Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Published by suttasilo, 2021-06-24 07:08:58

Description: หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Keywords: ธรรมศึกษาตรี

Search

Read the Text Version

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๐๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม บรรพชน เมอื่ พระสงฆว์ า่ บท “สพั พีติโย...” พงึ ประนมมอื ต้ังใจรบั พรไปจนจบหลัง จากน้ันกน็ ิมนตพ์ ระประพรมน้ําพทุ ธมนต์ เสร็จแลว้ จงึ ส่งพระสงฆก์ ลบั วิธีทาํ บญุ งานอวมงคล การทาํ บุญงานอวมงคล หมายถึง การทําบุญเก่ียวกับเร่อื งการตายหรือ อทุ ิศสว่ นกุศลใหก้ บั ผูต้ าย หรอื มเี รื่องไมเ่ ป็ นทสี่ บายใจ ท้งั น้ ีเพือ่ ใหเ้ กดิ ความสบาย ใจ การทาํ บุญอวมงคล มี ๒ อยา่ ง คอื ๑. ทาํ บุญหน้าศพ คือ ทําบุญ ๗ วัน เรียกว่า สัตตมวาร ๕๐ วัน เรียกวา่ ปัญญาสมวาร ๑๐๐ วนั เรียกวา่ สตมวาร และทาํ บุญหน้าวนั ปลงศพ ๒. ทาํ บญุ อฐั ิ คือ ทาํ บญุ ปรารภการตายของบรรพบุรษุ หรือผูใ้ ดผหู้ นึ่งใน วนั คลา้ ยกบั วนั ตายของทา่ นผูล้ ่วงลับไปแลว้ ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องเจา้ ภาพ ๑. การอาราธนาพระสงฆม์ าสวดมนต์ ในการอาราธนาพระสงฆ์น้ัน ใชค้ าํ วา่ ขออาราธนาสวดพระพุทธมนต์ หรือสวดมนต์ และนิยมนิมนต์เป็ นจาํ นวนคู่ คือ ๘ รูป หรือ ๑๐ รูป หรือมากกวา่ น้ันแลว้ แตก่ รณี ๒. ไมต่ อ้ งตง้ั ภาชนะสาํ หรบั ทาํ น้าํ มนตแ์ ละไม่มีการวงดา้ ยสายสิญจน์ ๓. เตรยี มสายโยงหรือภษู าโยง สายโยง คือ ดา้ ยสายสิญจน์ที่โยงมาจากโลงศพเพ่ือใชบ้ ังสุกุล แต่ไม่ เรียกว่า สายสิญจน์ เหมือนงานมงคล ถา้ ไม่ใชส้ ายโยง ก็ใชภ้ ูษาโยง (แผ่นผา้ ) แทน ดังที่พิธีหลวงใชอ้ ยู่ ในการเดินสายโยงหรือภูษาโยงน้ัน ตอ้ งระวงั อย่างหน่ึง คือจะโยงในที่สูงกวา่ พระพุทธรูปท่ีต้งั อยใู่ นพธิ ีไม่ได้ และจะปล่อยใหล้ าดลงมากบั พ้ นื ท่ีเดนิ หรอื นัง่ กไ็ มเ่ หมาะ เพราะสายโยงหรือภษู าโยงน้ันเป็ นสายท่ลี ่ามออกจาก

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๐๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม กระหมอ่ มของศพ เป็ นสง่ิ ท่ีเน่ืองดว้ ยศพจงึ ตอ้ งล่ามหรอื โยงใหส้ มควร การจุดธูปเทียนน้ัน นิยมใหจ้ ุดที่หน้าศพก่อนเพื่อเป็ นการแสดงคารวะ และเป็ นการเตือนใหศ้ พบูชาพระ ตลอดถึงรับศีล ฟังพระสวด ฟังเทศน์ หรือฟัง สวดมาติกาบังสุกุล การสวดมาติกาบังสุกุลถา้ ในงานพระราชพิธีหลวงเรียกว่า สดบั ปกรณ์ หมายถึง การสวดมาติกาบังสุกุลในงานพระราชพิธีหลวงแลว้ จึงจุด ธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชาทีหลัง แต่ปัจจุบนั นิยมจุดที่โต๊ะหมูบ่ ชู าพระกอ่ นแลว้ จึงจดุ ที่ หน้าศพทหี ลงั สําหรับการปฏิบตั ิในเมอ่ื พระสงฆ์มาถึงสถานท่ีแลว้ และการทําบุญเล้ ียง พระน้ัน มวี ธิ ปี ฏิบตั ิคลา้ ยกบั งานมงคลทัว่ ๆ ไป ส่วนการทาํ บญุ อฐั ิน้ันมวี ธิ ีปฏิบัติ เหมอื นกบั งานทาํ บญุ หน้าศพแต่ต่างกนั แค่งานทําบุญอฐั ิน้ันตอ้ งมรี ูปทีร่ ะลึกของผู้ ท่ีล่วงลับไปแลว้ มาต้ังไวด้ ว้ ย โดยเจา้ ภาพตอ้ งเตรียมที่ต้ังอัฐิหรือที่ต้ังรูประลึก ตา่ งหากจากโตะ๊ หมูบ่ ชู าหรอื โต๊ะอ่ืนใดทสี่ มควร หมวดทานพธิ ี ว่าดว้ ยการถวายทาน ทานพิธี คือ พิธีการถวายทานต่างๆ ท่ีพุทธศาสนิกชนทํากันอยู่ทัว่ ไป การถวายทาน หมายถึงการถวายวัตถุที่ควรให้เป็ นทานดว้ ยความเต็มใจ ใน พระพทุ ธศาสนาเรียกวตั ถทุ คี่ วรใหน้ ้ ีวา่ ทานวตั ถุ ทานวตั ถุ ทานวตั ถุ คือวัตถุที่ควรใหห้ รือวัตถุที่ควรถวายแก่พระสงฆ์มี ๑๐ อย่าง ดงั น้ ี ๑. ภตั ตาหาร ๒. น้ํา รวมท้งั เครื่องด่มื อนั ควรแกส่ มณบริโภค ๓. เครอื่ งนุ่งหม่ ๔. ยานพาหนะ สงเคราะหป์ ัจจยั ค่าโดยสารเขา้ ดว้ ย ๕. มาลัยและดอกไม้ เครอ่ื งบชู าชนิดตา่ งๆ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๖. ของหอม หมายถึง ธปู เทยี นบูชาพระ ๗. เครอ่ื งลูบไล้ หมายถงึ เคร่ืองสุขภณั ฑส์ าํ หรบั ชาํ ระร่างกาย เชน่ สบู่ ยาสฟี ัน เป็ นตน้ ๘. ท่ีนอนอนั สมควรแกส่ มณะ ๙. ทอี่ ยอู่ าศยั เชน่ กุฏิ เสนาสนะ และเคร่ืองสาํ หรับใชใ้ นเสนาสนะ มี ตู้ โตะ๊ เตยี ง เกา้ อ้ ี เป็ นตน้ ๑๐. เครอื่ งสาํ หรบั ใหแ้ สงสวา่ งทุกชนิด เชน่ เทยี น ตะเกียง น้ํามนั หลอดไฟ เป็ นตน้ ทาน ๒ ประเภท การถวายทานน้ัน มี ๒ อยา่ ง คือ ๑. ปาฏปิ ุคคลิกทาน หมายถึง การถวายทานเจาะจงเฉพาะรูปน้ัน รปู น้ ี ๒. สงั ฆทาน หมายถงึ การถวายทานไมเ่ จาะจงรปู น้ันรปู น้ ีแต่ถวายเป็ น ของสงฆ์ คือ ใหส้ งฆเ์ ฉลี่ยกนั ใชส้ อยเป็ นของสว่ นรวมภายในวดั กาํ หนดเวลาของการถวายทาน การถวายทานเกย่ี วกบั เวลา มี ๒ ประเภท คือ ๑. กาลทาน หมายถึง ทานทถี่ วายตามกาลที่ควรถวาย เช่น กฐินทาน ๒. อกาลทาน หมายถึง ทานท่ีไมม่ กี าํ หนดเวลาถวาย คอื จะถวายเวลา ไหนกไ็ ดแ้ ลว้ ศรทั ธา เช่น การทอดผา้ ป่ า การถวายทาน เป็นตน้ ระเบียบพิธีถวายทาน ๑. ตอ้ งต้งั ใจถวายเป็ นของสงฆ์จริง ๆ อย่าถวายเพราะเห็นแกห่ น้าผูร้ บั วา่ เป็ นภกิ ษุ หรอื สามเณร เป็ นพระสงั ฆเถระ หรือพระอนั ดบั ๒. เตรียมทานวัตถุที่ตอ้ งการถวายใหเ้ สร็จเรียบรอ้ ย ตามศรัทธาและ ทนั เวลาถวาย ๓. ทําการเผดียงสงฆ์ หมายถึง แจง้ ความประสงค์ที่จะถวายทานน้ัน ๆ ใหส้ งฆท์ ราบ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ๔. ในพิธีการถวายทานน้ัน ฝ่ ายทายกพงึ ปฏิบตั ิ ดงั น้ ี ๔.๑ จดุ ธปู เทียนบชู าพระรตั นตรยั (ถา้ มโี ตะ๊ หมูจ่ ดั ไว)้ ๔.๒ อาราธนาศีลและรบั ศลี ๔.๓ ต้งั ใจกล่าวคาํ ถวาย ถา้ เป็ นเสนาสนะ หรือวตั ถทุ ่ีใหญ่โต ไม่ สามารถจะยกประเคนได้ ใชว้ ธิ หี ลัง่ น้ําลงบนมอื ของพระสงฆผ์ เู้ ป็ นประธานในพธิ ี ๕. พระสงฆ์ท่ีไดร้ ับอาราธนา ในขณะที่ทายกกล่าวคําถวายทานพึง ประนมมอื เพื่อเป็ นการแสดงความเคารพในทานท่ีทายกถวาย เมอื่ ทายกกล่าวคํา ถวายเสร็จแลว้ ก็เปล่งวาจาว่า สาธุ พรอ้ มกัน หรือเม่อื ทายกกล่าวคําถวายเสร็จ แลว้ จงึ ประนมมอื ข้ ึนเปล่งวาจาวา่ สาธุ กไ็ ด้ เสรจ็ แลว้ พระสงฆอ์ นุโมทนา คอื ๕.๑ ยะถา วารวิ ะหา ๕.๒ สพั พีตโิ ย ๕.๓ บทอนุโมทนาทส่ี มควรแก่ทาน ๕.๔ ภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั คาํ ถวายสงั ฆทานประเภทสามญั (ทวั ่ ไป) อิมานิ มะยงั ภนั เต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสงั ฆสั สะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสงั โฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อมั หากงั ทีฆะรตั ตงั หติ ายะ สขุ ายะ ขา้ แต่พระสงฆผ์ ูเ้ จริญ ขา้ พเจา้ ท้งั หลาย ขอน้อมถวายซง่ึ ภตั ตาหาร กบั ท้งั บริวารท้งั หลายเหล่าน้ ี แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆจ์ งรบั ซ่ึงภตั ตาหาร กบั ท้งั บรวิ ารท้งั หลายเหล่าน้ ี ของขา้ พเจา้ ท้งั หลาย เพ่ือประโยชน์เก้ ือกูลและความสุข แก่ขา้ พเจา้ ท้งั หลาย ตลอดกาลนานเทอญ ส่ิงทค่ี วรถวาย สลากภตั (สลากภตั ตะ) อาหาร (ภตั ตะ) ยา (เภสชั ชะ) ขา้ วสาร (ตณั ฑุละ) เนยขน้ (นวนีตะ) เนยใส (สปั ปิ )

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม น้ํามนั (เตละ) น้ําผ้ งึ (มธ)ุ น้ําออ้ ย (ผาณิตะ) ศาลา (สาลา) ผา้ อาบน้ําฝน (วสั สกิ สาฏิกะ) ผา้ จาํ นําพรรษา (วสั สิกวาสิกจวี ระ) ผา้ ป่ า (ปังสุกูลจวี ระ) ผา้ กฐิน (กฐินจวี รทสุ สะ) ธงเพอื่ บูชา (ธชปฏากะ) สว้ ม (เวจจกุฏ)ิ สะพาน (เสตุ) เสนาสนะ (เสนาสนะ) ฯลฯ หมวดปกิณณกะพธิ ี ว่าดว้ ยหมวดพธิ ีเบด็ เตลด็ ปกิณณกะ คือ พิธีกรรมทัว่ ๆ ไป หรือพิธีกรรมเบ็ดเตล็ด มี ๕ ประเภท ดงั น้ ี ๑. วธิ แี สดงความเคารพพระ ๒. วธิ ีประเคนของพระ ๓. วธิ ที าํ หนังสอื อาราธนา และทาํ ใบปวารณาถวายจตปุ ัจจยั ๔. วธิ อี าราธนาศีล อาราธนาพระปรติ ร อาราธนาธรรม ๕. วธิ กี รวดน้ํา วธิ ีแสดงความเคารพพระ ความมุ่งหมายของการแสดงความเคารพพระ เพื่อแสดงใหป้ รากฏวา่ ตน มคี วามนับถอื ดว้ ยกายและใจจริง พระท่คี วรแกก่ ารแสดงความเคารพ ไดแ้ ก่ ๑. พระพุทธรูป หรอื ปชู นียวตั ถุ มพี ระสถูปเจดีย์ เป็ นตน้ ๒. พระภิกษุสามเณร ผูท้ รงเพศทสี่ งู กวา่ ตน วธิ ีการแสดงความเคารพพระน้ัน มี ๓ วิธี คือ การประนมมือ การไหว้ และการกราบ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๐๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม การประนมมือ การประนมมือ คือ การยกมือท้ัง ๒ ขา้ งประกบเขา้ หากัน ทําใหเ้ ป็ น กระพุ่มมือคลา้ ยกบั ดอกบัวตูม ต้งั ตรงไวร้ ะหวา่ งอก แขนท้งั ๒ ขา้ งแนบกบั ลําตวั การทําลักษณะน้ ี ตรงกับคําบาลีว่า อัญชลี ใชแ้ สดงความเคารพเวลาพระสวด มนต์ ฟังพระธรรมเทศนา เป็ นตน้ ท้งั ชายและหญิงทาํ เหมอื นกนั การไหว้ การไหว้ คือ การทําอัญชลีดังกล่าวแลว้ พรอ้ มกบั กม้ หัวลงเล็กน้อยพอ งาม ใหห้ วั แมม่ อื ท้งั ๒ อย่รู ะหวา่ งค้ ิว ปลายน้ ิวช้ ีจรดหน้าผาก ลกั ษณะน้ ีตรงกบั คาํ บาลีว่า วันทา หรือ นมสั การ คือ การไหว้ ใชแ้ สดงความเคารพพระเวลาท่านนัง่ เกา้ อ้ ีหรือยืน ท้งั ชายและหญิงทาํ เหมอื นกนั การกราบ การกราบ คือ การกราบลงกบั พ้ นื ใหอ้ วยั วะท้งั ๕ คอื หน้าผาก ๑ เข่า ๒ ฝ่ ามือ หรือแขน ๒ จรดลงกับพ้ ืน ชายนั่งท่าเทพบุตร หญิงนั่งท่าเทพธิดา การ แสดงความเคารพลักษณะน้ ี ตรงกับคําบาลีว่า อภิวาท คือ การกราบ ใชแ้ สดง ความเคารพพระเวลาทที่ า่ นนัง่ ราบกบั พ้ นื ชายและหญิงทาํ ไมเ่ หมอื นกนั เบญจางคประดิษฐ์ คอื การกราบทีป่ ระกอบดว้ ยองค์ ๕ ไดแ้ ก่ หนา้ ผาก ๑ เข่า ๒ ฝ่ ามือ ๒ เวลากราบใหแ้ บมือออกห่างกนั เล็กน้อย หน้าผากอยู่ระหว่าง ฝ่ ามอื ท้งั ๒ ขา้ ง โดยใหค้ ้ ิวอยรู่ ะหวา่ งหวั แม่มอื ท้งั ๒ ขา้ ง ศอกท้งั ๒ ขา้ งต่อกบั หวั เขา่ ท้งั ๒ ขา้ ง ทา่ เทพบุตร คือ เป็ นท่าเตรียมพรอ้ มสําหรับผูช้ าย โดยนั่งคุกเข่าต้ังฝ่ า เทา้ ชนั ใหน้ ้ ิวเทา้ ยนั พ้ นื แลว้ นัง่ ทบั ลงบนสน้ ทา่ เทพธิดา คอื เป็ นทา่ เตรียมพรอ้ มสาํ หรบั ผูห้ ญิง โดยนัง่ เขา่ ชดิ กนั ราบ ไปกบั พ้ ืน ไมต่ ้งั ฝ่ าเทา้ ชนั ยนั พ้ ืนแบบผชู้ าย เหยยี ดฝ่ าเทา้ ราบไปดา้ นหลัง ใหป้ ลาย เทา้ ท้งั ๒ ทบั กนั เล็กน้อย แลว้ นัง่ ทบั ลงบนฝ่ าเทา้ ท้งั ๒ การไหวพ้ ระ กบั การบูชาพระน้ัน มคี วามเหมอื นและแตกตา่ งกนั ดงั น้ ี คือ

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๐๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม สว่ นท่ีเหมอื นกนั คอื มคี วามประสงคใ์ หร้ ะลึกถึงคุณของพระรตั นตรยั ส่วนที่ต่างกัน คือ การไหวพ้ ระน้ันไม่ตอ้ งมเี ครื่องบชู า เป็ นแต่ประนมมอื ระลึกด้วยใจ เปล่งดว้ ยวาจา กราบลงด้วยกาย ก็สําเร็จเป็ นการไหวพ้ ระด้วย ไตรทวาร ส่วนการบูชาพระน้ัน ตอ้ งมีเคร่ืองบูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หรือ เครอื่ งตกแต่งประดบั ประดา เป็ นตน้ วธิ ีประเคนของพระ การประเคน คือ การถวายของใหแ้ ก่พระภิกษุ การประเคนน้ันตอ้ ง ประกอบดว้ ยองค์ ๕ คอื ๑. ของท่ีจะถวายน้ันตอ้ งไม่หนัก หรือใหญ่เกินไป กล่าวคือ คนเดียว สามารถยกได้ ๒. ผูถ้ วายตอ้ งอยู่ในหัตถบาส คือ พอที่จะยกถวายได้ ไม่ใกลห้ รือไกล เกินไป ๓. เวลาถวายตอ้ งยกใหพ้ น้ พ้ ืน ไมเ่ สอื กไสไปกบั พ้ ืน ๔. ตอ้ งถวายดว้ ยความเคารพ ๕. เมอ่ื พระภกิ ษุรบั แลว้ จงึ ปล่อยมอื แลว้ ยกมอื ไหว้ ๑ คร้งั ผูช้ ายใหถ้ วายกับมอื พระไดเ้ ลยและควรนัง่ คุกเข่า ผูห้ ญิงเวลาถวายใหว้ าง ของลงบนผา้ รบั ประเคนของพระทป่ี รู บั อยู่ดา้ นหน้าและควรนัง่ พบั เพียบ

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม วิธที าํ หนงั สอื อาราธนาและทาํ ใบปวารณาถวายจตปุ ัจจยั การนิมนต์ หรอื อาราธนา (การเชญิ ) พระไปประกอบพิธี ในสมยั ก่อน ใช้อาราธนาดว้ ยวาจา แต่ในปัจจุบันนิยมทําเป็ นหนังสืออาราธนา หนังสือ อาราธนา เรียกวา่ ฎีกานิมนต์พระ ตอ้ งระบุจาํ นวนพระ งาน สถานที่ วนั เดือน พ.ศ. เวลา ระบุการไป-กลบั ตวั อยา่ งดงั ต่อไปน้ ี หนงั สืออาราธนา ขออาราธนาพระคุณเจา้ (พรอ้ มดว้ ยสงฆร์ วมท้งั หมด...........รปู ) เจริญพระ พุทธมนตใ์ นงานทาํ บุญวนั เกิดของ................................................................................ ที่บา้ นเลขที่.........แขวง/ตาํ บล..............เขต/อาํ เภอ............จงั หวดั ................. วนั ท่ี..............เดือน....................พ.ศ.................เวลา.......................น. หมายเหตุ : มรี ถรบั -ส่ง ถา้ มีการถวายภตั ตาหารเชา้ หรือเพลดว้ ย หรือตอ้ งการบาตร ปิ่ นโตดว้ ย ก็บอกไวใ้ นหนังสอื อาราธนา เมอื่ พระสงฆ์มาประกอบพิธีกรรมต่างๆ เสร็จแลว้ ทางเจา้ ภาพนิยมทํา เป็ นใบปวารณาถวาย ใบปวารณาถวายจตุปัจจยั ขอถวายจตุ ปั จจัยอันควรแก่สมณบริโภค แด่พระคุณเจ้าเป็ น มูลค่า...........…..บาท..........สตางค์ หากพระคุณเจา้ ประสงคส์ ่ิงใดอนั ควรแก่ สมณบริโภคแลว้ ขอไดโ้ ปรดเรียกรอ้ งจากกัปปิ ยการกผูป้ ฏิบตั ิของพระคุณเจา้ เทอญ ใบปวารณาน้ ีถวายรวมกับไทยธรรมในงานมงคล ถา้ งานอวมงคลมีผา้ ทอดบงั สุกุล ก็กลัดตดิ กบั ผา้ ทท่ี อด สว่ นเงนิ คา่ จตุปัจจยั มอบใหไ้ ปกบั กปั ปิ ยการก คือ ผูท้ าํ หน้าท่ีจดั ของที่สมควรใหแ้ ก่พระสงฆ์ หรือเรียกว่า ลูกศิษย์พระ อย่ารวม ไปในซองปวารณา

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม วธิ ีอาราธนาศลี อาราธนาพระปรติ ร อาราธนาธรรม คาํ ว่า อาราธนา แปลวา่ การนิมนต์ หรือ การเช้ ือเชิญ การอาราธนาศลี อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรม หมายถึง การนิมนตพ์ ระสงฆใ์ นพิธีใหศ้ ีลให้ สวดพระปรติ ร หรอื ใหแ้ สดงธรรม ส่วนในพิธีเทศน์ ถา้ เป็ นการเทศน์ต่อจากการสวดมนต์ ตอนสวดมนต์ไม่ ตอ้ งอาราธนาศีล ใหอ้ าราธนาพระปริตรไดเ้ ลย เม่ือสวดมนตเ์ สร็จแลว้ พอพระข้ นึ ธรรมาสน์ จงึ อาราธนาศีล รบั ศลี แลว้ ก็อาราธนาธรรมต่อ แตถ่ า้ ตอนสวดมนต์กบั ตอนเทศน์ ไมไ่ ดต้ ่อเน่ืองกนั คือ เป็ นคนละพิธี ตอนสวดมนต์ใหอ้ าราธนาศีลรบั ศีลแล้วก็ให้อาราธนาพระปริตร ตอนเทศน์ก็ใหอ้ าราธนาศีล รับศีลแล้วก็ให้ อาราธนาธรรม คาํ อาราธนาศลี ๕ มะยัง ภันเต วสิ ุง วสิ ุง รกั ขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วสิ ุง วสิ ุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สลี านิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ (ถา้ อาราธนาคนเดียว ใหเ้ ปล่ียนคาํ วา่ มะยงั เป็ น อะหงั , ยาจามะ เป็ น ยาจาม)ิ คาํ อาราธนาพระปรติ ร วปิ ัตติปะฏิพาหายะ สพั พะสมั ปัตตสิ ทิ ธยิ า สพั พะทกุ ขะวนิ าสายะ ปะริตตงั พรูถะ มงั คะลัง วปิ ัตติปะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปัตติสิทธิยา สพั พะภะยะวนิ าสายะ ปะรติ ตงั พรูถะ มงั คะลงั วปิ ัตตปิ ะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปัตติสิทธิยา สพั พะโรคะวนิ าสายะ ปะรติ ตงั พรถู ะ มงั คะลงั

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๐๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม คาํ อาราธนาธรรม พรหั มา จะ โลกาธปิ ะตี สะหมั ปะติ กตั อญั ชะลี อนั ธวิ ะรงั อะยาจะถะ สนั ตธี ะ สตั ตาปปะระชกั ขะชาตกิ า เทเสตุ ธมั มงั อะนุกมั ปิ มงั ปะชงั วธิ ีกรวดน้าํ การกรวดน้ํา คอื การอุทศิ สว่ นกุศลใหแ้ ก่ผูท้ ลี่ ่วงลบั ไปแลว้ หลังจากการ ทาํ บุญ ความมุง่ หมายของการกรวดน้ําน้ัน มี ๓ อยา่ ง คอื ๑. เป็ นการแสดงกิริยายกให้ คือ ของท่ีใหญ่โตจนเกินไป หรือของท่ี เคล่ือนที่ไม่ได้ เมื่อจะให้ก็ใช้วิธีหลัง่ น้ําใส่มือผู้รับแทน เช่น พระเวสสันดร พระราชทานชา้ งเผือกแกพ่ ราหมณ์ หรือพระเจา้ พมิ พิสารถวายวดั พระเวฬุวนั เป็ น ตน้ ๒. เป็ นการต้งั ความปรารถนา คือ ขอใหผ้ ลบุญที่ตนทาํ ลงไปอาํ นวยให้ ประสบผลดงั ประสงค์ ๓. เป็ นการแผ่ส่วนบุญท่ีตนทาํ แลว้ ใหแ้ กญ่ าติมิตร คือ อุทิศความดีท่ีตน ทําแลว้ ใหแ้ ก่ผูอ้ ่ืน จดั เป็ นผูไ้ ม่ตระหนี่ในบุญกุศล เป็ นวิธีทําบุญอีกอย่างหน่ึงที่ เรยี กวา่ ปัตตทิ านมยั ระเบียบวิธีการกรวดน้าํ ๑. เตรียมน้ําท่ีสะอาดใส่ในภาชนะไวพ้ อสมควร เป็ นคณที หรือแกว้ หรือ ขนั ก็ได้ ๒. พระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาบทว่า ยถา วาริวหา...ก็เร่ิมกรวดน้ํา ต้ังใจ อุทิศส่วนบุญใหก้ บั ผูท้ ่ีล่วงลับไปแลว้ ขณะรินน้ําอย่าใชน้ ้ ิวรองน้ําท่ีริน ใหน้ ้ําไหล อยา่ งต่อเน่ืองอยา่ ใหข้ าดสาย

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๑๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๓. พระสงฆร์ บั บทว่า สพั พีติโย... พรอ้ มกนั ใหร้ ินน้ําลงใหห้ มดแล้วนั่ง ประนมมอื รบั พรไปจนจบ ๔. เสร็จแลว้ นําน้ําที่กรวดแลว้ ไปเทลงบนพ้ ืนดิน หรือใตต้ น้ ไมใ้ หญ่ ใน บริเวณที่สะอาด ๕. หา้ มใชก้ ระโถนหรอื ภาชนะท่สี กปรกในการกรวดน้ํา คาํ กรวดน้าํ (แบบส้นั ) อทิ งั เม ญาตีนัง โหต,ุ สุขติ า โหนตุ ญาตะโย ขอบุญน้ ีจงสาํ เร็จแก่ญาตทิ ้งั หลายของขา้ พเจา้ เถดิ ขอญาติท้งั หลายของขา้ พเจา้ จงเป็ นสุข ๆ เถดิ เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วชิ าศาสนพธิ ีสปั ดาหท์ ่ี ๕ ๑. ข ๒. ก ๓. ค ๔. ง ๕. ก ๖. ข ๗. ง ๘. ง ๙. ก ๑๐. ค ๑๑. ค ๑๒. ง ๑๓. ก ๑๔. ค ๑๕. ข ๑๖. ค ๑๗. ง ๑๘. ง ๑๙. ก ๒๐. ก

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม แบบทดสอบหลงั เรียน วิชาศาสนพิธี ๓๐ ขอ้ คาํ สงั่ : ใหท้ าํ เครอื่ งหมายกากบาท (x) หน้าคาํ ตอบท่ถี ูกทีส่ ดุ เพยี งคาํ ตอบเดยี ว ๑. บญุ กิริยาวตั ถุ หมายถงึ ขอ้ ใด ? ก. การต้งั ใจทาํ บุญ ข. สิง่ ของสาํ หรบั ทาํ บญุ ค. สถานท่ที าํ บญุ ง. สง่ิ เป็ นทตี่ ้งั แหง่ การทาํ บญุ ๒. การเวยี นเทียนในวนั สาํ คญั ทางพระพุทธศาสนา จดั เขา้ ในพิธีใด ? ก. กุศลพิธี ข. ทานพิธี ค. บุญพิธี ง. ปกณิ กพธิ ี ๓. วนั จาตุรงคสนั นิบาต คอื วนั ใด ? ก. วนั มาฆบชู า ข. วนั วสิ าขบูชา ค. วนั อฏั ฐมบี ูชา ง. วนั อาสาฬหบูขา ๔. วนั เทโวโรหณะ คือวนั อะไร ? ก. วนั ประสตู ิ ข. วนั แสดงปฐมเทศนา ค. วนั ปรนิ ิพพาน ง. วนั พระเจา้ เปิ ดโลก ๕. กิริยาเชน่ ไร เรยี กวา่ อภวิ าท ? ก. การไหว้ ข. การกราบพระ ค. การน้อมศีรษะ ง. การประนมมอื ๖. บญุ พิธแี ยกออกเป็ นกป่ี ระเภท ? ก. ๒ ประเภท ข. ๓ ประเภท ค. ๔ ประเภท ง. ๕ ประเภท ๗. ขอ้ ใด ไมจ่ ดั อย่ใู นงานบุญพิธี ? ก. การถอื ศลี อุโบสถ ข. งานทาํ บุญอฐั ิ ค. งานทาํ บญุ ข้ ึนบา้ นใหม่ ง. งานมงคลสมรส

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ๘. ขอ้ ใด ไมใ่ ชพ่ ิธที าํ บญุ งานมงคล ? ข. งานอุปสมบท ก. งานทาํ บญุ ข้ ึนบา้ นใหม่ ค. งานทาํ บุญสตั ตมวาร ง. งานทาํ บุญอายุ ๙. กปั ปิ ยการก หมายถึงใคร ? ก. เจา้ ภาพ ข. พระสงฆ์ ค. ผปู้ ฏิบตั ิพระ ง. เจา้ อาวาส ๑๐. งานมงคลสมรส จดั เป็ นงานอะไร ? ก. งานมงคล ข. งานอวมงคล ค. งานทาํ บญุ อุทิศ ง. งานบาํ เพญ็ กุศล ๑๑. การอาราธนาพระสงฆม์ าในงานอวมงคลใชค้ าํ วา่ ...........? ก. เจรญิ พระพุทธมนต์ ข. แสดงธรรมเทศนา ค. สวดพระพุทธมนต์ ง. ถูกทุกขอ้ ๑๒. การถวายของแกพ่ ระสงฆ์ เรียกอกี อยา่ งหนึ่งวา่ ..........? ก. การอาราธนา ข. การประเคน ค. การทาํ อญั ชลี ง. การกราบ ๑๓. พระสงฆเ์ ร่ิมสวดบทอนุโมทนาวา่ ยถา วาริวะหา... ควรทาํ อย่างไร ? ก. เร่มิ กรวดน้ํา ข. เริ่มอธษิ ฐานจติ ค. เร่ิมประนมมอื รบั พร ง. เรมิ่ แผเ่ มตตา ๑๔. การถวายผา้ กฐินทาน จดั เป็ นทานประเภทไหน ? ก. สงั ฆทาน ข. ปาฏิบคุ ลิกทาน ค. กาลทาน ง. อกาลทาน ๑๕. การกรวดน้ํา เรยี กอกี อยา่ งหน่ึงวา่ .......? ก. การถวายสงั ฆทาน ข. การแผ่เมตตา ค. การอุทิศสว่ นบญุ ง. ถกู ทกุ ขอ้ ๑๖. คาํ วา่ “ อชฺช โภนฺโต ปกฺขสฺส...” เป็นคาํ อะไร ? ก. คาํ ประกาศองคอ์ ุโบสถ ข. คาํ แผ่เมตตา

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๑๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ค. คาํ แสดงตนเป็ นพุทธมามกะ ง. คาํ อาราธนาธรรม ๑๗. พทุ ธมามกะ มคี วามหมายอยา่ งไร ? ก. ผนู้ ับถอื พระพุทธเจา้ ข. ผูน้ ับถือพระธรรมเจา้ ค. ผูน้ ับถือพระสงั ฆเจา้ ง. ผนู้ ับถือพระอรหนั ต์ ๑๘. ผทู้ ีจ่ ะแสดงตนเป็ นพทุ ธมามกะได้ ตอ้ งมอี ายุเทา่ ใด ? ก. ๑๕ ปี ข. ๑๘ ปี ค. ต้งั แตอ่ ายุแรกเกิด – ๕๐ ปี ง ไมก่ าํ หนดอายุ ๑๙. วนั สาํ คญั ในทางพระพุทธศาสนามกี ีว่ นั ? ก. ๓ วนั ข. ๔ วนั ค. ๕ วนั ง. ๖ วนั ๒๐. การเขา้ พรรษา หมายถึงอะไร ? ก. การสมาทานศลี ข. การอยู่ในทใ่ี ดท่หี นึ่ง ๓ เดือน ค. การสวดมนต์ ง. การนัง่ กรรมฐาน ๒๑. ทกั ษิณาวฏั คอื กิริยาเชน่ ไร ? ก. การเดินเวยี นขวา ข. การเดินเวยี นซา้ ย ค. การเดนิ หมนุ รอบ ง. การหนั หลงั กลบั ๒๒. อาหารทที่ ายกจดั ถวายตามสลาก เรียกวา่ อะไร ? ก. ปาฏปิ คุ คลิกทาน ข. สลากภตั ร ค. กาลทาน ง. อกาลทาน ๒๓. คาํ วา่ “ เอสาหํ ภนฺเต ฯลฯ สงฺโฆ ธาเรตุ เป็ นคาํ อะไร ? ก. คาํ ขอบรรพชา ข. คาํ แสดงตนเป็ นอุบาสก ค. คาํ แสดงตนเป็ นอบุ าสกิ า ง. คาํ แสดงตนเป็ นพุทธมามกะ ๒๔. คาํ วา่ “ หนฺททานิ มยํ ภนฺเต อาปจุ ฺฉาม...” เป็ นคาํ อะไร ? ก. คาํ ลาพระกลับบา้ น ข. คาํ ถวายขา้ วพระพุทธ ค. คาํ แสดงตนเป็ นอบุ าสิกา ง. คาํ แสดงตนเป็ นพุทธมามกะ ๒๕. วนั ทา เป็นกริ ยิ าในขอ้ ใดตอ่ ไปน้ ี ? ก. การไหวพ้ ระ ข. การกราบพระ ค. การประเคน ง. การประนมมอื

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๑๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๒๖. คาํ วา่ “เสสํ มงฺ คลํ ยาจาม”ิ เป็ นคาํ อะไร ? ก. คาํ บูชาขา้ วพระพุทธ ข. คาํ ลาขา้ วพระพุทธ ค. คาํ ลาพระกลับบา้ น ง. คาํ ลาพระรตั นตรยั ๒๗. การกรวดน้ํามุง่ ประโยชน์อะไร ? ก. อทุ ศิ ส่วนบุญ ข. แสดงความเคารพ ค. ต้งั จติ อธษิ ฐาน ง. เพื่อใหเ้ ทวดารบั รู้ ๒๘. ใครเป็ นผูก้ ล่าวคาํ กรวดน้ําแบบยอ่ คนแรก ? ก. พระเจา้ สทุ โธทนะ ข. พระเจา้ อชาตศตั รู ค. พระเจา้ พิมพิสาร ง. พระเจา้ อโศก ๒๙. คาํ วา่ จาตรุ งคสนั นิบาต แปลวา่ ....? ก. การประชุมพรอ้ มดว้ ยองคส์ ี่ ข. การชุมนุมของอุบาสก ค. การชมุ นุมของอุบาสิกา ง. การประชุมในวนั ท่ี ๔ ๓๐. อาหารทที่ ายกจดั ถวายตามสลาก เรยี กวา่ อะไร ? ก. ปาฏิปคุ คลิกทาน ข. สลากภตั ร ค. กาลทาน ง. อลากทาน เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น วิชาศาสนพธิ ี ๑. ง ๒. ก ๓. ก ๔. ง ๕. ข ๖. ก ๗. ก ๘. ค ๙. ค ๑๐. ก ๑๑. ค ๑๒. ข ๑๓. ก ๑๔. ค ๑๕. ค ๑๖. ก ๑๗. ก ๑๘. ง ๑๙. ข ๒๐. ข ๒๑. ก ๒๒. ข ๒๓. ง ๒๔. ก ๒๕. ก ๒๖. ข ๒๗. ก ๒๘. ค ๒๙. ก ๓๐. ข

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม วิชาธรรมะ คําว่า “ธรรม” เป็ นคําที่มีหลายความหมาย การจะรูว้ ่ามีความหมาย อย่างไรหรือกวา้ งแคบแค่ไหน ให้สังเกตท่ีบริบทซึ่งคําว่าธรรมปรากฏอยู่ ยกตวั อย่าง เชน่ ในประโยคว่า “สัพเพ ธัมมา อะนัตตา แปลว่า ธรรมท้ังปวงเป็ น อนัตตา” คาํ ว่า ธรรม ในประโยคน้ ีเป็ นคาํ ที่มคี วามหมายกวา้ งทสี่ ุด หมายถึงทุก ส่งิ ทกุ อยา่ ง ท้งั ทเี่ ป็ นรูปและเป็ นนาม ไมย่ กเวน้ อะไรท้งั น้ัน ในประโยคว่า “ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง แปลว่า ธรรมย่อม รักษาผู้ประพฤติธรรม” คําว่า ธรรม ในประโยคน้ ี มีความหมายแคบลงมา หมายถึงความดี หรอื กุศลธรรม แตใ่ นทน่ี ้ ีใชใ้ นความหมายวา่ “คาํ สงั ่ สอนของพระพุทธเจา้ ” ซง่ึ หมวดธรรมตา่ ง ๆ น้ ี ทา่ นผูร้ ไู้ ดจ้ าํ แนกออกเป็ น ๔ ภาค คือ ๑. ภาคธรรมชาตวิ ิทยา ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ ๕ ธาตุ ๖ เป็นตน้ ๒. ภาคพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ ก่ รตนะ ๓ คุณของรตนะ เป็ นตน้ ๓. ภาคธรรมจริยา ไดแ้ ก่ ธรรมฝ่ ายกุศล ฝ่ ายอกุศล และฝ่ ายชาํ ระจติ ๔. ภาคคิหิปฏิบตั ิ เป็ นหมวดธรรมที่เกย่ี วกบั การครองตน การครองคน การครองเรอื น และการครองทรพั ย์ คณุ ประโยชนข์ องการศึกษาและปฏิบตั ธิ รรม ๑. ไดร้ ูห้ ลกั คาํ สอนของพระพุทธศาสนา ๒. ไดร้ วู้ ธิ ีการแกค้ วามทกุ ข์ สรา้ งความสขุ และการเขา้ ถงึ ความสงบ ๓. เมื่อปฏิบัติตามหลักธรรมแล้ว ย่อมสําเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ ปรารถนา มคี วามเจรญิ กา้ วหน้าในชีวติ ทด่ี งี าม ๔. ผปู้ ฏบิ ตั ิตามยอ่ มไดร้ บั ความแชม่ ชนื่ เบกิ บานใจ ๕. ทาํ ใหส้ งั คมมคี วามเก้ อื กูลกนั เกิดความสนั ติสขุ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ่ี ๖ : ธรรมหมวด ๒ , ๓ , ๔ สาระสาํ คญั การศึกษาธรรม คอื การเรียนรหู้ ลกั ธรรมท่พี ระพุทธเจา้ ไดต้ รสั รเู้ องโดย ชอบ แลว้ นํามาประกาศใหป้ ระชาชนท้งั หลายทราบ ซ่งึ หลักธรรมท่ตี รสั ไวน้ ้ันมี มากถงึ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ แต่สว่ นทนี่ ํามาใหศ้ กึ ษาในทน่ี ้ ี จกั ไดน้ ํามา เฉพาะธรรมะท่ีเกย่ี วเนื่องกบั การดาํ เนินชวี ติ ประจาํ วนั ของคนท้งั หลาย ธรรมะในหมวด ๒ – ๓ – ๔ น้ ี เป็ นธรรมทม่ี คี ุณประโยชน์ต่อคนเราทกุ คน เป็นคุณธรรมเบ้ อื งตน้ ทค่ี วรมอี ย่ใู นจติ ใจ เพ่อื การดาํ เนินชีวติ อยู่ในสงั คมได้ อยา่ งปกติสขุ เช่น ธรรมะเพือ่ ความดงี ามแหง่ สังคม ไดแ้ ก่ ธรรมคุม้ ครองโลก บุคคลหาไดย้ าก เป็ นตน้ ธรรมะเพ่ือดาํ เนินชีวติ ใหง้ อกงาม บรรลุประโยชน์สขุ เช่น ธรรมมอี ุปการะมาก ธรรมอนั ทาํ ใหง้ าม วฒุ ธิ รรม เป็ นตน้ เมอ่ื กล่าวโดยรวม กค็ อื สอนใหล้ ะชวั่ ทาํ ดี และทาํ จติ ใหส้ ดช่นื เบิกบาน เป็ นสิง่ ทตี่ อ้ ง ขจดั ปฏิบตั ิ พฒั นา หวั ขอ้ ธรรมในสปั ดาหน์ ้ ีมดี งั น้ ี ทกุ ะ หมวด ๒ - ธรรมมอี ุปการะมาก ๒ - ธรรมอนั ทาํ ใหง้ าม ๒ - ธรรมเป็ นโลกบาล ๒ - บุคคลหาไดย้ าก ๒ ติกะ หมวด ๓ - รตนะ ๓ - อกุศลมลู ๓ - คุณของรตนะ ๓ - กุศลมลู ๓ - โอวาทของพระพุทธเจา้ ๓ - สปั ปุรสิ บญั ญตั ิ ๓ - ทุจรติ ๓ - บุญกิรยิ าวตั ถุ ๓ - สุจรติ ๓ จตกุ กะ หมวด ๔ - วุฑฒิ ๔ - อิทธิบาท ๔ - จกั ร ๔ - ควรทาํ ความไมป่ ระมาท- ในท่ี ๔ สถาน - อคติ ๔

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม - ปธาน ๔ - พรหมวิหาร ๔ - อธิษฐานธรรม ๔ - อรยิ สจั ๔ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ในวชิ าธรรมะ ๒. เห็นความสาํ คญั ของธรรมะท่ีมตี ่อสงั คม ๓. นําไปประพฤติปฏิบตั ใิ นชีวติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผอู้ ื่นใหป้ ฏิบตั ติ ามได้ กิจกรรม ๑. อ่านเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสือคูม่ อื ธรรมศกึ ษาตรี ๒. ทาํ ปัญหากอ่ นเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรียน ๔. รว่ มกนั อภิปรายหลักธรรมในระหวา่ งเรยี น ๕. คน้ ควา้ เพ่มิ เตมิ จากหนังสือทแ่ี นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน ๒. จากการทาํ กิจกรรมในหอ้ งเรียน ๓. สอบธรรมสนามหลวง ๔. จากการนําหลักธรรมไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาํ วนั

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๑๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม แบบทดสอบก่อนเรียน วิชาธรรมะ สปั ดาหท์ ่ี ๖ คาํ สงั่ : ใหท้ าํ เครอ่ื งหมายกากบาท (x) หน้าคาํ ตอบท่ถี กู ทีส่ ดุ เพียงคาํ ตอบเดยี ว ๑. บคุ คลทาํ อะไรมกั ผิดพลาด เพราะขาดธรรมขอ้ ใด ? ก. หริ ิ-โอตตปั ปะ ข. สติปัฏฐาน ค. สติ-สมั ปชญั ญะ ง. อริยสจั ๒. หริ ิ-โอตตปั ปะเป็ นโลกปาลธรรม เพราะผูม้ หี ิริโอตตปั ปะ.....? ก. เป็ นผมู้ คี ุณธรรม ข. จะไมร่ กุ รานผอู้ นื่ ค. จะเกรงกลวั การถกู ลงโทษ ง. จะไมท่ าํ ความชวั่ ท้งั ตอ่ หน้าและลับหลัง ๓. บพุ พการีชน หมายถึงใคร ? ก. พระพุทธเจา้ ข. มารดา บดิ า ค. พระมหากษัตรยิ ์ ง. ถูกทกุ ขอ้ ๔. องคป์ ระกอบสาํ คญั ของพระพทุ ธศาสนา คือขอ้ ใด ? ก. พระพุทธเจา้ ข. พระธรรม ค. พระสงฆ์ ง. พระรตั นตรยั ๕. การยึดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็ นทพ่ี ึ่ง คือ ความหมายของ ? ก. รตั นตรยั ข. ไตรสรณคมน์ ค.โอวาทปาฏโิ มกข์ ง.ไมม่ ขี อ้ ถูก ๖. คาํ สอนท่ีเป็ นหวั ใจของพระพทุ ธศาสนา เรียกวา่ ....? ก. ไตรสิกขา ข. อริยสจั ๔ ค. โอวาทปาฏโิ มกข์ ง. พรหมวหิ าร ๔ ๗. การทุจริตไมด่ ีอย่างไร จงึ ตอ้ งป้องกนั และปราบปราม ? ก. ทาํ ใหต้ นเองเดอื ดรอ้ น ข. ทาํ ใหค้ นอืน่ เดอื ดรอ้ น ค. มผี ลเป็ นความทกุ ข์ ง. ถูกทุกขอ้

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๑๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ๘. โอวาทของพระพทุ ธเจา้ ทีเ่ ป็ นหลกั การ คืออะไร ? ก. ยดึ มนั่ ในพระรตั นตรยั ทาํ ใจใหผ้ ่องใส ข. ถือศลี ทานมงั สวริ ตั ิ ไมท่ าํ ชวั่ ค. ไมท่ าํ ชวั่ ทาํ แต่ความดี ทาํ ใจใหผ้ ่องใส ง. ไมค่ บคนพาล คบแตบ่ ณั ฑิต ๙. มลู เหตแุ หง่ ความผิดของคน คอื อะไร ? ก. โลภะ โทสะ โมหะ ข. มานะ โทสะ โมหะ ค. ราคะ โทสะ โมหะ ง. ตณั หา ราคะ ทิฏฐิ ๑๐. ผคู้ า้ ยาเสพยต์ ิด มจี ิตประกอบดว้ ยอกุศลมลู ขอ้ ใด ? ก. โลภะ โทสะ ข. โลภะ โมหะ ค. โทสะ โมหะ ง. โลภะ โทสะ โมหะ ๑๑. สิ่งเป็ นทต่ี ้งั แหง่ การบาํ เพ็ญบญุ เรียกวา่ อะไร ? ก. บุญกริ ยิ า ข. บญุ วตั ถุ ค. สงั คหวตั ถุ ง. บุญกิริยาวตั ถุ ๑๒. ทาน ศีล ภาวนา ท่านยกย่องวา่ เป็ นท่ตี ้งั แห่งการบาํ เพญ็ บญุ อะไรเป็นตวั บญุ ? ก. ความราํ่ รวย ข. ความสุขกาย สขุ ใจ ค. ความมเี กยี รติ ง. การไดไ้ ปสวรรค์ ๑๓. วฒุ ธิ รรม ขอ้ โยนิโสมนสกิ าร หมายถึง......? ก. รอบรใู้ นทกุ เรอื่ ง ข. เชื่อในสิ่งทีค่ วรเช่ือ ค. ศึกษามากรูป้ ัญหามาก ง. ตรติ รองใหร้ ูจ้ กั สิง่ ดี ส่งิ ชวั่

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๒๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ๑๔. หมวดธรรมขอ้ ใด เมอื่ เกดิ ข้ นึ แลว้ ทาํ ใหเ้ สียความยุติธรรมได้ ? ก. อกุศล ๓ ข. อคติ ๔ ค. พละ ๕ ง. สาราณียธรรม ๖ ๑๕.ต้งั ใจฟังเทศน์ทุกวนั พระ ไมใ่ หข้ าด จดั เป็ นความเพียรขอ้ ใด ? ก. ปหานปธาน ข. สงั วรปธาน ค. ภาวนาปธาน ง. อนุรกั ขนาปธาน ๑๖. หากนักเรียนไดร้ บั คดั เลือกใหเ้ ป็ นบคุ คลดเี ดน่ ควรประพฤตติ น อย่างไร ? ก. ระวงั ไมท่ าํ ความชวั่ ข. ละเลิกทาํ ความชวั่ ค. พยายามทาํ ดีเขา้ ไว้ ง. รกั ษาความดีมิใหเ้ สื่อม ๑๗. นักเรียนท่เี ขา้ สอบธรรมศกึ ษา มที ้งั สอบได้ และสอบตก เพราะมีหรือขาด ธรรมหมวดใด ? ก. ปธาน ๔ ข. วฒุ ิ ๔ ค. อทิ ธบิ าท ๔ ง. พรหมวหิ าร ๔ ๑๘. “ประมาทจติ จะตดิ ยาบา้ ” เพราะไมล่ ะอกุศลธรรมขอ้ ใด ? ก. กายทจุ รติ ข. วจที ุจริต ค. มโนทุจริต ง. ความเห็นผดิ ๑๙. วยั รุ่นควรระวงั ใจอย่างไร จงึ จะไม่มวั เมา ไมม่ วั่ อบายมขุ ? ก. มใิ หก้ าํ หนัด ข. มใิ หข้ ดั เคือง ค. มใิ หห้ ลง ง. มใิ หม้ วั เมา ๒๐. คนทม่ี จี ติ รษิ ยาเหน็ ใครไดด้ ี จติ ใจจะรอ้ นรุ่ม แสดงวา่ ขาด...? ก. มุทติ า ข. กรุณา ค. อุเบกขา ง. อตั ถจริยา

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ทกุ ะ คือ หมวด ๒ ธรรมมอี ุปการะมาก ๒ อยา่ ง ๑. สติ ความระลึกได้ ๒. สมั ปชญั ญะ ความรูต้ วั ลกั ษณะของสติ คอื นึกไดก้ อ่ นเมอื่ จะทาํ จะพูด จะคดิ คอื นึกไดก้ ่อนแลว้ จงึ ทาํ จงึ พดู จงึ คิด ลกั ษณะของสมั ปชญั ญะ คอื ความรูต้ วั ในขณะกาํ ลังทาํ กาํ ลงั พดู กาํ ลงั คดิ โทษของการขาดสตสิ มั ปชญั ญะ คอื ทาํ อะไร พดู อะไร คิดอะไร มกั ผดิ พลาด สติสัมปชญั ญะน้ ี เป็ นประโยชน์แก่คนทุกๆ สังคมทัว่ ไป เพราะเหตุน้ ีจึง เรียกว่า “พหุปการธรรม” และสติสัมปชัญญะ ควรนํามาใชท้ ุกเวลา ดงั น้ันท่าน ผรู้ จู้ งึ สอนใหห้ มนั่ ประกอบธรรมะ ๒ ประการน้ ี ในกิจทกุ สถาน ในกาลทกุ เมอื่ จะ ขาดเสยี ไมไ่ ด้ โลกปาลธรรม ธรรมคมุ้ ครองโลก ๒ อยา่ ง ๑. หริ ิ ความละอายแกใ่ จ ๒. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ลกั ษณะของหิริ คือ ความละอาย ความอดสูใจของตนเองต่อการประพฤติ ทจุ ริต หรือต่อการทาํ ความชวั่ ทกุ อย่าง ลกั ษณะของโอตตปั ปะ คือ ความเกรงกลัวต่อผลของความชวั่ คือไมก่ ลา้ ทาํ ผิด มคี วามหวาดสะดุง้ กลัวต่อการทาํ ความชัว่ ทุกอยา่ ง หิริ โอตตัปปะ เป็ นคุณธรรมคุม้ ครองสัตว์โลกไวไ้ ม่ใหท้ ําความชัว่ หรือ ประพฤติทุจริตดว้ ยกาย วาจา ใจ ท้งั ในที่แจง้ และในที่ลับ โลกปาลธรรม น้ ีเรียก อกี อย่างวา่ “เทวธรรม” หมายถึง ธรรมของเทวดา หรือธรรมที่ทาํ ใหเ้ ป็ นเทวดา

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๒๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ธรรมอนั ทาํ ใหง้ าม ๒ อยา่ ง ๑. ขนั ติ ความอดทน ๒. โสรจั จะ ความสงบเสง่ยี ม ลกั ษณะของขนั ติ คือ ความอดทนอดกล้นั ดว้ ยกาํ ลงั ใจ ลกั ษณะของโสรจั จะ คอื ความรูจ้ กั ทาํ จติ ใจใหแ้ ช่มชนื่ ในเมอ่ื ตอ้ งอดทน โสรจั จะเป็ นปัจจยั อุดหนุนขนั ตใิ หม้ คี วามอดกล้ันตอ่ เหตอุ นั เป็ นขา้ ศึกแก่ ความสงบ รกั ษามารยาท กิรยิ ากายวาจาใหเ้ รยี บรอ้ ย กล่าวคือ ขนั ติโสรจั จะ เป็ น ธรรมอนั ทาํ บคุ คลใหง้ ามท้งั ภายในและภายนอก บุคคลหาไดย้ าก ๒ อยา่ ง ๑. บพุ พการี ผูท้ าํ อุปการคุณก่อน ๒. กตญั �ูกตเวที ผูร้ อู้ ุปการะทที่ ่านทาํ แลว้ และตอบแทน บคุ คลช่ือว่าหาไดย้ ากน้ัน เพราะเป็ นบคุ คลผมู้ อี ธั ยาศยั เผ่ือแผ่ ประกอบ ดว้ ยพรหมวิหารธรรมประจาํ ใจ ต้งั หน้ากระทาํ อปุ การคุณแก่ผูอ้ ่ืนโดยไมห่ วงั ผล ตอบแทน ไดช้ อ่ื วา่ บุพพการีบคุ คล และบคุ คลผรู้ ะลึกถงึ เนืองๆ ซึ่งอปุ การคุณอนั ทา่ นบพุ พการนี ้ันทาํ มาแลว้ ภายหลังจงึ ทาํ ตอบแทนผูน้ ้ันไดช้ อ่ื วา่ “กตญั �ู” เมอื่ รู้ คุณท่านเช่นน้ ี ไดป้ ระกาศเปิ ดเผยใหค้ นอน่ื ไดร้ อู้ ุปการคุณทท่ี า่ นบุพพการีน้ันทาํ แลว้ แก่ตน ผูน้ ้ันไดช้ ่ือวา่ “กตเวที”

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๒๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ตกิ ะ คือ หมวด ๓ พระรตั นตรยั (แกว้ อนั ประเสรฐิ ๓ ประการ) ๑. พระพุทธ ทา่ นผปู้ ระพฤตชิ อบดว้ ยกาย วาจา ใจ ตามพระธรรม ๒. พระธรรม วนิ ัย ทท่ี ่านเรยี กวา่ พระพทุ ธศาสนา ชอ่ื พระพทุ ธเจา้ ๓. พระสงฆ์ คาํ สงั่ สอนของพระพุทธเจา้ หมูช่ นที่ฟังคาํ สงั่ สอนของทา่ นแลว้ ปฏิบตั ชิ อบตาม พระธรรมวนิ ัย ชือ่ พระสงฆ์ ผูน้ ับถือพระพุทธศาสนาตอ้ งมี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็ น สรณะ คือ ท่ีพึ่ง ที่ระลึก เพราะพระพุทธเจา้ เป็ นศาสดา พระองคต์ รสั รูธ้ รรมก่อน แลว้ จงึ สอนผูอ้ น่ื ใหร้ ูต้ าม พระธรรมก็คือคาํ สงั่ สอนของพระพุทธเจา้ ส่วนพระสงฆ์ก็ เป็ นสาวกของพระพทุ ธเจา้ ซึ่งเป็ นผเู้ ล่าเรียนธรรมวนิ ัยแลว้ ปฏิบตั ิตาม แลว้ นํามา เผยแผ่สงั่ สอนประชาชนต่อไป คุณของพระรตั นตรยั ๑. พระพุทธเจา้ รูด้ ีรูช้ อบดว้ ยพระองคเ์ องก่อนแลว้ สอนผูอ้ ่ืนให้ รูต้ ามดว้ ย ๒. พระธรรม ย่อมรกั ษาผปู้ ฏิบตั ิไมใ่ หต้ กไปในทชี่ วั่ ๓. พระสงฆ์ ปฏบิ ตั ชิ อบตามคาํ สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ แลว้ สอนใหผ้ อู้ ่ืนปฏิบตั ติ ามดว้ ย คุณของรตั นะท้งั ๓ อยา่ งน้ ี เป็ นคุณโดยย่อ เฉพาะทีเ่ ป็ นส่วนเก้ ือกูลแก่ ชาวโลก คอื พระพุทธเจา้ ทรงมพี ระคุณต่อชาวโลก ตรงท่ีตรสั รูส้ จั จธรรมแลว้ นํามา แสดงโปรดชาวโลก พระธรรมมคี ุณตรงท่ีสามารถรกั ษาผูป้ ฏบิ ตั ิตามใหเ้ ป็ นคนดไี ด้ ไมใ่ หต้ กไปในที่ชวั่ พระสงฆม์ คี ุณตรงทีเ่ ป็ นผูป้ ฏบิ ตั ดิ ี แลว้ สอนประชาชนใหป้ ฏิบตั ิ ดดี ว้ ย

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม โอวาทของพระพุทธเจา้ ๓ อย่าง ๑. สพั พะปาปัสสะ อะกะระณงั การไมท่ าํ ความชัว่ ท้งั ปวง ๒. กสุ ะลสั สูปะสมั ปะทา การทาํ ความดีใหถ้ ึงพรอ้ ม ๓. สะจติ ตะปะรโิ ยทะปะนงั การทาํ จติ ของตนใหผ้ อ่ งใส การเวน้ จากทจุ ริต คอื ไมป่ ระพฤติชวั่ ดว้ ยกาย วาจา ใจ การประกอบสุจรติ คอื ประพฤติชอบดว้ ยกาย วาจา ใจ การทาํ ใจของตนใหห้ มดจดจากเคร่ืองเศรา้ หมองใจ อนั มโี ลภ โกรธ หลง เป็ นตน้ ทุจรติ ๓ (ความประพฤตชิ วั ่ ) ๑. ประพฤติชวั ่ ดว้ ยกาย เรียกวา่ กายทุจริต มี ๓ อย่าง คือ ฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์ ประพฤตผิ ดิ ในกาม ๓. ประพฤติชวั ่ ดว้ ยวาจา เรียกวา่ วจที ุจริต มี ๔ อยา่ ง คอื พูดเทจ็ พดู ส่อเสียด พูดคาํ หยาบ พดู เพอ้ เจอ้ ๔. ประพฤติชวั ่ ดว้ ยใจ เรยี กวา่ มโนทจุ ริต มี ๓ อยา่ ง คือ โลภอยากไดข้ องเขา พยาบาทปองรา้ ยเขา เหน็ ผิดจากทาํ นองคลองธรรม สุจรติ ๓ (ความประพฤตดิ ี) ๑. ประพฤตชิ อบดว้ ยกาย เรยี กวา่ กายสจุ รติ มี ๓ อยา่ ง คอื เวน้ จากการฆา่ สตั ว์ เวน้ จากการลกั ทรพั ย์ เวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม ๒. ประพฤติชอบดว้ ยวาจา เรียกวา่ วจสี ุจรติ มี ๔ อย่าง คอื เวน้ จากการพดู เท็จ เวน้ จากการพดู ส่อเสียด เวน้ จากการพดู คาํ หยาบ เวน้ จาก การพดู เพอ้ เจอ้

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๕. ประพฤติชอบดว้ ยใจ เรียกวา่ มโนสุจรติ มี ๓ อย่าง คอื ไม่โลภอยากไดข้ องเขา ไม่คิดพยาบาทปองรา้ ยเขา เห็นชอบตามทาํ นองคลอง ธรรม เช่น เหน็ วา่ ทาํ ดีไดด้ ี ทาํ ชวั่ ไดช้ วั่ อกุศลมลู ๓ รากเหงา้ แหง่ ความชัว่ (เป็ นพ้ นื ฐานใหค้ นทาํ ชวั ่ ) ๑. โลภะ อยากได้ ๒. โทสะ คิดประทุษรา้ ยเขา ๓. โมหะ ความหลงไมร่ ูจ้ ริง ผูถ้ ูกโลภะครอบงาํ จติ ย่อมประพฤตทิ ุจรติ ไดต้ า่ งๆ เช่น เล่นการพนัน ฉก ชงิ วง่ิ ราว ปลน้ จ้ ี ผูถ้ กู โทสะครอบงาํ จติ ยอ่ มคิดมงุ่ รา้ ยลา้ งผลาญซึง่ กนั และกนั ขาดเมตตา กรุณาต่อกนั ผูถ้ ูกโมหะครอบงาํ จติ ยอ่ มทาํ ตนใหม้ ดื มนไมร่ ูจ้ กั ผดิ ชอบชวั่ ดี นึกจะทาํ อะไรก็ทาํ ไปตามใจชอบ มไิ ดเ้ กรงกลวั ตอ่ สิ่งใดๆ ที่จะมโี ทษมาถึงตวั อกุศลมูล ๓ อยา่ งน้ ี อยา่ งใดอย่างหน่ึงมอี ยู่แลว้ ทาํ ใหอ้ กุศลมูลอยา่ งอื่น ทย่ี งั ไมเ่ กดิ ข้ ึน ก็เกิดข้ นึ ท่ีเกิดข้ ึนแลว้ กเ็ จริญมากข้ ึน กุศลมลู ๓ รากเหงา้ แหง่ ความดี (เป็ นพ้ นื ฐานการทาํ ความดี) ๑. อโลภะ ไมอ่ ยากได้ ๒. อโทสะ ไมค่ ดิ ประทษุ รา้ ยเขา ๓. อโมหะ ไมห่ ลง

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม เมื่อบุคคลไมโ่ ลภ ก็ย่อมจะคิดเผื่อแผ่ประโยชน์ของตนใหแ้ ก่ผูอ้ ื่น ไมค่ ิด เบียดเบียนผูอ้ ื่น ยินดีในส่ิงที่ตนมีอยู่ เมื่อบุคคลไม่โกรธ ก็จะเป็ นผูป้ ระกอบดว้ ย เมตตากรุณา และบุคคลไม่หลง ก็เป็ นผูม้ ีปัญญา จะทาํ กิจการส่ิงใดก็ทาํ แต่สิ่งทีด่ ี เวน้ จากสง่ิ ท่ชี วั่ กุศลมลู ๓ อยา่ งน้ ี อย่างใดอยา่ งหนึ่งมอี ยูแ่ ลว้ ทาํ ใหก้ ุศลมลู อยา่ งอืน่ ท่ี ยงั ไมเ่ กดิ ข้ ึน กเ็ กดิ ข้ ึน ที่เกิดข้ นึ แลว้ ก็เจริญมากข้ ึน สปั ปุรสิ บญั ญตั ิ คือ ขอ้ ทที่ า่ นสตั บุรุษต้งั ไว้ ๓ อยา่ ง ๑. ทาน การสละสง่ิ ของของตนเพอ่ื เป็ นประโยชน์แก่ผูอ้ ่นื ๒. ปัพพชั ชา การถอื บวชเป็ นอบุ ายเวน้ จากเบียดเบยี นกนั และกนั ๓. มาตาปิ ตอุ ปุ ัฏฐาน การปรนนิบตั ิมารดาบิดาของตนใหม้ คี วามสุข เอาใจใสเ่ ป็ นธุระเวลาไม่สบาย ตลอดถงึ ไมป่ ระพฤตขิ ดั ใจล่วงละเมดิ คาํ สงั่ สอน บุญกิรยิ าวตั ถุ คอื สงิ่ เป็ นทต่ี ง้ั แหง่ การบาํ เพญ็ บุญ ๓ อยา่ ง ๑. ทานมยั บญุ เกดิ จากใหห้ รอื การเสียสละ ๒. สีลมยั บญุ เกิดจากรกั ษาศลี ๓. ภาวนามยั บญุ เกิดจากการเจริญภาวนาและพฒั นาตนเอง บญุ หมายถงึ คุณภาพอนั ดขี องจติ บาป หมายถงึ คุณภาพอนั เสยี ของจติ ท่วี า่ ไดบ้ ญุ กค็ ือไดค้ ุณภาพอนั ดมี าเตมิ ใหจ้ ติ ทีว่ า่ ไดบ้ าป กค็ อื ไดท้ าํ ใหค้ ุณภาพ ของจติ เสือ่ มเสยี ไป การทาํ บุญเป็ นการเอาชนะกิเลสทม่ี อี ยูใ่ นตน คอื เราชนะโลภะ ดว้ ยทาน เราชนะโทสะ ดว้ ยศลี เราชนะโมหะ ดว้ ยภาวนา

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๒๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม จตกุ กะ คือ หมวด ๔ วุฑฒิ คือ ธรรมเป็ นเครอ่ื งเจรญิ มี ๔ อยา่ ง ๑. สปั ปุรสิ สงั เสวะ คบท่านผปู้ ระพฤตชิ อบดว้ ยกาย วาจา ใจ ทเ่ี รียกวา่ สตั บุรุษ ๒. สทั ธมั มสั สวนะ ฟังคาํ สงั่ สอนของท่านโดยเคารพ ๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองใหร้ ูจ้ กั ส่ิงที่ดีหรือชวั่ โดยอบุ ายท่ีชอบ ๔. ธมั มานุธมั มปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแกธ่ รรมที่ไดต้ รองเห็นแลว้ วุฑฒิธรรม เป็ นธรรมท่ีเนื่องถึงกนั ดว้ ยเหตุผล คอื การคบคนดมี ีปัญญา เป็ นเหตุใหไ้ ดฟ้ ังคาํ แนะนําสงั่ สอนจากท่าน เมื่อต้ังใจฟังคําสัง่ สอนโดยเคารพแลว้ ย่อมเป็ นเหตุใหไ้ ดใ้ ชป้ ัญญาพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผล ใหร้ ูจ้ กั ผิดชอบชัว่ ดีโดย ถอ่ งแท้ แลว้ จงึ นําไปประพฤติปฏบิ ตั ิโดยสมควรแกส่ ภาวะของตนเอง จกั ร คอื ธรรมดุจลอ้ รถนาํ ไปสูค่ วามเจรญิ มี ๔ อยา่ ง ๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อย่ใู นประเทศท่ีดี มสี ิ่งแวดลอ้ มที่เหมาะสม ๒. สปั ปุริสปู ัสสยะ คบสตั บรุ ุษ ๓. อตั ตสมั มาปณิธิ ต้งั ตนไวช้ อบ ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็ นผไู้ ดท้ าํ ความดีไวใ้ นปางกอ่ น จกั รธรรมท้งั ๔ อย่างน้ ีเป็ นเหตุผลเนื่องถึงกนั คือการอยู่ในประเทศอัน สมบูรณ์เหมาะสมสิ่งแวดล้อมดีเป็ นเหตุใหไ้ ด้สมาคมกับสัตบุรษ ทําใหไ้ ดร้ ับ คาํ แนะนําในสิ่งท่ีดีงาม เมื่อไดร้ ับคําแนะนําแลว้ ก็ไดต้ ้งั ตนไวช้ อบคือประพฤติดี งาม หากเคยไดส้ รา้ งบุญกุศลไวใ้ นชาติก่อน หรือปี ก่อน เดือนก่อน วนั ก่อนมา มาก บญุ น้ันจะรวมกบั บุญทท่ี าํ ในปัจจบุ นั เป็ นเหตุใหป้ ระสบกบั ส่งิ ที่เจรญิ ยง่ิ ข้ นึ

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม อคติ คือ ความลาํ เอียง , ความไมเ่ ทยี่ งธรรม มี ๔ ประการ ๑. ลําเอยี งเพราะรกั ใคร่ ชอบพอกนั เรยี กวา่ ฉนั ทาคติ ๒. ลาํ เอยี งเพราะไมช่ อบกนั เรยี กวา่ โทสาคติ ๓. ลําเอียงเพราะเขลา ไมร่ จู้ ริง เรียกวา่ โมหาคติ ๔. ลาํ เอยี งเพราะกลัว เรยี กวา่ ภยาคติ บุคคลใดประพฤตลิ ุอาํ นาจแกอ่ คตทิ ้งั ๔ น้ันแลว้ แมข้ อ้ ใดขอ้ หน่ึงยอ่ มเป็ น เหตใุ หบ้ คุ คลน้ันมคี วามประพฤตไิ มย่ ตุ ิธรรม ทาํ ใหผ้ ูอ้ ่นื ไดร้ บั ความเดือดรอ้ น ท้งั ตนเองก็จะไดร้ บั ทุกขโ์ ทษ เช่น ถูกตเิ ตยี น เส่ือมจากลาภยศ เป็ นตน้ ปธาน คือ ความเพยี ร มี ๔ อยา่ ง ๑. สงั วรปธาน เพยี รระวงั ไมใ่ หบ้ าปเกิดข้ นึ ในสนั ดาน ๒. ปหานปธาน เพยี รละบาปท่เี กดิ ข้ ึนแลว้ ใหห้ มดไป ๓. ภาวนาปธาน เพียรใหบ้ ุญกุศลเกิดข้ ึนในสนั ดาน ๔. อนุรกั ขนาปธาน เพียรรกั ษาบญุ กุศลทเี่ กดิ ข้ ึนแลว้ ไมใ่ หเ้ สื่อม บุคคลผูม้ ีคุณธรรม คือ ความเพียรท้งั ๔ อย่างน้ ี จะทาํ อะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ย่อมเป็ นไปในทางดีงาม สามารถพึ่งตนเองได้ ชีวติ จะมีความมัน่ คง สะอาดสวา่ งสงบและเป็ นสุขตลอดไปส้ ินกาลนาน อธิษฐานธรรม คอื ธรรมทค่ี วรตง้ั ไวใ้ นใจ มี ๔ อยา่ ง ๑. ปัญญา รอบรสู้ ิ่งทคี่ วรรู้ ๒. สจั จะ ความจริงใจ คือประพฤตสิ ่ิงใดกใ็ หไ้ ดจ้ รงิ ๓. จาคะ สละสง่ิ ทเ่ี ป็ นขา้ ศึกแก่ความจริงใจ ๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งเป็ นขา้ ศกึ แกค่ วามสงบ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๒๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม การจะทํากิจอันใดใหเ้ กิดความสําเร็จได้น้ัน จําเป็ นต้องมีหลักแห่ง อธิษฐานธรรมไวใ้ นใจ เพ่ือใหก้ ิจอนั น้ันสําเร็จไดง้ ่าย เพราะเหตุว่า เมือ่ มคี วาม รอบรูใ้ นส่ิงทําอยู่แลว้ น้ันยงั ไม่เพียงพอ จะตอ้ งมคี วามจริงใจ จริงจงั ในการทํากิจ น้ัน ๆ หากกาํ ลังทาํ กิจน้ันอยู่มอี ุปสรรคเป็ นขา้ ศกึ แก่ความต้งั ใจของตนแลว้ ก็ตอ้ ง สละส่ิงน้ันเสีย แลว้ จึงวางใจจากสิ่งที่เป็ นขา้ ศึกต่าง ๆ ใหห้ มดส้ ิน เม่อื กระทําได้ เชน่ น้ ีแลว้ กจิ ตา่ ง ๆ ทที่ าํ อยู่ก็จะเกิดความสาํ เรจ็ ไดง้ า่ ย. อทิ ธิบาท คือ คณุ เครอ่ื งใหส้ าํ เรจ็ ความประสงค์ มี ๔ อยา่ ง ๑. ฉนั ทะ พอใจรกั ใคร่ในสิง่ น้ัน ๒. วิริยะ เพียรหมนั่ ประกอบสิ่งน้ัน ๓. จติ ตะ เอาใจฝักใฝ่ ในส่ิงน้ัน ๔. วิมงั สา หมนั่ ตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในสิง่ น้ัน เมอ่ื บุคคลประกอบพรอ้ มดว้ ยคุณธรรมท้งั ๔ น้ ีแลว้ ก็จะบรรลุถึงสงิ่ ที่ตอ้ ง ประสงค์อันไมเ่ หลือวิสัยใหส้ ําเร็จได้ แต่ถา้ ไมพ่ รอ้ มท้งั ๔ อย่าง หรือขาดแมข้ อ้ ใด ขอ้ หนึ่ง กไ็ มช่ อ่ื วา่ เป็ นอทิ ธบิ าท ๔ ในอิทธิบาทน้ ี ฉันทะสําคัญกวา่ ขอ้ อ่ืนๆ เพราะเม่ือมฉี ันทะความพอใจ เกิดข้ ึนแลว้ อีก ๓ ขอ้ ย่อมเกิดตามท้ังเป็ นเครือ่ งสนับสนุนคุณธรรมเหล่าน้ันไมใ่ ห้ ทอ้ ถอยอีกดว้ ย ควรทาํ ความไม่ประมาทในท่ี ๔ สถาน ๑. ในการละกายทจุ ริต ประพฤตกิ ายสุจริต ๒. ในการละวจที ุจรติ ประพฤตวิ จสี ุจรติ ๓. ในการละมโนทจุ ริต ประพฤติมโนสจุ รติ ๔. ในการละความเห็นผิด ทาํ ความเห็นใหถ้ ูก

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๓๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม อีกอยา่ งหน่ึง ๑. ระวงั ใจไมใ่ หก้ าํ หนัด ในอารมณ์เป็ นท่ตี ้งั แห่งความกาํ หนัด ๒. ระวงั ใจไมใ่ หข้ ดั เคือง ในอารมณ์เป็ นทต่ี ้งั แหง่ ความขัดเคอื ง ๓. ระวงั ใจไมใ่ หห้ ลง ในอารมณ์เป็ นทต่ี ้งั แห่งความหลง ๔. ระวงั ใจไม่ใหม้ วั เมา ในอารมณเ์ ป็ นที่ต้งั แหง่ ความมวั เมา อารมณ์อันเป็ นท่ีต้ังแห่งความกาํ หนัดและความขัดเคืองไดแ้ กก่ ามคุณ ๕ (รูป เสียง กล่ิน รส โผฎฐัพพะ) อารมณ์เป็ นที่แห่งความหลง ไดแ้ ก่กามสุข คือ ความสุขอันเกิดจากการเสพกามทุกชนิด อารมณ์เป็ นที่ต้งั แห่งความมวั เมาไดแ้ ก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การระวงั คอื มสี ตเิ หน่ียวร้งั ไม่ใหจ้ ติ ฟุ้งซา่ น ล่องลอยไปตามอารมณ์น้ันๆ ใชป้ ัญญาพิจารณาความจริง จนรูเ้ ท่าทนั ความกาํ หนัด ขดั เคือง ลุ่มหลง มวั เมา เหล่าน้ัน พรหมวหิ าร คือ ธรรมเป็ นเครอ่ื งอยขู่ องทา่ นผูเ้ ป็ นใหญ่ มี ๔ อยา่ ง ๑. เมตตา ความรกั ใคร่ อยากใหผ้ อู้ ืน่ ไดร้ บั ความสขุ ๒. กรณุ า ความสงสาร คิดจะช่วยใหพ้ น้ ทุกข์ ๓. มุทติ า ความพลอยยินดเี มอื่ ผูอ้ ่ืนไดด้ ี ๔. อเุ บกขา ความวางเฉย ไมด่ ีใจ ไมเ่ สยี ใจ เมอื่ ผูอ้ ่ืนถึงความวิบตั ิ พรหมวหิ ารธรรม ๔ อยางน้ ี ควรเจรญิ ต่างเวลากนั ตามความเหมาะสม คือ เมตตา เจรญิ ในยามปกติ , กรณุ า เจริญในเมอื่ เหน็ เขาตกทกุ ขไ์ ดย้ าก , มทุ ิตา เจรญิ ในเมอ่ื เห็นเขาไดด้ มี คี วามสขุ , อุเบกขา เจริญในเมอื่ เหน็ หรอื รวู้ า่ เขาถงึ ความ วบิ ตั ิเพราะกรรมชวั่ ของเขาเอง ใครๆ ไมอ่ าจช่วยได้ ก็ไมค่ วรสมน้ําหน้าเขา

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอื่ พฒั นาสงั คม อรยิ สจั คือ ความจรงิ อนั ประเสรฐิ มี ๔ อยา่ ง ๑. ทกุ ข์ ความไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ ๒. สมทุ ยั เหตใุ หเ้ กิดทกุ ข์ ๓. นิโรธ ความดบั ทกุ ข์ ๔. มรรค ขอ้ ปฏบิ ตั ิใหถ้ งึ ความดบั ทกุ ข์ สง่ิ ท่ีเป็ นปัญหาในชวี ติ เชน่ เกิด แก่ เจบ็ ตาย ประสบสงิ่ ทไ่ี มช่ อบ พลัด พรากจากสิ่งอนั เป็ นที่รกั ความไมส่ มปรารถนา กล่าวโดยสรุป ไดแ้ ก่การยดึ มนั่ ถือ มนั่ ในขนั ธ์ ๕ จดั เป็ นทุกข์ ตณั หา คอื ความทะยานอยากไดช้ อ่ื วา่ สมทุ ยั เพราะเป็ นเหตุใหเ้ กดิ ทุกข์ มี ๓ ประการ คือ กามตณั หา ความอยากในกามคุณ ๕ ภวตณั หา ความอยากมี อยากเป็ น และ วภิ วตณั หา ความอยากไมม่ ี ไมเ่ ป็ น ธรรมเป็ นที่ดบั ตณั หา เป็ นท่ดี บั ทกุ ขไ์ ดส้ ้ นิ เชงิ คอื นิโรธ เพราะเป็ นที่ดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ พระนิพพาน ทางดาํ เนินไปสู่ความดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ มรรคมอี งค์ ๘ คอื สมั มาทิฏฐิ เห็นชอบ สมั มาสงั กปั ปะ ดาํ รชิ อบ สมั มาวาจา เจรจาชอบ สมั มากมั มนั ตะ กระทาํ ชอบ สมั มาอาชีวะ เล้ ียงชีวติ ชอบ สมั มาวายามะ ทาํ ความเพยี รชอบ สมั มาสติ ระลึกชอบ สมั มาสมาธิ ต้งั ใจชอบ∗ เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วิชาธรรมสปั ดาหท์ ่ี ๖ ๑. ค ๒. ง ๓. ง ๔. ง ๕. ข ๖. ค ๗. ง ๘. ค ๙. ก ๑๐. ข ๑๑. ง ๑๒. ข ๑๓. ง ๑๔. ข ๑๕. ค ๑๖. ง ๑๗. ค ๑๘. ง ๑๙. ง ๒๐. ก ∗ คาํ วา่ สมั มา แปลวา่ ชอบ กไ็ ด้ แปลวา่ ถกู ตอ้ ง ก็ได้

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ่ี ๗ ธรรมหมวด ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๑๐ สาระสาํ คญั พระพุทธศาสนาน้ันสอนใหเ้ ชื่อเร่อื งกรรม ผลของกรรม เมอ่ื ทาํ กรรมดี ยอ่ ม ไดร้ บั ผลดี เมอื่ ทาํ กรรมชวั่ ยอ่ มไดร้ บั ผลชวั่ ในหลกั ธรรมหมวด ๕ , ๖, ๗ , ๘ , ๑๐ เป็ นหลักธรรมท่มี คี วามแตกต่างกนั ไปตามหมวดธรรม แตก่ ็มคี วามจาํ เป็ น ท่ชี าวพทุ ธจกั ตอ้ งเรียนรู้ เพราะคาํ สอนเหล่าน้ ี เป็ นคาํ สอนท่นี ําพาผูศ้ กึ ษาและ ปฏิบตั ติ ามใหป้ ระสพแต่ความสขุ ความเจรญิ ฝ่ ายเดยี ว สว่ นผทู้ ่ปี ระพฤตผิ ิด หลกั ธรรมน้ ี ยอ่ มมคี วามเสือ่ มถอยจากคุณธรรม และสิ่งดีงาม ในสปั ดาหน์ ้ ีมหี ลกั ธรรมทต่ี อ้ งศึกษาดังน้ ี ปัญจกะ หมวด ๕ - อนันตรยิ กรรม ๕ - พละ ๕ - อภณิ หปัจจเวกขณ์ ๕ - ขนั ธ์ ๕ - ธมั มสั สวนานิสงส์ ๕ ฉกั กะ หมวด ๖ - คารวะ ๖ - สาราณียธรรม ๖ สตั ตกะ หมวด ๗ - อรยิ ทรพั ย์ ๗ - สปั ปุรสิ ธรรม ๗ อฏั ฐกะ หมวด ๘ - โลกธรรม ๘ ทสกะ หมวด ๑๐ - บญุ ญกริ ิยาวตั ถุ ๑๐

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๓๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในวชิ าธรรมะ ๒. เห็นความสาํ คญั ของธรรมะทีม่ ตี อ่ สงั คม ๓. นําไปประพฤติปฏบิ ตั ใิ นชีวติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผูอ้ ืน่ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามได้ กิจกรรม ๑. อ่านเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสือคูม่ อื ธรรมศกึ ษาตรี ๒. ทาํ ปัญหากอ่ นเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรียน ๔. ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ว่ มวเิ คราะห์หลกั ธรรมต่าง ๆ ๕. คน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ จากหนังสอื ทแี่ นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๒. จากการทาํ กจิ กรรมในหอ้ งเรยี น ๓. สอบธรรมสนามหลวง ๔. ผเู้ รียนนําธรรมะไปใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั แบบทดสอบกอ่ นเรยี น วิชาธรรมะ สปั ดาหท์ ่ี ๗ คาํ สงั ่ : ใหท้ าํ เครอ่ื งหมายกากบาท (x) หน้าคาํ ตอบท่ีถูกทส่ี ุดเพยี งคาํ ตอบเดียว ๑. กรรมอะไร ทหี่ า้ มสวรรค์ หา้ มนิพพาน ? ก. อกุศลกรรม ข. นิวรณธรรม ค. อนันตริยกรรม ง. อาสนั นกรรม

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๓๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๒. อนันตริยกรรมขอ้ ใด ทช่ี าวพุทธยคุ ขา่ วสารทาํ ไมไ่ ด้ ? ก. มาตฆุ าต ข. ปิ ตุฆาต ค. อรหนั ตฆาต ง. โลหิตปุ บาท ๓. “อะไรจะเกิด ก็ตอ้ งเกิด” ผพู้ ดู ตอ้ งการใหท้ ราบเร่ืองใด ? ก. ความเกิดเป็ นเร่อื งธรรมดา ข. ความตายเป็ นเรอ่ื งธรรมดา ค. ทกุ คนตอ้ งพลดั พรากจากของรกั ง. ทกุ คนมกี รรมเป็ นของของตน ๔. การพจิ ารณาความตายเนืองๆ มปี ระโยชน์อยา่ งไร ? ก. บรรเทาความเมาในวยั ข. บรรเทาความเมาในชวี ติ ค. บรรเทาความยดึ มนั่ ง. บรรเทาความเห็นแกต่ วั ๕. ขอ้ ใด เป็ นอานิสงสข์ องการฟังธรรมโดยตรง ? ก. ทาํ ใหไ้ ดบ้ ุญ ข. ทาํ ใหเ้ กดิ สมาธิ ค. ทาํ ใหล้ ะกิเลส ง. ทาํ ใหเ้ กิดปัญญา ๖. กายกบั ใจ แบง่ ออกเป็ นกอง เรยี กวา่ อะไร ? ก. สงั ขาร ข. วญิ ญาณ ค. ขนั ธ์ ง. สญั ญา ๗. การจาํ ไดว้ า่ น้ ีสีแดง สีขาว เป็ นตน้ คืออาการของขนั ธอ์ ะไร ? ก. เวทนา ข. สญั ญา ค. สงั ขาร ง. วญิ ญาณ ๘. ความรสู้ กึ ในอารมณ์วา่ เป็ นสุข เป็ นทกุ ข์ หรอื เฉยๆ เรียกวา่ อะไร ? ก. สญั ญา ข. เวทนา ค. สงั ขาร ง.วญิ ญาณ ๙. ปฏิบตั อิ ย่างไร จงึ จะชื่อวา่ เคารพในการศกึ ษา ? ก. ขยนั ไปโรงเรยี น ข. ขยนั อ่านหนังสอื ค. ขยนั หาความรู้ ง. ขยนั ทาํ การบา้ น ๑๐.“เมอ่ื อยู่ใหเ้ ขารกั จากไปใหเ้ ขาคดิ ถงึ ” เช่นน้ ีควรประกอบตนไวใ้ นธรรมหมวด ไหน ? ก. พรหมวหิ าร ข. สงั คหวตั ถุ ค. สาราณียธรรม ง. สปั ปุริสธรรม

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๑๑.สาราณียธรรม คือธรรมเช่นไร ? ก. ธรรมทีเ่ ป็ นแกน่ สาร ข. ธรรมของผทู้ รงศีล ค. ธรรมสาํ หรบั กรรมฐาน ง. ธรรมเป็ นเหตใุ หร้ ะลึกถึงกนั ๑๒.การต้งั ใจช่วยทาํ กิจธุระของกนั และกนั ดว้ ยความเต็มใจ และบรสิ ทุ ธ์ิใจเป็ น หลกั สาราณียธรรมขอ้ ใด ? ก. เมตตาวจกี รรม ข. เมตตากายกรรม ค. สีลสามญั ญตา ง. เมตตามโนกรรม ๑๓. “มวี ชิ า เหมอื นมที รพั ยอ์ ยูน่ ับแสน” ตรงกบั ขอ้ ใด ? ก. ความรอบรูใ้ นกองสงั ขาร ข. ความเป็ นผูม้ คี วามรูม้ าก ค. ความรจู้ กั อดออมทรพั ย์ ง. ความรูจ้ กั ใหธ้ รรมเป็ นทาน ๑๔.ขอ้ ใดใหค้ วามหมายของสปั ปุรสิ ธรรมไดถ้ กู ตอ้ ง ? ก. ธรรมสาํ หรบั คนสบั ปลบั ข. ธรรมสาํ หรบั สภุ าพบุรุษ ค. ธรรมนําไปสู่สมั ปรายภพ ง. ธรรมท่เี ป็ นขอ้ ปฏบิ ตั ิของคนดี ๑๕.สปั ปรุ ิสธรรมขอ้ ใด มคี วามหมายตรงกบั เศรษฐกิจพอเพียง ? ก. รจู้ กั ประมาณ ข. รูจ้ กั กาล ค. รูจ้ กั ตน ง. รูจ้ กั ชมุ ชน ๑๖.“อยา่ ชงิ สุกก่อนห่าม” ตรงกบั หลกั ธรรมขอ้ ใด ? ก. กาลญั �ุตา ข. อตั ตญั �ุตา ค. ปรสิ ญั �ุตา ง. ธมั มญั �ุตา ๑๗.รจู้ กั อรยิ สจั ขอ้ ใดเป็ นธมั มญั �ุตา ? ก. รูว้ า่ ทกุ ขเ์ กดิ จากสมุทยั ข. รวู้ า่ นิโรธเป็ นผลมาจากมรรค ค. รูว้ า่ ตณั หาเป็ นเหตุใหท้ ุกขเ์ กดิ ง. รวู้ า่ มรรคคือขอ้ ปฏิบตั ิทางสายกลาง ๑๘.เมอ่ื ถูกคนอนื่ นินทา ควรปฏบิ ตั ิอยา่ งไร ? ก. ควรโตต้ อบ ข. ไมต่ อ้ งทาํ อะไรท้งั ส้ นิ ค. หนีไปที่อืน่ เสยี ง. อย่ายนิ ดยี ินรา้ ย

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๑๙.ขอ้ ใด เป็ นอิฏฐารมณท์ ้งั หมด ? ก. ลาภ เสือ่ มลาภ สุข ทุกข์ ข. ยศ เส่ือมยศ นินทา ทุกข์ ค. สขุ ทกุ ข์ สรรเสรญิ นินทา ง. ลาภ ยศ สรรเสรญิ สุข ๒๐.ความประพฤตอิ ่อนน้อมตอ่ ผูใ้ หญ่น้ัน เป็ นบญุ กิรยิ าวตั ถุ เรยี กวา่ ... ? ก. ภาวนามยั ข. อปจายนมยั ค. เวยยาวจั จมยั ง. ปัตตานุโมทนามยั ปัญจกะ คือ หมวด ๕ อนนั ตรยิ กรรม ๕ กรรมทไี่ มม่ ีกรรมอนื่ ในระหวา่ ง(ใหผ้ ลกอ่ น) ๑. มาตฆุ าต ฆ่ามารดา ๒. ปิ ตฆุ าต ฆ่าบิดา ๓. อรหนั ตฆาต ฆ่าพระอรหนั ต์ ๔. โลหิตปุ บาท ทาํ รา้ ยพระพทุ ธเจา้ จนพระโลหิตใหห้ อ้ ข้ นึ ไป ๕. สงั ฆเภท ทาํ ลายสงฆใ์ หแ้ ตกแยกกนั กรรมท้งั ๕ น้ ีเป็ นบาปอันหนักท่ีสุด หา้ มสวรรค์ หา้ มนิพพาน หา้ มทํา เป็ นอนั ขาด และขอ้ ท่เี ป็ นกรรมรา้ ยแรงท่สี ดุ คือ สงั ฆเภท

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม อภณิ หปัจจเวกขณ์ ๕ ขอ้ ควรพจิ ารณาเนืองๆ (บอ่ ยๆ) ๑. ควรพิจารณาทกุ วนั ๆ วา่ เรามคี วามแก่เป็ นธรรมดา ไมล่ ่วงพน้ ความแก่ไปได้ ๒. ควรพจิ ารณาทุกวนั ๆ วา่ เรามคี วามเจบ็ เป็ นธรรมดา ไมล่ ่วงพน้ ความเจบ็ ไปได้ ๓. ควรพจิ ารณาทกุ วนั ๆ วา่ เรามคี วามตายเป็ นธรรมดา ไมล่ ว่ งพน้ ความตายไปได้ ๔. ควรพิจารณาทกุ วนั ๆ วา่ เราจะตอ้ งพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจท้งั ส้ ิน ๕. ควรพิจารณาทุกวนั ๆ วา่ เรามกี รรมเป็ นของตวั เราทาํ ดจี กั ไดด้ ี ทาํ ชวั่ จกั ไดช้ วั่ การพิจารณาความแก่ เพือ่ บรรเทาความมวั เมาในวยั การพจิ ารณาความเจบ็ เพ่ือบรรเทาความไมม่ โี รค การพจิ ารณาความตาย เพ่ือบรรเทาความเมาในชวี ติ การพิจารณาความพลัดพรากจากของรกั เพอ่ื บรรเทาความยดึ มนั่ ถือมนั่ การพจิ ารณากรรม เพือ่ บรรเทาความเห็นผดิ ธมั มสั สวนานิสงส์ ๕ ประโยชนแ์ หง่ การฟังธรรม ๑. ผูฟ้ ังธรรมย่อมไดฟ้ ังสิง่ ท่ไี มเ่ คยฟัง ๒. สง่ิ ท่ีฟังแลว้ ยอ่ มกระจา่ งข้ ึน ๓. บรรเทาความสงสยั ได้ ๔. ทาํ ความเห็นใหถ้ กู ตอ้ งได้ ๕. จติ ของผูฟ้ ังยอ่ มผอ่ งใส ผฟู้ ังธรรมย่อมไดร้ บั อานิสงส์ ๕ อย่างดงั กล่าว และทส่ี าํ คญั ผฟู้ ังตอ้ งต้งั ใจ ฟังโดยความเคารพ ดงั ทีพ่ ระพุทธองค์ตรสั สอนไวว้ า่ “ฟังดว้ ยดี ยอ่ มไดป้ ัญญา”

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม พละ คือ ธรรมเป็ นกาํ ลงั มีอยู่ ๕ ประการ ๑. สทั ธา ความเชือ่ ๒. วิรยิ ะ ความเพียร ๓. สติ ความระลึกได้ ๔. สมาธิ ความต้ังใจมนั่ ๕. ปัญญา ความรอบรู้ คุณธรรมท้งั ๕ อย่างน้ ี เมอ่ื เกิดข้ ึนในจติ ใจ ยอ่ มทําใหจ้ ติ ใจมกี าํ ลงั เขม้ แข็ง สามารถตอ่ ตา้ นกบั อกุศลธรรมได้ เปรยี บเหมอื นทาํ นบทแี่ ข็งแรงสามารถตา้ น กระแสน้ําไวไ้ ด้ ฉะน้ัน คุณธรรมน้ ี สามารถตอ่ ตา้ นกเิ ลสตณั หาได้ เช่น ตอ่ ตา้ น ความไมเ่ ชื่อ ความเกียจครา้ น และความประมาท เป็ นตน้ ได้ จงึ เรยี กวา่ พละ ผมู้ ี คุณธรรมดังกล่าวน้ ียอ่ มเป็ นผมู้ จี ติ ใจมนั่ คงเขม้ แข็งในการประกอบความดี ไมม่ ี ความยอ่ ทอ้ ตอ่ อุปสรรคใดๆ ธรรม ๕ ประการน้ ี เรียกอีกอยา่ งวา่ อินทรยี ์ ๕ หมายถงึ เป็ นใหญ่ในกิจของตน ขนั ธ์ ๕ กองแหง่ สงั ขาร ๑. รูป ไดแ้ กร่ า่ งกายอนั ประกอบข้ ึนดว้ ยธาตุ ๔ ๒. เวทนา ความรูส้ กึ อารมณ์วา่ เป็ นสขุ เป็ นทกุ ข์ และเฉย ๆ ๓. สญั ญา ความจาํ ไดห้ มายรอู้ ารมณ์ท่ีเกิดกบั ใจ ๔. สงั ขาร ความคิดปรุงแต่งอารมณ์ ๕. วิญญาณ ความรูอ้ ารมณ์ ขนั ธ์ แบง่ ออกเป็ น ๒ ส่วน คอื รปู ขนั ธ์ กบั นามขนั ธ์ หรือเรยี กส้นั ๆ วา่ รูปนาม รูปขนั ธ์ เป็ นรปู ส่วนเวทนาขนั ธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขนั ธ์ และวญิ ญาณ ขนั ธ์ รวม ๔ เป็ นนาม การศึกษาเร่ืองของขนั ธน์ ้ ี เป็ นการศกึ ษาใหร้ ูส้ ภาวธรรม

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๓๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม คอื รคู้ วามจรงิ แทเ้ ก่ียวกบั ตวั เรา เกีย่ วกบั ชีวติ คนเรา จะไดร้ ชู้ ดั แจง้ วา่ สิง่ ทสี่ มมติ เรยี กกนั วา่ คนน้ัน คนน้ ี สตั วน์ ้ัน สตั วน์ ้ ี ท่แี ทจ้ ริงแลว้ กเ็ ป็ นเพยี งรูปนามเท่าน้ัน ฉกั กะ คอื หมวด ๖ คารวะ ๖ (ความเคารพ) ๑. พทุ ธคารวตา เคารพในพระพุทธเจา้ ๒. ธมั มคารวตา เคารพในพระธรรม ๓. สงั ฆคารวตา เคารพในพระสงฆ์ ๔. สิกขาคารวตา เคารพในการศึกษา ๕. อปั ปมาทคารวตา เคารพในความไมป่ ระมาท ๖. ปฏิสนั ถารคารวตา เคารพในการตอ้ นรบั สาราณียธรรม ๖ (ธรรมเป็ นทตี่ ง้ั แหง่ ความระลึกถึง) ๑. เมตตากายกรรม ต้งั กายกรรมประกอบดว้ ยเมตตาตอ่ เพ่ือน หมูค่ ณะ เพ่อื นบา้ น เพื่อนรว่ มงาน เพอ่ื นในโรงเรียน ท้งั ต่อหน้าและลับหลงั คอื ชว่ ย ขวนขวายในกจิ ธุระของเพ่อื นเหล่าน้ัน โดยการแสดงออกทางกาย เคารพนับถอื ดว้ ยจติ เมตตา ๒. เมตตาวจกี รรม ต้งั วจกี รรมประกอบดว้ ยเมตตาต่อเพือ่ น หมูค่ ณะ เพอื่ นบา้ น เพ่ือนร่วมงาน เพ่อื นในโรงเรียน ท้งั ตอ่ หน้าและลบั หลัง คอื ชว่ ย ขวนขวายในกิจธุระของเพือ่ นเหล่าน้ัน โดยการแสดงออกทางวาจาอนั สุภาพดว้ ย จติ เมตตา

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ๓. เมตตามโนกรรม ต้งั มโนกรรมประกอบดว้ ยเมตตาต่อเพ่ือน หมูค่ ณะ เพ่อื นบา้ น เพือ่ นรว่ มงาน เพ่อื นในโรงเรียน ท้งั ตอ่ หน้าและลับหลงั คือ คดิ สิ่งใด ก็ คดิ แตส่ ่ิงที่เป็ นประโยชน์แกบ่ คุ คลน้ัน ดว้ ยจติ เมตตา ๔. สาธารณโภคี รจู้ กั แบ่งปันลาภทไ่ี ดม้ าโดยชอบธรรมใหแ้ ก่ผคู้ วรไดร้ บั การแบ่งปัน คือเมอ่ื ไดส้ ่ิงใดมาโดยชอบธรรม จะเป็ นส่ิงของหรือสิ่งอน่ื ใดที่จะ อาํ นวยประโยชน์กไ็ มห่ วงไวผ้ เู้ ดียว รูจ้ กั เฉลี่ยใหไ้ ดร้ บั โดยทวั่ หน้า ๕. สีลสามญั ญตา มศี ลี บริสุทธ์ิ มรี ะเบยี บวนิ ัยเสมอกนั กบั หมูค่ ณะ คอื ประพฤติสุจรติ ไมท่ าํ ตนใหเ้ ป็ นทีร่ งั เกยี จของหมูค่ ณะ ท้งั ต่อหน้าและลับหลัง ๖. ทิฏฐิสามญั ญตา มที ฏิ ฐิดงี าม คือมคี วามเห็นชอบร่วมกนั มที ศั นคติ ดงี ามรว่ มกนั กบั หมคู่ ณะ ไมว่ วิ าทบาดหมางกบั ใคร ๆ เพราะความเห็นผิด สตั ตกะ คือ หมวด ๗ อรยิ ทรพั ย์ ๗ (ทรพั ยอ์ นั ประเสรฐิ ) ๑. สทั ธา ความเช่ือ ๒. สีล การรกั ษากาย วาจาใหเ้ รียบรอ้ ย ๓. หริ ิ ความละอายแก่ใจในการทาํ ความชวั่ ๔. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ต่อผลของบาป ๕. พาหสุ จั จะ ความเป็ นผศู้ กึ ษามาก ๖. จาคะ การเสยี สละ ๗. ปัญญา การรอบรู้ เฉลียวฉลาด อริยทรพั ย์ ท้งั ๗ อย่างน้ ีเป็ นธรรมสนับสนุนในการทาํ ความดีทุก ๆ ดา้ น โดยเฉพาะในการพง่ึ ตนเอง ย่อมอาํ นวยใหส้ าํ เร็จสิ่งทพ่ี งึ ประสงคไ์ ดส้ มปรารถนา

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๔๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม สปั ปุริสธรรม ๗ (ธรรมของสตั บรุ ุษ) ๑. ธมั มญั �ตุ า ความเป็ นผรู้ จู้ กั เหตุ เชน่ รจู้ กั วา่ สิง่ น้ ีเป็ นเหตุแห่งสุข สิ่งน้ ีเป็ นเหตแุ หง่ ทกุ ข์ (รจู้ กั เหตุ) ๒. อตั ถญั �ุตา ความเป็ นผรู้ จู้ กั ผล เชน่ รูจ้ กั วา่ สขุ เป็ นผลแห่งเหตุอนั น้ ี ทกุ ขเ์ ป็ นผลแหง่ เหตอุ นั น้ ี (รูจ้ กั ผล) ๓. อตั ตญั �ุตา ความเป็ นผรู้ จู้ กั ตนวา่ เรามชี าติตระกูล ยศศกั ด์ิสมบตั ิ บริวาร ความรแู้ ละคุณธรรมเพยี งเท่าน้ ี ๆ แลว้ ประพฤติตนใหส้ มควรแก่ทีเ่ ป็ นอยู่ (รจู้ กั ตน) ๔. มตั ตญั �ตุ า ความเป็ นผรู้ ปู้ ระมาณ ในการแสวงหาเครอื่ งเล้ ียงชวี ติ แต่โดยทางที่ชอบ และรูจ้ กั ประมาณในการบรโิ ภคแตพ่ อควร (รูจ้ กั ประมาณ) ๕. กาลญั �ุตา ความเป็ นผรู้ จู้ กั กาลเวลาอนั สมควรในอนั ประกอบกจิ น้ันๆ (รจู้ กั เวลา) ๖. ปริสญั �ุตา ความเป็ นผูร้ จู้ กั ประชุมชน และกิริยาท่จี ะตอ้ งประพฤติ ต่อประชุมชนน้ันๆ วา่ ชมุ ชนน้ ีเมอ่ื เขา้ ไปหาจะตอ้ งทาํ กริ ิยาอยา่ งน้ ี จะตอ้ งพดู อย่าง น้ ี เป็ นตน้ (รจู้ กั ชุมชน) ๗. ปุคคลปโรปรญั �ุตา ความเป็ นผรู้ จู้ กั เลือกบุคคลวา่ ผนู้ ้ ีเป็ นคนดี ควรคบ ผูน้ ้ ีเป็ นคนไมด่ ี ไมค่ วรคบ เป็ นตน้ (รูจ้ กั บุคคล) คนดีท่เี รียกวา่ สปั บรุ ษุ หรอื สตั บรุ ุษ∗ จะตอ้ งประกอบดว้ ยคุณธรรมหรือ คุณสมบัติเหล่าน้ ี คือ ความเป็ นผูร้ ูจ้ กั เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และ บุคคล ∗ คาํ วา่ สตั บรุ ุษ เป็ นคาํ ที่เพ้ ียนมาจากคาํ วา่ สปั บุรุษ นัน่ เอง

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๔๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม อฏั ฐกะ คือ หมวด ๘ โลกธรรม ๘ ธรรมของโลกหรอื ธรรมประจาํ โลก ฝ่ ายอิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ่ ีน่าปรารถนา ๑. ลาภ ๒. ยศ ๓. สรรเสริญ ๔. สุข ฝ่ ายอนิฏฐารมณ์ คือ อารมณท์ ่ ีไมน่ ่าปรารถนา ๕. เส่ือมลาภ ๖. เสื่อมยศ ๗. นินทา ๘. ทุกข์ โลกธรรม ๘ ประการน้ ี อย่างใดอย่างหน่ึงเกิดข้ นึ ควรพิจารณาวา่ สง่ิ เหล่าน้ ีเกิดข้ ึนแลว้ แกเ่ รา กแ็ ต่วา่ มนั ไมเ่ ทีย่ ง มีความแปรปรวนเป็ นธรรมดา มี ความรูต้ ามทีเ่ ป็ นจริง ไมใ่ หค้ รอบงาํ จติ ใจ คือ ไมย่ นิ ดีในสง่ิ ทีน่ ่าปรารถนา ไมย่ นิ รา้ ยในสง่ิ ทไี่ มน่ ่าปรารถนา -------------- ทสกะ คือ หมวด ๑๐ บุญกิรยิ าวตั ถุ ๑๐ (ส่ิงเป็ นท่ตี ง้ั แห่งการบาํ เพ็ญบญุ ) ๑. ทานมยั บุญเกิดจากการใหท้ าน ๒. สีลมยั บุญเกดิ จากการรกั ษาศลี ๓. ภาวนามยั บญุ เกิดจากการอบรมภาวนา ๔. อปจายนมยั บญุ เกดิ จากการประพฤตอิ ่อนน้อมถ่อมตน ๕. เวยยาวจั จมยั บญุ เกดิ จากการช่วยกิจการงานท่ีชอบ ๖. ปัตตทิ านมยั บญุ เกดิ จากการใหส้ ว่ นบญุ ๗. ปัตตานุโมทนามยั บุญเกิดจากการอนุโมทนาสว่ นบญุ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ๘. ธมั มสั สวนมยั บญุ เกิดจากการฟังธรรม ๙. ธมั มเทสนามยั บุญเกดิ จากการแสดงธรรม ๑๐. ทิฏ�ุชุกมั ม์ บุญเกดิ จากการทาํ ความเหน็ ใหต้ รง บุญกริ ยิ าวตั ถุ ๑๐ สงเคราะหเ์ ขา้ ในบุญกริ ิยาวตั ถุ ๓ ไดด้ งั น้ ี อปจายนมยั เวยยาวจั จมยั สงเคราะหเ์ ขา้ ในศีลมยั , ปัตตทิ านมยั ปัตตานุโมทนามยั สงเคราะห์ เขา้ ในทานมยั , ธมั มสั สวนมยั ธมั มเทสนามยั ทฏิ �ุชกุ มั ม์ สงเคราะหเ์ ขา้ ใน ภาวนามยั เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วิชาธรรมสปั ดาหท์ ่ี ๗ ๑. ค ๒. ง ๓. ง ๔. ข ๕. ง ๖. ค ๗. ข ๘. ข ๙. ค ๑๐. ค ๑๑. ง ๑๒. ข ๑๓. ข ๑๔. ง ๑๕. ก ๑๖. ก ๑๗. ค ๑๘. ง ๑๙. ง ๒๐. ข

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ี่ ๘ คิหปิ ฏบิ ตั ิ ขอ้ ปฏิบตั ขิ องคฤหสั ถ์ สาระสาํ คญั คหิ ิปฏบิ ตั ิ คือหลกั ธรรมสาํ หรบั ปฏิบตั ขิ องคฤหสั ถโ์ ดยตรง ฉะน้ัน พุทธศาสนิกชนจาํ เป็ นตอ้ งรู้ เพอื่ นําไปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง สอดคลอ้ งกบั สงั คมปัจจุบนั หลกั ธรรมในคหิ ปิ ฏบิ ตั นิ ้ ีสอนใหเ้ รารจู้ กั ครองตน ครองคน ครอง ทรพั ย์ และครองเรือน ในสปั ดาหน์ ้ ี มีหวั ขอ้ ธรรมท่ตี อ้ งศกึ ษาดงั น้ ี จตกุ กะ - ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ ๔ - มติ รแท้ ๔ - สมั ปรายิกตั ถประโยชน์ ๔ - สงั คหวตั ถุ ๔ - มติ ตปฏริ ูป ๔ - ธรรมของฆราวาส ๔ ปัญจกะ - มจิ ฉาวณิชชา ๕ - สมบตั ิของอบุ าสก ๕ ฉกั กะ - ทศิ ๖ - อบายมุข ๖ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ในขอ้ ปฏิบตั ิของคฤหสั ถ์ เช่น สามารถครองตน ครองคน ครองทรพั ย์ และครองเรอื นได้ ๒. เห็นความสาํ คญั ของธรรมะท่ีมตี อ่ สงั คม ๓. ผเู้ รยี นนําไปประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในชวี ติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผอู้ ่นื ใหป้ ฏิบตั ติ ามได้

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๔๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม กจิ กรรม ๑. อา่ นเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสอื คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี ๒. ทดลองทาํ ปัญหากอ่ นเรียนและหลังเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรียน ๔. ใหผ้ ูเ้ รียนไดร้ ว่ มวเิ คราะห์หลักธรรมคาํ สอนตา่ ง ๆ ๕. คน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ จากหนังสือทแ่ี นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น ๒. จากการทาํ กิจกรรมในหอ้ งเรียน ๓. จากการสอบธรรมสนามหลวง ๔. ผูเ้ รียนนําธรรมะไปใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั แบบทดสอบก่อนเรยี น วชิ าธรรมะ สปั ดาหท์ ี่ ๘ คาํ สงั ่ : ใหท้ าํ เคร่อื งหมายกากบาท (x) หน้าคาํ ตอบทถี่ ูกทีส่ ดุ เพียงคาํ ตอบเดยี ว ๑. ทาํ อยา่ งไรจงึ จะต้งั ตวั ไดใ้ นโลกน้ ี ? ก. เวน้ อบายมขุ ข. บาํ เพญ็ สงั คหวตั ถุ ค. คบกลั ยาณมติ ร ง. บาํ เพ็ญทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถะ ๒. การปฏิบตั ติ ามหลกั ทิฏฐธมั มกิ ตั ถะ ๔ จะไดผ้ ลของการกระทาํ เมอ่ื ใด ? ก. ชาตอิ ดีต ข. ชาตอิ นาคต ค. ชาติปัจจุบนั ง. ไมแ่ น่นอน ๓. หวั ใจเศรษฐี ในทิฏฐธมั มกิ ัตถประโยชน์ คอื ขอ้ ใด ? ก. อุ อา กะ สะ ข. จิ เจ รุ นิ ค. ทุ สะ นิ มะ ง. สุ จิ ปุ ลิ

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๔. คาํ วา่ “หา่ งสุนัขใหห้ า่ งศอก ห่างวอกใหห้ ่างวา หา่ งพาลาใหห้ ่างหมนื่ โยชน์ แสนโยชน์” เป็ นคาํ สอนตรงกบั ขอ้ ใด ? ก. การคบคน ข. วธิ ปี ้องกนั อนั ตรายจากสตั ว์ ค. วธิ ีเล้ ียงสตั ว์ ง. ถกู ทุกขอ้ ๕. บุคคลในขอ้ ใดชื่อวา่ รูจ้ กั คบเพื่อน ? ก. วลิ ลีเลือกคบคนมฐี านะดี ข. เจมสเ์ ลือกคบเพือ่ ใกลบ้ า้ น ค. เบริ ด์ เลือกคบคนท่มี รี ูปร่างดี ง. เจษฎาพรเลือกคบคนดีมใี จเมตตากรณุ า ๖. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขอ้ ธรรมในสัมปรายิกตั ถะ ๔ ? ก. สทั ธาสัมปทา ข. สลี สมั ปทา ค. ปัญญาสมั ปทา ง. อารกั ขสมั ปทา ๗. ลกั ษณะของเพื่อนท่จี ะชกั ชวนไปในทางฉิบหาย คือ...? ก. มะกอกสามตะกรา้ ปาไมถ่ ูก ข. ปากปราศรยั น้ําใจเชอื ดคอ ค. มเี งนิ นับเป็ นน้อง มที องนับเป็ นพ่ี ง. เชา้ ฮา เยน็ เฮ คาํ่ เซ ดกึ สร่าง สวา่ งซ้าํ ๘. เพอ่ื นรกั ชวนกนั ไปเทยี่ วแหล่งมวั่ สุม จดั เป็ นมติ รประเภทใด ? ก. มติ รร่วมสุขรว่ มทุกข์ ข. มติ รชกั ชวนใหฉ้ ิบหาย ค. มติ รชกั ชวนกนั มวั่ สุม ง. มติ รรกั ใคร่ ๙. คนเทียมมติ รเชน่ ไร ทค่ี วรหลีกเล่ียงใหไ้ กลทสี่ ุด ? ก. มติ รชกั ชวนในทางฉิบหาย ข. มติ รหวั ประจบ ค. มติ รดีแตพ่ ดู ง. มติ รปอกลอก

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ๑๐. คนที่เป็ นนักสงั คมสงเคราะหค์ วรปฏิบตั ธิ รรมขอ้ ใดใหม้ าก ? ก. อธิษฐานธรรม ๔ ข. สงั คหวตั ถุ ๔ ค. ฆราวาสธรรม ๔ ง. พลธรรม ๔ ๑๑. จะสมานไมตรีระหวา่ งมิตรกบั มติ ร ควรใหธ้ รรมขอ้ ใด ? ก. สาราณียธรรม ข. สมั ปรายกิ ตั ถะ ค. สงั คหวตั ถุ ง. เมตตา ๑๒. ทาํ ตวั เป็ นก้ งิ ก่าไดท้ อง หรือคางคกข้ ึนวอ จดั ว่าขาดคุณธรรมอะไร ? ก. ทมะ ข. ปิ ยวาจา ค. อตั ถจรยิ า ง. สมานัตตตา ๑๓.โอบออ้ มอารี วจไี พเราะ สงเคราะหช์ ุมชน วางตนเหมาะสม ตรงกบั ธรรมขอ้ ใด ? ก. สปั ปุรสิ ธรรม ข. พรหมวหิ าร ค. ฆราวาสธรรม ง. สงั คหวตั ถุธรรม ๑๔. จรงิ ใจ ฝึกฝน ทนได้ ใหป้ ัน ตรงกบั ธรรมหมวดใด ? ก. ฆราวาสธรรม ๔ ข. อธิษฐานธรรม ๔ ค. จกั ร ๔ ง. สงั คหวตั ถุ ๔ ๑๕. ความเชื่อในขอ้ ใดท่ีจดั เป็ นความเช่ือเร่ืองกรรม หรอื การกระทาํ มผี ลจริง บุญบาปมจี ริง ? ก. กมั มสทั ธา ข. วปิ ากสทั ธา ค. ตถาคตโพธสิ ทั ธา ง. กมั มสั สกตาสทั ธา ๑๖. หลักธรรมขอ้ ใด สง่ เสริมใหค้ นรูจ้ กั หน้าที่ อนั จะพึงปฏิบตั ิต่อกนั ? ก. ทิศ ๖ ข. พลธรรม ๕ ค. อิทธิบาท ๔ ง. ฆราวาสธรรม ๔

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๔๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม ๑๗. นิยมยกยอ่ ง ปกป้องเชิดชู ไมเ่ จา้ ชนู้ อกใจ มอบความเป็ นใหญ่ ใหเ้ ครอ่ื งประดบั คอื หน้าทีข่ องใคร ? ก. สามี ข. ภรรยา ค. บ่าว ง. มติ ร ๑๘. อบายมุขมโี ทษมาก ยกเวน้ ขอ้ ใด ? ก. ไดร้ บั การยอมรบั จากสงั คม ข. ขาดความเคารพนับถอื จากคนทวั่ ไป ค. ทาํ ลายอนาคตของตนเองและครอบครวั ง. ส้ ินเปลืองทรพั ยแ์ ละทาํ ใหค้ รอบครัวแตกแยก ๑๙. อบายมุข ๖ ขอ้ ใด ทาํ ใหเ้ กิดผลเสยี หายมากที่สุด ? ก. ดมื่ น้ําเมา ข. เที่ยวกลางคืน ค. คบคนชวั่ เป็ นมติ ร ง. เล่นการพนัน ๒๐. ผหู้ มกมนุ่ อยใู่ นอบายมุข ย่อมเสียหายอย่างไร ? ก. การงานยอ่ หยอ่ น ข. รายไดล้ ดน้อยถอยลง ค. ไมน่ านตอ้ งล่มจม ง. ถกู ทุกขอ้ ทฏิ ฐธมั มิกตั ถะ ๔ (ประโยชนใ์ นปัจจบุ นั ) ๑. อุฏฐานสมั ปทา มคี วามขยนั หมนั่ เพียรในการศึกษาหรอื ทาํ การงาน ๒. อารกั ขสมั ปทา รกั ษาทรพั ยส์ นิ ท่ีหามาไดใ้ หอ้ ยใู่ นสภาพทีส่ มบรู ณ์ ๓. กลั ยาณมิตตตา คบแตค่ นดเี ป็ นเพอื่ น และใหห้ ลีกเล่ียงคนชวั่ ๔. สมชีวิตา จบั จา่ ยใชส้ อยทรพั ยท์ ีห่ ามาไดใ้ หพ้ อดีพอควร ธรรม ๔ อย่างน้ ียอ่ เป็ นคาํ ส้นั ๆ เรียกวา่ หวั ใจเศรษฐี คอื อุ อา กะ สะ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๔๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม สมั ปรายกิ ตั ถะ ๔ (ประโยชนภ์ ายหนา้ ) ๑. สทั ธาสมั ปทา ถึงพรอ้ มดว้ ยศรทั ธา คอื เชอื่ สง่ิ ที่ควรเชอ่ื เชน่ เชอื่ วา่ ทาํ ดีไดด้ ี ทาํ ชวั่ ไดช้ วั่ ๒. สีลสมั ปทา ถงึ พรอ้ มดว้ ยศีล คือ รกั ษากายวาจาเรยี บรอ้ ยดี ไมม่ โี ทษ ๓. จาคสมั ปทา ถึงพรอ้ มดว้ ยการบริจาคทาน เป็ นการเฉล่ียสุขใหแ้ ก่ ผูอ้ น่ื ๔. ปัญญาสมั ปทา ถึงพรอ้ มดว้ ยปัญญา รูจ้ กั บาป บญุ คุณ โทษ ประโยชน์ มใิ ชป่ ระโยชน์ เป็ นตน้ การบาํ เพ็ญคุณธรรมเหล่าน้ ีทาํ ใหเ้ ป็ นผมู้ จี ิตเจริญงอกงามดว้ ยคุณความดี ทาํ ใหช้ วี ติ มคี า่ และเป็ นหลักประกนั ชีวติ ในภพหน้าไดว้ า่ จะประสบกบั สมบัติเหล่าน้ ี คือมนุษย์สมบัติและสวรรค์สมบัติซึ่งเป็ นประโยชน์ข้ันสูงข้ ึนไป จนถึงนิพพาน สมบตั ซิ ่งึ เป็ นประโยชน์สูงสดุ มติ รปฏริ ูป ๔ คนเทยี มมติ ร คอื มติ รเทยี ม มใิ ชม่ ติ รแท้ ๑. คนปอกลอก ๒. คนดแี ตพ่ ดู ๓. คนหวั ประจบ ๔. คนชกั ชวนไปในทางฉิบหาย คนปอกลอก มี ๔ ลกั ษณะ คือ คนดแี ตพ่ ดู มี ๔ ลกั ษณะ คือ ๑. คดิ เอาแตไ่ ดฝ้ ่ ายเดยี ว ๑. เก็บเรื่องเกา่ มาเล่า ๒. เสยี ใหน้ ้อย คดิ เอาใหม้ าก ๒. อา้ งเร่ืองที่ไมม่ ีมาปราศรยั ๓. เม่อื มภี ยั ถึงตวั รีบทาํ กิจของเพ่อื น ๓. สงเคราะห์ดว้ ยสง่ิ ของอนั หา- ๔.คบเพ่อื นเพราะเห็นแก่ประโยชน์สว่ นตวั ประโยชน์ไมไ่ ด้ ๔. ออกปากพึ่งไมไ่ ด้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook