แผนการจดั กิจกรรมกา รายวิชา หลกั ภาษาไทย พท33002 จำ จำนวน บทเรยี น หัวเรือ่ ง วัตถปุ ระสงค กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ เชิงพฤติกรรม ผูเ รยี นบอก -ครู กศน.ตำบล ช้แี จง 2 วิชาหลัก วธิ ีการสรา ง กิจกรรมการเรยี นรูผาน ไลฟ ภาษาไทย คำสมาสได เฟสบุค กลุม กศน.ตำบล บทท่ี 3 คำ และการ ใหแ กผ เู รยี น และผเู รยี นศกึ ษ ประกอบคำ เรยี นรจู ากแอปพเิ คชั่น Line ตอนที่ 5 วิชาหลักภาษาไทย พท3300 - คําสมาส- -ทำ แบบทดสอบกอนเรยี น คําสนธิ บทเรยี นออนไลนท ่ี 2 เร่ือง - หลกั สงั เกต คาํ สมาส-คําสนธิ คาํ สมาสใน -ศกึ ษาเรียนรจู ากหนงั สือ ภาษาไทย แบบเรียนรายวชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 หรอื ผาน Google site รวมทงั้ คนควา
ารเรียนรู รายวิชาแบบออนไลน ำนวน 4 หนวยกิต ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย น 160 ชว่ั โมง จำนวน สอื่ การเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรทู ี่ ชว่ั โมง การประเมนิ ผล คาดหวงั 24 ชม. 1.หนังสือเรียนวชิ า บทเรยี นออนไลน ฟ หลักภาษาไทย ท่ี 2 ชอ ง 1 ผเู รยี นบอก วิธกี ารสรา ง พท33002 คำสมาสได ษา ถกู ตอง e 02 2. Google site า 171
หาความรทู เ่ี ก่ียวของ -ทำใบงานบทเรยี นออนไลน ท่ี 2 -แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เรอ่ื ง คําสมาส-คาํ สนธิ
172
แผนการจัดกิจกรรมกา รายวิชา หลกั ภาษาไทย พท33002 จำ จำนวน บทเรยี น หวั เร่ือง วัตถุประสงค กิจกรรมการเรยี นร ออนไลน เชิง ที่ พฤติกรรม 3 บทที่ 1 ระบบ ผเู รยี นมคี วาม -ครู กศน.ตำบล ชีแ้ จงกจิ กรร เสยี งในภาษาไทย เขา ใจใน เรียนรูผาน ไลฟเ ฟสบุค กลมุ ตอนที่ 1 อวัยวะ ธรรมชาติของ ตำบลใหแกผ เู รียน และผูเ รยี น สาํ คญั ในการออก ภาษาพดู เรยี นรูจากแอปพเิ คชน่ั Line เสยี ง วชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 เร่อื งท่ี 1.1 ระบบ -ทำแบบทดสอบกอนเรียน บ หายใจ ออนไลนท ี่ 3 เรอ่ื ง ชนิดของเ เรื่องที่ 1.2 ระบบ -ศกึ ษาเรยี นรจู ากหนงั สือแบบ การเกดิ เสยี ง รายวชิ าข-หลกั ภาษาไทย พท เร่อื งที่ 1.3 ระบบ หรือผา น Google site รวมท การเปลง เสยี ง คน ควาหาความรทู ่ีเก่ียวขอ ง ตอนที่ 2 ชนดิ -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท ของเสียงพดู งานท่ี 1เร่อื ง ชนิดของเสียงพ
ารเรียนรู รายวิชาแบบออนไลน ำนวน 4 หนวยกติ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย น 160 ช่วั โมง รู จำนวน สอ่ื การเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูท่ี ชั่วโมง การประเมนิ ผล คาดหวัง รมการ 32 ชม. 1.หนังสอื เรยี น บทเรียน ชอ ง 2 ผูเ รียนมีความ กศน. วชิ าหลัก ออนไลน ชอง 3 เขาใจใน นศึกษา ภาษาไทย ท่ี 3 พท33002 ธรรมชาตขิ อง 2 ภาษาพูด บทเรียน 3. Google site เสยี งพดู บเรยี น ท33002 ทั้ง ท่ี 3 ใบ พดู 173
เรื่องท่ี 2.1 เสียง -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท และการวดั ระดับ งานที่ 2 เรื่อง อกั ษรไทย ของคลื่นเสยี ง -ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น บท เรือ่ งท่ี 2.2 ออนไลนท ี่ 3 เร่อื ง ชนดิ ของเ ความสาํ คญั ของ เสยี งและการฝก ผูเรยี นเขาใจ พดู ความสำคญั บทท่ี 2 ของอกั ษรไทย อักษรไทย และเขียน ตอนท่ี 2 สระใน สะกดคำได ภาษาไทย ถูกตองตาม ตอนที่ 3 อกั ขระวิธี พยญั ชนะไทย ตอนท่ี 4 วรรณยกุ ตไทย
ที่ 3 ใบ ผูเรยี นเขาใจ ทเรยี น ความสำคญั ของ เสียงพดู อกั ษรไทย และเขียนสะกด 18 ชม. คำไดถูกตอง ตามอกั ขระวิธี 174
แผนการจัดกจิ กรรมกา รายวชิ า หลกั ภาษาไทย พท33002 จำ จำนวน บทเรยี น หวั เร่อื ง วัตถุประสงค กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ เชงิ พฤตกิ รรม 4 วิชาหลัก ภาษาไทย ผเู รียนบอก -ครู กศน.ตำบล ชแ้ี จงกจิ กรร บทท่ี 3 คําและการ วธิ ีการสรา งคำ เรียนรผู า น ไลฟเ ฟสบคุ กลมุ ประกอบคาํ ตอนที่ 1 ไทยได ตำบลใหแ กผเู รยี น และผเู รียน คําและคาํ มลู ตอนท่ี 2 ศึกษาเรียนรจู ากแอปพิเคชั่น คาํ ประสม ตอนท่ี 3 วชิ าหลักภาษาไทย พท33002 คาํ ซอ น ตอนที่ 4 -แบบทดสอบกอนเรียน บทเร คาํ ซ้ำ ออนไลนที่ 4 -ศกึ ษาเรยี นรจู ากหนงั สือแบบ รายวิชาหลักภาษาไทย พท33 หรอื ผาน Google site รวมท คนควา หาความรูทเี่ ก่ียวของ -ทำใบงานบทเรียนออนไลนท -แบบทดสอบหลงั เรยี น บทเร ออนไลนท ่ี 4
ารเรียนรู รายวชิ าแบบออนไลน ำนวน 4 หนว ยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย น 160 ชวั่ โมง จำนวน สอ่ื การเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรู ชวั่ โมง การประเมนิ ผล ท่ีคาดหวัง รมการ 40 ชม. 1.หนังสอื เรยี นวิชา บทเรียนออนไลน ชอ ง 4 ผูเรียนบอก กศน. หลกั ภาษาไทย ที่ 4 วิธกี ารสราง น พท33002 คำไทยได Line 2 รยี น บเรียน 2. Google site 3002 ท้ัง ท่ี 4 รียน 175
แผนการจัดกจิ กรรมกา รายวิชา หลกั ภาษาไทย พท33002 จำ จำนวน บทเรียน หัวเร่ือง วัตถปุ ระสงค กจิ กรรมการเรีย ออนไลนท่ี เชิงพฤติกรรม 5 วชิ าหลกั ภาษาไทย ผเู รยี นอธิบาย -ครู กศน.ตำบล ชแ้ี จง (สอน บทท่ี 4 คําไทยแท ลักษณะคำ การเรยี นรผู าน ไลฟเ ฟ เสรมิ ) และคําท่มี าจากภาษา ไทยแทแ ละคำ กลมุ กศน.ตำบลใหแ ก อ่นื ทีม่ าจากภาษา และผเู รยี นศกึ ษาเรียน ตอนที่ 2 ลักษณะ อน่ื ได แอปพิเคชั่น Line ของภาษาบาลีและ -การสอนเสรมิ จากวทิ ภาษสันสกฤต ผเู ช่ียวชาญ รวมทง้ั คน ตอนที่ 3 ลกั ษณะ ความรทู ี่เกี่ยวขอ งและ ของภาษาเขมร 6 เรอ่ื ง คำไทยแทแ ละ ตอนที่ 4 ลักษณะ จากภาษาอืน่ ของคําท่ีมาจากภาษา -ทำใบงานบทเรยี นออ อืน่ 5 เรือ่ ง คำไทยแทและ จากภาษาอื่น
ารเรยี นรู รายวชิ าแบบออนไลน ำนวน 4 หนวยกิต ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย น 160 ชวั่ โมง ยนรู จำนวน ส่อื การเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการ ชวั่ โมง การประเมนิ ผล เรียนรูท ่ี คาดหวงั งกจิ กรรม 40 ชม. 1.หนงั สอื เรยี นวชิ า - - ผูเรยี น ฟสบุค หลักภาษาไทย สามารถ อธบิ าย กผเู รยี น พท33002 ลักษณะคำ ไทยแทและ นรจู าก คำที่มาจาก ภาษาอืน่ ได ทยากร 2.วทิ ยากร นควาหา 3. Google site ะใบงานที่ ะคำทมี่ า อนไลนท่ี ะคำทมี่ า 176
177 ภาคผนวก : ส่ือเอกสารบทเรียนออนไลน 1 – 5 วิชาหลักภาษาไทย พท33002
178 ใบความรู บทเรยี นออนไลนท ี่ 1 เร่อื ง ประวตั คิ วามเปนมาของอกั ษรไทย ประวัติภาษาไทย ภาษาไทย เปนภาษาทางการของประเทศไทย และภาษาแมของชาวไทย และชนเช้ือสายอื่นใน ประเทศไทย ภาษาไทยเปนภาษาในกลมุ ภาษาไต ซ่ึงเปนกลมุ ยอ ยของตระกูลภาษาไท-กะได สันนิษฐานวา ภาษาในตระกูลนี้มีถ่ินกำเนิดจากทางตอนใตของประเทศจีน และนักภาษาศาสตรบางทานเสนอวา ภาษาไทยนา จะมคี วามเชอ่ื มโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชยี ตกิ ตระกูลภาษาออสโตรนเี ซยี น ตระกูล ภาษาจีน-ทเิ บต ภาษาไทยเปนภาษาที่มรี ะดับเสียงของคำแนนอนหรอื วรรณยุกตเชนเดียวกับภาษาจนี และออก เสยี งแยกคำตอคำ เปนทล่ี ำบากของชาวตางชาตเิ นอ่ื งจากการออกเสียงวรรณยกุ ตท่ีเปน เอกลักษณของแต ละคำ และการสะกดคำท่ซี ับซอ น นอกจากภาษากลางแลว ในประเทศไทยมกี ารใชภาษาไทยถิน่ อ่นื ดวย ทมี่ าของภาษาไทย คำวา ไทย หมายความวา อิสรภาพ เสรีภาพ หรอื อีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ ยง่ิ ใหญ เพราะการ จะเปนอิสระไดจะตองมีกำลงั ทมี่ ากกวา แข็งแกรงกวา เพอ่ื ปองกันการรกุ รานจากขาศึก แมค ำนี้จะมีรูป เหมอื นคำยืมจากภาษาบาลีสนั สกฤต แตแทท จี่ ริงแลวคำน้เี ปนคำไทยแทที่เกดิ จากกระบวนการสรางคำท่ี เรียกวา ‘การลากคำเขาวัด’ ซ่ึงเปนการลากความวิธหี นึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา คนไทยเปนชนชาติที่นับ ถือกนั วา ภาษาบาลีซง่ึ เปนภาษาทบี่ ันทึกพระธรรมคำสอนของพระพทุ ธเจาเปนภาษาอนั ศกั ดส์ิ ิทธิ์และเปน มงคล เมื่อคนไทยตองการตั้งช่ือประเทศวา ไท ซึ่งเปนคำไทยแท จึงเติมตัว ย เขาไปขางทาย เพ่ือใหมี ลกั ษณะคลา ยคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพ่ือความเปนมงคลตามความเช่ือของ ตน ภาษาไทยจึงหมายถึง ภาษาของชนชาตไิ ทยผเู ปน ไทนน่ั เอง ววิ ฒั นาการของภาษาไทย ภาษาไทยมวี ิวัฒนาการเปน 2 สมยั คอื ภาษาไทยแท หรือภาษาไทยด้งั เดมิ และภาษาไทยปจ จุบนั หรอื ภาษาไทยประสม ภาษาไทยแท หรือ ภาษาไทยดั้งเดิม เปนภาษาไทยกอ น อพยพเขามาอยใู นสุวรรณภูมิ
179 หรือ แหลมทอง ภาษาไทยปจจุบัน หรือ ภาษาไทยประสม คือ ภาษาไทยนับต้ังแตเขามาตั้งถ่ินฐานใน สุวรรณภูมิแลวลกั ษณะของภาษาไทยลกั ษณะภาษาไทยแท ภาษาไทยแทเปนภาษาดัง้ เดิมประจำชาติไทย นบั ถอยหลงั ต้ังแตม ภี มู ิลำเนาอยใู นประเทศจีน ปจจบุ ันขึ้นไปเปน ภาษาในระยะที่ยังไมได เก่ียวของกับชาติ อื่นมากนัก ภาษาไทยมีลักษณะดงั น้ี 1. คำสว นมากเปนคำโดด คอื คำพยางคเดยี ว เชน พอ แม มือ แขน ชา ง มา ฯลฯ 2. ไมคอยมีคำควบกล้ำ 3. คำขยาย อยขู า งหลงั คำท่ีถกู ขยาย เชน บานใหญ พูดมาก ดีย่งิ คำทเี่ ขียนตัวหนาเปนคำขยาย 4. ถาตองการ สราง คำใหม ใชวิธีรวมคำมูลเขาดวยกันเพ่ือใหเกิดคำประสมขึ้น เชน โรงเรียน แมน้ำ พอ ตา 5.ในการเขียน ใชตัวสะกดตรงตามมาตราแม กก ใช ก สะกด แม กน ใช น สะกด แม กบ ใช บ สะกด เชน นก กนิ กบ 6.ในการเขยี น ไมใ ชต วั การันต คำทกุ คำอา นออกเสยี งไดหมดทกุ พยางค 7.ไมมีหลักไวยกรณ คือ ระเบียบของภาษาแนนอนเหมือนภาษาของบางชาติ เชน บาลี สันสกฤต และ องั กฤษ เปน ตน กลา วคอื ไมม ีระเบียบพเิ ศษเก่ยี วกับ พจน เพศ วภิ ัตติ ปจจยั อุปสรรค กาล มาลา วาจก 8.เปน ภาษามีเสยี งดนตรี นิยมใชไ มว รรณยกุ ตกำกับเสียง ลกั ษณะภาษาไทยปจจุบัน เปนภาษาไทยเริ่มต้งั แตคนไทยยายถน่ิ ฐานลงมาอยูในแหลมทอง ซ่ึง เปนทต่ี ั้งประเทศไทยทุกวันน้ี เม่ือไทยเขา มาอยใู นดนิ แดนแถบน้ไี ดเ ก่ียวของกับชนหลายชาติหลายภาษา ซ่ึงมีระเบียบภาษาแตกตางไปจากไทย ภาษาของตางชาติท่ีเขามามีอิทธิพลเหนือภาษาไทยปจจุบัน คือ บาลี สันสกฤต เขมร ชวา มอญ จีน พมา มลายู เปอรเซีย และภาษาของชาติยุโรปบางภาษา เชน โปรตุเกส และอังกฤษ เปนตน เมื่อภาษาไทยตองเกี่ยวของกับภาษาของตางชาติดังกลาว ประกอบกับ สถานะทางภูมิศาสตรและเหตุการณทางสังคมเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ภาษาไทยปจจุบันจึงมีลักษณะ ผดิ เพย้ี นไปจากเดมิ มากคือ
180 มีลักษณะพเิ ศษเพมิ่ ขน้ึ จากภาษาไทยแทดังนี้ 1. มีคำหลายพยางคเพิ่มข้ึน 2. มคี ำควบกล้ำมากขึ้น 3. มีการสรางคำใหมตามวิธีการสมาส และสนธิของภาษาบาลีและสันสกฤต และตามวิธีแผลงคำตาม อยา งภาษาเขมร 4. ใชตวั สะกดไมคอยตรงตามมาตรา ตามอยา งภาษาอื่น เชน แม กก ใช ข ค ฆ สะกด แม กน ใช ญ ณ ร ล ฬ สะกด แม กด ใช จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ต ถ ท ธ สะกดเพ่ิมขน้ึ 5. มตี ัวการนั ตเ พ่มิ ข้ึน ลักษณะเดนของภาษาไทย ภาษาไทยไมวาจะเปน ภาษาไทยแท หรือ ภาษาไทยปจ จุบัน มีลักษณะเดนผิด แผกจากลักษณะของภาษาบาลสี นั สกฤต หรอื อังกฤษ ดงั น้ี 1. ภาษาไทยประกอบดว ยคำโดด มากกวา ภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ องั กฤษ เชน คำไทย บาลี องั กฤษ พอ ปตุ father นำ้ อุทก water ฟา นภา sky 2. ไมมีหลักไวยกรณ เชนเก่ียวกับ ปจจัย อุปสรรค กาล เพศ พจน ฯลฯ แนนอนอยางภาษาบาลี สนั สกฤต หรือ อังกฤษ คำไทยแทไ มมีการเปลยี่ นรูปคำโดยการลงปจ จยั เพ่ือแสดงชนิดของคำ กาล เพศ พจน ฯลฯ ถาตองการบอกชนดิ ของคำ ใชค ำมาเพ่ิมขา งหนา ถาตองการบอก กาล เพศ พจน ใชคำมาตอ ขางหนาหรอื ขา งหลงั โดยไมเ ปล่ยี นรปู คำเดมิ เชน เดิน กรยิ า การเดิน นาม ดี วเิ ศษณ ความดี “ กินอยู กาลสามญั ปจจุบนั กินแลว อดีตกาลสมบูรณ ชางพลาย เพศชาย ชางพงั เพศหญิง เด็กคนเดยี ว เอกพจน เด็กหลายคน พหพู จน
181 3. คำบาลีสันสกฤต หรอื องั กฤษ มกี ารเปล่ยี นรูปคำในตัวเพื่อแสดงหนา ทก่ี าล เพศ พจน ของคำ เชน กร (ทำ) กรยิ า การก (ผทู ำ) นามนาม รม (ยนิ ด)ี กริยา รมณยี (นายินดี) คณุ นาม กมุ าโร (เดก็ ชายคนเดยี ว) กมุ ารา (เด็กชายหลายคน) กุมาโร (เด็กชาย) กุมารี (เดก็ หญงิ ) คจฉติ (ยอ มไป) คโต (ไปแลว) die (ตาย) กรยิ า death (ความตาย) นาม man (คนผชู ายคนเดียว) Men (คนผชู ายหลายคน) prince (เจาชาย) princess (เจา หญงิ ) work (ทำงาน) worked (ไดท ำงาน) 4. ภาษาไทยเปนภาษาเสียงดนตรี คือ เมือ่ เสียงของคำสูงต่ำผิดไป ความหมายยอมเปล่ียนไปดวย จึง จำตองใชเ ครอื่ งหมายวรรณยุกตก ำกบั คำไว คา ขา ขา คา ขา มีความหมายแตกตางกนั แตละคำ สวนภาษาบาลีสันสกฤต หรอื อังกฤษ ไมใ ชภาษา เสยี งดนตรี เมอ่ื เสยี งคำเพ้ยี นไปความหมายก็ไมเปล่ียนแปลง เชน เต (เขาท้ังหลาย) ถึงแมจะออกเสียงเปน เต เต เต เต หรอื car (รถยนต) ออกเสียงเปน คา ขา ขา คา ขา ก็คงมคี วามหมายเชนเดิม 5. คำขยายในภาษาไทย สว นมากอยูขางหลังคำทถี่ กู ขยาย เชน คนดี วง่ิ เร็ว สูงมาก สว นคำภาษาอน่ื เชน บาลี สันสกฤต องั กฤษ หรือแมแ ตภาษาจีน ซึ่งมีลักษณะคลายภาษาไทย สวนมากคำขยายอยูข างหนาคำ ทีม่ นั ขยาย
182 ภาษาไทยประกอบดว ยหนวยเสยี งสำคญั 3 ประเภท คอื 1. หนว ยเสียงพยัญชนะ 2. หนวยเสยี งสระ 3. หนวยเสียงวรรณยุกต พยัญชนะ พยญั ชนะตน ภาษาไทยแบงแยกรูปแบบเสียงพยัญชนะกองและพนลม ในสวนของเสียงกักและเสียงผสมเสียดแทรก เปนสามประเภทดังน้ี · เสียงไมก อ ง ไมพนลม · เสยี งไมกอ ง พน ลม · เสยี งกอง ไมพน ลม หากเทียบกบั ภาษาองั กฤษ โดยทั่วไปมีเสยี งแบบที่สองกับสามเทา นั้น เสยี งแบบทห่ี นึง่ พบไดเฉพาะเมอื่ อยู หลัง s ซง่ึ เปนเสยี งแปรของเสียงทส่ี อง เสียงพยัญชนะตนโดยรวมแบง เปน 21 เสยี ง ตารางดา นลา งน้ีบรรทัดบนคือสัทอกั ษรสากล บรรทดั ลา งคือ อักษรไทยในตำแหนง พยัญชนะตน (อักษรหลายตัวที่ปรากฏในชองใหเสียงเดียวกัน) อักษรโรมันท่ีกำกับ เปน ระบบถอดอักษรของราชบัณฑิตยสถาน · * ฃ และ ฅ เลกิ ใชแลว ดังน้ันอาจกลา วไดวา ภาษาไทยสมัยใหมมีพยัญชนะเพยี ง 42 ตวั อกั ษร · ** อ ท่เี ปนพยัญชนะตนหมายถึงเสียงเงยี บ และดงั นัน้ มนั จึงถูกพิจารณาวาเปน เสียงกกั เสนเสียง พยัญชนะสะกด
183 ถึงแมวาพยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียงในกรณีของพยัญชนะตน แตในกรณีพยัญชนะสะกดแตกตาง ออกไป สำหรับเสียงสะกดมีเพียง 8 เสียง และรวมท้ังไมม ีเสียงดวย เรียกวา มาตรา เสียงพยญั ชนะกอง เมอ่ื อยูในตำแหนงตวั สะกด ความกองจะหายไป ในบรรดาพยัญชนะไทย นอกจาก ฃ และ ฅ ทเ่ี ลิกใชแลว ยงั มีพยัญชนะอีก 6 ตัวทใี่ ชเ ปนตวั สะกดไมไดค ือ ฉ ผ ฝ ห อ ฮ ดังนั้นมันจึงเหลือเพียง 36 ตัวตามตาราง อักษรโรมันที่กำกับเปนระบบถอดอักษรของ ราชบัณฑติ ยสถาน · * เสียงกัก เสนเสียง จะปรากฏเฉพาะหลังสระเสยี งสัน้ เมื่อไมมีพยัญชนะสะกด สระ เสียงสระในภาษาไทยแบงออกเปน 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดดวยรูปสระ พื้นฐานหนง่ึ ตัวหรือหลายตัวรว มกนั (ดทู ่ี อกั ษรไทย) สระเด่ียว หรือ สระแท คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีท้ังส้ิน 18 เสียง อักษรโรมันท่ีกำกับเปน ระบบถอดอกั ษรของราชบัณฑติ ยสถาน สระประสม คือสระท่ีเกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของล้ินในระดับสูงลดลงสู ระดบั ตำ่ ดังนน้ั จงึ สามารถเรยี กอกี ชอ่ื หนึ่งวา “สระเลอื่ น” มี 3 เสียงดังน้ี · เ–ยี /iaː/ ประสมจากสระ อี และ อา ia · เ–อื /ɯaː/ ประสมจากสระ อือ และ อา uea · –วั /uaː/ ประสมจากสระ อู และ อา ua ในบางตำราจะเพิ่มสระสระประสมเสียงส้ัน คือ เ–ียะ เ–อื ะ –ัวะ ดวย แตในปจจุบันสระเหลาน้ีปรากฏ เฉพาะคำเลียนเสียงเทานน้ั เชน เพียะ เปรยี๊ ะ ผวั ะ เปน ตน สระเกิน คอื สระท่ีมีเสียงของพยญั ชนะปนอยู มี 8 เสยี งดังน้ี · –ำ /am, aːm/ am ประสมจาก อะ + ม (อมั )เชน ขำ บางครั้งออกเสยี งยาวเวลาพดู (อาม) · ใ– /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อัย)เชน ใจ บางครง้ั ออกเสียงยาวเวลาพดู (อาย)เชน ใต
184 · ไ– /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อัย)เชน ไหม บางคร้งั ออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย)เชน ไม · เ–า /aw, aːw/ ao ประสมจาก อะ + ว (เอา)เชน เกา บางคร้ังออกเสียงยาวเวลาพูด (อาว)เชน เกา · ฤ /rɯ/ rue,ri,roe ประสมจาก ร + อึ (รึ)เชน ฤกษ บางครั้งเปลี่ยนเปน /ri/ (ริ)เชน กฤษณะ หรอื /rɤː/ (เรอ)เชน ฤกษ · /rɯː/ rue ประสมจาก ร + ออื (รอื ) · ฦ /lɯ/ lue ประสมจาก ล + อึ (ล)ึ · /lɯː/ lue ประสมจาก ล + ออื (ลอื ) เสียงวรรณยกุ ต ในภาษาไทย (เสยี งดนตรีหรือเสียงผนั ) จำแนกออกไดเ ปน 5 เสียง ไดแก เสียงวรรณยกุ ต ตวั อยาง หนว ย อักษร เสยี ง เสยี งสามญั (ระดบั เสียงกลาง) เสียงเอก หนา /nàː/ วา (ระดบั เสียงตำ่ ) เสียงโท (ระดบั เสียงสงู -ต่ำ) นา /หนา /nâː/ [naː ] เสียงตรี (ระดบั เสยี งกลาง-สูง นา /náː/ [naː ] หรือ หรอื สงู อยา งเดียว) [naː˥] เสยี งจตั วา (ระดบั เสยี งตำ่ -กึง่ สงู ) หนา /nǎː/ [naː ] หรอื [naː ]
185 สวน รูปวรรณยุกต มี 4 รูป ไดแก · ไมเ อก ( - ) · ไมโ ท ( - ) · ไมต รี ( - ) · ไมจตั วา ( - ) ทัง้ นค้ี ำท่ีมีรูปวรรณยุกตเดียวกัน ไมจ ำเปนตองมรี ะดับเสียงวรรณยุกตเดียวกัน ข้ึนอยูกับระดับเสยี งของ อักษรนำดวย เชน ขา (ไมโ ท) ออกเสียงโทเหมือน คา (ไมเอก) เปน ตน ทมี่ า : https://sites.google.com/site/klumphasathiy/prawati-phasa-thiy
186 ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 1 เรื่อง ประวตั คิ วามเปน มาของอกั ษรไทย ใหน กั ศึกษาทำงานท่ีไดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 1 เรอื่ ง ประวตั คิ วามเปนมาของอักษรไทย โดยใหไปหาขอมูลเร่อื ง เรอ่ื ง ประวัติความเปน มาของอกั ษรไทย แลวเขยี นดว ยลายมือตนเอง อธิบายตามคำเขา ใจใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหสง วนั ที่ 12 ก.ค. 63 โดยมวี ธิ ีการสงดงั น้ี 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง
187 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 1 เรอ่ื ง ประวัติความเปน มาของอกั ษรไทย ตอบ จากศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหงมหาราช พบวา มีขอความท่ีกลาวถึงเรื่องของตัวหนังสือไทย เอาไว ตอนหน่งึ วา “เม่อื กอนน้ีลายสือไทนบ้ี ม ี 1205 ศกปมะเมยี พอ ขนุ รามคําแหงหาใครใจ ในใจและใส ลายสือไทนี้ ลายสือไทนี้จึ่งมีเพ่ือขุนผูน้ันใสไว”ไดมีผูสันนิษฐาน เรือ่ งตัวหนังสือไทยไวหลายแงมุม เชน จารกึ อักษรที่ภาพ ชาดกทีผ่ นังอุโมงวดั ศรีชมุ จงั หวดั สุโขทยั นา จะเปนตัวหนงั สือทม่ี มี ากอ นตัวหนงั สือจาก ศิลาจารึกของพอ ขุน รามคาํ แหงมหาราช และพอ ขุนรามคําแหงมหาราช ปรับปรุงตัวหนังสือเกาที่เคยมี มาแลว จัดวางสระเสยี ใหม คําวาใสอาจหมายถึง การกระทําเชน นี้ แตก ็สรุปไดว า แตกอนไมมีตวั หนังสือ ไทยแบบน้ี และเทาท่ที ราบยังไม เคยมีผูที่ทราบวา มีตวั หนังสือไทยแบบอ่ืนใชมากอนสมัยกรุงสุโขทัยไทย เราเปน ชาตทิ เ่ี จริญเกา แกมาแตโบราณ กาล ไดมกี ารศกึ ษาคนความาวา ชาติไทยนั้น เคยมีภมู ลิ าํ เนาอยูใน ดินแดนที่เปนสวนหนึ่งของประเทศจีนใน ปจจุบัน และเมื่อกาลเวลาผานไป มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลายอยา งตามสภาพสงั คมและสง่ิ แวดลอม แต ภาษาพดู คนไทยเราเห็นวาเปน ส่ิงสาํ คญั ที่เรายังคงไว ไม เปล่ียนแปลงไปงายๆเหมือนเรื่องอ่ืน แมในปจจุบัน คนที่พูดภาษา ซ่ึงพอจะยอนไปไดวา ตนตอเปน ภาษาไทย มีอาศัยอยูทั่วไป ในดินแดนที่กวางใหญของจีน ใน มณฑลอัสสัมของอินเดีย ในรัฐฉาน ตอนเหนือของพมาในลาวท้ังหมด ในเวยี ดนามตอนเหนือ เรายังพอพูด พอ ฟงเขาใจกันได ในเร่ืองท่ัว ๆ ไปในชีวิตประจําวันคําหลัก ๆ การสรางรูปประโยค และไวยากรณ ยังคงอยู ภาษาจีนและภาษาไทย จัดเปนภาษาอยูในกลุมเดียวกัน เปนภาษาที่กําหนดเอาเสยี งหนึ่ง แทน ความหมายหนึง่ จึงมีคําทมี่ ีเสียง โดดเสียงเดียวอยูเปนอนั มาก ทาํ ใหต อ งมคี ําอยูเปนจาํ นวนมาก จึงตอ งอาศัย การทาํ เสียงสูง เสียงต่ำ ใหม ี ความหมายแตกตางกัน เพอ่ื ใหม เี สยี งพอกับคาํ ทคี่ ิดข้ึน แตถึงกระน้นั ก็ยงั ไม เพยี งพอ จงึ ตองมีคาํ ผสมของ เสียงหลายพยางค เพ่ิมเตมิ ข้ึนอกี ความแตกตา งจากภาษาอ่นื ประการหนึ่งคือ เรา มีเสยี งวรรณยกุ ต สมัย พอ ขุนรามคําแหงมหาราช พระองคไดท รงประดษิ ฐวรรณยกุ ตขน้ึ 2 เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท ซ่ึง เมื่อใชควบกับอักษรเสียงสูงและเสียงต่ำ หรือใชอักษร “ห” นําอกั ษรเสียงต่ำทไี่ มมคี อู ักษรเสยี ง สงู แลว ก็ สามารถผันเสยี งไดถ ึง 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี และจัตวา ภาษาจีนก็มีเสียงท่ีเปน วรรณยุกต เหมือนกัน แตไมม ีเครอ่ื งหมายเขียนในตัวหนังสอื เสียงวรรณยุกตของจีนนี้บางก็วามี 4 เสียง และ สูงสุด ถึง 8 เสียง ซ่ึงเม่ือเทียบกับวรรณยุกตไทย ก็คงจะเปนเสียง ที่เกิดจากวรรณยุกตผสมกับสระเสียงสั้น เสียงยาว ซ่ึงทางไทยเราแยกเสียงออกไปในรูปสระ ภาษาจีนและภาษาไทย มีรูปประโยคท่ีเกิดจาก
188 การเอาคํามาเรียง กันเปนประโยค ขอแตกตางของไวยากรณไทย ท่ีไมเหมือนของจีน ท่ีสําคัญคือ คําคุณศัพทขยายนาม ภาษาไทย เราเอาไวหลังนาม แตจีนเอาไวหนานาม เชนเดียวกับภาษาอื่น ๆ คํา วิเศษณท ีป่ ระกอบกรยิ า ภาษาไทยเอาไว ตามหลังกริยา แตภ าษาจนี มกั ไวหนากรยิ า คาํ วิเศษณท ่ีประกอบ คณุ ศัพท ภาษาไทยเอาไวหลังคณุ ศพั ทแ ต ภาษาจีนเอาไวห นาคุณศพั ท และลกั ษณะนาม ภาษาไทยจะไว หลงั นาม แตภ าษาจนี เอาไวหนา นาม
189 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 2 เรื่อง คําสมาส-คําสนธิ 1. คำตอไปนค้ี ำไหนเปน คำสมาส ก. สงสาร ข. จนั ทรเ พ็ญ ค. นครหลวง ง. วิทยฐานะ 2. คำตอ ไปนี้ คำในขอใดมที ้ังสมาสและสนธิ ก. เศรษฐกจิ ข. วทิ ยาทาน ค. ราชาคณะ ง. เดโชชัย 3. ตอ ไปนีค้ ำใดเปน คำสมาสตามวิธีของภาษาบาลี ก. พลรบ ข. พลการ ค. พลเมอื ง ง. พลความ 4. ขอใดไมไ ดอ า นอยางคำสมาส ก. สวัสดิการ ข. สารคดี ค. บรรษัท ง. ทศนยิ ม 5. ขอ ใดเปนลกั ษณะของคำสมาส ก. คำไทยประสมกันตงั้ แต ๒ คำขนึ้ ไป ข. คำประสมทม่ี าจากภาษาบาลแี ละคำไทย ค. คำท่ปี ระสมคำบาลีกบั คำภาษาอืน่ ง. คำที่ประสมคำบาลหี รือคำสนั สกฤต
190 เฉลย แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนท่ี 2 เรอ่ื ง คาํ สมาส-คําสนธิ ขอ 1. ข. ขอ 2. ง. ขอ 3. ข ขอ 4. ค. ขอ 5. ก.
191 ใบความรู บทเรยี นออนไลนที่ 2 เร่อื ง คําสมาส-คําสนธิ คาํ สมาส-คําสนธิ คําสมาส คือ การนําคําทีม่ าจากภาษาบาลสี นั สกฤตมารวมกบั คําบาลสี นั สกฤตแลว เกิด ความหมายใหม แตยังคงเคา ความหมายเดมิ มลี กั ษณะดังน้ี 1.เปนคําท่ีมีรากศัพทมาจากบาลี และสันสกฤตเทาน้ัน เชน สุขศึกษา อักษรศาสตร สังคมศาสตร อุดมศกึ ษา 2.อา นออกเสียงสระระหวางคําท่ีสมาสกัน เชน รัฐ + ศาสตร = รัฐศาสตร อาน รัด – ถะ – สาด ภูมิ + ทัศน = ภมู ิทัศน อาน พมู – มิ – ทดั พืช + มงคล = พืชมงคล อาน พดื – ชะ - มง – คน 3.แปลจากหลงั มาหนา เชน ราชโอรส หมายถึง ลูกชายพระราชา กาฬพักตร หมายถงึ หนา ดํา วรรณคดี หมายถงึ เรอ่ื งราวของหนงั สือ 4.พยางคสุดทายของคําหนาท่ีมีเคร่ืองหมายทัณฑฆาต ( ) เม่ือนํามาสมาสใหตัดทิ้งแลว อานออกเสียง “อะ”ก่ึงเสียง เชน สิทธิ์ + บัตร เปน สิทธิบัตร ไปรษณีย + บัตร เปน ไปรษณียบัตร สวัสดิ์ + ภาพ เปน สวสั ดภิ าพ สตั ว + ศาสตร เปน สตั วศาสตร 5.คําวา “พระ” (แผลงมาจาก “วร”) นาํ หนาคําทีม่ าจากบาลีสันสกฤต เชน พระสงฆ พระ เนตร พระบาท พระราชวงศ หลักสงั เกตคาํ สมาสในภาษาไทย 1. เกดิ จากคาํ มูลตงั้ แตส องคําข้ึนไป 2. เปนคําท่ีมีรากศัพทมาจากภาษาบาลีและสนั สกฤตเทาน้ัน เชน กาฬพักตร ภูมิศาสตร ราชธรรมบุตร ทาน อกั ษรศาสตร อรรถคดี ฯลฯ 3. พยางคสุดทายของคําหนา หากมีสระ อะ หรอื มตี ัวการนั ตอ ยู ใหย ุบตัวนัน้ ออก (ยกเวนคาํ บางคาํ เชน กิจจะลกั ษณะ เปน ตน)
192 4. แปลความจากหลังมาหนา เชน ราชบุตร แปลวา บุตรของพระราชา เทวบัญชา แปลวา คําสั่งของ เทวดา ราชการ แปลวา งานของพระเจาแผนดนิ 5. สวนมากออกเสียงพยางคทายของคํา หนา แมจะไมมีรูป สระกํากับอยู โดยจะใชเสียง อะ อิ และ อุ (เชน เทพบตุ ร) แตบางคําก็ไมออกเสยี ง (เชน สมัยนยิ ม สมทุ รปราการ) 6. คําบาลีสันสกฤตที่มีคําวา พระ ซ่ึงกลายเสียงมาจากบาลีสนั สกฤต ก็ถือวาเปนคําสมาส (เชน พระกร พระจนั ทร) 7. สวนใหญจะลงทายวา ศาสตร กรรม ภาพ ภัย ศึกษา ศิลป วิทยา (เชน ศึกษาศาสตร ทุกขภาพ จติ วทิ ยา) 8. อานออกเสียงระหวางคาํ เชน ประวัติศาสตร อานวา ประ – หวัด – ติ – สาด ศาสตรนจิ ศีล อานวา สาด - นิจ – จะ – สีน ไทยธรรม อานวา ไทย – ยะ – ทํา อุทกศาสตร อานวา อุ – ทก – กะ – สาด อรรถรส อา นวา อดั – ถะ – รด จุลสาร อานวา จุน – ละ – สาน 9. คําที่มีคําเหลาน้ีอยูดวย มักจะเปนคําสมาส คือ การ กร กรรม คดี ธรรม บดี ภัย ภัณฑ ภาพลักษณ วิทยาศาสตร ขอสงั เกต 1. ไมใ ชคําท่มี าจากภาษาบาลสี นั สกฤตทงั้ หมด เชน เทพเจา (เจา เปน คาํ ไทย) พระโทรน (ไม เปนคําไทย) พระโทรน (โทรน เปนคําองั กฤษ) บายศรี (บาย เปน คําเขมร) 2. คําที่ไมส ามารถแปลความจากหลังมาหนาไดไมใ ชคาํ สมาส เชน ประวัติวรรณคดี แปลวา ประวัติของ วรรณคดี นายกสมาคม แปลวา นายกของสมาคม วพิ ากษว จิ ารณ แปลวา การวพิ ากษแ ละการวจิ ารณ 3. คําสมาสบางคําไมออกเสียงสระตรงพยางคของคําหนา เชน ปรากฏ อานวา ปรา – กด – กาน สภุ าพบุรุษ อา นวา สุ – พาบ – บุ – หรุด สุพรรณบุรี อา นวา สุ – พรรณ – บุ – รี สามัญศึกษา อานวา สา – มนั – สกึ – สา คําสนธิ คือ การสมาสโดยการเช่อื มคําเขา ระหวา งพยางคหลังของคําหนากับพยางคหนาของคํา หลัง เปน การยออักขระใหนอ ยลงเวลาอา นจะเกดิ เสยี งกลมกลืนเปนคําเดียวกนั
193 หลกั สังเกตคําสนธใิ นภาษาไทย การสนธแิ บงเปน 3 ประเภท คือ 1. สระสนธิ 2. พยญั ชนะสนธิ 3. นฤคหิตสนธิ 1. สระสนธิ คือการนําคําที่ลงทายดวยสระไปสนธิกับคําที่ข้ึนคนดวยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแลวจะมีการ เปล่ยี นแปลงรปู สระตามกฎเกณฑ - ตดั สระพยางคท ายคาํ หนา แลว ใชสระพยางคหนาคําหลัง เชน ราช + อานุภาพ = ราชานุภาพ สาธารณ + อุปโภค = สาธารณูปโภค นิล + อุบล = นิลุบล - ตัดสระ พยางคทายคําหนา และใชส ระพยางคตนของคําหลัง โดยเปลีย่ นสระพยางคต นของคําหลัง อะ เปน อา อิ เปน เอ อุ เปน อู อุ, อู เปน โอ เชน พงศ + อวตาร = พงศาวตาร ปรม + อนิ ทร = ปรเมนทร มหา + อสิ ี = มเหสี - เปลีย่ นสระพยางคทายของคําหนาเปนพยัญชนะ คือ อิ อี เปน ย อุ อู เปน ว ใชสระพยางคตนของคําหลงั ซ่ึงอาจเปล่ียนรูปหรือไมเปลี่ยนรปู ก็ได ในกรณีท่ีสระพยางคตนของคํา หลัง ไมใช อิ อี อุ อู อยางสระตรงพยางคทา ยของคาํ หนา เชน กิตติ + อากร = กิตยากร สามัคคี + อาจารย = สามัคยาจารย ธนู + อาคม = ธันวาคม คําสนธบิ างคําไมเปล่ยี นสระ อิ อี เปน ย แตตัดท้ิง ทงั้ สระ พยางคหนาคําหลังจะไมมี อิ อี ดวยกัน เชน ศักคิ + อานุภาพ = ศักดานุภาพ ราชินี + อุปถัมภ = ราชินปู ถัมภ หัสดี + อาภรณ = หัสดาภรณ 2. พยัญชนะสนธ ิ คือการเชื่อมคาํ ดว ยพยัญชนะเปนการเช่ือมเสียง พยัญชนะในพยางคท ายของคํา แรก กับเสียงพยัญชนะหรือสระในพยางคแรกของคําหลัง เชน - สนธิเขาดวยวิธี โลโป คือ ลบพยางคสดุ ทาย ของคําหนา ทงิ้ เชน นริ ส + ภัย = นิรภยั ทรุ ส + พล = ทุรพล อายรุ ส + แพทย = อายรุ แพทย - สนธิเขาดวยวิธี อาเสโท คอื แปลงพยญั ชนะทายของคําหนา เปนสระ โอ แลว สนธิตามปกติ เชน มนส + ภาพ = มโนภาพ ยสส + ธร = ยโสธร รหส + ฐาน = รโหฐาน 3. นฤคหิตสนธิ คือ การเชื่อมคําดวยนฤคหิต เปนการเชื่อมเม่ือพยางคหลังของคําแรกเปนนฤคหิต กับ เสียงสระในพยางคแ รกของคําหลงั มี 3 วธิ ี คือ 1. นฤคหิตสนธกิ ับสระ ใหเปลีย่ นนฤคหิตเปน ม แลวสนธิ กัน เชน สํ + อาคม = สม + อาคม = สมาคม สํ + อุทัย = สม + อุทัย = สมุทัย 2. นฤคหิตสนธิกับ พยัญชนะของวรรค ใหเ ปล่ียนนฤคหิตเปน พยัญชนะตัวสุดทายของ พยัญชนะในแตละวรรค ไดแ ก วรรค กะ เปน ง วรรคจะ เปน ญ วรรคตะ เปน น วรรคฏะ เปน ณ วรรคปะ เปน ม เชน สํ + จร = สญ + จร = สัญจร สํ + นิบาต = สน + นิบาต = สันนิบาต 3. วรรคกะ เปนสนธิกับพยัญชนะเศษวรรค ใหเปลี่ยน นฤคหิต เปน ง เชน สํ + สาร =สงสาร สํ + หรณ = สงั หรณ ท่ีมา : หนังสือเรยี นวชิ าหลักภาษาไทย พท33002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
