215 5. คาํ ประสมทมี่ าจากคําสมาสของภาษาบาลแี ละสนั สกฤต เชน ราชกุมาร (ลกู หลวง) วธิ ีสรางคําประสม คือ นําคําต้ังแตสองคําขึ้นไป และเปน คําที่มีความหมายตา งกันมาประสมกันเปน คํา ใหมโดยใชคําท่ีมีลักษณะเดนเปน คําหลักหรือเปนฐาน แลวใชคําท่ีมีลักษณะรองมาขยายไวขางหลัง คาํ ท่ี เกิดข้ึนใหมมีความหมายใหมตามเคาของคําเดิม (พวกความหมายตรง) แตบางทีใชคําที่มีน้ำหนัก ความหมายเทา ๆ กนั มาประสมกนั ทําใหเ กิดความพิสดารขนึ้ (พวกความหมายอุปมาอุปไมย) เชน 1. พวกความหมายตรง และอปุ มา (น้ำหนกั คาํ ไมเทากัน) นาม + นาม เชน โรงรถ เรืออวน ขันหมาก ขาวหมาก น้ำปลา สวนสัตว นาม + กริยา เชน เรือแจว บา นพกั คานหาม กลวยปง ยาถาย ไขทอด นาม + วิเศษณ เชน นำ้ หวาน แกงจดื ยาดาํ ใจแคบ ปลาเคม็ หมูหวาน กริยา + กริยา เชน พัดโบก บุกเบกิ เรยี งพมิ พ หอหมก รวบรวม รอ ยกรอง นาม + บุพบท หรือ สันธาน เชน วงใน ช้ันบน ของกลาง ละครนอก หวั ตอ เบยี้ ลา ง นาม + ลักษณะนาม หรอื สรรพนาม เชน ลําไพ ตน หน คณุ นาย ดวงตา เพือ่ นฝงู วเิ ศษณ + วิเศษณ เชน หวานเยน็ เปรย้ี วหวาน เขียวหวาน ใชคาํ ภาษาตางประเทศประสมกับคําไทย เชน เหยือกน้ำ เหยือก เปนคําภาษาอังกฤษ โคถึก ถึก เปนคํา ภาษาพมา แปลวา หนุม นาปรัง ปรัง เปน คําภาษาเขมรแปลวา ฤดูแลง เกงจีน จีน เปน ภาษาจนี พวงหรีด หรีด เปนคําภาษาองั กฤษ 2. พวกความหมายอปุ มาอปุ ไมย คําประสมพวกนม้ี ักมีความหมายเปน สาํ นวน และมกั นําคําอน่ื มาประกอบดวย เชน หนาตา ประกอบเปน หนา เฉย ตาเฉย นับหนาถอื ตา เชดิ หนา ชตู า บางคําประสมกันแลว หาคาํ อื่นมาประกอบใหส ัมผัส คลองจองตามวิธขี องคนเจาบทเจา กลอนเพ่อื ใหไดคํา ใหมเปนสํานวน เชน กอดจูบลูบคลํา คูผัวตัวเมีย จับมือถือ แขนเย็บปกถักรอย หนาใหญใจโต ลูกเล็ก เดก็ แดง ใหส ังเกตวาท่ียกมาน้คี ลายวลี ทุกคําในกลุมน้มี ีความหมาย แตพ ูดใหคลองจองกนั จนเปน สํานวน ติดปาก แตมบี างคาํ ดังตวั อยางตอ ไปน้ี ทบ่ี างตัวไมมคี วามหมายเพยี งแต เสริมเขา ใหคลองจองเทา นนั้ เชน กาํ เรบิ เสิบสาน โกหกพกลม ขปี้ ดมดเท็จ รจู ักมักจี่ หลายปด ีดัก ติดสอยหอยตามบางทีซ้ำเสียงตัวหนา แลว
216 ตามดวยคาํ ท่มี ีค่ วามหมายใกลเคยี งกันทาํ ใหเ ปน กลมุ คําทเี่ ปน สํานวนขึ้น เชน ตาม มตี ามเกิด ตามบุญตาม กรรม ขายหนาขายตา ตดิ อกตดิ ใจ กนิ เลือดกนิ เนือ้ ฝากเนือ้ ฝากตวั ตอนที่ 3 คาํ ซอน คําซอน หมายถึง การสรางคําอีกรูปแบบหนึ่ง มีวิธีการเชนเดียวกับการประสมคํา จึงอนุโลมใหเปนคํา ประสมได ความแตกตางระหวางคําประสมท่ัวไปกับคําซอน คือ คําซอนจะสรางคําโดยนําคําที่มี ความหมายคู กันหรือใกลเคียงกันมาซอนกัน คําท่ีมาซอนกนั จะทําหนาท่ีขยายและไขความซ่ึงกันและกัน และทําใหเ สยี ง กลมกลนื กันดว ย เชน คาํ ซอนที่มีเสยี งพยญั ชนะเดยี วกัน ไดแ ก วนเวยี น ชกุ ชมุ รอ แร ฯลฯ คําซอ นท่ีใชเสียงตรงขาม ไดแก หนักเบา เปนตาย มากนอ ย ฯลฯ คาํ ซอ นที่ใชคาํ ความหมายเดยี วกันหรือ ใกลเคียงกัน ไดแก บานเรือน อวนพี มากมาย ฯลฯ คําซอน 4 คํา ท่ีมีคําท่ี 1 และคําที่ 3 เปนคํา ๆ เดียวกัน ไดแก ผูหลักผใู หญ รอนอกรอนใจ เขาไดเขา ไป ฯลฯ คําซอนท่ีเปน กลุมคํามีเสยี งสัมผัส ไดแก เก็บหอมรอมรบิ ขาวยากหมากแพง รูจักมกั คุน ฯลฯ ความมุง หมายของการสรางคําซอน เพือ่ เนน ความให ชดั เจนย่ิงขึน้ โดยความหมายยงั คงเดมิ เชน ใหมเอี่ยม ละเอยี ดลออ เสื่อสาด ทาํ ให เกิดความหมายใหมใ น เชงิ อุปมาอปุ ไมย เชน ตดั สิน เบิกบาน เก่ยี วขอ ง การซอ นคํา เปน การนาํ คาํ ท่มี ีความหมายเหมอื นกนั หรือ คลา ยกัน หรือประเภทเดียวกันมาเรยี งซอ นกนั เม่ือซอ น คาํ แลว ทาํ ใหเกิดความหมายใหมข ้นึ แตย ังคงเคา ความหมายเดิมอยู หรือความหมายอาจไมเปล่ียนไป แต ความหมายของคําหนาจะชัดเจนยิ่งขึ้น เชน บานเรือน ทรัพยสิน คบั แคบ เปนตน คําท่ีเกดิ จากการซอ นคํา เชนน้ีเรยี กวา ซอ นคํา คําทีป่ ระกอบข้นึ ดวย คํา 2 คําขึ้นไปท่มี คี วามหมายทํานองเดียวกัน เชน จติ ใจ ถวยชาม ขา ทาส ขับไล ขับกลอ ม คางวด ฆาแกง หยูกยา เยียวยา แกนสาร ทอดทิ้ง ทวงติง แกไข ราบเรยี บ เหน่ือยหนาย ทํามา คาขาย ช่ัวนาตาป คําที่ ประกอบขน้ึ ดว ยคาํ 2 คาํ ข้ึนไปทีม่ ีความหมายตรงกันขาม เชน หอมเหมน็ ถกู แพงหนกั เบา ยากงา ย มีจน ถูกผิด ช่ัวดีมีจน หนาไหวหลังหลอก คําซอนท่ีประกอบดวยคํา 2 คําข้ึนไปที่ข้ึนตนดวยพยัญชนะเสียง เดียวกันหรือมีเสียงสระเขาคูกัน เชน เกะกะ เปะปะ รุงริ่ง โยกเยก กรอบแกรบ กรีดกราด ฟดฟาด มากมายกา ยกอง อลี ุยฉุยแฉก หรืออาจจําแนก ออกไดเ ปน 2 ชนดิ ตามหนาท่ี ไดแก คําซอนเพอื่ เสยี งและ คําซอ นเพอ่ื ความหมาย คําซอนเพื่อเสียง เปนการนําคําท่ีมีความหมายคลายคลึงกันมาซอนกัน เพ่ือใหออกเสียงงายขึ้น และมี เสยี งคลองจองกนั ทาํ ใหเกิดความไพเราะข้ึน คําซอ นเพือ่ เสียงน้บี างทเี รยี กวาคาํ คู หรือคาํ ควบคู นําคําที่มี พยัญชนะตนเดียวกัน แตแตกตา งกันที่เสียงสระ นํามาซอนหรือ ควบคูกัน เชน เรอรา เซอ ซา ออ แอ จูจี้
217 เงอะงะ จอแจ รอแร ชิงชา จรงิ จัง ทึกทัก หมองหมาง ตงึ ตัง นําคําแรกท่มี ีความหมายมาซอนกบั คาํ หลัง ซ่ึงไมม คี วามหมาย เพ่ือใหคลองจองและออกเสียงได สะดวก โดยเสรมิ คําขา งหนาหรือขา งหลังก็ได ทาํ ให เนนความเนนเสียงไดหนักแนน โดยมากใชในคําพูด เชน กวาดแกวด กินแกน เดินแดน มองเมิง ดีเด ไปเปย นําคําท่ีมีพยัญชนะตนตางกันแตเสียงสระเดียวมาซอนกันหรือควบคูกัน เชน เบอเรอ แรนแคน จ้ิมล้ิม ออมชอม อางวาง เรื่อยเจื้อย ราบคาบนําคําท่ีมีพยัญชนะตนเหมือนกัน สระเสียงเดียวกัน แต ตัวสะกดตางกันมาซอนกัน หรือควบคูกันเชน ลักล่ัน อัดอั้น หย็อกหย็อย คําซอนบางคํา ใชคําที่มี ความหมายใกลเ คียงมาซอนกันและเพ่มิ พยางคเ พอ่ื ใหอ อกเสยี งสมดุลกันเชน ขโมยโจร เปน ขโมยขโจร สะกิดเกา เปน สะกิดสะเกา จมูกปาก เปน จมกู จปาก คาํ ซอนบางคาํ อาจจะเปนคาํ ซอ นทเี่ ปนคําคู ซึ่งมี 4 คาํ และมีสัมผัสคูกลางหรือคําท่ี 1 และคําที่ 3 ซ้ำ กัน คําซอนในลักษณะน้ีเปนสํานวนไทย ความหมาย ของคําจะปรากฏที่คําหนาหรือคําทาย หรือปรากฏท่ีคํา ขางหนา 2 คํา สวนคําทาย 2 ตัว ไมปรากฏ ความหมาย เชน เกะกะระราน กระโดดโลดเตน บานชองหองหอ เรือแพนาวา ขาเกาเตาเลี้ยง กตัญู รคู ณุ ผลหมากรากไม โกหกพกลม ติดอกติดใจ คําซอนเพื่อความหมาย เกิดจากคํามูลท่ีมีความหมายอยางเดียวกัน ตางกันเล็กนอยหรือไปในทํานอง เดียวกนั หรือตา งกนั ใน ลกั ษณะตรงขา ม เมอ่ื ประกอบเปน คาํ ซอ นจะมีความหมายอยา งใดอยางหน่งึ ดงั น้ี 1. ความหมายอยูที่คําใดคําหน่ึง หรือ กลุมใดกลุมหนึ่งคําอื่นหรือกลุม อ่ืน ไมปรากฏความหมาย เชน หนา ตา ปากคอ เท็จจริง ดีราย ผดิ ชอบ ขวัญหนดี ีฝอ ถว ยชามรามไห จับไมไดไลไมท นั 2. ความหมายอยูท่ีทุกคําแตเปนความหมายที่กวางออกไป เชน เสื้อผา ไมไดหมายเฉพาะเส้ือกับผา แต รวมถึงเครื่องนุงหม เรือแพ ไมไดหมายเฉพาะเรือกับแพ แตรวมถึงยานพาหนะทางน้ำท้ังหมด ขาวปลา ไมไดหมายเฉพาะขาวกับปลา แตร วมถึงอาหารทั่วไป พี่นอง ไมไดหมายเฉพาะพ่ีกบั นอง แตรวมถึงญาติ ทงั้ หมด หมูเห็ดเปดไก หมายรวมถงึ ส่งิ ทใ่ี ชเ ปนอาหารทั้งหมด 3. ความหมายอยูทค่ี ําตน กับคําทายรวมกัน เชน เคราะหห ามยามราย (เคราะหรา ย) ชอบมาพากล (ชอบ กล) ฤกษง ามยามดี (ฤกษด )ี ยากดีมจี น (ยากจน) 4. ความหมายอยูท่ีคําตนหรือคําทาย ซึ่งมีความหมายตรงขามกัน เชน ช่ัวดี ( ช่ัวดีอยางไรเขาก็เปน เพื่อนฉนั ) ผดิ ชอบ (ความรับผดิ ชอบ) เท็จจริง (ขอเทจ็ จรงิ )
218 ตอนท่ี 4 คําซ้ำ เปนการซ้ำคํามูลเดิม ความหมายของคําซ้ำอาจเหมือนคาํ มูลเดิม หรืออาจมนี ้ำหนักมาก ขนึ้ หรือเบาลง หรือแสดงความเปนพหูพจน เชน เขียวๆ แดงๆ ไกลๆ มากๆ นอยๆ ชาๆ เร็วๆ ดงั ๆ ถี่ๆ หางๆ จริงๆ เพ่ือนๆ หลานๆ คาํ ซ้ำในคําซอน เปนการนําคําซอนมาแยกแลว ซำ้ คํามูลแตละคํา คําซ้ำใน คําซอนอาจมีความหมายเทา คําซอนเดิม หรือมีความหมายหนักข้ึน หรือเบาลง หรือแสดงความเปน พหูพจน หรือมคี วามหมายเปล่ียนไปจาก เดิมมาก คําซ้ำ คือ การนําคํามูลมากลาวซ้ำ 2 ครั้ง เมื่อเขียน นิยมใชไมยมกแทนคําหลัง ตัวอยางคําซ้ำในคําซอน ผัวๆ เมียๆ (ความหมายเทาผัวเมีย) สวยๆ งามๆ (ความหมายเทาสวยงาม) ดึกๆ ดืน่ ๆ (ความหมายหนักกวาดกึ ด่ืน) ดอมๆ มองๆ (ความหมายเบาลงกวา ดอมมอง) ลูกๆ หลานๆ (ความหมายแสดงจํานวนมากกวา ลกู หลาน) รปู ลักษณของคําซ้ำ เขียนเหมอื น อานเหมอื น ความหมายเหมือน เปน คาํ ชนดิ เดยี วกนั ทําหนาทเ่ี ดยี วกัน อยูในประโยคเดียวกนั ตวั อยา งประโยคทีม่ รี ูปลักษณของคําซ้ำ ฉนั มีเพ่ือนๆ เปนคนตางจังหวดั ลูกๆ ของ พระยาพิชัยรับราชการทกุ คน ฉันเห็นเธอพูดๆ ๆ อยูน่ันแหละ พวกเราเขาไปนั่งๆ ฟงเสียหนอย เกรงใจ เจาภาพ ฉนั ไมไ ดต ัง้ ใจดูเขาหรอก แตรสู ึกวาเขามผี วิ สดี าํ ๆ วเิ คราะห คําวา เพอ่ื นๆ เปนคําซำ้ เพราะเขียน เหมอื นกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมอื นกนั ซึ่งเปน คํานาม ทําหนาที่เปนกรรมของประโยคและอยู ในประโยคเดียวกัน จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา ลูกๆ เปนคําซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกัน อานเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน ซึ่งเปน คํานามเหมือนกัน ทําหนา ท่ีเปนประธานของประโยค และอยูในประโยค เดียวกัน จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา พูดๆ เปนคําซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกัน อานเหมือนกัน ความหมาย เหมอื นกนั ซึง่ เปน คาํ กริยาเหมอื นกัน ทําหนาทเ่ี ปน กริยาของประโยคยอ ย และอยใู นประโยคเดียวกัน จึง เรยี กวา คําซ้ำ คําวา นั่งๆ เปน คาํ ซ้ำ เพราะเขียนเหมือนกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมอื นกนั ซึ่งเปน คาํ กริยาเหมอื นกัน ทําหนา ทเ่ี ปนกริยาแทของประโยค และอยูในประโยคเดยี วกนั จึงเรียกวา คําซ้ำ คําวา ดาํ ๆ เปนคาํ ซำ้ เพราะเขียนเหมอื นกนั อานเหมือนกัน ความหมายเหมือนกนั ซึ่งเปน คาํ วเิ ศษณเ หมือนกัน ทาํ หนาท่ีเปน วเิ ศษณข องประโยค และขยายคาํ นาม และอยูในประโยคเดียวกนั จึงเรียกวา คาํ ซำ้ วธิ ีการ ซำ้ คํา นาํ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรอื คาํ วิเศษณม ากลา วซ้ำ เชน เด็ก ๆ เรา ๆ กิน ๆ นําคาํ ท่ีซำ้ กัน 2 คํามาซอนกัน แตคาํ คนู ั้นจะตองมีความหมายใกลเคียงกัน เชน สวยๆ งามๆ เราๆ ทานๆ เปน ๆ หายๆ นําคําซ้ำ กัน โดยเปล่ียนเสียงวรรณยุกต เพ่ือเนนความหมาย เชน ซวยสวย ด๊ีดี เจ็บใจเจ็บใจ ดีใจดีใจ ความหมายของคําซ้ำ การซ้ำคําทําใหเ กิดความหมายแตกตางกันไปในลักษณะตางๆ กัน ดงั นี้ ซำ้ คําทํา ใหเปนพหูพจน แสดงถึงจํานวนมากกวาหน่ึง เชน เด็กๆ ไปโรงเรยี น (หมายถึงเด็กหลายคน) ซ้ำคําเพื่อ
219 แสดงการแยกจํานวน เชน ทาํ ใหเสร็จเปนอยา งๆ ไป (หมายถึงทีละอยาง) ซ้ำคําเพ่ือแสดงความหมาย เปน กลางๆ เชน ผาดีๆ อยางน้ีหาซอ้ื ไมได ฉันไมซื้อปลาเปนๆ มาทาํ กับขาว ซำ้ คําเพ่ือแสดงความหมาย โดยประมาณหรอื ไมเ จาะจง เชน เธอมาหาฉนั แตเชาๆหนอ ย (ไมเ จาะจง เวลา) ซำ้ คาํ เพือ่ ใหเ ปนคําสงั่ มัก เนน คําขยายหรอื บุพบท เชน ทําดๆี นะ (ซำ้ คาํ ขยาย) เดินเร็วๆ (ซำ้ คําขยาย) ซ้ำคําเพือ่ แสดงกิริยาวาทํา ติดตอกันไปเรื่อยๆ และจะเนนคําทีก่ ริยา เขาพูดๆ อยกู ็เปนลม ซำ้ คําเพ่ือแสดงลักษณะสวนใหญในกลุม หรอื ในหมูค ณะ เชน มแี ตของเกา ๆ กนิ แตของดๆี ซ้ำคาํ เพื่อแสดงอาการหรอื เหตุการณท ีต่ อ เนอ่ื งกนั เชน ฝนตกปรอยๆ เด็กวิ่งต๊ักๆ ปลาด้ินพราดๆ ซ้ำคําเลียนเสียงธรรมชาติ ไดแก เสียงสัตวรอ ง เชน เหมียวๆ โฮง ๆ กกุ ๆ เสียงเดก็ รอ งได เชน อแุ วๆ ซ้ำคําทาํ ใหเกิดความหมายใหม เชน เด๋ียว ๆ เขาก็มองออกไปทาง ประตู /อยูๆ ก็ลุกขึน้ กระโดด (ไมมี สาเหตุ) ซ้ำเพอื่ เนนความหมายเดิมใหชัดเจนยงิ่ ขน้ึ คําซ้ำประเภทน้ี มักจะเปนคําวิเศษณ เชน ดังๆ วุนๆ ซ้ำเพื่อบอกความหมายของเวลาหรือสถานที่โดยประมาณ เชน ใกลๆ ขา งๆ ดกึ ๆ เชาๆ ซ้ำเพ่ือบอกความหมายเปนเอกพจน ซึง่ คาํ ซ้ำชนดิ น้มี กั สรางจากคาํ ลักษณะนาม เชน เร่อื ๆ สวน ๆ ซำ้ เพ่อื บอกความหมายเปน พหูพจน เชน เพอ่ื นๆ เดก็ ๆ ซ้ำเพือ่ บอกความหมายกวา ง ออกไป เชน นั่งๆ นอนๆ ซ้ำเพอื่ ใหเ กิดความหมายใหม เชน หมๆู พน้ื ๆ ทีม่ า : หนังสอื เรียนวชิ าหลกั ภาษาไทย พท33002 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
220 แบบทดสอบกอ นเรยี น บทเรยี นออนไลนที่ 4 1. ศลิ าจารกึ พอขนุ รามคำแหงมหาราชจัดเปนวรรณคดีประเภทใด เพราะเหตุใด ก. วรรณคดสี ดุดี เพราะบนั ทึกเรอื่ งราวคุณความดขี องผใู ดผหู นึง่ ในลกั ษณะสดดุ ีเกยี รตคิ ุณ ข. วรรณคดคี ำสอน เพราะชีแ้ จงแนวทางในการประพฤติปฏบิ ตั ิตนในสังคมใหถ กู ตอ งดีงาม ค. วรรณคดีพธิ ีกรรม เพราะแสดงสาเหตุ ขัน้ ตอน และรายละเอียดของประกอบพิธีกรรมตางๆ ง. วรรณคดีเพือ่ ความบนั เทงิ เพราะมุงเนน ใหเกดิ ความสนุกสนานและเพลดิ เพลินจากการแสดง 2.“พ่ีกตู ายจงึ ไดเ มืองแกกทู ้งั กลม” คำวา ทงั้ กลม หมายถึงขอ ก. ทกุ อยา ง ข. ทุกกรมทุกกอง ค. ทั้งสน้ิ ทง้ั หมด ง. หมดความสำคัญ 3. ขอ ใดเปน เหตผุ ลสำคัญทส่ี ดุ ท่ีทำใหพ อ ขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดษิ ฐตัวอกั ษรไทยขน้ึ ก. อกั ษรของมอญและขอมใชเขยี นไมส ะดวก ข. ตองการใหกลุ บตุ รไทยไดใชศึกษาในโรงเรียน ค. อกั ษรของมอญและขอมไมพ อใชเขยี นเสียงในภาษาไทย ง. ตองการประกาศวา ไทยเปน อสิ ระพนจากอำนาจปกครองของขอม 4. เหตุใดสภุ าษติ พระรว งจงึ เปน ทร่ี จู กั และอา งองิ มาถึงทกุ วนั น้ี ก. เพราะเห็นวา เปน หลกั ธรรมทแ่ี สดงเอกลกั ษณข องชาติ ข. เพราะเช่ือวา เปนพระบรมราโชวาทของพระรวงซงึ่ เปน กษัตรยิ ท่ีมีบญุ ญาธกิ ารยงิ่ ค. เพราะใชถอยคำพืน้ ๆ ประกอบดวยหลกั ธรรมทสี่ ามารถนำมาปฏิบตั ิไดใ นชวี ิตประจำวนั ง. เพราะในสมยั รชั กาลที่ ๓ แหงกรงุ รตั นโกสนิ ทร มีการจารกึ ไวใ หคนเหน็ ทวั่ ไป ณ วดั พระเชตุพนฯ 5. ขอใดเปนสุภาษิตพระรว ง ก. คนเดยี วหวั หาย ข. ไดห นา อยา ลมื หลงั ค. เขา เถือ่ นอยาลมื พรา ง. อยาทำนาบนหลังคน
221 เฉลยแบบทดสอบ กอนเรยี น บทเรียนออนไลนท่ี 4 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. ง ขอ 4. ค ขอ 5. ค
222 ใบงานบทเรยี นออนไลนที่ 4 เรอ่ื ง คําและการประกอบคาํ ใหน ักศกึ ษาทำงานท่ไี ดร ับมอบหมาย ใบงานที่ 5 เร่ือง คําและการประกอบคํา 1. หาคาํ ทม่ี ีความหมายใกลเคียงกัน อยางนอ ย 5 คำ 2. คําทม่ี ีความหมายตรงกนั ขามกัน อยา งนอ ย 5 คำ แลว เขียนดวยลายมอื ตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 กำหนดการสงงาน ใหส ง วันที่ 13 ก.ย. 63 โดยมวี ธิ ีการสงดังนี้ 1. ถา ยรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถายรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง
223 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนท ่ี 4 เรอื่ ง คําและการประกอบคํา ตอบ คาํ ที่มคี วามหมายใกลเ คยี งกัน อยางนอ ย 5 คำ คําทม่ี คี วามหมายตรงกนั ขา มกนั อยางนอ ย 5 คำ
224 แบบทดสอบหลงั เรียน บทเรยี นออนไลนท่ี 4 1. ศิลาจารึกพอขุนรามคำแหงมหาราชจัดเปนวรรณคดีประเภทใด เพราะเหตุใด ก. วรรณคดีสดุดี เพราะบันทกึ เรอ่ื งราวคณุ ความดีของผใู ดผหู น่ึงในลักษณะสดุดีเกยี รติคุณ ข. วรรณคดคี ำสอน เพราะชีแ้ จงแนวทางในการประพฤติปฏบิ ตั ติ นในสงั คมใหถ กู ตอ งดงี าม ค. วรรณคดีพิธีกรรม เพราะแสดงสาเหตุ ขน้ั ตอน และรายละเอยี ดของประกอบพธิ ีกรรมตางๆ ง. วรรณคดีเพ่ือความบันเทงิ เพราะมุง เนนใหเกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลินจากการแสดง 2.“พกี่ ตู ายจงึ ไดเ มอื งแกกทู ั้งกลม” คำวา ท้ังกลม หมายถึงขอ ก. ทุกอยาง ข. ทกุ กรมทุกกอง ค. ทง้ั สิ้น ทงั้ หมด ง. หมดความสำคญั 3. ขอ ใดเปนเหตผุ ลสำคญั ทส่ี ุดท่ที ำใหพอ ขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดษิ ฐต วั อักษรไทยข้นึ ก. อักษรของมอญและขอมใชเขียนไมส ะดวก ข. ตอ งการใหกลุ บตุ รไทยไดใชศ กึ ษาในโรงเรียน ค. อกั ษรของมอญและขอมไมพอใชเขียนเสยี งในภาษาไทย ง. ตองการประกาศวา ไทยเปนอสิ ระพน จากอำนาจปกครองของขอม 4. เหตุใดสุภาษิตพระรวงจงึ เปน ทร่ี ูจกั และอา งองิ มาถงึ ทกุ วนั น้ี ก. เพราะเห็นวาเปนหลกั ธรรมทแ่ี สดงเอกลักษณของชาติ ข. เพราะเชอื่ วา เปนพระบรมราโชวาทของพระรว งซง่ึ เปน กษตั รยิ ที่มบี ญุ ญาธิการยง่ิ ค. เพราะใชถ อยคำพืน้ ๆ ประกอบดว ยหลักธรรมทสี่ ามารถนำมาปฏิบตั ไิ ดใ นชีวิตประจำวนั ง. เพราะในสมยั รัชกาลท่ี ๓ แหงกรงุ รัตนโกสนิ ทร มีการจารกึ ไวใ หคนเห็นทัว่ ไป ณ วัดพระเชตุพนฯ การดำรงชวี ติ 5. ขอ ใดเปนสภุ าษิตพระรวง ก. คนเดยี วหวั หาย ข. ไดห นา อยา ลืมหลงั ค. เขา เถ่อื นอยาลมื พรา ง. อยาทำนาบนหลงั คน
225 เฉลยแบบทดสอบ หลังเรียน บทเรียนออนไลนท่ี 4 ขอ 1. ข ขอ 2. ค ขอ 3. จ ขอ 4. ค ขอ 5. ค
226 ใบความรบู ทเรียนออนไลนที่ 5 เรื่องคําไทยแทแ ละคําทีม่ าจากภาษาอ่นื ตอนท่ี 1 ลักษณะคาํ ไทยแท 1.คาํ ไทยแทสวนมากมีพยางคเดียว ไมวาจะเปนคํานาม สรรพนาม วิเศษณ บุพบท สันธาน อุทาน ฯลฯ ซง่ึ เรียกวาภาษาคําโดด เชน ลุง ปา นา อา กา ไก ฯลฯ มคี ําไทยแทหลายคาํ ท่ีมีหลายพยางค เชน มะมว ง สะใภ ตะวัน กระโดด มะพรา ว ทงั้ นเี้ พราะสาเหตุที่เกิดจาก 1.1 การกรอนเสียง คํา 2 พยางคเมื่อพูดเร็วๆ เขา คําแรกจะกรอนลง เชน มะมวง-หมากมวง ตะครอ– ตนครอ สะดอื -สายดือ มะตมู -หมากตมู 1.2 การแทรกเสียง คือคํา 2 พยางคเรียงกันแลวมีเสียงแทรกตรงกลาง เชน ลูกกระดุม-ลูกดุม ผกั กระถนิ -ผกั ถิน นกกระจอก-นกจอก ลกู กระเดือก-ลูกเดอื ก 1.3 การเตมิ พยางคห นาคํามลู โดยเติมคําใหมีความหมายใกลเ คียงกัน เชน จุมจิ๋ม-กระจมุ กระจิ๋ม เดยี๋ ว-ประเด๋ยี ว ทวง-ประทว ง ทาํ -กระทํา 2. คําไทยแทไมม ตี ัวการนั ต ไมนยิ มคํา ควบกลำ้ แตมีเสยี งควบกลำ้ อยบู า งเปน การควบกล้ำดว ยร,ล,ว และ มตี วั สะกดตรงตามมาตรา เชน เชย สาว จกิ กัด ฯลฯ 3. คําไทยแทมี วรรณยุกต ทัง้ มีรูปและไมม ีรปู เพือ่ แสดงความหมาย เชน ฉันอานขาว เรอ่ื งขา ว 4. การเรยี งคําในภาษาไทยสบั ทีก่ ันทําใหค วามหมายเปลีย่ นไป เชน ใจนอย-นอยใจ กลัวไมจริง-จรงิ ไมก ลัว 5. คําไทยจะใชร ูป “ไอ” กับ “ใอ” จะไมใชรปู “อัย” เลย และจะไมพ บพยัญชนะตอ ไปน้ี ฆ ณ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ฬ ยกเวน คําบางคําที่เปนคําไทย คือ ฆา เฆี่ยน ศึก ศอก เศิก เศรา ธ ณ ฯพณฯ ใหญ หญา เปนตน คําไทยแทม ีตวั สะกดตรงตามมาตราตวั สะกด มาตราตวั สะกดมี 8 มาตรา คําไทยจะสะกดตรงตาม มาตราตวั สะกดและไมมีการนั ต เชน
227 ตอนท่ี 2 ลกั ษณะของภาษาบาลแี ละสนั สกฤต ภาษาบาลแี ละสันสกฤตอยูในตระกูลภาษาท่ีมีวิภัตปจจัย คือ เปนภาษาที่มีคํา เดิม เปนคําธาตุ เมื่อจะ ใชคําใดจะตองนําธาตไุ ปประกอบกับปจจัยและวิภัตติ เพื่อเปนเครื่องหมายบอกพจน ลึงค บุรุษ กาล มาลา วาจก โครงสรางของภาษาประกอบดวย ระบบเสียง หนวยคํา และระบบโครงสรางของ ประโยค ภาษาบาลแี ละ สันสกฤตมีหนว ยเสยี ง 2 ประเภท คือ หนวยเสียงสระและหนวยเสียงพยัญชนะ ดงั น้ี 1. หนว ยเสยี งสระ หนวยเสยี งสระภาษาบาลมี ี 8 หนวยเสียง คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ หนวยเสียง ภาษาสันสกฤต ตรงกบั ภาษาบาลี 8 หนวยเสียง และตางจากภาษาบาลอี ีก 6 หนว ยเสยี ง เปน 14 หนวยเสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฦ 2. หนวยเสียงพยัญชนะ หนวยเสียง พยญั ชนะภาษาบาลมี ี 33 หนวยเสยี ง ภาษาสันสกฤตมี 35 หนวยเสียง เพ่ิมหนวย เสียง ศ ษ ซึ่ง หนวยเสยี งพยญั ชนะทั้งสองภาษานีแ้ บง ออกเปน 2. ประเภทคอื พยญั ชนะวรรค และ พยัญชนะ เศษวรรค วธิ สี ังเกตคําบาลี 1. สังเกตจากพยัญชนะตัวสะกดและตัวตาม ตัวสะกด คือ พยัญชนะท่ีประกอบอยูขางทายสระ ประสมกับสระและพยญั ชนะตน เชน ทุกข = ตัวสะกด ตัวตาม คือ ตัวที่ตามหลงั ตัวสะกด เชน
228 สัตย สัจจ ทุกข เปนตน คําในภาษาบาลี จะตอง มี สะกดและตัวตามเสมอ โดยดูจากพยัญชนะ บาลี มี 33 ตวั แบงออกเปน วรรคดงั น้ี มีหลกั สงั เกตดังนี้ ก. พยัญชนะตวั ที่ 1 3 5 เปนตัวสะกดไดเทา นัน้ (ตองอยใู นวรรคเดยี วกนั ) ข. ถาพยัญชนะตัวท่ี 1 สะกด ตัวที่ 1 หรือตัวท่ี 2 เปนตัวตามได เชน สักกะ ทุกข สัจจ ปจฉิม สตั ต หตั ถ บปุ ผา ค. ถาพยัญชนะตัวท่ี 3 สะกด ตัวที่ 3 หรือ 4 เปนตัวตามไดในวรรคเดียวกัน เชน อัคคี พยัคฆ วิชชา อชั ฌา พทุ ธ คพภ (ครรภ) ง. ถาพยัญชนะตัวท่ี 5 สะกด ทุกตัวในวรรคเดียวกันตามได เชน องค สังข องค สงฆ สัมปทาน สมั ผัส สมั พันธ สมภาร เปนตน จ. พยญั ชนะบาลี ตัวสะกดตัวตามจะอยูในวรรคเดยี วกนั เทาน้ันจะขา มไปวรรคอื่นไมไ ด 2. สังเกตจากพยัญชนะ “ฬ” จะมีใชในภาษาบาลีในไทยเทานั้น เชน จุฬา ครุฬ อาสาฬห วฬิ าร โอฬาร พาฬ เปน ตน 3. สงั เกตจากตวั ตามในภาษาบาลี จะมาเปนตวั สะกดในภาษาไทยโดยเฉพาะวรรค ฎ และวรรคอ่ืน ๆ บาง ตัว จะตดั ตัวสะกดออกเหลอื แตตัวตามเม่อื นํามาใชในภาษาไทย เชน
229 วธิ ีสังเกตคําสันสกฤต มีดงั นี้ 1. พยัญชนะสันกฤต มี 35 ตัว คือ พยัญชนะบาลี 33 ตัว + 2 ตัว คือ ศ ษ ฉะน้ันจึงสังเกตจากตัว ศ ษ มกั จะเปน ภาษาสนั สกฤต เชน กษตั รยิ ศกึ ษา เกษียร พฤกษ ศรี ษะ เปนตน ยกเวน คําไทยบางคําทใี่ ชเ ขยี น ดวย พยัญชนะทั้ง 2 ตวั นี้ เชน ศอก ศึก ศอ เศรา ศก ดาษ กระดาษ ฝรง่ั เศส ฝด าษ ฯลฯ 2. ไมม ีหลักการสะกดแนนอน ภาษาสันสกฤต ตัวสะกดตัวตามจะอยูขามวรรคกนั ได ไมกําหนดตายตัว เชน อปั สร เกษตร ปรัชญา อักษร เปน ตน 3. สังเกตจากสระ สระในภาษาบาลี มี 8 ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สวนสันสกฤต คือ สระ ภาษา บาลี 8 ตัว + เพิ่มอกี 6 ตัว คอื สระ ฤ ฦ ไอ เอา ถา มสี ระเหลานี้อยแู ละสะกดไมตรงตามมาตราจะ เปน ภาษาสนั สกฤต เชน ตฤณมยั ไอศวรรย เสาร ไปรษณยี ษี คฤหาสน เปน ตน 4. สังเกตจากพยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตมักจะมีคําควบกล้ำขางทาย เชน จักร อัคร บุตร สตรี ศาสตร อาทติ ย จันทร เปน ตน 5. สังเกตจากคําที่มีคําวา “เคราะห” มักจะเปนภาษาสันสกฤต เชน เคราะห พิเคราะห สังเคราะห อนเุ คราะห เปน ตน 6. สังเกตจากคาํ ทีม่ ี “ฑ” อยู เชน จฑุ า กรีฑา ครฑุ มณเทยี ร จัณฑาล เปนตน 7. สังเกตจากคําที่มี “รร” อยู เชน สรรค ธรรม วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ เปน ตน
230 ลกั ษณะการยืมคาํ ภาษาบาลแี ละสันสกฤต ภาษาบาลีและสนั สกฤตเปนภาษาตระกูลเดียวกัน ลักษณะภาษาและโครงสรางอยา งเดียวกนั ไทยเรารับ ภาษา ทั้งสองมาใช พจิ ารณาไดด งั น้ี 1. ถาคําภาษาบาลีและสันสกฤตรูปรางตางกัน เม่ือออกเสียงเปนภาษาไทยแลวไดเสียงตรงกัน เรามัก เลือกใชร ูปคาํ สนั สกฤต เพราะภาษาสนั สกฤตเขามาสูภาษาไทยกอ นภาษาบาลี เราจงึ คนุ กวา เชน บาลี สันสกฤต ไทย กมมฺ กรฺม กรรม จกกฺ จกฺร จกั ร 2. ถา เสยี งตางกันเลก็ นอยแตอ อกเสียงสะดวกทั้งสองภาษา มักเลือกใชรูปภาษาสันสกฤตมากกวา ภาษา บาลี เพราะเราคนุ กวาและเสียงไพเราะกวา เชน บาลี สนั สกฤต ไทย ครฬุ ครฑุ ครุฑ โสตถฺ ิ สวฺ สฺติ สวัสดี 3. คาํ ใดรูปสนั สกฤตออกเสยี งยาก ภาษาบาลอี อกเสยี งสะดวกกวา จะเลือกใชภาษาบาลี เชน บาลี สันสกฤต ไทย ขนตฺ ิ กษฺ านตฺ ิ ขนั ติ ปจจฺ ย ปฺรตยฺ ปจ จัย 4. รปู คาํ ภาษาบาลสี นั สกฤตออกเสียงตา งกนั เล็กนอยแตอ อกเสยี งสะดวกท้ังคู บางทเี รานํามาใชท งั้ สอง รูปในความหมายเดียวกัน เชน บาลี สันสกฤต ไทย กณหฺ า กฤฺ ษณฺ า กัณหา,กฤษณา ขตตฺ ยิ กฺษตฺรยิ ขตั ติยะ,กษัตรยิ 5. คาํ ภาษาบาลสี นั สกฤตทอ่ี อกเสยี งสะดวกทั้งคู บางทเี รายืมมาใชทง้ั สองรูป แตน าํ มาใชใ นความหมาย ท่ี ตา งกนั เชน บาลี สันสกฤต ไทย ความหมาย กิริยา กรฺ ิยา กริ ิยา อาการของคน กรยิ า ชนดิ ของ คํา โทส เทฺวษ โทสะ ความโกรธ เทวษ ความเศราโศก
231 คําภาษาบาลแี ละสันสกฤตในวรรณคดีไทย คาํ ภาษาบาลแี ละสนั สกฤตปรากฏในวรรณคดไี ทยตัง้ แตสมยั สโุ ขทัยจนกระทง่ั ในสมัยปจ จุบันทั้งที่ เปนรอยแกวและรอยกรอง คือ พบตั้งแตในศิลาจารึกสมัยพอขุนรามคําแหงแมจะมีไมมากนักแตก็เปน หลักฐาน ยืนยันไดวา ในสมัยสุโขทัยนั้นไทยไดนําภาษาบาลีและสันสกฤตมาใชในภาษาไทยของเราแลว และในสมยั ตอมา กป็ รากฏวานยิ มใชค ําภาษาบาลีและสันสกฤตในการแตง วรรณคดีมากขนึ้ ตอนท่ี 3 ลกั ษณะของภาษาเขมร ภาษาเขมร เปนหน่ึง ในภาษาหลักของภาษากลุมออสโตรเอเซียติก และไดรับอิทธิพลมาจาก ภาษา สันสกฤต และภาษาบาลพี อสมควร ซ่ึงอิทธพิ ลเหลาน้ีมาจากอิทธิพลของศาสนาพทุ ธ และศาสนา ฮนิ ดูตอวัฒนธรรมของชาวเขมร ในขณะท่อี ิทธิพลอน่ื ๆ เชน จากภาษาไทย และภาษาลาว เปนผลมาจาก การตดิ ตอ กนั ทางดา นภาษา และความใกลชิดกันในทางภูมิศาสตร ภาษาเขมรแปลกไปจากภาษาในประเทศเพื่อนบาน (ภาษาไทย ภาษาลาว และภาษาเวียดนาม) เนือ่ งจากไมม ีเสียงวรรณยุกต ภาษาถิ่น ภาษาถน่ิ มีการแสดงอยางชัดเจนในบางกรณี มีขอแตกตางที่สังเกตเห็นไดระหวางคน พดู จาก เมืองพนมเปญ (เมอื งหลวง)และเมืองพระตะบองในชนบท ลักษณะของสําเนียงในพนมเปญ คือ การออกเสียงอยา งไมเ ครง ครดั โดยที่บางสวนของคําจะนาํ มารวมกนั หรอื ตดั ออกไปเลย เชน “พนมเปญ” จะกลายเปน “มเปญ” อีกลักษณะหน่ึงของสําเนยี งในพนมเปญ ปรากฏในคําท่ีมีเสียง r/ร เปน พยญั ชนะที่ 2 ในพยางคแ รก กลาวคือ จะไมออกเสียง r/ร ออกเสยี งพยัญชนะตวั แรกแข็งข้นึ และจะอา นใหม ีระดับ เสยี งตก เชนเดียวกับวรรณยกุ ตเ สยี งโท ตวั อยา งเชน “dreey” (“เตรย” แปลวา “ปลา”) อา นเปน “เถ็ย” (โดย d จะกลายเปน t และมีสระคลานเสียง “เอ” และเสียงสระจะสูงข้ึน) อีกตัวอยางหน่ึงคือ คําวา “สม” ออกเสยี งวา kroich โกรชในชนบท สวนในเมืองออกเสยี งเปน koich-โคช ไวยากรณ ลําดับคําในภาษาเขมรมักจะเปน ประธาน-กริยา-กรรม ภาษาเขมรประกอบดวยคํา เดย่ี วเปน หลกั แตการสรา งคาํ จากการเตมิ หนา คําและการเติมภายในคาํ กม็ ีมาก อักษรเขียน ภาษาเขมรเขียนดวยอักษรเขมร และเลขเขมร ( มีลักษณะคลายเลขไทย) ใชกัน ทวั่ ไปมากกวา เลข อารบกิ ชาวเขมรไดรับตวั อกั ษรและตวั เลขจากอนิ เดียฝายใต อกั ษรเขมรนั้นมีดวยกนั 2 แบบ ดังน้ี 1. อกั ษรเชรียง (อักซอเจรียง) หรืออักษรเอน หรอื อักษรเฉยี ง เปน ตวั อักษรท่ีนิยมใชท ว่ั ไป
232 2. เดิมนั้นนิยมเขียนเปนเสนเอียง แตภายหลังเมื่อมีระบบการพิมพ ไดประดิษฐอักษรแบบ เสน ตรงขึ้น และมชี ่ืออีกอยางวา อักษรยืน (อกั ซอโฌ) อักษรเอนน้ีเปนตัวยาว มเี หลย่ี มเขียนงาย ถอื ไดว า เปนอกั ษรแบบหวดั 3. อักษรมูล หรืออักษรกลม เปนอกั ษรท่ีใชเขียนบรรจง ตัวกวางกวาอักษรเชรียง นิยมใชเขียน หนังสือ ธรรม เชน คมั ภรี ในพระพุทธศาสนา หรอื การเขียนหัวขอ ท่ีตองการความโดดเดน หรือการจารึก ในทสี่ าธารณะ การสังเกตคาํ ภาษาเขมรมีวธิ ีการดังน้ี 1. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรมักใชพยัญชนะ จ ญ ร ล สะกด เชน เผด็จ สมเด็จ เดริ (เดนิ ) ถวิล ชาญ 2. คําไทยที่มาจากภาษาเขมรมักเปนคําควบกล้ำและเปนคํามากพยางค เชน ขลาด โขมด โขนง เสวย ไถง กระบือ 3. คาํ ท่ีมาจากภาษาเขมรไมใ ชร ปู วรรณยกุ ต ยกเวนบางคํา เชน เสนง เขมา 4. คําท่ีใชอักษรควบกล้ำและอักษรนํา อักษรตามมักเปนคําเขมร เชน เขลา เขมา ขจี โตนด คํา ภาษา เขมรทเ่ี ราใชเปน ราชาศพั ท เชน ตรสั เสวย โปรด ถวาย ประทบั บรรทม สรง 5. คําสองพยางคท่ีขึ้นตนดวยคําวา กํา คํา จํา ขํา ดํา ตํา ทํา มักเปนภาษาเขมร เชน กําเนิด กาํ หนด คาํ รบ จํารสั จํารญู ชํานาญ ชํารดุ ดําเนนิ ดําริ ตํารวจ ตาํ รบั ทํานบ ทาํ เนยี บ 6. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรมักใช บัง บัน บํา แทน บ เชน บัง บังคับ บังคม บังเหียน บังเกิด บงั คล บังอาจ บนั บันได บันโดย บนั เดิน บันดาล บนั ลอื บาํ บาํ เพ็ญ บาํ บดั บําเหนจ็ บําบวง 7. คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรโดยวิธีแผลงคํามีหลายพวก - ข แผลงเปน กระ เชน ขดาน เปน กระดาน ขจอก เปน กระจอก - ผ แผลงเปน ประ ผสม- ประสม ผจญ-ประจญ - ประ แผลงเปน บรร ประทม เปน บรรทม ประจุ-บรรจุ ประจง-บรรจง - คําไทยท่ีมาจากภาษาเขมรที่เปนคําโดด เชน แข โลด เดิน นกั อวย ศก เลกิ
233 ตอนที่ 4 คําทมี่ าจากภาษาอ่นื ในภาษาไทยมีการขอยืมคําจากภาษาอ่ืนๆ มากมาย เชน ภาษาบาลี ภาษาสมั นสกฤต ภาษาเขมร เปนตน คําที่มาจากภาษาอื่นเหลานี้ จะมีหลักในการสังเกตแตกตา งกัน ทําใหเราสามารถทราบไดวาคํา เหลานมี้ าจากภาษาใด 1. คําท่ีมาจากภาษาบาลี ตัวอยางคํา พุทธ ปญญา มัจฉา บุปผา อัคคี จุฬา หทัย ทุกข บาป ราโชวาท มุทิตา ดาบส ชาตะ คฤหัสถ ขอ สังเกต 1) ทั้งตัวสะกดตรงตามมาตรา และไมต รงตามมาตรา 2) มีอักษรการนั ต 3) ไมมวี รรณยุกต และไมใ ชไมไตค ู 4) มกั ประสมดว ยพยัญชนะ ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ฤ ศ ษ 2. คําที่มาจากภาษาสันสกฤต ตัวอยางคาํ เกษตร สตรี กรฑี า ครฑุ ปรัชญา ธรรม ภรรยา ราตรี ฤดี ฤทยั ราเชนทร กัลบก ไพศาล บาป ขอสงั เกต 1) ทง้ั ตวั สะกดตรงตามมาตรา และไมตรงตามมาตรา 2) มีอักษรการันต 3) ไมม วี รรณยุกต และไมใ ชไมไตคู 4) มกั ประสมดวยพยัญชนะ ฆ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ธ ภ ฤ ศ ษ 3. มาจากภาษาเขมร ตวั อยางคํา ฉกาจ เข็ญ จาํ เนียร กังวล เพญ็ เสดจ็ เจริญ ขจร ทลู ขอ สังเกต สะกดดวย จ ญ ร ล ตัวอยา งคาํ ขลัง โขน ฉลอง เสวย เขนย เฉลย ขอ สังเกต มกั ใชค ําควบกล้ำและคําทีใ่ ชอกั ษรนํา ตวั อยา งคาํ กําจร ตํารวจ กําเนดิ ดําริ บงั คม จําเรญิ ชาํ นรร ขอ สังเกต คํา 2 พยางค มักขึ้นตนดว ยคาํ วา กํา จาํ ชํา ดาํ ตํา ทํา บัง 4. มาจากภาษาชวา ตัวอยางคํา กริช (มีดปลายแหลมมี 2 คม), กิดาหยัน (มหาดเล็ก), บุหงา (ดอกไม), ปนเหนง (เข็มขดั ), มะงุมมะงาหรา (เทยี่ วปา) ขอ สังเกต มักจะเปน คําทมี่ ีเสียงจัตวา
234 5. คําท่ีมาจากภาษาจนี ไทยกับจีนมีความสัมพันธกันมาเเตโบราณกาล ในสมัยสุโขทัยไดมีการทําสัญญาทางไมตรีกัน ระหวา งไทยกับจีน ภาษาไทย และภาษาจีนจัดอยูในตระกูลภาษาคําโดด ทั้งสองภาษามีเสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมอื น เสยี งดนตรี จงึ ไดช ่ือวาเปนภาษาดนตรี คําท่ีมาจากภาษาจีน มีลักษณะ ดังนี้ - มักเปนคําพยางคเดียว - มีรูปวรรณยุกตเเละเสียง วรรณยกุ ต เพื่อใหเกิดความหมาย ตวั อยา ง คาํ ทีม่ าจากภาษาจีน คาํ นาม กก (หมูเหลา ) กง (ป)ู ขิม (เครื่องดนตรีชนิดหน่ึง) เซียน (ผูวิเศษ) ตงั เก (เรือ) โสหุย (คาใชจาย) ซอ (สะใภ) องั้ โล (เตา) ฮองเต (กษัตรยิ ) คาํ กรยิ า เกก (วางทา) เขียม (ประหยัด) เจา (เลิกกันไป) แฉ (เปดเผยใหรู) ทูซี้ (ทนทําตอไป) เซ็งล้ี (ขายตอ ) แฉ (เปด เผยใหร ู) เซง (ขาย) ตอ้ื (พยายาม) ตนุ (เกบ็ ไว) ตนุ (ทําอาหารใหเปอ ย) ตวั อยาง ประโยคทีใ่ ชคาํ ทีม่ าจากภาษาจนี กง ชอบฟง หลานตี ขมิ เวลานั่งดมื่ นาํ เกกฮวย เธอเปน คน เขียม จงึ ไมชอบจดั งานเล้ียงที่ตองจา ยคา โสหยุ มาก ทนิ กรถกู เพอื่ น ตือ้ ใหไปเท่ียวทะเลดว ยกนั คนที่ เกก มาก ๆ มักจะไมมเี พอื่ น ทีม่ า : หนงั สอื เรียนวิชาหลกั ภาษาไทย พท33002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
235 ใบงานบทเรยี นออนไลนท่ี 5 เร่ือง คำไทยแทแ ละคำทม่ี าจากภาษาอื่น ใหนักศกึ ษาทำงานท่ไี ดร บั มอบหมาย ใบงานที่ 5 เร่อื ง คำไทยแทแ ละคำท่ีมาจากภาษาอน่ื โดยใหนักศึกษาอธบิ าย ลกั ษะคำไทยแทโ ดยเขียนดว ยลายมอื ตนเอง ใสก ระดาษรายงาน หรอื กระดาษ A4 โดยมวี ธิ ีการสง ดังน้ี 1. ถา ยรปู สง ทางไลน กลุม กศน.ตำบล ของตนเอง 2. ถา ยรปู สง ทางfacebook กลมุ กศน.ตำบล ของตนเอง
236 เฉลย ใบงานบทเรียนออนไลนที่ 5 เรื่อง คำไทยแทและคำท่มี าจากภาษาอ่นื ตอบ
237 แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูรายวชิ าประวัตศิ าสตรชาติไทย รหสั วชิ า สค32034 ใบงาน กจิ กรรม คะแนน 1 วิธีการทางประวัตศิ าสตรและมรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร - 2 เรื่อง บทสรปุ สถาบันพระมหากษตั รยิ เปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ 10 3 เรอื่ ง บญุ คณุ ของพระมหากษัตริยไทยต้ังแตส มัยสุโขทยั อยุธยา ธนบุรี 10 และรัตนโกสินทร 4 เรื่อง เหตกุ ารณสำคญั ทางประวัติศาสตรที่มผี ลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย 10 5 เรอ่ื ง ตวั อยางการวิเคราะหแ ละอภปิ รายเหตกุ ารณส ำคัญทาง 10 ประวัติศาสตรทม่ี ผี ลตอการพัฒนาชาติไทย 6 สอบระหวา งภาค 20 7 สอบปลายภาค 40 รวม 100 คะแนน
แผนการจดั กิจกรรมกา รายวชิ า ประวตั ิศาสตรชาติไทย สค32034 จำนวน บทเรยี น หัวเรื่อง วัตถุประสงคเชิง กิจกรรมการเรียน ออนไลนที่ พฤตกิ รรม 1 1. ความภูมใิ จใน 1. อธิบาย - ผูเ รยี นศึกษาเรียนรจู ากห ความเปน ความหมาย และ แบบเรยี น หรอื อินเทอรเ นต็ ชาตไิ ทย ความสำคญั ของ 1. ความภมู ใิ จในความเปน 2. การ สถาบันหลกั ของชาติ ชาติไทย ประยกุ ตใ ช 2. อธิบาย 1. ชาติ วิธีการทาง ความหมาย 1.1 ความหมาย ความ ประวัติศาสตร ความสำคัญ และ ของชาติ 3. พระราช ประโยชนของวธิ กี าร 1.2 ความเปน มาของช กรณียกิจของ ทางประวัตศิ าสตร ไทย พระมหากษัตริย 3. อธบิ ายวธิ ีการทาง 1.3 การรวมไทยเปน ป ไทย สมัย ประวัตศิ าสตร 1.4 พระมหากษตั รยิ ก รัตนโกสนิ ทร 4. ประยุกตใ ชวธิ กี าร รวมชาติ 4. มรดกไทยสมยั ทางประวตั ศิ าสตร 2. ศาสนา รัตนโกสนิ ทร ในการศึกษาเรอื่ งราว 2.1 ศาสนาพุทธ
ารเรยี นรูรายวชิ าแบบออนไลน จำนวน 3 หนว ยกติ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย น 120 ชัว่ โมง นรู เวลา สื่อ/แหลงเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูท ่ี หนงั สอื ประเมนิ ผล คาดหวงั ต เรอ่ื ง น 90 1. หนังสือเรียน บทเรยี น - 1. อธบิ าย มสำคัญ ชม. ประวตั ิศาสตร ออนไลนท ่ี 1 ความหมาย และ ชาตไิ ทย ความสำคญั ของ ชนชาติ สถาบันหลักของ ปก แผน กบั การ ชาติ 2. อธบิ าย 2. Google Site ความหมาย บทเรียนออนไลน ความสำคัญ และ ท่ี 1 ประโยชนของ วิธกี ารทาง ประวตั ศิ าสตร 3. อธิบายวธิ กี าร ทางประวัติศาสตร 4. ประยกุ ตใ ช 238
บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรียน ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ทางประวตั ศิ าสตรท ี่ 2.2 ศาสนาคริสต สนใจ 2.3 ศาสนาอสิ ลาม 5. อธิบาย 2.4 ศาสนาซกิ ข พระราชกรณยี กจิ 2.5 ศาสนาฮินดู ของพระมหากษตั ริย 3. พระมหากษัตรยิ ไทยสมัย 3.1 องคอ ปุ ถัมภของศ รตั นโกสินทร 3.2 การปกครอง 6. อธิบาย 3.3 การเสยี สละ คณุ ประโยชนข อง 3.4 พระปรีชาสามารถ บุคคลสำคญั ท่ีมตี อ 2. การประยุกตใ ชวิธกี ารท การพัฒนาชาติไทย ประวตั ศิ าสตร 7. อธิบาย 2.1 ความหมาย ความสำ ความหมายและ และประโยชนของวธิ กี ารท ความสำคญั ของ ประวัตศิ าสตร มรดกไทย 2.2 วิธีการทางประวัตศิ า 8. ยกตัวอยา งมรดก - การกำหนดหัวเร่ือ ไทยสมัย ศึกษา/การตงั้ ประเดน็ ทีจ่ ะ รตั นโกสนิ ทรไ ดอ ยา ง - การรวบรวมหลกั ฐ
นรู เวลา ส่ือ/แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรยี นรูท ี่ ประเมนิ ผล คาดหวงั ศาสนา วิธกี ารทาง ถ ทาง ประวตั ศิ าสตร ใน ำคญั ทาง การศึกษา าสตร องทจี่ ะ เรอื่ งราวทาง ะศึกษา ฐาน/ ประวัติศาสตรที่ สนใจ 5. อธบิ าย พระราชกรณียกจิ ของ พระมหากษตั ริย ไทยสมัย รตั นโกสนิ ทร 6. อธบิ าย คุณประโยชนของ บุคคลสำคญั ทม่ี ี ตอ การพฒั นาชาติ ไทย 7. อธบิ าย 239
บทเรยี น หวั เรื่อง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรยี น ออนไลนท ี่ พฤตกิ รรม นอ ย 3 เรอื่ ง สบื คน และรวบรวมขอ มลู 9. อธิบาย - การประเมนิ คาขอ ความหมาย หลักฐาน/ การวเิ คราะหแ ล ความสำคัญของการ ขอ มลู ทางประวตั ิศาสตร อนรุ กั ษมรดกไทย - การวเิ คราะห สังเค 10. ยกตัวอยางการมี และจดั หมวดหมู สว นรว มในการ - การเรยี บเรียงและน อนุรกั ษม รดกไทย ขอมูล 2.3 ตวั อยา งการนำวธิ ีก ประวตั ิศาสตร มาใชศกึ ษา ประวตั ิศาสตรไทย 3. พระราช กรณียกิจของพระมหากษัต สมัยรตั นโกสินทร 3.1 คณุ ประโยชนข องบ สำคัญ - กรมพระราชวังบว สุรสงิ หนาท
นรู เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมินผล คาดหวงั ความหมายและ อง ความสำคัญของ ละตคี วาม มรดกไทย 8. ยกตัวอยาง คราะห มรดกไทยสมยั รตั นโกสนิ ทรได นำเสนอ อยา งนอ ย 3 เร่ือง 9. อธบิ าย การทาง ความหมาย ความสำคญั ของ การอนุรกั ษม รดก ไทย ตรยิ ไทย 10. ยกตวั อยาง การมสี ว นรว มใน บุคคล การอนุรกั ษม รดก ไทย วรมหา 240
บทเรียน หวั เรื่อง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กิจกรรมการเรยี น ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม - ทา วสรุ นารี - สมเดจ็ เจาพระยามหา สุริยวงศ (ชวง บนุ นาค) - กรมพระยาดำรงราชาน - กรมหลวงชมุ พรเขตอ - พระยาอนมุ านราช 4. มรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ 4.1 ความหมายและควา ของมรดกไทย 4.2 มรดกไทยสมยั รัตนโ - ดานสถาปตยกรรม - ดา นประตมิ ากรรม - ดานจติ รกรรม - ดา นวรรณกรรม - ดา นดนตรี และนา - ดา นประเพณี - ดานการแตง กายและ - ตวั อยา งการมสี วน
นรู เวลา สื่อ/แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี ประเมินผล คาดหวงั าศรี านุภาพ อดุ มศกั ด์ิ ชธน นทร ามสำคัญ โกสินทร ม ม าฏศลิ ป ะอาหาร นรว ม การ 241
บทเรียน หวั เร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กิจกรรมการเรยี น ออนไลนท่ี พฤติกรรม อนุรักษมรดกไทย สมยั รตั น 5. มรดกไทยทม่ี ผี ลตอ การพ ชาติไทย 6. การอนุรักษม รดกไทย 7. การมสี วนรว มในการอน มรดกไทย - ครูมอบหมายใหผ เู รียนทำ กิจกรรมบทเรยี นออนไลนท วิธีการทางประวตั ศิ าสตรแล ไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร
นรู เวลา ส่อื /แหลงเรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมนิ ผล คาดหวัง นโกสนิ ทร พัฒนา นรุ ักษ ำใบ ที่ 1 เรอ่ื ง และมรดก 242
แผนการจดั กิจกรรมกา รายวิชา ประวัตศิ าสตรชาติไทย สค32034 จำนวน บทเรยี น หวั เรือ่ ง วตั ถปุ ระสงคเชงิ กจิ กรรมการเรียนรู ออนไลนที่ พฤตกิ รรม 2 บทท่ี 1 1. บอกพระปรีชา - ครมู อบหมายใหนักศึกษา บทสรปุ สถาบนั สามารถของ การชีแ้ จงรายละเอยี ดการเร พระมหากษตั ริย พระมหากษตั รยิ ไทย ในสัปดาหท ี่ 1 เปน ศูนยร วมใจ กับการรวมชาติ โดย นายสมพงษ รุยปรงิ ของคนในชาติ 2. อธบิ ายความสำคญั - ผูเ รียนเรียนรจู าก Google ของสถาบันศาสนา Site 3. อธิบายความสำคัญ วชิ าประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทย ของสถาบัน สค32034 พระมหากษัตรยิ - ผเู รียนทำแบบทดสอบกอ 4. อธิบายและ เรียน ยกตวั อยา งที่แสดงถงึ - ครูมอบหมายใหผเู รียนดคู ความภาคภมู ิใจใน วิดโิ อนำเขา สบู ทเรียน เร่ือง ความเปน ไทย บทสรปุ สถาบันพระมหากษ เปนศูนยร วมใจของคนในช
ารเรยี นรรู ายวชิ าแบบออนไลน จำนวน 3 หนว ยกติ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย น 120 ชวั่ โมง เวลา ส่อื /แหลง เรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูที่ ประเมนิ ผล คาดหวัง าฟง 9 ชม. คลิปวิดโิ อ บทเรยี น ชองท่ี 1. บอกพระปรชี า รยี นรู Google Site ออนไลน 1 สามารถของ https://sites.google.com ที่ 2 พระมหากษตั รยิ ไ ทย /view/phuthi32034 กับการรวมชาติ - หนังสอื เรียน e ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย 2. อธิบาย ความสำคญั ของ สถาบนั ศาสนา อน - ส่ือคลปิ วดิ โิ อ เรื่อง 3. อธบิ าย บทสรปุ สถาบัน ความสำคญั ของ สถาบนั คลปิ พระมหากษัตริย เปนศูนย พระมหากษัตริย ง รวมใจของคนในชาติ 4. อธบิ ายและ ษตั รยิ ยกตวั อยา งทแ่ี สดง ชาติ ถงึ ความภาคภูมใิ จ 243
บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม - ครมู อบหมายใหผเู รยี นศึก ความรูจ ากคลปิ วิดิโอ เร่ือง \"สถาบันพระมหากษตั ริย \" ศนู ยร วมจติ ใจของคนไทย เ อาน อาจารยงามแสงสอ งใจ - ครมู อบหมายใหผเู รียนศึก ความรูจากคลปิ วดิ ิโอ เร่อื ง บารมี ในหลวงร.10 สถาบนั พระมหากษัตรยิ ศูนยรวมจ ของคนไทย - ผูเรียนทำใบงานบทเรียน ออนไลนท่ี 2 เรอ่ื ง บทสรปุ สถาบนั พระมหากษตั รยิ เปนศูนยร ใจของคนในชาติ - ผเู รยี นทำแบบทดสอบหล เรียน
เวลา สือ่ /แหลงเรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี ประเมนิ ผล คาดหวงั กษา - ส่ือคลปิ วดิ โิ อ เรื่อง พระ ในความเปน ไทย บารมี ในหลวงร.10 คอื เสยี ง จ กษา พระ น จติ ใจ รวม ลัง 244
แผนการจดั กจิ กรรมกา รายวิชา ประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย สค32034 จำนวน บทเรียน หัวเรื่อง วตั ถปุ ระสงคเชิง กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ พฤติกรรม 3 บทที่ 2 1. บอกบญุ คุณ - ผูเรยี นเรยี นรจู าก Google บญุ คณุ ของ ของ Site พระมหากษตั ริย พระมหากษัตรยิ วชิ าประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย ไทยตั้งแตสมยั ไทยต้ังแตส มยั สค32034 สุโขทยั อยุธยา สโุ ขทัย อยุธยา - ผูเรยี นทำแบบทดสอบกอ น ธนบรุ ี และ ธนบรุ ี และ เรียน รัตนโกสินทร รตั นโกสนิ ทร - ครูมอบหมายใหผเู รียนดู 1. สมัยสโุ ขทยั คลิปวิดิโอนำเขาสบู ทเรยี น 2. สมยั อยุธยา เรื่อง บุญคุณของ 3. สมยั ธนบุรี พระมหากษตั รยิ ไ ทยตง้ั แต 4. สมัย สมยั สุโขทยั อยุธยา ธนบรุ ี รตั นโกสินทร และรตั นโกสินทร - ครูมอบหมายใหผเู รียน ศึกษาความรูจากคลปิ วดิ โิ อ
