Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือราชการสนาม รส.24-18

คู่มือราชการสนาม รส.24-18

Published by art-weerasak, 2023-01-06 16:40:53

Description: คู่มือราชการสนาม รส.24-18

Search

Read the Text Version

4-7 ระยะกระโดดอยภู่ ายในระยะทค่ี ลื่นพืน้ ดนิ ไปถึงจะไม่มีเขตกระโดด ในกรณีนีท้ ้งั คลนื่ ฟา้ และคลืน่ ดิน จะไปถึงสายอากาศรับโดยมีความเข้มของสนาม เกือบเท่ากัน แต่จะมีมุมคล่ืนเปะปะ (RANDOM RELATIVE PHASE) ในเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น องค์ประกอบคลื่นฟ้าจะเสริมและลบล้าง องค์ประกอบคลื่นดินสลับกันไป และเป็นเหตุให้เกิดสัญญาณแรงข้ึนอย่างมาก (ระหว่างการเสริม) และจางหาย (ระหว่างลบล้าง) สำหรบั ความถ่ีแตล่ ะความถี่ (ซ่ึงสงู กว่าความถ่ีวกิ ฤติ) ท่ีเกดิ การหกั เห จากช้ันบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ลงมานั้นระยะกระโดดจะข้ึนกบั ความถี่ และสภาพของการแตกตัว เปน็ ไอออนเท่านนั้ ส่วนเขตกระโดดน้นั จะข้นึ กบั การแพร่ขยายของระยะคลื่นพน้ื ดิน และจะไม่มีเขต กระโดดเลยเมอ่ื ระยะคล่นื ดินยาวกว่าระยะกระโดด ค. เส้นทางคล่ืนฟ้า เมื่อคล่ืนส่งหักเหกลับลงมายังผิวโลก พ้ืนโลกจะดูดซึมกำลังงานส่วน หน่ึงไว้ กำลังงานส่วนท่ีเหลือจะสะท้อนกลับข้ึนไปในช้ันบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และจะหักเห กลับมาอีกโดยมีระยะไกลจากเคร่ืองส่งมากขึ้น การเดินทางแบบนี้หมายถึงว่าเป็นการเดินทางเป็น ทอด ๆ (รูปที่ 4-6) โดยมีการกลับไปมาระหว่างการหักเหจากช้ันบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์กับการ สะท้อนจากพื้นดินไปเร่อื ย ๆ จะทำให้คล่ืนวิทยุสามารถกลับได้เป็นระยะทางไกลมากจากเคร่ืองส่ง การส่งท่ีเกิดจากเส้นทางทอดเดียว (SINGLE HOP PATH) หมายถึงเม่ือคลื่นวิทยุไปถึงสายอากาศ เคร่ืองรับ หลังจากหักเหจากชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์เพียงครั้งเดียวเท่าน้ัน ส่วนการหักเหจาก ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์สอง หรือสามครั้ง ก็จะทำให้เกิดเสน้ ทางสองหรอื สามทอด (DOUBLE- HOP OR HOP PATH) รปู ท่ี 4-5 เขตกระโดด

4-8 รูปท่ี 4-6 เสน้ ทางส่งคลนื่ ฟา้ 8. การจางหาย (FADING) ก. เหตุผลประการแรกท่ีทำให้เกิดจากการจางหายนั้น เกิดจากผลของการกระทำซึ่งกัน และกันของคล่ืนวิทยุเดียวกันท่ีเดินคนละเส้นทาง ณ ระยะห่างจากเคร่ืองส่งที่แน่นอนอันหนึ่ง อาจรับไดท้ ้ังคลืน่ ฟา้ และคล่นื ดนิ แตเ่ น่ืองจากคลนื่ วทิ ยุเคลือ่ นทตี่ า่ งเสน้ ทางกัน ดงั นัน้ จงึ อาจเปน็ ไป ได้ทคี่ ลื่นวทิ ยุจะไปถึงมมุ ไฟฟา้ ต่างกนั เมื่อเกดิ กรณีนข้ี ึ้นคลน่ื ท้งั สองนัน้ จะหกั ลา้ งกนั และกนั ณ จุดที่ คลืน่ ท้ังสองไปพบกัน รูปท่ี 4-7 การจางหายเนื่องจากคลนื่ พนื้ ดนิ และคลนื่ ฟ้า ข. เหตุผลที่ทำให้เกิดการจางหายประการต่อไปคือ การกระทำซ่ึงกันและกันของ องค์ประกอบต่าง ๆ ของคลืน่ ฟ้าเด่ียว ในกรณีน้อี งคป์ ระกอบตา่ ง ๆ จะไปถงึ เครื่องรบั โดยมีมมุ ไฟฟา้ ตา่ งกนั จงึ เปน็ ผลใหส้ ัญญาณทีไ่ ด้รับเปลีย่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา

4-9 ค. เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างรุนแรงในช้ันบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ท่ีเรียกว่า พายุชั้น บรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ซง่ึ อาจทำใหเ้ กิดการจางหายอย่างมากมายโดยเฉพาะอย่างยงิ่ ณ ความถี่ ท่ีสูงกว่า 1,500 kHz การรบกวนเหล่าน้ี เกิดข้ึนเน่ืองจากมีอาการจุดดับในดวงอาทิตย์อย่างรุนแรง และอาจเปน็ อย่หู ลายสปั ดาห์ ง. วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแก้ไขการจางหายอันพอจะแก้ได้ก็โดยการเพ่ิมกำลังของเครื่องส่ง การใช้วงจรควบคุมการขยายอัตโนมัติในเครื่องรับ ก็จะแก้ไขในการเปล่ียนแปลงความเข้มของ สัญญาณทเี่ กดิ เพยี งเล็กน้อยได้ 9. ผลของความถ่ีตอ่ การแพรก่ ระจายคล่นื ก. ณ ความถ่ีต่ำ (LF) 30-300 kHz คลื่นพ้ืนดินจะมีประโยชน์มากที่สุดในการสื่อสาร ระยะไกล ๆ สัญญาณจากคล่ืนพ้ืนดินค่อนข้างคงท่ี และมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลแต่เพียง เล็กนอ้ ย ข. ในแถบความถี่ปานกลาง (MF) 300-3000 kHz คลื่นพ้ืนดินจะมีระยะเปล่ียนแปลงอยู่ 15 ไมล์ (24 กม.) ณ ความถ่ี 3000 kHz และประมาณ 400 ไมล์ (640 กม.) ณ ความถี่ข้างต่ำของ หลายความถน่ี น้ั การรับคลน่ื ฟ้าทำได้ทัง้ ในเวลากลางวัน และกลางคืน โดยใช้ความถี่ต่ำ ๆ ของแถบ ความถ่ีน้นั ในเวลากลางคนื อาจจะรบั คลน่ื ฟ้าได้ในระยะไกลถึง 800 ไมล์ (12,870 กม.) ค. ในแถบความถี่สูง (HF) 3-30 MHz ระยะของคลื่นพ้ืนดินลดลงเมื่อมีความถี่เพ่ิมสูงขึ้น และข้อพิจารณาเกยี่ วกบั บรรยากาศไอโอโนสเฟยี ร์ก็จะมีอิทธิพลอยา่ งมากตอ่ คล่นื ฟา้ ง. ในแถบความถี่สูงมาก (VHF) 30-300 MHz คล่ืนพ้ืนดินใช้ไม่ได้ และมีการหักเหของ คลื่นฟ้ากลับมาเล็กน้อยในเม่ือใช้ความถ่ีต่ำของแถบความถี่นั้น คลื่นตรงใช้เพ่ือการส่ือสารได้ ถ้าสายอากาศสง่ และสายอากาศรบั ตง้ั อยู่เหนอื พน้ื ผิวโลกพอเพียง เพราะวา่ สภาพท่ผี ดิ ปกตเิ ปน็ คร้งั คราวในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ การส่งคล่ืนไปในระยะทางไกล ๆ จึงไมอ่ าจคาดการณ์ได้ และ สามารถสือ่ สารได้ในชว่ งเวลาส้นั จ. ในแถบความถ่ีสงู อุลตรา (UHF) 300-3000 MHz ต้องใชค้ ล่ืนตรงทำการสอื่ สารทางวิทยุ โดยตลอด การส่ือสารจะจำกัดในระยะเลยขอบฟ้าไปเล็กน้อยเท่านั้น การรบกวนจากไฟฟ้าสถิต และการจางหายสำหรับความถ่ีในแถบนี้ไม่มี จึงทำให้การรับ-ส่งตามเส้นสายตากระทำได้เป็นผลดี สายอากาศบ่งทิศทางอย่างดีสร้างขึ้นได้โดยมีขนาดเล็ก และสามารถรวมกำลังของคลื่นวิทยุให้เป็น ลำแคบ ๆ ดังนั้นจงึ เพ่มิ ความเข้มของสัญญาณได้มาก

5-1 บทท่ี 5 สายอากาศ ตอนที่ 1 กลา่ วนา 1. กลา่ วทวั่ ไป ในระบบการส่ือสารทางวิทยุ (รูปที่ 5-1) กาลังงานความถ่ีวิทยุจะกาเนิดขึ้นจากเคร่ืองส่ง และป้อนไปยังสายอากาศเครื่องส่งด้วยสายส่งกาลัง สายอากาศจะแผ่รังสีกาลังงานน้ีออกไปใน อวกาศด้วยความเรว็ ประมาณเทา่ กับความเรว็ ของคลื่นแสง สายอากาศรับดูดกาลังงานนี้บางส่วนไว้ แลว้ สง่ ไปยงั เครือ่ งรับ ผ่านสายสง่ กาลงั อกี เสน้ หน่ึง 2. หนา้ ทข่ี องสายอากาศ หน้าที่ของสายอากาศส่ง คือ เปล่ียนกาลังงานออกซึ่งได้รับจากเคร่ืองส่งให้เป็น สนามแม่เหล็กไฟฟา้ ซ่ึงแผ่รงั สีไปในอวกาศ นั่นกค็ อื สายอากาศเปล่ียนกาลังงานรูปหนึ่งให้เป็นกาลัง งานอีกรูปหนึ่งหรือเป็นการเปลี่ยนกาลังงานในทิศทางตรงกันข้าม สายอากาศรับน้ันทาหน้าท่ีคือ ทาการเปล่ียนสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เคลื่อนท่ีผ่านตัวสายอากาศให้เป็นกาลังไฟฟ้า แล้วจ่ายให้กับ เคร่ืองรับวทิ ยุต่อไป ในการส่ง ตัวสายอากาศจะทาหน้าที่เป็นภาระ (LOAD) ของเคร่อื งส่ง ในการรับ สายอากาศจะทาหนา้ ท่เี ปน็ แหล่งสญั ญาณใหเ้ คร่อื งรับ 3. ผลเพิ่มของสายอากาศ (ANTENNA GAIN) ผลเพิ่มของสายอากาศนั้น ประการแรกจะขึ้นกับการออกแบบสร้างสายอากาศน้ัน ๆ สายอากาศส่งออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงในการแผ่รังสีกาลังงานออกไป และสายอากาศรับ ออกแบบมาให้มปี ระสทิ ธภิ าพในการรบั กาลงั งาน ในวงจรวทิ ยุบางวงจรจะมกี ารสง่ ระหว่างเคร่ืองส่ง เครอ่ื งหน่ึงกับเคร่ืองรับอกี เครอ่ื งหน่ึงเทา่ น้ัน ในกรณีดงั กล่าวจงึ มีความต้องการทีจ่ ะแผ่รังสีกาลังงาน ออกให้มากทส่ี ุดเทา่ ท่ีจะทาไดไ้ ปในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่ึง ทั้งน้ีเพราะว่ากาลังงานท่ีแผ่ออกไปจะเกิด ประโยชน์ได้ก็เฉพาะทศิ ทางนั้นเท่าน้ัน คุณลักษณะในการบ่งทิศทางของสายอากาศรับจะเพ่ิมการ รับกาลงั งานหรือมผี ลเพิม่ ในทิศทางทถี่ ูกต้อง และลดการรับเสียงรบกวนและสัญญาณที่ไม่ต้องการ ท่ีมาในทิศทางอื่นลง ความต้องการโดยทั่ว ๆ ไปของสายอากาศส่ง และสายอากาศรับคือ ให้เสีย กาลังงานไปแต่น้อย และจะเป็นตวั แผร่ งั สคี ลนื่ และตัวรับคลน่ื ที่มีประสทิ ธิผล

5-2 รปู ท่ี 5-1 ขา่ ยงานการสอ่ื สารทางวิทยุ 4. การแผร่ ังสี ก. เม่ือส่งกาลงั ไปสายอากาศ พลงั งานท่มี ีลักษณะเป็นรูปคล่ืน (FLUCTUATING ENERGY) จะทาให้เกดิ สนามสองสนาม สนามหน่ึงคือสนามเหนี่ยวนา ซึ่งรวมอยู่กับพลังงานท่ีเก็บไว้ ส่วนอีก สนามหน่งึ นั้นเป็นสนามแผ่รังสีซ่ึงเคลื่อนท่ีไปในอวกาศ โดยมีความเร็วเกือบเท่าความเร็วของแสง ทีส่ ายอากาศ ความเข้มของสนามทั้งสองน้ีจะสูง และเป็นปฏิภาคกับปริมาณของกาลังท่ีจ่ายไปยัง สายอากาศ ณ ระยะใกล้ ๆ สายอากาศ และห่างออกไปจะเหลอื แต่เพียงสนามแผ่รังสีเท่าน้ัน สนาม แผ่รังสนี จี้ ะประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทางไฟฟ้ากบั องคป์ ระกอบทางแมเ่ หลก็ ข. สนามไฟฟา้ และสนามแมเ่ หล็ก (องคป์ ระกอบ) ซึ่งแผร่ งั สจี ากสายอากาศ และก่อให้เกิด สนามแม่เหล็กไฟฟา้ และสนามนที้ าใหเ้ กิดการส่งและรับกาลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในอวกาศอิสระได้ ดังนนั้ วทิ ยจุ ะหมายถึงสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าที่กาลงั เคล่ือนท่ีก็ได้ซึง่ มคี วามเรว็ ในทิศทางที่เคลื่อนท่ีไป และมอี งค์ประกอบ คอื ส่วนความเขม้ ไฟฟ้า และความเข้มแมเ่ หล็กทตี่ ดั ทามุมฉากซ่งึ กันและกนั รปู ที่ 5-2 องคป์ ระกอบของคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า

5-3 5. รปู แบบการแผ่รงั สขี องสายอากาศ ก. กาลังงานของสัญญาณวิทยุซึ่งแผ่รังสีออกจากสายอากาศ จะทาให้เกิดสนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าซ่ึงมีรูปแบบโดยเฉพาะข้ึน ท้ังน้ีแล้วแต่ชนิดของสายอากาศที่ใช้ รูปแบบของแผ่รังสีน้ีใช้เพื่อ แสดงลักษณะของสายอากาศท้ังทางระยะ และทางทิศ สายอากาศดิ่งในทางทฤษฎีน้ันจะแผ่รังสี กาลงั งานเทา่ ๆ กนั ออกรอบทศิ ทาง แต่ในทางปฏิบัติแล้วรูปแบบมักจะบิดเบ้ียวไปตามส่ิงกีดขวาง หรอื ลักษณะของพน้ื ภูมิประเทศทอี่ ยใู่ กล้ รูปท่ี 5-3 การแผร่ ังสีของกระสวยมรี ปู ทรงจากสายอากาศ 1/4ช่วงคลนื่ และแบบครง่ึ คล่นื ข. รปู แบบการแผ่รังสีชนิดเต็มที่หรือมีทรงนั้น จะมีรูป 3 มิติซ่ึงมองดูเหมือนรูปขนมโดนัท โดยมีสายอากาศสง่ ต้งั อยูต่ รงกลาง (รูปที่ 5-3) รูปแบบที่อยูข่ ้างบนแสดงรูปของสายอากาศดิ่ง 1/4 ช่วงคลืน่ วิธกี ารโดยทวั่ ไปที่จะแสดงภาพรปู แบบการแผร่ งั สี คือ โดยการผ่าหน้าตัดรูปแบบเต็มออก ครึ่งหนึ่ง แล้วแสดงให้เห็นรูปร่างในพ้ืนใดพ้ืนหน่ึงโดยเฉพาะ (รูปท่ี 5-4) รูปแบบอันบนเกิดจาก สายอากาศระดับคร่ึงคลื่นขึงเหนือพ้ืนดิน1/4ความยาวคล่ืน รูปแบบอันล่างเกิดจากสายอากาศ ระดบั ครึง่ คล่นื ขึงเหนอื พ้ืนดิน1/2ความยาวคล่ืน

5-4 รูปท่ี 5-4 แสดงรปู ตดั ขวางดา้ นหนึง่ ในการแผร่ งั สขี องกระสวย 6. ขัว้ ไฟฟา้ ก.ขั้วไฟฟ้าของคลื่นทแ่ี ผร่ งั สีน้นั กาหนดขนึ้ จากทิศทางของเส้นแรงสนามไฟฟ้า ถ้าเส้นแรง ไฟฟ้าตั้งฉากกับพ้ืนโลกคลื่นนั้นก็จะมีขั้วทางดิ่ง (รูปที่ 5-5) ถ้าเส้นแรงไฟฟ้าขนานกับผิวพ้ืนโลก คล่นื นั้นจะมีขวั้ ทางระดบั (รูปท่ี 5-6) ข. เมื่อใชเ้ ส้นลวดเพียงเสน้ เดยี วขึงเพ่อื รับเอาพลังงานจากคลื่นวิทยุที่ผ่านไป การรับกาลัง งานจะได้ผลสูงสุดเมื่อสายอากาศขึงให้มีทิศทางเช่นเดียวกับทิศทางขององค์ประกอบสนามไฟฟ้า เม่ือเป็นดังนน้ั สายอากาศทางดิง่ กจ็ ะรับคลื่นท่มี ีขว้ั ทางดิง่ ได้อย่างมีประสิทธิผล และสายอากาศทาง ระดบั กใ็ ช้สาหรับคลน่ื ทม่ี ีข้วั ทางระดับ ในบางกรณี สนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะหมุนไปขณะเมื่อคลื่นเคลื่อนไปในอากาศ และภายใต้ สภาพดังกลา่ วนี้ท้งั องค์ประกอบทางระดบั และทางดงิ่ ของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะเปลี่ยนขั้วไปด้วย และคลนื่ แบบนี้ก็เรยี กว่า คลืน่ ไฟฟา้ เป็นรูปวงรี รูปที่ 5-5 สัญญาณขวั้ ไฟฟ้าทางด่ิง

5-5 รูปท่ี 5-6 สญั ญาณขว้ั ไฟฟา้ ทางระดับ 7. ความตอ้ งการขัว้ ไฟฟา้ สาหรับความถต่ี ่าง ๆ ก. ณ ความถี่ปานกลางและความถี่ต่า (LF, MF) การส่งด้วยคล่ืนพ้ืนดินนั้นใช้มาก และ จาเปน็ ต้องใชข้ วั้ ไฟฟา้ ทางด่ิง เส้นแรงไฟฟ้าจะตง้ั ได้ฉากกบั พืน้ ดนิ และคลนื่ วทิ ยสุ ามารถเคลื่อนที่ไป ไดไ้ กลมากตามผวิ พื้นดิน โดยมีปริมาณการลดถอยน้อยที่สุด ทั้งน้ีเพราะว่าพ้ืนโลกจะแสดงตัวเป็น ตัวนาท่ีคอ่ นขา้ งดี ณ ความถ่ีต่า สาหรับเส้นแรงไฟฟ้าทางระดับจะลัดวงจรไปหมด ดังนั้นการเป็น ขว้ั ไฟฟา้ ทางระดบั จงึ มีระยะทางานทีใ่ ชไ้ ด้ผลจากดั ข. ณ ความถสี่ ูง (HF) การสง่ ดว้ ยคลื่นไฟฟ้าไม่ว่าใช้ขั้วทางด่ิง หรือข้ัวทางระดับ ก็จะมีผล แตกต่างกนั แต่เพียงเลก็ น้อย หลงั จากคลน่ื ฟา้ สะทอ้ นกลบั มาจากบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์แล้วก็จะ ไปถึงสายอากาศรับ โดยมีขั้วเป็นรูปวงรี ดังนั้นสายอากาศส่ง และสายอากาศรับจะสร้างให้เป็น สายอากาศระดบั หรือสายอากาศตง้ั ก็ได้ อย่างไรก็ตามมักจะใช้สายอากาศระดับเพราะสามารถทา ใหม้ ีการแพรก่ ระจายคลื่นทามมุ ทิศกบั พื้นดนิ ไดส้ งู และมคี ุณสมบัตบิ ง่ ทิศในตวั เองอกี ด้วย ค. ณ ความถ่สี ูงมากหรอื ความถ่อี ัลตรา (VHF, UHF) การใชข้ ้วั ไฟฟ้าทางระดับ หรือทางดิ่ง กไ็ ด้ผลพอใช้ ทงั้ นเ้ี น่อื งจากคลืน่ วิทยุเคล่ือนท่ีจากสายอากาศตรงไปยังสายอากาศรับ และการเป็น ขว้ั ไฟฟ้าแต่เดมิ เกดิ ทส่ี ายอากาศส่ง จะคงสภาพไว้ตลอดระยะทางท่ีเคลื่อนที่ไปจนถึงสายอากาศรับ ดังน้นั ถา้ ส่งด้วยสายอากาศระดับ กค็ วรจะใช้สายอากาศทางระดบั เปน็ สายอากาศรบั เช่นเดยี วกัน

5-6 8. ประโยชนข์ องขวั้ ไฟฟา้ ทางดง่ิ ก. สายอากาศดิ่งครึง่ คลน่ื แบบงา่ ย ๆ สามารถทาการสื่อสารรอบตัว (ในทุกทิศทาง) เช่นนี้ จะเปน็ ผลประโยชนเ์ มอ่ื ต้องการสือ่ สารกบั ยานพาหนะทีก่ าลังเคล่ือนท่ี ข. เมื่อจากัดความสูงของสายอากาศเหนือพื้นดินเพียง 10 ฟุต หรือน้อยกว่า เช่น การ ติดตั้งสายอากาศบนยานยนต์ ข้ัวไฟฟ้าทางด่ิงจะทาให้สัญญาณที่รับได้แรงข้ึน ณ ความถ่ีสูงถึง ประมาณ 50 MHz จากความถี่โดยประมาณ 50 ถึง 100 MHz ก็จะมีผลดีกว่าข้ัวไฟฟ้าทางระดับ เพียงเล็กน้อย ในเมื่อสายอากาศเท่ากัน ณ ความถี่สูงกว่า 100 MHz ผลต่างของความแรงของ สัญญาณเมอ่ื เปน็ ขว้ั ไฟฟ้าทางด่ิง และทางระดบั หลังเกอื บจะไมม่ เี ลย ค. การแผ่รังสีเม่ือใช้ข้ัวไฟฟ้าทางด่ิงนั้น จะเกิดการกระทบกระเทือนแต่น้อยจากการ สะท้อนกลับของสัญญาณจากเครื่องบินซ่ึงกาลังบินอยู่เหนือทางส่งคลื่น แต่ถ้าขั้วไฟฟ้าทางระดับ แล้ว การสะท้อนนั้นจะทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของสัญญาณท่ีรับได้อย่างมาก ปัจจัยน้ีมี ความสาคัญในพน้ื ทซ่ี ่งึ มีการจราจรของอากาศยานหนาแนน่ ง. เมื่อใช้ขั้วไฟฟ้าทางดิ่ง จะมีการรบกวนเกิดขึ้นแต่น้อยเม่ือจากการรับ-ส่ง การกระจาย คล่นื VHF และ UHF อยา่ งแรงของสถานีกระจายคลื่น (โทรทัศน์ และการปรุงคลื่นหาความถ่ี) ซ่ึง สถานีเหลา่ น้ันใชข้ ้ัวไฟฟ้าทางระดับ ปจั จัยข้อนี้มีความสาคัญต่อเมื่อข้ัวสายอากาศอยู่ในบริเวณชาน เมอื งท่ีมสี ถานโี ทรทัศน์ และสถานกี ระจายเสียง FM อยดู่ ้วย 9. ประโยชน์ของขั้วไฟฟ้าทางระดับ ก. สายอากาศระดบั ครึ่งคลื่นแบบง่าย ๆ แพร่คล่ืนบ่งทิศ 2 ทิศทาง คุณลักษณะอันนี้เป็น ประโยชน์ ถ้าตอ้ งการจะลดการรบกวนทม่ี าจากทศิ ทางใดท่แี น่ชัด ข. สายอากาศระดับ รับเอาเสียงรบกวนที่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ไว้น้อย ซงึ่ ตามปกติแลว้ เสยี งรบกวนเหลา่ น้ันจะเปน็ ขั้วไฟฟ้าทางดงิ่ ค. เม่ือสายอากาศตั้งอยู่ใกล้ป่าทึบ คล่ืนซึ่งมีข้ัวไฟฟ้าทางระดับจะสูญเสียกาลังน้อยกว่า คลื่นท่มี ีข้ัวไฟฟ้าทางด่ิง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เมื่อมีความถี่สงู กว่า 100 MHz ง. การเปล่ยี นแปลงทีต่ ้ังของสายอากาศไปเล็กน้อยไมเ่ ป็นเหตุใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงความ เข้มของสนามอนั เกิดจากคล่ืนซ่งึ มขี ัว้ ไฟฟ้าทางระดับ ในเม่ือสายอากาศนั้นขึงอยู่ระหว่างต้นไม้หรือ อาคารตา่ ง ๆ แต่ถ้าข้ัวไฟฟ้าทางดิ่งการเปลยี่ นแปลงทตี่ ง้ั ของสายอากาศไปเพียงไม่ก่ฟี ุตอาจจะทาให้ เกิดผลอยา่ งมากตอ่ ความแรงของสัญญาณทร่ี ับได้ จ. เมอ่ื ใชส้ ายอากาศครง่ึ คลื่นทางระดับแบบง่าย ๆ สายส่งกาลังซ่ึงจะต้องอยู่ในทิศทางดิ่ง จะไม่กระทบกระเทือนตอ่ ตวั สายอากาศซึ่งขงึ อยูใ่ นทางระดับ โดยการทใ่ี หส้ ายอากาศตัง้ ฉากกับสาย ส่งกาลัง และใช้การเป็นข้ัวไฟฟ้าทางระดับ สายส่งกาลังน้ันจะแยกออกจากสนามแท้จริงของ

5-7 สายอากาศ ผลท่ีเกิดข้ึนในทางปฏิบัติก็คือ รูปแบบการแผ่รังสี และคุณลักษณะทางไฟฟ้าของ สายอากาศกจ็ ะไมถ่ ูกกระทบกระเทือนโดยการสง่ กาลงั ที่มีอยนู่ น้ั เลย 10. สายอากาศรบั ก. สายอากาศต้งั ซ่งึ เป็นสายอากาศรบั สญั ญาณวทิ ยุไดเ้ ท่ากนั โดยรอบตัวจากทิศทางระดับ ซงึ่ เช่นเดียวกับสายอากาศสง่ ชนิดดิง่ ซึ่งแผ่รังสีออกรอบตัวทางระดับเพราะคุณลักษณะอันนี้สถานี อ่ืน ๆ ซึ่งทางาน ณ ความถ่ีเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันจึงอาจรบกวนกับสัญญาณที่ต้องการรับได้ และทาให้ไม่สามารถรับสัญญาณได้ หรือรับได้ด้วยความลาบาก อย่างไรก็ตามการรับสัญญาณที่ ต้องการอาจปรบั ปรงุ ให้ดขี น้ึ ได้โดยการใช้สายอากาศบงั คับทิศ ข. สายอากาศระดบั คร่ึงคลืน่ รบั สญั ญาณไดร้ อบทิศเวน้ แตส่ องทศิ ทอี่ ยู่ในแนวเส้นตรงของ ปลายสายอากาศ ดังนั้นเม่ือมีสัญญาณแต่เพียงหนึ่งสัญญาณท่ีทาให้เกิดการรบกวนขึ้น หรือเม่ือ สญั ญาณรบกวนหลาย ๆ สัญญาณมาจากทิศเดียวกัน ฉะนั้นอาจขจัดหรือลดการรบกวนลงได้โดย เปลยี่ นทิศของสายอากาศ โดยให้ปลายสายอากาศหนั ไปทางสถานรี บกวนน้นั 11. การบ่งทิศ การส่ือสารด้วยวงจรวิทยุสาเร็จได้ก็ต่อเม่ือสัญญาณที่รับได้มีความแรงมากพอที่จะทับ สัญญาณ และเสียงรบกวนท่ไี มต่ ้องการ หรืออีกนัยหน่ึงเครื่องรับจะต้องอยู่ในระยะการทางานของ เครื่องส่ง ประสิทธิผลของการส่ือสารระหว่างสถานีวิทยุอาจจะเพ่ิมข้ึนได้ โดยการเพ่ิมกาลังของ เครื่องส่ง เปลีย่ นแบบของการปลอ่ ยคลน่ื เชน่ เปลยี่ นจากวทิ ยไุ ปใชค้ วามถท่ี ไี่ มถ่ ูกดูดซึมได้ง่าย หรือ วิทยโุ ทรศัพท์เปน็ วทิ ยโุ ทรเลข เปลย่ี น หรือใช้สายอากาศบังคับทิศให้มากขึ้น ในการส่ือสารจากจุด หน่ึงถึงจุดหนึ่งน้ันการเพิ่มการบ่งทิศของระบบสายอากาศมักจะทาให้ประหยัดมากย่ิงข้ึน สายอากาศบังคับทศิ รวมการแผ่รังสีในทิศทางที่กาหนดให้ และลดการแผ่รังสีในทิศทางอื่นลงน้อย ท่ีสุด สายอากาศบังคับทิศอาจใช้เพื่อลดการดักรับของข้าศึก และลดการรบกวนของสถานีฝ่าย เดียวกัน

5-8 ตอนท่ี 2 สมรรถนะของสายอากาศ 1. กลา่ วท่วั ไป ก. เน่อื งจากในทางปฏบิ ตั ิ สายอากาศตัง้ อยู่เหนือพื้นดิน และมิได้ขึ้นไปอยู่ในอากาศอิสระ และการอยทู่ ี่ใกล้พนื้ ดนิ นีเ่ องอาจจะเปลี่ยนรูปแบบการแผ่รังสีของสายอากาศให้ผิดไปจากรูปแบบ ในอากาศอิสระ และพ้ืนดินก็ยังอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อลักษณะทางไฟฟ้าของสายอากาศอีก ด้วย ข. โดยท่ัวไปแล้วพ้ืนดินมีผลอย่างมากต่อสายอากาศ ซ่ึงจาเป็นต้องต้ังอยู่ค่อนข้างใกล้ พ้ืนดิน โดยคิดความสูงเปน็ กค่ี วามยาวคลนื่ ตวั อยา่ งเชน่ สายอากาศสาหรับความถ่ีปานกลาง (MF) และความถีส่ ูง (HF) นัน้ จะตงั้ อยเู่ หนอื พื้นดนิ เป็นเศษส่วนของความยาวคลื่นเท่านั้น ก็จะมีรูปแบบ การแผร่ งั สีซ่งึ แตกต่างไปจากรูปแบบในอวกาศอสิ ระอยา่ งมาก 2. สายอากาศต่อดิน ก. พืน้ ดนิ เปน็ ตวั นาซึ่งค่อนข้างดสี าหรับความถี่ปานกลาง (MF) และความถี่ต่า (LF) และ จะเป็นเสมือนกระจกเงาบานใหญ่สาหรบั กาลงั งานทีแ่ ผ่รงั สีออกไป และจากผลอันนี้เองทาให้พื้นดิน สะท้อนกาลังงานจานวนมากซึง่ แผ่รงั สลี งมาจากสายอากาศซง่ึ ตง้ั อยูเ่ หนอื พื้นดนิ ส่วนน้ัน ข. การใชป้ ระโยชน์จากลกั ษณะของพื้นดนิ ทาใหส้ ายอากาศซง่ึ ยาวเพียง 1/4 ช่วงคลนื่ เป็น เสมอื นสายอากาศครึง่ คล่ืนได้ ในเม่ือสายอากาศนั้นตั้งด่ิง และปลายล่างของสายอากาศทาการต่อ ไฟฟ้ากับพ้ืนดิน (รูปที่ 5-7) สายอากาศ 1/4 ช่วงคลื่นก็จะทางานเหมือนสายอากาศคร่ึงคล่ืน เพราะว่าภายในสภาพการณ์เหล่านี้พื้นดินก็จะทาหน้าที่แทน 1/4 ช่วงคลื่นท่ีขาดไป และการ สะทอ้ นจะจา่ ยกาลังงานแผ่รังสสี ว่ นนั้น ซงึ่ ตามปกตแิ ลว้ จะต้องจา่ ยโดยส่วนครึ่งล่างของสายอากาศ ครึง่ คลนื่ ท่ีไมไ่ ด้ต่อดนิ รปู ท่ี 5-7 สายอากาศ 1/4 ช่วงคลื่นต่อดิน

5-9 3. ชนิดของพน้ื ดิน ก. เมื่อใช้สายอากาศต่อดินแล้ว สิ่งสาคัญเป็นพิเศษก็คือพ้ืนดินจะต้องมีความนาไฟฟ้าสูง เท่าท่ีจะทาได้ ซ่ึงจะทาให้ความสญู เสียเนือ่ งจากดินลดลง และทาให้มพี น้ื ผวิ การสะท้อนกาลังงานแผ่ รังสีลงมาสายอากาศให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ณ ความถี่ต่า และปานกลาง พื้นดินเป็นตัวนาที่ดี พอสมควร และการต่อดินจะต้องทาในลักษณะที่เกิดความต้านทานน้อยท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ ณ ความถส่ี งู ๆ ดินเทยี มซ่งึ สร้างขนึ้ จากแผ่นโลหะขนาดใหญ่ทาหน้าที่ได้เช่นเดียวกนั ข. การตอ่ ดินนน้ั ทาไดห้ ลายแบบ ท้งั น้ีข้นึ อยู่กับแบบของการติดตั้ง และความสูญเสียที่จะ ยอมให้ไดเ้ พียงใด ในการติดตั้งงา่ ย ๆ ในสนามนัน้ การต่อดินทาไดโ้ ดยการใช้แท่งโลหะแท่งหนึ่งหรือ หลายแท่งปักลงไป เมือ่ ได้ดาเนินการหลายอยา่ งแลว้ กย็ ังไม่ได้ผล สิง่ ท่ีอาจจะทาได้ก็คือต่อดินกับสิ่ง ทเี่ ปน็ สอ่ื ใด ๆ ทม่ี อี ยู่ซง่ึ ต่อลงดนิ อยแู่ ล้ว โครงสร้างโลหะ หรือระบบท่อใต้ดิน โดยธรรมดาแล้วก็ใช้ เปน็ การตอ่ ลงดนิ ได้ ในภาวะฉกุ เฉนิ การต่อน้ที าไดโ้ ดยการดาบปลายปืนปักลงในพ้ืนดิน ค. เมื่อจะต้องต้ังสายอากาศบนดินที่มีความนาไฟฟ้าต่ามาก ขอแนะนาให้ดาเนินการกับ พ้ืนดินโดยตรงเพ่ือลดความต้านทานของดินลง อาจจะผสมดินนั้นกับผงถ่านหินจานวนหน่ึงเพ่ือ ความมุ่งหมายน้ีก็ได้ หรอื อาจจะเติมวตั ถุบางอย่างที่มีความนาไฟฟ้าสูง ในลักษณะท่ีเป็นน้ายาวัตถุ เหลา่ น้นั เรยี งตามลาดับความดีเลวของมันคือโซเดียมคลอไรด์ (เกลือธรรมดา), แคลเซียมคลอไรด์, คอปเปอรซ์ ัลเฟต (จลุ ส)ี , แมกนเี ซียมซัลเฟต (ดีเกลือ) และโพแทสเซียมไนเตรต (ดินปะสิว)ปริมาณ ท่ตี อ้ งใช้น้ันข้ึนอยู่กบั ชนิดของดนิ และความชื้นของดิน ข้อควรระวัง เมื่อใช้วัสดุเหล่าน้ีสิ่งสาคัญก็คือ อย่าใช้วัสดุเหล่าน้ีไหลลงไปในบ่อน้าดื่มท่ีอยู่ ใกล้เคยี งได้ ง. การติดตัง้ ง่าย ๆ หลกั ดินเดยี่ วหลักหน่งึ อาจจะทาข้นึ จากทอ่ นา้ หรอื โลหะอ่นื สง่ิ ที่สาคัญ ก็คือจะต้องต่อสายดินกับหลักดินให้มีความต้านทานแต่น้อย หลักดินจะต้องทาให้สะอาดโดยการ เกลาและใชก้ ระดาษทรายขัดตรงจุดที่จะต่อ และต่อด้วยเหล็กหนีบท่ีสะอาดแล้วบัดกรี หรือเช่ือม สายดินเขา้ กับขอ้ ตอ่ และจะต้องพนั ด้วยผ้าพันสายเพื่อป้องกันมิให้มีความต้านทานสูงข้ึนเนื่องจาก เป็นสนมิ 4. สายดินเทยี ม (COUNTERPOISE) ก. เม่ือไม่สามารถต่อดนิ จริง ๆ ได้ เพราะวา่ ดนิ มีความตา้ นทานสูง หรือเพราะว่าระบบการ ฝังสายดินขนาดใหญ่ทาได้ไม่สะดวก อาจใช้สายดินเทียมแทนการต่อตามปกติได้ ซ่ึงการต่อดิน ตามปกติมีกระแสไฟฟ้าไหลไปมาระหว่างสายอากาศ และดินได้จริง ๆ สายดินเทียม (รูปท่ี 5-8) ประกอบด้วยโครงสรา้ งซ่ึงทาดว้ ยเส้นลวด ซึ่งวางอยู่เหนือพ้ืนดินเล็กน้อย และหุ้มฉนวนมิให้สัมผัส ดนิ ได้ ขนาดของสายดนิ เทยี มอยา่ งน้อยท่ีสุดจะตอ้ งใหญ่กวา่ ขนาดของทเ่ี ลอื กแล้วของสายอากาศ

5-10 ข. เมื่อตัง้ สายอากาศในทางดิ่ง การทาสายดินเทียมให้มีรูปแบบทางเรขาง่าย ๆ เช่น ตาม รูปที่ 5-8 ไม่ต้องการท่ีจะให้มีรูปสมส่วนกันอย่างสมบูรณ์แบบ แต่สายดินเทียมก็จะต้องกระจาย ออกไป โดยมรี ะยะทางเท่ากนั ในทุกทิศทางจากตัวสายลากได้ ค. การติดตั้งสายอากาศความถ่ีสูงมากบางแบบบนยานยนต์ อาจใช้หลังคาโลหะน้ันเป็น สายดนิ เทยี มกไ็ ด้ ง. สายดินเทียมขนาดเล็กซ่ึงทาด้วยตาข่ายโลหะ อาจใช้กับสายอากาศ VHF ชนิดพิเศษ ในบางครั้งจะตอ้ งวางไว้ให้มรี ะยะหา่ งมากเหนือพ้ืนดนิ สายดินเทียมน้ีจะทาหน้าเป็นดินเทียมซึ่งจะ ช่วยใหเ้ กิดรปู แบบการแผ่รงั สีตามตอ้ งการได้ รูปท่ี 5-8 Wire Counterpoise 5. ฉากดิน (GROUND SCREEN) ก. ฉากดนิ ประกอบด้วยตาขา่ ยโลหะ หรือฉากโลหะซ่ึงมีพน้ื ท่ีคอ่ นข้างกว้างใหญว่ างอยู่บนผิว พื้นดินใต้สายอากาศ มุ่งหมายเพื่อทาพื้นดินจาลองข้ึนโดยให้มีผลเป็นดินที่มีความนาไฟฟ้าอย่าง สมบรู ณใ์ หส้ ายอากาศนัน้ ข. การใชฉ้ ากดินจะเกิดขอ้ ดโี ดยเฉพาะสองประการคอื 1) ฉากดนิ จะลดการสญู เสียเน่ืองจากการดดู ซมึ ของดิน ในเมอื่ สายอากาศน้ันตั้งอยู่พื้นดิน ทมี่ ีความนาไฟฟา้ ไม่ดี 2) ความสงู ของสายอากาศจากพื้นดินจะทาให้แน่นอนข้ึน ยังผลคืออาจจะกาหนดความ ต้านทานการแผ่รังสีของสายอากาศได้ และทานายรูปแบบการแผ่รังสีของสายอากาศได้แน่นอน ยงิ่ ข้ึน

5-11 ตอนท่ี 3 แบบของสายอากาศ 1. กลา่ วท่วั ไป ก. สายอากาศท่ีใช้ส่งวิทยุมีอยู่หลายแบบ และหลายขนาด และยังมีสายอากาศท่ีมีแบบ ทางไฟฟา้ แตกต่างกันอกี มากมาย ในการกาหนดวา่ จะใช้สายอากาศใด ขนาดใด และรูปร่างอย่างไร นัน้ มปี ัจจยั ดังนี้ 1) ความถี่ใช้งานของเครอื่ งสง่ 2) กาลังทแี่ ผ่รงั สีออกไป 3) ทิศทางโดยทั่วไปของเครือ่ งรบั คู่สถานี 4) ขัว้ ไฟฟ้าทต่ี อ้ งการ 5) ประโยชนท์ ่ีต้องการใช้สายอากาศเพอ่ื ประโยชนอ์ ยา่ งไร ข. แบบตา่ ง ๆ ของสายอากาศสง่ (แสดงไวใ้ นรปู ที่ 5-9) 1) รปู A คอื สายอากาศรอมบิก (Rhombic Antenna) ใช้ในการติดตั้งสถานีประจาถิ่น ขนาดใหญ่ 2) รูป B คือ สายอากาศแบบเฮิรตซ์ครง่ึ คล่ืน ซ่งึ ส่งกาลงั ดว้ ยสายสง่ กาลงั จากเคร่อื งส่ง 3) รปู C คอื สายอากาศมาโคนี ดัดแปลง ต้ังดิ่ง ป้อนกาลังทางปลายหรือเรียกอีกอย่าง หนง่ึ วา่ สายอากาศแบบแส้ (WHIP) 4) รปู D คือ สายอากาศวงรอบ ซ่ึงแผร่ งั สีโดยมีสญั ญาณแรงในบางทิศทาง และเกือบจะ ไม่มีสัญญาณเลยในทศิ ทางอน่ื ๆ 5) รูป E คอื สายอากาศแบบมาโคนี 6) รปู F คอื สายอากาศแบบเฮริ ตซ์เตม็ คลื่นหรือมากกวา่ ข้นึ ไป 7) รปู G คอื สายอากาศครึ่งวงกลมแนวตั้งสองทิศทาง 8) รูป H คือ สายอากาศครึง่ วงกลมทศิ ทางเดียว

5-12 รูปที่ 5-9 สายอากาศรูปแบบตา่ ง ๆ

5-13 ค. สายอากาศทีใ่ ช้ในทางปฏบิ ัติ จะตอ้ งใช้อย่างใดอยา่ งหนง่ึ ใน 2 ประเภท คือ สายอากาศ แบบเฮริ ตซ์ หรือสายอากาศแบบมาโคนี สายอากาศแบบเฮิรตซ์ทางานได้โดยขึงไว้เหนือพื้นดินสูง พอสมควร และอาจเปน็ ท้งั ทางดิ่ง และทางระดับ สายอากาศแบบมาโคนที างานได้โดยต่อปลายข้าง หน่ึงลงดิน (ตามปกติแล้วต่อลงดินจากทางออกของเครื่องส่ง หรือทางขดลวดประกับที่ปลายข้าง หนึ่งของสายป้อนกาลงั ) สายอากาศแบบเฮิรตซ์นใ้ี ชโ้ ดยท่วั ไปสาหรบั ความถ่สี งู ๆ (มากกว่า 2 MHz) สว่ นสายอากาศแบบมาโคนีนั้นใช้โดยทั่วไป ณ ความถี่ต่า สายอากาศมาโคนีเม่ือใช้ในยานยนต์จะ กลายเป็นดินทด่ี ีสาหรับสายอากาศไป 2. สายอากาศเฮิรตซ์ ก. สายอากาศเฮริ ตซ์ปฏิบตั งิ านไดโ้ ดยขึ้นกับหลักความจริงท่ีว่า สายตัวนาใดจะปรับตัวให้ เหมาะกบั ขนาดความยาวคลืน่ เท่าใดนนั้ ขึ้นอยู่โดยตรงกับความยาวของสายตัวนานั้น สายตัวนาซึ่ง เปน็ ตวั แผ่รังสีจะปรบั ตัง้ ไดใ้ นตวั เอง ไม่จาเปน็ ต้องอาศัยพน้ื ดนิ หรือแผ่นตัวนาใดเลย เม่ือเป็นดังน้ัน สายอากาศเฮิรตซ์จะต้ังท่ีใดก็ได้ โดยจะมีการรบกวนได้น้อยจากผลของสิ่งต่าง ๆ บนพ้ืนดิน เช่น อาคาร และพุ่มไมเ้ ต้ยี ๆ ข.สายอากาศเฮริ ตซ์แบบมลู ฐาน เป็นสายตวั นาเด่ียวซง่ึ มีความยาวเท่ากับประมาณครึ่งของ ความยาวคลื่นของสัญญาณที่จะส่งออกไป สายอากาศชนิดน้ีมีชื่อเรียกอีกอย่างหน่ึงว่าสายอากาศ ดับเบลท, ไดโพล ไม่ต่อดิน หรือสายอากาศแบบครึ่งคลื่น ซ่ึงสามารถขึงกางในทางดิ่ง ในทางระดับ หรอื ในทางเฉียงก็ได้ ค. สายอากาศเฮิรตซ์ป้อนตรงกลางแบบครึ่งคล่ืน ซ่ึงใช้เสมอในทางทหาร มี 2 แบบดัง แสดงในรปู 10 และ 11 สายอากาศเหล่านีใ้ ช้สาหรบั การสง่ และรับสัญญาณซ่ึงมีความถ่ีอยู่ระหว่าง 1.5 MHz ถงึ 18 MHz

5-14 รูปที่ 5-10 สายอากาศแบบเฮริ ตซ์

5-15 3. สายอากาศแบบมาโคนี ก. ถ้าใช้พืน้ ราบท่ีเปน็ สอื่ ทกี่ ว้างใหญแ่ ทนครึ่งลา่ งของสายอากาศเฮิรตซ์แบบด่ิงแล้ว ก็ไม่มี การรบกวนเกิดขึ้นในคล่ืนที่แพร่กระจายออกไปคร่ึงบนของสายอากาศ หรือพูดอีกนัยหน่ึงก็คือ สายอากาศ 1/4 ช่วงคล่ืนท่ีเหลือนั้นคงแพร่คล่ืนได้มากเช่นเดียวกับสายอากาศครึ่งคลื่น ทั้งนี้ เน่อื งจากท่ีมีพืน้ ท่รี าบเป็นสื่อกว้างใหญ่มาประกอบเข้านั่นเอง วิธีการปฏิบัติท่ีทาให้เกิดการแผ่รังสี ระบบนก้ี ็คือ สายอากาศมาโคนซี งึ่ ตวั สายอากาศมคี วามยาว 1/4 ช่วงคล่ืนพอดี และพ้ืนดินจะทาให้ มีอกี 1/4 ช่วงคลน่ื ความยาวท่ใี ชง้ าน (หรือความยาวทางไฟฟา้ ) ทงั้ หมดจะเปน็ คร่ึงช่วงคลนื่ ข. การท่ีจะสร้างพื้นราบท่ีเป็นสื่อน้ัน มิใช่ทาได้ง่าย ๆ เสมอไป ทั้งน้ีเน่ืองจากพ้ืนโลกบาง แห่งก็แห้งเต็มไปดว้ ยทราย และถ้าเขา้ ไปในกรณีนี้แลว้ กต็ อ้ งใชส้ ายดนิ เทียม ค. ประโยชนป์ ระการสาคัญของสายอากาศมาโคนี คือ ไม่ว่าความถี่ใด ๆ ของสายอากาศ ส้นั กว่าสายอากาศเฮิรตซ์ เร่ืองน้ีสาคัญเฉพาะการติดต้ังวิทยุในสนาม หรือบนยานยนต์สายอากาศ มาโคนีแบบหลัก ๆ ก็คือ แบบแอลกลับ แบบแส้ แบบพื้นดินเทียม (GROUND PLANE) และแบบ พืน้ ดินเทียมดัดแปลง 4. แบบแอล-กลับ (INVERTED-L ANTENNA) ก. สายอากาศแบบแอล-กลับ เป็นสายอากาศต่อดินส่วนหนึ่งของสายอากาศขึงในแนว ระดับ ส่วนท่ขี ึงทางระดบั หรือตามทางราบนี้ค่อนข้างยาว และมีส่วนด่ิง ส่วนน้ีเป็นส่วนสาคัญใน การแผร่ ังสตี อ่ กับปลายด้านหน่ึงของส่วนระดับความยาวของสายอากาศวัดจากปลายข้างหนึ่งของ ส่วนระดับไปจนถึงปลายของส่วนด่ิงทต่ี ่ออย่กู บั เครื่องส่ง ข. สาหรบั การแพรก่ ระจายคล่นื พืน้ ดนิ ส่วนตั้งแผ่รังสีพ้ืนดินเกือบท้ังหมด แต่ส่วนราบทา หนา้ ทเี่ ป็นภาระด้านบน (TOPLOADING) สาหรบั การแพร่กระจายคลื่นฟ้าระยะใกล้น้ัน ส่วนระดับ จะแผร่ งั สีออกอยา่ งไดผ้ ล สว่ นดิง่ ทาหน้าท่เี ปน็ เพยี งแตส่ ายตอ่ เทา่ นน้ั สาหรับการแพร่กระจายคลื่น ฟ้าระยะปานกลางทั้งสว่ นจะแผร่ งั สีด้วยกัน ค. ความมุ่งหมายของระบบสายอากาศแบบแอล-กลับ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ผลใน เม่ือไม่สะดวกในการต้งั เสาอากาศดง่ิ ใหส้ ูงได้ เรือ่ งนจ้ี าเป็นเฉพาะในการปฏิบัติงานในเมื่อต้องการใช้ ความถต่ี ่า ๆ ง. สายอากาศแบบแอล-กลับ ซึ่งแสดงในรูป 5-12 เป็นแบบที่ทหารใช้อย่างแพร่หลาย สายอากาศน้ีประกอบด้วยสายอากาศเส้นเดี่ยวซ่ึงจะใช้สายอากาศน้ีเป็นสายอากาศคร่ึงคล่ืน (4-8 MHz) หรอื สายอากาศเสยี้ วคลนื่ ก็ได้ (2-4 MHz)

5-16 รปู ที่ 5-12 สายอากาศแบบแอล-กลับ (INVERTED-L ANTENNA) 5. สายอากาศพนื้ ดินเทียม (GROUND PLANE ANTENNA) แบบหน่ึงของสายอากาศพนื้ ดนิ เทียม (รูปที่ 5-13) ประกอบด้วยตัวแผ่รังสีทางดิ่ง ยาว 1/4 ช่วงคล่ืน และพื้นดินเทียมติดอยู่ด้วย พ้ืนดินเทียมนี้ประกอบด้วยพ้ืนดินเทียม 3 ส่วนทามุม 142 องศากบั สว่ นท่ีต้งั ดิง่ (ตวั สายอากาศ) สว่ นตา่ ง ๆ เหลา่ นอ้ี าจจะเรียกวา่ สายดินเทยี มก็ได้ ก. สายอากาศพน้ื ดนิ เทียมนนั้ ใชเ้ พอ่ื ต้องการใหแ้ ผ่รงั สหี รอื รบั คลื่นในทางระดับโดยรอบตัว ประโยชน์ที่สาคัญของสายอากาศนี้ก็คือสามารถขยายระยะของเคร่ืองวิทยุสนามซ่ึงมีความถี่อยู่ ระหวา่ ง 20–70 MHz ออกไปอกี สายอากาศแบบน้ตี อ้ งตงั้ ใหส้ ูงเพ่ือลดความสญู เสยี เน่อื งจากพื้นดิน ใหน้ อ้ ยทส่ี ดุ รูปท่ี 5-13 สายอากาศพน้ื ดินเทยี ม

5-17 6. สายอากาศแส้ ก. สายอากาศแส้ (รูปที่ 5-14) เป็นสายอากาศท่ีแพร่หลายท่ีสุดซึ่งใช้สาหรับการส่ือสาร ประเภทวิทยุทางยทุ ธวธิ ีในระยะทางใกล้ ๆ คาว่าสายอากาศแส้ใชเ้ รียกการแผ่รังสีซ่ึงอ่อนตัวได้ท่ีใช้ รว่ มกบั เครอื่ งวิทยุชนดิ หอบหว้ิ ไปไดห้ รือเคล่อื นทไ่ี ด้ ข. สายอากาศแส้ ส่วนมากทาจากแท่งโลหะกลวงเป็นท่อน ๆ สามารถแยกออกได้เมื่อใช้ และดว้ ยวธิ นี ี้เองสายอากาศจะมีความยาวน้อยที่สุดในขณะเคล่ือนท่ี และนาไปมาได้สะดวกขึ้นใน เคร่ืองวิทยุชนิดหอบห้ิว น้าหนักเบา บางชนิดสายอากาศสามารถหดลงไปในเคร่ืองวิทยุได้หมด ดังน้นั จงึ มองไมเ่ ห็นสายอากาศเลย ค. มอี ย่หู ลายโอกาสที่สายอากาศแบบแส้จะอยู่บนยานยนต์โดยให้มีความยาวเต็มที่ ทั้งน้ี เพื่อให้สามารถใช้ไดท้ ันทีในขณะทยี่ านยนตเ์ คลอ่ื นท่ี ฉนวนที่ติดต้ังสายอากาศแส้ติดอยู่กับแนบขด ซ่ึงประกอบเข้ากับเหล็กฉากรองรับบนยานยนต์ ฐานแหนบที่ทาให้สายอากาศแส้ลู่ไปทางราบได้ ดงั นั้นจงึ สามารถขับยานยนต์ให้ลอดสะพานหรือเคร่ืองกดี ขวางต่า ๆ ได้ เม่ือสายอากาศกระทบสิ่ง กีดขวางสายอากาศแส้จะไม่หัก เพราะว่าฐานแหนบจะรบั แรงกระแทกไวท้ ้งั หมด คาเตอื น เมอ่ื ปล่อยสายอากาศมีความยาวเต็มที่ในขณะเคล่ือนที่น้ันจะต้องหลีกเลี่ยงมิให้ กระทบกบั สายไฟฟ้าเป็นอันขาด อาจเป็นอนั ตรายหรอื บาดเจ็บสาหัส ถา้ สายอากาศซงึ่ ติดตงั้ บนยาน ยนตด์ ูดเข้ากับสายไฟแรงสงู รูปท่ี 5-14 สายอากาศแสแ้ บบท่วั ๆ ไป

5-18 ง. เม่ือติดต้ังสายอากาศแส้บนยานยนต์ ส่วนท่ีเป็นโลหะของยานยนต์น้ันจะ กระทบกระเทอื นการปฏบิ ัติงานของสายอากาศด้วย ผลก็คือทาให้ทิศทางที่ของยานยนต์พ้นไปนั้น อาจกระทบกระเทือนการส่ง และรับสัญญาณ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อระยะทางไกล หรือใกล้ สัญญาณออ่ น จ. สายอากาศทีต่ ง้ั อยูด่ ้านหลงั ข้างซ้ายของยานยนต์จะส่งสัญญาณแรงที่สุดในแนวทางตรง จากสายอากาศผ่านไปทางด้านหน้าข้างขวา (รูปท่ี 5-15) ในทานองเดียวกันสายอากาศท่ีตั้งอยู่ ดา้ นขวาของยานยนต์จะแผร่ ังสีท่ีมีสัญญาณแรงที่สุดในทิศทางตรงไปด้านหน้าทางซ้าย การรับที่ดี ทสี่ ดุ จะได้จากสัญญาณท่ีเคลือ่ นไปมาในทิศทางทีแ่ สดงไว้เป็นเสน้ ประ ฉ. ในบางกรณีอาจหาทิศทางทีด่ ที ่สี ดุ ได้โดยว่ิงรถเป็นวงกลมเล็ก ๆ จนกระทั่งหาได้ว่าตรง จุดไหนได้รับท่ีดีท่ีสุด โดยปกติแล้วทิศทางที่รับจากสถานีปลายทางได้ดีที่สุดก็จะเป็นทิศทางที่ ส่งออกไปได้ดีที่สดุ เช่นกัน รูปที่ 5-15 ทิศทางทด่ี ที ีส่ ดุ ของสายอากาศแบบแส้ติดต้ังบนยานยนต์ 7. สายอากาศหนุ่ (DUMMY ANTENNA) การใชส้ ายอากาศซึ่งแผ่รังสีได้น้ัน อาจจะเป็นการแสดงท่ีต้ังเครื่องส่งให้ข้าศึกทราบได้โดย การหาทิศดว้ ยวิทยุ และอาจกอ่ ให้เกดิ การรบกวนสถานีอ่นื ซง่ึ ปฏิบัติงาน ณ ความถเี่ ดยี วกันเพื่อขจัด มิให้มีเสียงสัญญาณส่งออกซึ่งอาจจะออกอากาศไปได้โดยมิได้รับอนุญาต ดังน้ันบางครั้งต้องใช้ สายอากาศหุ่น สายอากาศหุ่นนี้จะทาหน้าท่ีเป็นภาระของเคร่ืองส่งโดยไม่มีการแผ่รังสีสัญญาณ ออกไป สายอากาศหุ่นนั้นโดยทั่วไปจะประกอบด้วยตัวต้านทานท่ีไม่มีความเหนี่ยวนา ซ่ึงมีความ ต้านทานสูง และทนกาลังพอที่จะดูดซึมกาลังงานจากเคร่ืองส่ง และทาให้เกิดความร้อนกระจาย

5-19 หายไป สายอากาศหุ่นบางชนิดจะมีมาตรวัดกาลัง (WATTMETER) ของเคร่ืองวิทยุอยู่ด้วยเพื่อ ตรวจสอบกาลังออกอากาศของคลืน่ วทิ ยุจากเครอื่ งสง่ 8. สายอากาศ NVIS NVIS (Near-Vertical Incidence Sky wave) เป็นเส้นทางการแพร่กระจายคล่ืนวิทยุโดย คลืน่ ฟ้าทใ่ี หส้ ัญญาณที่ใช้งานไดใ้ นชว่ งระยะทางโดยปกติ 0–650 กม. (0–400 ไมล์) นาไปใช้สาหรับ การสื่อสารทางทหารโดยเฉพาะอย่างย่ิงในเขตร้อน และสาหรับการติดต่อในบริเวณใกล้เคียงซึ่งมี ข้อจากัดจากการใชร้ ะยะสายตา (Line of sight) คล่นื วทิ ยทุ เ่ี คลื่อนทเี่ กอื บจะเปน็ แนวตั้งขึ้นไปในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ โดยจะหักเห กลับลงมา และสามารถรบั ได้ภายในขอบเขตรัศมสี ูงสุด 650 กม. (400 ไมล์) จากเครื่องส่งสัญญาณ หากความถีส่ ูงเกินไป (กล่าวคอื สงู กวา่ ความถ่ีวิกฤตของ Layer F ของชัน้ บรรยากาศไอโอโนสเฟียร์) การหักเหจะไม่เกิดขึ้น และหากต่าเกินไปการดูดกลืนโดย Layer D ของชั้นบรรยากาศไอโอโนส เฟยี ร์อาจลดความแรงของสญั ญาณ นีไ้ ม่ใชค่ วามแตกตา่ งโดยพื้นฐานระหวา่ ง การแพร่กระจายคลื่น แบบ NVIS และการแพร่กระจายคล่ืนแบบคล่ืนฟ้าท่ัวไป ความแตกต่างในทางปฏิบัติเกิดข้ึนจาก รูปแบบการแผ่รังสีท่ีต้องการท่ีแตกต่างกันของเสาอากาศเท่าน้ัน (ในแนวตั้งสาหรับ NVIS และใน แนวนอนสาหรับ การแพร่กระจายคลื่นแบบคลน่ื ฟา้ ระยะไกลแบบธรรมดา) ความถ่ีท่ีน่าเชื่อถือที่สุดสาหรับการสื่อสาร NVIS อยู่ระหว่าง 1.8 MHz ถึง 8 MHz หากสูงกว่า 8 MHz ความน่าเช่ือถือจะเริ่มลดลง โดยลดลงเหลือเกือบศูนย์ท่ี ความถี่ 30 MHz ความถีท่ ใี่ ช้ไดถ้ ูกกาหนดโดยสภาวะของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ในพื้นท่ีซ่ึงข้ึนอยู่กับตาแหน่ง ทางภูมศิ าสตร์อยา่ งเปน็ ระบบ คล่นื ความถท่ี ัว่ ไปท่ใี ช้ในทีล่ ะติจดู กลางคือ 3.5 MHz ในเวลากลางคืน และ 7 MHz ในช่วงกลางวัน โดยการทดลองใช้ความถ่ี 5 MHz (60 เมตร) ในช่วงกลางคืนของฤดู หนาวในชว่ งท้ายของการเกิด Sunspot หรือ จุดดับบนดวงอาทิตย์ อาจจะต้องใช้ย่านความถ่ี 1.8 MHz สาหรับการแพร่ภาพกระจายเสียงในเขตร้อนระหว่างให้ใช้งานความถี่ในช่วง 2.3 ถึง 5.06 MHz และยา่ นความถีใ่ นการกระจายเสียงระหว่างประเทศใหใ้ ชง้ านความถี่ในช่วง 3.9 ถึง 6.2 MHz การส่ือสารแบบ NVIS ทางการทหารนิยมใช้ในย่านความถ่ี 2-4 MHz ในเวลากลางคืนและ 5-7 MHz ในช่วงกลางวนั ความถี่ของการแพร่กระจายคล่ืนฟ้าแบบ NVIS ท่ีเหมาะสมทีส่ ุดมีแนวโน้มท่ีจะสูงข้ึนในเขต ร้อน และต่ากวา่ ในภูมภิ าคอาร์กตกิ และยงั มคี วามนิยมใช้สูงขึ้นในช่วงปีท่ีเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ สูงด้วย ความถ่ีท่ีใช้งานต้องเปลี่ยนเม่ือเวลากลางวัน และเวลากลางคืน เพราะแสงแดดทาให้ชั้น บรรยากาศรอบนอกสุดท่ีเรียกว่า Layer D เพ่ิมข้ึน ทาให้ความถ่ีต่าในช่วงกลางวันมีประสิทธิภาพ ลดลง ในขณะท่ีความถี่ใช้งานสูงสุด Maximum Usable Frequency (MUF) ซึ่งเป็นช่วงวิกฤต

5-20 ความถข่ี อง Layer F ในชัน้ บรรยากาศไอโอโนสเฟยี ร์ จะเพ่ิมข้ึนเม่ือได้รับแสงแดดมากข้ึน มีแผนที่ แบบเรียลไทมข์ องความถี่วกิ ฤต (Critical Frequency) การใช้ความถี่ต่ากว่าความถี่วิกฤตประมาณ 15% ควรใชง้ านสายอากาศแบบ NVIS ที่มคี วามเชื่อถือได้ บางคร้ังเรียกว่า “ความถ่ีที่เหมาะสมใน การทางาน” หรอื FOT NVIS มีประโยชน์มากทส่ี ุดในพ้ืนท่ภี ูเขาท่กี ารแพร่กระจายคล่ืนแบบ line of sight ไม่ได้ผล หรอื เมือ่ ระยะการสอื่ สารอยนู่ อกระยะ 50 ไมล์ (80 กม.) ของคล่ืนดิน (หรือภูมิประเทศขรุขระและ แห้งแล้งจนคลื่นดินมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ) และน้อยกว่าช่วง 300–1500 ไมล์ (500–2,500 กม.) ของการแพรก่ ระจายคลืน่ ท้องฟ้าในมุมปกติ อีกแง่มุมที่น่าสนใจของการสื่อสาร NVIS คือการ ค้นหาทิศทางของผู้ส่งยากกว่าการส่ือสารคล่ืนดิน (เช่น VHF หรือ UHF) ด้วย สาหรับผู้ใช้การ แพรก่ ระจายคลื่นฟ้าแบบ NVIS สามารถใช้ไดค้ รอบคลมุ พื้นทีท่ ง้ั ประเทศขนาดกลางด้วยต้นทุนที่ต่า กวา่ การใชง้ านดว้ ยความถยี่ า่ น VHF (FM) มาก และครอบคลมุ ในเวลากลางวัน ซึง่ คล้ายกับการแพร่ ภาพคลนื่ ความถ่ีย่าน MF (AM Broadcast) ในเวลากลางคืนด้วยต้นทุนท่ีต่ากว่าและมักมีสัญญาณ รบกวนน้อยกว่า ดังน้นั จะเห็นว่า (1) NVIS ใช้สาหรบั การสอ่ื สารระยะสัน้ ทีอ่ อกไปประมาณ 300 ถึง 400 กโิ ลเมตร (2) วัตถุประสงค์การใช้การแพร่กระจายคล่ืนแบบ NVIS เพื่อใช้ทางทหาร และการภัย พิบัติฉุกเฉิน (EMCOMM.) การกาหนดค่าเสาอากาศ NVIS เป็นองค์ประกอบโพลาไรซ์ในแนวนอน (ขนานกับ พ้ืนผิวโลก) ซ่ึงมีความยาวคล่ืนต้ังแต่ 1/20 (λ) ถึง 1/4 ความยาวคลื่นเหนือพื้นดิน ความสูงที่ เหมาะสมคือความยาวคลื่นประมาณ 1/4 และการแผ่รังสีจากมุมสูงจะลดลงเพียงเล็กน้อยสาหรับ ความสูงไมเ่ กินความยาวคลน่ื ประมาณ 3/8 ความใกล้ชดิ กบั พื้นดินนั้นทาให้รังสีส่วนใหญ่พุ่งตรงขึ้น ประสิทธภิ าพโดยรวมของเสาอากาศสามารถเพม่ิ ขึ้นได้โดยการวางสายกราวด์ให้ยาวกว่าเสาอากาศ ขนาน และอยู่ใต้เสาอากาศโดยตรงเล็กน้อย แหลง่ ข่าวรายหนึ่งกลา่ ววา่ สายกราวดเ์ สน้ เดียวสามารถ ให้อัตราขยายของเสาอากาศไดใ้ นช่วง 3-6 dB แหล่งอ่ืนระบวุ ่า 2 dB สาหรับสายเดี่ยวและเกือบ 4 dB สาหรับสายกราวด์หลาย ๆ เส้น สายกราวด์มีความจาเป็นมากกว่าเม่ือใช้สายอากาศไดโพลที่ ติดตั้งไม่สูงจากพ้ืนดินในพ้ืนท่ีที่พ้ืนดินแห้งแล้ง เน่ืองจากจะสูญเสียพลังงานเป็นจานวนมากไปใน รูปแบบของความรอ้ น ข้อกาหนดเฉพาะเสาอากาศต่าง ๆ (เช่น Sloper, T2FD, Dipole) สามารถใช้สาหรับ การส่อื สารด้วยสายอากาศแบบ NVIS โดยมีท้ังไดโพลแบบแนวนอน หรือไดโพลแบบ V กลับด้าน ที่ความยาวคล่ืนประมาณ 0.2 เหนือพ้ืนดิน ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการส่ง และท่ีความยาวคลื่น ประมาณ 0.16 เม่อื รับ ตามแหลง่ ข้อมูลทางการทหาร และการศึกษาอย่างกว้างขวาง เสาอากาศที่

5-21 ต่ามากนัน้ มีขอ้ จากัดกว่าในการส่งสัญญาณมาก น้อยกว่าในการรับ โดยท่ีท้ังสัญญาณรบกวน และ สญั ญาณจะถูกลดทอนลง การส่อื สารทเ่ี พ่มิ ข้ึนอยา่ งมนี ยั สาคญั จะเกดิ ข้ึนไดอ้ ยา่ งชดั เจนเมื่อท้ังสถานีส่งสัญญาณ และ สถานีรับใช้การกาหนดค่า NVIS สาหรับเสาอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับการดาเนินงานที่มี รายละเอียดต่า เสาอากาศ NVIS เป็นตัวเลอื กท่ดี ี สาหรับการออกอากาศ เสาอากาศท่ัวไปประกอบด้วยไดโพลที่มีความยาวคล่ืนประมาณ 1/4 เหนือพ้นื ดนิ หรอื อาร์เรย์ของไดโพลดังกลา่ ว สามารถใช้ไดโพลสูงสุด 16 ไดโพล ให้สัญญาณท่ี แรงด้วยพลังงานที่ค่อนข้างต่าโดยเน้นสัญญาณในพ้ืนท่ีท่ีเล็กกว่า การจากัดความคุ้มครองอาจถูก กาหนดโดยการพิจารณาดา้ นใบอนญุ าต ภาษา หรือทางการเมือง อาร์เรย์ของไดโพลสามารถใช้เพ่ือ ‘หัน’ รูปแบบ เพ่ือไม่ใหเ้ คร่อื งส่งสัญญาณอยตู่ รงกลางของ footprint เสาอากาศ Broadcast NVIS มักใช้ระบบกราวด์ที่กว้างขวางเพื่อเพิ่มอัตราการขยาย และทาให้มีความคงที่ของรูปแบบ และ อมิ พแี ดนซท์ ม่ี าจากการเปลยี่ นแปลงความชนื้ ของพื้นดนิ คานิยามที่เก่ยี วข้องกับ การแพรก่ ระจายคล่ืนฟา้ แบบ NVIS 1. Maximum Usable Frequency (MUF) ก. ความถ่สี ูงสุดที่ยังสามรถใชไ้ ด้ และหกั เหในชัน้ บรรยากาศไอโอโนสเฟยี ร์ ข. MUF มีการเปล่ยี นแปลงอยู่ตลอดเวลา ค. ความถี่ทสี่ งู กว่า MUF จะทะลุผา่ นช้ันบรรยากาศไอโอโนสเฟยี ร์ 2. Critical Angle of Radiation ก. มุมทีส่ ูงชนั ท่สี ดุ ทส่ี ามารถหักเหสญั ญาณวทิ ยุผา่ นชน้ั บรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ในเวลาใด ก็ตาม และแต่ละการใชง้ านตามสถานการณ์ ข. มุมทส่ี ูงชันทส่ี ุดของการแพรก่ ระจายคล่ืนวิทยุมกี ารเปลยี่ นแปลงอย่างตอ่ เน่อื ง ค. สัญญาณวิทยุทสี่ งู กวา่ มมุ ท่ีสงู ชนั ท่ีสดุ จะทะลุผ่านชนั้ บรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ 3. Vertical-Incidence Critical Frequency ก. The MUF for local sky wave high-angle communication ข. Vertical-Incidence Critical Frequency มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ค. Vertical-Incidence Critical Frequency ความถ่วี ิกฤตระหว่าง 2 MHz ถึง 13 MHz สาหรับชั้น F-layer, มีต้ังแต่ 2 MHz ในเวลากลางคืนที่จุดต่าสุดของรอบสุริยะจนถึง 13 MHz ในช่วงกลางวนั ท่จี ุดสูงสุดของวงจรสุริยะ

5-22 4. เสาอากาศจะแพร่กระจายคล่ืนสองประเภทออกมา: ก. คลื่นฟา้ ข. คลืน่ ดิน รปู ท่ี 5-16 การแพรก่ ระจายของคลน่ื ฟา้ (Sky Wave) 5. การแพร่กระจายของคลน่ื ดนิ ก. คล่ืนดนิ เดินทางใกลพ้ ื้นดนิ ข. คลน่ื ดนิ เดินทางตามส่วนโค้งของโลก ค. เม่ือความถ่สี งู ข้นึ ระยะทางคลืน่ ดนิ จะส้นั ลง รปู ท่ี 5-17 ตารางความสมั พันธข์ องความถี่ และระยะทาง (ไมล์)

5-23 6. การแพรก่ ระจายของคลื่นฟ้า ก. รงั สดี วงอาทิตยส์ รา้ งอเิ ล็กตรอนฟรี และไอออนท่มี ปี ระจุบวกในไอออนโตสเฟยี ร์ ข. เม่อื ไอออนมีความหนาแน่นเพียงพอ และความยาวคลื่นวิทยุยาวพอ คลื่นวิทยุจะหักเห กลับไปยังโลก ค. เวลาชว่ งกลางวันจะเหมาะสมกบั ย่านวทิ ยุความยาว 40 m ง. เวลาช่วงกลางคนื จะเหมาะสมกบั ย่านวิทยุความยาว 80 m รปู ท่ี 5-18 การแพร่กระจายคล่นื ดว้ ยคลน่ื ฟา้ สรปุ : ยา่ นความถท่ี ่ีใช้ NVIS ได้คอื 1) Daytime (กลางวนั ): 40m is the most reliable 2) Twilight (สนธยา): While the D Layer dissipates, 60m might be reliable 3) Nighttime (กลางคืน): 80m is the most reliable 4) Dawn (รุ่งอรณุ ): While the D Layer is forming, 60m might be reliable ก) Maximum Gain and Zenith Gain Dipole ½ λ above ground NVIS dipole รูปที่ 5-19 การจาลองภาพของ Maximum Gain และ Zenith Gain ของ NVIS Dipole

ข) 2D Beamwidths (max. gain to -3 dB) 5-24 Dipole ½ λ above ground NVIS dipole รปู ที่ 5-20 การเปรยี บเทยี บระหวา่ ง Dipole ½ λ และ NVIS Dipole (1) ค) 3D Beamwidths Broadside to Wires Dipole ½ λ above ground NVIS dipole ง) 3D Beamwidths (horiz. & endwire) NVIS dipole Dipole ½ λ above ground

จ) 3D Radiation Pattern 5-25 Dipole ½ λ above ground NVIS dipole 5-22 รูปท่ี 5-21 การเปรียบเทยี บระหวา่ ง Dipole ½ λ และ NVIS Dipole (2) ฉ) Propagation Patterns NVIS dipole Dipole ½ λ above ground รูปที่ 5-22 การเปรยี บเทยี บระหวา่ ง Dipole ½ λ และ NVIS Dipole ของ Propagation Patterns ซ) Mapped Propagation Patterns 1 NVIS dipole Dipole ½ λ above ground

น) Mapped Propagation Patterns 2 5-26 Dipole ½ λ above ground NVIS dipole รูปท่ี 5-23 ตัวอย่างของ Propagation Patterns ด) Bandwidth เราสามารถกาหนดแบนดว์ ิดทข์ องเสาอากาศเป็นส่วนหนงึ่ ของแถบทส่ี ามารถปรับเป็น 2:1 SWR หรอื ต่ากวา่ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง โดยไมต่ อ้ งใชเ้ ครือ่ งรับ รูปท่ี 5-24 ตัวอยา่ ง โปรแกรม SWR Plot

5-27 ต) Installation Height (1) ความสูงในการติดต้งั เป็นส่ิงสาคญั มาก (2) ความสูงท่ีเหมาะสาหรบั NVISจะหกั เหท่ี Zenith Gain สงู สุด (3) สงั เกตว่าความสงู มผี ลตอ่ ความตา้ นทานอยา่ งไร รูปที่ 5-25 Installation Height ท) Ground (Soil) Quality (1) เมอื่ คุณภาพดินลดลงความสงู ท่ีเหมาะสมของ NVIS จะเพมิ่ ข้นึ (2) เมื่อคุณภาพดินลดลง beamwidth ด้านกว้างจะเพิ่มอัตราส่วนให้กับ beamwidth end wire 40m dipol Height Max Gain BS BW EW BW Feed R Feed X Soil Quality 0.175 λ 7.15 dBi 109.0 66.2 64.16 11.37 Very Good 0.195 λ 6.09 dBi 119.0 67.0 72.21 1.76 Average 0.205 λ 4.86 dBi 129.0 67.8 73.90 -7.76 Very Poor รูปท่ี 5-26 ตารางประสิทธิภาพของพืน้ ดิน

5-28 ม) NVIS Inverted Vees 80m Inverted Vee Length = 0.4820 λ 40m Inverted Vee Length = 0.4820 λ Soil Height Gain Soil Height Gain Very Good 0.235 λ 59.27 ft 6.42 dBi Very Good 0.235 λ 32.10 ft 6.19 dBi Avg. 0.245 λ 61.79 ft 5.52 dBi Avg. 0.255 λ 34.83 ft 5.24 dBi Very Poor 0.255 λ 64.31 ft 4.33 dBi Very Poor 0.255 λ 34.83 ft 4.11 dBi รูปที่ 5-27 ตาราง NVIS Inverted Vees ย) การกางเสาอากาศ AT-315 แบบ NVIS รูปท่ี 5-28 การกางเสาอากาศ AT315 แบบ NVIS

5-29 ร) การกางเสาอากาศ AT-1743 แบบ NVIS รูปท่ี 5-29 การกางเสาอากาศ AT-1743 แบบ NVIS ล) การคานวณการกางเสาอากาศแบบแสวงเครือ่ ง DIPOLE แบบ NVIS รูปที่ 5-30 การคานวณการกางเสาอากาศแบบแสวงเคร่อื ง DIPOLE แบบ NVIS

5-30 ตอนที่ 4 สายอากาศแสวงเคร่อื ง 1. สายอากาศฉกุ เฉินหรอื เรง่ ดว่ น บางคราวสายอากาศหักหรือเสียหาย เป็นเหตุให้ขาดการส่ือสารหรือการสื่อสารไม่ดี ถ้ามี ฐานเสาอากาศอะไหล่ก็จะใช้ทดแทนสายอากาศท่ีเสียหายได้ เม่ือไม่มีอะไหล่ก็จาเป็นต้องทา สายอากาศฉุกเฉนิ ข้ึน ขอ้ แนะนาต่อไปนชี้ ่วยในการสรา้ งสายอากาศฉุกเฉิน ก. ขอ้ แนะนาทวั่ ไป 1) สายลวดทด่ี ีท่ีสุดทีจ่ ะทาสายอากาศคือ ทองแดงหรืออลูมิเนียม แต่ในยามฉุกเฉินใช้สาย ลวดชนดิ ใดที่มอี ยกู่ ไ็ ด้ 2) ความยาวที่ถกู ตอ้ งของสายอากาศนั้นถือวา่ สาคญั ดงั น้นั ความยาวของสายอากาศฉุกเฉิน ทจี่ ะนาไปแทนจงึ ควรเทา่ กับความยาวของสายอากาศเดิม 3) สายอากาศทีย่ ึดอย่กู บั ต้นไม้ โดยปกติแล้วจะทนทานต่อพายุแรง ๆ ได้ ถ้าใช้ต้นไม้ท่ีมีลา ตน้ หรอื ก่ิงไม้กิ่งใหญ่ ๆ เป็นท่ียึดเหน่ียว เพื่อรักษามิให้สายอากาศตึงมากเกินไป และป้องกันมิให้ ขาดหรอื ยดื เมื่อต้นไม้โอนเอนให้ต่อสปริงปอกรองในเก่า ๆ เข้ากับปลายข้างหน่ึงสายอากาศ หรือ เอาเชือกร้อยเข้าในลูกลอก หรือห่วงกลมแล้วผูกปลายเชือกไว้กับสายอากาศ ส่วนปลายเชือกอีก ปลายหนงึ่ ถ่วงไว้ด้วยของหนกั ๆ เพอ่ื รกั ษาใหส้ ายอากาศตงึ อย่เู สมอ 4) สายหนวดพราหมณ์ที่ใช้ยึดเสาอากาศทาด้วยเชือกหรือลวดเพื่อให้แน่ใจว่าลวด หนวดพราหมณ์จะไมก่ ระทบกระเทอื นการปฏิบัติงานของสายอากาศ ให้ตัดลวดออกเป็นเส้นส้ัน ๆ หลาย ๆ เสน้ แลว้ นามาต่อกันโดยมฉี นวนค่ัน ข. ประสิทธิภาพของสายอากาศ สายอากาศเรง่ ดว่ นอาจเปล่ียนแปลงสมรรถนะของเครื่องวิทยไุ ด้ มีวิธีง่าย ๆ ท่ีจะใช้เพ่ือหา วา่ สายอากาศเรง่ ดว่ นทางานได้ถกู ต้องหรือไม่ 1) ใช้เครือ่ งรบั ดา้ นปลายทางทดสอบสายอากาศ ถ้าสัญญาณท่ีได้รับจากสถานีแรงแสดงว่า สายอากาศทางานได้ผลดี ถ้าสัญญาณที่รับได้อ่อนให้ปรับความสูง และความยาวของสายอากาศ และสายอากาศกาลงั จนกระทง่ั ได้รับสญั ญาณแรงที่สุด โดยต้ังปุ่มควบคมุ ความดังไว้ทเ่ี ดมิ 2) ชุดวทิ ยุบางชดุ ใช้เครือ่ งสง่ เพ่ือปรบั สายอากาศ ขั้นแรกตั้งปุ่มควบคุมที่เครื่องส่งให้อยู่ใน ตาแหน่งท่ีเหมาะสมสาหรับการปฏบิ ัติงานปกติ แล้วปรับตั้งระบบการส่ง โดยการปรับความสูงของ สายอากาศ ความยาวของสายอากาศ และความยาวของสายส่งกาลัง เพอ่ื ให้ได้กาลงั ออกให้ดีที่สุด คาเตือน อาจบาดเจบ็ สาหัสหรือถึงตายเมื่อสัมผัสกับสายอากาศของเครอ่ื งส่งที่มีกาลงั ปาน กลาง หรือกาลังสงู ให้ปดิ ไฟเครื่องส่งขณะทีเ่ ครอื่ งทาการปรับสายอากาศ

5-31 2. การซ่อมสายอากาศแส้ เม่ือสายอากาศหกั เปน็ สองทอ่ น ท่อนท่หี ักถอดออกมาอาจตอ่ เขา้ กับท่อนที่ติดต้ังอยู่บนฐาน โดยการเชอ่ื มต่อทอ่ นทง้ั สองเข้าดว้ ยกนั ดังรูปท่ี 5-31 ใช้วิธีเช่ือมต่อดังแสดงไว้ในรูปที่ 5-31A เม่ือ ส่วนท้ังสองของสายอากาศท่ีหักยังมีอยู่ และใช้งานได้ให้ใช้วิธีเช่ือมต่อดังแสดงไว้ในรูปท่ี 5-31B เมือ่ สว่ นทีห่ ักออกของสายอากาศหล่นหายไป หรือเสาอากาศแส้น้ันเสียหายอยา่ งมากจนไม่สมควรท่ี จะนาไปใช้อีก เพ่ือที่จะซ่อมสายอากาศให้มีสภาพความยาวตามเดิมของมัน ให้เพ่ิมสายลวดท่ีมี ความยาวเท่ากับส่วนของสายอากาศแส้ที่หายไปแล้ว ผูกมัดเหล็กค้าเพ่ือยึดส่วนท้ังสองของ สายอากาศตอ่ กันได้แนน่ ทาความสะอาดส่วนทั้งสองของสายอากาศให้ทั่วก่อนที่จะต่อสายอากาศ เขา้ กับหลักยดึ ถา้ ทาไดก้ ใ็ ห้บดั กรรี อยต่อใหแ้ นน่ 3. การซ่อมสายอากาศเส้นลวด การซ่อมสายอากาศเส้นลวดเรง่ ดว่ น อาจจดั ได้เปน็ สองประเภทคือ การซ่อมเปลี่ยนเส้นลวด ซึง่ ใช้เปน็ ตัวสายอากาศ หรอื สายสง่ กาลัง และการซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ประกอบชุดท่ีใช้ขึงลวด สายอากาศ ก. เม่ือเส้นลวดหน่ึงหรือหลายเส้นที่ประกอบเป็นสายอากาศขาด อาจซ่อมสายอากาศได้ ดว้ ยการตอ่ เส้นลวดท่ีขาดเหล่าน้ัน ทาได้โดยลดเสาอากาศลงมายังพ้ืนดิน ทาความสะอาดผิวเส้น ลวดแล้วบิดเกลียวเส้นลวดเข้าดว้ ยกนั และถา้ ทาได้กใ็ ห้บดั กรีรอยต่อนั้นด้วย รูปท่ี 5-31 การซ่อมฉุกเฉิน

5-32 ข. ถ้าสายอากาศเสียหายมากจนซ่อมไม่ได้ ก็ให้ใช้สายอากาศเส้นอื่นแทน ต้องแน่ใจว่า สายอากาศท่มี าแทนน้ันมคี วามยาวโดยประมาณเทา่ กับสายอากาศเดิม 4. การซ่อมอปุ กรณย์ ึดสายอากาศ อุปกรณ์ยึดสายอากาศ ต้องซ่อมหรือเปล่ียนในลักษณะเดียวกับสายอากาศ อาจจะใช้ อุปกรณ์บางรายการเพื่อแทนอุปกรณ์ที่เสียหาย และจะทาด้วยวัสดุใด ๆ ก็ได้ท่ีมีความแข็งแรงพอ และมคี วามเปน็ ฉนวนอย่างเหมาะสม ก. ฉนวน ตามปกติสายอากาศจะขึงอยู่ระหว่างสายยึดสองเส้น ซงึ่ ตอ่ อย่กู ับเสา ต้นไม้ หรือ ส่ิงก่อสร้าง โดยธรรมดาสายยึดจะเป็นเส้นลวดหรือเชือกที่มีฉนวนทาด้วยกระเบ้ืองหรือแก้ว เพ่ือ แยกสายอากาศกบั สายยดึ ไม่ใหต้ ่อกันทางไฟฟ้า ถา้ ฉนวนแตก และฉนวนอะไหล่ไม่มี อาจใช้ไม้แห้ง แทนฉนวนนนั้ กเ็ ป็นผลดี รปู ที่ 5-32 แสดงวิธีการทาฉนวนฉุกเฉินด้วยไม้สองวิธี ถ้าใช้เชือกเป็นเส้น สายรั้งสายอากาศ และสายเชือกนั้นแห้งก็อาจต่อเข้าโดยตรงกันกับลวดสายอากาศได้เลย แต่ถ้า เชอื กนน้ั มีลวดโลหะประกอบอย่เู พื่อให้เกดิ ความแขง็ แรงทางกลศาสตรก์ ต็ อ้ งใช้ฉนวนด้วย ข้อสังเกต ไม้หรือเชือกแห้งควรเป็นฉนวนในยามฉุกเฉินเท่าน้ันในเมื่อไม่มีฉนวนท่ีดีกว่า หรอื เมอื่ หามาไมไ่ ด้ รปู ท่ี 5-32 ฉนวนแสวงเคร่ือง

5-33 ข. สายหนวดพราหมณ์ สายยึดทใี่ ชเ้ พอ่ื ใหเ้ สาท่ีขึงสายอากาศแน่นอยู่กับท่ีน้ันเรียกว่าสาย หนวดพราหมณ์ สายยดึ เหลา่ นอี้ าจจะทาดว้ ยเสน้ ลวด เชอื ก หรือเชือกไนล่อนกไ็ ด้ ค. ทอ่ นเสาอากาศ สายอากาศบางชนิดยึดด้วยทอ่ นเสาอากาศ ดังน้ันเม่ือท่อนหน่ึงหักอาจ ใช้เสาทอ่ นอ่นื ทมี่ คี วามยาวเท่ากันเปลยี่ นแทนได้ ถา้ ไมม่ ีเสาอากาศทีย่ าวพอเปลี่ยนแทนก็อาจใช่เสา นน้ั หลายเสามาตอ่ โดยเกยกนั แล้วผกู ใหแ้ น่นด้วยเชือกหรอื ลวด เมือ่ ใหม้ ีความยาวตามตอ้ งการ 5. สายอากาศด่งิ สายอากาศด่ิงนน้ั ปรับให้เหมาะสมได้ ถา้ ความยาวทางไฟฟ้าของเสาอากาศนั้นเท่ากับความ ยาวทางไฟฟ้าของสายอากาศ ซ่ึงปกติจ่ายมากับชุดวิทยุอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้ว่ายาวเท่าไรก็จาเป็น จะต้องสรา้ งให้สายอากาศมีความยาวมากไว้กอ่ นแล้วปรบั ความยาวทางไฟฟ้าโดยตัดออกจนกระทั่ง ได้ความยาวทางไฟฟา้ ที่ดที ีสดุ กรรมวิธกี ารตดั ความยาวลงนี้ใช้ได้กบั ลวดสายอากาศด่งิ แตจ่ ะปฏิบัติ ไม่ได้กบั สายอากาศทีท่ าดว้ ยท่อนโลหะหรอื ท่อนา้ ก. สายอากาศดงิ่ อาจจะแสวงเครอื่ งได้โดยการใช้โลหะ หรือท่อโลหะซ่ึงมีความยาวถูกต้อง ต้ังข้นึ โดยใช้สายหนวดพราหมณ์ยึดปลายล่างของสายอากาศ ควรจะมีฉนวนกันมใิ ห้ถูกดนิ โดยวางไว้ บนทอ่ นไม้ หรอื วสั ดทุ ่เี ป็นฉนวนอนื่ ๆ ข. สายอากาศดิ่งอาจจะประกอบขึ้นด้วยสายลวดท่ียึดไว้กับต้นไม้หรือเสาไม้ สาหรับ สายอากาศดงิ่ สั้น ๆ เสาอาจไม่ต้องใชส้ ายหนวดพราหมณ์ (ถ้าฐานยดึ แน่นดีแล้ว) ถ้าท่อนเสาดิ่งยาว ไม่พอท่จี ะขงึ ให้สายตงึ ไดอ้ าจจาเป็นต้องดดั แปลงการตอ่ ท่ปี ลายสายอากาศ (รปู ท่ี 5-33) รูปที่ 5-33 สายอากาศตง้ั ในสนาม

5-34 ค. วิธขี งึ ลวดสายอากาศดงิ่ อกี วธิ ีหนง่ึ นั้น แสดงไวใ้ นรปู ที่ 5-34 โดยใช้สายขงึ ระหว่างต้นไม้ ใหม้ ีความสูงตามต้องการเพื่อยึดลวดสายอากาศ รูปที 5-34 การขึงสายอากาศดิ่งในสนาม ง. สายอากาศด่ิงอาจจะห้อยลงมาจากกิ่งไม้ก็ได้ (รูปที่ 5-34) ในกรณีน้ีสายอากาศจะต้อง ไม่ไปสมั ผัสกับก่งิ ไม้กิง่ อืน่ อาจจะยดึ ไวด้ ้วยเชือก หรอื วสั ดทุ ่ีคล้ายคลงึ กัน รูปที 5-35 สายอากาศครึ่งคลื่นแสวงเครือ่ ง 6. สายอากาศดงิ่ ครง่ึ คลืน่ ป้อนตรงกลาง (CENTER-FED HALF-WAVE ANTENNA) สายอากาศฉุกเฉินแบบน้ีสามารถทาด้วยลวด และเชือก (รูปที่ 5-35) วางฉนวนไว้ตรง กึง่ กลางสายอากาศพอดี สายป้อนเส้นลวดคู่ หรือสายส่งกาลังต่อที่ฉนวน สายส่งกาลังเส้นหนึ่งต่อ

5-35 กับสายอากาศขา้ งหนงึ่ และสายส่งกาลงั อีกเส้นหน่ึง สว่ นปลายของสายส่งกาลังท่ีจะต่อกับอะไรนั้น ต่อเข้ากบั หมุดสายอากาศทง้ั สองของเครื่องวทิ ยุ ก. ความยาวของลวดสายอากาศสาคญั มาก ตดั ลวดสายอากาศยาวพอดีทสี่ ุดเทา่ ท่จี ะทาได้ ข. ความยาวของสายส่งกาลังกส็ าคัญดว้ ยเหมอื นกัน จะต้องปรบั สายส่งกาลังให้บังเกิดผลดี ท่ีสุด การที่จะทาได้เช่นนั้นต้องติดต้ังสายส่งกาลังให้ยาวกว่าท่ีควรไว้ก่อนแล้วค่อยตัดให้ส้ันเข้า จนกวา่ การทางานจะไดผ้ ลดที ่ีสุด ถ้าใช้สายสง่ กาลังที่เป็นสายเคเบิ้ลร่วมแกน จะตัดให้ส้ันทีละน้อย น้นั ไม่เหมาะสม ค. ถ้าใช้สายโถง อาจเพิ่มพูนสมรรถนะข้ึนได้โดยต่อเส้นลวดเส้นหน่ึงเข้าระหว่างปลาย สายอากาศ (ชนดิ ขัว้ คูพ่ ับ) (FOLDED DIPOLE) ซ่งึ แสดงไวด้ ว้ ยเส้นประในรปู ท่ี 5-35 เส้นลวดเส้นท่ี ตอ่ เขา้ ไปน้จี ะตอ้ งยาวเท่ากบั สายอากาศตัวจรงิ ง. สูตรทั่วไปสาหรับทาความยาวสภาวะของสายอากาศครึ่งคล่ืน และตารางแสดงความ ยาวของสายอากาศครงึ่ คล่ืน สาหรับความถี่ตง้ั แต่ 3 MHz ถึง 76 MHz แสดงไวภ้ าคผนวก ข สายอากาศครึ่งคลื่นป้อนตรงกลางอย่างสั้น ๆ อาจยึดไว้ได้ท้ังเส้นท่อนบนท่อนไม้ สายอากาศดิ่งแบบนี้แสดงไว้ในรูป 5-36A สายอากาศแบบที่คล้ายคลึงกันแสดงไว้ในรูป 5-36B สายอากาศเหลา่ น้หี มุนไปได้ทุกทางเพอื่ ใหไ้ ดส้ มรรถนะที่ดที ่ีสุด ถ้าสายอากาศนี้ตั้งด่ิงสายส่งกาลังก็ ควรจะตอ่ ไปทางระดับใหห้ า่ งอย่างนอ้ ยเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวสายอากาศก่อนที่จะหย่อนลง ไปยงั เครื่องวิทยสุ ายอากาศครึง่ คล่ืนปอ้ นตรงกลางขนาดสน้ั ๆ อาจสร้างขึ้นด้วยคล้าย ๆ กับที่กล่าว มาแล้ว แสดงไวใ้ นรปู ที่ 5-36 ปลายสายอากาศนจี้ ะต่อกบั ทอ่ นไม้แห้ง และดงึ สายอากาศให้โค้งเพ่ือ ทาให้สายอากาศตึง ใช้เสาต้นเดยี ว หรือเสาที่เป็นมัดทาหน้าทเี่ ป็นทอ่ นเสาอากาศ รปู ท่ี 5-36 สายอากาศคร่ึงคลื่นป้อนตรงกลางยกสูง

5-36 รูปท่ี 5-37 วธิ ียดึ สายอากาศดงิ่ ครง่ึ คล่ืน รูปที่ 5-38 สายอากาศแบบขนมเปยี กปนู ครงึ่ ซีก

5-37 รูปท่ี 5-39 สายอากาศรวมคลื่น 7. สายอากาศครึง่ คลนื่ ป้อนตรงปลาย สายอากาศฉุกเฉินแบบนส้ี ามารถทาขึ้นเองได้ ถ้ามีวัสดุเช่น สายสนาม เชือก และฉนวนไม้ ความยาวทางไฟฟ้าของสายอากาศนั้นวัดจากปลายสายอากาศท่ีเคร่ืองวิทยุไปจนถึงปลายอีกข้ าง หน่ึงของสายอากาศ (รูปที่ 5-36B) จะได้สมรรถนะสูงสุดเมื่อวางสายอากาศให้ยาวกว่าท่ีจาเป็น แลว้ ตดั ให้สัน้ ลงจนกระทั่งได้สมรรถนะเป็นท่พี อใจ 8. สายอากาศบงั คับทศิ แสวงเครื่อง สายอากาศดิ่งแบบขนมเปียกปูนคร่ึงซีก (รูปท่ี 5-38) และสายอากาศรวมคล่ืน (รูปท่ี 5-39) เป็นสายอากาศบงั คบั ทิศแสวงเครอื่ งสองแบบซึง่ สามารถใช้กบั ชดุ วทิ ยุ FM สายอากาศเหล่าน้ี บ่งทิศ และรับในทิศทางด้านท่ีต่อความต้านทาน ถ้าใส่ตัวต้านทานซ่ึงเป็นภาระ (LOAD) ไม่ เหมาะสม กใ็ หเ้ พิม่ เติม หรือลดความยาวของสายอากาศได้ สายอากาศเหล่านี้โดยปกติแล้วจะเพ่ิม ระยะทางทางานตามอัตราของเครื่องวิทยุ FM ออกไป 9. สายอากาศแสวงเครอ่ื งแบบ Ground Plane สายอากาศแสวงเคร่ืองแบบพื้นดนิ เทยี ม เป็นสายอากาศท่ีใชง้ านในกรณที ีไ่ ม่สามารถใช้งาน สายอากาศทป่ี ระกอบกับชดุ วทิ ยนุ น้ั ๆ ได้ โดยการสร้างสายอากาศชนิดนี้ต้องคานึงถงึ ความถ่ีใช้งาน เปน็ สาคัญ กลา่ วคือ เม่ือใชค้ วามถี่ใดความยาวของสายอากาศจะต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยเรา สามารถทจ่ี ะสร้างสายอากาศแสวงเครือ่ ง จากความสมั พันธ์ของความถก่ี บั ความยาวของสายอากาศ

5-38 เม่อื λ (แลมบ์ดา) คือ ความยาวของคลืน่ V (Velocity) คือ ความเรว็ ของความถีว่ ทิ ยุ มคี า่ เท่ากบั 3X108 เมตร/วนิ าที F (Frequency)คือ ความถ่ี มีหน่วยเปน็ Hz เมื่อเราสามารถคานวณหาความยาวคล่ืนได้แล้ว เราจะมีสูตรในการทาสายอากาศในแบบ ตา่ ง ๆ ซงึ่ นยิ มใช้คือ ½ แลมบ์ดา หรือ ¼ แลมบ์ดา สาหรับสายอากาศแบบ Ground Plane นิยม ใช้ความยาวคลน่ื แบบ ¼ แลมบด์ า ก. หาความยาวของสายอากาศ และสายดิน โดยหา จากสูตรความยาวของสายอากาศ (เมตร) ใช้ความยาวของ สายอากาศแบบ ¼ แลมบ์ดา ( ) หมายเหตุ ถ้าความถตี่ า่ กวา่ 50 MHz ใหใ้ ช้ 0.95 x ความเร็วของคล่ืนวทิ ยุ (V) ถา้ ความถี่สงู กว่า 50 MHz ให้ใช้ 0.94 x ความเรว็ ของคล่นื วิทยุ (V) เหตุผลท่ีต้องใช้แตกต่างกัน เน่ืองมาจากความยาวจริงของสายอากาศ เม่ือคานวณจาก เคร่ืองวิทยุ จะสั้นกว่าความเป็นจริง ดังนั้นเม่ือเราต้องการหาความยาวสายอากาศแบบ ¼ แลมบ์ดา แทนค่าความยาว สายอากาศแบบ ¼ แลมบ์ดา ดว้ ย L ดังนั้น จะไดส้ ูตรดงั น้ี L = V ตัวอยา่ ง f ความถี่ใช้งาน 40 MHz L = 300x0.95 จะได้ 40 L = 7.125 เมตร จากนัน้ นาค่าทไ่ี ด้ ไปหาร 4 เพอ่ื ใหไ้ ด้สายอากาศแบบ ¼ แลมบด์ า จะได้ความยาว 1.78 เมตร สตู รการหาความยาวของสายดินเทียม มี 3 สตู ร (เลอื กใชต้ ามความเหมาะสม) สูตรทห่ี นง่ึ G = L + L/4 สูตรทส่ี อง G = L + L/3 สตู รท่สี าม G = L + L/2

5-39 ตัวอยา่ งเลือกใชส้ ูตรทีห่ นงึ่ เมือ่ L เทา่ กับ 1.78 เมตร ดังนั้น นาไปแทนคา่ ในสูตรได้ G = 1.78 + (1.78/4) G = 1.78 + 0.45 G = 2.23 เมตร ข. จดั เตรียมอปุ กรณท์ ี่ใช้ทาสายอากาศแสวงเคร่ือง 1) สายโทรศัพทส์ นาม (WD-1/TT) หรือสายไฟ หรือลวดทองแดง 2) อปุ กรณ์ทาฉนวน เช่นพลาสติกแข็ง กระดุม 3) ไม้แห้ง หรอื ทอ่ PVCขนาดเลก็ 4) เทปพันสายไฟ 5) คัตเตอร์ คมี ตัด รปู ท่ี 5-40 การสรา้ งสายอากาศแสวงเครือ่ งแบบพ้นื ดนิ เทียม (1) ค. จัดทาสายอากาศ 1) โดยตัดสายโทรศัพท์สนาม ยาว 1.78 เมตร จานวน 1 เส้น (ให้เผ่ือไว้สาหรับผูกมัด ประมาณ 20 ซม.) ดังนนั้ จะตดั จรงิ 1.78 + 0.20 = 1.98 เมตร 2) จัดทาสายดิน โดยตัดสายโทรศัพท์สนาม ยาว 2.23 เมตร จานวน 3 เส้น (ให้เผ่ือไว้ สาหรับผกู มดั ประมาณ 20 ซม.) ดงั น้นั จะตัดจริง 2.23 + 0.20 = 2.43 เมตร 3) ตัดไม้แห้ง หรือท่อPVC ความยาว 2.23 เมตร (ให้เผื่อไว้สาหรับประกอบอีกประมาณ 10 ซม.) ดงั น้นั จะตดั จริง 2.23 + 0.10 = 2.33 เมตรจานวน 3 ท่อน ใหจ้ ดั ทาตามรปู ตวั อย่าง

5-40 รปู ท่ี 5-41 การสรา้ งสายอากาศแสวงเครื่องแบบพน้ื ดนิ เทยี ม (2) ง. จดั ทาสายนาสญั ญาณ นาสายโทรศพั ทส์ นามพนั เกลยี วจานวน 2 เสน้ ให้ได้ความยาวตามความต้องการโดยเส้นท่ี จะใช้เปน็ สายอากาศจะตอ่ เขา้ ท่ีขัว้ ต่อสายอากาศ (ANT) และอกี เสน้ จะต่อเข้ากับสายดินท้ัง 3เส้น รปู ท่ี 5-42 การสร้างสายอากาศแสวงเคร่อื งแบบพ้นื ดนิ เทียม (3)

5-41 จ. นาสายอากาศแขวนยกสูงข้นึ จากพื้นดนิ ให้มากที่สดุ รูปท่ี 5-43 การสร้างสายอากาศแสวงเครอื่ งแบบพ้ืนดนิ เทยี ม (4)

6-1 บทที่ 6 ปัจจัยควบคุมความเช่อื ถือไดข้ องการสือ่ สารประเภทวทิ ยุ ตอนท่ี 1 การเลอื กทต่ี ้งั 1. ความตอ้ งการทางเทคนคิ ก. ที่ต้ังสถานีวิทยุจะต้องต้ังอยู่ในตำบลท่ีมั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติการสื่อสารกับสถานี อื่น ๆ ทงั้ หมดที่ตนจะปฏบิ ตั งิ านดว้ ย เพอื่ ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพในการสง่ และรับ ควรจะพจิ ารณาปัจจยั ดงั ต่อไปนีค้ อื 1) เนิน และภูเขาระหว่างสถานีตามปกติจำกัดระยะในการทำงานของวิทยุในภูมปิ ระเทศ ที่เป็นเนิน หรือภูเขา ควรจะเลือกที่ต้ังให้อยู่บนลาดเขาท่ีค่อนข้างสูง (รูปท่ี 6-1) ควรจะหลีกเลี่ยง ที่ตั้งซึ่งอยู่ท่ีฐานของหน้าผา หรอื ในโกรกเขา หรือหุบเขาลึก (รูปที่ 6-2) เม่ือปฏิบัติงานด้วยความถ่ี สงู มากกวา่ 30 MHz ควรจะเลือกทตี่ งั้ ซ่ึงให้การส่อื สารเป็นเสน้ สายตาเม่อื กระทำได้ 2) พื้นดินแห้งจะมีความต้านทานสูง และจำกัดรัศมีการทำงานของคล่ืนวิทยุ ถ้าหาก เป็นไปได้ควรตั้งสถานอี ยู่ใกล้พ้นื ดินช้ืน ๆ ซึ่งมีความต้านทานนอ้ ย โดยเฉพาะอย่างย่ิงนำ้ เค็มจะเพิ่ม ระยะการทำงานออกไปไดม้ าก คอื คลนื่ วทิ ยุจะแพร่กระจายไปในน้ำเค็มได้ดี 3) ต้นไม้ที่มีพุ่มหนาทึบจะดูดซึมคลื่นวิทยุไว้ ต้นไม้ใบจะให้ผลร้ายแรงกว่าต้นสน สายอากาศน้ันควรจะให้พน้ พมุ่ ไม้ใบท่ีหนา ๆ ทั้งหมด ข. สิ่งกดี ขวางซง่ึ มนษุ ย์สร้างข้นึ 1) ไมค่ วรเลือกท่ีตง้ั ซง่ึ อยใู่ นอโุ มงค์ หรือใตช้ อ่ งทางผ่าน หรอื ใต้สะพานเหลก็ การส่ง และ รับสญั ญาณภายใต้สะพาน สงิ่ เหลา่ น้เี กอื บจะกระทำไมไ่ ดเ้ พราะมกี ารดดู ซึมคลื่นวิทยอุ ย่างมาก 2) อาคารซึ่งตง้ั อยูร่ ะหว่างสถานีวิทยุ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ท่ีมีโครงเป็นเหล็กหรือคอนกรีต เสรมิ เหล็ก จะเป็นสง่ิ กดี ขวางการส่งคล่นื วิทยุ เนนิ เขาสงู ท่ีโล่งแจง้ ลาดเขาสูง รปู ท่ี 6-1 ท่ตี ้งั ทดี่ สี ำหรบั การสือ่ สารทางวิทยุ

6-2 3) บรรดาสายท่ีวางบนเสาทุกชนิด เช่น สายโทรศัพท์, โทรเลข และสายไฟฟ้าแรงสูง ควรจะหลีกเล่ียงให้พ้นเม่ือทำการเลือกท่ีตั้งสถานีวิทยุ เพราะสายเหล่านั้นจะดูดซึมกำลังจาก สายอากาศซึง่ สง่ คลนื่ ทีต่ ง้ั อยขู่ ้างเคียง นอกจากน้นั ยงั ทำให้มกี ารรบกวน และฮัมข้ึนในเครอื่ งรับได้ 4) ควรหลีกเลี่ยงตำบลท่ีอยู่ใกล้ถนน และทางหลวงซึ่งมีการสัญจรมาก นอกจากเสียง รบกวน และความสับสนซึ่งเกิดจากรถถัง และรถบรรทุกแล้ว การจุดหัวเทียนของยานพาหนะ เหลา่ นอ้ี าจจะทำใหเ้ กดิ การรบกวนทางไฟฟา้ ข้นึ ได้ 5) จะตอ้ งไม่ต้งั เคร่อื งประจหุ ม้อไฟฟ้า และเคร่ืองกำเนดิ ไฟฟา้ ไว้ใกลส้ ถานีวทิ ยุ 6) ไมค่ วรตง้ั สถานวี ทิ ยุให้ใกลช้ ดิ กัน 7) ควรจะต้ังสถานีวิทยุในพ้ืนท่ีท่ีเงียบสงัด พนักงานวิทยุย่อมจะต้องมีสมาธิอย่างมากใน การรับสัญญาณท่ีอ่อน ฉะนัน้ ความสนใจของพนักงานวทิ ยุจึงไม่ควรถกู เสียงทไี่ มพ่ งึ ประสงค์หันเหไป ใกล้เสาไฟฟา้ แรงสูง ใต้อุโมงค์ อยูใ่ นหบุ เขา ใต้สะพานเหลก็ รูปที่ 6-2 ทีต่ ้ังทไี่ มเ่ หมาะสมสำหรบั การตงั้ สถานวี ทิ ยุ (BAD SITE)

6-3 2. ความตอ้ งการทางยุทธวิธี ก. ความต้องการของหน่วยบังคับบัญชา สถานีวิทยุต้ังห่างพอสมควรจากกองบังคับการ หรือท่ีบังคับการของหน่วยซึ่งสถานีวิทยุน้ันประจำอยู่ เพราะว่าการยิงระยะไกลของปืนใหญ่ข้าศึก อาวุธนำวิถี หรือระเบิดจากอากาศยานซึ่งเล็งมาที่สถานีตามผลของการหาทิศของวิทยุของข้าศึก ยอ่ มจะไมท่ ำใหท้ บ่ี ริเวณบงั คับการถูกโจมตไี ปดว้ ย ข. การกำบัง และการซ่อนพรางที่ตั้งซ่ึงได้เลือกไว้นั้น ควรจะมีการกำบัง และซ่อนพรางดี ทสี่ ดุ เท่าทจี่ ะทำได้ ประกอบทง้ั ต้องให้ทำการรับ และส่งสัญญาณไดด้ ดี ว้ ย การกำบัง และซอ่ นพราง ท่ีไม่สมบูรณ์อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อการรับ และส่งสัญญาณได้ ปริมาณความเสียหายท่ีจะ ยอมให้เกดิ ข้ึนไดน้ ั้นขึน้ อยกู่ ับรศั มขี องการทำงานทต่ี ้องการกำลังของเครอื่ งสง่ ความไวของเคร่อื งรบั ประสทิ ธิภาพของระบบสายอากาศ และลักษณะของภมู ิประเทศ เมอ่ื ใช้เครอ่ื งวิทยุทำการสอื่ สารใน ระยะใกล้เทา่ รัศมกี ารทำงานไกลสุดของเคร่อื งนนั้ แล้ว กอ็ าจยอมเสยี ประสิทธภิ าพในการส่ือสารบา้ ง เพื่อให้การซ่อนพรางเคร่ืองวทิ ยจุ ากการสงั เกตการณ์ของข้าศึกได้ดขี นึ้ 3. ขอ้ พิจารณาในทางปฏบิ ัติ ก. ชุดหีบห่อมีสายต่อขนาดยาวเพียงพอที่จะอำนวยให้ปฏิบัติจากท่ีกำบังได้ ในขณะที่วาง เคร่ืองวทิ ยไุ วใ้ ตร้ ะดบั พืน้ ผิวของภูมิประเทศรอบ ๆ และให้สายอากาศอยใู่ นที่โลง่ ข. เครื่องวทิ ยุบางเคร่อื งอาจจะควบคมุ ระยะไกลได้ถึง 100 ฟุต หรอื มากกวา่ น้นั เร่ืองแบบ น้อี าจตั้งไว้ในที่ค่อนขา้ งโล่งแจ้งได้ สว่ นพนกั งานนัน้ ยงั คงอย่ใู นทซี่ ่อนพราง ค. สายอากาศของบรรดาเครอ่ื งวิทยุทั้งหมดจะต้องยกให้พ้นจากผวิ พื้นดิน เพ่ือให้สามารถ ส่อื สารไดต้ ามปกติ ง. สายอากาศของเคร่ืองวิทยุทางยุทธวิธีขนาดเล็กมักจะเป็นแบบแส้ สายอากาศเหล่าน้ี ยากท่จี ะมองเหน็ ได้ในระยะไกล โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ถ้าไม่เป็นเงาตัดกับทอ้ งฟ้า จ. จะต้องหลีกเลี่ยงเส้นเนิน และสันเขาที่โล่งแจ้ง ตำบลท่ีมุมลาดกำบังน้อย ๆ ถัดหลังเขา จะใหก้ ารซ่อนพรางทดี่ ีกวา่ และบางท่ีก็สามารถส่งคล่ืนวิทยไุ ดด้ ีขึ้น ฉ. ตำบลท่ีต้ังถาวร และก่ึงถาวร ควรจะซ่อนพรางให้ดีเพื่อป้องกันการตรวจการณ์ทาง อากาศ และทางพ้นื ดิน อย่างไรกต็ ามไมค่ วรใหส้ ายอากาศแตะตน้ ไม้ พุม่ ไม้ หรือสิง่ ทใี่ ช้พราง การส่ือสารภายในทตี่ ง้ั จะตอ้ งใหม้ ีการตดิ ต่อระหวา่ งเครอ่ื งวทิ ยุ และศูนยข์ า่ วอยูต่ ลอดเวลา โดยการใช้พลนำสารภายใน หรือโทรศัพท์สนาม ควรให้ผู้บังคับหน่วย และฝ่ายอำนวยการเข้าถึง สถานีวทิ ยไุ ดส้ ะดวกด้วย

6-4 4. ข้อพิจารณาสุดท้าย ในการพิจารณาการเลือกที่ตั้งเคร่ืองวิทยุให้บรรลุความต้องการทางเทคนิค และยุทธวิธีได้ ทุกประการอาจทำไดย้ าก จึงตอ้ งพจิ ารณาปจั จยั ความสำเร็จของภารกจิ เปน็ หลกั และพิจารณาข้อดี ขอ้ เสียเป็นเกณฑ์เสี่ยงในภารกิจการส่งวิทยุ ควรจะเลอื กที่ต้ังหลัก และที่ต้ังสำรองไวด้ ้วย ถา้ หากไม่ สามารถวางการสื่อสารดว้ ยวทิ ยุได้ ณ ท่ีตั้งหลัก กอ็ าจจะย้ายเคร่ืองวิทยุไปยงั ที่ตั้งสำรอง ดังนั้นการ วางแผนตดิ ตัง้ วิทยุจงึ มีความสำคัญมาก ตอนที่ 2 ปัจจยั ทเี่ ชือ่ ถอื ได้ทางดา้ นเครอื่ งส่ง 1. ความถ่ี การสื่อสารทางวิทยุสนามส่วนมากใช้คล่ืนพื้นดิน รัศมีการทำงานของคลื่นพื้นดินจะมีระยะ ส้ันลงเม่ือมีความถ่ีท่ีใช้งานของเคร่ืองส่งเพิ่มขึ้น การใช้งานคลื่นพ้ืนดินเร่ิมต้ังแต่แถบคล่ืนความถี่ ปานกลาง (MF) 300–3000 kHz จนถึงแถบคลื่นความถี่สูง (HF) 3-30 MHz เมื่อเคร่ืองส่ง ปฏิบัติงานในย่านความถ่ีมากกวา่ 30 MHz ระยะทางจะจำกัดลง โดยทั่วไปแล้วเกินกว่าเส้นสายตา (Line of Sight) เล็กน้อย ในส่วนของวิทยุท่ีใช้การแพร่กระจายคลื่นฟ้า การเลือกใช้ความถ่ีจะต้อง พิจารณาปัจจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับสภาพภมู ิอากาศ ฤดกู าล และหว้ งเวลาระหวา่ งวันด้วย 2. กำลังออกอากาศ รัศมีการทำงานของสัญญาณท่ีส่งออกไปนั้นจะแปรผันตามกำลังออกอากาศซึ่งแผ่ออกรอบ ดา้ นจากสายอากาศ การเพิ่มกำลงั ออกอากาศนั้นให้ผลต่อการเพ่ิมรัศมีการทำงานออกไปบ้าง และ เม่ือกำลังออกอากาศลดลง รัศมีการทำงานก็ลดลงด้วย ภายใต้สภาพการปฏิบัติงานตามปกติ เครือ่ งสง่ ควรจะปอ้ นกำลังเข้าสสู่ ายอากาศพอท่จี ะทำใหก้ ารสอื่ สารที่เชอื่ ถือไดใ้ หก้ บั สถานีรบั เทา่ น้ัน การส่งสัญญาณท่ีมีกำลังออกอากาศมากเกินไปอาจไม่เกิดความปลอดภัยทางการสื่อสาร เพราะว่า ตำบลของเครื่องส่งน้ันอาจถูกข้าศึกกำหนดที่ต้ังจากการดักรับหาทิศของวิทยุได้ นอกจากนั้น สญั ญาณอาจรบกวนสถานขี องฝ่ายเดยี วกนั ซึ่งปฏิบัตงิ าน ณ ความถ่ีเดียวกันด้วย 3. สายอากาศ ในการพิจารณาออกแบบ และใชง้ านสายอากาศให้ออกอากาศไดส้ งู สุด สายอากาศที่ใชแ้ พร่ คลื่นจะตอ้ งมีความยาวท่เี หมาะกบั ความถี่ท่ีใชง้ าน ภูมิประเทศมีผลในการแพร่คลน่ื ดังน้นั การตดิ ต้ัง สายอากาศต้องคำนึงถึงทิศทางของสายอากาศตลอดจนรัศมีการทำงานของเคร่ืองส่งในทิศทางที่

6-5 ต้องการ ถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรจะทดลองเปล่ียนทิศทางสายอากาศไปหลายแบบเพื่อให้ได้ ประสทิ ธิภาพในการปฏิบัตงิ านทีด่ ีทสี่ ุด 4. ขดี ความสามารถของพนักงาน ความชำนาญ และขดี ความสามารถทางเทคนิคของพนกั งานประจำเครื่องส่ง และเครื่องรับ มีบทบาทสำคัญท่ีจะทำให้ได้รัศมีการทำงานของเครื่องสูงสุดท่ีจะเป็นไปได้ พนักงานต้องพิจารณา การใช้เคร่ืองส่ง การเลือกใช้กำลังออกอากาศ และการเลือกใช้ความถ่ีให้เหมาะสม เพ่ือให้ได้กำลัง ออกอากาศทส่ี งู สดุ รวมถึงการเลอื กใช้สายอากาศส่ง และสายอากาศรับ จะต้องให้เหมาะสมกบั การ ใชง้ าน โดยคำนงึ ถึงลกั ษณะสมบตั ิทางไฟฟ้า และสภาพภมู ปิ ระเทศในทอ้ งถ่นิ ตอนท่ี 3 ปัจจยั ต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วกบั ความเชอ่ื ถอื ไดใ้ นเส้นทางสง่ คลนื่ 1. ความนำ และความสงู ของภมู ปิ ระเทศทอ่ี ยรู่ ะหว่างกลาง ก. ความนำ (CONDUCTIVITY) ชนิดของภูมิประเทศท่ีอยู่ระหว่างเครื่องวิทยุสนาม 2 เคร่ือง เป็นส่ิงกำหนดความนำของพ้ืนดิน และมีผลต่อคล่ืนดิน เช่น ภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้า ราบเรยี บจะมคี วามนำสูง เพราะว่าพนื้ โลกไดด้ ูดซมึ คลื่นพนื้ ดินแตเ่ พยี งเลก็ นอ้ ย พื้นน้ำกว้างใหญ่ก็มี ความนำสูงด้วย ส่วนพ้ืนท่ีที่มีความนำต่ำ เช่น ภูมิประเทศที่เป็นภูเขา พื้นท่ีที่เป็นภูเขาขรขุ ระ และ ผุพงั ในพ้นื ท่ีทม่ี ีแร่อยู่มาก หรอื โกรกเขาลกึ เพราะพื้นโลกอาจดดู ซมึ คลื่นดนิ ไปเสียหมด ข. ความสูง ภูมิประเทศที่เป็นเคร่ืองกีดขวางขนาดใหญ่ระหว่างสถานีส่ง และสถานีรับ จะทำให้ความเชือ่ ถือได้ในการสง่ วทิ ยุลดนอ้ ยลง 2. ระยะทางระหว่างสถานี เครื่องส่งวิทยุกำลังต่ำที่มีรัศมีทำงานจำกัด จะต้องปฏิบัติงานกับเคร่ืองรับ ซึ่งต้ังอยู่ภายใน รัศมีการทำงานท่ีเคร่ืองกำลังสูง ๆ โดยใช้ทั้งคล่ืนดิน และคลื่นฟ้าแรง ๆ อาจจะไปถึงสถานีรับด้วย คลื่นใดคล่นื หนง่ึ หรอื ทง้ั สองคลืน่ ก็ได้ ทง้ั นข้ี ึ้นอยูก่ ับระยะทางระหว่างเคร่อื งส่ง และเครอ่ื งรับ 3. ปัจจยั ระยะกระโดดขา้ ม (SKIP ZONE) การแพร่กระจายคลื่นฟ้าถูกนำมาใช้ในการส่ือสาร จะต้องพิจารณาถึงคุณลักษณะของการ กระโดดข้ามด้วย ในบางขณะระหว่างกลางวัน หรือกลางคืน ณ บางความถ่ีอาจจะมีสถานีรับซ่ึง ตัง้ อยู่ในยา่ น ‘กระโดดข้าม’ (SKIP ZONE) จึงไมอ่ าจรับสัญญาณจากเครอื่ งสง่ ได้

6-6 ตอนท่ี 4 ปจั จัยทางความเชอ่ื ถอื ได้ของเคร่อื งรบั 1. ความไว และการเลอื กเฟน้ ของเครอ่ื งรบั (Sensitivity and Selectivity) ความไวเป็นเครื่องแสดงการสนองตอบของวงจรวิทยุที่มีต่อสัญญาณ ณ ความถ่ีซ่ึงถูก ปรับตั้งไว้ว่ามีมากน้อยเพียงไร การเลือกเฟ้นเป็นเคร่ืองแสดงว่าเครื่องรับสามารถแยกสัญญาณท่ี ตอ้ งการออกจากสัญญาณของความถี่อืน่ ๆ ได้มากน้อยเพียงใด ถ้าหากวา่ ต้องการความไว และการ เลือกเฟ้นสูงสุดแล้วจะต้องปรับแต่งเคร่ืองรับให้เหมาะสม และใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับ การรบกวนทมี่ ีอยใู่ นวงจรเปน็ ปจั จยั ท่ีจำกัดความไวของเครอ่ื งรบั 2. สายอากาศรบั ในการสื่อสารด้วยวิทยุสนาม แบบของการสร้างท่ีตั้ง และลักษณะทางไฟฟ้าไม่มีปัญหาต่อ การปฏิบัติงานของสายอากาศรับเหมือนอย่างเช่นสายอากาศส่ง สายอากาศรับนั้นจะต้องมีความ ยาวเพียงพอและจะต้องประกบ (COUPLING) เข้ากับวงจรทางเข้า (INPUT) ของเครื่องรับ และ ในบางกรณีก็ต้องให้มขี ้วั เหมือนกบั สายอากาศส่ง 3. การรบกวนจากแหลง่ ธรรมชาติ ก. การรบกวนวิทยุจากแหลง่ ธรรมชาติ อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คอื 1) การรบกวนของบรรยากาศจากพายุไฟฟา้ (IONO) 2) การรบกวนของรังสีดวงอาทิตย์ และคอสมิก อันเน่ืองจากการระเบิดในดวงอาทิตย์ และดวงดาวอื่น ๆ 3) การเกดิ ไฟฟ้าสถิตจากอนุภาคทม่ี ีประจไุ ฟฟา้ ในบรรยากาศ อนุภาคเหล่าน้อี าจจะเป็น ฝน ลูกเหบ็ หิมะ ทราย ควนั หรือฝุน่ ละออง อนภุ าคท่ีแห้งทำใหเ้ กิดประจุไฟฟา้ ได้มากกว่าอนุภาคที่ เปยี กชนื้ 4) การจางหาย (Fading) เนื่องจากการรบกวนในมัชฌิม ซึ่งคลื่นวิทยุได้แพร่กระจาย ผ่านไป ข. การรบกวนดังกล่าวข้างต้นน้ัน จะปรากฏอยู่ในเคร่ืองอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสียงรบกวน เสียงรบกวนน้ีแสดงออกมาเป็นเสียงในหูฟัง หรือลำโพง และแสดงออกเป็นสิ่งผิดปกติในด้าน ทางออกของเคร่ืองปลายทางอ่ืน ๆ มีการรบกวนแทบทุกความถี่ แต่อาจจะลดน้อยลงได้มากเม่ือ ความถส่ี ูงขึ้น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook