เมื่อพรานเจตบุตรมอบกระบอกนํ้าผึ้งและขาเน้ือยางใหแก พราหมณชูชกเพ่ือเปนเสบียงเดินทางแลว ก็ยืนอยูบนหนทางช้ีบอก นิวาสสถานที่ประทับของพระเวสสันดรโพธิสัตววา “ลุงพราหมณ โนนเขาวงกต ซึ่งเปนนิวาสสถานท่ีประทับของ พระเวสสันดรพระชายามัทรีพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราช กุมารี กษัตริย ๒ พระองค และพระเจาลูกเธอทั้งสองทรงครองเพศ บรรชิตประเสริฐ นุงหมหนังเสือเหลือง สวมชฎา มีตะขอสําหรับสอย ผลไม บรรทมเหนือแผนดิน นมัสการเพลิง โนนทิวไมเขียวชะอุมมีผลไมตางๆ อยูมากมาย และภูผาสูง เสียดเมฆ เห็นไหม โนนตนตะแบก ตนหูกวาง ตนตะเคียน ตนรัง ตน สะครอ และเถาหยานทราย โอนเอนไหวลูไปตามลม ดังมาณพด่ืมสุรา ครงั้ แรกกเ็ มาเดนิ โซซดั โซเซ เหลา สกณุ ามากมาย นกโพระดก นกดเุ หวา สงเสียงรองดุจเสียงดนตรี เกาะอยูบนกิ่งไม โผผินบินจากตนนี้ไปหา ตนโนน กิ่งไมถูกลมพัดโอนเอนไหวเสียดสีกัน เสียงดังออดแอดๆ ดุจ จะเชิญชวนผูผานไปมาใหยินดี ทําใหผูอยูในท่ีนั้นเพลิดเพลิน ตรงน่ัน แหละเปน นวิ าสสถานทป่ี ระทบั ของพระเวสสนั ดรพรอ มพระชายามทั รี พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารี” พรานเจตบุตร พรรณนาถึงอาศรมตอไปอีกวา
พระเวสสันดรเจา แหง ทาน “ในบรเิ วณอาศรมทปี่ ระทบั ของพระเวสสนั ดร มไี มย าง ไมห วา ตนไทรท่ีมีรากหอยยอย ตนมะมวง ตนขนุน ตนมะขวิด ตนสมอพิเภก ตนสมอไทย ตนมะขามปอม ตนโพธิ์ ตนพุทรา ตนมะพลับ ตนมะซาง มีรสหวาน และตนมะเด่ือผลสุก ทั้งกลวยงาชาง กลวยหอม ผลจันทน มีรสหวานปานนํ้าผึ้ง ในปานั้นมีรวงผึ้งไมมีตัว คนเอามากินได และ ยังมีดงมะมวง บางตนกําลังออกชอ บางตนมีผลดิบ บางตนมีผลหาม บางตนมีผลเหลืองสุกนากินทีเดียว อนง่ึ ในบรเิ วณอาศรมนนั้ คนทยี่ นื อยใู ตต น มะมว งกเ็ อาไมส อย ผลมะมวงสุกมากินได ท้ังผลมะมวงดิบผลมะมวงสุกท้ังหลาย มีสีสวย กลิ่นหอมรสอรอยที่สุด ทั้งหลายท้ังปวงดังท่ีกลาวมานี้เปนท่ีอัศจรรย แกขามาก ขาตองอุทานวา โอโฮ นิวาสสถานท่ีประทับของ พระเวสสันดรน้ันดังทิพยวิมานสถานที่อยูของเหลาเทวดาทั้งหลาย งดงามปานสวนนันทวันอุทยานของทาวสักกอมรินทราธิราช ในปาใหญ มีหมูตนตาล ตนมะพราว และตนอินทผลัม ราวกะ ระเบียบดอกไมท่ีนายชางฉลาดเรียงรอยไวเปนอยางดี ปรากฏดังยอด ธง วิจิตรดวยบุปผชาติสีสันตางๆ เหมือนดาวเรื่อเรืองอยูในนภากาศ มีตนโกฐ ตนสะคาน ตนแคฝอย ตนบุนนาค และตนทองหลาง ออก ดอกบานสะพร่ัง อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีตนราชพฤกษ ตนมะเกลือ ตน กฤษณารักดํา ตนไทรใหญ ตนรกฟา ตนประดู ออกดอกบานสะพร่ัง ตนอัญชันเขียว ตนสน ตนกะทุม ตนขนุนสํามะรอ ตนตะแบก ลวน มีดอกเปนพุมคลายลอมฟาง หางจากอาศรมนั้นไปอีกสักหนอย ก็มี ๑๒๘
พระมหาอุเทน ปญญาปริทัตต สระโบกขรณีที่นารื่นรมย ดารดาษไปดวยดอกปทุมและดอกอุบล ดุจ ในสวนนันทวันอุทยานของเหลาทวยเทพ ฉะน้ัน อนึ่ง ในบริเวณใกลๆ สระโบกขรณีน้ัน มีฝูงนกดุเหวาเมารส บุปผชาติ สงเสียงรองไพเราะจับใจ ทําใหปานั้นเกิดเสียงดังกองกังวาล เมอื่ หมแู มกไมอ อกดอกแยม บานตามฤดกู าล เกสรดอกไมร สหวานปาน นํ้าผ้ึงรวงหลนตกมาคางอยูบนใบบัว เรียกวา โบกขรมธุ น้ําผึ้งใบบัว เม่ือลมทางทิศทักษิณและทิศปจจิมพัดมาสูอาศรม อาศรม สถานก็เกลื่อนกลนดวยละอองเกสรปทุมชาติ ในสระโบกขรณีมี กระจับใหญๆ อยู ทั้งขาวสาลีท้ังหลายก็รวงหลนตกอยูบนภาคพื้น มี ปูอยูในสระโบกขรณีน้ันมากมาย ท้ังฝูงมัจฉาและฝูงเตาเห็นแหวกวาย ไปตามๆ กัน เม่ือเหงาบัวแตก นํ้าหวานก็ไหลออก ดุจนมสดเนยใสไหล ออกจากเหงาบัว เขตปาน้ันฟุงกําจรกําจายไปดวยกลิ่นตางๆ หอม ตลบอบอวล ดังจะชวนเชิญผูมาเยือนใหยินดี หมูภมรท้ังหลายก็บิน เสียงดังวึ่งๆ เที่ยวตอมไตไปตามเกสรดอกไมอยูรอบๆ ในที่ใกลอาศรมนั้นมีฝูงวิหคสีสันตางๆ มากมาย ราเริงอยูกับ คูของตนๆ รํ่ารองขานรับกันและกันอยูตลอดเวลา มีฝูงวิหค ๔ ฝูง ทํา รังอยูใกลๆ สระโบกขรณีน้ัน คือ ๑. นันทิกา รํ่ารองทูลเชิญพระเวสสันดรขอใหทรงช่ืนชมยินดี อยูในปาน้ี ๒. ชีวปุตตา ร่ํารองถวายพระพรขอใหพระเวสสันดรพรอม พระชายาและพระโอรสพระธิดาจงทรงพระเกษมสําราญ ทรงพระ เจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ๑๒๙
พระเวสสันดรเจาแหง ทาน ๓. ชีวปุตตปยาจโน รํ่ารองถวายพระพรขอใหพระเวสสันดร พรอมพระชายาและพระโอรสพระธิดา จงทรงพระเกษมสําราญ ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุย่ิงยืนนาน ปราศจากอริราชศัตรูทั้งหลาย ๔. ปยปุตตปยานันทา ร่ํารองถวายพระพรขอใหพระชายา และพระโอรสพระธิดาจงเปนท่ีรักของพระเวสสันดร และขอใหพระ เวสสันดรจงเปนที่รักของพระชายาและพระโอรสพระธิดา ขอใหทรง โสมนัสยินดีชื่นชมตอกันและกันตลอดไป ทิวแมกไมมองเห็นราวกะระเบียบดอกไมที่นายชางฉลาด เรียงรอยไวเปนอยางดี ปรากฏดังยอดธง วิจิตรดวยบุปผชาติสีสัน ตางๆ ตรงนั่นแหละเปนนิวาสสถานท่ีประทับของพระเวสสันดรพรอม พระชายามัทรีพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารี กษัตริย ๒ พระองค และพระเจาลูกเธอทั้งสองทรงครองเพศบรรพชิตประเสริฐ นุงหมหนังเสอื เหลอื ง สวมชฎา มตี ะขอสําหรบั สอยผลไม บรรทมเหนือ แผนดิน นมัสการเพลิง นายพรานเจตบุตรยืนอยูบนหนทางช้ีบอกนิวาสสถานท่ี ประทับของพระเวสสันดรอยางน้ีแลว พราหมณชูชกก็ชื่นชมยินดี ได กระทําปฏิสันถารตอบวา “พอนายพรานผูเจริญ กอนขนมผสมนํ้าผ้ึงและกอนขนมมี รสหวานอรอยของลุงนี้ นางอมิตตตาจัดแจงไวใหเรียบรอยแลว ลุงจะ แบงสักสวนหน่ึงใหแกเจานะ เจาจงรับไปเถิด” ๑๓๐
พระมหาอเุ ทน ปญญาปริทตั ต นายพรานเจตบุตรกลาววา “อยาเลย ลุงพราหมณ ลุงจงเก็บไวเปนเสบียงเดินทาง ของตนเองเถิด ขาไมตองการเสบียงเดินทางเหลาน้ีดอก ลุงจงรับ กระบอกนํ้าผึ้งและขาเน้ือยางของขานี้ไวเปนเสบียงเดินทางเถิด ขอ ใหลุงโชคดีนะ เดินทางปลอดภัย ทางน้ีเปนทางเดินไดเพียงคนเดียว เดินตามทางนี้ตรงไปสูอาศรมของอัจจุตฤาษี ทานอัจจุตฤาษีน้ันมีฟน เขลอะ ฝุนละอองธุลีจับอยูบนศีรษะ ครองเพศบรรพชิต นุงหมหนัง เสือเหลือง สวมชฎา มีภาชนะสําหรับบูชาไฟ และตะขอสําหรับสอย ผลไม นอนเหนือแผนดิน นมัสการเพลิง พอลุงไปถึงท่ีนั่นแลว ก็ถาม ทานเอาเถิด ทานจะบอกทางใหแกลุงเอง” ชูชกผูเปนเผาพันธุพราหมณไดฟงอยางน้ันแลว ก็ทําประ- ทักษิณเดินเวียนขวารอบนายพรานเจตบุตร ดีอกดีใจใหญเดินทาง ไปยังอาศรมสถานที่อยูของอัจจุตฤาษี ดวยประการฉะนี้แล. จบกัณฑจุลพน ๑๓๑
“ท้ังหลายท้ังปวงดังที่กลาวมาน้ี เปนที่อัศจรรยแกขามาก ขาตองอุทานวา โอโฮ นิวาสสถานที่ประทับของพระเวสสันดรนั้น ดังทิพยวิมานสถานที่อยูของเหลาเทวดาท้ังหลาย งดงามปานสวนนันทวันอุทยานของทาวสักกอมรินทราธิราช”
¡Ñ³±ทÕè ÷ มหาพน
เม่ือพราหมณชูชกเดินลัดเลาะตามทางท่ีเดินไดเพียงคนเดียว ไปเร่ือยๆ กระทั่งถึงอาศรมสถานท่ีอยูของอัจจุตฤๅษี เห็นทานนั่งพัก อิริยาบถอยู จึงเขาไปหานมัสการแลว นั่ง ณ ท่ีควร ทําปฏิสันถารวา “ผูเปนเจาสุขสบายดีไมมีโรคภัยหรือ ผูเปนเจายังอัตภาพให เปน ไปดวยผลไมน อ ยใหญไ ดด หี รือ ผลหมากรากไมคงมอี ยูม ากมาย ยงุ เหลือบ ร้ิน ไร และสัตวเล้ือยคลานคงมีอยูนอย พวกพาลมฤคดุรายอยู ภายในปามากมายคงมิไดเบียดเบียนผูเปนเจาดอกกระมัง” อัจจุตฤๅษีก็ไดทําปฏิสันถารกับพราหมณชูชกเหมือนกันวา “ตาพราหมณ ขาสุขสบายดี ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน ขา ยังอัตภาพใหเปนไปดวยผลไมนอยใหญไดดี ผลหมากรากไมมีอยูมาก พอสมควร อนึ่ง ยุง เหลือบ ร้ิน ไร และสัตวเล้ือยคลานก็มีอยูบาง แต ไมมาก พวกพาลมฤคดุรายอยูในปามากมายมิไดเบียดเบียนขา ตาพราหมณ แกมาดีแลว แกมาจากที่ไกลก็เหมือนใกล เชิญ ขางในเถิด ขอใหแกจงเจริญๆ ลางเทาเสียกอนสิ ตาพราหมณ ผล มะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเมา เล็กๆ นอยๆ เหลาน้ี ยังเหลืออยูบาง เชิญแกเลือกรับประทานเฉพาะผลไมดีๆ เชิญด่ืม นํ้าเย็นซ่ึงไหลมาจากซอกเขา ถาแกตองการ”
พระเวสสนั ดรเจา แหง ทาน พราหมณชูชกกลาววา “สง่ิ ทผ่ี เู ปน เจา มอบใหแ ลว ฉนั ขอรบั ไวด ว ยจติ ยนิ ดี ปฏสิ นั ถาร ผูเปนเจากระทําไดอยางเหมาะสม ฉันมาขอพบพระราชโอรสของ พระเจาสญชัยที่ถูกชาวพระนครสีพีเนรเทศจะ ถาผูเปนเจาทราบก็จง บอกฉันเถิด” อัจจุตฤๅษีกลาววา “ตาพราหมณ พระเวสสนั ดรไมม พี ระราชทรพั ยพ ระราชสมบตั ิ ใดๆ เลย แกมาพบพระเวสสันดรเพราะปรารถนาพระชายามัทรีของ พระองคใ ชไ หม แกอยากไดพ ระชาลรี าชกมุ ารและพระกณั หาราชกมุ ารี ไปเปนทาสทาสีใชไหม แกจะตองมาพาพระราชเทวีพระราชกุมาร พระราชกุมารีท้ังสามพระองคน้ันออกจากปาน้ีไปแนๆ” พราหมณชูชกกลาวมุสาวา “ทานผูเจริญ ผูเปนเจาอยาขัดเคืองฉันเลย ฉันมิไดมาขอทาน การเห็นพระผูประเสริฐยอมเกิดผลดี การสมาคมกับพระผูประเสริฐ เปนความสุข ฉันยังไมเคยเห็นพระเวสสันดรท่ีถูกชาวพระนครสีพี เนรเทศน้ันเลย ฉันอยากพบเห็นเทานั้นแหละจะ ไมมีอะไรดอก ถา ผูเปนเจาทราบก็จงบอกฉันเถิด” อัจจุตฤาษีกลาววา “เอาเถอะๆ ตาพราหมณ พรงุ นขี้ า จะบอกนวิ าสสถานทปี่ ระทบั ของพระเวสสันดรให วันน้ีแกคางอยูในที่น่ีสักคืนหน่ึงก็แลวละกัน” ๑๓๖
พระมหาอเุ ทน ปญญาปรทิ ัตต พราหมณชูชกจึงตองอยูคางคืน กินผลไมนอยใหญอ่ิมแลวก็ นอนหลับสบาย รุงเชาราตรีสวางดวงอาทิตยข้ึน อัจจุตฤๅษีจึงไดชี้บอก ทางไปพบพระเวสสันดรโพธิสัตววา ตาพราหมณ น่ันเขาวงกต ซ่ึงเปนนิวาสสถานท่ีประทับของ พระเวสสันดรพระชายามัทรีพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราช กุมารี กษัตริย ๒ พระองค และพระเจาลูกเธอท้ังสองทรงครองเพศ บรรพชิตประเสริฐ นุงหมหนังเสือเหลือง สวมชฎา มีตะขอสําหรับสอย ผลไม บรรทมเหนือแผนดิน นมัสการเพลิง นน่ั ทวิ ไมเ ขยี วชะอมุ มผี ลไมต า งๆ อยมู ากมาย และภผู าสงู เสยี ด เมฆ เห็นไหม น่ันตนตะแบก ตนหูกวาง ตนตะเคียน ตนรัง ตนสะครอ และเถาหยา นทราย โอนเอนไหวลไู ปตามลม ดงั มาณพดมื่ สรุ าครง้ั แรกก็ เมาเดินโซซัดโซเซ เหลาสกุณามากมาย นกโพระดก นกดุเหวา สงเสียง รองดุจเสียงดนตรี เกาะอยูบนก่ิงไม โผผินบินจากตนนี้ไปหาตนโนน ก่ิงไมถูกลมพัดโอนเอนไหวเสียดสีกัน เสียงดังออดแอดๆ ดุจจะเชิญ ชวนผูผานไปมาใหยินดี ทําใหผูอยูในที่น้ันเพลิดเพลิน ตรงนั่นแหละ เปนนิวาสสถานที่ประทับของพระเวสสันดรพรอมพระชายามัทรี พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารี น่ันดอกกุมหลนเกล่ือนกลนอยูกับภาคพ้ืนนารื่นรมย ภาคพื้น สีเขียวปกคลุมดวยหญาแพรก ไมมีฝุนฟุงข้ึนมาเลย ภาคพื้นสีเขียวนั้น สัมผัสนุมคลายคอนกยูง หญาทั้งหลายขึ้นเสมอกันเพียง ๔ น้ิว ตนมะมวง ตนขนุน ตนมะหาด ตนมะขวิด และตนมะเดื่อมีผลสุก ๑๓๗
พระเวสสันดรเจา แหงทาน ไพรสณฑชางนายินดี เพราะมีผลไมหลากหลายชนิดท่ีบริโภคได น้ําก็ สะอาดใสกระจางดังแกวไพฑูรย เปนที่อยูอาศัยของฝูงปลาท่ีหล่ังไหล มาจากปา ไมไกลจากอาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษดวยดอกปทุม และดอกอุบล ดุจในสวนนันทอุทยานของเหลาทวยเทพ ในสระน้ันมี ดอกบวั อยู ๓ ชนดิ คอื บวั เขยี ว บวั ขาว และบวั แดง งามวจิ ติ รมใิ ชน อ ย” อัจจุตฤาษีพรรณนาสระโบกขรณีส่ีเหลี่ยมอยางน้ีแลว ก็ พรรณนาสระมุจลินทตอไปอีกวา “ตาพราหมณ ปทุมชาติในสระชื่อวามุจลินทมีสีขาวดังผาโขม พัสตร สระมุจลินทนั้นดารดาษดวยดอกอุบลขาว ดอกจงกลนี และ ผักทอดยอด อนึ่ง ปทุมชาติในสระมุจลินทน้ันชูดอกแยมบานสะพร่ัง ปรากฏเหมือนไมมีกําหนดกาลใดๆ เบงบานในฤดูคิมหันต ฤดูวสันต และฤดูเหมันต อยูในน้ําลึกแคเขา เหลาปทุมชาติงามวิจิตรชูดอก สะพรั่งสงกล่ินหอมฟุงกระจาย หมูภมรบินวอนวนอยูรอบๆ ริมขอบสระนั้นมีตนไมหลากหลายพันธุเกิดข้ึน คือ ตนกระทุม ตนแคฝอย ตนทองหลาง ออกดอกบานสะพร่ัง ตนปู ตนสัก ตน ราชพฤกษ ตนกากะทิง เกิดอยูทั้งสองฟาก ตนซึก ตนแคขาว ตนยาง ทรายขาว ตน ประดู ออกดอกบานหอมฟงุ ตน มะคาํ ไก ตน พกิ ลุ ตน แกว ตน มะรมุ ตน การะเกด ตน กรรณกิ าร ตน ชบา ตน รกฟา ขาว ตน รกฟา ดาํ ตน กระทอ น และตน ทองกวาว แตกยอดออกดอกพรอ มๆ กนั ตน มะรนื่ ตนตีนเปด ตนกลวย ตนคําฝอย ตนนมแมว และตนคณฑา ออกดอก บานสะพรั่ง ตนมะไฟ ตนง้ิว ตนชางนาว ตนพุดขาว ตนพุดซอน ตนโกฐเขมา ตนโกฐสอ ออกดอกบานสะพร่ัง ๑๓๘
พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปริทตั ต อนึ่ง ริมขอบสระนั้นมีพรรณไมเกิดขึ้นเองอยูมากมาย คือ ตะไคร ถั่วเขียว ถั่วราชมาส ถ่ัวคร่ัง นํ้าในสระกระเพ่ือมเน่ืองถึงฝงอยู ตลอดเวลา ผ้ึงทั้งหลายเรียกวา หิงคุชาล ก็บินวอนวนอยูรอบๆ ตนไมบางตนถูกเถาสลิดปกคลุมไว กลิ่นของดอกเถาสลิดนั้น ทรงอยูได ๗ วัน ไมจางหาย สองฝากฝงสระมุจลินทน้ันมีตนไมเรียง รายอยางเปนระเบียบ เหมือนมีคนมาเพาะปลูกปรับแตงเอาไว ปาน้ัน ดารดาษดวยหมูตนราชพฤกษ กลิ่นของดอกราชพฤกษน้ันทรงอยูได ก่ึงเดือน ไมจางหาย อัญชัญเขียว อัญชัญขาว และกรรณิการขาว ออกดอกบานสะพร่ัง ปาน้ันปกคลุมดวยอบเชยและแมงลัก ใกลๆ กับ สระน้ันมีฟกแฟง แตง น้ําเตาสามชนิด ชนิดหนึ่งผลโตเทาหมอ อีกสอง ชนิดผลโตเทาตะโพน อนึ่ง ใกลๆ กับสระนั้นมีพรรณผักกาดอยูจํานวนมาก ทั้ง กระเทียมใบเขียว ตนเหลาชะโอน ผักสามหาวควรเด็ดดอก เถา โคกกระออม นมตําเลีย เถาหญานาง เถาชะเอม ไมอโศก ตนเทียน บอระเพ็ดไฟ ชิงชาชาลี วานหางชาง อังกาบ ไมหนาด ไมกากะทิง และ มะลิซอนที่บานแลว ตนทองเครือก็บานขึ้น ตนไมอื่นต้ังอยูตนกางปลา กํายาน คัดเคา ชะเอม มะลิเล้ือย มะลิธรรมดา ชบา บัวบก แคฝอย ฝายทะเล ดอกไมเหลาใดเหลาหนึ่งเกิดแตที่ดอนและนํ้า ดอกไม เหลานั้นท้ังหมดปรากฏในสระน้ัน ในสระโบกขรณีน้ัน มีเหลาสัตวท่ีเที่ยวหากินในนํ้าเปนจํานวน มาก คือปลาตะเพียน ปลาชอน ปลาดุก ปลามังกร และพืชพันธุตางๆ ชะเอมเครือ กํายาน ประยงค กระวาน แหวหมู สัตตบุษย สมุลแวง ๑๓๙
พระเวสสนั ดรเจา แหงทาน แฝกดํา แฝกขาว บัวบก เทพทาโร โกฐทั้ง ๙ กระทุมเลือด และดองดึง ขม้ิน แกวหอม หรดาลทอง คําคูน สมอพิเภก ไครเครือ การบูร และ รางแดง อนึ่ง ในปาน้ันมีเหลาราชสีห เสือโครง ยักขินีปากเหมือน ลา และเหลาชาง เน้ือฟาน ทราย กวางดง ละม่ัง ชะมด สุนัขจ้ิงจอก กระตาย บาง สุนัขใน จามรี เน้ือสมัน ชะนี ลิงลม คาง ลิงโทน กวาง หมี โคถึก ระมาด สุนัขปา พังพอน กระแต กระบือปา สุนัขจ้ิงจอก ลิงลม ตัวเงินตัวทอง คชสีหมีตระพอง ดังคชสาร เสือดาว เสือเหลือง กระตาย แรง ราชสีห เสือแผว ละม่ัง นกยูง หงสข าว ไกฟา นกกวัก ไกเถอื่ น นกหสั ดีลิงค รํ่ารองหากนั และกนั นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกตอยตีวิด นกกระเรียน นกหัสดิน เหยี่ยว นกโนรี นกกระเรียน นกกระทา นกอีรุมอีรา นกคอนหอย นกพระหิต นกคับแล นกกระทา นกกระจอก นกแซงแซว นกกระเต็น นกกางเขน นกกรวิก นกกระไน นกเคาโมง นกเคาแมว สระมุจลินทเกล่ือนกลนดวยฝูงนกนานาชนิด ดังกึกกอง ไปดวยเสียงตางๆ ยังมีนกทั้งหลายท่ีใกลสระนั้น คือเหลานกขนเขียว เรียกนก พระยาลอพูดเพราะ พรอมกับตัวเมียรํ่ารองหากันและกันราเริงอยู และเหลานกท่ีมีเสียงไพเราะ มีนัยนตางาม มีหางตาสีขาวท้ังสองขาง มีขน ปกวิจิตร อยูใกลสระโบกขรณีน้ัน เหลาสกุณาท่ีอยูใกลสระโบกขรณีนั้น เปนพวกนกสงเสียง ไพเราะ มีหงอนและขนคอเขียว รํ่ารองหากันและกัน เหลานกกระไน ๑๔๐
พระมหาอุเทน ปญ ญาปริทตั ต นกกด นกเปลา นกดอกบัว เหยี่ยวแดง เหย่ียวกันไกร นกกระลิง นกแขกเตา นกสาลิกาสีเหลือง สีแดง สีขาว นกกระจิบ นกหัสดิน นก เคาโมง นกเคลา นกแกว นกดุเหวา นกออกดํา นกออกขาว หงสขาว นกคอนหอย นกระวังไพร หงสแดง นกกระไน นกพิลาป หงสทอง นกจาก เที่ยวไปท้ังในน้ําและบนบก และนกหัสดินทรีรองนายินดี รองในยามเชายามเย็น มีเหลาสกุณชาติสีตางกันจํานวนมากอยูท่ีใกล สระน้ัน รํ่ารองหากันและกัน ยินดีกับเหลาตัวเมีย และท้ังหมดนั้น เสียงไพเราะ รองอยูสองฟากสระมุจลินท อนึ่ง ยังมีเหลาสกุณาชื่อการเวกที่ใกลสระนั้น ร่ํารองหากัน และกัน ยินดีกับพวกตัวเมีย ทั้งหมดน้ันรองเสียงไพเราะ อยูสองฟาก สระมุจลินท สองฟากสระมุจลินทเกล่ือนไปดวยเน้ือทรายและกวาง มีหมูชางอยูอาศัย ปกคลุมดวยลดาวัลยตางๆ ท่ีชะมดอยูอาศัย และ แถบสระมุจลินทน้ันมีหญากับแก ขาวฟาง ลูกเดือยมากมาย ขาวสาลี ที่เกิดเองตามธรรมชาติ และออยก็มีมิใชนอย นี้เปนหนทางที่เดินไดเพียงคนเดียว ตรงไปถึงอาศรมสถาน คนถึงอาศรมนั้นแลวจะไมไดความลําบาก ความกระหายและความ ไมยินดีแตอยางไรเลย เปนนิวาสสถานท่ีประทับของพระเวสสันดร พระชายามัทรีพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารี กษัตริย ๒ พระองค และพระเจาลูกเธอท้ังสองทรงครองเพศบรรพชิตประเสริฐ นุงหม หนังเสือเหลือง สวมชฎา มตี ะขอสําหรบั สอยผลไม บรรทมเหนือ พ้ืนดิน นมัสการเพลิง ๑๔๑
พระเวสสนั ดรเจาแหง ทาน พราหมณชูชกไดฟงคําพรรณนาของอัจจุตฤาษีนั้นแลว ก็ทํา ประทักษิณเดินเวียนขวารอบ ราเริงยินดีหลบหลีกไปทางนิวาสสถาน ที่ประทับของพระเวสสันดร ดวยประการฉะนี้แล. จบกัณฑมหาพน ๑๔๒
พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปรทิ ัตต บุตรธิดาดี นายินดี สมยั ทพ่ี ระโอรสประสตู อิ อกจากพระครรภข องพระนางยโสธรา ราชกัญญา มกุฏราชกุมารสิทธัตถะพระโพธิสัตวเปลงพระอุทานวา “ราหุลํ ชาตํ ราหุลํ ชาตํ : บวงเกิดข้ึนแลว บวงโซทองคลองคอ เกิดขึ้นแลว” คําวา “ราหุลํ” แปลวา “บวง” น่ันเอง กลายมาเปน พระนามของพระโอรสแรกประสูติ ภายในรัตติกาลค่ําคืนนั้นพระโพธิสัตวก็ทรงมาพระท่ีนั่งกัณฑกะ พรอ มนายฉนั นะเสดจ็ ออกมหาภเิ นษกรมณท นั ที เสมอื นมไิ ดม คี วามรกั เสนหาอาทรเยื่อใยพระโอรสแรกประสูติน้ันเลย น้ีคือการทิ้งรองรอย ความไมรักเสนหาอาทรพระโอรสพระธิดาในปจจุบันใหยอนกลับไปดู ในอดีต สมัยเปนพระเวสสันดรโพธิสัตวทรงบริจาคพระโอรสชาลี พระธิดากัณหาชินาใหแกพราหมณเฒาชูชกเปนทาสทานใชหรือไม เรื่องนี้พิจารณากันใหดีๆ ลําดับแรก หากคนเราไมมีความรักเสนหาอาทรบุตรธิดาที่ ถือกําเนิดมาจากตนผูเปนบิดามารดาแทๆ จะมีความรักเมตตาอาทร ตอคนอ่ืนๆ ผูมิใชวงศาคณาญาติไดหรือไม ไมทําประโยชนเก้ือกูลให แกบุตรธิดาของตน จะทําประโยชนเกื้อกูลใหแกพหุชนคนทั้งโลกได อยางไร น้ีมิใชฐานะที่เปนไปได ๑๔๓
พระเวสสนั ดรเจา แหง ทาน จุดเริ่มตนของมนุษยอยูที่คนใกลตัวกอนออกไปหาคนไกลตัว เริ่มตนภายในไดไมดีจะออกไปดีภายนอกไมได แทท่ีจริงพระโอรสซึ่ง มาจากคําวา อุรช : เกิดแตอก อตฺตรช : เกิดแตตน อวตารมาจาก ตนน้ัน บิดามารดายอมรักหวงหาอาทรเปนท่ีสุด เปรียบเปนแกวตา ดวงใจเลยทีเดียว รักยิ่งกวาชีวิตของตนเสียอีก เราจึงเห็นพอแมทํา ทกุ อยา งเพอ่ื ลกู รกั อรุ ชบตุ รทเี่ กดิ แตอ กนน้ั ยอ มควรไดร บั มรดกตกทอด ท่ีลํ้าคามากท่ีสุดกอนคนอ่ืนๆ มรดกลํ้าคาคืออริยทรัพยมรรค ผล นิพพานพระพุทธเจาก็ไดประทานแกพระราหุลราชโอรสน้ันแลว ตามเน้ือเรื่องในกัณฑกุมารนี้ พบวา พระเวสสันดรโพธิสัตวรัก หวงหาอาทรพระโอรสชาลีและพระธิดากัณหาชินามากๆ ถึงกับทุกข ระทมพระหฤทัยพระอัสสุชลเออลนหนองไหลแดงเปนสายพระโลหิต ออกจากดวงพระเนตรท้ังสองขาง เมื่อทรงเห็นพราหมณชูชกตาเฒา ผูรายกาจลงแสเฆี่ยนตีพระโอรสพระธิดาท้ังสองของพระองค จนทรง โกรธแคนดําริจะถือคันศรธนูและพระขรรคตามไปฆาพราหมณชูชก ชิงเอาตัวพระโอรสพระธิดากลับคืนมา พระดําริน้ีไมตางจากความคิด ของคนทั่วไป เม่ือเห็นของรักของหวงแหนถูกเบียดเบียนชวงชิงไป แตความรักเมตตาอาทรของพระโพธิสัตวก็ยิ่งกวาคนอื่นๆ ทั่ว ท้ังโลก นับเปนความรักเมตตาท่ีแผกวางออกไปยิ่งใหญไพศาลมากๆ โดยเฉพาะผานพระโอรสพระธิดาท่ีรักดังแกวตาดวงใจกอนออกไปสู พหุชนคนท้ังโลกและสรรพสัตวทั้งหลาย เม่ือทรงเห็นวาทุกสรรพชีวิต ตางเวียนวายตายเกิดทนทุกขทรมานอยูในสังสารวัฏอยางไมมีที่ส้ินสุด ความรักความเมตตาน้ันก็เปล่ียนกลายเปนความกรุณาปรารถนาชวย ๑๔๔
พระมหาอเุ ทน ปญญาปรทิ ตั ต เหลือใหรอดพนขนพาหมูสัตวขามโอฆะกันดารชาติ ชรา มรณะไป บรรจบฝงเกษมปลอดภัยไรอันตรายคือพระนิพพาน แตพระองคจะ ตองสําเร็จอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณพระสัพพัญุตญาณเปนประการ สําคัญกอน จึงจะสามารถกาวขึ้นสูธรรมนาวาพาหมูสัตวขามพน สังสารวัฎไปได สุดทายพระโอรสพระธิดาท่ีทรงรักยิ่งกวาแกวตาดวงใจน้ัน ก็จําตองสละ สละความรักบุตรธิดาไปหาพหุชนคนทั้งโลก ความรัก ของพระโพธิสัตวจึงเปนความรักที่กวางใหญไพศาล หากสละความรัก บุตรธิดาไมได ความรักกวางใหญไพศาลก็เกิดข้ึนไมไดเชนกัน บุตรธิดาเห็นบิดามารดายอมสละรักตนไปรักพหุชนคนทั้งโลก “ออกจากรักตนไปรักสวนรวม” และทราบวาบิดามารดาสามารถทํา ประโยชนเ กอ้ื กลู ใหแ กพ หชุ นคนทง้ั โลกไดจ รงิ บตุ รธดิ าจะหนว งเหนย่ี ว ความรักของบิดามารดาไวใหอยูกับตนตลอดไปหรือไม ไมยอมใหบิดา มารดาของตนออกไปรักพหุชนคนทั้งโลกเลยใชไหม บุตรธิดาที่เคารพรักกตัญูรูคุณบิดามารดารูความดีเปน กัลยาณชนคนดีจริงๆ ยอมไมหนวงเหนี่ยวความรักของบิดามารดาให จําเพาะเจาะจงอยูกับตนตลอดไปอยางแนนอน ตรงกันขามกลับยินดี ใหบิดามารดาออกไปรักพหุชนคนทั้งโลกทําประโยชนเกื้อกูล และ จะยินดีย่ิงที่เห็นบิดามารดาชวยเหลือพหุชนใหรอดพนจากวังวนแหง ความทุกขเขาสูบรมสุขเกษมศานตคือพระนิพพาน ๑๔๕
พระเวสสันดรเจาแหง ทาน “พอ ชาลแี มก ณั หา พระลกู รกั ทงั้ สองของพอ ขนึ้ มาจากสระนา้ํ เถิดลูก จงเพิ่มพูนบารมีของพอใหเต็มเปยม ชวยโสรจสรงหทัยพอให เย็นฉ่ํา ทําตามคําของพอนะลูก ขอพระลูกรักท้ังสองจงเปนยานนาวา ของพอ ไมหว่ันไหวตอหวงสาครคือภพ พอจะขามฝงคือชาติ ชรา มรณะ ชวยพามนุษยและเทวดาใหขามพน” พระกุมารชาลีพระกุมารีกัณหาชินาไดสดับพระดํารัสของพระ เวสสันดรราชฤาษีพระชนกอยางน้ีแลว ทรงดําริวา “พราหมณแกจะ ทํากับเราจะทําอยางไรก็ทําไดตามความชอบใจเถิด เราจะไมกลาวกับ พระบิดาเปนคร้ังท่ีสอง” พระกุมารพระกุมารีทั้งสองจึงทรงโผลพระ เศียรขึ้นมาจากสระโบกขรณีหมอบท่ีหลังพระบาทของพระเวสสันดร พระชนกและยินดีใหพระชนกบริจาคพระองคทั้งสองเปนทาสทานแก พราหมณชูชกน้ันไป น้ีคือบุตรดีธิดาดีท่ีเคารพรักกตัญูรูคุณบิดามารดามากๆ ต้ังอยูในโอวาททําตามความปรารถนาของบิดามารดา พระกุมารชาลี และพระกมุ ารกี ณั หาชนิ าเปน บตุ รธดิ าทแ่ี สนดี และดจี รงิ ๆ ยอมมอบตวั ใหเปนทาสรับใชพราหมณชูชกทนทุกขทรมานตอนถูกเฆี่ยนตีและ ตกระกําลําบากตลอดการเสด็จเดินทางไกล เพื่อใหพระชนก สมปรารถนา ความปรารถนาอยางยิ่งยวดของพระชนกโพธิสัตวนั้น คือบรรลุพระสัพพัญุตญาณชวยเหลือขนร้ือเวไนยสัตวออกจาก สังสารวัฏเวียนวายตายเกิดบรรลุถึงความสุขเกษมศานตนิพพานสงบ ระงับดับเย็นเปนนิรันดร ๑๔๖
พระมหาอุเทน ปญ ญาปรทิ ตั ต พระเวสสนั ดรทรงโสมนสั ยนิ ดจี ะมอบใหบ ตุ รธดิ าเปน ทาสทาน แกพราหมณชูชก และพระโอรสชาลีพระธิดากัณหาชินาก็ทรงโสมนัส ยินดีใหพระชนกบําเพ็ญทานบารมีสมมโนรถปรารถนา แตเหตุการณ กลายกลับตาลปตรพราหมณเฒาชูชกจูงลากเฆี่ยนตีพระกุมาร พระกุมารีไปตอหนาตอตา จึงเกิดทุกขโทมนัสทั้งสองฝาย พระ เวสสันดรพระชนกก็ทรงทุกขโทมนัสพระหฤทัยเดือดเนื้อรอนใจมาก ถงึ กบั ดาํ รจิ ะไปฆา พราหมณช ชู กชงิ เอาตวั พระโอรสพระธดิ ากลบั คนื มา ตองขอพรจากทาวสักกเทวราชภายหลังวา “บริจาคทานไปแลว ขอ หมอมฉันอยาเดือดเน้ือรอนใจในภายหลัง” พระโอรสชาลีพระธิดา กัณหาชินาก็ทรงกรรแสงร่ําไหครํ่าครวญถึงกับตัดพอตอวาพระชนกท่ี เคารพรักน้ัน ถือเปนเร่ืองธรรมดาท่ีจะเกิดเหตุการณแบบน้ี แตความ สําคัญคือทรงโสมนัสยินดีทั้งสองฝาย ไมไดหมายความวาพระธิดา กัณหาชินาไมพึงพอใจพระชนกท่ีบริจาคพระองคไป จึงไมเกิดมาเปน พระธิดาของเจาชายสิทธิทธัตถะพระโพธิสัตวในชาติสุดทาย ตามที่ ชาวพุทธหลายคนเขาใจกัน พระเวสสันดรราชฤาษีทรงบริจาคพระโอรสพระธิดาใหเปน ทาสทานแกพราหมณชูชกไป อยูในความสงสัยของคนท่ัวไปมานาน แลววา ทําไดอยางไร ไมนาจะทําไดเลย อรรถาธิบายในเบ้ืองตนคง พอใหคําตอบคล่ีคลายความสงสัยได แตนัยหนึ่งท่ีควรพิจารณา คือ สังคมโบราณสมัยน้ันมิไดลมเลิกระบบทาส บุตรธิดาภรรยาถือวาเปน วัตถุสิ่งของอยูในการครอบครองของสามีผูเปนเจาของ บิดาหรือสามี สามารถบริจาคใหแกใครก็ได แมใหไปเปนทาสรับใชก็ตาม คาดวาไม ๑๔๗
พระเวสสนั ดรเจา แหง ทาน นาจะเปนกรณีเดียวท่ีพระเวสสันดรบริจาคพระโอรสพระธิดามอบให เปน ทาสแกพ ราหมณช ชู ก คนโบราณสมยั นนั้ คงขายบตุ รธดิ าของตนให เปน ทาสแกค นอนื่ เพอ่ื แลกเอาทรพั ยน บั เปน จาํ นวนมากกลบั มาเหมอื น กัน ดังพระดํารัสของพระกุมารชาลีกราบทูลพระชนกวา “เสด็จพอ พราหมณแกคนน้ีอาจฆาหรือขายหมอมฉันสองพี่นองเปนแน” น้ีแสดงใหเห็นวา การซื้อขายทาส การคามนุษยทํากันอยู ในสมัยนั้นจริงๆ แมขายทาสคามนุษยได แตก็สามารถใชทรัพยไถ ตัวนํากลับคืนมาไดเหมือนกัน นี้ถือเปนเร่ืองปกติ แตผิดปกติกลาย เปนขอครหากลาววาตําหนิติเตียน เมื่อพระเวสสันดรผูเปนขัตติยราช ชาติกษัตริยแทๆ กลับบริจาคพระโอรสพระธิดาใหเปนทาสทานแก พราหมณชูชกไป ขอสังเกตอยางหน่ึง พระเวสสันดรทรงต้ังราคาพระโอรส พระธิดาไวมาก คนทั่วไปไมสามารถใชทรัพยจํานวนมาก ชาง มา อยางละ ๑๐๐ ตัวเปนตน มาไถตัวพระกุมารพระกุมารีได จะตองเปน กษัตริยเทาน้ัน พระเวสสันดรคงไมไดดําริวาจะเปนพระเจาสญชัย พระราชบิดาของพระองค หากแตยินดีใหเปนกษัตริยพระองคใด ก็ได ทั้งนี้ เพ่ือปองกันการซื้อขายในราคาถูก พระกุมารพระกุมารีจะ ตกระกําลําบาก หากมิไดอยูในมือของกษัตริยจริงๆ บางคนอาจคิดวาพระเวสสันดรตั้งเง่ือนไขไวสําหรับใหไปถึง พระเจาสญชัยเพ่ือทรงใชพระราชทรัพยจํานวนมากไถตัวพระกุมาร พระกุมารีรับกลับคืนมาหรือเปลา จะกลายเปนการลวงบริจาคเทียมๆ ๑๔๘
พระมหาอเุ ทน ปญญาปรทิ ตั ต บริจาคไมจริง ไมขาดไหม เรียกวา ทําบุญไมขาด (ทําบุญยังเสียดาย หวังอะไรบางอยาง ชื่อวาทําบุญไมขาด) แทจริงวิสัยของพระโพธิสัตว มิไดเปนเชนน้ัน เมื่อบริจาคสิ่งใดส่ิงหน่ึงแมเปนพระราชสมบัติก็ตาม ก็เหมือนบวนกอนเขฬะนํ้าลายออกจากพระโอษฐ ไมทรงคิดเสียดาย อยากไดกลับคืนมาเลย เพราะหากพระโพธิสัตวยังรูสึกเสียดายหวงหา อาลัยอยูก็ไมเกิดผลานิสงสเพื่อบรรลุพระสัพพัญุตญาณ นถ้ี อื เปน เงอ่ื นไขสาํ คญั มากสาํ หรบั การบรรลพุ ระสพั พญั ตุ ญาณ พระโพธิสัตวทุกองคจะตองทํามหาบริจาค ๕ ประการ คือ บริจาค ทรัพย บริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคบุตรธิดา และบริจาคภรรยา พราหมณชูชกตาเฒากักขฬะกระดางรางกายประกอบดวย ลักษณะบุรุษโทษ ๑๘ ประการ ผมเหลือง ตาเหล ตาเหลือกเหลือง จมูกหัก ริมฝปากบนยาว เขี้ยวงอกยาวอยางเข้ียวหมู เปนตน มาทูล ขอพระโอรสพระธิดาจากพระเวสสันดร พระเวสสันดรราชฤๅษียอม ทรงทราบดีวาพระโอรสพระธิดาจะเปนอยางไร ตกระกําลําบากขนาด ไหน เม่ือพราหมณชูชกไดไปเปนทาสรับใชแลว แตเพราะเหตุไรจึง บริจาค เพราะทรงทราบวาจะตองทําตามเง่ือนไขของการบรรลุพระ สัพพัญุตญาณคือบริจาคบุตรธิดา ไมวันใดก็วันหน่ึงจะตองบริจาค อยางแนนอน สวนดีขอน้ีตองยกใหแกพราหมณชูชกดวย เพราะแก กลาเส่ียงภัยบุกปาฝาดงมาทูลขอพระโอรสพระธิดาของพระเวสสันดร ถึงในเว้ิงเขาวงกตซึ่งอันตราย ใครท่ีไหนจะกลามาทูลขอลูกกษัตริย พระเวสสันดรจึงไดสมมโนรถปรารถนาบริจาคพระโอรสพระธิดาให แกพราหมณชูชกในที่สุด ๑๔๙
พระเวสสนั ดรเจา แหงทาน นี้คือฟางเสนสุดทายสําหรับพระโพธิสัตวที่ไดบริจาคบุตร ธิดาตามมหาบริจาค ๕ ประการ คิดวานาจะเสวยพระชาติเปนพระ เวสสันดรสุดทายชาติเดียว เร่ืองการบําเพ็ญบารมีบริจาคบุตรธิดาของ พระโพธิสัตวในชาดกเรื่องกอนๆ ยังไมปรากฏเห็น (ขาพเจาอานไมเจอ หรือเปลา) แมพระเวสสันดรราชฤาษีบริจาคพระปยบุตรพระปยบุตรี ใหแกตาเฒากักขฬะกระดางหยาบคายอยางพราหมณชูชกท่ีถือเปน อลัชชีคนทุศีลต่ําชา (โกหกหลอกลวงเกงมาก) แตก็เกิดอานิสงสเพื่อ ใหไดไปบรรลุส่ิงประเสริฐสูงสุดคือพระสัพพัญุตญาณ จึงเปนขอที่ นาพิจารณาวา เราไมควรตั้งขอรังเกียจกับยาจกวณิพกคนเข็ญใจหรือ คนพิกลพิการวาจะไมทําใหกุศลความดีเกิดข้ึน หากเราจะชวยเหลือ บริจาคทําบุญทําทาน แมกับพระภิกษุสงฆองคเณรเลยก่ึงพุทธกาล มาแลว ซ่ึงดูจะประพฤติพรหมจรรยบริสุทธิ์งดงามไมไดเหมือนพระ ภิกษุสงฆสมัยพุทธกาล มักบกพรองยอหยอน เสื่อมจากอาจารสมบัติ มารยาทและโคจร จนถึงยุคเหลือติดเฉพาะผาเหลืองนอยหอยติ่งหู กระนั้น ทานท่ีถวายใหแกพระสงฆองคเณรผูเปนดังเชนน้ีก็ยังเกิด บุญอานิสงสไดอยู “ดีชั่วอยูที่ตัวของทาน สูงตํ่าอยูที่เราทําตน” หาก เราวางจิตเจตนาเปนกุศลโสมนัสยินดีในทานการใหไวดี เหมือนพระ เวสสนั ดรโพธสิ ตั วท าํ จติ ไวส งู แตท าํ ทานตาํ่ กเ็ กดิ ผลานสิ งสถ งึ ขนาดเปน เหตุปจจัยหนึ่งเพ่ือบรรลุมรรค ผล นิพพานได พราหมณค นหนงึ่ เขา ไปพบพระพทุ ธเจา ทลู ถามวา “พระโคดม ผเู จรญิ ทราบวา พระโคดมบอกวา ทานทใ่ี หแ กเ รา สาวกของเราเทา นน้ั ๑๕๐
พระมหาอุเทน ปญญาปรทิ ัตต เปนบุญมีอานิสงสมาก ทานที่ใหแกคนอื่น สาวกของคนอ่ืน ไมเปนบุญ ไมมีอานิสงสมาก ใชหรือไม” พระพุทธเจาตรัสตอบวา “พราหมณ เราตถาคตหาไดกลาวเชนนั้นไม เรากลาวอยางนี้วา เศษอาหารท่ีเขา โปรยทิ้งลงที่โคลนตม ดวยหวังวาสัตวอยูในโคลนตมนี้จะไดกินกัน ก็ ยังเปนบุญความดีมีอานิสงส” ตามนัยนี้ บุญอานิสงสจะมากจะนอยขึ้นอยูกับปฏิคาหกผูรับ วาสําคัญมากก็จริง แตการทําจิตของทายกผูใหกลับสําคัญยิ่งกวา หากทําจิตใหสูงโสมนัสยินดีใหทานแกคนต่ําชาทุศีลดังยาจกเฒาชูชก ก็ยังเปนบุญอานิสงสสูงได ดังนั้น เวลาจะทําบุญทําทาน อยาคิดมาก ฟางเบาๆ เสนสุดทายสําหรับพระสัพพัญุตญาณ แตก็เปน ฟางเสนที่หนักและหนักมากๆ ดานหนักหนาสาหัสทีเดียว เช่ือวา พระโพธิสัตวทุกพระองคกอนไปบรรลุพระสัพพัญุตญาณสําเร็จเปน พระสัมมาสัมพุทธเจาตองผานดานสําคัญน้ี คือดานบริจาคแกวตา ดวงใจบุตรธิดาท่ีรักย่ิงกวาชีวิต หากพระเวสสันดรไมสามารถทํา พระหฤทัยใหเปนกลางวางเฉยไดดีจริงๆ โกรธแคนกร้ิวถึงกับตามไป ฆาพราหมณชูชก พระชาติตอมาพระสัพพัญุตญาณก็หมดสิทธ์ิบรรลุ ทันที ขอนี้นาพิจารณามากวา มารอุปสรรคปญหามักเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะกับส่ิงสูงสุดท่ีจะไปสูความสําเร็จ อุปสรรคหนักหนาสาหัส ตองเกิดขึ้นขวางกั้นอยางแนนอน ส่ิงมีคุณคามาก อุปสรรคปญหาก็ ยอมยากเปนธรรมดา ไมผานไปไดงายๆ แตเราก็ตองพยายามผานไป ๑๕๑
พระเวสสันดรเจา แหงทาน ใหจ งได อดทนอดกลน้ั โดยเฉพาะสภาพจติ ตอ งพรอ มแขง็ แกรง ประดจุ เหล็กเพชรทีเดียว นับเปนพระหฤทัยยอดเย่ียมของพระเวสสันดรท่ี ทรงอดทนอดกล้ันตอความทุกขโทมนัสอยางเหลือประมาณน้ัน และ สามารถปลอ ยวา งวางอเุ บกขาไดท นั ที นเ้ี ปน อเุ บกขาปรมตั ถบารมขี อง พระโพธิสัตวเวสสันดร เรื่องความเปนบุตรดีธิดาดีมีความเคารพรักกตัญูรูคุณ บิดามารดามาก ความอดทนอดกลั้น ขมจิตขมใจไมไปสูอํานาจแหง โทสะประทุษรายโตตอบ ความปลอยวางวางใจเปนอุเบกขากลางๆ ไม เดือดเน้ือรอนใจ และความโสมนัสยินดีในทานการบริจาค พระกุมาร ชาลีพระกุมารีกัณหา และพระชนกเวสสันดรราชฤๅษีทรงทําใหเปน แบบอยางอยางดีเยี่ยมในกัณฑกุมารท่ี ๘ นี้แลว. ๑๕๒
¡Ñ³±ทÕè ø กุมาร
พราหมณชูชกเดินไปจนถึงริมขอบสระโบกขรณีสี่เหลี่ยม ตามทางที่พระอัจจุตดาบสชี้บอกแลว คิดวา “วันนี้เย็นมากแลว พระนางมัทรีคงเสด็จกลับมา ช่ือวาผูหญิง ยอ มกระทาํ อนั ตรายตอ ทาน พรงุ นเี้ วลาพระนางเสดจ็ เขา ปา เราจงึ คอ ย เขาไปอาศรมเฝาพระเวสสันดรราชฤๅษี ทูลขอพระราชกุมารพระราช กุมารี เม่ือพระนางยังไมเสด็จกลับมาจากปา เราก็จะพาพระราชกุมาร พระราชกุมารีท้ังสองพระองคนั้นหลบหนีไปโดยเร็ว” พราหมณชูชกปนข้ึนไปบนเนินภูผาแหงหนึ่งไมไกลสระ โบกขรณีนั้นเอนกายลงนอนตามสบาย คืนน้ันยามใกลรุง พระนางมัทรีทรงพระสุบินนิมิตวา “ชายคน หน่ึงผิวดํานุงหมผากาสายะสองผืน ทัดทรงดอกไมสีแดงที่หูสองขาง ถืออาวุธตะคอกขูเดินเขาสูบรรณศาลา จับพระชฎาของพระนางฉุด ครามา ผลักพระนางใหลมลงนอนหงายกับภาคพื้น ขณะพระนาง ทรงกรรแสงรํ่าไหอยูน้ัน ก็ควักเอาดวงพระเนตรทั้งสองขางออก และ ตัดพระพาหาทั้งสองขางของพระนางไป มิหนําซ้ําผาพระอุระควักเอา กอนเนื้อพระหทัยซึ่งพระโลหิตไหลหยดอยูหลบหนีไป” พระนางมัทรีทรงตระหนกตกพระทัยต่ืนบรรทมสะดุงกลัว หวาดหวั่นพรั่นพรึง ทรงรําพึงวา
พระเวสสนั ดรเจา แหงทาน “เราฝนราย ช่ือวาผูทํานายความฝนเปนเชนกับพระเวสสันดร ราชสวามีของเรายอมไมมี เราจะขอทูลถามพระองค” ทรงดําริอยางนี้แลวก็เสด็จไปเคาะพระทวารบรรณศาลาของ พระเวสสันดรราชสวามี พระเวสสันดรทรงสดับเสียงเคาะพระทวารนั้นแลว ตรัสถาม วา “นั่นใคร” “หมอมฉันเอง เพคะ มัทรี” “น่ีมัทรี เธอทําลายกติกาวัตรของเราท้ังสองนะ เพราะเหตุไร จึงมาในเวลาที่ไมเหมาะสมเชนน้ี” “ขาแตสมมุติเทพ หมอมฉันมิไดมาเฝาพระองคดวยอํานาจ กิเลส หากแตหมอมฉันฝนราย เพคะ” “ถาอยางน้ันลองเลาใหฟงหนอยซิ” พระนางมัทรีจึงไดเลาภาพนากลัวที่ทรงเห็นในสุบินนิมิต ใหไดทรงสดับ พระเวสสันดรทรงกําหนดพระสุบินนิมิตน้ันแลว ทรง ดําริวา “ทานบารมีของเราจะตองเต็มรอบแนๆ วันน้ียาจกจะมา ขอบุตรและบุตรี เราจะปลอบโยนมัทรีใหเบาใจกลับไป” ทรงดําริอยางน้ีแลว ตรัสวา “มัทรีเอย จิตของเธอขุนมัวนะ เพราะบรรทมหลับไมสนิท อาหารที่เสวยแลวยอยไมดี เธออยาวิตกกังวลไปเลย ฝนรายจะกลาย เปนดี” ๑๕๖
พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปริทตั ต ทรงปลอบโยนพระนางมัทรีใหเบาพระหทัยแลว บอกใหเสด็จ กลับไป รุงเชาพระนางมัทรีทรงทํากิจท่ีควรทําทั้งหมดแลว สวมกอด พระโอรสพระธิดา จุมพิตพระเศียร ประทานโอวาทวา “ลูกรักท้ังสอง ของแม เม่ือคืนนี้แมฝนราย รักษาตัวใหดีๆ นะลูกรัก อยาประมาท” เสด็จไปเฝาพระเวสสันดรราชสวามี ทูลขอใหทรงรับพระโอรส พระธิดาวา “เสด็จพ่ี โปรดคุมครองเด็กสองคนนี้ อยาใหภัยอันตรายใดๆ กล้ํากราย อยาประมาทนะ เพคะ” ทรงถือเสียมและกระเชา ซับนํ้าพระเนตรเสด็จเขาสูปา แสวงหา ผลไมนอยใหญ ฝายตาพราหมณชูชกคิดวา “บัดน้ีพระนางมัทรีคงเสด็จเขาปาไปแลว” ลงจากเนินผามุงหนาไปยังอาศรม เดินตามทางที่เดินได เพียงคนเดียว พระเวสสันดรเสด็จออกมาหนาบรรณศาลาประทับน่ัง ดุจ สุวรรณปฏิมารูปเปรียบดวยทองคําตั้งอยูบนแผนศิลา ฉะนั้น ทรงดําริ วา “บัดน้ียาจกกําลังมา” ประทับทอดพระเนตรทางที่มาของยาจก พระราชโอรส พระราชธิดาทรงเลนอยูใกลๆ พระบาท ขณะทอดพระเนตรทางอยู ๑๕๗
พระเวสสันดรเจา แหงทาน นั้นก็ทรงเห็นพราหมณชูชกกําลังเดินมุงหนามา เหมือนไดยกทานธุระ ท่ีทรงทอดท้ิงมาตลอดระยะเวลา ๗ เดือนขึ้นสูการบําเพ็ญบารมีอีก ครั้ง ตรัสเรียกวา “มาสิ พอพราหมณผูเจริญ เชิญมาเร็วๆ เลย” ทรงโสมนสั พระหฤทยั มากตรสั เรยี กพระชาลรี าชกมุ ารมารบั สง่ั วา “พอชาลีลูกรักของพอ ลุกขึ้นยืนเถิด ยาจกมาในวันนี้เหมือน พวกยาจกมาในครัง้ กอนๆ พอเหน็ เปน เหมือนพราหมณมานะ การเห็น อยางนี้ทําใหพอโสมนัสยินดี พอรูสึกเกษมศานตอยางบอกไมถูก” พระชาลีราชกุมารไดทรงฟงพระราชบิดาตรัสอยางนั้นแลว กราบทูลวา “เสด็จพอ แมเกลากระหมอมก็เห็นเหมือนกัน ผูน้ันปรากฏ เหมือนเปนพราหมณท่ีตองการอะไรสักอยางกําลังเดินมุงหนามา เขา ถือเปนแขกของพวกเรา” คร้ันพระชาลีราชกุมารกราบทูลอยางน้ีแลว ก็ถวายบังคม พระราชบิดาเสด็จลุกขึ้นไปทําปฏิสันถารตอนรับพราหมณชูชก ตรัส ถามถึงการชวยรับเครื่องบริขารตางๆ พราหมณชูชกเห็นพระชาลี ราชกุมาร คิดวา “เด็กคนนี้จะตองเปนพระชาลีราชกุมารพระโอรสของพระ เวสสันดรแนๆ เราจะทําผรุสวาทกับเธอเสียต้ังแตตอนแรกเลยทีเดียว” ชี้นิ้วไลโบยใบบอกใหรูความวา “ถอยไป ถอยไป” ๑๕๘
พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปริทัตต พระชาลีราชกุมารรีบหลบไปทางหนึ่ง ทรงดําริวา “ตา พราหมณแกคนนี้ชางกักขฬะหยาบกระดางเหลือเกิน” ทอดพระเนตรสรีระของพราหมณชูชกเห็นลักษณะบุรุษ โทษ ๑๘ ประการ ฝายพราหมณชูชกก็เดินเขาไปเฝาพระเวสสันดร โพธิสัตวถึงท่ีประทับ ถวายบังคม น่ังอยู ณ ท่ีควร เม่ือจะกระทํา ปฏิสันถาร จึงทูลวา “ขาแตสมมุติเทพ พระองคทรงเกษมสําราญไรพระโรคาพาธ แลหรือ พระองคทรงยังอัตภาพใหเปนไปดวยผลไมนอยใหญไดดีหรือ ผลหมากรากไมคงมีอยูมากมาย เหลือบ ยุง ร้ิน ไร และสัตวเลื้อย คลานคงมีอยูนอย พวกพาลมฤคดุรายอยูภายในปามากมายคงมิได เบียดเบียนพระองคหรอกกระมัง” พระเวสสันดรโพธิสัตว เม่ือจะทรงทําปฏิสันถารกับพราหมณ ชูชกบาง จึงตรัสวา “พอพราหมณ เราสุขสบายดี ไมมีโรคภัยไขเจ็บเบียดเบียน เรายังอัตภาพใหเปนไปดวยผลไมนอยใหญไดดี ผลหมากรากไมมีอยู มากพอสมควร อน่ึง ยุง เหลือบ ร้ิน ไร และสัตวเลื้อยคลานก็มีอยูบาง แตไ มม าก พวกพาลมฤคดรุ า ยอยใู นปา มากมายมไิ ดเ บยี ดเบยี นเรา เมอ่ื พวกเราพากันมาอยูในปา ดํารงชีวิตอยูอยางรันทดตลอดระยะเวลา ๗ เดือน เราเพิ่งเห็นพราหมณผูมีเพศประเสริฐ ถือไมเทาสีดุจผล มะตูมสุก ถือภาชนะสําหรับบูชาไฟ และหมอนํ้านี้เปนคร้ังแรก ๑๕๙
พระเวสสันดรเจา แหง ทาน พอพราหมณ ทานมาดีแลว ทานมาจากท่ีไกลก็เหมือนใกล เชิญขางในเถิด ขอใหทานจงเจริญๆ ลางเทาเสียกอนสิพอพราหมณ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเมา เล็กๆ นอยๆ เหลานี้ยังเหลืออยูบาง เชิญทานเลือกบริโภคเฉพาะผลไมดีๆ เชิญ นํ้าด่ืมเย็นซึ่งไหลมาจากซอกเขา ถาทานปรารถนา” คร้ันตรัสอยางน้ีแลว ทรงดําริวา “พราหมณแกคนนี้คงไมมาสูปาใหญโดยไมมีธุระอะไรแนๆ เราจะถามธุระท่ีแกมาดีกวา จะไดไมเสียเวลา” ตรัสถามวา “พอพราหมณ ทานมาถึงปาใหญนี้มีธุระอะไร เราถามทาน แลว จงบอกเถิด” พราหมณชูชกทูลตอบวา “หวงน้ําเต็มเปยมอยูตลอดเวลา ยอมไมมีวันเหือดแหง ฉันใด พระองคก็ทรงมีพระหฤทัยเต็มเปยมดวยพระราชศรัทธายอมไมมีวัน เหือดหาย ฉันน้ัน ขาแตสมมุติเทพ ขาพระบาทมาทูลขอพระโอรสพระ ธิดาของพระองค ขอพระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทาน พระโอรสพระธิดาแกขาพระบาทผูทูลขอดวยเถิด พระเจาขา” พระเวสสันดรโพธิสัตวไดสดับคําทูลขอของพราหมณชูชกนั้น แลวก็ทรงโสมนัสพระหฤทัยยังเชิงบรรพตใหสะเทือนเล่ือนล่ันหว่ัน ไหว ดุจบุคคลวางถุงเงินเต็มดวยเหรียญกษาปณพันหน่ึงลงในมือของ คนท่ีเหยียดแขนออกรับ ฉะนั้น ตรัสวา ๑๖๐
พระมหาอุเทน ปญ ญาปริทตั ต “พอพราหมณ เราไมหว่ันไหวเลย ยินดียกพระโอรสพระธิดา ท้ังสองใหแกทาน ทานจงเปนใหญนําพาไปเถิด พระนางมัทรีราชบุตรี เสด็จเขาสูปา เพ่ือแสวงหาผลไมนอยใหญต้ังแตเชา จะเสด็จกลับมาใน ยามเย็น พอพราหมณ เชิญทานพักคางแรมสักคืนหน่ึงกอนเถิด พรุงน้ี เชา จงึ คอ ยไป ทา นจงจงู พระราชกมุ ารพระราชกมุ ารซี ง่ึ พระมารดาของ เธอใหสรงสนาน จุมพิตพระเศียร ประดับดวยระเบียบดอกไมแลว พาเดินไปตามมรรคาท่ีดารดาษดวยบุปผชาตินานาชนิด อบอวลดวย สุคนธชาติตางๆ และเกล่ือนกลนดวยมูลผลาหารเถิด” พราหมณชูชกทูลวา “ขาแตพระผูเปนจอมชน ขาพระบาทไมชอบใจการพักคาง แรมเลย ชอบใจการจากไปเสียมากกวา แมจะมีภัยอันตรายสักเพียงใด ขาพระบาทก็ตองไปใหได เพราะสตรีท้ังหลายไมสมควรแกการขอเลย พวกเธอมักทําอันตรายตอมนตรา ชอบถือเอาส่ิงของท้ังหมดโดยความ ไมเอื้อเฟอ เมื่อพระองคทรงบําเพ็ญทานดวยพระราชศรัทธาแลว อยา ไดทรงเห็นพระมารดาของพระปโยรสทั้งสองพระองคเลย พระมารดา จะทําอันตราย ขาพระบาทจะตองรีบไปทีเดียว ขอพระองคโปรดตรัส เรียกพระโอรสพระธิดาท้ังสองพระองคมาเถิด พระโอรสพระธิดาท้ัง สองพระองคน น้ั อยา ไดพ บเหน็ พระมารดาเลย เมอ่ื พระองคท รงบรจิ าค ทานดวยพระราชศรัทธาแลว เช่ือแนวา บุญกุศลยอมรุงเรืองไปท่ัว ขาแตพระเวสสันดรราชฤๅษีผูมีพระหฤทัยสูงสง ขอพระองค โปรดตรัสเรียกพระราชบุตรพระราชบุตรีทั้งสองพระองคนั้นมาโดย เร็วเถิด พระราชบุตรพระราชบุตรีทั้งสองพระองคอยาไดพบเห็น ๑๖๑
พระเวสสันดรเจา แหง ทาน พระมารดาเลย พระองคพระราชทานทรัพยแกยาจกเชนขาพระบาท แลวจะไดเสด็จขึ้นสูสุคติสรวงสวรรคอยางแนนอน พระเจาขา” พระเวสสันดรตรัสวา “พอพราหมณผูเจริญ ถาทานไมประสงคพบพระเทวีผูมี วัตรงามของเราก็ไมเปนไร แตทานควรเดินทางเขาไปพระบรมมหา- ราชวัง ทูลเกลาฯ ถวายพระชาลีราชกุมารพระกัณหาราชกุมารีท้ัง สองพระองคน้ีแดพระเจาสญชัยผูเปนพระอัยกาเถิด พระเจาสญชัย อัยกาเจาทอดพระเนตรพระราชกุมารพระราชกุมารีผูมีเสียงไพเราะ เจรจานารักทั้งสองพระองคน้ีแลว จะทรงปติยินดีโสมนัสพระหฤทัย พระราชทานทรัพยแกทานเปนจํานวนมาก” พราหมณชูชกทูลวา “ขาแตพระราชบุตร ขาพระบาทกลัวตอขอหาวาชวงชิง พระราชกมุ ารพระราชกมุ ารหี ลบหนไี ป พระเจา สญชยั มหาราชจะรบั สง่ั ใหจับขาพระบาทกักขังไว ขอพระองคโปรดฟงขาพระบาทกอนเถิด พระเจา สญชยั มหาราชจะพระราชทานตวั ขา พระบาทแกพ วกอาํ มาตย เพื่อลงโทษทัณฑ หรือไมก็ตองขอใหขาพระบาทขายพระโอรสพระ ธิดา พระราชทานทรัพยแลว รับส่ังใหประหารชีวิตท้ิงเสีย ขาพระบาท ปราศจากทรัพยสมบัติ ทาสและทาสีไมได ประเด๋ียวนางพราหมณี อมิตตตาคนงามของขาพระบาทจะโกรธแคนตําหนิติเตียนดาวาเอา” พระเวสสันดรตรัสวา “พอพราหมณผูเจริญ จงเช่ือเราเถิด พระเจาสญชัยมหาราช ๑๖๒
พระมหาอเุ ทน ปญญาปริทัตต เจาผูปกครองรัฐสีพีใหเจริญรุงเรือง ทรงดํารงม่ันอยูในทศพิธราชธรรม พระองคทอดพระเนตรพระราชกุมารพระราชกุมารีผูมีเสียงไพเราะ เจรจานารักทั้งสองพระองคน้ีแลว ยอมทรงปติยินดีโสมนัสพระหฤทัย พระราชทานทรัพยแกทานเปนจํานวนมากอยางแนนอน” พราหมณชูชกทูลวา “ขาแตพระผูเปนจอมชน ขาพระบาทไมสามารถทําตามพระ กระแสรบั สง่ั ได พระเจา ขา ขา พระบาทจะตอ งรบี พาพระราชกมุ ารพระ ราชกุมารีท้ังสองพระองคนั้นไปรับใชนางพราหมณีอมิตตตาโดยเร็ว” พระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารีไดสดับผรุสวาท รายกาจของตาพราหมณชูชกนั้นแลว ก็ทรงหว่ันวิตกหวาดกลัวมาก รีบเสด็จไปหลบอยูดานหลังบรรณศาลา แลวหนีไปจากท่ีน้ัน ซอนองค อยูภายในพุมไม พระวรกายสั่นทอดพระเนตรเห็นพระองคเหมือนถูก พราหมณชูชกมาฉุดลากออกจากท่ีน้ันไป เม่ือไมสามารถยับยั้งอยูใน ทใ่ี ดๆ ได กท็ รงวง่ิ หนไี ปทางโนน บา งทางนบ้ี า ง เสดจ็ ไปถงึ สระโบกขรณี สี่เหล่ียม ทรงนุงผาเปลือกไมไวม่ัน รีบเสด็จลงไปในนํ้าเอาใบบัวมาปด พระเศียรไว ประทับน่ิงแชพระองคอยูในน้ําน้ัน” ฝายตาพราหมณชูชกมองไมเห็นพระราชกุมารพระราชกุมารี ท้ังสองพระองคเลย จึงรุกรานพระเวสสันดรโพธิสัตววา “ขาแตพระเวสสันดรเจา พระองคพระราชทานพระราชกุมาร พระราชกุมารีทั้งสองพระองคแกขาพระบาทแลว ครั้นขาพระบาท ทูลวาจะไมยอมไปเชตุดรราชธานีอยางเด็ดขาด จะรีบพาไปรับใชนาง ๑๖๓
พระเวสสันดรเจา แหงทาน พราหมณีอมิตตตาเทาน้ันแหละ พระองคก็ใหสัญญาณโบกไมโบกมือ สงซิกบอกพระโอรสพระธิดาใหรูความหลบหนีไปโดยเร็ว บัดน้ียังทํา เปนไขสือน่ังน่ิงเหมือนทองไมรูรอน คนพูดมุสาเชนพระองคเห็นทีจะ ไมมีในโลก” พระเวสสันดรโพธิสัตวไดสดับความน้ันแลวก็ทรงตกพระทัย มาก ทรงดําริวา “ลูกรักสองคนน้ันคงหลบหนีไปแลว” รับสั่งวา “พอ พราหมณเอย ทา นอยาวิตกกังวลคดิ มากเลย เราจะพาตวั ลูกรักสองคนน้ันมามอบใหทานเอง” คร้ันตรัสอยางนี้แลวก็ทรงลุกขึ้นเสด็จไปดานหลังบรรณศาลา ทรงทราบวาพระโอรสพระธิดาเสด็จไปหลบอยูในพุมไมและสระ โบกขรณี จึงเสด็จตามไปถึงพุมไมและสระโบกขรณี ทอดพระเนตร รอยพระบาทเสด็จลงสูน้ํา ก็ทรงทราบวา พระโอรสพระธิดาเสด็จลง ไปประทับยืนอยูในนํ้าน้ัน ตรัสเรียกวา “พอชาลีๆ” “พอชาลีพระลูกรักของพอ ขึ้นมาจากสระนํ้าเถิดลูก จงมา เพ่ิมพูนบารมีของพอใหเต็มเปยม ชวยโสรจสรงดวงหทัยของพอให เย็นฉํ่า ทําตามคําของพอนะลูก ขอพระลูกรักจงเปนดังยานนาวา ของพอ ไมหวั่นไหวตอสาครคือภพ พอจะขามฝงคือชาติ ชรา มรณะ ยังมนุษยน้ีพรอมท้ังเทวดาใหขามพน” ๑๖๔
พระมหาอเุ ทน ปญญาปริทัตต โอ ชาลีลูกรักของพอเอย ลูกอยาเลยลวงลาขึ้นมาหนอ จงเติมเต็มบารมีดีงามพอ หทัยพอรูต่ืนแสนชื่นบาน เม่ือลูกโสรจสรงใหดังใจหวัง ทําตามส่ังสอนวาอยางกลาหาญ ลูกเปนดั่งลํานาวาโสภายาน พายพนผานภพสาครท่ีรอนรน พอจะขามฝงคือชาติชรานี้ ส้ินทุกขท่ีทวมทับทุกแหงหน พามนุษยเทวดาประชาชน พบสุขลนเกษมสันตนฤพาน ฯ พระชาลีราชกุมารไดสดับพระดํารัสของพระราชบิดาอยางน้ัน แลว ทรงดําริวา “พราหมณแกจะทํากับเราอยางไรก็จงทําอยางน้ันตามความ ชอบใจเถิด เราจะไมกลาวกับพระราชบิดาเปนครั้งท่ีสอง” ทรงโผลพระเศียรแหวกใบบัวเสด็จขึ้นมาจากสระนํ้า หมอบ แทบพระบาทเบ้ืองขวาของพระเวสสันดรพระโพธิสัตว กอดขอ พระบาทไวแนน ทรงกันแสงร่ําไห พระเวสสันดรตรัสถามพระชาลีราชกุมารวา “พอชาลีพระลูกรักของพอ นองสาวของลูกอยูไหน” พระชาลีราชกุมารทูลตอบวา “เสดจ็ พอ เมอ่ื ยามเกดิ ภัยอันตราย สัตวทัง้ หลายยอ มรกั ษาตวั เปนธรรมดา” พระเวสสันดรทรงทราบวา “ลูกท้ังสองของเราคงนัดแนะกัน ไว” จึงตรัสเรียกวา “แมกัณหาๆ” ๑๖๕
พระเวสสนั ดรเจาแหง ทาน แมกัณหาพระลูกรักของพอ ขึ้นมาจากสระน้ําเถิดลูก จงมา เพ่ิมพูนบารมีของพอใหเต็มเปยม ชวยโสรจสรงดวงหทัยของพอให เย็นฉํ่า ทําตามคําของพอนะลูก ขอพระลูกรักจงเปนดังยานนาวา ของพอ ไมหว่ันไหวตอสาครคือภพ พอจะขามฝงคือชาติ ชรา มรณะ ยังมนุษยนี้พรอมท้ังเทวดาใหขามพน” โอ กัณหาลูกรักของพอเอย ลูกอยาเลยลวงลาขึ้นมาหนอ จงเติมเต็มบารมีดีงามพอ หทัยพอรูต่ืนแสนชื่นบาน เมื่อลูกโสรจสรงใหดังใจหวัง ทาํ ตามสง่ั สอนวา อยา งกลา หาญ ลูกเปนดั่งลํานาวาโสภายาน พายพนผานภพสาครที่รอนรน พอจะขามฝงคือชาติชรานี้ สิ้นทุกขท่ีทวมทับทุกแหงหน พามนุษยเทวดาประชาชน พบสุขลนเกษมสันตนฤพาน ฯ พระกัณหาราชกุมารีไดสดับพระดํารัสของพระราชบิดา อยางนั้นแลว ทรงดําริวา “พราหมณแกจะทํากับเราอยางไรก็จงทํา อยางนั้นตามความชอบใจเถิด เราจะไมกลาวกับพระราชบิดาเปนคร้ัง ท่ีสอง” ทรงโผลพระเศียรแหวกใบบัวเสด็จขึ้นมาจากสระนํ้า หมอบ แทบพระบาทเบอ้ื งซา ยของพระเวสสนั ดร กอดขอ พระบาทไวแ นน ทรง กันแสงรํ่าไห พระอัสสุชลของพระราชกุมารพระราชกุมารีท้ังสองหยด ตกลงบนหลงั พระบาทของพระเวสสนั ดร ซง่ึ มวี รรณะดจุ ดอกปทมุ บาน พระอัสสุชลของพระเวสสันดรก็หยดตกลงบนพระปฤษฏางคของพระ ราชกุมารพระราชกุมารีทั้งสอง ซ่ึงเปนเชนกับแผนทองคํา ฉะนั้น ๑๖๖
พระมหาอเุ ทน ปญญาปรทิ ตั ต พระเวสสันดรโพธิสัตวทรงหวั่นไหว พระหฤทัยกวัดแกวงสลด หดหูมาก ทรงลูบพระปฤษฏางคของพระราชกุมารพระราชกุมารีท้ัง สองดวยฝาพระหัตถอันออนนุม ทรงใหพระราชกุมารพระราชกุมารี ทั้งสองเสด็จลุกขึ้นยืน ทรงปลอบโยนแลว ตรัสวา “พอชาลีแมกัณหาพระลูกรักท้ังสองเอย ลูกรักท้ังสองไมรู หรอกหรือวา พอครวญคํานึงถึงทานบารมีของพอสักเพียงไร ขอลูกรัก ท้ังสองจงยังอัธยาศัยของพอใหเต็มบริบูรณเถิด” คร้ันตรัสอยางนี้แลวก็ประทับยืนกําหนดราคาพระราชบุตร พระราชบุตรี ดุจนายโคบาลตีราคาโคของตน ฉะนั้น ทรงเรียกพระ โอรสพระธิดามาตรัสวา “พอชาลีพระลูกรักเอย ถาลูกรักใครจะปลดเปลื้องตนออก จากความเปนทาสมาสูความเปนไท ลูกรักตองมอบทองคําพันแทง ใหแกพราหมณชูชกน้ันไป กนิษฐภคินีของลูกรักทรงพระรูปอุดม คน เกิดในสกุลชาติต่ําตอยจะใหทรัพยเพียงเล็กนอยแกพราหมณชูชก ทํากนิษฐภคินีของลูกรักใหเปนไทไมได ยกเวนพระราชา ใครจะใหส่ิง ท้ังปวงอยางละ ๑๐๐ ยอมเปนไปไมได เพราะเหตุน้ัน ถากนิษฐภคินี ของลูกรักใครจะปลดเปล้ืองความเปนทาสมาสูความเปนไทใหแกตน จะตองใหสิ่งท้ังปวงอยางละ ๑๐๐ คือ ทาส ๑๐๐ นาย ทาสี ๑๐๐ นาง ชาง ๑๐๐ เชือก มา ๑๐๐ ตัว โค ๑๐๐ ตัว และทองคํา ๑๐๐ แทง แกพราหมณชูชกนั้น แลวปลดเปลื้องตนออกจากความเปนทาสมาสู ความเปนไทเถิด” ๑๖๗
พระเวสสนั ดรเจาแหง ทาน พระเวสสนั ดรโพธสิ ตั วท รงกาํ หนดราคาพระราชกมุ ารพระราช กุมารีทั้งสองอยางน้ีแลว ก็พาเสด็จกลับมาอาศรม ประทับน่ังบนแผน ศิลาหนาบรรณศาลา จับพระเตาน้ํายกชูข้ึน ทรงเรียกพราหมณชูชก มาวา “มาน่ีสิ พอพราหมณผูเจริญ” ทรงหลงั่ นํ้าทกั ษิโณทกลงบนมือของพราหมณช ูชก ทาํ ใหเ น่อื ง ถึงพระสัพพัญุตญาณ ตรัสวา “พอพราหมณผูเจริญ พระสัพพัญุตญาณยอมเปนที่รักยิ่ง กวาบุตรและบุตรีผูเปนที่รักนี้รอยเทาพันเทาแสนเทา” ทรงปลาบปลื้มโสมนัสพระหฤทัยมาก เมื่อจะทรงยังมหาปฐพี ใหสะเทือนเล่ือนลั่นหว่ันไหวก็ไดพระราชทานพระราชโอรสพระราช ธิดาใหเปนทานอันอุดมแกพราหมณชูชกน้ันไป เมื่อพระเวสสันดรราชฤๅษีพระราชทานพระปยบุตรท้ังสองให เปนทานอันอุดมแกพราหมณชูชกแลว ก็เกิดเหตุอัศจรรยนาสะพรึง กลัวขนพองสยองเกลา มหาปฐพีกัมปนาทครืนครั่นสะเทือนเล่ือนลั่น หวั่นไหว พระเวสสันดรโพธสิ ตั วท รงบําเพ็ญปย บุตรทานแลว ยงั พระปต ิ โสมนัสใหเกิดข้ึนวา “โอ ทานเราไดใหดีแลวหนอ” เสด็จลุกข้ึนประทับยืนทอด พระเนตรพระราชกุมารพระราชกุมารีท้ังสองพระองคน้ันที่กําลังจะลา จากไป ๑๖๘
พระมหาอุเทน ปญ ญาปรทิ ัตต ฝายตาพราหมณชูชกผูรายกาจพอไดรับพระราชทานพระ ปโยรสทั้งสองพระองคสมความปรารถนาแลว ก็เอาปากกัดเถาวัลย มัดขอพระหัตถเบ้ืองขวาของพระชาลีราชกุมารรวมกับขอพระหัตถ เบือ้ งซายของพระกณั หาราชกมุ ารี จบั ปลายเถาวลั ยน ัน้ เฆ่ยี นตีตอหนา พระที่นั่งของพระเวสสันดรพาเขาไปสูพงไพรทันที พระฉวีวรรณของพระชาลีและพระกัณหาตรงที่ถูกตีแลวๆ ปริแตกเปนแผลไดเลือดไหลซิบ พระชาลีและพระกัณหาตางก็เอา พระปฤษฎางคเขารับไมเรียวท่ีเฆี่ยนตีแทนกันและกัน ขณะนน้ั ตาพราหมณช ชู กพลาดลม ลงบนทางทเี่ ปน หลมุ เปน บอ แหงหนึ่ง เถาวัลยแข็งๆ หลุดออกจากพระหัตถออนๆ พระราชกุมาร พระราชกุมารีทรงกันแสงรีบเสด็จหนีไปหาพระเวสสันดร พระเนตร นองดวยพระอัสสุชล พระชาลีราชกุมารทรงชะเงอมองพระราชบิดา ท่ีประทับยืนอยู พระวรกายส่ันดุจใบโพธิ์ตองลมแรง ถวายบังคมแลว กราบทูลวา “เสด็จพอ ขอใหเสด็จแมกลับมาจากปากอนไดไหม เสด็จพอ จึงคอยประทานหมอมฉันทั้งสองแกพราหมณชูชกไป ขอเสด็จพออยา เพิง่ ประทานเลย รอจนกวา เสดจ็ แมจะเสดจ็ กลับมากอ นเถดิ พราหมณ ชูชกจะตองขายหรือฆาหมอมฉันท้ังสองเปนแน พราหมณเฒาผูนี้ ประกอบดวยลักษณะบุรุษโทษ ๑๘ ประการ คือ ผมสีเหลือง ตาเหล ตาเหลือกเหลือง จมูกหัก ริมฝปากบนยาว เขี้ยวงอกออกจากริมฝปาก ยาวดงั เขย้ี วหมู นาํ้ ลายไหล หนวดสเี หมอื นทองแดง คอเอยี ง ผวิ กระดาํ ๑๖๙
พระเวสสนั ดรเจา แหง ทาน กระดาง ขนข้ึนตามตัวดกและหยาบ เสนเอ็นข้ึนสะพร่ัง ทองโตดังหมอ หลังคอม หลังโกง เอวคด ตีนแบ เล็บเนา ปลีนองยอยยาน ขากาง เดินตีนล่ันดังเผาะๆ นุงหมหนังเสือเหลือง เปนดังอมนุษยนากลัว แกเปนยักษกินเลือดกินเน้ือ ออกจากหมูบานมาสูปาทูลขอทรัพยกับ เสด็จพอ เสด็จพอ เสด็จพอมิไดทอดพระเนตรหมอมฉันท้ังสองถูกแก ดุจปศาจพาไปหรอกหรือ พระหฤทัยของเสด็จพอชางแข็งเหลือเกิน เหมือนเหล็กทีเดียว พราหมณชูชกผูแสวงหาทรัพยนี้รายกาจมาก มัด และเฆ่ียนตีหมอมฉันท้ังสองเหมือนนายโคบาลตีฝูงโค เสด็จพอไม ทรงทราบหรอกหรือวา นองกณั หาควรอยู ณ ทนี่ ้ี ไมค วรใหออกไปไหน เพราะเธอยังเล็กนักไมรูจักทุกขเลยสักนิด ลูกมฤคีที่ยังกินนมถูก พรากออกจากฝูงยอมรองไหเรียกหาแมขอกินนม ฉันใด นองกัณหา มองไมเห็นพระมารดาก็จะกันแสงร่ําไหรองเรียกหาเหี่ยวแหงส้ินชีพ ไป ฉันนั้น” เมื่อพระชาลีราชกุมารกราบทูลถึงขนาดนี้ พระเวสสันดร โพธิสัตวก็ยังประทับยืนนิ่ง มิไดตรัสอะไรๆ เลย พระชาลีราชกุมาร เม่ือทรงครํ่าครวญหาปรารภถึงพระชนนี จึงตรัสวา “ความทุกขของหมอมฉันเห็นปานนี้ ไมสูกระไร ลูกผูชายพอ ทนไหว แตค วามทุกขท ห่ี มอ มฉนั มิไดพ บเหน็ เสดจ็ แมน ี่สิ เปน ความทกุ ข ยิ่งกวาความทุกขเห็นปานนี้เสียอีก เสด็จแมทอดพระเนตรไมเห็น กัณหาราชกุมารีผูงดงามนาดูนาชมจะกลายเปนคนกําพราทรงกันแสง ร่ําไหอยูภายในอาศรมเพียงพระองคเดียว ๑๗๐
พระมหาอเุ ทน ปญ ญาปริทตั ต เสด็จแมจะกลายเปนคนกําพราทรงกันแสงรํ่าไหตลอดราตรี ยาวนาน และจะเหี่ยวแหงไปในกึ่งราตรีหรือท่ีสุดแหงราตรี ดุจแมน้ํา นอยเหือดแหงไปในคิมหันตฤดูท่ีแสงแดดแผดรอน ฉะนั้น วันนี้หมอมฉันทั้งสองจะละรุกขชาติตางๆ ไมยาง ไมหวา ตนไทรซึ่งมีรากหอยยอย ละรุกขชาติมีผลตางๆ ตนขนุน ตนมะหาด ตนมะขวิด ละสวนและสระนํ้าที่เคยลงเลน ละบุปผชาติตางๆ ท่ีเคย ทัดทรง ละผลไมตางๆ ท่ีเคยบริโภค และละตุกตาชาง ตุกตามา ตุกตาโคท่ีเสด็จพอทรงเคยปนประทานใหเลน เสด็จพอ ขอเสด็จพอโปรดรับส่ังกับเสด็จแมวา หมอมฉันท้ัง สองสามารถอดทนอดกล้ันไดสบายดี ขอใหเสด็จพอจงทรงมีความ สุขเกษมสําราญเถิด ขอเสด็จพอโปรดประทานตุกตาชาง ตุกตามา ตุกตาโคของเลนของหมอมฉันท้ังสองแดเสด็จแมดวย เสด็จแมทอด พระเนตรของเลน เหลา นแ้ี ลว จะทรงบรรเทาความเศรา โศกเสยี พระทยั ได” เมื่อพระชาลีราชกุมารทรงครํ่าครวญอยูอยางน้ี ตาพราหมณ ชูชกก็กลับมาจูงเอาพระราชกุมารพระราชกุมารีมัดเฆี่ยนตีตอหนา พระที่นั่งของพระเวสสันดรพาตัวไป ความเศราโศกเพราะหวงหาอาทรถึงพระโอรสพระธิดาได บังเกิดแกพระเวสสันดรโพธิสัตวอยางแรงกลา กอนเนื้อพระหฤทัย รอนรุม ทรงหวั่นไหวเพราะความเศราโศก ดุจชางพลายตกมันถูก ไกรสรราชสหี จ บั ไว ดจุ ดวงจนั ทรห ลบเขา ไปอยใู นปากของอสรุ นิ ทราหู ๑๗๑
พระเวสสนั ดรเจา แหง ทาน ไมสามารถจะดํารงอยูในภาวะของพระองคได พระเนตรนองดวย พระอัสสุชลเออลนไหลออกมาเสด็จเขาสูบรรณศาลาทรงปริเทวนา การอยางนาสงสารวา “วนั นพี้ ระโอรสพระธดิ าทงั้ สองจะเปน อยา งไรบา งหนอ รอ งไห หิวกระหาย หวาดกลัว ยามเย็นใครจะใหอาหารเสวย เธอท้ังสองคง รอ งขออาหารวา เสดจ็ แมจ า หมอ มฉนั ทง้ั สองหวิ แลว ขอเสดจ็ แมโ ปรด ประทานอาหารแกห มอ มฉนั ทง้ั สองเถดิ เธอทงั้ สองดาํ เนนิ ดว ยพระบาท เปลา มิไดส วมฉลองพระบาทเลย จะเดินไปทางไหนหนอ เม่ือพระบาท ของพระโอรสพระธิดาระบม ใครจะจูงพระหัตถของเธอทั้งสองพาไป พราหมณชูชกเฆี่ยนตีลูกรักท้ังสองตอหนาตอตาเราอยางไมปรานี แกตาพราหมณชั่วรายชางไมอดสูแกใจบางเลย แกเจาอลัชชีไมมี ยางอายชางบังอาจนัก คนท่ีมีความอดสูแกใจจะกลาเฆ่ียนตีทาส และทาสีท่ีเราสละใหหรือ อีตาชูชก แกลงแสเฆี่ยนตีลูกรักทั้งสองของ ขาตอหนาตอตาทีเดียว ดุจคนหาปลาเฆ่ียนตีปลาท่ีติดอยูท่ีปากแห” ความปริวิตกไดบังเกิดแกพระเวสสันดรโพธิสัตว ดวยความ อาทรในพระโอรสและพระธิดาอยางน้ีวา “พราหมณชูชกน้ีมัน เบียดเบียนลูกรักทั้งสองของเราเหลือเกิน” ไมอาจอดกลั้นความเศรา โศกไวได ทรงดําริวา “เราจะเหน็บพระแสงขรรคถือคันศรธนูตาม ไปฆาตาพราหมณชูชกนั้นเสีย พาตัวลูกรักท้ังสองกลับคืนมา เพราะ การที่ลูกรักท้ังสองถูกเบียดเบียนนําความทุกขโศกมาให” แตทันใด น้ันกลับไดสติระลึกวา ๑๗๒
พระมหาอเุ ทน ปญญาปริทตั ต “แมลูกรักท้ังสองถูกเบียดเบียนอยางหนักลําบากมากก็จริง แตน่ันก็ไมใชฐานะที่จะทําการท่ีไมเหมาะสมเลย การบริจาคปยบุตร ทานไปแลว แตกลับมาเดือดเนื้อรอนใจในภายหลัง หาใชธรรมของ สัตบุรุษไม” พระเวสสันดรโพธิสัตวทรงอนุสรณถึงวัฒนธรรมประเพณีของ พระโพธิสัตวทั้งหลายวา “พระโพธสิ ตั วท ง้ั หลายไมท าํ การบรจิ าคมหาบรจิ าค ๕ ประการ เหลานี้ คือ บริจาคทรัพย บริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคบุตร และบริจาคภรรยา หาเคยเปนพระพุทธเจาไดไม ตัวเราก็เปนหน่ึง นับเนื่องอยูในพระโพธิสัตวเหลาน้ันมิใชหรือ ถาเราไมบริจาคบุตร และภรรยาก็ไมอาจเปนพระพุทธเจาไดเชนเดียวกัน” ครั้นทรงดําริอยางนี้แลว ก็ยังพระสัญญาหมายรูใหเกิดขึ้นวา “น่ีแนะเวสสันดรเอย ทานไมรูความที่บุตรและบุตรีบริจาคให เปนทาสและทาสีแกคนเหลาอื่นแลวจะนําความทุกขโศกมาใหหรอก หรือ เวสสันดร ทานจะตามไปฆาพราหมณชูชกนั้นไดอยางไร” ทรง ดําริตอวา “ช่ือวาบริจาคทานไปแลว แตกลับมาเดือดเน้ือรอนใจในภาย หลัง หาไดสมควรแกเราไม” คร้ันทรงตัดพอตอวาพระองคเองอยางน้ีแลว ก็ทรงอธิษฐาน สมาทานศีลไวม่ัน โดยมนสิการวา ๑๗๓
พระเวสสันดรเจาแหง ทาน “ถาพราหมณชูชกน้ันฆาลูกรักทั้งสองของเรา ต้ังแตเวลาท่ีเรา บริจาคไปแลว เราก็จะไมเศราโศกเสียใจวิตกกังวลใดๆ ท้ังสิ้น” ทรงอธิษฐานไวมั่นอยางนี้แลว ก็เสด็จออกมาหนาบรรณศาลา มาประทบั นงั่ ดจุ สวุ รรณปฏมิ ารปู เปรยี บดว ยทองคาํ ตง้ั อยบู นแผน ศลิ า ฉะนั้น ฝายพราหมณชูชกก็เฆี่ยนตีพระชาลีราชกุมารพระกัณหา ราชกุมารีตอหนาพระท่ีน่ังของพระเวสสันดรโพธิสัตวจูงพาไปอยาง ไมรูสึกรูสาอะไรเลย พระชาลีราชกุมารทรงรําพึงรําพันวา “ทราบวา นรชนบางคนในโลกนี้กลาวความจริงวา ผูใดไมมี มารดา ผูนั้นก็เหมือนไมมีท้ังบิดาและมารดา นองกัณหาเอย มาเถิด เรามาตายดวยกัน อยูไปก็ไมมีประโยชน เสด็จพอผูเปนจอมชนได ประทานเราท้ังสองแกพราหมณผูแสวงหาทรัพย แกรายกาจมาก เฆี่ยนตีเราทั้งสองคน เหมือนนายโคบาลตีฝูงโค นองกัณหาเอย เราทั้งสองจะละรุกขชาติตางๆ ไมยาง ไมหวา ตนไทรท่ีมีรากหอยยอย ละรุกขชาติที่มีผลตางๆ ตนขนุน ตนมะหาด ตนมะขวิด ละสวนและ สระน้ําท่ีเคยลงเลน ละบุปผชาติตางๆ ที่เคยทัดทรง ละผลไมตางๆ ที่เคยบริโภค และละตุกตาชาง ตุกตาวัว ตุกตาโคที่เสด็จพอทรงเคย ปนประทานใหเราเลน” ตาพราหมณชูชกพลาดลมบนทางท่ีเปนหลุมเปนบออีกคร้ัง เถาวัลยท่ีผูกมัดไวก็หลุดจากขอพระหัตถ พระราชกุมารพระราช กมุ ารีทง้ั สองพระองคมีพระวรกายสน่ั ดุจลกู นกตกนํา้ รบี เสด็จหนมี าหา พระราชบิดาโดยเร็ว ๑๗๔
พระมหาอุเทน ปญญาปรทิ ตั ต ฝายพราหมณชูชกก็รีบลุกข้ึนถือเถาวัลยและไมเรียว ลุกโชน ดว ยไฟคือโทสะ ดจุ ไฟบรรลัยกัลปเดินกลับมาพูดวา “เจา เดก็ สองคนน่ี หนีเกงเหลือเกินนะ” มัดขอพระหัตถทั้งสองฉุดคราพระราชกุมาร พระราชกุมารีเฆ่ียนตีพาตัวไปอีก เมื่อพระชาลีราชกุมารและพระกัณหาราชกุมารีถูกพราหมณ ชูชกผูรายกาจเฆ่ียนตีพาตัวไปอยูอยางน้ี พระกัณหาราชกุมารีเหลียว กลับมามองพระราชบิดา ทูลวา “เสด็จพอ พราหมณแกคนนี้เฆ่ียนตีหมอมฉันดวยไมเรียว เหมือนนายตีทาสีอยูในเรือนเบ้ีย ธรรมดาวาพราหมณท้ังหลาย ประกอบดวยธรรม แตพราหมณแกคนน้ีหาเปนเชนน้ันไม ยักษมาดวย เพศพราหมณ นําหมอมฉันสองพ่ีนองไปเคี้ยวกิน หมอมฉันสองพี่นอง ถูกปศาจรายพาตัวไป เสด็จพอไมทอดพระเนตรบางหรือ” เมื่อพระกัณหาราชกุมารีนอยทรงพิลาปรําพันพระวรกาย สั่นเสด็จจากไปอยูอยางนี้ พระเวสสันดรโพธิสัตวก็ทรงเศราโศกเปน อยางยิ่ง กอนเน้ือพระหทัยรอนรุม พระนาสิกไมพอจะระบายพระ อัสสาสะปสสาสะที่รอนๆ ออก ตองปลอยระบายออกทางพระโอษฐ พระอัสสุชลเปนดังหยาดพระโลหิตไหลออกจากพระเนตรทั้งสอง ทรงดําริวา “ความทุกขเห็นปานน้ีบังเกิดเพราะเหตุแหงความรักความ หวงหาอาทร หาใชเพราะเหตุอยางอื่นไม เพราะฉะน้ัน เราควรต้ัง จิตไวมัธยัสถวางอารมณเปนกลาง ไมปลอยใหความรักความหวงหา อาทรครอบงํา” ๑๗๕
พระเวสสนั ดรเจาแหงทาน คร้ันทรงดําริอยางนี้แลวก็บรรเทาความเศราโศกที่รุนแรงน้ัน ดวยกําลังพระญาณของพระองค ประทับนั่งดวยพระอาการปกติ พระกัณหาราชกุมารีเสด็จไปยังไมถึงประตูปาก็ทรงพิลาป รําพันพลางเสด็จไปพลางวา “เทานอยๆ ของเราสองพี่นองน้ีนํามาซ่ึงความทุกข ทั้งหนทาง ก็ยาวไกลและยากจะไปถึง เมื่อดวงอาทิตยเคล่ือนคลอยลงต่ํา พราหมณแกก็ยังพาเราสองพ่ีนองเดินไปไมสงสารเวทนาบางเลย ขา พเจา สองพน่ี อ งขอนอ มนบไหวด ว ยเศยี รเกลาตอเทพเจา ผูสถิตอยู ณ ภูผาพนาลัย สระปทุมชาติ และแมน้ําซ่ึงมีทาสะอาดดี ท้ังท่ีติณชาติ ลดาวัลย สรรพพฤกษาที่เปนโอสถ ซ่ึงเกิดอยู ณ บรรพตและแนวไพร ขอเทพเจาเหลานั้นจงทูลบอกพระมารดาวา พระลูกรักท้ังสองของ พระแมเจามีความสุขสบายดี พราหมณแกคนนี้กําลังพาพระลูกรัก ทั้งสองไป ขาแตเทพเจาผูเจริญท้ังหลาย ขอเหลาทานจงทูลแด พระมารดาของขาพเจาสองพ่ีนองผูทรงพระนามวาพระแมเจามัทรี ใหทรงทราบดวยเถิดวา ถาพระมารดาทรงใครจะติดตามพระลูกรัก ทั้งสอง ก็ใหร บี เสดจ็ ติดตามมาโดยเร็ว ทางน้เี ปน ทางเดินไดเ พยี งคนเดยี ว ขอจงเสด็จตรงไปทอดพระเนตรพระลูกรักทั้งสองอยางทันทวงทีเถิด โอ ขาแตพระแมฤาษิณีผูทรงนําผลไมนอยใหญจากพฤกษไพร มาใหบริโภค พระแมเจาจะทุกขระทมสักเพียงใด เม่ือทอดพระเนตร อาศรมวางเปลา ผลไมนอยใหญท่ีพระแมเจาไดมาดวยการเสาะ ๑๗๖
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304