๙๓ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๘๖ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจานวนไมน่ อ้ ยกวา่ มาตรา ๑๕๙ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรจานวนไมน่ อ้ ยกว่า หน่งึ ในห้าของจานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเทา่ ทีม่ ีอยูข่ องสภาผู้แทนราษฎร มสี ิทธเิ ข้าช่อื เสนอญตั ตขิ อเปดิ อภปิ รายทวั่ ไปเพื่อลงมตไิ มไ่ วว้ างใจ หนึง่ ในหกของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ที่มีอยู่ของสภาผู้แทน รัฐมนตรเี ป็นรายบุคคล ราษฎร มีสิทธเิ ข้าชอ่ื เสนอญัตติขอเปดิ อภิปรายท่วั ไปเพ่ือลงมติ ให้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๘๕ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี มาใช้บังคบั โดยอนุโลม ไมไ่ วว้ างใจรัฐมนตรเี ป็นรายบุคคล และใหน้ าบทบญั ญัตมิ าตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๘๗ สมาชิกวฒุ สิ ภาจานวนไม่นอ้ ยกว่าสามในหา้ ของ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม จานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ทม่ี ีอยู่ของวุฒิสภา มสี ทิ ธิเข้าชอ่ื ขอเปิด รฐั มนตรีคนใดพน้ จากตาแหน่งเดมิ แตย่ งั คงเป็นรฐั มนตรใี น ตาแหนง่ อืน่ ภายหลงั จากวันทสี่ มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรเข้าชื่อตาม วรรคหนง่ึ ให้รฐั มนตรีคนนน้ั ยังคงตอ้ งถกู อภปิ รายเพอ่ื ลงมติ ไมไ่ ว้วางใจตามวรรคหน่งึ ต่อไป ใหน้ าความในวรรคสองมาใชบ้ งั คบั กับรัฐมนตรผี ซู้ ึง่ พน้ จาก ตาแหนง่ เดิมไมเ่ กินเก้าสบิ วนั ก่อนวันท่สี มาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าช่อื ตามวรรคหน่ึง แต่ยังคงเปน็ รฐั มนตรีในตาแหน่งอ่ืนด้วยโดย อนโุ ลม มาตรา ๑๖๐ ในกรณีทส่ี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรทม่ี ิได้อยู่ใน พรรคการเมอื งทสี่ มาชิกในสังกดั ของพรรคนน้ั ดารงตาแหน่งรฐั มนตรีมี จานวนไมถ่ งึ เกณฑ์ท่จี ะเสนอญัตตขิ อเปดิ อภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ใหส้ มาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนมากกว่า ก่ึงหน่งึ ของจานวนสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรดังกล่าวทงั้ หมดเท่าทมี่ ีอยู่ มีสทิ ธเิ ขา้ ช่ือเสนอญตั ตขิ อเปดิ อภปิ รายทัว่ ไปเพ่ือลงมติไม่ไวว้ างใจ นายกรัฐมนตรหี รือรฐั มนตรีเป็นรายบคุ คลตามมาตรา ๑๕๘ หรอื มาตรา ๑๕๙ ได้ เม่ือคณะรฐั มนตรไี ด้บรหิ ารราชการแผ่นดินมา เกินกวา่ สองปแี ล้ว มาตรา ๑๕๒ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจานวนไม่นอ้ ยกว่า หน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าทม่ี ีอยขู่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร จะเข้าช่ือกนั เพอ่ื เสนอญัตติขอเปดิ อภปิ รายทั่วไปเพอ่ื ซักถาม ขอ้ เทจ็ จริงหรือเสนอแนะปัญหาตอ่ คณะรัฐมนตรี โดยไม่มกี ารลงมติกไ็ ด้ มาตรา ๑๖๑ สมาชิกวุฒิสภาจานวนไม่น้อยกวา่ หนึ่งในสามของ มาตรา ๑๕๓ สมาชกิ วุฒิสภาจานวนไม่น้อยกวา่ หน่ึงในสาม จานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าทม่ี ีอยขู่ องวุฒสิ ภา มีสิทธิเขา้ ชื่อขอเปดิ ของจานวนสมาชกิ ท้งั หมดเท่าท่มี อี ยู่ของวุฒสิ ภา มีสิทธิเขา้ ชื่อขอ เปดิ อภปิ รายทั่วไปในวุฒสิ ภาเพอ่ื ใหค้ ณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริง
๙๔ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ อภิปรายทวั่ ไปในวุฒสิ ภาเพือ่ ใหค้ ณะรัฐมนตรแี ถลงขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื อภิปรายทัว่ ไปในวุฒสิ ภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเทจ็ จริงหรอื หรือช้แี จงปัญหาสาคัญเกย่ี วกับการบรหิ ารราชการแผ่นดินโดยไม่มี ชีแ้ จงปัญหาสาคญั เกยี่ วกับการบริหารราชการแผ่นดนิ โดยไมม่ กี ารลงมติ ชแ้ี จงปัญหาสาคญั เกยี่ วกับการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ โดยไม่มกี ารลงมติ การลงมติ การขอเปดิ อภิปรายท่ัวไปตามมาตรานี้ จะกระทาได้ครั้งเดยี วใน การขอเปิดอภปิ รายทัว่ ไปตามมาตรานี้ จะกระทาได้ครัง้ เดยี ว สมัยประชุมหนึ่ง ในสมยั ประชุมหนงึ่ มาตรา ๑๕๔ การเสนอญตั ตขิ อเปดิ อภปิ รายทัว่ ไปตามมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๒ หรอื มาตรา ๑๕๓ แล้วแต่กรณี ให้กระทาไดป้ ลี ะ หน่งึ ครงั้ ความในวรรคหนง่ึ ไม่ใชบ้ งั คับแก่การเปดิ อภปิ รายท่ัวไปตาม มาตรา ๑๕๑ ทสี่ นิ้ สดุ ลงด้วยมติให้ผา่ นระเบยี บวาระเปดิ อภปิ รายนั้นไป มาตรา ๑๕๕ ในกรณที มี่ ีปัญหาสาคัญเก่ียวกบั ความมั่นคง ปลอดภัยหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ สมควรที่จะปรึกษาหารอื ร่วมกนั ระหวา่ งรัฐสภาและคณะรฐั มนตรี ผู้นาฝ่ายค้านในสภา ผแู้ ทนราษฎรจะแจง้ ไปยังประธานรฐั สภาขอใหม้ ีการเปดิ อภปิ ราย ท่วั ไปในท่ีประชุมรัฐสภากไ็ ด้ ในกรณนี ี้ ประธานรัฐสภาต้อง ดาเนินการใหม้ กี ารประชุมภายในสิบหา้ วนั นับแต่วนั ทไ่ี ดร้ ับการแจง้ แตร่ ัฐสภาจะลงมติในปญั หาทอ่ี ภปิ รายมไิ ด้ การประชมุ ตามวรรคหนงึ่ ให้ประชมุ ลับ และคณะรัฐมนตรมี ี หน้าที่ตอ้ งเข้าร่วมประชุมดว้ ย มาตรา ๑๙๒ สาระสาคญั ทตี่ อ้ งมใี นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนญู เรอ่ื งต่าง ๆ ตามทีบ่ ญั ญัติไว้ในบทเฉพาะกาล ใหเ้ ป็น สาระสาคญั ที่ตอ้ งมีในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเร่อื งนน้ั ๆ ตาม รัฐธรรมนญู นี้ สว่ นที่ ๖ สว่ นที่ ๕ ไม่มีการแก้ไข การประชุมรว่ มกันของรัฐสภา การประชมุ รว่ มกันของรฐั สภา มาตรา ๑๙๓ ในกรณีตอ่ ไปน้ี ให้รฐั สภาประชุมรว่ มกนั มาตรา ๑๓๖ ในกรณีต่อไปน้ี ใหร้ ัฐสภาประชุมร่วมกัน มาตรา ๑๕๖ ในกรณีต่อไปน้ี ใหร้ ัฐสภาประชมุ ร่วมกัน (๑) การใหค้ วามเห็นชอบในการแตง่ ตงั้ ผู้สาเร็จราชการแทน (๑) การใหค้ วามเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สาเร็จราชการแทน (๑) การให้ความเหน็ ชอบในการแตง่ ตัง้ ผูส้ าเรจ็ ราชการแทน พระองค์ตามมาตรา ๑๙ พระองค์ตามมาตรา ๑๙ พระองคต์ ามมาตรา ๑๗ (๒) การปฏญิ าณตนของผ้สู าเรจ็ ราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา (๒) การปฏญิ าณตนของผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ต่อ (๒) การปฏญิ าณตนของผสู้ าเรจ็ ราชการแทนพระองค์ต่อ ตามมาตรา ๒๑ รัฐสภาตามมาตรา ๒๑ รัฐสภาตามมาตรา ๑๙
๙๕ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ (๓) การรบั ทราบการแกไ้ ขเพิม่ เติมกฎมณเฑียรบาลวา่ ด้วย (๓) การรับทราบการแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ กฎมณเฑียรบาลวา่ ดว้ ย (๓) การรับทราบการแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ กฎมณเฑียรบาลว่าดว้ ย การสบื ราชสนั ตติวงศ์ พระพทุ ธศกั ราช ๒๔๖๗ มาตรา ๒๒ การสืบราชสันตติวงศ์ พระพทุ ธศกั ราช ๒๔๖๗ มาตรา ๒๒ การสืบราชสนั ตตวิ งศ์ พระพุทธศกั ราช ๒๔๖๗ ตามมาตรา ๒๐ (๔) การรบั ทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบตั ิตาม มาตรา ๒๓ (๔) การรบั ทราบหรอื ใหค้ วามเหน็ ชอบในการสบื ราชสมบัติ (๔) การรบั ทราบหรอื ให้ความเห็นชอบในการสบื ราชสมบตั ิ (๕) การปรกึ ษาร่างพระราชบัญญตั ิหรือร่างพระราชบัญญัติ ตามมาตรา ๒๓ ตามมาตรา ๒๑ ประกอบรฐั ธรรมนญู ใหมม่ าตรา ๙๔ (๕) การมมี ติใหร้ ฐั สภาพิจารณาเรอื่ งอนื่ ในสมยั ประชมุ สามญั (๕) การให้ความเหน็ ชอบในการปดิ สมยั ประชมุ ตามมาตรา ๑๒๑ (๖) การมมี ติให้รัฐสภาพิจารณาเรอ่ื งอนื่ ในสมัยประชุมสามญั นิตบิ ญั ญตั ไิ ดต้ ามมาตรา ๑๕๙ นิตบิ ัญญตั ไิ ดต้ ามมาตรา ๑๒๗ (๖) การเปดิ ประชมุ รฐั สภาตามมาตรา ๑๒๒ (๗) การใหค้ วามเหน็ ชอบในการปิดสมัยประชมุ ตามมาตรา ๑๖๐ (๖) การใหค้ วามเหน็ ชอบในการปดิ สมัยประชมุ ตามมาตรา ๑๒๗ (๗) การพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ตาม (๘) การเปิดประชมุ รฐั สภาตามมาตรา ๑๖๑ (๙) การใหค้ วามเหน็ ชอบให้พิจารณาร่างพระราช (๗) การเปิดประชมุ รฐั สภาตามมาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๓๒ บญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๓ (๑๐) การใหค้ วามเห็นชอบใหพ้ ิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแกไ้ ข (๘) การตราข้อบังคบั การประชมุ รฐั สภาตามมาตรา ๑๓๗ (๘) การปรกึ ษารา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู หรือ เพิม่ เตมิ ร่างพระราชบญั ญตั ิหรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบ รฐั ธรรมนญู ตอ่ ไปตามมาตรา ๑๗๘ วรรคสอง (๙) การใหค้ วามเหน็ ชอบใหพ้ ิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิ ร่างพระราชบญั ญัติใหม่ตามมาตรา ๑๔๖ (๑๑) การตราขอ้ บงั คับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๔ (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๒๑๑ ประกอบรฐั ธรรมนญู หรอื รา่ งพระราชบัญญตั ติ ามมาตรา ๑๔๕ (๙) การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๔๗ (๑๓) การเปิดอภปิ รายทั่วไปตามมาตรา ๒๑๓ (๑๔) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา (๑๐) การเปิดอภปิ รายท่ัวไปตามมาตรา ๑๕๕ และมาตรา ๑๖๕ ๒๒๓ (๑๕) การให้ความเหน็ ชอบหนงั สอื สญั ญาตามมาตรา ๒๒๔ (๑๐) การปรกึ ษารา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู หรอื (๑๑) การตราข้อบังคับการประชุมรฐั สภาตามมาตรา ๑๕๗ (๑๖) การแกไ้ ขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๓๑๓ รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ หมต่ ามมาตรา ๑๕๑ (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๖๒ มาตรา ๑๙๔ ในการประชมุ ร่วมกันของรฐั สภาใหใ้ ช้ข้อบงั คับ การประชุมรฐั สภา ในระหว่างท่ยี ังไมม่ ีข้อบงั คบั การประชมุ รฐั สภา ให้ (๑๑) การให้ความเห็นชอบให้พจิ ารณาร่างรฐั ธรรมนญู แกไ้ ข (๑๓) การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ใช้ข้อบงั คับการประชุมสภาผ้แู ทนราษฎรโดยอนโุ ลมไปพลางกอ่ น เพมิ่ เตมิ ร่างพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู หรอื รา่ ง ๑๗๗ มาตรา ๑๙๕ ในการประชมุ รว่ มกนั ของรฐั สภา ให้นาบททใ่ี ช้ แกส่ ภาทัง้ สองมาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม เวน้ แตใ่ นเรอื่ งการตง้ั พระราชบญั ญัตติ ่อไปตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสอง (๑๔) การรับฟังคาช้แี จงและการให้ความเห็นชอบหนังสอื (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ สัญญาตามมาตรา ๑๗๘ (๑๓) การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ (๑๕) การแกไ้ ขเพ่มิ เติมรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๒๕๖ (๑๔) การให้ความเหน็ ชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา (๑๖) กรณีอื่นตามท่บี ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู ๑๘๙ (๑๕) การรับฟงั คาช้แี จงและการให้ความเห็นชอบหนงั สือ สัญญาตามมาตรา ๑๙๐ (๑๖) การแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๒๙๑ มาตรา ๑๓๗ ในการประชมุ ร่วมกนั ของรฐั สภาใหใ้ ช้ขอ้ บงั คับ มาตรา ๑๕๗ ในการประชุมร่วมกันของรฐั สภาใหใ้ ช้ขอ้ บังคับ การประชุมรัฐสภา ในระหว่างท่ียงั ไมม่ ีขอ้ บังคบั การประชุมรัฐสภา การประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยงั ไมม่ ีข้อบงั คบั การประชมุ รฐั สภา ใหใ้ ช้ข้อบังคบั การประชุมสภาผแู้ ทนราษฎรโดยอนโุ ลมไปพลางก่อน ใหใ้ ชข้ อ้ บังคับการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรโดยอนโุ ลมไปพลางก่อน ในการประชมุ รว่ มกนั ของรฐั สภา ใหน้ าบทท่ใี ชแ้ กส่ ภาท้ังสอง ในการประชมุ รว่ มกนั ของรัฐสภา ใหน้ าบททใี่ ช้แก่สภาทง้ั สอง มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม เว้นแตใ่ นเรอ่ื งการตั้งคณะกรรมาธิการ มาใชบ้ งั คับโดยอนุโลม เว้นแตใ่ นเร่ืองการตั้งคณะกรรมาธิการ
๙๖ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ คณะกรรมาธกิ าร กรรมาธิการซ่งึ ต้ังจากผูซ้ ึง่ เป็นสมาชกิ ของแตล่ ะสภา กรรมาธกิ ารซ่ึงตัง้ จากผ้ซู งึ่ เป็นสมาชกิ ของแต่ละสภาจะตอ้ งมีจานวน กรรมาธิการซึง่ ตัง้ จากผซู้ ่งึ เป็นสมาชกิ ของแต่ละสภาจะต้องมีจานวน จะตอ้ งมจี านวนตามหรือใกลเ้ คยี งกับอัตราส่วนของจานวนสมาชกิ ของ ตามหรือใกล้เคียงกับอตั ราส่วนของจานวนสมาชิกของแตล่ ะสภา ตามหรอื ใกล้เคยี งกับอัตราสว่ นของจานวนสมาชกิ ของแตล่ ะสภา แต่ละสภา
๙๗ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หมวด ๗ หมวด ๙ หมวด ๘ คณะรฐั มนตรี คณะรัฐมนตรี คณะรฐั มนตรี มาตรา ๒๐๑ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งต้งั นายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๑ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแตง่ ต้ังนายกรฐั มนตรีคนหน่งึ มาตรา ๑๕๘ พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ต้งั นายกรฐั มนตรีและ คนหนง่ึ และรัฐมนตรอี นื่ อีกไม่เกินสามสบิ หา้ คนประกอบเป็นคณะ และรฐั มนตรอี ่ืนอีกไม่เกินสามสบิ ห้าคน ประกอบเป็นคณะรฐั มนตรี มี รฐั มนตรอี ่ืนอีกไมเ่ กนิ สามสบิ หา้ คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มี รฐั มนตรี มีหนา้ ท่บี ริหารราชการแผน่ ดนิ หนา้ ทบ่ี ริหารราชการแผน่ ดนิ ตามหลักความรบั ผิดชอบร่วมกัน หนา้ ทีบ่ รหิ ารราชการแผน่ ดินตามหลกั ความรับผดิ ชอบร่วมกัน นายกรัฐมนตรตี อ้ งแตง่ ตงั้ จากสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื นายกรฐั มนตรีต้องเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับ นายกรัฐมนตรตี ้องแต่งตัง้ จากบุคคลซ่ึงสภาผแู้ ทนราษฎรให้ ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแตพ่ ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา แตง่ ตั้งตามมาตรา ๑๗๒ ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ ๑๑๘ (๗) ในอายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรชุดเดยี วกนั ให้ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎรเป็นผลู้ งนามรับสนองพระบรม ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรบั สนองพระบรม ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ผู้ลงนามรับสนองพระบรม ราชโองการแต่งตั้งนายกรฐั มนตรี ราชโองการแตง่ ตั้งนายกรฐั มนตรี ราชโองการแตง่ ตงั้ นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะดารงตาแหนง่ ติดต่อกันเกินกว่าแปดปมี ไิ ด้ นายกรฐั มนตรีจะดารงตาแหน่งรวมกนั แลว้ เกินแปดปมี ิได้ ทั้งนี้ ไมว่ า่ จะเป็นการดารงตาแหนง่ ตดิ ต่อกนั หรอื ไม่ แตม่ ใิ หน้ บั รวม ระยะเวลาในระหว่างทีอ่ ยู่ปฏบิ ตั ิหนา้ ทีต่ ่อไปหลงั พน้ จากตาแหนง่ มาตรา ๒๐๒ ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรพจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ชอบบคุ คล มาตรา ๑๗๒ ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเหน็ ชอบ มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผูแ้ ทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซ่งึ สมควรไดร้ บั แต่งตงั้ เปน็ นายกรัฐมนตรใี หแ้ ล้วเสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นบั บคุ คลซึ่งสมควรได้รับแต่งตงั้ เป็นนายกรฐั มนตรีใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายใน บุคคลซงึ่ สมควรไดร้ ับแตง่ ตัง้ เปน็ นายกรัฐมนตรจี ากบุคคลซึง่ มี แต่วันทีม่ กี ารเรยี กประชมุ รฐั สภาเปน็ คร้ังแรกตามมาตรา ๑๕๙ สามสบิ วันนับแต่วนั ท่มี ีการเรยี กประชุมรัฐสภาเป็นครัง้ แรกตามมาตรา คณุ สมบัติและไมม่ ลี กั ษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผ้มู ชี ่ือ การเสนอชอื่ บคุ คลซง่ึ สมควรได้รบั แต่งตงั้ เป็นนายกรัฐมนตรตี าม ๑๒๗ อยใู่ นบัญชรี ายช่อื ทพี่ รรคการเมอื งแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจาก วรรคหนึ่ง ต้องมสี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ หนึง่ ในหา้ ของจานวน การเสนอชื่อบคุ คลซงึ่ สมควรได้รบั แตง่ ตงั้ เป็นนายกรฐั มนตรี บญั ชีรายชอ่ื ของพรรคการเมืองท่มี สี มาชกิ ได้รับเลือกเปน็ สมาชิก สมาชิกท้ังหมดเทา่ ทม่ี ีอยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎรรับรอง ตามวรรคหน่ึง ตอ้ งมสี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ หนึ่งในหา้ สภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละห้าของจานวนสมาชกิ ทง้ั หมด มติของสภาผู้แทนราษฎรทเ่ี ห็นชอบด้วยในการแตง่ ตง้ั บคุ คลใดให้ ของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ทีม่ อี ยู่ของสภาผแู้ ทนราษฎรรับรอง เท่าท่ีมอี ยูข่ องสภาผ้แู ทนราษฎร เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสยี งมากกวา่ ก่งึ หนึ่งของจานวนสมาชกิ มตขิ องสภาผแู้ ทนราษฎรท่ีเหน็ ชอบด้วยในการแตง่ ต้งั บคุ คล การเสนอชือ่ ตามวรรคหนง่ึ ตอ้ งมสี มาชกิ รับรองไมน่ ้อยกวา่ ทัง้ หมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร การลงมตใิ นกรณเี ช่นวา่ น้ีให้ ใดใหเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสยี งมากกว่าก่ึงหน่งึ ของ หนึ่งในสบิ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเทา่ ทม่ี อี ยู่ของสภาผู้แทนราษฎร กระทาโดยการลงคะแนนโดยเปดิ เผย จานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ทมี่ อี ยขู่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร การลงมตใิ น มตขิ องสภาผูแ้ ทนราษฎรท่ีเห็นชอบการแตง่ ต้ังบคุ คลใดให้เป็น กรณีเชน่ ว่านี้ใหก้ ระทาโดยการลงคะแนนโดยเปดิ เผย นายกรฐั มนตรี ตอ้ งกระทาโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมี คะแนนเสยี งมากกวา่ กง่ึ หนึง่ ของจานวนสมาชิกทงั้ หมดเทา่ ทม่ี ีอยู่ ของสภาผแู้ ทนราษฎร มาตรา ๒๐๓ ในกรณที ี่พน้ กาหนดสามสิบวันนับแต่วนั ท่มี ี มาตรา ๑๗๓ ในกรณที ่ีพ้นกาหนดสามสิบวันนับแต่วนั ทม่ี ี การเรยี กประชุมรฐั สภาเพือ่ ให้สมาชกิ ได้มาประชุมเป็นครั้งแรกแลว้ การเรียกประชุมรฐั สภาเพื่อใหส้ มาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรไดม้ าประชุม ไม่ปรากฏวา่ มีบคุ คลใดไดร้ บั คะแนนเสยี งเห็นชอบใหไ้ ด้รับแตง่ ตง้ั เปน็ เป็นครง้ั แรกแล้ว ไมป่ รากฏวา่ มบี คุ คลใดได้รับคะแนนเสียงเหน็ ชอบให้
๙๘ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นายกรัฐมนตรตี ามมาตรา ๒๐๒ วรรคสาม ภายในสิบห้าวนั นับแต่ ไดร้ ับแต่งตั้งเป็นนายกรฐั มนตรตี ามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ให้ วันทพ่ี น้ กาหนดเวลาดังกลา่ ว ใหป้ ระธานสภาผูแ้ ทนราษฎรนาความ ประธานสภาผู้แทนราษฎรนาความขนึ้ กราบบังคมทลู ภายในสิบห้าวัน ขน้ึ กราบบงั คมทูลเพอื่ ทรงมีพระบรมราชโองการแตง่ ตัง้ บุคคลซึง่ ไดร้ บั นับแตว่ นั ที่พ้นกาหนดเวลาดังกลา่ วเพื่อทรงมพี ระบรมราชโองการ คะแนนเสยี งสงู สดุ เปน็ นายกรฐั มนตรี แตง่ ต้งั บุคคลซ่ึงไดร้ ับคะแนนเสยี งสูงสุดเปน็ นายกรัฐมนตรี มาตรา ๒๐๖ รัฐมนตรตี ้องมคี ณุ สมบตั ิและไมม่ ีลักษณะ มาตรา ๑๗๔ รัฐมนตรตี อ้ งมีคณุ สมบตั ิและไม่มลี ักษณะ มาตรา ๑๖๐ รฐั มนตรีตอ้ ง ต้องหา้ ม ดังตอ่ ไปนี้ ต้องห้าม ดงั ต่อไปนี้ (๑) มีสญั ชาติไทยโดยการเกิด (๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกิด (๑) มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกิด (๒) มอี ายุไมต่ า่ กว่าสามสิบห้าปี (๒) มอี ายไุ มต่ ่ากว่าสามสิบห้าปบี รบิ รู ณ์ (๒) มอี ายไุ มต่ า่ กวา่ สามสิบหา้ ปบี รบิ ูรณ์ (๓) สาเรจ็ การศกึ ษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรีหรอื เทยี บเทา่ (๓) สาเรจ็ การศึกษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรีหรอื เทียบเท่า (๓) สาเรจ็ การศึกษาไมต่ ่ากว่าปรญิ ญาตรีหรอื เทียบเท่า (๔) มคี วามซอ่ื สัตยส์ จุ รติ เป็นที่ประจักษ์ (๔) ไม่มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๔) ไม่มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๕) ไม่มีพฤติกรรมอนั เปน็ การฝา่ ฝนื หรอื ไม่ปฏิบัตติ าม (๗) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรอื (๑๔) มาตรฐานทางจรยิ ธรรมอยา่ งรา้ ยแรง (๕) ไม่เคยตอ้ งคาพพิ ากษาให้จาคกุ ต้งั แต่สองปขี น้ึ ไป โดยไดพ้ น้ (๕) ไม่เคยตอ้ งคาพิพากษาใหจ้ าคุกโดยไดพ้ น้ โทษมายังไมถ่ ึงหา้ ปี (๖) ไม่มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๙๘ โทษมายังไมถ่ ึงห้าปีกอ่ นได้รบั แตง่ ต้ัง เว้นแตใ่ นความผดิ อนั ได้กระทา กอ่ นไดร้ บั แต่งต้ัง เว้นแต่ในความผิดอนั ไดก้ ระทาโดยประมาทหรอื (๗) ไม่เปน็ ผู้ตอ้ งคาพพิ ากษาใหจ้ าคุก แม้คดนี น้ั จะยงั ไม่ถงึ โดยประมาท ความผดิ ลหโุ ทษ ท่สี ดุ หรือมีการรอการลงโทษ เวน้ แตใ่ นความผดิ อันได้กระทาโดย (๖) ไมเ่ ป็นสมาชกิ วุฒสิ ภา หรอื เคยเปน็ สมาชิกวฒุ สิ ภาซึ่ง (๖) ไมเ่ ปน็ สมาชิกวุฒสิ ภา หรือเคยเป็นสมาชกิ วุฒิสภาซึ่ง ประมาท ความผิดลหโุ ทษ หรอื ความผิดฐานหมนิ่ ประมาท สมาชิกภาพสิ้นสดุ ลงมาแล้วยงั ไมเ่ กนิ หนึ่งปีนับถึงวันทไี่ ดร้ ับแต่งต้งั สมาชิกภาพสิ้นสดุ ลงมาแลว้ ยงั ไมเ่ กนิ สองปนี บั ถึงวันทไี่ ด้รับแตง่ ตัง้ (๘) ไมเ่ ปน็ ผเู้ คยพ้นจากตาแหน่งเพราะเหตุกระทาการอนั เป็น เปน็ รัฐมนตรี เว้นแตส่ มาชิกภาพสนิ้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๓๓ (๑) เป็นรัฐมนตรี การตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๘๖ หรอื มาตรา ๑๘๗ มาแล้วยังไม่ถึงสอง มาตรา ๒๐๗ รัฐมนตรีจะเป็นข้าราชการซึ่งมตี าแหนงหรือ ปนี บั ถึงวันแตง่ ตง้ั เงนิ เดอื นประจานอกจากขา้ ราชการการเมืองมไิ ด้ มาตรา ๒๐๔ นายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดยี วกันมไิ ด้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรซง่ึ ไดร้ ับแตง่ ตง้ั เปน็ นายกรฐั มนตรหี รือ รัฐมนตรีใหพ้ ้นจากตาแหนง่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรในวนั ถดั จาก วันท่คี รบสามสบิ วันนับแต่วันทีม่ พี ระบรมราชโองการแตง่ ตง้ั มาตรา ๒๐๕ ก่อนเขา้ รับหน้าที่ รฐั มนตรตี ้องถวายสตั ย์ มาตรา ๑๗๕ ตรงกับมาตรา ๒๐๕ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ มาตรา ๑๖๑ ก่อนเข้ารบั หน้าที่ รัฐมนตรีตอ้ งถวายสตั ย์ ปฏิญาณตอ่ พระมหากษตั ริยด์ ว้ ยถอ้ ยคา ดงั ตอ่ ไปนี้ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ปฏญิ าณตอ่ พระมหากษตั ริยด์ ้วยถอ้ ยคา ดงั ต่อไปนี้ “ขา้ พระพทุ ธเจ้า (ช่ือผปู้ ฏิญาณ) ขอถวายสตั ยป์ ฏญิ าณว่า “ข้าพระพุทธเจา้ (ช่ือผปู้ ฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ขา้ พระพุทธเจา้ จะจงรกั ภักดตี ่อพระมหากษตั รยิ ์ และจะปฏิบตั ิหน้าท่ี ขา้ พระพทุ ธเจ้าจะจงรักภกั ดตี ่อพระมหากษตั รยิ ์ และจะปฏิบตั ิ ด้วยความซ่ือสัตยส์ จุ รติ เพือ่ ประโยชนข์ องประเทศและประชาชน ทงั้ หน้าท่ีดว้ ยความซอ่ื สัตยส์ ุจรติ เพอื่ ประโยชนข์ องประเทศและ
๙๙ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ จะรักษาไว้และปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยทกุ ประชาชน ทั้งจะรกั ษาไว้และปฏิบตั ิตามซึ่งรฐั ธรรมนูญแห่ง ประการ” ราชอาณาจักรไทยทกุ ประการ” ในกรณที ่ีโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมใหค้ ณะรัฐมนตรีปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีไปพลางกอ่ นทจี่ ะถวายสัตยป์ ฏิญาณ ให้คณะรฐั มนตรนี น้ั ดาเนนิ การตามมาตรา ๑๖๒ วรรคสองได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ คณะรัฐมนตรตี ามมาตรา ๑๖๘ (๑) พ้นจากการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีนับแต่ วันที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมดังกลา่ ว มาตรา ๒๑๑ คณะรฐั มนตรที จี่ ะเขา้ บรหิ ารราชการแผ่นดิน มาตรา ๑๗๖ คณะรฐั มนตรที ีจ่ ะเขา้ บริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๑๖๒ คณะรัฐมนตรที ่ีจะเขา้ บรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ตอ้ ง ต้องแถลงนโยบายตอ่ รัฐสภาโดยไม่มกี ารลงมติความไวว้ างใจ ทั้งน้ี ต้องแถลงนโยบายตอ่ รฐั สภาและชี้แจงการดาเนนิ การตามแนวนโยบาย แถลงนโยบายตอ่ รัฐสภาซง่ึ ต้องสอดคล้องกับหน้าท่ีของรัฐ แนวนโยบาย ภายในสบิ ห้าวนั นับแตว่ ันเขา้ รับหน้าท่ี พนื้ ฐานแห่งรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไมม่ กี ารลงมติความไว้วางใจ ทง้ั นี้ แหง่ รฐั และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชแ้ี จงแหลง่ ที่มาของรายไดท้ จ่ี ะ กอ่ นแถลงนโยบายตอ่ รฐั สภาตามวรรคหนึง่ หากมกี รณที ส่ี าคัญ ภายในสิบหา้ วนั นับแต่วันเข้ารับหนา้ ท่ี และเมื่อแถลงนโยบายตอ่ นามาใชจ้ า่ ยในการดาเนนิ นโยบาย โดยไมม่ ีการลงมตคิ วามไวว้ างใจ และจาเป็นเรง่ ดว่ นซึง่ หากปล่อยใหเ้ นิน่ ชา้ ไปจะกระทบตอ่ ประโยชน์ รัฐสภาแลว้ ต้องจดั ทาแผนการบรหิ ารราชการแผ่นดิน เพื่อกาหนด ทง้ั นี้ ภายในสบิ หา้ วันนับแต่วันเขา้ รับหน้าที่ สาคญั ของแผ่นดนิ คณะรฐั มนตรที เ่ี ข้ารับหนา้ ทจ่ี ะดาเนนิ การไปพลาง แนวทางการปฏบิ ตั ิราชการแตล่ ะปีตามมาตรา ๗๖ ก่อนแถลงนโยบายตอ่ รฐั สภาตามวรรคหน่ึง หากมกี รณี กอ่ นเพยี งเทา่ ท่ีจาเป็นกไ็ ด้ กอ่ นแถลงนโยบายตอ่ รฐั สภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณที ส่ี าคัญ ทีส่ าคญั และจาเปน็ เร่งดว่ นซ่ึงหากปล่อยใหเ้ น่นิ ชา้ ไปจะกระทบต่อ และจาเปน็ เร่งด่วนซง่ึ หากปล่อยให้เน่นิ ช้าไปจะกระทบตอ่ ประโยชน์ ประโยชนส์ าคญั ของแผน่ ดนิ คณะรฐั มนตรีที่เข้ารับหนา้ ท่ีจะ สาคญั ของแผ่นดนิ คณะรฐั มนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดาเนนิ การไปพลาง ดาเนินการไปพลางกอ่ นเพียงเทา่ ท่จี าเปน็ ก็ได้ กอ่ นเพยี งเทา่ ท่ีจาเป็นกไ็ ด้ มาตรา ๒๑๐ รัฐมนตรยี อ่ มมสี ทิ ธเิ ขา้ ประชมุ และแถลง มาตรา ๑๗๗ รัฐมนตรยี ่อมมสี ทิ ธเิ ขา้ ประชุมและแถลง มาตรา ๑๖๓ รฐั มนตรีย่อมมสี ทิ ธเิ ขา้ ประชมุ และแถลง ข้อเทจ็ จรงิ หรือแสดงความคดิ เหน็ ในท่ีประชุมสภา แต่ไมม่ ีสิทธิออก ขอ้ เท็จจรงิ หรือแสดงความคดิ เห็นในที่ประชุมสภา และในกรณที สี่ ภา ขอ้ เทจ็ จริงหรอื แสดงความคดิ เห็นในทีป่ ระชุมสภาแตไ่ ม่มสี ทิ ธอิ อก เสียงลงคะแนน ในกรณีทส่ี ภาผแู้ ทนราษฎรหรือวฒุ ิสภามีมตใิ หเ้ ขา้ ผูแ้ ทนราษฎรหรอื วฒุ ิสภามมี ติให้เข้าประชุมในเรอื่ งใด รัฐมนตรีต้องเข้า เสยี งลงคะแนน เวน้ แต่เป็นการออกเสียงลงคะแนนในสภา ประชมุ ในเร่อื งใด รัฐมนตรตี ้องเข้ารว่ มประชมุ รว่ มประชมุ และใหน้ าเอกสิทธทิ์ บ่ี ัญญัตไิ ว้ในมาตรา ๑๓๐ มาใช้บังคับ ผแู้ ทนราษฎรในกรณีที่รัฐมนตรผี นู้ ั้นเปน็ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร เอกสิทธ์ทิ บ่ี ัญญตั ไิ ว้ในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ ให้ โดยอนโุ ลม ดว้ ย และใหน้ าเอกสิทธท์ิ ่บี ญั ญัติไว้ในมาตรา ๑๒๔ มาใช้บงั คบั โดย นามาใช้บังคับโดยอนโุ ลม ในการประชมุ สภาผู้แทนราษฎร ถา้ รฐั มนตรผี ้ใู ดเปน็ อนโุ ลม สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรในขณะเดยี วกันด้วย ห้ามมใิ หร้ ฐั มนตรีผ้นู น้ั ออกเสียงลงคะแนนในเรอ่ื งทเี่ กี่ยวกับการดารงตาแหน่ง การปฏิบัตหิ นา้ ท่ี หรอื การมสี ่วนไดเ้ สยี ในเร่ืองนนั้ มาตรา ๒๑๒ ในการบริหารราชการแผน่ ดิน รฐั มนตรีตอ้ ง มาตรา ๑๗๘ ในการบรหิ ารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรตี ้อง มาตรา ๑๖๔ ในการบรหิ ารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ดาเนนิ การตามบทบญั ญัตแิ หง่ รัฐธรรมนญู กฎหมาย และนโยบายทไี่ ด้ ดาเนนิ การตามบทบญั ญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายทีไ่ ด้ ต้องดาเนนิ การตามบทบญั ญัติแหง่ รฐั ธรรมนญู กฎหมาย และ แถลงไว้ตามมาตรา ๒๑๑ และตอ้ งรบั ผิดชอบตอ่ สภาผู้แทนราษฎรใน แถลงไวต้ ามมาตรา ๑๗๖ และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรใน
๑๐๐ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หนา้ ที่ของตน รวมทงั้ ต้องรบั ผดิ ชอบร่วมกันตอ่ รฐั สภาในนโยบาย หนา้ ทขี่ องตน รวมทั้งตอ้ งรบั ผิดชอบร่วมกนั ต่อรัฐสภาในนโยบายท่ัวไป นโยบายทไี่ ดแ้ ถลงไวต้ ่อรัฐสภา และต้องปฏิบตั ติ ามหลกั เกณฑ์ ทั่วไปของคณะรัฐมนตรี ของคณะรัฐมนตรี ดังต่อไปน้ีดว้ ย (๑) ปฏบิ ตั ิหน้าที่และใช้อานาจด้วยความซอื่ สตั ย์ สจุ ริต เสียสละ เปิดเผย และมคี วามรอบคอบและระมดั ระวังในการดาเนิน กจิ การต่าง ๆ เพื่อประโยชนส์ ูงสุดของประเทศและประชาชน ส่วนรวม (๒) รกั ษาวินัยในกิจการที่เกย่ี วกับเงนิ แผน่ ดนิ ตามกฎหมาย วา่ ด้วยวนิ ยั การเงนิ การคลงั ของรัฐอยา่ งเครง่ ครัด (๓) ยดึ ถือและปฏิบัตติ ามหลักการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งท่ดี ี (๔) สรา้ งเสรมิ ใหท้ กุ ภาคสว่ นในสงั คมอยู่รว่ มกันอย่างเป็น ธรรม ผาสกุ และสามัคคีปรองดองกัน รฐั มนตรีตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎรในเร่อื งทอี่ ย่ใู น หนา้ ทีแ่ ละอานาจของตน รวมท้งั ตอ้ งรบั ผดิ ชอบร่วมกนั ต่อรฐั สภาใน การกาหนดนโยบายและการดาเนนิ การตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี มาตรา ๒๑๓ ในกรณีท่ีมปี ญั หาสาคัญเกยี่ วกับการบริหารราชการ มาตรา ๑๗๙ ตรงกับมาตรา ๒๑๓ ของรัฐธรรมนูญแห่ง มาตรา ๑๖๕ ตรงกับมาตรา ๑๗๙ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ แผน่ ดนิ ทคี่ ณะรัฐมนตรเี หน็ สมควรจะฟงั ความคิดเหน็ ของสมาชิกสภา ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภา นายกรฐั มนตรีจะแจง้ ไปยงั ประธานรัฐสภา ขอใหม้ กี ารเปดิ อภิปรายท่ัวไปในที่ประชมุ ร่วมกันของรัฐสภากไ็ ด้ ในกรณี เช่นวา่ น้ี รฐั สภาจะลงมตใิ นปญั หาท่ีอภิปรายมไิ ด้ มาตรา ๒๑๔ ในกรณีทคี่ ณะรฐั มนตรเี ห็นว่า กจิ การในเร่อื งใด มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผู้มสี ิทธเิ ลอื กตงั้ ยอ่ มมสี ิทธอิ อกเสยี ง มาตรา ๑๖๖ ในกรณีท่มี ีเหตอุ ันสมควร คณะรัฐมนตรีจะ อาจกระทบถึงประโยชน์ไดเ้ สยี ของประเทศชาติหรอื ประชาชน ประชามติ ขอใหม้ ีการออกเสียงประชามติในเรอ่ื งใดอันมใิ ชเ่ ร่ืองทข่ี ัดหรือแย้งต่อ นายกรัฐมนตรีโดยความเหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรอี าจปรึกษา การจดั ให้มีการออกเสยี งประชามติให้กระทาไดใ้ นเหตุ รัฐธรรมนญู หรอื เร่ืองทเี่ กี่ยวกับตวั บคุ คลหรือคณะบคุ คลใดได้ ท้งั นี้ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพ่อื ประกาศในราช ดังต่อไปน้ี ตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ กจิ จานุเบกษาให้มกี ารออกเสียงประชามตไิ ด้ (๑) ในกรณีท่ีคณะรัฐมนตรเี หน็ ว่ากิจการในเรื่องใดอาจ การออกเสยี งประชามตติ อ้ งเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการขอ กระทบถึงประโยชน์ไดเ้ สยี ของประเทศชาตหิ รอื ประชาชน ปรึกษาความเหน็ ของประชาชนว่าจะเห็นชอบหรอื ไมเ่ ห็นชอบกิจการ นายกรัฐมนตรีโดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรีอาจปรึกษา สาคญั ในเรอ่ื งใดเรือ่ งหน่งึ ตามวรรคหนง่ึ ซึง่ มิใช่เร่ืองทขี่ ัดหรอื แยง้ ตอ่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒสิ ภาเพอ่ื ประกาศในราช รัฐธรรมนญู น้ี การออกเสียงประชามตทิ ี่เก่ยี วกบั ตวั บคุ คลใดบุคคล กิจจานเุ บกษาใหม้ ีการออกเสยี งประชามตไิ ด้ หนงึ่ หรือคณะบคุ คลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทามิได้ (๒) ในกรณที ม่ี ีกฎหมายบญั ญตั ิใหม้ ีการออกเสยี งประชามติ
รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๐๑ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา ประกาศตามวรรคหน่งึ ต้องกาหนดวันให้ประชาชนออกเสยี ง ประชามตซิ ึง่ จะต้องไมก่ อ่ นเกา้ สิบวันแต่ไมช่ า้ กวา่ หนงึ่ ร้อยยี่สิบวันนบั รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ แตว่ นั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา และวันออกเสยี งประชามตติ อ้ ง กาหนดเป็นวันเดยี วกันทั่วราชอาณาจกั ร การออกเสียงประชามตติ าม (๑) หรอื (๒) อาจจัดใหเ้ ป็นการออก เสียงเพื่อมีขอ้ ยตุ ิโดยเสยี งข้างมากของผูม้ ีสทิ ธอิ อกเสยี งประชามติใน ในระหว่างท่ีประกาศตามวรรคหนง่ึ มีผลใชบ้ ังคบั รฐั ตอ้ ง ปัญหาท่จี ัดใหม้ กี ารออกเสียงประชามติ หรือเป็นการออกเสียงเพื่อให้ ดาเนินการใหบ้ คุ คลฝ่ายท่เี หน็ ชอบและไมเ่ ห็นชอบกบั กิจการน้นั คาปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรกี ไ็ ด้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญตั ิไว้เป็น แสดงความคดิ เห็นของตนไดโ้ ดยเทา่ เทยี มกนั การเฉพาะ บุคคลผมู้ สี ิทธเิ ลือกตั้งสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรยอ่ มมสี ิทธิออก การออกเสยี งประชามตติ อ้ งเป็นการใหอ้ อกเสียงเหน็ ชอบ เสียงประชามติ หรือไมเ่ ห็นชอบในกิจการตามทีจ่ ดั ให้มีการออกเสยี งประชามติ และ การจัดการออกเสียงประชามตใิ นเร่ืองที่ขัดหรอื แย้งต่อรฐั ธรรมนญู ในการออกเสยี งประชามติ หากผลปรากฏวา่ มผี มู้ าใชส้ ทิ ธิออก หรอื เกยี่ วกับตัวบคุ คลหรอื คณะบคุ คล จะกระทามไิ ด้ เสียงประชามตเิ ป็นจานวนไมม่ ากกวา่ หนง่ึ ในหา้ ของจานวนผูม้ สี ทิ ธิ ออกเสยี งประชามติ ให้ถือวา่ ประชาชนโดยเสยี งข้างมากไมเ่ ห็นชอบ กอ่ นการออกเสียงประชามติ รฐั ตอ้ งดาเนนิ การให้ขอ้ มลู ด้วยกับเรือ่ งท่ขี อปรกึ ษานน้ั แต่ถ้ามีผ้มู าใช้สทิ ธิออกเสียงประชามติ อย่างเพยี งพอ และให้บคุ คลฝ่ายทเี่ ห็นชอบและไม่เห็นชอบกบั มากกว่าหน่ึงในห้าของจานวนผมู้ ีสทิ ธิออกเสียงประชามติและปรากฏ กจิ การนัน้ มีโอกาสแสดงความคดิ เห็นของตนไดอ้ ย่างเท่าเทยี มกัน ว่าผอู้ อกเสียงประชามตโิ ดยเสยี งขา้ งมากให้ความเหน็ ชอบ ใหถ้ ือว่า ประชาชนโดยเสยี งขา้ งมากเหน็ ชอบด้วยกบั เรอ่ื งท่ขี อปรกึ ษาน้ัน หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการออกเสยี งประชามติใหเ้ ป็นไปตาม พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการออกเสียงประชามติ ซงึ่ การออกเสียงประชามตติ ามมาตราน้ใี ห้มผี ลเปน็ เพียงการให้ อยา่ งน้อยต้องกาหนดรายละเอยี ดเก่ยี วกับวิธกี ารออกเสียงประชามติ คาปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรใี นเรอ่ื งน้ัน ระยะเวลาในการดาเนินการ และจานวนเสยี งประชามติ เพ่ือมขี อ้ ยตุ ิ หลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารออกเสียงประชามตใิ หเ้ ปน็ ไปตาม มาตรา ๑๘๐ รัฐมนตรีทง้ั คณะพ้นจากตาแหน่ง เมอ่ื มาตรา ๑๖๗ รัฐมนตรีทง้ั คณะพน้ จากตาแหนง่ เม่ือ กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยการออกเสยี งประชามติ (๑) ความเป็นรัฐมนตรขี องนายกรฐั มนตรสี ้ินสดุ ลงตามมาตรา (๑) ความเปน็ รฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรสี นิ้ สดุ ลงตามมาตรา ๑๘๒ ๑๗๐ มาตรา ๒๑๕ วรรคหน่งึ รฐั มนตรที ัง้ คณะพน้ จากตาแหนง่ (๒) อายุสภาผูแ้ ทนราษฎรสนิ้ สดุ ลงหรอื มีการยุบสภาผู้แทน (๒) อายุสภาผแู้ ทนราษฎรส้นิ สดุ ลงหรอื มกี ารยบุ สภาผแู้ ทน เม่ือ ราษฎร ราษฎร (๓) คณะรัฐมนตรลี าออก (๓) คณะรัฐมนตรีลาออก (๑) ความเปน็ รัฐมนตรขี องนายกรฐั มนตรสี ้นิ สดุ ลงตามมาตรา ในกรณีท่ีความเปน็ รฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรีสน้ิ สุดลงตาม (๔) พน้ จากตาแหนง่ เพราะเหตตุ ามมาตรา ๑๔๔ ๒๑๖ มาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๗) หรอื (๘) ใหด้ าเนนิ การตาม มาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนโุ ลม (๒) อายุสภาผู้แทนราษฎรสน้ิ สดุ ลงหรือมีการยุบสภาผูแ้ ทน ราษฎร (๓) คณะรฐั มนตรลี าออก
รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๐๒ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา วรรคสาม มใิ หน้ าบทบญั ญัติมาตรา ๑๑๘ (๗) และวรรคสอง และมาตรา ๒๐๔ มาใชบ้ ังคบั กบั คณะรฐั มนตรที ีพ่ ้นจากตาแหน่งและ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ อยู่ในระหวา่ งที่ปฏิบัตหิ นา้ ที่ตามวรรคสอง เมอื่ รฐั มนตรที ง้ั คณะพน้ จากตาแหน่งตาม (๑) (๓) หรอื (๔) ให้ วรรคสี่ ในกรณที ีค่ วามเป็นรฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรสี ้นิ สดุ ดาเนนิ การเพอื่ ใหม้ คี ณะรฐั มนตรีขน้ึ ใหมต่ ามมาตรา ๑๕๘ และ ลงตามมาตรา ๒๑๖ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) หรอื (๘) ให้ดาเนนิ การตาม มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๒๐๒ และมาตรา ๒๐๓ โดยอนุโลม มาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรที ่ีพ้นจากตาแหนง่ ต้องอยู่ใน มาตรา ๑๖๘ ใหค้ ณะรัฐมนตรที ี่พ้นจากตาแหนง่ อยปู่ ฏิบตั ิ วรรคสอง คณะรัฐมนตรที ่พี น้ จากตาแหน่ง ต้องอยใู่ นตาแหนง่ ตาแหน่งเพ่อื ปฏิบตั หิ นา้ ท่ตี อ่ ไปจนกวา่ คณะรัฐมนตรีทต่ี ัง้ ขึ้นใหม่จะ หนา้ ทตี่ ่อไป ภายใตเ้ งอ่ื นไข ดังต่อไปนี้ เพ่ือปฏบิ ัติหนา้ ทตี่ ่อไปจนกวา่ คณะรัฐมนตรีท่ีตงั้ ข้นึ ใหม่จะเขา้ รับ เขา้ รบั หนา้ ท่ี แตใ่ นกรณพี น้ จากตาแหน่งตามมาตรา ๑๘๐ (๒) หนา้ ท่ี แต่ในกรณีพน้ จากตาแหนง่ ตาม (๒) จะใช้อานาจแต่งตั้งหรือ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏบิ ตั หิ นา้ ทไี่ ดเ้ ท่าทจี่ าเปน็ ภายใต้ (๑) ในกรณพี น้ จากตาแหนง่ ตามมาตรา ๑๖๗ (๑) (๒) หรอื ยา้ ยข้าราชการซึง่ มตี าแหน่งหรอื เงนิ เดือนประจา หรอื พนักงานของ เง่อื นไขทีก่ าหนด ดังต่อไปนี้ (๓) ใหอ้ ย่ปู ฏิบตั หิ น้าทตี่ อ่ ไปจนกวา่ คณะรฐั มนตรีท่ตี ้ังขน้ึ ใหมจ่ ะเข้า หน่วยงานของรัฐหรือรฐั วสิ าหกจิ หรอื ให้บุคคลดังกลา่ วพ้นจาก รบั หนา้ ท่ี เว้นแต่ในกรณที น่ี ายกรฐั มนตรพี น้ จากตาแหนง่ ตามมาตรา ๑๖๗ (๑) เพราะเหตุขาดคณุ สมบตั หิ รือมลี กั ษณะต้องห้ามตาม มาตรา ๙๘ หรอื มาตรา ๑๖๐ (๔) หรือ (๕) นายกรัฐมนตรีจะอยู่ ปฏบิ ตั ิหน้าทตี่ อ่ ไปมไิ ด้ (๒) ในกรณพี ้นจากตาแหน่งตามมาตรา ๑๖๗ (๔) คณะรัฐมนตรี ท่พี ้นจากตาแหน่งจะอยู่ปฏบิ ัติหนา้ ทต่ี ่อไปมไิ ด้ ในกรณีทีค่ ณะรัฐมนตรอี ยปู่ ฏิบัตหิ นา้ ท่ตี ่อไปมไิ ดต้ าม (๒) หรือ คณะรฐั มนตรีทีอ่ ย่ปู ฏิบตั ิหน้าทต่ี อ่ ไปลาออกทั้งคณะ และเปน็ กรณที ี่ ไมอ่ าจดาเนินการตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ ไดไ้ ม่วา่ ดว้ ย เหตุใด หรือยงั ดาเนนิ การตามมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ ไม่แลว้ เสรจ็ ให้ปลดั กระทรวงปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีแทนรัฐมนตรวี า่ การกระทรวง น้ัน ๆ เฉพาะเทา่ ทีจ่ าเป็นไปพลางกอ่ น โดยใหป้ ลดั กระทรวง คัดเลือกกันเองให้คนหน่ึงปฏบิ ัติหน้าทแ่ี ทนนายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๖๙ คณะรัฐมนตรีทีพ่ ้นจากตาแหนง่ ตามมาตรา ๑๖๗ (๒) และตอ้ งปฏิบตั หิ นา้ ที่ตอ่ ไปตามมาตรา ๑๖๘ ตอ้ งปฏิบตั ิ หนา้ ทีต่ ามเงือ่ นไข ดังต่อไปน้ี (๑) ไมก่ ระทาการอันมผี ลเป็นการอนมุ ัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเปน็ การสร้างความผูกพันต่อคณะรฐั มนตรชี ุดต่อไป เว้นแต่ ที่กาหนดไวแ้ ลว้ ในงบประมาณรายจ่ายประจาปี
๑๐๓ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตาแหนง่ มิได้ เวน้ แต่จะไดร้ ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ (๑) ไม่กระทาการอนั เป็นการใชอ้ านาจแต่งตง้ั หรอื โยกยา้ ย (๒) ไม่แต่งต้งั หรอื โยกยา้ ยขา้ ราชการซ่งึ มตี าแหนง่ หรือ การเลอื กต้งั ขา้ ราชการซ่งึ มีตาแหน่งหรอื เงินเดอื นประจา หรือพนักงานของ เงินเดอื นประจา หรือพนกั งานของหน่วยงานของรัฐ รฐั วิสาหกิจ มาตรา ๒๑๖ ความเป็นรัฐมนตรีส้นิ สุดลงเฉพาะตัว เมอ่ื (๑) ตาย หนว่ ยงานของรฐั รัฐวสิ าหกิจ หรอื กจิ การทรี่ ฐั ถอื ห้นุ ใหญ่ หรอื ให้ หรอื กจิ การทีร่ ฐั ถอื หนุ้ ใหญ่ หรอื ใหบ้ ุคคลดังกลา่ วพน้ จากการปฏิบัติ (๒) ลาออก (๓) ขาดคณุ สมบตั หิ รือมลี ักษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๒๐๖ บคุ คลดงั กลา่ วพ้นจากการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีหรือพน้ จากตาแหน่ง หรือให้ หนา้ ทีห่ รือพ้นจากตาแหนง่ หรอื ใหผ้ ู้อนื่ มาปฏิบตั หิ น้าที่แทน เว้นแต่ (๔) ต้องคาพิพากษาใหจ้ าคุก (๕) สภาผแู้ ทนราษฎรมีมตไิ มไ่ ว้วางใจตามมาตรา ๑๘๕ หรือ ผอู้ ืน่ มาปฏบิ ตั หิ นา้ ทแ่ี ทน เวน้ แตจ่ ะไดร้ บั ความเห็นชอบจากคณะ จะไดร้ ับความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการการเลือกตงั้ กอ่ น มาตรา ๑๘๖ (๖) กระทาการอนั ตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๒๐๘ หรอื มาตรา ๒๐๙ กรรมการการเลือกต้ังกอ่ น (๓) ไม่กระทาการอันมผี ลเปน็ การอนุมัติใหใ้ ชจ้ ่ายงบประมาณ (๗) มีพระบรมราชโองการตามมาตรา ๒๑๗ (๘) วฒุ สิ ภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนออกจากตาแหน่ง (๒) ไม่กระทาการอนั มผี ลเปน็ การอนมุ ัตใิ หใ้ ช้จ่ายงบประมาณ สารองจ่ายเพอ่ื กรณีฉุกเฉินหรือจาเป็น เวน้ แตจ่ ะไดร้ ับความเห็นชอบ ให้นาบทบญั ญตั ิมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ มาใช้บังคับกับ การสิน้ สดุ ของความเปน็ รฐั มนตรตี าม (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) สารองจ่ายเพือ่ กรณีฉุกเฉนิ หรอื จาเปน็ เวน้ แต่จะไดร้ บั ความเหน็ ชอบ จากคณะกรรมการการเลือกตัง้ กอ่ น จากคณะกรรมการการเลือกตง้ั ก่อน (๔) ไมใ่ ชท้ รพั ยากรของรฐั หรือบคุ ลากรของรัฐเพ่ือกระทาการ (๓) ไมก่ ระทาการอนั มผี ลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมี ใดอันอาจมผี ลต่อการเลอื กตั้ง และไมก่ ระทาการอนั เปน็ การฝ่าฝนื ผลเปน็ การสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรชี ดุ ตอ่ ไป ข้อห้ามตามระเบยี บที่คณะกรรมการการเลือกตง้ั กาหนด (๔) ไม่ใช้ทรัพยากรของรฐั หรือบคุ ลากรของรัฐเพอ่ื กระทาการ ใดซ่ึงจะมผี ลต่อการเลือกต้ัง และไมก่ ระทาการอันเปน็ การฝา่ ฝนื ขอ้ หา้ มตามระเบียบทค่ี ณะกรรมการการเลือกตง้ั กาหนด มาตรา ๑๘๒ ความเป็นรัฐมนตรีสนิ้ สุดลงเฉพาะตวั เม่ือ มาตรา ๑๗๐ ความเป็นรัฐมนตรสี ้ินสุดลงเฉพาะตวั เม่ือ (๑) ตาย (๑) ตาย (๒) ลาออก (๒) ลาออก (๓) ต้องคาพิพากษาใหจ้ าคุก แม้คดีนนั้ จะยังไม่ถึงทีส่ ุดหรือมี (๓) สภาผแู้ ทนราษฎรมมี ติไมไ่ ว้วางใจ การรอการลงโทษ เว้นแต่เปน็ กรณีทคี่ ดยี ังไม่ถงึ ท่สี ดุ หรือมีการรอ (๔) ขาดคณุ สมบตั ิหรอื มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๖๐ การลงโทษในความผดิ อนั ได้กระทาโดยประมาท ความผดิ ลหโุ ทษ หรอื (๕) กระทาการอนั เปน็ การต้องหา้ มตามมาตรา ๑๘๖ หรอื ความผดิ ฐานหมิ่นประมาท มาตรา ๑๘๗ (๔) สภาผแู้ ทนราษฎรมมี ติไม่ไว้วางใจตามมาตรา ๑๕๘ หรอื (๖) มีพระบรมราชโองการให้พน้ จากความเป็นรัฐมนตรีตาม มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๗๑ (๕) ขาดคณุ สมบัติหรอื มลี ักษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๗๔ นอกจากเหตทุ ท่ี าใหค้ วามเป็นรัฐมนตรสี ิน้ สดุ ลงเฉพาะตวั ตาม (๖) มพี ระบรมราชโองการใหพ้ ้นจากความเปน็ รัฐมนตรตี าม วรรคหนึง่ แล้ว ความเปน็ รฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรสี นิ้ สดุ ลงเมอ่ื มาตรา ๑๘๓ ครบกาหนดเวลาตามมาตรา ๑๕๘ วรรคส่ี ดว้ ย (๗) กระทาการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ ให้นาความในมาตรา ๘๒ มาใชบ้ งั คบั แกก่ ารส้นิ สดุ ของ หรอื มาตรา ๒๖๙ ความเปน็ รฐั มนตรตี าม (๒) (๔) หรือ (๕) หรอื วรรคสอง โดยอนโุ ลม
๑๐๔ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๘) วฒุ สิ ภามมี ตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ้ อดถอนออกจาก เพอื่ ประโยชน์แหง่ การน้ี ให้คณะกรรมการการเลอื กตง้ั มีอานาจส่ง ตาแหนง่ เร่ืองให้ศาลรัฐธรรมนญู วินิจฉยั ไดด้ ้วย นอกจากเหตทุ ที่ าใหค้ วามเป็นรัฐมนตรสี ิน้ สดุ ลงเฉพาะตัวตาม วรรคหนึ่งแลว้ ความเปน็ รัฐมนตรขี องนายกรัฐมนตรสี ้นิ สดุ ลงเมื่อ ครบกาหนดเวลาตามมาตรา ๑๗๑ วรรคส่ี ดว้ ย ใหน้ าบทบญั ญัตมิ าตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใช้บังคบั กับ การส้นิ สุดของความเป็นรัฐมนตรตี าม (๒) (๓) (๕) หรือ (๗) หรอื วรรค สอง โดยใหค้ ณะกรรมการการเลือกตง้ั เป็นผูส้ ง่ เรอ่ื งให้ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ จิ ฉยั ได้ดว้ ย มาตรา ๒๑๗ พระมหากษตั ริย์ทรงไวซ้ งึ่ พระราชอานาจในการ มาตรา ๑๘๓ ตรงกับมาตรา ๒๑๗ ของรฐั ธรรมนญู แห่ง มาตรา ๑๗๑ ตรงกบั มาตรา ๑๘๓ ของรัฐธรรมนญู แหง่ ใหร้ ัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามทีน่ ายกรัฐมนตรีถวาย ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ คาแนะนา มาตรา ๒๑๘ ในกรณเี พอื่ ประโยชนใ์ นอนั ทจี่ ะรักษา มาตรา ๑๘๔ ตรงกับมาตรา ๒๑๘ ของรฐั ธรรมนูญแห่ง มาตรา ๑๗๒ ในกรณีเพ่ือประโยชน์ในอันทีจ่ ะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมน่ั คง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ความปลอดภยั ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปอ้ งปัดภัยพิบตั สิ าธารณะ พระ ในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื ปอ้ งปัดภยั พบิ ตั สิ าธารณะ พระ มหากษตั ริย์จะทรงตราพระราชกาหนดใหใ้ ช้บังคบั ดงั เช่นพระราช มหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกาหนดให้ใชบ้ ังคบั ดังเชน่ พระราช บัญญัติกไ็ ด้ บญั ญัติกไ็ ด้ การตราพระราชกาหนดตามวรรคหน่งึ ใหก้ ระทาไดเ้ ฉพาะเมอ่ื การตราพระราชกาหนดตามวรรคหน่ึง ให้กระทาไดเ้ ฉพาะเม่อื คณะรฐั มนตรีเหน็ วา่ เปน็ กรณีฉุกเฉนิ ทมี่ คี วามจาเปน็ รีบดว่ นอันมิ คณะรฐั มนตรีเหน็ ว่าเปน็ กรณฉี ุกเฉนิ ทม่ี คี วามจาเป็นรบี ด่วนอนั มิ อาจจะหลีกเลีย่ งได้ อาจจะหลกี เลีย่ งได้ ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรเี สนอพระราช ในการประชมุ รฐั สภาคราวตอ่ ไป ใหค้ ณะรฐั มนตรเี สนอ กาหนดน้ันต่อรัฐสภาเพือ่ พิจารณาโดยไม่ชกั ช้า ถา้ อยนู่ อกสมยั ประชมุ พระราชกาหนดนน้ั ต่อรัฐสภาเพื่อพจิ ารณาโดยไม่ชักชา้ ถา้ อยูน่ อก และการรอการเปิดสมัยประชุมสามญั จะเป็นการชักช้า คณะรฐั มนตรี สมยั ประชุมและการรอการเปิดสมยั ประชุมสามญั จะเปน็ การชักชา้ ตอ้ งดาเนนิ การใหม้ กี ารเรยี กประชมุ รัฐสภาสมัยวสิ ามญั เพือ่ พิจารณา คณะรัฐมนตรีตอ้ งดาเนินการใหม้ กี ารเรยี กประชุมรฐั สภาสมัย อนุมัติหรอื ไม่อนุมัตพิ ระราชกาหนดโดยเร็ว ถ้าสภาผแู้ ทนราษฎรไม่ วสิ ามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไมอ่ นุมตั พิ ระราชกาหนดโดยเร็ว ถ้า อนมุ ัติ หรือสภาผแู้ ทนราษฎรอนมุ ตั แิ ตว่ ฒุ ิสภาไมอ่ นมุ ตั แิ ละสภา สภาผ้แู ทนราษฎรไมอ่ นุมตั ิ หรอื สภาผูแ้ ทนราษฎรอนุมตั แิ ต่วุฒสิ ภา ผู้แทนราษฎรยืนยันการอนมุ ัตดิ ้วยคะแนนเสยี งไมม่ ากกวา่ กง่ึ หนึ่งของ ไมอ่ นมุ ตั ิและสภาผู้แทนราษฎรยนื ยันการอนมุ ัตดิ ว้ ยคะแนนเสยี ง จานวนสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทม่ี ีอยูข่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร ใหพ้ ระราช ไมม่ ากกว่ากึง่ หนึ่งของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยขู่ องสภา
๑๐๕ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ กาหนดนน้ั ตกไป แต่ท้งั นี้ไม่กระทบกระเทือนกจิ การทไ่ี ดเ้ ป็นไปใน ผู้แทนราษฎร ให้พระราชกาหนดน้นั ตกไป แตท่ ้งั นไี้ ม่กระทบต่อ ระหวา่ งทีใ่ ช้พระราชกาหนดน้นั กจิ การทีไ่ ดเ้ ป็นไปในระหวา่ งท่ีใชพ้ ระราชกาหนดน้ัน หากพระราชกาหนดตามวรรคหนง่ึ มผี ลเป็นการแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ หากพระราชกาหนดตามวรรคหน่ึงมผี ลเปน็ การแก้ไขเพิ่มเติม หรอื ยกเลิกบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมายใด และพระราชกาหนดนั้นตอ้ ง หรอื ยกเลกิ บทบญั ญัติแหง่ กฎหมายใด และพระราชกาหนดนน้ั ต้อง ตกไปตามวรรคสาม ใหบ้ ทบัญญตั แิ ห่งกฎหมายที่มอี ยกู่ อ่ นการแก้ไข ตกไปตามวรรคสาม ใหบ้ ทบัญญตั แิ หง่ กฎหมายท่ีมีอยู่ก่อนการแก้ไข เพิม่ เตมิ หรือยกเลิก มผี ลใชบ้ ังคบั ตอ่ ไปนบั แตว่ ันที่การไม่อนมุ ัติ เพม่ิ เตมิ หรือยกเลิก มผี ลใช้บังคบั ตอ่ ไปนบั แต่วันที่การไม่อนุมตั ิ พระราชกาหนดน้ันมผี ล พระราชกาหนดนนั้ มีผล ถ้าสภาผูแ้ ทนราษฎรและวุฒสิ ภาอนุมัตพิ ระราชกาหนดน้นั ถ้าสภาผ้แู ทนราษฎรและวุฒิสภาอนมุ ัติพระราชกาหนดนัน้ หรอื ถ้าวุฒสิ ภาไม่อนุมตั แิ ละสภาผแู้ ทนราษฎรยนื ยันการอนมุ ตั ิดว้ ย หรอื ถา้ วุฒิสภาไมอ่ นุมตั ิและสภาผแู้ ทนราษฎรยนื ยันการอนมุ ตั ิดว้ ย คะแนนเสยี งมากกวา่ กง่ึ หน่งึ ของจานวนสมาชกิ ทง้ั หมดเท่าทม่ี อี ยู่ของ คะแนนเสยี งมากกวา่ ก่งึ หน่ึงของจานวนสมาชิกทัง้ หมดเท่าทม่ี ีอยู่ สภาผ้แู ทนราษฎร ให้พระราชกาหนดนัน้ มผี ลใชบ้ งั คับเปน็ พระราช ของสภาผแู้ ทนราษฎร ให้พระราชกาหนดนน้ั มผี ลใช้บงั คับเปน็ บัญญตั ิตอ่ ไป พระราชบญั ญตั ติ อ่ ไป การอนมุ ัติหรือไมอ่ นมุ ัติพระราชกาหนด ให้นายกรฐั มนตรี การอนุมตั หิ รอื ไมอ่ นมุ ัตพิ ระราชกาหนด ให้นายกรฐั มนตรี ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ในกรณไี มอ่ นมุ ตั ิ ใหม้ ีผลตง้ั แต่วนั ถดั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณไี ม่อนมุ ตั ิ ใหม้ ีผลตั้งแต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากวนั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา การพิจารณาพระราชกาหนดของสภาผู้แทนราษฎรและของ การพจิ ารณาพระราชกาหนดของสภาผแู้ ทนราษฎรและของ วุฒิสภาในกรณยี นื ยนั การอนุมตั พิ ระราชกาหนด จะตอ้ งกระทาใน วฒุ ิสภา และการยนื ยนั การอนมุ ตั พิ ระราชกาหนด จะตอ้ งกระทาใน โอกาสแรกท่มี ีการประชุมสภานั้น ๆ โอกาสแรกที่มกี ารประชมุ สภานน้ั ๆ มาตรา ๒๑๙ ก่อนทส่ี ภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒสิ ภาจะได้อนมุ ัติ มาตรา ๑๘๕ กอ่ นทส่ี ภาผู้แทนราษฎรหรอื วุฒสิ ภาจะได้อนมุ ัติ มาตรา ๑๗๓ ก่อนทส่ี ภาผู้แทนราษฎรหรือวฒุ สิ ภาจะได้อนมุ ัติ พระราชกาหนดใดตามมาตรา ๒๑๘ วรรคสาม สมาชกิ สภาผูแ้ ทน พระราชกาหนดใดตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร พระราชกาหนดใด สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒสิ ภา ราษฎรหรือสมาชิกวฒุ สิ ภาจานวนไมน่ ้อยกวา่ หนึง่ ในหา้ ของจานวน หรอื สมาชิกวุฒิสภาจานวนไมน่ ้อยกวา่ หนึ่งในหา้ ของจานวนสมาชิก จานวนไมน่ อ้ ยกว่าหน่งึ ในห้าของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าทมี่ ีอยู่ สมาชกิ ทงั้ หมดเท่าทมี่ อี ยู่ของแต่ละสภา มสี ทิ ธเิ ขา้ ช่อื เสนอความเหน็ ทั้งหมดเทา่ ท่ีมีอย่ขู องแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเหน็ ต่อ ของแต่ละสภา มีสิทธเิ ข้าช่ือเสนอความเห็นตอ่ ประธานแหง่ สภาท่ตี น ตอ่ ประธานแหง่ สภาทต่ี นเปน็ สมาชกิ วา่ พระราชกาหนดน้ันไม่เปน็ ไป ประธานแหง่ สภาท่ีตนเปน็ สมาชกิ ว่าพระราชกาหนดนน้ั ไม่เป็นไปตาม เป็นสมาชกิ วา่ พระราชกาหนดนนั้ ไมเ่ ปน็ ไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรค ตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง และใหป้ ระธานแหง่ สภาท่ไี ดร้ ับ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรอื วรรคสอง และให้ประธานแหง่ สภานัน้ ส่ง หนง่ึ และให้ประธานแห่งสภานั้นสง่ ความเหน็ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ความเห็นดงั กล่าว ส่งความเห็นนน้ั ไปยงั ศาลรฐั ธรรมนญู เพอ่ื วนิ ิจฉยั ความเห็นไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญภายในสามวันนับแตว่ ันท่ีได้รบั ภายในสามวันนับแต่วันทไ่ี ด้รับความเหน็ เพ่อื วินิจฉัย และให้รอ เมอื่ ศาลรฐั ธรรมนูญวินิจฉยั แลว้ ใหศ้ าลรัฐธรรมนูญแจ้งคาวินิจฉยั นน้ั ความเหน็ เพือ่ วนิ ิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนญู วนิ ิจฉัยแลว้ ใหศ้ าล การพิจารณาพระราชกาหนดน้นั ไวก้ อ่ นจนกวา่ จะไดร้ บั แจ้ง ไปยงั ประธานแหง่ สภาทส่ี ง่ ความเหน็ นัน้ มา รฐั ธรรมนญู แจง้ คาวินจิ ฉัยนนั้ ไปยงั ประธานแห่งสภาทีส่ ่งความเหน็ คาวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู เมือ่ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื ประธานวฒุ สิ ภาได้รบั น้นั มา ความเหน็ ของสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ สิ ภาตามวรรค
๑๐๖ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หน่ึงแล้ว ให้รอการพจิ ารณาพระราชกาหนดนน้ั ไวก้ ่อนจนกวา่ จะไดร้ บั เม่อื ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื ประธานวุฒสิ ภาไดร้ ับ ใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู มคี าวนิ ิจฉยั ภายในหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ท่ไี ดร้ บั แจง้ คาวินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนญู ตามวรรคหนึ่ง ความเหน็ ของสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภาตามวรรค เร่อื ง และใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู แจง้ คาวนิ ิจฉัยน้นั ไปยงั ประธานแหง่ สภาที่ ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉัยวา่ พระราชกาหนดใดไม่เป็นไป หน่งึ แลว้ ให้รอการพจิ ารณาพระราชกาหนดน้นั ไว้กอ่ นจนกวา่ จะ สง่ ความเหน็ นั้นมา ตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ให้พระราชกาหนดน้ันไมม่ ผี ลบังคบั มาแต่ต้น ไดร้ บั แจง้ คาวนิ จิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนญู ตามวรรคหนงึ่ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉัยวา่ พระราชกาหนดใดไม่ คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู ว่าพระราชกาหนดใดไม่เปน็ ไป ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉยั วา่ พระราชกาหนดใดไม่ เปน็ ไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนงึ่ ให้พระราชกาหนดน้นั ไม่มผี ลใช้ ตามมาตรา ๒๑๘ วรรคหนงึ่ ต้องมคี ะแนนเสียงไม่น้อยกวา่ สองในสาม เปน็ ไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง ใหพ้ ระราชกาหนด บังคับมาแตต่ ้น ของจานวนตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ทัง้ หมด นั้นไมม่ ผี ลบังคับมาแตต่ น้ คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ว่าพระราชกาหนดใดไม่เป็นไป คาวนิ ิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ว่าพระราชกาหนดใดไมเ่ ปน็ ไปตาม ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนง่ึ ตอ้ งมคี ะแนนเสียงไม่นอ้ ยกว่าสองใน มาตรา ๑๘๔ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง ต้องมคี ะแนนเสยี งไม่นอ้ ยกวา่ สามของจานวนตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ท้งั หมดเทา่ ท่มี ีอยู่ สองในสามของจานวนตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ทั้งหมด มาตรา ๒๒๐ ในระหว่างสมยั ประชุม ถ้ามีความจาเป็นต้องมี มาตรา ๑๘๖ ในระหวา่ งสมยั ประชมุ ถา้ มีความจาเปน็ ต้องมี มาตรา ๑๗๔ ในกรณที ่มี คี วามจาเป็นตอ้ งมีกฎหมาย กฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราซ่ึงจะต้องได้รับการพจิ ารณา กฎหมายเก่ียวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราซ่งึ จะต้องได้รับการพจิ ารณาโดย เกย่ี วดว้ ยภาษีอากรหรอื เงนิ ตราซึ่งจะตอ้ งไดร้ ับการพจิ ารณาโดยด่วน โดยดว่ นและลบั เพอื่ รักษาประโยชนข์ องแผน่ ดนิ พระมหากษตั รยิ จ์ ะ ด่วนและลับเพอื่ รกั ษาประโยชนข์ องแผน่ ดนิ พระมหากษตั รยิ ์จะทรงตรา และลบั เพ่อื รักษาประโยชนข์ องแผน่ ดิน พระมหากษตั ริยจ์ ะทรงตรา ทรงตราพระราชกาหนดให้ใชบ้ ังคบั ดงั เช่นพระราชบญั ญตั ิกไ็ ด้ พระราชกาหนดให้ใชบ้ ังคับดงั เชน่ พระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด้ พระราชกาหนดให้ใช้บงั คับดงั เช่นพระราชบัญญัติกไ็ ด้ พระราชกาหนดท่ไี ดต้ ราข้ึนตามวรรคหนงึ่ จะตอ้ งนาเสนอต่อ พระราชกาหนดทีไ่ ดต้ ราขึน้ ตามวรรคหน่งึ จะตอ้ งนาเสนอต่อ ใหน้ าความในมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม วรรคส่ี วรรคห้า วรรค สภาผู้แทนราษฎรภายในสามวนั นบั แต่วันถัดจากวนั ประกาศในราช สภาผ้แู ทนราษฎรภายในสามวันนบั แต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราช หก และวรรคเจด็ มาใชบ้ ังคับแก่พระราชกาหนดท่ไี ดต้ ราข้นึ ตาม กิจจานุเบกษา และให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๑๘ มาใชบ้ งั คับโดย กิจจานเุ บกษา และให้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๘๔ มาใชบ้ ังคบั โดย วรรคหนงึ่ โดยอนโุ ลม แต่ถา้ เป็นการตราข้นึ ในระหว่างสมยั ประชุม อนุโลม อนุโลม จะตอ้ งนาเสนอต่อสภาผูแ้ ทนราษฎรภายในสามวนั นับแตว่ ันถัดจาก วันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา มาตรา ๒๒๑ พระมหากษัตรยิ ท์ รงไวซ้ ึ่งพระราชอานาจใน มาตรา ๑๘๗ ตรงกบั มาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนญู แหง่ มาตรา ๑๗๕ ตรงกบั มาตรา ๑๘๗ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ การตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขดั ต่อกฎหมาย ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๒ พระมหากษัตริยท์ รงไวซ้ ึง่ พระราชอานาจใน มาตรา ๑๘๘ ตรงกับมาตรา ๒๒๒ ของรฐั ธรรมนญู แห่ง มาตรา ๑๗๖ พระมหากษตั ริยท์ รงไว้ซึง่ พระราชอานาจใน การประกาศใช้และเลิกใชก้ ฎอัยการศึกตามลักษณะและวธิ กี ารตาม ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ การประกาศใชแ้ ละเลิกใชก้ ฎอัยการศึก กฎหมายวา่ ด้วยกฎอยั การศึก ในกรณที ี่มีความจาเป็นต้องประกาศใชก้ ฎอยั การศึกเฉพาะ ในกรณีทมี่ ีความจาเป็นต้องประกาศใชก้ ฎอัยการศกึ เฉพาะแห่ง แห่งเป็นการรีบดว่ น เจ้าหน้าทฝี่ ่ายทหารยอ่ มกระทาได้ตามกฎหมาย เปน็ การรีบดว่ น เจา้ หน้าทฝ่ี า่ ยทหารยอ่ มกระทาได้ตามกฎหมาย ว่าดว้ ยกฎอัยการศึก วา่ ดว้ ยกฎอัยการศกึ
๑๐๗ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒๓ พระมหากษตั ริยท์ รงไวซ้ ่งึ พระราชอานาจใน มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซ่งึ พระราชอานาจใน มาตรา ๑๗๗ พระมหากษตั รยิ ์ทรงไว้ซง่ึ พระราชอานาจใน การประกาศสงครามเม่อื ไดร้ บั ความเห็นชอบจากรัฐสภา การประกาศสงครามเมื่อไดร้ บั ความเหน็ ชอบของรัฐสภา การประกาศสงครามเมื่อไดร้ ับความเห็นชอบของรัฐสภา มติใหค้ วามเหน็ ชอบของรัฐสภาตอ้ งมีคะแนนเสยี งไม่นอ้ ยกวา่ สองในสามของจานวนสมาชิกท้งั หมดเทา่ ที่มอี ยู่ของท้งั สองสภา มตใิ หค้ วามเห็นชอบของรัฐสภาตอ้ งมีคะแนนเสยี ง มตใิ หค้ วามเห็นชอบของรฐั สภาตอ้ งมีคะแนนเสยี งไม่นอ้ ยกวา่ ในระหว่างที่อายสุ ภาผแู้ ทนราษฎรสิ้นสุดลงหรอื สภา ไม่นอ้ ยกวา่ สองในสามของจานวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทา่ ทมี่ อี ยขู่ องทัง้ สองในสามของจานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเท่าทม่ี อี ยขู่ องทงั้ สองสภา ผ้แู ทนราษฎรถกู ยุบ ใหว้ ุฒิสภาทาหน้าท่ีรัฐสภาในการให้ ความเหน็ ชอบตามวรรคหน่งึ และการลงมตติ ้องมคี ะแนนเสียง สองสภา ไม่นอ้ ยกว่าสองในสามของจานวนสมาชกิ วุฒิสภาท้ังหมดเทา่ ทีม่ อี ยู่ ในระหวา่ งทอ่ี ายุสภาผแู้ ทนราษฎรสิ้นสดุ ลงหรอื สภาผแู้ ทน มาตรา ๒๒๔ พระมหากษัตริย์ทรงไวซ้ ่ึงพระราชอานาจใน การทาหนังสอื สญั ญาสนั ตภิ าพ สญั ญาสงบศกึ และสัญญาอนื่ กับ ราษฎรถูกยุบ ใหว้ ฒุ ิสภาทาหน้าที่รฐั สภาในการใหค้ วามเห็นชอบตาม นานาประเทศหรือกับองคก์ ารระหวา่ งประเทศ วรรคหนึ่ง และการลงมติต้องมีคะแนนเสยี งไม่น้อยกวา่ สองในสามของ หนงั สือสญั ญาใดมบี ทเปล่ียนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขต อานาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญตั เิ พือ่ ใหก้ ารเปน็ ไปตาม จานวนสมาชิกวุฒสิ ภาท้ังหมดเทา่ ที่มอี ยู่ สัญญา ต้องไดร้ บั ความเห็นชอบของรัฐสภา มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตรยิ ท์ รงไวซ้ ่ึงพระราชอานาจใน มาตรา ๑๗๘ พระมหากษตั ริย์ทรงไวซ้ ึ่งพระราชอานาจใน การทาหนงั สือสญั ญาสันตภิ าพ สญั ญาสงบศึก และสญั ญาอนื่ กบั การทาหนงั สือสญั ญาสนั ตภิ าพ สญั ญาสงบศึก และสญั ญาอ่ืนกบั นานาประเทศหรือกบั องค์การระหวา่ งประเทศ นานาประเทศหรือกบั องค์การระหวา่ งประเทศ หนังสือสญั ญาใดมีบทเปลยี่ นแปลงอาณาเขตไทย หรอื เขตพ้ืนที่ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลีย่ นแปลงอาณาเขตไทย หรอื เขต นอกอาณาเขตซ่ึงประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมเี ขตอานาจตาม พืน้ ท่ีนอกอาณาเขต ซ่งึ ประเทศไทยมสี ิทธอิ ธปิ ไตยหรือมเี ขตอานาจ หนังสือสัญญาหรอื ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรอื จะตอ้ งออก ตามหนังสอื สญั ญาหรอื ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรอื จะต้อง พระราชบญั ญตั ิเพอื่ ใหก้ ารเป็นไปตามหนังสอื สัญญา หรอื มีผลกระทบ ออกพระราชบญั ญตั ิเพ่ือให้การเปน็ ไปตามหนังสือสญั ญา และ ต่อความม่นั คงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือ หนงั สอื สญั ญาอ่นื ที่อาจมผี ลกระทบต่อความมนั่ คงทางเศรษฐกิจ มผี ลผูกพนั ด้านการค้า การลงทุน หรอื งบประมาณของประเทศอย่างมี สังคม หรือการคา้ หรือการลงทุนของประเทศอยา่ งกว้างขวาง ตอ้ ง นยั สาคัญ ตอ้ งได้รบั ความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะตอ้ ง ไดร้ ับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รฐั สภาตอ้ งพิจารณาให้ พิจารณาใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในหกสบิ วันนบั แต่วันทีไ่ ดร้ บั เร่อื งดังกล่าว แลว้ เสร็จภายในหกสิบวนั นับแต่วนั ทีไ่ ดร้ บั เรอื่ ง หากรฐั สภาพิจารณา กอ่ นการดาเนนิ การเพ่อื ทาหนังสอื สัญญากับนานาประเทศ ไมแ่ ล้วเสรจ็ ภายในกาหนดเวลาดงั กล่าว ให้ถอื ว่ารัฐสภาให้ หรอื องค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรฐั มนตรีตอ้ งให้ ความเห็นชอบ ขอ้ มูลและจัดใหม้ ีการรบั ฟังความคิดเหน็ ของประชาชน และตอ้ ง หนงั สือสญั ญาอนื่ ท่อี าจมผี ลกระทบตอ่ ความมั่นคงทาง ชี้แจงต่อรฐั สภาเกี่ยวกับหนังสอื สญั ญาน้ัน ในการนี้ ใหค้ ณะรฐั มนตรี เศรษฐกิจ สงั คม หรอื การคา้ หรือการลงทนุ ของประเทศ เสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพอื่ ขอความเห็นชอบดว้ ย อย่างกวา้ งขวางตามวรรคสอง ไดแ้ ก่ หนังสอื สัญญาเกยี่ วกับการค้า เมอื่ ลงนามในหนังสอื สัญญาตามวรรคสองแลว้ ก่อนที่จะแสดง เสรี เขตศลุ กากรรว่ ม หรือการใหใ้ ชท้ รพั ยากรธรรมชาติ หรอื ทาให้ เจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ ถึง ประเทศตอ้ งสญู เสียสิทธใิ นทรัพยากรธรรมชาตทิ ้งั หมดหรอื บางส่วน รายละเอียดของหนังสอื สญั ญานัน้ และในกรณที กี่ ารปฏบิ ัติตาม หรือหนงั สือสญั ญาอื่นตามทกี่ ฎหมายบัญญตั ิ หนงั สอื สัญญาดังกลา่ วกอ่ ใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ ประชาชนหรอื
๑๐๘ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรฐั มนตรตี ้อง ให้มีกฎหมายกาหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามสี ่วนรว่ มใน ดาเนนิ การแก้ไขหรือเยยี วยาผไู้ ดร้ บั ผลกระทบน้ันอยา่ งรวดเร็ว การแสดงความคดิ เหน็ และไดร้ ับการเยยี วยาทจี่ าเปน็ อนั เกดิ จาก เหมาะสม และเป็นธรรม ผลกระทบของการทาหนงั สอื สญั ญาตามวรรคสามดว้ ย ใหม้ ีกฎหมายวา่ ดว้ ยการกาหนดประเภท กรอบการเจรจา เมื่อมปี ญั หาวา่ หนงั สอื สัญญาใดเปน็ กรณตี ามวรรคสองหรือวรรค ขน้ั ตอนและวิธีการจัดทาหนังสอื สญั ญาที่มผี ลกระทบต่อความม่นั คง สามหรือไม่ คณะรฐั มนตรจี ะขอให้ศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉัยก็ได้ ทงั้ น้ี ทางเศรษฐกิจหรอื สังคมของประเทศอยา่ งกว้างขวาง หรอื มผี ล ศาลรัฐธรรมนญู ต้องวนิ ิจฉัยใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นับแตว่ ันที่ ผูกพนั ด้านการคา้ การลงทุน หรอื งบประมาณของประเทศอยา่ งมี ได้รับคาขอ นยั สาคญั รวมทั้งการแกไ้ ขหรอื เยยี วยาผไู้ ด้รับผลกระทบจาก การปฏิบตั ติ ามหนงั สอื สญั ญาดังกลา่ ว โดยคานึงถึงความเปน็ ธรรม ระหว่างผทู้ ไี่ ดป้ ระโยชนก์ ับผทู้ ไี่ ดร้ บั ผลกระทบจากการปฏบิ ตั ิตาม หนังสอื สัญญาน้นั และประชาชนท่วั ไป ในกรณที ่มี ีปญั หาตามวรรคสอง ใหเ้ ป็นอานาจของศาล รัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉยั ชขี้ าด โดยให้นาบทบญั ญตั ติ ามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใชบ้ งั คับกบั การเสนอเรือ่ งตอ่ ศาลรฐั ธรรมนญู โดยอนุโลม มาตรา ๒๒๕ พระมหากษตั ริยท์ รงไวซ้ ึ่งพระราชอานาจในการ (มาตรา ๑๙๐ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักร มาตรา ๑๗๙ ตรงกบั มาตรา ๑๙๑ ของรฐั ธรรมนญู แห่ง พระราชทานอภัยโทษ ไทย แก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบับท่ี ๒) พทุ ธศักราช ๒๕๕๔) ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๗ พระมหากษัตริย์ทรงแตง่ ตั้งขา้ ราชการฝ่ายทหาร มาตรา ๑๙๑ ตรงกบั มาตรา ๒๒๕ ของรัฐธรรมนญู แหง่ มาตรา ๑๘๐ พระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตง้ั ขา้ ราชการฝา่ ย และฝา่ ยพลเรอื น ตาแหน่งปลดั กระทรวง อธบิ ดี และเทยี บเทา่ และ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ทหารและฝ่ายพลเรอื น ตาแหนง่ ปลัดกระทรวง อธิบดี และเทยี บเทา่ ทรงให้พน้ จากตาแหนง่ เว้นแตก่ รณที ี่พ้นจากตาแหนง่ เพราะความตาย และทรงให้พ้นจากตาแหนง่ เวน้ แตก่ รณที พ่ี ้นจากตาแหนง่ เพราะ มาตรา ๑๙๓ ตรงกบั มาตรา ๒๒๗ ของรฐั ธรรมนญู แห่ง ความตาย เกษยี ณอายุ หรอื พ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ มาตรา ๒๒๘ ขา้ ราชการซ่ึงมตี าแหนง่ หรอื เงินเดอื นประจา ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ และมิใช่ข้าราชการการเมือง จะเปน็ ขา้ ราชการการเมืองหรอื ผูด้ ารง มาตรา ๑๘๑ ขา้ ราชการและพนกั งานของรัฐซงึ่ มีตาแหนง่ ตาแหนง่ ทางการเมืองอืน่ มิได้ มาตรา ๑๙๔ ข้าราชการและพนกั งานของรฐั ซึง่ มตี าแหนง่ หรอื เงินเดอื นประจาและมิใชข่ ้าราชการการเมือง จะเป็นข้าราชการ หรือเงนิ เดอื นประจาและมใิ ช่ข้าราชการการเมือง จะเปน็ ขา้ ราชการ การเมืองหรอื ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมืองอ่ืนมิได้ มาตรา ๒๓๑ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรม การเมืองหรอื ผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งอ่ืนมไิ ด้ ราชโองการ อนั เก่ยี วกับราชการแผ่นดนิ ต้องมีรฐั มนตรลี งนามรบั มาตรา ๑๘๒ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรม มาตรา ๑๙๕ บทกฎหมาย พระราชหตั ถเลขา และพระบรมราช ราชโองการอนั เกี่ยวกบั ราชการแผน่ ดนิ ตอ้ งมีรัฐมนตรลี งนามรับ โองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ตอ้ งมีรัฐมนตรลี งนามรบั สนอง พระบรมราชโองการ เว้นแต่ทมี่ บี ญั ญัตไิ วเ้ ป็นอยา่ งอื่นในรัฐธรรมนูญน้ี
๑๐๙ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ สนองพระบรมราชโองการ เว้นแตท่ ่ีมีบญั ญตั ไิ ว้เป็นอยา่ งอนื่ ใน บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภไิ ธยแล้วหรือถือเสมอื นหน่ึง สนองพระบรมราชโองการ เวน้ แตท่ มี่ บี ัญญตั ไิ ว้เป็นอยา่ งอ่นื ใน รัฐธรรมนูญน้ี วา่ ไดท้ รงลงพระปรมาภไิ ธยแลว้ ให้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา รฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๓๒ บทกฎหมายท่ที รงลงพระปรมาภไิ ธยแล้วหรอื ถือ โดยพลัน เสมอื นหน่งึ ว่าไดท้ รงลงพระปรมาภิไธยแลว้ ให้ประกาศในราชกจิ จา นุเบกษาโดยพลัน มาตรา ๒๒๙ เงินประจาตาแหน่งและประโยชน์ตอบแทน มาตรา ๑๙๖ เงินประจาตาแหนง่ และประโยชน์ตอบแทนอย่างอนื่ มาตรา ๑๘๓ เงนิ ประจาตาแหนง่ และประโยชน์ตอบแทน อย่างอ่นื ขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ประธานและ อย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวฒุ สิ ภา ผูน้ าฝา่ ยคา้ นในสภาผู้แทนราษฎร รองประธานวฒุ สิ ภา ผู้นาฝา่ ยค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกสภาผแู้ ทน ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นาฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร และสมาชกิ วุฒิสภา ให้กาหนดโดยพระราช ราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ใหก้ าหนดโดยพระราชกฤษฎกี า ซ่งึ ต้อง สมาชกิ กฤษฎีกา กาหนดใหจ้ า่ ยไดไ้ ม่ก่อนวนั เขา้ รับหนา้ ที่ สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้กาหนดโดยพระราชกฤษฎีกา บาเหนจ็ บานาญหรอื ประโยชนต์ อบแทนอยา่ งอื่นขององคมนตรี บาเหน็จบานาญหรอื ประโยชนต์ อบแทนอย่างอ่ืนขององคมนตรี บาเหนจ็ บานาญหรอื ประโยชนต์ อบแทนอย่างอ่นื ของ ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธาน ซึง่ พ้นจากตาแหน่ง ใหก้ าหนดโดยพระราชกฤษฎีกา องคมนตรีซงึ่ พ้นจากตาแหน่ง ให้กาหนดโดยพระราชกฤษฎีกา วฒุ สิ ภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผ้นู าฝา่ ยคา้ นในสภาผู้แทนราษฎร สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึง่ พน้ จากตาแหน่ง ให้ กาหนดโดยพระราชกฤษฎกี า ส่วนท่ี ๒ หมวด ๙ การกระทาทเี่ ป็นการขดั กนั แหง่ ผลประโยชน์ การขดั กนั แห่งผลประโยชน์ มาตรา ๑๑๐ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรต้อง มาตรา ๒๖๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วุฒิสภา มาตรา ๑๘๔ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (๑) ไมด่ ารงตาแหน่งหรือหน้าท่ใี ดในหนว่ ยราชการ หน่วยงาน ตอ้ ง ต้อง ของรัฐ หรอื รัฐวสิ าหกจิ หรือตาแหนง่ สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ ผ้บู ริหาร (๑) ไม่ดารงตาแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงาน (๑) ไมด่ ารงตาแหน่งหรือหน้าทใ่ี ดในหนว่ ยราชการ หน่วยงาน ทอ้ งถิน่ หรอื พนกั งานส่วนท้องถิน่ ทั้งน้ี นอกจากขา้ ราชการการเมอื ง ของรัฐ หรือรฐั วสิ าหกิจ หรอื ตาแหนง่ สมาชกิ สภาท้องถิ่น ผู้บริหาร ของรัฐหรือรัฐวสิ าหกิจ หรอื ตาแหนง่ สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรือ อน่ื ซงึ่ มใิ ช่รฐั มนตรี ทอ้ งถ่นิ หรอื ข้าราชการสว่ นท้องถิ่น ผู้บรหิ ารทอ้ งถ่นิ (๒) ไม่รับสัมปทานจากรฐั หนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั (๒) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือกา้ วกา่ ยการเข้ารบั สมั ปทานจาก (๒) ไม่รบั หรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเขา้ รบั สมั ปทานจาก หรือรฐั วสิ าหกิจ หรอื เข้าเป็นคูส่ ญั ญากับรฐั หนว่ ยราชการ หนว่ ยงาน รฐั หน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รฐั วิสาหกจิ หรอื เขา้ เปน็ รฐั หน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ หรอื เข้าเปน็ ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อนั มลี ักษณะเป็นการผูกขาดตดั ตอน หรอื เป็น คสู่ ัญญากับรฐั หน่วยราชการ หนว่ ยงานของรฐั หรอื รัฐวิสาหกิจ คสู่ ญั ญากับรัฐ หน่วยราชการ หนว่ ยงานของรฐั หรือรฐั วิสาหกจิ อันมี หุน้ ส่วนหรอื ผ้ถู ือหุ้นในหา้ งหนุ้ สว่ นหรอื บริษทั ทีร่ ับสมั ปทานหรือเข้า อันมีลกั ษณะเป็นการผกู ขาดตัดตอน หรือเปน็ ห้นุ ส่วนหรือผ้ถู อื หุน้ ใน ลกั ษณะเป็นการผกู ขาดตัดตอน หรือเปน็ หุ้นส่วนหรือผถู้ ือหนุ้ ในหา้ ง เป็นคสู่ ญั ญาในลักษณะดงั กลา่ ว หา้ งหุน้ สว่ นหรอื บริษทั ท่ีรับสมั ปทานหรอื เข้าเป็นคสู่ ญั ญาในลกั ษณะ หุ้นส่วนหรือบริษทั ท่ีรบั สมั ปทานหรือเข้าเป็นคสู่ ญั ญาในลกั ษณะ (๓) ไม่รับเงนิ หรือประโยชนใ์ ด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงาน ดงั กล่าว ทั้งน้ี ไมว่ ่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ดงั กล่าว ทง้ั น้ี ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อม ของรัฐ หรือรฐั วิสาหกิจ เปน็ พเิ ศษนอกเหนอื ไปจากท่ีหนว่ ยราชการ
๑๑๐ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หนว่ ยงานของรัฐ หรอื รัฐวิสาหกจิ ปฏบิ ตั กิ บั บคุ คลอื่น ๆ ในธุรกิจการ (๓) ไม่รบั เงินหรอื ประโยชน์ใด ๆ จากหนว่ ยราชการ หน่วยงาน (๓) ไมร่ ับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหนว่ ยราชการ หน่วยงาน งานตามปกติ ของรัฐ หรอื รัฐวสิ าหกิจ เป็นพเิ ศษนอกเหนือไปจากท่ีหน่วยราชการ ของรฐั หรือรฐั วสิ าหกจิ เป็นพิเศษนอกเหนือไปจากท่หี น่วยราชการ บทบัญญตั มิ าตรานี้มิให้ใช้บงั คับในกรณีท่สี มาชกิ สภาผู้แทน ราษฎรรับเบีย้ หวดั บาเหนจ็ บานาญ เงนิ ปีพระบรมวงศานวุ งศ์ หรอื หนว่ ยงานของรฐั หรอื รัฐวิสาหกิจ ปฏิบตั ิต่อบุคคลอืน่ ๆ ในธุรกจิ การ หนว่ ยงานของรัฐ หรอื รฐั วสิ าหกจิ ปฏิบตั ติ อ่ บคุ คลอืน่ ๆ ในธรุ กจิ เงินอนื่ ใดในลักษณะเดียวกนั และมิใหใ้ ชบ้ งั คับในกรณีท่สี มาชกิ สภา ผู้แทนราษฎรรบั หรือดารงตาแหนง่ กรรมาธิการของรัฐสภา สภา งานตามปกติ การงานปกติ ผ้แู ทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรอื กรรมการทไี่ ดร้ บั แต่งตั้งในฐานะเปน็ ผูท้ รงคณุ วุฒติ ามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย หรือกรรมการทไ่ี ดร้ บั (๔) ไมก่ ระทาการอันเป็นการต้องหา้ มตามมาตรา ๔๘ (๔) ไม่กระทาการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางออ้ ม อนั เปน็ แต่งต้งั ในการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ในกรณีทดี่ ารงตาแหนง่ ข้าราชการการเมืองอื่นซึง่ มิใช่รัฐมนตรี บทบญั ญตั มิ าตรานี้มใิ ห้ใช้บงั คบั ในกรณที ส่ี มาชิกสภาผู้แทน การขัดขวางหรือแทรกแซง การใชส้ ทิ ธิหรือเสรภี าพของหนังสอื พิมพ์ มาตรา ๑๒๘ ใหนาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ ราษฎรหรือสมาชิกวุฒสิ ภารบั เบ้ยี หวดั บาเหนจ็ บานาญ เงินปีพระบรม หรือสอ่ื มวลชนโดยมชิ อบ มาใช้บังคบั กบั การกระทาอันต้องหา้ มของสมาชิกวุฒิสภาดวย โดย อนุโลม วงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน และมิใหใ้ ช้บังคับในกรณีที่ มาตรานมี้ ิใหใ้ ชบ้ งั คบั ในกรณีท่สี มาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื มาตรา ๑๑๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตอ้ งไม่ใชส้ ถานะหรือ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วุฒิสภารับหรือดารงตาแหนง่ สมาชกิ วฒุ ิสภารับเบย้ี หวัด บาเหนจ็ บานาญ เงนิ ปพี ระบรมวงศานุ ตาแหนง่ การเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรเข้าไปก้าวก่ายหรอื แทรกแซงการบรรจุ แตง่ ตง้ั ยา้ ย โอน เล่อื นตาแหน่ง และเลือ่ นขนั้ กรรมาธิการของรฐั สภา สภาผ้แู ทนราษฎร หรือวุฒสิ ภา หรอื กรรมการที่ วงศ์ หรือเงินอน่ื ใดในลกั ษณะเดยี วกนั และมใิ หใ้ ชบ้ ังคบั ในกรณีที่ เงนิ เดือนของข้าราชการซึง่ มีตาแหนง่ หรือเงนิ เดอื นประจาและมิใช่ ข้าราชการการเมอื ง พนกั งาน หรือลกู จา้ งของหนว่ ยงานของรฐั ไดร้ ับแตง่ ตง้ั ในการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชิกวฒุ ิสภารบั หรือดารงตาแหนง่ รฐั วสิ าหกิจ หรอื ราชการส่วนทอ้ งถ่นิ หรอื ให้บุคคลดงั กลา่ วพ้นจาก ตาแหน่ง ใหน้ าความใน (๒) (๓) และ (๔) มาใชบ้ ังคับกบั คสู่ มรสและ กรรมาธิการของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรอื บตุ รของสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒสิ ภา และบคุ คลอ่ืน กรรมการทไี่ ดร้ ับแต่งต้งั ในการบรหิ ารราชการแผ่นดินทเ่ี ก่ยี วกับ ซ่งึ มใิ ชค่ สู่ มรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก กจิ การของสภา หรือกรรมการตามท่มี ีกฎหมายบัญญัตไิ วเ้ ป็นการเฉพาะ วุฒสิ ภานนั้ ทีด่ าเนนิ การในลกั ษณะผู้ถกู ใช้ ผูร้ ่วมดาเนนิ การ หรือ ใหน้ า (๒) และ (๓) มาบังคบั ใชแ้ กค่ สู่ มรสและบุตรของ ผู้ไดร้ บั มอบหมายจากสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วุฒิสภา สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภา และบุคคลอ่ืนซึ่งมใิ ช่ ให้กระทาการตามมาตรานด้ี ้วย คูส่ มรสและบุตรของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ ิสภานนั้ ท่ดี าเนนิ การในลกั ษณะผถู้ ูกใช้ ผ้รู ว่ มดาเนนิ การ หรือผไู้ ดร้ ับ มอบหมายจากสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒสิ ภาให้ กระทาการตามมาตรานดี้ ้วย มาตรา ๒๖๖ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวฒุ ิสภาตอ้ ง มาตรา ๑๘๕ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ สิ ภา ไมใ่ ชส้ ถานะหรอื ตาแหนง่ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ ตอ้ งไมใ่ ชส้ ถานะหรือตาแหนง่ การเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื วุฒิสภาเข้าไปก้าวกา่ ยหรือแทรกแซงเพอ่ื ประโยชนข์ องตนเอง ของผู้อ่ืน สมาชกิ วุฒสิ ภากระทาการใด ๆ อนั มีลกั ษณะทีเ่ ป็นการกา้ วกา่ ยหรือ หรือของพรรคการเมอื ง ไมว่ ่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อม ในเรือ่ งดงั ต่อไปนี้ แทรกแซงเพื่อประโยชนข์ องตนเอง ของผูอ้ ่ืน หรือของพรรค (๑) การปฏบิ ตั ริ าชการหรอื การดาเนนิ งานในหน้าทีป่ ระจาของ การเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางออ้ ม ในเรื่องดงั ต่อไปนี้ ขา้ ราชการ พนกั งาน หรือลูกจา้ งของหน่วยราชการ หน่วยงานของ (๑) การปฏบิ ตั ริ าชการหรอื การดาเนินงานในหน้าทปี่ ระจา รฐั รฐั วิสาหกจิ กิจการทีร่ ฐั ถือหุน้ ใหญ่ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถ่นิ ของขา้ ราชการ พนักงานหรือลกู จา้ งของหนว่ ยราชการ หน่วยงาน (๒) การบรรจุ แตง่ ตงั้ โยกยา้ ย โอน เล่อื นตาแหน่ง และเลอ่ื น ของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ กจิ การทร่ี ฐั ถอื ห้นุ ใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เงินเดอื นของข้าราชการซงึ่ มีตาแหน่งหรือเงนิ เดอื นประจาและมใิ ช่
๑๑๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๘ ใหนาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๑๐ และมาตรา ๑๑๑ ขา้ ราชการการเมือง พนกั งาน หรือลกู จา้ งของหน่วยราชการ หนว่ ยงาน (๒) กระทาการในลกั ษณะทที่ าใหต้ นมสี ่วนร่วมในการใช้ มาใชบ้ งั คบั กับการกระทาอนั ต้องห้ามของสมาชิกวุฒสิ ภาดวย โดย อนุโลม ของรฐั รฐั วสิ าหกิจ กิจการทร่ี ฐั ถือหนุ้ ใหญ่ หรือราชการส่วนทอ้ งถิ่น หรอื จ่ายเงินงบประมาณหรือใหค้ วามเหน็ ชอบในการจดั ทาโครงการใด ๆ มาตรา ๒๐๘ รฐั มนตรจี ะดารงตาแหน่งหรอื กระทาการใด (๓) การให้ขา้ ราชการซึง่ มีตาแหนง่ หรือเงินเดือนประจาและ ของหน่วยงานของรฐั เว้นแต่เปน็ การดาเนินการในกิจการของรฐั สภา ตามท่ีบญั ญัติในมาตรา ๑๑๐ มไิ ด้ เวน้ แต่ตาแหนง่ ท่ีต้องดารงตาม บทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย และจะดารงตาแหนง่ ใดในห้างหนุ้ สว่ น มใิ ชข่ ้าราชการการเมือง พนกั งาน หรอื ลูกจ้างของหนว่ ยราชการ (๓) การบรรจุ แตง่ ตง้ั โยกยา้ ย โอน เลือ่ นตาแหนง่ เล่ือน บรษิ ทั หรอื องค์การทด่ี าเนนิ ธรุ กิจโดยมงุ่ หาผลกาไรหรือรายได้มา แบง่ ปนั กนั หรือเปน็ ลกู จ้างของบคุ คลใดกม็ ไิ ดด้ ว้ ย หน่วยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกจิ กจิ การที่รฐั ถือหุ้นใหญ่ หรอื ราชการ เงนิ เดือนหรือการใหพ้ น้ จากตาแหน่งของข้าราชการซ่ึงมีตาแหนง่ มาตรา ๒๐๘ รัฐมนตรจี ะดารงตาแหนง่ หรอื กระทาการใด สว่ นท้องถน่ิ พน้ จากตาแหน่ง หรือเงนิ เดือนประจาและมใิ ชข่ ้าราชการการเมือง พนกั งาน หรือ ตามที่บญั ญตั ิในมาตรา ๑๑๐ มไิ ด้ เว้นแตต่ าแหนง่ ท่ตี อ้ งดารงตาม บทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย และจะดารงตาแหน่งใดในหา้ งหุ้นสว่ น ลูกจ้างของหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รัฐวสิ าหกจิ กจิ การทร่ี ัฐ บริษทั หรือองค์การที่ดาเนินธรุ กิจโดยมงุ่ หาผลกาไรหรอื รายไดม้ า แบ่งปันกัน หรือเป็นลกู จ้างของบคุ คลใดกม็ ไิ ดด้ ว้ ย ถือหุ้นใหญ่ หรอื ราชการสว่ นท้องถ่นิ มาตรา ๒๐๙ รฐั มนตรตี อ้ งไมเ่ ปน็ หุ้นสว่ นหรอื ผถู้ อื หุ้นในหา้ ง มาตรา ๒๖๗ ให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๖๕ มาใชบ้ ังคับกบั มาตรา ๑๘๖ ให้นาความในมาตรา ๑๘๔ มาใช้บงั คับแก่ หุ้นสว่ นหรือบรษิ ัท หรือไมค่ งไวซ้ ง่ึ ความเปน็ หุ้นส่วนหรือผถู้ อื หุ้นใน ห้างหนุ้ สว่ นหรอื บริษทั ตอ่ ไป ท้ังน้ี ตามจานวนทกี่ ฎหมายบัญญัติ ใน นายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรดี ว้ ย เวน้ แตเ่ ป็นการดารงตาแหน่งหรอื รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม เวน้ แต่กรณดี ังตอ่ ไปน้ี กรณีท่รี ฐั มนตรผี ใู้ ดประสงคจ์ ะได้รบั ประโยชน์จากกรณดี ังกล่าวต่อไป ดาเนนิ การตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย และจะดารงตาแหนง่ ใดใน (๑) การดารงตาแหนง่ หรอื การดาเนินการที่กฎหมายบัญญตั ใิ ห้ หา้ งหุ้นสว่ น บริษทั หรือองคก์ ารทด่ี าเนนิ ธรุ กจิ โดยม่งุ หาผลกาไร เป็นหน้าทหี่ รืออานาจของรฐั มนตรี หรอื รายไดม้ าแบ่งปันกนั หรือเปน็ ลูกจา้ งของบุคคลใดกม็ ไิ ดด้ ้วย (๒) การกระทาตามหนา้ ที่และอานาจในการบริหารราชการ มาตรา ๒๖๘ นายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรจี ะกระทาการใดท่ี แผน่ ดนิ หรือตามนโยบายท่ีไดแ้ ถลงต่อรัฐสภา หรอื ตามทก่ี ฎหมาย บัญญัตไิ ว้ในมาตรา ๒๖๖ มไิ ด้ เวน้ แต่เปน็ การกระทาตามอานาจ บัญญัติ หน้าทใี่ นการบรหิ ารราชการตามนโยบายทีไ่ ดแ้ ถลงต่อรฐั สภาหรอื นอกจากกรณตี ามวรรคหน่ึง รฐั มนตรตี ้องไม่ใชส้ ถานะหรือ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ ตาแหนง่ กระทาการใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อม อันเป็น การกา้ วกา่ ยหรอื แทรกแซงการปฏบิ ัตหิ น้าที่ของเจ้าหนา้ ที่ของรัฐเพอื่ ประโยชนข์ องตนเอง ของผู้อ่นื หรอื ของพรรคการเมืองโดยมชิ อบ ตามทก่ี าหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม มาตรา ๒๖๗ ให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๖๕ มาใชบ้ งั คับกบั มาตรา ๑๘๗ รัฐมนตรีต้องไมเ่ ปน็ หนุ้ สว่ นหรอื ผถู้ อื หนุ้ ในห้าง นายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรดี ว้ ย เวน้ แตเ่ ป็นการดารงตาแหนง่ หรือ ห้นุ ส่วนหรือบรษิ ัท หรอื ไมค่ งไวซ้ ่งึ ความเป็นหุ้นส่วนหรอื ผถู้ อื ห้นุ ใน ดาเนนิ การตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย และจะดารงตาแหนง่ ใดใน หา้ งหนุ้ ส่วนหรอื บริษทั ต่อไปตามจานวนท่กี ฎหมายบญั ญัติ และต้อง ห้างหนุ้ สว่ น บรษิ ัท หรือองค์การทด่ี าเนนิ ธรุ กจิ โดยมงุ่ หาผลกาไร ไม่เป็นลกู จ้างของบคุ คลใด หรอื รายไดม้ าแบง่ ปนั กนั หรอื เป็นลูกจา้ งของบคุ คลใดก็มไิ ดด้ ้วย ในกรณที ร่ี ฐั มนตรผี ูใ้ ดประสงคจ์ ะไดร้ ับประโยชนจ์ ากกรณีตาม มาตรา ๒๖๙ นายกรฐั มนตรีและรัฐมนตรีตอ้ งไม่เปน็ หุ้นส่วน วรรคหนึ่งตอ่ ไป ให้แจ้งประธานกรรมการป้องกนั และปราบปราม หรือผ้ถู อื หุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซ่ึงความเป็นหุ้นส่วน การทุจรติ แหง่ ชาตทิ ราบภายในสามสบิ วันนบั แตว่ นั ทไี่ ดร้ บั แต่งตั้ง หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นสว่ นหรือบริษทั ต่อไป ทั้งน้ี ตามจานวนที่ และให้โอนหนุ้ ในห้างหนุ้ สว่ นหรือบรษิ ทั ดังกล่าว ให้แกน่ ิตบิ คุ คลซ่งึ กฎหมายบญั ญตั ิ ในกรณที ีน่ ายกรฐั มนตรีหรือรฐั มนตรีผูใ้ ดประสงค์จะ จัดการทรัพยส์ ินเพ่ือประโยชนข์ องผู้อ่นื ทง้ั น้ี ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ
๑๑๒ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหร้ ฐั มนตรผี ู้นั้นแจ้งใหป้ ระธานกรรมการป้องกนั และปราบปราม ได้รบั ประโยชน์จากกรณีดงั กล่าวต่อไป ใหน้ ายกรฐั มนตรีหรอื รัฐมนตรี รัฐมนตรจี ะเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกับการบรหิ ารจดั การหุน้ หรือ การทจุ รติ แห่งชาตทิ ราบภายในสามสบิ วนั นับแตว่ ันทไ่ี ด้รบั แต่งต้งั ผู้นน้ั แจ้งใหป้ ระธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ กจิ การของหา้ งห้นุ ส่วนหรอื บริษัทตามวรรคสองไมว่ า่ ในทางใด ๆ มิได้ และใหร้ ัฐมนตรผี ้นู ั้นโอนหุ้นในหา้ งหนุ้ สว่ นหรือบริษัทดงั กลา่ วให้นติ ิ ทราบภายในสามสบิ วันนับแตว่ ันทไ่ี ด้รบั แตง่ ตัง้ และใหน้ ายกรัฐมนตรี มาตรานเี้ ฉพาะในสว่ นท่เี กยี่ วกบั ความเป็นหุ้นส่วนหรือผ้ถู ือหนุ้ บคุ คลซึง่ จดั การทรพั ยส์ นิ เพือ่ ประโยชน์ของผู้อื่น ทงั้ นี้ ตามทีก่ ฎหมาย หรอื รฐั มนตรีผนู้ ัน้ โอนหุ้นในห้างหุ้นสว่ นหรอื บริษัทดงั กลา่ วใหน้ ติ บิ คุ คล ให้ใชบ้ งั คบั แก่คสู่ มรสและบตุ รท่ยี งั ไม่บรรลุนิตภิ าวะของรฐั มนตรี บัญญตั ิ ซึง่ จดั การทรพั ย์สนิ เพื่อประโยชน์ของผูอ้ ่นื ทัง้ น้ี ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ และการถอื หนุ้ ของรัฐมนตรที ี่อยูใ่ นความครอบครองหรอื ดูแลของ ห้ามมใิ หร้ ัฐมนตรผี ูน้ น้ั กระทาการใดอันมลี ักษณะเป็นการเข้าไป นายกรฐั มนตรแี ละรฐั มนตรจี ะกระทาการใดอันมลี ักษณะเป็น บคุ คลอนื่ ไมว่ า่ โดยทางใด ๆ ด้วย บรหิ ารหรอื จัดการใด ๆ เกยี่ วกับหนุ้ หรือกิจการของหา้ งห้นุ ส่วนหรอื การเขา้ ไปบริหารหรอื จดั การใด ๆ เกีย่ วกับหนุ้ หรือกจิ การของหา้ ง บรษิ ัทดังกลา่ ว ห้นุ สว่ นหรอื บริษัทตามวรรคหนง่ึ มไิ ด้ บทบัญญัตมิ าตรานใี้ หน้ ามาใช้บงั คบั กบั คูส่ มรสและบุตรท่ียงั ไม่บรรลนุ ติ ิภาวะของนายกรัฐมนตรแี ละรัฐมนตรดี ้วย และใหน้ า บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๕๙ วรรคสาม มาใช้บังคบั โดยอนุโลม ส่วนที่ ๓ ไมม่ ีการแก้ไข การถอดถอนจากตาแหน่ง มาตรา ๓๐๓ ผ้ดู ารงตาแหน่งนายกรฐั มนตรี รฐั มนตรี มาตรา ๒๗๐ ผดู้ ารงตาแหนง่ นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี สมาชิกสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา ประธานศาลฎีกา ประธาน ผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรฐั ธรรมนูญ ศาลรฐั ธรรมนญู ประธานศาลปกครองสงู สดุ หรืออัยการสูงสดุ ผใู้ ดมี ประธานศาลปกครองสูงสดุ หรืออัยการสูงสดุ ผู้ใดมีพฤตกิ ารณ์รา่ รวย พฤตกิ ารณร์ ่ารวยผดิ ปกติ ส่อไปในทางทจุ รติ ต่อหน้าที่ สอ่ ว่ากระทา ผดิ ปกติ สอ่ ไปในทางทจุ รติ ต่อหนา้ ที่ ส่อวา่ กระทาผดิ ตอ่ ตาแหนง่ หนา้ ที่ ผิดตอ่ ตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการ สอ่ วา่ กระทาผดิ ตอ่ ตาแหน่งหนา้ ท่ใี น ราชการ ส่อวา่ กระทาผดิ ต่อตาแหน่งหนา้ ท่ีในการยุตธิ รรม ส่อวา่ จงใจใช้ การยุตธิ รรม หรือสอ่ วา่ จงใจใช้อานาจหน้าท่ีขัดตอ่ บทบญั ญัติแห่ง อานาจหนา้ ทข่ี ัดตอ่ บทบัญญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย หรอื ฝา่ ฝนื รฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมาย วุฒิสภามีอานาจถอดถอนผู้น้นั ออกจาก หรอื ไมป่ ฏบิ ัตติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอยา่ งรา้ ยแรง วุฒิสภามอี านาจ ตาแหนง่ ได้ ถอดถอนผู้นนั้ ออกจากตาแหนง่ ได้ บทบญั ญัติวรรคหนึ่งใหใ้ ชบ้ งั คับกับผู้ดารงตาแหนง่ ดังตอ่ ไปนี้ บทบญั ญตั ิวรรคหนง่ึ ให้ใชบ้ ังคับกับผู้ดารงตาแหน่งดงั ต่อไปน้ี ด้วย คอื ดว้ ย คือ (๑) กรรมการการเลือกตง้ั ผตู้ รวจการแผ่นดินของรัฐสภา (๑) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลอื กต้ัง ผตู้ รวจการ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน แผ่นดนิ และกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ (๒) ผู้พิพากษาหรือตลุ าการ พนกั งานอัยการ หรือผดู้ ารง (๒) ผ้พู พิ ากษาหรือตลุ าการ พนักงานอัยการ หรอื ผดู้ ารง ตาแหนง่ ระดบั สูง ทั้งนี้ ตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ย ตาแหน่งระดบั สูง ท้งั นี้ ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู การป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ว่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต
๑๑๓ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๐๔ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจานวนไมน่ อ้ ยกว่า มาตรา ๒๗๑ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรจานวนไม่นอ้ ยกว่า หน่งึ ในสขี่ องจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเท่าทม่ี อี ยูข่ องสภาผู้แทนราษฎร หน่ึงในสขี่ องจานวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ทีม่ อี ยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎร หรอื ประชาชนผมู้ สี ิทธเิ ลอื กตัง้ จานวนไม่น้อยกว่าหา้ หม่ืนคน มสี ิทธิ มีสิทธเิ ขา้ ช่ือรอ้ งขอต่อประธานวุฒิสภาเพอ่ื ให้วฒุ ิสภามมี ติตามมาตรา เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒสิ ภาเพ่อื ใหว้ ฒุ สิ ภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ๒๗๔ ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตาแหน่งได้ คารอ้ ง ใหถ้ อดถอนบคุ คลตามมาตรา ๓๐๓ ออกจากตาแหน่งได้ คารอ้ งขอ ขอดังกล่าวต้องระบุพฤติการณ์ทกี่ ลา่ วหาวา่ ผู้ดารงตาแหน่งดงั กล่าว ดงั กลา่ วต้องระบพุ ฤตกิ ารณ์ทีก่ ล่าวหาว่าผ้ดู ารงตาแหน่งดังกลา่ ว กระทาความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน กระทาความผิดเปน็ ขอ้ ๆ ให้ชดั เจน สมาชกิ วุฒิสภาจานวนไม่น้อยกวา่ หน่งึ ในสข่ี องจานวนสมาชิก สมาชกิ วฒุ สิ ภาจานวนไม่นอ้ ยกว่าหนึ่งในส่ขี องจานวนสมาชิก ท้งั หมดเทา่ ท่ีมีอย่ขู องวฒุ ิสภา มีสิทธเิ ข้าช่ือร้องขอตอ่ ประธานวุฒิสภา ท้ังหมดเท่าทมี่ อี ยู่ของวฒุ ิสภา มสี ทิ ธิเข้าช่ือร้องขอตอ่ ประธานวฒุ ิสภา เพ่ือให้วุฒสิ ภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนสมาชิกวฒุ สิ ภา เพื่อใหว้ ฒุ สิ ภามมี ตติ ามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนสมาชกิ วุฒสิ ภาออก ออกจากตาแหน่งได้ จากตาแหน่งได้ ประชาชนผูม้ ีสิทธิเลอื กต้ังจานวนไมน่ อ้ ยกว่าสองหม่นื คนมสี ิทธิ หลักเกณฑ์ วิธกี าร และเงือ่ นไขในการทปี่ ระชาชนจะเขา้ ชื่อ เขา้ ชื่อร้องขอให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตาแหน่งได้ รอ้ งขอตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๑๖๔ ว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๓๐๕ เมอ่ื ไดร้ บั คาร้องขอตามมาตรา ๓๐๔ แล้ว มาตรา ๒๗๒ เมื่อไดร้ ับคารอ้ งขอตามมาตรา ๒๗๑ แลว้ ให้ประธานวุฒสิ ภาสง่ เรือ่ งใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาสง่ เรอ่ื งให้คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม การทจุ รติ แห่งชาติดาเนนิ การไต่สวนโดยเรว็ การทจุ รติ แหง่ ชาตดิ าเนินการไตส่ วนใหแ้ ล้วเสร็จโดยเรว็ เมอ่ื ไตส่ วนเสรจ็ แล้ว ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม เมือ่ ไต่สวนเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติทารายงานเสนอตอ่ วุฒิสภา โดยในรายงานดงั กลา่ ว การทุจรติ แหง่ ชาติทารายงานเสนอต่อวุฒิสภา โดยในรายงาน ตอ้ งระบุใหช้ ัดเจนวา่ ขอ้ กลา่ วหาตามคารอ้ งขอข้อใดมีมลู หรอื ไม่ ดังกล่าวตอ้ งระบุให้ชดั เจนวา่ ข้อกลา่ วหาตามคาร้องขอขอ้ ใดมมี ลู เพยี งใด พร้อมทง้ั ระบุเหตแุ ห่งการน้นั หรอื ไม่ เพียงใด มพี ยานหลักฐานทค่ี วรเชือ่ ไดอ้ ย่างไร พร้อมท้งั ระบุ ในกรณที ค่ี ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต ข้อยตุ วิ า่ จะใหด้ าเนินการอย่างไรดว้ ย แหง่ ชาตเิ ห็นว่าขอ้ กล่าวหาตามคาร้องขอขอ้ ใดเปน็ เรอ่ื งสาคญั จะแยก ในกรณีที่คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต ทารายงานเฉพาะข้อน้นั ส่งไปใหว้ ฒุ ิสภาพิจารณาไปกอ่ นกไ็ ด้ แหง่ ชาติเห็นวา่ ข้อกลา่ วหาตามคาร้องขอขอ้ ใดเปน็ เร่ืองสาคญั ถา้ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ จะแยกทารายงานเฉพาะขอ้ นนั้ ส่งไปให้ประธานวฒุ สิ ภาตามวรรค มีมตวิ ่าข้อกลา่ วหาใดมมี ูล นับแตว่ นั ดังกลา่ ว ผดู้ ารงตาแหน่งทถี่ ูก หน่งึ เพอื่ ให้พิจารณาไปก่อนกไ็ ด้ กลา่ วหาจะปฏบิ ตั หิ นา้ ทต่ี อ่ ไปมิไดจ้ นกวา่ วฒุ สิ ภาจะมีมติ และให้ ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติมมี ติ ประธานกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติส่ง ดว้ ยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนกรรมการทั้งหมดเทา่ ท่ี รายงานและเอกสารที่มีอยพู่ ร้อมทงั้ ความเหน็ ไปยังประธานวุฒสิ ภา มีอยู่ ว่าขอ้ กล่าวหาใดมีมลู นับแต่วันดงั กล่าวผดู้ ารงตาแหน่งท่ี
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๑๑๔ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา เพื่อดาเนินการตามมาตรา ๓๐๖ และอัยการสูงสดุ เพือ่ ดาเนินการ ฟ้องคดตี อ่ ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ต่อไป แต่ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ เหน็ วา่ ข้อกล่าวหาใดไม่มมี ลู ให้ขอ้ กลา่ วหาข้อนั้นเป็นอนั ตกไป ถูกกลา่ วหาจะปฏิบตั ิหน้าทีต่ อ่ ไปมไิ ด้จนกวา่ วุฒสิ ภาจะมีมติ และให้ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติส่งรายงาน ในกรณที ่ีอยั การสงู สุดเหน็ ว่ารายงาน เอกสาร และความเห็นที่ และเอกสารทม่ี ีอยู่พรอ้ มทั้งความเห็นไปยงั ประธานวุฒสิ ภาเพื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาตสิ ง่ ใหต้ าม ดาเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และอัยการสงู สดุ เพ่ือดาเนินการฟอ้ งคดี วรรคสย่ี ังไมส่ มบรู ณ์พอที่จะดาเนนิ คดีได้ ให้อยั การสงู สุดแจ้งให้ ต่อศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งตอ่ ไป แตถ่ า้ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตทิ ราบเพ่อื คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติเหน็ ว่าขอ้ ดาเนินการต่อไป โดยให้ระบุขอ้ ทไี่ มส่ มบรู ณ์นั้นให้ครบถ้วนใน กล่าวหาใดไมม่ ีมูล ให้ข้อกล่าวหาข้อนั้นเป็นอนั ตกไป คราวเดยี วกัน ในกรณีน้ี ใหค้ ณะกรรมการป้องกนั และปราบปราบ การทจุ ริตแหง่ ชาติและอัยการสูงสดุ ต้ังคณะทางานขน้ึ คณะหน่ึง โดยมี ในกรณีทอ่ี ัยการสูงสดุ เหน็ ว่ารายงาน เอกสาร และความเหน็ ที่ ผู้แทนจากแตล่ ะฝ่ายจานวนฝ่ายละเท่ากนั เพอ่ื ดาเนินการรวบรวม คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาตสิ ่งให้ตาม พยานหลกั ฐานใหส้ มบรู ณ์ แล้วส่งใหอ้ ัยการสูงสดุ เพอื่ ฟ้องคดีต่อไป วรรคสี่ยังไมส่ มบรู ณ์พอที่จะดาเนินคดไี ด้ ใหอ้ ยั การสงู สดุ แจ้งให้ ในกรณที ่ีคณะทางานดังกล่าวไม่อาจหาขอ้ ยุตเิ กย่ี วกับการดาเนินการ คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติทราบเพื่อ ฟ้องคดีได้ ใหค้ ณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ดาเนนิ การต่อไป โดยใหร้ ะบขุ ้อที่ไม่สมบูรณน์ ้นั ให้ครบถ้วนในคราว แห่งชาติมีอานาจดาเนินการฟอ้ งคดีเองหรอื แต่งตั้งทนายความให้ เดียวกัน ในกรณนี ้ี ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราบการทุจริต ฟอ้ งคดแี ทน ก็ได้ แห่งชาติและอัยการสงู สดุ ตั้งคณะทางานขึ้นคณะหน่ึง โดยมีผแู้ ทนจาก แตล่ ะฝา่ ยจานวนเท่ากนั เพ่อื ดาเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้ มาตรา ๓๐๖ เม่ือได้รับรายงานตามมาตรา ๓๐๕ แล้ว สมบรู ณ์ แลว้ สง่ ใหอ้ ยั การสงู สดุ เพื่อฟ้องคดีตอ่ ไป ในกรณที ค่ี ณะทางาน ให้ประธานวฒุ สิ ภาจัดใหม้ กี ารประชมุ วุฒสิ ภาเพ่อื พจิ ารณากรณี ดังกลา่ วไม่อาจหาข้อยุตเิ กี่ยวกับการดาเนินการฟ้องคดีได้ ดังกล่าวโดยเรว็ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติมอี านาจ ดาเนินการฟอ้ งคดเี องหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดแี ทนกไ็ ด้ ในกรณีทค่ี ณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต แหง่ ชาติส่งรายงานใหน้ อกสมัยประชมุ ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาแจง้ ให้ มาตรา ๒๗๓ เม่อื ไดร้ ับรายงานตามมาตรา ๒๗๒ แล้ว ประธานรัฐสภาทราบเพ่ือนาความกราบบงั คมทูลเพอื่ มีพระบรม ใหป้ ระธานวุฒิสภาจัดใหม้ กี ารประชมุ วุฒิสภาเพ่ือพจิ ารณากรณี ราชโองการเรยี กประชมุ รัฐสภาเปน็ การประชมุ สมยั วสิ ามญั และให้ ดังกล่าวโดยเร็ว ประธานรฐั สภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณที คี่ ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๓๐๗ สมาชิกวฒุ ิสภามีอสิ ระในการออกเสยี ง แห่งชาตสิ ่งรายงานให้นอกสมัยประชมุ ให้ประธานวุฒสิ ภาแจง้ ให้ ลงคะแนนซงึ่ ตอ้ งกระทาโดยวธิ ลี งคะแนนลบั มติท่ีให้ถอดถอนผ้ใู ด ประธานรฐั สภาทราบเพื่อนาความกราบบงั คมทลู เพื่อมีพระบรม ราชโองการเรยี กประชมุ รฐั สภาเปน็ การประชมุ สมยั วสิ ามญั และให้ ประธานรฐั สภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๒๗๔ ตรงกบั มาตรา ๓๐๗ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐
๑๑๕ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ออกจากตาแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสยี งไมน่ ้อยกวา่ สามในหา้ ของ จานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเท่าท่มี อี ยู่ของวุฒิสภา ผูใ้ ดถูกถอดถอนออกจากตาแหนง่ ใหผ้ นู้ ั้นพ้นจากตาแหนง่ หรอื ให้ออกจากราชการนับแตว่ ันทวี่ ฒุ สิ ภามมี ติให้ถอดถอน และให้ตดั สทิ ธิผู้น้ันในการดารงตาแหนง่ ใดในทางการเมืองหรือในการรับ ราชการเป็นเวลาหา้ ปี มติของวฒุ ิสภาตามมาตราน้ีใหเ้ ปน็ ทสี่ ดุ และจะมีการร้องขอให้ ถอดถอนบคุ คลดังกล่าวโดยอาศยั เหตเุ ดยี วกันอกี มิได้ แตไ่ ม่ กระทบกระเทือนการพจิ ารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผ้ดู ารง ตาแหนง่ ทางการเมือง หมวด ๘ หมวด ๑๐ ไมม่ ีการแกไ้ ข ศาล ศาล สว่ นท่ี ๑ ไม่มกี ารแกไ้ ข ไม่มกี ารแกไ้ ข บททั่วไป มาตรา ๒๓๓ การพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดีเป็นอานาจของ มาตรา ๑๙๗ วรรคหนึ่ง การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็น มาตรา ๑๘๘ การพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดีเป็นอานาจของ ศาลซ่ึงตอ้ งดาเนนิ การตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และใน อานาจของศาลซ่ึงต้องดาเนินการให้เปน็ ไปโดยยตุ ิธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ศาล ซ่ึงตอ้ งดาเนนิ การให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภไิ ธย พระปรมาภไิ ธยพระมหากษัตรยิ ์ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษตั รยิ ์ พระมหากษตั ริย์ มาตรา ๒๔๙ ผ้พู พิ ากษาและตลุ าการมีอสิ ระในการพิจารณา วรรคสอง ผูพ้ ิพากษาและตุลาการมีอสิ ระในการพิจารณา ผพู้ พิ ากษาและตลุ าการย่อมมีอสิ ระในการพจิ ารณาพพิ ากษา พพิ ากษาอรรถคดีใหเ้ ปน็ ไปตามรัฐธรรมนญู และกฎหมาย พพิ ากษาอรรถคดใี ห้เปน็ ไปโดยถูกต้อง รวดเรว็ และเป็นธรรม ตาม อรรถคดตี ามรัฐธรรมนญู และกฎหมายใหเ้ ป็นไปโดยรวดเรว็ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดขี องผู้พพิ ากษาและตลุ าการ รัฐธรรมนญู และกฎหมาย เปน็ ธรรม และปราศจากอคติท้งั ปวง ไม่อยภู่ ายใตก้ ารบงั คับบญั ชาตามลาดับชน้ั วรรคส่ี ผพู้ พิ ากษาและตลุ าการจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือ การจ่ายสานวนคดใี หผ้ พู้ ิพากษาและตลุ าการ ใหเ้ ปน็ ไปตาม ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งมไิ ด้ หลกั เกณฑ์ทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ การเรยี กคนื สานวนคดหี รือการโอนสานวนคดี จะกระทามไิ ด้ เว้นแต่เปน็ กรณีทีจ่ ะกระทบกระเทอื นตอ่ ความยตุ ธิ รรมใน การพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดี การโยกย้ายผูพ้ พิ ากษาและตลุ าการโดยไมไ่ ดร้ ับความยินยอม จากผพู้ พิ ากษาและตุลาการนน้ั จะกระทามไิ ด้ เวน้ แตเ่ ปน็ การโยกยา้ ย ตามวาระตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ เปน็ การเลื่อนตาแหน่งใหส้ งู ขน้ึ
๑๑๖ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ เป็นกรณีที่อยู่ในระหว่างถกู ดาเนินการทางวินยั หรือตกเปน็ จาเลยใน คดอี าญา มาตรา ๒๕๐ ผู้พิพากษาและตุลาการจะเป็นขา้ ราชการ การเมอื งหรือผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมืองมไิ ด้ มาตรา ๒๓๔ บรรดาศาลท้งั หลายจะตง้ั ข้นึ ไดก้ แ็ ตโ่ ดย มาตรา ๑๙๘ บรรดาศาลท้ังหลายจะต้ังขน้ึ ไดก้ แ็ ตโ่ ดย มาตรา ๑๘๙ บรรดาศาลทั้งหลายจะตง้ั ขึ้นได้แตโ่ ดย พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติ พระราชบัญญตั ิ การต้ังศาลขึ้นใหม่เพื่อพจิ ารณาพพิ ากษาคดใี ดคดหี นึง่ หรือ การตงั้ ศาลข้นึ ใหม่เพือ่ พิจารณาพพิ ากษาคดใี ดคดีหนึ่งหรอื การต้งั ศาลข้ึนใหมห่ รือกาหนดวิธพี จิ ารณาเพ่อื พจิ ารณา คดีทีม่ ขี อ้ หาฐานใดฐานหน่งึ โดยเฉพาะแทนศาลท่ีมีอยตู่ ามกฎหมาย คดีทม่ี ขี ้อหาฐานใดฐานหนงึ่ โดยเฉพาะแทนศาลท่ีมอี ยตู่ ามกฎหมาย พพิ ากษาคดีใดคดหี น่ึงหรอื ทมี่ ีขอ้ หาฐานใดฐานหนง่ึ โดยเฉพาะแทน สาหรับพิจารณาพพิ ากษาคดีน้ัน จะกระทามไิ ด้ สาหรบั พจิ ารณาพพิ ากษาคดนี ัน้ จะกระทามไิ ด้ ศาลทมี่ ีตามกฎหมายสาหรบั พิจารณาพพิ ากษาคดนี น้ั ๆ จะกระทา มาตรา ๒๓๕ การบญั ญตั ิกฎหมายใหม้ ผี ลเป็น การบัญญตั ิกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลยี่ นแปลงหรือแก้ไข มิได้ การเปลย่ี นแปลงหรอื แกไ้ ขเพิม่ เตมิ กฎหมายว่าด้วยธรรมนญู ศาลหรอื เพม่ิ เตมิ กฎหมายวา่ ดว้ ยธรรมนญู ศาลหรอื วธิ พี จิ ารณาเพื่อใชแ้ ก่คดใี ด วธิ พี ิจารณาเพอ่ื ใชแ้ ก่คดีใดคดหี นง่ึ โดยเฉพาะ จะกระทามไิ ด้ คดีหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทามไิ ด้ มาตรา ๒๓๖ การนั่งพิจารณาคดขี องศาลตองมผี ูพิพากษาหรือ ตลุ าการครบองคคณะ และผูพพิ ากษาหรอื ตลุ าการซ่ึงมิไดน่ังพิจารณา คดีใด จะทาคาพิพากษาหรอื คาวินิจฉยั คดนี ้ันมไิ ด เวนแตมีเหตุสดุ วิสัย หรือมีเหตุจาเปนอนื่ อันมิอาจกาวลวงได ทั้งนี้ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๒๕๑ พระมหากษัตริย์ทรงแตง่ ตงั้ ผู้พิพากษาและ มาตรา ๒๐๐ ตรงกบั มาตรา ๒๕๑ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตงั้ และใหผ้ พู้ พิ ากษา ตลุ าการ และทรงให้พ้นจากตาแหน่ง เวน้ แต่กรณีท่ีพ้นจากตาแหนง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ และตลุ าการพน้ จากตาแหน่ง แตใ่ นกรณีท่พี น้ จากตาแหนง่ เพราะ เพราะความตาย ความตาย เกษยี ณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถกู การแตง่ ต้งั และการใหผ้ พู้ ิพากษาและตลุ าการในศาลอนื่ ลงโทษ ให้นาความกราบบงั คมทูลเพื่อทรงทราบ นอกจากศาลรัฐธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม ศาลปกครอง และศาลทหาร พ้นจากตาแหนง่ ตลอดจนอานาจพพิ ากษาคดแี ละวิธพี จิ ารณาของ ศาลดังกลา่ ว ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าดว้ ยการจัดตั้งศาลน้ัน มาตรา ๒๕๒ ก่อนเขา้ รบั หนา้ ที่ ผ้พู พิ ากษาและตลุ าการต้อง มาตรา ๒๐๑ ตรงกับมาตรา ๒๕๒ ของรฐั ธรรมนญู แห่ง มาตรา ๑๙๑ ตรงกบั มาตรา ๒๐๑ ของรัฐธรรมนญู แห่ง ถวายสัตย์ปฏญิ าณตอ่ พระมหากษตั รยิ ์ดว้ ยถอ้ ยคา ดังต่อไปน้ี ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ “ขา้ พระพุทธเจ้า (ช่อื ผูป้ ฏิญาณ) ขอถวายสตั ย์ปฏิญาณวา่ ข้าพระพทุ ธเจ้าจะจงรักภกั ดตี ่อพระมหากษตั ริย์ และจะปฏบิ ัติหน้าที่ ในพระปรมาภไิ ธยดว้ ยความซอ่ื สตั ย์สจุ รติ โดยปราศจากอคติท้งั ปวง เพ่อื ใหเ้ กดิ ความยตุ ธิ รรมแกป่ ระชาชน และความสงบสขุ แห่งราชอาณาจกั ร
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๑๗ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา ทง้ั จะรักษาไว้และปฏิบตั ติ ามซึง่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ ตามรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ไทยและกฎหมายทกุ ประการ” มาตรา ๑๙๙ ตรงกับมาตรา ๒๔๘ ของรัฐธรรมนูญแหง่ มาตรา ๑๙๒ ในกรณที ี่มีปญั หาเก่ยี วกบั หน้าทีแ่ ละอานาจ มาตรา ๒๔๘ ในกรณที มี่ ีปญั หาเกย่ี วกบั อานาจหนา้ ทร่ี ะหวา่ ง ศาลยตุ ธิ รรม ศาลปกครอง ศาลทหาร หรือศาลอื่น ให้พิจารณา ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ระหวา่ งศาลยตุ ธิ รรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ใหพ้ ิจารณา วนิ จิ ฉยั ชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหน่ึงซึง่ ประกอบด้วยประธาน ศาลฎกี าเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสงู สดุ ประธานศาลอน่ื และ วนิ จิ ฉัยช้ีขาดโดยคณะกรรมการซ่ึงประกอบดว้ ยประธานศาลฎีกา ผู้ทรงคณุ วฒุ ิอื่นอีกไมเ่ กนิ สคี่ นตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ เปน็ กรรมการ เปน็ ประธาน ประธานศาลปกครองสูงสดุ หัวหน้าสานกั ตลุ าการ หลักเกณฑ์การเสนอปญั หาตามวรรคหนง่ึ ให้เป็นไปตามท่ี กฎหมายบญั ญตั ิ ทหาร และผ้ทู รงคณุ วฒุ ิอื่นอกี ไม่เกนิ สีค่ นตามทกี่ ฎหมายบญั ญัตเิ ป็น มาตรา ๒๗๐ ศาลรฐั ธรรมนูญมีหน่วยธรุ การของ กรรมการ ศาลรัฐธรรมนญู ท่เี ป็นอิสระ โดยมเี ลขาธิการสานกั งาน ศาลรัฐธรรมนญู เปน็ ผูบ้ งั คบั บัญชาขึน้ ตรงตอ่ ประธานศาลรัฐธรรมนญู หลักเกณฑ์และวธิ กี ารชขี้ าดปญั หาเกีย่ วกับหนา้ ทแี่ ละอานาจ การแตง่ ตง้ั เลขาธิการสานักงานศาลรัฐธรรมนญู ตอ้ งไดร้ ับ ระหว่างศาลตามวรรคหนึง่ ให้เป็นไปตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ ความเหน็ ชอบของคณะตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๑๗ ศาลรัฐธรรมนญู มหี น่วยธรุ การของศาล มาตรา ๑๙๓ ใหแ้ ต่ละศาล ยกเวน้ ศาลทหาร มหี นว่ ยงานที่ สานักงานศาลรฐั ธรรมนญู มีอสิ ระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาเนนิ การอื่น ทงั้ นี้ ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ รัฐธรรมนญู ทีเ่ ปน็ อสิ ระ โดยมเี ลขาธิการสานักงานศาลรัฐธรรมนญู รับผิดชอบงานธุรการทมี่ คี วามเปน็ อิสระในการบรหิ ารงานบุคคล มาตรา ๒๗๕ ศาลยตุ ธิ รรมมีหน่วยธุรการของศาลยตุ ิธรรม เป็นผ้บู ังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลรฐั ธรรมนูญ การงบประมาณ และการดาเนินการอ่นื โดยใหม้ หี ัวหน้าหนว่ ยงาน ทเ่ี ปน็ อสิ ระ โดยมเี ลขาธกิ ารสานกั งานศาลยุติธรรมเป็นผบู้ ังคับบญั ชา ขึน้ ตรงตอ่ ประธานศาลฎีกา การแตง่ ตง้ั เลขาธกิ ารสานักงานศาลรฐั ธรรมนญู ต้องมาจาก คนหน่ึงเปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาขน้ึ ตรงตอ่ ประธานของแต่ละศาล ท้งั น้ี การแตง่ ตัง้ เลขาธกิ ารสานักงานศาลยตุ ิธรรม ต้องได้รบั การเสนอของประธานศาลรัฐธรรมนญู และไดร้ ับความเหน็ ชอบของ ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ ความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยตุ ธิ รรม คณะตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ ให้ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมรี ะบบเงินเดอื นและ สานักงานศาลยุติธรรมมีอสิ ระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาเนนิ การอื่น ทง้ั น้ี ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ สานกั งานศาลรัฐธรรมนญู มอี ิสระในการบรหิ ารงานบุคคล ค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมตามทก่ี ฎหมาย มาตรา ๒๘๐ ศาลปกครองมีหนว่ ยธรุ การของศาลปกครอง การงบประมาณ และการดาเนนิ การอ่นื ท้งั น้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ บญั ญตั ิ ที่เปน็ อสิ ระ โดยมเี ลขาธิการสานกั งานศาลปกครองเป็นผ้บู ังคบั บัญชา ขน้ึ ตรงต่อประธานศาลปกครองสงู สุด มาตรา ๒๒๒ ศาลยุตธิ รรมมีหน่วยธุรการของศาลยตุ ิธรรมท่ี เป็นอสิ ระ โดยมีเลขาธิการสานกั งานศาลยตุ ิธรรมเปน็ ผ้บู งั คบั บญั ชา ขนึ้ ตรงต่อประธานศาลฎีกา การแตง่ ตัง้ เลขาธิการสานักงานศาลยตุ ธิ รรม ตอ้ งมาจาก การเสนอของประธานศาลฎีกาและไดร้ ับความเหน็ ชอบของคณะ กรรมการตุลาการศาลยตุ ิธรรมตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ สานักงานศาลยุติธรรมมอี สิ ระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาเนินการอนื่ ทั้งน้ี ตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
๑๑๘ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ การแต่งตง้ั เลขาธกิ ารสานกั งานศาลปกครอง ต้องไดร้ ับ มาตรา ๒๒๗ ศาลปกครองมีหน่วยธรุ การของศาลปกครองทีเ่ ปน็ ความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามทก่ี ฎหมาย อสิ ระ โดยมเี ลขาธิการสานกั งานศาลปกครองเป็นผบู้ งั คบั บัญชาขนึ้ ตรงตอ่ บัญญัติ ประธานศาลปกครองสูงสดุ สานกั งานศาลปกครองมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การแต่งต้ังเลขาธิการสานกั งานศาลปกครอง ตอ้ งมาจาก การงบประมาณ และการดาเนินการอืน่ ท้งั น้ี ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ การเสนอของประธานศาลปกครองสูงสดุ และไดร้ บั ความเห็นชอบ ของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ สานักงานศาลปกครองมอี สิ ระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาเนินการอนื่ ทง้ั นี้ ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ ส่วนที่ ๓ ไมม่ ีการแกไ้ ข สว่ นที่ ๒ ศาลยตุ ธิ รรม ศาลยตุ ิธรรม มาตรา ๒๗๑ ศาลยุติธรรมมีอานาจพจิ ารณาพพิ ากษา มาตรา ๒๑๘ ตรงกบั มาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนญู แห่ง มาตรา ๑๙๔ ศาลยตุ ธิ รรมมีอานาจพจิ ารณาพิพากษาคดี คดีทัง้ ปวง เวน้ แต่คดที ่ีรฐั ธรรมนูญน้หี รอื กฎหมายบญั ญัตใิ ห้อยใู่ น ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ทั้งปวง เวน้ แตค่ ดที ่รี ฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมายบญั ญตั ใิ ห้อย่ใู นอานาจ อานาจของศาลอนื่ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนงึ่ ศาลยุตธิ รรมมสี ามชั้น คือ ของศาลอน่ื มาตรา ๒๗๒ วรรคหนง่ึ ศาลยุติธรรมมสี ามชน้ั คอื ศาลชน้ั ตน้ ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแตท่ ่ีมบี ญั ญัตไิ วเ้ ปน็ การจดั ตัง้ วิธพี จิ ารณาคดี และการดาเนนิ งานของศาล ศาลชน้ั ต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎกี า เวน้ แต่ทมี่ ีบญั ญัตไิ วเ้ ปน็ อยา่ งอื่นในรัฐธรรมนญู นห้ี รือตามกฎหมายอ่นื ยุตธิ รรมใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการนนั้ อย่างอื่นในรฐั ธรรมนญู นหี้ รอื ตามกฎหมายอนื่ วรรคสอง ศาลฎีกามีอานาจพิจารณาพพิ ากษาคดีทรี่ ฐั ธรรมนญู หรือกฎหมายบัญญตั ใิ หเ้ สนอต่อศาลฎีกาได้โดยตรง และคดีทีอ่ ุทธรณ์ หรือฎกี าคาพพิ ากษาหรอื คาส่ังของศาลชัน้ ต้นหรือศาลอุทธรณ์ตามที่ กฎหมายบญั ญตั ิ เว้นแต่เป็นกรณที ีศ่ าลฎกี าเหน็ วา่ ขอ้ กฎหมายหรอื ขอ้ เท็จจริงท่อี ุทธรณ์หรือฎีกานนั้ จะไม่เปน็ สาระอันควรแก่ การพิจารณา ศาลฎีกามีอานาจไมร่ ับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้ ท้ังน้ี ตามระเบยี บที่ทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี ากาหนด วรรคสาม ให้ศาลฎกี ามีอานาจพจิ ารณาและวินจิ ฉัยคดี ท่ีเก่ียวกบั การเลอื กต้ังและการเพกิ ถอนสิทธิเลือกต้งั ในการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและการไดม้ าซึ่งสมาชกิ วฒุ ิสภา และให้ ศาลอทุ ธรณม์ อี านาจพิจารณาและวนิ จิ ฉยั คดีทเ่ี ก่ียวกับการเลอื กต้งั และ การเพิกถอนสทิ ธเิ ลือกต้งั ในการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาทอ้ งถิน่ และผบู้ ริหาร ทอ้ งถ่ิน ท้ังน้ี วธิ ีพจิ ารณาและวนิ จิ ฉยั คดใี หเ้ ป็นไปตามระเบยี บที่
๑๑๙ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง ใหม้ แี ผนกคดอี าญาของผู้ดารง ทปี่ ระชมุ ใหญ่ศาลฎกี ากาหนด โดยตอ้ งใชร้ ะบบไตส่ วนและเป็นไป ตาแหน่งทางการเมอื งในศาลฎีกา โดยองค์คณะผพู้ พิ ากษา ประกอบดว้ ยผูพ้ ิพากษาในศาลฎกี าซงึ่ ดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กว่า โดยรวดเร็ว ผู้พิพากษาศาลฎีกา จานวนเก้าคน ซง่ึ ได้รับเลือกโดยท่ปี ระชมุ ใหญ่ ศาลฎีกาโดยวิธลี งคะแนนลับ และใหเ้ ลือกเปน็ รายคดี มาตรา ๒๑๙ วรรคสี่ ให้มแี ผนกคดอี าญาของผ้ดู ารงตาแหน่ง มาตรา ๑๙๕ ใหม้ แี ผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ วรรคสาม อานาจหน้าทข่ี องศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของ ทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองคค์ ณะผพู้ พิ ากษาประกอบด้วย ทางการเมืองในศาลฎกี า โดยองคค์ ณะผู้พพิ ากษาประกอบด้วย ผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมืองและวธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผดู้ ารง ตาแหน่งทางการเมือง ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีบญั ญตั ิไว้ในรฐั ธรรมนญู นีแ้ ละ ผพู้ ิพากษาในศาลฎกี าซึ่งดารงตาแหนง่ ไม่ต่ากว่าผ้พู ิพากษาศาลฎีกา ผูพ้ ิพากษาในศาลฎีกาซงึ่ ดารงตาแหน่งไม่ต่ากว่าผพู้ พิ ากษาศาลฎกี า ในกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยวิธพี จิ ารณาคดีอาญาของ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง หรือผพู้ พิ ากษาอาวโุ สซงึ่ เคยดารงตาแหน่งไมต่ า่ กว่าผพู้ ิพากษาศาลฎีกา หรือผพู้ ิพากษาอาวโุ สซง่ึ เคยดารงตาแหนง่ ไมต่ ่ากว่าผู้พพิ ากษาศาลฎีกา มาตรา ๓๑๐ วรรคสอง ให้นาบทบัญญัตมิ าตรา ๒๖๕ มาใช้ จานวนเกา้ คน ซ่งึ ไดร้ ับเลอื กโดยทีป่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าโดยวิธีลงคะแนน ซง่ึ ได้รับคดั เลือกโดยท่ปี ระชุมใหญศ่ าลฎกี า จานวนไม่นอ้ ยกว่าหา้ คน บงั คบั กับการปฏิบัตหิ น้าท่ีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผ้ดู ารง ตาแหน่งทางการเมอื งด้วยโดยอนโุ ลม ลบั และใหเ้ ลือกเปน็ รายคดี แตไ่ ม่เกนิ เก้าคนตามทบี่ ญั ญตั ิไวใ้ นพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑๑ การพิพากษาคดใี หถ้ อื เสยี งข้างมาก โดย วรรคห้า อานาจหนา้ ที่ของศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผ้ดู ารง ว่าดว้ ยวิธพี จิ ารณาคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง โดยให้ ผพู้ ิพากษาซงึ่ เปน็ องค์คณะทกุ คนต้องทาความเห็นในการวนิ จิ ฉยั คดี เปน็ หนังสือพร้อมทั้งตอ้ งแถลงด้วยวาจาต่อทปี่ ระชมุ กอ่ นการลงมติ ตาแหนง่ ทางการเมืองและวิธีพจิ ารณาคดอี าญาของผู้ดารงตาแหนง่ ทาง เลอื กเปน็ รายคดี ความเห็นในการวนิ จิ ฉยั คดีอย่างนอ้ ยต้องประกอบดว้ ย การเมอื ง ใหเ้ ปน็ ไปตามท่บี ญั ญัตไิ วใ้ นรัฐธรรมนญู น้แี ละในพระราชบญั ญตั ิ ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง (๑) ชื่อผู้ถกู กล่าวหา (๒) เรือ่ งทีถ่ ูกกล่าวหา ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยวิธีพิจารณาคดอี าญาของผู้ดารงตาแหนง่ ทาง มีอานาจพิจารณาพพิ ากษาคดตี ามทบี่ ญั ญัตไิ ว้ในรัฐธรรมนูญ (๓) ขอ้ กลา่ วหาและสรุปข้อเท็จจรงิ ทไี่ ดจ้ ากการพจิ ารณา (๔) เหตผุ ลในการวินจิ ฉยั ทัง้ ในปญั หาข้อเทจ็ จริงและ การเมือง วธิ พี จิ ารณาคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง ขอ้ กฎหมาย (๕) บทบัญญตั ิของกฎหมายที่ยกขนึ้ อา้ งองิ มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง วธิ พี จิ ารณาคดีของศาลฎกี าแผนก ใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย (๖) คาวินจิ ฉัยคดี รวมทัง้ การดาเนนิ การเกี่ยวกบั ทรัพยส์ นิ ที่เก่ยี วขอ้ ง ถา้ มี คดอี าญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมืองให้เปน็ ไปตามทบ่ี ัญญัตไิ วใ้ น วธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง คาสง่ั และคาพพิ ากษาของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผดู้ ารง ตาแหนง่ ทางการเมืองให้เปดิ เผยและเป็นทสี่ ุด พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยวิธีพจิ ารณาคดีอาญาของ คาพิพากษาของศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผู้ดารงตาแหน่ง ผ้ดู ารงตาแหนง่ ทางการเมือง และใหน้ าบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๑๓ มาใช้ ทางการเมือง ใหอ้ ุทธรณต์ อ่ ทปี่ ระชมุ ใหญ่ศาลฎีกาไดภ้ ายในสามสิบ บงั คับกับการปฏิบตั ิหน้าทขี่ องศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผู้ดารง วนั นับแต่วันท่ีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหน่ง ตาแหนง่ ทางการเมืองด้วยโดยอนโุ ลม ทางการเมอื งมีคาพิพากษา มาตรา ๒๗๘ การพพิ ากษาคดใี หถ้ ือเสยี งข้างมาก โดย การวนิ จิ ฉัยอทุ ธรณ์ของที่ประชมุ ใหญศ่ าลฎีกาตามวรรคสี่ ผพู้ พิ ากษาซึง่ เปน็ องค์คณะทุกคนต้องทาความเห็นในการวินจิ ฉยั คดี ให้ดาเนินการโดยองคค์ ณะของศาลฎกี าซ่งึ ประกอบดว้ ยผูพ้ พิ ากษา เปน็ หนงั สือพร้อมทงั้ ตอ้ งแถลงดว้ ยวาจาตอ่ ท่ีประชุมกอ่ นการลงมติ ในศาลฎกี าซึง่ ดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กว่าผ้พู ิพากษาหวั หนา้ คณะในศาล คาสั่งและคาพพิ ากษาของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผดู้ ารง ฎีกาหรอื ผพู้ พิ ากษาอาวุโสซ่ึงเคยดารงตาแหน่งไม่ต่ากวา่ ผู้พิพากษา ตาแหนง่ ทางการเมืองใหเ้ ปดิ เผยและเป็นท่สี ดุ เวน้ แตเ่ ป็นกรณีตาม หัวหน้าคณะในศาลฎกี าซ่งึ ไมเ่ คยพิจารณาคดนี นั้ มากอ่ น และไดร้ บั วรรคสาม คดั เลอื กโดยท่ปี ระชุมใหญ่ศาลฎกี าจานวนเกา้ คน โดยให้เลือกเป็น ในกรณีท่ีผตู้ อ้ งคาพิพากษาของศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของ รายคดี และเม่อื องค์คณะของศาลฎีกาดงั กลา่ วได้วนิ ิจฉยั แล้ว ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งมีพยานหลักฐานใหม่ ซง่ึ อาจทาให้ ใหถ้ ือว่าคาวินจิ ฉยั น้ันเป็นคาวนิ ิจฉยั ของทปี่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า ขอ้ เทจ็ จรงิ เปลย่ี นแปลงไปในสาระสาคัญ อาจย่นื อุทธรณต์ ่อ ในกรณีทศ่ี าลฎีกาแผนกคดอี าญาของผ้ดู ารงตาแหนง่ ทาง การเมอื งมีคาพิพากษาใหผ้ ู้ใดพ้นจากตาแหนง่ หรอื คาพิพากษานั้นมี
๑๒๐ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ที่ประชมุ ใหญศ่ าลฎกี าภายในสามสบิ วันนับแต่วันทีม่ ีคาพิพากษา ผลใหผ้ ูใ้ ดพ้นจากตาแหนง่ ไมว่ า่ จะมีการอทุ ธรณ์ตามวรรคส่หี รือไม่ ของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมืองได้ ให้ผู้นน้ั พ้นจากตาแหน่งตงั้ แต่วนั ทศี่ าลฎีกาแผนกคดอี าญาของ หลกั เกณฑก์ ารยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยของทีป่ ระชมุ ผ้ดู ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งมคี าพพิ ากษา ใหญ่ศาลฎกี า ใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บที่ท่ีประชมุ ใหญ่ศาลฎีกากาหนด หลกั เกณฑ์และวธิ กี ารอุทธรณ์ตามวรรคส่ี และการพจิ ารณา วินจิ ฉยั อทุ ธรณต์ ามวรรคห้า ให้เปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบ รฐั ธรรมนูญว่าด้วยวิธพี จิ ารณาคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมือง มาตรา ๒๔๙ วรรคหา้ การโยกยา้ ยผูพ้ พิ ากษาและตลุ าการ มาตรา ๑๙๗ วรรคสาม การโยกย้ายผู้พิพากษาและตลุ าการ มาตรา ๑๙๖ การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกบั ผู้พิพากษาศาล โดยไมไ่ ด้รบั ความยินยอมจากผ้พู พิ ากษาและตลุ าการนั้น จะกระทา โดยไมไ่ ดร้ บั ความยนิ ยอมจากผ้พู พิ ากษาและตลุ าการนนั้ จะกระทา ยุติธรรมตอ้ งมคี วามเปน็ อสิ ระ และดาเนนิ การโดยคณะกรรมการ มไิ ด้ เว้นแต่เป็นการโยกยา้ ยตามวาระตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ มิได้ เว้นแต่เปน็ การโยกย้ายตามวาระตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ ตุลาการศาลยตุ ิธรรม ซ่งึ ประกอบดว้ ยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน เป็นการเล่ือนตาแหน่งใหส้ งู ขน้ึ เปน็ กรณีทอ่ี ยใู่ นระหวา่ งถูกดาเนนิ การ เปน็ การเลอ่ื นตาแหนง่ ใหส้ ูงข้ึน เปน็ กรณีทอี่ ยใู่ นระหว่างถูก และกรรมการผูท้ รงคณุ วฒุ ิซึง่ เปน็ ขา้ ราชการตลุ าการในแต่ละช้ันศาล ทางวนิ ัย หรือตกเป็นจาเลยในคดอี าญา ดาเนนิ การทางวนิ ยั หรือตกเปน็ จาเลยในคดีอาญา เป็นกรณีท่ี และผูท้ รงคณุ วฒุ ิซง่ึ ไม่เปน็ หรือเคยเป็นขา้ ราชการตุลาการ บรรดาท่ี มาตรา ๒๕๓ เงินเดอื น เงินประจาตาแหนง่ และประโยชน์ กระทบกระเทอื นต่อความยตุ ธิ รรมในการพิจารณาพิพากษาคดี หรือ ได้รบั เลอื กจากข้าราชการตลุ าการไมเ่ กินสองคน ท้ังนี้ ตามที่ ตอบแทนอนื่ ของผพู้ ิพากษาและตลุ าการ ให้เป็นไปตามทีก่ ฎหมาย มเี หตสุ ุดวิสัยหรือเหตุจาเป็นอืน่ อันไมอ่ าจก้าวล่วงได้ ท้ังนี้ ตามท่ี กฎหมายบญั ญตั ิ บญั ญัติ ทงั้ นี้ จะนาระบบบญั ชเี งินเดือนหรือเงินประจาตาแหนง่ ของ กฎหมายบัญญตั ิ ข้าราชการพลเรอื นมาใช้บังคับ มไิ ด้ มาตรา ๒๐๒ เงนิ เดือน เงนิ ประจาตาแหน่ง และประโยชน์ บทบัญญตั วิ รรคหนงึ่ ให้นามาใชบ้ ังคบั กับกรรมการการเลือกตง้ั ตอบแทนอนื่ ของผพู้ ิพากษาและตลุ าการ ให้เป็นไปตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ ผู้ตรวจการแผ่นดนิ ของรัฐสภา กรรมการป้องกนั และปราบปราม ทั้งนี้ จะนาระบบบญั ชีเงนิ เดอื นหรือเงนิ ประจาตาแหนง่ ของข้าราชการ การทุจรติ แห่งชาติ และกรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน ด้วย โดยอนโุ ลม พลเรือนมาใช้บงั คับมไิ ด้ มาตรา ๒๕๔ บคุ คลจะดารงตาแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ ให้นาความในวรรคหนงึ่ มาใชบ้ ังคับกบั กรรมการการเลือกตั้ง ตลุ าการศาลยุติธรรม กรรมการในคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ หรือกรรมการในคณะกรรมการตลุ าการของศาลอน่ื ตามกฎหมายว่า และกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ดว้ ยโดยอนโุ ลม ดว้ ยการนั้น ในเวลาเดยี วกันมไิ ด้ ท้ังนี้ ไม่วา่ จะเป็นกรรมการโดย มาตรา ๒๐๓ ตรงกบั ความในมาตรา ๒๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ตาแหนง่ หรือกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๓ การแตง่ ตงั้ และการให้ผพู้ พิ ากษาในศาลยตุ ิธรรม มาตรา ๒๒๐ การแต่งตั้งและการใหผ้ ้พู พิ ากษาในศาลยตุ ธิ รรม พ้นจากตาแหน่ง ต้องไดร้ บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการ พ้นจากตาแหน่ง ตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาล ศาลยตุ ิธรรมกอ่ น แล้วจงึ นาความกราบบังคมทลู ยตุ ธิ รรมก่อน แลว้ จึงนาความกราบบงั คมทูล การเล่อื นตาแหน่ง การเลือ่ นเงินเดือน และการลงโทษผ้พู ิพากษา การเล่ือนตาแหน่ง การเลอื่ นเงนิ เดอื น และการลงโทษ ในศาลยุตธิ รรม ตอ้ งได้รบั ความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการ ผพู้ พิ ากษาในศาลยตุ ธิ รรม ต้องไดร้ ับความเหน็ ชอบของคณะ ศาลยุติธรรม ในการนี้ใหค้ ณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ธิ รรมแตง่ ต้งั กรรมการตลุ าการศาลยตุ ิธรรม ในการนใ้ี ห้คณะกรรมการตุลาการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๑๒๑ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา คณะอนุกรรมการขึ้นชน้ั ศาลละหนึง่ คณะ เพ่ือเสนอความคดิ เหน็ ใน เรอ่ื งดังกลา่ วเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๔ คณะกรรมการตุลาการศาลยตุ ิธรรมประกอบดว้ ย ศาลยุติธรรมแตง่ ต้งั คณะอนกุ รรมการข้นึ ชัน้ ศาลละหนึ่งคณะ เพื่อ บุคคลดงั ตอ่ ไปน้ี เสนอความคดิ เหน็ ในเรอื่ งดังกลา่ วเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา (๑) ประธานศาลฎกี าเป็นประธานกรรมการ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ิธรรม (๒) กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิในแตล่ ะชน้ั ศาล ชน้ั ศาลละสี่คน ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ตอ้ งคานงึ ถึงความรู้ความสามารถและ รวมเปน็ สิบสองคน ซง่ึ เป็นขา้ ราชการตลุ าการในแตล่ ะชน้ั ศาล และ พฤติกรรมทางจริยธรรมของบคุ คลดังกล่าวดว้ ย เป็นสาคญั ได้รับเลอื กจากขา้ ราชการตลุ าการในทกุ ชั้นศาล (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิจานวนสองคน ซึ่งไมเ่ ป็นหรอื มาตรา ๒๒๑ คณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรมประกอบด้วย เคยเปน็ ข้าราชการตลุ าการ และได้รบั เลอื กจากวุฒิสภา บคุ คลดงั ตอ่ ไปน้ี คณุ สมบตั ิ ลักษณะต้องห้าม และวธิ ีการเลือกกรรมการ ผทู้ รงคณุ วุฒิ ใหเ้ ปน็ ไปตามทีก่ ฎหมายบญั ญัติ (๑) ประธานศาลฎกี าเป็นประธานกรรมการ (๒) กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นแต่ละชัน้ ศาล ไดแ้ ก่ ศาลฎีกาหก คน ศาลอุทธรณส์ ่ีคน และศาลช้นั ต้นสองคน ซ่งึ เป็นข้าราชการ ตลุ าการในแต่ละช้ันศาล และไดร้ บั เลือกจากขา้ ราชการตลุ าการใน แต่ละช้นั ศาล (๓) กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิจานวนสองคน ซ่ึงไมเ่ ปน็ ข้าราชการ ตุลาการ และไดร้ ับเลือกจากวฒุ ิสภา คุณสมบตั ิ ลักษณะต้องห้าม และวธิ ีการเลอื กกรรมการ ผทู้ รงคุณวุฒิ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ ในกรณที ่ีไมม่ ีกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิตามวรรคหนง่ึ (๓) หรือ มแี ตไ่ ม่ครบสองคน ถา้ คณะกรรมการตลุ าการศาลยตุ ิธรรมจานวน ไมน่ อ้ ยกวา่ เจด็ คนเห็นวา่ มเี ร่ืองเร่งด่วนทีต่ อ้ งให้ความเห็นชอบ ใหค้ ณะกรรมการตลุ าการศาลยุติธรรมจานวนดงั กล่าวเปน็ องค์ประกอบและองคป์ ระชุมพจิ ารณาเรอ่ื งเร่งดว่ นนน้ั ได้ มาตรา ๓๐๖ ในวาระเร่มิ แรก ใหผ้ ู้พพิ ากษาในศาลฎกี าท่ี เคยดารงตาแหนง่ ไมต่ า่ กว่าผพู้ พิ ากษาศาลฎกี าซึ่งมอี ายคุ รบหกสบิ ปี บริบรู ณ์ในปงี บประมาณ ๒๕๕๐ สามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ผพู้ ิพากษา อาวุโสในศาลฎกี าตามมาตรา ๒๑๙ ได้ ท้ังน้ี จนกวา่ จะมีการปรับปรุง กฎหมายเก่ียวกบั การกาหนดหลักเกณฑ์การปฏิบตั ิหนา้ ท่ขี อง ผูพ้ ิพากษาอาวุโส ภายในหน่งึ ปีนับแตว่ ันประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู น้ใี หต้ รา กฎหมายกาหนดหลกั เกณฑใ์ หผ้ ้พู พิ ากษาศาลยตุ ิธรรมดารงตาแหน่ง
๑๒๒ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ส่วนท่ี ๔ ไดจ้ นถึงอายุครบเจ็ดสบิ ปี และผู้พพิ ากษาศาลยตุ ิธรรมซงึ่ มอี ายคุ รบ ศาลปกครอง มาตรา ๒๗๖ ศาลปกครองมอี านาจพจิ ารณาพิพากษาคดที ่ี หกสบิ ปีบรบิ ูรณข์ ้ึนไปในปีงบประมาณใดซง่ึ ไดป้ ฏิบตั หิ นา้ ทม่ี าแล้ว เป็นข้อพิพาทระหวา่ งหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการส่วนท้องถ่ิน หรือเจ้าหน้าท่ขี องรัฐทีอ่ ยใู่ นบงั คบั บัญชา ไม่น้อยกวา่ ยสี่ บิ ปีและผา่ นการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบตั ิ หรือในกากบั ดูแลของรฐั บาลกับเอกชน หรือระหว่างหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนทอ้ งถิ่น หรือเจา้ หนา้ ท่ี หนา้ ที่ สามารถขอไปดารงตาแหนง่ ผพู้ พิ ากษาอาวโุ สในศาลซึ่ง ของรฐั ที่อยู่ในบังคับบัญชาหรอื ในกากับดแู ลของรัฐบาลดว้ ยกัน ซึง่ เป็นข้อพิพาทอนั เนือ่ งมาจากการกระทาหรือการละเว้นการกระทา ไมส่ งู กวา่ ขณะดารงตาแหนง่ ได้ ทีห่ นว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรอื ราชการส่วน ทอ้ งถ่นิ หรือเจา้ หน้าทข่ี องรัฐนั้น ต้องปฏิบตั ติ ามกฎหมาย หรอื กฎหมายท่ีจะตราขึ้นตามวรรคหนงึ่ และวรรคสอง จะตอ้ งมี เน่อื งจากการกระทาหรอื การละเวน้ การกระทาทหี่ น่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสว่ นท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ บทบญั ญัตใิ หผ้ ้ทู ี่จะมีอายคุ รบหกสิบปบี รบิ ูรณ์ขึน้ ไปในปีงบประมาณใด ของรฐั นั้น ตอ้ งรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั หิ นา้ ทีต่ ามกฎหมาย ทั้งนี้ ตามที่ กฎหมายบัญญตั ิ ในระยะสบิ ปแี รกนบั แต่วันทีก่ ฎหมายดังกลา่ วมผี ลใชบ้ ังคับ ให้มีศาลปกครองสงู สุดและศาลปกครองชั้นตน้ และจะมี ศาลปกครองชนั้ อุทธรณด์ ้วยกไ็ ด้ ทยอยพน้ จากตาแหน่งทด่ี ารงอยเู่ ปน็ ลาดบั ในแตล่ ะปตี ่อเนื่องกนั ไป และสามารถขอไปดารงตาแหน่งผพู้ ิพากษาอาวุโสต่อไปได้ ใหน้ าบทบัญญัตใิ นวรรคสอง และวรรคสาม ไปใช้กบั พนกั งาน อยั การดว้ ย โดยอนุโลม ไม่มกี ารแก้ไข สว่ นท่ี ๓ ศาลปกครอง มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมีอานาจพจิ ารณาพิพากษาคดพี ิพาท มาตรา ๑๙๗ ศาลปกครองมีอานาจพจิ ารณาพพิ ากษา ระหวา่ งหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ องคก์ รปกครอง คดปี กครองอนั เนือ่ งมาจากการใช้อานาจทางปกครองตามกฎหมาย ส่วนท้องถนิ่ หรอื องคก์ รตามรฐั ธรรมนญู หรอื เจา้ หน้าทข่ี องรัฐกบั เอกชน หรือเน่ืองมาจากการดาเนนิ กจิ การทางปกครอง ทงั้ น้ี ตามท่ี หรอื ระหว่างหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ องค์กรปกครอง กฎหมายบญั ญตั ิ สว่ นท้องถ่นิ หรอื องคก์ รตามรัฐธรรมนญู หรอื เจา้ หน้าที่ของรัฐดว้ ยกนั ใหม้ ีศาลปกครองสงู สุดและศาลปกครองชั้นตน้ อันเนื่องมาจากการใชอ้ านาจทางปกครองตามกฎหมาย หรอื เนอ่ื งมาจาก อานาจศาลปกครองตามวรรคหน่ึง ไมร่ วมถึงการวินจิ ฉยั ชีข้ าด การดาเนินกจิ การทางปกครองของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐ ขององค์กรอิสระซึ่งเปน็ การใชอ้ านาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนญู ของ รัฐวิสาหกิจ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ หรือองค์กรตามรฐั ธรรมนญู หรอื องค์กรอสิ ระนนั้ ๆ เจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐ ทั้งน้ี ตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ รวมทงั้ มีอานาจพจิ ารณา การจัดตงั้ วิธีพจิ ารณาคดี และการดาเนินงานของศาลปกครอง พพิ ากษาเร่อื งทร่ี ัฐธรรมนญู หรอื กฎหมายบญั ญตั ใิ หอ้ ยู่ในอานาจของ ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการน้นั ศาลปกครอง อานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยช้ีขาดของ องค์กรตามรัฐธรรมนญู ซึ่งเป็นการใชอ้ านาจโดยตรงตามรัฐธรรมนญู ของ องค์กรตามรฐั ธรรมนูญนั้น
๑๒๓ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหม้ ศี าลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชนั้ ต้น และจะมีศาล ปกครองช้ันอทุ ธรณด์ ้วยกไ็ ด้ มาตรา ๒๕๓ เงนิ เดือน เงนิ ประจาตาแหน่ง และประโยชน์ มาตรา ๒๐๒ เงนิ เดอื น เงินประจาตาแหน่ง และประโยชนต์ อบ มาตรา ๑๙๘ การบรหิ ารงานบุคคลเกย่ี วกบั ตุลาการศาล ตอบแทนอ่ืนของผู้พพิ ากษาและตลุ าการ ให้เปน็ ไปตามท่ีกฎหมาย แทนอ่นื ของผ้พู พิ ากษาและตลุ าการ ใหเ้ ปน็ ไปตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ ท้ังน้ี ปกครองต้องมีความเป็นอสิ ระ และดาเนินการโดยคณะกรรมการ บญั ญตั ิ ทั้งนี้ จะนาระบบบญั ชีเงินเดอื นหรอื เงินประจาตาแหนง่ ของ จะนาระบบบญั ชเี งนิ เดือนหรือเงินประจาตาแหนง่ ของข้าราชการพลเรือน ตลุ าการศาลปกครองซ่งึ ประกอบด้วยประธานศาลปกครองสงู สดุ ขา้ ราชการพลเรือนมาใชบ้ ังคับ มิได้ มาใช้บงั คบั มไิ ด้ เปน็ ประธาน และกรรมการผูท้ รงคุณวุฒซิ ึง่ เปน็ ตลุ าการใน บทบัญญัตวิ รรคหนึ่งใหน้ ามาใชบ้ ังคบั กบั กรรมการการเลอื กตงั้ ใหน้ าความในวรรคหนง่ึ มาใช้บงั คบั กบั กรรมการการเลอื กต้ัง ศาลปกครอง และผทู้ รงคณุ วฒุ ซิ ่ึงไม่เปน็ หรือเคยเป็นตลุ าการใน ผู้ตรวจการแผ่นดนิ ของรฐั สภา กรรมการป้องกันและปราบปราม ผู้ตรวจการแผน่ ดิน กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ ศาลปกครองไม่เกินสองคน บรรดาท่ีได้รับเลอื กจากข้าราชการตลุ า การทจุ ริตแห่งชาติ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ดว้ ย โดยอนโุ ลม และกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ดว้ ยโดยอนโุ ลม การศาลปกครอง ทั้งน้ี ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ มาตรา ๒๕๔ บุคคลจะดารงตาแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ มาตรา ๒๐๓ ตรงกับความในมาตรา ๒๕๔ ของรฐั ธรรมนญู ตุลาการศาลยุติธรรม กรรมการในคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ หรอื กรรมการในคณะกรรมการตลุ าการของศาลอน่ื ตามกฎหมาย มาตรา ๒๒๔ การแต่งตั้งและการให้ตลุ าการในศาลปกครอง ว่าด้วยการนัน้ ในเวลาเดยี วกนั มิได้ ท้งั น้ี ไม่ว่าจะเป็นกรรมการโดย พ้นจากตาแหนง่ ต้องไดร้ ับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการ ตาแหน่งหรือกรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ศาลปกครองตามท่ีกฎหมายบญั ญตั กิ ่อน แลว้ จึงนาความกราบบงั คมทลู มาตรา ๒๗๗ การแตง่ ต้ังและการใหต้ ลุ าการในศาลปกครอง ผูท้ รงคณุ วุฒสิ าขานติ ิศาสตร์และผูท้ รงคณุ วุฒิในการบรหิ าร พ้นจากตาแหน่ง ตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการ ราชการแผน่ ดินอาจไดร้ บั แต่งต้ังใหเ้ ปน็ ตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ ได้ ศาลปกครองตามที่กฎหมายบญั ญัตกิ ่อน แล้วจึงนาความกราบบังคมทลู การแต่งตง้ั ให้บคุ คลดังกล่าวเป็นตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ ให้แตง่ ตง้ั ผทู้ รงคณุ วุฒสิ าขานิตศิ าสตรแ์ ละผทู้ รงคณุ วฒุ ิในการบรหิ าร ไม่น้อยกว่าหนึง่ ในสามของจานวนตลุ าการในศาลปกครองสงู สดุ ทงั้ หมด ราชการแผ่นดิน อาจไดร้ บั แต่งตงั้ ให้เป็นตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ และต้องได้รับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองตามท่ี ได้ การแตง่ ตั้งให้บคุ คลดังกลา่ วเปน็ ตุลาการในศาลปกครองสงู สุดให้ กฎหมายบญั ญตั ิและไดร้ บั ความเห็นชอบจากวุฒสิ ภาก่อน แลว้ จึงนาความ แตง่ ต้ังไม่นอ้ ยกว่าหน่ึงในสามของจานวนตุลาการในศาลปกครอง กราบบงั คมทลู สงู สดุ ท้งั หมด และตอ้ งไดร้ ับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ การเล่ือนตาแหนง่ การเลื่อนเงินเดอื น และการลงโทษ ศาลปกครองตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั แิ ละไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก ตุลาการในศาลปกครอง ตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ วฒุ สิ ภาก่อน แลว้ จึงนาความกราบบังคมทลู ตุลาการศาลปกครองตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ การเลอ่ื นตาแหนง่ การเล่ือนเงินเดอื น และการลงโทษตลุ าการ ตุลาการศาลปกครองในช้ันศาลใดจะมจี านวนเท่าใด ให้เป็นไป ในศาลปกครอง ตอ้ งไดร้ ับความเหน็ ชอบของคณะกรรมการตลุ าการ ตามท่ีคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองกาหนด ศาลปกครองตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ มาตรา ๒๒๕ ตรงกับความในมาตรา ๒๗๘ ของรัฐธรรมนญู มาตรา ๒๗๘ การแตง่ ต้งั ตุลาการในศาลปกครองใหด้ ารง แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ตาแหน่งประธานศาลปกครองสูงสดุ นนั้ เมอ่ื ไดร้ บั ความเห็นชอบของ
๑๒๔ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองและวฒุ ิสภาแล้ว ใหน้ ายกรัฐมนตรี มาตรา ๒๒๖ คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองประกอบด้วย นาความกราบบังคมทลู เพอื่ ทรงแต่งต้ังตอ่ ไป บคุ คล ดังตอ่ ไปนี้ มาตรา ๒๗๙ คณะกรรมการตลุ าการศาลปกครอง ประกอบดว้ ยบุคคล ดังตอ่ ไปนี้ (๑) ประธานศาลปกครองสูงสดุ เปน็ ประธานกรรมการ (๑) ประธานศาลปกครองสูงสุดเปน็ ประธานกรรมการ (๒) กรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิจานวนเก้าคนซ่งึ เป็นตลุ าการใน (๒) กรรมการผทู้ รงคณุ วุฒจิ านวนเก้าคนซ่ึงเปน็ ตลุ าการใน ศาลปกครองและได้รบั เลอื กจากตลุ าการในศาลปกครองดว้ ยกันเอง ศาลปกครองและไดร้ ับเลอื กจากตลุ าการในศาลปกครองดว้ ยกันเอง (๓) กรรมการผทู้ รงคุณวุฒซิ ึ่งไดร้ บั เลือกจากวฒุ ิสภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอกี หนึง่ คน (๓) กรรมการผ้ทู รงคณุ วฒุ ซิ ่งึ ไดร้ บั เลอื กจากวฒุ สิ ภาสองคน คุณสมบตั ิ ลกั ษณะต้องหา้ ม และวธิ ีการเลือกกรรมการ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ ให้เปน็ ไปตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนงึ่ คน ส่วนที่ ๕ คุณสมบัติ ลกั ษณะต้องห้าม และวธิ กี ารเลอื กกรรมการ ศาลทหาร มาตรา ๒๘๑ ศาลทหารมีอานาจพจิ ารณาพิพากษาคดอี าญา ผูท้ รงคณุ วฒุ ิ ใหเ้ ป็นไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ ทหารและคดีอ่ืนตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ การแต่งตงั้ และการให้ตลุ าการศาลทหารพน้ จากตาแหนง่ ในกรณีทไี่ มม่ กี รรมการผูท้ รงคณุ วฒุ ติ ามวรรคหน่ึง (๓) หรอื ให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ มแี ต่ไมค่ รบสามคน ถ้าคณะกรรมการตลุ าการศาลปกครองจานวน ส่วนท่ี ๒ ศาลรัฐธรรมนญู ไม่นอ้ ยกวา่ หกคนเหน็ วา่ เปน็ เรื่องเร่งด่วนที่ตอ้ งใหค้ วามเหน็ ชอบ ใหค้ ณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจานวนดังกล่าวเปน็ องคป์ ระกอบและองคป์ ระชุมพจิ ารณาเรอ่ื งเร่งดว่ นน้ันได้ ไมม่ ีการแกไ้ ข สว่ นที่ ๔ ศาลทหาร มาตรา ๒๒๘ ศาลทหารมอี านาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญา มาตรา ๑๙๙ ศาลทหารมอี านาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีอาญา ซง่ึ ผ้กู ระทาผดิ เป็นบคุ คลทอ่ี ยู่ในอานาจศาลทหารและคดีอื่น ทงั้ น้ี ทีผ่ ู้กระทาความผดิ เปน็ บุคคลซึ่งอยใู่ นอานาจศาลทหารและคดีอ่ืน ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ ทงั้ นี้ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ การแต่งตง้ั และการใหต้ ลุ าการศาลทหารพ้นจากตาแหนง่ การจัดตง้ั วธิ พี ิจารณาคดี และการดาเนินงานของศาลทหาร ให้เปน็ ไปตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ ตลอดจนการแตง่ ตง้ั และการใหต้ ุลาการศาลทหารพ้นจากตาแหน่ง ให้เปน็ ไปตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ ไม่มกี ารแก้ไข หมวด ๑๑ ศาลรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๕๕ วรรคหน่ึง ศาลรัฐธรรมนญู ประกอบด้วยประธาน มาตรา ๒๐๔ วรรคหนง่ึ ศาลรฐั ธรรมนญู ประกอบด้วย มาตรา ๒๐๐ ศาลรัฐธรรมนญู ประกอบด้วยตลุ าการศาล ศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญอน่ื อกี สิบส่ีคน ประธานศาลรัฐธรรมนญู คนหนึง่ และตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู อนื่ อกี รัฐธรรมนูญจานวนเก้าคนซง่ึ พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตั้งจากบคุ คล ซึ่งพระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภาจากบคุ คล แปดคน ซึ่งพระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตงั้ ตามคาแนะนาของวฒุ ิสภา ดงั ต่อไปน้ี ดงั ต่อไปน้ี จากบคุ คลดงั ต่อไปน้ี
๑๒๕ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ (๑) ผพู้ พิ ากษาในศาลฎกี า ซ่ึงดารงตาแหน่งไม่ตา่ กวา่ ผพู้ พิ ากษา (๑) ผพู้ ิพากษาในศาลฎกี าซง่ึ ดารงตาแหน่งไม่ตา่ กวา่ ผพู้ ิพากษา (๑) ผ้พู พิ ากษาในศาลฎกี าซงึ่ ดารงตาแหน่งไมต่ ่ากวา่ ผพู้ พิ ากษา ศาลฎกี า ซ่ึงได้รับเลือกโดยท่ีประชมุ ใหญศ่ าลฎีกาโดยวธิ ีลงคะแนนลบั จานวนหา้ คน ศาลฎกี า ซ่ึงไดร้ ับเลอื กโดยทป่ี ระชุมใหญศ่ าลฎกี าโดยวธิ ีลงคะแนน หัวหน้าคณะในศาลฎกี ามาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ สามปี ซ่ึงได้รับคดั เลือก (๒) ตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ ซ่ึงไดร้ ับเลอื กโดยที่ประชุมใหญ่ ลบั จานวนสามคน โดยทีป่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า จานวนสามคน ศาลปกครองสูงสุดโดยวธิ ลี งคะแนนลบั จานวนสองคน (๒) ตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ ซ่ึงได้รบั เลือกโดยท่ีประชมุ (๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสดุ ซึง่ ดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กว่า (๓) ผทู้ รงคุณวฒุ สิ าขานติ ศิ าสตร์ ซ่ึงได้รบั เลือกตามมาตรา ๒๕๗ จานวนหา้ คน ใหญต่ ลุ าการในศาลปกครองสูงสุดโดยวธิ ลี งคะแนนลบั จานวนสองคน ตุลาการศาลปกครองสูงสดุ มาแล้วไม่นอ้ ยกว่าหา้ ปี ซึง่ ไดร้ บั คัดเลือก (๔) ผทู้ รงคณุ วฒุ ิสาขารฐั ศาสตร์ ซ่ึงไดร้ ับเลือกตามมาตรา ๒๕๗ (๓) ผู้ทรงคณุ วฒุ สิ าขานติ ิศาสตร์ซง่ึ มีความรคู้ วามเชี่ยวชาญ โดยที่ประชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสงู สุด จานวนสองคน จานวนสามคน ทางด้านนิติศาสตร์อยา่ งแทจ้ ริงและไดร้ ับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ (๓) ผทู้ รงคุณวฒุ สิ าขานิตศิ าสตร์ซงึ่ ได้รับการสรรหาจาก มาตรา ๒๕๖ ผูท้ รงคุณวฒุ ิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และ (๔) ตอ้ งมคี ณุ สมบตั แิ ละไมม่ ลี กั ษณะตอ้ งหา้ ม ดงั ต่อไปนี้ จานวนสองคน ผู้ดารงตาแหน่งหรอื เคยดารงตาแหนง่ ศาสตราจารย์ของ (๔) ผู้ทรงคุณวุฒสิ าขารัฐศาสตร์ รฐั ประศาสนศาสตร์ หรอื มหาวทิ ยาลยั ในประเทศไทยมาแลว้ เป็นเวลาไมน่ ้อยกวา่ ห้าปี และยงั สงั คมศาสตรอ์ น่ื ซ่ึงมคี วามรู้ความเช่ียวชาญทางดา้ นการบรหิ าร มผี ลงานทางวิชาการเป็นทป่ี ระจกั ษ์ จานวนหน่ึงคน ราชการแผน่ ดินอยา่ งแท้จรงิ และได้รบั เลือกตามมาตรา ๒๐๖ (๔) ผู้ทรงคุณวุฒสิ าขารัฐศาสตร์หรือรฐั ประศาสนศาสตรซ์ งึ่ จานวนสองคน ไดร้ บั การสรรหาจากผดู้ ารงตาแหนง่ หรือเคยดารงตาแหน่ง วรรคสอง ในกรณีทีไ่ ม่มผี ู้พพิ ากษาในศาลฎกี าหรือตลุ าการ ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลยั ในประเทศไทยมาแลว้ เป็นเวลา ในศาลปกครองสงู สดุ ได้รบั เลือกตาม (๑) หรอื (๒) ให้ท่ปี ระชมุ ใหญ่ ไมน่ ้อยกวา่ ห้าปี และยงั มผี ลงานทางวิชาการเป็นท่ีประจักษ์ จานวน ศาลฎกี าหรอื ท่ปี ระชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ หนง่ึ คน แล้วแตก่ รณี เลอื กบคุ คลอ่ืนซง่ึ มคี ณุ สมบัติและไมม่ ลี กั ษณะต้องห้าม (๕) ผทู้ รงคุณวฒุ ซิ ึ่งไดร้ บั การสรรหาจากผรู้ บั หรือเคยรบั ตามมาตรา ๒๐๕ และมีความรูค้ วามเช่ียวชาญทางดา้ นนิตศิ าสตร์ ราชการในตาแหน่งไม่ตา่ กวา่ อธิบดหี รอื หัวหนา้ ส่วนราชการที่ ทีเ่ หมาะสมจะปฏบิ ตั หิ น้าที่เปน็ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ใหเ้ ป็น เทียบเท่า หรอื ตาแหน่งไมต่ า่ กว่ารองอยั การสงู สดุ มาแล้วไม่น้อยกว่า ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตาม (๑) หรอื (๒) แล้วแต่กรณี ห้าปี จานวนสองคน ในกรณไี ม่อาจเลอื กผู้พิพากษาหัวหนา้ คณะในศาลฎกี าตาม (๑) ทปี่ ระชมุ ใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบคุ คลจากผซู้ ึ่งเคยดารงตาแหนง่ ไมต่ ่ากว่าผู้พิพากษาในศาลฎกี ามาแลว้ ไม่นอ้ ยกว่าสามปกี ็ได้ การนับระยะเวลาตามวรรคหน่งึ ให้นบั ถงึ วันท่ไี ด้รับ การคัดเลือกหรอื วันสมคั รเข้ารบั การสรรหา แลว้ แตก่ รณี ในกรณี จาเป็นอนั ไมอ่ าจหลกี เลย่ี งได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศลด ระยะเวลาตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสองลงกไ็ ด้ แตจ่ ะลดลงเหลือ นอ้ ยกว่าสองปมี ไิ ด้ มาตรา ๒๐๕ ผู้ทรงคณุ วุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ตอ้ งมี มาตรา ๒๐๑ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตอ้ งมีคณุ สมบตั ิ คุณสมบตั แิ ละไมม่ ีลกั ษณะตอ้ งห้าม ดังตอ่ ไปน้ี ดังตอ่ ไปนี้ด้วย
๑๒๖ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (๑) มสี ัญชาติไทยโดยการเกดิ (๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกิด (๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายไุ มต่ ่ากว่าสีส่ บิ หา้ ปีบริบรู ณ์ (๒) มอี ายุไมต่ า่ กวา่ สส่ี บิ หา้ ปีบริบรู ณ์ (๒) มีอายไุ มต่ า่ กวา่ สี่สบิ ห้าปี แตไ่ ม่ถึงหกสิบแปดปีในวันที่ (๓) เคยเปน็ รัฐมนตรี กรรมการการเลือกตงั้ ผู้ตรวจการแผน่ ดิน (๓) เคยเปน็ รฐั มนตรี ตลุ าการพระธรรมนญู ในศาลทหารสงู สุด ไดร้ บั การคดั เลือกหรือวนั สมคั รเขา้ รับการสรรหา ของรฐั สภา กรรมการสิทธิมนุษยชนแหง่ ชาติ กรรมการปอ้ งกนั และ กรรมการการเลอื กตงั้ ผู้ตรวจการแผ่นดนิ กรรมการปอ้ งกันและ (๓) สาเร็จการศึกษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรหี รือเทยี บเทา่ ปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ หรอื กรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ หรอื ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน หรือ (๔) มีความซ่อื สตั ยส์ ุจรติ เป็นทีป่ ระจักษ์ เคยรับราชการในตาแหนง่ ไม่ตา่ กว่ารองอัยการสงู สดุ อธบิ ดีหรอื กรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ หรอื เคยรบั ราชการในตาแหน่ง (๕) มีสขุ ภาพทส่ี ามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ทไี่ ด้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ เทยี บเทา่ หรอื ดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กวา่ ศาสตราจารย์ ไม่ต่ากว่ารองอัยการสูงสุด อธบิ ดีหรือผดู้ ารงตาแหน่งทางบรหิ ารใน หน่วยราชการท่ีมีอานาจบริหารเทียบเท่าอธบิ ดี หรอื ดารงตาแหน่ง ไม่ต่ากวา่ ศาสตราจารย์ หรือเคยเป็นทนายความที่ประกอบวิชาชีพ อย่างสมา่ เสมอและต่อเน่อื งไม่น้อยกวา่ สามสิบปีนับถึงวันทีไ่ ดร้ บั การเสนอชอื่ มาตรา ๒๕๖ ผทู้ รงคณุ วุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และ (๔) มาตรา ๒๐๕ ผูท้ รงคณุ วฒุ ติ ามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ตอ้ งมี มาตรา ๒๐๒ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ตอ้ งไม่มีลกั ษณะ ตอ้ งมคี ณุ สมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะตอ้ งหา้ ม ดังตอ่ ไปน้ี คณุ สมบตั ิและไมม่ ีลักษณะตอ้ งห้าม ดังต่อไปนี้ ต้องห้าม ดงั ตอ่ ไปน้ี (๔) ไม่มลี ักษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๐๖ หรอื มาตรา ๑๐๙ (๔) ไมม่ ลี กั ษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๑๐๐ หรอื มาตรา ๑๐๒ (๑) (๑) เป็นหรือเคยเป็นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ผดู้ ารง (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๑๓) หรอื (๑๔) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๑๓) หรอื (๑๔) ตาแหน่งในองคก์ รอิสระใด (๕) ไม่เป็นสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา (๕) ไม่เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา (๒) ลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ข้าราชการการเมอื ง สมาชิกสภาทอ้ งถิน่ หรอื ผู้บรหิ ารท้องถน่ิ ขา้ ราชการการเมอื ง สมาชกิ สภาทอ้ งถิ่น หรือผบู้ ริหารท้องถนิ่ (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๗) หรอื (๑๘) (๖) ไม่เป็นหรอื เคยเปน็ สมาชกิ หรอื ผดู้ ารงตาแหนง่ อื่นของ (๖) ไม่เป็นหรือเคยเปน็ สมาชิกหรอื ผดู้ ารงตาแหน่งอ่ืนของ (๓) เคยไดร้ บั โทษจาคุกโดยคาพพิ ากษาถงึ ทส่ี ุดให้จาคกุ พรรคการเมือง ในระยะสามปีกอ่ นดารงตาแหน่ง พรรคการเมือง ในระยะสามปกี ่อนดารงตาแหน่ง เวน้ แต่ในความผดิ อนั ได้กระทาโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหุโทษ (๗) ไมเ่ ป็นกรรมการการเลอื กตงั้ ผตู้ รวจการแผน่ ดินของ (๗) ไมเ่ ปน็ กรรมการการเลอื กตัง้ ผตู้ รวจการแผ่นดิน กรรมการ (๔) เป็นหรอื เคยเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา รฐั สภา กรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ ตุลาการศาลปกครอง ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ กรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ ข้าราชการการเมอื ง หรอื สมาชกิ สภาท้องถิ่นหรอื ผูบ้ ริหารทอ้ งถ่นิ ใน กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ หรือกรรมการ หรอื กรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแห่งชาติ ระยะสบิ ปีก่อนเขา้ รบั การคดั เลอื กหรือสรรหา ตรวจเงินแผน่ ดิน มาตรา ๒๐๗ วรรคหนึ่ง ประธานศาลรัฐธรรมนญู และตุลาการ (๕) เปน็ หรือเคยเป็นสมาชกิ หรอื ผดู้ ารงตาแหนง่ อ่ืนของพรรค มาตรา ๒๕๘ วรรคหนึ่ง ประธานศาลรฐั ธรรมนญู และ ศาลรฐั ธรรมนญู ต้อง การเมืองในระยะสิบปีกอ่ นเข้ารับการคัดเลอื กหรือสรรหา ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตอ้ ง (๑) ไม่เปน็ ขา้ ราชการซงึ่ มตี าแหนง่ หรือเงินเดอื นประจา (๖) เป็นขา้ ราชการซง่ึ มตี าแหนง่ หรอื เงนิ เดอื นประจา (๑) ไมเ่ ปน็ ข้าราชการซ่งึ มตี าแหนง่ หรือเงนิ เดือนประจา (๒) ไม่เปน็ พนักงานหรือลกู จา้ งของหนว่ ยงานของรฐั รัฐวิสาหกจิ (๗) เป็นพนักงานหรอื ลกู จ้างของหน่วยงานของรฐั รฐั วิสาหกิจ (๒) ไม่เปน็ พนักงานหรอื ลกู จ้างของหน่วยงานของรัฐ หรอื ราชการสว่ นท้องถ่ิน หรอื ไมเ่ ป็นกรรมการหรือทปี่ รึกษาของ หรือราชการสว่ นทอ้ งถิน่ หรอื กรรมการหรือท่ปี รกึ ษาของหนว่ ยงาน รฐั วิสาหกิจ หรือราชการสว่ นท้องถ่นิ หรอื ไม่เป็นกรรมการหรอื รฐั วสิ าหกจิ หรือของหน่วยงานของรัฐ ของรฐั หรอื รัฐวสิ าหกจิ ทปี่ รกึ ษาของรัฐวิสาหกิจ หรอื ของหนว่ ยงานของรัฐ
๑๒๗ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ (๓) ไมด่ ารงตาแหนง่ ใดในหา้ งห้นุ สว่ น บรษิ ัท หรือองค์การท่ี (๓) ไมด่ ารงตาแหน่งใดในห้างหุน้ ส่วน บรษิ ทั หรอื องคก์ ารที่ (๘) เปน็ ผดู้ ารงตาแหน่งใดในห้างหุ้นสว่ นบรษิ ัท หรือองคก์ รท่ี ดาเนินธรุ กจิ โดยมงุ่ หาผลกาไรหรอื รายไดม้ าแบง่ ปนั กนั หรือเปน็ ลกู จ้างของบุคคลใด ดาเนนิ ธุรกิจโดยมงุ่ หาผลกาไรหรอื รายไดม้ าแบง่ ปันกัน หรือเปน็ ดาเนนิ ธุรกิจโดยมุ่งหาผลกาไรหรอื รายได้มาแบ่งปันกัน หรอื เปน็ (๔) ไมป่ ระกอบวิชาชีพอสิ ระอน่ื ใด ลูกจา้ งของบุคคลใด ลูกจ้างของบุคคลใด มาตรา ๒๕๗ วรรคหนงึ่ การสรรหาและการเลอื กตง้ั ตลุ าการศาล (๔) ไมป่ ระกอบวิชาชพี อสิ ระอนื่ ใด (๙) เปน็ ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ รฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และ (๔) ใหด้ าเนินการดังน้ี (๑๐) มีพฤติการณ์อนั เปน็ การฝา่ ฝนื หรือไม่ปฏบิ ตั ติ าม (๑) ใหม้ ีคณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู คณะหนึ่ง ประกอบดว้ ย ประธานศาลฎกี า คณบดีคณะนิตศิ าสตรห์ รอื เทยี บเทา่ ของ มาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ งรา้ ยแรง สถาบันอดุ มศกึ ษาของรฐั ทุกแหง่ ซ่ึงเลอื กกันเองใหเ้ หลือส่คี น คณบดคี ณะ รัฐศาสตร์หรอื เทยี บเทา่ ของสถาบนั อุดมศกึ ษาของรฐั ทุกแห่งซ่งึ เลอื ก มาตรา ๒๐๖ วรรคหนงึ่ การสรรหาและการเลือกตลุ าการศาล มาตรา ๒๐๓ เมือ่ มกี รณีท่จี ะต้องสรรหาผสู้ มควรได้รบั กนั เองใหเ้ หลอื ส่คี น ผแู้ ทนพรรคการเมืองทุกพรรคท่ีมสี มาชกิ เปน็ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร พรรคละหนึง่ คน ซงึ่ เลอื กกนั เองใหเ้ หลอื สี่คน รฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ให้ดาเนนิ การดงั ต่อไปนี้ การแตง่ ตงั้ เป็นตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ให้เปน็ หนา้ ท่แี ละอานาจ เปน็ กรรมการ คณะกรรมการดงั กล่าวมหี นา้ ทส่ี รรหาและจดั ทาบญั ชี รายชื่อผทู้ รงคณุ วุฒติ ามมาตรา ๒๕๕ (๓) จานวนสบิ คน และผทู้ รงคณุ วฒุ ิ (๑) ใหม้ ีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู คณะหน่ึง ของคณะกรรมการสรรหา ซงึ่ ประกอบด้วย ตามมาตรา ๒๕๕ (๔) จานวนหกคน เสนอตอ่ ประธานวุฒสิ ภา โดยต้อง เสนอพรอ้ มความยินยอมของผไู้ ดร้ ับการเสนอชอื่ น้ัน ทัง้ นี้ ภายในสามสบิ ประกอบดว้ ยประธานศาลฎกี า ประธานศาลปกครองสูงสดุ ประธานสภา (๑) ประธานศาลฎกี า เป็นประธานกรรมการ วนั นับแตว่ นั ท่ีมเี หตทุ าใหต้ ้องมกี ารเลือกบคุ คลใหด้ ารงตาแหนง่ ดังกล่าว มติในการเสนอชอื่ ดังกลา่ วต้องมีคะแนนเสียงไมน่ ้อยกว่าสามในส่ีของ ผู้แทนราษฎร ผนู้ าฝา่ ยค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประธานองคก์ ร (๒) ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร และผ้นู าฝ่ายค้านในสภาผู้แทน จานวนกรรมการทั้งหมดเทา่ ท่มี อี ยู่ อสิ ระตามรฐั ธรรมนญู ซึ่งเลอื กกันเองใหเ้ หลือหน่ึงคน เปน็ กรรมการ ราษฎร เป็นกรรมการ ทาหนา้ ที่สรรหาและคดั เลอื กผู้ทรงคณุ วฒุ ติ ามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๓) ประธานศาลปกครองสงู สุด เป็นกรรมการ (๔) ใหแ้ ลว้ เสร็จภายในสามสิบวันนับแตว่ นั ทมี่ ีเหตทุ าใหต้ อ้ งมีการเลือก (๔) บคุ คลซึ่งองค์กรอสิ ระแตง่ ตั้งจากผมู้ ีคณุ สมบัตติ ามมาตรา บุคคลให้ดารงตาแหน่งดังกลา่ ว แล้วให้เสนอรายช่ือผูไ้ ด้รบั เลือกพรอ้ ม ๒๐๑ และไมม่ ลี ักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๒ และไมเ่ คยปฏบิ ตั ิ ความยินยอมของผู้นนั้ ตอ่ ประธานวุฒสิ ภา มติในการคดั เลือกดงั กล่าว หนา้ ที่ใด ๆ ในศาลรฐั ธรรมนญู หรอื องค์กรอิสระ องคก์ รละหนง่ึ คน ตอ้ งลงคะแนนโดยเปดิ เผยและต้องมคี ะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ สองในสามของ เป็นกรรมการ จานวนกรรมการท้ังหมดเทา่ ท่ีมีอยู่ ในกรณีทไี่ มม่ กี รรมการในตาแหน่ง ในกรณีท่ีไมม่ ผี ดู้ ารงตาแหนง่ กรรมการสรรหาตาม (๒) หรือ ใด หรอื มีแต่ไมส่ ามารถปฏิบตั หิ นา้ ทไี่ ด้ ถา้ กรรมการทเี่ หลืออยู่นนั้ มี กรรมการสรรหาตาม (๔) มไี มค่ รบไม่วา่ ดว้ ยเหตุใด ให้คณะกรรมการ จานวนไมน่ ้อยกวา่ กงึ่ หนึ่ง ใหค้ ณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาล สรรหาประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าท่มี ีอยู่ รัฐธรรมนญู ประกอบดว้ ยกรรมการที่เหลืออยู่ ทั้งน้ี ใหน้ าบทบัญญตั ิใน ให้สานกั งานเลขาธกิ ารวุฒิสภาปฏบิ ัติหน้าที่เป็นหน่วยธรุ การ มาตรา ๑๑๓ วรรคสองมาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม ของคณะกรรมการสรรหา วรรคสอง ในกรณที ีไ่ มอ่ าจสรรหาผูท้ รงคณุ วฒุ ิตาม (๑) ได้ ให้คณะกรรมการสรรหาดาเนนิ การสรรหาผสู้ มควรไดร้ บั ภายในเวลาทก่ี าหนด ไมว่ า่ ด้วยเหตุใด ๆ ใหท้ ี่ประชุมใหญศ่ าลฎีกา การแต่งตง้ั เปน็ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และ แต่งตงั้ ผ้พู ิพากษาในศาลฎีกาซ่ึงดารงตาแหนง่ ไม่ต่ากวา่ ผูพ้ ิพากษาศาล เงอ่ื นไขทบ่ี ัญญตั ไิ ว้ในพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย ฎกี าจานวนสามคน และใหท้ ี่ประชุมใหญต่ ุลาการในศาลปกครองสูงสดุ วธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ แต่งตง้ั ตลุ าการในศาลปกครองสงู สุดจานวนสองคน เป็นกรรมการ ในกรณที ่ีมปี ัญหาเกี่ยวกับคณุ สมบตั ิของผูส้ มัคร ผไู้ ดร้ บั สรรหาเพื่อดาเนนิ การตาม (๑) แทน การคดั เลอื กหรอื ไดร้ บั การสรรหา ใหเ้ ป็นหน้าท่ีและอานาจของ
๑๒๘ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ คณะกรรมการสรรหาเปน็ ผวู้ นิ จิ ฉยั คาวนิ จิ ฉัยของคณะกรรมการ สรรหาใหเ้ ปน็ ท่สี ดุ ในการสรรหา ใหค้ ณะกรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพือ่ คัดสรรใหไ้ ด้บุคคลซึง่ มีความรบั ผดิ ชอบสูง มคี วามกลา้ หาญใน การปฏิบตั หิ นา้ ท่ี และมีพฤติกรรมทางจรยิ ธรรมเป็นตัวอยา่ งทดี่ ขี อง สังคม โดยนอกจากการประกาศรบั สมคั รแลว้ ใหค้ ณะกรรมการ สรรหา ดาเนินการสรรหาจากบุคคลทม่ี คี วามเหมาะสมท่วั ไปไดด้ ว้ ย แต่ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมของบคุ คลนั้น มาตรา ๒๕๗ วรรคหนงึ่ การสรรหาและการเลอื กตั้งตุลาการ มาตรา ๒๐๖ วรรคหนง่ึ การสรรหาและการเลือกตลุ าการ มาตรา ๒๐๔ ผู้ได้รบั การคดั เลือกหรือสรรหาเพ่อื แตง่ ตง้ั ให้ ศาลรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๒๕๕ (๓) และ (๔) ใหด้ าเนินการดงั นี้ ศาลรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ให้ดาเนนิ การ ดารงตาแหนง่ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญต้องไดร้ บั ความเห็นชอบจาก (๒) ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพ่ือมมี ตเิ ลือก ดังต่อไปน้ี วุฒสิ ภาด้วยคะแนนเสยี งไมน่ ้อยกวา่ กง่ึ หนึง่ ของจานวนสมาชกิ บคุ คลผไู้ ดร้ ับการเสนอชอื่ ในบญั ชตี าม (๑) ซง่ึ ต้องกระทาโดยวธิ ี (๒) ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาเรียกประชุมวุฒสิ ภาเพ่ือมีมติให้ ทัง้ หมดเท่าทีม่ อี ยู่ของวุฒิสภา ลงคะแนนลบั ในการนี้ ให้หา้ คนแรกในบญั ชีรายชื่อผทู้ รงคณุ วุฒติ าม ความเห็นชอบบคุ คลผู้ไดร้ ับการคดั เลือกตาม (๑) ภายในสามสบิ วัน ในกรณีที่วฒุ สิ ภาไม่ใหค้ วามเหน็ ชอบผู้ไดร้ ับการสรรหาหรือ มาตรา ๒๕๕ (๓) และสามคนแรกในบัญชรี ายชือ่ ผทู้ รงคณุ วุฒติ าม นบั แตว่ นั ท่ไี ด้รบั รายช่ือ การลงมติให้ใช้วิธลี งคะแนนลับ ในกรณที ี่ คดั เลอื กรายใด ใหด้ าเนินการสรรหาหรอื คดั เลือกบคุ คลใหม่แทน มาตรา ๒๕๕ (๔) ซึง่ ได้รบั คะแนนสงู สุดและมคี ะแนนมากกว่าก่งึ หนงึ่ วฒุ สิ ภาใหค้ วามเห็นชอบ ใหป้ ระธานวุฒสิ ภานาความกราบบังคมทูล ผู้น้นั แลว้ เสนอต่อวฒุ สิ ภาเพ่อื ใหค้ วามเหน็ ชอบตอ่ ไป ของจานวนสมาชิกทัง้ หมดเทา่ ท่มี อี ยู่ของวฒุ ิสภา เปน็ ผไู้ ดร้ ับเลือกเป็น เพื่อทรงแต่งต้ังตอ่ ไป ในกรณีท่ีวุฒสิ ภาไม่เหน็ ชอบในรายช่ือใด ไม่ว่า เมือ่ ผไู้ ด้รับการสรรหาหรือคดั เลอื กได้รับความเหน็ ชอบจาก ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู แตถ่ ้าจานวนผ้ไู ดร้ บั เลือกดังกลา่ วจากบญั ชี ทงั้ หมดหรือบางส่วน ใหส้ ่งรายช่อื นั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหา วุฒสิ ภาแลว้ ให้เลือกกนั เองให้คนหนง่ึ เปน็ ประธานศาลรัฐธรรมนญู รายชื่อผู้ทรงคณุ วฒุ ิตามมาตรา ๒๕๕ (๓) มไี มค่ รบห้าคน หรือจาก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมด้วยเหตุผลเพ่อื ให้ดาเนนิ การสรรหาใหม่ แล้วแจง้ ผลใหป้ ระธานวุฒสิ ภาทราบ บญั ชีรายชือ่ ผทู้ รงคณุ วุฒิตามมาตรา ๒๕๕ (๔) มไี มค่ รบสามคน ใหน้ า หากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ไมเ่ ห็นด้วยกับ ใหป้ ระธานวฒุ สิ ภานาความกราบบงั คมทูลเพ่ือทรงแต่งต้ัง รายชือ่ ผูไ้ ม่ได้รับเลือกในคราวแรกในบญั ชีน้นั มาใหส้ มาชิกวุฒสิ ภา วฒุ สิ ภาและมีมตยิ ืนยันตามมติเดมิ ดว้ ยคะแนนเอกฉนั ท์ ใหส้ ง่ รายช่ือ ประธานศาลรัฐธรรมนญู และตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู และเป็น ออกเสียงลงคะแนนเลือกอกี คร้งั หน่ึงต่อเนือ่ งกนั ไป และในกรณีน้ี ให้ นนั้ ให้ประธานวฒุ สิ ภานาความกราบบงั คมทลู เพ่ือทรงแตง่ ต้ังตอ่ ไป แต่ ผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ ผูไ้ ดร้ ับคะแนนสูงสดุ เรยี งลงไปตามลาดบั จนครบจานวน เปน็ ผไู้ ดร้ ับ ถา้ มตทิ ยี่ นื ยนั ตามมติเดมิ ไมเ่ ปน็ เอกฉนั ท์ ใหเ้ ริม่ กระบวนการสรรหาใหม่ เลอื กใหเ้ ป็นตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ถา้ มผี ไู้ ดร้ บั คะแนนเท่ากันใน ซ่ึงต้องดาเนินการใหแ้ ลว้ เสร็จภายในสามสบิ วันนับแต่วันท่มี ีเหตใุ หต้ อ้ ง ลาดับใดอนั เปน็ เหตุใหม้ ผี ไู้ ดร้ บั เลอื กเกินห้าคนหรอื สามคน แลว้ แต่ ดาเนินการดงั กลา่ ว กรณี ใหป้ ระธานวุฒสิ ภาจับสลากวา่ ผ้ใู ดเปน็ ผไู้ ดร้ ับเลือก มาตรา ๒๐๔ วรรคสาม ใหผ้ ไู้ ดร้ บั เลือกตามวรรคหน่ึง ประชมุ วรรคสอง ใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๕๕ วรรคสองและ และเลอื กกันเองให้คนหน่ึงเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แลว้ แจ้งผลให้ วรรคสาม มาใชบ้ ังคบั ประธานวฒุ สิ ภาทราบ
๑๒๙ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๕ วรรคสอง ใหผ้ ไู้ ดร้ บั เลือกตามวรรคหนึ่ง ประชมุ และ วรรคสี่ ให้ประธานวฒุ สิ ภาเป็นผลู้ งนามรับสนองพระบรม เลือกกันเองใหค้ นหน่งึ เป็นประธานศาลรฐั ธรรมนูญ แลว้ แจ้งผลใหป้ ระธาน ราชโองการแตง่ ตงั้ ประธานศาลรฐั ธรรมนญู และตลุ าการศาล วฒุ สิ ภาทราบ รฐั ธรรมนญู วรรคสาม ใหป้ ระธานวฒุ สิ ภาเปน็ ผลู้ งนามรับสนองพระบรมราช โองการแต่งตัง้ ประธานศาลรฐั ธรรมนญู และตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๕๘ วรรคสอง ในกรณที ท่ี ่ีประชุมใหญศ่ าลฎกี า มาตรา ๒๐๗ วรรคสอง ในกรณที ีท่ ปี่ ระชุมใหญศ่ าลฎกี าหรือ มาตรา ๒๐๕ ผไู้ ด้รับความเหน็ ชอบจากวฒุ ิสภาให้เป็น ท่ีประชุมใหญ่ศาลปกครองสงู สดุ หรอื วุฒสิ ภา แลว้ แต่กรณี เลอื กบคุ คล ที่ประชมุ ใหญต่ ลุ าการในศาลปกครองสงู สดุ เลอื กบุคคล หรอื วุฒสิ ภาให้ ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู โดยท่ยี ังมไิ ด้พ้นจากตาแหน่งตามมาตรา ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดร้ บั ความยนิ ยอมของบคุ คลนนั้ ผไู้ ดร้ บั ความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยได้รบั ความยนิ ยอม ๒๐๒ (๖) (๗) หรอื (๘) หรือยังประกอบวชิ าชีพตาม (๙) อยู่ เลอื กจะเรมิ่ ปฏบิ ตั ิหนา้ ทไี่ ด้ต่อเมอื่ ตนได้ลาออกจากการเปน็ บคุ คลตาม (๑) ของบคุ คลนน้ั ผู้ได้รับเลือกจะเรมิ่ ปฏิบัติหนา้ ทไ่ี ดต้ ่อเมอ่ื ตนได้ลาออก ตอ้ งแสดงหลักฐานว่าไดล้ าออกหรอื เลกิ ประกอบวชิ าชพี ตามมาตรา (๒) หรอื (๓) หรือแสดงหลกั ฐานใหเ้ ป็นทเี่ ชือ่ ได้ว่าตนไดเ้ ลิกประกอบ จากการเป็นบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรอื แสดงหลักฐานใหเ้ ปน็ ทเ่ี ชอื่ ๒๐๒ (๖) (๗) (๘) หรอื (๙) แลว้ ตอ่ ประธานวฒุ สิ ภาภายในเวลาที่ วิชาชีพอสิ ระดังกล่าวแลว้ ซึ่งตอ้ งกระทาภายในสบิ หา้ วนั นบั แตว่ ันทไี่ ดร้ บั ไดว้ า่ ตนไดเ้ ลกิ ประกอบวชิ าชีพอิสระดงั กลา่ วแล้ว ซึ่งตอ้ งกระทาภายใน ประธานวุฒิสภากาหนด ซ่งึ ตอ้ งเป็นเวลากอ่ นท่ีประธานวฒุ สิ ภา เลือก แตถ่ า้ ผู้นน้ั มไิ ดล้ าออกหรือเลิกประกอบวชิ าชีพอสิ ระภายในเวลาท่ี สิบหา้ วันนบั แต่วนั ทไี่ ดร้ บั เลอื กหรอื ไดร้ บั ความเหน็ ชอบ แต่ถา้ ผนู้ ั้นมไิ ด้ จะนาความกราบบงั คมทูลตามมาตรา ๒๐๔ วรรคสี่ ในกรณีทไี่ ม่ กาหนด ให้ถอื วา่ ผนู้ นั้ มไิ ดเ้ คยรบั เลอื กให้เปน็ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู และ ลาออกหรอื เลกิ ประกอบวิชาชพี อิสระภายในเวลาทก่ี าหนด ให้ถอื วา่ ผู้นน้ั แสดงหลักฐานภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ใหถ้ ือว่าผู้นัน้ สละสิทธิ ให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๖๑ มาใชบ้ งั คบั มไิ ด้เคยรบั เลือกหรอื ไดร้ บั ความเหน็ ชอบใหเ้ ป็นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู และใหด้ าเนินการคัดเลือกหรอื สรรหาใหม่ และให้นาบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แลว้ แต่กรณี มาใช้บงั คบั มาตรา ๒๐๖ ในการพิจารณาใหค้ วามเหน็ ชอบตามมาตรา ๒๐๔ ถ้ามผี ู้ไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากวุฒสิ ภาจานวนไม่น้อยกว่า เจด็ คน ใหผ้ ไู้ ดร้ บั ความเห็นชอบเลอื กกันเองใหค้ นหนึ่งเป็นประธาน ศาลรัฐธรรมนญู แล้วแจ้งผลใหป้ ระธานวฒุ สิ ภาทราบโดยไมต่ อ้ งรอให้ มีผูไ้ ดร้ บั ความเหน็ ชอบครบเก้าคน และเมอื่ โปรดเกล้าโปรด กระหม่อมแต่งต้งั แล้ว ใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู ดาเนนิ การตามหน้าที่และ อานาจตอ่ ไปพลางกอ่ นได้ โดยในระหวา่ งน้ัน ให้ถอื วา่ ศาล รฐั ธรรมนญู ประกอบดว้ ยตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู เท่าทีม่ อี ยู่ มาตรา ๒๕๙ วรรคหนงึ่ ประธานศาลรัฐธรรมนญู และ มาตรา ๒๐๘ วรรคหน่งึ และวรรคสาม ตรงกบั ความใน มาตรา ๒๐๗ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู มวี าระการดารงตาแหนง่ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู มวี าระการดารงตาแหน่งเก้าปีนบั แตว่ นั ท่ี มาตรา ๒๕๙ วรรคหนงึ่ และวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแหง่ เจด็ ปนี บั แตว่ ันท่พี ระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งตัง้ และให้ดารงตาแหนง่ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตง้ั และใหด้ ารงตาแหน่งไดเ้ พียงวาระเดยี ว ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว
๑๓๐ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ วรรคสาม ประธานศาลรฐั ธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปน็ เจ้าพนักงานในการยตุ ิธรรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๕๙ วรรคสอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตลุ าการ มาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ตรงกบั ความในมาตรา ๒๕๙ มาตรา ๒๐๘ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพ้นจากตาแหน่งตามวาระ ให้ปฏิบัติหนา้ ทีต่ อ่ ไป วรรคสอง ของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู พ้นจากตาแหน่งเมือ่ จนกว่าประธานศาลรัฐธรรมนญู และตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญซงึ่ ไดร้ บั ๒๕๔๐ (๑) ขาดคุณสมบตั ติ ามมาตรา ๒๐๑ หรือมลี กั ษณะตอ้ งหา้ ม แต่งตงั้ ใหมจ่ ะเขา้ รับหน้าที่ มาตรา ๒๐๙ วรรคหนง่ึ นอกจากการพ้นจากตาแหนง่ ตามวาระ ตามมาตรา ๒๐๒ มาตรา ๒๖๐ วรรคหนงึ่ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ ประธานศาลรฐั ธรรมนญู และตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู พน้ จากตาแหน่ง (๒) ตาย ประธานศาลรัฐธรรมนญู และตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู พ้นจากตาแหนง่ เมื่อ (๓) ลาออก เมื่อ (๑) ตาย (๔) มีอายคุ รบเจ็ดสิบหา้ ปี (๑) ตาย (๒) มอี ายคุ รบเจด็ สิบปบี ริบรู ณ์ (๕) ศาลรฐั ธรรมนญู มมี ติให้พ้นจากตาแหน่งดว้ ยคะแนนเสยี ง (๒) มีอายคุ รบเจด็ สิบปบี รบิ รู ณ์ (๓) ลาออก ไม่นอ้ ยกว่าสามในส่ขี องตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ท้ังหมดเทา่ ทม่ี ีอยู่ (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบตั หิ รอื มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๒๐๕ เพราะเหตฝุ า่ ฝนื หรอื ไม่ปฏิบัตติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมของตลุ าการ (๔) ขาดคณุ สมบตั ิหรือมลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๒๕๖ (๕) กระทาการอนั เปน็ การฝา่ ฝนื มาตรา ๒๐๗ ศาลรฐั ธรรมนญู (๕) กระทาการอนั เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๒๕๘ (๖) วฒุ ิสภามมี ติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถ้ อดถอนออกจาก (๖) พน้ จากตาแหนง่ เพราะเหตุตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม (๖) วฒุ สิ ภามมี ตติ ามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนออกจาก ตาแหนง่ ประธานศาลรฐั ธรรมนญู ซงึ่ ลาออกจากตาแหน่ง ให้พน้ จาก ตาแหนง่ (๗) ตอ้ งคาพิพากษาให้จาคกุ แม้คดนี ้นั จะยงั ไม่ถึงท่สี ุดหรอื ตาแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ด้วย (๗) ต้องคาพพิ ากษาให้จาคุก มีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีทีค่ ดยี งั ไม่ถึงท่สี ดุ หรือมกี ารรอ ในกรณีทีต่ ลุ าการศาลรัฐธรรมนญู พ้นจากตาแหน่งตามวาระ มาตรา ๒๖๑ ในกรณที ่ีประธานศาลรัฐธรรมนญู และตุลาการ การลงโทษในความผดิ อันได้กระทาโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือ ใหต้ ุลาการศาลรฐั ธรรมนูญท่ีพน้ จากตาแหนง่ ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีต่อไป ศาลรฐั ธรรมนญู พน้ จากตาแหน่งตามวาระพร้อมกนั ทั้งหมด ใหเ้ ริม่ ความผิดฐานหมน่ิ ประมาท จนกวา่ จะมกี ารแต่งตั้งตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ใหมแ่ ทน ดาเนินการตามมาตรา ๒๕๕ และมาตรา ๒๕๗ ภายในสามสบิ วันนบั มาตรา ๒๑๐ ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนญู และตลุ าการศาล ในกรณที ีม่ ปี ัญหาวา่ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ผูใ้ ดพ้นจาก แต่วนั ที่พ้นจากตาแหนง่ รัฐธรรมนญู พ้นจากตาแหน่งตามวาระพร้อมกนั ทงั้ หมด ให้เริม่ ตาแหน่งตาม (๑) หรือ (๓) หรือไม่ ใหเ้ ปน็ หนา้ ท่แี ละอานาจของ ในกรณที ปี่ ระธานศาลรัฐธรรมนญู หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ดาเนนิ การตามมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสบิ วนั นับแต่ คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ เป็นผู้วินจิ ฉยั คาวินิจฉัยของ พน้ จากตาแหนง่ นอกจากกรณีตามวรรคหนง่ึ ใหด้ าเนินการดังต่อไปน้ี วนั ทีพ่ ้นจากตาแหน่ง คณะกรรมการสรรหาใหเ้ ป็นท่ีสดุ (๑) ในกรณที ่ีเป็นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ซง่ึ ไดร้ บั เลือกโดย ในกรณีท่ปี ระธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู การร้องขอ ผ้มู สี ิทธริ อ้ งขอ การพิจารณา และการวนิ จิ ฉัยตาม ที่ประชุมใหญ่ศาลฎกี า ใหน้ ามาตรา ๒๕๕ (๑) มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม พน้ จากตาแหนง่ นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ดาเนนิ การ วรรคส่ี ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์และวิธกี ารทีบ่ ญั ญตั ไิ ว้ในพระราช ทงั้ นี้ ให้ดาเนนิ การเลอื กใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในสามสิบวันนับแตว่ นั ทีพ่ น้ ดังตอ่ ไปนี้ บญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู จากตาแหน่ง (๑) ในกรณที ่ีเปน็ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญซงึ่ ได้รบั เลือกโดย (๒) ในกรณีที่เปน็ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ซึง่ ไดร้ ับเลือกโดย ทป่ี ระชุมใหญ่ศาลฎกี า ให้ดาเนินการตามมาตรา ๒๐๔ ให้แล้วเสร็จ ทป่ี ระชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสดุ ให้นามาตรา ๒๕๕ (๒) มาใชบ้ งั คับ ภายในสามสบิ วันนบั แต่วนั ทพี่ น้ จากตาแหน่ง
๑๓๑ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ โดยอนโุ ลม ทั้งนี้ ให้ดาเนินการเลอื กให้แล้วเสร็จภายในสามสบิ วนั นบั (๒) ในกรณที ่เี ปน็ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ซึง่ ไดร้ บั เลอื กโดย แตว่ ันท่พี ้นจากตาแหนง่ ที่ประชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ ใหด้ าเนนิ การตาม (๓) ในกรณีทเ่ี ป็นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๒๕๕ (๓) มาตรา ๒๐๔ ให้แลว้ เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันทพ่ี ้นจาก หรือ (๔) ให้นามาตรา ๒๕๗ มาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม ในกรณีนี้ ให้ ตาแหน่ง เสนอช่ือผ้สู มควรเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒติ ามมาตรา (๓) ในกรณที เ่ี ปน็ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๒๐๔ (๓) ๒๕๕ (๓) หรือ (๔) เป็นจานวนสองเทา่ ของผู้ซง่ึ พ้นจากตาแหนง่ ต่อ หรือ (๔) ให้ดาเนนิ การตามมาตรา ๒๐๖ ให้แลว้ เสร็จภายในสามสบิ ประธานวฒุ สิ ภา และให้วุฒิสภามมี ตเิ ลอื ก ทั้งน้ี ใหด้ าเนินการเลือก วันนบั แต่วันท่พี ้นจากตาแหนง่ ใหแ้ ล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันท่พี ้นจากตาแหนง่ ในกรณีท่ตี ลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู พน้ จากตาแหน่งไมว่ า่ ทัง้ หมด ในกรณที ่ตี ลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู พน้ จากตาแหน่งไมว่ ่าทง้ั หมด หรอื บางสว่ นนอกสมยั ประชุมของรฐั สภา ใหด้ าเนินการตามมาตรา ๒๐๖ หรือบางส่วนในระหวา่ งที่อยนู่ อกสมัยประชมุ ของรฐั สภา ให้ดาเนนิ การ ภายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั เปดิ สมยั ประชมุ ของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๕๗ ภายในสามสิบวนั นบั แต่วนั เปิดสมัยประชมุ ของ ในกรณีทีป่ ระธานศาลรัฐธรรมนญู พ้นจากตาแหน่ง ให้นา รัฐสภา บทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาใชบ้ ังคับ ในกรณที ี่ประธานศาลรฐั ธรรมนูญพน้ จากตาแหน่ง ใหน้ า บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๕๕ วรรคสอง มาใชบ้ งั คับ มาตรา ๒๖๐ วรรคสอง เมอ่ื มีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหต้ ุลาการ มาตรา ๒๐๙ วรรคสอง เมือ่ มีกรณีตามวรรคหน่งึ ให้ตลุ าการ มาตรา ๒๐๙ ในระหวา่ งที่ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจาก ศาลรัฐธรรมนญู ท่ีเหลืออยู่ปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีตอ่ ไปได้ภายใตบ้ ังคับมาตรา ศาลรัฐธรรมนูญทเ่ี หลอื อย่ปู ฏิบตั หิ นา้ ท่ีตอ่ ไปได้ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๒๑๖ ตาแหน่งก่อนวาระ และยังไมม่ ีการแตง่ ตงั้ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ๒๖๗ แทนตาแหน่งท่วี า่ ง ใหต้ ลุ าการศาลรัฐธรรมนญู เทา่ ทเี่ หลอื อยู่ปฏบิ ตั ิ หนา้ ทีต่ ่อไปได้ บทบญั ญัตติ ามวรรคหน่ึงมิให้ใช้บงั คบั กรณมี ตี ลุ าการศาล รัฐธรรมนญู เหลืออยไู่ ม่ถึงเจด็ คน มาตรา ๒๖๕ ในการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี ศาลรฐั ธรรมนูญมีอานาจ มาตรา ๒๑๓ ในการปฏิบัติหนา้ ท่ี ศาลรฐั ธรรมนญู มอี านาจ มาตรา ๒๑๐ ศาลรัฐธรรมนญู มหี นา้ ที่และอานาจ ดงั ตอ่ ไปนี้ เรยี กเอกสารหรอื หลักฐานทเ่ี กยี่ วขอ้ งจากบคุ คลใด หรือเรยี กบคุ คลใด เรยี กเอกสารหรือหลกั ฐานทเ่ี กี่ยวขอ้ งจากบุคคลใด หรอื เรียกบุคคล (๑) พิจารณาวนิ จิ ฉัยความชอบดว้ ยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย มาให้ถอ้ ยคา ตลอดจนขอให้ศาล พนกั งานสอบสวน หนว่ ยราชการ ใดมาให้ถ้อยคา ตลอดจนขอใหพ้ นักงานสอบสวน หนว่ ยราชการ หรอื รา่ งกฎหมาย หนว่ ยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถิ่น ดาเนินการใด หนว่ ยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกจิ หรอื ราชการส่วนทอ้ งถ่นิ ดาเนนิ การ (๒) พิจารณาวินจิ ฉยั ปญั หาเกี่ยวกบั หนา้ ทแี่ ละอานาจของสภา เพอื่ ประโยชนแ์ หง่ การพิจารณาได้ ใดเพื่อประโยชน์แหง่ การพจิ ารณาได้ ผแู้ ทนราษฎร วฒุ ิสภา รฐั สภา คณะรฐั มนตรี หรือองค์กรอสิ ระ ศาลรฐั ธรรมนญู มอี านาจแตง่ ตั้งบคุ คลหรอื คณะบคุ คลเพือ่ ศาลรัฐธรรมนูญมอี านาจแต่งต้ังบุคคลหรอื คณะบคุ คลเพ่ือปฏิบตั ิ (๓) หน้าท่แี ละอานาจอื่นตามที่บญั ญตั ไิ วใ้ นรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหนา้ ทตี่ ามท่ีมอบหมาย หน้าทตี่ ามทีม่ อบหมาย การยืน่ คาร้องและเงอ่ื นไขการยืน่ คารอ้ ง การพิจารณาวนิ จิ ฉยั มาตรา ๒๑๔ ในกรณีทีม่ ีความขดั แยง้ เกย่ี วกับอานาจหนา้ ที่ การทาคาวินิจฉยั และการดาเนินงานของศาลรัฐธรรมนญู นอกจาก ระหวา่ งรฐั สภา คณะรฐั มนตรี หรือองค์กรตามรฐั ธรรมนญู ท่มี ใิ ชศ่ าล
๑๓๒ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๖ ในกรณที มี่ ปี ัญหาเกย่ี วกบั อานาจหน้าทข่ี อง ตัง้ แตส่ ององคก์ รขึ้นไป ใหป้ ระธานรฐั สภา นายกรัฐมนตรี หรือ ทบ่ี ัญญัตไิ วใ้ นรัฐธรรมนญู แลว้ ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญตั ิ องค์กรตา่ ง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ใหอ้ งค์กรนนั้ หรอื ประธานรัฐสภา องคก์ รน้ัน เสนอเรื่องพรอ้ มความเหน็ ตอ่ ศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยวิธพี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู เสนอเรื่องพรอ้ มความเหน็ ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพอ่ื พิจารณาวินิจฉยั พิจารณาวนิ จิ ฉยั ใหน้ าความในมาตรา ๑๘๘ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๑ และ มาตรา ๒๑๕ ในกรณที ่ศี าลรฐั ธรรมนูญเหน็ ว่าเร่อื งใดหรือ มาตรา ๑๙๓ มาใช้บังคบั แก่ศาลรฐั ธรรมนญู ดว้ ยโดยอนโุ ลม ประเด็นใดท่ีไดม้ ีการเสนอใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู พิจารณา เป็นเรอ่ื งหรอื ประเดน็ ที่ศาลรัฐธรรมนูญไดเ้ คยพจิ ารณาวินิจฉยั แล้ว ศาล รฐั ธรรมนูญจะไมร่ ับเรอ่ื งหรอื ประเด็นดังกลา่ วไวพ้ จิ ารณาก็ได้ มาตรา ๒๖๗ องค์คณะของตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ในการนงั่ มาตรา ๒๑๖ องค์คณะของตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ในการนั่ง มาตรา ๒๑๑ องคค์ ณะของตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญในการน่งั พิจารณาและในการทาคาวนิ ิจฉัย ตอ้ งประกอบดว้ ยตลุ าการศาล พจิ ารณาและในการทาคาวินิจฉยั ตอ้ งประกอบด้วยตลุ าการศาล พิจารณาและในการทาคาวินจิ ฉยั ตอ้ งประกอบดว้ ยตลุ าการศาล รัฐธรรมนญู ไมน่ อ้ ยกว่าเก้าคน คาวินจิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ใหถ้ อื รฐั ธรรมนญู ไมน่ ้อยกวา่ ห้าคน คาวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ใหถ้ อื รฐั ธรรมนญู ไมน่ ้อยกว่าเจด็ คน เสียงขา้ งมาก เว้นแต่จะมบี ัญญัตเิ ปน็ อยา่ งอืน่ ในรฐั ธรรมนญู นี้ เสียงขา้ งมาก เวน้ แตจ่ ะมบี ญั ญตั ิเปน็ อย่างอืน่ ในรฐั ธรรมนญู น้ี คาวนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู ให้ถอื เสียงขา้ งมาก เวน้ แต่ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ซง่ึ เปน็ องค์คณะทกุ คนจะตอ้ งทา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซง่ึ เปน็ องค์คณะทุกคนจะต้องทา รฐั ธรรมนูญจะบญั ญตั ไิ วเ้ ป็นอยา่ งอื่น คาวินจิ ฉยั ในสว่ นของตนพร้อมแถลงดว้ ยวาจาตอ่ ที่ประชมุ ก่อน ความเหน็ ในการวินจิ ฉยั ในส่วนของตนพร้อมแถลงดว้ ยวาจาตอ่ เม่อื ศาลรฐั ธรรมนูญรับเรอื่ งใดไว้พจิ ารณาแล้ว ตลุ าการศาล การลงมติ ทีป่ ระชมุ ก่อนการลงมติ รัฐธรรมนูญผ้ใู ดจะปฏิเสธไมว่ นิ ิจฉยั โดยอ้างว่าเรอ่ื งนน้ั ไม่อยใู่ น คาวินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคาวนิ ิจฉัยของตลุ าการศาล คาวินจิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู และความเหน็ ในการวินจิ ฉยั ของ อานาจของศาลรัฐธรรมนญู มไิ ด้ รฐั ธรรมนูญทกุ คน ใหป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ทุกคน ใหป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา คาวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ใหเ้ ป็นเด็ดขาด มีผลผกู พัน คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างนอ้ ยต้องประกอบดว้ ย คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู อยา่ งนอ้ ยต้องประกอบด้วย รฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล องคก์ รอิสระ และหนว่ ยงานของรัฐ ความเป็นมาหรือคากล่าวหา สรปุ ข้อเทจ็ จริงทไี่ ด้มาจากการพจิ ารณา ความเป็นมาหรือคากล่าวหา สรุปข้อเทจ็ จริงที่ไดม้ าจาก เหตุผลในการวนิ จิ ฉยั ในปัญหาข้อเท็จจรงิ และขอ้ กฎหมาย และ การพิจารณา เหตผุ ลในการวนิ ิจฉยั ในปัญหาขอ้ เทจ็ จรงิ และ บทบัญญตั ิของรฐั ธรรมนูญและกฎหมายท่ยี กขึ้นอา้ งอิง ขอ้ กฎหมาย และบทบัญญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู และกฎหมายทยี่ กข้นึ มาตรา ๒๖๘ คาวนิ ิจฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ใหเ้ ปน็ เด็ดขาด อ้างองิ มีผลผูกพันรฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองค์กรอ่นื ของรัฐ คาวนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนญู ให้เปน็ เดด็ ขาด มีผลผูกพัน มาตรา ๒๖๙ วธิ ีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนญู ให้เปน็ ไปตามที่ รฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ศาลรฐั ธรรมนญู กาหนด ซึ่งต้องกระทาโดยมตเิ อกฉันท์ของคณะตลุ าการ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู ให้เป็นไปตามพระราชบัญญตั ิ ศาลรัฐธรรมนญู และใหป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยวิธีพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญ วิธีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญตามวรรคหนง่ึ อย่างนอ้ ยตอ้ งมี หลักประกันขั้นพืน้ ฐานเรอื่ งการพจิ ารณาคดโี ดยเปดิ เผย การใหโ้ อกาส คกู่ รณีแสดงความเห็นของตนก่อนการวินิจฉยั คดี การใหส้ ทิ ธคิ กู่ รณขี อ ตรวจดเู อกสารทเี่ กยี่ วกับตน การเปิดโอกาสให้มีการคดั ค้านตุลาการศาล
๑๓๓ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ รฐั ธรรมนูญ และการให้เหตผุ ลประกอบคาวินจิ ฉยั หรือคาสง่ั ของศาล รฐั ธรรมนูญด้วย มาตรา ๒๖๔ ในการทีศ่ าลจะใชบ้ ทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายบังคับแก่ มาตรา ๒๑๑ ในการที่ศาลจะใชบ้ ทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายบังคบั มาตรา ๒๑๒ ในการท่ศี าลจะใช้บทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย คดีใด ถา้ ศาลเหน็ เองหรือคคู่ วามโตแ้ ย้งวา่ บทบญั ญัติแหง่ กฎหมายนนั้ ตอ้ ง แกค่ ดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรอื คคู่ วามโตแ้ ย้งพรอ้ มดว้ ยเหตุผลว่า บงั คบั แกค่ ดใี ด ถ้าศาลเห็นเองหรอื คู่ความโตแ้ ยง้ พรอ้ มดว้ ยเหตผุ ลวา่ ดว้ ยบทบญั ญตั มิ าตรา ๖ และยงั ไม่มคี าวินจิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ในสว่ น บทบญั ญัติแหง่ กฎหมายนั้นตอ้ งดว้ ยบทบัญญตั มิ าตรา ๖ และยงั ไมม่ ี บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายน้นั ตอ้ งดว้ ยมาตรา ๕ และยงั ไมม่ ีคาวนิ ิจฉัย ทีเ่ ก่ียวกบั บทบญั ญตั ินน้ั ให้ศาลรอการพจิ ารณาพิพากษาคดไี วช้ ่วั คราว คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ในสว่ นที่เก่ียวกบั บทบญั ญัตนิ นั้ ให้ ของศาลรัฐธรรมนูญในสว่ นท่ีเก่ยี วกับบทบญั ญัตนิ ั้น ใหศ้ าลส่ง และส่งความเหน็ เชน่ วา่ นนั้ ตามทางการเพ่ือศาลรฐั ธรรมนญู จะไดพ้ จิ ารณา ศาลส่งความเห็นเชน่ วา่ นัน้ ตามทางการเพือ่ ศาลรัฐธรรมนญู จะได้ ความเห็นเช่นวา่ น้นั ตอ่ ศาลรัฐธรรมนญู เพอื่ วินิจฉัย ในระหวา่ งนั้น วนิ ิจฉัย พิจารณาวนิ จิ ฉยั ในระหวา่ งนัน้ ใหศ้ าลดาเนินการพจิ ารณาตอ่ ไปได้ ให้ศาลดาเนนิ การพิจารณาต่อไปได้ แตใ่ ห้รอการพิพากษาคดไี ว้ ในกรณที ี่ศาลรฐั ธรรมนญู เห็นว่าคาโตแ้ ยง้ ของคู่ความตามวรรคหน่งึ แตใ่ ห้รอการพพิ ากษาคดไี วช้ ั่วคราว จนกวา่ จะมคี าวินิจฉัยของศาล ชว่ั คราวจนกว่าจะมคี าวนิ ิจฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ไมเ่ ป็นสาระอนั ควรได้รบั การวินจิ ฉัย ศาลรฐั ธรรมนญู จะไมร่ ับเรื่องดงั กลา่ ว รัฐธรรมนญู ในกรณที ศี่ าลรัฐธรรมนูญเห็นวา่ คาโต้แย้งของคู่ความตาม ไวพ้ จิ ารณากไ็ ด้ ในกรณีที่ศาลรฐั ธรรมนูญเหน็ ว่าคาโตแ้ ย้งของค่คู วามตาม วรรคหนึง่ ไมเ่ ป็นสาระอันควรได้รบั การวินิจฉยั ศาลรัฐธรรมนญู จะ คาวินิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ใหใ้ ชไ้ ด้ในคดที ั้งปวง แตไ่ มก่ ระทบ วรรคหน่งึ ไม่เปน็ สาระอันควรไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ศาลรฐั ธรรมนญู จะ ไม่รับเร่ืองดงั กลา่ วไว้พจิ ารณากไ็ ด้ กระเทอื นถึงคาพิพากษาของศาลอนั ถงึ ที่สดุ แลว้ ไม่รบั เรื่องดังกลา่ วไว้พจิ ารณากไ็ ด้ คาวินจิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ใหใ้ ชไ้ ดใ้ นคดีทง้ั ปวง แต่ไม่ คาวนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใชไ้ ดใ้ นคดีทงั้ ปวง แตไ่ มก่ ระทบ กระทบตอ่ คาพพิ ากษาของศาลอนั ถงึ ทส่ี ดุ แลว้ เว้นแต่ในคดอี าญาให้ กระเทอื นถึงคาพพิ ากษาของศาลอนั ถงึ ทส่ี ุดแล้ว ถอื ว่าผ้ซู ่ึงเคยถกู ศาลพพิ ากษาวา่ กระทาความผิดตามบทบญั ญัติแห่ง กฎหมายท่ีศาลรัฐธรรมนญู วนิ ิจฉยั ว่าไมช่ อบดว้ ยมาตรา ๕ น้ัน เป็นผูไ้ มเ่ คยกระทาความผดิ ดังกล่าว หรือถ้าผ้นู ัน้ ยงั รบั โทษอยกู่ ใ็ ห้ ปล่อยตวั ไป แตท่ ้ังนี้ไม่ก่อให้เกดิ สิทธิท่ีจะเรียกรอ้ งค่าชดเชยหรือ ค่าเสยี หายใด ๆ มาตรา ๒๑๒ บคุ คลซง่ึ ถกู ละเมดิ สทิ ธหิ รอื เสรีภาพทร่ี ฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๑๓ บุคคลซง่ึ ถกู ละเมดิ สทิ ธิหรือเสรภี าพท่ี นรี้ ับรองไว้มีสทิ ธยิ ื่นคารอ้ งต่อศาลรัฐธรรมนญู เพื่อมีคาวินิจฉยั วา่ รฐั ธรรมนญู คมุ้ ครองไว้ มสี ิทธิยน่ื คาร้องต่อศาลรัฐธรรมนญู เพื่อมี บทบัญญตั แิ หง่ กฎหมายขัดหรือแย้งตอ่ รฐั ธรรมนญู ได้ คาวนิ จิ ฉยั ว่าการกระทานน้ั ขดั หรอื แย้งตอ่ รัฐธรรมนญู ทั้งนี้ การใชส้ ิทธติ ามวรรคหนง่ึ ต้องเปน็ กรณีท่ไี มอ่ าจใช้สทิ ธโิ ดย ตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไขทีบ่ ัญญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั ิ วธิ ีการอื่นได้แลว้ ทง้ั นี้ ตามท่ีบัญญัตไิ วใ้ นพระราชบัญญตั ิประกอบ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยวธิ พี ิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู รัฐธรรมนญู ว่าด้วยวธิ พี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ในกรณีที่ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ตอ้ งหยดุ ปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม และมตี ลุ าการศาล รฐั ธรรมนญู เหลอื อย่ไู มถ่ ึงเจ็ดคน ให้ประธานศาลฎีกาและประธาน ศาลปกครองสูงสดุ รว่ มกนั แต่งต้งั บคุ คลซ่ึงมีคณุ สมบตั แิ ละไมม่ ี
๑๓๔ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓๗ กรรมการการเลอื กตง้ั ต้องมคี ุณสมบัตแิ ละไมม่ ี ลกั ษณะตอ้ งห้ามเช่นเดียวกับตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญทาหนา้ ทเี่ ป็น ลกั ษณะต้องห้าม ดงั ตอ่ ไปน้ี ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู เปน็ การชว่ั คราวให้ครบเกา้ คน โดยใหผ้ ู้ซึง่ (๑) มสี ัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ (๒) มอี ายไุ มต่ ่ากวา่ สส่ี บิ ปบี ริบูรณใ์ นวันเสนอช่อื ไดร้ ับแตง่ ต้งั ทาหนา้ ทีใ่ นฐานะตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญไดจ้ นกวา่ (๓) สาเร็จการศกึ ษาไมต่ ่ากว่าปรญิ ญาตรีหรอื เทยี บเทา่ (๔) ไม่มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๐๖ หรือมาตรา ๑๐๙ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ทตี่ นทาหนา้ ท่แี ทนจะปฏิบตั หิ นา้ ที่ได้ หรือ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗) (๑๓) หรอื (๑๔) (๕) ไม่เป็นสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา จนกวา่ จะมีการแต่งตั้งผดู้ ารงตาแหน่งแทน ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารท้องถ่นิ (๖) ไม่เปน็ หรือเคยเป็นสมาชกิ หรอื ผูด้ ารงตาแหนง่ อนื่ ของ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ พรรคการเมอื งในระยะห้าปีก่อนดารงตาแหน่ง (๗) ไม่เป็นผตู้ รวจการแผน่ ดินของรฐั สภา กรรมการสิทธิ องค์กรตามรฐั ธรรมนูญ องค์กรอิสระ มนุษยชนแหง่ ชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตุลาการศาลปกครอง ส่วนท่ี ๑ สว่ นท่ี ๑ องคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนูญ บทท่วั ไป มาตรา ๒๑๕ องคก์ รอสิ ระเป็นองคก์ รท่ีจดั ต้ังขึน้ ใหม้ ี ความอิสระในการปฏบิ ัตหิ นา้ ทีใ่ หเ้ ป็นไปตามรฐั ธรรมนญู และ กฎหมาย การปฏิบัตหิ นา้ ทีแ่ ละการใช้อานาจขององค์กรอิสระต้อง เปน็ ไปโดยสจุ ริต เท่ยี งธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคตทิ ้งั ปวงใน การใช้ดุลพนิ ิจ มาตรา ๒๓๐ กรรมการการเลอื กต้งั ต้องมีคณุ สมบตั ิและไมม่ ี มาตรา ๒๑๖ นอกจากคุณสมบัตแิ ละลกั ษณะต้องหา้ มตามท่ี ลักษณะตอ้ งหา้ ม ดงั ต่อไปนี้ บัญญตั ไิ ว้เป็นการเฉพาะในส่วนทีว่ ่าด้วยองคก์ รอิสระแตล่ ะองค์กร (๑) มอี ายุไม่ตา่ กวา่ สสี่ ิบปบี รบิ ูรณ์ แลว้ ผดู้ ารงตาแหน่งในองค์กรอสิ ระตอ้ งมีคุณสมบตั ิและไมม่ ีลักษณะ (๒) สาเรจ็ การศกึ ษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรหี รอื เทียบเท่า ตอ้ งห้ามท่ัวไปดังต่อไปน้ีด้วย (๓) มคี ณุ สมบตั แิ ละไมม่ ีลักษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๒๐๕ (๑) มอี ายไุ มต่ า่ กวา่ ส่ีสบิ ห้าปี แต่ไม่เกนิ เจด็ สบิ ปี (๑) (๔) (๕) และ (๖) (๒) มคี ุณสมบตั ิตามมาตรา ๒๐๑ (๑) (๓) (๔) และ (๕) (๔) ไมเ่ ปน็ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผตู้ รวจการแผ่นดิน (๓) ไม่มลี กั ษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๒๐๒ กรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ กรรมการตรวจ เงินแผน่ ดิน หรือกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๒๐๗ มาใชบ้ งั คบั กับกรรมการ การเลือกต้ังดว้ ยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๔๒ วรรคสี่ คณุ สมบตั แิ ละลักษณะตอ้ งห้ามของ ผตู้ รวจการแผน่ ดนิ ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยผตู้ รวจการแผน่ ดนิ
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๓๕ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือกรรมการ ตรวจเงินแผน่ ดนิ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓๙ กรรมการการเลอื กตัง้ ตอ้ ง มาตรา ๒๔๖ วรรคสอง กรรมการป้องกันและปราบปราม (๑) ไม่เป็นขา้ ราชการซึง่ มตี าแหนง่ หรือเงนิ เดอื นประจา การทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผซู้ งึ่ มคี วามซ่ือสัตย์สจุ รติ เป็นทปี่ ระจักษ์และ (๒) ไมเ่ ป็นพนักงานหรอื ลกู จา้ งของหน่วยงานของรัฐ มคี ณุ สมบัตแิ ละไมม่ ลี ักษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเป็น รฐั วสิ าหกิจ หรอื ของราชการส่วนทอ้ งถ่ิน รฐั มนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผตู้ รวจการแผน่ ดิน กรรมการสิทธิ (๓) ไม่ดารงตาแหน่งใดในห้างห้นุ ส่วน บรษิ ทั หรอื องค์การที่ มนษุ ยชนแห่งชาติ หรอื กรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ หรอื เคยรบั ราชการ ดาเนินธุรกจิ โดยมงุ่ หาผลกาไรหรือรายได้มาแบ่งปนั กนั หรือเปน็ ในตาแหน่งไม่ตา่ กวา่ อธิบดหี รือผดู้ ารงตาแหน่งทางบรหิ ารในหน่วย ลกู จา้ งของบุคคลใด ราชการที่มีอานาจบรหิ ารเทยี บเทา่ อธิบดี หรือดารงตาแหน่งไมต่ ่ากว่า (๔) ไม่ประกอบวิชาชพี อิสระอืน่ ใด ศาสตราจารย์ ผแู้ ทนองค์การพัฒนาเอกชน หรอื ผปู้ ระกอบวิชาชีพท่ีมี ในกรณที ีว่ ฒุ สิ ภาเลอื กบคุ คลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดย องค์กรวิชาชพี ตามกฎหมายมาเป็นเวลาไมน่ ้อยกว่าสามสบิ ปี ซง่ึ องค์การ ไดร้ บั ความยนิ ยอมของผู้น้ัน ผไู้ ด้รบั เลือกจะเร่มิ ปฏบิ ัติหนา้ ทไ่ี ดต้ อ่ เมอื่ พฒั นาเอกชนหรอื องค์กรวิชาชีพน้ันใหก้ ารรับรองและเสนอช่ือเข้าสู่ ผนู้ น้ั ไดล้ าออกจากตาแหน่งตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรอื แสดงให้เปน็ ที่ กระบวนการสรรหา เชอ่ื ไดว้ ่าตนได้เลิกประกอบวิชาชพี อสิ ระดังกล่าวแล้ว ซง่ึ ตอ้ งกระทา ภายในสบิ ห้าวันนับแตว่ ันทไี่ ดร้ บั เลอื ก แต่ถา้ ผู้นน้ั มไิ ดล้ าออกหรือเลกิ มาตรา ๒๕๒ วรรคหก คุณสมบัติ ลักษณะตอ้ งห้าม และ ประกอบวชิ าชพี อสิ ระภายในเวลาท่ีกาหนด ใหถ้ ือวา่ ผนู้ ้นั ไมเ่ คยได้รบั การพ้นจากตาแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผน่ ดินและผูว้ ่าการ เลอื กใหเ้ ป็นกรรมการการเลือกตง้ั และให้นาบทบญั ญตั ิมาตรา ๑๓๘ ตรวจเงนิ แผน่ ดิน รวมท้ังอานาจหนา้ ท่ขี องคณะกรรมการตรวจเงนิ มาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม แผน่ ดนิ ผูว้ า่ การตรวจเงินแผน่ ดิน และสานักงานการตรวจเงนิ มาตรา ๑๙๖ วรรคสาม คณุ สมบัติ ลกั ษณะต้องหา้ ม แผน่ ดิน ให้เปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วย การสรรหา และการเลอื กผู้ตรวจการแผน่ ดินของรัฐสภา ใหเ้ ปน็ ไป การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยผตู้ รวจการแผ่นดนิ ของ รฐั สภา มาตรา ๒๕๖ วรรคสาม คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะต้องห้าม มาตรา ๒๙๗ วรรคสอง กรรมการป้องกันและปราบปราม การถอดถอน และการกาหนดคา่ ตอบแทนกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชน การทุจริตแห่งชาตติ อ้ งเปน็ ผ้ซู ึง่ มคี วามซือ่ สัตยส์ ุจริตเป็นทป่ี ระจักษ์ มี แหง่ ชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ คณุ สมบตั ิและไม่มลี ักษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๒๕๖ มาตรา ๓๑๒ วรรคเจด็ คุณสมบตั ิ ลกั ษณะต้องห้าม การสรรหาและการเลือก และการพน้ จากตาแหน่งของกรรมการตรวจ เงนิ แผน่ ดนิ และผวู้ ่าการตรวจเงินแผน่ ดนิ รวมทงั้ อานาจหนา้ ทขี่ อง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผวู้ ่าการตรวจเงินแผน่ ดิน และ
๑๓๖ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ สานกั งานการตรวจเงินแผ่นดนิ ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา ๑๙๙ วรรคสาม คุณสมบัติ ลักษณะตอ้ งห้าม การสรรหา การเลอื ก การถอดถอน และการกาหนดค่าตอบแทน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหง่ ชาติ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ มาตรา ๑๓๖ วรรคสอง ใหป้ ระธานวุฒิสภาลงนามรบั สนอง มาตรา ๒๒๙ วรรคสอง ตรงกบั ความในมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๒๑๗ เมื่อมกี รณที ่จี ะต้องสรรหาผสู้ มควรไดร้ ับ พระบรมราชโองการแตง่ ตง้ั ประธานกรรมการและกรรมการตาม วรรคสอง ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช การแต่งตง้ั เป็นผ้ดู ารงตาแหนง่ ในองคก์ รอสิ ระนอกจากคณะ วรรคหน่งึ ๒๕๔๐ กรรมการสทิ ธิมนุษยชนแหง่ ชาติ ให้เปน็ หน้าทแี่ ละอานาจของ มาตรา ๑๓๘ การสรรหาและการเลอื กประธานกรรมการและ มาตรา ๒๓๐ วรรคสอง ให้นาบทบัญญตั ิมาตรา ๒๐๗ มาใช้ คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ ท่ีจะดาเนินการสรรหา กรรมการการเลือกตงั้ ใหด้ าเนินการดังน้ี บังคับกบั กรรมการการเลอื กตง้ั ดว้ ยโดยอนโุ ลม เวน้ แตก่ รรมการสรรหาตามมาตรา ๒๐๓ (๔) ใหป้ ระกอบด้วยบุคคล (๑) ให้มคี ณะกรรมการสรรหากรรมการการเลอื กตั้งจานวนสบิ มาตรา ๒๓๑ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและ ซ่ึงแตง่ ตง้ั โดยศาลรฐั ธรรมนญู และองคก์ รอสิ ระทีม่ ิใช่องค์กรอสิ ระที่ คน ซึง่ ประกอบด้วยประธานศาลรฐั ธรรมนญู ประธานศาลปกครอง กรรมการการเลือกต้งั ให้ดาเนินการดังนี้ ตอ้ งมกี ารสรรหา สูงสดุ อธกิ ารบดขี องสถาบนั อุดมศกึ ษาของรฐั ที่เป็นนิตบิ ุคคลทุกแหง่ (๑) ใหม้ ีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลอื กต้ังจานวนเจ็ด ให้นาความในมาตรา ๒๐๓ มาตรา ๒๐๔ มาตรา ๒๐๕ และมาตรา ซึง่ เลอื กกันเองใหเ้ หลือสี่คน ผแู้ ทนพรรคการเมืองทกุ พรรคที่มสี มาชกิ คน ซ่งึ ประกอบด้วย ประธานศาลฎกี า ประธานศาลรฐั ธรรมนูญ ๒๐๖ มาใชบ้ ังคับแก่การสรรหาตามวรรคหนึง่ โดยอนโุ ลม เป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรพรรคละหนง่ึ คน ซึ่งเลือกกันเองใหเ้ หลอื ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผูน้ าฝา่ ยค้านใน สค่ี น ทาหนา้ ที่พิจารณาสรรหาผมู้ คี ณุ สมบตั ติ ามมาตรา ๑๓๗ ซึ่ง สภาผู้แทนราษฎร บคุ คลซึ่งทปี่ ระชุมใหญศ่ าลฎีกาคัดเลอื กจานวนหนึ่ง สมควรเป็นกรรมการการเลือกต้งั จานวนหา้ คน เสนอต่อประธาน คน และบุคคลซึ่งทีป่ ระชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสูงสดุ คัดเลือก วุฒสิ ภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผไู้ ด้รบั การเสนอช่อื นนั้ จานวนหน่ึงคน เปน็ กรรมการ ทาหน้าทส่ี รรหาผู้มีคณุ สมบตั ิตามมาตรา มติในการเสนอช่ือดังกล่าวตอ้ งมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของ ๒๓๐ ซ่งึ สมควรเป็นกรรมการการเลอื กตั้ง จานวนสามคน เสนอต่อ จานวนกรรมการสรรหาท้ังหมดเทา่ ที่มอี ยู่ ประธานวุฒสิ ภา โดยต้องเสนอพรอ้ มความยินยอมของผไู้ ด้รับการเสนอ (๒) ใหท้ ปี่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าพิจารณาสรรหาผสู้ มควรเปน็ ชื่อนนั้ มตใิ นการสรรหาดงั กลา่ วต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองใน กรรมการการเลอื กต้ังจานวนหา้ คน เสนอต่อประธานวฒุ ิสภา โดยตอ้ ง สามของจานวนกรรมการท้ังหมดเท่าท่ีมอี ยู่ ในกรณที ่ีไมม่ กี รรมการใน เสนอพร้อมความยินยอมของผไู้ ดร้ บั การเสนอช่ือนั้น ตาแหน่งใด หรือมีแตไ่ ม่สามารถปฏิบัติหน้าทไ่ี ด้ ถา้ กรรมการท่เี หลืออยู่ (๓) การเสนอช่ือตาม (๑) และ (๒) ให้กระทาภายในสามสบิ วัน น้นั มีจานวนไมน่ อ้ ยกวา่ กึ่งหนึ่ง ใหค้ ณะกรรมการสรรหากรรมการ นบั แต่วนั ท่มี เี หตุที่ทาใหต้ ้องมีการเลอื กบคุ คลใหด้ ารงตาแหนง่ ดังกลา่ ว การเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการท่ีเหลอื อยู่ ทั้งนี้ ให้นาบทบญั ญัตใิ น ในกรณที ่คี ณะกรรมการสรรหาตาม (๑) ไม่อาจเสนอชื่อไดภ้ ายในเวลา มาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม ที่กาหนด หรอื ไม่อาจเสนอช่อื ได้ครบจานวนภายในเวลาท่ีกาหนด บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญศ่ าลฎีกาและท่ปี ระชุมใหญ่ตลุ าการใน ใหท้ ปี่ ระชมุ ใหญ่ศาลฎีกาพจิ ารณาเสนอช่อื แทนจนครบจานวนภายใน ศาลปกครองสงู สดุ เลือกตามวรรคหนงึ่ ต้องมิใชผ่ พู้ ิพากษาหรือตุลาการ สิบหา้ วนั นับแต่วนั ท่ีครบกาหนดตอ้ งเสนอชอื่ ตาม (๑)
รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๓๗ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา (๔) ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาเรียกประชมุ วุฒสิ ภาเพอื่ มมี ตเิ ลือก ผไู้ ดร้ ับการเสนอชื่อตาม (๑) (๒) และ (๓) ซงึ่ ต้องกระทาโดยวิธี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ลงคะแนนลบั ในการนี้ ให้หา้ คนแรกซึง่ ไดร้ ับคะแนนสงู สดุ และมี คะแนนมากกวา่ ก่งึ หนึ่งของจานวนสมาชกิ ทั้งหมดเท่าทม่ี อี ยขู่ อง และต้องไมเ่ ป็นกรรมการสรรหาผดู้ ารงตาแหนง่ ในองค์กรตาม วุฒสิ ภา เป็นผู้ไดร้ บั เลอื กเปน็ กรรมการการเลือกตงั้ แต่ถา้ จานวน รัฐธรรมนูญอื่นในขณะเดียวกัน ผ้ไู ดร้ บั เลือกดงั กล่าวมไี มค่ รบหา้ คน ให้นารายช่อื ผ้ไู มไ่ ด้รบั เลอื กใน คราวแรกน้นั มาใหส้ มาชิกวฒุ สิ ภาออกเสยี งลงคะแนนเลอื กอกี ครงั้ (๒) ใหท้ ี่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพจิ ารณาสรรหาผมู้ คี ณุ สมบตั ิ หนึ่งต่อเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ใหถ้ ือว่าผ้ไู ดร้ บั คะแนนเสยี งสงู สุด ตามมาตรา ๒๓๐ ซงึ่ สมควรเป็นกรรมการการเลอื กตง้ั จานวนสอง เรยี งลงไปตามลาดับจนครบหา้ คน เป็นผไู้ ดร้ ับเลือกให้เป็นกรรมการ คน เสนอตอ่ ประธานวฒุ สิ ภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้น้นั การเลอื กต้งั ในครัง้ นี้ถา้ มผี ไู้ ด้คะแนนเสียงเทา่ กนั ในลาดับใดอันเป็น เหตุใหม้ ผี ู้ไดร้ บั เลอื กเกินห้าคน ให้ประธานวฒุ สิ ภาจับสลากว่าผ้ใู ด (๓) การสรรหาตาม (๑) และ (๒) ใหก้ ระทาภายในสามสิบวัน เปน็ ผูไ้ ด้รับเลือก นับแตว่ นั ทีม่ ีเหตทุ ท่ี าใหต้ อ้ งมกี ารเลอื กบคุ คลใหด้ ารงตาแหน่งดังกลา่ ว ในกรณที ม่ี ีเหตุทที่ าใหไ้ ม่อาจดาเนินการสรรหาไดภ้ ายในเวลาทกี่ าหนด (๕) ให้ผู้ไดร้ ับเลือกตาม (๔) ประชมุ และเลือกกันเองให้คนหน่งึ หรอื ไม่อาจสรรหาได้ครบจานวนภายในเวลาท่ีกาหนดตาม (๑) ให้ เปน็ ประธานกรรมการการเลอื กต้งั และแจง้ ผลใหป้ ระธานวฒุ สิ ภา ทีป่ ระชุมใหญศ่ าลฎกี าพิจารณาสรรหาแทนจนครบจานวนภายใน ทราบ และให้ประธานวฒุ สิ ภานาความกราบบงั คมทลู เพือ่ ทรงแต่งตง้ั สิบหา้ วนั นบั แตว่ ันที่ครบกาหนดตาม (๑) ต่อไป (๔) ให้ประธานวฒุ สิ ภาเรยี กประชมุ วฒุ สิ ภาเพอ่ื มมี ตใิ ห้ มาตรา ๑๔๓ ในกรณที กี่ รรมการการเลือกต้ังพน้ จากตาแหน่ง ความเหน็ ชอบผไู้ ดร้ บั การสรรหาตาม (๑) (๒) หรอื (๓) ซง่ึ ตอ้ งกระทาโดย ตามวาระพรอ้ มกันทงั้ หมด ให้ดาเนินการตามมาตรา ๑๓๘ ภายใน วธิ ลี งคะแนนลบั สี่สบิ ห้าวันนับแต่วันท่ีมีการพน้ จากตาแหน่ง (๕) ในกรณีทีว่ ุฒิสภาใหค้ วามเห็นชอบให้ดาเนนิ การตาม (๖) ในกรณที กี่ รรมการการเลอื กตง้ั พน้ จากตาแหน่งเพราะเหตอุ ่นื แตถ่ ้าวฒุ ิสภาไม่เหน็ ชอบในรายช่ือใด ไม่วา่ ทั้งหมดหรือบางสว่ น ให้ส่ง นอกจากถงึ คราวออกตามวาระ ใหน้ ามาตรา ๑๓๘ มาใชบ้ ังคบั กับ รายช่ือนน้ั กลับไปยังคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลอื กต้ังหรือ การสรรหาและการเลือกกรรมการการเลือกตงั้ แทนตาแหนง่ ท่วี ่างน้ัน ท่ปี ระชุมใหญศ่ าลฎีกา แล้วแตก่ รณี เพ่ือให้ดาเนินการสรรหาใหม่ โดยอนุโลม ในกรณนี ี้ ใหเ้ สนอชื่อผู้สมควรเปน็ กรรมการการเลือกตง้ั หากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งหรอื ท่ีประชุมใหญศ่ าล ตอ่ ประธานวฒุ สิ ภา เปน็ จานวนสองเทา่ ของผ้ซู ่งึ พน้ จากตาแหน่ง และ ฎกี า ไม่เห็นด้วยกับวุฒสิ ภา และมมี ตยิ นื ยนั ตามมตเิ ดิมด้วยคะแนน ใหว้ ุฒิสภามมี ติเลอื ก ทัง้ นี้ ใหด้ าเนินการใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในสีส่ บิ หา้ วัน เอกฉันท์หรือด้วยคะแนนไม่นอ้ ยกว่าสองในสามของที่ประชุมใหญศ่ าล นับแต่วนั ท่มี กี ารพน้ จากตาแหนง่ และให้ผไู้ ดร้ บั เลอื กอยู่ในตาแหน่ง ฎีกา แล้วแตก่ รณี ให้ดาเนินการต่อไปตาม (๖) แตถ่ ้ามตทิ ่ียืนยนั ตาม เพียงเทา่ วาระทเี่ หลอื อยขู่ องผู้ซึ่งตนแทน มติเดิมไมเ่ ป็นเอกฉันทห์ รือไมไ่ ด้คะแนนตามท่ีกาหนด ใหเ้ รมิ่ กระบวนการสรรหาใหม่ ซึ่งตอ้ งดาเนินการให้แลว้ เสรจ็ ภายในสามสบิ วัน มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ใหป้ ระธานวุฒสิ ภาลงนามรบั สนอง นับแต่วนั ท่มี ีเหตุให้ต้องดาเนินการดังกลา่ ว พระบรมราชโองการแตง่ ตัง้ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรฐั สภา (๖) ใหผ้ ้ไู ดร้ ับความเหน็ ชอบตาม (๔) หรอื (๕) ประชุมและเลือก กันเองให้คนหน่ึงเป็นประธานกรรมการการเลอื กตงั้ และแจ้งผลให้ ประธานวุฒสิ ภาทราบ และใหป้ ระธานวุฒสิ ภานาความกราบบงั คมทลู เพ่อื ทรงแต่งตั้งตอ่ ไป
๑๓๘ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙๗ วรรคสาม การสรรหาและการเลือกกรรมการ มาตรา ๒๓๔ ในกรณที ่กี รรมการการเลือกต้ังพ้นจากตาแหน่ง ปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ ใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ตามวาระพร้อมกนั ทั้งคณะ ให้ดาเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ๒๕๗ และมาตรา ๒๕๘ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม ท้ังนี้ โดยให้มี คณะ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันท่พี ้นจากตาแหน่ง กรรมการสรรหากรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ ในกรณที ี่กรรมการการเลือกตงั้ พน้ จากตาแหน่งเพราะเหตอุ ่ืน จานวนสบิ ห้าคน ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาล นอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้ดาเนนิ การสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ รฐั ธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานกรรมการ ให้แลว้ เสรจ็ ภายในหกสบิ วนั นับแต่วันท่มี ีเหตดุ งั กลา่ ว และให้ผ้ไู ดร้ บั การเลอื กตัง้ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ ประธานกรรมการ ความเห็นชอบอยูใ่ นตาแหน่งเพียงเทา่ วาระที่เหลืออยขู่ องผซู้ ่ึงตนแทน สิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ ผูต้ รวจการแผน่ ดนิ ของรัฐสภา ซ่งึ เลือกกนั เอง มาตรา ๒๔๒ วรรคสอง ใหผ้ ไู้ ด้รับเลือกเป็นผตู้ รวจการ ให้เหลอื หน่ึงคน สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรของพรรคการเมืองท่ีสมาชกิ แผน่ ดนิ ประชมุ และเลอื กกนั เองให้คนหน่ึงเป็นประธานผ้ตู รวจการ ในสังกัดดารงตาแหนง่ รัฐมนตรี ซึง่ เลอื กกนั เองใหเ้ หลอื หนง่ึ คน แผน่ ดินแลว้ แจง้ ผลให้ประธานวฒุ สิ ภาทราบ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองทส่ี มาชกิ ในสงั กัดมไิ ด้ วรรคสาม ให้ประธานวฒุ ิสภาเป็นผูล้ งนามรับสนองพระบรม ดารงตาแหนง่ รฐั มนตรซี งึ่ เลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน และอธกิ ารบดี ราชโองการแต่งตง้ั ประธานผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ และผตู้ รวจการแผ่นดนิ ของสถาบันอุดมศึกษาของรฐั ท่เี ปน็ นิตบิ คุ คลทุกแห่งซึ่งเลือกกนั เองให้ มาตรา ๒๔๓ การสรรหาและการเลอื กผตู้ รวจการแผน่ ดินใหน้ า เหลือหกคน เปน็ กรรมการ บทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม โดย วรรคห้า ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรม ให้มคี ณะกรรมการสรรหาจานวนเจ็ดคนประกอบดว้ ย ประธานศาลฎีกา ราชโองการแตง่ ตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและ ประธานศาลรฐั ธรรมนญู ประธานศาลปกครองสงู สดุ ประธานสภา ปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ ผ้แู ทนราษฎร ผูน้ าฝา่ ยค้านในสภาผู้แทนราษฎร บคุ คลซึ่งท่ปี ระชมุ ใหญ่ ศาลฎีกาคดั เลอื กจานวนหน่ึงคน และบุคคลซึ่งท่ปี ระชมุ ใหญ่ตลุ าการใน (วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า แก้ไขเพม่ิ เติมโดยรฐั ธรรมนญู ศาลปกครองสูงสดุ คดั เลือกจานวนหนึ่งคน และใหน้ าบทบญั ญตั ิมาตรา แหง่ ราชอาณาจักรไทย แกไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบับที่ ๑) พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๘) ๒๓๑ (๑) วรรคสอง มาใช้บังคบั ดว้ ยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๔๖ วรรคสาม การสรรหาและการเลอื กกรรมการ มาตรา ๓๑๒ วรรคหา้ ให้ประธานวฒุ สิ ภาลงนามรับสนอง ป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ ให้นาบทบญั ญัติมาตรา พระบรมราชโองการแต่งต้ังประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงนิ ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใช้ แผน่ ดินและผวู้ ่าการตรวจเงนิ แผ่นดิน บังคับโดยอนโุ ลม โดยใหม้ ีคณะกรรมการสรรหาจานวนหา้ คน วรรคเจด็ คณุ สมบตั ิ ลักษณะตอ้ งห้าม การสรรหาและ ประกอบดว้ ยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนญู ประธาน การเลือก และการพน้ จากตาแหนง่ ของกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน ศาลปกครองสงู สุด ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและผนู้ าฝา่ ยคา้ นใน และผวู้ า่ การตรวจเงินแผ่นดนิ รวมทัง้ อานาจหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการ สภาผแู้ ทนราษฎร ตรวจเงินแผน่ ดิน ผ้วู ่าการตรวจเงนิ แผน่ ดิน และสานักงานการตรวจ
๑๓๙ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เงนิ แผน่ ดิน ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วย วรรคส่ี ให้ประธานวฒุ ิสภาเป็นผลู้ งนามรบั สนองพระบรม การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ราชโองการแต่งตงั้ ประธานกรรมการและกรรมการปอ้ งกันและ มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรบั สนอง พระบรมราชโองการแตง่ ตัง้ ประธานกรรมการและกรรมการสทิ ธิ ปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ มนษุ ยชนแห่งชาติ มาตรา ๒๕๒ วรคสาม การสรรหาและการเลอื กกรรมการ วรรคสาม คุณสมบตั ิ ลักษณะตอ้ งห้าม การสรรหา การเลือก การถอดถอน และการกาหนดคา่ ตอบแทนกรรมการสิทธมิ นษุ ยชน ตรวจเงินแผ่นดนิ และผ้วู ่าการตรวจเงินแผ่นดนิ ให้นาบทบัญญัติ แหง่ ชาติ ใหเ้ ปน็ ไปตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ มาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาตรา ๑๔๑ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ กรรมการ การเลือกต้งั พ้นจากตาแหน่ง เมอ่ื มาใช้บงั คับโดยอนุโลม เวน้ แต่องคป์ ระกอบของคณะกรรมการสรรหา (๑) ตาย ให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔๓ (๒) ลาออก (๓) ขาดคณุ สมบัตหิ รอื มีลักษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๓๗ หรือ วรรคสี่ ให้ประธานวฒุ ิสภาเป็นผลู้ งนามรบั สนองพระบรม มาตรา ๑๓๙ (๔) ได้รับโทษจาคุกโดยคาพพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ ให้จาคกุ เวน้ แต่ใน ราชโองการแต่งต้ังประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ความผิดอนั ไดก้ ระทาโดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ (๕) วฒุ สิ ภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนออกจากตาแหน่ง และผูว้ า่ การตรวจเงินแผ่นดนิ เมือ่ มีกรณีตามวรรคหน่ึง ให้คณะกรรมการการเลอื กต้งั เท่าที่ เหลืออยูป่ ฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีต่อไปได้ มาตรา ๒๕๖ วรรคสอง ใหป้ ระธานวฒุ ิสภาเปน็ ผู้ลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการแตง่ ตง้ั ประธานกรรมการและกรรมการ สิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ วรรคห้า ให้นาบทบญั ญัตมิ าตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒) มาใชบ้ งั คับโดยอนุโลม เว้นแต่องคป์ ระกอบของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นไปตามมาตรา ๒๔๓ มาตรา ๒๓๒ วรรคสาม ให้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๒๐๙ (๑) (๒) มาตรา ๒๑๘ นอกจากการพ้นจากตาแหนง่ ตามวาระ ผดู้ ารง (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคณุ สมบตั ิและมีลักษณะต้องหา้ มตาม ตาแหนง่ ในองค์กรอิสระพ้นจากตาแหน่งเม่ือ มาตรา ๒๓๐ มาใช้บังคับกับการพ้นจากตาแหน่งของกรรมการ (๑) ตาย การเลอื กตั้งดว้ ยโดยอนุโลม (๒) ลาออก มาตรา ๒๓๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ (๓) ขาดคุณสมบตั หิ รอื มลี กั ษณะตอ้ งห้ามทั่วไปตามมาตรา สมาชกิ ของทงั้ สองสภารวมกัน มีจานวนไม่นอ้ ยกวา่ หน่ึงในสบิ ของ ๒๑๖ หรือขาดคุณสมบตั ิหรอื มลี กั ษณะตอ้ งห้ามเฉพาะตามมาตรา จานวนสมาชกิ ท้ังหมดเท่าท่มี อี ยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธเิ ข้าชื่อร้องขอต่อ ๒๒๒ มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๓๒ มาตรา ๒๓๘ หรือตามมาตรา ประธานรฐั สภาว่ากรรมการการเลือกตงั้ คนใดคนหน่ึงขาดคณุ สมบัติหรอื ๒๔๖ วรรคสอง และตามกฎหมายท่ีตราขนึ้ ตามมาตรา ๒๔๖ วรรคสี่ มีลกั ษณะต้องห้าม หรอื กระทาการอนั ต้องห้ามตามมาตรา ๒๓๐ และ แลว้ แตก่ รณี ให้ประธานรฐั สภาสง่ คารอ้ งนนั้ ไปยังศาลรฐั ธรรมนูญภายในสามวัน นบั แตว่ ันท่ีไดร้ บั คารอ้ ง เพ่ือให้ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉัย
๑๔๐ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ สิ ภา หรือ เม่ือศาลรัฐธรรมนูญมคี าวนิ ิจฉยั แล้ว ใหศ้ าลรัฐธรรมนญู แจ้ง ให้นาความในมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และ สมาชกิ ของท้ังสองสภารวมกัน มีจานวนไมน่ อ้ ยกว่าหนึ่งในสิบของ คาวินจิ ฉยั ไปยงั ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลอื กต้งั วรรคห้า และมาตรา ๒๐๙ มาใช้บงั คบั แก่การพน้ จากตาแหน่งของ จานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าทมี่ ีอยู่ของทั้งสองสภา มสี ิทธเิ ขา้ ชื่อร้องขอต่อ ใหน้ าบทบัญญัติมาตรา ๙๒ มาใช้บังคบั กับการพ้นจากตาแหน่ง ผ้ดู ารงตาแหน่งในองค์กรอิสระโดยอนุโลม ประธานรฐั สภาว่ากรรมการการเลอื กต้งั คนใดคนหน่ึงขาดคุณสมบตั หิ รอื ของกรรมการการเลือกตง้ั ดว้ ยโดยอนุโลม ในกรณที ่ีผดู้ ารงตาแหน่งในองค์กรอสิ ระต้องหยุดปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี มีลักษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๓๗ หรอื กระทาการอนั ต้องห้ามตาม มาตรา ๒๔๗ วรรคสาม การพ้นจากตาแหนง่ การสรรหา ตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม ถ้ามจี านวนเหลืออยไู่ ม่ถงึ กง่ึ หน่งึ ให้นา มาตรา ๑๓๙ และให้ประธานรัฐสภาส่งคารอ้ งนน้ั ไปยังศาลรฐั ธรรมนูญ และการเลอื กกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ ความในมาตรา ๒๑๔ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม เพอ่ื วนิ ิจฉัยว่ากรรมการการเลอื กตัง้ ผู้นนั้ พน้ จากตาแหน่งหรอื ไม่ แทนตาแหน่งที่ว่าง ใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ เมือ่ ศาลรฐั ธรรมนูญมีคาวินจิ ฉยั แล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนญู แจง้ มาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม คาวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลอื กตัง้ มาตรา ๒๕๒ วรรคหก คณุ สมบตั ิ ลักษณะตอ้ งหา้ ม และ ให้นาบทบญั ญัติมาตรา ๙๗ มาใชบ้ ังคบั กบั การพ้นจากตาแหน่ง การพน้ จากตาแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ และผ้วู า่ การ ของกรรมการการเลือกตัง้ ดว้ ย โดยอนโุ ลม ตรวจเงนิ แผน่ ดนิ รวมทัง้ อานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการตรวจเงิน มาตรา ๒๙๘ วรรคสาม การพน้ จากตาแหน่ง การสรรหาและ แผน่ ดิน ผู้วา่ การตรวจเงินแผ่นดิน และสานกั งานการตรวจเงนิ การเลือกกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติแทน แผ่นดิน ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ย ตาแหน่งท่วี า่ ง ใหน้ าบทบัญญัตมิ าตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ มาใช้ การตรวจเงินแผน่ ดนิ บงั คับโดยอนุโลม มาตรา ๓๑๒ วรรคเจด็ คุณสมบตั ิ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา และการเลอื ก และการพ้นจากตาแหนง่ ของกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดิน รวมทง้ั อานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน ผวู้ ่าการตรวจเงนิ แผ่นดนิ และสานักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดนิ หมวด ๑๓ จรยิ ธรรมของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง และเจา้ หนา้ ที่ของรฐั มาตรา ๒๗๙ วรรคหนง่ึ มาตรฐานทางจรยิ ธรรมของผู้ดารง มาตรา ๒๑๙ ใหศ้ าลรัฐธรรมนญู และองคก์ รอิสระร่วมกนั ตาแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าทขี่ องรัฐแต่ละประเภท กาหนดมาตรฐานทางจรยิ ธรรมข้นึ ใช้บงั คบั แกต่ ุลาการศาล ให้เปน็ ไปตามประมวลจริยธรรมทีก่ าหนดขน้ึ รฐั ธรรมนูญและผดู้ ารงตาแหนง่ ในองค์กรอิสระ รวมท้ังผูว้ ่าการตรวจ วรรคสอง มาตรฐานทางจรยิ ธรรมตามวรรคหนึ่ง จะต้องมี เงินแผ่นดินและหวั หน้าหน่วยงานธรุ การของศาลรฐั ธรรมนญู และ กลไกและระบบในการดาเนนิ งานเพื่อให้การบังคบั ใชเ้ ป็นไปอยา่ งมี องค์กรอสิ ระ และเมอ่ื ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วใหใ้ ชบ้ งั คบั
๑๔๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ประสิทธภิ าพ รวมท้ังกาหนดขนั้ ตอนการลงโทษตามความรา้ ยแรง ได้ ทง้ั น้ี มาตรฐานทางจรยิ ธรรมดังกล่าวตอ้ งครอบคลมุ ถึง แหง่ การกระทา การรกั ษาเกียรตภิ มู ิและผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบใุ หช้ ดั วรรคส่ี การพจิ ารณา สรรหา กลนั่ กรอง หรอื แต่งต้ังบุคคลใด แจ้งดว้ ยว่าการฝา่ ฝืนหรอื ไมป่ ฏิบัตติ ามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมี เขา้ สู่ตาแหนง่ ทมี่ สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งในการใช้อานาจรฐั รวมทงั้ ลกั ษณะร้ายแรง การโยกยา้ ย การเลอื่ นตาแหน่ง การเลื่อนเงินเดอื น และการลงโทษ ในการจดั ทามาตรฐานทางจรยิ ธรรมตามวรรคหน่ึง ใหร้ ับฟงั บคุ คลน้นั จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคานึงถึงพฤติกรรม ความคิดเหน็ ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒสิ ภา และคณะรัฐมนตรี ทางจริยธรรมของบุคคลดงั กล่าวดว้ ย ประกอบด้วย และเม่อื ประกาศใชบ้ งั คบั แล้ว ให้ใชบ้ งั คับแก่สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร สมาชกิ วุฒสิ ภา และคณะรัฐมนตรดี ว้ ย แตไ่ ม่หา้ ม สภาผูแ้ ทนราษฎร วุฒิสภา หรอื คณะรฐั มนตรีที่จะกาหนดจริยธรรม เพ่มิ ขึน้ ให้เหมาะสมกับการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ขี องตน แต่ตอ้ งไม่ขดั หรอื แย้งกบั มาตรฐานทางจรยิ ธรรมตามวรรคหน่งึ และให้ประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษา มาตรา ๓๐๒ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม มาตรา ๒๓๕ วรรคสาม ใหม้ สี านกั งานคณะกรรมการ มาตรา ๒๒๐ ให้องคก์ รอสิ ระแตล่ ะแห่ง นอกจาก การทจุ ริตแห่งชาตมิ หี นว่ ยธุรการของคณะกรรมการป้องกันและ การเลือกตัง้ เปน็ หนว่ ยงานทเี่ ป็นอิสระในการบรหิ ารงานบุคคล คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน มหี นว่ ยงานที่รบั ผดิ ชอบงานธุรการ ปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติทเ่ี ปน็ อสิ ระ โดยมเี ลขาธิการ การงบประมาณ และการดาเนนิ การอนื่ ทั้งน้ี ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ ดาเนินการ และอานวยความสะดวก เพอ่ื ให้องคก์ รอิสระบรรลุ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตเิ ป็น มาตรา ๒๔๒ วรรคหก ให้มสี านักงานผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ เป็น ภารกิจและหนา้ ทตี่ ามทก่ี าหนดไวใ้ นรฐั ธรรมนญู กฎหมาย และ ผบู้ งั คับบญั ชาข้ึนตรงตอ่ ประธานกรรมการป้องกนั และปราบปราม หนว่ ยงานท่เี ปน็ อสิ ระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และ เปน็ ไปตามมตหิ รือแนวทางที่องค์กรอิสระกาหนด โดยให้มหี ัวหนา้ การทจุ ริตแหง่ ชาติ การดาเนนิ การอน่ื ทง้ั นี้ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ หน่วยงานคนหน่งึ ซึง่ แต่งต้ังโดยความเหน็ ชอบขององค์กรอสิ ระแต่ละ การแตง่ ตง้ั เลขาธิการคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม มาตรา ๒๕๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ องค์กรเป็นผรู้ บั ผิดชอบการบริหารงานของหน่วยงานนน้ั รับผิดชอบ การทุจริตแหง่ ชาติ ตอ้ งไดร้ บั ความเห็นชอบของคณะกรรมการปอ้ งกนั แหง่ ชาตมิ ีหนว่ ยธุรการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ขึ้นตรงต่อองค์กรอสิ ระ ทง้ั น้ี ตามที่กฎหมายบญั ญัติ และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตแิ ละวุฒสิ ภา การทจุ ริตแห่งชาตทิ เี่ ป็นอสิ ระ โดยมเี ลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ้ งกันและ สานักงานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาข้นึ ตรงตอ่ ประธาน แหง่ ชาติมอี ิสระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และ กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ การดาเนนิ การอน่ื ท้ังนี้ ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ การแตง่ ตัง้ เลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม การทจุ ริตแห่งชาติ ตอ้ งได้รบั ความเห็นชอบของคณะกรรมการปอ้ งกัน และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติและวฒุ สิ ภา ให้มีสานกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติเปน็ หน่วยงานทีเ่ ป็นอสิ ระในการบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาเนินการอนื่ ทั้งนี้ ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ
๑๔๒ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ สว่ นท่ี ๔ มาตรา ๒๕๔ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินมหี นว่ ยธุรการ คณะกรรมการการเลือกต้ัง มาตรา ๑๓๖ วรรคหนึง่ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ ท่ีเป็นอสิ ระ โดยมผี วู้ ่าการตรวจ ประกอบดว้ ย ประธานกรรมการคนหน่งึ และกรรมการอืน่ อีกสีค่ น ซงึ่ พระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ต้ังตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผ้ซู ่ึงมี เงนิ แผ่นดินเปน็ ผูบ้ งั คับบัญชาขึน้ ตรงตอ่ ประธานกรรมการตรวจเงิน ความเป็นกลางทางการเมืองและมคี วามซอื่ สัตยส์ ุจริตเป็นทป่ี ระจักษ์ แผ่นดิน ให้มสี านกั งานการตรวจเงนิ แผน่ ดินเป็นหน่วยงานที่เป็นอสิ ระใน การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาเนินการอน่ื ทั้งนี้ ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ มาตรา ๒๕๖ วรรคหก ใหม้ สี านักงานคณะกรรมการสิทธิ มนษุ ยชนแห่งชาตเิ ป็นหน่วยงานทเ่ี ปน็ อสิ ระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาเนินการอน่ื ท้ังน้ี ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ มาตรา ๒๒๑ ในการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ี ให้องค์กรอสิ ระรว่ มมอื และชว่ ยเหลือกนั เพ่อื ให้บรรลุเปา้ หมายในการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ของ แตล่ ะองคก์ ร และถ้าองคก์ รอสิ ระใดเห็นวา่ มผี ู้กระทาการอันไม่ชอบ ดว้ ยกฎหมายแตอ่ ย่ใู นหน้าทีแ่ ละอานาจขององค์กรอิสระอ่นื ใหแ้ จ้ง องค์กรอิสระนัน้ ทราบเพื่อดาเนินการตามหนา้ ทีแ่ ละอานาจต่อไป ๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง สว่ นที่ ๒ คณะกรรมการการเลอื กต้ัง มาตรา ๒๒๙ วรรคหนงึ่ ตรงกบั ความในมาตรา ๑๓๖ วรรค มาตรา ๒๒๒ คณะกรรมการการเลือกตง้ั ประกอบด้วย หน่ึง ของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ กรรมการจานวนเจด็ คนซง่ึ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแตง่ ต้ังตามคาแนะนา ของวุฒสิ ภา จากบคุ คลดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) ผูม้ คี วามร้คู วามเช่ยี วชาญในสาขาวชิ าการตา่ ง ๆ ท่จี ะยงั ประโยชน์แก่การบริหารและจดั การการเลือกตงั้ ใหเ้ ป็นไปโดยสุจรติ และเท่ยี งธรรม และมีความซือ่ สตั ยส์ ุจรติ เป็นทป่ี ระจักษ์ ซึง่ ไดร้ ับ การสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จานวนห้าคน (๒) ผู้มีความรู้ ความเช่ียวชาญ และประสบการณด์ า้ น กฎหมาย มคี วามซ่ือสตั ยส์ จุ รติ เปน็ ทีป่ ระจักษ์ และเคยดารงตาแหนง่ ไม่ตา่ กวา่ อธิบดผี ู้พิพากษา หรือตาแหนง่ ไมต่ า่ กว่าอธบิ ดอี ยั การ มาแล้วเปน็ เวลาไม่น้อยกว่าหา้ ปี ซง่ึ ได้รับการคดั เลือกจากทปี่ ระชุม ใหญ่ศาลฎกี า จานวนสองคน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228