ารเรียนรรู ายวิชาแบบออนไลน จำนวน 3 หนว ยกติ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย น 120 ชวั่ โมง เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรทู ่ี ประเมนิ ผล คาดหวงั 6 ชม. - Google Site บทเรียน ชอ งที่ 1. บอกบญุ คณุ https://sites.google.com/ ออนไลน 2 ของ view/phuthi32034 ท่ี 3 พระมหากษัตรยิ ไทยตั้งแตส มัย - หนงั สือเรยี น สุโขทยั อยุธยา ประวัตศิ าสตรชาตไิ ทย ธนบุรี และ - สอ่ื คลปิ วดิ ิโอ รัตนโกสนิ ทร บญุ คณุ ของ พระมหากษัตรยิ ไ ทยตงั้ แต สมยั สโุ ขทยั 245
บทเรียน หัวเร่อื ง วตั ถุประสงคเชิง กิจกรรมการเรยี นรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม บุญคุณของพระมหากษัตรยิ ไทยตง้ั แตสมยั สโุ ขทัย - ครูมอบหมายใหผ เู รยี น ศึกษาความรจู ากคลปิ วิดโิ อ เรอื่ ง บญุ คุณของ พระมหากษัตรยิ ไทยตงั้ แต สมัย อยธุ ยา - ครมู อบหมายใหผ เู รยี น ศกึ ษาความรจู ากคลปิ วดิ โิ อ เร่ือง บุญคณุ ของ พระมหากษัตรยิ ไทยตง้ั แต สมัย ธนบุรี - ครูมอบหมายใหผเู รียนดู คลิปวดิ ิโอนำเขา สูบทเรยี น เร่อื ง บญุ คณุ ของ พระมหากษตั รยิ ไทยตงั้ แต สมัยรัตนโกสินทร - ผเู รยี นทำใบงานบทเรยี น
เวลา ส่อื /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรูที่ - สอ่ื คลปิ วดิ ิโอ บญุ คุณของ ประเมนิ ผล คาดหวัง พระมหากษัตริยไ ทยตง้ั แต สมัยอยุธยา - สอ่ื คลปิ วิดิโอ บญุ คุณของ พระมหากษตั รยิ ไทยตง้ั แต สมยั กรุงธนบรุ ี 246
บทเรียน หวั เรื่อง วตั ถปุ ระสงคเ ชิง กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนท่ี พฤตกิ รรม ออนไลนท ี่ 3 เรื่อง บุญคุณ ของพระมหากษตั รยิ ไทย ตัง้ แตส มัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสนิ ทร - ผูเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรยี นรทู ่ี - สื่อคลปิ วดิ ิโอ บญุ คณุ ของ ประเมินผล คาดหวงั พระมหากษัตรยิ ไทยตง้ั แต สมยั กรุงรัตนโกสินทร 247
แผนการจัดกจิ กรรมกา รายวชิ า ประวตั ิศาสตรชาตไิ ทย สค32034 จำนวน บทเรยี น หวั เร่อื ง วัตถุประสงคเ ชงิ กจิ กรรมการเรยี นรู ออนไลนที่ พฤตกิ รรม 4 บทที่ 3 1. วเิ คราะหเ หตุ - ผเู รยี นเรียนรจู าก 1. เหตุการณสำคัญ การณสำคัญทาง Google Site ทางประวตั ศิ าสตรท่ี ประวัตศิ าสตรท ่มี ี วิชาประวัตศิ าสตรชาตไิ ทย มีผลตอ การพัฒนา ผลตอ การพฒั นา สค32034 ชาตไิ ทย ชาตไิ ทย - ผูเรยี นทำแบบทดสอบ 1.1 การ กอ นเรียน สถาปนาอาณาจักร - ครมู อบหมายใหผ เู รียนดู รตั นโกสินทร คลปิ วดิ ิโอนำเขาสบู ทเรียน 1.2 สนธิสญั ญา เรือ่ ง การสถาปนา เบาวรงิ อาณาจกั รรัตนโกสินทร 1.3 การปฏิรปู - ครูมอบหมายใหผ เู รียน การปกครองในสมยั ศึกษาความรูจ ากคลปิ วดิ ิโอ รัชกาลท่ี 5 สนธสิ ญั ญาเบาวร ิง
ารเรียนรรู ายวิชาแบบออนไลน จำนวน 3 หนว ยกติ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย น 120 ชั่วโมง เวลา สือ่ /แหลงเรียนรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ประเมินผล ทค่ี าดหวัง 6 ชม. - Google Site บทเรียน ชอ งที่ 3 1. วเิ คราะห https://sites.google.com/ ออนไลนท่ี 4 เหตุการณ สำคญั ทาง view/phuthi32034 ประวัตศิ าสตร ที่มผี ลตอการ - หนงั สอื เรียน ประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทย พัฒนาชาติ - สือ่ คลปิ วิดโิ อ สนธิสญั ญา ไทย เบาวร งิ อ - ส่อื คลปิ วดิ ิโอ การปฏริ ูป การปกครองในสมัยรัชกาล 248
บทเรียน หวั เรอื่ ง วตั ถุประสงคเ ชงิ กิจกรรมการเรยี นรู ออนไลนท ่ี พฤติกรรม 1.4 การ - ครูมอบหมายใหผ เู รียน เปลี่ยนแปลงการ ศึกษาความรูจ ากคลปิ วิดิโอ ปกครอง พ.ศ.2475 เรื่อง การปฏริ ปู การ 1.5 ความเปน ปกครองในสมยั รัชกาลท่ี 5 ชาตไิ ทยสมัยจอม - ครมู อบหมายใหผเู รียน พล ป. พิบลู ศึกษาความรูจากคลปิ วิดโิ อ สงคราม เร่อื ง การเปล่ยี นแปลง การเมืองการปกครอง2475 - ครูมอบหมายใหผ เู รยี น ศกึ ษาความรูจ ากคลปิ วดิ ิโอ เร่อื ง ความเปนชาตไิ ทย สมยั จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม - ผูเรยี นทำใบงานบทเรยี น ออนไลนท ่ี 4 เรือ่ ง เหตุการณสำคญั ทาง ประวตั ศิ าสตรทีม่ ีผลตอ การ พัฒนาชาติไทย
เวลา สอื่ /แหลง เรยี นรู การวัดและ กศน.4 ผลการเรียนรู ประเมนิ ผล ท่คี าดหวงั ท่ี 5 อ อ - สอื่ คลปิ วดิ ิโอ การ เปล่ียนแปลงการเมอื งการ 5 ปกครอง 2475 อ ร - สือ่ คลปิ วดิ ิโอ ความเปน ชาตไิ ทยสมัยจอมพล ป. 249
บทเรยี น หวั เรื่อง วตั ถุประสงคเ ชิง กิจกรรมการเรียนรู ออนไลนท ี่ พฤติกรรม - ใหผ เู รยี นทำแบบทดสอบ หลงั เรยี น
เวลา สื่อ/แหลง เรยี นรู การวดั และ กศน.4 ผลการเรียนรู พิบูลสงคราม ประเมินผล ทค่ี าดหวงั 250
แผนการจดั กจิ กรรมกา รายวชิ า ประวัติศาสตรช าติไทย สค32034 จำนวน บทเรยี น หัวเรอ่ื ง วตั ถุประสงคเชิง กจิ กรรมการเรยี นรู เวล ออนไลน พฤติกรรม 12 ช 5 บทที่ 4 อภปิ รายและ - ครูมอบหมายใหผเู รยี นดู ตัวอยางการ นำเสนอ คลปิ วิดโิ อนำเขาสบู ทเรียน วเิ คราะหและ เหตุการณส ำคัญ เร่อื ง ตวั อยางการวิเคราะห อภปิ ราย ทาง และอภิปรายเหตกุ ารณ เหตุการณ ประวัตศิ าสตรท ่ี สำคญั ทางประวัตศิ าสตรท ม่ี ี สำคญั ทาง มผี ลตอการ ผลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย ประวัตศิ าสตรที่ พัฒนาชาติไทย - ใหผเู รียนทำแบบทดสอบ มีผลตอ การ กอนเรยี น พัฒนาชาติไทย - ผูเรียนทำใบงานบทเรยี น ออนไลนท ี่ 5 เรือ่ ง ตวั อยา ง การวเิ คราะหและอภิปราย เหตุการณสำคญั ทาง ประวัตศิ าสตรท่มี ผี ลตอ การ พฒั นาชาติไทย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378