Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชีววิทยา 3

ชีววิทยา 3

Published by sakkarin.achimar, 2023-06-07 08:52:52

Description: ชีววิทยา 3 สาธิต มศว ปทุมวัน

Search

Read the Text Version

ANIMAL -THIRD EDITION- PHYSIOLOGY I ชีววิทยา 3 สรีรวิทยาของสัตว์ 1

ก คำนำ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2566 เลมนี้จัดทำขึ้นตามสาระเพิ่มเติม (ชีววิทยา) ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560) เนื้อหาในเอกสารประกอบการจัดการเรียนรูเลมนี้ผูสอนไดเรียบเรียง มาจากหนังสือและข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อใหเนื้อหาที่จะมอบใหกับนักเรียนทันสมัยและครอบคลุมสำหรับ การนำไปตอ ยอดเนอ้ื หาในอนาคต เอกสารประกอบการจัดการเรียนรูฉบับนี้ประกอบดวยเนื้อหา 6 บทเรียนไดแก่ ระบบยอยอาหาร การสลายสารอาหารระดับเซลล ระบบหายใจ ระบบหมุนเวียน และระบบน้ำเหลือง โดยผูสอนไดสอดแทรก ใบงาน บทปฏิบัติการเสริมการเรียนรู กรณีศึกษา และข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัยไวในสวนทายของ แตละบทเรียนเพื่อใหนักเรียนไดใช้ทบทวนบทเรียนและตรวจสอบความเข้าใจของตนเองหลังจากเรียนใน แตล ะเนอ้ื หา ขอขอบพระคุณ อาจารย ดร.มนตรี มณีภาค ดร.ปรินทร จิระภัทรศิลป ผูทรงคุณวุฒิที่เสียสละเวลาใน การตรวจพิจารณาเอกสารประกอบการเรียน และนักเรียนโครงการโอลิมปกวิชาการ สอวน. ค่าย 2 ทไ่ี ดใ หข อ้ คิดเห็นจากประสบการณก ารเรยี นรูใ นชน้ั เรยี นเม่อื ปก ารศึกษาทผ่ี า นมา ผูสอนหวังเปนอยางยิ่งวาเอกสารประกอบการเรียนเลมนี้จะอำนวยประโยชนใหแก่นักเรียนและ ผทู ีน่ ำไปใช้ไดม ากพอสมควร “...ไมม ใี ครท่สี มบรู ณแบบ เราทกุ คนลว นเคยผิดพลาดกันท้งั น้นั แตเรากพ็ ยายามทจ่ี ะแกไ้ ขใหถ ูกตอ ง น่นั แหละคอื สงิ่ ทสี่ ำคัญ ...ความพยายาม....” ศาสตราจารยย ูลาล่ี ฮิกส (Eulalie Hicks) ศาสตราจารย ประจำโรงเรยี นคาถาพอมดแมมดและ เวทมนตรศาสตรอลิ เวอรมอรนี ดว ยรกั และปรารถนาดอี ยา งจรงิ ใจ อาจารยศ กั รนิ ทร อะจมิ า ผูเ รยี งเรียง

สารบญั ข คำนำ หนา สารบญั ก หนวยการเรียนรทู ่ี 1 ระบบยอยอาหาร ข 1 การจดั หาอาหารของสิ่งมชี วี ิต 4 กระบวนการและตำแหนงการยอยอาหาร 5 การยอ ยอาหารของสตั ว 7 การยอ ยอาหารของมนษุ ย 18 ใบงาน 38 หนวยการเรยี นรูท่ี 2 การสลายสารอาหารระดับเซลล 49 กระบวนการสราง ATP 52 กระบวนการหายใจแบบใช้ออกซิเจน 55 กระบวนการหายใจแบบไมใ ชอ้ อกซเิ จน 63 ใบงาน 68 หนว ยการเรียนรูท ่ี 3 ระบบหายใจ 85 การแลกเปลี่ยนแก๊สของส่ิงมชี ีวติ ทีโ่ ครงสรา งไมซับซ้อน 88 การแลกเปลีย่ นแก๊สของสงิ่ มชี ีวติ ทีโ่ ครงสรางซับซอ้ น 90 การหายใจของคน 94 ใบงาน 107 หนวยการเรยี นรทู ่ี 4 ระบบหมุนเวียนสาร 113 การลำเลยี งสารของสงิ่ มชี วี ิตทไ่ี มม รี ะบบหมนุ เวยี น 116 การลำเลยี งสารของสิง่ มชี ีวิตที่มรี ะบบหมนุ เวยี น 118 ระบบหมนุ เวยี นเลือดของมนษุ ย 127 บทปฏิบตั กิ ารและใบงาน 156 หนวยการเรียนรูที่ 5 ระบบน้ำเหลอื ง 181 น้ำเหลอื ง 182 หลอดน้ำเหลอื ง 183 ตอมน้ำเหลอื งและอวยั วะนำ้ เหลือง 184 ใบงาน 187 บรรณานกุ รม รายนามผจู ดั ทำเอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู ประวัติผเู รยี บเรยี ง

ระบบยอยอาหาร 1 การจัดหาอาหารของ กระบวนการและตำแหนง การยอ ยอาหารในสงิ่ มีชวี ิต การยอยอาหารในคน ส่งิ มชี ีวติ การยอยอาหาร ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวงั 1. สืบค้น อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสรางและกระบวนการยอยอาหารของสัตวที่ไมมีทางเดินอาหาร สัตวทม่ี ีทางเดินอาหารแบบไมสมบรู ณ และสัตวทมี่ ที างเดินอาหารแบบสมบรู ณ 2. สงั เกต อธิบาย การกินอาหารของไฮดราและพลานาเรีย 3. อธิบายเกี่ยวกับโครงสราง หนาที่ และกระบวนการยอยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารในระบบ ยอ ยอาหารของมนษุ ย รายการหนังสืออา งอิง

-2- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 5 ตรวจสอบความรูก อ่ นเรียน 1. การยอ ยพอลีแซ็กคาไรด (polysaccharide) A, B และ C เกดิ ข้ึนทสี่ วนใดของทางเดินอาหารของคน 1. A = ปาก, B = กระเพาะอาหาร, C = ลำไสเลก็ 2. A = ปาก, B = ลำไสเ ลก็ , C = กระเพาะอาหาร 3. A = ลำไสเลก็ , B = ลำไสเ ล็ก, C = ลำไสเ ลก็ 4. A = ลำไสัใหญ, B = ปากและลำไสเล็ก, C = ลำไสเล็ก 2. แผนภาพแสดงลำไสเลก็ ตบั และหลอดเลอื ดท่เี กี่ยวขอ้ ง หลงั จากรบั ประทานอาหาร ระดบั นำ้ ตาลในหลอดเลอื ดจะ เปนดงั ขอ้ ใด 1. P > Q > R 2. Q > P > R 3. R > P > Q 4. R > Q > P 3. แผนภาพปฏิกริ ยิ า สาร ก และ ข ผลิตจากอวัยวะใดของทางเดินอาหารคนตามลำดับ 1. ตับ และตบั ออน 2. ตับออ น และลำไสเ ลก็ 3. ลำไสเ ลก็ และตับออน 4. ถงุ น้ำดี และลำไสเ ลก็ 4. หญงิ ไทยอายุ 40 ป ปวยเปนโรคน่ิวในถงุ นำ้ ดี ภายหลังรับประทานข้าวขาหมูเยอรมนั เกดิ อาหารปวด ใตช าย โครงขวา เนือ่ งจากถงุ นำ้ ดีบบี ตัวเพิ่มมากขนึ้ อาการปวดดังกลา วเกดิ ขน้ึ จากฤทธ์ิของฮอรโมนใด 1. gastrin 2. secretin 3. cholecystokinin (CCK) 4. vasoactive intestinal peptide (VIP) 5. ขอ้ ใดกลาวถึงระบบยอ ยอาหารของส่งิ มีชวี ิตตอไปนี้ไมถูกตอง 1. หนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย มีคอหอย (pharynx) ช่วยในการดูดอาหาร 2. ไฮดรามีช่องวางภายในลำตวั ทีม่ รี ูเปด ทางเดยี ว และมีเทนทาเคลิ (tentacle) ชว่ ยจบั เหย่อื เลก็ ๆ สงเขา้ ปาก 3. ฟองน้ำมีเซลลโคเอโนไซท (choanocyte) ทส่ี ามารถนำสารอนิ ทรยี ขนาดเล็กเข้าสเู ซลลแ ละยอ ยอาหาร ภายในเซลล 4. พารามีเซียมใชซ้ ิเลยี (cilia) โบกพดั อาหารเขา้ ไปในฟดู แวคิวโอล (food vacuole) และมกี ารปลอ ย เอนไซมอ อกมา ยอ ยอาหารใหเลก็ ลง 6 กระเพาะอาหารสว นใดของตัวคอื กระเพาะอาหารทแี่ ทจ รงิ 1. รูเมน (rumen) 2. เรติควิ ลมั (reticulum) 3. โอมาซมั (omasum) 4. อะโบมาซมั (abomasum) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -3- 7. เมือ่ นำเอนไซม 2 ชนิดจากทางเดินอาหารมาศึกษาอัตราการทำงานใน pH ตางๆ พบวาเปน ดงั แผนภาพ เอนไซม A และ B เปน เอนไซมจ ากทางเดนิ อาหารใด 1. เอนไซม A และ B จากลำไสเล็ก 2. เอนไซม A จากตอ มน้ำลาย เอนไซม B จากลำไสเ ลก็ 3. เอนไซม A จากตอมน้ำลาย เอนไซม B จากกระเพาะอาหาร 4. เอนไซม A จากกระเพาะอาหาร เอนไซม B จากตอมน้ำลาย 8. ขอ้ ใดบอกจำนวนฟนทค่ี รบชดุ สมบูรณและชนดิ ฟนที่สูญหายไดถ ูกตอ ง จากสตู รฟนขา้ งลางนี้ 1. จำนวนฟน คอื 23, ชนิดฟนทห่ี ายไป คือ ฟน ตดั 2. จำนวนฟน คอื 23, ชนิดฟนทห่ี ายไป คือ ฟน เขี้ยว 3. จำนวนฟน คือ 24, ชนิดฟน ที่หายไป คอื ฟนตัด 4. จำนวนฟน คอื 24, ชนดิ ฟนทีห่ ายไป คอื ฟน เขี้ยว 9. ข้อใดถูกตองเก่ียวกับเอนไซม A และเอนไซม B ก. ที่ pH 4.0 เอนไซม A และเอนไซม B ทำงานเสริมกัน ข. pH ที่เหมาะสมของเอนไซม A และเอนไซม B อยูเ หลอื่ มกนั ค. เอนไซม A ทำงานไดด ีในกระเพาะอาหาร สวนเอนไซม B ทำงานไดด ีใน ลำไสเ ลก็ ขอ้ ก 2. ขอ้ ค 3. ขอ้ ก และ ข 4. ขอ้ ก, ข และ ค 10. ขอ้ ใดเปนสาเหตุหลกั ที่ทำใหอ ุจจาระของคนปกตมิ สี นี ำ้ ตาลปนเหลือง 1. แบคทเี รียทตี่ าย 2. เศษพืช-ผกั ที่ไมถกู ยอย 3. เซลลผ วิ ของทางเดนิ อาหารทห่ี ลดุ ออก 4. ฮีมจากฮโี มโกลบินทไ่ี ดจากการสลายของเมด็ เลือดแดงที่หมดอายุ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-4- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 5 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) อาหารประเภทตาง ๆ ที่เราบริโภคโดยเฉพาะสารอาหารที่ใหพลังงานแก่รางกาย คือ คารโบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ลวนแตมีโมเลกุลขนาดใหญเกินกวาที่จะลำเลียงเข้าสูเซลลสวนตางๆ ของรางกายได จึงจำเปนตองมีอวัยวะและกลไกการทำงานตาง ๆ ที่จะทำใหโมเลกุลของสารอาหารเหลานี้มีขนาดเล็กลงจน สามารถลำเลยี งเข้าสเู ซลลไ ด เรียกวา “การยอ ย (Digestion)” 1.1 การจัดหาอาหารของสง่ิ มีชวี ิต (Nutrition Procurement) เราสามารถแบงสิ่งมชี ีวติ ตามรปู แบบการจัดหาอาหารได 2 พวกใหญ คือ 1) Autotroph คือ สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองไดจากสารอนินทรียผานกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง (Photosynthesis) เช่น สาหราย โปรติสตบางชนิด และพืช หรือผานการสังเคราะห ดว ยปฏิกิริยาทางเคมี (Chemosynthesis) เช่น แบคทีเรยี บางชนิด 2) Heterotroph คือ สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองไมได เช่น สัตว เราสามารถแบงสัตวออกไดเปน 3 กลุมตามชนดิ ของอาหารทกี่ ิน คอื 2.1 Carnivore คือ สัตวท ่ีกนิ สตั วเปนอาหาร เชน่ เสือ สิงโต แมว ปลาฉลาม และงู เปนตน 2.2 Herbivore คือ สัตวท ี่กนิ พชื เปนอาหาร เช่น วัว ควาย กระตา ย และหอยทาก เปน ตน 2.3 Omnivore คือ สตั วท กี่ นิ ทั้งพชื และสัตว เชน่ แมลงสาบ อีกา หมี และคน ถา หากแบง ตามวธิ ีการกินอาหารของสัตว จะแบง ออกไดเปน 4 กลุมคอื 1) Suspension feeder คือ สัตวที่กินอาหารโดยการกรองใหอาหารชิ้นเล็ก ๆ ที่อยูในน้ำลอดเข้าสู ทางเดินอาหาร เช่น วาฬบาลีน (Baleen whales) ใช้โครงสรางที่เรียกวา Baleen (a) ซึ่งมี ลักษณะเปนแผงตะแกรงที่หอยลงมาจากกรามดานบนกรองอาหารจากน้ำทะเล สวนหอยนางรม ใข้เหงือกกรองอาหารทอี่ ยใู นนำ้ แลว ใชข้ นเล็ก ๆ ปด เขา้ ปาก (b) (a) (b) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -5- 2) Substrate feeder คือ สัตวที่กินแหลงอาศัยเปนอาหาร เช่น ตัวออนของแมลงที่กินใบไมที่ ตวั เองเกาะอยู ไสเดอื นดินทก่ี ินดินทมี่ สี ารอินทรยี ผ สมอยู 3) Fluid feeder คือ สตั วทีด่ ดู กินสารอาหารที่เปนของเหลวจากสัตวอน่ื เชน่ ยงุ ผ้ึง เปนตน 4) Bulk feeder คอื สตั วท ี่กนิ อาหารเปน ชิ้นโต ๆ เช่น กงุ้ ปู นกอินทรยี  งู สตั วส ว นใหญ เปน ตน 1.2 กระบวนการยอยอาหาร การยอยอาหาร (Digestion) หมายถึงการทำใหสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญกลายเปน สารอาหารทมี่ โี มเลกลุ เลก็ ลงจนกระท่งั แพรผ า นเยอื่ หมุ เซลลได การยอยอาหารในรา งกายมี 2 วธิ ี คือ 1. การยอยเชิงกล (Mechanical Digestion) เปนกระบวนการทำใหอาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกตอการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมีตอไป เช่นการบดเคี้ยว การบีบตัวของทางเดิน อาหาร แตอยางไรก็ตามการยอยเชิงกลยังไมสามารถทำใหอาหารมีขนาดเล็กที่สุด รางกายจึง ไมสามารถดดู ซมึ สารอาหารเข้าเซลลไ ด 2. การยอยเชิงเคมี (Chemical Digestion) เปนการยอยอาหารใหมีขนาดเล็กที่สุด โดยการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหวางอาหาร กับ น้ำ โดยตรง และจะใช้เอนไซม (Enzyme) เข้าเรง ปฏกิ ิรยิ า เอนไซม เปนสารประกอบประเภทโปรตีนที่รางกายสรางขึ้นเพื่อทำหนาที่เรงอัตราการเกิด ปฎิกิริยาเคมีในรางกาย เอนไซมที่ใช้ในการยอยสารอาหารเรียกวา “ น้ำยอย ” เอนไซมมีสมบัติ ท่ีสำคัญ ดังนี้ 1. เปนสารประเภทโปรตนี ทส่ี รางขน้ึ จากเซลลข องสิง่ มชี วี ิต 2. ช่วยเรงปฎิกิริยาในการยอยอาหารใหเร็วขึ้นและเมื่อเรงปฎิกิริยาแลวยังคงมีสภาพ เดมิ สามารถใช้เรง ปฎกิ ริ ยิ าโมเลกลุ อืน่ ไดอ กี 3. มีความจำเพาะตอสารทีเ่ กิดปฎิกริ ยิ าชนิดหนึง่ ๆ 4. เอนไซมจะทำงานไดด เี ม่ืออยใู นสภาวะแวดลอมท่ีเหมาะสม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-6- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในการยอยเชิงเคมีตองอาศัยน้ำ (H2O) เข้ารวมดวยเสมอ การแตกสลายของ อาหารเปนโมเลกุลเล็กโดยใช้น้ำเข้ารวมในปฏิกิริยา เรียกวา ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) และเรยี กเอนไซมชนดิ ทที่ ำปฏิกริ ยิ ารว มกบั น้ำวา เอนไซมไ ฮโดรไลซ์ (Hydrolytic Enzyme) ดังที่กลาวมาข้างตนวาการยอยอาหารวิธีนี้มีผลทำใหอาหารถูกแปรสภาพจากขนาดใหญ ใหเปนโมเลกุลเลก็ จนสามารถดูดซมึ เขา้ ไปใชภ้ ายในเซลลได สวนทยี่ อยไมไดจะถูกขับออก 1.3 ตำแหนงการยอยอาหาร ตำแหนง ของการยอ ยอาหารมี 2 แบบคือ 1. การยอยภายในเซลล (Intracellular Digestion) การยอยภายในเซลล อาหารจะถูกนำเข้าสูเซลลโดยวิธี Endocytosis กลายเปน Food Vacuole จากนั้นเมื่อเข้าสูในเซลล Food Vacuole จะถูกยอยโดยเอนไซมในไลโซโซม อาหารที่ถูกยอยแลวจะถูกนำไปใช้ภายในเซลล สวนสารที่เหลือจะถูกลำเลียงออกนอกเซลลโดยวิธี Exocytosis พบในพวกโปรติสต เชน่ อะมบี า พารามีเซียม และพวกสัตว เช่น ฟองน้ำ เปน ตน 2 การยอยภายนอกเซลล (Extracellular Intracellular Digestion Extracellular Digestion Digestion) การยอยภายนอกเซลล อาหารจะอยู ภายในช่องทางเดินอาหารหรือภายนอกตัว กลุมเซลลหรืออวัยวะสรางน้ำยอยจะปลอย น้ำยอยออกมาแปรสภาพอาหารจนมีขนาด โมเลกุลเล็กสุด แลวจึงดูดซึมอาหารนั้นเข้าสู เซลล พบในสิ่งมีชีวิตที่มีระบบทางเดิน อาหารและพวกผูยอยสลายอินทรียสาร เช่น เห็ด รา และสัตวส วนใหญ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -7- 1.4 ทางเดนิ อาหาร ทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal tract; GI Tract) มี 2 ลักษณะคือ 1. ทางเดินอาหารแบบไมสมบูรณ (Incomplete Digestive Tract) ประกอบดวยช่องเปดเพียง 1 ชอ่ ง คืออาหารเขา้ ทางปากและกากอาหารออกทางเดยี วกัน (One hole sac) 2. ทางเดินอาหารแบบสมบูรณ (Complete Digestive Tract) ประกอบดวยช่องเปด 2 ช่องทำ หนาทีเ่ ปน ปากและทวารหนักตามลำดบั (Two hole tube) 1.5 กระบวนการจัดการอาหาร สัตวที่กินอาหารชิ้นโตจะตองมีกระบวนการตาง ๆ เพื่อใหไดโมเลกุลของสารอาหารที่เซลล จะนำไปใช้ได กระบวนการดงั กลา วประกอบไปดวย 1. Ingestion (การกนิ ) 2. Digestion (การยอ ย) 3. Absorption (การดดู ซึม) 4. Elimination/Egestion (การขับออก) 1.6 การยอ ยอาหารในสงิ่ มีชีวติ 1.6.1 การยอยอาหารของของรา ราจะปลอยเอนไซมออกไปยอยสารโมเลกุลใหญ เพื่อทำใหสารโมเลกุลขนาดใหญมีขนาด เลก็ ลงจากนน้ั จึงดดู ซมึ สารอาหารทม่ี ขี นาดเล็กเขา้ สูรางกาย สารอาหาร สารอาหาร เอนไซม เอนไซม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-8- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 5 1.6.2 โปรโตซวั โพรโทซัวคือสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคลายสัตวเพราะสรางอาหารเองไมได ไมมีผนังเซลล แตสามารถเคลื่อนที่ได ไมมีระบบทางเดินอาหารและระบบยอยอาหาร แตอาศัยสวนตาง ๆ ของเซลลในการนำอาหารเข้าสูเซลลและยอยภายในเซลล (Intracellular Digestion) เช่น อะมบี า และพารามเี ซยี ม 1. อะมบี า (Amoeba) อะมีบา (Amoeba) จะมีวิธีการนำอาหารเข้าสูเซลล โดยกระบวนการฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) โดยการยื่นสวนไซโทพลาซึมที่เรียกวา ซูโดโพเดียม (Pseudopodium) โอบลอมอาหารเข้าสูเซลลเกิดเปนฟูดแวคิวโอลแลวไป รวมกับไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งมีเอนไซมไลโซไซม (Lysozyme) อยูมากจึงเกิดการยอยแบบภายในเซลลข้ึน สารที่ยอยไดจะถูกดูดซึมเข้าสูไซโทพลาซึมในบริเวณ ใกลเคียง สวนกากอาหารหรือสารที่ยอยไมไดจะถูกขับ ออกจากเยอื่ หมุ เซลล 2. พารามีเซียม (Paramecium) พารามีเซียมเปนโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ดวยขนขนาดเล็ก เรียกวา ขนเซลล (Cilia) พารามีเซียมจะรับอาหารจากสิ่งแวดลอมเข้าสูเซลลทางรองปาก (Oral Groove) โดยซีเลียที่อยู บริเวณรองปากช่วยโบกพัดอาหารเข้าสูรองปาก จากนั้นอาหารจะถูกนำเข้าเซลลในรูป Food Vacuole ขณะที่ Food Vacuole เคลื่อนที่ไปจะมีการยอยอาหารเกิดขึ้นโดยเอนไซมจากไลโซ โซม ในที่สุดจะเหลือเพียงกากอาหารฟูดแวคิวโอลนี้จะเคลื่อนมาที่บริเวณใตรองปากเพื่อกำจัด กากอาหารออกทางชอ่ งเปด (Anal Pore) ซึง่ มีตำแหนงท่แี นน อน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -9- 3. ยกู ลีนา (Euglena) ยูกลีนาสามารถสรางอาหารโดยวิธีการสังเคราะหดวยแสงไดเนื่องจากมีคลอโรพลาสต ภายในคลอโรพลาสตมีโครงสรางที่เรียกวา pyrenoid อยูภายในซึ่งทำหนาที่ในการสังเคราะห และสะสมโพลีแซ็คคาไรด (Polysaccharide) นอกจากน้ียูกลีนายังดำรงชีพดวยการรับอาหาร จากส่งิ แวดลอ มที่มีอินทรยี สารละลายอยูในปริมาณสูงได 2 วิธี คอื 1. การดูดเอาอินทรยี ส ารผา นเยอ่ื หมุ เซลลเข้าสภู ายในเซลลโ ดยตรง 2. ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคนแฟลกเจลลัม (Gullet) ซึ่งที่ปลายบนสุดของช่องนี้จะมีปาก | (Mouth) เปดอยูอ าหารที่ลอยอยูในน้ำจะผานเข้าสูชอ่ งน้ีแลวเข้าสภู ายในเซลล 1.6.3 ฟองนำ้ (Sponge) ฟองน้ำไมมีทางเดินอาหารมีเพียงรูเปดเล็กๆ ข้างลำตัวเรียกวา ออสเตีย (Ostia) ทำหนาที่ เปนทางน้ำไหลเข้าสูลำตัวฟองน้ำซึ่งเปนการนำอาหารเข้าสูลำตัว สวนรูเปดดานบนลำตัวเรียกวา ออสคูลัม (Osculum) ทำหนาที่เปนทางน้ำออก การยอยอาหารของฟองน้ำอาศัยเซลลที่มีลักษณะ พเิ ศษซ่ึงมี 2 ชนิดคือ 1. โคแอนโนไซต (Choanocyte) เปนเซลลที่มีแฟลกเจลลัมและมีปลอก (Collar) โดย โคแอนโนไซตใช้แฟลกเจลลัมโบกพัดอาหารอยูตลอดเวลาทำใหเกิดการไหลเวียนของ อาหาร ตัวเซลลโคแอนโนไซตนำอาหารเข้าสูเซลลโดยฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) ผานทางปลอกเกิดเปนฟูดแวคิวโอล จากนั้นฟูดแวคิวโอลจะรวมกับเอนไซมในไลโซโซม ทำใหอาหารมขี นาดเล็กลง 2. อะมีโบไซต (Amoebocyte) มีลกั ษณะคลายอะมีบา สามารถ นำสารอินทรียขนาดเล็กเข้าสู เซลลและยอยอาหารภายใน เซลลแลวสงอาหารที่ยอยแลว ไปยังเซลลอ ืน่ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-10- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 5 1.6.4 ไฮดรา (Hydra) ไฮดราเปนสัตวที่มีทางเดินอาหารไมสมบูรณ โดยไฮดราจะใช้อวัยวะคลายหนวด เรียกวา เทนทาเคลิ (Tentacle) ท่ีมเี ขม็ พษิ (Nematocyst) ซ่ึงมีอยูรอบปากในการจับเหย่ือ อาหารของไฮดรา คือ ตัวออนของกุ้ง ปูและไรน้ำเล็ก ๆ ตอจากนั้นจะสงเหยื่อเข้าปาก ทางเดินอาหารของไฮดราอยู กลางลำตัวเปนถุงกลวงเรียกวา Gastrovascular Cavity ซึ่งบุดวยเซลลทรงสูงเรียกวาชั้นแกสโตร- เดอมิส (Gastrodermis) เปน เย่ือช้นั ในบุช่องวางของลำตัวซง่ึ ประกอบดว ย 1. เซลลตอม (Gland Cells) เปนเซลลที่สรางน้ำยอยและปลอยออกมาซึ่งการยอยอาหารโดย เซลลต อ มจดั เปนการยอ ยอาหารแบบนอกเซลล 2. นวิ ทริทิพเซลล (Nutritive Cells) มี 2 ชนิดคอื 2.1 แฟลเจลเลตเซลล (Flagellate Cell) มีเฟลเจลลัม 2 เสน ทำหนาที่โบกพัดใหเกิดการ หมุนเวียนของน้ำ ภายในช่องแกสโทรวาสคิวลาร และโบกพัดใหกากอาหารเคลื่อนที่ออกทาง ปากตอไปบางเซลลคลาย 2.2 อะมบี อยดเ ซลล (Amoeboid Cell) ทำหนาทยี่ ่นื เทา เทยี มออกมาลอมจับอาหาร 1.6.5 พลานาเรีย พยาธิใบไม และพยาธิตัวตืด 1.6.5.1 พลานาเรีย (Planaria) ทางเดินอาหารของพลานาเรียเปนแบบ 3 แฉก เรียกวา ไดเวอรทิคิวลัม (Diverticulum) โดยแตละแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหารแตกแขนงยอยออกไปอีก ปากอยูบริเวณกลางลำตัว ตอจากปากเปนคอหอย (Pharynx) มีลักษณะคลายงวงยาวหรือโพเบอซิส (Proboscis) มีกลามเน้ือ แข็งแรง ทำหนาที่จับอาหารเข้าสูปาก กากอาหารที่เหลือจากการยอยและการดูดซึมจะถูกขับออกทาง ช่องปากเช่นเดิม การยอยอาหารของพลานาเรียเปนการยอยภายนอกเซลล นอกจากนี้เซลลบุผนัง ช่องทางเดนิ อาหารยังสามารถฟาโกไซโทซสิ จับอาหารเขา้ มายอ ยภายในเซลลไ ดด ว ย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -11- 1.6.5.2 พยาธใิ บไม มีทางเดินอาหารคลายพลานาเรีย แตทางเดินอาหารสวนลำไส ไมแตกกิ่งก้านสาขา มีลักษณะคลายอักษรรูปตัววาย (Y–shape) ทางเดินอาหารของพยาธิใบไมประกอบดวยปากปุมดูด (Oral sucker) ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต ตอจากปากเปนคอหอย (Pharynx) ตอจากคอหอยเปน หลอดอาหารส้ัน ๆ ซ่ึงจะตอ กับลำไส (Intestine) 1.6.5.3 พยาธิตัวตืด ไมมีระบบทางเดินอาหาร เพราะอาหารที่ไดรับเข้าสูรางกายสวนใหญถูกแปรสภาพ เรียบรอยแลวโดยผูถูกอาศัยใช้กระบวนการแพรของสารอาหารที่ยอยแลวเข้าสูรางกาย สวนหัว จะมอี วยั วะดดู เกาะ (Sucker) หลายอนั กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-12- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 5 1.6.6 หนอนตวั กลม (Round Worm) หนอนตัวกลม เปนสัตวพวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ ประกอบดวย ปาก (Mouth) คอหอย (Pharynx) ซึ่งมีลักษณะเปนทอยาวที่มีกลามเนื้อบุผนังหนามาก ช่องภายในค่อนข้างแคบ การบีบตัวคลาย ตัวของกลามเนื้อบุผนังคอหอยจะทำใหเกิดแรงดูดทำใหอาหารเคลื่อนเข้าสูลำไส (Intestine) ซึ่งเปนทอ ยาว มีลนิ้ ปด-เปด ระหวา งลำไสก บั คอหอย การยอ ยอาหารและดูดซับอาหารเกดิ ขนึ้ ภายในลำไส จากน้นั ขับ กากออกทางทวารหนัก (Anus) สำหรับหนอนตัวกลมที่เปนปรสิตมักจะกินเนื้อเยื่อตาง ๆ หรือกินอาหารที่ ยอยแลวของผูถกู อาศยั 1.6.7 ไสเ ดอื นดนิ (Earth Worm) เปนสตั วท่อี ยใู นไฟลมั แอนนลิ ดิ ามรี ะบบทางเดนิ อาหารแบบสมบรู ณ ทางเดนิ อาหารของไสเดือนดนิ ประกอบดว ย 1. ปาก (Mouth) เปน ช่องเปด ท่อี ยูปลองแรกสดุ 2. คอหอย (Pharynx) มีกลามเน้ือหนาช่วยในการฮบุ กนิ 3. หลอดอาหาร (Esophagus) เปน ทอขนาดเลก็ กวาคอหอย 4. กระเพาะพกั อาหาร (Crop) เปน ถุงที่มีผนงั บาง ทำหนาทบ่ี ดอาหาร 5. ก๋นึ (Gizzard) มลี ักษณะเปน กระเปาะกลมเลก็ ผนงั หนา ถาบบี ดจู ะแขง็ ทำหนาทบี่ ดอาหาร 6. ลำไส (Intestine) อยูตอจากกึ๋น ทอดไปตามความยาวของลำตัว เซลลที่บุผนังลำไสจะปลอย น้ำยอยออกมายอยอาหารสารอาหารที่ไดจะถูกดูดซึมเข้ารางกาย โดยผนังลำไสจะมวนตัวยื่นเข้ามา ในลำไสเรียกวา Typhlosole ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสูระบบเลือด เพ่ือลำเลียงไปยงั สว นตาง ๆ ของรางกาย 7. ทวารหนัก (Anus) เปนช่องเปดทายสุดที่อยูตอจากลำไส อาหารที่ยอยไมไดจะถูกขับออก ทางชอ่ งน้ี กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -13- 1.6.8 กุ้งและแมลง อารโทพอดมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ ทางเดินอาหารแตละสวนจะมีการเปลี่ยนแปลงและ มีความซบั ซอ้ นมากกวาสตั วท่กี ลาวมาแลวทงั้ หมด เช่น 1.6.8.1 กุง้ กุ้ง เปนสัตวขาปลองจัดอยูในไฟลัมอารโทโพดา มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ โดยทางเดินอาหาร แบง เปน 3 ตอน คือ 1. ทางเดินอาหารตอนหนา (Foregut) ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบปาก 3 คู่ ช่วยในการกินเคี้ยว อาหารและ มีตอมน้ำลาย (Salivary gland) ทำหนาที่สรางน้ำยอย มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ซึ่งกระเพาะอาหารของก้งุ ทำหนา ที่ 2 อยาง คอื เปน ทพี่ กั และบดอาหาร 2. ทางเดินอาหารตอนกลาง (Midgut) เปนสวนท่ีอยูถัดจาก กระเพาะอาหาร และมีช่องรับ น้ำยอยทางเดินอาหารสวนนี้ จึงทำหนา ที่ในการยอยอาหาร 3. ทางเดินอาหารตอนปลาย (Hindgut) เปนสวนที่เรียกวา ลำไส เปนทอเล็ก ๆ พาดไปทาง ดานหลังของลำตัว และไปเปด ออกที่สวนทายของสวนทอง เรยี กวา ทวารหนัก 1.6.8.2 แมลง เปนสัตวในกลุมขาปลองจัดอยูในไฟลัมอารโทโพดา ทางเดินอาหารเปนแบบสมบูรณ ปากของแมลง มกี ารเปล่ยี นแปลงและแตกตางออกไป ใหม คี วามเหมาะสมกับสภาพของอาหารทแ่ี มลง แตละชนิดกิน แตแมลงจะมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอด อาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญอยูบริเวณทรวงอก และกระเพาะบดอาหาร (Gizzard) ช่วยในการกรองและบดอาหาร มีตอมสรางน้ำยอย (Digestive Gland) มีลักษณะคลายนิ้วมือ 8 อัน ยื่นออกมาจากทางเดนิ อาหารระหวา ง Foregut และ Midgut กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-14- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 1.6.9 การยอ ยอาหารของปลา ปลาเปนสตั วม กี ระดูกสันหลัง จัดอยูในไฟลมั คอรด าตา (Chordata) ปลามีท้งั ปลาปากกลมซง่ึ เปน ปลาที่ไมมีขากรรไกรขอบของปากและลิน้ มีฟนใชข้ ดู เนือ้ และดดู กนิ เลอื ดสตั วอ่นื ปลาฉลามมีปากอยูทางดานลางและมีฟนจำนวนมาก ฉลามมีลำไสสั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมี ลกั ษณะเหมือนบนั ไดเวียน (Spiral Valve) ช่วยในการถว งเวลาไมใ หอ าหารเคลอื่ นตวั ไปเร็ว พวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟนรูปกรวย มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปาก ทำหนาที่รับสัมผัส พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม ปลาพวกนี้จะมีลำไสสั้น สวนปลา กินพชื เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมีลำไสยาว ปลาปากกลม ทางเดินอาหารของปลาฉลาม ทางเดนิ อาหารของปลากนิ พืชและปลากนิ เน้ือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -15- 1.6.10 การยอยอาหารของสัตวปก บางชนดิ นก เปด ไก่ เปนสัตวมีกระดูกสันหลังจัดอยูในไฟลัมคอรดาตา (Chordata) ทางเดินอาหาร ประกอบดวยปากซึ่งไมมีฟน ตอมน้ำลายเจริญไมดีแตสรางเมือกสำหรับคลุกเคลาอาหารและ หลอ ล่นื ได มีคอหอยสน้ั หลอดอาหารยาว มีถงุ พกั อาหาร (Crop) ซ่ึงทำหนาทีเ่ กบ็ อาหารสำรองไวยอย ภายหลัง กระเพาะอาหารแบงออกเปน 2 สวนคือ กระเพาะตอนหนาหรือกระเพาะยอย (Proventriculus) ทำหนาที่สรางน้ำยอยและกระเพาะอาหารตอนทายหรือกระเพาะบด (Gizzard) ตอจากกระเพาะบดเปนลำไสเล็ก ลำไสใหญ สวนทายเปนโคลเอกา (Cloaca) ที่มีทอไตและ ทอของระบบสบื พันธมุ าเปดเขา้ ดว ยกัน และทวาร (vent) ซง่ึ เปน สว นทา ยสดุ 1.6.11 การยอยอาหารของสตั วเ คีย้ วเอ้ือง สัตวเคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ เปนสัตวที่กินพืชอาหารเปนหลัก ซึ่งจะมีโครงสราง ของทางเดนิ อาหารแตกตา งจากคนและสตั วกินเนื้ออืน่ ๆ อยู 2 ประการ คือ 1. การมีทางเดินอาหารที่ยาวมากๆ อาจยาวมากถึง 40 เมตร ทำใหระยะเวลาในการยอย และการดูดซึมสารอาหารนานยิ่งขึ้น และสภาพของกระเพาะอาหารค่อนข้างเปนกรด กระเพาะอาหาร ของววั และควายยงั แบงออกเปน 4 สว นโดยกระเพาะอาหาร 3 สว นแรก เปนสว นทขี่ ยายขนาดขน้ึ ของ หลอดอาหารไมมีการสรางน้ำยอยในการยอยอาหาร กระเพาะอาหารสวนที่ 4 เปนกระเพาะอาหาร จรงิ กระเพาะอาหาร ทง้ั 4 สวนไดแก่ 1.1 กระเพาะผาขี้ริ้วหรือรูเมน (Rumen) เปนกระเพาะอาหารที่มีจุลินทรีย พวกแบคทีเรียและโพรโทซัวจำนวนมาก จุลินทรียเหลานี้สามารถสรางน้ำยอย เซลลูเลสช่วยยอยสลายสารเซลลูโลสจากพืชที่กินเข้าไปได และยังสามารถ สังเคราะหกรดไขมันจากสารคารโบไฮเดรตที่ยอยได สังเคราะหกรดอะมิโนจากยูเรีย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-16- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 5 และแอมโมเนียหรือไดจากการยอยสลายโปรตีนจากพืช อาหารเหลานี้จะถูกสงเข้าสู กระเพาะอาหาร สวนเรตคิ วิ ลมั และโอมาซมั ตอไป 1.2 กระเพาะรวงผึ้งหรือเรติคิวลัม (Reticulum) กระเพาะรวงผึ้งหรือเรติคิวลัม ทำหนาที่ยอยนม เมื่อโค กระบือยังเล็กอยู และมีแบคทีเรียเช่นเดียวกับกระเพาะ อาหารสวนแรก นอกจากน้ีสัตวเคี้ยวเอื้องยังสามารถสำรอกอาหารจากกระเพาะ รวงผ้งึ ออกมาเคยี้ วเออ้ื งเปน คร้ังคราวเพื่อบดเสนใยใหล ะเอียด 1.3 กระเพาะสามสิบกลีบหรือโอมาซัม (Omasum) ทำหนาที่ผสมและบดอาหาร นอกจากน้ียังดดู ซมึ และซับนำ้ จากกระเพาะผา ข้รี ิว้ ดว ย 1.4 กระเพาะจริงหรืออะโบมาซัม (Abomasum) เปนสวนกระเพาะอาหารจริง มีการยอยอาหารและจุลินทรียไปพรอมๆ กัน แลวจึงสงอาหารตอไปยังลำไสเล็กเพื่อ ยอยใหสมบูรณ ดังนั้น วัว ควาย จึงไดสารอาหารจากอาหารและจุลินทรียไป พรอม ๆ กัน จึงเพียงพอตอความตองการ เมื่ออาหารยอยในกระเพาะอาหารแลวจะ ผาน เข้าสูลำไสเล็กตอนตนจะมีการยอยโปรตีนไขมันและแปงจากน้ำยอยของตับ ออนและน้ำดีจากตับจะช่วยใหไขมันแตกตัวและยอยไดง่ายขึ้น ตอจากนั้นจึงดูดซึม เข้าสูระบบหมนุ เวียนโลหิตตอ ไป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -17- 2. การมีไสติ่งขนาดใหญ ไสติ่งของสัตวกินพืชจะมีขนาดใหญและก็เปนบริเวณที่มีการยอย อาหารโดยจุลินทรียเช่นกัน ทำใหวัวและควายยอยอาหารที่ประกอบดวยเซลลูโลสเปนสวนใหญ ได เปนอยางดี สำหรับไสติ่งของสัตวกินเนื้อจะมีขนาดเล็กมีหนาที่เปนแหลงสำรอง (Reservoir) จุลินทรีย ในลำไส สรุปการยอยอาหารของสัตวเ คยี้ วเอ้ือง กินเขา้ ไปเคี้ยวครั้งท่ี1 ---> รเู มน ---> เรตคิ ิวลมั ---> สำรอกมาเคี้ยว ใหมเ ปนคร้งั ทสี่ อง ---> โอมาซัม ---> อะโบมาซัม ---> ลำไสเ ล็ก ---> ลำไสใหญ ---> ทวารหนกั ทางเดนิ อาหารของสัตวเคี้ยวเอือ้ ง เปรยี บเทยี บทางเดนิ อาหารของ สัตวกินพืชและสัตวก ินเน้ือ ภาพเปรยี บเทยี บทางเดนิ อาหารของสัตวก ินพืชและสัตวกินเน้ือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-18- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปท ่ี 5 1.7 การยอ ยอาหารในคน ระบบยอยอาหารของคนประกอบดวยสวนที่เปนทอทางเดินอาหารซึ่งมักแบงเปนตอน ๆ ซึ่งแตละ ตอนมอี วยั วะตาง ๆ ท่ีทำหนา ท่แี ตกตา งกัน ระบบยอยอาหารของคนประกอบดวยสว นตา ง ๆ ดังนี้ อวยั วะชว่ ยในการยอ ยอาหาร ทอ ทางเดนิ อาหาร 1. ปาก (Mouth) ทีป่ ากพบการยอ ย 2 แบบ ไดแ ก่ 1.1 การยอ ยเชิงกล เกิดจากการบดเคย้ี วของฟนช่วยทำใหอ าหารมขี นาดเล็กลง ภายในช่องปากประกอบดวยฟนซึ่งทำหนาที่บดอาหารมีรูปราง จำนวน และการเรียงตัว แตกตางกันไปตามชนิดของสัตว ซึง่ ในมนษุ ยมฟี นทั้งหมด 4 ชนิดคือ 1. ฟน ตัด (Incisor : I ) ทำหนาทีต่ ดั อาหาร 2. ฟน ฉีกหรอื ฟน เขยี้ ว (Canine : C) ทำหนาทีฉ่ ีกอาหารแยกจากกนั 3. ฟน กรามหนา (Premolar : P) ทำหนา ท่เี คย้ี วและบดอาหาร 4. ฟนกรามหลัง (Molar : M) ทำหนาที่เค้ียวและบดอาหาร ฟน ของคนมีทง้ั หมด 2 ชุดคอื 1. ฟน นำ้ นม (Milk Teeth) มี 20 ซีเ่ รม่ิ ขนึ้ เมื่ออายุ 6 เดอื น ขนึ้ ครบเมื่ออายุ 2 ขวบ !:#:!:$ ประกอบดวย I : C : P : M = !:#:!:$ * ฟนน้ำนมไมม ี Premolar 2. ฟนแท (Permanent Teeth) มี 32 ซี่ เริ่มขึ้นตอน 6 ขวบ โดยดันฟนน้ำนมเดิมใหหลุด ออกไปหรือขน้ึ ตรงตำแหนงทไ่ี มเคยมีฟนน้ำนมมากอ่ นกไ็ ด !:#:!:% ประกอบดว ย I : C : P : M = !:#:!:% กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -19- . การจัดเรยี งตัวของฟน ในคน ฟนของสัตวที่กินอาหารตางชนิดกันจะมีการจัดเรียงฟนที่แตกตางกันโดยสัตวที่กินเนื้อเปนอาหาร (Carnivore) จะมีฟนตัดและฟนฉีกที่มีขนาดใหญเพื่อใช้ในการลาและฉีกเหยื่อเปนชิ้นเล็ก ๆ มีฟนกรามที่ แหลมเพื่อใช้ในการบดเคี้ยว สัตวที่กินพืชเปนอาหาร (Herbivore) จะมีฟนกรามที่มีขนาดกวางและมีสันนูน ออกมาเพื่อใช้ในการบดเนื้อเยื่อของพืช และมีฟนตัดและฟนฉีกที่มีขนาดเล็กหรืออาจไมมีเลยไมสัตวกินพืช บางชนิด สัตวที่กินทั้งพืชและสัตว (Omnivore) จะมีฟนตัด ฟนฉีก ฟนกรามที่มีขนาดเทา ๆ กันเพื่อให เหมาะสมกบั อาหารที่กนิ เข้าไป ฟน ของสัตวแตล ะชนดิ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-20- เอกสารประกอบการเรยี นรายวิชา ว32241 ชวี วทิ ยา 3 ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ 5 • โครงสรา งของฟน ฟน แตล ะซี่มโี ครงสรางแบงเปน 2 สวน คอื 1) ตัวฟน (Crown) คือสวนที่โผลพนเหงือกหรือโผลออกจากกระดูกขากรรไกร เมือ่ ผา ตามยาวจะเห็นสวนประกอบของตวั ฟนดังนี้ 1.1 ชั้นสารเคลือบฟน (Enamel) อยูชั้นนอกสุดเปนสารสีขาวเนื้อแนน ประกอบดวยแคลเซียม เปนสวน ที่แข็งแรงทนทานทำหนาที่ปกปองเนื้อฟนไมให ไดรบั อนั ตรายและใช้สำหรบั บดเคี้ยวอาหาร 1.2 ชั้นเนื้อฟน (Dentin) เปนสวนที่สารเลือบฟนหุมไว ซึ่งเปนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ หนามากประกอบดวยแคลเซียมปริมาณมาก เนื้อฟนจะยาวไปถึงรากฟน ภายในมี โพรงฟน (Pulp Cavity) ซึ่งเปนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ออนนุม มีเสนเลือดและ เสนประสาทมาก เสนเลือดและเสนประสาทจะเข้าสูสวนในของฟนทางรากฟน ซึ่งมีสวนติดตอกันเรียกวา คลองรากฟน (Root Canal) สวนประกอบทางเคมีของ สารเคลือบฟน (Enamel) และเนื้อฟน (Dentin) ของฟนคนสวนใหญเปนแคลเซียม ฟอสเฟตและแคลเซียมฟลูออไรด นอกจากนี้ก็เปนแคลเซียมคารบอเนต แมกนีเซียม ฟอสเฟต เกลอื อนื่ ๆ และอินทรียวตั ถตุ า งๆ 2) รากฟน (Root) เปนสวนที่อยูในเหงือก และเปนสวนของฟนที่ฝงอยูในช่องกระดูก ขากรรไกรและยึดติดกับกระดูกโดยเนื้อเยื่อเกี่ยวฟนที่แข็งแรง มีจำนวน 1-3 รากขึ้นอยูกับ ชนิดของฟน รากฟนมีสารที่เรียกวา ซีเมนตัม (Cementum) ที่ทำหนาที่เคลือบเนื้อฟนบริ เวณรากฟน เอาไวแ ละช่วยยึดติดฟน ใหแ นนกบั เน้ือเยื่อเกยี่ วพันของกระดกู ขากรรไกร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -21- 1.2 การยอยเชิงเคมี ซึ่งเกิดจากเอนไซมอะไมเลส (Amylase) ซึ่งทำหนาที่ยอยแปงและไกลโคเจนให มีขนาดเล็กลง โดยเอนไซมอะไมเลสถูกสรางจากตอมน้ำลาย ตอมน้ำลายทำหนาที่สรางน้ำลายแลวสงเข้าไปใน ปากทางทอน้ำลาย น้ำลายที่สรางขึ้นมี 2 ชนิด คือ น้ำลายชนิดใส (มีเอนไซมอะไมเลสมาก)และ น้ำลายชนิด เหนยี ว (มีเมอื กสำหรับหลอ ล่นื มาก) ต  อ ม น ้ ำ ล า ย ( Salivary Gland) ม ี อ ย ู  3 คู่ 3 ตำแหนง คอื 1. ตอมน้ำลายใตกกหู (Parotid Glands) อ ย ู  ด  า น ห น  า ข อ ง ก ก ห ู ม ี ข น า ด ใ ห ญ  ท ี ่ สุ ด ปลอยน้ำลายออกมาตามทอ น้ำลายมีองค์ประกอบ เปนน้ำ เกลือ และเอนไซมอะไมเลสยอยแปง แตไม สรางมิวซิน (Mucin) ซง่ึ เปนเมอื กนำ้ ลายจงึ มลี กั ษณะ ใส และมีน้ำมากตอมน้ำลายใตกกนี้ถาเกิดการติดเชื้อ ไวรัสจะทำใหอาการคางทูม (Mumps) ตอมนี้สราง นำ้ ลายประมาณ 25% 2. ตอมน้ำลายใตลิ้น (Sub-lingual Glands) อยูบริเวณใตลิ้น เปนตอมน้ำลายที่เล็กที่สุด น้ำลาย มลี กั ษณะเหนียวมากกวา ใสมเี มือกมาก แตมเี อนไซมอ ะไมเลสนอ ยตอมนสี้ รา งนำ้ ลายประมาณ 5% 3. ตอมน้ำลายใตขากรรไกร (Sub-Mandibular Glands) เดิมเรียกวา Sub-Maxillary Glands อยูใตขากรรไกรลางสงน้ำลายออกมาตามทอ สรางน้ำลายชนิดใสมากกวาชนิดเหนียวตอมนี้สราง น้ำลายประมาณ 70% • ลิ้น (Tongue) เปนกลามเนื้อโครงราง มีเยื่อปกคุลม ลิ้นทำหนาที่รับรสชาติอาหารโดยมีหนวยรับรู ส า ร เ ค มี ( Chemoreceptor) ในการรับรสอาหาร แ ล ะ ค ล ุ ก เ ค ล า อาหารใหเปนก้อน เ ร ี ย ก ว  า โ บ ลั ส (Bolus) แลวชว่ ย สง อาหารเข้าสูทางเดิน อาหารสว นถดั ไป กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-22- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปท ี่ 5 2. คอหอย (Pharynx) คอหอยคือเปนทางผานของอาหารและทางเดินหายใจ เวลากลืนอาหารจะมีระบบประสาทมาควบคุม ใหฝ าปด กลอ งเสียง (Epiglottis) มาปดช่องเสยี ง (Glottis) โดยแบงเปน 3 ระยะดงั น้ี 1. The Oral Phase เปนการเริ่มตนการกลืน ซึ่งอยูภายใตอำนาจของจิตใจเมื่ออาหารพรอมที่จะถูก กลืนก็จะถกู มวนเข้าไปในคอหอย (Pharynx) โดยอาศัยการดันของลิน้ 2. The Pharyngeal Phase เริ่มจากที่เพดานออน (Soft Palate) จะถูกดึงปดทางติดตอกับ โพรงจมูก (Nasal Cavity) เพื่อไมใหอาหารเข้าไปในโพรงจมูกและเปดทางในโพรงจมูก และ เปด ทางใหอ าหารเคลอ่ื นเข้าไปทค่ี อหอย และฝาปด กลองเสียง (Epiglottis) จะยกปดหลอดลมและ ช่วยใหกลามเนื้อหูรูดตอนบนของหลอดอาหาร คลายตัว และขณะที่กลมเนื้อหูรูดตอนบนคลายตัว เพื่อรบั อาหาร กลามเน้ือทีผ่ นังคอหอยจะหดดันอาหารเข้าไปในหลอดอาหารตอนบน 3. The Esophageal Phase เมื่ออาหารผานเข้าไปในหลอดอาหาร กลามเนื้อหูรูดของหลอดอาหาร จะปด ฝาปดกลองเสียงจะเปด มีการบีบตัวของหลอดอาหารแบบเพอริสตัลซิส (Peristalsis) ตามปกตอิ าหารจะเคล่ือนทผี่ านหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหารจะใชเ้ วลาประมาณ 5-10 วินาท่ี ถาอาหารท่กี ลืนอยใู นสภาพของเหลวจะทำใหก ารเคล่อื นที่ผา นหลอดอาหารไดเรว็ ข้นึ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรื่อง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -23- 3. หลอดอาหาร (Esophagus) หลอดอาหารเปนทอกลามเนื้อยาวประมาณ 25 cm ไปสิ้นสุดที่กระเพาะอาหาร ลักษณะสำคัญ ที่เกีย่ วขอ้ งกบั การยอยในหลอดอาหาร ไดแก่ 1. หลอดอาหารเปน กลามเนอ้ื ไมม กี ารดดู ซมึ 2. หลอดอาหารมตี อมขบั นำ้ เมอื ก (Mucous Gland) กระจายอยทู ่วั ไป น้ำเมือกเหนยี วข้นทห่ี ล่งั ออกมาจะช่วยในการหลอ ลื่นอาหาร ทำใหอาหารผา นไปยังกระเพาะอาหารไดส ะดวกมากขนึ้ 3. อาหารท่ีเคล่ือนผานไปตามหลอดอาหารไดโ ดยการหดตวั ของกลามเนอื้ หลอดอาหารซึง่ จะหดและ คลายตัวเปนจังหวะเปน ชว่ ง ๆ ตอเน่ืองกนั เรียกวา เพอริตลั ซิส 4. สวนปลายของหลอดอาหารทีม่ ลี ักษณะเปน หรู ูด ทเี่ รียกวา (Lower Esophageal Sphincter)” ซึง่ จะเปด เพอ่ื ใหอาหารลงสูก ระเพาะอาหาร และรบี ปด เพ่ือปอ งกันไมใหอ าหารไหลยอนกลบั 4. กระเพาะอาหาร (Stomach) กระเพาะอาหารวางตัวอยูทางดานซ้ายของช่องทองในสภาพไมมีอาหารบรรจุอยูมีปริมาตรเพียง 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แตเมื่อมีอาหารจะขยายไดถึง 10 -40 เทา กระเพาะอาหารแบงออกเปน 4 สวน คือ สวนตน เรียกวาสวนคารดิแอค (Cardiac Region) เปนสวนใกลหัวใจและอยูติดอยูกับหลอดอาหาร กระเพาะอาหารสวนที่สอง เรียกวาฟสดัส (Fundus) มีขนาดเล็กอยุเหนือระดับคารดิแอคสฟงเตอร สวนที่สาม คือ บอดี (Body) เปนพื้นที่สวนใหญของกระเพาะ และสวนสุดทาย คือ ไพลอรัส (Pylorus) หรือ แอนทรัม (Antrum) สวนน้อี ยูต ดิ กบั ลาไสเลก็ สวนตน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-24- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 5 4.1 กระเพาะอาหารมกี ลามเน้ือหรู ดู อยู 2 บริเวณ คือ 1. Cardiac Sphincter เปน กลา มเนื้อหูรดู สว นที่ติดตอ กับหลอดอาหาร ปองกนั ไมใหอาหารทอี่ ยู ในกระเพาะเคล่อื นข้ึนกลับไปในหลอดอาหาร 2. Pyloric Sphincter เปนกลามเนือ้ หรู ูดสวนทตี่ ดิ ตอกับผนงั ลำไสเลก็ ตอนตน ปอ งกันไมใหอาหารทอี่ ยูในกระเพาะเคลอื่ นท่ี ลงสลู ำไสเล็กเรว็ เกินไป 4.2 ผนงั ของกระเพาะอาหารแบงออกเปน 4 ชน้ั ซ่ึงเรียงจากดานใน สดุ ออกมาดานนอกสดุ ดงั น้ี 1. ชั้นเยื่อเมือก (Mucosa) เปนผนังกระเพาะอาหารที่บุอยูชั้นในสุด ประกอบดวยตอมสรางน้ำยอย และสารช่วยในการยอย พรอมรูเปดของตอม ซึ่งผนังของเนื้อเยื่อชั้นนี้มีลักษณะเปนรอยยนเรียกวา รูกี (Rugae) และมีเมอื กคลุมบางๆ เพือ่ ปอ งกันน้ำยอยท่เี ปน กรดไมใหท ำอนั ตรายตอ เย่ือบุกระเพาะอาหารเอง 2. ชั้นใตเยื่อเมือก (Submucosa) เปนผนังสวนที่ถัดจากชั้นเยื่อเมือก ประกอบดวยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue) เปนหลัก ทำหนาที่ช่วยยึดระหวางชั้นกลามเนื้อ และชั้นเยื่อเมือกไวดวยกัน ซึ่งชั้นนี้ จะมีเสนประสาท หลอดเลอื ด และทอน้ำเหลืองมาเล้ียงจำนวนมาก 3. ชัน้ กลา มเนื้อ (Muscle layers) ประกอบดว ยกลามเนอ้ื เรียบท่ีเรยี งตวั กนั 3 ชน้ั คอื 3.1 ช้ันในทว่ี างตวั ในแนวเฉยี ง 3.2 ชัน้ กลางที่วางตัวเปนวงลอ มรอบ 3.3 ชั้นนอกทีว่ างตัวตามแนวยาวของกระเพาะอาหาร กลา มเนื้อเหลาน้ี จะทำหนาทีช่ ่วยในการเคล่ือนไหว การคลายตัว และการบีบรดั ของกระเพาะอาหาร ในขณะทีม่ ีการยอยอาหาร 3. ชั้นนอก (Serosa) เปนชั้นที่ประกอบดวยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุมคลุมผิวนอกของชั้นกลามเนื้อ กระเพาะอาหาร และเชื่อมติดกับเยื่อแขวนกระเพาะ (Omentum) ทำหนาที่สรางสารหลอลื่น ไมใ หอวัยวะภายในช่องทอ งเสียดสกี ัน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -25- ภายในกระเพาะอาหารบุดวยเซลลบุผิวซึ่งเรียงตัวเปนตอมแกสตริก (Gastric gland) ประกอบดวย เซลลทีส่ ำคัญ 3 ชนดิ คอื 1. ชีฟเซลล (Chief Cell) หรือไซโมเจนิกเซลล (Zymogenic Cell) สรางเอนไซมในรูป โปรเอนไซมช อื่ เพปซโิ นเจนและโพรเรนนนิ นอกจากน้ยี ังหลัง่ แกสตริกไลเปส 2. พาริเอตัลเซลล (Parietal Cell) หรือออกซินติกเซลล(Oxyntic Cell) สรางกรดเกลือ (HCl) ทชี่ ่วยในการเปล่ียนโปรเอนไซมไ ปเปนเอนไซม 3. มิวคัสเซลล (Mucus Cell) ทำหนาที่สรางเมือก (Mucus) มีฤทธิ์เปนเบสไปปองกันชั้นเยื่อเมือก ของกระเพาะ ไมใ หเ ปน อนั ตรายจากกรดและน้ำยอยเพปซิน นอกจากตอมแกสตริกแลวกระเพาะอาหารยังมี เอนเทอโรเอนโดไครนเซลล (Enteroendocrine Cells) ทำหนาที่หลั่งฮอรโมนแกสตริน (Gastrin) เซโรโทนิน (Serotonin) ฮีสตามีน (Histamine) และ โซมาโตสเตติน (Somatostatin) 4.3 การยอ ยอาหารในกระเพาะอาหาร 1. การยอ ยเชิงกล มีการหดตัวของกลามเนื้ออยางแรงมากเปนช่วง ๆ คลายคลื่น (Peristalsis) เพื่อดันให อาหารเคล่อื นลงสูสวนลางของกระเพาะอาหาร 2. การยอยเชิงเคมี โดยใชเ้ อนไซมท ่ีสรางข้ึนจากตอ มในกระเพาะอาหาร สารและเอนไซมทเ่ี กีย่ วข้องกบั การยอ ยในกระเพาะอาหาร 2.1 HCl มี pH อยูระหวา ง 1-2 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-26- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 2.2 Pepsinogen เปน Proenzyme ตอ งผสมกบั HCl จงึ เปล่ียนเปน Pepsin ทำหนา ทยี่ อ ยโปรตนี ใหเ ปน พอลเี พปไทด ประกอบดวยกรดอะมิโน 4 -12 โมเลกุล 2.3 Prorennin เปน Proenzyme ตองผสมกบั HCl จงึ เปล่ยี นเปน Rennin ทำหนาที่ยอ ย โปรตีนในนม (เคซีน)ใหกลายเปนพาราคาซีเนทแลวจะไปรวมกับแคลเซียมทำใหมี ลักษณะเปน ล่ิม ๆ ตอจากนั้น Rennin จะทำการยอยตอ ไปใหเปน พอลเี พบไทด 2.4. Lipase สรางขนึ้ ในปริมาณนอยมาก และสามารถยอ ย triglyceride ไดป ระมาณ 30% 2.5 Gastrin เปนฮอรโมนที่สรางจากเซลลในกระเพาะอาหาร ทำหนาที่กระตุนให Parietal Cell หลงั่ HCl ออกมา 4.4 การควบคุมการหลั่งนํ้ายอยจากกระเพาะอาหาร การหลั่งนํ้ายอยจากกระเพาะอาหาร ถกู ควบคมุ โดยระบบประสาทและระบบฮอรโ มน แบงได 3 ระยะ 1. Cephalic phase เปนระยะก่อนอาหารตกถึงกระเพาะ เปนระยะที่ไดรับรส กลิ่น เห็น คิดถึงรส หรือกลิ่นรวมถึงความอยากอาหารเปนตัวกระตุนใหเกิดการสงกระแสประสาทใหหลั่งสาร สื่อประสาทไปกระตุนกระเพาะใหเกิดการเคลื่อนที่ (บีบตัว) มากขึ้นพรอมกับมีการหลั่ง HCl และ เอนไซม เพ่ิมข้ึนประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 2 ของการหลงั่ 2. Gastric phase เปนระยะที่อาหารตกถึงกระเพาะ อาหารจะกระตุนใหมีการเพิ่มการหลั่งนํ้ายอย ประมาณ 2 ใน 3 ของการหลั่งอาหารพวกโปรตีนจะกระตุนใหเกิดการหลั่ง HCl และฮอรโมน Gastrin 3. Intestinal phase เปนระยะที่อาหารจากกระเพาะเข้าสูลำไสเล็ก การยืดของผนังลำไสทำใหมี การหลั่ง Gastrin เพิ่มขึ้น แลวไปมีผลตอการหลั่งนํ้ายอยอาหารเพิ่มขึ้นเล็กนอย เนื้อเยื่อผนัง ลำไสเล็ก สวนดูโอดีนัมนอกจากนี้ยังมีการหลั่งฮอรโมน Secretin ออกมายับยั้งการหลั่ง Gastrin, HCl และ Pepsinogen อีกดวย 5. ลำไสเ ล็ก (Small Intestine) 5.1 โครงสรา งของลำไสเ ลก็ ลำไสเล็ก (Small Intestine) เปนสวนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ตอมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังดานในของลำไสเล็กมีลักษณะเปนลอนตามขวาง มีสวนยื่นเล็ก ๆ มากมาย เปนตุมเรียกวา วิลลัส (Villus พหูพจนเรียกวา Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ยอยแลว ไดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ ลำไสเล็กของคนมีลักษณะคลายทอขดไปมาอยใู นช่องทอ งแบงเปน 3 ตอน คอื 1. ดูโอดีนัม (Duodenum) ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีรูปรางเหมือนตัวยูคลุมอยูรอบๆบริเวณ สวนหัวของตับออน (Pancreas) ภายในดูโอดีนัมมีตอมสรางน้ำยอยและเปนตำแหนงที่ของเหลว จากตับออนและน้ำดีจากตับมาเปด เข้า จงึ เปนบริเวณทีม่ กี ารยอ ยมากท่ีสดุ 2. เจจูนัม (Jejunum) ยาวประมาณ 2 ใน 6 ของลำไสเลก็ หรือประมาณ 3-4 เมตร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -27- 3. ไอเลียม (Ileum) เปนลำไสเ ล็กสว นสุดทา ยปลายสดุ ของไอเลียมตอกับลำไสใหญ **นอกจากนี้ตามผนังของลำไสเล็กยังมีตอมเมือกจำนวนมากทำใหอาหารลื่นและมีตอมน้ำเหลืองมา คอยจบั เช้อื โรค*** โครงสรา งของลำไสเ ล็ก โครงสรางของวลิ ลัส กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-28- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 5 5.2 การยอยอาหารในลำไสเ ล็ก การยอ ยอาหารในลำไสเ ล็กมี 2 วธิ ี คือ 1. การยอ ยเชิงกล (Mechanical Digestion) มแี บบสำคัญคอื 1.1 การหดตัวเปนจังหวะ (Rhythmic Segmentation) เปนการหดตัวที่ช่วยใหอาหารผสม คลุกเคลากับน้ำยอย หรือช่วยไลอาหารใหเคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารสวนถัดไป อาจมีจังหวะเร็ว 15-20 ครั้ง/นาทีหรือชา้ 2-3ครง้ั /นาที 1.2 เพอริสตัลซิส (Peristalsis) เปนการหดตัวของกลามเนื้อทางเดินอาหารเปนช่วง ๆ ตดิ ตอกันการเคลื่อนไหวแบบน้จี ะชว่ ยผลักหรือไลอาหารใหเดินทางตอไป 1.3 น้ำดีจากตับ โดยตับจะสรางน้ำดีและสงน้ำดีไปเก็บที่ถุงน้ำดี ไขมันและโปรตีนที่ยอยแลว จะไปกระตุนเยื่อเมือกลำไสเล็กใหสราง cholecystokinin ซึ่งฮอรโมนดังกลาวจะถูกสงเข้ากระแส เลือดออกฤทธิ์ที่ถุงน้ำดี ทำใหถุงน้ำดีบีบตัว น้ำดีจะไหลออกไปตามทอเข้าสูดูโอดีนัม น้ำดีมีฤทธเปน เบสมีสวนประกอบสำคัญคือ 1.3.1 เกลือน้ำดี (Bile Salt) มีหนาที่ทำใหไขมัน (Fat) แตกตัว ไขมันที่ถูกตีใหแตกตัวเปน หยดเล็ก ๆ เรียกวา อีมัลชั่น (Emulsion) จากนั้นจึงถูกเอนไซมไลเปส ยอยตอใหเปนกรด ไขมนั และกลีเซอรอล 1.3.2 รงควตั ถุน้ำดี (Bile Pigment) เกิดจากการสลายตัวของฮโี มโกลลิน (Hemoglobin) โดยตับเปนแหลงทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้าไวเปนรงควัตถุในน้ำดี (Bile Pigment) คือ บิริรูบิน (Bilirubin) จึงทำใหนำ้ ดมี สี เี ขียวและจะถูกเปล่ยี น เปน สเี หลอื งแกมนำ้ ตาลโดยแบคทเี รียในลำไสใ หญ 1.3.3 คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) ถามีมากๆ จะทำใหเกิดนิ่วในถุงน้ำดีเกิดการ อุดตนั ทีท่ อ นำ้ ดเี กดิ โรคดซี า่ น (Jaundice) มผี ลทำใหก ารยอยอาหารประเภทไขมันบกพรอ ง 2. การยอยทางเคมี (Chemical Digestion) บริเวณดูโอดีนัม จะมีน้ำยอยจากแหลงตาง ๆ มาช่วยยอ ย ดังน้ี 2.1 สารเคมีและเอนไซมจ ากตับออ น (Pancreas) ตบั ออ นทำหนาท่ี 2 ประการ คือ 1. เปนตอมไรท อ ช่วยผลิตฮอรโ มน ตับออนทำหนาทผี่ ลิตฮอรโ มนหลายชนิด โดยฮอรโ มน ท่ีสำคญั ทส่ี ุดคือฮอรโ มนอินซลู ิน (Insulin) 2. ช่วยยอยอาหาร ตับออนช่วยยอยอาหารโดยช่วยสรางเอนไซมแลวสงไปช่วยยอยอาหาร ที่ลำไสเล็ก ซึ่งในการสรางและหลั่งเอนไซมตางๆ จะตองไดรับการกระตุนจากเอนไซมที่ สรา งจากผนงั ลำไสเ ลก็ เอนไซมทีถ่ กู สรา งและหลง่ั ออกมาจากตับออ น ไดแก่ 2.1 โซเดียมไบคารบอเนต (NaHCO3) มีคุณสมบัติเปนเบสจึงถือวาเหมาะสมที่จะทำ ใหลำไสเล็ก มีสภาวะเปนเบสซึ่งเอนไซมตาง ๆ (จาก 3 แหลง) จะทำงานได (ยกเวน Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ) เพราะในขณะที่อาหาร ผา นกระเพาะอาหารมสี ภาวะเปนกรด กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -29- 2.2 เอนไซมอะไมเลส (Amylase) ทำหนาที่เหมือนอะไมเลสในน้ำลาย ทำใหแปง แตกตวั เปนมอลโทส 2.3 เอนไซมไลเปส (Lipase) ทำหนาที่ยอ ยไขมันใหกลายเปน กรดไขมัน+กลีเซอรอล 2.4 เอนไซมทริปซิโนเจน (Trypsinogen) เปนเอนไซมที่ไมพรอมทำงานตองอาศัย Enterokinase หรือ Enteropeptidase จากตอมที่ผนังลำไสเล็ก ซึ่งจะเปลี่ยนเปน ทริปซิน จากนั้นจึงสามารถยอยพอลีเพปไทด ที่ถูกยอยมาจากกระเพาะอาหารให เปน Peptide ทขี่ นาดส้ันลง 2.5 เอนไซมไคโมทริพซิโนเจน (Chymotrypsinogen) เปนเอนไซมที่ยังไมพรอม ทำงานตองอาศัยการกระตุนจากTrypsin เปลี่ยนใหเปน Chymotrypsin ก่อน แลวจึงสามารถยอยโปรตีนตอ จาก Trypsinogen ได 2.6 เอนไซมโปรคารบอกซีเปปติเดส (Procarboxypeptidase) เปนเอนไซมที่ยังไม พรอมทำงานตอ งอาศัยการกระตุน จาก Trypsin เปล่ยี นใหเ ปน carboxypeptidase กอ่ นแลว จึงจะยอ ยโปรตีนไดกรดอะมโิ น 2.2 สารเคมแี ละเอนไซมท ีส่ รา งจากลำไสเล็ก 2.2.1 เอนเทอโรไคเนส (Enterokinase) ไมไดทำหนาที่ยอยอาหาร แตทำหนาที่เปลี่ยน ทรปิ ซิโนเจนใหเปน ทรปิ ซนิ 2.2.2 เอนไซมทีย่ อ ยคารโ บไฮเดรต ไดแ ก่ เอนไซมท ่ยี อ ยน้ำตาลโมเลกลุ คู่ ไดแก่ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-30- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชวี วิทยา 3 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 5 - มอลเทส (Maltase) ยอ ยนำ้ ตาลมอลโตส (Maltose) ไดน้ำตาลกลโู คส - ซูเครส (Sucrase) ยอยน้ำตาลซูโครส (Sucrose) ไดน้ำตาลกลูโคสกับฟรุกโตส (Fructose) - แลกเทส (Lactase) ยอยน้ำตาลแลกโตส (Lactose) ไดน้ำตาลกลูโคสกับกาแลกโตส (Galactose) 2.2.3 เอนไซมที่ยอยโปรตีน สำไสเล็กไมสามารถยอยโปรตีนที่กินเข้าไปไดโดยตรง แตจะยอยไดเฉพาะเพปไทดซ ง่ึ เปนบางสว นของโปรตีนท่ียอ ยแลว ซง่ึ มีหลายชนิด ดงั น้ี - อะมิโนเพปทิเดส (Aminopeptidase) จะยอยเพปไทดใหกลายเปน กรดอะมิโน และเพปไทดส ายส้ันลง - ไตรเพปทเิ ดส (Tripeptidase) จะยอย ไตรเพปไทด ใหกลายเปนกรดอะมโิ น - ไดเพปทิเดส (Dipeptidase) จะยอ ย ไดเพปไทด ใหก ลายเปนกรดอะมโิ น 2.3 การควบคุมการหลั่งเอนไซมจากลำไสเล็ก การควบคุมการหลั่งเอนไซมในลำไสเล็กมี 2 วิธีการ ดังน้ี 1. การควบคุมโดยฮอรโ มน 1.1 ฮอรโมนเอนเทอโรครีนิน (Enterocrinin) สรางโดยชั้นเยื่อเมือกของลำไสเล็กจะ กระตุนการหลั่งเมือกในดูโอดีนัมและการหลั่งเอนไซม ฮอรโมนดังกลาวถูกกระตุน ใหหลัง่ โดย ไคม (Chyme) ที่เข้าสใู นลำไสเ ล็ก 1.2 ซีครีติน (Secretin) หลั่งเมื่อไคมเข้าสูดูโอดีนัม มีหนาที่กระตุนการสรางน้ำดีในตับ และสรางบัฟเฟอร (Buffer) ในตับออน ซึ่งไดแก่ ไบคารบอเนต (Bicarbonate ; H2CO3) และลดการเคล่ือนไหวและการสรางสิ่งขบั ออกของกระเพาะอาหาร 1.3 คอเลซิสโทไคนิน (Cholecystokinin ;CCK) หลั่งออกมาเมื่อไคมเข้าสูลำไสเล็ก โดยเฉพาะอยางยิ่งไคมที่มีไขมันเปนองค์ประกอบมาก หรือไคมที่มีโปรตีนที่ถูกยอย แลวบางสวน ฮอรโมนนี้มีผลไปกระตุนตับออนใหมีการสรางและหลั่งเอนไซมที่ทำ หนาที่ยอยอาหารทุกชนิดทำใหหูรูดของทอน้ำดีจากตับและทอนำเอนไซมจาก ตับออนคลายตัวและกระตุนใหถุงน้ำดีบีบตัว มีผลใหมีการขับน้ำดีจากตับและ เอนไซมจากตับออนเข้าสูลำไสมากขึ้นระดับฮอรโมนนี้ที่สูงมาก ๆ มีผลใหยับยั้ง กิจกรรมของกระเพาะอาหารและทำใหมีผลตอระบบประสาทสวนกลาง ลดความรูสึกหิวลง 1.4 แกสตริน (Gastrin) สรางโดยเซลลในดูโอดีนัม เมื่อมีโปรตีนที่ยอยแลวปริมาณ มากเข้าสูดูโอดีนัมแกสตรินทำหนาที่กระตุนการเคลื่อนไหว การหลั่งกรดและ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอ่ื ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -31- เอนไซมของกระเพาะอาหารฮอรโมนนี้ยังสรางโดยเซลลในกระเพาะอาหาร เองดว ย 2. การควบคมุ โดยระบบประสาท ทอี่ ยูบริเวณลำไสเ ลก็ 6. ลำไสใ หญ (Large Intestine) ลำไสใหญเปนอวัยวะที่อยูในระบบทางเดินอาหาร ลำไสใหญของคนมีความยาวประมาณ 1.5 เมตร เสนผานศูนยกลางประมาณ 6 เซนติเมตร มีการดูดซึมของอาหารเพียงอยางเดียวมีตอมเมือกและ ตอมน้ำเหลืองอยจู ำนวนมาก ซง่ึ มีโครงสรางดงั น้ี 1. ซีกัม (Caecum) มีลักษณะเปนถุงยื่นลงมาประมาณ 5 – 8 เซนติเมตร ตอนปลายจะมีไสติ่ง (Appendix) ซึ่งถึอวาเปนตอมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ตรงปลายของซีกัมจะมีไสติ่งยื่นออกมาโดยในปจจุบันพบวา ไสต่ิงมีบทบาทอยางมากในการรักษาสมดุลของจลุ ชพี ในทางเดินอาหาร 2. โคลอน (Colon) โคลอนเปนสว นที่ยาวทส่ี ดุ แบงเปน 3 สว นยอย คือ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-32- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 2.1 โคลอนสวนขึ้น (Ascending Colon) เปนสวนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเปนแนวตั้งฉาก ทางดา นขวาของชอ่ งทอ ง ยาวประมาณ 20 เซนตเิ มตร 2.2 โคลอนสวนขวาง (Transverse Colon) เปนสวนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องทอง ยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร 2.3 โคลอนสวนลาง (Descending Colon) เปนสวนท่ีวิ่งตรงลงมาเปนแนวตั้งฉาก ทางดานซ้ายของช่องทอง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร จนถึง Sigmoid Colon ที่มี ลกั ษณะคลายตวั S 3. ไสตรง (Rectum) ลำไสใหญสวนสุดทาย ยาวประมาณ 12 ซม. เสนผาศูนยกลางประมาณ 2.5 - 3 ซม. ลักษณะ เปนทอตรงตอจากซิกมอยดโคลอน (Sigmoid Colon) และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก (Anus) เปน สวนที่อุจจาระถูกดูดน้ำออกไปจนกลายเปนก้อนแข็ง ก่อนที่จะถูกขับถายออกไปนอกรางกาย ผนังของเรคตัม จะมชี ัน้ กลามเนื้อเรยี บทห่ี นา เพ่ือใชใ้ นการบีบไลอุจจาระออกไปจากรา งกาย หนาท่ีของลำไสใหญ 1. ดูดนำ้ วิตามนิ และเกลือแรพ วก Na+ และ K+ ออกจากกากอาหารเปน หนา ท่สี ำคญั 2. ขบั ถา ยกากอาหารออกสูภ ายนอก ลำไสใหญจะมแี บคทีเรียทเี่ รยี กวา Gut Microbiota หรือ Gut Flora หมายถึง แบคทเี รยี ทอ่ี าศัยอยูใน ลำไสใหญของมนษุ ย ซ่ึงเปน แบคทเี รียท่ีมปี ระโยชนต อรา งกาย ไดแ ก่ แบคทเี รียทีส่ รางกรดแล็กทิก (lactic acid bacteria) ซ่งึ มีประโยชน ดงั น้ี 1. กรดแล็กติก (lactic acid) ที่จุลินทรียสรางจะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำใหเกิดโรค (pathogen) เช่น Clostridium perfringens, Salmonella เปน ตน 2. ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิพิด (Phospholipid) และไตรกลีเซอไรด (triglyceride) ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเปนจุลินทรีย กลุมบิฟโดแบคทีเรียที่อยู ในลำไสจะช่วยยอยสลายคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล ผานผนังลำไส 3. ช่วยในการทำงานของลำไส ลดอาการทองผูกได เนื่องจากกรดอินทรียที่จุลินทรีย บิฟโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) ผลิตขึ้นจะไปกระตุนการบีบตัวของลำไส และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำใหสามารถขบั ถา ยไดสะดวกมากขน้ึ 4. ชว่ ยเพ่ิมการดูดซมึ แคลเซยี มในระบบยอยอาหาร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -33- 5. สามารถผลิตวิตามินตางๆ เช่น Vitamin B1, Vitamin B2, Vitamin B6, Vitamin B12, Biotin Nicotinic Acid และ Folic Acid ได 7. ทวารหนกั (Anus) ทวารหนักยาวประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร เปนสวนสุดทายของลำไสใหญ ภายในประกอบดวย กลา มเนอ้ื หรู ูด 2 แหง 1.8 สรปุ การยอ ยสารอาหารในรา งกายของคน 1. การยอยคารโ บไฮเดรต Amylase คารโ บไฮเดรต ถูกยอยทปี่ าก และ ลำไสเลก็ บริเวณปาก โดยเอนไซมอะไมเลสในนำ้ ลาย Amylase เดกซท์ ริน มอลโทส มอลโทส บริเวณลำไสเล็ก โดยเอนไซมอะไมเลสที่สรางจากตับออน และเอนไซมมอสเทส ซูเครส และ แลก็ เทสจากเยอ่ื บผุ นงั ลำไสเ ล็ก Amylase Amylase Maltase Amylase Amylase มอลโทส Maltase เดกซ์ทริน Maltaseเดกซท์Mรaนิ ltase Maltase กลูโคส กลโู คส มอลโทส มอลโทส มอลโทส มอลโทส กลโู คส กลโู คส กลูโคส กลูโคส กลูโคส กลโู คส กลโู คส กลโู คส กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-34- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววิทยา 3 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 2. การยอยโปรตีน การยอยโปรตีนถูกยอยบริเวณลำไสเล็ก โดยเอนไซมจากตับออน ไดแก่ ทริปซิโนเจน ไคโมทริปซิโนเจน และ โพรคารบอกซิเพปทิเดส ซึ่งตองอาศัยเอนไซมเอนเทอโรไคเนสจากลำไสเล็กมา กระตุนใหอยูในรูปที่ทำงานได และเอนไซมที่หลั่งจากผนังลำไสเล็กไดแก่ แอมิโนเพปทิเดส ไดเพปท-ิ เดส และไตรเพปทิเดส ซ่งึ จะทำหนา ทย่ี อยเพปไทดใหเ ปนกรดอะมิโน Trypsin NH2 HOOC โพลีเพปไทด HOOC Carboxypeptidase NH2 HOOC Chymotrypsin NH2 Aminopeptidase HOOC NH2 HOOC NH2 เพปไทดสายส้ันลง เพDiปpeไpทtดidส aาseยส้นั ลง ไตรเพปไทด กรดอะมิโน Tripeptidase HOOC NH2 HOOC NH2 ไดเพปไทด ไตรเพปไทด HOOC NH2 HOOC NH2 HOOC NH2 HOOC NH2 HOOC NH2 กรดอะมิโน ไดเพปไทด กรดอะมโิ น ไดเพปไทด กรดอะมโิ น HOOC NH2 กรดอะมโิ น 3. การยอยไขมัน ไขมันถูกยอ ยบรเิ วณลำไสเลก็ โดยอาศัยน้ำดที ่สี รา งจากตบั มาทำใหไ ขมนั แตกตัวและมีขนาด เลก็ ลง จากน้นั ตบั ออ นและลำไสเ ล็กจะสรางเอนไซมล ิเพสมายอยไขมันใหกลายเปนกรดไขมันและกลีเซอรอล 1.9 การดดู ซมึ อาหาร (Nutrient Absorption) 1. การดูดซึม Monosaccharide Monosaccharide ที่ไดจากการยอยคือกลูโคส กาแลคโตส ฟรักโตส สำหรับกลูโคส และ กาแลกโตส จะถูกดูดซึมเข้าสูลำไสโดยการใช้พลังงานและเกิดควบคู่กับการแพรของโซเดียมใน ลักษณะที่เรียกวา Co-Transport สวนฟรุกโตส จะดูดซึมเข้าเซลลโดยกระบวนการแพร จากนั้นเซลล กจ็ ะสงตอ เขา้ หลอดเลือด และเข้าสตู ับทาง Hepatic Portal Vein 2. การดดู ซมึ Amino acid Amino Acid ถูกดูดซึมเข้าเซลลแบบอาศัยพลังงานและ Cotransport กับโซเดียม เช่นเดียวกบั Monosaccharide แลวเขา้ สูห ลอดเลอื ดแลวเข้าตบั ทาง Hepatic Portal Vein กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรือ่ ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -35- ในทารกแรกเกิดสามารถดูดซึมโปรตีนที่ยังไมถูกยอยได ซึ่งเปนประโยชนตอทารก เช่นการดูด ซึมแอนติบอดีจากนมมารดา และยังสามารถดูดซึมโปรตีนจากภายนอกทำใหกระตุนการสราง ภมู คิ มุ้ กันได การดูดซมึ ดังกลา วจะหยุดเมือ่ อายไุ ดไ มก่เี ดอื น 3. การดูดซมึ Lipid กรดไขมัน และกลีเซอรอลจะถูกดูดซึมโดยวิธีการแพร เมื่อเข้าไปในเซลลแลวจะรวมตัวกัน ใหมอีกครั้ง แลวไปรวมกับ Cholesterol แลวถูกโปรตีนหุมเปนก้อนเล็กๆเรียกวาไคโลไมครอน ซงึ่ เปนตวั พาออกไปจากเซลลโดยวธิ ี Exocytosis เพอ่ื เขา้ สูหลอดนำ้ เหลอื ง 4. การดูดซมึ นำ้ วิตามิน และเกลือแร ทบ่ี รเิ วณลำไสเ ลก็ ดดู ซมึ นำ้ โดยวธิ อี อสโมซสิ เขา้ สกู ระแสเลอื ด และหลอดนำ้ เหลอื ง การดดู ซมึ เกลือแรจะแตกตางกันออกไปแลวแตชนิดของเกลือแร โซเดียมดูดซึมแบบใช้พลังงาน คลอไรดถูก ดูดซึมไดทั้งโดยการแพรไปตามโซเดียว และการใช้พลังงาน โปแตสเซียมถูกดูดซึมโดยการแพร สวนการดูดซึมแคลเซียมทั้งตอนเข้าเซลลและออกจากเซลลสูกระเลือดเปนแบบใช้พลังงานและอาศัย วิตามินดี และการดูดซึมเหล็ก ดูดซึมแบบใช้พลังงาน เหล็กที่ถูกดูดซึมจะอยูในรูปของเฟอรัสไอออน (Fe2+) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-36- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 5 วิตามินที่ละลายน้ำสวนใหญจะถูกดูดซึมตลอดทางเดินอาหารโดยวิธีการแพร สวนวิตามิน ที่ละลายในไขมัน เช่น A D E K จะถูกดูดซึมแบบเดียวกับไขมัน ในกรณีของวิตามิน B12 ถึงแมจะ ละลายน้ำได แตมีขนาดใหญ มีการดูดซึม 2 แบบคือ ซึมผานพรอมน้ำตลอดลำไสใหญ ซึ่งเกิดเปน สวนนอ ย และสวนใหญถ กู ดูดซมึ แบบใชพ้ ลังงานทล่ี ำไสเล็กสว นปลายโดยใชแ้ คลเซียมเขา้ มาชว่ ย กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เรอื่ ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -37- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-38- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที่ 5 ใบงานท่ี 1 ระบบยอยอาหาร คำชแี้ จง ใหนักเรียนเติมคำตอบลงในชอ่ งวา งใหถ ูกตอ ง 1. ใหนักเรยี นเปรยี บเทยี บระบบยอ ยอาหารของสง่ิ มีชีวิตตอ ไปน้ใี หถ ูกตอ ง สง่ิ มีชีวติ รปู แบบการยอ ยอาหาร รูปแบบทางเดนิ อาหาร รา ฟองนำ้ ไฮดรา พยาธิตัวกลม พลานาเรีย ไสเ ดอื นดิน กงุ้ ตั๊กแตน เปด ปลา มนษุ ย 2. การยอ ยภายในเซลลและการยอ ยภายนอกเซลลแตกตา งกันอยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -39- 3. จงเตมิ คำลงในแผนภาพกระบวนการยอ ยอาหารตอ ไปนใ้ี หถ กู ตอง 4. เพราะเหตุใดสตั วเคยี้ วเอ้ืองจงึ ไมเ ปน โรคขาดสารอาหารทง้ั ๆ ทบ่ี ริโภคพชื เพยี งอยางเดยี ว .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. ฟน ของสตั วเค้ยี งเออ้ื ง สตั วก ินเน้อื และสตั วท่ีกินท้ังพืชและเน้ือแตกตางกนั อยา งไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-40- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 5 6. จงเติมคำลงในแผนภาพการยอยสารอาหารตอ ไปนใี้ หถูกตอง 7. ภาพตอ ไปนี้เปน การทดสอบสภาวะทเ่ี หมาะสมในการสลายโมเลกลุ แปง ของอะไมเลสในน้ำลายของ มนุษย ก. หลงั จาก 10 นาที ผทู ดลองทำการแยกตัวอยางในแตล ะหลอดออกเปน 2 ชดุ โดยชุดท่ี 1 หยด สารละลายไอโอดนี ลงไปและชุดท่ี 2 หยดสารละลายเบเนดิกซล์ งไป นกั เรียนคดิ วา ผลการทดลองท่ี ออกมาจะเปนอยา งไร กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -41- สใี นหลอด A สีในหลอด B สีในหลอด C สีในหลอด D ชดุ ที่ 1 ชุดที่ 2 ข. นกั เรยี นคิดวา เพราะเหตุใดผทู ดลองจึงตอ งอบหลอด A B และ C ในอุณหภูมิ 37 OC …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ค. นกั เรยี นคดิ วาสภาวะในหลอดใดทเี่ หมอื นกบั สภาวะในกระเพาะอาหารของมนษุ ยมากท่ีสดุ เพราะ เหตุใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ง. เราสามารถพบเอนไซมอ ะไมเลสไดใ นบรเิ วณใดของทางเดนิ อาหารบา ง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 8. จงขดี เสน เพื่อจับคู่ขอ้ ความที่สมั พนั ธก นั Molar Biting Incisor Killing/Piercing Canine Crushing 9. ภาพตอไปน้แี สดงโครงสรา งของฟนกราม ก. จงระบชุ อื่ โครงสรา งตอไปน้ี A ………………………………………….. B ………………………………………….. C …………………………………………. กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-42- เอกสารประกอบการเรียนรายวชิ า ว32241 ชีววทิ ยา 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 5 10. แผนภาพตอ ไปน้แี สดงขั้นตอนการกลืนอาหาร ใช้คำตอไปนเี้ พอื่ ระบขุ ้นั ตอนของการกลนื อาหารในภาพข้างตนใหถ กู ตอง ............... 11. จากภาพจงตอบคำถามตอไปนใ้ี หถ กู ตอ ง ทำ ก. ภาพนี้เปนภาพของ....................... ข. เราสามารถพบโครงสรา งนีไ้ ดท ี่............................... ค. โครงสรางนท้ี ำหนาท่ี.............................................. ง. ลากเสนและระบตุ ัวอกั ษร M เพื่อแสดงถงึ โครงสรา งท่ี หนา ทีล่ ำเลียงกรดไขมันและกลเี ซอรอล จ. ลากเสนและระบุตวั อกั ษร N เพือ่ แสดงถงึ โครงสรา งที่ ทำหนา ทีล่ ำเลยี งน้ำตาลโมเลกุลเดย่ี วและกรดอะมิโน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -43- ตอนที่ 2 ใหนกั เรยี นใสเ คร่อื งหมายถกู (/) หรอื ผิด (X) หนาข้อความตามความเข้าใจของนกั เรียน ...........1. ส่ิงมชี วี ิตทุกชนิดมีโครงสรา งในการยอ ยอาหารเหมอื นกัน ...........2. คารโบไฮเดรต โปรตนี และลิพดิ เปน สารอาหารที่ใหพลังงานแกร่ า งกาย เซลลสามารถนำไปใช้ไดทันที ...........3. ทางเดนิ อาหารของมนุษยป ระกอบดวยอวัยวะตาง ๆ ไดแก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไสเ ลก็ ลำไสใ หญ ทวารหนกั และมีอวัยวะท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การยอ ยอาหาร คอื ตอมน้ำลาย ตับ และ ตบั ออน ............4. ฟน ช่วยบดเค้ียวอาหารใหมขี นาดเลก็ ลงจดั เปนการยอ ยเชงิ กลและมลี ้นิ ช่วยคลกุ เคลาอาหาร ............5. ภายในกระเพาะอาหารมีการยอยโปรตีนโดยใช้เอนไซมใ นภาวะทเ่ี ปนกรด ............6. การยอ ยอาหารในลำไสเล็กอาศัยเอนไซมท ี่สรา งจากตบั ออนเทาน้นั ............7. การดูดซมึ อาหารสวนใหญเกิดข้นึ ทีล่ ำไสเล็ก ............8. น้ำดสี รางจากถุงนำ้ ดแี ลว สงไปท่ีลำไสเลก็ ช่วยใหล ิพิดแตกตวั ............9. ไตรกลีเซอไรดเ ม่อื ถกู ยอยแลว จะไดก รดไขมันและกลีเซอรอล ............10. เอนไซมท เี่ กี่ยวข้องกับการยอ ยอาหารจัดเปน ตวั เรงปฏกิ ริ ิยา กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-44- เอกสารประกอบการเรยี นรายวชิ า ว32241 ชวี วิทยา 3 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 ใบงานท่ี 2 เช่ือมโยงขอ้ สอบแข่งขันเขา้ มหาวิทยาลยั เรอื่ ง ระบบยอยอาหาร 1. อวยั วะหมายเลขใดทีส่ รางเอนไซมส ำหรบั ยอยอาหารประเภทโปรตีน (7 วชิ า’58) ก. 1 2 3 ข. 1 2 4 ค. 2 3 5 ง. 2 5 6 จ. 4 5 6 2. ข้อใดถกู ตอ งเกย่ี วกบั การลำเลียงสารอาหารผา นทางโครงสรา ง A และ B (7 วิชา’58) AB ก. Fatty acid, Glycerol Amino acid , Monosaccharide ข. Amino acid, Fatty acid Glycerol, Monosaccharide ค. Glycerol, Monosaccharide Amino acid, Fatty acid ง. Fatty acid , Monosaccharide Amino acid , Glycerol จ. Amino acid, Monosaccharide Fatty acid, Glycerol 3. อวัยวะใดผลิตสารอนินทรียที่ควบคุมความเปนกรดเบสในระบบยอยอาหารของสัตวเลี้ยงลูกดวยนม (9 วิชา’59) ก. ตบั และ ตบั ออ น ข. ลำไสเลก็ และ ตบั ค. ปาก และ กระเพาะอาหาร ง. ลำไสเ ลก็ และ ลำไสใ หญ จ. กระเพาะอาหาร และ ตบั ออน 4. ในทางชวี วทิ ยาการยอ ยคารโ บไฮเดรตเกดิ ข้นึ เมือ่ ใด (9 วิชา’59) ก. สายพอลแิ ซกคารไรดส ้ันง ข. ลำไสเล็กหลง่ั เอนไซมซูเครส ค. ลำไสเล็กหล่ังเอนไซมม อนเทส ง. ตอมนำ้ ลายในปากหลัง่ เอนไซมอ ะไมเลส จ. เอนไซมอะไมเลสจากตบั ออนมาท่ีลำไสเลก็ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่ือง ระบบยอยอาหาร (Digestive System) -45- 5. ข้อใดถูกตอ งเก่ียวกับการดูดซึมสารในทางเดินอาหาร (9 วชิ า’59) ก. กรดอะมิโนและกลโู คสถูกดดู ซึมเข้าสูหลอดน้ำเหลือง ข.กรดอะมโิ นและกรดไขมันถูกดูดซึมเข้าสูหลอดเลือ ค. สารอาหารทุกชนิดถกู ดูดซมึ เขา้ สูหลอดเลอื ด ง. แอลกอฮอลถกู ดูดซึมในกระเพาะอาหารได จ. น้ำถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารไดม าก 6. ถาของเหลวท่ีหลงั่ จากตบั ออนไมมีโซเดยี มไฮโดรเจนคารบ อเนตจะเกิดเหตกุ ารณใดขึ้น (9 วชิ า’60) ก. ตบั สรา งนำ้ ดมี ากขึ้น ข. โคลอนดดู ซมึ นำ้ กลับมากขนึ้ ค. ลำไสเล็กหลัง่ น้ำยอ ยเพ่ิมขึ้น ง. เซลลเ ยอื่ บลุ ำไสเ ล็กถกู ทำลาย จ. กระเพาะอาหารหยดุ หลง่ั กรดไฮโดรคลอรกิ (HCl) 7. ข้อใดแสดงวาทางเดินอาหารสวนอะโบมาซัมของสัตวเคี้ยวเอื้องทำหนาที่เทียบเทากับกระเพาะอาหาร ของคน (9 วิชา’60) ก. เปนท่เี กบ็ อาหาร ข. เปนท่เี กบ็ กากอาหาร ค. เปนทดี่ ูดซมึ สารอาหารท่ียอ ยแลว ง. เปน ทสี่ รางน้ำยอ ยออกมายอ ยอาหาร จ. เปน ทีพ่ ักอาหารสำหรบั จลุ ินทรยี ยอย 8. ในระหวางที่คนรับประทานอาหารในแตละมื้อ รางกายจะหลั่งฮอรโมนจากตอมไรทอตาง ๆ เพื่อควบคุม การทำงานใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ภายหลังจากนักเรียนรับประทานข้าวผัดทะเล และลอดช่องเปน อาหารกลางวัน จะพบการทำงานของฮอรโ มนหลายชนดิ ยกเวนขอ้ ใด (PAT 2 ม.ี ค. 59) ก. Cholecystokinin จากสำไสเลก็ กระตุนการบีบตวั ของถุงนำ้ ดี ข. Glucagon จากตับออนกระตุนการสลายตัวของไกลโคเจนจากตบั ค. Secretin จากลำไสเ ลก็ กระตุน การหลง่ั ไบคารบ อเนตจากตับออน ง. Insulin จากตับออ น กระตนุ ใหเซลลก ลามเน้อื นำกลูโคสเข้าไปในเซลล จ. Gastrin จากกระเพาะอาหาร กระตนุ การหลง่ั หรดไฮโดรคลอรกิ จากผนังกระเพาะอาหาร 9. เอนไซมจากเซลลบ ผุ นงั ลำไสเลก็ มีหนา ทีอ่ ะไร (B-PAT’2 ต.ค.52) 1) เปล่ียนทริปซิโนเจนเปนทรปิ ซนิ 2) ยอ ยเพปไทดใ หเ ปน กรดอะมิโน 3) ยอ ยไขมนั ใหเ ปนกรดไขมนั และกลีเซอรอล 4) ยอ ยแปงและไกลโคเจนใหเปนมอลโทส ก. 1 2 ข. 2 3 ค. 1 2 3 ง. 2 3 4 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

-46- เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ว32241 ชีววิทยา 3 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5 10. การลำเลียงกลูโคสจากทางเดินอาหาร ไปยังเซลลกลามเนื้อหัวใจ ตองผานอวัยวะใด ตามลำดับ (PAT’2 ก.ค.52) ก. ลำไสเลก็ ---> ตบั ---> หัวใจ ---> ปอด ---> หัวใจ ---> กลา มเนอ้ื หัวใจ ข. ลำไสเ ล็ก ---> หัวใจ ---> ปอด ---> หวั ใจ ---> กลามเนื้อหัวใจ ค. ลำไสเ ลก็ ---> หวั ใจ ---> กลา มเน้อื หวั ใจ ง. ลำไสเลก็ ---> ตับ ---> หัวใจ ---> กลา มเนอ้ื 11. สารในข้อใดไมม สี ว นเก่ียวข้องกับการยอยโปรตนี ในกระเพาะอาหารของคน (PAT’2 ต.ค.52) 1) ทรปิ ซนิ 2) กรดไฮโดรคลอรกิ 3) เพบซนิ 4) โซเดยี มไฮโดรเจนคารบอเนต ก. 1 2 ข. 2 3 ค. 3 4 ง. 1 4 12. มันกุ้งที่อยูบริเวณหัวของกุ้งเปนอวัยวะที่ทำหนาที่หนาเช่นเดียวกันกับอวัยวะใดของสัตวอื่น (PAT’2 ก.ค.53) ก. ตอ มเกลอื (Salt gland) ของนก ข. ตอ มเรคตัล (Rectal gland) ของฉลาม ค. เนอ้ื เย่อื ไขมันของสตั วมกี ระดกู สันหลงั ง. ตบั ออ นของกบ 13. เอนไซมใ นระบบยอ ยอาหารของคนยอยสารใดเปน อนั ดบั แรกและลำดบั สดุ ทายตามลำดบั (7 วชิ า’56) ก. โปรตีนและไขมนั ข. ไขมนั และโปรตนี ค. คารโบไฮเดรตและไขมนั ง. คารโบไฮเดรตและโปรตนี จ. โปรตนี และคารโบไฮเดรต 14. การลำเลียงสารอาหารจากลำไสไ ปสหู ัวใจ สารกลมุ ใดไมผ า นตับ (7 วชิ า’56) ก. กรดอะมิโน กรดไขมัน ข. กรดอะมโิ น กลโู คส ค. กลูโคส กรดไขใน ง. กรดไขมนั กลีเซอรอล จ. กลโู คส กลีเซอรอล 15. ขอ้ ใดที่ไมม ีความสมั พันธก นั (7 วชิ า’56) ก. อะมบี า – Oral Groove ข. พารามีเซยี ม – Lysosome ค. ฟองนำ้ – Choanocyte ง. ไฮดรา - การยอ ยอาหารภายในเซลล จ. พลานาเรีย – ยอยอาหารภายนอกเซลล 16. สารใดกระตุนการเปลย่ี น Trypsinogen ใหเ ปน Trypsin (7 วชิ า’57) ก. HCl ข. Gastrin ค. Chymotrypsin ง.Enterokinase จ. Enterogastrone กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั

เร่อื ง ระบบยอ ยอาหาร (Digestive System) -47- 17. สตั วใ นขอ้ ใดมีทางเดินอาหารแบบไมสมบรู ณ (7 วชิ า’57) ก. พลานาเรยี กะพรนุ ไฟ ข. ไฮดรา หมกึ กลว ย ค. ทากดดู เลอื ด หอยทาก ง. กลั ปงหา ปลิงทะเล จ. พยาธิไสเ ดือน พยาธใิ บไม 18. ในววั จลุ นิ ทรยี ส วนใหญช ว่ ยยอ ยเซลลโู ลสอาศยั อยทู ีใ่ ด (7 วิชา’57) ก. Rumen ข. Omasum ค. Abomasum ง. Reticulum จ. Colon 19. การหล่ังเพปซโิ นเจนออกจากเซลลผนงั กระเพาะอาหารอาศัยกระบวนการใด (O-NET 49) ก. กระบวนการแพร ข. กระบวนการเอกโซไซโตซสิ ค. การลำเลยี งแบบฟาซลิ ิเทต ง. การลำเลียงแบบใช้พลงั งาน 20. ของเหลวหรอื สารใดไมม ที อ มาเปด เข้าทล่ี ำไสเล็กสวนดโู อดนี มั (มข’58) ก. นำ้ ดี ข. นำ้ ยอ ยอะไมเลส ค. น้ำยอยมอนเทส ง. HCO3- 21.น้ำยอ ยชนิดใดบางเปน น้ำยอยโปรตีน (มข’58) 1) ไคโมทรปิ ซิน 2) คารบอกซีเพปทิเดส 3) ทรปิ ซนิ 6) อะไมเลส 4) นิวคลีเอส 5) ไลเปส ง. 2 3 4 ก. 1 2 3 ข. 1 4 6 ค. 3 5 6 22. โมเลกลุ ของสารอาหารในขอ้ ใดบา งท่ีพบในหลอดเลือด Hepatic Portal Vein (มข’59) 1) มอลโตส 2) แลกโตส 3) กาแลคโตส 4) กรดอะมโิ น ก. 1 2 ข. 2 3 ค. 3 4 ง. 1 3 23. เอนไซมไ ลเปสจะทำงานไดด กี ต็ อ เมอ่ื (มข’60) ก. ไขมันถกู ยอ ยดวยรำ้ ดีท่ีสรา งจากตับกอ่ น ข. ไขมนั ถกู ยอ ยดวยร้ำดที ส่ี รา งจากตับออนก่อน ค. ไขมนั ถูกแตกตัวใหมขี นาดเล็กดวยนำ้ ดที ่สี รางจากตบั กอ่ น ง. ไขมันถูกแตกตวั ใหม ีขนาดเล็กดวยน้ำดที ส่ี รา งจากตบั ออนก่อน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทมุ วนั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook