151 ผงั เมอื งเฉพาะ องค์ประกอบของผังเมอื งเฉพาะ (ดูรายละเอียดในมาตรา 40) มกี ารปรบั ปรุงในพระราชบัญญตั ิฉบับ ใหม่ เชน่ เพม่ิ ให้มีแผนผังแสดงพื้นท่ีสีเขียวและพืน้ ที่อนุรักษ์ สำหรบั ข้อกำหนดท่ีจะใหป้ ฏิบตั หิ รือไม่ใหป้ ฏบิ ัติ ในส่วนของข้อกำหนดเก่ียวกับอาคาร นอกจาก ประเภท ชนิด ขนาด และจำนวนของอาคารที่จะอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้ก่อสร้างแล้ว ยังได้เพ่ิมการกำหนดเรื่อง ลักษณะ และความสูง ด้วย และเพิ่มข้อกำหนด ประเภทและขนาดของกิจการท่ีจะอนญุ าตหรอื ไมอ่ นญุ าตใหด้ ำเนนิ การ ปรับปรุงรูปแบบการประกาศใช้บังคับผังเมืองเฉพาะ จากเดิมที่ให้ออกเป็นพระราชบัญญั ติ ตาม พระราชบญั ญตั ิฉบับใหม่ การประกาศใชบ้ งั คบั ผังเมืองเฉพาะใหก้ ระทำโดยการออกเปน็ พระราชบญั ญตั ิ หรือ พระราชกฤษฎีกา การจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาน้ันกระทำได้ในกรณีที่ไม่มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ที่ อุปกรณ์ การดดั แปลง รื้อถอน หรือเคล่ือนย้ายอาคาร การนำท่ีดินหรืออสังหารมิ ทรัพยท์ ่ีเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินหรือหน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือดแู ลรักษามาใช้ประโยชน์ (มาตรา 39 และมาตรา 48) ส่วนการให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดท่ีจะให้ปฏิบัติหรือไม่ให้ ปฏิบตั ิ รวมทง้ั หลักเกณฑแ์ ละวธิ ีปฏิบัตเิ พ่ือให้เปน็ ไปตามผังเมืองเฉพาะด้วยกไ็ ด้ ซ่ึงหากมขี ้อบัญญัตหิ รอื เทศ บญั ญตั ิท่อี อกตามกฎหมายอื่นทเี่ กยี่ วกับการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ หรืออสงั หารมิ ทรัพย์ ขดั หรอื แย้งกับกฎกระทรวง น้ี ก็ให้ใช้กฎกระทรวงที่ออกตามผังเมืองเฉพาะแทน ก็ยังคงกำหนดไว้แต่จะต้องเขียนกำหนดเอาไว้ใน พระราชบญั ญัตหิ รอื พระราชกฤษฎีกาด้วยวา่ ใหร้ ฐั มนตรมี ีอำนาจออกกฎกระทรวงในเร่อื งดงั กล่าว (มาตรา 40 วรรคท้าย และมาตรา 50) ในขณะท่ีพระราชบัญญัติฉบับเดิมบญั ญัติให้พระราชบัญญัติให้ใชบ้ ังคบั ผังเมืองเฉพาะใชบ้ ังคับได้ไม่ เกิน 5 ปี เมื่อส้ินสุดระยะเวลาลงแล้ว หากเห็นสมควรขยายระยะเวลาการใช้บังคับก็ต้องตราเป็น พระราชบญั ญัตขิ ยายระยะเวลาการใชบ้ ังคบั หรอื ในกรณียังไมส่ ้นิ สดุ ระยะเวลาแต่เห็นสมควรแกไ้ ขปรบั ปรงุ ก็ ให้เสนอต่อคณะกรรมการผังเมือง ถ้าคณะกรรมการผังเมืองเห็นชอบก็รายงานรัฐมนตรีเพื่อออกเป็น กฎกระทรวงแก้ไขปรบั ปรุงผังเมืองเฉพาะ ส่วนในพระราชบัญญัติฉบบั ใหม่ไมไ่ ดก้ ำหนดเรื่องระยะเวลาการใช้ บงั คับพระราชบัญญัตหิ รือพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคบั ผังเมืองเฉพาะเอาไว้ บัญญัติเพียงว่า ในระหว่างที่ใช้ บังคับพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับผังเมืองเฉพาะในท้องที่ใด ถ้าองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นหรือกรมโยธาธิการและผังเมืองเห็นว่าสภาพการณ์และส่ิงแวดล้อมในเขตของผังเมืองเฉพาะได้ เปลี่ยนแปลงไป สมควรแก้ไขปรับปรุงเสยี ใหม่ให้เหมาะสม ก็ให้เสนอขอแก้ไขปรับปรุงตอ่ คณะกรรมการผัง เมือง (มาตรา 49) คณะกรรมการ ในเร่ืองของการกำกับดูแล พระราชบัญญัติฉบับเดิมบัญญัติให้มี คณะกรรมการผังเมือง ส่วนใน พระราชบญั ญัตฉิ บับใหม่ นอกจากคณะกรรมการผังเมอื ง (หมวด 6) ได้เพิ่มคณะกรรมการขน้ึ อีก 2 ประเภท คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการผังเมอื งแห่งชาติ (หมวด 5) และ คณะกรรมการผงั เมอื งจงั หวดั ของแต่ ละจังหวดั (หมวด 7) คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายและเป้าหมาย เกี่ยวกับการผังเมืองและการพัฒนาเมืองของประเทศ ให้ความเห็นชอบผังนโยบายระดับประเทศและผัง นโยบายระดับภาค ฯลฯ (ดูรายละเอียดในมาตรา 75) มีองค์ประกอบได้แก่ นายกรัฐมนตรีหรือรอง นายกรฐั มนตรซี ่ึงไดร้ บั มอบหมาย เปน็ ประธานกรรมการ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน
152 กรรมการ ปลดั กระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ และอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็น กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ นอกจากน้ันมีกรรมการโดยตำแหน่ง 16 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมี วาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปอี ีกไม่เกนิ 13 คน (มาตรา 71) สำหรับ คณะกรรมการผังเมือง ซงึ่ เป็นคณะท่ีมอี ยู่เดิม มกี ารปรับเปล่ยี นองค์ประกอบ (ดรู ายละเอียด ในมาตรา 80) คือ กรรมการโดยตำแหน่ง เดิมมี 7 คน เพิ่มเป็น 9 คน ตำแหน่งท่ีเพิ่มขึ้นคือ ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และเลขาธิการสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในขณะที่มีตำแหน่งที่ตัดออกไปคือ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และ ผอู้ ำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผังเมืองได้แก่กรรมการผูท้ รงคุณวุฒิในดา้ นตา่ งๆ เดมิ กำหนด ไว้ 8 ดา้ นรวมไม่เกิน 9 คน ปรบั เปน็ ดา้ นตา่ งๆ9 ด้าน จำนวนดา้ นละหนึง่ คน (รวมเป็น 9 คน) กรรมการซึ่งเป็น ผู้แทนสภาต่างๆ5 สภา โดยเพ่ิมผู้แทนสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัดผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ทอ่ งเท่ยี วแหง่ ประเทศไทย กรรมการซง่ึ คณะรฐั มนตรแี ต่งตง้ั จากผแู้ ทนสถาบันหรอื บุคคลอืน่ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการ ผงั เมอื ง จำนวนไมเ่ กิน 4 คนเทา่ เดิม แต่ระบุเพิ่มวา่ จะตอ้ งมาจากภาคประชาสงั คมอยา่ งนอ้ ย 1 คน คณะกรรมการผังเมอื งจังหวัด มีหน้าที่และอำนาจใหค้ วามเห็นชอบผังเมืองรวมทอ่ี งคก์ รปกครองส่วน ท้องถ่ินเป็นผู้วางและจัดทำ จัดทำรายงานสรุปผลการวางและจัดทำผังเมืองที่อยู่ในความรับผิดชอบของ คณะกรรมการผังเมืองจังหวัด ฯลฯ (ดูรายละเอียดในมาตรา 86) มีองค์ประกอบ สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุ งเทพมหานคร เป็น กรรมการและเลขานุการ มีกรรมการโดยตำแหน่งทร่ี ะบุไว้ 11 คน ผู้แทนหน่วยงานอ่ืนที่เกี่ยวข้องกับการผัง เมอื งจำนวนไมเ่ กิน 4 คน ผู้ทรงคณุ วุฒิจำนวนไมเ่ กิน 4 คน และบุคคลอ่ืนที่เกี่ยวขอ้ งกับการผังเมืองอกี ไมเ่ กิน 4 คน สำหรับจังหวัดอื่น มี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด เป็น กรรมการและเลขานุการ มีกรรมการโดยตำแหน่งที่ระบุไว้ 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 10 คน (มาตรา 85) ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการทุกคณะ พระราชบัญญัติฉบับใหม่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะ ต้องหา้ มไว้เชน่ เดมิ และเพมิ่ ลกั ษณะต้องห้ามขึ้นอีกหนงึ่ อย่างคือ ไมเคยถูกไล่ออก ปลดออก หรอื ให้ออกจาก ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ประพฤติชั่ว อย่าง รา้ ยแรง หรือถือวา่ กระทำการทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการ (ดรู ายละเอียดในมาตรา 72) บทเฉพาะกาล กฎหมายระดบั ต่างๆ ท่ียังใชบ้ ังคับอยู่กอ่ นวนั ที่พระราชบญั ญตั ฉิ บบั ใหม่นใี้ ชบ้ งั คบั ใหค้ งใชบ้ งั คับต่อไป ได้เท่าทีไ่ มข่ ดั หรือแยง้ กบั พระราชบัญญตั ิใหม่น้ี จนกว่าจะไดม้ ีการออกกฎหมายลกู บทใหมต่ ามพระราชบญั ญัติ ฉบับน้ี ส่วนกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้ใช้ บังคับ ก็ใหใ้ ช้บังคับตอ่ ไปจนกว่าจะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยหรอื ขอ้ บญั ญตั ทิ อ้ งถ่นิ ใหใ้ ช้บงั คบั ผงั เมอื งรวม ออกมาใชบ้ ังคับในพื้นท่เี ดียวกนั ส่วนในกรณีทจ่ี ะแก้ไขหรือยกเลิกกฎกระทรวงให้ใชบ้ ังคับผังเมืองรวมฉบบั ใด ไมว่ ่าท้งั หมดหรือบางสว่ น ให้กระทำโดยประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือขอ้ บัญญตั ิทอ้ งถ่ิน
153
154
155 20 ข้อควรรเู้ กีย่ วกบั พระราชบัญญัตกิ ารผังเมือง 1) บงั คับใช้เมอ่ื วันท่ี 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 (มาตรา 2) 2) การผงั เมอื ง หมายความวา่ การวาง จดั ทำ และดำเนินการ ให้เปน็ ไปตามผังเมอื งระดับตา่ งๆ 3) การวางและจัดทำผัง มี 2 ผงั คอื ผังนโยบายการใช้ประโยชนพ์ ื้นที่ และผงั กำหนดการใชป้ ระโยชน์ทีด่ นิ (มาตรา8) 4) ผงั นโยบายฯ แบง่ เป็น 3 ประเภท คือ ระดบั ประเทศ ระดบั ภาค และระดบั จังหวดั (มาตรา8) 5) ผังกำหนดการฯ แบง่ เป็น 2 ประเภท คอื ผงั เมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ (มาตรา8) 6) ระยะเวลาการทบทวนผงั ไมเ่ กิน 5 ปี (มาตรา10) 7) สามารถวางและจดั ทำไดร้ วมพ้นื ทไ่ี ดห้ ลายจงั หวดั (มาตรา23) 8) เขตผังเมืองรวมทีค่ ณะกรรมการผงั เมอื งและ/หรือคณะกรรมการผังเมอื งจงั หวดั เห็นชอบแล้ว ปิดให้ผมู้ สี ว่ น ได้ส่วนเสยี รบั ทราบ ไมน่ ้อยกว่า 90 วันหลงั จากวนั ปิดประกาศ (มาตรา29) 9) พน้ ระยะเวลาปิดประกาศ โดยไม่มผี คู้ ัดค้าน ให้กรมโยธาธิการฯออกประกาศกระทรวงมหาดไทย และ/หรอื องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นออกขอ้ บญั ญัตทิ ้องถ่นิ โดยตอ้ งประกาศในราชกิจจาฯ ถงึ ใชบ้ ังคับได้ (มาตรา33) 10) ผงั เมอื งเฉพาะ สามารถเวนคนื อสงั หาฯ ได้ (มาตรา39) 11) ภายในเขตผงั เมืองรวม สามารถวางและจดั ทำผงั เมอื งเฉพาะได้ (มาตรา41) 12) กรณที ่ีเจา้ ของท่ดี นิ หรอื ผู้ครอบครองอาคาร ได้รับคำสง่ั ใหร้ ื้อถอน ดัดแปลง หรอื เคล่ือนยา้ ยอาคาร ไม่ สามารถหาท่อี ยไู่ ด้ ใหเ้ จา้ หนา้ ทีจ่ ดั หาใหต้ ามความเหมาะสม แต่ระยะเวลาไมเ่ กนิ 1 ปี 6 เดอื น (มาตรา62) 13) ที่อปุ กรณ์ หมายถงึ ท่ีดินของเอกชน ซง่ึ ผงั เมอื งเฉพาะจดั ใหเ้ ปน็ ทเี่ วน้ ว่าง หรอื ใช้เพ่อื สาธารณะประโยชน์ (มาตรา4) 14) ท่ีอปุ กรณ์ ได้แก่ ทางเทา้ ทางเดิน ทางน้ำ (มาตรา4) 15) เจา้ ของที่ดินท่ีถกู จดั ใหเ้ ปน็ ทอ่ี ปุ กรณ์ ได้รับการยกเวน้ ภาษที ด่ี ินและสง่ิ ปลกู สรา้ ง (มาตรา65)
156 16) คณะกรรมการ มี 3 ระดบั ประกอบดว้ ย คณะกรรมการผังเมอื งแหง่ ชาติ คณะกรรมการผงั เมือง คณะกรรมการผังเมอื งจงั หวัด โดยมีนายกรฐั มนตรหี รือรองนายก ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผ้วู า่ ราชการ จังหวัด เปน็ ประธานตามลำดบั (มาตรา71,80,85) 17) อทุ ธรณท์ ุกคำสง่ั ภายใน 30 วนั นบั แต่วันไดร้ บั แจง้ (มาตรา90) 18) ฝ่าฝนื คำสง่ั ใหร้ ือ้ ถอน ดดั แปลง เคลื่อนยา้ ยอาคาร หรอื คำวนิ จิ ฉยั อทุ ธรณ์ จำคุกไมเ่ กิน 6 เดือน ปรับไม่ เกนิ 5 หมนื่ หรือทง้ั จำทงั้ ปรบั (มาตรา104) 19) ฝา่ ฝนื ไมป่ ฏบิ ัตติ ามหลักเกณฑ์ รายละเอียด หรอื วิธปี ฏบิ ัติทก่ี ำหนด จำคกุ ไม่เกิน 1ปี ปรับไมเ่ กนิ 1 แสน หรือทงั้ จำทัง้ ปรบั (มาตรา105) 20) หากยังฝา่ ฝืนต่อ ปรบั ต่ออีกวันละไมเ่ กิน 3 หม่นื บาท (มาตรา105)
157 บทท่ี 8 พรบ. ทีด่ นิ ประมวลกฏหมายทด่ี นิ 2497 1) การรงั วดั หมายความวา่ การรงั วดั ปกั เขต และทำเขตจด หรอื คำนวณการรงั วัด เพ่อื ใหท้ ราบแนวเขต ทีด่ ิน ทต่ี ง้ั และเนอื้ ท่ดี ิน 2) การรงั วดั ทำแผนทเี่ พ่อื ออกโฉนดทด่ี นิ มี 2 วธิ ี คือ แผนที่ชั้นหน่งึ และแผนที่ชน้ั สอง 3) แผนท่ีชนั้ หนึง่ หาค่าโดยใช้กลอ้ งธโี อโดไลท์ หรอื กลอ้ งสำรวจ หรอื เคร่ืองวัดสัญญาณดาวเทยี ม 4) แผนที่ชั้นสอง หาคา่ โดยใช้แผนทรี่ ะวาง 5) ถ้าจำเปน็ ตอ้ งมกี ารรงั วัดใหม่ มาตรฐานการรังวดั ตอ้ งเทา่ เดมิ หรอื ดกี วา่ เช่น ครง้ั เดมิ รงั วัดวธิ ีแผนท่ี ชนั้ หนึ่ง ครั้งต่อไปกต็ อ้ งแผนทีช่ นั้ หนงึ่ จะรงั วดั วิธีแผนท่ีช้ันสองมิได้ 6) หนงั สอื แสดงสทิ ธิในท่ดี นิ มี 2 ประเภท คือ แสดงสทิ ธคิ รอบครอง กบั แสดงกรรมสทิ ธ์ิ
158 7) หนงั สือแสดงสทิ ธคิ รอบครอง มี 3 ชนดิ คือ 7.1) ใบจอง ออกใหเ้ พ่ือแสดงการอนญุ าตใหค้ รอบครองท่ดี นิ ชั่วคราว จะโอนใหแ้ กบ่ คุ คลภายนอกได้ ต้องพน้ ระยะเวลาห้ามโอน เวน้ แตต่ กทอดทางมรดก
159 7.2) หนงั สอื รบั รองการทำประโยชน์ ออกใหใ้ นกรณที ่ี ทดี่ ินแปลงนน้ั ไดท้ ำประโยชน์ในที่ดนิ โดย ครบถว้ น ตามสภาพของทดี่ นิ หรือสภาพของกจิ การ เช่น ทน่ี า ท่ีสวน สวนยาง พชื ไร่ โอนใหแ้ กก่ ันได้
160 7.3) ใบไตส่ วน ที่ดนิ ทีเ่ คยรงั วัดปกั เขตและสอบสวนเพอ่ื ออกฉโนดไว้แล้ว แตไ่ มม่ ารบั โฉนดท่ดี นิ จะ โอนได้กต็ อ่ เมอื่ ให้พนกั งานเจา้ หนา้ ท่พี สิ จู น์การทำประโยชนก์ ่อน
161
162 8) หนงั สอื แสดงกรรมสทิ ธิ์ มี 4 ชนดิ คือ 8.1) โฉนดทีด่ นิ ซง่ึ มี 6 แบบ ปัจจุบันใช้ น.ส.4จ 8.2) โฉนดแผนท่ี
163 8.3) โฉนดตราจอง ซงึ่ มเี ฉพาะ 5 จงั หวดั เทา่ นั้น คือ พจิ ิตร พษิ ณุโลก สโุ ขทยั นครสวรรค์ อตุ รดติ ถ์ 8.4) ตราจอง ที่ตราว่า “ไดท้ ำประโยชน์แลว้ ”
164 -ครุฑเขยี วคอื หนังสือรบั รองการทำประโยชนป์ ระเภทน.ส.3ก ไม่ใชโ่ ฉนดนะ แต่✔️ซอ้ื ขายได✔้ ️ จำนองไดม้ รี ะวางรปู ถา่ ยทางอากาศและสามารถเปลี่ยนเปน็ โฉนดทด่ี ินในอนาคตได้ นอกจากนย้ี งั มีพวกเอกสารสิทธทิ์ ดี่ นิ เช่น ส.ค.1, น.ส.2, น.ส.3, น.ค.3 , ส.ป.ก. ภ.บ.ท.5 เป็นตน้ พวก นี้ซอ้ื ขายไมไ่ ด้ -ครฑุ ดำคือหนังสอื รบั รองการทำประโยชน์ ประเภท น.ส.3 และ น.ส.3ข จำง่ายง่ายคือ สองอันนไี้ ม่มี ระวางรปู ถา่ ยทางอากาศ ไม่ใช่โฉนดท่ดี ิน สามารถซอ้ื ขายไดแ้ ตต่ ้องประกาศกอ่ น30วัน - ครุฑแดง คือโฉนดทดี่ นิ (น.ส.4 )ซง่ึ เปน็ เอกสารแสดงกรรมสิทธ์ิที่ชดั เจนทส่ี ุด✔️ซอื้ ขายได✔้ ️ โอนได✔้ ️จำนองได้ถกู ตอ้ งตามกฏหมายทีใ่ นเมืองเกอื บทง้ั หมดกจ็ ะเปน็ ครฑุ แดง -โฉนดประเภทเดยี วทท่ี างราชการยงั ออกใหต้ อนนคี้ ือ น.ส.4 จ 9) การรงั วดั แบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คอื 1) การรงั วัด ท่ีดนิ ทย่ี งั ไม่เคยออกโฉนดท่ดี นิ 2) การรงั วัด ทด่ี ินทีเ่ คยรงั วัดออกโฉนดที่ดนิ แล้ว 3) การรงั วัดทดี่ ินทีย่ ังไมเ่ คยออกโฉนดทดี่ ินและท่ีเคยรงั วดั ออกโฉนดท่ีดนิ แลว้ 1) การรงั วัดทด่ี นิ ทีย่ งั ไม่เคยออกโฉนดทีด่ ิน แบง่ ยอ่ ยออกเปน็ 5 ชนดิ คอื 1.1 การรงั วัดทำแผนท่ีเพ่ือออกโฉนดทีด่ ิน เปน็ การรงั วดั ในท้องทห่ี น่งึ ๆ คราวหน่งึ ๆ เปน็ ตำบลๆ โดยรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย จะประกาศกำหนดเขตจงั หวดั 1.2 การรังวัดตกค้างเป็นการรงั วัดเฉพาะแปลงที่ผมู้ สี ทิ ธไิ มไ่ ดน้ ำรงั วดั เม่อื คราว สำรวจรังวดั ทง้ั ตำบล 1.3 การรงั วัดออกโฉนดแบบทอ้ งถ่นิ เพอ่ื ขยายการออกโฉนดให้ท่ัวทกุ ทอ้ งถ่นิ เปน็ การประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยงบประมาณแผ่นดิน 1.4 การรังวัดออกโฉนดตราจอง กระทำไดเ้ ฉพาะ 5 จังหวัดทม่ี ีหนงั สือสำคัญชนิดนี้ เท่านน้ั 1.5 การรงั วดั ออกตราจอง ทตี่ ราวา่ “ได้ทำประโยชน์แล้ว” 2) การรงั วัดที่ดนิ ทเี่ คยรงั วดั ออกโฉนดที่ดินแล้ว แบง่ ยอ่ ยออกเป็น 5 ชนิด เหมือนกนั คือ 2.1 การรังวดั แบง่ แยกโฉนดหรอื ใบไตส่ วน โดยแบง่ แยกได้ 6 แบบ คือ - แบ่งกรรมสทิ ธ์ิรวม - แบ่งแยกในนามเดมิ - แบ่งขาย - แบง่ หกั ทสี่ าธารณะประโยชน์ - แบง่ หกั ทพ่ี งั - แบ่งเวนคนื 2.2 การรงั วดั สอบเขตโฉนดแบง่ ได้2 ชนิด คอื - การรงั วดั สอบเขตตามแผนทรี่ ะวาง เปน็ การรงั วดั สอบเขตทั้งตำบล - การรงั วัดสอบเขตเฉพาะแปลง เป็นการรงั วดั เฉพาะแปลงของบุคคล 2.3 การรังวัดรวมฉโนด
165 2.4 การรงั วดั ซำ้ ใบไตส่ วน เปน็ การรงั วดั ซ้ำ เนอ่ื งจากไมไ่ ปรบั โฉนด ภายใน 10 ปี 2.5 การรงั วดั สอบเขตใบไตส่ วน 3) การรงั วัด ทด่ี ินทีย่ งั ไม่เคยออกโฉนดที่ดินและทเี่ คยรังวัดออกโฉนดทีด่ ินแลว้ เปน็ การรงั วดั ทำแผนที่พพิ าทตามคำสง่ั ศาล ในคดีทีเ่ ก่ยี วกบั ท่ีดินและทรัพย์สนิ 10) เจา้ ของทีด่ นิ ใด ขัดขวางการเขา้ ไปรังวัด การสร้างหมุดหลักฐาน และการจดั การสง่ิ กีดขวางการรังวดั ตาม ความจำเป็น ผ้นู ั้นจะต้องระวางโทษ ปรบั ไมเ่ กนิ 500 บาท และผูใ้ ด ไม่มาชรี้ ะวงั แนวเขตที่ดินคา้ งเคยี ง ลงช่อื รบั ทราบ หรอื มาให้ถ้อยคำ หรอื สง่ เอกสาร หลกั ฐานอืน่ ใดทเ่ี กีย่ วกบั การสอบสวน ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กิน 200 บาท ประเภทของดาวเทียม เราสามารถจำแนกประเภทของดาวเทียมตามประโยชนก์ ารใช้งานได้ดงั น้ี ▪ ดาวเทียมทำแผนท่ี เป็นดาวเทยี มทม่ี วี งโคจรตำ่ (LEO) ทรี่ ะดบั ความสูงไมเ่ กิน 800 กโิ ลเมตร เพือ่ ใหไ้ ดภ้ าพท่ีมรี ายละเอยี ดสูง และเป็นดาวเทยี มทม่ี ีวงโคจรใกลข้ ้วั โลก (Polar orbit) เพ่อื ใหส้ แกนพน้ื ผวิ ถ่ายภาพได้ครอบคลมุ ทุกพื้นที่ของโลก ภาพถา่ ยดาวเทียมทไี่ ด้สามารถนำไปใช้ ในการทำแผนที่ ผงั เมือง และการทำจารกรรมสอดแนมทางการทหาร ภาพท่ี 1 เปน็ ภาพถา่ ย รายละเอยี ดสูงของพระบรมมหาราชวัง ซงึ่ ถา่ ยโดยดาวเทยี ม GeoEye-1 ท่คี วามสูง 680 กิโลเมตร ความเรว็ ในวงโคจร 27,359 กโิ ลเมตรต่อชวั่ โมง ดาวเทยี มทำแผนทที่ มี่ ชี ือ่ เสยี ง ได้แก่ Ikonos, QuickBird ซง่ึ สามารถดูภาพแผนทใี่ น Google Maps ภาพท่ี 1 ภาพถา่ ยรายละเอยี ดสงู ของดาวเทยี มวงโคจรต่ำ (ทม่ี า: GeoEye) ▪ ดาวเทยี มสำรวจทรัพยากร เปน็ ดาวเทยี มวงโคจรต่ำที่มวี งโคจรแบบใกลข้ ้วั โลก (Near Polar Orbit) ทรี่ ะยะสูงประมาณ 800 กิโลเมตร จึงไมม่ ีรายละเอยี ดสูงเท่าภาพถ่ายทไ่ี ดจ้ ากดาวเทยี มทำ แผนท่ี เพราะเน้นการครอบคลมุ พื้นทเ่ี ปน็ บรเิ วณกวา้ ง และทำการบันทกึ ภาพไดท้ ้งั ในชว่ งแสงทต่ี า มองเหน็ และรงั สีอนิ ฟราเรด เนอ่ื งจากโลกแผร่ ังสีอนิ ฟราเรดออกมา จงึ สามารถบนั ทกึ ภาพไดแ้ ม้ใน เวลากลางคนื ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรทมี่ ีชือ่ เสียงมากได้แก่ LandSat, Terra และ Aqua (MODIS Instruments) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของไทยมีชือ่ วา่ ธีออส (Theos) ภาพท่ี 2 เป็น ภาพถ่ายพ้ืนท่ีน้ำท่วมของประเทศไทย โดยอปุ กรณ์ MODIS ท่ีติดต้งั ในดาวเทียม Terra
166 ภาพที่ 2 พ้ืนทีน่ ำ้ ท่วมของประเทศไทย ▪ ดาวเทยี มอตุ ุนิยมวทิ ยา มีวงโคจรหลายระดบั ขึน้ อยกู่ บั การออกแบบในการใช้ งาน ดาวเทียม NOAA มวี งโคจรต่ำถา่ ยภาพรายละเอียดสงู ดงั ภาพที่ 3 สว่ น ดาวเทยี ม GOES และ MTSAT มีวงโคจรคา้ งฟา้ อยู่ทร่ี ะดบั สงู ถ่ายภาพมมุ กว้างครอบคลมุ ทวปี และ มหาสมุทรดงั ภาพที่ 4 นักอตุ ุนิยมวทิ ยาใช้ภาพถ่ายดาวเทยี มในการพยากรณอ์ ากาศและตดิ ตาม การเคล่ือนทีข่ องพายจุ งึ สามารถชว่ ยปอ้ งกันความเสียหายและชีวิตคนได้เป็นจำนวนมาก ภาพท่ี 3 ภาพถา่ ยดาวเทยี ม NOAA
167 ภาพท่ี 4 ภาพถ่ายดาวเทียม MTSAT ▪ ดาวเทยี มเพือ่ การนำรอ่ ง Global Positioning System \"GPS\" เปน็ ระบบบอกตำแหนง่ พกิ ัด ภมู ิศาสตร์บนพื้นโลก ซึง่ ประกอบดว้ ยเครือข่ายดาวเทยี มจำนวน 32 ดวง โคจรรอบโลกในทิศทาง ตา่ งๆ ทรี่ ะยะสงู 20,000 กิโลเมตรสง่ สญั ญาณมาบนโลกพรอ้ มๆ กัน แตเ่ นอ่ื งจากดาวเทยี มแตล่ ะ ดวงอยหู่ ่างจากเครื่องรับบนพืน้ โลกไมเ่ ท่ากนั ดงั ภาพท่ี 5 เครอ่ื งรบั จงึ ไดร้ บั สญั ญาณจากดาวเทียม แต่ละดวงไมพ่ รอ้ มกัน วงจรอเิ ล็คทรอนิกส์ในเครือ่ งรบั GPS นำค่าเวลาที่แตกต่างมาคำนวณหาพกิ ัด ภูมิศาสตร์บนพื้นโลก ปจั จบุ นั เครอื่ งรบั GPS เป็นทน่ี ยิ มใช้กันในหมนู่ ักเดินทางมที ัง้ แบบมอื ถือ ติดต้งั บนรถ เรอื และเคร่ืองบิน ภาพท่ี 5 ระบบ GPS ▪ ดาวเทยี มโทรคมนาคม เช่น Intelsat, Thaicom สว่ นใหญเ่ ปน็ ดาวเทยี มวงโคจรคา้ งฟ้า (Geo- stationary Orbit) เพอื่ ถา่ ยทอดสัญญาณจากทวีปหนง่ึ ไปยงั อกี ทวปี หนงึ่ ข้ามสว่ นโคง้ ของโลก ดาวเทยี มคา้ งฟา้ 1 ดวง สามารถสง่ สญั ญาณครอบคลมุ พืน้ ทก่ี ารตดิ ต่อประมาณ 1/3 ของผวิ โลก และถา้ จะให้ครอบคลุมพน้ื ทท่ี ่ัวโลก จะตอ้ งใช้ดาวเทียมในวงโคจรนีอ้ ยา่ งน้อย 3 ดวง ดงั ภาพท่ี 6 อยา่ งไรกต็ ามดาวเทยี มวงโคจรค้างฟ้าจะลอยอยู่ในแนวเส้นศนู ยส์ ตู รโลกเทา่ น้นั ดงั นั้นสัญญาณ จะไม่สามารถครอบคลมุ บรเิ วณขวั้ โลกได้เลย
168 ภาพที่ 6 พนื้ ท่ีสณั ญานปกคลมุ ของดาวเทยี มคา้ งฟ้า ▪ ดาวเทียมภารกจิ พเิ ศษ นอกจากดาวเทยี มทั่วไปทใ่ี ชง้ านเกย่ี วข้องกบั ชวี ิตประจำวนั ตามทกี่ ล่าวไป แล้ว ยังมดี าวเทยี มอกี หลายชนิดทส่ี ง่ ขน้ึ ไปเพอ่ื ปฏบิ ตั ภิ ารกจิ พเิ ศษเฉพาะทาง เชน่ ดาวเทยี มเพอื่ การวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์ กล้องโทรทรรศนอ์ วกาศ ดาวเทยี มจารกรรม ดาวเทียมทาง ทหาร ดาวเทียมประเภทน้มี รี ะยะสูงและรปู แบบของวงโคจรต่างๆ กันขน้ึ อยกู่ บั วัตถุประสงคข์ อง การใชง้ าน ภาพที่ 7 คอื ดาวเทียม Corona ซึง่ ใช้สำหรบั การลาดตระเวนทางทหาร ภาพที่ 7 ดาวเทียมลาดตระเวนทางทหาร
169 บทที่ 9 การเขียนแบบวิศวกรรม 1. เครือ่ งมอื เขียนแบบ เครอ่ื งมอื เขยี นแบบที่จำเป็นมดี งั นี้ 1.1 ดนิ สอเขียนแบบ(drawing pencil) 1.2 ปากกาเขยี นแบบ(drawing pen) 1.3 ไมบ้ รรทดั โปรแทรคเตอร(์ protractor) 1.4 ไมบ้ รรทัดสเกลแบบสามเหล่ยี ม(scale) 1.5 ไมฉ้ ากสามเหลี่ยมเปน็ ชุด(set-square) 1.6 ไม้ฉากรูปตัวท(ี T-square) 1.7 วงเวียน(compass) ฯลฯ 2. อุปกรณท์ ่ีใช้ขดี เส้น อปุ กรณท์ ใี่ ช้ในการขดี เสน้ ได้แก่ ไมท้ ี บรรทัดสามเหล่ียม และบรรทัดสเกล 2.1 ไมท้ ีเป็นเครื่องมือท่ีสำคัญในการเขียนแบบ ไม้ที มีสว่ นประกอบ 2 ส่วน คือ สว่ นหัวและส่วนใบ ทำจากไม้เนื้อแข็ง หรือ พลาสติกใสท้ัง 2 ส่วน จะยืดตั้งฉากกัน ไม้ที่ใช้สำหรับขีดเส้นในแนวนอน และใช้ ประกอบกับฉากสามเหลีย่ ม ขดี เส้นในแนวตงั้ ฉากและขีดเส้นเอยี งทำมมุ ตา่ งๆ 2.2 บรรทัดสามเหล่ียม โดยทั่วไปทำจากพลาสติกใส เพื่อจะได้มองเห็นส่วนอ่ืนๆ ของแบบได้อย่าง ชัดเจน บรรทดั สามเหล่ียมใช้สำหรบั ขดี เส้นดงิ่ และเสน้ เอนทำมมุ ต่างๆ ปกตจิ ะใช้ค่กู บั ไมท้ ี มี 2 แบบ คอื แบบ ตายตัวซึง่ มคี า่ มุม 45-90-45 องศา กบั ค่ามมุ 30-90-60 องศา และแบบปรับมมุ ตา่ งๆ ได้ บรรทดั สามเหลี่ยม 30-60 องศา บรรทดั สามเหลีย่ ม 45 องศา บรรทดั สามเหลยี่ ม แบบปรบั มมุ ได้
170 2.3 บรรทัดมาตราส่วนใช้วัดขนาดมีความยาวต่างกันต้งั แต่ 150, 300, 400, และ 600 มิลลิเมตร มี มาตราส่วนตา่ งๆ เพ่ือใชเ้ ขยี นรปู ได้หลายขนาด คอื - มาตราสว่ นขนาดเทา่ ของจริง 1 : 1 - มาตราส่วนย่อ 1 : 2, 1 : 5, 1 : 10, 1 : 100, 1 : 1000 เปน็ ตน้ - มาตราสว่ นขยาย 2 : 1, 5 : 1, 10 : 1, 100 : 1, 1000 : 1 เปน็ ตน้ มาตราส่วนเท่าของจริง, มาตราส่วนย่อ, หรือมาตราส่วนขยาย จะนำไปใช้งานในแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน ขึน้ อยู่กับลกั ษณะงาน Scale ในแบบ 1 สว่ น : ของสนาม สว่ น 1 : 100 แบบ 1 cm : ของจรงิ 100 cm 1 ชอ่ ง 1 ม. 3. เครอื่ งมือวดั 3.1 วงเวียนถ่ายขนาด เป็นวงเวียนที่มีปลายแหลม 2 ข้าง วงเวียนชนิดน้ีใช้สำหรับถ่ายขนาด ที่วัด ขนาดจากฟุตเหล็กหรือฉากสามเหลี่ยม แล้วนำไปถา่ ยลงบนแบบทำให้สามารถแบง่ เส้นตรง แบง่ วงกลม ให้มี ขนาดเท่าๆ กันได้สะดวกและรวดเรว็ ง่ายต่อการเขยี นแบบ
171 3.2 บรรทดั เขยี นส่วนโคง้ (Cures) เปน็ อุปกรณ์ทช่ี ่วยในการเขยี นส่วนโค้งชนดิ หนึง่ การใช้บรรทดั ส่วน โคง้ จะต้องใช้ส่วนโค้งของบรรทดั สมั ผสั จุด อยา่ งน้อย 3 จดุ เพื่อให้ได้ส่วนโค้งทดี่ ี มคี วามตอ่ เนื่องซึง่ ต่างกบั การ ใชว้ งเวียนทมี่ ีระยะรศั มเี ท่ากันทุกจุดของเสน้ โค้งนั้นๆ แผ่นโค้งน้ีให้ความสะดวกในการทำงานสูง ซ่ึงผ้ใู ช้เองก็ ต้องระมัดระวังในการใช้งานให้ดี หมุนปรับให้ได้ตำแหน่งก่อนท่ีจะทำการลากเส้นโค้งนั้น แผน่ เขียนโคง้ และ การเขยี นโคง้ โดยใช้แผ่นเขียนโค้งในรูปแบบต่างๆ 4. กระดาษเขียนแบบ กระดาษเขียนแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ ระบบน้ิว และ ระบบมิลลิเมตร ตอ่ มาไดป้ รับปรงุ ใหเ้ ป็นระบบสากลโดยใชร้ ะบบ ISO (International System Organization) ซ่ึงยอมรบั ท้ัง ระบบอเมริกันและยุโรปนอกจากน้ัน ประเทศไทยยงั ได้ผลิตมาตรฐานเป็น (มอก.) โดยการเขียนแบบทว่ั ไปทาง เคร่อื งกลซงึ่ มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั มาตรฐาน ISO ซ่งึ มาตรฐานของกระดาษในระบบต่างๆ ไดแ้ สดงไว้ ตารางที่ 1 ขนาดกระดาษเขียนแบบ เมตรกิ (มิลลิเมตร) อังกฤษ (นิ้ว ขนาด กว้าง x ยาว ขนาด กว้าง x ยาว A0 814 x 1,189 E 34 x 34 A1 594 x 841 D 22 x 34 A2 420 x 594 C 17 x 22 A3 297 x 420 B 11 x 17 A4 210 x 297 A 8.50 x 11 A5 148 x 210 - 5.83 x 8.27 A6 105 x 148 - 4.13 x 5.83 กระดาษเขียนแบบขนาด A0 ขนาด 841 x 1189 ม.ม. สามารถแบ่งได้เป็นขนาด A1 จำนวน 2 แผ่น และถา้ นำกระดาษ A1 มาแบ่งจะไดก้ ระดาษ A2 จำนวน 2 แผน่ .............. ดงั น้นั สามารถแบง่ กระดาษได้จนถึง A6 **ไม่ควรเลอื กแบบก่อสรา้ งหลายขนาดในโครงการเดยี วกัน เพราะเพ่อื ความสะดวกในการใช้งานในสนาม
172 5. ดนิ สอเขียนแบบ เป็นเครือ่ งมือท่ีใช้ขดี เสน้ บนกระดาษเขียนแบบเพอื่ แสดงรปู ร่างต่างๆ ให้เปน็ แบบทใ่ี ชง้ าน ดินสอเขียน แบบสามารถแบ่งได้เปน็ หลายชนดิ คือ 5.1 ดนิ สอชนดิ เปลอื กไม้ 5.2 ดินสอชนิดเปลี่ยนไส้ได้ จะเป็นดินสอท่มี ีโครงด้ามเป็นโลหะหรือพลาสติก และใส่ไสด้ ินสออยูข่ ้าง ใน ดนิ สอชนดิ น้จี ะมีการออกแบบมาใช้งานไว้มากมายหลายชนิด ดนิ สอชนิดเปล่ยี นไส้ ดนิ สอชนิดเปล่ยี นไสแ้ บบไสเ้ ขม็ และขนาดของไสด้ ินสอ 1. ดินสอทม่ี ีไสแ้ ขง็ มาก (Hard) มีตัง้ แต่เบอร์ 9H-4H ใชส้ ำหรบั ขดี เสน้ ร่างรปู เสน้ ทีใ่ ช้เขียนตอ้ งเปน็ เสน้ บาง เช่น ร่างรูป เส้นบอกขนาด และเสน้ ช่วยบอกขนาด 2. ดินสอท่ีมีไส้แข็งปานกลาง (Medium) มีต้งั แตเ่ บอร์ 3H-B ใช้สำหรบั งานเขียนแบบงานสำเรจ็ รูป เช่น เสน้ ขอบชน้ิ งาน เสน้ แสดงแนวตัดและสญั ลักษณแ์ นวเช่อื ม
173 3. ดินสอแบบไส้อ่อน (Soft) มีตั้งแต่เบอร์ 2B-7B ใช้ในงานศิลปะ วาดภาพ แรงเงา ไม่เหมาะที่จะ นำมาใชใ้ นการเขยี นแบบ การใชว้ งเวยี นเขียนวงกลมหรือสว่ นโค้ง วธิ ีการเขียนวงกลมหรอื สว่ นโค้ง ให้ปรบั ขาวงเวียนข้างท่เี ปน็ เหลก็ แหลมยาวกว่าข้างท่ีเปน็ ไส้เล็กนอ้ ย เพราะปลายแหลมต้องปรับจมลงในกระดาษ เมอ่ื ปรับได้รัศมีที่ต้องการแลว้ ให้จับด้านวงเวียนดว้ ยนวิ้ หวั แมม่ ือ กบั นวิ้ ชหี้ มุนวงเวียนตามเข็มนาฬกิ า และให้เอนวงเวยี นไปในทิศทางของการลากเส้นเล็กน้อย พยายามหมุนวง เวียนเพยี งครั้งเดียวเพือ่ ให้ได้เสน้ ท่คี มและสมบูรณ์ การใชว้ งเวยี นเขยี นเสน้ โคง้
174 การใช้วงเวียนวดั ระยะหรือดไิ วเดอร์ ต้องระวังอยา่ กดแรงเกนิ ไปเพราะจะทำใหเ้ กดิ รูทีไ่ ม่เรียบร้อยบน กระดาษ และจะทำให้วงเวียนถ่างออกเสียระยะอีกด้วย การหมุนดิไวเดอร์ควรหมุนสลับข้างซ้ายขวาของ เสน้ ตรง เพื่อหักล้างความคลาดเคล่ือนสะสมใดๆ ทีอ่ าจจะเกิดขึ้น การใชง้ านของวงเวยี นถ่ายขนาดวดั ระยะ 6. ปากกาเขียนแบบ ปากกาเขยี นแบบในปจั จุบันนยิ มใช้ปากกาเขียนแบบหมึกซมึ ขนาดความโตของปากกาเขยี นแบบจะมี ขนาดเท่าขนาดของเสน้ มาตรฐานสากลทใ่ี ช้ในการเขยี นแบบ ลักษณะเส้นที่ใช้ในการเขยี นแบบ มีดงั ต่อไปน้ี 1. เสน้ ร่าง (rayout or guideling) เป็นเส้นทีใ่ ชร้ ่างภาพหรือเส้นบรรทดั เปน็ เส้นเบาและแคบ 2. เสน้ แสดงรูปวตั ถุ (object line) เป็นเส้นหนักและใหญ่ ใช้แสดงขอบของรูป 3. เสน้ แสดงส่วนท่ีบัง (hidden line) เป็นเสน้ ประ เสน้ หนาปานกลาง แสดงตรงสว่ นที่ถกู บัง 4. เส้นโยงขนาดและเส้นบอกขนาด (extension and dimension line) เส้นโยงขนาดใช้โยงขนาด ขอบรูปวัตถุเพื่อแสดงรายละเอียดของขนาด ส่วนเส้นบอกขนาดเป็นเส้นแสดงความกว้างยาวของขนาดวัตถุ โดยโยงจากขอบวตั ถดุ ้านหนึง่ ไปยงั อกี ด้านหนึ่ง เป็นเส้นท่หี นักและแคบ 5. เส้นกรอบภาพ (border line) เปน็ เส้นใหญแ่ ละหนักใช้ดีกรอบงานเขียนแบบ
175 การเขียนแบบสำหรับงานออกแบบ จำแนกได้ 2 ประเภท คอื 1. การเขียนแบบภาพฉาย (orthographic projection) เปน็ การเขียนแบบเพ่ือแยกรปู วัตถอุ อกเป็น ภาพด้านบน (top view or plan) ภาพด้านหน้า (front view) และภาพด้านข้าง (side view or side elevation) 2. การเขียนแบบภาพแสดง (pictorial drawing) เป็นการเขียนแบบเพ่ือแสดงรูปวัตถุในลักษณะ 3 มติ ิ ซง่ึ แยกออกได้เปน็ 5 แบบ คอื 2.1 แบบไอโซเมดรคิ (isometric) เป็นแบบทมี่ มี มุ 30 องศา เท่ากนั ทงั้ 2 ขา้ ง 2.2 แบบไดเมดรคิ (diametric) เป็นแบบที่มมี มุ 15 องศา เท่ากนั ทัง้ 2 ข้าง เพอื่ ให้เห็นเป็น มมุ ที่ชนั นอ้ ยลง 2.3 แบบไทรเมดริค (trimetric) เป็นแบบท่มี ีมุม 15 องศา ขา้ งหน่ึง และมมุ 45 องศาอีกข้าง หนง่ึ เพ่อื แสดงให้รู้ว่าดา้ นทง้ั สองมีความสำคญั ไม่เท่ากนั
176 2.4 แบบออบบลิค (oblique) เป็นแบบท่ตี อ้ งการเนน้ ดา้ นหนา้ มากกวา่ ดา้ นข้าง จะมมี มุ เอยี ง เฉพาะด้านขา้ งเทา่ น้นั แบบออบบลิคยงั แยกออกเป็น 2 แบบ คือ 2.4.1 แบบออบบลิคคาวาเลีย (cavalier) ซ่ึงเขียนใหด้ า้ นหน้าขนาน ด้านข้างเอียงเปน็ มุมไม่ ตายตัว เช่น 15 องศา 30 องศา หรือ 45 องศา เพื่อใหใ้ ช้ไมฉ้ ากสามเหลี่ยมได้สะดวก ดา้ นหน้าและด้านขา้ งใช้ สเกลจรงิ 2.4.2 แบบออบบลคิ คาบีเนท (cabinet) ซึ่งมีดา้ นหน้าขนาด ด้านข้างเป็นมุม 15 องศา, 30 องศา หรือ 45 องศา เช่นเดียวกันแต่ด้านขา้ งจะกว้างเพียงครง่ึ หน่ึงของของจรงิ ทั้งน้ีเพราะด้านข้างของวตั ถุ บางอยา่ งไมม่ รี ายละเอียดท่ตี ้องการแสดง เชน่ ด้านขา้ งของตู้ เปน็ ตน้ 2.5 แบบทัศนียภาพหรือแบบเพอร์สเปคดีฟ (perspective) เป็นการเขียนแบบวัตถุให้ เหมือนกับตาเห็นจริงๆ เช่น วัตถุที่สูงเท่ากันเมื่อดูระยะใกล้จะสูง แต่เมื่อดูระยะไกลจะเตี้ยลงเป็นต้น แบบ ทัศนียภาพยงั แบ่งออกได้ 3 ลกั ษณะ คือ 2.5.1 ทัศนียภาพจุดเดียว (one-point perspective) แสดงด้านหน้าตรงด้านอื่นๆ จะเล็ก เรยี วลงไปสู่จุดสุดสายตา 2.5.2 ทัศนียภาพสองจุด (two-point perspective) แสดงให้เห็นมุมที่อยู่ใกล้ที่สุดมีความ ใหญท่ สี่ ุด และสองดา้ นที่ประชิดกันเปน็ คๆู่ สามคู่จะเล็กเรียงลงไปส่จู ุดสุดสายตาทง้ั สามจุด
177 การเขยี นแบบกอ่ สรา้ ง ผังพนื้ แปลนพ้ืนหรือผังพื้น (Floor Plan) หมายถึง แบบรูปตัดในทางราบหรือในทางนอนท่ีแสดง รายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่าง ขนาด การจัดส่วนพ้ืนท่ีใช้สอยแสดงออกมาในลักษณะสัญลักษณ์ เส้น คำย่อ ตัวอกั ษร และมาตราสว่ นประกอบกนั เพอื่ สือ่ ความหมายมาตราสว่ น 1 : 100 รายละเอยี ดทีไ่ ดจ้ ากผงั พน้ื - มาตราสว่ น - การวางทิศทางของตัวอาคาร - ตำแหนง่ ของเสา - ขนาดและขอบเขตของผงั พื้น - ตำแหน่งผงั ประตู หนา้ ตา่ ง - การกำหนดตำแหนง่ ของห้องต่างๆ - ระดับของอาคาร - แนวแสดงเส้นตัด รูปตัด รปู ตัด (Section) แสดงใหเ้ หน็ ถงึ โครงสรา้ งภายในอาคารในแนวดง่ิ เช่น ความสูงต้งั แต่ใตด้ ินจนถึงช้ัน บนสดุ ได้แก่ ระดบั ของฐานราก พ้ืนชน้ั ลา่ ง พ้ืนชนั้ ทสี่ อง ฝา้ เพดาน หลังคานิยมแสดงอยา่ งน้อย 2 รปู ในแนวตัด ท่ีตงั้ ฉากกัน ใชม้ าตราส่วน 1 : 50
178 ข้อมลู ทไ่ี ด้จากการอ่านแบบรปู ตดั - ความกว้างของตัวอาคาร - ความสงู ของตวั อาคารท่รี ะดับตา่ งๆ - ลกั ษณะโครงสร้างของอาคาร - ขนาดและชนดิ ของวสั ดุกอ่ สร้างท่ใี ช้ รปู ด้าน รปู ด้าน (Elevation) เป็นรูปท่ีเข้าใจความหมายได้งา่ ยที่สุด เนื่องจากเป็นภาพท่ีเคยชินตอ่ สายตาใน ชวี ิตประจำวนั ซ่ึงก็คือรูปทปี่ รากฏในแนวด่งิ ของอาคาร แสดงรูปรา่ งรายละเอียดภายนอกโดยรอบ
179 ผังโครงสรา้ ง แปลนโครงสร้างหรอื ผังโครงสร้าง (Structure drawing) หมายถึง แบบที่แสดงขนาด รูปร่าง พ้ืนท่ี และตำแหน่ง ของการจดั วางโครงสรา้ งในแนวนอนหรอื แนวราบ ที่มคี วามสมั พันธเ์ ก่ียวเน่อื งกับแปลนพืน้ ทขี่ อง แต่ละช้ัน เร่ิมต้ังแต่สว่ นที่อยู่ใต้ดนิ ขึน้ มาจนถึงส่วนทอี่ ยูเ่ หนือดิน แบบขยายรายละเอยี ดงานวิศวกรรม แบบขยายรายละเอยี ดงานวิศวกรรม (Engineering Drawing) หมายถงึ แบบท่ีแสดงรายละเอยี ดบาง จดุ ท่เี กย่ี วข้องกับความมั่นคงแข็งแรง ท่ีออกแบบและกำหนดขึน้ โดยวิศวกรรมโครงสรา้ ง เพอ่ื แสดงรายละเอียด ในสว่ นที่เปน็ งานคอนกรีตเสรมิ เหลก็ และงานโครงสรา้ งเหลก็ มาตราสว่ น 1 : 10 เหล็กเสน้ กลม เส้นผา่ นศูนย์กลาง เหลก็ เสน้ ขอ้ อ้อย เส้นผ่านศนู ยก์ ลาง SR24 (มิลลเิ มตร) SD 30,40,50 (มิลลิเมตร RB 6 6 DB 10 10 RB 9 9 DB 12 12 RB 12 12 DB 16 16 RB 15 15 DB 20 20 RB 19 19 DB 22 22 RB 22 22 DB 25 25 RB 25 25 DB 28 28
180
181
182
183 สัญลักษณส์ ำหรบั เหลก็ ตรง
184 คำถาม – คำตอบ เกี่ยวกับแบบก่อสรา้ ง คำถาม เส้นตา่ งๆท่แี สดงในแบบกอ่ สรา้ ง เชน่ เสน้ เตม็ (Fill Line) เสน้ ประ (Dotted Line) เสน้ ลูกโซ่ (Chain Line) และเสน้ แฟนทอม (Phantom Line) มคี วามหมายอยา่ งไร? คำตอบ แบบกอ่ สร้างจะใชเ้ สน้ ในการเขยี นแบบไมว่ ่าจะเปน็ เส้นบางหรอื เส้นหนา (ขนาด 0.13 มม.–2.00 มม.) จะมเี สน้ ที่สำคญั อยู่ 4 ชนิด ซง่ึ นยิ มใชแ้ สดงความหมายตา่ งๆ คือ 1. เส้นเต็ม (Full Line) คือเสน้ ทีใ่ ช้แสดงแทนรูปร่างอาคาร หรือขอบเขตของวัตถุท่ีมองเห็น เหล็ก เสรมิ คอนกรีต เส้นมติ ิและเส้นฉาย 2. เส้นประ (Dotted Line) คือเส้นที่ใช้แสดงแทน รปู ร่างอาคาร หรือขอบเขตของวัตถุท่ีถูกปิดบัง แนวเขตตา่ งๆ 3. เส้นลกู โซ่ (Chain Line) คอื เส้นท่ีใชแ้ สดงแทนเสน้ ศนู ยก์ ลางของแบบที่ต้องการแสดง 4. เส้นแฟนทอม (Phantom Line) คือเส้นที่ใช้แสดงแทนแนวท่ีอ้างอิง ส่วนข้างเคียงหรือส่วนเผ่ือ เลือก คำถาม แบบก่อสร้างที่ได้รับการอนุมัติให้นำไปทำการก่อสร้างแล้วสามารถปรับปรุงแก้ไขหรือ ยกเลิก ได้ หรือไม่? คำตอบ แก้ไขได้แต่จะต้องให้หน่วยงานผู้ผลิตแบบนั้นเป็นผูด้ ำเนินการ ผู้ดำเนินการแกไ้ ขก็จะตอ้ งลงชื่อตาม หน้าที่รับผชิ อบในแบบแผ่นท่ีแก้ไข ควรระบุหลักฐานสาเหตุการแก้ไขไว้ดว้ ย และจะต้องส่งแบบเพื่อ อนุมัติการแก้ไขก่อนที่จะนำไปดำเนินการก่อสร้างต่อไป ส่วนการยกเลิกแบบก็สามารถทำได้ ถ้ามี ความจำเป็นท่ีต้องยกเลิกหน่วยงานผู้ผลิตแบบเป็นผู้เสนอเร่ืองเพื่อทำการยกเลิก การยกเลิกมี 2 ลกั ษณะคือยกเลิกโดยไมม่ แี บบอน่ื แทน ยกเลกิ โดยใช้แบบอื่นแทน คำถาม แบบที่มตี ราประทบั “ใชส้ ำหรับประมาณราคา หา้ มใช้กอ่ สร้าง” หมายถึงแบบอะไร? คำตอบ หมายถึงแบบท่ียังไม่สมบูรณ์ หรือแบบที่เขยี นเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยงั ไม่ได้รับการอนุมตั ิ แต่มคี วาม จำเป็นท่จี ะต้องนำแบบไปเตรียมงานก่อสรา้ ง คำถาม มาตราส่วนของแบบดา้ นวศิ วกรรม ควรใช้มาตราสว่ นทเ่ี หมาะสมอย่างไร? คำตอบ มาตราส่วนทใี่ ช้ในแบบด้านวิศวกรรม สำหรบั แบบกอ่ สร้างควรจัดให้เหมาะสมกับขนาดของแบบทใ่ี ช้ และต้องสามารถแสดงรายละเอียดท่ีต้องการแสดงอย่างครบถ้วน และชัดเจน ควรเป็นไปตาม ขอ้ แนะนำดงั นี้ 1. มาตราส่วนของผังบริเวณควรใช้ 1:200 , 1:500 , 1:1000 , 1:2000 ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ หรือ ขอบเขตของโครงการกอ่ สรา้ ง 2. มาตราสว่ นของผงั อาคารต่างๆ ควรใช้ 1:100 หรอื 1:50 3. รายละเอียดพืน้ กำแพง ควรใช้ 1:50 4. รปู ดา้ น รูปตดั อาคารตา่ งๆ ควรใช้ 1:100 หรอื 1:50 5. รปู ตดั คาน เสา และรายละเอียดการเสรมิ เหลก็ ควรใช้ 1:20 6. รูปขยายรายละเอยี ดที่จำเปน็ ควรใช้ 1:10 , 1:5 หรือ 1:1
185 คำถาม “Shop Drawings” เป็นแบบก่อสรา้ งหรอื ไม่ และหมายถึงแบบประเภทใด? คำตอบ “Shop Drawings” เปน็ แบบที่ใชส้ ำหรบั ก่อสรา้ งจรงิ ทดี่ ำเนินการโดยผรู้ บั จา้ งกอ่ สรา้ ง หรอื ผทู้ ่ีทำการ ก่อสร้าง โดยปกติแล้วแบบก่อสร้าง (Construction Drawings) ที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากผู้รับจ้างได้ดำเนินการทำสัญญา การก่อสร้างกับผู้ว่าจ้างแล้ว ก่อนท่ีเร่ิมลงมือก่อสร้าง จำเป็นต้องส่งแบบรายละเอียดเพ่ือให้ช่างก่อสร้างดำเนินการ โดยจะจัดลำดับก่อนหลังตามข้ันตอน การก่อสร้าง แบบรายละเอียดที่ชัดเจนนี้ก็คือ “Shop Drawings” จะมีรายละเอียดที่ช่างก่อสร้าง สามารถทำตามได้อยา่ งงา่ ยๆ มมี าตราส่วน ขนาด ระยะ ทล่ี ะเอียด ชัดเจน สำหรับใช้งานทีเ่ กี่ยวข้อง ทุกประเภท รวมถึงการจัดหาวัสดมุ าเพ่ือดำเนินการ หรอื ในบางโครงการผูร้ บจา้ งอาจจะตอ้ งทำแบบ “Shop Drawings” เสนอผวู้ า่ จา้ งกอ่ นดำเนินการกไ็ ด้การก่อสร้างที่ไมเ่ ป็นไปตามแบบก่อสร้าง แต่ยัง อยใู่ นเงื่อนไขที่ยอมรบั ได้ หรืออยู่ในเกณฑท์ ี่ยอมใหผ้ รู้ บั จา้ งกอ่ สรา้ งก็จำเปน็ จะต้องทำรายละเอยี ดเปน็ “Shop Drawings” เสนอใหผ้ ู้วา่ จ้างได้พจิ ารณาอนมุ ตั กิ ่อนดำเนินการกอ่ สร้าง คำถาม As-built Drawing หมายถงึ แบบประเภทใด? คำตอบ As-built Drawing หมายถงึ แบบท่ีแสดงรายละเอยี ดท่ไี ดท้ ำการก่อสรา้ งจรงิ ในสนาม ในกรณซี ง่ึ แบบ ก่อสร้าง ทผี่ ้อู อกแบบไดอ้ อกแบบไปอาจจะมีสาเหตุท่ไี ม่สามารถกอ่ สร้างได้ตามแบบสนาม เนอื่ งจากมี ปญั หาและอุปสรรคตา่ งๆเกดิ ขึ้น จึงจำเปน็ ต้องมีการปรบั ปรงุ แกไ้ ขแบบก่อสรา้ ง เพอ่ื ใช้ในการกอ่ สร้าง จริง แบบประเภทน้ีเรียกว่า As-built Drawing แบบน้ีจะใช้สำหรับแสดงรายละเอียดที่ได้ทำการ ก่อสรา้ งจรงิ เพือ่ ว่ามีการปรับปรงุ ต่อเตมิ การก่อสร้างในอนาคต คำถาม Bar Scale ในแบบกอ่ สร้างหมายถงึ อะไร และมีความสำคัญอย่างไร? คำตอบ Bar Scale หมายถึงเส้นเทียบมาตราส่วนของรูปทแี่ สดงในแบบก่อสร้าง ซ่ึงจะต้องระบขุ นาดมาตรา ส่วน และหน่วยของมาตราส่วน โดยปกติจะใช้ Bar Scale ในแผนที่ แบบผังบริเวณแปลนคลองสง่ น้ำ คลองระบายนำ้ ถนน และคนั ค้นั นำ้ มีความสำคัญคือสามารถให้ผู้ทนี่ ำแบบไปใช้งานมีความสะดวกใน การปริมาณระยะ หรอื ความยาวของส่วนต่างๆ ของรูปทแ่ี สดงในแบบ เช่น ความยาวของคลองสง่ น้ำ เปน็ ตน้ Contract Drawing ก็คือ Construction drawing แต่มีลายเซ็นต์ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง เพ่ือ ปอ้ งกนั การแก้ไขแบบและถือไวค้ นละชุด
186 การเขยี นแบบในคอมพวิ เตอร์ CAD
187
188
189
190 บทท่ี 10หลักเกณฑ์การถอดแบบหาปริมาณวัสดุเพ่ือคำนวณราคากลาง 1. งานขุดดนิ ฐานรากและถมดนิ คดิ เผ่อื กนั ดนิ พงั และทำงานสะดวก 30% 2. งานวสั ดุรองพน้ื หรือปรบั ระดบั คดิ เผือ่ การยบุ ตวั เนอ่ื งจากการบดอัดดว้ ยแรงคน 2.1 งานถมทราย เผอ่ื 25% 2.2 งานถมดิน เผอื่ 30% 2.3 งานถมลกู รงั เผือ่ 35% 2.4 งานถมอฐิ หัก เผอื่ 25% 3. งานไม้แบบหล่อคอนกรีต 3.1 ไมแ้ บบหนา 1”เนื้อท่ี 1 ตารางเมตร ใชไ้ มป้ ริมาตรประมาณ 1 ลกู บาศก์ฟุต 3.2 ไมเ้ คร่ายึดไมแ้ บบ คดิ 30% ของปริมาณไม้แบบ 3.3 ไมค้ ้ำยนั ไมแ้ บบ 3.3.1 ไม้ค้ำยันทอ้ งคานและงานประเภทคานคดิ 1 ตัน/ความยาว 1 เมตร 3.3.2 ไม้ค้ำยันท้องพ้นื และงานประเภทพ้นื คดิ 1 ตัน/ตารางเมตร 4. การลดปรมิ าณไม้แบบหล่อคอนกรีต เนื่องจากใช้งานไดห้ ลายครั้ง 4.1 อาคารชัน้ เดยี ว ลด 20% ใช้ 80% 4.2 อาคาร 2 ชน้ั ลด 30% ใช้ 70% 4.3 อาคาร 3 ชั้น ลด 40% ใช้ 60% 4.4 อาคาร 4 ชน้ั ขน้ึ ไป ลด 50% ใช้ 50% การลดปรมิ าณไมแ้ บบหลอ่ คอนกรีตลดลงเฉพาะปรมิ าณวตั ถไุ มแ้ บบเคร่า ยึดไมแ้ บบและไม้ค้ำยนั สว่ นคา่ แรงคดิ เตม็ ปรมิ าณไมแ้ บบหลอ่ คอนกรีตทง้ั หมด 5. การเผอื่ เหลก็ เสรมิ เนื่องจากต้องทบต่อ งอปลาย ตัดคอมา้ และเสยี เศษใช้งานไมไ่ ดข้ องเหล็กเสริมแตล่ ะ ขนาดทงั้ เหล็กลมผิวเรยี บ และเหลก็ เสน้ กรมผิวข้ออ้อยตามเกณฑ์ ดงั นี้ เหล็กเสรมิ เหล็กเสริมขนาด 6 มม. เผือ่ 5% 9 มม. เผอ่ื 7% 10 มม. เผอ่ื 7% 12 มม. เผื่อ 9% 15 มม. เผ่ือ 11% 16 มม. เผื่อ 11% 19 มม. เผื่อ 13% 20 มม. เผื่อ 13%
191 22 มม. เผื่อ 14% 25 มม. เผื่อ 15% 28 มม. เผือ่ 15%
192 6. ลวดผกู เหลก็ เสรมิ คดิ 25 กโิ ลกรมั /เหลก็ เสรมิ 1 เมตรกิ ตนั ใช้ลวดเบอร.์ 18 7. ปริมาณตะปขู องงานประเภทตา่ งๆ 7.1 งานวางคาน ตง และปูพนื้ ไม้ ใช้ 0.20 กก./ตารางเมตร 7.2 งานตดิ ตง้ั โครงหลงั คาไม้ 7.2.1 ทรงเพงิ แหงน ใช้ 0.20 กก./ตารางเมตร 7.2.2 ทรงจวั่ ใช้ 0.20 กก./ตารางเมตร 7.2.3 ทรงปั้นหยา ใช้ 0.20 กก./ตารางเมตร 7.2.4 ทรงไทย ใช้ 0.30 กก./ตารางเมตร 8. ปริมาณวัสดมุ วลรวมของคอนกรตี ส่วนผสมตา่ งๆ (เผอ่ื เสยี หายแล้ว) 8.1 คอนกรีตส่วนผสม 1:3:5 (คอนกรีตหยาบ) - ปูนซเี มนตพ์ อรต์ แลนด์ 252 กก. - ทรายหยาบ 0.62 ลกู บาศกเ์ มตร
193 - หิน 1-2 0.97 ลูกบาศกเ์ มตร ลิตร - นำ้ 180 กก. 8.2 คอนกรตี ส่วนผสม 1:2:4 ลกู บาศกเ์ มตร ลกู บาศกเ์ มตร - ปนู ซเี มนต์พอร์ตแลนด์ 336 ลิตร - ทรายหยาบ 0.54 - หนิ 1-2 1.03 - นำ้ 180 คอนกรตี ตามมาตรฐานกรมโยธาธิการ คอนกรีต ค.1 (STRENGTH) 180 กก./ตารางเซนตเิ มตร - ปูนซเี มนต์พอรต์ แลนด์ 304 กก. - ทรายหยาบ 0.43 ลูกบาศกเ์ มตร - หนิ 1-2 0.85 ลูกบาศกเ์ มตร - น้ำ 180 ลติ ร คอนกรตี ค.2 (STRENGTH) 240 กก./ตารางเซนตเิ มตร - ปูนซเี มนต์พอรต์ แลนด์ 336 กก. - ทรายหยาบ 0.60 ลกู บาศกเ์ มตร - หิน 1-2 1.09 ลกู บาศกเ์ มตร - นำ้ 180 ลติ ร คอนกรตี ค.3 (STRENGTH) 300 กก./ตารางเซนติเมตร - ปนู ซเี มนต์พอรต์ แลนด์ 367 กก. - ทรายหยาบ 0.66 ลูกบาศกเ์ มตร - หิน 1-2 0.92 ลูกบาศกเ์ มตร - นำ้ 180 ลิตร คอนกรตี ค.4 (STRENGTH) 350 กก./ตารางเซนตเิ มตร - ปูนซเี มนตพ์ อรต์ แลนด์ 420 กก. - ทรายหยาบ 0.50 ลกู บาศกเ์ มตร - หิน 1-2 0.98 ลกู บาศกเ์ มตร - น้ำ 180 ลติ ร หมายเหตุ คอนกรีต 1 ลูกบาศกเ์ มตร ใชน้ ำ้ ผสมประมาณ 180 ลติ ร ปริมาณวัสดุนเ้ี ผอื่ การเสียหายแล้ว 9. ปรมิ าณวัสดมุ วลรวมของงานผนังก่อดว้ ยวัสดชุ นิดต่างๆ 9.1 ผนงั ก่ออิฐมอญครึ่งแผ่น (1 ตารางเมตร) - อฐิ มอญ 138 แผ่น - ปนู ซเี มนตผ์ สม 16 กก. - ปนู ขาว 10.29 กก. - ทรายหยาบ 0.05 ลกู บาศกเ์ มตร - น้ำ 10 ลิตร
194 9.2 ผนงั กอ่ อฐิ เต็มแผ่น (1 ตารางเมตร) - อฐิ มอญ 276 แผน่ - ปนู ซเี มนต์ผสม 34 กก. - ปูนขาว 20.59 กก. - ทรายหยาบ 0.086 ลกู บาศกเ์ มตร - นำ้ 20 ลติ ร 9.3 ผนงั คอนกรีตบลอ็ ก ขนาด 0.70x0.19x0.39 (1 ตารางเมตร) - คอนกรีตบลอ็ ก 13 กอ้ น - ปูนซเี มนตผ์ สม 6.75 กก. - ปนู ขาว 3.87 กก. - ทรายหยาบ 0.03 ลูกบาศกเ์ มตร - นำ้ 5 ลติ ร 9.4 ผนังคอนกรีตบลอ็ ก ขนาด 0.09x0.19x0.39 (1 ตารางเมตร) - คอนกรตี บลอ็ ก 13 กอ้ น - ปูนซเี มนตผ์ สม 9.47 กก. - ปนู ขาว 5.43 กก. - ทรายหยาบ 0.04 ลูกบาศกเ์ มตร - น้ำ 5 ลิตร 9.5 ผนังคอนกรีตบลอ็ ก ชนดิ ระบายอากาศขนาด 0.09x0.19x0.39 (1 ตารางเมตร) - คอนกรีตบลอ็ ก 13 ก้อน - ปูนซเี มนตผ์ สม 9.47 กก. - ปูนขาว 5.43 กก. - ทรายหยาบ 0.04 ลกู บาศกเ์ มตร - น้ำ 5 ลติ ร 10. ปูนทรายสว่ นผสมระหวา่ งซเี มนตแ์ ละทรายหยาบ อตั ราส่วน 1:3 ใชว้ สั ดดุ งั น้ี (เผ่ือวัสดุเสียหายแล้ว) 10.1 ปนู ทรายรองพนื้ สำหรับปวู สั ดแุ ผน่ สำเร็จรปู /1 ตารางเมตร (หนา 5 ซม.) - ปูนซเี มนตผ์ สม 20 กก. - ทรายหยาบ 0.11 ลูกบาศกเ์ มตร - นำ้ 6 ลติ ร 10.2 ปนู ทรายรองพื้นสำหรบั ผนังบดุ ้วยวสั ดแุ ผ่นสำเรจ็ /1 ตารางเมตร (หนา 3 ซม.) - ปูนซเี มนตผ์ สม 12 กก. - ทรายหยาบ 0.07 ลกู บาศกเ์ มตร - นำ้ 4 ลติ ร 10.3 ปูนทรายงานฉาบผิวซีเมนต์ขดั มนั และขดั หยาบ/1 ตารางเมตร (หนา 2 ซม.) - ปนู ซเี มนตผ์ สม 11 กก. - ทรายหยาบ 0.03 ลกู บาศกเ์ มตร - ปนู ขาว 7.70 ลิตร - นำ้ 3 ลิตร
195 10.4 ปูนทรายรองพน้ื ผนังทรายล้างหรอื หนิ ลา้ ง/1 ตารางเมตร (หนา 3 ซม.) - ปนู ซเี มนตผ์ สม 12 กก. - ทรายหยาบ 0.027 ลกู บาศกเ์ มตร - น้ำ 4 ลิตร 10.5 ปนู ทรายรองพ้ืนผนงั ทรายลา้ งหรอื หนิ ลา้ งหินขดั /1 ตารางเมตร (หนา 5 ซม.) - ปนู ซเี มนต์ผสม 20 กก. - ทรายหยาบ 0.045 ลูกบาศกเ์ มตร - น้ำ 6 ลิตร 11. งานตกแต่งผิวผนงั และพน้ื งานชา่ งปูน 11.1 งานปนู ฉาก/1 ตารางเมตร - ปูนซเี มนตผ์ สม 8.42 กก. - ทรายละเอียด 0.03 ลกู บาศกเ์ มตร - ปนู ขาว 7.70 กก. - น้ำ 3 ลติ ร 11.2 งานทำหินล้าง/1 ตารางเมตร - ซเี มนตข์ าว 8.4 กก. - ทรายละเอยี ด 0.03 ลูกบาศกเ์ มตร - หนิ เกลด็ 22 กก. - สฝี นุ่ 0.05 ลิตร - นำ้ 5 ลิตร 11.3 งานหนิ ขดั - ซีเมนตข์ าว 6.30 กก. - ทรายละเอยี ด 0.026 ลูกบาศกเ์ มตร - หินเกล็ดสตี า่ งๆ 22 กก. - นำ้ 6 ลิตร - สฝี ุน่ 0.50 กก. -ขผ้ี งึ้ ลงพืน้ 0.03 กก. หมายเหตุ หนิ เกลด็ 1 ลูกบาศกเ์ มตร หนัก 1,600 กก. 12. ปริมาณวสั ดขุ องงานฝาผนังและฝ้าเพดานและพ้นื ไม้/1 ตารางเมตร 12.1 ฝาไม้ ½”x 6” ตที ับเกล็ดเคร่าไม้ 1 ½”x 3” @ 0.5 ม. c/c - ไมฝ้ า 0.725 ลกู บาศกฟ์ ุต - ไมเ้ คร่า 0.25 ลกู บาศกฟ์ ตุ - ตะปู 0.15 กก. 12.2 ฝาวัสดุแผน่ สำเรจ็ รปู 2 ด้าน เคร่าไม้ 1 ½”x 3” @ 0.40 x 0.60 ม. 2 ตารางเมตร - วนั ดุแผน่ สำเรจ็ รูป 0.515 ลูกบาศกฟ์ ตุ - ไม้เครา่
196 - ตะปู 0.20 กก. 12.3 ฝา้ เพดานไม้ ½”ตีชนเซาะร่องตัววเี ครา่ 1 ½”x 3” @ 0.40 ม. c/c - ไมฝ้ าเพดาน 0.55 ลกู บาศกฟ์ ตุ ลูกบาศกฟ์ ุต - ไมเ้ ครา่ 0.42 กก. - ตะปู 0.20 12.4 ไมห้ นา 1” เข้าล้นิ /1 ตารางเมตร - ใช้ไมพ้ ืน้ 1.15 ลกู บาศกฟ์ ุต หมายเหตุ วัสดุทง้ั หมดคดิ เผอ่ื เสยี หายแลว้ การคดิ ไมเ้ ครา่ การหาจำนวนไมโ้ ดยใชร้ ะยะหา่ งของไมเ้ ครา่ หารด้วยดา้ นกวา้ งและดา้ นยาวของเนอื้ ทๆ่ี จะตดิ ตั้งไม้ เคร่าดงั นี้ - ถ้าหารลงตัวใหเ้ พ่ิมอีก 1 ท่อน - ถ้าหารไมล่ งตัวใหเ้ พ่ิมไม้อกี 2 ท่อน เชน่ ด้านกวา้ ง 3.50 ม. ใช้ระยะระหวา่ งเคร่า 0.60 ม. ใชไ้ ม้ 3.5/0.6 = 5 5/6 ตอ้ งใช้ 5 + 2 = 7 ทอ่ น ด้านยาว 4.80 ม. ใช้ระยะระหวา่ งเคร่า 0.60 ม. ใชไ้ ม้ 4.8/6 = 8 ต้องใช้ 8 + 1 = 9 วสั ดุมุงหลังคา หลังคาทรงจวั่ ลำดับ ชนิดกระเบอื้ ง ระยะ ปรมิ าตร ต่อตารางเมตร (ลกู บาศก์ฟุต) จำนวนกระเบอ้ื ง หมายเหตุ ที่ ระแนง , แป ระแนง, แป 2”x 3” 1 ½”x 1 ½” แผ่นตอ่ ตารางเมตร 1 ½”x 3” 1 ลอนคู่ 0.50x1.20 1.00 0.15 0.18 - 2.37 2 ลอนเลก็ 0.54x1.50 0.65 0.164 0.22 - 1.9 3 ลอนใหญ่ 1.02x1.20 1.00 0.15 0.18 - 1.18 4 โมเนีย 0.33x0.425 0.32-0.35 - - 0.185 10.5 5 แซน็ จเู รียน 0.33x0.425 0.32-0.35 - - 0.185 10.5
197 หลงั คาทรงปน้ั หยา ลำดบั ชนดิ กระเบอื้ ง ระยะ ปรมิ าตร ตอ่ ตารางเมตร (ลกู บาศกฟ์ ตุ ) จำนวนกระเบ้อื ง หมายเหตุ ท่ี ระแนง , แป ระแนง, แป 2”x 3” 1 ½”x 1” แผน่ ตอ่ ตารางเมตร 1 ½”x 3” 1 ลอนคู่ 0.50x1.20 1.00 0.15 0.197 - 2.41 2 ลอนเลก็ 0.54x1.50 0.65 0.17 0.19 - 1.75 3 ลอนใหญ่ 1.02x1.20 1.00 0.153 0.197 - 1.20 4 โมเนีย 0.33x0.425 0.32-0.35 - - 0.19 12 5 แซน็ จูเรียน 0.33x0.425 0.32-0.35 - - 0.19 12 กระเบ้ืองดินเผาเคลอื บสี ลำดบั ดินเผาเคลือบสีทางมน ระยะระแนง 1”x 1” จำนวนกระเบอื้ ง หมายเหตุ ท่ี ระยะระแนง ปรมิ าตรไม้ตอ่ ตารางเมตร 180 แผ่น 160 แผ่น 1 ตัวผู้ 0.145x0.20 0.08 ม. 0.296 ลกู บาศกฟ์ ุต 144 แผ่น 130 แผ่น 2 ตัวเมีย 0.145x0.26 0.09 ม. 0.26 ลูกบาศกฟ์ ุต 120 แผน่ 110 แผน่ 0.10 ม. 0.228ลูกบาศก์ฟตุ 104 แผน่ 0.11 ม. 0.214ลูกบาศกฟ์ ุต 0.12 ม. 0.205ลูกบาศกฟ์ ตุ 0.13 ม. 0.182 ลกู บาศกฟ์ ตุ 0.14 ม. 0.178ลูกบาศก์ฟตุ การคิดไม้พนื้ และตง ต่อตารางเมตร ระยะ 0.50 ม. ปริมาตรต่อตารางเมตร ปริมาตรพื้นตอ่ ตารางเมตร รวมปริมาตร ตง+พ้ืน หมายเหตุ 1 ½”x 5” 1.528 ลูกบาศก์ฟุต 0.428 ลูกบาศก์ฟุต 1.10 ลูกบาศก์ฟุต 1.613 ลกู บาศก์ฟตุ ไมพ้ ้นื 1 ตารางเมตรเพิ่ม 1.784 ลกู บาศก์ฟตุ ร้อยละ 10 โดยคดิ เป็นไม้ 1 ½”x 6” 0.513 ลูกบาศก์ฟตุ 1.10 ลูกบาศกฟ์ ุต 1.784 ลูกบาศกฟ์ ตุ 1.10 ลูกบาศก์ฟตุ 1.975 ลกู บาศก์ฟตุ 1 ½”x 8” 0.684 ลกู บาศก์ฟุต 1.10 ลูกบาศกฟ์ ตุ 2.164 ลูกบาศก์ฟุต 2.331 ลกู บาศก์ฟุต 2”x 6” 0.684 ลกู บาศก์ฟุต 1.10 ลกู บาศกฟ์ ตุ 2.403 ลูกบาศกฟ์ ุต 2.620 ลกู บาศก์ฟตุ 2”x 8” 0.875 ลูกบาศก์ฟุต 1.10 ลูกบาศกฟ์ ุต 2.924 ลูกบาศก์ฟุต 3.207 ลูกบาศก์ฟุต 2”x10” 1.064 ลกู บาศก์ฟตุ 1.10 ลกู บาศกฟ์ ุต 2”x 12” 1.231 ลูกบาศกฟ์ ตุ 1.10 ลูกบาศกฟ์ ุต 2½”x 10” 1.303 ลกู บาศก์ฟุต 1.10 ลูกบาศก์ฟตุ 2½”x 12” 1.520 ลูกบาศกฟ์ ตุ 1.10 ลกู บาศก์ฟตุ 3”x 12” 1.824 ลูกบาศก์ฟุต 1.10 ลูกบาศกฟ์ ุต 3½”x 12” 2.107 ลกู บาศก์ฟตุ 1.10 ลูกบาศกฟ์ ุต
การคดิ ไมฝ้ าและไมเ้ ครา่ ตอ่ ตารางเมตร 198 ขนาดไม้เคร่า ปรมิ าตรไม้เครา่ ฝา½”x 6”ปริมาตร รวมไมฝ้ า + เครา่ ตอ่ หมายเหตุ ตารางเมตร 1 ½”x 3” 0.231 ลูกบาศก์ฟุต ไมฝ้ า 0.684 ลกู บาศก์ฟุต 0.915 ลูกบาศก์ฟตุ 0.992 ลกู บาศกฟ์ ุต 1 ½”x 4” 0.308 ลกู บาศกฟ์ ุต 0.684 ลกู บาศก์ฟตุ 0.992 ลูกบาศกฟ์ ตุ 2”x 3” 0.308 ลูกบาศก์ฟุต 0.684 ลกู บาศก์ฟตุ 1.094 ลกู บาศกฟ์ ตุ 2”x 4” 0.410 ลูกบาศกฟ์ ุต 0.684 ลูกบาศกฟ์ ุต
199
200
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353