194 ใบงาน บทเรยี นออนไลนที่ 2 เรอ่ื ง คาํ สมาส-คาํ สนธิ ใหน กั ศึกษาทำงานทไี่ ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 2 เรอื่ ง คําสมาส-คาํ สนธิ 1. หาความหมายของคําสมาส และยกตัวอยางคำสมาส มา 5 คำ 2. หาความหมายของคาํ สนธิ และยกตัวอยา งคำสมาส มา 5 คำ ใหเ ขยี นดวยลายมือตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วนั ท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมวี ธิ กี ารสง ดังนี้ 1. ถา ยรูปสงทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรูปสง ทางfacebook กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง
195 เฉลย ใบงาน บทเรยี นออนไลนท ่ี 2 เรือ่ ง คําสมาส-คําสนธิ 1. หาความหมายของคาํ สมาส และยกตัวอยา งคำสมาส มา 5 คำ ตอบ คำสมาส คือ การนาํ คาํ ทม่ี าจากภาษาบาลีสนั สกฤตมารวมกับคําบาลสี ันสกฤตแลว เกิด ความหมายใหม แตยังคงเคาความหมายเดิม ตวั อยางคำสมาส 1.รัฐ + ศาสตร = รฐั ศาสตร อา น รดั – ถะ – สาด 2.ภมู ิ + ทศั น = ภมู ทิ ศั น อา น พมู – มิ – ทัด 3.พืช + มงคล = พืชมงคล อาน พืด – ชะ - มง – คน 4.สิทธ์ิ + บตั ร เปน สทิ ธบิ ัตร 5.ไปรษณยี + บตั ร เปน ไปรษณยี บตั ร 2. หาความหมายของคําสนธิ และยกตวั อยา งคำสมาส มา 5 คำ ตอบ คำสนธิ คอื การสมาสโดยการเชอ่ื มคําเขา ระหวางพยางคหลงั ของคําหนา กบั พยางคหนา ของคาํ หลงั เปน การยอ อักขระใหน อ ยลงเวลาอา นจะเกิดเสียงกลมกลืนเปนคาํ เดียวกัน ตัวอยางคำสนธิ 1.ราช + อานุภาพ = ราชานุภาพ 2.สาธารณ + อุปโภค = สาธารณปู โภค 3.นลิ + อุบล = นิลุบล 4.พงศ + อวตาร = พงศาวตาร 5.ปรม + อินทร = ปรเมนทร
196 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่ือง คําสมาส-คําสนธิ 1. คำตอไปนค้ี ำไหนเปน คำสมาส ก. สงสาร ข. จนั ทรเ พ็ญ ค. นครหลวง ง. วิทยฐานะ 2. คำตอ ไปนี้ คำในขอใดมีท้ังสมาสและสนธิ ก. เศรษฐกจิ ข. วทิ ยาทาน ค. ราชาคณะ ง. เดโชชัย 3. ตอ ไปนีค้ ำใดเปน คำสมาสตามวิธีของภาษาบาลี ก. พลรบ ข. พลการ ค. พลเมอื ง ง. พลความ 4. ขอใดไมไ ดอ า นอยางคำสมาส ก. สวัสดิการ ข. สารคดี ค. บรรษัท ง. ทศนยิ ม 5. ขอ ใดเปนลกั ษณะของคำสมาส ก. คำไทยประสมกันตงั้ แต ๒ คำข้นึ ไป ข. คำประสมทม่ี าจากภาษาบาลแี ละคำไทย ค. คำท่ปี ระสมคำบาลีกบั คำภาษาอนื่ ง. คำที่ประสมคำบาลหี รือคำสนั สกฤต
197 เฉลย แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 2 เร่อื ง คาํ สมาส-คาํ สนธิ ขอ 1. ข. ขอ 2. ง. ขอ 3. ข ขอ 4. ค. ขอ 5. ก.
198 ใบความรู บทเรียนออนไลนที่ 3 เร่ืองชนดิ ของเสียงพดู อวัยวะท่สี าํ คญั ในการออกเสียง เสยี งทมี่ นุษยเ ปลง ออกมาน้นั เปนเสียงทผ่ี ลติ ขนึ้ โดยอวัยวะชดุ หนง่ึ ของรา งกายโดยเฉพาะ แตสง่ิ ท่ี นาสนใจคือ มนุษยไมไดมีอวัยวะชุดใดชุดหนึ่งทถ่ี ูกสรา งขึ้นมาเพ่ือไวใชในการออกเสียงพูดโดยเฉพาะแต เพียง อยางเดียว อวัยวะตาง ๆ ของรางกายท่ีมนุษยใชในการออกเสียงพูดในภาษานั้นมีหนาท่ีหลักทาง ชวี วิทยา เพ่ือ ทําหนาที่สาํ คัญตางๆ ในการดํารงอยูของรางกายทง้ั สิ้น เชน การหายใจ, การเคี้ยวอาหาร, การกลืน,การอม แต การท่ีอวยั วะเหลา นัน้ มาทําหนา ท่ีในการออกเสยี งพูดเปนเพยี งหนาทรี่ อง หรอื หนา ที่ โดยออมของอวัยวะ เหลาน้ัน คือ ใชระบบการทํางานตาง ๆ อยู แลวดัดแปลงการทํางานเหลานั้นให เหมาะสมจนเกิดเปน ภาษาพดู ขึ้นมาหมายความวา การพูดไดพ ัฒนาข้ึนภายหลงั แตก ็มีคนบางกลมุ ไมเ ช่ือ ความคิดดังกลาว จึงพยายามคนควา หาขอคัดคานวาการพูดกับการกินนั้นเกิดขึ้นมาพรอมๆ กัน โดยทั่วไปอวัยวะทเ่ี ราใชพูดมีลกั ษณะเหมือนกนั ทุกคน และทาํ งานในลกั ษณะเดียวกัน ผลท่ีตามมาคอื ใคร ก็สามารถออกเสียงทเ่ี ปน ภาษาของมนุษยไ ดอ ยา งไม ยุงยาก เพียงแตอ าจจะจาํ กดั ในขอบเขตของอายุ เชน การท่ีเด็กสามารถเรียนรูภาษาที่ตนเขาไปอยูในสังคมน้ันๆ ไดดี เม่ือเทียบกับผูใหญท่ีตองเรียนรู ภาษาตางประเทศ ความสามารถในการเรียนรภู าษาใหมของผใู หญจ ะ ประสบกบั ความยากลาํ บากกวา เด็ก การพัฒนาทางภาษาของเดก็ ๆ จะเลียนเสยี งผูใหญที่อยรู อบตัวเขา โดยเด็ก จะเลือกออกเสยี งทเ่ี หมาะสม กบั ตัวเอง เมื่อเด็กพน จากวัยรุนความสามารถทางภาษาจะนอยลง นอกจากน้ี อวัยวะที่ใชใ นการออกเสียง ของแตละบคุ คลนั้นยังมีขนาดไมเ ทา กันอีกดวย เสียงพูดของคนเรามคี วามแตกตาง กัน เราจึงสามารถจํา เสยี งพูด และวธิ ีการพูดของคนท่ีคนุ เคยกันได นักภาษาศาสตรเ ห็นวา เสยี งพดู เปนภาษาท่ี สมบูรณท่ีสุด และมีคุณสมบัตทิ ี่จะอธิบายไดต ามหลักเกณฑทางวิทยาศาสตร นักภาษาศาสตรจงึ ใหความสนใจ ศึกษา เร่อื งราวเกี่ยวกับเสียงพดู อยางกวางขวาง อวยั วะท่ีเขามาเกี่ยวของในการออกเสยี งของมนุษยมีมากกวา ครึ่งหนง่ึ ของรางกาย ต้ังแต ศีรษะถึงชอง ทอ ง อวยั วะท่ีใชในการออกเสยี งน้ี สามารถแบง ออกเปน ระบบที่ สาํ คญั 3 ระบบ คอื
199 1. ระบบหายใจ (Respiratory System) 2. ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) 3. ระบบการเปลงเสยี ง (Articulatory System) เรื่องที่ 1.1 ระบบการหายใจ (Respiratory System) ระบบหายใจ (Respiratory System) ท่ีตั้งของ ระบบน้อี ยใู นชว งอก (thorax) หมายถึง กระบงั ลม (diaphragm) ปอด (lungs) และหลอดลม (trachea , windpipe) ปอด (lungs) เปนอวัยวะทส่ี าํ คญั ในการผลติ เสยี งพดู เปน ตน กาํ เนดิ ใหญข องพลังงานที่ทําให เกิดเสยี ง บรเิ วณใตปอดจะเปน กระบงั ลม ซ่งึ มีลักษณะคลา ยโคมหรอื ฝาชีควํา ตวั ปอดเองเคลอ่ื นไหวไมได แตเ นอ้ื เยอ่ื ของ ปอดยืดหยุนไดดวยการทาํ งานของอวยั วะอื่น ๆ เชน กลา มเน้อื ระหวางกระดกู ซีโ่ ครง และ กระบงั ลม ในการ หายใจเขา ออก เม่อื หายใจเขา อากาศก็จะเขาไปสูปอดทําใหป อดขยายตวั แตพ อหายใจ ออกอากาศในปอดก็มี นอยทําใหปอดหดตัว ในการพูดเปนการบังคับใหลมออกจากปอดเปนชวง ๆ หลอดลม (trachea) เปนหลอดยาวท่ีมีความออนนิ่ม เปนชองทางเดินของอากาศที่เชื่อมโยงระหวาง กลองเสียงไปยังปอด โดยการเชอ่ื มโยงของทอเล็กๆ ในปอดขณะที่มีการกินอาหารหรือการกลืนอาหาร ชอ งทางเขาหลอดลมจะถูกปดโดยลิ้นปดเปดกลองเสยี ง (epiglottis) ซึ่งจะชวยปองกันไมใหเกิดอาการ สําลัก อนั เนื่องมาจากอาหารตกลงไปในหลอดลมได เรือ่ งท่ี 1.2 ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) ระบบการเกิดเสียง (Phonatory System) ที่ต้ัง ของระบบนี้อยูท่ีลําคอ หมายถึง กลองเสียงและ สวนประกอบตาง ๆ ของกลองเสียง เชน เสนเสียง กลองเสียง (larynx) เปนอวัยวะท่ีอยูตอนบนสุดของหลอดลม มีความซับซอน ภายในตัวกลองเสียง ประกอบดว ยกระดูกออ นหลายชิน้ จัดตวั เรียงกันอยใู นลกั ษณะชวงบนกวาง ชว งลา งแคบ ยึดตดิ กนั โดยเอ็น พังผดื กลา มเนื้อ และขอตอ กระดกู ช้ินสาํ คญั ๆ ที่ประกอบกันเปนกลองเสียงมี 4 ช้นิ คือ - Hyoid bone เปนกระดูกท่ีอยูบนสุดของกลองเสียงและเปนท่ีเกาะของกลามเนื้อล้ินปด-เปดกลอง เสียง - Thyroid cartilage อยูทางดานหนา สวนหน่ึง คือ บริเวณท่ีเรียกวา ลูกกระเดือก (Adam’s apple) - Cricoid cartilage เปน กระดกู ออนท่ีเล็กแตหนาและแข็งแรงมาก อยูในระดับท่ีตําที่สดุ ของกลอง เสยี ง ทําหนาที่ เปนฐานของกลองเสียง - Arytenoid cartilage เปนกระดกู ออนช้นิ เล็กๆ 2 ช้ิน รปู รางคลายปรามดิ อยู ตดิ กบั ผวิ ดา นหลงั ตอนบนของ Cricoid cartilage ภายในกลอ งเสียงจะมอี วัยวะทท่ี าํ หนา ทีส่ ําคัญมากใน การพูด คือ เสนเสียง (vocal cord) วางพาดอยู เสนเสยี งมลี กั ษณะเปนกลา มเนือ้ คพู ิเศษ ซง่ึ ประกอบดวย แผนเน้ือเย่ือ (tissue) และ เอ็นขนาดของเสนเสียงน้ีจะแตกตางกันตามอายุ เพศ และพัฒนาการทาง กายภาพของแตล ะบคุ คลอกี ดวย โดย ปกติเดก็ และผูหญิงจะมีเสนเสียงทส่ี ัน้ และเลก็ กวา ผูชาย โดยทัว่ ไป เสียงเด็กจะสูงกวา เสียงผหู ญิงและเสยี งผหู ญงิ จะสงู กวา เสียงผูชาย
200 เรื่องท่ี 1.3 ระบบการเปลงเสียง (Articulatory System) 3. ระบบการเปลงเสียง (Articulatory System) ท่ีต้ัง ของระบบนี้อยูสวนศีรษะ หมายถึง ชองปาก และสวนตาง ๆ ภายในชองปาก (Oral Cavity) และชองจมูก (Nasal Cavity) ชองปากและสวนตางๆ ภายในชองปาก ริมฝปากทั้งสอง (lips) ริมฝปากมีหนาท่ีในการปดชองปากในขณะท่ีกําลังทําเสียงพยัญชนะอยู ริมฝปากท้ังสองนี้อาจอยูใน ลกั ษณะ “ริมฝปากหอ กลม” ขณะกาํ ลงั ออกเสียงพยญั ชนะบางตวั เม่อื ใดกต็ ามที่มี การใชริมฝปากทั้งสอง เปนฐานกรณ เราจะเรียกเสียงน้ันวา bilabial sound ฟน (teeth) เปนอวัยวะอกี ชิ้นหน่ึงที่มบี ทบาทใน การทําใหเกิดเสียงพูด เสียงที่เกิดทีฐ่ านฟนเรียกวา dental sound สวนมากในการทําใหเกดิ เสียงในภาษานั้น ฟน บนจะมีบทบาทกวาฟน ลาง ลนิ้ (tongue) เปน อวัยวะออกเสยี งท่มี คี วามออนพล้ิวมากทส่ี ดุ ในบรรดา อวยั วะออกเสยี งทัง้ หมด เน่อื งจากลิ้นเปน อวยั วะทีม่ ีความยดื หยนุ ตัวสูง จึงทาํ ใหลนิ้ เปน ตนกาํ เนิดเสียงพูด จํานวนมาก ท้ังนี้ก็เน่ืองจาก การใชตําแหนงตาง ๆ และการจัดตัวทาตาง ๆ ของลิ้นน่ันเอง ปุมเหงือก (alveolar) คอื สว นท่อี ยูตอจากฟนบน เพดานแข็ง (palate) คือ สวนทีเ่ รม่ิ ตน จากปลายสดุ ของปมุ เหงือก มายังสวนตนของเพดานออน เพดานออน (soft palate, velar) คือ สวนของเพดานปากที่อยูตอจาก เพดานแข็ง เพดานออน สามารถเลื่อนขึ้นลงได ถาเพดานออนลดระดับลงมา ก็จะทําใหมีชองทางของ อากาศออกสโู พรงจมกู ทําใหเ กิด เสยี งนาสกิ (nasal sound) แตถา เพดานออนยกตัวข้นึ ไปปด กั้นทางเดิน ของอากาศท่ีจะเขาสูโพรงจมูกทําให อากาศระบายออกทางชองปากไดทางเดียว ทําใหเกิดเปนเสียง พยญั ชนะที่เรยี กวา เสยี งชองปาก(oral sound) และถา มีลมระบายออกทางปากและจมูกพรอม ๆ กัน ก็ อาจเกิดเปนพยญั ชนะหรือสระแบบทม่ี ีเสียงขึ้นจมูก (nasalized sound) เสยี งเกดิ การเคลือ่ นตัวของล้ิน สวนหลังสูเพดานเรียกวา velar sound สวนปลายสุดของ เพดานออนที่เปนต่ิงหอยลงมาคือ ลิ้นไก (uvula) และเสยี งท่ลี น้ิ ไกท าํ หนา ที่เปน สวนฐานกรณจ ะมชี อื่ วา uvular sound ชองจมูก (nasal cavity) คณุ สมบตั ิหรือลกั ษณะของเสยี งพูดท่ีเกิดข้ึน จะแปรผันไปตามการปดเปด ของชองทางออกของอากาศท่ี จะออกสโู พรงจมกู ซ่ึง เปน ผลมาจากการยกขน้ึ หรอื เลอื่ นลงของเพดานออ น ตอนท่ี 2 ชนดิ ของเสียงพดู เรื่องท่ี 2.1 เสียงและการวัดระดับของคลื่นเสียง เสียง เสียงที่ไดยินเกิดจากการเดินทางของเสียงผาน ตัวกลางทาํ ใหเกดิ การเปล่ยี นแปลงของคล่ืนเสียง (waveform) และแสดงออกมาในลักษณะทแี่ ตกตา งกัน โดยจะเปลย่ี นขนาด (amplitude) หรอื ความถี่ (frequency) ของการสนั่ สะเทือนตามระยะเวลา
201 การวดั ระดบั ของคลน่ื เสยี ง มีหนวยวัดที่เกี่ยวขอ ง 2 หนว ยคือ เดซิเบล (Decibel) เปนหนวย วดั ความดัง ของเสียง เฮิรตซ (Hertz) เปนหนวยวัดจํานวนรอบการแกวง ของคลื่นเสยี งในหน่ึงวนิ าที คือใช วัดความถี่ ของเสยี ง เสยี งในภาษาไทย มี 3 ชนดิ คือ 1.) เสียงสระ หรือเสยี งแท 2.) เสยี งพยัญชนะ หรอื เสียงแปร และ 3.) เสยี งวรรณยกุ ต หรือเสียงดนตรี 1.) เสยี งสระ หรือเสยี งแท คือ เสียงทเ่ี ปลงออกมาจากลําคอโดยตรง ไมถูกสกัดก้ันดวยอวยั วะสวน ใดใน ปาก แลว เกดิ เสียงกองกงั วาน และออกเสียงไดย าวนาน ซึ่งเสยี งสระในภาษาไทยแบง ออกเปน - สระเดยี่ ว มีจํานวน 18 เสียง โดยสระเดี่ยว แบงออกเปน สระเสียงสั้น (รัสสระ) ไดแก อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ สระเสยี งยาว (ทฆี สระ) ไดแ ก อา อี อื อู เอ แอ โอ ออ เออ - สระประสม มีจํานวน 6 เสยี ง โดยสระประสม แบง ออกเปน สระเสยี งส้นั (รสั สระ) ไดแก เอียะ เกิดจากการประสมของ สระอิ + สระอะ เอือะ เกิดจากการประสมของ สระอึ + สระอะ อวั ะ เกิดจากการประสมของ สระอุ + สระอะ สระเสียงยาว (ทฆี สระ) ไดแ ก เอยี เกิดจากการประสมของ สระอี + สระอา เอือ เกิดจากการประสมของ สระอื + สระอา อัว เกดิ จากการประสมของ สระอู + สระอา เร่ืองที่ 2.2 ความสาํ คัญของเสียง การฝกพูด เสียงมีความสําคัญมากอยา งหนึ่งในการกระตุนใหค นเรามี การเจรญิ เติบโตตามปกติ นับตั้งแตแรกเกิด เด็กที่หูหนวกแตกําเนิดจะมีความพิการท้ังทางรา งกายและ สมอง จนไมสามารถอยูในสังคมปกติไดคนที่เกิด มาตาบอดทั้ง 2 ขาง แตหูไดยินปกติจะมีความ เจริญเตบิ โตท้งั รางกายและสมอง อยูในสังคมได บางคนมี ความสามารถเปนพิเศษมากกวา คนสายตาปกติ เราคงเคยไดเห็นและไดฟงวงดนตรีคนตาบอดซ่ึงสามารถเลนได ท้ังดนตรีไทยและสากลไดไพเราะมาก คนตาบอดอา นหนงั สอื ไดโดยใชน ิ้วมอื สมั ผสั อักษรพิเศษคือ อักษรเบรลล (Braille) คนทห่ี ูหนวกแตก าํ เนิด จะไมสามารถปฏบิ ัติในสิ่งท่ีกลา วไดโดยเฉพาะคนหูหนวกและเปนใบบางครั้ง แมแตชวยตัวเองก็ยังไมไ ด ไดมีการศึกษาและเปน ทยี่ อมรับกนั แลว วา การไดยินเสยี งของเดก็ เปน ตวั กระตุน ที่สําคัญอยา งมากตอ การ เจริญเติบโตทางสมองของเด็กรวมทั้งพฤตกิ รรมทกุ ๆ ชนิดท่ีจะพฒั นาตามมา เชนการนั่งการเดินการกิน อาหาร รวมทั้งอารมณและความเฉลียวฉลาด การพูดของเด็กจะพัฒนาขน้ึ มาไดตอ เมอ่ื เด็กจะตองไดยิน เสียงพูด กอ นเทา น้ัน เดก็ หูหนวกจงึ ไมส ามารถพดู ไดแ ละเปนใบ ไมสามารถติดตอ สอื่ ความหมายกบั คนอ่ืน โดยการพูดได มนุษยเราจัดอยูในสัตวชั้นสูงสุด แยกจากสัตวชั้นอ่ืนๆ ได เน่ืองจากการที่สามารถพูด
202 ตดิ ตอกันไดนี้เอง จงึ เปน เร่ืองสาํ คัญมากที่จะตองวินิจฉัยใหไดโดยเร็วท่ีสุดนับแตเดก็ แรกเกิดวามีความ พิการทางการไดยินหรือไม คือ หู ตึงหรอื หูหนวกหรอื ไม ถามีเปน ประเภทไหน และมากนอยเพยี งใดเพ่ือ จะไดเริ่มใหการชว ยเหลอื ตามขั้นตอน โดยวธิ กี ารตา งๆ ตามความเหมาะสมเทาท่ีความรทู างการแพทยใ น ปจ จุบนั น้ีจะชวยเหลอื ได โดยมุงชวยเหลอื ให เดก็ มีการไดย นิ และฝก พูดโดยเรว็ การผิดปกติของการพูด เด็กท่ีพูดชา กวาปกติ พดู ไมชัด หรือพูดไมไดเลยนั้น คนสวนมากเขาใจผิดคดิ วา เกิดจากความพิการ หรือไมสมประกอบของอวัยวะที่เกี่ยวกบั การพูด ที่จริงแลว สาเหตุสําคญั น้ันคือ หูตึง หรอื หูหนวก (เด็กไมไดยิน เสียงเลย) ในรายที่หูหนวกไมสามารถพูดไดหรือเปนใบ ถาหูตึงมากจะไดยิน เสียงบางแตไมมากนักพูดไดไมชัด หรือพูดผิดปกติ หรือพูดไดดวยความยากลําบากและออกเสียงไดไม ชดั เจน ทม่ี า : หนังสือเรียนวิชาหลักภาษาไทย พท33002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
203 แบบทดสอบกอนเรยี น บทเรยี นออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนิดของเสียงพดู 1. ขอใดเปนคำประสมทุกคำ ก. บานเรอื น พอ แม ลกู หลาน ข. ขาดเหลือ บานนอก อว นพี ค. หอหมก ชว่ั ดี บา นพกั ง. กลว ยไม เสอ้ื คลุม แผน เสียง 2. คำซ้ำในขอใดไมสามารถใชเ ปนคำเดี่ยวได ก. กับขา วพ้ืน ๆ ใครก็ทำได ข. แทก็ ซคี่ ันไหน ๆ กไ็ มร บั ฉันสกั คน ค. หาซอ้ื เมล็ดพันธุด ี ๆ มาเพาะปลกู ง. จดุ ตะเกยี งกระปองเล็ก ๆ ทองหนงั สอื 3. วิธีทดสอบวา คำใดทำหนาทีเ่ ปน กรรมรองทำไดอ ยา งไร ก. ตัดคำนามออก ข. แยกประโยคออกทลี ะประโยค ค. แทรกคำบุพบทเขา ไปในประโยค ง. แทรกคำ “ใหแ ก” เขา ไปในประโยค 4. ขอ ใดใชลักษณะนามผดิ ก. ขลุย – เลา ข. สวิง – ปาก ค. งาชา ง – งา ง. สกั วา - บท 5. ขอ ใดใหคำจำกดั ความ “คำนาม” ไดถกู ตอ งที่สดุ ก. คำที่ทำหนาทีแ่ ทนบคุ คล ข. คำท่แี สดงความหมายของการกระทำ ค. คำที่แสดงความหมายถึงบคุ คล สัตว และสิ่งของ ง. คำทแ่ี สดงความหมายเฉพาะสิง่ มชี ีวติ เทา นั้น
204 เฉลยแบบทดสอบกอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนดิ ของเสียงพูด ขอ 1. ง ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ข ขอ 5. ข
205 ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 3 ใบงานท่ี 1 เร่อื ง ชนิดของเสียงพดู ใหนกั ศกึ ษาทำงานทไ่ี ดร ับมอบหมาย ใบงานท่ี 3 เรือ่ ง ชนิดของเสยี งพูด โดยใหไ ปหาขอมูลเรือ่ ง ระดบั ความดังและชนิดของ เสียงความดัง (เดซเิ บล) มกี รี่ ะดบั และชนิดของเสยี งเปน อยา งไร แลว เขยี นดว ยลายมือตนเอง อธิบายตามคำเขาใจใสก ระดาษรายงาน หรือ กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมีวิธีการสง ดังนี้ 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถายรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง
206 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท่ี 3 ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง ชนิดของเสยี งพูด ตอบ การวดั ระดบั ของคลื่นเสยี ง มหี นวยวัดทเ่ี ก่ียวของ 2 หนวยคือ เดซิเบล (Decibel) เปนหนว ย วัดความดงั ของเสยี ง เฮริ ตซ (Hertz) เปนหนว ยวัดจํานวนรอบการแกวงของคลน่ื เสียงในหนึ่งวินาที คอื ใช วัดความถี่ของ เสยี ง
207 ใบงานบทเรียนออนไลนท ี่ 3 ใบงานที่ 2 เร่ือง อักษรไทย ใหนกั ศกึ ษาทำงานทไ่ี ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 4 เรื่อง อกั ษรไทย โดยใหไปหาขอ มลู เร่ือง รปู สระในภาษาไทยมกี ร่ี ปู แลวเขียนดว ยลายมอื ตนเอง อธิบายตามคำเขาใจใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันท่ี 9 ส.ค. 63 โดยมีวิธีการสง ดังนี้ 1. ถายรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง
208 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 3 ใบงานท่ี 2 เรือ่ ง อักษรไทย ตอบ
209 แบบทดสอบหลังเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 3 เร่ือง ชนิดของเสยี งพูด 1. ขอ ใดเปนคำประสมทุกคำ ก. บานเรอื น พอแม ลูกหลาน ข. ขาดเหลอื บานนอก อวนพี ค. หอ หมก ช่ัวดี บา นพกั ง. กลว ยไม เสอื้ คลุม แผน เสียง 2. คำซำ้ ในขอใดไมส ามารถใชเปนคำเด่ียวได ก. กับขา วพ้ืน ๆ ใครก็ทำได ข. แท็กซีค่ นั ไหน ๆ กไ็ มร บั ฉันสกั คน ค. หาซอื้ เมลด็ พนั ธดุ ี ๆ มาเพาะปลกู ง. จุดตะเกียงกระปอ งเล็ก ๆ ทองหนงั สอื 3. วธิ ีทดสอบวาคำใดทำหนาทีเ่ ปน กรรมรองทำไดอ ยา งไร ก. ตัดคำนามออก ข. แยกประโยคออกทลี ะประโยค ค. แทรกคำบุพบทเขา ไปในประโยค ง. แทรกคำ “ใหแก” เขา ไปในประโยค 4. ขอ ใดใชล กั ษณะนามผิด ก. ขลุย – เลา ข. สวงิ – ปาก ค. งาชาง – งา ง. สกั วา - บท 5. ขอ ใดใหค ำจำกัดความ “คำนาม” ไดถูกตอ งที่สุด ก. คำทท่ี ำหนาท่แี ทนบคุ คล ข. คำทแี่ สดงความหมายของการกระทำ ค. คำทแ่ี สดงความหมายถงึ บคุ คล สัตว และสิ่งของ ง. คำทีแ่ สดงความหมายเฉพาะสิง่ มชี ีวิตเทาน้นั
210 เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 3 เรอื่ ง ชนดิ ของเสียงพูด ขอ 1. ง ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ข ขอ 5. ข
211 ใบความรู บทเรยี นออนไลนที่ 4 เรื่องคาํ และการประกอบคํา ตอนท่ี 1 คําและคํามูล ความหมายของคํา คําไทย เปนส่ิงสําคัญในการใชติดตอส่ือสารกัน คํามคี วามหมายไดหลายอยา ง อาจเปลยี่ นแปลงไดต าม การนําไปใชใ นการสือ่ สารกนั เม่ือเรยี งเขา ประโยค จะมีความหมายเจตนาของผูสงสาร ความหมายของคําแบงออกเปน 2 ประการ คอื 1. คําทม่ี คี วามหมายโดยตรง เปนคาํ ทป่ี รากฏในพจนานุกรม อาจมไี ดม ากกวา 1 ความหมาย เชน ขัน น. ภาชนะสาํ หรับตกั น้ำหรือใสน้ำมหี ลายชนิด ก. ทาํ ใหต ึงหรอื ใหแนนดวยวธิ หี มนุ กวดเรงเขาไป เชน ขนั ชะเนาะ ขนั เกลยี ว ข. อาการรอ งเปนเสยี งอยา งหนงึ่ ของไก หรือนกบางชนิด เชน นกเขา ค. หวั เราะ นึกอยากหัวเราะ 1.1 คาํ ทม่ี คี วามหมายใกลเ คยี งกัน อาจทําใหผ สู ง สารใชผ ิดพลาดไดจึงตอ งระมัดระวงั ใน การเลอื กใช คาํ ใหเ หมาะสมถกู ตอ ง คําทม่ี คี วามหมายใกลเคยี งกัน เชน ตัวอยาง คําวา รกั -ชอบ หมายถงึ ความพอใจ รัก หมายถึง พอใจอยางผูกพนั ชื่นชมยินดี ชอบ หมายถึง พอใจ อาจารยป ฏิเสธการแตง งานกบั มงคล เพราะเธอไมไ ดร กั เขาเพียงแตชอบแบบพ่ชี ายเทา นนั้ 1.2. คาํ ทมี่ คี วามหมายตรงกันขา ม จะชวยเนน ใหเ ห็นความขัดแยงกนั ชดั เจนมากย่ิงขนึ้ เชน
212 2. คาํ ที่มคี วามหมายโดยนยั เปนความหมายของคําท่ีไมป รากฏตามตัวอักษร แตเ มื่อกลาวแลวจะทํา ใหน ึก ไปถงึ อกี สงิ่ หน่งึ ซง่ึ เปนความหมายแฝงอยใู นคํานัน้ เชน หงส หมายถงึ นกจําพวกเปด ลาํ ตวั ใหญ คอยาว (ความหมายโดยตรง) หงส หมายถึง ผดู ี ผมู ศี กั ด์ิศรี (ความหมายโดยนัย) ตวั อยาง คําวา หงส หงสข าว หงสดาํ เปนพนั ธุชนดิ หนึ่งของหงส (ความหมายโดยตรง) ถา มาลีรจู ักเลอื กคบคนดี เธอจะเปน หงสไ ปดว ย (ความหมายโดยนยั ) คําที่มีความหมายโดยนยั ยงั มขี อ สงั เกต ดังน้ี 2.1 คําบางคํามีความหมายนัยประหวดั เมือ่ กลา วถึงแลว จะไมไ ดนกึ ถึงความหมายโดยตรง แต จะนกึ ไปถึง อีกสิ่งทมี่ ีความหมายเกี่ยวโยงกันกบั คาํ นน้ั เชน เธอมีปญหาอะไรควรปรึกษาผูใหญ 2.2 คาํ ที่มีความหมายเปรยี บเทียบ การเปรียบเทียบจะชวยใหเกดิ ความรูสึก หรือเห็นลักษณะของสิง่ นั้น ไดชัดเจนขึ้น เชน ลูกคอื ดวงใจของพอแม คํามูล คือ คําท่ีเกิดจากการประสมของโครงสรางคําและมีความหมาย ผูฟงและผูอานฟงแลวอานแลว เขาใจวาหมายถงึ อะไร หรอื สงิ่ ใด หรืออยา งไร คํานนั้ จะเปน คําไทย หรอื คําที่มาจากภาษาอน่ื ก็ไดคํามลู แต ละคํา จะมคี วามหมาย คํามลู คําหน่ึงมักมีความหมายอยางหนงึ่ แตมีอยบู างทคี่ ําคําเดียว รปู ลกั ษณอยาง เดียวมีหลาย ความหมาย เชน ติด มีความหมายวา ของอยู ไปไมได เกาะอยู ทําใหแนน ฯลฯ หรือคํา หลายคํามีรปู ลักษณ หลายอยางแตมคี วามหมายอยางเดียว เชน สตรี นารี ยุพา กัญญา หมายถึง ผหู ญิง คาํ พื้นฐานที่มีความหมาย สมบูรณในตัวเอง กลา วคอื เปน คําที่สรา งข้ึนโดยเฉพาะอาจเปน คําไทยดั้งเดิม หรอื เปนคําที่มาจากภาษาอนื่ กไ็ ด และจะเปนคํา “พยางค” เดียวหรือหลายพยางคก ็ได คาํ มลู แบงเปน 2 ชนดิ คือ คํามูลพยางคเดียว เชน เพลง ชาม พอ ยืน หิว ยิ้ม สุข ใน ( คําไทยแท ) ฟรี ไมค ธรรม ( คําท่ีมาจาก ภาษาอ่ืน) คํามลู หลายพยางค เปนคําหลายพยางค เมื่อแยกแตละพยางคแลว อาจมีความหมายหรือไมมี ความหมายก็ได แตค วามหมายของแตล ะพยางคไมเกี่ยวของกบั ความหมายของคาํ มลู นั้นเลย เชน กระดาษ ศิลปะ กํามะลอ หรือกลา วไดว า คาํ มลู คือคาํ ที่มีลักษณะอยางใดอยา งหนง่ึ คาํ ท่ีเกิดขนึ้ โดยการสรา งคําจากคํามลู จะแบงตามรูปลักษณะไดด งั น้ี คาํ ประสม คําซอ น คําซ้ำ คําสมาส – สนธิ
213 ตอนท่ี 2 คําประสม คําประสม คือ คาํ ที่เกิดจากการนาํ คาํ มลู ตง้ั แต 2 คําข้นึ ไป และมคี วามหมายตางกนั มาประสมกนั เปนคาํ ใหม คํามลู ท่นี าํ มาประสมกันอาจเปน คํานาม สรรพนาม กรยิ า วเิ ศษณ และบุพบท นาม+นาม หัวใจ นาม+กริยา บา นเชา นาม+สรรพนาม เพ่ือนฝงู นาม+วเิ ศษณ น้ำแขง็ นาม + บพุ บท คนนอก วิเศษณ+กรยิ า ดอ้ื ดึง วิเศษณ +วิเศษณ หวานเย็น หนาที่ของคาํ ประสม 1. ทําหนาท่ีเปนนาม สรรพนาม เชน พอครวั พอ บาน แมพ ระ ลูกเสือ น้ำตก ชางไมชาวบาน เครื่องบิน หวั ใจ นกั การเมือง หมอตาํ แย ของเหลว 2. ทําหนาที่เปนกริยา เชน เสียเปรียบ กินแรง กินนอกกินใน ออนใจ ดีใจ เลนตัว วางตัว ออกหนา หกั หนา ลองดี ไปดี 3. ทําหนาที่เปนวิเศษณ เชน กินขาด ใจรา ย ใจเพชร ใจรอน หลายใจ คอแข็ง 4. ใชใ นเชงิ เปรยี บเทียบ เชน กม หนา หมายถงึ จําทน แกะดาํ หมายถึง คนท่ที ําอะไรผิดจากผูอ น่ื ในกลุม ถา นไฟเกา หมายถึง หญิงชายที่เลกิ รา งแลวกลบั มาคบกนั ใหม ไกออน หมายถงึ ยังไมชํานาญ นกตอ หมายถึง คนท่ีติดตอหรอื ชักจงู ผอู ่นื ใหห ลงเชอ่ื การสรา งคาํ ประสม 1. สรางจากคาํ ไทยทุกคํา เชน แมน ำ้ ท่ีราบ ลูกชา ง หมดตวั กินที่ แมย าย
214 2. สรา งจากคําไทยกบั คําภาษาตางประเทศ เชน เผดจ็ การ นายตรวจ ของโปรด 3. สรา งจากคําภาษาตา งประเทศท้งั หมด เชน รถเมล รถบัส รถเกง กิจจะลักษณะ 4. สรางคาํ เลียนแบบคําสมาส แตป นกับคาํ ไทย เชน ผลไม คุณคา พระอู เทพเจา พระท่ีนง่ั ทนุ ทรัพย ขอ สงั เกตของคาํ ประสม 1. คําประสมอาจเกิดจากคําตางชนิดรวมกัน เชน กินใจ ( คํากริยา+คํานาม) นอกเรื่อง (คําบุพบท+ คํานาม) 2. คาํ ประสมเกดิ จากคําหลายภาษารวมกัน เชน รถเกง ( บาล+ี จีน) เครอ่ื งอิเล็กโทน (ไทย+อังกฤษ) 3. คําท่ขี ้ึนตนดว ย ผู นัก เครอ่ื ง ชาง หมอ ของ เปนคาํ ประสม เชน ผูดี นกั เรียน ชาวนา เครื่องยนต ลักษณะของคําประสม 1. คําประสมที่นําคํามูลที่มีเน้ือความตางๆ มาประสมกัน แลวไดใจความเปนอีกอยางหน่ึงเชน “หาง” หมายถึง สวนทายของสัตว กับ “เสือ” หมายถึง สัตวชนิดหน่ึง รวมกันเปนคําประสมวา“หางเสือ” แปลวา เครื่องถือทายเรือ และคาํ อื่นๆ เชน ลกู น้ำ แมนำ้ แสงอาทิตย (ง)ู เปนตน คําเหลา น้ีมคี วามหมาย ตางกับ คํามลู เดมิ ทั้งนน้ั คําประสมพวกนีถ้ งึ แมวา มใี จความแปลกออกไปจากคํามูลเดมิ ก็ดี แตก็ตอ งอาศัย เคา ความหมายของคํามลู เดมิ เปนหลักเหมือนกัน ถาเปนคาํ ที่ไมม เี คาความเน่อื งจากคํามูลเลยแตเผอญิ มา แยก ออกเปน คํามลู ไดน บั วา เปนคาํ ประสมจะนบั เปน คํามลู 2. คําประสมท่ีเอาคํามูลหลายคําซึ่งทุกๆ คําก็มีเนื้อความคงท่ี แตเม่ือเอามารวมกันเขาเปนคํา เดียวก็มี เนอื้ ความผิดจากรูปเดิมไป ซ่งึ ถาแยกออกเปน คาํ ๆ แลว จะไมไ ดค วามดังทปี่ ระสมกนั อยนู ั้นเลย 3. คําประสมท่ีเอาคํามูลมีรูปหรือเน้ือความซํากันมารวมกันเปนคําเดียว คําเหลาน้ีบางทีก็มี เน้ือความ คลายกับ คํามูลเดิม บางทีก็เพ้ียนออกไปบางเล็กนอย และอีกอยางหนึ่งใชคํามูลรูปไมเหมือนกัน แต เนอ้ื ความอยา งเดียวกันรวมกันเขาเปน คําประสมซ่งึ มคี วามหมายตา งออกไปโดยมาก 4. คําประสมท่ียอออกมาจากใจความมาก คําพวกนี้มีลักษณะคลายกับคําสมาสเพราะเปนคํา ยออยาง เดียวกนั รวมทงั้ คาํ อาการนามที่มคี าํ วาการหรอื ความนําหนา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378