78 กลุ่มขอ้ มูล 1 กลมุ่ ขอ้ มลู 1 ขอ้ มูล กลุม่ ขอ้ มูล 2 ท่รี วม กลุ่มขอ้ มูล 2 แลว้ ข้นั ที่ 1 โพรโทคอลทีซีพี แบ่ง ขน้ั ที่ 2 โพรโทคอลไอพี สง่ ขอ้ มูล ขนั้ ที่ 3 โพรโทคอลทีซีพี รวมขอ้ มลู ข้อมลู เปน็ กล่มุ ข้อมูล โดยระบุ แตล่ ะกลมุ่ ตามเส้นทางตา่ ง ๆ โดย แต่ละกลมุ่ และส่งไปยังเครอื่ งผูร้ ับ เลขทอ่ี ยู่ไอพขี องเครอื่ งผ้รู ับ ใชเ้ ลขท่ีอยไู่ อพใี นการสง่ ข้อมูล ภาพที่ 3.1 การสง่ ขอ้ มูลบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตดว้ ยโพรโทคอลทซี พี ี/ไอพี ทมี่ า : ชยั ยง ว่องวฒุ ิกาจร. 2554 : 4-19. 3. การเขา้ ส่ขู ้อมูลทางอนิ เทอร์เนต็ การเข้าสู่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตสามารถทาได้หลายวิธี โดยเชื่อมผ่านส่ือสัญญาณทาง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ แต่จาเป็นต้องมีหน่วยงานที่ให้บริการการใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรียกว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือไอเอสพี (ISP – Internet Service Provider) โดยผู้ให้บริการ อนิ เทอรเ์ น็ตอาจเปน็ หนว่ ยงานภาครฐั หรอื บริษัทเอกชน ทาหน้าที่บริการผู้ใช้ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีการต่าง ๆ ท่ีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจัดเตรียมไว้ให้ มีการแปลงข้อมูลที่ ผู้ใช้ป้อนให้เป็นที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์เข้าใจ และผู้ใช้ยังสามารถเข้าใช้บริการ จดั เกบ็ ข้อมูลบนเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ให้บรกิ ารทีผ่ ู้ใหบ้ ริการอนิ เทอร์เน็ตจัดเตรียมไว้ให้ได้ด้วย ตัวอย่าง ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จากัด (มหาชน) บริษัท ทโี อที จากดั (มหาชน) บริษทั อนิ เทอร์เนต็ ประเทศไทย จากดั (มหาชน) เป็นตน้ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยังต้องทาหน้าท่ีในการจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวของ ผู้ใช้บริการและต้องเปิดเผยข้อมูลนั้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจเพราะพบว่ามีการกระทาผิด ผ่านเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ เปน็ จานวนมาก ดงั น้นั อนิ เทอร์เน็ตจึงกลายเป็นส่ือท่ีสามารถเปิดเผยตัวผู้ใช้ มากขึ้น (สราวธุ ปติ ยิ าศักดิ์. 2555 : 15) 3.1 การเช่ือมต่อเข้าอินเทอร์เน็ต สามารถทาได้หลายวิธี เดิมทีผู้ใช้ต้องเช่ือมต่อผ่าน สายโทรศัพท์ เหมือนหมุนหมายเลขโทรศัพท์ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะส่งผลให้สัญญาณ โทรศัพท์ของผู้ใช้เป็นสัญญาณสายไม่ว่าง ต่อมามีการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เครือข่ายมากขึ้น
79 จึงทาให้การเช่ือมต่อเข้าอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงไป โดยวิธีที่นิยม (ชัยยง ว่องวุฒิกาจร. 2554 : 4- 23) มดี งั น้ี 3.1.1 เชื่อมต่อผ่านข่ายงานบริเวณเฉพาะที่หรือเช่ือมต่อผ่านเครือข่ายแลนของ หน่วยงาน โดยหน่วยงานต้องมีอุปกรณ์จัดเส้นทางหรือเราท์เตอร์ในการให้บริการเชื่อมต่อสู่เครือข่าย อินเทอร์เน็ต ข้อดีของวิธีการนี้คือผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ด้วยความเร็วสูง เช่น นักศึกษาเข้าใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ในศูนย์บริการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลั ย เปน็ ตน้ สามารถอธิบายได้ดงั ภาพ อนิ เทอร์เนต็ ภาพท่ี 3.2 การเขา้ สอู่ นิ เทอร์เนต็ โดยเช่ือมต่อผา่ นขา่ ยงานบริเวณเฉพาะที่ ทม่ี า : ชยั ยง ว่องวุฒกิ าจร. 2554 : 4-23. การเชื่อมต่อเช่นนี้ หน่วยงานจะต้องเช่ือมสายสัญญาณไปยังผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี ตัวอย่าง นักศึกษาใช้งานคอมพิวเตอร์ท่ีมหาวิทยาลัยผ่านข่ายงานเฉพาะท่ี จากนั้นมหาวิทยาลัยทาหน้าท่ีเหมือนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ส่งข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัยที่เป็น เครือข่ายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประจาภาคเพ่ือส่ง ข้อมูลไปยังสานักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา เพื่อเช่ือมต่อให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ของนักศึกษาเข้าสเู่ ครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตและสามารถเขา้ ถึงข้อมลู บนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตได้ 3.1.2 เช่ือมต่อผ่านบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายสัญญาณพิเศษจากผู้ ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ เช่น ระบบดาวเทียมจากผู้ให้บริการ เป็นต้น ข้อดีของวิธีการ เช่ือมต่อเช่นนี้คือจะมีความเร็วในการส่งข้อมูลสูง และสามารถเพิ่มบริการพิเศษให้เป็นการให้บริการ เฉพาะหนว่ ยงานได้
80 3.1.3 เชื่อมต่อผ่านวงจรโทรศัพท์ นิยมใช้ในบ้านพักอาศัยโดยใช้โมเด็มเชื่อมต่อ สญั ญาณไปทางสายโทรศัพท์ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เนต็ ซง่ึ การเชือ่ มต่อแบบน้ีจะไม่ทาให้ไม่สามารถ ใช้โทรศัพท์โดยปกติได้ จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบเอดีเอสแอล (ADSL – Asymmetric Digital Subscriber Line) ซ่ึงแบ่งช่องสัญญาณที่ส่งข้อมูลแยกจากสัญญาณโทรศัพท์ปกติ ทาให้ผู้ใช้ สามารถใชเ้ ครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ ไปพร้อมกับการใชโ้ ทรศพั ทโ์ ดยปกติได้ 3.2 ทีอ่ ยู่บนอินเทอรเ์ นต็ เป็นส่ิงจาเป็นอีกสง่ิ ที่ช่วยให้เครื่องคอมพวิ เตอร์สามารถติดต่อถึง กันได้โดยดูจากเลขท่ีอยู่ไอพีของเครื่องปลายทาง แต่ในทางปฏิบัติการจดจาเลขที่อยู่ไอพีค่อนข้าง ยงุ่ ยากกวา่ การจาชื่อ จงึ ได้มกี ารแปลงเลขที่อยู่ไอพีให้เป็นข้อมูลชื่อท่ีผู้ใช้สามารถจดจาได้ง่าย เรียกว่า ระบบการตง้ั ชอ่ื โดเมน (Domain Name System – DNS) โดยมเี ครอ่ื งใหบ้ ริการที่ทาหนา้ ท่ีเก็บข้อมูล ระหว่างชือ่ เครื่องกับเลขที่อยู่ไอพี เรยี กว่าเคร่อื งให้บริการดีเอน็ เอส (DNS Server) การแบง่ ท่ีอยู่ของอินเทอร์เนต็ จะแบง่ เป็นลาดบั ชั้นเรียกวา่ โดเมน (Domains) ส่วนท่ี ครอบคลุมข้อมูลกว้างท่ีสุดเรียกว่า โดเมนสูงสุด (Top-Level Domains) เป็นการแบ่งประเภทของ องค์กรท่ีใช้อินเทอร์เน็ต โดยโดเมนสูงสุดอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด เช่น .edu หมายถึง สถานศึกษา .com หมายถึงองค์กรการค้า .gov หมายถึงหน่วยงานราชการ .mil หมายถึงหน่วยงาน ทหาร แต่ในปัจจบุ นั โดเมนสงู สุดบางชื่อไม่ไดม้ ีการกาหนดให้ใช้เฉพาะกับหน่วยงานใด ๆ หมายถึงผู้ใช้ สามารถขอจดทะเบียนเพ่ือใชโ้ ดเมนสูงสุดเหล่าน้ีโดยไม่ต้องมีสถานะเป็นองค์กร เช่น .com .net .org และ .info สาหรับการใช้งานในประเทศอ่ืน ๆ นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกาน้ัน โดเมนสูงสุดจะ เป็นอักษรย่อสองตัวของชื่อประเทศ เช่น ประเทศไทยคือ .th (Thailand) ประเทศออสเตรเลีย คือ au. (Australia) ประเทศญี่ปุ่นคือ .jp (Japan) ประเทศเกาหลีคือ .kr (Korea) นอกจากช่ือประเทศ แล้ว ในปัจจุบันยังมโี ดเมนสูงสุดที่แสดงถึงลักษณะการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ท่ีเจาะจงข้ึน เช่น .tv ใช้สาหรับการเผยแพร่ข้อมูลจากองค์กรที่ดาเนินธุรกิจด้านโทรทัศน์ โดยไอคานน์ (ICANN) จะเป็นผู้ กาหนดและประกาศการใช้งานโดเมนสงู สุด 4. รูปแบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตสาหรบั องคก์ ร ด้วยความนิยมในการใช้งานข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีมีมากข้ึน องค์กรหลายแห่ง จึงนิยมนาเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการดาเนินงานขององค์กร ท้ังในการรับส่งข้อมูล
81 ภายในองค์กรเองหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรท่ีเก่ียวข้องโดยใช้เทคโนโลยีของเครือข่าย อินเทอร์เน็ต คือมีการเช่ือมต่อด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผ่านโพรโทคอลและมาตรฐานตาม รูปแบบของการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ เครือข่ายอินทราเน็ต และเครือข่ายเอกซท์ ราเนต็ 4.1 เครือขา่ ยอินทราเนต็ (Intranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้เช่ือมต่อเฉพาะ ภายในองค์กร โดยใช้เทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต คือใช้โพรโทคอลทีซีพี/ไอพีในการเช่ือมต่อ ใช้การ ติดต่อกับผู้ใช้ด้วยโปรแกรมเบราว์เซอร์ (Browser) สาหรับเรียกดูข้อมูล เสมือนผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์ โดยทั่วไป มีระบบการป้องกันเพ่ือจากัดสิทธิ์เฉพาะพนักงานขององค์กรในการเรียกดูข้อมูล เช่น การ กาหนดให้พนักงานต้องใส่รหัสผ่านก่อนดูข้อมูล หรือสามารถดูข้อมูลได้โดยใช้เฉพาะเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในองค์กรเท่าน้ัน สาหรับข้อมูลในเครือข่ายอินทราเน็ตอาจเป็นข้อมูลพนักงาน ท่ีอยู่ อตั ราเงินเดือน ฐานขอ้ มูลตา่ ง ๆ ขององค์กร ภาพท่ี 3.3 รปู แบบการเชอ่ื มโยงระบบเครอื ข่ายอินทราเนต็ จากภาพ เคร่ืองคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารของพนักงานท่ีตั้งอยู่ภายในองค์กร จะสามารถเขา้ ถงึ ข้อมลู ในเครื่องใหบ้ ริการขององคก์ รได้ โดยผา่ นเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต ในขณะท่ี พนักงานที่อยู่ภายนอกองค์กร หากได้รับอนุญาตจะสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่องให้บริการของ องค์กรได้เช่นกัน โดยมีอุปกรณ์ป้องกันการบุกรุกหรือไฟร์วอลล์ทาหน้าท่ีคัดกรองหรืออนุญาตให้ผู้ใช้ เข้าถงึ ขอ้ มลู และจะปอ้ งกันไม่ให้องคก์ รภายนอกหรอื บุคคลภายนอกอน่ื ๆ เขา้ ถงึ ข้อมลู ขององค์กร
82 4.2 เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ต (Extranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ีเช่ือมต่อระหว่าง องค์กรกับองค์กรภายนอกท่ีได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น บริษัทผลิตรถยนต์ A เช่ือมต่อข้อมูลด้วย เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ตกับบริษัทผลิตยางรถยนต์ B เพื่อให้ท้ังสองบริษัทเปิดดูข้อมูลเดียวกัน เมื่อยาง รถยนตข์ องบรษิ ทั A มจี านวนลดลงจนถึงจุดที่ต้องซ้อื จากบรษิ ทั B เพ่ิม บริษัท B สามารถเปิดดูข้อมูล ดงั กล่าวและส่งยางรถยนตใ์ หบ้ รษิ ทั A ได้ตามต้องการ โดยท่ีบริษัท A ไม่จาเป็นต้องเก็บยางรถยนต์ไว้ ที่คลังของบริษัท ด้วยวิธีการนี้จึงส่งผลให้การดาเนินงานร่วมระหว่างคู่ค้า (Supplier) มีประสิทธิภาพ และลดคา่ ใช้จา่ ยในการทางานไดม้ ากขนึ้ เครือข่ายเอกซ์ทราเน็ตใช้เทคโนโลยีการทางานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้ โพรโทคอลทซี ีพ/ี ไอพเี ป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อ และแตกต่างจากเครอื ข่ายอินทราเน็ตโดยอนุญาต ให้องค์กรภายนอกสามารถเชื่อมโยงหรือใช้ฐานข้อมูลเดียวกันได้ อาจกาหนดให้มีรหัสผ่านของแต่ละ องคก์ รเพอ่ื เข้าใชง้ านรว่ มกนั หรอื ใชเ้ ทคโนโลยใี นการชว่ ยตรวจสอบหมายเลขเครือ่ งคอมพิวเตอร์ท่ีเข้า ใช้ขอ้ มลู วา่ เปน็ ขององค์กรที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ภาพที่ 3.4 รูปแบบการเช่อื มโยงระบบเครือขา่ ยเอกซท์ ราเนต็ ความหมายและความสาคญั ของเวบ็ การเช่ือมโยงข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้เกิดการแลกเปล่ียนข้อมูลได้สะดวก และรวดเร็วข้ึน ทั้งยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างหลากหลาย ส่งผลให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากข้ึน จึงเกิดการบริการต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สาหรบั บริการหน่ึงซ่ึงเปน็ ท่ีนยิ มบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตคอื บรกิ ารเว็บ ซ่ึงมีคาเรียกอย่างเป็นทางการ
83 ว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web – WWW) ซึ่งเกิดขึ้นราวปี ค.ศ.1990 พัฒนาโดยนายทิม เบิร์นเนอร์ส ลี (Tim Berners – Lee) จากสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ยุโรปหรือเซิร์น (European Organization for Nuclear Research – CERN) ต้ังอยู่ในกรุงเจนิวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ชัยยง ว่องวุฒิกาจร. 2554 : 4-25) สาหรับสิ่งท่ีควรทราบเบ้ืองต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีเว็บได้แก่ โพรโทคอลทีเ่ กีย่ วขอ้ ง และสว่ นประกอบของเว็บ 1. ความหมายของเวบ็ เพจและเวบ็ ไซต์ คาว่าเว็บ (Web) มาจากคาว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web – WWW) เป็น โปรแกรมประยุกต์ท่ีอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการส่งข้อมูล มีการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยรูปแบบ ไฮเพอร์เท็กซ์ (Hypertext) ซ่ึงเป็นการเช่ือมโยงในรูปแบบการกดที่จุดเชื่อมโยง (Link) ที่กาหนดไว้ โดยจุดเชื่อมโยงอาจอยู่ในรูปแบบของภาพ ตัวอักษร หรือรูปแบบอ่ืน ๆ ซ่ึงคาว่าเว็บเป็นคาเรียกโดย ภาพรวมทนี่ ิยมเรยี กโดยทั่วไป แตห่ ากตอ้ งการเจาะจงส่วนประกอบของเว็บให้ชัดเจน ยังสามารถแยก ได้เปน็ เวบ็ เพจและเว็บไซต์อกี ดว้ ย 1.1 เว็บเพจ (Web Page) หมายถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ท่ีบรรจุข้อความ รูปภาพ ภาพเคล่ือนไหว เสียงหรือสื่ออื่น ๆ โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันด้วยรูปแบบไฮเพอร์เท็กซ์ เปรียบเทียบเหมือนหน้าแต่ละหน้าภายในหนังสือ โดยหนึ่งเว็บเพจ หรือหนึ่งเพจหมายถึงข้อมูลหน่ึง หน้า สาหรับเพจแรกท่ีผู้ใช้จะเปิดเข้ามาพบ จะมีช่ือเรียกว่าโฮมเพจ (Home Page) เปรียบเหมือน หนา้ ปกของหนงั สือ 1.2 เว็บไซต์ (Web Site) เป็นแหล่งรวมของเว็บเพจที่เชื่อมโยงไว้ด้วยกัน เปรียบเหมือน หนงั สอื หนึ่งเล่ม ซ่งึ มหี ลายหน้า สว่ นของหนงั สอื คอื เว็บไซตแ์ ละแต่ละหนา้ ภายในหนงั สือคือเวบ็ เพจ 2. โพรโทคอลสาหรบั เว็บ เว็บเป็นบริการหน่ึงซ่ึงทางานอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมี โพรโทคอลสาคัญคือทีซีพี/ไอพี มีหน้าท่ีในการจัดส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางไปยังเคร่ือง คอมพิวเตอร์ปลายทางตั้งแต่การเชื่อมต่อของสัญญาณ การจัดการกับข้อมูล และการหาเส้นทางใน การส่งข้อมูล ดังนั้นเว็บซ่ึงเป็นบริการหนึ่งของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงใช้โพรโทคอลย่อยของทีซีพี/ ไอพใี นการติดต่อสื่อสาร ได้แก่ เอชทีทพี ี เอชทีทีพีเอส และเอฟทีพี
84 2.1 โพรโทคอลเอชทีทีพี (HTTP) มาจากคาว่า Hypertext Transfer Protocol เป็น โพรโทคอลหลักในการทางานบนระบบเครือข่ายเว็บ ทาหน้าท่ีติดต่อข้อมูลประเภทไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia) หรือข้อมูลท่ีสามารถทาการเช่ือมโยงไปยังข้อมูลอื่น ๆ (Link) ได้ หรืออธิบายได้ว่า เป็นโพรโทคอลท่ีทาหน้าที่แปลความหมาย ส่งและรับข้อมูลระหว่างโปรแกรมเปิดดูเว็บหรือ เบราเซอร์ (Browser) กบั เครือ่ งให้บรกิ ารเว็บ (Web Server) เพ่อื ให้โปรแกรมเบราเซอรแ์ สดงผลลัพธ์ ท่ีถูกต้อง มีลักษณะการทางานคือ ร้องขอข้อมูลไปยังเครื่องให้บริการเว็บ โดยส่งที่อยู่ของเว็บไซต์ (URL) ไปยังเครื่องให้บรกิ าร เรียกวา่ HTTP Request จากน้ันเครอื่ งให้บริการจะทาการส่งข้อมูลกลับ หรือ HTTP Response โดยส่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ HTML (Hypertext Markup Language) เพือ่ ให้เครื่องลกู ข่ายแสดงผล เมอ่ื โพรโทคอลทซี ีพี/ไอพที าการเช่ือมตอ่ แล้ว เครือ่ งผูใ้ ชจ้ ะส่งสญั ญาณ http request เคร่ืองใหบ้ ริการ ส่งขอ้ มูลกลับเปน็ ภาษา เอชทีเอม็ แอล และสญั ญาณ http response เครื่องของผ้ใู ช้ เครอ่ื งให้บริการเว็บ ภาพที่ 3.5 การทางานของโพรโทคอลเอชทที พี ี 2.2 โพรโทคอลเอชทีทีพีเอส (HTTPS) มาจากคาว่า Hypertext Transfer Protocol Secure มีหลักการทางานคล้ายโพรโทคอลเอชทีทีพี แต่ทางานอยู่บนโพรโทคอลเอสเอสแอล (SSL หรือ Secure Sockets Layer) อีกช้ันหน่ึง กล่าวคือ การทางานของโพรโทคอลจะเพ่ิมกระบวนการ เพ่ือความปลอดภัยในการส่งข้อมูลบนเว็บ ตั้งแต่ขั้นตอนการเชื่อมต่อ โดยมีกลไกการตรวจสอบและ สร้างความเชื่อม่ันได้วา่ ข้อมลู ทไ่ี ด้รบั เป็นขอ้ มลู ท่ีไม่มีการเปล่ียนแปลงระหว่างการส่ือสาร หรือเรียกว่า ข้อมูลมีความเป็นบูรณภาพ (Integrity) และมีความม่ันใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับน้ันยังคงเป็นความลับ
85 (Confidentiality) และมีการระบุตัวตน (Authentication) ของผู้รับท่ีถูกต้อง จึงจะได้รับข้อมูล (ภทั รสนิ ี ภัทรโกศล. 2555 : 74) การใช้งานโพรโทคอลเอชทีทีพีเอส เครื่องให้บริการจะต้องทาการติดต้ังใบรับรอง ความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Certificate) ซ่ึงใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์น้ัน ผู้ให้บริการสามารถทาขึ้นเองหรือซ้ือจากผู้ให้บริการรับรองท่ีน่าเช่ือถือ (Trusted Certificate Authority) โดยใบรับรองจะเป็นตัวบ่งบอกความถูกต้องของข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับเว็บน้ัน เช่น การ ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บ ความสมบูรณ์ของการเข้ารหัสลับของข้อมูล ช่วยเพ่ิมความม่ันใจให้กับ ผู้ใช้งานขณะที่มีการรับและส่งข้อมูล และหากมีความผิดปกติทั้งในฝั่งส่งและรับข้อมูล จะมีการแจ้ง เตือนความผิดปกตผิ า่ นทางโปรแกรมเรียกดเู วบ็ เพจของผู้ใช้ (ศุภกร ฤกษ์ดถิ พี ร. ออนไลน์. 2555) การทางานแบบโพรโทคอลเอชทที ีพี สง่ รหสั ผ่าน ดกั ขโมยรหัสผา่ น รบั รหัสผา่ น “password” ได้ขอ้ ความ “password” เครอื่ งใหบ้ ริการ เครือ่ งของผใู้ ช้ อาชญากรเครอื ข่าย การทางานแบบโพรโทคอลเอชทีทพี ีเอส เข้ารหัส ถอดรหสั รบั รหสั ผา่ น เครอื่ งใหบ้ ริการ สง่ รหสั ผ่าน “AKV680RB” เคร่ืองของผูใ้ ช้ ดกั ขโมยรหัสผา่ น ได้ “AKV680RB” อาชญากรเครอื ขา่ ย ภาพท่ี 3.6 การทางานของโพรโทคอลเอชทีทพี ี เปรียบเทียบกบั โพรโทคอลเอชทีทพี เี อส ปรับปรงุ จาก : ศุภกร ฤกษด์ ิถพี ร. ออนไลน์. 2555.
86 ผู้ใช้สามารถสังเกตว่าเว็บท่ีผู้ใช้เลือกใช้นั้นเป็นเว็บแบบเอชทีทีพีเอสหรือไม่ โดยดู จากที่อยู่ของเวบ็ หากเปน็ เว็บทีเ่ ปน็ การทางานแบบเอชทีทพี ี จะมีคาว่า http:// ขึน้ ต้น หากเป็นเว็บท่ี ทางานแบบเอชทีทีพีเอส จะมีคาว่า https:// โดยส่วนใหญ่จะเป็นเว็บที่กาหนดให้ผู้ใช้ต้องป้อนข้อมูล สาคัญ เชน่ รหสั ผ่าน หมายเลขบตั รเครดิต หรือขอ้ มลู ส่วนตัว ตัวอย่างดงั ภาพที่ 3.7 ภาพที่ 3.7 รปู แบบทอี่ ยู่ของเวบ็ โพรโทคอลเอชทีทพี ี เปรยี บเทยี บกบั โพรโทคอลเอชทที พี ีเอส 2.3 โพรโทคอลเอฟทีพี (FTP) มาจากคาว่า File Transfer Protocol ใช้ในการโอนย้าย แฟม้ ข้อมูลท่ีอยู่บนระบบเครือข่าย นิยมใช้ในการคัดลอก (Copy) แฟ้มข้อมูลจากเคร่ืองลูกข่ายไปวาง (Paste) ไว้บนเครื่องแม่ขา่ ย เช่น การนาข้อมูลเวบ็ ท่ีสร้างจากภาษาเอชทีเอ็มแอล (HTML) จากเครื่อง ของผู้ใช้ไปไว้บนเครื่องแม่ข่ายหรือเครื่องบริการเว็บ เพ่ือให้ผู้ใช้สามารถเปิดดูได้จากเคร่ืองแม่ข่าย การทางานจะต่างจากโพรโทคอลเอชทีทีพีและโพรโทคอลเอชทีทีพีเอสซึ่งถูกออกแบบมาให้ชมข้อมูล บนหน้าโปรแกรมเรียกดูเว็บเพจหรือเบราเซอร์ แต่โพรโทคอลเอฟทีพีถูกออกแบบให้ทางานใน รูปแบบเครื่องลูกข่ายและเครื่องแม่ข่าย (Client/Server) โดยที่ผู้ใช้จะต้องมีบัญชีผู้ใช้ (Username) และรหสั ผ่าน (Password) ในการโอนย้ายแฟ้มข้อมลู 3. สว่ นประกอบของเวบ็ ส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับการทางานของเว็บนอกเหนือไปจากกระบวนการติดต่อด้วยเครือข่าย คอมพิวเตอร์โดยผ่านโพรโทคอลที่สาคัญ ได้แก่ ทีซีพี/ไอพี เอชทีทีพี หรือเอชทีทีพีเอส ซึ่งเป็น เบอื้ งหลงั การทางานทีผ่ ูใ้ ชไ้ ม่สามารถมองเหน็ ได้ แต่ส่วนประกอบสาคัญท่ีผู้ใช้ควรทราบเพิ่มเติม ได้แก่ เบราเซอร์ เครือ่ งให้บริการเว็บ และยูอาร์แอล (สมลกั ษณ์ ละอองศรี. 2554 : 8-7) 3.1 เบราเซอร์ (browser) หรือโปรแกรมเรียกดูเว็บเพจ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ แสดงผลเว็บที่ผู้ใช้เรียกดูผ่านระบบเครือข่าย โดยมีโปรแกรมที่เป็นที่นิยมหลายโปรแกรม ได้แก่ อินเทอร์เน็ต เอกซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer) โมซิลลาไฟร์ฟอกซ์ (Mozilla Firefox) และกูเกิล โครม (Google Chrome) เปน็ ต้น เบราเซอร์แต่ละโปรแกรมจะมีการติดต้ังโปรแกรมเสริมเพื่อช่วย
87 อานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการเปิดดูเว็บ เช่น โปรแกรมเสริมสาหรับฟังเพลงหรือชมวิดีโอบนเว็บ โปรแกรมเสริมเพอื่ ปอ้ งกันไวรัสท่ีมาจากเวบ็ 3.2 เคร่ืองให้บริการเว็บ (Web Server) หรือนิยมเรียกว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นเคร่ือง คอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่ใช้จัดเก็บข้อมูลของเว็บ ทาหน้าท่ีให้บริการข้อมูลเว็บเมื่อมีการเรียกใช้งานจาก ผูใ้ ช้ดว้ ยโปรแกรมเบราเซอร์ โดยผ่านโพรโทคอลเอชทีทีพี หรือ เอชทีทีพีเอส โดยเครื่องให้บริการเว็บ จะต้องเป็นเครื่องท่ีมีสมรรถนะสูง ให้บริการได้ตลอดเวลา และต้องติดต้ังระบบปฏิบัติการสาหรับ รองรับการเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ เช่น โปรแกรมไอไอเอส (IIS - Internet Information Server) โปรแกรมอาพาเช (Apache) โดยผู้ดูแลมักจะต้ังชื่อเคร่ืองให้บริการเว็บว่า www เพื่อให้เกิด ความเข้าใจตรงกันโดยท่ัวไปว่าเป็นเคร่ืองสาหรับให้บริการเวิล์ดไวด์เว็บ และตามด้วยช่ือโดเมนเนม (Domain Name) ซึ่งเป็นชื่อท่ีกาหนดข้ึนโดยใช้เป็นส่วนหน่ึงของแหล่งที่อยู่บนเว็บ เช่น nrru.ac.th ดังน้ันเมื่อผู้ใช้จะเรียกใช้บริการเว็บ จึงต้องพิมพ์ช่ือเครื่องให้บริการเว็บตามด้วยช่ือโดเมนเนม เช่น www.nrru.ac.th 3.3 ยูอาร์แอล (URL – Uniform Resource Locator) คือท่ีอยู่ของแต่ละเว็บเพจซึ่งจะ ไม่ซ้ากันและมีระบบมาตรฐานในการกาหนดที่อยู่ โดยยูอาร์แอลมาตรฐานประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ โพรโทคอล และแหล่งท่ีอยู่ของข้อมูล โดยแหล่งท่ีอยู่ของข้อมูลประกอบด้วย ช่ือเคร่ือง ให้บริการเว็บ ช่ือไดเรกทอรี (Directory) หรือชื่อตาแหน่งที่เก็บแฟ้มข้อมูลของเว็บ และช่ือ แฟม้ ข้อมลู เว็บ ซง่ึ ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เหลา่ นีเ้ กบ็ อยบู่ นเคร่ืองให้บริการเวบ็ โพรโทคอล ชอื่ เครือ่ งใหบ้ รกิ าร ช่อื ไดเรกทอรี โดเมนเนม ชือ่ เวบ็ เพจ
88 ภาพที่ 3.8 ยอู าร์แอล และการแสดงผลเว็บเพจ ท่มี า : มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครราชสมี า. ออนไลน์. 2558. การติดต่อสื่อสารระหว่างเบราเซอร์และเครื่องให้บริการเว็บ จะทางานในลักษณะของเครื่อง แม่ข่ายและเครือ่ งลกู ขา่ ย ผา่ นการทางานของโพรโทคอลเอชทีทพี ี โดยมขี น้ั ตอนดังนี้ ข้ันท่ี 1 ผู้ใช้ป้อนยูอาร์แอลในเบราเซอร์ท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ฝั่งผู้ใช้ จากน้ันระบบจะเร่ิมต้น การส่อื สารขอ้ มลู ดว้ ยการส่งคาร้องขอเพื่อเรียกใช้งานเว็บไปยังเครื่องให้บริการเว็บ โดยใช้โพรโทคอล เอชทีทพี ีกากบั การรับส่งหรอื ร้องขอข้อมูล ขน้ั ท่ี 2 เครอ่ื งใหบ้ ริการเวบ็ ตอบรบั คารอ้ งขอและค้นหาขอ้ มูลเว็บเพจ ขั้นท่ี 3 เครื่องให้บริการเว็บส่งข้อมูลไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ และแสดงผลเว็บเพจ ทเี่ บราเซอร์ด้วยโพรโทคอลเอชทีทีพี ข้ันท่ี 4 เม่ือเบราเซอร์แสดงผลเว็บเพจแล้ว จะทาการปิดการสื่อสาร และเมื่อผู้ใช้ต้องการดู เวบ็ เพจอนื่ ๆ จะเร่มิ ดาเนนิ การตามข้นั ที่ 1 อีกครงั้
89 พฒั นาการของเทคโนโลยีเว็บ นับต้ังแต่ปี ค.ศ.1990 ซ่ึงเร่ิมมีการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บข้ึนมา ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใน การนาเสนอเวบ็ เร่ือยมา ทง้ั ในรูปแบบการนาเสนอเว็บ ภาษาทใ่ี ช้ และรูปแบบการโต้ตอบกับผู้ใช้ จึงมี การแบ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีเว็บเป็นยุคเพ่ือให้มีความเข้าใจในการศึกษาเรื่องเทคโนโลยีท่ีใช้ พัฒนาเว็บได้สะดวกมากขึ้น โดยแบ่งเป็นยุคเว็บ 1.0 จนกระทั่งถึงเว็บ 3.0 แต่การแบ่งยุคของเว็บจะ ไม่ขนึ้ ต่อช่วงเวลาเหมือนการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการแบ่งยุคจะเน้นท่ีรูปแบบของการ โต้ตอบกับผู้ใช้เป็นสาคัญ ดังนั้นแม้จะมีการพัฒนาจนถึงยุคเว็บ 3.0 แล้ว แต่ยังคงมีเว็บท่ีนาเสนอใน รปู แบบของเวบ็ 1.0 เช่นกนั ข้ึนกบั ความตอ้ งการของผจู้ ดั ทาเวบ็ วา่ ต้องการนาเสนอเวบ็ ในรูปแบบใด 1. เว็บ 1.0 แนวคิดของเว็บ 1.0 เน้นการสร้างเน้ือหาบนเว็บและมีการเช่ือมโยงระหว่างเว็บโดยใช้ ไฮเปอร์ลิงก์ (Hyperlink) โดยผู้ใช้สามารถคลิกที่จุดเชื่อมโยง ซึ่งอาจเป็นข้อความ รูปภาพหรือปุ่มกด ลักษณะสาคัญของเว็บ 1.0 คือผู้สร้างเว็บจะเป็นผู้ใส่เน้ือหา หรือดาเนินการจัดการเว็บเองทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การกาหนดหัวข้อเนื้อหา การสร้าง และการนาข้อมูลวางบนเคร่ืองให้บริการเว็บ สว่ นผอู้ า่ นสามารถอ่านขอ้ ความได้อยา่ งเดยี ว ลักษณะคล้ายการอ่านวารสารหรือนิตยสาร นับเป็นการ สอื่ สารทางเดียว ไมส่ ามารถรว่ มปรบั เปล่ยี นเนอ้ื หาบนเวบ็ ไดโ้ ดยตรง ทง้ั นเ้ี ทคโนโลยที ่ีสาคัญในยุคของ เว็บ 1.0 ได้แก่ 1.1 เอชทีเอ็มแอล (HTML – Hypertext Markup Language) เป็นภาษาโปรแกรมที่ใช้ พฒั นาเวบ็ เพื่อให้เบราเซอรส์ ามารถแปลงคาสั่งและแสดงผลในรปู แบบของเว็บได้ 1.2 ซีจีไอ (CGI – Common Gateway Interfaces) เป็นมาตรฐานท่ีกาหนดวิธีการ ติดต่อระหว่างเบราเซอร์กับเคร่ืองให้บริการเว็บ โดยซีจีไอจะสามารถประมวลผลคาส่ังท่ีผู้ใช้ป้อนเข้า ไปยังเบราเซอร์เพื่อไปประมวลผลข้อมูล เช่น การกาหนดให้ผู้ใช้ใส่รหัสผ่านให้เครื่องให้บริการ ตรวจสอบความถูกต้อง เป็นการสื่อสารแบบสองทางกับผู้ใช้ ในขณะที่เอชทีเอ็มแอลไม่สามารถทาให้ เคร่อื งผใู้ ชแ้ ละเครอื่ งให้บริการสามารถโตต้ อบในลกั ษณะสองทางได้ 1.3 สคริปต์ (Script) เป็นภาษาคอมพวิ เตอร์เพือ่ เพิ่มประสิทธิภาพการทางานให้กับเครื่อง ใหบ้ รกิ าร เช่น สามารถเขียนคาส่ังเพมิ่ เติมเพ่ือใหเ้ ว็บสามารถแสดงภาพเคลอ่ื นไหวได้ สร้างแบบฟอร์ม ใหผ้ ้ใู ช้ป้อนขอ้ มลู โดยเลือกขอ้ มลู จากเมนแู บบปอ๊ ปอปั (popup)
90 2. เว็บ 2.0 รปู แบบของเวบ็ 2.0 เป็นรูปแบบเวบ็ ท่ีเนน้ การมีสว่ นร่วมของผูใ้ ชใ้ นการสร้างหรือปรับปรุง เน้ือหาบนเว็บ ร่วมแบ่งปันข้อมูล ท้ังส่วนของเนื้อหา รูปภาพ ข้อความ เสียงหรือวิดีโอ สามารถ เช่อื มโยงข้อมลู ไปยังผู้ใช้รายอน่ื หรอื เรียกว่าเป็นเครือข่ายสังคม (Social Network) ผู้สร้างเว็บที่อยู่ใน รูปแบบของเว็บ 2.0 อาจจัดทาเพียงกรอบหรือแนวทางในการป้อนข้อมูล รวมถึงดูแลให้เว็บมีความ เสถียรกล่าวคือ สามารถให้บริการได้ตลอดเวลา ส่วนเนื้อหาต่าง ๆ ผู้ใช้จะร่วมกันบันทึกหรือ ปรบั เปล่ยี น ซง่ึ สง่ ผลให้รูปแบบของเว็บ 2.0 มกี ารโต้ตอบกับผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องมีความรู้ด้าน ภาษาคอมพิวเตอร์เลย ตัวอย่างของเว็บ 2.0 เช่น การรับข่าวสารต่าง ๆ ผ่านโปรแกรมอาร์เอสเอส (RSS) การ เขียนบล็อก (Blog) เทคโนโลยีท่ีสาคัญในเว็บ 2.0 นอกเหนือจากภาษาเอชทีเอ็มแอลแล้ว ยังมี เทคโนโลยีเอแจกซ์ (Ajax – Asynchronous JavaScript and XML) โดยเทคโนโลยีเอแจกซ์ จะทา หน้าท่ีในการติดต่อข้อมูลระหว่างเบราเซอร์ของผู้ใช้กับเครื่องให้บริการ จะลดเวลาในการนาเสนอ ข้อมูลโดยไม่ต้องรอให้การส่งข้อมูลจากเคร่ืองให้บริการมาครบทั้งเว็บเพจแล้วแสดงผลเหมือนการ นาเสนอเว็บด้วยภาษาเอชทีเอ็มแอล แต่จะนาเสนอข้อมูลบนเบราเซอร์เมื่อมีการส่งข้อมูลมาจาก เคร่ืองให้บริการทนั ที วธิ ีการน้ีจะชว่ ยให้การนาเสนอเว็บเร็วและมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ทันต่อข้อมูลท่ีมี การเปลีย่ นแปลงจากผใู้ ชต้ ลอดเวลา ภาพที่ 3.9 เว็บวกิ พิ ีเดยี เปน็ รปู แบบเวบ็ 2.0 ท่ีมา : Wikipedia. Online. 2015.
91 3. เว็บ 3.0 ลักษณะโดยท่ัวไปของเว็บ 3.0 คือเว็บท่ีสามารถเข้าใจข้อมูลเชิงความหมาย หรือเว็บเชิง ความหมาย (Semantic Web) มีพ้ืนฐานการทางานในลักษณะเว็บ 2.0 คือผู้ใช้เป็นผู้ปรับปรุงเนื้อหา บนเว็บ แต่เน้นให้มีการค้นหาข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด หาความสัมพันธ์หรือความเช่ือมโยงกับข้อมูล ส่วนอื่นได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกาหนดให้เป็นคาค้นในเว็บ เทคโนโลยีท่ีสาคัญของเว็บ 3.0 ได้แก่ ออนโทโลยี (Ontology) เป็นการกาหนดรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ของส่ิงท่ีผู้ใช้สนใจตาม ขอบเขตท่ีกาหนด มาตรฐานภาษาที่ใช้ในการพัฒนาออนโทโลยีเรียกว่า OWL (Web Ontology Language) ตวั อย่างดังภาพที่ 3.10 ภาพที่ 3.10 ผลลพั ธ์จากการคน้ หาคาว่า moon บนเว็บ 3.0 ทมี่ า : Wolframalpha. Online. 2015.
92 ตัวอย่างการใช้งานเว็บ 3.0 คือ การที่เว็บจะช่วยคิดและนาเสนอข้อมูลให้ตรงกับความ ต้องการของผู้ใช้มากท่ีสุด เช่น หากป้อนคาว่า moon ซึ่งแปลว่าดวงจันทร์ ลงในเว็บไซต์ http://www.wolframalpha.com ซึ่งเป็นเว็บ 3.0 เว็บจะแสดงผลลัพธ์เป็นข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกับ ดวงจันทร์ ได้แก่ ระยะห่างระหว่างดวงจันทร์กับโลก ปริมาณน้าบนดวงจันทร์ ขนาดของดวงจันทร์ เป็นต้น แต่ถ้าหากป้อนคาว่า moon หรือดวงจันทร์ลงในเว็บ 2.0 เช่น http://www.google.com จะพบผลลพั ธ์เปน็ ช่อื เว็บทีค่ าดวา่ จะมคี าว่า moon ในเวบ็ แต่หากเป็นเวบ็ 3.0 จะพยายามเดาคาถาม และตอบคาถามทีผ่ ู้ใชต้ อ้ งการเกย่ี วกบั คาคน้ น้นั การประยุกต์ใช้เวบ็ ในองคก์ ร ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยเี ว็บ และความสามารถในการเช่ือมโยงข้อมูลได้ท่ัวโลก ส่งผลให้ ความนิยมใช้งานเว็บเป็นท่ีนิยมอย่างแพร่หลาย โดยองค์กรหลายแห่งได้นาความสามารถของเว็บมา ประยุกต์ในการพัฒนางานขององค์กร ทั้งทางด้านนามาเป็นเครื่องมือสืบค้นข้อมูล การนามาใช้เป็น เครื่องมือส่ือสาร มาประยุกต์ใช้ในการทางานร่วมกันของพนักงาน และเป็นเครื่องมือในการสร้าง เครอื ข่ายสงั คมออนไลน์ 1. การใช้เป็นเครอื่ งมือสบื ค้น ความนยิ มในการใช้งานเวบ็ ไซต์ ส่งผลให้มีผูเ้ ผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ จานวนมากอยู่บนเว็บไซต์ จนอาจนับว่าเว็บไซต์เป็นแหล่งในการค้นหาข้อมูลข่าวสารแรกที่ผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตนึกถึง แต่เนื่องจากจานวนเว็บไซต์ที่มีมากบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาให้ผู้ใช้เกิดความ ยุง่ ยากในการเข้าถงึ ข้อมลู ที่ตรงกับความต้องการ จึงมเี วบ็ ไซต์ทจี่ ดั ทาขนึ้ เพ่ือให้ผู้ใช้ใช้ค้นหาข้อมูลหรือ สารสนเทศท่ีต้องการได้สะดวกขึ้น โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะมีเคร่ืองมือหรือโปรแกรมพิเศษในการเก็บ ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ไว้ในฐานข้อมูล เมื่อผู้ใช้ต้องการค้นหาข้อมูลใด ๆ ผู้ใช้สามารถพิมพ์คาหรือ ข้อความท่ีต้องการค้นหาบนเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล เว็บไซต์นั้นจะค้นหาจากฐานข้อมูลท่ีจัดเก็บไว้ และ นาเสนอยูอาร์แอลให้แก่ผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งเว็บไซต์สาหรับสืบค้นได้เป็นโปรแกรมค้นหาและ โปรแกรมเมตาเสิรช์ 1.1 โปรแกรมค้นหา (Search Engine) เป็นโปรแกรมพิเศษท่ีช่วยในการค้นหาโดยอาจ แบง่ ลกั ษณะของโปรแกรมคน้ หาได้ 2 แบบ ได้แก่
93 1.1.1 การค้นหาโดยใช้คาหลัก (Keyword) ผู้ใช้ใส่คาหลักหรือวลีของสารสนเทศท่ี ตอ้ งการค้นหา โปรแกรมค้นหาจะเทียบเคียงคาดังกล่าวกับฐานข้อมูลท่ีมี และแสดงรายการเว็บไซต์ท่ี มีเน้ือหาใกล้เคียงหรือมีคาหลักท่ีผู้ใช้ต้องการปรากฏมาให้ผู้ใช้เลือก ตัวอย่างเว็บไซต์ท่ีค้นหาโดยใช้ คาหลัก เช่น http://www.google.com และ http://www.bing.com ดังตัวอย่างในภาพท่ี 3.11 และภาพท่ี 3.12 ภาพที่ 3.11 การค้นหาข้อมูลด้วยเวบ็ ไซต์ http://www.google.com ที่มา : Google. Online. 2015.
94 ภาพที่ 3.12 การคน้ หาขอ้ มูลด้วยเวบ็ ไซต์ http://www.bing.com ที่มา : Microsoft Corporation. Online. 2015. 1.1.2 การค้นหาด้วยสารบบ (Directory Search) หรือการค้นหาด้วยดรรชนี (Index Search) มลี กั ษณะการคน้ หาคลา้ ยสมดุ หมายเลขโทรศพั ท์ โดยผ้ใู ช้ต้องเลือกประเภทเน้ือหาท่ี ต้องการค้นหา เช่น การเงิน สุขภาพ การศึกษา เมื่อเลือกหัวข้อที่ต้องการแล้ว ผลลัพธ์จะแสดง รายการท่ีอย่ภู ายในหวั ขอ้ ที่เลอื ก ผู้ใชจ้ ะทาการเลอื กหัวข้อยอ่ ยที่ตอ้ งการต่อไปเร่ือย ๆ จนพบรายการ หรือหัวข้อที่ต้องการ ตัวอย่างเว็บไซต์ท่ีค้นหาด้วยสารบบ เช่น http://www.yahoo.com และ http://www.sanook.com ดังตัวอยา่ งในภาพที่ 3.13 และภาพที่ 3.14
95 สารบบ (directory) ทีผ่ ใู้ ช้สามารถ เลอื กได้ ภาพท่ี 3.13 การคน้ หาขอ้ มูลดว้ ยเว็บไซต์ http://www.yahoo.com ทีม่ า : Yahoo. Online. 2015. 1.2 โปรแกรมเมตาเสิร์ช (Metasearch Engine) เป็นโปรแกรมที่จะส่งคาหลักที่ผู้ใช้ ต้องการค้นหาไปที่โปรแกรมค้นหาอื่น ๆ พร้อมกัน จากนั้นโปรแกรมเมตาเสิร์ชจะรับผลที่ได้รับจาก โปรแกรมคน้ หาอื่นและกล่ันกรองผลลัพธ์ที่ซ้ากันออก เรียงลาดับเว็บไซต์ที่ตรงกับคาหลักท่ีผู้ใช้ค้นหา มากท่ีสุด แล้วจึงแสดงรายการทั้งหมดให้แก่ผู้ใช้ (โอเลียร่ี และโอเลียร่ี. 2553 : 41) การค้นหาโดยใช้ โปรแกรมเมตาเสริ ช์ จะช่วยลดเวลาในการคน้ หาไดเ้ พราะผู้ใช้ค้นหาที่โปรแกรมช่วยค้นหาเพียงตัวเดียว แต่จะได้ผลลัพธ์ท่ีมาจากการเปรียบเทียบผลลัพธ์ ที่ได้จากโปรแกรมค้นหาที่หลากหลาย โปรแกรมเมตาเสิร์ชท่ีนิยมโดยทั่วไป เช่น http://www.search.com และ http://www.meta crawler.com จากภาพท่ี 3.14 เป็นการค้นหาคาว่า moon ในเว็บไซต์ www.search.com ซ่ึงให้ ผลลัพธแ์ บบท่ตี ดั สว่ นทซ่ี ้ากนั ออกแล้ว เพอื่ ใหผ้ ้ใู ชส้ ะดวกในการเลอื กดูขอ้ มลู
96 ภาพที่ 3.14 การคน้ หาข้อมูลด้วยเว็บไซต์ http://www.search.com ทม่ี า : CBS. Online. 2015. 2. การใช้เป็นเคร่อื งมือสื่อสาร นอกเหนือไปจากการใช้เว็บไซต์เป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารแล้ว เทคโนโลยีการสื่อสารยัง ได้ประยุกต์ให้ผู้ใช้สามารถส่ือสารผ่านเว็บไซต์ โดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการส่ง สญั ญาณ สง่ ผลใหก้ ารตดิ ต่อสื่อสารสามารถทาได้รวดเร็วขึ้น จนถึงข้ันสามารถส่งข้อความและเอกสาร ได้ทันทีที่ต้องการ สาหรับการส่ือสารที่นามาประยุกต์บนเว็บไซต์ได้แก่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และ โปรแกรมการสอ่ื สาร 2.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล (Electronic Mail หรือ e-Mail) เป็นการแลก เปล่ียนข้อความคล้ายการเขียนจดหมายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่สามารถเพิ่มรูปภาพหรือ แฟ้มข้อมลู ตา่ ง ๆ ไปกบั ไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ได้ เดิมทีต้องมีโปรแกรมสาหรับใช้ในการส่งไปรษณีย์ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์โดยเฉพาะ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านเว็บไซต์ซ่ึงเว็บไซต์ที่เป็นท่ี นิยมในการใช้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ Hotmail Gmail Yahoo นอกจากนี้องค์กรส่วนใหญ่ยังได้จัดทาระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้บริการเจ้าหน้าท่ีในองค์กร โดยเฉพาะด้วย
97 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ รายละเอียดส่วนหัว ข้อความ จดหมาย และสว่ นลงทา้ ย 2.1.1 รายละเอียดส่วนหัว ประกอบไปด้วยท่ีอยู่ทั้งของผู้ส่งและผู้รับ (Sender and Receiver) หวั ขอ้ เรอื่ ง (Subject) ส่ิงที่แนบ (Attachments) 1) ที่อยู่ของผู้ส่งและผู้รับ อยู่ในรูปแบบของชื่อผู้ใช้ ตามด้วยสัญลักษณ์ @ (เคร่ืองหมาย at sign นิยมอ่านว่า แอ็ท) และตามด้วยชื่อโดเมน เช่น [email protected] โดย panida หมายถึงชื่อผู้ใช้ และ nrru.ac.th เป็นชื่อโดเมน โดย nrru เป็นช่ือของมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครราชสีมา และ ac.th หมายถึงสถาบันการศึกษาท่ีต้ังอยใู่ นประเทศไทย ชอ่ื โดเมน [email protected] ช่อื ผู้ใช้ ภาพท่ี 3.15 ส่วนประกอบของท่ีอยบู่ นจดหมายอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 2) หัวข้อเร่ืองเป็นข้อความสั้น เพื่อแสดงให้ทราบว่าเน้ือหาภายในจดหมาย อิเลก็ ทรอนิกสท์ ี่สง่ มาน้ันเป็นเร่ืองใด โดยจะปรากฏให้เห็นในกล่องจดหมายของผรู้ ับ 3) ส่ิงทแ่ี นบ แสดงรายการไฟล์ขอ้ มลู ทแี่ นบมาพร้อมจดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 2.1.2 ข้อความจดหมาย เป็นสว่ นแสดงเนอื้ หาท่ผี ู้สง่ ตอ้ งการส่ือสารไปยงั ผรู้ บั 2.1.3 ส่วนลงท้าย ใช้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ส่ง เช่น ชื่อ นามสกุล ตาแหน่ง หมายเลข ตดิ ตอ่ กลับ บางกรณีเรียกว่าลายเซน็ (Signature) 2.2 โปรแกรมการสื่อสาร หรืออินสแตนท์เมสเซจจิง (Instant Messaging หรือ IM) มี ลักษณะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีผู้ใช้สามารถส่ือสารข้อความกันได้ในทันที เดิมทีมีลักษณะเป็น โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะด้าน ต่อมาเม่ือเว็บไซต์เป็นท่ีนิยมมากข้ึน จึงมีการจัดทาโปรแกรมการ ส่ือสารให้ทางานอยู่บนเว็บไซต์ โดยผู้ใช้ต้องมีช่ือผู้ใช้ในระบบหรือ Username และมีกลุ่มเพื่อนที่ ตอ้ งการตดิ ตอ่ (Contacts) เมอื่ ผใู้ ชเ้ ขา้ สูร่ ะบบ โปรแกรมจะทาการแจ้งไปยังผู้ใช้ว่ามีผู้ใดที่เข้าสู่ระบบ
98 หรือพร้อมในการสื่อสารแล้วบ้าง จากนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความส่งถึงผู้ใช้ดังกล่าวได้ทันที โปรแกรมการสื่อสารท่ีมีช่ือเสียง เช่น โปรแกรมเฟสบุ๊กเมสเซจเจอร์ (Facebook Messenger) โปรแกรมสไคพ์ (Skype) ในปัจจุบันที่โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นท่ีนิยมมากข้ึน โปรแกรมการส่ือสารได้ถูกพัฒนา เป็นโปรแกรมเสริมหรือแอพพลิเคชัน (Application) ท่ีผู้ใช้สามารถส่ือสารโดยการพิมพ์ข้อความบน โทรศัพทเ์ คลือ่ นท่ี นอกเหนอื ไปจากบนเคร่อื งคอมพิวเตอรแ์ ละบนเว็บไซต์ด้วย ภาพท่ี 3.16 โปรแกรมสไคพ์บนโทรศพั ทม์ ือถอื ทม่ี า : Protalinski. Online. 2013. 3. การทางานร่วมกนั เมอื่ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีความนิยมมากขึ้น องค์กรหลายแห่งได้พัฒนาโปรแกรม คอมพิวเตอร์ร่วมกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพ่ือให้ผู้ใช้งานในองค์กรสามารถทางานร่วมกันได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพ่ิมความรวดเร็วและถูกต้องในการทางานระหว่างแผนกหรือระหว่างฝ่ายงาน และเมอื่ เทคโนโลยเี วบ็ ได้รบั ความนยิ ม รวมถึงรองรับการทางานนอกสานักงาน มีรูปแบบที่ใช้งานผ่าน เว็บไซต์ซึ่งมีความสวยงาม สื่อสารด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจในสัญลักษณ์ง่าย รวมถึงสามารถจัดทาระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ จึงมีการประยุกต์โปรแกรมการทางาน รว่ มกนั มาใช้งานบนเว็บ (Web Collaboration) โดยตัวอย่างคุณสมบัติของการทางานร่วมกันบนเว็บ ไดแ้ ก่
99 3.1 การใช้โปรแกรมจัดการโครงการ (Project Management) ร่วมกัน โดยองค์กรท่ีวาง แผนการดาเนินงานโครงการเป็นลาดับตามช่วงเวลา สามารถติดตามผลการดาเนินงานในแต่ละ ข้ันตอนของโครงการรว่ มกันผา่ นทางหน้าเว็บ 3.2 การใช้โปรแกรมปฏิทิน (Calendar) เพื่อกาหนดนัดหมายของพนักงาน สามารถ จัดทาระบบแจ้งเตอื นจากหนา้ จอได้ 3.3 ข่าวประกาศ (Announcement) โดยสามารถประกาศข่าวท่ีสาคัญไว้บนหน้าเว็บ สามารถกาหนดรูปแบบให้น่าสนใจ มีภาพเคล่ือนไหวหรือวิดีทัศน์ กาหนดระยะเวลาในการประกาศ ขา่ วสารให้เหมาะสมได้ 3.4 การจัดการแฟ้มขอ้ มลู ร่วมกนั (File Management) ผู้ใช้งานในองค์กรท่ีได้รับสิทธ์ิจะ สามารถเก็บแฟ้มข้อมูลรวมกันที่เคร่ืองคอมพิวเตอร์เดียวกัน เม่ือต้องการเรียกดูข้อมูลหรือปรับปรุง ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลกลางได้ในทันที ลดความผิดพลาดในการปรับแก้ข้อมูลท่ีไม่เป็นปัจจุบัน เพราะผใู้ ชท้ กุ คนจะเขา้ ถึงแฟ้มขอ้ มูลที่มีการบนั ทกึ ไว้ล่าสดุ เสมอ 3.5 การประชุมร่วมกันผ่านเว็บ (Web Conference) โดยใช้เทคโนโลยีในการบีบอัด ข้อมูลภาพ เสียงและวิดีโอ และส่งข้อมูลผ่านรูปแบบของเว็บ การประชุมร่วมกันผ่านเว็บน้ีผู้เข้าร่วม ประชุมสามารถเปดิ แฟ้มขอ้ มลู เอกสารตา่ ง ๆ ประกอบจากระบบได้ในทนั ที ภาพท่ี 3.17 โปรแกรมสาหรบั ทางานรว่ มกนั บนเว็บ ท่ีมา : eXo. Online. 2013.
100 จากภาพที่ 3.17 เป็นตวั อยา่ งโปรแกรมเพอ่ื ให้พนักงานในองค์กรได้ลงตารางนัดประจาตัว และใชส้ าหรับเก็บงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เชน่ ไฟล์งานเอกสาร หรอื เว็บไซตท์ ตี่ นสนใจสาหรบั การค้นคว้าเร่ือง งาน เม่ือมตี ารางนัดหรืองานประชุมขององค์กรท่ีเก่ียวข้องกับพนักงานคนดังกล่าวเกิดขึ้น จะสามารถ แจง้ เตอื นมายังพนกั งานผ่านทางโปรแกรมเพ่ือใหล้ งปฏิทนิ การนดั ได้ 4. เครอื ข่ายสังคมออนไลน์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) เป็นการนาเทคโนโลยีเว็บ 2.0 มาใช้เพ่ือให้ ผู้ใช้งานสามารถส่ือสารและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เน้ือหา สารสนเทศ ข่าวสารและแบ่งปัน ความรู้ ในทน่ี ีไ้ ด้เสนอตวั อย่างของเครือขา่ ยสงั คมออนไลน์ได้แก่ บลอ็ ก วกิ ิ พอดแคสต์ 4.1 บล็อก (Blog) หรือเว็บบล็อก (Web Blog) คือเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปบันทึก ข้อความต่าง ๆ ประสบการณ์ และความคิดเห็นได้อย่างหลากหลาย บล็อกมีลักษณะคล้ายกับสมุด บันทึกคือนาเสนอเน้ือหาเป็นหมวดหมู่ เรียงตามวันที่หรือตามเง่ือนไขต่าง ๆ ที่เจ้าของกาหนด ผู้อ่าน สามารถเขา้ ไปใหค้ วามเหน็ เพม่ิ เตมิ ได้ ในขณะเดียวกันยังสามารถเช่ือมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น เพื่อขยาย ความหรืออธิบายเนื้อหาให้ชัดเจนมากขึ้น หลายองค์กรนิยมนาบล็อกมาใช้ในการจัดการความรู้หรือ แลกเปลยี่ นความรู้ระหว่างบุคลากรในองค์กร ในขณะเดียวกันยังสามารถใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงาน ของนักเขียนในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วยตัวอย่างของบล็อกท่ีให้ผู้ใช้สมัครเพื่อเขียนเนื้อหาโดยไม่เสีย คา่ ใชจ้ ่าย เช่น http://www.wordpress.com
101 ภาพท่ี 3.18 บลอ็ ก iMenn.com จดั ทาบนเว็บไซต์ http://www.wordpress.com ท่มี า : จักรกฤษณ์ ตาฬวัฒน์. ออนไลน์. 2558. 4.2 วิกิ (Wiki) เป็นเครื่องมือท่ีอนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกเน้ือหา และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานอื่น สามารถตรวจสอบคัดกรองเน้ือหาได้ตลอดเวลา วิกิสามารถใช้ในการสร้างคลังข้อมูลความรู้ที่อาศัย การทางานร่วมกับผู้ใช้คนอื่นในการเพิ่มเติม แก้ไข วิจารณ์ข้อมูล เน้ือหาได้ (สุธัญญา ด้วงอินทร์. 2556 : 84) วกิ ิท่ีมขี ้อมลู จานวนมากคือเว็บไซต์ http://www.wikipedia.org ซึ่งรองรับการทางานได้ หลายภาษา แต่สาหรับองค์กรท่ีต้องการสร้างวิกิเพ่ือใช้แลกเปล่ียนความรู้ในองค์กร สามารถติดต้ัง โปรแกรมคอมพวิ เตอรว์ กิ ลิ งบนเครอื่ งใหบ้ รกิ ารขององคก์ ร เพ่ือจัดทาวกิ เิ ปน็ ขององค์กรเองไดเ้ ชน่ กนั โปรแกรมสาหรบั ใชจ้ ัดทาวกิ ิสาหรับองค์กรมีจานวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นโปรแกรม ที่สามารถนามาใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น โปรแกรม Dokuwiki โปรแกรม Mediawiki นอกเหนอื จากการใช้สนับสนุนการทางานในองค์กร โปรแกรมวิกิยังสามารถประยุกต์ใช้ในการศึกษา ดว้ ยโปรแกรมเสรมิ จัดการเกย่ี วกับสูตรสมการ การวาดภาพออนไลน์ การสร้างผังงาน การใส่สูตรทาง เคมี จึงสามารถนามาพัฒนาการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักศึกษาได้เป็นอย่างดีด้วย (สานักงานพัฒนา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ ชาติ. 2554 : 60)
102 ภาพท่ี 3.19 วิกิของหอ้ งสมดุ สตางค์ มงคลสขุ ทมี่ า : ห้องสมดุ สตางค์ มงคลสขุ . ออนไลน์. 2551. 4.3 พอดแคสต์ (Podcast) เป็นการกระจายเสียงทางอินเทอร์เน็ต เร่ิมต้นจากการ ให้บริการกระจายเสียง (Broadcasting) ของอุปกรณ์ทื่ชื่อไอพอด (iPod) ของบริษัทแอปเปิล มี ลักษณะเป็นบล็อกที่มีเสียง คล้ายสถานีวิทยุบนอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้จะทาการบันทึกเสียงให้อยู่ใน รูปแบบของไฟล์เสียงประเภทเอ็มพีสาม (mp3) แล้วนาเสียงไปวางบนอินเทอร์เน็ต และผู้ใช้อื่นจะ ดาวน์โหลดมาไว้ยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์หรือเคร่ืองไอพอด ซึ่งผู้ใช้จะได้รับข้อมูลไฟล์เสียงใหม่โดยผู้ใช้ อื่นเป็นผูบ้ ันทึกข้อมูลลงในเว็บไซต์ (ชัยยง วอ่ งวฒุ ิกาจร. 2554 : 4-39) สรุป อินเทอร์เน็ตคือการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ีใหญ่ท่ีสุดในโลก โดยมีบริการต่าง ๆ อยู่ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บ ซึ่งการทางานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องใช้มาตรฐานการ ทางานหรือโพรโทคอลที่สาคัญคือทีซีพี/ไอพี ผู้ใช้สามารถเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้โดยผ่าน ข่ายงานเฉพาะที่ของหน่วยงาน ผ่านการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและผ่านวงจรโทรศัพท์ จาก การท่ีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หน่วยงานจานวนมากจึงได้ประยุกต์
103 รูปแบบการทางานของอินเทอร์เน็ตมาใช้ในหน่วยงาน แบ่งเป็นเครือข่ายอินทราเน็ต และเครือข่าย เอกซท์ ราเนต็ บรกิ ารบนอนิ เทอร์เน็ตท่ีมกี ารใช้งานสูง ได้แก่ เว็บ ซึ่งเป็นบริการสาหรับการเรียกดูข้อมูลบน เครือขา่ ยอนิ เตอรเ์ น็ต มคี าเต็มว่าเวลิ ดไ์ วด์เว็บ โดยมีการนาเสนอข้อมลู เป็นหน้าคล้ายเอกสาร จึงเรียก ข้อมูลในแต่ละหนา้ วา่ เว็บเพจ และท่ีรวบรวมเวบ็ เพจท่เี กีย่ วข้องและเชอื่ มโยงกันในแต่ละเร่ือง เรียกว่า เวบ็ ไซต์ ปัจจุบันนิยมนาเสนอสารสนเทศบนเว็บเน่ืองจากผู้ใช้สามารถค้นหาสารสนเทศได้ตลอดเวลา และค้นหาข้อมลู ที่เชื่อมโยงไดส้ ะดวกมากข้ึน และการทางานของเว็บจาเป็นต้องใช้โพรโทคอลที่สาคัญ ได้แก่ เอชทีทีพี เอชทีทีพีเอส และเอฟทีพี เป็นต้น ส่วนประกอบที่สาคัญของเว็บ มี 3 ส่วน ได้แก่ เว็บเบราเซอร์ หรือโปรแกรมเรียกดูเว็บเพจ เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือเคร่ืองให้บริการเว็บท่ีเก็บข้อมูลของ เว็บไซต์ และยูอาร์แอล หรือท่ีอยู่ของเว็บ โดยท้ังหมดต้องทางานประสานกัน มีกระบวนการส่ือสาร ข้อมูลกันระหว่างเว็บเบราเซอร์กบั เวบ็ เซริ ์ฟเวอร์ เพือ่ แสดงผลขอ้ มลู ตามที่ผู้ใชร้ ะบใุ นยูอาร์แอล การแบ่งยุคของเว็บจะแบ่งตามวิธีการแสดงเน้ือหาของเว็บเป็นหลัก โดยปัจจุบันแบ่งเว็บเป็น 3 ยคุ ได้แก่ เวบ็ 1.0 เว็บ 2.0 และเวบ็ 3.0 โดยแต่ละยคุ มีเทคโนโลยีท่ีสาคัญได้แก่การใช้ภาษาในการ เขียนเนื้อหาเว็บ โดยเว็บ 1.0 จะเน้นเรื่องการนาเสนอข้อมูลทางเดียว เว็บ 2.0 มีการเพ่ิม ประสทิ ธภิ าพในการให้ผูใ้ ชม้ สี ว่ นร่วมในการนาเสนอเนอ้ื หา และเว็บ 3.0 มีแนวคดิ ในการพัฒนาให้เว็บ เข้าใจข้อมูลเชงิ ความหมายเพ่ือชว่ ยตดั สนิ ใจเลอื กขอ้ มูลทีส่ มั พันธก์ นั ใหผ้ ูใ้ ชไ้ ด้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเว็บ ผู้ใช้และหน่วยงานจึงได้นาเว็บมาประยุกต์ใช้ในงาน ต่าง ๆ โดยใช้เป็นเครื่องมือในการสืบค้น ใช้เป็นเคร่ืองมือในการสื่อสาร นามาใช้อานวยความสะดวก ในการทางานร่วมกัน และนามาสรา้ งเปน็ เครือขา่ ยสงั คมออนไลน์ คาถามทบทวน 1. เครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตมปี ระโยชนต์ ่อองค์กรตอ่ ไปนอ้ี ย่างไร 1.1 โรงงานผลิตรถยนต์ 1.2 สถานศึกษา 2. อธบิ ายความหมายของคาว่า เวบ็ ไซต์ เว็บเพจ และโฮมเพจ 3. อธบิ ายความเก่ียวขอ้ งของโพรโทคอลทซี ีพ/ี ไอพี กับโพรโทคอลเอชทที พี ี 4. อธิบายความแตกต่างระหว่าง เว็บ 1.0 เวบ็ 2.0 และเว็บ 3.0 พรอ้ มยกตัวอย่างเว็บไซต์
104 เอกสารอ้างองิ ชัยยง ว่องวฒุ ิกาจร. (2554). “โครงสร้างพ้ืนฐานธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ใน ประมวลสาระชดุ วิชา ธุรกจิ อิเลก็ ทรอนิกส์และการประยกุ ต์ หน่วยท่ี 1-7. หน้า 4-19, 4-23, 4-25, 4-39. นนทบุรี : สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. จกั รกฤษณ์ ตาฬวฒั น์. (2558). บันทกึ การเดนิ ทางของชีวิตเมน่ . [ออนไลน์]. แหลง่ ทีม่ า : http:// www.imenn.com [31 กรกฎาคม 2558]. ภทั รสนิ ี ภทั รโกศล. (2555). เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยมหดิ ล. ห้องสมุดสตางค์ มงคลสขุ . (2551). วิกิ ห้องสมุดสตางค์ มงคลสขุ . [ออนไลน์]. แหล่งทมี่ า : http://stang.sc.mahidol.ac.th/wiki/doku.php [31 กรกฎาคม 2558]. มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา. (2558). มหาวิทยาลัยราชภฏั นครราชสมี า. [ออนไลน์]. แหลง่ ท่ีมา : http://www.nrru.ac.th [31 กรกฎาคม 2558]. ศุภกร ฤกษ์ดิถีพร. (2555). วันน้ีคณุ ใช้ HTTPS หรือยงั . [ออนไลน์]. แหล่งทม่ี า : https://www. thaicert.or.th/papers/general/2012/pa2012ge002.html. [31 กรกฎาคม 2558]. สมลักษณ์ ละอองศรี. (2554). “เทคโนโลยเี วบ็ ” ใน เอกสารการสอนชดุ วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ เบอ้ื งตน้ หน่วยที่ 8-15 ฉบบั ปรับปรงุ คร้งั ที่ 2. หน้า 8-7. นนทบุรี : สานกั พิมพ์ มหาวิทยาลัย สุโขทยั ธรรมาธิราช. สราวธุ ปิตยิ าศกั ด.์ิ (2555). กฎหมายเทคโนโลยสี ารสนเทศ. กรงุ เทพฯ : นิติธรรม. สานักงานพฒั นาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ฝ่ายบริการความรทู้ างวิทยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี. (2554). STKS Market Place for Knowledge. ปทุมธานี : สานักงาน พฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี หง่ ชาติ. สารวย กมลายตุ ต์. (2555ข). “เทคโนโลยีเพื่อการบริการสารสนเทศ” ใน ประมวลสาระชดุ วิชา ผู้ใชแ้ ละการบรกิ ารสารสนเทศ หน่วยท่ี 9-15. นนทบุรี: สานกั พิมพม์ หาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. สุธัญญา ดว้ งอินทร์. (กนั ยายน – ธนั วาคม 2556). “การประยกุ ต์ใชเ้ ครอื่ งมือทางสังคมกบั หอ้ งสมุด ดจิ ทิ ลั ”. วารสารสารสนเทศศาสตร์. 31(3) : 84-87.
105 โอเลียรี่, ทิโมที เจ. และลนิ ดา ไอ โอเลียรี่. (2553). คอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ สมัยใหม่ (ฉบับปรับปรุงใหม่ลา่ สุด). แปลโดย ศศลักษณ์ ทองขาว และคนอ่ืน ๆ. กรุงเทพฯ : แมคกรอ-ฮิล. Beekman, George. And Ben Beekman. (2009). Tomorrow’s technology and you. 9th ed. New Jersey : Prentice Hall. CBS. (n.d.). Search. [Online]. Available : http://www.search.com [31 July 2015]. eXo. (2013). Enterprise Digital Collaboration Software. [Online]. Available : http://www.exoplatform.com/company/en/products/features [31 July 2015]. Google. (n.d.). Google. [Online]. Available : http://www.google.com [31 July 2015]. Microsoft. (n.d.). Bing. [Online]. Available : http//www.bing.com [31 July 2015]. Protalinski, Emil. (2013). Microsoft redesigns Skype for iOS7, makes accessibility and VoiceOver improvements. [Online]. Available : http://thenextweb. com /microsoft/2013/10/07/microsoft-redesigns-skype-for-ios-7-makes- accessibility-and-voiceover-improvements/ [31 July 2015]. Wikipedia. (n.d.). Wikipedia Protal:Contents. [Online]. Available : http://en.wikipedia. org/wiki/Portal:Contents. [31 July 2015]. Wolframalpha. (n.d.). WolframAlpha computational knowledge engine. [Online]. Available : http://www.wolframalpha.com [31 July 2015]. Yahoo. (n.d.). Yahoo!. [Online]. Available : http://www.yahoo.com [31 July 2015].
106
บทท่ี 4 การจดั การระบบฐานขอ้ มลู สารสนเทศเป็นส่ิงสาคัญสาหรับองค์กรในการใช้เพื่อการบริหารและตัดสินใจ แต่ประเด็นที่ สาคัญคือองค์กรต้องสามารถนาสารสนเทศมาใช้ได้อย่างทันท่วงที รูปแบบตรงกับความต้องการ ประกอบกับในปัจจุบันข้อมูลมีจานวนมากข้ึนตามเทคโนโลยีท่ีเพ่ิมสูงข้ึน องค์กรยิ่งมีความจาเป็นที่ จะต้องจัดเก็บข้อมูลตา่ ง ๆ และผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อเวลา ใช้งาน และควรจะสืบค้นได้ง่าย ซ่ึงเดิมทีได้มีการจัดเก็บไว้ในรูปแบบของแฟ้มเอกสารและได้พัฒนา ต่อมาเป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้ใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาได้สะดวกขึ้น และได้พัฒนามาเป็นระบบฐานขอ้ มูล ในปัจจุบัน ซึ่งมีการทางานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานในองค์กร ผู้ใช้ข้อมูล นักวิเคราะห์ระบบและ นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงต้องมีกระบวนการในการวิเคราะห์การใช้งานฐานข้อมลู ให้ตรงกับ ความต้องการของผู้ใช้ และเลือกรูปแบบฐานข้อมูลที่จะพัฒนาให้เหมาะสมกับองค์กรเพ่ือประหยัดท้ัง เวลาและทรัพยากรในการทางาน โดยในบทน้ีจะนาเสนอให้เข้าใจความแตกต่างในการจัดการข้อมูล แบบแฟ้มข้อมูลกับฐานข้อมูล การพฒั นาระบบฐานขอ้ มูล และการประยุกตใ์ ช้ระบบฐานขอ้ มูล แนวคิดเบือ้ งต้นเกี่ยวกบั ขอ้ มูลและการจดั การแฟ้มขอ้ มูล จากความหมายของคาวา่ ข้อมูล ทไี่ ด้กล่าวแล้วในบทที่ 1 น้ัน ข้อมูลหมายถึงขอ้ เท็จจริงหรือ ตัวแทนข้อเท็จจริง ผู้ใช้สามารถนาข้อมูลไปจัดเก็บ ประมวลผล เผยแพร่ เพื่อให้เป็นสารสนเทศที่มี ประโยชน์ต่อไปได้ การจัดการกับข้อมูลน้ันสามารถใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยดาเนินการเพื่อลดเวลา ทางานของบุคลากร เพิ่มความถูกต้องแม่นยาในการใช้งานสารสนเทศได้มากข้ึน โดยจัดเก็บให้อยู่ใน รปู ของแฟ้มข้อมูล ผู้พัฒนาแฟ้มข้อมูลควรมีความเข้าใจรูปแบบและคาศัพท์ที่เก่ียวข้องกับแฟ้มข้อมูล การแบ่งประเภทของแฟ้มข้อมูล การจัดระเบยี บเพอื่ เขา้ ถึงขอ้ มูลในแฟ้มข้อมูล รวมถงึ ปัญหาที่อาจพบ ในการใชง้ านแฟ้มข้อมลู
108 1. แนวคดิ ทั่วไปเกี่ยวกบั ข้อมลู และแฟ้มข้อมลู ในการจัดการกับข้อมูลส่วนใหญ่ ต้องมีการวางแผนเพ่ือการจัดเก็บอย่างเป็นกระบวนการ ก่อนที่จะนาไปประมวลผลหรือเผยแพร่ ตั้งแต่การจัดรูปแบบของข้อมูลและวางโครงสร้างการจัดเก็บ ให้เหมาะสม 1.1 รูปแบบของข้อมูล โดยการจัดเก็บข้อมูลน้ันต้องมีการจัดรูปแบบของข้อมูลให้ เหมาะสมกับวิธีการจัดเก็บ สาหรับการจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์น้ัน อาจแบ่งรปู แบบของข้อมูลได้ หลายแบบ (ครรชิต มาลัยวงศ์. 2555 : 12) ได้แก่ ข้อมูลท่ีเปน็ อักขระหรือขอ้ ความ ข้อมลู เชิงจานวน ข้อมลู รหัส ข้อมลู วนั ท่ี ขอ้ มลู ภาพลกั ษณ์ ขอ้ มูลภาพเคลอ่ื นไหว ขอ้ มูลเสยี ง ซ่งึ สรปุ ได้ดังน้ี 1.1.1 ข้อมูลที่เป็นอักขระหรือข้อความ (Character Data หรือ Text) เป็นข้อมูลที่ อาจเป็นตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ไม่สามารถนามาคานวณได้ แต่สามารถนาไปจัดเรียง ตามลาดบั ได้ เชน่ ชอ่ื นามสกุล เลขที่บ้าน 1.1.2 ข้อมูลเชิงจานวน (Numerical Data) เป็นข้อมูลที่สามารถนาไปใช้คานวณได้ อาจเป็นเลขจานวนเต็ม (Integer) ซึ่งไม่มีจุดทศนิยม หรือเลขจานวนจริง (Real Number) ท่ีมีจุด ทศนยิ ม เชน่ เงนิ เดอื น คะแนนสอบ 1.1.3 ข้อมูลรหัส (Code Data) เป็นข้อมูลท่ีอาจเป็นอักขระหรือตัวเลข มีขนาด ตามท่กี าหนด เช่น รหสั ไปรษณีย์ มขี นาด 5 ตัว ข้อมลู ประเภทนีไ้ ม่ได้นาไปคานวณ แต่มักนาไปใชเ้ พ่ือ จดั หม่ขู องข้อมูล 1.1.4 ข้อมูลวันที่ (Date Data) เป็นข้อมูลซึ่งกาหนดให้แสดงวัน เดือน ปี ที่กาหนด ไว้เปน็ มาตรฐาน ใช้ในการคานวณอายหุ รอื หาชว่ งเวลาในการเก็บขอ้ มูล 1.1.5 ข้อมูลภาพลักษณ์ (Image Data) เปน็ ข้อมลู ภาพ เชน่ ภาพถ่าย 1.1.6 ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Moving Data) เป็นภาพขนาดเล็ก ท่ีมีลักษณะของ ภาพเคลอ่ื นไหวได้ เชน่ ภาพลูกบอลกาลังกลิ้ง 1.1.7 ข้อมูลเสียง (Voice Data) เป็นการบันทึกข้อมูลเสียงลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ ปัจจุบนั สามารถใหเ้ ครอื่ งคอมพวิ เตอร์เรียนรขู้ อ้ มลู เสียงเพ่ือดาเนนิ การตามคาสั่งของผ้ใู ชไ้ ด้ด้วย 1.2 แฟ้มข้อมลู (File) คือการจดั เก็บข้อมูลท่ีมีเนื้อหาใกล้เคียงกันไวด้ ้วยกนั ซึ่งการจัดเก็บ ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์มีรูปแบบมาจากการจัดเก็บเอกสารในสานักงานท่ัวไป เช่น มีการจัดเอกสาร เร่ืองเดียวกันไวใ้ นแฟ้มเอกสารหรือตู้เอกสารเดยี วกัน มกี ารจัดทาปา้ ยชอ่ื สาหรบั ติดแฟม้ เอกสารหรอื มี
109 ปา้ ยดัชนีเพื่อช่วยในการคน้ หาเอกสาร ต่อมาเม่ือเอกสารมจี านวนมากขน้ึ การคน้ หาหรอื จดั การตอ้ งใช้ เวลามากข้ึน จึงมีการออกแบบแฟ้มข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์เพ่ือชว่ ยอานวยความสะดวกในการทางาน เช่น แฟม้ ขอ้ มูลสมาชิกหอ้ งสมุด ดงั ภาพที่ 4.1 หมายเลขสมาชิก ชอื่ -สกลุ คณะทีส่ ังกดั หมายเลขโทรศัพท์ 0001 กนก สกลุ ชล ครุศาสตร์ 0919981239 0002 ขนษิ ฐา ประชาคม มนุษยศาสตร์ 0898765345 0003 คมศักด์ิ สกลประเทือง วทิ ยาศาสตร์ 0975837593 0004 งามชนก สวยงาม ครุศาสตร์ 0893750648 ภาพที่ 4.1 แฟ้มข้อมูลสมาชกิ หอ้ งสมุด ในการจัดทาแฟ้มขอ้ มูล มีคาศพั ท์ที่เปน็ คาเฉพาะเพื่อความเขา้ ใจตรงกัน ดงั น้ี 1.2.1 ขอ้ มลู (Data) หมายถึง ส่งิ ทีต่ อ้ งการจัดเกบ็ หรอื เนื้อหาท่ีต้องการจัดเกบ็ 1.2.2 ฟิลด์หรือเขตข้อมูล (Field) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลท่ีมีความหมายเฉพาะ เช่น หมายเลขสมาชกิ ชอ่ื -สกุล คณะท่ีสังกัด หมายเลขโทรศพั ท์ 1.2.3 ระเบียน (Record) หมายถึง ข้อมูลหน่ึงชุด โดยแต่ละชุดจะประกอบไปด้วย ข้อมูลจากฟิลด์ท่ีถูกกาหนดไว้ เช่น ข้อมูลสมาชิกห้องสมุดหนึ่งคนเป็นหน่ึงระเบียน ซึ่งมีข้อมูล หมายเลขสมาชิก ชือ่ -สกลุ คณะที่สงั กัด และหมายเลขโทรศพั ท์ 1.2.4 แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง การเก็บข้อมูลระเบียนท่ีเก่ียวข้องกันมาไว้ด้วยกัน เช่น แฟม้ ข้อมูลสมาชิกหอ้ งสมุด จะมรี ะเบยี นของสมาชิกหอ้ งสมดุ มารวมกนั ซง่ึ สรปุ ได้ดังภาพที่ 4.2 แฟม้ ข้อมลู (File) เขตข้อมูล (Field) ระเบียน (Record) ภาพท่ี 4.2 อธบิ ายคาศัพทเ์ กยี่ วกับแฟม้ ขอ้ มูล
110 2. ประเภทของแฟ้มขอ้ มูล ในการแบ่งประเภทของแฟ้มข้อมูลโดยพิจารณาความสาคัญของข้อมูล สามารถแบ่ง ประเภทของแฟ้มข้อมูลได้ 3 แบบ (Doyle. 2014 : 67-68) ดงั น้ี 2.1 แฟ้มข้อมูลหลัก (Master Files) เป็นแฟ้มข้อมูลที่ทาการจัดเก็บข้อมูลหลักของข้อมูล ทงั้ หมด เช่น แฟม้ ข้อมูลหลักของนักศึกษา แฟ้มขอ้ มูลหลักของลูกค้า จะมีการเปล่ียนแปลงขอ้ มลู นอ้ ย ซง่ึ หากเกดิ ความเสยี หายกบั แฟม้ ขอ้ มลู หลกั อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลขององคก์ รได้ 2.2 แฟ้มข้อมูลรายการเปล่ียนแปลง (Transaction Files) เป็นแฟ้มข้อมูลท่ีจัดเก็บ รายการเปล่ียนแปลงของข้อมูลไว้ก่อน และจะนาข้อมูลไปปรับปรุงในแฟ้มข้อมูลหลักเม่ือถึงเวลาท่ี กาหนด เช่น บันทึกข้อมูลการซ้ือขายสินค้าไว้ในแฟ้มข้อมูลรายการเปล่ียนแปลง และจะนาไป ปรบั ปรงุ ท่ีแฟ้มข้อมูลหลักในช่วงปิดรา้ น 2.3 แฟ้มข้อมูลสารอง (Backup Files) เป็นแฟ้มข้อมูลท่ีจะสาเนาข้อมูลจากแฟ้มหลักไว้ กรณีที่แฟ้มหลักมีปญั หาหรือเสียหาย โดยทั่วไปองค์กรจะกาหนดช่วงเวลาในการทาแฟ้มขอ้ มูลสารอง เช่น วันละหน่ึงครั้งหรือสัปดาห์ละหนง่ึ คร้งั ขน้ึ กบั ความสาคัญของขอ้ มลู แฟ้มข้อมูลรายการ นาไปปรับขอ้ มลู แฟม้ ขอ้ มลู หลัก เปล่ียนแปลง ตามเวลาทก่ี าหนด สารองและเรียกใช้ บันทกึ ข้อมลู ตามเวลาทก่ี าหนด แฟ้มขอ้ มูลสารอง ดึงขอ้ มลู มาใช้ ผใู้ ช้ ภาพที่ 4.3 ประเภทของแฟม้ ข้อมลู ปรับปรุงจาก : Doyle. 2014 : 68. จากภาพท่ี 4.3 เม่ือผู้ใช้ต้องการจัดปรบั ปรุงข้อมูล จะดึงข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลหลักเพื่อมา ปรับปรุงและบันทึกไว้ในแฟ้มข้อมูลรายการ เมื่อถึงเวลาท่ีกาหนด จะทาการบันทึกข้อมูลไปยัง แฟม้ ข้อมูลหลัก สาหรบั แฟ้มขอ้ มลู สารองจะทาการสารองขอ้ มูลตามเวลาท่ผี ใู้ ช้กาหนดไว้
111 3. การจดั ระเบยี บแฟม้ ข้อมูล การจัดระเบียบแฟ้มข้อมูล (File Organization) เป็นวิธีการบันทึกข้อมูลลงบนส่ือการ จัดเก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ เทป สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท (พรรณี สวนเพลง. 2555 : 365 - 368) ได้แก่ การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลาดับ การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเข้าถึงโดยตรง และการจัด แฟม้ ขอ้ มูลแบบเรียงลาดบั ดัชนี โดยสรปุ ได้ดังนี้ 3.1 การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลาดับ (Sequential File Organization) เป็นรูปแบบ การเก็บข้อมูลโดยการเรียงลาดับข้อมูลไปตามลาดับ เช่น เรียงตามลาดับของเลขประจาตัวนักศึกษา หากตอ้ งการค้นหาข้อมลู ต้องทาการค้นหาต้ังแต่ลาดับท่ีหนงึ่ ไปจนกระทั่งพบหรือสนิ้ สดุ แฟ้มข้อมลู ไม่ อาจขา้ มระเบียนใดได้ ข้อดีของการจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลาดับ คือเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายเน่ืองจากจัดเก็บ ข้อมูลโดยไม่ซับซ้อน และประหยัดเน้ือที่ในการจัดเก็บข้อมูล ส่วนข้อเสียคือ เสียเวลาในการปรับปรุง เน่ืองจากต้องเร่ิมคน้ หารายการที่จะปรับปรงุ ทกุ รายการตั้งแต่เริ่มต้น และเมื่อมีการปรับปรุงแลว้ ต้อง ทาการเรียงขอ้ มูลใหม่ด้วย อธบิ ายไดด้ งั ภาพที่ 4.4 รหสั ช่อื นักศึกษา GPA 000001 น.ส.พรรณี สวนเพลง 000002 น.ส.พรทิพย์ เตชะอบุ ล 4.00 000003 นายทักษิณ สุดแดน 3.22 000004 นายรักไทย รักสงบ 3.55 ............. ................... 3.88 000099 นายสุดเขต รกั อาณาจักร ......... 2.12 ภาพที่ 4.4 การจัดแฟ้มข้อมลู แบบเรียงลาดับ ทมี่ า : พรรณี สวนเพลง. 2555 : 366. 3.2 การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเข้าถึงโดยตรง (Directed File Organization) เป็นรูปแบบ ของการจัดระเบียบแฟ้มข้อมูล โดยทาการเรียงข้อมูลไปตามลาดับเหมือนการจัดแฟ้มข้อมูลแบบ เรียงลาดับ แต่เม่ือต้องการเข้าถึงข้อมูล จะมีการระบุตาแหน่งโดยใช้การคานวณผ่านฟังก์ชันแฮช
112 (Hashing) ซึ่งเป็นสูตรทส่ี ร้างข้ึนมาเพ่ือแปลงคา่ ข้อมูลหลักเป็นตาแหน่งที่อยู่ของหน่วยความจา ทาให้ ค้นและเขา้ ถงึ ข้อมลู ได้รวดเร็วขนึ้ ข้อดีของการจัดแฟ้มข้อมูลแบบเข้าถึงโดยตรงคือ สามารถบันทึก เรียกดูข้อมูลและ ปรับปรุงข้อมูลท่ีต้องการได้โดยตรง ข้อเสียคือทาให้ส้ินเปลืองเนื้อท่ีสาหรับสารองข้อมูล เน่ืองจากมี โอกาสในการผดิ พลาดสงู กว่าแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลาดบั ดังตัวอยา่ งในภาพที่ 4.5 KEY (นายสุดเขต) รหัส ชอ่ื นกั ศึกษา GPA 000001 น.ส.พรรณี สวนเพลง Hashing Algorithms 000002 น.ส.พรทพิ ย์ เตชะอบุ ล 4.00 000003 นายทักษิณ สดุ แดน 3.22 เขา้ ถึงขอ้ มลู โดยตรง 000004 นายรกั ไทย รกั สงบ 3.55 ............. ................... 3.88 000099 นายสุดเขต รักอาณาจกั ร ......... 2.12 ภาพที่ 4.5 การจัดแฟ้มข้อมลู แบบเข้าถึงโดยตรง ทีม่ า : พรรณี สวนเพลง. 2555 : 367. 3.3 การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลาดับดัชนี (Indexed Sequential File Organization) เป็นการบูรณาการข้อดีของการจัดการแฟ้มขอ้ มูลแบบเรียงลาดับ และการจัดแฟ้มข้อมูลแบบเข้าถึงได้ โดยตรงเข้าด้วยกัน โดยทาการค้นหาพื้นที่ที่จัดเก็บข้อมูล เรียกว่าพ้ืนที่ดัชนี (Index Area) ซ่ึงใช้ การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเข้าถึงโดยตรงกอ่ น เมื่อได้ตาแหนง่ ท่ีอยู่หรือบรเิ วณทขี่ ้อมูลอยู่แลว้ นน้ั จึงจะทา การค้นหาแบบเรียงลาดับจนกระทั่งพบข้อมูลท่ีต้องการ หรือเป็นการหาแบบเรียงลาดับในพื้นท่ีท่ี จากัดขอบเขตนั่นเอง ดงั ตัวอยา่ งในภาพที่ 4.6
113 Key Pannee FPY BD F OP R ST V Boonyord Farung Orathai Rungpop Somchai Verapun Dendang Pangtong Thaikoon Pannee ภาพท่ี 4.6 การจดั แฟม้ แบบเรยี งลาดบั ดัชนี ทมี่ า : พรรณี สวนเพลง. 2555 : 368. จากภาพท่ี 4.6 เป็นการค้นหาชื่อ “Pannee” โดยหาตาแหน่งท่ีอยู่ตรงพ้ืนท่ีดัชนี ด้วยการใช้หลักการคานวณหรือ Hashing จากนั้นจะชี้ไปยังตาแหน่งแรกของข้อมูล ซ่ึงพบชื่อ Pangtong เปน็ ลาดับแรก แล้วจึงค้นหาไปตามลาดับจนพบช่ือ Pannee ขอ้ ดีของการจัดการแฟ้มขอ้ มลู แบบเรียงลาดับดัชนีคือ การเขา้ ถึงข้อมูลทาได้รวดเร็ว กว่าทั้งสองวิธีที่กล่าวมา มีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่าและตอบสนองการทางานในลักษณะออนไลน์ (Online) ได้ดีกวา่ แตม่ ีข้อเสียคือต้องเพ่ิมเนอ้ื ที่ในการจดั เกบ็ ข้อมลู พื้นท่ีดัชนดี ้วย 4. ปญั หาทเ่ี กดิ จากการใชแ้ ฟ้มข้อมูล การใช้แฟ้มข้อมูลช่วยในการจัดเก็บและจัดการกับข้อมูล มีข้อดีคือสามารถพัฒนาหรือ สรา้ งได้ง่าย ประหยัดงบประมาณและเวลาในการจัดทา ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลนั้น หาก ผู้ใช้สามารถออกแบบการจัดเก็บที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารได้ จะสามารถแปลงมาเป็นการจัดเก็บ แบบแฟ้มข้อมูลได้สะดวก และข้อมูลในแต่ละแฟ้มข้อมูลจะไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่ละแผนก สามารถมีแฟ้มข้อมลู แยกจากกันได้ ตวั อย่างดงั ภาพท่ี 4.7
114 บรรณารักษ์ โปรแกรมสมาชกิ หอ้ งสมุด ข้อมูลสมาชิก ษ์ โปรแกรมจดั การผลการเรยี น ข้อมลู ผลการเรยี น ฝา่ ยทะเบียน ฝา่ ยแนะแนว โปรแกรมงานแนะแนว ข้อมูลนักเรียน ภาพท่ี 4.7 การจดั เกบ็ ขอ้ มูลแบบแฟม้ ขอ้ มลู แต่เมื่อข้อมูลมจี านวนมากข้ึนและต้องมกี ารใช้ข้อมูลร่วมกัน จึงทาให้พบปัญหาอันเกิด จากการใช้แฟ้มขอ้ มลู สามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 8 ประเด็น (วเิ ชยี ร เปรมชยั สวัสด.์ิ 2555 : 6-8) โดยสรปุ ได้ ดงั นี้ 4.1 เกิดความซ้าซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy) หมายถึง การที่มีข้อมูล เดยี วกนั ถูกจัดเก็บไว้มากกว่าหนึ่งแหง่ เมื่อมีความต้องการเปลยี่ นแปลงแก้ไขข้อมูล จะทาใหเ้ กดิ ความ เสี่ยงในการแก้ไขข้อมูลหลายแห่งไม่ตรงกัน หรือทาให้ข้อมูลผิดปกติ (Data Anomalies) ซึ่งสามารถ แบง่ ได้เป็น 3 กรณดี ังน้ี 4.1.1 ความผดิ ปกตจิ ากการแก้ไขข้อมูล (Medication Anomalies) เมื่อมีการแก้ไข ข้อมลู จะต้องทาการแก้ไขในทุกแฟ้มข้อมูล และทุกระเบียนท่ีเก่ียวข้อง กรณีท่ีแฟ้มข้อมลู มีขนาดใหญ่ อาจทาใหเ้ กดิ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลได้ถา้ แกไ้ ขข้อมลู ไม่ครบทุกแหง่ 4.1.2 ความผิดปกติจากการเพิ่มข้อมูล (Insertion Anomalies) ข้อมูลบางระเบียน อาจต้องเก่ียวพันกับข้อมูลส่วนอื่น เช่น การเพิ่มข้อมูลของลูกค้ารายใหม่ จะต้องเพิ่มข้อมูลของ พนักงานขายท่ีรับผิดชอบให้ตรงกันด้วย หากมีข้อมูลจานวนมาก อาจส่งผลให้เกิดข้อผดิ พลาดหรือตก หลน่ ในการเพ่ิมข้อมลู ไม่ครบทุกแฟม้ 4.1.3 ความผิดปกติจากการลบข้อมูล (Deletion Anomalies) เป็นปัญหาคล้ายกับ ความผิดปกติจากการเพิ่มข้อมูล กล่าวคือ เมื่อทาการลบข้อมูลท่ีมีความเกยี่ วพันกับข้อมูลอน่ื ออกแล้ว น้ัน ผู้ใช้จะต้องทาการลบข้อมูลให้ครบทุกระเบียนหรือทุกแห่งท่ีมีข้อมูลดังกล่าวอยู่ เพราะมีความ เส่ียงในการเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดในการลบขอ้ มลู ไมค่ รบถว้ นได้
115 4.2 เกิดความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล (Data Inconsistency) หมายถึง การท่ีข้อมูล เดียวกันท่ีถูกจัดเก็บไว้ในหลายแห่งมีค่าไม่ตรงกนั อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของการป้อนข้อมูลที่ ต้องปอ้ นขอ้ มูลเดียวกนั หลายแหง่ และอาจปอ้ นข้อมูลผิดพลาด 4.3 ความยุ่งยากของการออกแบบโปรแกรมเพื่อเข้าถึงข้อมูล ท่ีผู้พัฒนาโปรแกรมจะต้อง ออกแบบระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลในหลายแฟ้มข้อมูลเอง หากแฟ้มข้อมูลมีจานวนมากขึ้นจะทาให้มี ความซับซอ้ นในการเขียนคาสง่ั เพอื่ เขา้ ถงึ ข้อมลู มากขึน้ มีโอกาสเกิดข้อผดิ พลาดในการเข้าถึงข้อมลู ได้ 4.4 ขาดความมีบูรณภาพของข้อมูล (Integrity) บูรณภาพของข้อมูลหมายถึงข้อกาหนด เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง เป็นไปตามข้อบังคับของความสอดคล้องของข้อมูล เช่น กาหนดว่ายอดคงเหลือ ในบัญชีธนาคารต้องไม่ต่ากว่า 100 บาท นักพัฒนาโปรแกรมจะต้องกาหนดเงื่อนไขในโปรแกรม คอมพิวเตอร์ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลในแฟ้มข้อมูลให้ตรงกบั เงอ่ื นไขอยู่เสมอคือต้องมียอดคงเหลือ สูงเกิน 100 บาท หากไม่เป็นไปตามเง่ือนไข จะต้องไม่อนุญาตให้โปรแกรมดาเนินการกับบัญชี ดังกล่าว ย่ิงมีเง่ือนไขและแฟ้มข้อมูลมากขึ้น ยิ่งจาเป็นต้องใส่คาส่ังในโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลายจุด อาจเกดิ ข้อผิดพลาดไดห้ ากไมส่ ามารถดาเนนิ การใสเ่ งือ่ นไขได้ครบทกุ แฟ้มขอ้ มลู 4.5 ไม่มีคุณสมบัติการเป็นอะตอมมิค (Atomic) หมายถึงการทางานแต่ละกระบวนงาน (transaction) ต้องสาเร็จลุล่วงตั้งแต่ต้นจนจบ หากไม่สาเร็จจะต้องทาการยุติและคืนสภาพเดิม เหมือนตอนต้น เช่น นาย ก. กาลังโอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนเองผ่านทางตู้เอทีเอ็มให้นาย ข. แต่ไฟดบั ระหวา่ งกาลังดาเนนิ การ กรณนี ี้ข้อมูลจะถกู ต้องเมื่อ ก) มีการนาเงินออกจากบญั ชนี าย ก. และเข้าสู่บัญชขี องนาย ข. เรยี บร้อยแล้วหรอื ข) ไม่มกี ารกระทาการใดเกิดขน้ึ หากเปน็ ระบบแฟ้มขอ้ มลู จะไม่สามารถกากับควบคุมความเป็นอะตอมมิคได้ 4.6 ไม่สามารถควบคุมสภาวะการทางานพร้อมกัน (Concurrency Control) เมื่อเกิด สภาวะท่ีผู้ใช้หลายคนเข้าถึงข้อมูลเดียวกันในเวลาพร้อมกัน อาจเกิดข้อผิดพลาดในจังหวะที่ผู้ใช้คน หนง่ึ กาลังทาการกบั ข้อมลู เช่น นาย ก. มีเงินอยใู่ นบญั ชีธนาคารจานวน 1,000 บาท ในขณะท่ีนาย ก. มาถอนเงินท่ีธนาคาร 1,000 บาท แต่นาย ข. ใช้บัตรเอทีเอ็มของนาย ก. ไปถอนเงินท่ีตู้เอทีเอ็ม 1,000 บาท พร้อมกัน เม่ือระบบทาการตรวจสอบจะพบว่ามีเงินคงเหลือในบัญชี 1,000 บาททั้งสอง กรณีซึ่งเพยี งพอตอ่ การถอนเงนิ จึงอนุญาตให้ถอนเงนิ ท้ังสองกรณี ในการนี้ ระบบจะต้องมีการควบคุม
116 การเข้าถึงข้อมูลในภาวะการทางานพร้อมกัน ซ่ึงเป็นการยากสาหรับระบบแฟ้มข้อมูล ดังการทางาน ในภาพท่ี 4.8 Bank Counter Read A ฐานข้อมูล ATM A = A - 1,000 A = 1,000 Read A A = A - 1,000 ภาพที่ 4.8 การถอนเงินพร้อมกนั ดว้ ยจานวนที่เทา่ กัน ท่มี า : วิเชยี ร เปรมชยั สวัสด.ิ์ 2555 : 9. 4.7 ขาดความม่ันคงของระบบ (Security) หมายถึงการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ โดยการกาหนดว่าผู้ใดสามารถเข้าใช้ระบบได้บ้างและสามารถใช้ข้อมูลส่วนใดได้บ้าง เช่น อาจารย์ สามารถเข้าใช้ระบบเพ่ือดูรายช่ือนักศึกษาท่ีตนสอนได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการเป ลี่ยนแปลงช่ือของ นักศึกษา ในระบบแฟ้มข้อมูลไม่มีการป้องกันหรือรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพียงพอ จึงทาให้ เปน็ เร่อื งยากในการนาขอ้ มูลท้งั หมดมารวมไว้ในทเ่ี ดียวกนั 4.8 เกิดการข้ึนต่อกันระหว่างข้อมูลกับโปรแกรมที่พัฒนา (Data Dependence) คือ ข้อมูลจะข้ึนกับรูปแบบของโปรแกรมท่ีใช้พัฒนา เช่น แฟ้มข้อมูลท่ีพัฒนาข้ึนมาจากโปรแกรม Lotus จะไม่สามารถนาไปใช้กับโปรแกรมฐานข้อมูลอ่ืน ๆ ได้ เน่ืองจากการจัดการกับข้อมูลขึ้นอยู่กับ โปรแกรมทีใ่ ช้สรา้ งแฟ้มขอ้ มูลเท่าน้ัน และไมม่ ีการกาหนดมาตรฐานของการจัดทาแฟม้ ขอ้ มูล จงึ ทาให้ ไมส่ ามารถนาข้อมูลมาใช้ร่วมกัน การจัดการข้อมูลแบบระบบฐานขอ้ มูล จากการใช้งานแฟม้ ขอ้ มูล พบว่าเมื่อข้อมูลมีจานวนมากขึน้ มีเง่ือนไขการใช้งานขอ้ มลู มากขึ้น จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ทั้งเร่ืองความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูล การกาหนดผู้มีสิทธ์ิเข้าถึงแฟ้มข้อมูล หากต้องการควบคุมการทางานเพ่ือให้แฟ้มข้อมูลมีความ น่าเช่ือถือน้ัน จะต้องมีนักพัฒนาโปรแกรมเฉพาะด้านในการเขียนคาสั่งควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ให้
117 ทางานตามทีก่ าหนด จึงมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพ่ือใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลทม่ี ีจานวนมาก และมเี งือ่ นไขในการใชง้ านทซี่ บั ซอ้ นมากข้ึนใหส้ ามารถทางานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ 1. ความหมายและพฒั นาการของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูล (Database System) หรือฐานข้อมูล เป็นแหล่งรวมของแฟ้มข้อมูล หลายแฟ้มที่มีความสัมพันธ์มารวมกัน โดยมีข้อมูลบางตัวทาหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละ แฟ้มข้อมูลเข้าด้วยกัน เช่น ฐานข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน จะมีแฟ้มข้อมูลประวัติ นักศกึ ษา แฟ้มขอ้ มูลรายวิชาที่เปิดสอน และแฟม้ ข้อมลู อาจารย์ผสู้ อน ทม่ี ีข้อมลู ตัวใดตัวหน่งึ ทาหนา้ ท่ี เชื่อมโยงแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ดังภาพท่ี 4.9 เป็นตัวอย่างการเชื่อมโยงข้อมูลในฐานข้อมูล การลงทะเบียนเรยี นของนักศึกษา อาจารย์ นกั ศึกษา รายวิชา ภาพที่ 4.9 การเชอ่ื มโยงขอ้ มูลในฐานข้อมลู การลงทะเบียนเรยี นของนกั ศึกษา ระบบฐานข้อมลู นั้นได้มีพัฒนาการมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ ค.ศ.1960 หรือราวปี พ.ศ. 2503 โดยอาจแบ่งพัฒนาการออกเปน็ 5 ช่วง (Hoffer, Ramesh and Topi. 2011 : 21-24) ดงั น้ี ช่วงทศวรรษ 1960 หรือประมาณปี พ.ศ.2503 ยังมีการเก็บข้อมูลโดยใช้แฟ้มข้อมูลเป็น หลัก แต่เริ่มมีการสร้างระบบฐานข้อมูลสาหรับโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนของรัฐบาลอเมริกา ในช่วงนี้มีการสร้างต้นแบบสาหรับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS : Database Management System) ข้นึ และใช้มาจนกระท่งั ปัจจบุ ัน
118 ช่วงทศวรรษ 1970 หรือประมาณปี พ.ศ.2513 เริ่มมีการนาระบบจัดการฐานข้อมูลมาใช้ ในภาคเอกชนมากขึ้น และแพร่หลายไปยังหลายประเทศ โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลในรูปแบบที่ เรียกว่าฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database) จัดเก็บข้อมูลในลักษณะบนลงล่าง ดังภาพท่ี 4.10 แต่ยังมีปัญหาเหมือนการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล คือปรับปรุงโครงสร้างของการ จดั เกบ็ ยาก และไม่ยืดหยนุ่ ส่งผลใหไ้ ม่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ดังตัวอย่างการเก็บข้อมูลโรงงานใน ภาพที่ 4.10 ภาพท่ี 4.10 ตัวอยา่ งแบบจาลองขอ้ มลู ลาดบั ชัน้ ช่วงทศวรรษ 1980 หรือประมาณปี พ.ศ.2523 มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในรูปแบบท่ี เรียกว่าฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) โดยนาเสนอข้อมูลในรูปแบบของตารางท่ีมี ข้อมูลบางตัวทาหน้าท่ีเชื่อมโยงหรือสร้างความสัมพันธ์กับแฟ้มข้อมูลอื่น เหมือนดังภาพท่ี 4.9 และมี การพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์มาตรฐานเพ่ือใช้ในการจัดการกับฐานข้อมูล เรียกว่าชุดคาสั่ง SQL (Structured Query Language) ออกเสียงวา่ เอสคิวแอล หรอื ซีเควล ชว่ งทศวรรษ 1990 หรือประมาณปี พ.ศ.2533 เป็นช่วงทศวรรษที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เจรญิ ก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ มีการพัฒนาเครอ่ื งคอมพิวเตอร์แบบแม่ข่ายลูกข่าย (Client/Server) เกิด การจัดการข้อมูลจานวนมากที่เรียกว่าเหมืองข้อมูล (Data Warehouse) และมีการจัดเก็บข้อมูล หลากหลายประเภทนอกเหนือจากตัวอักษร ได้แก่ ภาพถ่าย เสียง วิดีทัศน์ เป็นต้น ทาให้เกิดการ พัฒนารูปแบบการจัดเก็บฐานข้อมูลที่หลากหลายมากกว่าการจัดเก็บข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เช่น มีการ จดั เก็บข้อมลู เชงิ วัตถุ (Object Oriented Database) การจดั เก็บขอ้ มูลมัลตไิ ดเมนชน่ั หรอื ฐานข้อมูล หลายมติ ิ (Multidimensional Database)
119 ช่วงทศวรรษ 2000 หรือประมาณปี 2543 เป็นต้นมา รูปแบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่ยังคง เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ แต่พัฒนาการของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตท่ีเจริญเติบโตและรองรับการ ทางานได้มากขึ้น จึงทาให้เกิดการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อใหท้ างานผ่านระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตและ เว็บต่าง ๆ ซึ่งฐานข้อมูลท่ีทางานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะต้องมีความเหมาะสมในการจัดเก็บ และส่งข้อมลู ผา่ นระบบเครือข่าย ทั้งในเรือ่ งของการแบ่งขนาดข้อมลู การจัดลาดับและท่ีอยขู่ องเครือ่ ง คอมพิวเตอร์ในการจดั ส่งข้อมูล การแปลงขอ้ มูลให้อยใู่ นรปู ของภาษาเอชทีเอม็ แอล 2. องคป์ ระกอบของระบบฐานข้อมูล ในการจัดทาระบบฐานข้อมูล มีองค์ประกอบท่ีสาคัญอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ ผู้ใช้ ระบบจัดการ ฐานข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ด้านฐานข้อมูล และฐานข้อมูล (Kroenke and Auer. 2012 : 36-40) โดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี 2.1 ผู้ใช้ (User) เป็นผู้กาหนดความต้องการในการจัดเก็บและใช้งานข้อมูล เพ่ือให้ นักพัฒนาโปรแกรมออกแบบและพัฒนาฐานข้อมูล โดยผู้ใช้ต้องกาหนดข้อมูลท่ีต้องการจัดเก็บ เงื่อนไขที่ต้องการในการค้นหา ปรับปรุง เพิ่ม หรือลบข้อมูล รวมถึงรูปแบบการนาเสนอข้อมูลหรือ รายงานขอ้ มูล 2.2 ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS : Database Management System) มีหน้าที่ใน การบริหารจัดการฐานข้อมูล และอานวยความสะดวกให้แก่โปรแกรมประยุกต์ด้านฐานข้อมูลในการ จัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูล รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของฐานข้อมูล ได้แก่ การควบคุมภาวะการ ทางานพร้อมกนั ของผ้ใู ช้ การกาหนดสิทธิ์ผใู้ ช้ให้เหมาะสม การสารองขอ้ มูล เป็นต้น โดยระบบจดั การ ฐานข้อมูลจะอยู่ในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ ผู้พัฒนาระบบต้องใช้ซอฟต์แวร์ เหล่านี้เป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ สาหรับระบบจัดการฐานข้อมูลที่นิยมโดยท่ัวไป เช่น ไมโครซอฟต์แอคเซส (Microsoft Access) ดีบีทู (DB2) มายเอสคิวแอลหรือมายซีเควล (MySQL) 2.3 โปรแกรมประยุกต์ด้านฐานข้อมูล (Database Application) เป็นซอฟต์แวร์ท่ีทา หน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้กับระบบจัดการฐานข้อมูล โดยมีการออกแบบหน้าจอท่ีอานวยความสะดวก แก่ผู้ใช้ในการจัดการกับข้อมูล ทั้งการเพิม่ ลบ ปรับปรุง รวมถึงแสดงรายงานในรูปแบบตา่ ง ๆ ในการ ดาเนินการกับข้อมูลนั้น โปรแกรมประยุกต์ด้านฐานข้อมูลจะทาการอ่านหรือปรับปรุงข้อมูลใน
120 ฐานข้อมูล โดยอาศัยระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นผู้ดาเนินการให้ และใช้ภาษาซีเควล (SQL) ซึ่งเป็น ภาษามาตรฐานดา้ นฐานขอ้ มูลในการตดิ ตอ่ กบั ระบบจดั การฐานข้อมูล 2.4 ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง สื่อที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล อาจออกแบบให้มีการ จดั เกบ็ ข้อมลู ในรูปแบบฐานขอ้ มูลเชงิ สมั พนั ธ์ หรือแบบอื่น ๆ ทงั้ นี้ สามารถแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทง้ั 4 ไดด้ ังภาพท่ี 4.11 โปรแกรมประยุกต์ ระบบจดั การ ดา้ นฐานขอ้ มลู ฐานขอ้ มลู ฐานขอ้ มลู (Database (Database) ผใู้ ช้ Application) (DBMS) ภาพที่ 4.11 องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล ท่ีมา : Kroenke and Auer. 2012 : 36. 3. การแบง่ ประเภทของระบบฐานข้อมูล ในการแบ่งประเภทของระบบฐานข้อมูล สามารถแบ่งได้ท้ังตามรูปแบบของผู้ใช้ หรือตาม รูปแบบการจัดเก็บข้อมลู ดังน้ี 3.1 แบ่งตามรปู แบบของผู้ใช้ โดยการพิจารณาจากจานวนผู้ใชแ้ ละโปรแกรมประยุกต์ดา้ น ฐานข้อมูล สามารถแบ่งได้ 4 ประเภท คือ ฐานข้อมูลแบบผู้ใช้คนเดียว ฐานข้อมูลแบบผู้ใช้หลายคน ฐานขอ้ มลู พาณชิ ยอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ และเหมอื งขอ้ มูล (Kroenke and Auer. 2012 : 34-36) ไดแ้ ก่ 3.1.1 ฐานข้อมูลแบบผู้ใช้คนเดียว (Single-User Database Applications) เป็น โปรแกรมฐานข้อมูลท่ีพัฒนาขึ้นมาเพ่ือให้มีผู้ใช้เพียงคนเดียว และไม่จาเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลร่วมกับ ผอู้ ่นื เช่น พนักงานขายเก็บขอ้ มลู เฉพาะลกู ค้าของตนเองเท่าน้นั 3.1.2 ฐานข้อมูลแบบผู้ใช้หลายคน (Multiuser Database Applications) ฐานข้อมูล ที่มีผู้ใช้ร่วมกันใช้ข้อมูลมากกว่าหนึ่งคน ฐานข้อมูลแบบน้ีต้องมีการกาหนดสิทธิของผู้ใช้ และควบคุม ภาวะการทางานพร้อมกันของระบบเพื่อป้องกันความขัดแย้งของข้อมูล โดยท่ัวไปข้อมูลในฐานข้อมูล มักมีจานวนมาก ตัวอย่างของฐานข้อมูลแบบผู้ใช้หลายคน เช่น ฐานข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ (CRM :
121 Customer Relationship Management) ซ่ึงเป็นฐานข้อมูลลูกค้า พฤติกรรมการซ้ือสินค้าหรือ ข้อมูลอื่น ๆ ท่ีจะชว่ ยใหอ้ งคก์ รรู้จกั และสามารถใช้ข้อมูลมาพฒั นาการบรกิ ารให้ลกู ค้าประทับใจ ผใู้ ช้ ฐานข้อมูลนี้ เช่น พนักงานขาย ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เป็นต้น หรือฐานข้อมูลประวัติผู้ป่วย ซ่ึงฝ่าย เวชระเบยี น แพทย์ พยาบาล เภสชั กร ตา่ งใชฐ้ านขอ้ มลู ของผู้ปว่ ยร่วมกนั เพ่อื วนิ จิ ฉยั และใหก้ ารรกั ษา 3.1.3 ฐานข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Database Applications) เปน็ ฐานข้อมูลท่ีทางานบนเวบ็ ใช้หลกั การเช่ือมโยงดว้ ยไฮเปอร์ลิงค์ (hyperlink) หรอื การคลกิ จากจุด เช่ือมโยงไปยังข้อมูลที่ต้องการ โดยมีประเด็นสาคัญ เช่น รายการส่ังซื้อ การชาระเงิน การส่งสินค้า การบรกิ ารลูกคา้ และอ่ืน ๆ ซง่ึ จาเป็นตอ้ งมกี ารจดั เก็บข้อมลู จานวนมาก มีระบบการคานวณทถ่ี ูกตอ้ ง มีระบบการติดตามสินค้า รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าในการเลือกชมสินค้าต่าง ๆ ซึ่งแตกต่าง จากฐานขอ้ มูลทว่ั ไป 3.1.4 เหมืองข้อมูล (Data Mining Database Applications) เป็นคลังข้อมูลท่ีมี ปริมาณของข้อมูลจานวนมาก และต้องมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถสกัดให้เป็น สารสนเทศ โดยการเลือกเฉพาะข้อมูลทม่ี ีประโยชน์และหาความสมั พันธ์ระหวา่ งข้อมลู จนไดข้ ้อมูลท่ีมี คุณค่าตามผู้ใช้ต้องการมาใช้งาน โดยเปรียบเทียบข้อมูลเหมือนการขุดเหมืองแร่ ซ่ึงต้องขุดและร่อน เอาเฉพาะแร่ธาตุท่ีต้องการออกมาเท่านั้น ผลท่ีได้รับคือ การคาดคะเนผลของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์ กันจากข้อมูลจานวนมาก ซ่ึงผู้บรหิ ารสามารถนาไปใช้ในการตัดสนิ ใจได้ เช่น การหาความสัมพันธ์ของ อาชีพกับรสนิยมในการเลอื กสนิ คา้ 3.2 แบ่งตามรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล โดยการพิจารณาจากการเชื่อมต่อกันของ ฐานข้อมูล แบ่งได้เป็น 4 ประเภทเช่นกัน คือ ฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการ ฐานข้อมูลแบบกระจาย ฐานขอ้ มลู ภายนอก และฐานขอ้ มูลไฮเปอร์มีเดีย (พรรณี สวนเพลง. 2555 : 361-363) ดงั น้ี 3.2.1 ฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการ (Operational Database) เป็นฐานข้อมูลที่ใช้จัดเก็บ ข้อมูลรายการประจาวันท่ีสนับสนุนกระบวนการและการปฏิบัติงานหลักขององค์กร เช่น ฐานข้อมูล ลกู ค้า ฐานข้อมูลบุคลากร ฐานขอ้ มูลนักศกึ ษา 3.2.2 ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database) เป็นฐานข้อมูลท่ีคัดลอกหรือ สาเนาขอ้ มลู บางส่วนของฐานขอ้ มูล และจัดเก็บกระจายไวใ้ นเคร่ืองแม่ขา่ ย มักใช้ในฐานข้อมูลทใ่ี ชง้ าน รว่ มกันในเครือข่ายท้ังแบบอินทราเน็ต อินเทอร์เน็ต หรือเอ็กซ์ทราเน็ต โดยข้อมูลจะถูกแบ่งออกเป็น ส่วนย่อย กระจายไว้ตามเว็บท่อี ย่ตู ่างท่ีกัน
122 3.2.3 ฐานข้อมูลภายนอก (External Database) คือฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่ให้ บริการภายนอกองค์กร ดาเนินการในรูปแบบเชิงพาณิชย์ที่อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าใช้ บริการ เชน่ ข้อมูลท่อี ยบู่ นเว็บในรูปแบบของบทความ บทคัดย่อ หนังสือ และวารสาร 3.2.4 ฐานข้อมูลไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Database) เป็นฐานข้อมูลที่ใช้เก็บ ข้อมูลในเว็บโดยใช้วิธีเชื่อมโยงไปยังข้อมูลต่าง ๆ ด้วยการคลิกที่ตัวอักษร รูปภาพ หรือวิดีโอ เรียกว่า ไฮเปอร์ลิงก์ (Hyperlink) ซ่ึงจะต้องมีฐานข้อมูลเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลแก่ผู้ใช้ ซึ่งการ ค้นหาข้อมูลไม่จาเป็นต้องเรียงตามลาดับข้อมูลท่ีจัดเรียงไว้ ดังนั้นการออกแบบฐานข้อมูลไฮเปอร์ มีเดียจะแตกต่างจากฐานข้อมูลท่วั ไป เพราะความสมั พันธ์ระหว่างข้อมลู จะน้อยกวา่ ในฐานขอ้ มูลแบบ อ่ืน หลายองคก์ รนยิ มนาไปพัฒนาใหเ้ ปน็ อีคอมเมริ ซ์ ขององค์กร 4. ขอ้ ดแี ละปญั หาของระบบฐานข้อมูล การปรับเปล่ียนจากระบบแฟ้มข้อมูลมาเป็นระบบฐานข้อมูล ช่วยแก้ปัญหาของการ จัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลได้แทบทุกประเด็น แต่การปรบั มาใช้ระบบฐานข้อมูลยงั คงมีข้อจากัด ซึ่ง อาจแยกประเด็นขอ้ ดีและปัญหาของระบบฐานข้อมลู ไดด้ งั นี้ 4.1 ข้อดีของระบบฐานขอ้ มูล โดยส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ปัญหาที่พบในระบบแฟ้มข้อมูล แยกเป็นประเด็นได้ดังนี้ 4.1.1 ข้อมูลไม่ขึ้นกับโปรแกรมที่ใช้พัฒนาฐานข้อมูล เพราะทาการแยกส่วนท่ีจัดเก็บ ข้อมูลจากตัวโปรแกรมและประสานหรือเรียกดูข้อมูลโดยการใช้ระบบการจัดการฐานข้ อมูลช่วย ดาเนินการ ดังนั้น แม้โปรแกรมสาเร็จรูปจะแตกต่างกันแต่ยังสามารถเรียกดูข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน ได้ โดยผ่านระบบการจัดการฐานขอ้ มูล 4.1.2 ลดความซ้าซ้อนของข้อมูล เพราะการจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลจะนาข้อมูลมา รวมไว้แหล่งเดียว ไม่จาเป็นต้องแยกไปตามแผนกต่าง ๆ เหมือนการจัดเก็บแบบแฟ้มข้อมูล ทาให้ไม่ เกิดการเก็บขอ้ มลู ซ้าซอ้ นกัน 4.1.3 ลดปัญหาความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลในฐานขอ้ มูล จะรวมข้อมูลหลักไว้แหล่งเดียว ดังนั้นเม่ือมีการปรับปรุงข้อมูลจะส่งผลให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน เช่น จากเดิมท่ีแฟ้มข้อมูลแยกอยู่ระหว่างแผนกบริการลกู ค้า กับแผนกขาย หากลูกค้าเปลี่ยนชื่อและแผนก บริการลูกค้าทาการปรับปรุงข้อมูล แต่แผนกขายไม่ได้ทาการปรับปรุง จะส่งผลให้ข้อมูลที่แผนกขาย
123 ผิดพลาด แต่หากใช้ระบบฐานข้อมูลซึ่งมีการเก็บข้อมูลรวมอยู่ในแหล่งเดียว เมื่อมีการเปล่ียนช่ือของ ลูกคา้ ในฐานข้อมูล ท้ังสองแผนกจะได้รับขอ้ มูลใหม่เหมือนกนั 4.1.4 ทาให้เกิดการทางานกับข้อมูลแบบมีมาตรฐานและได้ข้อมูลคุณภาพมากข้ึน เน่ืองจากกระบวนการออกแบบระบบฐานข้อมลู จะต้องมกี ารกาหนดรูปแบบการนาเขา้ ขอ้ มูล และการ ส่งออกข้อมูลท่ีเป็นแนวทางเดียวกันท้ังองค์กรเพราะใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน ดังนั้นจึงเสมือนการบังคับ ใหก้ ารจัดการกับขอ้ มลู ขององค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทาให้ได้ข้อมูลที่มมี าตรฐานและมีคุณภาพ ทีส่ ามารถใชง้ านไดด้ ี เพราะผ่านกระบวนการวเิ คราะห์และตรวจสอบแลว้ 4.2 ปัญหาจากการใช้ระบบฐานข้อมูล ถึงแม้ว่าระบบฐานข้อมูลจะมีข้อดีหลายประการ แต่หากองค์กรต้องการใชง้ านระบบฐานข้อมูล ควรพจิ ารณาข้อจากัดตา่ ง ๆ ดังน้ี 4.2.1 จาเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความชานาญ ต้ังแต่กระบวนการออกแบบและพัฒนา ระบบฐานข้อมลู เนื่องจากมีกระบวนการทซ่ี ับซอ้ นและต้องใชเ้ ทคโนโลยที ่ีเหมาะสม 4.2.2 ใช้ต้นทุนในการติดต้ังและบริหารจัดการฐานข้อมูลสูง โดยเฉพาะฐานข้อมูล สาหรบั ผูใ้ ชห้ ลายคนและมขี ้อมูลจานวนมากรวมถึงข้อมูลในการปรับเปลีย่ นระบบจากระบบเดิมที่เป็น แฟ้มข้อมูลหรือจากที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ มาเป็นการใช้ระบบฐานข้อมูล โดยต้นทุนดังกล่าวรวมถึง ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์และคา่ ตอบแทนบคุ ลากร 4.2.3 มีโอกาสเกิดข้อขดั แย้งในองค์กร เนื่องจากการเปลย่ี นแปลงระบบท้ังรูปแบบการ ทางานท่ีเปลี่ยนมาใช้ฐานข้อมูลซ่ึงพนักงานอาจต้องเรียนรู้งานใหม่และกระบวนการทางานของ พนักงานท่ีอาจต้องมีการปรับเปล่ียนข้ันตอน องค์กรจึงจาเป็นต้องกาหนดนโยบายการทางานร่วมกัน ของท้งั องคก์ ร เพอื่ ให้ขอ้ มูลมมี าตรฐานเดยี วกนั และลดความขัดแยง้ ของบุคลากร การพัฒนาระบบฐานขอ้ มลู ระบบฐานข้อมูลมีระบบการทางานท่ีซับซ้อน และต้องทางานอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลหลายประเภท รวมถึงต้องสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้หลายคนซึ่งอาจมีความต้องการข้อมูลใน รูปแบบที่แตกต่างกัน ดังน้ัน การจะพัฒนาให้ฐานข้อมูลสามารถทางานได้อย่างถูกต้อง ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามระยะเวลาท่ีเหมาะสมและตอบสนองต่อการทางานของผู้ใช้ได้ดี ผู้พัฒนา ฐานข้อมูลจึงควรร่วมกับองค์กรในการวางแผนพัฒนาระบบฐานข้อมูลอย่างเหมาะสม โดยมี กระบวนการ ดังน้ี
124 1. แนวทางในการพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู กระบวนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลหรือวงจรการพัฒนาระบบฐานข้อมูล (Database Life Cycle) สามารถแบ่งได้เป็น 4 กระบวนการหลัก ได้แก่ การศึกษาความต้องการใช้ข้อมูล การออกแบบทางตรรกะ การออกแบบทางกายภาพ และการพัฒนา ติดตามและปรับปรุงฐานข้อมูล (Teorey and others. 2011 : 3) 1.1 การศึกษาความต้องการใช้ข้อมูล (Requirements Analysis) โดยศึกษาจากผู้ใช้ด้วย วิธีสัมภาษณ์ สังเกต สารวจ หรือร่วมทางานกับผู้ที่ต้องทางานกับข้อมูลและผู้ใช้ฐานข้อมูล ซ่ึงอาจจะ ได้ข้อมูลท้ังในรูปแบบท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซ่ึงในการศึกษาในขั้นตอนนี้ ต้องวิเคราะห์ถึง ข้อมูลนาเข้าที่ต้องการนาไปประมวลผล ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลท่ีนามาใช้ รวมถึงรูปแบบของ ผลลัพธ์ท่ีต้องการ ประเด็นหลักที่นักวิเคราะห์ระบบฐานข้อมูลควรพิจารณา (วิเชียร เปรมชัยสวัสด์ิ. 2555 : 166-167) มดี ังนี้ 1.1.1 การวิเคราะห์สถานการณ์ขององค์กร ว่ามีสภาพแวดล้อมในการทางานเป็น อย่างไร โครงสร้างขององคก์ รเป็นอย่างไร ต้องส่งข้อมลู ผา่ นไปยงั สว่ นใดขององค์กร 1.1.2 กาหนดปัญหาและข้อจากัด โดยต้องวิเคราะห์หาว่าข้อใดเป็นปัญหาของ องค์กรที่สามารถใช้ระบบฐานข้อมูลไปแก้ไขได้ และมีข้อจากัดใดที่นักพัฒนาระบบจะต้องระมัดระวัง ในการออกแบบระบบ โดยส่วนใหญ่ปัญหาและข้อจากัดของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกัน เช่น ในระบบ ฐานข้อมูลของห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งต้องเก็บข้อมูลท่ีอยู่ของผู้ใช้ เนื่องจากมีการให้บริการยืม หนังสือแก่ชุมชนภายนอก ในขณะท่ีบางแห่งอาจไม่ต้องการให้จัดเก็บข้อมูลส่วนนี้ หรืออัตราการเสีย ค่าปรบั ของห้องสมดุ แต่ละแหง่ จะแตกตา่ งกัน ซึ่งนกั พัฒนาระบบฐานข้อมูลจะตอ้ งคานงึ ถงึ ดว้ ย 1.1.3 กาหนดจุดมุ่งหมาย โดยกาหนดวัตถุประสงค์แรกเริ่มของระบบที่ต้องการ จัดทาและคานึงถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของระบบ ได้แก่ การเชื่อมต่อกับระบบอ่ืน ๆ ภายในองค์กร หรือจานวนผู้ใช้ระบบฐานข้อมูล การกาหนดข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลให้นักพัฒนาระบบพัฒนา ฐานข้อมลู ใหร้ องรบั การทางานตามจดุ มงุ่ หมายหรอื วตั ถุประสงค์ได้อยา่ งถูกต้อง 1.1.4 กาหนดขอบเขตของระบบ เพ่ือให้สามารถกาหนดระยะเวลาการเสร็จสิ้น โครงการพัฒนาระบบได้อย่างแม่นยาย่ิงข้ึน และเพื่อความถูกต้องในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะ นักพัฒนาระบบจะได้กาหนดแนวทางการทางานเฉพาะส่วนงานท่ีต้องการใช้ระบบฐานข้อมูลจริง ๆ เทา่ นั้น
125 1.2 การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design) เป็นการออกแบบโดยใช้สัญลักษณ์แสดง ความเช่ือมโยงกันของข้อมูล เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมเข้าใจหลักการทางานหรือการส่งข้อมูลต่อกัน ภายในองค์กร จากน้ันนักพัฒนาโปรแกรมจะทาการวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการออกแบบฐานข้อมูล ต่อไป 1.3 การออกแบบทางกายภาพ (Physical Design) เป็นข้ันตอนในการนาผลลัพธจ์ ากการ ออกแบบเชิงตรรกะมาเพ่ิมเติมรายละเอียดในการใช้งานจริง เช่น การกาหนดรูปแบบการเรียกใช้ ขอ้ มูล กาหนดดัชนใี นการเลือกข้อมูล ออกแบบหนา้ จอการรับข้อมูลและรายงานผลข้อมูล เพื่อให้การ ทางานของฐานขอ้ มูลรองรบั ความตอ้ งการของผู้ใชจ้ ากขั้นตอนการสารวจความต้องการมากที่สุด 1.4 การพัฒนา การติดตามและการปรับปรุงฐานข้อมูล (Database Implementation, Monitoring and Modification) เม่ือออกแบบสมบูรณ์แล้ว นักพัฒนาโปรแกรมจะเขียนหรือพัฒนา โปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ท่ีคัดเลือก ซึ่งถ้าใชร้ ะบบจัดการฐานขอ้ มลู หรอื ดีบีเอ็มเอสชว่ ยในการ พัฒนาโปรแกรม จะทาให้ระบบฐานข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐาน สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรอ์ ื่น มาพัฒนาต่อได้ ช่วยลดปัญหาการใช้งานที่ยึดติดกับโปรแกรมเฉพาะตัวใดตัวหน่ึงเท่านั้น เม่ือพัฒนา โปรแกรมเสรจ็ แล้ว ต้องมีการตดิ ตามผลการใช้งานและปรับปรุงฐานขอ้ มลู ให้เหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งจะ สอดคลอ้ งกับกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศทีจ่ ะกล่าวถึงในบทที่ 5 2. การออกแบบระบบฐานข้อมลู องค์กรควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจาเป็นต้องใช้ระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการ ทางานในด้านใด เนื่องจากรูปแบบของระบบฐานข้อมูลแต่ละประเภทอาจเหมาะสมกับการทางานท่ี แตกต่างกัน เช่น ฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการเหมาะกับองค์กรที่ไม่มีสาขาย่อยมากนัก อาจไม่จาเป็นต้อง ออกแบบให้มีระบบรักษาความปลอดภัยมากเกินความจาเป็น ในขณะเดียวกันองค์กรควรพิจารณา จากข้อมูลเดิมท่ีองค์กรมีอยู่ว่าเหมาะสมที่จะนามาพัฒนาต่อ ควรออกแบบระบบใหม่หรือแค่ปรับปรุง ระบบฐานข้อมูลเดิม (Kroenke and Auer. 2012 : 44-47) โดยใช้หลักการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ดงั ทก่ี ล่าวมาแล้ว ภายใต้แนวคิดในการออกแบบ ดังน้ี 2.1 การออกแบบระบบฐานข้อมูลจากข้อมูลเดิมท่ีมีอยู่แล้ว อาจเป็นการแปลงจากระบบ แฟม้ ขอ้ มูลท่อี งคก์ รมีอยู่มาเป็นระบบฐานข้อมลู เช่น เดิมทีองค์กรเกบ็ ข้อมูลในลักษณะตารางแผ่นงาน หรือสเปรดชีท (Spreadsheet) หรือแฟ้มเอกสาร จึงมีการออกแบบให้จัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูล
126 การออ กแ บ บ ระบ บ ฐาน ข้อ มูล เช่น น้ี อ าจช่ วยลด เวลาใน การค้ น ห าความ ต้ องก ารข้อ มูล ของผู้ใช้ เน่ืองจากเป็นขอ้ มลู ที่มกี ารใช้งานได้ดีและใชง้ านอย่จู ริง ข้อมูลท่ีนามาพิจารณาอาจเป็นผลลัพธ์ที่มาจากฐานข้อมูลอื่น เช่น ผลลัพธ์จาก ฐานขอ้ มูลลกู คา้ สมั พันธ์ หรือ CRM และนามาประมวลผลในแบบที่ผู้ใชต้ ้องการ เพ่ือจัดเก็บเป็นระบบ ฐานข้อมูลอน่ื เพื่อใช้งานตอ่ ไป 2.2 การออกแบบระบบฐานข้อมูลใหม่ ต้องดาเนินการตามกระบวนการพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล คือต้องเร่ิมต้นตั้งแต่การหาความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้ จนกระทั่งถึงการพัฒนาระบบ ฐานขอ้ มูลและบารงุ รกั ษาหลงั จากตดิ ตง้ั 2.3 การออกแบบเพือ่ ปรับปรงุ ระบบฐานข้อมูลเดิม ซ่งึ ฐานข้อมูลที่องค์กรใช้อยู่น้ันมาจาก การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ในขณะท่ีออกแบบฐานข้อมูล เม่ือใช้ฐานข้อมูลระยะหนึ่ง ความ ต้องการของผู้ใช้อาจเปลี่ยนแปลงไป หรือมีเงื่อนไขในการปฏิบัติงานมากข้ึน จึงต้องมีการทบทวน ระบบฐานข้อมูลใหม่ โดยเร่ิมต้ังแต่การทบทวนความต้องการของผู้ใช้เป็นต้นมา แต่การออกแบบใน ลักษณะนี้มีความยุ่งยากมากกว่าสองแบบที่กล่าวมา เน่ืองจากฐานข้อมูลเดิมได้ผ่านกระบวนการ วิเคราะห์และออกแบบเพ่ือพัฒนาโปรแกรมแล้ว ข้อมูลอาจมีความเชื่อมโยงค่อนข้างมาก การออกแบบระบบใหมจ่ ึงต้องระมดั ระวงั วา่ จะไมส่ ง่ ผลใหเ้ กดิ ความขดั แย้งกนั เองของข้อมลู 3. การบรหิ ารระบบฐานขอ้ มลู องค์กรท่ีเลือกใช้ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่ มักมีความต้องการให้มีการใช้งานฐานข้อมูล ร่วมกันของพนักงานในองค์กร หรือแม้กระทั่งการใช้ฐานข้อมูลร่วมกับองค์กรอื่น ดังนั้นก่อนการ คดั เลือกหรือพัฒนาระบบฐานข้อมูล องค์กรควรพิจารณาถึงแนวทางการบริหารฐานขอ้ มูลในประเด็น ตา่ ง ๆ (วเิ ชียร เปรมชยั สวสั ด์.ิ 2555 : 348-353) ดังน้ี 3.1 ความมั่นคง (Security) หมายถึง การจัดการกับฐานข้อมูลเพ่ือให้ผู้ใช้เกิดความม่ันใจ ในด้านความลับของข้อมลู ความถกู ตอ้ ง และความพร้อมใช้ โดยในแต่ละประเดน็ มรี ายละเอยี ดดังน้ี 3.1.1 ความลับ (Condentiality) ข้อมูลจะต้องได้รับการป้องกันจากผู้ท่ีไม่มีสิทธ์ิ เขา้ ถึง และต้องนาไปใชใ้ นวัตถุประสงคท์ ี่ไดร้ ับอนุญาต ต้องมีการจัดลาดบั ช้ันการเขา้ ถึงวา่ ใครสามารถ ทาอะไรกับข้อมลู ได้บา้ ง เช่น ขอ้ มูลท่ีมีระดับช้ันความลับหรือความสาคัญสงู จะต้องเขา้ ถึงได้เพียงบาง คนและตอ้ งมกี ระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของการเขา้ ถึง
127 3.1.2 การเข้ากันได้ (Compliance) ต้องสามารถใช้งานร่วมกับงานส่วนอ่ืน ๆ ของ องค์กร และเปน็ ไปตามขอ้ กาหนดขององค์กร 3.1.3 ความถูกต้อง (Integrity) โดยข้อมูลต้องมีความสอดคล้องกัน กล่าวคือเม่ือมี การเพ่ิม ลบ ปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลทั้งหมดจะต้องสอดคล้อง ไม่เกิดความขัดแย้งหรือผิดปกติใด ๆ ซ่ึง ในกรณนี ีร้ ะบบการจดั การฐานขอ้ มูลหรอื ดีบเี อม็ เอส สามารถดูแลจัดการได้ 3.1.4 มีสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามความ ต้องการ ถา้ ผูใ้ ช้มีสิทธิ์ในขอ้ มูลนัน้ ๆ ดังนัน้ องคก์ รจึงควรพิจารณาถงึ อปุ กรณ์รักษาความปลอดภัยหรือ อุปกรณ์สารองตา่ ง ๆ เพื่อให้ระบบฐานขอ้ มูลสามารถให้บรกิ ารไดอ้ ย่างสมา่ เสมอ 3.2 นโยบายความมั่นคง (Security Policies) องค์กรควรมีการกาหนดกระบวนการใน การตรวจสอบความมั่นคงของระบบฐานข้อมูล เช่นมีแนวทางและวิธีการปกป้องระบบ มีการประเมิน ความเสยี่ งท่จี ะเกดิ ขึน้ และมีผลกระทบกบั ระบบฐานข้อมูล 3.3 ส่วนท่ีอ่อนไหวต่อความม่ันคง (Security Vulnerabilities) หมายถึง จุดอ่อนของ ระบบท่ีผู้ไม่มีสิทธิ์ในข้อมูลอาจใช้ในการเข้าถึงระบบได้ เช่น การมีช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ คอมพวิ เตอร์ การขาดความระมดั ระวงั ในการปดิ บงั รหสั ผ่าน 3.4 การบริหารการเข้าถึงของผู้ใช้ (User Access Management) ควรมีการกาหนดผู้ใช้ ฐานข้อมูลในแต่ละระดับ อาจแบ่งโดยใช้รหัสผ่านในการแสดงตัวตน การควบคุมการเข้าถึงทาง กายภาพ เช่นต้องมกี ารควบคุมการเขา้ ออกห้องทีใ่ ชจ้ ัดเกบ็ ข้อมูล ท้ังนี้ องค์กรควรมีการกาหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติในประเด็นต่าง ๆ ต้ังแต่ตอน เร่มิ พัฒนาระบบ เพื่อใหก้ ารบริหารจัดการระบบฐานขอ้ มูลเป็นไปโดยราบรื่นและมแี นวปฏบิ ัตเิ ดียวกัน ทัง้ องค์กร การประยกุ ต์ใชร้ ะบบฐานขอ้ มลู ในสถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ ได้ให้ความสาคัญในการนาสารสนเทศมาใช้ในการ วิเคราะห์เพ่ือพัฒนาการให้บริการให้ตรงกลุ่มผู้ใช้บริการมากขึ้น รวมถึงใช้ในการตัดสินใจเพื่อการ บริหารองค์กร ซ่ึงถ้าองค์กรมีข้อมูลจานวนมากและมีกระบวนการจัดการฐานข้อมูลที่ดี จะส่งผลให้ ได้รับสารสนเทศท่ีดี สนับสนุนการตัดสินใจและการบริการได้ดีขึ้น และด้วยความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการส่ือสาร รวมถึงเทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูล ส่งผลให้มีข้อมูล
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224