซึ่งทำใหเกิดอันตรายถึงชีวิตได ดังนั้นในการให เลือดในระบบ Rh คนที่มี Rh- สามารถรับเลือดไดจากคนที่มี Rh- เหมือนกันเทานั้น คนที่มี Rh+ สามารถรับเลอื ดไดท้ังชนิด Rh+ และ Rh- นอกจากการใหเลือดแลวระบบหมูเลือด Rh ยังสงผลตอการตั้งครรภของมารดาที่มี Rh- อีกดวย นั่นคือถามารดามี Rh- แตลูกมี Rh+ ถาเกิดความผิดปกติของรกเพียงเล็กนอยจะทำใหเลือด จากรกที่มี Rh+ ผานเข้าระบบเลือดมารดาแลวไปกระตุนใหเลือดของมารดาสรางแอนติบอดี Rh กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -155- ขึ้นมา เมื่อตั้งครรภบุตรคนถัดไปแลวทารกในครรภมีหมูเลือดอารเอชบวก แอนติบอดีของมารดาจะ สามารถผานรกเข้าไปทำใหเกิดเม็ดเลือดแดงแตกได ทารกจะมีโลหิตจาง หากเปนเล็กนอยทารก จะสามารถมีชีวิตรอดได หลังคลอดจะมีโลหิตจางเล็กนอยหรือปานกลาง และมีเม็ดเลือดแดงตัวออน เปนสัดสวนสูงกวาปกติ สวนในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิด อีริโทบลาสโตซิส ฟตาลิส (Erythroblastosis fetalis) ซ่ึงทำใหท ารกอาการซดี อยา งรุนแรงได อยางไรก็ตามประชากรสวนใหญของประเทศไทยมีหมูเลือด Rh+ ประมาณ 99% เพราะฉะนั้นจึงไมค่อยมีปญหาในการใหเลือด แตในชาวตะวันตกจะมีหมูเลือด Rh+ ประมาณ 85% และ Rh- ประมาณ 15% กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-156- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 ปฏิบัตกิ ารท่ี 1 การหมุนเวยี นเลือดของปลา วนั ท่ีทำการศกึ ษา ..................................................... กลุม ท.ี่ ..................................................หอ ง........................................................ 1. ชอ่ื - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 2. ช่ือ - สกลุ ............................................................ เลขที่ ...................................... 3. ชื่อ - สกลุ ............................................................ เลขที่ ...................................... 4. ชอ่ื - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 5. ชอื่ - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... * ใหระบชุ ือ่ ของตนเองลงในหมายเลข 1 จุดประสงคก์ ารทำปฏิบตั ิการ 1. นักเรียนทำการทดลอง สงั เกต และอธบิ ายการหมนุ เวียนเลอื ดของปลาได 2. นกั เรยี นสามารถออกแบบการบนั ทึกผลการทดลอง สรปุ และอภิปรายผลการทดลองไดอ ยา งถกู ตอ ง 3. นกั เรียนสามารถใชเ้ คร่ืองมอื ทางวิทยาศาสตรไ ดถ กู ตอ ง วัสดุและอปุ กรณ 2. กลอ งจุลทรรศน 4. หลอดหยดสาร 1. ปลาหางนกยูง 6. สำลี 3. สไลดและกระจกปดสไลด 5. บีกเกอร 7. ทชิ ชู่ วิธกี ารทดลอง 1. นำปลาขนาดเล็กวางบนสไลด ใชส้ ำลีชบุ นำ้ พันรอบบรเิ วณหัวใหค ลึมเหงอื ก แลว นำกระจกปด สไลด วางทับบริเวณหาง 2. นำสไลดไ ปสอ งดดู วยกลอ งจุลทรรศน โดยเริม่ จากเลนสใ กลว ตั ถกุ ำลงั ขยาย 4X 10X และ 40X ตามลำดบั 3. สงั เกตการเคลอื่ นที่ของเลอื ดบรเิ วณหางปลา 4. เขยี นรายงานบันทึกผลการทดลอง ข้อควรระวงั : ในการทำปฏิบัติการใหร ะวงั สำลีแหง เนอื่ งจากจะสงผลใหป ลาไมส ามารถแลกเปลี่ยนแก๊สได กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -157- บันทึกผลการทดลอง สรปุ ผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. อภิปรายผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-158- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 5 คำถามทายการทดลองตอนที่ 1 1. ทิศทางการหมุนเวียนเลอื ดบริเวณหางของปลามลี กั ษณะอยางไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. ความเร็วในการเคลือ่ นทีข่ องเม็ดเลอื ดในหลอดเลอื ดท่ีสังเกตไดเปนอยา งไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. จากการทดลองหลอดเลอื ดใดเปน หลอดเลือดแดง และหลอดเลอื ดใดเปน หลอดเลอื ดดำ มีขอ้ สังเกต อยา งไร (วาดภาพประกอบ) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -159- ปฏิบตั กิ ารที่ 2 โครงสรา งของหัวใจหมู วันทท่ี ำการศึกษา ..................................................... กลุมท่ี...................................................หอ ง........................................................ 1. ชอ่ื - สกลุ ............................................................ เลขที่ ...................................... 2. ชื่อ - สกุล ............................................................ เลขที่ ...................................... 3. ชอ่ื - สกุล ............................................................ เลขท่ี ...................................... 4. ชื่อ - สกลุ ............................................................ เลขที่ ...................................... 5. ชอ่ื - สกลุ ............................................................ เลขท่ี ...................................... * ใหระบชุ ื่อของตนเองลงในหมายเลข 1 จดุ ประสงค์ของการทำปฏิบัติการ 1. นักเรยี นสามารถบอกโครงสรา งของหัวใจสัตวเ ล้ยี งลกู ดว ยน้ำนม 2. นักเรยี นสามารถอธิบายทิศทางการไหลเวียนของเลอื ดผา นหวั ใจ 3. นักเรียนสามารถออกแบบการบนั ทกึ ผลการทดลอง สรุปและอภปิ รายผลการทดลองไดอยา งถูกตอ ง 4. นักเรยี นสามารถใชเ้ ครอ่ื งมอื ทางวิทยาศาสตรไดถกู ตอง วัสดอุปกรณ 1. หวั ใจหมู 2. เครอ่ื งมอื ผาตดั 3. ถาดผา ตัด 4. แทงแก้วคนสาร 5. ถุงมอื ยาง วิธที ำการศกึ ษา ศึกษาหัวใจของสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ำนมโดยใหนักเรียนสวมถุงมือยาง นำหัวใจมาลางใหสะอาดแลว ดำเนนิ การดงั นี้ 1. สังเกตขนาด รปู รา งภายนอก และหลอดเลอื ดเลก็ ๆ ท่ีผิวรอบนอกสดุ ของหัวใจ วดั ขนาดหัวใจ 2. สังเกตความหนาของผนังหลอดเลือดทต่ี ิดกับหวั ใจ โดยใช้แทงแก้วคนสารสอดลงไปตามหลอด เลอื ดพรอมท้ังสงั เกตทศิ ทางของหลอดเลอื ด กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-160- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 3. ใชก้ รรไกรตดั ผนงั หลอดเลือดเขา้ มาจนถึงโคนของหลอดเลอื ด และตัดเข้าไปจนถงึ ผนงั หวั ใจ สังเกตลกั ษณะของลนิ้ หวั ใจที่กั้นระหวา งหอ งบนและหอ งลา ง ใช้กรรไกรตดั สว นปลายลางสุดของ หอ งหัวใจเวนทริเคลิ ใหเปน ช่อง และลองปลอยใหน้ำไหลผา นลิน้ หัวใจ สังเกตการเคลื่อนไหวของ ลิน้ หัวใจ 4. ใชเ้ ข็มเขย่ี ตรงบรเิ วณล้นิ ท่กี ้นั ภายในหวั ใจ จากนนั้ ใช้แทงแก้วคนสารสอดเขา้ จากหลอดเลือดท่ี ตดิ ตอ กับเอเตรยี มขวา ไลม าตามโครงสรางของหัวใจ สังเกตทศิ ทางการไหลเวยี นของเลือดผา น หัวใจ 5. ฟงครูอธบิ ายเกยี่ วกบั ทศิ ทางการไหลเวยี นของเลือดผา นหัวใจ 6. สรปุ ผลการศึกษา ผลการศึกษา 1. ใหน ักเรียนวาดรปู แสดงลักษณะภายนอกและลกั ษณะภายในของหัวใจ พรอมระบชุ ่อื ของ สวนประกอบตาง ๆ ใหถูกตอ งครบถว น กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -161- 2. ขนาดของหวั ใจท่ีศกึ ษา เซนติเมตร เซนตเิ มตร กวา ง เซนตเิ มตร ยาว ความหนาของ ผนัง 3. เปรยี บเทยี บลักษณะของผนังหัวใจฝงซา้ ยและฝง ขวา เอเตรียมขวา หนา เซนติเมตร เวนทริเคิลขวา หนา เซนตเิ มตร เอเตรียมซา้ ย หนา เซนตเิ มตร เวนทรเิ คลิ ซ้าย หนา เซนตเิ มตร 3.1 หัวใจหอ งทีม่ ีผนังหนาท่สี ดุ คอื ......................................................... 3.2 หวั ใจหองทมี่ ีผนังบางทสี่ ุด คือ ......................................................... 4. ลน้ิ หวั ใจ บรเิ วณทพ่ี บ ลักษณะ ช่อื ล้ินหัวใจ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-162- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 สรุปผลการทดลอง .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. อภิปรายผลการทดลอง ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -163- ใบงานท่ี 7 ระบบหมุนเวียนเลอื ดของสตั ว ตอนที่ 1 ใหน ักเรยี นเติมคำตอบลงในช่องวา งใหถ กู ตอง 1. ฟองน้ำทม่ี ีขนาดใหญม ีการปรับตัวดานโครงสรา งเพ่อื เพ่ิมประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนสาร อยา งไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. Diverticulum คืออะไร พบในสง่ิ มีชีวิตใด และมีประโยชนอยา งไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. เพราะเหตใุ ดนีมาโทดจึงไมถ กู จัดใหอยูใ นกลุมของสัตวทีม่ รี ะบบหมนุ เวยี น ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. ใหนักเรยี นเปรียบเทียบระบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดและระบบหมุนเวยี นเลอื ดแบบปด กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-164- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 5. เพราะเหตใุ ดสตั วม ีกระดกู สันหลงั จึงตองมีระบบหมนุ เวยี นแบบปด ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 6. จากภาพจงระบโุ ครงสรา งของระบบหมุนเวียนของไสเดอื นดินใหถกู ตอ ง BA D C A คอื .............................................................. B คอื ................................................................ C คอื .............................................................. D คือ ................................................................ เรียงลำดบั การไหลเวียนเลือดของไสเ ดอื นดนิ ...................................................................................... ระบบหมนุ เวยี นเลือดของไสเดือนดนิ เปนแบบ.......................เนื่องจาก................................................ ............................................................................................................................................................. 7. จากภาพจงระบุโครงสรางของระบบหมนุ เวยี นของสตั วต อ ไปนใี้ หถ ูกตอ ง ภาพตอ ไปนี้เปน ภาพระบบหมนุ เวยี นเลือดของ........................เนื่องจาก........................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -165- ....................................................................................................................................................................................... ... 8. Single Circulation และ Double Circulation แตกตา งกันอยางไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 9. หากมนุษยม ีระบบหมนุ เวียนแบบ Single Circulation จะสงผลดีหรอื ผลเสีย เพราะเหตใุ ด ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 10. pulmocutaneous circuit และ pulmonary circuit เหมือนหรอื แตกตา งกันอยา งไร ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 11. จงตอบคำถามตอไปนี้ใหถกู ตอ ง A BC 11.1 A พบใน............................................ เนอ่ื งจาก........................................................................ 11.2 B พบใน............................................ เน่อื งจาก.......................................................................... 11.3 C พบใน............................................ เนอ่ื งจาก......................................................................... 11.4 ระบบหมุนเวยี นแบบไหนทีม่ ีประสทิ ธิภาพมากทสี่ ุด เพราะเหตใุ ด ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-166- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 5 ตอนท่ี 2 ใหน กั เรยี นเขยี นตัวอกั ษรหนา ขอ้ ความที่สัมพันธกับตวั เลอื ก ______ 1. การหมนุ เวยี นสารอาศัยของเหลวภายในชอ่ งวาง A. Open circulatory system ลำตวั เทยี ม (Pseudocoelom) B. Close circulatory system ______ 2. สิ่งมีชวี ติ ทเ่ี ลือดมอี อกซิเจนตำ่ ไหลผานหัวใจเทา นน้ั C. No circulatory system ______ 3. พารามีเซยี ม, ฟองน้ำ, ไฮดรา ______ 4. สงิ่ มีชีวิตที่ระบบหมนุ เวยี นสารมีบทบาทในการลำเลียง D. Single circulation สารอาหาร แตไมม บี ทบาทในการลำเลยี งแกส๊ E. Double circulation ______ 5. สารอาหารสามารถแลกเปลยี่ นกับเซลลไ ดโดยตรง F. Invertebrate จงึ ไมจ ำเปน ตอ งมหี ลอดเลอื ดฝอย G. Nematode ______ 6. การหมนุ เวียนสารอาศัยหลอดเลือดหลกั 2 เสน ไดแ ก่ H. Hydra Dorsal blood vessel / Ventral blood vessel ______ 7. Fish, Amphibian, Reptile, Aves, Mammal I. Planaria ______ 8. มีเนอ้ื เย่ือ 3 ชนั้ แตใ ช้การแพร ซ่ึงยงั ใหประสิทธภิ าพดี J. Frog ในการแลกเปลี่ยนและหมุนเวยี นสาร K. Earthworm ______ 9. เลือดจาก right atrium และ left atrium มโี อกาสสงู L. Insect ทจ่ี ะผสมกันในหอ ง ventricle ______ 10. Pulmonary & Systemic Circulation M. Shark N. Whale กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -167- ใบงานท่ี 8 ระบบหมนุ เวียนเลือดของมนุษย ตอนท่ี 1 ใหน กั เรียนเติมคำศัพท (Technical term) ลงในชอ่ งวางใหถกู ตอ ง ACROSS 4. a type of cell in the blood that destroys bacteria, viruses, and toxic proteins and helps the body develop immunities 7. a red blood cell 9. a protein that forms a network of fibers during blood clotting 10. one of the two large muscular chambers that pump blood out of the heart 11. the main artery in the body; it carries blood from the left ventricle to systemic circulation 12. a blood vessel that carries blood away from the heart to the body's organs กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-168- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 14. a fragment of a cell that is needed to form blood clots 16. a collection of organs that transport blood throughout the body; the organs in this system include the heart, the arteries, and the veins DOWN 1. a chamber that receives blood that is returning to the heart 2. in plants, a bundle of vascular tissue that transports fluids and nutrients; in animals, a vessel that carries blood to the heart 3. a classification of blood that depends on the type of antigen present on the surface of the red blood cell 5. a white blood cell 6. the movement of blood from the heart to all parts of the body and back to the heart 8. the oxygen-carrying protein in red blood cells 11. located between the right atrium and right ventricle and generates electrical impulses that cause the ventricles of the heart to contract 13. the force that blood exerts on the walls of the arteries 15. in biology, the liquid component of blood ตอนท่ี 2 ใหนักเรียนตอบคำถามในช่องวา งใหถกู ตอง 1. ระบบหมนุ เวียนเลอื ดของมนษุ ยเปน ระบบหมุนเวยี นเลือดแบบ.......................... ประกอบดวยโครงสรา งและ อวยั วะทสี่ ำคญั คอื .......................................................................................................................................... 2. หลอดเลือดทีน่ ำเลือดไปเลย้ี งหัวใจ มีชอื่ วา................................................................................................ 3. เซลลก ลามเนอื้ หัวใจมลี ักษณะสำคัญอยางไร................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 4. เพราะเหตุใดจงึ พบ Gap Junction บรเิ วณเซลลก ลามเน้ือหวั ใจจำนวนมาก ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรือ่ ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -169- 5. ใหน กั เรียนระบโุ ครงสรางของหวั ใจตอ ไปน้ีใหถกู ตอง L K MN A คือ ....................................................................... B คอื ............................................................................. C คอื ....................................................................... D คอื ............................................................................. E คอื ....................................................................... F คอื ............................................................................. G คอื ....................................................................... H คือ ............................................................................. I คอื ....................................................................... J คอื ............................................................................. K คือ ....................................................................... L คอื ............................................................................. M คือ ....................................................................... N คือ ............................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-170- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 5 6. ใชภ้ าพในขอ้ ที่ 5 ตอบคำถามตอ ไปน้ใี หถกู ตอง (ใหตอบคำถามโดยระบเุ ฉพาะตัวอักษร A-N) 6.1 จงเรียงลำดับกระบวนการไหลเวียนเลอื ดของมนษุ ยโดยเร่ิมตน จากเลอื ดท่มี ีออกซเิ จนตำ่ จากรา งกาย .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... 6.2 ลิ้นใดทก่ี นั้ ระหวางหอ งบนซ้ายกบั ลา งซ้าย................................................................................................. 6.3 ลนิ้ ใดท่ีกน้ั ระหวางหวั ใจหองลา งซา้ ยกับเอออรตา...................................................................................... 6.4 ใชแ้ ผนภมู ติ อไปน้ีในการตอบคำถาม I คอื หลอดเลอื ด....................................... III คอื หลอดเลอื ด ....................................................... IV คอื หลอดเลือด.................................... V คอื หลอดเลือด ....................................................... 7. ผูชายคนหน่งึ ไปตรวจ Electrocardiogram ไดผลดังภาพ หากนกั เรียนเปน แพทยเจ้าของไขน้ กั เรยี นคิดวา การเตนของหวั ใจของชายคนนีผ้ ิดปกตหิ รอื ไม เพราะเหตุใด ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมุนเวยี นสาร (Circulatory System) -171- 8. จงเปรยี บเทยี บลกั ษณะของหลอดเลอื ดแตละชนิดใหถูกตอ ง ส่งิ เปรียบเทยี บ หลอดเลือดอารเ ทอรี หลอดเลอื ดเวน หลอดเลือดฝอย ทิศทางการไหลของเลือด ในหลอดเลอื ด ลกั ษณะของเลอื ดใน หลอดเลอื ด ลนิ้ ในหลอดเลือด ความหนาของผนงั หลอด เลอื ด ขนาดเสนผา นศูนยก ลาง ของทอ หลอดเลือด ปริมาณเลอื ดในหลอด เลอื ด ความเร็วของกระแสเลือด ในหลอดเลือด การไหลของเลือดใน หลอดเลอื ด แรงดนั เลอื ด 9. จงอธิบายวาเพราะเหตุใดของเหลวในหลอดเลือดจึงออกจากหลอดเลือดฝอยทางดานที่ติดกับหลอด เลอื ดแดงเล็ก และกลบั เขา้ หลอดเลอื ดฝอยทางดา นทตี่ ิดกับหลอดเลือดดำเล็ก ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 10. เมอื่ นำเลือดไปปนเหว่ียงจะพบวา เลือดมอี งค์ประกอบ.......................สวน ไดแ ก่.................................... .......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-172- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 5 11. ใหน กั เรยี นเตมิ เครอ่ื งหมาย / ลงในหมเู ลอื ดที่สามารถบริจาคเลือดใหแก่กันได และเติมเครื่องหมาย x ลงในหมเู ลือดทไี่ มสามารถบริจาคเลอื ดใหแกก่ นั ได ผูรับ O- O+ A- ผูให B+ AB- AB+ A+ B- O- O+ A- A+ B- B+ AB- AB+ 12. เพราะเหตใุ ดเราจงึ ไมว ัดความดันโลหิตทหี่ ลอดเลือดเวน ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... 13. จงอธิบายวา ขนาดของหลอดเลือดสมั พนั ธกบั ความเรว็ ในการไหลของเลอื ดอยา งไร ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบหมนุ เวียนสาร (Circulatory System) -173- ใบงานที่ 9 เชอื่ มโยงข้อสอบแขง่ ขันเขา้ มหาวทิ ยาลยั เร่อื ง ระบบหมนุ เวียน (Circulatory System) ตอนท่ี 3 ใหน กั เรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตองทสี่ ุดเพียงคำตอบเดยี ว 1. การจับตัวของเซลลเม็ดเลือดแดง (Agglutination) เกิดจากการที่แอนติเจนบนผิวเซลลเม็ดเลือดแดง ทำปฏิกิรยิ ากบั แอนติบอดีที่เปน คสู่ มดงั น้ี แอนตเิ จน A + anti – A -----> Agglutination แอนติเจน B + anti – B -----> Agglutination แอนตเิ จน Rh anti – D -----> Agglutination กำหนดให หมายถึงการเกิด Agglutination จากตารางบันทึกผลการตรวจสอบหมูเลือดของนักเรียน 5 คน โดยใช้แอนติบอดีของศูนยบริการ โลหติ แหง ชาติ สภากาชาดไทย นักเรียนในข้อใดมหี มูเลือด O Rh- (PAT-2’ ก.พ.61) ทดสอบดว ย anti-A ทดสอบดวย anti-B ทดสอบดวย anti-D ก. ข. ค. ง. จ. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-174- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 5 2. แผนภาพแสดงโครงสรา งหัวใจของสตั วเลยี้ งลูกดวยน้ำนม เลือดทมี่ แี ก๊สออกซิเจนสงู จากปอดจะตอ งไหลผา นล้ินหวั ใจหมายเลขใดบา ง จึงจะสามารถไหลผานออก จากหวั ใจไปยงั สวนตาง ๆ ของรา งกายได (PAT-2’ ก.พ.62) ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 3 จ. 2 และ 4 3. ขอ้ ใดแสดงทศิ ทางการเคลอื่ นทขี่ องโมเลกลุ CO2 ท่อี อกจากเซลลบรเิ วณสมองเข้าสหู ลอดเลอื ด Vein เพอ่ื ไปยังปอดไดถูกตอ งทสี่ ดุ (9 วิชาสามญั ’61) ก. Inferior vena cava ---> right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary vein ข. superior vena cava --->right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery ค. Inferior vena cava ---> right atrium ---> bicuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery ง. superior vena cava --->right atrium ---> bicuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary vein จ. Inferior vena cava ---> right atrium ---> tricuspid valve ---> right ventricle ---> pulmonary artery 4.ในคนปกติ ชว่ งทีว่ ดั ความดนั ไดป ระมาณ 120 mmHg คือช่วงจงั หวะที่กลามเนอ้ื หวั ใจ atrium และ ventricle อยใู นภาวะใด (9 วชิ าสามัญ’61) ก. Atrium และ Ventricle หดตวั พรอ มกัน ข. Atrium และ Ventricle คลายตัวพรอมกัน ค. Atrium หดตวั ในขณะที่ Ventricle คลายตัว ง. Atrium คลายตัวในขณะท่ี Ventricle หดตวั จ. Atrium หดตัวกอ่ นการหดตวั ของ Ventricle เลก็ นอย 5. ปจจัยใดทที่ ำใหหลอดเลอื ดฝอยไหลชา้ ท่สี ุดเมอ่ื เปรียบเทียบกับหลอดเลอื ดอืน่ (9 วิชาสามญั ’61) ก. ความดันในหลอดเลอื ดฝอยมคี า่ ตำ่ สดุ ข. พ้ืนทหี่ นาตดั ทัง้ หมดของหลอดเลือดฝอยมขี นาดใหญท ี่สดุ ค. หลอดเลือดฝอยมขี นาดเลก็ มาก เซลลเมด็ เลือดแดงผานไมสะดวก ง. มกี ารลำเลยี งสารออกจากหลอดเลอื ดฝอยเข้าสูหลอดน้ำเหลอื งฝอย จ. มีการแลกเปล่ยี นสารระหวางหลอดเลอื ดฝอยกับเนือ้ เยือ่ บรเิ วณรอบ ๆ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบหมุนเวียนสาร (Circulatory System) -175- 6. เมื่อเกิดบาดแผล วิตามิน K และแคลเซียมกระตุนการเปลี่ยนแปลงใดที่สงผลตอการแข็งตัวของเลือด (9 วชิ าสามัญ’62) ก. platelet ---> fibrin ข. fibrinogen ---> fibrin ค. thrombin ---> fibrinogen ง. prothrombin ---> platelet จ. prothrombin ---> thrombin 7. ถา ลิน้ หัวใจ bicuspid รัว่ จะเกดิ เหตุการณในขอ้ ใด (9 วิชาสามัญ’62) ก. เลอื ดจาก Aorta ไหลกลับ Ventricle ซา้ ย ข. เลอื ดจาก Ventricle ซ้าย ไหลกลบั Atrium ซา้ ย ค. เลือดจาก Ventricle ขวา ไหลกลบั Atrium ขวา ง. เลือดจาก Pulmonary Artery ซา้ ย ไหลกลับ Ventricle ซา้ ย จ. เลอื ดจาก Pulmonary Artery ขวา ไหลกลับ Ventricle ขวา 8. ข้อใดเปน ปฏิกริ ิยาจากการนำเลอื ดหมู B, Rh+ ผสมกับเลือดหมู AB, Rh- (7 วิชาสามัญ’58) ก. แอนตเิ จน A ทำปฏกิ ิริยากับแอนตบิ อดี A ข. แอนตเิ จน B ทำปฏิกริ ยิ ากับ แอนติบอดี B ค. แอนตเิ จน Rh ทำปฏิกิรยิ ากับ แอนติบอดี Rh ง. ก และ ค จ. ข และ ค 9. เซลลเม็ดเลือดแดงใน artery ที่ลำไสตองผาน capillary bed กี่แหงก่อนไปถึง ventricle ซ้าย (7 วิชาสามญั ’58) ก. 1 แหง ข. 2 แหง ค. 3 แหง ค. 4 แหง ง. 5 แหง 10. ข้อใดเกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนเลือดในรางกายของสัตวมีกระดูกสันหลังนอยที่สุด (7 วิชา สามัญ’58) ก. การลำเลียงน้ำดี ข. การรักษาระดับ pH ค. การตอตา นหรอื ทำลายเช้อื โรค ง. การรกั ษาดุลยภาพของของเหลว จ. การลำเลียงสารอาหารและของเสีย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-176- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 5 11. สตั วในข้อใดทเ่ี ลือดและของเหลวระหวา งเซลลมคี วามแตกตา งกัน (9 วิชาสามัญ’59) ก. ปู ข. กุ้ง ค. ต๊กั แตน ง. หอยกาบ จ. ไสเ ดอื นดนิ 12. จากแผนภาพหวั ใจของสตั วเ ลี้ยงลูกดว ยน้ำนมชนดิ หนึ่ง (9 วชิ าสามัญ’59) ขอ้ ใดเปนตำแหนง ทพี่ บไดเฉพาะเลอื ดทมี่ อี อกซเิ จนสูง ก. 1,2,3 ข. 2,3,4 ค. 3,4,5 ง. 4,5,6 จ. 5,6,7 13. ขอ้ ใดคอื ปจจัยสดุ ทายทท่ี ำใหเลือดแขง็ ตัวเม่ือเกิดบาดแผล (9 วิชาสามญั ’60) ก. ไฟบริน ข. ทรอมบนิ ค. วติ ามนิ K ง. เพลตเลต จ.ไฟบริโนเจน 14. ขอ้ ใดไมถูกตอ งเกี่ยวกบั ระบบหมุนเวียนเลอื ดของคน (PAT-2’ม.ี ค.52) ก. เลอื ดจากปอดทน่ี ำออกซิเจนไปใหกลามเน้อื หวั ใจตอ งผา นลิน้ ไตรคสั ปด และเซมลิ นู ารในหวั ใจ ข. ความดันเลอื ดในพัลโมนารอี ารเ ตอรี สูงกวาในพลั โมนารีเวน ค. อตั ราการเตนของหัวใจ สามารถวดั ไดจากการเตนของชีพจร ง. ถาโคโรนารีอารเตอรี ตบี หรอื แข็ง จะทำใหกลามเนื้อหวั ใจตาย 15. กรณีในขอ้ ใดท่ีทำใหท ารกในครรภค นที่ 2 มีโอกาสเกดิ อรี ีโทรบลาสโทรซิสฟทาลสิ (PAT-2’ก.ค.52) ก. แมมหี มเู ลอื ด Rh+ ทารกในครรภค นแรกมหี มเู ลือด Rh+ คนท่ี 2 มหี มูเลอื ด Rh- ข. แมมหี มูเลอื ด Rh+ ทารกในครรภค นแรก และคนท่ี 2 มีหมเู ลือด Rh- ค. แมมีหมูเลอื ด Rh- ทารกในครรภค นแรกมหี มูเลอื ด Rh- คนที่ 2 มีหมุเ ลอื ด Rh+ ง. แมม ีหมเู ลอื ด Rh- ทารกในครรภค นแรก และคนท่ี 2 มีหมูเลอื ด Rh+ 16. จากการตรวจสอบหมเู ลือดของนายสมร พบวา เลอื ดตกตะกอนทงั้ ใน Anti – A และ anti – B ข้อใด คือหมูเลือดทเ่ี ปน ไปไดของพอและแมข องนายสมร (PAT-2’ม.ี ค.53) 1) A x B 2) AB x A 3) AB x 4) AB x O ก. 1 และ 4 ข. 1 2 และ 3 ค. 2 3 และ 4 ง. 1 2 3 และ 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่อื ง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -177- 17. เมอ่ื เซลลเ ม็ดเลือดแดงชนดิ หนึง่ เดินทางออกจากหวั ใจหองลา งขวาของคนที่มีสุขภาพปกติ ตำแหนง แรกของหัวใจทเ่ี ซลลเ ม็ดเลือดแดงนจี้ ะเดินทางกลบั เขา้ มาคอื สวนใด (PAT-2’ต.ค.54) ก. หอ งบนซา้ ย ข. หอ งบนขวา ค. ลนิ้ ไบคสั ปด ง.ล้นิ เอออรติกเซมิลนู าร 18. ซีรัม (Serum) ตางจากพลาสมา (Plasma) ในขอ้ ใด (7 วิชา’55) ก. พลาสมามีเมด็ เลอื ด ซีรัมไมม ี ข. พลาสมามไี ฟบรโิ นเจน ซรี ัมไมมี ข. พลาสมามแี อนตบิ อดีนอยกวาซรี ัม ง. ก และ ข จ. ข และ ค 19. จากการนำ ซีรมั และเม็ดเลือดแดง ของชายสามคน คือ X Y และ Z ผสมกันไดผ ลดังตาราง ซรี ัม เม็ดเลอื ดแดง ผลลพั ธ X Y จับกลุมตกตะกอน X Z ไมจับกลุมตกตะกอน Y X ไมจับกลุม ตกตะกอน Y Z ไมจ ับกลุมตกตะกอน Z X จบั กลุมตกตะกอน Z Y จบั กลุมตกตะกอน ถา X มีเลอื ดหมู A ดังน้นั Y และ Z จะมเี ลือดหมูใด (7 วชิ า’55) ก. B และ O ข. B และ AB ค. AB และ O ง. AB และ O จ. O และ AB 20. สัตวชนดิ ใดมีออกซิเจนในหลอดเลอื ด Aorta นอ ยกวา Pulmonary Vein (7 วิชา’56) ก. ไก่ ข. วาฬ ค. กบ ง. จระเข้ จ. หนู 21. หลอดเลอื ดใดมีปรมิ าณออกซเิ จนนอยทส่ี ดุ (7 วิชา’56) ก. Pulmonary artery ข. Coronary artery ค. Pulmonary vein ง. Hepatic artery ง. Renal artery กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-178- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 22. การเปล่ยี นแปลงในข้อใดทไี่ มเปนผลใหความดนั เลือดสงู ข้ึน (7 วิชา’57) ก. อัตราการเตน ของหัวใจเพ่มิ ขน้ึ ข. ระยะเวลาคลายตวั ของ Ventricle เพ่มิ ข้นึ ค. การหดตัวของกลามเน้อื เรยี บทผี่ นงั หลอดเลอื ดแดง ง. การลดขนาดเสน ผา นศูนยกลางของหลอดเลอื ดแดง จ. ปรมิ าณเลือดทฉี่ ดี ออกจาก left ventricle ตอ ครง้ั เพิ่มขนึ้ 23. องคป์ ระกอบชนิดใดในเลอื ดคนมีอายุทำงานยาวนานมากท่ีสุด (7 วชิ า’57) ก. erythrocyte ข. platelet ค. eosinophil ง. Basophil จ. neutrophil 24. นักศึกษาวิชาทหารคนหนึ่งยืนตรงอยูในแถวเพื่อรับฟงโอวาสในภาคสนาม เมื่อเวลาผานไป 1 ชั่วโมง เขามีอาการหนามืดเปนลม แมวาเขาจะสุขภาพแข็งแรง รับประทานอาหารและพักผอนเพียงพอก็ตาม หากแพทยวินิจฉัยวาอาการของเขาเกิดขึ้นเนื่องจากการไกลเวียนของเลือดกลับเข้าสูหัวใจมีนอยกวาปรกติ ขอ้ ใดเปนสาเหตทุ ท่ี ำใหเ กิดปรากฏการณดงั กลาว (PAT-2’ ม.ี ค.57) ก. หัวใจหอ งเวนตริเคิลซ้ายไมทำงาน ข. กลามเนอ้ื เรยี บในหลอดเลอื ดดำไมหดตัว ค. กลา มเน้ือโครงรา งท่ีอยรู อบหลอดเลือดดำไมบ ีบหลอดเลอื ด ง. ล้นิ ภายในหลอดเลือดดำทีค่ ุมใหเลือดไหลไปในทิศเดียวไมทำงาน 25. ขอ้ ใดถกู ตองเกยี่ วกบั ลกั ษณะของหลอดเลือดในสตั วเลย้ี งลูกดวยนม (PAT-2’ พ.ย.58) ก. หลอดเลือด Artery มีผนงั บางกวา หลอดเลือด arteriole ข. หลอดเลือด Venule มีผนังหนากวาหลอดเลือด arteriole ค. เลอื ดในหลอดเลอื ดฝอยไหลเร็วกวาในหลอดเลือด Venule ง. เลอื ดในหลอดเลอื ด vein มกี ารแลกเปลย่ี นสารกบั interstitial fluid จ. ความดันเลือดในหลอดเลือด vena cava มคี า่ ต่ำกวาในหลอดเลือดฝอย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เร่ือง ระบบหมนุ เวยี นสาร (Circulatory System) -179- 26. สัตวมีกระดกู สนั หลังชนิดหน่งึ มีโครงสรางหัวใจแบงเปน 2 หอ ง โดยมีตำแหนง ในลำตัวดงั แผนภาพ กำหนดให : <------------- แสดงทศิ ทางการไหลของเลอื ด ข้อใดกลาวถึงระบบหมุนเวียนเลือดในสัตวม กี ระดกู สนั หลังนี้ไดถ ูกตอ ง (PAT-2’ ต.ค. 59) ก. หอ งหัวใจ D คอื หอ งเอเตรยี ม ข. ตำแหนง A แสดงอวยั วะแลกเปลยี่ นแกส๊ ค. เลอื ดทม่ี ีออกซิเจนสูงไหลเขา้ สหู ลอดเลือด B ง. หอ งหัวใจ C และหองหวั ใจ D เปน ทางผานของเลือดท่มี อี อกซเิ จนตำ่ เทานน้ั จ. การทห่ี ัวใจไมแ บง เปน หอ งซา้ ย - หองขวา ทำใหเกดิ การผสมของเลอื ดแดงและเลือดดำในหวั ใจ 27. ภายในหัวใจของสัตวม ีกระดกู สนั หลงั ชนดิ ใด ทไี่ มพบการปนกันระหวา งเลอื ดท่ีมอี อกซเิ จนตำ่ และ เลอื ดที่มีออกซเิ จนสูง (PAT-2’ ม.ี ค. 60) ก. เตา นา ข. ปลาดกุ ค. กบหนอง ง.คางคกบา น จ.งูสามเหล่ยี ม 28. ในขณะทเี่ กดิ การบบี ตัวของเวนทริเคิล โครงสรา งใดในหวั ใจของสัตวเ ลยี้ งลกู ดวยนมทท่ี ำหนาท่ี ปองกันไมใหเลอื ดไหลเข้าไปยังเอเตรยี ม (PAT-2’ ต.ค. 55) ก. ลนิ้ เซมิลูนาร ข. ไซนสั เวโนซัส ค. ไซโนเอเทรยี ลโนด ง. ลิน้ เอทรโิ อเวนทรคิ ูลาร 29. ในสัตวเ ลย้ี งลูกดว ยน้ำนม การจบั คูใ่ ดไมส ัมพนั ธก ัน (7 วชิ า’56) ก. เม็ดเลือดแดง - ฮีโมโกลบิน ข. นำ้ เลอื ด - ลำเลียงสารอาหาร ค. เมด็ เลอื ดขาว - ตอตา นเช้ือโรค ง. เกล็ดเลือด - สรา งจากไขกระดกู จ. เม็ดเลอื ดแดง – กลไกการแข็งตวั ของเลอื ด 30. สตั วชนิดใดมอี อกซเิ จนในหลอดเลือด Aorta นอยกวา ใน Pulmonary Vein (7 วิชา’56) ก. ไก่ ข. วาฬ ค.กบ ง.จระเข้ จ. หนู กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
ระบบน้ำเหลือง 5 นำ้ เหลอื ง (Lymph) หลอดน้ำเหลอื ง ตอ มน้ำเหลืองและอวยั วะ ใบงาน (Lymphatic Duct) นำ้ เหลอื ง ผลการเรียนรทู ่ีคาดหวัง 1. อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับสวนประกอบและหนาที่ของน้ำเหลือง รวมทั้งโครงสรางและหนาที่ของ หลอดนำ้ เหลือง และตอมน้ำเหลอื ง 2. อธบิ ายความแตกตางและความสัมพนั ธข องระบบหมนุ เวียนเลอื ดกับระบบนำ้ เหลอื ง 3. สืบคน้ โรคทีเ่ ก่ยี วกบั ความผิดปกติของระบบน้ำเหลอื ง รายการหนังสอื อางองิ
-182- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 หนว ยการเรียนรูท่ี 5 ระบบนำ้ เหลอื ง (LYMPHATIC SYSTEM) ระบบน้ำเหลืองเปนระบบลำเลียงสารตาง ๆ ใหกลับเข้าสูหลอดเลือดโดยเฉพาะสารอาหารพวก กรดไขมันที่ดูดซึมจากลำไสเล็กและโปรตีนที่หลุดออกมาจากหลอดเลือดฝอย นอกจากนี้ระบบน้ำเหลือง ยงั ทำหนา ท่ีปองกันและกำจดั ส่ิงแปลกปลอมท่ีเขา้ มาในรา งกาย ระบบน้ำเหลืองแตกตางจากระบบหมุนเวียนเลือดเนื่องจากระบบน้ำเหลืองไมมีอวัยวะในการสูบฉีด และมีทิศทางการไหลเข้าสูหัวใจเพียงอยางเดียว ระบบน้ำเหลืองประกอบดวย น้ำเหลือง (Lymph) หลอดน้ำเหลือง (Lymphatic Duct) ตอมน้ำเหลือง (Lymph Node) และอวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic Organ) 5.1 นำ้ เหลอื ง (Lymph) นำ้ เหลอื ง (Lymph) เปนของเหลวในระบบหมนุ เวยี นทซ่ี ึมผานผนงั หลอดเลอื ดฝอยออกมาอยู ระหวางเซลลหรืออาบอยูรอบ ๆ เซลล โดยน้ำเหลืองจะทำหนาที่เปนตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสาร ระหวางเซลลกับเลอื ดในหลอดเลือดฝอย ในน้ำเหลืองมีสารตาง ๆ ที่มีโมเลกุลเล็กเหมือนกับในน้ำเลือด ยกเวนสารโมเลกุลใหญซ่ึง ไมสามารถลอดผานผนังเสนเลือดฝอยออกมาได เช่นโปรตีนสวนใหญ ยกเวนพวกอัลบูมิน ซึ่งเปน สารโมเลกุลเล็ก ดังนั้นในน้ำเหลืองจึงมีสารโมเลกุลเล็กชนิดตาง ๆ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำ เอนไซม ฮอรโมนและเม็ดเลือดขาว น้ำเหลืองจะเคลื่อนไปตามหลอดน้ำเหลืองและเข้าสูกระแสเลือดตรงหลอด เลือดเวนาคาวาก่อนเข้าสูหัวใจ โดยทั่วไปน้ำเหลืองจะมีลักษณะใส ยกเวนน้ำเหลืองที่มาจากลำไสเล็ก จะมลี ักษณะขนุ่ คลายนม เรยี กวา ไคล (Chyle) เนอ่ื งจากมีไขมันอยูม าก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอ่ื ง ระบบน้ำเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -183- 5.2 หลอดนำ้ เหลือง (Lymphatic Duct) หลอดน้ำเหลืองมีขนาดตาง ๆ กัน มีลักษณะคลายหลอดเลือดในระบบเวน คือ มีลิ้นกั้น การไหลยอนกลับของน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลอื งทมี่ ีขนาดเลก็ สุดคือ หลอดน้ำเหลอื งฝอย (Lymphatic Capillary) มีลักษณะคลายกับหลอดเลือดฝอยคือผนังประกอบดวยเยื่อบุผิวชั้นเดียวบาง ๆ แตปลาย ของหลอดน้ำเหลืองฝอยจะตนั และแทรกอยูตามเนือ้ เยื่อตาง ๆ น้ำเหลืองสามารถไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองไดโดยอาศัยการหดตัวและการคลายตัวของ กลามเนื้อที่เปนผนังของทอน้ำเหลืองและกลามเนื้อที่อยูรอบ ๆ หลอดน้ำเหลือง และการหายใจเข้า ที่สงผลใหทรวงอกขยายและลดความดันทำใหหลอดน้ำเหลืองบริเวณทรวงอกขยายตัว มีผลทำให น้ำเหลืองไหลผานไปตามหลอดดวยอัตราประมาณ 1.5 มิลลิเมตรตอนาทีซึ่งช้ากวาการไหลเวียนของ เลือดมาก ขณะมีการลำเลียงน้ำเหลืองไปตามหลอดน้ำเหลืองนั้นในบางช่วงจะผานตอมน้ำเหลืองซึ่ง บริเวณดังกลาวจะมีการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและแบคทีเรียโดยเม็ดเลือดขาวเพื่อปองกันไมให แบคทีเรยี และสง่ิ แปลกปลอมเขา้ สรู ะบบหมนุ เวียนเลอื ด หลอดน้ำเหลืองฝอยจากบริเวณตาง ๆ จะมาเชื่อมกันเปนหลอดน้ำเหลืองขนาดใหญ เช่น หลอดน้ำเหลืองทอราซิก (Thoracic Duct) ที่รับน้ำเหลืองจากขาทั้ง 2 ข้าง อวัยวะในช่องทองและ อุงเชิงกราน หลอดน้ำเหลืองทางดานขวาของลำตัว (Right Lymphatic Duct) อยูบริเวณตนคอ รบั น้ำเหลอื งมาจากแขนขวา รวมทัง้ สว นคอ และศรีษะซกี ขวา เปน ตน 5.3 ตอมน้ำเหลอื ง (Lymph Node) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-184- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 ตอมน้ำเหลืองมีรูปรางกลมรี มีขนาดเสนผานศูนยกลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตรพบอยู ระหวางทางเดินของหลอดน้ำเหลืองรางกาย ภายในตอมน้ำเหลืองจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต ทำหนาที่สรางแอนติบอดี และเซลลเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจทำหนาที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่ผานเข้ามาในตอมน้ำเหลือง เนื้อเยื่อในตอมน้ำเหลืองจะมีช่องวางคลายฟองน้ำเพื่อใหน้ำเหลือง สามารถผา นไปได 5.4 อวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic Organ) อวัยวะน้ำเหลืองมีลักษณะคลายกับตอมน้ำเหลืองแตมักมีขนาดใหญกวา เช่น มาม (Spleen) ตอมไทมัส (Thymus Gland) ตอ มทอนซนิ (Tonsil Gland) อวัยวะน้ำเหลอื งจะทำหนาท่ีในการกรอง นำ้ เหลือง ทำลายเมด็ เลือดขาวทหี่ มดอายุ สรา งเมด็ เลอื ดขาวบางชนิด เชน่ ลิมโฟไซต 5.4.1 ตอ มทอนซนิ (Tonsil Gland) ตอมทอนซิลอยูบริเวณรอบ ๆ หลอดอาหารบริเวณเชื่อมกันระหวาง โพรงปากและโพรงจมูก ตอมทอนซิล มีลิมโฟไซตที่ทำลายจุลินทรียที่ติดเข้ามา กับอากาศผานระบบทางเดินหายใจโดย ไมใหเข้าสูหลอดอาหารและกลองเสียง เมื่อตอมทอนซลิ อักเสบบวมโดยเฉพาะในช่วงติดเชื้อมักมีอาการเจ็บคอรวมอยดู วย 5.4.2 มา ม (Spleen) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรอื่ ง ระบบน้ำเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -185- มามเปนอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุด อยูบริเวณใตกะบังลมดานซ้าย บริเวณดานหลังกระเพาะอาหาร ทำหนาที่ปองกัน ทำลายเชื้อโรค และ สิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้าไปในระบบหมุนเวียนเลือดพรอมกับสรางแอนติบอดี นอกจากนั้นยังทำหนาที่ทำลายเซลลเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดที่หมดอายุแลว หากมีสภาพผิดปกติบางอยาง เช่น เปนมะเร็งเม็ดเลือด มามอาจกลับไปทำหนาท่ี ผลิตเม็ดเลอื ดแดงเหมอื นชว่ งเปน เอม็ บรโิ อ (Embryo) ไดอีก 5.4.3 ตอมไทมัส (Thymus Gland) ตอมไทมัสเปนตอมน้ำเหลืองชนิดตอมไรทอสรางฮอรโมนไทโมซิน (Thymosin) ไปกระตุนการเติบโตของเม็ดเลือดขาว อยูบริเวณรอบเสนเลือดใหญ ของหวั ใจ เปน บริเวณท่พี บเซลลทีจำนวนมาก กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-186- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 ภาพแสดงภาพรวมของระบบนำ้ เหลือง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบน้ำเหลือง (LYMPHATIC SYSTEM) -187- ใบงานท่ี 10 ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) ตอนที่ 1 ใหนักเรียนเติมชื่อโครงสรางในระบบน้ำเหลืองและบอกหนาที่ของแตละโครงสราง ใหถูกตอ ง A A คือ ....................................................................... B หนาที่..................................................................... C ............................................................................... D B คือ ....................................................................... E F หนา ท่ี..................................................................... ............................................................................... G C คือ ....................................................................... หนา ที่..................................................................... H ............................................................................... D คือ ....................................................................... หนา ท่ี..................................................................... ............................................................................... E คือ ....................................................................... หนาที่..................................................................... ............................................................................... F คือ .......................................................................หนา ที่................................................................................... ......................................................................................................................................................................... G คือ .......................................................................หนา ท่ี................................................................................... ......................................................................................................................................................................... H คอื .......................................................................หนา ท.่ี .................................................................................. ......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
-188- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 ตอนที่ 2 จงตอบคำถามตอไปนีใ้ หถกู ตอ ง 1. ระบบนำ้ เหลืองมคี วามสำคญั ตอรางกายอยา งไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 2. ระบบน้ำเหลอื งและระบบหมุนเวียนเลอื ดมีกลไกการไหลเวยี นเหมอื นหรือแตกตางกนั อยา งไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 3. นำ้ เหลอื งมีความเหมือนหรือตา งจากน้ำเลอื ดอยา งไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 4. นำ้ เหลอื งสามารถเขา้ สูระบบหมุนเวียนเลือดไดอ ยางไร ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 5. เพราะเหตุใดหลอดน้ำเหลืองจึงตองมลี ้ินกนั ภายในหลอด ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
เรื่อง ระบบน้ำเหลอื ง (LYMPHATIC SYSTEM) -189- ใบงานท่ี 11 โรคทเ่ี กิดจากความผิดปกตขิ องระบบนำ้ เหลอื ง คำชี้แจง ใหนักเรียนหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบน้ำเหลืองพรอมท้ังอธิบาย รายละเอยี ดตามประเดน็ ทกี่ ำหนดให ชอ่ื โรค/อาการ................................................................................................... ตดิ ภาพ สาเหตุท่ที ำใหเ กิดโรค/อาการ.......................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ลกั ษณะของโรค/อาการ..................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... วธิ ีการปอ งกันไมใหเกิดโรค/อาการ.................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั
บรรณานุกรม สีมา ชัยสวัสดิ์ และคณะ. (2560). ชีววทิ ยา สตั ววิทยา 2. กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พจ ฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลัย. สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2561). หนงั สือเรียนชีววิทยา ชน้ั ม.5 เลม 3. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั . สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2562). หนังสือเรียนชวี วิทยา ชั้นม.4 เลม2. กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย. สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2562). หนงั สอื เรียนชวี วิทยา ชน้ั ม.6 เลม 5. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . ศุภณัฐ ไพโรหกลุ . (2559). BIOLOGY ชีววทิ ยา. กรงุ เทพฯ: แอกทฟี พรน้ิ ท. อนิรุธ พรหมเจรญิ . (2562). หนังสือเรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร ชวี วทิ ยา ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 เลม 2. กรุงเทพฯ: แมค็ เอด็ ดเู คชั่น. อุษณยี ยศย่ิงยวด และคณะ. (2548). ชวี วทิ ยา สตั ววทิ ยา 2. กรุงเทพฯ: สำนกั พิมพจ ุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. Urry, L. A., Cain, M. L. 1., Wasserman, S. A., Minorsky, P. V., Reece, J. B., & Campbell, N. A. (2017). Essential biology. Eleventh edition. New York, NY: Pearson Education, Inc.
คณะผูจดั ทำเอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู ทปี่ รกึ ษา ผอู ำนวยการ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ปทุมวนั อาจารยโ ชติวทิ ย ธรรมสจุ ิตร รองผูอำนวยการฝา ยวิชาการ โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ปทุมวนั อาจารยว ัฒนโชติ เพง็ พรงิ้ หัวหนา กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน อาจารยศักดส์ิ ทิ ธ์ิ โอปณณา กลุม สาระการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร ผูรวบรวมและเรยี บเรียง โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ ปทุมวัน อาจารยศกั รนิ ทร อะจมิ า คณะผพู ิจารณาเอกสารประกอบการเรียน กลุมสาระการเรียนรูว ิทยาศาสตร โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ปทุมวนั อาจารยศริ ลิ กั ษณ คงมนต ภาควชิ าชีววทิ ยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ อาจารย ดร.มนตรี มณีภาค ภาควิชาชวี วิทยา คณะวทิ ยาศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย ดร.ปรินทร จิระภทั รศิลป นักเรียนโครงการโอลิมปก วชิ าการ สาขาชวี วิทยา (คา่ ย 2) นักเรยี นโครงการโอลมิ ปกวชิ าการ สาขาชวี วทิ ยา (คา่ ย 2) นายณัฐกฤชณ เตยี วเจริญ ผูแทนประเทศในการแข่งขนั ชีววิทยาโอลมิ ปกระหวา ง นายนราวชิ ญ อรณุ สขุ สวาง ประเทศ นายเปน ธรรม สินธุเสน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195