122 ตัวอยางหวั ขอ เร่ืองทีพ่ ูดเพอื่ ความบันเทงิ - เราจะไดอะไรจากการฟง เพลงลูกทุง - ทำอะไรตามใจคือไทยแท - พูดใครคดิ วา ไมส ำคัญ - ท่ีวา รัก รกั นน้ั เปนฉนั ใด หลกั การพูดทด่ี ี ผูพูดที่ตองการสื่อความเขาใจกับผูฟงใหเกิดความสำเร็จในการสงสารไดดีน้ันตองคำนึงถึง หลักการพดู ดังตอ ไปน้ี การออกเสยี งใหถ ูกตอ งตามหลักภาษา ไดแก 1. การออกเสียงสั้น – ยาว ตางกัน ความหมายก็ตางกันไปดวย เชน เกา – กาว , เขา – ขาว , เทา – ทาว ตวั อยาง กาวเทาไปเกา ครั้ง เขาเดนิ เขา ไปรับประทานขา ว เขาบาดเจบ็ ทเี่ ทา 2. การออกเสียงคำหลายพยางคใ หถกู ตอ งตามหลักการออกเสยี ง คำบางคำออกเสียงแบบ อกั ษรนำ เชน ดำริ อา นวา ดำ – หริ กนก อา นวา กะ – หนก ดำรัส อา นวา ดำ – หรัด ปรอท อา นวา ปะ – หรอด ผลิต อานวา ผะ – หลิด บางคำไมใ ช คำสมาส แตอ านออกเสยี งตอเนอ่ื งแบบคำสมาส เชน ผลไม อานวา ผน – ละ – ไม พลเมือง อานวา พน – ละ – เมือง เทพเจา อานวา เทบ – พะ – เจา ดาษดา อานวา ดาด – สะ – ดา
123 คำบางคำไมน ิยมออกเสยี งใหม ีเสยี งตอ เน่อื ง เชน ทิวทัศน อา นวา ทวิ – ทดั สัปดาห อานวา สับ – ดา ดาษดนื่ อานวา ดาด – ดื่น วิตถาร อา นวา วดิ – ถาน รสนยิ ม อา นวา รด – นิ – ยม คุณคา อานวา คุน – คา 3. ออกเสียงใหถกู ตองตามความนยิ ม เชน กำเนดิ อานวา กำ – เหนดิ ยมบาล อา นวา ยม – มะ – บาน ชกั เยอ อานวา ชัก – กะ – เยอ เทศบาล อา นวา เทด – สะ – บาน 4. ออกเสียงคำควบกล้ำ ร, ล, ว หรอื เปน อกั ษรนำใหชดั เจนถูกตอ ง เชน ตราด อานวา ตราดเปน อักษรควบ ตลาด อา นวา ตะ – หลาดเปน อกั ษรนำ จริง อานวา จงิ เปน อกั ษรควบไมแท ปรกั หักพัง อานวา ปะ – หรัก – หกั – พงั เปน อกั ษรนำ คำตอ ไปนี้ออกเสียงแบบควบแททัง้ หมด เชน ปรับปรงุ เปลี่ยนปลง ปลาบปล้ืม ปลอดโปรง พรอ มเพรียง เพราะพร้ิง แพรวพราว เพลิดเพลิน พลุกพลาน แกวงไกว กวางขวาง ไขวค วา คลุกเคลา คลาดเคลอื่ น คลอนแคลน คำบางคำเปนคำเรียงพยางคก นั ไมออกเสียงแบบควบกล้ำ เชน ปริญญา ออกเสียงวา ปะ – ริน – ยา ปราชัย ออกเสยี งวา ปะ – รา – ไช ปรัมปรา ออกเสยี งวา ปะ – รำ – ปะ – รา ปรินพิ พาน ออกเสยี งวา ปะ – ริ – นบิ – พาน
124 5. ไมควรออกเสียงใหหวนสั้น ตัดคำ หรือรัวลิ้นจนฟงไมชัดเจน โดยเฉพาะ คำ หลายพยางค เชน มหาวทิ ยาลัย ไมควรออกเสยี งวา หมา – ลยั วทิ ยาลยั ไมควรออกเสียงวา วดิ – ลยั ประกาศนยี บตั ร ไมค วรออกเสียงวา ปะ – กาด – บัด กโิ ลเมตร ไมควรออกเสยี งวา กิโล หรือ โล กิโลกรมั ไมควรออกเสยี งวา กิโล หรอื โล สวสั ดี ไมค วรออกเสียงวา หวัด – ดี ประธานาธบิ ดี ไมควรออกเสยี งวา ปะ – ธา – นา – ดี เฉลมิ พระชนมพรรษา ไมค วรออกเสยี งวา ฉะ – เหลมิ – ชน – สา 6. ไมควรใชภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรอื ภาษาโฆษณา ในการพูดกับ คนทว่ั ไป ซึ่งจะทำใหผูฟงเขาใจยากและไมเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เชน - สาวคนนนั้ จดั อยใู นวัยเอา ะ ๆ - รัฐธรรมนญู ฉบับนอ้ี ยูในวยั ดกึ - นายตำรวจถกู เตะโดงออกจากพนื้ ที่ - เขาวง่ิ เตน เพ่ือขอยา ยไปในที่เจริญ - นายตำรวจเตน ถูก นสพ. คยุ เบ้อื งหลัง - เจาหนา ท่บี ุกคกุ ลำปางหาขอ มลู ปรับปรงุ เรือนจำ 7. การออกเสยี งคำแผลง ควรออกเสียงใหถ ูกตองตามหลักภาษาและความนยิ ม เชน บำราศ ออกเสียงวา บำ – ราด บำราบ ออกเสียงวา บำ – หราบ ตำรวจ ออกเสยี งวา ตำ – หรวด ผนวช ออกเสียงวา ผะ – หนวด สำเรจ็ ออกเสียงวา สำ – เหร็ด จำหนา ย ออกเสียงวา จำ – หนา ย แสดง ออกเสยี งวา สะ – แดง ถลก ออกเสียงวา ถะ – หลก จรวด ออกเสียงวา จะ – หรวด
125 หลกั การพูดทด่ี ตี อ งคำนึงถงึ - การใชภาษา ตองเลือกใชถอ ยคำทเี่ ขาใจงา ยเหมาะสมกบั วยั ของผฟู ง - ผูพูดและผูฟงมีจุดมุงหมายตรงกัน ผูพูดมีจุดมุงหมายท่ีตองการสื่อความหมายไปยัง ผูฟง เพื่อใหเ ขาใจเรือ่ งราวตา ง ๆ ผูฟงก็มคี วามตงั้ ใจฟง สิง่ ที่ผูพูดสอ่ื ความหมายให - ออกเสียงพดู ใหช ดั เจน ดงั พอประมาณ อยาตะโกนหรือพดู คอ ยเกินไป - สหี นา ทาทางยมิ้ แยมแจมใส เปนกันเอง ไมเครงเครยี ด - ทาทางในการยืน นัง่ ควรสงาผา เผย การใชท า ทางประกอบการพดู กม็ คี วามสำคัญ เชน การใชม อื นิ้ว จะชวยใหผ ฟู ง เขาใจเร่ืองราวไดง า ยย่งิ ข้นึ - ตองรักษามารยาทการพูดใหเครงครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบ ทนั เวลา - พูดเรือ่ งใกลตัวใหทุกคนรเู ร่ือง เปนเรื่องสนกุ สนานแตมีสาระ และพูดดวยทาทางและ กริ ิยานุมนวล เวลาพดู ตองสบตาผฟู งดวย - ไมควรพูดเร่ืองเช้ือชาติ ศาสนา การเมือง โดยไมจำเปน และไมควรพูดแตเรื่องของ ตัวเอง - ไมพ ดู คำหยาบ นินทาผูอื่น ไมพดู แซงขณะผูอืน่ พดู อยู และไมชี้หนา คสู นทนา มารยาทในการพดู การพูดที่ดไี มวาจะเปนการพูดในโอกาสใด หรอื ประเภทใด ผพู ูดตอ งคำนึงถึงมารยาทใน การพูด ซึ่งจะมีสวนสงเสริมใหผูพูดไดรับการช่ืนชมจากผูฟง ซึ่งจะชวยใหประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาททสี่ ำคัญของการพดู สรุป ไดดังน้ี - พูดดว ยวาจาสุภาพ แสดงหนา ตาท่ยี ้ิมแยมแจมใส - ไมพ ูดอวดตนขมผอู ่นื และยอมรับฟง ความคิดของผอู น่ื เปนสำคัญ - ไมกลาววาจาเสยี ดแทง กา วราวหรือพูดขดั คอบุคคลอื่น ควรใชว ิธีท่ีสุภาพเมื่อตองการ แสดงความคดิ เหน็ - รักษาอารมณในขณะพดู ใหเปน ปกติ - ไมน ำเรื่องสวนตัวของผูอื่นมาพูด - หากนำคำกลาวของบุคคลอื่นมากลาว ตองระบุนามหรือแหลงท่ีมาเปนการใหเกียรติ บุคคลทกี่ ลาวถึง - หากพูดในขณะท่ีผอู ่นื ยงั พดู ไมจ บ ควรกลาวคำขอโทษ - ไมพดู คุยกันขา มศรี ษะผอู ่ืน
126 ตัวอยาง เร่อื งเทคนคิ การพดู จากหนงั สือเรื่อง บุคลิกภาพคนรนุ ใหม นกั พูดท่ีมีชอ่ื เสียงอีกทานหนึ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ และช่ือของนักพดู ทานนี้คงครองใจของ ใครหลายคนเหมือนกัน หนังสือท่ีดิฉันอานเปนของนักพูดทานน้ีเชนกัน ทานอาจารยจตุพล ชมภูนิช หนังสือท่ีทานเขียนเลมนีเ้ ปนการพูดถงึ บุคลกิ ภาพท่ดี ีของคนรุนใหม ซ่ึงดิฉนั ตดิ ใจและสะดุดตาตงั้ แตเห็น ชอื่ เรื่อง \" บุคลิกภาพคนรุนใหม \" ตอนแรกก็ไมท ราบวาเปน ของใคร แตพอเหลือบดูภาพบนหนา ปกกถ็ ึง บางออทันทีและไมคิดลังเลท่ีจะหยิบไปใหบรรณารักษบันทึกลงคอมพิวเตอรวาดิฉันตัดสินใจเลือกยืม หนังสอื เลมน้ี เราจะมาตะลุยดูเลยวา เวลาที่อาจารยเขียนหนังสือนั้นจะเหมือนกับตอนที่พดู มากนอยแค ไหน จะใชเทคนิคเดียวกันหรอื ไม อาจารยจะใชเทคนิคการพูดอยา งไรทีท่ ำใหส ามารถครองใจคนทกุ วัยได หนังสอื เร่ืองน้ดี จู ากช่อื เรอ่ื งกร็ ูไดเ ลยวา อาจารยจ ตพุ ลตอ งพดู ถึงเร่ืองบุคลกิ ภาพอยางแนนอน ดวยความ ท่ีดิฉันเองก็อยากเปนคนรุนใหมที่มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งทางดานความคิดและบุคลิกภายนอก จะไดชวย สงเสรมิ ใหต วั เราเปน ท่ยี อมรับของคนรอบขาง กอนอ่ืนเราจะมาดูกอนวาเนื้อหาสำคัญที่อาจารยจตุพลไดกลาวไวในหนังสือเลมน้ีมีอะไรบาง ในโลกธุรกิจการสรา งภาพลกั ษณหรอื บุคลกิ ภาพใหเปน ท่ยี อมรบั และเชือ่ ถอื นับเปนเร่ืองสำคัญโดยเฉพาะ คนรนุ ใหมย่งิ ตองใสใ จและใหค วามสำคญั มากข้ึน การมีบุคลกิ ภาพที่ดีถอื เปน บนั ไดกา วแรกท่ีเราจะไตไ ปสู ความสำเรจ็ ในอนาคต ดวยเหตุน้ีบคุ ลกิ ภาพที่นา เช่ือถือจึงเปนคุณสมบัติเบื้องตนที่สำคัญของคนรุนใหม ซ่ึงคงไมมใี ครปฏเิ สธในความจริงขอน้ี ทุกคนยินยอมปรารถนาทจี่ ะเปนคนทม่ี ีบคุ ลิกภาพทดี่ ี มบี ุคลกิ ภาพ เปน ท่ยี อมรับของสังคมและคนรอบขา ง หนังสือบุคลิกภาพของคนรุนใหม ของอาจารยจตุพลน้ีไดแดงใหเห็นถึงทุกองคประกอบ ทุก มมุ มองและทกุ ขั้นตอนปฏิบตั ขิ องการนำไปสูบคุ ลิกภาพตามแบบมาตรฐานสากลของคนรนุ ใหม เน้ือหาที่ อาจารยจ ตุพลเสนอไดแบง ออกเปนตอนๆ เปนเรือ่ งๆไป พูดจบเรื่องน้ีใหชัดเจนและเขา ใจแลวก็พูดหวั ขอ ตอไปอกี โดยมีลักษณะเปนเอกภาพตรงท่จี ะมีวธิ ีการจดั การกับตวั เองอยา งไรบา งใหไ ดเปนคนมีบุคลิกภาพ ทีด่ ี ท่ีอาจารยจตุพลพูดไวใ นหนังสอื เลมนี้ มีหลายตอนท่ีดฉิ ันชอบและไดบันทึกไวในสมุดเพ่ือไวอานเปน อาหารสมองใหก บั ตัวเอง อาจจะเกบ็ ไวส อนลูกสอนหลาน แนะนำเพือ่ นทเ่ี ขายังไมรูตอไป คดิ วาตองเปน ประโยชนแ น บันทกึ ไวไ มเสียหายอะไร หน่งึ ในตอนทดี่ ิฉันบันทึกไวก ็คือตอน It's your style : ยงั ไงก็เปน คุณ อาจารยจตุพลกลาววา เราอาจจะประทับใจใครก็ได เราอาจจะเรียนรูจากใครก็ได เราอยากเกง เหมือนใครก็ได เราจะเอาใครเปนแบบอยางเราก็ได แตสุดทา ย เราตองเปนตวั ของเราเอง บุคลกิ ภาพท่ีดี ท่สี ุดนน้ั ไดแกบ ุคลิกภาพทแ่ี สดงออกถึงความเปน ตวั ของตวั เองใหม ากทีส่ ดุ คนท่ปี ระสบความสำเรจ็ คน
127 ทีเ่ ปนผูนำ คนท่ีมีความเช่ือมั่น คนเหลานี้มักมีบุคลิกภาพเปนของตัวเอง ซึ่งการมีเอกลักษณเฉพาะตัว คอื ปจจัยอยางหนงึ่ ทจ่ี ะทำใหเรากาวเดินไปสูความสำเรจ็ ไดไมย าก การสรางสไตลเฉพาะตัวน้ันสรางได หลายทาง เริ่มจากการแตงกาย การไวทรงผม อาหารการกิน รสนิยมการใชชีวิตในการพักผอน อปุ กรณของใช การทำงาน การมรี ูปแบบการใชช ีวติ และบคุ ลกิ ภาพเฉพาะคนเปนสิง่ ที่ตองคน หา เรา จงึ จะทราบวาเราเปนคนแบบไหน มีเอกลักษณอะไรที่เหมาะสมกับตัวเอง เราตองพยายามคนหาและ พจิ ารณาใหไ ดแลว เราจะเปนคนหน่งึ ทที่ ใี่ ครเห็นก็ทึ่ง ชวนสะดดุ ตาพาสะดดุ ใจ เพราะเราไมใชม นุษยโหล ทีห่ าไดท ัว่ ไปตามศูนยก ารคา เราตองไมต ามกระแส (แฟช่ัน) เสียจนไรความภมู ิใจและในขณะเดียวกนั เรา กไ็ มท วนกระแสเสยี จนใครไมกลาคบหาสมาคม ในเรื่องการแตงกายตองระลกึ ไวเสมอดว ยวา เราแตง ใหผ ูอ่นื ดูดวยไมใ ชแ ตงแลวดคู นเดียว การ แตง กายท่ดี ี ตองใหเ หมาะสมกับกาลเทศะ มิใชพยายามนงุ กระโปรงยาวแตใ นชีวิตประจำวันการเดนิ ทาง ตองขึ้นรถลงเรือ ซอนมอเตอรไซคหลายตอ จะขึ้นลงทตี องคอยถลกกระโปรง ดไี มดอี าจเกดิ อุบัตเิ หตไุ ด แบบนีต้ อ งปรับตวั เองดว ย การเสริมเติมแตง ทำใหค นเราดูดีขน้ึ กจ็ รงิ แตต อ งขึน้ อยกู บั เวลาและสถานที่ มเิ ชนนั้น การแตง ท่ี จะทำใหเกิดความสวยความงามเหน็ แลวคงจะคิดตามนน้ั ไมออก อาจารยจตุพลไดแนะนำหลักการงายๆ ทีใ่ ชในการแตง ตวั วา ไมควรแตง กายหรอื เสรมิ ความงามในทีส่ าธารณะชน เพราะการใหค นอ่นื รูเหน็ ในวิธี ทำใหตัวเองงดงามน้นั ไมใ ชสง่ิ ที่นา ดนู า ชม อาจารยจตพุ ลไดแ นะนำทกุ เรอื่ งราวต้ังแตห วั จรดเทา ท้งั เรื่องของหญิงและชาย มีตัง้ แตรปู รา ง แบบไหนนิสัยอยางน้ัน การแตงตัว การใสสูท ทรงผม เครื่องสำอาง รองเทา นาิกา องคประกอบ ท้ังหลายเหลาน้ีเปนสวนท่ีชวยสง เสรมิ หรอื ถดถอยบุคลกิ ภาพของเราไดทงั้ สิ้น เราจึงไมควรละเลย จะใส อะไรจะทำอะไรกใ็ หคำนึงถงึ กาลเทศะ ความเหมาะสม ดูใหเ หมาะสมกบั รปู ราง เหมาะสมกับโอกาสและ ทส่ี ำคญั ใหเหมาะกบั ฐานะ อาจารยจ ตพุ ลยงั บอกอีกวา บคุ ลกิ ของทั้งบุรษุ และสตรีวยั ทำงาน เส้ือผาท่ีใสแลว ตองไมล ้ำสมัย เกไก สไตลล้ำอยางเดียวแตควรจะใหดูดี มีศรัทธา นาเช่ือถือ สินคาที่ดีก็ตองมีหีบหอท่ีดีฉันใด คนท่ีดีก็ ตอ งมี PACKAGE ทดี่ ีไปดวยฉันนั้น สินคาดเี พยี งใดแตไ มใสใ จในหบี หอ ก็ไมมใี ครสนใจซ้ือ คนทำงานท่ี ดี ก็ตองมีท่ีหุมหอใหดีจะไดมีคนซ้ือ เราควรใสใจกับเร่ืองการแตง กายสักนิด แลวเราจะสามารถพิชิต ความสำเร็จในโลกของมนษุ ยสมั พนั ธและการทำงานไดอยางไมยากเย็น ดิฉนั เห็นดวยกบั ท่ีอาจารยจ ตพุ ล พดู และเปนที่นาสงั เกตวา สิ่งท่ีอาจารยถ ายทอดออกมานน้ั ลวนแตเปนส่ิงที่เคยผานเขามาในชีวติ ของ อาจารยและอาจารยไดบันทึกลงโปรแกรมประสบการณไวอยางดี เม่ืออาจารยพบเห็นสิ่งใดมาก็จะมี มมุ มองแนวคิดท่ีบางทีใครก็มองขาม พอนำมาถา ยทอดใหค นอื่นฟง ก็เปนท่ีนาสนใจ และจะเห็นดวยวา
128 ทำไมท่ีผานมาเราถงึ ไดไมม องอยา งนั้นบาง และน่ีก็เปนจุดเร่มิ ตนของการเปน นกั พูดท่ีดี ตองรูจักสงั เกต และมีมุมมองที่ไมเหมือนใคร เม่ือดิฉันอานหนังสือเลมนี้จบลงนอกจากจะไดความรูเคล็ดลับของการมี บคุ ลิกภาพท่ีดีแลว ก็ขอมองถึงวธิ ีการและเทคนคิ การพูดของอาจารยจตุพลดบู า ง วาอาจารยท า นมเี ทคนิค การพูดอยางไรใหต ิดอกตดิ ใจผฟู ง ไดข นาดนโ้ี ดยดจู ากตวั อยา งของหนังสือเลมน้ี ซงึ่ เทา ท่ีดกู ข็ อสรปุ ไวดงั น้ี 1. การพดู ของอาจารยม ีลกั ษณะเปน เอกภาพ เวลาอาจารยจะพูดหัวขอ ใดหัวขอหน่งึ ทานก็จะตั้งหวั ขอ ไว แลวพาผูฟงไปสูเปาหมายของการพูดโดยการยกตวั อยา งไปเร่อื ย ๆ ตัวอยางท่ียกมาน้ัน สวนใหญจะ เปน องคประกอบของเร่ืองท่ีพูด ซ่งึ จะทำใหผ ูฟงสามารถเขาใจและมองเห็นภาพทอ่ี าจารยส่ือชดั ย่ิงขนึ้ 2. เรอื่ งท่ีพูดใกลตัว สังเกตดูแลวดฉิ ันพบวา แตละเรอ่ื งที่อาจารยจตพุ ลพูดลวนแลวแตเปน เรื่องใกลตัว บางทีเปนเรือ่ งเสน ผมบงั ภูเขา เปนเรอื่ งท่ใี คร ๆละเลย มองไมเ ห็น แตอ าจารยม องเห็น แสดงใหเหน็ ไดชัด เลยวาการท่ีจะเปน นักพูดท่ีดีนนั้ ตอ งเปนคนชา งสังเกต มีมมุ มองที่แปลกใหมไมซ้ำใคร หรือถึงแมซ้ำก็มี ความคิดสรางสรรคทำใหเรือ่ งทซ่ี ้ำนนั้ ดูนาสนใจและแปลกใหมขึน้ มา คนท่มี อี ะไรแปลกใหมไมเ หมือนใคร ยอ มเปนท่นี า สนใจเสมอ 3. คนท่ีจะเปนนักพูดที่ดีตองมีประสบการณมาก ประสบการณในท่ีน่ีคือมีเรื่องราวผานเขามาในชีวิตมาก ๆ ยิ่งมปี ระสบการณมาก ยิง่ ทำใหค นพูดมขี อมลู มากตามไปดวย อาจจะนำขอมลู อันเกา นั้นมาพลิกแพลงให เขา กับยุคสมยั ใหทันปจจุบนั มากขึน้ เพราะคนฟง ก็ยอ มมีวถิ ีชวี ิตเปลี่ยนไปตามวถิ ีสงั คม อยางอาจารยจตุ พลทานก็เปนผูมีประสบการณมาก อายปุ ูนนี้แลวยังไมแตงงาน แลว ทำไมทานถึงรูและมปี ระสบการณ เกี่ยวกบั ชวี ติ คู หรอื ทำไมทา นถึงเขาใจผูห ญิง เขา ใจทุกเพศทุกวยั ไดด ีเสียเหลือเกนิ ตรงนี้ใหสงั เกตนดิ นึง คะวา ท่ีทานมีประสบการณเหลานี้อาจจะไมใชเพราะทานไดรับประสบการณมาโดยตรง ทานอาจจะ ไดรับประสบการณเหลา นจี้ ากคนรอบขา ง จากหนงั สอื ซึ่งถา อยากเปนนกั พูดทีด่ ี เราก็ควรทำใหไ ดอ ยาง น้ดี ว ย 4. นักพูดท่ีดีตองทันยุค ทันสมัย ทันใจ รูใจคนฟง รูวาในขณะนั้นผูฟงคิดอะไร อยางไร มีวิถีชีวิตเปน อยางไร ใหท นั ตามทุกกลุมอายคุ น อยางอาจารยจตุพล ไมแปลกใจเลยวาทำไมทา นถงึ เปนขวัญใจของคน ทุกวัยได ทานเหมือนรใู จคนทุกกลุม รูวาคนกลุมไหนกำลังคิดอะไรยังไง มีกระแสอะไรที่กระทบหรือ สงผลตอ คนเหลา น้ัน ทานสังเกต และมอง ทา นทำเหมอื นกับทา นเปน คนเหลา น้ันเสียเอง ตรงนแ้ี หละคะ ท่ีดฉิ ันคดิ วาผูฟง ชอบ 5. คนทจี่ ะเปนนักพูดท่ดี ี ตอ งไมลืมอารมณขนั อาจารยจตพุ ลน่ีพูดเมอื่ ไหร พูดเรอื่ งอะไรกข็ ำได แมแต เรือ่ งเครียดๆกท็ ำใหผ ูฟ ง ไมเครยี ด ทำใหค นหัวเราะได น่ีเปน เสนหอ ยางหนึง่ ของการเปนนกั พดู ท่ดี ี เพราะ ทุกคร้ังที่อาจารยพูดเหมือนกับอาจารยเปนเทวดาที่สรางรอยยิ้มใหกับผูฟงไดตลอด คนฟงก็มีความสุข
129 หนงั สือที่อาจารยจ ตพุ ลเขยี นนแี้ มจ ะเปน เรอื่ งหลักการแตอา นแลวเราไมเครยี ดเลย มีท้ังมุขตลก ลอเลียน สรา งอารมณข นั ไดตลอด 6. นักพูดท่ีดีตองเปนนักยกตัวอยางท่ีดี เมื่อมีประสบการณเยอะ มีขอมูลเยอะ ก็ทำใหสามารถ ยกตวั อยางไดดีทนั ใจ หยบิ ยกโยงใยเรอ่ื งโนนมาเปนตวั อยา งของเรือ่ งนี้ไดอ ยา งเหมาะสม คนฟง จะไดไม ถกู จำกดั กรอบเพียงเรื่องเดยี ว มาฟงเรื่องหน่ึงก็อาจจะไดความรจู ากอกี เร่ืองหนึง่ แถมไปดว ย เหมือนเปน การแถมของขวญั ใหกับผูฟง 7. จะเปน นักพูดท่ีดี ใหเ ปนที่นาเชอื่ ถือ ตองมีบุคลิกทดี่ ีดว ย เหมือนชื่อเรื่องของหนังสือเลม นีเ้ ลย ตรงน้ี เราก็เห็นไดอีกแลววา อาจารยจตุพลเนี่ยเปนคนที่มีบุคลิกดี เราไมขอพูดถึงเรื่องหนาตา เพราะเร่ือง บคุ ลิกภาพท่ีดเี ปน ส่ิงที่สรางได อาจารยจะดูโกและเหมือนเปนเทพบุตรเสมอเวลาพูด ดูตัง้ แตแ ตงตัวดี เนี๊ยบแบบนาเชือ่ ถอื สะอาด ยิ่งพดู นา สนใจคนก็จะยง่ิ ไมล ะสายตาจากคนพดู เลย 8. อาจารยจตพุ ลมักใชวธิ ีการเปรยี บเทยี บ เหน็ นกั พดู นักเขียนหลายทานชอบใชอยูแลว ซึง่ กเ็ ปนเรอื่ งทด่ี ี เพราะวาการรูจ ักเปรียบเทียบสิง่ หนึ่งกับอีกส่ิงหนึง่ นน้ั นอกจากจะเปนการใหค วามรูแกผฟู งแลวยงั ทำให การพดู เปน ไปอยา งมีลีลา แสดงใหเ หน็ วาผูพดู มีความสามารถ ผูฟงก็จะไดมีจินตนาการรวมไปดวย เทคนิคและวธิ ีการพูดท่ีดิฉันไดจากทานอาจารยจตพุ ลนี้ เปนประโยชนอยางมากตอพวกเรา เพราะใน เมื่อเราชอบและชน่ื ชมในตัวทานอาจารย อาจารยเ ปน นักพูดท่ีมีช่อื เสียง ใครอยากเปนนักพูดทีด่ ีเหมือน อาจารยก็สามารถเรยี นรูเทคนิควิธีการพูดเหลานี้ไปปรบั ใชใหเ หมาะสมกับตวั เอง จำไดไหมในหนงั สอื เลม น้ี ที่อาจารยบอกไววา เราจะประทบั ใจใครกไ็ ด เราอยากเกงเหมือนใครก็ได เราจะเอาใครเปน แบบอยาง เราก็ได เราอยากเกงเหมือนใครก็ได แตเราตองเปนตัวของเราเอง เม่ือเรียนรูวิธีการพูดเหลาน้ีจาก อาจารยจ ตพุ ลไปแลว กค็ วรเอาไปปรบั ใชใ หเหมาะกบั ตัวเอง สรางความเปนเอกลักษณใ หเกดิ ข้ึน เหมอื น อยางทีอ่ าจารยจตุพลทำสำเรจ็ อยูใ นขณะนี้
130 ใบงาน บทเรียนออนไลนที่ 2 เร่อื ง การพดู คำส่งั ใหผูเรียนสบื คนตัวอยางนกั พดู ท่ีไดร บั การยอมรบั ในชุมชน หรือพธิ กี รรายการทางวทิ ยุและ โทรทศั นท ี่ประสบความสำเรจ็ โดยใหศกึ ษาเกย่ี วกบั ประวตั สิ ว นตัว ผลงานเดน และใหกลมุ รวมกนั วเิ คราะหวาบุคคลตัวอยา งทศ่ี กึ ษามามีคณุ สมบตั กิ ารพูดทีด่ อี ยางไรบา ง นกั พูดชือ่ …………………………………………………………………………………………………………………. ประวัตสิ ว นตวั ……………………………………………………………...………………………………………………………………… ………………………………………………….…………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลงานเดน ………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… คณุ สมบัตินกั พูดท่ีดีเปนทีย่ อมรับ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
131 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 2 เร่อื ง การพดู คำสงั่ ใหผเู รียนสบื คน ตวั อยางนักพดู ที่ไดร บั การยอมรบั ในชุมชน หรอื พิธีกรรายการทางวทิ ยุและ โทรทศั นท ีป่ ระสบความสำเรจ็ โดยใหศึกษาเก่ียวกบั ประวัตสิ วนตัว ผลงานเดน และใหก ลุมรว มกนั วิเคราะหวาบุคคลตวั อยางทศ่ี ึกษามามคี ณุ สมบตั กิ ารพดู ที่ดอี ยา งไรบา ง นักพดู ช่ือ ร.ต.อ. สที่ ศิ อำ่ ถนอม ประวัติสวนตวั ผูก องเบนซ มีชื่อจรงิ วา ร.ต.อ. สท่ี ิศ อ่ำถนอม ครอบครวั ผมมี 4 คน มคี ณุ พอซงึ่ เปนทหาร คุณแมและนอ งชาย ความฝนอยากเปนทหาร ตำรวจ อะไรกไ็ ดทไี่ ดใสเ ครื่องแบบ ตอน ม.4 ผมสอบเขาโรงเรียนเตรยี มทหารแตสอบไมตดิ จบ ม.6 ไดส อบเขาโรงเรยี นนายสบิ ตำรวจ ซึ่งเขาสอบไดท ่ี 4 ของประเทศ เปน ตำรวจมาตง้ั แตอายุ 19 ป หลงั จากจบโรงเรยี นนายรอยตำรวจก็เลือกไปลงท่ี สภ.ปาย จ. แมฮ อ งสอน เปนพนกั งานสอบสวนโรงพกั หลงั จากน้ันก็รบั ตำแหนง ตชด. อยทู จี่ งั หวดั ยะลา IG : capt.benz ผลงานเดน มสี ตก๊ิ เกอรไลนข องตวั เอง 5 ชุด คือ 1.ชีวิตประจำวนั ของตำรวจนอ ย 2.เรอื่ งวุนๆ ของตำรวจหญงิ 3.เรารักดานตรวจ 4.ตชด.ตำรวจช้นั ดี 5.ตำรวจดกุ ดิก๊ มคี อรสออนไลนส อนสรา งสติ๊กเกอรไลน 2 รปู แบบ คอื 1.สอนในกลุมลบั เฟสบุค 4 รนุ (จะเปด รุนสดุ ทา ยประมาณเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2560) 2.สอนผานเวบ็ ไซต Taokaemaischool.com และท่ี Skillane.com
132 คณุ สมบัตนิ ักพูดท่ดี เี ปน ที่ยอมรบั นกั พดู ทมี่ ลี ีลาการพูดที่ตรงไปตรงมา ท่ที ำใหคนฟง รสู ึกมอี ารมณร วมไปดว ย มีขอ คดิ แฝงไว ในการพดู แตล ะครง้ั เสมอ เสริมสรา งกำลงั ใจ และยังเปด มมุ มองความคิดใหมๆ ใหกับผูฟ ง พูดตาม หลักความเปน จรงิ สอดแทรกขอ คดิ ดๆี และหลกั คำสอนทางพุทธศาสนา
133 แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนที่ 2 เรื่อง หลกั การฟง การดู และการพูด 1. ขอใดไมใ ชคุณสมบตั ขิ องผฟู ง ท่ีดี ก. น่งั ฟง เงียบๆ แสดงอาการรบั รจู นกวาผูพูดจะพูดจบ ข. พจิ ารณาเร่ืองราวทกี่ ำลังฟงวานาเช่อื ถือมากนอยเพียงใด ค. รวบรวมความคิดใหไดวาผพู ูดมีวัตถปุ ระสงคอะไรในการพูดน้นั ง. แยกแยะไดวา เรือ่ งที่ไดฟง น้ันมีสวนใดเปนขอเทจ็ จริง สวนใดเปนขอ คิดเห็น 2. การฟง มีความหมายตรงกบั ขอ ใด ก. การไดยิน ข. การรูความหมาย ค. การทำความเขาใจซ่งึ กันและกัน ง. การรับรูความหมายจากเสียงทเ่ี ราไดยิน 3. เมอื่ ผอู ่ืนมาพดู ถึงความไมดีของบุคคลที่ 3 ทานควรทำอยา งไร ก. หามปรามวาไมควรพูดใหผูอ่นื เสียหาย ข. พจิ ารณาวาถา เปนความจริงตามท่ีไดฟงก็ควรบอกใหผ ูนน้ั แกไข ค. ไมแสดงความคิดเหน็ และพยายามเปล่ียนหัวขอสนทนา ง. พยายามซักไซใหผ ูพูดขยายความมากข้ึน 4. เม่อื หัวหนาหองของทานประกาศใหทุกคนในชั้นเรยี นทราบวา วันนีอ้ าจารยติดราชการมาสอน ไมไดข อใหนกั ศกึ ษาทำแบบฝก หดั ใหเ สรจ็ ทานควรปฏิบัติอยา งไร ก. ทำแบบฝกหัดตามทอ่ี าจารยม อบหมายให ข. น่งั คุยกบั เพือ่ นกอนแลวคอยลอกเพอ่ื นท่ที ำเสรจ็ ค. ทำแบบฝกหัดวิชาอนื่ ท่คี างอยกู อน ง. ออกจากหองและเตรียมการเรียนวิชาใหม 5. ขอใดไมใชวธิ กี ารชวยพัฒนาประสทิ ธิภาพในการฟง ก. เตรียมตัวกอนฟง ข. ฟงโดยมีอคติกับผพู ูดเพ่ือจับผิด ค. สรางความสนใจและตองการทจี่ ะฟง ง. ฟงดวยความตงั้ ใจ
134 6. ขอใด ไมใชการใชวิจารณญาณในการฟง ก. ฟงแลวยอมรับทัศนะของผอู ่ืน ข. ฟง แลวคิดตามวานาเชอื่ ถือเพียงใด ค. ฟงแลวพิจารณาวาผูพูดใชวิธีการถายทอดความรูสึกนึกคดิ อยางไร ง. ฟงแลวพจิ ารณาวาเร่ืองนั้นเปนขอเทจ็ จริงหรอื เปนความคิดเห็นของผูพูด 7. ขอใดไมใชอ ุปสรรคของการฟง ก. คาดหมายไวก อ นวาผพู ูดเปนคนพดู เกง ข. ความคิดเห็นของผูพูดถูกตอ งเสมอ ค. เด็ก ๆ ขา งนอกหอ งประชุมว่งิ เลนอึกทกึ ง. ภายในหองคอนขางรอนเพราะไมม ีแอรมแี ตพัดลม 8. การฟงการอภปิ รายเปน การฟงเพือ่ จดุ ประสงคใ ด ก. ฟงเพ่อื ความรู ข. ฟงเพื่อคดิ ค. ฟง เพ่อื ใหเ กิดความเพลิดเพลิน ง. ฟงเพ่อื ความรแู ละเพอื่ คิด 9. ขอใดเปน การใหเกยี รติผูพ ดู ก. ไมสงเสียงดัง พดู เพียงกระซบิ กระซาบเบา ๆ พอไดยนิ กันสองคน ข. ปรบมือและสงเสียงรอ งใหกำลังใจแกผูพูด ค. เมือ่ พอใจคำพูดตอนใดใหปรบมือแสดงความพอใจ ง. แสดงความสนใจดวยการลุกข้ึนถามคำถามทันทีท่เี กิดความสงสัย 10. พฤตกิ รรมใดทเ่ี หมาะสมในการฟงในท่ปี ระชุมชน ก. น่งั ฟง อยางสบาย ๆ ข. นำอาหารเขา มารับประทาน ค. ปรบมือตอนรับ ง. น่ังหลบั ตาทำสมาธิขณะฟง
135 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนที่ 2 เรอื่ ง หลักการฟง การดู และการพูด 1. ข 2. ง 3. ก 4. ก 5. ค 6. ง 7. ก 8. ง 9. ก 10. ค.
136 แบบทดสอบกอนเรียน บทเรยี นออนไลนที่ 3 เรอ่ื ง การวิเคราะหขอ เทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ คำช้แี จง ใหน กั ศกึ ษาพจิ ารณาขอความแลว ใหท ำเครอ่ื งหมาย ในชองวา ง 1. มงคลเปนนกั เรียนโรงเรยี นวัดถำ้ ปลาวิทยาคม ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 2. กินผักบงุ ทำใหต าหวาน ขอความที่เปนขอเทจ็ จริง ขอความที่เปนขอคดิ เหน็ 3. ดวงตาเปนอวัยวะท่ที ำใหม องเหน็ ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จริง ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เหน็ 4. การรับประทานแตผกั ไมนา จะเปนผลดตี อรางกาย ขอความที่เปนขอเท็จจริง ขอความที่เปนขอคิดเห็น 5. ทกุ คนหนีไมพ นความตาย ขอความทีเ่ ปนขอเท็จจริง ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 6. คนเรยี นเกงยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ิตเสมอ ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง ขอความที่เปนขอคิดเห็น 7. กตเวที หมายถึง สนองคณุ ทาน ขอความทีเ่ ปนขอเทจ็ จริง ขอความที่เปนขอคิดเห็น 8. ทางมา ลายเปน ทางทมี่ ีไวส ำหรบั ใหคนเดินขามถนน ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เห็น 9. ครอบครัวที่มีฐานะรำ่ รวยเปน ครอบครวั ที่มคี วามสุข ขอความท่ีเปนขอเทจ็ จริง ขอความทเ่ี ปนขอคิดเห็น 10. ผหู ญิงสว นใหญช อบสองกระจก ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จริง ขอความทเี่ ปนขอคดิ เหน็
137 เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน บทเรยี นออนไลนท ่ี 3 เรือ่ ง การวเิ คราะหข อ เท็จจรงิ และขอ คดิ เห็น 1. ขอความทเ่ี ปนขอเท็จจริง 6. ขอความท่เี ปนขอคิดเหน็ 2. ขอความที่เปนขอคิดเหน็ 7. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 3. ขอความที่เปนขอเทจ็ จริง 8. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 4. ขอความทเี่ ปนขอคดิ เหน็ 9. ขอความท่เี ปนขอคดิ เห็น 5. ขอความทเี่ ปนขอเท็จจริง 10. ขอความทเ่ี ปนขอคดิ เหน็
138 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรือ่ ง การแยกขอ เทจ็ จรงิ ขอ คดิ เห็น พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบณั ฑิตยสถาน 2525 : 133) ใหค วามหมาย ขอ เทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ ไววา “ขอเท็จจรงิ ” หมายถึง ขอ ความแหง เหตกุ ารณท เี่ ปน มาหรอื เปน อยตู ามจรงิ ขอ ความหรอื เหตกุ ารณท ่จี ะตองวนิ ิจฉยั วา เทจ็ หรือจรงิ “ขอคดิ เหน็ ” หมายถึง ความเหน็ ความรสู กึ นกึ คิดของผสู งสารทสี่ อดแทรกอยใู นเนือ้ หา อาจกลา วไดว า ขอเทจ็ จริง นนั้ ตอ งสามารถพสิ จู นส นบั สนนุ ยืนยันได ขอคิดเห็น นั้นไมสามารถสนบั สนนุ ยืนยันได ลกั ษณะของขอ เทจ็ จริง 1. มีความเปนไปได 2. มคี วามสมจรงิ 3. มหี ลกั ฐานเชือ่ ถือได 4. มคี วามสมเหตุสมผล ลกั ษณะของขอ คิดเหน็ 1. เปนขอ ความท่ีแสดงความรสู กึ 2. เปน ขอความทแ่ี สดงการคาดคะเน 3. เปนขอความทีแ่ สดงการเปรยี บเทยี บหรอื อปุ มาอปุ ไมย 4. เปน ขอความท่ีเปนเปน ขอเสนอแนะหรอื เปนความคดิ ของผพู ดู และผูเขียนเอง ตวั อยางขอความทีเ่ ปนขอ เท็จจรงิ 1. กตเวที หมายถงึ สนองคุณทา น (พสิ ูจนไ ดโ ดยคน ความหมายจากพจนานกุ รมฉบบั ราช บณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) 2. ดวงตาเปน อวยั วะทที่ ำใหมองเห็น (พสิ จู นไ ดดว ยหลกั วชิ าการ) 3. ทกุ คนหนีไมพ นความตาย (พสิ ูจนไดจากประสบการณ)
139 ตัวอยางขอความทีเ่ ปน ขอคิดเห็น 1. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยดที สี ุด (ไมม ขี อ วินจิ ฉยั ) 2. คนเรียนเกง ยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ิตเสมอ (ไมมีขอ ยนื ยัน) 3. การรบั ประทานแตผ ักไมนาจะเปนผลดีตอ รา งกาย(ไมม ขี อ ยนื ยัน) การพูดแสดงความคดิ เห็น คือ การพดู แสดงความรสู กึ ความเหน็ ของตนตอสงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ หรอื เรือ่ งใดเรอ่ื งหน่งึ จากการอา น การดู การฟง เปนการพูดทผ่ี พู ูดตองพดู อยา งมเี หตมุ ผี ล ขอ ควรปฏิบตั ิในการพูดแสดงความคดิ เหน็ - ฟง อาน หรอื ดเู รื่องที่ตองพดู แสดงความคดิ เห็นอยางตัง้ ใจ - ทำความเขา ใจกบั เนอ้ื เร่ือง - หาขอมลู เพม่ิ เตมิ - ใชความคิดพิจารณาหาเหตุผลเพอื่ ประกอบการแสดงความคดิ เห็น - มคี วามยุตธิ รรม ไมเ ขาขางฝา ยใดฝา ยหนึ่ง - ไมน ำอารมณช อบหรือไมชอบสวนตวั มาเกีย่ วของ - พูดอยางมมี ารยาทใชคำทส่ี ภุ าพ - เรียงลำดบั เรอื่ งท่จี ะพดู ใหด ีไมเ กิดการสบั สน - ไมพดู ใหเ กิดความขัดแยงกนั - พูดใหต รงประเด็น
140 ใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เร่อื ง การแยกขอ เท็จจรงิ และขอคิดเห็น คำช้ีแจง ใหน ักศึกษาตอบคำถามตอ ไปนใี้ หถกู ตอ ง 1. นกั เรยี นแยกขอเทจ็ จริงและขอ คดิ เหน็ จากขอ ความตอ ไปน้ี โดยทำเคร่ืองหมาย ใหต รงกบั ขอ ความ ทีเ่ ลอื ก ที่ ขอ ความ ขอเทจ็ จรงิ ขอคดิ เห็น 1 แมวไทยมหี นา ตานา รักและเฉลียวฉลาด 2 นายประยทุ ธจนั ทรโอชาเปน นายกรฐั มนตรีของประเทศไทย 3 พระพทุ ธศาสนามีแหลงกำเนดิ ในชมพูทวปี และไดเ ผยแพรเ ขา มาในประเทศไทยเปนเวลานานมาแลว 4 พอ ขุนรามคำแหงประดษิ ฐอ ักษรไทย 5 โรงเรียนวัดถำ้ ปลาวิทยาคมมบี รรยากาศงดงาม 6 วนั น้ีอากาศครึม้ มากฝนคงจะตกหนกั 7 พระตำหนกั ดอยตุงเปนแหลง ทอ งเทย่ี วในจงั หวดั เชียงราย 8 การตืน่ นอนแตเ ชา ตรเู ปน กำไรของชีวติ 9 แกม วชิ ญาณี รอ งเพลงไดเ พราะมาก 10 เบลลา ราณี เปน ดาราทสี่ วยมาก 2. นกั เรียนยกตัวอยางขอความทเี่ ปน ขอ เทจ็ จรงิ และขอ คดิ เหน็ มาใหถ ูกตอง ขอ เท็จจรงิ 1.............................................................................................................................................................. 2................................................................................................................................................................ 3.............................................................................................................................................................. 4.............................................................................................................................................................. 5..............................................................................................................................................................
141 ขอ คิดเห็น 6.............................................................................................................................................................. 7.............................................................................................................................................................. 8.............................................................................................................................................................. 9.............................................................................................................................................................. 10.............................................................................................................................................................. 3. นกั เรียนอา นขอ ความตอไปนแ้ี ลวบอกวา เปน ขอเทจ็ จริงหรือขอ คิดเหน็ 1. “ยมิ้ เปนคุณลกั ษณะพิเศษของมนษุ ยอยางหน่งึ ซง่ึ หาไมไดจากบรรดาสตั วท่มี ีชวี ิตอยูในโลก สัตวบาง ชนดิ เรายกยองกันวาแสนจะฉลาด สามารถฝกไดน านาประการ แตฝก ใหย ม้ิ นั้นฝก ไมไดจะแสดงความดีใจ หรือพอใจไดแตดวยทาทางอยา งอ่ืน เชน กระดิกหาง เคลาแขงเคลาขาตะกุยตะกาย เปนตน ไมสามารถ แสดงออกมาทางสหี นาได คนเทา นั้นที่ยิม้ ได” ขอเท็จจรงิ ขอ คดิ เหน็ 2. ยิ้มไมต อ งลงทนุ ไมต องซือ้ ไมต องหา มีอยูประจำตัวแลวทุกคน เหมือนมอี าวธุ อยใู นมือของเราแลว อยาปลอยใหเปนสนิมเกรอะกรังจนชักไมออก ตองชโลมน้ำมันกันสนิม ถึงคราวจะใชชักออกมาได ทันทวงที ไมเคยยิ้ม ถึงคราวจะยิ้มก็ยิ้มไมออก ตองหัดยิ้มไวใหเปนสมบัติประจำตัว “ย้ิมจะชวยให ปลอดภยั และสบายใจเสมอ” ขอเท็จจริง ขอ คดิ เห็น 3. เดนิ เร่ือยเขา ไปในบา น ตอ งตะลึงลานใจไปทัง้ ซา ยและขวา ดอกไมบ านสะพรง่ั เต็มไปทุกแหงหน ทางดานซา ยเปน ไหลเ ขามดี อกไมบ านสวยไปตลอดทงั้ แนว ท่ีระหวางสองทางเดินกม็ ี ทางดา นขวาก็ มากมายลนไปหมด ลงั เลใจไมรวู าจะไปทางไหนดี ขอ เทจ็ จรงิ ขอ คิดเห็น 4. นิสัยของชางเอเชียโดยทั่วไป เม่ือไดนำมาฝกใหเชื่อเพื่อใชงานแลว จะมีนิสัยฉลาดสุภาพและรัก เจา ของ เวนแตใ นบางขณะ เชน เวลาตกมนั ซึง่ ก็เพียงในช่ัวระยะเวลาหนึ่งเทา นนั้ ในเวลาตกมนั ชางจะมี นสิ ยั ดุราย จะทำรายชางดวยกันเอง หรอื ทำรายเจาของหรอื ส่ิงทอี่ ยูใกล ๆ เมอ่ื พนระยะตกมันแลว นสิ ัย ดรุ า ยกจ็ ะหายไป ขอ เทจ็ จริง ขอคิดเห็น 5. คำวา “สลดั ” เปนภาษามลายู หมายความวาชองแคบในทะเล ชาวมลายูท่ีอยูบ นฝง ทะเลในชองแคบ มักประพฤตติ นเปนโจร ดักปลน เรือสำเภาทแ่ี ลน ผานชอ งแคบมะละกา จงึ เรยี กกันวา “โจรสลัด” ขอ เทจ็ จริง ขอ คิดเหน็
142 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรือ่ ง การแยกขอเท็จจริงและขอ คิดเห็น คำชี้แจง ใหนกั ศึกษาตอบคำถามตอไปนี้ใหถ กู ตอง 1. นักเรยี นแยกขอ เท็จจรงิ และขอ คดิ เห็นจากขอ ความตอไปนี้ โดยทำเครื่องหมาย / ใหต รงกบั ขอความ ที่เลอื ก 2. นกั เรียนยกตวั อยางขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริงและขอคิดเหน็ มาใหถ ูกตอ ง ขอเท็จจริง 1. สุนขั เปนสตั วเล้ยี งลกู ดว ยนม 2. ตมยำกงุ เปน อาหารประจำชาติไทย 3. ผักและผลไมเปน แหลง อดุ มวติ ามินและแรธ าตุตา ง ๆ 4. ดวงตาเปนอวัยวะท่ีทำใหม องเหน็ 5. ทกุ คนหนไี มพ น ความตาย
143 ขอคิดเหน็ 6. ผหู ญงิ ท่ีเดินอยูบนพรมแดงแตง กายทันสมัยและสวยงามมาก 7. การเดนิ ทางดวยรถไฟฟานาจะเร็วท่ีสุดในวนั ทก่ี ารจราจรตดิ ขัด 8. รายการโทรทศั นชองนเ้ี หมาะสมสำหรับผชู มทกุ เพศทกุ วยั 9. การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยดีทีสุด 10. คนเรยี นเกง ยอ มประสบผลสำเรจ็ ในชวี ติ เสมอ 3. นกั เรียนอา นขอความตอไปนี้แลว บอกวา เปน ขอ เท็จจรงิ หรอื ขอ คิดเหน็ 1. “ยิ้มเปนคุณลกั ษณะพิเศษของมนุษยอยา งหน่งึ ซงึ่ หาไมไ ดจากบรรดาสัตวท ่ีมีชวี ิตอยูในโลก สัตวบาง ชนดิ เรายกยองกนั วาแสนจะฉลาด สามารถฝก ไดนานาประการ แตฝกใหย ้มิ นั้นฝก ไมไ ดจ ะแสดงความดใี จ หรือพอใจไดแตดว ยทาทางอยา งอื่น เชน กระดิกหาง เคลาแขงเคลาขาตะกุยตะกาย เปนตน ไมสามารถ แสดงออกมาทางสหี นา ได คนเทานน้ั ทยี่ ้ิมได” √ ขอเท็จจริง ขอ คิดเห็น 2. ยม้ิ ไมต องลงทนุ ไมต องซื้อ ไมต อ งหา มอี ยูป ระจำตัวแลวทุกคน เหมือนมอี าวุธอยูใ นมือของเราแลว อยาปลอยใหเปนสนิมเกรอะกรังจนชักไมออก ตองชโลมน้ำมันกันสนิม ถึงคราวจะใชชักออกมาได ทันทวงที ไมเคยย้ิม ถึงคราวจะย้ิมก็ยิ้มไมออก ตองหัดยิ้มไวใหเปนสมบัติประจำตัว “ยิ้มจะชวยให ปลอดภัยและสบายใจเสมอ” √ ขอเท็จจรงิ ขอ คดิ เห็น 3. เดนิ เร่ือยเขาไปในบาน ตองตะลงึ ลานใจไปท้งั ซายและขวา ดอกไมบ านสะพรัง่ เต็มไปทุกแหง หน ทางดา นซา ยเปน ไหลเ ขามดี อกไมบ านสวยไปตลอดทั้งแนว ท่ีระหวางสองทางเดินกม็ ี ทางดา นขวาก็ มากมายลน ไปหมด ลงั เลใจไมร วู า จะไปทางไหนดี ขอเทจ็ จรงิ √ ขอ คิดเห็น 4. นิสัยของชางเอเชียโดยทั่วไป เม่ือไดนำมาฝกใหเชื่อเพ่ือใชงานแลว จะมีนิสัยฉลาดสุภาพและรัก เจา ของ เวน แตใ นบางขณะ เชน เวลาตกมัน ซึ่งกเ็ พยี งในชัว่ ระยะเวลาหนึ่งเทา นัน้ ในเวลาตกมันชา งจะมี นสิ ยั ดรุ าย จะทำรา ยชางดวยกันเอง หรือทำรายเจา ของหรือสิง่ ท่ีอยใู กล ๆ เมอื่ พน ระยะตกมนั แลว นิสัย ดรุ ายก็จะหายไป √ ขอเท็จจริง ขอคิดเห็น 5. คำวา “สลดั ” เปนภาษามลายู หมายความวาชองแคบในทะเล ชาวมลายูท่อี ยูบ นฝง ทะเลในชองแคบ มักประพฤตติ นเปน โจร ดักปลน เรือสำเภาท่แี ลนผานชองแคบมะละกา จงึ เรียกกนั วา “โจรสลดั ” √ ขอเท็จจรงิ ขอคิดเหน็
144 แบบทดสอบหลังเรียน บทเรยี นออนไลนท ่ี 3 เรอื่ ง การวเิ คราะหข อ เทจ็ จรงิ และขอ คดิ เหน็ คำช้แี จง ใหนักศกึ ษาพจิ ารณาขอความแลวใหท ำเคร่ืองหมาย ในชองวา ง 1. แมวไทยมหี นาตานา รกั และเฉลียวฉลาด ขอความที่เปน ขอ เท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คดิ เหน็ 2. พระพทุ ธศาสนามีแหลง กำเนดิ ในชมพูทวีปและไดเผยแพรเ ขา มาในประเทศไทยเปนเวลานานมาแลว ขอ ความทเ่ี ปนขอ เท็จจริง ขอความที่เปน ขอคิดเหน็ 3. พอขุนรามคำแหงประดิษฐอักษรไทย ขอความท่เี ปนขอเทจ็ จริง ขอความที่เปน ขอคิดเห็น 4. วันนี้อากาศครม้ึ มากฝนคงจะตกหนัก ขอ ความที่เปนขอ เท็จจริง ขอความที่เปน ขอ คิดเห็น 5. การต่ืนนอนแตเ ชาตรูเปน กำไรของชวี ิต ขอความทเ่ี ปน ขอ เทจ็ จรงิ ขอความทเี่ ปน ขอคิดเห็น 6. แกม วิชญาณี รอ งเพลงไดเ พราะมาก ขอ ความทเ่ี ปนขอ เท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คิดเห็น 7. กตเวที หมายถึง สนองคณุ ทาน ขอ ความที่เปนขอ เท็จจรงิ ขอความทเ่ี ปนขอ คดิ เห็น 8. ทางมา ลายเปนทางที่มีไวส ำหรบั ใหคนเดินขา มถนน ขอ ความที่เปน ขอเทจ็ จริง ขอความท่เี ปนขอคดิ เห็น 9. ครอบครวั ทม่ี ฐี านะรำ่ รวยเปนครอบครวั ท่มี ีความสขุ ขอความทีเ่ ปน ขอเท็จจรงิ ขอความที่เปน ขอ คดิ เห็น 10. ผูหญงิ สวนใหญช อบสอ งกระจก ขอ ความทเ่ี ปน ขอเทจ็ จริง ขอความทเ่ี ปน ขอ คิดเหน็
145 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอ่ื ง การวเิ คราะหข อ เท็จจริงและขอ คิดเห็น 1. ขอความท่ีเปน ขอ คิดเห็น 6. ขอ ความทเี่ ปนขอคิดเห็น 2. ขอความทเ่ี ปน ขอ เทจ็ จริง 7. ขอความทเ่ี ปนขอเทจ็ จริง 3. ขอ ความที่เปน ขอเทจ็ จรงิ 8. ขอความทเี่ ปนขอเทจ็ จรงิ 4. ขอความทีเ่ ปน ขอ คิดเห็น 9. ขอความทเ่ี ปน ขอคิดเห็น 5. ขอ ความท่เี ปนขอ คิดเห็น 10. ขอความที่เปนขอ คิดเหน็
146 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรื่อง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปนทางการ 1. ระดบั ภาษาทใี่ ชใ นการสื่อสารนนั้ ข้ึนอยูกับ ก. ตัวสาร ข. ผูสงสาร ค. ผรู ับสาร ง. ตัวบุคคลและโอกาส 2. น้ำเสยี งในขอ ใด แสดงความพึงพอใจ ก. อุย นา รัก ข. วาย ตาเถร ค. อุย ตายตาย ง. โอะ อะไรน่ี 3. ขอ ใดคือการกลาวในโอกาสพิเศษ ก. ครูอธบิ ายความรูทางวิชาการในชน้ั เรยี น ข. พออบรมลูกคนเล็กในเรื่องความประพฤติ ค. การอภิปรายไมไ ววางใจการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีของคณะผแู ทนราษฎรฝายคา น ง. นายกรัฐมนตรีกลาวคำปราศรัยเน่ืองในวันเด็กแหง ชาติ 4. ขอ ใดกลาวไมถ กู ตอง ก. การพูดในโอกาสพเิ ศษมีทง้ั เปน ทางการและไมเ ปนทางการ ข. การกลาวแสดงความยินดีไมควรชกั ชวนใหผ ูฟงปรบมือ ค. หลังจากกลาวคำไวอาลัยแกผ ูตาย ซง่ึ มกี ารกลาวสดดุ ีคุณความดผี ตู ายและผูพูดควรชกั ชวน ผูฟง ให ปรบมือในคุณความดีของผตู าย ง. ถกู ท้งั ขอ ก, ข และ ค
147 5. “การพดู ในโอกาสตาง ๆ โดยการใชภาษาท่ีไพเราะเหมาะสมกับโอกาสน้นั ๆ” ขอ ความดังกลาว ตรงกบั ขอใด ก. สุนทรพจน ข. การเลา เหตุการณ ค. การใหคำแนะนำ ง. การใหคำปรึกษา 6. ขอใดไมค วรกลาวถึงในการกลา วคำอวยพร ก. ความสมั พันธของผูกลาวกบั เจาภาพ ข. ขออภัยท่ีมิไดเตรียมตัวพดู ค. คติหรอื ขอคิดในการดำเนนิ ชีวิต ง. ใหพรอยางจรงิ ใจ 7. ขอใดควรเปน สถานการณท่ีตองมกี ารกลา วตอนรบั ก. งานเลย้ี งสงผูรวมงานเดินทางไปตางประเทศ ข. งานเลี้ยงฉลองผจู บการศกึ ษา ค. งานเลี้ยงฉลองตำแหนงใหม ง. สมาชกิ ลาออกจากงานทีบ่ ริษทั 8. การพูดตอประชมุ ชนประเภทใดมีความบกพรองนอยที่สดุ ก. การพูดโดยอาศัยตนรา ง ข. การพูดโดยการอานจากตนรา ง ค. การพูดโดยฉบั พลนั ง. การพูดโดยวิธีการทองจำ 9. ขอใดเปนการพูดทไี่ มมโี อกาสเตรียมตัวมากอ น ก. การบรรยาย ข. การอภปิ ราย ค. การตอบขอ ชกั ถาม ง. การโตวาที
148 10. ขอใดจัดเปนการพูดเพ่อื โนม นาวใจ ก. การพูดหาเสียง ข. การกลาวสดุดี ค. การอภปิ ราย ง. การกลาวคำปราศรัย
149 เฉลย แบบทดสอบกอนเรียน บทเรียนออนไลนที่ 4 เรอื่ ง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปน ทางการ 1. ก 2. ก 3. ง 4. ง 5. ก 6. ข 7. ค 8. ข 9. ค 10. ก
150 ใบความรูบ ทเรยี นออนไลนท่ี 4 เรอื่ ง การพูดอยา งเปนทางการและการพดู อยา งไมเปนทางการ การพดู อยางเปน ทางการ การพูดอยางเปนทางการ หมายถึง การพูดอยางเปนพิธีการในที่ประชุม หรือ การพูดตอหนา ชุมชนในโอกาสตาง ๆ และเพื่อจุดหมายตาง ๆ ตองอาศัยความรูความสามารถและมีศิลปะในการพูด การพูดอยา งเปนทางการ เชน การปาฐกถา การอภปิ ราย บรรยาย การกลา วสุนทรพจน เปน ตน การพูดอยางเปนทางการ ไดแก การพูดหรือสนทนากันอยางมีพิธีรีตอง เปนการพูดตอหนา ชุมชนในโอกาสตาง ๆ และเพื่อจุดมุงหมายตางกัน เปนการพูดที่มีแบบแผนเปนพิธีการ ตองอาศัย ความรูความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งส่ิงเหลานี้ตองมีการเตรียมตัวกอน และฝกฝนเปน อยา งดี ภาษาตอ งสภุ าพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบคุ คล รปู แบบกอนพดู อยา งเปน ทางการแบงออกเปน 4 รปู แบบ คอื 1. การพดู โดยไมมกี ารเตรียมตัวลวงหนา เรยี กอกี อยางหนง่ึ วา “การพดู โดกะทนั หัน” การพูดแบบนต้ี องใชปฏิภาณไหวพรบิ ประสบการณ ความรแู ละความชำนาญทม่ี ีอยเู ดิม 2. การพูดโดยมกี ารเตรียมตัวลวงหนา เรยี กอกี อยา งหนง่ึ วา “การพูดแบบมีโนต ยอ ” ผพู ดู ตอ งรู ลว งหนา วาจะพูดเรอื่ งอะไร ทีไ่ หน ใครฟง จึงสามารถเตรยี มเนอื้ เรอ่ื ง เตรียมอปุ กรณป ระกอบ การพดู และ ทำโนตยอหรอื โครงเรอื่ งทจี่ ะพดู มาดูไดในขณะท่ีพดู 3. การพูดจากความจำ เรยี กวา “การพดู แบบทอ งจำ” การพดู แบบนเ้ี หมาะสมกบั ผพู ูดทม่ี ีความจำดแี ละเปน เร่อื งที่ไมยาวนกั ผพู ดู ตองมีเวลาในการนำเรื่องไปอา น ทอ งจำใหไ ดท ง้ั หมดโดยจดจำประเด็นสำคัญใหไ ด 4 การพดู โดยการอานจากตนฉบบั เปน การพูดตามตนฉบบั ท่ีตระเตรียมไวใหครบถว น วิธีนี้จึงดู เหมอื นเปน การอา นจากตน ฉบบั แตผ ูพดู จะตอ งใชสายตามองดผู ูฟง มากกวา ตน ฉบับ จึงมกั ใชในการพูดท่ี เปนพิธกี าร เชน กลา วสนุ ทรพจน คำปราศรัย แถลงการณ เปนตน การพดู ออกเปน 3 ขั้นตอน คือ 1. กอ นพูด คือ ขนั้ เตรียมตัวเพอื่ การพดู และฝก พูด 2. ขณะพูด คือ การปฏบิ ตั ิการพดู และการแกป ญหาเฉพาะหนา 3. หลงั พูด คอื การประเมนิ ผลการพูด อาจจะประเมนิ ดว ยตนเองและผอู ่ืนกไ็ ด หากแบงอยา งกวา งๆ สามารถแบง ไดเ ปน 2 ประเภท คือ 1. การพดู ทีจ่ ำแนกตามจำนวนผฟู ง ไดแก
151 1.1 การพูดระหวา งบุคคล ซึ่งอาจมเี พียง 2 คน หรอื ในกลุม เลก็ ๆ ทม่ี องเหน็ หนา กัน เชน การสนทนา การเลา เรอื่ ง การแนะนำตวั การตอบขอ ซักถาม การสัมภาษณ เปนตน 1.2 การพูดในท่ีประชุมชน เปนการพูดท่ีมีผูฟงเปนจำนวนมากจึงตองมีการเตรียมใจ เตรียมความพรอม ท้ังในดานบุคลิกภาพและเน้ือเร่ืองที่จะนำเสนอ เชน การสัมมนา การโตวาที การใหโอวาท การกลาวแสดงสนุ ทรพจน เปนตน 2. การพดู ที่จำแนกตามประเภทของการพูด ไดแ ก 2.1 การพดู โดยฉับพลัน เปน การพูดโดยไมรตู ัวมากอ นแตมีผเู ชิญใหพ ดู อยางกะทนั หนั จึงมี ผูเ รียกการพูดแบบน้ีวา “การพูดแบบกลอนสด” ผพู ูดจึงตองอาศยั พรสวรรค ไหวพรบิ และการชางสังเกตจึง จะทำใหการพูดลุลวงไปดวยดี เชน การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ไดรับใหกลาวขอบคุณวิทยากร อยางกะทนั หัน เปนตน 2.2 การพูดโดยทองจำ เปนการพูดที่ผูพูดรูตัวมากอนและมีการ เตรียมตัวท้ังทางดาน เนื้อหา บุคลิกภาพ เชน การกลาวตอนรับผูมาเยือน การกลาวอำลา การกลาวใหโอวาท เปนตน สง่ิ สำคญั ของการพูดแบบน้ีคอื ตองพดู ใหเ ปนธรรมชาติ ไมใ ชพ ูดแบบทองจำ 2.3 การพูดโดยอา นจากตนฉบบั การพดู แบบน้ีผพู ดู จะพดู จากตนฉบับทเี่ ตรยี มไวล ว งหนา ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรอื ใหผ ูอ่ืนเตรียมให ผูพูดจงึ ควรมีการซอ มอา นมากอ นเพื่อปอ งกนั การผิดพลาด 2.4 การพูดโดยมีบนั ทึก เปนการพดู ในที่ประชุมชนที่นิยมใชกันมาก และไดผ ลดกี วา แบบ อื่น ๆ แตผูพูดตองศึกษาคนควาและเตรียมตัวลวงหนามาเปนอยางดี ทำความเขาใจเน้ือหาท่ีจะพูดให ถองแท มีการจดบันทึกเฉพาะขอความท่ีสำคัญๆ เชน หัวขอสำคัญ ตัวอยาง สถิติ สำนวน คำคม รวมทงั้ ชื่อสกุลของบุคคลสำคัญทน่ี ำมาอางถึงดว ย การพดู อยา งไมเปน ทางการ การพูดอยางไมเปนทางการ คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เชน การสนทนา การพูดโทรศัพท การแนะนำตัว การซักถาม การตอบคำถาม เปนตน ผพู ดู ตองฝก ฝนใหเ ปน ผทู พ่ี ูดไดถ กู ตอง นา ฟง และ เหมาะสมกบั กาลเทศะและบคุ คล การพูดแบบนเี้ ปนการสือ่ สารระหวา งบุคคลตง้ั แต 2 คนข้นึ ไป แตคอนขางจำกัดจำนวนคอื ไมควร เกิน 4-5 คน สวนใหญจะเปนการพดู แบบตัวตอ ตัว การสื่อสารแบบนีไ้ มจ ำกัดเวลา ไมจำกัดสถานที่ ขนึ้ อยู กบั ความพอใจของผสู อื่ สารและผรู บั สาร ใชในชวี ิตประจำวัน การพดู แบบไมเ ปนทางการน้ผี พู ูดกบั ผฟู งมัก ไมไ ดเตรยี มตัวลว งหนามากอ น เนื้อหาในการพูดไมแ นน อนและไมมขี อบเขต แตเ ปนการพูดท่ีคนเราใชม าก ท่ีสุด
152 ใบงาน บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรอ่ื ง การพดู เปน ทางการ และ ไมเ ปน ทางการ คำชแี้ จง ใหน ักศึกษาตอบคำถามตอไปนีใ้ หถูกตอง 1. การพดู ไมเปนทางการเปนการสอ่ื สารเรมิ่ ตง้ั แตกคี่ น และจำกัดไมเกินกค่ี น ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 2. จงยกตวั อยา ง การพูดเปนทางการ มา 3 แบบ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 3. การพูดออกเปน 3 ข้ันตอน มอี ะไรบาง ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 4. การพดู โดยมบี ันทึก ใหผ ลดอี ยางไร ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. จงบอกวิธีการลดอาการตืน่ เวที ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................
153 เฉลยใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 4 เร่ือง การพดู เปนทางการ และ ไมเ ปนทางการ คำชี้แจง ใหน กั ศึกษาตอบคำถามตอไปนีใ้ หถ ูกตอ ง 1. การพดู ไมเปนทางการเปนการสอื่ สารเริม่ ตง้ั แตกีค่ น และจำกดั ไมเ กนิ ก่ีคน การพูดแบบน้ีเปนการสื่อสารระหวางบคุ คลตง้ั แต 2 คนขึน้ ไป แตคอ นขางจำกดั จำนวนคอื ไมค วร เกิน 4-5 คน สวนใหญจ ะเปน การพูดแบบตวั ตอตวั การส่อื สารแบบน้ไี มจำกดั เวลา ไมจ ำกดั สถานที่ ข้นึ อยู กบั ความพอใจของผูส่อื สารและผรู ับสาร ใชใ นชวี ิตประจำวัน การพูดแบบไมเ ปนทางการนผ้ี พู ูดกบั ผฟู ง มัก ไมไ ดเ ตรียมตัวลวงหนา มากอ น เนอื้ หาในการพดู ไมแ นนอนและไมม ขี อบเขต แตเปนการพูดทคี่ นเราใชม าก ทีส่ ดุ 2. จงยกตวั อยาง การพูดเปนทางการ มา 3 แบบ 1. การอภปิ ราย 2. การบรรยาย 3. การกลา วสุนทรพจน 3. การพูดออกเปน 3 ขน้ั ตอน มีอะไรบาง 1. กอ นพูด คอื ขั้นเตรียมตวั เพ่ือการพูดและฝก พูด 2. ขณะพูด คอื การปฏิบัติการพูดและการแกป ญหาเฉพาะหนา 3. หลังพดู คอื การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินดวนตนเองและผอู นื่ ก็ได 4. การพดู โดยมบี ันทึก ใหผ ลดอี ยา งไร ชว ยปอ งกันการลมื เนื้อหาหรือเร่ืองราวตา ง ๆ 5. จงบอกวธิ ีการลดอาการตน่ื เวที 1. เตรียมพรอม ความม่นั ใจตอ้ งมาจากความพรอ้ มในสิงทีเราจะพดู 2. ฝก ซอมหนา กระจก 3. หาจดุ พกั สายตา ตอ งฝก ใชสายตามองมองผฟู ง อยา มองไปทางอ่นื หรือเงยหนามองเพดาน 4. หายใจเขา -ออก ลกึ ๆ ลดอาการตื่นเตน 5. เปน กนั เองกบั ผฟู ง 6. อยาทำใหความตน่ื เตน เปนจุดสนใจ 7. วางหนา เปนปกติ
154 แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนท่ี 4 เรื่อง การพดู แบบเปนทางการและแบบไมเ ปนทางการ 1. นำ้ เสียงในขอใด แสดงความพงึ พอใจ ก. อุย นารัก ข. วาย ตาเถร ค. อุย ตายตาย ง. โอะ อะไรน่ี 2. ขอ ใดเปน การพดู ที่ไมม โี อกาสเตรยี มตัวมากอ น ก. การบรรยาย ข. การอภปิ ราย ค. การตอบขอชกั ถาม ง. การโตวาที 3. ขอ ใดคอื การกลา วในโอกาสพเิ ศษ ก. ครูอธิบายความรูทางวิชาการในช้นั เรยี น ข. พออบรมลูกคนเล็กในเรื่องความประพฤติ ค. การอภิปรายไมไ ววางใจการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีของคณะผูแทนราษฎรฝา ยคาน ง. นายกรัฐมนตรีกลาวคำปราศรยั เนื่องในวันเด็กแหง ชาติ 4. ระดับภาษาทีใ่ ชในการสื่อสารนัน้ ขึ้นอยูกบั ก. ตัวสาร ข. ผูสงสาร ค. ผูรับสาร ง. ตัวบคุ คลและโอกาส 5. ขอ ใดจดั เปนการพดู เพอ่ื โนม นาวใจ ก. การพูดหาเสียง ข. การกลาวสดุดี ค. การอภิปราย ง. การกลาวคำปราศรัย
155 6. ขอใดกลาวไมถ ูกตอง ก. การพูดในโอกาสพิเศษมีทง้ั เปน ทางการและไมเ ปนทางการ ข. การกลาวแสดงความยนิ ดีไมควรชกั ชวนใหผ ูฟงปรบมือ ค. หลังจากกลาวคำไวอาลัยแกผูตาย ซ่ึงมีการกลาวสดดุ ีคุณความดผี ตู ายและผูพูดควรชกั ชวน ผูฟง ใหปรบมือในคุณความดีของผูตาย ง. ถกู ท้งั ขอ ก, ข และ ค 7. ขอใดไมควรกลา วถงึ ในการกลาวคำอวยพร ก. ความสมั พันธของผกู ลาวกบั เจาภาพ ข. ขออภัยท่ีมิไดเตรียมตัวพดู ค. คติหรือขอคิดในการดำเนนิ ชีวิต ง. ใหพรอยางจรงิ ใจ 8. “การพูดในโอกาสตาง ๆ โดยการใชภาษาทไี่ พเราะเหมาะสมกบั โอกาสน้ัน ๆ” ขอความดังกลาว ตรงกับขอใด ก. สุนทรพจน ข. การเลา เหตุการณ ค. การใหคำแนะนำ ง. การใหคำปรึกษา 9. การพดู ตอประชมุ ชนประเภทใดมีความบกพรอ งนอ ยท่ีสุด * ก. การพูดโดยอาศัยตนรา ง ข. การพูดโดยการอานจากตนราง ค. การพูดโดยฉบั พลัน ง. การพูดโดยวิธกี ารทองจำ 10. ขอใดควรเปนสถานการณท ี่ตองมีการกลาวตอนรบั ก. งานเลี้ยงสงผูรวมงานเดินทางไปตางประเทศ ข. งานเลี้ยงฉลองผจู บการศึกษา ค. งานเล้ียงฉลองตำแหนง ใหม ง. สมาชิกลาออกจากงานทบี่ ริษัท
156 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรียนออนไลนที่ 4 เรอื่ ง การพดู แบบเปน ทางการและแบบไมเ ปน ทางการ 1. ก 2. ค 3. ง 4. ก 5. ก 6. ง 7. ข 8. ก 9. ข 10. ค
157 แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรยี นออนไลนที่ 5 เร่ือง หลกั การพูดประเภทตา ง ๆ 1. การพูดอธบิ าย หมายถงึ อะไร ก. การพูดเพอ่ื ใหผ ูฟงรตู ามและยินดีปฏิบัติตาม ข. การพูดเพ่อื ใหผูฟงเขาใจเรอ่ื งที่พูดอยางแจม แจงเกิดความเชือ่ ตามและยินดีปฏิบัติตาม ค. การพูดเพ่อื ใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพูดและนำไปปฏิบัติ ง. การพูดเพ่อื ใหผ ูฟงเขาใจกบั เรือ่ งและมกี ำลังใจ 2. การพูดในทป่ี ระชมุ มีลกั ษณะอยางไร ก. เปนการพูดท่ีมีความจริงจงั ข. เปนการพูดท่ีพูดถงึ เฉพาะเรือ่ งใดเรอ่ื งหน่ึง ค. เปนการพูดทมี่ ีระเบียบ วิธีการ ง. เปนการพูดท่ีมีแตคำหยาบ 3. การพดู อยางสรา งสรรคเ ปน การพูดในลักษณะใด ก. เปนการพูดใหผ ูฟงเขา ใจเร่อื งท่ีพดู อยางแจมแจง โดยผูพดู ตองเตรยี มเร่ืองที่พูด กำหนด ขอบเขต ของเรอ่ื ง รวบรวมขอ มลู วางโครงเร่ืองแลวหากลวิธใี นการพูด ข. เปน การพูดใหผูฟงเขาใจเรือ่ งที่พูดอยางแจมแจง โดยผูพูดตองเตรียมเร่ืองที่พูด กำหนด ขอบเขตฃองคำพูด ค. เปนการพูดใหผฟู งเขาใจเร่ืองทีพ่ ูดอยางแจม แจง โดยผพู ูดตองเตรยี มเรื่องท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของสถานท่ี ง. เปนการพูดใหผ ูฟงเขาใจเร่อื งท่ีพูดอยางแจม แจง โดยผพู ูดตองเตรียมเร่อื งที่พูด กำหนด ขอบเขตของผูฟง 4. การพูดอวยพรควรกลาวในเร่อื งตา ง ๆ ตอไปน้ี ยกเวน ขอใด ก. ความกาวหนาในชีวิต ข. สุขภาพ ค. การประสบความสำเรจ็ ง. ความอดทน
158 5. การพดู ในที่ชมุ ชนผพู ดู จะตอ งสนใจอะไรเปน พิเศษ ก. การพูดในทสี่ าธารณะผูพูดตองสนใจปฏกิ ริ ิยาตอบสนองผูฟงเปนพิเศษ ข. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเสียงพูดเปนพเิ ศษ ค. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเน้ือหาเปนพิเศษ ง. การพูดในที่สาธารณะผพู ดู ตองสนใจเร่อื งคำพูดเปน พเิ ศษ 6. การพดู ตอ นรบั หลงั จากกลาวตอ นรับแลว ควรทำอะไรเปนลำดบั สดุ ทา ย ก. กลาวขอบคุณผมู าเยือน ข. เชิญผมู าเยือนกลาวลา ค. มอบของท่รี ะลกึ แกผ ูม าเยอื น ง. กลาวลาผมู าเยือน 7. ลกั ษณะของผูพูดควรเปน ลกั ษณะตาง ๆ ตอไปนี้ ยกเวนขอ ใด ก. มีลลี าการพูดท่นี าฟง ข. เกง ซ่อื สัตย ค. มปี ฏิภาณไหวพรบิ ดี ง. แกไขปญหาเฉพาะหนาได 8. \"การพดู เพอื่ ใหผ ฟู ง เขา ใจเรอ่ื งท่ีพูดอยา งแจม แจง เกดิ ความเชอื่ ตามและยนิ ดีปฏบิ ัตติ าม\" เปนการพดู ประเภทใด ก. การพูดอธบิ าย ข. การพูดในท่ชี ุมชน ค. การพูดอยา งสรางสรรค ง. การพูดอวยพร 9. \"ความสำคญั และความหมายของสถาบันเลาความเปนมาของสถาบัน หนา ที่และสทิ ธ์ิทสี่ มาชิกจะ พึงไดร บั \" เปน การพูดในลกั ษณะใด ก. การพูดในท่ีชุมชน ข. การพูดตอนรับ ค. การพูดอวยพร ง. การพูดอยางสรางสรรค
159 10. \"เปน การพูดทม่ี รี ะเบียบ วธิ ีการ โดยมจี ดุ ประสงคเ พ่ือใหทุกคนไดม ีโอกาสแสดงความคดิ เหน็ \" เปนการพูดในลักษณะใด ก. การพูดตอนรับ ข. การพูดอยางสรา งสรรค ค. การพูดในท่ีชุมชน ง. การพูดในท่ีประชุม
160 เฉลย แบบทดสอบกอ นเรียน บทเรียนออนไลนท่ี 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตา ง ๆ 1. ข 2. ค 3. ก 4. ง 5. ก 6. ค 7. ข 8. ก 9. ข 10. ง
161 ใบความรู บทเรียนออนไลนท่ี 5 เร่ือง ศลิ ปะการพดู ประเภทตา ง ๆ เปนท่ียอมรบั โดยทั่วกันวา “ การพดู ” เปนส่ิงท่ีสำคัญในการดำรงชีวติ สำหรับมนุษยทุกยุค ทุก สมัย ไมวาอดีต ปจจุบันหรืออนาคต ไมวาจะชนชาติใด ภาษาใด วัยใด การพูดเปนท้ังศาสตรคือ สิ่งท่ี สามารถศกึ ษาหาความรไู ด การพดู เปนศิลปะ กลาวคอื สามารถนำไปประยกุ ตใ ชได การพูดจึงเปนส่ิงจำเปนสำหรับสังคมมนุษย และย่ิงเปนนักประชาสัมพันธ นักจัดรายการ นกั การเมือง นักเทศน นกั การทูต อาจารย วิทยากร ฯลฯ ยิ่งจะตองใชการพูดอยางมีศิลปะหรอื บางแหง อาจเรยี กวา มี “ วาทศิลป” การพูดจึงเปนไดท้ังยาพิษและยาหอม หมายถึง เราสามารถใชคำพูดไปในทางสรางสรรคหรือ ทำลายก็ได การรูจักใชคำพูดใหถูกกาลเทศะ จึงเปนส่ิงสำคัญในขณะเดียวกัน ในทางกลับกัน การพูดโดย ไมค ิดก็ยอมนำพาเราไปสูค วามหายนะหรือสรา งความตกต่ำใหชวี ิตเราไดเ ชนกัน การพูดเปนกุญแจนำทางไปสูความสำเร็จ นักขาย นักการเมือง นักสอนศาสนา นักจัดรายการ วทิ ยากร บคุ คลเหลา นี้ ตอ งอาศัยการพดู และตองมีการฝก ฝนการพูด จึงจะประสบความสำเรจ็ ในอาชีพ ไม วาจะเปนการฝกพูดใหคนคลอยตามหรือการใชอารมณขันในการสอดแทรกจึงเปนส่ิงท่ีจำเปนจะตอง เรียนรู พฒั นา จึงจะนำพาไปสูความสำเร็จในอาชพี ได การจะพูดใหไ ดดตี อ งมี “ อทิ ธิบาท 4 ” คือ ตอ งมฉี นั ทะ คอื มคี วามปรารถนาอันแรงกลา ทีจ่ ะเปน นกั พูด วริ ิยะ คอื ความพากเพียรบากบั่นในการฝกฝนการพดู จติ ตะ คือ ตองมีจติ ใจจดจอตอเปา หมาย ไม ทอดทง้ิ เปา หมาย วิมังสา คือ การใชป ญญาตรวจสอบทบทวนแกไ ขปรบั ปรุงสงิ่ ทีท่ ำใหดียิง่ ขนึ้ การพูดท่ีมสี ว นผสมโดย มีวาทศลิ ป มหี ลกั การ มเี หตุผล มีตลกขบขัน มตี วั อยาง มีการอางอิง มี ไหวพริบปฏิภาณ มกั เปน ทีช่ ่นื ชอบของบุคคลโดยทัว่ ไป และทำใหค นมีความนยิ มชืน่ ชอบในตวั ผพู ูด บุคคลท่พี ดู เกงมวี าทศิลปท่ดี ี มคี วามเปน อจั ฉริยะในการพูด มกั เปนคนที่มคี วามทะเยอทะยาน มี ความปรารถนาอยา งแรงกลา มพี ลังแหงการเรยี นรูท่ีสงู มีความทรงจำดี มพี ลังสมาธิแนวแน กลาตดั สนิ ใจ เผชิญหนากบั สง่ิ ตา ง ๆ อกี ทั้งยงั มีสุขภาพรางกายทแ่ี ขง็ แรงสมบูรณ อยากพดู ใหไดดี ตองหมั่นศึกษา วิเคราะหก ารพูดของนักพดู ชอื่ ดัง โดยอาจตามไปฟงนกั พดู เรอื ง นาม นักพดู ที่มชี อ่ื เสยี ง หรือยคุ ปจจุบัน เปน ยุคสารสนเทศ เราสามารถตามดนู ักพดู ชอ่ื ดงั ไดจากสือ่ ตา ง ๆ ไมวาจะทางอนิ เตอรเนต็ Youtube หรอื อาจซอ้ื VCD DVD ของนกั พูดมาศึกษาได การพูดท่ดี ี ตองมีจุดมงุ หมายปลายทางแหงการพูด จุดมุงหมายในการพูดแบงออกเปน 3 ชนิด คือ การพูดเพ่ือบันเทิง การพูดใหความรูก ับการพูดจูงใจ ผทู ่ตี องการเปน นักพดู ควรตอ งรูก อ นวาจะนำพา
162 ผูฟ งไปในจดุ มุงหมายใด เชน หากผูฟง ตอ งการฟง การพูดแบบบันเทิง เราก็ตองพดู ในลกั ษณะทอลคโชว พดู ใหส นุก พูดใหต ลกขบขนั ไมใชพ ูดไปแลวคนไมหัวเราะเลย อยางน้กี ็ประสบความสำเร็จยาก บุคลกิ ภาพกบั การพูด บุคลิกภาพมคี วามสำคญั มากในการพดู ตอหนาท่ชี ุมชน บุคลิกภาพจะทำให ผฟู งรูสึกประทับใจในตัวผูพูด บุคลิกภาพในที่น่ีรวมไปถึงบุคลิกภาพท้ังภายในและภายนอก เชน ภายใน นิสัยใจคอ อารมณ ความรูสึก ความรอบรู ฯลฯ ภายนอก ไดแกการแตงกาย ทรงผม ทาทาง การ เคลอ่ื นไหว การยนื การนั่ง ฯลฯ นักพูดท่ีเกงมักใชภาษาไดดี เชน ใชภาษาท่ีมีความชัดเจน อีกทั้งมีการเลือกใชถอยคำที่ หลากหลาย ซึง่ สง่ิ เหลาน้ตี อ งอาศัยการคน ควา ฝก ฝน อาน เรยี นรู จนจัดเจนในเรอื่ งของภาษาศาสตร เมอ่ื ศึกษาไปมาก ๆ กจ็ ะสามารถสรา งประโยคและวลีตา ง ๆ ไดงดงามสละสลวยขนึ้ เสนหการใชเสียงเปนศิลปะอีกอยางหนึ่งในการพูด ถอยคำเพยี งแตบ อกความหมายแตเสียงทำให เกิดความหวั่นไหวข้ึนในหัวใจ การพูดท่ีดีตองมีน้ำเสียงท่ีหลากหลาย โดยยึดหลักท่ีวา ตองใชเสียงให เหมาะสมกบั เนอื้ เรื่องท่พี ูด ใชระดับเสียง ใหม ี หนกั เบา เวน ระยะ ตาง ๆ ใหเ หมาะสมกบั เนอื้ เรอ่ื งทพี่ ูด สรุปคือ ศิลปะการพูด เปนเร่ืองที่สามารถเรียนรูได ฝกฝนได พัฒนาได ซึ่งการพูดแตละคนไม เหมือนกัน ถึงแมจะอานหนังสือเลมเดียวกัน เรยี นรจู ากอาจารยทานเดยี วกนั แตส งิ่ ที่ทำใหการพูดพูดแลว ดูนาฟง คนฟงชื่นชอบ สิ่งน้ันก็คือ ศิลปะในการพูดหรือการนำศาสตรทางการพูดมาใชทำใหเกิดความ แตกตางกนั นนั้ เอง มารยาทในการดู การฟง และการพดู มารยาท คือ พฤติกรรมท่ีแสดงออก เปนระเบียบแบบแผน การประพฤติท่ีดีงาม แสดงถงึ ความ สภุ าพเรียบรอย มารยาทในการฟง 1. ฟงดา ยความสงบ 2 .ฟงดวยความต้งั ใจ 3. ปรบมอื เม่อื ชอบใจ 4. มองหนา ผพู ดู 5. เมอื มขี อสงสัยควรถาม เม่อื ผพู ูดเปดโอกาสใหถาม ไมค วรถามแทรกขณะท่ีผพู ูดกำลงั พูดอยู 6. ไมส งเสยี งรบกวนผอู น่ื 7. ไมค วรแสดงทาทางไมพอใจเมื่อไมช อบใจ 8. ตงั้ ใจฟงตั้งแตต น จนจบ
163 9. ไมควรแสดงกิริยาทไี่ มเ หมาะสม เชน โฮรอง 10. ไมค วรเดนิ เขาเดนิ ออกขณะทผี่ ูพูดกำลงั พูดหากมคี วามจำเปนควรทำความเคารพกอน มารยาทในการดู 1. ดอู ยางสงบเรียบรอ ยไมส งเสยี งดงั รบกวนผอู นื่ 2. ดูอยา งตงั้ ใจ 3. ไมค ยุ หรอื เลนในขณะท่ดี ู ไมส งเสยี งดงั รบกวนผอู นื่ 4. ปรมมือเม่อื จบการแสดง 5. ไปถงึ สถานที่ทมี่ ีการแสดงกอ นเวลา ประมาณ ๑๕ นาที 6. ไมนำอาหาร-เครอ่ื งด่ืมเขาไปในงาน 7. ไมลุกเดินไปมา มารยาทในการพดู ทด่ี ี 1. พูดจาไพเราะ 2. ไมแยง กันพูด 3. พดู ดว ยคำสภุ าพไมย าบคาย 4. พดู ดว ยน้ำเสยี งท่นี ุมนวน 5. ไมพดู แทรกจงั หวะผอู ่ืน 6. พดู ดวยหนาตาย้มิ แยม แจม ใส 7. ใชค วามดังของเสยี งใหพ อเหมาะ ไมเ สียงเบาหรอื ดังเกินไป 8. ไมพูดนนิ ทาวารา ยผอู ่นื 9. เปด โอกาสใหผ ฟู งซักถามหรอื แสดงความคิดเห็น
164 ใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 5 เร่ือง การพูดประเภทตา ง ๆ คำชแ้ี จง ใหนกั ศกึ ษาอัดคลปิ วดิ ิโอการพูดของตนเองโดยเลือกหัวขอใดหวั ขอหน่งึ สง แบบออนไลนผ าน Line/Facebook ความยาวคลปิ ไมเ กนิ 5 นาที หวั ขอ - แนะนำตนเอง - พดู กลาวตอ นรับ - พูดกลาวขอบคณุ - พดู โนมนา วใจ/ปฏเิ สธ - พดู เจรจาตอ รอง - พูดแสดงความคิดเหน็ - พูดอธบิ าย - พดู สุนทรพจน /โตว าที
165 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตาง ๆ 1. การพูดในทชี่ มุ ชนผพู ดู จะตอ งสนใจอะไรเปน พิเศษ ก. การพูดในที่สาธารณะผพู ูดตองสนใจปฏิกริ ิยาตอบสนองผูฟงเปนพิเศษ ข. การพูดในท่สี าธารณะผูพูดตอ งสนใจเสียงพูดเปนพิเศษ ค. การพูดในทส่ี าธารณะผูพูดตองสนใจเนอ้ื หาเปนพเิ ศษ ง. การพูดในท่สี าธารณะผูพูดตองสนใจเรอื่ งคำพูดเปนพิเศษ 2. การพูดอธิบาย หมายถึงอะไร ก. การพูดเพื่อใหผ ูฟงรูต ามและยินดีปฏบิ ัติตาม ข. การพูดเพ่อื ใหผฟู ง เขาใจเรอื่ งท่ีพูดอยางแจม แจง เกดิ ความเชอื่ ตามและยินดีปฏบิ ัติตาม ค. การพูดเพ่ือใหผูฟง เขาใจเรื่องที่พูดและนำไปปฏบิ ัติ ง. การพูดเพอื่ ใหผ ูฟง เขาใจกับเรอ่ื งและมีกำลงั ใจ 3. การพดู อยางสรา งสรรคเปน การพูดในลักษณะใด ก. เปนการพูดใหผูฟงเขา ใจเร่ืองท่พี ดู อยางแจมแจง โดยผูพดู ตองเตรียมเร่อื งท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของเร่อื ง รวบรวมขอ มลู วางโครงเรอ่ื งแลวหากลวิธีในการพูด ข. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพูดอยางแจมแจง โดยผพู ูดตองเตรียมเร่ืองท่ีพูด กำหนด ขอบเขตฃองคำพูด ค. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเรอ่ื งท่พี ูดอยางแจม แจง โดยผูพดู ตองเตรยี มเร่ืองท่ีพูด กำหนด ขอบเขตของสถานท่ี ง. เปนการพูดใหผูฟง เขาใจเร่ืองท่ีพดู อยางแจมแจง โดยผูพูดตองเตรียมเร่อื งที่พูด กำหนด ขอบเขตของผูฟง 4. การพดู อวยพรควรกลา วในเรือ่ งตา ง ๆ ตอไปนี้ ยกเวนขอใด ก. ความกาวหนาในชีวิต ข. สุขภาพ ค. การประสบความสำเรจ็ ง. ความอดทน
166 5. การพูดในที่ประชุมมีลักษณะอยางไร ก. เปนการพูดท่ีมคี วามจรงิ จัง ข. เปน การพูดที่พูดถึงเฉพาะเรอ่ื งใดเรื่องหน่ึง ค. เปน การพูดท่มี รี ะเบียบ วิธีการ ง. เปนการพูดท่มี ีแตคำหยาบ 6. การพูดตอนรบั หลงั จากกลา วตอ นรับแลว ควรทำอะไรเปน ลำดบั สุดทาย ก. กลาวขอบคุณผูมาเยือน ข. เชิญผูมาเยือนกลาวลา ค. มอบของทรี่ ะลึกแกผ ูมาเยือน ง. กลาวลาผูมาเยือน 7. \"เปน การพูดทมี่ รี ะเบยี บ วิธีการ โดยมจี ดุ ประสงคเ พอื่ ใหทกุ คนไดมีโอกาสแสดงความคิดเหน็ \" เปน การพดู ในลักษณะใด ก. การพูดตอนรับ ข. การพูดอยางสรางสรรค ค. การพูดในท่ีชุมชน ง. การพูดในทปี่ ระชุม 8. \"ความสำคญั และความหมายของสถาบนั เลาความเปนมาของสถาบนั หนา ท่ีและสทิ ธ์ทิ ส่ี มาชกิ จะ พงึ ไดร บั \" เปน การพูดในลักษณะใด ก. การพูดในที่ชมุ ชน ข. การพูดตอนรับ ค. การพูดอวยพร ง. การพูดอยางสรางสรรค 9. ลักษณะของผูพ ูดควรเปนลกั ษณะตาง ๆ ตอ ไปนี้ ยกเวนขอใด ก. มีลีลาการพูดท่นี าฟง ข. เกง ซ่อื สตั ย ค. มีปฏิภาณไหวพรบิ ดี ง. แกไขปญ หาเฉพาะหนาได
167 10. \"การพดู เพอ่ื ใหผ ฟู ง เขาใจเรื่องท่พี ดู อยา งแจม แจง เกดิ ความเชื่อตามและยินดปี ฏิบตั ติ าม\" เปน การพูดประเภทใด ก. การพูดอธบิ าย ข. การพูดในท่ีชุมชน ค. การพูดอยางสรา งสรรค ง. การพูดอวยพร
168 เฉลย แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 5 เรื่อง หลกั การพดู ประเภทตาง ๆ 1. ก 2. ข 3. ก 4. ง 5. ค 6. ค 7. ง 8. ข 9. ข 10. ก
169 แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรรู ายวิชาหลักภาษาไทย พท33002 คะแนน ใบงาน กิจกรรม - 10 1 ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง ประวตั ิความเปนมาของอักษรไทย 10 2 ใบงานที่ 2 เร่ือง คําสมาส-คาํ สนธิ 10 3 ใบงานที่ 3 เร่อื ง ชนิดของเสยี งพดู 10 4 ใบงานที่ 4 เรอ่ื ง อกั ษรไทย - 5 ใบงานที่ 5 เรื่อง คําและการประกอบคาํ 20 6 ใบงานที่ 6 เรอื่ ง คำไทยแทและคำท่ีมาจากภาษาอ่นื (สอนเสรมิ ) 40 7 7.1 สอบกลางภาค 100 7.2 สอบปลายภาค รวม
แผนการจดั กจิ กรรมกา รายวชิ า หลักภาษาไทย พท33002 จำ จำนวน บทเรยี น หัวเร่ือง วัตถปุ ระสงค กจิ กรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ เชงิ พฤตกิ รรม 1 วชิ าหลกั ผเู รียนบอก -ครู กศน.ตำบล ช้ีแจงกจิ กรร ภาษาไทย ประวัตคิ วาม เรียนรูผ าน ไลฟเ ฟสบคุ กลมุ ประวตั คิ วาม เปนมาของ ตำบลใหแ กผ เู รียน และผูเ รยี น เปน มาของ อกั ษรไทยได ศึกษาเรียนรจู ากแอปพิเคช่ัน อักษรไทย วชิ าหลักภาษาไทย ศกึ ษาเรยี นรจู ากหนงั สอื แบบ รายวชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 หรือผาน Google รวมทง้ั คน ควา หาความรทู ี่เก่ยี -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท เรอื่ งประวตั คิ วามเปนมาของ อักษรไทย
ารเรยี นรู รายวิชาแบบออนไลน ำนวน 4 หนว ยกติ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย น 160 ช่ัวโมง จำนวน สอ่ื การเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการ ช่ัวโมง การประเมินผล เรียนรูท่ี คาดหวงั รมการ 6 ชม. 1.หนังสือเรียนวิชา บทเรียนออนไลน - ผเู รียนบอก กศน. หลกั ภาษาไทย ที่ 1 ประวัติ น พท33002 ความ Line เปนมาของ อกั ษรไทย บเรียน ไดถ กู ตอง e site 2. Google site ยวของ ท่ี 1 170
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378