บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 144 ลักษณะทางกายภาพเด่นของ โฮโม แฮบิลิส ที=แตกต่างจากออสตราโลพิเทซีนส์ ได้แก่ ขนาดสมอง โดย โฮโม แฮบิลิส มีความจุสมองประมาณ 630 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร ซงึ= มมี ากกวา่ ความจุสมองของ ออสตราโลพิเทคสั แอฟริกานสั ถงึ 40% กะโหลกของ โฮโม แฮบิลิส ค่อนข้างกลมมนคล้ายของมนษุ ย์ปัจจุบนั แตห่ นากว่า จากการศึกษาลักษณะภายในของกะโหลกก็พบว่ามีร่องรอยเป็ นเส้ น (fissures) เหมือนกบั ท=ีพบในกะโหลกมนษุ ย์ปัจจุบนั ซงึ= แสดงว่าโครงสร้างสมองมคี วามซบั ซ้อน และ อาจจะเชือ= มโยงกบั ความสามารถในการใช้ภาษากไ็ ด้ ฟันของ โฮโม แฮบิลิส มีขนาดเล็กกวา่ ฟันของออสตราโลพเิ ทซีนส์ แต่ยงั ใหญ่กว่า ฟันของมนษุ ย์ปัจจุบนั โดยเฉพาะฟันกรามมีขนาดเลก็ ลงมาก (รูปท=ี \\.Z) เลก็ กว่าฟันของ ออส ตราโลพิเทซีนส์ ส่วนโครงกระดูกของ โฮโม แฮบิลิส มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับ ออสตราโลพิเทคสั อฟาเรนซิส คอื รูปร่างเล็กและมีแขนยาว รูปที= \\.Z ฟันของ โฮโม แฮบิลิส โฮโม แฮบิลิส รู้จกั ทําเคร=ืองมือหินกะเทาะ ซึ=งเครื=องมือหินแบบนีพ) บครัง) แรกใน แหล่งโอลดูไว (Olduvai) นักโบราณคดีจึงเรียกเคร=ืองหินแบบนีว) ่า “เคร$ืองมือหินแบบ โอลโดวาน” (Oldowan Tool) ต่อมาพบเครื=องมือหินแบบโอลโดวานในแหล่งโบราณคดี หลายแห่งในแอฟริกา เคร=ืองมือหินแบบนีเ) ป็นเครื=องมือหินที=เก่าแก่ท=ีสุดในโลก (อายุ ประมาณ 2.5 ล้านปีมาแล้ว) และมักพบร่วมกับซากบรรพชีวินของ โฮโม แฮบิลิส และ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส เครื=องมือหนิ ประเภทเป็นนที ) ําจากหนิ ภเู ขาไฟและหนิ ควอร์ทซ รูปร่าง พอเหมาะมอื กะเทาะอยา่ งง่าย พอให้มีคมรอบข้าง มหี ลายรูปแบบ (รูปท=ี \\.•) สามารถ ใช้งานได้หลายลักษณะ ทัง) สับตัดก็ได้ หรือใช้ห=ันเนือ) ก็ได้ ซ=ึงแสดงว่า โฮโม แฮบิลิส ใช้เคร=ืองมือหินชนดิ นใี ) นการสบั ตดั ชนิ ) เนือ) เพือ= บริโภค
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 145 รูปท=ี \\.• เคร=ืองมือหนิ แบบ โอลโดวาน หลักฐานท=ีมีอยู่ปัจจุบันบ่งชีว) ่า โฮโม แฮบิลิส เป็น scavenger หรือพวกท=ีใช้ ประโยชน์จากเศษสิ=งของที=มผี ู้ทิง) ไว้ เพราะพบร่องรอยตัด (cut-marks) บนกระดูกทีม= ีเนือ) น้อย เช่น กระดูกขาส่วนล่าง และมักเป็นกระดูกท=ีเป็นชิน) ส่วนบางส่วนท=ีถูกสัตว์อ=ืนทิง) เหลือไว้ มากกวา่ จะพบกระดกู ทงั) โครงที= โฮโม แฮบิลิส ลา่ มาได้เอง จากหลกั ฐานดงั กล่าว อาจจะกล่าวได้ว่า โฮโม แฮบิลิส อาจจะคอยเก็บหรือใช้ประโยชน์จากสิ=งที=สัตว์กินเนือ) เหลือทิง) ไว้ มากกวา่ จะเป็นนกั ล่าสตั ว์โดยตรง โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส (Homo rudolfensis) ถกู ค้นพบครงั) แรกเมื=อปี c‚\\@ ท=ีแหล่ง กูบี ฟอรา (Koobi Fora) ใกล้ชายฝ=ังตะวันออกของทะเลสาบเทอร์คานา ในประเทศ เคนยา (Wood 1991) หลกั ฐานท=พี บเป็นกะโหลก และชิน) ส่วนกะโหลก (รูปที= \\.B) ตอ่ มา ในปี c‚‚Z ก็มกี ารค้นพบซากกระดกู ขากรรไกรลา่ งที=แหลง่ อูราฮา (Uraha) ทางตอนเหนือ ของประเทศมาลาวี (Schrenk et al. 1993)
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 146 รูปที= \\.B กะโหลกของ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส ปรากฏขึน) เม=ือประมาณ @.• ล้านปีมาแล้ว และสูญพนั ธ์ุไป เมอ=ื ประมาณ c.T ล้านปีมาแล้ว เดิมถกู จดั ให้เป็น โฮโม แฮบิลิส แต่ต่อมาพบวา่ มลี กั ษณะ ทแี= ตกตา่ งจาก โฮโม แฮบิลิส เชน่ มีความจุสมองที=มากกวา่ กลา่ วคือ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส มคี วามจุสมองประมาณ \\‹f ลกู บาศก์เซนติเมตร ในขณะท=ี โฮโม แฮบิลิส มคี วามจุสมอง ประมาณ TZf ลกู บาศก์เซนติเมตร (รูปที= \\.T) นอกจากนีส) ่วนล่างของใบหน้าของ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส ก็ไม่ยื=นออกมามากนกั แต่ลักษณะอ=ืนๆ คล้ายกับออสตราโลพิเทซีนส์ มากกวา่ โฮโม แฮบิลิส เชน่ ใบหน้าแบนและกว้าง และฟันกรามมขี นาดใหญ่ รูปท=ี \\.T เปรียบเทียบกะโหลกของ โฮโม แฮบิลิส (ซ้าย) กับ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส (ขวา)
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 147 โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส รู้จกั ทําและใช้เครื=องมอื หนิ แบบโอลโดวานเช่นเดียวกับ โฮโม แฮบิลิส ซึ=งแสดงว่าเป็นกล่มุ ท=ีเสาะหาแหล่งอาหารที=หลงเหลือจากการล่าของสตั ว์อื=นๆ ไม่ใช่เป็นนกั ล่าสัตว์เอง และคงจะอาศัยอย่ใู นสภาพแวดล้อมที=เป็นป่ าไม้แบบเดียวกบั ที= โฮโม แฮบิลิส อาศัยอยู่ ก่อนจะสูญพันธ์ุไปเม=ือประมาณ c.T ล้านปีมาแล้ว และมี โฮโม สายพันธ์ุอ=ืนเข้ามาแทนที= หรืออาจจะวิวฒั นาการไปเป็น โฮโม อีเรกตสั หรือ โฮโม เออร์แกสเตอร์ ต่อไป (McHenry and Coffing 2000) โฮโม อเี รกตสั โฮโม อีเรกตสั (Homo erectus) โดยรากศัพท์มีความหมายว่า “มนุษย์ที=เดินตวั ตรง” ซากบรรพชวี นิ ของ โฮโม อีเรกตสั ถกู ค้นพบครัง) แรกในปี c‹91 ทแ=ี หลง่ ตรินลิ (Trinil) บนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย โดยนักกายภาพชาวดัตช์ ช=ือ อูจีน ดูบัวส์ (Eugene Dubois, 1858-1941) ซากบรรพชีวินท=ีพบประกอบด้วยกะโหลกศีรษะ (รูปที= \\.\\) และ ชิน) ส่วนกระดูกต้นขา ซ=ึงขณะนนั) ดูบวั ส์คิดว่าเป็นหลักฐานท=ีเก่าแก่ท=ีสุดที=บ่งบอกว่าสตั ว์ บางชนิดมกี ารเดนิ สองขา ลกั ษณะคล้ายลงิ ไม่หาง ดงั นนั) เขาจงึ ตงั ) ชอื= ว่า พธิ แิ คนโทรปัส อีเรกตัส (Pithecanthropus erectus) ซง=ึ แปลวา่ “มนษุ ยว์ านรท=ีเดินตวั ตรง” (erect ape- man) หรือท=ีบางคนเรียกว่ามนุษย์ชวา (Java Man) (Theunissen 1989) และดบู ัวส์ยัง กลา่ วด้วยวา่ เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้อาจเป็นแหลง่ กาํ เนิดของมนษุ ย์ รูปท=ี \\.\\ ชิน) สว่ นกะโหลกของ โฮโม อีเรกตสั จากแหล่งตรินลิ อินโดนเี ซีย หลังจากการค้นพบซากบรรพชีวินของ โฮโม อีเรกตสั ในอินโดนีเซียแล้ว ต่อมามี นักมานุษยวิทยาชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาศึกษากําเนิดมนษุ ย์ในเอเชียมากขึน) จนมี การค้นพบ “มนษุ ยว์ านรท=เี ดินตวั ตรง” ในพืน) ตา่ งๆ เพม=ิ ขึน) ทงั) ในประเทศอินโดนีเซีย และ
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 148 ในท=อี นื= ๆ เชน่ ในประเทศจนี พบซากบรรพชวี ินทพ=ี บครัง) แรกทแ=ี หล่งถํา) โจวโกวเตียน ใกล้ กับกรุงปั กก=ิง ดังนัน) จึงตัง) ชื=อว่า ซีแนนโทรปั ส เปกินเนนซิส (Sinanthropus pekinensis) ซ=ึงแปลว่า “มนุษย์จีน แห่งปักกิ=ง” หรือท=ีเรียกว่า “มนุษย์ปักก$ิง” (Peking Man) นอกจากนยี ) งั มรี ายงานการค้นพบซากบรรพชีวนิ ชิน) ส่วนกะโหลก (จํานวน • ชิน) ) ที= อําเภอเกาะคา จังหวดั ลําปางของประเทศไทยด้วย (รูปท=ี \\.‹) โดยผ้คู ้นพบเช=ือว่าน่าจะ เป็นชิน) ส่วนกะโหลกของ โฮโม อีเรกตสั และจึงตัง) ช=ือว่า “มนุษย์ลําปาง” (Lampang Man) (สมศักด¢ิ ประมาณกิจ และวฒั นา สุภวนั @B••) อย่างไรก็ตาม ผ้เู ชี=ยวชาญด้าน มานุษยวิทยากายภาพบางทา่ นท=ีได้ตรวจสอบซากบรรพชีวินดงั กล่าวเสนอว่าอาจจะเป็น กระดกู ของ โฮโม อีเรกตสั หรือไม่ก็เป็นของลงิ ไม่มีหางสกลุ หนง=ึ ก็ได้ (Tobias 2001) รูปที= \\.‹ ชนิ ) สว่ นกะโหลกซงึ= เชอื= วา่ เป็นของ “ลําปางแมน” ในทวีปแอฟริกาก็มีการค้นพบซากบรรพชีวินที=มีลกั ษณะคล้ายกับที=พบในเอเชีย และยังมีอายุเก่ากว่าที=พบในเอเชียด้วย ซากบรรพชีวินท=ีพบจากแต่ละพืน) ท=ีทัง) ในเอเชีย และแอฟริกามีความเหมือนและแตกต่างอยู่บ้าง จนท้ายที=สุดมีการจดั อนุกรมวิธานกัน ใหม่ และเปลยี= นช=ือจาก พิธิแคนโทรปัส อีเรกตสั และ ซีแนนโทรปัส เปกินเนนซิส มาเป็น ชือ= เดยี วกนั วา่ โฮโม อีเรกตสั มาจนถงึ ปัจจบุ นั เนื=องจาก โฮโม อีเรกตสั ท=ีเก่าแก่ที=สดุ พบในแอฟริกา ดงั นนั) ทฤษฎีทยี= อมรบั กนั มา นานคอื ทฤษฎที ีก= ล่าวว่าโฮมนิ ิดส์สกุลแรกท=อี พยพออกจากแอฟริกาคือ โฮโม อีเรกตสั ซึง= เดินทางออกจากแอฟริกาเมื=อประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว แต่ทฤษฎีนีก) ็ถูกท้าทายเมอื= มี การค้นพบหลกั ฐานทเ=ี ป็นกะโหลกและขากรรไกรล่าง (รูปท=ี \\.‚) ซึง= พบในปี 1991 ที=แหล่ง
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ยส์ กุล โฮโม 149 โบราณคดี ดมานิชิ (Dmanisi) ในสาธารณรัฐจอร์เจีย (เคยเป็นส่วนหนึ=งของรัสเซีย) ซ=ึง ตงั ) อย่จู ุดก=งึ กลาง Z ทวปี (แอฟริกา เอเชยี และยโุ รป) พอดี ลักษณะของขากรรไกรและฟันที=พบท=ีดมานิชิเหมือนกับของ โฮโม อีเรกตัส กําหนดอายุอยู่ระหว่าง c.\\ - c.‚ ล้านปีมาแล้ว (Gabunia and Vekua 1995; Brauer and Schultz 1996) ถ้าการกําหนดอายถุ ูกต้องก็แสดงวา่ มีประชากร โฮโม อีเรกตสั บาง กลมุ่ เดนิ ทางลา่ สตั วม์ าเรื=อยๆ จนออกจากแอฟริกา ซึ=งจดั เป็น โฮโม อีเรกตสั ชุดแรกที=ออก จากแหล่งมาตุภมู ิในแอฟริกา อย่างไรก็ตามในปี @ffc ก็มีการค้นพบกะโหลกจากแหล่ง เดียวกันอีก แต่มีขนาดเล็กกว่า และมีสมองเล็กกว่า โฮโม อีเรกตัส ซ=ึงอาจแสดงว่ามี โฮมินิดส์สกุล โฮโม อีกสายพันธ์ุหน=ึงอพยพออกจากแอฟริกาเม=ือประมาณ 1.8 ล้านปี เช่นเดียวกบั โฮโม อีเรกตสั แต่การตีความนีย) งั ต้องรอการค้นพบและพิสูจน์หลักฐานอีก ครัง) โดยเฉพาะการกําหนดอายุ เนอ=ื งจากยงั ไม่สามารถอธิบายได้วา่ ทําไม โฮโม อีเรกตสั จึงรีบเดินทางออกจากแอฟริกาหลงั จากท=ีกําเนดิ ขึน) มาบนโลกได้ไมน่ าน มนี กั วิชาการบาง ท่านเสนอว่าซากขากรรไกรล่างที=พบท=ีดมานิชิน่าจะมีอายุประมาณ c.B - c.f ล้านปี เท่านนั) ไม่น่าจะเกา่ แกถ่ งึ c.‹ ล้านปี (Delson 2000) รูปที= \\.‚ ซากบรรพชีวินที=พบที= ดมานิชิ มลี กั ษณะคล้าย โฮโม อีเรกตสั หลกั ฐานทมี= อี ย่ใู นปัจจุบนั บ่งชวี ) า่ โฮโม อีเรกตสั มีกําเนดิ ในแอฟริกา แล้วต่อมามี บางส่วนอพยพไปท=ีอื=น แหล่งโบราณคดีท=ีพบหลักฐานเก=ียวกับ โฮโม อีเรกตสั นอกจาก แอฟริกาแล้ว ส่วนมากอยใู่ นทวีปเอเชีย เช่น จีน ปากีสถาน อินโดนีเซีย และไทย เป็นต้น
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กลุ โฮโม 150 น่าสงั เกตว่าในปัจจุบนั เรายังไม่มีหลักฐานที=แน่ใจได้ว่า โฮโม อีเรกตสั เดินทางเข้าทวีป ยโุ รป เนอ=ื งจากยงั ไม่พบซากบรรพชวี นิ ของ โฮโม อีเรกตสั ในยโุ รป คําถามสําคญั ก็คือทําไม โฮโม อีเรกตสั บางส่วนจึงอพยพออกจากแอฟริกา และ การอพยพเป็นอย่างไร นักวิชาการบางท่านเสนอว่าการอพยพเป็นไปโดยอตั โนมัติ ไม่มี สาเหตใุ ดพิเศษ โดยให้เหตผุ ลว่า โฮโม อีเรกตสั มีความรู้ในการทําเครื=องหินเป็นอย่างดีอยู่ แล้ว และมีลักษณะทางชีววิทยาท=ีสามารถจะปรับตวั ได้เม=ือเดินทางเข้าสู่พืน) ท=ีใหม่ การ อพยพใช้เส้นทางจากแอฟริกาตะวนั ออก มงุ่ ขึน) ทางเหนอื จนถงึ ทางตะวนั ออกเฉียงเหนือ ของแอฟริกา เข้าสเู่ อเชียตะวนั ตก จากนนั) อาจมบี างกลมุ่ อพยพไปทางตะวนั ออกเข้าส่จู ีน และอินโดนีเซีย และบางกลมุ่ เดนิ ทางไปทางเหนือและทางตะวนั ตกเข้าสู่ยโุ รป (Klein and Edgar 2002:117) ซากบรรพชวี ินของ โฮโม อีเรกตสั ท=ีมอี ายเุ ก่าแกท่ สี= ดุ ท=ีพบในแอฟริกา กาํ หนดอายุ ได้ 1.8 ล้านปี และซากบรรพชีวินที=มีอายุน้อยที=สุดกําหนดอายุได้ประมาณ 200,000 ปี มาแล้ว ส่วนซากบรรพชีวินที=พบนอกทวีปแอฟริกาท=ีเก่าแก่ที=สุดมาจากแหล่งอูไบดิยา (Ubeidiya) ในประเทศอสิ ราเอล อายปุ ระมาณ c.• - c.f ล้านปีมาแล้ว (ดตู ารางที= 7.1) ตารางที= 7.1 รายชื=อแหลง่ โบราณคดีสําคญั ในแอฟริกาและเอเชยี ทพ=ี บ โฮโม อีเรกตสั พืนK ท$ีท$ีพบ ประเทศ แหล่งท$ีพบ อายุ (ล้านปี ) แอฟริกาตะวนั ออก เคนยา ทะเลสาบเทอร์คานาตะวนั ออก 1.8 ทะเลสาบเทอร์คานาตะวนั ตก 1.6 แทนซาเนีย โอลดไู ว กอร์จ (Olduvai Gorge) 1.2 - 0.7 แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐ สวาร์ตครานส์ (Swartkrans) 1.7 - 0.9 อาฟริกาใต้ แอฟริกาเหนอื อลั จเี รีย เทอร์นิไฟน์ (Ternifine) หรือปัจจบุ นั 0.7 เรียกวา่ Tighenif โมรอคโค ซาเล (Sale) 0.2 เอเชียตะวนั ตก อสิ ราเอล อูไบดยิ า (Ubeidiya) 1.4 - 1.0 เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ อนิ โดนีเซีย แซงจิแรน (Sangiran) 1.75 ตรินิล (Trinil) 0.9? ซมั บงั มาจนั (Sambangmachan) 0.4 งานดอง (Ngandong) 0.25 ไทย ลาํ ปาง (Lampang) 0.5 เอเชียตะวนั ออก จีน แลนเทียน (Lantian) 0.8 โจวโกวเตียน (Zhoukoudian) 0.5 - 0.2 เหอเซียน (Hexian) 0.25 ทม=ี า: สมศกั ด¢ิ และวฒั นา 2544; Klein 1989; Larsen et al. 1991; Rightmire 1990; Swisher et al. 1994
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ยส์ กุล โฮโม 151 อย่างไรก็ตามหากกล่าวถึงช่วงเวลาการแพร่กระจายของ โฮโม อีเรกตสั ก็พบว่า ช่วงเวลาจะเหลื=อมซ้อนกับ โฮโม แฮบิลิส อย่บู ้าง ซ=ึงแสดงว่าเกิดความไม่แนน่ อนในเร=ือง การกําหนดอายุและการกําหนดสายพันธ์ุที=พบก็ได้ เพราะดูเหมือนว่าจะมีการค้นพบ หลกั ฐานใหม่ท=ีขัดแย้งกบั ข้อมูลเดิมอย่เู สมอในช่วงทศวรรษที=ผ่านมา หรือไม่ก็เป็นเร=ือง ของวิวฒั นาการจากรุ่นพ่อแมส่ ่รู ุ่นลูกที=บางกลุ่มของ โฮโม แฮบิลิส ได้วิวัฒนาการมาเป็น โฮโม อีเรกตสั แต่บางกล่มุ ก็สูญพนั ธ์ุไป อาจมีประชากรบางกล่มุ ของ โฮโม แฮบิลิส ที= ยงั คงลกั ษณะอย่างเดิมหรือมีชีวิตอย่ตู ่อมาในช่วงเวลาหนึ=งหลังจากที= โฮโม อีเรกตสั เร=ิม ถือกําเนดิ ขนึ ) แต่เดมิ นกั วจิ ยั หลายทา่ นเช=อื ว่า โฮโม อีเรกตสั ท=ีพบในเอเชยี มีอายไุ ม่เก่ามากนกั เมื=อเทียบกับ โฮโม อีเรกตสั ที=พบในแอฟริกา กล่าวคือ โฮโม อีเรกตสั ในแอฟริกาท=ีเก่า ที=สดุ กําหนดอายไุ ด้ 1.8 ล้านปี ส่วน โฮโม อีเรกตสั ในเอเชียกําหนดอายุได้ประมาณ 1 ล้านปี ถ้าเป็นดงั นีก) ็แสดงวา่ โฮโม อีเรกตสั อาศยั อยใู่ นแอฟริกานานถึง 800,000 ปีกอ่ น จะอพยพออกไปท=ีอ=ืน อย่างไรก็ตามหลักฐานเกี=ยวกับ โฮโม อีเรกตัส ที=พบที=แหล่ง แซงจิแรน (Sangiran) ในอินโดนีเซีย กําหนดอายุด้วยวิธีอาร์กอน-อาร์กอน (Argon- Argon Dating) ได้ค่าอายุประมาณ 1.7 ล้านปี (Swisher et al. 1994) ถ้าการกําหนด อายุถูกต้องน่าเชื=อถือก็แสดงว่ามีประชากร โฮโม อีเรกตัส บางกลุ่มอพยพออกจาก แอฟริกาเร็วกวา่ ทเ=ี ชือ= กนั แต่เดมิ หลักฐานเก=ียวกับประชากร โฮโม อีเรกตัส ในยุโรปยังไม่ชัดเจนนัก หลักฐาน ส่วนมากทพ=ี บในยโุ รปมักเป็นแหล่งโบราณคดีท=ีพบเคร=ืองมือหิน มากกวา่ ทเ=ี ป็นซากบรรพ ชีวิน และแม้ว่าเคร=ืองมือหินท=ีพบจะมีลกั ษณะที=เป็นแบบฉบบั ของกล่มุ โฮโม อีเรกตสั แต่ก็พบว่าเครื=องมือหินดังกล่าวพบร่วมกบั ฟอสซิล โฮโม เซเปี ยนส์ ด้วยเช่นกัน แหล่ง โบราณคดีเพียงแหล่งเดยี วในยโุ รปทีพ= บเครื=องมือหินและหลกั ฐานเป็นขากรรไกรล่างท=ีเชื=อ ว่าสมั พนั ธ์กบั โฮโม อีเรกตสั คอื แหลง่ ดมานิซิ ในสาธารณรฐั จอร์เจยี ดงั ได้กล่าวไปแล้ว โฮโม อีเรกตสั สามารถปรับตวั อาศยั อยบู่ นโลกได้ยาวนานหลายรุ่น รวมระยะเวลา ประมาณ 1.6 ล้านปี ซ=ึงเป็นระยะเวลาท=ียาวนานมาก และยาวนานมากกว่าสายพนั ธ์ุใด ในโฮมินิดส์สกุล โฮโม (แม้แต่สายพันธ์ุ โฮโม เซเปี ยนส์ อย่างมนุษย์ปัจจุบนั กย็ ังไมแ่ นว่ ่า จะสามารถดํารงเผ่าพนั ธ์ุได้ยาวนานเหมอื นกับ โฮโม อีเรกตสั ) ดังนัน) อาจแสดงว่า โฮโม อีเรกตสั เป็นสายพันธ์ุท=ีปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แต่ทัง) นีไ) ม่ได้หมายความว่า โฮโม อีเรกตัส ได้วิวัฒนการมาเป็นมนุษย์ปัจจุบัน ประเด็นหลักก็คือ โฮโม อีเรกตัส เป็นสายพนั ธ์ุที=มีชีวิตอยู่นานนับร้อยๆ ชวั= อายุคน และประสบความสําเร็จในการปรับตัว อยา่ งดี
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษย์สกุล โฮโม 152 ลกั ษณะเดน่ ทีส= ดุ ประการหนึ=งของ โฮโม อีเรกตสั คอื มีสมองใหญ่เม=อื เปรียบเทียบ กบั โฮโม แฮบิลิส และ โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส ความจุสมองของ โฮโม อีเรกตสั ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือประมาณ 75% ของขนาดสมองมนุษย์ปัจจุบัน หรือมี ขนาดใหญก่ ว่าสมองของ โฮโม แฮบิลิส ถงึ 60% (โฮโม แฮบิลิส มีความจุสมองประมาณ 630 ลกู บาศก์เซนติเมตร หรือประมาณ 40% ของขนาดสมองมนษุ ย์ปัจจุบนั ) นอกจากนี ) ยงั พบว่าในช่วงหลัง หรือราว 700,000 ปีมาแล้ว ขนาดสมองของ โฮโม อีเรกตสั มีขนาด ใหญข่ นึ ) ด้วย ลกั ษณะกะโหลกของ โฮโม อีเรกตสั มีขนาดใหญ่กว่าของ โฮโม แฮบิลิส แต่ก็ยัง เล็กกว่าของ โฮโม เซเปี ยนส์ และด้านหน้าของกะโหลกแคบกว่า ซ=ึงนักวิชาการอาจ อนมุ านวา่ มคี วามสามารถทางปัญญาน้อยกว่า โฮโม เซเปียนส์ ถ้ามองจากด้านหลงั หรือ บริเวณท้ายทอยจะพบว่ากะโหลกของ โฮโม อีเรกตสั กว้างขยายลงด้านล่าง แตข่ อง โฮโม เซเปียนส์ จะเรียวลง โฮโม อีเรกตสั บางกล่มุ ท=ีพบในเอเชียมีสันกะโหลกโปน และจมูกแบน ฟันและ ขากรรไกรลา่ งของโฮโม อีเรกตสั ยงั มขี นาดใหญเ่ ม=ือเทียบกบั ของมนษุ ย์ปัจจุบนั ใบหน้า ของ โฮโม อีเรกตสั ยงั ยืน= ออกมา ซึง= เป็นลกั ษณะของโฮมินิดสร์ ุ่นแรก ลกั ษณะที=เด่นมาก อีกประการหนึ=งคือมีกระดูกคิว) โปนขึน) (brow ridge) ซ=ึงลักษณะนีไ) ม่พบเด่นชัดใน ประชากรกล่มุ โฮโม แฮบิลิส ประชากรกล่มุ โฮโม เซเปียนส์ ก็มกี ระดกู ควิ ) แต่เล็กกว่าของ โฮโม อีเรกตสั หลักฐานท=ีพบใกล้ทะเลสาบเทอร์คานาในเคนยาแสดงวา่ โฮโม อีเรกตสั มีรูปร่าง ค่อนข้างสงู รูปร่างโดยทว=ั ไปของ โฮโม อีเรกตสั คล้ายกบั มนษุ ยป์ ัจจบุ นั มากกว่าโฮมินิดส์ รุ่นแรก เช่น แขนยาวกว่าขาเล็กน้อย (ดูรูปที= 7.10) นอกจากนีย) ังไม่พบความแตกต่าง ระหว่างเพศมากนกั รูปท=ี \\.cf รูปร่างและสว่ นสงู ของ โฮโม อีเรกตสั เม=ือเทียบกบั มนุษย์ปัจจบุ นั
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 153 สว่ นพฤตกิ รรมทางวฒั นธรรมของ โฮโม อีเรกตสั นนั) เราพบวา่ รู้จกั ทําเคร=ืองมือหิน ที=ซับซ้อนกว่าเครื=องมือหินแบบโอลโดวาน (ดูตารางที= \\.@) วฒั นธรรมเครื=องมือหินแบบ ใหม่นีเ) รียกว่า อาชูเลียน (Acheulean Tool Tradition) (รูปที= \\.cc) ซ=ึงตงั ) ช=ือตามแหล่งที= พบครัง) แรกบริเวณลานตะพกั ลํานํา) เก่าใกล้กบั แมน่ ํา) ซอมม์ ใกล้กบั เมืองเซนต์ อาชูล (St. Acheul) ในประเทศฝร=ังเศส ผู้เก็บรวบรวมเครื=องมือหินชนิดนีไ) ว้ (ในช่วงปี ค.ศ. c‹ZT- c‹•T) คอื Boucher de Perthes ซง=ึ เป็นเจ้าหน้าที=ศุลกากร ตอ่ มากพ็ บเครื=องมือหินแบบ เดียวกนั ทงั) ในแอฟริกาและยโุ รปในช่วงราว 1.5 ล้านปีมาแล้ว รูปท=ี \\.cc เครื=องมอื หนิ แบบ อาชูเลียน
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษย์สกลุ โฮโม 154 ตารางท=ี \\.@ ความเหมอื นและความแตกต่างระหวา่ งเครื=องมอื หนิ แบบโอลโดวานกบั เครื=องมอื หนิ แบบอาชเู ลยี น เคร$ืองมือหนิ แบบโอลโดวาน เคร$ืองมอื หินแบบอาชเู ลยี น - จดั อยใู่ นยคุ หินเกา่ ตอนปลาย หรือ Lower - จดั อยใู่ นยคุ หินเก่าตอนปลาย หรือ Lower Paleolithic Paleolithic - ปรากฏในชว่ งเวลาประมาณ @.T – c ล้านปี - ปรากฏในช่วงเวลาประมาณ c.\\ ล้านปี – มาแล้ว (ส่วนมากอยใู่ นช่วงระหว่าง @.B – 2 @ff,fff ปีมาแล้ว (ส่วนมากอยใู่ นชว่ งระหว่าง ล้านปีมาแล้ว 1.7 – c.• ล้านปีมาแล้ว) - ส่วนมากเป็นเคร=ืองมอื แกนหนิ (core tools) - สว่ นมากเป็นเครื=องมอื แกนหิน (core tools) แต่เครื=องมอื สะเกด็ หนิ (flake tools) ก็พบบ้าง และเคร=ืองมือสะเกด็ หิน (flake tools) ทําจาก เครื=องมอื โดยรวมมขี นาดใหญ่ ไม่มกี ารตกแตง่ หินกรวดแมน่ าํ ) มกี ารตกแต่งดดั แปลงอยา่ ง ดดั แปลงมากนกั ทําจากหินกรวดแมน่ ํา) ท=ีมอี ยู่ พิถพี ถิ นั มากขนึ ) เชน่ การกะเทาะให้ผวิ หน้าเดมิ ตามพืน) ท=ตี ่างๆ ออกเกอื บหมด มรี ูปร่างและขนาดคล้ายกนั ซ=งึ ดมู ีความเป็นมาตรฐานมากขนึ ) - ประกอบด้วยเคร=ืองมอื หลายประเภท (เชน่ - สว่ นมากเป็นเคร=ืองมอื ประเภทกะเทาะสอง choppers, discoids, scrapers) มรี ูปร่าง หน้า (bifaces) ขวานมือ (handaxes) ซ=ึงเน้น หลากหลาย และมหี น้าทก=ี ารใช้งานหลากหลาย การใช้คมสองข้างมากขนึ ) สามารถใช้งานได้ เชน่ กนั อยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากขึน) สว่ นมากมีรูปร่าง เป็นรูปลกู แพร์หรือหยดนํา) ตา - มกั พบร่วมกบั Homo habilis และ Homo - มกั พบร่วมกบั Homo erectus และ Homo rudolfensis heidelbergensis ในชว่ งสมยั หลงั ที=มา: ดดั แปลงจาก Schick and Toth 2001 อาชเู ลยี นหมายถึงเครื=องมอื หนิ ที=เป็นขวานมอื (handaxes) เป็นเคร=ืองมือกะเทาะ สองหน้า มีขอบที=ตรงและคมกว่าเครื=องมือแบบโอลดูวาน และจัดเป็นเคร=ืองมือที=มี ประสิทธิภาพสงู (รูปที= \\.12) แสดงว่าผ้ทู ําเคร=ืองมือต้องใช้ทักษะและเวลามากในการ ผลิตเคร=ืองมือแต่ละชิน) และมีเป้าหมายชดั เจนว่าจะผลิตสําหรับใช้งานประเภทใด (รูปท=ี 7.13)
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ย์สกุล โฮโม 155 รูปที= \\.c2 เครื=องมอื หินแบบอาชูเลียน รูปท=ี \\.c3 ขนั) ตอนการผลติ เคร=ืองมอื หินแบบอาชเู ลยี น
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 156 นกั โบราณคดไี ด้จดั แบ่งเคร=ืองมอื หนิ แบบอาชเู ลยี นออกเป็น @ กลมุ่ ตามรูปร่างและ คุณลักษณะอ=ืนๆ และลําดับเวลาท=ีพบ ได้แก่ เคร=ืองมือหินอาชูเลียนรุ่นแรก (early Acheulean) และเคร=ืองมอื หนิ อาชูเลยี นรุ่นหลงั (late Acheulean) เคร=ืองมือหินอาชูเลียนรุ่นแรกมีลกั ษณะกะเทาะสองหน้า ทําจากสะเก็ดหินขนาด ใหญ่ (ยาวมากกว่า cB เซนติเมตร) รูปไข่ ปลายแหลม ฝีมือการกะเทาะยังไม่ประณีต พิถพี ถิ นั มากนกั เม=ือเทยี บกบั เคร=ืองมอื รุ่นหลงั แต่ก็จดั เป็นเครื=องมอื ทีเ= หมาะสําหรับใช้งาน หนกั เช่น ใช้สําหรับแลห่ นงั และเนอื ) สตั ว์ขนาดใหญ่ เคร=ืองมือหนิ อาชเู ลยี นพบครัง) แรกใน แหล่งโอลดูไว กอร์จในประเทศแทนซาเนีย ต่อมาก็พบในแหล่งอ=ืนๆ ในทวีปแอฟริกา กาํ หนดอายอุ ย่ใู นชว่ งประมาณ c.B ล้านปีถงึ เม=อื ประมาณ Bff,fff ปีมาแล้ว เครื=องมือหนิ อาชเู ลยี นรุ่นหลงั มีลกั ษณะประณีตบรรจง บางขึน) กวา่ เดมิ ได้รูปร่าง ท=ีมีสัดส่วนสมมาตร (symmetrical) และเป็นมาตรฐานมากขึน) รูปร่างคล้ายหยดนํา) ตา (รูปที= \\.c4) พบทัง) ในแอฟริกา เอเชีย และในยุโรปในช่วงเมื=อประมาณ •ff,fff - @ff,fff ปีมาแล้ว (ดรู ายละเอยี ดเพ=ิมเตมิ เกี=ยวกบั เครื=องมือหินแบบอาชเู ลยี นทัง) สองกล่มุ ใน Klein 1999; Klein and Edgar 2002; Potts 2000; Schick and Toth 2001) รูปที= \\.c4 ขวานมือแบบอาชูเลียน นอกจากนีเ) ครื=องมอื แบบอาชูเลียนแล้วยงั พบว่า โฮโม อีเรกตสั ผลิตเครื=องมือหิน ประเภทอื=นๆ ด้วย เช่น เคร=ืองมือขูด (scraper) เครื=องมือขุด (picks) และเครื=องมือเจาะ (cleaver) เป็นต้น อยา่ งไรก็ตามประชากร โฮโม อีเรกตสั บางกล่มุ เท่านนั) ทีผ= ลิตและใช้เครื=องมือแบบ อาชเู ลยี น กลา่ วคือจากหลกั ฐานท=มี ใี นขณะนพี ) บว่าเครื=องมือหินแบบอาชูเลียนพบทวั= ไป ในแอฟริกา ยโุ รป ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันตก แต่แทบไม่พบในตะวนั ออกไกล
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ยส์ กลุ โฮโม 157 หรือเอเชียตะวนั ออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ข้อสังเกตนีเ) คยมีนักวิชาการชาว อเมริกันช=ือ ฮัลแลม โมเวียส (Hallam Movius) เสนอไว้เม=ือปี c‚•‹ โดยเขาได้ขีดเส้น แบ่งวัฒนธรรมเครื=องมือหินออกเป็น @ ส่วน คือส่วนตะวันตก (แอฟริกา ยโุ รป ตะวันออก กลาง และเอเชียตะวนั ตก) ซึ=งพบเคร=ืองมอื หนิ แบบอาชเู ลียน และส่วนตะวนั ออก (จนี และ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้) ซงึ= พบเครื=องมือหนิ แบบอ=นื ต่อมานกั วิชาการเรียกเส้นแบ่งนีว) ่า โมเวยี ส ไลน์ (Movius line) (รูปที= 7.15) ควรกล่าวด้วยวา่ เมื=อไมน่ านมานนี ) ักวชิ าการชาวจนี และมาเลเซยี บางท่านรายงาน การค้นพบเครื=องมอื ขวานมอื (hand axes) ในเอเชยี ตะวนั ออกและเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ด้วย (Saidin 2006:63-64; Yamei et al. 2000) อย่างไรก็ตามเคร=ืองมือหินที=ค้นพบมี จาํ นวนไม่มาก กําหนดอายไุ ด้เพยี ง •f,fff ปี ไม่เก่าแกเ่ ทา่ อายสุ มยั ของขวานมือที=พบใน แอฟริกาและยโุ รป และเรายงั ต้องศึกษากนั ต่อไปว่าขวานมอื ที=พบในเอเชียตะวนั ออกเป็น เครื=องมือหนิ แบบเดียวกบั เครื=องมืออาชเู ลยี นทพ=ี บในยโุ รปและเอเชียตะวนั ตกหรือไม่ หรือ อาจเป็นลกั ษณะพิเศษของขวานมือแบบเอเชยี ตะวนั ออก รูปที= 7.15 เส้นแบ่งวฒั นธรรมเคร=ืองมอื หินแบบอาชเู ลยี น เคร=ืองมือหินสว่ นมากของ โฮโม อีเรกตสั ทพ=ี บในจีนและเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้มี ลักษณะเป็ นเครื=องมือสับตัดขนาดใหญ่ (chopper-chopping tools) (รูปที= 7.16) ในขณะท=ีเคร=ืองมือหินส่วนมากของ โฮโม อีเรกตัส ท=ีพบที=อื=นเป็นเครื=องมือหินแบบ
บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 158 อาชูเลียน คําถามก็คือประชากร 2 กลุ่มที=มีลักษณะทางชีววิทยาเหมือนกัน แต่ทําไมมี วฒั นธรรมเครื=องมือหนิ ตา่ งกนั อย่างชดั เจน เราจะอธิบายว่าปรากฏการณ์นีอ) ยา่ งไร รูปท=ี 7.16 เคร=ืองมอื สบั ตดั ขนาดใหญ่ จากเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ คํ า อ ธิ บ า ย ป ร ะ ก า ร ห นึ= ง คื อ ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ท า ง วั ฒ น ธ ร ร ม อ า จ สั ม พั น ธ์ กับ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ =มี ีอย่ใู นแตล่ ะพืน) ท=ี เช่น ในเอเชียตะวนั ออกและเอเชยี ตะวนั ออกเฉียง ใต้มีป่ าไผ่กระจายอยู่จํานวนมาก ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบท=ีสามารถนํามาใช้งานและทํา เครื=องมอื ได้สารพดั อยา่ ง มนษุ ยส์ มยั กอ่ นในเอเชยี อาจใช้ไม้ไผใ่ นการทาํ เคร=ืองมือตา่ งๆ ก็ ได้เหมือนท=ีชาวพืน) เมืองในปัจจุบนั ยังใช้กันอยู่ ดงั นัน) จึงไม่ค่อยพบเคร=ืองมือหิน (ส่วน เคร=ื องมือเครื= องใช้ ท=ีทําจากไม้ ไผ่ก็เน่าเป=ื อยสลายไปตามธรรมชาติไม่หลงเหลือให้ นกั โบราณคดีได้ค้นพบ) แต่ในอีกพืน) ท=ีหน=ึง (แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป) ไม่มี ทรัพยากรธรรมชาติที=นํามาใช้ทําเครื=องมอื ได้นอกจากหิน และดงั นัน) จึงจาํ เป็นต้องใช้หิน มาทาํ เคร=ืองมอื และนกั โบราณคดีจึงพบเคร=ืองมือหินมากกวา่ เป็นต้น (Pope 1989) อีกทฤษฎีหน=ึงเสนอว่าวฒั นธรรมเครื=องมือหินแบบอาชเู ลียนเกิดขึน) ทีหลงั ฉะนนั) แหล่งโบราณคดีท=ีพบหลักฐานเก=ียวกบั ประชากร โฮโม อีเรกตสั รุ่นแรกจึงไม่มีเคร=ืองมือ หินแบบอาชูเลียน แต่ดเู หมือนว่าทฤษฎีแรกจะมีนํา) หนกั มากกว่า เนื=องจากพบว่า โฮโม อีเรกตสั ในเอเชีย ซ=ึงไม่นิยมใช้เคร=ืองมือหินแบบอาชูเลียนเหมือนกับกลุ่มที=อาศัยอยู่ใน แอฟริกาตะวันออกกลางและยโุ รปนัน) มอี ายรุ ่วมสมัยกัน และแม้แต่ในช่วงแรกๆ ท=ี โฮโม รุ่นหลงั ปรากฏขึน) ก็ยังไม่มีการใช้เครื=องมือหินแบบอาชูเลียนเลย นอกจากนีม) ีการศึกษา
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ยส์ กลุ โฮโม 159 ร่องรอยการใช้งาน (use-wear analysis) บนเครื=องมือหินบางชนิดท=ีพบในเอเชียพบว่ามี เศษไม้ไผ่ติดอยู่ แสดงว่าเครื=องมือหินแบบสับ-ตัดที=พบในเอเชียตะวันออกและเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ถูกนํามาใช้ทําเครื=องมือไม้ไผ่หรือไม้อื=นๆ ก็ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า เคร=ืองมือหินแบบสับ-ตัดเป็นเครื=องมือท=ีใช้ทําเครื=องมือ (tools for making tools) ไม่ใช่ เครื=องมือท=ีใช้ในการล่าสตั วโ์ ดยตรง โฮโม อีเรกตสั เป็นนกั ล่าสตั ว์ (hunter) ไมใ่ ชค่ อยหาอาหารจากซากสัตว์ที=สัตว์กิน เนือ) ทิง) ไว้ (scavenger) โฮมินิดส์สายพันธ์ุนีม) ีทักษะในการล่าสัตว์และมกั จะออกล่าเป็น กลุ่ม (cooperative hunter) เนื=องจากพบกระดูกขนาดใหญ่หลายชิน) ในแหล่งเดียวกัน แสดงวา่ มกี ารลา่ สตั ว์และนาํ สตั วท์ ีไ= ด้มาแล่เนือ) ในแหลง่ ชําแหละ (butchering site) จาก การวิเคราะห์รอยสึกของฟันพบว่า โฮโม อีเรกตัส เป็นสัตว์กินเนือ) การท=ีพบเครื=องมือ หลากหลายชนดิ สําหรับการแล่เนอื ) ก็บ่งชีว) ่า โฮโม อีเรกตสั รู้จกั ลา่ สตั ว์ หลกั ฐานร่องรอย สึกบนฟันกส็ นบั สนนุ ความการตคี วามนี ) โฮโม อีเรกตสั ส่วนมากใช้ถํา) เป็นที=พํานัก เช่น ถําK โจวโกวเตียน (Zhoukoudian) ในประเทศจีน แต่บางแหล่งก็เป็นพืน) ท=ีกลางแจ้ง เช่นแหล่งซาเล (Sale) ในประเทศโม รอกโก เป็นต้น ในกรณีของแหล่งถํา) ในประเทศจีนได้พบกระดกู สตั ว์ เครื=องมอื หนิ ฟอสซิล อุจจาระ (fossilized feces) และร่องรอยเตาไฟ ซ=ึงแสดงว่า โฮโม อีเรกตสั รู้จักใช้ไฟใน การเตรียมอาหาร หรือทําให้อาหารสุกก่อนรับประทาน นอกจากนีไ) ฟยังเป็นแหล่ง พลงั งานความร้อน แสงสวา่ ง และยงั ช่วยกนั ไม่ให้สตั ว์นกั ล่า (predators) เข้ามาใกล้ด้วย การใช้ไฟจึงเป็นอีกขัน) ตอนหน=ึงที=สําคญั มากของวิวฒั นาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์ และจากการค้นพบร่องรอยเตาไฟ เถ้าถ่าน และกระดกู เผาไฟในแหล่งโบราณคดตี ่างๆ ทวั= โลกจํานวนมากขึน) ในสมยั หลังแสดงว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ในสมยั หลังใช้ไฟมากกว่า โฮโม อีเรกตสั เสยี อกี นอกจากวิวัฒนาการทางกายภาพแล้ว โฮโม อีเรกตสั ได้แสดงให้เห็นวิวฒั นาการ ทางวฒั นธรรมทส=ี ําคญั อยา่ งน้อยสองประการ ประการแรกคือการประดิษฐ์เครื=องมอื หนิ ที= มีรูปทรงเฉพาะและมีความเป็นมาตรฐานมากขึน) พถิ พี ถิ นั มากขนึ ) แสดงถึงภมู ิปัญญาและ เทคโนโลยที ีพ= ฒั นาขึน) มาใหม่ ประการทสี= องคอื การประดิษฐ์ไฟ (รูปท=ี \\.c7) นวตั กรรมทงั) สองอย่างนีน) ับเป็นพฒั นาการสําคัญที=เป็นพืน) ฐานนําไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ของ มนษุ ย์ในภายหลงั
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษย์สกลุ โฮโม 160 รูปท=ี \\.c7 ภาพจําลองวถิ ีชวี ติ และการใช้ไฟของ โฮโม อีเรกตสั โฮโม เออร์แกสเตอร์ โฮโม เออร์แกสเตอร์ (Homo ergaster) แปลว่า “มนุษย์งาน” (“working man”) จัดเป็นสายพนั ธ์ุที=เก่าแก่ที=สุดในกลุ่ม โฮโม รุ่นแรกท=ีมีลักษณะทางกายวิภาค เช่น ขนาด ร่างกาย รูปร่าง และฟัน คล้ายหรือใกล้เคียงกบั โฮโม รุ่นหลงั และยงั แตกต่างจากโฮมนิ ดิ ส์ ในสกลุ ออสตราโลพิเทคสั อยา่ งมากด้วย โฮโม เออร์แกสเตอร์ ถูกค้นพบครัง) แรกในทศวรรษ c‚\\f ท=ีแหล่งกูบี ฟอรา (Koobi Fora) ใกล้ชายฝั=งตะวันออกของทะเลสาบเทอร์คานา ในประเทศเคนยา ซาก บรรพชวี ินชิน) แรกพบในปี c‚\\c เป็นกระดกู ขากรรไกรล่างซ=ึงเป็นของผ้ใู หญ่ (Groves and Mazak 1975) และต่อมาในปี c‚\\B และ c‚\\T นักโบราณมานุษยวิทยาได้ค้นพบซาก บรรพชีวินเพ=ิมเติม แต่ไม่มากนกั จนกระทั=งในปี c‚‹• จึงค้นพบหลกั ฐานที=สําคัญและ ช่วยให้เรารู้จกั โฮโม เออร์แกสเตอร์ มากขนึ ) นน=ั กค็ อื การค้นพบซากโครงกระดกู ทเ=ี รียกได้ ว่าเป็นโครงกระดกู ของโฮมนิ ดิ สร์ ุ่นแรกๆ ที=สมบูรณ์ทส=ี ดุ เทา่ ท=มี ีอย่ใู นขณะนี )(รูปท=ี \\.c8)
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษยส์ กลุ โฮโม 161 รูปที= \\.c8 โครงกระดกู ของ โฮโม เออร์แกสเตอร์ จากการศึกษาโครงกระดูกดังกล่าวพบว่าเป็นเด็กผู้ชาย อายุประมาณ ‚ ขวบ ดงั นนั) จงึ เรียกชื=อกนั เล่นๆ วา่ “เดก็ ชายแหง่ เทอร์คานา” (Turkana Boy) ลกั ษณะของโครง กระดูกแสดงถึงวิวัฒนาการที=ใกล้เคียงกบั มนุษย์มากขึน) โดยเฉพาะลักษณะกายวิภาคที= ได้สดั ส่วน รูปร่างสูงระหง (อายุประมาณ ‚ - cc ขวบ แต่สูงถึง cT\\ เซนติเมตร) ร่างกาย แขน ขาสมส่วนใกล้เคียงกบั มนษุ ย์ปัจจุบัน เช่น แขนค่อนข้างสนั ) กว่าขา และสะโพกแคบ และสูง เป็นต้น (รูปที= \\.c9) จนนกั วิชาการบางคนกล่าวว่าเป็น “มนษุ ย์แท้รุ่นแรก” (the first true human) (Tattersall 2002) นอกจากนีส) มองก็ใหญ่ขึน) กว่าสายพันธ์ุรุ่นแรก ความจุสมองของ โฮโม เออร์แกสเตอร์ ประมาณ ‹\\B - ‚ff ลกู บาศก์เซนติเมตร (Klein and Edgar 2002; Schick and Toth 2001)
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ยส์ กุล โฮโม 162 รูปที= \\.c9 ภาพเปรียบเทียบรา่ งกายของ โฮโม เออร์แกสเตอร์ กบั ออสตราโลพิเทคสั เรายงั ไมแ่ น่ใจวา่ บรรพบุรุษของ โฮโม เออร์แกสเตอร์ เป็นใคร แต่ถ้าพิจารณาจาก พืน) ที=ที=พบและช่วงเวลาที=ปรากฏอาจกล่าวเบือ) งต้นได้ว่าอาจจะววิ ฒั นาการมาจาก โฮโม แฮบิ ลิ ส หรือแตกสายออกมาจากโฮมินิดส์บางกลุ่มที=พยายามปรับตัวให้เข้ ากับ สภาพแวดล้อมท=ีเริ=มแห้งแล้งมากขึน) ถ้าการตีความนีถ) ูกต้องก็แสดงว่า โฮโม เออร์แก สเตอร์ เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที=เร=ิมอพยพเข้ามาอาศัยในพืน) ที=ท=ีมีภมู ิอากาศค่อนข้างร้อน แล้ง และมคี วามแตกต่างในฤดกู าลมากขนึ ) ในแอฟริกา ทงั) นีส) ามารถอธิบายได้จากการท=ี โฮโม เออร์แกสเตอร์ มีรูปร่างที=ได้สดั ส่วนเหมือนมนษุ ยป์ ัจจบุ นั โดยเฉพาะอย่างย=ิงบริเวณ ลําตวั ท=ีเป็นรูปทรงถงั เบียร์ ชว่ ยให้การระบายอณุ หภมู อิ อกจากร่างกายได้ดี นอกจากนีแ) ขน-ขาก็ค่อนข้างยาวขึน) ทําให้การระบายความร้อนดีขึน) เช่นเดียวกนั นกั โบราณคดีบางท่านยงั เสนอด้วยว่าการที= โฮโม เออร์แกสเตอร์ สามารถปรับตวั ได้ดีใน สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งก็ยอ่ มบ่งชีว) ่าเป็นมนษุ ย์กลมุ่ แรกที=อาจจะมีขนตามร่างกาย น้อยกว่ากล่มุ อื=นๆ เน=ืองจากร่างกายที=ไร้ขน หรือมีขนบางและน้อยจะขับเหงื=อได้สะดวก ดงั นนั) จงึ ไมท่ าํ ให้ร่างกายและสมองต้องเผชิญกับอาการชอ็ คจากการเร่งระบายความร้อน มากเกินไป (Klein and Edgar 2002) โฮโม เออร์แกสเตอร์ พบเฉพาะในแอฟริกาเท่านนั) เป็นสายพนั ธ์รุ ่วมสมยั กับ โฮโม อีเรกตสั รู้จักทําและใช้เครื=องมือหินแบบอาชูเลียน และอาศัยในสภาพแวดล้อมแบบ เดยี วกนั ด้วย
บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 163 โฮโม เออร์แกสเตอร์ มีชวี ิตอยบู่ นโลกในชว่ งระหว่าง c.‚ - c.B ล้านปีมาแล้ว และ สญู พนั ธ์ไุ ปก่อน โฮโม อีเรกตสั น่าสงั เกตว่าแม้วา่ โฮโม เออร์แกสเตอร์ จะสามารถปรับตวั ในสภาพแวดล้อมท=รี ้อนและแห้งแล้งได้ดี แตย่ งั ไมส่ ามารถปรับตวั ในสภาพแวดล้อมแบบ อื=นท=ีหลากหลายในแอฟริกาได้ดีเทา่ โฮโม อีเรกตสั ดงั นนั) จึงสญู พนั ธ์ุไปกอ่ น หรืออาจจะ เป็นไปได้วา่ โฮโม เออร์แกสเตอร์ มกี ารผสมพนั ธ์ขุ ้ามกลมุ่ กบั โฮโม อีเรกตสั และกลายมา เป็นกล่มุ เดียวกนั ในภายหลงั ทีป= รับตวั ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีขนึ ) จนสามารถอาศยั ทงั) ในแอฟริกาและในภมู ภิ าคอ=นื ๆ ของโลกได้ โฮโม รุ่นหลัง จากหลักฐานซากบรรพชีวินที=มีในขณะนีด) ูเหมือนว่า โฮโม อีเรกตัส คงจะเป็น โฮมินิดส์ที=วิวฒั นาการต่อมาเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ (ส่วน โฮโม เออร์แกสเตอร์ แม้ว่าจะมี ลกั ษณะทางกายวิภาคใกล้เคยี งกับ โฮโม รุ่นหลงั มากกวา่ โฮโม อีเรกตสั แต่ก็สญู พนั ธ์ุไป ก่อน หรืออาจจะผสมผสานรวมกบั โฮโม อีเรกตสั กลายเป็นกลุ่มเดียวกันภายหลงั ก็ได้) แต่จากการศึกษาในรายละเอียดพบว่าประชากรบางกล่มุ ของ โฮโม อีเรกตสั อาศยั อย่มู า จนถึงเม=ือประมาณ 200,000 ปีมาแล้วหรือหลังจากนัน) อกี หลายหมืน= ปี ในขณะเดียวกนั ในบางแหล่งก็พบซากบรรพชวี ินของสิ=งมีชวี ิตสายพนั ธ์ุใหมท่ =ีแตกต่างจาก โฮโม อีเรกตสั และอายเุ ก่าแก่ถึง ‹00,000 ปี นกั โบราณมานษุ วทิ ยาได้จดั ซากบรรพชวี ินเหลา่ นใี ) ห้อย่ใู น สายพนั ธ์ุใหม่เรียกว่า โฮโม เซเปี ยนส์ (แปลว่า “มนุษย์ผู้ฉลาด”) เพราะมีสมองใหญ่ขึน) และมีวฒั นธรรมการทําเคร=ืองมือหินเปล=ียนไป แต่นักโบราณมานุษยวิทยาบางท่านมอง ว่า โฮโม อีเรกตัส กับ โฮโม รุ่นหลัง เป็นคนละกลุ่มและยังไม่แน่ใจว่า โฮโม รุ่นหลัง ววิ ฒั นาการมาจาก โฮโม อีเรกตสั หรือไม่ นอกจากนีซ) ากบรรพชีวินของ โฮโม รุ่นหลัง ท=ีค้นพบในหลายพืน) ท=ีของโลกก็มี ลกั ษณะแตกตา่ งกนั ตามช่วงเวลาและแหล่งทพ=ี บด้วย ดงั นนั) นกั โบราณมานษุ ยวทิ ยาบาง คนจึงแบ่ง โฮโม รุ่นหลงั เป็น 2 กล่มุ คือ โฮโม เซเปี ยนส์ รุ่นบุกเบิก (archaic Homo sapiens) และ โฮโม เซเปี ยนส์ รุ่นใหม่ (anatomically modern Homo sapiens) แตใ่ น ขณะเดียวกันนกั โบราณมานุษยวิทยาอีกกลุ่มหน=ึงก็แบ่ง โฮโม รุ่นหลังออกเป็นสายพนั ธ์ุ ตา่ งๆ แยกจากกนั ในท=ีนีจ) ะใช้การจดั จําแนกตามแนวทางของนกั วชิ าการในแนวทางหลัง คือ จัดแบ่ง โฮโม รุ่นหลังออกเป็นสายพันธ์ุต่างๆ (ส่วนสายพันธ์ุ โฮโม เซเปี ยนส์ จะ กลา่ วถึงในรายละเอยี ดตา่ งหากในบทท=ี ‹)
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษย์สกลุ โฮโม 164 ซากบรรพชีวนิ ของกลมุ่ โฮโม รุ่นหลงั ทก=ี ล่าวถงึ ในบทท=ี \\ นพี ) บในหลายแหง่ ทงั) ใน ทวีปแอฟริกา เอเชีย และยุโรป (ยังไม่พบในอเมริกา) กําหนดอายุอยู่ในช่วงประมาณ 800,000 - 35,000 (ดตู ารางที= \\.3) ซากบรรพชีวินของกลุ่ม โฮโม รุ่นหลังที=พบในแอฟริกาพบกระจายอยู่ทางภาค ตะวนั ออกและภาคใต้ ซากบรรพชีวนิ ทีเ= ก่าแก่ท=ีสดุ พบที=แหล่งโบโด ในประเทศเอธิโอเปีย (กําหนดอายไุ ด้ประมาณ Tff,fff ปี) มลี กั ษณะเด่นตรงที=กระดกู คอ่ นข้างใหญ่ หนา และ หนกั กะโหลกแสดงลักษณะท=ีเหมือนกบั มนุษย์ปัจจุบันมากขึน) เช่น ความจุสมองใหญ่ (ประมาณ c,Zff ลูกบาศก์เซนติเมตร) กะโหลกค่อนข้างกลม หน้าตรงชัน (มองจาก ด้านข้าง) แต่ก็ยงั คงแสดงลักษณะที=ใกล้เคียงกับ โฮโม อีเรกตสั อย่บู ้าง เช่น กะโหลก โดยรวมค่อนข้างเตยี ) ท้ายทอยมีสนั นนู และมีสนั คิว) โปน (Rightmire 1998) ซากบรรพชีวินของกลุ่ม โฮโม รุ่นหลังท=ีพบในเอเชียมีทัง) ซากกะโหลก ชิน) ส่วน กะโหลก และชนิ ) ส่วนกระดกู ร่างกาย โดยพบในประเทศจีนเป็นหลกั (Tiemel et al. 1994) นอกจากนยี ) งั พบซากบรรพชวี ินของ โฮโม รุ่นหลงั ในประเทศอินเดยี ด้วย (Kennedy 1991) โฮโม รุ่นหลังในเอเชียมีความจุสมองน้อยกว่ากลุ่ม โฮโม รุ่นหลังในแอฟริกา หรือ เฉลี=ยประมาณ c,@ff ลกู บาศก์เซนติเมตร กะโหลกค่อนข้างหนาและหนกั แต่กระดูก ร่างกายค่อนข้างบางและเบาซ=ึงเป็นลักษณะท=ีคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระดกู อื=นๆ ก็ยงั แสดงลกั ษณะดัง) เดิมที=คล้ายกับ โฮโม อีเรกตสั อย่ดู ้วย เช่น จมูกแบน สนั คิว) และสนั กะโหลกโปนเดน่ ชดั และกะโหลกโดยรวมเตยี ) กวา่ ของมนษุ ย์ปัจจุบนั ซากบรรพชีวินของกล่มุ โฮโม รุ่นหลงั ที=พบในยโุ รปมีจํานวนมากภมู ภิ าคอ=นื และยงั พบโบราณวตั ถจุ ํานวนมากร่วมกบั ซากบรรพชีวินเช่นกนั (แม้วา่ สว่ นมากจะเป็นเคร=ืองมือ หิน) โดยพบทัง) ในยุโรปตะวันตก ยุโรปกลาง ยุโรปเหนือ ยุโรปใต้ และยุโรปตะวันออก โฮโม รุ่นหลังในยโุ รปโดยรวมมีลักษณะดัง) เดิมที=พบในกล่มุ โฮโม อีเรกตสั เช่น กะโหลก หนา ขากรรไกรใหญ่เทอะทะ ท้ายทอยนนู เดน่ และฟันใหญ่ ในขณะเดยี วกนั ก็มีลกั ษณะท=ี พฒั นาขนึ ) มาใหมค่ ล้ายกบั มนษุ ย์ปัจจบุ นั เช่น ความจุสมองใหญข่ ึน) กะโหลกกลม เป็นต้น
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษย์สกลุ โฮโม 165 ตารางท=ี \\.Z ตวั อยา่ งแหล่งท=พี บโบราณวตั ถุและซากบรรพชีวินของ โฮโม รุ่นหลงั พนืK ท$ีท$ีพบ ประเทศ แหล่งท$พี บ อายุ (ปี ) แอฟริกาตะวนั ออก เอธิโอเปีย Bodo 500,000 - 200,000 แทนซาเนีย Ndutu 350,000 แซมเบีย Kabwe 250,000 - 125,000 แอฟริกาใต้ Florisbad 260,000 ซดู าน Singa 97,000 แอฟริกาเหนือ โมรอคโค Jabel Irhoud 127,000 - 87,000 เอเชีย อินเดยี Narmada 730,000 - 150,000 จีน Yinkou 263,000 Jinniushan 200,000 Dali 200,000 - 150,000 Maba 140,000 - 200,000 ยโุ รป สเปน Gran Dolina 780,000 ฝรัง= เศส Arago 400,000 - 200,000 La Chapelle 56,000 - 47,000 La Quina 55,000 - 40,000 La Ferrassie 50,000 - 40,000 Le Moustier 40,000 St. Cesaire 36,000 กรีซ Petralona 300,000 - 200,000 องั กฤษ Swanscombe 250,000 - 200,000 เยอรมนี Steinheim 250,000 - 200,000 Neandertal 70,000 - 35,000 โครเอเทีย Krapina 70,000 ยบิ รอลต้า Forbe’s Quarry 70,000 - 45,000 อิตาลี Saccapastore 60,000 Mt. Circeo 60,000 - 40,000 ฮงั การี Vertesszolos 225,000 - 185,000 ตะวนั ออกกลาง อสิ ราเอล Kebara 64,000 - 60,000 Tabun 120,000 Amud 50,000-42,000 อิรกั Shanidar 51,000-47,000 แหล่งข้อมลู : Campbell and Loy 2002; Jurmain et al. 2004; Klein 1989; Larsen et al. 1998; Relethford 1997; Stringer and Gamble 1993 เนอื= งจาก โฮโม รุ่นหลงั มีขนาดสมองใหญ่พอๆ กบั มนษุ ยป์ ัจจบุ นั ฉะนนั) เราจึงไม่ สามารถแบ่งแยกความแตกต่างระหว่าง 2 กล่มุ นีไ) ด้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่จุดท=ีแตกต่างกัน อย่างเหน็ ได้ชดั คือ โฮโม รุ่นหลงั มีกะโหลกเตีย) และหน้าผากลาด ในขณะทม=ี นษุ ยป์ ัจจุบนั
บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กลุ โฮโม 166 มีกะโหลกสูง หน้าผากชนั เป็นแนวด=ิง นอกจากนีฟ) ันและหน้าของ โฮโม รุ่นหลงั มีขนาด ใหญ่กว่าของมนุษย์ปัจจุบัน และกระดกู ของ โฮโม รุ่นหลงั ยังมีขนาดใหญ่หนากว่าของ มนษุ ย์ปัจจบุ นั แสดงวา่ กล้ามเนอื ) ใหญ่และยงั มกี ล้ามเนือ) มากขึน) ด้วย ลักษณะเด่นโดยรวมอย่างหนึ=งของ โฮโม รุ่นหลัง คือมีขนาดสมองใหญ่พอๆ กบั มนุษย์ปัจจุบนั เฉล=ียประมาณ 1,370 ลกู บาศก์เซนติเมตร (ขนาดความจุสมองเฉล=ียของ มนษุ ย์ปัจจุบนั คือ 1,350 ลกู บาศก์เซนติเมตร) โฮโม รุ่นหลงั บางสายพนั ธ์มุ ีสมองเลก็ กว่า สมองของมนษุ ยป์ ัจจุบันเล็กน้อย นา่ สงั เกตว่าสมองของ โฮโม รุ่นหลงั เร=ิมมขี นาดใหญ่ขึน) ในชว่ งเม=อื ประมาณ 200,000 ปีที=ผ่านมา ซ=งึ เป็นชว่ งท=เี ร=ิมพบวฒั นธรรมตา่ ง ๆ มากยงิ= ขึน) ดงั ได้กล่าวมาแล้วว่า โฮโม รุ่นหลงั กระจายอยหู่ ลายพนื ) ท=ี และมีความแตกตา่ งกนั ในลกั ษณะทางกายวิภาคและพฤติกรรมบางอย่าง ฉะนนั) จึงสมควรต้องพิจารณาความ หลากหลายของโฮมนิ ิดส์กล่มุ นีใ) นแต่ละพืน) ท=ี ในปัจจุบันนักวิชาการท=ีศึกษาวิวฒั นาการ ของมนุษย์ได้จดั แบ่งสายพนั ธ์ุของ โฮโม รุ่นหลัง ออกเป็น สายพันธ์ุต่างๆ ได้แก่ โฮโม แ อ น ติ เ ซ ส เ ซ อ ร์ (Homo antecessor) โ ฮ โ ม ไ ฮ เ ด ล เ บ อ ร์ เ ก น ซิ ส (Homo heidelbergensis) และ โฮโม นีแอนเดอร์ทัลเลนซิส (Homo neanderthalensis) เป็น ต้น ดงั จะกล่าวถงึ สายพนั ธ์ตุ า่ งๆตามลาํ ดบั อายทุ ี=ปรากฏขนึ ) บนโลก ดงั นี ) โฮโม แอนตเิ ซสเซอร์ โฮโม แอนติเซสเซอร์ (Homo antecesser) ซ=ึงแปลว่า “มนษุ ย์ผ้มู าก่อน หรือ มนุษย์รุ่นบุกเบิก” พบเม=ือ ค.ศ. 1994-1995 ที=แหล่งแกรน โดลีนา (Gran Dolina) ใน ประเทศสเปน (Bermudez de Castro et al. 1997; Kunzig 1997) ซากบรรพชีวินท=ีพบ เป็นชิน) สว่ นของกะโหลกและกระดกู ขากรรไกรล่างท=ีมฟี ันติดอย่เู กอื บสมบรู ณ์ (รูปท=ี \\.20) และยงั พบชิน) ส่วนเครื=องมือหินจํานวนมากกว่า @ff ชิน) เป็นเคร=ืองมือหินแบบโอลโดวาน แหล่งโบราณคดีแกรน โดลินา กําหนดอายไุ ด้ประมาณ \\‹f,fff ปีมาแล้ว ดงั นนั) ซาก บรรพชีวินท=ีพบท=ีแหล่งนีจ) ึงจัดเป็นสายพันธ์ุของ โฮโม ที=เก่าแก่ท=ีสุดที=พบในทวีปยุโรป นักวิชาการบางคนเรียกว่าเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรก (the first European) ซ=ึงอาจจะ วิวฒั นาการไปเป็น โฮโม สายพนั ธ์ุอน=ื ในภายหลงั เช่น โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส หรือแม้แต่ โฮโม เซเปียนส์ หรืออาจจะสญู พนั ธ์ุไปเมื=อมสี ายพนั ธ์ุอน=ื พฒั นาขึน) มาแทนที=
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกุล โฮโม 167 รูปท=ี \\.20 ชิน) สว่ นกะโหลกของ โฮโม แอนติเซสเซอร์ จากประเทศสเปน ลักษ ณ ะ ทางก าย ภาพ ขอ งซ าก ก ร ะ ดูก ที=พ บมีลัก ษ ณะ ใ ก ล้ เคี ยงกับม นุษย์ ปัจจุบันมากกว่า โฮโม อีเรกตสั และ โฮโม รุ่นแรกสายพันธ์ุอื=นๆ ดังนนั) นกั มานษุ ยวิทยา กายภาพบางท่านจึงตีความว่า โฮโม แอนติเซสเซอร์ อาจจะเป็นบรรพบุรุษของ โฮโม มนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั และมนษุ ย์ปัจจุบนั (Schwartz and Tattersall 2002) อย่างไรก็ตามข้อมูลท=ีมีในขณะนีย) ังมีน้อยเกินไปท=ีจะสืบสาวต้นตอว่า โฮโม แอนติเซสเซอร์ วิวฒั นาการมาจากโฮมนิ ิดสส์ ายพนั ธ์ุใดกันแน่ หรืออาจจะเป็นสายพันธ์ุท=ี พฒั นาขนานมากบั โฮโม อีเรกตสั หรือววิ ฒั นาการมาจาก โฮโม อีเรกตสั กเ็ ป็นได้ ในแง่วฒั นธรรมของ โฮโม แอนติเซสเซอร์ นัน) พบว่าเทคโนโลยียงั ไม่พัฒนา ก้าวหน้ามากนกั แม้ว่าลกั ษณะทางชีววิทยาจะพัฒนาไปมากกว่าก็ตาม กล่าวคือ โฮโม แอนติเซสเซอร์ ยังใช้เครื=องมือหินแบบโอลโดวานซึ=งเป็นเครื=องมือหินรุ่นดัง) เดิมที= โฮโม รุ่นแรกใช้มาก่อน ในขณะที=พัฒนาการทางชีววิทยาท=ีมีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ ปัจจุบนั มากกว่า โฮโม รุ่นแรก เช่น กะโหลกบางกว่า และสนั นิษฐานว่าความจุสมองก็ ใหญ่กว่า (แม้ว่าจะยงั ไม่สามารถวดั ปริมาตรสมองได้ในขณะนี )เนื=องจากซากกะโหลกท=ี พบยงั มีจาํ นวนไม่มากพอและแตกเป็นชิน) เล็กจนไมส่ ามารถวดั ขนาดสมองได้) เป็นต้น โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซสิ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส (Homo heildelbergensis) ตงั ) ชอ=ื ตามแหลง่ ท=พี บครัง) แรกในปี c‚f\\ ที=แหล่งมาวเออร์ (Mauer) ใกล้เมืองไฮเดลเบิร์ก ในประเทศเยอรมนี ซากทีพ= บครัง) แรกเป็นขากรรไกรลา่ ง พร้อมฟันติดอยดู่ ้วย (รูปท=ื \\.21)
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษย์สกุล โฮโม 168 รูปท=ี \\.21 ชิน) ส่วนขากรรไกรล่างของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส พบในประเทศเยอรมนี สายพนั ธ์ุนพี ) บในทวีปยโุ รปเมื=อประมาณ Bff,000 – 200,fff ปีมาแล้ว มีการ แพร่กระจายในหลายพืน) ที=มากกว่า โฮโม แอนติเซสเซอร์ (รูปที= \\.22) เช่น พบท=ีแหล่ง บอกซ์โกรฟ (Boxgrove) ในประเทศองั กฤษ แหล่งถําK อาราโก (Arago Cave) ในประเทศ ฝร=ังเศส แหล่งบิลซิงสเลเบน (Bilzingsleben) และแหล่งโชนิงเกน (Schoningen) ใน ประเทศเยอรมนี แหล่งเซปราโน (Ceprano) ในประเทศอิตาลี และแหล่งเพทราโลนา (Petralona) ในประเทศกรีซ เป็นต้น (ดเู พ=ิมเตมิ ใน Gore 1997; Schwartz and Tattersall 2002) ต่อมานกั วิชาการบางทา่ นได้จดั รวมซากบรรพชวี นิ ของมนษุ ย์ท=พี บในพนื ) ท=ีอน=ื ๆ ของโลก ทัง) ในแอฟริกาและเอเชียท=ีอยู่ในยุคไพลสโตซีนตอนกลาง หรือเม=ือประมาณ ‚ff,fff - @ff,fff ปีมาแล้ว ให้เป็น โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส ด้วย เชน่ ซากบรรพชีวินท=ี พบท=ีแหล่งดาลี (Dali) แหล่งยินนิฉาน (Jinniushan) และแหล่งมาบา (maba) ใน ประเทศจีน ชิน) ส่วนกะโหลกที=พบท=ีหุบเขานาร์มาดา (Narmada Valley) ในประเทศ อินเดีย กะโหลกท=ีพบท=ีแหล่งคาบเว (Kabwe) (ช=ือเดิมคือ Broken Hill) ในประเทศ แซมเบีย หรือที=เรียกว่า “มนุษย์โรดีเซีย” (“Rhodesian Man”) แหล่งดูตู (Ndutu) ใน ประเทศแทนซาเนีย และซากกะโหลกท=ีพบที=แหล่งโบโด (Bodo) ในประเทศเอธิโอเปีย เป็นต้น (ดเู พิ=มเตมิ ใน Jurmain et al. 2004; Pettitt 2005)
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ยส์ กลุ โฮโม 169 กะโหลกของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส พบจาก แหลง่ เพทราโลนา ประเทศกรีซ กะโหลกของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส พบจาก แหลง่ ดาลี ประเทศจีน กะโหลกของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส พบจาก แหลง่ คาบเว ประเทศแซมเบีย รูปท=ี \\.22 ตวั อย่างกะโหลกของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส จากพนื ) ทต=ี ่างๆ นักวิชาการสันนิษฐานว่า โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส กลุ่มท=ีพบในแอฟริกาได้ วิวัฒนาการไปเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ รุ่นแรกๆ ของแอฟริกา กลุ่มที=พบในเอเชียอาจจะ วิวัฒนาการเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ ในเอเชียตะวนั ออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาจจะสญู พนั ธ์ุไป ส่วนกล่มุ ทพี= บในยโุ รปอาจจะพฒั นาขึน) มาแทนที= โฮโม แอนติเซสเซอร์ และวิวฒั นาการไปเป็น โฮโม นีแอนเดอร์ทลั เลนซิส แตก่ ย็ งั ไม่มขี ้อสรุปชดั เจนในปัจจบุ นั
บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กุล โฮโม 170 ลกั ษณะทางชีววทิ ยาของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส แม้วา่ จะมีบางอย่างที=คล้ายกับ โฮโม อีเรกตสั และ โฮโม แอนติเซสเซอร์ เช่น ใบหน้าใหญ่และย=ืนมาข้างหน้าเหมือนกนั ขากรรไกรใหญ่และไมม่ คี าง สนั ควิ ) ใหญ่ กะโหลกค่อนข้างหนา และฟันใหญ่ เป็นต้น แต่ก็ มีลกั ษณะที=พัฒนาขึน) มาใหม่ซึ=งแตกต่างจาก โฮโม อีเรกตสั และ โฮโม แอนติเซสเซอร์ เช่น ความจุสมองที=ใหญข่ ึน) (เฉลย=ี c,@‹Z ลกู บาศก์เซนตเิ มตร) ส่วนตรงกลางของกะโหลก กว้างขึน) มาก (เปรียบเทียบกับกะโหลกของ โฮโม รุ่นแรกท=ีมีส่วนฐานล่างของกะโหลก กว้างท=ีสดุ ) ฟันกรามมีขนาดเล็กลง และกระดกู ร่างกายโดยรวมมีลักษณะอ่อนช้อย ไม่ เทอะทะหรือดบู ึกบึนเหมือนกระดกู ของ โฮโม รุ่นแรก กล่าวโดยรวมได้ว่า โฮโม ไฮเดล เบอร์เกนซิส มลี กั ษณะทางกายวิภาคและชีววิทยาใกล้เคียงกบั มนษุ ย์ปัจจบุ นั มากขึน) ส่วนวัฒนธรรมของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส ท=ีน่าสนใจก็คือมีการผลิตและใช้ เคร=ืองมือหินแบบอาชูเลียนรุ่นหลงั ซ=ึงมีลกั ษณะท=ีพฒั นามากกว่าเคร=ืองมือหินแบบอาชู เลยี นของ โฮโม อีเรกตสั กล่าวคอื รูปทรงได้มาตรฐานมากกวา่ บางกว่า ดปู ระณตี มากขึน) (รูปที= \\.@3) เครื=องมือหินแบบอาชูเลียนรุ่นหลังนีแ) สดงถึงความสามารถทัง) เชิงเทคโนโลยี และสตปิ ัญญาของผ้ผู ลิตซงึ= สอดคล้องกบั การทีม= ีสมองใหญข่ นึ ) (Wynn 1995) รูปที= \\.@3 เคร=ืองมือหนิ แบบอาชเู ลยี นรุ่นหลงั กล่าวกนั ว่า โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส อาจจะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกท=ีนําวัฒนธรรม เครื=องมือหินแบบอาชเู ลียนรุ่นหลงั เข้าส่ยู ุโรป (Klein and Edgar 2002) นอกจากการทํา เคร=ืองมือหินแล้ว มนษุ ย์โฮโมสายพันธ์ุนีย) งั พฒั นาเทคโนโลยีไปมากขึน) โดยรู้จักการทํา หอกไม้ (wooden spear) โดยมีการค้นพบหลักฐานจากการขุดค้นแหล่งโชนิงเกน ใน เยอรมนี ในปี c‚‚B กําหนดอายุได้ประมาณ •ff,fff - ZBf,fff ปีมาแล้ว (Thieme 1997) หลกั ฐานท=ีพบเป็นชนิ ) สว่ นไม้เหลาปลายแหลมทงั) สองข้าง ยาวประมาณ @-Z เมตร (รูปที= \\.@4) ซึ=งนักโบราณคดีเช=ือว่าเป็นหอกสําหรับพุ่งล่าสัตว์ขนาดใหญ่ (เช่น ม้า
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษย์สกุล โฮโม 171 เนื=องจากพบกระดูกม้าในแหล่งโบราณคดีดังกล่าวด้วย) การตีความนีย) ังมีไม่เป็นที= ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน แม้ว่านกั วิชาการส่วนมากจะเช=ือว่าหอกไม้ดังกล่าว สามารถใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์ได้จริง แต่ยังไม่เชื=อว่าจะสามารถล่าสัตว์ขนาดใหญ่อย่าง ม้าได้ รูปที= \\.@4 หอกไม้ค้นพบจากแหลง่ โบราณคดี ในเยอรมนี อาหารของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส คงประกอบด้วยทัง) เนือ) สัตว์ (ส่วนมากเป็น สตั ว์ขนาดใหญ)่ ที=ลา่ มาได้โดยใช้เครื=องมอื หนิ แบบอาชเู ลียน และอาหารทเ=ี กบ็ จากป่า ไม่ ว่าจะเป็นพืชมหี วั หรือผลไม้ ทัง) นีส) ันนิษฐานจากเคร=ืองมือหนิ บางชนิดทเ=ี ป็นคร=ืองมือขดุ รวมทัง) ฟันเคีย) วที=ค่อนข้างใหญ่ซึ=งแสดงว่ากินอาหารที=เหนียวและแข็งอยู่บ้าง เราอาจ กลา่ วได้ว่า โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส เป็นกล่มุ ที=กินทงั) เนือ) สตั ว์และพืช (omnivore) วัฒนธรรมของ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส นอกเหนือจากการทําเครื=องมือล่าสัตว์ แล้ว ยงั มีพฤติกรรมที=อาจจะเป็นจุดเร=ิมต้นของระบบคิด หรือระบบสัญลกั ษณ์ของมนษุ ย์ นน=ั ก็คือการค้นพบสะเก็ดหินกรวดแม่นํา) ท=ีมีรูปร่างคล้ายตุ๊กตามนุษย์ (human figurine) จาํ นวน 1 ชิน) ที=แหล่งเบเรคตั แรม (Berekhat Ram) ในประเทศอิสราเอล อายปุ ระมาณ 280,000 - @Bf,fff ปี มาแล้ ว (Goran-Inbar 1986) หินดังกล่าวสูงประมาณ ZB มิลลิเมตร (c.• นิว) ) มีร่องลึกล้อมรอบซึ=งดูเหมือนจะเป็นส่วนคอหรือเส้นแบ่งระหว่างหวั
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษยส์ กลุ โฮโม 172 กบั ลําตัว ทําให้ดูคล้ายรูปมนษุ ย์ (รูปท=ี \\.@5) นกั วิทยาศาสตร์ได้ศึกษาร่องลึกนัน) อย่าง ละเอียดแล้วพบว่าเป็นร่องที=เกิดจากการตัง) ใจขุด ไม่ใช่ร่องท=ีเกิดจากกระบวนการทาง ธรรมชาติ แต่ผ้ศู ึกษาก็ไม่ได้ตีความว่าหินชิน) นีถ) ูกขุดร่องและตกแต่งเพ=ือจะทําเป็นตุ๊กตา มนุษย์ กระนัน) ก็ตามนักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักโบราณคดีบางคนก็จัดให้เป็นรูป ต๊กุ ตามนษุ ยผ์ ้หู ญิงหรือรูปเทพีวีนสั ท=ีเก่าแก่ที=สดุ ในโลกเนื=องจากมีลกั ษณะโดยรวมคล้าย กบั รูปวนี สั ทพี= บในยโุ รป แม้วา่ นกั วชิ าการส่วนมากจะไม่เห็นด้วยกต็ าม เน=ืองจากพบว่ารูป ต๊กุ ตาผ้หู ญิง หรือวีนสั (Venus figurines) พบมากในวฒั นธรรมของมนษุ ย์ โฮโม เซเปียนส์ นบั ตงั ) แตช่ ่วงประมาณ Zf,fff ปีเป็นต้นมาเท่านนั) (ดบู ทที= ‹) รูปที= \\.@5 หินกรวดแม่นาํ ) ท=ีมีรูปรา่ งคล้ายต๊กุ ตามนษุ ย์ พบทีป= ระเทศอิสราเอล โฮโม นีแอนเดอร์ทลั เลนซิส โฮโม นีแอนเดอร์ทัลเลนซิส (Homo neanderthalensis) หรือท=ีเรียกกันท=วั ไปว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) เป็นสายพนั ธ์ุที=มีประวตั ิการค้นพบยาวนานท=สี ดุ ถูกค้นพบครัง) แรกในปี c‹BT ในถํา) หินปูนแห่งหน=ึง ในบริเวณหุบเขานีแอนเดอร์ (Neander Valley) ใกล้เมืองดุสเซลดอร์ฟ ในประเทศเยอรมนี โดยค้นพบกะโหลก c ชิน) (รูปท=ี \\.@6)
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษยส์ กลุ โฮโม 173 รูปท=ี \\.@6 กะโหลกของนีแอนเดอร์ทลั พบท=ปี ระเทศเยอรมนี จากนนั) เป็นต้นมากม็ ีการศึกษาค้นคว้ามาอย่างตอ่ เนอ=ื งจนถึงปัจจุบนั นกั วิชาการ ได้ค้นพบแหล่งโบราณคดีของมนษุ ย์นีแอนเดอร์ทัลมากกว่า Zff แหล่ง และค้นพบซาก กระดกู ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั จํานวนหลายพนั ชิน) พบโครงกระดูกไม่ต=ํากว่า \\f โครง (Klein 2003) ทัง) นีไ) ม่นับแหล่งที=พบหลักฐานอื=นๆ ท=ีไม่ใช่โครงกระดูก ย=ิงกว่านัน) นักวิชาการยงั พบว่าประชากรมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลกระจายอย่หู ลายแห่ง รวมทงั) ในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยโุ รปตะวันตก ยุโรปตะวันออก ยโุ รปกลาง เอเชียตะวันตก และ ตะวนั ออกกลาง (รูปท=ี \\.@7) แหลง่ โบราณคดีตา่ งๆ ทค=ี ้นพบหลกั ฐานเกยี= วกับมนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั กําหนดอายุ อยใู่ นช่วงประมาณ Zff,fff - 27,000 ปี (Tattersall 2002) แตห่ ลกั ฐานทพี= บส่วนมากจะ อย่ใู นชว่ งประมาณ cZf,fff - ZB,fff ปี (Jurmain et al. 2004) มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล จัดเป็น โฮโม รุ่นหลังท=ีรู้จักกันดีที=สุดเน=ืองจากค้นพบ หลักฐานต่างๆ ท=ีเก=ียวข้องจํานวนมาก และซากบรรพชีวินท=ีค้นพบก็ค่อนข้างสมบูรณ์ สามารถศกึ ษาวิเคราะหร์ ูปร่างหรือลกั ษณะทางกายวิภาค ความเป็นอยู่ อาหารการกิน ได้
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ยส์ กุล โฮโม 174 รูปทื= \\.@7 ขอบเขตการแพร่กระจายของนแี อนเดอร์ทลั จากการศึกษาแหล่งโบราณคดีต่างๆ พบว่ามนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั ใช้ถํา) หรือเพิงผา เป็นแหลง่ พํานกั และประกอบกจิ กรรมในครอบครวั (รูปที= \\.@‹) ส่วนมากมชี ีวิตอยใู่ นชว่ งที= มีอากาศเย็น (Wurm glaciation) หรือยุคนํา) แข็ง หรือในยคุ ไพลสโตซีน ซ=ึงสภาพอากาศ เปลี=ยนแปลงแปรปรวนคอ่ นข้างถี= (ประมาณ 17 ครัง) ) การทม=ี นษุ ย์นแี อนเดอร์ทลั สามารถ อาศัยอยู่ในส=ิงแวดล้อมท=ีมีสภาพอากาศเย็นได้นานหลายช=ัวอายุคนก็แสดงว่าสามารถ ปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพอากาศที=หนาวเยน็ ได้ดี รูปที= \\.@‹ ภาพจาํ ลองแสดงวิถชี วี ติ ของนแี อนเดอร์ทลั
บทท=ี \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 175 มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีหลายกลุ่ม มีขนาดความจุสมองเฉล=ีย 1,465 ลูกบาศก์ เซนติเมตร หน้าค่อนข้างยาวและย=ืน บริเวณจมูกใหญ่ (แสดงถึงการปรับตัวให้เข้ากบั สภาพภูมิอากาศเย็น) ฟันหน้าค่อนข้างใหญ่ กะโหลกค่อนข้างกลม (รูปที= \\.@9) รูปร่าง ค่อนข้างอ้วนเตีย) และหนากว่ามนษุ ย์ปัจจบุ ันแต่แข็งแรงมาก (รูปท=ี \\.30) เพศหญิงและ เพศชายมีความแตกต่างค่อนข้างเด่นชัด กล่าวคือเพศชายตวั ใหญ่และสงู กว่าเพศหญิง น่าสังเกตด้วยว่าประชากรมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั ในแต่แห่งมีลักษณะแตกต่างกนั บ้างซึ=ง แสดงถงึ การปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถ=ิน รูปท=ี \\.@‚ ลกั ษณะของนีแอนเดอร์ทลั รูปที= \\.Zf เปรียบเทยี บลกั ษณะของนแี อนเดอร์ทลั จากที=ตา่ งๆ (ซ้าย) กับมนุษยป์ ัจจุบนั (ขวา) มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีพฤติกรรมทางวัฒนธรรมโดยเป็นนกั ล่าสัตว์ โดยล่าสัตว์ ขนาดใหญ่ เช่น กวางเรนเดยี ร์ ช้างแมมมอท หมี และแรด ซึง= อาจเป็นการล่าตลอดปี หรือ ตามล่าฝงู สตั ว์ไปตามฤดกู าลด้วย (Campbell and Loy 2000) มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีเทคโนโลยีในการทําเคร=ืองมือหินที=แตกต่างจาก โฮโม สายพนั ธ์ุอื=นๆ เคร=ืองมือหินท=ีเป็นแบบฉบับของมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั คือเคร=ืองมือแบบ มูสเตอร์เรียน (Mousterian) ตัง) ชื=อตามแหล่งที=พบเคร=ืองมือหินแบบนีค) รัง) แรกที=แหล่ง เลอ มูสแตร์ (Le Moustier) ในประเทศฝร=ังเศส เครื=องมือหินมูสเตอร์เรียนมีความ ประณีต ดูลํา) หน้ากว่าเคร=ืองมือหินของ โฮโม อีเรกตัส และส่วนมากมีขนาดเล็กกว่า เครื=องมอื หนิ แบบอาชูเลยี น
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 176 เครื=องมอื หินแบบมูสเตอร์เรียนทําจากแกนหินท=ีตกแต่งเตรียมไว้แล้ว แล้วกะเทาะ ออกเป็นแผน่ บาง จากนนั) จงึ กะเทาะตกแต่งคม จะได้เคร=ืองมือท=ีคมและได้สัดสว่ น (รูปที= 7.31) จากลกั ษณะของเครื=องมือสนั นิษฐานว่ามนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั มีทักษะและความรู้ สงู ในการทําเครื=องมือหิน และมีความแม่นยําในการกะเทาะอย่างมาก และอีกประการ หน=ึงแสดงว่า มนษุ ย์นีแอนเดอร์ทัลสามารถกําหนดรูปทรงของเครื=องมือล่วงหน้าไว้ในหวั สมอง (mental template) ก่อนจะลงมือทําเครื=องมือ ซึ=งแตกต่างจากทําเคร=ืองมือท=ีเริ=ม จากการกะเทาะไปเรื=อยๆ จนกว่าจะได้เคร=ืองมอื ท=ีต้องการ รูปที= \\.31 เคร=ืองมอื หนิ แบบมสู เตอร์เรียน นอกจากเคร=ืองมอื หินแล้ว มนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั ยงั รู้จกั ประดิษฐ์เคร=ืองมือลา่ สัตว์ท=ี ทาํ จากไม้ เชน่ ไม้ปลายแหลมทีใ= ช้สาํ หรับขว้างหรือปาใส่สตั ว์ เป็นต้น ในแงพ่ ฤติกรรมเชิงสญั ลกั ษณ์ของมนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั จากการศึกษาพบว่ามีการ ฝังศพ หรือมีความเชื=อในเรื=องอํานาจเหนือธรรมชาติ (supernatural power) มีพิธีฝังศพ อย่างตงั ) ใจ เช่น จัดวางศพอย่างเป็นระเบียบและใส่สิ=งของลงไปในหลมุ ฝังศพด้วย (เช่น
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ย์สกุล โฮโม 177 เคร=ืองมือหิน อาหาร และดอกไม้) ตัวอย่างหลุมฝังศพท=ีพบท=ีถํา) ชานิดาร์ (Shanidar Cave) ในประเทศอิรกั (รูปท=ี \\.32) ทนี= กั วิชาการค้นพบละอองเรณูเป็นจํานวนมากในหลมุ ฝังศพ ซง=ึ แสดงว่ามกี ารวางดอกไม้ลงไปในหลมุ ฝังศพเพือ= แสดงความหมายเชงิ สญั ลกั ษณ์ บางอยา่ ง รูปทื= \\.32 หลมุ ฝังศพมนษุ ยน์ ีแอนเดอร์ทลั ทถ=ี ํา) ชานดิ าร์ ประเทศอิรกั ท=ีแหล่งถําK เคบารา (Kebara Cave) ประเทศอิสราเอล ก็ค้นพบหลมุ ฝังศพมนษุ ย์ นีแอนเดอร์ทัล ซ=ึงมีร่องรอยการตัง) ใจขุดหลุมเพื=อฝังศพ (รูปที= \\.ZZ) ดังนัน) แสดงว่า มนษุ ย์นแี อนเดอร์ทลั มีการวางแผนการฝังศพอยา่ งดีมากอ่ น อย่างไรกต็ ามควรกลา่ วด้วย วา่ พฤติกรรมเชงิ พิธีกรรมเชน่ นพี ) บไม่มากนกั ในสงั คมนีแอนเดอร์ทลั (ในขณะนีพ) บแหล่งที= เชื=อว่ามีการฝังศพเพียง ‹ แหล่ง จากทัง) หมด Zff กว่าแหล่ง) น่าสังเกตด้วยว่าโครง กระดกู ของมนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั ส่วนมากจะไม่พบในแหล่งทีม= กี ารขดุ หลมุ ฝังศพไว้กอ่ น รูปที= \\.ZZ หลมุ ฝังศพมนุษยน์ แี อนเดอร์ทลั ที=แหล่งถาํ ) เคบารา อสิ ราเอล นกั วชิ าการยงั พบด้วยว่ามนษุ ยน์ แี อนเดอร์ทลั บางกล่มุ นาํ เขีย) วสตั ว์ (เชน่ เขยี ) วเสือ เขยี ) วหมปู ่า) มาหนั= เป็นร่อง หรือเจาะรูสําหรบั ร้อยเชือก (รูปท=ี \\.34) อาจจะใช้สําหรบั ห้อย คอ และฝังร่วมกบั ศพ
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ย์สกุล โฮโม 178 รูปท=ี \\.34 เขยี ) วสตั ว์ทม=ี ีรอ่ งรอยการเจาะรูและหนั= เป็นร่อง อาจจะเป็น เคร=ืองประดบั หรือเครื=องราง ของมนษุ ย์นแี อนเดอร์ทลั นอกจากนนี ) กั วชิ าการบางท่านยงั เคยเสนอว่ามนษุ ย์นแี อนเดอร์ทัลมลี ัทธิพิธีบูชา หมถี ําK (cave bear cult) เน=อื งจากการขดุ ค้นทถ=ี าํK ดราเค่นรอช (Drachenloch Cave) ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้พบกะโหลกหมีถาํ ) จํานวนมากวางเรียงรายอย่ภู ายในกรอบหิน ซึ=งดูคล้ายกับว่าเป็นการตัง) ใจประกอบพิธีกรรมบางอย่าง (Rowley-Conwy 1993) อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิเคราะห์ภายหลงั พบว่าหินท=ีเรียงรายอย่นู นั) เป็นหินปูนทีต= ก ลงมาจากเพดานถํา) ไม่ใช่การตงั ) ใจวางเรียงเป็นกรอบสี=เหลี=ยม ส่วนกะโหลกนัน) ก็เป็น ของหมีทส=ี นั นิษฐานว่าเข้ามาอย่อู าศัยในถาํ ) และเสียชีวิตในถาํ ) นัน) ไมไ่ ด้ถกู นํามาจากที=อ=ืน เพ=ือบูชาแตอ่ ยา่ งใด ซากกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั ส่วนมากเป็นกระดูกผ้ใู หญ่ที=มีร่องรอยการ เยียวยารักษา ตัวอย่างเช่นนกั วิจยั ชาวฝร=ังเศสค้นพบกะโหลกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั และได้ตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์พบว่ามีรอยแตกจากการถูกฟันด้วยอาวุธปลาย แหลม แต่อาการบาดเจ็บได้รับการรักษาเยียวยาจนหายดี นอกจากนีจ) ากการศึกษา กระดูกขากรรไกรล่างของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที=พบที=เพิงผาใกล้หม่บู ้านลาชาแปลล์ โอแซงต์ (La Chapelle-aux-Saints) ในประเทศฝรง=ั เศส กําหนดอายรุ ะหวา่ ง c\\B,fff – @ff,fff ปี พบวา่ ขากรรไกรลา่ งไม่มฟี ันเหลอื อยเู่ ลย แตร่ ่องรอยบ่งชีว) า่ เจ้าของขากรรไกร นีม) ีปัญหาฟันผจุ นหมดปากโดยท=ีระหว่างมีชีวิตอย่คู งไม่สามารถเคีย) วอาหารได้แน่นอน แต่ก็มีอายยุ ืนยาวมาได้จนถึงอายปุ ระมาณ •f – Bf ปี (แม้ว่ามีประชากรเพียงส่วนน้อย เท่านัน) ที=มีอายยุ ืนยาวถึง •f ปี) แสดงว่านีแอนเดอร์ธาลรู้จกั ช่วยกนั รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และชว่ ยเหลือซึ=งกนั และกนั ซง=ึ สะท้อนให้เห็นการให้คณุ ค่าทางสงั คม (social value) และ ระบบสงั คมท=ีรู้จกั แบ่งปันอาหารและทรัพยากร
บทที= \\ : บรรพบุรุษของมนุษย์สกุล โฮโม 179 อย่างไรกต็ ามในชว่ งเวลาประมาณ •f,fff ปีมีมนษุ ยก์ ล่มุ ใหมป่ รากฏขึน) ในยโุ รป เรียกว่ามนุษย์โครมันยอง (Cro-Magnon) ซ=ึงนักวิชาการจัดให้อยู่ในสายพันธ์ุ โฮโม เซเปี ยนส์ มนษุ ย์กลุ่มนีไ) ด้เข้ามาแทนที=มนษุ ย์นีแอนเดอร์ทัล และมีความสามารถในการ ปรับตัวทางวฒั นธรรมได้ดีกว่า ดังนัน) นักวิชาการบางท่านจงึ เชือ= วา่ มนษุ ย์โครมนั ยองเข้า มาแทนทแ=ี ละขบั ไล่ทาํ ให้มนษุ ย์นีแอนเดอร์ทลั สญู พันธ์ุไปในท=ีสดุ เมอ=ื ประมาณ ZB,fff ปี มาแล้ว หรือหลงั นนั) เลก็ น้อย ซ=ึงเกิดขนึ ) คอ่ นข้างรวดเร็ว อย่างไรกต็ ามนกั วชิ าการบางทา่ น (เช่นศาสตราจารย์ Milford Wolpoff) ก็เสนอว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลไม่ได้สูญพันธ์ุไป ในทันที แต่ได้วิวฒั นาการมาเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ ในยโุ รป (ดูคําอธิบายเพิ=มเติมในหวั ข้อ กําเนิดมนษุ ย์รุ่นใหมใ่ นบทท=ี ‹) สรุป จากหลกั ฐานซากบรรพชีวินและหลักฐานโบราณคดีประเภทต่างๆ ท=ีกล่าวมาใน บทท=ี \\ นี ) พอจะประมวลภาพวิวัฒนาการทางชีววิทยาและวฒั นธรรมของโฮมินิดส์สกุล โฮโม เป็นหวั ข้อหลกั ๆ ดงั นี ) วิวฒั นาการของความจุสมองท$ีมากขึนK นกั วิชาการบางท่านกล่าวว่าความจุสมองสัมพันธ์กับสติปัญญาหรือความเฉลียว ฉลาด (intelligence) กล่าวคือสตั ว์ที=มีความจุสมองมากฉลาดกว่าท=มี ีความจุสมองน้อย ทงั) นีพ) ิจารณาจากมนษุ ย์ที=มีความจุสมองมากกวา่ สตั ว์ไพรเมตอ=ืน และสามารถประดษิ ฐ์ คิดค้นสิ=งต่างๆ มากมาย แต่มีนักวิชาการบางท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เนื=องจากพบว่าสตั ว์บางชนิดมีความจุสมองมากกว่ามนษุ ย์แต่ก็ไม่ฉลาดเท่ามนษุ ย์ เช่น ช้างมีความจุสมองประมาณ •,fff ลกู บาศก์เชนติเมตร ปลาวาฬมีความจสุ มองมากถงึ T,fff ลกู บาศก์เชนตเิ มตร แต่มนษุ ย์มีความจุสมองประมาณ c,Z•B ลกู บาศก์เชนตเิ มตร นักวิชาการบางเสนอว่าเราควรพิจารณาขนาดความจสุ มองร่วมกับลักษณะอยา่ ง อื=นด้วยจึงจะสามารถอธิบายได้ว่าทําไมสตั ว์บางชนิดที=มีความจุสมองมากกวา่ มนุษย์จงึ ไม่ฉลาดเท่ามนุษย์ ส=ิงหนึ=งที=ควรพิจารณาคืออัตราส่วนของนํา) หนักสมองกับนํา) หนกั ร่างกาย เช่น เราพบว่าอตั ราส่วนนาํ ) หนกั สมองกับนาํ ) หนกั ร่างกายของมนษุ ย์มากกว่าช้าง และปลาวาฬ มนษุ ย์มีนาํ ) หนกั สมองกับนํา) หนักร่างกายในอตั ราส่วน c:45 ในขณะที=ช้าง มีนํา) หนักสมองกับนํา) หนกั ร่างกายในอัตราส่วน c:600 ส่วนปลาวาฬมีนํา) หนกั สมองกับ นาํ ) หนกั ร่างกายในอตั ราส่วน c:10,000 (Campbell and Loy 2000: 433) อย่างไรกต็ าม สมองเป็นอวยั วะทซี= บั ซ้อนและยงั ต้องศกึ ษาอกี มาก
บทท=ี \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษย์สกลุ โฮโม 180 จากข้อมลู ท=ีมีอยู่ในขณะนีเ) ราพบว่าวิวัฒนาการทางชีววิทยาที=เด่นชดั ในโฮมินิดส์ สกลุ โฮโม คอื ความจสุ มองมากขึน) กว่าโฮมินดิ สส์ กลุ ออสตราโลพิเทคสั และความจสุ มอง ของ โฮโม ยงั เพมิ= ขึน) ตามลาํ ดับเวลานบั ตงั ) แต่ โฮโม รุ่นแรกจนถงึ โฮโม รุ่นหลงั เชน่ โฮโม แฮบิลิส (TZf ลกู บาศก์เชนติเมตร) โฮโม รูดอล์ฟเฟนซิส (\\‹f ลกู บาศก์เชนติเมตร) โฮโม เออร์แกสเตอร์ (‚ff ลกู บาศก์เชนติเมตร) โฮโม อีเรกตัส (c,fff ลูกบาศก์เชนติเมตร) โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส (c,@‹Z ลกู บาศก์เชนตเิ มตร) โฮโม นีแอนเดอร์ทลั เลนซิส (c,•TB ลูกบาศก์เชนติเมตร) ความจุสมองของโฮมินิดส์ท=ีมากขึน) นัน) อาจสัมพันธ์กับ ความสามารถในประดิษฐ์คิดค้นเคร=ืองมอื และวัฒนธรรมต่างๆ ด้วย (ดูหัวข้อ พฤติกรรม การทําเครื=องมอื ) การที=มีสมองใหญข่ ึน) มที งั) ข้อดแี ละข้อเสีย ข้อดคี อื เพ=ิมประสทิ ธิภาพในการทํางาน ผลิตเครื=องมือเคร=ืองใช้ การสื=อสารต่างๆ ได้ ทําให้โอกาสมีชีวิตรอดก็สูง ในขณะเดียวกัน การมีสมองใหญ่ขึน) ก็มีข้อเสียเช่นกนั เช่น การใช้สมองทําให้เกิดความร้อนในระบบการ ทํางานของสมอง ถ้าไม่มีการระบายความร้อนท=ีดีก็อาจทําให้เสียชีวติ ได้ง่าย นอกจากนี ) สมองต้องการพลังงานและแคลอรี สมองท=ีใหญก่ ็ย่อมต้องพลังงานและแคลอรีมากตาม ไปด้วย สมองมรี ะบบการทํางานทีซ= บั ซ้อนและไวต่อความรู้สกึ ดงั นนั) จึงต้องการการดูแล รกั ษาท=ีดี นอกจากนีส) มองเป็นอวยั วะท=ีต้องใช้ระยะเวลาในการดแู ลรกั ษายาวนานกว่าจะ มคี วามสมบูรณ์สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากสมองใหญ่ขึน) แล้ว ยังพบว่าร่างกายของโฮมินิดส์สกุล โฮโม ก็มีขนาด เฉล=ียใหญข่ ึน) ตามลําดับด้วยและแตกต่างจากโฮมินดิ สร์ ุ่นแรก ๆ (เชน่ ออสตราโลพิเทคสั ) (ตารางที= \\.4) ตารางท=ี \\.4 ขนาดร่างกายของโฮมนิ ดิ ส์คดิ เป็นนาํ ) หนกั โดยเฉลย=ี สกลุ และสายพนั ธ์ุ นาํ ) หนกั (กิโลกรมั ) โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส 62 โฮโม เออร์แกสเตอร์ 58 โฮโม อีเรกตสั 57 ออสตราโลพิเทคสั บวั เซอิ 44 ออสตราโลพิเทคสั อฟาเรนซิส 37 ออสตราโลพิเทคสั โรบสั ตสั 36 ออสตราโลพิเทคสั แอฟริกานสั 36 โฮโม แฮบิลิส 34 ที=มา: Campbell and Loy 2002; Jurmain et al. 2004; D. Troy Case, personal communication, 2006)
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนษุ ย์สกลุ โฮโม 181 พฤติกรรมการทาํ เคร$ืองมอื เครื=องมือหินของ โฮโม สายพันธ์ุต่างๆ มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด เช่น ความ ประณตี ก้าวหน้ากว่าของ โฮโม อีเรกตสั เทคโนโลยกี ารทาํ เคร=ืองมือหินของ โฮโม รุ่นหลงั เรียกว่า เครื=องมือหินแบบมูสเตอร์เรียน (Mousterian) กล่าวคือใช้แกนหินที=ตกแต่ง เตรียมไว้แล้ว จากนัน) กะเทาะจากด้านบนออกเป็นแผ่นบาง แล้วจึงกะเทาะตกแต่งคม จนได้เคร=ืองมือที=คมและได้สดั สว่ น จากลกั ษณะของเคร=ืองมอื สนั นิษฐานว่า โฮโม รุ่นหลัง มีทกั ษะและความรู้สงู ในการทําเครื=องมือ และมีความแม่นยําในการกะเทาะอย่างมาก อีกประการหน=ึงแสดงว่า โฮโม รุ่นหลงั สามารถกาํ หนดรูปทรงของเครื=องมือล่วงหน้าไว้ใน หวั สมอง (mental template) กอ่ นจะลงมือทําเคร=ืองมอื ซ=ึงแตกต่างจากทาํ เครื=องมอื ที=เริ=ม จากการกะเทาะไปเรื=อยๆ จนกว่าจะได้เคร=ืองมือทต=ี ้องการ พฤติกรรมเชงิ สัญลักษณ์และความเช$อื ในแงพ่ ฤติกรรมเชงิ สญั ลกั ษณ์ของ โฮโม รุ่นหลงั นนั) จากการศึกษาพบว่ามกี ารฝังศพ หรือมีความเช=อื ในเรื=องอาํ นาจเหนอื ธรรมชาติ (supernatural power) เป็นโฮมนิ ิดสก์ ล่มุ แรกที= มพี ิธีฝังศพอยา่ งตงั ) ใจ เชน่ จดั วางศพอยา่ งเป็นระเบยี บและใส่ส=ิงของลงไปในหลมุ ฝังศพด้วย (เช่น เครื=องมือหิน อาหาร และดอกไม้) ตัวอย่างหลุมฝังศพท=ีพบท=ีถํา) ชานิดาร์ (Shanidar Cave) ในประเทศอริ ักท=นี กั วิชาการค้นพบละอองเรณูเป็นจาํ นวนมากในหลมุ ฝังศพ ซึ=งแสดง ว่ามกี ารวางดอกไม้ลงไปในหลมุ ฝังศพเพื=อแสดงความหมายเชิงสญั ลกั ษณ์บางอยา่ ง พฤติกรรมทางวัฒนธรรมอ$นื ๆ ก. การรักษาพยาบาล ซากฟอสซิลของ โฮโม รุ่นหลังบางสายพันธ์ุ เช่น โฮโม นีแอนเดอร์ทัลเลนซิส ส่วนมากเป็นกระดูกผู้ใหญ่ท=ีมีร่องรอยการเยียวยารักษา หรือการรักษา ตัวอย่างเช่น นกั วิจยั จากฝรั=งเศสค้นพบกะโหลกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทลั และได้ตรวจสอบด้วยระบบ คอมพิวเตอร์พบว่ามีรอยแตกจากการถกู ฟันด้วยอาวุธปลายแหลม แต่อาการบาดเจ็บ ได้รับการรักษาเยียวยาจนหายดี นอกจากนีจ) ากการศึกษากระดกู ขากรรไกรล่างของของ นีแอนเดอร์ทัลที=พบท=ีเพิงผาอายุ 175,000 - 200,000 ปี ในประเทศฝรั=งเศส พบว่า ขากรรไกรลา่ งไม่มฟี ันเหลืออย่เู ลย แตร่ ่องรอยบ่งชวี ) ่าเจ้าของขากรรไกรนมี ) ีปัญหาฟันผจุ น หมดปากโดยที=ระหว่างมีชีวิตอยู่คงไม่สามารถเคีย) วอาหารได้แน่นอน แต่ก็มีอายยุ ืนยาว มาได้จนกระท=งั อายุประมาณ 40 - 50 ปี เราอาจอธิบายเร=ืองนีไ) ด้ว่า โฮโม รุ่นหลงั รู้จัก ช่วยกนั รักษาโรคภยั ไข้เจบ็ และช่วยเหลอื ซ=ึงกนั และกนั ซงึ= สะท้อนให้เห็นการให้คณุ ค่าทาง สงั คม (social value) และการมอี ยขู่ องระบบสงั คมทรี= ู้จกั แบง่ ปันอาหารและทรัพยากร
บทที= \\ : บรรพบรุ ุษของมนุษย์สกุล โฮโม 182 ข. การกินเนือK มนุษย์ จากการขุดค้นท=ีถํา) Moula-Guercy ในประเทศฝรั=งเศส ซ=ึงเป็นแหล่งโบราณคดี อายปุ ระมาณ 100,000 ปี ได้พบกระดกู ของมนษุ ยน์ ีแอนเดอร์ทัลปะปนอย่กู บั กระดูกสตั ว์ นักวิชาการจึงตีความว่ามีการกินเนือ) กันเอง (cannibalism) ในหม่มู นุษย์นีแอนเดอร์ทัล (เช่น ดู White 2003b) อย่างไรก็ตามยังมีการถกเถียงกันว่าเรื=องนีเ) กิดขึน) จริงหรือไม่ เนื=องจากหลักฐานมีน้อยเกินไปท=ีจะสรุปเช่นนัน) และกระดูกท=ีมีร่องรอยกัดหรือตัดอาจ เกดิ ขึน) ภายหลงั โดยเกิดจากสตั วข์ นาดเลก็ กดั แทะ หรือกระบวนการทางธรรมชาติทเ=ี กิดขนึ ) หลงั การทบั ถม ค. ภาษา ความสามารถในการใช้ ภาษาของ โฮโม รุ่นหลัง น่าจะมีอยู่บ้างแล้ว เช่น ความสามารถในการออกเสียงสระจากลําคอ แต่เราก็ยงั ไม่พบซากฟอสซลิ กระดูกที=บอก ถึงความสามารถในการพดู ได้ เช่น กระดูกท=ีอยู่ในลําคอ (hyoid bone) แต่เป็นไปได้ว่า กระดกู ดงั กลา่ วมขี นาดเล็กและค่อนข้างแตกหักง่าย ดงั นนั) จึงเสอื= มสลายไป ไมห่ ลงเหลือ ในแหลง่ โบราณคดี กล่าวโดยสรุปแล้ว จากหลกั ฐานซากบรรพชีวินและหลักฐานโบราณคดีที=ค้นพบ เราอาจสรุปได้ว่า โฮมินิดส์ในสกุล โฮโม มีวิวัฒนาการทงั) ทางชีววิทยาและวัฒนธรรมที= เด่นชัด เช่น ขนาดสมองใหญ่ขึน) ความสามารถในการทําและใช้เครื=องมอื ขนาดของฟัน และใบหน้าเล็กลง และพึ=งพาการปรับตัวทางวัฒนธรรมมากขึน) แต่ส=ิงประดิษฐ์ทาง วฒั นธรรมนีก) ็ยังไม่ซบั ซ้อน หลากหลาย และมีปริมาณมากเมื=อเทียบกับวฒั นธรรมของ มนษุ ย์รุ่นใหม่ หรือ โฮโม เซเปียนส์ ซ=งึ จะได้กล่าวต่อไปในบทท=ี ‹
บทท$ี & โฮโม เซเปี ยนส์: วิวฒั นาการของมนุษย์ปัจจบุ นั โฮมินดิ ส์ที,มลี กั ษณะทางกายวภิ าคเหมอื นมนษุ ย์ปัจจุบัน (anatomically modern humans หรือในตําราบางเล่มเขียนย่อว่า AMH) หรือในชื,อวิทยาศาสตร์ท,ีเรียกว่า โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens) เป็นสายพนั ธ์ใุ นสกลุ โฮโมที,มคี วามแตกต่างจากสายพนั ธ์ุอน,ื ๆ ในหลายลักษณะ อย่างไรก็ตามนักวิชาการยังคงทําการวิจัยศึกษาค้นคว้าว่า โฮโม เซเปี ยนส์เป็นใคร มาจากไหน ซึ,งยังเป็นเร,ืองที,ถกเถียงกันไม่ยุติดังจะได้กล่าวต่อไป แตเ่ รารู้วา่ โฮโม เซเปียนส์ แตกต่างจาก โฮโม สายพนั ธ์อุ ,ืนหลายอย่างดงั ทกี, ล่าวมาแล้วใน บทที, h ลักษณะเด่นของ โฮโม เซเปี ยนส์ ท,ีโดดเด่นสามารถระบุได้ง่าย คือ ใบหน้าเล็ก ฟันเล็ก สนั ควิ j ไมน่ นู เด่นเหมอื นกบั โฮโม อีเรกตสั กะโหลกกลม มีคางยน,ื เลก็ น้อย สมอง ใหญ่ขึนj (เฉล,ียประมาณ m,opq ลกู บาศก์เซนติเมตร) ลักษณะเหล่านีเj ร,ิมปรากฏขึนj ใน ซากบรรพชวี นิ ที,กําหนดอายไุ ด้ราว mss,sss – uss,sss ปีมาแล้ว ปัจจุบนั นกั โบราณมานษุ ยวทิ ยาตงั j คาํ ถามหลายคําถามเกี,ยวกบั โฮโม เซเปียนส์ เชน่ m. นกั วิชาการถกเถยี งกนั ว่าววิ ฒั นาการของ โฮโม เซเปียนส์ เป็นมาอยา่ งไร u. โฮโม สายพนั ธ์ุใดทีเ, ป็นบรรพบุรุษของ โฮโม เซเปียนส์ o. การเปล,ียนแปลงจาก โฮโม รุ่นก่อนหน้านมี j าเป็น โฮโม เซเปียนส์ เกดิ ขึนj อย่างไร การเปลี,ยนแปลงนันj เกิดขึนj ท,ีไหน และเมื,อไหร่ การเปลี,ยนแปลงนันj เกิดขึนj ณ จุดเดียว เทา่ นนัj หรือวา่ แพร่กระจายไปทอี, นื, ด้วย ทําไมการเปลย,ี นแปลงนนัj จึงเกิดขึนj p. การเปล,ียนแปลงทางวฒั นธรรมอะไรบ้างท,ีเกิดขึนj และการเปล,ียนแปลงทาง วฒั นธรรมทเ,ี กดิ ขนึ j นนัj สมั พนั ธ์กบั การเปล,ียนแปลงทางชวี วิทยาอยา่ งไร ในบทนีนj ําเสนอภาพรวมของ โฮโม เซเปี ยนส์ เท่าที,มีหลกั ฐานต่างๆ ท,ีค้นพบใน ปัจจุบัน หัวข้อหลักในการนําเสนอในบทนีไj ด้แก่ กําเนิด ลักษณะทางกายภาพ และ พฤตกิ รรมทางวฒั นธรรม ตามลาํ ดบั กําเนิด โฮโม เซเปี ยนส์ หากจะเร,ิมจากคาํ ถามท,ีว่า โฮโม เซเปียนส์ ววิ ฒั นาการมาจาก โฮโม บางสายพนั ธ์ุ เม,ือไหร่ ท,ีไหน และอย่างไร เราก็คงพอตอบได้กว้างๆ เท่าท,ีมีหลกั ฐานซากบรรพชีวินว่า ประชากรบางกลุ่มของ โฮโม บางสายพันธ์ุวิวัฒนาการมาเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ แต่ถ้า
บทที, z: กาํ เนดิ มนุษย์ปัจจบุ นั 184 พิจารณาลงลึกในประเด็นต่างๆ อย่างละเอียด เรายังไม่มีข้อสรุปที,ชัดเจนตายตัว นักวิชาการบางท่านเชื,อว่า โฮโม รุ่นแรกๆ บางสายพันธ์ุเพียงสองสามกลุ่มเท่านันj ท,ี สามารถปรับตัวและวิวัฒนาการมาเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ ได้ และในท,ีสุดก็เข้ามาแทนที, หรือผสมพันธ์กับกลุ่มดังj เดิม นักโบราณมานุษยวิทยามีความเห็นเก,ียวกับกําเนิดของ โฮโม เซเปี ยนส์ แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็นสองฝ่ ายท,ีมีความเห็นแตกต่างกันอย่าง สินj เชิง อย่างไรก็ตามเมื,อไม่นานมานีมj ีนักวิชาการอีกกลุ่มหน,ึงเสนอทฤษฎีที, 3 ขึนj มา ดงั นันj ในขณะนีจj งึ มีแนวคิดหรือทฤษฎีกําเนิดมนุษย์ร่นใหมห่ รือ โฮโม เซเปี ยนส์ อยู่สาม ฝ่าย ได้แก่ 1. ทฤษฎีความตอ่ เน,ืองในแตล่ ะพืนj ท,ี (local continuity theory) 2. ทฤษฎีการเข้ามาแทนท,ี (replacement theory) 3. ทฤษฎีสายกลาง (intermediate theory) ฝ่ ายแรกเสนอทฤษฎีท,ีเรียกว่า “ออกจากแอฟริกา” (Out of Africa or African Origin Model) หรื อที,นักวิชาการหลายคนเรี ยกว่าทฤษฎี “การเข้ ามาแทนที,” (replacement) นักวิชาการกลุ่มนีนj ําโดย ดร.คริสโตเฟอร์ สตริงเกอร์ (Christopher Stringer) แห่ง Natural History Museum จากอังกฤษ (Stringer and Andrews 1988) โดยนกั วชิ าการกล่มุ นเี jสนอความเหน็ ว่ามนษุ ย์สมยั ใหมว่ ิวฒั นาการอยา่ งมีเอกลกั ษณ์จาก จุดเร,ิมต้นในแอฟริกาเมอ,ื ประมาณ 200,000 - 150,000 ปีมาแล้ว แล้วแพร่กระจายออก จากแอฟริกาเข้ามาแทนท,ี หรือขับไล่ หรือแย่งชิงพืนj ท,ีสามารถควบคุมและชนะประชากร กล่มุ โฮมินิดสร์ ุ่นบุกเบกิ ทอี, ยมู่ ากอ่ นในพืนj ที,ตา่ งๆ ทวั, โลก โดยแทบไม่มกี ารแต่งงานหรือมี ความสมั พนั ธ์ทางเพศกบั กล่มุ โฮมนิ ดิ ส์ที,มีอย่แู ต่เดมิ ในพืนj ท,ีตา่ งๆ เลย นกั วชิ าการในฝ่าย นเี jช,ือว่าการเข้ามาแทนท,ีของ โฮโม เซเปี ยนส์ เนื,องจากประชากรกลมุ่ นีมj ีการปรับตวั และ มีความสามารถทางวัฒนธรรมท,ีก้าวหน้ามากกว่าประชากรรุ่นบุกเบิก ซึ,งค่อยๆ หาย สาบสญู ไปเม,อื ถกู โฮโม เซเปียนส์ เข้ามาแทนท,ี (รูปท,ี z.m และรูปท,ี z.u)
บทที, z: กาํ เนดิ มนุษย์ปัจจุบนั 185 รูปท,ี z.m ภาพแสดงทฤษฎีการเข้ามา รูปที, z.u เส้นทางอพยพออกจากแอฟริกาของ โฮโม เซเปียนส์ แทนที, ตามทฤษฎีการเข้ามาแทนท,ี ฝ่ ายท,ีสองเสนอทฤษฎีที,เรียกว่า ทฤษฎีพหุภูมิภาค (Multiregional Model) หรือ ทฤษฎี “ความต่อเนื,องในแต่ละพืนj ท,ี” (local/regional continuity model) นําโดย ดร. มิลฟอร์ด โวลโพฟฟ์ (Milford Wolpoff) แห่ง University of Michigan สหรัฐอเมริกา (Thorn and Wolpoff 2003; Wolpoff 1989; Wolpoff and Caspari 1997) ทัศนะของ นักวิชาการฝ่ ายนีเj ห็นว่า โฮโม บางสายพันธ์ุและ โฮโม เซเปี ยนส์ เป็นส่วนหน,ึงของ วิวัฒนาการของสิ,งมีชีวิตสายพันธ์ุเดียว โดยมีใจความสําคัญท,ีว่ามนุษย์สมัยใหม่หรือ โฮโม เซเปี ยนส์ วิวฒั นาการมาจาก โฮโม สายพันธ์ุดงั j เดิมที,กระจายอยู่ตามพืนj ท,ีต่างๆ โดยววิ ฒั นาการนนัj เกดิ ขึนj หลายแห่งในโลกเกา่ (แอฟริกา เอเชีย และยโุ รป) กล่าวคือเมื,อประมาณ 1 ล้านปีหรือมากกว่านีเj ล็กน้อย ประชากร โฮโม อีเรกตัส บางกลุ่มเดินทางออกจากแอฟริกาผ่านดินแดนต่างๆ ในโลกเก่า เมื,อเวลาผ่านไป ประชากร โฮโม อีเรกตัส กลุ่มนีไj ด้เพิ,มจํานวนมากขึนj และมีลักษณะทางชีววิทยาและ วัฒนธรรมแตกต่างกันออกไปเน,ืองจากแรงผลกั หรือปัจจัยท,ีทําให้เกิดวิวฒั นาการต่างๆ เช่น การเลือกสรรโดยธรรมชาติ การเปลี,ยนแปลงพนั ธุกรรม (genetic drift) การโอนถา่ ย หรือเลอ,ื นไหลของยีน (gene flow) เป็นต้น เม,อื ถงึ จดุ หนึ,งประชากรเหล่านีจj ึงวิวฒั นาการ มาเป็น โฮโม เซเปียนส์ และยงั คงมีสมดลุ ทางชีววิทยาจนถงึ ปัจจบุ นั (รูปท,ี z.3)
บทท,ี z: กาํ เนดิ มนุษย์ปัจจบุ นั 186 รูปท,ี z.o ภาพแสดงกาํ เนิด โฮโม เซเปียนส์ ตามแนวคดิ แนวคดิ ทฤษฎี “ความตอ่ เน,ืองในแตล่ ะพนื j ท”,ี ตามแนวคิดทฤษฎี “พหุภูมิภาค” เชื,อกันว่าบรรพบุรุษของชาวยุโรปสมัยใหม่ วิวฒั นาการมาจาก โฮโม นีแอนเดอร์ทลั เลนซิส ในทาํ นองเดยี วกนั บรรพบรุ ุษของชาวแอฟ ริกันสมัยใหม่ก็พัฒนามาจากแอฟริกนั รุ่นแรกๆ ซึ,งอาจจะเป็น โฮโม อีเรกตสั หรือ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส บรรพบุรุษของชาวอเชยี ววิ ฒั นาการมาจาก โฮโม อีเรกตสั เป็นต้น ทฤษฎีนียj ําj ว่าการเปล,ียนแปลงจากบรรพบุรุษรุ่นแรกๆ มาเป็นมนษุ ยร์ ุ่นใหม่ไม่ได้ เกิดครังj แรก ณ จุดใดจุดหน,ึงก่อนแล้วจึงแพร่ขยายวงออกมา หากแต่เกิดขึนj ในหลาย พืนj ที, และวิวฒั นาการในแตล่ ะพนื j ที,เกิดขึนj ไมพ่ ร้อมกนั (ดู Wolpoff 1998) นักวิชาการในกลุ่มนีเj สนอว่าหากลองเปรียบเทียบกับความหลากหลายทาง ชีววิทยาของมนษุ ย์ในปัจจุบนั ก็จะเห็นว่ามนษุ ยป์ ัจจุบนั ทกุ แหง่ ท,ัวโลกล้วนแต่อย่ใู นสาย พันธ์ุเดียวกัน แต่เราก็พบเห็นความแตกต่างด้านลกั ษณะภายนอกและลกั ษณะทางกาย วิภาคในแต่ละพืนj ท,ีอย่างชัดเจน ซึ,งแสดงว่าผู้คนในแต่ละภูมิภาคมีการปรับตัวและ วิวฒั นาการในแต่ละพนื j ท,แี ตกต่างกนั ไป ความแตกต่างระหว่างนักวิชาการทงัj สองฝ่ายหรือทฤษฎีทังj สองนีอj าจมีท,ีมาจาก ความแตกต่างในแง่วิธีคดิ และวธิ ีวิทยาในการศึกษาหลักฐานต่างๆ พอสรุปได้ดงั ตารางท,ี 8.1
บทที, z: กาํ เนดิ มนุษย์ปัจจบุ นั 187 ตารางท,ี z.1 ความแตกต่างในหลกั การระหว่างทฤษฎี “พหุภมู ิภาค” กบั ทฤษฎี “การเข้ามาแทนท”ี, ทฤษฎี “ความต่อเน$อื ง” ทฤษฎี “การเข้ามาแทนท$ี” • เสนอว่าโฮมินิดส์กลุ่ม โฮโม อีเรกตัส ออกจาก • เช,ือว่ามีสายพนั ธ์ุใหม่มาจากแอฟริกา แล้วกระจาย แอฟริกา แล้วพัฒนาเป็นกลุ่มสมัยใหม่หลายกลุ่ม ไปทอ,ี น,ื ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมท,ีแตกตา่ งกัน • ใช้หลกั ฐานพันธุกรรมในการอ้างอิงว่ามนุษย์ยุคหิน • ใช้หลกั ฐานทางพนั ธุกรรมในการอ้างอิงว่ามนุษย์ยุค เก่าตอนปลายและมนุษย์สมัยใหม่เป็นกลุ่มย่อยท,ี หินเก่าตอนปลายและมนุษย์สมัยใหม่อยู่คนละสาย แตกต่างกัน แต่เป็นส่วนหนึ,งของ โฮโม เซเปี ยนส์ พนั ธ์ุ หรือเป็นคนละกล่มุ กนั เหมอื นกนั • เน้นยําj ความแตกต่างระหวา่ งกลมุ่ ยอ่ ย • ไมใ่ ห้ความสาํ คญั กับความแตกตา่ งในกล่มุ ยอ่ ย • มองวิวฒั นาการแบบ anagenesis • มองวิวฒั นาการแบบ cladogenesis • ไมม่ กี ารเชอ,ื มโยงชุดข้อมูลทางโบราณคดีเข้ากับโฮมิ • พยายามเช,ือมโยงชุดข้อมูลทางโบราณคดีเข้ากับ นิดสก์ ลมุ่ ใดกล่มุ หนงึ, โฮมนิ ิดสก์ ลมุ่ ใดกล่มุ หนึ,ง • ไม่นิยมใช้การจดั รูปแบบเครื,องมือเพื,อบ่งบอกความ • เชื,อว่ารูปแบบเครื,องมือสามารถบอกความแตกต่าง แตกตา่ งทางวฒั นธรรมทงัj ในแงพ่ นื j ที,และเวลา ทางวฒั นธรรมทงัj ในแง่พืนj ทแี, ละเวลา • เสนอว่ามนุษย์สมัยใหม่พัฒนาจาก โฮโม รุ่นแรกๆ • เช,อื ว่า โฮโม รุ่นแรกๆ ถูกขบั ไลอ่ อกไปและแทนที,โดย และเช,ือว่ามีความต่อเนอื, งทางพนั ธุกรรมระหว่างโฮโม โฮโม เซเปี ยนส์ รุ่นแรกๆ กับ โฮโม เซเปี ยนส์ ทม,ี า: Clark 2002:53-54 ฝ่ ายท,ีสาม เสนอทฤษฎีท,ีเรียกว่า “ทฤษฎีสายกลาง” (intermediate/middle ground theory) หรือทฤษฎี “การเข้ามาแทนท,ีบางส่วน” (partial replacement theory) (รูปท,ี z.p) นกั วิชาการที,เชอื, ในทฤษฎีนีนj าํ โดย ดร. กุนเทอร์ บราวเออร์ (Gunter Brauer) แห่ง University of Hamburg เยอรมนี นกั วชิ าการในฝ่ายนีเj ห็นด้วยกบั ทฤษฎี “ออกจาก แอฟริกา” ท,ีว่ามนษุ ยส์ มยั ใหม่มกี ําเนดิ ในแอฟริกาเมอ,ื ประมาณไม่เกนิ uss,sss ปีมาแล้ว แตไ่ ม่เหน็ ด้วยในประเด็นท,ีว่ามนษุ ยร์ ุ่นใหม่เข้ามาแทนมนษุ ย์รุ่นดงั j เดิมทังj หมด ดร.บราว เออร์เชื,อว่ามนษุ ย์รุ่นใหม่อพยพออกจากแอฟริกา และเม,ือพบกบั มนุษย์รุ่นเก่าท,ีอยู่พืนj ท,ีมาก่อนก็มีการแต่งงาน และมีลูกหลานท,ีเป็นลูกผสม (hybrids) และในท้ายที,สุดมี ลกั ษณะค่อนมาทางมนษุ ย์รุ่นใหม่ (Brauer 1992)
บทที, z: กําเนิดมนษุ ยป์ ัจจบุ นั 188 รูปท,ี z.p ภาพแสดงกาํ เนดิ โฮโม เซเปียนส์ ตามแนวคดิ แนวคดิ ทฤษฎี “ทฤษฎสี ายกลาง” ดูเหมือนว่าทฤษฎีของฝ่ายท,สี ามจะไม่ได้รบั การถกเถียง ค้นคว้า และยอมรบั มาก นักในหม่นู ักวิชาการด้านโบราณมานษุ ยวิทยา ดงั นันj จึงมีเพียงทฤษฎีแรกและทฤษฎีท,ี สองท,ียังคงเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์มาจนถึงปัจจุบัน ในท,ีนีจj ะพยายามนําเสนอ หลักฐานประเภทต่าง ๆ เพื,อตรวจสอบว่าทฤษฎีใดน่าเช,ือถือมากกว่าระหว่างทฤษฎี “การเข้ามาแทนท”ี, กบั ทฤษฎี “ความต่อเนือ, งในแต่ละพนื j ท”,ี หลกั ฐานซากบรรพชวี นิ ในท,นี ีเjราจะลองพจิ ารณาดซู ากบรรพชวี ินวา่ สนับสนนุ ทฤษฎใี ด ควรกล่าวด้วยว่า ทงัj สองทฤษฎีล้วนแต่มีความเป็นไปได้และสามารถทดสอบได้โดยใช้หลักฐานซากบรรพ ชีวนิ เกีย, วกบั โฮโม รุ่นแรกๆ และ โฮโม เซเปียนส์ เริ,มท,ีทฤษฎี “การเข้ามาแทนที,” ก่อน ทฤษฎีนีเj ช,ือว่าซากบรรพชวี ินของมนษุ ย์รุ่น ใหม่ในทุกภูมิภาคท,ัวโลกจะมีลักษณะคล้ายกันกบั ซากบรรพชีวินรุ่นแรกๆ ในแอฟริกา มากกว่าในภมู ิภาคอ,ืนๆ ตวั อย่างเช่น ชาวยุโรปสมัยใหม่ควรจะมีลกั ษณะคล้ายกับชาว แอฟริกนั รุ่นแรกมากกว่าชาวยโุ รปรุ่นแรก และการเปล,ยี นแปลงน่าจะเกดิ ขนึ j อยา่ งคอ่ นข้าง ฉับพลนั (abrupt) นอกจากนีทj ฤษฎี “การเข้ามาแทนที,” ยังเสนอด้วยว่า โฮโม เซเปี ยนส์ ปรากฏขนึ j ครังj แรกในแอฟริกา และตอ่ มาจงึ แพร่กระจายมายงั ท,ีอ,ืน ส่วนทฤษฎี “ความต่อเนื,อง“ หรือทฤษฎี “พหุภูมิภาค” ทํานายต่างออกไป โดยทํานายว่า โฮโม รุ่นแรกๆ และ โฮโม เซเปี ยนส์ ในแต่ละภูมิภาคมีลักษณะคล้ายกัน ซง,ึ แสดงว่ามคี วามตอ่ เน,ืองมาเร,ือยๆ หรือค่อยๆ พฒั นามาตามกาลเวลา ดงั นนัj เราจงึ คาด วา่ ชาวยโุ รปรุ่นบกุ เบกิ ควรจะมีลกั ษณะเด่นบางอยา่ งคล้ายกบั ชาวยโุ รปสมยั ใหม่ หรือชาว เอเชยี รุ่นแรกก็นา่ จะแสดงหรือมีลกั ษณะบางอยา่ งเหมอื นกบั ชาวเอเชียสมยั ใหม่ เป็นต้น
บทท,ี z: กาํ เนิดมนษุ ยป์ ัจจบุ นั 189 ในการตอบคาํ ถามนีเj ราเริ,มท,กี ารตรวจสอบการแพร่กระจายของซากบรรพชีวินทังj ในเร,ืองของเวลาและสถานที, ซึ,งฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัติแล้วยากพอสมควร เพราะ นักวิชาการแต่ละคนมีการตีความเก,ียวกับซากบรรพชีวินแตกต่างกัน มีความเห็นที, แตกต่างกันว่าอะไรท,ีควรจัดเป็นลักษณะดังj เดิมและอะไรที,ควรจัดเป็นลักษณะที, พฒั นาขึนj มาใหม่ และยังถกเถียงกนั ไม่จบเกี,ยวกบั ความน่าเชื,อถือของการกําหนดอายุ นอกจากนีเj รายังพบว่าหลักฐานซากบรรพชีวิตท,ีค้นพบส่วนมากแตกหกั หรือไม่สมบูรณ์ พอทจ,ี ะบอกลกั ษณะบางอยา่ งได้อย่างแนใ่ จ อยา่ งไรก็ตาม ประเด็นแรกท,ีต้องตรวจสอบคือ ถ้าเชอื, ในทฤษฎี “การเข้ามาแทนท,ี” ก็แสดงว่าซากบรรพชีวินของ โฮโม เซเปี ยนส์ ที,มีอายุเก่าแก่ท,ีสดุ ต้องพบในแอฟริกาหรือ กําเนิดในแอฟริกาก่อนท,ีอ,ืน หลกั ฐานซากบรรพชีวินของ โฮโม เซเปี ยนส์ ที,เก่าแก่ท,ีสุดท,ี ค้นพบในขณะนีถj กู ค้นพบเมื,อปี พ.ศ. uqps หลกั ฐานสาํ คญั ชินj ล่าสดุ ดงั กล่าวท,ีนกั โบราณ มานุษยวิทยาค้นพบท,ีแหล่งเฮอร์โต (Herto) ประเทศเอธิโอเปียคือ กะโหลกของ โฮโม เซเปี ยนส์ จํานวน 3 กะโหลก (รูปที, z.q) กําหนดอายอุ ย่รู ะหว่าง mqp,sss – mžs,sss ปี มาแล้ว นกั วิชาการท,ีค้นพบตงั j ชื,อว่า โฮโม เซเปี ยนส์ ไอดาลตู (Homo sapiens idaltu) ซ,ึงแปลว่า “มนุษย์ผู้ฉลาดรุ่นเก่าแก่” (White et al. 2003) กะโหลกทังj สามอันนีถj ือเป็น หลักฐานที,หนักแน่นและสําคัญท,ีสุดอย่างหน,ึงที,สนับสนุนทฤษฎี “การเข้ามาแทนที,” ซงึ, แสดงว่า โฮโม เซเปียนส์ มกี ําเนิดในแอฟริกาเป็นแห่งแรก รูปที, z.q กะโหลกของ โฮโม เซเปียนส์ ไอดาลตู พบที, เอธิโอเปีย นอกจากนี j ซากบรรพชวี นิ ของ โฮโม เซเปี ยนส์ รุ่นแรกๆ ยงั พบในแหล่งโบราณคดี อีกหลายแห่งในแอฟริกา (ทังj แอฟริกาตะวันออก แอฟริกาใต้ และแอฟริกาเหนือ) เช่น ชินj ส่วนกะโหลกท,ีพบท,ีแหล่งโอโม (Omo) ประเทศเอธิโอเปีย (รูปที, z.ž) อายปุ ระมาณ
บทที, z: กําเนิดมนษุ ย์ปัจจุบนั 190 130,000 ปีมาแล้ว และแหล่งถําj Border Cave ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา กําหนดอายไุ ด้ระหวา่ ง 115,000 - 90,000 ปี (รูปท,ี z.h) รูปที, z.ž ชนิ j สว่ นกะโหลกของ โฮโม เซเปียนส์ จากแหลง่ โอโม เอธโิ อเปีย รูปที, z.h ชนิ j ส่วนกะโหลกของ โฮโม เซเปียนส์ จากถาํ j บอร์เดอร์ แอฟริกาใต้ ส่วนหลกั ฐานท,ีมีอายเุ ก่าแก่ใกล้เคียงกบั ซากบรรพชีวินท,ีพบในแอฟริกานนัj พบใน เอเชียตะวันตก ซึ,งอย่ใู กล้กับแอฟริกาท,ีสดุ และอาจเป็นไปได้ว่า โฮโม เซเปี ยนส์ อพยพ ออกจากแอฟริกา และเข้าสู่เอเชียตะวันตกก่อนที,อ,ืน ก่อนจะอพยพไปพืนj ท,ีต่างๆ ใน ภายหลงั นา่ สงั เกตด้วยวา่ ซากบรรพชีวินของ โฮโม เซเปียนส์ ท,มี อี ายเุ กา่ แก่กวา่ qs,sss ปีพบเฉพาะในแอฟริกาและเอเชยี ตะวนั ตกเทา่ นนัj (ดู ตารางท,ี z.u)
บทที, z: กาํ เนิดมนุษยป์ ัจจบุ นั 191 ตารางท,ี 8.2 แหลง่ ท,ีพบซากบรรพชวี นิ ของ โฮโม เซเปียนส์ ที,มีอายเุ ก่าแกก่ วา่ 50,000 ปี แหล่งโบราณคดี อายุ (ปี ) แอฟริกาตะวันออก เฮอร์โต (Herto) เอธโิ อเปีย 160,000 โอโม (Omo) เอธิโอเปีย 130,000 แลโทลี (Laetoli) แทนซาเนยี 120,000 แอฟริกาใต้ 115,000-90,000 ถําj บอร์เดอร์ (Border Cave) สาธารณรฐั แอฟริกาใต้ 90,000 ปากแมน่ าํ j กลาซี (Klasies River Mouth) สาธารณรฐั แอฟริกาใต้ 75,000 – 60,000 ถาํ j เอคสุ (Equus Cave) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ แอฟริกาเหนือ 90,000 – 100,000 เจเบล เออร์ราวด์ (Jebel Irhoud) โมรอกโก 70,000 – 50,000 49,800 – 80,000 ดาเรส โซลตนั (Dar-es-Solton) โมรอกโก ทาแรมซา (Taramsa) อยี ปิ ต์ เอเชียตะวันตก 92,000 คาฟเซห์ (Qafzeh) อิสราเอล 92,000 สคูล (Skhul) อสิ ราเอล เอเชียตะวนั ออก 67,000 หลิวเจียง (Liujiang) จีน ที,มา: Campbell and Loy 2000:527; Delson et al. 2000; Jurmain et al. 2004; Relethford 1997:235; Pettitt 2005; White et al. 2003 หมายเหต:ุ หลกั ฐานซากบรรพชีวนิ จากประเทศจีนที,มอี ายุมากกว่า hs,sss ปี (เช่น ซากบรรพชีวินจากแหล่ง Dali และ Jinniushan ซงึ, กําหนดอายุประมาณ uss,sss ปี) ยงั มีคาํ ถามอยวู่ า่ การกําหนดอายุยงั ไมน่ า่ เช,อื ถอื และยงั ไม่มี การกําหนดอายุจากตวั ซากบรรพชีวนิ เลย และนกั วิชาการก็ยงั ไม่แน่ใจและตกลงร่วมกนั ว่าเป็น โฮโม เซเปี ยนส์ หรือ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส ควรกล่าวด้วยวา่ ซากบรรพชวี ินของ โฮโม รุ่นก่อนหลงั ๆ ท,มี ากอ่ น โฮโม เซเปียนส์ (โดยเฉพาะ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส) นนัj พบในแอฟริกาจาํ นวนมากกว่าและเก่าแก่กว่าที, ใดในโลกอีกด้วยและยังมีความต่อเน,ืองมาจนถึง โฮโม เซเปี ยนส์ ทงัj ในแง่อายุสมัยและ ววิ ฒั นาการทางกายภาพดงั ได้กลา่ วไว้ในบทที, h อีกด้วย ดงั นนัj อาจกลา่ วอย่างสรุปได้วา่ หลกั ฐานซากบรรพชวี ินชแี j นะวา่ โฮโม เซเปียนส์ มี ต้นกําเนดิ ในแอฟริกา ซ,งึ สนบั สนนุ ทฤษฎี “การเข้ามาแทนท”,ี นน,ั เอง
บทท,ี z: กําเนิดมนุษยป์ ัจจบุ นั 192 หลกั ฐานพนั ธกุ รรม นอกจากซากบรรพชวี ินแล้ว เรายังสามารถตรวจสอบคําถามเก,ียวกบั กําเนิดของ มนษุ ยส์ มยั ใหม่ (modern humans) หรือ โฮโม เซเปียนส์ โดยใช้ข้อมลู ทางพนั ธุกรรมของ ประชากรมนุษย์ท,ีมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย เราสามารถสังเกตแบบแผนความ หลากหลายทางพันธุกรรมในปัจจุบนั แล้วลองตังj คําถามว่าโมเดลวิวัฒนาการแบบใดที, อาจจะเป็นต้นแบบหรือให้กําเนิดแบบแผนท,ีเราสังเกตเห็น วิธีการศึกษาลักษณะนีเj ป็น การเริ,มต้นจากสง,ิ ที,พบในปัจจบุ นั เพ,ืออธิบายหรือสร้างหรือจาํ ลองภาพอดีต ในขณะท,กี าร ตรวจสอบซากบรรพชวี นิ เป็นการศึกษาจากอดตี มาหาปัจจบุ นั เราสามารถตรวจสอบความหลากหลายของประชากรมนุษย์โดยใช้ ข้ อมูลด้ าน ต่างๆ เช่น หม่เู ลอื ด ลาํ ดบั DNA การวดั กะโหลกและใบหน้า และการวดั อน,ื ๆ แหลง่ ข้อมูล สาํ คญั อีกอย่างหนง,ึ คอื ไมโตคอนเดรียล ดีเอน็ เอ (mitochondrial DNA) ซึง, เป็นดเี อ็นเอ อกี รูปแบบหน,ึง (รูปท,ี z.z) ควรกลา่ วด้วยว่า ไมโตคอนเดรียล ดีเอน็ เอ ถ่ายทอดผ่านทาง ผ้หู ญิงเทา่ นนัj (Ridley 1993:100-101) หมายความวา่ ไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอในร่างกาย ของมนุษย์ทุกคนนันj ได้รับมาจากมารดาของตนเองเท่านันj และมารดาก็ได้รับไมโต คอนเดรียลดีเอ็นเอมาจากมารดาของมารดาอีกต่อหน,ึงไปอยา่ งนีเjรื,อยๆ รูปที, z.z ไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอ ประเด็นสําคญั คือลักษณะทางพนั ธุกรรมส่วนมากซ,ึงได้มาจากดีเอ็นเอท,ัวไปจะมี บรรพบุรุษเพ,ิมเป็นสองเท่าเม,ือเราสืบสาวประวตั ิย้อนหลัง เช่น มีพ่อ-แม่สองคน ป่ ูย่าตา ยาย 4 คน ทวด 8 คน แต่ไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอในมนุษยแ์ ต่ละรุ่น (generation) จะมี บรรพบุรุษเพียงหน,ึงเดียวเท่านนัj ลกั ษณะเช่นนีทj ําให้เราสามารถสร้างหรือจําลองแบบ แผนความสมั พนั ธ์ทางพนั ธกุ รรมของมนษุ ย์ได้โดยปราศจากปัญหาความยุ่งยากซบั ซ้อน ของการสบั เปลี,ยนยีนซึง, มกั เกิดขึนj กบั มนษุ ย์ทกุ รุ่น จากหลกั ฐานทางพนั ธุกรรมเท่าทีม, ีในขณะนี j เราได้ข้อสรุปหลายประการ เช่น เมอ,ื เปรียบเทียบกับสัตว์สายพันธ์ุอ,ืนๆ เช่น ลิงไม่มีหาง มนุษย์มีความหลากหลายทาง
บทที, z: กาํ เนดิ มนุษยป์ ัจจบุ นั 193 พนั ธุกรรมน้อยที,สดุ ข้อค้นพบนีอj ธิบายได้ว่าสายพนั ธ์มุ นษุ ยค์ ่อนข้างไม่อยตู่ ิดทหี, รือมีการ การอพยพเคล,ือนย้ายมากกว่าส,ิงมีชีวิตหรือสตั ว์ในสายพนั ธ์อุ ื,น จนทําให้ความแตกต่าง ระหว่างประชากรในพืนj ที,ต่างๆ ลดลง หรือไม่ก็อธิบายได้ว่าความหลากหลายนีอj าจ สะท้อนวา่ มนษุ ยม์ ีกําเนดิ เมอื, ไม่นานมานเี jอง ซง,ึ สนบั สนนุ ทฤษฎี “การเข้ามาแทนท”ี, นอกจากนี j การศึกษาทางพันธุกรรมยังช่วยค้นพบระดับความสัมพันธ์ทาง พนั ธกุ รรมของประชากรท,ีอาศยั อยใู่ นสภาพพนื j ที,ท,ีแตกตา่ งกัน เชน่ จากการศึกษาของนัก พนั ธุศาสตร์พบว่าสายพนั ธ์ุมนษุ ยป์ ัจจบุ นั มอี ยู่ 2 กล่มุ ทมี, ไี มโตคอนเดรีย ดีเอ็นเอคล้ายกัน กลุ่มแรกประกอบด้วยประชากรท,ีมีสายบรรพบุรุษเป็นชาวแอฟริกัน กลุ่มท,ีสอง ประกอบด้วยประชากรที,มีสายบรรพบุรุษเป็นทังj ชาวแอฟริกันและไม่ใช่แอฟริกัน ข้อ ค้นพบนีสj นับสนุนทฤษฎี “การเข้ามาแทนท,ี” แต่นักวิชาการบางท่านกแ็ ย้งว่าการตีความ ดงั กล่าวมีความผิดพลาดในการวิเคราะห์ข้อมลู โดยพบว่าข้อมลู บางชดุ สนับสนุนทฤษฎี “การเข้ ามาแทนที,” แต่ข้ อมูลบางชุดก็ไม่สนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว (Jurmain et al. 2004:277-279) ผลการวิเคราะห์หลักฐานทางพันธุกรรมค่อนข้างสนับสนุนทฤษฎี “การเข้ามา แทนท,ี” กล่าวคือ นักวิชาการได้เก็บตวั อย่างไมโตคอนเดรีย ดีเอ็นเอ ของมนุษย์ปัจจุบัน จากพืนj ทตี, า่ งๆ ทว,ั โลกจํานวน ««p คน แล้วนาํ มาวิเคราะห์หาความสมั พนั ธ์ทางพนั ธุกรรม จากการศึกษาพบว่าประชากรโลกปัจจุบันทังj หมดในโลกเคยมีบรรพบุรุษร่วมกันใน แอฟริกาเมื,อประมาณ mus,sss – mqs,sss ปีมาแล้ว (Cann, Stoneking, and Wilson 1987; Stoneking 1993) ซ,งึ สอดคล้องกบั หลกั ฐานซากบรรพชวี ินของ โฮโม เซเปียนส์ ทพี, บ ในแอฟริกา อย่างไรก็ตามนกั วิชาการบางท่านไม่เห็นด้วยกับการศึกษาดังกล่าว และตีความ ผลการวิเคราะหไ์ ปอีกทาง เช่น นักมานุษยวิทยากายภาพชาวอเมริกนั คนหนึ,ง (Dr. John Relethford) มองว่ากล่มุ ประชากรชาวแอฟริกนั เป็นประชากรกลุ่มใหญ่มากที,สดุ ในโลก เม,ือประมาณ 100,000 ปี มาแล้ ว การที,มีกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ย่อมมีความ หลากหลายทางพนั ธุกรรมตามไปด้วยเนอ,ื งจากการผันแปรของยีนไมค่ อ่ ยมีผลกระทบต่อ ความหลากหลายทางชีววิทยามากนกั ดังนันj ข้อมูลทางพันธุกรรมจึงแทบไม่บอกอะไร เก,ียวกบั ทฤษฎี “การเข้ามาแทนท”,ี เลย (Relethford 1995) ความพยายามท,ีจะพิสูจน์กําเนิดของ โฮโม เซเปี ยนส์ ยังไม่หยุดอยู่แค่นันj นกั ชวี วิทยาอกี กลมุ่ หนง,ึ ได้เก็บตวั อยา่ งดีเอ็นเอโบราณจากโครงกระดกู หรือซากบรรพชีวิน ของ โฮโม นีแอนเดอร์ธลั เลนซิส (ใช้ตวั อยา่ งจากโครงกระดกู มนษุ ย์นีแอนเดอร์ธัลที,พบใน เยอรมนี รัสเซีย และโครเอเทีย) และ โฮโม เซเปี ยนส์ แล้วนํามาเปรียบเทียบเพื,อสืบย้อน หาความสัมพันธ์กับมนุษย์ปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่าลําดับโครงสร้ างดีเอ็นเอของ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288