Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

Published by toon.sakuapp, 2023-06-12 07:52:17

Description: เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

Search

Read the Text Version

๑๔๓ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผูซ้ ่ึงจะได้รบั การสรรหาเป็นกรรมการการเลือกต้ังตาม (๑) ต้องมีคณุ สมบัตติ ามมาตรา ๒๓๒ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) หรอื เปน็ ผทู้ างานหรอื เคยทางานในภาคประชาสงั คมมาแล้วเปน็ เวลา ไมน่ ้อยกว่ายสี่ ิบปี ท้ังน้ี ตามท่คี ณะกรรมการสรรหาประกาศ กาหนด มาตรา ๑๔๐ กรรมการการเลอื กต้งั มวี าระการดารงตาแหนง่ มาตรา ๒๓๒ วรรคหนึ่ง กรรมการการเลือกตั้งมวี าระ มาตรา ๒๒๓ กรรมการการเลอื กต้ังมีวาระการดารงตาแหน่ง เจ็ดปีนบั แต่วันท่พี ระมหากษตั ริยท์ รงแต่งตงั้ และใหด้ ารงตาแหนง่ ได้ การดารงตาแหนง่ เจด็ ปนี บั แต่วันทพ่ี ระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตั้ง และ เจ็ดปีนับแตว่ นั ที่พระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งตงั้ และให้ดารงตาแหน่งได้ เพยี งวาระเดียว ใหด้ ารงตาแหน่งได้เพียงวาระเดยี ว เพยี งวาระเดยี ว กรรมการการเลอื กตัง้ ซงึ่ พน้ จากตาแหน่งตามวาระ ต้องอยู่ใน วรรคสอง กรรมการการเลือกตัง้ ซึง่ พน้ จากตาแหนง่ ตาม ในระหว่างทีก่ รรมการการเลือกตัง้ พ้นจากตาแหน่งกอ่ นวาระ ตาแหนง่ เพอื่ ปฏิบัตหิ นา้ ทต่ี อ่ ไปจนกวา่ กรรมการการเลอื กตงั้ ซง่ึ ได้รบั วาระ ต้องอยู่ในตาแหนง่ เพื่อปฏิบตั หิ น้าท่ตี อ่ ไปจนกวา่ กรรมการ และยังไมม่ กี ารแต่งต้งั กรรมการการเลือกตั้งแทนตาแหนง่ ทวี่ ่าง แต่งตั้งใหมจ่ ะเขา้ รับหนา้ ที่ การเลือกตง้ั ซึง่ ไดร้ ับแต่งต้งั ใหม่จะเข้ารบั หนา้ ท่ี ให้คณะกรรมการการเลอื กต้ังเทา่ ทเี่ หลอื อยู่ปฏบิ ตั ิหน้าท่ีตอ่ ไปได้ แต่ถ้ามีกรรมการการเลอื กตง้ั เหลอื อยไู่ มถ่ งึ สี่คนใหก้ ระทาไดแ้ ต่ เฉพาะการทจ่ี าเปน็ อนั ไม่อาจหลกี เลีย่ งได้ มาตรา ๑๔๔ วรรคหน่งึ คณะกรรมการการเลอื กตั้งเป็น มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง คณะกรรมการการเลอื กตั้งเป็น มาตรา ๒๒๔ ให้คณะกรรมการการเลือกตัง้ มหี นา้ ท่ีและ ผ้คู วบคมุ และดาเนินการจัดหรอื จดั ให้มกี ารเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทน ผู้ควบคมุ และดาเนนิ การจดั หรอื จดั ให้มีการเลอื กตั้งหรือการสรรหา อานาจ ดังตอ่ ไปนี้ ราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ และผูบ้ รหิ ารทอ้ งถิน่ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา สมาชกิ สภาทอ้ งถิ่น และ (๑) จดั หรือดาเนินการใหม้ ีการจดั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภา รวมทัง้ การออกเสยี งประชามติ ใหเ้ ป็นไปโดยสจุ ริตและเทยี่ งธรรม ผ้บู ริหารท้องถิ่น แลว้ แต่กรณี รวมทัง้ การออกเสียงประชามติ ผแู้ ทนราษฎร การเลอื กสมาชกิ วฒุ ิสภา การเลือกตงั้ สมาชิกสภา มาตรา ๑๔๕ คณะกรรมการการเลอื กตงั้ มีอานาจหนา้ ท่ี ใหเ้ ป็นไปโดยสจุ รติ และเที่ยงธรรม ทอ้ งถิ่นและผบู้ รหิ ารทอ้ งถ่ิน และการออกเสียงประชามติ ดงั ตอ่ ไปนี้ มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลอื กต้ังมอี านาจหน้าที่ (๒) ควบคมุ ดแู ลการเลือกตัง้ และการเลอื กตาม (๑) ให้เป็นไป (๑) ออกประกาศกาหนดการทัง้ หลายอันจาเป็นแกก่ ารปฏบิ ตั ิ ดงั ต่อไปนี้ โดยสจุ รติ และเท่ียงธรรม และควบคมุ ดูแลการออกเสยี งประชามตใิ ห้ ตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง (๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกาหนดการทั้งหลายอนั เปน็ ไปโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เพ่อื การนี้ ใหม้ ีอานาจสบื สวนหรอื (๒) มีคาส่ังให้ข้าราชการ พนกั งาน หรือลูกจา้ งของหน่วย จาเปน็ แกก่ ารปฏิบัตติ ามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง ไตส่ วนไดต้ ามท่จี าเปน็ หรือทเ่ี หน็ สมควร ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการสว่ นท้องถิ่น หรอื รวมทัง้ วางระเบียบเก่ยี วกับการหาเสียงเลือกตัง้ และการดาเนนิ การ (๓) เม่ือผลการสบื สวนหรือไต่สวนตาม (๒) หรอื เมือ่ พบเหน็ เจ้าหนา้ ทอ่ี นื่ ของรัฐ ปฏิบตั ิการทั้งหลายอนั จาเปน็ ตามกฎหมายตาม ใด ๆ ของพรรคการเมือง ผสู้ มคั รรบั เลอื กตงั้ และผมู้ สี ิทธเิ ลือกตงั้ การกระทาที่มเี หตุอนั ควรสงสยั วา่ การเลอื กต้ังหรอื การเลือกตาม (๑) มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง เพอื่ ใหเ้ ปน็ ไปโดยสจุ รติ และเทีย่ งธรรม และกาหนดหลักเกณฑ์ มิไดเ้ ปน็ ไปโดยสจุ รติ หรือเท่ยี งธรรม หรอื การออกเสียงประชามติ (๓) สบื สวนสอบสวนเพอื่ หาขอ้ เทจ็ จรงิ และวินิจฉยั ชขี้ าดปัญหา การดาเนินการของรัฐในการสนับสนุนให้การเลือกตงั้ มีความเสมอ เปน็ ไปโดยมชิ อบด้วยกฎหมาย ให้มีอานาจสงั่ ระงับ ยับยง้ั แก้ไข หรือข้อโตแ้ ย้งท่เี กดิ ข้นึ ตามกฎหมายตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ภาค และมโี อกาสทัดเทยี มกันในการหาเสียงเลือกตง้ั เปล่ยี นแปลง หรือยกเลกิ การเลือกต้ังหรือการเลอื ก หรอื การออก (๔) ส่งั ให้มกี ารเลือกตัง้ ใหม่หรอื ออกเสยี งประชามติใหมใ่ น (๒) วางระเบียบเกย่ี วกับข้อห้ามในการปฏบิ ตั หิ น้าท่ขี อง เสยี งประชามติ และสั่งให้ดาเนนิ การเลือกตง้ั เลอื ก หรอื ออกเสยี ง หนว่ ยเลือกตง้ั ใดหนว่ ยเลือกตง้ั หนงึ่ หรือทกุ หนว่ ยเลอื กตง้ั เมอ่ื มี คณะรฐั มนตรแี ละรัฐมนตรขี ณะอยู่ในตาแหน่งเพ่ือปฏิบัตหิ น้าท่ตี าม ประชามตใิ หม่ในหนว่ ยเลือกต้งั บางหน่วย หรือทกุ หนว่ ย

๑๔๔ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หลักฐานอันควรเชื่อไดว้ ่าการเลือกตงั้ หรอื การออกเสยี งประชามติใน มาตรา ๑๘๑ โดยคานึงถงึ การรักษาประโยชนข์ องรัฐ และคานึงถึง (๔) ส่งั ระงบั การใชส้ ิทธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ ของผูส้ มัครรบั หนว่ ยเลอื กต้ังนน้ั ๆ มไิ ดเ้ ปน็ ไปโดยสุจรติ และเท่ยี งธรรม ความสุจริต เทยี่ งธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทดั เทยี มกนั ใน เลือกตั้งหรือผู้สมคั รรับเลือกตาม (๑) ไว้เปน็ การช่ัวคราวเปน็ (๕) ประกาศผลการเลือกต้ังและการออกเสยี งประชามติ การเลือกตั้ง ระยะเวลาไมเ่ กินหนง่ึ ปี เมอื่ มีหลกั ฐานอนั ควรเชอ่ื ไดว้ า่ ผนู้ น้ั กระทา (๖) ดาเนินการอนื่ ตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ (๓) กาหนดมาตรการและการควบคมุ การบรจิ าคเงนิ ให้แก่ การหรอื รเู้ ห็นกบั การกระทาของบุคคลอน่ื ท่มี ีลกั ษณะเป็นการทุจริต ในการปฏิบัติหนา้ ที่ คณะกรรมการการเลอื กต้งั มอี านาจเรียก พรรคการเมือง การสนบั สนุนทางการเงินโดยรัฐ การใช้จา่ ยเงนิ ของ หรือทาให้การเลือกต้ังหรือการเลอื กมิไดเ้ ปน็ ไปโดยสจุ รติ หรือ เอกสารหรือหลักฐานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งจากบุคคลใด หรือเรยี กบคุ คลใดมาให้ พรรคการเมอื งและผสู้ มัครรบั เลือกตงั้ รวมทั้งการตรวจสอบบญั ชี เทย่ี งธรรม ถ้อยคา ตลอดจนขอใหศ้ าล พนกั งานอยั การ พนักงานสอบสวน ทางการเงนิ ของพรรคการเมืองโดยเปดิ เผย และการควบคมุ (๕) ดแู ลการดาเนินงานของพรรคการเมอื งให้เป็นไปตาม หนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั รฐั วสิ าหกิจ หรอื ราชการส่วนท้องถน่ิ การจ่ายเงินหรือรบั เงินเพอ่ื ประโยชน์ในการลงคะแนนเลอื กตง้ั กฎหมาย ดาเนนิ การเพือ่ ประโยชนแ์ ห่งการปฏิบตั ิหนา้ ที่ การสืบสวน สอบสวน (๔) มีคาสงั่ ใหข้ า้ ราชการ พนกั งาน หรือลกู จ้างของหน่วยราชการ (๖) หนา้ ท่แี ละอานาจอ่ืนตามรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมาย หรือวินิจฉยั ช้ีขาด หน่วยงานของรฐั รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสว่ นท้องถ่ิน หรือเจ้าหน้าที่ ในการสืบสวนหรือไต่สวนตาม (๒) คณะกรรมการการเลือกตง้ั คณะกรรมการการเลอื กตั้งมีอานาจแตง่ ต้ังบคุ คล คณะบคุ คล อ่ืนของรฐั ปฏิบตั กิ ารทั้งหลายอันจาเป็นตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ จะมอบหมายให้กรรมการการเลอื กตงั้ แตล่ ะคนดาเนินการ หรือ หรือผแู้ ทนองค์การเอกชน เพ่อื ปฏบิ ัติหนา้ ทตี่ ามทม่ี อบหมาย วรรคสอง มอบหมายใหค้ ณะบคุ คลดาเนินการภายใตก้ ารกากับของกรรมการ มาตรา ๑๔๖ ขา้ ราชการ พนกั งาน หรือลกู จา้ งของหนว่ ย (๕) สืบสวนสอบสวนเพอื่ หาขอ้ เทจ็ จริงและวินจิ ฉัยช้ีขาด การเลอื กตั้งตามหลักเกณฑ์และวธิ กี ารท่คี ณะกรรมการการเลอื กตงั้ ราชการ หน่วยงานของรัฐ รฐั วิสาหกิจ หรอื ราชการส่วนท้องถิ่น หรือ ปญั หาหรือขอ้ โต้แย้งท่ีเกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง กาหนดก็ได้ เจา้ หน้าที่อนื่ ของรัฐ มหี น้าทีต่ อ้ งปฏบิ ัติตามคาส่ังของคณะกรรมการ (๖) สัง่ ใหม้ ีการเลือกต้งั ใหม่หรอื ออกเสียงประชามติใหมใ่ น การใชอ้ านาจตาม (๓) ให้กรรมการการเลอื กตงั้ แตล่ ะคนซึ่ง การเลือกตง้ั ท่ีส่งั การตามมาตรา ๑๔๕ หน่วยเลอื กต้งั ใดหนว่ ยเลอื กต้งั หนงึ่ หรือทกุ หนว่ ยเลอื กตง้ั เมือ่ มี พบเห็นการกระทาความผดิ มีอานาจกระทาได้สาหรบั หนว่ ยเลอื กต้ัง มาตรา ๑๔๗ คณะกรรมการการเลอื กตัง้ ตอ้ งดาเนนิ การ หลักฐานอันควรเชือ่ ได้ว่าการเลือกตัง้ หรอื การออกเสียงประชามตใิ น หรอื เขตเลือกตัง้ ทพี่ บเห็นการกระทาความผิด ทัง้ น้ี ตามหลกั เกณฑ์ สบื สวนสอบสวนเพอ่ื หาข้อเท็จจรงิ โดยพลนั เม่ือมกี รณใี ดกรณหี นง่ึ หน่วยเลอื กตง้ั นน้ั ๆ มไิ ดเ้ ป็นไปโดยสุจรติ และเทีย่ งธรรม วิธกี าร และเงือ่ นไขทคี่ ณะกรรมการการเลอื กตั้งกาหนด ดังต่อไปน้ี (๗) ประกาศผลการเลอื กต้ัง ผลการสรรหา และผลการออก (๑) ผูม้ สี ิทธเิ ลือกต้ัง ผสู้ มคั รรับเลอื กตัง้ หรือพรรคการเมอื งซึ่ง เสียงประชามติ มสี มาชกิ สมคั รรับเลือกต้ังในเขตเลอื กต้งั ใดเขตเลอื กตง้ั หนง่ึ คัดค้านวา่ (๘) ส่งเสริมและสนบั สนนุ หรือประสานงานกับหน่วยราชการ การเลือกตั้งในเขตเลือกต้งั นนั้ เปน็ ไปโดยไมถ่ กู ตอ้ งหรือไมช่ อบด้วย หน่วยงานของรฐั รัฐวสิ าหกจิ หรือราชการส่วนท้องถ่ิน หรือสนับสนุน กฎหมาย องค์การเอกชน ในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเก่ยี วกบั การปกครอง (๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดว้ ่าการออกเสียงประชามติ ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข และส่งเสรมิ มไิ ดเ้ ป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรอื ผู้มสี ิทธเิ ลอื กต้ังคดั ค้านวา่ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การออกเสยี งประชามติในหน่วยเลือกต้ังใดเป็นไปโดยไมถ่ กู ตอ้ ง (๙) ดาเนนิ การอ่ืนตามที่กฎหมายบญั ญัติ หรอื ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ในการปฏิบัตหิ น้าที่ คณะกรรมการการเลอื กต้ังมอี านาจเรียก เมื่อดาเนนิ การตามวรรคหนง่ึ เสรจ็ แลว้ คณะกรรมการ เอกสารหรือหลักฐานทเี่ กี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรยี กบุคคลใดมาให้ การเลอื กตง้ั ต้องพจิ ารณาวินิจฉัยสงั่ การโดยพลนั ถอ้ ยคา ตลอดจนขอใหพ้ นักงานอยั การ พนกั งานสอบสวน

๑๔๕ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๓ เพ่ือใหก้ ารเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั รัฐวิสาหกจิ หรือราชการส่วนทอ้ งถ่นิ เป็นไปดว้ ยความสุจรติ และเที่ยงธรรม ให้รฐั สนบั สนนุ การเลอื กตั้ง ดาเนนิ การเพ่ือประโยชน์แหง่ การปฏบิ ตั ิหน้าท่ี การสบื สวน สอบสวน หรอื สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรในเรื่องดงั ตอ่ ไปน้ี วนิ จิ ฉยั ชีข้ าด (๑) จัดทป่ี ิดประกาศและทตี่ ดิ แผน่ ป้ายเก่ยี วกบั การเลอื กตง้ั ใน คณะกรรมการการเลือกตัง้ มีอานาจแตง่ ตงั้ บุคคล คณะบคุ คล สาธารณสถานซง่ึ เป็นของรัฐ หรือผ้แู ทนองค์การเอกชน เพื่อปฏบิ ัติหน้าท่ตี ามทม่ี อบหมาย (๒) พมิ พ์และจดั ส่งเอกสารเกยี่ วกบั การเลือกตัง้ ไปใหผ้ มู้ สี ิทธิ มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลอื กตัง้ ต้องดาเนนิ การ ออกเสยี งเลอื กตั้ง สบื สวนสอบสวนเพอ่ื หาขอ้ เทจ็ จรงิ โดยพลนั เมอ่ื มกี รณีใดกรณีหน่ึง (๓) จดั หาสถานทห่ี าเสียงเลอื กต้ังใหแ้ กผ่ สู้ มัครรบั เลือกต้ัง ดังต่อไปน้ี (๔) จดั สรรเวลาออกอากาศทางวทิ ยุกระจายเสยี งและวิทยุ (๑) ผูม้ สี ิทธเิ ลอื กตั้ง ผสู้ มคั รรบั เลอื กต้งั หรือพรรคการเมอื ง โทรทศั น์ใหแ้ กพ่ รรคการเมอื ง ซ่งึ มสี มาชิกสมคั รรับเลอื กต้ังในเขตเลอื กตงั้ ใดเขตเลอื กต้ังหนง่ึ (๕) กจิ การอื่นท่คี ณะกรรมการการเลอื กต้งั ประกาศกาหนด คัดคา้ นว่าการเลอื กต้ังในเขตเลือกตัง้ นั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรอื การดาเนนิ การตาม (๑) (๔) และ (๕) โดยผูส้ มคั รรับเลือกตงั้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พรรคการเมือง หรอื บุคคลอน่ื นอกจากรฐั จะกระทามไิ ด้ (๒) ผูเ้ ขา้ รับการสรรหา หรือสมาชกิ ขององคก์ รตามมาตรา หลกั เกณฑ์ เง่อื นไข และวิธกี ารดาเนนิ การตามมาตราน้ี ๑๑๔ วรรคหนงึ่ คัดคา้ นวา่ การสรรหาสมาชิกวฒุ ิสภานนั้ เปน็ ไปโดย ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลอื กตง้ั สมาชกิ ไม่ถูกตอ้ งหรอื ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา ซึง่ ต้องใหโ้ อกาสโดยเท่าเทียมกัน (๔) ปรากฏหลักฐานอันควรเชือ่ ไดว้ า่ การออกเสียงประชามติ มาตรา ๑๒๙ ภายใตบ้ งั คับบทบัญญัติแหง่ รัฐธรรมนูญน้ี มไิ ดเ้ ปน็ ไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผมู้ สี ทิ ธิเลอื กตง้ั คัดค้านวา่ หลักเกณฑ์และวธิ กี ารเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย การออกเสียงประชามตใิ นหน่วยเลอื กต้งั ใดเปน็ ไปโดยไมถ่ กู ตอ้ ง ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ หรือไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย สมาชิกวุฒสิ ภา เม่อื ดาเนนิ การตามวรรคหนึง่ เสร็จแล้ว คณะกรรมการ เพ่อื ประโยชน์ในการแนะนาผสู้ มคั รรบั เลือกตั้งโดยเท่าเทยี มกนั การเลือกตงั้ ตอ้ งพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยสงั่ การโดยพลัน ใหร้ ัฐดาเนนิ การดังต่อไปน้ี (๑) จัดใหม้ กี ารปิดประกาศและตดิ แผน่ ปา้ ยเกย่ี วกับ การเลือกต้ังและผู้สมัครรบั เลือกตง้ั (๒) พิมพ์และจดั ส่งเอกสารเกย่ี วกับการเลือกตง้ั และผูส้ มคั รรับ เลอื กตั้งไปใหผ้ ู้มสี ทิ ธิออกเสียงเลือกตั้ง (๓) จดั หาสถานที่ และจดั สรรเวลาออกอากาศทางวทิ ยุกระจาย เสียงและวทิ ยุโทรทัศนเพือ่ แนะนาผู้สมคั รรบั เลอื กตงั้ (๔) กจิ การอืน่ ทค่ี ณะกรรมการการเลือกตัง้ ประกาศกาหนด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๔๖ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา หลักเกณฑ์และวธิ กี ารดาเนนิ การตามวรรคสอง ใหเ้ ปน็ ไปตาม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ราษฎรและสมาชิกวฒุ สิ ภา มาตรา ๒๓๕ วรรคสอง ประธานกรรมการการเลอื กตง้ั เป็น การแนะนาผู้สมคั รรบั เลอื กตั้งโดยผู้สมคั รรับเลือกตั้งเองหรอื ผูร้ ักษาการตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการเลอื กตั้ง บุคคลอืน่ จะกระทาได้เฉพาะเทา่ ทมี่ ีบัญญตั ิไว้ในกฎหมายประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึง่ สมาชกิ วุฒิสภา พระราช รัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ บัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยพรรคการเมือง พระราชบญั ญัติ วุฒิสภาเทา่ นั้น ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการออกเสยี งประชามติ และกฎหมายวา่ ดว้ ย มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ประธานกรรมการการเลอื กตัง้ เปน็ ผรู้ ักษา การเลอื กตั้งสมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรือผู้บริหารท้องถน่ิ และเป็น การตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการเลอื กต้ังสมาชิกสภา นายทะเบียนพรรคการเมอื ง ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ย พรรคการเมือง กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการออกเสยี ง มาตรา ๒๓๗ ผูส้ มัครรับเลือกตง้ั ผู้ใดกระทาการ ก่อ หรอื ประชามติ และกฎหมายวา่ ดว้ ยการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาทอ้ งถิ่นหรือ สนบั สนุนใหผ้ ูอ้ ื่นกระทาการอนั เปน็ การฝา่ ฝืนพระราชบัญญัติ ผูบ้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ และเป็นนายทะเบยี นพรรคการเมือง ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ การไดม้ าซง่ึ สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรอื ระเบียบหรอื ประกาศของ คณะกรรมการการเลือกตัง้ ซง่ึ มผี ลทาใหก้ ารเลอื กต้ังมไิ ด้เปน็ ไปโดย สุจรติ และเทยี่ งธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลอื กตงั้ ของบุคคลดังกลา่ ว ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและการได้มาซึง่ สมาชิกวฒุ สิ ภา ถ้าการกระทาของบุคคลตามวรรคหน่งึ ปรากฏหลกั ฐานอนั ควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบรหิ ารของพรรค การเมอื งผ้ใู ด มีส่วนรเู้ หน็ หรือปลอ่ ยปละละเลย หรือทราบถึง การกระทาน้นั แลว้ มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพ่ือให้การเลอื กตง้ั เปน็ ไป โดยสจุ รติ และเท่ยี งธรรม ใหถ้ อื วา่ พรรคการเมืองน้ันกระทาการ เพื่อใหไ้ ด้มาซ่งึ อานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่งึ มไิ ด้

๑๔๗ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ เปน็ ไปตามวิถที างท่ีบัญญัตไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู น้ีตามมาตรา ๖๘ และ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคาสง่ั ใหย้ ุบพรรคการเมืองนน้ั ใหเ้ พิกถอน สิทธิเลอื กตั้งของหวั หนา้ พรรคการเมอื งและกรรมการบริหารพรรค การเมืองดงั กลา่ วมกี าหนดเวลาหา้ ปนี ับแตว่ ันทม่ี ีคาส่ังให้ยบุ พรรค การเมอื ง มาตรา ๑๔๗ วรรคหน่ึง คณะกรรมการการเลอื กต้งั ตอ้ ง มาตรา ๒๓๘ วรรคหนง่ึ คณะกรรมการการเลอื กตัง้ ต้อง มาตรา ๒๒๕ กอ่ นประกาศผลการเลือกต้ังหรือการเลือก ดาเนนิ การสบื สวนสอบสวนเพ่ือหาข้อเท็จจริงโดยพลันเมอ่ื มีกรณใี ดกรณี ดาเนนิ การสืบสวนสอบสวนเพอ่ื หาขอ้ เท็จจรงิ โดยพลนั เมอื่ มกี รณใี ด ถา้ มีหลกั ฐานอันควรเช่อื ได้ว่าการเลือกตง้ั หรอื การเลอื กนนั้ มไิ ด้ หนึง่ ดังตอ่ ไปนี้ กรณหี นงึ่ ดังตอ่ ไปน้ี เปน็ ไปโดยสจุ รติ หรอื เที่ยงธรรม ใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตงั้ มี (๒) ปรากฏหลกั ฐานอนั ควรเช่อื ไดว้ า่ กอ่ นไดร้ บั เลือกต้งั สมาชกิ สภา (๓) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนไดร้ บั เลอื กต้ังหรือ อานาจส่ังใหม้ ีการเลอื กตงั้ หรือการเลือกใหมใ่ นหนว่ ยเลือกตง้ั หรอื ผ้แู ทนราษฎร สมาชกิ วุฒสิ ภา สมาชกิ สภาท้องถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ สรรหา สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา สมาชิกสภาทอ้ งถิ่น เขตเลอื กต้ังน้ัน ถา้ ผกู้ ระทาการนน้ั เป็นผูส้ มคั รรบั เลอื กตัง้ หรือ ผูใ้ ดได้กระทาการใด ๆ โดยไมส่ ุจริตเพอ่ื ให้ตนเองไดร้ ับเลอื กตั้ง หรอื ไดร้ บั หรอื ผู้บริหารท้องถิ่น ผใู้ ดไดก้ ระทาการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพอ่ื ให้ตนเอง ผูส้ มคั รรบั เลอื ก แล้วแตก่ รณี หรอื รู้เหน็ กับการกระทาของบคุ คลอ่นื เลือกตง้ั มาโดยไมส่ ุจรติ โดยผลของการทีบ่ ุคคลหรอื พรรคการเมอื งใดได้ ได้รบั เลอื กตงั้ หรอื สรรหา หรอื ได้รบั เลือกตั้งหรอื สรรหามาโดยไม่สจุ รติ ใหค้ ณะกรรมการการเลือกต้งั สั่งระงบั สิทธิสมคั รรบั เลอื กต้ังของผนู้ ัน้ ไว้ กระทาลงไป ทั้งนี้ อนั เปน็ การฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ย โดยผลของการท่บี ุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทาลงไปโดยฝ่าฝืน เป็นการช่วั คราวตามมาตรา ๒๒๔ (๔) การเลือกต้งั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา กฎหมาย หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วย คาสัง่ ตามวรรคหนงึ่ ใหเ้ ปน็ ทสี่ ดุ ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยพรรคการเมอื ง หรอื กฎหมายวา่ ด้วย การเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและการได้มาซ่ึงสมาชิกวฒุ สิ ภา การเลือกตง้ั สมาชิกสภาทอ้ งถ่ินหรือผู้บรหิ ารท้องถ่ิน พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยพรรคการเมือง หรือ กฎหมายวา่ ดว้ ยการเลือกต้ังสมาชกิ สภาท้องถิ่นหรอื ผ้บู ริหารทอ้ งถ่ิน มาตรา ๒๓๙ วรรคหนึง่ ในกรณที คี่ ณะกรรมการ การเลอื กต้งั วนิ จิ ฉัยใหม้ กี ารเลอื กตั้งใหมห่ รือเพิกถอนสิทธิเลือกต้ัง ก่อนการประกาศผลการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ สมาชิกวุฒิสภา ให้คาวินจิ ฉัยของคณะกรรมการการเลือกตง้ั เปน็ ทีส่ ดุ มาตรา ๒๓๙ วรรคสอง ในกรณที ี่ประกาศผลการเลือกตง้ั แล้ว มาตรา ๒๒๖ เม่อื มกี ารดาเนนิ การตามมาตรา ๒๒๕ หรือ ถา้ คณะกรรมการการเลอื กต้ังเห็นว่าควรใหม้ ีการเลอื กต้งั ใหมห่ รือ ภายหลงั การประกาศผลการเลือกตัง้ หรอื การเลอื กแลว้ มหี ลักฐาน เพิกถอนสิทธเิ ลือกตัง้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภาผูใ้ ด อันควรเชือ่ ไดว้ า่ ผสู้ มคั รรบั เลือกตง้ั หรอื ผู้สมคั รรบั เลอื กผู้ใดกระทา ให้ยืน่ คาร้องตอ่ ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมอื่ ศาลฎกี าไดร้ ับคาร้องของ การทจุ ริตในการเลือกตัง้ หรอื การเลือกหรอื รเู้ หน็ กบั การกระทาของ คณะกรรมการการเลอื กตัง้ แล้ว สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรหรอื สมาชิก บุคคลอ่ืน ใหค้ ณะกรรมการการเลอื กต้งั ยืน่ คารอ้ งตอ่ ศาลฎีกาเพ่ือสัง่ วุฒิสภาผูน้ น้ั จะปฏบิ ัตหิ น้าท่ตี ่อไปไมไ่ ด้ จนกว่าศาลฎีกาจะมคี าส่ังยก เพิกถอนสทิ ธิสมคั รรับเลอื กตั้ง หรอื เพกิ ถอนสิทธิเลอื กตั้งของผนู้ ้ัน คาร้อง ในกรณที ศ่ี าลฎีกามคี าสง่ั ใหม้ กี ารเลือกต้ังใหมใ่ นเขตเลอื กต้ังใด

๑๔๘ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ หรอื เพกิ ถอนสิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา การพิจารณาของศาลฎีกาตามวรรคหนง่ึ ให้นาสานวน ผู้ใด ใหส้ มาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภาใน การสบื สวนหรือไตส่ วนของคณะกรรมการการเลือกตัง้ เปน็ หลกั ใน เขตเลอื กต้งั น้ันสน้ิ สดุ ลง การพิจารณา และเพอ่ื ประโยชนแ์ ห่งความยตุ ิธรรม ใหศ้ าลมอี านาจ วรรคสาม ในกรณีท่บี ุคคลตามวรรคสองปฏิบตั ิหน้าท่ีต่อไป สงั่ ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานเพิม่ เตมิ ได้ ไมไ่ ด้ มิใหน้ บั บุคคลดงั กล่าวเข้าในจานวนรวมของสมาชิกเท่าทมี่ ีอยู่ ในกรณีทีศ่ าลฎกี าพิพากษาว่าบคุ คลตามวรรคหนงึ่ กระทา ของสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื วุฒิสภา แล้วแตก่ รณี ความผิดตามทถ่ี ูกร้อง ใหศ้ าลฎกี าส่ังเพกิ ถอนสทิ ธิสมัครรับเลอื กตั้ง วรรคส่ี ให้นาความในวรรคหนึง่ วรรคสอง และวรรคสาม หรอื เพิกถอนสิทธเิ ลือกต้งั ของผูน้ ั้นเป็นเวลาสบิ ปี ท้ังน้ี ตาม มาใช้บังคบั กับการเลอื กต้งั สมาชิกสภาท้องถน่ิ และผบู้ รหิ ารทอ้ งถิ่น พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กตง้ั สมาชิกสภา ด้วยโดยอนโุ ลม โดยการยนื่ คารอ้ งตอ่ ศาลตามวรรคสองใหย้ ่ืนตอ่ ศาล ผแู้ ทนราษฎรหรอื พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วย อทุ ธรณ์ และให้คาส่งั ของศาลอทุ ธรณเ์ ป็นทสี่ ุด การไดม้ าซึ่งสมาชกิ วุฒสิ ภา แลว้ แต่กรณี เมอ่ื ศาลฎกี ามคี าสง่ั รบั คาร้องไว้พจิ ารณาแลว้ ถ้าผูถ้ ูกกลา่ วหา เป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภา ใหผ้ ู้นัน้ หยดุ ปฏิบตั ิ หนา้ ท่จี นกว่าศาลฎีกาจะพพิ ากษาวา่ ผนู้ ัน้ มไิ ด้กระทาความผิด และ เม่ือศาลฎกี ามคี าพิพากษาว่าผนู้ ั้นกระทาความผดิ ให้สมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ ิสภาผนู้ ัน้ สิน้ สดุ ลง นับแตว่ ันท่หี ยุดปฏบิ ตั ิหน้าที่ มิใหน้ ับสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ สิ ภาซึง่ หยดุ ปฏบิ ัติหนา้ ทตี่ ามวรรคส่ี เป็นจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเทา่ ที่มอี ยขู่ อง สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื วุฒสิ ภา แลว้ แต่กรณี ให้นามาตรานีใ้ ปใช้บงั คับแกก่ ารเลอื กต้งั สมาชิกสภาทอ้ งถ่ิน หรือผ้บู รหิ ารท้องถ่ินดว้ ยโดยอนโุ ลม แตใ่ ห้อานาจของศาลฎีกาเป็น อานาจของศาลอทุ ธรณ์ และให้คาสงั่ หรอื คาพิพากษาของศาล อทุ ธรณ์เป็นท่ีสดุ การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาหรอื ศาลอทุ ธรณต์ าม มาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบของทปี่ ระชุมใหญข่ องศาลฎีกาซึ่ง ตอ้ งกาหนดใหใ้ ช้ระบบไตส่ วนและใหด้ าเนินการไดโ้ ดยรวดเรว็ มาตรา ๒๔๐ ในกรณที ม่ี กี ารคดั ค้านว่าการสรรหาสมาชกิ วฒุ สิ ภาผใู้ ดเปน็ ไปโดยไมถ่ กู ต้องหรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรือ ปรากฏหลกั ฐานอันควรเชอื่ ได้วา่ กอ่ นไดร้ ับการสรรหา สมาชกิ

๑๔๙ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ วฒุ ิสภาผใู้ ดกระทาการตามมาตรา ๒๓๘ ใหค้ ณะกรรมการ การเลอื กตั้งดาเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลนั เมื่อคณะกรรมการการเลอื กตงั้ ไดว้ ินจิ ฉัยสัง่ การเป็นอยา่ งใด แลว้ ให้เสนอตอ่ ศาลฎีกาเพอ่ื พจิ ารณาวินจิ ฉยั โดยพลนั และใหน้ า ความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บงั คบั กบั การที่ สมาชิกวุฒิสภาผูน้ ัน้ ไม่อาจปฏิบตั หิ นา้ ทตี่ ่อไปได้ โดยอนุโลม ในกรณีทีศ่ าลฎกี ามคี าสัง่ ใหเ้ พิกถอนการสรรหาหรอื เพิกถอน สิทธเิ ลือกตง้ั สมาชิกวฒุ ิสภาผู้ใด ให้สมาชกิ ภาพของสมาชกิ วุฒสิ ภา ผนู้ น้ั ส้ินสุดลงนับแต่วันท่ศี าลฎกี ามีคาส่งั และใหด้ าเนินการสรรหา สมาชกิ วฒุ สิ ภาใหมแ่ ทนตาแหน่งทวี่ ่าง ในการดาเนนิ การตามวรรคหนึง่ หรือวรรคสองประธานกรรมการ การเลอื กตง้ั จะรว่ มดาเนินการหรือวนิ ิจฉยั สง่ั การมไิ ด้ และใหค้ ณะ กรรมการการเลอื กตั้งมอี งคป์ ระกอบเท่าทม่ี อี ยู่ การคัดค้านและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลอื กต้ัง ใหเ้ ป็นไปตามทีบ่ ัญญัตไิ วใ้ นพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและการไดม้ าซ่งึ สมาชกิ วฒุ ิสภา มาตรา ๑๔๘ ในระหวา่ งทพี่ ระราชกฤษฎกี าใหม้ ีการเลือกต้ัง มาตรา ๒๔๑ ในระหวา่ งทพ่ี ระราชกฤษฎีกาใหม้ ีการเลือกตั้ง มาตรา ๒๒๗ ในระหวา่ งท่ีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกต้งั สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ ิสภา หรือประกาศให้มกี ารออก สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ประกาศให้มีการสรรหา สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื การเลือกสมาชกิ วฒุ สิ ภา หรอื เม่อื เสยี งประชามติ มผี ลใชบ้ ังคบั หา้ มมใิ หจ้ ับ คมุ ขัง หรอื หมายเรยี กตัว สมาชิกวุฒิสภา หรอื ประกาศให้มกี ารออกเสยี งประชามติ มีผลใชบ้ งั คับ ประกาศใหม้ กี ารออกเสยี งประชามติ มผี ลใชบ้ ังคบั หา้ มมิใหจ้ บั กรรมการการเลอื กตง้ั ไปทาการสอบสวน เวน้ แตใ่ นกรณีทไี่ ดร้ ับอนญุ าตจาก หา้ มมใิ ห้จบั คุมขงั หรอื หมายเรยี กตัวกรรมการการเลอื กต้ังไปทา คมุ ขงั หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกต้งั ไปสอบสวน เว้นแต่ คณะกรรมการการเลือกตัง้ หรือในกรณที จ่ี บั ในขณะกระทาความผดิ การสอบสวน เวน้ แตใ่ นกรณีทไ่ี ด้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ได้รบั อนญุ าตจากคณะกรรมการการเลอื กตั้ง หรอื ในกรณที จี่ บั ในกรณที มี่ กี ารจบั กรรมการการเลือกต้ังในขณะกระทาความผดิ การเลอื กตัง้ หรือในกรณที จ่ี ับในขณะกระทาความผิด ในขณะกระทาความผดิ หรือจบั หรือคมุ ขังกรรมการการเลอื กตัง้ ในกรณอี น่ื ใหร้ ายงานไปยัง ในกรณที มี่ กี ารจบั กรรมการการเลือกต้ังในขณะกระทาความผิด ในกรณที ีม่ ีการจับกรรมการการเลอื กตัง้ ในขณะกระทา ประธานกรรมการการเลอื กตง้ั โดยด่วน และประธานกรรมการการเลอื กตง้ั หรอื จับ หรอื คุมขังกรรมการการเลอื กตง้ั ในกรณอี ่ืน ใหร้ ายงานไปยงั ความผดิ หรือจับ หรอื คมุ ขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอ่ืน อาจสัง่ ให้ปลอ่ ยผู้ถกู จับได้ ประธานกรรมการการเลอื กตั้งโดยด่วน และประธานกรรมการ ใหร้ ายงานต่อประธานกรรมการการเลือกตงั้ โดยด่วน และให้ การเลอื กตง้ั อาจสัง่ ใหป้ ล่อยผู้ถกู จับได้ แต่ถ้าประธานกรรมการ ประธานกรรมการการเลอื กต้ังมอี านาจสัง่ ใหป้ ล่อยผู้ถกู จับได้ แตถ่ ้า การเลอื กต้ังเป็นผู้ถูกจบั หรอื คมุ ขัง ใหเ้ ป็นอานาจของคณะกรรมการ ประธานกรรมการการเลอื กตั้งเป็นผู้ถกู จบั หรือคมุ ขัง ให้เปน็ อานาจ การเลอื กตัง้ เท่าท่ีมีอยเู่ ป็นผดู้ าเนนิ การ ของคณะกรรมการการเลอื กตัง้ เทา่ ทีม่ อี ยเู่ ปน็ ผดู้ าเนินการ

๑๕๐ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ สว่ นท่ี ๗ ๒. ผ้ตู รวจการแผ่นดิน สว่ นที่ ๓ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรฐั สภา ผตู้ รวจการแผ่นดนิ มาตรา ๑๙๖ วรรคหนึ่ง ผ้ตู รวจการแผน่ ดินของรัฐสภามี มาตรา ๒๔๒ วรรคหนึง่ ผู้ตรวจการแผน่ ดินมจี านวนสามคน ซึ่ง มาตรา ๒๒๘ ผตู้ รวจการแผน่ ดินมีจานวนสามคนซึ่ง จานวนไมเ่ กนิ สามคน ซ่งึ พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ต้ังตามคาแนะนา พระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ตัง้ ตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผ้ซู ึง่ เปน็ ท่ี พระมหากษตั รยิ ์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวฒุ ิสภา จากผูซ้ ่งึ ของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งเป็นท่ยี อมรบั นับถือของประชาชน มคี วามรอบรู้ ยอมรบั นบั ถอื ของประชาชน มีความรอบรแู้ ละมปี ระสบการณ์ใน ไดร้ ับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา และมีประสบการณใ์ นการบรหิ ารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรอื การบริหารราชการแผน่ ดนิ วสิ าหกจิ หรอื กจิ กรรมอันเปน็ ประโยชน์ ผูซ้ ่งึ ไดร้ ับการสรรหาตอ้ งเป็นผูม้ ีความซ่อื สตั ยส์ ุจริตเป็น กจิ กรรมอนั เป็นประโยชนร์ ่วมกนั ของสาธารณะ และมคี วามซื่อสตั ย์ ร่วมกนั ของสาธารณะ และมคี วามซอื่ สตั ยส์ ุจรติ เปน็ ที่ประจักษ์ ทีป่ ระจักษ์ และมีความรู้ ความเชยี่ วชาญ และประสบการณ์เกย่ี วกบั สจุ รติ เปน็ ที่ประจักษ์ วรรคสอง ให้ผ้ไู ดร้ บั เลือกเป็นผตู้ รวจการแผ่นดินประชมุ และ การบรหิ ารราชการแผน่ ดินไมต่ ่ากวา่ อธิบดีหรอื หัวหนา้ สว่ นราชการ วรรคสาม คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะตอ้ งห้าม การสรรหา และ เลือกกนั เองให้คนหน่ึงเป็นประธานผตู้ รวจการแผน่ ดินแลว้ แจ้งผลให้ ท่เี ทยี บเทา่ หรือหวั หน้าหน่วยงานของรัฐท่เี ทยี บไดไ้ มต่ า่ กว่ากรม การเลอื กผ้ตู รวจการแผ่นดินของรฐั สภา ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย ประธานวฒุ ิสภาทราบ ตามทีค่ ณะกรรมการสรรหาประกาศกาหนด โดยตอ้ งดารงตาแหน่ง ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยผูต้ รวจการแผน่ ดนิ ของรัฐสภา วรรคสี่ คุณสมบตั ิและลกั ษณะตอ้ งหา้ มของผตู้ รวจการแผน่ ดนิ ดังกลา่ วเป็นเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ ห้าปี จานวนสองคน และเปน็ ผู้มี ให้เปน็ ไปตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยผตู้ รวจการ ประสบการณ์ในการดาเนนิ กิจการอนั เปน็ สาธารณะมาแล้ว แผ่นดิน ไมน่ อ้ ยกวา่ ยสี่ บิ ปี จานวนหนง่ึ คน มาตรา ๑๙๖ วรรคส่ี ผูต้ รวจการแผ่นดนิ ของรัฐสภามีวาระ มาตรา ๒๔๒ วรรคห้า ผู้ตรวจการแผน่ ดินมีวาระการดารง มาตรา ๒๒๙ ผู้ตรวจการแผน่ ดนิ มวี าระการดารงตาแหนง่ การดารงตาแหน่งหกปนี บั แต่วนั ทพ่ี ระมหากษตั รยิ ์ทรงแต่งตงั้ และให้ ตาแหน่งหกปนี ับแตว่ นั ที่พระมหากษตั รยิ ์ทรงแต่งต้งั และให้ดารง เจด็ ปีนบั แตว่ ันท่ีพระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตงั้ และใหด้ ารงตาแหนง่ ได้ ดารงตาแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว ตาแหน่งไดเ้ พียงวาระเดียว เพยี งวาระเดยี ว มาตรา ๑๙๗ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีอานาจหนา้ ท่ี มาตรา ๒๔๔ ผตู้ รวจการแผ่นดนิ มอี านาจหนา้ ที่ ดังต่อไปน้ี มาตรา ๒๓๐ ผูต้ รวจการแผน่ ดนิ มหี นา้ ท่แี ละอานาจ ดงั ต่อไปนี้ (๑) พจิ ารณาและสอบสวนหาข้อเทจ็ จรงิ ตามคาร้องเรยี นในกรณี ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) พจิ ารณาและสอบสวนหาข้อเทจ็ จริงตามคารอ้ งเรยี นใน (ก) การไมป่ ฏิบตั ิตามกฎหมาย หรอื ปฏบิ ตั ินอกเหนือ (๑) เสนอแนะตอ่ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพอื่ ใหม้ ี กรณี อานาจหน้าทตี่ ามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลกู จา้ งของ การปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบยี บ หรือคาสง่ั หรอื (ก) การไมป่ ฏิบตั ติ ามกฎหมาย หรอื ปฏิบตั นิ อกเหนืออานาจ หน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ หรอื ราชการสว่ น ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงานใด ๆ บรรดาท่กี ่อให้เกดิ ความเดอื ดรอ้ นหรือไม่ หน้าท่ีตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลกู จา้ งของหน่วย ทอ้ งถิน่ เปน็ ธรรมแกป่ ระชาชน หรอื เป็นภาระแกป่ ระชาชนโดยไม่จาเปน็ ราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รัฐวิสาหกจิ หรอื ราชการสว่ นท้องถิ่น (ข) การปฏบิ ัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหนา้ ทีข่ องขา้ ราชการ หรือเกินสมควรแกเ่ หตุ (ข) การปฏบิ ัตหิ รือละเลยไม่ปฏบิ ตั หิ น้าท่ีของขา้ ราชการ พนกั งาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรือ (๒) แสวงหาข้อเท็จจรงิ เมอื่ เห็นวา่ มผี ้ไู ด้รับความเดอื ดร้อน พนักงาน หรือลูกจา้ งของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั หรือ รฐั วิสาหกจิ หรือราชการสว่ นท้องถิ่น ทีก่ ่อใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ หรือไมเ่ ปน็ ธรรมอันเนอื่ งมาจากการไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรอื รฐั วสิ าหกิจ หรอื ราชการส่วนท้องถนิ่ ทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายแก่ ผรู้ ้องเรยี นหรือประชาชนโดยไม่เปน็ ธรรม ไมว่ า่ การนัน้ จะชอบหรือ ปฏบิ ัตินอกเหนอื หน้าท่แี ละอานาจตามกฎหมายของหนว่ ยงานของ ผรู้ ้องเรยี นหรือประชาชนโดยไม่เปน็ ธรรม ไม่ว่าการนน้ั จะชอบหรอื ไมช่ อบดว้ ยอานาจหนา้ ท่กี ต็ าม รฐั หรือเจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐ เพ่อื เสนอแนะตอ่ หนว่ ยงานของรฐั ไมช่ อบด้วยอานาจหนา้ ทก่ี ต็ าม (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบตั ิหนา้ ทหี่ รือ ท่ีเกยี่ วขอ้ งให้ขจดั หรอื ระงบั ความเดือดร้อนหรอื ความไมเ่ ปน็ ธรรม (ค) กรณอี ืน่ ตามทีก่ ฎหมายบัญญตั ิ การปฏิบัตหิ น้าทีโ่ ดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมายขององค์กรตาม นน้ั

๑๕๑ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ (๒) จัดทารายงานพรอ้ มท้ังเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อ รฐั ธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยตุ ิธรรม ท้ังนี้ ไมร่ วมถงึ (๓) เสนอตอ่ คณะรัฐมนตรใี ห้ทราบถึงการทห่ี นว่ ยงานของรฐั รัฐสภา การพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดีของศาล ยังมไิ ด้ปฏิบัตใิ หถ้ กู ต้องครบถ้วนตามหมวด ๕ หน้าทีข่ องรัฐ (ง) กรณีอ่ืนตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ ในกรณีที่หนว่ ยงานของรัฐที่เกยี่ วขอ้ งไม่ดาเนินการตาม (๒) ดาเนนิ การเกีย่ วกบั จรยิ ธรรมของผู้ดารงตาแหน่งทาง ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดนิ ตาม (๑) หรือ (๒) โดยไม่มี การเมอื งและเจ้าหนา้ ท่ขี องรัฐตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และ เหตุผลอนั สมควร ใหผ้ ตู้ รวจการแผน่ ดินแจ้งให้คณะรฐั มนตรที ราบ มาตรา ๒๘๐ เพือ่ พิจารณาสง่ั การตามท่ีเห็นสมควรตอ่ ไป (๓) ติดตาม ประเมินผล และจดั ทาขอ้ เสนอแนะในการปฏบิ ัติ ในการดาเนินการตาม (๑) หรอื (๒) หากเปน็ กรณีท่เี กี่ยวกบั ตามรฐั ธรรมนญู รวมตลอดถึงขอ้ พจิ ารณาเพอ่ื แก้ไขเพ่มิ เตมิ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ใหผ้ ตู้ รวจการแผน่ ดนิ สง่ เรอ่ื งให้ รัฐธรรมนญู ในกรณีทีเ่ หน็ ว่าจาเปน็ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติดาเนินการตอ่ ไป (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบตั หิ นา้ ที่พรอ้ ม ขอ้ สงั เกตตอ่ คณะรฐั มนตรี สภาผแู้ ทนราษฎร และวุฒสิ ภา ทุกปี ทงั้ นี้ ใหป้ ระกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปดิ เผย ต่อสาธารณะด้วย การใชอ้ านาจหน้าทตี่ าม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ใหผ้ ตู้ รวจการ แผน่ ดนิ ดาเนนิ การเมอื่ มีการร้องเรยี น เว้นแตเ่ ปน็ กรณีที่ผตู้ รวจการ แผ่นดินเห็นว่าการกระทาดงั กลา่ วมีผลกระทบต่อความเสียหายของ ประชาชนสว่ นรวมหรือเพ่ือคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผ้ตู รวจการ แผน่ ดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไมม่ กี ารร้องเรียนได้ มาตรา ๑๙๘ ในกรณีท่ผี ้ตู รวจการแผ่นดนิ ของรฐั สภาเหน็ ว่า มาตรา ๒๔๕ ผูต้ รวจการแผ่นดินอาจเสนอเร่อื งต่อศาล มาตรา ๒๓๑ ในการปฏิบัติหนา้ ทต่ี ามมาตรา ๒๓๐ บทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย กฎ ข้อบังคบั หรอื การกระทาใดของบคุ คลใด รฐั ธรรมนญู หรอื ศาลปกครองไดเ้ มอื่ เห็นวา่ มกี รณดี ังต่อไปน้ี ผู้ตรวจการแผ่นดนิ อาจเสนอเรื่องตอ่ ศาลรัฐธรรมนญู หรอื ศาล ตามมาตรา ๑๙๗ (๑) มปี ญั หาเกี่ยวกบั ความชอบด้วยรฐั ธรรมนญู (๑) บทบญั ญัติแหง่ กฎหมายใดมีปัญหาเกยี่ วกับความชอบดว้ ย ปกครองไดเ้ มอื่ เห็นวา่ มกี รณี ดังตอ่ ไปน้ี ให้ผู้ตรวจการแผน่ ดินของรัฐสภาเสนอเรอ่ื งพรอ้ มความเหน็ ตอ่ ศาล รฐั ธรรมนญู ใหเ้ สนอเรื่องพร้อมดว้ ยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และ (๑) บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายใดมปี ญั หาเกีย่ วกบั ความชอบดว้ ย รฐั ธรรมนูญหรอื ศาลปกครองเพือ่ พิจารณาวินิจฉยั ทั้งน้ี ตาม ให้ศาลรัฐธรรมนญู พิจารณาวนิ ิจฉยั โดยไม่ชักช้า ทั้งน้ี ตาม รฐั ธรรมนูญ ใหเ้ สนอเรือ่ งพร้อมด้วยความเหน็ ตอ่ ศาลรัฐธรรมนญู หลักเกณฑว์ ่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยวธิ ีพิจารณาของศาล และใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู พิจารณาวนิ ิจฉยั โดยไม่ชกั ชา้ ทงั้ น้ี ตาม ว่าดว้ ยวิธพี ิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี รัฐธรรมนญู พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยวิธีพจิ ารณาของศาล ใหศ้ าลรัฐธรรมนญู หรือศาลปกครอง แลว้ แต่กรณี พิจารณา (๒) กฎ คาสง่ั หรอื การกระทาอื่นใดของบุคคลใดตามมาตรา รฐั ธรรมนญู วนิ จิ ฉัยเร่อื งทผี่ ู้ตรวจการแผ่นดนิ ของรฐั สภาเสนอตามวรรคหนึง่ ๒๔๔ (๑) (ก) มีปญั หาเกี่ยวกับความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย (๒) กฎ คาสงั่ หรือการกระทาอ่ืนใดของหนว่ ยงานของรัฐหรือ โดยไมช่ กั ชา้ ใหเ้ สนอเร่อื งพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง และใหศ้ าลปกครอง เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั มปี ญั หาเกี่ยวกับความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมาย ใหเ้ สนอเรอื่ งพรอ้ มดว้ ยความเหน็ ต่อศาลปกครอง และให้

๑๕๒ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ส่วนที่ ๒ พิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทงั้ นี้ ตามพระราชบัญญัตวิ า่ ด้วย ศาลปกครองพิจารณาวินจิ ฉยั โดยไมช่ กั ชา้ ทัง้ น้ี ตามกฎหมาย คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ มาตรา ๒๙๗ วรรคหนง่ึ คณะกรรมการปอ้ งกนั และ การจดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดีปกครอง ว่าดว้ ยการจดั ต้ังศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบดว้ ยประธานกรรมการ คนหนงึ่ และกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ อิ น่ื อกี แปดคน ซง่ึ พระมหากษัตริย์ ๓. คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ สว่ นที่ ๔ ทรงแตง่ ตงั้ ตามคาแนะนาของวฒุ ิสภา วรรคสอง กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ แหง่ ชาติตอ้ งเป็นผูซ้ ่งึ มคี วามซ่อื สตั ยส์ จุ รติ เป็นทปี่ ระจกั ษ์ มคี ณุ สมบัติ และไมม่ ลี ักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๔๖ วรรคหนึง่ คณะกรรมการป้องกนั และ มาตรา ๒๓๒ คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธานกรรมการ แหง่ ชาติ ประกอบดว้ ยกรรมการจานวนเก้าคน ซง่ึ พระมหากษัตริย์ คนหนึง่ และกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึง่ พระมหากษัตรยิ ท์ รงแตง่ ต้ัง ทรงแต่งตงั้ ตามคาแนะนาของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งไดร้ ับการสรรหาโดย ตามคาแนะนาของวุฒสิ ภา คณะกรรมการสรรหา วรรคสอง กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติ ผูซ้ งึ่ ไดร้ บั การสรรหาตอ้ งเป็นผู้มคี วามซ่ือสตั ยส์ จุ ริตเป็น ตอ้ งเป็นผซู้ ึ่งมีความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ เป็นทีป่ ระจักษแ์ ละมีคุณสมบตั แิ ละ ทีป่ ระจักษ์ มคี วามรู้ ความเชย่ี วชาญ และประสบการณด์ า้ น ไม่มีลกั ษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเปน็ รัฐมนตรี กรรมการ กฎหมาย บญั ชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดนิ หรือ การเลอื กตั้ง ผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ การอนื่ ใดอันเปน็ ประโยชนต์ ่อการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรอื เคยรบั ราชการในตาแหน่งไมต่ า่ กว่า และตอ้ งมีคณุ สมบัตอิ ยา่ งหนง่ึ อย่างใด ดงั ตอ่ ไปนดี้ ว้ ย อธบิ ดหี รือผู้ดารงตาแหน่งทางบรหิ ารในหน่วยราชการท่ีมีอานาจบรหิ าร (๑) รบั ราชการหรือเคยรบั ราชการในตาแหนง่ ไม่ตา่ กว่าอธิบดี เทยี บเท่าอธิบดี หรอื ดารงตาแหน่งไม่ตา่ กวา่ ศาสตราจารย์ ผู้แทน ผ้พู ิพากษา อธบิ ดศี าลปกครองชั้นตน้ ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้า องค์การพัฒนาเอกชน หรือผ้ปู ระกอบวชิ าชีพทม่ี อี งค์กรวิชาชีพตาม ศาลทหารกลาง หรอื อธบิ ดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าหา้ ปี กฎหมายมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปี ซง่ึ องค์การพฒั นาเอกชนหรือ (๒) รบั ราชการหรือเคยรบั ราชการในตาแหนง่ ไม่ตา่ กวา่ อธิบดี องค์กรวิชาชพี น้ันให้การรบั รองและเสนอชอื่ เขา้ ส่กู ระบวนการสรรหา หรือหัวหนา้ สว่ นราชการทเ่ี ทียบเทา่ มาแล้วไม่น้อยกวา่ หา้ ปี วรรคห้า ให้มีกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต (๓) เปน็ หรอื เคยเป็นผู้ดารงตาแหนง่ ผูบ้ ริหารสงู สดุ ของ ประจาจังหวดั โดยคณุ สมบตั ิ กระบวนการสรรหา และอานาจหนา้ ที่ รฐั วิสาหกจิ หรอื หน่วยงานอนื่ ของรฐั ทไี่ ม่เปน็ ส่วนราชการหรือ ให้เป็นไปตามที่บัญญตั ิไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู รฐั วสิ าหกจิ มาแล้วไม่นอ้ ยกว่าหา้ ปี ว่าดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ (๔) ดารงตาแหนง่ หรือเคยดารงตาแหนง่ ศาสตราจารยข์ อง มหาวิทยาลยั ในประเทศไทยมาแลว้ ไม่น้อยกวา่ หา้ ปี และยังมผี ลงาน ทางวชิ าการเปน็ ท่ปี ระจักษ์ (๕) เปน็ หรือเคยเปน็ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ท่ีมีกฎหมายรับรอง การประกอบวชิ าชพี โดยประกอบวิชาชีพอยา่ งสม่าเสมอและ ต่อเน่อื งมาเปน็ เวลาไม่น้อยกว่ายส่ี บิ ปนี บั ถงึ วนั ทไ่ี ดร้ บั การเสนอชอื่ และได้รบั การรับรองการประกอบวชิ าชพี จากองค์กรวิชาชพี น้ัน

๑๕๓ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙๘ วรรคหน่ึง กรรมการป้องกันและปราบปราม (๖) เปน็ ผู้มคี วามรคู้ วามชานาญและประสบการณ์ทางด้าน การทุจริตแห่งชาตมิ วี าระการดารงตาแหนง่ เกา้ ปีนบั แต่วนั ท่ี พระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ตั้ง และให้ดารงตาแหนง่ ไดเ้ พยี งวาระเดียว การบริหาร การเงิน การคลงั การบัญชี หรือการบรหิ ารกิจการ วรรคสอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ วิสาหกจิ ในระดบั ไมต่ า่ กว่าผู้บรหิ ารระดับสงู ของบริษัทมหาชนจากดั แหง่ ชาติซง่ึ พ้นจากตาแหนง่ ตามวาระ ต้องปฏบิ ตั ิหน้าทตี่ อ่ ไปจนกวา่ กรรมการซึ่งไดร้ บั แตง่ ต้งั ใหมจ่ ะเขา้ รับหน้าท่ี มาแลว้ ไม่นอ้ ยกว่าสบิ ปี มาตรา ๓๐๑ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม (๗) เคยเป็นผดู้ ารงตาแหนง่ ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรอื (๖) การทุจริตแหง่ ชาติมีอานาจหนา้ ท่ี ดงั ต่อไปนี้ รวมกนั ไมน่ อ้ ยกว่าสิบปี (๑) ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และสรปุ สานวนพรอ้ มท้งั ทาความเหน็ เสนอตอ่ วฒุ สิ ภาตามมาตรา ๓๐๕ การนบั ระยะเวลาตามวรรคสอง ใหน้ บั ถึงวนั ทไ่ี ด้รบั การเสนอ (๒) ไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ และสรุปสานวนพร้อมทัง้ ทาความเหน็ ช่อื หรือวนั สมคั รเขา้ รับการสรรหา แล้วแตก่ รณี ส่งไปยงั ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมืองตาม มาตรา ๓๐๘ มาตรา ๒๔๗ วรรคหนึ่ง กรรมการป้องกันและปราบปราม มาตรา ๒๓๓ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ (๓) ไตส่ วนและวนิ ิจฉยั วา่ เจา้ หน้าท่ีของรฐั รา่ รวยผดิ ปกติ การทุจรติ แห่งชาติมีวาระการดารงตาแหนง่ เกา้ ปนี บั แต่วันที่ แหง่ ชาตมิ วี าระการดารงตาแหนง่ เจด็ ปนี บั แต่วนั ท่ีพระมหากษัตรยิ ์ กระทาความผิดฐานทจุ รติ ตอ่ หน้าท่ี หรือกระทาความผิดตอ่ ตาแหนง่ หน้าทร่ี าชการ หรอื ความผดิ ตอ่ ตาแหน่งหนา้ ที่ในการยตุ ธิ รรม เพือ่ พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตัง้ และให้ดารงตาแหนง่ ได้เพยี งวาระเดยี ว ทรงแต่งตัง้ และให้ดารงตาแหนง่ ได้เพียงวาระเดียว ดาเนินการตอ่ ไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต วรรคสอง กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต ในระหวา่ งท่ีกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ (๔) ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและความมอี ยู่จริง รวมทัง้ แห่งชาตซิ ง่ึ พน้ จากตาแหนง่ ตามวาระ ตอ้ งปฏิบัติหน้าทีต่ ่อไปจนกวา่ พ้นจากตาแหน่งกอ่ นวาระ และยังไมม่ ีการแต่งตัง้ กรรมการแทน ความเปลย่ี นแปลงของทรพั ย์สินและหนสี้ นิ ของผ้ดู ารงตาแหน่งตาม กรรมการซ่ึงไดร้ ับแต่งตั้งใหมจ่ ะเขา้ รับหนา้ ท่ี ตาแหน่งทวี่ า่ ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออย่ปู ฏบิ ตั หิ นา้ ท่ตี ่อไปได้ เว้นแต่จะมีกรรมการเหลอื อยไู่ ม่ถงึ หา้ คน มาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม มาตรา ๒๓๔ คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม การทจุ รติ แห่งชาตมิ ีอานาจหนา้ ท่ี ดังตอ่ ไปนี้ การทุจริตแหง่ ชาติมีหนา้ ท่ีและอานาจ ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ไต่สวนขอ้ เทจ็ จริงและสรปุ สานวนพร้อมท้ังทาความเหน็ (๑) ไตส่ วนและมีความเห็นกรณีมกี ารกล่าวหาวา่ ผูด้ ารง เกยี่ วกับการถอดถอนออกจากตาแหนง่ เสนอต่อวุฒสิ ภาตามมาตรา ตาแหน่งทางการเมอื ง ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ผูด้ ารงตาแหนง่ ใน ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม องคก์ รอิสระ หรอื ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ผใู้ ดมีพฤตกิ ารณ์รา่ รวย (๒) ไตส่ วนข้อเท็จจรงิ และสรุปสานวนพรอ้ มทั้งทาความเห็น ผิดปกติ ทจุ รติ ตอ่ หน้าท่ี หรือจงใจปฏบิ ตั ิหนา้ ทหี่ รอื ใช้อานาจขัดต่อ เกี่ยวกบั การดาเนนิ คดีอาญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งส่งไป บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรอื ฝ่าฝืนหรอื ไมป่ ฏิบตั ิ ยงั ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองตาม ตามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอย่างรา้ ยแรง เพอ่ื ดาเนนิ การตอ่ ไปตาม มาตรา ๒๗๕ รฐั ธรรมนญู หรอื ตามพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย (๓) ไต่สวนและวินิจฉัยวา่ เจ้าหนา้ ที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหาร การป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต ระดบั สูงหรอื ข้าราชการซง่ึ ดารงตาแหนง่ ตั้งแตผ่ อู้ านวยการกองหรือ (๒) ไตส่ วนและวนิ จิ ฉยั ว่าเจา้ หน้าทข่ี องรัฐรา่ รวยผดิ ปกติ เทียบเท่าขน้ึ ไปรา่ รวยผิดปกติ กระทาความผิดฐานทจุ รติ ต่อหนา้ ที่ หรือ กระทาความผิดฐานทจุ รติ ตอ่ หนา้ ท่ี หรอื กระทาความผิดตอ่ ตาแหนง่ กระทาความผดิ ตอ่ ตาแหน่งหนา้ ทร่ี าชการ หรอื ความผดิ ต่อตาแหน่ง หน้าท่ีราชการ หรือความผดิ ต่อตาแหน่งหน้าทีใ่ นการยตุ ธิ รรม เพ่ือ หน้าท่ีในการยตุ ิธรรม รวมท้ังดาเนนิ การกบั เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั หรอื

๑๕๔ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙๑ และมาตรา ๒๙๖ ตามบญั ชีและเอกสารประกอบที่ได้ ข้าราชการในระดับต่ากวา่ ทรี่ ่วมกระทาความผดิ กับผู้ดารงตาแหน่ง ดาเนนิ การต่อไปตามพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ย ยื่นไว้ ดังกล่าวหรือกบั ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื ง หรือทก่ี ระทาความผิดใน การปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต (๕) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบตั ิหน้าทีพ่ ร้อม ขอ้ สังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผแู้ ทนราษฎร และวฒุ ิสภา ทกุ ปี และ ลกั ษณะทีค่ ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ (๓) กาหนดให้ผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง ตลุ าการศาล นารายงานนัน้ ออกพมิ พ์เผยแพรต่ อ่ ไป เหน็ สมควรดาเนินการดว้ ย ทงั้ นี้ ตามพระราชบญั ญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญ ผดู้ ารงตาแหนง่ ในองค์กรอสิ ระ ผู้วา่ การตรวจเงิน (๖) ดาเนินการอื่นตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ ใหน้ าบทบัญญตั มิ าตรา ๑๔๖ และมาตรา ๒๖๕ มาใชบ้ งั คบั กับ รฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แผ่นดิน และเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ยน่ื บญั ชที รพั ย์สนิ และหนสี้ ินของตน การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตดิ ้วย โดยอนโุ ลม (๔) ตรวจสอบความถกู ต้องและความมีอยจู่ รงิ รวมทง้ั ค่สู มรส และบุตรท่ียงั ไม่บรรลนุ ิตภิ าวะ รวมทงั้ ตรวจสอบและ หมวด ๑๐ ความเปลีย่ นแปลงของทรพั ยส์ นิ และหนีส้ นิ ของผดู้ ารงตาแหน่งตาม เปดิ เผยผลการตรวจสอบทรพั ยส์ นิ และหนสี้ นิ ของบุคคลดังกล่าว การตรวจสอบการใช้อานาจรฐั มาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบญั ชีและเอกสารประกอบท่ีได้ยื่น ทั้งนี้ ตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการปอ้ งกัน สว่ นที่ ๑ การแสดงบญั ชีรายการทรพั ย์สนิ และหนส้ี ิน ไว้ ทง้ั น้ี ตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารท่คี ณะกรรมการป้องกันและ และปราบปรามการทุจรติ มาตรา ๒๙๑ ผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งดังต่อไปน้ี มหี น้าท่ี ปราบปรามการทุจริตแห่งชาตกิ าหนด (๔) หนา้ ท่ีและอานาจอ่ืนท่บี ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนูญหรอื ยื่นบญั ชแี สดงรายการทรพั ยส์ ินและหนีส้ นิ ของตน คู่สมรส และบตุ รท่ี ยังไมบ่ รรลุนติ ิภาวะ ต่อคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการ (๕) กากบั ดแู ลคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของผดู้ ารงตาแหนง่ ทาง กฎหมาย ทจุ ริตแหง่ ชาติ ทุกครั้งท่ีเข้ารบั ตาแหนง่ หรอื พน้ จากตาแหนง่ การเมอื ง ในการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้เปน็ หน้าทขี่ อง (๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รฐั มนตรี (๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบตั หิ น้าท่พี ร้อม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติทจ่ี ะต้องจัด (๓) สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร (๔) สมาชิกวุฒิสภา ข้อสังเกตตอ่ คณะรฐั มนตรี สภาผแู้ ทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกปี ใหม้ มี าตรการหรือแนวทางท่ีจะทาให้การปฏบิ ัตหิ น้าทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ (๕) ขา้ ราชการการเมอื งอนื่ (๖) ผูบ้ รหิ ารท้องถิ่นและสมาชกิ สภาทอ้ งถ่ินตามท่ีกฎหมาย ท้ังนี้ ใหป้ ระกาศรายงานดังกลา่ วในราชกจิ จานุเบกษาและเปดิ เผย เกดิ ความรวดเรว็ สจุ ริต และเท่ียงธรรม ในกรณจี าเปน็ จะมอบหมาย บญั ญตั ิ บญั ชตี ามวรรคหน่งึ ให้ยืน่ พรอ้ มเอกสารประกอบซง่ึ เปน็ สาเนา ต่อสาธารณะดว้ ย ใหห้ นว่ ยงานของรฐั ท่มี หี น้าทแี่ ละอานาจเกี่ยวขอ้ งกบั การปอ้ งกัน หลักฐานท่ีพิสูจน์ความมอี ย่จู ริงของทรพั ยส์ นิ และหนส้ี นิ ดงั กลา่ ว (๗) ดาเนนิ การอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และปราบปรามการทุจรติ ดาเนนิ การแทนในเร่ืองท่มี ิใชเ่ ป็นความผิด ใหน้ าบทบญั ญัติมาตรา ๒๑๓ มาใช้บงั คับกบั การปฏิบัติหนา้ ท่ี รา้ ยแรง หรอื ที่เป็นการกระทาของเจา้ หน้าทีข่ องรัฐบางระดบั หรือ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาตดิ ว้ ยโดย กาหนดให้พนักงานเจ้าหน้าทีข่ องหน่วยธุรการของคณะกรรมการ อนุโลม ป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติเปน็ ผู้ดาเนนิ การสอบสวน ประธานกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ หรอื ไตส่ วนเบือ้ งตน้ ตามหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเงือ่ นไขท่ีบญั ญตั ไิ ว้ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาตเิ ปน็ ในพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการปอ้ งกันและ เจ้าพนักงานในการยตุ ธิ รรมตามกฎหมาย ปราบปรามการทจุ รติ กไ็ ด้ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ สว่ นที่ ๑ การตรวจสอบทรพั ย์สิน

๑๕๕ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ รวมทง้ั สาเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดาในรอบปี มาตรา ๒๕๙ ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งดังตอ่ ไปนี้ ภาษีทีผ่ ่านมา โดยผู้ยื่นจะตอ้ งลงลายมอื ช่อื รับรองความถูกต้องกากบั มีหนา้ ท่ียน่ื บัญชีแสดงรายการทรพั ย์สนิ และหนส้ี นิ ของตน คสู่ มรส ไว้ในบัญชแี ละสาเนาหลักฐานทย่ี นื่ ไวท้ ุกหนา้ ด้วย และบตุ รที่ยงั ไม่บรรลนุ ิตภิ าวะต่อคณะกรรมการป้องกนั และ มาตรา ๒๙๒ บัญชีแสดงรายการทรพั ย์สนิ และหนส้ี นิ ตาม ปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ ทุกครัง้ ทีเ่ ขา้ รับตาแหนง่ หรือพ้นจาก มาตรา ๒๙๑ ให้แสดงรายการทรพั ย์สินและหนส้ี นิ ที่มอี ยจู่ ริงในวันท่ี ตาแหน่ง ย่นื บัญชดี ังกล่าว และต้องยื่นภายในกาหนดเวลาดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) นายกรัฐมนตรี (๑) ในกรณีทเ่ี ปน็ การเข้ารบั ตาแหน่ง ให้ย่นื ภายในสามสิบวัน (๒) รัฐมนตรี นบั แต่วนั เข้ารับตาแหนง่ (๓) สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร (๒) ในกรณีทเ่ี ปน็ การพน้ จากตาแหนง่ ให้ย่ืนภายในสามสิบวัน (๔) สมาชิกวุฒิสภา นับแต่วนั พน้ จากตาแหนง่ (๕) ขา้ ราชการการเมืองอ่ืน (๓) ในกรณีที่บคุ คลตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งได้ยืน่ บญั ชไี วแ้ ลว้ (๖) ผูบ้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ และสมาชิกสภาท้องถนิ่ ตามท่ีกฎหมาย ตายในระหวา่ งดารงตาแหน่งหรอื ก่อนยืน่ บญั ชีหลังจากพ้นจาก บญั ญัติ ตาแหนง่ ใหท้ ายาทหรือผจู้ ดั การมรดก ย่นื บญั ชีแสดงรายการ บญั ชีตามวรรคหน่งึ ให้ยน่ื พรอ้ มเอกสารประกอบซ่ึงเป็นสาเนา ทรพั ยส์ นิ และหนส้ี นิ ที่มอี ยู่ในวนั ที่ผู้ดารงตาแหน่งน้นั ตาย ภายใน หลักฐานท่พี สิ จู นค์ วามมีอยูจ่ ริงของทรัพย์สินและหนสี้ นิ ดังกล่าว เก้าสบิ วนั นบั แต่วันทผ่ี ู้ดารงตาแหนง่ ตาย รวมท้งั สาเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดาในรอบปี ผูด้ ารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ผบู้ ริหารทอ้ งถิน่ ภาษีทีผ่ ่านมา สมาชิกสภาท้องถน่ิ หรือผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งซึง่ พ้นจาก การย่ืนบญั ชแี สดงรายการทรพั ย์สินและหน้ีสินตามวรรคหน่งึ ตาแหนง่ นอกจากตอ้ งย่นื บัญชีตาม (๒) แลว้ ให้มีหนา้ ที่ย่ืนบญั ชีแสดง และวรรคสอง ให้รวมถงึ ทรพั ย์สนิ ของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งที่ รายการทรัพยส์ ินและหนส้ี นิ อีกครง้ั หนึง่ ภายในสามสบิ วนั นบั แต่วันท่ี มอบหมายใหอ้ ยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอ่ืนไม่วา่ โดย พน้ จากตาแหนง่ ดังกล่าวมาแลว้ เปน็ เวลาหนึ่งปดี ้วย ทางตรงหรอื ทางอ้อมดว้ ย มาตรา ๒๙๓ เม่อื ไดร้ ับบัญชแี สดงรายการทรพั ยส์ ินและ มาตรา ๒๖๐ บัญชีแสดงรายการทรัพยส์ นิ และหนส้ี นิ ตาม หนส้ี นิ และเอกสารประกอบแลว้ ใหป้ ระธานกรรมการปอ้ งกันและ มาตรา ๒๕๙ ใหแ้ สดงรายการทรัพย์สินและหนีส้ ินทม่ี อี ยูจ่ ริงในวันที่เขา้ ปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติหรอื กรรมการป้องกนั และปราบปราม รบั ตาแหน่งหรอื วันทพ่ี ้นจากตาแหน่ง แลว้ แต่กรณี และต้องย่ืนภายใน การทจุ รติ แหง่ ชาตซิ ึง่ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม กาหนดเวลาดังต่อไปน้ี การทุจรติ แหง่ ชาติมอบหมาย ลงลายมือช่อื กากบั ไว้ในบญั ชที ุกหน้า (๑) ในกรณที ่เี ปน็ การเข้ารบั ตาแหนง่ ให้ยน่ื ภายในสามสบิ วัน บญั ชแี ละเอกสารประกอบตามวรรคหนึง่ ของนายกรฐั มนตรี นบั แต่วันเข้ารับตาแหน่ง และรฐั มนตรใี หเ้ ปดิ เผยใหส้ าธารณชนทราบโดยเรว็ แต่ตอ้ งไมเ่ กิน (๒) ในกรณที ่เี ปน็ การพ้นจากตาแหน่ง ใหย้ นื่ ภายในสามสบิ สามสิบวันนบั แตว่ นั ทีค่ รบกาหนดตอ้ งย่นื บัญชดี งั กลา่ ว บัญชขี อง วันนับแต่วันพ้นจากตาแหนง่ ผู้ดารงตาแหน่งอื่นหา้ มมใิ หเ้ ปิดเผยแกผ่ ใู้ ด เว้นแตก่ ารเปดิ เผยดงั กลา่ ว

๑๕๖ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพจิ ารณาพิพากษาคดีหรอื การวินิจฉยั ชขี้ าด (๓) ในกรณีทบี่ ุคคลตามมาตรา ๒๕๙ ซง่ึ ได้ยน่ื บญั ชีไว้แล้ว และไดร้ บั การรอ้ งขอจากศาลหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตายในระหวา่ งดารงตาแหนง่ หรือกอ่ นยนื่ บญั ชีหลังจากพ้นจาก ให้ประธานกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ ตาแหน่ง ใหท้ ายาทหรอื ผจู้ ดั การมรดก ย่นื บญั ชีแสดงรายการ จดั ให้มีการประชมุ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต ทรพั ยส์ นิ และหนส้ี ินทม่ี อี ยู่ในวนั ทีผ่ ดู้ ารงตาแหน่งน้นั ตาย ภายใน แหง่ ชาติเพอ่ื ตรวจสอบความถูกตอ้ งและความมอี ยจู่ รงิ ของทรพั ย์สนิ เก้าสิบวนั นบั แต่วันทผี่ ดู้ ารงตาแหน่งตาย และหนสี้ นิ ดังกล่าวโดยเรว็ ผู้ดารงตาแหนง่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ สมาชกิ มาตรา ๒๙๔ ในกรณีทมี่ ีการยน่ื บญั ชีเพราะเหตุทผี่ ูด้ ารง สภาท้องถ่นิ หรอื ผ้ดู ารงตาแหน่งทางการเมอื ง ซ่ึงพ้นจากตาแหนง่ ตาแหน่งทางการเมืองผใู้ ดพ้นจากตาแหนง่ หรือตาย ใหค้ ณะกรรมการ นอกจากต้องยื่นบญั ชตี าม (๒) แลว้ ให้มหี น้าที่ย่ืนบญั ชแี สดงรายการ ป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาตทิ าการตรวจสอบ ทรพั ย์สินและหนส้ี ินที่มีอยจู่ ริงในวนั ครบหนงึ่ ปนี บั แตว่ ันทีพ่ น้ จาก ความเปลยี่ นแปลงของทรพั ยส์ ินและหนส้ี ินของผู้ดารงตาแหนง่ น้นั ตาแหน่งดังกลา่ วอีกครั้งหนงึ่ โดยใหย้ น่ื ภายในสามสบิ วนั นับแตว่ นั ที่พน้ แล้วจัดทารายงานผลการตรวจสอบ รายงานดงั กล่าวให้ประกาศใน จากตาแหนง่ มาแล้วเปน็ เวลาหนึ่งปีดว้ ย ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๒๖๑ บัญชีแสดงรายการทรพั ยส์ นิ และหน้ีสนิ และ ในกรณที ่ีปรากฏวา่ ผดู้ ารงตาแหนง่ ตามวรรคหน่ึงผู้ใดมี เอกสารประกอบของนายกรฐั มนตรี รฐั มนตรี สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ทรพั ย์สนิ เพมิ่ ขึน้ ผดิ ปกติ ใหป้ ระธานกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม และสมาชิกวุฒสิ ภา ใหเ้ ปดิ เผยใหส้ าธารณชนทราบโดยเรว็ แต่ตอ้ งไมเ่ กนิ การทจุ รติ แห่งชาติส่งเอกสารทงั้ หมดท่ีมีอยพู่ ร้อมทั้งรายงานผล สามสบิ วันนบั แตว่ นั ท่คี รบกาหนดตอ้ งย่นื บญั ชีดงั กล่าว บัญชีของผู้ดารง การตรวจสอบไปยังอัยการสูงสดุ เพอื่ ดาเนินคดีต่อศาลฎกี าแผนก ตาแหน่งอืน่ จะเปดิ เผยไดต้ อ่ เมอื่ การเปิดเผยดังกล่าวจะเปน็ ประโยชนต์ ่อ คดอี าญาของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งให้ทรัพยส์ ินท่ีเพ่ิมข้ึน การพจิ ารณาพิพากษาคดหี รอื การวินิจฉยั ช้ขี าด และไดร้ ับการร้องขอจาก ผิดปกตินน้ั ตกเป็นของแผน่ ดนิ ตอ่ ไป ศาลหรอื ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี หรอื คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ใหน้ าบทบัญญัตมิ าตรา ๓๐๕ วรรคหา้ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม ใหป้ ระธานกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ จัดให้มีการประชมุ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต แห่งชาตเิ พื่อตรวจสอบความถูกต้องและความมอี ยูจ่ ริงของทรพั ยส์ ิน และหน้สี นิ ดงั กล่าวโดยเร็ว มาตรา ๒๖๒ ในกรณที ่ีมกี ารยนื่ บัญชเี พราะเหตุทีผ่ ้ดู ารง ตาแหน่งทางการเมืองผ้ใู ดพ้นจากตาแหน่งหรือตาย ใหค้ ณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติทาการตรวจสอบ ความเปลีย่ นแปลงของทรัพยส์ ินและหนส้ี นิ ของผดู้ ารงตาแหนง่ น้ัน แล้ว จดั ทารายงานผลการตรวจสอบ รายงานดังกล่าวใหป้ ระกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษา

รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๑๕๗ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในกรณที ่ปี รากฏว่าผดู้ ารงตาแหนง่ ตามวรรคหน่ึงผู้ใดมี ทรัพยส์ ินเพิม่ ขนึ้ ผดิ ปกติ ใหป้ ระธานกรรมการป้องกนั และ ปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาตสิ ง่ เอกสารทัง้ หมดทม่ี ีอยพู่ รอ้ มทั้ง รายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสดุ เพ่อื ดาเนนิ คดีต่อศาล ฎกี าแผนกคดีอาญาของผ้ดู ารงตาแหน่งทางการเมอื งให้ทรพั ย์สนิ ที่ เพมิ่ ขึ้นผิดปกตนิ นั้ ตกเปน็ ของแผ่นดนิ ตอ่ ไป และใหน้ าบทบญั ญตั ิ มาตรา ๒๗๒ วรรคห้า มาใช้บงั คับโดยอนุโลม มาตรา ๒๗๙ วรรคสาม การฝา่ ฝนื หรือไมป่ ฏบิ ัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ใหถ้ ือว่าเป็นการกระทาผดิ ทางวินยั ใน กรณีที่ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรอื ไมป่ ฏิบตั ิตาม ให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรอื สภาทอ้ งถ่ิน ทเ่ี กีย่ วข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทาผดิ ร้ายแรงให้ส่งเรือ่ ง ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติพิจารณา ดาเนนิ การ โดยให้ถอื เปน็ เหตทุ ่ีจะถกู ถอดถอนจากตาแหนง่ ตาม มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๘๐ เพ่ือประโยชน์ในการดาเนินการตามหมวดนี้ ให้ ผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ มีอานาจหนา้ ทเี่ สนอแนะหรือใหค้ าแนะนาใน การจัดทาหรอื ปรบั ปรุงประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคหน่ึง และส่งเสรมิ ให้ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ขา้ ราชการ และเจา้ หน้าที่ ของรฐั มีจติ สานกึ ในดา้ นจรยิ ธรรม รวมทง้ั มหี น้าทีร่ ายงานการกระทา ท่ีมกี ารฝ่าฝนื ประมวลจริยธรรมเพื่อให้ผู้ที่รบั ผดิ ชอบในการบังคับการให้ เป็นไปตามประมวลจรยิ ธรรมดาเนินการบังคบั ใหเ้ ป็นไปตามประมวล จริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม ในกรณที ก่ี ารฝา่ ฝนื หรอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานทางจริยธรรม มีลกั ษณะรา้ ยแรงหรอื มเี หตุอนั ควรเชอื่ ไดว้ ่าการดาเนินการของ ผรู้ ับผดิ ชอบจะไม่เปน็ ไปดว้ ยความเปน็ ธรรม ผู้ตรวจการแผน่ ดินจะ ไตส่ วนและเปดิ เผยผลการไตส่ วนตอ่ สาธารณะกไ็ ด้

๑๕๘ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙๕ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งผูใ้ ดจงใจไมย่ น่ื มาตรา ๒๖๓ ผูด้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งผใู้ ดจงใจไมย่ ่นื มาตรา ๒๓๕ ภายใตบ้ ังคับมาตรา ๒๓๖ ในกรณีทม่ี เี หตุ บัญชแี สดงรายการทรัพย์สินและหนส้ี ินและเอกสารประกอบตามท่ี กาหนดไว้ในรฐั ธรรมนญู น้ี หรอื จงใจย่ืนบญั ชแี สดงรายการทรพั ย์สิน บญั ชแี สดงรายการทรพั ยส์ ินและหน้ีสนิ และเอกสารประกอบตามท่ี อนั ควรสงสัยหรือมกี ารกลา่ วหาวา่ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง และหนส้ี นิ และเอกสารประกอบดว้ ยขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ หรือปกปดิ ข้อเท็จจรงิ ท่คี วรแจง้ ให้ทราบ ใหผ้ นู้ ั้นพน้ จากตาแหน่งนบั แต่วันทีค่ รบ กาหนดไวใ้ นรฐั ธรรมนญู น้ี หรือจงใจยนื่ บญั ชแี สดงรายการทรัพยส์ ิน เฉพาะท่บี ัญญตั ไิ วใ้ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย กาหนดตอ้ งยน่ื ตามมาตรา ๒๙๒ หรือนบั แตว่ ันทต่ี รวจพบว่ามี การกระทาดงั กล่าว แล้วแตก่ รณี และผ้นู ัน้ ตอ้ งห้ามมใิ หด้ ารงตาแหนง่ และหนสี้ ินและเอกสารประกอบดว้ ยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิด การปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ ทางการเมอื งใด ๆ เป็นเวลาหา้ ปีนบั แตว่ ันท่ีพน้ จากตาแหนง่ ขอ้ เทจ็ จริงท่คี วรแจง้ ให้ทราบ ให้คณะกรรมการป้องกันและ ผดู้ ารงตาแหนง่ ในองค์กรอิสระ หรือผู้วา่ การตรวจเงนิ แผน่ ดินผ้ใู ด เมือ่ มีกรณตี ามวรรคหนง่ึ ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรอ่ื งให้ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉัย ปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติเสนอเรื่องใหศ้ าลฎกี าแผนกคดีอาญา มพี ฤติการณต์ ามมาตรา ๒๓๔ (๑) ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกนั และ ชี้ขาดตอ่ ไป และเม่อื ศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉยั ช้ีขาดแลว้ ใหน้ า บทบญั ญตั มิ าตรา ๙๗ มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม ของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งวินิจฉยั ตอ่ ไป ปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาตไิ ตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และหากมีมตดิ ้วย มาตรา ๒๙๖ บทบัญญตั ิมาตรา ๒๙๑ มาตรา ๒๙๒ มาตรา ถา้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง คะแนนเสยี งไม่น้อยกวา่ ก่ึงหนง่ึ ของกรรมการทั้งหมดเทา่ ที่มอี ยเู่ หน็ ๒๙๓ วรรคหนง่ึ และวรรคสาม และมาตรา ๒๙๕ วรรคหนง่ึ ให้ใช้ บังคบั กบั เจ้าหน้าที่อื่นของรฐั ตามทีบ่ ัญญัตไิ ว้ในกฎหมายประกอบ วินิจฉยั วา่ ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมืองผใู้ ดกระทาความผดิ ตาม ว่าผนู้ ั้นมพี ฤตกิ ารณห์ รือกระทาความผดิ ตามทไี่ ตส่ วนใหด้ าเนินการ รฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตด้วยโดย อนโุ ลม วรรคหนึง่ ใหผ้ ูน้ ้นั พ้นจากตาแหนง่ ในวนั ท่ีศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ดังต่อไปนี้ สว่ นท่ี ๔ ของผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื งวินิจฉัย โดยให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา (๑) ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบตั ิตามมาตรฐานทาง การดาเนนิ คดอี าญากบั ผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง ๙๒ มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม และผนู้ ้ันตอ้ งห้ามมใิ ห้ดารงตาแหน่ง จรยิ ธรรมอยา่ งรา้ ยแรง ใหเ้ สนอเรอ่ื งตอ่ ศาลฎีกาเพ่อื วนิ จิ ฉยั ทัง้ น้ี มาตรา ๓๐๘ ในกรณีท่ีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรอื ขา้ ราชการการเมอื งอืน่ ถูก ทางการเมอื งหรือดารงตาแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาหา้ ปี ให้นาความในมาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การพจิ ารณา กล่าวหาว่ารา่ รวยผิดปกติ กระทาความผดิ ต่อตาแหนง่ หน้าทร่ี าชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรอื กระทาความผิดต่อตาแหนง่ หนา้ ท่ี นบั แตว่ นั ท่ศี าลฎีกาแผนกคดีอาญาของผ้ดู ารงตาแหน่งทางการเมือง พิพากษาของศาลฎีกาโดยอนโุ ลม หรือทุจรติ ต่อหน้าทตี่ ามกฎหมายอืน่ ให้ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื ง มีอานาจพจิ ารณาพพิ ากษา วนิ ิจฉยั ด้วย (๒) กรณอี ืน่ นอกจาก (๑) ใหส้ ง่ สานวนการไตส่ วนไปยังอัยการ บทบญั ญัติวรรคหนึ่งใหใ้ ชบ้ ังคับกบั กรณีทบี่ ุคคลดงั กลา่ วหรือ มาตรา ๒๖๔ บทบัญญัติมาตรา ๒๕๙ มาตรา ๒๖๐ มาตรา สูงสดุ เพ่ือดาเนินการฟอ้ งคดีตอ่ ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ ารง บคุ คลอื่นเป็นตวั การ ผใู้ ช้ หรอื ผู้สนับสนนุ ดว้ ย ๒๖๑ วรรคสอง และมาตรา ๒๖๓ วรรคหน่งึ ให้ใช้บงั คบั กับ ตาแหน่งทางการเมือง หรือดาเนนิ การอ่ืนตามพระราชบญั ญตั ิ เจา้ หน้าทขี่ องรัฐ ตามท่ีคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต การทจุ ริตแห่งชาติกาหนดด้วยโดยอนโุ ลม การไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ และมีมตติ ามวรรคหน่ึง คณะกรรมการ คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติอาจ ป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาตติ ้องดาเนินการใหแ้ ล้ว เปิดเผยบญั ชีแสดงรายการทรัพยส์ นิ และหนส้ี นิ และเอกสารประกอบ เสร็จภายในระยะเวลาทกี่ าหนดไวใ้ นพระราชบัญญตั ปิ ระกอบ ทม่ี กี ารยื่นไวแ้ กผ่ ู้มสี ่วนไดเ้ สยี ได้ ถ้าเปน็ ประโยชนใ์ นการดาเนนิ คดี รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ หรอื การวินิจฉยั การกระทาความผดิ ตามทีบ่ ญั ญัตไิ วใ้ น เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการป้องกนั และ ทางการเมืองประทับรบั ฟอ้ ง ใหผ้ ู้ถูกกลา่ วหาหยดุ ปฏิบัตหิ น้าที่ ปราบปรามการทุจริต จนกวา่ จะมคี าพิพากษา เว้นแตศ่ าลฎกี าหรือศาลฎกี าแผนกคดอี าญา ของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมืองจะมคี าส่ังเป็นอยา่ งอื่น ในกรณีที่ ส่วนท่ี ๔ ศาลฎีกาหรอื ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผูด้ ารงตาแหน่งทาง การดาเนนิ คดีอาญากบั ผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมือง การเมอื งมีคาพพิ ากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤตกิ ารณห์ รอื กระทา ความผดิ ตามทถี่ กู กลา่ วหา แล้วแตก่ รณี ให้ผตู้ อ้ งคาพพิ ากษาน้นั พ้น

๑๕๙ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๐๙ ผเู้ สยี หายจากการกระทาตามมาตรา ๓๐๘ มี มาตรา ๒๗๕ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี สมาชิกสภา จากตาแหนง่ นบั แต่วันหยดุ ปฏิบตั หิ นา้ ท่ี และใหเ้ พกิ ถอนสิทธสิ มัคร สทิ ธยิ นื่ คารอ้ งตอ่ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตเิ พอ่ื ให้ดาเนินการตามมาตรา ๓๐๑ (๒) ไดต้ ามกฎหมาย ผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา หรอื ขา้ ราชการการเมอื งอ่ืน ถูกกลา่ วหา รบั เลอื กตงั้ ของผนู้ นั้ และจะเพกิ ถอนสทิ ธเิ ลอื กต้งั มีกาหนดเวลา ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต วา่ รา่ รวยผดิ ปกติ กระทาความผดิ ต่อตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการตาม ไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่กไ็ ด้ ให้นาบทบัญญัตมิ าตรา ๓๐๕ วรรคหนึ่ง วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม ประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทาความผดิ ตอ่ ตาแหน่งหน้าท่ีหรือ ผู้ใดถกู เพิกถอนสิทธิสมคั รรบั เลือกตงั้ ไม่ว่าในกรณใี ด ผู้นั้นไมม่ ี มาตรา ๓๑๐ วรรคหนึ่ง ในการพิจารณาคดี ให้ศาลฎีกา ทจุ รติ ตอ่ หน้าทต่ี ามกฎหมายอ่ืน ให้ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผ้ดู ารง สิทธสิ มัครรบั เลือกตง้ั หรือสมคั รรบั เลอื กเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทน แผนกคดีอาญาของผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื งยึดสานวนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตเิ ป็นหลักใน ตาแหน่งทางการเมือง มอี านาจพิจารณาพิพากษา ราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา สมาชกิ สภาท้องถน่ิ หรือผู้บริหารท้องถิ่น การพิจารณา และอาจไตส่ วนหาขอ้ เท็จจริงและพยานหลักฐาน เพิม่ เตมิ ไดต้ ามท่เี หน็ สมควร บทบญั ญตั วิ รรคหนง่ึ ใหใ้ ชบ้ ังคับกับกรณที ่ีบคุ คลดงั กลา่ วหรือ ตลอดไป และไมม่ ีสทิ ธิดารงตาแหน่งทางการเมอื งใด ๆ วรรคสาม บทบญั ญตั วิ า่ ด้วยความคมุ้ กนั ของสมาชิกสภา บคุ คลอ่นื เปน็ ตวั การ ผใู้ ช้ หรอื ผู้สนับสนนุ รวมท้งั ผ้ใู ห้ ผู้ขอให้ หรือ ในกรณที ่ศี าลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทาง ผูแ้ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภาตามมาตรา ๑๖๖ และมาตรา ๑๖๗ มิใหน้ ามาใชบ้ งั คบั กบั การพิจารณาคดขี องศาลฎกี าแผนกคดอี าญา รับวา่ จะใหท้ รัพยส์ ินหรอื ประโยชนอ์ น่ื ใดแก่บคุ คลตามวรรคหนึง่ การเมืองพพิ ากษาวา่ ผู้ถูกกลา่ วหามีความผดิ ฐานรา่ รวยผิดปกตหิ รอื ของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง เพื่อจงู ใจให้กระทาการ ไมก่ ระทาการ หรือประวงิ การกระทาอัน ทจุ รติ ตอ่ หน้าท่ี ใหร้ บิ ทรัพย์สนิ ทผ่ี นู้ ้นั ได้มาจากการกระทาความผิด มชิ อบด้วยหนา้ ท่ีด้วย รวมทง้ั บรรดาทรัพยส์ นิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ใดท่ีไดม้ าแทนทรพั ยส์ ินนนั้ การย่นื คาร้องต่อคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม ตกเป็นของแผน่ ดนิ การทจุ รติ แหง่ ชาตเิ พ่อื ให้ดาเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) ใหเ้ ปน็ ไป การพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของ ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการป้องกันและ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง ให้นาสานวนการไต่สวนของ ปราบปรามการทจุ ริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาตเิ ปน็ หลักใน ในกรณีท่ีผู้ถกู กลา่ วหาตามวรรคหน่ึง เปน็ ผู้ดารงตาแหน่ง การพจิ ารณา และเพือ่ ประโยชน์แห่งความยุตธิ รรม ให้ศาลมอี านาจ นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร หรือประธาน ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ และพยานหลักฐานเพิ่มเตมิ ได้ วฒุ สิ ภา ผ้เู สยี หายจากการกระทาดงั กล่าวจะย่นื คาร้องต่อคณะ ให้นามาตรานมี้ าใช้บงั คบั แก่กรณที บี่ คุ คลตามมาตรา ๒๓๔ กรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตเิ พ่อื ใหด้ าเนินการ (๓) จงใจไม่ยื่นบญั ชแี สดงรายการทรพั ยส์ นิ และหนสี้ นิ หรอื จงใจย่นื ตามมาตรา ๒๕๐ (๒) หรือจะย่ืนคาร้องตอ่ ท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพอื่ บัญชแี สดงรายการทรัพย์สินหรือหน้สี ินอันเป็นเทจ็ หรอื ปกปดิ ขอใหต้ ัง้ ผไู้ ตส่ วนอิสระตามมาตรา ๒๗๖ ก็ได้ แต่ถา้ ผู้เสียหายไดย้ ื่น ข้อเทจ็ จริงท่คี วรแจง้ ให้ทราบ และมพี ฤติการณ์อันควรเชื่อไดว้ า่ มี คาร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาตแิ ล้ว เจตนาไม่แสดงท่ีมาแห่งทรัพยส์ นิ หรอื หนี้สนิ น้นั ดว้ ยโดยอนโุ ลม ผเู้ สยี หายจะย่ืนคารอ้ งต่อทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎีกาได้ตอ่ เมือ่ คณะ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาตไิ ม่รบั ดาเนินการ ไต่สวน ดาเนินการล่าชา้ เกนิ สมควร หรอื ดาเนนิ การไต่สวนแลว้ เห็นว่า ไมม่ ีมลู ความผดิ ตามขอ้ กลา่ วหา ในกรณที ค่ี ณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติ เห็นว่ามเี หตุอนั ควรสงสยั ว่ามกี รณตี ามวรรคสี่ และคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตมิ มี ตใิ ห้ดาเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒)

๑๖๐ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดว้ ยคะแนนเสยี งไม่น้อยกวา่ กึ่งหนงึ่ ของจานวนกรรมการทัง้ หมดเท่าทีม่ ี อยู่ ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาติดาเนินการ ตามมาตรา ๒๕๐ (๒) โดยเรว็ ในกรณีนี้ ผเู้ สยี หายจะย่นื คารอ้ งต่อที่ ประชมุ ใหญศ่ าลฎีกาตามวรรคสี่ มไิ ด้ ใหน้ าบทบัญญตั มิ าตรา ๒๗๒ วรรคหนงึ่ วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง ในการพิจารณาคดี ให้ศาลฎกี า แผนกคดอี าญาของผูด้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งยึดสานวนของ คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ หรอื ของ ผไู้ ตส่ วนอสิ ระ แลว้ แตก่ รณี เป็นหลกั ในการพจิ ารณา และอาจไตส่ วน หาข้อเทจ็ จรงิ และพยานหลกั ฐานเพม่ิ เตมิ ได้ตามทเี่ ห็นสมควร วรรคสาม บทบญั ญัตวิ า่ ดว้ ยความคุม้ กนั ของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภาตามมาตรา ๑๓๑ มใิ หน้ ามาใช้บังคับกับ การพิจารณาคดขี องศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผ้ดู ารงตาแหน่งทาง การเมอื ง มาตรา ๒๙๙ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจานวนไม่นอ้ ยกว่า มาตรา ๒๔๘ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจานวนไมน่ ้อยกว่า มาตรา ๒๓๖ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา หรือ หนงึ่ ในสขี่ องจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มอี ยขู่ องสภาผู้แทนราษฎร มี หน่ึงในสข่ี องจานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าทีม่ อี ยู่ของสภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชกิ ของท้ังสองสภา จานวนไมน่ อ้ ยกว่าหนงึ่ ในหา้ ของจานวน สิทธเิ ขา้ ช่อื รอ้ งขอต่อประธานวฒุ สิ ภาวา่ กรรมการปอ้ งกันและ หรอื ประชาชนผมู้ ีสทิ ธเิ ลือกต้ังไม่นอ้ ยกว่าสองหมนื่ คน มสี ิทธิเขา้ ชื่อ สมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทมี่ ีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผ้มู สี ทิ ธิ ปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตผิ ู้ใดกระทาการขาดความเทยี่ งธรรม ร้องขอต่อประธานวฒุ สิ ภาวา่ กรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม เลือกตั้งจานวนไมน่ ้อยกวา่ สองหมน่ื คน มีสทิ ธเิ ข้าชือ่ กล่าวหาวา่ จงใจฝา่ ฝนื รัฐธรรมนญู หรอื กฎหมาย หรอื มพี ฤติการณท์ ี่เปน็ การเส่ือม การทุจรติ แหง่ ชาตผิ ใู้ ดกระทาการขาดความเทย่ี งธรรม จงใจฝ่าฝืน กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตผิ ้ใู ดกระทาการ เสียแก่เกยี รตศิ ักด์ิของการดารงตาแหน่งอยา่ งร้ายแรง และขอให้ รฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณท์ เี่ ปน็ การเสอื่ มเสียแก่ ตามมาตรา ๒๓๔ (๑) โดยยืน่ ต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลกั ฐาน วุฒสิ ภามมี ติใหพ้ น้ จากตาแหนง่ ได้ เกยี รตศิ ักด์ิของการดารงตาแหนง่ อยา่ งร้ายแรง เพื่อให้วฒุ สิ ภามีมติ ตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามเี หตุอันควรสงสัยว่ามี มติของวฒุ ิสภาใหก้ รรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ ให้พน้ จากตาแหนง่ การกระทาตามทีถ่ กู กลา่ วหา ใหป้ ระธานรฐั สภาเสนอเรื่องไปยงั แหง่ ชาติพน้ จากตาแหนง่ ตามวรรคหนงึ่ ตอ้ งมคี ะแนนเสยี งไม่น้อยกวา่ มติของวฒุ ิสภาให้กรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ ประธานศาลฎกี าเพื่อตั้งคณะผไู้ ตส่ วนอสิ ระจากผซู้ ่ึงมคี วามเป็นกลาง สามในสข่ี องจานวนสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทีม่ อี ยขู่ องวุฒสิ ภา แหง่ ชาติพ้นจากตาแหนง่ ตามวรรคหน่ึง ต้องมคี ะแนนเสียงไมน่ ้อยกว่า ทางการเมืองและมีความซอ่ื สตั ยส์ จุ ริตเป็นทป่ี ระจกั ษ์ เพ่ือไต่สวนหา มาตรา ๓๐๐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ สิ ภา หรอื สามในสีข่ องจานวนสมาชิกทงั้ หมดเท่าท่มี อี ยขู่ องวฒุ สิ ภา ข้อเทจ็ จริง สมาชกิ ของท้งั สองสภา มีจานวนไม่นอ้ ยกว่าหนึ่งในสข่ี องจานวน มาตรา ๒๔๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรือ คณุ สมบัติ ลกั ษณะต้องห้าม หน้าท่แี ละอานาจ วิธกี ารไตส่ วน สมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ทมี่ ีอย่ขู องทงั้ สองสภา มีสิทธเิ ข้าช่ือรอ้ งขอตอ่ ศาล สมาชิกของท้งั สองสภา มจี านวนไม่นอ้ ยกว่าหนึ่งในหา้ ของจานวน ระยะเวลาการไต่สวน และการดาเนินการอื่นท่ีจาเปน็ ของคณะ ฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งว่ากรรมการ สมาชกิ ทัง้ หมดเท่าท่มี อี ยู่ของท้ังสองสภา มสี ิทธเิ ข้าชือ่ ร้องขอตอ่ ศาล ผู้ไตส่ วนอิสระ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ

๑๖๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผ้ใู ดร่ารวยผดิ ปกติ กระทา ฎีกาแผนกคดีอาญาของผ้ดู ารงตาแหนง่ ทางการเมืองว่า กรรมการ ความผดิ ฐานทจุ รติ ต่อหน้าท่ี หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ท่ี ป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติผ้ใู ดรา่ รวยผิดปกติ กระทา ราชการ ความผิดฐานทจุ รติ ตอ่ หน้าที่ หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ท่ี คาร้องขอตามวรรคหนึง่ ต้องระบพุ ฤตกิ ารณท์ ก่ี ล่าวหาว่าผ้ดู ารง ราชการ ตาแหน่งดังกลา่ วกระทาการตามวรรคหน่งึ เป็นขอ้ ๆ ใหช้ ดั เจน และ คารอ้ งขอตามวรรคหนงึ่ ตอ้ งระบพุ ฤติการณ์ทก่ี ล่าวหาวา่ ใหย้ นื่ ต่อประธานวุฒสิ ภา เมอื่ ประธานวฒุ สิ ภาไดร้ บั คาร้องแล้วใหส้ ง่ ผู้ดารงตาแหน่งดังกล่าวกระทาการตามวรรคหนง่ึ เป็นขอ้ ๆ ให้ คารอ้ งดงั กล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทาง ชดั เจน และใหย้ ืน่ ต่อประธานวฒุ สิ ภา เมอ่ื ประธานวุฒิสภาได้รบั การเมอื งเพ่ือพิจารณาพิพากษา คารอ้ งแล้ว ใหส้ ่งคาร้องดังกลา่ วไปยังศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของ กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติผู้ถกู ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งเพือ่ พจิ ารณาพิพากษา กล่าวหา จะปฏิบตั หิ น้าทใี่ นระหวา่ งนน้ั มไิ ด้ จนกวา่ จะมคี าพพิ ากษา กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แหง่ ชาตผิ ้ถู ูก ของศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งให้ยก กล่าวหา จะปฏบิ ตั ิหน้าท่ใี นระหวา่ งนั้นมไิ ด้ จนกว่าจะมคี าพิพากษา คารอ้ งดังกล่าว ของศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งให้ ยกคารอ้ งดงั กลา่ ว ในกรณที ่กี รรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติไม่ อาจปฏิบตั หิ น้าทไี่ ดต้ ามวรรคสาม และมกี รรมการปอ้ งกนั และปราบปราม การทุจรติ แห่งชาติเหลืออยู่น้อยกวา่ กึง่ หน่ึงของจานวนกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตทิ งั้ หมด ใหป้ ระธานศาลฎกี าและ ประธานศาลปกครองสูงสดุ รว่ มกนั แตง่ ตง้ั บคุ คลซึ่งมีคณุ สมบตั ิและไมม่ ี ลกั ษณะต้องหา้ มเช่นเดยี วกบั กรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ ทาหน้าทเ่ี ปน็ กรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาตเิ ปน็ การช่ัวคราว โดยใหผ้ ทู้ ไี่ ดร้ ับแต่งต้ังอยู่ในตาแหน่งไดจ้ นกว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตทิ ต่ี นดารงตาแหน่ง แทนจะปฏิบตั หิ น้าที่ได้ หรอื จนกวา่ จะมีคาพิพากษาของศาลฎกี าแผนก คดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื งวา่ ผู้นน้ั กระทาความผดิ มาตรา ๒๗๖ วรรคหน่งึ ในกรณที ี่ที่ประชมุ ใหญศ่ าลฎีกาเห็น ควรดาเนินการตามคารอ้ งทย่ี ่นื ตามมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ให้ท่ีประชมุ ใหญศ่ าลฎีกาพิจารณาแต่งตงั้ ผู้ไต่สวนอิสระจากผซู้ ึง่ มีความเปน็ กลาง ทางการเมอื งและมคี วามซือ่ สตั ย์สจุ รติ เป็นท่ปี ระจักษ์ หรอื จะสง่ เรอ่ื งให้

๑๖๒ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๑ คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดาเนนิ การ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ มาตรา ๓๑๒ วรรคหนง่ึ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ใหก้ ระทาโดย ไตส่ วนตามมาตรา ๒๕๐ (๒) แทนการแตง่ ต้ังผ้ไู ตส่ วนอสิ ระ ก็ได้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้วา่ การตรวจเงินแผน่ ดนิ ทเ่ี ป็นอสิ ระ และเป็นกลาง วรรคสอง คณุ สมบัติ อานาจหนา้ ท่ี วิธกี ารไตส่ วน และ วรรคสอง คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ ประกอบด้วย ประธาน กรรมการคนหนง่ึ และกรรมการอืน่ อกี เก้าคน ซ่งึ พระมหากษตั ริยท์ รง การดาเนนิ การอน่ื ทจ่ี าเปน็ ของผไู้ ตส่ วนอสิ ระ ใหเ้ ป็นไปตามที่ แตง่ ตัง้ ตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผมู้ คี วามชานาญและประสบการณ์ ด้านการตรวจเงินแผ่นดนิ การบญั ชี การตรวจสอบภายใน การเงนิ การคลงั กฎหมายบญั ญตั ิ และดา้ นอื่น มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม เมื่อผู้ไตส่ วนอสิ ระได้ดาเนินการ มาตรา ๒๓๗ เม่ือดาเนินการไต่สวนแลว้ เสร็จ ใหค้ ณะ ไตส่ วนหาข้อเท็จจริงและสรปุ สานวนพร้อมทาความเหน็ แล้ว ถ้าเห็นว่า ผ้ไู ตส่ วนอสิ ระดาเนินการดังตอ่ ไปนี้ ข้อกลา่ วหามมี ลู ใหส้ ง่ รายงานและเอกสารท่มี ีอยพู่ ร้อมท้งั ความเห็นไปยงั (๑) ถา้ เห็นวา่ ข้อกล่าวหาไมม่ มี ลู ใหส้ ง่ั ยตุ เิ ร่อื ง และใหค้ าสงั่ ประธานวฒุ สิ ภาเพอื่ ดาเนนิ การตามมาตรา ๒๗๓ และสง่ สานวนและ ดงั กลา่ วเป็นทส่ี ดุ ความเหน็ ไปยังอัยการสงู สดุ เพ่อื ยน่ื ฟ้องคดีตอ่ ศาลฎีกาแผนกคดอี าญาของ (๒) ถา้ เห็นวา่ ผูถ้ กู กลา่ วหาฝา่ ฝืนหรือไมป่ ฏบิ ัติตามมาตรฐาน ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งต่อไป และให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๗๒ ทางจริยธรรมอยา่ งร้ายแรง ให้เสนอเร่อื งตอ่ ศาลฎกี าเพอื่ วินจิ ฉยั วรรคห้า มาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม โดยให้นาความในมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหก มา ใช้บังคบั โดยอนุโลม (๓) ถา้ เหน็ วา่ ผถู้ กู กลา่ วหามีพฤตกิ ารณต์ ามที่ถกู กลา่ วหา และ มใิ ชก่ รณตี าม (๒) ใหส้ ่งสานวนการไตส่ วนไปยงั อยั การสูงสดุ เพื่อ ดาเนนิ การฟ้องคดตี อ่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ ารงตาแหนง่ ทาง การเมือง และให้นาความในมาตรา ๒๓๕ วรรคสาม วรรคส่ี และ วรรคหา้ มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม ๔. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ สว่ นที่ ๕ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ มาตรา ๒๕๒ วรรคหนง่ึ การตรวจเงินแผน่ ดินใหก้ ระทาโดย มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินประกอบดว้ ย คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดินท่ีเปน็ อิสระและเป็นกลาง กรรมการจานวนเจด็ คน ซง่ึ พระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตัง้ ตาม วรรคสอง คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ประกอบด้วย คาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผซู้ ึ่งไดร้ ับการสรรหาโดยคณะกรรมการ ประธานกรรมการคนหนงึ่ และกรรมการอ่ืนอกี หกคน ซง่ึ พระมหากษตั รยิ ์ สรรหา ทรงแตง่ ตั้งจากผมู้ คี วามชานาญและประสบการณ์ด้านการตรวจเงิน ผซู้ ง่ึ ไดร้ ับการสรรหาตอ้ งเปน็ ผู้มีความซือ่ สตั ยส์ จุ รติ เป็น แผ่นดนิ การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงนิ การคลัง และด้านอนื่ ทป่ี ระจักษ์ มคี วามรู้ ความเช่ียวชาญ และประสบการณเ์ กย่ี วกบั วรรคเจ็ด การกาหนดคณุ สมบตั แิ ละวิธกี ารเลือกบุคคลซึง่ จะ การตรวจเงินแผน่ ดิน กฎหมาย การบญั ชี การตรวจสอบภายใน ไดร้ ับการแตง่ ต้ังเป็นกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงิน การเงินการคลงั และดา้ นอน่ื ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดนิ แผน่ ดนิ จะตอ้ งเปน็ ไปเพื่อให้ไดบ้ คุ คลทม่ี ีคณุ สมบัตเิ หมาะสม ทั้งนี้ เป็นเวลาไม่นอ้ ยกวา่ สบิ ปี

๑๖๓ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ วรรคแปด การกาหนดคณุ สมบตั แิ ละวธิ ีการเลือกบคุ คลซ่ึงจะ ความซื่อสตั ยส์ จุ รติ เป็นที่ประจักษ์ และเพ่ือใหไ้ ด้หลกั ประกันความเป็น ไดร้ ับการแตง่ ตง้ั เปน็ กรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ และผูว้ า่ การตรวจเงิน อิสระในการปฏิบตั ิหนา้ ที่ของบคุ คลดงั กล่าว แผ่นดิน จะตอ้ งเปน็ ไปเพอื่ ใหไ้ ดบ้ คุ คลที่มคี ณุ สมบตั เิ หมาะสมและมีความ ซือ่ สตั ย์สจุ รติ และเพอ่ื ใหไ้ ด้หลักประกันความเป็นอสิ ระในการปฏิบตั ิ หนา้ ท่ีของบุคคลดงั กล่าว มาตรา ๓๑๒ วรรคหก กรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ มวี าระการดารง มาตรา ๒๕๒ วรรคหา้ กรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินมวี าระ มาตรา ๒๓๙ กรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินมวี าระการดารง ตาแหน่งคราวละหกปีนบั แตว่ นั ทพี่ ระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ต้งั และใหด้ ารง การดารงตาแหน่งหกปนี ับแต่วันทพ่ี ระมหากษตั ริยท์ รงแตง่ ตง้ั และ ตาแหนง่ เจ็ดปีนบั แตว่ ันท่พี ระมหากษตั ริยท์ รงแตง่ ตง้ั และใหด้ ารง ตาแหนง่ ไดเ้ พยี งวาระเดยี ว ให้ดารงตาแหนง่ ได้เพยี งวาระเดียว ตาแหน่งไดเ้ พยี งวาระเดียว มาตรา ๒๕๓ วรรคหน่งึ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดินมี มาตรา ๒๔๐ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมหี นา้ ทแี่ ละ อานาจหน้าทกี่ าหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกยี่ วกบั การตรวจเงนิ อานาจ ดงั ตอ่ ไปน้ี แผ่นดิน ให้คาปรกึ ษา แนะนา และเสนอแนะใหม้ กี ารแกไ้ ข (๑) วางนโยบายการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ข้อบกพรอ่ งเก่ยี วกับการตรวจเงินแผ่นดิน และมอี านาจแตง่ ตั้ง (๒) กาหนดหลกั เกณฑม์ าตรฐานเก่ยี วกบั การตรวจเงนิ แผ่นดิน คณะกรรมการวินยั ทางการเงินและการคลงั ที่เปน็ อสิ ระเพอ่ื ทาหนา้ ท่ี (๓) กากบั การตรวจเงินแผ่นดินใหเ้ ป็นไปตาม (๑) และ (๒) วนิ ิจฉัยการดาเนินการท่ีเกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลงั และ และกฎหมายวา่ ดว้ ยวินัยการเงินการคลงั ของรัฐ การงบประมาณ และให้คดที พ่ี ิพาทเกีย่ วกับคาวินจิ ฉัยของ (๔) ใหค้ าปรกึ ษา แนะนา หรือเสนอแนะเก่ียวกับการใช้ คณะกรรมการวนิ ยั ทางการเงนิ และการคลงั ในเรือ่ งดังกล่าวเปน็ คดีที่ จ่ายเงินแผ่นดินให้เป็นไปตามกฎหมายวา่ ด้วยวนิ ยั การเงนิ การคลงั อยใู่ นอานาจของศาลปกครอง ของรัฐ รวมท้ังการให้คาแนะนาแกห่ น่วยงานของรัฐในการแกไ้ ข ขอ้ บกพร่องเกย่ี วกับการใช้จ่ายเงนิ แผ่นดิน (๕) สัง่ ลงโทษทางปกครองกรณมี กี ารกระทาผิดกฎหมาย วา่ ดว้ ยวินัยการเงินการคลังของรฐั การดาเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ผูถ้ ูกสงั่ ลงโทษตาม (๕) อาจอุทธรณต์ อ่ ศาลปกครองสงู สุดได้ ภายในเก้าสิบวันนบั แตว่ ันที่ได้รับคาสัง่ ในการพจิ ารณาของศาล ปกครองสงู สดุ ตอ้ งคานึงถงึ นโยบายการตรวจเงินแผน่ ดินและ หลกั เกณฑม์ าตรฐานเกย่ี วกบั การตรวจเงนิ แผน่ ดินตาม (๑) และ (๒) ประกอบด้วย

๑๖๔ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๑๒ วรรคเจด็ คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะตอ้ งหา้ ม การสรรหา มาตรา ๒๕๒ วรรคสาม การสรรหาและการเลอื กกรรมการ มาตรา ๒๔๑ ใหม้ ีผวู้ ่าการตรวจเงนิ แผ่นดินคนหน่ึงซึ่ง และการเลอื ก และการพ้นจากตาแหนง่ ของกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินและ ตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และผวู้ ่าการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ใหน้ าบทบัญญตั ิ พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตงั้ ตามคาแนะนาของวฒุ ิสภาโดยได้รบั ผูว้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ รวมทงั้ อานาจหนา้ ท่ีของคณะกรรมการตรวจเงิน มาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคส่ี มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ การเสนอชอ่ื จากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ แผ่นดนิ ผูว้ ่าการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และสานกั งานการตรวจเงนิ แผ่นดิน ให้ มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม เว้นแตอ่ งค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ผูว้ า่ การตรวจเงินแผน่ ดินตอ้ งมีคณุ สมบัติและไมม่ ลี กั ษณะ เปน็ ไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการตรวจเงินแผน่ ดนิ ให้เปน็ ไปตามมาตรา ๒๔๓ ต้องหา้ มเช่นเดียวกับกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน วรรคแปด การกาหนดคณุ สมบตั แิ ละวธิ ีการเลือกบคุ คลซ่งึ จะไดร้ บั วรรคหก คุณสมบัติ ลักษณะตอ้ งหา้ ม และการพ้นจาก ผู้ไดร้ บั การเสนอชอ่ื เพอื่ แต่งต้ังเปน็ ผู้ว่าการตรวจเงินแผน่ ดนิ การแต่งตั้งเปน็ กรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินและผู้วา่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ตาแหนง่ ของกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินและผู้ว่าการตรวจเงนิ ต้องได้รบั ความเห็นชอบจากวฒุ สิ ภาด้วยคะแนนเสยี งไม่นอ้ ยกว่า จะตอ้ งเปน็ ไปเพอ่ื ใหไ้ ด้บคุ คลทมี่ คี ณุ สมบัตเิ หมาะสมและมคี วามซ่อื สตั ย์ แผ่นดนิ รวมทง้ั อานาจหนา้ ท่ีของคณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน กง่ึ หนึง่ ของสมาชิกวฒุ สิ ภาทงั้ หมดเท่าที่มีอยู่ และใหน้ าความใน สุจรติ และเพือ่ ใหไ้ ดห้ ลกั ประกนั ความเปน็ อิสระในการปฏิบตั หิ น้าที่ของ ผู้วา่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และสานกั งานการตรวจเงินแผน่ ดนิ ให้ มาตรา ๒๐๔ วรรคหน่ึง วรรคสอง และวรรคส่ี และมาตรา ๒๐๕ มา บุคคลดงั กลา่ ว เป็นไปตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการตรวจเงนิ ใช้บงั คบั แกก่ ารแต่งต้ังผวู้ ่าการตรวจเงนิ แผน่ ดินดว้ ยโดยอนุโลม แผน่ ดนิ การสรรหา การคัดเลือก และการเสนอช่อื ผู้วา่ การตรวจเงนิ วรรคเจ็ด การกาหนดคุณสมบตั ิและวธิ กี ารเลือกบุคคลซึง่ จะ แผ่นดนิ ให้เปน็ ไปตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วย ไดร้ ับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดินและผวู้ า่ การตรวจเงิน การตรวจเงินแผ่นดิน แผ่นดิน จะต้องเป็นไปเพื่อใหไ้ ดบ้ คุ คลที่มีคณุ สมบตั ิเหมาะสม ความซื่อสัตยส์ ุจรติ เปน็ ท่ปี ระจักษ์ และเพ่ือใหไ้ ดห้ ลกั ประกนั ความเป็น อิสระในการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีของบุคคลดังกล่าว มาตรา ๒๕๓ วรรคสอง ใหผ้ ู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดนิ มี มาตรา ๒๔๒ ใหผ้ ้วู า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ปฏิบตั ิหน้าทโี่ ดย อานาจหน้าทเี่ กีย่ วกับการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ทีเ่ ป็นอสิ ระและเป็นกลาง เที่ยงธรรม เป็นกลาง และปราศจากอคตทิ ง้ั ปวงในการใชด้ ุลพนิ ิจ โดยมีหนา้ ทแี่ ละอานาจดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจเงินแผ่นดนิ ตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและ หลกั เกณฑ์มาตรฐานเกย่ี วกับการตรวจเงนิ แผ่นดินที่คณะกรรมการ ตรวจเงนิ แผน่ ดินกาหนด และตามกฎหมายว่าดว้ ยวนิ ัยการเงนิ การคลังของรัฐ (๒) ตรวจผลสมั ฤทธ์แิ ละประสิทธภิ าพในการใชจ้ า่ ยเงนิ ของ หน่วยงานของรฐั (๓) มอบหมายให้เจ้าหนา้ ทดี่ าเนินการตาม (๑) และ (๒) (๔) กากบั และรับผดิ ชอบในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ขี องเจ้าหน้าท่ี ตาม (๓)

๑๖๕ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๑๒ วรรคเจ็ด คณุ สมบัติ ลักษณะต้องหา้ ม การสรรหา มาตรา ๒๕๒ วรรคหก คณุ สมบัติ ลกั ษณะต้องหา้ ม และ มาตรา ๒๔๓ ใหผ้ วู้ ่าการตรวจเงนิ แผน่ ดินมีความเปน็ อสิ ระ และการเลอื ก และการพ้นจากตาแหน่งของกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ และ ผู้ว่าการตรวจเงินแผน่ ดิน รวมทง้ั อานาจหนา้ ท่ขี องคณะกรรมการตรวจเงิน การพ้นจากตาแหนง่ ของกรรมการตรวจเงินแผน่ ดินและผู้วา่ การ ในการปฏิบตั ิหนา้ ทีโ่ ดยรับผดิ ชอบต่อคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผูว้ ่าการตรวจเงินแผน่ ดนิ และสานักงานการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ให้ เปน็ ไปตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการตรวจเงินแผน่ ดิน ตรวจเงินแผ่นดนิ รวมทง้ั อานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน และเปน็ ผบู้ ังคับบัญชาสูงสดุ ของหน่วยธุรการของคณะ แผน่ ดนิ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดนิ และสานักงานการตรวจเงิน กรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน แผน่ ดนิ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย วาระการดารงตาแหน่ง การพน้ จากตาแหน่ง และการปฏิบตั ิ การตรวจเงนิ แผ่นดิน หน้าท่ีของผูว้ ่าการตรวจเงินแผ่นดนิ ใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบญั ญตั ิ มาตรา ๒๕๔ วรรคหน่งึ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ มี ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการตรวจเงินแผน่ ดนิ หน่วยธุรการของคณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ทีเ่ ป็นอสิ ระ โดยมี ผู้วา่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ เปน็ ผู้บงั คบั บญั ชาขึน้ ตรงตอ่ ประธาน กรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ มาตรา ๒๔๔ ในกรณที ่มี หี ลักฐานอนั ควรเชอ่ื ได้วา่ การใช้ จา่ ยเงนิ แผ่นดินมีพฤติการณอ์ ันเปน็ การทุจรติ ตอ่ หน้าที่ จงใจปฏิบัติ หน้าท่ีหรือใชอ้ านาจขดั ต่อบทบญั ญัติแห่งรัฐธรรมนญู หรอื กฎหมาย หรอื อาจทาใหก้ ารเลอื กต้ังมไิ ด้เปน็ ไปโดยสุจรติ หรือเท่ียงธรรม และ เปน็ กรณที ผี่ ูว้ ่าการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ไมม่ ีอานาจจะดาเนนิ การใดได้ ให้ผวู้ า่ การตรวจเงินแผน่ ดนิ แจ้งคณะกรรมการป้องกนั และ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลอื กตัง้ หรอื หน่วยงานอื่นทเ่ี ก่ยี วข้อง แลว้ แต่กรณี เพือ่ ทราบและดาเนนิ การตาม หน้าที่และอานาจต่อไป ในการดาเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตัง้ หรือหน่วยงานอน่ื ตามที่ไดร้ บั แจง้ ตามวรรคหนึง่ ให้ถือวา่ เอกสารและหลักฐานที่ ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ตรวจสอบหรือจัดทาขนึ้ เปน็ ส่วนหนง่ึ ของ สานวนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทจุ รติ แหง่ ชาติ คณะกรรมการการเลือกตงั้ หรอื ของหน่วยงานอน่ื น้ัน แลว้ แตก่ รณี มาตรา ๒๔๕ เพ่อื ประโยชน์ในการระงบั หรอื ยบั ย้ัง ความเสยี หายทีอ่ าจเกดิ ขึน้ แกก่ ารเงินการคลังของรัฐ ใหผ้ วู้ า่ การ ตรวจเงินแผน่ ดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทาท่ีไม่เป็นไปตาม

๑๖๖ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สว่ นท่ี ๘ กฎหมายว่าด้วยวนิ ัยการเงนิ การคลังของรฐั และอาจก่อใหเ้ กดิ คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ มาตรา ๑๙๙ วรรคหน่งึ คณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแห่งชาติ ความเสยี หายแกก่ ารเงินการคลังของรัฐอยา่ งร้ายแรง ตอ่ คณะ ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึง่ และกรรมการอ่นื อกี สิบคน ซึ่ง พระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตั้งตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผู้ซึ่งมี กรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ เพื่อพิจารณา ความร้หู รอื ประสบการณ์ดา้ นการค้มุ ครองสิทธิเสรภี าพของประชาชน เปน็ ท่ีประจกั ษ์ ทั้งนี้ โดยตอ้ งคานงึ ถงึ การมีส่วนร่วมของผแู้ ทนจาก ในกรณที ่คี ณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ เหน็ พ้องดว้ ยกบั ผล องค์การเอกชนด้านสทิ ธมิ นษุ ยชนด้วย วรรคสาม คณุ สมบัติ ลักษณะตอ้ งห้าม การสรรหา การเลอื ก การตรวจสอบดงั กลา่ ว ใหป้ รึกษาหารือรว่ มกบั คณะกรรมการ การถอดถอน และการกาหนดคา่ ตอบแทนกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน แหง่ ชาติ ใหเ้ ป็นไปตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ การเลือกต้ังและคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ วรรคส่ี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีวาระการดารง ตาแหน่งหกปนี บั แตว่ นั ท่พี ระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้งั และให้ดารง แห่งชาติ หากท่ีประชุมรว่ มเห็นพอ้ งกับผลการตรวจสอบน้ัน ให้ ตาแหน่งไดเ้ พียงวาระเดยี ว รว่ มกนั มหี นังสือแจง้ สภาผู้แทนราษฎร วุฒสิ ภา และคณะรัฐมนตรี เพ่ือทราบโดยไมช่ กั ช้า และใหเ้ ปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อ ประชาชนเพ่ือทราบดว้ ย ๒. คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ ส่วนที่ ๖ คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ มาตรา ๒๕๖ วรรคหนึ่ง คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ ประกอบดว้ ย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอ่นื อกี หกคน ซ่ึง ประกอบด้วยกรรมการจานวนเจด็ คน ซง่ึ พระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ต้ัง พระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ต้ังตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภา จากผซู้ ึ่งมคี วามรู้ ตามคาแนะนาของวฒุ สิ ภาจากผซู้ งึ่ ได้รับการสรรหา หรอื ประสบการณด์ ้านการคุ้มครองสทิ ธเิ สรีภาพของประชาชนเปน็ ผซู้ ึ่งไดร้ บั การสรรหาต้องมคี วามรแู้ ละประสบการณด์ า้ น ทีป่ ระจักษ์ ทง้ั น้ี โดยตอ้ งคานึงถึงการมสี ว่ นร่วมของผูแ้ ทนจากองคก์ าร การคุม้ ครองสทิ ธิและเสรภี าพของประชาชน เปน็ กลางทางการเมอื ง เอกชนดา้ นสทิ ธิมนษุ ยชนดว้ ย และมคี วามซ่อื สตั ยส์ ุจรติ เปน็ ทีป่ ระจักษ์ วรรคสาม คณุ สมบตั ิ ลกั ษณะตอ้ งหา้ ม การถอดถอน และ กรรมการสิทธิมนุษยชนแหง่ ชาตมิ วี าระการดารงตาแหน่งเจ็ด การกาหนดค่าตอบแทนกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ ให้เปน็ ไป ปนี บั แตว่ ันทพ่ี ระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตงั้ และให้ดารงตาแหน่งได้ ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ เพียงวาระเดยี ว วรรคสี่ กรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาตมิ วี าระการดารง คณุ สมบัติ ลกั ษณะต้องห้าม การสรรหา และการพน้ จาก ตาแหนง่ หกปีนับแต่วนั ทีพ่ ระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งตง้ั และใหด้ ารง ตาแหน่งของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง่ ชาติ ให้เปน็ ไปตาม ตาแหน่งไดเ้ พยี งวาระเดียว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิ วรรคหา้ ให้นาบทบัญญัตมิ าตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา มนุษยชนแห่งชาติ ท้งั นี้ บทบญั ญตั ิเก่ียวกับการสรรหาต้อง ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒) มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม กาหนดให้ผแู้ ทนองคก์ รเอกชนด้านสิทธมิ นษุ ยชนมสี ว่ นรว่ มใน เวน้ แตอ่ งค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเ้ ป็นไปตามมาตรา การสรรหาดว้ ย ๒๔๓

๑๖๗ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๐๐ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาตมิ ีอานาจ มาตรา ๒๕๗ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติมีอานาจ มาตรา ๒๔๗ คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติมหี น้าที่ หนา้ ที่ ดังตอ่ ไปน้ี หนา้ ท่ี ดงั ต่อไปน้ี และอานาจ ดงั ต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทาหรอื การละเลย การกระทาอนั เป็นการละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชน หรอื อันไม่เปน็ ไปตาม (๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทาหรอื การละเลยการกระทา (๑) ตรวจสอบและรายงานข้อเทจ็ จริงทีถ่ กู ต้องเกี่ยวกับ พันธกรณรี ะหว่างประเทศเกยี่ วกบั สิทธิมนษุ ยชนที่ประเทศไทยเปน็ ภาคี และเสนอมาตรการการแกไ้ ขท่เี หมาะสมตอ่ บุคคลหรือหนว่ ยงาน อนั เปน็ การละเมดิ สทิ ธิมนษุ ยชน หรอื ไมเ่ ป็นไปตามพนั ธกรณีระหวา่ ง การละเมิดสทิ ธิมนษุ ยชนทกุ กรณโี ดยไมล่ ่าชา้ และเสนอแนะ ทีก่ ระทาหรอื ละเลยการกระทาดังกล่าวเพอ่ื ดาเนนิ การ ในกรณีท่ี ปรากฏวา่ ไมม่ ีการดาเนินการตามทเ่ี สนอ ให้รายงานต่อรฐั สภาเพื่อ ประเทศเกย่ี วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนทปี่ ระเทศไทยเปน็ ภาคี และเสนอ มาตรการหรือแนวทางทเี่ หมาะสมในการปอ้ งกนั หรอื แก้ไข ดาเนนิ การต่อไป มาตรการการแกไ้ ขทเี่ หมาะสมตอ่ บคุ คลหรอื หน่วยงานทก่ี ระทาหรอื การละเมิดสิทธิมนษุ ยชน รวมท้งั การเยยี วยาผไู้ ดร้ ับความเสยี หาย (๒) เสนอแนะนโยบายและขอ้ เสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรอื ข้อบังคบั ต่อรัฐสภาและคณะรฐั มนตรเี พอื่ สง่ เสริมและ ละเลยการกระทาดงั กลา่ วเพ่อื ดาเนนิ การ ในกรณีท่ีปรากฏว่าไมม่ ี จากการละเมดิ สทิ ธิมนุษยชนต่อหนว่ ยงานของรัฐหรอื เอกชน คุ้มครองสทิ ธิมนษุ ยชน การดาเนินการตามทเี่ สนอ ใหร้ ายงานต่อรฐั สภาเพ่อื ดาเนินการตอ่ ไป ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง (๓) สง่ เสรมิ การศึกษา การวจิ ยั และการเผยแพรค่ วามรดู้ า้ น สิทธมิ นุษยชน (๒) เสนอเรอื่ งพร้อมด้วยความเหน็ ตอ่ ศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณที ี่ (๒) จัดทารายงานผลการประเมนิ สถานการณด์ ้านสทิ ธิ (๔) สง่ เสรมิ ความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหนว่ ย เหน็ ชอบตามที่มผี ้รู อ้ งเรยี นว่า บทบัญญตั แิ หง่ กฎหมายใดกระทบต่อสิทธิ มนษุ ยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภาและคณะรฐั มนตรี และ ราชการ องคก์ ารเอกชน และองคก์ ารอน่ื ในดา้ นสทิ ธิมนุษยชน มนุษยชนและมปี ญั หาเก่ียวกับความชอบด้วยรฐั ธรรมนญู ทง้ั น้ี ตาม เผยแพรต่ ่อประชาชน (๕) จดั ทารายงานประจาปเี พอื่ ประเมนิ สถานการณด์ ้านสิทธิ มนษุ ยชน ภายในประเทศและเสนอต่อรฐั สภา พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยวิธพี จิ ารณาของศาล (๓) เสนอแนะมาตรการหรอื แนวทางในการสง่ เสริมและ (๖) อานาจหน้าทอี่ ่ืนตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ รัฐธรรมนญู คุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรฐั สภา คณะรัฐมนตรี และหนว่ ยงาน ในการปฏิบัติหนา้ ท่ี คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแห่งชาตติ ้อง คานึงถงึ ผลประโยชนส์ ่วนรวมของชาติและประชาชนประกอบด้วย (๓) เสนอเร่อื งพรอ้ มด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง รวมตลอดทั้งการแกไ้ ขปรบั ปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง่ ชาตมิ อี านาจเรียกเอกสาร หรอื หลักฐานทเ่ี กยี่ วขอ้ งจากบคุ คลใด หรอื เรยี กบคุ คลใดมาให้ถอ้ ยคา เห็นชอบตามทม่ี ผี รู้ อ้ งเรยี นวา่ กฎ คาสั่ง หรือการกระทาอนื่ ใดในทาง หรือคาสง่ั ใด ๆ เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกับหลักสิทธิมนุษยชน รวมทงั้ มอี านาจอนื่ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั หิ น้าท่ี ท้ังนี้ ตามท่ี กฎหมายบญั ญตั ิ ปกครองกระทบตอ่ สทิ ธมิ นษุ ยชนและมปี ญั หาเก่ียวกับความชอบดว้ ย (๔) ชี้แจงและรายงานขอ้ เท็จจริงที่ถูกตอ้ งโดยไมช่ ักช้าในกรณี รฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย ท้ังน้ี ตามพระราชบญั ญตั จิ ดั ต้งั ศาลปกครอง ทม่ี ีการรายงานสถานการณ์เกยี่ วกบั สิทธิมนษุ ยชนในประเทศไทย และวิธพี ิจารณาคดีปกครอง โดยไมถ่ ูกต้องหรือไม่เป็นธรรม (๔) ฟอ้ งคดตี อ่ ศาลยตุ ธิ รรมแทนผเู้ สยี หาย เมอ่ื ไดร้ ับการร้องขอ (๕) สรา้ งเสริมทุกภาคสว่ นของสังคมให้ตระหนักถงึ ความสาคญั จากผ้เู สยี หายและเปน็ กรณีทีเ่ ห็นสมควรเพอ่ื แก้ไขปญั หาการละเมิด ของสทิ ธมิ นุษยชน สทิ ธิมนุษยชนเปน็ ส่วนรวม ทงั้ นี้ ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ (๖) หน้าที่และอานาจอ่ืนตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ (๕) เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรบั ปรุงกฎหมาย เมอื่ รับทราบรายงานตาม (๑) และ (๒) หรอื ขอ้ เสนอแนะ และกฎตอ่ รฐั สภาหรือคณะรฐั มนตรเี พื่อสง่ เสรมิ และค้มุ ครองสทิ ธิ ตาม (๓) ใหค้ ณะรัฐมนตรดี าเนินการปรับปรงุ แกไ้ ขตาม มนุษยชน ความเหมาะสมโดยเรว็ กรณใี ดไมอ่ าจดาเนินการไดห้ รือตอ้ งใชเ้ วลา (๖) ส่งเสรมิ การศกึ ษา การวจิ ยั และการเผยแพร่ความรูด้ า้ นสทิ ธิ ในการดาเนินการ ใหแ้ จ้งเหตผุ ลให้คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชน มนุษยชน แหง่ ชาติทราบโดยไมช่ กั ชา้ (๗) สง่ เสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหนว่ ย ในการปฏิบตั หิ นา้ ที่ คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแห่งชาตติ อ้ ง ราชการ องค์การเอกชน และองคก์ ารอ่นื ในด้านสิทธิมนษุ ยชน คานงึ ถึงความผาสกุ ของประชาชนชาวไทยและผลประโยชนส์ ่วนรวม ของชาตเิ ป็นสาคญั ด้วย

รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๑๖๘ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (๘) จดั ทารายงานประจาปเี พอื่ ประเมนิ สถานการณ์ดา้ นสิทธิ มนุษยชนภายในประเทศและเสนอตอ่ รัฐสภา (๙) อานาจหนา้ ที่อ่นื ตามที่กฎหมายบญั ญัติ ในการปฏิบตั หิ น้าที่ คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแห่งชาติต้อง คานึงถึงผลประโยชนส์ ่วนรวมของชาตแิ ละประชาชนประกอบดว้ ย คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาตมิ ีอานาจเรยี กเอกสาร หรอื หลักฐานทีเ่ กยี่ วข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ ถอ้ ยคา รวมทงั้ มีอานาจอนื่ เพ่อื ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี ทง้ั นี้ ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ ๓. สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ มาตรา ๘๙ เพื่อประโยชน์ในการดาเนินการตามหมวดน้ี ใหร้ ฐั มาตรา ๒๕๘ สภาท่ปี รกึ ษาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติมี จัดใหม้ ีสภาทีป่ รึกษาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ มีหนา้ ที่ให้ หนา้ ที่ให้คาปรกึ ษาและขอ้ เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรใี นปญั หา คาปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรใี นปญั หาต่าง ๆ ตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวกบั เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายท่เี กี่ยวข้อง ทเ่ี กี่ยวกบั เศรษฐกิจและสังคม แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตแิ ละแผนอน่ื ตามที่ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติและแผนอื่นตามท่ี กฎหมายบญั ญตั ติ ้องให้สภาทป่ี รกึ ษาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ กฎหมายบญั ญตั ิ ต้องให้สภาท่ีปรกึ ษาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติให้ ใหค้ วามเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ ความเห็นก่อนพจิ ารณาประกาศใช้ องค์ประกอบ ทมี่ า อานาจหนา้ ท่ี และการดาเนินงานของสภา องค์ประกอบ ทีม่ า อานาจหน้าท่ี และการดาเนนิ งานของสภา ทปี่ รกึ ษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ใหเ้ ปน็ ไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทป่ี รึกษาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ให้เปน็ ไปตามท่ีกฎหมาย ใหม้ ีสานักงานสภาทป่ี รึกษาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตเิ ป็น บญั ญตั ิ หน่วยงานทีเ่ ปน็ อสิ ระในการบรหิ ารงานบุคคล การงบประมาณ และ การดาเนินการอนื่ ท้งั น้ี ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ

๑๖๙ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ส่วนท่ี ๒ หมวด ๑๓ องค์กรอน่ื ตามรัฐธรรมนญู องคก์ รอยั การ มาตรา ๒๔๘ องค์กรอัยการมีหนา้ ที่และอานาจตามท่ีบัญญัติ ๑. องค์กรอยั การ ไว้ในรัฐธรรมนญู และกฎหมาย พนกั งานอยั การมอี ิสระในการพจิ ารณาส่งั คดแี ละการปฏิบตั ิ มาตรา ๒๕๕ พนักงานอัยการมีอานาจหนา้ ทีต่ ามท่ีบญั ญตั ิ หนา้ ท่ีให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เทย่ี งธรรม และปราศจากอคตทิ ง้ั ปวง ในรฐั ธรรมนญู นแี้ ละตามกฎหมายวา่ ดว้ ยอานาจและหนา้ ทีข่ อง และไมใ่ ห้ถอื ว่าเปน็ คาสง่ั ทางปกครอง พนกั งานอัยการและกฎหมายอน่ื การบริหารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดาเนนิ การอืน่ ขององคก์ รอยั การใหม้ ีความเปน็ อสิ ระ โดยให้มรี ะบบเงนิ เดอื นและ พนักงานอยั การมีอิสระในการพจิ ารณาสั่งคดีและการปฏิบัติ ค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงาน หน้าทใี่ หเ้ ป็นไปโดยเทย่ี งธรรม บคุ คลเกยี่ วกบั พนักงานอัยการต้องดาเนนิ การโดยคณะกรรมการ อัยการ ซึ่งอย่างน้อยตอ้ งประกอบดว้ ยประธานกรรมการซึง่ ต้อง การแต่งต้ังและการให้อัยการสงู สุดพน้ จากตาแหน่งต้องเปน็ ไป ไมเ่ ปน็ พนักงานอยั การ และผู้ทรงคณุ วุฒบิ รรดาทีไ่ ดร้ ับเลือกจาก ตามมติของคณะกรรมการอยั การ และได้รบั ความเห็นชอบจากวฒุ สิ ภา พนกั งานอยั การ ผู้ทรงคุณวุฒดิ ังกลา่ วอย่างน้อยตอ้ งมบี ุคคลซึ่ง ไม่เปน็ หรือเคยเป็นพนกั งานอัยการมาก่อนสองคน ทั้งนี้ ตามที่ ให้ประธานวฒุ ิสภาเป็นผ้ลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ กฎหมายบญั ญตั ิ แต่งต้ังอยั การสูงสดุ กฎหมายตามวรรคสาม ต้องมมี าตรการปอ้ งกันมิใหพ้ นักงาน อัยการกระทาการหรือดารงตาแหน่งใดอันอาจมผี ลให้การสัง่ คดหี รอื องคก์ รอยั การมหี นว่ ยธรุ การทเี่ ปน็ อสิ ระในการบริหารงานบคุ คล การปฏบิ ตั หิ น้าท่ไี มเ่ ป็นไปตามวรรคสอง หรืออาจทาใหม้ ีการขดั กัน การงบประมาณ และการดาเนนิ การอน่ื โดยมีอัยการสงู สดุ เป็น แหง่ ผลประโยชน์ ทงั้ นี้ มาตรการดงั กลา่ วตอ้ งกาหนดใหช้ ดั แจง้ และ ผูบ้ งั คับบญั ชา ทัง้ น้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ ใชเ้ ปน็ การทัว่ ไป โดยจะมอบอานาจให้มีการพจิ ารณาเปน็ กรณี ๆ ไป มิได้ พนกั งานอยั การต้องไมเ่ ป็นกรรมการในรฐั วสิ าหกจิ หรือกิจการ อ่นื ของรัฐในทานองเดยี วกัน เว้นแต่จะได้รับอนมุ ตั ิจากคณะกรรมการ อยั การ ทั้งต้องไมป่ ระกอบอาชีพหรอื วชิ าชีพ หรอื กระทากิจการใดอัน เป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหนา้ ท่ี หรือเสอ่ื มเสียเกียรตศิ กั ดิ์ แหง่ ตาแหน่งหน้าท่ีราชการ และต้องไมเ่ ป็นกรรมการ ผจู้ ัดการ หรอื ทป่ี รกึ ษากฎหมาย หรือดารงตาแหนง่ อน่ื ใดท่ีมีลกั ษณะงานคลา้ ยคลึง กันน้นั ในหา้ งหุ้นส่วนบริษัท ใหน้ าบทบัญญตั มิ าตรา ๒๐๒ มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม หมวด ๙ หมวด ๑๔ ไมม่ ีการแกไ้ ข การปกครองส่วนท้องถิ่น การปกครองสว่ นท้องถนิ่

๑๗๐ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘๒ ภายใตบ้ ังคบั มาตรา ๑ รัฐจะต้องให้ความเป็น มาตรา ๒๘๑ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๑ รัฐจะต้องใหค้ วามเปน็ มาตรา ๒๔๙ ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๑ ใหม้ ีการจดั การ อสิ ระแก่ทอ้ งถิน่ ตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณข์ อง ประชาชนในท้องถ่ิน อิสระแก่องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลกั แห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ มาตรา ๒๘๓ ทอ้ งถน่ิ ใดมีลักษณะทจี่ ะปกครองตนเองได้ ยอ่ มมี ตามเจตนารมณข์ องประชาชนในท้องถ่ิน และสง่ เสริมใหอ้ งคก์ ร ของประชาชนในท้องถิ่น ทัง้ นี้ ตามวิธีการและรปู แบบองค์กร สทิ ธิไดร้ ับจัดต้ังเปน็ องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งน้ี ตามทกี่ ฎหมาย บัญญัติ ปกครองส่วนท้องถิ่นเปน็ หน่วยงานหลกั ในการจัดทาบรกิ ารสาธารณะ ปกครองส่วนท้องถน่ิ ทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ การกากับดแู ลองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน ตอ้ งทาเทา่ ที่จาเป็น และมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจแกไ้ ขปัญหาในพ้ืนที่ การจดั ตงั้ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ในรูปแบบใดให้คานงึ ถึง ตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ แตต่ ้องเป็นไปเพ่อื การคมุ้ ครองประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นหรอื ประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม ท้ังน้ี จะ ท้องถ่ินใดมลี ักษณะทจ่ี ะปกครองตนเองได้ ยอ่ มมสี ิทธิจดั ตงั้ เจตนารมณ์ของประชาชนในทอ้ งถ่นิ และความสามารถใน กระทบถึงสาระสาคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของ ประชาชนในท้องถิ่นหรอื นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัตไิ ว้ มไิ ด้ เป็นองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน ทง้ั น้ี ตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ การปกครองตนเองในดา้ นรายได้ จานวนและความหนาแนน่ ของ มาตรา ๒๘๔ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ทง้ั หลายยอ่ มมี ประชากร และพื้นท่ที ต่ี อ้ งรับผดิ ชอบ ประกอบกัน ความเปน็ อิสระในการกาหนดนโยบาย การปกครอง การบรหิ าร การบรหิ ารงานบคุ คล การเงินและการคลัง และมีอานาจหนา้ ท่ีของ มาตรา ๒๘๒ การกากบั ดแู ลองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ ตอ้ งทา มาตรา ๒๕๐ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ มหี นา้ ท่แี ละอานาจ ตนเองโดยเฉพาะ เท่าท่ีจาเปน็ และมหี ลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขที่ชดั เจนสอดคลอ้ งและ ดแู ลและจัดทาบริการสาธารณะและกจิ กรรมสาธารณะเพื่อ การกาหนดอานาจและหนา้ ทรี่ ะหว่างรฐั กบั องคก์ รปกครอง ส่วนท้องถนิ่ และระหวา่ งองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ด้วยกนั เอง ให้ เหมาะสมกบั รูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ ท้ังนี้ ตามที่ ประโยชน์ของประชาชนในทอ้ งถิ่นตามหลกั การพฒั นาอยา่ งย่งั ยืน เป็นไปตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ โดยคานึงถงึ การกระจายอานาจเพิม่ ขน้ึ ให้แกท่ อ้ งถน่ิ เปน็ สาคญั กฎหมายบญั ญตั ิ โดยตอ้ งเป็นไปเพอื่ การคมุ้ ครองประโยชน์ของประชาชน รวมทง้ั ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ การจดั การศกึ ษาใหแ้ กป่ ระชาชนใน เพื่อพัฒนาการกระจายอานาจเพมิ่ ขน้ึ ให้แก่ท้องถ่นิ ในท้องถ่ินหรือประโยชนข์ องประเทศเปน็ สว่ นรวม และจะกระทบถึง ท้องถ่ิน ท้ังน้ี ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ อยา่ งต่อเนือ่ ง ใหม้ กี ฎหมายกาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจาย อานาจ ซึ่งอยา่ งนอ้ ยตอ้ งมสี าระสาคญั ดังต่อไปนี้ สาระสาคญั แห่งหลกั การปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของ การจัดทาบรกิ ารสาธารณะและกจิ กรรมสาธารณะใดทสี่ มควร (๑) การกาหนดอานาจและหน้าทใี่ นการจดั ระบบการบรกิ าร ประชาชนในทอ้ งถน่ิ หรือนอกเหนอื จากทีก่ ฎหมายบญั ญัตไิ วม้ ไิ ด้ ใหเ้ ปน็ หนา้ ที่และอานาจโดยเฉพาะขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ สาธารณะระหว่างรัฐกับองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น และระหว่าง องคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ ดว้ ยกันเอง ในการกากบั ดูแลตามวรรคหน่ึง ให้มกี ารกาหนดมาตรฐานกลาง แต่ละรูปแบบ หรอื ใหอ้ งคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินเป็นหน่วยงานหลกั (๒) การจดั สรรสดั ส่วนภาษีและอากรระหวา่ งรฐั กับองค์กร เพ่อื เป็นแนวทางให้องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินเลือกไปปฏิบตั ไิ ด้เอง ในการดาเนนิ การใด ใหเ้ ป็นไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิซ่ึงต้อง ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ โดยคานงึ ถึงภาระหนา้ ท่ขี องรัฐกบั องคก์ ร ปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ และระหวา่ งองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นด้วยกนั โดยคานึงถึงความเหมาะสมและความแตกตา่ งในระดบั ของการพัฒนา สอดคล้องกบั รายได้ขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ตามวรรคส่ี และ เองเป็นสาคญั และประสิทธิภาพในการบรหิ ารขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในแตล่ ะ กฎหมายดงั กล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญตั ิเก่ยี วกับกลไกและขัน้ ตอน รูปแบบโดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตัดสนิ ใจดาเนินงานตาม ในการกระจายหนา้ ทแ่ี ละอานาจ ตลอดจนงบประมาณและบุคลากร ความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ รวมทั้งจดั ใหม้ ีกลไก ท่เี กีย่ วกบั หน้าทแ่ี ละอานาจดังกล่าวของส่วนราชการใหแ้ ก่องค์กร การตรวจสอบการดาเนินงานโดยประชาชนเป็นหลัก ปกครองสว่ นท้องถ่ินดว้ ย มาตรา ๒๘๓ องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินย่อมมีอานาจหน้าที่ ในการจัดทาบริการสาธารณะหรือกจิ กรรมสาธารณะใดที่เปน็ โดยทั่วไปในการดแู ลและจดั ทาบรกิ ารสาธารณะเพ่อื ประโยชนข์ อง หนา้ ทแ่ี ละอานาจขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ถา้ การร่วม ประชาชนในท้องถ่นิ และย่อมมีความเป็นอิสระในการกาหนดนโยบาย ดาเนนิ การกับเอกชนหรอื หนว่ ยงานของรฐั หรอื การมอบหมายให้ การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบรหิ ารงานบุคคล การเงนิ เอกชนหรอื หน่วยงานของรัฐดาเนนิ การ จะเปน็ ประโยชน์แก่

๑๗๑ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ (๓) การจัดให้มคี ณะกรรมการขึน้ คณะหนึ่งทาหน้าทตี่ าม (๑) และการคลัง และมีอานาจหน้าทขี่ องตนเองโดยเฉพาะ โดยตอ้ ง ประชาชนในท้องถ่ินมากกว่าการทอี่ งค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ จะ และ (๒) ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการที่เกยี่ วข้อง ผแู้ ทนของ คานึงถงึ ความสอดคลอ้ งกับการพัฒนาของจังหวัดและประเทศเป็น ดาเนินการเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ จะร่วมหรือมอบหมายให้ องคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ และผทู้ รงคณุ วุฒซิ งึ่ มคี ณุ สมบัตติ ามที่ สว่ นรวมด้วย เอกชนหรือหน่วยงานของรฐั ดาเนนิ การนนั้ กไ็ ด้ กฎหมายบญั ญตั ิ โดยมีจานวนเท่ากัน องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินย่อมไดร้ ับการส่งเสริมและสนับสนุน รัฐตอ้ งดาเนนิ การให้องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ มรี ายได้ของ ในกรณที ีม่ ีการกาหนดอานาจและหน้าทแ่ี ละการจัดสรรภาษี ให้มคี วามเข้มแข็งในการบริหารงานไดโ้ ดยอิสระและตอบสนองต่อ ตนเองโดยจดั ระบบภาษีหรอื การจดั สรรภาษที เี่ หมาะสม รวมท้งั และอากรตาม (๑) และ (๒) ให้แกอ่ งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ใดแลว้ ความต้องการของประชาชนในท้องถ่ินได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ สง่ เสริมและพัฒนาการหารายไดข้ ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการตาม (๓) จะต้องนาเรอื่ งดงั กล่าวมาพจิ ารณาทบทวน สามารถพฒั นาระบบการคลงั ท้องถิ่นใหจ้ ดั บริการสาธารณะไดโ้ ดย ท้ังนี้ เพอื่ ใหส้ ามารถดาเนินการตามวรรคหน่ึงได้อย่างเพยี งพอ ใน ใหม่ทกุ ระยะเวลาไมเ่ กนิ หา้ ปีนับแต่วนั ทม่ี กี ารกาหนดอานาจและ ครบถ้วนตามอานาจหนา้ ที่ จดั ต้งั หรอื ร่วมกนั จดั ตง้ั องค์การเพื่อ ระหวา่ งท่ียงั ไมอ่ าจดาเนินการได้ ใหร้ ฐั จัดสรรงบประมาณเพื่อ หนา้ ทห่ี รอื วนั ทม่ี ีการจดั สรรภาษีและอากร แลว้ แต่กรณี เพอื่ พิจารณา การจัดทาบริการสาธารณะตามอานาจหน้าที่ เพ่ือใหเ้ กิดความค้มุ คา่ เป็น สนบั สนุนองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ ไปพลางกอ่ น ถงึ ความเหมาะสมของการกาหนดอานาจและหนา้ ที่ และการจดั สรร ประโยชน์ และใหบ้ ริการประชาชนอยา่ งทวั่ ถึง กฎหมายตามวรรคหนง่ึ และกฎหมายที่เกีย่ วกับการบรหิ าร ภาษแี ละอากรท่ีได้กระทาไปแล้ว ทง้ั นี้ ตอ้ งคานงึ ถงึ การกระจาย ให้มีกฎหมายกาหนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอานาจ เพ่ือ ราชการสว่ นทอ้ งถิน่ ต้องให้องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ินมอี ิสระใน อานาจเพ่ิมขนึ้ ให้แกท่ อ้ งถิน่ เปน็ สาคัญ กาหนดการแบง่ อานาจหนา้ ทแ่ี ละจดั สรรรายไดร้ ะหวา่ งราชการสว่ นกลาง การบริหาร การจดั ทาบรกิ ารสาธารณะ การส่งเสรมิ และสนบั สนนุ การดาเนนิ การตามวรรคสี่ เมื่อไดร้ บั ความเห็นชอบจาก และราชการส่วนภมู ิภาคกบั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ และระหวา่ ง การจดั การศึกษา การเงินและการคลัง และการกากบั ดูแลองค์กร คณะรัฐมนตรีและรายงานรัฐสภาแลว้ ใหม้ ีผลใชบ้ งั คับได้ องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินด้วยกันเอง โดยคานึงถึงการกระจายอานาจ ปกครองสว่ นท้องถ่ินซ่ึงต้องทาเพียงเท่าทจ่ี าเปน็ เพือ่ การคมุ้ ครอง มาตรา ๒๘๙ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นยอ่ มมีหน้าท่ี เพิ่มขน้ึ ตามระดับความสามารถขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นแตล่ ะ ประโยชนข์ องประชาชนในทอ้ งถนิ่ หรือประโยชนข์ องประเทศเป็น บารงุ รกั ษาศลิ ปะ จารตี ประเพณี ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น หรอื วฒั นธรรม รปู แบบ รวมท้งั กาหนดระบบตรวจสอบและประเมนิ ผล โดยมี สว่ นรวม การป้องกนั การทจุ ริต และการใชจ้ า่ ยเงินอย่างมี อันดขี องท้องถน่ิ คณะกรรมการประกอบดว้ ยผูแ้ ทนหนว่ ยราชการทเี่ กย่ี วขอ้ ง ผแู้ ทนองคก์ ร ประสิทธภิ าพ โดยคานึงถึงความเหมาะสมและความแตกต่างของ องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ ย่อมมสี ทิ ธทิ ีจ่ ะจัดการศึกษาอบรม ปกครองส่วนท้องถิน่ และผทู้ รงคณุ วฒุ ิ โดยมีจานวนเทา่ กัน เปน็ องค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ แตล่ ะรปู แบบ และต้องมบี ทบญั ญตั ิ และการฝกึ อาชีพตามความเหมาะสมและความตอ้ งการภายในท้องถน่ิ ผู้ดาเนินการให้เปน็ ไปตามกฎหมาย เกย่ี วกับการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการป้องกนั นน้ั และเข้าไปมสี ่วนรว่ มในการจดั การศกึ ษาอบรมของรัฐ แตต่ ้อง ให้มีกฎหมายรายไดท้ ้องถิ่น เพื่อกาหนดอานาจหนา้ ทีใ่ น การกา้ วกา่ ยการปฏิบตั หิ น้าท่ขี องขา้ ราชการสว่ นท้องถ่นิ ด้วย ไมข่ ัดต่อมาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๑ ทง้ั น้ี ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ การจัดเก็บภาษีและรายได้อ่ืนขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น โดยมี การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสอง องคก์ ร หลกั เกณฑท์ ่ีเหมาะสมตามลักษณะของภาษีแต่ละชนดิ การจดั สรร ปกครองส่วนท้องถนิ่ ต้องคานึงถึงการบารุงรกั ษาศลิ ปะ จารีตประเพณี ทรพั ยากรในภาครฐั การมีรายไดท้ ีเ่ พยี งพอกับรายจ่ายตามอานาจ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ และวฒั นธรรมอันดีของทอ้ งถน่ิ ดว้ ย หน้าทข่ี ององค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ท้ังน้ี โดยคานึงถึงระดบั ขน้ั การ มาตรา ๒๙๐ เพ่อื ส่งเสรมิ และรักษาคุณภาพสิง่ แวดล้อม พฒั นาทางเศรษฐกิจของทอ้ งถ่ิน สถานะทางการคลังขององค์กร องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ย่อมมอี านาจหนา้ ทีต่ ามที่กฎหมายบญั ญตั ิ ปกครองสว่ นท้องถ่ิน และความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ กฎหมายตามวรรคหนงึ่ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมสี าระสาคญั ดงั ต่อไปน้ี ในกรณที ี่มีการกาหนดอานาจหนา้ ทแี่ ละการจดั สรรรายได้ (๑) การจดั การ การบารงุ รกั ษา และการใชป้ ระโยชน์จาก ให้แกอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ แล้ว คณะกรรมการตามวรรคสาม ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มท่อี ยู่ในเขตพนื้ ที่ จะตอ้ งนาเรอื่ งดังกลา่ วมาพิจารณาทบทวนใหมท่ ุกระยะเวลาไมเ่ กนิ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๑๗๒ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ัดทา (๒) การเข้าไปมสี ่วนในการบารงุ รกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมทอ่ี ย่นู อกเขตพ้นื ที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมผี ลกระทบตอ่ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ การดารงชวี ิตของประชาชนในพ้ืนท่ขี องตน หา้ ปี เพอื่ พจิ ารณาถึงความเหมาะสมของการกาหนดอานาจหนา้ ท่ี (๓) การมสี ว่ นร่วมในการพิจารณาเพอื่ ริเรม่ิ โครงการหรือ และการจดั สรรรายได้ทไี่ ด้กระทาไปแลว้ ทั้งน้ี ต้องคานงึ ถึง กจิ กรรมใดนอกเขตพน้ื ท่ซี ึ่งอาจมผี ลกระทบตอ่ คณุ ภาพสง่ิ แวดล้อม การกระจายอานาจเพม่ิ ขน้ึ ใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่นเป็น หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพ้นื ท่ี สาคัญ การดาเนินการตามวรรคหา้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีและรายงานรฐั สภาแลว้ ใหม้ ผี ลบงั คบั ได้ มาตรา ๒๘๙ องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ยอ่ มมอี านาจ หน้าทบ่ี ารงุ รักษาศลิ ปะ จารตี ประเพณี ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่ิน และ วฒั นธรรมอนั ดขี องทอ้ งถ่นิ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นย่อมมสี ทิ ธทิ ่ีจะจดั การศกึ ษา อบรม และการฝกึ อาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการ ภายในท้องถนิ่ นั้น และเข้าไปมีสว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษาอบรม ของรฐั โดยคานงึ ถงึ ความสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานและระบบ การศกึ ษาของชาติ การจดั การศกึ ษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสอง องค์กร ปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินตอ้ งคานึงถึงการบารงุ รกั ษาศิลปะ จารีตประเพณี ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดขี องท้องถ่ินด้วย มาตรา ๒๙๐ องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมอี านาจหนา้ ท่ี สง่ เสรมิ และรักษาคณุ ภาพสง่ิ แวดล้อมตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอยา่ งน้อยต้องมีสาระสาคญั ดังตอ่ ไปน้ี (๑) การจดั การ การบารงุ รกั ษา และการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มทอี่ ยใู่ นเขตพ้ืนท่ี (๒) การเข้าไปมีสว่ นรว่ มในการบารุงรักษาทรพั ยากรธรรมชาติ และสงิ่ แวดลอ้ มท่อี ยู่นอกเขตพนื้ ที่ เฉพาะในกรณีท่อี าจมีผลกระทบต่อ การดารงชวี ติ ของประชาชนในพนื้ ทีข่ องตน (๓) การมีสว่ นร่วมในการพิจารณาเพือ่ ริเร่ิมโครงการหรอื กิจกรรม ใดนอกเขตพืน้ ทซ่ี ่ึงอาจมผี ลกระทบต่อคณุ ภาพส่ิงแวดลอ้ มหรอื สขุ ภาพ อนามยั ของประชาชนในพ้ืนท่ี (๔) การมสี ่วนรว่ มของชมุ ชนท้องถ่นิ

๑๗๓ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘๘ การแตง่ ตงั้ และการให้พนกั งานและลกู จ้างของ มาตรา ๒๘๘ การแตง่ ต้ังและการให้ข้าราชการและลูกจ้างของ มาตรา ๒๕๑ การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองสว่ น องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นพน้ จากตาแหน่ง ตอ้ งเป็นไปตาม องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินพ้นจากตาแหน่ง ตอ้ งเป็นไปตาม ทอ้ งถนิ่ ใหเ้ ปน็ ไปตามที่กฎหมายบญั ญัติ ซงึ่ ต้องใช้ระบบคณุ ธรรม ความต้องการและความเหมาะสมของแตล่ ะท้องถ่ินและต้องได้รบั ความเหมาะสมและความจาเป็นของแตล่ ะทอ้ งถ่ิน โดยการบรหิ ารงาน และต้องคานึงถงึ ความเหมาะสมและความจาเป็นของแต่ละทอ้ งถ่นิ ความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการพนกั งานส่วนท้องถ่นิ ก่อน ท้ังนี้ บุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตอ้ งมีมาตรฐานสอดคลอ้ งกัน และองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นแต่ละรูปแบบ การจดั ให้มีมาตรฐาน ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ และอาจไดร้ ับการพัฒนาร่วมกันหรือสบั เปลยี่ นบุคลากรระหว่างองคก์ ร ท่สี อดคลอ้ งกันเพื่อให้สามารถพฒั นารว่ มกันหรือการสับเปลย่ี น คณะกรรมการพนักงานสว่ นท้องถ่นิ ตามวรรคหนึง่ จะต้อง ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ด้วยกันได้ รวมท้งั ต้องไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก บคุ ลากรระหวา่ งองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นด้วยกันได้ ประกอบดว้ ยผแู้ ทนของหนว่ ยราชการทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ผู้แทนขององคก์ ร คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถ่ินซง่ึ เป็นองค์กรกลางบรหิ ารงาน ปกครองสว่ นท้องถ่ิน และผ้ทู รงคณุ วุฒิซึ่งมีคณุ สมบตั ติ ามท่กี ฎหมาย บุคคลทอ้ งถิ่นก่อน ท้งั น้ี ตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ บัญญัติ โดยมจี านวนเท่ากัน ในการบรหิ ารงานบคุ คลขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น ตอ้ งมี การโยกยา้ ย การเลื่อนตาแหนง่ การเลอ่ื นเงนิ เดอื น และ องคก์ รพิทักษร์ ะบบคณุ ธรรมของข้าราชการสว่ นท้องถิ่น เพือ่ สรา้ งระบบ การลงโทษพนักงานและลกู จา้ งขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน ให้ คุ้มครองคณุ ธรรมและจริยธรรมในการบรหิ ารงานบคุ คล ทง้ั นี้ ตามท่ี เปน็ ไปตามท่กี ฎหมายบญั ญัติ กฎหมายบญั ญัติ คณะกรรมการขา้ ราชการส่วนท้องถ่นิ ตามวรรคหนงึ่ จะตอ้ ง ประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกีย่ วข้อง ผูแ้ ทนขององคก์ ร ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ผแู้ ทนขา้ ราชการส่วนท้องถ่ินและผทู้ รงคณุ วฒุ ิ โดยมีจานวนเท่ากัน ทง้ั นี้ ตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ิ การโยกยา้ ย การเลื่อนตาแหนง่ การเลื่อนเงินเดอื น และ การลงโทษขา้ ราชการและลูกจ้างขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ให้ เป็นไปตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ มาตรา ๒๘๕ องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินตอ้ งมีสภาท้องถิน่ มาตรา ๒๘๔ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ต้องมีสภาท้องถน่ิ มาตรา ๒๕๒ สมาชกิ สภาทอ้ งถิ่นตอ้ งมาจากการเลือกต้งั และคณะผู้บรหิ ารท้องถ่นิ หรอื ผบู้ ริหารทอ้ งถ่นิ และคณะผ้บู ริหารท้องถน่ิ หรอื ผูบ้ ริหารทอ้ งถ่ิน ผู้บริหารท้องถน่ิ ใหม้ าจากการเลือกตงั้ หรอื มาจาก สมาชิกสภาท้องถน่ิ ต้องมาจากการเลอื กต้งั สมาชกิ สภาท้องถิ่นตอ้ งมาจากการเลอื กต้ัง ความเหน็ ชอบของสภาท้องถิน่ หรอื ในกรณีองคก์ รปกครองส่วน คณะผบู้ ริหารทอ้ งถ่นิ หรือผ้บู ริหารท้องถิ่นให้มาจาก คณะผู้บริหารท้องถ่นิ หรอื ผบู้ ริหารท้องถ่นิ ให้มาจาก ท้องถนิ่ รูปแบบพิเศษ จะให้มาโดยวิธีอืน่ ก็ได้ แต่ต้องคานงึ ถงึ การมี การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภา การเลอื กตัง้ โดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของ สว่ นร่วมของประชาชนด้วย ท้งั น้ี ตามทีก่ ฎหมายบัญญตั ิ ท้องถิน่ สภาท้องถ่ิน คุณสมบัติของผ้มู สี ิทธิเลือกตงั้ และผ้มู สี ิทธสิ มัครรับเลอื กตัง้ การเลอื กตัง้ สมาชิกสภาท้องถ่นิ และคณะผู้บริหารทอ้ งถน่ิ หรอื การเลอื กตัง้ สมาชิกสภาท้องถิ่นและคณะผูบ้ ริหารท้องถิน่ หรอื และหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารเลอื กต้งั สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ และผบู้ รหิ าร ผู้บริหารทอ้ งถนิ่ ท่ีมาจากการเลอื กตั้งโดยตรงของประชาชน ใหใ้ ชว้ ิธี ผู้บรหิ ารท้องถนิ่ ทีม่ าจากการเลอื กต้ังโดยตรงของประชาชน ใหใ้ ชว้ ิธี ท้องถนิ่ ใหเ้ ปน็ ไปตามที่กฎหมายบญั ญัติ ซง่ึ ตอ้ งคานงึ ถึงเจตนารมณ์ ออกเสยี งลงคะแนนโดยตรงและลบั ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลบั ในการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ ตามแนวทางทบี่ ัญญัตไิ ว้ใน รฐั ธรรมนูญดว้ ย

๑๗๔ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สมาชิกสภาทอ้ งถิน่ คณะผบู้ ริหารทอ้ งถิ่น หรือผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ สมาชกิ สภาทอ้ งถิ่น คณะผบู้ ริหารทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ าร มวี าระการดารงตาแหน่งคราวละส่ีปี ท้องถนิ่ มวี าระการดารงตาแหนง่ คราวละสปี่ ี คณะผบู้ ริหารท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ินจะเป็นข้าราชการซึง่ มตี าแหน่งหรือเงนิ เดอื นประจา พนักงานหรือลกู จา้ งของหน่วยงาน คณะผู้บรหิ ารท้องถ่ินหรือผู้บริหารทอ้ งถ่นิ จะเป็นข้าราชการซึ่งมี ของรัฐ หรือรฐั วสิ าหกจิ หรือของราชการส่วนทอ้ งถิ่น มไิ ด้ ตาแหน่งหรือเงินเดือนประจา พนักงานหรอื ลกู จา้ งของหน่วยราชการ คณุ สมบตั ิของผมู้ สี ิทธเิ ลอื กตั้งและผมู้ สี ิทธสิ มัครรบั เลือกตง้ั หลักเกณฑแ์ ละวิธีการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผบู้ รหิ าร หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวสิ าหกจิ หรือของราชการส่วนท้องถ่ิน และจะ ทอ้ งถน่ิ และผู้บรหิ ารท้องถ่นิ ใหเ้ ป็นไปตามที่กฎหมายบัญญตั ิ มผี ลประโยชน์ขัดกนั กับการดารงตาแหน่งตามที่กฎหมายบัญญตั ิมไิ ด้ ในกรณที ีม่ ีการยุบสภาทอ้ งถิ่น หรอื ในกรณีท่ีสมาชกิ สภา ท้องถ่ินพ้นจากตาแหน่งทั้งคณะตามมาตรา ๒๘๖ และตอ้ งมี คณุ สมบัติของผู้มสี ิทธเิ ลือกตง้ั และผู้มสี ทิ ธิสมัครรบั เลอื กต้งั การแต่งต้งั คณะผูบ้ รหิ ารทอ้ งถ่นิ หรอื ผู้บรหิ ารทอ้ งถิ่นเป็นการชั่วคราว มิใหน้ าบทบัญญตั วิ รรคสอง วรรคสาม และวรรคหก มาใช้บงั คับ ท้งั นี้ หลักเกณฑ์และวธิ กี ารเลือกตัง้ สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ คณะผบู้ รหิ าร ตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ ท้องถิ่นและผบู้ ริหารทอ้ งถนิ่ ให้เปน็ ไปตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ ในกรณที คี่ ณะผบู้ รหิ ารท้องถิ่นตอ้ งพ้นจากตาแหน่งท้งั คณะ หรอื ผบู้ รหิ ารท้องถ่ินพ้นจากตาแหน่งและจาเปน็ ตอ้ งมกี ารแตง่ ต้งั คณะผู้บรหิ ารท้องถิน่ หรือผ้บู รหิ ารทอ้ งถิ่นเป็นการชั่วคราว มใิ หน้ า บทบญั ญัติวรรคสาม และวรรคหก มาใช้บงั คับ ทั้งนี้ ตามท่กี ฎหมาย บัญญตั ิ การจดั ตั้งองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นรูปแบบพเิ ศษทีม่ ี โครงสร้างการบรหิ ารท่แี ตกตา่ งจากท่ีบัญญตั ิไวใ้ นมาตราน้ี ให้กระทา ไดต้ ามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ แต่คณะผบู้ ริหารท้องถิ่นหรือผู้บรหิ าร ทอ้ งถิ่นตอ้ งมาจากการเลอื กตงั้ ให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๒๖๘ มาใชบ้ งั คับกบั สมาชิกสภาทอ้ งถิ่น คณะผบู้ รหิ าร ท้องถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารท้องถน่ิ แล้วแต่กรณี ด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๒๘๗ ประชาชนในทอ้ งถ่ินมีสิทธิมสี ่วนร่วมใน มาตรา ๒๕๓ ในการดาเนินงาน ใหอ้ งค์กรปกครองสว่ น การบริหารกิจการขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น โดยองคก์ ร ท้องถ่นิ สภาท้องถน่ิ และผูบ้ รหิ ารท้องถ่นิ เปิดเผยข้อมลู และรายงาน ปกครองส่วนท้องถ่ินตอ้ งจัดใหม้ ีวธิ ีการที่ใหป้ ระชาชนมีสว่ นรว่ ม ผลการดาเนนิ งานใหป้ ระชาชนทราบ รวมตลอดท้ังมกี ลไกให้ ดงั กลา่ วไดด้ ้วย ประชาชนในท้องถ่นิ มสี ่วนร่วมด้วย ท้งั นี้ ตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการ ในกรณที ีก่ ารกระทาขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินจะมี ทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ ความเป็นอยขู่ องประชาชนในท้องถิ่นในสาระสาคัญ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินต้องแจ้งข้อมลู รายละเอยี ดให้ประชาชน ทราบกอ่ นกระทาการเป็นเวลาพอสมควร และในกรณที ่ีเห็นสมควร

๑๗๕ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หรือไดร้ บั การร้องขอจากประชาชนผมู้ สี ิทธเิ ลือกตง้ั ในองค์กร ปกครองสว่ นท้องถ่นิ ตอ้ งจดั ให้มีการรับฟงั ความคดิ เหน็ ก่อน การกระทานั้น หรืออาจจัดใหป้ ระชาชนออกเสียงประชามตเิ พอ่ื ตัดสนิ ใจกไ็ ด้ ทงั้ น้ี ตามท่กี ฎหมายบัญญตั ิ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ตอ้ งรายงานการดาเนนิ งานต่อ ประชาชนในเรอ่ื งการจัดทางบประมาณ การใชจ้ า่ ย และ ผลการดาเนินงานในรอบปี เพือ่ ให้ประชาชนมสี ่วนรว่ มใน การตรวจสอบและกากบั การบรหิ ารจัดการขององคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถน่ิ ในการจัดทางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ตามวรรคสาม ให้นาบทบญั ญตั ิมาตรา ๑๖๘ วรรคหก มาใชบ้ ังคับ โดยอนุโลม มาตรา ๒๘๖ ราษฎรผู้มสี ิทธเิ ลอื กตั้งในองค์กรปกครอง มาตรา ๒๘๕ ประชาชนผู้มสี ิทธิเลอื กตง้ั ในองคก์ รปกครอง มาตรา ๒๕๔ ประชาชนผู้มีสิทธเิ ลอื กตั้งในองคก์ รปกครอง ส่วนท้องถนิ่ ใดมจี านวนไมน่ ้อยกวา่ สามในสี่ของจานวนผมู้ สี ิทธิเลอื กตัง้ ส่วนทอ้ งถน่ิ ใดเหน็ ว่าสมาชกิ สภาทอ้ งถิ่น คณะผบู้ รหิ ารท้องถ่นิ หรือ สว่ นทอ้ งถนิ่ มีสทิ ธเิ ข้าชอื่ กันเพื่อเสนอข้อบญั ญัติหรือเพ่ือถอดถอน ท่มี าลงคะแนนเสียง เห็นว่าสมาชกิ สภาท้องถ่นิ หรือผู้บริหารทอ้ งถิ่น ผู้บริหารท้องถนิ่ ผ้ใู ดขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่ นั้นไม่สมควร สมาชกิ สภาท้องถ่ิน หรอื ผู้บรหิ ารท้องถิน่ ได้ตามหลักเกณฑ์ วธิ กี าร ผใู้ ดขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ นนั้ ไม่สมควรดารงตาแหนง่ ตอ่ ไป ดารงตาแหนง่ ต่อไป ใหม้ ีสทิ ธิลงคะแนนเสยี งถอดถอนสมาชกิ สภา และเงื่อนไขท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ ใหส้ มาชิกสภาท้องถิ่นหรอื ผบู้ รหิ ารท้องถ่ินผ้นู นั้ พ้นจากตาแหน่ง ทง้ั น้ี ท้องถน่ิ คณะผบู้ ริหารท้องถิ่นหรือผู้บรหิ ารท้องถิ่นผูน้ น้ั พ้นจาก ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติ ตาแหนง่ ทัง้ น้ี จานวนผูม้ ีสิทธิเข้าชือ่ หลักเกณฑ์และวิธกี ารเข้าชื่อ การลงคะแนนเสยี งตามวรรคหนงึ่ ต้องมีผมู้ สี ิทธิเลอื กต้ังมา การตรวจสอบรายช่อื และการลงคะแนนเสยี ง ให้เป็นไปตามท่ี ลงคะแนนไม่น้อยกว่ากึง่ หน่ึงของจานวนผู้มีสทิ ธเิ ลือกต้ังท้งั หมด กฎหมายบญั ญตั ิ มาตรา ๒๘๗ ราษฎรผมู้ สี ิทธเิ ลือกต้งั ในองค์กรปกครองสว่ น มาตรา ๒๘๖ ประชาชนผมู้ สี ิทธิเลอื กตั้งในองคก์ รปกครอง ทอ้ งถนิ่ ใดมีจานวนไม่นอ้ ยกวา่ ก่งึ หนง่ึ ของจานวนผูม้ สี ิทธเิ ลอื กตัง้ ใน สว่ นทอ้ งถนิ่ มสี ิทธิเข้าช่อื ร้องขอตอ่ ประธานสภาทอ้ งถ่ินเพอ่ื ใหส้ ภา องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ นัน้ มีสทิ ธเิ ขา้ ชื่อรอ้ งขอตอ่ ประธานสภา ทอ้ งถิน่ พจิ ารณาออกขอ้ บัญญตั ิทอ้ งถิน่ ได้ ท้องถิ่นเพ่อื ใหส้ ภาทอ้ งถิน่ พจิ ารณาออกขอ้ บญั ญัติทอ้ งถ่ินได้ จานวนผมู้ ีสิทธิเข้าช่ือ หลกั เกณฑ์และวิธีการเข้าช่ือ รวมทัง้ คาร้องขอตามวรรคหนง่ึ ตอ้ งจดั ทาร่างขอ้ บัญญตั ิทอ้ งถิน่ เสนอ การตรวจสอบรายชื่อ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาดว้ ย หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารเข้าชอ่ื รวมทงั้ การตรวจสอบ ให้เป็นไป ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ

๑๗๖ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๒ หมวด ๑๕ ไมม่ ีการแกไ้ ข การแก้ไขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู การแกไ้ ขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนญู มาตรา ๓๑๓ (๑) วรรคสอง ญตั ติขอแก้ไขเพิม่ เตมิ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ญัตตขิ อแก้ไขเพมิ่ เตมิ มาตรา ๒๕๕ การแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนญู ท่ีเปน็ รฐั ธรรมนูญที่มผี ลเปน็ การเปลย่ี นแปลงการปกครองระบอบ รัฐธรรมนญู ท่ีมผี ลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ การเปลย่ี นแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มี ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ หรือเปลยี่ นแปลง ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข หรอื พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข หรอื เปลยี่ นแปลงรูปแบบของรัฐ จะ รูปของรัฐ จะเสนอมิได้ เปลีย่ นแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมไิ ด้ กระทามไิ ด้ มาตรา ๓๑๓ การแกไ้ ขเพม่ิ เติมรัฐธรรมนญู จะกระทาไดก้ แ็ ตโ่ ดย มาตรา ๒๙๑ การแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ รฐั ธรรมนญู ใหก้ ระทาไดต้ าม มาตรา ๒๕๖ ภายใต้บงั คับมาตรา ๒๕๕ การแกไ้ ขเพิม่ เตมิ หลักเกณฑแ์ ละวิธกี าร ดงั ตอ่ ไปนี้ หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการ ดงั ตอ่ ไปนี้ รฐั ธรรมนญู ให้กระทาไดต้ ามหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี าร ดงั ต่อไปนี้ (๑) วรรคหนง่ึ ญตั ติขอแก้ไขเพม่ิ เตมิ ต้องมาจากคณะรฐั มนตรี หรือ (๑) วรรคหนึง่ ญตั ติขอแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ตอ้ งมาจากคณะรัฐมนตรี (๑) ญตั ติขอแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ต้องมาจากคณะรฐั มนตรี หรือจาก จากสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรมีจานวนไม่น้อยกวา่ หนง่ึ ในหา้ ของจานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจานวนไม่น้อยกว่าหน่ึงในหา้ ของจานวน สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจานวนไมน่ ้อยกว่าหนึง่ ในห้าของจานวน สมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ท่มี ีอยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร หรอื จากสมาชิกสภาผ้แู ทน สมาชิกทั้งหมดเทา่ ทม่ี ีอยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎร หรือจากสมาชกิ สภา สมาชกิ ทงั้ หมดเท่าทมี่ อี ย่ขู องสภาผแู้ ทนราษฎร หรือจากสมาชกิ สภา ราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภามีจานวนไม่น้อยกวา่ หนงึ่ ในห้าของจานวน ผ้แู ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒสิ ภามีจานวนไมน่ ้อยกวา่ หนง่ึ ในหา้ ของ ผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒสิ ภาจานวนไม่นอ้ ยกวา่ หนง่ึ ในห้าของ สมาชิกทัง้ หมดเทา่ ที่มอี ยูข่ องทั้งสองสภา สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจะเสนอ จานวนสมาชกิ ทั้งหมดเท่าทมี่ ีอยู่ของท้ังสองสภา หรือจากประชาชน จานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าท่มี ีอยูข่ องท้งั สองสภา หรือจากประชาชน หรอื รว่ มเสนอญตั ตดิ งั กลา่ วไดเ้ มอ่ื พรรคการเมืองท่สี มาชกิ สภาผแู้ ทน ผมู้ สี ิทธิเลอื กต้ังจานวนไมน่ ้อยกวา่ หา้ หม่นื คนตามกฎหมายวา่ ดว้ ย ผู้มสี ิทธเิ ลือกต้ังจานวนไมน่ อ้ ยกวา่ ห้าหมืน่ คนตามกฎหมายว่าด้วย ราษฎรนัน้ สังกดั มมี ติใหเ้ สนอได้ การเขา้ ชือ่ เสนอกฎหมาย การเขา้ ช่ือเสนอกฎหมาย (๒) ญตั ติขอแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ต้องเสนอเป็นรา่ งรฐั ธรรมนญู แกไ้ ข (๒) ญัตตขิ อแกไ้ ขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนญู แกไ้ ข (๒) ญัตติขอแกไ้ ขเพม่ิ เติมต้องเสนอเป็นรา่ งรัฐธรรมนูญแกไ้ ข เพิม่ เตมิ และใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาเป็นสามวาระ เพ่มิ เติมและใหร้ ัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ เพิ่มเตมิ ต่อรัฐสภาและใหร้ ฐั สภาพิจารณาเปน็ สามวาระ (๓) การออกเสยี งลงคะแนนในวาระทห่ี น่ึงขัน้ รบั หลกั การ ใหใ้ ชว้ ธิ ี (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระทีห่ นึ่งขั้นรบั หลักการ ให้ (๓) การออกเสยี งลงคะแนนในวาระท่หี น่ึงข้นั รับหลกั การ ให้ เรยี กชอื่ และลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมคี ะแนนเสยี งเหน็ ชอบดว้ ยใน ใชว้ ธิ เี รยี กชือ่ และลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมคี ะแนนเสยี ง ใชว้ ิธีเรยี กชื่อและลงคะแนนโดยเปดิ เผย และตอ้ งมคี ะแนนเสียง การแกไ้ ขเพิ่มเตมิ นัน้ ไม่นอ้ ยกวา่ ก่ึงหนึง่ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าทมี่ ี เห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพ่ิมเตมิ นน้ั ไมน่ อ้ ยกวา่ กึ่งหนึ่งของจานวน เหน็ ชอบด้วยในการแกไ้ ขเพิม่ เตมิ นนั้ ไมน่ อ้ ยกว่าก่งึ หนง่ึ ของจานวน อยูข่ องท้ังสองสภา สมาชกิ ท้ังหมดเท่าทมี่ อี ยู่ของทั้งสองสภา สมาชกิ ท้งั หมดเทา่ ทมี่ อี ยู่ของทงั้ สองสภา ซง่ึ ในจานวนน้ีต้องมี (๔) การออกเสียงลงคะแนนในวาระท่ีสองขนั้ พจิ ารณาเรยี งลาดบั (๔) การพิจารณาในวาระท่ีสองขน้ั พจิ ารณาเรียงลาดับมาตรา สมาชิกวุฒสิ ภาเหน็ ชอบดว้ ยไมน่ อ้ ยกว่าหนงึ่ ในสามของจานวน มาตรา ให้ถอื เอาเสยี งข้างมากเปน็ ประมาณ ต้องจดั ให้มกี ารรบั ฟงั ความคิดเหน็ จากประชาชนผมู้ สี ิทธเิ ลอื กตัง้ ที่ สมาชิกทัง้ หมดเท่าทมี่ ีอยขู่ องวุฒสิ ภา (๕) เมอื่ การพจิ ารณาวาระทส่ี องเสรจ็ สิน้ แลว้ ใหร้ อไวส้ บิ หา้ วนั เมื่อ เข้าชื่อเสนอรา่ งรัฐธรรมนญู แกไ้ ขเพ่ิมเติมดว้ ย (๔) การพจิ ารณาในวาระท่สี องขน้ั พจิ ารณาเรยี งลาดบั มาตรา พ้นกาหนดนแ้ี ลว้ ใหร้ ัฐสภาพจิ ารณาในวาระทส่ี ามต่อไป การออกเสียงลงคะแนนในวาระทสี่ องข้ันพิจารณา โดยการออกเสยี งในวาระทส่ี องนี้ ให้ถอื เสยี งข้างมากเปน็ ประมาณ (๖) การออกเสยี งลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสดุ ทา้ ย ใหใ้ ชว้ ิธี เรยี งลาดับมาตรา ให้ถือเอาเสยี งขา้ งมากเป็นประมาณ แต่ในกรณีท่เี ป็นร่างรัฐธรรมนญู แก้ไขเพมิ่ เติมทปี่ ระชาชนเป็นผู้เสนอ เรยี กชื่อและลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมคี ะแนนเสียงเหน็ ชอบด้วยใน (๕) เมอ่ื การพิจารณาวาระทส่ี องเสร็จสิน้ แลว้ ให้รอไวส้ บิ หา้ ต้องเปดิ โอกาสใหผ้ ู้แทนของประชาชนทเี่ ขา้ ชอ่ื กันได้แสดง การทจ่ี ะให้ออกใช้เปน็ รฐั ธรรมนญู มากกว่ากง่ึ หน่งึ ของจานวนสมาชกิ วัน เมือ่ พ้นกาหนดนแี้ ลว้ ใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาในวาระท่ีสามต่อไป ความคิดเหน็ ด้วย ทงั้ หมดเทา่ ทมี่ อี ยขู่ องทงั้ สองสภา

๑๗๗ นาถะ ดวงวิชยั ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๗) เมอ่ื การลงมตไิ ดเ้ ป็นไปตามทกี่ ลา่ วแลว้ ใหน้ ารา่ งรัฐธรรมนญู (๖) การออกเสยี งลงคะแนนในวาระทส่ี ามขั้นสุดทา้ ย ใหใ้ ชว้ ธิ ี (๕) เมือ่ การพิจารณาวาระทส่ี องเสรจ็ สน้ิ แล้ว ใหร้ อไว้สบิ หา้ แกไ้ ขเพมิ่ เติมขึ้นทลู เกล้าทลู กระหมอ่ มถวาย และใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม เรยี กช่อื และลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมคี ะแนนเสียงเหน็ ชอบ วนั เมอ่ื พน้ กาหนดน้ีแลว้ ใหร้ ัฐสภาพจิ ารณาในวาระทสี่ ามตอ่ ไป ด้วยในการที่จะใหอ้ อกใช้เปน็ รฐั ธรรมนญู มากกว่ากง่ึ หนง่ึ ของจานวน (๖) การออกเสียงลงคะแนนในวาระทส่ี ามขนั้ สดุ ทา้ ย ใหใ้ ชว้ ิธี สมาชิกท้ังหมดเท่าทม่ี ีอยขู่ องทัง้ สองสภา เรยี กชอื่ และลงคะแนนโดยเปดิ เผย และต้องมีคะแนนเสียงเหน็ ชอบ (๗) เมื่อการลงมตไิ ดเ้ ป็นไปตามทกี่ ล่าวแล้ว ให้นารา่ ง ดว้ ยในการที่จะใหอ้ อกใช้เป็นรฐั ธรรมนญู มากกว่ากึง่ หนงึ่ ของจานวน รัฐธรรมนูญแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ขน้ึ ทลู เกล้าทลู กระหมอ่ มถวาย และให้นา สมาชิกทงั้ หมดเท่าทม่ี ีอยู่ของทง้ั สองสภา โดยในจานวนนต้ี อ้ งมี บทบญั ญัตมิ าตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใชบ้ งั คับโดยอนโุ ลม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมอื งที่สมาชิกมไิ ดด้ ารง ตาแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร เห็นชอบดว้ ยไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละยีส่ บิ ของทุกพรรค การเมืองดงั กลา่ วรวมกนั และมสี มาชกิ วฒุ ิสภาเห็นชอบดว้ ย ไมน่ ้อยกวา่ หน่ึงในสามของจานวนสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ อง วุฒิสภา (๗) เมอื่ มีการลงมตเิ หน็ ชอบตาม (๖) แล้ว ให้รอไวส้ บิ ห้าวัน แล้วจึงนารา่ งรฐั ธรรมนญู แก้ไขเพม่ิ เติมขนึ้ ทลู เกลา้ ทูลกระหมอ่ ม ถวาย และใหน้ าความในมาตรา ๘๑ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม (๘) ในกรณีรา่ งรฐั ธรรมนูญแกไ้ ขเพ่ิมเติมเปน็ การแกไ้ ขเพิ่มเตมิ หมวด ๑ บทท่วั ไป หมวด ๒ พระมหากษัตรยิ ์ หรอื หมวด ๑๕ การแก้ไขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู หรอื เร่ืองทเ่ี กี่ยวกบั คุณสมบตั ิหรือ ลกั ษณะตอ้ งห้ามของผดู้ ารงตาแหน่งตา่ ง ๆ ตามรัฐธรรมนญู หรอื เรือ่ งทเี่ กี่ยวกบั หน้าท่ีหรอื อานาจของศาลหรือองคก์ รอิสระ หรือเรอ่ื ง ทที่ าใหศ้ าลหรือองค์กรอสิ ระไมอ่ าจปฏบิ ัตติ ามหนา้ ที่หรอื อานาจได้ กอ่ นดาเนินการตาม (๗) ให้จัดใหม้ ีการออกเสยี งประชามติตาม กฎหมายวา่ ด้วยการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสยี ง ประชามตเิ หน็ ชอบดว้ ยกบั รา่ งรฐั ธรรมนญู แก้ไขเพมิ่ เตมิ จึงให้ ดาเนินการตาม (๗) ต่อไป (๙) กอ่ นนายกรฐั มนตรนี าความกราบบงั คมทูลเพอ่ื ทรงลง พระปรมาภไิ ธยตาม (๗) สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร หรอื สมาชกิ วุฒิสภา หรือสมาชิกท้ังสองสภารวมกัน มีจานวนไม่นอ้ ยกวา่ หนึง่ ใน สิบของสมาชกิ ท้ังหมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ องแตล่ ะสภา หรอื ของทงั้ สองสภา

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๗๘ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผ้จู ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ รวมกัน แลว้ แต่กรณี มสี ทิ ธิเข้าชื่อกันเสนอความเหน็ ต่อประธานแหง่ สภาท่ตี นเป็นสมาชิกหรอื ประธานรฐั สภา แลว้ แตก่ รณี วา่ รา่ ง รฐั ธรรมนูญตาม (๗) ขดั ต่อมาตรา ๒๕๕ หรือมีลักษณะตาม (๘) และ ให้ประธานแห่งสภาทไี่ ดร้ ับเรอื่ งดังกลา่ วส่งความเห็นไปยังศาล รัฐธรรมนูญ และให้ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉยั ให้แลว้ เสรจ็ ภายใน สามสิบวนั นบั แต่วันท่ีไดร้ บั เรอื่ ง ในระหวา่ งการพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู นายกรฐั มนตรจี ะนาร่างรัฐธรรมนูญแกไ้ ข เพิ่มเตมิ ดงั กล่าวขน้ึ ทูลเกลา้ ทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตรยิ ์ ทรงลงพระปรมาภิไธยมไิ ด้ หมวด ๑๖ การปฏิรปู ประเทศ มาตรา ๒๕๗ การปฏริ ปู ประเทศตามหมวดนต้ี ้องดาเนินการ เพื่อบรรลเุ ปา้ หมาย ดงั ต่อไปน้ี (๑) ประเทศชาตมิ คี วามสงบเรยี บรอ้ ย มคี วามสามัคคี ปรองดอง มกี ารพฒั นาอยา่ งยั่งยืนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพียง และมีความสมดลุ ระหวา่ งการพฒั นาดา้ นวัตถุกับ การพัฒนาด้านจติ ใจ (๒) สังคมมีความสงบสขุ เปน็ ธรรม และมโี อกาสอนั ทัดเทียม กันเพ่อื ขจัดความเหลอื่ มล้า (๓) ประชาชนมคี วามสขุ มคี ณุ ภาพชวี ติ ท่ีดี และมสี ่วนร่วมใน การพฒั นาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ มาตรา ๒๕๘ ให้ดาเนนิ การปฏริ ปู ประเทศอยา่ งนอ้ ยในดา้ น ต่าง ๆ ใหเ้ กิดผล ดังต่อไปนี้ ก. ด้านการเมือง (๑) ใหป้ ระชาชนมีความร้คู วามเขา้ ใจที่ถกู ตอ้ งเก่ียวกับ การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็น ประมขุ มสี ว่ นรว่ มในการดาเนินกจิ กรรมทางการเมอื งรวมตลอดทัง้ การตรวจสอบการใชอ้ านาจรฐั รู้จกั ยอมรับในความเห็นทาง

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๑๗๙ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ การเมืองโดยสุจรติ ทแ่ี ตกตา่ งกัน และใหป้ ระชาชนใช้สิทธิเลอื กตง้ั และออกเสยี งประชามติโดยอสิ ระปราศจากการครอบงาไมว่ ่าด้วย ทางใด (๒) ให้การดาเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเปน็ ไปโดย เปดิ เผยและตรวจสอบได้ เพอื่ ให้พรรคการเมืองพฒั นาเปน็ สถาบนั ทางการเมืองของประชาชนซ่งึ มีอดุ มการณ์ทางการเมืองร่วมกนั มี กระบวนการใหส้ มาชิกพรรคการเมอื งมีสว่ นรว่ มและมี ความรับผดิ ชอบอยา่ งแท้จริงในการดาเนนิ กิจกรรมทางการเมืองและ การคดั เลือกผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถ ซอื่ สัตยส์ ุจริต และมีคณุ ธรรม จริยธรรม เข้ามาเปน็ ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งทช่ี ดั เจนและเปน็ รปู ธรรม (๓) มกี ลไกที่กาหนดความรับผดิ ชอบของพรรคการเมอื งใน การประกาศโฆษณานโยบายท่มี ไิ ดว้ ิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มคา่ และความเสยี่ งอย่างรอบดา้ น (๔) มีกลไกที่กาหนดใหผ้ ู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื งตอ้ ง ปฏิบัติหน้าท่ีดว้ ยความซื่อสัตยส์ ุจริต และรับผดิ ชอบต่อประชาชนใน การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ขี องตน (๕) มีกลไกแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ทางการเมืองโดย สนั ติวิธีภายใตก้ ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมี พระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข ข. ด้านการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (๑) ใหม้ ีการนาเทคโนโลยที ีเ่ หมาะสมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ น การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการจัดทาบริการสาธารณะ เพื่อ ประโยชนใ์ นการบริหารราชการแผน่ ดิน และเพอื่ อานวย ความสะดวกให้แก่ประชาชน (๒) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุก หน่วยงานเข้าดว้ ยกนั เพอื่ ให้เป็นระบบข้อมูลเพือ่ การบรหิ ารราชการ แผ่นดนิ และการบรกิ ารประชาชน

รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๘๐ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (๓) ให้มกี ารปรบั ปรุงและพฒั นาโครงสร้างและระบบ การบริหารงานของรัฐและแผนกาลังคนภาครัฐให้ทนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ โดยตอ้ งดาเนนิ การให้ เหมาะสมกับภารกจิ ของหนว่ ยงานของรฐั แตล่ ะหน่วยงาน ท่แี ตกต่างกนั (๔) ให้มีการปรบั ปรงุ และพัฒนาการบริหารงานบุคคล ภาครัฐเพื่อจงู ใจให้ผมู้ ีความรคู้ วามสามารถอยา่ งแท้จรงิ เขา้ มาทางาน ในหนว่ ยงานของรฐั และสามารถเจริญก้าวหน้าไดต้ ามความสามารถ และผลสัมฤทธข์ิ องงานของแตล่ ะบคุ คล มคี วามซ่อื สตั ยส์ จุ ริต กลา้ ตัดสินใจและกระทาในส่งิ ท่ีถกู ตอ้ ง โดยคดิ ถงึ ประโยชนส์ ่วนรวม มากกว่าประโยชนส์ ่วนตัว มคี วามคิดสรา้ งสรรคแ์ ละคิดคน้ นวตั กรรม ใหม่ ๆ เพือ่ ให้การปฏบิ ตั ริ าชการและการบรหิ ารราชการแผ่นดิน เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ และมมี าตรการคุม้ ครองปอ้ งกันบุคลากร ภาครฐั จากการใช้อานาจโดยไมเ่ ปน็ ธรรมของผู้บงั คับบญั ชา (๕) ให้มกี ารปรบั ปรุงระบบการจดั ซอ้ื จดั จา้ งภาครฐั ใหม้ ี ความคล่องตัว เปดิ เผย ตรวจสอบได้ และมกี ลไกในการป้องกนั การทุจริตทุกขน้ั ตอน ค. ดา้ นกฎหมาย (๑) มกี ลไกใหด้ าเนนิ การปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรอื ขอ้ บังคับตา่ ง ๆ ทใ่ี ชบ้ ังคับอยู่ก่อนวนั ประกาศใช้รัฐธรรมนญู น้ี ให้สอดคลอ้ งกับหลกั การตามมาตรา ๗๗ และพฒั นาใหส้ อดคล้องกับ หลักสากล โดยใหม้ กี ารใช้ระบบอนญุ าตและระบบการดาเนินการ โดยคณะกรรมการเพยี งเท่าที่จาเปน็ เพ่ือใหก้ ารทางานเกิด ความคล่องตัว โดยมผี ้รู บั ผดิ ชอบทช่ี ัดเจน และไมส่ รา้ งภาระแก่ ประชาชนเกินความจาเปน็ เพมิ่ ความสามารถในการแขง่ ขนั ของ ประเทศ และปอ้ งกันการทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบ (๒) ปฏิรปู ระบบการเรยี นการสอนและการศึกษาอบรมวิชา กฎหมายเพ่ือพัฒนาผปู้ ระกอบวิชาชีพกฎหมายให้เปน็ ผมู้ ีความรอบรู้ มนี ติ ิทัศนะ และยดึ มนั่ ในคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของนักกฎหมาย

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๑๘๑ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๓) พัฒนาระบบฐานข้อมลู กฎหมายของรัฐโดยใช้ เทคโนโลยตี ่าง ๆ เพื่อใหป้ ระชาชนเขา้ ถงึ ข้อมลู กฎหมายไดส้ ะดวก และสามารถเข้าใจเน้อื หาสาระของกฎหมายไดง้ ่าย (๔) จดั ใหม้ กี ลไกชว่ ยเหลอื ประชาชนในการจัดทาและ เสนอร่างกฎหมาย ง. ดา้ นกระบวนการยตุ ิธรรม (๑) ให้มกี ารกาหนดระยะเวลาดาเนินงานในทุกขน้ั ตอนของ กระบวนการยตุ ธิ รรมทีช่ ดั เจน เพอ่ื ใหป้ ระชาชนได้รบั ความยตุ ิธรรม โดยไมล่ า่ ชา้ และมกี ลไกช่วยเหลือประชาชนผขู้ าดแคลนทุนทรพั ยใ์ ห้ เขา้ ถึงกระบวนการยตุ ิธรรมได้ รวมตลอดทงั้ การสรา้ งกลไกเพือ่ ให้มี การบงั คบั การตามกฎหมายอยา่ งเครง่ ครัดเพ่ือลดความเหลือ่ มลา้ และความไมเ่ ปน็ ธรรมในสังคม (๒) ปรบั ปรุงระบบการสอบสวนคดอี าญาใหม้ กี ารตรวจสอบ และถ่วงดลุ ระหว่างพนักงานสอบสวนกบั พนกั งานอัยการ อยา่ งเหมาะสม กาหนดระยะเวลาในการปฏิบตั หิ นา้ ทข่ี องเจา้ หน้าท่ี ทีเ่ กี่ยวข้องทุกฝา่ ยใหช้ ัดเจนเพอื่ มใิ หค้ ดขี าดอายุความ และสร้าง ความเชอื่ มนั่ ในการปฏบิ ัติหนา้ ทีข่ องพนักงานสอบสวนและพนักงาน อยั การในการสอบสวนคดีอาญา รวมทงั้ กาหนดใหก้ ารสอบสวนตอ้ ง ใชป้ ระโยชน์จากนติ ิวทิ ยาศาสตร์ และจดั ใหม้ ีบรกิ ารทางดา้ น นติ วิ ิทยาศาสตรม์ ากกว่าหนง่ึ หนว่ ยงานที่มอี ิสระจากกนั เพ่ือให้ ประชาชนไดร้ ับบริการในการพิสจู นข์ ้อเท็จจริงอยา่ งมที างเลือก (๓) เสริมสร้างและพฒั นาวฒั นธรรมองคก์ รขององคก์ ร ต่าง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้องในกระบวนการยตุ ธิ รรม ใหม้ ุ่งอานวยความยตุ ธิ รรม แก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเรว็ (๔) ดาเนินการบงั คับใชก้ ฎหมายอยา่ งมีประสิทธภิ าพ โดย แกไ้ ขปรบั ปรุงกฎหมายเกย่ี วกบั หน้าที่ อานาจ และภารกิจของตารวจให้ เหมาะสม และแก้ไขปรับปรงุ กฎหมายเก่ยี วกบั การบริหารงานบคุ คล ของขา้ ราชการตารวจใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพ มหี ลักประกันวา่ ข้าราชการตารวจจะไดร้ ับค่าตอบแทนท่ีเหมาะสม ไดร้ บั

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๑๘๒ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ความเป็นธรรมในการแตง่ ต้งั และโยกยา้ ย และการพจิ ารณา บาเหน็จความชอบตามระบบคณุ ธรรมที่ชดั เจน ซงึ่ ในการพจิ ารณา แตง่ ตงั้ และโยกย้ายต้องคานึงถึงอาวโุ สและความรคู้ วามสามารถ ประกอบกัน เพือ่ ใหข้ า้ ราชการตารวจสามารถปฏบิ ตั ิหน้าทไี่ ด้ อยา่ งมีอิสระ ไม่ตกอยใู่ ต้อาณตั ิของบุคคลใด มปี ระสทิ ธิภาพ และ ภาคภูมใิ จในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทีข่ องตน จ. ดา้ นการศึกษา (๑) ใหส้ ามารถเรม่ิ ดาเนนิ การให้เด็กเลก็ ได้รบั การดแู ลและ พฒั นาก่อนเขา้ รับการศึกษาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง เพ่ือใหเ้ ดก็ เลก็ ได้รบั การพัฒนาร่างกาย จติ ใจ วนิ ัย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา ใหส้ มกบั วยั โดยไมเ่ ก็บคา่ ใช้จ่าย (๒) ให้ดาเนินการตรากฎหมายเพือ่ จดั ตัง้ กองทุนตาม มาตรา ๕๔ วรรคหก ให้แล้วเสรจ็ ภายในหนึง่ ปีนับแตว่ นั ประกาศใช้ รัฐธรรมนญู นี้ (๓) ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพฒั นา ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครูและอาจารย์ใหไ้ ดผ้ ู้มจี ติ วญิ ญาณของความเปน็ ครู มคี วามรคู้ วามสามารถอยา่ งแท้จรงิ ได้รับคา่ ตอบแทนท่ี เหมาะสมกบั ความสามารถและประสทิ ธภิ าพในการสอน รวมทั้งมี กลไกสร้างระบบคณุ ธรรมในการบรหิ ารงานบคุ คลของผ้ปู ระกอบ วชิ าชพี ครู (๔) ปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอนทุกระดบั เพ่ือให้ ผเู้ รยี นสามารถเรยี นได้ตามความถนดั และปรับปรุงโครงสรา้ งของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายดงั กลา่ ว โดยสอดคลอ้ งกัน ทงั้ ในระดับชาติและระดบั พน้ื ท่ี ฉ. ดา้ นเศรษฐกิจ (๑) ขจัดอปุ สรรคและเสรมิ สร้างความสามารถใน การแข่งขนั ของประเทศเพ่ือใหป้ ระเทศชาตแิ ละประชาชนไดร้ ับ ประโยชน์จากการเขา้ รว่ มกลมุ่ เศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ อยา่ งยัง่ ยนื โดยมี ภมู ิคุ้มกนั ทีด่ ี

รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๘๓ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๒) สร้างกลไกเพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนการนาความคดิ สร้างสรรคแ์ ละเทคโนโลยที ่ีทันสมยั มาใช้ในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของ ประเทศ (๓) ปรบั ปรงุ ระบบภาษอี ากรให้มีความเปน็ ธรรม ลด ความเหลอ่ื มล้า เพม่ิ พนู รายได้ของรัฐดา้ นตา่ ง ๆ อยา่ งมี ประสิทธภิ าพ และปรับปรงุ ระบบการจัดทาและการใชจ้ า่ ย งบประมาณใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและสัมฤทธผิ ล (๔) สรา้ งกลไกเพ่อื ส่งเสรมิ สหกรณ์และผปู้ ระกอบการ แต่ละขนาดให้มีความสามารถในการแขง่ ขนั อยา่ งเหมาะสม และ ส่งเสรมิ การประกอบวสิ าหกจิ เพ่ือสังคมและวสิ าหกจิ ทเี่ ปน็ มิตรต่อ สงิ่ แวดล้อม รวมท้ังสรา้ งกลไกเพมิ่ โอกาสในการทางานและ การประกอบอาชพี ของประชาชน ช. ด้านอืน่ ๆ (๑) ใหม้ รี ะบบบริหารจัดการทรัพยากรนา้ ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ เป็นธรรมและย่ังยนื โดยคานงึ ถึงความต้องการใช้น้าในทุกมิติ รวมท้งั ความเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอ้ มและสภาพภูมอิ ากาศ ประกอบกัน (๒) จดั ใหม้ ีการกระจายการถอื ครองทีด่ ินอยา่ งเป็นธรรม รวมทง้ั การตรวจสอบกรรมสิทธ์แิ ละการถือครองทดี่ นิ ทงั้ ประเทศเพอ่ื แกไ้ ขปัญหากรรมสทิ ธแ์ิ ละสิทธคิ รอบครองที่ดินอยา่ งเป็นระบบ (๓) จัดให้มรี ะบบจดั การและกาจดั ขยะมูลฝอยทมี่ ี ประสทิ ธภิ าพ เปน็ มติ รต่อสิง่ แวดลอ้ ม และสามารถนาไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้ (๔) ปรับระบบหลกั ประกันสขุ ภาพใหป้ ระชาชนได้รับสทิ ธิ และประโยชน์จากการบริหารจดั การ และการเข้าถงึ บรกิ ารทีม่ ี คุณภาพและสะดวกทัดเทียมกนั (๕) ใหม้ ีระบบการแพทย์ปฐมภมู ิทม่ี ีแพทยเ์ วชศาสตร์ ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดสว่ นทีเ่ หมาะสม

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๘๔ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๙ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๑ การปฏิรปู ประเทศตามหมวดน้ี ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายว่าดว้ ยแผน และขัน้ ตอนการดาเนินการปฏริ ูปประเทศซึ่งอยา่ งนอ้ ยต้องมีวิธีการ จดั ทาแผน การมีสว่ นร่วมของประชาชนและหนว่ ยงานท่ีเกยี่ วข้อง ข้ันตอนในการดาเนินการปฏริ ปู ประเทศ การวดั ผลการดาเนนิ การ และระยะเวลาดาเนินการปฏิรปู ประเทศทุกดา้ น ซึง่ ต้องกาหนดให้ เริ่มดาเนนิ การปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหน่ึงปีนบั แต่วนั ประกาศใช้ รัฐธรรมนญู นร้ี วมตลอดท้งั ผลสมั ฤทธท์ิ ีค่ าดหวงั วา่ จะบรรลใุ น ระยะเวลาหา้ ปี ใหด้ าเนนิ การตรากฎหมายตามวรรคหน่งึ และประกาศใช้ บังคบั ภายในหนงึ่ ร้อยยส่ี ิบวนั นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนญู นี้ ในระหวา่ งที่กฎหมายตามวรรคหนงึ่ ยงั ไมม่ ีผลใชบ้ งั คบั ให้ หนว่ ยงานของรฐั ดาเนนิ การปฏิรูปโดยอาศยั หนา้ ทแ่ี ละอานาจที่มีอยู่ แล้วไปพลางก่อน มาตรา ๒๖๐ ในการแก้ไขปรบั ปรงุ กฎหมายตามมาตรา ๒๕๘ ง. ดา้ นกระบวนการยตุ ิธรรม (๔) ให้มีคณะกรรมการคณะหน่ึงซึง่ คณะรัฐมนตรีแต่งตง้ั ประกอบดว้ ย (๑) ผทู้ รงคุณวุฒซิ ง่ึ มคี วามรคู้ วามซื่อสตั ยส์ จุ รติ และเท่ยี งธรรม เป็นท่ปี ระจักษแ์ ละไม่เคยเปน็ ขา้ ราชการตารวจมากอ่ น เป็นประธาน (๒) ผ้เู ป็นหรอื เคยเป็นข้าราชการตารวจซง่ึ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมี ผู้บญั ชาการตารวจแหง่ ชาติรวมอยูด่ ้วย มีจานวนตามทีค่ ณะรฐั มนตรี กาหนด เปน็ กรรมการ (๓) ผู้ทรงคณุ วุฒซิ ่งึ มคี วามรคู้ วามซือ่ สัตยส์ ุจรติ และเท่ียงธรรม เป็นที่ประจกั ษแ์ ละไมเ่ คยเปน็ ข้าราชการตารวจมาก่อน มีจานวน เทา่ กับกรรมการตาม (๒) เป็นกรรมการ (๔) ปลดั กระทรวงการคลงั ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยตุ ิธรรม เลขาธิการสานักงานศาลยตุ ิธรรม และ อยั การสงู สดุ เป็นกรรมการ

๑๘๕ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บทเฉพาะกาล ใหค้ ณะกรรมการตามวรรคหน่ึงดาเนนิ การให้แลว้ เสร็จภายใน หน่ึงปีนบั แต่วนั ประกาศใช้รฐั ธรรมนญู นี้ เมอื่ ครบกาหนดเวลาตามวรรคสองแลว้ ถ้าการแก้ไขปรับปรุง กฎหมายดังกล่าวยงั ไมแ่ ล้วเสรจ็ ให้การแตง่ ตง้ั โยกย้ายข้าราชการ ตารวจดาเนินการตามหลกั อาวุโสตามหลกั เกณฑท์ ี่คณะรัฐมนตรี กาหนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา มาตรา ๒๖๑ ในการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ จ. ดา้ น การศึกษา ใหม้ คี ณะกรรมการทีม่ คี วามเป็นอสิ ระคณะหนง่ึ ที่ คณะรัฐมนตรีแตง่ ต้ังดาเนินการศกึ ษาและจัดทาข้อเสนอแนะและ รา่ งกฎหมายทีเ่ ก่ียวข้องในการดาเนนิ การให้บรรลเุ ปา้ หมายเพือ่ เสนอคณะรฐั มนตรดี าเนนิ การตอ่ ไป ให้คณะรฐั มนตรแี ตง่ ตัง้ คณะกรรมการตามวรรคหน่งึ ให้แลว้ เสรจ็ ภายในหกสบิ วันนบั แต่วนั ประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู น้ี และให้ คณะกรรมการดาเนนิ การศกึ ษาและจัดทาขอ้ เสนอแนะและรา่ ง กฎหมายใหแ้ ล้วเสร็จและเสนอตอ่ คณะรฐั มนตรภี ายในสองปีนับแต่ วนั ที่ไดร้ ับการแต่งตั้ง ไมม่ ีการแกไ้ ข ไมม่ ีการแกไ้ ข มาตรา ๓๑๔ ใหค้ ณะองคมนตรซี ่งึ ดารงตาแหนง่ อย่ใู นวัน มาตรา ๒๙๒ ใหค้ ณะองคมนตรีซงึ่ ดารงตาแหน่งอยู่ในวัน มาตรา ๒๖๒ ให้คณะองคมนตรซี ง่ึ ดารงตาแหนง่ อย่ใู นวัน ประกาศใช้รฐั ธรรมนญู น้ี เป็นคณะองคมนตรตี ามบทบัญญตั แิ ห่ง ประกาศใช้รฐั ธรรมนญู น้ี เปน็ คณะองคมนตรตี ามบทบัญญัติแห่ง กอ่ นวนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญนเ้ี ป็นคณะองคมนตรตี ามบทบญั ญัติ รัฐธรรมนญู น้ี รัฐธรรมนูญน้ี แหง่ รฐั ธรรมนญู น้ี ในระหวา่ งทีส่ มาชกิ ภาพของสมาชิกวฒุ ิสภาสิ้นสุดลงพร้อมกัน ทงั้ หมดตามมาตรา ๓๒๓ ใหป้ ระธานองคมนตรีทาหนา้ ท่ีคณะองคมนตรี ด้วย และให้คณะองคมนตรีทีเ่ หลอื อยู่ทาหนา้ ทรี่ ฐั สภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมิให้นามาตรา ๒๐ วรรคสาม และมาตรา ๒๔ วรรคสาม มาใช้บงั คบั และให้คณะองคมนตรีเลอื ก องคมนตรีคนหนง่ึ ขนึ้ ทาหนา้ ทป่ี ระธานเป็นการช่วั คราว มาตรา ๓๑๕ นบั แต่วนั ประกาศใช้รัฐธรรมนญู น้ี ให้สภาผู้แทน มาตรา ๒๙๓ ใหส้ ภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาตติ ามรัฐธรรมนญู แห่ง มาตรา ๒๖๓ ในระหว่างทยี่ งั ไมม่ สี ภาผู้แทนราษฎรและ ราษฎรตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่วั คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ ทาหน้าที่ วุฒสิ ภาตามรัฐธรรมนญู นี้ ให้สภานติ ิบัญญตั แิ หง่ ชาตทิ ี่ตัง้ ขึน้ ตาม

๑๘๖ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึง่ แกไ้ ขเพิม่ เตมิ ครง้ั สดุ ท้ายโดยรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย รัฐสภา สภาผแู้ ทนราษฎร และวุฒิสภาตามบทบัญญตั แิ ห่งรฐั ธรรมนูญ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชัว่ คราว) พุทธศกั ราช แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๖) พทุ ธศักราช ๒๕๓๙ ทาหนา้ ทีส่ ภาผูแ้ ทน นจ้ี นกว่าจะมีการประชุมรฐั สภาเปน็ ครง้ั แรกตามมาตรา ๑๒๗ ๒๕๕๗ ยงั คงทาหนา้ ทร่ี ัฐสภา สภาผ้แู ทนราษฎร และวฒุ ิสภาตอ่ ไป ราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้จนถงึ วันเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร ในระหวา่ งเวลาตามวรรคหน่งึ ถา้ บทบัญญตั ใิ ดในรฐั ธรรมนญู น้ี และให้สมาชิกสภานิตบิ ญั ญตั แิ หง่ ชาติซง่ึ ดารงตาแหน่งอยใู่ นวันกอ่ น ตามมาตรา ๓๒๔ และให้วฒุ สิ ภาตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร หรือกฎหมายอนื่ บญั ญตั ใิ หป้ ระธานรัฐสภา ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร วนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู นี้ ทาหนา้ ท่ีเป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ไทย พทุ ธศักราช ๒๕๓๔ ซ่งึ แก้ไขเพิม่ เติมครง้ั สดุ ทา้ ยโดยรัฐธรรมนญู หรอื ประธานวฒุ สิ ภา เป็นผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ ให้ หรือสมาชิกวฒุ สิ ภา ตามลาดบั ตามบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนญู นี้ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับที่ ๖) พทุ ธศักราช ๒๕๓๙ ประธานสภานิตบิ ญั ญตั แิ หง่ ชาตเิ ป็นผู้ลงนามรบั สนองพระบรม และใหส้ ภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาติและสมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั แิ ห่งชาติ ทาหน้าท่วี ฒุ สิ ภาตามรัฐธรรมนญู นี้ จนถึงวันที่ครบสีป่ ีนบั แตว่ นั ที่ ราชโองการ สน้ิ สุดลงในวันก่อนวันเรยี กประชมุ รัฐสภาครง้ั แรกภายหลัง พระมหากษตั ริย์ทรงแตง่ ตั้งสมาชกิ วฒุ สิ ภาตามวรรคห้า (๑) หรอื ในวาระเรม่ิ แรก หากปรากฏวา่ เมอื่ ต้องมีการประชมุ รฐั สภา การเลอื กตั้งท่วั ไปที่จัดขน้ึ ตามรัฐธรรมนญู นี้ วันเลือกต้งั สมาชิกวฒุ สิ ภาตามวรรคหา้ (๒) แล้วแตก่ รณี เปน็ ครัง้ แรกตามมาตรา ๑๒๗ แลว้ แตย่ งั ไม่มีวฒุ สิ ภา ใหส้ ภา สมาชิกสภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาติ นอกจากจะตอ้ งมคี ณุ สมบตั ิ ให้สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรซ่งึ ดารงตาแหนง่ อยใู่ นวนั ประกาศ นติ บิ ัญญตั แิ หง่ ชาติทาหนา้ ทีว่ ุฒสิ ภาต่อไป เว้นแตก่ ารพจิ ารณาให้ และไมม่ ลี กั ษณะต้องหา้ มตามรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ใชร้ ัฐธรรมนญู นี้ คงเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตามบทบญั ญตั ิแหง่ บคุ คลดารงตาแหนง่ และการถอดถอนจากตาแหน่งตามบทบัญญตั แิ หง่ (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ แล้ว ต้องมีคณุ สมบัติและไมม่ ี รฐั ธรรมนญู น้ีอยูต่ ่อไปจนครบอายขุ องสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมี รฐั ธรรมนูญนี้ จนกวา่ จะมวี ุฒสิ ภาตามรัฐธรรมนญู น้ี และกจิ การใดที่ ลกั ษณะต้องหา้ ม รวมทง้ั เหตแุ ห่งการสิน้ สดุ สมาชกิ ภาพตามท่ี การยุบสภา หรือเมอื่ สมาชกิ ภาพสน้ิ สดุ ลงตามมาตรา ๓๒๓ แล้วแต่ สภานติ บิ ัญญตั แิ ห่งชาติได้ดาเนนิ การในระหว่างเวลาดังกล่าว ใหม้ ี บัญญตั ไิ ว้สาหรับสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชิกวฒุ ิสภาตาม กรณี ในกรณีทีต่ าแหน่งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรว่างลงไมว่ ่าดว้ ยเหตุ ผลเป็นการดาเนินการของวุฒสิ ภา และในกรณีที่บทบญั ญตั ใิ ดใน รฐั ธรรมนูญนี้ ดังตอ่ ไปนี้ด้วย ใดๆ ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรเทา่ ที่ รฐั ธรรมนูญน้ีหรอื กฎหมายอืน่ บัญญตั ิให้ประธานวฒุ ิสภาเปน็ (๑) มาตรา ๙๘ ยกเวน้ (๓) (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) มอี ยู่ ผ้ลู งนามรับสนองพระบรมราชโองการ ให้ประธานสภานิตบิ ัญญัติ (๒) มาตรา ๑๐๑ ยกเว้น ใหส้ มาชิกวฒุ สิ ภาซ่ึงดารงตาแหน่งอย่ใู นวันประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู แห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (ก) กรณีตาม (๖) เฉพาะในส่วนที่เกยี่ วกับมาตรา ๙๘ น้ี คงเปน็ สมาชกิ วฒุ ิสภาตามบทบญั ญตั ิแหง่ รัฐธรรมนูญนี้จนกวา่ มใิ ห้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๑๐๑ ยกเวน้ (๓) (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) สมาชิกภาพของสมาชิกวฒุ สิ ภาจะสิน้ สุดลงตามรัฐธรรมนญู แห่ง มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๑ มาตรา (ข) กรณีตาม (๗) เฉพาะในกรณีทส่ี มาชิกสภานติ บิ ัญญตั ิ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๓๔ ซงึ่ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ คร้ังสดุ ท้าย ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ แห่งชาตเิ ปน็ เจ้าหนา้ ที่ของรัฐท่ีปฏบิ ัติการตามหนา้ ทแ่ี ละอานาจตาม โดยรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๖) มาตรา ๑๙๗ วรรคสี่ มาตรา ๒๖๑ และบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมายใด กฎหมายหรือคาส่งั ท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย และในสว่ นทีเ่ ก่ยี วกับมาตรา พทุ ธศักราช ๒๕๓๙ หรือสมาชกิ ภาพของสมาชิกวุฒิสภาส้นิ สุดลงตาม ทหี่ า้ มมใิ หบ้ คุ คลดารงตาแหน่งทางการเมอื ง มาใช้บังคบั กับการดารง ๑๘๔ (๑) มาตรา ๓๒๓ แล้วแตก่ รณี ในกรณที ี่ตาแหนง่ สมาชกิ วุฒิสภาวา่ งลง ตาแหนง่ ของสมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั ิแหง่ ชาติ (๓) มาตรา ๑๐๘ ยกเวน้ ก. คณุ สมบตั ติ าม (๓) และ (๔) และ ไมว่ ่าด้วยเหตุใดๆ ใหว้ ฒุ ิสภาประกอบด้วยสมาชิกวฒุ สิ ภาเทา่ ทีม่ ีอยู่ ใหน้ าบทบัญญัตมิ าตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกบั การสิ้นสดุ ของ ข. ลักษณะตอ้ งหา้ มตาม (๑) (๒) และ (๗) แต่เฉพาะกรณีตาม (๑) มิใหน้ าบทบัญญตั ิมาตรา ๑๐๗ (๓) มาตรา ๑๑๘ (๗) มาตรา สภานติ บิ ัญญตั แิ หง่ ชาตดิ ้วยโดยอนโุ ลม นน้ั ไมร่ วมส่วนทเ่ี กี่ยวกบั มาตรา ๙๘ (๓) และ (๑๕) ๑๒๑ มาตรา ๑๒๕ (๒) และ (๓) มาตรา ๑๒๖ (๒) และ (๓) มาตรา มใิ ห้นามาตรา ๑๑๒ มาใช้บงั คบั แกก่ ารดารงตาแหนง่ รัฐมนตรี ๑๒๗ มาตรา ๑๓๐ และมาตรา ๑๓๔ มาใช้บังคบั กับสมาชิกสภา ของสมาชิกสภานติ ิบญั ญัตแิ ห่งชาติ ผแู้ ทนราษฎรตามวรรคสองและสมาชกิ วุฒสิ ภาตามวรรคสาม บทบัญญตั ิแหง่ กฎหมายใดที่หา้ มมใิ ห้บคุ คลดารงตาแหน่งทาง การเมอื ง มิใหน้ ามาใช้บังคบั แกก่ ารดารงตาแหน่งรัฐมนตรีตาม

รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๘๗ นาถะ ดวงวิชัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา ในกรณที ม่ี เี หตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกวฒุ ิสภาตามวรรคสาม สน้ิ สดุ ลงพรอ้ มกันทั้งหมด ใหด้ าเนนิ การให้มกี ารเลือกตง้ั สมาชิก รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ วุฒสิ ภาตามบทบญั ญัตแิ หง่ รัฐธรรมนญู นี้ ในคราวแรกดงั ตอ่ ไปนี้ มาตรา ๒๖๔ ข้าราชการการเมอื งที่ต้ังขึน้ เพ่อื ประโยชน์ในการปฏบิ ตั ิ (๑) ในกรณที ี่สมาชิกภาพของสมาชิกวฒุ สิ ภาส้ินสุดลงเม่ือครบ หน้าท่ีของคณะรัฐมนตรตี ามมาตรา ๒๖๔ หรอื เพ่ือประโยชน์ใน ส่ีปนี ับแตว่ ันทพ่ี ระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ตง้ั ใหด้ าเนนิ การเลอื กต้งั ให้ การปฏบิ ตั หิ น้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามมาตรา ๒๖๕ แลว้ เสร็จภายในหกสิบวนั ก่อนวันครบสี่ปี ในกรณีเช่นนี้ ใหอ้ ายุของ หรือสมาชิกสภานติ ิบัญญัติแห่งชาตติ ามมาตรานี้ วฒุ สิ ภาและสมาชิกภาพของสมาชกิ วุฒิสภาท่ีได้รบั เลอื กตงั้ เรม่ิ นับต้ังแต่วนั ท่สี มาชิกภาพของสมาชิกวุฒสิ ภาตามวรรคสามสิน้ สดุ ลง ในระหว่างที่สภานติ บิ ญั ญัตแิ ห่งชาตทิ าหน้าทรี่ ฐั สภา สภา ผ้แู ทนราษฎร และวฒุ สิ ภา ตามวรรคหนึ่ง ให้อานาจของประธาน (๒) ในกรณที ีส่ มาชกิ ภาพของสมาชิกวฒุ ิสภาส้ินสดุ ลงตาม รฐั สภา ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร หรอื ประธานวุฒสิ ภา ตาม มาตรา ๓๒๓ ใหด้ าเนนิ การเลอื กตงั้ ตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู รัฐธรรมนูญนหี้ รอื กฎหมาย เป็นอานาจของประธานสภานติ บิ ญั ญตั ิ วา่ ดว้ ยการเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชิกวฒุ ิสภา แต่ แหง่ ชาติ ถ้ายังไม่มกี ฎหมายดังกลา่ ว ให้นากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรซงึ่ มผี ลใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญน้ี ในระหวา่ งที่สภานติ ิบญั ญัตแิ ห่งชาตทิ าหนา้ ทต่ี ามวรรคหนง่ึ เท่าทีไ่ มข่ ดั หรอื แย้งตอ่ รัฐธรรมนญู นี้ มาใชบ้ ังคับกบั การเลอื กต้ัง หากมตี าแหนง่ ว่างลง หวั หนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาตจิ ะนา สมาชกิ วฒุ สิ ภาด้วย โดยให้ใช้คาวา่ “สมาชกิ วฒุ สิ ภา” แทนคาว่า ความกราบบังคมทลู เพ่ือทรงแตง่ ตงั้ ผู้มีคุณสมบตั แิ ละไมม่ ลี กั ษณะ “สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร” ทกุ แห่งและให้ประธานกรรมการ ตอ้ งห้ามตามวรรคสอง เปน็ สมาชิกสภานติ ิบญั ญตั แิ ห่งชาตแิ ทนก็ได้ การเลอื กตง้ั ทตี่ ้ังข้ึนตามมาตรา ๓๑๙ เปน็ ผู้รักษาการตามกฎหมาย ดังกลา่ ว และในกรณที คี่ ณะกรรมการการเลือกตง้ั เห็นวา่ บทบญั ญตั ิใด เม่ือมีการเลอื กต้งั ท่วั ไปครั้งแรกภายหลังจากวนั ประกาศใช้ ของกฎหมายว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรขดั หรอื แยง้ รฐั ธรรมนญู นี้ สมาชิกสภานติ บิ ัญญัติแหง่ ชาตจิ ะสมัครรับเลอื กต้ัง หรือไมส่ อดคลอ้ งกับรฐั ธรรมนูญน้ี คณะกรรมการการเลือกตั้งมี เปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมไิ ด้ เวน้ แตจ่ ะได้พน้ จากตาแหนง่ อานาจกาหนดระเบยี บที่จาเป็นขนึ้ ใชแ้ ทนบทบญั ญัตนิ ั้นไดเ้ พ่ือให้ สมาชกิ สภานติ ิบญั ญัติแห่งชาตภิ ายในเกา้ สิบวันนบั แตว่ ันประกาศใช้ การเลอื กตั้งเปน็ ไปโดยสุจรติ และเทยี่ งธรรม ระเบยี บดังกลา่ วและ รัฐธรรมนญู น้ี ความเห็นทว่ี า่ บทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมายดงั กลา่ วนนั้ ขดั หรือแย้งหรือไม่ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนี้ ใหส้ ง่ ศาลรัฐธรรมนญู พจิ ารณาความชอบ ด้วยรัฐธรรมนญู กอ่ นประกาศใชใ้ นราชกิจจานุเบกษา การเลือกต้ังสมาชกิ วฒุ สิ ภาตาม (๒) ใหก้ ระทาภายในเก้าสิบวนั นบั แต่วนั ครบสองร้อยสสี่ ิบวันนับแต่วันประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู น้ี และ มใิ ห้ดาเนนิ การเลือกตั้งในวันเดียวกนั กับการเลอื กตั้งสมาชกิ สภา ผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๓๒๔

๑๘๘ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๑๖ ให้ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร รองประธานสภา ผูแ้ ทนราษฎร และผ้นู าฝ่ายคา้ นในสภาผ้แู ทนราษฎร ซึ่งดารงตาแหนง่ อย่ใู นวันประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญนี้ คงเป็นประธานสภาผ้แู ทนราษฎร รองประธานสภาผ้แู ทนราษฎร และผ้นู าฝ่ายค้านในสภาผ้แู ทนราษฎร ตามบทบญั ญัตแิ หง่ รฐั ธรรมนญู น้ี ใหป้ ระธานวุฒิสภาและรองประธานวฒุ ิสภาซงึ่ ดารงตาแหน่ง อยู่ในวนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญน้ี คงเปน็ ประธานวุฒสิ ภาและรอง ประธานวฒุ ิสภาตามบทบญั ญัตแิ หง่ รฐั ธรรมนญู นี้ จนกว่าอายขุ อง วุฒสิ ภาตามมาตรา ๓๑๕ จะสนิ้ สดุ ลงหรอื พน้ จากตาแหน่งกอ่ นถึง วาระตามมาตรา ๓๒๓ ให้คณะกรรมาธกิ ารซ่งึ ปฏิบตั หิ น้าทอี่ ย่ใู นวันประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู นี้ คงเป็นคณะกรรมาธิการตามบทบญั ญตั แิ ห่งรฐั ธรรมนญู น้ี ให้ขอ้ บงั คบั การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อบงั คบั การประชุม ของวฒุ สิ ภา และขอ้ บังคบั การประชุมของรัฐสภา ซงึ่ มผี ลใชบ้ งั คับอยู่ ในวนั ประกาศใช้รฐั ธรรมนญู นี้ ยงั คงมีผลใช้บังคบั อยู่ตอ่ ไปเท่าที่ไม่ขดั หรอื แยง้ ตอ่ รัฐธรรมนญู น้ี และให้ขอ้ บงั คับการประชุมดังกล่าวสิน้ ผล ลงเมื่อมีกรณใี ดกรณหี น่ึงแล้วแตก่ รณี ดังตอ่ ไปน้ี (๑) เมื่อสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๓๑๕ วรรคหนึ่ง ส้ินอายุ หรือถูกยบุ หรอื เป็นกรณตี ามมาตรา ๓๒๓ (๒) เมอ่ื มีการตราข้อบังคับการประชมุ วฒุ ิสภาขน้ึ ใหมต่ าม รัฐธรรมนญู น้ี ซ่งึ ตอ้ งไมเ่ กนิ สองรอ้ ยสี่สบิ วันนับแตว่ ันประกาศใช้ รัฐธรรมนญู นี้ (๓) เม่ือมีการตราขอ้ บังคบั การประชุมรฐั สภาขน้ึ ใหมต่ าม รฐั ธรรมนญู น้ี ซึ่งตอ้ งไมเ่ กนิ สองรอ้ ยสส่ี บิ วนั นบั แต่วันเรยี กประชุม รัฐสภาภายหลังการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรอนั เป็น การเลือกต้งั ทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนญู น้ี มาตรา ๓๑๗ ใหค้ ณะรัฐมนตรีทบ่ี รหิ ารราชการแผน่ ดินอย่ใู น มาตรา ๒๙๘ วรรคหนึ่ง ให้คณะรฐั มนตรีทีบ่ รหิ ารราชการ มาตรา ๒๖๔ ให้คณะรัฐมนตรีทบ่ี ริหารราชการแผ่นดินอยู่ใน วันประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญน้ี คงเปน็ คณะรัฐมนตรตี ามบทบัญญตั ิแหง่ แผน่ ดนิ อยู่ในวันประกาศใช้รฐั ธรรมนญู น้คี งเป็นคณะรัฐมนตรตี าม วนั กอ่ นวันประกาศใช้รฐั ธรรมนญู น้ี เปน็ คณะรัฐมนตรีตาม รฐั ธรรมนญู นี้ บทบญั ญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนญู นี้ จนกวา่ คณะรัฐมนตรที ่ีต้ังขึ้นใหม่

๑๘๙ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหน้ าบทบัญญตั ิมาตรา ๑๕๖ ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักร บทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนญู นี้ และใหพ้ น้ จากตาแหนง่ ท้ังคณะเมอ่ื ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรฐั ธรรมนญู น้ีจะเขา้ รบั หนา้ ท่ี ไทย พุทธศกั ราช ๒๕๓๔ ซงึ่ แกไ้ ขเพม่ิ เติมครง้ั สดุ ท้ายโดยรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ คณะรฐั มนตรที ่ีต้งั ขน้ึ ใหม่ตามรฐั ธรรมนูญนเี้ ข้ารบั หน้าที่ และให้นาความในมาตรา ๒๖๓ วรรคสาม มาใช้บังคับแกก่ ารดารง มาใชบ้ ังคับกบั การอภิปรายไมไ่ ว้วางใจรัฐมนตรเี ป็นรายบุคคลและ คณะรัฐมนตรีตามวรรคหน่งึ หรอื กบั การอภิปรายไมไ่ ว้วางใจรฐั มนตรี วรรคสาม มใิ ห้นาบทบญั ญัตมิ าตรา ๑๗๑ วรรคสอง มาตรา ตาแหนง่ รฐั มนตรีด้วยโดยอนโุ ลม เป็นรายบคุ คลและคณะรฐั มนตรที จี่ ดั ต้ังขึ้นใหม่ในระหว่างทย่ี งั ไมม่ ี การเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรตามมาตรา ๓๒๔ แลว้ แต่กรณี ๑๗๒ มาตรา ๑๗๔ และมาตรา ๑๘๒ (๔) (๗) และ (๘) มาใช้บังคบั กับ รัฐมนตรตี ามวรรคหน่งึ นอกจากจะต้องมีคณุ สมบตั แิ ละไม่มี และถ้ามติไม่ไว้วางใจมคี ะแนนเสยี งตามทีก่ าหนด กใ็ หร้ ฐั มนตรีหรือ คณะรฐั มนตรีดงั กล่าว พ้นจากตาแหนง่ การดารงตาแหน่งนายกรฐั มนตรีและรฐั มนตรีท่ีบรหิ ารราชการแผ่นดิน ลกั ษณะต้องหา้ มตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชัว่ คราว) เมื่อมีการเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรตามมาตรา ๓๒๔ อยู่ในวันประกาศใช้รฐั ธรรมนูญน้ี พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ แล้ว ต้องไมม่ ลี ักษณะต้องหา้ มตามทบี่ ัญญตั ไิ ว้ แลว้ ใหค้ ณะรฐั มนตรีตามวรรคหนึ่งหรือคณะรัฐมนตรที ีจ่ ัดตง้ั ข้นึ ใหม่ กอ่ นการเลือกตงั้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๓๒๔ แล้วแต่ สาหรบั รัฐมนตรตี ามมาตรา ๑๖๐ ยกเว้น (๖) เฉพาะในสว่ น กรณี พ้นจากตาแหน่ง แต่ตอ้ งอยู่ในตาแหนง่ เพื่อปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ไี ป จนกวา่ คณะรัฐมนตรที จ่ี ดั ต้งั ขึน้ ใหมจ่ ะเข้ารับหน้าท่ี ทีเ่ กย่ี วกับมาตรา ๙๘ (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) และตอ้ งพน้ จาก มใิ ห้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๑๑๘ (๗) มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๒๐๑ ตาแหน่งตามมาตรา ๑๗๐ ยกเว้น (๓) และ (๔) แตใ่ นกรณีตาม (๔) มาตรา ๒๐๒ มาตรา ๒๐๓ มาตรา ๒๐๔ มาตรา ๒๐๖ (๒) (๓) และ (๖) มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๕ วรรคสี่ และมาตรา ๒๑๖ (๕) มาใช้ เฉพาะในส่วนทเ่ี กยี่ วกับมาตรา ๙๘ (๑๒) (๑๓) (๑๔) และ (๑๕) บงั คบั กับการดารงตาแหน่งและการพ้นจากตาแหน่งของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรตี ามมาตรานี้ และยกเว้นมาตรา ๑๗๐ (๕) เฉพาะในสว่ นทเ่ี กี่ยวกบั การดาเนนิ การ ตามมาตรา ๑๘๔ (๑) การดาเนนิ การแต่งตงั้ รัฐมนตรีในระหวา่ งเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ดาเนนิ การตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชว่ั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ (ฉบับท่ี ๑) พทุ ธศักราช ๒๕๕๘ และรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พุทธศกั ราช ๒๕๕๙ แต่ตอ้ งไมม่ ลี ักษณะต้องหา้ มตามวรรคสองด้วย ให้นาความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจ็ด มาใช้บงั คบั แกก่ ารสมัคร รบั เลือกตงั้ เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรของรัฐมนตรตี ามวรรคหน่ึง และวรรคสามด้วยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๙๘ วรรคสอง ให้คณะมนตรคี วามม่ันคงแห่งชาตติ าม มาตรา ๒๖๕ ใหค้ ณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดารง รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พทุ ธศักราช ๒๕๔๙ ตาแหน่งอยใู่ นวันก่อนวนั ประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู น้ี ยังคงอยใู่ น พน้ จากตาแหนง่ ทัง้ คณะพร้อมกับคณะรฐั มนตรที บี่ ริหารราชการ ตาแหนง่ เพือ่ ปฏิบัตหิ นา้ ทตี่ ่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีทต่ี ง้ั ข้นึ ใหม่ แผ่นดนิ อยู่ในวันประกาศใช้รฐั ธรรมนญู น้ดี ้วย ภายหลงั การเลือกต้งั ทั่วไปครงั้ แรกตามรัฐธรรมนญู นจ้ี ะเข้ารับหน้าท่ี ในระหว่างการปฏบิ ัตหิ น้าทีต่ ามวรรคหนง่ึ ให้หวั หนา้ คณะ รักษาความสงบแห่งชาตแิ ละคณะรักษาความสงบแห่งชาตยิ งั คงมี หน้าทแี่ ละอานาจตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร

๑๙๐ นาถะ ดวงวิชยั ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ไทย (ฉบับชัว่ คราว) พุทธศกั ราช ๒๕๕๗ ซึง่ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดย รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชัว่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ ๑) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘ และ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๙ และใหถ้ ือวา่ บทบัญญตั ิของรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยดังกลา่ วในสว่ น ท่เี กีย่ วกับอานาจของหวั หน้าคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติและคณะ รักษาความสงบแหง่ ชาตยิ งั คงมีผลใช้บังคบั ไดต้ ่อไป ใหน้ าความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจด็ มาใชบ้ ังคบั แกก่ ารสมคั ร รบั เลอื กต้งั เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรของผู้ดารงตาแหนง่ ในคณะ รกั ษาความสงบแหง่ ชาตดิ ว้ ยโดยอนโุ ลม มาตรา ๒๙๔ ให้สภาร่างรฐั ธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยก มาตรา ๒๖๖ ให้สภาขับเคล่ือนการปฏริ ปู ประเทศอยู่ปฏิบตั ิ รา่ งรฐั ธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) หน้าท่ตี อ่ ไปพลางก่อนเพอ่ื จดั ทาข้อเสนอแนะเกยี่ วกับการขบั เคล่อื น พุทธศกั ราช ๒๕๔๙ สิ้นสดุ ลงในวันประกาศใช้รฐั ธรรมนูญนี้ การปฏริ ปู ประเทศ จนกว่าจะมกี ฎหมายว่าดว้ ยแผนและข้นั ตอน เพือ่ ประโยชน์แหง่ การขจดั สว่ นไดเ้ สยี หา้ มมใิ ห้กรรมาธิการ การดาเนนิ การปฏริ ปู ประเทศท่ีตราขน้ึ ตามมาตรา ๒๕๙ ยกรา่ งรฐั ธรรมนูญลงสมคั รรบั เลอื กต้งั เป็นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร เพือ่ ประโยชน์ในการขับเคล่อื นการปฏริ ูปประเทศ หัวหนา้ หรอื ดารงตาแหนง่ สมาชกิ วฒุ สิ ภาภายในสองปี นับแตว่ นั ท่ีพ้นจาก คณะรักษาความสงบแหง่ ชาติจะปรับเปลยี่ นโครงสร้างหรอื วิธกี าร ตาแหนง่ ตามวรรคหน่งึ ทางานของสภาขบั เคลื่อนการปฏริ ปู ประเทศเพอ่ื ใหก้ ารปฏริ ปู ประเทศตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มีประสทิ ธิภาพมากข้ึนกไ็ ด้ ใหน้ าความในมาตรา ๒๖๓ วรรคเจด็ มาใช้บงั คับแก่การสมคั ร รบั เลอื กตั้งเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรของสมาชิกสภาขับเคลอื่ น การปฏริ ปู ประเทศดว้ ยโดยอนุโลม มาตรา ๓๒๓ ภายในสองรอ้ ยสีส่ บิ วนั นบั แตว่ ันประกาศใช้ มาตรา ๒๙๕ ให้สภานิติบญั ญัติแหง่ ชาติพิจารณารา่ ง มาตรา ๒๖๗ ให้คณะกรรมการรา่ งรฐั ธรรมนญู ทตี่ ้ังข้นึ ตาม รัฐธรรมนูญนี้ ให้รฐั สภาดาเนนิ การพิจารณาและให้ความเหน็ ชอบรา่ ง พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชัว่ คราว) พุทธศักราช พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการเลือกตัง้ สมาชกิ สภา ผู้แทนราษฎรและการได้มาซ่งึ สมาชกิ วฒุ สิ ภา รา่ งพระราชบญั ญตั ิ ๒๕๕๗ ซ่ึงแกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวฒุ ิสภา ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยพรรคการเมือง และรา่ งพระราชบญั ญัติ (ฉบบั ช่วั คราว) พุทธศกั ราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ ๑) รัฐธรรมนญู ว่าด้วยคณะกรรมการการเลอื กต้ัง และรา่ งพระราชบญั ญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทไ่ี ด้รบั จาก พุทธศักราช ๒๕๕๘ และรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับ ประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยพรรคการเมือง ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ทกุ ฉบับ โดย คณะกรรมาธกิ ารยกร่างรฐั ธรรมนญู ให้แล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลาที่ ชั่วคราว) พทุ ธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒) พุทธศกั ราช ในระหว่างเวลาดังกลา่ วจะยุบสภาผู้แทนราษฎรมไิ ด้ ๒๕๕๙ อยปู่ ฏิบัตหิ นา้ ทีต่ ่อไป เพอ่ื จัดทารา่ งพระราชบัญญัติ

๑๙๑ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ในการดาเนินการตามวรรคหนึง่ ให้ดาเนนิ การดงั ต่อไปนี้ กาหนดตามรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชว่ั คราว) ประกอบรฐั ธรรมนญู ดงั ตอ่ ไปน้ใี หแ้ ลว้ เสร็จ และเสนอตอ่ สภา (๑) ให้สภาผูแ้ ทนราษฎรพิจารณารา่ งพระราชบญั ญัติ พทุ ธศักราช ๒๕๔๙ นิตบิ ญั ญตั ิแหง่ ชาติเพ่ือพจิ ารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ประกอบรฐั ธรรมนญู ตามวรรคหนงึ่ ใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในหน่ึงร้อยย่สี ิบ ในกรณที ี่พน้ กาหนดเวลาตามวรรคหนง่ึ แล้ว แต่สภานติ ิบญั ญตั ิ (๑) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กตัง้ วันนับแตว่ ันประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู นี้ ในกรณีที่พ้นกาหนดเวลา แหง่ ชาตยิ ังพิจารณารา่ งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ดงั กลา่ วไม่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ดงั กลา่ วแตก่ ารพิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ตาม แลว้ เสรจ็ ให้ประธานสภานติ บิ ัญญตั แิ หง่ ชาตินารา่ งพระราชบัญญตั ิ (๒) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยการไดม้ าซ่ึง วรรคหน่งึ ยงั ไมแ่ ล้วเสรจ็ ทุกฉบับ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทน ประกอบรัฐธรรมนญู ทคี่ ณะกรรมาธิการยกรา่ งรฐั ธรรมนญู จดั ทาขึ้น สมาชิกวฒุ สิ ภา ราษฎรสนิ้ สดุ ลงพร้อมกันท้งั หมด และหา้ มมิใหม้ กี ารดาเนินการ ทลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวายภายในเจด็ วันเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภไิ ธย โดย (๓) พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยคณะกรรมการ เลือกตง้ั ทั่วไปตามรฐั ธรรมนญู น้ี จนกว่าจะมกี ารให้ความเหน็ ชอบร่าง ถือเสมอื นวา่ สภานติ บิ ญั ญตั ิแหง่ ชาติได้ใหค้ วามเหน็ ชอบรา่ ง การเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ตามวรรคหน่งึ แลว้ เสรจ็ ทุกฉบบั พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ดงั กล่าวแล้ว (๔) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยพรรคการเมอื ง หรอื เปน็ กรณตี ามมาตรา ๓๒๔ ในกรณีน้ี ใหว้ ุฒสิ ภาทาหน้าท่รี ฐั สภา ในระหวา่ งที่พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยพรรค (๕) พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยวธิ ีพิจารณา และดาเนนิ การเสนอและพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบ การเมอื ง และพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ย ของศาลรฐั ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญดงั กล่าวใหแ้ ล้วเสร็จภายในเก้าสบิ วนั นับแตว่ ันถัดจากวนั ท่ี คณะกรรมการการเลอื กตั้ง ตามวรรคหนึง่ ยังไมม่ ีผลใชบ้ งั คับ ให้ (๖) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยวธิ ีพจิ ารณา ครบกาหนดหนึง่ รอ้ ยย่สี บิ วนั นบั แตว่ ันประกาศใช้รัฐธรรมนญู นี้ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยพรรคการเมอื ง พ.ศ. คดีอาญาของผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมอื ง (๒) ในกรณที สี่ ภาผู้แทนราษฎรพิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิ ๒๕๔๑ และพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยคณะกรรมการ (๗) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยผตู้ รวจการ ประกอบรฐั ธรรมนญู ตามวรรคหนงึ่ ทุกฉบับแล้วเสรจ็ ภายในกาหนด การเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑ ยงั คงใช้บังคับต่อไปจนกว่าพระราชบัญญัติ แผ่นดิน เวลาตาม (๑) ให้วฒุ ิสภาพิจารณาร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบ ประกอบรฐั ธรรมนญู ดงั กลา่ วจะมีผลใช้บังคบั (๘) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกัน รฐั ธรรมนูญดงั กลา่ วใหแ้ ล้วเสร็จภายในเก้าสิบวนั นับแต่วนั ทีว่ ฒุ สิ ภา มาตรา ๒๙๔ ให้สภารา่ งรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธกิ าร และปราบปรามการทจุ รติ ไดร้ ับร่างพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ดงั กลา่ ว ยกรา่ งรฐั ธรรมนูญตามรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั (๙) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการตรวจเงนิ (๓) ในกรณที ีว่ ุฒิสภาไม่สามารถพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญตั ิ ช่ัวคราว) พุทธศกั ราช ๒๕๔๙ สิ้นสดุ ลงในวนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญ แผน่ ดิน ประกอบรัฐธรรมนญู ตามวรรคหนงึ่ ทุกฉบับให้แลว้ เสรจ็ ภายใน น้ี (๑๐) พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ กาหนดเวลาตาม (๑) หรอื (๒) ใหส้ มาชกิ ภาพของสมาชกิ วฒุ สิ ภา เพือ่ ประโยชน์แหง่ การขจัดสว่ นไดเ้ สยี หา้ มมใิ หก้ รรมาธกิ าร สิทธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ สิ้นสุดลงพร้อมกนั ทั้งหมด ในกรณที ่ีรา่ งพระราชบญั ญัติประกอบ ยกรา่ งรฐั ธรรมนญู ลงสมัครรบั เลอื กตัง้ เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร การดาเนนิ การตามวรรคหนง่ึ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนญู จะ รฐั ธรรมนูญใดได้รบั ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ใหถ้ ือว่า หรือดารงตาแหนง่ สมาชิกวฒุ สิ ภาภายในสองปี นับแตว่ นั ที่พน้ จาก จดั ทารา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ดงั กล่าวขึ้นใหม่หรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู น้ันไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก ตาแหน่งตามวรรคหนง่ึ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ กไ็ ด้ ทั้งนี้ เพอ่ื ให้สอดคลอ้ งกับบทบัญญตั แิ ละเจตนารมณ์ รฐั สภาแล้ว และใหน้ ามาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ มาใช้บังคับกบั รา่ ง ของรฐั ธรรมนญู และต้องมุ่งหมายใหม้ กี ารขจดั การทุจรติ และ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญดังกล่าวโดยอนโุ ลม ประพฤติมิชอบทุกรปู แบบ และตอ้ งทาให้แล้วเสรจ็ ภายในสองรอ้ ย รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญที่รฐั สภาให้ สี่สบิ วนั นบั แต่วันประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญน้ี และเมอ่ื สภานติ ิบัญญัติ ความเหน็ ชอบแล้วหรือถอื วา่ รฐั สภาให้ความเห็นชอบแล้วตามมาตรา แหง่ ชาติไดพ้ จิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ทเี่ สนอ ตามวรรคหนง่ึ เสรจ็ แลว้ ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันพน้

รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๑๙๒ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา นี้ ให้นายกรัฐมนตรดี าเนินการตามมาตรา ๙๓ โดยพลนั และมิให้นา กาหนดเวลาตามมาตรา ๙๓ มาใชบ้ ังคบั รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มใิ ห้นาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๖๙ เฉพาะสว่ นทว่ี า่ ด้วยร่าง จากตาแหน่ง แต่ตอ้ งไม่ชา้ กวา่ วนั พ้นจากตาแหน่งของสมาชกิ สภา พระราชบัญญัตเิ กยี่ วดว้ ยการเงนิ มาใชบ้ งั คบั กับการเสนอและ นิตบิ ัญญตั แิ หง่ ชาตติ ามมาตรา ๒๖๓ การพิจารณาร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ตามวรรคหนง่ึ ของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวฒุ ิสภาตามวรรคสอง (๑) และ เพอื่ ประโยชน์ในการดาเนนิ การตามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง (๒) ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพและรวดเรว็ คณะกรรมการรา่ งรฐั ธรรมนญู จะ ขอใหห้ วั หนา้ คณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาตแิ ต่งตั้งกรรมการรา่ ง ในการดาเนินการตามมาตราน้ี มใิ หน้ าบทบัญญตั มิ าตรา รฐั ธรรมนูญตามวรรคหน่ึงเพ่มิ ขึ้นก็ได้ แตร่ วมแล้วต้องไม่เกนิ สามสิบคน ๑๖๘ มาใช้บงั คับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญตาม วรรคหน่งึ เมื่อได้รบั ร่างพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญจาก คณะกรรมการรา่ งรัฐธรรมนูญแล้ว สภานิติบญั ญตั แิ หง่ ชาติตอ้ ง พจิ ารณาใหแ้ ลว้ เสร็จภายในเวลาหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ทไ่ี ดร้ บั รา่ ง พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู แตล่ ะฉบับ ในกรณที สี่ ภา นิติบญั ญตั ิแห่งชาตพิ ิจารณาร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ใดไมแ่ ลว้ เสร็จภายในเวลาดังกล่าว ใหถ้ อื ว่าสภานติ ิบญั ญัติแห่งชาติ เห็นชอบกบั ร่างพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ฉบับน้ันตามที่ คณะกรรมการร่างรฐั ธรรมนญู เสนอ เมือ่ สภานิติบัญญตั ิแหง่ ชาติพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู แล้วเสรจ็ ให้ส่งร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบ รฐั ธรรมนูญนน้ั ให้ศาลรฐั ธรรมนญู หรอื องคก์ รอิสระทเ่ี ก่ียวขอ้ ง และ คณะกรรมการร่างรฐั ธรรมนญู เพือ่ พิจารณา ถ้าศาลรฐั ธรรมนญู หรือ องค์กรอสิ ระท่เี กยี่ วขอ้ ง หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนญู เหน็ ว่า ร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ดังกล่าวไม่ตรงตาม เจตนารมณข์ องรัฐธรรมนญู ให้แจง้ ใหป้ ระธานสภานติ บิ ญั ญตั ิ แห่งชาตทิ ราบภายในสิบวันนับแตว่ ันทไี่ ด้รับร่างพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนญู นั้น และใหส้ ภานิตบิ ัญญัติแห่งชาตติ ัง้ คณะกรรมาธิการวิสามัญข้นึ คณะหนง่ึ มีจานวนสบิ เอ็ดคน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนญู หรอื ประธานองคก์ รอสิ ระท่ีเกยี่ วข้อง และ สมาชิกสภานติ ิบญั ญตั แิ ห่งชาติ และกรรมการร่างรฐั ธรรมนญู ซึ่ง คณะกรรมการร่างรฐั ธรรมนูญมอบหมาย ฝ่ายละหา้ คน เพ่ือ พจิ ารณาแล้วเสนอต่อสภานิตบิ ญั ญัตแิ หง่ ชาตภิ ายในสิบห้าวนั นับแต่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook