Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการเรียนรู้ออนไลน์ ม.ปลาย

คู่มือการเรียนรู้ออนไลน์ ม.ปลาย

Published by Natnicha, 2021-05-05 08:30:55

Description: คู่มือการเรียนรู้ออนไลน์ ม.ปลาย

Search

Read the Text Version

82 8. ขอ ใด ไมใช หัวขอ ทีน่ ำมาเขยี นโครงการวิจยั ก. ผูรบั ผดิ ชอบ งบประมาณ ข. วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัย ค. ประโยชนที่คาดวาจะไดร ับ ง. ความเปนมาและความสำคญั 9. เคร่ืองมือและกลมุ เปา หมายอยูในข้นั ตอนใดของการเขยี นรายงานวจิ ยั ก. ผลการวิจัย ข. ขอเสนอแนะ ค. วัตถปุ ระสงค ง. วธิ ดี ำเนินงานวจิ ยั 10. เม่อื ตองการเผยแพรง านวจิ ัยโดยมกี ารรวมแสดงความคิดเห็น ควรใชว ธิ ีการใด ก. นำเสนอในกลมุ ข. ตดิ บอรด ของสถานศึกษา ค. จัดสงใหห นวยงานตา ง ๆ ง. นำรายงานการวจิ ัยขึน้ เว็บไซด

83 เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน บทเรยี นออนไลนท ่ี 4 เรื่อง การวจิ ยั อยางงา ย 1. ข 2. ค 3. ก 4. ข 5. ค 6. ข 7. ค 8. ก 9. ค 10. ง

84 แบบทดสอบกอ นเรยี นบทเรยี นออนไลนที่ 5 เรื่อง ทกั ษะการเรยี นรแู ละศักยภาพหลักของพ้ืนทใี่ นการพฒั นาอาชีพ 1. นกั ศกึ ษาสามารถผลติ แทนอดั กอ นเพาะเหด็ นางฟา และเหด็ นางรมได เปนลักษณะความพรอม ในการเรยี นรูดวยตนเองตามองคประกอบขอ ใด ก. รกั การเรียนรู ข. มมี โนทศั น ค. มคี วามรับผิดชอบ ง. มคี วามคดิ สรา งสรรค 2. อาชีพใดสอดคลอ งกบั ศักยภาพของพืน้ ที่ ก. เปน แพทยเ พราะมปี ระชากรอยูหนาแนน ข. เปน ชา งเสรมิ สวยเพราะมีคนวา งงานมาก ค. เปน ชา งเจยี ระไนพลอย เพราะมีแรงงานวยั รุนมาก ง. เปนชาวไรอ อย เพราะมโี รงงานทำน้ำตาลอยเู ปน จำนวนมาก 3. สมศรีอาศัยอยใู นจงั หวดั ภเู กต็ จบปรญิ ญาตรเี อกภาษาตา งประเทศ เธอควรเลอื กประกอบอาชพี ใดจงึ จะเหมาะสมที่สุด ก. มคั คุเทศก ข. รานเสรมิ สวย ค. ทำสวนยางพารา ง. บรกิ ารรบั เล้ยี งเด็ก

85 4. จังหวัดสมทุ รสาครมพี ้นื ท่ตี ิดทะเล อาชพี ในขอใดทคี่ วรทำในจังหวัดนม้ี ากที่สดุ ก. การประมงน้ำจืด ข. การเพาะพันธุส ตั วปก ค. การเลย้ี งปลาในกระชัง ง. การแปรรูปอาหารทะเล 5. ขอใดเปนการนำศกั ยภาพพืน้ ทมี่ าพัฒนาอาชพี ใหมในอำเภอนครชัยศรไี ดเหมาะสม ก. จัดต้งั กลุม OTOP เพอ่ื การมีช่ือเสียงของชุมชน ข. มกี ารปลกู สม โอจำนวน จึงทดลองนำมาแปรรปู เพือ่ เพ่ิมมูลคาทางผลิตภณั ฑ ค. คนในชุมชนมีจำนวนมาก จงึ สงเสริมใหทำงานในโรงงานอตุ สาหกรรม ง. ชมุ ชนมีการรวมกลมุ การเลี้ยงไกชนตามอยางจังหวัดใกลเคียง 6. “การศกึ ษาการออกแบบ Animation เพื่อธรุ กิจ” เปน หวั ขอ การวจิ ัยท่ีเหมาะสมกบั การพฒั นา งานอาชีพในกลุม อาชีพใหมดา นใด ก. อตุ สาหกรรม ข. พาณิชยกรรม ค. ความคดิ สรา งสรรค ง. บรหิ ารจัดการและการบรกิ าร 7. ขอใดเปน การวิเคราะหท รัพยากรมนุษยในแตล ะพ้ืนท่ีของการประกอบอาชีพโฮมสเตย ก. มโี ปรแกรมนา สนใจในการศกึ ษาธรรมชาติและพกั ผอ นท่ดี ี ข. มแี หลง ทอ งเทยี่ วเปน จดุ สนใจชวนใหผคู นมาเท่ยี วแลพกั คางคนื ค. อยูในพ้ืนทท่ี มี่ ีการประชาสมั พันธที่ดจี ากองคกรทอ งเทีย่ ว ง. มคี วามรว มมือจากชุมชนในการเปนมิตรกบั แขกทมี่ าใชบรกิ าร

86 8. การจดั การศกึ ษาดานอาชีพในปจ จบุ ันมคี วามสำคญั อยา งไร ก. เปน การพฒั นาประชากรใหม ีความรูและมที ักษะประกอบอาชพี ข. สง เสริมความเขม แข็งใหแ กเ ศรษฐกจิ ชุมชน ค. แกปญ หาการวางงาน ง. ถูกทกุ ขอ 9. พน้ื ท่ขี องภาคกลางเปน ทร่ี าบลมุ ถา พิจารณาจากศักยภาพของพ้ืนทใ่ี นการพฒั นาอาชพี ควรประกอบอาชพี ใด ก. การทำนา ข. การทำสวน ค. การปลกู ปาลม นำ้ มนั ง. การปลกู ยางพารา 10. การขายสินคาทางอินเทอรเ น็ต (e-commerce) จดั เปน กลุมอาชีพใหมดานใด ก. ดานเศรษฐกิจพอเพียง ข. ดานพาณิชยกรรม ค. ดา นพฒั นาผลิตภณั ฑ ง. ดา นอตุ สาหกรรม

87 เฉลย แบบทดสอบกอนเรยี นบทเรียนออนไลนท ่ี 5 เรือ่ ง ทกั ษะการเรยี นรแู ละศกั ยภาพหลกั ของพน้ื ทใ่ี นการพัฒนาอาชพี 1. ง 2. ค 3. ก 4. ง 5. ข 6. ค 7. ง 8. ง 9. ก 10. ข

88 ใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 5 เรื่อง ทักษะการเรียนรแู ละศักยภาพหลักของพ้นื ท่ใี นการพฒั นาอาชพี 1. ใหผูเรยี นสำรวจศกั ยภาพของพื้นทีใ่ นขมุ ชน แลวนำขอมลู ที่ไดม าวิเคราะห แยกแยะตามศักยภาพ หลกั ของพนื้ ที่ และใหส รปุ วา ควรจะประกอบอาชพี ใดจงึ จะเหมาะสมสอดคลอ งกบั ลกั ษณะ หรอื ศกั ยภาพของพืน้ ทใ่ี นชุมชนและมคี วามเปนไปไดในการพฒั นาอาชพี ในพนื้ ท่ชี มุ ชนตนเอง การวิเคราะหศ กั ยภาพของพ้นื ทที่ ี่สอดคลองกับอาชีพ ที่ ศกั ยภาพ 5 ดาน รายละเอียดทค่ี วรพจิ ารณา 1 การวเิ คราะหท รัพยากรธรรมชาตใิ น แตล ะพนื้ ท่ี 2 การวิเคราะหพืน้ ที่ตามลกั ษณะ ภมู อิ ากาศ 3. การวิเคราะหภ มู ิประเทศ และทำเล ทตี่ ง้ั ของแตล ะพืน้ ที่ 4 การวเิ คราะหศ ลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี และวถิ ชี ีวติ ของแตล ะพื้นที่ 5 การวิเคราะหทรัพยากรมนุษยใ นแต ละพ้ืนท่ี

89 ที่ ศกั ยภาพ 5 ดา น รายละเอียดท่คี วรพจิ ารณา 2. ใหผูเรียนยกตัวอยางกลุมอาชพี ท่ีตดั สินใจเลือกอาชีพในกลุมใด กลมุ หนง่ึ ทสี่ ามารถเขาแขงขนั มา 1 อาชพี โดยเขยี นรายละเอยี ดของอาชีพนั้น ๆ ประกอบดว ย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………

90 เฉลยใบงานบทเรียนออนไลนท่ี 5 เรอื่ ง ทกั ษะการเรียนรูและศกั ยภาพหลักของพนื้ ท่ี 1. ใหผ เู รียนสำรวจศกั ยภาพของพนื้ ทใี่ นขมุ ชน แลว นำขอ มลู ท่ีไดมาวิเคราะห แยกแยะตามศักยภาพหลกั ของพ้นื ท่ี และใหส รุปวา ควรจะประกอบอาชีพใดจงึ จะเหมาะสมสอดคลอ งกบั ลกั ษณะ หรอื ศกั ยภาพของ พน้ื ที่ในชุมชนและมีความเปนไปไดใ นการพฒั นาอาชีพในพ้ืนที่ชุมชนตนเอง แนวทางการคดิ คำตอบ การวิเคราะหศ กั ยภาพของพ้นื ทท่ี ส่ี อดคลอ งกบั อาชีพ 5 ดาน 1. ศกั ยภาพหลกั ของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแตละพืน้ ที่ หมายถึง สงิ่ แวดลอ มตาง ๆ ที่เกดิ ขึ้น เองตามธรรมชาติ และมนษุ ยสามารถนาํ มาใชประโยชนไ ด เชน บรรยากาศ ดิน นำ้ ปาไม ทุง หญา สตั วป า แรธาตุ และพลังงาน เปนตน การแยกแยะเพ่ือนําเอาศักยภาพของ ทรัพยากรธรรมชาติในแตล ะพื้นท่ี มาใชป ระโยชนในการประกอบอาชีพ ตองพิจารณาวา ทรัพยากรธรรมชาติท่ีอยูใ นพื้นทน่ี ั้น ๆ มอี ะไรบาง เพยี งพอหรือไม ถาไมม ี กต็ อ งพิจารณาใหม วา จะประกอบอาชีพทตี่ ัดสินใจเลือกไวห รอื ไม เชน ตอ งการ ผลิตน้ำแรธรรมชาติจําหนา ย แตในพื้นที่ไม มีตาน้ำไหลผา น และไมส ามารถขุดน้ำบาดาลได ก็ตอง พิจารณาตอ ไป ถา ตอ งการอาชีพน้ี เพราะ เห็นวา มีคนนิยมดื่มน้ำแรมาก ประกอบกับตลาดยงั มคี วามตอ ง การเชนกัน ก็ตอ งพจิ ารณาอกี วา การลงทุนหาทรัพยากรน้ำาและแรธาตุ มาใชใ นการผลิตน้ำาแร จะเสีย คาใชจ ายคมุ ทนุ หรือไม 2. ศกั ยภาพของพื้นท่ีตามลักษณะภูมอิ ากาศ หมายถึง ลักษณะของลม ฟา อากาศท่ีมี อยูป ระจํา ทอ งถิ่นใดทอ งถิ่นหน่ึง โดยพิจารณาจากคา เฉล่ียของอุณหภูมิประจําเดือน และปริมาณ น้ำฝนในชวง ระยะเวลาตาง ๆ ในรอบป เชน ภาคเหนือของประเทศไทย มีอากาศหนาวเย็น หรือ รอ นช้นื สลับกบั ฤดู แลง อาชพี ทางการเกษตร ทีท่ ํารายไดใ หประชากร ไดแ ก การทาํ สวน ทําไร ทํานาและเลีย้ งสัตว หรือภาค ใตมีฝนตกตลอดทัง้ ป เหมาะแกก ารเพาะปลกู พืชเมืองรอน ที่ตอ งการ ความชุม ชื้นสูง เชน ยางพารา ปาลม นำ้ มนั เปน ตน เพราะฉะนั้นการประกอบอาชพี อะไรก็ตาม จาํ เปน ตองพจิ ารณาถงึ สภาพภมู ิอากาศดวย 3. ศักยภาพของภมู ปิ ระเทศและทาํ เลทตี่ ้งั ของแตล ะพ้ืนที่ หมายถึง ลกั ษณะพืน้ ทแ่ี ละ ทาํ เล ท่ีต้ังในแตล ะจังหวดั ซึง่ มลี กั ษณะแตกตา งกนั เชน เปน ภูเขา ท่รี าบสงู ทร่ี าบลมุ ท่ีราบชายฝง สิ่งทค่ี วร

91 ศกึ ษา เชน ขนาดของพนื้ ท่ี ความลาดชนั และความสงู ของพนื้ ที่ เปน ตน รวมถงึ การผลติ การจําหนาย หรอื การใหบ รกิ าร ตองคํานึงถึงทาํ เลท่ตี งั้ ทเ่ี หมาะสม 4. ศกั ยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชวี ิตของแตละพน้ื ท่ี หมายถึง ประเทศไทย มี สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากรธรรมชาติที่แตกตางกันออกไปในแตล ะภาค จึงมีความ แตกตา งกัน ในการดํารงชีวิต ทั้งดา นศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และการประกอบอาชีพ ถึงแมวา คน ไทยสว นใหญ มีวิถชี ีวติ ผูกพันกับการเกษตร ถงึ รอ ยละ 80 แตก ็ควรพิจารณาเลือกอาชีพที่ เหมาะสมกับ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีใหสอดคลองกับวิถชี ีวติ ของแตละพน้ื ทด่ี ว ย 5. ศักยภาพของทรัพยากรมนุษยใ นแตละพื้นที่ หมายถึง การนําศักยภาพของแตล ะ บุคคล ในแตล ะพื้นที่มาใชใ นการปฏิบัติงาน ใหเกิดประโยชนสูงสดุ และสรา งใหแ ตล ะบุคคลเกิด ทศั นคติท่ีดีตอ อาชีพ องคกร ตลอดจนเกิดความตระหนักในคุณคา ของตนเอง และเพ่ือนรวมงาน ในประเทศไทยยังมี บุคคลอกี หลายกลุม ทสี่ ามารถปรบั เปลีย่ นวถิ ีชีวิต ความเปนอยู ตลอดจนการ พฒั นาอาชีพใหเหมาะสมกับ ยุคสมยั โดยเฉพาะอาชีพดานเกษตรกรรม ปจ จุบันมีการทาํ เกษตร แบบผสมผสาน สามารถพลิกฟน คืน ธรรมชาติใหอ ุดมสมบูรณแ ทนสภาพดินเดมิ ที่เคยถูกทําลายไป ทรพั ยากรมนุษยเ ปน เร่ืองท่ีสาํ คัญ ทีต่ อง พิจารณาดําเนินการประกอบอาชีพอยา งเปนระบบ ให สอดคลอ งกับความตองการของบุคคลในแตล ะ พืน้ ที่ 2. ใหผเู รยี นยกตวั อยา งกลมุ อาชีพทต่ี ัดสินใจเลือกอาชีพในกลมุ ใด กลมุ หนง่ึ ท่ีสามารถเขาแขงขนั มา 1 อาชพี โดยเขียนรายละเอียดของอาชีพนนั้ ๆ ประกอบดวย ตวั อยา ง อาชพี การปลกูพชื ผกั โดยวิธเี กษตรธรรมชาติ ปจจบุ ัน การเพาะปลูกของประเทศไทย ประสบปญหาที่สําคัญคือ ดินขาดความอุดม สมบูรณ และปญหาแมลงศตั รูรบกวน เกษตรกรใชว ิธีแกปญ หาโดยใชยาฆา แมลง ซ่ึงเปนอันตรายตอเกษตรกรผู ผลิตและผูบริโภค อีกท้ังยงั เกิดมลพิษตอ สิ่งแวดลอม รัฐบาลจึงสงเสริมใหเกษตรกร ปฏิบัติตามแนวทาง การเกษตรธรรมชาติแบบยั่งยืน ตามแนวพระราชดําริ ซง่ึ เปน แนวทางที่จะทํา ใหด ินมีความอุดมสมบรู ณ มีศักยภาพในการเพาะปลูก และใหผ ลผลติ ที่ปลอดภัยจากสารพิษ ตาง ๆ

92 ดังน้ัน ผูเ รียนตอ งมีความรู ความเขาใจ และมีทักษะเก่ียวกับการดําเนินตามแนวพระราชดําริ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัว โดยตอ งศึกษา และเรยี นรูในเรือ่ งหลักเกษตรธรรมชาติ การปรบั ปรุง ดิน โดยใชป ุย อินทรีย และปุยชีวภาพ การปอ งกันและกําจัดศัตรูพืช โดยวิธีเกษตรธรรมชาติ การทํา สมุนไพร เพื่อปองกันและกําจัดศัตรูพืช ฝกปฏิบัติทําปุยหมัก ปุยน้ำ ชีวภาพและน้ำสกัดชีวภาพ ฝกปฏิบตั ิการเพาะกลา การจัดดอกไม การแปรรูปผลผลิตการเกษตร การวางแผนการปลกู พืชผกั โดยวิธี เกษตรธรรมชาติ ในอนาคต ฝกจนเกิดทักษะ จะไดอาชีพท่ีหลากหลาย จากแนวทางเกษตรธรรมชาติ แบบยัง่ ยืน ตัวอยาง การวเิ คราะหศกั ยภาพของพ้นื ทท่ี สี่ อดคลอ งกับอาชีพการปลกู พชื ผกั โดยวธิ เี กษตรธรรมชาติ 1 การวเิ คราะหท รพั ยากรธรรมชาติในแตล ะพืน้ ที่ - ดินมีความอุดมสมบรู ณ ไมม ีแมลงศตั รพู ชื รบกวน - มีแหลง นำ้ และลกั ษณะพ้นื ทเี่ ปน ท่ีราบลมุ อุดมสมบรู ณเ หมาะสมในการทำการเกษตร 2 การวิเคราะหพนื้ ที่ตามลกั ษณะ ภมู อิ ากาศ - ฤดกู าล ภูมอิ ากาศเหมาะสมตอการปลูกพืชผัก เชน มีอากาศเย็น ไมร อ นจัด 3 การวเิ คราะหภูมิประเทศ และ ทําเลที่ตงั้ ของแตละพน้ื ที่ - เปน ฐานการผลิตทางการเกษตร มีแหลงชลประทาน - ไมม ีความเสีย่ งจากภยั ธรรมชาติ ท่มี ผี ลตอความเสียหายอยา งรนุ แรง - มพี ื้นท่ีพอเพยี งเหมาะสม มกี ารคมนาคมสะดวก 4 การวเิ คราะห ศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี และวถิ ีชีวติ ของแตล ะพืน้ ท่ี - มวี ถิ ีชีวติ แบบเกษตรกรรม - ประชาชนสนใจในวถิ ีธรรมชาติ 5 การวิเคราะหท รพั ยากรมนุษย ในแตละพ้ืนที่ - มีภมู ปิ ญญา/ผรู ู เกยี่ วกบั เกษตรธรรมชาติ - ไดร บั การสนบั สนนุ จากหนว ยงานและชมุ ชน อยา งมาก

93 แบบทดสอบหลงั เรียนบทเรียนออนไลนที่ 5 เรื่อง ทักษะการเรียนรแู ละศกั ยภาพหลักของพ้ืนทใี่ นการพฒั นาอาชีพ 1. นกั ศกึ ษาสามารถผลติ แทนอัดกอ นเพาะเหด็ นางฟา และเหด็ นางรมได เปน ลักษณะความพรอม ในการเรยี นรูดวยตนเองตามองคประกอบขอใด ก. รกั การเรียนรู ข. มมี โนทศั น ค. มคี วามรับผิดชอบ ง. มคี วามคดิ สรา งสรรค 2. อาชีพใดสอดคลอ งกบั ศักยภาพของพ้ืนที่ ก. เปน แพทยเ พราะมปี ระชากรอยูหนาแนน ข. เปน ชา งเสรมิ สวยเพราะมคี นวางงานมาก ค. เปน ชา งเจยี ระไนพลอย เพราะมีแรงงานวยั รุนมาก ง. เปนชาวไรอ อย เพราะมโี รงงานทำน้ำตาลอยเู ปน จำนวนมาก 3. สมศรีอาศัยอยใู นจงั หวดั ภเู ก็ต จบปรญิ ญาตรเี อกภาษาตางประเทศ เธอควรเลอื กประกอบอาชพี ใดจงึ จะเหมาะสมที่สุด ก. มคั คุเทศก ข. รานเสรมิ สวย ค. ทำสวนยางพารา ง. บรกิ ารรบั เล้ยี งเด็ก

94 4. จังหวดั สมทุ รสาครมพี ้นื ทตี่ ิดทะเล อาชีพในขอใดทค่ี วรทำในจงั หวัดนม้ี ากที่สดุ ก. การประมงน้ำจดื ข. การเพาะพันธสุ ตั วป ก ค. การเลีย้ งปลาในกระชัง ง. การแปรรปู อาหารทะเล 5. ขอใดเปนการนำศักยภาพพ้ืนทม่ี าพฒั นาอาชพี ใหมใ นอำเภอนครชัยศรไี ดเหมาะสม ก. จัดตั้งกลมุ OTOP เพอ่ื การมีช่อื เสยี งของชุมชน ข. มีการปลกู สม โอจำนวน จึงทดลองนำมาแปรรูปเพ่อื เพ่ิมมูลคาทางผลิตภณั ฑ ค. คนในชุมชนมจี ำนวนมาก จงึ สงเสริมใหท ำงานในโรงงานอตุ สาหกรรม ง. ชมุ ชนมกี ารรวมกลุมการเลย้ี งไกช นตามอยางจงั หวดั ใกลเคียง 6. “การศึกษาการออกแบบ Animation เพ่อื ธรุ กิจ” เปนหวั ขอ การวจิ ัยท่ีเหมาะสมกบั การพฒั นา งานอาชพี ในกลุมอาชพี ใหมดา นใด ก. อตุ สาหกรรม ข. พาณิชยกรรม ค. ความคิดสรางสรรค ง. บริหารจัดการและการบริการ 7. ขอใดเปน การวิเคราะหทรพั ยากรมนุษยในแตล ะพน้ื ทีข่ องการประกอบอาชีพโฮมสเตย ก. มโี ปรแกรมนา สนใจในการศกึ ษาธรรมชาติและพักผอ นท่ดี ี ข. มแี หลงทอ งเท่ียวเปน จุดสนใจชวนใหผ ูคนมาเทย่ี วแลพกั คางคนื ค. อยใู นพืน้ ทีท่ ่ีมกี ารประชาสัมพนั ธท ด่ี จี ากองคกรทอ งเทีย่ ว ง. มคี วามรวมมือจากชมุ ชนในการเปนมติ รกบั แขกที่มาใชบรกิ าร

95 8. การจัดการศึกษาดานอาชพี ในปจ จบุ นั มคี วามสำคญั อยางไร ก. เปนการพัฒนาประชากรใหมคี วามรูแ ละมีทกั ษะประกอบอาชพี ข. สงเสรมิ ความเขม แข็งใหแ กเ ศรษฐกจิ ชมุ ชน ค. แกป ญ หาการวา งงาน ง. ถูกทกุ ขอ 9. พน้ื ท่ขี องภาคกลางเปนทร่ี าบลมุ ถา พิจารณาจากศกั ยภาพของพ้ืนทใ่ี นการพฒั นาอาชพี ควรประกอบอาชีพใด ก. การทำนา ข. การทำสวน ค. การปลกู ปาลม นำ้ มนั ง. การปลูกยางพารา 10. การขายสินคาทางอินเทอรเ น็ต (e-commerce) จัดเปน กลมุ อาชีพใหมดานใด ก. ดานเศรษฐกจิ พอเพียง ข. ดา นพาณิชยกรรม ค. ดา นพัฒนาผลติ ภณั ฑ ง. ดานอตุ สาหกรรม

96 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี นบทเรยี นออนไลนท ่ี 5 เรอื่ ง ทกั ษะการเรียนรแู ละศกั ยภาพหลักของพ้นื ที่ในการพฒั นาอาชีพ 1. ง 2. ค 3. ก 4. ง 5. ข 6. ค 7. ง 8. ง 9. ก 10. ข

97 แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรูรายวิชาภาษาไทย พท31001 ใบงาน กจิ กรรม คะแนน 1 การอานวรรณคดี 2 การพดู 10 3 การแยกขอ เทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ 10 4 การพูดเปน ทางการ และ ไมเปน ทางการ 10 5 การพดู ประเภทตาง ๆ 10 6 สอบระหวางภาค 20 7 สอบปลายภาค 40 รวม 100 คะแนน

แผนการจัดกจิ กรรมกา รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนว จำนวน บทเรียน หวั เรื่อง วัตถปุ ระสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรียน ออนไลนท ี่ พฤติกรรม 1 1. สนุกกับ 1. ตคี วามแปลความและ ผเู รยี นเรยี นรจู ากหนงั ส วรรณกรรมไทย ขยายความเร่อื งทอี่ า น แบบเรยี น หรอื อนิ เทอร 2. พัฒนาการ 2. วจิ ารณ วจิ ารณ ความ เรอ่ื ง เขียนเพื่องาน สมเหตุสมผล การลำดบั 1. หลกั การตคี วาม แป อาชีพ ความคดิ และความ และขยายความ 3. ภาษาพาสนุก เปนไปไดข องเรื่องทีอ่ า น 2. การอานบทประพัน 3. อธิบายความหมาย ไพเราะทงั้ รอ ยแกว รอยก ของภาษาถิน่ สำนวน 3. ความหมายของวรรณ สภุ าษิตทีป่ รากฏใน วรรณกรรม ปจ จบุ นั แล วรรณคดีวรรณกรรม วรรณกรรมทอ งถน่ิ ปจจุบนั 4. การอานวรรคทอง ใ วรรณกรรมทองถ่นิ วรรณคดี จากเร่อื ง ขนุ ช 4. อธิบายคณุ คา ขุนแผน พระอภัยมณี วรรณคดีวรรณกรรม นิทานเวตาล นิราศพร

ารเรียนรรู ายวิชาแบบออนไลน วน 5 หนวยกิต ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย น 200 ช่วั โมง นรู เวลา สอ่ื /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมินผล คาดหวงั สอื 90 1. หนังสือเรยี น บทเรียน - 1. ตคี วามแปลความ รเ นต็ ชม. วิชาภาษาไทย ออนไลนท ่ี 1 และขยายความเรื่อง พท31001 ทอ่ี า น ปลความ 2. Google Site 2. วิจารณ วจิ ารณ บทเรยี นออนไลน ความสมเหตสุ มผล นธท ี่ ที่ 1 การลำดบั ความคดิ กรอง และความเปน ไปได ณคดี ของเรอ่ื งทอี่ า น ละ 3. อธิบาย ความหมายของ ใน ภาษาถนิ่ สำนวน ชา ง สุภาษติ ทปี่ รากฏใน อิเหนา วรรณคดวี รรณกรรม ระบาท ปจ จุบนั 98

บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กิจกรรมการเรยี น ออนไลนท่ี พฤติกรรม ปจ จุบันและวรรณกรรม นิราศภูเขาทอง รายยา ทอ งถิน่ เวสสันดรชาดก มัทนพา 5. เลอื กใชสอ่ื ในการ พระมหาชนก (ทศชาติช คน ควาหา 5. แนวคดิ และคา นยิ มท ความรทู ี่หลากหลาย ในวรรณคดีและดา นสงั ค 6. มีมารยาทในการอา น 6. การมีมารยาทในการ และมนี สิ ยั รกั การอาน 7. การเขียนแผนภาพคว 7. เขียนแผนภาพ 8. การเขยี นยอ ความ ความคิด 9. การเขยี นเรียงความ เขยี นยอ ความ 10. การเขยี นจดหมาย เรียงความ 11. การเขียนอธิบาย จดหมาย เขียนอธบิ าย 12. การกรอกแบบพิมพ ไดถกู ตอ งตามอักขระวธิ ี ประเภทตา ง ๆ เชน กร และระดบั ภาษา สมัครงาน กรอกใบสมัค 8. การกรอกแบบพิมพ กรอกใบคำรอ งตาง ๆ ประเภทตา ง ๆ ได 13. การปฏิบัตติ นเปน ผ ถกู ตอ ง มารยาทในการเขยี นแล 9. ปฏบิ ตั ติ นเปน ผมู ี รักการเขียน

นรู เวลา สือ่ /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมินผล คาดหวัง าวมหา วรรณกรรมทอ งถนิ่ าธา 4. อธิบายคณุ คา ชาดก) วรรณคดีวรรณกรรม ท่ีปรากฏ ปจ จุบันและ คม วรรณกรรมทองถนิ่ รอา น 5. เลอื กใชส อื่ ในการ วามคดิ คน ควาหา ความรูทีห่ ลากหลาย 6. มีมารยาทในการ อา นและมนี สิ ัยรกั การอา น พ 7. เขยี นแผนภาพ รอกใบ ความคิด ครเรียน เขียนยอ ความ เรียงความ ผมู ี จดหมาย เขยี น ละมีนสิ ยั อธบิ าย ไดถกู ตอ งตาม 99

บทเรยี น หวั เรื่อง วตั ถุประสงคเชงิ กิจกรรมการเรียน ออนไลนท ี่ พฤติกรรม มารยาท 14. ธรรมชาตขิ องภาษ ในการเขยี น และมีการ - การเปล่ียนแปลงข จดบนั ทกึ อยา งสม่ำเสมอ ภาษา 10. อธบิ ายธรรมชาติ - ลกั ษณะของภาษา ของภาษาและใชป ระโยค - พลงั ของภาษา ตามเจตนาของการ 15. การใชถอยคำ สำน ส่อื สาร สุภาษติ คำพงั เพย 11. เลอื กใชถอยคำ 16. โครงสรา งของประ สำนวน สุภาษติ รปู ประโยค และชนิดขอ คำพังเพยให ประโยค ตรงความหมาย 17. ระดบั ภาษา 12. ใชประโยคไดถกู ตอ ง 18. คำสภุ าพ ตามเจตนาของผสู งสาร 19. คำราชาศพั ท 13. ใชค ำสุภาพ และคำ - มอบหมายใหผ เู รียนท ราชาศัพทใหถกู ตองตาม กิจกรรมบทเรียนออนไล ฐานะและบุคคล เรื่อง การอา นวรรณคดี

นรู เวลา สอื่ /แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ประเมินผล คาดหวงั ษา อักขระวธิ แี ละระดบั ของ ภาษา 8. การกรอกแบบ า พิมพป ระเภทตา ง ๆ ไดถ กู ตอ ง นวน ะโยค อง ทำใบ ลนที่ 1 100

แผนการจดั กิจกรรมกา รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนว จำนวน บทเรียน หัวเร่อื ง วัตถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนท่ี พฤติกรรม 2 บทท่ี 1 1. เห็นคุณคาของ - ผูเรียนเรยี นรจู าก Google 1. หลักการ สือ่ ในการฟง การดู Site ฟง การดู และ และการพดู วชิ าภาษาไทย พท31001 การพดู 2. วิจารณความ - ผูเ รียนทำแบบทดสอบกอ น 2. สรปุ ความ สมเหตุสมผล การ เรยี น จบั ประเด็น ลำดับความและ - ครูมอบหมายใหผ เู รยี นดคู ลิป ใจความสำคญั ความเปน ไปไดของ วิดโิ อนำเขา สูบทเรียน เร่ือง เรอ่ื งท่ีฟง การดูและ ความรูเ บือ้ งตน ของหลกั การฟง ของเรอ่ื งทฟี่ ง การพดู การดู และการพดู การดูและการ - ครูมอบหมายใหศึกษาความรู พูด จากคลปิ วดิ ิโอ เรื่อง หลักการฟง การดู และการพูด - ผเู รยี นทำใบงานบทเรียน ออนไลนท่ี 2 เรื่อง การพูด

ารเรยี นรูรายวิชาแบบออนไลน วน 5 หนว ยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย น 200 ช่ัวโมง เวลา สื่อ/แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรูท่ี ประเมินผล คาดหวัง 9 ชม. - Google Site บทเรียน ชอ งท่ี 1. เหน็ คณุ คา https://sites.google.com/ ออนไลนท่ี 2 1 ของสือ่ ในการ view/phutth31001 ฟง การดแู ละ - สื่อคลปิ วดิ โิ อ เรอื่ ง การพดู หลกั การฟง การดู และการ พูด 2. วิจารณความ สมเหตุสมผล การ ลำดบั ความและ ความเปน ไปได ของเรอื่ งทฟ่ี ง ง การดูและการ พูด 101

บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถุประสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม - ผเู รียนทำแบบทดสอบหลัง เรียน

เวลา สื่อ/แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรูท่ี ประเมนิ ผล คาดหวงั 102

แผนการจดั กจิ กรรมกา รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 จำนว จำนวน บทเรียน หวั เรอื่ ง วตั ถปุ ระสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรียนรู ออนไลนท ่ี พฤตกิ รรม 3 บทท่ี 2 นำเสนอความรู - ผเู รียนเรียนรจู าก Google Site 1. การ ความคิดเห็นท่ไี ด วชิ าภาษาไทย พท31001 วิเคราะห จากการฟง การ - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอ น ขอเทจ็ จรงิ ดูและการพดู เรยี น ขอ คดิ เห็นและ - ครูมอบหมายใหผ เู รียนดคู ลปิ สรปุ ความ วดิ โี อนำเขาสบู ทเรยี น เรื่อง 2. หลกั การ การวิเคราะหข อ เท็จจรงิ และ แสดงความ ขอ คดิ เหน็ คดิ เห็น - ครมู อบหมายใหผ เู รยี นศกึ ษา ความรจู ากคลปิ วิดโี อ เร่อื ง การ วเิ คราะหข อเทจ็ จรงิ และ ขอคิดเห็น

ารเรยี นรูรายวิชาแบบออนไลน วน 5 หนว ยกิต ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย น 200 ช่วั โมง เวลา สอ่ื /แหลง เรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรู ประเมนิ ผล ทค่ี าดหวัง e 9 ชม. - Google Site บทเรียน ชองที่ 2 ผเู รยี นนำเสนอ https://sites.google.com/ ออนไลนท่ี 3 ความรู ความ คดิ เห็นทไ่ี ด view/phutth31001 จากการฟง การดูและการ - สื่อคลปิ วดิ โี อ เรื่อง การ พดู วเิ คราะหขอ เทจ็ จรงิ และ ขอคิดเหน็ 103

บทเรยี น หวั เรื่อง วตั ถุประสงคเชิง กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ พฤตกิ รรม - ผเู รยี นทำใบงานบทเรยี น ออนไลนท ่ี 3 เรอื่ ง การแยก ขอ เทจ็ จรงิ และขอคิดเห็น - ผูเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น

เวลา สอ่ื /แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ประเมนิ ผล ที่คาดหวงั น 104

แผนการจดั กิจกรรมกา รายวชิ า ภาษาไทย พท31001 จำนว จำนวน บทเรียน หัวเร่ือง วัตถปุ ระสงคเชิง กิจกรรมการเรยี นรู ออนไลนท ี่ พฤตกิ รรม 4 บทที่ 3 1. นำเสนอความรู - ผเู รียนเรียนรจู าก Google S การพูดเปน ความคดิ เห็นทไ่ี ดจาก วชิ าภาษาไทย พท31001 ทางการ และ การฟง การดูและ - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอนเร การพูด - ครมู อบหมายใหผเู รยี นดูคลิป ไมเ ปนทางการ 2. ใชศิลปะการพดู ท่ี โอนำเขา สบู ทเรยี น เร่อื ง การพ เปนทางการและไม เปน ทางการ และ ไมเปน ทางก เปน ทางการไดอยาง - ครมู อบหมายใหผ เู รยี นศกึ ษา เหมาะสมกับโอกาส ความรูจากคลปิ วิดโิ อ เรอื่ ง กา และบคุ คล พดู เปนทางการ และ ไมเ ปน ทางการ - ผเู รยี นทำใบงานบทเรียน ออนไลนที่ 4 เรอื่ ง การพูดเปน ทางการ และ ไมเปน ทางการ

ารเรยี นรูรายวิชาแบบออนไลน วน 5 หนว ยกิต ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย น 200 ชั่วโมง เวลา ส่ือ/แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมินผล คาดหวัง บทเรียน Site 10 - Google Site ออนไลนที่ 4 ชองท่ี 3 1. นำเสนอ ชม. https://sites.google.com/ ความรู ความ view/phutth31001 รียน คดิ เห็นทไี่ ดจาก - สอ่ื คลปิ วิดิโอ เรอ่ื ง การ ปวิดิ พดู เปน ทางการ การฟง การดู พูด และการพูด การ 2. ใชศ ิลปะการ า พดู ทเ่ี ปน าร - สอ่ื คลปิ วิดิโอ เรื่อง การ ทางการและไม พูดไมเ ปนทางการ เปน ทางการได อยา งเหมาะสม กับโอกาสและ น บคุ คล 105

บทเรยี น หวั เร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนท่ี พฤติกรรม - ผเู รียนทำแบบทดสอบหลังเร แผนการจดั กจิ กรรมกา รายวิชา ภาษาไทย พท31001 จำนว จำนวน บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเ ชงิ กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ พฤติกรรม 5 บทท่ี 4 1. วเิ คราะห - ผเู รยี นเรยี นรจู าก Google S 1. ศลิ ปะการพูด ประเมินคา การใช วชิ าภาษาไทย พท31001 ประเภทตาง ๆ ภาษาพูดจากสื่อ - ผเู รยี นทำแบบทดสอบกอ น เชน ตาง ๆ เรยี น - พดู แนะนำตนเอง 2. ปฏบิ ัตติ นเปน ผู - ครมู อบหมายใหผ เู รยี นดคู ล - พดู กลา วตอ นรับ มีมารยาทในการ วดิ โิ อนำเขาสบู ทเรียน เรื่อง - พูดกลาวขอบคุณ ฟง การดแู ละการ ศลิ ปะการพูดประเภทตาง ๆ - พดู โนม นาวใจ/ พูด - ครมู อบหมายใหผเู รียนศกึ ษ ปฏิเสธ - พดู เจรจา ความรจู ากคลปิ วดิ ิโอ เรือ่ ง ตอ รอง ศลิ ปะการพดู - พดู แสดงความ - ผเู รยี นทำใบงานบทเรียน

เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมนิ ผล คาดหวัง รยี น ารเรยี นรูร ายวิชาแบบออนไลน วน 5 หนว ยกิต ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย น 200 ช่ัวโมง เวลา สือ่ /แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ี่ ประเมินผล คาดหวัง Site 12 - Google Site บทเรียน ชองที่ 4 1. วิเคราะห ชม. https://sites.google.com/ ออนไลน ประเมินคาการ view/phutth31001 ใชภาษาพดู จาก ที่ 5 สอ่ื ตาง ๆ ลิป 2. ปฏบิ ตั ิตนเปน ผมู ีมารยาทใน การฟง การดู ษา และการพดู 106

บทเรียน หวั เร่ือง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม คดิ เหน็ - พดู ออนไลนท ่ี 5 เรอื่ ง การพูด อธิบาย ประเภทตาง ๆ - พดู สนุ ทรพจน / - ผูเ รยี นทำแบบทดสอบหลงั เ โตวาที 2. มารยาทในการ ฟง ดู และพดู

เวลา สือ่ /แหลงเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ี่ ประเมนิ ผล คาดหวัง เรียน 107

108 ภาคผนวก : ส่อื เอกสารบทเรียนออนไลน 1-5 วิชาภาษาไทย (พท31001)

109 ใบกิจกรรม บทเรยี นออนไลนท่ี 1 เร่ือง การอา นวรรณคดี คำช้ีแจง ใหน กั ศึกษาไปศึกษาการอา นวรรณคดี แลวใหอัดคลปิ วดิ ิโอการอา นวรรณคดี โดยเลือกเรอ่ื งใด เรอ่ื งหนงึ่ จากตัวอยางทีใ่ ห ความยาวคลิปไมเ กนิ 5 นาที สงครผู สู อนแบบออนไลน (Line/Facebook) ตัวอยางวรรณคดี เรือ่ ง ขนุ ชาง ขุนแผน พระอภยั มณี อเิ หนา นทิ านเวตาล นริ าศพระบาท นริ าศ ภูเขาทอง รา ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดก มทั นพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก) กำหนดสง วันท่ี 12 ก.ค. 63

110 แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท ี่ 2 เรอื่ ง หลกั การฟง การดู และการพูด 1. การฟงมคี วามหมายตรงกับขอ ใด ก. การไดยิน ข. การรคู วามหมาย ค. การทำความเขาใจซง่ึ กันและกนั ง. การรับรคู วามหมายจากเสียงทีเ่ ราไดยิน 2. ขอ ใดไมใชค ุณสมบตั ขิ องผูฟงท่ดี ี ก. นั่งฟง เงยี บๆ แสดงอาการรบั รจู นกวาผูพูดจะพูดจบ ข. พิจารณาเร่อื งราวท่กี ำลงั ฟงวานาเชื่อถือมากนอยเพียงใด ค. รวบรวมความคิดใหไดวาผพู ูดมีวัตถุประสงคอ ะไรในการพดู น้ัน ง. แยกแยะไดวาเรอ่ื งท่ีไดฟง น้นั มีสวนใดเปน ขอเทจ็ จริง สวนใดเปนขอคิดเห็น 3. เมือ่ หัวหนาหองของทา นประกาศใหทกุ คนในชั้นเรียนทราบวา วันนีอ้ าจารยตดิ ราชการมาสอน ไมได ขอให นกั ศึกษาทำแบบฝกหัด......ใหเ สร็จ ทา นควรปฏิบตั อิ ยา งไร ก. ทำแบบฝกหัดตามท่อี าจารยม อบหมายให ข. นง่ั คุยกบั เพอื่ นกอนแลวคอยลอกเพื่อนท่ีทำเสรจ็ ค. ทำแบบฝกหัดวิชาอน่ื ท่คี างอยูกอน ง. ออกจากหองและเตรียมการเรียนวิชาใหม 4. ขอใด ไมใ ชก ารใชวิจารณญาณในการฟง ก. ฟงแลวยอมรบั ทัศนะของผูอ่ืน ข. ฟงแลวคิดตามวานาเชอื่ ถือเพียงใด ค. ฟง แลวพจิ ารณาวาผูพดู ใชวิธกี ารถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ง. ฟง แลวพิจารณาวาเร่ืองน้ันเปนขอเทจ็ จริงหรอื เปนความคดิ เหน็ ของผูพูด 5. เมอ่ื ผอู ืน่ มาพดู ถงึ ความไมดขี องบคุ คลท่ี 3 ทานควรทำอยา งไร ก. หามปรามวาไมควรพูดใหผูอ่นื เสียหาย ข. พิจารณาวาถาเปนความจรงิ ตามท่ีไดฟงก็ควรบอกใหผูนัน้ แกไข ค. ไมแสดงความคิดเหน็ และพยายามเปล่ยี นหัวขอสนทนา ง. พยายามซักไซใ หผ ูพูดขยายความมากข้ึน

111 6. การฟงการอภปิ รายเปน การฟง เพ่ือจุดประสงคใด ก. ฟงเพ่ือความรู ข. ฟง เพอ่ื คดิ ค. ฟง เพอื่ ใหเกิดความเพลิดเพลิน ง. ฟง เพอื่ ความรแู ละเพ่อื คิด 7. ขอใดไมใ ชอ ุปสรรคของการฟง ก. คาดหมายไวกอนวาผูพูดเปนคนพูดเกง ข. ความคิดเห็นของผูพูดถูกตองเสมอ ค. เด็ก ๆ ขางนอกหอ งประชุมวิ่งเลนอกึ ทึก ง. ภายในหองคอนขา งรอนเพราะไมมีแอรมแี ตพัดลม 8. ขอใดเปนการใหเ กยี รติผูพูด ก. ไมสง เสียงดงั พูดเพียงกระซบิ กระซาบเบา ๆ พอไดย ินกนั สองคน ข. ปรบมอื และสง เสียงรองใหกำลังใจแกผ ูพูด ค. เม่ือพอใจคำพูดตอนใดใหป รบมือแสดงความพอใจ ง. แสดงความสนใจดวยการลุกข้ึนถามคำถามทันทีท่เี กดิ ความสงสยั 9. พฤติกรรมใดทเี่ หมาะสมในการฟง ในที่ประชุมชน ก. นั่งฟง อยางสบาย ๆ ข. นำอาหารเขามารับประทาน ค. ปรบมือตอนรบั ง. น่งั หลับตาทำสมาธิขณะฟง 10. ขอ ใดไมใชวธิ กี ารชวยพัฒนาประสิทธิภาพในการฟง ? ก. เตรยี มตัวกอ นฟง ข. ฟงโดยมอี คติกบั ผูพ ูดเพ่ือจับผิด ค. สรางความสนใจและตอ งการท่จี ะฟง ง. ฟงดวยความต้งั ใจ

112 เฉลย แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท ี่ 2 เรอ่ื ง หลักการฟง การดู และการพูด 1. ง 2. ข 3. ก 4. ง 5. ก 6. ง 7. ก 8. ก 9. ค 10. ค.

113 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท ่ี 2 เรอื่ ง การฟง การดู และการพูด เรอื่ งการฟง 1. ความหมายของการฟง พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดอ ธบิ ายความหมายของการฟงไวว า การฟง หมายถึงการต้ังใจสดับคอยรับฟงดวยหู ไดย นิ ขยายความไดว า การฟง เรมิ่ จากการไดยนิ เสยี กอน ขน้ั ที่ 2 ติดตามเรื่องราวของส่ิงทไี่ ดย ินไปดว ยพอถึงขัน้ ท่ี 3 ตองสามารถเขาใจสิ่งที่ไดย นิ หรือตีความหมายของ ส่ิงท่ีไดยินได และข้ันสุดทาย ตองเกิดความคิดคลอยตามหรือโตแยงส่ิงท่ีไดยินนั้น เพื่อนำไปใช ประโยชนตอไป 2. ประโยชนของการฟง 2.1 ชว ยใหมคี วามรูและสติปญญาเฉลยี วฉลาด เปน ผทู ันโลกและทันเหตุการณเพราะฟง มาก ยอมรูมาก ซง่ึ เปนคณุ สมบัติของความเปนนักปราชญหรือผูเปน พหสู ตู 2.2 ชวยใหนำสิ่งท่ีไดสดับฟงนั้น ไปใชใหเกิดประโยชนในชีวิตประจำวันได เชน ตัดสิน ปญหาได หรือมคี วามคดิ สรางสรรค 2.3 ชวยใหเกิดทักษะในการฟง คือ สามารถจับใจความสำคัญของเร่ืองที่ฟง ซึ่งเปน เครอ่ื งมือสำคัญในการแสวงหาความรูได 2.4 ชวยใหมีวิจารณญาณในการฟง คือ สามารถพิจารณาไตรตรองไดวา สิ่งใดบางเปน ขอเทจ็ จรงิ สง่ิ ใดบา งผดิ และสิง่ ใดบางถูกตอง 3. วตั ถุประสงคของการฟง การฟงทีด่ ีผฟู งจะตองตัง้ จุดประสงคข องการฟง ไวใ นใจเสยี กอ น ซง่ึ ผฟู งมักมจี ดุ ประสงคใหญ 3 ประการ คอื 3.1 ฟงเพ่ือใหเ กดิ ความรูและความรอบรู แยกออกไดด งั นี้ 3.1.1 ฟง เพือ่ ใหเ กดิ ความรู การฟง ชนิดน้ีเปน สิง่ จำเปนสำหรบั นกั เรียน 3.1.2 ฟงเพื่อใหเกิดความรู เปนการฟงท่ีชวยสรางเสริมเพ่ิมพูดความรูใหกวางขวาง ย่งิ ขน้ึ เชน ฟงขาว เหตบุ านการเมอื ง ฯลฯ การฟงตองสามารถจับประเด็นสำคัญของเร่ือง โดยอาศัย หลกั การพินิจสารและรูจ ักประเมินคณุ คาของสาร

114 3.2 ฟงเพ่ือหาเหตุผลมาโตแยงหรือคลอยตามเปนการฟงที่มีจุดมุงหมายใหผูฟงมี วจิ ารณญาณในการฟงเปนสำคัญ คอื เม่ือฟงอะไรแลวตองเปนผูรูจ ักคิด รูจักไตรตรองวา ส่ิงท่ีตนไดฟงมา นัน้ มีเหตผุ ลสมควรเช่อื ถือหรือไม อนั จะเปนการฝกใหเปนคนสขุ ุมรอบคอบ ไมเชื่อสง่ิ ใดอยา งงมงาย 3.3 ฟง เพ่อื ความเพลดิ เพลนิ และซาบซง้ึ เปนการฟง ดว ยความนยิ มชมชอบ ผฟู ง จะไดรับ ท้ังความสนุกสนานและความเพลดิ เพลนิ การฟง อยางนถี้ อื เปนการตอบสนองความตองการทางอารมณ ชว ยผอ นคลายความตึงเครยี ด 4. ลกั ษณะของการเปนผูฟง ทด่ี ี การฟงเปน สิ่งท่ีมคี วามสำคญั ตอชีวิตของบคุ คลทั่วไป เราจงึ ควรทราบลักษณะของผฟู งทด่ี ี ซ่ึงมดี งั น้ี 4.1 มีสมาธิในการฟง การมีสมาธิเปน สงิ่ จำเปน มากในการฟง ผฟู ง ตอ งตัดความวิตกหรือ ความกังวลใจตาง ๆ ออกจากจิตใจใหหมด ฉะน้นั ทกุ ครัง้ ทีฟ่ ง เร่อื งใดกต็ าม ผฟู งตองหมน่ั ฝก ความมสี มาธิ ใหแ กตนเองพยายามพุงความสนใจไปในเร่ืองที่ตนกำลังฟงนัน้ 4.2 ตัง้ จดุ มงุ หมายในการฟง ในการฟง แตละครั้งผฟู งควรตัง้ จุดมงุ หมายไววาจะฟงเพื่ออะไร เชน ฟงเพื่อจับใจความสำคัญ ฟง เพ่ือความเพลดิ เพลิน เปน ตน การฟงอยางไรจุดหมายยอมเสียเวลาใน การฟง 4.3 วิเคราะหเจตนาของผูพูด คือ ตองรูจักวิเคราะหเจตนาของผูพูดวา ผูพูดมีความ ประสงคอยา งไร มีสิ่งใดแอบแฝงซอ นเรนอยูในเรอื่ งที่พูดหรอื ไม 4.4 สนใจและจับประเดน็ สำคัญเร่อื งทฟี่ งใหได คอื ขณะฟงตอ งรูจักใชส ติปญ ญาวิเคราะหดู วาผูพูดกำลังพูดเร่ืองอะไร ใหสาระประโยชนอะไรบาง เร่ืองท่ีฟงนั้นมีประเด็นสำคัญอยางไร แลว พยายามสรปุ ความคิดรวบยอดใหไ ด 4.5 ตองวางใจเปน กลางไมมอี คตใิ ด ๆ ตอผูพดู การมอี คติ และการจบั ผดิ ผูพูดยอ มมผี ลเสีย มากกวา ได ควรหลีกเลีย่ งการจบั ผดิ เลก็ ๆ นอย ๆ เชน การแตงกาย การพดู ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในบางคำ ฯลฯ เพราะจะทำใหผูฟงเกิดรูสึกวาเร่อื งท่ีกำลังฟงนั้นเปนเรื่องท่ีนาตำหนิ ควรสรางเจตคติท่ีดีตอผูพูดเสมอ การทำใจไดเชนนี้ จะทำใหบรรยากาศการฟงเปน ไปอยางราบรน่ื และเขาใจดี 4.6 ฟงดวยความอดทนและต้ังใจฟง ตองอดทนและตั้งใจฟงตั้งแตตนจนจบ การฟงอยาง ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือฟงเพียงบางตอนยอ มทำใหไ มส ามารถเขาใจเนือ้ เรอื่ งไดส มบูรณ 4.7 ฟงอยางสำรวมใหเกียรติผูพูด และมีมารยาทอันดีงาม นับเปนคุณสมบัติของผูฟงท่ีดี การรูว าสิง่ ใดควรไมควร เชน การลุกเดินเขาออก การทำเสียงเอะอะนับเปนกิริยาทีไ่ มเหมาะสม ถือวา ไมใ หเกียรติ และเปนการเสยี มารยาทอยา งย่งิ แสดงความคิดเหน็ ก็ควรทำภายหลงั

115 4.8 ใชศิลปะในการฟง ผฟู งท่ดี ีไมค วรฟง อยางเดียวควรใชไหวพรบิ ในบางโอกาส เพื่อชว ย ใหผูพูดสามารถถายทอดความรู ความคิดของตนไปสูจุดหมายปลายทางตามที่ผูฟงตองการโดยการใช คำถามที่ไดจ ากการเชื่อถอื ผฟู งตองการ 4.9 ขณะฟง ควรบนั ทึกสิ่งสำคัญ หากสงสยั ควรซกั ถาม ใหเหมาะสม 4.10 หลักการฟง ผฟู งบนั ทึกวา เร่ืองราวตาง ๆ ท่ีฟงไปน้นั ตรงกับขอจรงิ และมเี หตุผล นา เชอื่ ถือเพยี งใด มสี ิ่งใดจะนำไปปฏิบตั ิใหเกิดประโยชนไดห รอื ไม และรจู ักนำความรูหรือขอคิดตาง ๆ ที่ไดจากการฟง ไปใชประโยชน ตามโอกาสอนั สมควร 5. มารยาทในการเปน ผฟู ง ท่ีดี ผูฟ ง ท่ดี คี วรตอ งระมัดระวังมารยาท ตั้งแตเร่ิมเขา ฟง ขณะฟง ไปจนกระทง่ั เลกิ ฟง คือ 5.1 ควรแตง กายสภุ าพเรยี บรอย เชน ไมสวมเส้ือปลอ ยชายรมุ ราม หรือสวมรองเทาแตะ ฟองนำ้ เขาฟง เปน ตน 5.2 ผูฟงที่ไปถึงกอน ควรนั่งเกาอ้ีท่ีเขาจัดไวแถวหนา ๆ ผูท่ีมาทีหลังจากน้ันก็ควรนั่งถัด กันลงมาขางหลังทีละแถวตามลำดับ เพ่ือผูมาชาจะไดไมตองหลีกคนหลาย ๆ คนเขาไปหาท่ีน่ัง ทำให วนุ วายขาดสมาธใิ นการฟงได ถา ผพู ูดเรมิ่ พดู ไปบางแลว และไมมเี กาอใ้ี หนั่ง ก็ควรจะยนื ฟงอยา งสงบ และ มรี ะเบียบไมบ ังคับผูท ่ีนง่ั อยกู อน 5.3 ควรไปถงึ สถานทฟี่ งกอนผูพูดเรม่ิ พดู ถา เขาหลังผพู ูดเร่มิ พูดแลวตอ งแสดงความเคารพผู พูดกอน และเขาไปนั่งฟงอยางสงบ หากจำเปนตองออกจากหองประชุมที่นั่งฟงอยูกอนท่ีจะพูดจบ ก็ตอ งทำความเคารพผพู ดู กอนดวย 5.4 ควรฟงดวยความสนใจ ไมค วรแสดงสหี นา ทา ทางใหผ พู ดู เหน็ วา ผูฟง เกดิ ความเบื่อหนาย เพราะจะทำใหผ พู ดู เสยี กำลงั ใจ ถา เกดิ ไมอยากฟงจรงิ ๆ กค็ วรจะเลกิ ฟงและออกจากหอ ง ประชมุ ไปเลย 5.5 ควรใหเกียรติผูพูดดวยลักษณะตาง ๆ ท่ีทำได เชนพูดดี ถูกใจผูฟงก็ควรปรบมือ หรอื พูดชมเชยเม่ือมโี อกาส ขณะฟง อยูควรมองหนาผพู ูดตลอดเวลาและไมค วรคยุ กัน ดว ยเรอ่ื งสวนตัว จนเปน ท่รี ำคาญแกผอู ่นื ไมควรลกุ เดินขวักไขวไ ปมาไมควรนงั่ หลบั สัปหงก ฯลฯ 5.6 ถา เกดิ ขอสงสัยตองการซักถาม ควรรกั ษามารยาทดังนี้ 5.6.1 ควรยกมอื ข้ึน เม่ือไดร ับอนญุ าตแลวจงึ คอ ยถาม 5.6.2 ควรถามอยางสุภาพเรยี บรอยทั้ง ถอ ยคำและอากปั กริ ิยา 5.6.3 คำถามควรกะทดั รัด ตรงประเดน็ เก่ียวกับเรอื่ งท่ีฟง 5.6.4 ถา จะคัดคาน ควรคัดคา นอยางน่ิมนวล และกลา วขอโทษกอ น

116 5.6.5 เมื่อฟงพูดจบแลว ควรลุกขึ้น และออกไปมรี ะเบียบ พยายามทำใหเ กดิ เสยี งนอ ย ทส่ี ดุ 6. เรอ่ื ง การฟงและดูเพอ่ื จบั ประเด็นและสรุปความ 6.1 ความหมายของการจับประเด็น หมายถงึ การจับขอ ความสำคัญหรอื ใจความสำคญั ของ เรือ่ ง 6.2 ความหมายของการสรปุ ความ คอื การหยิบยกเอาความคิดหลกั หรือประเด็นท่ีสำคัญ ของเร่ืองมากลา วยำ้ ใหเ ดน ชดั โดยใชประโยคสัน้ ๆแลวเรยี บเรยี งใหเปน ระเบียบ 6.3 มารยาทในการฟงและดู 6.3.1 มองสบตาผูพูด ไมมองออกนอกหองหรือมองไปที่อน่ื อันเปนการแสดงวา ไม สนใจเรอ่ื งทีพ่ ูดและไมเ อาหนงั สอื ไปอา นขณะทีฟ่ งหรอื ดู 6.3.2 รักษาความสงบ ไมสงเสยี งรบกวนผูอื่น ไมเอาของขบเค้ยี วเขาไปทำลายสมาธิ ของผูอื่น การชมภาพยนตรค วรปดโทรศัพทมือถือจะไดไ มรบกวนความสขุ ของผูอ่ืน ไมควรพาเดก็ เลก็ ๆ ไปในโรงภาพยนตรหรือในทท่ี ่ตี องการความสงบ 6.3.3 แสดงกิรยิ าอาการที่เหมาะสม วัยรนุ ไมควรนั่งเก้ียวพาราสกี นั ในท่ีสาธารณชนที่ ตอ งการความสงบในการฟงและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแลวยงั เปนการแสดงกิรยิ า ท่ีขดั ตอ ขนบธรรมเนียมของไทยอีกดวย 6.3.4 ในการดภู าพไมควรขีดเขยี นหรอื ฉกี ภาพซงึ่ แสดงถงึ ความไมมวี ัฒนธรรมท่ีดงี าม 6.4 หลกั การฟงและดูเพ่ือสรปุ ความและจบั ประเดน็ การฟงและดูเพ่ือจับประเด็นและสรุปความ เปนทักษะเบื้องตนที่ทุกคนจะตองฝกฝน เราจะตองติดตามฟง ดูเรื่องราวโดยตลอด ดังน้ันจึงตองมีสมาธิในการฟงและสามารถแยกแยะไดวา ขอความใดเปน ใจความสำคญั และขอ ความใดเปน พลความ ถาเราเขาใจเรอื่ งราวไดโดยตลอดแลว เรายอ ม จดจำเรอื่ งราวทีฟ่ ง และสามารถถายทอดใหคนอน่ื ฟงไดด วย ในการฟงแตละครง้ั เราตองจบั ประเด็นของเรือ่ งทีฟ่ งได คือ รูวาผูพูดตองการสอ่ื สารอะไร เปน ประเดน็ สำคัญ และรจู กั วาอะไรคอื ประเดน็ รองซงึ่ ขยายประเดน็ สำคัญ การฟงเชน น้ีเปนการฟง เพ่ือ จับใจความสำคญั และใจความรองและรายละเอยี ดของเร่อื ง มวี ธิ กี ารฟง ดังน้ี 6.4.1 ฟงเรื่องราวใหเขาใจ พยายามจับใจความสำคัญของเร่ืองเปนตอนๆ วาเรื่อง อะไร ใครทำอะไร ทไี่ หน เม่อื ไร อยา งไร 6.4.2 ฟงเร่ืองราวท่ีเปนใจความสำคัญแลวหารายละเอียดของเร่ืองท่ีเปนลักษณะ ปลกี ยอ ยของใจความสำคัญ หรอื ทีเ่ ปน สว นขยายใจความสำคญั

117 6.4.3 สรุปความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสำคัญอยางครบถว น วธิ กี ารสรุปความจากการฟงนัน้ เราจะตอ งคนหาใหพบวา สารใดเปนความคิด สำคัญในเร่ืองน้ัน ๆ แลวสรปุ ไวเ ฉพาะใจความสำคัญ โดยเขียนชื่อเรื่อง ผูพูด โอกาสท่ีฟง วัน เวลา และสถานทท่ี ไ่ี ดฟ ง หรือดูไวเ ปนหลกั ฐานเครอ่ื งเตอื นความทรงจำตอไป การฟง และดูเพ่ือจบั ประเดน็ และสรปุ ความ เปน การฟงในชวี ิตประจำวันเพื่อให ไดสาระสำคัญของเรื่องท่ีฟง เชน ฟงการสนทนา ฟงเรื่องราวขอมูลขาวสารตาง ๆ ฟงโทรศัพท ฟงประกาศ ฟงการบรรยาย ฟง การอภิปราย ฟงการเลา เร่อื ง เปน ตน 7. วธิ ีสรุปความตามลำดับขน้ั 7.1 ข้ัน อา น ฟง และดู - อา น ฟงและดใู หเขาใจอยา งนอย 2 เท่ียว เพื่อใหไ ดแนวคดิ ท่สี ำคัญ 7.2 ขัน้ คดิ - คิดเปน คำถามวาอะไรเปน จดุ สำคญั ของเรื่อง - คิดตอไปวา จุดสำคัญของเรื่องมีความสัมพันธกับสิ่งใดบาง จดส่ิงน้ันๆไวเปน ขอ ความส้นั ๆ - คิดวิธีทจ่ี ะเขียนสรปุ ความใหก ะทดั รดั และชัดเจน 7.3 ข้นั เขียน - เขียนรา งขอ ความส้ันๆทจ่ี ดไว - ขัดเกลาและตบแตงรางขอความที่สรุปใหเปนภาษาที่ดีส่ือความหมายไดแจมแจง ชัดเจน

118 ตัวอยางการสรปุ ความ เรอ่ื ง เราคือบทเรียนของเดก็ การศึกษาเปนเร่ืองสำคัญของชีวิต ทุกคนเกิดมาจะโง จะฉลาด จะดีจะช่ัวข้ึนอยูก ับ การศกึ ษา พอ แมทุกคนปรารถนาจะใหบ ตุ รหลานของตนเปนคนดี จนถึงกบั ยอมทนลำบากตรากตรำทำ การงานหาทรพั ยสินเงนิ ทองมาเปน คา ใชจ าย เพื่อการศกึ ษาของบุตรหลาน นบั วาเปน หนา ทีแ่ ละสิง่ ทีค่ วร ไดร ับการยกยอ งในการเสยี สละน้นั แตยงั มสี ิ่งที่มคี ณุ คา ทสี่ ุดในชวี ิตเดก็ กค็ อื บทเรียนอนั เปน จรยิ ศกึ ษาซง่ึ เกดิ จากการปฏิบัติตัวของพอ แมผูปกครองของเดก็ น่ันคอื การประพฤติปฏิบตั ดิ งี าม เพราะส่งิ ทีเ่ ดก็ ไดย ิน ไดฟ ง ไดรไู ดเห็นจากพอแมผูปกครองของตน เชนการพดู จาไพเราะ การงานเปน ระเบยี บเรียบรอยเปน ตน สง่ิ เหลา นี้เปนบทเรียนอยา งสำคัญ ท่จี ะซมึ ซาบเขา ไปในจติ ใจของเด็กดีย่ิงกวาหนังสอื บทเรียนอื่นๆ น้ันเปนการใหก ารศึกษาท่มี ีคาย่ิง เปน การปลูกสรา งนิสัยที่ดีใหแกเด็ก ถา พอแม ผูปกครองเปนคนดี มี นิสัยดี เอื้อเฟอ เผ่อื แผ มีเมตตา มีความยตุ ธิ รรม มีความรัก ความสามคั คีในครอบครวั เปน แบบอยา ง ทีด่ ี ก็จะทำใหเด็กเอาอยางในทางดี เปนคนดขี องพอ แม ผูป กครอง สมความปรารถนาทกุ ประการถา ปรารถนาดี หวงั ดีตอ บุตรหลาน อยาเพียงแตจะใหทุนการศกึ ษาอยางเดียว ตอ งทำตนใหเปนตัวอยา งท่ี ดี เปนบทเรยี นท่มี คี า ของบุตรหลานดวย แลวความปรารถนาของเรากจ็ ะสมหวงั จาก “แสงธรรม” ของมูลนธิ ิ ก.ศ.ม. การสรุปความ 1. ข้ันอา น ฟง และ คิด จบั แนวคิดไดด งั นี้ “พอ แม หาเงนิ ทองมาใหล ูกเรยี นอยา งเดียวยงั ไมพ อ ตอ งปฏบิ ัตติ นเปนตัวอยางทด่ี ีแกล กู ดวย จึงจะนับวาไดใ หก ารศึกษาท่ถี กู ตอ งแกลูก” 2. ขนั้ เขยี น 2.1 ขอความทจี่ ดไวชวยจำ “การศกึ ษา เรื่องสำคญั – คนจะดจี ะชว่ั โง ฉลาดเพราะการศึกษา พอแมหาเงินมาใหล ูกเรียนเสียสละ ควรยกยอ ง สิง่ ทม่ี คี า ตอเด็ก – บทเรียนจริยศกึ ษาคุณธรรม การปฏิบัติตนดงี าม เปนตัวอยา งท่ีดี รกั ลูก ตอ งทำใหเปน ตัวอยางทีด่ ดี วย” 2.2 ขอ ความทสี่ รุปแลว “การศกึ ษามคี วามสำคัญตอชวี ิตเด็ก เพราะสามารถทำใหเด็กฉลาดและเปน คนดีได พอ แมท ่รี กั ลกู อยากใหล ูกเปนคนดนี น้ั ไมควรจะพอใจเพยี งการทำหนาที่หาเงนิ มาใหลูกเรียนเทา นนั้ แตค วร คำนึงถงึ บทเรียนจรยิ ศกึ ษาอันมคี ณุ คา ย่ิงตอ ชวี ติ ของเดก็ อันไดแกการที่พอแมเ ปน ผมู ีคุณธรรมและปฏิบตั ิ ตนเปนแบบอยา งในทางทด่ี ีงามแกล ูกดวย”

119 เร่ืองการพูด การพูด เปนวธิ ีหนึ่งของการส่ือสาร การถายทอดความคิด ความรู ความเขาใจ ความรูสึก หรือ ความตองการ ดวยเสียง ภาษา และกริ ยิ าทาทาง เพอ่ื ใหผรู บั ฟง รับรู เขา ใจไดตรงตามจดุ ประสงคของผูพดู การส่อื สารจึงจะบรรลุผลไดหลักการพูด 1. ความหมายของการพูด ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พดู คือ การเปลงเสียงออกเปน ถอ ยคํา, พดู จา การพดู เปนการส่ือสารดว ยภาษา จากตวั ผูพดู ไปยังผูฟง เพื่อสอ่ื ความหมายใหผ ูอ่นื ทราบความรสู ึก นึกคิดและความตองการของตน รวมทง้ั เปน การแลกเปล่ยี นขา วสาร ความรู ความคิดเห็น กอใหเ กิดความ เขาใจซ่งึ กันและกนั ชว ยใหกิจการตา ง ๆ ดำเนินไปดวยความเรยี บรอย 2. องคป ระกอบของการพูด การพูดมีองคประกอบสำคญั อยู 3 ประการ ดังนี้ ผพู ดู ผูพ ูดเปน ผทู ี่จะตองถา ยทอดความรูสึก ความคิดเห็น ขอ เท็จจริง ตลอดจนทัศนคติของตนสู ผฟู งโดยใชภ าษา เสยี ง อากับกิริยาและบคุ ลิกภาพของตนใหมปี ระสิทธิภาพมากท่ีสดุ ผพู ูดจะตองคำนงึ ถึง มารยาทและคณุ ธรรม ในการพดู ดวย สิ่งสำคัญที่ผูพูดจะตองยึดไวเปนแนวปฏิบัติคือ ผูพูดจะตองรูจกั สะสมความรู ความคิดและ ประสบการณที่มีคุณคา มีประโยชน แลวรวบรวม เรียบเรียงความรู ความคิดเหลาน้ี ใหมีระเบียบ เพ่ือท่ีจะไดถ ายทอดใหผูฟงเขาใจไดโดยงาย แจม แจง การสะสมความรู ความคิดและประสบการณ ผพู ูด สามารถทำไดหลายทาง เชน จากการอาน การฟง การสังเกต การกระทำหรือปฏิบัติดวยตนเอง การ สนทนากับผูอื่นนอกจากนี้แลว ผูพูดจะตองมีทักษะ ในการพูด การคิด การฟง และมีความสนใจที่จะ พัฒนาบุคลกิ ภาพอยเู สมอ ซง่ึ จะชว ยใหผพู ูด เกิดความมั่นใจในตนเอง สาระหรอื เร่ืองราวทพ่ี ูด คอื เน้ือหาสาระทผี่ พู ูดพดู ออกไป ซงึ่ ผูพูดจะตองคำนึงอยเู สมอวา สาระที่ตนพดู น้ันจะตองมี ประโยชนต อผฟู ง อกี ทั้งควรเปน เร่อื งท่ีใหม ทันสมยั เนือ้ หาจะตองมีความชดั เจน ผูพูดตอ งขยายความคือ ความรูที่นำเสนอสูผูฟงใหมีความกระจาง ซึ่งอาจขยายความดวยการยกตัวอยางแสดงดวยตัวเลข สถิติ หรือยกหลกั ฐานตา ง ๆ มาอางองิ การเตรียมเนอ้ื หาในการพดู มีขัน้ ตอน ดังนี้

120 1. การเลือกหัวขอเร่ือง ถาผูพูดมีโอกาสเลือกเร่ืองท่ีจะพูดเอง ควรยึดหลักที่วาตอง เหมาะสมกับผูพูด คือ เปนเร่ืองท่ีผูพูดมีความรอบรูในเรื่องน้ัน และเหมาะสมกับผูฟงเปนเรื่องที่ผูฟงมี ความสนใจ นอกจากนีจ้ ะตอ งคำนงึ ถึงโอกาส สถานการณ สถานท่ี และเวลา ทีก่ ำหนดใหพ ดู ดวย 2. การกำหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรอ่ื งท่ีจะพูด ผูพูดจะตอ งกำหนด จุดมุงหมาย ในการพูดแตล ะครง้ั ใหช ัดเจนวาตองการใหค วามรู โนมนา วใจหรอื เพือ่ ความบนั เทงิ เพ่ือจะไดเ ตรยี มเรอ่ื งให สอดคลองกบั จุดมงุ หมาย นอกจากนี้ผูพ ูดจะตองกำหนดขอบเขตเรอื่ งที่จะพูดดว ยวาจะครอบคลุมเนอ้ื หา ลกึ ซึง้ มากนอยเพยี งใด 3. การคนควาและรวบรวมความรู ผูพูดตองประมวลความรู ความคิดท้ังหมดไวแลว แยกแยะใหไดวาอะไรคือความคิดหลัก อะไรคือความคิดรอง สิ่งใดที่จะนำมาใชเปนเหตุผลสนับสนุน ความคิดน้ันๆ และทสี่ ำคญั ผพู ดู จะตองบันทกึ ไวใ หช ัดเจนวาขอมูลทไี่ ดมาน้นั มที ่ีมาจากแหลง ใด ใครเปน ผูพดู หรือผูเขยี น ท้ังน้ีผูพูดจะได อางอิง ทมี่ าของขอ มูลไดถ กู ตองในขณะทพี่ ดู 4. การจดั ระเบียบเร่ือง คือ การวางโครงเร่ือง ซึ่งจะชวยใหการพูดไมวกวน สับสนเพราะผู พูดไดจัดลำดบั ข้นั ตอนการพดู ไวอยา งเปนระเบียบ มีความตอเน่ือง ครอบคลุมเนื้อหาท้ังหมดชวยใหผูฟง จบั ประเด็นไดงา ย การจดั ลำดบั เน้อื เร่อื งจะแบงเปน สามตอน คอื คำนำ เนื้อเรื่องและการสรุป ผฟู ง ผูพูดกบั ผฟู ง มคี วามสมั พันธกัน โดยผพู ดู ตอ งเราความสนใจผูฟง ดวยการใชภ าษา เสยี ง กริ ยิ า ทา ทางบุคลิกภาพของตน ในขณะเดียวกันผูฟงก็มีสวนชวยใหการพูดของผูพูดบรรลุจุดหมายไดโดยการ ตั้งใจฟง และคดิ ตามอยางมีเหตุผล กอ นจะพดู ทกุ ครง้ั ผพู ดู ตองพยายาม ศกึ ษารายละเอียดท่ีเกีย่ วกบั ผูฟง ใหมากที่สุด เชน จำนวนผูฟง เพศ ระดับการศึกษา ความเชื่อและคานิยม ความสนใจของผูฟง เปนตน การวิเคราะหผ ูฟงลวงหนา นอกจากจะไดนำขอมูล มาเตรียมการพูดใหเ หมาะสมแลว ผูพูดยังสามารถนำ ขอ มูลนัน้ มาใชในการแกปญหาเฉพาะหนา ท่ีอาจจะเกดิ ข้นึ ไดเหมาะสมกับสถานการณด วย จดุ มงุ หมายของการพูด โดยท่ัวไปแลว การพดู จะมีจุดมุงหมายท่ีสำคญั ๆ อยู 3 ประการ 1. การพูดเพอ่ื ใหค วามรูค วามเขาใจ การพูดเพื่อจุดมุงหมายน้ี เราไดฟงอยูเปนประจำไมว าจะเปน ขาวสารจากวิทยุ โทรทัศน หรอื จากวงสนทนาในชีวิตประจำวนั มีจุดมงุ หมายที่จะใหผฟู ง เกดิ ความรูค วามเขาใจในเร่อื งทไ่ี มเคยรู ไม เคยมปี ระสบการณห รือมคี วามรูประสบการณบ าง แตก ็ยงั ไมก ระจา งชัด

121 การพูดประเภทนี้ ไดแก การรายงาน การพูดแนะนำ การบรรยาย การอธิบายการชแี้ จง ดังตัวอยางหัวขอเรื่องที่พูดเพ่ือใหเกิดความรู ความเขาใจ เชน ทำอยางไรจึงจะเรียนเกงและประสบ ความสำเรจ็ ภัยแลง ทำไมราคาพืชผลทางการเกษตรจงึ ตกต่ำ งามอยางไทย สงิ่ แวดลอมเปนพษิ เปน ตน 2. การพูดเพอ่ื โนมนา วใจ การพดู เพื่อโนม นา วใจ เปน การพูดท่ีมีจดุ มงุ หมายใหผ ูฟ ง เชอื่ และมคี วามคดิ คลอ ยตาม ทำ หรือไมทำตามท่ีผูพูดตองการหรือมีเจตนา ฉะนั้น ผูพูดจะตองช้ีแจง ใหผฟู งเห็นวา ถาไมเช่ือหรือปฏิบัติ ตาม ทผี่ พู ูดเสนอแลวจะเกิดโทษ หรอื ผลเสียอยางไร การพูดชนิดนี้จะประสบความสำเร็จไดดีมากนอยเพียงไรนั้น ข้ึนอยูกับตัวผูพูดเองวามี บุคลกิ ภาพดีไหม มีการใชถ อ ยคำภาษาทงี่ า ยแกการเขาใจของกลุมผูฟงไหม และท่สี ำคญั คือผูพูดจะตอ งมี ศลิ ปะและจิตวทิ ยาในการจูงใจ ผฟู งไดเปนอยางดี การพูดเพอื่ โนมนาวใจ จะเห็นตัวอยางไดจากการพูด เพือ่ หาเสียงในการเลอื กตัง้ ไมวา จะเพอื่ เปน หัวหนา ชน้ั ผแู ทนกลมุ หรอื องคก ารตา ง ๆ สมาชิกสภาผแู ทน ราษฎร (สส.) หรือการพูดเพ่ือรณรงคใหผูฟงเลิกบุหรี่ หรือไมกระทำสิ่งใดสิ่งหน่ึง เชน การพูดเพ่ือให ชวยกนั ประหยดั การใชน้ำมนั ไฟฟา นอกจากนกี้ ารพดู เพ่อื โนม นาวใจจะนำไปใชมากในดา นธรุ กจิ การขาย การโฆษณาเพ่อื ใหผ คู นหนั มานิยมใชหรือซ้ือสนิ คา ตุน ตวั อยา งหัวขอเรอ่ื งทพี่ ดู โนมนา วใจ - บริจาคโลหติ ชว ยชวี ิตมนษุ ย - มาเลยี้ งลกู ดว ยนมมารดากนั เถอะ - ฟง ดนตรีเถอะชนื่ ใจ - ชว ยทำเมอื งไทยใหเปนสีเขียวดีกวา - ออกกำลังกายวนั ละนดิ ชวี ิตแจม ใส - เหรยี ญบาทมคี วามหมายเพือ่ เด็กยากไรใ นชนบท 3. การพูดเพื่อความบันเทิง การพูดเพื่อจุดมุง หมายนเี้ ปน การพูดที่มุงใหผ ฟู ง เกิดความเพลิดเพลนิ รนื่ เริง สนุกสนาน ผอนคลายความตึงเครียด ในขณะเดยี วกนั ก็แทรกเน้ือหาสาระ ท่ีเปนประโยชนแกผูฟงดวยผูพูด จะตอง เปน บคุ คลทม่ี องโลกในแงดี มีอารมณขัน หนา ตายิม้ แยมแจมใสไมเปน คนเครงเครยี ดเอาจริงเอาจังเกนิ ไป เพราะส่ิงเหลานี้จะมีผลตอการสรางบรรยากาศความเปนกันเองใหเกิดข้ึนได ดังจะเห็นไดจากรายการ ตา งๆ ทางสอื่ มวลชน ไมวาจะเปนวิทยุโทรทศั น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook