Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Published by suttasilo, 2021-06-24 07:08:58

Description: หนังสือเรียนธ.ศ.ตรีฉบับศูนย์พระสงฆ์

Keywords: ธรรมศึกษาตรี

Search

Read the Text Version

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม คนหวั ประจบ มี ๔ ลกั ษณะ คือ คนชกั ชวนไปในทางฉิบหาย ๑. จะทาํ ชวั่ ก็คลอ้ ยตาม มี ๔ ลกั ษณะ คือ ๒. จะทาํ ดีก็คลอ้ ยตาม ๑. ชกั ชวนดม่ื น้ําเมา ๓. ตอ่ หนา้ วา่ สรรเสริญ ๒. ชกั ชวนเท่ียวกลางคืน ๔. ลบั หลงั ตง้ั นินทา ๓. ชกั ชวนใหม้ วั เมาในการเลน่ ๔. ชกั ชวนเลน่ การพนัน ในบรรดาเทยี มมติ รท้งั ๔ น้ ี มติ รทอี่ นั ตรายมาก คอื ทาํ ใหเ้ กิดความ เสยี หายมากไดแ้ ก่ คนชกั ชวนไปในทางฉิบหาย เพราะสามารถยงั อนั ตราย ความ เสยี หาย ภยั พบิ ตั ติ า่ ง ๆ ใหเ้ กิดข้ นึ แกม่ ติ รผูค้ บหาสมาคมดว้ ย กลั ยาณมิตร ๔ มิตรแท้ เพอ่ื นทด่ี ีงาม ๑. มิตรมีอปุ การะ ๒. มิตรรว่ มสุขรว่ มทกุ ข์ ๓. มิตรแนะประโยชน์ ๔. มิตรมีความรกั ใคร่ มิตรมีอปุ การะ มิตรรว่ มสขุ รว่ มทกุ ข์ มีลกั ษณะ ๔ อยา่ ง คือ มีลกั ษณะ ๔ อยา่ ง คือ ๑. ป้องกนั เพือ่ นผูป้ ระมาทแลว้ ๑. เปิ ดเผยความลบั ของตนใหแ้ ก่เพื่อน ๒. ป้องกนั ทรพั ยข์ องเพอ่ื นผปู้ ระมาทแลว้ ๒. ปิ ดบงั ความลบั ของเพ่ือนไมใ่ หแ้ พร่ง ๓. เมอ่ื มภี ยั ก็เป็ นที่พงึ่ อาศยั ได้ พราย ๔. ใหท้ รพั ยเ์ กินกวา่ ท่ีออกปากขอ ๓. ไมล่ ะท้ ิงในยามวิบตั ิ มิตรแนะประโยชน์ มีลกั ษณะ ๔ อยา่ ง คือ ๔. อาจสละชีพของตนแทนเพ่ือนได้ ๑. หา้ มไมใ่ หท้ าํ ชัว่ มิตรมีความรกั ใคร่ ๒. ใหต้ ้งั อยูใ่ นความดี ๓. ใหฟ้ ังสิ่งทไ่ี มเ่ คยฟังมากอ่ น มีลกั ษณะ ๔ อยา่ ง คือ ๔. บอกทางสวรรคใ์ ห้ ๑. ทกุ ข์ ๆ ดว้ ย ๒. สุข ๆ ดว้ ย ๓. โตเ้ ถียงคนทพ่ี ูดตเิ ตียนเพอ่ื น ๔. รบั รองคนที่พดู สรรเสรญิ เพื่อน

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ในบรรดามติ รแทท้ ้ัง ๔ น้ ี มติ รทีก่ ่อใหเ้ กดิ คุณประโยชน์มาก หรือมติ รมี ความสาํ คญั มากกวา่ ประเภทอนื่ คอื มิตรแนะนาํ ประโยชน์ เพราะจะทาํ ใหม้ ติ ร อกี ฝ่ ายไดป้ ระกอบในสงิ่ ท่ีดีงาม สงั คหวตั ถุ ๔ ธรรมเป็ นเครอ่ื งยดึ เหนี่ยวน้าํ ใจผูอ้ นื่ ๑. ทาน การให้ ความเอ้ ือเฟ้ ือเผือ่ แผ่แก่ผูอ้ นื่ ๒. ปิ ยวาจา พูดจาสุภาพออ่ นหวาน ไพเราะเสนาะโสต ๓. อตั ถจริยา บาํ เพ็ญตนใหเ้ ป็ นประโยชน์แกผ่ ูอ้ นื่ ๔. สมานตั ตตา มตี นเสมอตน้ เสมอปลายไมถ่ ือตัว สงิ่ อนั เป็ นท่ีต้งั แหง่ การสงเคราะหก์ นั ระหวา่ งเพ่ือมนุษย์ เป็ นเครอ่ื งยดึ เหน่ียวใจบคุ คล หรอื ประสานหมูช่ นไวใ้ นความสามคั คี เรยี กวา่ สงั คหวตั ถุ ฆราวาสธรรม ๔ (ธรรมของผอู้ ยูค่ รองเรอื น) ๑. สจั จะ มคี วามจริงใจซึง่ กนั และกนั ๒. ทมะ รูจ้ กั ขม่ ใจตนเอง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ๓. ขนั ติ ความอดทนตอ่ ความลาํ บาก และอุปสรรคตา่ งๆ ๔. จาคะ การเสยี สละ เอ้ ือเฟ้ ือเผอ่ื แผ่แบ่งปันสง่ิ ของ มจิ ฉาวณิชชา ๕ การคา้ ขายทไี่ มช่ อบธรรม ซง่ึ ชาวพุทธไม่ควรทาํ ๑. คา้ ขายเครอ่ื งประหาร ๒. คา้ ขายมนุษย์ ๓. คา้ ขายสตั วม์ ีชีวติ สาํ หรบั ฆ่าเพ่ือเป็ นอาหาร ๔. คา้ ขายน้ําเมา ๕. คา้ ขายยาพษิ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม อุปาสกธรรม ๕ คุณสมบตั ขิ องอบุ าสก ๑. มศี รทั ธา เช่อื มนั่ ในหลักคาํ สอนของพทุ ธศาสนา ๒. มศี ีล เคร่งครดั ในศลี ท้งั กายและวาจา ๓. ไมถ่ ือมงคลตืน่ ข่าว เชื่อโชคลาง ใหเ้ ชอื่ เรื่องกฎแหง่ กรรม ๔. มจี ติ ใจต้งั มนั่ ถือหลกั คาํ สอนทางพุทธศาสนาเป็ นทพี่ ง่ึ ๕. ประพฤตบิ าํ เพญ็ บญุ ตามหลกั คาํ สอนพระพุทธศาสนา ทศิ ๖ หลกั มนุษยส์ มั พนั ธต์ ามหลกั พระพทุ ธศาสนา ๑. ปุรตั ถิมทิส คอื ทศิ เบ้ อื งหน้า ไดแ้ ก่ มารดาบดิ า ๒. ทกั ขิณทสิ คือ ทิศเบ้ อื งขวา ไดแ้ ก่ ครู อาจารย์ ๓. ปัจฉิมทิส คอื ทิศเบ้ อื งหลงั ไดแ้ ก่ บุตร ภรรยา ๔. อตุ ตรทิส คือ ทิศเบ้ อื งซา้ ย ไดแ้ ก่ มติ ร สหาย ๕. เหฏฐิมทสิ คอื ทศิ เบ้ ืองตาํ่ ไดแ้ ก่ บา่ ว ไพร่ ผูอ้ ย่ใู ตบ้ งั คบั บญั ชา ๖. อุปรมิ ทสิ คอื ทศิ เบ้ อื งบน ไดแ้ ก่ สมณพราหมณ์ และนักบวช ปุรตั ถมิ ทิส คือ ทศิ เบ้ อื งหนา้ ไดแ้ ก่ มารดาบิดา บุตรพึงปฏิบตั ิต่อมารดาบิดา ๕ สถาน มารดาบิดาพงึ อนุเคราะหบ์ ุตร ๕ สถาน ๑. ท่านเล้ ียงเรามาแลว้ เล้ ียงทา่ นตอบ ๑. หา้ มไมใ่ หท้ าํ ชวั่ ๒. ชว่ ยทาํ กิจของทา่ น ๒. ใหต้ ้งั อยใู่ นความดี ๓. ดาํ รงวงศส์ กุล ๓. ใหศ้ กึ ษาศลิ ปะวทิ ยา ๔. ทาํ ตนใหส้ มควรไดร้ บั ทรพั ยม์ รดก ๔. หาภรรยาทสี่ มควรให้ ๕. เม่อื ท่านล่วงลบั ไปแลว้ ๕. มอบทรพั ยส์ มบตั ิให้ ทาํ บุญไปใหท้ ่าน

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ทกั ขิณทสิ คือ ทศิ เบ้ อื งขวา ไดแ้ ก่ ครู อาจารย์ ศิษยพ์ ึงปฏิบตั ิต่อครูอาจารย์ ๕ สถาน อาจารยพ์ ึงอนุเคราะหศ์ ิษย์ ๕ สถาน ๑. ลุกข้ ึนยืนรบั ๑. แนะนําดี ๒. เขา้ ไปยืนคอยรบั ใช้ ๒. ใหเ้ รียนดี ๓. เช่อื ฟังคาํ สงั่ สอนทา่ น ๓. บอกวิชาความรูโ้ ดยไมป่ ิ ดบงั ๔. อุปัฏฐากท่าน ๔. ยกยอ่ งใหป้ รากฏแกเ่ พ่ือนฝงู ๕. เรยี นศิลปะวิทยาโดยความเคารพ ๕. ป้องกนั ศิษยใ์ นทิศท้งั หลาย ปัจฉิมทสิ คือ ทศิ เบ้ อื งหลงั ไดแ้ ก่ บุตร ภรรยา สามีพึงปฏิบตั ิตอ่ ภรรยา ๕ สถาน ภรรยาพึงปฏิบตั ิต่อสามี ๕ สถาน ๑. ยกยอ่ งภรรยา ๑. จดั งานใหด้ ี ๒. ไมด่ ูหมิ่น ๒. สงเคราะหค์ นขา้ งเคียงของสามี ๓. ไมป่ ระพฤตินอกใจ ๓. ไมป่ ระพฤตินอกใจสามี ๔. มอบความเป็ นใหญใ่ ห้ ๔. รกั ษาทรพั ยท์ ่ีสามีหามาได้ ๕. ใหเ้ ครือ่ งแต่งตวั ๕. ขยนั ไมเ่ กียจครา้ นในการงานท้งั ปวง อุตตรทิส คือ ทศิ เบ้ อื งซา้ ย ไดแ้ ก่ มิตร สหาย มิตรพงึ ปฏิบตั ติ ่อสหาย ๕ สถาน สหายพงึ ปฏิบตั ิต่อสหาย ๕ สถาน ๑. ใหป้ ัน ๑. รกั ษามิตรผูป้ ระมาทแลว้ ๒. เจรจาดว้ ยถอ้ ยคาํ ไพเราะ ๒. รกั ษาทรพั ยข์ องมติ รผูป้ ระมาทแลว้ ๓. ประพฤติประโยชน์ ๓. เมอ่ื มีภยั เอาเป็ นท่ีพึ่งพาํ นักได้ ๔. ความเป็ นผมู้ ีตนเสมอ ๔. ไมล่ ะท้ ิงในยามวิบตั ิ ๕. ไมแ่ กลง้ กล่าวใหค้ ลาดจากความเป็ นจริง ๕. นับถือตลอดถึงวงศข์ องมติ ร

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม เหฏฐิมทิส คือ ทิศเบ้ อื งตาํ่ ไดแ้ ก่ บา่ ว ไพร่ ผูอ้ ยใู่ ตบ้ งั คบั บญั ชา นายพงึ ปฏิบตั ิตอ่ ลูกจา้ ง , บ่าว ๕ สถาน บ่าว,ลูกจา้ ง พึงปฏิบตั ิตอ่ นาย ๕ สถาน ๑. จดั การงานใหท้ าํ ตามสมควรแก่กาํ ลงั ๑. ลุกข้ นึ ทาํ งานกอ่ นนาย ๒. ใหอ้ าหาร และใหร้ างวลั ๒. เลิกงานทีหลงั นาย ๓. รกั ษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ ๓. ถือเอาแตข่ องที่นายให้ ๔. แจกของท่ีมรี สแปลกใหก้ ิน ๔. ทาํ งานใหด้ ีข้ ึน ๕. ใหเ้ ที่ยวในสมยั ๕.นําคุณของนายไปสรรเสรญิ ในที่น้ันๆ อปุ รมิ ทสิ คือ ทศิ เบ้ อื งบน ไดแ้ ก่ สมณพราหมณ์ และนกั บวช กุลบุตรพงึ บาํ รุงสมณพราหมณ์ ๕ สมณพราหมณพ์ งึ อนุเคราะห-์ สถาน กุลบุตร ๖ สถาน ๑. ทาํ อะไรๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๑. ไมใ่ หท้ าํ ชวั่ ๒. พูดอะไรๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๒. ใหต้ ้งั อยูใ่ นความดี ๓. คิดอะไรๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๓. อนุเคราะหด์ ว้ ยน้ําใจอนั งาม ๔. ไมป่ ิ ดประตู คือมิไดห้ า้ มเขา้ บา้ นเรือน ๔. ใหฟ้ ังส่งิ ท่ีไมเ่ คยฟัง ๕. ใหอ้ ามสิ ทาน ๕. ทาํ สิ่งท่ีเคยฟังแลว้ ใหแ้ จม่ แจง้ ๖. บอกทางสวรรคใ์ ห้ อบายมขุ ๖ ทางแหง่ ความฉบิ หาย ไรค้ วามเจรญิ ๑. ดมื่ น้าํ เมา ๒. เทย่ี วกลางคืน ๓. เที่ยวดกู ารละเล่น ๔. เลน่ การพนนั ๕. คบคนชวั ่ เป็ นมิตร ๖. เกียจครา้ นทาํ การงาน

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๕๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม โทษ แห่งการดื่มน้าํ เมา มี ๖ อยา่ ง โทษ แห่งการเท่ียวกลางคืน มี ๖ อยา่ ง ๑. ทาํ ใหเ้ สียทรพั ย์ ๑. ไมร่ กั ษาตวั ๒. ก่อการทะเลาะววิ าท ๒. ไมร่ กั ษาลกู เมีย ๓. เกิดโรค ๓. ไมร่ กั ษาทรพั ยส์ มบตั ิ ๔. ถกู ติเตียน ๔. เป็ นที่ระแวงของคนท้งั หลาย ๕. ไมร่ ูจ้ กั อาย ๕. มกั ถูกใสค่ วาม ๖. ทอนกาํ ลงั ปัญญา ๖. ไดร้ บั ความลาํ บากมาก โทษแห่งการเท่ียวดกู ารเล่น มี ๖ สถาน โทษ แห่งการเลน่ การพนนั มี ๖ สถาน ๑. ราํ ท่ีไหนไปที่นัน่ ๑. ผชู้ นะยอ่ มกอ่ เวร ๒. รอ้ งที่ไหนไปท่ีนัน่ ๒. ผแู้ พย้ อ่ มเสยี ดายทรพั ย์ ๓. ดีดสีตีเป่ าท่ีไหนไปท่ีนัน่ ๓. ทรพั ยย์ อ่ มฉิบหาย ๔. เสภาท่ีไหนไปท่ีนัน่ ๔. ไมม่ ีใครเช่ือถอ้ ยคาํ ๕. เพลงที่ไหนไปท่ีนัน่ ๕. เป็ นที่หมน่ิ ประมาทของพวกเพื่อนๆ ๖. เทิดเถิงที่ไหนไปที่นัน่ ๖. ไมม่ ีใครประสงคจ์ ะแตง่ งานดว้ ย โทษแห่งการคบคนชวั ่ เป็ นมิตร โทษแห่งการเกียจครา้ นทาํ การงาน มี ๖ สถาน มี ๖ สถาน ๑. นําใหเ้ ป็ นนักเลงการพนัน ๑. อา้ งวา่ หนาวนัก แลว้ ไมท่ าํ งาน ๒. นําใหเ้ ป็ นนักเลงเจา้ ชู้ ๒. อา้ งวา่ รอ้ นนัก แลว้ ไมท่ าํ งาน ๓. นําใหเ้ ป็ นนักเลงสุรา ๓. อา้ งวา่ เย็นนัก แลว้ ไมท่ าํ งาน ๔. นําใหเ้ ป็ นคนลวงเขาดว้ ยของปลอม ๔. อา้ งวา่ ยงั เชา้ อยู่ แลว้ ไมท่ าํ งาน ๕. นําใหเ้ ป็ นคนลวงเขาซึ่งหนา้ ๕. อา้ งวา่ หิวนัก แลว้ ไมท่ าํ งาน ๖. นําใหเ้ ป็ นคนหวั ไม้ ๖. อา้ งวา่ กระหายนัก แลว้ ไมท่ าํ งาน

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอื่ พฒั นาสงั คม เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วิชาธรรมสปั ดาหท์ ี่ ๘ ๑. ง ๒. ค ๓. ก ๔. ก ๕. ง ๖. ง ๗. ง ๘. ข ๙. ก ๑๐. ข ๑๑. ค ๑๒. ง ๑๓. ง ๑๔. ก ๑๕. ง ๑๖. ก ๑๗. ก ๑๘. ก ๑๙. ค ๒๐. ง แบบทดสอบหลงั เรยี น วิชา ธรรมะ ทุกหมวด คาํ สงั ่ :ใหท้ าํ เครอ่ื งหมายกากบาท (x) หน้าคาํ ตอบทถี่ กู ทส่ี ุดเพียงคาํ ตอบเดยี ว ๑. ธรรมมอี ปุ การะมาก หมายถึงธรรมขอ้ ใด ? ก. ขนั ติ โสรจั จะ ข. หริ ิ โอตตปั ปะ ค. สติ สมั ปชญั ญะ ง. บุพพการี กตญั �ูกตเวที ๒. ขอ้ ใดคือความหมายของโอตตปั ปะ ? ข. ความเสง่ียม ก. ความอดทน ง. ความเกรงกลัว ค. ความละอายแก่ใจ ๓. ความรูต้ ัวในขณะกาํ ลงั ทาํ พดู คิด เป็ นลกั ษณะของอะไร ? ก. สติ ข. สมั ปชญั ญะ ค. หิริ ง. โอตตปั ปะ ๔. บุพพการี หมายถึงบคุ คลในขอ้ ใด ? ก. ครูอาจารย์ ข. มารดาบิดา ค. พระมหากษัตรยิ ์ ง. ผทู้ ีม่ บี ญุ คุณตอ่ เรา ๕. คาํ สอนทเี่ ป็ นหวั ใจของพระพุทธศาสนา เรยี กวา่ ........... ? ก. ไตรสิกขา ข. อริยสจั ๔ ค. โอวาทปาฏิโมกข์ ง. พรหมวหิ าร ๔

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๖. โลภอยากไดข้ องเขา พยาบาทปองรา้ ยเขา เหน็ ผดิ จากคลองธรรม ๓ อย่างน้ ี เรยี กวา่ ...? ก. กายทจุ รติ ข. มโนทจุ ริต ค. วจที จุ ริต ง. ถูกทุกขอ้ ๗. พระปัญญาคุณ พระบรสิ ุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ หมายถึง ............ ? ก. คุณของพระสงฆ์ ข. คุณของพระธรรม ค. คุณของพระอรหนั ต์ ง. คุณของพระพุทธเจา้ ๘. ธรรมทเี่ ป็ นรากเหงา้ หรือตน้ เหตุแหง่ ความดี คอื ? ก. กุศลมลู ข. สุจริต ค. โอวาทปาฏโิ มกข์ ง. สปั ปรุ สิ บญั ญัติ ๙. การฟังธรรม จดั เขา้ ในบุญกิริยาวตั ถุ ๓ ขอ้ ใด ? ก. ทานมยั ข. สลี มยั ค. ภาวนามยั ง. ถกู ทุกขอ้ ๑๐. การเคารพพอ่ แม่ จดั เขา้ ในบญุ กิริยาวตั ถุ ๓ ขอ้ ใด ? ก. ทานมยั ข. สีลมยั ค. ภาวนามยั ง. ไมม่ ขี อ้ ถูก ๑๑. อกุศลมูล จะกาํ จดั ไดต้ อ้ งใชธ้ รรมขอ้ ใด ? ก. ทาน ข. ศีล ค. ภาวนา ง. ถกู ทุกขอ้ ๑๒. คุณขอ้ ท่ีวา่ รกั ษาผูป้ ฏิบตั ิตามไมใ่ หต้ กไปในทีช่ วั่ เป็ นคุณของอะไร ? ก. พระพุทธเจา้ ข. พระธรรม ค. พระสงฆ์ ง. พระอรหนั ต์ ๑๓. ขอ้ ใดจดั เป็ นโอสถวเิ ศษใชก้ าํ จดั ความโลภ ความโกรธ และความหลงได้ ? ก. สปั ปุริสบญั ญตั ิ ข. อปัณณกปฏิปทา ค. บุญกริ ิยาวตั ถุ ง. สามญั ลกั ษณะ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ๑๔. ทาน, ศลี , ภาวนา ท่านเรียกวา่ เป็นทีต่ ้งั แห่ง.......... ? ก. การบาํ เพญ็ ธรรม ข. การบาํ เพญ็ บุญ ค. การบาํ เพญ็ ความดี ง. การบาํ เพ็ญกุศล ๑๕. ขอ้ ใดจดั อยใู่ นธรรมเป็ นเหตแุ ห่งความเจริญ ? ก. สปั ปรุ ิสปู ัสสยะ ข. อตั ตสมั มาปณิธิ ค. สปั ปุริสสงั เสวะ ง. ปฏิรูปเทสวาสะ ๑๖. ธรรมท่เี ป็ นดุจลอ้ นําไปส่คู วามเจรญิ คืออะไร ? ก. วฑุ ฒิ ๔ ข. จกั ร ๔ ค. อคติ ๔ ง. อทิ ธบิ าท ๔ ๑๗. ธรรมเป็ นเหตแุ ห่งความเจรญิ คือขอ้ ใด ? ก. วฑุ ฒิ ๔ ข. จกั ร ๔ ค. อธษิ ฐานธรรม ๔ ง. อทิ ธบิ าท ๔ ๑๘. คาํ พูดทีว่ า่ “คนน้ ีไมถ่ ูกชะตาฉันเลย” จดั เขา้ ในอคตขิ อ้ ไหน ? ก. ฉนั ทาคติ ข. โทสาคติ ค. ภยาคติ ง. โมหาคติ ๑๙. บุคคลจะทาํ งานใหส้ าํ เรจ็ ไดต้ ามความประสงค์ ตอ้ งอาศยั ธรรมอะไร ? ก. อคติ ๔ ข. จกั ร ๔ ค. วฑุ ฒิ ๔ ง. อทิ ธิบาท ๔ ๒๐. พรหมวหิ ารธรรม ขอ้ ใดสาํ คญั ทีส่ ุด ? ก. เมตตา ข. กรุณา ค. มทุ ิตา ง. อเุ บกขา ๒๑. คาํ วา่ มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ตรงกบั อริยสจั ๔ ขอ้ ใด ? ก. ทุกข์ ข. สมุทยั ค. นิโรธ ง. มรรค ๒๒. ทกุ ขม์ ไี ดเ้ พราะขอ้ ใด? ก. ทุกข์ ข. สมุทยั ค. นิโรธ ง. มรรค ๒๓. การตรติ รองใหร้ ูจ้ กั สิ่งทด่ี หี รอื ชวั่ โดยอบุ ายที่ชอบ เรยี กวา่ อะไร ? ก.สปั ปุริสงั เสวะ ข. สทั ธมั มสั สวนะ ค. โยนิโสมนสกิ าร ง. ธมั มานุธัมมปฏปิ ัตติ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๕๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๒๔. สญั ชาตญาณถูกโน้มน้าวโดยไรค้ วามเท่ยี งธรรม คืออะไร ? ก. อคติ ข. อธรรม ค. อกุศล ง. อพั ยากฤต ๒๕. อนันตริยกรรม ขอ้ ใดเป็ นกรรมหนักทสี่ ดุ ? ก. ฆา่ มารดาบิดา ข. ฆา่ พระอรหนั ต์ ค. ทาํ รา้ ยพระพทุ ธเจา้ จนยงั พระโลหติ ใหห้ อ้ ข้ ึนไป ง. ทาํ สงฆใ์ หแ้ ตกจากกนั ๒๖. ผทู้ ่ีรกั ษากาย วาจา ใหเ้ รียบรอ้ ย เรียกวา่ เป็ นผมู้ ธี รรมอะไร ? ก. สทั ธา ข. ศีล ค. พาหุสจั จะ ง. วริ ยิ ารมั ภะ ๒๗. ขอ้ ใดไม่จดั อยู่ในอานิสงสแ์ ห่งการฟังธรรม ? ก. ผูฟ้ ังย่อมไดค้ วามบนั เทิง ข. บรรเทาความสงสยั เสียได้ ค. ทาํ ความเหน็ ใหถ้ ูกตอ้ งได้ ง. จติ ของผฟู้ ังยอ่ มพ่องใส ๒๘. ต้งั ใจศกึ ษาศลิ ปวทิ ยาท้งั ทางโลกและทางธรรมโดยไมเ่ กรยี จครา้ นจดั เป็ น คารวะขอ้ ใด? ข. ธมั มคารวตา ก. พุทคารวตา ค. สงั ฆครวตา ง. สิกขาคารวตา ๒๙. คาํ ทว่ี า่ “อยใู่ หเ้ ขารกั จากใหเ้ ขาคิดถึง “ จดั เขา้ ในธรรมหมวดใด ? ก. อภณิ หปัจจเวกขณ์ ๕ ข. คารวะ ๖ ค. สาราณิยธรรม ๖ ง. ไมม่ ขี อ้ ถกู ๓๐. การตอ้ นรบั แขกตามควรแกฐ่ านะ หมายถึงขอ้ ใด? ก. ธมั มคารวตา ข. สกิ ขาคารวตา ค. อปั ปมาทคารวตา ง. ปฏสิ นั ถารคารวตา ๓๑. ทรพั ยภ์ ายในหมายถึงขอ้ ใด ? ข. อสงั หาริมทรพั ย์ ก. สงั หาริมทรพั ย์ ค. อรยิ ทรพั ย์ ง. ถูกทุกขอ้

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๖๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ๓๒. สภุ าษิตทว่ี า่ “ ชา้ ๆ ไดพ้ รา้ ๒ เล่ม” จดั ลงในสปั ปรุ สิ ธรรมขอ้ ไหน ? ก. ธมั มญั �ตุ า ข. อตั ตญั �ุตา ค. มตั ตญั �ตุ า ง. กาลญั �ุตา ๓๓. ขอ้ วา่ “ความเป็ นผรู้ จู้ กั ผล” ตรงกบั ขอ้ ใด ? ก. ธมั มญั �ตุ า ข. อตั ถญั �ุตา ค. อตั ตญั �ุตา ง. มตั ตญั �ุตา ๓๔. ขอ้ ใดจดั อยู่ใน อริยทรพั ย์ ? ก. สทั ธา ข. สลี ค. หิริ ง. ถกู ทุกขอ้ ๓๕. โลกธรรม ๘ เมอื่ ยอ่ ใหเ้ หลือประเภทใหญ่ๆ ไดก้ ปี่ ระเภท ? ก. ๑ ข. ๒ ค. ๓ ง. ๔ ๓๖. การทาํ บญุ ดว้ ยการพลอยยนิ ดีในสว่ นของบุญของผอู้ ื่นตรงกบั ขอ้ ใด ? ก. ทานมยั ข. ปัตติทานมยั ค. เวยยาวจั จมยั ง. ปัตตานุโมทนามยั ๓๗. คนมสี มั มาคารวะเพราะมธี รรมอะไร ? ก. ภาวนามยั ข. อปจายนมยั ค. เวยยาวจั จมยั ง. ธมั มสั สวนมยั ๓๘. คนจะมฐี านะมนั่ คงราํ่ รวยเป็ นเศรษฐีได้ จะตอ้ งปฏิบตั ติ ามทาํ ขอ้ ได้ ? ก. ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ ข. สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ ค. ฆราวาสธรรม ง. สงั คหวตั ถุ ๓๙. ผปู้ ฎิบตั ิตามธรรมในขอ้ จงึ จะสามารถยดึ เหน่ียวน้ําใจผอู้ ่ืนไวไ้ ด้ ? ก. ทาน ข. ปิ ยวาจา ค. อตั ถจริยา ง. สงั คหวตั ถุ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ๔๐. เพ่ือนทยี่ อ่ มร่วมหัวจมทา้ ยแมย้ ามมภี ยั จดั เป็ นมติ รแทข้ อ้ ใด? ก. มติ รมอี ปุ การะ ข. มติ รรว่ มสุขร่วมทุกข์ ค. มติ รแนะประโยชน์ ง. มติ รมคี วามรกั ใคร่ ๔๑. สภุ าษิตวา่ “นก ๒ หวั ตวั เดียว ๒ คอ” จดั เขา้ ในมติ รในขอ้ ใด? ก. มติ รปลอกลอก ข. มติ รดีแตพ่ ูด ค. มติ รหวั ประจบ ง. มติ รมคี วามรกั ใคร่ ๔๒. เป็ นคฤหสั ถค์ วรปฏิบตั ติ ามธรรมขอ้ ใด จงึ จะเหมาะสม? ก. ฆราวาสธรรม ข. สงั คหวตั ถุ ค. กรรมกเิ ลส ง. อบายมขุ ๔๓. ธรรมทีช่ อ่ื วา่ เป็ นหวั ใจเศรษฐีน้ัน ไดแ้ ก่ขอ้ ใด? ก. ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถประโยชน์ ข. สมั ปรายกิ ตั ถประโยชน์ ค. สงั คหวตั ถุ ง. กลั ยาณธรรม ๔๔. มติ รแท้ มกี ีจ่ าํ พวก? ก. ๓ จาํ พวก ข. ๔ จาํ พวก ค. ๕ จาํ พวก ง. ๖ จาํ พวก ๔๕. ออกปากพึง่ มไิ ด้ เป็ นลกั ษณะของมติ รเทียมขอ้ ใด ? ก. คนปอกลอก ข. คนดีแต่พูด ค. คนหวั ประจบ ง. คนชกั ชวนในทางฉิบหาย ๔๖. คนไมร่ ูจ้ กั อาย เพราะตดิ อบายมุขขอ้ ใด ? ข. เที่ยวกลางคนื ก. ด่มื น้ําเมา ค. คบคนชวั่ ง. เล่นการพนัน ๔๗. ญาติทม่ี อี ายุไล่เร่ยี กนั เชน่ ลูกพลี่ ูกน้องจดั เขา้ ในทิศใด ? ก. ปรุ ตั ถมิ ทิส ข. อุตตรทสิ ค. เหฏฐิมทิส ง. ปัจฉิมทสิ ๔๘. คนท่ีไมม่ ใี ครเชอื่ ถอื คาํ พูด เพราะเป็ นคนหลงอบายมขุ ขอ้ ใด ? ก. นักเลงการพนัน ข. นักเลงหวั ไม้

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๖๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ค. คนเจา้ ชู้ ง. คนข้ ีโกง ๔๙. อบายมขุ ๖ ขอ้ ไหนใหผ้ ลเสยี หายรา้ ยแรงทสี่ ุด ? ก. เล่นการพนัน ข. ด่ืมน้ําเมา ค. คนเกียจครา้ น ง. คบคนชวั่ ๕๐. ขอ้ ใดกล่าวถึงคุณสมบตั ขิ องอบุ าสกไมถ่ กู ตอ้ ง ? ก. รกั ษาศลี เป็ นประจาํ ข. นับถือพระรตั นตรยั ค. ทาํ บุญใสบ่ าตรทกุ วนั ง. ถอื มงคลต่ืนขา่ ว เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น วชิ าธรรมะ ๑. ค ๒. ง ๓. ข ๔. ง ๕. ค ๖. ข ๗. ง ๘. ก ๙. ค ๑๐. ข ๑๑. ง ๑๒. ข ๑๓. ค ๑๔. ข ๑๕. ค ๑๖. ข ๑๗. ก ๑๘. ข ๑๙. ง ๒๐. ง ๒๑. ง ๒๖. ข ๒๒. ข ๒๓. ค ๒๔. ก ๒๕. ง ๓๑. ค ๒๗. ก ๒๘. ง ๒๙. ค ๓๐. ง ๓๖. ง ๓๒. ง ๓๓. ข ๓๔. ง ๓๕. ข ๔๑. ค ๓๗. ข ๓๘. ก ๓๙. ง ๔๐. ข ๔๖. ก ๔๒. ก ๔๓. ก ๔๔ ข ๔๕. ข ๔๗. ข ๔๘. ก ๔๙. ง ๕๐. ง

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม วิชาเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม สปั ดาหท์ ี่ ๙ - ๑๐ เรียงความแกก้ ระทธู้ รรม สาระสาํ คญั การเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรมเป็ นหลกั การหนึ่งทนี่ ักเรียน ทีเ่ รียนพระ- พทุ ธศาสนาจาํ เป็ นจะตอ้ งฝึกหดั เรียบเรยี ง เป็ นการใหค้ วามหมายอธบิ ายแนวคาํ สอนในทางพระพทุ ธศาสนาเพอ่ื เผยแผ่หลักธรรมคาํ สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ ใน แนวเรยี งความหรือบรรยาย ๑. ความหมายของการเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม ๒. หลกั การเขียนเรียงความ ๓. ลักษณะสาํ คญั ของการเขยี นเรียงความแบบเทศนาโวหาร ๔. เกณฑส์ าํ คญั ในการเรียงความ ๕. เกณฑก์ ารตรวจใหค้ ะแนนของสนามหลวงแผนกธรรม ๖. คาํ แนะนําสาํ หรบั ผูเ้ ขา้ สอบธรรมสนามหลวง ๗. หลักสูตร/พุทธศาสนสภุ าษิต ๘. แบบฟอรม์ การเขยี นเรียงความ ๙. ตวั อย่างการเขียนเรยี งความ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในวชิ าเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม ๒. อธบิ ายความหมายของพทุ ธศาสนสุภาษิตได้ ๓. สามารถเขียนเรียงความแกก้ ระทธู้ รรมได้ ๔. สามารถนําพุทธศาสนสภุ าษิตไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั ได้ ๕. สามารถแนะนําผอู้ ่นื ใหป้ ฏบิ ตั ิตามได้

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม กิจกรรม ๑. อ่านกฎเกณฑต์ า่ ง ๆ ในการเขียนเรียงความ ๒. ท่องจาํ พุทธศาสนสภุ าษิต ๓. จาํ แบบฟอรม์ ของการเขยี นเรยี งความ ๔. ฟังบรรยาย และฝึกวเิ คราะหค์ วามหมายของพุทธศาสนสภุ าษิต ๕. ทดลองเขยี นเรียงความ ประเมินผล ๑. ทาํ แบบฝึกหดั ๒. จากการทาํ กิจกรรมในหอ้ งเรยี น ๓. จากการสอบธรรมสนามหลวง ๔. นําหลกั พุทธศาสนสุภาษิตประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั ๑. ความหมายของการเรียงความแกก้ ระทธู้ รรม คาํ วา่ เรียงความแกก้ ระทธู้ รรม แยกออกไดเ้ ป็ น ๓ คาํ คือ เรยี งความ, แก้ และกระทูธ้ รรม เรียงความ” หมายถึง การเก็บถอ้ ยคํา หรือ ขอ้ ความต่าง ๆ มาเรียบ เรียงใหเ้ ป็ นระเบียบเรียบรอ้ ยถูกตอ้ งตามหลักไวยากรณ์และภาษาศาสตร์ อ่าน และฟังไดค้ วามชัดเจน สมแก่รูปเร่ืองของธรรมน้ัน ๆ ประหน่ึงนายมาลาการผู้ ฉลาดสามารถนําดอกไมซ้ ึ่งมีสีสัณฐานแตกต่างกันมารอ้ ยเรียงใหเ้ ป็ นระเบียบ เรยี บรอ้ ยในภาชนะเดียวกนั ควรแกก่ ารทศั นาของผพู้ บเหน็ ฉะน้ัน แก”้ หมายถึง กิริยาที่คลายหรือขยายส่ิงท่ีมดั ไว้ แมบ่ ทหรือกระทูท้ ี่ต้ังไว้ เป็ นเพียงหัวขอ้ ธรรมอันหนึ่ง ซ่ึงมีความหมายท่ีจะพึงขยายความออกไปอีกได้ มากมาย ไดแ้ ก่การอธิบายความของบทหรือภาษิตทตี่ ้งั ไวน้ ้ันใหก้ วา้ งขวางออกไป ไดค้ วามไพเราะถูกตอ้ งตามความประสงคข์ องกระทู้

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๖๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม กระทธู้ รรม หมายถงึ ธรรมท่เี ป็ นแมบ่ ทหรือบทธรรมยอ่ ๆ หรอื สภุ าษิต ท่ีต้งั ไวเ้ ป็ นหลกั ซงึ่ มใี จความทีจ่ ะพงึ อธิบายขยายออกไปอกี มาก ๒. หลกั การเขียนเรยี งความแกก้ ระทธู้ รรม วิชาเรียงความแกก้ ระทูธ้ รรม เป็ นวิชาหนึ่งในหลักสูตรนักธรรม และ ธรรมศึกษาทุกช้นั ความมุง่ หมายของวชิ าน้ ีเพื่อการถ่ายทอดความรูท้ ี่มีอยู่ให้แก่ ผูอ้ ่ืนดว้ ยการใชห้ นังสือเป็ นสื่อความเขา้ ใจ การแต่งหนังสือน้ัน โดยทัว่ ไปกาํ หนด เป็ นสาํ นวนไวต้ ่าง ๆ เรียกวา่ โวหาร ๔ คอื ๑. พรรณนาโวหาร ไดแ้ กส่ าํ นวนหรือโวหารที่กล่าวถึงสงิ่ หรอื เรอื่ งท่ีได้ พบเหน็ หรอื ไดค้ ดิ นึกผกู พนั เป็ นเร่ืองตามความคดิ นึกของผูแ้ ตง่ โดยมุง่ ความ ไพเราะเป็ นทีต่ ้งั และตอ้ งประกอบดว้ ยเหตุและหลักฐาน จะตอ้ งไมน่ ่าเบอ่ื ท่จี ะอา่ น หรอื ท่ีจะฟัง ๒. บรรยายโวหาร ไดแ้ ก่สํานวนหรือโวหารที่จะอธิบายขอ้ ความท่ีเป็ น หวั ขอ้ ย่อหรือหวั ขอ้ ทีย่ งั เคลือบแคลงใหแ้ จม่ แจง้ เพื่อใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยเป็ นท่ีต้งั ๓. เทศนาโวหาร ไดแ้ ก่สาํ นวนหนังสือหรือขอ้ ความทีก่ ล่าวเป็ นหลัก เป็ น ตาํ ราเรียน เพือ่ ใหผ้ ูอ้ ่านถอื เป็ นหลักไปปฏบิ ตั ิ เพือ่ เป็ นหลักแหง่ การกระทาํ ของตน ๔. สาธกโวหาร ไดแ้ ก่สาํ นวนหนังสือทเ่ี ล่าถึงเร่ืองที่เคยมมี าแลว้ หรอื สมมตเิ ร่อื งข้ นึ ใหม่ เป็ นตวั อย่างแหง่ การกระทาํ ยกตวั อย่างข้ ึนอา้ ง ๓. ลกั ษณะสาํ คญั ของการเขยี นเรยี งความแบบเทศนาโวหาร การแต่งกระทูธ้ รรมทุกช้ัน ทางสนามหลวงกําหนดใหแ้ ต่งเป็ นเทศนา โวหาร เทศนาโวหารน้ันประกอบดว้ ยลกั ษณะ ดงั น้ ี ๑. ช้ ีเหตผุ ลใหเ้ หน็ ตามความเป็ นจริง ๒. โน้มน้าวใหผ้ ูอ้ า่ นนิยมในขอ้ ความตามทีก่ ล่าว ๓. ใหเ้ กิดอตุ สาหะทีจ่ ะกระทาํ ตาม ๔. ใหอ้ าจหาญรา่ เริงในการทาํ ความดที ท่ี าํ อยแู่ ลว้

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม ๔. ในการเขยี นเรียงความแกก้ ระทธู้ รรม ปัญหากระทูธ้ รรมสําหรบั ธรรมศกึ ษาช้นั ตรี ทางสนามหลวงแผนกธรรม จะยกสุภาษิตขอ้ ใดขอ้ หน่ึงในพุทธศาสนสุภาษิตท่ีปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มน้ ีมา เป็ นกระทูต้ ้งั แลว้ ใหผ้ ูเ้ ขา้ สอบแต่งอธิบายขยายความใหส้ มเหตุสมผล และใหอ้ า้ ง สภุ าษิตอื่นมาประกอบ ๑ ขอ้ พรอ้ มบอกทม่ี าของสุภาษิตน้ันดว้ ย สุภาษิตทอี่ า้ งมา น้ันตอ้ งเรยี งเช่ือมความใหส้ นิทตดิ ตอ่ สมเร่ืองกบั กระทูต้ ้งั ในช้นั น้ ี กาํ หนดใหเ้ ขียน ลงในกระดาษสอบต้งั แต่ ๒ หน้า (เวน้ บรรทดั ) ข้ นึ ไป การสอบวชิ าเรยี งความแกก้ ระทูธ้ รรม ในช้นั แรกผูศ้ ึกษาตอ้ งปฏิบตั ติ าม คาํ สงั่ ที่กาํ หนดไวใ้ นปัญหา คอื ๑. แตง่ ขยายความตามกระททู้ ่ีต้งั ในปัญหาที่สอบน้ัน ๒. อธบิ ายเหตุผลตามความกระทใู้ หส้ มเหตุผล ๓. อา้ งสุภาษิตอน่ื มาประกอบเร่อื งทแี่ ตง่ ๑ ขอ้ ๔. แต่งเชื่อมความระหวา่ งสภุ าษิตทอ่ี า้ งมากบั สภุ าษิตทเี่ ป็ นกระทูต้ ้งั ให้ สนิทสมเร่ืองกนั ๕. เขยี นลงในกระดาษต้งั แต่ ๒ หน้าข้ นึ ไป (เวน้ บรรทดั ) ๕. เกณฑก์ ารตรวจใหค้ ะแนนของสนามหลวงแผนกธรรม ในการตรวจกระทูธ้ รรม สนามหลวงแผนกธรรมไดก้ ําหนดแนวการตรวจ กระทูธ้ รรมสาํ หรบั กรรมการพจิ ารณาใหค้ ะแนน ดงั น้ ี ๑. แตง่ ไดต้ ามกาํ หนด ๒. อา้ งกระทไู้ ดต้ ามกฎ ๓. เชือ่ มกระทูไ้ ดด้ ี ๔. อธบิ ายความสมกบั กระทูท้ ี่ต้งั ไว้ ๕. ใชส้ าํ นวนสภุ าพเรยี บรอ้ ย ๖. ใชต้ วั สะกด การนั ตถ์ ูกตอ้ งเป็ นสว่ นมาก ๗. สะอาดไมเ่ ปรอะเป้ ื อน

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๖๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๖. คาํ แนะนาํ สาํ หรบั ผเู้ ขา้ สอบธรรมสนามหลวง ๑. อ่านปัญหากระทูธ้ รรมที่ใหเ้ ขียนเรียงความน้ันใหร้ อบคอบ กําหนด แนวทางจะแกก้ ระทูน้ ้ันข้ ึนกอ่ นว่ากระทปู้ ัญหาตอ้ งการจะเสนอเร่ืองอะไร ใหผ้ อู้ า่ น ปฏิบตั ิอยา่ งไร หรอื ละเวน้ อะไร แลว้ จงึ ลงมอื เขียนเป็ นเคา้ โครงเรอ่ื งข้ นึ เชน่ ๑.๑ อารมั ภบท ๑.๒ อธิบายกระทปู้ ัญหา ๑.๓ แสดงเหตุแหง่ กระทูน้ ้ัน ๑.๔ แสดงผลแห่งกระทนู้ ้ัน ๑.๕ สรปุ หรือวางแนวทางปฏบิ ตั ิ ๒. ระลึกถึงสุภาษิตท่ีไดศ้ ึกษามาในพุทธศาสนสุภาษิตว่ามีเรื่องอะไร พอท่ีจะยกมาเป็ นกระทูเ้ ชื่อมไดบ้ า้ งมาเตรียมไว้ เพื่อนํามาเช่ือมตามท่ีกาํ หนดไว้ ในปัญหา ซึง่ ควรเป็ นสภุ าษิตหมวดเดียวกนั กบั กระทูต้ ้งั ๓. เริ่มเขียนตามโครงเร่ือง โดยกําหนดความยาวในแต่ละตอนใหพ้ อดี รวมกนั แลว้ เท่ากบั ความยาวที่กาํ หนดในปัญหา นํากระททู้ ี่เตรยี มไวเ้ ขา้ อา้ งใหค้ รบ หรือมากกวา่ ท่กี าํ หนดในปัญหา อธบิ ายใหเ้ หมาะสม ๔. ในการเขยี นเรียงความกระทูธ้ รรมน้ ี ควรใชส้ าํ นวนเทศนาโวหาร และ ใชถ้ อ้ ยคาํ ที่สุภาพเรียบรอ้ ยทุกวรรคทุกตอน ๕. เขียนตวั หนังสือใหช้ ดั เจน อา่ นง่าย ถูกตอ้ งตามอกั ขรวธิ ี สะอาด เรยี บรอ้ ย ๗. หลกั สูตร/พุทธศาสนสุภาษิต หลักสตู รวชิ าเรียงความแกก้ ระทูธ้ รรม สาํ หรบั ธรรมศกึ ษาตรี สนามหลวง กาํ หนดไว้ ๕ หมวด คอื ๑. ทานวรรค หมวดทาน ๒. ปาปวรรค หมวดบาป ๓. ปุญญวรรค หมวดบุญ ๔. สติวรรค หมวดสติ ๕. สลี วรรค หมวดศีล

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๖๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม หมวดทาน หมายถึง พทุ ธศาสนสุภาษิตทกี่ ล่าวถึงเรอ่ื งการให้ การตีความ : คาํ วา่ “ให”้ หมายถงึ การใหท้ าน ๓ อยา่ ง คือ ๑. อามสิ ทาน คือ การใหส้ ่งิ ของเป็ นทาน ๒. ธรรมทาน คอื การใหธ้ รรมเป็ นทาน ๓. อภยั ทาน คือ การใหอ้ ภยั แก่กนั และกนั ทาน�ฺ จ ยทุ ฺ ธ�ฺ จ สมานมาหุ ทเทยฺย ปุริโส ทานํ ท่านวา่ ทานและการรบ เสมอกนั คนควรใหข้ องทค่ี วรให้ สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ขุททกนิบาต ชาดก สตั ตกนิบาต วิเจยฺย ทานํ สคุ ตปฺปสตฺ ถํ พาลา หเว นปฺปสสํ นฺ ติ ทานํ การเลือกให้ อนั พระสคุ ตทรง คนพาลเทา่ น้ัน ยอ่ มไมส่ รรเสรญิ ทาน สรรเสริญ ขุททกนิกาย ธรรมบท สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ททํ ปิ โย โหติ ภชนฺ ติ นํ พหู ททํ มิตฺ ตานิ คนฺ ถติ ผใู้ หย้ อ่ มเป็ นท่ีรกั คนหมมู่ ากยอ่ มคบเขา ผูใ้ ห้ ย่อมผูกไมตรีไวไ้ ด้ องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค สุขสฺ ส ทาตา เมธาวี ททมาโน ปิ โย โหติ สขุ ํ โส อธิคจฺ ฉติ ผูใ้ ห้ ย่อมเป็ นทร่ี กั ปราชญผ์ ใู้ หค้ วามสุข ย่อมไดร้ บั ความสขุ องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มนาปทายี ลภเต มนาปํ องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผใู้ หส้ ิ่งทช่ี อบใจ ยอ่ มไดส้ ิง่ ทีช่ อบใจ เสฏฺ ฐนฺ ทโท เสฏฺ ฐมุเปติ ฐานํ องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผใู้ หส้ งิ่ ประเสริฐ ยอ่ มถึงฐานะที่ประเสรฐิ อคฺ คสฺ ส ทาตา ลภเต ปุนคฺ คํ ผูใ้ หส้ ิ่งทีเ่ ลิศ ย่อมไดส้ ง่ิ ท่เี ลิศอีก องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ททโต ปุ�ฺ ญํ ปวฑฺ ฒติ เมอ่ื ให้ บุญกเ็ พิม่ ข้ นึ องั คุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทีฆนิกาย มหาวรรค

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๖๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม นตฺ ถิ จติ ฺ เต ปสนฺ นมฺ หิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา เมอ่ื จติ เล่ือมใสแลว้ ทกั ขณิ าทาน ช่ือวา่ น้อย ย่อมไมม่ ี ขุททกนิกาย วมิ านวตั ถุ หมวดบาป หมายถึง พทุ ธศาสนสุภาษิตทก่ี ลา่ วถงึ เรอื่ งบาป คาํ วา่ “บาป” หมายถึง ความชวั่ ๓ อย่าง เรยี กวา่ ทจุ ริต คอื ๑. กายทุจรติ ทาํ ชวั่ ทางกาย ๒. วจที จุ ริต ทาํ ชัว่ ทางวาจา ๓. มโนทุจริต ทาํ ชวั่ ทางใจ ความชวั่ ท้งั ๓ ทางน้ ีเป็ นส่งิ ทีไ่ มค่ วรกระทาํ เพราะจะทาํ ใหต้ วั เราเศรา้ - หมอง หรอื เป็ นคนชวั่ ไปดว้ ย ทกุ ฺโข ปาปสฺ ส อจุ ฺ จโย ปาปานํ อกรณํ สขุ ํ ความสงั่ สมบาป นําทกุ ขม์ าให้ การไมท่ าํ บาป นําสขุ มาให้ ขุททกนิกาย ธรรมบท ขุททกนิกาย ธรรมบท ปาเป น รมตี สจุ ิ ปาปํ ปาเปน สุกรํ คนสะอาดไมย่ ินดีในความชวั่ ความชวั่ อนั คนชวั่ ทาํ งา่ ย วินัยปิ ฎก มหาวรรค วนิ ัยปิ ฎก จุลวรรค สกมฺ มุนา ห�ฺ ญติ ปาปธมฺ โม ตปสา ปชหนฺ ติ ปาปกมฺ มํ คนมสี นั ดานชวั่ ยอ่ มลาํ บาก สาธชุ นย่อมละบาปกรรมดว้ ยตปะ เพราะกรรมของตน ขุททกนิกาย ชาดก อฏั ฐกนิบาต มชั ฌิมนิกาย มชั ฌิมปัณณาสก์ นตฺ ถิ ปาปํ อกพุ ฺ พโต บาปไมม่ แี ก่ผูไ้ มท่ าํ ปาปานิ กมฺ มานิ กโรนฺ ติ โมหา คนมกั ทาํ บาปกรรมเพราะความหลง ขุททกนิกาย ธรรมบท มชั ฌิมนิกาย มชั ฌิมปัณณาสก์

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ปาปานิ ปรวิ ชฺ ชเย น ฆาสเหตปุ ิ กเรยฺย ปาปํ พึงละเวน้ บาปท้งั หลาย ไมค่ วรทาํ บาปเพราะเห็นแก่กนิ ขุททกนิกาย ธรรมบท ขุททกนิกาย ชาดก นวกนิบาต มลา เว ปาปกา ธมฺ มา อสฺ มึ โลเก ปรมฺ หิ จ บาปธรรมเป็ นมลทนิ แท้ ท้งั ในโลกน้ ี ท้งั ในโลกอน่ื องั คุตตรนิกาย อฏั ฐกนิบาต ธมฺ มํ เม ภณมานสฺ ส น ปาปมุปลมิ ฺ ปติ เมอื่ เรากล่าวธรรมอยู่ บาปย่อมไมแ่ ปดเป้ ื อน ขุททกนิกาย ชาดก สตั ตกนิบาต นตฺ ถิ อการยิ ํ ปาปํ มุสาวาทิสฺ ส ชนฺ ตโุ น คนมกั พูดมุสา จะไมพ่ ึงทาํ ความชวั่ ยอ่ มไมม่ ี ขุททกนิกาย ธรรมบท หมวดบุญ หมายถึง พทุ ธศาสนสุภาษิตทกี่ ลา่ วถึงเรอ่ื งบุญ หรอื คุณความดที ที่ ุกคนควรปฏิบตั ิ หรอื ทาํ ไวใ้ หม้ าก คาํ วา่ “บุญ” แปลวา่ ธรรมชาตทิ ่ชี าํ ระลา้ ง หมายถงึ ชาํ ระลา้ งกิเลสที่เกดิ ทางกาย วาจา ใจ บ่อเกดิ แหง่ บุญ เรยี กวา่ บญุ กริ ิยาวตั ถุ มี ๓ อย่าง คอื ๑. ทานมยั บญุ สาํ เร็จดว้ ยการใหท้ าน ๒. สลี มยั บุญสาํ เร็จดว้ ยการรกั ษาศลี ๓. ภาวนามยั บญุ สาํ เรจ็ ดว้ ยการเจริญภาวนา ปุ�ฺ ญํ โจเรหิ ทหู รํ ปุ�ฺ ญํ สขุ ํ ชีวิตสงฺ ขยมฺ หิ บญุ อนั โจรนําไปไมไ่ ด้ บญุ นําสขุ มาใหใ้ นเวลาส้ ินชวี ติ ขุททกนิกาย ธรรมบท

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม สงั ยุตตนิกาย ปุ�ฺ ญานิ กยิราถ สุขาวหานิ สคาถวรรค ควรทาํ บุญอนั นําสุขมาให้ สโุ ข ปุ�ฺ ญสฺ ส อุจฺ จโย ความสงั่ สมซ่งึ บุญ นําสขุ มาให้ ขุททกนิกาย ธรรมบท สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ปุ�ฺ ญานิ ปรโลกสฺ มึ ปติฏฺ ฐา โหนฺ ติ ปาณินํ บญุ เป็ นทพี่ ่งึ ของสตั วใ์ นโลกหน้า สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค หมวดสติ หมายถึง พทุ ธศาสนสุภาษิตทก่ี ล่าวถึงเรอ่ื งสติ คาํ วา่ “สต”ิ แปลวา่ ความระลึกไดก้ ่อนทาํ ก่อนพดู กอ่ นคิด เป็ นธรรม ควบคู่กนั กบั สมั ปชญั ญะ คอื ความรตู้ วั ขณะทาํ ขณะพดู ขณะคิด ธรรมท้งั ๒ อยา่ งน้ ี มอี ปุ การะมากในการทาํ กิจท้งั ปวง สติ โลกสฺ มึ ชาคโร สติ สพฺพตฺ ถ ปตฺ ถิยา สตเิ ป็ นธรรมเครอื่ งต่นื อยูใ่ นโลก สติจาํ ปรารถนาในทท่ี ้งั ปวง สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส สติมโต สทา ภทฺ ทํ สติมา สขุ เมธติ คนผูม้ สี ติ มคี วามเจรญิ ทกุ เมอ่ื คนมสี ติ ย่อมไดร้ บั ความสขุ สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค สตมิ โต สเุ ว เสยฺโย รกฺขมาโน สโต รกฺเข คนมสี ติ เป็ นผปู้ ระเสรฐิ ทุกวนั ผรู้ กั ษา ควรมสี ตริ กั ษา สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค สมเด็จพระสงั ฆราช (สา)

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม หมวดสีล หมายถึง พทุ ธศาสนสุภาษิตทกี่ ลา่ วถึงเรอ่ื งศลี คาํ วา่ “ศีล” หมายถงึ กระบวนการรกั ษากาย วาจา ใหเ้ รียบรอ้ ย เชน่ ไม่ ฆ่าสตั ว์ ไมล่ กั ทรพั ย์ ไมป่ ระพฤติผิดในกาม ไมพ่ ูดเทจ็ ไมพ่ ดู ส่อเสยี ด ไมพ่ ดู คาํ หยาบ ไมพ่ ูดเพอ้ เจอ้ และไมด่ มื่ หรอื เสพสิ่งมนึ เมา ประเภทของศีลมดี งั น้ ี ๑. หนี ศลี การรกั ษาศลี เพอ่ื ลาภ ยศ ๒. มชั ฌิมศลี การรกั ษาศีลเพื่อบุญ ๓. ปณีตศลี การรกั ษาศีลเพื่อนิพพาน สีลํ ยาว ชรา สาธุ สขุ ํ ยาว ชรา สีลํ ศลี ยงั ประโยชน์ใหส้ าํ เร็จตราบเทา่ ชรา ศลี นําสขุ มาใหต้ ราบเท่าชรา สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ขุททกนิกาย ธรรมบท สีลํ กิเรว กลฺ ยาณํ สีลํ โลเก อนุตฺ ตรํ ท่านวา่ ศีลนัน่ เทยี ว เป็ นความดี ศลี เป็ นเย่ยี มในโลก ขุททกนิกาย ชาดก เอกนิบาต ขุททกนิกาย ชาดก เอกนิบาต สวํ าเสน สีลํ เวทิตพฺ พํ สาธุ สพฺ พตฺ ถ สวํ โร ศลี พงึ รูไ้ ดเ้ พราะอยรู่ ่วมกนั ความสาํ รวมในท่ีท้งั ปวงเป็ นดี ขุททกนิกาย อุทาน สงั ยุตตนิกาย สคาถวรรค ส�ฺ มโต เวรํ น จยี ติ สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี เมอื่ คอยระวงั อยู่ เวรย่อมไมก่ ่อข้ นึ ปราชญพ์ งึ รกั ษาศลี ทีฆนิกาย มหาวรรค ขุททกนิกาย อติ ิวุตตกะ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม ๘. แบบฟอรม์ เรยี งความแกก้ ระทธู้ รรม (๑)(สุภาษิต)…………………………………………. (คาํ แปล)…………………………………………. (๒) ณ บดั น้ ี จกั ไดอ้ ธิบายขยายความแหง่ กระทธู้ รรมสุภาษิตท่ีลิขติ ไว้ เบ้ ืองตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษา และนําไปปฏิบตั ิสบื ตอ่ ไป (๓) (อธิบาย)……(ประมาณ ๘ -๑๒ บรรทดั )……………………………….. …………………………………………………………………………………………........ .…………………………………………………………………………………………....... ................................................................................................................................... ….......................................(๔)สมกบั สุภาษิตท่ีมาใน……………………………วา่ (๕)(สุภาษิตอา้ ง)…………………………………………. (คาํ แปล)………………..……………………………. (๖)อธิบายความวา่ …(ประมาณ ๗ -๑๐ บรรทดั )…………………………... ……………………………………………………………………………………………… …....................……...........…..................................................................................... ……………………………...............................................................................……… (๗)สรุปวา่ …(ประมาณ ๔ -๖ บรรทดั )…....…......................………………………… ……….......................………...................................................................................... ……………………………………………………………(๘) สมดงั สุภาษิตที่ยกข้ นึ เป็ น นิกเขปบทเบ้ ืองตน้ วา่ (๙) (สุภาษิตตน้ )…………………………………………. (คาํ แปล)…………....................................…………. (๑๐) ดงั พรรณนามาดว้ ยประการฉะน้ ีฯ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๗๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม ๙. ตวั อยา่ งการเขียนเรยี งความแกก้ ระทธู้ รรม สโุ ข ปุ�ฺ ญสฺ ส อุจฺ จโย ความสงั ่ สมซึ่งบญุ นาํ สุขมาให้ ณ บดั น้ ี จกั ไดอ้ ธบิ ายขยายความแหง่ กระทูธ้ รรมสุภาษิตท่ลี ิขติ ไวเ้ บ้ ืองตน้ พอเป็ นแนวทางแหง่ การศึกษา และนําไปปฏิบตั ิสืบตอ่ ไป คาํ วา่ บุญ แปลวา่ ธรรมชาตทิ ี่ชําระลา้ ง หมายถึง ชาํ ระลา้ งกิเลสทางกาย วาจา และใจ บ่อเกิดบญุ เรียกว่า “ บญุ กิริยาวตั ถ”ุ มี ๓ อยา่ ง คือ ๑) ทานมยั บญุ สาํ เร็จดว้ ยการใหท้ าน การใหม้ ี ๓ อยา่ ง คือ ใหข้ า้ ว น้ํา โภชนาหาร ทอ่ี ยู่อาศัย และยารกั ษาโรค เรยี กวา่ อามิสทาน การอบรมแนะนําสงั่ สอนใหร้ จู้ กั สิ่งทดี่ ีหรอื ไมด่ ี ถา้ สง่ิ ดีควรกระทาํ ถา้ ส่ิงไมด่ ีไมค่ วรกระทาํ เรียกว่า ธรรมทาน ถา้ ใหค้ วามเมตตาต่อเพ่ือนมนุษยด์ ว้ ยกนั ไมถ่ อื โทษโกรธแคน้ เม่อื เขาทาํ ผดิ ต่อเรา เราจะใหอ้ ภยั แก่เขา ไมผ่ ูกเวร เรยี กวา่ อภยั ทาน ๒) สีลมัย บญุ สาํ เร็จดว้ ยการรกั ษาศีล คอื การรกั ษากาย และวาจาให้ เรียบรอ้ ย ทางกาย คอื การไมฆ่ ่าสัตวห์ รือเพื่อนมนุษยด์ ว้ ยกนั ไมล่ ักทรพั ยส์ มบตั ิ ของเขา ไมป่ ระพฤติผิดในกาม ทางวาจา คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไมพ่ ูดคาํ หยาบ ไมพ่ ูดเพอ้ เจอ้ ลกั ษณะดงั กล่าวเรียกว่า ศีล ๓) ภาวนามัย บญุ สําเร็จดว้ ยการเจริญภาวนา คําวา่ ภาวนา แปลวา่ การ ทาํ ใหม้ ีใหเ้ ป็ น มี ๒ อยา่ ง คอื ถา้ ทาํ ใจใหส้ งบน่ิงดว้ ยยึดนิมติ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็ น อารมณเ์ รยี กวา่ สมถภาวนา หรือจะเรียกว่า สมถกรรมฐาน กไ็ ด้ ถา้ พิจารณารปู นามเป็ นอารมณ์ โดยมองเหน็ ดว้ ยปัญญาว่า รูปและนามไมเ่ ทีย่ งแทแ้ น่นอน ย่อม เปลี่ยนแปรผนั อยู่ตลอดเวลา มีสภาพเป็ นทุกข์ทนอยู่ไดย้ าก ยดึ ถือเป็ นตัวตนมไิ ด้ เป็ นตน้ เรียกว่า วปิ ัสสนาภาวนา หรือจะเรยี กวา่ วปิ ัสสนากรรมฐานก็ได้ ลกั ษณะ ดงั กล่าวเรียกวา่ ภาวนา

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ทาน ศีล ภาวนา ท้งั ๓ อย่างดงั กล่างขา้ งตน้ เป็ นทางเกิดแห่งบุญคือคุณงาม ความดตี ่าง ๆ ทาน มหี น้าท่ีกาํ จดั กิเลส คือความละโมบโลภมาก ศีล มหี น้าท่ีกาํ จดั ความโกรธโหดรา้ ย ภาวนา มหี น้าที่กาํ จดั โมหะความโง่เขลาเบาปัญญา ฉะน้ัน ทาน ศลี ภาวนา จงึ เป็ นเครื่องชาํ ระลา้ งกิเลสท้งั ๓ อย่าง กล่าวคือ ทาน ชําระลา้ งความโลภ ศีล ชําระลา้ งความโกรธ และภาวนา ชาํ ระลา้ งความหลง มนุษยท์ าํ บญุ ท้งั ๓ เป็ นประจาํ ชําระลา้ งกิเลสออกจากจติ ใจทุกวนั จิตใจก็บรสิ ุทธ์ิ สะอาด จติ ใจกม็ นั่ คง ไมห่ วาดระแวงต่อภยั ตา่ ง ๆ ความสุขก็จะบงั เกิดมแี ก่จติ ใจอยู่ ตลอดเวลา เพราะบุญอยทู่ ่ีใจ บญุ เป็ นสมบตั สิ ่วนบุคคล ถา้ ใครทําไว้ คนน้ันก็มีสทิ ธ์ิ เป็ นเจา้ ของบุญน้ัน บญุ น้ันจะติดตวั ตามไปไม่หนีไปไหน ไมฉ่ ิบหายดว้ ยภยั นานาประการ สมดงั พุทธสุภาษิตที่มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า ปุญญํ โจเรหิ ทูหรํ บุญอันโจรนาํ ไปไม่ได้ ถา้ ใครทาํ บุญไวแ้ ลว้ เปรยี บเสมอื นมขี ุมทรัพยอ์ นั ประเสริฐ ทรพั ยค์ ือบญุ จะ ติดตวั ตามไปเหมือนเงาติดตามตวั ฉะน้ัน สาธุชนท้ังหลายควรสัง่ สมบญุ ไว้ เพื่อ ความสุขใจในชาติน้ ี เพ่ือไปเกิดในภพที่ดีเป็ นคนมงั่ มศี รีสขุ ในชาติหน้า สรุปความวา่ มนุษยท์ กุ คนควรกระทาํ บญุ ไว้ เพราะบญุ นําสุขมาใหท้ ้งั ใน โลกน้ ีและโลกหน้า บุญเป็ นขุมทรัพยอ์ นั ประเสริฐติดตวั ไปในที่ทกุ สถานในกาลทุก เมอื่ ผูม้ บี ญุ จะมอี ายยุ ืนยาว มผี ิวพรรณผ่องใส มเี สียงไพเราะ มีสุขกายสุขใจ มกี าํ ลัง กายกําลงั ใจ สมดงั กระทูส้ ุภาษิตทล่ี ิขิตไว้ ณ เบ้ อื งตน้ วา่ สโุ ข ปุ�ฺ ญสฺ ส อุจฺ จโย ความสงั ่ สมซ่ึงบญุ นาํ สขุ มาให้ ดงั มอี รรถาธิบายมาดว้ ยประการฉะน้ ีฯ

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ททมาโน ปิ โย โหติ ผูใ้ ห้ ยอ่ มเป็ นทร่ี กั ณ บดั น้ ี จกั ไดอ้ ธบิ ายขยายเน้ ือความแห่งกระทูธ้ รรมสุภาษิตท่ลี ิขิตไว้ เบ้ อื งตน้ พอเป็ นแนวทางแห่งการศกึ ษาและปฏิบตั ิสบื ต่อไป คาํ ว่า “ ให้ ” ในกระทูธ้ รรมภาษิตน้ ี หมายถึง การใหท้ านทางพระพุทธ ศาสนามี ๓ อยา่ ง คือ ๑. อามิสทาน ใหส้ ิ่งของเป็ นทาน เช่น เส้ ือผา้ อาหาร สถานที่อยู่ อาศยั และยารกั ษาโรค เป็ นตน้ ๒. ธรรมทาน ใหธ้ รรมเป็ นทาน หมายถึง ใหค้ ําแนะนําสัง่ สอนใหร้ ูจ้ ัก บาปบญุ คุณโทษ ประโยชน์มใิ ช่ประโยชน์ เช่น ใหล้ ะชวั่ ทาํ ดี ทาํ ใจใหส้ ะอาด เป็ นตน้ ๓. อภยั ทาน ใหอ้ ภยั แก่กนั และกัน หมายถงึ ไมผ่ กู เวรแกก่ นั และกนั ไม่ ถอื โทษโกรธแคน้ ต่อกนั การกระทาํ บางอยา่ งของคนบางคนก่อความไม่สบายทางกาย และทางใจแก่เรา เราไม่ถือสาหาความ เราใหอ้ ภยั แก่เขา ไม่ผูกโกรธถือโทษแก่เขา จิตใจของเราก็สบาย ถ้าถือโทษโกรธแคน้ จะเป็ นทางแห่งการก่อเวรไมรู้จักจบ ฉะน้ัน มนุษยใ์ นโลกน้ ีจงึ จาํ เป็ นตอ้ งใหอ้ ภยั กนั และกนั โลกจงึ จะสงบสุข ใครก็ตามถา้ นําหลักการใหท้ านท้ัง ๓ อย่างขา้ งตน้ มาใชใ้ นชีวติ ประจําวัน ย่อมไดร้ บั ความสุข และ มคี นเคารพนับถือ สมดงั กระทูธ้ รรมสุภาษิตท่ีมาในปัญจก- นิบาต องั คุตตรนิกาย วา่ ททํ ปิ โย โหติ ภชนฺ ติ นํ พหู ผใู้ หย้ อ่ มเป็ นที่รกั คนหมู่มากยอ่ มคบเขา ผู้ให้ไม่มีใครรังเกียจ แต่กลับตรงกันข้ามทําให้มีคนรักมาก เช่น พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั ท่ีประชาชนชาวไทย รักและ เคารพนับถือมาก เพราะพระองคท์ รงนําหลักการใหท้ านท้ัง ๓ อย่างมาใช้ เป็ นคุณ แก่ชาวโลก นําความร่มเย็นเป็ นสุขมาใหแ้ ก่ชาวโลก ฉะน้ันการใหจ้ งึ เป็ นบนั ไดข้ัน แรกทใ่ี หม้ นุษยก์ า้ วไปสูค่ วามเจริญรุ่งเรืองในชวี ิต

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๗๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม จึงพอสรุปความว่า การใหเ้ ป็ นยุทธศาสตร์ทางดา้ นการปกครอง เป็ น เครื่องสมานไมตรีซ่ึงกันและกัน เปรียบเสมือนกาวใจท่ีผูกน้ําใจของมิตรสหาย ให้ ดํารงคงความเคารพรักกันอย่างแน่นแฟ้น ไมม่ ีวนั เส่ือมคลาย เพราะการใหท้ านมี คุณานิสงสด์ งั พรรณนามา สมดงั กระทูส้ ุภาษิตทีล่ ิขติ ไว้ ณ เบ้ ืองตน้ วา่ ททมาโน ปิ โย โหติ ผูใ้ ห้ ย่อมเป็ นทร่ี กั ดงั พรรณนามาดว้ ยประการฉะน้ ี ฯ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๗๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม วิชาเบญจศีล-เบญจธรรม สปั ดาหท์ ่ี ๑๑ เรอ่ื งเบญจศีล สาระสาํ คญั เบญจศลี หรอื ศีล ๕ ถอื เป็ นหลกั ธรรมท่มี อี ยูป่ ระจาํ โลก เป็ นกติกาของ สงั คม เป็ นคุณธรรมท่ีทาํ ใหค้ นในสงั คมอยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งปกตสิ ขุ ซึ่งหากคนใน สงั คมใครคนใดคนหน่ึง ประพฤติผดิ หลกั ธรรมน้ ี ก็จะทาํ ใหผ้ นู้ ้ันถูกตาํ หนิตเิ ตยี น และถูกลงโทษตามสมควรแก่เหตุ ดงั น้ัน เราในฐานะคนหน่ึงในสงั คมควรจกั ได้ ศกึ ษาเรยี นรูห้ ลักของเบญจศีล เพอื่ การปฏิบตั ิตนโดยถกู ตอ้ งตามหลักธรรม ใน สปั ดาหน์ ้ ีมหี วั ขอ้ ธรรมที่จกั ไดศ้ กึ ษาดงั น้ ี :- เบญจศีล - ตารางแสดงความสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งเบญจศลี และเบญจธรรม - ความหมายของศลี - อานิสงส์ หรือประโยชน์ของการรกั ษาศลี - ประเภทของศีล - ไวพจน์ หรอื คาํ ศพั ทอ์ ่นื ๆ ท่มี คี วามหมายวา่ ศลี - วริ ตั ิ - การอาราธนาศีล และการสมาทานศีล ๕ - สิกขาบทท่ี ๑-๕ (ศลี ขอ้ ที่ ๑-๕) วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในวชิ าเบญจศลี ๒. เห็นความสาํ คญั ของเบญจศีล ทมี่ ตี ่อสังคม ๓. นําหลักของเบญจศีลไปประพฤติปฏบิ ตั ิในชีวติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผอู้ ่ืนใหป้ ฏิบตั ติ ามได้

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๗๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอื่ พฒั นาสงั คม กิจกรรม ๑. อา่ นเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสือคูม่ อื ธรรมศกึ ษาตรี ๒. ทาํ ปัญหากอ่ นเรยี น ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรยี น ๔. ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ่วมวเิ คราะหถ์ ึงขอ้ ดี – ขอ้ เสยี ในระหวา่ งเรียน ๕. คน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ จากหนังสอื ท่แี นะนําทา้ ยเล่ม ประเมินผล ๑. ทาํ แบบทดสอบกอ่ นเรียน ๒. จากการทาํ กิจกรรมในหอ้ งเรยี น ๓. จากการสอบธรรมสนามหลวง ๔. ปฏิบตั ติ นตามหลกั เบญจศีลได้ แบบทดสอบกอ่ นเรยี นเบญจศลี สปั ดาหท์ ี่ ๑๑ คาํ สงั ่ : ใหท้ าํ เครอ่ื งหมายกากบาท (x) ทบั ขอ้ ทีถ่ ูกทส่ี ุดเพียงคาํ ตอบเดียว ๑. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ความหมายของศลี ? ข. ความสงบ ก. ความสาํ รวม ค. เจตนางดเวน้ ง. ความไมล่ ่วงละเมดิ ๒. เบญจศลี เรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ อะไร ? ก. นิจศีล ข. อนิจศีล ค. อุโบสถศีล ง. ถกู ทกุ ขอ้ ๓. มนุษยธรรม ตรงกบั ศลี ในขอ้ ใด ? ก. ศีล ๕ ข. ศลี ๘ ค. ศลี ๑๐ ง. ศลี ๒๒๗

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๘๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๔. คนเร่ิมทาํ ความดี ควรมีศีลเป็ นหลัก เพราะเหตุใด ? ก. เพราะควรรกั ษาศลี กอ่ นใหท้ าน ข. เพราะศลี เป็ นเหตใุ หเ้ กิดโภคทรพั ย์ ค. เพราะศีลนําความสุขมาใหต้ ราบเท่าชรา ง. เพราะศลี เป็ นบรรทดั ใหค้ นประพฤตดิ ี ๕. อะไรเป็ นเครื่องสนับสนุนศลี ใหบ้ ริสทุ ธ์ิบรบิ รู ณ์ ? ก. วริ ตั ิ ข. สจุ ริต ค. ทาน ง. ภาวนา ๖. การกระทาํ ในขอ้ ใด เกี่ยวกบั ศลี ขอ้ ท่ี ๑ ? ก. การเกบ็ สว่ ย ข. การฆ่าตดั ตอน ค. การเล่นหวย ง. การฆา่ กเิ ลส ๗. อาการเชน่ ไร เรียกวา่ ฆา่ ใหล้ าํ บาก ? ก. ฆา่ คนท่หี าความผดิ มไิ ด้ ข. ฆา่ คนท่มี บี ญุ คุณต่อตนเอง ค. ถูกบงั คบั ใหฆ้ ่าคนจนกวา่ จะตาย ง. ทุบตใี หบ้ อบช้าํ จนกวา่ จะตาย ๘. การฆ่าเช่นไร เรียกวา่ ฆ่าโดยจงใจ ? ก. ฆ่าเพราะบนั ดาลโทสะ ข. วางแผนฆา่ เจา้ ของทรพั ย์ ค. ฆ่าเพราะจะป้องกนั ตวั ง. วางแผนฆ่าแต่ยงิ ผิดตวั ๙. คนที่มอี ายสุ ้นั เพราะวบิ ากกรรมในขอ้ ใด ? ก. มกั โกรธ ข. มกั ฆา่ สัตว์ ค. มกั ดื่มสุรา ง. มกั ก่อววิ าท ๑๐. ความมเี มตตาจติ ปรารถนาดีต่อกนั เป็ นหน้าท่ขี องใคร ? ก. คนถอื ศีล ๕ ข. คนถอื ศลี ๘ ค. พระภิกษุสงฆ์ ง. คนทวั่ ไป ๑๑. พระองคท์ รงบญั ญัติศีลขอ้ ท่ี ๒ เพ่ือพระประสงคใ์ ด ? ก. เพอื่ ไมใ่ หเ้ บียดเบียนกนั ข. เพ่อื ใหเ้ ป็ นคนซ่ือสตั ย์ ค. เพือ่ ป้องกนั ความแตกรา้ ว ง. เพอ่ื ใหเ้ ล้ ียงชวี ติ ในทางทีช่ อบ

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๑๒. คนที่สงั คมเรียกวา่ ราํ่ รวยผดิ ปกติ เพราะสาเหตใุ ด ? ก. คา้ ยาบา้ ข. เก็บส่วยรายวนั ค. เล้ ียงชพี ในทางผิด ง. ถกู ทุกขอ้ ๑๓. การไมป่ ระพฤติผิดในกาม จดั เป็ นสุจริตใด ? ก. กายสุจรติ ข. วจสี ุจริต ค. มโนสุจริต ง. ถกู ทกุ ขอ้ ๑๔. “ รกั ตวั เอง รกั ครอบครวั อย่ามภี รรยาน้อย ” คาํ ขวญั น้ ีสนับสนุนใหผ้ ูช้ ายทุก คนรกั ษาศลี ขอ้ ใด ? ก. ศีลขอ้ ๒ ข. ศีลขอ้ ๓ ค. ศลี ขอ้ ๔ ง. ศีลขอ้ ๕ ๑๕. ศีลขอ้ ใด ทาํ ใหผ้ รู้ กั ษามคี วามซอ่ื ตรง ? ก. เวน้ ลักทรพั ย์ ข. เวน้ ประพฤติผดิ ในกาม ค. เวน้ พดู เท็จ ง. เวน้ ดมื่ สรุ าเมรยั ๑๖. พดู เทจ็ แก่ใคร มโี ทษหนัก ? ก. ป่ ู ย่า ข. พ่อ แม่ ค. ลุง ป้า ง. น้า อา ๑๗. การแสดงความเทจ็ เพอื่ ใหผ้ ูอ้ ่นื เขา้ ใจผดิ เกิดข้ ึนทางใดบา้ ง ? ก. ทางวาจาอยา่ งเดียว ข. ทางวาจา ทางใจ ค. ทางกาย ทางวาจา ง. ทางกาย วาจา ใจ ๑๘. วาจาเชน่ ไร ทาํ ใหค้ นแตกสามคั คี ? ก. พูดเทจ็ ข. พดู ส่อเสยี ด ค. พูดคาํ หยาบ ง. พดู เพอ้ เจอ้ ๑๙. ขอ้ ใด เป็ นลักษณะเด่นของคนท่ไี มด่ ม่ื สุรา เมรยั ? ก. มสี ติรอบคอบ ข. มคี วามซอ่ื สตั ย์ ค. มคี วามขยนั ง. มสี มาธิแน่วแน่ ๒๐. การดื่มสุรา เป็ นปฏปิ ักษ์ต่อคุณธรรมขอ้ ใด ? ก. ศรทั ธา ข. สติ ค. ขนั ติ ง. เมตตา

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม เบญจศีล เบญจศลี หรือ ศลี ๕ คูก่ บั เบญจธรรม หรือ กลั ยาณธรรม ๕ เป็ นธรรม ของคนดี ถา้ เรยี กชื่อเต็ม ๆ ก็ตอ้ งเรียกวา่ เบญจกลั ยาณธรรม หมายถงึ ธรรม ของคนดี ๕ ประการ ท้งั ศลี ๕ และกลั ยาณธรรม ๕ ประการน้ ี เป็ นของคูก่ นั จงึ เรยี กวา่ ศลี ธรรม กล่าวคอื ศีล เป็นขอ้ หา้ ม คอื หา้ มทาํ หา้ มล่วงละเมดิ ส่วน กลั ยาณธรรม เป็นขอ้ อนุญาตใหท้ าํ ใหน้ ําไปประพฤติปฏิบตั ิ แลว้ จะเกิดผลดแี ก่ผู้ ปฏิบตั ิทุกคน ตารางแสดงความสมั พนั ธก์ นั ระหว่างเบญจศีลและเบญจธรรม เบญจศลี เบญจธรรม ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี : ๑. เมตตา กรุณา : ความรกั ความ เวน้ จากการฆ่าสตั วม์ ชี ีวติ ปรารถนาดีต่อผอู้ ื่น และความสงสาร คดิ ช่วยเหลือผูอ้ น่ื ใหพ้ น้ ทกุ ข์ ๒. อทนิ ฺ นาทานา เวรมณี : เวน้ ๒. สมั มาอาชีวะ : เล้ ียงชพี ในทางท่ี จากการถือเอาสิ่งของทเี่ จา้ ของไมไ่ ด้ ชอบประกอบดว้ ยธรรม ให้ ๓. กาเมสุ มิจฺ ฉาจารา เวรมณี : ๓. กามสงั วร : การสาํ รวมในกาม เวน้ จากการประพฤตผิ ิดในกาม (สทารสนั โดษ , ปติวตั ร) ๔. มุสาวาทา เวรมณี : ๔. สจั จะ : ความมสี ตั ย์ มคี วาม เวน้ จากการพูดเทจ็ จรงิ ใจ พดู จรงิ ทาํ จรงิ ๕. สรุ าเมรยมชฺ ชปมาทฏฺ ฐานา ๕. สติ สมั ปชญั ญะ : มคี วามระลึก เวรมณี : เวน้ จากการดืม่ น้ําเมา คือ ได้ รูส้ กึ ตวั อยูเ่ สมอ สุราและเมรยั อนั เป็ นทตี่ ้งั แห่งความ ประมาท

