บนั ทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ ๓๓ จงั หวดั ลพบุรี ท่ี .............................. ลงวนั ท่ี ๒ เดอื น มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เร่ือง ขออนุมตั ใิ ชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้รายวทิ ยาศาสตรร์ ะดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ เรยี น ผอู้ านวยการโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ ๓๓ จงั หวดั ลพบรุ ี ขา้ พเจา้ นางณัฏฐพ์ ชิ ญา บญุ พง่ึ ตาแหน่ง พนกั งานราชการครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ไดร้ บั มอบหมายใหป้ ฏบิ ตั กิ ารสอนในระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ รายวชิ า วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว ๑๑๑๐๑ จานวน ๑.๕ หน่วยกติ ในภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๖ ขา้ พเจา้ ไดว้ เิ คราะห์ สาระ และมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ดั คาอธบิ ายรายวชิ า โครงสรา้ งรายวชิ า เพอ่ื จดั ทาแผนการจดั การเรยี นรู้ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ ๓๓ จงั หวดั ลพบรุ ี ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐) โดยจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นสาคญั ดงั นนั้ จงึ ขออนุมตั ใิ ชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ า วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว ๑๑๑๐๑ ดงั กล่าว เพอ่ื ใชใ้ นการจดั กจิ กรรม การเรยี น การสอนใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด และเพอ่ื พฒั นาคุณภาพผเู้ รยี นใหบ้ รรลุเป้าหมายของหลกั สตู รฯ ตอ่ ไป จงึ เรยี นมาเพอ่ื ทราบและพจิ ารณา ลงชอ่ื ……………………………………………….. (นางณฏั ฐพ์ ชิ ญา บญุ พง่ึ ) พนกั งานราชการ ความเหน็ ความเหน็ (กล่มุ บรหิ ารวชิ าการ ............................................................ ....................................................... ............................................................ ....................................................... (นายศุภกติ ติ์ ช่นื ใจด)ี (นางสาวทวที รพั ย์ จนั ทรทพิ ย)์ หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ รองผอู้ านวยการโรงเรยี น ความคิดเหน็ ของผอู้ านวยการโรงเรยี น อนุมตั ใิ หใ้ ชแ้ ผนการจดั การเรยี นรไู้ ด้ ไม่อนุมตั ิ เพราะ .......................................................................... (นายประเวศ ทงั่ จนั ทรแ์ ดง) ผอู้ านวยการโรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ ๓๓ จงั หวดั ลพบุรี
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 เร่ือง เราเรียนรู้วิทยาศาสตรอ์ ย่างไร รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร รวม 6 คาบ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระท่ี - ชอ่ื สาระ - มาตรฐาน - 1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรยี นรู้ - ตวั ชี้วดั - 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด สาระสําคญั องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับแต่อดีตยุคโบราณ จนกระท่ังปัจจุบัน วิทยาศาสตร์เป็นความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐานและความเป็นเหตุเป็นผลทาง วิทยาศาสตร์ความเช่ือ หรือเรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมาโดยไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการและเหตุผลทาง วิทยาศาสตร์ไม่จัดเป็นวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่อํานวยความสะดวกและ ตอบสนองความตอ้ งการในดา้ นต่างๆของมนุษย์วทิ ยาศาสตร์เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการดํารงชีวิตของทุก คนจึงจําเป็นตอ้ งเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์แมม้ ไิ ด้ประกอบอาชพี เปน็ นกั วทิ ยาศาสตรก์ ต็ าม เพ่ือให้สามารถดํารงชีวิตได้ อยา่ งมีคุณภาพและมีส่วนร่วมในสังคมปัจจบุ นั ไดอ้ ย่างภาคภมู ิ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการท่ีกระทําเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็น กระบวนการท่ปี ระกอบด้วยการสงั เกตและระบปุ ัญหาการตง้ั สมมุตฐิ าน การวางแผน การสํารวจ หรือการทดลอง รวมทั้งการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างคําอธิบาย การสรุปผลและการส่ือสาร โดยข้ันตอนต่าง ๆ ดังกล่าวสามารถเพิ่มเติม ลดทอนสลับลําดับ ตามความเหมาะสม ในการทํางานเพื่อให้ได้มาซ่ึงองค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์เพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีถูกต้อง แม่นยําและครอบคลุมต้องอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซ่ึง ปัจจบุ นั ประกอบด้วย 14 ทักษะ ไดแ้ ก่ การสังเกตการวดั การจําแนกประเภท การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซ กบั สเปซและสเปซกบั เวลาการใช้จํานวน การจัดกระทํา และสื่อความหมายข้อมูลการลงความเห็นจากข้อมูลการ พยากรณ์การตั้งสมมุติฐาน การกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการการกําหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การ ตคี วามหมายของขอ้ มูลและลงขอ้ สรุป และการสร้างแบบจําลอง
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธิบายกระบวนการทาํ งานของนกั วทิ ยาศาสตร์ได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถเขียนแผนผงั ความคิด “เราเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรอ์ ย่างไร”ได้ นักเรียนสามารถปฏบิ ัติกิจกรรมท่ี 1.1 นักวิทยาศาสตร์ทาํ งานอยา่ งไรได้ 2) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของวทิ ยาศาสตร์ในการใชช้ ีวติ ประจาํ วนั 4. คุณลักษณะผู้เรยี น ซือ่ สัตย์สุจรติ ม่งุ มัน่ ในการทํางาน 4.1 คุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวินยั รกั ความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถวิเคราะห์และอธิบายกระบวนการทํางานของนักวิทยาศาสตร์ ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ - ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละแห่งในศตวรรษที่ 21 ทีค่ วรได้จากบทเรยี น ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 1 การสงั เกต 2 การวัด 3 การจาํ แนกประเภท 4 การหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสเปซกับสเปซและสเปซกับเวลา 5 การใชจ้ ํานวน 6 การจัดกระทาํ และส่อื ความหมายขอ้ มูล 7 การลงความเห็นจากขอ้ มูล 8 การพยากรณ์ 9 การตั้งสมมตฐิ าน 10 การกําหนดนิยามเชงิ ปฏิบตั กิ าร 11 การกําหนดและควบคมุ ตวั แปร 12 การทดลอง 13 การตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ 14 การสร้างแบบจาํ ลอง
ทักษะแหง่ ในศตวรรษที่21 15 การคดิ อย่างสรา้ งสรรค์ 16 การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ 17 การแก้ปัญหา 18 การสือ่ สาร 19 การร่วมมอื ร่วมใจ 20 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ - กระบวนการทาํ งานของนกั วิทยาศาสตร์ 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูนาํ เข้าสู่บทเรียนหน่วยท่ี 1 เรียนรวู้ ิทยาศาสตร์อยา่ งไรโดยให้นักเรียนศึกษาภาพตัวอย่าง แลว้ ให้นกั เรียนลองวิเคราะห์ภาพดงั กลา่ วว่าเหตุการณ์ทเี่ กิดขน้ึ นน้ั ในอดีตมนุษย์เหล่านี้มีการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อย่างไร โดยให้นักเรยี นนน้ั เขียนลงในสมุดของนักเรยี นเอง โดยใหน้ ักเรียนศกึ ษาร่วมกบั ยกตัวอยา่ งความก้าวหน้า ทางวทิ ยาศาสตรท์ ี่นักเรียนร้จู กั ภาพท่ี 1 มนุษยย์ ุคหินเร่ิมใช้ไฟใหค้ วามรอ้ น ท่ีมา : https://www.silpa-mag.com/history/article_269. 2) ครใู หน้ กั เรยี นแลกเปล่ียนเรยี นรูก้ ันในกลุม่ ตัวเอง ข้ันท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) จากกลุ่มท่ีได้แบ่งไว้แล้วในคาบปฐมนิเทศ ครูให้นักเรียนทํากิจกรรม “เราเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์อยา่ งไร” โดยครูจะแจกกระดาษและสใี หน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ โดยใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ช่วยกันระดมความคิด ว่า เราน้นั สามารถเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ได้อย่างไร และวิทยาศาสตร์มีผลอย่างไรต่อมนุษย์ รวมถึงให้สืบค้นทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ ท้ังน้ีครูให้นกั เรยี นศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเองโดยใช้สื่อออนไลน์ที่นักเรียนส่วนใหญ่ภายในกลุ่มมี อยู่แล้ว นาํ มาใช้เปน็ แหล่งศกึ ษาเรยี นรู้
2) เม่ือแต่ละกลุ่มได้ดําเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มนําเสนอผลงานของตัวเอง ในการนาํ เสนอน้คี รจู ะใชว้ ธิ ีการจบั สลากเพื่อดาํ เนนิ การเสนอผลงาน 3) ครใู หน้ ักเรยี นปฏบิ ัติกจิ กรรมที่ 1.1 นักวทิ ยาศาสตรท์ าํ งานอย่างไร โดยครูช้ีแจงจุดประสงค์ ให้นักเรียนได้รับทราบ กล่าวคือ อ่านและวิเคราะห์สรุปกระบวนการทํางานของนักวิทยาศาสตร์ ให้นักเรียน ศึกษาจดุ ประสงคข์ องกจิ กรรมและวธิ กี ารดาํ เนินกจิ กรรมในหนังสอื เรียน 4) หลังจากแตล่ ะกลุ่มดําเนินการเรียบร้อยแลว้ ครูกระตนุ้ นกั เรยี นโดยสุม่ ถามนกั เรยี นดงั น้ี - เราเรียนรู้วทิ ยาศาสตรอ์ ย่างไร ( แนวการตอบ เรียนรู้ผ่านส่ิงรอบๆตัวเราเอง โดยใช้ทักษะการสังเกตในเบื้องต้น อัน ได้แกป่ ระสาทสมั ผัสท้งั 5 ซงึ่ ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ไดเ้ ช่นกนั ) - ผีพุง่ ใต้ เปน็ วิทยาศาสตรห์ รือไม่ ( แนวการตอบ ผีพุ่งใต้ไม่จัดว่าเป็นวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความเช่ือของคนโบราณ แต่ ตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ผีพุ่งใต้คือการตกของวัตถุในอวกาศเม่ือเคล่ือนท่ีผ่านช้ันบรรยากาศของโลกก็จะเกิด การเสยี ดสกี ับช้นั บรรยากาศทาํ ให้เกดิ แสงขึ้น ) ข้นั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายดงั ตอ่ ไปนี้ วทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ เก่ียวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ และกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ ทมี่ ีขั้นตอนมีระเบยี บแบบแผน วิทยาศาสตร์ส่งผลต่อโลกและตัว เราอยา่ งมากมาย เพราะวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ส่ิงอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดํารงชีวิต เช่น แสงสว่าง จากไฟฟ้า เสื้อผ้าท่ีเราสวมใส่ อาหารท่ีเรากิน ยารักษาโรค โทรทัศน์ พัดลม คอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครื่ องมือ ส่ือสารประเภทต่างๆ เป็นต้น เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้จากการสังเกต การวัด การจําแนกประเภท การหา ความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซและสเปซกับเวลา การใช้จํานวน การจัดกระทําและสื่อความหมายข้อมูล การลงความเห็นจากข้อมลู การพยากรณ์ การต้ังสมมตฐิ าน เปน็ ตน้ ซึง่ ความร้ทู างวิทยาศาสตรเ์ ป็นจุดเริ่มตันของ การพัฒนาสิ่งท่ีเรียกว่า \"เทคโนโลยี\" ในโลกเรายังมีส่ิงต่างๆ อีกมากมายท่ีสร้างสรรค์ข้ึนมาด้วยความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ และเก่ียวข้องกับเราทุกคน ดังน้ันทุกคนจึงจําเป็นต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ เปน็ ผมู้ ีความรวู้ ิทยาศาสตรอ์ ย่างเช่ยี วชาญในอนาคต แตก่ ต็ อ้ งมคี วามรู้เร่ืองวิทยาศาสตร์ในระดบั หนง่ึ เพื่อที่จะใช้ ประโยชน์ในการดํารงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเป็นผู้ท่ีมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมของตนเองในโลกยุค ปจั จุบนั 2) จากกิจกรรมท่ี 1.1 นักวทิ ยาศาสตร์ทํางานอยา่ งไร ครูใหน้ ักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายในประเด็น ดังต่อไปน้ี 2.1 กิจกรรมนี้เก่ียวกับเรื่องอะไร ( แนวการตอบ กระบวนการทํางานของ นกั วทิ ยาศาสตร์ ) 2.2 การทํากิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ อ่านข้อมูลการทํางาน ของนกั วิทยาศาสตร์ และวาดแผนผงั กระบวนการทํางานของนักวทิ ยาศาสตร์ )
3) ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์มา 2 ตัวอย่าง ( แนวการตอบ ตอบได้ หลากหลายคําตอบ เช่น การมองเห็นส่ิงต่าง ๆ (เรามองเห็นได้เพราะแสงจากวัตถุสะท้อนเข้าตาเรา) รถยนต์ เคลื่อนที่ได้เพราะอาศัยเครื่องยนต์ และนํ้ามันในการขับเคล่ือน การรับประทานอาหาร (มนุษย์ต้องการ สารอาหารเพื่อการดาํ รงชวี ิตเราจึงต้องรับประทานอาหาร) 4) ครูใหน้ กั เรยี นยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจําวันมา 2 ตัวอย่าง ( แนวการตอบ ตอบได้หลากหลายคําตอบเช่น การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับเพศและวัยและได้รับ สารอาหารครบถ้วน อาศัยความรู้ทางด้านสารอาหารที่จําเป็น การใช้โทรศัพท์เพื่อการส่ือสารอาศัยเทคโนโลยี ทางการส่ือสารชว่ ย ) 5) ครใู ห้นกั เรียนรว่ มกันตอบคาํ ถามทา้ ยกิจกรรม โดยมีแนวทางการตอบคําถามดังนี้ กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนมีกระบวนการทํางานที่คล้ายกัน ตั้งแต่การสังเกตและระบุปัญหา การตั้งสมมติฐาน การ วางแผนและการสาํ รวจหรอื การทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลและการสรปุ ผลสือ่ สาร 6) ใหน้ ักเรยี นรว่ มกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า กระบวนการทใ่ี ช้เพื่อให้ได้มาซง่ึ ความรทู้ างวิทยาศาสตร์เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต และระบุปัญหา การต้งั สมมตฐิ านการวางแผน การสํารวจ หรือการทดลอง รวมทั้งการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ข้อมูลและสร้างคําอธิบาย การสรุปผลและการส่ือสาร โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถเพิ่มเติม ลดทอน สลบั ลาํ ดับได้ ตามความเหมาะสม ขัน้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูนําเสนอสอื่ Power Point เรอ่ื งวทิ ยาศาสตรค์ อื อะไร 2) ครูให้นักเรียนสืบค้นกระบวนการทํางานของนักวิทยาศาสตร์ โดยให้นักเรียนทํามาเป็น การบา้ นและตอบคําถาม 3) ครแู นะนําให้นกั เรียนเรียนรผู้ า่ นส่อื ออนไลนใ์ นเรอ่ื งกระบวนการทาํ งานของนักวิทยาศาสตร์ เช่น - http://119.46.166.126/self_all/selfaccess7/m1/497/lesson1/lesson1.php - https://sites.google.com/a/kpch.ac.th/withyasastr-2/hnwy-kar-reiyn-ru1 4) ครูเพ่ิมเติมในส่วนของนักเรียนตระหนักถึงคุณค่าของวิทยาศาสตร์ในการใช้ชีวิตประจําวัน โดยให้นกั เรียนบอกมาคนละ 1 ข้อ ข้ันท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคําถามในช้ันเรยี น 2) การทาํ งานกล่มุ เขียนแผนผงั ความคดิ “เราเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์อยา่ งไร” 3) ตรวจสมดุ
8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 สือ่ Power Point : วิทยาศาสตร์คอื อะไร 8.2 สื่อออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมิน ตวั ช้วี ัด/ผลการเรียนรู้ วิธีการวดั เครื่องมือวดั เกณฑ์ทใี่ ช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นกั เรียน - การตอบคําถาม - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 สามารถอธิบาย คาํ ถาม ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 กระบวนการทาํ งานของ - แผนผังความคิด“เรา นักวทิ ยาศาสตร์ได้ เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ - แบบประเมินการทาํ งาน ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 2. ด้านกระบวนการ : อยา่ งไร” กล่มุ ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 - นกั เรียนสามารถเขยี น แผนผงั ความคดิ “เรา - การสรปุ กิจกรรมที่ 1.1 - แบบประเมนิ การทํางาน เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ นกั วิทยาศาสตร์ทาํ งาน รายบคุ คล อย่างไร”ได้ อยา่ งไร - นกั เรยี นสามารถปฏบิ ัติ - แบบประเมนิ การตอบ กจิ กรรมท่ี 1.1 - การตอบคําถาม คาํ ถาม นกั วทิ ยาศาสตร์ทาํ งาน อยา่ งไรได้ 3. ด้านเจตคติ : นักเรยี น ตระหนักถงึ คณุ ค่าของ วทิ ยาศาสตรใ์ นการใช้ ชีวิตประจําวัน
บนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เราเรยี นรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร ... แผนการสอนเรอ่ื ง 1 เราเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์อย่างไร เราเรยี ... วันท.่ี ..............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปัญหา ลงช่อื ............................................ครผู สู้ อน ลงชอื่ .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชอื่ .............................................ผชู้ ่วย/รองฯวิชาการ () ลงชอ่ื ............................................ผอู้ านวยการ ()
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรอื่ ง เรียนรู้วทิ ยาศาสตรก์ ันเถอะ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ เรยี นรวู้ ิทยาศาสตรอ์ ยา่ งไร รวม 6 คาบ กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 สาระที่ - ชอ่ื สาระ - มาตรฐาน - 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ตัวช้วี ัด - 2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด สาระสาํ คญั วิทยาศาสตร์คือความรู้ของโลกธรรมชาติหรือความรู้ในสิ่งที่เกิดข้ึน หรือมีอยู่ในธรรมชาติซ่ึงสามารถ อธิบายได้ด้วยหลกั ฐาน หรือความเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธบิ ายธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ และความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นกั เรียนสามารถจําแนกสงิ่ ท่เี ปน็ วิทยาศาสตร์ และไมใ่ ชว่ ทิ ยาศาสตร์ได้ นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่ี 1.2 นํา้ สีเคล่ือนท่ีอยา่ งไรได้ 2) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนสามารถบอกถึงประโยชนข์ องวทิ ยาศาสตร์ทีม่ ีผลตอ่ การดํารง ชีวติ ประจาํ วันของ นักเรยี นได้ 4. คุณลักษณะผู้เรียน ซื่อสัตย์สุจรติ มุ่งมนั่ ในการทํางาน 4.1 คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มวี นิ ัย รกั ความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น ความสามารถในการคดิ : นกั เรยี นสามารถจาํ แนกสงิ่ ท่เี ป็นวิทยาศาสตร์ และไม่ใชว่ ิทยาศาสตรไ์ ด้
6. สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรค์ ือความร้ขู องโลกธรรมชาติ หรือความรู้ในส่ิงที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในธรรมชาติซ่ึงสามารถ อธิบายไดด้ ้วยหลักฐาน หรอื ความเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์กล่าวคือสามารถอธิบายสาเหตุท่ีทําให้เกิดส่ิง น้นั ๆหรอื เมื่อทราบสาเหตุก็อาจทาํ นายผลได้ดว้ ยดงั เช่นการเกิดปรากฎการณท์ างธรรมชาติหลายๆอย่าง 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูให้นักเรียนน่ังเป็นกลุ่มตามท่ีได้จัดไว้เรียบร้อยในช่ัวโมงปฐมนิเทศ เมื่อนักเรียนนั่ง เรียบร้อยแล้วครูเร่ิมการสอนโดย ครูนําส่ิงของ วัสดุเคร่ืองใช้ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์,กระเป๋า,พัดลม,โทรศัพท์ เป็นต้น ให้นักเรียนดูแล้วถามนักเรียนว่า วัสดุอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้ใช้งานได้อย่างไร แล้วทําไมใช้งานได้ เป็น เพราะอะไร โดยครใู หน้ กั เรียนบันทกึ ความคิดเห็นส่วนตวั นกั เรยี นลงในสมดุ ของตนเองห้ามลอกกัน จากน้ันครูให้ นกั เรยี นจบั คู่กนั แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อจับคู่แลกเปล่ียนความคิดเห็นสนทนาเสร็จแล้ว ครูให้นักเรียนร่วม อภปิ รายในกล่มุ โดยและให้หัวหน้ากลุ่มเป็นคนรายงานความคิดเห็นของกลุ่ม เม่ือทุกกลุ่มตอบคําถามเรียบร้อย แลว้ อาจจะทั้งคําตอบที่ตรงประเดน็ หรือผดิ ประเด็นไป โดยครูพยายามตะล่อมนักเรียนให้ผลคําตอบสุดท้ายอยู่ ในแนวคําตอบคอื เกิดจากการเรียนรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ 2) ครพู ดู คุยกบั นักเรียนว่าทราบหรอื ไมว่ า่ ทาํ ไมต้องเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์ 2.1 วิทยาศาสตร์ คืออะไร ทําไมต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ( แนวการตอบ วิทยาศาสตร์ คือ ความรอบรู้ของโลกธรรมชาติ หรือความรู้ในสิ่งท่ีเกิดขึ้น หรือมีในธรรมชาติ ซ่ึงอธิบายด้วย หลักฐาน หรือความเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ การเรียนวิทยาสาสตร์ทําให้เราเข้าใจธรรมชาติ และ ปรากฏการณต์ ่างๆได้เป็นอย่างดี และทําใหเ้ รากระบวนการคดิ มีเหตุมผี ล และใช้ผลอธิบายส่ิงต่างๆได้ ) 2.2 ในชีวิตประจําวันมีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ( แนวการตอบ การทํางานของระบบในร่างกาย, การมองเห็น, การสร้างอาคาร , การขนส่งคมนาคม, การติต่อส่ือสาร, การเกษตร, การแพทย์ อนื่ ๆ ) ข้ันที่ 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ให้นักเรียนนั่งเป็นกลุ่มตามท่ีจัดไว้ ร่วมกันทํากิจกรรมเสริมเรื่อง“ อะไรที่ใช่ และไม่ใช่ วิทยาศาสตร์” ครูเตรียมคําถามไห้นักเรียนตอบว่า “ส่ิงที่พูดต่อไปนี้ อะไร ใช่หรือไมใช่วิทยาศาสตร์เพราะเหตุ ใด” ดังตัวอย่าง เช่น ฟ้าแลบยอ่ มเกิดก่อนฟา้ รอ้ งเสมอ (ใช่วิทยาศาสตร์หรือไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) โดยให้นักเรียน ในกลุ่มชว่ ยกนั คิดและเขยี นเหตุผลประกอบลงในกระดาษบันทึก 2) เม่อื เสรจ็ จากการทํากจิ กรรมเสริมเรื่อง เร่ือง“ อะไรท่ีใช่ และไม่ใช่วิทยาศาสตร์” เรียบร้อย แลว้ ครูให้นักเรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมที่ 1.2 น้ําสีเคล่ือนท่ีอย่างไร โดยครูช้ีแจงจุดประสงค์การทํากิจกรรมกล่าวคือ สงั เกตการณท์ ดลองการเคลือ่ นทข่ี องนาํ้ สี และวิเคราะหก์ ารใชท้ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการทดลอง จากนนั้ ครใู หน้ ักเรยี นมารับอุปกรณแ์ ละเร่ิมปฏิบตั กิ ิจกรรมตามหนังสอื เรยี นหน้าท่ี 10
3) ให้นักเรียนทํากจิ กรรมตามแผนท่วี างไว้ ยาํ้ เตือนให้นักเรียนอ่านและปฏิบัติตามข้ันตอนการ ทาํ กจิ กรรมโดยละเอยี ด 4) ให้นกั เรยี นนําเสนอผลการทาํ กจิ กรรม 5) ใหน้ ักเรยี นอ่านทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นหนังสือเรียน และอภิปรายสรุปทักษะ กระบวนการท้ัง 14 ทกั ษะ ขน้ั ที่ 3 ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาอภิปรายผลหน้าห้อง มา 1 หัวข้อ ในกิจกรรมเสริมเรื่อง “ อะไรทใ่ี ช่ และไมใ่ ช่วทิ ยาศาสตร์” โดยครูและนกั เรียนร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปอภิปรายผล กิจกรรมเสริมเรื่อง“ อะไรที่ใช่ และไม่ใช่ วิทยาศาสตร์” ( แนวการตอบ วิทยาศาสตร์ จะเป็นสิ่งท่ีมีเหตุผล มีหลักฐานพิสูจน์ได้ และมีการเก็บรวบรวม ข้อมูลอย่างมีข้ันตอนจนสามารถพยากรณ์สิ่งที่เกิดข้ึนได้ และได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีการบวนการ ชัดเจน มีระบบ ระเบียบซง่ึ เป็นลกั ษณะสาํ คัญของวิทยาศาสตร์ ) 3) จากกกจิ กรรมที่ 1.2 ครูให้นกั เรียนรว่ มกันตอบคําถาม 3.1 กิจกรรมน้เี กี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ( แนวการตอบ สังเกตการเคลื่อนท่ีของน้ําสีและ วิเคราะห์การใชท้ กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ) 3.2 การทํากจิ กรรมมีข้นั ตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ สังเกตการเคล่ือนท่ีของ นา้ํ สีเม่อื นําแกว้ นาํ้ รอ้ นประกบลงบนแกว้ น้ําเยน็ ) 3.3 จากการปฏิบัติกิจกรรมเกิดอะไรขึน้ - เมอ่ื นําแก้วน้าํ ร้อนประกอบลงบนแกว้ น้ําเย็น แล้วดึงกระดาษที่ปิดปากแก้ว ออก พบวา่ นํ้าสีจากแก้วท้งั สองไม่ผสมกันโดยสแี ดงยงั คงอยใู่ นแก้วบน และสเี ขียวอยูใ่ นแกว้ ล่าง - เม่ือสลับตําแหน่งแก้วโดยนําแก้วนํ้าเย็นประกบลงบนแก้วนํ้าร้อน แล้วดึง กระดาษที่ปิดปากแก้วออก พบว่า น้ําสีแดงและเขียวมีการผสมกันอย่างรวดเร็ว ทําให้แก้วนํ้าทั้งสองเป็นสีคล้ํา เนอ่ื งจากเกิดจากการผสมกันของนํา้ สแี ดงและนาํ้ สเี ขียว 4) จากผลการทดลอง สรปุ และอภิปรายได้วา่
ขัน้ ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูอธิบายเพิ่มเติม ในเร่ืองของ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science ) ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะ ซง่ึ จะบง่ บอกถงึ ความแตกตา่ งระหว่างตวั วทิ ยาศาสตร์และศาสตร์ อ่ืนๆ ธรรมชาติวิทยาศาสตร์เป็นลักษณะของค่านิยม ข้อสรุป แนวคิดหรือแม้แต่คําอธิบายท่ีจะบอกว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร มีส่วนเก่ียวข้องกับอะไรบ้าง รวมถึงการมองส่ิงเหล่านี้ในเชิงปรัชญาเก่ียวกับการกําเนิด ธรรมชาติ วิธีการและขอบเขตของความรู้ของมนษุ ย์ (Epistemology) และในเชงิ สังคมวิทยา (Sociology) 2) ครูอธิบายถึงวัสดุที่ครนู ํามายกตัวอย่างในชว่ งนาํ เข้าสู่บทเรียนว่ามีความเก่ียวข้องอย่างไรกับ วิทยาศาสตรแ์ ละเป็นวทิ ยาศาสตร์อยา่ งไร ถา้ ไม่มกี ารนาํ วทิ ยาศาสตรม์ าใช้จะเกดิ ผลอย่างไร ท้งั ผลดแี ละ ผลเสีย 3) ครใู ห้นักเรียนไปหาภาพท่ีเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์แล้วให้นักเรียนนําภาพมาติดลงในสมุด พรอ้ มท้ังบอกประโยชน์ของวทิ ยาศาสตร์ดงั กลา่ วที่มีผลตอ่ การดาํ รงชีวิตประจําวันของนักเรยี น 4) ครแู นะนาํ ให้นักเรียนกลับไปทบทวนในหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 เล่ม 1 และรายการโทรทัศน์ เช่นรายการ สมรภูมิไอเดีย,อัจฉริยะข้ามคืน เป็นต้น เนื่องจากรายการดังกล่าวจะสนุก แล้วยงั มีการสอดแทรกในเร่ืองของความรทู้ างวิทยาศาสตร์ดว้ ย ขน้ั ที่ 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) 1) ครูและนักเรยี นทบทวนความรวู้ ่าวทิ ยาศาสตรน์ อกจากจะหมายถึงความรู้แล้ว วิทยาศาสตร์ ยังหมายถึงข้ันตอนในการค้นหาความรู้ หรือท่ีเรียกว่ากระบวนการหาความรู้ ซ่ึงเป็นกระบวนการที่ นกั วิทยาศาสตร์ใช้ เพือ่ ไดม้ าซ่ึงความรู้ 2) ให้นกั เรยี นทาํ ใบงานที่ 1.1 เรยี นรวู้ ิทยาศาสตรก์ ันเถอะ 3) สมดุ การบา้ น 4) การปฏบิ ัติกจิ กรรม ท่ี 1.2 นํ้าสีเคล่อื นทีอ่ ยา่ งไร 8. ส่ือการเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้ 8.1 สื่อ Power Point วิทยาศาสตรค์ อื อะไร 8.2 หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ม.1 8.3 กิจกรรมที่ 1.2 นาํ้ สเี คล่อื นทีอ่ ยา่ งไร 8.4 ใบงาน ท่ี 1.1 เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์กนั เถอะ 8.5 กจิ กรรมเสริมเรื่อง “อะไรใช่ และไม่ใช่วิทยาศาสตร์”
9. การวัดและการประเมิน ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์ท่ีใช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นกั เรยี น - สงั เกตจากการตอบ - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธิบายธรรมชาติ คาํ ถามและตรวจกจิ กรรม คาํ ถาม ของวิทยาศาสตร์ และ เร่ืองการวิทยาศาสตร์คอื ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ได้ อะไร 2. ด้านกระบวนการ : - ตรวจใบกิจกรรมเรอื่ ง - แบบประเมนิ การทํางาน ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 - นักเรียนสามารถจําแนก “อะไรใช่ และไม่ใช่ กลุ่ม สง่ิ ทีเ่ ปน็ วทิ ยาศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์” ไมใ่ ชว่ ิทยาศาสตร์ได้ - ตรวจการปฏบิ ัติกิจกรรม - แบบประเมินการทาํ งาน ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 - การปฏิบัติกจิ กรรมที่ ท่ี 1.2 นา้ํ สเี คล่ือนที่ 1.2 นาํ้ สเี คล่อื นท่อี ยา่ งไร กล่มุ ได้ อยา่ งไร 3. ด้านเจตคติ : นกั เรยี น - ตรวจสมุดนักเรียน - แบบประเมนิ ผลการทําใบ ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 สามารถบอกถึงประโยชน์ งาน/ชนิ้ งาน/สมุดรายบุคคล ของวทิ ยาศาสตรท์ ีม่ ผี ลต่อ การดาํ รงชีวติ ประจาํ วนั ของนกั เรียนได้
บนั ทึกหลงั การสอน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เราเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์อย่างไร ... แผนการสอนเรอ่ื ง 2 เรียนรวู้ ิทยาศาสตรก์ ันเถอะเราเรยี ... วันที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ......... ผลการสอน ปญั หา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา ลงชอื่ ............................................ครผู ู้สอน ลงช่อื .............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชือ่ .............................................ผูช้ ่วย/รองฯวิชาการ () ลงชือ่ ............................................ผูอ้ านวยการ ()
ใบงานที่ 1.1 เรยี นรู้ วิทยาศาสตร์กนั เถอะ ใหน้ กั เรียนเขยี นสรุปจากประเดน็ ต่อไปนี้ลงในสมุด 1. วิทยาศาสตร์หมายถงึ อะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ในชวี ิตประจาํ วนั ของตวั นกั เรยี นสิ่งใดบา้ งถอื เป็นวิทยาศาสตร์ ……………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ คอื อะไรบา้ ง ……………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… 4.ใหน้ กั เรยี นยกตัวอย่างอะไรกไ็ ด้ท่เี ปน็ วิทยาศาสตร์ทนี่ ักเรยี นสนใจมากท่สี ุดพร้อมอธบิ าย เหตผุ ลทนี่ ักเรยี นสนใจ……………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………….
ใบงานที่ 1.1 เรยี นรู้ เฉลย วิทยาศาสตร์กนั เถอะ ใหน้ กั เรยี นเขยี นสรปุ จากประเด็นตอ่ ไปน้ีลงในสมดุ 1. วทิ ยาศาสตร์หมายถึงอะไร วิทยาศาสตร์ คอื ความรอบร้ขู องโลกธรรมชาติหรือความร้ใู นส่ิงที่จะเกิดขน้ึ หรือมอี ยู่ใน ธรรมชาตซิ ง่ึ สามารถอธบิ ายได้ดว้ ยหลกั ฐาน หรือความเปน็ เหตุเป็นผลทางวทิ ยาศาสตร์ 2. ในชวี ติ ประจาํ วนั ของตวั นักเรียนสิง่ ใดบา้ งถือเป็นวิทยาศาสตร์ ส่ิงที่เป็นวทิ ยาศาสตรเ์ กยี่ วข้องกับในชวี ิตประจําวันตั้งแต่เราตื่นนอน กินข้าว เดินจนนอน หลบั รวมทัง้ เทคโนโลยที ่เี ราใชอ้ ย่ใู นชีวติ ประจําวนั โทรศัพท์ การติดต่อส่ือสาร การแพทย์ การเกษตร และอ่นื ๆ 3. ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ คืออะไรบา้ ง วิทยาศาสตร์ต้องการพื้นฐาน การบูรณาการตรรกะและจินตนาการเข้าด้วยกัน วิทยาศาสตร์มีอิสระและไม่ได้เกิดจากการบังคับ ปรากฏการธรรมชาติเป็นส่ิงท่ีมีรูปร่าง แนน่ อน สารถอธบิ ายและตรวจสอบได้ ภายใตข้ ้อมูลและเครือ่ งมอื ตา่ งๆ และวิทยาศาสตร์ 4.ใหน้ กั เรียนยกตัวอยา่ งอะไรกไ็ ด้ท่ีเป็นวิทยาศาสตรท์ นี่ ักเรียนสนใจมากทส่ี ุดพรอ้ มอธบิ าย เหตผุ ลท่นี ักเรียนสนใจ ขึ้นอยูก่ บั ความสนใจของนกั เรยี น
กิจกรรมเสรมิ เรื่อง“อะไรใช่ และไม่ใช่ วทิ ยาศาสตร์ วสั ดุอปุ กรณ์ จาํ นวน 10 แผ่น รายการ แผน่ การด์ ตัวอย่างของความรู้ท่ใี ช่และไม่ใชค่ วามรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ วธิ ีทากิจกรรม 1. ครูควรเตรียมคําถามไห้นักเรยี นตอบว่า “ ส่งิ ท่พี ดู ตอ่ ไปนี้ อะไรใชห่ รือไมใช่วิทยาศาสตร์เพราะเหตุใด “ ดังตวั อย่าง 1. วนั นีอ้ ากาศรอ้ นอบอา้ ว ฝนน่าจะตก (ใช่วิทยาศาสตรห์ รอื ไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) 2. ถ้าผ่าผลแอปเปิลแลว้ ไปผา่ โดนเมล็ด จะมีปัญหากับคนในครอบครวั (ใช่วิทยาศาสตร์หรือไม่ ใช่ เพราะเหตุใด) 3. จิง้ จกทกั กอ่ นออกจากบ้านจะเกดิ เหตุรา้ ย (ใช่วทิ ยาศาสตร์หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) 4. วันน้ีฝูงมดขนไขห่ นขี ึ้นทีส่ งู ฝนนา่ จะตกจะตกหนัก (ใชว่ ทิ ยาศาสตรห์ รือไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด 5. ฝนตกฟ้ารอ้ งเป็นเพราะ รามสูร กับ เมขลา (ใชว่ ทิ ยาศาสตรห์ รอื ไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) 6. ฟ้าแลบย่อมเกิดกอ่ นฟา้ ร้องเสมอ (ใช่วทิ ยาศาสตรห์ รือไม่ใช่ เพราะเหตุใด) 7. ราหูอมจันทร์ (ใช่วิทยาศาสตร์หรือไม่ใช่ เพราะเหตุใด) 8. ร้องเพลงในขณะทําครวั ใหไ้ ดส้ ามีท่อี ายมุ ากกว่า (ใชว่ ทิ ยาศาสตรห์ รอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตใุ ด) 9. ปรากฎการณ์รุ้งกนิ น้ํา (ใช่วิทยาศาสตรห์ รอื ไม่ใช่ เพราะเหตุใด) 10. สนุ ัขได้ยนิ เสยี งประทดั แล้ววง่ิ หนี (ใช่วิทยาศาสตรห์ รอื ไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด)
เฉลย กจิ กรรม “อะไรใช่ และไม่ใชว่ ทิ ยาศาสตร์ 1. วันนอี้ ากาศรอ้ นอบอา้ ว ฝนนา่ จะตก (ใช่วิทยาศาสตร์หรือไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) ใชว่ ิทยาศาสตร์ อากาศร้อนก่อนฝนตกเกิดจากสองสาเหตุคือ ความชื้นสูง และลักษณะอากาศร้อนจัด เนื่องจากก่อนที่เมฆจะกลั่นตัวมันต้องคายความร้อนออกมา ทําให้เกิดความร้อนค่ังอยู่ระหว่างเมฆกับ พื้นดิน ความช้นื ทาํ ให้เราไมส่ ามารถระบายความร้อนผา่ นเหงื่อทางรูขุมขน ทําให้เราย่ิงรู้สึกร้อนอบอ้าว 2. ถ้าผ่าผลแอปเปิลแล้วไปผ่าโดนเมล็ด จะมีปันหากะคนในครอบครัว (ใช่วิทยาศาสตร์หรือไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) ไม่ใชว่ ทิ ยาศาสตร์ เพราะว่า การผา่ ผลแอปเปลิ แล้วไปผา่ โดนเมล็ด จะมีปนั หา กะคน ในครอบครัว ไม่สง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาในครอบครวั แตม่ ีความเชือ่ ของคนโรมนั ว่าถ้าแอปเปิล นบั ดู เ ม ล็ ด จะทราบจาํ นวนบตุ ร ซงึ่ กไ็ ม่ได้ถอื วา่ เป็นวทิ ยาศาสตร์ เพราะไม่สามารถพสิ จู นไ์ ด้ 3. จิ้งจกทักก่อนออกจากบา้ นจะเกิดเหตุรา้ ย (ใช่วทิ ยาศาสตร์หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) ไมใ่ ช่วทิ ยาศาสตร์ แตเ่ ป็นแคค่ วามเช่อื ของคนโบราณวา่ ถา้ จงจกทกั ออกจากบา้ นจะเกิดเหตุร้าย ซ่ึงไม่ สามารถพสิ ูจนไ์ ด้ว่าเป็นความจริง 4. วันนี้ฝูงมดขนไขห่ นีขน้ึ ที่สูง ฝนน่าจะตกจะตกหนกั (ใช่วิทยาศาสตรห์ รือไม่ใช่เพราะเหตุใด) ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะมดเป็นสัตว์ที่มีโสตประสาทในการรับความรู้สึกได้ดี มันสามารถใช้หนวดเพ่ือ รบั รคู้ วามเปล่ียนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะเรื่องความชื้นในอากาศ ซึ่งคนอาจบ่นเรื่องอากาศ รอ้ นเกินไปหรือเย็นเกนิ ไป แต่มดจะวิเคราะหต์ ่อไปถึงความชื้นและเริ่มเตรียมการหลบภัย เพราะถ้ามด ไมส่ ามารถดแู ลตัวเองหรือครอบครัว ก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อาจถูกน้ําท่วมรังและตายหมด ยกรังเลยทเี ดยี ว 5. ฝนตกฟ้าร้องเปน็ เพราะ รามสูร กับ เมขลา (ใช่วทิ ยาศาสตร์หรอื ไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เรื่องฟ้าร้องฟ้าแลบนี้มีอยู่ เป็นความเช่ือของคนโบราณ ซึ่งมีอยู่ในวรรณคดีเร่ือง เมขลาลอ่ แก้วกับรามสูรขว้างขวาน เป็นวรรคดี สําคัญท่ีมีจินตนาการอย่างแปลกมาก คือกวีคิดว่าการ ฟา้ แลบฟา้ ร้องนัน้ ก็เพราะเมขลากับรามสูรรบกนั 6. ฟา้ แลบย่อมเกิดกอ่ นฟ้าร้องเสมอ (ใชว่ ทิ ยาศาสตรห์ รือไมใ่ ช่ เพราะเหตใุ ด) ใชว่ ทิ ยาศาสตร์ การท่ีฟ้าแลบเกดิ กอ่ นฟ้าร้องเสมอ เพราะว่า เสียงเดนิ ทางเร็วกว่าเสียง 7. ราหูอมจนั ทร์ (ใช่วิทยาศาสตร์หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) ไมใ่ ชว่ ิทยาศาสตร์ เพราะไมส่ ามารถหาหลักบานหรือประจักษพ์ ยานมาพสิ จู นห์ รืออธบิ ายได้ 8. รอ้ งเพลงในขณะทาํ ใหไ้ ดส้ ามที ่ีอายุมากกวา่ (ใชว่ ิทยาศาสตร์หรือไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด)
ไม่ใชว่ ทิ ยาสาสตร์ เปน็ ความเชือ่ ของคนโบราณ ซึ่งความจริงแล้วการห้ามไม่ให้ร้องเพลงเพราะว่ากลัว น้าํ ลายกระเดน็ ใสห่ ม้อแกง 9. ปรากฎการณร์ งุ้ กนิ น้ํา (ใช่วทิ ยาศาสตรห์ รอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) ใช่วิทยาศาสตร์ ภายหลังฝนตกมักจะมีละอองนํ้าหรือหยดน้ําเล็กๆ ลอยอยู่ในอากาศ จะทําหน้าที่ เสมอื นปริซมึ หักเหแสงอาทิตย์ (White light) ให้แยกออกเป็นสเปกตรัม 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม นํ้าเงิน เขียว เหลอื ง แสด แดง เปน็ ปรากฏการณ์ธรรมชาติซ่ึงเกิดจากละอองนํ้าในอากาศหักเหแสงอาทิตย์ทํา ใหเ้ กดิ แถบสเปกตรมั เปน็ เสน้ อาร์ควงกลมเหนอื พื้นผิวโลก แสงอาทติ ย์หรอื รงั สที ี่ตามมองเหน็ 10. สุนขั ไดย้ ินเสียงประทัดแล้ววิ่งหนี (ใชว่ ิทยาศาสตร์หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) ใช่วิทยาศาสตร์ เน่ืองจากสุนัขได้รับเสียงที่ความถี่สูงเกินไปที่แก้วหูสามารถรับฟังได้ดังนั้นทําให้สุนัข กลวั เสยี งดังของประทดั และเกิดการว่ิงหนเี ม่ือมีคนจดุ ประทดั
วนั นอ้ี ากาศร้อนอบอา้ ว ฝนนา่ จะ ตก (ใชว่ ิทยาศาสตร์หรือไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) จิง้ จกทกั ก่อนออกจากบา้ นจะเกดิ เหตุรา้ ย (ใช่วิทยาศาสตร์หรอื ไม่ใช่ เพราะเหตุใด) ถ้าผ่าผลแอปเปลิ แลว้ ไปผา่ โดนเมล็ด จะมี ปญั หากบั คนในครอบครวั (ใชว่ ิทยาศาสตร์ หรือไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด)
วนั นฝ้ี งู มดขนไข่หนขี ึ้นทสี่ ูง ฝนน่าจะตกจะ ตกหนกั (ใชว่ ิทยาศาสตร์หรือไมใ่ ช่ เพราะ เหตุใด) ฝนตกฟา้ ร้องเป็นเพราะ รามสูร กับ เมขลา (ใช่วทิ ยาศาสตร์หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตุใด) ราหอู มจันทร์ (ใช่วิทยาศาสตร์ หรอื ไม่ใช่ เพราะเหตุใด)
ฟ้าแลบย่อมเกดิ กอ่ นฟา้ รอ้ งเสมอ (ใช่วิทยาศาสตร์หรอื ไม่ใช่ เพราะเหตใุ ด) ร้องเพลงในขณะทําครัวจะได้สามีที่ อายมุ ากกวา่ (ใชว่ ิทยาศาสตร์ หรอื ไมใ่ ช่ เพราะเหตใุ ด) ปรากฎการณ์ร้งุ กนิ นาํ้ (ใชว่ ทิ ยาศาสตร์หรอื ไม่ใช่ เพราะ เหตใุ ด)
สนุ ขั ไดย้ ินเสยี งประทดั แล้ววง่ิ หนี (ใชว่ ทิ ยาศาสตร์หรือไมใ่ ช่ เพราะ เหตุใด)
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 3 เร่ือง ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 1 ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์อยา่ งไร รวม 6 คาบ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 สาระท่ี - ชือ่ สาระ - มาตรฐาน - 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ตัวชว้ี ดั - 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาํ คญั วิทยาศาสตร์คือความรู้ของโลกธรรมชาติหรือความรู้ในส่ิงที่เกิดข้ึน หรือมีอยู่ในธรรมชาติซ่ึงสามารถ อธบิ ายได้ดว้ ยหลกั ฐาน หรอื ความเปน็ เหตเุ ป็นผลทางวิทยาศาสตร์ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนเข้าใจอธบิ ายทักษะทางวิทยาศาสตรไ์ ด้จากกิจกรรมจรวดกระดาษได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถใช้ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์ในการสร้างจรวดกระดาษพับได้ 2) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนตั้งใจเรยี นวิทยาศาสตร์ 4. คุณลักษณะผเู้ รียน ซื่อสตั ย์สจุ ริต มุ่งม่นั ในการทาํ งาน 4.1 คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ มจี ิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง มวี นิ ัย รกั ความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น ความสามารถในการคิด: นักเรยี นสามารถใช้ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการสร้างเครื่องบินกระดาษพบั ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ การสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทําได้โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรไ์ ด้แก่ การสังเกตและระบุปัญหา การตั้งสมมติฐาน การวางแผน การสํารวจ หรอื การทดลอง รวมท้ัง
การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างคําอธิบาย และการสรุปผลและการสื่อสาร กระบวนกา รทาง วิทยาศาสตร์สามารถเพิ่มเติม ลดทอน สลบั ลาํ ดับได้ ตามความเหมาะสม 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ทบทวนบทเรียนเน้ือหาของคาบที่แล้วเร่ือง การสังเกตและระบุปัญหา (การสังเกตเป็นสิ่ง สําคัญท่ีจะนําไปสู่การหาคําตอบ หรือความรู้ต่างๆ เมื่อสงสัยมักต้ังคําถาม หรือปัญหา เมื่อต้ังปัญหาที่แน่นอน ชัดเจนแล้ว สามารถดําเนินแกไ้ ขปัญหาทีง่ ่ายขน้ึ ) 2) ครทู บทวนเกยี่ วกบั เร่อื งอะไรเป็นวทิ ยาศาสตรอ์ ะไรไมใ่ ช่วิทยาศาสตร์จากเกม Kahoot ที่ครู สร้างขน้ึ ขั้นที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครใู ห้นักเรยี นศกึ ษารปู แบบของจรวดกระดาษพบั ว่ารูปแบบใดนา่ จะสามารถบนิ ไดน้ านท่ีสุด 2) จากนัน้ ครูใหน้ ักเรยี นฝึกใช้ทักษะทางวทิ ยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม “จรวดกระดาษของใครบิน ได้นานที่สุด” โดยให้นักเรียนปฏิบัติตามกิจกรรมที่ 1.3 จรวดกระดาษของใครบินได้นานที่สุด โดยการปฏิบัติ กิจกรรมตามวิธีการดาํ เนนิ กิจกรรมในหนังสอื เรยี นหน้าที่ 11 3) เมื่อนักเรียนแต่ละกลุ่มดําเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ครูให้นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่า ลกั ษณะรูปแบบใดของจรวดทส่ี ามารถบนิ ไดน้ านที่สดุ ข้นั ที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปกิจกรรม กล่าวคือ จรวดกระดาษที่แต่ละคนน้ันได้ลงมือสร้าง ขึ้นมาซ่ึงมีความแตกต่างกันในลักษณะและรูปแบบส่งผลให้ลักษณะการเคล่ือนที่และการบินน้ันมีระยะเวลา แตกต่างกันออกไป และกจิ กรรมนน้ี กั เรียนได้ฝกึ ทักษะกระบวนการดงั นี้ - การตงั้ สมมตฐิ าน จากการอภิปรายว่าจรวดกระดาษลักษณะแบบใดท่ีน่าจะร่อนในอากาศได้ นานที่สุด - การกาํ หนดนิยามเชิงปฏิบตั ิการจากการสรา้ งข้อตกลงร่วมกันในการสังเกตว่าจรวดใดร่อนอยู่ ในอากาศได้นานที่สดุ - การกําหนดและควบคุมตัวแปร และ การทดลองไม่ได้กําหนดและควบคุมตัวแปรเอง แต่ได้ ปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนของการกําหนดและควบคุมตัวแปร รวมทั้งไม่ได้ออกแบบการทดลองเอง แต่ได้ ปฏิบตั กิ ารทดลอง และบันทึกผลการทดลอง) - การวดั จากการจับเวลาการรอ่ นของจรวดในอากาศ - การใช้จํานวน จากการหาค่าเฉลยี่ ของเวลาในการรอ่ นของจรวด - การจาํ แนกประเภท จากการจําแนกประเภทจรวดเป็นกลมุ่ ตามเวลาทีใ่ ชใ้ นการรอ่ น
- การจัดกระทําและสื่อความหมายข้อมูลจากการแสดงผลงานจรวดโดยจําแนกเป็นกลุ่มๆ พร้อมแสดงเวลาท่ใี ชใ้ นการรอ่ นของจรวด - การตีความหมายของข้อมูลและลงข้อสรุป จากการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จัดกระทําและสรุป ความสมั พนั ธเ์ กย่ี วกับรปู ทรงของจรวดและเวลารอ่ นจรวด 2) ตวั อยา่ งการดําเนินกจิ กรรมและรปู แบบท่นี ักเรียนสร้างขึน้ และมีผลตอ่ การบินทีน่ าน มีดังน้ี กลมุ่ ที่ 1 รอ่ นในอากาศไดต้ ง้ั แต่ 10 วินาทีขึน้ ไป กลมุ่ ที่ 2 ร่อนในอากาศได้ 5-9 วนิ าที กล่มุ ท่ี 3 ร่อนในอากาศได้นอ้ ยกว่า 5 วินาที ข้นั ท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครอู ธบิ ายเพ่มิ เติม ในเร่ืองรูปแบบของจรวด จะเห็นได้ว่ารูปแบบท่ีนักเรียนสร้างขึ้นมาน้ันมี ผลต่อการเคลื่อนทแ่ี ละการร่อนอยู่ได้นานในอากาศ ซ่ึงมีความเก่ียวข้องในหลายๆส่วนท้ังน้ีส่ิงท่ีมีผลคือ รูปทรง ของจรวดทีส่ ร้างขึ้น ยิ่งสามารถลดแรงปะทะอากาศไดม้ ากเทา่ ไหร่ก็ยงิ่ สง่ ผลใหจ้ รวดของน้ันเรยี นน้นั สามารถร่อน ไดน้ านขึ้น 2) ครูอธิบายเพ่มิ เติมถึงเครอ่ื งยนต์จรวด กล่าวคือ เครื่องยนต์จรวด คือ เครื่องยนต์ไอพ่นชนิด หน่งึ ท่ใี ชม้ วลเชอื้ เพลงิ จรวดท่ีถกู เก็บไว้โดยเฉพาะสําหรับการสร้างแรงขับดันไอพ่น (Jet Propulsion) อัตราเร็ว
สูง เครื่องยนต์จรวดคือ เคร่ืองยนต์แห่งแรงปฏิกิริยา (reaction engine) และได้รับแรงผลักดันที่สอดคล้องกับ กฎข้อที่สามของนิวตัน เน่อื งจากพวกมันไม่จาํ เปน็ ตอ้ งใช้วสั ดุภายนอกในรูปแบบเครื่องยนตไ์ อพ่น (เช่น อากาศท่ี ใช้ในการเผาไหม้ในชน้ั บรรยากาศ แต่มกี ๊าซออ๊ กซเิ จนท่ีเปน็ ของเหลวบรรทกุ ตดิ ตวั จรวดไปดว้ ย) เครอ่ื งยนต์จรวด สามารถนําไปใชไ้ ดก้ บั การขบั เคล่อื นยานอวกาศและใช้เกี่ยวกับภาคพื้นโลก เช่น ขีปนาวุธ เครื่องยนต์จรวดส่วน ใหญ่เปน็ เคร่อื งยนต์สนั ดาปภายใน แมว้ า่ จะไมใ่ ช่รูปแบบของการสันดาปหลัก ๆ อย่างท่มี อี ยู่ก็ตาม ขน้ั ที่ 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) 1) ครูใหน้ ักเรียนตอบคาํ ถาม นกั เรียนไดท้ ักษะอะไรบา้ งจากการสร้าง “จรวดกระดาษพบั ” 2) กิจกรรมท่ี 1.3 จรวดกระดาษของใครบินไดน้ านท่ีสดุ 8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรียนรู้ 8.1 กจิ กรรมท่ี 1.3 จรวดกระดาษของใครบนิ ได้นานที่สดุ 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมิน ตัวช้วี ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ ีการวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์ทใี่ ชใ้ นการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นกั เรยี น - การตอบคําถามนักเรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 เข้าใจอธิบายทกั ษะทาง ได้ทักษะอะไรบา้ งจากการ คําถาม วทิ ยาศาสตรไ์ ดจ้ าก สรา้ ง “จรวดกระดาษพับ” ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 กจิ กรรมจรวดกระดาษได้ - แบบประเมินผลการทาํ ใบ 2. ดา้ นกระบวนการ : - ตรวจกิจกรรมที่ 1.3 งาน/ชิน้ งาน/สมดุ รายบุคคล ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 นักเรยี นสามารถใช้ทกั ษะ จรวดกระดาษของใครบนิ ทางวทิ ยาศาสตร์ในการ ไดน้ านท่สี ดุ - แบบประเมนิ การสังเกต สรา้ งจรวดกระดาษพับได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤติกรรมใน ตงั้ ใจเรยี นวิทยาศาสตร์ การเรยี น
บนั ทกึ หลงั การสอน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 เราเรียนร้วู ิทยาศาสตร์อย่างไร ... แผนการสอนเรอ่ื ง 3 ทักษะทางวิทยาศาสตร์เราเรีย... วันท่.ี ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปญั หา / อปุ สรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปัญหา ลงชือ่ ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชื่อ.............................................ผู้ชว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชอื่ ............................................ผ้อู านวยการ ()
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 4 เรอ่ื ง สารบริสทุ ธ์แิ ละสารผสม รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธ์ิ รวม 22 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระท่ี 2 ชอื่ สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ัด มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี ตัวช้วี ดั - ม.1/4 เปรียบเทียบจุดเดือดจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธ์ิและสารผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขียนกราฟ แปลความหมายข้อมูลจากกราฟ หรือสารสนเทศ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด สาระสาํ คญั สารบริสุทธปิ์ ระกอบด้วยสารเพยี งชนดิ เดียว สว่ นสารผสมประกอบด้วยสารต้งั แต่ 2 ชนิด ขน้ึ ไป สารบรสิ ุทธ์แิ ตล่ ะชนิดมีสมบตั บิ างประการที่เปน็ คา่ เฉพาะตวั เชน่ จุดเดือดและจดุ หลอมเหลวคงท่ี แตส่ าร ผสมมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวไมค่ งที่ ขน้ึ อย่กู ับชนิดและสดั ส่วนของสารที่ผสมอยู่ด้วยกนั 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธิบายความแตกต่างระหวา่ งสารบรสิ ุทธ์แิ ละสารผสมได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรียนจาํ แนกตัวอยา่ งระหวา่ งสารบรสิ ุทธ์ิและสารผสมได้ 2) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนตั้งใจเรียนวทิ ยาศาสตร์ 4. คุณลกั ษณะผูเ้ รยี น ซ่ือสัตย์สจุ ริต ม่งุ ม่นั ในการทํางาน 4.1 คณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ มีจิตสาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง มีวินัย รักความเปน็ ไทย
5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน ความสามารถในการคดิ : นกั เรยี นสามารถอธิบายความแตกตา่ งระหว่างสารบริสุทธแิ์ ละสารผสมได้ 6. สาระการเรยี นรู้ สารบรสิ ทุ ธ์ิ เป็นสารที่มีองค์ประกอบเพยี งชนดิ เดียว สารผสมประกอบดว้ ยสารตั้งแต่ 2 ชนดิ ขนึ้ ไป 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูใหน้ กั เรยี นสังเกตภาพเกีย่ วกับส่ิงของ 2 อยา่ งดงั นี้ ภาพท่ี 1 ท่มี า : https://quizizz.com/admin/quiz/5b7973e08c375a001998aedc/-1 ภาพที่ 2 ทม่ี า : https://th.aliexpress.com/item/32592135230.html 2) ครูถามนักเรียนวา่ ภาพทค่ี รูใหน้ ักเรียนสังเกตน้นั มีความแตกตา่ งหรอื เหมือนกนั อย่างไรบ้าง ( แนวการตอบ ตามความคิดของนักเรียนเอง เช่น ภาพแรกเป็นของแข็งเน้ือเดียวกันทั้งหมดมีการสะท้อนของ แสง มคี วามมนั วาว เป็นพวกโลหะ ส่วนภาพท่ี 2 น้ัน เป็นลักษณะของของเหลวที่ไม่เป็นเน้ือเดียวกัน สีแตกต่าง กนั ออกไป ลักษณะที่กล่าวถึงนั้นเปน็ ลกั ษณะของของเหลวที่อยู่ในภาชนะแกว้ )
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูนําสื่อ power point เร่ืองสารบริสุทธิ์และสารเน้ือผสมให้นักเรียนศึกษา โดยภายในมี เน้อื หาและรูปภาพเกี่ยวกับเร่ืองดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ภาพของนํ้าส้ม เกลือแกง ก๋วยเต๋ียว ปูนซีเมนต์ น้ําเปล่า ทองคาํ ฯลฯ 2) จากนน้ั ครูดาํ เนินกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยเม่ือเปดิ ภาพตา่ งๆที่กลา่ วมาแล้วเบื้องต้น ครูจะสุ่ม เลขทีข่ องนกั เรียนโดยใช้โปรแกรมสุ่มเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้นักเรียน จากนั้นเมื่อทําการสุ่มแล้ว เลขท่ีท่ีโนสุ่ม ถามน้นั จะตอ้ งตอบคาํ ถามว่าภาพทีเ่ ปิดมานนั้ จดั เปน็ สารบริสุทธ์ิหรือสารเน้ือผสม โดยที่ครูไม่ได้บอกนักเรียนว่า เปน็ คาํ ตอบทีถ่ ูกต้องหรือผดิ 3) เมื่อดําเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้วครูให้นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว นักเรยี นทกุ คนจะมี เพอ่ื ให้เกิดประโยชนค์ รูให้นกั เรียนน้นั เปดิ หาข้อมลู เกย่ี วกับสารบริสุทธิ์และสารผสม โดยการ หาข้อมลู นน้ี กั เรียนจะตอ้ งสรุปออกมาในรูปแบบของแผนผังความคิดลงในสมดุ ของนักเรยี นเอง ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) ครใู ห้นกั เรยี นส่งตัวแทนกลุม่ ออกมานําเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น 2) ครูร่วมกบั นักเรียนสรุปความแตกตา่ งระหว่างสารบริสุทธ์ิกับสารเน้ือผสม โดยกล่าวดังน้ีสาร เนอ้ื เดียว ( Homogeneous Substance ) หมายถึง สารทีม่ ีลกั ษณะของเน้ือสารผสมกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียว และมีอัตราส่วนของผสมเท่ากัน ถ้านําส่วนใดส่วนหนึ่งของสารเนื้อเดียวไปทดสอบจะมีสมบัติเหมือนกันทุก ประการ เช่น น้ํากลั่นและเกลือแกง เป็นสารเนื้อเดียว เม่ือนําเกลือแกงใส่ในน้ําแล้วคนให้ละลายจะได้ สารละลายนาํ้ เกลือ ซง่ึ เปน็ สารเนอื้ เดียวที่มอี ัตราส่วนของนาํ้ และเกลอื แกงเหมอื นกนั ทุกส่วน สารเนือ้ เดียวมไี ดท้ งั้ 3 สถานะ คือ 1.สารเน้ือเดียวสถานะของแข็ง เช่น เหล็ก ทองคํา ทองแดง สังกะสี อะลูมิเนียม นาก ฟิวส์ ทองเหลอื ง หนิ ปูน เกลือแกง นํ้าตาลทราย เปน็ ตน้ 2.สารเน้ือเดียวสถานะของเหลว เช่น น้ํากลั่น น้ําเกลือ นํ้าส้มสายชู นํ้าอัดลม นา้ํ มันพืช เอทานอล นา้ํ เช่ือม น้ํานม เปน็ ต้น 3.สารเนื้อเดยี วสถานะแกส๊ เชน่ อากาศ แก๊สหุงต้ม แก๊สออกซิเจน แก๊สไนโตรเจน แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ เป็นตน้ นกั วทิ ยาศาสตร์จาํ แนกสารเนื้อเดยี วออกเปน็ 2 ประเภท คอื 1.สารบริสุทธ์ิ ( Pure Substance ) เป็นสารเน้ือเดียวที่ประกอบด้วยสารเพียงอย่าง เดียว ไมม่ สี ารอ่นื เจือปน ไดแ้ ก่ ธาตุและสารประกอบ 2.สารไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ เปน็ สารเน้ือเดียวท่ปี ระกอบด้วยสารบริสทุ ธิต์ ัง้ แต่ 2 ชนิดข้ึนไปด้วย อัตราสว่ นที่ไม่แนน่ อน ไมม่ ปี ฏกิ ริ ยิ าเคมีเกดิ ข้นึ สารท่ีเกดิ ใหมจ่ ะมีสมบัตไิ มค่ งท่ีขน้ึ อยกู่ บั ปริมาณของสารบริสุทธ์ิ ทนี่ าํ มาผสมกัน ไดแ้ ก่ สารละลาย คอลลอยด์
ธาตุ ( Element ) เปน็ สารบริสุทธ์ิท่ีประกอบด้วยอะตอมเพียงชนิดเดียว ธาตุจึงไม่สามารถแบ่งย่อย ลงไปไดอ้ กี เน่ืองจากอะตอมทง้ั หมดในสารนน้ั เปน็ ชนดิ เดียวกัน อะตอมของธาตุบางชนิดอยู่รวมกันเป็นผลึก เช่น ธาตุเหล็ก ( Fe ) ธาตุทองคํา ( Au ) ธาตุสังกะสี ( Zn ) ธาตุเงิน ( Ag ) เป็นต้น ธาตุบางชนิดมีอะตอมอยู่ รวมกันเป็นโมเลกุล เช่น ธาตอุ อกซิเจน ( O2 ) ธาตุไนโตรเจน (N2 ) ธาตุคลอรีน (Cl2 ) ธาตุฟอสฟอรัส (P4 ) ธาตุกัมมะถัน (S8 ) เป็นต้น ธาตุบางชนิดอะตอมจะอยู่อย่างอิสระเพียงลําพัง เช่น ธาตุฮีเลียม ( He ) ธาตุ นีออน ( Ne ) และธาตุอาร์กอน ( Ar ) ซึง่ จัดเปน็ ธาตเุ ฉอ่ื ย สารประกอบ ( Compound ) เป็นสารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมของธาตุต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมา รวมกันทางเคมีด้วยอัตราส่วนท่ีคงที่เกิดเป็นสารชนิดใหม่ที่มีสมบัติแตกต่างไปจากเดิมอย่างเด่นชัด เช่น โซเดียม ( Na ) เป็นโลหะสีเงินอ่อน-ขาวทําปฏิกิริยากับนํ้า กับ คลอรีน ( Cl ) เป็นแก๊สพิษสีเหลือง-อมเขียว มี กล่ินฉุนว่องไวต่อปฏิกิริยา เม่ือนํามารวมกันทางเคมี จะได้โซเดียมคลอไรด์ ( NaCl ) หรือเกลือแกง ซึ่งเป็น ของแข็งสขี าว รสเคม็ ละลายน้ําไดด้ ี รับประทานได้ เปน็ ตน้ โดยท่ัวไปสัญลักษณ์ท่ีใช้เขียนแทนชื่อสารประกอบ จะอยูใ่ นรปู ของสตู รโมเลกุล สว่ น สารเนอ้ื ผสม ( Heterogeneous Substance ) หมายถึง สารที่มีลักษณะของเน้ือสารคละกัน ไม่ ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน สารท่ีเป็นส่วนผสมแต่ละชนิดก็ยังคงแสดงสมบัติของสารเดิม เพราะเป็นการ รวมกนั ทางกายภาพไม่มกี ารเปล่ยี นแปลงทางเคมีเกดิ ขน้ึ เราสามารถใช้ตาเปล่าสังเกตและจําแนกได้ว่าสารเนื้อ ผสมนน้ั ประกอบดว้ ยสารใดบา้ ง และสามารถแยกสารเหล่าน้นั ออกจากกนั ได้โดยวิธีทางกายภาพธรรมดา โดยไม่ ทําให้สมบัตเิ ดิมเปลย่ี นแปลงไป สารเนอ้ื ผสมมีได้ท้ัง 3 สถานะ เชน่ 1. สารเน้ือผสมสถานะของแข็ง เช่น ทราย คอนกรตี ดนิ เปน็ ต้น 2. สารเน้อื ผสมสถานะของเหลว เช่น นํา้ คลอง นาํ้ โคลน นํ้าจิม้ ไก่ เป็นต้น 3. สารเนือ้ ผสมสถานะแกส๊ เชน่ ฝุ่นละอองในอากาศ เขม่า ควันดาํ ในอากาศ เปน็ ต้น สารแขวนลอย ( Suspension ) สารแขวนลอยเป็นสารผสมท่ีอนุภาคของแข็งมีขนาดใหญ่กว่า เซนติเมตร แขวนลอยอยู่ในตวั กลางทีเ่ ป็นของเหลว มีลักษณะเป็นสารเนื้อผสมท่ีอนุภาคไม่รวมเป็นเน้ือเดียวกัน สามารถมองเห็นสารผสมได้อย่างชัดเจน อาจแขวนลอยอยู่ในของเหลวหรือตกตะกอนเมื่อตั้งท้ิงไว้ อนุภาคของ สารแขวนลอยไม่สามารถผ่านกระดาษกรองและกระดาษเซลโลเฟนได้ เช่น ผงถ่านในน้ํา น้ําคลอง นํ้าโคลน นาํ้ สม้ ค้น นํา้ จม้ิ ไก่ แปง้ มันในน้าํ เปน็ ต้น
โดยสามารถเขียนเปน็ แผนผงั ไดด้ งั น้ี ขนั้ ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูอธบิ ายเพ่ิมเตมิ เรื่อง การจาํ แนกประเภทของสาร ดงั นี้ ในการศึกษาเร่ืองสาร จําเป็นต้องแบ่งสารออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจําสาร โดยทั่วไป นยิ มใชส้ มบัตทิ างกายภาพด้านใดดา้ นหน่งึ ของสารเปน็ เกณฑใ์ นการจาํ แนกสารซงึ่ มีหลายเกณฑ์ดว้ ยกัน เชน่ 1.ใช้สถานะเป็นเกณฑ์ จะแบง่ สารออกได้เปน็ 3 กลมุ่ คือ 1.1 ของแขง็ ( solid ) 1.2 ของเหลว ( liquid ) 1.3 กา๊ ซ ( gas )ใช้ 2.ใช้ความเป็นโลหะเป็นเกณฑ์ แบง่ ได้เป็น 3 กล่มุ คอื 2.1 โลหะ ( metal) 2.2 อโลหะ ( non-metal 2.3 กง่ึ โลหะ ( metaliod ) 3.ใช้การละลายนา้ํ เปน็ เกณฑ์ แบ่งได้ 2 กลุม่ คอื 3.1 สารที่ละลายน้าํ 3.2 สารท่ีไม่ละลายนํ้า 4.ใช้เน้อื สารเป็นเกณฑ์ แบง่ ออกเปน็ 2 กลุ่ม คอื
4.1 สารเนือ้ เดียว ( homogeneous substance ) 4.2 สารเน้ือผสม ( heterogeneous substance ) 2) ครูใหน้ กั เรยี นดูส่ือออนไลนเ์ ก่ียวกบั เร่อื งสารบริสทุ ธ์ิและสารผสม ขนั้ ที่ 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 1) ครูให้นกั เรยี นตอบคําถามโดยให้นักเรียนอธิบายความแตกต่างระหว่างสารบริสุทธ์ิและสาร ผสม 2) การเขยี นแผนผังความคดิ เรอื่ งสารบรสิ ุทธแิ์ ละสารผสมในสมดุ 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหล่งเรยี นรู้ 8.1 สื่อออนไลน์และภาพประกอบการเรยี นรู้ 8.2 ส่อื power point เร่อื งสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสารเน้ือผสม 8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ม.1
9. การวัดและการประเมนิ ตวั ช้ีวัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวดั เครื่องมอื วดั เกณฑท์ ่ใี ช้ในการประเมิน 1 ด้านความรู้ :นกั เรยี น - การตอบคําถามนักเรยี น - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายความ คาํ ถาม แตกต่างระหว่างสาร - การตอบคําถามนกั เรียน ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 บรสิ ุทธิ์และสารผสมได้ - แบบประเมินการตอบ 2. ดา้ นกระบวนการ : - การสังเกตพฤตกิ รรมใน คาํ ถาม ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 นักเรยี นจาํ แนกตวั อยา่ ง การเรียน ระหวา่ งสารบริสุทธแ์ิ ละ - แบบประเมนิ การสังเกต สารผสมได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรียน ต้งั ใจเรยี นวทิ ยาศาสตร์
บนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สารบริสุทธิ์ ... แผนการสอนเรอื่ ง 4 สารบริสุทธแิ์ ละสารผสม เราเรีย... วนั ท.่ี ..............................เดือน...............................................................พ.ศ............ ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงช่ือ............................................ครผู ้สู อน ลงชอ่ื .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงช่อื .............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่ือ............................................ผู้อานวยการ ()
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 5 เรอ่ื ง จุดเดือดของสารบริสทุ ธิแ์ ละสารผสม รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว21101 เวลา 2 คาบ รวม 22 คาบ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธิ์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 2.1 สาระที่ 2 ชอื่ สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชวี้ ัด มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตวั ชี้วัด - ม.1/4 เปรียบเทียบจุดเดือดจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธ์ิและสารผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขียนกราฟ แปลความหมายข้อมลู จากกราฟ หรอื สารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาํ คญั สารบริสุทธ์ิประกอบดว้ ยสารเพยี งชนิดเดียว สว่ นสารผสมประกอบด้วยสารตัง้ แต่ 2 ชนิด ขนึ้ ไป สารบรสิ ทุ ธิ์แต่ละชนิดมีสมบตั ิบางประการทีเ่ ป็นคา่ เฉพาะตัว เชน่ จุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวคงท่ี แตส่ าร ผสมมจี ุดเดือดและจุดหลอมเหลวไม่คงท่ี ขน้ึ อย่กู ับชนดิ และสดั ส่วนของสารท่ผี สมอยู่ด้วยกนั 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของจุดเดอื ดได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิกิจกรรมท่ี 2.1 จดุ เดือดของสารบรสิ ทุ ธกิ์ บั สารผสม แตกต่างกันอยา่ งไรได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนเสร็จแลว้ เก็บอุปกรณท์ ่ใี ช้ในการทดลองเข้าท่ีใหเ้ รียบรอ้ ย 4. คณุ ลกั ษณะผ้เู รยี น ซ่อื สตั ย์สจุ ริต ม่งุ มน่ั ในการทํางาน 4.1 คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ มีจิตสาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง มวี นิ ยั รักความเป็นไทย
5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของจดุ เดอื ดได้ 6. สาระการเรียนรู้ จดุ เดอื ด คือ อณุ หภูมิทข่ี องเหลวเปลี่ยนสถานะเป็นแกส๊ ทั่วทงั้ ภาชนะ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใชร้ ปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement) 1) ครใู หน้ ักเรียนสังเกตภาพ 3 ภาพ ซึ่งมีสถานะเป็นของแข็งเหมือนกันและจัดเป็นพวกโลหะ ท้งั หมด โดยท้งั 3 ภาพนม้ี คี วามแตกตา่ งกันอย่างไรหรือเหมือนกนั อยา่ งไร โดยใหน้ ักเรียนอภปิ ราย ที่มา : http://www.thanasarn.co.th/product ทมี่ า : https://th.aliexpress.com/item/32816769643.html ท่มี า : https://www.greenvci.co.th 2) ครูถามนักเรียนว่านักเรียนสังเกตเห็นอะไรในภาพ ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความ เข้าใจของนักเรียน)
3) สิ่งที่เห็นในภาพมีลักษณะเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบ คําถามตามความเขา้ ใจของนักเรียน เช่น เป็นของแข็งและมันวาว เหมือนกัน แต่มีรูปร่างที่แตกต่างกันลักษณะ เปน็ กอ้ น คดโค้ง ) 4) ถา้ นักเรียนตอ้ งการทราบว่าสิ่งท่ีเห็นในภาพเป็นสารผสมหรือสารบริสุทธิ์จะต้องทําอย่างไร ( แนวการตอบ นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง เช่น นําไปทดลอง นาํ ไปแยกสาร หรอื อื่นๆ ) 5) ให้นักเรียนดูภาพในหนังสือเรียนหน้า 14 หรือสื่ออื่น ๆ ที่เก่ียวกับทองคําแท่งและ ทองรปู พรรณ โดยครูใช้คําถามให้นักเรียนอภิปรายว่า ทองคําแท่งและทองรูปพรรณเหมือนหรือต่างกันอย่างไร จากน้นั ให้นักเรยี นตรวจสอบคําตอบของตนเอง โดยอา่ นเนอ้ื หานําบทและนาํ อภปิ รายโดยอาจใช้คําถามตอ่ ไปนี้ 5.1 เพราะเหตุใด ทองคําแท่งจึงเป็นสารบริสุทธิ์และทองรูปพรรณจึงเป็นสารผสม ( แนวการตอบ ทองคําแท่งเป็นสารบริสุทธ์ิ เนื่องจากเป็นทองคํา 100% ไม่มีส่วนผสมของโลหะชนิดอ่ืนๆ แต่ ทองรปู พรรณมีโลหะชนิดอ่ืนผสมอยู่ เช่น เงินทองแดง ) 5.2 ทองคาํ แทง่ และทองรปู พรรณมีสมบัติต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ ทองคําแท่ง มีความเหนียวสามารถยืดขยาย ตีหรือรีดแผ่ไปได้ทุกทิศทางมีความอ่อนตัวมากกว่าโลหะชนิดอ่ืนๆ ทําให้ไม่ สามารถประดิษฐเ์ ป็นรูปทรงตา่ ง ๆ ตามท่ตี ้องการได้ สว่ นทองรปู พรรณมีสว่ นผสมของโลหะอืน่ ทําให้มีสมบัติแข็ง และคงรปู ดขี ้นึ สามารถประดษิ ฐเ์ ป็นเคร่ืองประดับได้งา่ ยขึ้น ) 6) ตรวจสอบความรู้เดิมเก่ียวกับจุดเดือดจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสมของ นักเรียนโดยใหท้ ํากจิ กรรม รอู้ ะไรบ้างก่อนเรยี น นกั เรียนสามารถเขียนไดต้ ามความเข้าใจของนักเรียน โดยครูไม่ เฉลยคําตอบ และครูนาํ ข้อมูลจากการความรเู้ ดิมของนักเรียนนไ้ี ปใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ว่าควรเน้น ยํ้าหรืออธิบายเร่ืองใดเปน็ พเิ ศษ ขัน้ ที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูให้นกั เรียนทํากจิ กรรมท่ี 2.1 จุดเดอื ดของสารบริสุทธ์กิ บั สารผสมแตกต่างกันอย่างไร 2) ครูช้แี จงวัตถุประสงคใ์ หน้ ักเรยี นทราบดงั น้ี 2.1 วัดอุณหภูมิและเขียนกราฟแสดงการเปล่ียนแปลงอุณหภูมิ ของน้ํากลั่นและ สารละลายโซเดยี มคลอไรด์เมือ่ ไดร้ ับความร้อน 2.2 ตีความหมายข้อมูลจากกราฟ เพ่ือเปรียบเทียบจุดเดือดของน้ํากลั่นและ สารละลายโซเดยี มคลอไรด์ 3) ให้นกั เรียนอ่านวธิ ีการดําเนินกจิ กรรมในหนังสอื เรยี นและปฏิบัติในหนังสอื เรยี นหนา้ 16-17 4) ขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมครูเน้นย้ําเรื่องความปลอดภัยเน่ืองจากมีการใช้ไฟในการทดลอง ดงั นัน้ ห้ามนักเรยี นเลน่ กนั ขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ข้นั ที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 1) ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายจากกจิ กรรมที่ได้ดําเนนิ ไปโดยใช้คาํ ถามเพอ่ื กระตุ้นความคิด ของนักเรียนดังตอ่ ไปนี้
1.1 กิจกรรมน้ีเก่ียวกับเรื่องอะไร ( แนวการตอบ จุดเดือดของสารบริสุทธ์ิและสาร ผสม) 1.2 สารบริสุทธ์ิและสารผสมท่ีใช้เป็นสารตัวอย่างในกิจกรรมนี้คือสารใด ( แนวการ ตอบ สารบริสุทธิ์คือนํ้ากลัน่ สารผสมคอื สารละลายโซเดียมคลอไรด์) 1.3 จดุ ประสงค์ของกิจกรรมนค้ี ืออะไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของ ตนเอง) 1.4 วิธีการดําเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ วัดอุณหภูมิ เร่ิมต้นของสารก่อนให้ความร้อน และเม่ือให้ความร้อนสังเกตการเปล่ียนแปลงของสารและบันทึกอุณหภูมิที่ เปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ 30 วินาทีจนกระท่ังนํ้าเดือด และให้ความร้อนต่อไปอีก 2 นาทีจึงดับตะเกียงแอลกอฮอล์ นําผลที่ได้จากการทํากิจกรรมมาเขียนกราฟและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ํากลั่นและสารละลาย โซเดียมคลอไรด์ ) 1.5 สงั เกตไดอ้ ย่างไรวา่ ของเหลวเริ่มเดือดและกําลังเดือด ( แนวการตอบ เมื่อสารเริ่ม เดือดจะมีฟองอากาศเล็กๆ ท่ีก้นบีกเกอร์แล้วลอยขึ้นสู่ด้านบน ขณะเดือดสังเกตเห็นไอนํ้าปริมาณมาก มีฟองอากาศขนาดใหญเ่ กดิ ขึน้ ท่ัวท้ังภาชนะ ) 1.6 จากน้ันครูให้ความรู้เบ้ืองต้นว่า จุดเดือด คือ อุณหภูมิท่ีของเหลวเปล่ียนสถานะ เปน็ แกส๊ ท่ัวทัง้ ภาชนะ 1.7 ครูถามต่อไปว่าข้อควรระวังการทํากิจกรรมน้ีมีหรือไม่อย่างไร ( แนวการตอบ การใชค้ วามร้อนจากตะเกียงแอลกอฮอล์ควรปฏบิ ัติอย่างระมัดระวังตามข้อแนะนําในหนงั สอื เรยี น ) 2) ตัวอย่างผลการทากจิ กรรม ตารางบนั ทึกเวลา อณุ หภมู ิ และการเปลีย่ นแปลงของนํ้ากลั่นและสารละลายโซเดียมคลอไรด์ เวลา (วินาท)ี อณุ หภูมิ (°C) การเปลี่ยนแปลง นา้ กล่นั สารละลาย นา้ กลนั่ สารละลายโซเดียมคลอไรด์ โซเดยี มคลอ ไรด์ 0 24 25 - - 30 28 30 - - 60 37 39 เริ่มมีฟองแก๊สขนาด สารละลายมกี ารเคล่อื นที่ เล็กอยู่ก้นบีกเกอร์ 2-3 ฟอง 90 45 49 ฟองแกส๊ เกิดข้นึ เรอื่ ย ๆ เรม่ิ มฟี องแก๊สขนาดเลก็ ๆ จํานวน มากเกาะท่ีกน้ บกี เกอร์ 150 57 66 ฟองแกส๊ เกดิ ขน้ึ เรื่อย ๆ มีฟองแก๊สขนาดเล็กเกาะที่ก้นบีก เกอร์และฟองแกส๊ บางส่วนลอยข้นึ
ตัวอยา่ งกราฟแสดงความสมั พนั ธ์ 3) ครูเชื่อมโยงความรู้เก่ียวกับจุดเดือดของสารบริสุทธ์ิและสารผสมเพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่าสาร บริสทุ ธิม์ ีจุดเดือดคงทแ่ี ละสารผสมมีจุดเดือดไม่คงที่ เช่น น้ํากลั่นเป็นสารบริสุทธิ์มีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว จุดเดือดคงท่ี สารบรสิ ุทธอิ์ ่นื ๆ ก็มีจุดเดอื ดคงที่เชน่ เดียวกับนํ้ากล่ัน เช่น ปรอทมีจุดเดือด 356.7 °C กลีเซอรอล มีจุดเดือด 290 °C ส่วนสารละลายโซเดียมคลอไรด์เป็นสารผสม ประกอบด้วยน้ํากล่ันกับโซเดียมคลอไรด์ มีองคป์ ระกอบมากกวา่ 1 ชนดิ ขณะเดือดอตั ราสว่ นผสมระหว่างนํ้ากล่นั กับโซเดียมคลอไรดจ์ ะเปลี่ยนแปลงไปไม่ คงที่ จุดเดือดจึงไม่คงท่ี สารผสมอื่น ๆ ก็มจี ดุ เดอื ดไมค่ งทเ่ี ชน่ กนั เชน่ นํา้ เช่ือม สารละลายเอทานอล
4) ครใู หต้ วั แทนกลมุ่ ของนกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ออกมาแสดงความร้สู ึกในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ข้ันที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูให้นกั เรียนดูสื่อออนไลนเ์ พ่ิมเติมเกี่ยวกบั จุดเดือดของสาร เพื่อเป็นการทบทวนและสร้าง ความเขา้ ใจมากยง่ิ ข้ึน 2) ครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนนั้นไดถ้ ามคําถาม โดยแตล่ ะกลุ่มใหต้ ัง้ คําถามเก่ียวกบั เร่อื งที่เรียนไป อย่างน้อย 1 คาํ ถามตอ่ 1 กลมุ่ ขัน้ ที่ 5 ข้ันประเมิน (Evaluation) 1) ครูประเมินจากกจิ กรรมท่ี 2.1 จดุ เดือดของสารบริสุทธ์กิ บั สารผสมแตกตา่ งกันอย่างไร การปฏิบัตกิ จิ กรรมกลุ่ม 2) การตอบคาํ ถามในช้ันเรียน 8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กิจกรรมที่ 2.1 จดุ เดือดของสารบรสิ ุทธิ์กบั สารผสมแตกต่างกันอย่างไร ( ตามหนังสอื เรียน สสวท.) 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตวั ช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ วิธีการวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการประเมนิ 1 ด้านความรู้ :นกั เรียน - การตอบคําถามนักเรียน - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธิบาย ในช้นั เรยี น คาํ ถาม ความหมายของจุดเดอื ด ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 ได้ - ตรวจสอบการปฏบิ ัติ - แบบประเมนิ การทาํ งาน 2. ดา้ นกระบวนการ : กจิ กรรมท่ี 2.1 จดุ เดอื ด กล่มุ นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั ิ ของสารบริสุทธิก์ ับสาร กจิ กรรมจุดเดือดของสาร
บรสิ ุทธิ์กับสารผสม ผสมแตกต่างกันอย่างไร - แบบประเมนิ การสงั เกต ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 แตกตา่ งกันอยา่ งไรได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤตกิ รรม เสรจ็ แลว้ เกบ็ อุปกรณ์ที่ใช้ นกั เรยี น ในการทดลองเขา้ ทใี่ ห้ เรยี บร้อย
บันทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 สารบริสุทธ.์ิ .. แผนการสอนเรอื่ ง 5 จุดเดือดของสารบริสุทธแิ์ ละสารผสม เราเรีย... วนั ท.่ี ..............................เดือน...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชื่อ............................................ครผู ูส้ อน ลงชือ่ .............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชือ่ .............................................ผูช้ ่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่ือ............................................ผูอ้ านวยการ ()
แบบบนั ทึกกจิ กรรมท่ี 2.1 กลุม่ ท่ี....... จดุ เดอื ดของสารบริสทุ ธิ์กบั สารผสม หอ้ ง…………. แตกตา่ งกันอยา่ งไร จดุ ประสงค์ 1. วดั อณุ หภมู แิ ละเขยี นกราฟแสดงการเปล่ยี นแปลงอณุ หภูมิ ของนํา้ กล่นั และสารละลายโซเดียมคลอ ไรดเ์ มือ่ ได้รับความรอ้ น 2. ตคี วามหมายข้อมูลจากกราฟ เพือ่ เปรยี บเทียบจุดเดอื ดของนํ้ากล่นั และสารละลายโซเดียมคลอไรด์ วัสดอุ ุปกรณ์ รายการ ปริมาณ/กล่มุ สารละลายโซเดียมคลอไรดเ์ ข้มขน้ 10 %(w/v) 50 cm3 น้ํากลัน่ 50 cm3 เทอร์มอมเิ ตอรส์ เกล 0 - 200 °C 1 อัน บีกเกอร์ ขนาด 100 cm3 2 ใบ ชดุ ตะเกยี งแอลกอฮอล์ 1 ชุด ขาต้ังพร้อมทจี่ ับหลอดทดลอง 1 ชุด แทง่ แกว้ คน 1 อนั นาฬกิ าจับเวลา 1 เรือน ตารางบันทึกผลการทดลอง เวลา (วนิ าท)ี อุณหภมู ิ (°C) การเปลีย่ นแปลง สารละลายโซเดียมคลอไรด์ น้ากลัน่ สารละลายโซเดียม นา้ กล่นั คลอไรด์ 0 30 60 90 150
การออกแบบกราฟ
ตวั อยา่ ง แบบบนั ทึกกิจกรรมที่ 2.1 กลมุ่ ที่....... จดุ เดือดของสารบริสุทธก์ิ บั สารผสม ห้อง…………. แตกตา่ งกนั อย่างไร จดุ ประสงค์ 1. วดั อณุ หภูมิและเขียนกราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของนํ้ากลัน่ และสารละลายโซเดยี มคลอ ไรด์เมอื่ ได้รบั ความรอ้ น 2. ตคี วามหมายข้อมูลจากกราฟ เพ่ือเปรียบเทียบจุดเดือดของนาํ้ กลั่นและสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ วัสดุอปุ กรณ์ รายการ ปรมิ าณ/กลมุ่ สารละลายโซเดยี มคลอไรดเ์ ข้มข้น 10 %(w/v) 50 cm3 นํา้ กลั่น 50 cm3 เทอรม์ อมิเตอรส์ เกล 0 - 200 °C 1 อนั บกี เกอร์ ขนาด 100 cm3 2 ใบ ชุดตะเกยี งแอลกอฮอล์ 1 ชุด ขาตั้งพร้อมที่จับหลอดทดลอง 1 ชดุ แทง่ แกว้ คน 1 อนั นาฬิกาจบั เวลา 1 เรือน ตารางบนั ทึกผลการทดลอง ( ตัวอยา่ งการบนั ทึกผลการทดลอง ) เวลา (วินาท)ี อณุ หภมู ิ (°C) การเปลีย่ นแปลง น้ากลัน่ สารละลายโซเดียม นา้ กลน่ั สารละลายโซเดียมคลอไรด์ คลอไรด์ 0 24 25 - - 30 28 30 - - 60 37 39 เ ร่ิ ม มี ฟ อ ง แ ก๊ ส สารละลายมกี ารเคลอื่ นท่ี ขนาดเล็กอยู่ก้นบีก เกอร์ 2-3 ฟอง 90 45 49 ฟองแก๊สเกิดข้นึ เรม่ิ มีฟองแกส๊ ขนาดเล็ก ๆ จํานวน เรอ่ื ย ๆ มากเกาะท่ีก้นบีกเกอร์ 150 57 66 ฟ อ ง แ ก๊ สเ กิ ดข้ึ น มีฟองแก๊สขนาดเล็กเกาะที่ก้นบีก เรื่อย ๆ เกอร์และฟองแกส๊ บางสว่ นลอยข้ึน
การออกแบบกราฟ (ตวั อยา่ งการเขยี นกราฟ)
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 6 เรอ่ื ง จดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสม รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ช่ือหน่วยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธิ์ รวม 22 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 สาระที่ 2 ช่ือสาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชีว้ ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตัวช้วี ัด - ม.1/4 เปรียบเทียบจุดเดือดจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขียนกราฟ แปลความหมายข้อมลู จากกราฟ หรอื สารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด สาระสําคญั สารบริสุทธป์ิ ระกอบดว้ ยสารเพยี งชนดิ เดียว สว่ นสารผสมประกอบด้วยสารตง้ั แต่ 2 ชนิด ขึน้ ไป สารบรสิ ุทธ์ิแต่ละชนดิ มีสมบตั ิบางประการทีเ่ ปน็ คา่ เฉพาะตวั เช่น จุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวคงที่ แตส่ าร ผสมมจี ุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวไมค่ งท่ี ข้ึนอยกู่ บั ชนดิ และสัดส่วนของสารทผ่ี สมอยู่ดว้ ยกัน 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของจดุ หลอมเหลวได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นกั เรยี นสามารถปฏิบัติกจิ กรรมการบันทกึ กจิ กรรมที่ 2.2 จุดหลอมเหลวของสาร บรสิ ุทธก์ิ บั สารผสมจากวิดโิ อสาธติ การทดลองได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรียนตั้งใจเรยี นวิทยาศาสตร์ 4. คุณลักษณะผู้เรียน ซอ่ื สัตย์สจุ ริต มุ่งมั่นในการทํางาน 4.1 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ มีจติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง มีวินยั รกั ความเป็นไทย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219