Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ยุคโบราณ

ยุคโบราณ

Published by Chanatip rachaban, 2022-08-25 03:54:22

Description: 188522hQ661i8peeaBii

Search

Read the Text Version

อารยธรรมโบราณ Ancient Civilization วราภรณ์ ผิวหมู ศษ.ม. (สังคมศกึ ษา) มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี พ.ศ. 2560

คานา ตํารา “อารยธรรมโบราณ” เล฽มนี้ ข฾าพเจ฾าเขียนขึ้นโดยมีวัตถุประสงคแ เพ่ือใช฾เป็นส฽วนหน่ึงของ การประกอบการเรียนการสอนรายวิชาที่มีเน้ือหาเก่ียวอารยธรรมโบราณ ในรายวิชา วิถีโลก GE30002 สําหรับนกั ศกึ ษาทุกสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี เน้ือหาประกอบด฾วย อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปตแโบราณ อารยธรรมจีนโบราณ อารยธรรมอินเดียโบราณ อารยธรรมกรีก – โรมัน ท฾ายท่ีสุดน้ี ข฾าพเจ฾าขอเทิดทูนพระคุณของบิดา มารดา ครูอาจารยแ และขอบคุณผ฾ูทรงคุณวุฒิ ผ฾ูตรวจผลงานทางวชิ าการทีก่ รณุ าใหค฾ ําแนะนําที่เป็นประโยชนแและมีคุณค฽ายิ่ง คําแนะนําของผ฾ูทรงคุณวุฒิ นอกจากจะช฽วยให฾ข฾าพเจ฾ามองเห็นแนวทางการปรับปรุงตําราเล฽มน้ีแล฾วยังเป็นกําลังใจให฾มีความมุ฽งมั่นท่ี จะเขียนผลงานทางวิชาการต฽อไป วราภรณแ ผวิ หูม ธันวาคม 2560

สารบัญ หนา้ ค เรื่อง ง คาํ นํา ฉ สารบัญ 1 สารบญั ภาพ 2 บทที่ 1 อายธรรมเมโสโปเตเมยี 4 ทีต่ ั้งทางภมู ิศาสตรแ ปจใ จยั ท่ที าํ ให฾เกิดเมโสโปเตเมีย 7 ระบบการเมอื งของเมโสโปเตเมีย ชนชาติท่สี รา฾ งอารยธรรม 16 ภาษาและวรรณกรรม ศาสนาและความเชือ่ 25 บทสรปุ บทที่ 2 อารยธรรมอียิปโบราณ 26 อารยธรรมอิยิปตแโบราณ 28 ที่ตั้งทางภมู ิศาสตรแ ลกั ษณะอารยธรรมอียิปตแ 31 ภาษาและวรรณกรรม 31 ความเช่ือและศาสนา ภยั คุกคามจากภายนอกอารธรรม 34 บทสรปุ บทท่ี 3 อารยธรรมอนิ เดียโบราณ 37 ท่ีต้ังทางภูมิศาสตรแ 48 อนิ เดียสมยั ประวัติศาสตรแ สภาพการเมือง สงั คม และเศรษฐกิจ 51 ความก฾าวหน฾าทางวทิ ยาการ 57 ศลิ ปกรรมอนิ เดยี ความเช่ือและศาสนา 58 61 62 64 75 79 80 86

จ หน้า 87 สารบญั (ตอ่ ) 90 เรื่อง 93 ภัยคุกคามจากภายนอกอารยธรรม 94 บทสรุป 95 บทที่ 4 อารยธรรมจีนโบราณ ท่ีต้ังทางภูมิศาสตรแ 97 จีนยคุ กอ฽ นประวตั ศิ าสตรแ อารยธรรมจนี สมยั ราชวงศแ 103 สงั คมและวฒั นธรรมจนี ภาษาและอักษรจีน 106 ศลิ ปกรรมจนี ความกา฾ วหน฾าด฾านวิทยาการ 107 จีนยคุ สาธรณรัฐและยคุ คอมมิวนิสตแ 113 บทสรปุ 115 บทท่ี 5 อารยธรรมกรีก – โรมัน 117 อารยธรรมกรกี โบราณ 119 ทต่ี ้ังทางภมู ิศาสตรแ 119 ความเจริญของชนชาติกรีกโบราณ 120 ระบอบนครรัฐ อารยธรรมทสี่ ําคญั 122 จกั รวรรดิโรมัน 123 ท่ีตั้งทางภมู ิศาสตรแ พฒั นาการของจักรวรรดิ 125 การเมืองการปกครอง 132 ลทั ธิความเช่ือ อารยธรรมทสี่ ําคัญ 133 บทสรปุ บรรณานกุ รม 135 137 139 140 146 151

สารบัญภาพ หนา้ 1 ภาพท่ี 1.1 ดินแดนเมโสโปเตเมีย 2 ภาพท่ี 1.2 แผนทีต่ ง้ั อารยธรรมเมโสโปเตเมยี 4 ภาพท่ี 1.3 ลักษณะบา฾ นเมืองของเมโสโปเตเมีย 5 ภาพท่ี 1.4 สภาพภมู ิศาสตรแของดนิ แดนเมโสโปเตเมยี 5 ภาพที่ 1.5 ความเจรญิ รุง฽ เรืองของเมโสโปเตเมยี 6 ภาพท่ี 1.6 ระบบเกษตรกรรมของเมโสโปเตเมีย 7 ภาพท่ี 1.7 การจดั ผงั เมอื งและระบบสังคม 7 ภาพที่ 1.8 รปู ปนใ้ ศรษี ะกษตั ริยแซารกแ อน 8 ภาพที่ 1.9 พระราชวงั ของกษัตรยิ ซแ ารกแ อน 8 ภาพท่ี 1.10 ปูอมประตทู างเข฾าอาณาจักรของซารแกอน 9 ภาพที่ 1.11 การสนิ้ สุดลงของสุเมเรยี น 10 ภาพที่ 1.12 ความเจริญรุ฽งเรืองของบาบโิ ลน 11 ภาพท่ี 1.13 ความร฽งุ เรืองทางการคา฾ ของเมโสโปเตเมยี 12 ภาพท่ี 1.14 ประมวลกฎหมายของพระเจา฾ ฮัมมรู าบี 13 ภาพที่ 1.15 พระเจา฾ ฮมั มรู าบี 13 ภาพท่ี 1.16 รูปสลักหินไดโอไรททแ ่เี ช่ือว฽าเป็นกษตั รยิ แฮัมมรู าบี 15 ภาพท่ี 1.17 ความรุ฽งเรอื งสมัยพระเจ฾าฮัมมรู าบี 16 ภาพท่ี 1.18 พระเจ฾าไซรัสมหาราชเปอรเแ ซีย 17 ภาพท่ี 1.19 อักษรคนู ฟิ อรมแ (อกั ษรล่ิม) 18 ภาพที่ 1.20 แผ฽นจารึกดนิ เหนยี ว 19 ภาพที่ 1.21 สถาปใตยกรรมซิกกูแรต 20 ภาพท่ี 1.22 จักรวรรดบิ าบโิ ลเนีย 21 ภาพที่ 1.23 ประมวลกฎหมายฮมั มบู ารี 21 ภาพท่ี 1.24 เทพเจ฾ามารดแ ุค 22 ภาพท่ี 1.25 วิหารบชู าเทพเจ฾า “ซกิ กูแรต” 24 ภาพท่ี 1.26 ภาพจาํ ลองสวนลอยแห฽งบาบิโลน 24 ภาพที่ 1.27 กําแพงอิซต฾า (The Ishtar Gate) 25 ภาพที่ 1.28 อักษรล่มิ หรือคูนิฟอรมแ

ช หนา้ 32 สารบญั ภาพ (ตอ่ ) 32 34 ภาพท่ี 2.1 อารยธรรมอยี ิปตแโบราณ 35 ภาพท่ี 2.2 โบราณสถานของอยี ปิ ตแโบราณ 35 ภาพท่ี 2.3 เทพเจ฾าโอสิริส 36 ภาพท่ี 2.4 แผนที่อารยธรรอียปิ ตแ 36 ภาพท่ี 2.5 แหลง฽ อารยธรรมอียิปตแ 38 ภาพท่ี 2.6 สภาพความแหง฾ แลง฾ ของอยี ิปตแ 40 ภาพท่ี 2.7 กษัตริยแของอียิปตแ เรยี กว฽า ฟาโรหแ 41 ภาพที่ 2.8 ปริ ามดิ คูฟุ 42 ภาพที่ 2.9 สุริยะเทพ หรือ Aton 42 ภาพที่ 2.10 ชนชัน้ ทางสงั คมของอยี ิปตแ 43 ภาพที่ 2.11 การเกษตรของอียปิ ตแโบราณ 44 ภาพท่ี 2.12 การค฾าขายของอียิปตแโบราณ 44 ภาพที่ 2.13 ภาพวาดลกั ษณะของฟาโรหแ 45 ภาพที่ 2.14 ชนชน้ั การปกครอง 45 ภาพท่ี 2.15 ฟาโรหหแ ญิงฮทั เซฟซุท 46 ภาพที่ 2.16 รปู ปใน้ ครง่ึ ตวั ของพระนางเนเฟอรแตติ ี 46 ภาพที่ 2.17 พระนางเนเฟอรแตาร่ี มเหสีสดุ ทร่ี ักของฟาโรฟ฼ราเมเซสที่ 2 47 ภาพท่ี 2.18 มมั ม่ีของอยี ปิ ตแ 48 ภาพที่ 2.19 ปริ ามดิ ของฟาโรหแคฟู ุ 48 ภาพท่ี 2.20 วิหารคารนแ คั แหง฽ เมืองธิปสแ 49 ภาพท่ี 2.21 สฟิงซแแหง฽ กซี า 49 ภาพท่ี 2.22 ภาพวาดฝาผนังของอยี ิปตแ 50 ภาพที่ 2.23 อักษรเฮียโรกลฟิ ฟิก 51 ภาพที่ 2.24 อักษรคอปติค 51 ภาพท่ี 2.25 การเขยี นภาพลงบนกระดาษปาปิรุส 52 ภาพที่ 2.26 วรรณกรรมทเี่ กี่ยวเน่ืองกับศาสนา ภาพท่ี 2.27 วรรณกรรมที่ไมเ฽ กีย่ วเนือ่ งกับศาสนา ภาพที่ 2.28 เหล฽าเทพเจ฾าของอียิปตแ

ซ หนา้ 53 สารบญั ภาพ (ตอ่ ) 54 55 ภาพที่ 2.29 เทพเจา฾ อะมอนเร หรอื เทพเจา฾ รา 55 ภาพที่ 2.30 เทพเจ฾าโอซิรีส 56 ภาพที่ 2.31 เทพเจา฾ ไอซีส 61 ภาพที 2.32 เทพเจา฾ โฮรสั 62 ภาพที่ 2.33 เทวเี สลเคต 65 ภาพท่ี 3.1 ซากผังเมอื งโมเฮนโจ-ดาโร ประเทศปากสี ถาน 65 ภาพท่ี 3.2 แผนท่แี สดงท่ตี ง้ั อารยธรรมล฽ุมแม฽นํ้าสินธุ 66 ภาพที่ 3.3 วรรณคดรี ามายณะ 66 ภาพท่ี 3.4 วรรณคดีมหาภารตะ 67 ภาพท่ี 3.5 วรรณะพราหมณแ 67 ภาพที่ 3.6 วรรณะกษตั รยิ แ 68 ภาพท่ี 3.7 วรรณะแพศยแ 68 ภาพท่ี 3.8 วรรณะศูทร 69 ภาพที่ 3.9 ตรมี ูรติ 70 ภาพท่ี 3.10 สัญลักษณขแ องศาสนาเซน 70 ภาพที่ 3.11 ศาสดาของพุทธศาสนา 71 ภาพท่ี 3. 12 แผนท่ีจกั รวรรดิเมารยิ ะสมัยพระเจ฾าอโศกมหาราช 71 ภาพท่ี 3.13 วดั ในสมัยพระเจ฾าอโศกมหาราช 72 ภาพท่ี 3.14 แผนท่ีจักรวรรดิคปุ ตะ 73 ภาพท่ี 3.15 สถปู ในเมืองสาญจี 74 ภาพที่ 3.16 พระเจ฾าอกั บารแมหาราช 76 ภาพท่ี 3.17 พระเจ฾าชาหแเจฮัน สรา฾ งทชั มาฮัล 77 ภาพท่ี 3.18 สสุ านทัชมาฮาล 77 ภาพท่ี 3.19 พระโพธิสตั วแ นิกายมหายาน 78 ภาพที่ 3.20 ศิลปะคันธาระ 79 ภาพที่ 3. 21 ถํ้าอาซันตะ ภาพท่ี 3.22 พระถึงซ่ําจั๋งเม่ือครงั้ เดนิ ทางถงึ นาลนั ทามหาวิหาร ภาพท่ี 3.23 ตวั อักษรของอารยธรรมอนิ เดีย

ฌ หนา้ 81 สารบญั ภาพ (ตอ่ ) 82 83 ภาพท่ี 3.24 เมืองฮารัปปาและโมเฮนโจ 83 ภาพที่ 3.25 พระพทุ ธรูศิลปะคุปตะ 84 ภาพท่ี 3.26 พระพทุ ธรปู หนา฾ บาบยิ าน อฟั กานิสถาน 85 ภาพที่ 3.27 ศลิ ปะแบบอมราวดี 87 ภาพที่ 3.28 จิตรกรรมฝาผนังถาํ้ ทีอ่ ชันตะ 89 ภาพที่ 3.29 วีณาหรือพณิ 93 ภาพท่ี 3.30 เทพเจา฾ ของอินเดีย 94 ภาพท่ี 3.31 มหาตะมะคานธี 95 ภาพที่ 4.1 แผนท่ีอารยธรรมจีน 96 ภาพที่ 4.2 แมน฽ ้ําแยงซีเกียง 97 ภาพที่ 4.3 แม฽น้ําฮวงโห 97 ภาพท่ี 4.4 มนษุ ยแยุคก฽อนประวตั ศิ าสตรจแ นี 98 ภาพท่ี 4.5 เครอ่ื งปใ้นดินเผาหยางเชา 99 ภาพที่ 4.6 เคร่ืองปใ้นดินเผาหลุงชาน 99 ภาพที่ 4.7 อักษรจีนจารึกบนกระดองเต฽า 100 ภาพท่ี 4.8 ขงจ้ือ 101 ภาพที่ 4.9 กษตั ริยแจิ๋นซี 102 ภาพที่ 4.10 พระถังซาํ จ๋งั 104 ภาพท่ี 4.11 เข็มทศิ โบราณใชใ฾ นการเดนิ เรือ 104 ภาพท่ี 4.12 พระราชวงั ต฾องห฾าม หรือ พระราชวงั ก฾กู ง 105 ภาพที่ 4.13 คําคมของขงจื้อ 106 ภาพที่ 4.14 สญั ลักษณลแ ทั ธิเตเา 108 ภาพท่ี 4.15 พุทธศาสนาในจีน 109 ภาพที่ 4.16 อักษรจีน 110 ภาพท่ี 4.17 เครอ่ื งสํารดิ 111 ภาพท่ี 4.18 เครื่องหยกจนี ภาพที่ 4.19 กําแพงเมอื งจีน ภาพที่ 4.20 เมืองปใกกงิ่

ญ หนา้ สารบญั ภาพ (ตอ่ ) 111 112 ภาพท่ี 4.21 พระราชวงั ฤดรู ฾อน 116 ภาพที่ 4.22 ภาพจิตกรรมฝาผนังจนี 120 ภาพท่ี 4.23 เหมาเจอเ ตงุ จักรพรรดิแดง 122 ภาพท่ี 5.1 แผนทกี่ รีกโบราณ 125 ภาพท่ี 5.2 พระราชวังคนอซุส ของกษตั รยิโ์ มโนน 126 ภาพที่ 5.3 เทพเจา฾ สูงสุด “ซอี ุส” 126 ภาพที่ 5.4 หวั เสากรีก 127 ภาพท่ี 5.5 ปตมิ ากรรมกรีกโบราณ 129 ภาพท่ี 5.6 สถาบัตยกรรมกรีกโบราณ 130 ภาพท่ี 5.7 รูปปน้ใ เพลโต 131 ภาพท่ี 5.8 อริสโตเตลิ 133 ภาพท่ี 5.9 การแข฽งขันกีฬาโอลิมปิก 139 ภาพท่ี 5.10 แผนที่จักรวรรดโิ รมนั 140 ภาพที่ 5.11 ความเชอ่ื ในเทพเจ฾าของโรมนั 142 ภาพท่ี 5.12 การทํางานของขุนนางโรม 143 ภาพที่ 5.13 สถาปตใ ยกรรมโฟรัม 143 ภาพท่ี 5.14 อาคารบาซลิ ิกา 144 ภาพท่ี 5.15 สะพานและท฽อส฽งน้ํา 144 ภาพท่ี 5.16 โรงละครและสนามกฬี า 145 ภาพท่ี 5.17 ประตชู ัย ภาพที่ 5.18 ภาพจิตกรรมฝาผนัง

บทที่ 1 อายธรรมเมโสโปเตเมยี อารยธรรมสมยั เมโสโปเตเมีย อารยธรรมเมโสโปแตเมีย คําว฽า “เมโสโปเตเมีย” ในภาษากรีก แปลว฽า “ระหว฽างแม฽นํ้า” (land between the rivers) ซง่ึ ดินแดนเมโสโปเตเมีย ต้งั อยใู฽ นบรเิ วณล฽ุมแม฽น้ําไทกรีส และยูเฟรตีส และมีอีกชื่อเรียกกันว฽า “ดินแดนรูปรพระจันทรแเส้ียวอันอุดมสมบูรณแ” ซึ่งมีลักษณะดินแดนเป็นรูป ครึ่งวงกลมผืนใหญ฽ ที่ทอดโค฾งจากฝ่ใงทะเลเมดิเตอรแเรีเนียน และอ฽าวเปอรแเซีย ครอบคลุมดินแดน บางส฽วนในประเทศอิรักและซีเรียในปใจจุบัน ถือเป็นแหล฽งกําเนิดอารยธรรมเก฽าแก฽แห฽งแรก เม่ือราว 3,500 ปี กอ฽ นคริสตกาล ภาพที่ 1.1 ดินแดนเมโสโปเตเมยี ทม่ี า : https://suphannigablog.wordpress.com สภาพท่ัวไปของเมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนท่อี ากาศรอ฾ นและกันดารฝน น้าํ ทไ่ี ดร฾ ับมาส฽วนใหญ฽ เปน็ นา้ํ จากแมน฽ าํ้ ที่มาจากการละลายของหิมะในฤดูร฾อนบนเทือกเขาไนอารแมิเนีย และน้ําจะพัดพาเอา โคลนตม ตะกอนมาทบั ถมชายฝ่งใ ทง้ั สองข฾าง จงึ ทําใหพ฾ ้นื ดินมีความอุดมสมบูรณแเหมาะแกก฽ ารเพาะปลูกเป็น อย฽างมาก นํ้าที่ได฾จากการละลายของหิมะจะไม฽แน฽นอนและบางครั้งยังทําให฾เกิดความเสียหายแก฽

2 บา฾ นเรือนท่อี ย฽อู าศัย พืชสวน ไรน฽ า ทาํ ลายทรพั ยแสิน และชีวิตผ฾ูคน สําหรับกสิกรรมของเมโสโปเตเมีย จะได฾ผลดนี นั้ ต฾องอาศยั ระบบการชลประทานทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ ด฾วยเหตุความอดุ มสมบูรณแของลมุ฽ แม฽น้ํา จงึ เป็นเคร่ืองดึงดูดผ฾ูคนในบริเวณน้ันเข฾ามาทํามาหา กินในพ้ืนที่ แต฽ด฾วยความร฾อนของอากาศเป็นเคร่ืองบั่นทอนกําลังของผู฾คนที่อาศัยอย฽ู จึงทําให฾คน เหลา฽ นั้นขาดความกระตือรอื ร฾น พอมกี ลม฽ุ อื่นเข฾ามารุกราน จึงตอ฾ งหลกี ทางใหก฾ ลุ฽มคนท่ีเข฾ามาใหม฽ แต฽พออยู฽ ไปนานๆ ก็ต฾องเจอกับภาวะเดียวกันคือต฾องหลีกทางให฾คนกล฽ุมอื่นต฽อไป กล฽ุมคนท่ีเข฾ามารุกรานส฽วน ใหญ฽จะมาจากบรเิ วณหบุ เขา ทรี่ าบสงู ทางภาคเหนือ และตะวนั ออก ซ่ึงบริเวณดังกล฽าวมีลักษณะเป็น เขาหนิ ปูน ไมอ฽ ุดมสมบรู ณแ เทา฽ กับเขตลมุ฽ แมน฽ ํา้ และพวกกล฽ุมคนจากทะเลทรายซีเรีย และทะเลทราย อารเบีย ดังน้ันอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นเร่ืองราวท่ีเก่ียวกับอารยธรรมของกลุ฽มคนหลากหลาย กลม฽ุ ทสี่ บื ตอ฽ กันมาเปน็ ระยะเวลายาวนาน สําหรับกล฽ุมคนกลุ฽มแรกที่สร฾างอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ ชาวสุเมเรียน ซ่ึงเป็นผ฾ูคิดค฾น ประดิษฐแตัวอกั ษรขน้ึ เป็นคร้งั แรกในสังคมโลก นอกจากน้ชี าวสเุ มเรียน ยงั สร฾างสรรคอารยธรรมไว฾เป็น พื้นฐานสําคัญ เช฽น สถาปใตยกรรม ตัวอักษร ศิลปกรรมต฽างๆ ทัศนคติ และเทพเจ฾าที่เคารพเป็นต฾น ซ่งึ มอี ทิ ธิพลอย฽ใู นลุ฽มแมน฽ ํ้าทั้งสองตลอดยุคสมัยโบราณ ท่ีต้ังทางภมู ิศาสตร์ ภาพที่ 1.2 แผนท่ตี งั้ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ที่มา : https://my.dek-d.com

3 เมโสโปเตเมียเป็นอ฽ูอารยธรรมท่ีเก฽าแก฽ท่ีสุดแห฽งหน่ึงของโลกสมัยโบราณ เป็นดินแดน ที่อยู฽ระหว฽างลุ฽มแม฽นํ้า 2 สาย คือ ลุ฽มแม฽นํ้าไทกริส (Tigris) และลุ฽มแม฽น้ํายูเฟรทีส (Euphrates) ซ่ึงปจใ จบุ นั น้ีอยใ฽ู นประเทศอิรกั แม฽น้ําทั้ง 2 สายมีตน฾ น้าํ อยใ฽ู นอารมแ ีเนียและเอเชียไมเนอรแมาบรรจบกัน เปน็ แม฽น้าํ ชัตตอแ ลั อาหรับ แลว฾ ไหลลงส฽ูทะเลท่อี ฽าวเปอรแเซีย บริเวณที่ราบล฽ุมแม฽น้ําไทกริสและยูเฟรทีสตอนล฽าง เรียกว฽า บาบิโลเนีย (Babylonia) เป็น เขตซึ่งอย฽ูติดกับอ฽าวเปอรแเซีย มีชื่อเรียกอีกช่ือว฽า ชีนา (Shina) เกิดจากการทับถมของดินท่ีแม฽น้ําพัด พามา กล฽าวคือ ในฤดูร฾อนหิมะบนภูเขาในอารแมีเนียละลายไหลบ฽าลงมาทางใต฾พัดพาเอาโคลนตมมา ทบั ถมไวย฾ ังบรเิ วณปากนาํ้ ทาํ ใหพ฾ นื้ ดินตรงปากแมน฽ ํา้ งอกออกทุกปี อาณาบริเวณที่เรียกว฽า เมโสโปเตเมีย ทิศเหนือจรดทะเลดําและทะเลแคสเปียน ทิศตะวันตกเฉียงใต฾จรดคาบสมุทรอาหรับซ่ึงล฾อมรอบด฾วยทะเลแดง และมหาสมุทรอินเดีย ทศิ ตะวันตกจรดที่ราบซเี รยี และปาเลสไตนแ สว฽ นทิศตะวันออกจรดทรี่ าบสงู อหิ รา฽ น เมโสโปเตเมียแบ฽งดินแดนออกเป็น 2 ส฽วน ส฽วนล฽างอย฽ูใกล฾กับอ฽าวเปอรแเซีย มีความ อุดมสมบรู ณเแ รยี กวา฽ “บาบโิ ลเนยี ” ส฽วนบนซึง่ ค฽อนขา฾ งแห฾งแลง฾ เรยี กว฽า “อสั ซเี รีย” บริเวณทั้งหมด มีชนชาตหิ ลายเผ฽าพันธุอแ าศยั อย฽ู มกี ารสู฽รบกนั อย฽ูตลอดเวลา เม่ือชนชาติใดมีอํานาจก็เข฾าไปยึดครอง และกลายเป็นชนชาติเดียวกัน นักประวัติศาสตรแบางท฽านกล฽าวว฽า ไม฽มีแห฽งหนตําบลใดจะมีชาติพันธแุ มนุษยแผสมปนเปกันมากมายเหมือนท่ีเมโสโปเตเมีย และยังเป็นยุทธภูมิระหว฽างตะวันตกกับ ตะวันออกตลอดยุคสมัยประวัตศิ าสตรแ อารยธรรมของดินแดนเมโสโปเตเมีย มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญรุ฽งเรืองของแต฽ ละแคว฾น และเร่ืองราวทางอารยธรรมในเมโสโปเตเมียมีหลักฐานยืนยันทางโบราณคดีเก฽าแก฽กว฽า 8,000 – 7,000 ปีก฽อนคริสตกาล ไม฽ว฽าจะเป็น การขุดพบหมู฽บ฾านท่ีเมืองจารแโม ประเทศอิรัก บริเวณ ใกล฾แมน฽ ํ้าไทกรีส เมืองซาทาลฮอื ยึค อขงอนาโตเนยี ประเทศตรุ กใี นปใจจบุ ัน นอกจากนี้ยังมีตัวอักษร ของเมโสโปเตเมยี ทีใ่ ช฾มาเปน็ ระยะเวลานานหลายร฾อยปีก฽อนอารยธรรมอียิปตเแ สยี อีก ชนกลุ฽มแรกของเมโสโปเตเมีย มีมาตั้งแต฽สมัยยุคหิน เข฾ามาอาศัยอยู฽ระหว฽างหุบเขาริมแม฽น้ํา จอรแแดน ประเทศอีรัก ในปใจจุบัน เรียกว฽า พวกเจริโค มีอายุราว 8,000 ปีก฽อนคริสตกาล มีการขุด ค฾นพบหลักฐานทางโบราณคดี โดยพบซากกําแพงสร฾างด฾วยหิน และพบซากหอคอย ซึ่งรูปแบบการ กอ฽ สร฾างน้ันแสดงถึงอารยธรรมดง้ั เดมิ ของมนุษยแท่ีใชห฾ ินมากอ฽ สรา฾ ง ชนกลุม฽ ต฽อมา คือ พวกซาทาลฮือยึค มีอายุราว 7,000–5,000 ปีก฽อนคริสตกาล ได฾มีการขุด พบหลักฐานทางโบราณคดี เมืองต฽างๆ พบซากเมืองท่ีมีผังต฽อเน่ืองกันคล฾ายเมืองใหญ฽ แต฽ไม฽มีถนน ตัวอาคารเป็นห฾องโถงใหญ฽ มีภาพเขียนผนัง มีประติมากรรมที่ทําจากเขาสัตวแ จิตรกรรม ฝาผนัง มีอายุราวๆ 6,200 ปีก฽อนคริสตกาล ภาพมีลักษณะเป็นภาพหมู฽บ฾านที่อยู฽อาศัย มีภาพภูเขา ไฟกําลังระเบิด และงานประติมากรรม เป็นรูปปใ่นที่ทําจากดินดํา และรูปแกะสลักจากหินชั้นเล็กๆ

4 ชนกล฽ุมเจรโิ ค และซาทาลฮือยึค เป็นชนชาติที่มีหลักฐานว฽าเก฽าแก฽ท่ีสุดในเมโสโปเตเมีย แต฽ไม฽ปรากฎ อารยธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ฽งเรืองจนหลุดพ฾นจากยุคหินและยุคโลหะ สําหรับชนกล฽ุมเก฽าแก฽ชาติ แรกทีม่ ีหลกั ฐานปรากฎแสดงถึงความเจรญิ รงุ฽ เรือง และมีอารยธรรมเก฽าแก฽ท่ีสุดของเมโสโปเตเมีย คือ ชนชาติซเู มอรแ และบาบโิ ลเนยี ปจั จัยท่ีทาให้เกดิ เมโสโปเตเมีย ภาพที่ 1.3 ลักษณะบ฾านเมืองของเมโสโปเตเมยี ท่มี า : https://msixninehistory.wordpress.com ปจใ จยั ทเี่ อื้ออาํ นวยใหเ฾ กดิ อารยธรรมเมโสโปเตเมยี นนั้ ได฾แก฽ 1. สภาพภูมศิ าสตร์ของดินแดนเมโสโปเตเมีย ลักษณะท่ีตั้งของดินแดนเมโสโปเตเมียและบริเวณใกล฾เคียง มีภูมิอากาศร฾อนแห฾งแล฾ง และมีปริมาณนํ้าฝนน฾อย อย฽างไรก็ตาม บริเวณนี้ก็มีเขตท่ีอุดมสมบูรณแอยู฽บ฾างเรียกว฽า “ดินแดน รูปดวงจันทรแเสี้ยวอันอุดมสมบูรณแ” ซึ่งรวมถึงดินแดนเมโสโปเตเมียและบริเวณฝ่ใงทะเลเมดิเตอรแ เรเนียนหรือเขตประเทศซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตนแและอิสรเอล ในปใจจุบัน ดินแดนเมโสโปเตเมีย ได฾รับความอุดมสมบูรณแจากแม฽น้ําไทกริสและยูเฟรทีส และนํ้าจากหิมะละลายบนเทือกเขา ในเขตอารแเมเนียทางตอนเหนือ ซึ่งพัดพาโคลนตมมาทับถมบริเวณสองฝ่ใงแม฽นํ้า กลายเป็นป฻ุยใน การเพาะปลูก กล฽ุมชนอ่ืนที่อยู฽ใกล฾เคียงจึงพยายามขยายอํานาจเข฾ามาครอบครองดินแดนแห฽งน้ี ขณะเดียวกันผ฾ูท่ีอย฽ูเดิมก็ต฾องสร฾างความมั่งคงและแข็งแกร฽งเพื่อต฽อต฾านศัตรูท่ีมารุกรานจึง มีการสร฾างกําแพงเมืองและคิดค฾นอาวุธยุทโธปกรณแในการทําศึกสงคราม เช฽น อาวุธ รถม฾าศึก เป็นต฾น

5 ภาพที่ 1.4 สภาพภมู ิศาสตรแของดินแดนเมโสโปเตเมยี ท่มี า : https://sites.google.com นอกจากน้ี ท่ีต้ังของดินแดนเมโสโปเตเมียสามารถติดต฽อกับดินแดนอ่ืนได฾สะดวกท้ังทางด฾าน ทะเลเมดิเตอรแเรเนียนและอ฽าวเปอรแเซีย จึงมีการติดต฽อค฾าขายและแลกเปล่ียนความเจริญกับดินแดน อื่นอยู฽เสมอ ทําใหเ฾ กิดการผสมผสานและสืบทอดอารยธรรม 2. ภูมปิ ัญญาของกลุ่มชน อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เกิดจากภูมิปใญญาของกลุ฽มชนท่ีอาศัยในดินแดนแห฽งน้ี การคิดค฾นและพัฒนาความเจริญเกิดจากความจําเป็นท่ีต฾องเอาชนะธรรมชาติเพื่อ ความอยู฽รอด การจัดระเบียบในสังคมและความต฾องการขยายอาํ นาจ ภาพที่ 1.5 ความเจรญิ รง฽ุ เรืองของเมโสโปเตเมีย ที่มา : https://sites.google.com

6 3. การเอาชนะธรรมชาติ ดินแดนเมโสโปเตเมีย ได฾รับความอุดมสมบูรณแจากแม฽นํ้าไทกริสและยูเฟรติส แต฽มีน้ําท฽วม เปน็ ประจําทกุ ปี สว฽ นบริเวณท่ีหา฽ งฝใ่งแม฽น้าํ มักแห฾งแล฾ง ชาวสุเรียนจึงคิดค฾นระบบชนประทานเป็นครั้ง แรก ประกอบดว฾ ยทาํ นบปูองกันนํา้ ทว฽ ม คลองส฽งนํ้า และอ฽างเก็บน้ํา วิธีนี้ช฽วยให฾การเพาะปลูกได฾ผลดี อนงึ่ ในเขตที่อย฽ูอาศัยของพวกสุเมเรียนไม฽มีวัสดุก฽อสร฾างที่แข็งแรงคงทน เช฽น หินชนิดต฽างๆ ชาวสุเม เรียนจึงคิดหาวิธีทําอิฐจากดินแดนและฟาง ซึ่งแม฾จะมีนํ้าหนักเบากว฽าหินแต฽ก็มีความทนทาน และใช฾ อฐิ ก฽อสรา฾ งสถานทตี่ า฽ งๆ รวมทั้งกาํ แพงเมือง นอกจากน้ียังใช฾ดินเหนียวเป็นวัสดุสําคัญในการประดิษฐแ อักษรรูปลมิ่ ด฾วย ภาพท่ี 1.6 ระบบเกษตรกรรมของเมโสโปเตเมีย ทม่ี า : https://sites.google.com 4. การจัดระเบยี บในสังคม เมอ่ื อารยธรรมเมโสโปเตเมีย มคี วามเจริญเตบิ โต และมีสมาชิกเพมิ่ มากขึน้ การอย฽ูกนั เป็น ชุมชนจึงจําเป็นต฾องมีระเบียบและกฎเกณฑแของสังคม ได฾แก฽ การแบ฽งกลุ฽มชนชั้นในสังคมเพื่อกําหนด หนา฾ ท่แี ละสถานะ การจัดเกบ็ ภาษีเพื่อนาํ รายได฾ไปใช฾พัฒนาความเจริญให฾แก฽ชุมชน การออกกฎหมาย เพื่อเป็นเคร่ืองมือในการปกครอง เชน฽ ประมวลกฎหมายของพระเจ฾าฮัมมูราบีแห฽งบาบิโลเนีย ซ่ึงได฾รับ ยกย฽องวา฽ เปน็ กฎหมายแมบ฽ ทของโลกตะวนั ตก

7 ภาพที่ 1.7 การจดั ผงั เมอื งและระบบสงั คม ท่ีมา : https://pattraporn093.wordpress.com ระบบการเมืองของเมโสโปเตเมีย 1. การรวมตัวทางการเมอื งของเมโสโปเตเมีย พวกแรกได฾ต้ังถ่ินฐานอย฽ูบริเวณตอนล฽างของวงโค฾งแห฽งความอุดมสมบูรณแเมื่อประมาณ ๘,๐๐๐ ปีท่ีแล฾วภายหลังจากน้ันจึงมีพวกเซเมติก และสาขา เช฽น พวกฟีนีเชียน อมอไรทแ และฮิบรู พวกอินโด- ยูโรเปยี น และสาขาไดแ฾ ก฽ พวกฮิกไตทแและเปอรแเชียน อพยพจากดินแดนตอนเหนือเข฾ามา ตงั้ ถิ่นฐานในดนิ แดนเมโสโปเตเมียในเวลาต฽อมา การรวมตวั ครงั้ แรกของอารยธรรม เกิดข้ึนจากผพู฾ ชิ ิตชาวเซเมติค คนหน่ึงซึ่งเป็นกษัตริยแแห฽ง เมืองอัคคัต มีชื่อว฽า “ซารแกอน” ซึ่งพระองคแทรงได฾เมโสโปเตเมียไว฾ในครอบครองเม่ือประมาณปี 2,370 ก฽อนคริสตกาล และบรรดาเหล฽าพระราชวงศแขององคแกษัตริยแซารแกอนน้ันต฾องปกครอง อาณาจักรอย฽างยากลําบากต฽อมาอีกหลายช่ัวอายุคน ประมาณ 2,370–2,230 ปีก฽อนคริสตกาล กษตั ริยแซารแกอน พระองคทแ รงไดร฾ ับการยกยอ฽ งอย฽างมากในสมัยน้ัน เพราะจักรวรรดิของพระองคแเป็น จักรวรรดิท่ีย่ิงใหญ฽มากท่ีสุดในโลกของยุคน้ัน พระองคแทรงรวบรวมอาณาจักรอัคคัต และอาณาจักร ซอเมอรแ เขา฾ ไวด฾ ว฾ ยกันเปน็ อาณาจกั รเดยี วกัน ภาพที่ 1.8 รปู ปนใ้ ศรษี ะกษัตริยซแ ารแกอน ทมี่ า : http://worldrecordhistory.blogspot.com

8 ต฽อมาได฾ทรงขยายอาณาจักรให฾มีขนาดใหญ฽มากข้ึน เล฽ากันว฽า กษัตริยแซารแกอน ได฾ทรง ปกครองอาณาจักรและประชาชนของดินแดนทั้งหมด สําหรับชัยชนะของกษัตริยแซารแกอน นั้นมีผลใน เผยแพร฽ให฾วฒั นธรรมของชาวสเุ รยี นเผยแพรไ฽ ปทว่ั ทั้งอาณาจกั รตะวนั ออกใกล฾ได฾เร็วขน้ึ ภาพท่ี 1.9 พระราชวังของกษตั รยิ แซารกแ อน ทม่ี า : https://pattraporn093.wordpress.com ภาพที่ 1.10 ปูอมประตูทางเข฾าอาณาจักรของซารแกอน ท่มี า : https://pattraporn093.wordpress.com

9 ตอ฽ มาราชวงศแซารแกอน แห฽งอัคคัต ถูกพวกชนเผ฽าอนารยชน จากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข฾ามารกุ รานทําลายลา฾ งอาณาจกั ร เป็นผลทําใหเ฾ กิดความไม฽สงบทางการเมืองช฽วงระยะเวลาหนึ่ง แต฽ เม่ือคร้ังประมาณ 2,100 ปีก฽อนคริสตกาล นครรัฐสุเมเรียนแห฽งอูรแกลับมาได฾อํานาจ และบรรดา กษัตริยแทั้ง 14 นครรัฐก็อ฾างตนข้ึนเป็นเทพเจ฾าเช฽นเดียวกัน สุดท฾ายแล฾วอาณาจักรอูรแก็ต฾องถูกทําลาย ด฾วยการเบียดเบียนของชนเผ฽าอนารยชนจนได฾ และเกิดความแตกแยกขึ้นภายในอาณาจักร อํานาจ ทางการเมืองของสเุ มเรยี นได฾ส้นิ สุดลงอยา฽ งถาวร ภาพท่ี 1.11 การสิ้นสดุ ลงของสุเมเรยี น ที่มา : https://sites.google.com สําหรับในช฽วงระยะเวลาท่ีเกิดความว฽ุนวายของอาณาจักร คือ เมื่อประมาณ 2,000 ปีก฽อน คริสตกาล ชนเผา฽ เซเมติค คนกล฽ุมใหมห฽ ลายกล฽มุ พากนั อพยพเข฾ามาอาศัยอยู฽ในดินแดนแถบล฽ุมแม฽นํ้า กลุ฽มคนชนเผ฽านี้คือ พวกอะมอไรทแ จากซีเรียเข฾ามายึดครองนครรัฐต฽างๆ รวมทั้งอาณาจักรบาบิโลน ซ่ึงเป็นนครรัฐที่ไม฽สําคัญของพระเจ฾าฮัมมูราบี ทรงเป็นกษัตริยแชาวอะมอไรทแ แห฽งบาบิโลน ผู฾มี ความสามารถและมีชื่อเสียง เข฾ามาพิชิตดินแดนแห฽งอัคคัต และมูเซอรแได฾ทั้งหมด และขยายอํานาจ ไปท่ัวทั้งดินแดนรูปพระจันทรแครึ่งเสี้ยว ต้ังแต฽ทะเลเมดิเตอรแเรเนียน มาจรดถึงอ฽าวเปอรแเซีย ในชั่ว ระยะส้ัน บาบิโลนได฾แปล่ียนจากเมืองเล็กๆ ท่ีไม฽มีความสําคัญจนกลายมาเป็นนครหลวงของอาณา จกั ณท่ที รงอํานาจท่ีสดุ

10 ภาพที่ 1.12 ความเจริญรุ฽งเรืองของบาบโิ ลน ท่มี า : https://my.dek-d.com พระเจ฾าฮัมมูราบี ทรงได฾รับแนวคิดจากขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนซึ่ง แพร฽หลายอย฽ูเกอื บ 2,000 ปีมาแล฾ว แตไ฽ มส฽ ามารถสร฾างสรรคแโครงสร฾างทางการเมืองท่ีมีประสิทธิภาพ ยอดเยี่ยมข้ึนได฾ ประมวลกฎหมายที่โด฽งดังของพระองคแเปรียบเสมือนห฾าต฽างเผยให฾เห็นชีวิตประวัน สภาพความเป็นอยู฽ในจักรวรรดิบาบิโลเนียได฾ กฎหมายฉบับนี้ยึดถือตามประมวลกฎหมายที่เคยมี มาแล฾วและส฽วนหน่ึงมาจากของชาวสุเมเรียน นอกจากน้ียังได฾มาจากประเพณีของชาวสุเมเรียนเป็น ส฽วนใหญ฽ พระเจ฾าฮัมมูราบีไม฽ได฾ทรงอ฾างตนเป็นเทพเจ฾าเหมือนกษัตริยแของนครรัฐอื่นๆแต฽ทรงรับ บทบาทหน฾าที่ตามขนบธรรมเนียมเดิม คือ เป็นผู฾รับใช฾บรรดาเทพเจ฾า ลักษณะสังคมท่ีพระเจ฾าฮัมมูราบี ทรงปกครองแบง฽ ออกเปน็ ช้ันตา฽ งๆ คือ ขุนนาง เสรีชน และทาส ตามลาํ ดบั สาํ หรบั กฎข฾อบังคบั เก่ยี วกบั การคา฾ นนั้ แสดงให฾เห็นถึงชีวิตการคา฾ ขายทีต่ น่ื ตัวและสลับซับซ฾อน บรรดาชนเผ฽าท่ีเข฾ามาตั้งถ่ินฐานในดินแดนเมโสโปเตเมีย ชาวสุเมเรียนนับว฽ามีความเช่ียวชาญด฾าน เกษตรกรรมไดแ฾ ก฽ การปลกู ขา฾ วสาลีและเลีย้ งสตั วแเพอ่ื ใช฾แรงงาน และทาํ ผลิตภัณฑจแ ากสัตวแเพื่อบริโภค ได฾แก฽ เนื้อ นม เนย และใช฾ขนสัต์วแท่ีย฾อมสีแล฾วทอเป็นผ฾าสําหรับนุ฽ง ห฽มและทําเป็นพรมใช฾ ชีวิตประจําวันชาวสุเมเรียนยังสร฾างพาหนะท่ีมีล฾อใช฾สัตวแลากการประดิษฐแล฾อลากเพื่อท฽ุนแรง ซ่ึง นับเปน็ พน้ื ฐานในการพฒั นาพาหนะประเภทเกวยี นและรถยนตแในโลกสมยั ใหม฽

11 ภาพที่ 1.13 ความรงุ฽ เรืองทางการค฾าของเมโสโปเตเมีย ท่มี า : http://www.cocktailthai.com แต฽ว฽าประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี นั้นความเข฾มงวดกว฽ากฎหมายสุเมเรียนอย฽างเห็นได฾ชัด เป็นประมวลกฎหมายท่ีแสดงถึงการใช฾อํานาจเผด็จการในระดับสูงกว฽าเดิม การลงโทษหนัก ปรากฏ อยบู฽ อ฽ ยๆ ในขณะทแ่ี ตก฽ อ฽ นแทบจะไม฽มีเลย และนอกจากนี้ความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมให฾ผลกรรม ตามทัน หรือเรียกอีกอย฽างว฽า “ตาต฽อตา” น้ันได฾นํามาใช฾อย฽างรุนแรงมากข้ึน เช฽น ถ฾ามีบ฾านสักหลัง หน่ึงทรุดตัวลงและทําให฾เจ฾าของบ฾านเสียชีวิต ผลก็คือ คนท่ีสร฾างบ฾านหลังน้ันจะต฾องถูกประหารชีวิต ถ฾าคนไข฾ตายในขณะท่ีทําการผ฽าตัด แพทยแที่เป็นผ฾ูผ฽าตัดต฾องถูกประหาร หรือถ฾าคนไข฾เสียนัยนแตาไป ข฾างหน่งึ แพทยแจะต฾องถกู ตัดนิ้วทง้ิ เรียกวา฽ “ระบบตาต฽อตา” นน้ั เอง 2. ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมรู าบี ประมวลกฎหมายของพระเจ฾าฮัมมูราบี เป็นประมวลกฎหมายท่ีเก฽าแก฽ท่ีสุดในสังคมโลก ปใจจุบัน ประมวลกฎหมายฉบับน้ีถูกจารึกอยู฽บนแผ฽นหินไดโอโรทแสีดํา สูงประมาณ 8 ฟุต สลักด฾วย อกั ษรคูนิฟอรมแ นักโบราณคดีชาวฝรงั่ เศสเป็นผ฾ูค฾นพบแผน฽ หินดงั กลา฽ วเมอื ค.ศ. 1901

12 ภาพที่ 1.14 ประมวลกฎหมายของพระเจา฾ ฮัมมูราบี ทม่ี า : https://th.wikipedia.org ตอนบนของแผ฽นหินมีรูปสลักภาพเทพเจ฾าที่กําลังประทานประมวลกฎหมายให฾แก฽พระเจ฾า ฮัมมูราบี ข฾อความในประมวลกฎหมายสะท฾อนให฾เห็นถึงสภาพของสังคมอาณาจักรบาบิโลเนีย เป็น อยา฽ งดที เี่ ดียว ทําใหท฾ ราบว฽าชาวบาบโิ ลเนยี ประกอบด฾วยคนหลายชนชั้น ไม฽ว฽าจะเป็น พวกชนชั้นสูง มตี าํ แหนง฽ หนา฾ ท่ีในทางศาสนาและบ฾านเมือง พวกชนชั้นกลางหรือพ฽อค฾า พวกช฽างฝีมือ กรรมกร และ พวกทาส และยังแสดงให฾เห็นถึงการพิจารณาความ หรือการตัดสินข฾อพิพาทเร่ืองต฽างๆ ไม฽ถือว฽าเป็น เร่ืองส฽วนบุคคล เรื่องของครอบครัวหนึ่งครอบครัวใดโดยเฉพาะแต฽เป็นเรื่องของบ฾านเมืองท่ีจะให฾ เป็นไปตามตัวบทกฎหมายท่ีระบุไว฾ ประมวลกฎหมายของพระเจ฾าฮัมมูราบี ได฾ชื่อว฽ามีบทลงโทษท่ี รุนแรงมาก โดยยึดหลัก Lex talionis หรือ ตาต฽อตา ฟในต฽อฟใน ดังที่กําหนดไว฾ในมาตรา 196 ว฽า ถ฾า บุคคลใดทําลายดวงตาของผ฾อู ืน่ ดวงตาของบคุ คลนั้นกจ็ ะถกู ทาํ ลายเชน฽ กัน

13 ภาพท่ี 1.15 พระเจา฾ ฮมั มูราบี ทม่ี า : http://porprasit.wordpress.com ภาพที่ 1.16 รปู สลกั หนิ ไดโอไรทแทเ่ี ช่ือวา฽ เป็นกษตั ริยแฮัมมรู าบี ทมี่ า : http://th.wikipedia.org ประมวลกฎหมายของพระเจ฾าฮัมมูราบี มีรากฐานมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีการ ดาํ รงดาํ เนนิ ชวี ิตของชนเผ฽าสุเมเรียนเป็นสําคัญ และมีลักษณะหลายประการที่คล฾ายคลึงกับประมวล กฎหมายของโมเสส ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายของชนชาติฮิบรูในสมัยโบราณ จะแตกต฽างกันตรงท่ี

14 ประมวลกฎหมายของพระเจ฾าฮัมมูราบี ไม฽ได฾มีข฾อบัญญัติเกี่ยวกับศาสนา ซ่ึงในจํานวนกฎหมายกว฽า 282 มาตราทีย่ งั เหลอื อยู฽ในปใจจุบัน ประกอบด฾วย กฎหมายลกั ษณะพสิ ูจนแ กฎหมายลกั ษณะทาส กําหนดสิทธิและหน฾าที่ กฎหมายลักษณะครอบครัว ว฽าด฾วยการสมรส การหย฽าร฾าง การให฾ความ ค฾ุมครองแก฽ผู฾เยาวแ กฎหมายลักษณะพานิชยแ ว฽าด฾วย ธุรกิจการค฾า การเกษตร การอาชีพ ว฽าด฾วย ทรัพยสแ นิ ทีด่ ิน เป็นตน฾ แมว฾ ฽าบทลงโทษตามกฎหมายฮัมมรู าบี จะดูว฽าโหดเห้ยี มตามความคิดของคนสมัยใหม฽ แต฽การ ทํากฎหมายให฾เป็นลายลักษณแอักษรและพยายามใช฾บังคับอย฽างเป็นระบบกับทุกคน และการ “ถือว฽า เปน็ ผูบ฾ รสิ ทุ ธ์ิไวก฾ ฽อนจนกวา฽ จะได฾รบั การพิสูจนวแ า฽ ผดิ ” ที่นับเป็นวิวฒั นาการทางอารยธรรมท่ีสําคัญของ มนุษยแ ทฤษฎีใหม฽บางทฤษฎีถือว฽าการนับกฎหมายฮัมมูราบีให฾มีสถานะเป็นประมวลกฎหมายอย฽าง ปใจจุบันนั้นไม฽ถูกต฾องนัก เพราะความจริงน฽าจะนับได฾เพียงการเป็นอนุสรณแยกย฽องว฽ากษัตริยแฮัมมูราบี เป็น “ตวั อยา฽ งกษัตริยแท่ีทรงไว฾ซ่ึงความยุติธรรม” เท฽านั้นเพราะในชีวิตของคนย฽อมมีความผิดอย฽างอ่ืน ที่ไมใ฽ ช฽การลักขโมย นอกจากกฎหมายแล฾ว ฮัมมูราบีปกครองจักรวรรดิบาบิโลนต้ังแต฽ปี 1792 ก฽อนคริสตกาล ในช฽วงต฾นของการครองราชยแบ฾านเมืองค฽อนข฾างมีความสงบสุข ทรงทําลายและขับไล฽กองทัพ ผ฾รู กุ รานได฾แก฽ พวกอลี าไมทแและกองทพั อ่ืน ๆ ออกไปจากอาณาจกั รได฾อย฽างเด็ดขาด และได฾ทรงผนวก อาณาจักรลารแซาและอาณาจักรยามัตบาล ไว฾ในอํานาจเป็นราชอาณาจักรเดียวโดยมีบาบิโลนเป็น ศูนยแกลาง ความเฟื่องฟูด฾านอักษรศาสตรแท่ีรุ฽งเรืองตามความเจริญของอาณาจักรบาบิโลนทําให฾กฎหมาย ต฽าง ๆ ของกษัตริยแได฾รับการยอมรับไปตลอดชายฝใ่งทะเลเมดิเตอเรเนียน มีการค฾นพบแผ฽นจารึกดินเผาที่ เป็นสนธิสัญญาจํานวนมากที่สอบอายุได฾ว฽าตรงกับสมัยของพระองคแและกษัตริยแที่ครองราชยแต฽อมา รวมทั้งจดหมายที่มีการลงนามด฾วย หน่ึงในจํานวนนั้นมีหนังสือคําส่ังให฾เคลื่อนทหารจํานวน 240 นาย จากอัสซเี รยี และไซทัลลมั ซ่ึงเปน็ ขอ฾ พิสจู นวแ า฽ พวกอสั ซเี รยี เคยตกอยูใ฽ ต฾การปกครองของบาบิโลน ฮัมมูราบีแผ฽อํานาจการปกครองของจักรวรรดิบาบิโลนคร้ังแรกไปทางใต฾ก฽อนแล฾วจึงขยาย ขอบเขตครอบคลุมพื้นที่เกือบท้ังหมดของเมโสโปเตเมีย ชัยชนะอย฽างเด็ดขาดทางการทหารเกิดข้ึน ค฽อนข฾างล฽าช฾าในรัชสมัยของพระองคแ และท่ีสําเร็จลงได฾อาจเป็นเพราะการล฽มสลายของอาณาจักร แชมชิ - เอดดั

15 ภาพที่ 1.17 ความร฽งุ เรอื งสมัยพระเจ฾าฮมั มรู าบี ท่ีมา : https://www.modernghana.com 3. การรกุ รานจากทางภาคเหนือ สําหรับการรุกรานจากทางภาคเหนือ เมื่อประมาณปี 1,750 – 1,550 ปีก฽อนคริสตกาล ในขณะที่จักรวรรดิบาบิโลเนียกําลังมีอํานาจ เจริญรุ฽งเรืองสูงสุด ทางบริเวณตุวันออกใกล฾ก็ยังได฾ รับ ผลกระทบจากการรุกรานของชนเผ฽าอนารยชน ท่ีอพยพเข฾าอยู฽เร่ือยๆ ซึ่งบรรดาชนกล฽ุมใหม฽เหล฽านี้ อพยพมาจากภูเขาทางเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ สู฽ดินแดนเมโสโปเตเมีย เอเชียน฾อย กรีก เกาะครีต และแอฟริกาทางภาคเหนือ ชนเหล฽าน้ีเป็นที่รู฾จักกันว฽า“พวกอินโด–ยูโรเปียน” หรือ “ปอรแ เซีย” (Persia) พวกเปอรแเซียที่อพยพมาจากทางเหนือของเทือกเขาคอเคซัส เมื่อราว 1800 ปีก฽อน ครสิ ตแศกั ราชและต้งั ถ่ินฐานอย฽ใู นดินแดนเปอรแเซยี หรือประเทศอหิ ร฽อนปใจจุบัน ต฽อมาได฾ร฽วมมือกับพวกแคลเดียน โค฽นล฾มจักรวรรดิแอลซีเรียน และสถาปนาจักรวรรดิ เปอรแเซีย เม่ือประมาณ 550 ปีก฽อนคริสตแซักราช จากน้ันได฾ขยายอํานาจเข฾ายึดครองจักรวรรดิ บาบิโลนของพวกแคลเดียน ดินแดนเมโสโปเตเมีย เอเชียไมเนอรแและอียิปตแ ในสมัยพระเจ฾า ดาริอุส หรือ เดอไรอัสมหาราช (Darius the Great) เปอรแเซียได฾ขยายอิทธิพลเข฾าไปในดินแดน ตะวันออกถึงล฽ุมแม฽น้ําสินธุของ อินเดียและทางตะวันตกถึงตอนใต฾ของยุโรป ถึงแม฾ว฽าเปอรแเซีย ไม฽ประสบความสําเร็จในการทําสงครามเพื่อยึดครองนครรัฐกรีก แต฽จักวรรดิเปอรแเซียในขณะน้ัน มอี าํ นาจยิ่งใหญท฽ ส่ี ดุ

16 ภาพท่ี 1.18 พระเจา฾ ไซรัสมหาราชเปอรเแ ซยี ทม่ี า : https://sites.google.com เปอรแเซียเป็นจักรวรรดิใหญ฽ท่ีครอบคลุมดินแดนของชนชาติต฽างๆ จํานวนมาก จึงต฾องจัดการ ปกครองใหม฾ ีประสิทธิภาพ ผปู฾ กครองใชห฾ ลักความยุตธิ รรมในการจัดเก็บภาษีและการศาล รวมทั้งการ กระจายอํานาจการปกครองให฾แก฽ท฾องถิ่นและดินแดนต฽างๆ โดยรับวิธีควบคุมอํานาจปกครองตาม แบบพวกแอสซีเรียน ซ่ึงได฾แก฽ การสร฾างถนนเชื่อมดินแดนต฽างๆ เพ่ือรองรับการเดินทัพ การสื่อสาร และไปรษณียแ ถนนสายสําคัญ ได฾แก฽ เส฾นทางหลวงเช่ือมเมืองซารแดิส (Sardis) ในเอเชยไมเนอรแ (ปใจจุบันอย฽ูในประเทศตุรกี) และนครซูซา (Susa) ซ่ึงเป็นเมืองหลวงแห฽งหนึ่งของจักรวรรดิเปอรแเซีย ถนนสายนี้ไม฽เพียงแต฽มีความสําคัญด฾านยุทธศาสตรแ หากยังมีความสําคัญต฽อการค฾าระหว฽างดินแดน ต฽างๆ ภายในจกั รวรรดิ และเปน็ เส฾นทางสําคัญในการตดิ ตอ฽ ระหวา฽ งตะวนั ออกและตะวนั ตก ชนชาติทส่ี ร้างอารยธรรม อารยธรรม ในดินแดนเมโสโปเตเมียไม฽ได฾เกิดข้ึนโดยการสร฾างสรรคแของชนชาติใดชาติหนึ่ง โดยเฉพาะดังเช฽นอารยธรรมอื่น หากแต฽มีชนชาติต฽างๆ ผลัดเปล่ียนกันเข฾ามาครอบครองและสร฾าง ความเจริญ แลว฾ หลอ฽ หลอมรวมเป็นอารยธรรมเมโสโปเตเมยี 1. ชาวสุเมเรียน (Sumerian) เมอื่ ราว 4,000 ปีก฽อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนอพยพเข฾าต้ัง ถ่ินฐานบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ปากแม฽นํ้าไทกรีส-ยูเฟรตีส เรียกกันว฽า ดินแดนซูเมอรแ ระยะเริ่มต฾นชุมชนของชาวสุเมเรียนเป็นหมู฽บ฾านยุคหินใหม฽ ต฽อมาขยายตัวเป็นชุมชนวัด และจาก ชุมชนวัดแต฽ละแห฽งได฾พัฒนาข้ึนเป็นเมอื ง และเมอื งท่ีสําคัญ ได฾แก฽ เมืองเออรแ (Ur) เมืองอิเรค (Ereck) เมืองอิริดู (Eridu) เมืองลากาซ (Lagash) และเมืองนิปเปอรแ (Nippur) ในแต฽ละเมืองมีชุมชนเล็กๆ ที่ราย

17 ล฾อมเป็นบริวาร ทําให฾มีลักษณะเป็นรัฐขนาดเล็ก เรียกกันว฽า “นครรัฐ” (City State) ซ่ึงแต฽ละนคร รฐั ปกครองโดยอิสระตอ฽ กนั ความเจริญทางอารยธรรมของสเุ มเรยี น ไดแ้ ก่ 1.1 การประดิษฐแตัวอักษร อารยธรรมสเุ มเรียนเป็นชนชาตแิ รกในดนิ แดนเมโสโปเตเมยี ที่ ร฾ูจักการประดิษฐแตัวอักษรได฾เม่ือ 300 ปีก฽อนคริสตแศักราช เริ่มแรกตัวอักษรของชาวสุเมเรียนเป็น ตัวอักษรภาพ ต฽อมาได฾มี การดัดแปลงคิดสัญลักษณแต฽างๆ ใช฾แทนภาพ ทําให฾ง฽ายต฽อการบันทึกย่ิงขึ้น เครอื่ งหมายบางตัวใช฾แทนเสียงในการผสมคํา มีจํานวนมากกว฽า 350 เคร่ืองหมาย หลักฐานตัวอักษร ของชาวสเุ มเรยี นพบในแผน฽ ดิ นเผาตวั อักษรเขยี นด฾ วยก฾านออ฾ ในขณะท่ีดนิ เหนียวยังอ฽อนตัวแล฾วนําไป ตากแดดหรือเผาให฾แห฾ง ตัวอักษรจึ งมีลักษณะคล฾ายลิ่ม จึงเรียกว฽า อักษรลิ่มหรือคูนิฟอรแม (Cuneiform) เนอ่ื งจากคาํ วา฽ Cuneiform มาจากภาษาละตนิ วา฽ Cuneus แปลว฽า ล่มิ ภาพท่ี 1.19 อักษรคูนฟิ อรแม(อักษรล่ิม) ท่มี า : https://suphannigablog.wordpress.com 1.2 วรรณกรรม วธิ กี ารเขียนตัวอักษรล่ิมไม฽สะดวกต฽องานเขยี นท่มี ขี นาดยาวๆ เพราะ แผ฽นดนิ เหนียวแผ฽นหนึ่งบรรจุข฾อความได฾เพียงเล็กน฾อย แต฽ชาวสุเมเรียนมี วรรณกรรมท่ีท฽องจําสืบต฽อ กันมา เช฽น นิยาย กาพยแ กลอน ส฽วนเร่ืองสั้นมีจารึกไว฾ในแผ฽นดินเผา งานเขียนส฽วนใหญ฽เขียนโดย นักบวช จึงเป็นเรื่องเก่ียวกับความเช่ือศาสนาเป็นส฽วนใหญ฽ เช฽น โคลงสดุดีเทพเจ฾า เพลงสวดเป็นต฾น วรรณกรรมท่ีมีช่ือเสียง คือ มหากาพยแกิลกาเมช (Gilgamesh Epic) กล฽าวถึงการผจญภัยของกษัตริยแ ของนครเออรุค ซง่ึ สันนษิ ฐานวา฽ คงมีอทิ ธพิ ลต฽อพระคัมภีรเแ ก฽าเลม฽ แรกๆ ของพวกฮิบรู

18 ภาพท่ี 1.20 แผน฽ จารกึ ดินเหนียว ที่มา : http://www.komkid.com 1.3 สถาปใตยกรรม การกอ฽ สร฾างของชาวสเุ มเรยี น สว฽ นใหญ฽มักทาํ ด฾วยอิฐ ซึง่ ทําจาก ดินเหนียวที่ตากแห฾ง เรียกว฽า sun-dried brick หรืออิฐตากแห฾ง อิฐบางชนิดเป็นอิฐเผาหรืออบให฾ แห฾ง เรียกว฽า baked – brick จะทนทานและปูองกันความช้ืนได฾ดี กว฽าอิฐตากแห฾งจ งใช฾ในการ ก฽อสร฾างที่ต฾องการความมั่นคงถาวร เช฽น กําแพงท่ีนครคิช ท่ีมีซากพระราชวั งท่ีก฽อสร฾างด฾วยอิ ฐส ถาปใตยกรรมท่ีมีช่ือเสียงของชาวสุเมเรียน คือ ซิกกูแรต (Ziggurat) ซึ่งมีลักษณะคล฾ายพีระมิดของ อียิปตแ สร฾างขึ้นบนฐานท่ียกสูงจากระดับพ้ืนดินมีบันไดทอดยาวข้ึนไป ข฾างบนเป็นวิหารเทพเจ฾า พบท่ี นครเออรแ เป็นซกิ กแู รตทม่ี ีฐานยาว 200 ฟุต กว฾าง 150 ฟุต สูง 70 ฟุต สันนิษฐานว฽าอาจเป็น Tower of Babel หรอื เทาเวอรแ ออฟ บาเบิล ตามที่ปรากฏในพระคัมภีรขแ องชาวฮบิ รู

