๔๒ ๓. การปรับปรุงบุคลิกภาพภายนอกใหเหมาะสม เชน ปรับปรุงการแตงกายใหสะอาด เรียบรอย เหมาะสมกาลเทศะและบคุ คล ปรบั ปรงุ การใชส ีหนา ไมบ ึ้งตงึ ไมเครยี ด ฝกการใชสายตาให ดูออนโยน มีเมตตา ๔. มีมารยาทในการติดตอ สัมพนั ธ คนท่มี มี ารยาทดียอ มเปน บคุ คลทร่ี กั ใคร นานบั ถอื ๕. ควรปรบั ปรงุ การพูดจา ทัง้ การใชถอยคําสาํ นวนและนา้ํ เสยี ง ๖. ควรรกั ษาสญั ญา มคี วามรับผิดชอบตอคาํ พูดและการกระทําของตนเอง ๗. ควรรูจักใหแ ละรับทเ่ี หมาะสม ๘. คาํ นึงถงึ ความตองการของผอู ื่นเปนสาํ คญั ๙. ควรใหความสําคัญแกผอู ่นื ย่ิงกวาตนเอง ๑๐. ยงิ่ ใกลช ดิ สนิทกบั ใครมากเทาไรควรเกรงใจเขาใหมากขน้ึ เทานนั้ เพราะคนเรามักลืม รักษานา้ํ ใจคนทอ่ี ยูใกลช ิดเสมอ ๑๑. ไมค วรคาํ นงึ ถงึ ผลประโยชนข องตนเองจนลมื นกึ ถงึ จติ ใจของผอู น่ื ซงึ่ ทาํ ใหพ ดู จาและ แสดงทา ทที เ่ี ห็นแกตัวออกไป ÊÃ»Ø “มนุษยสัมพันธ” เปนประโยชนอยางยิ่งในการทํางานและการอยูรวมกันเปนสังคม เพราะชวยใหมนุษยเรียนรูที่จะยอมรับความคิดเห็นของผูอ่ืนและปรับตัวปรับใจใหรวมสังคม และรวมกิจกรรมกันอยางสันติสุข มนุษยสัมพันธเปนเสมือนมนตขลังชวยลดความเกลียดชัง แมศัตรู ผูมีผลประโยชนขัดกับเราก็จะกลับกลายไปในรูปเห็นอกเห็นใจ เปนมิตรภาพ เร่ืองรายกลายเปนดีได ไมวาจะติดตอสัมพันธกันในทางการงานหรือสวนตัว ก็จะเกิดผลดีมีประโยชนตองานอาชีพ และการดําเนินชีวิต อุปสรรคความยุงยากจะเรียบรอยราบร่ืน การมีมนุษยสัมพันธที่ดีน้ันจะชวย ใหเกิดประโยชนตอตนเองและสวนรวม ในแงประโยชนตอตนเอง บุคคลที่มีมนุษยสัมพันธท่ีดีกับ เพ่ือนจะกอใหเกิดความเขาใจและความเห็นใจซ่ึงกันและกัน ชวยเหลือกัน สามารถสมาคมกับบุคคล ในระดับตางๆ ไดดี ประสบความสําเร็จในการศึกษาและการประกอบกิจกรรมหรือการอาชีพ ในแงสวนรวม การมีมนุษยสัมพันธท่ีดีจะชวยสรางความสามัคคีกลมเกลียวขึ้นในหมูคณะ รวมใจกัน ทํางานใหสําเร็จลุลวงไปดวยดีโดยปราศจากขอขัดแยง สามารถอาศัยอยูรวมกันอยางมีความสุข และในทีส่ ดุ จะชวยพัฒนาใหสังคมและประเทศชาติเจรญิ กาวหนา ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ÒŒ º· ใหน กั เรยี นบอกเทคนคิ การสรา งมนษุ ยสมั พนั ธท ด่ี ี และจะนาํ ไปใชป ระโยชนใ นการปฏบิ ตั ิ หนาท่มี า ๑ เทคนคิ
º··èÕ õ ¡Ãкǹ¡ÒáŋØÁÊÑÁ¾¹Ñ ¸á ÅСÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×Í㹡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÕÁ ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ เพ่ือใหนักเรียนทราบเกี่ยวกับกระบวนการกลุมสัมพันธและการสรางความรวมมือ ในการทํางานเปน ทีม ¡Ãкǹ¡ÒáÅÁ‹Ø ÁÒ¨Ò¡ÀÒÉÒÍѧ¡ÄÉÇÒ‹ Group Dynamics Group หมายถงึ บคุ คลตงั้ แต ๒ คนขนึ้ ไป ทาํ งานรวมกนั เพื่อจุดประสงคอันเดียวกัน Dynamics หมายถึง การเคลื่อนไหว เปล่ียนแปลง ไมอ ยนู ิ่ง เมื่อรวมกันเปน Group Dynamics จึงหมายถึงความเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลงของ ความสมั พันธภายในกลมุ ซึ่งกําหนดเรียกเปนคําไทยวา “กลมุ สัมพันธ” ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¡Ãкǹ¡ÒÃ¡ÅØ‹Á ความหมายของกระบวนการกลมุ ก็คือ ความรูและหลักการตางๆ ที่อธิบายถงึ พฤตกิ รรม ของกลุมหรือเปนศาสตรหน่ึงที่ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมของกลุม วิชากระบวนการกลุมจะอธิบายถึง การเปลยี่ นแปลงภายในกลมุ เปน การศกึ ษาถงึ พลงั หรอื สภาพการณต า งๆ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ กลมุ เปน สว น รวม รวมถงึ พฤติกรรมของบุคคลในกลุมท่ถี ูกกลอมเกลาจากประสบการณข องกลุม ÅѡɳзสèÕ ํา¤ÞÑ ¢Í§¡ÅÁ‹Ø ô »ÃСÒà ไดแ ก ๑. การมีปฏิสัมพันธทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต ๒ คนขึ้นไป มคี วามเกยี่ วขอ งกนั ในกจิ การของกลมุ ตระหนกั ในความสาํ คญั ของกนั และกนั แสดงออกซงึ่ การยอมรบั การใหเ กยี รตกิ นั สาํ หรบั กลมุ ขนาดใหญม กั มปี ฏสิ มั พนั ธก นั เปน เครอื ขา ยมากกวา การตดิ ตอ กนั ตวั ตอ ตวั ๒. มีจุดมุงหมายและเปาหมายรวมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุมจะมีสวนกระตุน ใหเกิดกิจกรรมรวมกันของกลุม โดยเฉพาะจุดประสงคของสมาชิกกลุมที่สอดคลองกับองคการ มกั จะนํามาซึ่งความสาํ เรจ็ ของการทาํ งานไดง า ย ๓. การมโี ครงสรา งของกลมุ หมายถงึ ระบบพฤตกิ รรม ซง่ึ เปน แบบแผนเฉพาะกลมุ สมาชกิ กลุมจะตองปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติของกลุม ซึ่งอาจจะเปนกลุมแบบทางการ (Formal Group) หรอื กลมุ แบบไมเ ปน ทางการ (Informal Group) กไ็ ด สมาชกิ ทกุ คนของกลมุ จะตอ งยอมรบั และปฏบิ ตั ิ ตามเปน อยา งดี สมาชกิ กลมุ ยอ ยอาจจะมกี ฎเกณฑแ บบไมเ ปน ทางการ มคี วามสนทิ สนมกนั อยา งใกล ชดิ ระหวางสมาชกิ ดว ยกัน
๔๔ ๔. สมาชิกมีบทบาทและมีความรูสึกรวมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแตละกลุม จะมีความแตกตางกนั ตามลกั ษณะของกลุม รวมท้งั ความรูความสามารถของสมาชิก โดยมีการจดั แบง บทบาทและหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ กระจายงานกนั ตามความรคู วามสามารถและความถนดั ของสมาชกิ ËÅ¡Ñ ¢Í§¡Ãкǹ¡ÒÃทาํ §Ò¹¡ÅØÁ‹ ดงั น้ี ๑. เลือกหวั หนากลุม ๒. กําหนดวัตถปุ ระสงคก ารทํางาน ๓. การวางระเบยี บในการทาํ งาน ๔. การวางแผนงาน ๕. การวางขนั้ ตอนในการทาํ งาน ๖. ความสําคญั ของการแบงงาน ๗. หลักการแบงงานและมอบหมายงาน ๘. การทาํ งานตามแบบ ๙. การติดตามและปฏบิ ัติงาน ๑๐. การตรวจสอบผลงานเปน ระยะ ๑๑. การใหข อติชมในการทาํ งาน ๑๒.การแกป ญ หา ๑๓.การประเมนิ ผลงานและปรับปรุงงาน »ÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒèѴ¡Ô¨¡ÃÃÁ¡Å‹ÁØ ÊÑÁ¾Ñ¹¸ ๑. เพื่อใหผเู ขา รับการอบรมมสี วนรว มในการเรียนรอู ยางเตม็ ที่ ๒. การสรางประสบการณการเรียนรูจากกิจกรรมจะชวยใหผูเขารับการอบรมรูจัก และสนใจตัวเองดียงิ่ ขึน้ ๓. สรา งบรรยากาศการเรยี นใหผ เู ขา รบั การอบรมสนกุ สนาน ไมเ กดิ ความรสู กึ วา ถกู สอน และสามารถเรยี นรไู ดใ นระยะเวลาอันสั้น ๔. เปนแนวทางในการพัฒนาบุคลากร และการรูจ ักแกปญ หาทงั้ สว นตัวและสวนรวม ๕. ชวยใหเกดิ ทศั นคติท่ดี ตี อ กัน มคี วามเขาใจ เหน็ ใจกนั ลดการขดั แยง ๖. ชวยสงเสริมใหก ารทํางานรวมพลงั กันเปน ทีมไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ ๗. ชวยใหผลงานเปนไปตามเปาหมายและไดมาตรฐาน เปนการเสริมสรางพลัง ขององคก รโดยบคุ ลากรทม่ี ีประสิทธิภาพ ๘. ชวยสงเสริมในการพัฒนาการดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และผอนคลาย ความตงึ เครยี ด
๔๕ ¡ÒÃทํา§Ò¹à»¹š ·ÕÁ ในการทํางานเปนกลุมนั้น ยังมีการทํางานอีกลักษณะหน่ึงอยูในการทํางานเปนกลุม คอื การทาํ งานเปน ทมี ยอ ย ซง่ึ จะมลี กั ษณะทลี่ ะเอยี ดและชดั เจนในการดาํ เนนิ งาน สง ผลใหม ปี ระสทิ ธภิ าพ มากขน้ึ การทํางานเปนทีม (Teams Work) หมายถึง การทาํ งานรว มกนั ต้ังแต ๒ คน ข้ึนไป โดยมีการ กาํ หนดบทบาทของสมาชกิ คอื บทบาทผนู าํ บทบาทสมาชกิ มกี ารวางแผน ตง้ั เปา หมายในการทาํ งาน รว มกนั สมาชิกในทมี มีความสมั พันธต ดิ ตอสื่อสาร มีความสามคั คี มคี วามผูกพนั เหน็ ประโยชนส ว น รวมมากกวาสวนตน ชว ยกนั แกปญหาเพื่อใหงานบรรลวุ ัตถุประสงค เพื่อใหก ารทาํ งานมีประสทิ ธภิ าพ โดยปกตคิ นสวนใหญจ ะคิดวา กลุมและทีมมคี วามหมายเหมอื นกันและเปน เรอ่ื งเดยี วกนั ซึ่งก็มีสวนถูกอยูมากในความหมายทั่วๆ ไปที่ไมลึกซ้ึง แตในทางปฏิบัตินั้นกลุมและทีมมีความหมาย แตกตางกัน หากกลาวโดยงา ยก็คือทมี เปน กลมุ ประเภทหนึง่ ที่มีการกอตั้งอยา งเปน ทางการ สมาชกิ มี การรวมตัวกนั อยางมีเปาหมาย มักจะมรี ะยะเวลารวมตัวกนั ทแ่ี นน อนและชัดเจนมโี ครงสรา งทชี่ ดั เจน มกี ารวางแผนการปฏบิ ตั งิ านรว มกนั อยา งเปน ระบบ มกั มคี วามคงทนของการคบหานานกวา กลมุ ทวั่ ๆ ไป การทาํ งานรว มกนั ในกลมุ หรอื องคก รเราสามารถพบเหน็ บคุ คลทมี่ ที ง้ั เจตคตแิ ละนสิ ยั ปฏบิ ตั งิ าน ท่ีแตกตางกัน ทําใหเกิดความขัดแยงในการทํางานรวมกัน ดังนั้นในการทํางานรวมกัน จึงตองอาศัย องคประกอบหลายประการดวยกันท่ีจะทําใหสามารถประสบความสําเร็จในการทํางานอยางแทจริง น่ันก็คือ งานสําเร็จคนมีความสุขในการทํางาน ทั้งในลักษณะของคนในกลุมท่ีเราพบเห็นนั้นสามารถ สรุปลกั ษณะไดดงั นี้ (Ramsey, Walker and Harris, ๑๙๙๔) ๑. ผูท่ีเห็นแกประโยชนคนอ่ืนเปนท่ีต้ัง (Altruism) ไมเห็นแกประโยชนตนเอง พรอ มจะชว ยเหลอื บคุ คลอื่นๆ ในเรอื่ งงานหรอื ปญ หาทเี่ กี่ยวพนั กับงาน ๒. ผทู รี่ จู กั ผดิ ชอบ ปฏบิ ตั ติ นอยา งถกู ตอ งตามทาํ นองคลองธรรม (Conscientiousness) ไดแ ก คนทต่ี รงเวลา ใหความสําคัญตอ บรรทัดฐานในการทาํ งานของกลมุ ปฏิบตั ิงานตามกฎระเบยี บ ขอ บังคับของหนว ยงาน
๔๖ ๓. ผูทีส่ ุภาพ ออนโยน มีอัธยาศยั เอ้ือเฟอ เผื่อแผ (Courtesy) รวมไปถึงคนทคี่ าํ นึงถงึ จิตใจของผูอื่น เคารพในสทิ ธขิ องผอู น่ื ๔. ผทู ่มี นี ้าํ ใจนักกีฬา (Sportsmanship) เปนผูท ีห่ ลีกเลี่ยงการบนวา ตาํ หนติ ิเตยี นผอู นื่ การพูดใหขุนใจ การนินทาวาราย ๕. ผทู ่บี ริสุทธ์ใิ จ มงุ ทําแตค วามดีกับผูอื่น (Civic virtue) ¾²Ñ ¹Ò¡Òâͧ·ÕÁ§Ò¹ โดยท่ัวไปการจัดต้ังทีมงานมักจะมีวงจรชีวิตของทีม ๕ ข้ัน ดังตอไปน้ี (ณัฏฐพันธ เขจรนนั ทน, ๒๕๔๕) ¢¹éÑ ·èÕ ñ การกอตัว เปนข้ันตอนเริม่ ตน ของการกอตงั้ ทีม โดยการรวบรวมบคุ คลตางๆ เขา มาเปน สมาชิก ¢Ñ¹é ·èÕ ò การสรางปฏิสัมพันธ เปนขั้นท่ีใหสมาชิกไดเรียนรูและปรับตัวที่จะทํางาน รวมกัน ขัน้ น้จี ะทาํ ใหท มี เกดิ ความเขมแขง็ ไดถ า หากสมาชกิ สามารถปรบั ตัวเขา กนั ไดด ี ¢éѹ·Õè ó การสรางบรรทัดฐาน สมาชิกจะรวมกันกําหนดกฎเกณฑตางๆ ของการอยู และปฏิบัติงานรวมกัน อาจจะเปนทางการหรือไมเปนทางการ โดยที่สมาชิกจะตองมีการประสาน ความแตกตา งระหวางบุคคลเพือ่ เขา สูข้นั ตอนการทํางานและการเติบโตของทมี ¢Ñ¹é ·èÕ ô การปฏิบัติงาน สมาชิกในทีมตางมีความเขาใจ ผูกพัน และสามัคคีระหวาง กันโดยสมาชิกจะไมแสดงเพียงแตความสนใจในการทํางานของตนเองและทีมงานใหดีเทานั้น แตจ ะใหค วามสนใจกบั ความตอ งการหรอื ปญ หาสว นตวั ของสมาชกิ คนอนื่ โดยพยายามทาํ ความเขา ใจ และใหความชวยเหลืออยา งเตม็ ที่ ซงึ่ ความเปนอนั หนึ่งอนั เดยี วกันของสมาชิกในทมี จะชว ยใหในทมี มบี รรยากาศในการทาํ งานทดี่ ี ผลงานกา วหนา และทาํ ใหก ารปฏบิ ตั งิ านของทมี มผี ลผลติ ภาพสงู มากขน้ึ ¢Ñ¹é ·Õè õ การแยกตวั เปน ขน้ั ตอนสดุ ทา ยในวงจรของทมี ซงึ่ เกดิ ขนึ้ กอ นทที่ มี งานจะแยก ยายกันไปปฏิบัติงานหรือใชชีวิตตามทางของตน หลังจากที่ทีมงานประสบความสําเร็จในเปาหมาย รวมกัน ซ่ึงสมาชิกแตละทีมจะตองตระหนกั ถึงการแยกตวั และมกี ารวางแผนสําหรบั กิจกรรมท่กี ําลังจะ จบลง เพ่ือสมาชิกจะแยกยายกลับไปปฏิบัติงานตามหนาที่และความรับผิดชอบเดิมท่ีเคยทํามา หรือ เขารวมเปนสมาชิกของทีมงานในการแกไขปญหาอื่นตอไป โดยสมาชิกจะเรียนรูและมีประสบการณ ในการทาํ งานรว มกนั ซงึ่ จะเปน ประโยชนใ นการเขา เปน สมาชกิ และปฏบิ ตั เิ ปน ทมี ในอนาคต ในชวี ติ จรงิ จะมีหลายทีมท่ีถึงแมเสร็จส้ินภารกิจแลว และสมาชิกตางก็แยกยายไปคนละทิศละทางแตก็ มคี วามผูกพันทจ่ี ะกลับมาพบกนั หรอื ระลึกถงึ กนั อยเู สมอ
๔๗ ÃٻẺ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ Larson & Fasto (๑๙๘๙) ไดเสนอรูปแบบพฤตกิ รรมของการทํางานเปนทีม ๓ รปู แบบ ดังน้ี ๑. ทีมท่ีรวมกันแกปญหา ตองการใหสมาชิกของทีมมีความรวมมือเปนอันหนึ่ง อันเดียวกัน สมาชิกแตละคนตองเช่ือม่ันวาทีมจะทํางานอยางสอดคลองกันในการแกปญหา สมาชิก ของทีมตองใหความไววางใจซึ่งกันและกันในระดับสูงในกระบวนการแกปญหารวมกัน และมุงเนน ประเด็นทต่ี องแกป ญหามากกวา ขอสรปุ ท่อี าจเกดิ ขนึ้ กอ นแลว ๒. ทีมสรางสรรค เปนพฤติกรรมการทํางานเปนทีมที่คนหาทางเลือกท่ีเปนไปไมได ดวยจุดประสงคกวางๆ ในการพัฒนาผลงานใหมๆ ปจจัยสําคัญในการทํางานเปนทีมลักษณะนี้คือ ความเปน อสิ ระในการทาํ งาน อาจเปน ในแงข องความเปน อสิ ระจากกฎระเบยี บ มาตรการ ขอ บงั คบั ตา งๆ บวกกับการมบี รรยากาศในการทาํ งานที่จะไมเปน ตวั ทาํ ลายความคิดสรางสรรค ๓. ทีมงานท่ีทํางานอยางมียุทธวิธี ทีมงานแบบน้ีจะทํางานไดอยางประสบความสําเร็จ หรือไมขึ้นอยูกับระดับความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม ความเขาใจท่ีชัดเจนวาใครตองทําอะไร และมาตรฐานการทํางานที่เปนทเ่ี ขา ใจแจม ชดั พฤตกิ รรมการทํางานเปนทีมลักษณะนี้ ตอ งมีแผนงาน ทถี่ ูกเตรยี มการอยางดี มีการกาํ หนดบทบาทและลกั ษณะงานของแตล ะคนอยา งชดั เจน ËÅ¡Ñ ¡ÒÃทาํ §Ò¹à»š¹·ÕÁ Mclntyre & Salas (๑๙๙๕) ไดระบุหลักการของการทํางานเปนทีมไว ๕ ประการ สาํ คัญดังน้ี »ÃСÒ÷Õè ñ สมาชิกในทีมตองมีการตอบรับและยอมรับผลสะทอนหรือการตอบรับ ของสมาชิกอ่ืนๆ ในทีม ทีมงานที่มีประสิทธิภาพตองใหสมาชิกในทีมรูสึกสบายใจท่ีจะใหการตอบรับ น่ันคือ บรรยากาศของการทํางานตองไมเปนอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางตอการที่สมาชิกจะใหปฏิบัติ กิริยาตอบรับหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ถาผูนําทีมแสดงการยอมรับการวิพากษวิจารณในทาง สรา งสรรคข องสมาชกิ ในทีม ก็เปน การสรางบรรทดั ฐานทดี่ ีในการทํางาน
๔๘ »ÃСÒ÷Õè ò การทํางานเปนทีมตองมีความเต็มใจ การเตรียมตัว และการเตรียมใจ ท่ีจะสนับสนุนสมาชิกในทีมดวยกันระหวางการดําเนินงาน การทํางานเปนทีมท่ีดี สมาชิกในทีม ตอ งแสดงความเตม็ ใจในการพรอ มทจ่ี ะรบี เขา ไปชว ยสมาชกิ ในทมี งาน เมอ่ื เขาตอ งการความชว ยเหลอื ดังนนั้ สมาชกิ ในทีมตองแสดงความสามารถไมเพยี งเฉพาะในเรื่องดา นที่เขาถนดั และดาํ เนนิ งานอยแู ต ในเรื่องที่สมาชกิ คนอ่นื ในทมี รบั ผดิ ชอบดว ยเหมอื นกัน »ÃСÒ÷Õè ó การทํางานเปนทีมตองมีการรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกในทีม ทั้งน้ีการประสบความสําเร็จของทีมข้ึนอยูกับการรวมมือรวมใจปฏิบัติงานดวยกัน สมาชิกในทีม ตอ งมกี ารตระหนกั ถงึ ความเปน สว นหนง่ึ ของทมี เตรยี มพรอ มตนทจี่ ะรว มมอื กนั ทาํ งาน ใหค วามสาํ คญั ตอทีมงานในอันดับแรกกอนงานของแตละคน สมาชิกของทีมตองคิดวาตนและทุกคนในทีมเปน สว นหนงึ่ แยกจากกนั ไมไ ด ไมใ ชแ ตล ะคนมาทํางานรวมกับคนอื่นๆ และตอ งตระหนกั วา ประสทิ ธภิ าพ ของพวกเขาคือประสิทธิภาพของทมี งานข้นึ อยกู ับผลรวมของผลงานของสมาชกิ ทัง้ หมดในทมี รวมกัน »ÃСÒ÷èÕ ô การทํางานเปนทีมรวมถึงการสนับสนุนเก้ือกูลระหวางกันและกัน การทํางานเปนทีมตองมีคานิยมประการหน่ึงวาเปนส่ิงจําเปนและเหมาะสมสําหรับสมาชิกทุกคนๆ ทีจ่ ะตอ งดาํ เนนิ งานใหเ ปนไปตามปรชั ญาของทมี »ÃСÒ÷Õè õ ผนู าํ ทมี เปน ปจ จยั สาํ คญั ประการหนงึ่ ทจ่ี ะทาํ ใหก ารดาํ เนนิ งานของทมี เปน ไปในลกั ษณะใด ผนู าํ ทมี เปน ตวั อยา งใหแ กส มาชกิ คนอน่ื ๆ ในทมี ถา ผนู าํ ทมี ผกู พนั ตอ ทมี เปด ใจรบั ฟง รวมมอื มสี วนรวมอยา งเต็มท่ี สมาชกิ คนอื่นๆ ในทีมก็มแี นวโนม จะปฏิบตั ิตนในทางเดียวกันผูนาํ ทีม จะมีอิทธิพลอยางสูงตอทีม ถาผูนําทีมออนแอในเร่ืองการปฏิบัติก็จะทําใหการดําเนินงานในทีม ออกมาในลกั ษณะนน้ั ดวย ¡ÒþѲ¹Ò·ÁÕ §Ò¹ การพัฒนาทีมงาน (Team Development) คือ กระบวนการใหคนกลุมหนึ่ง ซง่ึ มจี ดุ มงุ หมายเดยี วกนั สามารถทาํ งานรว มกนั ไดใ นฐานะทเ่ี ปน หนว ยงานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ทมี งานทมี่ ี ประสทิ ธภิ าพเปน ทมี งานทท่ี าํ งานเพอ่ื เปา หมายรว มกนั มคี วามขดั แยง ระหวา งสมาชกิ นอ ยมาก สมาชกิ ในทีมมกี ารสนบั สนุนกนั จะตอ งมีการแบงงานและประสานงานกันเพือ่ พฒั นาทีมงาน ดงั น้ี ๑. ตอ งศกึ ษาความสามารถของบุคคลในทมี ใหช ัดเจน ๒. มอบหมายภารกจิ ใหแตล ะคนไดป ฏิบตั ิหนาทอี่ ยางเตม็ ความสามารถของเรา ๓. ตอ งแนใ จวา ทกุ คนพอใจในงานทไี่ ดร บั มอบหมาย และมคี วามกระตอื รอื รน ทจี่ ะปฏบิ ตั งิ าน ๔. ตองสรางบรรยากาศของความอบอุน เมื่อสมาชิกประสบปญหา กลุมพรอมจะให ความชวยเหลือ ๕. ใหมีระบบส่ือสารและปอนขอมูลยอนกลับ เพื่อใหทราบสถานภาพการทํางาน ของสมาชิกในทีมวามีอุปสรรคขัดของอยางไร ท้ังน้ีเพ่ือนํามาทบทวนแกไขชวยใหการประสานงาน มีประสิทธิภาพดยี ่งิ ขึน้
๔๙ Å¡Ñ É³Ð¢Í§·ÁÕ §Ò¹·Õè´ÕÁ»Õ ÃÐÊ·Ô ¸ÀÔ Ò¾ การทาํ งานเปนทมี ทด่ี ีตองอาศยั ปจ จัยหลายประการดงั ทก่ี ลาวมาขางตน ท้งั เราสามารถ สังเกตลกั ษณะของทีมงานท่ีดีมปี ระสิทธิภาพได ดังนี้ ๑. เปาหมาย คือบันไดขั้นแรก คนในทีมงานทุกคนจะตองเขาใจเปาหมายของทีมงาน รวมทั้งจะตองทุมเทแรงใจแรงกายเพื่อใหบรรลุเปาหมาย เปาหมายเปนส่ิงจําเปนส่ิงสําคัญท่ีทีมงาน จะขาดไมไ ด ๒. การแสดงออก สมาชิกทุกคนในทีมงานมีสิทธ์ิจะแสดงออกไดอยางเสรี เพ่ือใหเกิด ความม่นั ใจวาทุกคนเขา ใจเรื่องราวตางๆ ไดอยางชดั เจนและถกู ตอง ๓. การเปน ผนู าํ เมอ่ื ถงึ คราวสมาชกิ ในทมี งานจะตอ งทาํ หนา ทกี่ ารเปน ผนู าํ กต็ อ งเตม็ ใจ รบั หนา ที่ผนู ําได ๔. ความคดิ เหน็ สอดคลองกนั เปนเอกลักษณ รวมทั้งทาํ ความทดสอบดวยทมี งาน ๕. การไววางใจกัน สมาชิกในทีมงานจะตองไววางใจกันและกัน และสมาชิกทุกคน มเี สรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ ตรงกนั ขา ม โดยไมตองหวน่ั กลัวผลรายทเ่ี กดิ ตอ เน่อื งภายหลัง ๖. ความผอนปรน สมาชิกทุกคนจะตองดําเนินการคิดหาวิธีปฏิบัติงานแบบใหม ทดี่ กี วาเดมิ และรวมกนั คนควาหาวธิ ีการปรับปรงุ วธิ ดี าํ เนนิ การตา งๆ ใหด ขี ึ้นดว ย คณุ สมบัตทิ ้ัง ๖ ประการนี้ เปน แนวทางและกระจกเงาสะทอนดผู ลทไ่ี ดรบั คุณลักษณะ เหลานี้ตองอาศัยความพยายามอยางมาก แลวชัยชนะน่ันก็คือความสําเร็จจะตองเปนคนของสมาชิก ทกุ คนในทมี »ÃÐ⪹¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ ปจ จบุ นั สภาพการณต า งๆ ทง้ั ทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งไดเ ปลยี่ นแปลงไปอยา งยง่ิ สังคมเปดกวา งข้ึน การคมนาคมติดตอสอ่ื สารไรพ รมแดน จงึ ทาํ ใหมนุษยต องทํางานรวมกันเกย่ี วของ สมั พนั ธม ากขน้ึ การทาํ งานเปน ทมี จงึ มปี ระโยชนอ ยา งยงิ่ ในสงั คมปจ จบุ นั และอนาคตการทาํ งานเปน ทมี เปนเทคนคิ ในการทํางานทดี่ ีมปี ระโยชนต างๆ สามารถสรุปไดด ังนี้ (พจน เพชระบูรณิน, ๒๕๓๑) ๑. ทาํ ใหก ารปฏิบตั งิ านบรรลุเปาหมายโดยสะดวกและรวดเรว็ ๒. สามารถทาํ ใหก ารประกอบการขนาดใหญประสบความสําเร็จไดอยา งดี ๓. ทาํ ใหเ กิดเอกภาพหรอื ความเปนนา้ํ หนง่ึ ใจเดียวกนั ในการทํางาน ๔. สามารถนําความรูความสามารถของคนแตละคนมารวมกันใชเพื่อใหเกิด ประโยชนส ูงสดุ ๕. ขจดั ปญ หาการทาํ งานซ้าํ ซอนกันหรือขัดแยง กนั ๖. การรวมพลงั กนั กอ ใหเ กิดอํานาจในการตอ รอง
๕๐ ๗. สมาชกิ ของกลมุ มคี วามผกู พนั กนั เปน การสรา งความสาํ นกึ ในความรบั ผดิ ชอบรว มกนั ๘. กอใหเ กิดความสรางสรรค รวมท้ังลูทางในการปรบั ปรุงพฒั นางานใหดีข้ึน ๙. ชว ยลดเหตุการณตางๆ ทีไ่ มพ งึ ประสงคใ นการทํางานใหน อยลง ๑๐. ชวยประหยัดเวลาและวสั ดุอุปกรณตา งๆ ในการทํางาน ๑๑. สมาชกิ ของกลมุ มคี วามพงึ พอใจในเพอ่ื นรว มงาน สามารถรจู กั และเขา ใจกนั เปน อยา งดี รวมทงั้ สามารถเปนเพอ่ื นรว มทุกขร วมสุขกันได ๑๒. สรา งขวญั และกําลังใจแกบ ุคคลภายในกลมุ ¤ÇÒÁ¢´Ñ áÂŒ§¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ ธรรมชาติของมนุษยเม่ือรวมกลุมกันปฏิบัติงานก็ยอมตองมีความคิดเห็นท่ีหลากหลาย และแตกตาง มีการกระทบกระท่ังกันทางพฤติกรรมอาจจะเกิดขึ้นโดยต้ังใจหรือไมก็ตาม จากเหตุผล ดังกลาวนํามาซ่ึงความขัดแยง ท้ังนี้หากเราพิจารณาโดยใจเปนธรรมแลวก็จะพบวา ความขัดแยงเปน ธรรมชาติของการทํางานรวมกัน แตสภาพการณจริงมนุษยมักจะยอมรับความขัดแยงไมได ดังจะ เห็นวาบุคคลมักเลือกทํางานตามลําพังมากกวาการทํางานรวมกับบุคคลอ่ืน ความขัดแยงนํามา
๕๑ ซงึ่ ปญ หาตา งๆ มากมายและอาจทาํ ใหง านทรี่ ว มกนั ปฏบิ ตั นิ นั้ ลม เหลวลงได อยา งไรกต็ ามความขดั แยง กไ็ มใ ชเ ปน ผลดา นลบเพยี งอยา งเดยี ว ความขดั แยง ทเ่ี หมาะสมจะนาํ มาซงึ่ การวเิ คราะหแ ละจดุ ประกาย ความคดิ สรา งสรรคเ พอื่ พฒั นางานนน้ั ทง้ั นอ้ี าจสรปุ ความหมายของความขดั แยง ไดว า เปน ภาวะทเี่ กดิ ความไมลงรอยหรือสภาพการณที่บุคคลไมพอใจคับของใจตอบุคคลใดบุคคลหน่ึงหรือในกลุมสมาชิก ผูรวมงาน เม่ือบุคคลตองดําเนินกิจกรรมรวมกันมักจะเกิดการกระทบกระท่ังกันนํามาซึ่งปญหา ความขัดแยง อยูเ สมอ สรปุ สาเหตุของความขดั แยงไดด ังน้ี ๑. ความไมพอใจในความคิดเห็นหรือการกระทําของบุคคลใดบุคคลหน่ึง ซ่ึงอาจจะ ขดั กบั ความคิดเห็นของตนเอง แลวเรายอมรับไมได ๒. การยึดม่ันถือม่ันในตนเอง ปญหาสําคัญของความขัดแยงในการทํางานเปนทีม ท่ีแกไขไดยากประการหนึ่งคือ มนุษยทุกคนมักจะยึดถือความคิดเห็นของตนเองเปนสําคัญ มั่นใจ และเช่ือม่นั ในความคิดตนเอง เมอ่ื เกิดการกระทบกระทง่ั กไ็ มยอม กลบั คิดวาเปน การเสยี หนา ดังน้ัน เมอ่ื ตอ งทาํ งานรว มกันอกี ก็มกั จะไมใหค วามรวมมอื หรือขดั ขวางการทํางาน เปน ตน ๓. ผลประโยชน เม่ือใดก็ตามทีม่ ผี ลประโยชนเ ขา มาเกี่ยวของกับการทาํ งาน โดยเฉพาะ เรอื่ งเงนิ มกั จะนาํ มาซง่ึ ความขดั แยง ทง้ั นเ้ี พราะมนษุ ยส ว นใหญม กั ตอ งการผลประโยชน มคี วามโลภอยากได ดังนน้ั เมื่อตนเองรสู กึ วา เสียเปรยี บหรือไมไดผลประโยชนตามที่คดิ ก็จะไมพอใจ นาํ มาซึง่ ความขัดแยง ๔. อดุ มการณห รอื แนวคดิ เปา หมายทแ่ี ตกตา ง โดยปกตมิ นษุ ยจ ะไดร บั การอบรมเลยี้ งดู ทแี่ ตกตา งกนั ดงั นน้ั แตล ะบคุ คลจะมแี นวคดิ หรอื จดุ ยนื ทแ่ี ตกตา งกนั ดงั นนั้ หากปฏบิ ตั งิ านรว มกนั แลว แสดงแนวคดิ หรือจดุ ยืนทแี่ ตกตางก็อาจนํามาซึ่งความขัดแยง ไดเชนกัน ๕. การแขงขัน การมุงชิงดีชิงเดนกันหรือการปฏิบัติในภาวะท่ีรีบเรงแขงขันกับเวลา ทุกอยางตองคุมคาไดกําไร ก็มักจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน โดยเฉพาะเร่ืองกิริยาทาทาง คําพูด คาํ จาเปนเหตใุ หเกิดความขดั แยง ไมอยากรว มงานกนั ๖. ความสามารถหรือประสบการณแตกตาง เม่ือบุคคลมีประสบการณที่แตกตาง ยอมมีการรับรูและความคิดท่ีแตกตางกัน ท้ังน้ีบุคคลมักดําเนินกิจกรรมหรือแกไขปญหาตางๆ จากประสบการณเดิม ผูท่ีมีประสบการณมากก็อาจมีแนวคิดหรือวิธีการปฏิบัติงานท่ีหลากหลาย แตขณะท่ีคนที่มีประสบการณนอยก็จะมีวิธีการแกไขปญหาที่จํากัด เมื่อปฏิบัติผลงานออกมา อาจสรางความไมพอใจแกกันได ๗. อคติ โดยปกติบุคคลจะมีเจตคติเปนปจจัยสําคัญในการแสดงพฤติกรรม หากบุคคลมีเจตคติที่ไมดีหรือมีอคติตอเพ่ือนรวมงานแลวก็ยอมไมใหความสําคัญหรือความรวมมือ ในการปฏิบัติงานนั้น ปญหาดังกลาวนาํ มาซ่ึงความขัดแยงไดเชน กัน
๕๒ ลกั ษณะของความขดั แยง ทีเ่ กดิ ขน้ึ สามารถจาํ แนกได ๓ ประเภท ดงั น้ี (ธงชัย สนั ติวงศ อางถึงใน สจุ ติ รา พรมนุชาธปิ , ๒๕๔๖) ๑. ความขดั แยง ทมี่ องเหน็ ได คอื การทฝี่ า ยตา งๆ ไดต ระหนกั ชดั ถงึ ความขดั แยง ทเี่ กดิ ขน้ึ เชน การทฝ่ี า ยใดฝา ยหนงึ่ เหน็ วา เปา หมายของเขาแตกตา งจากเปา หมายของกลมุ อน่ื ๆ อยา งเหน็ ไดช ดั และเห็นชัดถึงหนทางโอกาสทจ่ี ะตอ งกาวกา ยรบกวนในทางตางๆ ใหห ลากหลายดวยกนั ๒. ความขดั แยง ที่รูส ึกได คอื ความขัดแยง ตางๆ ท่ีมผี ลทาํ ใหรสู ึกไดใ นหลายๆ ทางคือ การกาวราว โกรธข้งึ กลัว หรอื ระแวงสงสยั ระหวางกนั และอ่นื ๆ ๓. ความขดั แยง ทแี่ สดงออกทางพฤตกิ รรม คอื ความขดั แยง ทแี่ สดงออกมาเปน พฤตกิ รรม ที่เห็นไดว ามงุ พยายามรบกวน กาวกา ย หรอื กลัน่ แกลงโดยฝายใดฝายหนึง่ ทัง้ นไ้ี มว าพฤติกรรมน้ันจะ แสดงออกโดยเปดเผยหรอื บอนทาํ ลายเงยี บแบบสงครามเยน็ กต็ าม สรปุ วธิ ีการแกไขความขัดแยง ไดด งั นี้ ๑. เขาใจธรรมชาติของมนุษยวามีความแตกตาง เห็นแกผลประโยชน ยึดม่ันถือมั่น ในศกั ด์ศิ รีของตนเอง สง่ิ เหลาน้หี ากไมร ะมดั ระวงั ในการปฏบิ ัติงานจะนํามาซงึ่ ความขัดแยง เสมอ ๒. ฝกการควบคุมและแสดงอารมณอ ยา งเหมาะสมเพอื่ ลดความกระทบกระทัง่ กนั ๓. เปน ผฟู ง ทด่ี ี คดิ วา ขอ ตชิ มหรอื เสนอแนะจะทาํ ใหเ ราไดม โี อกาสปรบั ปรงุ แกไ ขตนเอง ๔. เผชิญความจรงิ วาทุกคนมีขอ ดีขอ เสีย มีโอกาสผิดพลาดในการปฏิบัตงิ านได ๕. ประนีประนอมในสถานการณของความขัดแยง การออกความคดิ เห็นตา งๆ ๖. ใหค ดิ ถึงมติ รภาพทรี่ ว มสรางกนั มาและยดึ ถอื เปาประสงคข องการทาํ งานเปนสําคัญ ๗. มีสติคิดกอ นจะกระทาํ สิง่ ตา งๆ เอาใจเขามาใสใ จเรา ๘. ไมย ดึ หลกั วา แพไ มเ ปน เพราะการยอมรบั ฟง ดว ยเหตผุ ลมใิ ชก ารแพช นะ แตเ ปน การเลอื ก วธิ กี ารท่เี หมาะสมกับสถานการณหรือปญ หานนั้ ๆ ๙. ใชห ลักธรรมตางๆ ในการปฏบิ ตั งิ านเพื่อใหสามารถปฏบิ ตั ิงานรวมกับผอู ่ืนได จากที่กลาวมาเปนเพียงแนวคิดที่ผูอานสามารถนําไปประยุกตแกไขความขัดแยงได แตท้ังน้ีตองอาศัยประสบการณการฝกปฏิบัติอยางมีทักษะจะทําใหเปนผูทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง มคี วามสขุ มคี วามขัดแยง ในการปฏบิ ตั งิ านนอยทส่ี ดุ ¡ÒÃÊÃÒŒ §Á¹ÉØ ÂÊÁÑ ¾Ñ¹¸¡ºÑ ¼ÙºŒ ѧ¤ÑººÞÑ ªÒ ๑. เรียนรูนิสัยของผูบังคับบัญชา เราควรคิดวาผูบังคับบัญชาชอบอยางไร ทําอยางไร ผูบังคับบัญชาจึงจะพอใจ ผูบังคับบัญชามีนิสัยอยางไร ถาเปนคนละเอียดรอบคอบตองทํางาน ใหละเอียดรอบคอบตรวจทุกตัวอักษร บางคนก็ใจรอน ส่ังเดี๋ยวน้ี เอาเดี๋ยวน้ี การเรียนรูนิสัย ผบู ังคับบญั ชาจะนําไปสูก ารทํางานใหถ ูกใจพอใจผูบ ังคบั บญั ชาได
๕๓ ๒. ทาํ งานไดดี หลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ การทํางานใหด ีมหี ลายอยา ง คือ ดีของเรา แตไมด ขี องผบู งั คบั บัญชา หรอื ดขี องใคร ตอ งศกึ ษาดวู า เพราะเหตุใด? จงึ ยงั ไมถ ูกใจทานเปนเรือ่ งของ “นานาจติ ตัง” ๓. หาทางทําใหความคิดของผูบังคับบัญชาเกิดผล ผูใตบังคับบัญชาที่ดีตองเปนคน ที่ชว ยเหลอื กจิ การงานของผูบังคบั บัญชาตามอํานาจหนาทท่ี ไี่ ดรับมอบหมาย ๔. ใหความเคารพและยกยองผูบังคับบัญชาตามฐานะ ขอปฏิบัติน้ีเปนเร่ืองธรรมดา เพราะเปนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยในการใหความเคารพตอผูมีอาวุโสหรือ ผูสูงอายกุ วาหรือผทู ่เี ปนผบู งั คบั บญั ชา ๕. อยากอเร่ืองกับเพื่อนรวมงาน การทะเลาะเบาะแวงกันในที่ทํางานยอมทําความ เดือดรอนใจ รําคาญใจมาสูผูบังคับบัญชา ทําใหเกิดการแตกแยก เกิดความหวาดระแวงกัน งานดาํ เนนิ ไปอยา งไมมปี ระสทิ ธิภาพ ๖. ไมควรรบกวนผูบังคบั บญั ชาในเรอื่ งเลก็ ๆ นอ ยๆ ๗. เขา หาผบู งั คบั บญั ชาใหเ หมาะสมกบั โอกาสและเวลา การเขา พบในระหวา งเวลาทาํ งาน ยอมทาํ ไดตลอดเวลา ตองเลอื กเวลาและโอกาส ๘. อยานนิ ทานายลบั หลงั ๙. แสดงความขอบคุณเมอ่ื ผูบังคบั บัญชาปฏบิ ัตติ อเรา ๑๐. กลาวสรรเสรญิ คุณความดีของผบู ังคับบญั ชา ๑๑. อยาบน ถึงความลําบากตอ หนาผูบังคับบัญชา ๑๒.ลองประเมนิ ตนเอง ¡ÒÃÊÌҧÁ¹ØÉÂÊÑÁ¾¹Ñ ¸¡Ñº¼ŒãÙ μºŒ ѧ¤ºÑ ºÞÑ ªÒ หมายถงึ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องผบู งั คบั บญั ชาควรจะทาํ อยา งไรจงึ จะทาํ ใหผ ใู ตบ งั คบั บญั ชารกั ผใู ตบ งั คบั บญั ชาโดยสว นใหญม กั ใชค าํ วา ลกู นอ ง ซง่ึ เปน คาํ ไทยแทท ใี่ หค วามหมาย สนทิ สนม เปน ทงั้ ลกู เปน ทง้ั นอ ง ฉะนน้ั ในฐานะทเี่ ปน ผบู งั คบั บญั ชากเ็ ปน ทงั้ พอ แมแ ละเปน ทง้ั พด่ี ว ย จงึ ตอ งใหค วามรกั ใคร เห็นอกเห็นใจแกผูใตบังคับบัญชาดวยความจริงใจ จึงประมวลส่ิงที่ผูบังคับบัญชาตองปฏิบัติตอ ผูใตบ ังคับบญั ชา มีดังน้ี ๑. รูจ กั ควบคมุ อารมณต นเอง ๑.๑ อยา โมโหฉุนเฉยี ว ๑.๒ อยา หลงตนวาเกงกวา ผอู ่นื ๑.๓ อยา ใชอํานาจเกินความจาํ เปน ๑.๔ อยาตดั สนิ ใจเวลาโกรธ คนท่กี าํ ลงั โกรธมักขาดเหตผุ ล ๑.๕ อยา เลอื กทรี่ กั มักท่ีชัง หมายถึง อยา อคติ อยา ลาํ เอยี ง
๕๔ ๒. รูจักสงเสริมกําลังใจผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาที่ดีตองคํานึงถึงความรูสึก ของผูใ ตบ ังคบั บญั ชาซึ่งมวี ิธปี ฏิบตั ิดงั นี้ ๒.๑ เอาใจเขามาใสใจเรา ๒.๒ แสดงความเช่อื ม่นั ในตวั ตนของผใู ตบ งั คับบญั ชา ๒.๓ อยาจูจจี้ กุ จิกเหมอื นเปนโรคประสาท ๒.๔ ดแู ลความยากลําบากในการทํางานของผูใตบ ังคบั บญั ชา ๒.๕ มีความจรงิ ใจตอ ผใู ตบ ังคับบัญชา ๓. รูจักยกยอง ชมเชย ใหบําเหน็จความชอบ มนุษยทุกคนเกิดมามักจะตองการ ผลตอบแทนทางจิตใจแลวยังมีความตองการทางดานวัตถุดวย เชน ลาภ ยศ สิ่งของ เปนตน หลักความตองการทสี่ ามารถนําไปใชกบั ผูใ ตบ ังคับบัญชา เพือ่ สรา งความสัมพนั ธกบั การยกยองมดี ังน้ี ๓.๑ ยกยองชมเชย เมอ่ื เขาทําดี ๓.๒ แสดงความยนิ ดใี นความสาํ เรจ็ ของเขา มนษุ ยท กุ คนยอ มมคี วามภาคภมู ใิ จ ดใี จ เมอ่ื ประสบความสําเร็จ ๓.๓ ใหบ าํ เหน็จความชอบหรอื รางวลั ๓.๔ หลีกเล่ยี งการถูกขบู งั คบั ๓.๕ ชแ้ี จงความเคล่อื นไหวในวงงานใหท ราบ ๓.๖ รกั ษาผลประโยชนข องผใู ตบังคบั บญั ชา ¡ÒÃÊÃÒŒ §Á¹ÉØ ÂÊÁÑ ¾¹Ñ ¸¡ºÑ à¾×Íè ¹Ã‹ÇÁ§Ò¹ มนุษยเราเม่ือเติบโตขึ้นยังตองทํางานอยูกับเพ่ือนหลายคน มีโอกาสที่จะกระทบ กระท่ังกัน ขัดแยงกัน เราจะมีวิธีการสรางมนุษยสัมพันธ เพ่ือใหทุกคนมีความรูสึกรักใครกันควรจะ ปฏิบตั ิตอ กันดังนี้ ๑. เริ่มตน ดว ยการทักทายกัน อยา รรี อใหคนอื่นมาทกั กอ น ๒. มคี วามจรงิ ใจตอเพือ่ น ๓. หลกี เลีย่ งการนนิ ทาเพ่ือน ๔. อยาซดั ทอดความผิดใหเ พอื่ น ๕. ยกยอ งชมเชยเพอื่ นในสงิ่ ท่ีสมควร ๖. ใหความรว มมอื กบั เพ่อื นดว ยความเต็มใจเสมอ ๗. ใหเพ่อื นไดทราบในเรอ่ื งท่เี ขารับผดิ ชอบหรือเกี่ยวของ ๘. ฟง ความเหน็ ของเพื่อนๆ บาง เปน เพ่ือนกันตองใหเกยี รติ ๙. หลีกเล่ยี งการทําตัวเหนอื เพื่อน ๑๐. ทาํ ตนใหเสมอตน เสมอปลาย
๕๕ ¡ÅÂØ·¸ã ¹¡ÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ã¹·ทèÕ ํา§Ò¹ ñ. ¡ÒÃʹã¨ã¹μÑǺ¤Ø ¤Å͹è× มีคํากลาวไววาถาเรามีความสนใจในตัวบุคคลอ่ืน เราอาจจะหาเพื่อนใหมไดเพียงใน ๒ เดอื น แตถ า หากเราจะหาเพอื่ นใหมโ ดยการจงู ใจใหเ ขามาสนใจในตวั เรา อาจจะตอ งใชเ วลามากกวา ๒ ป จะสงั เกตไดว าบคุ คลผเู ปน ท่ีรักใครของคนท่วั ไปนัน้ สว นใหญจ ะเปนผทู มี่ คี วามสนใจในตวั บุคคล อน่ื ดงั นนั้ จงึ ตอ งรจู กั แสดงความสนใจในตวั บคุ คลอน่ื และเมอ่ื เพอ่ื นรว มงานมปี ญ หากค็ วรเสนอตนเอง ชวยเหลอื เพ่ือนดว ยความเตม็ ใจ ò. ÂéÁÔ áÂÁŒ ᨋÁãÊÍ‹àÙ ÊÁÍ บุคคลจะเปนที่ประทับใจแกผูพบเห็นมากท่ีสุดและนานท่ีสุดก็คือ บุคคลท่ีมีใบหนา ยิ้มแยมแจมใสอยูเสมอ เมื่อเราพบปะบุคคลเชนนี้เราก็จะรูสึกวาเกิดความรักความนับถือข้ึนมาทันที ทั้งๆ ท่ีเราอาจจะไมเคยรูจักเขามากอน ใบหนาที่ยิ้มแยมจะทําใหบุคคลที่พบเห็นเกิดความเกรงใจ มคี วามกระตอื รือรนและมีความขยนั ขันแข็งขนึ้ มาโดยไมต อ งใชอาํ นาจใดๆ บังคับ โดยเฉพาะอยา งยิง่ การยิ้มท่เี ปดเผยและเต็มใจยมิ้ เสมอ ó. ¡ÒÃจําªèÍ× ºØ¤¤ÅμÒ‹ §æ คนเรายอ มสนใจและพงึ พอใจ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การทมี่ ใี ครกต็ ามทจ่ี ดจาํ และเรยี กชอื่ เรา ไดอยา งถูกตอง เพราะนน่ั หมายความวาเรายงั มคี วามสาํ คัญอยูเ สมอ ô. ¡ÒÃ໚¹¼Ù¿Œ ˜§·Õ´è Õ บุคคลที่เราสนทนาดวยน้ันยอมสนใจในตนเองและความตองการของผูสนทนา ดงั นนั้ หากปรารถนาทจี่ ะเปน ทร่ี กั ใครข องบคุ คลอน่ื จะตอ งรจู กั เปน นกั ฟง ทด่ี ี สนใจเรอื่ งทบี่ คุ คลอนื่ พดู และพยายามจูงใจใหเขาพดู ดว ยความสบายใจ พรอ มสนับสนุนหรอื ยกยอ งการพูดน้ันเปน ครง้ั คราว
๕๖ õ. ¡Òþ´Ù ã¹àÃè×ͧ·¼Õè ¿ŒÙ §˜ ʹ㨠เดล คารเนก้ี กลาวไววา ถาเราอยากเปนที่รักใครของผูอื่น ถาเราปรารถนาจะสราง ความนยิ มในตวั เองแลว จงสนทนาในเรอ่ื งทอี่ ยใู นความสนใจของคสู นทนา ตอ งรวู า คสู นทนาสนใจเรอ่ื ง อะไร พยายามแสวงหาขอมลู เพอ่ื ทาํ ใหส ามารถพดู และตอบคําถามได แตไ มไ ดหมายความวา จะตอง รขู อ มูลไปทั้งหมด จงรูเพอ่ื กลาวนําหรอื คอยรับฟงบา งกพ็ อแลว ö. ¡ÒÃèŒÙ ѡ¡‹ͧº¤Ø ¤Å͹è× นกั จิตวิทยาหลายทา นเคยกลา วไวว า ความปรารถนาอยางแรงกลาอยา งหนึง่ ของมนษุ ย คอื ความปรารถนาท่ีจะไดร บั คาํ สรรเสริญ คนเรามีความตอ งการใหผอู นื่ รวู า เรามีความสาํ คญั ดังนน้ั เมื่อเราปรารถนาจะเปนที่ชอบพอของบุคคลอ่ืน เราก็ตองปฏิบัติตอคนอ่ืน เชนเดียวกับท่ีเราตองการ ใหบคุ คลอนื่ ปฏบิ ตั ติ อ เรา การทํางานทุกอยางยอมมีอุปสรรคทั้งส้ิน แตถาหากวาพวกเราทุกคนรูจักสราง ความสมั พนั ธเ ชงิ กลยทุ ธใ นการปฏบิ ตั งิ านและนาํ มาใชใ หเ ปน ประโยชนแ ลว เรากจ็ ะสามารถทาํ งานได อยางราบรน่ื และมีประสิทธภิ าพยง่ิ ขึ้น ๑. เพ่ือกอหรือสรางสรรคความสัมพันธใหผูอ่ืน รูจักเรา เขาใจเรา สัมพันธกับเรา และทาํ ใหเรารจู ักเขาดีข้นึ ๒. เพื่อเชิญชวนใหเกิดความสนใจประเภทที่จะมีสัมพันธกับเรา เปนการกระตุนเตือน ใหร ู ระลกึ ถึงชื่อเสียง เกยี รตคิ ณุ คุณความดขี องเรา มใิ หลืมเลือนจากกัน ๓. เพื่อเปนการศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองจากผูท่ีเราสื่อออกไปวาจะมีสัมพันธไปใน เชิงบวก ลบ และเฉยๆ เพอ่ื นาํ ไปปรบั ปรุงแกไขพฤตกิ รรมของเรา ๔. เพ่ือตองการใหเกิดการกระทําหรือดําเนินการในกิจการงานหรือกิจกรรมตางๆ ทเ่ี ราปรารถนาใหป ระสบความสาํ เร็จ ¡ÒÃ»ÃºÑ »Ã§Ø μ¹àͧà¾Íè× ¾²Ñ ¹Ò´ŒÒ¹¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸ กอ นทจ่ี ะไปสมั พนั ธก บั ผอู น่ื จาํ เปน จะตอ งปรบั ปรงุ ตวั เองใหม คี ณุ ลกั ษณะทเ่ี หมาะสมเปน ท่ียอมรบั ของบคุ คลท่วั ไปกอ น ดังตอไปน้ี ๑. บุคลิกลักษณะ บุคลิกลักษณะเปนเรื่องท่ีติดตัวมาแตกําเนิดบางอยางปรับปรุงไมได แตมีลักษณะบางอยางท่ีปรับปรุงได เชน การอวนการผอมเกินไป สามารถปรับปรุงไดโดยการออก กาํ ลงั กายถา อว นเกนิ ไป ถา ผอมเกนิ ไปอาจไปหาแพทยเ พอ่ื ขอคาํ แนะนาํ ในการรกั ษาโรคบางชนดิ และ ในการรับประทานอาหาร ตลอดจนการพักผอนก็อาจจะใหมีรางกายสมสวนไดในเรื่องกิริยาทาทาง และมารยาท ถาเรารูจักวางตัว รูจักพูดจา และรูจักมารยาทของสังคม ก็จะทําใหเราสามารถทําตัว ใหเ ปน ทีร่ กั ใครยอมรับนบั ถือได
๕๗ ๒. การแตงกายและกิริยาทาทาง เปนส่ิงสําคัญอยางหน่ึงเพราะการแตงกายและกิริยา ทาทางเปนส่ิงแรกท่ีสะดุดตาคน และจะดึงดูดความสนใจของคนในสังคมนั้นๆ เปรียบไดเชนเดียวกับ รา นคา ถา รา นคา รจู กั ตกแตง หนา รา นใหส วยงาม รา นนนั้ กจ็ ะมคี นเขา มาก ถา รา นใดไมร จู กั ตกแตง หนา ราน วางขาวของเกะกะคนกไ็ มยากเขาไปซือ้ ของ หลักในการแตงกาย ไมวาจะเปนหญิงหรือชายตองพยายามแตงกายใหเรียบรอยท่ีสุด ตอ งพยายามใหส ภุ าพ และสะอาดตา โดยยดึ หลกั วา “ตอ งแตง ตามสมยั อยา แตง ลาํ้ สมยั ” คนทแ่ี ตง ตวั ดี และมกี ริ ยิ าทา ทางนมุ นวลสภุ าพ นอกจากจะดงึ ดดู ความสนใจของผทู พ่ี บเหน็ แลว ยงั เปน บคุ คลทสี่ งั คม ทว่ั ไปยินดตี อนรบั อีกดว ย ๓. สุขภาพอนามัย สุขภาพเปนสิ่งสําคัญ จะตองเปนผูท่ีมีสุขภาพดี รางกายแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บ ควรบํารุงรักษาใหเปนผูท่ีมีสุขภาพสมบูรณอยูเสมอ โดยหลักทางสุขภาพจิตผูท่ีมี รา งกายแขง็ แรงสมบรู ณเ ปน ผทู ม่ี สี ขุ ภาพทด่ี ี ทาํ ใหเ ปน ผทู ม่ี อี ารมณแ จม ใส สามารถสรา งความประทบั ใจ ใหแกผูพบเห็น และสามารถตอบโตสัมพันธกับบุคคลท่ัวไปไดดี และสามารถจะแกปญหาตางๆ ไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ๔. ความรใู นการสรา งสมั พันธกบั บคุ คลอน่ื จําเปน อยา งย่ิงทเี่ ราจะตองเปน ผูท ่มี คี วามรู ซึ่งแบงไดเ ปน ๒ ประการ คอื รเู ฉพาะอยา ง อยางลึกซ้งึ เชน มีความรใู นวชิ าชีพของเรา และความรู ในเร่ืองราวโดยท่ัวไป ท่ีเรียกวามีความรอบรู ซ่ึงทั้ง ๒ อยางทําใหเปนคนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ซงึ่ จะเปน ประโยชนโ ดยสว นตนแลว เรายงั จะใชค วามรขู องเราในการชว ยเหลอื แนะนาํ ผอู น่ื พบปะสนทนา พูดคยุ แลกเปล่ียนทรรศนะกบั บุคคลโดยท่วั ไปในสงั คมอกี ดวย ผูทีด่ อ ยดวยความรูยอ มมีอุปสรรคอัน สาํ คัญท่จี ะชว ยใหตนเองประสบความสาํ เรจ็ และสรา งความสัมพันธกบั ชมุ ชน เราสามารถจะหาความรไู ดจ ากการอานตาํ ราเอกสารตางๆ การฟง ปาฐกถาจากวิทยากร ผูทรงคุณวุฒิตางๆ เก็บสิ่งท่ีไดอาน ไดฟง ไดศึกษาคนความาไตรตรองพิจารณาใหเปนแนวความคิด ของเรา หรอื ที่จะใชส นบั สนนุ ใหเ รอ่ื งทเี่ ราจะใชส ่ือสารกับบคุ คลอืน่ ๕. ความสามารถ ความสามารถก็คือการรูจักนําความรูมาปฏิบัติ มีอยูมากมาย ที่คนที่เรียนจบไดปริญญาระดับสูงแตเขาไมสามารถนําความรูมาใชในการปฏิบัติไดทําใหชีวิตของเขา ไมก าวหนาเทา คนท่ีเรยี นนอยกวา แตสามารถปฏบิ ัติงานท่ีไดร ับมอบหมายใหประสบความสําเร็จได ๖. การมีเจตคติท่ีดีตอบุคคลทั่วไป เจตคติของบุคคลมีความสําคัญตอสังคมมาก เพราะเจตคติหมายถึงความรูสึกตอบุคคลหรือสถานการณ ในลักษณะที่พอใจ หรือไมพอใจก็ได การกระทาํ ทกุ อยา งในสงั คม จะตอ งชว ยเหลอื เกอื้ กลู ซง่ึ กนั และกนั หากบคุ คลในสงั คมนนั้ มคี วามรสู กึ (เจตคติ) ท่ีไมดีตอกันแลว ก็จะเปนอุปสรรคตอความสุข ความสงบของสังคมแหงน้ันมาก เชน การดูหมิ่นของบคุ คลทีม่ ีผิวสีขาวตอผิวสดี าํ ในบางประเทศ เปนตน นักจิตวทิ ยาเช่อื วา เจตคติเปนตวั กาํ หนดพฤติกรรม ถา บุคคลมีเจตคตทิ างที่ดตี อ ส่ิงใด บคุ คลใด เขาพรอ มจะเขาหาชวยเหลอื ตอ สิ่งน้ัน จึงมีผลตอการสรางสมั พันธภาพกบั บุคคลหรอื ชมุ ชนเปน อยางมาก
๕๘ ๗. การตั้งใจ การทําสิ่งใดใหประสบความสําเร็จ จะตองทุมเทจิตใจใหแกงาน ทุมเท การทํางานใหเต็มความสามารถที่ตนมีอยู มีความรับผิดชอบของงานสูง ควรจะใชวิธีการใหมๆ ใหทันสมัย ใหไดงานมาก ใชเวลานอย ผลงานท่ีออกมามีคุณภาพและปริมาณมาก นอกจากน้ัน จะตอ งเปน คนกลา คิด กลา ทาํ ลงทนุ ลงแรง กลาทําใหบางสงิ่ ที่ตนคดิ ขนึ้ สิ่งไหนทเ่ี หน็ วา ควรเปนไปได ก็ลองคิดข้ึน ทดสอบความเปน จรงิ และเผยแพรแ นวความคดิ ตอ ไป การเปนคนตั้งใจจริงน้ัน จะตองเปนคนระมัดระวังคําพูด รักษาคํามั่นสัญญากับผูอ่ืน ใหเ ขาไววางใจ เชือ่ ถอื ได เชอ่ื ไดวาเปน การสรางความสมั พนั ธท ี่ดใี หแ กบคุ คลและสังคมไดเ ปน อยางดี ท่ีกลาวมาท้ังหมดน้ี เปนส่ิงท่ีบุคคลที่หวังจะสรางความสัมพันธกับบุคคลอ่ืนและสังคม โดยทวั่ ไป จาํ ตอ งสรา งใหเ กดิ มใี นตนและพยายามปรบั ปรงุ สง่ิ ทมี่ อี ยแู ลว ในตนใหม มี ากขน้ึ จนสามารถ ทจี่ ะสรา งสมั พันธก ับบคุ คลอื่นอยางราบร่ืนตอไป (ศรณั ย คาํ รสิ ุข, ๒๕๓๓:๑๐๗-๑๑๒)
๕๙ º·ÊÃ»Ø ทีมที่ประสบความสําเร็จในการทํางานจะตองมีความเปนหน่ึงเดียวกันทุกๆ คนจะถูกดึง เขา มาในทศิ ทางเดยี วกนั เพอื่ ใหบ รรลคุ วามสาํ เรจ็ ในงานและ/หรอื บรรลเุ ปา หมายรว มกนั โดยทวั่ ไปแลว งานและ/หรอื เปา หมายอาจบรรลไุ ดเ มอ่ื ทาํ งานรว มกนั แทนทจ่ี ะตา งคนตา งทาํ ทมี งานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ จะมีลกั ษณะโดดเดนและสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรูสึกวา ตนเองมีสว นรว มในความสําเร็จดว ย จดั การดว ย ตนเอง ทีมงานที่ประสบความสําเร็จในการทํางานมีแนวโนมวาจะสรางโครงสรางเฉพาะตนข้ึนมา เน่ืองจากสมาชกิ ยอมรบั บทบาทของตนในเวลาตา งๆ กนั คลอ ยตามความจาํ เปน ความตอ งการและ ความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณในงานเฉพาะอยางจึงอาจเปนคนจัดการใหคนอ่ืนๆ ทาํ ตาม คนอน่ื ๆ กจ็ ะทาํ หนา ทใี่ นกจิ กรรมของตนไปในงานทเ่ี ขาคนุ เคย พฤตกิ รรมเหลา นจ้ี ะถกู พฒั นา ไปในแนวของโครงสรา งองคก รและสมาชกิ ทกุ คนจะตอ งปฏบิ ตั ติ าม สมาชกิ ของทมี ทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ ในการทาํ งานจะรว มมอื กบั คนอน่ื ๆ เพอ่ื ทาํ งานชนิ้ ใดชนิ้ หนงึ่ หรอื ทาํ ใหเ ปา หมายสาํ เรจ็ อยา งไมห ลกี เลยี่ ง รวมกันทํางานตามกําลังความสามารถของตนเอง ใหคําปรึกษาแนะนําและชักจูงเม่ือจําเปน รวมประสานงานในหนาที่และแกไขปญหาอุปสรรครวมกัน ทุกคนตางเอื้ออาทรชวยเหลือกันและ มคี วามเปน หนง่ึ เดยี วกนั ถา มบี คุ คลหนงึ่ บคุ คลใดทาํ งานเกนิ กาํ ลงั หรอื ประสบปญ หายงุ ยากอนั ใดพวก เขาจะรว มมอื กนั เชน อาจปกปด คนที่มาทํางานสายหรอื เลกิ งานกอนเวลา ขนาดของกลมุ ท่พี อเหมาะ โดยทั่วไปแลวทีมงานที่ประสบความสําเร็จในการทํางานมักจะมีขนาดพอเหมาะไมใหญโตเกินไปนัก เพ่ือใหสมาชิกทุกคนในกลุมสามารถเขามามีสวนรวมสรางสรรคและจัดการดวยตัวเองได แบงงานกัน ทาํ อยา งยตุ ธิ รรม แบง ปน ความคดิ เหน็ และความรสู กึ อยา งเปด เผย รว มกนั คดิ แกป ญ หาอยา งฉบั ไวและ ทนั กาล สมาชกิ สัก ๕ คนตอ ทีมเปน ขนาดท่ีกําลังพอดี ถา มากไปกวานั้นอาจเสยี เวลาในการอภิปราย กลมุ ในขณะทสี่ มาชกิ คนหนงึ่ หรือสองคนกําลงั ทาํ งาน คนอ่ืนๆ อาจไมเขาไปมสี วนรวมมากนัก อาจมี การจดั กลมุ ทมี่ สี มาชกิ นอ ยกวา ๕ คน ซง่ึ จะมบี คุ คลทม่ี คี วามสามารถไมเ พยี งพอหรอื มคี วามรไู มเ พยี งพอ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในงานก็อาจไมเพียงพอท่ีจะทําใหงานสําเร็จอยางเรียบรอย แตไมวากลุมจะมี สมาชิกมากนอยเพียงใดก็ตาม ทานอาจไมอยูในสถานะท่ีจะคัดเลือกได จํานวนสมาชิกเลขค่ีจะดูสม เหตสุ มผลกวา เพอื่ หลกี เลย่ี งการเผชญิ ปญ หา เสยี งครงึ่ หนง่ึ เหน็ อยา งหนงึ่ เสยี งอกี ครงึ่ หนงึ่ เหน็ อกี แบบ หนึ่ง ในการตัดสินปญหาใดๆ การรูจักเพอ่ื นรว มทมี อีกอยา งหนึ่งทค่ี วรจาํ กค็ อื ทานไมค วรมที ศั นะตอ เพ่ือนรวมทีมทุกคนวาจะมีประสิทธิภาพเปนแบบเดียวกัน เพราะทุกคนจะมีบุคลิกภาพท่ีแตกตางกัน จึงควรพิจารณาใหตางทัศนะกันไป เพราะวาเขาหรือเธออาจมีเพียงบางอยางที่สอดคลองกัน จงึ จาํ เปน ตอ งรจู กั คนแตละคนเปน อยางดี ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· ใหน ักเรยี นอธิบายกลยทุ ธในการสรา งความสมั พนั ธในทที่ าํ งานวา จะตองทาํ อยา งไรบาง
1
º··Õè ö ¨μÔ ÇÔ·ÂÒ㹡Òû¯ºÔ μÑ Ô§Ò¹¢Í§ตําÃǨªÁØ ª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤ เพื่อใหน ักเรยี นทราบเก่ยี วกับจิตวิทยาในการปฏบิ ตั งิ านของตํารวจชุมชนสัมพันธ ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ¨μÔ Ç·Ô ÂÒ คําวา “จิตวิทยา” ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา psychology ซ่ึงมีรากศัพทเดิมมาจาก คาํ วา psyche หมายถงึ จติ (mind) หรอื วญิ ญาณ (soul) กับคาํ วา logos หมายถึง การเรยี น หรอื การศึกษา (study) ศาสตรว ิชา ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¨ÔμÇ·Ô ÂÒ กูด (Good. ๑๙๕๙) ใหความหมายวา จิตวิทยาเปนวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัว ของอินทรียหรือสิ่งมีชีวิตใหเ ขา กบั ส่งิ แวดลอม ฮลิ การด (Hilgard. ๑๙๕๙) ใหค วามหมายวา จติ วทิ ยา หมายถงึ ศาสตรท ศ่ี กึ ษาถงึ พฤตกิ รรม ของมนษุ ยและสัตว จิตวิทยาเปนศาสตรท่ีมุงศึกษาเกี่ยวกับมนุษย การศึกษานี้เปนการเรียนรูทําความเขาใจ เก่ยี วกบั คุณลกั ษณะตา งๆ ของแตละบุคคล ซงึ่ มบี างสิ่งบางอยา งแตกตางกัน บางอยา งสอดคลองกัน บางอยางคลา ยกันและบางอยางเหมือนกัน การเพง ประเด็นเกย่ี วกบั มนษุ ยนนั้ สว นใหญม กั จะมงุ ไปที่ การวิเคราะหพฤติกรรมตามสภาพการณของแตละบริบท เพราะพฤติกรรมเปนผลที่เกิดขึ้นของมนุษย ในลกั ษณะตา งๆ อยูต ลอดเวลา และมีอทิ ธพิ ลตอชวี ิตของตนเองและสงั คมอยา งเปน ระบบเพอ่ื ความ เขาใจเบอ้ื งตน จะไดน ําเสนอรายละเอยี ดเก่ียวกับพฤติกรรมในประเด็นตางๆ ตามลาํ ดบั
๖๒ วิชาจิตวิทยามีการศึกษาตั้งแตยุคกรีกโบราณ เม่ือสองพันกวาปมาแลวมีนักปรัชญา คนสาํ คญั คอื ÍÃÊÔ âμàμÅÔ (Aristotle) และ à¾Åâμ (Plato) ไดศ กึ ษาทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายเกย่ี วกบั ธรรมชาติการแสดงออกของมนุษยสวนใหญเชื่อตรงกันวามนุษยมีสวนประกอบสําคัญสองสวน คือ รา งกายกบั วญิ ญาณ วญิ ญาณจะมอี ทิ ธพิ ลเหนอื รา งกาย เพราะจะคอยควบคมุ ใหร า งกายกระทาํ สงิ่ ตา งๆ เมอ่ื วทิ ยาศาสตรเ จรญิ ขนึ้ มผี พู ยายามศกึ ษาหาความรทู างวทิ ยาศาสตรม าเพอ่ื ใชอ ธบิ าย เกยี่ วกบั วญิ ญาณแตก ย็ งั ไมไ ดร บั ความรเู พม่ิ เตมิ แตอ ยา งใด จงึ ทาํ ใหน กั จติ วทิ ยาหนั มาสนใจศกึ ษาเกย่ี ว กบั จิตแทน นักปรชั ญาชาวองั กฤษ จอหน ล็อค ไดพ ยายามศกึ ษาและคนควา เกี่ยวกับจติ ของมนุษย เราวา จิตคือความรูตัวเหมือนผาขาวบริสุทธิ์ สิ่งแวดลอมเปนตัวที่ทําใหจิตของคนเราเปล่ียนไป สิ่งแวดลอมเหมือนกับการแตมสีลงบนผาขาว ซ่ึงแสดงใหเห็นวา จอหน ล็อค ใหความสําคัญกับ ประสบการณข องมนษุ ยเ ราทไ่ี ดร บั จากสง่ิ แวดลอ มวา มบี ทบาทตอ พฤตกิ รรมของมนษุ ยเ รา แตอ ยา งไร ก็ตามถึงแมจะไดรับความเชื่อถืออยูบาง แตก็ยังไมสามารถพิสูจนใหเห็นจริงไดตามหลัก และวิธีการ ทางวิทยาศาสตรเ ชนกัน ตอมาวงการวทิ ยาศาสตรเจริญกาวหนาอยา งรวดเรว็ ทาํ ใหเกิดความคัดคานและวพิ ากษ วจิ ารณก ารศกึ ษาในสงิ่ ทไ่ี มส ามารถทดลองคน ควา พสิ จู นไ ด จงึ ทาํ ใหน กั จติ วทิ ยายคุ ใหมเ ปลยี่ นแนวทาง การศกึ ษาจาก¨μÔ ã¨ÁÒÈ¡Ö ÉÒ¾Äμ¡Ô ÃÃÁ ซง่ึ สามารถพสิ จู นใ หเ หน็ จรงิ ไดแ ละนกั จติ วทิ ยาไดน าํ เอาวธิ ที าง วทิ ยาศาสตรม าใชใ นการอธบิ ายเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมจนเปน ทย่ี อมรบั ในวงการวทิ ยาศาสตร จติ วทิ ยาได รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตรตั้งแตนั้นเปนตนมาวา จิตวิทยา คือวิทยาศาสตรทางพฤติกรรม จนถึงปจ จบุ ัน ÊÃ»Ø ¨μÔ Ç·Ô ÂÒ ¤Í× ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒàª§Ô Ç·Ô ÂÒÈÒÊμÃÇ Ò‹ ´ÇŒ ÂàÃÍè× §¾Äμ¡Ô ÃÃÁ¢Í§Ê§èÔ ·ÁèÕ ªÕ ÇÕ μÔ â´Â੾ÒÐÁ¹ÉØ Â áÅÐÊμÑ Ç â´ÂÁ¨Õ Ø´Á‹§Ø ËÁÒÂà¾×èÍà¢ÒŒ 㨠ÊÒÁÒö͸ºÔ Ò ÊÒÁÒöทํา¹Ò กาํ ˹´¤Çº¤ØÁ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ áÅÐนํา¤ÇÒÁÃäÙŒ »»ÃÐÂØ¡μ㪌
๖๓ ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ คําวาพฤติกรรม (Behavior) น้ัน นักวิชาการไดใหความหมายไวหลากหลาย ดังเชน สมโภชน เอ่ียมสุภาษิต (๒๕๔๓) ผูเชี่ยวชาญดานการปรับพฤติกรรมไดใหความหมายพฤติกรรม วาหมายถึง ส่ิงที่บุคคลกระทํา แสดงออกมา ตอบสนอง หรือโตตอบตอสิ่งใดส่ิงหน่ึง สภาพการณ ใดสภาพการณหนึ่งโดยท่ีผูอื่นสามารถสังเกตได ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖) ไดนิยามความหมาย ของพฤติกรรมไววา เปนการกระทําหรืออาการท่ีแสดงออกทางกลามเน้ือ ความคิด และความรูสึก เพ่อื ตอบสนองสง่ิ เรา Weiten (๒๐๐๒) ไดกลา วถึงพฤติกรรมวาหมายถึง การแสดงออกหรอื กิจกรรม ทุกส่ิงทุกอยางท่ีเกิดขึ้นจากความสัมพันธเก่ียวเน่ืองของระบบรางกาย สวน Dennis (๒๐๐๑) ไดกลาวถึงพฤติกรรมวาหมายถึงการกระทําตางๆ ของมนุษย เชน การกิน การหลับ การพูดคุย หรือการจาม แมกระทั่งการฝน โดยปกติมนุษยเราจะใหความสนใจพฤติกรรมท่ีสังเกตไดชัดเจน แตน กั จติ วทิ ยาจะศกึ ษาทง้ั พฤตกิ รรมทส่ี งั เกตไดแ ละพฤตกิ รรมทต่ี อ งสนั นษิ ฐาน เชน ความคดิ ความจาํ อารมณท แ่ี สดงออกในสถานการณต า งๆ และ Gerrig & Zimbardo (๒๐๐๕) กลา ววา พฤตกิ รรม หมาย ถงึ การทบี่ คุ คลสามารถเปลยี่ นแปลงตนเองไปตามสงิ่ แวดลอ มทเี่ กดิ ขน้ึ ในลกั ษณะการกระทาํ แบบตา งๆ กลาวโดยสรุป พฤติกรรมคือการตอบสนองตอสิ่งตางๆ ที่เขามากระทบกับบุคคล ทง้ั ภายในและภายนอก โดยการตอบสนองนน้ั อาจจะสามารถสงั เกตไดโ ดยตรงหรอื ไมก ไ็ ด การแสดงออก นนั้ อาจเกิดขึ้นในชวงท่เี รามสี ติรูส ึกตวั หรอื ไมรูตัวก็ไดลวนจดั เปน พฤตกิ รรมท้ังส้นิ ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÁ¹ØÉ พฤตกิ รรมของมนษุ ย หมายถงึ การกระทาํ ของมนษุ ยไ มว า จะเปน การกระทาํ ทมี่ องเหน็ ได (กิน เดนิ นง่ั นอน) หรือการกระทําทซ่ี อ นเรนอยูภ ายใน (ความคดิ ความรูสกึ ) »ÃÐàÀ·¢Í§¾Äμ¡Ô ÃÃÁ นกั จิตวทิ ยาไดจดั ประเภทของพฤตกิ รรมมนษุ ยเปน ๒ ประเภท ดงั นี้ ñ. ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÀÒ¹͡ คือ การกระทําที่แสดงออกมาใหสังเกตเห็นได รับรูได หรือใช เครือ่ งมือตรวจสอบได พฤติกรรมภายนอกมี ๒ ลกั ษณะ คอื ๑.๑ พฤตกิ รรมภายนอกทีส่ ามารถสังเกตเหน็ ไดด ว ยตาเปลา เชน การน่งั การนอน การยืน การเดิน การกนิ ฯลฯ ๑.๒ พฤตกิ รรมภายนอกทร่ี บั รไู ดจ ากการใชเ ครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรต รวจสอบ เชน คลน่ื สมอง คลน่ื หัวใจ ความดันโลหติ การทาํ งานของกระเพาะอาหาร การทํางานของลําไส เปน ตน ò. ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÀÒÂã¹ คือ กระบวนการทางจิต พฤติกรรมท่ีไมสามารถสังเกตเห็นได ดวยตาเปลาหรือใชเครื่องมือทางวิทยาศาสตรตรวจสอบไดโดยตรง เชน การคิด อารมณ ความรูสึก ความจํา การลืม การวเิ คราะหห าเหตผุ ล ประสบการณตา งๆ เปน ตน
๖๔ จะเห็นไดวา พฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในจะมีความสัมพันธเก่ียวของกัน กลา วคอื พฤตกิ รรมภายในเปน ตวั กาํ หนดพฤตกิ รรมภายนอก อยา งเชน พฤตกิ รรมภายในมคี วามยนิ ดี และพึงพอใจกับส่ิงที่ปรารถนาก็จะแสดงออกมาเปนพฤติกรรมภายนอกใหสังเกตเห็นไดจากสีหนา แววตา กิรยิ าทา ทาง ทางรา งกาย เปนตน ดังนั้นในการท่ีจะเรียนรูหรือทําความเขาใจในการกระทําหรือพฤติกรรมของบุคคล คนหน่ึง จําเปนอยางยิ่งตองทําความเขาใจเก่ียวกับพฤติกรรมภายใน ประเภทอารมณ ความรูสึก ความคดิ ประสบการณ การวิเคราะหห าเหตผุ ลตา งๆ ของคนคนนน้ั ใหช ัดเจนเสยี กอน เชนเดียวกันการจะเขาใจพฤติกรรมภายในของมนุษยไดก็จําเปนตองศึกษาเรียนรู จากพฤติกรรมภายนอกท่ีบุคคลนั้นแสดงออกมากอน ทั้งนี้นักจิตวิทยาเช่ือวาพฤติกรรมทุกอยาง ตอ งมสี าเหตแุ ละสาเหตเุ พยี งประการเดยี วอาจทาํ ใหเ กดิ พฤตกิ รรมไดใ นหลายรปู แบบ ในทาํ นองเดยี วกนั พฤตกิ รรมแตละรปู แบบที่แสดงพฤติกรรมออกมายอ มเกดิ มาจากหลายสาเหตไุ ดเชนกัน ยกตวั อยา งเชน การรอ งไหข องคนสองคน คนหนงึ่ อาจรอ งไหเ พราะเสยี ใจจากการขาดทนุ ท่ีลงทุนไปทําใหหมดทุนที่ลงไปเลยรองไห ในขณะเดียวกันมีคนรองไหเหมือนกันแตคนคนนั้นรองไห เพราะไดเจอกับครอบครัว เน่ืองจากออกจากบานนาน เมื่อมาพบกันจึงเกิดความรูสึกดีใจเลยรองไห เปน ตน ¸ÃÃÁªÒμ/Ô ¤ÇÒÁ¤ÅÒŒ ¤ÅÖ§¢Í§Á¹ØÉ ๑. มีความอิจฉาริษยาและตอตานผูอื่นท่ีดีกวาตน ดังท่ีหลวงวิจิตรวาทการกลาววา “อยา ทาํ ตวั ดเี ดน ...จะเปน ภัย เพราะไมม ใี คร...อยากเหน็ เราเดนเกิน” ๒. มสี ัญชาตญาณแหง การทาํ ลาย ชอบความหายนะ เชน ชอบดูไฟไหมบา น มากกวา ดูการสรา งบาน หรือดจู ากขาวในหนา หนงั สอื พมิ พร ายวันมกั มีแตขาวรายมากกวาขาวดี ๓. ตอ สู ตอ ตานความเปลย่ี นแปลง ๔. มคี วามตอ งการทางเพศและมีความตอ งการดานรา งกายอื่นรวมดวย ๕. มีความหวาดกลวั อิทธิพล ผมู อี าํ นาจ ภัยตางๆ ภัยธรรมชาติ ภตู ผปี ศ าจ ไสยศาสตร และจะกระทําทุกส่งิ ทกุ อยางเพ่อื ใหต นพน ภัย ๖. กลัวความเจ็บปวด ความทุกขท รมาน ความยากลําบาก และความตาย ๗. มคี วามโหดรายทารณุ ปา เถ่อื น ชอบซํา้ เติม ๘. ชอบทาํ อะไรตามสะดวกสบาย มกั งา ย ไมชอบระเบยี บบงั คับ ๙. ชอบความต่ืนเตน หวาดเสียว ผจญภัย ทองเท่ียว ชอบมีประสบการณในชีวิต แปลกๆ ใหมๆ ๑๐. มีนสิ ยั อยากรู อยากเหน็ อยากทดลอง
๖๕ ÊÃØ» จิตวิทยาเปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยใหผูปฏิบัติงานทางดานชุมชนทําความเขาใจ อธิบาย ทํานาย และนําไปใชในการทํางานกับชุมชนทั้งในปจจุบันและอนาคต อีกทั้งจิตวิทยาเพื่อการทํางาน ในชุมชนน้ีมีฐานคิดเชิงมนุษยนิยม ทําใหผูทํางานกับชุมชนจะตองตระหนักถึงศักด์ิศรีของบุคคล ในชุมชนเปนสาํ คญั จติ วทิ ยา (Psychology) เปนศาสตรท ่ีมงุ ศึกษาเกย่ี วกับพฤติกรรมของมนษุ ย (Human behavior) ดว ยการประยุกตก ระบวนการศึกษาทางวทิ ยาศาสตร กระบวนการทางวิทยาศาสตร อาทิ การสงั เกต การสมั ภาษณ การทดลองในหอ งทดลอง การทดลองในสถานทจี่ ริง มีจุดประสงคเ พอ่ื ใหไ ด ขอ มลู จากการศกึ ษามาเปน ความรู ความเขา ใจ อธบิ าย ทาํ นายแนวโนม ของพฤตกิ รรมของมนษุ ย เปน ประโยชนต อ การนําขอมลู เหลา น้ันมาประยุกตใชใ นชีวิตประจําวันในระดับบคุ คล องคกร/ชุมชน และ สงั คมตอ ไป ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· นักเรียนคิดวาผูท่ีมีจิตวิทยาในการทํางานจะสามารถทําใหงานประสบความสําเร็จ ไดเปนอยางดหี รอื ไม อยางไร
1
º··Õè ÷ Â·Ø ¸Ç¸Ô Õ㹡ÒÃดําà¹¹Ô §Ò¹´ÒŒ ¹ªÁØ ª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸¡ ºÑ ¡ÒÃʧ‹ àÊÃÁÔ ¡ÒÃÁÊÕ Ç‹ ¹ÃÇ‹ Á¢Í§»ÃЪҪ¹ à¾Íè× »Í‡ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤ เพอ่ื ใหน กั เรยี นมคี วามรแู ละความเขา ใจเกยี่ วกบั ยทุ ธวธิ ใี นการดาํ เนนิ งานดา นชมุ ชนสมั พนั ธ และสามารถนาํ ไปปฏิบัตไิ ด ในการดําเนินงานชุมชนสัมพันธใหบรรลุเปาหมายนั้น ผูบริหารงานชุมชนสัมพันธ จะตองพิจารณาคุณสมบัติของบุคลากรผูท่ีจะออกไปปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธอยางละเอียดรอบคอบ เปนอันดับแรก หากจัดใหบุคลากรท่ีมีคุณสมบัติไมเหมาะสมออกไปปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธแลว ความลม เหลวยอ มจะเกดิ ขนึ้ แลว กอ นลงมอื ปฏบิ ตั งิ าน ดงั นนั้ บคุ คลทไี่ ปปฏบิ ตั งิ าน ควรตอ งมคี ณุ สมบตั ดิ งั นี้ ñ. ÁÕÍØ´Á¡ÒóáÅФÇÒÁ»ÃоÄμÔ´Õ กลาวคือ ตองเห็นแกประโยชนสวนรวม มคี วามเสยี สละและประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเปน ตวั อยา งทดี่ แี กป ระชาชนและผอู นื่ เชน ไมม วั่ สมุ กบั อบายมขุ เปน ตน นอกจากนนั้ จะตอ งเปน ผมู คี วามมงุ มนั่ ตง้ั ใจจรงิ ในการทาํ งานเพอื่ สรา งศรทั ธาใหเ กดิ กบั ประชาชน ò. ÁÕÁ¹ØÉÂÊÑÁ¾Ñ¹¸´Õ สามารถท่ีจะเขากับประชาชนได การมีมนุษยสัมพันธดีน้ัน เปนเร่ืองที่สามารถฝกฝนอบรมกันไดแตเปนกรณีที่ตองใชเวลา ฉะนั้นหากสามารถคัดเลือกเจาหนาที่ ตาํ รวจทมี่ ลี กั ษณะดงั กลา วเขา มาเปน ทมี งานปฏบิ ตั งิ านนไ้ี ดเ ลย กย็ อ มจะชว ยใหก ารทาํ งานรวดเรว็ ยง่ิ ขนึ้ หากมีความจําเปนที่จะตองสรางทีมงานใหมท่ีไมมีพ้ืนฐานมากอน จะตองจัดใหมีการฝกอบรมโดย เนนหนักในเรือ่ งมนุษยสมั พนั ธ วธิ ีการเขา กบั ประชาชน การไมส รางปญ หา และการขจดั ขอขัดแยงกับ ประชาชนในพนื้ ท่ี ó. ÁÕº¤Ø ÅÔ¡´Õ ÁÕÅ¡Ñ É³Ð໚¹¼ÙŒนาํ Á¤Õ ÇÒÁÃÔàÃÔÁè ÊÃÒŒ §ÊÃä Í´·¹Í´¡Å¹éÑ นอกจากการ มมี นษุ ยสมั พนั ธท ดี่ แี ลว บคุ ลกิ ของเจา หนา ทต่ี าํ รวจเปน สงิ่ สาํ คญั ทจ่ี ะชว ยจงู ใจและสรา งความศรทั ธาได อีกดวย ดงั นั้นจงึ จาํ เปน อยา งยิ่งทจี่ ะตอ งพยายามคัดเลอื กทมี งานท่ีมบี ุคลิกดี องอาจ สงา ผาเผย แตง กายสะอาด รูจ กั ใชว าจาท่ีสภุ าพ นมุ นวล มนี ํ้าเสยี งนาฟง เหมาะสมท่ีจะเปน ผูนาํ ประชาชนในชมุ ชนได ตลอดจนจะตอ งเปน ผมู คี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา งสรรค ทง้ั นส้ี ง่ิ สาํ คญั สาํ หรบั เจา หนา ทตี่ าํ รวจทจ่ี ะออกปฏบิ ตั ิ งานชมุ ชนสมั พันธ คือ การรูจกั ฝก จติ ใจใหม คี วามอดทนอดกลนั้ ในขณะที่ปฏิบตั งิ าน อีกท้ังรา งกายจะ ตองมีความสมบรู ณพรอ มตออปุ สรรคในพื้นทท่ี กุ รปู แบบ ô. ÁÕäËǾÃÔº»¯ÔÀÒ³ สามารถแกไขปญหาตางๆ ไดอยางรวดเร็วและเหมาะสม รวมทั้งสามารถปรับรูปแบบของการปฏิบัติงานใหเขากับสภาพชุมชนและพ้ืนท่ีไดอยางมีประสิทธิภาพ อกี ดวย
๖๘ õ. ¼‹Ò¹¡ÒÃͺÃÁ´ŒÒ¹¡ÒûÃЪÒÊÑÁ¾Ñ¹¸ และชุมชนสัมพันธมากอนโดยเปนเร่ืองท่ี จําเปนอยางย่ิง ท่ีผูปฏิบัติงานจะตองมีความรูความเขาใจในงานดานการประชาสัมพันธและชุมชน สมั พันธอยางถอ งแท มิฉะนน้ั แลว จะไมท ราบเลยวา จะตอ งทาํ อะไร เม่ือใด และอยางไรใหถูกตอ งตาม วัตถปุ ระสงคและเปาหมายที่แทจริงของสาํ นกั งานตํารวจแหงชาติ ö. ໹š ¼ÁŒÙ ¤Õ ÇÒÁäŒÙ ÇÒÁÊÒÁÒöàËÁÒÐÊÁ เนอื่ งจากความรเู ปน สงิ่ สาํ คญั ในการถา ยทอด ใหประชาชนไดเกิดความเขาใจ ในแตละชุมชนมีประชาชนที่มีพ้ืนฐานความรูแตกตางกันในบางพ้ืนท่ี ซึ่งมีประชาชนมีความรูขั้นมหาวิทยาลัยมากก็อาจจําเปนที่จะตองเลือกใชเจาหนาท่ีตํารวจท่ีมีความรู เทา เทียมกนั หากพ่้ืนทีใ่ ดท่ปี ระชาชนมีความรูปานกลางและขัน้ พ้ืนฐานก็อาจเลือกใชเ จาหนาทตี่ ํารวจ ท่ีมีความรูระดับตางๆ ผสมผสานกันเพื่อใหเหมาะสมกับพื้นท่ีได อยางไรก็ตามความรูในดานชุมชน สมั พนั ธน น้ั ทกุ คนจะตอ งไดร บั การฝก อบรมและปรบั พนื้ ฐานความรใู หเ ทา เทยี มกนั เพอื่ ทจี่ ะไดส ามารถ ทาํ งานแทนกันไดท ุกคน ÷. ¤ÇÒÁÃÙŒ¤ÇÒÁÊÒÁÒö¾ÔàÈÉ เปนสวนชวยเสริมงานดานชุมชนสัมพันธไดเปนอยางดี การอบรมหรือชี้แนะประชาชนในลักษณะการถายทอดความรูดานตัวบทกฎหมายหรือขอแนะนําตาม คมู อื ทแี่ จกจา ยแตเ พยี งอยา งเดยี วอาจไมป ระสบความสาํ เรจ็ เสมอไป แตถ า ตาํ รวจทเี่ ขา ไปปฏบิ ตั งิ านใน ชมุ ชนมีความรูพ ิเศษ เชน ชางไม ชางเครื่องยนต การเกษตร หรือแพทย ฯลฯ เปน ตน การชว ยเหลือ และรวมกิจกรรมกับประชาชนโดยใชความรูความสามารถพิเศษดังกลาว ยอมชวยสรางความเขาใจ ความเห็นอกเห็นใจ และสนับสนุนใหการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธไดผลดีย่ิงข้ึน ดังน้ันในทีมงานที่ทํา หนาที่ชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธควรจะมีเจาหนาที่ตํารวจท่ีมีความรูพิเศษดังกลาว อยางนอยหน่ึง คนเขา รวมงานดวย ¤³Ø ÊÁºμÑ ¢Ô ͧ¼ÙŒ»¯ºÔ ÑμÔ§Ò¹ªØÁª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸ ñ. ¤³Ø ÊÁºμÑ Ô·ÇÑè ä» ๑. มีความจรงิ ใจ ๒. มคี วามซื่อสตั ยส จุ ริต ๓. มีความรคู วามสามารถ ๔. มปี ฏภิ าณไหวพรบิ ดี ò. ¤³Ø ÊÁºμÑ àÔ ©¾ÒÐμÑÇ ๑. รจู ักใหเ กยี รตปิ ระชาชน ๒. มีมนุษยสัมพนั ธด ี ๓. มีวาทศิลปใ นการพดู โดยนําเอาหลักการพูดมาใชป ระกอบ คือ ๓.๑ พดู ถกู กาลเวลา คือ รวู า เวลาใดควรพูดไมควรพดู ๓.๒ พดู จริง คือ พูดตามความจรงิ ไมพดู โปปดมดเท็จ
๖๙ ๓.๓ พดู จาออนหวาน นา ฟง ไมระคายหู ไมหยาบคาย ๓.๔ พูดกอปรดว ยประโยชน เปนประโยชนต อ ผูฟ ง ๓.๕ พูดดวยเมตตาจติ พดู ดว ยความปรารถนาดี ไมดูถูกเหยยี ดหยาม ó. ¤Ø³ÊÁºμÑ Ô¾ÔàÈÉ ผทู าํ งานดานชุมชนสมั พันธตองปฏิบัติดงั น้ี ๑. แมน้าํ ๒. ดอกบัว ๓. กอไผ ๔. ตนสน ๕. ภเู ขา ¡ÒÃàÅ×Í¡¾¹×é ·èÕà»Ò‡ ËÁÒ การเลือกพื้นที่เปาหมายในการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธอาจพิจารณาเปาหมายออกเปน ๒ ลักษณะ คอื ๑) สว นชุมชน ๒) สวนกลมุ บุคคล ñ. ÇàÔ ¤ÃÒÐËμ ÒÁÊÀÒ¾ªØÁª¹ การปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธโดยพิจารณาจากลักษณะชุมชนน้ันมีความสําคัญ อยางมาก การกําหนดวาบริเวณพ้ืนท่ีใดควรเปนเปาหมายในการปฏิบัติงานดวยเหตุผลใดและจะได ประโยชนอยางไรตอการปองกันปราบปรามอาชญากรรม มีผลอยางยิ่งตอประสิทธิผลในการปฏิบัติ งานชุมชนสัมพันธซ่งึ ชมุ ชนนน้ั แบง ไดหลายชนดิ คอื ñ.ñ ªØÁª¹ÊÀÒ¾¾é×¹·Õè (Territorial Community) ไดแก พื้นที่ท่ีประชาชน อาศยั อยใู นขอบเขตเดยี วกนั โดยสภาพภมู ศิ าสตร หากประชาชนใดพกั อาศยั อยใู นบรเิ วณพน้ื ทด่ี งั กลา ว ก็ถอื วา อยใู นชุมชนน้นั ñ.ò ªÁØ ª¹μÒÁ¼Å»ÃÐ⪹à Nj Á¡¹Ñ (Interest Community) ไดแ ก การรวมตวั เปน ชมุ ชนขน้ึ มา เนอื่ งจากการมผี ลประโยชนอ ยา งเดยี วกนั รว มกนั โดยไมค าํ นงึ ถงึ สภาพภมู ศิ าสตรห รอื บริเวณท่ีมีขอบเขตอยางเล็ก ชุมชนน้ีอาจมีการขยายตัวไดกวางออกไปไดตราบเทาที่กลุมประชาชน ท่ีมีผลประโยชนอยางเดียวกัน มีความตองการแบบเดียวกันเพ่ิมมากข้ึน เชน ประชาชนตามตรอก ซอยตา งๆ ทมี่ าขบั ขร่ี ถจกั รยานยนตรบั จางอาจมาจากพน้ื ท่หี างไกล แตมีผลประโยชนเชน เดยี วกนั คอื มารวมกลมุ กนั เปน กลมุ รถจกั รยานยนตร บั จา งตามตรอกซอยตา งๆ หรอื กลมุ พอ คา หาบเรท มี่ าคา ขาย สนิ คา รวมกนั ตามยานชมุ ชนตางๆ เปนตน ñ.ó ªÁØ ª¹μÒÁ¤ÇÒÁ¼¡Ù ¾¹Ñ ´ÒŒ ¹¨μÔ ã¨ (Attachment Community) ไดแ ก ชมุ ชน ทป่ี ระชาชนมคี วามรสู กึ ผกู พนั ทเ่ี ขา อยใู นชมุ ชนนน้ั ๆ เปน ลกั ษณะของจติ ใจทม่ี คี วามผกู พนั กบั พนื้ ทนี่ นั้ ๆ มีความเต็มใจที่จะเขามาอยูในชุมชนนั้นๆ อยางมั่นคง เชน ชุมชนที่มักเปนที่รวมของชาวอีสาน หรือคนตางชาติ เปนตน
๗๐ รปู แบบทง้ั สามของชมุ ชนนใี้ นบางครง้ั ซา้ํ ซอ นกนั ชมุ ชนตามผลประโยชนบ อ ยครงั้ กระจาย อยูในชุมชนตามสภาพพื้นที่ เชน ชุมชนทองถิ่นหนึ่งอาจประกอบดวยชุมชนทางศาสนา ชุมชนธุรกิจ การคา ชมุ ชนหาบเร เปนตน การแบง แยกชนิดของชุมชนดงั กลา ว อาจมปี ระโยชนใ นการท่จี ะทราบถงึ ขอ เทจ็ จรงิ เกยี่ วกบั ประชาชนทอี่ าศยั ในพนื้ ทน่ี นั้ ๆ วา มคี วามสมั พนั ธก บั เพอื่ นบา นใกลเ คยี งกนั เพยี งใด และความเขาใจเหลาน้ีจะเปนประโยชนตอเจาหนาท่ีตํารวจในการใชดุลยพินิจพิจารณาความยากงาย ในการดําเนินงานชุมชนสัมพันธในทองท่ีใดทองท่ีหนึ่ง เชน ชุมชนตามความผูกพันยอมมีแนวโนมใน การใหความรว มมอื เพื่อประโยชนข องชมุ ชนไดง ายกวา ò. ÇÔà¤ÃÒÐËμ ÒÁÊÀÒ¾¾é×¹·Õè นอกจากการเลอื กชมุ ชนดงั ทไ่ี ดก ลา วมาแลว เพอ่ื ใหส ามารถบรรลเุ ปา หมายของงานชมุ ชน สัมพันธอยางแทจริง จําเปนท่ีตองมีการวิเคราะหพ้ืนท่ีในแงของปญหาอาชญากรรมและปญหาอื่นๆ ประกอบดวย ดงั น้ี ò.ñ ¡ÒÃÇàÔ ¤ÃÒÐË» Þ˜ ËÒÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ โดยการพจิ ารณาสถติ คิ ดที เี่ กดิ ในพนื้ ทเ่ี ปา หมาย วามีความถี่และสรางความเดือดรอนใหกับชุมชนเปาหมายมากนอยเพียงใด ถาในพื้นที่ใด มีความถ่ี ของอาชญากรรมสูง และประชาชนมีความหวาดหวั่นท่ีจะตองตกเปนเหยื่ออาชญากรรมมาก ชุมชน น้นั ถือวา เปน พ้ืนทซ่ี งึ่ จะตองนํางานชุมชนสมั พนั ธไ ปปฏบิ ัตเิ ปนการเรง ดว น ò.ò ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐ˻ޘ ËÒ¤ÇÒÁà´×Í´ÃÍŒ ¹ โดยการรบั ฟง คํารองเรยี นของประชาชน สอ่ื มวลชน ตวั แทนกลุมตา งๆ ในชมุ ชนเปาหมาย หรืออาจใชวิธีการสง เจาหนา ทเ่ี ขาไปสํารวจปญ หา ตา งๆ ของประชาชนในชมุ ชน โดยเฉพาะถา เปน ปญ หาความเดือดรอ นเกีย่ วกบั อาชญากรรม จําเปน ตอ งแสวงหาขอ เทจ็ จรงิ ใหป รากฏวา อาชญากรรมประเภทใดกอ ความเดอื ดรอ นบรเิ วณใด ปญ หาอยจู ดุ ใด อยา งไร ò.ó ¡Òþ¨Ô Òóһޘ ËÒ¤ÇÒÁàç‹ ´Ç‹ ¹ºÒ§»ÃСÒ÷¨èÕ Òí ໹š μÍŒ §ดาํ à¹¹Ô §Ò¹ªÁØ ª¹ ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ การพิจารณาแงน ีอ้ าจไมจาํ เปน ตองคํานึงถึงปญหาอาชญากรรมหรอื ปญหาความเดือดรอ น ของประชาชนในชมุ ชน เน่ืองจากบางกรณีอาจเปน งานนโยบายสาํ คัญ เชน การแกไ ขปญ หายาเสพติด หรือเปนงานเฉพาะหนา เชน ประชาชนในพื้นทมี่ ที ศั นคตไิ มด ตี อ ตาํ รวจและมแี นวโนมจะตอตา นการ ปฏบิ ตั งิ านหรอื ไมใ หค วามรว มมอื กบั ตาํ รวจ หรอื มปี ญ หาอาชญากรรมทาํ ใหส ะเทอื นขวญั ของประชาชน เชน มคี ดขี ม ขนื สงั หารโหดในบรเิ วณชมุ ชน ซงึ่ กรณเี หลา นม้ี คี วามจาํ เปน ตอ งใชง านชมุ ชนสมั พนั ธเ ขา ไป คลค่ี ลายปญ หาโดยฉบั พลนั เมือ่ ไดพ ิจารณาลักษณะของชมุ ชน ประกอบกบั การวิเคราะหพ น้ื ทดี่ งั กลาวแลว จะเห็นวา พื้นท่สี ว นใหญทจี่ ะถกู เลือกเปน เปาหมายในการดําเนินงานชมุ ชนสัมพนั ธ คือ ñ) ªÁØ ª¹·àÕè »¹š ¾¹×é ··Õè ÁÕè »Õ Þ˜ ËÒÍÒªÞÒ¡ÃÃÁʧ٠ประชาชนไดร บั ความเดอื ดรอ นเปน อยา งมาก เชน มีคดีลักทรัพย คดีวิ่งราวทรัพย และคดีชิงทรัพยเกิดข้ึนบอย เปนตน ชุมชนเปาหมายเหลาน้ี มีความจําเปนท่ีจะตองเขาดําเนินงานชุมชนสัมพันธ โดยคัดเลือกรูปแบบ วิธีการท่ีเหมาะสมกับพื้นที่
๗๑ และปญ หา โดยอาจจดั ชดุ ปฏบิ ตั กิ ารชมุ ชนสมั พนั ธเ ขา ไปเผยแพรว ธิ กี ารปอ งกนั อาชญากรรมตรวจเยย่ี ม หรอื เขา ไปใหค าํ แนะนําปรึกษาในการจัดระบบการปอ งกนั อาชญากรรมในพ้ืนที่ เปนตน ò) ªÁØ ª¹·èÕ໚¹Â‹Ò¹¸ÃØ ¡¨Ô Å‹ÍáËÅÁμ‹Í¡ÒÃà¡Ô´ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ เชน ศูนยการคา ธนาคาร รา นคา ทอง รา นเครอื่ งประดบั ฯลฯ ในชมุ ชนเหลา นรี้ ปู แบบทนี่ า จะเปน ประโยชนต อ งานชมุ ชนสมั พนั ธ คอื สมั มนาหาแนวทางรว มมอื ระหวา งชมุ ชนกบั ตาํ รวจในการปอ งกนั อาชญากรรม การกระตนุ ใหช มุ ชน เกดิ ความตนื่ ตวั ในการปอ งกนั การสรา งระบบรกั ษาความปลอดภยั ดว ยการบรหิ าร ความปลอดภยั และ การใชเ ทคโนโลยสี มยั ใหมช วย เชน สัญญาณเตอื นภัย ทีวีวงจรปด เปนตน ó) ªÁØ ª¹áÍÍ´Ñ ·ÁÕè »Õ ÃЪҪ¹¼ÁŒÙ ÃÕ ÒÂä´¹Œ ÍŒ ÂÃÇÁ¡¹Ñ Í‹٠การเขา ดาํ เนนิ งานชมุ ชนสมั พนั ธ กับพืน้ ทเี่ หลานี้ บางครั้งไมคอยไดรบั ความสนใจจากประชาชนเทาทคี่ วร เน่อื งจากประชาชนไมค อยมี เวลาและไมคอยเขา ใจงานชุมชนสัมพันธของตาํ รวจ ดงั นัน้ วธิ ที น่ี า จะไดผลควรเปน - การคนหากลุมผูนําชุมชนเพ่ือนํามาเปนแกนในการดําเนินงานและการสราง ความเขาใจกบั ประชาชนทองถิ่น - เนน การใชบรกิ ารของทางราชการโดยไมค ิดมลู คา - การชักนําหนวยงานตางๆ เขามาชวยในลักษณะที่ประชาชนจะไดรับบริการ จากหนว ยงานตา งๆ - สอดแทรกความรูเรอื่ งการปองกนั อาชญากรรมเขา ไปทลี ะนอย
๗๒ ô) ¾×é¹·«èÕ §èÖ Á»Õ Þ˜ ËÒ¾àÔ ÈÉ ไดแ ก พืน้ ที่ทมี่ ปี ญหาเรงดวน มคี วามจําเปน ตองดาํ เนนิ งาน ชุมชนสัมพันธ เชน เปนนโยบายของผูบังคับบัญชาท่ีตองการสรางศรัทธาจากประชาชนในพ้ืนที่นั้น หรอื เปน พน้ื ทที่ ม่ี ปี ญ หาอาชญากรรมทกี่ ระทบกระเทอื นตอ ขวญั ของประชาชน เปน ตน พน้ื ทเ่ี ปา หมาย เชน น้ี โดยปกติยงั ไมม ีความจาํ เปนเรง ดว นตอ งรีบดาํ เนนิ งานชุมชนสมั พนั ธแตมีปจจัยพเิ ศษทาํ ใหตอง ดําเนินงานชมุ ชนสัมพันธใ นทันที õ) ¾×é¹·ÕèËÁÙ‹ºŒÒ¹Ë‹Ò§ä¡Å ไดแก พ้ืนที่ชนบท ชานเมือง อยูหางไกลจากสถานีตํารวจ ในลักษณะพื้นท่ีเชนน้ีอาจจัดชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธเขาไปเยี่ยมใหความรูเก่ียวกับการปองกัน อาชญากรรม แนะนาํ การตดิ ตอ ใชบ รกิ ารทสี่ ถานตี าํ รวจหรอื หนว ยงานทกี่ ยี่ วขอ งเปา หมายการดาํ เนนิ งาน ในพ้ืนที่เชนนี้ สวนใหญจะมุงเนนการประชาสัมพันธสรางภาพพจนท่ีดีใหแกตํารวจ และหาขาวสาร ขอ มลู เก่ยี วกบั ความเปน อยแู ละสภาพปญ หาของชุมชน ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒáÅШ´Ñ ทํา¢ŒÍÁÙÅ·ŒÍ§¶èÔ¹ ขอมูลทองถ่ินเก่ียวกับตัวบุคคล สถานท่ี เสนทางเขา-ออก เปนเครื่องมืออันสําคัญยิ่ง สําหรับตํารวจทองท่ี และเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธที่จะนําขอมูลดังกลาวมาประกอบการ เตรยี มการการกาํ หนดแผนการปฏบิ ตั งิ านและการดาํ เนนิ งานดา นตา ง ๆ ฉะนนั้ ผบู รหิ ารงานชมุ ชนสมั พนั ธ และเจาหนาท่ีผูปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธจักตองทําการศึกษาขอมูลทองถิ่นของชุมชนอยางละเอียด ถถี่ ว นเพอื่ ทจ่ี ะไดส ามารถนาํ ขอ มลู ดงั กลา วไปใชใ หเ ปน ประโยชนใ นการดาํ เนนิ งานชมุ ชนสมั พนั ธต อ ไป ซงึ่ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตไิ ดเ คยกาํ หนดแบบฟอรม และสงั่ การใหส ถานตี าํ รวจทกุ แหง จดั ทาํ ขอ มลู ทอ งถน่ิ เกี่ยวกับภูมิประเทศและเหตุการณใหตรงความเปนจริงและทันสมัยอยูเสมอแลวตามหนังสือ ตร. ที่ ๐๖๐๘/๔๑๗๓ ลงวนั ที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๗ นอกจากนั้น เม่ือเจาหนาที่ชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธไดออกปฏิบัติงานในชุมชนพื้นท่ี เปา หมายแลว จกั ตอ งทาํ การศกึ ษาและจดั ทาํ ขอ มลู ทอ งถนิ่ เพม่ิ เตมิ เพอื่ ทจ่ี กั ไดน าํ มาใชป ระโยชนต อ ไป ท้ังในดานการดําเนินงานชุมชนสัมพันธ และการปองกันอาชญากรรมโดยทั่วไป ซึ่งในการแสวงหา ขอมูลทองถ่ินนั้น เจาหนาท่ีตํารวจชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธจําเปนตองใชปฏิภาณไหวพริบและ จงั หวะโอกาสที่เหมาะสม ในบางคร้งั อาจตอ งใชวิธีการสงั เกตจดจาํ แลว กลบั มาบนั ทึกเอาเองภายหลัง เพ่ือมิใหประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือเขาใจวาเจาหนาท่ีดังกลาวเขามาจับผิดรายละเอียดที่ สมควรรวบรวมนน้ั ไดมกี ารชีแ้ นะแลวตามหนงั สอื ตร. ท่ี ๐๖๐๘/๔๑๗๘ ลงวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๒๗ อยางไรกต็ ามสภาพเหตกุ ารณในแตล ะชมุ ชนยอ มแตกตา งกนั ออกไป ในบางชมุ ชนอาจมีความจาํ เปน ตองใชขอมูลบางอยางเพิ่มเติม ในขณะท่ีบางชุมชนอาจมีความตองการขอมูลนอยลงไป ท้ังน้ีขอมูล ทองถ่นิ ทีร่ วบรวมไวอ ยา งนอ ยควรมีสาระสําคญั ดังน้ี ๑. สภาพพนื้ ท่ีและประเภทของสถานท่ี ๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทอ งถ่ิน ๓. บุคคลสําคญั ในทองถิน่ หรอื บุคคลทนี่ าสนใจ
๗๓ ๔. บุคคลทต่ี อ งคอยสอดสองพฤตกิ ารณแ ละตดิ ตามความเคลอื่ นไหว ๕. บุคคลท่ีอาศัยอยูในบาน ๖. อาวุธทไี่ ดรับอนุญาต ๗. ยานพาหนะทใ่ี ชอ ยรู วมทั้งสตั วพาหนะท่อี ยใู นครอบครอง ๘. เสนทางเขาออกนาํ ไปสหู มูบา น ๙. วนั เดอื น ป ท่ีสาํ รวจ ๑๐. ชื่อผสู าํ รวจ ๑๑. ขอมลู ทเี่ ปล่ียนแปลงภายหลงั ลาํ ´ºÑ ¢¹Ñé μ͹¡ÒÃดําà¹¹Ô §Ò¹ªØÁª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸
๗๔ ñ. ¡Òþº»ÐàÂèÂÕ ÁàÂÕ¹áÅÐÃÇ‹ Á¡Ô¨¡ÃÃÁ สัมพันธภาพของมนุษย เร่ิมตนดวยการพบปะคุนเคยซึ่งกันและกัน “วิสาสาปรมาญาติ” (ความคนุ เคยเปน ญาติอยา งยิ่ง) ระดับความสมั พันธท ี่บุคคลจะมตี อ กนั นน้ั ยอ มขนึ้ อยกู บั ความใกลชิด ความเขาใจ และไววางใจซ่ึงกันและกัน ซึ่งความรูสึกดังกลาวจะเกิดขึ้นมาไดนั้น จักตองมีการพบปะ รว มกิจกรรมเปนพื้นฐานกอน ดังนั้นการออกพบปะเย่ียมเยยี นและเขา รวมกจิ กรรมกับผนู าํ ชุมชนและ ประชาชนของชดุ ปฏิบตั กิ ารชมุ ชนสัมพันธ จึงเปน วิธีการสรา งความเขาใจ ความไวว างใจ ความเชอื่ มนั่ ความเคารพนับถือ อันจะนําไปสูความรักและความศรัทธา อันจะเปนหนทางใหสามารถดําเนินการ ขั้นตอนตอไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ เชน ๑. เขาเย่ียมพบปะผูน ําชุมชนและประชาชนเปน รายบุคคลหรอื ทง้ั กลมุ ๒. เขา รว มกจิ กรรมตามประเพณแี ละเทศกาล รวมถงึ กจิ กรรมสาธารณกศุ ล และการพฒั นา ที่ชมุ ชนจดั ข้ึน ๓. เขารว มกิจกรรมปกติตามวถิ ีชีวติ ประจาํ วันในชุมชน ๔. แนะนําตนเองและช้แี จงเก่ยี วกบั งานชมุ ชนสมั พันธ ò. ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒªØÁª¹áÅÐÇàÔ ¤ÃÒÐË»˜ÞËÒªØÁª¹ การศึกษาชุมชนและวิเคราะหปญหาชุมชน เปนการเรียนรูและรูจักกับชุมชน ความรู ความเขาใจเก่ียวกับชุมชนทําใหสามารถอธิบายสถานการณตางๆ ของชุมชนอันเปนพื้นฐานของ การวางแผนการตดั สินใจ และดาํ เนินการกิจกรรมรว มกับชมุ ชนไดอ ยางเหมาะสมและสอดคลอ ง เชน การศึกษาขอมูลชุมชน, การสํารวจขอมูลเก่ียวกับทองถ่ินที่สัมพันธกับงานปองกันและปราบปราม อาชญากรรม อุบัติภัย และส่ิงแวดลอม, การสอบถาม การสัมภาษณผูนําหรือประชาชนหรือบุคคล ที่เก่ียวของ เพ่ือใหไดขอมูลที่ตองการหรือใชวิธีการเขารวมกิจกรรมในชีวิตประจําวันของชาวบาน
๗๕ โดยการอาศยั (รว มอยู รว มกนิ รว มนอน รว มศึกษา รว มแกปญหา) และใชช ีวิตรวมอยกู ับชาวบานใน กิจกรรมตางๆ โดยใชห ลัก ๕ รว ม คอื ñ. ÃÇ‹ Á¡¹Ô มกี ารพบปะสงั สรรค งานบญุ งานประเพณตี า งๆ ตามแตโ อกาสทเ่ี ออื้ อาํ นวย (หรอื ไดร บั เชญิ เพอ่ื เปน เกยี รต)ิ การรว มรบั ประทานอาหาร กข็ อใหด จู ากสถานภาพของชาวบา นกลมุ ชน อยาทําตัวเปนท่ีนาเบื่อหนายแกเจาภาพ (มีไกแตตํารวจจะกินหมู) มีอยางไรก็ควรกินอยางนั้นตํารวจ ตองทาํ ตนใหเ ปนคนเล้ยี งงา ยสันโดษ ò. ËÇÁÍÂÙ‹ ตํารวจควรทําตนใหเปนบุคคลท่ีอยูงายกินงาย อยาสรางปญหา เชน ชาวบานเขามีเส่ือมาใหนอนแตจะนอนฟูกตองคลุกคลีกับชาวบานหรือประชาชน (ตามแตโอกาส) ทาํ ตวั ใหเขา กบั ชาวบานเปนกนั เอง ó. ËÇÁ¤Ô´ ตํารวจหันหนาเขาไปหาประชาชนเพื่อรวมกันคิดรวมกันแกปญหาตางๆ ทช่ี าวบา นเขาเดือดรอนรวมคดิ ในทางริเริม่ สรางสรรค ô. ËÇÁทํา§Ò¹ ตํารวจควรรวมทํางานกับประชาชนในแตละกลุม แตละหมู เพ่อื การพัฒนาหมบู านถ่นิ ท่ีอยูอาศยั ของประชาชน การพัฒนาสถานที่ เชน วดั สง่ิ สาธารณประโยชน ตา งๆ ท่ชี าวบา นใชรว มกนั õ. ÃÇ‹ ÁÈ¡Ö ÉÒ ตาํ รวจควรเขา ไปรว มศกึ ษาถงึ ปญ หาตา งๆ ทปี่ ระชาชนไดร บั ความเดอื ดรอ น เพอื่ ใหก ารแนะนาํ เสนอแนะ โดยไมแ สดงความรงั เกยี จ ตอ งทาํ ดว ยความเตม็ ใจทาํ ดว ยความตงั้ ใจและ เสียสละ ó. ¡ÒûÃЪÁØ ÇÒ§á¼¹§Ò¹ÃÇ‹ Á¡ºÑ ¼ŒนÙ ําªØÁª¹áÅлÃЪҪ¹ การดาํ เนนิ กจิ กรรมตา งๆ ตอ งอาศยั พลงั ความรว มมอื รว มแรงใจกนั ของทกุ ฝา ยการประชมุ เปนกิจกรรมท่ีสามารถสรางความเขาใจในปญหาเน้ือหาสาระ รวมทั้งการมีสวนรวมในการแสดง ความคิดเห็น ซ่ึงการมีสวนรวมในการเลือกการตัดสินใจและการวางแผนนั้นเปนพ้ืนฐานของการ มสี ว นรว มในการปฏบิ ตั แิ ละรบั ผดิ ชอบรว มกนั นอกจากนก้ี ารประชมุ ยงั เปน การระดมสมอง และหลอมรวม ความคดิ ที่หลากหลายใหเ ปน หน่งึ เดยี ว เกดิ พลังสามคั คีสกู ารปฏิบตั ิและรับผดิ ชอบรว มกนั เชน ñ. »Ã¡Ö ÉÒËÒÃÍ× ¼นŒÙ าํ ·àèÕ ¡ÂÕè Ǣ͌ § เชน กรรมการฝา ยปอ งกนั และรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย ฝา ยสวัสดิการและสงั คมของหมูบาน รวมทั้งผูนาํ อืน่ ๆ เชน หัวหนา กลุม ครู ผนู าํ ศาสนา เพือ่ ประชมุ ปรกึ ษาหารอื เกย่ี วกบั การวางแผน วางโครงการจดั ทาํ กจิ กรรมดา นความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ อุบัตภิ ัยและยาเสพติดใหโ ทษ เปน ตน ò. ¡ÒûÃЪÁØ ã¹¢¹éÑ ¹ÍÕé Âã‹Ù ¹ÃÐÂТͧ¡ÒÃÃдÁ¤ÇÒÁ¤´Ô เพอ่ื ทาํ ความเขา ใจสถานการณ สภาพการณแ ละขอ มูลตา งๆ รวมกัน ó. ¡ÒûÃЪØÁ¤ÇÃãËŒ¼ÙŒนํา㹪ØÁª¹à»š¹¼ÙŒ¹Ñ´ËÁÒ และเปนเจาของเร่ืองชุดปฏิบัติ การชุมชนสัมพันธควรเปนผูประสานงาน ติดตอ และอํานวยความสะดวก พรอมสนับสนุนในสวน ทนี่ อกเหนอื ขีดความสามารถของผูน าํ ชมุ ชน
๗๖ ô. ãË·Œ »èÕ ÃЪÁØ กาํ ˹´¡Ãͺ¹âºÒÂ㹡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ ã¹ªÇÕ μÔ และทรพั ยส นิ บนหลกั การของการพง่ึ ตนเองของชุมชนและการรวมใจกันของทกุ ๆ ฝา ยท่ีเกี่ยวของ พรอ มท้ังกําหนด โครงการหรือแผนงานทสี่ ามารถลงมือปฏบิ ัติได ô. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡Òè´Ñ Ãкº§Ò¹áÅлÃÐàÁÔ¹¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ Á การเตรียมการจัดระบบงานและการตรวจสอบความพรอมในการปฏิบัติงานเปนปจจัยท่ี สาํ คญั มากเพอื่ ใหก าํ ลงั คนและบคุ ลากรทเี่ กยี่ วขอ งมคี วามพรอ มในการปฏบิ ตั งิ าน ระบบงาน แผนงาน และข้ันตอนในการปฏิบัติกระชับสอดคลองเหมาะสม วัสดุอุปกรณ เคร่ืองใชไมขัดของพรอมอํานวย ความสะดวกในการดําเนินการ ซ่ึงการเตรียมการจัดระบบงานและประเมินความพรอมเหลานี้ เปน รากฐานใหก ารปฏบิ ัติงานบรรลคุ วามสําเร็จอยา งมีประสิทธิผล เชน ๑. จดั เตรียมความพรอมทางดา นบุคคลโดยเฉพาะอยา งย่งิ คอื ขวัญกําลงั ใจ จิตสํานึก อุดมการณ ความรับผิดชอบ ความรูความสามารถ และทกั ษะในการปฏบิ ัติงานชมุ ชนสัมพนั ธ ๒. จดั เตรยี มความพรอ มดา นการจดั ระบบงาน การมอบหมาย และการแบง ภาระหนา ท่ี รับผิดชอบ ๓. จัดใหม ีการสาธติ การใชเคร่อื งมือเทคโนโลยีและวสั ดอุ ุปกรณต า งๆ ๔. จัดใหมีการประสานงานระหวางบุคลากรขององคกรและหนวยงานตางๆ เพ่ือไมให เกดิ ชองวา งขณะปฏบิ ัติงาน õ. ¡ÒÃá¹Ðนาํ ãËŒ¤ÇÒÁÃàŒÙ ¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹μ¹àͧáÅЪÁØ ª¹ การแนะนําใหความรูแกประชาชนเก่ียวกับการปองกันตนเองและชุมชนจากปญหา อาชญากรรม ยาเสพตดิ ใหโ ทษ อบุ ตั ิภัย และปญ หาอน่ื ๆ ท่เี กีย่ วขอ งกับปญ หาอาชญากรรมน้นั เปน วธิ กี ารปอ งกนั อาชญากรรมทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลมากทสี่ ดุ เมอื่ ประชาชนมคี วามรเู กยี่ วกบั การปองกันตนเองและชุมชนจากปญหาดังกลาว โดยไดเขาใจถึงท่ีมาของปญหา ผลเสียท่ีจะเกิดข้ึน ตอ ตนเอง ครอบครัวชมุ ชน ตลอดจนแนวทางการปอ งกนั แกไ ข และมีความรสู ึกรบั ผิดชอบในฐานะ สมาชกิ ของชมุ ชนแลว ปญหาตา งๆ ยอ มทีจ่ ะตองลดนอ ยหรือหมดไปในทสี่ ุด เชน ñ. ¡Òþº»Ð¾Ù´¤ØÂ¡Ñº»ÃЪҪ¹μÒÁà¤Ëʶҹ โดยสอดแทรกความรูเกี่ยวกับ การปองกันอาชญากรรม ยาเสพติดใหโทษ อุบัติภัย และปญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ในชวี ิตและทรัพยส ิน ò. »ÃÐÊÒ¹§Ò¹âçàÃÂÕ ¹ã¹·ÍŒ §¶èÔ¹ เพ่อื ขอใหจดั เวลาชว งส้ันๆ ใหช ดุ ปฏิบตั กิ ารชุมชน สมั พันธท ําการบรรยายใหค วามรกู ับนักเรยี น
๗๗ ó. ¨´Ñ ͺÃÁãˤŒ ÇÒÁÃŒáÙ ¡»‹ ÃЪҪ¹à¡èÕÂÇ¡ºÑ ó.ñ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ เชน การปองกันรักษาทรัพยสินในท่ีพักอาศัย การปอ งกนั การปลนทรพั ย การชงิ ทรพั ย การถกู ทาํ รายรางกาย การปอ งกนั การถูกลอ ลวง การลอลวง หญงิ การปอ งกนั การโจรกรรมรถยนตและรถจกั รยานยนต ฯลฯ ó.ò ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍغÑμÔÀÑ เชน การปองกันอัคคีภัย การใชรถใชถนนที่ปลอดภัย อบุ ตั ิเหตุ และการปอ งกนั อื่นๆ ó.ó ¡ÒÃãËŒ¤ÇÒÁÃÙàŒ ¡ÕèÂÇ¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô ãË⌠·ÉáÅСÒû‡Í§¡¹Ñ ö. ¡Òè´Ñ Ãкº»ÃÐÊÒ¹¤ÇÒÁËÇÁÁ×ÍÃÐËNjҧ»ÃЪҪ¹¡ºÑ ตาํ ÃǨ การประสานความรวมมือระหวางประชาชนกับตํารวจและการสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของตํารวจเพื่อแกปญหาอาชญากรรม ยาเสพติดใหโทษ อุบัติภัย และปญหาอ่ืนๆ ในชุมชน หลังจากที่ประชาชนในชุมชนไดมีความรูเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแกไขแลว คือ เปาหมาย สุดทายของงานชุมชนสัมพันธ แตการท่ีประชาชนกับตํารวจจะมีการประสานงานท่ีดี และแตละฝาย จะตอ งมคี วามรคู วามเขา ใจและเหน็ ชอบกบั ระบบการประสานงาน และดาํ เนนิ การตามระบบ ดงั กลา ว อยา งจรงิ จงั ดงั นนั้ ประชาชนกบั ตาํ รวจจงึ ตอ งเขา มามสี ว นรว มในการพจิ ารณาและจดั วางระบบประสาน ความรวมมอื ทด่ี ีและมีประสิทธภิ าพ เชน ๑. จดั การประชุมระหวา งผนู าํ ชุมชน ประชาชน และตํารวจ ขอความรว มมอื และชีแ้ จง เกยี่ วกับหนา ทข่ี องพลเมืองดี ตลอดจนวธิ ีการแจง ขาวสารใหกบั ตํารวจ ๒. จดั ตูร ับขา วสารความคิดเห็นและขอเสนอแนะของประชาชน ๓. นําขอเสนอแนะของประชาชนเกี่ยวกับระบบประสานงานและการสนับสนุน การปฏบิ ัติงานของตาํ รวจมาทําการปรับปรงุ ใหม ีประสทิ ธิภาพยิ่งขึ้น ๔. จัดระบบขอมูลเก่ียวกับผูใหขาวสารและการสนับสนุนการปฏิบัติงานของตํารวจ ใหมีความทันสมัยและตอเน่ือง โดยคํานึงถึงความปลอดภัยของผูใหขาวและสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของตํารวจเปน สาํ คญั ÷. ¡ÒÃμ´Ô μÒÁ¼Å »ÃÐàÁÔ¹¼ÅáÅСÒÃ»ÃºÑ »Ã§Ø á¡Œä¢ การวัดผลเปนข้ันตอนหน่ึงของกระบวนการทํางาน เปนข้ันสุดทายของการทํางาน วงจรแรกและเปนขั้นตอนแรกของวงจรการทํางานรอบที่สองตอไป การวัดผลทําใหไดทราบปญหา และขอมูลตางๆ เพื่อนําขอมูลเหลานั้นมาวิเคราะหและประเมินผลวาไดผลตรงตามวัตถุประสงค หรือเปาหมายมากนอยเพยี งใด การปรบั ปรุงแผนงานหรอื โครงการการปฏิบตั คิ รัง้ ตอไป เชน
๗๘ ñ. ÊÌҧà¤Ã×èͧÁ×ÍẺÊͺ¶ÒÁ ẺÊÑÁÀÒɳ แบบบันทึกในการเก็บขอมูล ผลกระทบตางๆ จากการดาํ เนินงานชุมชนสมั พันธ ò. μ´Ô μÍ‹ »ÃÐÊÒ¹§Ò¹¡ºÑ ˹Nj Â§Ò¹Ç¨Ô ÂÑ ËÃÍ× Ê¶Òº¹Ñ เชน วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ใกลเ คยี ง ใหชว ยเหลอื ดําเนินการติดตามประเมนิ ผลโครงการ ó. »ÃЪÁØ »Ã¡Ö ÉÒËÒÃÍ× ºØ¤Åҡ÷Õàè ¡ÕÂè Ç¢ŒÍ§ เชน ผูนําหมูบาน ผูน ํากลมุ กรรมการฝาย ตางๆ รวมทง้ั ประชาชนเพ่ือใหแสดงความคดิ เห็นตอ การปฏบิ ตั งิ านและใหข อ เสนอแนะตางๆ ô. ¨´Ñ ÊÑÁÁ¹ÒÃÐËNjҧ¼ŒÃ٠Ѻ¼´Ô ªÍº ผบู รหิ ารโครงการ นักปฏบิ ตั ิ นักวชิ าการ นักบรหิ าร และผทู เ่ี กีย่ วขอ งเพ่อื ประเมินสถานการณแ ละปรับปรงุ แกไขการทาํ งานในคร้ังตอไป õ. º¹Ñ ·Ö¡ÀÒ¾ ÊäÅ´ Ç´Ô âÕ Í áÅк¹Ñ ·Ö¡àÊÂÕ §
๗๙ ¢Ñé¹μ͹㹡ÒÃÊÃÒŒ §¡ÒÃÁÕʋǹÃÇ‹ Á¢Í§»ÃЪҪ¹à¾Íè× »‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ñ. ¤¹Œ ËÒ᡹นาํ áÅÐͧ¤¡Ã·ŒÍ§¶¹èÔ คนหาและสรางแกนนําในชุมชน โดยเนนการทํางานรวมกันระหวางเจาหนาที่ตํารวจ กบั ผนู าํ หมชู มุ ชนหรอื ชมุ ชน ผนู าํ องคก รทอ งถนิ่ ทป่ี ระชาชนใหก ารยอมรบั นบั ถอื โดยสรา งสมั พนั ธภาพ ระหวา งเจา หนา ทตี่ าํ รวจกบั แกนนาํ หรอื ผนู าํ กบั สมาชกิ ในชมุ ชน จะเปน จดุ เรม่ิ ตน ในการสรา งการมสี ว นรว ม ของประชาชนในชุมชน การดําเนินการในขั้นนี้อาจเริ่มจากการทําตารางบัญชีตัวแทนแกนนําของ ทุกภาคสวนในชุมชน จากน้ันพิจารณาวาผูใดจะสามารถเขามามีสวนรวมในการขับเคลื่อนชุมชน และชาวชมุ ชนใหการยอมรบั นบั ถอื ò. ¨Ø´»ÃСÒ¤ÇÒÁ¤Ô´ ตองใหความเชื่อถือในศักยภาพของแกนนําวา หากกระตุนใหแตละคนมีโอกาสใช ภูมิปญญา ใชความรูความสามารถอยางเต็มที่แลวเทากับเปนการสรางความเขมแข็งของชุมชน โดยอาจมกี ารอบรมเพมิ่ เตมิ ความรู นาํ แกนนาํ และชาวชมุ ชนไปทศั นศกึ ษาดงู านชมุ ชนทไี่ ดด าํ เนนิ การ แลว ประสบความสาํ เร็จ เพือ่ นาํ มาเปนแนวทางในการดาํ เนนิ การ ó. È¡Ö ÉÒ¾é×¹°Ò¹ªÁØ ª¹ จัดเวทีประชาคมในชุมชน จัดการประชุมกลุมยอย เพ่ือปรับแนวคิดของคนในชุมชน ใหร ูจกั คิดเอง ทําเอง และการใหโอกาสคนในชมุ ชนในการพดู การนําเสนอ การเขารวมกิจกรรม อาทิ การรว มกันนําเสนอประวตั ิศาสตรช มุ ชน การสํารวจขอมูล การจดั เกบ็ ขอ มลู ครวั เรอื น รายรับรายจา ย และการคนหาศักยภาพทุนของชมุ ชนในรูปแบบตา งๆ กระตนุ ใหช มุ ชนเห็นถึงสงิ่ ท่ไี มมใี นชุมชน ไมใช การเนน ใหเ หน็ วา ชมุ ชนขาดแคลนสงิ่ ใด การใหช มุ ชนรว มกนั คน หาองคป ระกอบทที่ าํ ใหช มุ ชนสามารถ ดํารงอยูไดโดยใชเวทีประชาคม รวมกันทําตารางบัญชี หรือแผนท่ีทุนชุมชน จําแนกตามประเภท อยา งละเอียด เชน ทนุ บคุ คล ปราชญชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู ทกั ษะ ภมู ิปญญาของชมุ ชน เปนตน ô. ÇàÔ ¤ÃÒÐË» Þ˜ ËÒªØÁª¹ áÅШѴลํา´Ñº¤ÇÒÁสํา¤ÑÞ·Õμè ÍŒ §á¡äŒ ¢ เปนการใชเวทีประชาคมใหชุมชนรวมกันเสนอปญหาท่ีเกิดข้ึนในชุมชน อาทิ การทะเลาะววิ าทของกลมุ เดก็ วยั รนุ ปญ หายาเสพตดิ ปญ หาเศรษฐกจิ และรว มกนั จดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั ความจําเปนเรงดวนของปญหาที่ตองดําเนินการแกไขกอน-หลัง นอกจากน้ี ใหเวทีประชาคมคนหา สาเหตแุ ละแนวทางในการแกไ ขปญ หา
๘๐ õ. ¡ÃÒ‹ §¡Ô¨¡ÃÃÁªØÁª¹ กําหนดกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติแลวบังเกิดผลเปนรูปธรรมได เชน มาตรการทางสังคม ของชุมชน โครงการพัฒนาผูนําชุมชนเพ่ือเพ่ิมศักยภาพในการปองกันอาชญากรรมและยาเสพติด โครงการคายผูนําเยาวชนปองกันอาชญากรรมและปญหายาเสพติด เพื่อชวยใหเยาวชนไดทราบถึง โทษของยาเสพติด เปนตน นอกจากนี้เจาหนาท่ีตํารวจและชุมชนตองสามารถจัดลําดับความสําคัญ และรวมพิจารณาวาแผน/โครงการใดชุมชนสามารถดําเนินการไดเองหรือตองขอรับการสนับสนุน จากองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ซ่ึงจะทําใหทุกคนในชุมชนไดรับรู รวมคิด รวมทํา รวมเปนเจาของ รว มรบั ผลประโยชนจ ากแผนงาน/โครงการทก่ี าํ หนดขน้ึ อยา งแทจ รงิ โดยกจิ กรรมโครงการตอ งดาํ เนนิ การ ในกรอบ ดงั นี้ ๕.๑ เปน กจิ กรรมเพอื่ การปอ งกนั อาชญากรรมและการกระทาํ ผดิ กฎหมายอยา งตอ เนอื่ ง รวมท้ังเผยแพรขอมูลขา วสารท่เี ปนประโยชน ๕.๒ ปรับปรุงกลไกทางกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับท่ีเอ้ืออํานวยใหภาคสวนตางๆ มารวมสนบั สนนุ การสง เสริมใหประชาชน ชุมชน มสี วนรว มในกิจการตาํ รวจ ๕.๓ กล่นั กรององคค วามรใู นชมุ ชน โดย ๕.๓.๑ รวบรวมขอ มลู ชุมชนใหเ ปนระบบและปรับปรุงใหทันสมยั ๕.๓.๒ จัดใหมีกระบวนการเรียนรูรวมกันในชุมชนอยางสมํ่าเสมอ รวมคิด รวมทํา รวมกําหนดแนวทางกิจกรรมการปองกันและแกไขปญหาอาชญากรรมในชุมชน โดยยึดหลัก การพง่ึ พาตนเอง โดยนาํ ขอ มลู ชมุ ชนมาวเิ คราะหห าปญ หาและสาเหตุ คน หากจิ กรรมเพอื่ นาํ ไปปฏบิ ตั จิ รงิ ๕.๔ สรา งภมู ิคุมกันใหชุมชน ๕.๔.๑ สนับสนุนการเสริมสรางชุมชนใหมีความม่ันคงในการดํารงชีวิตทั้ง ทางเศรษฐกิจและสงั คม ๕.๔.๒ แกไ ขสภาพแวดลอ มของชมุ ชนใหน า อยแู ละปลอดภยั ไมใ หเ ออ้ื ตอ การเกดิ อาชญากรรม ö. นาํ ¡¨Ô ¡ÃÃÁä»Ê‹Ù¡Òû¯ÔºμÑ Ô ปฏิบัติตามขอกําหนดและมาตรการโครงการที่ไดรวมกันจัดทําข้ึนตามขั้นตอนที่ ๕ เพอ่ื แกไขปญหาอาชญากรรมของชุมชน ÷. »ÃÐàÁ¹Ô ¼Å ใหม กี ารตดิ ตามประเมนิ ผล ในการเขา ดาํ เนนิ โครงการ โดยเจา หนา ทต่ี าํ รวจและชมุ ชน รว มกนั ประเมนิ ผลภายหลงั จากทดี่ าํ เนนิ โครงการไปแลว ชมุ ชนมคี วามสงบเรยี บรอ ย เกดิ ความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยสิน ลดความหวาดระแวงภัยและแกไขปญ หาอาชญากรรมไดเ พียงใด
๘๑ ÊÃØ» จากการนําขั้นตอนในการสรางการมีสวนรวมของประชาชนเพ่ือปองกันอาชญากรรม ซง่ึ เปน หลกั การชมุ ชนเขม แขง็ มาเปน แนวทางในการปฏบิ ตั ดิ า นการปอ งกนั อาชญากรรมและการรกั ษา ความสงบเรียบรอ ยในชุมชน ทาํ ใหประชาชนรูส กึ อบอุนใจเปน อยา งยิง่ ทม่ี ีเจาหนาที่ตํารวจคอยมาให คาํ แนะนาํ และดแู ลความเปน อยขู องประชาชนในชมุ ชน ตลอดจนการใหค วามเปน กนั เองกบั ประชาชน โดยเจาหนาท่ีตํารวจคอยเปนพี่เล้ียงและคอยใหคําแนะนําในการปองกันอาชญากรรมและการรักษา ความสงบเรยี บรอ ย ซง่ึ ในการดาํ เนนิ การดงั กลา วไดอ าศยั ความรว มมอื จากประชาชนทอ่ี าศยั อยใู นชมุ ชน คอยสอดสองดูแลชุมชนของตนเอง เพ่ือความสงบเรียบรอยของชุมชน และเปนการแบงเบาภาระให กับเจาหนาที่ตํารวจ เพราะปจจบุ นั กําลงั ขา ราชการตํารวจมีไมเ พียงพอทีจ่ ะไปดแู ลใหก ับประชาชนใน เขตพ้ืนที่รับผดิ ชอบไดอ ยา งทั่วถงึ การทใี่ หประชาชนชวยดูแลกนั เองก็จะเปนการปอ งกันอาชญากรรม ไดใ นระดบั หนงึ่ ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· ใหน กั เรยี นอธบิ ายขน้ั ตอนในการสรา งการมสี ว นรว มของประชาชนเพอื่ ปอ งกนั อาชญากรรม จาํ นวน ๗ ขน้ั ตอน
1
º··èÕ ø ¡ÒÃãËŒºÃ¡Ô ÒÃáÅШÔμÊÒ¸ÒóРÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ เพอ่ื ใหน กั เรยี นมคี วามรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั การใหบ รกิ ารและจติ สาธารณะวา การใหบ รกิ าร และจติ สาธารณะควรจะตอ งดาํ เนนิ การอยา งไรบา ง จงึ จะทาํ ใหผ รู บั การบรกิ ารมคี วามพงึ พอใจอยา งสงู สดุ º·นาํ การที่มนุษยในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะน้ันเปนเรื่องที่ยาก หากไมไดรับ การเล้ียงดูมาแบบสงเสริมหรือเอื้อตอการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเปนไปแบบ เห็นแกตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไมสนใจสังคมรอบขางคิดแตประโยชนแหงตนเทาน้ัน ชุมชนออนแอ ขาดการพัฒนา เพราะตางคนตางอยู สภาพชุมชนมีสภาพเชนไรก็ยังคงเชนน้ัน ไมเกิดการพัฒนา และย่ิงนานไปก็มีแตเสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยูในระดับสูง ขาดศูนยรวมจิตใจ ขาดผูนํา ที่นําไปสูการแกปญหา เพราะคนในชุมชนมองปญหาของตนเองเปนเรื่องใหญ ขาดคนอาสานําการ พฒั นา เพราะกลวั เสยี ทรพั ย กลวั เสยี เวลา หรอื กลวั เปน ทค่ี รหาจากบคุ คลอนื่ ดงั นน้ั การศกึ ษาแนวทาง และความสาํ คญั ของการมจี ติ สาธารณะเพอื่ ใหเ กดิ ในจติ สาํ นกึ ของเดก็ และเยาวชนนนั้ เปน เรอื่ งทส่ี าํ คญั ท่ีเราควรกระทําเพ่ือสังคมที่นาอยูตอไป ทั้งนี้เพราะเด็กชวงแรกเกิดจนถึงกอน ๑๐ ขวบ เปนชวงที่ เด็กมีความไวตอการรับการปลูกฝงและสงเสริมจริยธรรมเปนอยางยิ่ง เพราะเด็กยังเปน “ไมออนที่ ดัดงาย” ฉะนั้นการปฏิบัติตอเด็กอยางเหมาะสมกับพัฒนาการดานสังคมและดานจิตใจของเด็กจะ เปนการปองกันปญหาที่จะเกิดข้ึน เพื่อท่ีจะไดเปนพลเมืองที่ดีของสังคมกอใหเกิดความเขมแข็งของ สงั คม จะสง ผลใหก ารเมอื ง เศรษฐกจิ ศลี ธรรมในสังคมนน้ั ดีขึ้น ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¨ÔμÊÒ¸ÒóРจิตสาธารณะ หมายถึง ความรูสึกตระหนักของบุคคลถึงปญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทําให เกิดความรูสึกที่ปรารถนาจะรวมและมีสวนชวยเหลือสังคม โดยรับรูถึงสิทธิควบคูไปกับหนาท่ีและ ความรบั ผดิ ชอบ สาํ นกึ ถงึ พลงั ของตนวา สามารถรว มแกไ ขปญ หาได และลงมอื กระทาํ เพอื่ ใหเ กดิ การแกไ ข ปญ หาดว ยวธิ กี ารตา งๆ โดยการเรยี นรแู ละแกไ ขปญ หารว มกนั กบั คนในสงั คมเพราะการอยรู ว มกนั ในสงั คม ทุกวันนี้ จาํ เปน อยางยิง่ ทจี่ ะตอ งอาศัยความมนี า้ํ ใจไมตรี การเอือ้ เฟอ เผื่อแผ การชวยเหลอื เก้อื กูลกนั โดยไมหวงั ผลตอบแทน การดาํ รงชีวิตในสังคมท่มี กี ารชว ยเหลอื กันถงึ แมวาเรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณนั้น ไมไดมีความเกี่ยวของกับเราหรือเราไมไดเดือดรอนดวย แตก็เต็มใจท่ีจะแบงปนใหการชวยเหลือ เอ้ืออาทรกนั นัน่ คอื การแสดงความมจี ิตสาธารณะน่นั เอง
๘๔ พจนานกุ รมไทยฉบบั ของราชบณั ฑติ ยสถาน (ฉบบั พมิ พค รง้ั ที่ ๑๔ ปรบั ปรงุ -เพม่ิ เตมิ ใหม) พ.ศ.๒๕๓๗ ไดใ หค วามหมายของจิตสาธารณะ ไวดงั นี้ สาธารณ (สา-ทา-ระ-นะ) หรือ สาธารณะ มีความหมายวา ทั่วไป, เปนของกลาง สําหรับสวนรวม สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติไดใหความหมายของจิตสาธารณะ วาการ รูจักเอาใจใสเปนธุระและเขารวมในเรื่องของสวนรวมที่เปนประโยชนตอประเทศชาติ มีความสํานึก และยึดมั่นในระบบคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม ละอายตอส่ิงผิด เนนความเรียบรอย ประหยัด และมีความสมดลุ ระหวางมนุษยก บั ธรรมชาติ จากความหมายดังกลาวพอสรุปไดวา “จิตสาธารณะ” หมายถึง “ความรูสึกนึกคิดท่ีเปน สวนรวม” หรือพูดและฟง ไดง ายๆ วา “การตระหนักรแู ละคาํ นึงถงึ การมีสว นรวมรว มกนั การตระหนัก รูตนท่ีจะทําสิ่งใดสิ่งหน่ึงเพื่อเห็นแกประโยชนสวนรวมหรือการคํานึงถึงผูอ่ืนที่มีความสัมพันธที่เปน สังคมเดียวกัน เปนการแสดงออกเพื่อสังคมสวนรวม การบริการชุมชน การทําประโยชนเพ่ือสังคม ถา เปนวัตถหุ รือสง่ิ ของทุกคนสามารถใชป ระโยชนรว มกนั ได” ¤ÇÒÁสํา¤Ñޢͧ¨ÔμÊÒ¸ÒóРการที่มนุษยในสังคมจะแสดงออกซ่ึงการมีจิตสาธารณะน้ันเปนเรื่องท่ียาก หากไมไดรับ การเล้ียงดูมาแบบสง เสริมหรอื เออ้ื ตอ การเกิดพฤติกรรมการมีจติ สาธารณะ สงั คมกจ็ ะเปน ไปแบบเห็น แกตวั คือ ตวั ใครตวั มัน ไมส นใจสังคมรอบขา ง คิดแตประโยชนแหง ตนเทา นัน้ ชมุ ชนออนแอ ขาดการ พฒั นา เพราะตา งคนตา งอยู สภาพชมุ ชนมสี ภาพเชน ไรกย็ งั คงเชน นนั้ ไมเ กดิ การพฒั นา และยง่ิ นานไป กม็ แี ตเ สื่อมทรดุ ลง อาชญากรรมในชมุ ชนอยูในระดับสงู ขาดศูนยร วมจิตใจ ขาดผูน าํ ที่นาํ ไปสกู ารแก ปญหา เพราะคนในชมุ ชนมองปญหาของตวั เองเปน เรือ่ งใหญ ขาดคนอาสานําการพัฒนา เพราะกลวั เสียทรพั ย กลัวเสียเวลา หรือกลวั เปน ทคี่ รหาจากบคุ คลอ่นื ดังน้ันการศกึ ษาแนวทางและความสาํ คญั ของการมีจิตสาธารณะเพ่ือใหเกิดในจิตสํานึกของเด็กและเยาวชนนั้นเปนเรื่องสําคัญท่ีเราควรกระทํา เพื่อสังคมที่นาอยูตอไป ท้ังนี้เพราะเด็กชวงแรกเกิดจนถึงกอน ๑๐ ขวบ เปนชวงท่ีเด็กมีความไวตอ การรบั การปลกู ฝง และสง เสรมิ จรยิ ธรรมเปน อยา งยิ่ง เพราะเดก็ ยังเปน “ไมอ อนท่ดี ัดงา ย” ฉะนั้นการ ปฏบิ ตั ติ อ เดก็ อยา งเหมาะสมกบั พฒั นาการดา นสงั คมและดา นจติ ใจของเดก็ จะเปน การปอ งกนั ปญ หาท่ี จะเกดิ ขนึ้ เพอ่ื ทจ่ี ะไดเ ปน พลเมอื งทดี่ ขี องสงั คมกอ ใหเ กดิ ความเขม แขง็ ของสงั คม จะสง ผลให การเมอื ง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น
๘๕ ¡ÒÃÊÃÒŒ §¨μÔ ÊÒ¸ÒóÐã¹Ê§Ñ ¤Áä·Â ความเจริญรุงเรืองทางดานวัตถุในปจจุบันเปนสาเหตุท่ีทําใหสังคมโดยทั่วไปมีคานิยม ทใ่ี หค วามสาํ คญั ในการแสวงหาเงนิ ทองแสวงหาอาํ นาจบารมมี ากกวา ทจี่ ะใหค วามสาํ คญั ทางดา นจติ ใจ สังคมในปจ จบุ ันจงึ กลบั เสือ่ มโทรมลงอยา งเหน็ ไดชัดเจน ปญหาตางๆ ทีม่ มี ากมาย ดังนน้ั การปลูกฝง ความสํานึกใหกับบุคคลเพ่ือใหมีความรับผิดชอบตอตนเองและสังคมจึงควรท่ีจะเกิดข้ึนในสังคม ดวย เหตุน้ีในปจจุบันจึงมีการกลาวถึงคําวา “จิตสาธารณะ” เพ่ือใหผูคนไดตระหนักถึงความรับผิดชอบตอ สาธารณะมากกวา ตนเอง นน่ั หมายถงึ วา ทกุ คนตอ งมกี ารใหม ากกวา การรบั เพราะสงิ่ เหลา นถี้ า สามารถ ปลูกฝงใหเดก็ และเยาวชนไดตระหนกั สังคมยอ มไดร บั แตความสุขอยา งแนนอน คําวา “จิตสาธารณะ” จึงมีความสําคัญตอชีวิตและความเปนอยูของมนุษย โดยสวนรวมการปลูกฝงความสํานึกกับบุคคล ตา งๆ ใหม ีความรบั ผิดชอบตอ ตนเองและสังคมหรอื สาธารณะ จะเปนการสรางคุณธรรมจริยธรรมให เกดิ ข้นึ กบั บุคคลโดยท่ัวไป โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชนรวมท้งั ประชาชนท่วั ไป สิ่งเหลา นี้เปน เรอ่ื งที่เกิด ขนึ้ จากภายในกายของคน “จติ สาธารณะ” เปน ความสาํ คญั ในการปลกู จติ สาํ นกึ ใหผ คู นรจู กั การเสยี สละ การรว มแรงรว มใจรวมมือในการทําประโยชน เพ่อื สังคมและสว นรวม อีกท้ังจะชว ยลดปญหาทเ่ี กดิ ข้นึ กบั ตนเองและสังคม การชว ยกันพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ อันจะเปน หลักการในการดาํ เนนิ ชีวิต เปนการแก ปญหาและสรางสรรค เพ่อื ใหเ กิดประโยชนส ขุ กบั สงั คมอยา งไดผ ลเปน เชิงประจกั ษไ ด
๘๖ á¹Ç·Ò§¡ÒÃÊÌҧ¨μÔ ÊÒ¸ÒóРการสรางจิตสาธารณะเปนความรับผิดชอบในตนเอง แมวาจะไดรับการอบรมสั่งสอน ถา ใจตนเองไมย อมรบั จติ สาธารณะกไ็ มเ กดิ ฉะนนั้ คาํ วา “ตนเปน ทพี่ งึ่ แหง ตน” จงึ มคี วามสาํ คญั สว นหนง่ึ ในการสรางจิตสาธารณะ ถา ตนเองไมเ ห็นความสําคัญแลว คงไมม ีใครบงั คับได นอกจากใจของตนเองแลว แนวทางท่ีสําคัญในการจิตสาธารณะยังมีอีกหลายประการ ถาปฏิบัติไดก็จะเปน ประโยชนต อ ตนเองและสังคม ๑. สรางวินัยในตนเอง ตระหนักถึงการมีสวนรวมในระบบประชาธิปไตย รูถึงขอบเขต ของสิทธิ เสรีภาพ หนา ที่ ความรับผดิ ชอบตอ ตนเองและสงั คม ๒. ใหความสําคัญตอส่ิงแวดลอม ตระหนักเสมอวาตนเองคือสวนหน่ึงของสังคมตองมี ความรับผิดชอบในการรกั ษาส่งิ แวดลอ ม ซ่งึ เปน เรื่องของสว นรวมท้ังตอ ประเทศชาตแิ ละโลกใบนี้ ๓. ตระหนักถึงปญหาและผลกระทบท่ีเกิดข้ึนกับสังคม ใหถือวาเปนปญหาของ ตนเอง เชนกันอยางหลีกเล่ียงไมไดตองชวยกันแกไข เชน ชวยกันดําเนินการใหโรงงานอุตสาหกรรม สรางบอ พักนํ้าท้งิ กอนปลอยลงสแู หลง นํ้าสาธารณะ ๔. ยดึ หลกั ธรรมในการดาํ เนนิ ชวี ติ เพราะหลกั ธรรมหรอื คาํ สง่ั สอนในทกุ ศาสนาทน่ี บั ถอื สอนใหค นทาํ ความดที งั้ สนิ้ ถา ปฏบิ ตั ไิ ดจ ะทาํ ใหต นเองมคี วามสขุ นอกจากนยี้ งั กอ ใหเ กดิ ประโยชนต อ สังคมดวยทําใหเ ราสามารถอยูในสงั คมไดอ ยางมคี วามสขุ º·ÊÃØ» จติ สาธารณะ จงึ เปรยี บไดก บั ความรสู กึ นกึ คดิ ถงึ การเปน เจา ของในสง่ิ ทเ่ี ปน สาธารณะรว มกนั การใชส ทิ ธแิ ละหนา ทที่ จี่ ะดแู ล รวมทง้ั การบาํ รงุ รกั ษาสงิ่ ของทเ่ี ปน ของสว นรวมรว มกนั เชน การชว ยกนั ดูแลรักษาสิ่งแวดลอมโดยไมทิ้งขยะลงที่พื้นท่ัวไปตองทิ้งขยะในที่จัดไวให ไมทิ้งขยะลงในแหลงนํ้า การดูแลรักษาสาธารณสมบัติ เชน โทรศัพทสาธารณะ หลอดไฟฟาท่ีใหแสงสวางตามถนนหนทาง การใชน า้ํ ธรรมชาตแิ ละนาํ้ ประปาอยา งประหยดั รว มกนั การใชก ระแสไฟฟา สาธารณะใหเ กดิ ประโยชน อยางคมุ คาตลอดจนชว ยเหลือดแู ลผูต กทกุ ขไดย าก อันเปนการใหโอกาสกบั ผดู อ ยโอกาสตามสมควร แตตองไมทําใหตนเองและครอบครัวเดือดรอน และการชวยเหลือตองไมขัดตอกฎหมายบานเมือง
๘๗ อันเปนประโยชนของสวนรวม หากคนในสังคมขาดจิตสาธารณะแลว ก็จะเกิดผลกระทบมากมาย เชน ทําใหเกิดความเดือดรอนแกตนเองและผูอ่ืน ในครอบครัวมีความเปนนํ้าหนึ่งใจเดียวกันนอยลง แกง แยง ทะเลาะเบาะแวง เกดิ การแบง พรรคแบง พวก เหน็ แกต วั ชงิ ดชี งิ เดน เบยี ดเบยี นสมบตั ขิ ององคก ร เพือ่ มาเปน สมบัตขิ องตนเอง องคกรไมกา วหนา ประสิทธภิ าพและคณุ ภาพของงานลดลง ทําใหช มุ ชน เกิดความออนแอเพราะตางคนตางอยู ไมมีการพัฒนาย่ิงปลอยนานยิ่งทรุดโทรม เกิดอาชญากรรม ในชมุ ชน ขาดศูนยรวมจติ ใจ ขาดผนู ําทน่ี าํ ไปสกู ารแกปญหา เพราะแตล ะคนมองเหน็ เร่ืองของตนเอง เปน ใหญ เกดิ วกิ ฤตการณภ ายในประเทศบอ ยครงั้ และแกป ญ หาไมไ ด เกดิ การเบยี ดเบยี นทาํ ลายทรพั ยากร และสมบตั ิของสว นรวม ประเทศชาติลาหลัง ขาดพลังของคนในสงั คม เมือ่ นาํ มาตรการใดมาใชก ็ไมได ผลเนือ่ งจากไมไดร บั ความรวมมอื เกิดการแบง พรรคแบงพวก แกงแยง แขงขัน ทุจรติ คอรรัปชนั ทาํ ให เกดิ การเอารดั เอาเปรยี บระหวา งประเทศ ทาํ ใหเ กดิ ปญ หา เชน การสะสมอาวธุ การกลน่ั แกลง แกง แยง หรือครอบงาํ ทางการคาระหวา งประเทศเกดิ การรงั เกียจเหยยี ดหยามคนตา งชาตพิ ันธขุ องตนเองดูถกู ดังนั้นจิตสาธารณะหรือจิตสํานึกสาธารณะเปนสิ่งท่ีมีความจําเปน อันจะเปนประโยชน ในทกุ ระดับของสังคม ถาหากไดม ีการพฒั นาใหเ กดิ ข้นึ ไดอยางเขมแข็ง ตัง้ แตบคุ คลในระดบั ครอบครัว ท่ัวโลก ยอมสงผลดีในระดับที่สูงข้ึนเปนลําดับ และท่ีสําคัญที่สุดการสรางและปลูกฝงจิตสํานึกที่ดีน้ัน ตอ งสรา งกบั เดก็ และเยาวชน เพราะเดก็ สามารถรบั รใู นสง่ิ ทด่ี งี ามจากพอ แมท บี่ า น รบั รจู ากผหู ลกั ผใู หญ ผูนําชมุ ชน พระสงฆอ งคเ จา ดูแลลกู หลานในระดบั ชมุ ชนและสงั คม และสถาบันการศกึ ษาทน่ี อกจาก จะอบรมส่ังสอนทั้งดานวิชาการยังจะตองอบรมคุณธรรมจริยธรรมปลูกฝงใหเด็กและเยาวชนรูจักการ เสียสละ การใหมากกวาการรับอยางเดียวจะทําใหเด็กและเยาวชนพัฒนาจิตใจในการชวยเหลือผูอื่น มีความออ นนอ มถอ มตน เตรียมเขาสกู ารพฒั นาจิตใจตนเองสูจิตสาํ นกึ สาธารณะตอ ไปในอนาคต
๘๘ μÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÁÕ¨ÔμÊÒ¸ÒóТͧตําÃǨ ¼º.μÃ. ª¹×è ªÁ¹¡Ñ àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊºÔ ตาํ ÃǨ à¢ÒŒ ªÇ‹ ÂÃЧºÑ àËμäØ ¿äËÁŒ ¢³ÐÍÂã‹Ù ¹à¤ÃÍè× §áºº วนั นี้ (๔ ก.พ. ๒๕๖๒) พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจรญิ รองโฆษกสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ไดอ อกมาเปด เผยถงึ กรณผี ใู ชเ ฟซบคุ ชอื่ “Nat Natthaphon” ไดโ พสตข อ ความและภาพในลกั ษณะกลมุ นักเรียนนายสบิ ตาํ รวจจากศูนยฝกอบรมตาํ รวจภธู รภาค ๔ ไดแก นสต.ณฐั พล คาํ เสนา อายุ ๒๒ ป, นสต.อธพิ งษ จิตรศรีดํา อายุ ๒๒ ป, นสต.พงศกร ตะถา อายุ ๒๒ ป, นสต.ปญญาวฒั น ขามกอ น อายุ ๒๔ ป และ นสต.กติ ติศักดิ์ คาํ หาญ อายุ ๒๒ ป สงั กดั ศูนยฝ ก อบรมตาํ รวจภูธรภาค ๔ เขา ชวย ดบั เพลิงท่ีกาํ ลังลุกไหมรา นอาหารแหงหนง่ึ ในขณะท่สี วมเครือ่ งแบบอยนู ั้น จนกระทั่งเพลิงไดส งบลง ในพนื้ ท่ีจังหวัดขอนแกน วา เรื่องน้ี พล.ต.อ.จักรทพิ ย ชยั จินดา ผบ.ตร.รับทราบแลว ทานกลาวช่นื ชม กลมุ นักเรียนนายสบิ ตํารวจทกุ นายท่เี กีย่ วขอ งในการชวยเหลือเหตุเพลงิ ไหมท ่เี กิดขึน้ ดังกลา ว ท้ังนถ้ี อื เปน แบบอยางท่ดี ที เ่ี จาหนา ท่ตี าํ รวจทกุ นายพึงระลึก ตามอดุ มคตขิ องตํารวจภธู ร ๙ ประการอยูเสมอ รวมถงึ นาํ ไปปรบั ใชท งั้ ในสว นของการดาํ เนนิ ชวี ติ ใหม จี ติ สาธารณะ และเพอ่ื ประโยชนส ว นรวม แสดงให เหน็ ถงึ จติ ใจทจ่ี ะชว ยเหลอื บรกิ ารประชาชนของเจา หนา ทตี่ าํ รวจ ไหวพรบิ ปฏภิ าณในทกั ษะความสามารถ การประสานงานกับภาคสวนทีเ่ ก่ียวของ การชว ยเหลือผอู ่นื มี Police Mind ใสใจความทุกขรอนของ ประชาชน มปี ฏภิ าณไหวพรบิ โดยตอ ไปศนู ยฝ ก อบรมตา งๆ ในสงั กดั จะตอ งหมนั่ ฝก ซอ มนกั เรยี นนายสบิ หรอื ผเู ขา รบั การอบรมเพมิ่ เตมิ ใหม ที กั ษะและความชาํ นาญ รองรบั สถานการณฉ กุ เฉนิ ในการชว ยเหลอื ประชาชนใหไ ดอ ยา งทันทว งที
๘๙ ตาํ ÃǨ¨μÔ ÍÒÊÒ ทาํ ´âÕ ´ÂäÁË‹ Ç§Ñ Ê§èÔ μͺ᷹ à˹ç á¤Ã‹ ÍÂÂÁÔé ¨Ò¡¤¹·ÃèÕ Í¤ÇÒÁªÇ‹ ÂàËÅÍ× หลายๆ คนทขี่ บั รถอยใู นเขตพน้ื ท่ี สภ.เมอื งภเู กต็ จ.ภเู กต็ อาจจะเคยเหน็ เจา หนา ทต่ี าํ รวจจราจร นายหนง่ึ ทค่ี อยใหบ รกิ ารชารต แบตเตอรร ใี่ หก บั รถยนต รถจกั รยานยนต ทจ่ี อดอยรู มิ ถนนบอ ยครง้ั หรอื ทช่ี กั ชวนชาวบา นมาชว ยกนั เขน็ รถบสั ทจี่ อดเสยี อยกู ลางถนนเพอื่ ใหอ อกมาอยนู อกเสน ทาง เพอ่ื ไมใ ห เกิดปญหารถติด ซ่ึงเปนภาพที่สรางความประทับใจใหกับผูพบเห็นเปนอยางมาก รวมท้ังยังเปนการ ชวยสรางภาพลักษณที่ดีใหกับวงการตํารวจอกี ทางหน่งึ จนมกี ารนาํ ภาพไปโพสตใ นโลกโซเชยี ล จากการตรวจสอบพบวา เจา หนา ทต่ี าํ รวจนายน้ี คอื ส.ต.ต.เนตรพิรุณ สขุ ศรี เจา หนา ที่ ตํารวจจราจร สังกัดสถานีตํารวจภูธรเมืองภูเก็ต ซึ่งเปนเจาหนาท่ีตํารวจรุนใหมไฟแรงบรรจุเขาเปน ตํารวจเมื่อประมาณป ๒๕๕๘ ทีผ่ า นมา และเคยโดงดังในโลกโซเชียลมาแลวครัง้ หน่งึ ในการโชวฝ เ ทา เตน บบี อย เพอื่ สรา งสสี นั และคลายเครยี ดใหก บั ประชาชนทป่ี ระสบปญ หาการจราจรตดิ ขดั แตม าวนั น้ี จะพาไปรจู กั กบั ตาํ รวจหนมุ นายนี้ ทน่ี อกจากจะมคี วามตงั้ ใจทาํ งานเกนิ รอ ยแลว ยงั มคี วามเปน ตาํ รวจ จติ อาสาอกี ดวย
๙๐ ส.ต.ต.เนตรพิรุณ เลาใหฟงวา ตนเองเปนลูกชาวนา มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พอ ขบั รถจกั รยานรบั จา ง แตก ม็ คี วามใฝฝ น ทจี่ ะทาํ งานเพอ่ื ชว ยเหลอื คนอน่ื มาตลอดซงึ่ สมยั เรยี นมหาลยั กจ็ ะออกคา ยอาสาเพอ่ื ชว ยเหลอื คนทไ่ี ดร บั ความเดอื ดรอ นมาโดยตลอด กอ นทจี่ ะมารบั ราชการตาํ รวจ เคยฝนวาอยากที่จะเปนทหารเพราะจากขาวสารตางๆ จะเห็นภาพทหารออกไปชวยเหลือประชาชน ในทตี่ า งๆ แตเ มอื่ กอ นไมม ใี ครทจี่ ะมาชแี้ นะแนวทางใหก บั ตวั เองในการเดนิ ทางไปสคู วามฝน ตามทวี่ างไว นอกจากนน้ั สมยั เปน เดก็ สงิ่ ทพ่ี อ พรา่ํ บอกมาตลอดคอื ถา เรามปี ญ หาหรอื ตอ งการความชว ยเหลอื ใหไ ป หาตํารวจ เพราะตาํ รวจจะชวยเราได พอเรยี นจบก็ตัดสนิ ใจมาสอบเปน ตาํ รวจและไดเ ปน ตํารวจสมใจ ตนเองจึงไปศึกษาขอมูล เพราะจากการตรวจสอบพบวารถท่ีดับระหวางจอดรอไฟแดง สวนใหญจะมีปญหาเรื่องแบตเตอรี่ และจากการศึกษาพบวามีท่ีชารจแบตเตอรี่ แบบพกพาขาย ซง่ึ มขี นาดเลก็ สามารถใสใ ตเ บาะรถจกั รยานยนตน าํ ตดิ ตวั ไปไหมมาไหนไดส ะดวก จงึ ตดั สนิ ใจซอ้ื มาใช ดว ยงบประมาณของตวั เอง เพอื่ นาํ มาทดลองใชแ ละใหบ รกิ ารประชาชนทมี่ ปี ญ หาเรอ่ื งรถทจี่ อดเสยี บน ถนน ซง่ึ จากการทดลองใชพ บวา ไดผ ลสามารถแกไ ขปญ หารถตดิ ได และในการใหบ รกิ ารนน้ั ตนออกไป ใหบริการทั้งในเวลาราชการและหลังเวลาราชการ ซ่ึงก็ไดรับแจงเขามาตลอดเวลา เพราะตนสามารถ ไปถึงท่เี กิดเหตไุ ดอ ยา งรวดเร็ว ทําใหป ญ หารถตดิ ทเี่ กิดจากรถเสียลดลงแตก ารใหพาวเวอรแ บงคช ารจ แบตเตอรที่ ตี่ วั เองมอี ยพู บวา ยงั มขี นาดเลก็ สามารถใชไ ดก บั รถยนต รถเกง และรถจกั รยานยนตเ ทา นนั้ ยังไมรองรับรถบัส หรือรถขนาดใหญ ซ่ึงในภูเก็ตพบวารถบัสท่ีใหบริการนักทองเท่ียวมีจํานวนมาก เวลารถเหลานี้มปี ญหาบนถนนทําใหรถตดิ มหาศาล จงึ ไดไปศกึ ษาเพม่ิ เตมิ และพบวามีพาวเวอรแบงค ทม่ี กี าํ ลงั ไฟมากขน้ึ และตดั สนิ ใจซอ้ื มาเพอ่ื ใชใ นงานชว ยเหลอื ประชาชน ๑ ตวั ซง่ึ ตอ ไปนกี้ ส็ ามารถแกไ ข ปญ หารถเหลานีไ้ ดสวนหนึง่ อยางแนน อน ส.ต.ต.เนตรพริ ณุ ยงั ไดก ลา วตอ ไปวา การออกมาทาํ จติ อาสาดว ยการชว ยเหลอื ประชาชน น้ันตนไดทํามาต้ังแตสมัยเรียน และเหมือนกับอยูในสายเลือด นอกจากจะใหบริการชารจแบตฯ
๙๑ กบั ประชาชนแลว ตนยงั อยใู นกลมุ รถใหญซ งึ่ เปน กลมุ ทใ่ี ชเ วลาวา งในการขบั ขร่ี ถไปบรจิ าคสงิ่ ของใหก บั คนทก่ี าํ ลงั เดอื ดรอ น ซงึ่ สง่ิ ของทน่ี าํ ไปบรจิ าคเปน สงิ่ ของทส่ี มาชกิ ในกลมุ ชว ยกนั ซอ้ื มา กจิ กรรมเหลา น้ี ก็เปนกิจกรรรมท่ีทําตอเน่ืองกันมาตลอด ซ่ึงนอกจากจะนําของไปมอบใหกับคน หรือเด็กท่ีเคารอ อยา งมีความหวังแลว ทางสมาชกิ ในกลมุ ใหชว ยกันชี้แนะแนวทาง เสนทางในการเดนิ ไปสคู วามสําเร็จ ของเด็กๆ ดวย ส.ต.ต.เนตรพิรุณ ยังไดกลาวปดทาย วา การทํางานจิตอาสาของตนน้ันทําไดใจ แตไม หวังผลตอบแทนแตการออกไปชวยเหลือคนท่ีเดือดรอนแตละคร้ังก็แคตองการเห็นรอยย้ิมของคนท่ี ไดรบั ความชว ยเหลอื ยม้ิ ตอบกลับมาก็พอแลว และทุกคร้ังคดิ อยูเ สมอ วา ถาคนท่ปี ระสบเหตุเดนิ ทาง กลับถึงบานชา คนที่รออยูก็จะรอดวยความเปนหวง และกังวล จึงอยากชวยใหเคาสามารถเดินทาง ถึงบา นไดเรว็ ที่สุด ซ่ึงส่ิงเหลา น้พี อ - แม ไมเคยสอนดวยการบอกใหเ ราทาํ แตจ ะสอนโดยการทําใหดู และทํามาตลอด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236