201
202 บทท่ี 11 การวางแผนงานกอ่ สรา้ ง แผนงานก่อสร้าง (Construction Plan)
203
204
205
206
207
208 แบบฟอรม์ สำหรับการคำนวณราคากลางงานกอ่ สรา้ งอาคาร 1.1 แบบ ปร.1 : แบบฟอรม์ การถอดแบบสำรวจรายการ ปรมิ าณงาน และวสั ดุก่อสรา้ งทัว่ ไป 1.2 แบบ ปร.2 : แบบฟอรม์ การถอดแบบสำรวจรายการและปรมิ าณงานคอนกรีตไมแ้ บบ ไมค้ ้ำยนั และเหลก็ เสรมิ คอนกรีต 1.3 แบบ ปร.3 : แบบฟอรม์ การถอดแบบสำรวจรายการและปรมิ าณงานไม้ 1.4 แบบ ปร.4 : แบบแสดงรายการปรมิ าณงาน และราคา (BOQ) 1.5 แบบ ปร.5 : แบบสรปุ ค่าก่อสรา้ ง (คา่ งานตน้ ทุน) 1.6 แบบ ปร.6 : แบบสรปุ ราคากลางงานกอ่ สร้างอาคาร
209
210 บทที่ 12 หนว่ ยแรงตา่ งๆ ท่ีใชใ้ นการคำนวณโครงสรา้ งอาคาร 1. คำนิยามทั่วไป ดูรายละเอียดในกฎกระทรวงฉบับท่ี 6 ออกตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 2. อาคารและส่วนต่างๆ ของอาคารจะต้องมีความมั่นคงแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัวอาคาร เอง และน้ำหนักบรรทุกที่อาจเกดิ ขึน้ หรอื เกิดขน้ึ จรงิ ได้ โดยไม่ให้ส่วนใดๆ ของอาคารต้อง รับหนว่ ยแรงมากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่ มีเอกสารแสดงผลการทดสอบความมน่ั คงแขง็ แรงของวัสดทุ ี่รับรองโดยสถาบันท่ี เช่ือถือได้ แต่ท้งั นไ้ี มร่ วมถึงหน่วยแรงทีก่ ำหนดไวใ้ นข้อ 6
211 3. อฐิ หรือคอนกรีตบล็อก ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารท่ีประกอบด้วยอิฐ หรือคอนกรีตบล็อกประสารด้วย วัสดกุ ่อให้ใชห้ นว่ ยแรงอัดไดไ้ ม่เกิน 8 กิโลกรมั ต่อตารางเซนตเิ มตร (0.8 เมกะปาสกาล) 4. คอนกรีตไม่เสรมิ เหล็ก ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารท่ีประกอบด้วยคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก ให้ใช้หน่วย แรงอัดได้ไม่เกินร้อยละ 33.3 ของหน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีต แต่ต้องไม่เกิน 60 กิโลกรมั ตอ่ ตารางเซนตเิ มตร (6 เมกะปาสกาล) อาคารคอนกรตี เสรมิ เหล็ก ตามทฤษฎอี ีลาสตกิ หรือหนว่ ยแรงปลอดภยั 5. หน่วยแรงอดั ของคอนกรีต ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตามทฤษฎีอีลา สติก หรอื หน่วยความปลอดภยั ให้ใช้ค่าหน่วยแรงอัดของคอนกรีตไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 37.5 ของ หน่วยแรงอดั ประลัยของคอนกรตี แต่ต้องไมเ่ กิน 65 กโิ ลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (6.5 เม กะปาสกลาล) 6. หนว่ ยแรงของเหล็กเสรมิ คอนกรตี ในการคำนวณส่วนตา่ งๆ ของอาคารทปี่ ระกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหลก็ ทฤษอี ีลาสตกิ หรือ หน่วยแรงปลอดภัยเหล็กเสริมคอนกรีตที่ใช้ต้องมีกำลังครากตั้งแต่ 2,400 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนตเิ มตร (240 เมกะปาสกาล) และให้ใชค้ ่าหน่วยแรงของเหล็กเสรมิ คอนกรีตไดไ้ ม่ เกินอัตราดงั ตอ่ ไปน้ี
212 6.1 แรงดงึ ของเหลก็ เสริมคอนกรีต (ก) เหลก็ เสม้ กลมผิวเรียบทม่ี ีกำลังครากต้งั แต่ 2,400 กิโลกรมั ตอ่ ตารางเซนติเมตร (240 เมกะปาสกาล) ขึ้นไปให้ใช้ไม่เกิน 1,200 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (120 เมกะปาสกาล) fs หน่วยแรงท่ียอมให้ ไมเ่ กนิ 1,200ksc (ข) เหล็กข้ออ้อยที่มีกำลังครากต้ังแต่ 2,400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (240 เมกะปาสกาล) ขน้ึ ไปแต่ไม่ถึง 3,500 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (350 เมกะ ปาสกาล) ให้ใช้ร้อยละ 50 ของกำลังครากแต่ต้องไม่เกิน 1,500 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนติเมตร (150 เมกะปาสกาล) fs หน่วยแรงท่ยี อมให้ ไมเ่ กิน 1,500ksc
213 (ค) เหล็กข้ออ้อยท่ีมีกำลังครากต้ังแต่ 3,500 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (350 เมกะปาสกาล) ขึ้นไปแต่ไมถ่ ึง 4,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (400 เมกะ ปาสกาล) ให้ใช้ไม่เกิน 1,600 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (160 เมกะปาส กาล) fs หนว่ ยแรงทย่ี อมให้ ไมเ่ กนิ 1,600ksc (ง) เหล็กข้ออ้อยท่ีมีกำลังครากตั้งแต่ 4,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (400 เมกะปาสกาล) ข้ึนไปให้ใช้ไม่เกิน 1,700 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (170 เมกะปาสกาล) fs หน่วยแรงที่ยอมให้ ไมเ่ กนิ 1,700ksc (จ) เหล็กขว้ัน ใหใ้ ช้รอ้ ยละ 50 ของหนว่ ยแรงพิสูจนแ์ ตต่ ้องไม่เกิน 2,400 กิโลกรัม ตอ่ ตารางเซนติเมตร (240 เมกะปาสกาล) ทั้งน้ีจะต้องมผี ลการทดสอบการดัด เย็นโดยมีสถาบันทเ่ี ชื่อถอื ไดร้ ับรอง 6.2 แรงอัดในเสาคอนกรีตเสรมิ เหลก็ (ก) เหล็กกลมผิวเรียบ ตามเกณฑ์ท่ีกำหนดในขอ้ 4.1(ก) (ข) เหล็กข้ออ้อย ให้ใช้รอ้ ยละ 40 ของกำลังครากแต่ต้องไม่เกิน 2,100 กิโลกรัม ต่อตารางเซนตเิ มตร (210 เมกะปาสกาล) (ค) เหล็กขวน้ั ให้ใช้รอ้ ยละ 40 ของกำลงั คราก แต่ต้องไมเ่ กิน 2,100 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนตเิ มตร (210 เมกะปาสกาล) (ง) เสาแบบผสมเหล็กโครงสรา้ งรูปพรรณ ให้ใช้ไม่เกิน 1,250 กิโลกรัมต่อตาราง เซนตเิ มตร (125 เมกะปาสกาล) (จ) เหล็กหลอ่ ให้ใช้ไม่เกิน 700 กโิ ลกรมั ต่อตารางเซนติเมตร (70 เมกะปาสกาล) 6.3 เหลก็ เสริมรบั แรงอัด ในการคำนวณคานและพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้เหล็กเสริมรับแรงอัด ให้ใช้ หน่วยแรงของเหล็กเสรมิ รับแรงอดั ที่คำนวณไดต้ ามทฤษฎอี ลี าสติกหรอื หนว่ ยแรงปลอดภัย ได้ไมเ่ กินสองเท่า แตห่ น่วยแรงทคี่ ำนวณได้ตอ้ งไมเ่ กนิ หน่วยแรงดงึ ตามขอ้ 6.1 อาคารคอนกรตี เสริมเหลก็ ตามทฤษฎีกำลงั ประลยั 7. นำ้ หนกั บรรทุกประลยั ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กตามทฤษฎีกำลังประลัย ให้ใช้ นำ้ หนกั บรรทุกประลัยดังต่อไปน้ี 7.1 สำหรบั ส่วนของอาคารท่ีไม่คดิ แรงลม นป. = 1.7 นค. + 2 นจ.
214 โดยท่ี นป. = น้ำหนกั บรรทกุ ประลัย นค. = น้ำหนักบรรทกุ คงทีข่ องอาคาร นจ. = นำ้ หนกั บรรทุกจร รวมด้วยแรงกระแทก 7.2สำหรบั สว่ นของอาคารท่ีคดิ แรงลม นป. =0.75(1.7 นค. + 2 นจ. + 2 รล.) หรือ นป. = 0.9 นค. + 1.3 รล. โดยท่ี นป. = น้ำหนกั บรรทุกประลยั นค. = น้ำหนกั บรรทุกคงทข่ี องอาคาร นจ. = นำ้ หนักบรรทุกจร รวมดว้ ยแรงกระแทก รล. = แรงลม โดยให้ใช้ค่าน้ำหนักบรรทุกประลัยที่มีค่ามากกว่า แต่ต้องไม่ต่ำกว่าค่าน้ำหนัก บรรทกุ ประลยั ในขอ้ 7.1 8. หน่วยแรงอัดประลยั ของคอนกรตี ในการคำนวณสว่ นต่างๆ ของอาคารคอนกรีตเสริมเหลก็ ตามทฤษฎีกำลังประลัย ให้ใชค้ ่า หน่วยแรงอัดประลัยของคอนกรีตไม่เกนิ 150 กิโลกรัมต่อตารางเซนตเิ มตร (15 เมกะปาส กาล) 9. กำลังครากของเหลก็ เสรมิ ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ตามทฤษฎีกำลังประลัยให้ใช้ กำลังครากของเหล็กเสรมิ ดงั ต่อไปน้ี 9.1 เหล็กเส้นกลมผิวเรียบให้ใช้ไม่เกิน 2,400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (240 เมกะ ปาสกาล) 9.2 เหล็กเสริมอน่ื ให้ใชเ้ ท่ากำลงั ครากของเหล็กชนิดนั้น แต่ต้องไมเ่ กนิ 4,000 กิโลกรมั ต่อ ตารางเซนตเิ มตร (400 เมกะปาสกาล)
215 อาคารคอนกรตี อัดแรง 10. นำ้ หนกั บรรทกุ ประลัย ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารคอนกรตี อัดแรงตามทฤษฎีกำลงั ประลัย ให้ใชน้ ้ำหนัก บรรทุกประลยั เชน่ เดียวกบั ข้อ 7. 11. หนว่ ยแรงอัดของคอนกรีต ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารคอนกรีตอัดแรงให้ใช้ค่าหน่วยแรงอัดของคอนกรีต ดังตอ่ ไปนี้ 11.1 หนว่ ยแรงอัดในคอนกรตี ชั่วคราวทันทีที่ถา่ ยแรงจากเหล็กเสริมอดั แรงกอ่ นการเสอื่ ม สูญการอัดแรงของคอนกรีต ต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของหน่วยแรงอัดประลัยของ คอนกรีต 11.2 หน่วยแรงอัดที่ใช้ในการคำนวณออกแบบหลังจากเสือ่ มสูญการอดั แรงของคอนกรีต ตอ้ งไม่เกนิ รอ้ ยละ 40 ของหนว่ ยแรงอัดประลยั ของคอนกรตี 12. หน่วยแรงดงึ ของเหล็กเสรมิ อัดแรง ในการคำนวณสว่ นตา่ งๆ ของอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตอัดแรง ให้ใชค้ ่าหน่วยแรงดึง ของเหลก็ เสรมิ อัดแรงดงั ตอ่ ไปน้ี 12.1 หน่วยแรงขณะดึง ต้องไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 80 ของหน่วยแรงดึงประลัยของเหลก็ เสรมิ อัด แรง หรือร้อยละ 90 ของหนว่ ยแรงพสิ ูจน์ แล้วแตค่ า่ ใดจะน้อยกวา่ 12.2 หน่วยแรงในทันทีที่ถ่ายแรงไปให้คอนกรีต ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของหน่วยแรงดึง ประลยั ของเหล็กเสรมิ อดั แรง 12.3 หน่วยแรงใช้งาน ตอ้ งไม่เกินร้อยละ 60 ของหน่วยแรงดึงประลัยหรือร้อยละ 80 ของ หน่วยแรงพสิ ูจน์ของเหล็กเสรมิ อัดแรง แล้วแต่คา่ ใดจะนอ้ ยกว่า 13. อาคารโครงสรา้ งเหล็กรปู พรรณ ในการคำนวณส่วนต่างๆ ของอาคารท่ีประกอบด้วยเหล็กโครงสร้าง รูปพรรณ ให้ใช้ค่า หน่วยแรงตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 13.1 ในกรณีที่ไม่มีผลการทดสอบกำลัง สำหรับเหล็กหนาไมเ่ กิน 40 มลิ ลิเมตร ใหใ้ ชก้ ำลัง ครากไม่เกิน 2,400 กิโลกรัมแรงต่อตารางเซนติเมตร (240 เมกะปาสกาล) สำหรับเหล็กซ่ึงหนาเกิน 40 มิลลิเมตร ให้ใช้กำลังครากไม่เกิน 2,200 กิโลกรัมแรง ตอ่ ตารางเซนตเิ มตร (220 เมกะปาสกาล) 13.2 หน่วยแรงดึง แรงอัด และแรงดัด ให้ใช้ไม่เกินร้อยละ 60 ของกำลังคราก ตามข้อ 11.1 13.3 หน่วยแรงเฉือน ใหใ้ ชเ้ กนิ ร้อยละ 40 ของกำลังครากตามข้อ 11.1
216 อาคารโครงสรา้ งไม้ 14. ในการคำนวณสว่ นตา่ งๆ ของอาคารทปี่ ระกอบด้วยไม้ชนิดต่างๆ ให้ใชค้ ่าหน่วยแรงไม่เกิน อัตรา ดงั นี้ หนว่ ยแรงดัด หนว่ ยแรงอดั หน่วยแรงอดั หน่วยแรงเฉือน และแรงดงึ ขนานเสี้ยน ขวางเส้ียน ขนานเสีย้ น ชนดิ ไม้ (กิโลกรัมแรง (กโิ ลกรัมแรง (กิโลกรัมแรง (กิโลกรมั แรง ต่อตาราง ตอ่ ตาราง ต่อตาราง ต่อตาราง เซนตเิ มตร) เซนติเมตร) เซนตเิ มตร) เซนติเมตร) (1) ไมเ้ นือ้ ออ่ น 80 60 16 8 (2) ไม้เน้ือปาน 100 75 22 10 กลาง 120 90 30 12 (3) ไมเ้ น้อื แข็ง หมายเหตุ ในกรณีท่ีมีผลการทดสอบของไม้ ให้ใชส้ ่วนปลอดภัยโดยใชก้ ำลังไม่เกนิ 1 ใน 8 ของหนว่ ยแรงดดั ประลัย หรอื ไม่เกนิ 1 ใน 6 ของหนว่ ยแรงทข่ี ีดปฏิภาค แล้วแตค่ ่าใดจะน้อยกว่า หน่วยนำ้ หนกั บรรทกุ 15. หน่วยน้ำหนักบรรทุกจรสำหรับประเภทและส่วนต่างๆ ของอาคารนอกเหนือจากน้ำหนัก ของตัวอาคาร หรือเคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์อย่างอื่น ให้คำนวณโดยใช้ค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า อตั ราดังต่อไปน้ี หนว่ ยน้ำหนักบรรทกุ ประเภทและสว่ นต่างๆ ของอาคาร จร (กโิ ลกรมั ต่อตาราง เมตร) 1. หลังคา 30 2. กันสาด หรือหลงั คาคอนกรีต 100 3. ท่พี ักอาศยั โรงเรยี นอนบุ าล หอ้ งน้ำ หอ้ งสว้ ม 150 4. ห้องแถว บ้านแถวท่ีใช้พักอาศัย อาคารชุด หอพัก โรงแรม และห้อง 200 คนไข้พิเศษของโรงพยาบาล
217 หนว่ ยน้ำหนักบรรทุก ประเภทและสว่ นตา่ งๆ ของอาคาร จร (กโิ ลกรัมต่อตาราง เมตร) 5. สำนักงาน ธนาคาร 250 6. (ก) อาคารพาณิชย์ ส่วนของหอ้ งแถว บา้ นแถวทใ่ี ชเ้ พ่ือการพาณิชย์ 300 มหาวิทยาลยั วิทยาลยั โรงเรียน และโรงพยาบาล (ข) ห้องโถง บันได ช่องทางเดินของอาคารชุด หอพัก โรงแรม 300 สำนักงาน และ ธนาคาร 400 7. (ก) ตลาด อาคารสรรพสินค้า หอประชุม โรงมหรสพ ภัตตาคาร ห้อง ประชุม ห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดหรือหอสมุด ท่ีจอดหรือเก็บรถยนต์ 400 น่งั หรือ รถจักรยานยนต์ (ข) ห้องโถง บันได ช่องทางเดินของอาคารพาณิชย์ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียน 8. (ก) คลังสนิ คา้ โรงกีฬา พพิ ิธภัณฑ์ อฒั จนั ทร์ โรงงานอตุ สาหกรรม โรง 500 พิมพ์ หอ้ งเก็บเอกสารและพัสดุ 500 (ข) ห้องโถง บันได ช่องทางเดินของตลาด อาคารสรรพสินค้า ห้อง ประชุม 600 หอประชุม โรงมหรสพ ภัตตาคาร หอ้ งสมุดหรือหอสมดุ 800 9. ห้องเกบ็ หนงั สือของห้องสมุดหรือหอสมุด 10. ทจ่ี อดหรือเก็บรถยนต์บรรทุกเปลา่ 16. ในการคำนวณออกแบบหากปรากฏว่าพื้นที่ส่วนใดต้องรับน้ำหนักเคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์ หรือหน่วยน้ำหนักบรรทุกจรอนื่ ๆ ท่ีมีค่ามากกว่าหน่วยน้ำหนักบรรทุกซ่ึงกำหนดไว้ในข้อ 15 ให้ใช้หน่วยน้ำหนักบรรทุกจรค่าท่ีมากกว่าเฉพาะส่วนท่ีต้องรับหน่วยน้ำหนักเพิ่มข้ึน (ตามสภาพจรงิ ) 17. แรงลมในการคำนวณออกแบบโครงสร้างอาคาร ให้คำนึงถึงแรงลมด้วย หากจำเป็นต้อง คำนวณ และไม่มีเอกสารทร่ี องรับโดยสถาบันทเี่ ชือ่ ถือได้ ให้ใชห้ นว่ ยแรงลม ดงั ต่อไปนี้
218 ความสูงของอาคารหรอื สว่ นของอาคาร หน่วยนำ้ แรงลม (กิโลกรมั ต่อตาราง (1) ส่วนของอาคารทส่ี งู ไม่เกิน 10 เมตร (2) ส่วนของอาคารท่สี งู เกนิ 10 เมตร แตไ่ มเ่ กิน 20 เมตร เมตร) (3) ส่วนของอาคารท่ีสูงเกิน 20 เมตร แตไ่ มเ่ กิน 40 เมตร (4) สว่ นของอาคารทีส่ งู เกิน 40 เมตร 50 80 120 160 หมายเหตุ ในการคำนวณเม่อื คำนึงถึงแรงลมน้ี ยอมให้ใช้ค่าหน่วยแรงท่ีเกิดขึ้นในสว่ นต่างๆ ของ อาคารตลอดจนความตา้ นทานของดินใหฐ้ านรากเกนิ คา่ ที่กำหนดไวใ้ นกฎกระทรวงนไี้ ด้ ร้อยละ 33.3 แต่ท้ังนี้ต้องไม่ทำให้ส่วนต่างๆ ของอาคารนั้น มีความม่ันคงน้อยไปกว่า เม่ือคำนวณตามปกตโิ ดยไม่คิดแรงลม 18. นำ้ หนกั บรรทุกของดินฐานราก น้ำหนักบรรทุกบนดินที่ฐานรากของอาคารนั้น ต้องคำนวณให้เหมาะสมเพ่ือความมั่นคง และปลอดภัย ถ้าไม่มีเอกสารทีร่ ับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือไดแ้ สดงผลการทดลองหรือการ คำนวณ จะต้องไมเ่ กินกำลังแบกทานของดินประเภทต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี (1) ดินอ่อนหรือดนิ ถมไวแ้ นน่ ตัวเตม็ ที่ 2 เมตริกตนั ตอ่ ตารางเมตร (2) ดินปานกลางหรือทรายร่วน 5 เมตรกิ ตันตอ่ ตารางเมตร (3) ดินแน่นหรือทรายแน่น 10 เมตรกิ ตันตอ่ ตารางเมตร (4) กรวดหรอื ดินดาน 20 เมตริกตนั ต่อตารางเมตร (5) หินดินดาน 25 เมตริกตันตอ่ ตารางเมตร (6) หนิ ปูนหรือหินทราย 30 เมตรกิ ตันตอ่ ตารางเมตร (7) หินอคั นที ย่ี ังไม่แปรสภาพ 100 เมตริกตนั ต่อตารางเมตร
219 19. การคำนวณนำ้ หนกั ที่ถ่ายลงเสา คาน ในการคำนวณน้ำหนักท่ีถ่ายลงเสา คาน หรือโครงท่ีรับเสาและฐานราก ให้ใช้น้ำหนัก ตายตัวอาคารเองเต็มอัตราส่วนน้ำหนักบรรทุกจร ให้ใช้ตามท่ีกำหนดไว้ในขอ้ 15 โดยให้ ลดสว่ นลงไดต้ ามชัน้ ของอาคาร ดงั ต่อไปนี้ การรับน้ำหนักของพน้ื การลดนำ้ หนักบรรทกุ จร (1) หลังคาหรอื ดาดฟ้า (2) ชั้นที่หนงึ่ ถัดจากหลังคาหรือดาดฟ้า บนพน้ื ทุกช้นั (3) ชนั้ ทีส่ องถัดจากหลังคาหรือดาดฟา้ (4) ชนั้ ท่ีสามถัดจากหลังคาหรอื ดาดฟา้ 0% (5) ชน้ั ทส่ี ถ่ี ดั จากหลงั คาหรอื ดาดฟา้ 0% (6) ช้นั ทห่ี า้ ถดั จากหลังคาหรือดาดฟ้า 0% (7) ชน้ั ทห่ี กถดั จากหลังคาหรือดาดฟา้ 10% (8) ชน้ั ทเ่ี จด็ ถดั จากหลังคาหรอื ดาดฟา้ และชน้ั ต่อลงไป 20% 30% 40% 50% หมายเหตุ สำหรับโรงมหรสพ ห้องประชุม หอประชุม ห้องสมุด หอสมุด พิพิธภัณฑ์ อัฒจันทร์ คลังสนิ ค้า โรงงานอุตสาหกรรม อาคารจอดหรือเก็บรถยนตห์ รือรถจกั รยานยนต์ ใหค้ ิด หนว่ ยนำ้ หนกั บรรทกุ จรเต็มอตั ราทกุ ชั้น การคำนวณฐานรากบนเสาเข็ม 20. กรณีไม่มีเอกสารจากสถาบนั ที่เช่อื ถอื ได้ ในการคำนวณฐานรากบนเสาเขม็ ท่ีตอกในชัน้ ดินอ่อน ถ้าไม่มีเอกสารจากสถาบันทเ่ี ชื่อถือ ได้ แสดงผลการทดสอบคณุ สมบัตแิ ละกำลังแบกทานสูงสุดของเสาเข็ม ให้ใชค้ า่ หนว่ ยแรงฝึ ดของดิน ดังนี้ 20.1 สำหรับดินทีอ่ ย่ใู นระดบั ลึกไม่เกนิ 7 เมตร ใตร้ ะดบั น้ำทะเลปานกลาง ให้ใชค้ า่ หน่วย แรงฝืดของดินได้ไม่เกิน 600 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (6 กิโลปาสกาล) ของพื้นผิว ประสิทธิผลของเสาเข็ม 20.2 สำหรับดินท่ีมีความลึกเกิน 7 เมตร ใต้ระดับน้ำทะเลปานกลาง ให้คำนวณหาค่า หน่วยแรงฝดื ของดินเฉพาะส่วนที่ลกึ เกนิ 7 เมตรลงไป ตามสูตรดังตอ่ ไปน้ี หน่วยแรงฝืด (กโิ ลกรมั ต่อตารางเมตร) = 600 + 220 x ย. โดยท่ี ย. = ความยาวของเสาเขม็ เฉพาะสว่ นท่ีลกึ เกนิ 7 เมตร จากระดบั ผวิ ดนิ (เมตร)
220 21. กรณที ม่ี ีเอกสารจากสถาบันท่ีเชือ่ ถอื ได้ ในการคำนวณฐานรากบนเสาเขม็ ท่ีมเี อกสารจากสถาบนั ที่เช่อื ถอื ได้ แสดงผลการทดสอบ คุณสมบัตขิ องดินเหนียว มีการทดสอบหากำลังแบกทานของเสาเขม็ ในบรเิ วณก่อสร้างหรือ ใกลเ้ คียง ใหใ้ ชก้ ำลังแบกทานของเสาเขม็ ไม่เกินอตั ราดงั ตอ่ ไปน้ี 21.1 กำลังแบกทานเสาเข็มที่คำนวณจากการทดสอบคุณสมบัติของดิน ให้ใช้กำลังแบก ทานได้ไม่เกนิ ร้อยละ 40 ของนำ้ หนักบรรทกุ สงู สดุ 21.2 กำลังแบกทานของเสาเข็มที่ได้จากการทดสอบ ให้ใช้กำลังแบกทานไดไ้ มเ่ กินรอ้ ยละ 40 ของนำ้ หนักบรรทุกสงู สุด 22. การทดสอบกำลังแบกทานของเสาเข็มอัตราการทรดุ ตวั และการทรุดตัวของเสาเข็มเม่ือรับ น้ำหนักบรรทกุ สูงสุดจะอย่ใู นเกณฑ์ ดังตอ่ ไปนี้ 22.1 การทรดุ ตวั ท้ังหมดของเสาเข็มจากรับนำ้ หนักบรรทกุ สูงสดุ แล้วปลอ่ ยทิ้งไวเ้ ป็นเวลา ยีส่ ิบส่ีชัว่ โมง ต้องไมเ่ กนิ 25 มลิ ลเิ มตร 22.2 อตั ราการทรุดตัวเฉลี่ยของเสาเข็มหลงั จากรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด แลว้ ปล่อยทิ้งไว้ เปน็ เวลายสี่ บิ สี่ชว่ั โมง ต้องไม่เกนิ 0.25 มลลิเมตรตอ่ ชั่วโมง 22.3 การทรดุ ตวั สุทธิของเสาเขม็ หลังจากปล่อยให้รับนำ้ หนกั บรรทกุ สูงสุดเปน็ เวลายี่สิบส่ี ช่ัวโมงแล้วคลายน้ำหนักบรรทุกจนหมด ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รบกวนอีกยี่สิบส่ีช่ัวโมง ตอ้ งไม่เกิน 6 มิลลิเมตร
221 บทท่ี 13การออกแบบโครงสร้าง การออกแบบโครงสร้าง ไม้ หนิ คสล. เบ้อื งตน้ โครงสรา้ งใต้ดนิ ความหมายของโครงสร้างใต้ดิน 3 ประเภทโครงสร้างโครงสร้างใต้ดิน (Sub Structure) หมายถึง โครงสร้าง หรือส่วนใดสว่ นหน่งึ ของโครงสรา้ งทจ่ี มอยใู่ ต้ดินหรอื อย่ตู ำ่ กว่าระดบั ดิน มีท้ังส่วนที่มองเหน็ และมอง ไมเ่ ห็น ได้แก่ ฐานราก เสา เสาตอม่อ เสาเข็ม คานคอดิน ผนังหรอื กำแพงกันดิน ห้องใต้ดิน อุโมงค์ ท่อระบาย นำ้ บอ่ หรือถงั บำบัด ถังเก็บนำ้ ใตด้ นิ และสระวา่ ยน้ำแบบขุดลงใต้ดิน เป็นตน้ รปู แสดงโครงสรา้ งใต้ดนิ และบนดิน ประเภทของฐานราก ฐานราก (Foundation) คอื โครงสร้างส่วนลา่ งสุดของอาคาร 1. ฐานรากไม้ รปู แสดงฐานรากไม้ยุคแรก
222 รปู แสดงฐานรากไมย้ ุคปจั จบุ นั 2. ฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก 2.1 ฐานรากแผ่เดย่ี ว (Isolated Footing) รปู แสดงฐานรากแผเ่ ด่ียว 2.2 ฐานรากแผเ่ ยอ้ื งศนู ย์ (Strap Footing) หรือฐานตีนเปด็ รูปแสดงฐานรากแผเ่ ย้ืองศนู ย์ 2.3 ฐานรากร่วม (Combined Footing) เปน็ ฐานรากแผ่มีเสาตั้งแต่ 2 ตันข้นึ ไปเรยี งชดิ ติด เปน็ แถวเดยี วกัน รปู แสดงฐานรากรว่ ม
223 2.4 ฐานรากแผ่รว่ ม (Raft Footing) หรอื ฐานรากแพ เป็นฐานรากแผ่ขนดกว้างใหญ่เตม็ พนื้ ที่ อาคารเพียงฐานรากเดียวที่มเี สาหลายๆ ตน้ รูปแสดงฐานรากแผร่ ว่ ม รูปแสดงตัวอยา่ งการเทคอนกรตี ฐานราก ฐานรากแบบลกึ หรอื ฐานรากเข็ม 1) การรบั นำ้ หนักของเสาเขม็ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ก. เข็มความฝืด (Friction Piles) คอื เสาเข็มท่ีใช้หลักการของแรงพยุงผิวหรือแรงเสียดทาน รอบตัวเสาเขม็ ชว่ ยรบั น้ำหนกั จึงใช้เสาเขม็ ส้นั ได้ เหมาะสำหรบั งานกอ่ สรา้ งอาคารทัว่ ไป ข. เขม็ รับนำ้ หนักปลายเข็ม (End Bearing Piles) คอื เสาเขม็ ที่ให้ปลายเสาเขม็ นง่ั บนระดับ ของชัน้ ดนิ แขง็ ทอ่ี ยู่ลกึ ลงไป จงึ เปน็ ลกั ษณะของเขม็ ยาว เช่น ช้นั ดินแขง็ ในเขตกรงุ เทพมหานคร มคี วามลกึ จาก ผวิ ดินโดยเฉล่ียประมาณ 22 เมตร เสาเข็มชนิดน้จี ึงเหมาะสำหรบั งานก่อสร้างอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ พเิ ศษ รูปแสดงฐานรากเข็ม
224 2) การตอกเสาเขม็ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด คือ เขม็ ตอก และเขม็ เจาะ ก. เข็มตอก ถ้าเป็นเข็มขนาดเล็ก ก็สามารถตอกด้วยแรงคนได้แก่ การตอกด้วย 2 เกลอ 3 เกลอ แตถ่ ้าเป็นเข็มยาวควรตอกดว้ ยป้ันจ่ันตอกเข็มการตอกเสาเข็มไม้และเสาเข็มคอนกรีต ที่หวั เสาเขม็ ตอ้ ง ทำหมวกครอบหัวเข็ม ระยะยกลูกตุม้ เหลก็ ต้องไมเ่ กนิ 1.50 เมตร ถา้ มากกว่าน้ีอาจทำให้เสาเขม็ แตกหรือหกั ได้ บันทกึ จำนวนครงั้ ทตี่ อก (Blowcounts) ต่อการจมของเสาเขม็ ระยะ 30 เซนติเมตร รูปแสดงการตอกเสาเขม็ ข. เขม็ เจาะ การทำเข็มเจาะจะสน้ิ เปลืองค่าใช้จา่ ย และใชเ้ วลามากกว่าเสาเข็มตอก การทำ เข็มเจาะมี 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ระบบแห้ง และระบบเปยี ก (1) เข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process) สำหรับงานก่อสร้างขนาดเล็กขนาด Ø35-60 เซนติเมตร ความลกึ ประมาณ 19-26 เมตร ไม่มีน้ำใตด้ นิ เขา้ มาเกีย่ วขอ้ ง (2) เขม็ เจาะระบบเปียก (Wet Process) เป็นเสาเขม็ ทเ่ี หมาะสำหรบั งานกอ่ สร้างขนาดใหญ่ ขนาด Ø0.80-1.50 เมตร มคี วามลกึ ประมาณ 45-55 เมตร ที่สำคญั น้ำใตด้ นิ เขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง การป้องกันมใิ ห้ ดินภายในรูเจาะพงั ทลายด้วยสารเบนโทไนต์ (Bentonite) การเทคอนกรีตใต้น้ำฝนผ่านท่อเท (Temie Pipe) และการใชส้ ว่ นผสมคอนกรตี ทเี่ หลวมาก (ค่ายุบตวั ประมาณ 20 เซนติเมตร) รปู แสดงเสาเขม็ เจาะ 3. ฐานรากแบบแท่งตอมอ่ (Concrete Pier) เป็นฐานรากลึก คอื ขดุ ดินภายในปล่องออก เพอื่ ใหป้ ลอ่ ง จมลงดนิ ไปเรือ่ ยๆ อย่างช้าๆ
225 เสาเขม็ เหลก็ ขนาดเลก็ เสาเขม็ ขนาดเล็ก (Micropile) คอื เข็มเจาะชนดิ หนึ่งใชท้ อ่ เหลก็ ขนาด Ø10-20 เซนตเิ มตรตอ่ กนั เปน็ ทอ่ นๆ เจาะรูทอ่ นปลาย รปู แสดงเสาเข็มเหลก็ ขนาดเล็ก การทำระบบกนั ซมึ พื้นและผนงั หอ้ งใต้ดิน 1. แผ่นกันนำ้ (Water Proofing Membrane) 2. แถบยางกนั น้ำ (Water Stop) 10-32 เซนตเิ มตร หนาประมาณ 5 มิลลเิ มตร รูปแสดงรปู ตัดการทำระบบกนั ซมึ พ้นื และผนงั หอ้ งใตด้ นิ
226 โครงสรา้ งบนดนิ ประเภทของเสา เสา (Column) คอื โครงสร้างสำหรบั รบั น้ำหนักในแนวดง่ิ ทีร่ ับแรงอัดเปน็ สำคัญ 1. เสาไม้ (Timber Column) เป็นเสาท่ีประกอบ ติดตั้ง และรื้อถอนได้ง่าย แต่มีจุดดอ้ ยในเรื่องของ การถกู ทำลายจากแมลงประเภท มอด ปลวก การบิดงอ และไฟไหมง้ า่ ย เสาไม้ แบง่ ออกเปน็ 3 ชนดิ ดังน้ี รปู แสดงชนิดของเสาไม้ 1.1 เสาไม้ท่ัวไป (Simple Solid Column) คอื เสาไม้ตันเนอื้ แข็ง เป็นไม้แปรรปู ตามท้องตลาด นำมา เป็นเสาโดยตรง เสาเหลีย่ ม เสากลม และเสาไมซ้ งุ ทบุ เปลอื ก 1.2 เสาไมอ้ ัดพกุ (Space Column) คือเสาไม้ทีป่ ระกอบขนึ้ จากไม้ 2 ทอ่ น ท่ีมีหนา้ ตัดเทา่ กันเอาด้าน กวา้ งมาประกบกัน โดยใชพ้ กุ ไม้อดั ตรงกลาง เป็นช่วงๆ ยดึ ดว้ ยสลกั เกล่ียหรอื ตอกตะปู 1.3 เสาไม้ประกอบ (Built-Up Column) คือเสาไม้ที่ประกอบข้ึนจากไม้หลายๆ ท่อน เป็นการเพิ่ม ขนาดของหน้าตดั ไมโ้ ดยรวมใหม้ ากขึน้ ได้หลายรูป เชน่ รูปส่ีเหลี่ยมรูปตวั ที (T) ตัวไอ (I) และตัวเอ็ช (H) รปู แสดงการตอ่ เสาไมก้ บั เสาคอนกรตี
227 2. เสาเหล็ก (Steel Column) เป็นเสาท่ีทำจากเหล็กรูปพรรณหนา้ ตัดมาตรฐานตามท้องตลาด เสา เหลก็ มีความมั่นคงแขง็ แรงกว่าเสาไม้ แตม่ ีขอ้ เสยี ในเรอ่ื งของไฟและสนมิ เสาเหล็กแบง่ ออกเปน็ 5 ชนิด ดังนี้ รูปแสดงเสาเหลก็
228 การทำรอยตอ่ ตีนเสาเหลก็ กบั หวั ฐานเสาตอม่อคอนกรตี วศิ วกรจะเปน็ ผู้กำหนดรูปแบบรายละเอยี ด ท่ีต้องมีเหล็กแผ่นรองตีนเสา (Steel Base Plate) ก็เพื่อทำหน้าที่กระจายน้ำหนักลงสู่ฐานเสาทั่วหน้าแผ่น เหลก็ กรณแี ผ่นเหลก็ รองฐานมขี นาดบาง ใหเ้ สริมแผน่ เหลก็ เสริมกำลัง เชอื่ มยึดระหว่างตีนเสากบั แผ่นรองรอบ ตีนเสา และถา้ ต้องการรับแรงส่ันสะเทือนแผ่นดินไหวจะต้องใช้แผ่นเหล็กเสริมกำลังรว่ มกับสลักสมอช่วยยึด เพมิ่ เข้ากบั ฐาน ทงั้ น้รี อยต่อระหว่างแผน่ เหลก็ กบั หวั ฐานเสาตอ้ งอัดด้วยน้ำปูนให้แนน่ สนิทเต็มหนา้ ตดั รปู แสดงการทำรอยต่อตนี เสาเหลก็ 3. เสาคอนกรตี เสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Column) 3.1 เสาปลอกเด่ียว (Tied Column) คือ เสาคอนกรีตที่มเี หลก็ ปลอกเสารดั เปน็ วงๆ แบ่งเป็นช่วงๆ รปู แสดงเสาปลอกเดย่ี ว 3.2 เสาปลอกเกลียว (Spiral Column) คอื เสาคอนกรีตหนา้ ตดั กลมทม่ี ีเหล็กปลอกเสารัดรอบเป็น เกลยี วตอ่ เนอื่ งกันตลอดความยาว รปู แสดงเสาปลอกเกลยี ว
229 ข้อกำหนดเก่ียวกบั การเสริมเหล็กในเสา วศิ วกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท.) กำหนดรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับการเสริมเหล็กใน เสาคอนกรตี ทค่ี วรทราบมดี งั น้ี 1. เหล็กแกนในเสาเหล่ียม ต้องมจี ำนวนอย่างน้อย 4 เสน้ ไมน่ ้อยกวา่ Ø12 มลิ ลิเมตร และในเสากลม ต้องมีจำนวนอยา่ งน้อย 6 เสน้ ไมน่ ้อยกว่า Ø12 มิลลเิ มตร 2. เหล็กปลอกในเสาและคาน ไม่นอ้ ยกวา่ Ø6 มลิ ลเิ มตร ระยะห่างต้องไม่เกนิ กว่าดา้ นที่แคบที่สดุ ของ เสาและคาน 3. ความหนาคอนกรีตห่อหุม้ โดยเฉลย่ี 25 มิลลเิ มตร หรอื 1 น้ิว 4. ระยะต่อทาบเหล็กเส้น ไม่น้อยกวา่ 50 เทา่ ของ Ø ไม่งอปลาย และ 40 เท่า ของ Ø งอปลายยึด รอยตอ่ ด้วยลวดผกู เหล็ก ยกเว้นเหล็ก Ø25 มิลลเิ มตร ขน้ึ ไปใหต้ ่อด้วยการเชอ่ื มแบบตอ่ ชนเสี้ยมปลาย 5. ระยะหา่ งแคบสดุ ของเหล็กแกน ไม่น้อยกวา่ 25 มิลลเิ มตร 6. การตอ่ เหล็กแกนเสาใหจ้ ุดต่อวางบนคาน รปู แสดงจดุ ต่อเหล็กแกนเสา ประเภทของคาน คาน (Beam) คือ โครงสรา้ งสำหรบั วางพาดเสาในแนวนอน ทำหนา้ ทถ่ี ่ายนำ้ หนักจากพืน้ ผนังลงสเู่ สา 1. คานไม้ (Timber Beam) คือ คานทม่ี โี ครงสร้างเป็นไม้ 1.1 คานไม้ทั่วไป (Solid Sawn Lumber) คือ คานไม้เน้ือแข็งแปรรูปที่นำมาเป็นคาน โดยตรง ขนาดไม้ 1½ x 6 นิ้ว, 2 x 6 นิ้ว, 2 x 8 นว้ิ , 2 x 10 นว้ิ และ 2 x 12 นิ้ว ในปัจจบุ ันไมห้ ายาก คานไม้ จึงมีราคาค่อนข้างสูงกว่าคานชนดิ อ่นื 1.2 คานไม้ประกอบ (Built-Up Beam) คอื คานไม้ท่ีประกอบข้ึนจากการนำไมแ้ ปรรูปหน้า ตัดย่อยหลายทอ่ นมาประกบแนน่ ยดึ ด้วยสลักเกลียวหรือตอกตะปู 1.3 คานไม้อดั พกุ (Space Beam) คือ คานไม้ท่ีประกอบข้ึนจากการนำไม้แปรรูป 2 ท่อน ท่ี มหี น้าตัดเท่ากนั เอาด้านกว้างมาประกบกัน โดยใช้พุกไม้อัดตรงกลางเป็นช่วงๆ ยึดด้วยสลักเกลียวหรือตอก ตะปู
230 1.4 คานไม้สอดไส้ (Flitch Beam) คือ คานไม้ท่ีประกอบข้ึนจากการนำไม้แปรรูป 2 ท่อน สอดไสด้ ้วยแผ่นเหล็ก ยึดตดิ กันด้วยสลกั เกลียว 1.5 คานไม้กลอ่ ง (Box Beam) คือ คานไม้ทปี่ ระกอบขึ้นจากการยดึ ไม้อดั ต้ังแต่ 2 แผน่ ขึ้น ไป ประกอบกับทอ่ นไมเ้ พือ่ ทำเป็นปีกบนและปกี ลา่ งของกล่อง 1.6 คานไมอ้ ดั กาว (Glue Laminated) คือ คานไม้ทไี่ ด้จัดประกอบขึน้ ในโรงงาน ได้จากการ นำไม้แปรรูปขนาดย่อย เคลือบด้วยกาวพิเศษภายใต้สภาวะท่ีถูกควบคุม เสมือนเป็นเน้ือเดียวกัน ให้มี ความสามารถรับแรงได้มากกวา่ ไม้แปรรปู ธรรมดา 1.7 คานไม้อัด (Laminated Veneer Lumber) คือ คานไม้ที่ประกอบขึ้นในโรงงาน ได้จาก การนำแผน่ ไม้มาอดั รวมกันหลายๆ ชน้ั ดว้ ยการพิเศษชนิดกันนำ้ ภายใต้ความรอ้ น รปู แสดงคานไม้
231 รปู แสดงอปุ กรณย์ ดึ ไม้ 2. คานเหล็กไม้ (Steel Beam คือ คานท่ีมีโครงสรา้ งเป็นเหล็ก คานเหล็กจะประกอบติดต้ังที่ซับซอ้ น กวา่ คานไม้ ส่วนมากนิยมใช้กบั งานโครงอาคารเหล็ก สะพานเหล็ก โรงงาน และโกดัง แบง่ ยอ่ ยได้อีก 4 ชนดิ 2.1 คานเหลก็ รปู พรรณ คอื คานเหล็กทไี่ ดจ้ ากการนำเอาเหล็กรปู พรรณหน้าตดั มาตรฐานมา ทำเป็นคานโดยตรง เชน่ เหล็กปีกกวา้ ง และเหล็กตวั ไอ 2.2 คานเหล็กประกอบ คือ คานเหล็กท่ีได้จากการประกอบโดยการนำเอาเหล็กรูปพรรณ หนา้ ตัดมาตรฐานหลายอัน มาเชอื่ มประกอบหน้าตัดขึ้นมาใหมต่ ามตอ้ งการ 2.3 คานเหล็กหนา้ ตดั รวม คือ คานเหลก็ ดงั กล่าวข้างตน้ ท่ีเทคอนกรตี หมุ้ หนาอย่างน้อย 2½ น้ิว แล้วเสริมด้วยลวดตะแกรง ทง้ั น้ีเพือ่ ชว่ ยเพม่ิ อัตราการทนไฟ และสนิมให้กับโครงสรา้ งคาน ไม่ไดเ้ พมิ่ ความ แขง็ แรงแตอ่ ยา่ งไร 2.4 คานโครงถักเหล็ก คือ คานเหล็กท่ีได้จากการประกอบเป็นรูปโครงถัก โดยการนำเอา เหล็กรูปพรรณตัดมาตรฐานหลายอนั มาเชื่อมประกอบตามต้องการ รูปแสดงคานเหล็ก
232 อปุ กรณ์ยึดโครงเหล็ก ไดแ้ ก่ เชื่อม (Welded) หมุดย้ำ (Rivets) และสลกั เกลยี ว (Bolts) รปู แสดงอปุ กรณ์ยดึ เหล็ก 3. คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete Beam) เป็นคานท่ีทำด้วยคอนกรีตเสริมความ แขง็ แรงดว้ ยเหล็กเส้น และเหลก็ ปลอก แบ่งออกเปน็ 4 ชนิด 3.1 คานพาดช่วงเดียว (Simple Beam) คือ คานท่อนเดียววางบนจดุ รองรับที่ปลายคานท้ัง 2 ขา้ ง เมอื่ มนี ้ำหนักมากระทำ คานจะแอ่นตวั ลงมา ทำให้ด้านบนคานเกิดแรงอดั ส่วนดา้ นล่างคานจะเกดิ แรง ดงึ คานชนิดนี้จึงไม่จำเปน็ ต้องมเี หล็กคอมา้ 3.2 คานพาดต่อเน่ือง (Continuous Beam) คือ คานท่อนเดียวที่มีจุดรองรับคาน ตง้ั แต่ 3 จุดข้นึ ไป เมื่อมีน้ำหนักมากระทำช่วงใดช่วงหน่ึง จะทำใหส้ ่วนกลางช่วงคานแอ่นตัวส่วนคานบริเวณหวั เสาจะ โก่งตัวข้ึน จะส่งผลกระทบต่อคานข้าง ดังนั้นการเสริมเหล็กแกนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเหล็กคอม้าเข้ามา เกีย่ วข้อง รปู แสดงคานพาดต่อเน่อื ง
233 3.3 คานปลายยน่ื (Catilever Beam) คือ คานที่เป็นสว่ นของปลายคานที่กล่าวขา้ งต้น ยื่น ลอยออกจากจุดรองรับข้างใดข้างหน่ึงหรอื ทั้ง 2 ข้าง เมื่อมีน้ำหนกั มากระทำตรงส่วนน้ี จะทำให้ส่วนปลายคาน งุ้มตกลงมา ทำให้บริเวณดา้ นล่างคานเกิดแรงอดั และดา้ นบนเกิดแรงดึง จะสง่ ผลกระทบตอ่ คานข้างเคยี งดว้ ย เหล็กแกนจึงอยู่ด้านบนมากกวา่ ดา้ นล่าง และเหล็กแกนคานยังตอ้ งเสริมต่อเนื่องกบั คานขา้ งเคยี ง 3.4 คานย่ืน (Catilever Beam) คือ คานทีย่ ่ืนลอยออกจากจดุ รองรบั เพียงจุดเดียว โดยไมม่ ี คานอื่นมาเกย่ี วข้อง เหลก็ แกนคานจงึ ต้องลว้ งเขา้ ไปในเสา หรอื จุดรองรบั เมอ่ื มนี ้ำหนักมากระทำต่อคาน จะทำ ให้ส่วนปลายคานงุ้มตกลงมา ทำให้บริเวณด้านล่างคานเกิดแรงอัดและด้านบนเกิดแรงดึง เหล็กแกนจึงอยู่ ดา้ นบนมากกวา่ ด้านล่าง ส่งผลให้เกิดแรงอัดมากตรงจดุ รองรบั ดว้ ย รปู แสดงคานย่นื ข้อกำหนดเกี่ยวกบั การเสรมิ เหลก็ ในคาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 1. ระยะหักงอคอม้าในคานพาดตอ่ เนื่อง 1/7 (ใกล้เสาตัวริม) และ 1/5 (ใกล้เสาตัวกลาง) ของความ ยาวชว่ งคาน รูปแสดงระยะหกั งอคอมา้ ในคานพาดต่อเน่อื ง 2. การเสรมิ เหล็กจดุ ต่อคานตา่ งระดับ ปลายของเหลก็ เสรมิ ของคานท้ัง 2 ต้องลว้ งลกึ เขา้ ไปในคานไม้ นอ้ ยกวา่ 60 เท่า ของØ เหลก็ แกนคาน รปู แสดงการเสรมิ เหลก็ จดุ ต่อคานต่างระดับ
234 3. การเสริมเหลก็ ในคานยื่นปลายของเหลก็ แกนบนต้องล้วงลึกเข้าไปในเสาไมน่ ้อยกว่า 80 เท่า ของ Ø เหลก็ แกนคาน รปู แสดงการเสรมิ เหลก็ ในคานย่ืน ประเภทของพ้ืน พ้ืน (Floor) คอื โครงสรา้ งทว่ี างในแนวแบนราบ สำหรับรบั นำ้ หนักบรรทกุ โดยตรง แลว้ ถา่ ยน้ำหนกั ที่ ไดล้ งสูค่ านหรือเสา 1. พน้ื ไม้ (Wood Plate Floor) ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 สว่ น คือ ไม้แผ่นหรอื ไมก้ ระดานท่ีมีความ หนาไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว หน้ากว้าง 4 น้ิว และไม้ตง ขนาด 1½x 6 น้ิว, 2 x 6 น้ิว, 1½x 8 น้ิว และ 2 x 8 นิ้ว วางห่างกนั ประมาณ 50 เซนตเิ มตร ทำหน้าท่ีรองรบั ไม้พ้นื แล้วจึงถา่ ยน้ำหนักใหค้ าน รูปแสดงโครงสรา้ งพืน้ ไม้ รปู แสดงการปพู ื้นไม้
235 2. พน้ื เหล็ก (Steel Plate Floor) รปู แสดงพนื้ เหลก็ 3. พ้นื คอนกรตี เสรมิ เหลก็ (Slab) 3.1 พนื้ คอนกรตี เสรมิ เหลก็ แบบวางบนดิน (Slab On Ground) พน้ื คอนกรีตเสรมิ เหลก็ ทว่ี าง บนพ้นื ดนิ ท่ีบดอดั แน่น พ้นื จงึ ทำหน้าท่ถี า่ ยนำ้ หนกั ให้กบั พื้นดินที่รองรบั โดยตรงชั้นดินท่รี องรบั พืน้ ตอ้ งผา่ นการ บดอัดแน่นมาอย่างดี ตัวอย่างเช่น พ้ืนถนนคอนกรีต ลานจอดรถยนต์ ลานจอเครื่องบิน ข้อดีคือ เป็นพื้นที่ ประหยัดโครงสร้าง ไมต่ ้องมีคานรองรบั ขั้นตอนการก่อสรา้ งง่ายและประหยดั คา่ ใช้จา่ ย ข้อเสยี คอื ไม่เหมาะ กับดนิ ออ่ น ดนิ ถมใหม่ และสรา้ งได้เฉพาะช้นั ล่างที่มีดนิ รองรบั รูปแสดงพ้นื คอนกรีตเสรมิ เหลก็ แบบวางบนดิน 3.2 พ้ืนคอนกรีตเสรมิ เหลก็ แบบวางบนคาน (Slab On Beam) ก. พนื้ คอนกรตี แบบเสรมิ เหลก็ ทางเดยี ว (One Way Slab) คนื พื้นคอนกรตี ที่มรี ูปรา่ งเปน็ สเ่ี หล่ยี มผืนผา้ ที่มดี า้ นแคบนอ้ ยกวา่ 2 เท่าของดา้ นยาว เหลก็ เสรมิ เอกจะพาดยดึ ชว่ งส้ัน สว่ นชว่ งยาวจะเปน็ เหลก็ เสรมิ กันรา้ ว มคี านรบั เฉพาะสว่ นทเ่ี หล็กเสริมเอกพาดยึด ข. พน้ื คอนกรีตแบบเสรมิ เหลก็ สองทาง (Two Way Slab) คือ พ้ืนคอนกรตี เสรมิ เหล็กท่ีมี รปู ร่างเปน็ สเี่ หล่ยี มจตั รุ สั หรอื สเ่ี หล่ียมผืนผ้าทมี่ ีด้านแคบไมเ่ กนิ 2 เท่าของด้านยาว เหล็กเสรมิ เอกจะพาดยดึ คานท้งั 2 ช่วง จึงมคี านรองรบั ทงั้ 4 ดา้ น และไมม่ ีเหลก็ เสรมิ
236 รูปแสดงพนื้ คอนกรีตแบบเสรมิ เหลก็ สองทาง ค. พน้ื คอนกรตี ระบบตง (Ribbed Slab) คอื พ้ืนคอนกรีตแบบเสรมิ เหล็กทางเดยี วประเภท หน่งึ เพยี งแตจ่ ดั ระยะคานยอ่ ยให้แคบเทา่ ๆ กนั คลา้ ยตง เพอ่ื ลดความหนา รูปแสดงพื้นคอนกรีตระบบตง ง. พน้ื คอนกรตี แบบตารางสเี่ หลี่ยม (Waffle Slab) หรือพื้นคอนกรตี แบบรงั ผง้ึ พ้นื คอนกรีต เสรมิ เหลก็ แบบ 2 ทางประเภทหนง่ึ ทว่ี างคานเป็นรปู ตารางสี่เหลี่ยมยอ่ ยเตม็ พน้ื ที่ เพอ่ื ลดความหนาพืน้ และ ตอ้ งการโชว์ใต้ทอ้ งพนื้ ใชใ้ นกรณีช่วงหา่ งเสามมี าก รูปแสดงพ้นื คอนกรีตแบบตารางส่เี หลย่ี ม
237 จ. พน้ื คอนกรีตชนดิ ย่นื ออกจากคาน (Cantilever Slab) คอื พ้ืนคอนกรีตเสรมิ เหลก็ แบบ เสริมเหล็กทางเดยี วประเภทหนง่ึ รปู แสดงพนื้ คอนกรีตชนิดยืน่ ออกจากคาน 3.3 พื้นคอนกรีตแบบไร้คาน (Flat Slab) คือพ้ืนคอนกรีตเสริมเหล็กท่ีไม่มีคานรองรับ ตัว แผ่นพน้ื จะวางบนหวั เสาโดยตรง อาจเพิม่ ความหนาพื้นบรเิ วณหัวเสา ไม่ตอ้ งมคี านมาเกะกะ รูปแสดงพนื้ คอนกรตี แบบไรค้ าน พ้นื คอนกรีตอัดแรงสำเร็จรปู (Prestress Concrete Slab) พื้นคอนกรีตอัดแรงท่ีผลิตสำเร็จรูปจาก โรงงาน มีลักษณะเป็นแผ่นๆ แล้วนำมาติดตง้ั วางบนคานคอนกรตี หรือคานเหล็กท่ีจัดเตรียมไว้ จากนั้นก็วาง เหลก็ ตะแกรงเสริมกันร้าวทับบนแผ่นพื้น แลว้ จึงเทคอนกรีตปิดทบั หนาประมาณ 5 เซนตเิ มตร รูปแสดงพน้ื คอนกรตี อดั แรงสำเรจ็ รปู
238 โครงหลังคา สว่ นประกอบโครงหลงั คา โครงหลังคา(Roof Framing) คือ โครงสร้างบนดินที่อยู่สูงสุด ทำหน้าท่ีกันแดด ลม ฝน หิมะ ฝุ่น ละออง ความช้นื ในอากาศ 1. วสั ดุมุงหลงั คา (Sheets) คือ วัสดุแผ่นที่อยู่ภายนอกสุดที่วางอยู่ดา้ นนอกของโครงหลังคา ตัววัสดุ มุงหลังคาจะยึดติดกับแปหรือระแนง วัสดุมุงหลังคา ทำหน้าท่ีรับแรงจากฝน หิมะ และลมที่มากระ ทำต่อ หลังคาโดยตรง แล้วถ่ายน้ำหนักให้กับแป 2. แป (Perlin) คอื โครงสรา้ งทีท่ ำหน้าทเี่ ป็นคานรองรบั และยึดวัสดุมงุ 3. จันทัน (Rafter) คอื โครงสร้างทีท่ ำหน้าที่เป็นคานรองรับแป ตัวจันทันจะวางพาดถ่ายน้ำหนักลง บนหัวเสาหรอื คานอะเส จันทนั แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ จันทนั เอก และจันทันพราง 4. ขอ่ื (Tie Beam) คือ โครงสร้างทีท่ ำหน้าที่รบั แรงดึง โดยยึดตีนจันทันเอกไม่ให้แบะออก รวมถึงรอง รบดง้ั และตกุ๊ ตา ขื่อจะถ่ายนำ้ หนกั ให้กบั เสาหรือคานอะเส 5. อกไก่ (Ridge) คอื โครงสร้างทีท่ ำหนา้ ท่ีเป็นคานรองรับส่วนหวั จนั ทนั พราง จะวางขนานกบั แป 6. ตะเข้สัน (Hip Rafter) คือ โครงสร้างของสันหลังคาทรงปั้นหยา ที่ทำหน้าท่ีเป็นคานรองรบหัว จนั ทันพรางทมี่ าบรรจบกัน และเปน็ รางนำ้ วางในแนวเฉยี ง 45 องศากบั จันทันพราง 7. ตะเขร้ าง (Valley Rafter) คอื โครงสร้างของหลังคาทรงป้นั หยา ทท่ี ำหน้าที่เป็นคานรองรบั ปลาย จันทันพรางท่ีมาบรรจบกนั และเป็นรางนำ้ วางในแนวเฉยี ง 45 องศากับจันทันพราง 8. ด้ัง (King Post) คือ โครงสร้างทำหน้าที่รับแรงดึง ทำหน้าท่ีรองรับอกไก่ ด้ังจะวางบนหลังข่ือใน แนวตง้ั 9. ตุ๊กตาหรอื ด้ังโท (Queen Post) คือ โครงสร้างท่ีทำหนา้ ท่รี องรับสะพานรับจันทันตกุ๊ ตาจะวางบน ข่อื ในแนวตง้ั 10.สะพานรับจันทัน คือ โครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็นคานรองรับจันทันพราง เพ่ือกันไปให้ท้องจันทัน แอ่นตวั ลงมา สะพานรับจนั ทนั จะวางขนานแนวเดียวกับอกไกท่ ง้ั 2 ขา้ ง 11. ค้ำยัน (Bracing) คอื โครงสร้างที่ทำหน้าทคี่ ้ำยนั ร่วมกบั ตกุ๊ ตาในแนวทแยง 12. เชิงชายและป้ันลม (Eave) คือ โครงสร้างที่ทำหน้าที่ปิดปลายจันทันชายคาโดยรอบ เพ่ือความ เรยี บร้อยสวยงาม รวมทั้งยังกันสัตว์ประเภทนก หนู และคา้ งคาว เขา้ ไปตามร่องลอนกระเบอ้ื ง โดยมีแผ่นปิด ลอนปดิ ทับเชิงชายและปนั้ ลมอกี 1 แผ่น
239 รปู แสดงประเภทรปู ทรงหลงั คา
240 รูปแสดงประเภทรปู ทรงหลงั คา(ตอ่ )
241 ประเภทโครงสรา้ งหลงั คา 1. โครงหลงั คาไม้ คอื โครงหลังคาท่ีมีโครงสร้างทที่ ำด้วยไม้เนื้อแข็ง โยงยึดประกอบตดิ กันดว้ ยตะปู และสลกั เกลียว ประกอบและตดิ ต้งั ได้ง่ายกวา่ โครงหลังคาชนดิ อ่นื ๆ 1.1แป เปน็ ไม้รองรับวัสดุมุง แปมีระยะหา่ งตามความยาว หักลบดว้ ยระยะทบั ซ้อนของวัสดุ มุง ขนาดแปไมถ้ ้ามงุ ดว้ ยกระเบ้อื งคอนกรตี จะมีขนาด 1½ x 1½ น้วิ และ 1½x 3 น้วิ สำหรับกระเบื้องลอน 1.2 จนั ทนั เปน็ ไม้คานรองรับไมแ้ ป วางบนอกไกแ่ ละคานอะเส ระยะหา่ งของจันทนั ประมาณ 1 เมตร ขนาดจนั ทนั 1½x 6 นว้ิ และ 2 x 6 นวิ้ 1.3 อกไก่ เป็นไม้คานรองรับจันทัน วางบนดั้ง ขนาดอกไก่ 1½x 6 นิ้ว, 2 x 6 น้ิว และ 2 x 8 น้ิว ถ้าต้องการรบั นำ้ หนักเพม่ิ ใหท้ ำเปน็ อกไก่คู่ 1.4 ด้ัง เป็นเสาไม้รองรับอกไก่ ทำหน้าท่รี ับแรงดึง วางบนข่ือ ขนาดด้ังไม้ ใช้ขนาดเดียวกับ ขอ่ื และจันทัน 1.5 ขื่อ เป็นไม้คานรองรับตนี เสาดั้ง ทำหน้าท่ีรับแรงดึง วางบนอะเส และยึดตีนจันทันไม่ให้ แบะออก ขนาดขอ่ื ใช้ขนาดเดยี วกนั กับจันทนั 1.6 อะเสหรืออัดเส เป็นไม้คานยึดหัวเสาโดยรอบให้ม่ันคง และรองรับจันทันพรางช่วงล่าง ขนาดอะเส 2 x 6 น้ิว และ 2 x 8 น้วิ 1.7 เชิงชาย เป็นแผน่ สำหรบั ปิดปลายจนั ทันชายคา 2 ข้าง ขนาดของไมเ้ ชงิ ชาย 1 x 8 นวิ้ 1.8 ป้ันลมหรอื ปา้ นลม เป็นไม้แผน่ ปิดชายคาหน้าจวั่ ใชไ้ มข้ นาดเดียวกบั ไม้เชงิ ชาย 1.9 ปิดลอนหรือปิดกันนก เป็นไม้แผ่นปิดทบั เชงิ ชายและป้ันลม โดยท่ดี ้านบนต้องฉลุให้เป็น รปู ร่องลอนกระเบอ้ื ง ขนาดไม้ 1½x 6 นิ้ว รปู แสดงโครงหลังคาจว่ั ไมอ้ ยา่ งง่าย 2. โครงหลังคาเหลก็ คือโครงหลังคาท่มี ีโครงสร้างทท่ี ำด้วยเหล็กรปู พรรณ โยงยึดประกอบตดิ กนั ด้วย การเชือ่ ม สลักเกลยี ว และหมดุ ย้ำ มีสว่ นประกอบเหมือนโครงหลงั คาไม้ 2.1 ตัวค้ำยันโครงหลังคา เป็นโครงสร้างท่ีโยงยึดให้โครงหลังคาเหล็กให้ม่ันคงแข็งแรงมี เสถียรภาพ 1) เหล็กยึดแป (Sag Rods) คือ ช้ินส่วนโครงสร้างที่รับแรงดงึ ยดึ ระหว่างแปเหล็ก มิให้แป แอ่นหรอื ตกทอ้ งช้าง กรณีทไี่ มม่ ีจันทันพราง จะวางช่วงแนวกลางแปขนานกับจันทันซึ่งปกตนิ ิยมใช้เหล็กเส้น กลม
242 2) คานโครงเหล็กยดุ โครงหลังคา (Miner Truss) คือ ชิน้ สว่ นโครงสรา้ งทำหน้าท่เี ปน็ คานทมี่ ี ความลึก ยึดระหว่างโครงจันทันเอก อย่างน้อยให้ยดึ ตลอดความยาวหลังคาประมาณ 2 แนว ได้แก่ แนวสัน หลังคา และแนวฐานรองรบั หรอื หวั เสาทง้ั 2 ข้าง 3) เหลก็ ยึดทแยงใต้โครงหลังคา (Cross Bracing) คอื ชิน้ ส่วนโครงสร้างที่รับแรงดึง ท่ียึดใน แนวทแยงใต้โครงจนั ทนั เอก ในแนวราบหรอื แนวเฉียงตามท้องจันทันเพือ่ เชื่อมระหว่างเสากบั แนวสันหลังคา อย่างต่อเนือ่ งเตม็ พื้นท่ี นิยมใชเ้ หล็กเส้นกลมหรอื ลวดสลิง พรอ้ มอปุ กรณ์ปรับระดบั ความตงึ รปู แสดงตัวคำ้ ยนั โครงหลงั คา 2.2 ฐานรองรบั (Support) เปน็ โครงสร้างสำหรบั รองรับส่วนปลายโครงหลังคา 2 ขา้ ง ได้แก่ หัวเสา หลงั คาน และกำแพงคอนกรตี 1) การยึดแบบตรึงแน่น (Fix Support) คือ การยึดโครงหลังคาติดฐานรองรับในลักษณะ แบบตดิ แน่นไม่ให้ขยับ รปู แสดงการยึดแบบตรงึ แนน่ 2) การยึดแบบขยับได้อิสระ (Free Support) คือ การยึดโครงหลังคาติดกับฐานรองรับใน ลกั ษณะให้ขยบั ไดเ้ ล็กน้อย รูปแสดงการยึดแบบขยบั ไดอ้ ิสระ
243 2.3 ชนดิ ของโครงหลงั คาเหล็ก 1) แบบแพรตต์ (Pratt) เป็นโครงหลงั คาท่มี แี รงอดั ในตวั ตงั้ และแรงดึงในตวั ทแยง 2) แบบโฮว์ (Howe) เปน็ โครงหลงั คาทมี่ แี รงดึงในตวั ตง้ั และแรงอดั ในตัวทแยง 3) แบบเบลเยียน (Belgian) เปน็ โครงหลงั คาทไ่ี มม่ ตี ัวต้ัง 4) แบบฟิงก์ (Fing) เป็นโครงหลังคาที่จนั ทันรับแรงอัด และยึดยันทแยงมุมซอยให้จันทันมี ระยะส้ันลง โดยแตล่ ะตัววิง่ ตง้ั ฉากออกจากจันทันมาทีข่ ือ่ 5) แบบวอร์เรน (Warren) เป็นโครงหลังคาที่มีตัวทแยงทั้งหมด เป็นรูปสามเหล่ียมหน้าจ่ัว และในบางครง้ั อาจมีตัวตงั้ เพือ่ ลดความยาวจนั ทัน 6) แบบโค้ง (Bowstring) เปน็ โครงหลังคาที่ใช้สำหรับเปน็ หลังคาโค้งทมี่ ีขื่อในแนวราบ 7) แบบโคง้ เส้ียวพระจนั ทร์ (Crescent) เปน็ โครงหลงั คาโคง้ ท่ียกช่ือโค้ง 8) แบบกรรไกร (Scissors) เป็นโครงหลงั คาแบบยกข่ือ ทีม่ แี นวข่อื ตรงกับยอดจนั ทัน รปู แสดงชนิดของโครงหลงั คาเหล็ก รูปแสดงการยกโครงหลงั คาข้นึ ติดต้ัง 3. โครงหลังคาคอนกรีตเสริมเหลก็ 2 ประเภท ได้แก่ หลังคาแบบพนื้ วางบนคาน 3.1 หลงั คาแบบพ้ืนวางบนคาน 3.2 หลงั คาโครงเปลือกบาง (Sbell Roof)
244 บทท่ี 14 การออกแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก
245
246
247
248
249
250
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353