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ความหมายของศีล ศีล หมายถงึ ความประพฤตดิ ที างกายและวาจา, การรกั ษากายและวาจา ใหเ้ รียบรอ้ ย, ขอ้ ปฏบิ ตั สิ าํ หรบั ควบคุมกายและวาจาใหต้ ้ังอยู่ในความดงี าม, การ รกั ษาปกตติ ามระเบียบวนิ ัย, ปกตมิ ารยาทท่สี ะอาดปราศจากโทษ, ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ น การเวน้ จากความชัว่ , ขอ้ ปฏบิ ตั ิในการฝึกหดั กายวาจาใหด้ ียงิ่ ข้ ึน, ความสุจรติ ทาง กายวาจาและอาชีพ อานิสงส์ หรือประโยชนข์ องการรกั ษาศลี อานิสงสข์ องศลี โดยยอ่ มี ๓ ประการ คอื ๑. สีเลนะ สคุ ะติง ยนั ติ ศีลนําผปู้ ระพฤตไิ ปสูส่ ถานทีด่ ี, ๒. สีเลนะ โภคะสมั ปะทา บุคคลสมบรู ณด์ ว้ ยโภคทรพั ยไ์ ดด้ ว้ ยศีล, ๓. สีเลนะ นิพพตุ ิง ยนั ติ บุคคลถึงความเย็นใจไดก้ ด็ ว้ ยศีล ตสั มา สีลงั วิโสธะเย เพราะฉะน้ัน พึงรกั ษาศีลใหส้ ะอาดบริสทุ ธ์ิ อานิสงสแ์ ห่งบุคคลผมู้ ศี ลี ๕ ๑. บุคคลผูม้ ศี ีล สมบูรณ์ดว้ ยศีลในโลกน้ ี ยอ่ มมโี ภคทรพั ยเ์ ป็ นอนั มาก ซึ่งมคี วามไมป่ ระมาทเป็ นเหตุ ๒. ชอื่ เสียงอนั งามของบคุ คลผูม้ ีศลี สมบรู ณด์ ว้ ยศีล ย่อมขจรไป ๓. บคุ คลผูม้ ศี ลี สมบรู ณ์ดว้ ยศลี จะเขา้ ไปยงั บรษิ ัทใด ๆ จะเป็ นขตั ตยิ บริษัทก็ตาม พราหมณบ์ ริษัทกต็ าม คหบดีบรษิ ัทก็ตาม สมณ บรษิ ัทก็ตาม ยอ่ มแกลว้ กลา้ ไมเ่ กอ้ เขนิ เขา้ ไป ๔. บุคคลผูม้ ศี ลี สมบรู ณ์ดว้ ยศีล ย่อมไมห่ ลงลืมสติตาย ๕. บคุ คลผูม้ ศี ลี สมบูรณ์ดว้ ยศลี หลังจากตายแลว้ ยอ่ มไปเกิดในสคุ ติ โลกสวรรค์ (สงั คีติสตู ร. ที.ปา. ๑๑/๓๑๖/๓๐๕)

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ประเภทของศีล ศลี มปี ระเภทต่างๆ เพ่ือใหเ้ หมาะสมกบั บุคคลแต่ละระดบั ดงั น้ ี ศีล ๕ (เบญจศีล) สาํ หรบั บุคคลทวั่ ไป ศีล ๘ (อฏั ฐศีล, อโุ บสถศีล) สาํ หรบั อุบาสกอบุ าสกิ า ศีล ๑๐ (ทสศีล) สาํ หรบั สามเณร ศีล ๒๒๗ (ปาฏิโมกข)์ สาํ หรบั ภิกษุ ศีล ๓๑๑ สาํ หรบั ภกิ ษุณี อาชีวมฏั ฐกศีล แปลวา่ ศลี มอี าชวี ะเป็ นท่ี ๘ เป็ นศีลซึ่งมาในมรรคมอี งค์ ๘ ขอ้ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และสมั มาอาชีวะ ไดแ้ ก่ เวน้ จากการพดู เท็จ เวน้ จากการพูดสอ่ เสยี ด เวน้ จากการพูดคาํ หยาบ เวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ เวน้ จาก การฆ่าสตั ว์ เวน้ จากการลกั ทรพั ย์ เวน้ จากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ เวน้ จาก มจิ ฉาอาชีวะ วาริตศีล หมายถงึ ศลี อนั สาํ เรจ็ ดว้ ยการเวน้ จาก ความชวั่ ความประพฤติ ที่ไมด่ ีไมง่ าม จาริตศีล หมายถงึ ศลี อนั สาํ เรจ็ ดว้ ยการประพฤติกายวาจาดีงาม ในศลี ๒ ประเภทหลังน้ ี เบญจศีลจดั เป็ นวารติ ศลี ส่วนเบญจธรรม จดั เป็ นจาริตศีล ไวพจน์ หรอื คาํ ศพั ทอ์ ่นื ๆ ที่มีความหมายว่า ศีล ไวพจน์ หรอื คาํ ที่มคี วามหมายเดียวกนั กบั เบญจศลี มดี งั น้ ี ศีล ๕ เป็ นคาํ ท่แี ปลมาจากคาํ วา่ เบญจศลี (ป�ฺจ สลี านิ) นัน่ เอง สิกขาบท ๕ หมายถงึ บทท่ีตอ้ งศึกษา ๕ ประการ นิจศีล หมายถึง ศีลทจ่ี ะตอ้ งรกั ษาเป็ นประจาํ ปัญจเวรวิรตั ิ หมายถงึ เจตนาเคร่อื งงดเวน้ จากเวร ๕ ประการ การฆ่า สตั วเ์ ป็ นตน้ น้ัน ถือวา่ เป็ นการกอ่ เวร เมอ่ื งดเวน้ ได้ กถ็ อื วา่ เป็ นการไมก่ อ่ เวร และ สตั วท์ ้งั หลายก็จะไมม่ เี วรมภี ยั แก่กนั และกนั

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๘๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม มนุษยธรรม หมายถึง เป็ นธรรมสาํ หรบั มนุษย์ หรือธรรมที่ทาํ ใหเ้ ป็ น มนุษย์ ผูท้ ่ีจะเป็ นมนุษยโ์ ดยสมบูรณ์จะตอ้ งเป็ นผูร้ กั ษาศีล ๕ เป็ นปกตินิสยั เม่อื บุคคลไม่มีศีล ความเป็ นมนุษย์ก็จะลดลงตามศีลที่ขาดไป เมอ่ื ศีลท้ัง ๕ ขอ้ ขาด หมด ความเป็ นมนุษยก์ ็ไมม่ เี หลืออยใู่ นตวั ของบุคคลน้ัน วิรตั ิ วิรตั ิ คือ ความละเวน้ หรอื เจตนาเป็ นเคร่ืองงดเวน้ หมายถงึ ความ ปราศจากความพอใจในการกระทาํ ความชวั่ วริ ัตนิ ้ันจดั เป็ นศลี เพราะเป็ นเครื่อง ควบคุมกายวาจาไวไ้ ด้ มี ๓ ประการ คือ ๑. สมั ปัตตวิรตั ิ แปลวา่ ความละเวน้ จากวตั ถุอนั ถึงเขา้ ไดแ้ ก่ความเวน้ ของสามญั ชนผูไ้ มไ่ ดต้ ้ังสตั ยป์ ฏิญญาวา่ ตนละเวน้ จากขอ้ น้ันๆ เป็ นแต่วตั ถุท่ีจะพึง ล่วงมาถึงเขา้ แต่ไมท่ าํ ๒. สมาทานวิรัติ แปลว่า ความละเวน้ ดว้ ยถือ หรือเรียกทับศัพท์ว่า สมาทาน ไดแ้ ก่ความเวน้ ของพวกคนจําศีลมปี ระเภทต่างๆ เช่น ภิกษุ สามเณร อบุ าสกอบุ าสกิ า เป็ นตน้ ๓. สมุจเฉทวิรตั ิ แปลวา่ ความละเวน้ ดว้ ยตดั ขาด ไดแ้ ก่ความเวน้ ของ พระอรยิ เจา้ ผูม้ ปี กติไมป่ ระพฤตลิ ่วงขอ้ หา้ มเหล่าน้ันต้งั แต่ท่านไดเ้ ป็ นพระอริยเจา้ การอาราธนา และสมาทานศีล ๕ การอาราธนาศีล หมายถึงการขอรอ้ ง หรือเช้ ือเชิญใหพ้ ระภิกษุสงฆ์ได้ ใหศ้ ลี แกต่ น คาํ อาราธนาศลี ๕ มดี งั น้ ี มะยงั ภนั เต วิสุง วสิ ุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ทุติยัมปิ มะยัง ภนั เต วิสุง วสิ ุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยมั ปิ มะยงั ภนั เต วสิ งุ วสิ ุง รกั ขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๘๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ขา้ แตท่ า่ นผเู้ จริญ ขา้ พเจา้ ท้งั หลายขอศีล ๕ พรอ้ มท้งั ไตรสรณะ เพอ่ื ประโยชน์ แกก่ ารรกั ษาเป็ นขอ้ ๆ แมค้ ร้งั ที่ ๒ ขา้ แต่ทา่ นผูเ้ จรญิ ขา้ พเจา้ ท้งั หลายขอศีล ๕ พรอ้ มท้งั ไตรสรณะ เพอ่ื ประโยชน์แก่การรกั ษาเป็ นขอ้ ๆ แมค้ ร้งั ท่ี ๓ ขา้ แตท่ า่ นผูเ้ จรญิ ขา้ พเจา้ ท้งั หลายขอศลี ๕ พรอ้ มท้งั ไตรสรณะ เพอื่ ประโยชน์แกก่ ารรกั ษาเป็ นขอ้ ๆ (คนเดียว เปลี่ยนคาํ วา่ มะยงั เป็ น“อะหงั ”และคาํ วา่ ยาจามะ เป็ น“ยาจามิ) การสมาทานศีล หมายถึงการต้ังใจรับเอาศีลท้ัง ๕ ขอ้ มารักษาไวด้ ว้ ยดี การสมาทานมี ๒ อย่าง คอื ๑. ปัจเจกสมาทาน การสมาทานเป็ นขอ้ ๆ หากขอ้ ใดขอ้ หน่ึงขาด ก็ยงั เหลือขอ้ อืน่ อยู่ ๒. เอกชั ฌสมาทาน การสมาทานทกุ ขอ้ รวมกนั เมอ่ื ขอ้ ใดขอ้ หนึ่งขาด กเ็ ป็ นอนั ขาดไปดว้ ยกนั หมดทุกขอ้ การสมาทานแบบที่ ๒ น้ ี ในคาํ อาราธนาจะตัดคํา วา่ วิสุง วิสุง รกั ขะณตั ถายะ ออกไป ศีล ๕ พรอ้ มคาํ แปล ปาณาตปิ าตา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทิยามิ ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสกิ ขาบทคือการงดเวน้ จากการฆ่าสตั วม์ ชี ีวติ อทนิ นาทานา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทิยามิ ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสกิ ขาบทคือการงดเวน้ จากการถือเอาสง่ิ ของที่เจา้ ของไมไ่ ดใ้ ห้ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทยิ ามิ ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสิกขาบทคือการงดเวน้ จากการประพฤติผิดในกาม มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทยิ ามิ ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสิกขาบทคือการงดเวน้ จากการกล่าวเท็จ สรุ าเมรยมชั ชปมาทฏั ฐานา เวรมณี สิกขาปทงั สมาทิยามิ ขา้ พเจา้ ขอสมาทานสิกขาบทคือการงดเวน้ จากการดื่มน้ําเมาคือสรุ าและเมรยั อนั เป็ น ทีต่ ้งั แหง่ ความประมาท

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๘๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม สิกขาบทที่ ๑ - ๕ สกิ ขาบทท่ี ๑ ปาณาตปิ าตา เวรมณี เวน้ จากการฆา่ สตั วม์ ชี วี ติ ความมุ่งหมาย สกิ ขาบทน้ ีบญั ญัติข้ ึนดว้ ยหวงั จะใหป้ ลูกเมตตาจติ ในสตั วท์ ุกจาํ พวก คาํ วา่ สตั ว์ ในทน่ี ้ ี หมายเอาท้งั มนุษย์ และสตั วเ์ ดรจั ฉานทกุ ชนิด ทีย่ งั มชี วี ติ อยู่ แมท้ ส่ี ดุ ยงั อยู่ในครรภ์ ขอ้ หา้ ม เมอื่ เพง่ เอาเมตตาจติ เป็ นใหญ่ สกิ ขาบทน้ ีจงึ มขี อ้ หา้ ม ๓ ประการ คอื ๑. การฆ่า ๒. การทาํ รา้ ยรา่ งกาย ๓. การทรกรรมสตั วใ์ หล้ าํ บาก ๑. การฆา่ ตา่ งกนั โดยเจตนามี ๒ ประเภท คอื ๑) ฆ่าโดยจงใจ คือคิดไวแ้ ต่แรกว่าจะฆ่าเขาในขณะที่ใจไม่งุ่นง่าน ประกอบด้วยเหตุ คือ ตกอยู่ในฐานแห่งโลภะ ตกอยู่ในฐานแห่งพยาบาท เพราะเหตอุ ่นื นอกจากน้ ี ๒) ฆ่าโดยไม่จงใจ คือไม่คิดไวก้ ่อน ประกอบดว้ ยเหตุ คือ บงั เอิญ เป็ นเหตใุ หเ้ ขาตาย เพราะบนั ดาลโทสะ เพราะประสงคจ์ ะป้องกนั ตวั ไมแ่ กลง้ เช่นหมายจะตีพอหลาบจาํ แต่ถกู ท่ีสาํ คญั ผถู้ ูกตนี ้ันตาย การฆ่าน้ัน จดั เป็ น ๒ ประการ คอื ฆา่ เอง (สาหตั ถิกะ) และใชใ้ หผ้ ูอ้ ่ืน ฆา่ (อาณัตติกะ) ๒. การทาํ รา้ ยรา่ งกาย หมายถงึ การทาํ รา้ ยผอู้ ่ืน โดยการทาํ ใหพ้ ิการ เสียโฉม หรือเจ็บลําบาก แต่ไมถ่ ึงแก่ชีวติ ท่านหมายเอาเฉพาะทาํ แก่มนุษย์ มี ๓ สถาน คือ ๑) โดยฐานทาํ ใหพ้ ิการ ไดแ้ กก่ ารทาํ ใหอ้ วยั วะบางสว่ นเสียหาย เชน่

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๘๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ทาํ ใหต้ าบอดแขนขาดขาขาด เป็ นตน้ ๒) โดยฐานทาํ ใหเ้ สียโฉม ไดแ้ ก่การทํารา้ ยร่างกายใหเ้ สียรูป เสีย ความสวยงามแตไ่ มถ่ ึงพกิ าร ๓) โดยฐานทาํ ใหเ้ จ็บลาํ บาก ไดแ้ ก่การทาํ รา้ ยไม่ถึงเสียโฉม แต่เสีย ความสาํ ราญ ๓. การทรกรรม หมายถึง การประพฤติเห้ ียมโหดแก่สตั วโ์ ดยไมป่ รานี มี ๕ ประการ ๑) ใชก้ าร ไดแ้ ก่ การใชส้ ตั วเ์ ป็ นพาหนะ เช่น เทียมยาน เทยี มไถ โดย ไมป่ รานี หรือใชก้ ารเกนิ กาํ ลังของสตั ว์ ๒) กักขัง ไดแ้ ก่ การเล้ ียงสตั วไ์ วใ้ นกรง หรือผูกไวเ้ พ่ือดูหรือชมเล่น โดยการกกั ขงั หรือผูกมดั ไวจ้ นสตั วไ์ มส่ ามารถจะผลัดเปล่ียนอิรยิ าบถได้ ๓) นาํ ไป ไดแ้ ก่ การผูกมดั สัตวแ์ ลว้ นําไป เช่น ผูกมดั เป็ ดไก่ ห้ ิวหาม เอาหวั ลง เอาเทา้ ข้ นึ สตั วย์ ่อมไดร้ บั ความทกุ ขท์ รมาน ๔) เลน่ สนุก ไดแ้ ก่ การเอาสตั วม์ าเล่นเพอื่ เป็ นการสนุก ๕) ผจญสตั ว์ ไดแ้ ก่ การจบั สตั วใ์ หช้ นกนั เช่น ชนววั ตีไก่ กดั ปลา ฯลฯ การทาํ รา้ ยรา่ งกาย และการทรกรรม น้ีจดั เป็น อนุโลมปาณาตบิ าต หลกั วนิ ิจฉยั สิกขาบทท่ี ๑ น้ ี มอี งค์ ๕ คือ ๑. ปาโณ สตั วม์ ชี วี ติ ๒. ปาณะสญั ญิตา รวู้ า่ สตั วม์ ชี วี ติ ๓. วะธะกะจติ ตัง จติ คิดจะฆ่า ๔. อปุ ักกะโม พยายามในการฆ่า ๕. เตนะ มะระณัง สตั วต์ ายดว้ ยความพยายามน้ัน

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๘๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม ความเป็ นกรรมมีโทษมาก เมอื่ กล่าวโดยความเป็ นกรรมวา่ มโี ทษมากหรอื น้อย มหี ลกั ในการ วนิ ิจฉยั ดงั น้ ี ๑. โดยวัตถุ : การฆ่ามนุษย์ จดั เป็ น ๓ อย่าง คอื - ฆ่ามนุษยผ์ ูห้ าความผดิ มไิ ด้ มโี ทษมาก - ฆา่ มนุษยผ์ ูม้ อี ปุ การะ เชน่ บดิ ามารดา มโี ทษมาก - ฆ่ามนุษยม์ คี ุณ คอื ความดี มโี ทษมาก การฆา่ สตั วเ์ ดรจั ฉาน จดั เป็ น ๕ อย่าง คอื - ฆ่าสตั วท์ ีม่ เี จา้ ของหวงแหน มโี ทษมาก - ฆ่าสตั วท์ ม่ี ีคุณ มโี ทษมาก - ฆ่าสตั วใ์ หญ่ท่ใี ชป้ ระโยชน์ไดม้ าก มโี ทษมาก - ฆา่ สตั วข์ องตนเอง กม็ โี ทษ เพราะทาํ ใหเ้ กดิ ความหายนะแก่ ตนเอง - ฆ่าสตั วอ์ นั หาเจา้ ของมไิ ด้ ก็มโี ทษ ตามสตั วใ์ หญ่และเล็ก ๒. โดยเจตนา : จดั เป็ น ๓ อยา่ ง คอื - ฆ่าดว้ ยหาเหตมุ ไิ ด้ มโี ทษมาก - ฆา่ ดว้ ยกเิ ลสกลา้ มโี ทษมาก - ฆา่ ดว้ ยมพี ยาบาทอนั รา้ ยกาจ มโี ทษมาก ๓. โดยประโยค : ไดแ้ ก่การฆ่าใหล้ ําบาก เช่น ทุบตีทรมานใหบ้ อบช้ํา ไดร้ บั ทุกขเวทนาแสนสาหสั จนกวา่ จะตาย มโี ทษมาก

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๐ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม สิกขาบทท่ี ๒ อทินนาทานา เวรมณี เวน้ จากการถือเอาส่ิงของทีเ่ จา้ ของเขาไม่ไดใ้ ห้ ความมงุ่ หมาย สกิ ขาบทน้ ี บญั ญัติข้ นึ ดว้ ยหวงั จะใหเ้ ล้ ียงชีวติ ในทางทช่ี อบ เวน้ จาก เบยี ดเบยี นกนั และกนั ในสกิ ขาบทน้ ี คาํ วา่ สงิ่ ของท่เี ขาไมไ่ ดใ้ ห้ หมายถึงของ ๒ อย่าง คอื ๑. สิ่งของที่มีเจา้ ของ ท้ังท่ีเป็ นสวิญญาณกทรัพย์(ทรัพย์เคลื่อนท่ีได)้ และอวญิ ญาณกทรพั ย์ (ทรพั ยเ์ คล่ืนที่ไมไ่ ด)้ ท่เี จา้ ของไมไ่ ดย้ กใหเ้ ป็ นกรรมสทิ ธ์ิ ๒. สิ่งของท่ีไมใ่ ชข่ องใคร แต่มผี รู้ กั ษาหวงแหน ไดแ้ ก่สิง่ ของที่อทุ ิศบชู า ปชู นียวตั ถุในศาสนา และส่งิ ของทีเ่ ป็ นกลางในหมชู่ นอนั ไมพ่ ึงแบง่ กนั ขอ้ หา้ ม เมื่อเพ่งความประพฤติชอบทางธรรมในทรัพย์สมบัติของผูอ้ ่ืนเป็ นใหญ่ สิกขาบทน้ ีจงึ มขี อ้ หา้ ม ๓ อยา่ ง คือ ๑. โจรกรรม ๒. ความเล้ ยี งชีพอนุโลม โจรกรรม ๓. กิริยาเป็ นฉายาโจรกรรม ๑. โจรกรรม คอื กิริยาท่ีถอื เอาสิง่ ของทไ่ี มม่ ผี ใู้ ห้ ดว้ ยอาการเป็ นโจร มหี ลายประเภท คอื ๑) ลัก ไดแ้ ก่ การขโมย การยอ่ งเบา การตดั ช่อง คอื งดั หรอื เจาะ แลว้ หยบิ ของไป ๒) ฉก ไดแ้ ก่ การถอื เอาของในเวลาเจา้ ของเผลอ เชน่ วง่ิ ราว ตีชิง ๓) กรรโชก คือ การแสดงอาํ นาจ อนั ไดแ้ ก่ การขู่ การจ้ ี ๔) ปลน้ ไดแ้ ก่ รวมพวกกนั หลายคน มศี สั ตราวุธเก็บเอาของผูอ้ ื่นดว้ ย อาํ นาจ ๕) ตู่ คือ อา้ งกรรมสทิ ธ์ิ ยืนยนั เอาของผอู้ ื่นมาเป็ นของตน ๖) ฉอ้ ไดแ้ ก่ กิรยิ าที่ถือเอาทรพั ยข์ องผูอ้ ่ืน เชน่ รบั ของแลว้ โกงเอาเสยี ๗) หลอก ไดแ้ ก่ กิรยิ าท่ีพูดปด เพ่ือถือเอาของของผูอ้ ่ืน

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๑ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ๘) ลวง ไดแ้ ก่ กิรยิ าท่ีถือเอาของผอู้ ื่น ดว้ ยการใหเ้ ขา้ ใจผิด เชน่ โกงตาชงั่ ๙) ปลอม ไดแ้ ก่ กิรยิ าท่ีทาํ ของปลอมใหค้ นอื่นเห็นวา่ เป็ นของแทแ้ ลว้ แลกเปลี่ยนเอาทรพั ยไ์ ป ๑๐) ตระบดั ไดแ้ ก่ กิรยิ าที่ยมื ของคนอ่ืนไปใช้ แลว้ เอาเสยี ๑๑) เบยี ดบงั ไดแ้ ก่ กิรยิ าท่ีถือเอาเศษ เชน่ ท่านใหไ้ ปเก็บคา่ เชา่ เก็บได้ มากแตใ่ หท้ า่ นนอ้ ย (การยกั เอาไวเ้ ป็ นประโยชน์ส่วนตวั เชน่ ผเู้ กบ็ ภาษีอากรใชเ้ ล่หย์ กั ภาษีอากรไวเ้ อง) ๑๒) ลักลอบ ไดแ้ ก่ กิริยาท่ีลกั ลอบเอาของที่ตอ้ งหา้ มหลบหนีภาษี เชน่ สนิ คา้ เถ่ือน ๑๓) สับเปล่ียน ไดแ้ ก่กิรยิ าท่ีถือเอาส่ิงของของตน ท่ีเลวเขา้ ไปไวแ้ ทน แลว้ เอาส่งิ ของที่ดีของผูอ้ ่ืนไป ๑๔) ยกั ยอก ไดแ้ ก่ การยกั ยอกทรพั ยข์ องผอู้ ่ืนที่อยูใ่ นความดแู ลของตนไป โดยทุจริต ๑๕) ยกั ยา้ ย ไดแ้ ก่ การยา้ ยทรพั ยข์ องตนท่ีถูกยึดไปไวเ้ สียที่อื่น ๒. ความเล้ ียงชีพอนุโลมโจรกรรม ไดแ้ ก่กิริยาที่แสวงหาทรัพย์ ในทางท่ีไมบ่ ริสุทธ์ิ แต่ไมน่ ับเขา้ ในอาการเป็ นโจรกรรม มี ๓ อย่าง คอื ๑) สมโจร ไดแ้ ก่กิรยิ าทอี่ ดุ หนุนโจรกรรม เชน่ รบั ซ้ อื ของโจร, ๒) ปอกลอก ไดแ้ ก่กิริยาที่คบคนดว้ ยอาการไม่ซื่อสัตย์ มุง่ หมายจะเอา แต่ทรพั ยส์ มบตั ขิ องเขาถา่ ยเดียว แลว้ ละท้ ิงเขาเสยี เมอ่ื เขาส้ ินตวั แลว้ , ๓) รบั สินบน ไดแ้ ก่กิริยาทถ่ี ือเอาทรพั ยพ์ สั ดุทเ่ี ขาใหเ้ พ่ือช่วยทาํ ธุระใหแ้ ก่ เขาในทางที่ผิด ๓. กิรยิ าเป็ นฉายาโจรกรรม ไดแ้ ก่กิริยาที่ทาํ ทรพั ยพ์ สั ดุของผูอ้ ่ืนให้ สูญและเป็ นสินใชต้ กอย่แู กต่ น มี ๒ ประเภท คือ ๑) ผลาญ ไดแ้ ก่ กริ ิยาทท่ี าํ อนั ตรายแก่ทรพั ยพ์ สั ดุของผอู้ น่ื ๒)หยิบฉวย ไดแ้ ก่ กริ ิยาทีถ่ อื เอาทรพั ยพ์ สั ดุของผอู้ ื่นดว้ ยความมกั งา่ ย

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๙๒ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพ่อื พฒั นาสงั คม หลกั วนิ ิจฉยั ของน้ันมเี จา้ ของหวงแหน สิกขาบทที่ ๒ น้ ี มอี งค์ ๕ คือ รวู้ า่ ของน้ันมเี จา้ ของหวงแหน จติ คิดจะลัก ๑. ปะระปะรคิ คะหติ งั พยายามเพ่อื จะลกั ๒. ปะระปะริคคะหติ ะสญั ญิตา นํามา(ลกั )ไดด้ ว้ ยความพยายามน้ัน ๓. เถยยะจติ ตงั ๔. อปุ ักกะโม ๕. เตนะ หะระณัง ความเป็ นกรรมมีโทษมาก เมอื่ กล่าวโดยความเป็ นกรรมวา่ มโี ทษมากหรือน้อย มหี ลกั ในการวนิ ิจฉัย ดงั น้ ี ๑. โดยวตั ถุ : ของท่ีทาํ โจรกรรมมรี าคามาก ทาํ ความฉิบหายใหแ้ ก่ เจา้ ของทรพั ย์มาก มโี ทษมาก ๒. โดยเจตนา : ถือเอาดว้ ยโลภเจตนากลา้ มโี ทษมาก ๓. โดยประโยค : ถือเอาดว้ ยฆ่าหรอื ทาํ รา้ ยเจา้ ทรพั ย์ หรือประทุษรา้ ย เคหะสถานและพสั ดุของเขา มโี ทษมาก

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๓ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพื่อพฒั นาสงั คม สิกขาบทที่ ๓ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เวน้ จากการประพฤตผิ ดิ ในกาม ความมุ่งหมาย สกิ ขาบทน้ ีบญั ญัตขิ ้ นึ ดว้ ยหวงั จะป้องกนั ความแตกรา้ วในหมูม่ นุษย์ และ ทาํ เขาใหไ้ วว้ างใจกนั และกนั ขอ้ หา้ ม เมอ่ื เพ่งความประพฤติไม่ผดิ เป็ นใหญ่ หญิงท่เี ป็ นบคุ คลตอ้ งหา้ มของชาย มี ๓ จาํ พวก คอื ๑. ภรรยาทา่ น คอื หญิงทแี่ ตง่ งานกบั ชาย , หญิงผูอ้ ยกู่ นิ กบั ชายโดย เปิ ดเผย หญิงผรู้ บั ทรพั ยส์ ง่ิ ของจากชายแลว้ ยอมอยูก่ บั เขา หญิงท่ีชายเล้ ียง ไวเ้ ป็ นภรรยา ๒. หญิงผูอ้ ยใู่ นพิทกั ษร์ กั ษาของทา่ น คือ หญิงมบี ิดา มารดา ญาติ หรือผูใ้ หญ่ผใู้ ดกต็ าม ดูแลพิทกั ษ์รกั ษาอยู่ ๓. หญงิ ทจ่ี ารตี หา้ ม มี ๓ จาํ พวก คอื ๑) หญิงผูอ้ ยใู่ นพทิ กั ษ์รกั ษาของตระกูล ๆ มี ๒ คอื ๑) หญิงผูเ้ ป็ นเทือก เถาของตวั คือ แม่ ย่า ยาย ทวด ๒) หญิงผเู้ ป็ นเหลา่ กอของตัว คอื ลูก หลาน เหลน ๒) หญิงผูอ้ ยใู่ ตพ้ ระบญั ญตั ขิ องพระศาสนา คือ ภิกษุณี สิกขมานา แมช่ ีสามเณรี หรอื นักบวชหญิงในศาสนาอื่นๆ เป็นตน้ ๓) หญิงท่ ีกฎหมายบา้ นเมืองหา้ มและลงโทษแกช่ ายผูเ้ ขา้ ไปสมสู่ คอื แมห่ มา้ ยงานท่านทอ่ี อกชื่ออยใู่ นกฎหมาย “หญิงดงั ท่ีกล่าวมาท้งั หมดน้ ี แมม้ ฉี ันทะคือความพอใจกบั ชาย ชายกเ็ ป็ น กาเมสุมจิ ฉาจาร”

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๙๔ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพอ่ื พฒั นาสงั คม ชายเป็ นวตั ถทุ ห่ี า้ มของหญิง มี ๒ จาํ พวก คือ ๑. ชายอ่ืนนอกจากสามเี ป็ นวตั ถทุ ีห่ า้ มของหญิงมสี ามแี ลว้ ๒. ชายทจี่ ารีตหา้ มเป็ นวตั ถทุ ห่ี า้ มของหญิงท้งั ปวง (ดูเทียบหญิงที่จารีตหา้ ม) ชายหญิงผมู้ คี ู่ พึงยนิ ดดี ว้ ยคูข่ องตน ผูย้ งั ไมม่ คี ู่แมจ้ ะเลือกหาคู่ ก็พึงเลือก หาคูอ่ นั มใิ ชบ่ ุคคลตอ้ งหา้ ม ความลุอาํ นาจแก่ราคะอย่างใดอย่างหน่ึง อนั มไิ ด้ เป็ นไปตามธรรมดาในทางทชี่ อบ เป็ นอนั หา้ มดว้ ยสกิ ขาบทน้ ีทุกประการ หลกั วินิจฉยั วัตถุอันไม่ควรถึง ได้แก่ มรรคท้ัง ๓ สิกขาบทที่ ๓ น้ ี มอี งค์ ๔ คอื ไดแ้ กท่ วารเบา ทวารหนัก และปาก ๑. อะคะมะนียะวตั ถุ จติ คดิ จะเสพในวตั ถุอนั ไมค่ วรถงึ น้ัน ๒. ตสั มงิ เสวะนะจติ ตงั พยายามในการเสพ ๓. เสวะนัปปะโยโค ทาํ มรรคใหจ้ รดมรรค (ร่วมเพศ) ๔. มคั เคนะ มคั คปั ปะฏิปัตติ ความเป็ นกรรมมีโทษมาก เมอ่ื กล่าวโดยความเป็ นกรรมวา่ มโี ทษมากหรอื น้อย มหี ลักในการวนิ ิจฉัย ดงั น้ ี ๑. โดยวตั ถุ : ทาํ ชูห้ รือล่วงในวตั ถุท่มี คี ุณ มโี ทษมาก ๒. โดยเจตนา : เป็ นไปดว้ ยกาํ ลังราคะกลา้ มโี ทษมาก ๓. โดยประโยค : เป็ นไปดว้ ยพลการ (ใชก้ าํ ลงั , ขม่ เหง) มโี ทษมากแก่ ฝ่ ายทีท่ าํ ปฐมวยั “””วยั ของชีวิต วยั สรา้ งหลกั ฐาน มชั ฌมิ วยั วยั สรา้ งหลกั แหล่ง ปัจฉิมวยั วยั แตง่ หลกั ธรรม.

คูม่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๙๕ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม สิกขาบทท่ี ๔ มุสาวาทา เวรมณี เวน้ จากการพูดเทจ็ ความมุง่ หมาย ศลี ขอ้ น้ ีบญั ญตั ขิ ้ ึนเพ่อื เป็นการป้องกนั การทาํ ลายประโยชน์ของกนั และ กนั ดว้ ยการพูด และรกั ษาวาจาของตนใหเ้ ป็ นที่เช่ือถือของคนอนื่ ขอ้ หา้ ม เมอ่ื เพ่งความจริงเป็ นใหญ่ สิกขาบทน้ ีมขี อ้ หา้ ม ๓ ประการ คอื มสุ าวาท อนุโลมมสุ า และปฏสิ สวะ ๑. มสุ าวาท พดู เทจ็ คือเรือ่ งที่จะกล่าวน้ันไมเ่ ป็ นจริง และผกู้ ล่าวก็จงใจ กล่าวใหค้ ลาดจากความเป็ นจรงิ เพ่อื ใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ใจผดิ จาํ แนกออกเป็ น ๗ ประการ คือ ๑) ปด ไดแ้ ก่ มุสาจงั ๆ ไมอ่ าศยั มลู เลย เชน่ เหน็ แลว้ พูดวา่ ไมเ่ ห็น ๒) ทนสาบาน ไดแ้ ก่ กริ ิยาท่เี สยี่ งสตั ยว์ า่ จะพูดตามจริง หรอื จะทาํ ตาม คาํ สาบาน แตใ่ จไมต่ ้งั จริงดงั น้ัน ๓) ทาํ เล่หก์ ระเท่ห์ ไดแ้ ก่ กริ ยิ าทีอ่ วดอา้ งความศกั ด์สิ ทิ ธ์ิอนั ไมเ่ ป็ นจริง ๔) มารยา ไดแ้ ก่ กริ ิยาท่ีแสดงอาการใหเ้ ขาเห็นผิดจากท่ีเป็ นจริง ๕) ทาํ เลศ ไดแ้ ก่ พดู มุสาเล่นสาํ นวน ๖) เสรมิ ความ ไดแ้ กพ่ ดู มสุ าอาศยั มลู เดมิ แตเ่ สรมิ ใหม้ ากกวา่ ทเี่ ป็ นจริง ๗) อาํ ความ ไดแ้ ก่ พดู มุสาอาศยั มูลเดมิ แต่ตดั ขอ้ ความท่ไี มป่ ระสงคจ์ ะ ใหร้ ูอ้ อกเสยี เพื่อทาํ ความเขา้ ใจใหก้ ลายเป็ นอยา่ งอ่ืน ๒. อนุโลมมุสา ถอ้ ยคาํ ที่จดั ไดว้ า่ เป็ นมุสา ไดแ้ ก่ การกล่าวเร่ืองท่ี ไมเ่ ป็ นจรงิ แตผ่ กู้ ล่าวไมจ่ งใจจะกล่าวใหผ้ ูฟ้ ังเขา้ ใจผดิ จาํ แนกออกเป็ น ๒ ประเภท คอื ๑) เสียดแทง ไดแ้ ก่ กิริยาทีว่ า่ ผูอ้ ่นื ใหเ้ จบ็ ใจ ดว้ ยอา้ งส่ิงทไี่ มเ่ ป็ นจริง กล่าวยกใหส้ ูงกวา่ พ้ ืนเพของเขา เรียกวา่ “ประชด” หรือกล่าวทาํ ให้

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๖ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่อื พฒั นาสงั คม เป็ นคนเลวกวา่ พ้ ืนเพของเขา เรียกวา่ “ดา่ ” ๒) สบั ปลบั ไดแ้ ก่ พดู ปดดว้ ยความคะนองวาจา แต่ผูพ้ ูดไมไ่ ดจ้ งใจ จะใหเ้ ขาเขา้ ใจผิด ๓. ปฏสิ สวะ รบั แลว้ ไมท่ าํ ตามรบั จาํ แนกออกเป็ น ๓ ประเภท คอื ๑) ผดิ สญั ญา ไดแ้ ก่สองฝ่ ายทาํ สญั ญาแกก่ นั วา่ จะทาํ เชน่ น้ันๆ ภายหลังฝ่ ายหนึ่งไดช้ อ่ งแลว้ กลับบดิ พล้ ิวไมท่ าํ ตามขอ้ ท่สี ญั ญาไวน้ ้ัน ๒) เสยี สตั ย์ ไดแ้ กใ่ หส้ ตั ยแ์ ก่ทา่ นฝ่ ายเดยี ววา่ ตนจะทาํ หรือไมท่ าํ เช่นน้ัน ภายหลงั บดิ พล้ ิวไมท่ าํ ตามน้ัน ๓) คืนคาํ ไดแ้ กร่ บั ทา่ นวา่ จะทาํ สิง่ น้ันๆ ภายหลังหาทาํ ไม่ ถอ้ ยคาํ ท่ีไม่จดั เป็ นมุสา เรียกว่า ยถาสัญญา หมายถึงพูดตามสําคัญ เป็ นคําพูดที่ไม่มีโทษแก่ผู้พูด ถึงเรื่องน้ันจะเป็ นเรื่องไม่จริง แต่ผู้พูดมีเจตนา บรสิ ทุ ธ์ิ พูดตามสาํ คญั วา่ ไมเ่ ป็ นมสุ า มี ๔ อยา่ ง คือ ๑. โวหาร ไดแ้ ก่ถอ้ ยคาํ ท่ใี ชก้ นั เป็ นธรรมเนียม ๒. นิยาย ไดแ้ ก่เรอื่ งเปรยี บเทียบ เพ่ือใหไ้ ดใ้ จความเป็ นสุภาษิต ๓. สําคญั ผดิ ไดแ้ ก่กิริยาท่พี ูดดว้ ยความสาํ คญั ผิด ๔. พลงั้ ไดแ้ ก่กริ ยิ าทีผ่ พู้ ดู ต้งั ใจจะพดู อย่างหน่ึง แต่ปากพดู ไพล่ไป อย่างหน่ึง หลกั วินิจฉยั สกิ ขาบทท่ี ๔ น้ ี มอี งค์ ๔ คอื ๑. อะตะถงั วตั ถุ เร่ืองไมจ่ รงิ ๒. วสิ งั วาทะนะจติ ตงั จติ คิดจะพูดใหผ้ ิด ๓. ตชั โช วายาโม ความพยายามเกิดจากจติ น้ัน ๔. ปะรสั สะ ตะทตั ถะวชิ านะนัง คนอื่นเขา้ ใจเน้ ือความน้ัน

คูม่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๗ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพ่ือพฒั นาสงั คม ความเป็ นกรรมมีโทษมาก เมอ่ื กล่าวโดยความเป็ นกรรมวา่ มโี ทษมากหรือน้อย มหี ลกั ในการ วนิ ิจฉยั ดงั น้ ี ๑. โดยวัตถุ : ขอ้ ความเป็ นเรื่องท่ีหักประโยชน์ผูอ้ ื่น ทําผูอ้ ื่นใหไ้ ดร้ ับ ความเสียหายมาก มีโทษมาก อีกอย่างหน่ึง กล่าวมุสาแก่ท่านผูม้ คี ุณ และท่านผู้ อยใู่ นศีลในธรรม มโี ทษมาก ๒. โดยเจตนา : พูดคิดใหร้ า้ ยแกท่ ่าน มโี ทษมาก ๓. โดยประโยค : พยายามพดู ทาํ ใหเ้ ขาเชอ่ื สาํ เร็จ มโี ทษมาก สกิ ขาบทที่ ๕ สุราเมรยมชฺ ชปมาทฏฺ ฐานา เวรมณี เวน้ จากการดม่ื น้าํ เมาคือสุราและเมรยั อนั เป็ นทต่ี ง้ั แห่งความประมาท ความมุ่งหมาย สติเป็ นสิ่งทส่ี าํ คญั ท่ีสุดสําหรบั มนุษย์ พระพุทธองคจ์ งึ ทรงสอนใหค้ น ท้งั หลายหมนั่ เจริญสติ เพอ่ื ใหเ้ ป็ นผมู้ สี ติสมบูรณ์ ดงั น้ัน สกิ ขาบทน้ ีจงึ บญั ญตั ิข้ ึน เพือ่ ใหค้ นรจู้ กั รกั ษาสติของตนใหบ้ รบิ รู ณเ์ ป็ นเบ้ อื งแรก การดม่ื สุราเป็ นตน้ น้ันทาํ ใหผ้ ูด้ ื่มมนึ เมา เมอื่ มนึ เมาแลว้ ยอ่ มทาํ ใหเ้ สยี สติ และเกิดความประมาท มกั ทาํ อะไรผิดพลาด เป็ นเหตุใหท้ าํ ใหพ้ ูดในสง่ิ ทไ่ี มค่ วรทาํ ไมค่ วรพูด อกี ท้งั เป็ นเหตใุ ห้ ล่วงละเมดิ สกิ ขาบทอกี ๔ ขอ้ ขา้ งตน้ น้ันได้ ดงั น้ัน ศีลขอ้ น้ ีจงึ นบั วา่ สาํ คญั ทสี่ ุดใน เบญจศลี ขอ้ หา้ ม เมอ่ื เพ่งความสาํ รวมจากของมนึ เมา อนั เป็ นเหตุเสยี ความผาสกุ แห่ง ร่างกาย และเสียความดีเป็ นใหญ่ สิกขาบทน้ ี จงึ หา้ มเสพของมนึ เมา ดงั ต่อไปน้ ี สุรา น้ําเมาทีก่ ลัน่ แลว้ มชี ่ือเรยี กหลายอยา่ ง เชน่ เหลา้ บรนั่ ดี วสิ ก้ ี

คมู่ ือธรรมศึกษาตรี - -๑๙๘ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผธ่ รรมเพื่อพฒั นาสงั คม เมรยั น้ําเมาท่ียงั ไมไ่ ดก้ ลนั่ มชี อื่ เรยี กหลายอย่าง เชน่ สาโท เบยี ร์ ส่ิงเสพตดิ อื่นๆ ทุกชนิด เช่น ฝ่ิน กญั ชา เฮโรอีน มอรฟ์ ี น โคเคน ยาอี ยาบา้ กาว ฯลฯ ของมนึ เมาเหล่าน้ ี แมไ้ มไ่ ดก้ ล่าวระบไุ วใ้ นสกิ ขาบทน้ ีก็จริง เพราะ เหตุว่าเมื่อคร้งั พุทธกาล ส่ิงเหล่าน้ ีมไิ ดม้ ี เพิ่งมมี าในภายหลัง ถึงกระน้ันก็นับว่า เป็ นวตั ถุท่ีหา้ มตามสิกขาบทน้ ี ซ่ึงมขี อ้ สําหรับวนิ ิจฉัยท่ีพระพุทธองค์ไดท้ รง วางไวเ้ ป็ นแบบ เรียกว่า “มหาปเทส” มีว่า สิ่งใดที่พระองค์ไมไ่ ดท้ รงหา้ มไวก้ ็ดี ไมไ่ ดท้ รงอนุญาตไวก้ ็ดี ถา้ ส่ิงน้ันอนุโลมเขา้ ไดก้ บั ของไมค่ วร ก็เป็ นของไมค่ วร ถา้ อนุโลมเขา้ ไดก้ บั ของควร ก็เป็ นของควรดงั น้ ี โทษของการด่มื น้าํ เมา ๒. เป็ นเหตุก่อววิ าท ๑. เป็ นเหตใุ หเ้ สียทรพั ย์ ๔. เป็ นเหตเุ สียชื่อเสยี ง ๖. เป็ นเหตทุ อนกาํ ลังปัญญา ๓. เป็ นเหตุเกิดโรค ๕. เป็ นเหตปุ ระพฤตมิ ารยาททน่ี ่าอดสู หลกั วนิ ิจฉยั สกิ ขาบทท่ี ๕ น้ ี มอี งค์ ๔ คือ ๑. มะทะนียงั ของมนึ เมามสี ุราเป็ นตน้ ๒. ปาตกุ มั ยะตาจติ ตงั จติ คิดจะดื่ม ๓. ตชั โช วายาโม ความพยายามอนั เกดิ จากจติ น้ัน ๔. ปี ตปั ปะเวสะนัง ดม่ื ใหไ้ หลล่วงลาํ คอลงไป เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี นเบญจศลี สปั ดาหท์ ่ี ๑๑ ๑. ข ๒. ก ๓. ก ๔. ง ๕. ก ๖. ข ๗. ง ๘. ข ๙. ข ๑๐. ง ๑๑. ง ๑๒. ง ๑๓. ก ๑๔. ข ๑๕. ค ๑๖. ข ๑๗. ค ๑๘. ข ๑๙. ก ๒๐. ข “อันที่จริงแลว้ คนไมไ่ ดร้ กั ษาศลี ศลี ตา่ งหากที่รกั ษาคน”

คมู่ อื ธรรมศึกษาตรี - -๑๙๙ ศูนยพ์ ระสงฆน์ ักเผยแผ่ธรรมเพือ่ พฒั นาสงั คม สปั ดาหท์ ี่ ๑๒ เรื่องเบญจธรรม สาระสาํ คญั เบญจธรรม หมายถงึ ธรรม ๕ ประการ มาจากคาํ วา่ เบญจกลั ยาณธรรม ธรรมอนั งาม ๕ ประการ กล่าวโดยธรรมกค็ อื ขอ้ ปฏิบตั พิ เิ ศษยงิ่ ข้ นึ ไปกวา่ ศลี โดย ความหมายกค็ ือเป็ นธรรมทช่ี ่วยใหผ้ ูร้ กั ษาศีลมคี วามบรสิ ทุ ธ์บิ รบิ รู ณย์ ิ่งข้ นึ เพราะ เมอื่ คนเรามกี ลั ยาณธรรมอยูใ่ นใจแลว้ กเ็ ป็ นเรอ่ื งยากทคี่ นผูน้ ้ันจะละเมดิ ศีลทต่ี น รกั ษาได้ ดงั น้ัน กลั ยาณธรรมจงึ เป็ นธรรมท่ีคู่กบั เบญจศลี ซึ่งเป็ นเครอ่ื ง ประคบั ประคองใหค้ นทาํ ความดี ในสปั ดาหส์ ุดทา้ ยน้ ีไดศ้ ึกษาเบญจธรรมดงั น้ ี กลั ยาณธรรมในสิกขาบทที่ ๑ เมตตา กรุณา - อานิสงสเ์ มตตา กลั ยาณธรรมในสิกขาบทที่ ๒ สัมมาอาชีวะ กลั ยาณธรรมในสิกขาบทท่ี ๓ กามสังวร กลั ยาณธรรมในสิกขาบทที่ ๔ สจั จะ กลั ยาณธรรมในสิกขาบทที่ ๕ สติ สมั ปชญั ญะ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในเบญจธรรม ๒. เห็นความสาํ คญั ของเบญจธรรม ท่ีมตี อ่ สงั คม ๓. นําไปประพฤตปิ ฏิบตั ใิ นชีวติ ประจาํ วนั ได้ ๔. สามารถแนะนําผูอ้ ื่นใหป้ ฏิบตั ิตามได้ กิจกรรม ๑. อา่ นเน้ ือหาประจาํ บทเรยี นจากหนังสือคู่มอื ธรรมศกึ ษาตรี ๒. ทาํ ปัญหากอ่ นเรยี นและหลังเรียน ๓. ฟังบรรยายในหอ้ งเรียน ๔. ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ่วมวเิ คราะหถ์ ึงขอ้ ดี – ขอ้ เสยี ในระหวา่ งเรียน ๕. คน้ ควา้ เพม่ิ เติมจากหนังสอื ทแ่ี นะนําทา้ ยเล่ม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook