Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Published by Plaifa Amornrattakun, 2019-06-26 14:22:26

Description: หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Search

Read the Text Version

ศาสตร์และศิลปข์ องการสอน

ศาสตรแ์ ละศิลป์ของการสอน ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของสำ� นักหอสมุดแหง่ ชาติ วจิ ารณ์ พานชิ . ศาสตรแ์ ละศลิ ป์ของการสอน. -- กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ,์ 2560. 248 หนา้ . 1. การสอน. I. วิมลศรี ศษุ ิลวรณ์, ผแู้ ต่งรว่ ม. I. ชอื่ เรอ่ื ง. 371.102 ISBN 978-616-8000-21-2 ผู้แตง่ วิจารณ์ พานชิ , วิมลศรี ศุษลิ วรณ์ ภาพปก ลายเสน้ ภาพดอกไม้ เดก็ ชายพันวิทย์ ศุภวีระเสถยี ร นักเรยี นช้นั ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๐ ภาพพ้นื หลัง งาน Lazure Painting ของนักเรียนช้นั ๖ ปกี ารศึกษา ๒๕๕๗ ภาพประกอบ ผลงานการเรยี นรู้ของนกั เรยี นโรงเรียนเพลนิ พัฒนา ระดับชั้น ๑ - ๖ พสิ จู น์อักษร วิมลศรี ศษุ ลิ วรณ์ พิมพค์ รั้งแรก พฤศจกิ ายน ๒๕๖๐ จ�ำนวนพมิ พ ์ ๖,๕๐๐ เล่ม ออกแบบและพิมพ ์ บรษิ ัท ภาพพมิ พ์ จำ� กัด จดั พมิ พแ์ ละเผยแพร่ มูลนธิ สิ ยามกมั มาจล สำ� นกั งานใหญธ่ นาคารไทยพาณิชย์ จ�ำกดั (มหาชน) อาคารพลาซ่า อีสต์ ๑๙ ถนนรชั ดาภิเษก แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ www.scbf.or.th ร่วมกับ กองทุนจติ ตปัญญาเพ่อื ครูเพลินพัฒนา ๓๓/๓๙ - ๔๐ ถนนสวนผกั แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทววี ัฒนา กรงุ เทพฯ ๑๐๑๗๐ www.plearnpattana.ac.th

เรื่องจากปก ศาสตร์และศิลปข์ องการสอน หนังสือเล่มนี้ถอดความและตีความมาจากต้นฉบับที่มีช่ือว่า The New Art and Science of Teaching ในฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งผเู้ ขียนขนึ้ ต้นด้วยศิลป์แล้วจงึ ต่อดว้ ยศาสตร์ ในขณะทผ่ี ้ถู อดความ ให้ชอื่ เป็นภาษาไทยว่า ศาสตร์และศลิ ปข์ องการสอน คือใช้ศาสตร์น�ำศิลป์ ซึง่ หากพจิ ารณาตามนยั น้ี จะเห็นได้ว่า ท้ัง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” นั้นเป็นของคู่กัน และต้องใช้อย่างผสมผสานกันในสัดส่วน ทล่ี งตวั จงึ จะกอ่ ให้เกดิ ผลลัพธ์ในการขบั เคลอ่ื นตัวผเู้ รียน ตลอดจนผูส้ อนไปสกู่ ารเรยี นรทู้ แ่ี ทไ้ ด้ ในการออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ จึงได้ใช้รูปลักษณ์ของนาฬิกาทรายมาเป็นส่ือสะท้อนให้เห็น รปู ธรรมของความกลมกลนื ทเ่ี กดิ จากการถา่ ยเทกนั ไปมาระหวา่ งศาสตรก์ บั ศลิ ป์ ซงึ่ มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งแนบแน่นภายใต้เง่ือนไขของเวลาทีม่ อี ยู่ นาฬิกาทรายที่วางตัวอยู่บนพื้นสีและลายเส้นท่ีงดงามสดใส จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไป ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชว่ งวนั เวลาของการเรยี นรทู้ สี่ ดชน่ื เปย่ี มไปดว้ ยพลงั ชวี ติ ของทงั้ ครผู สู้ อนและผเู้ รยี นนน่ั เอง



ค�ำนำ� มูลนธิ สิ ยามกัมมาจล หนังสือเล่มนี้พิมพ์ในช่วงท่ีสังคมไทยก�ำลังพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ในขณะที่ภาครัฐ ก�ำลังขับเคลื่อนยุธศาสตร์พัฒนาประเทศไทยแลนด์ ๔.๐ คือ การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ ๒๑ ในสายตาของคนวงนอกตีความได้ว่าผลลัพธ์จากการปฏิรูปการศึกษาครั้งน้ีน่าจะส่งผลกับเด็กไทย ในอนาคตที่จะมีสมรรถนะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ ๔.๐ โดยมุ่งหวังท่ีจะให้เด็กไทย มีทั้งความรู้ โดยเฉพาะเป็นความรู้ขาออก เป็นความรู้ท่ีเอาไปใช้งานได้ คือ จะต้องใช้ความรู้เพื่อ ประโยชน์ในการท�ำงาน มีความสามารถในการคิดริเร่ิมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และในเชิงสังคม เดก็ ไทยก็ต้องมีทกั ษะชวี ติ เปน็ คนดี ดังนั้นถ้าเรามองภาพของพลเมืองไทยในอนาคตเช่นน้ี การจัดการศึกษาในปัจจุบันจะต้อง ปรับเปลยี่ นอย่างไร ครูซึ่งเป็นผูม้ ีบทบาทสำ� คญั ทส่ี ดุ ในการจดั การเรียนการสอนเพอ่ื พัฒนาผเู้ รียนนน้ั จึงตกที่นั่งล�ำบากท่ีจะต้องปรับการเรียนเปล่ียนวิธีการสอนเพ่ือให้ได้ผลดังท่ีกล่าวมาข้างต้น เป็นการ เปล่ียนแปลงที่ครูจ�ำนวนมากไม่คุ้นเคย จ�ำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือครูให้มีเครื่องมือหรือมีวิธีการท่ีจะ ไปพัฒนาและปรับวิธกี ารจัดการเรยี นการสอนได้ ตน้ ฉบบั หนงั สอื เลม่ นขี้ องศาสตราจารย์ นายแพทย์ วจิ ารณ์ พานชิ ทไ่ี ดเ้ ขยี นบลอ็ กจากการอา่ น และตคี วามหนงั สอื The New Art and Science of Teaching ทเี่ ขยี นโดย Robert J. Marzano ทำ� ให้ เหน็ ภาพแนวทางท่ีจะสนับสนุนครไู ด้ Robert J. Marzano ได้ใหแ้ นวคิดและแนวทางการจัดการเรียน การสอนที่เน้นการ “คืนอ�ำนาจการเรียนรู้ กลับไปสู่ผู้เรียน” ซึ่งเป็นแนวทางท่ีจะส่งผลให้ผู้เรียน มที ง้ั ความรู้ สมรรถนะและปลกู ฝงั คณุ ลกั ษณะทดี่ ใี หผ้ เู้ รยี น อกี ทงั้ ยงั กระตนุ้ ความตนื่ ตวั ในการเรยี นรู้ ของผู้เรียนอีกด้วย แต่งานเขียนช้ินนี้ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอที่จะท�ำให้คุณครูสามารถจินตนาการ ออกไปสู่การปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนจากหน้างานจริงได้ ทางมูลนิธิจึงได้ทาบทามครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์) ซึ่งมีบทบาทส�ำคัญในการจัดกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนเพลินพัฒนา ใหม้ าชว่ ยเปน็ บรรณาธกิ าร และสง่ิ ทเี่ ราดใี จอยา่ งมาก คอื ครใู หมไ่ ดน้ ำ� เอาตวั อยา่ งกระบวนการเรยี นรู้ ตา่ งๆ ท่เี กดิ ขนึ้ จรงิ ในโรงเรยี นเพลนิ พฒั นา ทั้งขั้นตอนของการท�ำแผนการสอน จัดการเรยี นการสอน กระบวนการสรา้ งการเรยี นรทู้ เี่ นน้ ใหผ้ เู้ รยี นเปน็ เจา้ ของการเรยี นรโู้ ดยการตง้ั เปา้ หมายการเรยี นรแู้ ละ การวัดผลด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับข้อแนะน�ำในหนังสือเล่มน้ีมาสอดแทรกไว้เป็นตัวอย่างรูปธรรมจริง ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชนั้ เรยี นของโรงเรยี นไทย เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นหนงั สอื เลม่ นไ้ี ดเ้ หน็ ภาพวา่ การปรบั ใชใ้ นบรบิ ทไทย สามารถปรับใช้ได้อย่างไร การปรับปรุงต้นฉบับของครูใหม่ในหนังสือเล่มนี้ได้ช่วยเติมเต็มหนังสือ

ให้มีความสมบูรณ์ข้ึน เป็น “คู่มือ” ส�ำหรับครูที่อยากจะปรับการเรียนเปล่ียนการสอนในห้องเรียน ของตนเอง มูลนิธิสยามกัมมาจลหวังว่าการตีพิมพ์หนังสือในจังหวะที่มีการปฏิรูปการศึกษาในคร้ังน้ี จะเป็นประโยชน์กับคุณครทู ี่มีความม่งุ ม่ันจะปรบั เปล่ยี นห้องเรียนของตนเอง มูลนิธิสยามกัมมาจล ขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช และครูใหม่ (วมิ ลศรี ศษุ ลิ วรณ)์ ทไี่ ดร้ ว่ มกนั จดั ทำ� ตน้ ฉบบั หนงั สอื เลม่ นแี้ ละหวงั วา่ หนงั สอื เลม่ นจี้ ะเปน็ เพอื่ นรว่ มทาง ของครูในเส้นทางการเปลีย่ นแปลงท่มี คี วามหมายตอ่ ศษิ ย์และสังคมไทยเป็นอยา่ งยิ่ง

คำ� น�ำของผู้เขยี น หนงั สอื ศาสตร์และศลิ ปข์ องการสอน นี้ตีความจากหนังสอื The New Art and Science of Teaching เขียนโดย Robert J. Marzano ซึ่งเพิ่งออกวางจ�ำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ น้ีเอง สาระ ในหนงั สือตรงกับชอ่ื “ศาสตร์และศลิ ป์” จรงิ ๆ คือมที ั้งทฤษฎที งั้ วิธปี ฏบิ ัตอิ ยา่ งง่ายๆ ไม่ซับซอ้ น ท่ีผมชอบมากคือ มีการแนะน�ำบทบาทของครูที่แตกต่างหลากหลาย ตามข้ันตอนการเรียนรู้ ของนักเรียน โดยที่เป็นค�ำแนะน�ำที่เป็นรูปธรรม น�ำมาใช้ปฏิบัติได้ง่าย ส่วนข้อเสนอแนะเชิงระบบ ทส่ี ำ� คญั อยใู่ นบทที่ ๔๔ - ๔๖ โดยเฉพาะขอ้ เสนอสดุ ทา้ ย คอื ใหค้ อ่ ยๆ ปรบั ระบบการสอนสรู่ ะบบพฒั นา สมรรถนะของนักเรียน (competency-based system) ซ่ึงหากด�ำเนินการไปจนสุดทางจะกลายเป็น ระบบการเรยี นการสอนรายบุคคล (individualized system) ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ผมเขียนหนังสือจากการตีความจากต้นฉบับหนังสือภาษา อังกฤษมาแล้ว ๑๕ เลม่ ศาสตร์และศิลป์ของการสอน น้ี เป็นเลม่ ที่ ๑๖ และเปน็ เล่มที่ผมสะทอ้ นคิด ใส่ข้อคิดเห็นเสริมหรือแย้งของตนลงไปมากท่ีสุด ท่านผู้อ่านพึงตระหนักในข้อน้ี เพราะความเห็นของ ผมอาจผดิ พลาดก็ได้ เช่นเดียวกับ ๑๕ เล่มก่อน ผมเขียนตีความลงในบล็อก Gotoknow ทีละตอน รวม ๕๔ ตอน (https://www.gotoknow.org/posts/tags/ศาสตร์และศิลป์ของการสอน) แล้วจึงน�ำมารวมเล่ม แตเ่ ลม่ นพ้ี เิ ศษตรงทมี่ กี ารวางแผนจะตพี มิ พร์ วมเลม่ กอ่ นจะนำ� ลงบลอ็ ก และการเตรยี มปรบั ปรงุ ตน้ ฉบบั หนังสือโดยครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์) ก็เริ่มก่อนที่จะน�ำลงใน Gotoknow ครบทุกตอน ทีมงาน ของมูลนิธิสยามกัมมาจล ครูใหม่ และผม กระตือรือร้นต่องานช้ินน้ีมาก เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ครู ปรับเปล่ียนวธิ ีสอนของตนได้ไม่ยาก ปรากฏวา่ หนงั สอื เลม่ นตี้ า่ งจากเลม่ กอ่ นๆ มาก ตรงทม่ี กี ารตดั ขอ้ ความใหส้ นั้ กระชบั อา่ นงา่ ยขน้ึ และเติมเร่ืองราวการปฏิบัติจริงตามสาระในบทนั้นๆ ท่ีด�ำเนินการอยู่ที่โรงเรียนเพลินพัฒนาแผนก ประถม เพอ่ื ชว่ ยให้ผ้อู ่านเหน็ ตวั อย่างจรงิ ผมขอยำ้� วา่ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการปรบั เปลย่ี นการจดั การสอนอยใู่ นบทที่ ๑๖ ทค่ี รจู ะตอ้ งไมพ่ ยายาม สอนเน้ือหาความรู้ ตามท่ีระบุไว้ในหลักสูตรมาตรฐาน แต่ต้องเอาหลักสูตรมาตรฐานมาศึกษา และ เลอื กเฉพาะความรทู้ สี่ ำ� คญั ยงิ่ ยวด (critical knowledge) เทา่ นนั้ ทน่ี ำ� มาจดั ทำ� ตาราง สเกลความเขา้ ใจ ของนกั เรยี นในหนว่ ยการเรยี นรนู้ นั้ (บทท่ี ๑) สำ� หรบั ใชเ้ ปน็ เขม็ ทศิ นำ� ทางการเรยี นรแู้ ละเปน็ ตาชงั่ บอก ระดบั ผลลพั ธ์การเรยี นรู้

การสอนที่ดีต้องได้ผลที่ศิษย์เรียนแล้วรู้จริง (mastery learning) ไม่ใช่รู้แบบผิวเผิน สาระ ในหนังสือเล่มน้ีจะเป็นคู่มือให้ครูน�ำพาศิษย์เดินทางไปสู่เป้าหมายน้ัน เร่ิมจากการสอนสาระแล้วจัด ให้ศิษย์ฝึกฝนการท�ำแบบฝึกหัด เพ่ือให้เข้าใจลึกและเช่ือมโยงข้ึน ตามด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้ ในสถานการณ์จริงหรือเสมือนจริง เสริมด้วยการจัดบรรยากาศในการเรียนท่ีเอื้อต่อการทบทวน บทเรียน การจดจ่อม่งุ มั่นอยกู่ ับการเรียนและการสรา้ งเป้าหมายในชวี ิต ผมเชอื่ วา่ หากครไู ทยดำ� เนนิ การตามในหนงั สอื ศาสตรแ์ ละศลิ ปข์ องการสอน เลม่ นี้ ครจู ะสามารถ ปลกู ฝงั ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี ๒๑ (https://www.weforum.org/agenda/2016/03/21st-century-skills- future-jobs-students/) การพัฒนาตัวตน ๗ ประการตามทฤษฎีของ Chickering (http://student- developmenttheory.weebly.com/chickering.html) และการพัฒนาจิตใจ ๕ ด้านเพ่ืออนาคต ตามแนวคิดของ Howard Gardner (https://howardgardner.com/five-minds-for-the-future/) ใหแ้ กศ่ ษิ ย์ อนั จะมผี ลยง่ิ ใหญใ่ นการพฒั นาคณุ ภาพของพลเมอื งไทยในอนาคต เปน็ พน้ื ฐานสกู่ ารพฒั นา ประเทศไทย ๔.๐ เชน่ เดยี วกบั หนงั สอื เลม่ กอ่ นๆ ของผม pdf file ของหนงั สอื เลม่ นี้ ดาวนโ์ หลดไดฟ้ รจี ากเวบ็ ไซตข์ อง มูลนิธิสยามกัมมาจลซึง่ เป็นองค์กรผ้จู ัดพิมพ์ ผมขอขอบคุณคุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ครูวิมลศรี ศุษิลวรณ์ และผู้เกี่ยวข้องในการจัดท�ำหนังสือเล่มน้ีออกเผยแพร่ คุณความดีที่ได้จากการผลิตผลงานชิ้นนี้ ผมขอน้อมบชู า “ครเู พอื่ ศษิ ย”์ ทกุ ท่าน วิจารณ์ พานชิ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ปรบั ปรงุ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐

เพลนิ คดิ เพลินท�ำ ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ โรงเรยี นเพลนิ พฒั นาเรมิ่ ปกี ารศกึ ษาแรกอยา่ งเปน็ ทางการ พรอ้ มกบั การปกั ธง ว่าจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และชุมชนแห่งการเรียนรู้ ในปีนั้นได้เริ่มต้นสร้างระบบ R&D ท่ีอยู่ ภายในวงจร PDCA ขึ้นเพ่ือเปน็ ฐานรองรบั เป้าหมายดังกลา่ ว ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ วง PLC (Professional Learning Community) ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ไดเ้ รมิ่ ตน้ ขน้ึ เปน็ ครง้ั แรกจากการทำ� วง KM เชงิ ลกึ * เพอื่ แลกเปลย่ี นเรยี นรคู้ วามสำ� เรจ็ ในการออกแบบ การเรยี นรู้ เราท�ำเรือ่ ยมาจนกระทงั่ ค้นพบความสขุ และความส�ำเร็จเลก็ ๆ ทเ่ี กิดข้นึ ในทุกๆ วนั ...สวนดอกไม้ของเราเริ่มงอกงาม เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๕๓ วง PLC ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ช่วงชั้นท่ี ๑ – ๒ (ระดับประถม) เพ่ิมความเข้มข้นข้ึนอีกระดับหนึ่ง เมื่อฝ่ายวิชาการร่วมกับแกนน�ำขับเคลื่อนช่วงชั้นได้น�ำเอากระบวน ทศั นข์ องการจดั การเรยี นรูแ้ บบเปิด (Open Approach) และวถิ ีการพฒั นาครแู บบ Lesson Study** เข้ามาติดตั้ง ซึ่งท�ำให้ PLC และระบบ R&D ที่อยู่ภายในวงจร PDCA เร่ิมหล่อหลอมเข้าด้วยกัน เป็นเน้ือเดียว ระบบ Lesson Study เปน็ ระบบทช่ี ว่ ยพฒั นาครไู ปบนหนา้ งานการจดั การเรยี นการสอนโดยตรง คือ ให้ครูคู่วิชาได้วางแผนการสอนร่วมกัน (pre) เข้าสังเกตช้ันเรียนของกันและกัน (while) และมี การสะท้อนหลังการเรียนการสอนร่วมกัน (post) ในทุกๆ สัปดาห์ ติดตามด้วยการพบกับโค้ช เพอ่ื ประเมนิ ผลการเรยี นรทู้ เ่ี กดิ ขน้ึ กบั นกั เรยี นโดยดจู ากสมดุ งานหรอื ชน้ิ งานทน่ี กั เรยี นทำ� ขนึ้ นำ� ขอ้ มลู ท่ีมีร่วมกันไปปรับแผนการเรียนรู้ท่ีก�ำลังจะเกิดขึ้นในคาบถัดไปให้เหมาะสม แล้วปิดท้ายด้วยวง KM ของครทู ีส่ อนอยู่ในหน่วยวิชาเดยี วกันของท้งั ช่วงช้ัน ระบบท่ีวางไว้นี้ท�ำให้โรงเรียนมั่นใจได้ว่าครูทุกคนจะมีเพ่ือนร่วมเรียนรู้ ร่วมสังเกต และร่วม สะท้อนผล ไม่มีครูคนใดโดดเด่ียว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “เปิดช้ันเรียน” ท่ีใช้ช้ันเรียนเป็นฐาน ในการเรียนรู้ร่วมกันของครูหลายๆ คนไปจนถึงครูกลุ่มใหญ่ โดยมีโค้ชเป็นผู้ก�ำกับดูแล การเปิด ชั้นเรียนนี้จดั ไดว้ ่าเป็นพ้นื ที่การเรียนรู้ทเ่ี ขม้ ขน้ และทรงพลงั ทสี่ ุดเท่าทโี่ รงเรยี นเคยทำ� มา

เมื่อฝ่ายวิชาการและส่วนงานจัดการความรู้ประมวลข้อค้นพบใหม่ๆ ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละห้องเรียน และสะท้อนกลับเข้าไปในระบบการจัดการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในช้ันเรียน ก็คอ่ ยๆ พัฒนาข้นึ อย่างช้าๆ ดว้ ยความรว่ มมือร่วมใจของกลุ่มครูผ้สู อน โค้ช และผนู้ ำ� ชว่ งชั้น ...สวนดอกไม้ของเราเร่ิมมีไม้ยนื ตน้ นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นต้นมา โรงเรียนเพลินพัฒนาระดับประถมเร่ิมจัดกิจกรรมน�ำเสนอ การเรยี นรแู้ ละขอ้ คน้ พบทเ่ี กดิ ขน้ึ ในทกุ รอบครงึ่ ปกี ารศกึ ษาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง โดยใชง้ าน “ชนื่ ใจ...ไดเ้ รยี นรู้ (ภาคครูเพลิน)” เป็นเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ของกลุ่มครูท่ีเป็นสมาชิกของช่วงชั้นที่ ๑ ช่วงชั้นที่ ๒ และสว่ นงานวชิ าการ จำ� นวน ๘๐ กวา่ คน งาน “ช่ืนใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน)” ครั้งท่ี ๙ ท่ีจัดขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ตอ้ งขยายชว่ งเวลาจดั งานจาก ๑ วนั เตม็ ออกไปเปน็ ๒ วนั เตม็ เนอ่ื งจากคณุ ครมู เี รอ่ื งราวความสำ� เรจ็ ท่ีอยากจะน�ำมาแลกเปล่ียนเรียนรู้กันมากขึ้น ประกอบกับฝ่ายวิชาการร่วมกับส่วนงานจัดการความรู้ ก็มขี ้อค้นพบ และมปี ระเดน็ ใหม่ๆ ที่สกดั มาจากหน้างานของครูมานำ� เสนอเพมิ่ มากขน้ึ ด้วย ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันโรงเรียนเพลินพัฒนาระดับประถมน�ำเอาระบบหลักสูตร การเรียนการสอนและการประเมินผล (ระบบไตรยางค์การศึกษา หรือ ระบบ OLE) เข้ามาแทนที่ ระบบ PDCA เดมิ ซง่ึ ไมค่ อ่ ยจะลงตวั กบั งานบรหิ ารคณุ ภาพการศกึ ษา มาเปน็ กลไกหลกั ในการบรหิ าร คุณภาพ โดยหล่อหลอมระบบ OLE / Lesson Study และ KM เชิงลึกเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึงส่งผล ใหก้ ารจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ นชน้ั เรยี นพฒั นาเปน็ ไปอยา่ งเขม้ แขง็ สอดคลอ้ ง ตอ่ เนอ่ื ง และมนั่ คง การมีองค์ประกอบของไตรยางค์การศึกษาที่ครบถ้วนและสอดคล้องกัน ได้แก่ โครงหลักสูตร ประมวลการเรียนรู้รายภาค แผนการเรียนรู้รายครั้ง สื่อ ทรัพยากร ชุดความรู้และเครื่องมือ การประเมนิ ผลทค่ี รตู อ้ งเตรยี มการใหพ้ รอ้ มกอ่ นสอน จากนนั้ จงึ นำ� องคป์ ระกอบทง้ั หมดมาสกู่ ารปฏบิ ตั ิ ในวงจร OLE อยา่ งเปน็ ระบบนี้ ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ วงจรการปฏบิ ตั ิ เรยี นรู้ และพฒั นา เพอ่ื เปน็ หลกั ประกนั วา่ การเรยี นการสอนทก่ี ำ� ลงั จะเกดิ ขนึ้ จะดำ� เนนิ ไปอยา่ งมที ศิ ทางและใหผ้ ลลพั ธต์ ามทคี่ าดหวงั ไดท้ กุ ครง้ั วง PLC ในรปู ของการผสมผสานระบบ Lesson Study และ KM เชงิ ลกึ เขา้ ดว้ ยกนั ซง่ึ เปน็ นวตั กรรม ของโรงเรียนเพลินพัฒนาระดับประถม เมื่อท�ำงานร่วมกับวงจร OLE อย่างเป็นเอกภาพจึงได้ก่อเกิด เปน็ ระบบการปฏิบตั ิ เรียนรู้ และพัฒนา ในมิติใหม่และคณุ ภาพใหมอ่ ย่างทีเ่ ราไมเ่ คยเปน็ มากอ่ น ...ไมย้ นื ตน้ ทต่ี ง้ั ตรงเรม่ิ หยงั่ รากลงลกึ สพู่ นื้ ดนิ จงึ เรม่ิ ผลดิ อกออกผลเพราะชำ� แรกรากลกึ ลงไปสู่ ตาน�ำ้ ไดส้ �ำเร็จ

ความก้าวหน้าของงานพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเพลินพัฒนาระดับประถมเกิดข้ึนจากการ ที่เหล่าคุณครูผู้สอน แกนน�ำขับเคล่ือนช่วงช้ันที่ ๑ - ๒ งานจัดการความรู้ และฝ่ายวิชาการ จับมือ กันอย่างเป็นเอกภาพด้วยความมุ่งมั่นฟันฝ่า ทุกคนร่วมมือกันขจัดปัญหาอุปสรรคท่ีเกิดข้ึนด้วยความ บากบน่ั พากเพยี รอย่างหนกั แนน่ และตอ่ เน่ือง ผลลพั ธท์ ป่ี รากฏใหเ้ หน็ คือ มติ ใิ หมแ่ ละคุณภาพใหม่ขององคก์ รเรียนรู้ ท่เี กดิ ขน้ึ จากการนำ� เอา ระบบหลักสูตร การเรียนการสอนและการประเมินผล (ระบบ OLE) ในคุณภาพปฏิรูปท่ีมีครบทุก องคป์ ระกอบยอ่ ย ไปเชอ่ื มประสานวถิ ปี ฏบิ ตั ขิ องชมุ ชนเรยี นรทู้ เี่ กดิ ขน้ึ จากการผสมผสานระบบ OLE / Lesson Study กบั KM เชงิ ลกึ อยา่ งแนบเนยี นเปน็ เนอ้ื เดยี ว ดงั ประสบการณเ์ รอ่ื งเลา่ จากหอ้ งเรยี นที่ พบอยูใ่ นหนังสอื เลม่ น้ี * คุณครูใหม่ – วิมลศรี ศุษิลวรณ์ เข้าไปเรียนรู้งานจัดการความรู้จากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพ่ือสังคม (สคส.) และเรยี นรกู้ ระบวนการจติ ตปัญญาศึกษาจากศูนยจ์ ิตตปัญญาศกึ ษา มหาวิทยาลัยมหดิ ล ** คณะครูโรงเรยี นเพลนิ พฒั นาเรยี นรู้แนวคดิ เร่อื งการท�ำ Lesson Study จาก ผศ.ดร.ไมตรี อินทรป์ ระสิทธิ์ คณบดี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่

สารบัญ ๑ ๘บทท่ี หน้า ๑ภาค Objective Learning Goal เตรียมเปา้ หมายและสอ่ื สาร การเรียนรทู้ ีค่ มชัด ๒ ๑๔บทท่ี หน้า บทท่ี ๑ เตรยี มเปา้ หมายและระดบั การบรรลผุ ล บทท่ี ๒ รู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายบรรลุผล การติดตามความก้าวหนา้ ๓ ๑๘บทที่ หน้า บทท่ี ๓ เฉลิมฉลองความสำ� เรจ็ ๔ ๒๔บทท่ี หน้า ๒ภาค ๕ ๒๘บทที่ หน้า Using Assessment ใชก้ ารประเมิน Evaluation บทท่ี ๔ ประเมินช้ันเรียนท้ังช้ันอย่างไม่เป็น ทางการ บทท่ี ๕ ประเมินนักเรียนรายคนอย่างเป็น ทางการ

๖ ๓๔บทท่ี หน้า ๓ภาค ๗ ๔๐บทท่ี หน้า Conducting Direct ๘ ๔๓บทที่ หน้า Instruction Lesson ก�ำกับเนอ้ื หาของบทเรยี น Learning Experience บทท่ี ๖ แบ่งเน้ือหาเป็นทอ่ น บทที่ ๗ ประมวลสาระ บทท่ี ๘ บนั ทึกและนำ� เสนอสาระ ๙ ๕๐บทที่ หน้า ๔ภาค ๑๐ ๕๖บทที่ หน้า Conducting Practicing and ๑๑ ๖๒บทท่ี หน้า Deepening Lessons Learning Experience สร้างการปฏิบตั แิ ละการท�ำความ เขา้ ใจในบทเรียนอยา่ งลกึ ซ้งึ บทท่ี ๙ ฝกึ ปฏิบัตติ ามแบบแผน บทที่ ๑๐ ตรวจสอบความเหมอื นความต่าง บทที่ ๑๑ ตรวจสอบความผดิ พลาดในการใช้ เหตผุ ล

๑๒ ๖๘บทที่ หน้า ๕ภาค ๑๓ ๗๐บทที่ หน้า Conducting Knowledge ๑๔ ๗๔บทท่ี หน้า Application Lessons สรา้ งบทเรียนประยกุ ต์ใช้ความรู้ Learning Experience บทที่ ๑๒ น�ำนักเรียนเข้าสู่กิจกรรมที่ต้องใช้ ๑๕ ๘๐บทท่ี หน้า ความคดิ ซับซ้อน บทท่ี ๑๓ ให้ทรัพยากรและค�ำแนะน�ำ ๑๖ ๘๔บทท่ี หน้า บทท่ี ๑๔ สร้างและปกป้องข้อเสนอ ๑๗ ๘๗บทที่ หน้า ๖ภาค ๑๘ ๙๐บทท่ี หน้า Using Strategies That Appear in All Types of Lessons ๑๙บทท่ี ๒๐ ๒๑ ๒๒บทที่ บทที่ บทที่ ๙๔หน้า ๙๘ ๑๐๒ ๑๐๔หน้า หน้า หน้า สรา้ งการเรียนรู้สู่การเปลย่ี นแปลง ด้วยยุทธศาสตร์ท่ีปรากฏรว่ มอยู่ใน Learning Experience การเรียนรู้ทกุ รปู แบบ บทที่ ๑๕ การเร่มิ ต้นบทเรียน บทท่ี ๑๖ เนน้ ทีค่ วามรสู้ �ำคญั ยงิ่ ยวด บทที่ ๑๗ ทบทวนเนอ้ื หาสาระ บทท่ี ๑๘ แก้ไขความรู้ บทท่ี ๑๙ ไตรต่ รองสะทอ้ นคิดข้อเรียนรู้ บทที่ ๒๐ ใหก้ ารบา้ นที่มเี ป้าหมายชดั เจน บทที่ ๒๑ ขยายความความรู้ บทที่ ๒๒ จัดระบบความสัมพันธข์ องนักเรียน

๒๓ ๑๑๘บทที่ หน้า ๗ภาค ๒๔ ๑๒๐บทที่ หน้า Using Engagement Strategies ใช้ยทุ ธศาสตรส์ รา้ งพนั ธกจิ สมั พนั ธ์ ๒๕ ๑๒๒บทที่ หน้า ของนกั เรียนตอ่ การเรยี น ๒๖ ๑๒๔บทท่ี หน้า บทที่ ๒๓ ตรวจสอบและแก้ไขเมอ่ื นกั เรยี นไมส่ นใจ ๒๗ ๑๒๖บทท่ี หน้า บทท่ี ๒๔ เพมิ่ อัตราตอบสนอง บทท่ี ๒๕ ใชก้ ารเคลอ่ื นไหวร่างกาย ๒๘ ๑๒๘บทที่ หน้า ๓๐บทที่ ๓๑ ๓๒บทท่ี บทที่ บทที่ ๒๖ ดำ� รงอตั ราเรว็ ของการสอนทม่ี ชี วี ติ ชวี า ๑๓๒หน้า ๑๓๗ ๑๓๙หน้า หน้า บทท่ี ๒๗ มีความจรงิ จงั และกระตือรือรน้ ๒๙๑๓๐บทท่ี บทท่ี ๒๘ นำ� เสนอสารสนเทศที่ไมธ่ รรมดา หน้า บทที่ ๒๙ ใชค้ วามขดั แยง้ แบบกัลยาณมติ ร Learning Experience บทท่ี ๓๐ ใชเ้ กมวิชาการ บทที่ ๓๑ ให้โอกาสนกั เรยี นพดู เกีย่ วกับตนเอง ๓๓ ๑๔๘บทท่ี หน้า บทท่ี ๓๒ สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้แก่ ๓๔ ๑๕๑บทที่ หน้า นกั เรยี น ๓๕ ๑๖๐บทที่ หน้า ๘ภาค ๓๖ ๑๖๔บทที่ หน้า ๓๗ ๑๗๐บทที่ หน้า Implementing Rules Learning Experience and Procedures ใช้กตกิ าและขอ้ พึงปฏิบตั ิ บทท่ี ๓๓ กำ� หนดกติกาและข้อพึงปฏบิ ัติ บทท่ี ๓๔ จัดกายภาพของหอ้ งเรียน บทท่ี ๓๕ แสดงความตื่นตวั รสู้ ถานการณ์ บทที่ ๓๖ แสดงการรบั รตู้ อ่ การดำ� เนนิ ตามกตกิ า และข้อพงึ ปฏิบตั ิ บทท่ี ๓๗ แสดงการรับรู้ต่อการไม่ด�ำเนินตาม กตกิ าและข้อพึงปฏิบตั ิ

๓๘ ๑๗๖บทที่ หน้า ๙ภาค ๓๙ ๑๗๘บทที่ หน้า Building Relationships ๔๐ ๑๘๖บทที่ หน้า สร้างความสัมพนั ธ์ Learning Experience บทที่ ๓๘ ใช้พฤติกรรม ถ้อยค�ำ และท่าทางท่ี แสดงว่ารักศิษย์ ๔๑ ๑๙๔บทที่ หน้า บทที่ ๓๙ เข้าใจพ้ืนฐานและความสนใจของ นักเรียน ๔๒ ๒๐๐บทท่ี หน้า บทที่ ๔๐ ม่ันคงในเปา้ หมายและการมีวนิ ัย ๔๓ ๒๐๖บทที่ หน้า ๑๐ภาค Learning Experience Communicating High Expectations สื่อสารความคาดหวงั สงู บทท่ี ๔๑ แสดงให้นักเรียนท่ีขาดความมั่นใจ ในตนเองรู้สึกว่าครูเห็นคุณค่าและ ยอมรับในตัวเขา บทท่ี ๔๒ ต้ังค�ำถามเชิงลึกต่อนักเรียนท่ีขาด ความมนั่ ใจในตนเอง บทท่ี ๔๓ ตรวจสอบค�ำตอบที่ผิดกับนักเรียน ท่ขี าดความม่ันใจในตนเอง

๔๔ ๒๑๒บทท่ี หน้า ๔๕ ๒๑๖บทท่ี หน้า ๑๑ภาค ๔๖ ๒๑๙บทที่ หน้า ๔๗ ๒๒๑บทท่ี หน้า Making System Changes สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบ Recommendation บทที่ ๔๔ สร้างระบบท่ีมน่ั ใจวา่ มกี ารพฒั นาครู บทท่ี ๔๕ ใหม้ นั่ ใจวา่ หลกั สตู รเอาใจใสท่ กั ษะการคดิ (cognitive) และทักษะควบคุมการคิด (meta-cognitive skills) บทท่ี ๔๖ ค่อยๆ ปรับสู่ระบบพัฒนาสมรรถนะของ นักเรยี น (competency-based) บทที่ ๔๗ สรุป ๒๒๔ -หน้า ๒๒๘ ภาคผนวก Appendix ตวั อยา่ งการจดั การเรียนรแู้ นวใหม่ของครู ที่โรงเรยี นเพลินพัฒนาท่ีใช้ระบบพัฒนาครู โดยเนน้ ให้ครพู ฒั นาตนเองและพฒั นากนั เอง

สารบญั คลิปวีดิทศั นผ์ ่าน QR CODE ๑ภาค Learning Goal เตรยี มเป้าหมาย และสื่อสารการเรียนรู้ที่คมชดั หนา้ ๑๒ หนา้ ๑๒ ข้อมูลบ้านขุนสมุทรจีน ชายฝั่งของประเทศไทย กู้วิกฤตขุนสมุทรจีนป้องกันชายฝั่งอย่างยั่งยืน (ภาษาองั กฤษ) (ภาษาไทย)

๔ภาค ๕ภาค Conducting Practicing and Conducting Knowledge Deepening Lessons Application Lessons สร้างบทเรียนประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ สร้างการปฏิบัตแิ ละการท�ำความเข้าใจ ในบทเรียนอยา่ งลึกซ้ึง หนา้ ๕๓ หนา้ ๗๓ เด็กหญิงรมิดา นพรัตน์วงศ์ น�ำเสนอโครงงาน เด็กหญิงพุทธิดา วงศาโรจน์ น�ำเสนอผลการ สังเคราะห์ต่อยอดจากการไปเรียนรู้ภาคสนามท่ี ทดสอบแบบจ�ำลองป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง สวนคณุ ลงุ สชุ ล สขุ เกษม ทส่ี มาชกิ ในกลมุ่ รว่ มกนั คดิ ขน้ึ ภาคผนวก หนา้ ๒๒๔ หนา้ ๒๒๔ หนา้ ๒๒๕ หนา้ ๒๒๕ หนา้ ๒๒๖ หนา้ ๒๒๖ หนา้ ๒๒๗



หนังสือเล่มน้ี ช่วยให้ครูเปล่ียนวิธีสอน เพื่อให้งานการสอนเกิดผลลัพธ์คือ “ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรทู้ ีแ่ ท้ (mastery learning)”



จดุ เริม่ ตน้ ของการปรับเปล่ยี น เนน้ ความรทู้ ี่สำ� คัญย่งิ ยวด (critical Information)



งานสำ� คญั ของครู เจ้าของผลงาน : เด็กหญงิ ณฐั วรนิ ทร์ พรรคสมพร



๑ภาค เตรียมเปา้ หมายและส่อื สาร การเรยี นรทู้ ีค่ มชัด (Learning Goal) ในบรรดางานสำ� คัญของครทู ั้งหมด ก า ร ต้ั ง เ ป้ า ห ม า ย เป็นงานทคี่ รตู อ้ งให้ความสำ� คญั เปน็ อนั ดับแรก เพราะเปา้ หมายที่ตงั้ ไว้นีจ้ ะทำ� ใหท้ �ำใหท้ ั้งครแู ละ นกั เรียนร้วู ่ากำ� ลงั จะเดนิ ไปที่ไหน จะเดนิ ไปอย่างไร และในระหวา่ งเส้นทางน้นั จะมอี ะไรเครื่องฝึก ๑บทท่ี เตรยี มเป้าหมาย และระดบั การบรรลผุ ล ๒บทท่ี รู้ได้อย่างไรวา่ เปา้ หมายบรรลผุ ล การตดิ ตามความก้าวหนา้ ๓บทท่ี เฉลิมฉลองความส�ำเร็จ

๑บทท่ี และเรตะรดยี บั มกเปารา้ บหมรราลยุผล ครูลงมือท�ำ “สเกลความเข้าใจ” เพ่ือตั้งเป้าหมายการท�ำงานของครู เพ่ือให้ครูเห็นสมรรถนะในด้านความรู้และการท�ำงานของนักเรียนได้ชัดเจน นอกจากน้ีสเกลความเข้าใจยังเป็นเครื่องมือช่วยให้นักเรียนมองเห็น ความก้าวหนา้ ในการเรียนรู้ของตนด้วย วิธีการ ระบุเป้าหมายการเรียนรู้อย่างชัดเจน ครูอธิบายเป้าหมายท่ีนักเรียนต้องรู้หรือปฏิบัติได้เมื่อจบคาบเรียน หรือ เม่ือจบหนว่ ยการเรียน สร้างสเกลหรือรูบริกของเป้าหมายการเรียนรู้ ก�ำหนดระดับความเข้าใจหรือสมรรถนะเป้าหมาย โดยครูยกร่างถ้อยค�ำ ท่บี อกระดบั ความเข้าใจหรือสมรรถนะ ก�ำหนดวิธีการใช้เป้าหมายและระดับการเรียนรู้ในชีวิตประจ�ำวัน ครูหาวิธีให้นักเรียนเอาใจใส่และหมั่นตรวจสอบเป้าหมายและระดับ การเรียนรู้อยู่เสมอ โดยอาจทบทวนเปา้ หมายและสเกลดงั กล่าวในตอนเรมิ่ ตน้ ชั้นเรียนทุกคร้ัง หรืออาจให้นักเรียนอธิบายเป้าหมายที่ซับซ้อนเม่ือการเรียน ด�ำเนนิ ไปถึง • 08 •

ใช้เป้าหมายและสเกลที่ครูก�ำหนดขึ้น เมอื่ ครยู กรา่ งสเกลผลลพั ธก์ ารเรยี นรแู้ ลว้ ครนู ำ� มาทำ� ความเขา้ ใจรว่ มกนั กับนกั เรยี น สร้างสเกลของนักเรียนเอง หลังจากครูอธิบายสเกลท่ีครูยกร่างจนนักเรียนเข้าใจดีแล้ว จัดแบ่ง นักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ให้ร่วมกันเขียนถ้อยค�ำท่ีสะท้อนผลการเรียนหรือ ความคล่องแคลว่ / สมรรถนะในระดับต่างๆ ระบุเป้าหมายการเรียนรู้ของตัวนักเรียน ให้นักเรียนแต่ละคนก�ำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเองที่สัมพันธ์ กบั เปา้ หมายของครู แลว้ ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ เปา้ หมายการเรยี นรสู้ ว่ นตวั ของตนไว้ พฤติกรรมของนักเรียน • สามารถอธบิ ายสเกลความเขา้ ใจดว้ ยถอ้ ยคำ� ของตนเองอยา่ งคลอ่ งแคลว่ • สามารถอธบิ ายไดว้ า่ เรอ่ื งทก่ี ำ� ลงั เรยี นในคาบเรยี นนนั้ สนองเปา้ หมาย การเรียนรอู้ ะไร • สามารถระบุได้ว่ากิจกรรมที่ก�ำลังท�ำหรือด�ำเนินการอยู่ เกี่ยวข้องกับ เปา้ หมายการเรียนรู้ขอ้ ใด • สามารถอธบิ ายไดว้ า่ ตนกำ� ลงั มคี วามกา้ วหนา้ ดา้ นสาระความรใู้ นระดบั ใด ในสเกลความเขา้ ใจ ตดิ ตามอา่ นบนั ทกึ ฉบบั เต็มได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/628245 • 09 •

ตัวอย่างตารางการประเมินสมรรถนะด้านการเรียนรู้ (หน่วยวิชาประยุกต์) โรงเรียนเพลินพัฒนา ประเดน็ ๔ คะแนน มองเห็นก�ำกับ ดแู ล ประเมินและพฒั นาการเรียน • เขียน ** ประสบการณ์ในการเรียนรู้ของตนเองเขียน *** ประเมินวิธี รู้ของตนเอง การเรยี นร้ขู องตนเอง (นักเรียนเขยี นบันทกึ * การเรยี นรู)้ • ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้และวิธีคิดได้และเขียน *** อธิบายเหตุผลของ การปรับเปลี่ยนได้ ใช้ทักษะวธิ ี (procedural skills) ของหน่วยวชิ า แ ประเมินสถานการณ์ปญั หาการตง้ั ประเดน็ สำ� คัญ นักเรยี น และต้ังโจทย์ • รวบรวมขอ้ มูลต่างๆ เพ่ือจดั ระเบียบขอ้ มลู หมายเหตุ ครูตอ้ ง input สถานการณ์ปญั หาหรอื • ประเมนิ สถานการณป์ ญั หา โจทยป์ ญั หาท่ซี บั ซอ้ น • น�ำผลการประเมนิ สถานการณ์ปัญหามาหาประเดน็ ส�ำคัญ การเข้าถงึ ขอ้ มูลความรปู้ ระสบการณแ์ ละผู้รู้ • ระบโุ จทยท์ ต่ี อ้ งแกไ้ ดอ้ ยา่ งครบถว้ นแมน่ ยำ� กอ่ ประสทิ ธผิ ลตอ่ การแกป้ ญั หา นักเรียนวางแผนการสืบค้น หรือการสอบถามจากผู้รู้หรือการออกแบบ การทดลองและปฏิบัติเพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีเข้าถึงยากภายในเวลาท่ีจ�ำกัดและ มีปริมาณท่ีเพยี งพอตอ่ การนำ� ไปใช้งานทีห่ ลากหลาย การรับความรู้ (กลน่ั กรอง จบั ประเด็น) นกั เรยี นนำ� ขอ้ มลู ทก่ี ลนั่ กรองแลว้ มาวเิ คราะห์ สรปุ และจบั ประเดน็ สำ� คญั ได้ การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้และการสรา้ งความรู้ นักเรียนน�ำความรู้ท่ีมีอยู่มาสร้างเป็นความรู้ใหม่เพ่ือใช้ในการแก้ปัญหา ดว้ ยตนเอง (process skills) หรอื สรา้ งสรรคไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสม นำ� เสนอความรู้*** นักเรยี นปฏิบตั ิไดท้ ้ัง ๓ ขอ้ • จบั ประเด็นค�ำถามและการตอบค�ำถามได้ถกู ต้องแมน่ ย�ำ • พดู นำ� เสนอตรงออกมาจากความรสู้ กึ นกึ คดิ โดยแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความรู้ และความเข้าใจจรงิ จากเรือ่ งทเี่ รยี นรู้ • ใช้สอ่ื อปุ กรณ์ เครื่องมือได้ตรงกบั เรอื่ งทนี่ ำ� เสนอ * หลกั การพัฒนาการเขยี นบนั ทึกทเี่ ป็น metacognition ** กรณนี กั เรยี นระดบั ชนั้ ๑ อาจใชก้ ารพดู หรอื check list แทนการเขยี นได้ •• ขเฝขอกึ ยี งจนปับแรปบะรเบะดเ็นaดu็นthกeาnรtเiรcยี wนรri้ทูtin่ปี gระจทนับเกใจดิ คแวลาะมจสัดขุ ลแ�ำลดะับคคววาามมไสห�ำลคลญั น่ื *** การน�ำเสนอความรปู้ ระกอบด้วย •• นกอ่ำ� ปนรเขะยีเดน็นคทรี่ส้ังต�ำคอ่ ัญไปทใหี่สุด้ยอ้มนาเอป่า็นนจคดุ รเั้งรท่ิมผี่ ตา่ ้นนขมอางเกสามรอเขยี น ๑. การพดู ตรงออกมาจากความรสู้ กึ นึก คิด และความเข้าใจจรงิ ของ ตนเอง ๒. การใชส้ ื่อ อปุ กรณ์ เคร่อื งมอื ในการน�ำเสนอ ๓. ความสามารถในการจับประเดน็ คำ� ถามและการตอบค�ำถาม • 10 •

๓ คะแนน ๒ คะแนน 1 คะแนน • เขียนประสบการณ์ในการเรยี นรู้ของตนเอง • เขียนประสบการณ์ในการเรียนรู้ของ --- • เขียนประเมินวิธีการเรยี นรู้ของตนเอง ตนเอง แตล่ ะหนว่ ยวชิ าก�ำหนด rubric ทเ่ี หมาะสมกบั ระดบั ช้นั นกั เรียน นกั เรยี น นกั เรยี น • รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพ่ือจัดระเบียบข้อมลู • รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อจัดระเบียบ • ประเมนิ สถานการณ์ปัญหา ข้อมลู • รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อจัด • น�ำผลการประเมินสถานการณ์ปัญหามาหา • ประเมินสถานการณ์ปญั หา ประเดน็ ส�ำคัญ ระเบยี บขอ้ มลู นกั เรยี นวางแผนการสบื คน้ หรอื การสอบถามจาก นักเรียนวางแผนการสืบค้น หรือการ นักเรียนวางแผนการสืบค้น หรือ ผู้รู้หรือการออกแบบการทดลอง และปฏิบัติเพ่ือ สอบถามจากผู้รู้ หรือการออกแบบการ การสอบถามจากผู้รู้ หรือการ ให้ได้ข้อมูลที่ต้องการด้วยตนเอง ภายในเวลาท่ี ทดลอง และปฏิบัติเพื่อให้ได้ข้อมูลท่ี ออกแบบการทดลอง และปฏิบัติ จำ� กดั และมปี รมิ าณทเี่ พยี งพอตอ่ การนำ� ไปใชง้ าน ตอ้ งการด้วยตนเอง ภายในเวลาทจ่ี ำ� กดั เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทตี่ อ้ งการดว้ ยตนเอง นกั เรยี นนำ� ขอ้ มลู ทก่ี ลนั่ กรองแลว้ มาวเิ คราะห์ และ นักเรียนน�ำข้อมูลท่ีกลั่นกรองแล้วมา นักเรียนกล่ันกรองข้อมูลที่ได้มา สรุปได้ วเิ คราะหไ์ ด้ เพอื่ ใหไ้ ดข้ ้อมูลท่นี า่ เชือ่ ถือได้ นกั เรยี นนำ� ความรทู้ ม่ี อี ยมู่ าเชอื่ มโยงและประยกุ ตใ์ ช้ นักเรียนน�ำความรู้ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ --- ในการแกป้ ญั หาหรอื สรา้ งสรรคไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม ในการแก้ปัญหา หรอื สรา้ งสรรคไ์ ดอ้ ยา่ ง เหมาะสม นักเรยี นปฏบิ ัตไิ ด้ ๒ ขอ้ ใน ๓ ขอ้ นกั เรยี นปฏบิ ตั ไิ ด้ ๑ ขอ้ ใน ๓ ขอ้ --- • จับประเด็นค�ำถามและการตอบค�ำถามได้ • จบั ประเดน็ คำ� ถามและการตอบคำ� ถาม ถูกต้องแม่นย�ำ ไดถ้ กู ต้องแมน่ ยำ� • พดู นำ� เสนอตรงออกมาจากความรสู้ กึ นกึ คดิ • พูดน�ำเสนอตรงออกมาจากความรู้สึก โดยแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความรู้ และความเขา้ ใจจรงิ นึก คิด โดยแสดงให้เห็นถึงความรู้ จากเร่ืองที่เรียนรู้ และความเขา้ ใจจริงจากเรอื่ งทเี่ รยี นรู้ • ใช้สื่อ อุปกรณ์ เคร่ืองมือได้ตรงกับเรื่องท่ี • ใช้สื่อ อุปกรณ์ เคร่ืองมือได้ตรงกับ นำ� เสนอ เรอื่ งทนี่ ำ� เสนอ • 11 •

เครื่องมือตามในบันทึกตอนน้ีช่วยให้นักเรียน ข้อมลู บา้ นขุนสมุทรจนี เรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และมีสติระลึกรู้ว่าตนมีความ ชายฝงั่ ของประเทศไทย ก้าวหน้าในการเรยี นรู้ในระดบั ใด (ภาษาองั กฤษ) เม่ือใดท่ีนักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย เม่ือน้ัน เขาจะเป็นเจ้าของการเรียนรู้และจะสามารถก�ำกับ กู้วิกฤตขนุ สมทุ รจีน การเรียนรขู้ องตนเองได้ ปอ้ งกนั ชายฝ่งั อยา่ งย่ังยนื (ภาษาไทย) เร่ืองเล่าจากห้องเรียน โจทย์: สืบค้น ศึกษา อธิบาย กอ่ นเปดิ ภาคเรยี น คณุ ครยู ยุ้ – สรุ ยี ์ ศรปี ทมุ และ พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ คณุ ครจู รงิ – จริ ชั ฌา ออ่ นโอภาส เพอ่ื นครทู สี่ อนหนว่ ย มีผลต่อการกัดเซาะชายฝั่ง วิชามานุษและสังคมศึกษา ชั้น ๖ ได้ช่วยกันตีความ ทะเลในประเทศไทยหรือต่าง สเกลทเี่ ปน็ เปา้ หมายการเรยี นรใู้ นการทำ� โครงงานประจำ� ประเทศมาอย่างน้อย ๑ แห่ง ภาคของท้งั ระดับช้ัน น�ำมาวิเคราะห์ปัจจัยของการ กัดเซาะ และล�ำดับข้ันตอน เมื่อการเรียนรู้ด�ำเนินไปถึงช่วงเวลาของการท�ำ ข อ ง ก า ร แ ป ร รู ป พ ลั ง ง า น โครงงานฯ คณุ ครผู สู้ อนไดน้ ำ� สเกลนไี้ ปพดู คยุ กบั นกั เรยี น และขนาดของความเสียหาย พรอ้ มทง้ั ไดช้ วนใหท้ กุ คนทำ� ความเขา้ ใจและตดิ เปา้ หมายนี้ พยายามใช้ความรู้ฟิสิกส์ ไว้ในสมุดโครงงานฯ เพ่ือให้นักเรียนสามารถประเมิน ท่ี ไ ด ้ เ รี ย น ม า ใ น ก า ร อ ธิ บ า ย ตนเองได้ตลอดเส้นทางของการเรียนรู้ ต้ังแต่เร่ิมท�ำ ให้มากท่ีสุด แล้ววิเคราะห์ โครงงานฯ จนกระทัง่ เสร็จสมบูรณ์ เปรียบเทียบข้อเหมือนข้อต่าง กับกรณีของบา้ นขุนสมุทรจีน ปัจจัยความสสำเร็จ ครูจะต้องให้คุณค่ากับการสร้าง นักเรียนให้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ และหา วิธีการสร้างนักเรียนให้มีสรรถนะในการ ก�ำกับการเรียนรู้ของตนเอง หม่ันชักชวน ให้นักเรียนตรวจสอบเป้าหมายการเรียนรู้ ของตนอยู่เสมอ • 12 •

ันกเ ีรยนท�ำป ิฏทินการ �ทำงานติดเอาไ ้วที่ปกใน หนา้ ปกสมดุ โครงงานท่คี รู ให้นกั เรยี นออกแบบเอง เพื่อแสดงความเปน็ เจา้ ของ ครใู หน้ ักเรียนกำ� กับการเรียนรขู้ องตวั เอง ด้วยการตคี วามสง่ิ ท่โี จทยต์ อ้ งการ และวางแผนเวลาการท�ำงาน ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายได้ทนั ตามกำ� หนด • 13 •

๒บทที่ รู้ไดก้อายร่าตงดิ ไรตวาา่ มเปค้าวหามมากยา้ บวรหรนล้าผุ ล วิธีการ ออกแบบการประเมินเพื่อให้ได้คะแนนการวัดเพ่ือพัฒนา ครอู อกแบบกจิ กรรมทตี่ อ้ งใชค้ วามเขา้ ใจ / สมรรถนะ ทสี่ ะทอ้ นความเขา้ ใจ ในเนอื้ หาตามทก่ี ำ� หนดไวใ้ นสเกลความเขา้ ใจ ใช้การประเมินที่สะท้อนสมรรถนะในระดับสเกลเดียว ครใู ชก้ ารประเมนิ ทวี่ ดั ความเขา้ ใจเนอ้ื หาในระดบั สเกลเดยี ว เพอ่ื เปดิ ชอ่ ง ใหน้ กั เรยี นเรยี นในความเรว็ ทเ่ี หมาะสมกบั ตนเอง ใช้การประเมินหลายแบบ ผลของการประเมินที่วัดความเข้าใจในเน้ือหาตามที่ก�ำหนดไว้ในสเกล ความเขา้ ใจแตล่ ะขนั้ ไดม้ าจากผลของการประเมนิ หลายแบบ ไดแ้ ก่ การประเมนิ แบบที่ต้องระงับการเรียนปกติ (obtrusive assessment) การประเมิน ในกระบวนการสอนปกติ (unobtrusive assessment หรอื embedded formative assessment) และการประเมนิ ทน่ี กั เรยี นประเมนิ เอง (student – generated assessment) • 14 •

พฤติกรรมของนักเรียน • สามารถอธบิ ายความกา้ วหนา้ ของตนตามสเกลความเขา้ ใจ • สามารถเปลยี่ นระดบั การเรยี นรขู้ องตนตามสเกลความเขา้ ใจ • สามารถบอกไดว้ า่ หากตนตอ้ งการเลอื่ นระดบั จะตอ้ งทำ� อะไรบา้ ง ตดิ ตามอ่านบันทึกฉบบั เตม็ ไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/628337 • 15 •

ในระหว่างที่ก�ำลังท�ำโครงงานในแต่ละข้ันตอน นักเรียนจะต้องท�ำการประเมินความก้าวหน้าในการ ท�ำงานของตวั เองเป็นระยะว่างานบรรลเุ ปา้ หมายทต่ี ั้งไว้ หรือไม่ซ่ึงเป้าหมายของนักเรียนนี้จะเป็นเป้าหมาย ที่ตั้งข้ึนมาจากสเกลความเข้าใจที่มีการไต่ระดับความ ก้าวหน้าข้ึนไปเรือ่ ยๆ ในการประเมนิ ผล ครรู วบรวมผลคะแนนจากการ ประเมนิ ในกระบวนการเรยี นรจู้ ากการบา้ น จากการสอบ และจากการที่นักเรียนประเมนิ การท�ำงานของตนเอง การติดตามความก้าวหน้าของ นักเรียนสามารถท�ำได้หลายวิธี ที่โรงเรียน เพลินพัฒนา ติดตามความก้าวหน้า ของนักเรียน จากคุณภาพของการบ้าน เชิงโครงงานแต่ละชิ้นที่นักเรียนน�ำมาส่ง จากบันทึกการท�ำงานและการเรียนรู้ ท่ีนักเรียนเขียนถึงตนเอง การสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ การตั้งค�ำถาม และ อ่นื ๆ ดว้ ย • 16 •

สมุดบันทึก ของเด็กหญิง ไปรยา คงอดุ มสนิ สมดุ บนั ทึกการทำ� งาน และการเรียนรู้ ท่ีมีข้นึ เพ่อื การทำ� ความรู้จักตวั เอง ของนักเรียน • 17 •

๓บทที่ เฉลมิ ฉลองความส�ำเร็จ ยุทธศาสตร์ ฉลองความส�ำเร็จในการบรรลุระดับ ครชู นื่ ชมความสำ� เรจ็ เมอื่ มนี กั เรยี นบรรลรุ ะดบั นน้ั ๆ และในตอนปลายเทอม ฉลองความส�ำเร็จในการยกระดับความรู้ ครแู สดงความชนื่ ชมในความกา้ วหนา้ หรอื การยกระดบั ผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้ ของนกั เรยี นแตล่ ะคนทปี่ รากฏ ค�ำพูดป้อนกลับ ครูกล่าวย�้ำความพยายามและความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคน โดยระบุสิ่งท่ีนักเรียนท�ำได้ดี หรือดีขึ้น โดยอาจกล่าวต่อนักเรียนทั้งช้ันหรือ ตอ่ นกั เรยี นรายคนเปน็ การสว่ นตวั กไ็ ด้ • 18 •

ค�ำถามเพ่ือการออกแบบกระบวนการของครู “ฉนั จะสอื่ สารเปา้ หมายการเรยี นรทู้ ช่ี ดั เจนไดอ้ ยา่ งไร เพอื่ ชว่ ยใหน้ กั เรยี น เข้าใจความก้าวหน้าของความรู้ที่ตนคาดหมายว่าต้องการเรียนรู้อย่างรู้จริง รวมทง้ั รวู้ า่ ตนประสบความสำ� เรจ็ ไปถงึ ไหนแลว้ ” พฤติกรรมของนักเรียน • แสดงความภมู ใิ จในผลสำ� เรจ็ ของการเรยี นของตน • พยายามเรยี นเพอ่ื ใหไ้ ดค้ ะแนนในสเกลทส่ี งู ขนึ้ • มคี วามสขุ ทมี่ กี ารเฉลมิ ฉลองยกยอ่ ง ติดตามอา่ นบันทกึ ฉบบั เตม็ ไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/628384 • 19 •

โครงงาน “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้” จัดขึ้นทุกๆ ในภาพเด็กหญงิ อชิรญา ธมั พพิ ธิ ๑๐ สัปดาห์ เพ่ือให้นักเรียนได้มีเวลาในการประมวล กำ� ลงั แลกเปลี่ยนเรยี นรูก้ ับเพือ่ นๆ การเรียนรู้ ตลอดจนได้พิจารณาใคร่ครวญถึงความ ก้าวหนา้ ที่เกิดขน้ึ กบั ตนเอง ในช่วงทา้ ยของการนำ� เสนอ ในภาคฉันทะซ่ึงเป็นภาคเรียนแรก ทุกคนจะได้ ท�ำกิจกรรมท่ีเรียกว่าการ “เผยตน” นักเรียนชั้น ๖ จะเผยตนด้วยการมองความก้าวหน้า และการ เปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยจะน�ำงานชิ้นต่างๆ ทตี่ นไดล้ งมอื ทำ� มาบอกเลา่ ใหเ้ พอ่ื นๆ และคณุ ครไู ดฟ้ งั วา่ ทกั ษะการเรยี นรู้ การทำ� งานและสมรรถนะในดา้ นตา่ งๆ ของตนเปล่ียนแปลงไปอย่างไร จากน้ันจึงปิดท้ายด้วย ค�ำชื่นชมและข้อเสนอแนะจากเพอ่ื นๆ และครูผ้สู อน ปัจจัยความสสำเร็จ กระบวนการเรยี นร้ใู นชนั้ เรยี นทเี่ กดิ ขนึ้ ในทุกวัน ทุกหน่วยวิชาต้องเอ้ือให้นักเรียน แต่ละคนได้โอกาสในการแลกเปล่ียนเรียนรู้ ท้ังความรู้ความเข้าใจ ความคิดเห็นได้ ใคร่ครวญเรื่องราวที่ได้เรียนรู้อยู่เสมอ จนกระท่ังกลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ ร่วมกันของกลุ่มคนที่มีความปรารถนาดี ต่อกนั • 20 •

สมดุ บันทึกของเดก็ หญิง รักษณิ า เลิศศริ กิ ัลยาณี เกณฑก์ ารประเมนิ ในชว่ งของการน�ำเสนอ ที่ทุกคนต้องบนั ทกึ เอาไวใ้ นสมดุ ของตัวเอง • 21 •



๒ภาค ใช้การประเมิน (Using Assessment) การประเมินผลคอื ภาพสะทอ้ น ให้เหน็ วา่ วธิ กี ารไปสเู่ ปา้ หมาย ท่ีใชอ้ ยนู่ น้ั เปน็ ไปไดอ้ ย่างไร ๔บทท่ี ประเมินช้นั เรยี นท้งั ชน้ั อย่างไมเ่ ป็นทางการ ๕บทที่ ประเมนิ นกั เรียนรายคน อยา่ งเป็นทางการ

๔บทที่ ปอรยะเา่ มงินไมชเ่ นั้ปเน็ รทยี านงทกัง้ าชรน้ั การประเมินคือกลไกการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียนและแก่ครู นักเรียนใช้ข้อมูลนี้ในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู้ของตน ครูใช้ข้อมูล น้ชี ่วยในการทำ� หนา้ ทเ่ี อ้อื อำ� นวยใหศ้ ษิ ย์บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ ส่ิงท่ีครูต้องท�ำคือ สร้างบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมให้เกิด สภาพจิตใจในตัวศิษย์ ที่เห็นว่าการประเมินน้ันเป็นกลไกช่วยเหลือหรือ เออ้ื ต่อเปา้ หมายการเรียนรขู้ องตน หัวใจส�ำคัญคือ ต้องท�ำให้มีความสัมพันธ์ท่ีโปร่งใสและชัดเจนระหว่าง ผลคะแนน กบั ความก้าวหนา้ ในการเรยี นตามตารางคะแนนความเขา้ ใจ วิธีการวัดผลคะแนนที่สอดคล้องกับสมรรถนะ การประเมินผลในรูปแบบเดิม ครูมักใช้การสอบความรู้หรือสมรรถนะ ในเรื่องน้ันๆ ของนักเรียนเป็นระยะๆ แยกกัน ไม่ได้ด�ำเนินเป็นกิจกรรม ตอ่ เนอื่ งและไมเ่ ชอ่ื มโยงกบั การคดิ อยา่ งเปน็ ระบบวา่ นกั เรยี นรหู้ รอื ไมร่ อู้ ะไรบา้ ง (assessment perspective) การประเมนิ ผลในรปู แบบใหม่ (measurement approach) คอื การใชว้ ธิ ี วดั คะแนนทีส่ อดคลอ้ งกบั ผลการวัดระดับความเข้าใจ/สมรรถนะในความรู้นนั้ ๆ โดยก่อนด�ำเนินการออกแบบการประเมิน ครูต้องร่วมกันสร้างตารางสเกล ความเข้าใจ (proficiency scale) ในเรื่องที่จะประเมินเสียก่อน เพ่ือช่วยให้ นกั เรียนเรยี นรอู้ ย่างมเี ปา้ หมาย • 24 •

เป้าหมายของการประเมิน เพื่อดูความก้าวหน้าของท้ังชั้นตามสเกลความเข้าใจที่ก�ำหนดไว้ ไมเ่ กยี่ วข้องกบั คะแนนของนักเรยี นเปน็ รายคน ซ่งึ มีได้หลากหลายแนวทาง แนวทาง เทคนิคตรวจสอบความมั่นใจ (confidence rating techniques) ครบู อกใหน้ กั เรยี นยกมอื เปน็ สญั ญาณวา่ ตนมคี วามมนั่ ใจตอ่ ความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้เพียงใด ยกหัวแม่มือช้ีขึ้น = มั่นใจ หัวแม่มือช้ีลง = ไม่มั่นใจ หัวแม่มือช้ีไปด้านข้าง = ไม่แน่ใจ หรืออาจใช้เทคโนโลยีช่วยการให้ความเห็น เช่นใชค้ ลิกเกอ้ ร์ หรือโทรศพั ทม์ อื ถือ เทคนิคการโหวต ครูตัง้ คำ� ถามใหน้ ักเรยี นทั้งช้ันโหวตค�ำตอบ บอร์ดเขียนค�ำตอบ ครูตั้งค�ำถามใหน้ ักเรียนเขยี นคำ� ตอบบนบอรด์ หรือบนกระดาษ การประเมินแบบไม่บันทึกคะแนน ครอู อกขอ้ สอบใหน้ กั เรยี นตอบแลว้ ใหน้ กั เรยี นตรวจและใหค้ ะแนนตนเอง ครใู ช้คะแนนเป็นข้อมลู ป้อนกลบั ไม่บันทกึ คะแนน • 25 •

ค�ำถามเพื่อการออกแบบกระบวนการของครู “ฉันจะออกแบบและด�ำเนินการประเมินเพ่ือช่วยส่งเสริมให้ศิษย์เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้กับสถานะและความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ในหวั ขอ้ น้ันๆ ตามท่ีกำ� หนดไวไ้ ด้อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • เขา้ รว่ มในกิจกรรมประเมินทง้ั ชั้นเรยี นอยา่ งคึกคกั • สามารถบอกไดว้ า่ ในขณะนน้ั ทงั้ ชนั้ เรยี นบรรลคุ วามกา้ วหนา้ ในระดบั ใด และมคี วามกา้ วหน้าอย่างไร • แสดงความสนใจต่อความกา้ วหนา้ ในการเรยี นรขู้ องชั้นเรียน ตดิ ตามอ่านบันทึกฉบบั เตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/628505 • 26 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ตวั อยา่ งการพฒั นาสมรรถนะการอา่ นของนกั เรยี นทงั้ ระดบั ดว้ ยความสมคั รใจ เกดิ ขน้ึ ในชนั้ เรยี น ของคณุ ครแู คท - คัทลยี า รัตนวงศ์ หลงั จากท่เี ปิดภาคเรยี นฉันทะมาได้ ๕ สปั ดาห์ ครูแคทชวนนักเรียนอ่านหนังสือมานะมานี ซึ่งเป็นหนังสืออ่านเสริมให้จบท้ังเล่ม โดยได้ต้ัง เป้าหมายร่วมกันท้ังระดับชั้นว่าทุกคนจะพยายามอ่านให้จบหมดทั้งเล่มภายในไม่เกินปิดภาคเรียน ฉันทะเพราะหลังจากที่ได้ประเมินผลการอ่านบทอาขยานของนักเรียนทั้งระดับช้ันร่วมกันแล้วกลุ่มครู ผสู้ อนเห็นพอ้ งกนั วา่ ตอ้ งยกระดับสมรรถนะดา้ นการอ่านของนักเรียนชั้น ๓ ขึ้นไปอกี ในวันน้ันคุณครูแคทเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ตัวครูอ่านหนังสือออกตั้งแต่ก่อน เข้าเรยี นชนั้ ประถม ๑ เพราะแบบเรียนชดุ น้ี ! แรงบันดาลใจน้ีได้ผล ตอนพักกลางวัน มีนักเรียนกว่าคร่ึงสมัครใจมานั่งอ่านหนังสือกับครู โดยครใู หเ้ รม่ิ ตงั้ แตห่ นา้ ปก สนั หนงั สอื คำ� นำ� สารบญั และยงั มหี นา้ ทยี่ ากมากๆ หนงึ่ หนา้ ทเี่ ปน็ ดา่ น ท่ีทุกคนต้องผ่าน น่ันคือหน้าทีมีชื่อกรรมการของกระทรวงกว่า ๑๐ ช่ือ และอ่านยากๆ ท้ังน้ัน หากใครผ่านหน้าน้ันแล้วก็จะเป็นสัญญาณว่าต่อไปใครจะหยุดเราไม่ได้แล้วนะ เพราะที่เหลือท้ังเล่ม มนั ง่ายหมดนนี่ า ถ้าใครอา่ นบทไหนจบกจ็ ะตดิ สต๊ิกเกอร์ไวท้ ่ีหนา้ บทน้ัน เพอ่ื เปน็ กำ� ลงั ใจใหต้ วั เอง และเพอ่ื ใหค้ รู รู้ว่ามีใครอ่านไปถึงบทไหนแล้ว อีก ๓ สัปดาห์ถัดมา มีคนอ่านจบคร่ึงเล่มเกินคร่ึงห้อง และครูแคท ได้บอกกบั เด็กๆ วา่ ดา่ นต่อไปของเราคอื เขียนใหถ้ กู เขยี นใหส้ วย ให้ฝกึ ไดต้ ่อเลย ไมต่ อ้ งหยุด ปัจจัยความสสำเร็จ เมอื่ ครทู ำ� การประเมนิ วา่ นกั เรยี นตอ้ งพฒั นาตอ่ ในเรอื่ งใดแลว้ ครตู อ้ งคดิ หาวธิ กี าร สรา้ งแรงบนั ดาลใจใหน้ กั เรยี นมคี วามตอ้ งการทจ่ี ะฝกึ ฝนเรยี นรู้ในเรอ่ื งนน้ั ดว้ ยตวั ของเขา เองให้ไดเ้ สยี กอ่ น หลงั จากนน้ั พลงั ของแตล่ ะคนกจ็ ะไปขบั เคลอ่ื นใหก้ ารเรยี นรู้ในเรอ่ื งนน้ั ๆ กลายเปน็ เร่อื งอยู่ในความสนใจของชน้ั เรียนได้ในทสี่ ุด • 27 •

๕บทที่ รายคปนรอะเยม่านิ งนเปกั น็เรทยี านงการ การประเมินแบบเป็นทางการต่อนักเรียนเป็นรายคน ช่วยให้นักเรียน แตล่ ะคนรวู้ า่ ณ ขณะนนั้ ตนมผี ลการเรยี นรเู้ รอ่ื งนน้ั ในระดบั ใด ในการดำ� เนนิ การ ประเมินความเข้าใจ หรือสมรรถนะ ท่ีเป็นผลการเรียนรู้ของนักเรียนน้ัน เป็นโอกาสการเรยี นร้ทู ส่ี งู มากของครู การประเมนิ อยา่ งเปน็ ทางการตอ่ นกั เรยี นเปน็ รายคนน้ี สว่ นใหญใ่ ชก้ าร ประเมนิ เพอื่ พฒั นา (formative assessment) แตก่ ็ใชก้ ารประเมนิ เพอื่ ตดั สนิ (summative assessment) ได้ โดยครอู าจนำ� คะแนนแตล่ ะครงั้ มาถว่ งนำ้� หนกั แล้วรวมกนั และนำ� ไปรวมกบั คะแนนสอบไดป้ ลายเทอมเป็นตวั ตัดสิน • 28 •

ผังการประเมิน * คะแนนตามรูปแบบหมายถึงร้อยละของคะแนนเต็มในแต่ละส่วนของการประเมิน ท่ีต้อง น�ำมาใส่ลงในสเกลความเข้าใจเพ่ือให้ได้ผลการประเมินที่บอกสมรรถนะการเรียนรู้และ บอกความก้าวหน้าในการเรียนรู้ พฤติกรรมของนักเรียน • สามารถอธิบายได้ว่าคะแนนที่ตนได้รับสัมพันธ์กับความก้าวหน้า ในการเรียนร้อู ยา่ งไร • สามารถอธบิ ายไดว้ า่ คะแนนทต่ี นไดร้ บั สะทอ้ นผลการเรยี นรใู้ นระดบั ใด • นักเรียนสามารถเสนอว่าตนจะแสดงสมรรถนะในการเรียนรู้อย่างไร ตามสเกลความเขา้ ใจ ตดิ ตามอา่ นบันทึกฉบับเต็มไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/628557 • 29 •


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook