งานบ�ำ รุงรกั ษารถยนต์ เรียบเรยี งโดย ผศ. น.อ. รามจติ ติ ฤทธศิ ร วท.บ. (ทอ. วิศวกรรมเครอ่ื งกล) M.Sc. (Mechanical Engineering)
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ เลขรหัสมาตรฐานสากลประจ�ำ หนงั สอื ISBN 978-616-211-907-1 จดั พมิ พแ์ ละจัดจ�ำ หน่าย โดย… บรษิ ทั วังอกั ษร จำ�กดั 69/3 ถนนอรุณอมรนิ ทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรงุ เทพฯ 10600 โทร. 0-2472-3293-5 โทรสาร 0-2891-0742 Mobile 08-8585-1521 e-Mail : [email protected] Facebook : สำ�นักพิมพ์ วงั อักษร www.wangaksorn.com ID Line : @wangaksorn พิมพ์ครง้ั ท่ี 2 พ.ศ. 2562 สงวนลขิ สทิ ธิต์ ามพระราชบัญญัตลิ ิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยบริษัทวังอกั ษร จ�ำ กดั หา้ มน�ำ สว่ นใดส่วนหนงึ่ ของหนังสือเล่มนี้ ไปท�ำซำ�้ ดดั แปลง หรือเผยแพรต่ ่อสาธารณชน ไม่วา่ รูปแบบใด ๆ นอกจากได้รบั อนญุ าตเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรจากทางบรษิ ัทฯ เท่านนั้ ชื่อและเครอ่ื งหมายการค้าอ่ืน ๆ ท่ีอา้ งองิ ในหนังสือฉบบั น้ี เปน็ สทิ ธโิ ดยชอบดว้ ยกฎหมายของเจา้ ของแต่ละราย โดยบริษทั วังอกั ษร จ�ำ กัด มิได้อา้ งความเปน็ เจ้าของแต่อย่างใด
คำ�นำ� วิชางานบ�ำรุงรักษารถยนต์ ผู้เขียนได้บริหารสาระการเรียนรู้แบ่งเป็น 5 บทเรียน โดยมี เนื้อหาเก่ียวกับการตรวจสภาพทั่วไป การบริการหม้อน�้ำ น้�ำมันเคร่ือง กรองน้�ำมันเครื่องน�้ำมันเกียร์ น�้ำมันเฟืองท้าย น�้ำมันเบรก คลัตช์ กรองอากาศ กรองเช้ือเพลิง สายพาน แบตเตอรี่ ลูกหมากล้อ ยางสารเคมีต่าง ๆ ท่ีใช้ล้างท�ำความสะอาดอุปกรณ์และการบ�ำรุงรักษารถยนต์ ในแต่ละบทเรียน มงุ่ ใหค้ วามสำ� คญั สว่ นทเ่ี ปน็ ความรู้ ทฤษฎี หลกั การ กระบวนการ และสว่ นทเี่ ปน็ ทกั ษะประสบการณ์ เรง่ พฒั นาบทบาทของผเู้ รยี นเปน็ ผจู้ ดั การแสวงหาความรู้ (Explorer) เปน็ ผสู้ อนตนเองได้ สรา้ งองค์ ความรู้ใหม่ โดยมุ่งสร้างสมรรถนะความรู้เกี่ยวกับหลักการบ�ำรุงรักษารถยนต์ตามก�ำหนดเวลาและ ระยะทาง การประเมนิ เวลาและราคาคา่ บรกิ าร การตรวจสภาพสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของรถยนต์ การลา้ ง และทำ� ความสะอาดส่วนประกอบต่าง ๆ ตลอดจนการบ�ำรุงรักษารถยตต์ ามคมู่ ือ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (Vocational Qualification System) ให้สอดคล้องตามมาตรฐานอาชีพ (Occupational Standard) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กำ�ลังแรงงาน การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานระดับชาติ (National Benchmarking) และการวเิ คราะหห์ นา้ ทก่ี ารงาน (Functional Analysis) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลสำ�เรจ็ ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และทุกสาขาอาชีพ เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนเข้าสู่สนาม การเเข่งขนั ในประชาคมอาเซียน ขอขอบพระคุณทา่ นอาจารย์ผูส้ อน ผ้ปู ระสาทวชิ าความรู้ เอกสาร หนังสือท่ีใชป้ ระกอบในการ เรียบเรยี งไว้ ณ โอกาสน้ี ผศ. น.อ. รามจติ ติ ฤทธิศร
สารบัญ บทท่ี 1 พืน้ ฐานเกยี่ วกบั รถยนต์ 1 ประเภทของเครื่องยนต์ 2 รูปแบบโครงสรา้ งของตัวถงั 3 สว่ นประกอบของรถยนต ์ 5 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ 14 บทท่ี 2 การดูแลรถยนต์ประจ�ำวัน 16 การดูแลภายในหอ้ งเครือ่ งยนต ์ 18 การดูแลภายนอกตัวรถประจ�ำวนั 23 การดแู ลภายในหอ้ งโดยสารประจำ� วัน 27 แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ 37 ใบงานท่ี 2.1 การตรวจสภาพทัว่ ไป 40 เพอื่ การบำ� รงุ รักษารถยนต ์ บทท่ี 3 การดูแลรถยนต์ประจ�ำสัปดาห์ 47 การบ�ำรุงรักษาระบบรองรับน้ำ� หนัก 48 การบ�ำรุงรกั ษาระบบไฟฟ้ารถยนต์ 51 แบบทดสอบและกิจกรรมการฝกึ ทกั ษะ 59 ใบงานที่ 3.1 การตรวจสอบระบบจดุ ระเบิด 62 ใบงานที่ 3.2 การตรวจสภาพแบตเตอรี่ 69 ในภาวะรอบเดนิ เบาและรอบทำ� งาน
บทที่ 4 การดแู ลรักษาตามระยะทก่ี �ำหนด 72 ระบบตา่ ง ๆ ทีท่ ำ� การตรวจบรกิ าร ตามระยะท่ีก�ำหนด 73 การบ�ำรุงรกั ษารถยนตใ์ นสว่ นต่าง ๆ 76 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ 123 ใบงานที่ 4.1 การตรวจสอบมอเตอรส์ ตารต์ 127 ใบงานท่ี 4.2 การเปลี่ยนใบปดั น�้ำฝน 131 ใบงานท่ี 4.3 ตรวจเและทดสอบระบบเบรก 135 ใบงานที่ 4.4 การเปลี่ยนถา่ ยน้ำ� มันเกยี รอ์ อโต้ 138 ใบงานท่ี 4.5 การตัง้ ระยะคลัตช์ 142 ใบงานท่ี 4.6 การบริการระบบหล่อลน่ื เครอื่ งยนต ์ 144 ใบงานที่ 4.7 การล้างหม้อน้�ำเคร่ืองยนต์ 147 บทที่ 5 การประมาณราคางานช่างยนต ์ 150 การใช้คูม่ ือชว่ั โมงงานมาตรฐาน 151 ตารางก�ำหนดเวลาตรวจซอ่ มเพ่ือคดิ ราคา ค่าซ่อมรถยนต์ 153 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทกั ษะ 163 ค�ำถามเพ่อื การทบทวน 165 ค�ำศพั ท์ 179 บรรณานกุ รม 182
บทท่ี พ้ืนฐานเกย่ี วกบั 1 รถยนต์ จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (Behavioral Objectives) หลงั จากจบบทเรียนนีแ้ ล้ว นักศึกษาจะมคี วามสามารถดังนี้ 1. ระบุประเภทของเครอื่ งยนต์ 2. จ�ำ แนกรปู แบบโครงสร้างของตวั ถงั 3. บอกสว่ นประกอบของรถยนต์ 4. อธิบายรายละเอยี ดระบบต่าง ๆ ของรถยนต์
บทท่ี พืน้ ฐานเก่ยี วกับ 1 รถยนต์ ในปจั จุบัน รถยนตไ์ ดก้ ลายเปน็ ปัจจัยที่ 5 ส�ำหรบั มนษุ ย์ เน่ืองจากรถยนตเ์ ปน็ สิ่งที่ชว่ ยอ�ำนวย ความสะดวกสบายในด้านการขนส่ง ท้ังผู้คน สินค้า ตลอดจนผลผลิตต่าง ๆ ทางการเกษตร รวมไปถึง ภาคอุตสาหกรรม ซึง่ ถอื ไดว้ า่ หากขาดรถยนตก์ ็จะท�ำใหช้ วี ติ มนษุ ยข์ าดสภาพคล่องและไม่สขุ สบาย นอกจากนี้ รถยนต์ยังได้ถูกดัดแปลงเพ่ือประโยชน์ใช้สอยในด้านต่าง ๆ เช่น รถห้องน�้ำ รถสาธารณะเคล่ือนท่ี รถพยาบาลเคลื่อนท่ี รถดัดแปลงเป็นร้านค้าและร้านอาหาร รถขายผัก ผลไม้ อาหารสด อาหารแห้ง เครอ่ื งดม่ื ฯลฯ จงึ นบั ไดว้ า่ รถยนต์มคี วามส�ำคญั ต่อมนุษย์แทบจะในทกุ ๆ ด้าน และมแี นวโน้มวา่ จะมคี วามตอ้ งการในการใชร้ ถยนต์เพิ่มมากขึน้ เร่อื ย ๆ ประเภทของเครอ่ื งยนต์ การแบ่งประเภทของรถยนต์อาจจะพิจารณาได้จากรูปแบบโครงสร้างของตัวถังรถยนต์ วตั ถปุ ระสงค์การใชง้ าน และตัวเครื่องยนต์ ซ่ึงในปัจจบุ นั รถยนตโ์ ดยทั่วไปจะใช้เครอ่ื งยนต์หลัก ๆ อยู่ 2 ประเภท คอื เครื่องยนต์เบนซนิ และเครื่องยนตด์ ีเซล ดังรปู ท่ี 1.1 อากาศไหลเขา้ อากาศ เช้ือเพลงิ ถกู ฉดี ทน่ี ่ี เชือ้ เพลิง เชอ้ื เพลิงผสม เชือ้ เพลิง เชอื้ เพลงิ ไปรวมกับ ถกู รวมกับอากาศ อากาศในห้องเผาไหม้ เชอ้ื เพลงิ ผสมไหลเขา้ เครอ่ื งยนตเ์ บนซิน เคร่ืองยนต์ดีเซล รปู ท่ี 1.1 เครอ่ื งยนต์เบนซินและดเี ซล
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 3 เคร่ืองยนต์เบนซิน จดั อยใู่ นประเภทเครอ่ื งยนตใ์ ชน้ ำ้� มนั เบาหรอื นำ้� มนั เบนซนิ เปน็ เชอื้ เพลงิ เปน็ เครอื่ งยนตท์ ม่ี กี �ำลงั ต�ำ่ กวา่ เครื่องยนต์ดีเซล ใชก้ ารจดุ ระเบิด (Ignition) เปน็ ตน้ ก�ำเนิดก�ำลงั เครอื่ งยนตด์ ีเซล จัดอยใู่ นประเภทเครอ่ื งยนต์ใชน้ ำ�้ มนั หนกั หรือน้ำ� มนั โซลา่ เป็นเชือ้ เพลงิ เป็นเคร่ืองยนต์ทีม่ กี �ำลงั สูงกว่าเคร่ืองยนต์ชนดิ อนื่ ๆ ใชก้ ารอัดระเบดิ (Compression) เป็นตน้ ก�ำเนิดก�ำลงั รปู แบบโครงสร้างของตวั ถัง ตัวถงั รถยนต์ เปน็ ส่วนหน่งึ ของรถยนตซ์ ่ึงใช้บรรทุกผโู้ ดยสารหรือสมั ภาระ มีรปู แบบหลายชนดิ แตกตา่ งกนั ไป ขึน้ อยูก่ บั ลักษณะของส่วนประกอบ เชน่ หอ้ งโดยสาร ห้องเคร่อื งยนต์ และหอ้ งเก็บของ สามารถจ�ำแนกออกไดด้ ังนี้ 1. รถซีดาน (Sedan) ดังรูปที่ 1.2 รถชนดิ นเี้ ปน็ รถยนตน์ งั่ โดยสาร ซงึ่ เนน้ ในเรอื่ งของ พ้ืนท่ีนั่งของผู้โดยสารและความสะดวกสบาย ของคนขับ มที ัง้ แบบ 2 ประตู และ 4 ประตู ท่มี า : www.images.hgmsites.net รูปท่ี 1.2 โครงสรา้ งตัวถงั รถยนตแ์ บบซีดาน 2. รถคูเป้ (Coupe) ดังรูปที่ 1.3 รถชนิดน้ีเป็นรถสปอร์ต (Sport Car) ซ่ึงเน้นในเร่ืองของ รูปลักษณ์และสมรรถนะของเครอ่ื ง มี 2 ถึง 4 ทีน่ งั่ แต่หอ้ งโดยสารท้ายมกั ไมค่ ่อยกว้างขวาง ทม่ี า : www.picsfab.com รปู ที่ 1.3 โครงสรา้ งตวั ถังรถยนตแ์ บบคูเป้
4 บทท่ี 1 พืน้ ฐานเกย่ี วกับรถยนต์ 3. รถลิฟต์แบ็ก (Lift Back) ดังรูปท่ี 1.4 ท่ีมา : www.picsfab.com โดยท่ัวไปโครงสร้างของรถชนิดนี้คล้ายคลึงกับ รูปท่ี 1.4 โครงสร้างตัวถังรถยนต์แบบลฟิ ตแ์ บก็ รถคูเป้ซึ่งรวมพื้นท่ีโดยสารและพื้นท่ีวางสัมภาระ เขา้ ดว้ ยกนั ตอนทา้ ยของประตแู ละหนา้ ตา่ งจะเปดิ ออก พร้อม ๆ กัน โดยตอ่ ตรงจากสว่ นบนของห้องโดยสาร มีทง้ั แบบ 3 และ 5 ประตู 4. รถฮารด์ ทอ็ ป (Hard Top) ดงั รปู ท่ี 1.5 รถชนดิ นเ้ี ปน็ รถซดี านทไ่ี มม่ โี ครงหนา้ ตา่ งหรอื เสากลาง ทีม่ า : www.avito.ru รปู ที่ 1.5 โครงสรา้ งตัวถงั รถยนตแ์ บบฮารด์ ท็อป 5. รถเปิดประทุน (Convertible) ดังรูปท่ี 1.6 รถชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกับรถซีดานหรือคูเป้ ซ่ึงสามารถเปิดปดิ หลงั คาขนึ้ ลงขณะขบั ขไี่ ด้ ที่มา : www.carbodydesign.com รปู ท่ี 1.6 โครงสร้างตัวถงั รถยนต์แบบเปิดประทุน
งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 5 6. รถปิกอัพ (Light Truck) ดังรูปที่ 1.7 เป็นรถบรรทุกขนาดเล็ก ซง่ึ เครอื่ งยนต์ไดถ้ ูกตดิ ตั้งไว้ ทางตอนหน้าของคนขับ รปู ท่ี 1.7 โครงสรา้ งตัวถังรถยนต์แบบปิกอัพ 7. รถตู้/รถตรวจการณ์ (Vans, Wagon) ดงั รปู ท่ี 1.8 รถชนิดนี้จะรวมพ้นื ทโี่ ดยสารและพ้นื ที่ สมั ภาระเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั รถชนดิ นี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารหรือสมั ภาระได้คราวละมาก ๆ Vans หมายถึง บรรทุกสัมภาระ Wagon หมายถึง บรรทุกผ้โู ดยสาร ทีม่ า : www.autoyim.com ท่ีมา : www.thetruthaboutcars.com รปู ที่ 1.8 โครงสรา้ งตัวถังรถยนต์แบบตู้ ส่วนประกอบของรถยนต์ ส่วนประกอบของรถยนต์ (Automobile Part) ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ หลายส่วน ที่เป็นหลัก ๆ ดงั รูปที่ 1.9 คอื 1. ตัวถัง (Body) 2. เครอื่ งยนต์ (Engine) 3. ระบบสง่ ก�ำลงั หรอื ระบบขบั เคล่ือน (Power Train System) 4. ระบบเบรก (Brake System)
6 บทท่ี 1 พ้ืนฐานเก่ียวกับรถยนต์ 5. ระบบบังคบั เลย้ี ว (Steering System) 6. ระบบรองรบั นำ�้ มนั (Suspention System) 7. ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Electrical System) รูปที่ 1.9 ระบบต่าง ๆ ในรถยนตน์ ัง่ ส่วนประกอบท้ัง 7 ส่วน มีหลักการท�ำงานที่สัมพันธ์กันอย่างต่อเน่ืองเพื่อให้รถวิ่งได้ มีราย ละเอียดดังนี้ ตวั ถัง โครงสร้างตัวถังรถยนต์จ�ำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ แบบโครงอิสระ (Frame Body) และแบบ โครงในตวั (Monocoque Body) 1. โครงสร้างตัวถังรถยนต์แบบโครงอิสระ (Frame Body) โครงสรา้ งชนดิ น้ี ดังรูปท่ี 1.10 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คอื ส่วนของตัวถงั และสว่ นของโครงรถ ซึง่ ใชต้ ดิ ตัง้ เคร่อื งยนต์ ระบบส่งก�ำลงั และบงั คบั เล้ียว ช่วยดูดซบั แรงทเี่ กิดจากการชนและอาการสนั่ จาก พื้นถนน ท�ำให้นุ่มนวลเวลาขับขี่ และห้องโดยสารจะเงียบเน่ืองจากมียางรองรับระหว่างโครงรถกับตัวถัง แต่โครงสร้างของตวั ถังรถยนตแ์ บบนจ้ี ะมนี ำ�้ หนกั มากเพราะใชเ้ หล็กแผ่นท่ีหนาประมาณ 1 - 3 มิลลิเมตร ในการสรา้ ง เพือ่ ลดนำ�้ หนกั ดังกล่าว จึงออกแบบโครงสรา้ งของคานใหเ้ ปน็ รูปตวั ซี (C-Shape) หรอื เปน็ กล่อง (Box-Shape) โครงรถ (ก) ตัวถัง ยางรองรบั ตัวถัง (ข) โครงรถ รปู ท่ี 1.10 โครงสร้างตัวถงั รถยนต์แบบโครงอิสระ
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 7 ตัวถงั ของโครงสรา้ งรถยนตแ์ บบโครงอิสระ แยกส่วนประกอบได้ 2 ส่วน คอื 1.1 ตัวถังด้านหน้า ตัวถังด้านหน้าของโครงสร้างรถยนต์แบบโครงอิสระ ดังรูปท่ี 1.11 จะถูกออกแบบไว้เพ่ือรองรับหม้อน้�ำ บังโคลนหน้า และกะโหลก โดยจะยึดด้วยสลักเกลียว ซ่ึงท�ำให้ การถอดประกอบชนิ้ สว่ นเหลา่ นท้ี �ำไดง้ า่ ย เมอื่ เกดิ อนั ตรายขน้ึ โครงรถจะเปน็ สว่ นทรี่ องรบั ระบบขบั เคลอ่ื น ทง้ั หมด แผ่นเสริมให้แข็ง ยางรอง คิ้วฝากระโปรง ฝากระโปรง บงั โคลนขวา นอ็ ต น็อต ขอยึดแผ่นเสรมิ ให้แข็ง แผน่ รองบังโคลน โบลต์ ขอยดึ ฝากระโปรง แผงกระโปรงด้านใน แผ่นล็อกฝากระโปรง ยางรอง โบลต์ โบลต์ สกรู แผ่นรองบังโคลน โบลต์ น็อต โบฝลากตร์ ะโปรฝงาหมอ้ นำ�้ บงั โคลนขวา บงั โคลนซา้ ย บังโคลนซา้ ย ยางกนั โคลน คิว้ ขอยดึ สลกั ควิ้ คาน กะบงั พดั ลม โบลต์ แผ่นรองบงั โคลน นอ็ ต ตัวยึดค้วิ รองรบั ฝากระโปรงหมอ้ น�ำ้ เครือ่ งหมาย คานขวาง ส่วนยน่ื บงั โคลนซา้ ย รปู ที่ 1.11 ส่วนประกอบของตัวถงั ดา้ นหน้าของโครงสรา้ งรถยนตแ์ บบโครงอสิ ระ 1.2 ตวั ถงั หลัก ดังรปู ที่ 1.12 เร่ิมต้งั แตแ่ ผงใต้หน้าปดั หลงั เครื่องยนต์ บรเิ วณตวั ถังด้านลา่ ง ทง้ั หมด สว่ นประกอบของหอ้ งโดยสารและหอ้ งเกบ็ สมั ภาระดา้ นทา้ ยรถ ความแขง็ แรงของตวั ถงั จะอยทู่ เี่ สา โครงหลังคา บันได และพ้ืนตัวถัง ส่วนใหญ่พื้นตัวถังและบริเวณด้านล่างของตัวถัง จะท�ำเป็นลอน เพื่อลดการส่ันสะเทอื น โดยมคี านขวางเช่ือมตดิ ไวส้ �ำหรับยึดตดิ กับโครงรถ แผงช่องลมหน้า หลังคา เสากระจกบงั ลมหน้า แผงใต้แผงล�ำโพงหลัง แผงใตห้ น้าปัด บันได บังโคลนหลัง หลังเคร่อื งยนต์ พนื้ ดา้ นหลงั แผงช่องลมข้างด้านนอก เสากลาง พ้นื ดา้ นหนา้ รูปท่ี 1.12 สว่ นประกอบของตวั ถงั หลกั ของโครงสร้างรถยนตแ์ บบโครงอสิ ระ
8 บทที่ 1 พืน้ ฐานเกี่ยวกับรถยนต์ 2. โครงสร้างของตัวถังรถยนต์แบบโครงในตัว โครงสร้างชนิดนี้ประกอบไปด้วย ตัวถังและโครงสร้างซ่ึงรวมอยู่ในหน่วยเดียว ตัวถังจะมี ความทนทานเหมือนกล่องใบเดียวเด่ียว ๆ ดังรูปที่ 1.13 แนวความคิดในการออกแบบโครงสร้างนี้ ไดม้ าจากแนวความคดิ ในการออกแบบสรา้ งเครอ่ื งบนิ แบบโมโนคอ็ ก (Monocoque) เปน็ การรวมเอาชน้ิ สว่ น จากโลหะแผน่ ท่ีอดั ขึน้ รปู น�ำมาเชอ่ื มแบบจุด (Spot Welding) ใหต้ ิดกัน จงึ ท�ำใหโ้ ครงสร้างมีนำ�้ หนักเบา แตม่ ีความแขง็ แรงสงู ต้านทานแรงบดิ ไดด้ ี และยังมคี วามเรยี บเนียนสวยงาม แต่ตวั ถังทป่ี ระกอบไปด้วย เหล็กแผ่นยึดติดกันลักษณะนี้ หากได้รับการชนจนเสียรูปจะซ่อมกลับให้เข้ารูปร่างเดิมได้ยาก จึงมักจะ ออกแบบโครงสร้างของพน้ื ดา้ นล่างให้แข็งแรงเปน็ พเิ ศษ เพอ่ื ชดเชยความแข็งแรงท่ีสูญเสียไป บังโคลนหลงั กะโหลกบังโคลนหนา้ โครงข้างดา้ นหนา้ โครงพ้ืนชว่ งหลัง โครงพ้ืนชว่ งหลัง กา้ นยึดหม้อนำ�้ บน รูปท่ี 1.13 โครงสร้างตวั ถงั รถยนตแ์ บบโครงในตวั โครงรถทใี่ ชก้ บั โครงสรา้ งตวั ถงั รถยนตแ์ บบโครงอสิ ระ มอี ยหู่ ลายแบบ เหมาะสมกบั การใชง้ าน ควบคไู่ ปกบั ตวั ถงั ท่ีแตกต่างกัน มีรายละเอยี ดดังน้ี 2.1 โครงรถแบบตวั เอกซ์ (X-Frame Type) ดงั รปู ที่ 1.14 มลี กั ษณะคลา้ ยตวั เอกซ์ ตอนกลาง บรเิ วณทโี่ ครงไขวก้ นั อาจจะท�ำเปน็ ทอ่ กลวงหรอื ดดั ใหโ้ คง้ เพอ่ื ไวส้ อดเพลากลาง โครงสรา้ งดา้ นขา้ งจะท�ำดว้ ย เหล็กเหล่ียม เหล็กขวางขนาดใหญ่ ด้านหนา้ จะรองรับปีกนกบนและล่าง ส่วนโค้งของโครงเหล็กด้านข้างและ โครงเหลก็ ขวาง โครงเหลก็ ปดิ ดา้ นท้ายจะท�ำเปน็ ชอ่ ง เพ่ือใหแ้ หนบ ด้านหนา้ ด้านทา้ ย และชุดเพลาท้ายเคลื่อนท่ีขึ้นลงได้ แปน้ ยดึ ตัวถงั ช่วยใหร้ ถมีจุดศูนยถ์ ่วงต�่ำลง ส่วนโคง้ หนา้ แปน้ อดั ตัวถงั ทอ่ กลวงตรงกลาง โครงเหลก็ ด้านขา้ ง ส่วนโค้งหลัง รูปท่ี 1.14 โครงรถแบบตวั เอกซ์
งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 9 2.2 โครงรถแบบชว่ งหนา้ แขง็ (Stub Frame) ดงั รปู ท่ี 1.15 เปน็ โครงรถทอ่ี อกแบบใหช้ ว่ งหนา้ ของรถในบางสว่ นแขง็ แรง นิยมใชร้ ่วมกับตวั ถังรถยนต์แบบสเตชนั แวกอน (Station Wagon) โครงเหล็กรองรับ โครงเหล็กขวาง ระบบสง่ ก�ำ ลงั ดา้ นหนา้ โครงเหล็กขวาง โครงเหล็กปิดดา้ นหนา้ รปู ท่ี 1.15 โครงรถแบบชว่ งหนา้ แข็ง 2.3 โครงรถแบบขั้นบนั ได (Ladder Frame Type) ดังรูปท่ี 1.16 โครงรถแบบนี้จะไมม่ ี โครงยึดตอนกลาง แต่จะมเี หล็กขวาง 2 ชน้ิ ขน้ึ ไป ลกั ษณะคล้ายบันได เพอ่ื เพ่มิ ความแขง็ แรง สว่ นโครง ดา้ นขา้ งจะท�ำดว้ ยเหลก็ กล่องสเ่ี หลยี่ ม โครงด้านข้าง โครงเหลก็ ขวางด้านหนา้ โครงเหล็กขวาง โครงเหลก็ ขวางด้านหลัง รปู ท่ี 1.16 โครงรถแบบข้นั บนั ได 2.4 โครงรถแบบปิดท้าย (Perimeter Frame Type) เปน็ โครงรถทมี่ ลี กั ษณะของโครงรถ สว่ นกลางเชอ่ื มตอ่ ขวางคอ่ นมาทางโครงสว่ นหนา้ ดงั รปู ท่ี 1.17 ดา้ นทา้ ยของโครงรถมเี หลก็ ขวางเชอ่ื มปดิ ไว้ ซงึ่ มผี ลท�ำใหร้ ะดบั ของพนื้ หอ้ งโดยสารถกู ลดใหต้ ำ่� ลง จงึ สามารถเพมิ่ ความกวา้ งไดม้ ากขน้ึ ซง่ึ ท�ำใหจ้ ดุ ศนู ยถ์ ว่ ง อยใู่ นต�ำแหนง่ ตำ�่ กวา่ ตวั ถงั รถ เมอ่ื เกดิ การชนขนึ้ โครงสรา้ งดา้ นหนา้ จะดดู ซบั แรงไดด้ ี และเมอื่ ถกู ชนดา้ นขา้ ง และดา้ นหลังโครงเหลก็ ด้านหลังเบ้าโชค้ อพั และห้องโดยสารจะช่วยลดปญั หาแรงท่ที �ำใหต้ วั ถงั บิดได้
10 บทท่ี 1 พ้นื ฐานเกีย่ วกบั รถยนต์ โครงเหล็กขวางรองรับระบบรองรบั หลัง โครงเหลก็ ขวางดา้ นหน้า โครงเหล็กขวางดา้ นหลงั โครงเหลก็ รองรับเครื่องยนต์ โครงเหลก็ ขวางรองรับระบบรองรบั หน้า รูปที่ 1.17 โครงรถแบบปดิ ท้าย เคร่อื งยนต์ เคร่ืองยนต์ เป็นเคร่ืองต้นก�ำลังหรือให้ก�ำเนิดก�ำลัง โดยท�ำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานความร้อน จากการเผาไหมเ้ ชอ้ื เพลงิ เป็นพลังงานกล ดงั รปู ท่ี 1.18 รปู ท่ี 1.18 สว่ นเครื่องยนต์เครอ่ื งต้นกำ�เนิดก�ำ ลังขับเคลือ่ นรถยนต์ เครอื่ งยนตช์ นดิ ทใี่ ชก้ บั รถนง่ั ขนาดเลก็ มากทสี่ ดุ คอื เครอ่ื งยนตเ์ บนซนิ ส�ำหรบั เครอื่ งยนตท์ ใ่ี ชใ้ น รถโดยสาร รถบรรทกุ รถเครอื่ งจกั รกลหนกั และการเกษตรใชเ้ ครอื่ งยนตด์ เี ซล เครอ่ื งยนตท์ งั้ สองประเภท มีส่วนประกอบของระบบที่ส�ำคัญดังน้ี คือ ระบบเชื้อเพลิง (Fuel System) ระบบไอเสีย (Exhaust System) ระบบระบายความรอ้ น (Cooling System) และระบบหลอ่ ลนื่ (Lubrication System) แตใ่ น เครอ่ื งยนตเ์ บนซนิ ยงั มอี กี ระบบหนง่ึ คอื ระบบจดุ ระเบดิ (Ignition System) ท�ำหนา้ ทผี่ ลติ กระแสไฟแรงสงู จดุ ประกายทห่ี วั เทยี น เพอื่ เผาไหมไ้ อดที เี่ ปน็ สว่ นผสมของนำ้� มนั กบั อากาศ ก�ำลังงานของเครื่องยนต์ที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยังระบบส่งก�ำลัง เพ่ือขับเคล่ือนรถยนต์หรือ ท�ำให้รถว่งิ ได้
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 11 ระบบขบั เคล่ือนหรือระบบส่งก�ำลงั ระบบขับเคลื่อน หรือ ระบบส่งก�ำลัง ดังรูปที่ 1.19 ท�ำหน้าที่ต่อก�ำลังและตัดก�ำลังขับจาก เคร่ืองยนต์ เพื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้าหรือถอยหลัง นอกจากนี้ ระบบส่งก�ำลังยังท�ำหน้าที่ทดแรง ให้เกิดการได้เปรียบเชิงกลเพื่อให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ในหลายสภาพการท�ำงาน เช่น น้�ำหนัก บรรทุก ความเร็ว และสภาพถนน ซ่งึ อปุ กรณใ์ นระบบส่งก�ำลงั ที่ท�ำใหร้ ถวง่ิ ได้ หรอื เปลยี่ นความเร็วและ ทศิ ทางไดน้ ัน้ ประกอบด้วย ชุดคลตั ช์ (Clutch) เกียร์ (Gear) เพลากลาง (Intermediate Shaft) ส�ำหรับ รถเครอื่ งอยหู่ น้าขับลอ้ หลัง ชดุ เฟอื งทด (Differential) เพลาขบั (Driveaxle) และ ล้อ (Wheel) รปู ท่ี 1.19 แสดงอปุ กรณ์ในระบบขับเคล่อื นหรอื ระบบสง่ ก�ำ ลงั ระบบเบรก ระบบเบรก หรือ ห้ามล้อ ดังรูปท่ี 1.20 ท�ำหน้าที่ชะลอหรือหยุดรถตามความต้องการของผู้ขับ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและใหค้ วามมน่ั ใจ ระบบเบรกในปจั จบุ นั เปน็ ระบบเบรกไฮดรอลกิ (Hydraulic Brake) โดยใช้ก�ำลังจากเท้าเหยียบแม่ปั๊มดันน้�ำมันไปยังกระบอกเบรกที่ล้อ เพ่ือผลักดันฝักเบรกและผ้าเบรก สมั ผสั กับกระทะลอ้ ของเบรกแบบดรมั เบรก (Drum Brake) หรอื ดันลกู สบู เบรกท่ีก้ามปูเบรก (Caliper) ไปบบี จานเบรก ในระบบเบรกแบบดสิ กเ์ บรก (Disc Brake) ซง่ึ ท�ำงานคลา้ ยคมี หนบี และปจั จบุ นั ระบบเบรก ไดพ้ ฒั นากา้ วไกลมาใชร้ ะบบ A.B.S (Anti-Lock Brake System) คอื ระบบปอ้ งกนั การจบั ตายของลอ้ ใน ขณะเบรก โดยพัฒนามาจากระบบเบรกของเครื่องบนิ ระบบนี้ปอ้ งกนั ลอ้ ใดล้อหนึ่งจบั ตาย เพราะจะเป็น เหตใุ หร้ ถเสียการทรงตัว
12 บทท่ี 1 พน้ื ฐานเกี่ยวกับรถยนต์ รปู ท่ี 1.20 แสดงอุปกรณ์ในระบบเบรกรถยนต์ ระบบบังคับเล้ยี ว ระบบบังคับเลี้ยว ดังรูปที่ 1.21 เป็นระบบที่ควบคุมการบังคับหน้ารถให้ไปในทิศทางตามที่ ผขู้ บั ตอ้ งการ ระบบบงั คบั เลย้ี วตอ้ งผอ่ นแรงในการบงั คบั ทศิ ทางและมแี รงตอบสนองทย่ี อ้ นกลบั มากระท�ำ ต่อมือผู้ขับน้อยท่ีสุด ระบบบังคับเลี้ยวมีส่วนประกอบท่ีส�ำคัญ คือ ล้อพวงมาลัย (Steering Wheel) แกนพวงมาลยั (Steering Column) กระปกุ พวงมาลยั (Steering Gear) คนั ชกั - คนั สง่ (Tierod) แกนลอ้ (Spindle) และปั๊มน�้ำมันพวงมาลัยก�ำลัง (Power Steering Pump) ส�ำหรับระบบพวงมาลัยก�ำลัง จะช่วยให้ผ่อนแรงขณะหมนุ พวงมาลัย รปู ที่ 1.21 แสดงอปุ กรณใ์ นระบบบงั คบั เลีย้ ว ระบบรองรบั น�ำ้ หนกั (Suspension System) ระบบรองรับน้�ำหนัก ดังรูปที่ 1.22 ท�ำหน้าท่ีปรับสภาพของตัวรถขณะว่ิงบนถนนให้น่ิมนวล ไม่กระเดง้ กระดอนอยา่ งรุนแรงทกุ สภาพความเร็ว และน�ำ้ หนกั บรรทุกในทุกสภาพถนน
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 13 ระบบรองรบั นำ้� หนกั ทใี่ ชก้ บั รถยนตม์ หี ลายระบบดว้ ยกนั เชน่ แหนบแบน สปรงิ ขด รองรบั นำ�้ หนกั ด้วยอากาศและไฮดรอลิก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ช่วยลดการสั่นสะเทือนอีกหลายอย่าง ได้แก่ ยาง เหลก็ กนั โคลง และโชค้ อพั ซงึ่ อปุ กรณด์ งั กลา่ วนอกจากท�ำหนา้ ทรี่ องรบั นำ้� หนกั รถ และนำ้� หนกั บรรทกุ แลว้ ยังท�ำหน้าทล่ี ดอาการสั่นสะเทือนจากถนนด้วย รูปท่ี 1.22 แสดงระบบรองรับนำ้� หนัก ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Electrical System) ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ดงั รปู ท่ี 1.23 เป็นระบบหน่ึงที่ท�ำหน้าที่ปอ้ นพลงั งานไฟฟ้าให้อุปกรณ์ ไฟฟา้ ตา่ ง ๆ ในรถยนต์ เพือ่ ให้รถยนต์ท�ำงานได้อยา่ งสมบูรณ์ นอกจากนีย้ ังชว่ ยเพ่ิมความสะดวกสบาย ต่าง ๆ ให้แก่ผขู้ บั ข่ี ระบบไฟฟ้าตา่ ง ๆ ในรถยนต์ ได้แก่ ระบบสตาร์ต ระบบจดุ ระเบดิ ระบบประจุไฟ ระบบแสงสว่าง ระบบเสียงสัญญาณ วิทยุ - เทป โทรทัศน์ เคร่ืองท�ำความเย็น และเครื่องอ�ำนวย ความสะดวกตา่ ง ๆ ภายในรถยนต์ รปู ที่ 1.23 แสดงระบบแสงสวา่ งรถยนต์
14 บทท่ี 1 พ้นื ฐานเกี่ยวกบั รถยนต์ แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝกึ ทักษะ 1บทที่ ตอนท่ี 1 จงเลือกค�ำ ตอบทถี่ กู ต้องทส่ี ุดเพียงขอ้ เดยี ว 1. โครงสร้างตวั ถงั แบบซดี านมีลักษณะอยา่ งไร ก. ลักษณะตัวถังห้องโดยสารด้านหน้าและดา้ นหลัง เหมาะกบั จ�ำนวนผโู้ ดยสารตั้งแต่ 2 – 4 คน ข. มลี ักษณะไมม่ ีเสาประตู ค. ฝาทา้ ยต่อโดยตรงจากสว่ นบนของห้องโดยสาร ง. หลงั คาที่ยาวตรงไปถึงหลงั 2. โครงสรา้ งตัวถังแบบฮารด์ ทอ็ ปมีลักษณะอยา่ งไร ก. ลักษณะตวั ถงั หอ้ งโดยสารดา้ นหน้าและดา้ นหลัง เหมาะกับจ�ำนวนผูโ้ ดยสารตั้งแต่ 2 – 4 คน ข. มีลกั ษณะไม่มเี สาประตู แต่หอ้ งโดยสารเบาะน่งั จะถกู จ�ำกดั ไว้ ค. ฝาทา้ ยตอ่ โดยตรงจากสว่ นบนของห้องโดยสาร ง. หลังคาทีย่ าวตรงไปถึงหลงั 3. โครงสรา้ งตัวถงั แบบลฟิ ต์แบก็ มลี กั ษณะอยา่ งไร ก. ฝาทา้ ยตอ่ โดยตรงจากส่วนบนของห้องโดยสาร ข. หลงั คาทย่ี าวตรงไปถงึ หลัง ค. ลักษณะตวั ถังหอ้ งโดยสารด้านหน้าและดา้ นหลงั เหมาะกับจ�ำนวนผ้โู ดยสารตงั้ แต่ 2 – 4 คน ง. มลี กั ษณะไมม่ เี สาประตู 4. โครงสรา้ งตวั ถงั แบบสเตชันแวกอนมีลักษณะอยา่ งไร ก. หลงั คาทย่ี าวตรงไปถึงหลงั ข. ฝาทา้ ยต่อโดยตรงจากส่วนบนของหอ้ งโดยสาร ค. ลักษณะตัวถังหอ้ งโดยสารดา้ นหน้าและดา้ นหลงั เหมาะกับจ�ำนวนผโู้ ดยสารตง้ั แต่ 2 – 4 คน ง. มลี กั ษณะไม่มีเสาประตู
งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 15 5. โครงสรา้ งของตัวถังรถแบบอสิ ระจะถกู แยกไดก้ ่สี ่วน ก. 2 ส่วน ข. 3 ส่วน ค. 4 ส่วน ง. 5 สว่ น 6. ตัวโครงสรา้ งรถท�ำหน้าทอี่ ะไร ก. เป็นตัวรองรบั น�ำ้ หนกั ของตวั ถงั ข. ขยายตวั ของแรง ค. เพิม่ นำ้� หนักชน้ิ ส่วน ง. ลดนำ�้ หนกั ของลอ้ 7. โครงสร้างทีม่ ลี กั ษณะคล้ายตวั เอกซ์เปน็ โครงสรา้ งแบบใด ก. แบบตัวเอกซ์ ข. แบบตัววาย ค. แบบตวั ยู ง. แบบตวั Z 8. โครงสร้างชนิดใดทน่ี ยิ มใชต้ ัวถังแบบสเตชันแวกอน ก. แบบขน้ั บันได ข. แบบชว่ งหนา้ แขง็ ค. แบบปดิ ท้าย ง. แบบตัวเอกซ์ 9. โครงสรา้ งทม่ี รี ูปรา่ งเหมือนขนั้ บันไดเป็นโครงสร้างแบบใด ก. แบบตัวเอกซ์ ข. แบบช่วงหน้าแข็ง ค. แบบปดิ ท้าย ง. แบบข้ันบนั ได 10. โครงสร้างแบบปดิ ทา้ ยมีลกั ษณะอยา่ งไร ก. ไมม่ ีโครงยดึ ตรงกลาง ข. โครงช่วงหน้าบางสว่ นแขง็ แรง ค. โครงสว่ นกลางเชอ่ื มตอ่ ขวางค่อนมาโครงสว่ นหน้า ง. มีท่อกลวงไว้สอดเพลากลาง ตอนท่ี 2 จงตอบคำ�ถามต่อไปนี้ 1. เครือ่ งยนตท์ ่ีใช้กบั รถยนต์โดยทวั่ ไปแบง่ ไดก้ ปี่ ระเภท อะไรบา้ ง 2. ส่วนประกอบของรถยนต์ (Automobile Part) ประกอบด้วยระบบต่าง ๆ หลายส่วน ที่เป็นหลัก ๆ มีอะไรบ้าง 3. ระบบบังคับเลยี้ วมีส่วนประกอบทสี่ �ำคญั อะไรบา้ ง 4. อธบิ ายลกั ษณะโครงรถแบบตวั เอ็กซ์ (X-Frame Type) 5. จงบอกหนา้ ท่ีของระบบขบั เคล่ือนหรือระบบสง่ ก�ำลงั มสี ่วนประกอบทส่ี �ำคญั คอื อะไรบ้าง
บทที่ การดูแลรถยนต์ 2 ประจ�ำ วนั จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives) หลังจากจบบทเรียนนแี้ ล้ว นักศกึ ษาจะมคี วามสามารถดงั นี้ 1. อธิบายและปฏบิ ัติการดแู ลภายในหอ้ งเคร่อื งยนต์ 2. อธบิ ายและปฏิบัติการดแู ลภายนอกตวั รถยนต์ประจำ�วัน 3. อธิบายและปฏบิ ตั กิ ารดูแลภายในหอ้ งโดยสารประจำ�วัน
บทท่ี การดแู ลรถยนต์ 2 ประจำ�วนั รถยนต์ เป็นยานพาหนะที่จ�ำเป็นในการด�ำเนินชีวิตประจ�ำวัน ดังน้ัน ก่อนจะขับออกใช้งาน ในแต่ละวันจะต้องดูแล ตรวจความพร้อมเพ่ือให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะปลอดภัยกับเจ้าของรถ และผู้ร่วม ใช้รถใช้ถนน การตรวจตราดูแลประจ�ำวันจะลดการเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้ยังช่วยประหยดั ค่าบริการ และยืดอายกุ ารใช้งานของรถอกี ด้วย การดูแลประจำ� วนั แบ่งออกได้เปน็ 1. การดแู ลภายในหอ้ งเครื่องยนต*์ มีหวั ข้อดงั ต่อไปน้ี - ตรวจระดับนำ�้ มันเครอ่ื ง - ตรวจระดับน้ำ� ระบายความร้อน - ตรวจระดบั น�้ำมันเบรก 2. การดแู ลภายนอกตวั รถ คือ การดูแลสว่ นประกอบของรถและอุปกรณใ์ นระบบต่าง ๆ ภายนอก รถยนต์ ดังตอ่ ไปน้ี คอื - ตรวจสอบกระจกรถทกุ บาน - ตรวจสอบกระจกมองข้างและโคมไฟใหญ่ - ตรวจสภาพยาง - ตรวจรอยรวั่ หยดของนำ้� น้�ำมนั เชื้อเพลิง น�้ำมนั เกียร์ น�้ำมนั เฟืองท้าย และนำ�้ มันเบรก - ตรวจการสอ่ งสวา่ งของดวงไฟต่าง ๆ - ตรวจสงิ่ กีดขวางท่อี ยบู่ รเิ วณรอบ ๆ รถ 3. การดแู ลภายในห้องโดยสาร สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 หวั ข้อ คือ 3.1 ตรวจก่อนติดเคร่อื งยนต์ มีหัวข้อการตรวจดงั น้ี - ตรวจปรับระยะเก้าอี้คนขับ - ตรวจระดบั สงู ต�ำ่ พวงมาลยั * หอ้ งเครอื่ งยนต์ คือ ห้องที่อยู่ใตก้ ระโปรงหนา้ หรอื หลงั ระหว่างบังโคลนท้ัง 2 ขา้ ง เป็นชอ่ งว่างสำ�หรับตดิ ตั้ง หรอื วางเครอื่ งยนต์ ซึง่ ในรถยนตบ์ างรนุ่ หอ้ งเครอ่ื งยนตจ์ ะอย่ขู า้ งหน้า และบางรุ่นจะอยู่ข้างหลงั
18 บทที่ 2 การดูแลรถยนต์ประจำ�วนั - ตรวจและปรบั ตั้งมุมของกระจกส่องหลงั และส่องขา้ งทัง้ สอง - ตรวจระยะฟรีของคันเหยียบเบรกและพวงมาลยั 3.2 ตรวจหลงั ตดิ เครอ่ื งยนต์ จะกระท�ำไดต้ อ้ งภายหลงั ตดิ เครอ่ื งยนตแ์ ลว้ ซง่ึ มหี วั ขอ้ การตรวจ ดงั น้ี - ตรวจการท�ำงานของไฟเตือนตา่ ง ๆ - ตรวจการท�ำงานของมิเตอร์และเกจวดั ตา่ ง ๆ - ตรวจการท�ำงานของเบรก - ตรวจเสยี งเครอื่ งยนต์ - ตรวจระดบั น้ำ� มนั เชอ้ื เพลงิ ในถัง - ตรวจการท�ำงานของแตร จากหัวข้อการดูแลรถยนต์ประจ�ำวัน คงจะท�ำให้ทราบว่ามีจดุ ที่จะตอ้ งตรวจก่ีจุดและเมื่อทราบถงึ จุดจะตอ้ งตรวจแล้ว จะต้องมีวธิ ีการและขน้ั ตอนการตรวจท่ถี ูกต้อง ดังจะได้กล่าวตอ่ ไป การดแู ลภายในหอ้ งเครอื่ งยนต์ การดูแลและตรวจภายในห้องเครื่องยนต์น้ัน จะต้องกระท�ำหลังจากเปิดฝากระโปรงรถและ ต้องมั่นใจว่าไดใ้ ชเ้ หล็กคำ้� ยนั ไว้อย่างมัน่ คงแล้ว ดังรปู ที่ 2.1 รูปที่ 2.1 เครือ่ งยนตแ์ ละอุปกรณใ์ นหอ้ งเคร่อื งยนต์ เม่อื เปดิ ฝากระโปรง
งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 19 การตรวจระดับน้�ำมันเครือ่ ง การตรวจวัดระดับน้�ำมันเคร่ืองเป็นส่ิงส�ำคัญและจ�ำเป็น จะต้องท�ำการตรวจให้ได้ระดับที่ถูกต้อง เหมาะสม เพราะปรมิ าตรของนำ้� มนั เครอ่ื งพรอ่ งขาดไปหรอื มากเกนิ ไปจะมผี ลตอ่ การสกึ หรอและความเสยี หาย ของเครอื่ งยนต์ เพราะนำ�้ มนั เครอื่ งในรถยนตน์ นั้ มหี นา้ ทส่ี �ำคญั หลายประการ เชน่ ลดความฝดื ลดเสียงดัง ท�ำความสะอาดชน้ิ สว่ นทเี่ สยี ดสี ระบายความร้อน และปอ้ งกนั กา๊ ซจากห้องเผาไหม้รัว่ ไหล ชว่ งเวลาทเี่ หมาะสมในการตรวจวดั คอื กอ่ นจะตดิ เครอ่ื งครง้ั แรกทกุ วนั เพราะในชว่ งนนี้ ำ�้ มนั เครอื่ ง จะไหลลงสกู่ ้นอา่ งน�้ำมนั เครื่องมากทีส่ ดุ ซง่ึ จะท�ำให้วดั ระดบั น้�ำมนั ได้อยา่ งถกู ต้อง ลำ� ดับข้นั ในการตรวจวัดระดับนำ�้ มันเครอ่ื ง 1. รถยนต์จะต้องจอดบนพ้นื ทมี่ ีระดับเสมอกนั 2. ดึงก้านวัดน้�ำมันเคร่ืองออกจากต�ำแหน่งเสียบข้าง ๆ เครื่องยนต์ ดังรูปที่ 2.2 ซ่ึงมีต�ำแหน่ง ตดิ ตงั้ กา้ นวดั ในหลายต�ำแหนง่ กา้ นวดั นำ้� มนั เครอื่ งของเครอื่ งยนตร์ ถบางคนั ตดิ ตงั้ ทางดา้ นซา้ ยของเครอื่ งยนต์ บางคันตดิ ตงั้ ทางดา้ นขวา เป็นต้น ก้านวดั ระดับนำ�้ มันเครือ่ ง รปู ที่ 2.2 กา้ นวัดระดบั น้�ำมนั เครอื่ งกับเครอ่ื งยนต์ 3. เม่ือดึงก้านวัดออกแล้ว ใช้ผ้าเช็ดให้สะอาด ดังรูปท่ี 2.3 แล้วประกอบเข้าต�ำแหน่งเดิม โดยกดลงใหส้ ุด รปู ที่ 2.3 แสดงการเชด็ คราบน้�ำมนั เคร่ืองทก่ี ้านวดั
20 บทท่ี 2 การดูแลรถยนต์ประจำ�วนั 4. ดึงก้านวัดระดับน้�ำมันเคร่ืองออกมาอีกคร้ังในแนวตรง ห้ามยกเอาปลายล่างของก้านวัด ข้ึนขา้ งบน เพราะจะท�ำใหอ้ ่านคา่ ระดบั ผิด จากการไหลยอ้ นลงมาของน้�ำมันเครอื่ ง ระดับน�้ำมันที่ถูกต้องจะอยู่ในช่วงของขีดท่ีก�ำหนด ดังรูปที่ 2.4 คือ ในช่วง “H” กับ “L” (H = Hight, L = Low) หรอื “MAX” กบั “MIN” (MAX = Maximum, MIN = Minimum) บา้ งกม็ ี อักษร “F” กบั “L” (F = Full, L = Low) ในกา้ นวดั บางแบบช่องวัดระดับเปน็ ร่องหรือเป็นขดี โดยไม่มี อักษรก�ำกับก็มี ระดับน�้ำมันเคร่ืองจะต้องไม่เติมสูงเกินขีดบน เพราะถ้าเติมมากเกินขีดก�ำหนดบน จะท�ำให้เคร่ืองยนต์เสียหายได้ เหมาะสม ตอ้ งเติมเพ่มิ พรอ่ งและเสอื่ มสภาพ รูปที่ 2.4 เเสดงกา้ นวดั น�้ำมันเครอื่ ง และระดับท่แี ตกตา่ งกัน 5. เมอ่ื ตรวจพบวา่ ระดบั นำ้� มนั เครอื่ งตำ่� ใหเ้ ตมิ น้ำ� มนั เครอ่ื งให้ไดร้ ะดับทถี่ กู ต้อง โดยเปดิ ฝาเตมิ ท่ีอยู่ด้านบนของเคร่ืองยนต์ แล้วเติมน้�ำมันเคร่ืองใหม่เข้าไป ดังรูปที่ 2.5 กะปริมาณให้ใกล้เคียงกับ ท่ีพร่องหายไปแล้วดึงก้านวัดออกมาเชด็ และตรวจใหม่ และเติมใหไ้ ด้ระดับทถ่ี กู ต้อง รูปท่ี 2.5 เเสดงการเติมน�ำ้ มันเครื่อง หมายเหตุ หลงั ตรวจเตมิ นำ้� มนั เครื่องแลว้ จะต้องกดเหลก็ ก้านวดั ระดบั เข้าทีเ่ ดมิ ใหส้ ดุ ทุกครง้ั
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 21 วธิ ีการตรวจระดบั นำ�้ ระบายความร้อน ล�ำดับขั้นการตรวจระดับนำ้� ระบายความรอ้ น มดี งั น้ี 1. ให้เปิดฝาหม้อน้�ำดูระดับน�้ำท่ีคอหม้อน้�ำว่าระดับน้�ำลดต่�ำหรือไม่ ดังรูปที่ 2.6 ถ้าลดต่�ำ ให้เติมนำ้� สะอาดหรอื น้�ำหลอ่ เยน็ (Coolant) จนเต็ม ดงั รปู ท่ี 2.7 ข้อควรระวัง ห้ามตรวจเติมน้�ำขณะที่ เครื่องยนต์ยงั ร้อน เพราะอาจจะถูกไอนำ้� รอ้ นทม่ี ีแรงดันพุ่งออกมาลวกร่างกายให้บาดเจบ็ ได้ ระดับน้�ำ สายทอ่ นำ้� พกั คอหมอ้ น้�ำ ฝาหม้อนำ�้ คอหม้อนำ�้ รปู ท่ี 2.6 ระดับน�้ำทค่ี อหมอ้ นำ�้ รปู ที่ 2.7 เเสดงการเตมิ นำ�้ หมอ้ นำ�้ 2. ในรถบางรุ่นจะมีถังพักน�้ำ ให้เปิดฝาถังพักน�้ำเพ่ือตรวจระดับน้�ำด้วย จะต้องตรวจเติมให้อยู่ ในระดับท่ีก�ำหนด คือ “Max” กับ “Min” ถ้าระดับต่�ำให้เติมน�้ำสะอาดจนถึงต�ำแหน่ง Max ถ้าไม่มีน�้ำ ในถงั นำ้� ส�ำรอง ตอ้ งตรวจเตมิ ในหมอ้ นำ�้ ใหเ้ ตม็ เสยี กอ่ น แลว้ จงึ เตมิ นำ้� ในถงั พกั จนถงึ ระดบั Max ดงั รปู ท่ี 2.8 ถังพักน้�ำ ท่อน�้ำเข้าหมอ้ นำ้� รปู ท่ี 2.8 เเสดงการเตมิ นำ�้ ถงั พกั น้ำ� การตรวจระดับน�้ำมนั เบรกและคลตั ช์ ข้อควรระวัง - เน่ืองจากน�้ำมันเบรกเป็นอันตรายกับสีรถ ฉะนั้น เวลาเติมน้�ำมันเบรกจะต้องไม่ให้น�้ำมันเบรก หยดไหลถูกสรี ถ
22 บทท่ี 2 การดแู ลรถยนต์ประจำ�วัน ข้อควรปฏิบตั ิ - เมอ่ื เตมิ นำ�้ มนั เบรก ควรใชผ้ า้ คลมุ ปดิ บงั โคลนเพอ่ื ปอ้ งกนั สรี ถเสยี หาย และถา้ ท�ำนำ้� มนั เบรกหก หรอื หยดราดสรี ถ หา้ มใชผ้ า้ เชด็ ถอู อก ใหใ้ ชน้ ำ�้ ราดลา้ ง โดยใชน้ ำ้� มาก ๆ เพอื่ ท�ำใหน้ ำ�้ มนั เบรกเจอื จางจนหมด - น้�ำมันเบรกที่ใช้เติมควรเป็นน�้ำมันเบรกท่ีใหม่และมีคุณภาพ ถ้าใช้น้�ำมันเก่าและคุณภาพต�่ำ จะเป็นอันตรายกบั ระบบเบรก ซ่งึ เป็นสาเหตขุ องการเกดิ อบุ ัตเิ หตุบนถนน - ถ้าตรวจพบว่าระดับน�้ำมันเบรกพร่องต�่ำเร็วผิดปกติ แสดงว่าระบบเบรกมีปัญหา ให้รีบน�ำรถ เขา้ รับการตรวจเชก็ ระบบเบรกโดยเร็ว ลำ� ดับขน้ั การตรวจ ตรวจด้วยสายตาที่ถังเก็บน้�ำมันของแม่ปั๊มเบรก ดังรูปที่ 2.9 และกระบอกเก็บน�้ำมันเบรกของ ปั๊มคลตั ช์ ดงั รูปที่ 2.10 ระดับ Max ถงั พักน้ำ�มนั เบรก ระดับ Min ทแ่ี ม่ปัม๊ คลตั ช์ แมป่ ม๊ั เบรก ถงั พักนำ้ �มันเบรก ทแ่ี ม่ป๊มั เบรก รูปที่ 2.9 แสดงถังเก็บน้�ำมันเบรกทแ่ี ม่ป๊มั เบรก รูปที่ 2.10 แสดงกระบอกเก็บนำ�้ มันเบรกที่ปมั๊ คลัตช์ 1. ถังเกบ็ นำ�้ มนั เบรกของแม่ปม๊ั เบรก ปกติระดับน�้ำมันจะต้องอยู่ใกล้เส้นระดับสูงสุด (Max) แต่ถ้าพบว่าต่�ำใกล้เส้นระดับล่างหรือ ระดับตำ่� (Min) ให้เตมิ น�ำ้ มันเบรกดงั รปู ที่ 2.11 จนได้ระดับเส้นที่ก�ำหนด รปู ที่ 2.11 แสดงการเตมิ น้ำ� มันเบรก
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 23 2. กระบอกเก็บน้�ำมันเบรกของป๊ัมคลตั ช์ ขดี บอกระดบั Max ถ้าตรวจว่าระดับน�้ำมันเบรกในกระบอกเก็บ ขดี บอกระดับ Min ท่ีปั๊มคลัตช์ต่�ำกว่าเส้นระดับล่างหรือใกล้เคียงต้องเติมให้ได้ ระดับทถี่ กู ตอ้ ง ดังรูปท่ี 2.12 รปู ที่ 2.12 แสดงระดบั น้�ำมันเบรกในกระบอกเก็บที่ป๊ัมคลตั ช์ การดแู ลภายนอกตัวรถประจำ�วนั ก่อนน�ำรถออกใช้งานในแต่ละวันนั้น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและการเสียเวลาจากปัญหา รถเสยี กลางทาง ควรจะตรวจสภาพรถภายนอกรอบ ๆ คัน ดังน้ี ตรวจกระจกรถทกุ บาน กระจกหนา้ รถท่สี ะอาดและไมม่ ีรอยแตกรา้ วจะชว่ ยใหผ้ ู้ขบั ขี่สามารถมองผา่ นไดด้ ี เกดิ ทศั นะวสิ ยั หน้ารถได้อยา่ งชัดเจน ทง้ั แนวกวา้ ง ไกล และลกึ รวมทงั้ เห็นสภาพการใช้งานของรถคนั อืน่ ใชถ้ นนกันไดด้ ี จงึ มีการหลกี หลบกนั ได้ นอกจากนยี้ งั ปกป้องสภาวะจากภูมอิ ากาศ เชน่ ลม ฝน และแสงแดดได้ดว้ ย ดัง น้นั ควรเชด็ ท�ำความสะอาดกระจกทุกวนั ท้งั กระจกหนา้ กระจกหลงั กระจกขา้ ง และกระจกมองหลังทุก บานให้สะอาด ลำ� ดบั ข้นั การเชด็ 1. ใช้ไม้ปัดขนไก่เช็ดฝุ่นท่ีเกาะกระจกออก หรือถ้ามีฝ้าน้�ำจากความช้ืนให้ใช้ผ้านุ่มเช็ดฝุ่นออก จากกระจก กรณที สี่ กปรกมาก ๆ ควรฉดี น�ำ้ ลา้ งและถูดว้ ยแปรงขนอ่อนเบา ๆ ใหส้ ะอาด ดังรปู ที่ 2.13 รปู ที่ 2.13 แสดงการใชน้ ้�ำลา้ งฝนุ่ ทกี่ ระจก
24 บทที่ 2 การดแู ลรถยนตป์ ระจำ�วนั 2. ใช้น�้ำยาเชด็ กระจกฉดี ให้ท่ัวกระจก 3. ใช้ฟองน�้ำ หรือผ้านุ่มท่ีเปียกน�้ำถูบริเวณผิวกระจกเพ่ือให้น�้ำยาเช็ดกระจกกระจายออก ท�ำความสะอาดทว่ั แผ่น ดงั รูปที่ 2.14 รูปที่ 2.14 แสดงการใช้น�ำ้ ยาเช็ดกระจกฉดี ล้างกระจก 4. ใช้ผ้านุ่มสะอาดเช็ดกระจกให้แห้ง จะพบว่า กระจกหน้าใสสะอาดและให้ล้างกระจกหลัง ด้วยวิธีเดียวกันน้ี ดังรูปที่ 2.15 ถ้าล้างแล้วกระจกยังไม่ใสสะอาดเท่าท่ีควร ให้ท�ำการล้างกระจก ด้านในรถด้วย รปู ที่ 2.15 ใชผ้ ้าแหง้ สะอาดเช็ดจนท่วั แผน่ ตรวจสอบกระจกมองขา้ งและโคมไฟใหญ่ ในบางคร้ังฝุ่นและฝ้าอาจจะไปจับเกาะตามผิวกระจกมองข้าง จนไม่สามารถท�ำให้เรามองเห็น รถยนต์ที่ขับแซง หรอื ขับเบยี ดมาด้านขา้ งรถของเราได้ รวมท้ังกระจกโคมไฟใหญ่ (ไฟหนา้ ) ก็เช่นเดียวกนั ถ้ามีฝุ่นและฝ้าเกาะจะท�ำให้ความสว่างลดลง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ท�ำให้ผู้ขับรถมองสภาพ การจราจรบนถนนไมช่ ดั เจน ซึ่งจะเป็นทม่ี าของอุบัติเหตุได้
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 25 ดังนั้น ก่อนจะน�ำรถออกใช้งานในทุกวันควรจะต้องตรวจสอบ ท�ำความสะอาดโคมไฟบ่อย ๆ ด้วยการเช็ดกระจกใหส้ ะอาดดว้ ยผา้ นุ่ม ๆ ชบุ น้ำ� หรือใชน้ ำ�้ ยาลา้ งกระจกเชด็ ลา้ งทกุ คร้งั ที่ตรวจพบว่า มฝี ่นุ เกาะหรือฝ้าจากความเย็นชื้นเกาะ บางคร้ังในกรณีท่ีเกิดฝ้าขึ้นด้านในโคมไฟหน้า ซ่ึงการถอด เพอ่ื ท�ำความสะอาดกระท�ำไดไ้ มส่ ะดวก อาจใชย้ าสฟี นั ทาใหท้ ว่ั ทง้ิ ไว้ 15 นาที แลว้ เชด็ ออก จากนนั้ ลา้ งนำ้� อกี ครั้ง ดงั รปู ท่ี 2.16 ทายาสีฟันใหท้ วั่ เช็ดออกดว้ ยผ้านุ่ม ใสข้ึน รูปท่ี 2.16 การทำ�ความสะอาดโคมไฟหนา้ รถ ตรวจแรงดันลมยาง ยางรถยนต์เป็นอปุ กรณท์ ส่ี �ำคัญอย่างหน่ึงของรถยนต์ ท�ำหนา้ ทเี่ ป็นตัวสง่ ผ่านก�ำลังจากเครื่องยนต์ ลงสพู่ ื้นถนน รองรบั นำ้� หนกั ลดการสนั่ สะเทือน และช่วยให้รถมีการทรงตวั ทด่ี ี ลมยางออ่ นไป ลมยางเหมาะสม ลมยางแข็งไป รปู ที่ 2.17 ผลของแรงดนั ลมยางทไี่ ม่เหมาะสม
26 บทท่ี 2 การดแู ลรถยนต์ประจำ�วัน ดงั น้นั นบั ว่ายางรถยนต์มคี วามส�ำคัญอยา่ งมาก แมแ้ ต่ก�ำลงั ดันลมยางของแตล่ ะล้อทแ่ี ตกต่างกนั ก็มีผลต่อการทรงตัวของรถ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลมยางต้องมีขนาดแรงดันที่เหมาะสม ยางทอี่ อ่ นหรือแข็งเกนิ ไปนอกจากจะท�ำใหร้ ถสญู เสยี สมรรถนะในการทรงตวั แลว้ ยังท�ำให้ยางสกึ เร็วและ มอี ายกุ ารใชง้ านสน้ั ดงั รปู ท่ี 2.17 ถา้ ตรวจพบวา่ ลมยางผดิ ปกติ จะตอ้ งน�ำรถเขา้ ไปเตมิ ลมยางและตรวจสอบ แรงดัน ดังรูปที่ 2.18 ที่ปั๊มที่ใกล้ที่สุด และต้องเติมลมยางให้มีแรงดันตามที่ระบุไว้กับข้อมูลประจ�ำรถ ถ้าพบว่าลมยางอ่อนต้องเติมทุกวัน แสดงว่า ยางอาจจะรั่วซมึ หรือขอบล้อคด ตอ้ งน�ำไปแก้ไข การเติมลมยาง การวัดแรงดนั ลมยางดว้ ยเกจวัด รูปท่ี 2.18 แสดงการเตมิ ลมยาง ตรวจรอยร่ัวของน�ำ้ มนั เครื่อง น�้ำมันเชอื้ เพลงิ น�้ำมันเกยี ร์ นำ�้ มนั เฟืองท้าย และ นำ้� มนั เบรก ของเหลวต่าง ๆ ท่ีอยู่ในระบบของรถยนต์ ถ้ารั่วหยดลงพื้น แสดงว่ามีปัญหาในแต่ละระบบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการน�ำรถเข้าซ่อมบริการ อาจจะท�ำให้เกิดการเสียหายลุกลามไปเร่ือย ๆ จากปัญหาเลก็ ๆ กลายเปน็ ปัญหาใหญ่ นำ�้ ในหม้อนำ�้ การซ่อมแซมจะยากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะ น�ำ้ มันเครอ่ื ง น้ำ� มันเพลาส่งก�ำลงั สงู ขนึ้ ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั บางระบบทเี่ สยี หาย มาก ๆ นั้น สง่ ผลตอ่ การควบคมุ รถยนต์ อาจจะเป็นอันตรายถงึ ชวี ิตได้ รปู ที่ 2.19 รอยรั่วหยดใต้ท้องรถสามารถ น้ำ� มันเฟอื งท้าย ระบตุ ำ�แหนง่ ระะบบทีเ่ สยี หายได้ นำ้� มันพวงมาลยั น�้ำมันเกียร์ เพาเวอร์
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 27 ดังน้ัน ก่อนจะขึ้นรถเพื่อขับไปใช้งานจะต้องมีการตรวจรอยหยดที่พื้น โดยการก้มดูพ้ืนใต้ท้องรถ อาจจะใช้กระดาษหรือผ้ารองใต้ท้องรถ ต�ำแหน่งของของเหลวท่ีหยดลงไปนั้น จะสามารถระบุต�ำแหน่ง และต้นตอของชิ้นส่วนที่เสียหายได้ ดังรูปท่ี 2.19 จากนั้นแก้ไขให้เรียบร้อย ไม่ควรน�ำรถออกใช้งาน จนกว่าจะน�ำรถเข้าตรวจบริการแกป้ ัญหาดังกลา่ วแล้ว ตรวจการส่องสวา่ งของดวงไฟต่าง ๆ ระบบแสงสว่างในรถยนต์ท�ำหน้าที่ส่องสว่างทางให้ผู้ขับสามารถขับรถไปบนท้องถนนได้อย่าง ปลอดภัยในยามค่�ำคืน นอกจากน้ียังมีไฟสัญญาณเตือน ท่ีใช้บอกหรือสื่อความหมายให้รถบนท้องถนน ทราบวา่ รถคนั ไหนจะหยุด เล้ียว และถอยหลงั อกี ดว้ ย สภาพการท�ำงานที่ไม่พร้อมของระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ อาจท�ำให้เกิดอุบัติเหตุ ขึ้นได้ เช่น ไฟเลยี้ ว หรือไฟเบรกเสียหาย จะท�ำให้ผู้ท่ีขบั รถตามมาหรือขับสวนมาไม่ทราบวา่ ผูข้ บั รถยนต์ ตอ้ งการจะเคลอื่ นรถหรอื หยุดรถ เป็นต้น ดังนั้น ก่อนขับรถในทุก ๆ วัน ควรจะตรวจดูความพร้อมในการท�ำงานของระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณเตือนต่าง ๆ โดยทดลองเปิดไฟทุกระบบว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่าใช้ไม่ได้ ให้รีบแก้ไขใหเ้ รียบร้อย ตรวจสิง่ กีดขวางที่อยูบ่ รเิ วณรอบ ๆ รถ เน่ืองจากโรงจอดรถทเ่ี กบ็ รถน้นั อาจจะเป็นทีแ่ คบ ในบางคร้งั หลงั จากได้น�ำรถเข้าจอดแลว้ รอยรถ อาจมีส่ิงกดี ขวางมาอยใู่ กล้รถภายหลัง เชน่ รถจกั รยาน ถงั ขยะ โตะ๊ เกา้ อี้ ฯลฯ สง่ิ เหลา่ นีอ้ าจจะท�ำให้ เกิดรอยขดู ขีดกบั สรี ถ หรอื รอยบบุ บนตัวถงั รถจากการชนได้ ดงั นน้ั กอ่ นทีจ่ ะขึ้นขบั รถออกจากที่จอด ควรเดนิ ตรวจสิ่งกดี ขวางรอบ ๆ กอ่ นทกุ ครง้ั การดูแลภายในห้องโดยสารประจำ�วนั การตรวจกอ่ นติดเครอ่ื งยนต์ การตรวจในหัวข้อต่อไปนี้จะกระท�ำได้ต่อเมื่อขึ้นไปน่ังที่ต�ำแหน่งคนขับเท่านั้น และมีหัวข้อ การตรวจ ดงั นี้ 1. ตรวจปรับระยะเก้าอ้ีคนขับ เน่ืองจากร่างกายของผู้ขับรถยนต์มีขนาดแตกต่างกัน จึงจ�ำเป็น ตอ้ งมกี ารปรบั ระยะเกา้ อกี้ บั คนั เหยยี บคลตั ช์ เบรก คนั เรง่ และพวงมาลยั ซง่ึ เปน็ อปุ กรณค์ วบคมุ การขบั รถ ให้เหมาะสม กล่าวคือ ไม่ชิด หรอื หา่ งเกนิ ไป ดังรปู ที่ 2.20 อันจะท�ำใหผ้ ู้ขบั รถยนตค์ วบคุมรถไดไ้ มถ่ นัด
28 บทที่ 2 การดูแลรถยนตป์ ระจำ�วัน ถ้าขับเป็นเวลานานจะท�ำให้เกิดการปวดเมื่อยที่ขา มือ กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และอาจเปน็ ท่มี าของการเกดิ อบุ ัตเิ หตไุ ด้อีกดว้ ย รูปท่ี 2.20 แสดงระยะเก้าอี้ท่เี หมาะสมและไม่เหมาะสม กลไกปรับระยะเก้าอ้ีคนขับ ส่วนมากจะอยู่ตอนล่างด้านหน้าของเบาะน่ัง เพียงแค่จับดึงและ ออกแรงท่ีเท้ากดพื้นและดันขยับก้นไปขา้ งหนา้ เก้าอก้ี ็จะเลือ่ นในระยะท่ีตอ้ งการ เมอื่ ปลอ่ ยมือจากกลไก ปรบั เกา้ อจ้ี ะถกู ลอ็ กอยใู่ นต�ำแหนง่ นน้ั อยา่ งอตั โนมตั ิ ดงั รปู ท่ี 2.21 (ก) ปจั จบุ นั รถยนตบ์ างแบบใชร้ ะบบไฟฟา้ ในการปรับเบาะซง่ึ เพ่มิ ความสะดวกในการปรับมากยิง่ ข้นึ เมอ่ื ปรบั ระยะเก้าอ้ไี ด้แลว้ จะตอ้ งปรบั พนักพงิ ของเบาะพิงหลังเกา้ อคี้ นขบั ให้ได้ระยะที่เหมาะสม คือ ไมเ่ อนหงายหรือกดคว�ำ่ มาข้างหนา้ จนท�ำให้คนขบั นง่ั ไม่สบาย การปรับกระท�ำได้โดยการดึงกลไกด้านข้างเบาะคนขับ ดังรูปที่ 2.21 (ข) เม่ือดึงแล้วใช้หลังดัน พนกั พงิ จะหงาย และยกหลงั ออกจากพนกั พงิ พนกั พงิ จะขยบั เอนลงมาดา้ นหนา้ เมอื่ ปรบั ไดร้ ะยะพนกั พงิ ท่ีเหมาะสมแลว้ ให้ปลอ่ ยกลไกควบคุม พนกั พิงกจ็ ะอยใู่ นต�ำแหนง่ เหมาะสมท่ีต้องการ เบาะนง่ั ส�ำหรบั ผขู้ บั รถบางรนุ่ ตดิ ตงั้ กลไกทสี่ ามารถยกเบาะขน้ึ ลงได้ ดงั รปู ที่ 2.21 (ค) ซงึ่ จะชว่ ยให้ มมุ มองของผูข้ บั รถสูงข้นึ ด้วย (ก) เลอ่ื นเขา้ ออก (ข) เอนหนา้ หลงั (ค) ยกขน้ึ ลง รปู ท่ี 2.21 กลไกปรบั เบาะดา้ นคนขับ
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 29 2. ตรวจปรับระยะสูงต�่ำพวงมาลัย ความสูงต�่ำของพวงมาลัยมีผลต่อการปวดเม่ือยกล้ามเน้ือ และการมองเหน็ สภาพทศั นะวสิ ยั หนา้ รถวา่ ชดั เจนหรอื ไมข่ องผขู้ บั อกี ทงั้ ยงั เปน็ ทมี่ าของการเกดิ อบุ ตั เิ หตุ บนถนนได้เช่นกัน ท้ังน้ี เพราะขนาดรูปร่างของคนมองที่ไม่เท่ากัน ด้วยเหตุน้ีรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จึงออกแบบพวงมาลยั ใหส้ ามารถปรบั ระยะสงู ตำ่� ได้ เพอื่ ใหเ้ กดิ ระยะทเี่ หมาะสมระหวา่ งหนา้ ขาของคนขบั กบั วงพวงมาลยั การปรับกระท�ำได้โดย ปลดกลไกล็อกตรงคอพวงมาลัย โดยการดึงก้านล็อกลง แล้วจึงขยับวง พวงมาลัยขึน้ หรอื ลง เมอื่ ได้ระยะที่เหมาะสมแล้ว ให้ยกกา้ นกลับขึ้นไป ดังรปู ท่ี 2.22 กา้ นลอ็ กคอพวงมาลยั ดงึ ลงเพอ่ื ปรบั ดนั กลบั เพอ่ื ลอ็ ก รปู ท่ี 2.22 แสดงกลไกปรับระยะพวงมาลยั 3. ตรวจและปรบั ตั้งมมุ กระจกส่องหลงั และส่องขา้ งขวา - ซ้าย ภายหลงั จากไดป้ รับระยะเก้าอี้ คนขบั และตรวจปรับระยะสงู ต�่ำพวงมาลยั แล้ว ใหต้ รวจและปรับตัง้ กระจกสอ่ งขา้ ง ดงั รูปท่ี 2.23 และ สอ่ งหลงั ดงั รปู ที่ 2.24 ใหส้ มั พนั ธก์ นั เพอ่ื ใหท้ ศั นะวสิ ยั ในการมองเหน็ รอบรถชดั เจน ดงั รปู ท่ี 2.25 ทง้ั นี้ ในการขบั รถจะต้องมีการเปลี่ยนช่องทางจราจร มกี ารเลีย้ วและจอดรถ ซึง่ จะกระท�ำได้จะตอ้ งแน่ใจวา่ สภาพถนนดา้ นขา้ งและด้านหลังวา่ งและปลอดภยั จากการถกู ชน โดยการมองจากกระจกดงั กล่าว กา้ นปรบั แผน่ กระจก แบบปรบั ดว้ ยไฟฟา้ แบบปรบั ดว้ ยมอื รปู ท่ี 2.23 ตวั ปรบั กระจกมองขา้ ง
30 บทที่ 2 การดแู ลรถยนต์ประจำ�วนั ไมไ่ ดป้ รบั ปรบั แลว้ (ก) คนั ปรบั กระจกมองหลงั กลางวนั กลางคนื (ข) ผลจากการปรบั รูปที่ 2.24 การปรับกระจกมองหลงั กรณขี บั รถตอนกลางคืน รปู ท่ี 2.25 มุมมองทสี่ มั พันธ์ระหว่างกระจกมองขา้ งและมองหลงั 4. ตรวจระยะฟรีของคันเหยียบเบรก ในการขับรถระบบเบรกน้ันถือเป็นหัวใจส�ำคัญที่สุด ท่ีใช้ในการชะลอความเร็วและการหยุดรถ เพราะหากระบบเบรกบกพร่องจะท�ำให้เกิดอุบัติเหตุชนกัน ซงึ่ จะเป็นสาเหตุของการสญู เสยี ท้งั ชีวิตและทรัพย์สนิ การกระทงุ้ สวติ ชไ์ ฟเบรก รปู ที่ 2.26 แสดงระยะฟรขี องคันเหยยี บเบรก ระยะฟรี และวธิ ีการตรวจระยะฟรี การวดั ระยะฟรี แผน่ ยางรอง ความสงู ของแปน้ เหยยี บ
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 31 ดงั นน้ั ทกุ ครง้ั กอ่ นทขี่ บั รถควรทดลองเหยยี บเบรกเพอื่ ตรวจระยะฟรี (Freeplay) ของคนั เหยยี บเบรก วา่ มากน้อยเพยี งไร ถา้ ระยะฟรมี ากเบรกจะต่ำ� และถา้ ระยะฟรนี ้อยแปน้ เหยยี บเบรกจะสงู ถา้ ตรวจพบวา่ คนั เหยยี บเบรกเวลาเหยยี บตำ่� มากไมม่ แี รงตา้ นเทา้ เลย หรอื เบรกตำ�่ มาก เมอื่ เหยยี บยำ้� ซำ้� ๆ หลายครงั้ สภาพเบรกเชน่ นแี้ สดงวา่ เบรกมปี ญั หาจะตอ้ งท�ำการแกไ้ ขไมค่ วรขบั รถนน้ั ปกตริ ะยะฟรี คนั เหยียบเบรกจะมรี ะยะตามค่าก�ำหนดของบริษทั หรอื ประมาณ 5 - 15 มิลลิเมตร ดงั รปู ที่ 2.26 หลงั จากตรวจระยะฟรขี องเบรกแลว้ ใหล้ อง ระยะฟรสี งู สดุ หมุนพวงมาลัยไปซ้ายขวาดู ควรจะมีระยะฟรี เล็กน้อย (ประมาณ 30 มม. หรือ 1.18 น้ิว) ดังรูปท่ี 2.27 พวงมาลัยทไ่ี มม่ ีระยะฟรีเลยท�ำให้ รถไวตอ่ การเปลย่ี นทศิ ทาง (หนา้ ไว) หรอื มรี ะยะฟรี มากเกินไปท�ำให้เล้ียวรถได้ยากล�ำบาก แก้ไข ให้เรยี บรอ้ ยกอ่ นใช้งานรถยนต์ 30 มม. (1.18 นว้ิ ) รปู ท่ี 2.27 ระยะฟรีของพวงมาลัย การตรวจหลงั ตดิ เครื่อง 1. ตรวจการทำ� งานของไฟเตอื น ที่อยบู่ นแผงหน้าปดั รถยนต์ ดังรปู ท่ี 2.28 ซึง่ โดยทัว่ ไปจะใช้ สัญลักษณ์ท่ีใช้นั้น ส่ือให้เข้าใจในความหมายเบ้ืองต้นอยู่แล้ว หลังจากติดเคร่ืองยนต์แล้วมีส่ิงที่จะต้อง ตรวจที่หน้าปดั หลกั ๆ ดังน้ี รูปที่ 2.28 ไฟเตอื นในแผงหนา้ ปดั รถยนต์
32 บทที่ 2 การดแู ลรถยนตป์ ระจำ�วนั 1.1 ไฟเตอื นการประจไุ ฟเขา้ แบตเตอรี่ จะเปน็ ไฟสญั ญาณบอกถงึ การท�ำงานของระบบไฟชารจ์ ถา้ ระบบนที้ �ำงานปกตไิ ฟหลอดนี้จะดบั เม่ือเคร่อื งยนตต์ ิด สญั ลักษณ์ทใ่ี ชอ้ าจจะเป็นอักษร CHG หรือเป็น สญั ลกั ษณห์ มายเลข 5 ในรปู ที่ 2.28 ถา้ ไฟดวงนไี้ มด่ บั หลงั ตดิ เครอื่ งยนต์ แสดงวา่ ระบบประจไุ ฟมปี ญั หา จะท�ำใหข้ บั ทางไกลไมไ่ ด้ เพราะไฟจะหมดแบตเตอร่ี รถจะสตารต์ ไมไ่ ด้ ไฟสอ่ งสวา่ งและไฟสญั ญาณตา่ ง ๆ จะคอ่ ย ๆ หยดุ การท�ำงาน ถา้ หากระบบนม้ี ปี ญั หาจะมไี ฟสสี ม้ แดงสวา่ งเตอื นขน้ึ ใหต้ รวจทด่ี า้ นหลงั ไดชารจ์ วา่ ขาด ช�ำรดุ หรอื หลดุ หลวมหรอื ไม่ และถ้าตรวจแลว้ ผดิ ปกติใหแ้ กไ้ ขหรือปรึกษาชา่ ง 1.2 ไฟเตอื นแรงดนั นำ�้ มนั เครอื่ ง ไฟดวงนแี้ สดงถงึ การท�ำงานของปม๊ั นำ้� มนั เครอื่ งซง่ึ มตี วั อกั ษร ภาษาอังกฤษเขียนว่า Oil ก�ำกับไว้ หรือเป็นสัญลักษณ์หมายเลข 2 ในรูปที่ 2.28 จะต้องดับหลังจาก เครื่องติดไม่เกิน 10 วินาที ถ้าพบว่าหลอดไฟไม่ดับภายในเวลาดังกล่าว อาการลักษณะนี้แสดงว่า ปั๊มน�้ำมันเครื่องมีปัญหา ให้ดับเครื่องและตรวจเบื้องต้นท่ีขั้วเสียบสายไฟต่อเข้าปล๊ักข้ัวแรงดันว่าหลุด หรือปลั๊กช�ำรุดหรือไม่ ดังต�ำแหน่ง 1, 2 และ 3 ในรูปท่ี 2.29 น�้ำมันรั่วออกมาก็เป็นสาเหตุที่ท�ำให้ไฟ แรงดนั น�ำ้ มันเครอ่ื งไม่ดบั ได้เช่นกัน แตถ่ ้าตรวจแลว้ อุปกรณ์ดังกล่าวปกตใิ หน้ �ำรถเขา้ รับการบริการทนั ที มฉิ ะน้ัน จะท�ำใหเ้ ครอ่ื งยนตเ์ สยี หายได้ 1 2 ยางหมุ้ 3 รปู ท่ี 2.29 แสดงการตรวจความกระชบั แนน่ ของขว้ั เสียบปลายสายทีด่ า้ นหลงั ไดชาร์จ 1.3 ไฟเตือนน�้ำมันเบรก ลักษณะของไฟสัญญาณเตือนแบบนี้ เป็นสัญลักษณ์หมายเลข 3 หรือเลข 17 ในรปู ที่ 2.28 จะเปน็ สแี ดงคา้ งอยูต่ ลอด ในกรณนี ้ไี มค่ วรขับรถออกจากที่จอดก่อนทแี่ น่ใจว่า จะไมเ่ กดิ อันตรายจากระบบเบรก เพราะการที่ไฟดวงนแี้ สดงค้างอยู่ อาจมีสาเหตุอยู่ 3 ประการ คอื
งานบำ�รุงรกั ษารถยนต์ 33 1. ลมื ปลดเบรกมือ ดังรปู ท่ี 2.34 หรือสวติ ชเ์ บรกมอื เสียหรือหลุดหลวม 2. น้�ำมันในกระบอกเก็บหมดหรือพร่องต�่ำกว่าระดับที่ก�ำหนด ลูกลอยในกระบอกเก็บ นำ�้ มนั จะลอยตำ�่ ท�ำใหห้ นา้ สมั ผสั (Contact) ของระบบไฟเตอื นตอ่ วงจร เมอื่ เตมิ นำ้� มนั เบรกเพอ่ื เพม่ิ ปรมิ าณ ท�ำให้ลูกลอยลอยสงู ขึ้น หน้าสมั ผัสของวงจรแยกตวั ออก เป็นการตัดสะพานไฟ หลอดไฟจะดับ 3. ระบบเบรกมกี ารรวั่ ไหล สวติ ชค์ วบคมุ ตอ่ วงจร ท�ำใหห้ ลอดไฟสญั ญาณเตอื นเบรกสวา่ งขนึ้ เบรกมอื จบั (ทำ�งาน) เบรกมอื ปลอ่ ย (เลกิ ทำ�งาน) สญั ญาณไฟเบรก รูปที่ 2.30 เบรกมอื และสัญญาณเบรกบนหน้าปัด จาก 3 ลกั ษณะดงั กลา่ วมาน้ี จะท�ำใหห้ ลอดไฟตดิ ใหท้ �ำการตรวจและแกป้ ญั หาที่ 1 และ 2 ปัญหาท่ี 1 อาจจะแก้ไขโดยการต่อขั้วสายที่หลวมหลุดต่อลงดินประกอบเข้าท่ีเดิม และถ้าสวิตชเ์ สยี ใหถ้ อดขวั้ เสยี บสายออก และจดั เกบ็ ไม่ใหล้ งดิน สญั ญาณไฟเตือนก็จะดับ ปัญหาที่ 2 จากระดับน�ำ้ มนั พรอ่ งต่ำ� ใหเ้ ติมน้�ำมันเบรกใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่ถี กู ตอ้ ง เมอ่ื ลูกลอย ลอยตวั สูงขึ้นสัญญาณไฟเตอื นเบรกกจ็ ะดบั ปัญหาท่ี 1 และ 2 เมอื่ แก้ไขได้ก็สามารถขับรถออกใช้งานได้ ปัญหาที่ 3 ที่เกิดจากเบรกรั่ว เบรกแตก จะขับรถออกใช้งานไม่ได้จนกว่าจะน�ำรถเข้า ซ่อมบรกิ ารใหอ้ ยู่ในสภาพใชง้ านปกติไดเ้ สียกอ่ น 1.4 สัญญาณไฟเล้ียวและไฟสูง ให้ทดสอบก่อนที่จะขับรถว่าท�ำงานปกติหรือไม่ โดยเฉพาะ ไฟเลย้ี วจะตอ้ งท�ำงานปกติ ดงั รปู ท่ี 2.35 ถา้ หลอดสญั ญาณไฟเลยี้ วไมท่ �ำงาน จะตอ้ งแกไ้ ขโดยเรว็ มฉิ ะน้ัน อาจท�ำใหเ้ กดิ การชนกนั ได้ในขณะขับบนท้องถนนเมอื่ มีการเปล่ยี นชอ่ งทางจราจร ซงึ่ ปญั หานอี้ าจเกดิ จากฟวิ สข์ าด หลดุ หลวม หรอื หลอดขาด ส�ำหรบั ไฟใหญน่ นั้ ถา้ ไฟสัญญาณ สีม่วงไม่ติด ท�ำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าขณะท่ีเราขับรถในยามค่�ำคืนนั้น มีรถขับสวนทางมาหรือไม่ เนอื่ งจากมองสภาพถนนไมช่ ดั เจน ซงึ่ จะเปน็ ทมี่ าของการเกดิ อบุ ตั เิ หตไุ ด้ ฉะนนั้ จะตอ้ งใหไ้ ฟสญั ญาณสมี ว่ งตดิ เมื่อใช้ไฟใหญ่ในต�ำแหน่งไฟสูง
34 บทที่ 2 การดแู ลรถยนต์ประจำ�วนั ทดลองไฟเลย้ี วขวา ไฟตดิ รปู ที่ 2.31 สญั ญาณไฟเล้ียว 1.5 ไฟสัญญาณเตือนปริมาณน�้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ซึ่งหลอดไฟน้ีจะติดเตือนเม่ือระดับน้�ำมัน เชอื้ เพลงิ ในถงั เหลอื นอ้ ย ดงั รปู ท่ี 2.32 บอกใหผ้ ขู้ บั ทราบวา่ นำ�้ มนั จะหมดถงั จะตอ้ งเตมิ เพม่ิ ถา้ หลอดไฟนเ้ี สีย จะไม่มีไฟสัญญาณเตือน ผู้ขับรถก็จะขับไปจนกระทั่งน้�ำมันหมดถังท�ำใหร้ ถไปตายกลางทาง ไฟเตอื นระดบั นำ�้ มนั เชอื้ เพลงิ รูปที่ 2.32 สญั ญาณไฟเตอื นปริมาณนำ้� มันเชือ้ เพลิง ตรวจการท�ำงานของมิเตอรแ์ ละเกจวัดต่าง ๆ เกจวดั ทแ่ี ผงหนา้ ปดั ดังรปู ที่ 2.32 จะท�ำหนา้ ทเ่ี ตือนบอกให้ผ้ขู ับทราบถงึ สภาพความเร็ว สภาพ การท�ำงานในบางระบบของเครอื่ งยนต์ เช่น ระบบเชือ้ เพลิง เครอื่ งวดั รอบ แอมมเิ ตอร์ และเกจวัดแรงดนั น้ำ� มันเครื่อง โดยจะสามารถตรวจสอบดกู ารท�ำงานในระบบว่าปกติหรือไม่ ถ้ามเี กจใดเกจหน่งึ ไม่ท�ำงาน หรอื ท�ำงานผิดปกตจิ ะต้องรบี แกไ้ ขโดยด่วน เพราะสิง่ เล็กนอ้ ยเหลา่ น้ีจะเป็นที่มาของการเกิดปัญหาใหญ่ และแกไ้ ขยาก อยา่ งนอ้ ยก็ตอ้ งท�ำให้เสยี เวลา เชน่ ไฟไม่ชารจ์ โดยไม่สังเกตทเี่ กจแอมมเิ ตอร์เมือ่ ขับรถไป นาน ๆ เครื่องยนตจ์ ะดับ สตารต์ ไมต่ ดิ เพราะแบตเตอร่ไี ฟหมด เปน็ ตน้
งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 35 ตรวจการท�ำงานของระบบเบรก ก่อนขบั รถออกใชง้ านควรตรวจการท�ำงานของระบบเบรก ดงั รูปท่ี 2.37 คือ ถงั เก็บน�ำ้ มนั เบรก หมอ้ ลมเบรก วงจรเบรกลอ้ วลงอ้ จหรลเบงั รก หนา้ ขวา วงจรเบรกล้อ แมป่ มั๊ เบรก หน้าซา้ ย รปู ท่ี 2.33 ระบบเบรก 1. ตรวจการทำ� งานของหม้อลมเบรก ในการตรวจกระท�ำได้พร้อมกันกับการสตารต์ เคร่ืองยนต์ คอื กอ่ นจะสตารต์ ใหใ้ ชเ้ ทา้ เหยยี บคนั เบรกไวใ้ หส้ ดุ ระยะฟรี คอื เมอื่ มแี รงตา้ นแลว้ สตารต์ เครอ่ื ง เมอื่ สตารต์ เครอ่ื งยนตต์ ดิ คนั เหยยี บเบรกจะตอ้ งยบุ ตำ่� ลงไปจากต�ำแหนง่ เดมิ กอ่ นเครอื่ งตดิ เลก็ นอ้ ย ลกั ษณะนแ้ี สดงวา่ หมอ้ ลมท�ำงาน แตถ่ ้าเม่ือสตาร์ตเครอ่ื งตดิ แล้วคันเหยียบเบรกยงั แขง็ ต้านเทา้ อยู่ในต�ำแหน่งเดมิ แสดงวา่ หมอ้ ลมเบรกไม่ท�ำงาน ต้องตรวจสอบเบื้องต้นของการร่ัวทีส่ ายสญุ ญากาศ ถ้าทอ่ สุญญากาศท�ำงานปกติ จะตอ้ งน�ำรถเข้าบริการเบรกทันที 2. ตรวจการทำ� งานของเบรก ขน้ั ตอนการตรวจในขอ้ น้ี คือ ก่อนจะขบั รถออกถนนใหญ่ ให้ลอง ออกตวั รถไปขา้ งหนา้ เลก็ นอ้ ยแลว้ ทดลองเหยยี บเบรกดวู า่ เบรกท�ำงานปกตหิ รอื ไม่ ถา้ เบรกแลว้ รถยงั ไมห่ ยดุ จะตอ้ งมกี ารปม๊ั เบรกยำ้� หลาย ๆ ครง้ั จงึ จะหยดุ ในลกั ษณะนจ้ี ะตอ้ งน�ำรถมาตรวจเชก็ และบรกิ ารใหใ้ ชง้ าน ปกตกิ อ่ นท่จี ะขับรถออกใช้งาน การตรวจเสยี งเครื่องยนต์ การตรวจในขอ้ นเี้ ปน็ การตรวจเมอื่ ท�ำการตดิ เครอื่ งยนตแ์ ลว้ ตอ้ งใชป้ ระสาทการไดย้ นิ ตรวจจบั เสยี ง ท่ดี ังผดิ ปกติจากในเครื่อง เชน่ ล้นิ ดงั สลกั กา้ นสูบดงั เปน็ ต้น
36 บทที่ 2 การดูแลรถยนต์ประจำ�วัน เสยี งเหล่าน้ี ถา้ ดังผิดปกติต้องปรกึ ษาชา่ งเพื่อรบี ส่ังซ่อมบรกิ าร ก่อนที่จะท�ำใหม้ ผี ลเสยี ตอ่ ระบบ กลไกต่าง ๆ ลุกลามมากยิง่ ขึน้ ตรวจระดบั น้�ำมันเชอ้ื เพลงิ ในถัง การตรวจในหัวข้อนี้ให้กระท�ำหลังจากติดเครื่อง หรือขณะอุ่นเคร่ือง โดยให้สังเกตเข็มวัดระดับ น้�ำมันเช้ือเพลิงว่ามีมากน้อยเท่าไร เพียงพอกับการใช้งานในวันน้ีหรือไม่ ถ้าขาดพร่องไปควรเติมให้ได้ ปรมิ าณท่ีเหมาะสม ก่อนทีจ่ ะขบั ออกไปใชง้ าน ตรวจการท�ำงานของเสียงสญั ญาณจากแตร เสยี งแตรเป็นสญั ญาณท่ใี ชเ้ ตอื นภยั ซงึ่ กันและกันของผู้รว่ มใช้รถบนถนนให้ระมดั ระวงั ไม่ประมาท ขณะขบั ซง่ึ จะเป็นการช่วยลดอบุ ตั ิภยั บนถนนลงได้ ด้วยเหตุน้ีก่อนจะขับออกจากบ้านทุกครั้งจะต้องทดสอบแตรว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ ถ้าเสียจะ ตอ้ งแกไ้ ข มิฉะนนั้ จะเป็นสาเหตุให้อุบัตเิ หตบุ นท้องถนนมีมากขึน้
งานบำ�รงุ รกั ษารถยนต์ 37 แบบทดสอบและกจิ กรรมการฝึกทกั ษะ 2บทท่ี ตอนท่ี 1 จงเลือกค�ำ ตอบทถี่ ูกตอ้ งที่สุดเพียงขอ้ เดยี ว 1. การดแู ลรถยนตป์ ระจ�ำวันก่อนใชง้ านครั้งแรกของแต่ละวันมผี ลดคี อื ก. รถสะอาดและใหม่อยู่เสมอ ข. รูถ้ งึ สภาพรถ ค. ลดสถิตกิ ารเกิดอบุ ตั ิเหตุ ง. ลดการบาดเจ็บ การสูญเสยี ชีวิตและทรัพยส์ ิน 2. การดแู ลรถยนตป์ ระจ�ำวนั ก่อนขับออกใช้งาน เราสามารถแบ่งหัวขอ้ การดแู ลออกได้ก่สี ่วน ก. 2 สว่ น ข. 3 สว่ น ค. 4 สว่ น ง. 5 ส่วน 3. การดแู ลภายในหอ้ งเคร่อื งยนต ์ ขอ้ ใดส�ำคัญท่สี ดุ กบั การใช้รถ ก. ความสะอาด ข. การจับยึดทแี่ ขง็ แรงของแบตเตอร่ี ค. น�้ำในกระบอกเก็บฉีดลา้ งกระจก ง. ตรวจเติมปรมิ าณนำ้� มนั เบรกในกระบอกเกบ็ 4. ขอ้ ใดที่ส�ำคญั น้อยท่สี ดุ ในเร่ืองการดแู ลภายในห้องเครื่องยนตก์ ่อนขบั ก. ความสะอาด ข. การจบั ยดึ ท่แี ขง็ แรงของแบตเตอรี่ ค. นำ�้ ในกระบอกเก็บฉีดลา้ งกระจก ง. ตรวจเติมปรมิ าณน�้ำมนั เบรกในกระบอกเก็บ 5. การดูแลรถยนตภ์ ายนอกรถกอ่ นขับ ข้อใดส�ำคัญท่สี ุด ก. ล้างหรือเช็ดท�ำความสะอาดกระจก ข. ตรวจเชก็ เชด็ และจดั ต�ำแหน่งกระจกท้งั 2 ข้าง ค. ตรวจสภาพยางและลมยาง ง. ตรวจสภาพรอยเสียหายของสีรถ 6. การตรวจพบรอยร่วั หยดภายใตท้ อ้ งรถของสงิ่ ตอ่ ไปน้ี ขอ้ ใดอนั ตรายตอ่ การเกิดอบุ ตั เิ หตทุ ี่สุด ก. รอยรั่วหยดของน�ำ้ ข. รอยร่วั หยดของน�้ำมันเบรก ค. รอยร่วั หยดของน�ำ้ มนั เคร่อื ง ง. รอยรั่วหยดของน้ำ� มนั เกียร์
38 บทท่ี 2 การดแู ลรถยนต์ประจำ�วนั 7. การท�ำความสะอาดกระจกทส่ี กปรกมาก ๆ ควรปฏิบตั ิอย่างไร ก. ใช้ผา้ แห้งเช็ดให้สะอาด ข. ใชก้ ระดาษหนังสอื พิมพ์ชุบน�ำ้ หมาด ๆ แล้วเชด็ ใหส้ ะอาด ค. ใช้ไม่กวาดขนไก่ปดั ฝุน่ ออกก่อน แล้วล้างด้วยน้�ำหรือน้�ำยา จากนนั้ เชด็ ใหแ้ ห้งดว้ ยผา้ สะอาด ง. ใชน้ ำ�้ ลา้ งฝนุ่ ออก จากนน้ั เชด็ ดว้ ยผา้ แห้งสะอาดอกี ที 8. ขอ้ ใดทไ่ี ม่เกยี่ วกับการดูแลภายในห้องโดยสารของรถยนต์ประจ�ำวัน ก. ตรวจระดับน�ำ้ มันเคร่อื ง ข. ตรวจระดับน้ำ� ระบายความรอ้ น ค. ตรวจเติมระดับน�้ำมนั เบรก ง. ตรวจเติมน้�ำมนั ฉดี ลา้ งกระจก 9. การดแู ลภายนอกตัวรถก่อนใชง้ านประจ�ำวนั ต้องตรวจดูอะไรเปน็ ประการส�ำคัญ ก. ตรวจแรงดนั ลมยาง ข. ตรวจดรู อยร่ัวของน�ำ้ ระบายความร้อน ค. ตรวจดสู ายพาน ง. ตรวจดสู ภาพกนั ชน 10. การดแู ลรถยนตก์ อ่ นขบั ในหวั ขอ้ การตรวจก่อนตดิ เครอื่ ง มขี อ้ ใดทไี่ มใ่ ชข่ ้อทต่ี อ้ งตรวจ ก. ตรวจปรบั ระยะเก้าอีก้ อ่ นขบั ข. ตรวจปรบั ระยะการมองเห็นของกระจก ค. ตรวจระยะฟรีพวงมาลยั ง. ตรวจพนกั พงิ เกา้ อี้ 11. การดแู ลรถก่อนขบั หลงั ตดิ เคร่ืองยนตต์ อ้ งดแู ลอะไรบา้ ง ก. ตรวจไฟสัญญาณเตือนตา่ ง ๆ ข. ตรวจเกจวัดระดับน�้ำมนั เชือ้ เพลิง ค. ตรวจการท�ำงานของเบรก ง. ต้องตรวจทกุ ขอ้ 12. ทตี่ อ้ งตรวจระดบั นำ้� มนั เครอื่ ง เพราะรถู้ งึ ความส�ำคญั ของหนา้ ทขี่ องนำ้� มนั เครอื่ งในเครอ่ื งยนต์ ซง่ึ มกี ป่ี ระการ ก. 2 ประการ ข. 3 ประการ ค. 4 ประการ ง. 5 ประการ 13. การตรวจวดั ระดบั น�้ำมนั เคร่อื ง เมอ่ื อา่ นค่าระดับปรมิ าณควรวางเหลก็ วดั ในระดบั ใด ก. แนวนอน ข. แนวนอนท�ำมมุ เฉยี งลง 45 องศา ค. แนวด่ิงในลักษณะตดิ ต้งั ปกติ ง. แนวดง่ิ แต่กลับปลายลา่ งขนึ้ บน 14. การเติมปรมิ าณน้ำ� มันเคร่ือง ต�ำแหน่งไหนถูกตอ้ งทสี่ ุด ก. สูงกวา่ อกั ษร F 1 เซนตเิ มตร ข. ได้ระดับอักษร F พอดี ค. ตำ่� กวา่ อักษร F 1 เซนติเมตร ง. ได้ระดบั อักษร L พอดี 15. ข้อใดที่เปน็ ขอ้ ควรระวงั ในการตรวจเตมิ นำ�้ ระบายความร้อน ก. ระวงั ไม่ใหน้ ้�ำหกราดพืน้ ข. ฝาหม้อน้�ำที่ร้อน ค. เติมน�ำ้ ทีส่ ะอาด ง. ห้ามเปดิ ขณะนำ�้ ในหม้อน้ำ� ร้อนเดือด
งานบำ�รุงรักษารถยนต์ 39 16. ส�ำหรบั รถที่มีถงั หรอื ขวดเก็บนำ้� ระบายความรอ้ นส�ำรอง เราควรตรวจเตมิ เมื่อใด ก. ทกุ ๆ วัน ข. สปั ดาห์ละคร้ัง ค. ทกุ เดือน ง. ทกุ ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร 17. การตรวจเติมนำ้� มนั เบรกในกระบอกป๊ัมเบรก ควรตรวจเตมิ เป็นระยะอย่างไร ก. ทุก ๆ วนั ข. สัปดาห์ละครง้ั ค. ทุกเดือน ง. ทกุ ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร 18. ข้อควรระวงั ในการเติมน้ำ� มันเบรกคอื ข้อใด ก. อย่าให้นำ้� มนั เบรกโดนมือ ข. อยา่ ให้น�ำ้ มันเบรกหยดโดนสีรถ ค. อยา่ เตมิ ใหร้ ะดับสูงกว่าขดี ล่าง ง. อย่าเตมิ จนไดร้ ะดบั ทีส่ งู ตามก�ำหนด 19. ถ้าท่านเติมลมยางแข็งเกินไป จะท�ำใหด้ อกยางสกึ ในลักษณะใด ก. สกึ ตรงกลาง ข. สกึ ขอบยางท้ังสองข้าง ค. สกึ ขอบยางดา้ นใน ง. สึกเป็นขา้ ง ๆ 20. ถา้ สายพานหย่อนมีผลเสยี อยา่ งไรตอ่ เคร่อื งยนต์ ก. เครือ่ งยนตร์ ้อน ข. เสียงสายพานดงั จากการลืน่ ค. มีกล่ินไหม้ ง. ถูกทุกข้อ ตอนท่ี 2 จงตอบคำ�ถามต่อไปนี้ 1. การดแู ลรถประจ�ำวนั แบง่ ออกได้เปน็ กี่ลกั ษณะ อะไรบ้าง 2. จงอธิบายล�ำดบั ขั้นในการตรวจวัดระดับนำ�้ มันเคร่ือง 3. จงอธบิ ายล�ำดับขั้นการตรวจระดับนำ�้ ระบายความร้อน 4. จงอธิบายวิธีการตรวจรอยร่ัวของน�้ำมันเครื่อง น้�ำมันเช้ือเพลิง น้�ำมันเกียร์ น�้ำมันเฟืองท้าย และ น้ำ� มนั เบรก 5. จงอธบิ ายวธิ ตี รวจการท�ำงานของระบบเบรก
40 บทท่ี 2 การดูแลรถยนต์ประจำ�วัน ใบ2งา.1นท่ี การตรวจสภาพทว่ั ไป ปฏบิ ตั งิ านวนั ท่ี ................. เพอ่ื การบ�ำ รงุ รกั ษารถยนต์ เดอื น ................................ พ.ศ. ................................. จดุ ประสงคก์ ารปฏบิ ตั ิ ตรวจสอบส่วนตา่ ง ๆ ของรถยนต์เพอ่ื การบ�ำรงุ รกั ษาตามขั้นตอน เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ์ 7. น้�ำมนั พวงมาลัยเพาเวอร์ 1. รถยนต ์ 8. น้ำ� มนั เกียรอ์ ตั โนมตั ิ 2. เครื่องมือประจำ� ตัวชา่ งยนต ์ 9. นำ�้ สะอาด 3. เกจวัดความดันลมยาง 10. สายพานประเภทต่าง ๆ 4. น�้ำมันเบรก 11. หลอดไฟตา่ ง ๆ เชน่ ไฟหนา้ ไฟเบรก 5. น้�ำมนั เครื่อง 12. ผา้ เชด็ มอื 6. น�้ำกลั่น ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน 1. เตรยี มเครอื่ งมือ วัสดุ และอุปกรณ์ท่ีใชส้ ำ� หรบั การปฏบิ ตั ิงาน เช่น เกจวดั ความดนั ลมยาง 2. ตรวจสอบส่วนตา่ ง ๆ ของรถยนต์ ตามลำ� ดับขั้น ดังนี้ 2.1 ตรวจสภาพของยางโดยใช้สายตาตรวจมองดูบริเวณ แก้มยาง และดอกยาง ผลการตรวจสอบ ปกติ ผดิ ปกติ บนั ทึก ......................................................................... .....................................................................................
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 41 2.2 ตรวจวดั ความดนั ลมยางโดยการตอ่ เกจวดั ความดนั ลมยาง เขา้ กบั หวั เตมิ ลม ผลการตรวจสอบ อยูใ่ นเกณฑ์ ต�่ำกวา่ /สูงกวา่ เกณฑ์ บันทึก ......................................................................... ..................................................................................... 2.3 ตรวจสอบระดบั น้�ำมันเครือ่ ง ผลการตรวจสอบ อยู่ในเกณฑ์ ต�่ำกวา่ /สูงกว่าเกณฑ์ บนั ทกึ ......................................................................... ..................................................................................... 2.4 ตรวจระดับของนำ�้ มันเบรก ผลการตรวจสอบ อยใู่ นเกณฑ์ ต่�ำกว่า/สงู กว่าเกณฑ์ บันทึก ......................................................................... ..................................................................................... 2.5 ตรวจสอบระดับของนำ้� มันคลตั ช์ ผลการตรวจสอบ อย่ใู นเกณฑ์ ตำ�่ กว่า/สงู กวา่ เกณฑ์ บนั ทึก ....................................................................... ...................................................................................
42 บทที่ 2 การดูแลรถยนต์ประจำ�วนั 2.6 ตรวจสอบสภาพภายนอกของแบตเตอรี่บริเวณข้ัว และแคลมปย์ ึด ผลการตรวจสอบ ปกติ สกปรก/หลวม บันทกึ ....................................................................... ................................................................................... 2.7 ตรวจสอบระดบั นำ้� ยาในแบตเตอร่ี ผลการตรวจสอบ อยใู่ นเกณฑ์ ต่ำ� กวา่ /สงู กวา่ เกณฑ์ บนั ทึก ....................................................................... .................................................................................. 2.8 ตรวจระดับนำ�้ ฉีดกระจก ผลการตรวจสอบ อยู่ในเกณฑ์ ตำ�่ กวา่ /สูงกวา่ เกณฑ์ บันทกึ ....................................................................... ................................................................................... 2.9 ตรวจสอบระดบั น้�ำในถังนำ้� สำ� รอง ผลการตรวจสอบ อยู่ในเกณฑ์ ต�่ำกว่า/สงู กวา่ เกณฑ์ บนั ทึก ....................................................................... ...................................................................................
งานบำ�รงุ รักษารถยนต์ 43 2.10 ตรวจสอบระดับนำ�้ ในหมอ้ นำ้� ผลการตรวจสอบ ปกติ ต่�ำกว่าเกณฑ์ บันทกึ ...................................................................... .................................................................................. 2.11 ตรวจสอบสภาพของสายรัดทอ่ นำ�้ ผลการตรวจสอบ ปกติ ผดิ ปกติ บนั ทกึ ...................................................................... .................................................................................. 2.12 ตรวจสอบสภาพของท่อนำ้� ผลการตรวจสอบ ปกติ แตกรา้ ว/ฉกี ขาด/บวมเป่ือย บนั ทกึ ...................................................................... .................................................................................. 2.13 ตรวจสอบการรว่ั ซมึ ของนำ้� ตามจดุ ทอ่ ตา่ ง ๆ ของหมอ้ นำ้� และทอ่ ยางหม้อน�ำ้ ผลการตรวจสอบ ไมม่ ีการรว่ั ซมึ มีการร่ัวซึม บนั ทกึ ...................................................................... ..................................................................................
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190