100 หวั เต่านา แกต้ บั ทรดุ แกม้ า้ มโต ปลาหมึก กระดอง หรอื ลน้ิ ทะเล สรรพคณุ แกเ้ มด็ ยอดในปาก ฆ่าเชอ้ื โรค กดั สวิ ฝ้า แก้ ปวดทอ้ ง แกม้ กู เลอื ด หอยต่าง ๆ ใชเ้ ปลือกทํายา สรรพคณุ แก้โรคลาํ ไส้ แมงดาทะเล กระดองรสเคม็ สรรพคณุ ใชท้ ํายา แก้โลหิตเป็นพิษ แก้ซางเดก็ ม้านํ้า ใชก้ ระดกู ทาํ ยา สรรพคณุ แกโ้ รคไต แกป้ วดหลงั แกป้ วดเมอ่ื ยตามรา่ งกาย บาํ รงุ กระดกู บาํ รงุ กําลงั ๓.๓ สตั วอ์ ากาศ ไดแ้ ก่ สตั วท์ ม่ี ปี ีก บนิ ไปมาในอากาศได้ ตวั อยา่ ง ผึง้ ใชน้ ้ําหวานในรงั ทาํ ยา สรรพคุณ บาํ รุงรา่ งกาย บาํ รงุ กําลงั แก้อ่อนเพลยี เหน่ือยหอบ แก้ สะอึก แก้ไข้ตรโี ทษ นกกา หรือ อีกา ใช้กระดกู และขนทาํ ยา สรรพคุณ แกพ้ ษิ กาฬ ใชก้ าฬ แกพ้ ษิ ตานซาง นกนางแอ่น ใชร้ งั ทาํ ยา สรรพคณุ บาํ รงุ กําลงั บาํ รงุ ความกาํ หนัด แกอ้ ่อนเพลยี นกกรด ใชน้ ้ํามนั สรรพคุณ แกโ้ รคผวิ หนงั ผน่ื คนั แก้มะเรง็ นกกระจอก ถอนขนออกใช้ทงั้ ตวั สรรพคณุ บาํ รงุ รา่ งกาย บาํ รงุ กําลงั บาํ รงุ ความกาํ หนัด นกออก ใช้นํ้ามนั ทาํ ยา สรรพคุณ แกโ้ รคผวิ หนงั ผ่นื คนั นกพิราบ ใช้มลู ทาํ ยา สรรพคณุ แกไ้ ขเกดิ จากพษิ ตานซาง แก้ซางร้าย (ความร้อนสงู ชกั ) แกล้ มเบ่ง แกป้ วดทอ้ ง (ต้องควั่ ก่อนปรงุ ยา) นกยงู ใชข้ นทํายา สรรพคุณ แกซ้ างลน้ิ ขาวเป็นฝ้าละออง แกห้ ละ แกซ้ าง ละอองในปาก แก้ หอบหดื แกซ้ าง ชกั ตาเหลือกตาซอน
101 ค้างคาวแม่ไก่ ใช้เลือดทาํ ยา สรรพคุณ บาํ รงุ โลหติ และบุรษุ โลหติ จาง แกผ้ อมแหง้ บาํ รงุ กําลงั แกเ้ หน็บชา นกกานํ้า ใชด้ ีทํายา สรรพคณุ แกโ้ รคหนงั ศรี ษะพกิ าร แกผ้ มรว่ ง บํารงุ เสน้ ผม ใหด้ กดาํ ๔. ธาตวุ ตั ถุ ๔.๑ ธาตทุ ่ีสลายตวั ง่าย ไดแ้ ก่ แรธ่ าตุต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ หรอื แรธ่ าตุทป่ี ระกอบขน้ึ ตามกรรมวธิ มี ี คณุ สมบตั สิ ลายตวั งา่ ย เชน่ ถกู ความรอ้ นเพยี งเลก็ น้อย แชน่ ้ําหรอื ใชม้ อื ขย้ี ธาตุวตั ถุเหล่าน้บี างอยา่ งเมอ่ื สลายตวั ออกไปแลว้ กไ็ มส่ ามารถกลบั สสู่ ภาพเดมิ ได้ ตวั อยา่ ง กาํ มะถนั เหลือง เกดิ ขน้ึ โดยธรรมชาติ สเี หลอื งอ่อนนวล ถูกความรอ้ นเพยี งเลก็ น้อยกส็ ลายตวั ฆ่า สรรพคุณ แกจ้ ดุ เสยี ดในโรคป่ วง แก้โรคผิวหนังผพุ อง น้ําเหลืองเสีย ฆา่ เชอ้ื โรค แม่พยาธิทงั้ ภายในและภายนอก ใชห้ งุ น้ํามนั ทาแกห้ ดิ ขบั ลมในกระดกู กาํ มะถนั แดง (มาด) สแี ดงใชห้ ุงกบั นัน้ ใส่แผลเรอ้ื รงั สรรพคณุ แกแ้ ผลเป่ือยลาม บดผงผสม เหลา้ ทาดบั พษิ ไขก้ าฬบางชนดิ เช่น ไขง้ สู วดั เป็นตน้ สารส้ม กอ้ นสขี าว สรรพคุณ สมานได้ทงั้ ภายนอกและภายใน ชะล้างระดขู าว แกบ้ าดแผล ทาํ ใหห้ นองแหง้ แกแ้ ผลในปากในคอ ขบั ปัสสาวะ แก้น่ิว เกลือสินเธาว์ เกลอื ทไ่ี ดจ้ ากดินเคม็ ดินโป่ ง สรรพคุณ แกพ้ รรดกึ ลา้ งเมอื กในลําไส้ ขบั พยาธใิ นทอ้ ง ละลายนิ่ว แก้ตรโี ทษ ดีเกลือ รสเคม็ ขม สรรพคณุ ถ่ายทอ้ งผกู ถ่ายโรคกระษยั ทาํ ใหเ้ สน้ เอน็ หยอ่ น เป็นยาถ่าย อุจจาระไดด้ ี เกลือ รสเคม็ สรรพคณุ รกั ษาเนื้อหนังไมให้เน่าเปื่ อย บาํ รงุ ธาตุทงั้ ๔แกน้ ้ําดพี กิ ารแกน้ ้ําเหลอื งเสยี จนุ สี รสเปรย้ี วฝาด สรรพคณุ กดั ลา้ งหวั ฝี กดั หวั หดู คุดทะราด รกั ษาโรคฟัน (ระวงั ถา้ แพ้ ฟัน จะโยกหลดุ ได)้ ดินประสิว สรรพคณุ ขบั ลมท่ีคงั่ ค้างตามเส้น ทาํ ให้เส้นเอน็ หย่อนถอนพิษแก้คนั ตามผิวหนัง
102 พิมเสนเกลด็ สรรพคณุ แกล้ มวงิ เวยี นหน้ามดื บาํ รงุ หวั ใจ ทาํ ใหจ้ ติ ใจช่มุ ชน่ื ทาํ ใหเ้ รอ และผาย ลม แกจ้ กุ เสยี ดแน่นเฟ้อ แกป้ วดทอ้ ง แก้แผลสด แผลเรอื้ รงั นํ้าตาลกรวด สรรพคุณ แกค้ อแหง้ ชกู าํ ลงั ทาํ ใหเ้ น้อื หนงั ชุ่มช่นื ดินเหนียว สรรพคุณ ไพล ถอนพษิ อกั เสบ ดินขยุ ปู สรรพคุณ แกพ้ ษิ กาฬ แกไ้ ขป้ ่วง แกไ้ ขท้ ม่ี พี ษิ รอ้ น ดินรงั หมาร่า สรรพคณุ แกก้ ระหายน้ํา ดบั พษิ รอ้ นถอนพษิ อกั เสบ ดินท้องเรอื จ้าง สรรพคุณ แกเ้ ลอื ดออกตามไรฟัน ทําใหห้ นงั ชุ่มช่นื ดินถนําถา้ํ สรรพคุณ แกต้ าแฉะ ตาอกั เสบ ดินถนําส้วม/ ดินถนําฐาน สรรพคุณ แกต้ าแฉะ ตาอกั เสบ ดินสอพอง สรรพคณุ ห้ามเหงื่อ แกเ้ มด็ ผดผน่ื คนั ระงบั พษิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในรา่ งกาย ทาํ ให้ร่างกายเยน็ ตะกวั่ นมและตะกวั่ แขง็ ผสมกบั น้ํามนั รกั ษาบาดแผล แกพ้ ษิ อกั เสบต่าง ๆ ๔.๒ ธาตทุ ่ีสลายตวั ยาก เหลก็ ใชส้ นิมทํายา สรรพคุณ บาํ รงุ โลหิต แกต้ บั ทรดุ มา้ มโตยอ้ ย แกค้ ดุ ทะราด และผสม ยาแก้ไข้จบั สนั่ หินฟันม้า มตี ามภเู ขา ลกั ษณะเป็นช้ี ๆ คลา้ ยฟันมา้ สเี หมอื นปนู แหง้ สรรพคณุ ดบั พษิ ทงั้ ปวง แกพ้ ษิ ในปาก แกค้ ออกั เสบบวม หินเขีย้ วมงั กร มลี กั ษณะเหมอื นเขีย้ วสตั วใ์ หญ่แขง็ มาก เกดิ ตามหน้าผา หรอื ตามภเู ขาใน ประเทศจีน สรรพคุณ บาํ รงุ หวั ใจ บาํ รงุ ประสาท แกโ้ รคประสาท แกส้ ะดุง้ ตกใจผวา แก้วแกลบ มลี กั ษณะเป็นเกลด็ ขาวบาง เกิดขึ้นตามภเู ขาที่มีหินผุ ๆ รสเยน็ กร่อยสรรพคุณ ขบั ปัสสาวะ แกพ้ ษิ โลหติ น้ําเหลอื ง และโรคตา
103 ทองคาํ เกดิ จากแรใ่ ตด้ นิ เป็นธาตแุ ท้สีเหลือง สรรพคุณ บาํ รงุ เน้อื หนงั ใหเ้ จรญิ ดบั พษิ รอ้ น ถอนพษิ ไข้ แกพ้ ษิ อกั เสบ แกส้ ะดุง้ ผวา หินปะการงั สรรพคณุ แกพ้ ษิ ไข้ ไขก้ าฬ และฝีทม่ี พี ษิ อกั เสบ บลั ลงั กศ์ ิลา (หินอ่อนจีน) เกดิ ในประเทศจนี สขี าวขุ่นมวั สเี ทาบา้ ง สแี ดง สลบั บา้ ง รสเยน็ สรรพคณุ แกพ้ ษิ อกั เสบ แกป้ วดรอ้ น ดบั พิษทกุ อย่าง ห้ามเหงื่อ ใชโ้ รยแผลเรอ้ื รงั และกามโรค นมผา เป็นหินงอกย้อยออกมาแล้วแห้งแขง็ หนิ จาํ พวกน้ี เน้ือผุ ๆ มเี กดิ ตามภเู ขาทาง ภาคเหนอื สรรพคณุ ผสมยาหยอดตา แก้ตาอกั เสบข่นุ มวั ฝ้าฟางให้แจ่มใสใชฝ้ นกบั สุรา ทาตาม ผวิ หนงั แกป้ วดแสบรอ้ น แกโ้ รคประดงบางจาํ พวก หรดาลกลีบทอง เป็นสารชนดิ หน่งึ อยใู่ ตด้ นิ เป็นก้อนคล้ายสารหนู มีสีเหลือง เป็นเงาและไม่ เป็นเงา สรรพคุณ ใชผ้ สมยากวาด แกเ้ มด็ ยอดในปากเดก็ แกซ้ างในปากเดก็ ใชผ้ สมยากดั ขนหนวด เครา ใหร้ ว่ งหลดุ ไป ศิลายอนตวั ผู้ เกดิ ในประเทศจนี เป็นหนิ อ่อนชนิดหน่ึงสีขาวใสคล้ายสารหนู สรรพคุณ แก้ เสมหะ แกท้ อ้ งเสยี และไขอ้ นั บงั เกดิ เพ่อื ดี ศิลายอนตวั เมีย สรรพคณุ แกไ้ ขฟ้ กบวม แกฝ้ ีเสน้ ฝีเอน็ ฝีคณั ฑมาลา ๕. ตวั ยาเรียกได้หลายชื่อ ตวั ยาทเ่ี รยี กได้ ๒ ชอ่ื น้ี มไิ ดเ้ ป็นมาตรฐานเทา่ ใดนกั บางตํารากเ็ รยี กไปอกี อยา่ งหน่งึ ซง่ึ ไม่ เหมอื นกบั ตาํ ราทก่ี ลา่ วไวน้ ้ี เพราะดว้ ยประเทศถนิ่ ทอ่ี ยนู่ นั้ เรยี กกนั ตามทอ่ี ยขู่ องตนไป เมอ่ื รวมความแลว้ กเ็ ป็นตวั ยา อยา่ งเดยี วกนั มชี อ่ื จะกลา่ วดงั ต่อไปน้ี ๑. ตน้ ทง้ิ ถ่อน เรยี กอกี ช่อื วา่ พระยาฉตั รทนั ๒. ตน้ ตะโกนา เรยี กอกี ชอ่ื วา่ พระยาชา้ งดาํ ๓. หนาวเดอื นหา้ เรยี กอกี ช่อื ว่า พระขรรคไ์ ชยศรี ๔. รอ้ นเดอื นหา้ เรยี กอกี ช่อื ว่า ตน้ มะไฟเดอื นหา้ ๕. กระพงั โหมใหญ่ เรยี กอกี ช่อื ว่า ตดู หมู ๖. กระพงั โหมเลก็ เรยี กอกี ช่อื วา่ ตดู หมา ๗. กระพงั โหมน้อย เรยี กอกี ช่อื วา่ ขห้ี มาขา้ งรวั้ ๘. ผกั บงุ้ เรยี กอกี ชอ่ื วา่ ผกั ทอดยอด ๙. ผกั กระเฉด เรยี กอกี ช่อื วา่ ผกั รนู้ อน
104 ๑๐. ตน้ ชงิ ช่ี เรยี กอกี ช่อื วา่ ป่เู จา้ สมงิ กุย ๑๑. เถาหญา้ นาง เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ป่เู จา้ เขาเขยี ว หรอื หญา้ ภคั คนี ี ประทมุ ราชา ๑๒. เทา้ ยายมอ่ ม เรยี กอกี ช่อื ว่า ลกุ ใตด้ นิ ผกั อไี ร ๑๓. เจตมลู เพลงิ เรยี กอกี ชอ่ื ว่า น้ํามนั ในไขขอ้ กระดกู โค ๑๔. ตน้ ชา้ พลู เรยี กอกี ช่อื ว่า กนิ ตนี ท่า หรอื หากนิ ตนี ท่า อยหู่ ลงั คา (นมจาก) ๑๕. เปรยี งพระโค เรยี กอกี ช่อื ว่า ขค้ี ารู ๑๖. ผกั เป็ด เรยี กอกี ชอ่ื ว่า กูอา้ ยบา้ น้ําไขเสนยี ด ๑๗. หยากไยไ่ ฟ, หญา้ ยองไฟ เรยี กอกี ช่อื ว่า กอ้ งกลางดง ออ้ ยสามสวน ๑๘. ขย้ี าฝ่ิน เรยี กอกี ช่อื วา่ ผกั ไห ๑๙. สรุ า เรยี กอกี ชอ่ื ว่า กาบนิ หนี ป่เู จา้ คาคลอง ๒๐. น้ําคราํ เรยี กอกี ช่อื ว่า เกลอื เยย่ี ว ๒๑. ตน้ ปีบ เรยี กอกี ชอ่ื วา่ กระไดวอก สุพรรณถนั เหลือง, มาดเหลือง ๒๒. ตน้ ชะเอม เรยี กอกี ช่อื วา่ กระทเู้ จด็ แบก กรกั ๒๓. เถามะระขน้ี ก เรยี กอกี ช่อื วา่ ป่เู จา้ ลอยทา่ ๒๔. เถาโคกกระสนุ เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ตะลุ่มนก กาจบั หลกั , หญา้ สองปลอ้ ง ๒๕. กา้ งปลา เรยี กอกี ช่อื วา่ หวั รอ้ ยรู ๒๖. เกลอื กระดงั มตู ร เรยี กอกี ช่อื วา่ พระยาขา้ งเผอื ก กาํ ลงั ทรพี ๒๗. เถากระไดลงิ เรยี กอกี ชอ่ื ว่า กาํ ลงั พระยาเสอื โครง่ ๒๘. กาํ มะถนั เหลือง เรียกอีกช่ือวา่ ๙๘ กาํ ลงั ราชสหี ์ ๒๙. กระบอื เจด็ ตวั เรยี กอกี ช่อื ว่า ตาํ เสา ผกั หนอก ๓๐. แก่นขนุน เรยี กอกี ช่อื ว่า หนอนตายอยากแดง ๓๑. หญา้ พองลม เรยี กอกี ช่อื วา่ หนอนตายอยากขาว ดอกขจร ๓๒. กําแพงเจด็ ชนั้ เรยี กอกี ชอ่ื วา่ สุพนั นกิ า ๓๓. กาสามปีก เรยี กอกี ช่อื วา่ ๓๔. กระเชา้ ผมี ด เรยี กอกี ช่อื ว่า ๓๕. ตน้ กําลงั ชา้ งเผอื ก เรยี กอกี ช่อื วา่ ๓๖. ตน้ กาํ ลงั ววั เถลงิ เรยี กอกี ช่อื วา่ ๓๗. ตน้ กาํ ลงั เสอื โครง่ เรยี กอกี ช่อื ว่า ๓๘. ตน้ กําลงั หนุมาน เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ๓๙. แก่นกาํ เกรา เรยี กอกี ช่อื วา่ ๔๐. บวั บก เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ๔๑. ขอบชะนางแดง เรยี กอกี ช่อื วา่ ๔๒. ขอบชะนางขาว เรยี กอกี ชอ่ื วา่ ๔๓. ดอกสลดิ เรยี กอกี ช่อื วา่ ๔๔. ตน้ กรรณกิ า เรยี กอกี ชอ่ื ว่า
105 ๔๕. ดอกคาํ ฝอย เรยี กอกี ชอ่ื ว่า คาํ ยอง ๔๖. ดอกคาํ ไทย เรยี กอกี ช่อื วา่ ดอกชาติ ๔๗. ฆอ้ งสามยา่ นตวั ผู้ (นลิ พตั )เรยี กอกี ช่อื วา่ ตน้ คว่าํ ตายหงายเป็น ๔๘. ตน้ เหงอื กปลาหมอ เรยี กอกี ชอ่ื วา่ ตน้ แกม้ คอ ๔๙. ตน้ ฆอ้ งสามยา่ น เรยี กอกี ชอ่ื วา่ สม้ กระเชา้ ๕๐. ตน้ จามจรุ ี เรยี กอกี ช่อื วา่ กา้ มกราม, กา้ มปู ๕๑. ตน้ ชา้ งงาเดยี ว เรยี กอกี ชอ่ื วา่ หนามคาใบ ๕๒. ตน้ ตนี เป็ดเครอื เรยี กอกี ช่อื ว่า เถาเอน็ อ่อน ๕๓. ตน้ ตนี เป็ดตน้ เรยี กอกี ชอ่ื วา่ พระยาสตั บนั ๕๔. ตน้ ตนี เป็นน้ํา เรยี กอกี ชอ่ื ว่า พะเนียงน้ํา ๕๕. เมด็ เทยี นขาว เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ยห่ี ร่า ๕๖. เทยี นตาตกั๊ แตน เรยี กอกี ช่อื วา่ ผกั ชลี าว ๕๗. ตน้ เทยี นเยาวพาณี เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ผกั ชกี ระเหรย่ี ง ๕๘. ตน้ โทงเทง เรยี กอกี ชอ่ื ว่า โคมจนี , โคมญป่ี ่นุ ๕๙. ตน้ ทองระอา เรียกอีกชื่อวา่ ลิ้นงูเห่า เรียกอีกช่ือวา่ ไปนิพพานไม่รู้กลบั ๖๐. ผกั เส้ียนผี ๖๑. หางไหลขาว เรยี กอกี ช่อื วา่ โล่ตน๊ิ ๖๒. หางไหลแดง เรยี กอกี ช่อื วา่ กะลาํ เพาะ ๖๓. สมออพั ยา เรยี กอกี ชอ่ื ว่า ลกู สมอไทย ๖๔. สมอรอ่ งแรง่ คอื ลกู สมอชนิดหน่งึ กา้ นยาว หอ้ ยรอ่ งแรง่ อยู่ ๖๕. บอระเพด็ ตวั ผู้ คอื เถาชงิ ชา้ ชาลี แต่บอระเพด็ ตวั เมยี คอื เถาบอระเพด็ ทม่ี ตี ุ่ม ๖. ตวั ยาท่ีมีสรรพคณุ ใกล้เคียงกนั ตวั ยาทม่ี สี รรพคณุ ใกลเ้ คยี งกนั หรอื มสี รรพคณุ เสมอกนั นนั้ สามารถนํามาใชแ้ ทนกนั ได้ เพราะตวั ยาบางอยา่ งทต่ี อ้ งการ หรอื มใี นตํารายานนั้ ไม่มหี รอื ขาดไป หรอื ตวั ยาบางอยา่ งตอ้ งนํามาจาก ต่างประเทศ บางครงั้ ตวั ยาเกดิ ขาดตลาด จะรอใหส้ ่งมาจากต่างประเทศ คนไขก้ ค็ งจะไมไ่ ดร้ บั ประทานยา เป็นแน่ ดงั นนั้ แพทยแ์ ละเภสชั กรแผนโบราณ จงึ ไดค้ ดิ คน้ หาตวั ยาบางอยา่ งทพ่ี อหาได้ พอจะมสี รรพคุณ ทดั เทยี มกนั เพ่อื จะไดน้ ํามาปรงุ เป็นยาเพ่อื รกั ษาโรค ตวั ยาทม่ี สี รรพคุณใกลเ้ คยี งกนั และพอจะใชแ้ ทนกนั ไดน้ นั้ มดี งั น้ี คอื ๑. โกฐสอ มสี รรพคุณเสมอกบั ขา่ ลงิ ๒. โกฐเขมา มสี รรพคุณเสมอกบั ทรงบาดาล ๓. โกฐหวั บวั มสี รรพคุณเสมอกบั หวั กระเทยี ม ๔. โกฐเชยี ง มสี รรพคณุ เสมอกบั ไพล ๕. โกฐจฬุ าลมั พา มสี รรพคุณเสมอกบั หญา้ ตนี นก ๖. โกฐกระดกู มสี รรพคุณเสมอกบั หวั กะทอื
106 ๗. โกฐกา้ นพรา้ ว มสี รรพคุณเสมอกบั ชงิ ชา้ ชาลี ๘. โกฐน้ําเตา้ มสี รรพคุณเสมอกบั หวั เปราะป่า ๙. กะเมง็ มสี รรพคุณเสมอกบั ผกั คราด ๑๐. กะเพรา มสี รรพคณุ เสมอกบั แมงลกั ๑๑. แก่นประดู่ มสี รรพคณุ เสมอกบั แก่นมะชาง ๑๒. เกลอื สมทุ ร มสี รรพคณุ เสมอกบั เกลอื ประสะ ๑๓. เกลอื สนิ เธาว์ มสี รรพคณุ เสมอกบั สมอทงั้ ๓ ๑๔. ดปี ลี มสี รรพคุณเสมอกบั ขงิ ๑๕. บอระเพด็ มสี รรพคณุ เสมอกบั ชงิ ชา้ ชาลี ๑๖. ยางเทพทาโร มสี รรพคุณเสมอกบั ยางสลดั ได ๑๗. เปลอื กตาเสอื มสี รรพคณุ เสมอกบั เปลอื กนนทรี ๑๘. กานพลู มสี รรพคุณเสมอกบั ลกู จนั ทร์ ๑๙. เปลอื กแคแดง มสี รรพคณุ เสมอกบั เปลอื กแคขาว ๒๐. หศั คุณเทศ มีสรรพคุณเสมอกบั หสั คุณไทย ๒๑. สารสม้ มสี รรพคุณเสมอกบั เหงา้ สบั ปะรด ๒๒. โคกกระสุน มสี รรพคุณเสมอกบั นมพจิ ติ ร ๒๓. ใบเงนิ มสี รรพคุณเสมอกบั ใบทอง ๒๔. น้ํามะกรดู มสี รรพคุณเสมอกบั น้ํามะนาว ๒๕. ดา่ งสลดั ได มสี รรพคุณเสมอกบั ด่างโคกกระสนุ ๒๖. หนอนตายหยาก มสี รรพคุณเสมอกบั กะเพยี ด ๒๗. ขมน้ิ ออ้ ย มสี รรพคุณเสมอกบั ขมน้ิ ชนั ๒๘. กาหลง มสี รรพคุณเสมอกบั จกิ ๒๙. ผกั เสย้ี นทงั้ ๒ มสี รรพคณุ เสมอกบั หญา้ พนั งทู งั้ ๒ ๓๐. มะไฟเดอื นหา้ มสี รรพคณุ เสมอกบั หญา้ ปากควาย ๓๑. น้ําตาลทราย มสี รรพคณุ เสมอกบั น้ําตาลกรวด ๓๒. มะแวง้ ตน้ มสี รรพคณุ เสมอกบั มะแวง้ เครอื ๓๓. มะกรดู มสี รรพคุณเสมอกบั สม้ ซ่า ๓๔. เมลด็ สลอด มสี รรพคุณเสมอกบั พาดไฉน ๓๕. เขม็ แดง มสี รรพคณุ เสมอกบั เขม็ ขาว ๓๖. ฝ่ินตน้ มสี รรพคณุ เสมอกบั ฝ่ินเครอื ๓๗. ดอกดงึ มสี รรพคณุ เสมอกบั ผกั โหมแดง ๓๘. ลกู กรวย มสี รรพคุณเสมอกบั ลกู บดิ ๗. การเกบ็ ยา
107 การเกบ็ ยาตามวธิ กี ารของโบราณ ถา้ หากจะพจิ ารณาใหด้ แี ลว้ เหน็ ว่ามคี วามสาํ คญั มาก สาํ คญั ทงั้ ทางด้านใหไ้ ดต้ วั ยา มสี รรพคุณดแี ละทงั้ ทางดา้ นการสงวนพนั ธุ์ของพชื สมนุ ไพรของตวั ยาใหค้ งไวอ้ ยู่ ตลอดไปเกบ็ ยาต่าง ๆ ตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งตามกาลเวลา วธิ กี ารเกบ็ ยาของแพทยแ์ ผนโบราณมี ๔ วธิ ี คอื การเกบ็ ยาตามฤดู การเกบ็ ยาตามทศิ ทงั้ ๔ การเกบ็ ยาตามวนั และเวลา การเกบ็ ยาตามยาม (กาลเวลา) ๗.๑ การเกบ็ ตวั ยาตามฤดู เกบ็ ดงั น้ี ๑) คมิ หนั ตฤดู (ฤดรู อ้ น) เกบ็ เหงา้ หวั แก่น ราก จงึ จะไดย้ ามสี รรพคุณดี ๒) วสนั ตฤดู (ฤดฝู น) เกบ็ ใบ ดอก ลกู หรอื ฝัก จงึ จะไดย้ ามสี รรพคุณดี ๓) เหมนั ตฤดู (ฤดหู นาว) เกบ็ เปลอื กไม้ กระพ้ี และเน้อื ไม้ จงึ จะดา้ มสี รรพคณุ ดี ๗.๒ การเกบ็ ตวั ยาตามทิศทางทงั้ ๔ ๑) วนั อาทติ ย์ วนั องั คาร เกบ็ ยา ทศิ ตะวนั ออก ๒) วนั จนั ทร์ วนั เสาร์ เกบ็ ยา ทศิ ตะวนั ตก ๓) วนั พธุ วนั ศุกร์ เกบ็ ยา ทศิ ใต้ ๔) วนั พฤหสั บดี เกบ็ ยา ทศิ เหนอื ในการเกบ็ ยาตามทศิ น้ี ใหถ้ อื เอาทอ่ี ยขู่ องหมอผเู้ กบ็ ยาเป็นศูนยก์ ลาง ๗.๓ การเกบ็ ตวั ยาตามวนั และเวลา ๑) วนั อาทติ ย์ เชา้ เกบ็ ตน้ สายเกบ็ ใบ เทย่ี งเกบ็ ราก เยน็ เกบ็ เปลอื ก ๒) วนั จนั ทร์ เชา้ เกบ็ ราก สายเกบ็ แก่น เทย่ี งเกบ็ ใบ เยน็ เกบ็ เปลอื ก ๓)วนั องั คาร เชา้ เกบ็ ใบ สายเกบ็ เปลอื ก เทย่ี งเกบ็ ตน้ เยน็ เกบ็ ราก ๔)วนั พธุ เชา้ เกบ็ ราก สายเกบ็ เปลอื ก เทย่ี งเกบ็ ตน้ เยน็ เกบ็ แก่น ๕)วนั พฤหสั บดี เชา้ เกบ็ แก่น สายเกบ็ ใบ เทย่ี งเกบ็ ราก เยน็ เกบ็ เปลอื ก ๖) วนั ศกุ ร์ เชา้ เกบ็ ใบ สายเกบ็ ราก เทย่ี งเกบ็ เปลอื ก เยน็ เกบ็ ตน้ ๗) วนั เสาร์ เชา้ เกบ็ ราก สายเกบ็ ตน้ เทย่ี งเกบ็ เปลอื ก เยน็ เกบ็ ใบ ๗.๔ การเกบ็ ตวั ยาตามยาม(กาลเวลา) ๑) กลางวนั ยาม ๑ เกบ็ ใบ ดอก ลกู (๐๖.๐๐-๐๙.๐๐ น.) (๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.) ยาม ๒ เกบ็ กงิ่ กา้ น (๑๒.๐๐-๑๕.๐๐ น.) ยาม ๓ เกบ็ ตน้ เปลอื ก แกน่ (๑๕.๐๐-๑๘.๐๐ น.) ยาม ๔ เกบ็ ราก ๒) กลางคนื (๑๘.๐๐-๒๑.๐๐ น.) ยาม ๑ เกบ็ ราก (๒๑.๐๐-๒๔.๐๐ น.) ยาม ๒ เกบ็ ตน้ เปลอื ก แกน่ (๒๔.๐๐-๐๓.๐๐ น.) ยาม ๓ เกบ็ กงิ่ กา้ น (๐๓.๐๐-๐๖.๐๐ น.) ยาม ๔ เกบ็ ใบ ดอก ลกู
108 ๘. ตวั ยาประจาํ ธาตุ ในรา่ งกายของมนุษยเ์ ราประกอบขน้ึ จากธาตุทงั้ ๔ ชนิด คอื ธาตุดนิ ๒๐ ประการ ธาตุน้ํา ๑๒ ประการ ธาตุลม ๖ ประการ ธาตุไฟ ๔ ประการ และอากาศธาตุ คอื ชอ่ งวา่ งในรา่ งกาย ๑๐ ประการ ธาตุ ต่างๆเหลา่ น้ีถอื เป็นทต่ี งั้ ทแ่ี รกเกดิ ของโรค ฉะนนั้ เมอ่ื ธาตุใดธาตุหน่งึ เกดิ เจบ็ ป่วยหรอื พกิ ารขน้ึ มา ตาม คมั ภรี ไ์ ดจ้ ดั ลกั ษณะตวั ยาประจาํ ธาตุและรสยาแกต้ ามธาตุไวด้ งั น้ี ๘.๑ ลกั ษณะตวั ยาประจาํ ธาตุ ก. ดอกดปี ลี ประจาํ ปถวธี าตุ คอื ธาตุดนิ ๒๐ ประการ ข. รากชา้ พลู ประจาํ อาโปธาตุ คอื ธาตุน้ํา ๑๒ ประการ ค. เถาสะคา้ น ประจาํ วาโยธาตุ คอื ธาตุลม ๖ ประการ ง. รากเจตมลู เพลงิ ประจาํ เตโชธาตุ คอื ธาตุไฟ ๔ ประการ จ. เหงา้ ขงิ แหง้ ธาตุอากาศ คอื ชอ่ งว่างภายในรา่ งกาย ๑๐ ประการ ๘.๒ รสยาแก้ตามธาตุ ก. ปถวธี าตุพกิ าร แกด้ ว้ ย ยารสฝาด หวาน มนั เคม็ ข. อาโปธาตุพกิ าร แกด้ ว้ ย ยารสเปรย้ี ว เมาเบ่อื ขม ค. วาโยธาตุพกิ าร แกด้ ว้ ย ยารสสุขมุ เผด็ รอ้ น ง. เตโชธาตุพกิ าร แกด้ ว้ ย ยารสเยน็ จดื ๙. สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงความสําคญั ของการพฒั นาสมุนไพร โดยมกี ารร่างเป็น นโยบายไวเ้ ป็นแผนพฒั นาการสาธารณสขุ ฉบบั ท่ี ๖ เพ่อื ใหบ้ ุคลากรสาธารณสุขในระดบั ต่างๆ รวมถงึ หมอพ้นื บ้านลแพทย์แผนโบราณ ได้มคี วามรู้เร่อื งสมุนไพรขนั้ พ้นื ฐานเพ่ือให้มหี ลกั ในการศึกษาและ เรยี นรอู้ ยา่ งถูกตอ้ ง ใหเ้ ขา้ ใจถงึ ประโยชน์และขอ้ จาํ กดั ของสมนุ ไพรต่างๆ สมุนไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐานมดี งั น้ี กระเทียม ช่ือท้องถิ่น หอมเทยี ม (เหนือ), กระเทยี ม หวั เทยี ม (ภาคใต)้ , กระเทยี มขาว (อุดรธานี),หอม ขาว(อุดรธานี), กระเทยี ม (กลาง), ปะเซวา (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช พชื ลม้ ลุก มลี าํ ตน้ ใตด้ นิ เรยี กว่า หวั หวั มกี ลบี ย่อยหลายกลบี ตดิ กนั แน่น เน้ือสขี าว มกี ลน่ิ ฉุนเฉพาะ บางครงั้ ในหน่ึงหวั มกี ลบี เดยี ว เรยี ก กระเทยี มโทน หวั ค่อนขา้ ง กลม ใบยาวแบน ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกรวมกนั เป็นกระจุกท่ปี ลายช่อ ดอกสขี าวอมเขยี ม หรอื ชมพอู มมว่ ง ผลมขี นาดเลก็ ส่วนที่ใช้เป็นยา หวั ใตด้ นิ
109 ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ในชว่ งทห่ี วั แก่ อายุ ๑๐๐ วนั ขน้ึ ไป รสและสรรพยาคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ น เป็นยาขบั ลมในลาํ ไส้ แกก้ ลากเกลอ้ื น แกไ้ อ ขบั เสมหะ ชว่ ยยอ่ ยอาหาร วิธีใช้ กระเทยี มใชเป็นยารกั ษาอาการดงั น้ี 1. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และแน่นจกุ เสยี ด ใชก้ ลบี ปอกเปลอื ก รบั ประทานดบิ ๆ ครงั้ ละประมาณ ๕ – ๗ (หนกั ๕ กรมั ) หลงั อาหารหรอื เวลามอี าการ 2. อาการกลาก เกล้อื น ฝานกลบี กระเทยี มแล้วนํามาถูกบ่อยๆ หรอื ตําคนั้ เอาน้ําทา บรเิ วณทเ่ี ป็นโดยใชไ้ มเ้ ลก็ ๆ ขดู บรเิ วณทเ่ี ป็น พอใหผ้ วิ แดงๆ ก่อน แลว้ จงึ เอากระเทยี มทาบ่อยๆ หรอื วนั ละ ๒ ครงั้ เชา้ – เยน็ กระวาน ชื่อท้องถ่ิน กระวานโพธสิ ตั ว์ , กระวานจนั ทร์ (กลาง) ,กระวานดํา , กระวานแดง , กระวาน ขาว (กลาง , ตะวนั ออก) ลกั ษณะของพืช ปลกู โดยการแยกหน่อ ขน้ึ ในดนิ แทบทุกชนิด เจรญิ ไดด้ ที ช่ี ุ่มชน้ื และเยน็ โดยเฉพาะใตร้ ม่ เงาไม้ ใหญ่ ยงั พบไดใ้ นป่าทม่ี คี วามชน้ื สงู ทางภาคใตข้ องประเทศไทย เวลาปลกู จะแยกหน่อออกจากตน้ แม่ ถ้า มลี าํ ต้นตดิ มาใหต้ ดั เหลอื ประมาณ ๑ คบื เพ่อื ลดการสญู เสยี น้ํา นําหน่อไปชาํ ในทช่ี ุ่มชน้ื หรอื จะนําลง ปลกู เลยกไ็ ด้ ดแู ลความชน้ื ใหส้ ม่าํ เสมอ กระวานเป็นพชื เศรษฐกจิ ชนิดหน่ึงทร่ี ฐั บาลใหค้ วามสนใจเพราะกระวานเป็นไดท้ งั้ เคร่อื งเทศและ สมนุ ไพร ลูกกระวานทาํ รายไดใ้ หก้ บั ประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ส่งออกประมาณ ๒๒.๑ ตนั (มลู ค่า ๗ ลา้ นบาท) ส่งไปขายประเทศองั กฤษ จนี และญป่ี ่นุ แหล่งปลกู อยจู่ งั หวดั ยะลาและจนั ทบุรี ส่วนท่ีใช้เป็นยา ผลแก่ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ ยา ตงั้ แตเ่ รมิ่ ปลกู จนมอี ายุ ๔ – ๕ ปี จงึ จะเรมิ่ เกบ็ ผลได้ ผลแกเ้ กบ็ ในชว่ ง เดอื นสงิ หาคม – เดอื นมนี าคม รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ น กลน่ิ หอม เป็นยาขบั ลมและเสมหะ วิธีใช้ 1. ผลกระวานแกอ้ าการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และแน่นจกุ เสยี ด โดยเอาผลแก่จดั ตากแหง้ และบดเป็นผงรบั ประทานครงั้ ละ ๑ ชอ้ นครง่ึ - ๓ ชอ้ นชา (หนกั ๑ - ๒ กรมั ) ชงกบั น้ําอุ่น 2. ผลกระวานยงั ใชผ้ สมกบั ยาถ่าย เช่น มะขามแขก เพอ่ื บรรเทาอาการไซท้ อ้ ง กระเจ๊ียบแดง ช่ือท้องถิ่น กระเจย๊ี บ , กระเจย๊ี บเปรย้ี ว (ภาคกลาง) , ผกั เกง็ เคง้ , สม้ เกง็ เคง็ (ภาคเหนือ) , สม้ ตะเลงเคลง (ตาก) , สม้ ปู (เงย้ี ว – แมฮ่ อ่ งสอน)
110 ลกั ษณะของพืช กระเจย๊ี บเป็นไมพ้ ุ่มขนาดเลก็ สงู ราว ๓ – ๖ ศอก ลาํ ตน้ และกง่ิ กา้ นมสี มี ว่ งแดง ใบมี หลายแบบขอบใบเรยี บ บางครงั้ มหี ยกั เวา้ ๓ หยกั ดอกสชี มพู ตรงกลางจะมสี เี ขม้ กว่าสว่ นนอกของ กลบี เมอ่ื กลบี ดอกรว่ งโรยไป กลบี รองดอกและกลบี เลย้ี งจะเจรญิ ขน้ึ มสี มี ว่ งแดงเขม้ หุม้ เมลด็ ไวภ้ ายใน ส่วนท่ีใช้เป็นยา กลบี เลย้ี งและกลบี รองดอก ช่วงเวลาที่เกบ็ ยา ตงั้ แต่เรม่ิ ปลกู จนถงึ ช่วงเกบ็ เกย่ี วใชเ้ วลา ๔ – ๔ เดอื นครง่ึ รสและสรรพคณุ ยาไทย กลบี รองดอก กลบั เลย้ี งและใบ มรี สเปรย้ี ว ใชเ้ ป็นยากดั เสมหะ วิธีใช้ ใช้เป็นยารกั ษาอาการขดั เบา โดยนําเอากลบี เลย้ี ง หรอื กลบี รองดอกสมี ่วงแดง ตาก แหง้ และบดเป็นผง ใชค้ รงั้ ละ ๑ ชอ้ นชา (หนกั ๓ กรมั ) ชงกบั น้ําเดอื ด ๑ ถ้วย (๒๕๐ มลิ ลลิ ติ ร) ด่มื เฉพาะน้ําสแี ดงใส ด่มื วนั ละ ๓ ครงั้ ตดิ ต่อกนั ทุกวนั จนกวา่ อาการขดั เบาจะหายไป กะทือ ช่ือท้องถิ่น กะทอื ป่า , กะแวน , แฮวดาํ (ภาคเหนอื ) , เฮยี วแดง (แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช กะทอื เป็นพชื ทพ่ี บไดต้ ามบา้ นในชนบท เป็นพชื ลม้ ลุก ฤดแู ลง้ จะลงหวั เมอ่ื ถงึ ฤดฝู น จะงอกใหมห่ วั มขี นาดใหญ่ และมเี น้ือในสเี หลอื งอ่อน กลนิ่ หอม ตน้ สงู ๓ – ๖ ศอก ใบเรยี ว ยาว ออกตรงขา้ มกนั ดอกเป็นชอ่ กลม อดั กนั แน่นสแี ดง และแทรกดว้ ยดอกสเี หลอื งเลก็ ๆ ส่วนทใี่ ช้เป็ นยา หวั หรือเหงา้ แก่สด ช่วงเวลาท่ีเกบ็ ยา ชว่ งฤดแู ลง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขมและข่นื เลก็ น้อย ขบั ลม แกป้ วดมวนแน่นทอ้ ง แกบ้ ดิ บาํ รงุ น้ํานม วิธีใช้ หวั กะทอื เป็นยารกั ษาอาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจกุ เสยี ด และปวดทอ้ ง โดยใชห้ วั หรอื เหงา้ สดขนาดเทา่ หวั แม่มอื ๒ หวั (ประมาณ ๒๐ กรมั ) ยา่ งไฟพอสกุ ตาํ กบั น้ําปนู ใสคนั้ เอาน้ําด่มื เวลามอี าการ กระชาย ช่ือท้องถิ่น กะแอน , ระแอน (ภาคเหนือ) , ขงิ ทราย (มหาสารคาม) , ว่านพระอาทติ ย์ (กรงุ เทพฯ) , จป๊ี ู , ชฟี ู (ฉาน – แมฮ่ อ่ งสอน) , เป๊ าซอเรา้ ะ , เป๊ าะส่ี (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช กระชายเป็นไมล้ ม้ ลุก สูงราว ๑ – ๒ ศอก มลี ําต้นใตด้ นิ เรยี กว่า “ เหงา้ ” รปู ทรงกระบอกปลายแหลมจาํ นวนมาก รวมตดิ อย่เู ป็นกระจกุ เน้ือในสเี หลอื ง มกี ลนิ่ หอมเฉพาะ เน้อื ในละเอยี ดกาบใบสแี ดงเรอ่ื ใบใหญ่ยาวรปี ลายแหลม ดอกเป็นช่อ สขี าวอมชมพู ส่วนที่ใช้เป็นยา เหงา้ ใตด้ นิ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ นขม แกป้ วดมวนในทอ้ ง แกท้ อ้ งอดื เฟ้อและบาํ รงุ กาํ ลงั
111 วิธีใช้ เหงา้ กระชายรกั ษาอาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ จุกเสยี ด โดยนําเหงา้ และรากประมาณครง่ึ กาํ มอื (สดหนกั ๕ – ๑๐ กรมั แหง้ หนกั ๓ – ๕ กรมั ) ตม้ เอาน้ําด่มื เวลา มอี าการ หรอื ปรงุ เป็นอาหาร รบั ประทาน กะเพรา ช่ือท้องถ่ิน กะเพราขาว , กะเพราแดง (กลาง) , กอมกอ้ (เหนือ) ลกั ษณะของพืช เป็นไมล้ ม้ ลุกขนาดเลก็ โคนตน้ ทแ่ี ก่เป็นไมท้ เ่ี น้ือแขง็ ลําต้นและใบมขี นอ่อน ใยมกี ลน่ิ หอมฉุนรปู รา่ งรี ปลายใบและโคนใบแหลมหรอื มนเลก็ น้อย ขอบใบหยกั ดอกออกเป็นช่อ ดอก ยอ่ ยออกรอบแกนกลางเป็นชนั้ ๆ กะเพราปลกู เป็นพชื สวนครวั มอี ยทู่ วั่ ไป มกี ะเพราขาวและกะเพราะแดง กะเพราะขาวมสี ว่ นต่างๆเป็นสเี ขยี ว สว่ นกะเพราแดงจะมสี ่วนต่างๆเป็นสเี ขยี วอมมว่ งแดง ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบสดหรอื แหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ ยา เกบ็ ใบสมบรู ณ์เตม็ ท่ี ไมแ่ ก่หรอื อ่อนจนเกนิ ไป รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ น เป็นยาตงั้ ธาตุ แกป้ วดทอ้ ง ทอ้ งขน้ึ จกุ เสยี ดในทอ้ ง ใช้ แต่งกลนิ่ แต่งรสได้ วิธีใช้ ใบกะเพราแกอ้ าการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจกุ เสยี ดและปวดทอ้ ง โดยใชใ้ บและยอด กะเพรา ๑ กาํ มอื (ถา้ สดหนกั ๒๕ กรมั แหง้ หนกั ๔ กรมั ) ตม้ เอาน้ําด่มื เหมาะสาํ หรบั เดก็ ทอ้ งอดื หรอื นํามาปรงุ เป็นอาหารรบั ประทานแกท้ อ้ งอดื กไ็ ด้ จาํ นวนยาและวธิ ใี ชแ้ บบเดยี วกนั น้ี ใชแ้ กอ้ าการ คล่นื ไสอ้ าเจยี นทเ่ี กดิ จากธาตุไมป่ กตไิ ด้ กล้วยน้ําว้า ช่ือท้องถิ่น กลว้ ยใต้ (ภาคเหนอื ) ลกั ษณะของพืช พชื ลม้ ลุก ลาํ ตน้ สงู ลาํ ตน้ ทอ่ี ยเู่ หนอื ดนิ รปู รา่ งกลม มกี าบใบหุม้ ซอ้ นกนั ใบสี เขยี วขนาดใหญ่ กา้ นใบยาวและเหน็ ไดช้ ดั เจน ดอกออกทป่ี ลายเป็นชอ่ ลกั ษณะหอ้ ยลงยาว ๑ – ๒ ศอก เรยี กว่า ปลี มดี อกยอ่ ยออกเป็นแผง ผลจะตดิ กนั เป็นแผงเรยี กวา่ หวี ซอ้ นกนั หลายหวเี รยี กว่า เครอื ส่วนท่ีใช้เป็นยา ลกู ดบิ หรอื ลกู หา่ ม ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ลกู กลว้ ยชว่ งเปลอื กยงั เป็นสเี ขยี ว ตน้ กลว้ ยจะใหผ้ ลในชว่ งอายุ ๘ – ๑๒ เดอื น รสและสรรพคณุ ยาไทย ลกู ดบิ รสฝาด ฤทธฝิ ์ าดสมาน วิธีใช้ กลว้ ยดบิ รกั ษาอาการทอ้ งเสยี ทไ่ี ม่รนุ แรง โดยใชก้ ลว้ ยน้ําวา้ หา่ มรบั ประทานครงั้ ละครง่ึ ผลถงึ หน่ึงผล หรอื ใชก้ ลว้ ยน้ําวา้ ดบิ ฝานเป็นแว่นตากแดดใหแ้ หง้ บดเป็นผง ชงน้ําด่มื ครงั้ ละครง่ึ ผลถงึ หน่งึ ผลหรอื บดเป็นผง ปัน้ เป็นยาลกู กลอนรบั ประทานครงั้ ละ ๔ เมด็ วนั ละ ๔ ครงั้ ก่อนอาหารและ ก่อนนอนรบั ประทานแลว้ แลว้ อาจมอี าการทอ้ งอดื เฟ้อ ป้องกนั ไดโ้ ดยใชร้ ว่ มกบั ยาขบั ลม เช่น น้ําขงิ พรกิ ไทย เป็นต้น
112 กานพลู ช่ือท้องถ่ิน จนั จ่ี (ภาคเหนอื ) ลกั ษณะของพืช กานพลูเป็นไมย้ นื ต้นขนาดกลาง ใบหนาเป็นมนั ถ้าเอาใบส่องแดดดู จะ เหน็ จดุ น้ํามนั อยทู่ วั่ ไปออกดอกเป็นช่อขนาดเลก็ ดอกสแี ดงอมชมพู ส่วนท่ีใช้เป็นยา ดอกกานพลแู หง้ ทย่ี งั มไิ ดส้ กดั เอาน้ํามนั ออก และมกี ลนิ่ หอมจดั ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ดอกตูมช่วงทเ่ี ปลย่ี นจากสเี ขยี วเป็นสแี ดง ช่วงเดอื นมถิ ุนายนจนถงึ เดอื นกุมภาพนั ธ์ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ น กลน่ิ หอม ชว่ ยขบั ลม วิธีใช้ 1. ดอกแหง้ ของกานพลรู กั ษาอาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และแน่นจกุ เสยี ด โดยใชด้ อกแหง้ ๕ – ๘ ดอก (๐.๑๒ – ๐.๖ กรมั ) ตม้ น้ําด่มื หรอื บดเป็นผง ชงเป็นน้ําชาด่มื 2. ดอกกานพลยู งั ช่วยป้องกนั ไมใ่ หเ้ ดก็ อ่อนทอ้ งขน้ึ ทอ้ งเฟ้อได้ โดนใชด้ อกแหง้ ๑ – ๓ ดอกแชไ่ วใ้ นกระตกิ น้ํารอ้ นทใ่ี ชช้ งนมใหเ้ ดก็ อ่อน ข่า ชื่อท้องถ่ิน ขา่ ตาแดง ขา่ หยวก (ภาคเหนือ) ลกั ษณะของพืช ข่ามลี ําตน้ ทอ่ี ย่ใู ต้ดนิ เรยี กว่า “เหงา้ ” เหงา้ มขี อ้ และปลอ้ งชดั เจน เน้ือในสี เหลอื ง และมกี ลนิ่ หอมเฉพาะลาํ ตน้ ทอ่ี ยเู่ หนอื ดนิ สงู ไดถ้ งึ ๖ เมตร ใบสเี ขยี วออกสลบั ขา้ งกนั รปู รา่ ง รยี าว ปลายแหลม ดอกออกเป็นช่อทย่ี อดดอกย่อยมขี นาดเลก็ สขี าวนวล ดา้ นในของกลบี ดอกมปี ระสี แดงอยดู่ า้ นหน่ึง ผลเปลอื กแขง็ รปู รา่ งกลมรี ส่วนที่ใช้เป็นยา เหงา้ แก่ สด หรอื แหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา ช่วงเวลาทเ่ี หงา้ แก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย เหงา้ ขา่ รสเผด็ ปรา่ ขบั ลมแกบ้ วมฟกซ้าํ วิธีใช้ เหงา้ ขา่ ใชเ้ ป็นยารกั ษาโรคดงั น้ี ๑. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และแน่นจกุ เสยี ด ทาํ ไดโ้ ดยใชเ้ หงา้ แก่สดหรอื แหง้ ขยาด เท่าหวั แม่มอื (สดหนกั ๕ กรมั แหง้ หนกั ๒ กรมั ) ตม้ น้ําดม่ื ๒. โรคกลากเกลอ้ื น เอาหวั ขา่ แก่ๆลา้ งใหส้ ะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ หรอื ทบุ ใหแ้ ตก นําไปแชเ่ หลา้ ขาวทง้ิ ไว้ ๑ คนื ทาํ ความสะอาดบรเิ วณทเ่ี ป็นและใชไ้ มบ้ างๆ ขดู ใหเ้ ป็นผวิ สแี ดงๆ และใช้ น้ํายาทไ่ี ดม้ าทาบรเิ วณทเ่ี ป็น ทา ๒ ครงั้ เชา้ - เยน็ ทุกวนั จนกว่าจะหายาก ขิง
113 ชื่อท้องถ่ิน ขงิ เผอื ก (เชยี งใหม)่ , ขงิ แคลง , ขงิ แดง (จนั ทบุร)ี , สะเอ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช ขงิ เป็นพชื ลม้ ลกุ มแี งง่ ใตด้ นิ แง่งจะแตกแขนงคลา้ ยน้ิวมอื เน้ือในสเี หลอื งแกม เขยี ว ลําต้นท่อี ย่เู หนือต้นงอกจากแง่งตงั้ ตรงยาวราว ๒ – ๓ ศอก ใบสเี ขยี ว เรยี วแคบ ปลายใบ แหลม ดอกเป็นชอ่ งขนากเลก็ กา้ นดอกสนั้ ดอกสเี หลอื งและจะบานจากโคนไปหาส่วนปลาย ส่วนที่ใช้เป็นยา เหงา้ แก่สด ช่วงเวลาท่ีเป็นยา เกบ็ เกย่ี วในชว่ งอายุ ๑๑ – ๑๒ เดอื น รสและสรรพคณุ ยาไทย รสหวานเผด็ รอ้ น แกล้ มจกุ เสยี ด แกเ้ สมหะ บาํ รงุ ธาตุ แก้ คลน่ื เหยี นอาเจยี น วิธีใช้ เหงา้ ขงิ ใชเ้ ป็นยารกั ษาอาการต่างๆ ดงั น้ี ๑. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจุกเสยี ด และอาการคล่นื ไสอ้ าเจยี น เน่ืองจากธาตุไม่ปกติ เมา รถ เมาเรอื โดยใชเ้ หงา้ แก่สดขยาดเท่าหวั แมม่ ดื (ประมาณ ๕ กรมั ) ทบุ ใหแ้ ตก ตม้ เอาน้ําดม่ื ๒. อาการไอ มเี สมหะ ฝนกบั น้ํามะนาว รหอื ใชเ้ หงา้ สดตําผสมน้ําเลก็ น้อย คนั้ เอาน้ําและ แทรกเกลอื เลก็ น้อย ใชก้ วาดคอหรอื จบิ บอ่ ยๆ ขลู่ ช่ือท้องถิ่น หนวดงว้ิ , หนาดงวั , หนาดววั (อุดรธาน)ี , ขป้ี ้าน (แมฮ่ อ่ งสอน) , คลู (ใต)้ ลกั ษณะของพืช ขล่เู ป็นไมพ้ มุ่ ขนาดเลก็ ยอดและใบสเี ขยี วอ่อน ใยกลมมน ปลายใบหยกั ดอก ออกเป็นชอ่ ประกอบดว้ ยดอกเลก็ ๆ สขี าวอมมว่ ง ส่วนที่ใช้เป็นยา ใชท้ งั้ หา้ ทงั้ สดและแหง้ (นิยมใชเ้ ฉพาะใบ) รสและสรรพคณุ ยาไทย สรรพคณุ ขบั ปัสสาวะ แกป้ ัสสาวะพกิ าร วิธีใช้ ใชเ้ ป็นยาแก้อาการขดั เบา วนั ละ ๑ กํามอื (สดหนกั ๔๐ – ๕๐ กรมั แหง้ หนัก ๑๕ – ๒๐ กรมั ) หนั่ เป็นชน้ิ ๆ ต้มกบั น้ําด่มื วนั ละ ๓ ครงั้ ก่อนอาหารครงั้ ละ ๑ ถ้วยชา (หรอื ๗๕ มลิ ลลิ ติ ร) ขมิ้น ช่ือท้องถิ่น ขมน้ิ (ทวั่ ไป) , ขมน้ิ แกง , ขมน้ิ หยวก , ขมน้ิ หวั (เชยี งใหม)่ ขม้ี น้ิ , หมน้ิ (ภาคใต)้ , ตายอ (กะเหรย่ี ง – กาํ แพงเพรช) , ละยอ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช พชื ลม้ ลุกทม่ี เี หงา้ อย่ใู ตด้ นิ เน้ือในของเหงา้ ขมน้ิ สเี หลอื งเขม้ จน สแี สดจดั มี กลนิ่ หอมเฉพาะตัวใบรูปเรยี วยาว ปลายแหลม คล้ายใบพุทธรกั ษา มกี ้านช่อแทงจากเหงา้ โดยตรง ดอกมสี ขี าวอมเหลอื ง มกี ลบี ประดบั สเี ขยี วอมชมพู ส่วนท่ีใช้เป็นยา เหงา้ สดและแหง้ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ในชว่ งอายุ ๙ – ๑๐ เดอื น
114 รสและสรรพคณุ ยาไทย รสฝาด กลน่ิ หอม แกโ้ รคผวิ หนงั ผน่ื คนั ขบั ลม แกท้ อ้ งรว่ ง วิธีใช้ เหงา้ ขมน้ิ ใชเ้ ป็นยารกั ษาอาการดงั น้ี ๑. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจุกเสยี ด และอาหารไม่ย่อย โดยล้างขมน้ิ ใหส้ ะอาด (ไม่ตอ้ งปอกเปลอื ก) หนั่ เป็นชน้ิ บางๆ ตากแดดจดั สกั ๑ – ๒ วนั บดใหล้ ะเอยี ดผสมกบั น้ําผง้ึ ปั้นเป็น เมลด็ ขนาดปลายน้ิวกอ้ ย เกบ็ ในขวดสะอาด กนิ ครงั้ ละ ๒ – ๓ เมด็ วนั ละ ๓ – ๔ ครงั้ หลงั อาหารและ ก่อนนอน บางคนกนิ ขมน้ิ แลว้ ทอ้ งเสยี ใหห้ ยดุ ยาทนั ที ๒. ฝี แผลพุพองและแกอ้ าการแพอ้ กั เสบ แมลงสตั วก์ ดั ต่อย โดยเอาเหงา้ ยาวประมาณ ๒ น้ิว ฝนกบั น้ําต้มสุกทาบรเิ วณท่เี ป็น วนั ละ ๓ ครงั้ หรอื ใชผ้ งขมน้ิ โรยทาบรเิ วณท่มี อี าการผ่นื คนั จากแมลงสตั วก์ ดั ต่อยได้ ขีเ้ หลก็ ชื่อในท้องถ่ิน ขเ้ี หลก็ บา้ น (ลาํ ปาง) , ขเ้ี หลก็ ใหญ่ (ภาคกลาง) , ขเ้ี หลก็ หลวง (ภาคเหนือ) , ผกั จล้ี ้ี (เงย้ี ว – แมฮ่ ่องสอน) , ยะหา (ปัตตาน)ี , ขเ้ี หลก็ จหิ ร่ี (ภาคใต)้ ลกั ษณะของพืช ขเ้ี หลก็ เป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดกลางใบเป็ยใบประกอบ ประกอบดว้ ยใบยอ่ ยประมาณ ๑๐ คู่ ใบเรยี วปลายใบมนหยกั เวา้ หาเสน้ กลางใบเลก็ น้อย โคนใบกลมสเี ขยี ว ใตใ้ บซดี กว่าดา้ นบนใบ และมขี น เลก็ น้อยดอกเป็นช่อสเี หลอื ง ฝักแบนหนา มเี มลด็ อยขู่ า้ งใน ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบอ่อนและดอก รสและสรรพคุณยาไทย ดอกตูมและใบอ่อน รสขม ช่วยระบายทอ้ ง ดอกตูมทําให้ นอน หลบั เจรญิ อาหาร วิธีใช้ ขเ้ี หลก็ ใชเ้ ป็นยารกั ษาอาหารทอ้ งผกู และอาการนอนไมห่ ลบั ทาํ ไดด้ งั น้ี ๑. อาการทอ้ งผกู ใชใ้ บขเ้ี หลก็ (ทงั้ ใยอ่อนและใบแก่) ๔ – ๕ กํามอื ต้มเอาน้ําด่มื ก่อน อาหารหรอื เวลามอี าการ ๒. อาการนอนไมห่ ลบั กงั วลเบ่อื อาหาร ใหใ้ ชใ้ บแหง้ หนกั ๓๐ กรมั หรอื ใชใ้ บสดหนกั ๕๐ กรมั ตม้ เอาน้ํารบั ประทานก่อนนอน หรอื ใชใ้ บอ่อนทาํ เป็นยาดองเหลา้ (ใส่เหลา้ ขาวพอท่วมยา แช่ ไว้ ๗ วนั คนทกุ วนั ให้ น้ํายาสม่าํ เสมอ กรองกากยาออก จะไดย้ าดองเหลา้ ขเ้ี หลก็ ) ด่มื ครงั้ ละ ๑ – ๒ ชอ้ นชาก่อนนอน คนู ชื่อท้องถิ่น ลมแลง้ (ภาคเหนอื ) , ลกั เกลอื , ลกั เคย (ปัตตาน)ี , ชยั พฤกษ์ , ราชพฤกษ์ (ภาค กลาง) , กุเพยะ (กะเหรย่ี ง) ลกั ษณะของพืช คูนเป็นไมย้ นื ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบรปู ไข่ปลายแหลม ดอกเป็นช่อ ระยา้ สเี หลอื ง และมกี ลน่ิ หอมอ่อนๆ ฝักรปู รา่ งกลมยาว เวลาอ่อนฝักมสี เี ขยี วแก่จดั เป็นสนี ้ําตาล ส่วนท่ีใช้เป็นยา เน้ือในฝักแก่
115 ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ช่วงฝักแก่ เปลอื กเป็นสนี ้ําตาลเขม้ รสและสรรพคณุ ยาไทย ราหวานเอยี นเลก็ น้อย สรรพคุณเป็นยาระบาย ทาํ ใหถ้ ่ายสะดวก ไม่ มวนไมไ่ ซท้ อ้ ง วิธีใช้ เน้ือในฝักคูนแก้อาการท้องผูก ทําได้โดยเอาเน้ือในฝักแก่ก้อนเท่าหวั แม่มอื (ประมาณ ๔ กรมั ) ตม้ กบั น้ําใสเ่ กลอื เลก็ น้อย ด่มื ก่อนนอนหรอื ตอนเชา้ ก่อนอาหารเหมาะเป็นยาระบายสําหรบั คน ทท่ี อ้ งผกู เป็นประจาํ และสตรมี คี รรภก์ ใ็ ชฝ้ ักคนู เป็นยาระบายได้ ชมุ เหด็ เทศ ช่ือท้องถ่ิน ชุดเหด็ ใหญ่ (ภาคกลาง) , ข้คี าก , ลบั มนึ หลวง , หมากกะลงิ เทศ (ภาคเหนือ) , สม้ เหด็ (เชยี งราย) , จมุ เหด็ (มหาสารคาม) , ตะลพี อ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช ชุมเหด็ เทศเป็นไม้พุ่ม ใบรูปใข่หรอื รูปใข่ขอบขนาน ออกเป็นคู่ตรงข้ามกนั เรยี งตวั เป็นแบบใบประกอบ ดอกเป็นช่อสเี หลอื ง ฝักแบนยาว มปี ีก ๔ ปีก เมลด็ ในรปู สามเหลย่ี ม ส่วนท่ีใช้เป็นยา ดอกสด , ใบสดหรอื แหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบชมุ เหด็ เทศขนาดกลาง ไมแ่ ก่หรอื อ่อนเกนิ ไป ตอ้ งเกบ็ ก่อนออก ดอก , เกบ็ ดอกสดเป็นยา รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเบอ่ื เอยี น ใบตาํ ทาแกก้ ลากเกลอ้ื น โรคผวิ หนงั ดอกและใบตม้ รบั ประทานแกอ้ าการทอ้ งผกู วิธีใช้ ใบและดอกชมุ เหด็ เทศใชเ้ ป็นยารกั ษาโรคและอาการดงั น้ี ๑. ทอ้ งผกู ใชด้ อกขุมเหด็ เทศสด ๒ – ๓ ช่อ ต้มรบั ประทานกบั น้ําพรกิ หรอื นําใบสด มาลา้ งให้สะอาดหนั่ ตากแหง้ ใช้ต้มหรอื ชงน้ําด่มื ครงั้ ละ ๑๒ ใบ หรอื ใบแห้งบดเป็นผง ปั้นกบั น้ําผ้งึ เป็นลกู กลอนขนาดเทา่ ปลายน้ิวกอ้ ยครงั้ ละ ๓ เมด็ รบั ประทานก่อนนอน หรอื เมอ่ื มอี าการทอ้ งผกู ๒. โรคกลาก ใบชุมเหด็ เทศสด ขยห้ี รอื ตําในครกใหล้ ะเอยี ด เตมิ น้ําเลก็ น้อย หรอื ใชใ้ บ ชุมเห็ดเทศกบั หวั กระเทยี มเท่าๆกนั ผสมปูนแดงท่กี นิ กบั หมากเล็กน้อย ตําผสมกนั ทาบรเิ วณท่เี ป็น กลาก โดยเอาไมไ้ ผข่ ดู ผวิ ใหแ้ ดงก่อน ทาบ่อยๆจนหาย หายแลว้ ทาต่ออกี ๗ วนั ๓. ฝีและแผลพุพอง ใชใ้ บชุมเหด็ เทศและกา้ นสด ๑ กํามอื ตม้ กบั น้ําพอท่วมยา แลว้ เคย่ี วใหเ้ หลอื ๑ ใน ๓ ชะลา้ งบรเิ วณทเ่ี ป็นวนั ละ ๒ ครงั้ เชา้ - เยน็ ถา้ เป็นมาใหใ้ ชป้ ระมาณ ๑๐ กํามอื ตม้ อาบ ชมุ เหด็ ไทย ชื่อท้องถ่ิน ชุมเห็ดนา , ชุมเห็ดเล็ก , ชุมเห็ดควาย (ภาคกลาง) , ลบั มนื น้อย (ภาคเหนอื ) , ชุมเหด็ เขาควาย , เลบ็ มน่ื น้อย (ภาคอสี าน) , พรมดาน (สโุ ขทยั ) ลกั ษณะของพืช ชุมเหด็ ไทยเป็นไมพ้ ุ่มขนาดเลก็ แตกแขนงมาก ใบประกอบดว้ ย ใบยอ่ ย ๓ ใบ มขี นาดเลก็ รปู กลมมนดอกสเี หลอื งขนาดเลก็ ฝักเลก็ แบนยาว เมลด็ รปู ทรงกระบอก
116 ส่วนที่ใช้เป็นยา เมลด็ แหง้ ทผ่ี า่ นการควั่ แลว้ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ชว่ งทฝ่ี ักแหง้ เป็นสนี ้ําตาล รสและสรรพคณุ ยาไทย กลน่ิ หอม เป็นยาระบาย และขบั ปัสสาวะ วิธีใช้ เมลด็ ชมุ เหด็ ไทยใชเ้ ป็นยารกั ษา ๑. อาการทอ้ งผูก ใชเ้ มลด็ แหง้ ควั่ ๒ ชอ้ นคาว ถงึ ๒ ชอ้ นครง่ึ (จาํ นวน ๑๐ – ๑๓ กรมั )ตม้ หรอื ชงน้ํารอ้ นด่มื ดม่ื แลว้ อาจมอี าการงว่ งนอน ๒. อาการขดั เบา ชว่ ยปัสสาวะ ใชเ้ มลด็ แหง้ ควั่ วนั ละ ๑ – ๓ ชอ้ นคาว (จาํ นวน ๕ – ๑๕ กรมั )ใส่น้ํา ๑ ลติ ร แล้วตงั้ ไฟต้มให้เหลอื ๖๐๐ มลิ ลลิ ิตร แบ่งด่มื วนั ละ ๓ ครงั้ ๆละ ๒๐๐ มลิ ลลิ ติ ร หลงั อาหาร ดีปลี ชื่อท้องถ่ิน ดปี ลเี ผอื ก (ภาคใต)้ , ประดงขอ้ , ปานนุ (ภาคกลาง) ลกั ษณะของพืช ดปี ลไี มเ้ ลอ้ื ย ใบรปู ไข่ โคนนมปลายแหลม เป็นใบเดย่ี ว คลา้ ยใบยา่ นางแต่ผวิ ใบมนั กว่าและบางกวา่ เลก็ น้อย ดอกไมเ้ ป็นรปู ทรงกระลอกปลายมน เมอ่ื แก่กลายเป็นผลสแี ดง ส่วนท่ีใช้เป็นยา ผลแก่แหง้ (หมอยารยี ก ดอกดปี ล)ี ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา ชว่ งทผ่ี ลแก่จดั แต่ยงั ไมส่ กุ ตากแดดใหแ้ หง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ รอ้ นขม บาํ รงุ ธาตุ ขบั ลม แกจ้ กุ เสยี ด วิธีใช้ ผลแก่แหง้ ของดปี ลี ใชเ้ ป็นยารกั ษาอาการ ดงั น้ี ๑. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และปวดทอ้ ง และแกอ้ าการคล่นื ไสอ้ าเจยี น ทเ่ี กดิ จากธาตุ ไมป่ กตโิ ดยใชผ้ ลแก่แหง้ ๑ กํามอื (ประมาณ ๑๐ – ๑๕ ดอก) ตม้ เอาน้ําด่มื ถา้ ไมม่ ดี อกใชเ้ ถาตม้ แทน ได้ ๒. อาการไอ และขบั เสมหะ ใชผ้ ลแก่แห้ง ประมาณครง่ึ ผล ฝนกบั น้ํามะนาวแทรก เกลอื กวาดคอ หรอื จบิ บอ่ ยๆ ตาํ ลึง ชื่อท้องถิ่น ผกั แคบ (ภาคเหนือ) , แคเด๊าะ ( กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช ตําลงึ เป็นไมเ้ ถามอี ายุอยไู่ ดห้ ลายปี เม่อื อายมุ ากเถาจะใหญ่และแขง็ เถาสี เขยี ว ตามขอ้ มมี อื เกาะใบออกสลบั กนั เป็นรปู สามเหลย่ี ม ดอกสขี าว ขา้ งในมเี กสรสเี หลอื ง ผลคลา้ ยลกู แตงกวา แต่ขนาดเลก็ กว่าผลดบิ สเี ขยี ว และมลี ายขาว เม่อื สุกเตม็ ทส่ี แี ดงสด ปลูกเป็นผกั ขน้ึ ตามรมิ รวั้ บา้ นตามชนบททวั่ ไป ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบสด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบทส่ี ดและสมบรู ณ์ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเยน็ ใบสดตาํ คนั้ น้ําแกพ้ ษิ แมลงสตั วก์ ดั ต่อยทท่ี าํ ใหป้ วดแสบรอ้ น และคนั
117 วิธีใช้ ใช้เป็นยารกั ษาอาการแพ้ อกั เสบ แมลงสตั ว์กดั ต่อย เช่น ยุงกดั ถูกตวั บุ้ง ใบ ตําแย แพล้ ะอองขา้ ว โดยเอาใบสด ๑ กํามอื ลา้ งใหส้ ะอาด ตําใหล้ ะเอยี ดผสมน้ําเลก็ น้อยแลว้ คนั้ น้ํา จากใบเอามาทาบรเิ วณทม่ี อี าการ พอน้ําแหง้ แลว้ ทาซ้าํ บอ่ ยๆ จนกว่าจะหาย ตะไคร้ ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนอื ) , ไคร (ภาคใต้) , คาหอม (เงย้ี ว – แมฮ่ อ่ งสอน) , เชดิ เก รบ , เหลอะเกรย (เขมร – สุรนิ ทร)์ , ห่อวอตะโป๋ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) , หวั สงิ ไค (เขมร – ปราจนี บุร)ี ลกั ษณะของพืช ตะไครเ้ ป็นพชื ทม่ี อี ายหุ ลายปี ลําต้นรวมกนั เป็นกอ ใบยาวเรยี ว ปลาย แหลมสเี ขยี วออกเทาและมกี ลน่ิ หอม ดอกออกเป็นช่อยาว มดี อกเลก็ ฝอยจาํ นวนมาก ผลมขี นาด เลก็ ไมค่ อ่ ยตดิ ดอกและผล ตะไครป้ ลกู งา่ ยเจรญิ งอกงามในดนิ แทบทุกชนิด ส่วนม่ีใช้เป็นยา ลาํ ตน้ และเหงา้ แก่ สดหรอื แหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ เหงา้ และลาํ ตน้ แก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสปรา่ กลนิ่ หอม บาํ รงุ ไฟธาตุ แกโ้ รคทางเดนิ ปัสสาวะ ขบั ลมในลําไส้ ทาํ ใหเ้ จรญิ อาหาร แกค้ าว วิธีใช้ ตะไครเ้ ป็นยารกั ษาอาการต่างๆ ดงั น้ี ๑. อาการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจุดเสยี ด ใชล้ าํ ตน้ แก่สดๆ ทุบพอแหละ ประมาณ ๑ กํามอื (ราว ๔๐ – ๖๐ กรมั ) ตม้ เอาน้ําดม่ื หรอื ประกอบเป็นอาหาร ๒. อาการขดั เบา ผทู้ ป่ี ัสสาวะขดั ไม่คล่อง (แต่ตอ้ งไมม่ อี าการบวม) ใหใ้ ชต้ น้ แก่สดวนั ละ ๑ กาํ มอื (สดหนกั ๔๐ – ๖๐ กรมั แหง้ หนกั ๒๐ – ๓๐ กรมั ) ตม้ กบั น้ําด่มื วนั ละ ๓ ครงั้ ๆละ ๑ ถ้วยชา (๗๕ มลิ ลลิ ติ ร) ก่อนอาหาร หรอื ใชเ้ หงา้ แก่ทอ่ี ย่ใู ต้ดนิ ฝานเป็นแว่นบางๆ ควั่ ไฟอ่อนๆ พอ เหลอื ง ชงเป็นชาดม่ื วนั ละ ๓ ครงั้ ๆละ ๑ ถว้ ยชา พอปัสสาวะสะดวกแลว้ จงึ หยดุ ยา เทียนบา้ น ช่ือท้องถิ่น เทยี นดอก , เทยี นไทย , เทยี นสวน(ภาคกลาง) ลกั ษณะของพืช เทยี นบา้ นเป็นพชื ลม้ ลุก ลาํ ตน้ อวบน้ําและมขี นเลก็ น้อย ใบเรยี วแหลม ขอบใบ เป็นหยกั ละเอยี ดดอกมที งั้ เดย่ี วและเป็นดอกรวม ๒ – ๓ ดอก มหี ลายสี ผลรปู รี มเี มลด็ กลมอย่ใู น แก่ แลว้ แตกไดเ้ อง ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสา ดอกสด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบขนาดกลางทส่ี มบรู ณ์ รสและสรรพคุณยาไทย ส่วนใหญ่หมอจนี ใชใ้ บของเทยี นดอกขาว ตําพอกเลบ็ ขบ และปวด ตามน้ิวมอื หรอื น้วิ เทา้ ถอนพษิ ปวดแสบ ปวดรอ้ น
118 วิธีใช้ ใชใ้ บสดและดอกสดประมาณ ๑ กาํ มอื ตาํ ละเอยี ดและพอก ทาบรเิ วณทเ่ี ป็นฝีและแผล พุพองวนั ละ ๓ ครงั้ (สจี ากน้ําคนั้ จะตดิ อยนู่ าน จงึ ควรระวงั การเปรอะเป้ือนเสอ้ื ผา้ และรา่ งกายส่วนอ่นื ๆ) ทองพนั ชงั ่ ชื่อท้องถิ่น หญา้ มนั ไก่ , ทองพนั ชงั่ (ภาคกลาง) ลกั ษณะของพืช ทองพนั ชงั่ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลําต้นมกั เป็นส่เี หล่ยี ม ใบรยี าว ปลายแหลม ทา้ ยแหลม ดอกออกเป็นชอ่ สขี าว พบเป็นไมป้ ระดบั ทวั่ ไป ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบสดหรอื ราก (สดหรอื แหง้ ) ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา ใบเกบ็ ชว่ งทส่ี มบรู ณ์เตม็ ท่ี รสและสรรพคณุ ยาไทย ใบสดเบ่อื เมา เป็นยาเยน็ ดบั พษิ ไข้ รากป่ นละเอยี ดแช่เหลา้ ๗ วนั ทา แกก้ ลากเกลอ้ื น ผน่ื คนั วิธีใช้ ใบสดหรอื รากสดหรอื แห้งของทองพนั ชงั่ ใชร้ กั ษากลากเกลอ้ื น โดยใชใ้ บ ๕ – ๘ ใบ หรอื ราก ๒ – ๓ ราก (จํานวนทใ่ี ชอ้ าจเพม่ิ หรอื ลดลงไดต้ ามอาการ) ตําใหล้ ะเอยี ด แช่เหล้าหรอื แอลกอฮอล์ ๗ วนั นํามาทาบรเิ วณทเ่ี ป็นบอ่ ยๆจนกว่าจะหาย ทบั ทิม ช่ือท้องถิ่น พลิ า (หนองคาย) , พลิ าขาว , มะก่องแกว้ (น่าน) , มะเก๊าะ (ภาคเหนือ) ส่วนท่ีใช้เป็นยา เปลอื กผลแหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ในช่วงทผ่ี ลแก่ ใชเ้ ปลอื ก ผลตากแดดใหแ้ หง้ รสสรรพคณุ ยาไทย รสฝาด เป็นยาฝาดสมาน วิธีใช้ เปลอื กทบั ทมิ ใชเ้ ป็นยาแก้ทอ้ งเดนิ และบดิ มวี ธิ ใี ชด้ งั น้ี ๑. อาการทอ้ งเดนิ ใชเ้ ปลอื กผลแหง้ ประมาณ ๑ ใน ๔ ของผล ฝนกบั น้ําฝน หรอื น้ํา ปนู ใสใหข้ น้ ๆ รบั ประทานครงั้ ละ ๑ – ๒ ชอ้ นแกง หรอื ตม้ กบั น้ําปนู ใส แลว้ ดม่ื น้ําตม้ กไ็ ด้ ๒. บดิ (มอี าการปวดเบง่ และมมี กู หรอื อาจมเี ลอื ดดว้ ย) ใชเ้ ปลอื กผลแหง้ ของทบั ทมิ ครงั้ ละ ๑ กํามอื (๓ – ๕ กรมั ) ตม้ กบั น้ําด่มื วนั ละ ๒ ครงั้ อาจใชก้ านพลู หรอื อบเชย แต่งกลนิ่ ใหน้ ่าดม่ื กไ็ ด้ น้อยหน่า ช่ือท้องถิ่น น้อยแน่ (ภาคใต)้ , มะนอแน่ มะแน่ (ภาคเหนือ), มะออจา้ มะโอจ่า (เงย้ี ว ภาคเหนือ), ลาหนงั (ปัตตาน)ี , หน่อเกล๊าแซ (เงย้ี ว-แมฮ่ อ่ งสอน) , หมกั เขยี บ (ภาคอสี าน) ลกั ษณะของพืช น้อยหน่าเป็นพชื ยนื ตน้ ใบเดย่ี วตดิ กบั ลาํ ต้นใบรปู รี ปลายแหลมหรอื มน ดอก เลก็ ๔ กลบี สเี หลอื งอมเขยี ว กลน่ิ หอม ลกู กลม มตี ุ่มนูนรอบผล เน้ือสขี าว รสหวาน เมลด็ สดี าํ ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบสดและเมลด็
119 ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบสดและเมลด็ รสและสรรพคณุ ยาไทย ใบแกก้ ลากเกลอ้ื นและฆา่ เหา ชาวชนบทมกั เอาลกู ตายมาฝนกบั เหลา้ รกั ษาแผล วิธีใช้ ใบสดและเมลด็ น้อยหน่าใชฆ้ ่าเหา โดยเอาเมลด็ น้อยหน่าประมาณ ๑๐ เมลด็ หรอื ใบ สดประมาณ ๑ กาํ มอื (๑๕ กรมั ) ตาํ ใหล้ ะเอยี ด ผสมกบั น้ํามะพรา้ ว ๑ – ๒ ชอ้ นโต๊ะ ขยใ้ี หท้ วั่ ศรษี ะ แลว้ ใชผ้ า้ คลมุ โพกไวป้ ระมาณครง่ึ ชวั่ โมง และสระผมใหส้ ะอาด (ระวงั อยา่ ใหเ้ ขา้ ตาจะทาํ ใหแ้ สบตา ตาอกั แสบได)้ บอระเพด็ ชื่อท้องถ่ิน เครอื เขาฮอ จุ่งจะลงิ (ภาคเหนือ) , เจตมลู พนาม (หนองคาย) , หางหนู (อุบลราชธานี) , ตวั เจตมลู ยาน เถาหวั ดว้ ย (สระบรุ )ี , เจด็ หมนุ ยา่ น (ภาคใต)้ ลกั ษณะของพืช บอระเพ็ดเป็นไม้เลอ้ื ย มปี ุ่มตามลําต้นกระจายทวั่ ไป ใบรูปเหมอื นใบโพธิ ์ ดอกออกเป็นชอ่ ขนาดเลก็ มาก สเี หลอื งอมเขยี ว ส่วนที่ใช้เป็นยา เถาหรอื ลาํ ตน้ สด ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ เถาแก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขมจดั เยน็ มสี รรพคณุ ระงบั ความรอ้ น แกไ้ ขท้ ุกชนดิ ชว่ ยเจรญิ อาหาร วิธีใช้ ใชเ้ ป็นยารกั ษาอาการดงั น้ี ๑. อาการไข้ ใชเ้ ถาหรอื ต้นสด ครงั้ ละ ๒ คบื (๓๐ – ๔๐ กรมั ) ตําคนั้ เอาน้ําด่มื หรอื ตม้ กบั น้ําโดยใชน้ ้ํา ๓ สว่ น ตม้ เคย่ี วใหเ้ หลอื ๑ ส่วน ด่มื ก่อนอาหารวนั ละ ๒ ครงั้ เชา้ – เยน็ หรอื เวลามอี าการ ๒. อาการเบ่อื อาหาร เป็นยาช่วยเจรญิ อาหาร โดยใชข้ นาดและวธิ กี ารเชน่ เดยี วกบั แกไ้ ข้ บวั บก ชื่อท้องถ่ิน ผกั หนอก (ภาคเหนอื ) , ประหนะเอขาเต๊าะ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช บวั บกเป็นพชื เลอ้ื ย สงู ขนาด ๑ ฝ่ามอื มรี ากงอกออกมาตามขอ้ ของ ลาํ ต้น กา้ นใบงอกตรงจากดนิ ใบสเี ขยี ว รปู กลมรเี ลก็ น้อย ขอบใบเป็นคล่นื ดอกสมี ่วงแดงเขม้ ใชข้ อ้ ทม่ี รี าก งอกมาปลกู ส่วนท่ีใช้เป็นยา ตน้ สดและใบสด ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบทส่ี มบรู ณ์เตม็ ท่ี รสและสรรพคณุ ยาไทย กลน่ิ หอม รสขมเลก็ น้อย แกอ้ ่อนเพลยี เมอ่ื ยลา้ วิธีใช้ บวั บกใชร้ กั ษาแผลไฟไหม้ น้ํารอ้ นลวก โดยเอาบกั บกทงั้ ตน้ สด ๑ กํามอื ลา้ งใหส้ ะอาด และตําใหล้ ะเอยี ดคนั้ น้ําและเอาน้ําทาบรเิ วณทเ่ี ป็นแผลบ่อยๆ ใชก้ ากพอกดว้ ยกไ็ ด้
120 ปลาไหลเผอื ก ช่ือท้องถ่ิน แฮพนั ชนั้ ตุงสอ (ภาคเหนือ) , คะนาง ชะนาง (ตราด) , หยกิ บ่อถองเอยี นด่อน (ภาคอสี าน) , ตรงึ บาดาล (ปัตตาน)ี , กรงุ บาดาล (สรุ าษฎรธ์ านี) , เพยี ก (ภาคใต)้ ลกั ษณะของพืช ปลาไหลเผอื ก เป็นไมพ้ ุ่มขนาดกลาง ใบเป็นใบประกอบ ใบยอ่ ยแขง็ เรยี ว ปลายแหลม ดอกเป็นช่อใหญ่ยาว สเี หลอื งน้ําตาล ผลสนี ้ําตาลรปู ไข่ ส่วนที่ใช้เป็นยา รากแหง้ (รากกลมยาว เป็นเน้อื ไมค้ ่อนขา้ งแขง็ สขี าว) รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขมจดั เบอ่ื เมาเลก็ น้อย รากเป็นยาแกไ้ ข้ ตดั ไขท้ กุ ชนิด วิธีใช้ ใชร้ ากแหง้ ของปลาไหลเผอื กแกไ้ ขไ้ ด้ โดยใชค้ รงั้ ละ ๑ กาํ มอื (หนกั ๘ – ๑๕ กรมั ) ตม้ กบั น้ําด่มื ก่อนอาหารวนั ละ ๒ ครงั้ เชา้ และเยน็ หรอื เวลามอี าการ ฝรงั ่ ช่ือท้องถ่ิน มะนัน่ , มะก้วยกา (ภาคเหนือ), บกั สดี า (ภาคเหนือ), ย่าหม,ู ยามู (ใต้), มะปุ่น (สุโขทยั , ตาก), มะแกว (แพร)่ ลกั ษณะของพืช ไมย้ นื ต้นขนาดเลก็ กงิ่ อ่อนเป็นสเ่ี หลย่ี ม ยอดอ่อนมขี นอ่อนสนั้ ๆ ใบ เดย่ี วสเี ขยี ว ออกเป็นคตู่ รงกนั ขา้ ม รปู ใบรี ปลายใบมนหรอื มตี งิ่ แหลม โคนใบมน ออกดอกเป็น ช่อละ ๒ – ๓ ดอก ดอกยอ่ ยสขี าวมเี กสตวั ผมู้ าก เป็นฝอย ผลดบิ สเี ขยี ว เม่อื สุกสเี ขยี วอ่อนปนเหลอื ง เน้ือในสขี าว มกี ลน่ิ เฉพาะ มเี มลด็ มาก ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบแก่สด หรอื ลกู อ่อน ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบในชว่ งแก่เตม็ ท่ี หรอื ลกู ขณะยงั อ่อน รสและสรรพคณุ ยาไทย รสฝาด ฤทธฝิ ์ าดสมาน แกท้ อ้ งเสยี วิธีใช้ ลกู อ่อนและใบแก่ของฝรงั่ แก้ทอ้ งเสยี ทอ้ งเดนิ ไดผ้ ลดใี ชเ้ ป็นยาแก้อาหาร ทอ้ งเดนิ แบบ ไม่รุนแรงทไ่ี มใ่ ชบ้ ดิ หรอื อหวิ าตกโรค โดยใชใ้ บแก่ ๑๐ – ๑๕ ใบ ป้ิงไฟแลว้ ชงน้ํารบั ประทาน หรอื ใช้ ผลอ่อนๆ ๑ ผล ฝนกบั น้ําปนู ใส รบั ประทานเมอ่ื มอี าการทอ้ งเสยี ผกั บงุ้ ทะเล ช่ือท้องถ่ิน ละบเู ลาห์ (มลายู – นราธวิ าส) ลกั ษณะของพืช ผกั บุง้ ทะเลไมเ้ ลอ้ื ย ลาํ ตน้ ทอดตามดนิ ไดย้ าวมาก ใบรปู หวั ใจปลายเวา้ เขา้ หา กนั เน้ือใบหนาและกรอบน้ํา หกั งา่ ย ดอกเหมอื นดอกผกั บุง้ ผลเลก็ และกลม ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบและเถาสด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบขนาดกลางทส่ี มบรู ณ์เตม็ ท่ี
121 รสและสรรพคณุ ยาไทย ถอนพษิ ลมเพลมพดั (อาการบวมเปลย่ี นทเ่ี ป็นตามอวยั วะ ทวั่ ไป) ทาํ เป็นยาตม้ อาบแกค้ นั ตามผวิ หนงั มกี ารบนั ทกึ วา่ ยางมพี ษิ รบั ประทานแลว้ เมา คล่นื ไสว้ งิ เวยี น วิธีใช้ การใชผ้ กั บุง้ ทะเลรกั ษาอาการแพ้ อกั เสบ แมลงสตั วก์ ดั ต่อย (โดยเฉพาะพษิ ของ แมงกะพรนุ ) ทาํ ไดโ้ ดยเอาใบและเถา ๑ กาํ มอื ลา้ งใหส้ ะอาด ตําใหล้ ะเอยี ด คนั้ เอาน้ําทาบรเิ วณท่ี บวมแดงบ่อยๆ เพกา ชื่อท้องถิ่น มะลดิ ไม้ ลดิ ไม้ มะลน้ิ ไม้ (ภาคเหนอื ) , ลน้ิ ฟ้า (เลย) ลกั ษณะของพืช เพกาเป็นไมย้ นื ต้นสูง มใี บย่อยจาํ นวนมาก ใบเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ดอก เป็นช่อสมี ว่ งแดง ฝักแบนยาวคลา้ ยดาบ ภายในมเี มลด็ แบน มปี ีกบางใส ส่วนที่ใช้เป็นยา เมลด็ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ชว่ งฝักแหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย ไมม่ ขี อ้ มลู วิธีใช้ เมลด็ เพกาเป็นส่วนประกอบอยา่ งหน่ึงใน “น้ําจบั เลย้ี ง” ของคนจนี ทด่ี ่มื แก้รอ้ นใน และ เมลด็ ใชเ้ ป็นยาแกไ้ อและขบั เสมหะ โดยใชเ้ มลด็ ครงั้ ละ ๑/๒ – ๑ กํามอื (หนกั ๑ ๑/๒ – ๓ กรมั ) ใส่น้ํา ประมาณ ๓๐๐ มลิ ลลิ ติ ร ตม้ ไฟอ่อนพอเดอื ดนานประมาณ ๑ ชวั่ โมง รบั ประทานวนั ละ ๓ ครงั้ พญายอ ช่ือท้องถิ่น ผกั มนั ไก่ ผกั ลน้ิ เขยี ด (เชยี งใหม)่ , พญาปลอ้ งดาํ (ลําปาง) , เสลดพงั พอนตวั เมยี พญาปลอ้ งทอง (กลาง) , ลน้ิ มงั กร โพะโซจ่ าง (กะเหรย่ี ง) ลกั ษณะของพืช เสลดพงั พอนตวั เมยี เป็นไมพ้ ุ่มแกมเลอ้ื ย เถาะและใบสเี ขยี ว ไม่มหี นาม ใบ ยาวเรยี ว ปลายแหลมออกตรงขา้ มกนั เป็นคู่ ดอกออกช่ออย่ทู ป่ี ลายกงิ่ แต่ละช่อมี ๓ – ๖ ดอก กลบี ดอกเป็นหลอดปลายแยกสแี ดงอมสม้ ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบขนาดกลางทส่ี มบูรณ์ ไมแ่ ก่หรอื อ่อนจนเกนิ ไป รสและสรรพคณุ ยาไทย รสจดื วิธีใช้ ใบพญายอ รกั ษาอาการอกั เสบเฉพาะท่ี (ปวด บวม แดง รอ้ น แต่ไมม่ ไี ข)้ จาก แมลงมพี ษิ กดั ต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผง้ึ ต่อย ต่อ แตน เป็นตน้ โดยเอาใบสด ๑๐ – ๑๕ ใบ (มากน้อยตามบรเิ วณทเ่ี ป็น) ลา้ งใหส้ ะอาด ใส่ลงในครกตํายา ตําใหล้ ะเอยี ด เตมิ เหลา้ ขาวพอ ชุม่ ยา ใชน้ ้ําและกากทาพอกบรเิ วณทบ่ี วมหรอื ถูกแมลงสตั วก์ ดั ต่อย พลู
122 ชื่อท้องถ่ิน เปลา้ อว้ น ซเี ก๊ะ (มลายู – นราธวิ าส) , พลจู นี (ภาคกลาง) ลกั ษณะของพืช พลเู ป็นไมเ้ ลอ้ื ย มขี อ้ และปลอ้ งชดั เจน ใบเดย่ี วตดิ กบั ลําตน้ แบบสลบั คลา้ ย ใบโพธปิ ์ ลายใบแหลม หน้าใบมนั ดอกออกรวมกนั เป็นชอ่ แน่น ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบสด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบชว่ งสมบรู ณ์เตม็ ท่ี รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ เป็นยาฆา่ เชอ้ื โรค ขบั ลม ตามชนบทใชต้ ํากบั เหลา้ ทาบรเิ วณท่ี เป็นลมพษิ คนแก่ใชท้ าปนู แดงรบั ประทานกบั หมาก วิธีใช้ ใบพลู ใช้เป็นยารกั ษาอาการแพ้ อกั เสบ แมลงสตั ว์กดั ต่อย ได้ผลดี กบั อาการแพ้ ลกั ษณะลมพษิ โดยเอาใบ ๑ – ๒ ใบ ตําใหล้ ะเอยี ดผสมกบั น้ําเหลา้ ขาว ทาบรเิ วณทเ่ี ป็น ห้ามใชก้ บั แผลเปิด จะทาํ ใหแ้ สบมาก ไพล ชื่อท้องถ่ิน ปลู อย,ปเู ลย(ภาคเหนือ) ,วา่ นไฟ(ภาคกลาง),มน้ิ สะลา่ ง(เงย้ี ว –แมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช ไพลเป็นไมล้ งหวั มเี หงา้ ใหญ่ เน้ือสเี หลอื ง มกี ลน่ิ หอม ใบเรยี วยาว ปลาย แหลม ดอกออกรวมกนั เป็นชอ่ อยบู่ นกา้ นชอ่ ดอกทแ่ี ทงจากเหงา้ ส่วนท่ีใช้เป็นยา เหงา้ แก่จดั ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ เหงา้ แก่จดั หลงั จากตน้ ไพลลงหวั แลว้ รสและสรรพคณุ ยาไทย สรรพคุณ แกฟ้ กบวม เคลด็ ยอก ขบั ลม ทอ้ งเดนิ และ ชว่ ยขบั ระดู ประจาํ เดอื นสตรี นิยมใชเ้ ป็นยาหลงั คลอดบตุ ร วิธีใช้ เหงา้ ไพล ใช้เป็นยารกั ษาอาการเคลด็ ขดั ยอก ฟกซ้ํา โดยใช้เหง้าประมาณ ๑ เหงา้ ตําแลว้ คนั้ เอาน้ําทาถูนวดบรเิ วณท่มี อี าการ หรอื ตําใหล้ ะเอยี ดผสมเกลอื เลก็ น้อย คลุกเคลา้ กนั นํามาห่อเป็นลูกประคบองั ไอน้ําใหค้ วามรอ้ น ประคบบรเิ วณปวดเม่อื ยและฟกซ้าํ เช้า – เยน็ จนกวา่ จะหาย หรอื ทาํ เป็นน้ํามนั ไพลไวใ้ ชก้ ไ็ ด้ ฟักทอง ช่ือท้องถิ่น น้ําเตา้ (ภาคใต)้ , มะฟักแกว้ (ภาคเหนือ) , มะน้ําแกว้ (เลย) , หมกั ออ้ื (เลย – ปราจนี บุร)ี , หมากอี (ภาคอสี าน) ลกั ษณะของพืช พชื ลม้ ลุกทม่ี เี ถายาวเลอ้ื ยไปตามดนิ มหี นาวยาวทข่ี อ้ ใบสเี ขยี วมหี ยกั ๕ หยกั ผวิ ใบจบั ดจู ะรสู้ กึ สาก ดอกสเี หลอื ง รปู กระดงิ่ ผลมขี นาดใหญ่ ลกั ษณะกลมแบน ผวิ ขรขุ ระเป็นพู เน้ือในสเี หลอื งจนถงึ เหลอื งอมสม้ และเหลอื งอมเขยี ว เมลด็ รปู ไขแ่ บบจาํ นวนมาก ส่วนท่ีใช้เป็นยา เมลด็ ฟักทองแก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสมนั ไมม่ รี ะบุในสรรพคุณยาไทย แต่ยาจนี ใชเ้ ป็นยาถ่ายพยาธิ
123 วิธีใช้ ใช้เมล็ดฟักทองถ่ายพยาธิลําไส้ เหมาะกับการถ่ายพยาธติ ัวตืดโดยใช้เมล็ดฟังทอง ประมาณ ๖๐ กรมั ทุบให้แตกผสมกบั น้ําตาลและนม หรอื น้ําตาลท่เี ติมลงไปจนได้ปรมิ าณ ๕๐๐ มลิ ลลิ ติ ร แบง่ รบั ประทาน ๓ ครงั้ หา่ งกนั ทุกๆ ๒ ชวั่ โมง หลงั จากใหย้ าแลว้ ประมาณ ๒ ชวั่ โมง กใ็ หร้ บั ประทานน้ํามนั ละหุ่งระบายตาม ฟ้ าทลายโจร ชื่อท้องถ่ิน ฟ้าทลายโจร น้ําลายพงั พอน(กรงุ เทพฯ) ,หญา้ กนั งู (สงขลา) ,ฟ้าสาง(พนสั นคิ ม),เขยตายยาย คลมุ (โพธาราม) ,สามสบิ ดี (รอ้ ยเอด็ ) ,เมฆทลาย(ยะลา) ,ฟ้าสะทา้ น (พทั ลงุ ) ลกั ษณะของพืช ฟ้าทลายโจรเป็นพชื ล้มลุก สูง ๑ – ๒ ศอก ลําต้นส่เี หล่ยี ม แตกก่ิงเลก็ ดา้ นขา้ งจาํ นวนมากใบสเี ขยี ว ตวั ใบรยี าว ปลายแหลม ดอกขนาดเลก็ สขี าว มขี อบกระสมี ว่ งแดง ฝัก คลา้ ยฝักตอ้ ยตงิ่ เมลด็ ในสนี ้ําตาลอ่อน ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ในช่วงเรมิ่ ออกดอก ใชเ้ วลาปลกู ประมาณ ๓ เดอื น รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขม วิธีใช้ ใบเบญกาใชร้ กั ษาอาการทอ้ งเสยี และอาการเจบ็ คอ มวี ธิ ใี ช้ ๓ วธิ ดี งั น้ีคอื ๑. ยาตม้ ใชใ้ บฟ้าทลายโจรสด ๑ – ๓ กํามอื (แกอ้ าการเจบ็ คอ ใชเ้ พยี ง ๑ กํามอื ) ตม้ กบั น้ํานาน ๑๐ – ๑๕ นาที ด่มื ก่อนอาหารวนั ละ ๓ ครงั้ หรอื เวลามอี าการ ยาตม้ ฟ้าทลายโจรมรี สขมมาก ๒. ยาลกู กลอน นําใบฟ้าทลายโจรสด ลา้ งใหส้ ะอาด ผง่ึ ลมใหแ้ หง้ (ควรผง่ึ ในรม่ ท่มี ี อากาศโปร่งหา้ มตากแดด) บดเป็นผงใหล้ ะเอยี ด ปัน้ กบั น้ําผ้งึ เป็นเมลด็ ยาลกู กลอน ขนาดเท่าปลาย น้ิวก้อย หรอื ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๘ เซนตเิ มตร ผ่งึ ลมให้แหง้ เกบ็ ไว้ในขวดแหง้ และ มดิ ชดิ รบั ประทานครงั้ ละ ๓ – ๖ เมลด็ วนั ละ ๓ – ๔ ครงั้ ก่อนอาหารและก่อนนอน ๓. ยาดองเหลา้ นําใบฟ้าทลายโจรแหง้ ขยาํ ใหเ้ ป็นชน้ิ เลก็ ๆ ใส่ในขวดแก้วใชเ้ หลา้ โรง ๔๐ ดกี รี แช่พอใหท้ ่วมยาเลก็ น้อย ปิดฝาใหแ้ น่น เขย่าขวด หรอื คนยาวนั ละ ๑ ครงั้ พอครบ ๗ วนั กรองเอาแต่น้ําเกบ็ ไว้ในขวดทม่ี ดิ ชดิ และสะอาด รบั ประทานครงั้ ละ ๑ – ๒ ชอ้ นโต๊ะ (รสขมมาก) วนั ละ ๓ – ๔ ครงั้ ก่อนอาหาร มะเกลือ ช่ือท้องถ่ิน มะเกอื มะเกยี (ภาคเหนือ) , เกลอื (ภาคใต)้ , หมกั เกลอื (ตราด) ลกั ษณะของพืช มะเกลอื เป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ่ ใบรปู ไขร่ ี ปลายแหลม ดอก เป็นช่อใหญ่ประกอบดว้ ยดอกเลก็ สเี หลอื งอมเขยี ว ผลกลมสเี ขยี ว แก่กลายเป็นสดี ํา ยางลูกมะเกลอื ใชย้ อ้ มผา้ ใหเ้ ป็นสดี าํ ส่วนท่ีใช้เป็นยา ผลดบิ สด (ผลแก่ทม่ี สี เี ขยี ว ผลสุกสเี หลอื ง หรอื ผลสดี าํ หา้ มใช)้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา ผลดบิ สด
124 รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเบอ่ื เมา สรรพคณุ ถ่ายพยาธติ วั ตดื และพยาธไิ สเ้ ดอื นตวั กลม วิธีใช้ ชาวบา้ นรจู้ กั ใชล้ กู มะเกลอื พยาธมิ านานแลว้ ผลดบิ สดของมะเกลอื (ผลแก่ทม่ี สี ขี าว ผล สกุ สเี หลอื ง หรอื ผลสดี าํ หา้ มใช)้ ไดผ้ ลดสี ําหรบั พยาธปิ ากขอ และพยาธเิ สน้ ดา้ ย (พยาธเิ ขม็ หมดุ ) โดย ใชผ้ ลสดสเี ขยี วไมช่ ้าํ ไมด่ าํ จาํ นวนเทา่ กบั อายคุ นใช้ (๑ ปีต่อ ๑ ผล) แต่ไมเ่ กนิ ๒๕ ผล (คนไขท้ ม่ี อี ายุ เกนิ กว่า ๒๕ ปี กใ็ ชเ้ พยี ง ๒๕ ผล) นํามาตําโขลกพอแหละแลว้ ผสมกบั หวั กะทิ คนั้ เอาแต่น้ําด่มื ให้ หมดก่อนรบั ประทานอาหารเชา้ ถา้ ๓ ชวั่ โมง แลว้ ยงั ไมถ่ ่ายใหใ้ ชย้ าระบาย เช่น ดเี กลอื ๒ ชอ้ นโต๊ะ ละลายน้ําดม่ื ตามลงไป มะขาม ชื่อท้องถ่ิน มะขามไทย (กลาง) , ขาม (ใต)้ , คะลูบ (นครราชสมี า) , มว่ งโคลง้ (กะเหรย่ี ง – กาญจนบุร)ี , อาํ เปียล (เขมร – สรุ นิ ทร)์ ลกั ษณะของพืช ไมย้ นื ต้นขนาดใหญ่ เปลอื กต้นหนาขรุขระ ใบประกอบดว้ ยใบย่อยเรยี งกนั ๑๐ – ๑๕ คู่ บนก้านกลางใบ ดอกสเี หลอื งสม้ มจี ดุ ประสแี ดง ออกเป็นช่อ ฝักมเี ปลอื กค่อนขา้ งแขง็ แต่ บางและเปราะเน้อื ในมที งั้ ชนิดเปรย้ี วปและชนิดหวาน เมลด็ แก่สนี ้ําตาลไหม้ ส่วนที่เป็นยา เน้ือฝักแก่ , เน้ือเมลด็ ตาขามแก่ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ช่วงฝักแก่ เปลอื กเป็นสนี ้ําตาล รสและสรรพคณุ ยาไทย เน้อื ฝักแก่ รสเปรย้ี ว เป็นยาระบาย ขบั เสมหะ , เน้อื เมลด็ มะขามรส มนั ใชข้ บั พยาธิ วิธีใช้ ส่วนต่างๆ ของมะขามเป็นยารกั ษา ๑. อาการทอ้ งผกู ใชม้ ะขามเปียกเปรย้ี ว ๑๐ – ๒๐ ฝัก (หนกั ๗๐ – ๑๕๐ กรมั )จม้ิ เกลอื รบั ประทานแลว้ ดม่ื น้ําตามมากๆ หรอื เตมิ น้ําคนั้ ใส่เกลอื เลก็ น้อยด่มื เป็นน้ํามะขาม ๒. พยาธไิ สเ้ ดอื นนําเอาเมลด็ แก่มาควั่ แลว้ กะเทาะเปลอื กออกเอาเน้ือในเมลด็ แชน่ ้ําเกลอื จนนุ่มรบั ประทานครงั้ ละ ๒๐ – ๓๐ เมลด็ ๓. อาการไอ มเี สมหะ ใชเ้ น้ือในฝักแก่หรอื มะขามเปียกจม้ิ เกลอื รบั ประทานพอสมควร มะขามแขก ลกั ษณะของพืช มะขามเป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดเลก็ เป็นพุ่มใบคลา้ ยมะขามไท แต่ยาวกว่าและปลาย ใบแหลมกวา่ ดอกเป็นชอ่ สเี หลอื ง คลา้ ยถวั่ ลนั เตา แต่ป้อมและแบนกวา่ ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบแหง้ และฝักแหง้ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เรมิ่ เกบ็ ใบไดใ้ นชว่ งอายุ ๑ เดอื นครง่ึ (หรอื ก่อนออกดอก) รสและสรรพคณุ ยาไทย ใบและฝักใชเ้ ป็นยาถ่าย ใบไซท้ อ้ งมากกว่าฝัก วิธีใช้ มะขามแขกเป็นยาถ่ายทด่ี ใี ชร้ กั ษาอาการทอ้ งผกู โดยใชใ้ บแหง้ ๑ – ๒ กํามอื (หนัก ๕ – ๑๐ กรมั ) ต้มกบั น้ําด่มื หรอื ใชว้ ธิ บี ดเป็นผงชงน้ําด่มื หรอื ใชฝ้ ัก ๔ – ๕ ฝัก ตม้ กบั น้ําด่มื บางคน
125 ด่มื แลว้ เกดิ อาการไซท้ อ้ ง แกไ้ ขไดโ้ ดยใชร้ ว่ มกบั ยาขบั ลมจาํ นวนเลก็ น้อย (เช่น กระวาน กานพลู เป็น ตน้ ) มะขามแขกเหมาะกบั คนทท่ี อ้ งผกู เป็นประจาํ แต่ควรใชเ้ ป็นครงั้ คราวง มะคาํ ดีควาย ช่ือท้องถิ่น ชะแช ซะเหบ่เด (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ ่องสอน) , ประคําดคี วาย (ภาคกลาง ภาคใต)้ , มะชกั สม้ ป่อยแถม (ภาคเหนือ) ลักษณะของพืช มะคําดีควายเป็ นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบใหญ่ติดกับลําต้นแบบสลับ ประกอบดว้ ยใบยอ่ ยรปู ใบเรยี วยาว หรอื ขอบใบค่อนขา้ งขนาดกนั ปลายและโคนใบแหลม เน้ือใบ ๒ ขา้ งไมเ่ ทา่ กนั ดอกเลก็ สขี าวอมเหลอื หรอื อมเขยี ว ดอกเป็นช่อยาว ผลค่อนขา้ งกลมสสี ม้ ส่วนท่ีใช้เป็นยา ผลแก่ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ช่วงผลแก่ และตากแดดจนแหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขม แก้กาฬภายใน แก้พษิ ไข้ ดบั พษิ รอ้ น ลูกต้มแลว้ เกดิ ฟอง สมุ หวั เดก็ แกห้ วดั แกร้ งั แค ใชซ้ กั ผา้ และสระผมได้ วิธีใช้ ผลมะคําดคี วาย ใช้รกั ษาชนั ตุทห่ี วั เดก็ ได้ โดยเอาผลมาประมาณ ๕ ผล แลว้ ทุบพอ แตก ต้มกบั น้ําประมาณ ๑ ถ้วย ทาทห่ี นังศรี ษะ บรเิ วณทเ่ี ป็นวนั ละ ๒ ครงั้ เชา้ – เยน็ จนกว่า จะหาย (ระวงั อยา่ ใหเ้ ขา้ ตาจะทาํ ใหแ้ สบตา) มะนาว ช่ือท้องถิ่น สม้ มะนาว , มะลวิ (เชยี งใหม)่ ลกั ษณะของพืช เป็นไมพ้ ุ่ม หรอื ไมย้ นื ต้นขนาดเลก็ มหี นามตามตน้ ก้านใบสนั้ ตวั ใบรปู ร่าง กลมรี สเี ขยี ว ขอบใบหยกั เลก็ น้อย ปลายและโคนใบมน ขยใ้ี บดมดู มกี ลน่ิ หอม ดอกเลก็ สขี าวอม เหลอื ง มกี ลนิ่ หอมอ่อนๆ ผลกลมเปลอื กบางเรยี บ น้ํามาก รสเปรย้ี วจดั เปลอื กผลมนี ้ํากลน่ิ หอม รส ขม ส่วนที่ใช้เป็นยา เปลอื กและน้ําของลกู มานาว ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา ช่วงผลสุก รสและสรรพคณุ ยาไทย เปลอื กผล รสขม ช่วยขบั ลม น้ํามะยาวรสเปรย้ี วจดั เป็นยาขบั เสมหะ เมอ่ื ก่อนตามชนบทเม่อื เดก็ หกลม้ หวั โน จะใชน้ ้ํามะนาวผสมกบั ดนิ สอพอง โปะบรเิ วณท่ี หวั โน จะทํา ใหเ้ ยน็ และยบุ ลง วิธีใช้ เปลอื กมะนาวและน้ํามะนาวใชเ้ ป็นยาได้ โดยมรี ายละเอยี ดการใชด้ งั น้ี ๑. เปลอื กมะนาว รกั ษาอาการท้องอดื ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสยี ด ให้นําเอาเปลอื กของผลสด ประมาณครง่ึ ผล คลงึ หรอื ทุบเลก็ น้อยพอใหน้ ้ํามนั ออก ชงน้ํารอ้ นด่มื เวลามอี าการ
126 ๒. น้ํามะนาว รกั ษาอาการไอ และขบั เสมหะ ใชผ้ ลสดคนั้ น้ําจะไดน้ ้ํามะนาวเขม้ ขน้ และใส่เกลอื เลก็ น้อย จบิ บ่อยๆ หรอื จะทําเป็นน้ํามะนาว ใส่เกลอื และน้ําตาล ปรุงใหร้ สจดั สกั หน่อยด่มื บ่อยๆ กไ็ ด้ มะพร้าว ชื่อท้องถิ่น ดงุ (จนั ทบรุ )ี ,โพล (กาญจนบรุ )ี ,คอลา่ (แมฮ่ อ่ งสอน)หมากอุ๋น หมากอูน(ทวั่ ไป) ลกั ษณะของพืช มะพรา้ ว เป็นไมย้ นื ต้นสูงถึง ๒๐ – ๓๐ เมตร ใบออกเรยี งซ้อนกนั เป็น กระจุกอย่ทู ่ยี อดใบ เป็นใบประกอบรูปขนนก ก้านใบยาว ใบยาวแคบ หนา เน้ือเหนียว สเี ขยี ว ใบ ประกอบย่อยแตกจากแกนใหญ่เป็นคู่จํานวนมาก ดอกออกช่อ มสี เี หลอื อยู่ในระหว่างซอกใบ ผลมี รปู รา่ งทรงกลมหรอื กลมรี ผลอ่อนสเี ขยี ว (หรอื เหลอื ง) ค่อยๆ เปลย่ี นเป็นสนี ้ําตาลเม่อื แก่ เปลอื กนอก เรยี บ ชนั้ กลางเป็นเสน้ ใยเน้อื นุ่ม ถดั ไปเน้ือแขง็ เรยี กว่า กะลา จากนัน้ จงึ ถงึ เน้ือนุ่ม สขี าว รสมนั ขา้ งใน มนี ้ําใสรสหวาน ชอบทด่ี นิ ปนทราย ปลกู ไดท้ วั่ ไปปลกู มากทางภาคใต้ ส่วนที่ใช้เป็นยา น้ํามนั มะพรา้ ว ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ในช่วงผลแก่ และนํามาเคย่ี วเป็นน้ํามนั รสและสรรพคณุ ยาไทย รสมนั ทาแก้ปวดเมอ่ื ยและขดั ตามเสน้ เอน็ เจอื กบั ยาทม่ี รี สฝาด รกั ษาบาดแผลได้ วิธีใช้ ใชน้ ้ํามะพรา้ ว มาปรงุ เป็นยารกั ษาแผลไฟไหม้ น้ํารอ้ นลวก วธิ ใี ชท้ าํ ไดโ้ ดยการนําเอา น้ํามนั มะพรา้ ว ๑ สว่ น ใสใ่ นภาชนะคนพรอ้ มๆ กบั เตมิ ปนู ใส ๑ สว่ น โดยเตมิ ทลี ะส่วนพรอ้ มกบั คน ไปดว้ ยคนจนเขา้ กนั ดี แลว้ ใชท้ าทแ่ี ผลบอ่ ยๆ มะแว้งเครือ ช่ือท้องถิ่น มะแวง้ เถา (กรงุ เทพฯ) แควง้ เคยี (ตาก) ลกั ษณะของพืช มะแวง้ เครอื เป็นไมเ้ ลอ้ื ยหรอื ไมพ่ ุ่ม มหี นาตามส่วนต่างๆ ใบรปู กลมรี ขอบ ใบหยกั เวา้ ๒ – ๕ หยกั ผวิ ใบอาจเรยี บหรอื มหี นามเลก็ ๆ ตามเสน้ กลางใบ ดอกออกเป็นช่อ คลา้ ยดอก มะเขอื มสี มี ว่ ง เกสรสเี หลอื ง ผลกลม ตอนดบิ สเี ขยี วมลี ายเลก็ น้อย สกุ เปลย่ี นเป็นสแี ดงสด ส่วนท่ีใช้เป็นยา ผลแก่สด ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา ผลสกุ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขม เป็นยากดั เสมหะ วิธีใช้ ใชร้ กั ษาอาการไอและขบั เสมหะ นําเอาผลแก่สด ๕ – ๑๐ ผล โขลกพอแหลก คนั้ เอา แต่น้ํา ใส่เกลอื รบั ประทานบ่อยๆ หรอื ใชผ้ ลสดเคย้ี วแลว้ กลนื ทงั้ น้ําและเน้อื จนกวา่ อาการ จะดขี น้ึ มะแว้งต้น
127 ชื่อท้องถ่ิน มะแวง้ ขม มะแวง้ ดาํ (เหนอื ) , มะแวง้ คม (สุราษฎรธ์ านี – สงขลา) , มะแวง้ แวง้ ชม (สงขลา สรุ าษฎรธ์ าน)ี ลกั ษณะของพืช มะแว้งต้น เป็นไมพ้ ุ่ม มขี น และหนามแหลม กระจายอย่ทู วั่ ไป ใบ คลา้ ยใบมะเขอื พวง ดอกออกเป็นชอ่ สมี ว่ งซดี ผลกลม เมอ่ื สกุ สสี ม้ ช่วงเวลาท่ีใช้เป็นยา ผลแก่สด รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขม เป็นยาสกดั เสมหะ วิธีใช้ ใชร้ กั ษาอาการไอและขบั เสมหะ นําเอาผลแก่สด ๕ – ๑๐ ผล โขลกพอแหลก คนั้ เอาแต่น้ําใสเ่ กลอื จบิ บอ่ ยๆ หรอื ใชผ้ ลสดเคย้ี วแลว้ กลนื ทงั้ น้ําและเน้ือ กนิ บอ่ ยๆ จนกวา่ อาการ จะดขี น้ึ มะหาด ชื่อท้องถ่ิน หาด (กลาง) , หาดใบใหญ่ (ตรงั ) , หาดขนุน (เหนอื ) , กาแย ตาแป ตาแปง (นราธวิ าส) , ปวกหาด (เชยี งใหม)่ ลกั ษณะของพืช มะหาด เป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดใหญ่ ใบแก่ มรี ปู ใบเป็นรปู ไข่ หรอื ขอบขนานรี รมิ ใบเรยี บ ดอกเป็นช่อสเี หลอื ง ลกู กลม ส่วนท่ีใช้เป็นยา แก่นตน้ มะหาด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา ช่วงอายตุ น้ มะหาด ๕ ปีขน้ึ ไป รสและสรรพคณุ ยาไทย ปวกหาดใชเ้ ป็นยาขบั พยาธติ วั ตดื ละลายกบั น้ําทาแกผ้ ่นื คนั วิธีใช้ ผงปวกหาด เตรยี มไดโ้ ดยการเอาแก่นมะหาดมาตม้ เคย่ี วดว้ ยน้ํา จะมฟี อง เกดิ ขน้ึ และ ชอ้ นฟองขน้ึ มาตากแหง้ จะไดผ้ งสเี หลอื ง วธิ ใี ช้ นําผงปวกหาดมาบดใหล้ ะเอยี ด รบั ประทานกบั น้ําสุก เยน็ ครงั้ ละ ๑ – ๒ ชอ้ นชา (ประมาณ ๓ – ๕ กรมั ) ก่อนอาหารเชา้ หลวั จากรบั ประทานผงปวกหาด แลว้ ประมาณ ๒ ชวั่ โมง ใหร้ บั ประทานดเี กลอื หรอื ยาถ่ายตาม ใชถ้ ่ายพยาธติ วั ตดื และพยาธไิ สเ้ ดอื น ขอ้ ควรระวงั หา้ มรบั ประทานผงปากหาดกบั น้ํารอ้ น จะทาํ ใหค้ ลน่ื ไส้ อาเจยี นได้ มงั คดุ ช่ือท้องถิ่น แมงคุด (ไทย) ลกั ษณะของพืช มงั คุดเป็นไมย้ นื ต้นขนาดกลางถงึ ใหญ่ ใบใหญ่หนาและแขง็ ดอกเป็นช่อ แบ่ง ไดเ้ ป็นดอกตวั ผกู้ บั ดอกตวั เมยี ดอกตวั ผุเ้ ป็นสเี หลอื งอมแดง หรอื สมี ว่ ง ส่วนดอกตวั เมยี สชี มพเู ขม้ ส่วนท่ีใช้เป็นยา เปลอื กผลแหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสฝาด แกท้ อ้ งเสยี บดิ มกู เลอื ด ในชนบททกั ใชน้ ้ําตม้ เปลอื กมงั คดุ ลา้ งแผล ช่วยใหแ้ ผลหายเรว็ ๆ วิธีใช้ มงั คุดใชเ้ ป็นยารกั ษา ๑. อาการทอ้ งเสยี ใชเ้ ปลอื กผลตากแหง้ ตม้ กบั น้ําปนู ใส หรอื ฝนน้ําดม่ื
128 ๒. บดิ (ปวดเบ่ง มมี กู และอาจมเี ลอื ดดว้ ย) ใชเ้ ปลอื กผลแหง้ ประมาณ ๑/๒ ผล (๔ กรมั )ยา่ งไฟใหเ้ กรยี ม ฝนกบั น้ําปนู ใสประมาณครง่ึ แก้ว หรอื บดเป็นผงละลายน้ําขา้ ว (น้ําขา้ วเชด็ ) หรอื น้ําสกุ ด่มื ทุก ๒ ชวั่ โมง ยอ ชื่อท้องถ่ิน ยอบา้ น(ภาคกลาง) , มะตาเสอื (ภาคเหนอื ) ลกั ษณะของพืช ยอ เป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดเลก็ ใบใหญ่หนาสเี ขยี ว ดอกเลก็ สขี าวเป็นกระจกุ ผล กลมยาวรมี ตี าเป็นป่มุ รอบผล ลกู อ่อนสเี ขยี วสด เปลย่ี นเป็นสขี าวนวลเมอ่ื สกุ กลนิ่ ฉุน ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลดบิ หรอื ผลหา่ มสด รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขมเลก็ น้อย ผลยอแกอ้ าเจยี น ขบั ลม บาํ รงุ ธาตุ วิธีใช้ ตาํ ราแพทยแ์ ผนโบราณกลา่ วว่า ใชผ้ ลยอหนั่ ป้ิงไฟพอเหลอื งกรอบ ตม้ เอาน้ําเป็นกระสายยาใชร้ ว่ มกบั ยาอ่นื แก้คล่นื ไสอ้ าเจยี นไดผ้ ล ในการทดลองพบว่า ผลยอไม่มพี ษิ เฉียบพลนั และใชเ้ ป็นอาหารจงึ ใชเ้ ป็นยาแก้อาการ คลน่ื ไส้ อาเจยี น ทไ่ี มร่ นุ แรงได้ เลอื กเอาผลดบิ หรอื ผลห่ามสด ฝานเป็นชน้ิ บางๆ ยา่ งหรอื ควั่ ไฟอ่อนๆ ใหเ้ หลอื งกรอบ ต้มหรอื ชงน้ําด่มื ใชค้ รงั้ ละ ๒ กํามอื (๑๑ – ๑๕ กรมั ) เอาน้ําทไ่ี ด่จบิ ทลี ะน้อยและบ่อยๆ ครงั้ จะไดผ้ ลดกี ว่าด่มื ทเี ดยี ว ยา่ นาง ช่ือท้องถิ่น จอยนาง (เชยี งใหม)่ , เถาวลั ยเ์ ขยี ว (ภาคกลาง) , เถาหญา้ นางหญา้ ภคนิ ี (กลาง) ,จอ้ ยนาง (เชยี งใหม)่ , วนั ยอ (สรุ าษฎรธ์ านี) ลกั ษณะของพืช ย่านางเป็นไมเ้ ลอ้ื ย รปู ใบคลา้ ยรปู ไข่ หรอื รปู ไขข่ อบขนาน ปลายใบเรยี ว แหลม โคนมน ดอกเป็นช่อขนาดเลก็ ผลสเี หลอื งแดง ส่วนที่ใช้เป็นยา รากแหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รากยา่ นางแกไ้ ขท้ กุ ชนดิ วิธีใช้ รากแหง้ ใชแ้ กไ้ ข้ โดนใชค้ รงั้ ละ ๑ กาํ มอื (หนกั ๑๕ กรมั ) ตม้ ดม่ื ๓ ครงั้ ก่อนอาหาร เร่ว ชื่อท้องถ่ิน มะอ้ี หมากอ้(ี เชยี งใหม)่ , หมากเน็ง (อสี าน) , มะหมากอผ้ี าลา (ฉาน – เชยี งใหม)่ , หมากแน่ง (สระบรุ )ี ลกั ษณะของพืช เรว่ เป็นไมล้ ม้ ลกุ มเี หงา้ ใตด้ นิ ใบเรยี วปลายแหลม ดอกออกเป็นชอ่ สชี มพู ลกู เป็นสนี ้ําตาลค่าอนขา้ งกลมหรอื รปู ไข่ ส่วนที่ใช้เป็นยา เมลด็ ใน ส่วนเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ช่วงผลแก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ ปรา่ แกค้ ล่นื เหยี นอาเจยี น และขบั ผายลม วิธีใช้ เมลด็ ในของผลแก่ แกอ้ าการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ และแน่นจกุ เสยี ด บดเป็นผง กนิ ครงั้ ละ ๓ – ๙ ผล (หนกั ๑ – ๓ กรมั ) วนั ละ ๓ ครงั้
129 เลบ็ มือนาง ช่ือท้องถ่ิน จะมงั่ , จา๊ มงั่ , มะจมี งั่ (ภาคเหนือ) , ไทห้ มอ่ ง (กะเหรย่ี งแมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช เลบ็ มอื นางเป็นไมเ้ ลอ้ื ย เถาแก่เป็นไมเ้ น้ือแขง็ ใบรปู รหี รอื รปู ไข่ ปลายแหลม โคนใบมนดอก เป็บช่อสขี าว แลว้ คอ่ ยๆเปลย่ี นเป็นสชี มพู มกี ลน่ิ หอม ผลสนี ้ําตาลแดงเป็นมนั มี ๕ พู ส่วนที่ใช้เป็นยา เมลด็ ส่วนเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ เมลด็ แก่ช่วงทเ่ี ป็นสนี ้ําตาล รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเอยี น เบอ่ื เลก็ น้อย ใชพ้ ยาธแิ ละตานทราง วิธีใช้ เมลด็ เลบ็ มอื นาง ใชถ้ ่ายพยาธไิ สเ้ ดอื น สาํ หรบั เดก็ ใช้ ๒ – ๓ เมลด็ (หนกั ๕ – ๖ กรมั ) ผใู้ หญ่ใช้ ๕ – ๗ เมลด็ (หนกั ๑๐ - ๑๕) ทบุ พอแตก ตม้ เอาน้ําด่มื หรอื หนั่ ทอดกบั ไขร่ บั ปราทาน ว่านหางจระเข้ ชื่อท้องถิ่น ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) , ทางตะเจ้ (ภาคกลาง) ลกั ษณะของพืช ว่านหางจระเขเ้ ป็นพชื พน้ื เมอื งของทวปี อฟั รกิ า เป็นพชื ลม้ ลุก ลาํ ตน้ สนั้ ใบจะ งอกขน้ึ มาจากดนิ ใบหนารปู รา่ งยาว ปลายแหลม รมิ ใบหยกั และมหี นาม ใบสเี ขยี วใส และ มรี อยกระ สขี าว ภายในใยมวี ุ้นและเมอื กมาก ดอกออกจากกลางตดั ก็ช่อๆ ก้านดอกยาวมาก ดอกเป็นหลอด ปลายแยก สสี ม้ แดงออกสเี หลอื งเลก็ น้อย ส่วนท่ีใช้เป็นยา วุน้ จากใบ ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ในชว่ งอายุ ๑ ปี รสและสรรพคณุ ยาไทย รสจดื เยน็ โบราณใชท้ าปนู แดงปิดขมบั แกป้ วดศรี ษะ วิธีใช้ วนุ้ จากใบรกั ษาแผลไฟไหม้ น้ํารอ้ นลวก โดยเลอื กใบทอ่ี ยสู่ ่วนในล่างของต้น เพราะใบ ใหญ่ไดว้ ุ้นมากกว่าใบเลก็ ปอกเปลอื กสเี ขยี วออกดว้ ยมดี ท่สี ะอาดล้างยากให้สะอาดดว้ ยน้ําต้มสุกหรอื น้ํา ดา่ งทบั ทมิ ขดู เอาวุน้ ใสมาพอกบรเิ วณแผล ทา ๒ ครงั้ เชา้ – เยน็ จนกว่าแผลจะหาย ช่วยระงบั ความ เจบ็ ปวดช่วยใหแ้ ผลหายเรว็ และไมเ่ กดิ แผลเป็น วุน้ วา่ นหางจระเขย้ งั ใชท้ ารกั ษาผวิ ไหมท้ เ่ี กดิ จากแดดเผา ได้ ขอ้ ควรระวงั ก่อนใชว้ ่าน ทอสอบดูว่าแพห้ รอื ไม่ โดยเอาวุน้ ทาบรเิ วณทอ้ งแขน ดา้ น ใน ถา้ ผวิ ไมค่ นั หรอื แดงกใ็ ชไ้ ด้ สะแก ช่ือท้องถิ่น สะแกนา(ภาคกลาง) ,แก(ภาคอสี าน) ,ขอยแข้ จองแข้ (แพร)่ ,แพ่ง(ภาคเหนือ) ลกั ษณะของพืช สะแกเป็นไมย้ นื ตน้ ใบรปู ไขห่ รอื รปู รปี ลายใบมนหรอื แหลม โคนใยเรยี นอื มเขา้ หากนั ดอกเป็นช่อขนาดเลก็ ผลเลก็ มปี ีกยน่ื 4 พู
130 ส่วนท่ีใช้เป็นยา เมลด็ แก่ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ ยา เกบ็ ในช่วงทผ่ี ลแก่ รสและสรรพคณุ ยาไทย ตามชนบทใชเ้ มลด็ สะแก ทอดกบั ไขใ่ หเ้ ดก็ รบั ประทาน ชว่ ยขบั พยาธิ ไสเ้ ดอื นและเสน้ ดา้ ย วิธีใช้ เมลด็ แก่แหง้ ของสะแก ใชถ้ ่ายพยาธไิ สเ้ ดอื น โดยใชเ้ มลด็ แก่ ๑ ชอ้ นคาว (ประมาณ ๓ กรมั ) ตําใหล้ ะเอยี ดทอดกบั ไขใ่ หเ้ ดก็ รบั ประทานตอนทอ้ งว่าง ขอ้ ควรระวงั หา้ มรบั ปรานเกนิ ขนาดทก่ี ําหนด สบั ปะรด ช่ือท้องถ่ิน มะขะนดั มะนดั (ภาคเหนือ) , บ่อนดั (เชยี งใหม)่ , ขนุนทอง ยา่ นดั ยานดั (ภาคใต)้ , หมากนดั (ภาคอสี าน) ลกั ษณะของพืชสบั ปะรดเป็นพชื ลม้ ลกุ หลายปี ลาํ ตน้ สนั้ และแขง็ ใบออกสลบั โดยรอบตน้ ใบเรยี วยาว ปลาย แหลม ดอกออกเป็นช่อ ชอ่ ดอกมกี า้ นยาว ผลรปู รา่ งเป็นไขก่ ลมหรอื ทรงกระบอก ส่วนท่ีใช้เป็นยา เหงา้ ทงั้ สดและแหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสหวานเยน็ ชว่ ยขบั ปัสสาวะ วิธีใช้ ใช้เหงา้ สดหรอื แห้ง แก้อาการขดั เบา ช่วยขบั ปัสสาวะ โดยใช้เหงา้ วนั ละ ๑ กอบมอื (สดหนกั ๒๐๐ – ๒๕๐ กรมั แหง้ หนกั ๙๐ – ๑๐๐ กรมั ) ตม้ กบั น้ําดม่ื วนั ละ ๓ ครงั้ ก่อนอาหารครงั้ ละ ๑ ถว้ ยชา (ประมาณ ๗๕ มลิ ลลิ ติ ร) เสลดพงั พอน ช่ือท้องถ่ิน ชองระอา, พมิ เสนตน้ (กลาง), พมิ เสนตน้ (ภาคกลาง), เซก็ เซเกย่ี ม (จนี ) ลกั ษณะของพืช เสลดพงั พอน เป็นไมพ้ มุ่ ขนาดเลก็ แตกกงิ่ กา้ นสาขามาก ลาํ ตน้ มสี นี ้ําตาลแดง มี หนามตามขอ้ ใบยาวเรยี ว ปลายแหลม มเี สน้ กลางใบสแี ดง ดอกสเี หลอื งจาํ ปา ออกเป็นชอ่ ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบสด ช่วงเวลาที่เกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบขนาดกลาง ไมแ่ ก่หรอื อ่อนเกนิ ไป รสและสรรพคณุ ยาไทย รสขม ถอนพษิ แมลงสตั วก์ ดั ต่อย โรคผวิ หนงั วิธีใช้ ใบสดของเสลดพงั พอน รกั ษาอาการแพ้ อกั เสบ แมลงสตั วก์ ดั ต่อย โดยเอาใบสด ๑ กาํ มอื ตําละเอยี ดคนั้ เอาน้ําทาบรเิ วณทเ่ี ป็น หรอื ตาํ ผสมเหลา้ เลก็ น้อยกไ็ ด้ สีเสียดเหนือ ชื่อท้องถ่ิน สเี สยี ดเหนอื (ภาคเหนอื ) สเี สยี นแก่น (ราชบุร)ี
131 ลกั ษณะของพืช สเี สยี ดเหนอื เป็นไมย้ นื ตน้ ใบเป็นใบประกอบ มใี บยอ่ ยจาํ นวนมาก ดอก เป็นชอ่ ขนาดเลก็ มสี ขี าวอมเหลอื ง ฝักสนี ้ําตาลเขม้ ส่วนที่ใช้เป็นยา กอ้ นสเี สยี ด (กอ้ นสเี สยี ดเป็นสงิ่ ทส่ี กดั ทไ่ี ดจ้ ากการนําเน้ือไมม้ าตดั ใหเ้ ป็นชน้ิ เลก็ ๆ ตม้ กบั น้ํากรองและเคย่ี วใหง้ วด จะเหลอื กอ้ นแขง็ ๆสดี าํ และเป็นเงา) รสและสรรพคณุ ยาไทย มฤี ทธฝิ ์ าดสมาน วิธีใช้ กอ้ นสเี สยี ดช่วยฝาดสมานแกอ้ าการทอ้ งเดนิ ใชผ้ งประมาณ ๑/๓ – ๑/๒ ชอ้ นชา (หนกั ๐.๓ – ๑ กรมั ) ตม้ เอาน้ําด่มื หญ้าคา ลกั ษณะของพืช หญา้ คา เป็นพชื ลม้ ลกุ ดอกมกี า้ นยาวสขี าวเป็นมนั ขน้ึ เป็นวชั พชื พบเหน็ ทวั่ ไป ส่วนท่ีใช้เป็นยา รากสดหรอื แหง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย รสจดื แกร้ อ้ นใน กระหายน้ํา เป็นยาขบั ปัสสาวะ วิธีใช้ ใชร้ ากสดหรอื แหง้ แก้อาการขดั เบา ใช้วนั ละ ๑ กํามอื (สดหนัก ๔๐ – ๕๐ กรมั แหง้ ๑๐ – ๑๕ กรมั ) หนั่ เป็นชน้ิ ๆ ตม้ กบั น้ํารบั ประทานวนั ละ ๓ ครงั้ ก่อนอาหารครงั้ ละ ๑ ถว้ ยชา (๗๕ มลิ ลลิ ติ ร) หญ้าหนวดแมว ช่ือท้องถ่ิน พยบั เมฆ (กรงุ เทพฯ) ลกั ษณะของพืช หญา้ หนวดแมว เป็นไมล้ ม้ ลุกขนาดเลก็ ลาํ ตน้ เป็นสเ่ี หลย่ี ม ดอกออกเป็นชอ่ สวยงาม ลกั ษณะคลา้ ยฉตั รเป็นชนั้ ๆ สขี าวหรอื สมี ว่ ง มเี กสรตวั ผยู้ าวคลา้ ยหนวดแมว ส่วนท่ีใช้เป็นยา ใบหญา้ หนวดแมว ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ใบทส่ี มบรู ณ์ ขนาดกลางไมแ่ ก่หรอื ไมอ่ ่อนจนเกนิ ไป ลา้ งใหส้ ะอาด และนํามาตากในทร่ี ม่ ใหแ้ หง้ รสและสรรพคณุ ยาไทย ขบั ปัสสาวะ วิธีใช้ หญา้ หนวดแมวแกข้ ดั เบาทาํ ไดโ้ ดยเอาใบแหง้ ๔ กรมั หรอื ๔ หยบิ มอื ชงกบั น้ํา รอ้ น ๑ ขวด น้ําปลา เหมอื นกบั ชงชา ด่มื วนั ละ ๑ ขวด ๓ ครงั้ หลงั อาหาร ขอ้ ควรระวงั คอื คนทเ่ี ป็นโรคหวั ใจ หา้ มรบั ประทาน (เพราะมสี ารโปแตสเซยี มมาก) แห้วหมู ชื่อท้องถ่ิน หญา้ ขนหมู (แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช แหว้ หมู เป็นไมล้ ม้ ลุกขนาดเลก็ มหี วั อยใู่ ตด้ นิ มกี า้ นดอกยาว ดอกเป็นสนี ้ําตาล ส่วนที่ใช้เป็นยา หวั ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ หวั แก่
132 รสและสรรพคณุ ยาไทย รสเผด็ ขมเลก็ น้อย ขบั ลม วิธีใช้ หญา้ แหว้ หมใู ชเ้ ป็นยาแกอ้ าการทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อและแน่นจกุ เสยี ด โดยใชห้ วั หญา้ แหว้ หมู ๑ กํามอื (๖๐ – ๗๐ หวั หรอื หนกั ๑๕ กรมั ) ทบุ ใหแ้ ตก ตม้ เอาน้ําดม่ื หรอื ใชห้ วั สดครงั้ ละ ๕ หวั โขลก ใหล้ ะเอยี ดผสมกบั น้ําผง้ึ รบั ประทาน อ้อยแดง ชื่อท้องถิ่น ออ้ ยดาํ , ออ้ ยขม ลกั ษณะของพืช ออ้ ยแดงเป็นไมล้ ม้ ลกุ รปู รา่ งคลา้ ยตน้ ออ้ นแต่มลี าํ ตน้ สแี ดงคล้ํา ส่วนที่ใช้เป็นยา ลาํ ต้นทงั้ สดหรอื แหง้ ช่วงเวลาท่ีเกบ็ เป็นยา เกบ็ ลาํ ตน้ ทส่ี มบรู ณ์เตม็ ท่ี รสและสรรพคณุ ยาไทย รสหวานและขม แกป้ ัสสาวะพกิ าร แกข้ ดั เบา วิธีใช้ ลาํ ตน้ ออ้ ยแดงทงั้ สดหรอื แหง้ ใชเ้ ป็นยาแกอ้ าการขดั เบา โดยใชล้ าํ ตน้ สดวนั ละ ๑ กํามอื (สดหนกั ๗๐ – ๙๐ กรมั , แหง้ หนกั ๓๐ – ๔๐ กรมั ) หนั่ เป็นชน้ิ ๆ ต้มกบั น้ํารบั ประทานวนั ละ ๒ ครงั้ ก่อนอาหาร ครงั้ ละ ๑ ถว้ ยชา (๗๕ มลิ ลลิ ติ ร) ๑๐. สมนุ ไพรที่เป็นพืชเศรษฐกิจ สมนุ ทเ่ี ป็นพชื เศรษฐกจิ ในประเทศไทยนนั้ มอี ยเู่ ป็นจาํ นวนมาก ทงั้ ทใ่ี ชเ้ ป็นอาหารและนํามาใช้ ปรงุ เป็นยารกั ษาโรค ในหวั ขอ้ น้ีจงึ ขอยกรายช่อื มาใหท้ ราบพอสงั เขป ดงั น้ี กระเจย๊ี บแดง จนั ทนา บอระเพด็ กระชาย เจตมลู เพลงิ ขาว ลน้ิ งเู ห่า กระไดลงิ เจตมลู เพลงิ แดง เถาปลอ้ ง กระดอม เจตมลู เพลงิ แดง บวั บกหวั กระแตไต่ไม้ ชะพลู บวั น้ํา บวั สาย กระเบยี น หญา้ ชนั กาด ปะด่สู ม้ กระพงั โหม หญา้ ไซ เปราะป่ า กระเมง็ ตวั เมยี หญา้ ตนี กา เปราะหอมขาว กําแพงเจด็ ชนั้ หญา้ น้ํานมราชสหี ์ ไผ่เหลอื ง กาํ ยาน หญา้ นาง ผกั กาดนา กาํ ลงั เสอื โครง่ หญา้ นางแดง ผกั โขมหนาม กลั ปังหา ดองดงึ ผกั คราดหวั แหวน กลั ป์ พฤกษ์ ตะโกนา ผกั หนาม ชยั พฤกษ์ ตะไครบ้ ก ผกั บุง้ จนี คนู ตะไครห้ างสงิ ผกั เป็ดแดง
133 กระดกู ดาํ ตานขโมย ผกั เสย้ี นผี กรงุ เขมา ตานดาํ ฝีหมอบ แก่นขนุน ตนี เป็ด แฝกหอม กระชนั เถาลน้ิ เสอื พระขรรคไ์ ชยศรี ขมน้ิ เกลอื เถาวลั ยเ์ ปรยี ง พระจนั ทรค์ รง่ึ ซกี ขา้ วเยน็ เทา้ ยายมอ่ มดอกแดง มะเดอ่ื ชุมพร ขอนดอก เทยี นดํา ยาดํา ครอบจกั รวาฬ ทองพนั ช่าง เลอื ดแรด สีผสมอาการจากธรรมชาติ การปรุงรสและตบแต่งอาหารอย่างเหมาะสม ทําให้อาหารท่ไี ด้มีลกั ษณะและรสชาติท่ีชวน รบั ประทานอาหารของไทยทงั้ คาวและหวาน นิยมปรุงแต่งสใี หด้ ูสวยงาม แต่เดมิ สที ่ใี ชใ้ นการปรุงแต่ง อาหารส่วนใหญ่ไดจ้ ากธรรมชาติ คอื ไดจ้ าก ส่วนดอก ผล แก่น ใบ เหงา้ และบางครงั้ กไ็ ดจ้ ากสตั ว์ ในระยะหลังมสี ีสังเคราะห์เกิดข้ึน จงึ ได้มีการนําสีสังเคราะห์มาใช้ในการปรุงอาหารกันมากข้ึน สี สงั เคราะหท์ ใ่ี ชผ้ สมอาหารไดจ้ ากการสงั เคราะหส์ านเคมที างวทิ ยาศาสตรผ์ ่านการคน้ ควา้ ทดลองปรากฏว่า หลายชนิดเป็นอนั ตรายต่อคนในระยะยาว เร่อื งน้ีในหลายประเทศ เช่น สหรฐั อเมรกิ า ญ่ปี ุ่น และ ประเทศในยุโรปไดม้ กี ารคน้ ควา้ เร่อื งน้ีอย่างกวา้ งขวาง พรอ้ มทงั่ สงั่ ระงบั การใชส้ สี งั เคราะหห์ ลายชนิดท่ี ตรวจพบว่าเป็นอนั ตรายต่อคนทงั้ ระยะสนั้ และระยะยาว ในเมอื งไทย จากการสุ่มตวั อยา่ งอาหารหลายชนิด เช่น ไสก้ รอก น้ําปลา ขา้ วเกรยี บกุง้ กุ้ง แหง้ หรอื ขนมสําหรบั เดก็ ตรวจแลว้ พบว่าอาหารบางอยา่ งใส่สผี สมอาหารทไ่ี ม่ถูกต้องตามประกาศของ กระทรวงสาธารณสุข เช่น ใส่สยี ้อมผ้าอยู่บ่อยครงั้ เพราะสยี ้อมผ้าราคาถูก ใส่เพยี งเล็กน้อยสกี ็จะ เดน่ ชดั ขน้ึ มา สสี งั เคราะหจ์ ะเป็นอนั ตายต่อผบู้ รโิ ภค ยางคนรบั ประทานเขา้ ไปอาจะเกดิ แพส้ อี าการคลา้ ย แพย้ าแอสไพรนิ คอื คล่นื ไส้ อาเจยี น มรี มิ ผปี ากดํา ถ้าเป็นสผี สมสารหนูคนไขจ้ ะมอี าการน้ําลายฟูม ปาก หายใจไม่ออก สที ่มี ตี ะกวั่ คนไข้ท่ีแพ้หรอื รบั ประทานเข้าไปมากจะทําให้โลหิตจาง ร่างกาย อ่อนเพลยี กลา้ มเน้ือหมดกาํ ลงั อาจพกิ ารสมองอาจถกู กระทบกระเทอื นไปดว้ ย สผี สมอาหารทเ่ี ป็นสสี งั เคราะหไ์ ม่ควรใชเ้ ลย เพราะบางตวั ถ้าใชบ้ ่อยและปรมิ าณมาก อาจทาํ ให้ เกดิ พษิ ได้ เน่อื งจากสนี นั้ อาจจะไปเกาะหรอื เคลอื บตามเยอ่ื บุกระเพราะลําไส้ ทาํ การดดู ซมึ ของกระเพาะ ลาํ ไสไ้ ม่มปี ระสทิ ธภิ าพ เกดิ อาการท้องเดนิ อ่อนเพลยี ปวดเม่อื ยตามกลา้ มเน้ือ น้ําหนักลด ชพี จร และการหายใจอ่อน ถา้ เป็นมากประสาทและสมองเป็นอมั พาต อาจเป็นมะเรง็ ในต่อมน้ําเหลอื ง และในท่ี อ่นื ๆ การควบคมุ ยงั ทาํ ไมท่ งั้ ถงึ จงึ ทาํ ใหใ้ นทอ้ งตลาดมอี าหารทผ่ี สมดว้ ยสที เ่ี ป็นอนั ตรายหลายอย่างใน ฐานะทเ่ี ราเป็นผบู้ รโิ ภคจงึ ควรเลอื กอาหารทส่ี าสผี สมอาหารจากธรรมชาตเิ ป็นอนั ดบั รกหรอื เลอื กอาหารท่ี ไม่ใส่สี หากทําอาหารรบั ประทานเอง ควรใช้สจี ากธรรมชาติ เพราะจะได้อาหารท่มี คี วามปลอดภยั ความสะอาด และประหยดั อกี ดว้ ย สผี สมอาหารจากธรรมชาตทิ จ่ี ะแนะนําในทน่ี ้ีนนั้ เป็นเพยี งส่วนหน่ึง
134 ของสีจากธรรมชาติและมกี ารใช้กนั มามาก สามารถลอื กสามารถเลือกใช้ได้ตามชนิของอาหารและ ความชอบ กระเจี๊ยบแดง ชื่อท้องถ่ิน กระเจย๊ี บ , กระเจย๊ี บเปรย้ี ว (กลาง) , ผกั เกง็ เคง็ , สม้ เกง็ เคง็ (เหนือ) , สม้ ตะแลง เครง (ตาก) , สม้ ปู (เงย้ี ว – แมอ่ ฮ่องสอน) ลกั ษณะของพืช กระเจย๊ี บเป็นไมพ้ ุ่มขนาดเลก็ สูงราว ๓ - ๖ ศอก กงิ่ กา้ นมสี มี ว่ งแดง ใบมี หลายแบบ ขอบใบเรยี บดอกร่วงโรยไป กลบี รองดอกและกลบี เลย้ี งจะเจรญิ ขน้ึ มสี มี ว่ งแดงเขม้ หุม้ เมลด็ ไวภ้ ายใน ใชเ้ มลด็ ปลกู ปลกู ไดท้ วั่ ทกุ ภาคของประเทศไทย ส่วนท่ีใช้ กลบี เลย้ี ง วิธีใช้ ใชก้ ลบี เลย้ี งแหง้ หรอื สด ตม้ กบั น้ําเคย่ี วใหส้ แี ดงออกมามากทส่ี ุด กรองเอากาก ทเ่ี หลอื ออกโดยผา้ ขาวบางบบี น้ําออกจากกลบี ใหห้ มด น้ํากระเจย๊ี บทไ่ี ดส้ แี ดงเขม้ (สาร Anthocyanin) นําไปแต่งสอี าหารตามตอ้ งการ หรอื นําไปเตมิ น้ําตาล เกลอื เลก็ น้อยปรงุ เป็นเครอ่ื งดม่ื กไ็ ด้ ขมิ้น ชื่อท้องถ่ิน ขมน้ิ (ทวั่ ไป) , ขมน้ิ แกง , ขมน้ิ หยวก , ขมน้ิ หวั (เชยี งใหม)่ , ขม้ี น้ิ หมน้ิ (ภาคใต)้ , ตายอ (กะเหรย่ี ง – กําแพงเพรช) , สะยอ (กะเหรย่ี ง – แมฮ่ อ่ งสอน) ลกั ษณะของพืช ขมน้ิ เป็นพชื ลม้ ลุกทม่ี เี หงา้ อยใู่ ตด้ นิ ลงหวั ในฤดแู ลง้ เน้อื ในของเหงา้ ขมน้ิ สี เหลอื งเขม้ จนถงึ สแี สด มกี ลน่ิ หอมเฉพาะตวั ในรปู เรยี วยาว ปลายแหลมคลา้ ยใบพุทธรกั ษา ดอก ออกเป็นชอ่ มกี า้ นช่อแทงจากดเหงา้ โดยตรง ดอกสขี าวอมเหลอื ง มกี ลบี ประดบั สเี ขยี วอมชมพู ใชเ้ หงา้ ปลกู ปลกู ไดท้ วั่ ไป ส่วนท่ีใช้ เหงา้ ดนิ วิธีใช้ ใชเ้ หงา้ สด ลา้ งน้ํา ปอกเปลอื ก บดหรอื ตาํ ใหล้ ะเอยี ด เตมิ น้ําเลก็ น้อย คนั้ กรองจะได้ น้ําสเี หลอื งเขม้ (สาร Curcumin) นําไปแต่งสอี าหารคาวเช่น แกงกะหร่ี ขา้ วหมกไก่ แกงเหลอื ง อาหารหวาน เชน่ ขา้ วเหนียวเหลอื ง ทาํ ใหม้ สี เี หลอื งน่ากนิ คาํ ฝอย ช่ือท้องถ่ิน ดอกคาํ (เหนือ) คาํ ยอง คาํ (ทวั่ ไป) ลกั ษณะของพืช คําฝอยเป็นพชื ลม้ ลุกสูงราว ๑ เมตร ลําต้นเป็นเหล่ยี ม กานใบสนั้ ใบ รปู ร่างรยี าว รมิ ใบหยกั แหลม เน้ือใบเรยี บ ดอกออกรวมกนั เป็นช่อ อดั กนั แน่นบนฐานดอก รปู รา่ ง กลมเหมอื นกบั ดอกดาวเรอื งดอกยอ่ ยสเี หลอื งคอ่ ยๆ เปลย่ี นเป็นสสี ม้ เมอ่ื แก่สสี ม้ แดง ใชเ้ มลด็ ปลูก ปลกู ไดท้ างเหนอื ของประเทศไทย ส่วนท่ีใช้ ดอกแก่
135 วิธีใช้ เอาดอกแก่มาชงน้ํารอ้ น กรอง จะไดน้ ้ําสเี หลอื งสม้ (สาร saffower yellow) ใช้ แต่งสอี าหารทต่ี อ้ งการใหเ้ ป็นสเี หลอื ง คาํ แสด ชื่อท้องถ่ิน คาํ เงาะ คาํ แงะ คาํ แฝด คาํ ยง ชาตี (เขมร) , จาํ ปู้ สม้ ปู้ (เขมร – สุรนิ ทร)์ , มะกายหยุม แสด (เหนอื ) , หมากมอง (แมฮ่ ่องสอน) ลกั ษณะของพืช เป็นไมพ้ ุม้ หรอื ไมย้ นื ต้นขนาดเลก็ กงิ่ อ่อนๆ มเี กลด็ สนี ้ําตาลคลุมอยมู่ าก ใบ ตดิ กบั ลาํ ตน้ แบบเวยี นสลบั ตวั ใบรปู รา่ งคลา้ ยโพธิ ์ ขอบใบเรยี บ ปลายแหลม ก้านใบยาว ดอกออกเป็น ช่อมี ๘ -- ๕๐ ดอก ดอกสชี มพอู มมว่ งหรอื แดง ผลรปู ไขป่ ลายแหลม ขณะยงั อ่อนสเี ขยี ว เมอ่ื สกุ เป็นสี แดงจนแหง้ กลายเป็นสนี ้ําตาล มเี มลด็ ขนาดเลก็ จาํ นวนมาก ใชเ้ มลด็ ปลกู ส่วนท่ีใช้ เมลด็ วิธีใช้ นําเมลด็ มาแช่น้ําแลว้ คนแรงๆ หรอื นําเมลด็ คาํ แสดมาบดแลว้ แช่น้ํา กรองเอาเมลด็ ออก ดว้ ยผา้ ขาวบางตงั้ ไวใ้ หส้ ตี กตะกอน รนิ น้ําใสทง้ิ นําตะกอนสแี สด (สาร BIXIN) ทไ่ี ดไ้ ปแต่งสอี าหาร ประเภทไขมนั เช่น ฝอยทอง เนย ไอศกรมี และยงั ใช้ยอ้ มผ้าฝ้ายหรอื ผ้าไหมได้ด้วย องค์การ อนามยั โลก กําหนดให้รบั ประทานสที ส่ี กดั จากเมลด็ คําแสดได้ไม่เกนิ ๐.๐๖๕ มลิ ลกิ รมั ต่อน้ําหนักตวั ๑ กโิ ลกรมั ต่อ ๑ วนั เตย ชื่อท้องถิ่น ปานะวองงิ (มาเลย์ – นราธวิ าส) , หวานขา้ วใหม่ (ภาคเหนอื ) ลกั ษณะของพืช เป็นพชื ลม้ ลุก ออกเป็นกอ มรี ากอากาศบนขอ้ ขา้ งลาํ ตน้ ใบเดย่ี ว ขยด้ี มกลน่ิ หอม ใบตดิ กบั ลําต้นแบบเวยี นสลบั แน่นอยโู่ ดยรอบ ใบรปู รา่ งเรยี วยาว ปลายแหลม รมิ ใบเรยี ม ส่วน ปลายใบ และตามเสน้ กลางใบดา้ นหลงั มหี นามเลก็ ๆ ไมเ่ คยพบดอก ปลกู โดยวธิ แี ยกหน่ออ่อน ส่วนที่ใช้ ใบสด วิธีใช้ นําใบเตยสดท่สี ะอาดหนั่ ตามขวางโขลก เติมน้ําเลก็ น้อย คนั้ กรอง ผ่านผา้ ขาวบาง จะไดน้ ้ําสเี ขยี ว (santophyll และ chlorophyll) มกี ลนิ่ หอม ใชแ้ ต่งสอี าหารคาวและหวานได้ นิยมใชแ้ ต่ สอี าหารหวาน เชน่ ลอดช่อง ขนมเปียกปนู วุน้ กะทิ น้ําเก๊กฮวย เคก้ เป็นตน้ บางทกี เ็ อาใบมาโขลก พอแหลก ตม้ กบั น้ําใสน่ ้ําตาลเลก็ น้อย ทาํ เป็นชาใบเตย มสี เี ขยี ว กลน่ิ หอมช่นื ใจ ฝาง ช่ือท้องถ่ิน ฝางสม้ (กาญจนบรุ )ี ลกั ษณะของพืช ไมย้ นื ตน้ สงู ไดถ้ งึ ๑๐ เมตร ตามลาํ ดบั ตน้ และกงิ่ มหี นามอยทู่ วั่ ไป ใบตดิ กบั ลาํ ตน้ แบบสลบั ลกั ษณะประกอบดว้ ยใบยอ่ ยเลก็ ๆ มากมาย ดอกตดิ กบั ก้านใบย่อย ซง่ึ งอกก้านใบรวม เป็นค่ตู รงขา้ มกนั รปู รา่ งของใบย่อยกลมมนปลายใบมน ใต้ใบมขี น ดอกเป็นช่อสเี หลอื ง มเี สน้ สแี เดงบ นกลบี ดอก ฝักแบนยาวและใหญ่ภายในเมลด็ ๒ - ๔ เมลด็ ใชเ้ มลด็ ปลกู
136 ส่วนที่ใช้ แก่น วิธีใช้ นําแก่นมาแช่น้ํา จะไดน้ ้ําสชี มพเู ขม้ (sappan red) ใชส้ แี ต่งอาหารได้ อญั ชนั ชื่อท้องถ่ิน แดงชนั (เชยี งใหม)่ , เออ้ื งชนั (หนือ) ลกั ษณะของพืช อญั ชนั เป็นไมเ้ ลอ้ื ยขน้ึ เองตามธรรมชาติ ใบตดิ กบั ลําต้นแบบสลบั ประกอบดว้ ย ใบยอ่ ย ๕ - ๗ ใบ ใบยอ่ ยรปู รา่ งรหี รอื ขอบขนาน ปลายใบมน เน้ือใบดา้ นบนค่อนขา้ งเรยี บ หรอื มขี น อ่อนทงั้ ดา้ นบนและดา้ นล่าง ดอกสนี ้ําเงนิ อมม่วง ตอนกลางดอกมสี เี หลอื ง ฝักค่อนขา้ งแบบยาว ๕ - ๑๒ เซนตเิ มตร มขี นอยทู่ วั่ ไปใชเ้ มลด็ ปลกู และควรทาํ หลกั หรอื คา้ งใหอ้ ญั ชนั เลอ้ื ย ส่วนที่ใช้ ดอกสด วิธีใช้ ใชก้ ลบี ดอกสด ตํา เตมิ น้ําเลก็ น้อย กรองดว้ ยผา้ ขาวบาง คนั้ น้ําออก จะไดน้ ้ําสนี ้ําเงนิ (Anthocyanin) ถา้ เตมิ น้ํามะนาวลงไปเลก็ น้อย จะกลายเป็นสมี ว่ ง ใชแ้ ต่งสอี าหารตามต้องการ มกั นิยม ใชแ้ ต่งสนี ้ําเงนิ ของขนมเรไร ขนมน้ําดอกไม้ ขนมขห้ี นู
แผนภมู ิท่ี ๒ สรปุ ความสมั พนั ธข์ องหวั ข้อเนื้อหาในบทที่ ๒ เภ พชื ๑. สตั ๒. สตั ๑. จาํ พวกตน้ ๓. สตั ๒. จาํ พวกเถา - เครือ ๓. จาํ พวกหวั – เหงา้ รู้จกั ตวั ย ๔. พวกผกั รูป, รส ๕. จาํ พวกหญา้ ตวั ยาท การเก็บตวั ยา ตวั ยาท่ีมีหลายช่ือ ใกล - ตามทิศ - ตามกาลเวลา - ตามวนั - ตามฤดกาล
137 ภสัชวตั ถุ ธาตุ ๑. ธาตุที่สลายตวั ง่าย สัตว์ ๒. ธาตุที่สลายตวั ยาก ตวบ์ ก ตวน์ ้าํ ตวอ์ ากาศ ยา ๕ ประการ สมนุ ไพรท่ีใชใ้ น สมุนไพรท่ีเป็ นพืช ส, กลิ่น, สี, ช่ือ สาธารณสุขมลู ฐาน เศรษฐกิจ ท่ีมีสรรพคุณ ลเ้ คียงกนั
138 บทที่ ๓ สรรพคณุ เภสชั สรรพคุณเภสชั คือ การรู้จกั สรรพคุณของวตั ถทุ ี่จะนํามาใช้เป็ นยารกั ษาโรคหลัก สรรพคณุ เภสชั น้ีเป็นหมวดทส่ี าํ คญั ยงิ่ ท่านตอ้ งใหค้ วามสนใจเป็นพเิ ศษ เพราะตวั ยาแต่ละอย่าง ถา้ ไม่รู้สรรพคุณแล้วก็ไม่เกดิ ประโยชน์ อะไรเลย ท่านอาจคดิ ว่าตวั ยานัน้ มอี ยู่มอี ยู่มากมายจะจําได้ อยา่ งไร น่ีเป็นปัญหาของทุกท่าน มกั จะคดิ ว่าตวั ยามสี รรพคณุ แกอ้ ะไร ยากทจ่ี ะจาํ ใหไ้ ด้ จงึ ขอแนะ สงิ่ ทท่ี ่านต้องจดจําใหไ้ ด้ก่อนคอื “รสยา” ซึ่งรสของตวั ยานี้จะแสดงถึงสรรพคณุ ของตวั ยาใช้ รกั ษาโรคการรจู้ กั ว่ายานนั้ มสี รรพคณุ รกั ษาโรคอยา่ งไรสรรพคณุ ของยาสมุนไพรแต่ละชนิดขึ้นอยู่ กบั รสของสมุนไพรนัน้ ๆ เพราะรสแต่ละรสจะมสี รรพคุณในการรกั ษาโรคต่างกนั ซง่ึ เภสชั กรต้อง ศกึ ษาให้รจู้ กั รสของยาใหถ้ ่องแท้ แล้วรสยานัน้ เองจะแสดงสรรพคุณทนั ที การจาํ แนกรสยาสามารถแบ่ง ออกเป็น ๒ ลกั ษณะ คือ ๑. ยารสประธาน แบ่งออกเป็น ๓ รส ๒. รสของตวั ยา แบง่ ออกเป็นยา ๔ รส , ยา ๖ รส , ยา ๘ รส และยา ๙ รส ๑. ยารสประธาน ยารสประธาน หมายถงึ รสของยาที่ปรงุ หรือผสมเป็นตาํ รบั แล้ว สงิ่ ทจ่ี ะนํามาประกอบ ขน้ึ เป็นยานนั้ ประกอบดว้ ยวตั ถุธาตุ ๓ ประเภท คือ พืชวตั ถุ สตั วว์ ตั ถุ ธาตุวตั ถุ เม่อื นํามาประ กอปรงุ เป็นยาสาํ เรจ็ รปู แลว้ จนเหลือรสของตวั ยาสาํ เรจ็ รปู อยู่เพียง ๓ รสเท่านัน้ คอื ๑.๑ ยาขนานใดท่ปี รุงข้นึ มาแล้ว รสเยน็ ได้แก่ ยาทเ่ี ข้าพชื สตั ว์ ธาตุท่ีไม่ร้อน เช่น เขาสตั ว์ เข้ยี วสตั ว์ มาปรุงยารสเยน็ เช่น ยามหานิ ล ยามหากาฬ ยาเขียว เป็นต้น ซ่งึ มี สรรพคณุ แก้ทางเตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ) แกไ้ ข้ ระงบั ความรอ้ น ใช้สาํ หรบั แก้ไข้ในกองฤดรู ้อน ๑.๒ ยาขนานใดท่ปี รุงขน้ึ มาแล้ว รสร้อน ได้แก่ ยาทเ่ี ขา้ พชื สตั ว์ ธาตุท่รี สร้อน เช่น เบญจกลู ตรกี ฏกุ เหงา้ ขงิ กะเพรา มาปรงุ เป็นยารสรอ้ น เช่น ยาไฟประลยั กลั ป์ ยาสณั ฑฆาต ยาประสากานพลู ยาประจวุ าโย เป็นตน้ ซ่งึ มสี รรพคุณแก้ในกองวาโยธาตุ (ธาตุลม) แก้ลม กองหยาบ ลมจกุ เสียดแน่น ลมพรรรดึก บาํ รงุ ธาตุ ใช้สาํ หรบั แก้ไข้ในกองฤดฝู น ๑.๓ ยาขนานใดท่ปี รุงขน้ึ มาแลว้ รสสุขมุ ได้แก่ ยาทเ่ี ขา้ พชื สตั ว์ ธาตุท่ไี ม่รอ้ น เช่น โกฐเทยี น กฤษณา กระลําพกั จนั ทน์เทศ เครอ่ื งเทศทไ่ี ม่รอ้ น มาปรงุ เป็นยารสสุขมุ เช่น ยา หอมอินทจกั ร ยาหอมเนาวโกฐ ยาสงั ขว์ ิชยั เป็นต้น ซง่ึ มสี รรพคุณแก้ในกองอาโปธาตุ (ธาตุ นํ้า) แกไ้ ขท้ ใ่ี ชย้ ารสเยน็ ไมไ่ ดแ้ ก้ลมกองละอียด ลมวิงเวียน ใจสนั่ หวนั่ ไหว บาํ รงุ กําลงั ใชส้ ําหรบั แก้ไข้ใน กองฤดหู นาว รสยาทงั้ สามทไ่ี ดก้ ล่าวมานัน้ คอื รสของยาที่ปรงุ สาํ เรจ็ แล้ว นําไปใช้รกั ษาโรคและไข้ เป็นหลกั ใหญ่หรือเป็นแม่บท เรยี กวา่ รสประธาน แต่ในส่วนของวตั ถธุ าตแุ ต่ละชนิดกจ็ ะมีรส
139 ยาแยกย่อยแตกต่างกนั ไป แล้วแต่ว่าวตั ถธุ าตชุ นิดใด จะดดู ซบั เอารสยาจากแผน่ ดินเข้าไว้ กบั ตวั ซง่ึ สามารถแบง่ รสยาทวั่ ไปออกเป็น ๙ รส ๒. รสของตวั ยา ๔ , ๖ , ๘ , ๙ รส ๒.๑ รสยา ๔ รส ในคมั ภีรธ์ าตวุ ิภงั ค์ ไดก้ ล่าวถงึ รสยา ๔ รส แกโ้ รคดงั น้ี ๑) รสยาฝาด ชาบไปในผวิ เนื้อ และเสน้ เอน็ ๒) รสยาเผด็ ชาบไปในผิวหนังทุกเสน้ ขน ๓) รสยาเคม็ ชาบไปในทเ่ี สน้ เอน็ และกระดกู ทวั่ สรรพางคก์ าย ๔) รสยาเปรย้ี ว ชาบไปในเส้นเอน็ ทวั่ รรพางคก์ าย ๒.๒ รสยา ๖ รส ในคมั ภีรว์ รโยคสาร ไดก้ ล่าวถงึ รสยา ๖ รส แกโ้ รคดงั น้ี ๑) มธรุ ะ คอื รสหวาน ชอบกบั ยาให้เจริญรสธาตุ ๒) อมั พิระ คอื รสเปรยี้ ว ทาํ ใหด้ ี ลม เสลดอนุโลมตามซง่ึ ตนและเจรญิ รส อาหาร บาํ รงุ ไฟธาตุ กระทาํ สารพดั ทด่ี บิ ใหส้ ุก ถ้าใช้เป็นเกิดคณุ ใช้ไมเ่ ป็นเกิดโทษ ๓) ลวณะ คอื รสเคม็ เผาโทษเผาเขฬะ ให้เจริญไฟธาตุ ๔) กฏุกะ คอื รสเผด็ กระทาํ ให้กาํ ลงั น้อย ระงบั ความเกียจคร้าน ระงบั พิษ ไมใ่ หเ้ จรญิ บาํ รงุ ไฟธาตุ และใหอ้ าหารสุก ๕) ติตติกะ คอื รสขม เจรญิ ไฟธาตุ แกร้ อ้ น แกร้ ะหายน้ํา กระทาํ ให้มตู รและ คถู บริสทุ ธ์ิ เจริญรสอาหาร ๖) กะสาวะ คอื รสฝาด เจรญิ ไฟธาตุ แก้กระหายน้ํา ให้เจริญผิวกายและเนื้อ คุณสมบตั ขิ องยาแต่ละรส ใหแ้ สลงกบั โรคต่างๆ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี คอื รสเผด็ รสขม และรสฝาด ผขฝ ทงั้ ๓ รสน้ี ทาํ ให้ ลมกาํ เริบ รสเผด็ รสเปรย้ี ว และรสเคม็ ผปค ทงั้ ๓ รสน้ี ทาํ ให้ ดีกาํ เริบ รสหวาน รสเปรย้ี ว และรสเคม็ หปค ทงั้ ๓ รสน้ี ทาํ ให้ เสลดกาํ เริบ ๒.๓ รสยา ๘ รส ในคมั ภรี ธ์ าตุววิ รณ์ กลา่ วถงึ ยา ๘ รส แกโ้ รคดงั น้คี อื ย่อมซาบไปตามผิวหนัง ๑) รสขม ๒) รสฝาด ยอ่ มซาบมงั สา (ชาบเน้อื ) ๓) รสเคม็ ซาบเส้นเอน็ ซาบกระดกู มิได้เว้น ๔) รสเผด็ และรสร้อน ๕) รสหวาน ยอ่ มซมึ ซาบลาํ ไสใ้ หญ่ ๖) รสเปรยี้ ว ซาบลาํ ไส้น้อย
๗) รสเยน็ หอม 140 ๘) รสมนั ซาบหวั ใจ ซาบทข่ี อ้ ต่อทงั้ ปวง ๒.๔ รสยา ๙ รส ในการศกึ ษาเรอ่ื งสรรพคุณเภสชั ไดส้ รปุ รสของวตั ถุธาตุได้ ๙ รส จาํ แนกให้ ละเอยี ดออกไปดงั น้ี ๑) รสฝาด สรรพคุณ มีฤทธ์ิทางสมาน เช่น สมานบาดแผลทงั้ ภายในและ ภายนอก แผลสด แผลเป่ือย กดั เน้ือรา้ ย แก้โรคบดิ ท้องร่วง แก้อุจจาระธาตุพิการ คุมธาตุ แสลงกบั โรคไอ ท้องผกู โรคลม โรคพรรดึก เตโชธาตพุ ิการ (ธาตไุ ฟ) ๒) รสหวาน สรรพคุณ มีฤทธ์ิซึมซาบไปตามเนื้อ เช่น ทาํ ใหเ้ น้ือในรา่ งกายชุ่ม ชน้ื บาํ รงุ กลา้ มเน้ือ บาํ รงุ หวั ใจ เจรญิ อาหาร แก้อ่อนเพลยี บํารงุ กําลงั แกไ้ อ แก้เสมหะแหง้ แก้หอบ แสลงกบั โรค ฟันผุ เสมหะเฟ่ื อง อาเจียน โรคเบาหวาน น้ําเหลืองเสีย บาดแผล ๓) รสเมาเบอื่ สรรพคณุ แก้พิษ เชน่ พษิ ดี พษิ เสมหะ พษิ โลหติ พษิ ไข้ พษิ สตั วก์ ดั ต่อย แก้โรคทางอาโปธาตุ (ธาตนุ ้ํา) แก้พยาธิ ผน่ื คนั แสลงกบั โรค หวั ใจพิการ ไอ ๔) รสขม สรรพคุณ แกใ้ นทางโลหิต และดี แก้กาํ เดา แกไ้ ขต้ ่างๆ เช่น ไขต้ วั รอ้ น ไขจ้ บั สนั่ บาํ รุงน้ําดี เจรญิ อาหาร ช่วยยอ่ ยอาหาร แสลงกบั โรค หวั ใจพิการ โรคลม จกุ เสียด แน่น เฟ้ อ ๕) รสเผ็ดร้อน สรรพคุณ แก้โรคลมจุกเสียด ขบั ลมให้ผายหรือเรอ บาํ รุง เตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ) ขบั เหงอ่ื ช่วยย่อยอาหาร แสลงกบั โรค ไข้ตวั รอ้ น เพ้อคลงั่ ๖) รสมนั สรรพคุณ มีฤทธ์ิซึบซาบไปตามเส้นเอน็ แก้เสน้ เอ็นพกิ าร บํารุงเสน้ เอน็ แกป้ วดเมอ่ื ย บาํ รงุ ไขขอ้ บาํ รงุ เยอ่ื กระดกู เป็นยาอายวุ ฒั นะ ให้ความอบอ่นุ แก่ ร่างกาย แสลงกบั โรค เสมหะพิการ เช่น ไอ หอบ บดิ และไขต้ ่างๆ รอ้ นในกระหายน้ํา ๗) รสหอมเยน็ สรรพคุณ บํารุงหวั ใจ ตบั ปอด บํารุงครรภ์ แก้อ่อนเพลยี ชกู ําลงั แก้กระหายน้ําดบั พิษร้อน แสลงกบั โรค ลมจกุ เสียดแน่น ลมป่ วง ๘) รสเคม็ สรรพคุณ มีฤทธ์ิซึมซาบไปตามผิวหนัง แก้โรคผวิ หนัง โรคพรรดกึ ถ่ายชําระน้ําเหลอื ง ชาํ ระเมอื กมนั ในลาํ ไส้ ฟอกโลหติ แกเ้ สมหะเหนียว แสลงกบั โรค อจุ จาระธาตุ พิการ โรคบิดมกู เลือด กระเพาะอาหารเป็นแผล ๙) รสเปร้ียว สรรพคุณ แก้เสมหะพิการ แก้เสมหะเหนียว แก้ไอ แก้ท้องผูก ระบายอุจจาระ ฟอกโลหิต แก้กระหายนํ้า แสลงกบั โรค น้ําเหลืองเสีย ท้องเสีย และไข้ต่างๆ นอกจากน้ีในตําราเวชศกึ ษายงั เพม่ิ รสจืด อกี หน่ึงรส สรรพคุณ แก้เสมหะ ขบั ปัสสาวะ ดบั พิษไข้ ดบั พิษปวดร้อน แก้ทางเตโชธาตุ ไมแ่ สลงกบั โรคใด
141 ตวั อย่างของตวั ยารสต่างๆ ตวั ยารสฝาด สาํ หรบั สมาน ตวั ยาและสรรพคุณ เช่น ๑. ลกู เบญกานี รสฝาดแกบ้ ดิ ปวดเบง่ ปิดธาตุ แกท้ อ้ งรว่ งแกป้ วดมดลกู สมานบาดแผล ๒. ทบั ทมิ ทงั้ ๕ รสฝาด แกท้ อ้ งรว่ ง แกบ้ ดิ มกู เลอื ด ปิดธาตุ สมานบาดแผล ๓. ลกู สมอพิเภกแก่ รสฝาด แกไ้ ข้ แกร้ ดิ สดี วง แกบ้ ดิ และแกโ้ รคตา ๔. สีเสียดทัง้ ๒ รสฝาด สมานบาดแผลและคุมธาตุ แก้ท้องร่วง บดิ แก้ลงแดง แก้อติสาร แกบ้ าดแผล ลา้ งบาดแผลทถ่ี ูกไฟ และโรคผวิ หนงั ๕. ฝรงั่ ทงั้ ๕ รสฝาดเยน็ ถอนพิษบาดแผลแก้ท้องรว่ ง แกบ้ ดิ มกู เลอื ดและปวดเบง่ ๖. เปลือกนนทรี หรอื เปลือกต้นตาเสือ รสฝาด กลอ่ มเสมหะและโลหติ แกบ้ ดิ มกู เลอื ด ปิดธาตุ สมานบาดแผล ขบั ประจาํ เดือน รดั มดลูก ขบั ลมผาย แก้ท้องรว่ ง ๗. เปลือกขี้อ้าย รสฝาด แก้อจุ จาระเป็นฟอง แก้ท้องรว่ ง แกบ้ ดิ เรอ้ื รงั แกป้ วด แบ่ง คมุ ธาตุ ชะล้างบาดแผล ๘. เปลือกเพกา รสฝาด ดบั พษิ โลหติ แกน้ ้ําเหลอื งเสยี สมานบาดแผล ขบั เลือดเน่าใน เรือนไฟ ๙. เปลือกลกู มงั คดุ รสฝาด สมานบาดแผล แกบ้ ดิ แก้ลงท้อง ท้องเดิน ล้างแผล ๑๐. ลกู กราย รสฝาด แก้บิดปวดเบง่ แกเ้ สมหะเป็นพษิ คมุ ธาตุ สมานบาดแผล แกท้ อ้ งรว่ ง ตวั ยารสหวาน ซมึ ซาบไปตามเน้ือ ตวั ยาและ สรรพคณุ เช่น ๑. ดอกคาํ ไทย รสหวาน บาํ รงุ โลหติ แกแ้ สบรอ้ นคนั ตามผวิ หนงั แกบ้ ดิ แกไ้ ตพกิ าร ๒. ดอกคาํ ฝอย รสหวาน บาํ รงุ โลหติ และน้ําเหลอื งใหเ้ ป็นปกติ แกแ้ สบรอ้ น ตามผวิ หนงั บาํ รงุ หวั ใจ บาํ รงุ ประสาท ขบั ระดู ๓. งวงตาลโตนด รสหวานเยน็ แกพ้ ษิ ตานซาง ขบั พยาธิ บาํ รงุ ดวงจติ ใหช้ ่นื บาน ๔. ตานหมอ่ นรสหวานเยน็ แกพ้ ษิ ตานซาง ขบั ไสเ้ ดอื น บาํ รงุ เน้ือหนงั ใหช้ ุ่มชน่ื คุมธาตุ ๕. นํ้าอ้อย กลน่ิ หอมรสหวานเยน็ น้ําออ้ ยแดงรสหวานขมเลก็ น้อย แกเ้ สมหะและ หืดไอ กระจายเสมหะ ขบั ปัสสาวะ ๖. รากชะเอมจนี (ชะเอมเทศ) ขบั เลือดเน่าบาํ รงุ หวั ใจใหช้ มุ่ ช่นื แกก้ ําเดาแกน้ ้ําลายเหนียว ๗. รากชะเอมไทย รสหวาน แกโ้ รคในคอ แกล้ ม แกร้ ตั ตะปิตตะโรค ๘. เหงา้ สบั ปะรด รสหวาน ขบั ปัสสาวะ แกป้ ัสสาวะพกิ าร แกน้ ว่ิ แกห้ นองใน ขบั ระดขู าว ๙. รากและดอกมะพรา้ ว รสหวาน แก้ลงท้อง แกอ้ ่อนเพลยี แกป้ ากเปื่ อย แก้ ไข้ตานซาง แก้ไข้กาํ เดา ๑๐. ดอกองั กาบ รสหวาน แก้สตรีระดขู ดั บาํ รงุ ไฟธาตุ แกไ้ ข้
142 ตวั ยารสเมาเบื่อ แกพ้ ษิ ตวั ยาและสรรพคณุ เช่น ๑. ใบกระท่อม เมาเบอ่ื ขมฝาด แกบ้ ดิ ปวดมวน แกป้ วดทอ้ ง แก้ท้องร่วง แก้ ปวดเม่ือยตามร่างกาย ๒. กญั ชา รสเมา เจริญอาหาร ชูกําลงั ทาํ ให้ใจขลาดกลวั ๓. ใบลาํ โพง รสเมา แกพ้ ษิ ฝี แกป้ วด แกบ้ วม แกอ้ กั เสบ แก้หอบหืด ดอกลาํ โพง รสเมาหวาน แก้หอบหืด เมลด็ ลาํ โพง รสเมามนั แก้ไข้พิษ ไข้ที่ทาํ ให้กระสบั กระส่าย (เวลาใชต้ อ้ ง ทาํ ใหน้ ้ํามนั ในเมลด็ หมดไป) น้ํามนั จากเมลด็ รสเมาเบอ่ื แก้กลากเกลือ้ น หิด เหา รากลาํ โพง รสเมาหวานแก้พิษกาฬทงั้ ปวงดบั พษิ รอ้ นแกพ้ ษิ รอ้ นแกป้ วด แกบ้ วม แกอ้ กั เสบ แก้ไข้พิษเซ่ืองซึม แก้พยาธิ ๔. สะแกทงั้ ๕ รสเบ่อื เมา ขบั พยาธิและไส้เดือน แกโ้ รคตานขโมย แกฝ้ ีตานซาง ๕. ลกู กระเบยี น – ลกู กระเบา รสเมาเบ่อื ฆ่าพยาธิกลากเกลือ้ น แก้มะเรง็ คดุ ทะราด โรคเรอื้ น กฏุ ฐงั ๖. ลกู สะบา้ ต่างๆ รสเมาเบ่อื (เผา) แกพ้ ษิ ไข้ ทาแก้พยาธิทงั้ ปวง ๗. รากขนั ทองพยาบาท รสเมาเบอ่ื แก้พิษลม แก้ประดง แกพ้ ยาธติ ่างๆ ๘. รากทองพนั ชงั่ รสเมาเบอ่ื แกก้ ลากเกลือ้ นผนื่ คนั ดบั พิษไข้ แก้โรคผิวหนังและมะเรง็ ๙. ชมุ เหด็ เทศทงั้ ๕ รสเบ่อื เอยี น ขบั พยาธิในลาํ ไส้ รถู้ ่ายเองปิดเอง โรคผิวหนังทกุ ชนิด ๑๐. เถากระไดลิง รสเมาเบ่อื แกพ้ ษิ ทงั่ ปวง แก้ไข้เซื่องซึม ขบั เหง่ือ ตวั ยารสขม แกท้ างโรหติ และดี ตวั ยาและสรรพคณุ เช่น ๑. เถาบอระเพด็ รสขมเยน็ แก้ไข้ แกเ้ สมหะ แกโ้ ลหติ บาํ รงุ นํ้าดี เจริญ อาหาร เป็นยาอายวุ ฒั นะ ๒. เถามะระ รสขมเยน็ บาํ รงุ นํ้าดี แก้ไข้ แกก้ ระหายน้ํา ๓. ลกู กระดอม รสขม แกไ้ ข้ บาํ รงุ น้ําดี ให้เจริญอาหาร ๔. เถาชิงช้าชาลี รสขม แก้ไข้เหนืออนั เกดิ เพอ่ื โลหติ แกไ้ ข้ บาํ รงุ กาํ ลงั บาํ รงุ ไฟ ธาตุ เจรญิ อาหาร ทาํ ให้เลือดในกายเยน็ แก้สะอึก แกร้ อ้ นในกระหายน้ํา ขบั น้ําย่อยอาหาร ๕. เถาขีก้ าแดง รสขม บาํ รงุ น้ําดี ถา่ ยล้างเสมหะให้ตก ดบั พิษเสมหะและโลหิต ๖. เปลือกต้นสะเดา รสขมฝากเยน็ แก้บิดมกู เลือด
143 ๗. มะกาเครือหรอื สะไอเครือ รสขม แก้เสมหะเป็นพิษ แกบ้ ดิ แก้พยาธิ แกป้ วด เบ่ง ขบั เสมหะ ขบั ฟอกโลหิตระดู ๘. ใบและลกู มะแว้งเครือ รสขม บาํ รงุ ธาตุ แกไ้ อ แก้นํ้าลายเหนียว แก้เสมหะ ๙. ลกู ประคาํ ดีควาย รสขม แกก้ าฬภายใน ดบั พษิ ตานซาง ๑๐. ดีสตั วต์ ่างๆ รสขม ขบั ยาให้แล่นเรว็ บาํ รงุ น้ําดี และโลหิต ตวั ยารสเผด็ รอ้ น แกล้ ม ตวั ยาและสรรพคุณ เช่น ๑. ลกู จนั ทน์เทศ รสเผด็ รอ้ น แก้ปวดท้อง ชไู ฟธาตุ แกธ้ าตุพกิ าร เจรญิ อาหาร รดั มดลกู ๒. ดอกจนั ทน์ รสเผด็ รอ้ น แก้ลมจกุ เสียด แก้ปวดท้อง ชไู ฟธาตุ ๓. ลกู กระวาน รสเผด็ รอ้ น กระจายเสมหะ โลหติ แก้ปวดท้อง แกจ้ กุ เสยี ด ขบั ลมในทอ้ ง ๔. กานพลู รสเผด็ รอ้ น กระจายลมเสมหะอนั ขน้ แกเ้ สมหะอนั เกดิ ในกองโลหติ และแกร้ ตั ตะปิตตะโรค และกระทําใหอ้ าหารงวด แก้ปวดท้อง แก้ราํ มะนาด ๕. รากพาดไฉน รสเผด็ รอ้ น แก้เสมหะ ขบั ลมผาย ๖. หวั เต่าเกียด รสเผด็ รอ้ น แก้โรคตบั ปอดพิการ แก้ตบั ทรดุ ฟอกเสมหะ ๗. พริกหอม รสเผด็ รอ้ น ขบั ลมในกระเพาะอาหารและลาํ ไส้ ๘. พริกหาง รสเผด็ รอ้ น บาํ รงุ ธาตุ แก้ปวดท้อง ขบั ลม ขบั ปัสสาวะ ขบั หนอง ๙. ขิงแห้งรสเผด็ รอ้ นหวาน แกพ้ รรดกึ กระจายลมแก้จกุ เสียดขบั เหงื่อแก้ไข้ตรโี ทษ ๑๐. หวั กระชาย รสเผด็ รอ้ นแก้มตุ กิด แก้โรคในปาก แก้ลมอนั เกิดแต่กองหทยั วาตะ ตวั ยารสมนั แกเ้ สน้ เอน็ ตวั ยาและสรรพคณุ เชน่ ๑. เมลด็ งา รสมนั บาํ รงุ ไขมนั และแก้เส้นเอน็ แกเ้ มอ่ื ย บาํ รงุ กาํ ลงั ๒. เมลด็ ถวั่ เขียว รสมนั แก้รอ้ นภายใน แกข้ ดั ขอ้ บาํ รงุ เน้ือและกระดกู บาํ รงุ กาํ ลงั ๓. เมลด็ ถวั่ ลนั เตา รสมนั แก้ตบั พิการ และมา้ มย้อย บาํ รงุ กาํ ลงั ๔. เมลด็ ถวั่ ลิสง รสมนั บาํ รงุ ไขมนั บาํ รงุ เส้นเอน็ ขบั ผายลม บาํ รงุ กาํ ลงั ๕. เมลด็ มะมว่ งหิมพานต์ รสมนั แก้โรคผิวหนัง ทาํ ลายตุ่มตาปลา ๖. แก่นกนั เกรา รสมนั บาํ รงุ ไขข้อ แกป้ วดเมอ่ื ย เป็นยาอายวุ ฒั นะ ๗. หวั แห้ว รสมนั บาํ รงุ กาํ ลงั บาํ รงุ ครรภ์ บาํ รงุ ธาตุ เป็นยาอายวุ ฒั นะ ๘. หวั ถวั่ พู รสมนั บาํ รงุ กาํ ลงั แก้นํ้าดีพิการ แกไ้ ข้ ๙. น้ํานมแพะ รสมนั บํารงุ ธาตุไฟ แกจ้ กุ เสยี ด แก้หืดไอ บาํ รงุ กาํ ลงั ๑๐. เลือดแรด รสมนั คาว บาํ รงุ โลหิต แก้ชาํ้ ใน กระจายโลหิต
144 ตวั ยารสหอมเยน็ บาํ รงุ หวั ใจ ตวั ยาและสรรพคณุ เชน่ ๑. เกสรทงั้ ๕ รสหอมเยน็ แกร้ อ้ นในกระหายน้ํา แก้ไข้จบั ไข้เพ่ือลม ใหเ้ จรญิ อาหาร แก้โรคตา และบาํ รงุ หวั ใจ ๒. หญ้าฝรนั่ รสหอมเยน็ ชกู าํ ลงั บาํ รงุ หวั ใจ ทาํ ใหช้ น่ื ใจ ๓. รากแฝกหอม รสหอมเยน็ บาํ รงุ หวั ใจ แก้ไข้เพื่อดี ๔. น้ําดอกไม้เทศ รสหอมเยน็ บาํ รงุ หวั ใจใหผ้ อ่ งใส ๕. ต้นเตยหอม รสหอมเยน็ บาํ รงุ หวั ใจ ขบั ปัสสาวะ ๖. รากชะลดู รสหอมเยน็ แกไ้ ขอ้ ่อนเพลยี แก้ลมบาดทะจิต ๗. กฤษณา รสหอมเยน็ บาํ รงุ หวั ใจ บาํ รงุ ตบั ปอด แกไ้ ข้ ๘. กระลาํ พกั รสหอมเยน็ แกพ้ ษิ เสมหะ โลหติ บาํ รงุ ตบั ปอด หวั ใจ แกธ้ าตุพกิ าร ๙. ขอนดอก รสหอมเยน็ แก้ไข้เพื่อตรโี ทษ บาํ รงุ ครรภร์ กั ษา บาํ รงุ ตบั ปอด และหวั ใจ ๑๐. พิมเสนในปล้องไมไ้ ผ่ รสหอมเยน็ แกเ้ สมหะ แกล้ ม แกห้ อบ หดื แก้โรคตา ตวั ยารสเคม็ ซบึ ซาบไปตามผวิ หนัง ตวั ยาและสรรพคณุ เชน่ ๑. แก่นแสมทะเล รสเคม็ แก้กระษยั ขบั โลหิต ขบั น้ําคาวปลา ขบั ลม ๒. เปลือกต้นลาํ พู รสเคม็ แก้โรคผิวหนัง แผลเปื่ อย ๓. เปลือกต้นตะบูน รสเคม็ แก้บิด แก้ท้องร่วง สมาน แก้ไอ ๔. เปลือกต้นมะเกลือ รสเคม็ แกก้ ระษยั แก้พยาธิ แกต้ านซาง ๕. โคกกระสนุ รสเคม็ ขบั ปัสสาวะ ขบั มตุ กิด แก้ไตพิการ ๖. ดินประสิว รสเคม็ ขบั ปัสสาวะ ถอนพษิ ขบั ลมในเส้น ๗. ใบกระชาย รสเคม็ แก้โรคในปาก ลาํ คอ แก้โลหิต ๘. ใบหอมแดง รสเคม็ แก้ไข้หวดั แก้โรคตา แก้ฟกบวมซาํ้ ๙. เกลือทงั้ ๕ รสเคม็ แก้ไข้พรรดึก แก้ท้องมาน แก้เสมหะ แก้บิดมกู เลือด บาํ รงุ นํ้าเหลือง ๑๐. เนาวหอย เผารสเคม็ กรอ่ ย ขบั ลมในลาํ ไส้ ชะล้างลาํ ไส้ แกโ้ รคกระษยั แกไ้ ตพิการ ขบั น่ิว ขบั ปัสสาวะ บาํ รงุ กระดกู
145 ตวั ยารสเปรยี้ ว กดั เสมหะ ตวั ยาและสรรพคุณ เชน่ ๑. ใบส้มป่ อย รสเปรย้ี ว ชาํ ระลา้ งเสมหะในลาํ ไส้ ฟอกโลหิต ๒. ใบโทงเทง รสเปรย้ี ว แก้เจบ็ คอ แก้ฝี ในคอ แก้นํ้าลายพิการ ๓. ใบมะขาม รสเปรย้ี ว แก้คถู เสมหะ ฟอกโลหิต ๔. ใบส้มเสี้ยว รสเปรย้ี ว แก้เสมหะ ฟอกโลหิตสตรี ๕. ใบมะยม รสเปรย้ี ว แก้เสมหะ ถอนพิษ แก้ไข้เพ่ือเสมหะ ๖. ลกู มะดนั รสเปรย้ี ว ล้างเสมหะ ฟอกโลหิต ๗. ลกู มะเขือขื่น รสเปรย้ี ว ขบั เสมหะ แก้นํ้าลายเหนียว ๘. ลกู มะอึก รสเปรย้ี ว แก้ไอ ขบั เสมหะ แก้น้ําลายเหนียว ๙. น้ํามะนาว น้ํามะกรดู , น้ําสม้ ซ่า รสเปรยี้ ว กดั เสมหะ แก้ลม ฟอกโลหิต ๑๐. รากมะกลา่ํ ทงั้ ๒ รสเปรีย้ ว บาํ รงุ เสียง แก้ศอเสมหะ แก้ลมในลาํ ไส้ ตวั ยารสจืด แกเ้ สมหะและปัสสาวะ ตวั ยาและสรรพคณุ เช่น ๑. ต้นผกั กาดน้ํา รสจดื ขบั ปัสสาวะ แก้ชาํ้ รวั่ ๒. หญ้าถอดปล้อง รสจดื ขบั ปัสสาวะ แก้มุตกิด ๓. ราก และตาไมไ้ ผป่ ่ า รสจดื ขบั ปัสสาวะ และแก้ไตพิการ ๔. รากต่อไส้ รสจดื แก้ปัสสาวะ และแก้ไตพิการ ๕. ตะไครน้ ้ํา ตะไครห้ างนาค รสจดื ขบั ปัสสาวะ แก้ชาํ้ รวั่ แกก้ ระษยั กลอ่ น ๖. รากไทรย้อย รสจดื ขบั ปัสสาวะ แก้กระษยั ไตพิการ ๗. รากแตงหนู รสจดื แก้ปัสสาวะพิการ แก้เสมหะ ๘. แก่นปรู แส้ม้าทลาย รสจืด แก้น้ําเหลืองเสีย แกพ้ ษิ ประดง แกเ้ สมหะพกิ าร ๙. ต้นขลู่ รสจืด แก้กระษยั กล่อน แก้ปัสสาวะพิการ ๑๐. เถาตาํ ลึง รสจืดเยน็ แกไ้ ขท้ ม่ี พี ษิ แก้โรคตา ดบั พิษร้อน ถอนพิษไข้ ๓. รสยาประจาํ ธาตุ (รสยาแก้ตามธาตุ) เป็นท่ที ราบกนั ดแี ลว้ ว่าในร่างกายของมนุษยเ์ รานัน้ ประกอบขน้ึ จากธาตุทงั้ ๔ คอื ธาตุดนิ ๒๐ ธาตุน้ํา ๑๒ ธาตุลม ๖ และธาตุไฟ ๔ เม่อื ธาตุใดธาตุหน่ึงเกดิ พกิ ารหรอื เจบ็ ป่วยขน้ึ คมั ภรี ์ แพทยแ์ ผนโบราณไดจ้ ดั รสยาไวแ้ กด้ งั น้ี ๑) ปถวธี าตุ (ธาตุดนิ ๒๐) เมอ่ื พกิ าร แกด้ ว้ ยยา รสฝาด รสหวาน รสมนั และรสเคม็ ๒) อาโปธาตุ (ธาตุน้ํา ๑๒) เมอ่ื พกิ าร แกด้ ว้ ยยา รสเปรย้ี ว รสขมและรสเมาเบ่อื
146 ๓) วาโยธาตุ (ธาตุลม ๖) เมอ่ื พกิ าร แกด้ ว้ ยยา รสขมุ และรสเผด็ รอ้ น ๔) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ ๔) เมอ่ื พกิ าร แกด้ ว้ ยยา รสเยน็ รสจดื การจดั รสยาแกใ้ หถ้ ูกตอ้ งตามธาตุดงั ทก่ี ลา่ วมาแลว้ จงึ จะทาํ ใหโ้ รคหรอื อาการเจบ็ ป่วยไข้ หายหรอื บรรเทาลงได้ ๔. รสยาแก้ตามวยั (แก้ตามอาย)ุ ในทน่ี ้ีแบ่งช่วงอายอุ อกเป็น ๓ วยั แตล่ ะวยั เกดิ โรคแตกต่างกนั และใชร้ สยาแกต้ ่างกนั ดงั น้ี คอื ๑) ปฐมวยั (วยั เดก็ ) ตงั้ แต่แรกเกดิ จนถงึ อายุ ๑๖ ปี วยั เดก็ เป็นโรคเพอ่ื เสมหะ (สมฏุ ฐานอาโป) ควรใชย้ ารสหวาน รสเปรย้ี ว รสขม ๒) มชั ฌมิ วยั (วยั กลาง หรอื วยั หนุ่มสาว) ตงั้ แต่อายุ ๑๖ ปี จนถงึ อายุ ๓๒ ปี เป็นโรค เพอ่ื โลหติ และดี (คอื สมฏุ ฐานอาโป) ควรใชย้ ารสเปรย้ี วฝาด รสเปรย้ี วเคม็ และรสขม ๓) ปัจฉิมวยั (วยั ผเู้ ฒา่ หรอื วยั คนแก่) ตงั้ แต่อายุ ๓๒ ปี จนถงึ อายุ ๖๔ ปี หรอื จนสน้ิ อายขุ ยั เป็นโรคเพอ่ื ลมกาํ เลบิ (คอื สมฏุ ฐานวาโย) มอี าโปแทรก คอื เสมหะกบั เหงอ่ื แทรก ใชย้ ารส ขม รสรอ้ น รสเคม็ รสฝาด รสหอม ๕. รสยาแก้ตามฤดู ฤดใู นทน่ี ้ีจะขอกล่าวเฉพาะ ๓ นนั้ คอื ใน ๑ ปี มี ๓ ฤดู ๆ ละ ๔ เดอื น และถอื วา่ เป็นฤดแู ห่งกองโรค คอื เกดิ เป็นโรคปิตตะ โรควาตะ และเสมหะ ตามลาํ ดบั จงึ จดั รสยาแกไ้ วด้ งั น้ี ๑) คมิ หนั ตฤดู (ฤดรู อ้ น) เกดิ โรคเพ่อื เตโชธาตุพกิ าร โรคปิตตะพกิ ารคอื ดพี กิ าร ควรใชย้ ารสเยน็ และจดื ๒) วสนั ตฤดู (ฤดฝู น) เกดิ โรคเพอ่ื วาโยธาตุพกิ าร คอื โรควาตะ โรคลม ควนใชย้ ารสรอ้ นและรสสุขมุ ๓) เหมนั ตฤดู (ฤดหู นาว)เกดิ โรคเพอ่ื อาโปธาตุพกิ าร คอื สมฏุ ฐานเสมหะ ควรใชย้ ารสสขุ มุ หรอื รสเปรย้ี ว ๖. รสยาแก้ตามกาล รสยาแกต้ ามกาลเวลา หรอื ตามยามน้ี จดั ไวโ้ ดยมงุ่ หมายเพอ่ื ใหค้ นไขไ้ ดร้ บั ประทานยา (กนิ ยา) ใหท้ นั หรอื ตรงกบั สมฏุ ฐานของโรคซง่ึ เกดิ ขน้ึ ในเวลาหรอื กาลนนั้ ๆ ในคมั ภรี ก์ ล่าวไวท้ งั้ หมด กาล ๓ และกาล ๔ จะไดย้ กตวั อยา่ งใหน้ กั ศกึ ษาไดท้ ราบทงั้ ๒ กาล คอื ๖.๑ กาล ๓ คอื กลางวนั แบง่ ออกเป็น ๓ ยาม กลางคนื แบง่ ออกเป็น ๓ ยาม คอื ยามท่ี ๑ นบั แต่ ๐๖.๐๐ น. ถงึ ๑๐.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๑๘.๐๐ น. ถงึ ๒๒.๐๐ น. เกดิ โรคเพอ่ื เสมหะ ใชน้ ้ํากระสายยารสเปรย้ี ว ยามท่ี ๒ นบั แต่ ๑๐.๐๐ น. ถงึ ๑๔.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๒๒.๐๐ น. ถงึ ๐๒.๐๐ น. เกดิ โรคเพ่อื โลหติ และดี ใชน้ ้ํายากระสายยารสขม ยามท่ี ๓ นบั แต่ ๑๔.๐๐ น. ถงึ ๑๘.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๐๒.๐๐ น. ถงึ ๐๖.๐๐ น. เกดิ โรคเพ่อื ลม ใชน้ ้ํากระสายยารสรอ้ น
147 ๖.๒ กาล ๔ คอื ทา่ นแบง่ ไวเ้ ป็นกลางวนั ๔ กลางคนื ๔ ตอน ดงั น้ี ยามท่ี ๑ นบั แต่ (ย่าํ รงุ่ ) ๖.๐๐ น. ถงึ ๙.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๑๘.๐๐ ถงึ ๒๑.๐๐ น. เป็นสมฏุ ฐานอาโป พกิ ดั เสมหะ ยามท่ี ๒ นบั แต่ ๙.๐๐ น. ถงึ ๑๒.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๒๑.๐๐ น. ถงึ ๒๔.๐๐ น. เป็นสมฏุ ฐานอาโป พกิ ดั โลหติ ยามท่ี ๓ นบั แต่ ๑๒.๐๐ น. ถงึ ๑๕.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๐๐.๐๐ น. ถงึ ๐๓.๐๐ น. เป็นสมฏุ ฐานอาโป พกิ ดั ดี ยามท่ี ๔ นบั แต่ ๑๕.๐๐ น. ถงึ ๑๘.๐๐ น. หรอื นบั แต่ ๐๓.๐๐ น. ถงึ ๐๖.๐๐ น. เป็นสมฏุ ฐานอาโป พกิ ดั วาตะ (ลม)
แผนภมู ิที่ ๓ สรปุ ความสมั สรรพค ยารสประธาน ๓ รส รอ้ น เยน็ สขุ มุ รสยา ๔ ร คมั ภรี ธ์ าตุวภ แกท้ างวาโยธาตุ แกท้ างเตโชธาตุ แกท้ างอาโปธาตุ ๑.รสฝาด ๒.รสเผด็ ๓.รสเคม็ ๔. รสเปร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263