19 ภาพท่ี 1.21 สถาปใตยกรรมซิกกูแรต ท่มี า : https://suphannigablog.wordpress.com 1.4 ปฏิทินและการชงั่ ตวงวัด ปฏิทนิ ของชาวสุเมเรียนเป็นปฏทิ ินแบบจนั ทรคติ คือ เดือนหน่ึงมี 29 1/2 วัน ปีหน่ึงมี12 เดือน แต฽ละเดือนแบ฽งออกเป็น 4 สัปดาหแ สัปดาหแหนึ่งมี 7-8 วัน ส฽วนระบบการช่ัง ตวง วัด ของชาวสุเมเรียนแบ฽งออกเป็น ทาเลนทแ (talent) เชเคิล (shekel) และมีนา (mina) ดังนั้น 1 เชคเคิล เป็น 1 มีนา 60 มีนา เป็น 1 ทาเลนทแ (1 มีนา ประมาณ 1 ปอนดแกว฽า) เรียกว฽าใช฾ ระบบฐาน 60 ซ่ึงมอี ิทธิพลต฽อการแบง฽ เวลาในปใจจบุ ัน (คอื 60 วนิ าที เปน็ 1 นาที 60 นาที เปน็ 1 ชว่ั โมง 2. ชาวอคั คาเดียน (Akkadians) ชนเผา฽ อัคคาเดยี น เปน็ พวกเซมิติคเร฽รอน พวกแรกที่เข฾ามา ตั้งถิ่นฐานในดิแดนอัคคัตอยู฽ทางตอนกลางของเมโสโปเตเมีย เม่ือราว 2,571 ปีก฽อนคริสตกาล อัคคาเดียน อยภู฽ ายใตก฾ ารปกครองของกษตั รยิ ซแ ารแกอน ทรงสามารถโค฽นอํานาจของลกู ัส ซักกิซซิ ผู฾นําของชาวสุเมเรียน แห฽งนครรัฐอมั มาได฾ และปกครองเมโสโปเตเมีแทนชาวสเุ มเรียน กษตั ริยแซารแกอน ได฾ทรงตง้ั จกั รวรรดิสเุ มโร– อัคคาเดียน ถือว฽าเป็นจักรวรรดิแรกในเมโสโปเตเมีย และยังเป็นจักรวรรดิแรกของสังคมโลก มีเมืองหลวง ของจักรวรรดิชื่อ อัคคัด (Agsde) อํานาจของจักรวรรดิอัคคาเดียนแผ฽ขยายการปกครองจากดินแดน เปอรแเซีย จนถึงชายฝใ่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอรแเรเนียน และเม่ือประมาณปี 2,113 ก฽อนคริสตกาล อัคคาเดียนก็ถูกรุกราน โดยชนเผ฽าอนารยชน คือ พวกกูติ (Guti) ซ่ึงเป็นชนเผ฽าจากดินแดนเปอรแเซียเข฾า มาในเมโสโปเตเมีย โดยผ฽านทางเทอื กเขาซากรอส ปกครองเมโสโปเตเมีย ประมาณ 107 ปี 3. ชาวอะมอไรท์ (Amorites) เมื่อประมาณ 2000 ปีก฽อนคริสตกาล ชนเผ฽าอะมอไรทแ หรือพวกบาบิโลเนีย (Babylonians) เป็นพวกเซมิติคเร฽ร฽อนมาจากซีเรีย เข฾ารุกรานดินแดนตะวันตก ของอัคคัต ภายใต฾การนําของพระเจ฾าฮัมมูราบี กษัตรยแลําดับท่ี 6 ของชาวอะมอไรทแ ได฾รวบรวม ดินแดนซูเมอรแ– อัคคัตเข฾าไว฾ด฾วยกัน ก฽อตั้งจักรวรรดิบาบิโลเนีย คร้ังท่ี 1 ท่ีเมืองบาบิโลน ต้ังอยู฽บน ฝใ่งแม฽นํ้ายูเฟรตีส เป็นเมืองหลวงในสมัยของกษัตริยแฮัมมูราบี และยังเป็นยุคทองของจักรวรรดิบาบิ โลนอีกด฾วย เพราะนอกจากจะทรงสามารถในการรบ และการปกครอง เป็นผลให฾จักรวรรดิแผ฽ขยาย

20 กว฾างใหญ฽ไพศาลแล฾ว กษัตริยแฮัมมูราบี ได฾ทรงปรับปรุงอารยธรรมสุเมเรียนให฾ดีข้ึน แต฽พอพระเจ฾า ฮัมมูราบีส้ินพระชนมแลง จักรวรรดิบาบิโลน ก็เริ่มเสื่อมอํานาจลง เป็นเพราะกษัตริยแลําดับต฽อมาไร฾ ความสามารถในการปกครอง และการรบ เป็นผลให฾กลุ฽มชนในปกครองของอะมอไรทแแยกตนเป็น อิสระเมื่อประมาณปี 1590 ก฽อนคริสตกาล ถูกพวกฮิตไตทแ ชาตินักรบจากเอเชียไมเนอรแ เข฾ารุกรานยึด กรุงบาบิโลนแต฽ไม฽สําเร็จ การก฽อกวนของพวกเฮอเรีย แห฽งอาณาจักรมิทานมิ ตั้งอยู฽ทางตอนเหนือ ของลุ฽มแม฽นํ้ายูเฟรตีส และยังมีพวกคัสไซดแ ชนเผ฽าอนารยชนจากเทือกเขาใกล฾ดินแดนเปอรแเซีย ตะวนั ตก เข฾ารุกรานและโค฽นอํานาจของพวกอะมอไรทแไดส฾ ําเร็จ ภาพท่ี 1.22 จกั รวรรดบิ าบโิ ลเนีย ทีม่ า : https://writer.dek-d.com ความเจรญิ ทางอารยธรรมของอะมอไรท์ 3.1 กฎหมาย อารยธรรมที่ชาวอะมอไรทแให฾แก฽เมโสโปเตเมีย คือ กฎหมายพระเจ฾าฮัมมูบารี ทรงให฾ตรากฎหมายฮัมมูบารี (The Law Code of Hammurabi) ขึ้นโดยจารึกด฾วยอักษาคูนิฟอรแม กฎหมายฮัมมูบารี ถือว฽าเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก โดยในบทบัญญัติระบุระเบียบทางสังคม ว฽า ด฾วย การสมรส การหย฽าร฾าง และมรดก เรื่องสิทธิสตรี มรดกและการเลี้ยงดูทาส นอกจากนี้ยัง กฎหมายด฾านการค฾าและวิธีการทําสัญญาต฽างๆ บทลงโทษของผ฾ูท่ีกระทําผิด ถือว฽ารุนแรง เพราะถ฾า กระทาํ ผดิ ไว฾อย฽างไรกจ็ ะไดร฾ บั โทษเช฽นน้ันด฾วย เข฾าลักษณะ “ตาต฽อตา ฟในต฽อฟใน” ซ่ึงในเวลาต฽อมา ลกั ษณะกฎหมายดงั กล฽าวน้ี อาณาจักรโรมนั รับเอาและใหค฾ วามสําคัญอยา฽ งมาก

21 ภาพท่ี 1.23 ประมวลกฎหมายฮัมมบู ารี ทมี่ า : https://projectwesternhistory.wordpress.com 3.2 การปกครอง เนอื่ งจากจักรวรรดิบาบิโลเนยี แผข฽ ยายกว฾างใหญ฽ไพศาลในสมัยของ พระเจ฾าฮัมมูบารี ทรงเลือกคนที่มีความสามารถเข฾ามาปฏิบัติงาน ทั้งนี้เป็นเพราะพระองคแทรงมุ฽งสร฾าง ความสงบ และความมัน่ คง และมง่ั คั่ง ใหแ฾ กจ฽ กั รวรรดิ 3.3 ศาสนา ชาวอะมอรแไรทแยอมรับเอาเทพเจ฾าของชาวสุเมเรียน แต฽ได฾กําหนดให฾เทพ เจ฾ามารแดุค เป็นเทพเจ฾าสูงสุดของตน และมีการสร฾างซิกกูแรทขนาดใหญ฽ที่กลางนครบาบิโลเนีย จํานวน 7 ชั้น สูง 650 ฟุต ภาพท่ี 1.24 เทพเจ฾ามารดแ ุค ทีม่ า https://board.postjung.com

22 ภาพที่ 1.25 วหิ ารบูชาเทพเจ฾า “ซิกกูแรต” ทมี่ า : https://sites.google.com 3.4 วรรณกรรม สําหรับวรรณกรรมที่สําคัญของชาวอะมอรแไรทแ คือ“The Epic of Gilgamesh” ซึ่งเค฾าโครงมาจากตํานานสุเมเรียน เปน็ เร่อื งเก่ียวกับนา้ํ ท฽วมโลก 4. ชาวคัตไซท์ (Kassties) พวกคัตไซทแ หรือฮิตไทนแ เป็นอนารยชนผ฾ูรุกรานจักรวรรดิบาบิโลเนียของชาวอะมอรแไรทแ ปกครองเมโสโปเตเมียประมาณ 500 ปี พวกคัตไซทแไม฽ได฾สร฾างสรรคแอารยธรรมใหม฽ข้ึนเลย มีเพียงแต฽ รับและรกั ษาสืบทอดอารยธรรมของชาวสุเมเรียน และชาวอะมอรแไรทแ อํานาจของพวกคัตไซทแ ส้ินสุด ลงเพราะการรกุ รานของพวกอัสซีเรียน ซึ่งเป็นกลุม฽ ชนทม่ี าจากทางตอนเหนอื ของล฽มุ แม฽น้าํ ไทกรีส ความเจรญิ ทางอารยธรรมของพวกคตั ไซด์ พวกคัตไซทแ เป็นชนชาตินักรบ สิ่งที่ให฾แก฽เมโสโปเตเมีย คือ ยุทธวิธีการส฾ูรบ รถศึก น้ําหนักเบา ม฾าที่ม฽ุงใช฾ในสนามรบ และอาวุธสําริด ซ่ึงสิ่งเหล฽านี้ฮิคโซสเป็นอารยชน เช฽น การบุกยึด อียิปตแโบราณ ส฽งผลให฾เกิดสมัยจักรวรรดิของอียิปตแ หรือแม฾แต฽อัสซีเรียนรับเอาส่ิงที่คัสไซสแนําเข฾ามา จึงเป็นผลทําให฾อัสซีเรียนกลายเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ฽ของเมโสโปเตเมีย ความสําคัญของคัสไซทแ คือการ ทําหน฾าที่เป็นสื่อกลางระหว฽างดินแดนตะวันตกและตะวันออก เป็นผ฾ูเชี่อมต฽ออารยธรรมอียิปตแ อารย ธรรมเมโสโปเตเมีย และอารยธรรมอเี จียนเข฾าไวด฾ ว฾ ยกัน พวกคตั ไซทแ เริม่ อพยพเขา฾ ไปในเอเชียไมเนอรแ ราวปี 2,000 ก฽อนคริสตกาล เดินทาง จากภาคเหนือผ฽านภูเขาคอเคซัส ปราบปรามชาวพ้ืนเมือง ต้ังอาณาจักรฮิตไทนแ มีเมืองหลวงอย฽ูที่ฮัทตูซาส และได฾ขยายดินแดนออกไปเร่ือยๆ ด฾วยวิธีการทําสงคราม ไม฽ก็สร฾างสัมพันธแไมตรี จนได฾ดินแดนมาครอง กว฾างใหญ฽ไพศาลจนกลายเปน็ จกั รวรรดไิ ด฾ เมอื่ 1,200ปกี ฽อนครสิ ตกาล ทําสงครามกบั อียปิ ตแโบราณ พวกคัส ไซทแรับเอาวฒั นธรรมบาบโิ ลเกา฽ มา เพราะมวี ฒั นธรรมคล฾ายคลึงกันมาก การส้ินสุดลงของพวคัตไซทแ เพราะ อารยธรรมที่ปดิ ลับถกู เปดิ เผยออกมา คือ การทําเหลก็ จนสุดท฾ายทาํ ใหจ฾ ักรวรรดลิ ฾มสลายไปในที่สดุ

23 5. ชาวอัสซีเรียน (Assyrians) เม่ือราว3,000 ปีก฽อนคริสตกาล อัสซีเรียนเข฾ามาตั้งถิ่นฐาน ในดินแดนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมียแถบลุ฽มน้ําไทกรีส อัสซีเรียนเรียนร฾ูและรับเอาอารยธรรม ด฾านต฽างๆ โดยเฉพาะอารยธรรมสุเมเรียน และอะมอไรทแ ราวปี 1815 ก฽อนคริสตกาล อัสซีเรียน จดั ต้งั จักรวรรดทิ ี่กรุงนิเนเวยแ ความสามารถในการรลของอัสซีเรียน สามารถกําจัดอํานาจฮิตไทนแออกจากดินแดน ทางตะวันตกของล฽ุมน้ํายูเฟรตีสได฾ และอัสซีเรียต฾องส฾ูรบกับกองทัพอียิปตแโบราณ เพราะความกลัว กําลังทหารของอัสซีเรีย ทําให฾อียิปตแและฮิตไทนแรวมตัวกันสกัดกันกําลังทหารของอัสซีดเรีย จาก ความสามารถของกษัตริยแ ความพร฾อมและความสามารถทางการทหาร ยุทธวิธีในการรบและอาวุธที่ ทําจากเหล็ก และยังปราบปรามศัตรูอย฽างเฉียบขาด ทําให฾จักรวรรดิอัสซีเรียเจริญรุ฽งเรืองถึงขีดสุด ในชว฽ งระหวา฽ งปี 745-626 ก฽อนคริสตกาล ความเจรญิ ของอารยธรรมอสั ซีเรยี น 5.1 การปกครอง อัสซีเรียนเปน็ จักรวรรดทิ กี่ ฽อตั้งขึน้ ได฾ด฾วยความแข็งแกร฽งทางทหาร อัสซีเรียนมีระเบียบวินัย มียุทธวิธีในการรบ ใช฾เหล็กในการทําอาวุธ มีกองทัพทหารม฾า และรถศึกท่ี นํ้าหนักเบา การปราบปรามศัตรูทําอย฽างเด็ดขาดและโหดร฾ายทารุณด฾วยการเผาที่อยู฽อาศัย ฆ฽า หรือ กวาดตอ฾ นผ฾ูคนมาเปน็ เชลย จงึ ทําใหอ฾ าณาจกั รอน่ื ๆ หวัน่ กลวั ไม฽อาจเป็นปฏิปใกษแ 5.2 วรรณกรรม เปน็ วรรณกรรมลอกเลยี นแบบ มาจากสเุ มเรียน-อะมอไรทแ 5.3 ศลิ ปกรรม เพราะอสั ซเี รยี นเปน็ ชนนักรบ ดังน้ันผลงานด฾านศิลปกรรมส฽วนใหญ฽ มกั เป็นการแสดงออกมาซง่ึ ความกลา฾ หาญ 5.4 ศาสนา อสั ซเี รียนได฾รับอิทธฺพลทางศาสนามาจากสุเมเรียน อะมอไรทแ บูชาเทพเจ฾า หลายองคแ นิยมการบวงสรวง เทพเจ฾าที่สําคัญ คือ Ninurta เทพเจ฾าแห฽งสงคราม Nabu คือ เทพเจ฾าแห฽ง การเรยี นร฾ู Ishtar คอื เทพเจา฾ แหง฽ ความรัก 6. ชาวคลาเดียน (Chaldeans) เป็นเซเมติคท่ีแตกออกมากจากพวกอาระเมีย และเข฾ามา ต้ังถ่ินฐานในดินแดนตอนกลางของเมโสโปเตเมียเม่ือประมาณ 100 ปีก฽อนคริสตกาล จักรวรรดิ คลาเดียน ก฽อต้ังข้ึนโดย นาโบโปลัสซารแ ศูนยแกลางการปกครองอย฽ูที่บาบิโลเนีย มีกรุงบาบิโลน เป็น เมืองหลวง ความเจรญิ ของอารยธรรมคลาเดยี น 6.1 สถาปใตยกรรม เจรญิ สุดขีดในสมยั กษัตริยเแ นบคู ดั ซารแ ผลงานท่ีสําคัญ คือ สวนลอย แห฽งบาบิโลน (The Hanging Garden of Badylon) สร฾างบนหลังคาภายในสวนปลูกไม฾ดอก นํ้าท่ีใช฾ รดถูกลําเลียงมาจากแม฽น้ํายูเฟรตีส สวนลอยบาบิโลนจัดเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรยแของโลกโบราณ สวนลอยถกู สรา฾ งข้ึนเพือ่ มอบใหแ฾ ก฽มเหสี เจ฾าหญิงแหงจกั รวรรดิมีเดียน เพราะจักรวรรดิมีเดียนมีความ ชม฽ุ ชนื้ พระนางจงึ อยากให฾กรุงบาบิโลนเป็นเชน฽ เดยี วกนั

24 ภาพที่ 1.26 ภาพจาํ ลองสวนลอยแหง฽ บาบโิ ลน ที่มา : https://writer.dek-d.com กาํ แพงอซิ ต฾า (The Ishtar Gate) เปน็ กําแพงสวยงาม ทําจากระเบ้ีองหลากสี และ แกะสลักเป็นภาพสัตวแประหลาด เรียกว฽า “กริฟฟิน” มีใบหน฾าและลําตัวเป็นสิงโตแต฽มีปีกเป็นนก อนิ ทรียแ เช่อื กนั ว฽า กาํ แพงนี้เปน็ ช฽องทางไปสู฽เทพเจา฾ มารแดุค฿ เทพเจ฾าสูงสดุ ของกรงุ บาลโิ ลน ภาพท่ี 1.27 กําแพงอิซต฾า (The Ishtar Gate) ทมี่ า : https://my.dek-d.com 6.2 ดาราศาสตรแ และโหราศาสตรแ ดาราศาสตรแได฾รับถ฽ายทอดมาจากสุเมเรียน ผลงานท่ีปรากฏคือ การนับเวลาในรอบปีหนึ่ง (1 ปี มี 365 วัน 6 ชั่วโมง 15 นาที 41 นาที) ผลงาน โหราศาสตรแท่ีโดดเด฽น รับมาจากสุเมเรียน คือ สามารถกําหนดดวงดาวสําคัญ 7 ดวง (ดาวพุธ ดาว ศกุ รแ ดาวองั คาร ดาวพฤหัส ดาวเสารแ ดวงอาทิตยแ และดวงจันทรแ)

25 นอกจากนแี้ ล฾วยงั มชี นกล฽มุ อกี 3 กลุม฽ คือ พวกฟินเิ ซียน พวกอราเมียน และพวกเฮบนวู แ 1. ฟินิเซียน (The Phoenicians) เป็นช่ือที่ชาวกรีกเรียกพวกคะนันไนทแที่อย฽ูอาศัยบริเวณ ทะเลเมดเิ ตอรแเรเรยี น ฝใ่งทางซเี รีย ปใจจุบนั คอื บริเวณประเทศเลบานอน ฟินิเซียนอพยพมาจากทะเลทราย อาราเบีย และเมื่อราว 500 ปีก฽อนคริสตกาล เข฾ามาอยู฽ในบริเวณภูเขาเลบานอนปิดก้ันการติดต฽อกับ ตะวันออก ฟินิเซียนจึงต฾องใช฾เรือและออกทะเลแทน จนกลายเป็นพ฽อค฾าท่ีทรงอิทธิเมื่อศตวรรษที่ 11 และยงั เปน็ นักตอ฽ เรอื นักเดนิ เรอื และนักลา฽ อาณานคิ มก฽อนพวกกรีก เพื่อการค฾าแร฽เงินและทองแตง จาก สเปนและอังกฤษ ชาวฟนิ ิเซยี นจึงไปต้งั เมืองกาดสิ ทีส่ เปนฝ่งใ มหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งเมืองคารแเธจ เป็น ศูนยแกลางการคา฾ บริเวณทะเลเมดเิ ตอรแเรเนยี นและเป็นคูแ฽ ข็งสําคัญของโรม เมืองที่สําคัญของพวกฟินี เชียน คอื เมืองไทรแ ไซดอน และไบลอส เพ่ือผลิตสนิ ค฾าหตั ถกรรม 2. พวกอราเมียน อาศยั อย฽ูแถบหุบเขาเลบานอน เมื่อ 12 ปีก฽อนคริสตกาล ศูนยแกลางสําคัญ อยทู฽ ่เี มอื งดามัสกสั เปน็ เมืองทตี่ ัง้ อยูบ฽ นเส฾นทางการค฾าขายในอดีต ของพวกฟินิเชียน อียิปตแ และเมโส โปเตเมยี ทาํ ใหพ฾ วกอราเมียนได฾ช่ือว฽าเป็น “ฟินิเชียนของเอเชียตอนใน” สามารถควบคุมเส฾นทางการค฾าใน เอเชียตะวันตกทั้งหมด มีภาษาเป็นของตนเอง เป็นภาษาที่พวกเฮบรูวแ ใช฾ในแคว฾นจูเดีย ว฽ากันว฽าเป็น ภาษาท่ีพระเยซูและสาวกใช฾ในการสอนศาสนา ภาษาและวรรณกรรม 1. อักษรล่ิม (Cumeiform) คําว฽า Cunerform รากศัพทแมาจากภาษาลาตินว฽า Cuneus แปลว฽า “ลิ่ม” ชาวสุเมเรียนเป็นผู฾คิดค฾นประดิษฐแขึ้นต้ังแต฽ 3,000 ปีก฽อนคริสตกาล เป็นตัวอักษรท่ีเขียน ด฾วยก฾านอ฾อ หรือไม฾ที่ตัดปลายให฾แหลมแล฾วกดลงไปบนแผ฽นดินเหนียมที่ยังอ฽อนตัวอย฽ู จากน้ันนําไป เผาหรือตากแดดให฾แหง฾ ตัวอักษรที่ปรากฏบนแผ฽นดินเหนียวมีรปู ร฽งเป็นเหล่ียมคล฾ายล่ิม ซึ่งการเขียน วิธีนี้ทง้ั ชา฾ และลําบากเม่อื เปรยี บกบั การเขยี นโดยใชห฾ มกึ และปากกา ถงึ กระน้ันการเขยี นหนังสือแบบน้ี กแ็ พรข฽ บายไปยังดนิ แดนอ่นื ๆ อีกหลายอาณาจกั ร ภาพที่ 1.28 อักษรลิ่ม หรือคูนิฟอรแม ท่มี า : https://yuttapoomsose.wordpress.com

26 2. วรรณกรรม วิธีการเขียนของชาวสุเมเรียน ไม฽ส฽งเสริมให฾จดบันทึกงานเขียนท่ีมีขนาดยาว เพราะเปน็ การเขยี นลงบนแผ฽นดิน ทําให฾บรรจุข฾อความได฾น฾อย แต฽ไม฽ได฾หมายความอารยธรรมเมโสโป เตเมียไม฽มีวรรณกรรมเป็นของตนเอง สําหรับงานเขียนส฽วนใหญ฽ของเมโสโปเตเมียเป็นงานเขียนของ พวกพระ หรือนกั บวช เปน็ เรือ่ งราวทเี่ กยี่ วกบั ศาสนา เชน฽ คาํ โคลงสดุดีเทพเจ฾า เพลงสวด วรรณกรรม ที่เปน็ ที่รจู฾ กั กันอยา฽ งกว฾างขวาง คือ มหากาพยกแ ิลกาเมซ (Gilhamesh epic) กล฽าวถึงการผจญภัยของ กษัตรยใแ นเทพนยิ ายของนครเออรคุ ศาสนาและความเช่อื ลักษณะทางภูมิศาสตรแของเมโสโปเตเมีย มีความต฽างกันอย฽างรุนแรง บางคร้ังมี อากาศร฾อนติดต฽อกันหลายสัปดาหแ หรือมีฝนตกปริมาณมากเปล่ียนทุ฽งนาเป็นหนองนํ้า มี ทั้งพายุฝน พายุใต฾ฝุนท่ีรุนแรง ทําให฾เมโสโปเตเมียถือปรากฎการณแธรรมชาติเหล฽านี้มี อํานาจน฽ากลัว มนุษยแเป็นทาสของธรรมชาติ จึงมีความเชื่อว฽า พ้ืนดิน ท฾องฟูา แม฽น้ํา ลม ฝน และพืชพันธุแต฽างๆ มีเทพเจ฾าสิงสถิตอยู฽ โดยมีพระเป็นตัวแทนเทพเจ฾า ดังนั้นเทพเจ฾า ส฽วนใหญ฽จึงเป็นเทพเจ฾าตามธรรมชาติท่ีพวกเขาเช่ือว฽ามีอย฽ูทุกหนทุกแห฽ง เทพเจ฾าที่สําคัญ คอื 1. En-Lil คือ เทพเจ฾าผู฾สร฾าง ผ฾ูครองพิภพ และเทพเจ฾าแห฽งพายุประจําเมืองนิปเปอรแ ถือว฽าเป็นเทพสงู สุดกว฽าเทพท้ังปวง 2. Anu คือ เทพีแห฽งท฾องฟาู อากาศ และลม 3. Ea or Enki คอื เทพเจ฾าแห฽งพนื้ ดนิ และแมน฽ ้าํ เปน็ เทพเจ฾าแห฽งความดี ผ฾ูทรงปใญญา ผู฾สรา฾ งส่งิ มชี วี ิตในโลก 4. Nana or Sin คอื เทพแี ห฽งดวงจันทรแ ธิดาของเทพเจ฾าเอนลิล 5. Adad คือ เทพเจา฾ แหง฽ พายุ และกระแสลม 6. Ahamash คือ เทพเจ฾าแห฽งดวงอาทิตยแ พระเจ฾าฮัมมูราบีทรงยกย฽องว฽าเป็น มหาเทพแห฽งชวี ิตประจําวันของพระองคแตลอดรัชกาล 7. Tammuz คอื เทพเจา฾ แหง฽ พืชพนั ธุธแ ญั ญาหาร และการเพาะปลกู 8. Marduk คือ เทพเจ฾าประเมืองบาบิโลน เทพแห฽งชีวิตและแสงสว฽าง คอยปราบปราม เทพที่ช่ัวร฾าย เดิมคือเทพเจ฾าเอนลิล แต฽หลังจากกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวงพระเจ฾าฮัมมูบารี เรยี กว฽า “มารแดุค”

27 9. Gilgamesh คือ เทพเจา฾ ผ฾ูทรงพลัง 10. Ishtar คือ เทพีแห฽งความรัก ความอุดมสมบูรณแ และพระแม฽ธรณี ผ฾ูที่นับถือเทพี อิสต฾ารแจะได฾รับการประทานความเป็นอมตะ เทพีอิสตารแเป็นท่ีนับถือกันในชนเผ฽าเซมิติคอ่ืนๆ อย฽างกวา฾ งขวางจนถงึ ดนิ แดนทางตะวันออก ชาวเมโสโปเตเมีย มีความเคร฽งครัดเรื่องศาสนามาก พวกเขานับถือพระอย฽างจริงจัง เพราะถือว฽า พระเป็นตัวแทนของเทพเจ฾า ซึ่งในแต฽ละเมืองจะมีเทพเจ฾าประจําเมือง เช฽นเดียวกับอียปิ ตแโบราณ

28 บทสรุป อารยธรรมล฽ุมแมน฽ ํ้าไทกรีส-ยเู ฟรตีส หรือ เมโสโปเตเมีย เป็นอารยธรรมท่ีเก฽าแก฽ที่สุดอีกแห฽ง หน่ึงของโลกสมัยโบราณ โดยต้ังอย฽ูระหว฽างแม฽นํ้า 2 สาย คือแม฽น้ําไทกรีสและแม฽นํ้ายูเฟรตีส ซึ่งปใจจุบันนี้ อยใ฽ู นเขตแดนของประเทศอิรักเปน็ เมอื งหลวง แม฽นํ้าทั้ง 2 สาย มตี ฾นน้ําอยใ฽ู นอารแมเี นยี และเอเซยี ไมเนอรแ ไหลลงสู฽ทะเลท่ีอ฽าวเปอรแเซีย บริเวณที่ราบล฽ุมแม฽น้ําไทกรีสและยูเฟรตีสตอนล฽างเรียกว฽าบาบิโลเนีย เปน็ เขตซ่ึงอยตู฽ ดิ กับอ฽าวเปอรเแ ซีย มอี าณาเขตตดิ ตอ฽ ดงั นี้ ทศิ เหนอื ตดิ กับ ทะเลดาํ และทะสาบแคสเปยี น ทิศตะวันตกเฉียงใต฾ ตดิ กับ คาบสมุทรอาระเบีย ซ่ึงล฾อมรอบด฾วยทะเลแดง และมหาสมทุ รอนิ เดยี ทศิ ตะวันตก ติดกบั ที่ราบซเี รีย และปาเลสไตนแ ทิศตะวนั ออก ติดกับ ท่ีราบสูงอหิ ร฽าน บริเวณแม฽น้ํา ไทกริส-ยูเฟรติส เป็นดินแดนที่มีร฽องรอยความเจริญรุ฽งเรืองมาก฽อน จนกลายเป็น อู฽อารยธรรมของโลกมีความอุดมสมบูรณแ เหมาะแก฽การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตวแ จึงมีชื่ออีกอย฽างว฽า หน่ึง “ดินแดนพระจันทรแเส้ียวอันอุดมสมบูรณแ”หรือ“วงโค฾วแห฽งความอุดมสมบูรณแ”หรือท่ีเรียกว฽า ดินแดนเมโสโปเตเมียชนชาติต฽างๆ ที่อาศัยอย฽ูในแถบนี้มีหลายเผ฽าพันธแุ กล฽ุมชนต฽างๆท่ีสร฾างสรรคแ อารยธรรม ไดแ฾ ก฽ 1. ชาวสุเมเรียน ชนชาตสิ เุ มเรยี น เปน็ ชนชาตแิ รกที่สร฾างความเจริญข้ึนในบริเวณเมโสโปเตเมีย เชอ่ื กันว฽า ชาวสุเมเรยี นได฾อพยพมาจากทร่ี าบสงู อหิ รา฽ น และได฾มาต้ังถ่ินฐานอยู฽ในบริเวณตอนล฽างสุด ของลม฽ุ แม฽นํ้าไทกรสิ และยูเฟรติสบริเวณทีต่ ดิ กับอ฽าวเปอรแเซยี โดยเรียกบรเิ วณนวี้ า฽ “ซเู มอรแ” ความเจรญิ ของอารยธรรมสุเมเรียน 1.1 การประดษิ ฐตแ ัวอักษร หลกั ฐานตวั อักษรของชาวสุเมเรยี นพบในแผ฽นดนิ เผา ตัวอักษรมลี กั ษณะคล฾ายลิ่ม เรียกวา฽ อกั ษรล่ิมหรือคูนิฟอรแม คําว฽า Cuneiform มาจากภาษาละตินว฽า Cuneus แปลว฽า ล่มิ 1.2 วรรณกรรม ชาวสุเมเรียนมีวรรณกรรมทีท่ ฽องจาํ สบื ตอ฽ กันมา เชน฽ นิยาย กาพยแ กลอน ส฽วนเร่ืองส้ันมีจารึกไว฾ในแผ฽นดินเผา งานเขียนเป็นเรื่องเก่ียวกับความเชื่อศาสนา เช฽น โคลง สดุดเี ทพเจา฾ เพลงสวดเปน็ ต฾น วรรณกรรมท่ีมีชื่อเสยี ง คอื มหากาพยแกิลกาเมช 1.3สถาปใตยกรรม การกอ฽ สร฾างมกั ทําดว฾ ยอฐิ ซ่ึงทําจากดินเหนยี วทีต่ ากแห฾ง เรยี กวา฽ อฐิ ตากแหง฾ อฐิ เผาหรอื อบ เรียกว฽า baked – brick เช฽น กําแพงที่นครคิช สถาปใตยกรรมที่มีช่ือเสียง คือ ซิกกูแรต พบท่นี ครเออรแ เปน็ ซกิ กแู รต

29 1.4 ปฏทิ นิ และการชั่งตวงวัด ปฏิทนิ เป็นแบบจันทรคติ สว฽ นระบบการชัง่ ตวง วดั แบง฽ ออกเป็น ทาเลนทแ เชเคิล และมนี า (1 มนี า ประมาณ 1 ปอนดแกว฽า) เรียกว฽าใช฾ระบบฐาน 60 ซึ่ง มอี ิทธพิ ลตอ฽ การแบง฽ เวลาในปจใ จบุ นั 2.ชาวแอคคัค เป็นพวกเร฽ร฽อนเผ฽าเซมิติก ท่ีตั้งถิ่นฐานอย฽ูบริเวณซีเรีย และทะเลทราย อาหรบั เข฾ามารุกรานยึดครองพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมโสโปเตเมีย มีผ฾ูนําชาวแอคคัดคือ ซารแกอน ได฾ยกทัพยึดครองนครรัฐของชาวสุเมเรียนในซูเมอรแและรวบรวมดินแดนตั้งแต฽ฝใ่งทะเลเมดิ เตอรแเนยี นไปจนถงึ อา฽ วเปอรเแ ซยี เขา฾ เปน็ จกั รวรรดิแรกในเมโสโปเตเมยี 3. ชาวอมอไรต์ เป็นชนเผ฽าเซเมติก อพยพจากทะเลทรายอาระเบีย เข฾ามายึดครองนครรัฐ ของชาวสุเมเรียนและสถาปนาจักรวรรดิ บาบิโลเนียขึ้น มีกษัตริยแท่ีสําคัญคือพระเจ฾าฮัมมูราบี ผลงานสําคัญของพระองคแ คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีเป็นกฎหมายครอบคลุมด฾านชีวิตความ เป็นอย฽ูของคนในสังคม เศรษฐกิจการถือครองท่ีดิน การทํามาหากินและอื่นๆ กําหนดบทลงโทษ เรยี กวา฽ “การลงโทษแบบตาตอ฽ ตา ฟในตอ฽ ฟนใ ” 4. ชาวฮิตไทต์ เป็นชนเผ฽าอินโด-ยูโรเปียน ท่ีต้ังถิ่นฐานทางตอนใต฾รัสเซียอพยพมาตาม แมน฽ า้ํ ยเู ฟรทีส และเขา฾ โจมตีทางเหนอื ของซเี รยี ปล฾นสะดมกรงุ บาบโิ ลเนยี ของพวกอมอไรตแ ช฽วงเวลา ทีพ่ วกฮิตไทตแมีอาํ นาจในเมโสโปเตเมีย เปน็ เวลาเดียวกับท่ีอียิปตแเรืองอํานาจ ทําให฾ท้ัง2 อาณาจักรทํา สงครามแย฽งชิงดินแดนเมโสโปเตเมีย ภายหลังสงบศึกจึงแบ฽งพ้ืนท่ีกันยึดครอง พวกฮิตไทตแมี ความสามารถในการรบมาก เป็นชนเผ฽าแรกที่นาํ เหล็กมาใชใ฾ นการทําอาวุธ ใช฾มา฾ รถเทยี มม฾า 5. แอสสิเรียน เป็นชนชาตินักรบ มีวินัย กล฾าหาญ มีศูนยแกลางอย฽ูที่กรุงนิเนเวหแ ได฾สร฾าง อารยธรรมการสลักภาพนูนต่ํา ด฾านการรบและการล฽าสัตวแ มีการสร฾างวังขนาดใหญ฽ และสร฾างห฾องสมุด แห฽งแรกของโลก โดยพระเจา฾ แอสซูรบานปิ าลท่เี มอื งนเิ นเวหแ 6. คลาเดียน พวกบาบิโลเนียใหม฽ เป็นชนเผ฽าฮิบรู ในสมัยพระเจ฾าเนบูคัดเดรดซารแ ได฾สร฾าง พระราชวังขนาดใหญแ฽ ละสร฾างสวนพฤกษชาติ บนพระราชวัง เรียกว฽า “สวนลอยแห฽งกรุงบาบิโลน” ถือว฽า เป็นส่ิงมหัศจรรยแของโลก นอกจากนั้นพวก คาลเดีย ยังมีความรู฾เรื่องการชลประทาน ดาราศาสตรแ และ คํานวณการโคจรของดวงอาทติ ยแในรอบปีได฾อย฽างถูกต฾อง



บทที่ 2 อารยธรรมอียิปโบราณ อารยธรรมอิยิปต์โบราณ อารยธรรมท่ีย่งิ ใหญ฽ในโลกโบราณ ส฽วนใหญ฽คอื อารยธรรมทร่ี าบลุ฽มแม฽นาํ้ เพราะการสร฾าง อารยธรรมในยุคแรกๆ น้ันมักกาํ เนดิ ในบริเวณลุม฽ แมน฽ ํ้าใหญ฽ เนอ่ื งจากมนุษยแในยุคนนั้ ต฾องอาศัยนา้ํ ทั้ง ในการดาํ รงชีวิตและการเกษตร การคมนาคมขนสง฽ ก็ต฾องอาศัยแม฽นํา้ ดังนัน้ แหล฽งอารยธรรมโบราณ ของโลกจงึ อยู฽ทบ่ี ริเวณแมน฽ ้ําใหญท฽ ้งั 4 แหง฽ คือ บรเิ วณทร่ี าบลม฽ุ แมน฽ ํา้ ไทกรสี ล฽ุมแมน฽ ้ําไนลแ ลมุ฽ แม฽นา้ํ สนิ ธุ และล฽ุมแมน฽ ้าํ ฮวงโห (แม฽นาํ้ เหลือง) อียปิ ต์ เป็นหนึ่งในอารยธรรมท่ีเก฽าแก฽ที่สุดในโลก อารยธรรมอียิปตแโบราณเริ่มขึ้น ประมาณ 3150 ปีก฽อนคริตศักราช โดยการรวมอํานาจทางการเมืองของอียิปตแตอนเหนือและตอนใต฾ ภายใต฾ฟาโรหแองคแแรกแห฽งอียิปตแ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว฽า 3,000 ปี ประวัติ ของ อียปิ ตแโบราณปรากฏขึ้นในชว฽ งระยะเวลาหน่ึง หรือท่รี จ฾ู ักกนั วา฽ \"ราชอาณาจกั ร\" มีการแบ฽งยุคสมัยของ อียิปตแโบราณเปน็ ราชอาณาจกั ร สว฽ นมากแบง฽ ตามราชวงศแทีข่ น้ึ มาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท฾าย หรือที่รู฾จักกันในช่ือว฽า \"ราชอาณาจักรใหม฽\" อารยธรรม อียิปตแอย฽ูในช฽วงท่ีมีการพัฒนาที่น฾อยมาก และส฽วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันท่ีอียิปตแพ฽ายแพ฾ต฽อ การทําสงครามจากอํานาจของชาติอื่น จนกระท่ังเมื่อ 31 ปีก฽อนคริตศักราชก็เป็นการส้ินสุดอารย ธรรมอยี ิปตแโบราณลง เมอื่ จกั รวรรดิโรมนั สามารถเอาชนะอียิปตแ และจัดอยี ิปตเแ ป็นเพียงจังหวัดหนึ่งใน จกั รวรรดโิ รมนั อาณาจักรอิยิปตแโบราณชาวอิยิปตแมีพัฒนาการทางวิชาการท่ีก฾าวหน฾ามีการ สร฾างสรร สิ่งก฽อสร฾างและศิลป โดยสถาปนิก จนเป็นที่เล่ืองลืองานศิลปท่ีสําคัญได฾แก฽ การแกะสลักและงาน สถาปใตยกรรมต฽าง ๆ ชาว อิยิปตแได฾พัฒนาศาสตรแในสาขาต฽างๆ ท้ังเร่ือง ดาราศาสตรแ คณิตศาสตรแ การแพทยแ และงานสร฾างสรรรูปวาดทั้งท่ีวาดบนฝาผนัง หรือ แผ฽นพาไพรัส (papyrus) ผลงานท่ีจารึก บนแผ฽นพาไพรัสมชี ่อื เสียงเลอ่ื งลอื และเปน็ ที่บนั ทกึ ประวตั ศิ าสตรแได฾ดี

32 ภาพท่ี 2.1 อารยธรรมอียิปตแโบราณ ทม่ี า : https://th.wikipedia.org ภาพที่ 2.2 โบราณสถานของอยี ิปตโแ บราณ ทมี่ า : https://sites.google.com อารยธรรมอียิปตแเร่ิมขึ้นเมื่อประมาณ 3500 ปีก฽อนคริสตแศักราชหรือ 5500 ปีมาแล฾ว ใน บริเวณล฽ุมแม฽น้ําไนลแทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นอารยธรรมที่มีความเจริญร฽ุงเรืองในด฾าน ตา฽ งๆ และมพี ัฒนาการสืบเน่ืองต฽อมาหลายพันปี อารยธรรมในบริเวณน้ีเป็นอารยธรรมเกษตรกรรม เน่ืองจากตอ฾ งอาศัยการดาํ รงชวี ติ อย฽ูใกลบ฾ รเิ วณราบล฽ุมแมน฽ าํ้ ทั้งสนิ 1. ปจั จยั ทางภูมศิ าสตร์ เฮโรโดตสั กล฽าวถงึ อยี ิปตแวา฽ เปน็ “a gift or the Nile” แมน฽ ํา้ ไนลแ คือหัวใจสําคัญท่ีหล฽อเล้ียง อียิปตแ เพราะอียิปตแเป็นประเทศท่ีมีอากาศร฾อน และแห฾งแล฾ง เพราะล฾อมรอบด฾วยทะเลทราย มีฝน ตกประปรายในฤดูหนาว และตกเฉพาะบริเวณเดลต฾าเท฽าน้ัน อียิปตแจึงต฾องอาศัยความช฽ุมช้ืนจาก แม฽น้ําไนลแ ประมาณเดือนกรกฎาคมของทุกแ น้ําจากแม฽นํ้าไนลแจะไหลล฾นฝ่ใงท้ังสองฟาก และจะเร่ิม ลดลงในเดอื นตุลาคม ซ่งึ เมอ่ื นํ้าลดลงก็จะทิ้งโคลนตมไวบ฾ รเิ วณ 2 ฟากฝใ่งแม฽น้ํา และโคลนตมเหล฽าน้ี จะเป็นป฻ุยชั้นดีที่ช฽วยให฾พืชเจริญงอกงาม ดังน้ัน ถ฾าขาดแม฽น้ําไนลแไปเสียอียิปตแจะกลายเป็น

33 ทะเลทรายที่ร฾อนระอุ ด฾วยเหตุแม฽น้ําไนลแให฾ความอุดมสมบูรณแ อารยธรรมของอียิปตแจึงเป็นอารย ธรรมทเี่ กิดจากการเกษตรกรรมเปน็ ส฽วนมาก นอกจากน้ี อิทธพิ ลของน้าํ ขน้ึ นาํ้ ลงนั้น เช่ือว฽าเป็นเพราะอิทธิพลของฟาโรหแ พระองคแเท฽านั้น ทรี่ ูจ฾ กั และเขา฾ ใจถงึ ความสอดคล฾องตอ฾ งกันของจกั รวาล ดังน้ันการปกครองของอียิปตแในระยะแรกจึง มีรปู แบบกษตั รยิ เแ ทวาธปิ ไตย ซ่ึงในระหวา฽ งทฟ่ี าโรหแยังทรงพระชนมจแ ะดาํ รงตําแหน฽งโฮรัส พระบุตร ของโอสิริส แต฽เม่ือส้ินพระชนมแก็จะกลับไปเป็นเทพโอสิริส กล฽าวคือเป็นเทพโอสิริสอีกพระองคแหนึ่ง ดังนั้นฟาโรหแของอียิปตแทุกพระองคแ เม่ือได฾มีการทําพิธีฝใงพระศพแล฾วก็จะถูกเรียกว฽า “เทพโอสิริส” ทุกพระองคแ ภาพที่ 2.3 เทพเจ฾าโอสริ ิส ทม่ี า : http://sarawut02beach.blogspot.com 2. ประวัติศาสตรก์ ารเมืองของอยี ปิ ต์ จอหแน เอ วิลสัน นักปราชญแผู฾ศึกษาเรื่องราวของอียิปตแ ได฾บันทึกไว฾ว฽า “การเปลี่ยนแปลง และวิวฒั นาการตา฽ งๆ นน้ั นาํ้ จะเกดิ ขึน้ ภายในดนิ แดนลม฽ุ แม฽นา้ํ ไนลเแ อง กล฽าวคอื ฝูงสตั วแจากบริเวณที่ สูง รวมทั้งคน ด฾วยคงจะล฽องมาตามบริเวณริมฝ่ใงแม฾นํ้าหาแหล฽งที่มีพืชผลอุดมสมบูรณแ ตามกันลงมา จนทงั้ 2 ฝุายรู฾จักกนั ดีขนึ้ คนร฾ูวา฽ สัตวแบางชนิดควรเลี้ยงไว฾ใกล฾ เพ่ือเก็บไว฾เป็นอาหารในวันหน฾า พืช บางชนิดอาจขยายพันธแุให฾ได฾จํานวนมากข้ึนเพ่ือเลี้ยงท้ังมนุษยแและสัตวแท่ีคนเลี้ยงไว฾ด฾วย” อียิปตแ โบราณ หรือบริเวณล฽ุมแม฽นํ้าไนลแ เป็นแหล฽งกําเนิดอารยธรรมที่เก฽าแก฽กว฽า 6,000 ปี ประชาชนใน บรเิ วณน้ี

34 ทตี่ ้งั ทางภมู ิศาสตร์ อยี ิปตแ ต้ังอย฽ูทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา และในคาบสมุทรไซนาย บริเวณ ที่มผี ฾คู นอาศยั อยูไ฽ ดแ฾ ก฽ ดินแดนทอ่ี ยู฽บนสองฟากฝ่ใงของลุ฽มแมน฽ าํ้ ไนลแ ทศิ เหนือ : ตดิ ทะเลเมดเิ ตอรแเรเนียนและประเทศอิสราเอล ทิศตะวันออกเฉยี งเหนือ : ตดิ กบั ติดทะเลแดงและประเทศอิสราเอล ทศิ ตะวันออก : ติดกับทะเลแดง ทศิ ใต฾ : ติดกับนูเบยี หรือประเทศซดู าน ในปใจจุบนั ทิศตะวนั ตก : ตดิ กับทะเลทรายซาฮารา ประเทศลิเบยี ภาพที่ 2.4 แผนทอ่ี ารยธรรอียิปตแ ทม่ี า : https://sites.google.com อาณาจักรอียิปตแ ประกอบด฾วย บริเวณ 2 แห฽ง คือ อียิปตแบน (Upper Egypt) ได฾แก฽ บริเวณท่ีแม฽นํ้าไนลแผ฽านหุบเขา มีความยาวประมาณ 500 ไมลแ ทั้ง 2 ฝใ่งของแม฽น้ําไนลแ เป็นหน฾าผา

35 ลาด กว฾างไปจนสุดสายตา เต็มไปด฾วยเนินเขาที่แห฾งแล฾ง มีเนินทรายสีแดง และสีเหลือง และ อียิปตแล฽าง (Lower Egypt) ได฾แก฽ บริเวณท่ีแม฽นํ้าไนลแแตกสาขาออกเป็นรูปพัดไหลลงสู฽ทะเลเมดิ เตอรแเรเนียน บริเวณนี้พวกกรีกโบราณ เรียนกว฽า “เดลต฾า” ซ่ึงเป็นบริเวณปลายสุดของแม฽น้ํา มี ความยาวประมาณ 200 ไมลแ และกว฾างประมาณ 6 – 22 ไมลแ แล฾วอารยธรรมโบราณของอียิปตแได฾ เจริญรง฽ุ เรอื งในบรเิ วณแถบเดลตา฾ นัน้ เอง ภาพท่ี 2.5 แหลง฽ อารยธรรมอียิปตแ ทมี่ า : https://sites.google.com อาณาจักรอียิปตแ เป็นดินแดนกันดารฝน แต฽ได฾รับนํ้าจากล฽ุมแม฽นํ้าไนลแ ซ่ึงได฾รับน้ําอันเกิด จากหมิ ะละลาย และฝนในฤดูร฾อนจากภูเขาในอบิสิเนีย ท่ีไหลบ฽าลงมาตามแม฽น้ํา ต้ังแต฽กลางเดือน สิงหาคม – ตุลาคม ทาํ ให฾ 2 ฝใ่งแม฽นํ้าไนลแจมอย฽ูใต฾น้ําเป็นบริเวณกว฾าง พอนํ้าลดโคลนตมที่น้ําพัดพา มาจะตกตะกอนเป็นดนิ ที่มคี วามอุดมสมบูรณแเหมาะแก฽การเพาะปลูก

36 ภาพท่ี 2.6 สภาพความแห฾งแลง฾ ของอยี ปิ ตแ ทมี่ า : http://beelinetour.com สําหรับความอุดมสมบูรณแของล฽ุมแม฽นํ้าไนลแนั้น ได฾มาจากตะกอนโคลนตม ที่อุดมไปด฾วยป฻ุย ท่ีได฾จากนํ้าท่ีท฽วมเป็นประจํานํามาทิ้งไว฾ เช฽นเดียวกับบริเวณฝใ่งแม฽นํ้าไทกรีสและยูเฟรตีส ของ อาณาจักรเมโสโปเตเมีย พัฒนาการของอารยธรรมค฽อนข฾างจะเป็นไปตามแบบแผนเดียวกัน คือ การร฽วมแรงกันสร฾างระบบชลประทานเพ่ือปูองกันน้ําท฽วม สร฾างทํานบก้ันนํ้า ขุดคูน้ําส฽งน้ําไปยัง ดินแดนที่ห฽างไกลออกไป แต฽ว฽าพัฒนาทางการเมืองของอียิปตแนั้นแตกต฽างจากเมโสโปเตเมีย เน่ืองจากไม฽ได฾อียิปตแแบ฽งแยกเป็นนครรัฐอิสระ แต฽ร฽วมกันเป็นอาณาจักรที่อยู฽ภายใต฾อํานาจทาง การเมืองของคนเดียว คอื กษัตรยิ แ เรยี กวา฽ “ฟาโรหแ” (Pharaoh) ภาพที่ 2.7 กษตั ริยขแ องอยี ปิ ตแ เรียกว฽า ฟาโรหแ ที่มา : https://chawalit069.wordpress.com

37 สภาพแวดล฾อมทางภูมิศาสตรแที่เป็นปใจจัยเก้ือหนุนให฾ฟาโรหแสามารถรวบรวมอาณาจักร และ ปกครองดินแดนทั้งหมด ได฾แก฽ 1. ทะเลทราย เปน็ ตวั ช฽วยปูองกันการแทรกซึมของพวกลิเลีย ที่มาจากทะเลทรายทางทิศ ตะวันตก หรือพวกเอเชีย จากทางทิศตะวันออก และพวกนูเบีย จากทางทิศใต฾ การปูองกัน อาณาจกั รจึงไมใ฽ ชป฽ ใญหาทนี่ ฽าเป็นหอ฽ งสาํ หรับฟาโรหแ ผู฾ปกครองอียปิ ตแ 2. ลุ฽มแม฽น้ําไนลแ ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง และระบบประสาทในการรวบรวม ดนิ แดนใหเ฾ ป็นอันหน่งึ อันเดยี วกนั แมน฽ ้ําไนลแ เป็นแม฽นํ้าที่สามารถร฽องเรือแพได฾สะดวก โดยอาศัย การควบคุมการเดินเรือในแม฽นํ้าไนลแ ผ฾ูปกครองสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชน และ การขนถ฽ายสินค฾าได฾โดยสะดวก และอาศัยแม฽นํ้าไนลแเป็นเส฾นทางคมนาคมอีกด฾วย สําหรับการ เดนิ เรือน้ัน เพอ่ื ไปเกบ็ ภาษีอากรจากประชาชน และเป็นเส฾นทางการเดนิ ทพั ด฾วย นอกจากนี้ การที่เขตอุดมสมบูรณแจํากัดอย฽ูแต฽ในบริเวณลุ฽มแม฽นํ้าไนลแเป็นแนวยาวตามสอง ฟากฝ่ใงแม฽น้ํา ทําให฾ประชาชนส฽วนใหญ฽อาศัยอยู฽เฉพาะในบริเวณนี้ ทําให฾เอ้ือต฽อการปกครอง ประชาชนใหเ฾ ปน็ ไปโดยง฽าย อารยธรรมอียิปตกแ ับลม฽ุ แมน฽ า้ํ ไนลแ มีนักประวัติศาสตรแ กลา฽ วไวว฾ ฽า “เรือ่ งราวของอียิปตแ ก็คือ เร่ืองราวของแม฽น้ําไนลแ” ท้ังนี้เพราะดินแดนในแถบอียิปตแนั้น แม฽น้ําไนลแจะนําเอาป฻ุย ซากตะกอน ต฽างๆ มาทบั ถมไวท฾ งั้ 2 ฟากฝ่ใงของแม฽นํ้าไนลแ จึงทําให฾ดินในบริเวณดังกล฽าวมีความอุดมสมบูรแ มีพืช พันธแุธัญญาหารงอกงาม และตามลุ฽มแม฽นํ้ายังเป็นเส฾นทางคมนาคมของอาณาจักร และสามารถออก ทะเลได฾ อกี ด฾วย ลักษณะอารยธรรมอียิปต์โบราณ 1. ยคุ สมยั ของอารยธรรมอียปิ ต์ อารยธรรมอยี ิปตโแ บราณนน้ั แบง฽ ออกเปน็ 3 ช฽วง คือ 1. สมยั ก฽อนราชวงศแ 2. สมัยราชวงศแ 3. สมยั ภายใตก฾ ารปกครองของผ฾รู กุ ราน 1.1 สมัยกอ่ นราชวงศ์ (The Predynastic Period) สมัยกอ฽ นราชวงศแ อยใ฽ู นชว฽ งเวลาประมาณ 4,500 – 3,110 ปีกอ฽ นครสิ ตกาล ในสมัยน้ียังไม฽มี อียิปตแโบราณ แต฽ชาวอียิปตแโบราณได฾เข฾าต้ังรกรากบริเวณลุ฽มแม฽นํ้าไนลแ มีการรวมตัวเป็นกลุ฽ม มี หัวหน฾าเป็นผ฾ูน฾านการปกครองและสังคม ขณะเดียวกันก็มักจะมีการแย฽งชิงดินแดนซึ่งกันและกัน ตลอดเวลา จนในท่สี ดุ ดนิ แดนทง้ั 2 ฝง่ใ ของลม฽ุ แม฽น้ําไนลแก็ถูกแบง฽ ออกเป็น 2 ส฽วน คือ

38 1.1.1 อียิปตบแ น หรืออยี ิปตตแ อนใต฾ ได฾แก฽ ดินแดนอยี ิปตแตอนใน ซึ่งบริเวณดังกล฽าว เป็นปาุ ทึบ และมเี กาะแก฽งนาํ้ ตก พ้ืนทไ่ี ม฽เหมาะสมแกก฽ ารเพาะปลูก ผูค฾ นอาศัยอย฽เู บาบาง 1.1.2 อียิปตแล฽าง หรืออียิปตแทางตอนเหนือ ได฾แก฽ ดินแดนอียิปตแตอนนอก โดยเฉพาะบริเวณดินแดนตอนสามเหล่ียมปากแม฽น้ําไนลแ เป็นพ้ืนท่ีเหมาะแก฽การเพาะปลูก มีผู฾คน อาศัยอยู฽หนาแน฽น ความเจริญทางอารยธรรมของมนุษยแยุคหิน จึงเกิดขึ้น ไม฽ว฽าจะเป็นการเพาะปลูก การเล้ยี งสัตวแ และการชลประทาน 2.2 สมยั ราชวงศ์ (The Dynastic Period) สมัยราชวงศแ อยู฽ในช฽วงเวลาประมาณ 3,100 – 940 ปีกอ฽ นคริสตกาล ในสมัยน้ีอียิปตแโบราณ ไดก฾ ฽อตั้งขน้ึ และผูน฾ าํ ชาวอยี ิปตโแ บราณ เปน็ ผูป฾ กครองดินแดนอยี ปิ ตแ ซ่ึงสมยั ราชวงศแแ บง฽ ไดด฾ งั น้ี 2.2.1 สมัยต฾นราชวงศแ (The Protodynastic Period) ราวปี 3,110 – 2,665 ก฽อน คริสตกาล อยู฽ในช฽วงราชวงศืที่ 1 -2 โดยเริ่มจากการแบ฽งแยกดินแดน อียิปตแโบราณส้ินสุดลง ด฾วย ความสามารถของผู฾นําอียิปตแบน คือ “เมเนส” ได฾รวบรวมดิแดนท้ังสองเข฾าไว฾ด฾วยกัน ในปี 3110 และ สถาปนาตนขึ้นเป็นปฐมกษัตริยแแห฽งราชวงศแท่ี 1 กําหนดให฾ เมืองเมมฟิส ในอียิปตแตอนล฽างเป็นเมือง หลวง ถึงแม฾จะรวมดินแดนเข฾าเป็นผืนเดียวกันได฾ แต฽ชาวอียิปตแโบราณยังนิยมเรียกชาติตนเองว฽า “Land of Two Lands” 2.2.2 สมัยอาณาจักรเก฽า (The Old Kingdom) ราวปี 2,225–2180 ก฽อนคริสตกาล อยใ฽ู นช฽วงราชวงศแท่ี 3–6 สมัยนี้ถูกเรียกว฽า “สมัยปิรามิด” เพราะมีการสร฾างปิรามิดขึ้นเป็นครั้งแรก และ มีปิรามิดมากกว฽า 20 แห฽ง ซ่ึงปิรามิดแห฽งแรกถูกสร฾างขึ้นในสมัยของ กษัตริยแโจเซอรแ ราชวงศแที่ 3 ท่ี เมืองสควารา นอกจากน้ียังมีวิทยาการใหม฽ ศิลปกรรม และสถาปใตยกรรม เจริญร฽ุงเรืองมากใน ราชวงศแท่ี 4 อีกทั้งกษัตริยแองคแใดมีอํานาจในการปกครองก็จะเป็นผลให฾เกิดปิรามิดใหญ฽ที่สุด ซึ่งก็ คอื ปริ ามดิ ของกษตั ริยคแ ฟู ุ (Khufu) ท่เี มืองกีซา ภาพท่ี 2.8 ปิรามดิ คูฟุ ท่ีมา : https://th.wikipedia.org

39 ในช฽วงราชวงศแที่ 6 อาณาจักรก็สิ้นสุดลง เพราะกษัตริยแไร฾ความสามารถในการปกครองและ การรบ อกี ท้งั ความทะเยอทะยานชิงอํานาจของขุนนาง โดยเฉพาะพวกขุนนาง ที่เรียกว฽า “โนมารแซ” ทําให฾อยี ิปตโแ บราณตอ฾ งว฽ุนวายเกิดสงครามกลางเมืองข้ึนอยู฽เนื่องๆ และต฾องตกอยู฽ภายใต฾การปกครอง ของพวกขุนนาง อย฽ูราวปี 2180–2052 เป็นช฽วงระหว฽างปลายอาณาจักรกลาง ในช฽วงน้ีขุนนางมี อํานาจและตั้งราชวงศแท่ี 7–11 ปกครองอียิปตแ และมีเมืองธีปสแ ในอียิปตแบน เป็นศูนยแกลางการ ปกครองของราชวงศแท่ี 7 และ 8 ในเวลาต฽อมาขุนนางทีเมืองเฮราเคบโอโปลิส ในอียิปตแลางได฾ตั้ง ราชวงศแที่ 9–10 ขนึ้ ทําใหเ฾ กิดสงครามกลางเมอื งเพื่อแย฽งชิงอํานาจและดนิ แดนกัน 2.2.3 สมัยอาณาจักรกลาง (The Middle Kingdom) ราวปี 2,052 – 1,786 ก฽อน คริสตกาล อย฽ูในช฽วงราชวงศแท่ี 11 ตอนปลาย และราชวงศแท่ี 12 มีกษัตริยแเมนตูโฮเต็ปท่ี 2 องคแ สดุ ท฾ายของราชวงศแท่ี 11 เมอื งธปี สแ เป็นผูป฾ ราบปรามขุนนางและรวบรวมดินแดนอียิปตแโบราณเข฾าไว฾ ดว฾ ยกนั ทรงฟ้ืนฟกู ารคา฾ สภาพแวดลอ฾ ม และในชว฽ งราชวงศแท่ี 12 กษัตริยแอเมเนมฮสั ที่ 1 ทรงปรีชา ในการรบและทรงฟนื้ ฟูการค฾ากบั ฟนิ เิ ซีย 2.2.4 สมัยอาณาจักรใหม฽ หรือ สมัยจักรวรรดิ (The New Kingdom of the Empire) อยู฽ ราวๆ ปี 1,554 – 1,090 ก฽อนคริสตกาล ช฽วงราชวงศแท่ี 18 -20 มีเมืองธีปสแ เป็นเมืองหลวง จักรวรรดิอียิปตแถือกําเนิดข้ึนจากการท่ีกษัตริยแเช่ียวชาญการรบ การปกครอง เพราะอียิปตแต฾องทํา สงครามเป็นเวลายาวนานกับพวกฮิตไตทแ ทําให฾อํานาจขุนนางลดลงและหมดไป ในสมัยน้ีอียิปตแมี นโยบายรุกรานชนกลุ฽มใกล฾เคียงม฽ุงขยายอํานาจและการปูองกันการรุกรานของศัตรูภายนอก ทําให฾ ดินแดนอียิปตแขยายกว฾างใหญ฽อย฽างที่ไม฽เคยเป็นมาก฽อน ด฾วยความสามารถของกษัตริยแหลายพระองคแ อย฽างเชน฽ 2.2.4.1 อาเมส เป็นผ฾ูขับไล฽ฮิคโซสออกจากอียิปตแ กําจัดอํานาจขุนนาง และเป็น ปฐมกษตั รยิ แแ ห฽งราชวงศแที่ 18 ก฽อต้งั อาณาจกั รใหม฽ขนึ้ 2.2.4.2 อเมนโฮเตปท่ี 1 และทัสโมสท่ี 1 ท้ัง 2 พระองคแทรงเก฽งเรื่องการรบการ ขยายจักรวรรดิให฾กว฾างใหญไ฽ พศาล 2.2.4.3 พระนางฮัทเซฟซุท นางเป็นมเหสีของทัสโมสที่ 2 เป็นกษัตริยแหญิง พระองคแแรกของอียิปตแ และทรงเป็นนักปกครองหญิงท่ีสามารถคนแรกของโลก หลังจากพระสวามี สน้ิ พระชนมแ ทรงปกครองอยี ปิ ตแนานถงึ 40 ปี ทรงฟ้ืนฟกู ารค฾า ศลิ ปกรรม และสถาปตใ ยกรรมต฽างๆ 2.2.4.4 ทัสโมสที่ 3 ขึ้นครองราชยแ หลังการสิ้นพระชนมแของพระนางฮัทเซฟซุท ทรงเก฽งการรบ ทําสงคราม 17 คร้ังเพื่อปราบศัตรูในดินแดนทางตะวันออก ทรงได฾รับการยกย฽อง ว฽าเป็นนโปเลียนแก฽งอียปิ ตแ ทั้งยงั ให฾การศกึ ษา เลยี้ งดเู ดก็ ๆ เป็นอยา฽ งดี เพราะทรงหวังว฽าเมื่อเด็กโตข้ึน จะเป็นกาํ ลังสาํ คญั จงรกั ภกั ดตี ฽ออยี ปิ ตแ

40 2.2.4.5 อเมนโฮเต็ปที่ 4 ทรงเป็นกษัตริยแนักปฏิรูปศาสนาของอียิปตแโบราณ เพราะ ทรงกําหนดให฾ชาวอียิปตแโบราณเคารพบูชาสุริยะเทพ หรือ อะดัน ถือได฾ว฽าเป็นการริเริ่มความเช่ือใน พระเจา฾ องคแเดยี ว ภาพที่ 2.9 สรุ ิยะเทพ หรอื Aton ท่มี า : https://sites.google.com 2.2.4.6 ตูตันคามอน ปกครองอียิปตแต฽อจากอเมนโฮเต็ปที่ 4 ทรงประกาศยกเลิก ศาสนาของอเมนโฮเต็ปท่ี 4 และได฾กําหนดให฾ชาวอียิปตแโบราณหันมานับถือในเทพเจ฾าอะมอเร และ เทพเจ฾าองคแอ่นื ๆ ดงั เดิม นอกจากนย้ี งั ย฾ายเมอื งหลวงกับ ธปี สแ 2.2.4.7 รามซีสที่ 2 ทรงเป็นกษัตริยแองคแสุดท฾าย ทรงเก฽งการรบ ยึดดินแดนที่เคย เป็นของอียิปตแคืนมาได฾ท้ังหมด และทรงยุติสงครามกับพวกฮิทไตทแ ในการรบที่ คาเดซ โดยที่อียิปตแ ได฾ปาเลสไตนแ ฮิทไตทแได฾ซีเรีย ปลดปล฽อยฮิบรูจากการเป็นทาส นอกจากนี้ยังทรงเป็นนักรักอีกด฾วย ทรงมพี ระโอรสถึง 100 คน มีพระธิดา 50 คน 2.3 สมัยภายใตก้ ารปกครองของผรู้ กุ ราน (The Period of Invasion) สมัยภายใต฾การปกครองของผ฾ูรุกราน อยู฽ราวๆปี940 ก฽อนคริสตกาล ในสมัยน้ัมีชน เผ฽าภายนอกหมนุ เวียนกันปกครองอียปิ ตแโบราณ เปน็ ระยะๆ คือ พวกลิบยาน พวกเอธิโอเปียน พวกอัส ซเี รียน พวกเปอรแเซีย พวกกรีก 2.3.1 ลิบยานหรือลิเบีย ปกครองระหว฽าง 940-710 ก฽อนคริสตกาล ต้ังราชวงศแท่ี 22-24


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook