Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Published by kittipakorn, 2021-10-17 10:37:42

Description: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

Search

Read the Text Version

143 แบบประเมนิ การสังเกตพฤตกิ รรมนกั เรียน ช้นั ........................................................................................................จานวน...................คน สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรูว้ นั ท.ี่ .............เดือน....................................................พ.ศ........................ พฤตกิ รรม ความ ความ การ ทางานทนั มสี ่วนร่วม รวม ต้งั ใจใน สนใจและ ตอบ ตาม ในกจิ กรรม (20) เลขท่ี ชื่อ-สกลุ การเรียน การ คาถาม กาหนดเวล หรืองาน (4) ซักถาม (4) า กลุ่ม (4) (4) (4) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23. 24. 25.

144 26. 27. 28. 29. 30. 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 38. 39. 40. 41. 42. 43. 44. 45. 46. 47. 48. 49. 50. ลงชื่อ ......................................ผปู้ ระเมิน ............/............/..........

145 เกณฑ์การประเมนิ ในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ มีดงั น้ี คะแนน 18 - 20 ดีมาก คะแนน 14 - 17 ดี คะแนน 10 - 13 พอใช้ คะแนน 0 - 9 ควรปรับปรุง มีเกณฑ์ให้คะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ คือ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 4 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามทตี่ อ้ งการเป็นประจา สม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 3 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่ตอ้ งการค่อนขา้ งจะสม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 2 คะแนน เม่ือนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามทีต่ อ้ งการคอ่ นขา้ งนอ้ ย เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่ตอ้ งการนอ้ ย เกณฑ์การประเมนิ การสังเกตพฤตกิ รรมนักเรียน รายการประเมนิ ดีมาก(4) เกณฑ์การให้คะแนน ต้องปรับปรุง(1) ด(ี 3) พอใช้(2) 1.ความต้งั ใจในการ สนใจในการเรียนไม่ สนใจในการเรียนคุย สนใจในการเรียนคุย ไมส่ นใจในการเรียน เรียน คุยหรือเล่นกนั ในขณะ กนั เลก็ นอ้ ยในขณะ กนั และเล่นกนั ในขณะ คุยและเล่นกนั เรียน เรียน เรียนเป็นบางคร้ัง ในขณะเรียน 2.ความสนใจและการ มกี ารถามในหวั ขอ้ ที่ มกี ารถามในหวั ขอ้ ท่ี มกี ารถามในหวั ขอ้ ที่ ไม่ถามในหวั ขอ้ ที่ตน ซกั ถาม ตนไมเ่ ขา้ ใจทกุ เรื่อง ตนไม่เขา้ ใจเป็น ตนไม่เขา้ ใจเป็น ไม่เขา้ ใจและไมก่ ลา้ และกลา้ แสดงออก ส่วนมากและกลา้ บางคร้ังและไม่ค่อย แสดงออก แสดงออก กลา้ แสดงออก 3.การตอบคาถาม ร่วมตอบคาถามใน ร่วมตอบคาถามใน ร่วมตอบคาถามใน ไม่ตอบคาถาม เร่ืองท่คี รูถามและตอบ เรื่องที่ครูถามและ เร่ืองทีค่ รูถามเป็น คาถามถูกทุกขอ้ ตอบคาถามส่วนมาก บางคร้ังและตอบ ถูก คาถามถูกเป็นบางคร้ัง 4.ทางานทนั ตาม ทางานส่งตามเวลาที่ ทางานส่งตามเวลาที่ ส่งงานชา้ และไมค่ ่อย ส่งงานชา้ และไม่ กาหนดเวลา กาหนดและถูกตอ้ ง กาหนดและส่วน ถูกตอ้ งชดั เจน ถูกตอ้ ง ชดั เจน ใหญ่ถูกตอ้ ง 5.มีส่วนร่วม ร่วมมอื และช่วยเหลือ ร่วมมอื และ ร่วมมอื และช่วยเหลือ ไมม่ ีความร่วมมือ ในกิจกรรมหรืองาน เพ่ือนในการทา ช่วยเหลือเพือ่ นเป็น เพือ่ นในการทา ในขณะทากิจกรรม กลุ่ม กิจกรรม ส่วนใหญ่ในการทา กิจกรรมเป็นบางคร้ัง กิจกรรม

146 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ช่ือหน่วยการเรียนรู้ : การเขยี นเค้าโครงของโครงงานคณติ ศาสตร์ รายวิชา คณติ ศาสตร์พืน้ ฐาน ค23101 จานวนเวลา 2 ช่ัวโมง ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 3 ครูผู้สอน นางอมุ าพร พมิ พ์ภักดี ……………………………………………………………………………………………………… 1. สาระสาคญั โครงงานทด่ี ีตอ้ งมีลกั ษณะดงั น้ี 1. วตั ถุประสงค์ เน้ือหา วธิ ีการ ตอ้ งมีความชดั เจน เขา้ ใจงา่ ย มีความสอดคลอ้ งและสนองตอ่ ความจาเป็ น 2. โครงงานทีด่ ี ตอ้ งมีความสอดคลอ้ งกบั นโยบายและแผนของหน่วยงาน 3. โครงงานทด่ี ี ตอ้ งมีความเป็นไปไดใ้ นการดาเนินงานโครงงาน โดยท่สี ามารถวดั และ ประเมินผลโครงงานน้นั ๆ ได้ 4. โครงงานทด่ี ี ตอ้ งมีการระบเุ วลาในแต่ละช่วงต้งั แต่เร่ิมตน้ จนสิ้นสุดโครงการโดยละเอียด 5. โครงงานท่ดี ี ควรมีการศกึ ษาและวเิ คราะหข์ อ้ มูลทไ่ี ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตรงกบั ความเป็ นจริง 6. โครงงานที่ดี ตอ้ งไดร้ บั การสนบั สนุนจากบุคคลและหน่วยงานอยา่ งเหมาะสม 7. โครงงานทด่ี ี ตอ้ งมีความสอดคลอ้ งระหวา่ งหลกั การ เหตุผล วธิ ีดาเนินการ และ วตั ถุประสงคข์ องโครงงาน 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ค 5.1 : เขา้ ใจและใชว้ ธิ ีการทางสถิติในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลได้ มาตรฐาน ค 5.2 : ใชว้ ิธีการทางสถิติและความรู้เก่ียวกบั ความน่าจะเป็ นในการคาด การณ์ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรูต้ า่ งๆ ทางคณิตศาสตร์และ เช่ือมโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อื่นๆได้ มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ัน ค 6.1.3 ใชค้ วามรู้ทกั ษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ และเทคโนโลยกี ารแกป้ ัญหา ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ค 6.5.1 มีความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ ค 6.6.2 นาความรูแ้ ละทกั ษะท่ีไดจ้ ากการเรียนคณิตศาสตร์ไปประยกุ ตใ์ นการเรียนรู้ และในการดารงชีวติ

147 4. สาระการเรียนรู้ นกั เรียนสามารถวางแผนและดาเนินงานเขยี นเคา้ โครงของโครงงานคณิตศาสตร์ได้ 5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. นกั เรียนสามารถบอกหลกั การเขยี นเคา้ โครงของโครงงานคณิตศาสตร์ได้ 2. นกั เรียนสามารถเขียนเคา้ โครงของโครงงานคณิตศาสตร์ได้ 6. สาระการเรียนรู้ / เนื้อหา 1. ชื่อโครงงาน ช่ือโครงงานทด่ี ีควรมีลกั ษณะดงั น้ี 1.1 เป็นขอ้ ความทม่ี ีความกะทดั รัด ชดั เจน 1.2 ช่ือของโครงงานเม่ืออ่านแลว้ ควรมองเห็นภาพพจน์ของโครงงานน้นั วา่ มีลกั ษณะเป็ น อยา่ งไร 1.3 ชื่อโครงงานควรเป็นหวั ขอ้ ท่เี ป็ นปัญหา และน่าสนใจต่อผพู้ บเห็น และสามารถนาไปใช้ ประโยชนไ์ ด้ 2. ช่ือผู้ทาโครงงาน ตอ้ งมีการระบชุ ่ือผทู้ าโครงงาน โดยมีการระบุ ช่ือ.....................................นามสกลุ ................................เลขท่ี................ช้นั /หอ้ ง......... โรงเรียน.......................................................................................................................... 3. ชื่อทีป่ รึกษาโครงงาน ท่ีปรึกษาโครงงานควร มีลกั ษณะดงั น้ี 3.1 เป็ นผเู้ ช่ียวชาญในเร่ืองเน้ือหาของโครงงานน้นั ๆ 3.2 เป็นผทู้ มี่ ีเวลาในการใหค้ าแนะนาปรึกษา เมื่อมีปัญหาในการดาเนินงานโครงงาน 3.3 เป็ นผทู้ ี่พบปะไดง้ า่ ย และสะดวกต่อผทู้ าโครงงาน 3.4 เป็นผทู้ ่เี ตม็ ใจ และพอใจในการใหค้ าแนะนาปรึกษาในการดาเนินโครงงาน 3.5 เป็ นผทู้ ีม่ ีความเขา้ ใจท่ีดีกบั ผทู้ ี่ดาเนินโครงงาน 3.6 เป็ นบุคคลทเี่ ป็นทรี่ ูจ้ กั กนั ดีของบุคคลทวั่ ไป การเขียนช่ือทีป่ รึกษาโครงงานน้นั ตอ้ งมีการระบุดงั น้ี ชื่อ.......................................นามสกุล..........................ตาแหน่ง.............................. สถานท่ที างาน...............................................เบอร์โทรศพั ท.์ ................................... 4. ท่ีมาและความสาคญั ของโครงงาน ท่มี าและความสาคญั ของโครงงาน ควรมีลกั ษณะดงั น้ี 4.1 มีการบง่ ช้ีรากฐานความเป็ นมาของโครงงาน วา่ มีทมี่ าอยา่ งไร

148 4.2 มีแนวความคดิ เป็นพ้นื ฐานทีม่ าของโครงงานน้นั ๆ อยา่ งไร 4.3 ควรใหผ้ อู้ ่าน หรือผใู้ ชโ้ ครงงาน อยา่ งนอ้ ยใหม้ ีความเขา้ ใจ และทราบถึงพน้ื ฐาน ความเป็นมา แนวคดิ ของโครงงานน้นั ๆ 4.4 ตอ้ งมีการเขยี นแสดงถึงความสาคญั ของโครงงาน จากประเดน็ ต่างๆในโครงงาน น้นั 4.5 มีการระบคุ วามเร่งด่วนของโครงงาน ตลอดจนความสมั พนั ธ์ ความผกู พนั ระหวา่ ง โครงงานน้นั ๆ กบั โครงงาน หรือความรูต้ า่ งๆ ท้งั ในอดีต ปัจจบุ นั และอนาคต 5. จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า การเขยี นจดุ มุ่งหมายของการศึกษาคน้ ควา้ น้นั ตอ้ งมีลกั ษณะดงั น้ี 5.1 เขียนเป็นประโยคคาถามหรือประโยคธรรมดาก็ได้ หรือจะเขยี นผสมกนั ระหวา่ ง ประโยคท้งั สองอยา่ งทีก่ ล่าวมาแลว้ ได้ 5.2 ควรใชภ้ าษาทแ่ี จ่มชดั เขา้ ใจง่าย ไม่วกวน 5.3 สามารถต้งั สมมุตฐิ านได้ 5.4 สามารถทาการทดสอบได้ 5.5 ควรแยกแยะใหเ้ ห็นในสิ่งท่ีตอ้ งการศึกษาเป็นรายยอ่ ย ไม่ควรเขียนคลุมๆ กนั ไวท้ าให้ ขาดความเป็ นปรนยั 6. สมมตุ ฐิ านของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมุตฐิ านของการศกึ ษาคน้ ควา้ หมายถึง ขอ้ ความท่ีผดู้ าเนินงานเสนอหรือคาดคะเน วา่ เป็ นคาตอบของการศกึ ษาคน้ ควา้ มกั เขยี นในรูปขอ้ สรุป หรือปัญญาที่รอการพสิ ูจน์ 7. วิธีดาเนินงาน วธิ ีดาเนินงานน้ีจะเป็นส่วนระบุถึงแนวทาง กลยทุ ธ์ และวธิ ีท่ีจะทาโครงงานน้นั ๆโดย ละเอียดในการระบวุ ธิ ีดาเนินงานน้ี จะตอ้ งช้ีแจงรายละเอียดวา่ ทาอยา่ งไร เพยี งใด จึงจะบรรลุตาม เป้าหมายทีก่ าหนดตามโครงงาน มีการระบถุ ึง 7.1 วสั ดุอุปกรณ์ทีใ่ ช้ ระบุวสั ดุอุปกรณ์ท่ใี ชใ้ นการดาเนินโครงงานโดยละเอียดเป็นรายขอ้ 7.2 แนวการศกึ ษาคน้ ควา้ ระบุการจดั ทาและการดาเนินโครงงาน ไดแ้ นวความคิดจากแหล่งใด โดยใครและนามา ประยกุ ตใ์ ชใ้ นโครงงานน้ีอยา่ งไร

149 8. แผนปฏบิ ตั ิงาน เขียนแผนการปฏิบตั ใิ นการจดั ทาและดาเนินงานโครงงานโดยละเอียด เป็ นข้นั ตอน ระบรุ ะยะเวลาในการดาเนินกิจกรรม ผรู้ บั ผดิ ชอบ และงบประมาณ (ในรูปตาราง เพอื่ ความสะดวกในการ นาเสนอ) แผนปฏบิ ตั งิ านแบ่งออกเป็นข้นั ๆ โดยสรุปดงั น้ี 8.1 ข้นั ตอนดาเนินงาน เป็ นข้นั ตอนที่ผรู้ ับผดิ ชอบโครงงานตอ้ งเตรียมการก่อนดาเนินงาน เช่น ศึกษา คน้ ควา้ เอกสารอา้ งอิง ประชุมผรู้ บั ผดิ ชอบโครงงาน เลือกหวั ขอ้ ในการทาโครงงาน จดั เตรียมวสั ดุ อุปกรณ์ และแบง่ หนา้ ท่ีตามความรับผดิ ชอบภายในกลุ่ม 8.2 ข้นั ดาเนินงาน ระบุรายละเอียดต้งั แต่เร่ิมดาเนินการ จนโครงงานสาเร็จเป็นข้นั ตอนในแตล่ ะ ช่วงเวลา 8.3 ข้นั วดั ผลและประเมินผล ระบเุ ครื่องมือทใี่ ชใ้ นการวดั และประเมินผลวา่ ใชเ้ ครื่องมือชนิดใดบา้ ง เช่น การ สงั เกต การวกั ถาม หรือแบบทดสอบ เป็นตน้ 9. ผลท่คี าดว่าจะได้รับ ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั จะเป็นการระบุถึงประโยชนห์ รือผลที่พงึ จะไดร้ ับหลงั จากส้ินสุด การทาโครงงานน้นั ๆ แลว้ เป็ นการแสดงผลกระทบทดี่ ี ท้งั ทางตรง และทางออ้ ม และระบวุ า่ ใครจะไดร้ ับ ประโยชน์ และผลกระทบ หรือมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร และอยา่ งไร ท้งั เชิงคุณภาพและปริมาณ 10. เอกสารอ้างอิง เอกสารอา้ งอิงจะเป็ นสิ่งท่ที าใหผ้ ดู้ าเนินโครงงานมองเห็นแนวทางในการดาเนินงาน และแกป้ ัญหาของตนไดด้ ีข้ึน เอกสารอา้ งอิงทาได้ 2 วธิ ี คือ 1. การอา้ งอิงโดยใชเ้ ชิงอรรถ (Footnote) มีหลกั การเขียนดงั น้ี 1.1 อา้ งอิงโดยใชเ้ ลขกากบั ระหวา่ งขอ้ ความในเน้ือเรื่องกบั เอกสารทีอ่ า้ งอิงในเชิงอรรถ ทต่ี รงกนั เรียงลาดบั ตวั เลขกากบั ในเชิงอรรถเมื่อข้ึนหนา้ ใหม่ใหเ้ ร่ิมตน้ นบั หน่ึงใหม่ ส่วนขงเชิงอรรถจะอยทู่ างส่วนล่างของหนา้ กระดาษ โดยมีเสน้ คนั่ ขวางระหวา่ งตวั เรื่องกบั เชิงอรรถจากขอบซา้ ยประมาณคร่ึงหนา้ 1.2 การอา้ งอิงจากหนงั สือ เชิงอรรถจะระบุส่วนสาคญั 3 ส่วน คือ ส่วนทเ่ี กี่ยวกบั ผแู้ ต่ง ส่วนช่ือหนงั สือที่อา้ งอิง การเขยี นชื่อผแู้ ตง่ ใหเ้ ขียนช่ือก่อนช่ือสกลุ ขีดเสน้ ใตช้ ่ือ หนงั สือ เชิงอรรถภาษาไทยในการบอกเลขหนา้ เขียนคาวา่ “หนา้ ” แต่เป็น

150 ภาษาองั กฤษเขียนคาวา่ “P” นาหนา้ เลขบอกหนา้ ในเชิงอรรถภาษาไทยจะไม่ใช้ เคร่ืองหมายใดๆ คน่ั เลย แตถ่ า้ เป็นเชิงอรรถภาษาองั กฤษจะใชเ้ ครื่องหมายมหพั ภาค คนั่ แต่ละส่วน เช่น ชวาล แพรตั นกุล เทคนิคการวดั ผล หนา้ 108 J.W.Best, Research in Education, P.220 2. การอา้ งอิงโดยใชบ้ รรณานุกรม แบบการเขียนรายงานเป็นรูปแบบการเขียนทว่ั ไป ในการเขียนรายงาน คอื ชื่อผแู้ ต่ง .............................นามสกลุ ผแู้ ตง่ .....................................ช่ือหนงั สือ................................... สถานทพี่ มิ พ.์ ...............................ปี ทพี่ มิ พ.์ .............................พมิ พค์ ร้งั ที.่ .......................................... จานวนหนา้ ท้งั หมด........................................... เช่น ชูศรี วงศร์ ตั นะ เทคนิคการใช้สถติ เิ พ่ือการวจิ ยั โรงพมิ พแ์ ลทาปกเจริญผล 2527. 370 หนา้ 7. กิจกรรมการเรียนการสอน คาบที่ 5-6 ข้นั นา ครูอธิบายถึงความรูเ้ บ้อื งตน้ เก่ียวกบั การทาโครงงานคณิตศาสตร์วา่ มีความสาคญั มากดงั น้นั นกั เรียนควรจะตอ้ งมรการเขียนเคา้ โครงของโครงงานข้นึ เพอื่ ใหโ้ ครงงานคณิตสาสตร์ของนกั เรียนบรรลุ ถึงเป้าหมายในการทาโครงงานคณิตสาสตร์ ข้นั สอน 1. ครูใหน้ กั เรียนศกึ ษา ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดท่ี 3 2. ครูอธิบายชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดที่ 3 เร่ืองการเขียนเคา้ โครงของ โครงงานคณิตสาสตร์ ซ่ึงประกอบดว้ ยท้งั 10 หวั ขอ้ และอธิบายถึงแบบฟอร์มการจดั ทาเคา้ โครงของโครงงานคณิตศาสตร์ ข้นั สรุป ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปวา่ ในการเขียนเคา้ โครงของโครงงานคณิตศาสตร์น้นั ประกอบดว้ ยเน้ือหาทส่ี าคญั คืออะไรบา้ ง 8. สื่อการเรียนการสอน ชุดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ครงงานคณิตศาสตร์ ชุดท่ี 3 - แบบทดสอบ 9. การวัดผลและการประเมนิ ผล 1. การสงั เกตจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนในช้นั เรียน 2. แบบทดสอบ

151 10. กจิ กรรมเสนอแนะ (เพม่ิ เติม) ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ 11. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ลงชื่อ ครูผสู้ อน (นางอุมาพร พิมพภ์ กั ดี)

152 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณติ ศาสตร์ ชุดท่ี 3 การเขียนเค้าโครง โดย นางอุมาพร พมิ พ์ภักดี ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรียนบ้านไผ่ อาเภอบ้านไผ่ จงั หวดั ขอนแก่น สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 25

153 คานา ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดท่ี 3 การเขียนเค้าโครง จดั ทาข้ึนเพอ่ื ส่งเสริมให้ นกั เรียนสามารถเขยี นเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ แสดงความคดิ สร้างสรรค์ ประเมิน วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ คาตอบและนาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้อยา่ งเหมาะสม โดย กิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ชุดน้ีจะทา นักเรียนไดเ้ รียนรู้อยา่ งมีความสุข สามารถแสวงหา ความรู้เพิ่มเตมิ คิดเป็ น ทาเป็ น แกป้ ัญหาเป็ น เขา้ ใจวธิ ีการทาโครงงานคณิตศาสตร์ และสรุปองคค์ วามรู้ ดว้ ยตนเองไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ผูจ้ ดั ทาหวงั เป็ นอย่างยง่ิ ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ จะเป็ นประโยชน์ต่อ นกั เรียนและผทู้ ี่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกบั โครงงานคณิตศาสตร์ไดเ้ ป็ นอยา่ งดี นางอุมาพร พมิ พภ์ กั ดี ผจู้ ดั ทา

สารบัญ 154 คาช้ีแจงสาหรบั นกั เรียน หนา้ บทบาทของครูผสู้ อน 1 บทบาทของผเู้ รียน 2 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3 ใบความรู้เรื่อง การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ 4 แบบฟอร์มการจดั ทาเคา้ โครงงานคณิตสาสตร์ 5 แบบทดสอบ เรื่อง การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ 9 เฉลยแบบทดสอบ เรื่อง การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ 11 แบบประเมินการสงั เกตพฤตกิ รรมนกั เรียน 14 15

155 คาชี้แจงสาหรับนักเรียน คาชี้แจง 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดท่ี 3 มีกิจกรรมใหน้ กั เรียนปฏิบตั ิเป็ นรายบคุ คลและกลมุ่ 2. ใบงานสาหรบั ทาเป็ นรายบุคคล ใบกิจกรรมสาหรบั กิจกรรมกลุ่ม เม่ือนกั เรียนเขา้ กลุ่ม เรียบรอ้ ยแลว้ ใหเ้ ลือกประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่ม สมาชิกทเี่ หลือช่วยกนั ปฏิบตั ิกิจกรรมกลุ่ม 3. ศกึ ษารายละเอียดของใบความรู้ใหเ้ ขา้ ใจ เมื่อมีขอ้ สงสยั ควรวกั ถามครูผสู้ อนก่อนทจี่ ะ ดาเนินกิจกรรมตามลาดบั ข้นั ตอนในใบความรู้ 4. นกั เรียนควรปฏิบตั ิตนเป็ นผปู้ ฏบิ ตั ทิ ีด่ ี คอื ไมส่ ่งเสียงดงั รบกวนกลุ่มอ่ืน ๆ ใหค้ วาม ร่วมมือปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลุ่มทกุ กิจกรรม และตอ้ งมีความซื่อสตั ย์

156 บทบาทของครูผู้สอน ในการจดั การเรียนรู้ตามทฤษฎีการสรา้ งองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง ผสู้ อนควรปรบั บทบาทของ ตนเอง ดงั น้ี 1. ผสู้ อนเป็นผจู้ ดั ทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ กาหนดบริบทของการเรียนรูใ้ หผ้ เู้ รียนใชค้ วามคดิ ให้ ซบั ซอ้ นยง่ิ ข้นึ กาหนดใหผ้ เู้ รียนเห็นปัญหาท่มี ีขอบเขตกวา้ งขวาง กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนเห็น วา่ ปัญหาน้นั เป็ นปัญหาของเขา 3. จดั บรรยากาศการเรียนรู้ให้เหมาะสมโดยควบคุมกระบวนการการเรียนรู้ใหบ้ รรลุ เป้าหมายตามท่กี าหนดไว้ 4. เป็ นผชู้ ้ีแนะไม่ใช่ช้ีนา แสดงความคิดเห็นและให้ขอ้ มูลทีเ่ ป็นประโยชน์แก่ผเู้ รียนตาม โอกาสทเี่ หมาะสม (ตอ้ งคอยสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรูข้ องผเู้ รียนและบรรยากาศการ เรียนที่เกิดข้ึนอยตู่ ลอดเวลา) 4. เปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนรูจ้ กั สงั เกต มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนโดยทวั่ ถึงกนั ตลอดจน รบั ฟังและสนบั สนุนส่งเสริมใหก้ าลงั ใจแก่ผเู้ รียนยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผเู้ รียน ยอมรบั ความ แตกต่างระหวา่ งบคุ คล 5. มีปฏิสมั พนั ธท์ ี่ดีกบั ผเู้ รียนทาใหบ้ รรยากาศในการเรียนการสอนเกิดความเป็นกนั เอง และมีความเป็นมิตรท่ดี ีตอ่ กนั คอยช่วยแกป้ ัญหาใหผ้ ูเ้ รียนครูจงึ ควรมีความเป็ นมิตร 6. ช่วยเชื่อมโยงความคิดเห็นของผเู้ รียนและสรุปผลการเรียนรูต้ ลอดจนส่งเสริมและนา ทางใหผ้ เู้ รียนไดร้ ู้วิธีวเิ คราะหพ์ ฤติกรรมการเรียนรู้เพอ่ื ผเู้ รียนจะไดน้ าไปใชใ้ ห้เกิด ประโยชนไ์ ด้ 7. การจดั เวลาสอนควรจดั ใหย้ ดื หยนุ่ เหมาะสมกบั เวลาท่ีใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั กิ ิจกรรม ผสู้ อนตอ้ งพยายามเปิ ดโอกาสให้ผเู้ รียนไดล้ งมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมภายในเวลาท่เี หมาะสม ไม่มากหรือนอ้ ยไป

157 บทบาทของผู้เรียน ผเู้ รียนควรมีบทบาทในการจดั การเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างองคค์ วามรู้ ดงั น้ี 1. ผเู้ รียนจะมีบทบาทเป็นผปู้ ฏบิ ตั ิและสร้างความรูไ้ ปพร้อม ๆกนั 2. มีปฏสิ มั พนั ธก์ บั ผเู้ รียนดว้ ยกนั โดยใชก้ ระบวนการกลุ่ม แลกเปล่ียนเรียนรู้ ยอมรบั ความ คดิ เห็นของผอู้ ่ืน ฝึกความเป็นผนู้ าและผตู้ ามท่ีดี 3. มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มีความยนิ ดีร่วมกิจกรรมทกุ คร้ังดว้ ยความสมคั รใจ 4. เรียนรู้ไดเ้ องกลา้ แสดงออก กลา้ เสนอความคดิ อยา่ งสร้างสรรคร์ ูจ้ กั แสวงหาความรู้จากแหล่ง ความรูต้ า่ ง ๆท่มี ีอยดู่ ว้ ยตนเอง 5. ตดั สินปัญหาต่าง ๆอยา่ งมีเหตุผลเคารพกติกาทางสงั คม รบั ผดิ ชอบตอ่ ส่วนรวม 6. มีความสามารถในการเช่ือมโยงความรูเ้ ดิมเขา้ กบั ความรู้ใหม่ มีผลงานทีส่ ร้างสรรค์ 7. วเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมของตนเองและผอู้ ่ืนได้ 8. ใหค้ วามช่วยเหลือกนั และกนั รู้จกั รับผดิ ชอบงานที่ตนเองทาอยแู่ ละทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย

158 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ นกั เรียนสามารถอธิบายแนวทางในการเขยี นเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้ ด้านทกั ษะ นกั เรียนสามารถแสดงแนวคดิ เร่ืองการเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้ นกั เรียนใชภ้ าษาสื่อความหมาย และนาเสนอการเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้ นกั เรียนแสดงความคดิ สรา้ งสรรค์ การประเมิน วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ คาตอบและ นาเสนอความคดิ เห็นเก่ียวกบั การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม นกั เรียนตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบทไ่ี ด้ ด้านคณุ ลกั ษณะ นกั เรียนตระหนกั ในคุณค่าและมีเจตคตทิ ด่ี ีตอ่ คณิตศาสตร์ นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบ นกั เรียนทางานเป็นระบบ รอบคอบ นกั เรียนมีวจิ ารณญาณ นกั เรียนมีความเชื่อมน่ั ในตนเอง

159 ใบความรู้ เรื่อง การเขยี นเค้าโครงของโครงงานคณติ ศาสตร์ หลกั การเขียนเค้าโครงงานคณติ ศาสตร์ ประกอบด้วย 1. ชื่อโครงงาน ช่ือโครงงานทีด่ ีควรมีลกั ษณะดงั น้ี 1.1 เป็นขอ้ ความทมี่ ีความกะทดั รดั ชดั เจน 1.2 ชื่อของโครงงานเมื่ออ่านแลว้ ควรมองเห็นภาพพจนข์ องโครงงานน้นั วา่ มีลกั ษณะ เป็ นอยา่ งไร 1.3 ช่ือโครงงานควรเป็นหวั ขอ้ ทเ่ี ป็ นปัญหา และน่าสนใจต่อผพู้ บเห็น และสามารถ นาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ 2. ชื่อผู้ทาโครงงาน ตอ้ งมีการระบชุ ่ือผทู้ าโครงงาน โดยมีการระบุ ชื่อ.........................................นามสกุล...........................เลขท่.ี ..............ช้นั /หอ้ ง........... โรงเรียน....................................................................................... 3. ชื่อท่ปี รึกษาโครงงาน ท่ปี รึกษาโครงงานควรมีลกั ษณะดงั น้ี 3.1 เป็ นผเู้ ชี่ยวชาญในเน้ือหาของโครงงานน้นั 3.2 เป็นผทู้ ีม่ ีเวลาในการใหค้ าแนะนาปรึกษา เมื่อมีปัญหาในการดาเนินงานโครงงาน 3.3 เป็ นผทู้ ่พี บปะไดง้ ่าย และสะดวกตอ่ ผทู้ าโครงงาน 3.4 เป็นผทู้ เ่ี ตม็ ใจ และพอใจในการใหค้ าแนะนาปรึกษา ในการดาเนินโครงงาน 3.5 เป็ นผทู้ ม่ี ีความเขา้ ใจที่ดีกบั ผดู้ าเนินโครงงาน 3.6 เป็ นบคุ คลทเ่ี ป็นท่รี ักกนั ดีของบุคคลทวั่ ไป การเขียนชื่อทปี่ รึกษาโครงงานน้นั ตอ้ งมีการระบดุ งั น้ี ชื่อ.........................................นามสกลุ ..........................ตาแหน่ง............................. สถานท่ีทางาน.....................................เบอร์โทรศพั ท.์ .............................................

160 4. ที่มาและความสาคญั ของโครงงาน ที่มาและความสาคญั ของโครงงาน ควรมีลกั ษณะดงั น้ี 4.1 มีการบ่งช้ีรากฐานความเป็ นมาของโครงงาน วา่ มีท่ีมาอยา่ งไร 4.2 มีแนวความคดิ เป็นพน้ื ฐานทม่ี าของโครงงานน้นั ๆ อยา่ งไร 4.3 ควรให้ผอู้ ่าน หรือผใู้ ชโ้ ครงงาน อยา่ งนอ้ ยใหม้ ีความเขา้ ใจ และทราบถึงพ้นื ฐานความ เป็ นมาแนวคิดของโครงงานน้นั 4.4 ตอ้ งมีการเขยี นแสดงความสาคญั ของโครงงาน จากประเด็นต่าง ๆ ในโครงงานน้นั 4.5 มีการระบุความเร่งด่วนของโครงงาน ตลอดจนความสมั พนั ธ์ ความผกู พนั ระหวา่ ง โครงงานน้นั ๆ กบั โครงงาน หรือความรูต้ า่ ง ๆ ท้งั ในอดีต ปัจจุบนั และอนาคต 5. จดุ มุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า การเขยี นจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ น้นั ตอ้ งมีลกั ษณะดงั น้ี 5.1 เขยี นเป็นประโยคคาถามหรือเป็ นประโยคธรรมดาก็ได้ หรือจะเขียนผสมกนั ระหวา่ งประโยคท้งั สองอยา่ งท่ีกล่าวมาแลว้ กไ็ ด้ 5.2 ควรใชภ้ าษาที่แจ่มชดั เขา้ ใจงา่ น ไม่กวน 5.3 สามารถต้งั สมมุตฐิ านได้ 5.4 สามารถทาการทดสอบได้ 5.5 ควรแยกแยะใหเ้ ป็น สิ่งท่ีตอ้ งการศึกษาเป็ นรายยอ่ ย ไม่ควรเขียนคลุมๆ กนั ไวท้ าให้ ขาดความเป็ นปรนยั 6. สมมตุ ิฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้าม)ี สมมุติบานของการศึกษาคน้ ควา้ หมายถึง ขอ้ ความทผี่ ดู้ าเนินงานเสนอหรือ คาดคะเนวา่ เป็ นคาตอบของการศึกษาคน้ ควา้ มกั เขียนในรูปขอ้ สรุป หรือปัญหาทีร่ อการพสิ ูจน์ 7. วิธีดาเนินงาน วธิ ีดาเนินงานน้ีจะเป็นส่วนระบุถึง แนวทาง กลยทุ ธ์ และวธิ ีทจ่ี ะทาโครงงานน้นั ๆ โดยละเอียดในการระบุวธิ ีดาเนินงานน้ี จะตอ้ งช้ีแจงรายละเอียดวา่ ทาอยา่ งไร เพยี งใดจึงจะ บรรลุตามเป้าหมายทกี่ าหนดตามโครงงาน มีการระบถุ ึง 7.1 วสั ดุอุปกรณ์ท่ีใช้ ระบุวสั ดุอุปกรณ์ทีใ่ ชใ้ นการดาเนินโครงงานโดยละเอียดเป็นรายขอ้ 7.2 แนวการศึกษาคน้ ควา้ ระบกุ ารจดั ทาและการดาเนินโครงงาน ไดแ้ นวความคดิ จากแหล่งใด โดยใคร และนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นโครงงานน้ีอยา่ งไร

161 8. แผนปฏิบตั ิงาน เขียนแผนในการปฏบิ ตั ใิ นการจดั ทาและดาเนินโครงงานโดยละเอียดเป็นข้นั ตอน ระบรุ ะยะเวลาในการดาเนินกิจกรรม ผรู้ บั ผดิ ชอบ และงบประมาณ (ในรูปตาราง เพอ่ื ความสะดวกในการ นาเสนอ)แผนปฏบิ ตั งิ านแบ่งออกเป็นข้นั ๆ โดยสรุปดงั น้ี 8.1 ข้นั ตอนดาเนินงาน เป็ นข้นั ตอนท่ีผรู้ ับผดิ ชอบโครงงานตอ้ งเตรียมการก่อนดาเนินงาน เช่น ศึกษา คน้ ควา้ เอกสารอา้ งอิง ประชุมผรู้ ับผดิ ชอบโครงงาน เลือกหวั ขอ้ งในการทาโครงงาน และแบง่ หนา้ ที่ตาม ความรบั ผดิ ชอบภายในกลุ่ม 8.2 ข้นั ดาเนินงาน ระบุรายละเอียดต้งั แต่เริ่มดาเนินการ จนโครงงานสาเร็จเป็ นข้นั ตอนในแตล่ ะ ช่วงเวลา 8.3 ข้นั วดั ผลและประเมินผล ระบเุ คร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการวดั และประเมินผลวา่ ใชเ้ คร่ืองมือชนิดใดบา้ ง เช่น การ สงั เกต การชกั ถาม หรือแบบทดสอบ เป็นตน้ 9. ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั จะเป็ นการระบถุ ึงประโยชน์หรือผลทีพ่ งึ จะไดร้ บั หลงั จาก ส้ินสุดการทาโครงงานน้นั ๆ แลว้ เป็นการแสดงผลกระทบทดี่ ี ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม และระบวุ า่ ใคร จะไดร้ บั ประโยชนแ์ ละผลกระทบ หรือมีการเปล่ียนแปลงในเรื่องอะไร ท้งั เชิงคุณภาพและปริมาณ 10. เอกสารอ้างอิง เอกสารอา้ งอิง จะเป็นส่ิงทีท่ าใหผ้ ดู้ าเนินโครงงานมองเห็นแนวทางในการ ดาเนินงาน และแกป้ ัญหาของตนไดด้ ีข้ึน การอา้ งอิงอาจทาได้ 2 วธิ ี คือ 1. การอา้ งอิงโดยเชิงอรรถ (Footnote)มีหลกั การเขียน ดงั น้ี 1.1 อา้ งอิงโดยใชเ้ ลขกากบั ระหวา่ งขอ้ ความในเน้ือเรื่องกบั เอกสารท่อี า้ งอิง ในเชิงอรรถตรงกนั เรียงลาดบั ตวั เลขกากบั ในเชิงอรรถเม่ือข้นึ หนา้ ใหม่ใหเ้ ริ่มตน้ นบั หน่ึงใหม่ ส่วนของ เชิงอรรถจะอยทู่ างส่วนล่างของกระดาษโดยมีเสน้ คนั่ ขวางระหวา่ งตวั เร่ืองกบั เชิงอรรถจากขอบซา้ ย ประมาณคร่ึงหนา้ 1.2 การอา้ งอิงจากหนงั สือ เชิงอรรถจะระบสุ ่วนสาคญั คอื ส่วนท่ีเกี่ยวกบั ผู้ แต่ง ส่วนชื่อหนงั สือที่อา้ งอิง การเขยี นชื่อผแู้ ตง่ ใหเ้ ขยี นชื่อก่อนสกุล ขดี เสน้ ใตช้ ่ือหนงั สือ เชิงอรรถ ภาษาไทยในการบอกเลขหนา้ เขียนคาวา่ “หนา้ ”แตเ่ ป็นภาษาองั กฤษเขยี นคาวา่ “P”นาหนา้ เลขบอกหนา้

162 ในเชิงอรรถภาษาไทยจะไม่ใชเ้ ครื่องหมายใด ๆ คนั่ เลยแตถ่ า้ เป็ นเชิงอรรถภาษาองั กฤษจะใชเ้ คร่ืองหมาย มหพั ภาคคนั่ แต่ละส่วน เช่น ชวาล แพรตั นกลุ เทคนิคการวดั ผล หนา้ 108 J.W.Best , Research in Education , P.220 2. การอา้ งอิงโดยใชบ้ รรณานุกรม แบบการเขียนรายงานเป็นรูปแบบของการ เขยี นทว่ั ไปในการเขยี นรายงาย คือ ช่ือผแู้ ต่ง..........................นามสกุลผแู้ ต่ง......................ชื่อหนงั สือ ....................สถานที่พมิ พ.์ ........................ปี ท่พี มิ พ.์ ........................พมิ พค์ ร้งั ท่ี........................,จานวนหนา้ ท้งั หมด............................................ เช่น ชูศรี วงศร์ ัตนะ เทคนิคการใช้สถิติเพื่อการวจิ ยั โรงพมิ พแ์ ละ ทาปกเจริญผล 2537,370 หนา้

163 แบบฟอร์มการจดั ทาเค้าโครงของโครงงานคณติ ศาสตร์ 1. ช่ือโครงงาน ....................................................................................................................................................... 2. ชื่อผทู้ าโครงงาน ....................................................................................................................................................... 3. ชื่อทป่ี รึกษาโครงงาน ....................................................................................................................................................... ……………………………………………………………………...…………………………… …………………………………………………………………………………………............... 4. ทีม่ าและความสาคญั ของโครงงาน……………………………………………..….....………….. …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………….……........... 5. จดุ มุ่งหมายของการศึกษาคน้ ควา้ …………………………………..…………………….............. …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………........... 6. สมมุตฐิ านของการศึกษาคน้ ควา้ (ถา้ มี)…………………………………………………...........… …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………........... 7. วธิ ีดาเนินงาน - วสั ดุอุปกรณ์ทีใ่ ช…้ ……………………………………………………………........………. ……………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………….………….... - แนวการศกึ ษาคน้ ควา้ ………………………………..……………………..……….......…… ……………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………….... 8. แผนปฏบิ ตั ิงาน…………………………………………………………………….….........…..… …………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………..………… .

164 9. ผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับ………………………………………………………………...........………. ……………………………...…………………………………………………………………… …………………………………………………….…………………………………………....... 10. เอกสารอา้ งอิง………………………………………………………………………………......... …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………..………………………………………...... .

165 แบบทดสอบ เรื่อง การเขยี นเค้าโครงของโครงงานคณติ ศาสตร์ ชื่อ....................................................................................................ช้นั ...................เลขท่.ี ............. คาสั่ง ใหน้ กั เรียนทาเครื่องหมายกากบาท x ทบั หัวขอ้ ก ข ค หรือ ง ซ่ึงเป็นคาตอบทถ่ี ูกตอ้ งที่สุด เพยี งคาตอบเดียวเท่าน้นั ในแต่ละขอ้ 1.ช่ือโครงงานท่ีดีควรมีลกั ษณะดงั น้ี ก. เป็ นขอ้ ความทสี่ ละสลวยสะดุดตากบั ผพู้ บเห็น ข. เป็ นขอ้ ความที่เป็นปัญหาท่นี ่าสนใจ และสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ ค. เป็ นขอ้ ความทีม่ ีความกระชบั ไม่เยนิ่ เยอ้ ง. เป็นขอ้ ความทีม่ ีการใชศ้ พั ทเ์ ทคนิคทางคณิตศาสตร์ทที่ นั สมยั 2.การระบุชื่อผทู้ าโครงงานน้นั ควรระบุแบบใด ก. ระบแุ ต่ ชื่อ-นามสกุล กพ็ อ เพราะถือวา่ เป็ นที่ทราบอยแู่ ลว้ วา่ ทใ่ี ด ข. ระบชุ ื่อ-นามสกลุ และสถานท่ี ค. ระบุ ช่ือ-นามสกลุ สถานศกึ ษา ช้นั ทก่ี าลงั ศกึ ษา ง. ระบุโดยละเอียดท้งั ชื่อ-นามสกุล สถานศกึ ษา ช้นั และเลขที่ 3.ลกั ษณะของทีป่ รึกษาท่ดี ี ควรเป็นอยา่ งไร ก. เป็ นบุคคลทเ่ี ชียวชาญในเน้ือหาทเี่ ราจดั ทาโครงงานกพ็ อ ข. เป็นบคุ คลทม่ี ีเวลามากพอในการใหค้ าปรึกษา ค. เป็นบคุ คลท่มี ีความเขา้ ใจผจู้ ดั ทาโครงงาน ง. ต้งั แต่ ขอ้ ก-ค ถูกทกุ ขอ้ 4.ทม่ี าและความสาคญั ของโครงงานเป็นตวั บง่ ช้ีขอ้ ใด ก. แนวคดิ พ้นื ฐาน และความเป็ นมาของโครงงาน ข. ความเขา้ ใจในการจดั ทาและดาเนินโครงงาน ค. ส่ิงทข่ี าดไม่ไดข้ องตวั โครงงานทที่ าอยู่ ง. ต้งั แต่ ขอ้ ก-ค ไม่มีขอ้ ใดถกู ตอ้ ง

166 5.ในการเขยี นจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ ควรเขียนใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด ก. เขียนใหส้ ้นั ทส่ี ุด ข. เขยี นเป็นประโยคคาตอบหรือประโยคปฏเิ สธกไ็ ด้ ค. ควรใชภ้ าษาท่แี จม่ ชดั เขา้ ใจงา่ ย ไม่วกวน ง. สามารถสรุปได้ 6.ในการต้งั สมมุตฐิ านของการศกึ ษาคน้ ควา้ น้นั มีประโยชนอ์ ยา่ งไร ก. เพอื่ เป็นการบอกผลสรุปจากการทาโครงงานล่วงหนา้ ข. เพอื่ เป็นการคาดคะเนผลสรุปทีไ่ ดจ้ ากการทาโครงงาน ค. เพอื่ เป็นการพสิ ูจนผ์ ลของปัญหาทเ่ี ราต้งั ข้นึ วา่ เป็ นอยา่ งไร ง. เพอื่ เป็นแนวทางในการดาเนินโครงงานน้นั ๆ 7.ในการเขียนวธิ ีดาเนินงาน จะตอ้ งประกอบดว้ ยส่วนใดบา้ ง ก. แนวทางในการดาเนินโครงงาน ข. กลยทุ ธใ์ นการดาเนินโครงงาน ค. วธิ ีการที่จะกระทาในโครงงานน้นั ๆ โดยละเอียด ง. ต้งั แตข่ อ้ ก-ค ถูกทกุ ขอ้ 8.แผนปฏิบตั งิ านท่ดี ี ควรมีลกั ษณะแบบใด ก. เขยี นการจดั ทาและดาเนินงานโครงงานโดยสรุป ข. อธิบายข้นั ตอนการปฏิบตั งิ านจริง ๆ ค. มรการระบุข้นั ตอนการดาเนินงานในโครงงานเป็นข้นั ตอน ต้งั แต่เริ่มตน้ จนส้ินสุดโครงงาน ง. ระบุการดาเนินงาน งบประมาณ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ต้งั แต่ก่อนดาเนินงาน จนถึงการประเมินผล 9.การเขียนผลท่คี าดหวงั วา่ จะไดร้ บั ควรเขยี นแบบใด ก. มีการระบุผลท่ไี ดจ้ ากโครงงานน้ี ท้งั เชิงคุณภาพ และปริมาณ ข. มีการรุการนาไปใชโ้ ดยละเอียด ค. เขียนบรรยายถึงผลของการดาเนินงานในแต่ละข้นั ตอน ง. ต้งั แต่ ขอ้ ก-ค ไม่มีขอ้ ใดถูกตอ้ ง

167 10.การเขียนอา้ งอิง เชิงอรรถ จากหนงั สือ จะตอ้ งเขียนแบบใด ก. ระบชุ ื่อหนงั สือ และผแู้ ตง่ ตามลาดบั ข. ระบุช่ือผแู้ ตง่ ชื่อหนงั สือ ตามลาดบั ค. มีการระบุเรียงลาดบั ช่ือผแู้ ต่ง ช่ือหนงั สือ และเลขหนา้ ง. ต้งั แต่ ขอ้ ก-ค ไมม่ ีขอ้ ใดถกู ตอ้ ง *****************************************************************************

168 เฉลยแบบทดสอบ เรื่อง การเขยี นเค้าโครงของโครงงานคณติ ศาสตร์ 1. ข 2. ง 3. ง 4. ก 5. ค 6. ข 7. ง 8. ง 9. ก 10. ค

169 แบบประเมินการสังเกตพฤตกิ รรมนักเรียน ช้นั ........................................................................................................จานวน...................คน สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้วนั ท.ี่ .............เดือน....................................................พ.ศ........................ พฤติกรรม เลข ชื่อ-สกลุ ความต้ังใจ ความสนใจ การตอบ ทางานทนั ตาม มีส่ วนร่ วม รวม ท่ี ในการเรียน และการ คาถาม กาหนดเวลา ในกิจกรรม (20) ซักถาม หรืองานกล่มุ (4) (4) (4) (4) (4) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22.

170 23. 24. 25. 26. 27. 28. 29. 30. 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 38. 39. 40. 41. 42. 43. 44. 45. 46. 47. 48. 49. 50. ลงชื่อ ......................................ผปู้ ระเมิน ............/............/..........

171 เกณฑ์การประเมนิ ในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ มีดงั น้ี คะแนน 18 - 20 ดีมาก คะแนน 14 - 17 ดี คะแนน 10 - 13 พอใช้ คะแนน 0 - 9 ควรปรบั ปรุง มเี กณฑ์ให้คะแนนจากการสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ คอื เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 4 คะแนน เม่ือนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามทีต่ อ้ งการเป็นประจา สม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 3 คะแนน เม่ือนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามที่ตอ้ งการคอ่ นขา้ งจะสม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 2 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามทีต่ อ้ งการค่อนขา้ งนอ้ ย เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามท่ีตอ้ งการนอ้ ย เกณฑ์การประเมนิ การสังเกตพฤตกิ รรมนักเรียน รายการ เกณฑ์การให้คะแนน ประเมนิ ดีมาก(4) ดี(3) พอใช้(2) ต้องปรับปรุง(1) 1.ความต้งั ใจ สนใจในการเรียน สนใจในการเรียน สนใจในการเรียนคุยกนั ไม่สนใจในการเรียนคุย ในการเรียน ไมค่ ุยหรือเล่นกนั คุยกนั เลก็ นอ้ ย ในขณะเรียน ในขณะเรียน และเล่นกนั ในขณะ และเล่นกนั ในขณะเรียน 2.ความสนใจ มีการถามในหัวขอ้ มีการถามในหวั ขอ้ เรี ยนเป็ นบางคร้ ัง และการ ทตี่ นไมเ่ ขา้ ใจทุก ที่ตนไม่เขา้ ใจเป็น ซกั ถาม เรื่องและกลา้ ส่วนมากและกลา้ มกี ารถามในหวั ขอ้ ทีต่ น ไม่ถามในหวั ขอ้ ท่ตี นไม่ แสดงออก แสดงออก ไม่เขา้ ใจเป็นบางคร้ัง เขา้ ใจและไม่กลา้ และไมค่ ่อยกลา้ แสดงออก แสดงออก 3.การตอบ ร่วมตอบคาถามใน ร่วมตอบคาถามใน ร่วมตอบคาถามในเร่ือง ไม่ตอบคาถาม คาถาม เรื่องที่ครูถามและ เรื่องทีค่ รูถามและ ที่ครู ถามเป็ นบางคร้ ัง ตอบคาถามถูกทุก ตอบคาถาม และตอบคาถามถูกเป็ น ขอ้ ส่วนมากถูก บางคร้ ัง 4.ทางานทนั ทางานส่งตามเวลาท่ี ทางานส่งตามเวลา ส่งงานชา้ และไมค่ ่อย ส่งงานชา้ และไม่ถูกตอ้ ง ตาม กาหนดและถูกตอ้ ง ท่ีกาหนดและส่วน ถูกตอ้ งชดั เจน กาหนดเวลา ชดั เจน ใหญ่ถูกตอ้ ง 5.มสี ่วนร่วม ร่วมมือและ ร่วมมอื และ ร่วมมือและช่วยเหลือ ไม่มีความร่วมมือใน ในกิจกรรม ช่วยเหลือเพอ่ื นใน ช่วยเหลือเพือ่ นเป็น เพ่อื นในการทากิจกรรม กิจกรรม หรืองานกลุ่ม การทากิจกรรม ส่วนใหญ่ในการทา เป็ นบางคร้ ัง กิจกรรม

172 แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : การเสนอเค้าโครงและการประเมินผลโครงงานคณติ ศาสตร์ รายวิชา คณติ ศาสตร์พื้นฐาน ค23101 จานวนเวลา 2 ช่ัวโมง ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ครูผู้สอน นางอุมาพร พิมพ์ภกั ดี ……………………………………………………………………………………………………… 1. สาระสาคญั หลงั จากทีน่ กั เรียนไดห้ วั ขอ้ เร่ืองทาโครงงานทเี่ ฉพาะเจาะจง โดยศึกษาเอกสารอา้ งอิงต่างๆอยา่ ง เพยี งพอแลว้ ข้นั ตอนต่อไปคอื การเขียนเคา้ โครงยอ่ ของโครงงานเสนอต่ออาจารยท์ ่ปี รึกษา เพอ่ื ขอความ เห็นชอบก่อนดาเนินการข้นั ตอ่ ไป การเสนอเคา้ โครงและการประเมินผลจดั ไดว้ า่ เป็ นข้นั ตอนสาคญั อีกประการหน่ึงของการทา โครงงานคณิตศาสตร์ เพอื่ เป็นการแสดงความคิด แผนงานและข้นั ตอนการทาโครงงานก่อนทจี่ ะทา โครงงานคณิตศาสตร์ต่อไป โดยอาจารยท์ ีป่ รึกษาใหข้ อ้ คิดเห็น รวมท้งั ใหก้ าลงั ใจและคาปรึกษากบั นกั เรียนท่ียงั ไม่สามารถจดั ทาโครงงานคณิตศาสตร์ได้ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ค 5.1 : เขา้ ใจและใชว้ ธิ ีการทางสถิตใิ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูลได้ มาตรฐาน ค 5.2 : ใชว้ ิธีการทางสถิติและความรูเ้ กี่ยวกบั ความน่าจะเป็นในการคาด การณ์ ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรูต้ ่างๆ ทางคณิตศาสตร์และ เช่ือมโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อ่ืนๆได้ มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรค์ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ัน ค 6.1.3 ใชค้ วามรูท้ กั ษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี การแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ค 6.5.1 มีความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ ค 6.6.2 นาความรูแ้ ละทกั ษะท่ไี ดจ้ ากการเรยี นคณิตศาสตรไ์ ปประยกุ ตใ์ นการเรยี นรูแ้ ละ ในการดารงชีวติ

173 4. สาระการเรียนรู้ นกั เรียนสามารถเสนอเคา้ โครงไดถ้ ูกตอ้ ง ตามหลกั เกณฑแ์ ละข้นั ตอนที่ไดก้ าหนดไว้ 5. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นกั เรียนสามารถนาเสนอเคา้ โครงคณิตศาสตร์ในรูปแบบตา่ งๆ ได้ 2. นดั เรียนสามารถแสดงความคิด แผนงานและข้นั ตอนการทาโครงงานก่อนทจ่ี ะทาโครงงาน คณิตศาสตร์ต่อไปไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง 6. สาระการเรียนรู้ / เนือ้ หา เคา้ โครงคณิตศาสตร์ประกอบดว้ ยหัวขอ้ ตอ่ ไปน้ี คือ 1. ชื่อหัวข้อโครงงาน มีลกั ษณะทดี่ ีดงั น้ี ส้นั กะทดั รัด มีความชดั เจน สามารถส่ือความหมายไดด้ ี ช่ือเคา้ โครงมีความเฉพาะเจาะจงวา่ ตอ้ งการศกึ ษาอะไร 2. ช่ือผู้ทาโครงงาน 3. ช่ือท่ีปรึกษาโครงงาน 4. ท่มี าและความสาคญั ของโครงงาน ตอ้ งอธิบายวา่ เหตุใดจึงเลือกทาโครงงานน้ีและโครงงานเรื่องน้ีมีความสาคญั อยา่ งไร โดยมีหลกั การและทฤษฎีมารองรับ ถา้ เรื่องท่ที าเป็ นเรื่องทไ่ี ม่มีใครทามาก่อนตอ้ งบอกใหช้ ดั เจนวา่ มีทมี่ า หรือแนวคิดอะไรจึงไดท้ าโครงงานชิ้นดงั กล่าว และถา้ เป็นเร่ืองทค่ี น้ ควา้ เพมิ่ เติมหรือเคยมีผอู้ ื่นไดท้ าเร่ือง ทานองน้ีไวบ้ า้ งแลว้ ถา้ มีไดผ้ ลอยา่ งไร เรื่องท่ีทาจะขยายผลเพมิ่ เติมปรับปรุงจากเร่ืองที่ผอู้ ื่นทาไวอ้ ยา่ งไร หรือเป็นการทาซ้าเพอ่ื ตรวจสอบผลตอ้ งบอกใหช้ ดั เจน 5. จดุ ม่งุ หมายของการศึกษา ควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นสิ่งที่สามารถทาไดเ้ ป็ นการบอกขอบเขตของงานท่จี ะ ทาไดช้ ดั เจนข้ึน 6. สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมุติฐานเป็ นคาตอบหรือคาอธิบายทคี่ าดไวล้ ่วงหนา้ ซ่ึงอาจจะถูกตอ้ งหรือไม่กไ็ ด้ การเขียนสมมุติฐานควรมีเหตุผล คอื ทฤษฎีหรือหลกั การทางคณิตศาสตร์รองรับ และทีส่ าคญั คือเป็น ขอ้ ความทมี่ องเห็นแนวในการทดลองหรือสามารถทดสอบได้ 7. วธิ ีดาเนินการ แบง่ เป็น 7.1 วสั ดุอุปกรณ์ทีต่ อ้ งใช้ ระบุวสั ดุอุปกรณ์ท่จี าเป็นตอ้ งใชม้ ีอะไรบา้ ง จะไดอ้ ุปกรณ์เหล่าน้นั มาจากไหน

174 วสั ดุอุปกรณ์ อะไรบา้ งทต่ี อ้ งจดั ทาเอง อะไรบา้ งทต่ี อ้ งขอยมื 7.2 แนวการศึกษาคน้ ควา้ อธิบายวา่ จะออกแบบการทดลองอะไร อยา่ งไร จะสร้างเสร็จ หรือประดิษฐอ์ ะไรจะเก็บขอ้ มลู อะไรบา้ ง เก็บขอ้ มูลอยา่ งไรและเมื่อใดบา้ ง 8. แผนปฏบิ ตั ิการ อธิบายเก่ียวกบั กาหนดเวลาเร่ิมตน้ และเวลาเสร็จของการดาเนินงานในแต่ละข้นั ตอน 9. ผลทคี่ าดว่าจะได้รับ 10. เอกสารอ้างองิ 7. กิจกรรมการเรียนการสอน คาบท่ี 7 – 8 ข้นั นา 1. ครูทบทวนเก่ียวกบั ส่วนประกอบของเคา้ โครงงาน ดว้ ยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงาน คณิตศาสตร์ ชุดที่ 4 2. ครูใหน้ กั เรียนศกึ ษาเกณฑใ์ นการประเมินเคา้ โครงงาน 3. ครูใหน้ กั เรียนจบั ลากเพอ่ื เรียงลาดบั การนาเสนอเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ ข้นั สอน 1. ครูใหน้ กั เรียนศกึ ษา ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดที่ 4 2. ครูใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอเคา้ โครงงานหนา้ ช้นั ทีละกลุ่ม 3. ครูพจิ ารณาและประเมินผลงานในใบประเมินผล และบอกจดุ บกพร่องของนกั เรียนเพอื่ นาไปปรงั ปรุงแกไ้ ขต่อไป ข้ันสรุป ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปเก่ียวกบั การนาเสนอเคา้ โครงของเพอื่ นแตง่ ละกลุ่มวา่ มีความ เหมาะสมหรือไม่ และตอ้ งแกไ้ ขปรบั ปรุงท่ีใดบา้ งเพอื่ เป็ นแนวทางในการทาโครงงานคณิตศาสตร์ตอ่ ไป 8. ส่ือการเรียนการสอน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดที่ 4 ใบประเมินเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ (แจกใหน้ กั เรียนกลุ่มละ 1 ใบ)

175 9. การวัดผลและการประเมินผล 1. การรายงานหนา้ ช้นั เรียน 2. การประเมินผลดว้ ยแบบประเมินเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์โดยมีคะแนน 5 ช่อง คือ o ดีมาก มีคะแนน 5 คะแนน o ดี มีคะแนน 4 คะแนน o ปานกลาง มีคะแนน 3 คะแนน o นอ้ ย มีคะแนน 2 คะแนน o นอ้ ยมาก มีคะแนน 1 คะแนน 10. กจิ กรรมเสนอแนะ (เพ่มิ เตมิ ) .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... 11. บันทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้ .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... .......................................................................................................................................... ลงช่ือ ครูผสู้ อน (นางอมุ าพร พิมพภ์ กั ด)ี

176 ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้โครงงานคณติ ศาสตร์ ชุดที่ 4 การนาเสนอเค้าโครง โดย นางอุมาพร พมิ พ์ภักดี ครูชานาญการพเิ ศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ โรงเรียนบ้านไผ่ อาเภอบ้านไผ่ จังหวดั ขอนแก่น สานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 25

177 คานา ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดท่ี 4 การนาเสนอเค้าโครง จดั ทาข้นึ เพอ่ื ใหน้ กั เรียนสามารถอธิบายแนวทางในการเขียนเคา้ โครง แนวคิดเรื่องการนาเสนอเคา้ โครง การใช้ ภาษาสื่อความหมาย และนาเสนอการเขียนเคา้ โครงได้ อยา่ งสร้างสรรค์ การประเมิน วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ คาตอบและนาเสนอความคดิ เห็นเก่ียวกบั การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โครงงานคณิตศาสตร์ ชุดที่ 4 จะเป็น ประโยชน์ต่อนกั เรียนและผทู้ ส่ี นใจเรียนรู้เกี่ยวกบั โครงงานคณิตศาสตร์ไดเ้ ป็ นอยา่ งดี นางอุมาพร พมิ พภ์ กั ดี ผจู้ ดั ทา

สารบญั 178 คาช้ีแจงสาหรบั นกั เรียน หนา้ บทบาทของครูผสู้ อน 1 บทบาทของผเู้ รียน 2 จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3 ใบความรูท้ บทวน เรื่อง การเขยี นเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ 4 ใบประเมินเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ 5 แบบประเมินการสงั เกตพฤตกิ รรมนกั เรียน 7 8

179 คาชี้แจงสาหรับนักเรียน คาชี้แจง 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดท่ี 4 มีกิจกรรมใหน้ กั เรียนปฏบิ ตั ิเป็ นรายบุคคลและ กลุ่ม 2. ใบงานสาหรบั ทาเป็ นรายบคุ คล ใบกิจกรรมสาหรับกิจกรรมกลุ่ม เม่ือนกั เรียน เขา้ กลุ่มเรียบรอ้ ยแลว้ ใหเ้ ลือกประธานกลุ่ม เลขานุการกลุ่ม สมาชิกที่เหลือช่วยกนั ปฏบิ ตั ิ กิจกรรมกลุ่ม 3. ศกึ ษารายละเอียดของใบความรู้ใหเ้ ขา้ ใจ เมื่อมีขอ้ สงสยั ควรวกั ถามครูผสู้ อน ก่อนทจ่ี ะดาเนินกิจกรรมตามลาดบั ข้นั ตอนในใบความรู้ 4. นกั เรียนควรปฏิบตั ิตนเป็ นผปู้ ฏบิ ตั ทิ ่ีดี คอื ไม่ส่งเสียงดงั รบกวนกลุ่มอื่น ๆ ให้ ความร่วมมือปฏิบตั ิกิจกรรมกลุ่มทกุ กิจกรรม และตอ้ งมีความซื่อสตั ย์

180 บทบาทของครูผู้สอน บทบาทของครูผสู้ อน มีดงั น้ี 1.ผสู้ อนเป็ นผจู้ ดั ทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ กาหนดบริบทของการเรียนรูใ้ หผ้ เู้ รียนใชค้ วามคิดให้ ซบั ซอ้ นยง่ิ ข้ึนกาหนดใหผ้ เู้ รียนเห็นปัญหาท่มี ีขอบเขตกวา้ งขวาง กระตนุ้ ใหผ้ ูเ้ รียนเห็นวา่ ปัญหาน้ัน เป็ นปัญหาของเขา 2.จดั บรรยากาศการเรียนรู้ใหเ้ หมาะสมโดยควบคุมกระบวนการการเรียนรูใ้ หบ้ รรลุ เป้าหมายตามทีก่ าหนดไว้ 3.เป็นผชู้ ้ีแนะไม่ใช่ช้ีนา แสดงความคดิ เห็นและใหข้ อ้ มูลทเี่ ป็ นประโยชน์แก่ผเู้ รียนตาม โอกาสท่เี หมาะสม (ตอ้ งคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ของผเู้ รียนและบรรยากาศการเรียนที่เกิด ข้นึ อยตู่ ลอดเวลา) 4. เปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนรู้จกั สงั เกต มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนโดยทว่ั ถึงกนั ตลอดจน รับฟังและสนบั สนุนส่งเสริมใหก้ าลงั ใจแก่ผเู้ รียนยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผเู้ รียน ยอมรบั ความ แตกต่างระหวา่ งบุคคล 5. มีปฏสิ มั พนั ธท์ ี่ดีกบั ผเู้ รียนทาใหบ้ รรยากาศในการเรียนการสอนเกิดความเป็ นกนั เอง และมีความเป็นมิตรท่ดี ีต่อกนั คอยช่วยแกป้ ัญหาใหผ้ เู้ รียนครูจึงควรมีความเป็ นมิตร 6. ช่วยเช่ือมโยงความคิดเห็นของผเู้ รียนและสรุปผลการเรียนรูต้ ลอดจนส่งเสริมและนาทาง ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ูว้ ิธีวเิ คราะหพ์ ฤติกรรมการเรียนรูเ้ พื่อผเู้ รียนจะไดน้ าไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้ 7. การจดั เวลาสอนควรจดั ใหย้ ดื หยนุ่ เหมาะสมกบั เวลาทใ่ี หผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั ิกิจกรรม ผสู้ อนตอ้ งพยายามเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏบิ ตั ิกิจกรรมภายในเวลาที่เหมาะสม ไม่มากหรือ นอ้ ยไป

181 บทบาทของผู้เรียน บทบาทของนกั เรียน มีดงั น้ี 1. ผเู้ รียนจะมีบทบาทเป็นผปู้ ฏบิ ตั ิและสร้างความรูไ้ ปพรอ้ ม ๆกนั 2. มีปฏสิ มั พนั ธก์ บั ผเู้ รียนดว้ ยกนั โดยใชก้ ระบวนการกลุ่ม แลกเปล่ียนเรียนรู้ ยอมรับ ความคิดเห็นของผอู้ ่ืน ฝึกความเป็นผนู้ าและผตู้ ามท่ดี ี 3. มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มีความยนิ ดีร่วมกิจกรรมทุกคร้งั ดว้ ยความสมคั รใจ 4. เรียนรู้ไดเ้ องกลา้ แสดงออก กลา้ เสนอความคิดอยา่ งสร้างสรรคร์ ูจ้ กั แสวงหาความรูจ้ าก แหล่งความรูต้ ่าง ๆที่มีอยดู่ ว้ ยตนเอง 5. ตดั สินปัญหาตา่ ง ๆอยา่ งมีเหตุผลเคารพกตกิ าทางสงั คม รับผดิ ชอบต่อส่วนรวม 6. มีความสามารถในการเช่ือมโยงความรู้เดิมเขา้ กบั ความรูใ้ หม่ มีผลงานท่ีสรา้ งสรรค์ 7. วเิ คราะห์พฤติกรรมของตนเองและผอู้ ื่นได้ 8. ใหค้ วามช่วยเหลือกนั และกนั รูจ้ กั รับผดิ ชอบงานที่ตนเองทาอยแู่ ละท่ไี ดร้ ับมอบหมาย

182 จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ นกั เรียนสามารถอธิบายแนวทางในการเขยี นเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้ ด้านทักษะ นกั เรียนสามารถแสดงแนวคิดเรื่องการนาเสนอเคา้ โครงได้ นกั เรียนใชภ้ าษาส่ือความหมาย และนาเสนอการเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ได้ นกั เรียนแสดงความคิดสร้างสรรค์ การประเมิน วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ คาตอบและ นาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกบั การเขียนเคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม นกั เรียนตระหนกั ถึงความสมเหตสุ มผลของคาตอบทไ่ี ด้ ด้านคณุ ลักษณะ นกั เรียนตระหนกั ในคุณคา่ และมีเจตคตทิ ด่ี ีต่อคณิตศาสตร์ นกั เรียนมีความรบั ผดิ ชอบ นกั เรียนทางานเป็นระบบ รอบคอบ นกั เรียนมีวจิ ารณญาณ นกั เรียนมีความเช่ือมน่ั ในตนเอง

183 ใบความรู้ ทบทวน หลงั จากทีน่ กั เรียนไดห้ วั ขอ้ เรื่องทาโครงงานท่เี ฉพาะเจาะจง ไดศ้ กึ ษาเอกสารอา้ งอิงตา่ ง ๆ อยา่ งเพยี งพอแลว้ ข้นั ตอนต่อไปคอื การเขยี นเคา้ โครงยอ่ ของโครงงานเสนอต่ออาจารยท์ ่ีปรึกษา เพอื่ ขอความเห็นชอบก่อนดาเนินการข้นั ตอ่ ไป การเสนอเคา้ โครงงานและการประเมินผลจดั ไดว้ า่ เป็ นข้นั ตอนสาคญั อีกประการหน่ึงของ การทาโครงงานก่อนทจ่ี ะทาโครงงานคณิตศาสตร์ เพอ่ื เป็นการแสดงความคดิ แผนงานและข้นั ตอน ของการทาโครงงานก่อนท่จี ะทาโครงงานคณิตศาสตร์ต่อไป เคา้ โครงงานคณิตศาสตร์ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี คอื 1. ชื่อหัวข้อโครงงาน มีลกั ษณะดงั น้ีคอื - ส้นั กะทดั รัด - มีความชดั เจน - สามารถส่ือความหมายไดด้ ี - ชื่อเคา้ โครงงานมีความเฉพาะเจาะจงวา่ ตอ้ งการศึกษาอะไร 2. ช่ือผู้ทาโครงงาน 3. ชื่อทีป่ รึกษาโครงงาน 4. ทมี่ าและความสาคญั ของโครงงาน ตอ้ งอธิบายวา่ เหตใุ ดจงึ เลือกทาโครงงาน และโครงงานเร่ืองน้ีมีความสาคญั อยา่ งไรโดยมีหลกั การและทฤษฎมี ารองรับ ถา้ เร่ืองที่ทาเป็ นเร่ืองที่ไม่มีใครทามาก่อนตอ้ งบอกได้ ชดั เจนวา่ มีทม่ี าหรือแนวคดิ อะไรจึงไดท้ าโครงงานช้ินดงั กล่าว และถา้ เป็ นเร่ืองทีค่ น้ ควา้ เพมิ่ เตมิ หรือเคยมีผอู้ ่ืน ไดท้ าเร่ืองทานองน้ีไวบ้ า้ งแลว้ ถา้ มีไดผ้ ลเป็นอยา่ งไร เรื่องที่ทาขยายผลเพมิ่ เติม ปรับปรุงจากเร่ืองทผี่ อู้ ่ืนทาไวอ้ ยา่ งไร หรือเป็นการทาซ้าเพอื่ ตรวจสอบผลตอ้ งบอกใหช้ ดั เจน 5. จดุ ม่งุ หมายของการศึกษาค้นคว้า ควรมีความเฉพาะเจาะจงและเป็นส่ิงทีส่ ามารถทาไดเ้ ป็นการบอกขอบเขตของงาน ทจ่ี ะทาไดช้ ดั เจนข้นึ

184 6. สมมุตฐิ านของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมุติฐานเป็ นคาตอบหรือคาอธิบายทีค่ าดไวล้ ่วงหนา้ ซ่ึงอาจจะถูกตอ้ งหรือไม่ก็ ไดก้ ารเขียนสมมุตฐิ านควรมีเหตผุ ล คอื มีทฤษฎหี รือหลกั การทางคณิตศาสตร์รองรับ และที่ สาคญั เป็นขอ้ ความทมี่ องเห็นแนวในการทดลองหรือสามารถทดสอบได้ 7. วิธีดาเนินงาน แบง่ เป็น 7.1 วสั ดุอุปกรณ์ทตี่ อ้ งใช้ ระบวุ า่ วสั ดุอุปกรณ์ทจ่ี าเป็นตอ้ งใชม้ ีอะไรบา้ ง จะไดอ้ ุปกรณ์เหล่าน้นั มาจากไหน วสั ดุ อุปกรณ์อะไรบา้ งทตี อ้ งซ้ือ อะไรบา้ งท่ตี อ้ งจดั ทาเองอะไรบา้ งทีต่ อ้ งขอยมื 7.2 แนวการศึกษาคน้ ควา้ อธิบายวา่ จะออกแบบการทดลองอะไร อยา่ งไร จะสร้างเสร็จหรือประดิษฐอ์ ะไร จะเก็บ ขอ้ มูลอะไรบา้ ง เก็บขอ้ มลู อยา่ งไรและเมื่อใดบา้ ง 8. แผนปฏบิ ตั ิงาน อธิบายเกี่ยวกบั กาหนดเวลาเริ่มตน้ และเวลาเสร็จของการดาเนินงานในแต่ละข้นั ตอน 9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 10. เอกสารอ้างอิง

185 ใบประเมนิ เค้าโครงงานคณติ ศาสตร์ กล่มุ ท.ี่ .....................ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท.ี่ ..............ห้อง................... ช่ือสมาชิกในกล่มุ 1. ……………………..…………………….(หวั หน้า) 2………………………3……………………. 4………………………5……………………. รายการ ดมี าก ดี ปานกลาง น้อย น้อยมาก 5 คะแนน 4 คะแนน 3 คะแนน 2 คะแนน 1 คะแนน 1. ชื่อโครงงาน 2. ทมี่ าและความสาคญั 3. จุดมุ่งหมาย 4. วิธีดาเนินงาน (วสั ดอุ ุปกรณ์) 5. แนวในการศึกษาค้นคว้า 6. แผนการปฏบิ ัตงิ าน 7. ผลทีค่ าดว่าจะได้รับ 8. เอกสารอ้างอิง 9. ลกั ษณะและวิธีการนาเสนอ เค้าโครงงาน 10. ความพร้อมและความน่าสน ใจในการนาเสนอ คะแนนเตม็ 50 คะแนน รวมคะแนนท้งั หมด.....................คะแนน

186 แบบประเมนิ การสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ช้นั ........................................................................................................จานวน...................คน สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรูว้ นั ท.่ี .............เดือน....................................................พ.ศ........................ พฤตกิ รรม เลข ชื่อ-สกลุ ความต้งั ใจ ความสนใจ การตอบ ทางานทนั มีส่ วนร่ วม รวม ที่ ในการ และการ คาถาม ตาม ในกจิ กรรม (20) เรียน ซักถาม หรืองานกล่มุ (4) กาหนดเวลา (4) (4) (4) (4) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23.

187 24. 25. 26. 27. 28. 29. 30. 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 38. 39. 40. 41. 42. 43. 44. 45. 46. 47. 48. 49. 50. ลงช่ือ ......................................ผปู้ ระเมิน .........../............/..........

188 เกณฑ์การประเมนิ ในการสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ มีดงั น้ี คะแนน 18 - 20 ดีมาก คะแนน 14 - 17 ดี คะแนน 10 - 13 พอใช้ คะแนน 0 - 9 ควรปรบั ปรุง มเี กณฑ์ให้คะแนนจากการสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ คอื เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 4 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤตกิ รรมตามที่ตอ้ งการเป็นประจา สม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 3 คะแนน เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามทต่ี อ้ งการคอ่ นขา้ งจะสม่าเสมอ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 2 คะแนน เม่ือนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามท่ีตอ้ งการคอ่ นขา้ งนอ้ ย เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน 1 คะแนน เม่ือนกั เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่ตอ้ งการนอ้ ย เกณฑ์การประเมนิ การสังเกตพฤติกรรมนักเรียน รายการประเมนิ ดมี าก(4) เกณฑ์การให้คะแนน ต้องปรับปรุง(1) ดี(3) พอใช้(2) 1.ความต้งั ใจในการ สนใจในการเรียนไม่คุย สนใจในการเรียนคุย สนใจในการเรียนคุยกนั ไม่สนใจในการ เรียน หรือเล่นกนั ในขณะ กนั เลก็ นอ้ ยในขณะ เรียน เรียน และเล่นกนั ในขณะ เรียนคุยและเล่น เรี ยนเป็ นบางคร้ ัง กนั ในขณะเรียน 2.ความสนใจและการ มีการถามในหัวขอ้ ท่ตี น มกี ารถามในหวั ขอ้ ท่ี มีการถามในหัวขอ้ ทต่ี น ไม่ถามในหวั ขอ้ ซกั ถาม ไมเ่ ขา้ ใจเป็นบางคร้ัง ทตี่ นไม่เขา้ ใจ ไม่เขา้ ใจทุกเรื่องและ ตนไมเ่ ขา้ ใจเป็น และไม่ค่อยกลา้ และไม่กลา้ แสดงออก แสดงออก กลา้ แสดงออก ส่วนมากและกลา้ แสดงออก 3.การตอบคาถาม ร่วมตอบคาถามในเรื่อง ร่วมตอบคาถามใน ร่วมตอบคาถามในเร่ือง ไม่ตอบคาถาม ทค่ี รูถามเป็นบางคร้ัง ทคี่ รูถามและตอบ เร่ืองท่ีครูถามและ และตอบคาถามถูกเป็ น คาถามถูกทกุ ขอ้ ตอบคาถามส่วนมาก ถูก บางคร้ัง 4.ทางานทนั ตาม ทางานส่งตามเวลาท่ี ทางานส่งตามเวลาท่ี ส่งงานชา้ และไม่ค่อย ส่งงานชา้ และไม่ กาหนดเวลา กาหนดและถูกตอ้ ง กาหนดและส่วนใหญ่ ถูกตอ้ งชดั เจน ถูกตอ้ ง ชดั เจน ถูกตอ้ ง 5.มีส่วนร่วม ร่วมมอื และช่วยเหลือ ร่วมมอื และช่วยเหลือ ร่วมมอื และช่วยเหลือ ไม่มีความร่วมมือ ในกิจกรรมหรืองาน เพื่อนในการทากิจกรรม เพื่อนเป็ นส่วนใหญ่ เพื่อนในการทากิจกรรม ในขณะทา กลุ่ม ในการทากิจกรรม เป็ นบางคร้ ัง กิจกรรม

189 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ การนาเนินงานตามโครงงานและข้นั ตอนของการเขียนรายงาน รายวชิ า คณติ ศาสตร์พื้นฐาน ค23101 จานวนเวลา 2 ช่ัวโมง ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 3 ครูผู้สอน นางอมุ าพร พมิ พ์ภักดี ……………………………………………………………………………………………………. 1. สาระสาคญั 1. ข้นั ตอนการดาเนินงานตามโครงงาน จดั ไดว้ า่ เป็นข้นั ตอนสาคญั อีกประการหน่ึงของ โครงงาน เรียกไดว้ า่ เป็นข้นั ตอนทต่ี อ้ งลงมอื ปฏบิ ตั ติ ามเคา้ โครงงานท่วี างไวเ้ พอ่ื ให้ โครงงานน้นั เป็ นไปตามลาดบั ข้นั 2. ข้นั ตอนการเขียนรายงานที่เกี่ยวกบั โครงงาน เป็นสื่อความหมายทมี่ ีประสิทธิภาพ ดว้ ย ความเรียงท่กี ะทดั รัด อ่านแลว้ เขา้ ใจงา่ ย ส้นั ๆ ตรงไปตรงมา โดยใหค้ รอบคลุมทกุ หวั ขอ้ 2. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ค 5.1 : เขา้ ใจและใชว้ ธิ ีการทางสถิตใิ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูลได้ มาตรฐาน ค 5.2 : ใชว้ ิธีการทางสถิติและความรู้เก่ียวกบั ความน่าจะเป็ นในการคาด การณ์ ไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผล มาตรฐาน ค 6.4 : มีความสามารถในการเช่ือมโยงความรูต้ ่างๆ ทางคณิตศาสตร์และ เชื่อมโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อ่ืนๆได้ มาตรฐาน ค 6.5 : มีความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์ 3. มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ค 6.1.3 ใชค้ วามรู้ทกั ษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี การแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ค 6.5.1 มีความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ ค 6.6.2 นาความรูแ้ ละทกั ษะทีไ่ ดจ้ ากการเรียนคณิตศาสตร์ไปประยกุ ตใ์ นการเรียนรู้และ ในการดารงชีวติ 4. สาระการเรียนรู้ นกั เรียนสามารถปฏิบตั กิ ิจกรรมตามข้นั ตอน 1. การดาเนินงานตามโครงงานได้ 2. การเขยี นรายงานทเี่ กี่ยวกบั โครงงานได้

190 5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรียนสามารถปฏิบตั ิกิจกรรมไดท้ นั ตามทก่ี าหนดไวใ้ นเคา้ โครงงาน คือ 1. สามารถลงมอื ปฏบิ ตั ติ ามข้นั ตอนท่ีระบไุ วใ้ นโครงงานได้ 2. บอกหลกั การเขียนรายงานโครงงานได้ 3. สามารถเขยี นรายงานทเี่ กี่ยวกบั โครงงานได้ 6. สาระการเรียนรู้ / เนื้อหา สิ่งท่คี วรคานึงถึงเก่ียวกบั การทาโครงงาน คอื 1. ข้นั ตอนการดาเนินงานตามโครงงาน 2. ข้นั ตอนการดาเนินงานเขยี นรายงายเกี่ยวกบั โครงงาน ข้นั ตอนการดาเนินงานตามโครงงาน 1. เตรียมวสั ดุอุปกรณ์และสถานทใี่ หพ้ ร้อมก่อนลงมือปฏบิ ตั ิ 2. มีสมุดบนั ทึกกิจกรรมประจาวนั วา่ ไดท้ าอะไรไป ไดผ้ ลอยา่ งไร มีปัญหาและขอ้ คดิ เห็น อยา่ งไร 3. ปฏิบตั กิ ิจกรรมดว้ ยความรอบคอบ และบนั ทึกขอ้ มูลไวใ้ หเ้ ป็ นระเบยี บครบถว้ น 4. คานึงถึงความประหยดั และความปลอดภยั ในการทางาน 5. พยายามทาตามแผนงานท่ีวางไวใ้ นตอนแรก แต่อาจเปลี่ยนแปลง หรือเพมิ่ เติมบา้ ง หลงั จากท่ีไดเ้ ริ่มตน้ ทางานไปแลว้ ถา้ คิดวา่ จะทาใหผ้ ลงานดีข้ึน 6. ควรปฏิบตั ิการทดลองซ้าเพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลทเี่ ช่ือถือได้ 7. ควรแบง่ งานเป็นส่วนยอ่ ยๆ และทาแต่ละส่วนให้สาเร็จ ก่อนทาส่วนอ่ืนต่อไป 8. ควรทางานส่วนทเ่ี ป็นหลกั สาคญั ๆ ใหเ้ สร็จก่อนแลว้ จงึ ทาส่วนทีเ่ ป็นส่วนประกอบ หรือส่วนเสริมเพอื่ ตกแตง่ โครงงาน 9. อยา่ ทางานต่อเนื่องจนเมื่อยลา้ จะทาใหข้ าดความระมดั ระวงั 10. ถา้ เป็นโครงงานประเภทประดิษฐ์ ควรคานึงถึงความคงทนแขง็ แรง และขนาดที่ เหมาะสมกบั สิ่งประดิษฐน์ ้นั ข้นั ตอนการดาเนินงานเขยี นรายงานเกย่ี วกบั โครงงาน เมื่อดาเนินการทาโครงงานจนครบข้นั ตอน ไดข้ อ้ มูลแลว้ นามาทาการวเิ คราะห์ขอ้ มูลพรอ้ ม ท้งั แปลผลและสรุปผลงานข้นั ตอ่ ไปทตี่ อ้ งการทาคือการเขยี นรายงาน การเขยี นรายงานท่ีเก่ียวกบั โครงงาน เป็ นวธิ ีสื่อความหมายท่มี ีประสิทธิภาพวธิ ีหน่ึงเพอื่ ให้ คนอ่ืนๆ เขา้ ใจในแนวความคดิ วธิ ีดาเนินการศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ผลท่ไี ดต้ ลอดจนขอ้ สรุปและ ขอ้ เสนอแนะตา่ งๆ เกี่ยวกบั โครงงานน้นั

191 การเขียนรายงายควรจะใชภ้ าษาที่อ่านเขา้ ใจง่าย ชดั เจน ส้นั ๆ และตรงไปตรงมา โดยให้ ครอบคลุมหวั ขอ้ ตา่ งๆดงั ต่อไปน้ี 1. ชื่อโครงงาน 2. ช่ือผทู้ าโครงงาน 3. ชื่อทีป่ รึกษาโครงงาน 4. บทคดั ยอ่ อธิบายถึงทีม่ าและความสาคญั ของโครงงาน วตั ถุประสงค์ วธิ ีดาเนินการ และผลทไ่ี ด้ ตลอดจนขอ้ สรุปตา่ งๆ อยา่ งยอ่ ๆ ประมาณ 300 – 350 คา 5. ทม่ี าและความสาคญั ของโครงงาน อธิบายถึงความสาคญั ของโครงงาน เหตุผลทีเ่ ลือกทาโครงงานน้ีและหลกั การหรือ ทฤษฎีท่ีเกี่ยวกบั โครงงาน เรื่องทีท่ าเป็ นเร่ืองใหม่ 6. ควรปฏิบตั ิการทดลองซ้าเพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลทีเ่ ช่ือถอื ไดม้ ากข้ึน 7. ควรแบง่ งานเป็นส่วนยอ่ ยๆ และทาแตล่ ะส่วนใหส้ าเร็จ ก่อนอื่นตอ่ ไป 8. ควรทางานส่วนท่เี ป็นหลกั สาคญั ๆ ใหเ้ สร็จก่อนแลว้ จึงทาส่วนท่ีเป็ นส่วนประกอบ หรือส่วนเสริมเพอ่ื ตกแต่งโครงงาน 9. อยา่ ทางานต่อเน่ืองจนเมื่อยลา้ จะทาใหข้ าดความระมดั ระวงั 10. ถา้ เป็ นโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ ควรคานึงถึงความคงทนแขง้ แรง และขนาดท่ี เหมาะสมกบั สิ่งประดิษฐน์ ้นั ข้นั ตอนการดาเนินงานเขยี นรายงานเกย่ี วกับโครงงาน เมื่อดาเนินการทาโครงงานจนครบข้นั ตอน ไดข้ อ้ มูลแลว้ นามาทาการวเิ คราะห์ขอ้ มลู พรอ้ ม ท้งั แปลผลและสรุปผล งานข้นั ตอนตอ่ ไปท่ตี อ้ งทาคอื การเขยี นรายงาน การเขยี นรายงานท่เี กี่ยวกบั โครงงาน เป็ นวธิ ีทส่ี ื่อความหมายท่ีมีประสิทธิภาพวธิ ีหน่ึง เพอื่ ใหค้ นอ่ืนๆ เขา้ ใจถึงแนวความคดิ วธิ ีดาเนินการศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มูล ผลทไี่ ดต้ ลอดจนขอ้ สรุป และขอ้ เสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกบั โครงงานน้นั การเขยี นรายงานควรจะใชภ้ าษาทอี่ ่านเขา้ ใจง่าย ชดั เจน ส้นั ๆ และตรงไปตรงมา โดยให้ ครอบคลุมหวั ขอ้ ตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ช่ือโครงงาน 2. ชื่อผทู้ าโครงงาน 3. ชื่อท่ีปรึกษาโครงงาน 4. บทคดั ยอ่

192 อธิบายถึงทมี่ าและความสาคญั ของโครงงาน วตั ถุประสงค์ วธิ ีดาเนินการ และผลท่ีได้ ตลอดจนขอ้ สรุปต่างๆ อยา่ งยอ่ ๆ ประมาณ 300 - 350 คา 5. ทีม่ าและความสาคญั ของโครงงาน อธิบายถึงความสาคญั ของโครงงาน เหตุผลทีเ่ ลือกทาโครงงานน้ีและหลกั การหรือ ทฤษฎีทเี่ กี่ยวกบั โครงงาน เรื่องทีท่ าเป็นเรื่องใหม่หรือมีผอู้ ่ืนเคยศึกษามาบา้ งแลว้ ถา้ มีผลเป็น อยา่ งไร เรื่องท่ที าน้ี/ไดข้ ยายเพม่ิ เติม หรือปรับปรุงจากเรื่องท่ผี อู้ ื่นเคยทาไวอ้ ยา่ งไรบา้ ง หรือเป็ นการ ทาซ้าเพอื่ ตรวจสอบผล 6. จุดมุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ 7. สมมุตฐิ านของการศึกษาคน้ ควา้ (ถา้ มี) 8. วธิ ีดาเนินการ อาจแบง่ เป็ น 2 ขอ้ ยอ่ ย คอื 8.1 วสั ดุอุปกรณ์ 8.2 วธิ ีดาเนินการทดลอง 9. ผลการศึกษาคน้ ควา้ นาเสนอขอ้ มูลหรือผลการทดลองต่างๆ ท่สี งั เกตรวบรวมได้ รวมท้งั เสนอผลการ วเิ คราะห์ขอ้ มูล ทวี่ เิ คราะหไ์ วด้ ว้ ย 10. สรุปและขอ้ เสนอแนะ อธิบายผลสรุปทไ่ี ดจ้ ากการทาโครงงาน ถา้ มีการต้งั สมมุติฐานควรระบดุ ว้ ยวา่ ขอ้ มูลที่ ไดส้ นบั สนุนคดั คา้ นสมมุตฐิ านทต่ี ้งั ไวห้ รือยงั สรุปไม่ได้ และควรกล่าวถึงการนาผลการทดลองไป ใชป้ ระโยชน์ อุปสรรคของโครงงานหรืขอ้ สงั เกตท่ีสาคญั หรือขอ้ ผดิ พลาดบางประการทีเ่ กิดข้ึนจาก การทาโครงงานน้ี รวมท้งั เสนอแนะเพอ่ื การปรับปรุงแกไ้ ข หากมีผศู้ กึ ษาคน้ ควา้ ในเรื่องทานองน้ี ตอ่ ไปในอนาคต 11. คาขอบคุณ โครงงานส่วนใหญม่ กั จะเป็นกิจกรรมทต่ี อ้ งอาศยั ความร่วมมือจากหลายฝ่ ายเพอ่ื เป็ น การเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรไดก้ ล่าวขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานตา่ งๆ ที่ มีส่วนช่วยใหโ้ ครงงานน้ีสาเร็จดว้ ยดี 12. เอกสารอา้ งอิง อา้ งอิงหนงั สือหรือเอกสารตา่ งๆ ท่ีผทู้ าโครงงานใชค้ น้ ควา้ หรืออ่านเพอื่ ศึกษาหา ขอ้ มูลและรายละเอียดตา่ งๆ ท่นี ามาใชป้ ระโยชน์ในการทาโครงงานน้ี ส่ิงสาคญั ท่ีสุดในการเขยี นรายงานควรตระหนกั ไวอ้ ยเู่ สมอคือ ควรเขยี นรายงานใหช้ ดั เจน ใชศ้ พั ทท์ ี่ถูกตอ้ ง ใชภ้ าษาท่ีเขา้ ใจงา่ ย และครอบคลุมประเด็นสาคญั ๆ ท้งั หมดของโครงงาน