Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Book17_หลักการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน

Book17_หลักการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน

Published by thanatphat2606, 2020-04-16 07:55:58

Description: Book17_หลักการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน

Keywords: Book17_หลักการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน

Search

Read the Text Version

๔๒ ๓. การปรับปรุงบุคลิกภาพภายนอกใหเหมาะสม เชน ปรับปรุงการแตงกายใหสะอาด เรียบรอย เหมาะสมกาลเทศะและบคุ คล ปรบั ปรงุ การใชส ีหนา ไมบ ึ้งตงึ ไมเครยี ด ฝกการใชสายตาให ดูออนโยน มีเมตตา ๔. มีมารยาทในการติดตอ สัมพนั ธ คนท่มี มี ารยาทดียอ มเปน บคุ คลทร่ี กั ใคร นานบั ถอื ๕. ควรปรบั ปรงุ การพูดจา ทัง้ การใชถอยคําสาํ นวนและนา้ํ เสยี ง ๖. ควรรกั ษาสญั ญา มคี วามรับผิดชอบตอคาํ พูดและการกระทําของตนเอง ๗. ควรรูจักใหแ ละรับทเ่ี หมาะสม ๘. คาํ นึงถงึ ความตองการของผอู ื่นเปนสาํ คญั ๙. ควรใหความสําคัญแกผอู ่นื ย่ิงกวาตนเอง ๑๐. ยงิ่ ใกลช ดิ สนิทกบั ใครมากเทาไรควรเกรงใจเขาใหมากขน้ึ เทานนั้ เพราะคนเรามักลืม รักษานา้ํ ใจคนทอ่ี ยูใกลช ิดเสมอ ๑๑. ไมค วรคาํ นงึ ถงึ ผลประโยชนข องตนเองจนลมื นกึ ถงึ จติ ใจของผอู น่ื ซงึ่ ทาํ ใหพ ดู จาและ แสดงทา ทที เ่ี ห็นแกตัวออกไป ÊÃ»Ø “มนุษยสัมพันธ” เปนประโยชนอยางยิ่งในการทํางานและการอยูรวมกันเปนสังคม เพราะชวยใหมนุษยเรียนรูที่จะยอมรับความคิดเห็นของผูอ่ืนและปรับตัวปรับใจใหรวมสังคม และรวมกิจกรรมกันอยางสันติสุข มนุษยสัมพันธเปนเสมือนมนตขลังชวยลดความเกลียดชัง แมศัตรู ผูมีผลประโยชนขัดกับเราก็จะกลับกลายไปในรูปเห็นอกเห็นใจ เปนมิตรภาพ เร่ืองรายกลายเปนดีได ไมวาจะติดตอสัมพันธกันในทางการงานหรือสวนตัว ก็จะเกิดผลดีมีประโยชนตองานอาชีพ และการดําเนินชีวิต อุปสรรคความยุงยากจะเรียบรอยราบร่ืน การมีมนุษยสัมพันธที่ดีน้ันจะชวย ใหเกิดประโยชนตอตนเองและสวนรวม ในแงประโยชนตอตนเอง บุคคลที่มีมนุษยสัมพันธท่ีดีกับ เพ่ือนจะกอใหเกิดความเขาใจและความเห็นใจซ่ึงกันและกัน ชวยเหลือกัน สามารถสมาคมกับบุคคล ในระดับตางๆ ไดดี ประสบความสําเร็จในการศึกษาและการประกอบกิจกรรมหรือการอาชีพ ในแงสวนรวม การมีมนุษยสัมพันธท่ีดีจะชวยสรางความสามัคคีกลมเกลียวขึ้นในหมูคณะ รวมใจกัน ทํางานใหสําเร็จลุลวงไปดวยดีโดยปราศจากขอขัดแยง สามารถอาศัยอยูรวมกันอยางมีความสุข และในทีส่ ดุ จะชวยพัฒนาใหสังคมและประเทศชาติเจรญิ กาวหนา ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ÒŒ º· ใหน กั เรยี นบอกเทคนคิ การสรา งมนษุ ยสมั พนั ธท ด่ี ี และจะนาํ ไปใชป ระโยชนใ นการปฏบิ ตั ิ หนาท่มี า ๑ เทคนคิ

º··èÕ õ ¡Ãкǹ¡ÒáŋØÁÊÑÁ¾¹Ñ ¸á ÅСÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×Í㹡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÕÁ ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤ เพ่ือใหนักเรียนทราบเกี่ยวกับกระบวนการกลุมสัมพันธและการสรางความรวมมือ ในการทํางานเปน ทีม ¡Ãкǹ¡ÒáÅÁ‹Ø ÁÒ¨Ò¡ÀÒÉÒÍѧ¡ÄÉÇÒ‹ Group Dynamics Group หมายถงึ บคุ คลตงั้ แต ๒ คนขนึ้ ไป ทาํ งานรวมกนั เพื่อจุดประสงคอันเดียวกัน Dynamics หมายถึง การเคลื่อนไหว เปล่ียนแปลง ไมอ ยนู ิ่ง เมื่อรวมกันเปน Group Dynamics จึงหมายถึงความเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลงของ ความสมั พันธภายในกลมุ ซึ่งกําหนดเรียกเปนคําไทยวา “กลมุ สัมพันธ” ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¡Ãкǹ¡ÒÃ¡ÅØ‹Á ความหมายของกระบวนการกลมุ ก็คือ ความรูและหลักการตางๆ ที่อธิบายถงึ พฤตกิ รรม ของกลุมหรือเปนศาสตรหน่ึงที่ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมของกลุม วิชากระบวนการกลุมจะอธิบายถึง การเปลยี่ นแปลงภายในกลมุ เปน การศกึ ษาถงึ พลงั หรอื สภาพการณต า งๆ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ กลมุ เปน สว น รวม รวมถงึ พฤติกรรมของบุคคลในกลุมท่ถี ูกกลอมเกลาจากประสบการณข องกลุม ÅѡɳзสèÕ ํา¤ÞÑ ¢Í§¡ÅÁ‹Ø ô »ÃСÒà ไดแ ก ๑. การมีปฏิสัมพันธทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต ๒ คนขึ้นไป มคี วามเกยี่ วขอ งกนั ในกจิ การของกลมุ ตระหนกั ในความสาํ คญั ของกนั และกนั แสดงออกซงึ่ การยอมรบั การใหเ กยี รตกิ นั สาํ หรบั กลมุ ขนาดใหญม กั มปี ฏสิ มั พนั ธก นั เปน เครอื ขา ยมากกวา การตดิ ตอ กนั ตวั ตอ ตวั ๒. มีจุดมุงหมายและเปาหมายรวมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุมจะมีสวนกระตุน ใหเกิดกิจกรรมรวมกันของกลุม โดยเฉพาะจุดประสงคของสมาชิกกลุมที่สอดคลองกับองคการ มกั จะนํามาซึ่งความสาํ เรจ็ ของการทาํ งานไดง า ย ๓. การมโี ครงสรา งของกลมุ หมายถงึ ระบบพฤตกิ รรม ซง่ึ เปน แบบแผนเฉพาะกลมุ สมาชกิ กลุมจะตองปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติของกลุม ซึ่งอาจจะเปนกลุมแบบทางการ (Formal Group) หรอื กลมุ แบบไมเ ปน ทางการ (Informal Group) กไ็ ด สมาชกิ ทกุ คนของกลมุ จะตอ งยอมรบั และปฏบิ ตั ิ ตามเปน อยา งดี สมาชกิ กลมุ ยอ ยอาจจะมกี ฎเกณฑแ บบไมเ ปน ทางการ มคี วามสนทิ สนมกนั อยา งใกล ชดิ ระหวางสมาชกิ ดว ยกัน

๔๔ ๔. สมาชิกมีบทบาทและมีความรูสึกรวมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในแตละกลุม จะมีความแตกตางกนั ตามลกั ษณะของกลุม รวมท้งั ความรูความสามารถของสมาชิก โดยมีการจดั แบง บทบาทและหนา ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบ กระจายงานกนั ตามความรคู วามสามารถและความถนดั ของสมาชกิ ËÅ¡Ñ ¢Í§¡Ãкǹ¡ÒÃทาํ §Ò¹¡ÅØÁ‹ ดงั น้ี ๑. เลือกหวั หนากลุม ๒. กําหนดวัตถปุ ระสงคก ารทํางาน ๓. การวางระเบยี บในการทาํ งาน ๔. การวางแผนงาน ๕. การวางขนั้ ตอนในการทาํ งาน ๖. ความสําคญั ของการแบงงาน ๗. หลักการแบงงานและมอบหมายงาน ๘. การทาํ งานตามแบบ ๙. การติดตามและปฏบิ ัติงาน ๑๐. การตรวจสอบผลงานเปน ระยะ ๑๑. การใหข อติชมในการทาํ งาน ๑๒.การแกป ญ หา ๑๓.การประเมนิ ผลงานและปรับปรุงงาน »ÃÐ⪹¢ ͧ¡ÒèѴ¡Ô¨¡ÃÃÁ¡Å‹ÁØ ÊÑÁ¾Ñ¹¸ ๑. เพื่อใหผเู ขา รับการอบรมมสี วนรว มในการเรียนรอู ยางเตม็ ที่ ๒. การสรางประสบการณการเรียนรูจากกิจกรรมจะชวยใหผูเขารับการอบรมรูจัก และสนใจตัวเองดียงิ่ ขึน้ ๓. สรา งบรรยากาศการเรยี นใหผ เู ขา รบั การอบรมสนกุ สนาน ไมเ กดิ ความรสู กึ วา ถกู สอน และสามารถเรยี นรไู ดใ นระยะเวลาอันสั้น ๔. เปนแนวทางในการพัฒนาบุคลากร และการรูจ ักแกปญ หาทงั้ สว นตัวและสวนรวม ๕. ชวยใหเกดิ ทศั นคติท่ดี ตี อ กัน มคี วามเขาใจ เหน็ ใจกนั ลดการขดั แยง ๖. ชวยสงเสริมใหก ารทํางานรวมพลงั กันเปน ทีมไดอยางมีประสทิ ธภิ าพ ๗. ชวยใหผลงานเปนไปตามเปาหมายและไดมาตรฐาน เปนการเสริมสรางพลัง ขององคก รโดยบคุ ลากรทม่ี ีประสิทธิภาพ ๘. ชวยสงเสริมในการพัฒนาการดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และผอนคลาย ความตงึ เครยี ด

๔๕ ¡ÒÃทํา§Ò¹à»¹š ·ÕÁ ในการทํางานเปนกลุมนั้น ยังมีการทํางานอีกลักษณะหน่ึงอยูในการทํางานเปนกลุม คอื การทาํ งานเปน ทมี ยอ ย ซง่ึ จะมลี กั ษณะทลี่ ะเอยี ดและชดั เจนในการดาํ เนนิ งาน สง ผลใหม ปี ระสทิ ธภิ าพ มากขน้ึ การทํางานเปนทีม (Teams Work) หมายถึง การทาํ งานรว มกนั ต้ังแต ๒ คน ข้ึนไป โดยมีการ กาํ หนดบทบาทของสมาชกิ คอื บทบาทผนู าํ บทบาทสมาชกิ มกี ารวางแผน ตง้ั เปา หมายในการทาํ งาน รว มกนั สมาชิกในทมี มีความสมั พันธต ดิ ตอสื่อสาร มีความสามคั คี มคี วามผูกพนั เหน็ ประโยชนส ว น รวมมากกวาสวนตน ชว ยกนั แกปญหาเพื่อใหงานบรรลวุ ัตถุประสงค เพื่อใหก ารทาํ งานมีประสทิ ธภิ าพ โดยปกตคิ นสวนใหญจ ะคิดวา กลุมและทีมมคี วามหมายเหมอื นกันและเปน เรอ่ื งเดยี วกนั ซึ่งก็มีสวนถูกอยูมากในความหมายทั่วๆ ไปที่ไมลึกซ้ึง แตในทางปฏิบัตินั้นกลุมและทีมมีความหมาย แตกตางกัน หากกลาวโดยงา ยก็คือทมี เปน กลมุ ประเภทหนึง่ ที่มีการกอตั้งอยา งเปน ทางการ สมาชกิ มี การรวมตัวกนั อยางมีเปาหมาย มักจะมรี ะยะเวลารวมตัวกนั ทแ่ี นน อนและชัดเจนมโี ครงสรา งทชี่ ดั เจน มกี ารวางแผนการปฏบิ ตั งิ านรว มกนั อยา งเปน ระบบ มกั มคี วามคงทนของการคบหานานกวา กลมุ ทวั่ ๆ ไป การทาํ งานรว มกนั ในกลมุ หรอื องคก รเราสามารถพบเหน็ บคุ คลทมี่ ที ง้ั เจตคตแิ ละนสิ ยั ปฏบิ ตั งิ าน ท่ีแตกตางกัน ทําใหเกิดความขัดแยงในการทํางานรวมกัน ดังนั้นในการทํางานรวมกัน จึงตองอาศัย องคประกอบหลายประการดวยกันท่ีจะทําใหสามารถประสบความสําเร็จในการทํางานอยางแทจริง น่ันก็คือ งานสําเร็จคนมีความสุขในการทํางาน ทั้งในลักษณะของคนในกลุมท่ีเราพบเห็นนั้นสามารถ สรุปลกั ษณะไดดงั นี้ (Ramsey, Walker and Harris, ๑๙๙๔) ๑. ผูท่ีเห็นแกประโยชนคนอ่ืนเปนท่ีต้ัง (Altruism) ไมเห็นแกประโยชนตนเอง พรอ มจะชว ยเหลอื บคุ คลอื่นๆ ในเรอื่ งงานหรอื ปญ หาทเี่ กี่ยวพนั กับงาน ๒. ผทู รี่ จู กั ผดิ ชอบ ปฏบิ ตั ติ นอยา งถกู ตอ งตามทาํ นองคลองธรรม (Conscientiousness) ไดแ ก คนทต่ี รงเวลา ใหความสําคัญตอ บรรทัดฐานในการทาํ งานของกลมุ ปฏิบตั ิงานตามกฎระเบยี บ ขอ บังคับของหนว ยงาน

๔๖ ๓. ผูทีส่ ุภาพ ออนโยน มีอัธยาศยั เอ้ือเฟอ เผื่อแผ (Courtesy) รวมไปถึงคนทคี่ าํ นึงถงึ จิตใจของผูอื่น เคารพในสทิ ธขิ องผอู น่ื ๔. ผทู ่มี นี ้าํ ใจนักกีฬา (Sportsmanship) เปนผูท ีห่ ลีกเลี่ยงการบนวา ตาํ หนติ ิเตยี นผอู นื่ การพูดใหขุนใจ การนินทาวาราย ๕. ผทู ่บี ริสุทธ์ใิ จ มงุ ทําแตค วามดีกับผูอื่น (Civic virtue) ¾²Ñ ¹Ò¡Òâͧ·ÕÁ§Ò¹ โดยท่ัวไปการจัดต้ังทีมงานมักจะมีวงจรชีวิตของทีม ๕ ข้ัน ดังตอไปน้ี (ณัฏฐพันธ เขจรนนั ทน, ๒๕๔๕) ¢¹éÑ ·èÕ ñ การกอตัว เปนข้ันตอนเริม่ ตน ของการกอตงั้ ทีม โดยการรวบรวมบคุ คลตางๆ เขา มาเปน สมาชิก ¢Ñ¹é ·èÕ ò การสรางปฏิสัมพันธ เปนขั้นท่ีใหสมาชิกไดเรียนรูและปรับตัวที่จะทํางาน รวมกัน ขัน้ น้จี ะทาํ ใหท มี เกดิ ความเขมแขง็ ไดถ า หากสมาชกิ สามารถปรบั ตัวเขา กนั ไดด ี ¢éѹ·Õè ó การสรางบรรทัดฐาน สมาชิกจะรวมกันกําหนดกฎเกณฑตางๆ ของการอยู และปฏิบัติงานรวมกัน อาจจะเปนทางการหรือไมเปนทางการ โดยที่สมาชิกจะตองมีการประสาน ความแตกตา งระหวางบุคคลเพือ่ เขา สูข้นั ตอนการทํางานและการเติบโตของทมี ¢Ñ¹é ·èÕ ô การปฏิบัติงาน สมาชิกในทีมตางมีความเขาใจ ผูกพัน และสามัคคีระหวาง กันโดยสมาชิกจะไมแสดงเพียงแตความสนใจในการทํางานของตนเองและทีมงานใหดีเทานั้น แตจ ะใหค วามสนใจกบั ความตอ งการหรอื ปญ หาสว นตวั ของสมาชกิ คนอนื่ โดยพยายามทาํ ความเขา ใจ และใหความชวยเหลืออยา งเตม็ ที่ ซงึ่ ความเปนอนั หนึ่งอนั เดยี วกันของสมาชิกในทมี จะชว ยใหในทมี มบี รรยากาศในการทาํ งานทดี่ ี ผลงานกา วหนา และทาํ ใหก ารปฏบิ ตั งิ านของทมี มผี ลผลติ ภาพสงู มากขน้ึ ¢Ñ¹é ·Õè õ การแยกตวั เปน ขน้ั ตอนสดุ ทา ยในวงจรของทมี ซงึ่ เกดิ ขนึ้ กอ นทที่ มี งานจะแยก ยายกันไปปฏิบัติงานหรือใชชีวิตตามทางของตน หลังจากที่ทีมงานประสบความสําเร็จในเปาหมาย รวมกัน ซ่ึงสมาชิกแตละทีมจะตองตระหนกั ถึงการแยกตวั และมกี ารวางแผนสําหรบั กิจกรรมท่กี ําลังจะ จบลง เพ่ือสมาชิกจะแยกยายกลับไปปฏิบัติงานตามหนาที่และความรับผิดชอบเดิมท่ีเคยทํามา หรือ เขารวมเปนสมาชิกของทีมงานในการแกไขปญหาอื่นตอไป โดยสมาชิกจะเรียนรูและมีประสบการณ ในการทาํ งานรว มกนั ซงึ่ จะเปน ประโยชนใ นการเขา เปน สมาชกิ และปฏบิ ตั เิ ปน ทมี ในอนาคต ในชวี ติ จรงิ จะมีหลายทีมท่ีถึงแมเสร็จส้ินภารกิจแลว และสมาชิกตางก็แยกยายไปคนละทิศละทางแตก็ มคี วามผูกพันทจ่ี ะกลับมาพบกนั หรอื ระลึกถงึ กนั อยเู สมอ

๔๗ ÃٻẺ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ Larson & Fasto (๑๙๘๙) ไดเสนอรูปแบบพฤตกิ รรมของการทํางานเปนทีม ๓ รปู แบบ ดังน้ี ๑. ทีมท่ีรวมกันแกปญหา ตองการใหสมาชิกของทีมมีความรวมมือเปนอันหนึ่ง อันเดียวกัน สมาชิกแตละคนตองเช่ือม่ันวาทีมจะทํางานอยางสอดคลองกันในการแกปญหา สมาชิก ของทีมตองใหความไววางใจซึ่งกันและกันในระดับสูงในกระบวนการแกปญหารวมกัน และมุงเนน ประเด็นทต่ี องแกป ญหามากกวา ขอสรปุ ท่อี าจเกดิ ขนึ้ กอ นแลว ๒. ทีมสรางสรรค เปนพฤติกรรมการทํางานเปนทีมที่คนหาทางเลือกท่ีเปนไปไมได ดวยจุดประสงคกวางๆ ในการพัฒนาผลงานใหมๆ ปจจัยสําคัญในการทํางานเปนทีมลักษณะนี้คือ ความเปน อสิ ระในการทาํ งาน อาจเปน ในแงข องความเปน อสิ ระจากกฎระเบยี บ มาตรการ ขอ บงั คบั ตา งๆ บวกกับการมบี รรยากาศในการทาํ งานที่จะไมเปน ตวั ทาํ ลายความคิดสรางสรรค ๓. ทีมงานท่ีทํางานอยางมียุทธวิธี ทีมงานแบบน้ีจะทํางานไดอยางประสบความสําเร็จ หรือไมขึ้นอยูกับระดับความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม ความเขาใจท่ีชัดเจนวาใครตองทําอะไร และมาตรฐานการทํางานที่เปนทเ่ี ขา ใจแจม ชดั พฤตกิ รรมการทํางานเปนทีมลักษณะนี้ ตอ งมีแผนงาน ทถี่ ูกเตรยี มการอยางดี มีการกาํ หนดบทบาทและลกั ษณะงานของแตล ะคนอยา งชดั เจน ËÅ¡Ñ ¡ÒÃทาํ §Ò¹à»š¹·ÕÁ Mclntyre & Salas (๑๙๙๕) ไดระบุหลักการของการทํางานเปนทีมไว ๕ ประการ สาํ คัญดังน้ี »ÃСÒ÷Õè ñ สมาชิกในทีมตองมีการตอบรับและยอมรับผลสะทอนหรือการตอบรับ ของสมาชิกอ่ืนๆ ในทีม ทีมงานที่มีประสิทธิภาพตองใหสมาชิกในทีมรูสึกสบายใจท่ีจะใหการตอบรับ น่ันคือ บรรยากาศของการทํางานตองไมเปนอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางตอการที่สมาชิกจะใหปฏิบัติ กิริยาตอบรับหรือการแสดงความคิดเห็นใดๆ ถาผูนําทีมแสดงการยอมรับการวิพากษวิจารณในทาง สรา งสรรคข องสมาชกิ ในทีม ก็เปน การสรางบรรทดั ฐานทดี่ ีในการทํางาน

๔๘ »ÃСÒ÷Õè ò การทํางานเปนทีมตองมีความเต็มใจ การเตรียมตัว และการเตรียมใจ ท่ีจะสนับสนุนสมาชิกในทีมดวยกันระหวางการดําเนินงาน การทํางานเปนทีมท่ีดี สมาชิกในทีม ตอ งแสดงความเตม็ ใจในการพรอ มทจ่ี ะรบี เขา ไปชว ยสมาชกิ ในทมี งาน เมอ่ื เขาตอ งการความชว ยเหลอื ดังนนั้ สมาชกิ ในทีมตองแสดงความสามารถไมเพยี งเฉพาะในเรื่องดา นที่เขาถนดั และดาํ เนนิ งานอยแู ต ในเรื่องที่สมาชกิ คนอ่นื ในทมี รบั ผดิ ชอบดว ยเหมอื นกัน »ÃСÒ÷Õè ó การทํางานเปนทีมตองมีการรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกในทีม ทั้งน้ีการประสบความสําเร็จของทีมข้ึนอยูกับการรวมมือรวมใจปฏิบัติงานดวยกัน สมาชิกในทีม ตอ งมกี ารตระหนกั ถงึ ความเปน สว นหนง่ึ ของทมี เตรยี มพรอ มตนทจี่ ะรว มมอื กนั ทาํ งาน ใหค วามสาํ คญั ตอทีมงานในอันดับแรกกอนงานของแตละคน สมาชิกของทีมตองคิดวาตนและทุกคนในทีมเปน สว นหนงึ่ แยกจากกนั ไมไ ด ไมใ ชแ ตล ะคนมาทํางานรวมกับคนอื่นๆ และตอ งตระหนกั วา ประสทิ ธภิ าพ ของพวกเขาคือประสิทธิภาพของทมี งานข้นึ อยกู ับผลรวมของผลงานของสมาชกิ ทัง้ หมดในทมี รวมกัน »ÃСÒ÷èÕ ô การทํางานเปนทีมรวมถึงการสนับสนุนเก้ือกูลระหวางกันและกัน การทํางานเปนทีมตองมีคานิยมประการหน่ึงวาเปนส่ิงจําเปนและเหมาะสมสําหรับสมาชิกทุกคนๆ ทีจ่ ะตอ งดาํ เนนิ งานใหเ ปนไปตามปรชั ญาของทมี »ÃСÒ÷Õè õ ผนู าํ ทมี เปน ปจ จยั สาํ คญั ประการหนงึ่ ทจ่ี ะทาํ ใหก ารดาํ เนนิ งานของทมี เปน ไปในลกั ษณะใด ผนู าํ ทมี เปน ตวั อยา งใหแ กส มาชกิ คนอน่ื ๆ ในทมี ถา ผนู าํ ทมี ผกู พนั ตอ ทมี เปด ใจรบั ฟง รวมมอื มสี วนรวมอยา งเต็มท่ี สมาชกิ คนอื่นๆ ในทีมก็มแี นวโนม จะปฏิบตั ิตนในทางเดียวกันผูนาํ ทีม จะมีอิทธิพลอยางสูงตอทีม ถาผูนําทีมออนแอในเร่ืองการปฏิบัติก็จะทําใหการดําเนินงานในทีม ออกมาในลกั ษณะนน้ั ดวย ¡ÒþѲ¹Ò·ÁÕ §Ò¹ การพัฒนาทีมงาน (Team Development) คือ กระบวนการใหคนกลุมหนึ่ง ซง่ึ มจี ดุ มงุ หมายเดยี วกนั สามารถทาํ งานรว มกนั ไดใ นฐานะทเ่ี ปน หนว ยงานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ทมี งานทมี่ ี ประสทิ ธภิ าพเปน ทมี งานทท่ี าํ งานเพอ่ื เปา หมายรว มกนั มคี วามขดั แยง ระหวา งสมาชกิ นอ ยมาก สมาชกิ ในทีมมกี ารสนบั สนุนกนั จะตอ งมีการแบงงานและประสานงานกันเพือ่ พฒั นาทีมงาน ดงั น้ี ๑. ตอ งศกึ ษาความสามารถของบุคคลในทมี ใหช ัดเจน ๒. มอบหมายภารกจิ ใหแตล ะคนไดป ฏิบตั ิหนาทอี่ ยางเตม็ ความสามารถของเรา ๓. ตอ งแนใ จวา ทกุ คนพอใจในงานทไี่ ดร บั มอบหมาย และมคี วามกระตอื รอื รน ทจี่ ะปฏบิ ตั งิ าน ๔. ตองสรางบรรยากาศของความอบอุน เมื่อสมาชิกประสบปญหา กลุมพรอมจะให ความชวยเหลือ ๕. ใหมีระบบส่ือสารและปอนขอมูลยอนกลับ เพื่อใหทราบสถานภาพการทํางาน ของสมาชิกในทีมวามีอุปสรรคขัดของอยางไร ท้ังน้ีเพ่ือนํามาทบทวนแกไขชวยใหการประสานงาน มีประสิทธิภาพดยี ่งิ ขึน้

๔๙ Å¡Ñ É³Ð¢Í§·ÁÕ §Ò¹·Õè´ÕÁ»Õ ÃÐÊ·Ô ¸ÀÔ Ò¾ การทาํ งานเปนทมี ทด่ี ีตองอาศยั ปจ จัยหลายประการดงั ทก่ี ลาวมาขางตน ท้งั เราสามารถ สังเกตลกั ษณะของทีมงานท่ีดีมปี ระสิทธิภาพได ดังนี้ ๑. เปาหมาย คือบันไดขั้นแรก คนในทีมงานทุกคนจะตองเขาใจเปาหมายของทีมงาน รวมทั้งจะตองทุมเทแรงใจแรงกายเพื่อใหบรรลุเปาหมาย เปาหมายเปนส่ิงจําเปนส่ิงสําคัญท่ีทีมงาน จะขาดไมไ ด ๒. การแสดงออก สมาชิกทุกคนในทีมงานมีสิทธ์ิจะแสดงออกไดอยางเสรี เพ่ือใหเกิด ความม่นั ใจวาทุกคนเขา ใจเรื่องราวตางๆ ไดอยางชดั เจนและถกู ตอง ๓. การเปน ผนู าํ เมอ่ื ถงึ คราวสมาชกิ ในทมี งานจะตอ งทาํ หนา ทกี่ ารเปน ผนู าํ กต็ อ งเตม็ ใจ รบั หนา ที่ผนู ําได ๔. ความคดิ เหน็ สอดคลองกนั เปนเอกลักษณ รวมทั้งทาํ ความทดสอบดวยทมี งาน ๕. การไววางใจกัน สมาชิกในทีมงานจะตองไววางใจกันและกัน และสมาชิกทุกคน มเี สรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ ตรงกนั ขา ม โดยไมตองหวน่ั กลัวผลรายทเ่ี กดิ ตอ เน่อื งภายหลัง ๖. ความผอนปรน สมาชิกทุกคนจะตองดําเนินการคิดหาวิธีปฏิบัติงานแบบใหม ทดี่ กี วาเดมิ และรวมกนั คนควาหาวธิ ีการปรับปรงุ วธิ ดี าํ เนนิ การตา งๆ ใหด ขี ึ้นดว ย คณุ สมบัตทิ ้ัง ๖ ประการนี้ เปน แนวทางและกระจกเงาสะทอนดผู ลทไ่ี ดรบั คุณลักษณะ เหลานี้ตองอาศัยความพยายามอยางมาก แลวชัยชนะน่ันก็คือความสําเร็จจะตองเปนคนของสมาชิก ทกุ คนในทมี »ÃÐ⪹¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ ปจ จบุ นั สภาพการณต า งๆ ทง้ั ทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งไดเ ปลยี่ นแปลงไปอยา งยง่ิ สังคมเปดกวา งข้ึน การคมนาคมติดตอสอ่ื สารไรพ รมแดน จงึ ทาํ ใหมนุษยต องทํางานรวมกันเกย่ี วของ สมั พนั ธม ากขน้ึ การทาํ งานเปน ทมี จงึ มปี ระโยชนอ ยา งยงิ่ ในสงั คมปจ จบุ นั และอนาคตการทาํ งานเปน ทมี เปนเทคนคิ ในการทํางานทดี่ ีมปี ระโยชนต างๆ สามารถสรุปไดด ังนี้ (พจน เพชระบูรณิน, ๒๕๓๑) ๑. ทาํ ใหก ารปฏิบตั งิ านบรรลุเปาหมายโดยสะดวกและรวดเรว็ ๒. สามารถทาํ ใหก ารประกอบการขนาดใหญประสบความสําเร็จไดอยา งดี ๓. ทาํ ใหเ กิดเอกภาพหรอื ความเปนนา้ํ หนง่ึ ใจเดียวกนั ในการทํางาน ๔. สามารถนําความรูความสามารถของคนแตละคนมารวมกันใชเพื่อใหเกิด ประโยชนส ูงสดุ ๕. ขจดั ปญ หาการทาํ งานซ้าํ ซอนกันหรือขัดแยง กนั ๖. การรวมพลงั กนั กอ ใหเ กิดอํานาจในการตอ รอง

๕๐ ๗. สมาชกิ ของกลมุ มคี วามผกู พนั กนั เปน การสรา งความสาํ นกึ ในความรบั ผดิ ชอบรว มกนั ๘. กอใหเ กิดความสรางสรรค รวมท้ังลูทางในการปรบั ปรุงพฒั นางานใหดีข้ึน ๙. ชว ยลดเหตุการณตางๆ ทีไ่ มพ งึ ประสงคใ นการทํางานใหน อยลง ๑๐. ชวยประหยัดเวลาและวสั ดุอุปกรณตา งๆ ในการทํางาน ๑๑. สมาชกิ ของกลมุ มคี วามพงึ พอใจในเพอ่ื นรว มงาน สามารถรจู กั และเขา ใจกนั เปน อยา งดี รวมทงั้ สามารถเปนเพอ่ื นรว มทุกขร วมสุขกันได ๑๒. สรา งขวญั และกําลังใจแกบ ุคคลภายในกลมุ ¤ÇÒÁ¢´Ñ áÂŒ§¢Í§¡ÒÃทาํ §Ò¹à»¹š ·ÁÕ ธรรมชาติของมนุษยเม่ือรวมกลุมกันปฏิบัติงานก็ยอมตองมีความคิดเห็นท่ีหลากหลาย และแตกตาง มีการกระทบกระท่ังกันทางพฤติกรรมอาจจะเกิดขึ้นโดยต้ังใจหรือไมก็ตาม จากเหตุผล ดังกลาวนํามาซ่ึงความขัดแยง ท้ังนี้หากเราพิจารณาโดยใจเปนธรรมแลวก็จะพบวา ความขัดแยงเปน ธรรมชาติของการทํางานรวมกัน แตสภาพการณจริงมนุษยมักจะยอมรับความขัดแยงไมได ดังจะ เห็นวาบุคคลมักเลือกทํางานตามลําพังมากกวาการทํางานรวมกับบุคคลอ่ืน ความขัดแยงนํามา

๕๑ ซงึ่ ปญ หาตา งๆ มากมายและอาจทาํ ใหง านทรี่ ว มกนั ปฏบิ ตั นิ นั้ ลม เหลวลงได อยา งไรกต็ ามความขดั แยง กไ็ มใ ชเ ปน ผลดา นลบเพยี งอยา งเดยี ว ความขดั แยง ทเ่ี หมาะสมจะนาํ มาซงึ่ การวเิ คราะหแ ละจดุ ประกาย ความคดิ สรา งสรรคเ พอื่ พฒั นางานนน้ั ทง้ั นอ้ี าจสรปุ ความหมายของความขดั แยง ไดว า เปน ภาวะทเี่ กดิ ความไมลงรอยหรือสภาพการณที่บุคคลไมพอใจคับของใจตอบุคคลใดบุคคลหน่ึงหรือในกลุมสมาชิก ผูรวมงาน เม่ือบุคคลตองดําเนินกิจกรรมรวมกันมักจะเกิดการกระทบกระท่ังกันนํามาซึ่งปญหา ความขัดแยง อยูเ สมอ สรปุ สาเหตุของความขดั แยงไดด ังน้ี ๑. ความไมพอใจในความคิดเห็นหรือการกระทําของบุคคลใดบุคคลหน่ึง ซ่ึงอาจจะ ขดั กบั ความคิดเห็นของตนเอง แลวเรายอมรับไมได ๒. การยึดม่ันถือม่ันในตนเอง ปญหาสําคัญของความขัดแยงในการทํางานเปนทีม ท่ีแกไขไดยากประการหนึ่งคือ มนุษยทุกคนมักจะยึดถือความคิดเห็นของตนเองเปนสําคัญ มั่นใจ และเช่ือม่นั ในความคิดตนเอง เมอ่ื เกิดการกระทบกระทง่ั กไ็ มยอม กลบั คิดวาเปน การเสยี หนา ดังน้ัน เมอ่ื ตอ งทาํ งานรว มกันอกี ก็มกั จะไมใหค วามรวมมอื หรือขดั ขวางการทํางาน เปน ตน ๓. ผลประโยชน เม่ือใดก็ตามทีม่ ผี ลประโยชนเ ขา มาเกี่ยวของกับการทาํ งาน โดยเฉพาะ เรอื่ งเงนิ มกั จะนาํ มาซง่ึ ความขดั แยง ทง้ั นเ้ี พราะมนษุ ยส ว นใหญม กั ตอ งการผลประโยชน มคี วามโลภอยากได ดังนน้ั เมื่อตนเองรสู กึ วา เสียเปรยี บหรือไมไดผลประโยชนตามที่คดิ ก็จะไมพอใจ นาํ มาซึง่ ความขัดแยง ๔. อดุ มการณห รอื แนวคดิ เปา หมายทแ่ี ตกตา ง โดยปกตมิ นษุ ยจ ะไดร บั การอบรมเลยี้ งดู ทแี่ ตกตา งกนั ดงั นน้ั แตล ะบคุ คลจะมแี นวคดิ หรอื จดุ ยนื ทแ่ี ตกตา งกนั ดงั นนั้ หากปฏบิ ตั งิ านรว มกนั แลว แสดงแนวคดิ หรือจดุ ยืนทแี่ ตกตางก็อาจนํามาซึ่งความขัดแยง ไดเชนกัน ๕. การแขงขัน การมุงชิงดีชิงเดนกันหรือการปฏิบัติในภาวะท่ีรีบเรงแขงขันกับเวลา ทุกอยางตองคุมคาไดกําไร ก็มักจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน โดยเฉพาะเร่ืองกิริยาทาทาง คําพูด คาํ จาเปนเหตใุ หเกิดความขดั แยง ไมอยากรว มงานกนั ๖. ความสามารถหรือประสบการณแตกตาง เม่ือบุคคลมีประสบการณที่แตกตาง ยอมมีการรับรูและความคิดท่ีแตกตางกัน ท้ังน้ีบุคคลมักดําเนินกิจกรรมหรือแกไขปญหาตางๆ จากประสบการณเดิม ผูท่ีมีประสบการณมากก็อาจมีแนวคิดหรือวิธีการปฏิบัติงานท่ีหลากหลาย แตขณะท่ีคนที่มีประสบการณนอยก็จะมีวิธีการแกไขปญหาที่จํากัด เมื่อปฏิบัติผลงานออกมา อาจสรางความไมพอใจแกกันได ๗. อคติ โดยปกติบุคคลจะมีเจตคติเปนปจจัยสําคัญในการแสดงพฤติกรรม หากบุคคลมีเจตคติที่ไมดีหรือมีอคติตอเพ่ือนรวมงานแลวก็ยอมไมใหความสําคัญหรือความรวมมือ ในการปฏิบัติงานนั้น ปญหาดังกลาวนาํ มาซ่ึงความขัดแยงไดเชน กัน

๕๒ ลกั ษณะของความขดั แยง ทีเ่ กดิ ขน้ึ สามารถจาํ แนกได ๓ ประเภท ดงั น้ี (ธงชัย สนั ติวงศ อางถึงใน สจุ ติ รา พรมนุชาธปิ , ๒๕๔๖) ๑. ความขดั แยง ทมี่ องเหน็ ได คอื การทฝี่ า ยตา งๆ ไดต ระหนกั ชดั ถงึ ความขดั แยง ทเี่ กดิ ขน้ึ เชน การทฝ่ี า ยใดฝา ยหนงึ่ เหน็ วา เปา หมายของเขาแตกตา งจากเปา หมายของกลมุ อน่ื ๆ อยา งเหน็ ไดช ดั และเห็นชัดถึงหนทางโอกาสทจ่ี ะตอ งกาวกา ยรบกวนในทางตางๆ ใหห ลากหลายดวยกนั ๒. ความขดั แยง ที่รูส ึกได คอื ความขัดแยง ตางๆ ท่ีมผี ลทาํ ใหรสู ึกไดใ นหลายๆ ทางคือ การกาวราว โกรธข้งึ กลัว หรอื ระแวงสงสยั ระหวางกนั และอ่นื ๆ ๓. ความขดั แยง ทแี่ สดงออกทางพฤตกิ รรม คอื ความขดั แยง ทแี่ สดงออกมาเปน พฤตกิ รรม ที่เห็นไดว ามงุ พยายามรบกวน กาวกา ย หรอื กลัน่ แกลงโดยฝายใดฝายหนึง่ ทัง้ นไ้ี มว าพฤติกรรมน้ันจะ แสดงออกโดยเปดเผยหรอื บอนทาํ ลายเงยี บแบบสงครามเยน็ กต็ าม สรปุ วธิ ีการแกไขความขัดแยง ไดด งั นี้ ๑. เขาใจธรรมชาติของมนุษยวามีความแตกตาง เห็นแกผลประโยชน ยึดม่ันถือมั่น ในศกั ด์ศิ รีของตนเอง สง่ิ เหลาน้หี ากไมร ะมดั ระวงั ในการปฏบิ ัติงานจะนํามาซงึ่ ความขัดแยง เสมอ ๒. ฝกการควบคุมและแสดงอารมณอ ยา งเหมาะสมเพอื่ ลดความกระทบกระทัง่ กนั ๓. เปน ผฟู ง ทด่ี ี คดิ วา ขอ ตชิ มหรอื เสนอแนะจะทาํ ใหเ ราไดม โี อกาสปรบั ปรงุ แกไ ขตนเอง ๔. เผชิญความจรงิ วาทุกคนมีขอ ดีขอ เสีย มีโอกาสผิดพลาดในการปฏิบัตงิ านได ๕. ประนีประนอมในสถานการณของความขัดแยง การออกความคดิ เห็นตา งๆ ๖. ใหค ดิ ถึงมติ รภาพทรี่ ว มสรางกนั มาและยดึ ถอื เปาประสงคข องการทาํ งานเปนสําคัญ ๗. มีสติคิดกอ นจะกระทาํ สิง่ ตา งๆ เอาใจเขามาใสใ จเรา ๘. ไมย ดึ หลกั วา แพไ มเ ปน เพราะการยอมรบั ฟง ดว ยเหตผุ ลมใิ ชก ารแพช นะ แตเ ปน การเลอื ก วธิ กี ารท่เี หมาะสมกับสถานการณหรือปญ หานนั้ ๆ ๙. ใชห ลักธรรมตางๆ ในการปฏบิ ตั งิ านเพื่อใหสามารถปฏบิ ตั ิงานรวมกับผอู ่ืนได จากที่กลาวมาเปนเพียงแนวคิดที่ผูอานสามารถนําไปประยุกตแกไขความขัดแยงได แตท้ังน้ีตองอาศัยประสบการณการฝกปฏิบัติอยางมีทักษะจะทําใหเปนผูทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง มคี วามสขุ มคี วามขัดแยง ในการปฏบิ ตั งิ านนอยทส่ี ดุ ¡ÒÃÊÃÒŒ §Á¹ÉØ ÂÊÁÑ ¾Ñ¹¸¡ºÑ ¼ÙºŒ ѧ¤ÑººÞÑ ªÒ ๑. เรียนรูนิสัยของผูบังคับบัญชา เราควรคิดวาผูบังคับบัญชาชอบอยางไร ทําอยางไร ผูบังคับบัญชาจึงจะพอใจ ผูบังคับบัญชามีนิสัยอยางไร ถาเปนคนละเอียดรอบคอบตองทํางาน ใหละเอียดรอบคอบตรวจทุกตัวอักษร บางคนก็ใจรอน ส่ังเดี๋ยวน้ี เอาเดี๋ยวน้ี การเรียนรูนิสัย ผบู ังคับบญั ชาจะนําไปสูก ารทํางานใหถ ูกใจพอใจผูบ ังคบั บญั ชาได

๕๓ ๒. ทาํ งานไดดี หลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ การทํางานใหด ีมหี ลายอยา ง คือ ดีของเรา แตไมด ขี องผบู งั คบั บัญชา หรอื ดขี องใคร ตอ งศกึ ษาดวู า เพราะเหตุใด? จงึ ยงั ไมถ ูกใจทานเปนเรือ่ งของ “นานาจติ ตัง” ๓. หาทางทําใหความคิดของผูบังคับบัญชาเกิดผล ผูใตบังคับบัญชาที่ดีตองเปนคน ที่ชว ยเหลอื กจิ การงานของผูบังคบั บัญชาตามอํานาจหนาทท่ี ไี่ ดรับมอบหมาย ๔. ใหความเคารพและยกยองผูบังคับบัญชาตามฐานะ ขอปฏิบัติน้ีเปนเร่ืองธรรมดา เพราะเปนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยในการใหความเคารพตอผูมีอาวุโสหรือ ผูสูงอายกุ วาหรือผทู ่เี ปนผบู งั คบั บญั ชา ๕. อยากอเร่ืองกับเพื่อนรวมงาน การทะเลาะเบาะแวงกันในที่ทํางานยอมทําความ เดือดรอนใจ รําคาญใจมาสูผูบังคับบัญชา ทําใหเกิดการแตกแยก เกิดความหวาดระแวงกัน งานดาํ เนนิ ไปอยา งไมมปี ระสทิ ธิภาพ ๖. ไมควรรบกวนผูบังคบั บญั ชาในเรอื่ งเลก็ ๆ นอ ยๆ ๗. เขา หาผบู งั คบั บญั ชาใหเ หมาะสมกบั โอกาสและเวลา การเขา พบในระหวา งเวลาทาํ งาน ยอมทาํ ไดตลอดเวลา ตองเลอื กเวลาและโอกาส ๘. อยานนิ ทานายลบั หลงั ๙. แสดงความขอบคุณเมอ่ื ผูบังคบั บัญชาปฏบิ ัตติ อเรา ๑๐. กลาวสรรเสรญิ คุณความดีของผบู ังคับบญั ชา ๑๑. อยาบน ถึงความลําบากตอ หนาผูบังคับบัญชา ๑๒.ลองประเมนิ ตนเอง ¡ÒÃÊÌҧÁ¹ØÉÂÊÑÁ¾¹Ñ ¸¡Ñº¼ŒãÙ μºŒ ѧ¤ºÑ ºÞÑ ªÒ หมายถงึ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องผบู งั คบั บญั ชาควรจะทาํ อยา งไรจงึ จะทาํ ใหผ ใู ตบ งั คบั บญั ชารกั ผใู ตบ งั คบั บญั ชาโดยสว นใหญม กั ใชค าํ วา ลกู นอ ง ซง่ึ เปน คาํ ไทยแทท ใี่ หค วามหมาย สนทิ สนม เปน ทงั้ ลกู เปน ทง้ั นอ ง ฉะนน้ั ในฐานะทเี่ ปน ผบู งั คบั บญั ชากเ็ ปน ทงั้ พอ แมแ ละเปน ทง้ั พด่ี ว ย จงึ ตอ งใหค วามรกั ใคร เห็นอกเห็นใจแกผูใตบังคับบัญชาดวยความจริงใจ จึงประมวลส่ิงที่ผูบังคับบัญชาตองปฏิบัติตอ ผูใตบ ังคับบญั ชา มีดังน้ี ๑. รูจ กั ควบคมุ อารมณต นเอง ๑.๑ อยา โมโหฉุนเฉยี ว ๑.๒ อยา หลงตนวาเกงกวา ผอู ่นื ๑.๓ อยา ใชอํานาจเกินความจาํ เปน ๑.๔ อยาตดั สนิ ใจเวลาโกรธ คนท่กี าํ ลงั โกรธมักขาดเหตผุ ล ๑.๕ อยา เลอื กทรี่ กั มักท่ีชัง หมายถึง อยา อคติ อยา ลาํ เอยี ง

๕๔ ๒. รูจักสงเสริมกําลังใจผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาที่ดีตองคํานึงถึงความรูสึก ของผูใ ตบ ังคบั บญั ชาซึ่งมวี ิธปี ฏิบตั ิดงั นี้ ๒.๑ เอาใจเขามาใสใจเรา ๒.๒ แสดงความเช่อื ม่นั ในตวั ตนของผใู ตบ งั คับบญั ชา ๒.๓ อยาจูจจี้ กุ จิกเหมอื นเปนโรคประสาท ๒.๔ ดแู ลความยากลําบากในการทํางานของผูใตบ ังคบั บญั ชา ๒.๕ มีความจรงิ ใจตอ ผใู ตบ ังคับบัญชา ๓. รูจักยกยอง ชมเชย ใหบําเหน็จความชอบ มนุษยทุกคนเกิดมามักจะตองการ ผลตอบแทนทางจิตใจแลวยังมีความตองการทางดานวัตถุดวย เชน ลาภ ยศ สิ่งของ เปนตน หลักความตองการทสี่ ามารถนําไปใชกบั ผูใ ตบ ังคับบัญชา เพือ่ สรา งความสัมพนั ธกบั การยกยองมดี ังน้ี ๓.๑ ยกยองชมเชย เมอ่ื เขาทําดี ๓.๒ แสดงความยนิ ดใี นความสาํ เรจ็ ของเขา มนษุ ยท กุ คนยอ มมคี วามภาคภมู ใิ จ ดใี จ เมอ่ื ประสบความสําเร็จ ๓.๓ ใหบ าํ เหน็จความชอบหรอื รางวลั ๓.๔ หลีกเล่ยี งการถูกขบู งั คบั ๓.๕ ชแ้ี จงความเคล่อื นไหวในวงงานใหท ราบ ๓.๖ รกั ษาผลประโยชนข องผใู ตบังคบั บญั ชา ¡ÒÃÊÃÒŒ §Á¹ÉØ ÂÊÁÑ ¾¹Ñ ¸¡ºÑ à¾×Íè ¹Ã‹ÇÁ§Ò¹ มนุษยเราเม่ือเติบโตขึ้นยังตองทํางานอยูกับเพ่ือนหลายคน มีโอกาสที่จะกระทบ กระท่ังกัน ขัดแยงกัน เราจะมีวิธีการสรางมนุษยสัมพันธ เพ่ือใหทุกคนมีความรูสึกรักใครกันควรจะ ปฏิบตั ิตอ กันดังนี้ ๑. เริ่มตน ดว ยการทักทายกัน อยา รรี อใหคนอื่นมาทกั กอ น ๒. มคี วามจรงิ ใจตอเพือ่ น ๓. หลกี เลีย่ งการนนิ ทาเพ่ือน ๔. อยาซดั ทอดความผิดใหเ พอื่ น ๕. ยกยอ งชมเชยเพอื่ นในสงิ่ ท่ีสมควร ๖. ใหความรว มมอื กบั เพ่อื นดว ยความเต็มใจเสมอ ๗. ใหเพ่อื นไดทราบในเรอ่ื งท่เี ขารับผดิ ชอบหรือเกี่ยวของ ๘. ฟง ความเหน็ ของเพื่อนๆ บาง เปน เพ่ือนกันตองใหเกยี รติ ๙. หลีกเล่ยี งการทําตัวเหนอื เพื่อน ๑๐. ทาํ ตนใหเสมอตน เสมอปลาย

๕๕ ¡ÅÂØ·¸ã ¹¡ÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁÊÑÁ¾Ñ¹¸ã¹·ทèÕ ํา§Ò¹ ñ. ¡ÒÃʹã¨ã¹μÑǺ¤Ø ¤Å͹è× มีคํากลาวไววาถาเรามีความสนใจในตัวบุคคลอ่ืน เราอาจจะหาเพื่อนใหมไดเพียงใน ๒ เดอื น แตถ า หากเราจะหาเพอื่ นใหมโ ดยการจงู ใจใหเ ขามาสนใจในตวั เรา อาจจะตอ งใชเ วลามากกวา ๒ ป จะสงั เกตไดว าบคุ คลผเู ปน ท่ีรักใครของคนท่วั ไปนัน้ สว นใหญจ ะเปนผทู มี่ คี วามสนใจในตวั บุคคล อน่ื ดงั นนั้ จงึ ตอ งรจู กั แสดงความสนใจในตวั บคุ คลอน่ื และเมอ่ื เพอ่ื นรว มงานมปี ญ หากค็ วรเสนอตนเอง ชวยเหลอื เพ่ือนดว ยความเตม็ ใจ ò. ÂéÁÔ áÂÁŒ ᨋÁãÊÍ‹àÙ ÊÁÍ บุคคลจะเปนที่ประทับใจแกผูพบเห็นมากท่ีสุดและนานท่ีสุดก็คือ บุคคลท่ีมีใบหนา ยิ้มแยมแจมใสอยูเสมอ เมื่อเราพบปะบุคคลเชนนี้เราก็จะรูสึกวาเกิดความรักความนับถือข้ึนมาทันที ทั้งๆ ท่ีเราอาจจะไมเคยรูจักเขามากอน ใบหนาที่ยิ้มแยมจะทําใหบุคคลที่พบเห็นเกิดความเกรงใจ มคี วามกระตอื รือรนและมีความขยนั ขันแข็งขนึ้ มาโดยไมต อ งใชอาํ นาจใดๆ บังคับ โดยเฉพาะอยา งยิง่ การยิ้มท่เี ปดเผยและเต็มใจยมิ้ เสมอ ó. ¡ÒÃจําªèÍ× ºØ¤¤ÅμÒ‹ §æ คนเรายอ มสนใจและพงึ พอใจ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การทมี่ ใี ครกต็ ามทจ่ี ดจาํ และเรยี กชอื่ เรา ไดอยา งถูกตอง เพราะนน่ั หมายความวาเรายงั มคี วามสาํ คัญอยูเ สมอ ô. ¡ÒÃ໚¹¼Ù¿Œ ˜§·Õ´è Õ บุคคลที่เราสนทนาดวยน้ันยอมสนใจในตนเองและความตองการของผูสนทนา ดงั นนั้ หากปรารถนาทจี่ ะเปน ทร่ี กั ใครข องบคุ คลอน่ื จะตอ งรจู กั เปน นกั ฟง ทด่ี ี สนใจเรอื่ งทบี่ คุ คลอนื่ พดู และพยายามจูงใจใหเขาพดู ดว ยความสบายใจ พรอ มสนับสนุนหรอื ยกยอ งการพูดน้ันเปน ครง้ั คราว

๕๖ õ. ¡Òþ´Ù ã¹àÃè×ͧ·¼Õè ¿ŒÙ §˜ ʹ㨠เดล คารเนก้ี กลาวไววา ถาเราอยากเปนที่รักใครของผูอื่น ถาเราปรารถนาจะสราง ความนยิ มในตวั เองแลว จงสนทนาในเรอ่ื งทอี่ ยใู นความสนใจของคสู นทนา ตอ งรวู า คสู นทนาสนใจเรอ่ื ง อะไร พยายามแสวงหาขอมลู เพอ่ื ทาํ ใหส ามารถพดู และตอบคําถามได แตไ มไ ดหมายความวา จะตอง รขู อ มูลไปทั้งหมด จงรูเพอ่ื กลาวนําหรอื คอยรับฟงบา งกพ็ อแลว ö. ¡ÒÃèŒÙ ѡ¡‹ͧº¤Ø ¤Å͹è× นกั จิตวิทยาหลายทา นเคยกลา วไวว า ความปรารถนาอยางแรงกลาอยา งหนึง่ ของมนษุ ย คอื ความปรารถนาท่ีจะไดร บั คาํ สรรเสริญ คนเรามีความตอ งการใหผอู นื่ รวู า เรามีความสาํ คญั ดังนน้ั เมื่อเราปรารถนาจะเปนที่ชอบพอของบุคคลอ่ืน เราก็ตองปฏิบัติตอคนอ่ืน เชนเดียวกับท่ีเราตองการ ใหบคุ คลอนื่ ปฏบิ ตั ติ อ เรา การทํางานทุกอยางยอมมีอุปสรรคทั้งส้ิน แตถาหากวาพวกเราทุกคนรูจักสราง ความสมั พนั ธเ ชงิ กลยทุ ธใ นการปฏบิ ตั งิ านและนาํ มาใชใ หเ ปน ประโยชนแ ลว เรากจ็ ะสามารถทาํ งานได อยางราบรน่ื และมีประสิทธภิ าพยง่ิ ขึ้น ๑. เพ่ือกอหรือสรางสรรคความสัมพันธใหผูอ่ืน รูจักเรา เขาใจเรา สัมพันธกับเรา และทาํ ใหเรารจู ักเขาดีข้นึ ๒. เพื่อเชิญชวนใหเกิดความสนใจประเภทที่จะมีสัมพันธกับเรา เปนการกระตุนเตือน ใหร ู ระลกึ ถึงชื่อเสียง เกยี รตคิ ณุ คุณความดขี องเรา มใิ หลืมเลือนจากกัน ๓. เพื่อเปนการศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองจากผูท่ีเราสื่อออกไปวาจะมีสัมพันธไปใน เชิงบวก ลบ และเฉยๆ เพอ่ื นาํ ไปปรบั ปรุงแกไขพฤตกิ รรมของเรา ๔. เพ่ือตองการใหเกิดการกระทําหรือดําเนินการในกิจการงานหรือกิจกรรมตางๆ ทเ่ี ราปรารถนาใหป ระสบความสาํ เร็จ ¡ÒÃ»ÃºÑ »Ã§Ø μ¹àͧà¾Íè× ¾²Ñ ¹Ò´ŒÒ¹¤ÇÒÁÊÁÑ ¾Ñ¹¸ กอ นทจ่ี ะไปสมั พนั ธก บั ผอู น่ื จาํ เปน จะตอ งปรบั ปรงุ ตวั เองใหม คี ณุ ลกั ษณะทเ่ี หมาะสมเปน ท่ียอมรบั ของบคุ คลท่วั ไปกอ น ดังตอไปน้ี ๑. บุคลิกลักษณะ บุคลิกลักษณะเปนเรื่องท่ีติดตัวมาแตกําเนิดบางอยางปรับปรุงไมได แตมีลักษณะบางอยางท่ีปรับปรุงได เชน การอวนการผอมเกินไป สามารถปรับปรุงไดโดยการออก กาํ ลงั กายถา อว นเกนิ ไป ถา ผอมเกนิ ไปอาจไปหาแพทยเ พอ่ื ขอคาํ แนะนาํ ในการรกั ษาโรคบางชนดิ และ ในการรับประทานอาหาร ตลอดจนการพักผอนก็อาจจะใหมีรางกายสมสวนไดในเรื่องกิริยาทาทาง และมารยาท ถาเรารูจักวางตัว รูจักพูดจา และรูจักมารยาทของสังคม ก็จะทําใหเราสามารถทําตัว ใหเ ปน ทีร่ กั ใครยอมรับนบั ถือได

๕๗ ๒. การแตงกายและกิริยาทาทาง เปนส่ิงสําคัญอยางหน่ึงเพราะการแตงกายและกิริยา ทาทางเปนส่ิงแรกท่ีสะดุดตาคน และจะดึงดูดความสนใจของคนในสังคมนั้นๆ เปรียบไดเชนเดียวกับ รา นคา ถา รา นคา รจู กั ตกแตง หนา รา นใหส วยงาม รา นนนั้ กจ็ ะมคี นเขา มาก ถา รา นใดไมร จู กั ตกแตง หนา ราน วางขาวของเกะกะคนกไ็ มยากเขาไปซือ้ ของ หลักในการแตงกาย ไมวาจะเปนหญิงหรือชายตองพยายามแตงกายใหเรียบรอยท่ีสุด ตอ งพยายามใหส ภุ าพ และสะอาดตา โดยยดึ หลกั วา “ตอ งแตง ตามสมยั อยา แตง ลาํ้ สมยั ” คนทแ่ี ตง ตวั ดี และมกี ริ ยิ าทา ทางนมุ นวลสภุ าพ นอกจากจะดงึ ดดู ความสนใจของผทู พ่ี บเหน็ แลว ยงั เปน บคุ คลทสี่ งั คม ทว่ั ไปยินดตี อนรบั อีกดว ย ๓. สุขภาพอนามัย สุขภาพเปนสิ่งสําคัญ จะตองเปนผูท่ีมีสุขภาพดี รางกายแข็งแรง ไมมีโรคภัยไขเจ็บ ควรบํารุงรักษาใหเปนผูท่ีมีสุขภาพสมบูรณอยูเสมอ โดยหลักทางสุขภาพจิตผูท่ีมี รา งกายแขง็ แรงสมบรู ณเ ปน ผทู ม่ี สี ขุ ภาพทด่ี ี ทาํ ใหเ ปน ผทู ม่ี อี ารมณแ จม ใส สามารถสรา งความประทบั ใจ ใหแกผูพบเห็น และสามารถตอบโตสัมพันธกับบุคคลท่ัวไปไดดี และสามารถจะแกปญหาตางๆ ไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ๔. ความรใู นการสรา งสมั พันธกบั บคุ คลอน่ื จําเปน อยา งย่ิงทเี่ ราจะตองเปน ผูท ่มี คี วามรู ซึ่งแบงไดเ ปน ๒ ประการ คอื รเู ฉพาะอยา ง อยางลึกซ้งึ เชน มีความรใู นวชิ าชีพของเรา และความรู ในเร่ืองราวโดยท่ัวไป ท่ีเรียกวามีความรอบรู ซ่ึงทั้ง ๒ อยางทําใหเปนคนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ซงึ่ จะเปน ประโยชนโ ดยสว นตนแลว เรายงั จะใชค วามรขู องเราในการชว ยเหลอื แนะนาํ ผอู น่ื พบปะสนทนา พูดคยุ แลกเปล่ียนทรรศนะกบั บุคคลโดยท่วั ไปในสงั คมอกี ดวย ผูทีด่ อ ยดวยความรูยอ มมีอุปสรรคอัน สาํ คัญท่จี ะชว ยใหตนเองประสบความสาํ เรจ็ และสรา งความสัมพันธกบั ชมุ ชน เราสามารถจะหาความรไู ดจ ากการอานตาํ ราเอกสารตางๆ การฟง ปาฐกถาจากวิทยากร ผูทรงคุณวุฒิตางๆ เก็บสิ่งท่ีไดอาน ไดฟง ไดศึกษาคนความาไตรตรองพิจารณาใหเปนแนวความคิด ของเรา หรอื ที่จะใชส นบั สนนุ ใหเ รอ่ื งทเี่ ราจะใชส ่ือสารกับบคุ คลอืน่ ๕. ความสามารถ ความสามารถก็คือการรูจักนําความรูมาปฏิบัติ มีอยูมากมาย ที่คนที่เรียนจบไดปริญญาระดับสูงแตเขาไมสามารถนําความรูมาใชในการปฏิบัติไดทําใหชีวิตของเขา ไมก าวหนาเทา คนท่ีเรยี นนอยกวา แตสามารถปฏบิ ัติงานท่ีไดร ับมอบหมายใหประสบความสําเร็จได ๖. การมีเจตคติท่ีดีตอบุคคลทั่วไป เจตคติของบุคคลมีความสําคัญตอสังคมมาก เพราะเจตคติหมายถึงความรูสึกตอบุคคลหรือสถานการณ ในลักษณะที่พอใจ หรือไมพอใจก็ได การกระทาํ ทกุ อยา งในสงั คม จะตอ งชว ยเหลอื เกอื้ กลู ซง่ึ กนั และกนั หากบคุ คลในสงั คมนนั้ มคี วามรสู กึ (เจตคติ) ท่ีไมดีตอกันแลว ก็จะเปนอุปสรรคตอความสุข ความสงบของสังคมแหงน้ันมาก เชน การดูหมิ่นของบคุ คลทีม่ ีผิวสีขาวตอผิวสดี าํ ในบางประเทศ เปนตน นักจิตวทิ ยาเช่อื วา เจตคติเปนตวั กาํ หนดพฤติกรรม ถา บุคคลมีเจตคตทิ างที่ดตี อ ส่ิงใด บคุ คลใด เขาพรอ มจะเขาหาชวยเหลอื ตอ สิ่งน้ัน จึงมีผลตอการสรางสมั พันธภาพกบั บุคคลหรอื ชมุ ชนเปน อยางมาก

๕๘ ๗. การตั้งใจ การทําสิ่งใดใหประสบความสําเร็จ จะตองทุมเทจิตใจใหแกงาน ทุมเท การทํางานใหเต็มความสามารถที่ตนมีอยู มีความรับผิดชอบของงานสูง ควรจะใชวิธีการใหมๆ ใหทันสมัย ใหไดงานมาก ใชเวลานอย ผลงานท่ีออกมามีคุณภาพและปริมาณมาก นอกจากน้ัน จะตอ งเปน คนกลา คิด กลา ทาํ ลงทนุ ลงแรง กลาทําใหบางสงิ่ ที่ตนคดิ ขนึ้ สิ่งไหนทเ่ี หน็ วา ควรเปนไปได ก็ลองคิดข้ึน ทดสอบความเปน จรงิ และเผยแพรแ นวความคดิ ตอ ไป การเปนคนตั้งใจจริงน้ัน จะตองเปนคนระมัดระวังคําพูด รักษาคํามั่นสัญญากับผูอ่ืน ใหเ ขาไววางใจ เชือ่ ถอื ได เชอ่ื ไดวาเปน การสรางความสมั พนั ธท ี่ดใี หแ กบคุ คลและสังคมไดเ ปน อยางดี ท่ีกลาวมาท้ังหมดน้ี เปนส่ิงท่ีบุคคลที่หวังจะสรางความสัมพันธกับบุคคลอ่ืนและสังคม โดยทวั่ ไป จาํ ตอ งสรา งใหเ กดิ มใี นตนและพยายามปรบั ปรงุ สง่ิ ทมี่ อี ยแู ลว ในตนใหม มี ากขน้ึ จนสามารถ ทจี่ ะสรา งสมั พันธก ับบคุ คลอื่นอยางราบร่ืนตอไป (ศรณั ย คาํ รสิ ุข, ๒๕๓๓:๑๐๗-๑๑๒)

๕๙ º·ÊÃ»Ø ทีมที่ประสบความสําเร็จในการทํางานจะตองมีความเปนหน่ึงเดียวกันทุกๆ คนจะถูกดึง เขา มาในทศิ ทางเดยี วกนั เพอื่ ใหบ รรลคุ วามสาํ เรจ็ ในงานและ/หรอื บรรลเุ ปา หมายรว มกนั โดยทวั่ ไปแลว งานและ/หรอื เปา หมายอาจบรรลไุ ดเ มอ่ื ทาํ งานรว มกนั แทนทจ่ี ะตา งคนตา งทาํ ทมี งานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ จะมีลกั ษณะโดดเดนและสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรูสึกวา ตนเองมีสว นรว มในความสําเร็จดว ย จดั การดว ย ตนเอง ทีมงานที่ประสบความสําเร็จในการทํางานมีแนวโนมวาจะสรางโครงสรางเฉพาะตนข้ึนมา เน่ืองจากสมาชกิ ยอมรบั บทบาทของตนในเวลาตา งๆ กนั คลอ ยตามความจาํ เปน ความตอ งการและ ความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณในงานเฉพาะอยางจึงอาจเปนคนจัดการใหคนอ่ืนๆ ทาํ ตาม คนอน่ื ๆ กจ็ ะทาํ หนา ทใี่ นกจิ กรรมของตนไปในงานทเ่ี ขาคนุ เคย พฤตกิ รรมเหลา นจ้ี ะถกู พฒั นา ไปในแนวของโครงสรา งองคก รและสมาชกิ ทกุ คนจะตอ งปฏบิ ตั ติ าม สมาชกิ ของทมี ทปี่ ระสบความสาํ เรจ็ ในการทาํ งานจะรว มมอื กบั คนอน่ื ๆ เพอ่ื ทาํ งานชนิ้ ใดชนิ้ หนงึ่ หรอื ทาํ ใหเ ปา หมายสาํ เรจ็ อยา งไมห ลกี เลยี่ ง รวมกันทํางานตามกําลังความสามารถของตนเอง ใหคําปรึกษาแนะนําและชักจูงเม่ือจําเปน รวมประสานงานในหนาที่และแกไขปญหาอุปสรรครวมกัน ทุกคนตางเอื้ออาทรชวยเหลือกันและ มคี วามเปน หนง่ึ เดยี วกนั ถา มบี คุ คลหนงึ่ บคุ คลใดทาํ งานเกนิ กาํ ลงั หรอื ประสบปญ หายงุ ยากอนั ใดพวก เขาจะรว มมอื กนั เชน อาจปกปด คนที่มาทํางานสายหรอื เลกิ งานกอนเวลา ขนาดของกลมุ ท่พี อเหมาะ โดยทั่วไปแลวทีมงานที่ประสบความสําเร็จในการทํางานมักจะมีขนาดพอเหมาะไมใหญโตเกินไปนัก เพ่ือใหสมาชิกทุกคนในกลุมสามารถเขามามีสวนรวมสรางสรรคและจัดการดวยตัวเองได แบงงานกัน ทาํ อยา งยตุ ธิ รรม แบง ปน ความคดิ เหน็ และความรสู กึ อยา งเปด เผย รว มกนั คดิ แกป ญ หาอยา งฉบั ไวและ ทนั กาล สมาชกิ สัก ๕ คนตอ ทีมเปน ขนาดท่ีกําลังพอดี ถา มากไปกวานั้นอาจเสยี เวลาในการอภิปราย กลมุ ในขณะทสี่ มาชกิ คนหนงึ่ หรือสองคนกําลงั ทาํ งาน คนอ่ืนๆ อาจไมเขาไปมสี วนรวมมากนัก อาจมี การจดั กลมุ ทมี่ สี มาชกิ นอ ยกวา ๕ คน ซง่ึ จะมบี คุ คลทม่ี คี วามสามารถไมเ พยี งพอหรอื มคี วามรไู มเ พยี งพอ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในงานก็อาจไมเพียงพอท่ีจะทําใหงานสําเร็จอยางเรียบรอย แตไมวากลุมจะมี สมาชิกมากนอยเพียงใดก็ตาม ทานอาจไมอยูในสถานะท่ีจะคัดเลือกได จํานวนสมาชิกเลขค่ีจะดูสม เหตสุ มผลกวา เพอื่ หลกี เลย่ี งการเผชญิ ปญ หา เสยี งครงึ่ หนง่ึ เหน็ อยา งหนงึ่ เสยี งอกี ครงึ่ หนงึ่ เหน็ อกี แบบ หนึ่ง ในการตัดสินปญหาใดๆ การรูจักเพอ่ื นรว มทมี อีกอยา งหนึ่งทค่ี วรจาํ กค็ อื ทานไมค วรมที ศั นะตอ เพ่ือนรวมทีมทุกคนวาจะมีประสิทธิภาพเปนแบบเดียวกัน เพราะทุกคนจะมีบุคลิกภาพท่ีแตกตางกัน จึงควรพิจารณาใหตางทัศนะกันไป เพราะวาเขาหรือเธออาจมีเพียงบางอยางที่สอดคลองกัน จงึ จาํ เปน ตอ งรจู กั คนแตละคนเปน อยางดี ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· ใหน ักเรยี นอธิบายกลยทุ ธในการสรา งความสมั พนั ธในทที่ าํ งานวา จะตองทาํ อยา งไรบาง

1

º··Õè ö ¨μÔ ÇÔ·ÂÒ㹡Òû¯ºÔ μÑ Ô§Ò¹¢Í§ตําÃǨªÁØ ª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤ เพื่อใหน ักเรยี นทราบเก่ยี วกับจิตวิทยาในการปฏบิ ตั งิ านของตํารวจชุมชนสัมพันธ ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ¨μÔ Ç·Ô ÂÒ คําวา “จิตวิทยา” ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา psychology ซ่ึงมีรากศัพทเดิมมาจาก คาํ วา psyche หมายถงึ จติ (mind) หรอื วญิ ญาณ (soul) กับคาํ วา logos หมายถึง การเรยี น หรอื การศึกษา (study) ศาสตรว ิชา ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¨ÔμÇ·Ô ÂÒ กูด (Good. ๑๙๕๙) ใหความหมายวา จิตวิทยาเปนวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัว ของอินทรียหรือสิ่งมีชีวิตใหเ ขา กบั ส่งิ แวดลอม ฮลิ การด (Hilgard. ๑๙๕๙) ใหค วามหมายวา จติ วทิ ยา หมายถงึ ศาสตรท ศ่ี กึ ษาถงึ พฤตกิ รรม ของมนษุ ยและสัตว จิตวิทยาเปนศาสตรท่ีมุงศึกษาเกี่ยวกับมนุษย การศึกษานี้เปนการเรียนรูทําความเขาใจ เก่ยี วกบั คุณลกั ษณะตา งๆ ของแตละบุคคล ซงึ่ มบี างสิ่งบางอยา งแตกตางกัน บางอยา งสอดคลองกัน บางอยางคลา ยกันและบางอยางเหมือนกัน การเพง ประเด็นเกย่ี วกบั มนษุ ยนนั้ สว นใหญม กั จะมงุ ไปที่ การวิเคราะหพฤติกรรมตามสภาพการณของแตละบริบท เพราะพฤติกรรมเปนผลที่เกิดขึ้นของมนุษย ในลกั ษณะตา งๆ อยูต ลอดเวลา และมีอทิ ธพิ ลตอชวี ิตของตนเองและสงั คมอยา งเปน ระบบเพอ่ื ความ เขาใจเบอ้ื งตน จะไดน ําเสนอรายละเอยี ดเก่ียวกับพฤติกรรมในประเด็นตางๆ ตามลาํ ดบั

๖๒ วิชาจิตวิทยามีการศึกษาตั้งแตยุคกรีกโบราณ เม่ือสองพันกวาปมาแลวมีนักปรัชญา คนสาํ คญั คอื ÍÃÊÔ âμàμÅÔ (Aristotle) และ à¾Åâμ (Plato) ไดศ กึ ษาทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายเกย่ี วกบั ธรรมชาติการแสดงออกของมนุษยสวนใหญเชื่อตรงกันวามนุษยมีสวนประกอบสําคัญสองสวน คือ รา งกายกบั วญิ ญาณ วญิ ญาณจะมอี ทิ ธพิ ลเหนอื รา งกาย เพราะจะคอยควบคมุ ใหร า งกายกระทาํ สงิ่ ตา งๆ เมอ่ื วทิ ยาศาสตรเ จรญิ ขนึ้ มผี พู ยายามศกึ ษาหาความรทู างวทิ ยาศาสตรม าเพอ่ื ใชอ ธบิ าย เกยี่ วกบั วญิ ญาณแตก ย็ งั ไมไ ดร บั ความรเู พม่ิ เตมิ แตอ ยา งใด จงึ ทาํ ใหน กั จติ วทิ ยาหนั มาสนใจศกึ ษาเกย่ี ว กบั จิตแทน นักปรชั ญาชาวองั กฤษ จอหน ล็อค ไดพ ยายามศกึ ษาและคนควา เกี่ยวกับจติ ของมนุษย เราวา จิตคือความรูตัวเหมือนผาขาวบริสุทธิ์ สิ่งแวดลอมเปนตัวที่ทําใหจิตของคนเราเปล่ียนไป สิ่งแวดลอมเหมือนกับการแตมสีลงบนผาขาว ซ่ึงแสดงใหเห็นวา จอหน ล็อค ใหความสําคัญกับ ประสบการณข องมนษุ ยเ ราทไ่ี ดร บั จากสง่ิ แวดลอ มวา มบี ทบาทตอ พฤตกิ รรมของมนษุ ยเ รา แตอ ยา งไร ก็ตามถึงแมจะไดรับความเชื่อถืออยูบาง แตก็ยังไมสามารถพิสูจนใหเห็นจริงไดตามหลัก และวิธีการ ทางวิทยาศาสตรเ ชนกัน ตอมาวงการวทิ ยาศาสตรเจริญกาวหนาอยา งรวดเรว็ ทาํ ใหเกิดความคัดคานและวพิ ากษ วจิ ารณก ารศกึ ษาในสงิ่ ทไ่ี มส ามารถทดลองคน ควา พสิ จู นไ ด จงึ ทาํ ใหน กั จติ วทิ ยายคุ ใหมเ ปลยี่ นแนวทาง การศกึ ษาจาก¨μÔ ã¨ÁÒÈ¡Ö ÉÒ¾Äμ¡Ô ÃÃÁ ซง่ึ สามารถพสิ จู นใ หเ หน็ จรงิ ไดแ ละนกั จติ วทิ ยาไดน าํ เอาวธิ ที าง วทิ ยาศาสตรม าใชใ นการอธบิ ายเกยี่ วกบั พฤตกิ รรมจนเปน ทย่ี อมรบั ในวงการวทิ ยาศาสตร จติ วทิ ยาได รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตรตั้งแตนั้นเปนตนมาวา จิตวิทยา คือวิทยาศาสตรทางพฤติกรรม จนถึงปจ จบุ ัน ÊÃ»Ø ¨μÔ Ç·Ô ÂÒ ¤Í× ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒàª§Ô Ç·Ô ÂÒÈÒÊμÃǏ Ò‹ ´ÇŒ ÂàÃÍè× §¾Äμ¡Ô ÃÃÁ¢Í§Ê§èÔ ·ÁèÕ ªÕ ÇÕ μÔ â´Â੾ÒÐÁ¹ÉØ Â áÅÐÊμÑ Ç â´ÂÁ¨Õ Ø´Á‹§Ø ËÁÒÂà¾×èÍà¢ÒŒ 㨠ÊÒÁÒö͸ºÔ Ò ÊÒÁÒöทํา¹Ò กาํ ˹´¤Çº¤ØÁ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ áÅÐนํา¤ÇÒÁÃäÙŒ »»ÃÐÂØ¡μãªŒ

๖๓ ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¾ÄμÔ¡ÃÃÁ คําวาพฤติกรรม (Behavior) น้ัน นักวิชาการไดใหความหมายไวหลากหลาย ดังเชน สมโภชน เอ่ียมสุภาษิต (๒๕๔๓) ผูเชี่ยวชาญดานการปรับพฤติกรรมไดใหความหมายพฤติกรรม วาหมายถึง ส่ิงที่บุคคลกระทํา แสดงออกมา ตอบสนอง หรือโตตอบตอสิ่งใดส่ิงหน่ึง สภาพการณ ใดสภาพการณหนึ่งโดยท่ีผูอื่นสามารถสังเกตได ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖) ไดนิยามความหมาย ของพฤติกรรมไววา เปนการกระทําหรืออาการท่ีแสดงออกทางกลามเน้ือ ความคิด และความรูสึก เพ่อื ตอบสนองสง่ิ เรา Weiten (๒๐๐๒) ไดกลา วถึงพฤติกรรมวาหมายถึง การแสดงออกหรอื กิจกรรม ทุกส่ิงทุกอยางท่ีเกิดขึ้นจากความสัมพันธเก่ียวเน่ืองของระบบรางกาย สวน Dennis (๒๐๐๑) ไดกลาวถึงพฤติกรรมวาหมายถึงการกระทําตางๆ ของมนุษย เชน การกิน การหลับ การพูดคุย หรือการจาม แมกระทั่งการฝน โดยปกติมนุษยเราจะใหความสนใจพฤติกรรมท่ีสังเกตไดชัดเจน แตน กั จติ วทิ ยาจะศกึ ษาทง้ั พฤตกิ รรมทส่ี งั เกตไดแ ละพฤตกิ รรมทต่ี อ งสนั นษิ ฐาน เชน ความคดิ ความจาํ อารมณท แ่ี สดงออกในสถานการณต า งๆ และ Gerrig & Zimbardo (๒๐๐๕) กลา ววา พฤตกิ รรม หมาย ถงึ การทบี่ คุ คลสามารถเปลยี่ นแปลงตนเองไปตามสงิ่ แวดลอ มทเี่ กดิ ขน้ึ ในลกั ษณะการกระทาํ แบบตา งๆ กลาวโดยสรุป พฤติกรรมคือการตอบสนองตอสิ่งตางๆ ที่เขามากระทบกับบุคคล ทง้ั ภายในและภายนอก โดยการตอบสนองนน้ั อาจจะสามารถสงั เกตไดโ ดยตรงหรอื ไมก ไ็ ด การแสดงออก นนั้ อาจเกิดขึ้นในชวงท่เี รามสี ติรูส ึกตวั หรอื ไมรูตัวก็ไดลวนจดั เปน พฤตกิ รรมท้ังส้นิ ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÁ¹ØÉ พฤตกิ รรมของมนษุ ย หมายถงึ การกระทาํ ของมนษุ ยไ มว า จะเปน การกระทาํ ทมี่ องเหน็ ได (กิน เดนิ นง่ั นอน) หรือการกระทําทซ่ี อ นเรนอยูภ ายใน (ความคดิ ความรูสกึ ) »ÃÐàÀ·¢Í§¾Äμ¡Ô ÃÃÁ นกั จิตวทิ ยาไดจดั ประเภทของพฤตกิ รรมมนษุ ยเปน ๒ ประเภท ดงั นี้ ñ. ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÀÒ¹͡ คือ การกระทําที่แสดงออกมาใหสังเกตเห็นได รับรูได หรือใช เครือ่ งมือตรวจสอบได พฤติกรรมภายนอกมี ๒ ลกั ษณะ คอื ๑.๑ พฤตกิ รรมภายนอกทีส่ ามารถสังเกตเหน็ ไดด ว ยตาเปลา เชน การน่งั การนอน การยืน การเดิน การกนิ ฯลฯ ๑.๒ พฤตกิ รรมภายนอกทร่ี บั รไู ดจ ากการใชเ ครอื่ งมอื ทางวทิ ยาศาสตรต รวจสอบ เชน คลน่ื สมอง คลน่ื หัวใจ ความดันโลหติ การทาํ งานของกระเพาะอาหาร การทํางานของลําไส เปน ตน ò. ¾ÄμÔ¡ÃÃÁÀÒÂã¹ คือ กระบวนการทางจิต พฤติกรรมท่ีไมสามารถสังเกตเห็นได ดวยตาเปลาหรือใชเครื่องมือทางวิทยาศาสตรตรวจสอบไดโดยตรง เชน การคิด อารมณ ความรูสึก ความจํา การลืม การวเิ คราะหห าเหตผุ ล ประสบการณตา งๆ เปน ตน

๖๔ จะเห็นไดวา พฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในจะมีความสัมพันธเก่ียวของกัน กลา วคอื พฤตกิ รรมภายในเปน ตวั กาํ หนดพฤตกิ รรมภายนอก อยา งเชน พฤตกิ รรมภายในมคี วามยนิ ดี และพึงพอใจกับส่ิงที่ปรารถนาก็จะแสดงออกมาเปนพฤติกรรมภายนอกใหสังเกตเห็นไดจากสีหนา แววตา กิรยิ าทา ทาง ทางรา งกาย เปนตน ดังนั้นในการท่ีจะเรียนรูหรือทําความเขาใจในการกระทําหรือพฤติกรรมของบุคคล คนหน่ึง จําเปนอยางยิ่งตองทําความเขาใจเก่ียวกับพฤติกรรมภายใน ประเภทอารมณ ความรูสึก ความคดิ ประสบการณ การวิเคราะหห าเหตผุ ลตา งๆ ของคนคนนน้ั ใหช ัดเจนเสยี กอน เชนเดียวกันการจะเขาใจพฤติกรรมภายในของมนุษยไดก็จําเปนตองศึกษาเรียนรู จากพฤติกรรมภายนอกท่ีบุคคลนั้นแสดงออกมากอน ทั้งนี้นักจิตวิทยาเช่ือวาพฤติกรรมทุกอยาง ตอ งมสี าเหตแุ ละสาเหตเุ พยี งประการเดยี วอาจทาํ ใหเ กดิ พฤตกิ รรมไดใ นหลายรปู แบบ ในทาํ นองเดยี วกนั พฤตกิ รรมแตละรปู แบบที่แสดงพฤติกรรมออกมายอ มเกดิ มาจากหลายสาเหตไุ ดเชนกัน ยกตวั อยา งเชน การรอ งไหข องคนสองคน คนหนงึ่ อาจรอ งไหเ พราะเสยี ใจจากการขาดทนุ ท่ีลงทุนไปทําใหหมดทุนที่ลงไปเลยรองไห ในขณะเดียวกันมีคนรองไหเหมือนกันแตคนคนนั้นรองไห เพราะไดเจอกับครอบครัว เน่ืองจากออกจากบานนาน เมื่อมาพบกันจึงเกิดความรูสึกดีใจเลยรองไห เปน ตน ¸ÃÃÁªÒμ/Ô ¤ÇÒÁ¤ÅÒŒ ¤ÅÖ§¢Í§Á¹ØÉ ๑. มีความอิจฉาริษยาและตอตานผูอื่นท่ีดีกวาตน ดังท่ีหลวงวิจิตรวาทการกลาววา “อยา ทาํ ตวั ดเี ดน ...จะเปน ภัย เพราะไมม ใี คร...อยากเหน็ เราเดนเกิน” ๒. มสี ัญชาตญาณแหง การทาํ ลาย ชอบความหายนะ เชน ชอบดูไฟไหมบา น มากกวา ดูการสรา งบาน หรือดจู ากขาวในหนา หนงั สอื พมิ พร ายวันมกั มีแตขาวรายมากกวาขาวดี ๓. ตอ สู ตอ ตานความเปลย่ี นแปลง ๔. มคี วามตอ งการทางเพศและมีความตอ งการดานรา งกายอื่นรวมดวย ๕. มีความหวาดกลวั อิทธิพล ผมู อี าํ นาจ ภัยตางๆ ภัยธรรมชาติ ภตู ผปี ศ าจ ไสยศาสตร และจะกระทําทุกส่งิ ทกุ อยางเพ่อื ใหต นพน ภัย ๖. กลัวความเจ็บปวด ความทุกขท รมาน ความยากลําบาก และความตาย ๗. มคี วามโหดรายทารณุ ปา เถ่อื น ชอบซํา้ เติม ๘. ชอบทาํ อะไรตามสะดวกสบาย มกั งา ย ไมชอบระเบยี บบงั คับ ๙. ชอบความต่ืนเตน หวาดเสียว ผจญภัย ทองเท่ียว ชอบมีประสบการณในชีวิต แปลกๆ ใหมๆ ๑๐. มีนสิ ยั อยากรู อยากเหน็ อยากทดลอง

๖๕ ÊÃØ» จิตวิทยาเปนวิธีการหนึ่งที่จะชวยใหผูปฏิบัติงานทางดานชุมชนทําความเขาใจ อธิบาย ทํานาย และนําไปใชในการทํางานกับชุมชนทั้งในปจจุบันและอนาคต อีกทั้งจิตวิทยาเพื่อการทํางาน ในชุมชนน้ีมีฐานคิดเชิงมนุษยนิยม ทําใหผูทํางานกับชุมชนจะตองตระหนักถึงศักด์ิศรีของบุคคล ในชุมชนเปนสาํ คญั จติ วทิ ยา (Psychology) เปนศาสตรท ่ีมงุ ศึกษาเกย่ี วกับพฤติกรรมของมนษุ ย (Human behavior) ดว ยการประยุกตก ระบวนการศึกษาทางวทิ ยาศาสตร กระบวนการทางวิทยาศาสตร อาทิ การสงั เกต การสมั ภาษณ การทดลองในหอ งทดลอง การทดลองในสถานทจี่ ริง มีจุดประสงคเ พอ่ื ใหไ ด ขอ มลู จากการศกึ ษามาเปน ความรู ความเขา ใจ อธบิ าย ทาํ นายแนวโนม ของพฤตกิ รรมของมนษุ ย เปน ประโยชนต อ การนําขอมลู เหลา น้ันมาประยุกตใชใ นชีวิตประจําวันในระดับบคุ คล องคกร/ชุมชน และ สงั คมตอ ไป ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· นักเรียนคิดวาผูท่ีมีจิตวิทยาในการทํางานจะสามารถทําใหงานประสบความสําเร็จ ไดเปนอยางดหี รอื ไม อยางไร

1

º··Õè ÷ Â·Ø ¸Ç¸Ô Õ㹡ÒÃดําà¹¹Ô §Ò¹´ÒŒ ¹ªÁØ ª¹ÊÑÁ¾¹Ñ ¸¡ ºÑ ¡ÒÃʧ‹ àÊÃÁÔ ¡ÒÃÁÊÕ Ç‹ ¹ÃÇ‹ Á¢Í§»ÃЪҪ¹ à¾Íè× »Í‡ §¡¹Ñ ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ÇμÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤ เพอ่ื ใหน กั เรยี นมคี วามรแู ละความเขา ใจเกยี่ วกบั ยทุ ธวธิ ใี นการดาํ เนนิ งานดา นชมุ ชนสมั พนั ธ และสามารถนาํ ไปปฏิบัตไิ ด ในการดําเนินงานชุมชนสัมพันธใหบรรลุเปาหมายนั้น ผูบริหารงานชุมชนสัมพันธ จะตองพิจารณาคุณสมบัติของบุคลากรผูท่ีจะออกไปปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธอยางละเอียดรอบคอบ เปนอันดับแรก หากจัดใหบุคลากรท่ีมีคุณสมบัติไมเหมาะสมออกไปปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธแลว ความลม เหลวยอ มจะเกดิ ขนึ้ แลว กอ นลงมอื ปฏบิ ตั งิ าน ดงั นนั้ บคุ คลทไี่ ปปฏบิ ตั งิ าน ควรตอ งมคี ณุ สมบตั ดิ งั นี้ ñ. ÁÕÍØ´Á¡ÒóáÅФÇÒÁ»ÃоÄμÔ´Õ กลาวคือ ตองเห็นแกประโยชนสวนรวม มคี วามเสยี สละและประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเปน ตวั อยา งทดี่ แี กป ระชาชนและผอู นื่ เชน ไมม วั่ สมุ กบั อบายมขุ เปน ตน นอกจากนนั้ จะตอ งเปน ผมู คี วามมงุ มนั่ ตง้ั ใจจรงิ ในการทาํ งานเพอื่ สรา งศรทั ธาใหเ กดิ กบั ประชาชน ò. ÁÕÁ¹ØÉÂÊÑÁ¾Ñ¹¸´Õ สามารถท่ีจะเขากับประชาชนได การมีมนุษยสัมพันธดีน้ัน เปนเร่ืองที่สามารถฝกฝนอบรมกันไดแตเปนกรณีที่ตองใชเวลา ฉะนั้นหากสามารถคัดเลือกเจาหนาที่ ตาํ รวจทมี่ ลี กั ษณะดงั กลา วเขา มาเปน ทมี งานปฏบิ ตั งิ านนไ้ี ดเ ลย กย็ อ มจะชว ยใหก ารทาํ งานรวดเรว็ ยง่ิ ขนึ้ หากมีความจําเปนที่จะตองสรางทีมงานใหมท่ีไมมีพ้ืนฐานมากอน จะตองจัดใหมีการฝกอบรมโดย เนนหนักในเรือ่ งมนุษยสมั พนั ธ วธิ ีการเขา กบั ประชาชน การไมส รางปญ หา และการขจดั ขอขัดแยงกับ ประชาชนในพนื้ ท่ี ó. ÁÕº¤Ø ÅÔ¡´Õ ÁÕÅ¡Ñ É³Ð໚¹¼ÙŒนาํ Á¤Õ ÇÒÁÃÔàÃÔÁè ÊÃÒŒ §ÊÃä Í´·¹Í´¡Å¹éÑ นอกจากการ มมี นษุ ยสมั พนั ธท ดี่ แี ลว บคุ ลกิ ของเจา หนา ทต่ี าํ รวจเปน สงิ่ สาํ คญั ทจ่ี ะชว ยจงู ใจและสรา งความศรทั ธาได อีกดวย ดงั นั้นจงึ จาํ เปน อยา งยิ่งทจี่ ะตอ งพยายามคัดเลอื กทมี งานท่ีมบี ุคลิกดี องอาจ สงา ผาเผย แตง กายสะอาด รูจ กั ใชว าจาท่ีสภุ าพ นมุ นวล มนี ํ้าเสยี งนาฟง เหมาะสมท่ีจะเปน ผูนาํ ประชาชนในชมุ ชนได ตลอดจนจะตอ งเปน ผมู คี วามคดิ รเิ รม่ิ สรา งสรรค ทง้ั นส้ี ง่ิ สาํ คญั สาํ หรบั เจา หนา ทตี่ าํ รวจทจ่ี ะออกปฏบิ ตั ิ งานชมุ ชนสมั พันธ คือ การรูจกั ฝก จติ ใจใหม คี วามอดทนอดกลนั้ ในขณะที่ปฏิบตั งิ าน อีกท้ังรา งกายจะ ตองมีความสมบรู ณพรอ มตออปุ สรรคในพื้นทท่ี กุ รปู แบบ ô. ÁÕäËǾÃÔº»¯ÔÀÒ³ สามารถแกไขปญหาตางๆ ไดอยางรวดเร็วและเหมาะสม รวมทั้งสามารถปรับรูปแบบของการปฏิบัติงานใหเขากับสภาพชุมชนและพ้ืนท่ีไดอยางมีประสิทธิภาพ อกี ดวย

๖๘ õ. ¼‹Ò¹¡ÒÃͺÃÁ´ŒÒ¹¡ÒûÃЪÒÊÑÁ¾Ñ¹¸ และชุมชนสัมพันธมากอนโดยเปนเร่ืองท่ี จําเปนอยางย่ิง ท่ีผูปฏิบัติงานจะตองมีความรูความเขาใจในงานดานการประชาสัมพันธและชุมชน สมั พันธอยางถอ งแท มิฉะนน้ั แลว จะไมท ราบเลยวา จะตอ งทาํ อะไร เม่ือใด และอยางไรใหถูกตอ งตาม วัตถปุ ระสงคและเปาหมายที่แทจริงของสาํ นกั งานตํารวจแหงชาติ ö. ໹š ¼ÁŒÙ ¤Õ ÇÒÁäŒÙ ÇÒÁÊÒÁÒöàËÁÒÐÊÁ เนอื่ งจากความรเู ปน สงิ่ สาํ คญั ในการถา ยทอด ใหประชาชนไดเกิดความเขาใจ ในแตละชุมชนมีประชาชนที่มีพ้ืนฐานความรูแตกตางกันในบางพ้ืนท่ี ซึ่งมีประชาชนมีความรูขั้นมหาวิทยาลัยมากก็อาจจําเปนที่จะตองเลือกใชเจาหนาท่ีตํารวจท่ีมีความรู เทา เทียมกนั หากพ่้ืนทีใ่ ดท่ปี ระชาชนมีความรูปานกลางและขัน้ พ้ืนฐานก็อาจเลือกใชเ จาหนาทตี่ ํารวจ ท่ีมีความรูระดับตางๆ ผสมผสานกันเพื่อใหเหมาะสมกับพื้นท่ีได อยางไรก็ตามความรูในดานชุมชน สมั พนั ธน น้ั ทกุ คนจะตอ งไดร บั การฝก อบรมและปรบั พนื้ ฐานความรใู หเ ทา เทยี มกนั เพอื่ ทจี่ ะไดส ามารถ ทาํ งานแทนกันไดท ุกคน ÷. ¤ÇÒÁÃÙŒ¤ÇÒÁÊÒÁÒö¾ÔàÈÉ เปนสวนชวยเสริมงานดานชุมชนสัมพันธไดเปนอยางดี การอบรมหรือชี้แนะประชาชนในลักษณะการถายทอดความรูดานตัวบทกฎหมายหรือขอแนะนําตาม คมู อื ทแี่ จกจา ยแตเ พยี งอยา งเดยี วอาจไมป ระสบความสาํ เรจ็ เสมอไป แตถ า ตาํ รวจทเี่ ขา ไปปฏบิ ตั งิ านใน ชมุ ชนมีความรูพ ิเศษ เชน ชางไม ชางเครื่องยนต การเกษตร หรือแพทย ฯลฯ เปน ตน การชว ยเหลือ และรวมกิจกรรมกับประชาชนโดยใชความรูความสามารถพิเศษดังกลาว ยอมชวยสรางความเขาใจ ความเห็นอกเห็นใจ และสนับสนุนใหการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธไดผลดีย่ิงข้ึน ดังน้ันในทีมงานที่ทํา หนาที่ชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธควรจะมีเจาหนาที่ตํารวจท่ีมีความรูพิเศษดังกลาว อยางนอยหน่ึง คนเขา รวมงานดวย ¤³Ø ÊÁºμÑ ¢Ô ͧ¼ÙŒ»¯ºÔ ÑμÔ§Ò¹ªØÁª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸ ñ. ¤³Ø ÊÁºμÑ Ô·ÇÑè ä» ๑. มีความจรงิ ใจ ๒. มคี วามซื่อสตั ยส จุ ริต ๓. มีความรคู วามสามารถ ๔. มปี ฏภิ าณไหวพรบิ ดี ò. ¤³Ø ÊÁºμÑ àÔ ©¾ÒÐμÑÇ ๑. รจู ักใหเ กยี รตปิ ระชาชน ๒. มีมนุษยสัมพนั ธด ี ๓. มีวาทศิลปใ นการพดู โดยนําเอาหลักการพูดมาใชป ระกอบ คือ ๓.๑ พดู ถกู กาลเวลา คือ รวู า เวลาใดควรพูดไมควรพดู ๓.๒ พดู จริง คือ พูดตามความจรงิ ไมพดู โปปดมดเท็จ

๖๙ ๓.๓ พดู จาออนหวาน นา ฟง ไมระคายหู ไมหยาบคาย ๓.๔ พูดกอปรดว ยประโยชน เปนประโยชนต อ ผูฟ ง ๓.๕ พูดดวยเมตตาจติ พดู ดว ยความปรารถนาดี ไมดูถูกเหยยี ดหยาม ó. ¤Ø³ÊÁºμÑ Ô¾ÔàÈÉ ผทู าํ งานดานชุมชนสมั พันธตองปฏิบัติดงั น้ี ๑. แมน้าํ ๒. ดอกบัว ๓. กอไผ ๔. ตนสน ๕. ภเู ขา ¡ÒÃàÅ×Í¡¾¹×é ·èÕà»Ò‡ ËÁÒ การเลือกพื้นที่เปาหมายในการปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธอาจพิจารณาเปาหมายออกเปน ๒ ลักษณะ คอื ๑) สว นชุมชน ๒) สวนกลมุ บุคคล ñ. ÇàÔ ¤ÃÒÐËμ ÒÁÊÀÒ¾ªØÁª¹ การปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธโดยพิจารณาจากลักษณะชุมชนน้ันมีความสําคัญ อยางมาก การกําหนดวาบริเวณพ้ืนท่ีใดควรเปนเปาหมายในการปฏิบัติงานดวยเหตุผลใดและจะได ประโยชนอยางไรตอการปองกันปราบปรามอาชญากรรม มีผลอยางยิ่งตอประสิทธิผลในการปฏิบัติ งานชุมชนสัมพันธซ่งึ ชมุ ชนนน้ั แบง ไดหลายชนดิ คอื ñ.ñ ªØÁª¹ÊÀÒ¾¾é×¹·Õè (Territorial Community) ไดแก พื้นที่ท่ีประชาชน อาศยั อยใู นขอบเขตเดยี วกนั โดยสภาพภมู ศิ าสตร หากประชาชนใดพกั อาศยั อยใู นบรเิ วณพน้ื ทด่ี งั กลา ว ก็ถอื วา อยใู นชุมชนน้นั ñ.ò ªÁØ ª¹μÒÁ¼Å»ÃÐ⪹Ï Ç‹ Á¡¹Ñ (Interest Community) ไดแ ก การรวมตวั เปน ชมุ ชนขน้ึ มา เนอื่ งจากการมผี ลประโยชนอ ยา งเดยี วกนั รว มกนั โดยไมค าํ นงึ ถงึ สภาพภมู ศิ าสตรห รอื บริเวณท่ีมีขอบเขตอยางเล็ก ชุมชนน้ีอาจมีการขยายตัวไดกวางออกไปไดตราบเทาที่กลุมประชาชน ท่ีมีผลประโยชนอยางเดียวกัน มีความตองการแบบเดียวกันเพ่ิมมากข้ึน เชน ประชาชนตามตรอก ซอยตา งๆ ทมี่ าขบั ขร่ี ถจกั รยานยนตรบั จางอาจมาจากพน้ื ท่หี างไกล แตมีผลประโยชนเชน เดยี วกนั คอื มารวมกลมุ กนั เปน กลมุ รถจกั รยานยนตร บั จา งตามตรอกซอยตา งๆ หรอื กลมุ พอ คา หาบเรท มี่ าคา ขาย สนิ คา รวมกนั ตามยานชมุ ชนตางๆ เปนตน ñ.ó ªÁØ ª¹μÒÁ¤ÇÒÁ¼¡Ù ¾¹Ñ ´ÒŒ ¹¨μÔ ã¨ (Attachment Community) ไดแ ก ชมุ ชน ทป่ี ระชาชนมคี วามรสู กึ ผกู พนั ทเ่ี ขา อยใู นชมุ ชนนน้ั ๆ เปน ลกั ษณะของจติ ใจทม่ี คี วามผกู พนั กบั พนื้ ทนี่ นั้ ๆ มีความเต็มใจที่จะเขามาอยูในชุมชนนั้นๆ อยางมั่นคง เชน ชุมชนที่มักเปนที่รวมของชาวอีสาน หรือคนตางชาติ เปนตน

๗๐ รปู แบบทง้ั สามของชมุ ชนนใี้ นบางครง้ั ซา้ํ ซอ นกนั ชมุ ชนตามผลประโยชนบ อ ยครงั้ กระจาย อยูในชุมชนตามสภาพพื้นที่ เชน ชุมชนทองถิ่นหนึ่งอาจประกอบดวยชุมชนทางศาสนา ชุมชนธุรกิจ การคา ชมุ ชนหาบเร เปนตน การแบง แยกชนิดของชุมชนดงั กลา ว อาจมปี ระโยชนใ นการท่จี ะทราบถงึ ขอ เทจ็ จรงิ เกยี่ วกบั ประชาชนทอี่ าศยั ในพนื้ ทน่ี นั้ ๆ วา มคี วามสมั พนั ธก บั เพอื่ นบา นใกลเ คยี งกนั เพยี งใด และความเขาใจเหลาน้ีจะเปนประโยชนตอเจาหนาท่ีตํารวจในการใชดุลยพินิจพิจารณาความยากงาย ในการดําเนินงานชุมชนสัมพันธในทองท่ีใดทองท่ีหนึ่ง เชน ชุมชนตามความผูกพันยอมมีแนวโนมใน การใหความรว มมอื เพื่อประโยชนข องชมุ ชนไดง ายกวา ò. ÇÔà¤ÃÒÐËμ ÒÁÊÀÒ¾¾é×¹·Õè นอกจากการเลอื กชมุ ชนดงั ทไ่ี ดก ลา วมาแลว เพอ่ื ใหส ามารถบรรลเุ ปา หมายของงานชมุ ชน สัมพันธอยางแทจริง จําเปนท่ีตองมีการวิเคราะหพ้ืนท่ีในแงของปญหาอาชญากรรมและปญหาอื่นๆ ประกอบดวย ดงั น้ี ò.ñ ¡ÒÃÇàÔ ¤ÃÒÐË» Þ˜ ËÒÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ โดยการพจิ ารณาสถติ คิ ดที เี่ กดิ ในพนื้ ทเ่ี ปา หมาย วามีความถี่และสรางความเดือดรอนใหกับชุมชนเปาหมายมากนอยเพียงใด ถาในพื้นที่ใด มีความถ่ี ของอาชญากรรมสูง และประชาชนมีความหวาดหวั่นท่ีจะตองตกเปนเหยื่ออาชญากรรมมาก ชุมชน น้นั ถือวา เปน พ้ืนทซ่ี งึ่ จะตองนํางานชุมชนสมั พนั ธไ ปปฏบิ ัตเิ ปนการเรง ดว น ò.ò ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ»Þ˜ ËÒ¤ÇÒÁà´×Í´ÃÍŒ ¹ โดยการรบั ฟง คํารองเรยี นของประชาชน สอ่ื มวลชน ตวั แทนกลุมตา งๆ ในชมุ ชนเปาหมาย หรืออาจใชวิธีการสง เจาหนา ทเ่ี ขาไปสํารวจปญ หา ตา งๆ ของประชาชนในชมุ ชน โดยเฉพาะถา เปน ปญ หาความเดือดรอ นเกีย่ วกบั อาชญากรรม จําเปน ตอ งแสวงหาขอ เทจ็ จรงิ ใหป รากฏวา อาชญากรรมประเภทใดกอ ความเดอื ดรอ นบรเิ วณใด ปญ หาอยจู ดุ ใด อยา งไร ò.ó ¡Òþ¨Ô Òóһޘ ËÒ¤ÇÒÁàç‹ ´Ç‹ ¹ºÒ§»ÃСÒ÷¨èÕ Òí ໹š μÍŒ §ดาํ à¹¹Ô §Ò¹ªÁØ ª¹ ÊÑÁ¾¹Ñ ¸ การพิจารณาแงน ีอ้ าจไมจาํ เปน ตองคํานึงถึงปญหาอาชญากรรมหรอื ปญหาความเดือดรอ น ของประชาชนในชมุ ชน เน่ืองจากบางกรณีอาจเปน งานนโยบายสาํ คัญ เชน การแกไ ขปญ หายาเสพติด หรือเปนงานเฉพาะหนา เชน ประชาชนในพื้นทมี่ ที ศั นคตไิ มด ตี อ ตาํ รวจและมแี นวโนมจะตอตา นการ ปฏบิ ตั งิ านหรอื ไมใ หค วามรว มมอื กบั ตาํ รวจ หรอื มปี ญ หาอาชญากรรมทาํ ใหส ะเทอื นขวญั ของประชาชน เชน มคี ดขี ม ขนื สงั หารโหดในบรเิ วณชมุ ชน ซงึ่ กรณเี หลา นม้ี คี วามจาํ เปน ตอ งใชง านชมุ ชนสมั พนั ธเ ขา ไป คลค่ี ลายปญ หาโดยฉบั พลนั เมือ่ ไดพ ิจารณาลักษณะของชมุ ชน ประกอบกบั การวิเคราะหพ น้ื ทดี่ งั กลาวแลว จะเห็นวา พื้นท่สี ว นใหญทจี่ ะถกู เลือกเปน เปาหมายในการดําเนินงานชมุ ชนสัมพนั ธ คือ ñ) ªÁØ ª¹·àÕè »¹š ¾¹×é ··Õè ÁÕè »Õ Þ˜ ËÒÍÒªÞÒ¡ÃÃÁʧ٠ประชาชนไดร บั ความเดอื ดรอ นเปน อยา งมาก เชน มีคดีลักทรัพย คดีวิ่งราวทรัพย และคดีชิงทรัพยเกิดข้ึนบอย เปนตน ชุมชนเปาหมายเหลาน้ี มีความจําเปนท่ีจะตองเขาดําเนินงานชุมชนสัมพันธ โดยคัดเลือกรูปแบบ วิธีการท่ีเหมาะสมกับพื้นที่

๗๑ และปญ หา โดยอาจจดั ชดุ ปฏบิ ตั กิ ารชมุ ชนสมั พนั ธเ ขา ไปเผยแพรว ธิ กี ารปอ งกนั อาชญากรรมตรวจเยย่ี ม หรอื เขา ไปใหค าํ แนะนําปรึกษาในการจัดระบบการปอ งกนั อาชญากรรมในพ้ืนที่ เปนตน ò) ªÁØ ª¹·èÕ໚¹Â‹Ò¹¸ÃØ ¡¨Ô Å‹ÍáËÅÁμ‹Í¡ÒÃà¡Ô´ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ เชน ศูนยการคา ธนาคาร รา นคา ทอง รา นเครอื่ งประดบั ฯลฯ ในชมุ ชนเหลา นรี้ ปู แบบทนี่ า จะเปน ประโยชนต อ งานชมุ ชนสมั พนั ธ คอื สมั มนาหาแนวทางรว มมอื ระหวา งชมุ ชนกบั ตาํ รวจในการปอ งกนั อาชญากรรม การกระตนุ ใหช มุ ชน เกดิ ความตนื่ ตวั ในการปอ งกนั การสรา งระบบรกั ษาความปลอดภยั ดว ยการบรหิ าร ความปลอดภยั และ การใชเ ทคโนโลยสี มยั ใหมช วย เชน สัญญาณเตอื นภัย ทีวีวงจรปด เปนตน ó) ªÁØ ª¹áÍÍ´Ñ ·ÁÕè »Õ ÃЪҪ¹¼ÁŒÙ ÃÕ ÒÂä´¹Œ ÍŒ ÂÃÇÁ¡¹Ñ Í‹٠การเขา ดาํ เนนิ งานชมุ ชนสมั พนั ธ กับพืน้ ทเี่ หลานี้ บางครั้งไมคอยไดรบั ความสนใจจากประชาชนเทาทคี่ วร เน่อื งจากประชาชนไมค อยมี เวลาและไมคอยเขา ใจงานชุมชนสัมพันธของตาํ รวจ ดงั นัน้ วธิ ที น่ี า จะไดผลควรเปน - การคนหากลุมผูนําชุมชนเพ่ือนํามาเปนแกนในการดําเนินงานและการสราง ความเขาใจกบั ประชาชนทองถิ่น - เนน การใชบรกิ ารของทางราชการโดยไมค ิดมลู คา - การชักนําหนวยงานตางๆ เขามาชวยในลักษณะที่ประชาชนจะไดรับบริการ จากหนว ยงานตา งๆ - สอดแทรกความรูเรอื่ งการปองกนั อาชญากรรมเขา ไปทลี ะนอย

๗๒ ô) ¾×é¹·«èÕ §èÖ Á»Õ Þ˜ ËÒ¾àÔ ÈÉ ไดแ ก พืน้ ที่ทมี่ ปี ญหาเรงดวน มคี วามจําเปน ตองดาํ เนนิ งาน ชุมชนสัมพันธ เชน เปนนโยบายของผูบังคับบัญชาท่ีตองการสรางศรัทธาจากประชาชนในพ้ืนที่นั้น หรอื เปน พน้ื ทที่ ม่ี ปี ญ หาอาชญากรรมทกี่ ระทบกระเทอื นตอ ขวญั ของประชาชน เปน ตน พน้ื ทเ่ี ปา หมาย เชน น้ี โดยปกติยงั ไมม ีความจาํ เปนเรง ดว นตอ งรีบดาํ เนนิ งานชุมชนสมั พนั ธแตมีปจจัยพเิ ศษทาํ ใหตอง ดําเนินงานชมุ ชนสัมพันธใ นทันที õ) ¾×é¹·ÕèËÁÙ‹ºŒÒ¹Ë‹Ò§ä¡Å ไดแก พ้ืนที่ชนบท ชานเมือง อยูหางไกลจากสถานีตํารวจ ในลักษณะพื้นท่ีเชนน้ีอาจจัดชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธเขาไปเยี่ยมใหความรูเก่ียวกับการปองกัน อาชญากรรม แนะนาํ การตดิ ตอ ใชบ รกิ ารทสี่ ถานตี าํ รวจหรอื หนว ยงานทกี่ ยี่ วขอ งเปา หมายการดาํ เนนิ งาน ในพ้ืนที่เชนนี้ สวนใหญจะมุงเนนการประชาสัมพันธสรางภาพพจนท่ีดีใหแกตํารวจ และหาขาวสาร ขอ มลู เก่ยี วกบั ความเปน อยแู ละสภาพปญ หาของชุมชน ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒáÅШ´Ñ ทํา¢ŒÍÁÙÅ·ŒÍ§¶èÔ¹ ขอมูลทองถ่ินเก่ียวกับตัวบุคคล สถานท่ี เสนทางเขา-ออก เปนเครื่องมืออันสําคัญยิ่ง สําหรับตํารวจทองท่ี และเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธที่จะนําขอมูลดังกลาวมาประกอบการ เตรยี มการการกาํ หนดแผนการปฏบิ ตั งิ านและการดาํ เนนิ งานดา นตา ง ๆ ฉะนนั้ ผบู รหิ ารงานชมุ ชนสมั พนั ธ และเจาหนาท่ีผูปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธจักตองทําการศึกษาขอมูลทองถิ่นของชุมชนอยางละเอียด ถถี่ ว นเพอื่ ทจ่ี ะไดส ามารถนาํ ขอ มลู ดงั กลา วไปใชใ หเ ปน ประโยชนใ นการดาํ เนนิ งานชมุ ชนสมั พนั ธต อ ไป ซงึ่ สาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาตไิ ดเ คยกาํ หนดแบบฟอรม และสงั่ การใหส ถานตี าํ รวจทกุ แหง จดั ทาํ ขอ มลู ทอ งถน่ิ เกี่ยวกับภูมิประเทศและเหตุการณใหตรงความเปนจริงและทันสมัยอยูเสมอแลวตามหนังสือ ตร. ที่ ๐๖๐๘/๔๑๗๓ ลงวนั ที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๗ นอกจากนั้น เม่ือเจาหนาที่ชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธไดออกปฏิบัติงานในชุมชนพื้นท่ี เปา หมายแลว จกั ตอ งทาํ การศกึ ษาและจดั ทาํ ขอ มลู ทอ งถนิ่ เพม่ิ เตมิ เพอื่ ทจ่ี กั ไดน าํ มาใชป ระโยชนต อ ไป ท้ังในดานการดําเนินงานชุมชนสัมพันธ และการปองกันอาชญากรรมโดยทั่วไป ซึ่งในการแสวงหา ขอมูลทองถ่ินนั้น เจาหนาท่ีตํารวจชุดปฏิบัติการชุมชนสัมพันธจําเปนตองใชปฏิภาณไหวพริบและ จงั หวะโอกาสที่เหมาะสม ในบางคร้งั อาจตอ งใชวิธีการสงั เกตจดจาํ แลว กลบั มาบนั ทึกเอาเองภายหลัง เพ่ือมิใหประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือเขาใจวาเจาหนาท่ีดังกลาวเขามาจับผิดรายละเอียดที่ สมควรรวบรวมนน้ั ไดมกี ารชีแ้ นะแลวตามหนงั สอื ตร. ท่ี ๐๖๐๘/๔๑๗๘ ลงวันท่ี ๔ เมษายน ๒๕๒๗ อยางไรกต็ ามสภาพเหตกุ ารณในแตล ะชมุ ชนยอ มแตกตา งกนั ออกไป ในบางชมุ ชนอาจมีความจาํ เปน ตองใชขอมูลบางอยางเพิ่มเติม ในขณะท่ีบางชุมชนอาจมีความตองการขอมูลนอยลงไป ท้ังน้ีขอมูล ทองถ่นิ ทีร่ วบรวมไวอ ยา งนอ ยควรมีสาระสําคญั ดังน้ี ๑. สภาพพนื้ ท่ีและประเภทของสถานท่ี ๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมทอ งถ่ิน ๓. บุคคลสําคญั ในทองถิน่ หรอื บุคคลทนี่ าสนใจ

๗๓ ๔. บุคคลทต่ี อ งคอยสอดสองพฤตกิ ารณแ ละตดิ ตามความเคลอื่ นไหว ๕. บุคคลท่ีอาศัยอยูในบาน ๖. อาวุธทไี่ ดรับอนุญาต ๗. ยานพาหนะทใ่ี ชอ ยรู วมทั้งสตั วพาหนะท่อี ยใู นครอบครอง ๘. เสนทางเขาออกนาํ ไปสหู มูบา น ๙. วนั เดอื น ป ท่ีสาํ รวจ ๑๐. ชื่อผสู าํ รวจ ๑๑. ขอมลู ทเี่ ปล่ียนแปลงภายหลงั ลาํ ´ºÑ ¢¹Ñé μ͹¡ÒÃดําà¹¹Ô §Ò¹ªØÁª¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸

๗๔ ñ. ¡Òþº»ÐàÂèÂÕ ÁàÂÕ¹áÅÐÃÇ‹ Á¡Ô¨¡ÃÃÁ สัมพันธภาพของมนุษย เร่ิมตนดวยการพบปะคุนเคยซึ่งกันและกัน “วิสาสาปรมาญาติ” (ความคนุ เคยเปน ญาติอยา งยิ่ง) ระดับความสมั พันธท ี่บุคคลจะมตี อ กนั นน้ั ยอ มขนึ้ อยกู บั ความใกลชิด ความเขาใจ และไววางใจซ่ึงกันและกัน ซึ่งความรูสึกดังกลาวจะเกิดขึ้นมาไดนั้น จักตองมีการพบปะ รว มกิจกรรมเปนพื้นฐานกอน ดังนั้นการออกพบปะเย่ียมเยยี นและเขา รวมกจิ กรรมกับผนู าํ ชุมชนและ ประชาชนของชดุ ปฏิบตั กิ ารชมุ ชนสัมพันธ จึงเปน วิธีการสรา งความเขาใจ ความไวว างใจ ความเชอื่ มนั่ ความเคารพนับถือ อันจะนําไปสูความรักและความศรัทธา อันจะเปนหนทางใหสามารถดําเนินการ ขั้นตอนตอไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ เชน ๑. เขาเย่ียมพบปะผูน ําชุมชนและประชาชนเปน รายบุคคลหรอื ทง้ั กลมุ ๒. เขา รว มกจิ กรรมตามประเพณแี ละเทศกาล รวมถงึ กจิ กรรมสาธารณกศุ ล และการพฒั นา ที่ชมุ ชนจดั ข้ึน ๓. เขารว มกิจกรรมปกติตามวถิ ีชีวติ ประจาํ วันในชุมชน ๔. แนะนําตนเองและช้แี จงเก่ยี วกบั งานชมุ ชนสมั พันธ ò. ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒªØÁª¹áÅÐÇàÔ ¤ÃÒÐˏ»˜ÞËÒªØÁª¹ การศึกษาชุมชนและวิเคราะหปญหาชุมชน เปนการเรียนรูและรูจักกับชุมชน ความรู ความเขาใจเก่ียวกับชุมชนทําใหสามารถอธิบายสถานการณตางๆ ของชุมชนอันเปนพื้นฐานของ การวางแผนการตดั สินใจ และดาํ เนินการกิจกรรมรว มกับชมุ ชนไดอ ยางเหมาะสมและสอดคลอ ง เชน การศึกษาขอมูลชุมชน, การสํารวจขอมูลเก่ียวกับทองถ่ินที่สัมพันธกับงานปองกันและปราบปราม อาชญากรรม อุบัติภัย และส่ิงแวดลอม, การสอบถาม การสัมภาษณผูนําหรือประชาชนหรือบุคคล ที่เก่ียวของ เพ่ือใหไดขอมูลที่ตองการหรือใชวิธีการเขารวมกิจกรรมในชีวิตประจําวันของชาวบาน

๗๕ โดยการอาศยั (รว มอยู รว มกนิ รว มนอน รว มศึกษา รว มแกปญหา) และใชช ีวิตรวมอยกู ับชาวบานใน กิจกรรมตางๆ โดยใชห ลัก ๕ รว ม คอื ñ. ÃÇ‹ Á¡¹Ô มกี ารพบปะสงั สรรค งานบญุ งานประเพณตี า งๆ ตามแตโ อกาสทเ่ี ออื้ อาํ นวย (หรอื ไดร บั เชญิ เพอ่ื เปน เกยี รต)ิ การรว มรบั ประทานอาหาร กข็ อใหด จู ากสถานภาพของชาวบา นกลมุ ชน อยาทําตัวเปนท่ีนาเบื่อหนายแกเจาภาพ (มีไกแตตํารวจจะกินหมู) มีอยางไรก็ควรกินอยางนั้นตํารวจ ตองทาํ ตนใหเ ปนคนเล้ยี งงา ยสันโดษ ò. ËÇÁÍÂÙ‹ ตํารวจควรทําตนใหเปนบุคคลท่ีอยูงายกินงาย อยาสรางปญหา เชน ชาวบานเขามีเส่ือมาใหนอนแตจะนอนฟูกตองคลุกคลีกับชาวบานหรือประชาชน (ตามแตโอกาส) ทาํ ตวั ใหเขา กบั ชาวบานเปนกนั เอง ó. ËÇÁ¤Ô´ ตํารวจหันหนาเขาไปหาประชาชนเพื่อรวมกันคิดรวมกันแกปญหาตางๆ ทช่ี าวบา นเขาเดือดรอนรวมคดิ ในทางริเริม่ สรางสรรค ô. ËÇÁทํา§Ò¹ ตํารวจควรรวมทํางานกับประชาชนในแตละกลุม แตละหมู เพ่อื การพัฒนาหมบู านถ่นิ ท่ีอยูอาศยั ของประชาชน การพัฒนาสถานที่ เชน วดั สง่ิ สาธารณประโยชน ตา งๆ ท่ชี าวบา นใชรว มกนั õ. ÃÇ‹ ÁÈ¡Ö ÉÒ ตาํ รวจควรเขา ไปรว มศกึ ษาถงึ ปญ หาตา งๆ ทปี่ ระชาชนไดร บั ความเดอื ดรอ น เพอื่ ใหก ารแนะนาํ เสนอแนะ โดยไมแ สดงความรงั เกยี จ ตอ งทาํ ดว ยความเตม็ ใจทาํ ดว ยความตงั้ ใจและ เสียสละ ó. ¡ÒûÃЪÁØ ÇÒ§á¼¹§Ò¹ÃÇ‹ Á¡ºÑ ¼ŒนÙ ําªØÁª¹áÅлÃЪҪ¹ การดาํ เนนิ กจิ กรรมตา งๆ ตอ งอาศยั พลงั ความรว มมอื รว มแรงใจกนั ของทกุ ฝา ยการประชมุ เปนกิจกรรมท่ีสามารถสรางความเขาใจในปญหาเน้ือหาสาระ รวมทั้งการมีสวนรวมในการแสดง ความคิดเห็น ซ่ึงการมีสวนรวมในการเลือกการตัดสินใจและการวางแผนนั้นเปนพ้ืนฐานของการ มสี ว นรว มในการปฏบิ ตั แิ ละรบั ผดิ ชอบรว มกนั นอกจากนก้ี ารประชมุ ยงั เปน การระดมสมอง และหลอมรวม ความคดิ ที่หลากหลายใหเ ปน หน่งึ เดยี ว เกดิ พลังสามคั คีสกู ารปฏิบตั ิและรับผดิ ชอบรว มกนั เชน ñ. »Ã¡Ö ÉÒËÒÃÍ× ¼นŒÙ าํ ·àèÕ ¡ÂÕè Ǣ͌ § เชน กรรมการฝา ยปอ งกนั และรกั ษาความสงบเรยี บรอ ย ฝา ยสวัสดิการและสงั คมของหมูบาน รวมทั้งผูนาํ อืน่ ๆ เชน หัวหนา กลุม ครู ผนู าํ ศาสนา เพือ่ ประชมุ ปรกึ ษาหารอื เกย่ี วกบั การวางแผน วางโครงการจดั ทาํ กจิ กรรมดา นความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ อุบัตภิ ัยและยาเสพติดใหโ ทษ เปน ตน ò. ¡ÒûÃЪÁØ ã¹¢¹éÑ ¹ÍÕé Âã‹Ù ¹ÃÐÂТͧ¡ÒÃÃдÁ¤ÇÒÁ¤´Ô เพอ่ื ทาํ ความเขา ใจสถานการณ สภาพการณแ ละขอ มูลตา งๆ รวมกัน ó. ¡ÒûÃЪØÁ¤ÇÃãËŒ¼ÙŒนํา㹪ØÁª¹à»š¹¼ÙŒ¹Ñ´ËÁÒ และเปนเจาของเร่ืองชุดปฏิบัติ การชุมชนสัมพันธควรเปนผูประสานงาน ติดตอ และอํานวยความสะดวก พรอมสนับสนุนในสวน ทนี่ อกเหนอื ขีดความสามารถของผูน าํ ชมุ ชน

๗๖ ô. ãË·Œ »èÕ ÃЪÁØ กาํ ˹´¡Ãͺ¹âºÒÂ㹡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ ã¹ªÇÕ μÔ และทรพั ยส นิ บนหลกั การของการพง่ึ ตนเองของชุมชนและการรวมใจกันของทกุ ๆ ฝา ยท่ีเกี่ยวของ พรอ มท้ังกําหนด โครงการหรือแผนงานทสี่ ามารถลงมือปฏบิ ัติได ô. ¡ÒÃàμÃÂÕ Á¡Òè´Ñ Ãкº§Ò¹áÅлÃÐàÁÔ¹¤ÇÒÁ¾ÃÍŒ Á การเตรียมการจัดระบบงานและการตรวจสอบความพรอมในการปฏิบัติงานเปนปจจัยท่ี สาํ คญั มากเพอื่ ใหก าํ ลงั คนและบคุ ลากรทเี่ กยี่ วขอ งมคี วามพรอ มในการปฏบิ ตั งิ าน ระบบงาน แผนงาน และข้ันตอนในการปฏิบัติกระชับสอดคลองเหมาะสม วัสดุอุปกรณ เคร่ืองใชไมขัดของพรอมอํานวย ความสะดวกในการดําเนินการ ซ่ึงการเตรียมการจัดระบบงานและประเมินความพรอมเหลานี้ เปน รากฐานใหก ารปฏบิ ัติงานบรรลคุ วามสําเร็จอยา งมีประสิทธิผล เชน ๑. จดั เตรียมความพรอมทางดา นบุคคลโดยเฉพาะอยา งย่งิ คอื ขวัญกําลงั ใจ จิตสํานึก อุดมการณ ความรับผิดชอบ ความรูความสามารถ และทกั ษะในการปฏบิ ัติงานชมุ ชนสัมพนั ธ ๒. จดั เตรยี มความพรอ มดา นการจดั ระบบงาน การมอบหมาย และการแบง ภาระหนา ท่ี รับผิดชอบ ๓. จัดใหม ีการสาธติ การใชเคร่อื งมือเทคโนโลยีและวสั ดอุ ุปกรณต า งๆ ๔. จัดใหมีการประสานงานระหวางบุคลากรขององคกรและหนวยงานตางๆ เพ่ือไมให เกดิ ชองวา งขณะปฏบิ ัติงาน õ. ¡ÒÃá¹Ðนาํ ãËŒ¤ÇÒÁÃàŒÙ ¡èÂÕ Ç¡ºÑ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹μ¹àͧáÅЪÁØ ª¹ การแนะนําใหความรูแกประชาชนเก่ียวกับการปองกันตนเองและชุมชนจากปญหา อาชญากรรม ยาเสพตดิ ใหโ ทษ อบุ ตั ิภัย และปญ หาอน่ื ๆ ท่เี กีย่ วขอ งกับปญ หาอาชญากรรมน้นั เปน วธิ กี ารปอ งกนั อาชญากรรมทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลมากทสี่ ดุ เมอื่ ประชาชนมคี วามรเู กยี่ วกบั การปองกันตนเองและชุมชนจากปญหาดังกลาว โดยไดเขาใจถึงท่ีมาของปญหา ผลเสียท่ีจะเกิดข้ึน ตอ ตนเอง ครอบครัวชมุ ชน ตลอดจนแนวทางการปอ งกนั แกไ ข และมีความรสู ึกรบั ผิดชอบในฐานะ สมาชกิ ของชมุ ชนแลว ปญหาตา งๆ ยอ มทีจ่ ะตองลดนอ ยหรือหมดไปในทสี่ ุด เชน ñ. ¡Òþº»Ð¾Ù´¤ØÂ¡Ñº»ÃЪҪ¹μÒÁà¤Ëʶҹ โดยสอดแทรกความรูเกี่ยวกับ การปองกันอาชญากรรม ยาเสพติดใหโทษ อุบัติภัย และปญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ในชวี ิตและทรัพยส ิน ò. »ÃÐÊÒ¹§Ò¹âçàÃÂÕ ¹ã¹·ÍŒ §¶èÔ¹ เพ่อื ขอใหจดั เวลาชว งส้ันๆ ใหช ดุ ปฏิบตั กิ ารชุมชน สมั พันธท ําการบรรยายใหค วามรกู ับนักเรยี น

๗๗ ó. ¨´Ñ ͺÃÁãˤŒ ÇÒÁÃŒáÙ ¡»‹ ÃЪҪ¹à¡èÕÂÇ¡ºÑ ó.ñ ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ เชน การปองกันรักษาทรัพยสินในท่ีพักอาศัย การปอ งกนั การปลนทรพั ย การชงิ ทรพั ย การถกู ทาํ รายรางกาย การปอ งกนั การถูกลอ ลวง การลอลวง หญงิ การปอ งกนั การโจรกรรมรถยนตและรถจกั รยานยนต ฯลฯ ó.ò ¡Òû‡Í§¡Ñ¹ÍغÑμÔÀÑ เชน การปองกันอัคคีภัย การใชรถใชถนนที่ปลอดภัย อบุ ตั ิเหตุ และการปอ งกนั อื่นๆ ó.ó ¡ÒÃãËŒ¤ÇÒÁÃÙàŒ ¡ÕèÂÇ¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô ãË⌠·ÉáÅСÒû‡Í§¡¹Ñ ö. ¡Òè´Ñ Ãкº»ÃÐÊÒ¹¤ÇÒÁËÇÁÁ×ÍÃÐËNjҧ»ÃЪҪ¹¡ºÑ ตาํ ÃǨ การประสานความรวมมือระหวางประชาชนกับตํารวจและการสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของตํารวจเพื่อแกปญหาอาชญากรรม ยาเสพติดใหโทษ อุบัติภัย และปญหาอ่ืนๆ ในชุมชน หลังจากที่ประชาชนในชุมชนไดมีความรูเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแกไขแลว คือ เปาหมาย สุดทายของงานชุมชนสัมพันธ แตการท่ีประชาชนกับตํารวจจะมีการประสานงานท่ีดี และแตละฝาย จะตอ งมคี วามรคู วามเขา ใจและเหน็ ชอบกบั ระบบการประสานงาน และดาํ เนนิ การตามระบบ ดงั กลา ว อยา งจรงิ จงั ดงั นนั้ ประชาชนกบั ตาํ รวจจงึ ตอ งเขา มามสี ว นรว มในการพจิ ารณาและจดั วางระบบประสาน ความรวมมอื ทด่ี ีและมีประสิทธภิ าพ เชน ๑. จดั การประชุมระหวา งผนู าํ ชุมชน ประชาชน และตํารวจ ขอความรว มมอื และชีแ้ จง เกยี่ วกับหนา ทข่ี องพลเมืองดี ตลอดจนวธิ ีการแจง ขาวสารใหกบั ตํารวจ ๒. จดั ตูร ับขา วสารความคิดเห็นและขอเสนอแนะของประชาชน ๓. นําขอเสนอแนะของประชาชนเกี่ยวกับระบบประสานงานและการสนับสนุน การปฏบิ ัติงานของตาํ รวจมาทําการปรับปรงุ ใหม ีประสทิ ธิภาพยิ่งขึ้น ๔. จัดระบบขอมูลเก่ียวกับผูใหขาวสารและการสนับสนุนการปฏิบัติงานของตํารวจ ใหมีความทันสมัยและตอเน่ือง โดยคํานึงถึงความปลอดภัยของผูใหขาวและสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของตํารวจเปน สาํ คญั ÷. ¡ÒÃμ´Ô μÒÁ¼Å »ÃÐàÁÔ¹¼ÅáÅСÒÃ»ÃºÑ »Ã§Ø á¡Œä¢ การวัดผลเปนข้ันตอนหน่ึงของกระบวนการทํางาน เปนข้ันสุดทายของการทํางาน วงจรแรกและเปนขั้นตอนแรกของวงจรการทํางานรอบที่สองตอไป การวัดผลทําใหไดทราบปญหา และขอมูลตางๆ เพื่อนําขอมูลเหลานั้นมาวิเคราะหและประเมินผลวาไดผลตรงตามวัตถุประสงค หรือเปาหมายมากนอยเพยี งใด การปรบั ปรุงแผนงานหรอื โครงการการปฏิบตั คิ รัง้ ตอไป เชน

๗๘ ñ. ÊÌҧà¤Ã×èͧÁ×ÍẺÊͺ¶ÒÁ ẺÊÑÁÀÒɳ แบบบันทึกในการเก็บขอมูล ผลกระทบตางๆ จากการดาํ เนินงานชุมชนสมั พันธ ò. μ´Ô μÍ‹ »ÃÐÊÒ¹§Ò¹¡ºÑ ˹Nj Â§Ò¹Ç¨Ô ÂÑ ËÃÍ× Ê¶Òº¹Ñ เชน วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ใกลเ คยี ง ใหชว ยเหลอื ดําเนินการติดตามประเมนิ ผลโครงการ ó. »ÃЪÁØ »Ã¡Ö ÉÒËÒÃÍ× ºØ¤Åҡ÷Õàè ¡ÕÂè Ç¢ŒÍ§ เชน ผูนําหมูบาน ผูน ํากลมุ กรรมการฝาย ตางๆ รวมทง้ั ประชาชนเพ่ือใหแสดงความคดิ เห็นตอ การปฏบิ ตั งิ านและใหข อ เสนอแนะตางๆ ô. ¨´Ñ ÊÑÁÁ¹ÒÃÐËNjҧ¼ŒÃ٠Ѻ¼´Ô ªÍº ผบู รหิ ารโครงการ นักปฏบิ ตั ิ นักวชิ าการ นักบรหิ าร และผทู เ่ี กีย่ วขอ งเพ่อื ประเมินสถานการณแ ละปรับปรงุ แกไขการทาํ งานในคร้ังตอไป õ. º¹Ñ ·Ö¡ÀÒ¾ ÊäÅ´ Ç´Ô âÕ Í áÅк¹Ñ ·Ö¡àÊÂÕ §

๗๙ ¢Ñé¹μ͹㹡ÒÃÊÃÒŒ §¡ÒÃÁÕʋǹÃÇ‹ Á¢Í§»ÃЪҪ¹à¾Íè× »‡Í§¡Ñ¹ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ ñ. ¤¹Œ ËÒ᡹นาํ áÅÐͧ¤¡Ã·ŒÍ§¶¹èÔ คนหาและสรางแกนนําในชุมชน โดยเนนการทํางานรวมกันระหวางเจาหนาที่ตํารวจ กบั ผนู าํ หมชู มุ ชนหรอื ชมุ ชน ผนู าํ องคก รทอ งถนิ่ ทป่ี ระชาชนใหก ารยอมรบั นบั ถอื โดยสรา งสมั พนั ธภาพ ระหวา งเจา หนา ทตี่ าํ รวจกบั แกนนาํ หรอื ผนู าํ กบั สมาชกิ ในชมุ ชน จะเปน จดุ เรม่ิ ตน ในการสรา งการมสี ว นรว ม ของประชาชนในชุมชน การดําเนินการในขั้นนี้อาจเริ่มจากการทําตารางบัญชีตัวแทนแกนนําของ ทุกภาคสวนในชุมชน จากน้ันพิจารณาวาผูใดจะสามารถเขามามีสวนรวมในการขับเคลื่อนชุมชน และชาวชมุ ชนใหการยอมรบั นบั ถอื ò. ¨Ø´»ÃСÒ¤ÇÒÁ¤Ô´ ตองใหความเชื่อถือในศักยภาพของแกนนําวา หากกระตุนใหแตละคนมีโอกาสใช ภูมิปญญา ใชความรูความสามารถอยางเต็มที่แลวเทากับเปนการสรางความเขมแข็งของชุมชน โดยอาจมกี ารอบรมเพมิ่ เตมิ ความรู นาํ แกนนาํ และชาวชมุ ชนไปทศั นศกึ ษาดงู านชมุ ชนทไี่ ดด าํ เนนิ การ แลว ประสบความสาํ เร็จ เพือ่ นาํ มาเปนแนวทางในการดาํ เนนิ การ ó. È¡Ö ÉÒ¾é×¹°Ò¹ªÁØ ª¹ จัดเวทีประชาคมในชุมชน จัดการประชุมกลุมยอย เพ่ือปรับแนวคิดของคนในชุมชน ใหร ูจกั คิดเอง ทําเอง และการใหโอกาสคนในชมุ ชนในการพดู การนําเสนอ การเขารวมกิจกรรม อาทิ การรว มกันนําเสนอประวตั ิศาสตรช มุ ชน การสํารวจขอมูล การจดั เกบ็ ขอ มลู ครวั เรอื น รายรับรายจา ย และการคนหาศักยภาพทุนของชมุ ชนในรูปแบบตา งๆ กระตนุ ใหช มุ ชนเห็นถึงสงิ่ ท่ไี มมใี นชุมชน ไมใช การเนน ใหเ หน็ วา ชมุ ชนขาดแคลนสงิ่ ใด การใหช มุ ชนรว มกนั คน หาองคป ระกอบทที่ าํ ใหช มุ ชนสามารถ ดํารงอยูไดโดยใชเวทีประชาคม รวมกันทําตารางบัญชี หรือแผนท่ีทุนชุมชน จําแนกตามประเภท อยา งละเอียด เชน ทนุ บคุ คล ปราชญชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ ความรู ทกั ษะ ภมู ิปญญาของชมุ ชน เปนตน ô. ÇàÔ ¤ÃÒÐË» Þ˜ ËÒªØÁª¹ áÅШѴลํา´Ñº¤ÇÒÁสํา¤ÑÞ·Õμè ÍŒ §á¡äŒ ¢ เปนการใชเวทีประชาคมใหชุมชนรวมกันเสนอปญหาท่ีเกิดข้ึนในชุมชน อาทิ การทะเลาะววิ าทของกลมุ เดก็ วยั รนุ ปญ หายาเสพตดิ ปญ หาเศรษฐกจิ และรว มกนั จดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั ความจําเปนเรงดวนของปญหาที่ตองดําเนินการแกไขกอน-หลัง นอกจากน้ี ใหเวทีประชาคมคนหา สาเหตแุ ละแนวทางในการแกไ ขปญ หา

๘๐ õ. ¡ÃÒ‹ §¡Ô¨¡ÃÃÁªØÁª¹ กําหนดกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติแลวบังเกิดผลเปนรูปธรรมได เชน มาตรการทางสังคม ของชุมชน โครงการพัฒนาผูนําชุมชนเพ่ือเพ่ิมศักยภาพในการปองกันอาชญากรรมและยาเสพติด โครงการคายผูนําเยาวชนปองกันอาชญากรรมและปญหายาเสพติด เพื่อชวยใหเยาวชนไดทราบถึง โทษของยาเสพติด เปนตน นอกจากนี้เจาหนาท่ีตํารวจและชุมชนตองสามารถจัดลําดับความสําคัญ และรวมพิจารณาวาแผน/โครงการใดชุมชนสามารถดําเนินการไดเองหรือตองขอรับการสนับสนุน จากองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ซ่ึงจะทําใหทุกคนในชุมชนไดรับรู รวมคิด รวมทํา รวมเปนเจาของ รว มรบั ผลประโยชนจ ากแผนงาน/โครงการทก่ี าํ หนดขน้ึ อยา งแทจ รงิ โดยกจิ กรรมโครงการตอ งดาํ เนนิ การ ในกรอบ ดงั นี้ ๕.๑ เปน กจิ กรรมเพอื่ การปอ งกนั อาชญากรรมและการกระทาํ ผดิ กฎหมายอยา งตอ เนอื่ ง รวมท้ังเผยแพรขอมูลขา วสารท่เี ปนประโยชน ๕.๒ ปรับปรุงกลไกทางกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับท่ีเอ้ืออํานวยใหภาคสวนตางๆ มารวมสนบั สนนุ การสง เสริมใหประชาชน ชุมชน มสี วนรว มในกิจการตาํ รวจ ๕.๓ กล่นั กรององคค วามรใู นชมุ ชน โดย ๕.๓.๑ รวบรวมขอ มลู ชุมชนใหเ ปนระบบและปรับปรุงใหทันสมยั ๕.๓.๒ จัดใหมีกระบวนการเรียนรูรวมกันในชุมชนอยางสมํ่าเสมอ รวมคิด รวมทํา รวมกําหนดแนวทางกิจกรรมการปองกันและแกไขปญหาอาชญากรรมในชุมชน โดยยึดหลัก การพง่ึ พาตนเอง โดยนาํ ขอ มลู ชมุ ชนมาวเิ คราะหห าปญ หาและสาเหตุ คน หากจิ กรรมเพอื่ นาํ ไปปฏบิ ตั จิ รงิ ๕.๔ สรา งภมู ิคุมกันใหชุมชน ๕.๔.๑ สนับสนุนการเสริมสรางชุมชนใหมีความม่ันคงในการดํารงชีวิตทั้ง ทางเศรษฐกิจและสงั คม ๕.๔.๒ แกไ ขสภาพแวดลอ มของชมุ ชนใหน า อยแู ละปลอดภยั ไมใ หเ ออ้ื ตอ การเกดิ อาชญากรรม ö. นาํ ¡¨Ô ¡ÃÃÁä»Ê‹Ù¡Òû¯ÔºμÑ Ô ปฏิบัติตามขอกําหนดและมาตรการโครงการที่ไดรวมกันจัดทําข้ึนตามขั้นตอนที่ ๕ เพอ่ื แกไขปญหาอาชญากรรมของชุมชน ÷. »ÃÐàÁ¹Ô ¼Å ใหม กี ารตดิ ตามประเมนิ ผล ในการเขา ดาํ เนนิ โครงการ โดยเจา หนา ทต่ี าํ รวจและชมุ ชน รว มกนั ประเมนิ ผลภายหลงั จากทดี่ าํ เนนิ โครงการไปแลว ชมุ ชนมคี วามสงบเรยี บรอ ย เกดิ ความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยสิน ลดความหวาดระแวงภัยและแกไขปญ หาอาชญากรรมไดเ พียงใด

๘๑ ÊÃØ» จากการนําขั้นตอนในการสรางการมีสวนรวมของประชาชนเพ่ือปองกันอาชญากรรม ซง่ึ เปน หลกั การชมุ ชนเขม แขง็ มาเปน แนวทางในการปฏบิ ตั ดิ า นการปอ งกนั อาชญากรรมและการรกั ษา ความสงบเรียบรอ ยในชุมชน ทาํ ใหประชาชนรูส กึ อบอุนใจเปน อยา งยิง่ ทม่ี ีเจาหนาที่ตํารวจคอยมาให คาํ แนะนาํ และดแู ลความเปน อยขู องประชาชนในชมุ ชน ตลอดจนการใหค วามเปน กนั เองกบั ประชาชน โดยเจาหนาท่ีตํารวจคอยเปนพี่เล้ียงและคอยใหคําแนะนําในการปองกันอาชญากรรมและการรักษา ความสงบเรยี บรอ ย ซง่ึ ในการดาํ เนนิ การดงั กลา วไดอ าศยั ความรว มมอื จากประชาชนทอ่ี าศยั อยใู นชมุ ชน คอยสอดสองดูแลชุมชนของตนเอง เพ่ือความสงบเรียบรอยของชุมชน และเปนการแบงเบาภาระให กับเจาหนาที่ตํารวจ เพราะปจจบุ นั กําลงั ขา ราชการตํารวจมีไมเ พียงพอทีจ่ ะไปดแู ลใหก ับประชาชนใน เขตพ้ืนที่รับผดิ ชอบไดอ ยา งทั่วถงึ การทใี่ หประชาชนชวยดูแลกนั เองก็จะเปนการปอ งกันอาชญากรรม ไดใ นระดบั หนงึ่ ¡¨Ô ¡ÃÃÁ·ŒÒº· ใหน กั เรยี นอธบิ ายขน้ั ตอนในการสรา งการมสี ว นรว มของประชาชนเพอื่ ปอ งกนั อาชญากรรม จาํ นวน ๗ ขน้ั ตอน

1

º··èÕ ø ¡ÒÃãËŒºÃ¡Ô ÒÃáÅШÔμÊÒ¸ÒóРÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ เพอ่ื ใหน กั เรยี นมคี วามรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั การใหบ รกิ ารและจติ สาธารณะวา การใหบ รกิ าร และจติ สาธารณะควรจะตอ งดาํ เนนิ การอยา งไรบา ง จงึ จะทาํ ใหผ รู บั การบรกิ ารมคี วามพงึ พอใจอยา งสงู สดุ º·นาํ การที่มนุษยในสังคมจะแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะน้ันเปนเรื่องที่ยาก หากไมไดรับ การเล้ียงดูมาแบบสงเสริมหรือเอื้อตอการเกิดพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ สังคมก็จะเปนไปแบบ เห็นแกตัว คือ ตัวใครตัวมัน ไมสนใจสังคมรอบขางคิดแตประโยชนแหงตนเทาน้ัน ชุมชนออนแอ ขาดการพัฒนา เพราะตางคนตางอยู สภาพชุมชนมีสภาพเชนไรก็ยังคงเชนน้ัน ไมเกิดการพัฒนา และย่ิงนานไปก็มีแตเสื่อมทรุดลง อาชญากรรมในชุมชนอยูในระดับสูง ขาดศูนยรวมจิตใจ ขาดผูนํา ที่นําไปสูการแกปญหา เพราะคนในชุมชนมองปญหาของตนเองเปนเรื่องใหญ ขาดคนอาสานําการ พฒั นา เพราะกลวั เสยี ทรพั ย กลวั เสยี เวลา หรอื กลวั เปน ทค่ี รหาจากบคุ คลอนื่ ดงั นน้ั การศกึ ษาแนวทาง และความสาํ คญั ของการมจี ติ สาธารณะเพอื่ ใหเ กดิ ในจติ สาํ นกึ ของเดก็ และเยาวชนนนั้ เปน เรอื่ งทส่ี าํ คญั ท่ีเราควรกระทําเพ่ือสังคมที่นาอยูตอไป ทั้งนี้เพราะเด็กชวงแรกเกิดจนถึงกอน ๑๐ ขวบ เปนชวงที่ เด็กมีความไวตอการรับการปลูกฝงและสงเสริมจริยธรรมเปนอยางยิ่ง เพราะเด็กยังเปน “ไมออนที่ ดัดงาย” ฉะนั้นการปฏิบัติตอเด็กอยางเหมาะสมกับพัฒนาการดานสังคมและดานจิตใจของเด็กจะ เปนการปองกันปญหาที่จะเกิดข้ึน เพื่อท่ีจะไดเปนพลเมืองที่ดีของสังคมกอใหเกิดความเขมแข็งของ สงั คม จะสง ผลใหก ารเมอื ง เศรษฐกจิ ศลี ธรรมในสังคมนน้ั ดีขึ้น ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ¨ÔμÊÒ¸ÒóРจิตสาธารณะ หมายถึง ความรูสึกตระหนักของบุคคลถึงปญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทําให เกิดความรูสึกที่ปรารถนาจะรวมและมีสวนชวยเหลือสังคม โดยรับรูถึงสิทธิควบคูไปกับหนาท่ีและ ความรบั ผดิ ชอบ สาํ นกึ ถงึ พลงั ของตนวา สามารถรว มแกไ ขปญ หาได และลงมอื กระทาํ เพอื่ ใหเ กดิ การแกไ ข ปญ หาดว ยวธิ กี ารตา งๆ โดยการเรยี นรแู ละแกไ ขปญ หารว มกนั กบั คนในสงั คมเพราะการอยรู ว มกนั ในสงั คม ทุกวันนี้ จาํ เปน อยางยิง่ ทจี่ ะตอ งอาศัยความมนี า้ํ ใจไมตรี การเอือ้ เฟอ เผื่อแผ การชวยเหลอื เก้อื กูลกนั โดยไมหวงั ผลตอบแทน การดาํ รงชีวิตในสังคมท่มี กี ารชว ยเหลอื กันถงึ แมวาเรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณนั้น ไมไดมีความเกี่ยวของกับเราหรือเราไมไดเดือดรอนดวย แตก็เต็มใจท่ีจะแบงปนใหการชวยเหลือ เอ้ืออาทรกนั นัน่ คอื การแสดงความมจี ิตสาธารณะน่นั เอง

๘๔ พจนานกุ รมไทยฉบบั ของราชบณั ฑติ ยสถาน (ฉบบั พมิ พค รง้ั ที่ ๑๔ ปรบั ปรงุ -เพม่ิ เตมิ ใหม) พ.ศ.๒๕๓๗ ไดใ หค วามหมายของจิตสาธารณะ ไวดงั นี้ สาธารณ (สา-ทา-ระ-นะ) หรือ สาธารณะ มีความหมายวา ทั่วไป, เปนของกลาง สําหรับสวนรวม สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติไดใหความหมายของจิตสาธารณะ วาการ รูจักเอาใจใสเปนธุระและเขารวมในเรื่องของสวนรวมที่เปนประโยชนตอประเทศชาติ มีความสํานึก และยึดมั่นในระบบคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม ละอายตอส่ิงผิด เนนความเรียบรอย ประหยัด และมีความสมดลุ ระหวางมนุษยก บั ธรรมชาติ จากความหมายดังกลาวพอสรุปไดวา “จิตสาธารณะ” หมายถึง “ความรูสึกนึกคิดท่ีเปน สวนรวม” หรือพูดและฟง ไดง ายๆ วา “การตระหนักรแู ละคาํ นึงถงึ การมีสว นรวมรว มกนั การตระหนัก รูตนท่ีจะทําสิ่งใดสิ่งหน่ึงเพื่อเห็นแกประโยชนสวนรวมหรือการคํานึงถึงผูอ่ืนที่มีความสัมพันธที่เปน สังคมเดียวกัน เปนการแสดงออกเพื่อสังคมสวนรวม การบริการชุมชน การทําประโยชนเพ่ือสังคม ถา เปนวัตถหุ รือสง่ิ ของทุกคนสามารถใชป ระโยชนรว มกนั ได” ¤ÇÒÁสํา¤Ñޢͧ¨ÔμÊÒ¸ÒóРการที่มนุษยในสังคมจะแสดงออกซ่ึงการมีจิตสาธารณะน้ันเปนเรื่องท่ียาก หากไมไดรับ การเล้ียงดูมาแบบสง เสริมหรอื เออ้ื ตอ การเกิดพฤติกรรมการมีจติ สาธารณะ สงั คมกจ็ ะเปน ไปแบบเห็น แกตวั คือ ตวั ใครตวั มัน ไมส นใจสังคมรอบขา ง คิดแตประโยชนแหง ตนเทา นัน้ ชมุ ชนออนแอ ขาดการ พฒั นา เพราะตา งคนตา งอยู สภาพชมุ ชนมสี ภาพเชน ไรกย็ งั คงเชน นนั้ ไมเ กดิ การพฒั นา และยง่ิ นานไป กม็ แี ตเ สื่อมทรดุ ลง อาชญากรรมในชมุ ชนอยูในระดับสงู ขาดศูนยร วมจิตใจ ขาดผูน าํ ที่นาํ ไปสกู ารแก ปญหา เพราะคนในชมุ ชนมองปญหาของตวั เองเปน เรือ่ งใหญ ขาดคนอาสานําการพัฒนา เพราะกลวั เสียทรพั ย กลัวเสียเวลา หรือกลวั เปน ทคี่ รหาจากบคุ คลอ่นื ดังน้ันการศกึ ษาแนวทางและความสาํ คญั ของการมีจิตสาธารณะเพ่ือใหเกิดในจิตสํานึกของเด็กและเยาวชนนั้นเปนเรื่องสําคัญท่ีเราควรกระทํา เพื่อสังคมที่นาอยูตอไป ท้ังนี้เพราะเด็กชวงแรกเกิดจนถึงกอน ๑๐ ขวบ เปนชวงท่ีเด็กมีความไวตอ การรบั การปลกู ฝง และสง เสรมิ จรยิ ธรรมเปน อยา งยิ่ง เพราะเดก็ ยังเปน “ไมอ อนท่ดี ัดงา ย” ฉะนั้นการ ปฏบิ ตั ติ อ เดก็ อยา งเหมาะสมกบั พฒั นาการดา นสงั คมและดา นจติ ใจของเดก็ จะเปน การปอ งกนั ปญ หาท่ี จะเกดิ ขนึ้ เพอ่ื ทจ่ี ะไดเ ปน พลเมอื งทดี่ ขี องสงั คมกอ ใหเ กดิ ความเขม แขง็ ของสงั คม จะสง ผลให การเมอื ง เศรษฐกิจ ศีลธรรมในสังคมนั้นดีขึ้น

๘๕ ¡ÒÃÊÃÒŒ §¨μÔ ÊÒ¸ÒóÐã¹Ê§Ñ ¤Áä·Â ความเจริญรุงเรืองทางดานวัตถุในปจจุบันเปนสาเหตุท่ีทําใหสังคมโดยทั่วไปมีคานิยม ทใ่ี หค วามสาํ คญั ในการแสวงหาเงนิ ทองแสวงหาอาํ นาจบารมมี ากกวา ทจี่ ะใหค วามสาํ คญั ทางดา นจติ ใจ สังคมในปจ จบุ ันจงึ กลบั เสือ่ มโทรมลงอยา งเหน็ ไดชัดเจน ปญหาตางๆ ทีม่ มี ากมาย ดังนน้ั การปลูกฝง ความสํานึกใหกับบุคคลเพ่ือใหมีความรับผิดชอบตอตนเองและสังคมจึงควรท่ีจะเกิดข้ึนในสังคม ดวย เหตุน้ีในปจจุบันจึงมีการกลาวถึงคําวา “จิตสาธารณะ” เพ่ือใหผูคนไดตระหนักถึงความรับผิดชอบตอ สาธารณะมากกวา ตนเอง นน่ั หมายถงึ วา ทกุ คนตอ งมกี ารใหม ากกวา การรบั เพราะสงิ่ เหลา นถี้ า สามารถ ปลูกฝงใหเดก็ และเยาวชนไดตระหนกั สังคมยอ มไดร บั แตความสุขอยา งแนนอน คําวา “จิตสาธารณะ” จึงมีความสําคัญตอชีวิตและความเปนอยูของมนุษย โดยสวนรวมการปลูกฝงความสํานึกกับบุคคล ตา งๆ ใหม ีความรบั ผิดชอบตอ ตนเองและสังคมหรอื สาธารณะ จะเปนการสรางคุณธรรมจริยธรรมให เกดิ ข้นึ กบั บุคคลโดยท่ัวไป โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชนรวมท้งั ประชาชนท่วั ไป สิ่งเหลา นี้เปน เรอ่ื งที่เกิด ขนึ้ จากภายในกายของคน “จติ สาธารณะ” เปน ความสาํ คญั ในการปลกู จติ สาํ นกึ ใหผ คู นรจู กั การเสยี สละ การรว มแรงรว มใจรวมมือในการทําประโยชน เพ่อื สังคมและสว นรวม อีกท้ังจะชว ยลดปญหาทเ่ี กดิ ข้นึ กบั ตนเองและสังคม การชว ยกันพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ อันจะเปน หลักการในการดาํ เนนิ ชีวิต เปนการแก ปญหาและสรางสรรค เพ่อื ใหเ กิดประโยชนส ขุ กบั สงั คมอยา งไดผ ลเปน เชิงประจกั ษไ ด

๘๖ á¹Ç·Ò§¡ÒÃÊÌҧ¨μÔ ÊÒ¸ÒóРการสรางจิตสาธารณะเปนความรับผิดชอบในตนเอง แมวาจะไดรับการอบรมสั่งสอน ถา ใจตนเองไมย อมรบั จติ สาธารณะกไ็ มเ กดิ ฉะนนั้ คาํ วา “ตนเปน ทพี่ งึ่ แหง ตน” จงึ มคี วามสาํ คญั สว นหนง่ึ ในการสรางจิตสาธารณะ ถา ตนเองไมเ ห็นความสําคัญแลว คงไมม ีใครบงั คับได นอกจากใจของตนเองแลว แนวทางท่ีสําคัญในการจิตสาธารณะยังมีอีกหลายประการ ถาปฏิบัติไดก็จะเปน ประโยชนต อ ตนเองและสังคม ๑. สรางวินัยในตนเอง ตระหนักถึงการมีสวนรวมในระบบประชาธิปไตย รูถึงขอบเขต ของสิทธิ เสรีภาพ หนา ที่ ความรับผดิ ชอบตอ ตนเองและสงั คม ๒. ใหความสําคัญตอส่ิงแวดลอม ตระหนักเสมอวาตนเองคือสวนหน่ึงของสังคมตองมี ความรับผิดชอบในการรกั ษาส่งิ แวดลอ ม ซ่งึ เปน เรื่องของสว นรวมท้ังตอ ประเทศชาตแิ ละโลกใบนี้ ๓. ตระหนักถึงปญหาและผลกระทบท่ีเกิดข้ึนกับสังคม ใหถือวาเปนปญหาของ ตนเอง เชนกันอยางหลีกเล่ียงไมไดตองชวยกันแกไข เชน ชวยกันดําเนินการใหโรงงานอุตสาหกรรม สรางบอ พักนํ้าท้งิ กอนปลอยลงสแู หลง นํ้าสาธารณะ ๔. ยดึ หลกั ธรรมในการดาํ เนนิ ชวี ติ เพราะหลกั ธรรมหรอื คาํ สง่ั สอนในทกุ ศาสนาทน่ี บั ถอื สอนใหค นทาํ ความดที งั้ สนิ้ ถา ปฏบิ ตั ไิ ดจ ะทาํ ใหต นเองมคี วามสขุ นอกจากนยี้ งั กอ ใหเ กดิ ประโยชนต อ สังคมดวยทําใหเ ราสามารถอยูในสงั คมไดอ ยางมคี วามสขุ º·ÊÃØ» จติ สาธารณะ จงึ เปรยี บไดก บั ความรสู กึ นกึ คดิ ถงึ การเปน เจา ของในสง่ิ ทเ่ี ปน สาธารณะรว มกนั การใชส ทิ ธแิ ละหนา ทที่ จี่ ะดแู ล รวมทง้ั การบาํ รงุ รกั ษาสงิ่ ของทเ่ี ปน ของสว นรวมรว มกนั เชน การชว ยกนั ดูแลรักษาสิ่งแวดลอมโดยไมทิ้งขยะลงที่พื้นท่ัวไปตองทิ้งขยะในที่จัดไวให ไมทิ้งขยะลงในแหลงนํ้า การดูแลรักษาสาธารณสมบัติ เชน โทรศัพทสาธารณะ หลอดไฟฟาท่ีใหแสงสวางตามถนนหนทาง การใชน า้ํ ธรรมชาตแิ ละนาํ้ ประปาอยา งประหยดั รว มกนั การใชก ระแสไฟฟา สาธารณะใหเ กดิ ประโยชน อยางคมุ คาตลอดจนชว ยเหลือดแู ลผูต กทกุ ขไดย าก อันเปนการใหโอกาสกบั ผดู อ ยโอกาสตามสมควร แตตองไมทําใหตนเองและครอบครัวเดือดรอน และการชวยเหลือตองไมขัดตอกฎหมายบานเมือง

๘๗ อันเปนประโยชนของสวนรวม หากคนในสังคมขาดจิตสาธารณะแลว ก็จะเกิดผลกระทบมากมาย เชน ทําใหเกิดความเดือดรอนแกตนเองและผูอ่ืน ในครอบครัวมีความเปนนํ้าหนึ่งใจเดียวกันนอยลง แกง แยง ทะเลาะเบาะแวง เกดิ การแบง พรรคแบง พวก เหน็ แกต วั ชงิ ดชี งิ เดน เบยี ดเบยี นสมบตั ขิ ององคก ร เพือ่ มาเปน สมบัตขิ องตนเอง องคกรไมกา วหนา ประสิทธภิ าพและคณุ ภาพของงานลดลง ทําใหช มุ ชน เกิดความออนแอเพราะตางคนตางอยู ไมมีการพัฒนาย่ิงปลอยนานยิ่งทรุดโทรม เกิดอาชญากรรม ในชมุ ชน ขาดศูนยรวมจติ ใจ ขาดผนู ําทน่ี าํ ไปสกู ารแกปญหา เพราะแตล ะคนมองเหน็ เร่ืองของตนเอง เปน ใหญ เกดิ วกิ ฤตการณภ ายในประเทศบอ ยครงั้ และแกป ญ หาไมไ ด เกดิ การเบยี ดเบยี นทาํ ลายทรพั ยากร และสมบตั ิของสว นรวม ประเทศชาติลาหลัง ขาดพลังของคนในสงั คม เมือ่ นาํ มาตรการใดมาใชก ็ไมได ผลเนือ่ งจากไมไดร บั ความรวมมอื เกิดการแบง พรรคแบงพวก แกงแยง แขงขัน ทุจรติ คอรรัปชนั ทาํ ให เกดิ การเอารดั เอาเปรยี บระหวา งประเทศ ทาํ ใหเ กดิ ปญ หา เชน การสะสมอาวธุ การกลน่ั แกลง แกง แยง หรือครอบงาํ ทางการคาระหวา งประเทศเกดิ การรงั เกียจเหยยี ดหยามคนตา งชาตพิ ันธขุ องตนเองดูถกู ดังนั้นจิตสาธารณะหรือจิตสํานึกสาธารณะเปนสิ่งท่ีมีความจําเปน อันจะเปนประโยชน ในทกุ ระดับของสังคม ถาหากไดม ีการพฒั นาใหเ กดิ ข้นึ ไดอยางเขมแข็ง ตัง้ แตบคุ คลในระดบั ครอบครัว ท่ัวโลก ยอมสงผลดีในระดับที่สูงข้ึนเปนลําดับ และท่ีสําคัญที่สุดการสรางและปลูกฝงจิตสํานึกที่ดีน้ัน ตอ งสรา งกบั เดก็ และเยาวชน เพราะเดก็ สามารถรบั รใู นสง่ิ ทด่ี งี ามจากพอ แมท บี่ า น รบั รจู ากผหู ลกั ผใู หญ ผูนําชมุ ชน พระสงฆอ งคเ จา ดูแลลกู หลานในระดบั ชมุ ชนและสงั คม และสถาบันการศกึ ษาทน่ี อกจาก จะอบรมส่ังสอนทั้งดานวิชาการยังจะตองอบรมคุณธรรมจริยธรรมปลูกฝงใหเด็กและเยาวชนรูจักการ เสียสละ การใหมากกวาการรับอยางเดียวจะทําใหเด็กและเยาวชนพัฒนาจิตใจในการชวยเหลือผูอื่น มีความออ นนอ มถอ มตน เตรียมเขาสกู ารพฒั นาจิตใจตนเองสูจิตสาํ นกึ สาธารณะตอ ไปในอนาคต

๘๘ μÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÁÕ¨ÔμÊÒ¸ÒóТͧตําÃǨ ¼º.μÃ. ª¹×è ªÁ¹¡Ñ àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊºÔ ตาํ ÃǨ à¢ÒŒ ªÇ‹ ÂÃЧºÑ àËμäØ ¿äËÁŒ ¢³ÐÍÂã‹Ù ¹à¤ÃÍè× §áºº วนั นี้ (๔ ก.พ. ๒๕๖๒) พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจรญิ รองโฆษกสาํ นกั งานตาํ รวจแหง ชาติ ไดอ อกมาเปด เผยถงึ กรณผี ใู ชเ ฟซบคุ ชอื่ “Nat Natthaphon” ไดโ พสตข อ ความและภาพในลกั ษณะกลมุ นักเรียนนายสบิ ตาํ รวจจากศูนยฝกอบรมตาํ รวจภธู รภาค ๔ ไดแก นสต.ณฐั พล คาํ เสนา อายุ ๒๒ ป, นสต.อธพิ งษ จิตรศรีดํา อายุ ๒๒ ป, นสต.พงศกร ตะถา อายุ ๒๒ ป, นสต.ปญญาวฒั น ขามกอ น อายุ ๒๔ ป และ นสต.กติ ติศักดิ์ คาํ หาญ อายุ ๒๒ ป สงั กดั ศูนยฝ ก อบรมตาํ รวจภูธรภาค ๔ เขา ชวย ดบั เพลิงท่ีกาํ ลังลุกไหมรา นอาหารแหงหนง่ึ ในขณะท่สี วมเครือ่ งแบบอยนู ั้น จนกระทั่งเพลิงไดส งบลง ในพนื้ ท่ีจังหวัดขอนแกน วา เรื่องน้ี พล.ต.อ.จักรทพิ ย ชยั จินดา ผบ.ตร.รับทราบแลว ทานกลาวช่นื ชม กลมุ นักเรียนนายสบิ ตํารวจทกุ นายท่เี กีย่ วขอ งในการชวยเหลือเหตุเพลงิ ไหมท ่เี กิดขึน้ ดังกลา ว ท้ังนถ้ี อื เปน แบบอยางท่ดี ที เ่ี จาหนา ท่ตี าํ รวจทกุ นายพึงระลึก ตามอดุ มคตขิ องตํารวจภธู ร ๙ ประการอยูเสมอ รวมถงึ นาํ ไปปรบั ใชท งั้ ในสว นของการดาํ เนนิ ชวี ติ ใหม จี ติ สาธารณะ และเพอ่ื ประโยชนส ว นรวม แสดงให เหน็ ถงึ จติ ใจทจ่ี ะชว ยเหลอื บรกิ ารประชาชนของเจา หนา ทตี่ าํ รวจ ไหวพรบิ ปฏภิ าณในทกั ษะความสามารถ การประสานงานกับภาคสวนทีเ่ ก่ียวของ การชว ยเหลือผอู ่นื มี Police Mind ใสใจความทุกขรอนของ ประชาชน มปี ฏภิ าณไหวพรบิ โดยตอ ไปศนู ยฝ ก อบรมตา งๆ ในสงั กดั จะตอ งหมนั่ ฝก ซอ มนกั เรยี นนายสบิ หรอื ผเู ขา รบั การอบรมเพมิ่ เตมิ ใหม ที กั ษะและความชาํ นาญ รองรบั สถานการณฉ กุ เฉนิ ในการชว ยเหลอื ประชาชนใหไ ดอ ยา งทันทว งที

๘๙ ตาํ ÃǨ¨μÔ ÍÒÊÒ ทาํ ´âÕ ´ÂäÁË‹ Ç§Ñ Ê§èÔ μͺ᷹ à˹ç á¤Ã‹ ÍÂÂÁÔé ¨Ò¡¤¹·ÃèÕ Í¤ÇÒÁªÇ‹ ÂàËÅÍ× หลายๆ คนทขี่ บั รถอยใู นเขตพน้ื ท่ี สภ.เมอื งภเู กต็ จ.ภเู กต็ อาจจะเคยเหน็ เจา หนา ทต่ี าํ รวจจราจร นายหนง่ึ ทค่ี อยใหบ รกิ ารชารต แบตเตอรร ใี่ หก บั รถยนต รถจกั รยานยนต ทจ่ี อดอยรู มิ ถนนบอ ยครง้ั หรอื ทช่ี กั ชวนชาวบา นมาชว ยกนั เขน็ รถบสั ทจี่ อดเสยี อยกู ลางถนนเพอื่ ใหอ อกมาอยนู อกเสน ทาง เพอ่ื ไมใ ห เกิดปญหารถติด ซ่ึงเปนภาพที่สรางความประทับใจใหกับผูพบเห็นเปนอยางมาก รวมท้ังยังเปนการ ชวยสรางภาพลักษณที่ดีใหกับวงการตํารวจอกี ทางหน่งึ จนมกี ารนาํ ภาพไปโพสตใ นโลกโซเชยี ล จากการตรวจสอบพบวา เจา หนา ทต่ี าํ รวจนายน้ี คอื ส.ต.ต.เนตรพิรุณ สขุ ศรี เจา หนา ที่ ตํารวจจราจร สังกัดสถานีตํารวจภูธรเมืองภูเก็ต ซึ่งเปนเจาหนาท่ีตํารวจรุนใหมไฟแรงบรรจุเขาเปน ตํารวจเมื่อประมาณป ๒๕๕๘ ทีผ่ า นมา และเคยโดงดังในโลกโซเชียลมาแลวครัง้ หน่งึ ในการโชวฝ เ ทา เตน บบี อย เพอื่ สรา งสสี นั และคลายเครยี ดใหก บั ประชาชนทป่ี ระสบปญ หาการจราจรตดิ ขดั แตม าวนั น้ี จะพาไปรจู กั กบั ตาํ รวจหนมุ นายนี้ ทน่ี อกจากจะมคี วามตงั้ ใจทาํ งานเกนิ รอ ยแลว ยงั มคี วามเปน ตาํ รวจ จติ อาสาอกี ดวย

๙๐ ส.ต.ต.เนตรพิรุณ เลาใหฟงวา ตนเองเปนลูกชาวนา มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พอ ขบั รถจกั รยานรบั จา ง แตก ม็ คี วามใฝฝ น ทจี่ ะทาํ งานเพอ่ื ชว ยเหลอื คนอน่ื มาตลอดซงึ่ สมยั เรยี นมหาลยั กจ็ ะออกคา ยอาสาเพอ่ื ชว ยเหลอื คนทไ่ี ดร บั ความเดอื ดรอ นมาโดยตลอด กอ นทจี่ ะมารบั ราชการตาํ รวจ เคยฝนวาอยากที่จะเปนทหารเพราะจากขาวสารตางๆ จะเห็นภาพทหารออกไปชวยเหลือประชาชน ในทตี่ า งๆ แตเ มอื่ กอ นไมม ใี ครทจี่ ะมาชแี้ นะแนวทางใหก บั ตวั เองในการเดนิ ทางไปสคู วามฝน ตามทวี่ างไว นอกจากนน้ั สมยั เปน เดก็ สงิ่ ทพ่ี อ พรา่ํ บอกมาตลอดคอื ถา เรามปี ญ หาหรอื ตอ งการความชว ยเหลอื ใหไ ป หาตํารวจ เพราะตาํ รวจจะชวยเราได พอเรยี นจบก็ตัดสนิ ใจมาสอบเปน ตาํ รวจและไดเ ปน ตํารวจสมใจ ตนเองจึงไปศึกษาขอมูล เพราะจากการตรวจสอบพบวารถท่ีดับระหวางจอดรอไฟแดง สวนใหญจะมีปญหาเรื่องแบตเตอรี่ และจากการศึกษาพบวามีท่ีชารจแบตเตอรี่ แบบพกพาขาย ซง่ึ มขี นาดเลก็ สามารถใสใ ตเ บาะรถจกั รยานยนตน าํ ตดิ ตวั ไปไหมมาไหนไดส ะดวก จงึ ตดั สนิ ใจซอ้ื มาใช ดว ยงบประมาณของตวั เอง เพอื่ นาํ มาทดลองใชแ ละใหบ รกิ ารประชาชนทมี่ ปี ญ หาเรอ่ื งรถทจี่ อดเสยี บน ถนน ซง่ึ จากการทดลองใชพ บวา ไดผ ลสามารถแกไ ขปญ หารถตดิ ได และในการใหบ รกิ ารนน้ั ตนออกไป ใหบริการทั้งในเวลาราชการและหลังเวลาราชการ ซ่ึงก็ไดรับแจงเขามาตลอดเวลา เพราะตนสามารถ ไปถึงท่เี กิดเหตไุ ดอ ยา งรวดเร็ว ทําใหป ญ หารถตดิ ทเี่ กิดจากรถเสียลดลงแตก ารใหพาวเวอรแ บงคช ารจ แบตเตอรที่ ตี่ วั เองมอี ยพู บวา ยงั มขี นาดเลก็ สามารถใชไ ดก บั รถยนต รถเกง และรถจกั รยานยนตเ ทา นนั้ ยังไมรองรับรถบัส หรือรถขนาดใหญ ซ่ึงในภูเก็ตพบวารถบัสท่ีใหบริการนักทองเท่ียวมีจํานวนมาก เวลารถเหลานี้มปี ญหาบนถนนทําใหรถตดิ มหาศาล จงึ ไดไปศกึ ษาเพม่ิ เตมิ และพบวามีพาวเวอรแบงค ทม่ี กี าํ ลงั ไฟมากขน้ึ และตดั สนิ ใจซอ้ื มาเพอ่ื ใชใ นงานชว ยเหลอื ประชาชน ๑ ตวั ซง่ึ ตอ ไปนกี้ ส็ ามารถแกไ ข ปญ หารถเหลานีไ้ ดสวนหนึง่ อยางแนน อน ส.ต.ต.เนตรพริ ณุ ยงั ไดก ลา วตอ ไปวา การออกมาทาํ จติ อาสาดว ยการชว ยเหลอื ประชาชน น้ันตนไดทํามาต้ังแตสมัยเรียน และเหมือนกับอยูในสายเลือด นอกจากจะใหบริการชารจแบตฯ

๙๑ กบั ประชาชนแลว ตนยงั อยใู นกลมุ รถใหญซ งึ่ เปน กลมุ ทใ่ี ชเ วลาวา งในการขบั ขร่ี ถไปบรจิ าคสงิ่ ของใหก บั คนทก่ี าํ ลงั เดอื ดรอ น ซงึ่ สง่ิ ของทน่ี าํ ไปบรจิ าคเปน สงิ่ ของทส่ี มาชกิ ในกลมุ ชว ยกนั ซอ้ื มา กจิ กรรมเหลา น้ี ก็เปนกิจกรรรมท่ีทําตอเน่ืองกันมาตลอด ซ่ึงนอกจากจะนําของไปมอบใหกับคน หรือเด็กท่ีเคารอ อยา งมีความหวังแลว ทางสมาชกิ ในกลมุ ใหชว ยกันชี้แนะแนวทาง เสนทางในการเดนิ ไปสคู วามสําเร็จ ของเด็กๆ ดวย ส.ต.ต.เนตรพิรุณ ยังไดกลาวปดทาย วา การทํางานจิตอาสาของตนน้ันทําไดใจ แตไม หวังผลตอบแทนแตการออกไปชวยเหลือคนท่ีเดือดรอนแตละคร้ังก็แคตองการเห็นรอยย้ิมของคนท่ี ไดรบั ความชว ยเหลอื ยม้ิ ตอบกลับมาก็พอแลว และทุกคร้ังคดิ อยูเ สมอ วา ถาคนท่ปี ระสบเหตุเดนิ ทาง กลับถึงบานชา คนที่รออยูก็จะรอดวยความเปนหวง และกังวล จึงอยากชวยใหเคาสามารถเดินทาง ถึงบา นไดเรว็ ที่สุด ซ่ึงส่ิงเหลา น้พี อ - แม ไมเคยสอนดวยการบอกใหเ ราทาํ แตจ ะสอนโดยการทําใหดู และทํามาตลอด