Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

Published by toon.sakuapp, 2023-06-12 07:52:17

Description: เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ40-60

Search

Read the Text Version

๔๓ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๖ ไม่มกี ารแก้ไข หมวด ๗ รัฐสภา รัฐสภา สว่ นที่ ๑ ไมม่ ีการแกไ้ ข ไมม่ กี ารแกไ้ ข บททั่วไป มาตรา ๙๐ รัฐสภาประกอบดว้ ยสภาผ้แู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา มาตรา ๘๘ รฐั สภาประกอบดว้ ยสภาผูแ้ ทนราษฎรและวุฒิสภา มาตรา ๗๙ รัฐสภาประกอบด้วยสภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ ิสภา รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ยอ่ มเป็นไปตามบทบญั ญัติ รฐั สภาจะประชมุ รว่ มกันหรอื แยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญตั ิ รฐั สภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ยอ่ มเปน็ ไปตามบทบัญญตั ิ แห่งรัฐธรรมนญู น้ี แหง่ รฐั ธรรมนญู น้ี แห่งรฐั ธรรมนญู มาตรา ๙๕ บคุ คลจะเป็นสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชกิ บคุ คลจะเปน็ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภาใน บุคคลจะเป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภาใน วุฒิสภาในขณะเดยี วกนั มิได้ ขณะเดยี วกนั มิได้ ขณะเดียวกันมไิ ด้ มาตรา ๙๑ ประธานสภาผ้แู ทนราษฎรเปน็ ประธานรัฐสภา มาตรา ๘๙ ตรงกบั บทบญั ญัติในมาตรา ๙๑ ของรฐั ธรรมนญู มาตรา ๘๐ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ประธานรฐั สภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรฐั สภา แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ประธานวฒุ สิ ภาเปน็ รองประธานรฐั สภา ในกรณที ี่ไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร หรอื ประธานสภา ในกรณที ีไ่ ม่มีประธานสภาผ้แู ทนราษฎร หรือประธานสภา ผู้แทนราษฎรไมอ่ ย่หู รือไมส่ ามารถปฏบิ ัตหิ น้าทปี่ ระธานรัฐสภาได้ ผู้แทนราษฎรไม่อย่หู รือไมส่ ามารถปฏบิ ัติหนา้ ทีป่ ระธานรฐั สภาได้ ให้ประธานวุฒสิ ภาทาหนา้ ทปี่ ระธานรฐั สภาแทน ให้ประธานวฒุ ิสภาทาหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน ประธานรฐั สภามอี านาจหนา้ ทต่ี ามท่บี ัญญตั ไิ วใ้ นรัฐธรรมนญู นี้ ในระหว่างที่ประธานวุฒสิ ภาต้องทาหนา้ ทป่ี ระธานรัฐสภาตาม และดาเนินกิจการของรฐั สภาในกรณีประชมุ ร่วมกันให้เปน็ ไปตาม วรรคสอง แตไ่ มม่ ปี ระธานวุฒสิ ภา และเป็นกรณที ีเ่ กดิ ขึ้นในระหวา่ ง ขอ้ บงั คับ ไม่มสี ภาผู้แทนราษฎร ใหร้ องประธานวุฒสิ ภาทาหน้าที่ประธาน รัฐสภา ถา้ ไมม่ ีรองประธานวฒุ สิ ภา ใหส้ มาชิกวุฒิสภาซงึ่ มอี ายุมาก ประธานรัฐสภาและผ้ทู าหน้าท่แี ทนประธานรัฐสภาต้องวางตน ทส่ี ดุ ในขณะนนั้ ทาหน้าท่ีประธานรฐั สภา และใหด้ าเนินการเลอื ก เป็นกลางในการปฏบิ ตั หิ น้าที่ ประธานวฒุ สิ ภาโดยเร็ว รองประธานรฐั สภามีอานาจหนา้ ท่ีตามที่บญั ญัติไวใ้ นรฐั ธรรมนญู ประธานรัฐสภามีหน้าทแ่ี ละอานาจตามรฐั ธรรมนญู และ นี้และตามที่ประธานรัฐสภามอบหมาย ดาเนนิ กิจการของรัฐสภาในกรณปี ระชุมร่วมกนั ใหเ้ ปน็ ไปตามขอ้ บังคบั ประธานรัฐสภาและผูท้ าหน้าที่แทนประธานรัฐสภาต้องวางตน เป็นกลางในการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ รองประธานรัฐสภามีหนา้ ท่ีและอานาจตามรฐั ธรรมนญู และ ตามทีป่ ระธานรัฐสภามอบหมาย

๔๔ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๒ รา่ งพระราชบัญญตั หิ รอื ร่างพระราชบญั ญตั ิ มาตรา ๙๐ รา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู และรา่ ง มาตรา ๘๑ รา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู และร่าง ประกอบรฐั ธรรมนญู จะตราขน้ึ เปน็ กฎหมายไดก้ ็แต่โดยคาแนะนาและ พระราชบัญญตั ิจะตราข้นึ เปน็ กฎหมายได้ก็แตโ่ ดยคาแนะนาและ พระราชบญั ญตั จิ ะตราขนึ้ เป็นกฎหมายได้กแ็ ตโ่ ดยคาแนะนาและ ยนิ ยอมของรัฐสภา ยนิ ยอมของรฐั สภา และเมอื่ พระมหากษตั ริยไ์ ดท้ รงลงพระ ยนิ ยอมของรฐั สภา ปรมาภไิ ธยหรอื ถือเสมือนว่าได้ทรงลงพระปรมาภไิ ธยตาม ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญนแ้ี ล้ว ให้ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเพือ่ ใชบ้ ังคับเปน็ รัฐธรรมนญู และร่างพระราชบญั ญตั ิทีไ่ ดร้ บั ความเหน็ ชอบของรฐั สภา กฎหมายตอ่ ไป แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนาข้ึนทลู เกล้าทูลกระหม่อมถวายเพอ่ื พระมหา กษตั รยิ ท์ รงลงพระปรมาภไิ ธย และเมอื่ ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา แล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ มาตรา ๙๖ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒสิ ภา มาตรา ๙๑ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภาจานวน มาตรา ๘๒ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภา จานวนไม่น้อยกว่าหนง่ึ ในสบิ ของจานวนสมาชิกทงั้ หมดเทา่ ทม่ี อี ยูข่ อง ไม่นอ้ ยกวา่ หนงึ่ ในสิบของจานวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทา่ ทีม่ ีอย่ขู องแต่ละสภา จานวนไม่นอ้ ยกว่าหน่ึงในสิบของจานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าทมี่ ีอยู่ แต่ละสภา มีสทิ ธิเขา้ ชือ่ รอ้ งต่อประธานแห่งสภาทต่ี นเป็นสมาชิกว่า มีสิทธเิ ขา้ ชือ่ รอ้ งต่อประธานแห่งสภาท่ตี นเปน็ สมาชิกว่าสมาชกิ ภาพของ ของแตล่ ะสภา มีสทิ ธเิ ขา้ ช่ือรอ้ งต่อประธานแห่งสภาทีต่ นเป็นสมาชกิ สมาชกิ ภาพของสมาชกิ คนใดคนหนงึ่ แหง่ สภานนั้ สิ้นสุดลงตามมาตรา สมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานน้ั สนิ้ สุดลงตามมาตรา ๑๐๖ (๓) (๔) (๕) (๖) ว่าสมาชิกภาพของสมาชกิ คนใดคนหนึ่งแห่งสภาน้นั สน้ิ สดุ ลงตาม ๑๑๘ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) หรือ (๑๒) หรอื มาตรา ๑๓๓ (๗) (๘) (๑๐) หรือ (๑๑) หรือมาตรา ๑๑๙ (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) แล้วแต่ มาตรา ๑๐๑ (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) หรือ (๑๒) หรือมาตรา (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๙) หรือ (๑๐) แลว้ แต่กรณี และใหป้ ระธานแหง่ กรณี และให้ประธานแหง่ สภาท่ไี ดร้ ับคารอ้ งสง่ คาร้องนัน้ ไปยังศาล ๑๑๑ (๓) (๔) (๕) หรอื (๗) แล้วแต่กรณี และใหป้ ระธานแห่งสภา สภาท่ีไดร้ ับคาร้องสง่ คารอ้ งนัน้ ไปยังศาลรัฐธรรมนญู เพอ่ื วนิ ิจฉยั ว่า รัฐธรรมนญู เพ่ือวินจิ ฉัยวา่ สมาชิกภาพของสมาชิกผ้นู ้ันสิน้ สดุ ลงหรือไม่ ท่ไี ดร้ ับคาร้อง สง่ คาร้องนน้ั ไปยงั ศาลรฐั ธรรมนญู เพอ่ื วินิจฉยั วา่ สมาชิกภาพของสมาชกิ ผนู้ ั้นส้นิ สุดลงหรือไม่ เม่อื ศาลรัฐธรรมนูญมีคาวนิ ิจฉยั แล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนญู แจ้ง สมาชกิ ภาพของสมาชิกผนู้ ัน้ สิน้ สดุ ลงหรอื ไม่ เมอ่ื ศาลรฐั ธรรมนูญมคี าวินิจฉัยแล้ว ใหศ้ าลรัฐธรรมนูญแจง้ คาวินจิ ฉยั นั้นไปยังประธานแหง่ สภาท่ีไดร้ บั คารอ้ งตามวรรคหน่ึง เมื่อไดร้ ับเร่อื งไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอนั ควรสงสัยวา่ คาวินจิ ฉยั น้ันไปยังประธานแหง่ สภาทไ่ี ดร้ บั คาร้องตามวรรคหน่งึ ในกรณีทค่ี ณะกรรมการการเลอื กตง้ั เห็นวา่ สมาชิกภาพของ สมาชิกผูถ้ กู รอ้ งมกี รณตี ามทถ่ี ูกร้อง ให้ศาลรฐั ธรรมนญู มีคาสัง่ ให้ มาตรา ๙๗ การออกจากตาแหนง่ ของสมาชิกสภาผแู้ ทน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชกิ วุฒิสภาคนใดคนหนึง่ มเี หตุ สมาชิกผู้ถกู รอ้ งหยดุ ปฏบิ ตั ิหน้าทจี่ นกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมี ราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภาภายหลงั วันที่สมาชกิ ภาพสนิ้ สดุ ลง หรือ สนิ้ สุดลงตามวรรคหนึง่ ให้ส่งเรือ่ งไปยังประธานแหง่ สภาทผี่ ู้น้ันเป็น คาวนิ จิ ฉยั และเม่อื ศาลรฐั ธรรมนญู มีคาวินจิ ฉัยแลว้ ใหศ้ าล วันทศ่ี าลรฐั ธรรมนญู มีคาวนิ ิจฉยั วา่ สมาชิกภาพของสมาชกิ คนใด สมาชิก และใหป้ ระธานแห่งสภานน้ั ส่งเร่อื งไปยังศาลรัฐธรรมนญู เพือ่ รฐั ธรรมนญู แจ้งคาวินจิ ฉยั นั้นไปยงั ประธานแหง่ สภาทไี่ ดร้ บั คารอ้ ง คนหนึ่งสน้ิ สดุ ลง ย่อมไม่กระทบกระเทอื นกิจการทส่ี มาชกิ ผูน้ น้ั ได้ วนิ ิจฉัยตามวรรคหนงึ่ และวรรคสอง ตามวรรคหนงึ่ ในกรณที ศ่ี าลรัฐธรรมนูญวนิ จิ ฉยั วา่ สมาชิกภาพของ กระทาไปในหน้าทสี่ มาชิก รวมท้ังการไดร้ ับเงนิ ประจาตาแหนง่ หรอื มาตรา ๙๒ การออกจากตาแหน่งของสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ ผถู้ ูกรอ้ งส้นิ สดุ ลง ใหผ้ นู้ ั้นพ้นจากตาแหนง่ นับแต่วนั ท่ีหยดุ ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนทสี่ มาชิกผนู้ ้นั ออกจากตาแหน่ง หรอื หรอื สมาชกิ วุฒสิ ภาภายหลงั วนั ท่ีสมาชกิ ภาพสน้ิ สดุ ลงหรือวันที่ศาล ปฏิบตั หิ น้าท่ี แตไ่ มก่ ระทบต่อกิจการท่ผี ู้นั้นได้กระทาไปก่อนพ้นจาก กอ่ นที่ประธานแหง่ สภาทีผ่ ูน้ ้นั เปน็ สมาชกิ ไดร้ บั แจ้งคาวินจิ ฉยั ของศาล รัฐธรรมนญู มีคาวินิจฉัยวา่ สมาชกิ ภาพของสมาชกิ คนใดคนหนง่ึ สน้ิ สดุ ลง ตาแหนง่ รัฐธรรมนญู แลว้ แตก่ รณี เว้นแตใ่ นกรณีท่อี อกจากตาแหนง่ เพราะเหตุ ยอ่ มไม่กระทบกระเทอื นกจิ การทส่ี มาชิกผ้นู ้นั ได้กระทาไปในหน้าท่สี มาชกิ มใิ หน้ บั สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรหรือสมาชกิ วุฒสิ ภาซงึ่ หยดุ ทีผ่ นู้ ัน้ ไดร้ บั เลือกต้งั มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการไดร้ บั เงนิ ประจาตาแหนง่ หรือประโยชนต์ อบแทนอยา่ งอน่ื ปฏบิ ัติหน้าทีต่ ามวรรคสอง เปน็ จานวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทา่ ทีม่ ีอยูข่ อง วา่ ดว้ ยการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วุฒิสภา ก่อนท่ีสมาชกิ ผ้นู นั้ ออกจากตาแหน่งหรือกอ่ นทปี่ ระธานแหง่ สภาทผ่ี ูน้ นั้ สภาผูแ้ ทนราษฎรหรือวฒุ สิ ภา เปน็ สมาชกิ ไดร้ ับแจง้ คาวนิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู แลว้ แตก่ รณี เวน้ แต่

๔๕ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหค้ ืนเงินประจาตาแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอืน่ ทผ่ี ู้นั้นไดร้ บั ในกรณที อ่ี อกจากตาแหนง่ เพราะเหตทุ ีผ่ ู้นนั้ ได้รบั เลอื กตั้งหรือสรรหามา ในกรณีทีค่ ณะกรรมการการเลือกตง้ั เหน็ วา่ สมาชกิ ภาพของ มาเนือ่ งจากการดารงตาแหนง่ ดังกล่าว โดยไมช่ อบด้วยพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กต้ัง สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ ิสภาคนใดคนหนึง่ มเี หตุ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและการไดม้ าซึง่ สมาชิกวฒุ สิ ภา ใหค้ ืนเงนิ ประจา สิ้นสดุ ลงตามวรรคหนึง่ ให้สง่ เรื่องไปยังศาลรฐั ธรรมนูญเพือ่ วินจิ ฉัย ตาแหน่งและประโยชนต์ อบแทนอย่างอ่ืนทผี่ นู้ ั้นไดร้ ับมาเนอ่ื งจากการ ตามวรรคหนง่ึ ได้ด้วย ดารงตาแหน่งดงั กลา่ ว ส่วนที่ ๒ ไมม่ กี ารแก้ไข ไม่มีการแกไ้ ข สภาผูแ้ ทนราษฎร มาตรา ๙๘ สภาผูแ้ ทนราษฎรประกอบด้วยสมาชกิ จานวนหา้ ร้อย มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชกิ มาตรา ๘๓ สภาผแู้ ทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชิกจานวน คน โดยเป็นสมาชิกซ่ึงมาจากการเลือกต้งั แบบบญั ชีรายชือ่ ตามมาตรา จานวนหา้ รอ้ ยคน โดยเป็นสมาชกิ ซึ่งมาจากการเลือกต้ังแบบแบ่ง หา้ รอ้ ยคน โดยเปน็ สมาชิกซ่งึ มาจากการเลือกต้ังแบบแบง่ เขต ๙๙ จานวนหน่ึงรอ้ ยคน และสมาชิกซ่ึงมาจากการเลอื กตงั้ แบบแบ่ง เขตเลอื กต้ังจานวนสามร้อยเจด็ สบิ หา้ คน และสมาชกิ ซง่ึ มาจาก เลอื กตงั้ จานวนสร่ี อ้ ยคน และสมาชิกซง่ึ มาจากการเลือกตง้ั แบบ เขตเลอื กต้ังตามมาตรา ๑๐๒ จานวนสี่ร้อยคน การเลือกตงั้ แบบบญั ชรี ายช่ือจานวนหนึง่ รอ้ ยยีส่ บิ หา้ คน บญั ชรี ายช่ือจานวนหนึ่งร้อยคน ในกรณที ีต่ าแหน่งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรว่างลงไมว่ ่าดว้ ยเหตใุ ด วรรคสอง การเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธี การเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรให้ใช้วธิ ีออกเสียง และยังมไิ ดม้ กี ารเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรขึ้นแทนตาแหน่งทีว่ ่าง ออกเสยี งลงคะแนนโดยตรงและลบั โดยให้ใช้บัตรเลือกตัง้ ลงคะแนนโดยตรงและลบั โดยใหใ้ ชบ้ ัตรเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทน ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรเทา่ ที่มีอยู่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบละหน่ึงใบ ราษฎรแบบละหนงึ่ ใบ มาตรา ๑๐๑ ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๑๑๙ (๑) ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ วรรคส่ี ในกรณที ี่ตาแหนง่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรว่างลง ในกรณีทต่ี าแหนง่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไมว่ ่าด้วย ทาให้ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรมสี มาชิกซ่ึงไดร้ ับเลอื กตงั้ จาก ไม่วา่ ดว้ ยเหตใุ ด และยังไมม่ ีการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรขึน้ เหตุใด และยังไมม่ กี ารเลอื กตัง้ หรอื ประกาศช่ือสมาชกิ สภาผ้แู ทน การเลือกตั้งแบบบญั ชีรายช่ือมีจานวนไม่ถงึ หนึ่งร้อยคน ให้สมาชกิ ซ่ึงมา แทนตาแหน่งท่วี า่ ง ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชิกสภา ราษฎรขึ้นแทนตาแหนง่ ทว่ี ่าง ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย จากการเลือกต้ังแบบบัญชีรายชื่อประกอบดว้ ยสมาชิกเท่าท่มี ีอยู่ ผ้แู ทนราษฎรเทา่ ทีม่ อี ยู่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรเท่าท่มี ีอยู่ มาตรา ๑๐๔ วรรคสาม การเลือกตั้ง ใหใ้ ชว้ ิธอี อกเสยี ง วรรคห้า ภายใตบ้ ังคบั มาตรา ๑๐๙ (๒) ในกรณีท่ีมเี หตใุ ด ๆ ในกรณมี ีเหตุใด ๆ ทีท่ าให้สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชี ลงคะแนนโดยตรงและลบั ทาใหใ้ นระหวา่ งอายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรมสี มาชิกซ่งึ ไดร้ บั รายชอ่ื มจี านวนไมถ่ งึ หนึ่งร้อยคน ใหส้ มาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรแบบ การเลือกตงั้ แบบบญั ชีรายชอื่ มจี านวนไม่ถึงหน่งึ ร้อยยส่ี บิ ห้าคน บญั ชีรายชอื่ ประกอบดว้ ยสมาชิกเท่าทมี่ ีอยู่ ให้สมาชกิ ซงึ่ มาจากการเลือกตง้ั แบบบัญชรี ายช่อื ประกอบด้วย สมาชิกเทา่ ทม่ี อี ยู่ (มาตรา ๘๓ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร ไทย แก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๑) พุทธศกั ราช ๒๕๖๔) (มาตรา ๙๓ แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร ไทย แกไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบบั ที่ ๑) พุทธศกั ราช ๒๕๕๔) มาตรา ๙๓ วรรคหก ในกรณีทม่ี เี หตุการณ์ใด ๆ ทาให้ มาตรา ๘๔ ในการเลอื กต้ังท่วั ไป เมอื่ มีสมาชิกสภาผ้แู ทน การเลือกต้งั ทั่วไปครงั้ ใดมจี านวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ถงึ ห้ารอ้ ย ราษฎรไดร้ ับเลอื กต้ังถึงรอ้ ยละเก้าสิบห้าของจานวนสมาชิกสภา คน แตม่ จี านวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของจานวนสมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรท้งั หมดแล้ว หากมีความจาเปน็ จะต้องเรยี กประชมุ

๔๖ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ผแู้ ทนราษฎรทั้งหมด ให้ถือวา่ สมาชกิ จานวนนัน้ ประกอบเป็นสภา รฐั สภา กใ็ ห้ดาเนนิ การเรยี กประชมุ รฐั สภาได้ โดยใหถ้ ือวา่ ผู้แทนราษฎร แต่ตอ้ งดาเนินการให้มสี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรให้ครบ สภาผู้แทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชิกเทา่ ทม่ี อี ยู่ แต่ตอ้ งดาเนนิ การ ตามจานวนทบี่ ญั ญัติไว้ในรฐั ธรรมนูญนีภ้ ายในหนึ่งร้อยแปดสิบวนั และ ใหม้ ีสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรให้ครบตามจานวนตามมาตรา ๘๓ ให้อยู่ในตาแหน่งได้เพียงเทา่ อายุของสภาผแู้ ทนราษฎรที่เหลืออยู่ โดยเร็ว ในกรณีเชน่ นี้ ให้สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรดงั กล่าวอยใู่ น ตาแหนง่ ไดเ้ พียงเทา่ อายุของสภาผแู้ ทนราษฎรท่ีเหลอื อยู่ (มาตรา ๙๓ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร ไทย แก้ไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี ๑) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔) มาตรา ๑๐๒ วรรคหนึง่ การเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร มาตรา ๙๓ วรรคสาม หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการการเลือกต้งั มาตรา ๘๕ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรซึง่ มาจากการเลือกตัง้ ซึง่ มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกต้ัง ให้ผมู้ สี ิทธเิ ลอื กต้ัง สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญตั ิประกอบ แบบแบง่ เขตเลอื กต้ังใหใ้ ชว้ ธิ อี อกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลบั ออกเสยี งลงคะแนนเลือกตั้งผสู้ มคั รรับเลอื กตัง้ ไดเ้ ขตละหนึ่งคน รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและ โดยใหแ้ ตล่ ะเขตเลือกต้ังมีสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไดเ้ ขตละหนงึ่ คน มาตรา ๑๐๔ วรรคหนง่ึ ในการเลือกตัง้ ทว่ั ไป ให้ผู้มสี ิทธิ การไดม้ าซึ่งสมาชิกวฒุ สิ ภา และผมู้ ีสิทธเิ ลือกตง้ั มสี ทิ ธิออกเสยี งลงคะแนนเลือกตงั้ ไดค้ นละหนึง่ เลอื กตง้ั มสี ิทธอิ อกเสียงลงคะแนนเลือกบญั ชีรายช่ือผสู้ มคั รรับเลอื กตั้ง มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง การเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร คะแนน โดยจะลงคะแนนเลอื กผู้สมัครรับเลอื กตง้ั ผู้ใด หรือ ที่พรรคการเมอื งจดั ทาขึ้นเพยี งบญั ชีเดียว และมสี ทิ ธิออกเสยี ง ซงึ่ มาจากการเลอื กตง้ั แบบแบ่งเขตเลือกต้ัง ใหผ้ ู้มสี ทิ ธเิ ลอื กตัง้ จะลงคะแนนไมเ่ ลอื กผ้ใู ดเลยกไ็ ด้ ลงคะแนนเลอื กผสู้ มคั รรับเลอื กต้งั แบบแบ่งเขตเลอื กต้ังในเขตเลอื กตงั้ ออกเสียงลงคะแนนเลือกตงั้ ผูส้ มคั รรับเลอื กตง้ั ได้เขตละหน่งึ คน ให้ผูส้ มคั รรบั เลอื กตงั้ ทไี่ ดร้ บั คะแนนสูงสดุ และมคี ะแนนสูงกว่า น้ันได้หนึ่งคน วรรคหก ให้ดาเนินการนับคะแนนที่หน่วยเลอื กตงั้ และให้ คะแนนเสยี งทไ่ี มเ่ ลือกผู้ใด เป็นผไู้ ดร้ ับเลือกตง้ั วรรคสอง ในการเลอื กตัง้ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรแทน ส่งผลการนับคะแนนของหน่วยเลอื กต้งั น้นั ไปรวมท่ีเขตเลอื กตง้ั เพ่ือ หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงื่อนไขในการสมคั รรับเลือกตง้ั ตาแหนง่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบง่ นับคะแนนรวม แล้วใหป้ ระกาศผลการนบั คะแนนโดยเปิดเผย ณ การออกเสยี งลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน เขตเลือกตั้งซ่ึงวา่ งลงตามมาตรา ๑๑๙ (๒) ให้ผมู้ ีสทิ ธิเลอื กตงั้ สมาชกิ สถานที่แห่งใดแห่งหนง่ึ แตเ่ พียงแห่งเดียวในเขตเลอื กต้งั น้นั ตามที่ การประกาศผลการเลือกตัง้ และการอ่ืนที่เกยี่ วข้อง ใหเ้ ป็นไปตาม สภาผู้แทนราษฎรมสี ทิ ธอิ อกเสยี งลงคะแนนเลอื กตั้งผสู้ มัคร คณะกรรมการการเลอื กตัง้ กาหนด เว้นแต่เป็นกรณที ่ีมีความจาเปน็ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการเลือกตง้ั สมาชิกสภา รับเลือกตง้ั ในเขตเลอื กต้งั น้ันไดห้ นง่ึ คน เฉพาะท้องที่ คณะกรรมการการเลือกต้ังจะกาหนดใหน้ ับคะแนน ผู้แทนราษฎร โดยกฎหมายดังกลา่ วจะกาหนดใหผ้ ูส้ มคั รรบั เลอื กตัง้ วรรคสี่ ในแต่ละเขตเลอื กต้งั ให้ดาเนนิ การนบั คะแนนทกุ หน่วย รวมผลการนบั คะแนน และประกาศผลการนบั คะแนนเป็นอย่างอน่ื ต้องยน่ื หลกั ฐานแสดงการเสยี ภาษเี งนิ ได้ประกอบการสมัคร เลอื กตัง้ รวมกนั และประกาศผลการนับคะแนนโดยเปดิ เผย ทั้งนี้ ณ กไ็ ด้ ทั้งน้ี ตามทบ่ี ัญญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู รับเลอื กต้งั ด้วยก็ได้ สถานที่แห่งใดแหง่ หนึ่งแตเ่ พียงแห่งเดียวในเขตเลือกต้งั นนั้ ตามที่ ว่าด้วยการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการไดม้ าซ่ึงสมาชิก ใหค้ ณะกรรมการการเลือกตง้ั ประกาศผลการเลอื กตัง้ เม่ือ คณะกรรมการการเลือกตง้ั กาหนด เวน้ แต่เปน็ กรณที ี่มคี วามจาเปน็ วุฒิสภา ตรวจสอบเบ้ืองต้นแล้วมเี หตุอนั ควรเชอ่ื วา่ ผลการเลอื กตัง้ เป็นไปโดย เฉพาะท้องท่ี คณะกรรมการการเลือกต้ังจะกาหนดเป็นอย่างอ่ืนกไ็ ด้ สุจรติ และเทีย่ งธรรม และมีจานวนไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละเก้าสิบหา้ ของ ท้ังน้ี ตามทบ่ี ญั ญตั ใิ นกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วย (มาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยรฐั ธรรมนญู เขตเลือกตง้ั ทัง้ หมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งตอ้ งตรวจสอบ การเลือกตั้งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วุฒสิ ภา แหง่ ราชอาณาจกั รไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ ๑) พุทธศกั ราช เบอื้ งตน้ และประกาศผลการเลือกต้ังใหแ้ ลว้ เสร็จโดยเรว็ แตต่ อ้ ง มาตรา ๑๑๒ ภายใตบ้ งั คบั บทบญั ญัตแิ ห่งรฐั ธรรมนญู นี้ ๒๕๕๔) ไม่ชา้ กวา่ หกสบิ วนั นับแต่วนั เลอื กตั้ง ทง้ั นี้ การประกาศผลดังกลา่ ว หลกั เกณฑ์และวธิ กี ารเลือกตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรใหเ้ ปน็ ไปตาม ไมเ่ ปน็ การตดั หน้าทแ่ี ละอานาจของคณะกรรมการการเลอื กต้ังท่ีจะ

๔๗ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ดาเนินการสืบสวน ไตส่ วน หรอื วนิ ิจฉัยกรณมี ีเหตอุ นั ควรสงสยั วา่ มี ราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภา การกระทาการทุจรติ ในการเลอื กตั้ง หรือการเลือกตง้ั ไมเ่ ป็นไปโดย สจุ รติ หรอื เทีย่ งธรรม ไม่วา่ จะได้ประกาศผลการเลือกต้ังแลว้ หรือไม่กต็ าม มาตรา ๑๐๒ วรรคสอง การคานวณเกณฑ์จานวนราษฎรตอ่ มาตรา ๙๔ วรรคสอง การคานวณเกณฑจ์ านวนราษฎรตอ่ มาตรา ๘๖ การกาหนดจานวนสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรท่ี สมาชิกหนง่ึ คน ให้คานวณจากจานวนราษฎรทง้ั ประเทศตามหลกั ฐาน สมาชกิ หน่งึ คน ใหค้ านวณจากจานวนราษฎรท้ังประเทศตามหลักฐาน แต่ละจงั หวดั จะพงึ มแี ละการแบง่ เขตเลือกตั้ง ให้ดาเนินการตาม การทะเบยี นราษฎรที่ประกาศในปสี ดุ ทา้ ยกอ่ นปที มี่ กี ารเลอื กต้ัง เฉลย่ี การทะเบยี นราษฎรทปี่ ระกาศในปีสดุ ทา้ ยกอ่ นปที ม่ี ีการเลือกต้งั วธิ ีการ ดังต่อไปน้ี ด้วยจานวนสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรสรี่ ้อยคน เฉลีย่ ด้วยจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามรอ้ ยเจด็ สิบห้าคน (๑) ใหใ้ ช้จานวนราษฎรทงั้ ประเทศตามหลักฐานการทะเบียน วรรคสาม จานวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรทแี่ ตล่ ะจังหวดั จะ วรรคสาม จานวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรทแ่ี ต่ละจงั หวดั จะพงึ ราษฎรท่ปี ระกาศในปสี ุดทา้ ยก่อนปีทมี่ ีการเลอื กต้ัง เฉลี่ยดว้ ย พึงมี ให้นาจานวนราษฎรต่อสมาชิกหนงึ่ คนที่คานวณได้ตามวรรคสอง มี ให้นาจานวนราษฎรต่อสมาชิกหนงึ่ คนท่ีคานวณไดต้ ามวรรคสอง จานวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรสรี่ อ้ ยคน จานวนทีไ่ ดร้ ับใหถ้ อื ว่า มาเฉลย่ี จานวนราษฎรในจังหวดั นนั้ จังหวดั ใดมรี าษฎรไมถ่ งึ เกณฑ์ มาเฉลยี่ จานวนราษฎรในจังหวัดนนั้ จงั หวัดใดมรี าษฎรไมถ่ งึ เกณฑ์ เป็นจานวนราษฎรต่อสมาชกิ หนึ่งคน จานวนราษฎรตอ่ สมาชิกหนึ่งคนตามวรรคสอง ใหม้ ีสมาชกิ สภาผ้แู ทน จานวนราษฎรตอ่ สมาชิกหน่ึงคนตามวรรคสอง ให้มสี มาชกิ สภา (๒) จงั หวดั ใดมรี าษฎรไมถ่ งึ เกณฑจ์ านวนราษฎรตอ่ สมาชิก ราษฎรในจังหวัดน้ันไดห้ นึ่งคน จงั หวดั ใดมีราษฎรเกินเกณฑจ์ านวน ผแู้ ทนราษฎรในจงั หวัดนัน้ ไดห้ น่งึ คน จงั หวัดใดมรี าษฎรเกนิ เกณฑ์ หนง่ึ คนตาม (๑) ใหม้ สี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรในจงั หวดั นน้ั ไดห้ นึง่ ราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรในจงั หวัดนนั้ จานวนราษฎรตอ่ สมาชิกหนึง่ คน ใหม้ ีสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรใน คน โดยให้ถอื เขตจงั หวดั เปน็ เขตเลอื กตัง้ เพิ่มข้นึ อีกหนึ่งคนทกุ จานวนราษฎรทถ่ี ึงเกณฑจ์ านวนราษฎรต่อ จังหวัดนน้ั เพ่ิมขนึ้ อีกหน่งึ คนทุกจานวนราษฎรทถ่ี ึงเกณฑจ์ านวน (๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจานวนราษฎรตอ่ สมาชิกหน่ึงคน ให้ สมาชิกหนง่ึ คน ราษฎรต่อสมาชกิ หนึ่งคน มีสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดน้ันเพ่ิมขึ้นอกี หน่งึ คนทกุ จานวน วรรคสี่ เม่อื ได้จานวนสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรของแต่ละ วรรคสี่ เม่ือไดจ้ านวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรของแต่ละ ราษฎรท่ถี ึงเกณฑ์จานวนราษฎรตอ่ สมาชกิ หน่งึ คน จังหวัดตามวรรคสามแล้ว ถ้าจานวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรยงั ไม่ จงั หวัดตามวรรคสามแล้ว ถ้าจานวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรยังไม่ครบ (๔) เมอ่ื ไดจ้ านวนสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรของแตล่ ะจงั หวัด ครบสรี่ อ้ ยคน จังหวดั ใดมเี ศษท่เี หลือจากการคานวณตามวรรคสาม สามร้อยเจ็ดสิบห้าคน จังหวดั ใดมเี ศษท่ีเหลือจากการคานวณตาม ตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยงั มากท่สี ดุ ให้จงั หวัดนน้ั มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิม่ ข้นึ อีกหนง่ึ คน วรรคสามมากทส่ี ดุ ใหจ้ ังหวัดนัน้ มสี มาชกิ สภาผู้แทนราษฎรเพมิ่ ข้ึนอีก ไม่ครบสี่ร้อยคน จงั หวดั ใดมเี ศษทเี่ หลือจากการคานวณตาม (๓) และใหเ้ พม่ิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกลา่ วแก่จงั หวัดทมี่ ี หน่งึ คน และใหเ้ พิม่ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรตามวธิ กี ารดังกลา่ วแก่ มากทส่ี ุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรเพ่มิ ขนึ้ อกี หนึ่งคน เศษที่เหลือจากการคานวณตามวรรคสามในลาดับรองลงมาตามลาดบั จังหวัดทีม่ เี ศษที่เหลือจากการคานวณตามวรรคสามในลาดบั รองลงมา และใหเ้ พมิ่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดท่ี จนครบจานวนสี่ร้อยคน ตามลาดบั จนครบจานวนสามรอ้ ยเจด็ สิบห้าคน มเี ศษที่เหลอื จากการคานวณนนั้ ในลาดับรองลงมาตามลาดบั จนครบ มาตรา ๑๐๓ จงั หวดั ใดมีการเลอื กต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร วรรคหา้ จงั หวดั ใดมีการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรได้ จานวนสี่รอ้ ยคน ได้ไมเ่ กินหนงึ่ คน ให้ถอื เขตจงั หวดั เปน็ เขตเลือกตงั้ และจงั หวดั ใดมี ไมเ่ กินหน่งึ คน ใหถ้ อื เขตจังหวดั เปน็ เขตเลอื กตง้ั และจังหวดั ใดมี (๕) จังหวัดใดมกี ารเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรไดเ้ กนิ การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรได้เกนิ หนงึ่ คน ใหแ้ บ่งเขต การเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรได้เกนิ หน่ึงคน ใหแ้ บ่งเขต หน่งึ คน ใหแ้ บง่ เขตจังหวัดออกเปน็ เขตเลอื กต้ังเท่าจานวนสมาชิก จังหวัดออกเปน็ เขตเลอื กต้งั มีจานวนเท่าจานวนสมาชิกสภาผู้แทน จังหวัดออกเป็นเขตเลือกตง้ั มีจานวนเทา่ จานวนสมาชกิ สภาผแู้ ทน สภาผู้แทนราษฎรทีพ่ ึงมี โดยต้องแบ่งพืน้ ทข่ี องเขตเลือกตง้ั แต่ละเขต ราษฎรทีพ่ งึ มี โดยจดั ให้แต่ละเขตเลอื กตัง้ มีจานวนสมาชกิ สภาผู้แทน ราษฎรทีพ่ ึงมี โดยจดั ให้แต่ละเขตเลือกต้ังมจี านวนสมาชกิ สภาผูแ้ ทน ให้ติดต่อกันและตอ้ งจัดใหม้ ีจานวนราษฎรในแตล่ ะเขตใกลเ้ คียงกัน ราษฎรหนงึ่ คน ราษฎรหน่ึงคน และในกรณที ีจ่ งั หวดั ใดมีการแบ่งเขตเลือกตง้ั

๔๘ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จังหวัดใดมีการแบง่ เขตเลือกต้ังมากกวา่ หนึ่งเขต ต้องแบง่ พน้ื ท่ี มากกว่าหนง่ึ เขต ตอ้ งแบ่งพ้ืนทีข่ องเขตเลอื กตงั้ แตล่ ะเขตให้ (มาตรา ๘๖ แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร ของเขตเลอื กต้งั แตล่ ะเขตให้ตดิ ตอ่ กนั และต้องใหจ้ านวนราษฎรใน แต่ละเขตใกลเ้ คียงกนั ติดตอ่ กนั และตอ้ งให้จานวนราษฎรในแตล่ ะเขตใกลเ้ คียงกัน ไทย แกไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี ๑) พุทธศกั ราช ๒๕๖๔) มาตรา ๑๐๘ พรรคการเมืองทส่ี ่งสมาชิกเขา้ เป็นผ้สู มคั รรับ (มาตรา ๙๔ แกไ้ ขเพิ่มเติมโดยรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักร มาตรา ๘๗ ผู้สมคั รรบั เลือกตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแบบ เลอื กตง้ั ในการเลือกต้ังแบบแบ่งเขตเลอื กตง้ั ในเขตเลือกตัง้ ใด จะส่ง ไทย แก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๑) พทุ ธศักราช ๒๕๕๔) แบ่งเขตเลือกตัง้ ตอ้ งเป็นผซู้ ง่ึ พรรคการเมืองทต่ี นเป็นสมาชกิ ส่งสมคั ร ไดค้ นเดียวในเขตเลอื กตัง้ นั้น รบั เลือกต้งั และจะสมคั รรับเลอื กต้ังเกนิ หนงึ่ เขตมไิ ด้ มาตรา ๑๐๓ พรรคการเมืองที่สง่ สมาชิกเขา้ เป็นผสู้ มคั รรับ เลือกตง้ั ในการเลอื กตัง้ ในเขตเลอื กตั้งใด ต้องส่งสมาชิกเข้าสมคั รรับ เมอ่ื มีการสมัครรับเลอื กต้ังแล้ว ผสู้ มคั รรับเลอื กตั้งหรือพรรค เลอื กตงั้ ให้ครบจานวนสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรที่จะพงึ มไี ดใ้ น การเมอื งจะถอนการสมคั รรับเลอื กตง้ั หรอื เปลยี่ นแปลงผสู้ มคั รรบั เขตเลอื กตั้งนั้น และจะส่งเกนิ จานวนดังกลา่ วมไิ ด้ เลอื กต้งั ได้เฉพาะกรณผี ูส้ มคั รรบั เลอื กต้ังตายหรอื ขาดคณุ สมบตั หิ รอื มีลกั ษณะต้องห้าม และตอ้ งกระทากอ่ นปิดการรบั สมัครรับเลือกต้ัง เมอื่ พรรคการเมืองใดสง่ สมาชิกเขา้ สมัครรบั เลือกตง้ั ครบจานวน ตามวรรคหนึ่งแล้ว แม้ภายหลงั จะมีจานวนลดลงจนไมค่ รบจานวน มาตรา ๘๘ ในการเลือกต้งั ท่วั ไป ใหพ้ รรคการเมืองท่สี ง่ ไม่วา่ ดว้ ยเหตุใด ใหถ้ ือว่าพรรคการเมอื งนั้นสง่ สมาชิกเข้าสมัครรับ ผู้สมคั รรบั เลอื กตงั้ แจ้งรายช่อื บคุ คลซ่งึ พรรคการเมืองน้นั มมี ติว่าจะ เลือกตั้งครบจานวนแลว้ เสนอใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรเพือ่ พจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ชอบแตง่ ตง้ั เปน็ นายกรัฐมนตรีไมเ่ กินสามรายช่อื ตอ่ คณะกรรมการการเลือกตง้ั ก่อน เม่อื พรรคการเมืองใดสง่ สมาชิกเขา้ สมคั รรบั เลอื กตั้งแลว้ พรรค ปิดการรบั สมัครรับเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลอื กตั้ง การเมืองนนั้ หรอื ผสู้ มคั รรบั เลือกตง้ั ของพรรคการเมืองนนั้ จะถอน ประกาศรายชอื่ บุคคลดังกล่าวใหป้ ระชาชนทราบ และให้นาความใน การสมัครรบั เลือกตัง้ หรอื เปล่ียนแปลงผสู้ มคั รรบั เลอื กต้ังมไิ ด้ มาตรา ๘๗ วรรคสอง มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม พรรคการเมอื งจะไมเ่ สนอรายชอื่ บคุ คลตามวรรคหน่งึ ก็ได้ มาตรา ๘๙ การเสนอชือ่ บคุ คลตามมาตรา ๘๘ ต้องเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องมีหนังสอื ยินยอมของบุคคลซ่ึงไดร้ ับการเสนอชื่อ โดยมี รายละเอยี ดตามทคี่ ณะกรรมการการเลือกตั้งกาหนด

๔๙ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๒) ผไู้ ดร้ บั การเสนอชื่อตอ้ งเปน็ ผมู้ คี ณุ สมบัติและไมม่ ลี กั ษณะ ตอ้ งหา้ มทจ่ี ะเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ และไมเ่ คยทาหนงั สอื ยนิ ยอมตาม (๑) ให้พรรคการเมืองอ่นื ในการเลือกต้ังคราวนั้น การเสนอชอ่ื บคุ คลใดทมี่ ไิ ด้เปน็ ไปตามวรรคหน่งึ ให้ถอื ว่าไมม่ ี การเสนอชอ่ื บคุ คลน้ัน มาตรา ๙๙ วรรคหนงึ่ การเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๙๕ การเลือกตั้งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชี แบบบัญชรี ายชอื่ ให้ผู้มสี ิทธิเลือกตั้งมสี ิทธอิ อกเสียงลงคะแนนเลือก รายช่อื ให้ผมู้ สี ิทธเิ ลือกตั้งมสี ทิ ธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบญั ชี บัญชรี ายชื่อผสู้ มคั รรับเลอื กตง้ั ท่พี รรคการเมืองจัดทาขนึ้ โดยใหเ้ ลอื ก รายช่อื ผู้สมัครรับเลอื กตัง้ ทพี่ รรคการเมอื งจดั ทาขนึ้ โดยให้ผมู้ ีสิทธิ บญั ชรี ายชื่อใดบัญชรี ายชื่อหนึ่งเพยี งบญั ชีเดยี ว และให้ถอื เขตประเทศ เลือกต้งั มสี ิทธอิ อกเสยี งลงคะแนนเลอื กบญั ชีรายช่อื ใดบญั ชีรายชอ่ื เป็นเขตเลอื กตงั้ หน่งึ เพยี งบญั ชีเดียว และให้ถอื เขตประเทศเป็นเขตเลือกต้ัง มาตรา ๑๐๔ วรรคหนง่ึ ในการเลือกต้ังทว่ั ไป ใหผ้ ู้มสี ทิ ธิ เลอื กต้ังมสี ทิ ธอิ อกเสียงลงคะแนนเลอื กบัญชีรายชื่อผสู้ มคั รรบั เลือกตั้ง (มาตรา ๙๕ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร ทีพ่ รรคการเมืองจดั ทาขน้ึ เพียงบญั ชีเดียว และมสี ทิ ธิออกเสยี ง ไทย แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔) ลงคะแนนเลือกผสู้ มคั รรบั เลือกต้งั แบบแบ่งเขตเลอื กต้ังในเขตเลือกตงั้ นัน้ ได้หนึง่ คน มาตรา ๙๙ วรรคสอง บัญชรี ายช่ือผสู้ มัครรับเลอื กตงั้ ตาม มาตรา ๙๖ บัญชรี ายช่ือผสู้ มัครรบั เลอื กตั้งตามมาตรา ๙๕ ให้ มาตรา ๙๐ พรรคการเมอื งใดสง่ ผู้สมคั รรับเลือกตงั้ แบบแบ่ง วรรคหนง่ึ ให้พรรคการเมืองจดั ทาขึ้นพรรคการเมืองละหน่งึ บัญชี พรรคการเมืองจัดทาข้นึ พรรคการเมืองละหนง่ึ บัญชี ไม่เกนิ บญั ชีละ เขตเลอื กตงั้ แล้ว ให้มีสทิ ธสิ ่งผสู้ มัครรบั เลือกตง้ั แบบบัญชรี ายชอ่ื ได้ ไมเ่ กนิ บญั ชลี ะหน่ึงร้อยคน และใหย้ ืน่ ต่อคณะกรรมการการเลือกต้ัง หนงึ่ ร้อยยส่ี ิบหา้ คน และใหย้ ่นื ต่อคณะกรรมการการเลือกตัง้ กอ่ นวนั การสง่ ผสู้ มัครรบั เลือกตั้งแบบบญั ชีรายชือ่ ให้พรรคการเมือง ก่อนวันเปิดสมคั รรบั เลอื กตงั้ สมาชกิ ซงึ่ มาจากการเลือกตง้ั แบบแบง่ เปดิ สมคั รรับเลอื กตงั้ สมาชกิ ซึง่ มาจากการเลือกต้ังแบบแบง่ จดั ทาบัญชรี ายชือ่ พรรคละหน่งึ บญั ชี โดยผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั ของ เขตเลือกตง้ั เขตเลือกต้งั แต่ละพรรคต้องไม่ซ้ากัน และไม่ซา้ กบั รายชอ่ื ผสู้ มัครรับเลือกต้ังแบบ วรรคสาม รายช่อื ของบคุ คลในบัญชีรายชื่อตามวรรคหนงึ่ บัญชรี ายช่ือผสู้ มัครรับเลอื กต้ังของพรรคการเมอื งใดทไ่ี ดย้ ืน่ ไว้ แบง่ เขตเลอื กตง้ั โดยสง่ บญั ชรี ายชอื่ ดังกลา่ วใหค้ ณะกรรมการ จะต้อง แลว้ ถ้าปรากฏวา่ ก่อนหรอื ในวันเลอื กตั้งมีเหตุไมว่ ่าดว้ ยประการใด การเลือกตงั้ กอ่ นปดิ การรับสมคั รรับเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร (๑) ประกอบด้วยรายชอ่ื ผสู้ มคั รรบั เลอื กต้ังจากภูมิภาคต่าง ๆ ท่ีมผี ลทาใหบ้ ญั ชรี ายชอ่ื ของพรรคการเมอื งนัน้ มีจานวนผู้สมัครรับ แบบแบ่งเขตเลือกตง้ั อย่างเป็นธรรม เลือกต้ังแบบบญั ชรี ายชื่อไม่ครบตามจานวนท่พี รรคการเมอื งนนั้ ได้ การจัดทาบญั ชรี ายชือ่ ตามวรรคสอง ต้องใหส้ มาชิกของพรรค (๒) ไมซ่ า้ กับรายชือ่ ในบญั ชที พี่ รรคการเมอื งอน่ื จดั ทาขนึ้ และ ย่นื ไว้ ให้ถอื ว่าบัญชรี ายชื่อของพรรคการเมืองนั้นมีจานวนผสู้ มคั รรับ การเมืองมสี ่วนร่วมในการพจิ ารณาดว้ ย โดยต้องคานึงถึงผ้สู มคั รรบั ไมซ่ า้ กับรายชือ่ ของผูส้ มคั รรับเลือกตงั้ แบบแบ่งเขตเลอื กตง้ั ตาม เลือกตั้งแบบบัญชรี ายช่ือเทา่ ทม่ี ีอยู่ และในกรณนี ี้ใหถ้ ือวา่ สภา เลือกตงั้ จากภมู ภิ าคตา่ ง ๆ และความเทา่ เทยี มกนั ระหว่างชายและ มาตรา ๑๐๒ และ ผูแ้ ทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มอี ยู่ หญงิ (๓) จดั ทารายช่อื เรยี งตามลาดบั หมายเลข

รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ ๕๐ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๗ การจดั ทาบญั ชผี รู้ บั สมัครรับเลือกตั้งของพรรค การเมืองสาหรับการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชี รายชือ่ ให้ดาเนนิ การดังตอ่ ไปนี้ (๑) บัญชีรายชอื่ ผสู้ มคั รรับเลือกตงั้ ต้องประกอบดว้ ยรายช่ือ ผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั จากภมู ภิ าคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และตอ้ ง คานึงถึงโอกาส สัดส่วนท่ีเหมาะสมและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง และชาย (๒) รายช่ือในบัญชีต้องไมซ่ า้ กบั บญั ชีรายชื่อท่ีพรรคการเมอื ง อื่นจดั ทาข้ึน และไมซ่ ้ากบั รายชื่อของผ้สู มัครรับเลอื กตงั้ แบบแบง่ เขตเลือกต้ังตามมาตรา ๙๔ และ (๓) จัดทารายชือ่ เรยี งตามลาดบั หมายเลข (มาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยรฐั ธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบับท่ี ๑) พุทธศกั ราช ๒๕๕๔) มาตรา ๑๐๐ บญั ชีรายชือ่ ของพรรคการเมืองใดไดค้ ะแนน มาตรา ๙๘ การคานวณสดั ส่วนผสู้ มัครรับเลอื กตง้ั ตามบัญชี มาตรา ๙๑ การคานวณสดั สว่ นผสู้ มัครรับเลอื กตง้ั ตามบัญชี เสียงน้อยกว่ารอ้ ยละห้าของจานวนคะแนนเสยี งรวมทั้งประเทศ ให้ถือ รายช่ือของแต่ละพรรคการเมอื งทจี่ ะไดร้ บั เลือกตัง้ ใหน้ าคะแนนที่ รายชอ่ื ของแตล่ ะพรรคการเมอื งทจี่ ะไดร้ บั เลือกต้งั ให้นาคะแนนท่ี ว่าไม่มผี ู้ใดในบญั ชนี ั้นไดร้ บั เลือกตง้ั และมิใหน้ าคะแนนเสียงดังกลา่ ว แต่ละพรรคการเมอื งได้รับการเลือกตง้ั มารวมกนั ทง้ั ประเทศแลว้ แต่ละพรรคการเมืองไดร้ ับการเลอื กตง้ั มารวมกันทง้ั ประเทศแล้ว มารวมคานวณเพ่อื หาสัดสว่ นจานวนสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรตาม คานวณเพอื่ แบง่ จานวนผ้ทู ี่จะได้รบั เลือกของแตล่ ะพรรคการเมอื ง คานวณเพอ่ื แบ่งจานวนผูท้ ี่จะได้รบั เลือกของแต่ละพรรคการเมอื ง วรรคสอง เปน็ สัดสว่ นที่สัมพนั ธ์กนั โดยตรงกบั จานวนคะแนนรวมข้างตน้ โดย เปน็ สดั ส่วนทส่ี ัมพันธก์ ันโดยตรงกบั จานวนคะแนนรวมข้างต้น โดย วิธคี านวณสดั สว่ นคะแนนเสยี งท่บี ัญชรี ายชื่อของพรรคการเมือง ให้ผูส้ มคั รรบั เลือกตง้ั ซง่ึ มรี ายชอื่ ในบญั ชีรายชื่อของแตล่ ะพรรค ใหผ้ สู้ มคั รรับเลอื กต้ังซง่ึ มรี ายช่ือในบัญชรี ายช่อื ของแต่ละพรรค แต่ละพรรคไดร้ บั อันจะถือว่าบคุ คลซงึ่ มีรายช่อื อยู่ในบญั ชีของพรรค การเมืองไดร้ บั เลือกตามเกณฑค์ ะแนนทีค่ านวณไดเ้ รยี งตามลาดับ การเมอื งได้รบั เลือกตามเกณฑ์คะแนนท่ีคานวณได้เรยี งตามลาดบั การเมืองนน้ั ได้รับเลอื กต้ังตามสดั ส่วนท่ีคานวณได้ ใหเ้ ปน็ ไปตาม หมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ท้งั น้ี ตามหลกั เกณฑ์ หมายเลขในบญั ชรี ายชอ่ื ของพรรคการเมืองน้ัน หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเง่อื นไขท่กี าหนดในกฎหมายประกอบ และวธิ กี ารทบ่ี ญั ญัตไิ ว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วย หลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และเง่อื นไขในการสมคั รรบั เลอื กตั้งมาชิก รฐั ธรรมนูญว่าด้วยการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรและการไดม้ าซึง่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชรี ายชอ่ื การออกเสยี งลงคะแนน การนับ วุฒสิ ภา วฒุ ิสภา คะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตงั้ และการอ่ืน ให้ถอื ว่าผู้สมคั รรับเลือกต้ังซ่งึ มรี ายชื่ออยู่ในบญั ชีรายชอ่ื ของ ใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ๙๔ วรรคหก มาใชบ้ งั คับกับการนับ ทเ่ี กีย่ วข้อง ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู แต่ละพรรคการเมอื ง ไดร้ ับเลือกตง้ั เรยี งตามลาดับจากหมายเลขตน้ คะแนนการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรแบบบญั ชรี ายช่อื ดว้ ย วา่ ด้วยการเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร

๕๑ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัญชีลงไปตามจานวนสดั สว่ นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรทค่ี านวณได้ โดยอนโุ ลม ทง้ั นี้ คณะกรรมการการเลอื กตั้งอาจกาหนดให้มี (มาตรา ๙๑ แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ โดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร สาหรับบญั ชรี ายช่ือนน้ั การรวมผลการนบั คะแนนเบื้องตน้ ท่จี ังหวัดกอ่ นกไ็ ด้ ไทย แกไ้ ขเพ่มิ เติม (ฉบับที่ ๑) พทุ ธศักราช ๒๕๖๔) มาตรา ๑๐๔ วรรคหา้ การนับคะแนนและการประกาศ คะแนนท่ีบญั ชีรายช่อื แตล่ ะบญั ชีได้รับในแตล่ ะเขตเลอื กตงั้ ตามมาตรา (มาตรา ๙๘ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร ๑๐๓ ให้นาบทบัญญัติวรรคสมี่ าใชบ้ งั คับโดยอนุโลม ไทย แกไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔) มาตรา ๙๒ เขตเลอื กตงั้ ที่ไมม่ ผี สู้ มคั รรับเลือกต้ังรายใดได้รบั คะแนนเสยี งเลอื กตง้ั มากกว่าคะแนนเสยี งทไ่ี มเ่ ลือกผใู้ ดเปน็ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรในเขตเลอื กตั้งนน้ั ให้จดั ให้มีการเลือกต้ัง ใหม่ และมิใหน้ ับคะแนนทผ่ี สู้ มคั รรับเลอื กตงั้ แตล่ ะคนได้รบั ไปใช้ ในการคานวณตามมาตรา ๙๑ ในกรณเี ช่นน้ี ใหค้ ณะกรรมการ การเลอื กตัง้ ดาเนินการให้มกี ารรับสมคั รผสู้ มัครรบั เลอื กตงั้ ใหม่ โดยผสู้ มคั รรบั เลอื กตั้งเดิมทกุ รายไม่มสี ทิ ธสิ มคั รรบั เลือกต้ังใน การเลือกตั้งทีจ่ ะจัดขน้ึ ใหมน่ ั้น มาตรา ๙๓ ในการเลอื กตั้งท่ัวไป ถา้ ตอ้ งมกี ารเลอื กตง้ั แบบ แบ่งเขตเลอื กตั้งใหม่ในบางเขตหรอื บางหนว่ ยเลอื กตัง้ กอ่ นประกาศ ผลการเลอื กตง้ั หรือการเลือกต้ังยงั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ หรือยงั ไม่มี การประกาศผลการเลือกต้ังครบทกุ เขตเลอื กต้ังไม่ว่าด้วยเหตุใด การคานวณจานวนสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรท่ีแตล่ ะพรรคการเมือง พึงมี และจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชีรายชอื่ ทแี่ ตล่ ะ พรรคการเมอื งพึงไดร้ บั ให้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ วธิ กี าร และ เงอ่ื นไขทีบ่ ัญญตั ไิ ว้ในพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วย การเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรณที ี่ผลการคานวณตามวรรคหนึ่งทาให้จานวนสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรแบบบัญชรี ายชอื่ ของพรรคการเมืองใดลดลง ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมอื งนั้นใน ลาดับทา้ ยตามลาดับพ้นจากตาแหน่ง มาตรา ๙๔ ภายในหนง่ึ ปหี ลงั จากวนั เลือกตง้ั อนั เป็น การเลอื กตั้งทวั่ ไป ถา้ ตอ้ งมีการเลอื กต้งั สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร แบบแบง่ เขตเลอื กตง้ั ในเขตเลอื กตงั้ ใดข้ึนใหม่ เพราะเหตทุ ี่

๕๒ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๕ บุคคลผ้มู ีคณุ สมบตั ดิ ังตอ่ ไปนี้ เปน็ ผู้มีสทิ ธเิ ลอื กตั้ง การเลือกต้ังในเขตเลือกตัง้ น้นั มิไดเ้ ปน็ ไปโดยสจุ รติ และเทย่ี งธรรม (๑) มีสญั ชาตไิ ทย แตบ่ คุ คลผมู้ ีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตอ้ งไดส้ ัญชาติไทยมาแลว้ ไมน่ ้อยกว่าหา้ ปี ใหน้ าความในมาตรา ๙๓ มาใชบ้ งั คับโดยอนุโลม (๒) มอี ายุไมต่ า่ กว่าสบิ แปดปีบรบิ รู ณใ์ นวันท่ี ๑ มกราคมของปที ม่ี ี การเลือกตั้ง และ การเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแทนตาแหนง่ ทีว่ ่างไมว่ า่ (๓) มีช่ืออยู่ในทะเบียนบา้ นในเขตเลือกตงั้ มาแลว้ เป็นเวลา ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนบั ถึงวันเลือกต้ัง ดว้ ยเหตใุ ดภายหลังพ้นเวลาหนง่ึ ปนี บั แต่วันเลอื กต้ังทัว่ ไป มใิ หม้ ี ผูม้ ีสทิ ธิเลอื กต้ังซงึ่ อยู่นอกเขตเลอื กตัง้ ตามมาตรา ๑๐๓ ท่ีตนมชี ื่อ อยใู่ นทะเบยี นบ้าน หรือมชี ื่ออย่ใู นทะเบียนบ้านในเขตเลอื กตั้งเป็นเวลา ผลกระทบกับการคานวณสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรที่แตล่ ะพรรค นอ้ ยกว่าเก้าสิบวันนับถงึ วันเลอื กต้งั หรอื มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร ยอ่ มมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลอื กตง้ั ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ การเมอื งจะพึงมตี ามมาตรา ๙๑ เง่ือนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภา ผูแ้ ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒสิ ภาบัญญตั ิ มาตรา ๙๙ บุคคลผมู้ ีคณุ สมบัติดงั ตอ่ ไปนี้ เปน็ ผ้มู ีสิทธเิ ลอื กตั้ง มาตรา ๙๕ บคุ คลผู้มีคณุ สมบัตดิ งั ต่อไปน้ี เปน็ ผมู้ ีสทิ ธิ มาตรา ๑๐๖ บคุ คลผู้มลี กั ษณะดงั ตอ่ ไปน้ใี นวนั เลือกต้งั เป็น (๑) มสี ญั ชาติไทย แตบ่ คุ คลผมู้ ีสญั ชาตไิ ทยโดยการแปลงสญั ชาติ เลือกต้ัง บคุ คลต้องห้ามมใิ ห้ใชส้ ิทธิเลอื กตั้ง คือ ต้องไดส้ ัญชาตไิ ทยมาแลว้ ไมน่ ้อยกวา่ หา้ ปี (๑) มสี ญั ชาติไทย แตบ่ คุ คลผูม้ สี ญั ชาติไทยโดยการแปลง (๑) วิกลจรติ หรอื จติ ฟัน่ เฟอื นไมส่ มประกอบ (๒) เปน็ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนกั บวช (๒) มีอายไุ มต่ า่ กวา่ สิบแปดปบี รบิ รู ณใ์ นวันท่ี ๑ มกราคมของปี สัญชาติ ต้องไดส้ ญั ชาตไิ ทยมาแล้วไม่น้อยกวา่ ห้าปี ที่มีการเลือกตง้ั และ (๒) มีอายไุ มต่ ่ากวา่ สบิ แปดปีในวันเลือกตงั้ (๓) มีชือ่ อย่ใู นทะเบียนบา้ นในเขตเลือกต้ังมาแล้วเป็นเวลา (๓) มชี ่อื อย่ใู นทะเบียนบ้านในเขตเลอื กตั้งมาแลว้ เปน็ เวลา ไม่น้อยกวา่ เก้าสิบวันนับถึงวนั เลือกต้งั ไมน่ ้อยกว่าเกา้ สิบวนั นับถงึ วันเลือกตัง้ ผู้มีสิทธิเลอื กตั้งซง่ึ อยูน่ อกเขตเลอื กตง้ั ทต่ี นมชี ่ืออยู่ในทะเบียน ผมู้ สี ทิ ธิเลอื กตั้งซง่ึ อย่นู อกเขตเลอื กตงั้ ทตี่ นมชี ื่ออยใู่ นทะเบียน บา้ น หรอื มีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตง้ั เป็นเวลาน้อยกว่า บา้ น หรอื มีชอ่ื อยใู่ นทะเบียนบา้ นในเขตเลือกต้งั เปน็ เวลานอ้ ยกว่า เก้าสบิ วนั นับถงึ วันเลอื กต้งั หรอื มีถ่ินท่ีอยู่นอกราชอาณาจักร ย่อมมี เก้าสบิ วนั นบั ถงึ วันเลอื กตงั้ หรอื มถี ่นิ ทีอ่ ยู่นอกราชอาณาจักร สิทธิออกเสยี งลงคะแนนเลือกตั้ง ท้ังน้ี ตามหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และ จะขอลงทะเบียนเพอ่ื ออกเสยี งลงคะแนนเลอื กตง้ั นอกเขตเลือกต้ัง เงอื่ นไขที่บัญญตั ไิ วใ้ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วย ณ สถานท่ี และตามวนั เวลา วิธีการ และเง่อื นไขทบ่ี ญั ญตั ิไว้ใน การเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและการได้มาซง่ึ สมาชิกวุฒสิ ภา พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรกไ็ ด้ ผมู้ ีสทิ ธเิ ลือกตั้งซึ่งไม่ไปใชส้ ิทธเิ ลือกต้ังโดยมไิ ด้แจ้งเหตุอัน สมควรตามพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร อาจถกู จากัดสทิ ธบิ างประการตามท่ี กฎหมายบญั ญตั ิ มาตรา ๑๐๐ บคุ คลผมู้ ีลักษณะดงั ต่อไปนใี้ นวันเลอื กตั้ง เปน็ มาตรา ๙๖ บคุ คลผมู้ ีลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้ในวันเลอื กต้งั เปน็ บุคคลตอ้ งห้ามมใิ หใ้ ช้สิทธเิ ลอื กตงั้ บุคคลตอ้ งห้ามมใิ หใ้ ช้สทิ ธิเลือกต้ัง (๑) เป็นภกิ ษุ สามเณร นกั พรต หรือนกั บวช (๑) เปน็ ภิกษุ สามเณร นกั พรต หรอื นักบวช (๒) อยใู่ นระหวา่ งถกู เพกิ ถอนสทิ ธเิ ลอื กตงั้ (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพกิ ถอนสิทธเิ ลอื กต้งั ไมว่ ่าคดีน้ันจะถงึ ท่ีสุดแลว้ หรอื ไม่

๕๓ นาถะ ดวงวชิ ยั ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ (๓) ตอ้ งคมุ ขงั อยูโ่ ดยหมายของศาลหรอื โดยคาส่ังทช่ี อบด้วย (๓) ต้องคมุ ขังอยโู่ ดยหมายของศาลหรือโดยคาส่ังท่ีชอบดว้ ย (๓) ต้องคมุ ขงั อยโู่ ดยหมายของศาลหรือโดยคาสัง่ ทีช่ อบด้วย กฎหมาย กฎหมาย กฎหมาย (๔) อย่ใู นระหว่างถกู เพกิ ถอนสิทธเิ ลอื กตง้ั (๔) วกิ ลจรติ หรือจิตฟ่ันเฟอื นไมส่ มประกอบ (๔) วิกลจริตหรอื จติ ฟั่นเฟอื นไมส่ มประกอบ มาตรา ๑๐๗ บุคคลผู้มคี ณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปนี้ เปน็ ผมู้ สี ิทธสิ มคั ร รับเลอื กตัง้ เปน็ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร มาตรา ๑๐๑ บุคคลผมู้ คี ณุ สมบตั ดิ ังต่อไปนี้ เปน็ ผมู้ สี ทิ ธิ มาตรา ๙๗ บุคคลผู้มคี ณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี เป็นผมู้ สี ทิ ธิสมคั ร (๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกดิ สมคั รรบั เลือกตงั้ เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร รบั เลือกตั้งเป็นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร (๒) มอี ายุไมต่ ่ากวา่ ยส่ี บิ หา้ ปีบรบิ ูรณใ์ นวันเลือกตง้ั (๓) สาเร็จการศกึ ษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรีหรือเทยี บเท่า เว้นแต่ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๑) มีสญั ชาติไทยโดยการเกดิ เคยเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ ิสภา (๔) เปน็ สมาชกิ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนง่ึ แตเ่ พยี ง (๒) มอี ายไุ ม่ตา่ กวา่ ยี่สบิ ห้าปบี รบิ รู ณ์ในวันเลอื กตั้ง (๒) มีอายไุ มต่ า่ กว่ายส่ี บิ หา้ ปนี บั ถงึ วนั เลอื กตง้ั พรรคเดยี วนับถึงวนั สมคั รรับเลือกตงั้ เปน็ เวลาติดต่อกันไม่นอ้ ยกวา่ เก้าสิบวนั (๓) เปน็ สมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียง (๓) เป็นสมาชกิ พรรคการเมืองใดพรรคการเมอื งหนึ่งแต่เพียง (๕) ผสู้ มคั รรบั เลือกตง้ั แบบแบ่งเขตเลือกต้ังตอ้ งมีลกั ษณะ อย่างใดอย่างหนงึ่ ดังตอ่ ไปน้ี ด้วย คือ พรรคเดยี วเปน็ เวลาตดิ ตอ่ กันไมน่ ้อยกวา่ เก้าสบิ วนั นับถึงวนั เลือกตัง้ พรรคการเมืองเดยี ว เป็นเวลาติดตอ่ กันไม่นอ้ ยกวา่ เก้าสบิ วันนับถงึ (ก) มชี อ่ื อยู่ในทะเบียนบ้านในจงั หวัดที่สมคั รรบั เลอื กตัง้ เว้นแต่ในกรณที ่ีมีการเลอื กต้งั ท่ัวไปเพราะเหตุยบุ สภา ตอ้ งเป็นสมาชิก วันเลอื กตัง้ เว้นแต่ในกรณีทีม่ กี ารเลือกตง้ั ทั่วไปเพราะเหตยุ ุบสภา มาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไมน่ อ้ ยกวา่ หน่ึงปีนับถึงวนั สมัครรบั เลือกตง้ั พรรคการเมืองใดพรรคการเมอื งหน่ึงแตเ่ พยี งพรรคเดยี วเป็นเวลา ระยะเวลาเก้าสิบวนั ดังกล่าวใหล้ ดลงเหลอื สามสิบวนั (ข) เคยเปน็ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรจงั หวดั ทส่ี มัครรับ เลอื กตงั้ หรอื เคยเป็นสมาชิกสภาทอ้ งถ่ินหรอื ผ้บู ริหารทอ้ งถิ่นใน ตดิ ต่อกันไมน่ ้อยกวา่ สามสบิ วนั นับถงึ วันเลอื กต้ัง (๔) ผู้สมคั รรับเลือกตงั้ แบบแบ่งเขตเลือกต้ัง ตอ้ งมลี ักษณะ จังหวดั น้นั (๔) ผูส้ มัครรบั เลือกต้งั แบบแบง่ เขตเลือกต้งั ต้องมีลักษณะ อย่างใดอย่างหนง่ึ ดงั ต่อไปนด้ี ้วย (ค) เป็นบคุ คลซ่ึงเกิดในจงั หวดั ท่สี มัครรับเลอื กต้งั (ง) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ต้งั อยูใ่ นจังหวัดที่สมคั รรบั อยา่ งใดอยา่ งหนึ่งดังต่อไปนด้ี ้วย (ก) มชี อื่ อยใู่ นทะเบยี นบ้านในจังหวดั ทสี่ มัครรบั เลือกตง้ั เลอื กต้งั เป็นเวลาตดิ ต่อกนั ไมน่ ้อยกวา่ สองปีการศึกษา (จ) เคยรบั ราชการหรอื เคยมีชือ่ อยใู่ นทะเบียนบ้านใน (ก) มชี ่อื อยู่ในทะเบียนบา้ นในจงั หวดั ทส่ี มคั รรบั เลอื กตั้ง มาแลว้ เปน็ เวลาติดตอ่ กันไมน่ ้อยกวา่ ห้าปีนับถงึ วนั สมคั รรบั เลือกตง้ั จงั หวัดทส่ี มคั รรับเลือกต้งั เปน็ เวลาตดิ ต่อกนั ไม่น้อยกวา่ สองปี มาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไมน่ อ้ ยกวา่ ห้าปีนับถงึ วันสมัครรบั เลอื กตงั้ (ข) เปน็ บุคคลซง่ึ เกิดในจังหวัดทส่ี มคั รรบั เลอื กตัง้ (ข) เป็นบุคคลซ่งึ เกดิ ในจังหวัดทส่ี มคั รรับเลือกตง้ั (ค) เคยศกึ ษาในสถานศกึ ษาท่ตี ้ังอย่ใู นจงั หวดั ทส่ี มัครรบั (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาท่ตี ั้งอยู่ในจงั หวดั ทสี่ มัครรับ เลอื กตั้งเป็นเวลาตดิ ตอ่ กันไมน่ ้อยกว่าห้าปีการศกึ ษา เลือกตั้งเปน็ เวลาตดิ ตอ่ กนั ไมน่ ้อยกว่าหา้ ปีการศึกษา (ง) เคยรบั ราชการหรือปฏิบตั หิ นา้ ท่ีในหนว่ ยงานของรัฐ (ง) เคยรับราชการหรือเคยมชี ่ืออยู่ในทะเบยี นบ้านในจังหวดั หรือเคยมชี อื่ อยู่ในทะเบียนบ้านในจงั หวดั ท่สี มคั รรับเลือกต้ัง แล้วแต่ ที่สมัครรบั เลอื กตัง้ เป็นเวลาติดต่อกันไมน่ ้อยกวา่ ห้าปี กรณี เปน็ เวลาตดิ ต่อกนั ไมน่ อ้ ยกวา่ หา้ ปี (๕) ยกเลิก (๖) คณุ สมบตั ิอื่นตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบัญญัตปิ ระกอบ รฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒสิ ภา (มาตรา ๑๐๑ (๕) ยกเลิก โดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร ไทย แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ ๑) พทุ ธศักราช ๒๕๕๔)

๕๔ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๙ บคุ คลผู้มีลักษณะดงั ต่อไปน้ี เปน็ บคุ คลต้องหา้ ม มาตรา ๔๘ ผู้ดารงตาแหน่งทางการเมอื งจะเป็นเจา้ ของกิจการ มาตรา ๙๘ บุคคลผู้มลี กั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้ เป็นบคุ คลต้องหา้ ม มิให้ใชส้ ทิ ธสิ มัครรบั เลอื กต้ังเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร คอื หรอื ถอื หุ้นในกิจการหนังสือพมิ พ์ วิทยุกระจายเสียง วทิ ยุโทรทัศน์ หรือ มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร (๑) ตดิ ยาเสพตดิ ให้โทษ โทรคมนาคม มิได้ ไมว่ า่ ในนามของตนเองหรอื ให้ผู้อื่นเปน็ เจา้ ของ (๑) ตดิ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ (๒) เปน็ บคุ คลล้มละลายซ่ึงศาลยงั ไมส่ ัง่ ใหพ้ น้ จากคดี กจิ การหรอื ถือหนุ้ แทน หรอื จะดาเนินการโดยวิธีการอ่ืนไมว่ า่ โดย (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรอื เคยเป็นบคุ คลล้มละลายทจุ ริต (๓) เป็นบคุ คลผู้มลี ักษณะต้องห้ามมใิ หใ้ ช้สทิ ธิเลือกตัง้ สมาชิก ทางตรงหรอื ทางอ้อมทส่ี ามารถบรหิ ารกิจการดงั กล่าวได้ในทานอง (๓) เปน็ เจ้าของหรือผถู้ ือหุ้นในกจิ การหนังสอื พิมพ์หรือ สภาแทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๖ (๑) (๒) หรอื (๔) เดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือห้นุ ในกิจการดังกล่าว ส่ือมวลชนใด ๆ (๔) ตอ้ งคาพิพากษาใหจ้ าคกุ และถกู คมุ ขงั อย่โู ดยหมายของศาล มาตรา ๑๐๒ บุคคลผมู้ ีลักษณะดงั ต่อไปนี้ เปน็ บุคคล (๔) เป็นบคุ คลผมู้ ลี ักษณะตอ้ งหา้ มมใิ ห้ใช้สทิ ธิเลอื กตง้ั ตามมาตรา (๕) เคยตอ้ งคาพิพากษาให้จาคกุ ตง้ั แต่สองปขี ้ึนไปโดยได้พ้น ตอ้ งหา้ มมิใหใ้ ช้สิทธิสมคั รรบั เลือกตั้งเป็นสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร ๙๖ (๑) (๒) หรอื (๔) โทษมายังไม่ถงึ ห้าปใี นวนั เลอื กตง้ั เว้นแต่ในความผดิ อันไดก้ ระทาโดย (๑) ตดิ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ (๕) อยู่ระหวา่ งถูกระงับการใชส้ ิทธสิ มคั รรับเลือกต้งั เปน็ ประมาท (๒) เป็นบคุ คลลม้ ละลายหรอื เคยเป็นบุคคลลม้ ละลายทุจรติ การชัว่ คราว หรอื ถูกเพกิ ถอนสทิ ธสิ มัครรบั เลอื กต้ัง (๖) เคยถกู ไล่ออก ปลดออก หรือใหอ้ อกจากราชการ หน่วยงาน (๓) เปน็ บคุ คลผู้มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มมิให้ใชส้ ิทธเิ ลอื กตง้ั สมาชกิ (๖) ตอ้ งคาพิพากษาใหจ้ าคุกและถูกคมุ ขังอยู่โดยหมายของศาล ของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกิจ เพราะทุจรติ ตอ่ หน้าท่ี หรือถือว่ากระทาการ สภาแทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔) (๗) เคยได้รับโทษจาคกุ โดยได้พ้นโทษมายงั ไมถ่ ึงสิบปีนบั ถงึ ทจุ ริตและประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ (๔) ต้องคาพิพากษาให้จาคุกและถูกคมุ ขงั อยู่โดยหมายของศาล วันเลอื กตงั้ เวน้ แต่ในความผดิ อันไดก้ ระทาโดยประมาทหรอื (๗) เคยต้องคาพพิ ากษาหรือคาสัง่ ของศาลให้ทรัพย์สินตกเปน็ (๕) เคยตอ้ งคาพพิ ากษาใหจ้ าคุกโดยไดพ้ ้นโทษมายังไม่ถงึ ห้าปี ความผดิ ลหโุ ทษ ของแผ่นดนิ เพราะร่ารวยผิดปกตหิ รือมีทรพั ยส์ นิ เพิ่มขึน้ ผดิ ปกติ ในวันเลอื กตั้ง เวน้ แต่ในความผิดอนั ไดก้ ระทาโดยประมาทหรอื (๘) เคยถูกส่ังให้พน้ จากราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื (๘) เปน็ ข้าราชการซ่ึงมตี าแหน่งหรอื เงนิ เดือนประจานอกจาก ความผิดลหโุ ทษ รัฐวิสาหกจิ เพราะทจุ ริตต่อหนา้ ท่ี หรือถอื วา่ กระทาการทุจริตหรือ ข้าราชการการเมอื ง (๖) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือใหอ้ อกจากราชการ หน่วยงาน ประพฤติมิชอบในวงราชการ (๙) เป็นสมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ หรือผบู้ ริหารทอ้ งถ่ิน ของรัฐ หรอื รฐั วสิ าหกิจ เพราะทจุ ริตตอ่ หนา้ ท่ี หรอื ถอื ว่ากระทาการ (๙) เคยต้องคาพพิ ากษาหรอื คาสัง่ ของศาลอนั ถึงทีส่ ดุ ให้ (๑๐) เปน็ สมาชกิ วฒุ ิสภา ทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการ ทรพั ย์สินตกเป็นของแผน่ ดนิ เพราะร่ารวยผิดปกติ หรอื เคยต้อง (๑๑) เปน็ พนักงานหรือลกู จ้างของหนว่ ยงานของรัฐ หรือ (๗) เคยตอ้ งคาพพิ ากษาหรือคาสงั่ ของศาลให้ทรพั ย์สนิ ตกเปน็ คาพิพากษาอันถงึ ท่ีสดุ ให้ลงโทษจาคุกเพราะกระทาความผิดตาม รัฐวิสาหกจิ หรอื ของราชการส่วนทอ้ งถ่นิ หรอื เป็นเจ้าหนา้ ท่ีอ่นื ของรัฐ ของแผ่นดิน เพราะรา่ รวยผิดปกตหิ รือมที รัพยส์ ินเพ่มิ ขน้ึ ผดิ ปกติ กฎหมายวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (๑๒) เป็นกรรมการการเลอื กตัง้ ผตู้ รวจการแผน่ ดินของรัฐสภา (๘) เปน็ ข้าราชการซ่งึ มตี าแหน่งหรือเงนิ เดือนประจานอกจาก (๑๐) เคยต้องคาพพิ ากษาอนั ถงึ ที่สดุ ว่ากระทาความผิดต่อ กรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ ขา้ ราชการการเมอื ง ตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการ หรือต่อตาแหนง่ หน้าท่ีในการยุตธิ รรม หรอื ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตลุ าการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและ (๙) เป็นสมาชกิ สภาทอ้ งถิ่นหรือผบู้ ริหารทอ้ งถน่ิ กระทาความผิดตามกฎหมายวา่ ดว้ ยความผดิ ของพนกั งานใน ปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ หรอื กรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน (๑๐) เป็นสมาชกิ วฒุ สิ ภาหรอื เคยเป็นสมาชิกวฒุ ิสภาและ องค์การหรอื หน่วยงานของรัฐ หรอื ความผิดเก่ยี วกบั ทรัพย์ที่กระทา (๑๓) อยูใ่ นระหวา่ งต้องห้ามมใิ หด้ ารงตาแหนง่ ทางการเมือง สมาชิกภาพสิน้ สดุ ลงแล้วยงั ไมเ่ กินสองปี โดยทุจรติ ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าดว้ ย ตามมาตรา ๒๙๕ (๑๑) เป็นพนักงานหรือลกู จา้ งของหน่วยราชการ หนว่ ยงาน การก้ยู ืมเงนิ ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายวา่ ดว้ ยยาเสพติดใน ของรัฐ หรอื รฐั วิสาหกิจ หรอื เปน็ เจ้าหน้าท่ีอ่นื ของรัฐ ความผดิ ฐานเปน็ ผผู้ ลติ นาเขา้ สง่ ออก หรอื ผคู้ ้า กฎหมายวา่ ด้วย การพนนั ในความผดิ ฐานเปน็ เจ้ามอื หรือเจ้าสานกั กฎหมายว่าดว้ ย

๕๕ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๑๔) เคยถกู วุฒสิ ภามมี ตติ ามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนออก (๑๒) เป็นตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู กรรมการการเลือกตง้ั การป้องกนั และปราบปรามการค้ามนษุ ย์ หรือกฎหมายว่าด้วย จากตาแหนง่ และยังไมพ่ น้ กาหนดหา้ ปนี บั แต่วนั ทว่ี ุฒสิ ภามมี ติจนถึง วันเลอื กตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดนิ กรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ การปอ้ งกนั และปราบปรามการฟอกเงินในความผดิ ฐานฟอกเงนิ มาตรา ๑๑๔ อายขุ องสภาผู้แทนราษฎรมกี าหนดคราวละสปี่ ี กรรมการตรวจเงินแผน่ ดิน หรือกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแห่งชาติ (๑๑) เคยต้องคาพพิ ากษาอนั ถึงทีส่ ุดว่ากระทาการอนั เป็น นบั แต่วนั เลือกตง้ั (๑๓) อยใู่ นระหว่างตอ้ งห้ามมใิ ห้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง การทจุ รติ ในการเลอื กตั้ง มาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรเรมิ่ ตงั้ แต่วันเลอื กตัง้ ตามมาตรา ๒๖๓ (๑๒) เป็นขา้ ราชการซึ่งมีตาแหน่งหรือเงนิ เดอื นประจา มาตรา ๑๑๘ สมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุด (๑๔) เคยถกู วุฒิสภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ้ อดถอนออก นอกจากขา้ ราชการการเมือง ลง เมือ่ จากตาแหนง่ (๑๓) เป็นสมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ หรือผูบ้ รหิ ารทอ้ งถ่ิน (๑) ถงึ คราวออกตามอายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎร หรอื มกี ารยุบ สภาผ้แู ทนราษฎร (๑๔) เปน็ สมาชิกวุฒสิ ภาหรอื เคยเปน็ สมาชิกวฒุ สิ ภาและ (๒) ตาย สมาชิกภาพส้นิ สดุ ลงยังไมเ่ กนิ สองปี (๓) ลาออก (๔) ขาดคณุ สมบตั ิตามมาตรา ๑๐๗ (๑๕) เปน็ พนกั งานหรอื ลกู จ้างของหนว่ ยราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรอื รฐั วิสาหกิจหรอื เป็นเจา้ หนา้ ท่ีอื่นของรฐั (๑๖) เป็นตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญ หรอื ผดู้ ารงตาแหน่งใน องค์กรอสิ ระ (๑๗) อยู่ในระหวา่ งตอ้ งหา้ มมิให้ดารงตาแหน่งทางการเมือง (๑๘) เคยพน้ จากตาแหนง่ เพราะเหตตุ ามมาตรา ๑๔๔ หรอื มาตรา ๒๓๕ วรรคสาม มาตรา ๑๐๔ อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกาหนดคราวละสปี่ ี มาตรา ๙๙ ตรงกับบทบญั ญัตใิ นมาตรา ๑๐๔ ของ นบั แต่วันเลอื กตงั้ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ในระหวา่ งอายุของสภาผแู้ ทนราษฎร จะมกี ารควบรวมพรรค การเมืองทมี่ สี มาชกิ เปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมไิ ด้ มาตรา ๑๐๕ ตรงกบั บทบญั ญตั ิในมาตรา ๑๑๗ ของ มาตรา ๑๐๐ ตรงกบั บทบัญญัติในมาตรา ๑๐๕ ของ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๖ สมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร มาตรา ๑๐๑ สมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร สิ้นสุดลง เมื่อ สน้ิ สดุ ลง เม่อื (๑) ถึงคราวออกตามอายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎร หรอื มกี ารยบุ (๑) ถงึ คราวออกตามอายุของสภาผูแ้ ทนราษฎร หรือมกี ารยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร สภาผ้แู ทนราษฎร (๒) ตาย (๒) ตาย (๓) ลาออก (๓) ลาออก (๔) ขาดคณุ สมบตั ติ ามมาตรา ๑๐๑ (๔) พน้ จากตาแหนง่ ตามมาตรา ๙๓

๕๖ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ (๕) มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๕) มีลกั ษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๑๐๒ (๕) ขาดคณุ สมบตั ิตามมาตรา ๙๗ (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) (๖) กระทาการอนั ต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖ (๖) มีลกั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๙๘ (๖) กระทาการอนั ต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๐ หรือมาตรา ๑๑๑ (๗) ลาออกจากพรรคการเมืองทตี่ นเปน็ สมาชิก หรือพรรคการเมือง (๗) กระทาการอันเป็นการต้องหา้ มตามมาตรา ๑๘๔ หรอื (๗) ได้รบั แต่งตัง้ เป็นนายกรัฐมนตรีหรอื รัฐมนตรี ทตี่ นเป็นสมาชกิ มมี ติด้วยคะแนนเสยี งไมน่ อ้ ยกวา่ สามในสี่ของท่ีประชมุ มาตรา ๑๘๕ (๘) ลาออกจากพรรคการเมอื งที่ตนเปน็ สมาชิก หรอื พรรค ร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมอื งและสมาชิกสภาผแู้ ทน (๘) ลาออกจากพรรคการเมืองทตี่ นเปน็ สมาชกิ การเมืองท่ตี นเปน็ สมาชกิ มมี ตดิ ว้ ยคะแนนเสยี งไม่น้อยกวา่ สามในสี่ ราษฎรทส่ี ังกัดพรรคการเมืองนนั้ ใหพ้ ้นจากการเปน็ สมาชกิ ของพรรค (๙) พ้นจากการเป็นสมาชกิ ของพรรคการเมอื งท่ตี นเป็น ของท่ปี ระชมุ รว่ มของคณะกรรมการบรหิ ารของพรรคการเมืองและ การเมอื งทตี่ นเป็นสมาชกิ ในกรณีเชน่ นี้ ให้ถือว่าสนิ้ สดุ สมาชิกภาพนบั แต่ สมาชกิ ตามมติของพรรคการเมืองน้นั ดว้ ยคะแนนเสียงไม่นอ้ ยกว่า สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรทสี่ ังกัดพรรคการเมอื งนน้ั ให้พ้นจากการเปน็ วันทล่ี าออกหรอื พรรคการเมอื งมมี ติ เว้นแตส่ มาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรผ้นู นั้ สามในสขี่ องทีป่ ระชมุ รว่ มของคณะกรรมการบริหารของพรรค สมาชกิ ของพรรคการเมอื งทีต่ นเปน็ สมาชิก ในกรณเี ชน่ น้ี ใหถ้ อื ว่า ไดอ้ ทุ ธรณต์ อ่ ศาลรฐั ธรรมนญู ภายในสามสิบวันนบั แต่วันที่พรรคการเมือง การเมืองและสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรทส่ี ังกดั พรรคการเมอื งนน้ั ใน สนิ้ สุดสมาชิกภาพนบั แต่วนั ทล่ี าออกหรอื พรรคการเมืองมมี ติ เวน้ แต่ มีมติ คดั คา้ นวา่ มติดงั กลา่ วมลี กั ษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ถ้าศาล กรณีเชน่ น้ี ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผนู้ น้ั มไิ ด้เข้าเป็นสมาชิกของ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรผนู้ ั้นได้อทุ ธรณต์ ่อศาลรฐั ธรรมนญู ภายใน รฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉยั วา่ มตดิ ังกลา่ วมไิ ดม้ ลี กั ษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม พรรคการเมอื งอืน่ ภายในสามสิบวนั นบั แตว่ ันท่ีพรรคการเมืองมีมติ สามสิบวนั นับแต่วนั ที่พรรคการเมอื งมมี ตคิ ดั ค้านว่ามตดิ ังกลา่ วมี ให้ถอื วา่ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงนบั แต่วนั ที่ศาลรฐั ธรรมนญู วินจิ ฉยั แตถ่ า้ ให้ถือวา่ สน้ิ สดุ สมาชิกภาพนบั แตว่ นั ท่พี ้นสามสิบวันดังกล่าว ลักษณะตามมาตรา ๔๗ วรรคสาม ถ้าศาลรฐั ธรรมนญู วนิ จิ ฉัยวา่ มติ ศาลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉัยว่ามติดังกล่าวมีลกั ษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม (๑๐) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมอื ง แต่ในกรณีท่ี ดงั กล่าวมิไดม้ ลี ักษณะตามมาตรา ๔๗ วรรคสาม ใหถ้ ือวา่ สมาชกิ ภาพ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรผนู้ นั้ อาจเขา้ เปน็ สมาชกิ ของพรรคการเมอื งอ่ืนได้ ขาดจากการเปน็ สมาชิกของพรรคการเมอื งเพราะมีคาสั่งยบุ พรรค ส้นิ สุดลงนับแตว่ นั ที่ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉยั แต่ถา้ ศาลรัฐธรรมนญู ภายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ทีศ่ าลรฐั ธรรมนญู วินจิ ฉัย การเมืองที่สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรผ้นู นั้ เปน็ สมาชกิ และสมาชกิ วินจิ ฉัยว่ามตดิ ังกล่าวมลี ักษณะตามมาตรา ๔๗ วรรคสาม สมาชกิ สภา (๘) ขาดจากการเปน็ สมาชกิ ของพรรคการเมอื งในกรณีที่ศาล สภาผู้แทนราษฎรไม่อาจเข้าเปน็ สมาชกิ ของพรรคการเมอื งอน่ื ได้ ผแู้ ทนราษฎรผ้นู ัน้ อาจเขา้ เป็นสมาชกิ ของพรรคการเมอื งอนื่ ไดภ้ ายใน รัฐธรรมนญู มีคาสั่งยบุ พรรคการเมอื งที่สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรผนู้ ้ัน ภายในหกสบิ วันนับแต่วันที่มีคาสงั่ ยบุ พรรคการเมอื ง ในกรณเี ช่นน้ี สามสิบวนั นับแต่วันท่ศี าลรฐั ธรรมนญู วินจิ ฉัย เป็นสมาชิก และไม่อาจเข้าเปน็ สมาชกิ ของพรรคการเมืองอนื่ ได้ ใหถ้ ือวา่ ส้นิ สุดสมาชิกภาพนบั แต่วนั ถัดจากวนั ท่ีครบกาหนดหกสิบ (๙) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณที ี่ศาล ภายในหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ท่ีศาลรัฐธรรมนญู มคี าสง่ั ในกรณีเช่นนี้ให้ วนั น้ัน รัฐธรรมนญู มีคาสงั่ ยบุ พรรคการเมอื งท่ีสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรผู้นัน้ ถือว่าสิน้ สุดสมาชกิ ภาพนับแตว่ นั ถัดจากวันทีค่ รบกาหนดหกสิบวนั นน้ั (๑๑) พน้ จากตาแหน่งเพราะเหตตุ ามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา เป็นสมาชกิ และไม่อาจเข้าเป็นสมาชกิ ของพรรคการเมืองอื่นได้ (๙) วฒุ ิสภามมี ตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ้ อดถอนออกจาก ๒๓๕ วรรคสาม ภายในหกสบิ วันนบั แต่วนั ทีศ่ าลรัฐธรรมนญู มีคาส่ัง ในกรณีเชน่ นีใ้ หถ้ อื ตาแหนง่ หรอื ศาลรัฐธรรมนูญมคี าวนิ ิจฉัยใหพ้ ้นจากสมาชิกภาพตาม (๑๒) ขาดประชมุ เกนิ จานวนหน่ึงในสขี่ องจานวนวนั ประชมุ ใน ว่าสิ้นสดุ สมาชิกภาพนบั แตว่ ันถัดจากวันที่ครบกาหนดหกสิบวันนน้ั มาตรา ๙๑ หรอื ศาลฎกี ามคี าสง่ั ตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง ในกรณี สมยั ประชุมทมี่ กี าหนดเวลาไมน่ อ้ ยกว่าหน่ึงรอ้ ยย่ีสบิ วนั โดยไมไ่ ดร้ ับ (๑๐) วุฒสิ ภามมี ติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถ้ อดถอนออกจาก เชน่ นี้ ให้ถือว่าส้ินสดุ สมาชิกภาพนบั แต่วนั ทีว่ ุฒสิ ภามมี ติหรือศาลมี อนุญาตจากประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ตาแหนง่ หรือศาลรัฐธรรมนญู มีคาวินจิ ฉัยให้พ้นจากสมาชกิ ภาพตาม คาวนิ ิจฉัยหรือคาส่งั แลว้ แต่กรณี (๑๓) ต้องคาพิพากษาถงึ ที่สดุ ใหจ้ าคุก แมจ้ ะมีการรอ มาตรา ๙๖ ในกรณีเชน่ น้ี ให้ถอื ว่าสนิ้ สดุ สมาชกิ ภาพนับแตว่ ันท่ี (๑๐) ขาดประชุมเกนิ จานวนหนงึ่ ในสีข่ องจานวนวนั ประชมุ ใน การลงโทษ เว้นแต่เปน็ การรอการลงโทษในความผดิ อนั ได้กระทา วฒุ สิ ภามมี ติหรือศาลรัฐธรรมนูญมคี าวินิจฉยั แล้วแต่กรณี สมยั ประชุมท่ีมีกาหนดเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ หนงึ่ รอ้ ยย่สี บิ วันโดยไมไ่ ดร้ ับ โดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรอื ความผิดฐานหม่ินประมาท อนุญาตจากประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร

๕๗ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ (๑๑) ขาดประชุมเกินจานวนหน่งึ ในสี่ของจานวนวนั ประชุมใน (๑๑) ต้องคาพิพากษาถงึ ทีส่ ุดใหจ้ าคกุ แม้จะมีการรอ สมัยประชุมที่มีกาหนดเวลาไม่นอ้ ยกวา่ หนึง่ ร้อยยส่ี บิ วันโดยไมไ่ ดร้ ับ การลงโทษ เว้นแตเ่ ป็นการรอการลงโทษในความผดิ อนั ไดก้ ระทา อนุญาตจากประธานสภาผแู้ ทนราษฎร โดยประมาท ความผดิ ลหโุ ทษ หรือความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท (๑๒) ถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่สี ุดให้จาคกุ เว้นแตใ่ น ความผดิ อนั ได้กระทาโดยประมาทหรอื ความผิดลหโุ ทษ การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตาม (๗) ให้ มีผลในวันถัดจากวนั ท่ีครบสามสบิ วันนบั แต่วันทมี่ ีพระบรมราช โองการแต่งตั้ง มาตรา ๑๑๕ เม่อื อายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎรสน้ิ สดุ ลง พระมหา มาตรา ๑๐๗ ตรงกบั บทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๑๕ ของ มาตรา ๑๐๒ เมอื่ อายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎรสนิ้ สดุ ลง กษัตริย์จะไดท้ รงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลอื กตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทน รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ พระมหากษตั รยิ ์จะไดท้ รงตราพระราชกฤษฎีกาให้มกี ารเลือกตั้ง ราษฎรใหม่เป็นการเลือกต้ังทั่วไป ซงึ่ ต้องกาหนดวันเลอื กตั้งภายในสี่สิบ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรใหม่ เปน็ การเลือกตง้ั ทัว่ ไป ภายในสส่ี บิ ห้า หา้ วันนับแตว่ ันท่ีอายุของสภาผู้แทนราษฎรสน้ิ สดุ ลง และวนั เลอื กตัง้ นั้น วนั นบั แตว่ ันที่สภาผู้แทนราษฎรสนิ้ อายุ ตอ้ งกาหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การเลือกต้ังตามวรรคหนึ่ง ต้องเปน็ วันเดียวกนั ทั่วราชอาณาจกั ร ตามท่ีคณะกรรมการการเลือกต้งั ประกาศกาหนดในราชกจิ จานเุ บกษา มาตรา ๑๑๖ พระมหากษตั รยิ ์ทรงไวซ้ ่งึ พระราชอานาจท่จี ะ มาตรา ๑๐๘ พระมหากษตั ริยท์ รงไวซ้ ึ่งพระราชอานาจทจี่ ะ มาตรา ๑๐๓ พระมหากษัตรยิ ท์ รงไวซ้ งึ่ พระราชอานาจที่จะ ยบุ สภาผูแ้ ทนราษฎรเพ่อื ใหม้ กี ารเลอื กต้งั สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ยบุ สภาผแู้ ทนราษฎรเพ่อื ใหม้ กี ารเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร ยบุ สภาผู้แทนราษฎรเพ่อื ให้มกี ารเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ใหม่ ใหม่ ใหม่เปน็ การเลือกตั้งท่วั ไป การยบุ สภาผู้แทนราษฎรให้กระทาโดยพระราชกฤษฎีกา ซ่งึ การยบุ สภาผู้แทนราษฎรให้กระทาโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่ง การยุบสภาผู้แทนราษฎรใหก้ ระทาโดยพระราชกฤษฎีกา และ ตอ้ งกาหนดวนั เลอื กตั้งสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรใหมเ่ ปน็ การเลือกตงั้ ตอ้ งกาหนดวนั เลือกตั้งสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรใหมเ่ ปน็ การเลอื กตงั้ ให้กระทาได้เพยี งครงั้ เดยี วในเหตกุ ารณเ์ ดยี วกนั ทว่ั ไปภายในหกสิบวัน และวันเลอื กตงั้ นน้ั ต้องกาหนดเป็นวันเดยี วกนั ท่วั ไปภายในระยะเวลาไม่นอ้ ยกวา่ สี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวนั นบั ภายในห้าวันนบั แตว่ นั ท่พี ระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนง่ึ ใช้ ทวั่ ราชอาณาจกั ร แต่วนั ยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร และวนั เลือกต้ังน้ันตอ้ งกาหนดเป็นวัน บังคบั ให้คณะกรรมการการเลือกตงั้ ประกาศกาหนดวนั เลอื กต้ัง การยุบสภาผ้แู ทนราษฎรจะกระทาไดเ้ พยี งครั้งเดียวในเหตกุ ารณ์ เดยี วกันทวั่ ราชอาณาจกั ร ท่วั ไปในราชกิจจานเุ บกษา ซึง่ ตอ้ งไมน่ ้อยกว่าสีส่ บิ ห้าวันแต่ไมเ่ กิน เดยี วกัน การยุบสภาผแู้ ทนราษฎรจะกระทาได้เพยี งครั้งเดยี วในเหตกุ ารณ์ หกสิบวนั นับแตว่ นั ที่พระราชกฤษฎีกาดงั กลา่ วใช้บงั คบั วันเลอื กตง้ั เดยี วกัน น้นั ตอ้ งกาหนดเป็นวนั เดยี วกันทัว่ ราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๔ ในกรณีที่มเี หตจุ าเป็นอนั มิอาจหลกี เลยี่ งได้ เปน็ เหตใุ หไ้ มส่ ามารถจัดการเลือกตง้ั ตามวันทีค่ ณะกรรมการ การเลอื กต้ังประกาศกาหนดตามมาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓ คณะกรรมการการเลือกตงั้ จะกาหนดวนั เลือกตัง้ ใหม่กไ็ ด้ แตต่ ้องจดั ให้มกี ารเลอื กต้งั ภายในสามสบิ วันนับแต่วนั ทีเ่ หตุดังกล่าวสิน้ สดุ ลง

๕๘ นาถะ ดวงวชิ ยั ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ แตเ่ พือ่ ประโยชน์ในการนับอายตุ ามมาตรา ๙๕ (๒) และมาตรา ๙๗ (๒) ให้นับถงึ วันเลอื กต้ังทกี่ าหนดไว้ตามมาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓ แลว้ แต่กรณี มาตรา ๑๑๙ เมื่อตาแหน่งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรว่างลง มาตรา ๑๐๙ เม่ือตาแหนง่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรว่างลง มาตรา ๑๐๕ เมื่อตาแหนง่ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรวา่ งลง เพราะเหตุอ่ืนใดนอกจากถึงคราวออกตามอายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎร เพราะเหตอุ น่ื ใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผแู้ ทนราษฎร เพราะเหตอุ น่ื ใดนอกจากถงึ คราวออกตามอายขุ องสภาผู้แทนราษฎร หรอื เมื่อมกี ารยบุ สภาผู้แทนราษฎร ให้ดาเนนิ การดังต่อไปนี้ หรือเมื่อมีการยุบสภาผ้แู ทนราษฎร ให้ดาเนนิ การดังตอ่ ไปน้ี หรือเมื่อมกี ารยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร ใหด้ าเนนิ การ ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ในกรณีที่ตาแหน่งท่วี ่างเป็นตาแหน่งสมาชกิ สภาผแู้ ทน (๑) ในกรณที ่เี ป็นตาแหน่งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรที่มาจาก (๑) ในกรณีที่เป็นตาแหน่งสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรทีม่ าจาก ราษฎรในบญั ชีรายชือ่ ท่ีพรรคการเมืองใดจัดทาขนึ้ ตามมาตรา ๙๙ ให้ การเลอื กตัง้ แบบแบ่งเขตเลอื กต้ัง ให้มกี ารเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผู้แทน การเลือกต้งั แบบแบ่งเขตเลือกต้งั ให้ดาเนนิ การตราพระราช ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานเุ บกษาภายในเจด็ วนั ราษฎรขนึ้ แทนตาแหน่งท่ีว่างภายในสี่สบิ ห้าวันนับแต่วันที่ตาแหน่ง กฤษฎีกาเพือ่ จดั ให้มกี ารเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรขึน้ แทน นบั แตว่ ันที่ตาแหน่งนนั้ ว่างลง ให้ผมู้ ชี ่ืออยู่ในบัญชีรายช่อื ของพรรค นนั้ วา่ ง เวน้ แต่อายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรจะเหลอื ไมถ่ งึ หน่ึงรอ้ ยแปด ตาแหนง่ ทีว่ า่ ง เวน้ แตอ่ ายขุ องสภาผู้แทนราษฎรจะเหลอื อยไู่ มถ่ งึ การเมืองน้ันในลาดับถดั ไปเลอ่ื นข้ึนมาเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแทน สิบวนั หน่งึ รอ้ ยแปดสิบวนั และใหน้ าความในมาตรา ๑๐๒ มาใช้บงั คบั โดย (๒) ในกรณที ีต่ าแหนง่ ทวี่ า่ งเปน็ ตาแหน่งสมาชกิ สภาผู้แทน (๒) ในกรณที เ่ี ปน็ ตาแหนง่ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรท่ีมาจาก อนุโลม ราษฎรทีม่ าจากการเลอื กตั้งแบบแบง่ เขตเลอื กตั้งตามมาตรา ๑๐๒ ให้ การเลือกตงั้ แบบบญั ชรี ายช่ือ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ (๒) ในกรณีท่เี ป็นตาแหนง่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี มีการเลือกตง้ั สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรขนึ้ แทนภายในส่ีสิบหา้ วนั นบั ผู้มีชือ่ อยู่ในลาดบั ถดั ไปในบัญชีรายช่ือของพรรคการเมืองน้ันเลื่อน รายชือ่ ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศให้ผมู้ ีชือ่ อยู่ในลาดับ แตว่ นั ทีต่ าแหนง่ นนั้ ว่าง เว้นแต่อายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรจะเหลอื ขน้ึ มาเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรแทนตาแหน่งที่ว่าง โดยตอ้ งประกาศ ถดั ไปในบญั ชรี ายชือ่ ของพรรคการเมอื งนัน้ เล่อื นข้ึนมาเป็นสมาชกิ ไม่ถงึ หนง่ึ ร้อยแปดสบิ วนั ในราชกจิ จานุเบกษาภายในเจ็ดวนั นับแตว่ นั ทีต่ าแหน่งน้ันว่างลง เว้นแต่ สภาผแู้ ทนราษฎรแทนตาแหน่งท่ีวา่ ง โดยตอ้ งประกาศในราชกจิ จา สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรผ้เู ขา้ มาแทนตาม (๑) ไมม่ รี ายชอื่ เหลืออยู่ในบญั ชีทจ่ี ะเลือ่ นขน้ึ มาแทนตาแหน่งท่ีว่าง ให้ นเุ บกษาภายในเจด็ วันนับแตว่ ันทตี่ าแหน่งนน้ั วา่ งลง หากไมม่ รี ายชอื่ ใหเ้ ร่ิมต้งั แตว่ นั ถดั จากวนั ทผ่ี เู้ ขา้ มาแทนนั้นได้รับการประกาศชอื่ สว่ น สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบดว้ ยสมาชิกเท่าทีม่ ี เหลอื อยู่ในบญั ชที ่ีจะเลือ่ นขึน้ มาแทนตาแหน่งทวี่ า่ ง ให้สมาชกิ สภา สมาชกิ ภาพของสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรผเู้ ขา้ มาแทนตาม (๒) ใหเ้ รม่ิ อยู่ ผูแ้ ทนราษฎรแบบบัญชีรายชือ่ ประกอบดว้ ยสมาชิกเท่าท่ีมีอยู่ ตั้งแตว่ ันเลอื กตั้งแทนตาแหนง่ ท่ีวา่ ง สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรผ้เู ข้ามา สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เขา้ มาแทนตาม สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรผเู้ ขา้ มาแทนตาม แทนนน้ั ใหอ้ ยใู่ นตาแหน่งไดเ้ พยี งเท่าอายขุ องสภาผู้แทนราษฎรท่ี (๑) ให้เรมิ่ นบั แต่วนั เลอื กต้ังแทนตาแหนง่ ทีว่ ่าง ส่วนสมาชกิ ภาพ (๑) ให้เร่ิมนับแต่วนั เลือกตั้งแทนตาแหน่งท่วี า่ ง ส่วนสมาชิกภาพของ เหลืออยู่ ของสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรผเู้ ข้ามาแทนตาม (๒) ใหเ้ รมิ่ นบั แตว่ ัน สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรผเู้ ขา้ มาแทนตาม (๒) ให้เรมิ่ นับแตว่ นั ถัด ถดั จากวันประกาศชอ่ื ในราชกจิ จานุเบกษา และใหส้ มาชิกสภา จากวนั ประกาศชื่อในราชกจิ จานเุ บกษา และให้สมาชกิ สภาผูแ้ ทน ผแู้ ทนราษฎรผเู้ ขา้ มาแทนตาแหนง่ ทว่ี า่ งนั้น อยใู่ นตาแหนง่ ได้เพยี ง ราษฎรผเู้ ข้ามาแทนตาแหน่งทีว่ า่ งน้ัน อยู่ในตาแหน่งไดเ้ พยี งเทา่ อายุ เท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลอื อยู่ ของสภาผแู้ ทนราษฎรที่เหลอื อยู่ การคานวณสดั ส่วนคะแนนของพรรคการเมอื งสาหรบั สมาชิก (มาตรา ๑๐๙ (๒) แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยรัฐธรรมนญู แหง่ สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชรี ายชอื่ เมือ่ มกี ารเลือกตง้ั แทนตาแหน่งที่ ราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี ๑) พุทธศกั ราช ๒๕๕๔) วา่ ง ให้เปน็ ไปตามมาตรา ๙๔

๕๙ นาถะ ดวงวชิ ัย ผูอ้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๐ ภายหลังที่คณะรัฐมนตรเี ข้าบริหารราชการ มาตรา ๑๑๐ ภายหลังท่คี ณะรัฐมนตรีเข้าบรหิ ารราชการ มาตรา ๑๐๖ ภายหลังทคี่ ณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการ แผ่นดินแล้ว พระมหากษตั ริยจ์ ะทรงแตง่ ตัง้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แผ่นดนิ แล้ว พระมหากษตั รยิ จ์ ะทรงแตง่ ตั้งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร แผน่ ดนิ แลว้ พระมหากษตั ริยจ์ ะทรงแต่งต้งั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ผู้เปน็ หวั หน้าพรรคการเมอื งในสภาผู้แทนราษฎรทส่ี มาชกิ ในสงั กดั ของ ผเู้ ป็นหวั หนา้ พรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรทีส่ มาชิกในสงั กดั ผเู้ ป็นหัวหน้าพรรคการเมอื งในสภาผูแ้ ทนราษฎรท่ีมีจานวนสมาชกิ พรรคตนมไิ ดด้ ารงตาแหนง่ รฐั มนตรี และมจี านวนมากทีส่ ดุ ในบรรดา ของพรรคตนมไิ ด้ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี และมีจานวนมากที่สดุ ใน มากทสี่ ดุ และสมาชกิ มไิ ดด้ ารงตาแหนง่ รัฐมนตรี ประธานสภา พรรคการเมืองทีส่ มาชิกในสังกัดมไิ ด้ดารงตาแหน่งรัฐมนตรี แต่ บรรดาพรรคการเมอื งที่สมาชกิ ในสังกัดมไิ ดด้ ารงตาแหน่งรฐั มนตรี ผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎร เปน็ ผนู้ าฝ่ายคา้ น ไมน่ อ้ ยกวา่ หน่ึงในหา้ ของจานวนสมาชิกทัง้ หมดเทา่ ที่มีอยู่ของสภา แต่ไมน่ อ้ ยกวา่ หนง่ึ ในหา้ ของจานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ทมี่ ีอยขู่ องสภา ในสภาผู้แทนราษฎร ผแู้ ทนราษฎรในขณะแตง่ ตั้ง เป็นผนู้ าฝ่ายค้านในสภาผ้แู ทนราษฎร ผูแ้ ทนราษฎรในขณะแต่งตั้ง เปน็ ผนู้ าฝ่ายค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร ในกรณีท่ีพรรคการเมืองตามวรรคหนง่ึ มีสมาชกิ เท่ากัน ให้ใช้ ในกรณีทไี่ ม่มีพรรคการเมอื งใดในสภาผู้แทนราษฎรมลี ักษณะที่ ในกรณที ่ไี ม่มพี รรคการเมอื งใดในสภาผูแ้ ทนราษฎรมลี ักษณะท่ี วิธจี ับสลาก กาหนดไว้ตามวรรคหน่ึง ให้สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรผเู้ ปน็ หัวหนา้ กาหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ใหส้ มาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เปน็ หัวหน้าพรรค ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ผลู้ งนามรับสนองพระบรม พรรคการเมอื งซึง่ ไดร้ ับเสียงสนับสนนุ ขา้ งมากจากสมาชิกสภาผแู้ ทน การเมอื งซึ่งไดร้ ับเสยี งสนับสนนุ ข้างมากจากสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรใน ราชโองการแต่งต้งั ผ้นู าฝา่ ยคา้ นในสภาผูแ้ ทนราษฎร ราษฎรในพรรคการเมืองท่สี มาชิกในสังกดั ของพรรคนนั้ มิไดด้ ารง พรรคการเมืองทส่ี มาชิกในสงั กัดของพรรคนนั้ มิได้ดารงตาแหน่ง ผู้นาฝา่ ยค้านในสภาผแู้ ทนราษฎรยอ่ มพน้ จากตาแหน่งเม่ือ ตาแหนง่ รัฐมนตรี เปน็ ผูน้ าฝ่ายคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎร ในกรณีที่มี รัฐมนตรี เป็นผ้นู าฝา่ ยคา้ นในสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีทม่ี เี สียง ขาดคณุ สมบตั ิตามวรรคหนึ่ง หรอื เม่อื มเี หตุตามมาตรา ๑๑๘ (๑) เสยี งสนบั สนนุ เท่ากนั ให้ใช้วิธจี ับสลาก สนับสนนุ เท่ากัน ให้ใช้วธิ จี บั สลาก (๒) (๓) หรอื (๔) ในกรณเี ช่นนี้ พระมหากษตั รยิ จ์ ะไดท้ รงแต่งตง้ั ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ผู้ลงนามรบั สนองพระบรมราช ให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรเปน็ ผู้ลงนามรบั สนองพระบรม ผูน้ าฝ่ายค้านในสภาผ้แู ทนราษฎรแทนตาแหน่งทีว่ ่าง โองการ แตง่ ตั้งผู้นาฝ่ายค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร ราชโองการแตง่ ตัง้ ผู้นาฝา่ ยค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้นู าฝ่ายคา้ นในสภาผ้แู ทนราษฎรยอ่ มพ้นจากตาแหน่งเม่อื ขาด ผนู้ าฝ่ายค้านในสภาผแู้ ทนราษฎรยอ่ มพน้ จากตาแหน่งเมื่อขาด คณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วในวรรคหนึ่งหรอื วรรคสอง และให้นาบทบญั ญตั ิ คุณสมบัติดังกล่าวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และให้นาบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๒ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม ในกรณเี ช่นนี้พระมหากษตั รยิ จ์ ะ มาตรา ๑๒๔ วรรคสี่ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม ในกรณีเชน่ น้ีพระมหา ไดท้ รงแต่งตง้ั ผนู้ าฝ่ายคา้ นในสภาผ้แู ทนราษฎรแทนตาแหนง่ ท่วี า่ ง กษตั รยิ ์จะไดท้ รงแต่งตัง้ ผ้นู าฝ่ายคา้ นในสภาผู้แทนราษฎรแทนตาแหน่ง ทวี่ า่ ง ส่วนท่ี ๓ ไมม่ กี ารแก้ไข ไม่มีการแกไ้ ข วุฒสิ ภา มาตรา ๑๒๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซ่ึงราษฎรเลอื กตง้ั มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบดว้ ยสมาชิกจานวนรวมหนึ่งร้อย มาตรา ๑๐๗ วุฒิสภาประกอบดว้ ยสมาชิกจานวนสองร้อย จานวนสองรอ้ ยคน หา้ สิบคน ซ่ึงมาจากการเลอื กต้ังในแตล่ ะจงั หวดั จังหวัดละหนง่ึ คน คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึง่ มีความรู้ ความเชย่ี วชาญ ในกรณที ี่ตาแหน่งสมาชกิ วฒุ สิ ภาว่างลงไม่วา่ ด้วยเหตุใด ๆ และ และมาจากการสรรหาเทา่ กับจานวนรวมขา้ งต้นหักด้วยจานวนสมาชิก ประสบการณ์ อาชีพ ลกั ษณะ หรอื ประโยชน์รว่ มกนั หรือทางาน ยังมไิ ดม้ กี ารเลือกตงั้ สมาชิกวุฒสิ ภาข้ึนแทนตาแหน่งท่ีว่าง ให้วุฒสิ ภา วฒุ สิ ภาท่มี าจากการเลอื กตั้ง หรอื เคยทางานด้านต่าง ๆ ทห่ี ลากหลายของสงั คม โดยใน ประกอบด้วยสมาชกิ วฒุ ิสภาเท่าท่ีมีอยู่ ในกรณีทม่ี กี ารเพม่ิ หรอื ลดจงั หวัดในระหวา่ งวาระของสมาชกิ การแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลกั ษณะทที่ าให้ประชาชนซึง่ มสี ทิ ธิสมัครรับ มาตรา ๑๒๒ การเลอื กตั้งสมาชกิ วฒุ สิ ภา ให้ใชเ้ ขตจังหวดั เปน็ วฒุ สิ ภาทมี่ าจากการเลือกตง้ั ใหว้ ุฒสิ ภาประกอบดว้ ยสมาชิกเทา่ ทมี่ ีอยู่ เลอื กทุกคนสามารถอย่ใู นกลมุ่ ใดกลมุ่ หนง่ึ ได้ เขตเลือกตั้ง

๖๐ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ การคานวณเกณฑจ์ านวนสมาชิกวุฒสิ ภาท่ีแต่ละจงั หวัดจะพึงมี ในกรณีทต่ี าแหน่งสมาชกิ วฒุ ิสภาว่างลงไมว่ ่าด้วยเหตใุ ด ๆ และ การแบง่ กลมุ่ จานวนกลุ่ม และคณุ สมบัตขิ องบุคคลในแตล่ ะ ให้คานวณตามวธิ ที ีบ่ ญั ญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง วรรคสาม และ ยังมไิ ด้มกี ารเลือกต้ังหรือสรรหาขึ้นแทนตาแหน่งท่ีว่าง แล้วแต่กรณี ให้ กลมุ่ การสมัครและรับสมัคร หลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารเลือกกนั เอง วรรคสี่ โดยอนโุ ลม วฒุ ิสภาประกอบด้วยสมาชิกวฒุ สิ ภาเท่าที่มีอยู่ การไดร้ ับเลือก จานวนสมาชิกวุฒสิ ภาท่จี ะพึงมจี ากแตล่ ะกลมุ่ มาตรา ๑๒๓ ผมู้ สี ิทธิเลอื กตงั้ สมาชกิ วุฒิสภา มีสิทธิออกเสยี ง ในกรณีทีม่ เี หตุการณ์ใด ๆ ทาให้สมาชิกวฒุ สิ ภาไม่ครบจานวน การข้นึ บญั ชสี ารอง การเลอ่ื นบคุ คลจากบัญชสี ารองขึ้นดารง ลงคะแนนเลือกต้ังผู้สมัครรับเลือกตงั้ ในเขตเลอื กตงั้ นน้ั ได้หน่ึงคน ตามวรรคหน่งึ แตม่ จี านวนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละเกา้ สิบหา้ ของจานวน ตาแหน่งแทน และมาตรการอ่นื ใดทีจ่ าเปน็ เพ่ือให้การเลือกกนั เอง การเลือกตัง้ ให้ใชว้ ิธีออกเสยี งลงคะแนนโดยตรงและลบั สมาชกิ วุฒสิ ภาทงั้ หมด ให้ถือวา่ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชกิ จานวน เป็นไปโดยสจุ ริตและเทย่ี งธรรม ให้เป็นไปตามพระราชบญั ญัติ ในกรณที จ่ี งั หวัดใดมีสมาชิกวุฒสิ ภาได้มากกวา่ หน่ึงคน ใหผ้ ู้สมคั ร ดงั กลา่ ว แตต่ อ้ งมีการเลอื กตั้งหรอื การสรรหาใหไ้ ดส้ มาชิกวฒุ ิสภา ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการไดม้ าซงึ่ สมาชกิ วฒุ สิ ภา และเพ่อื รบั เลือกต้ังท่ีได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลาดบั จนครบจานวนสมาชิก ครบจานวนตามวรรคหน่ึงภายในหนงึ่ รอ้ ยแปดสบิ วนั นบั แตว่ ันทีม่ ี ประโยชน์ในการดาเนนิ การใหก้ ารเลอื กดงั กลา่ วเป็นไปโดยสุจรติ และ วฒุ ิสภาที่จะพึงมีได้ในจังหวดั นั้น เปน็ ผู้ไดร้ ับเลือกตัง้ เป็นสมาชิกวุฒสิ ภา เหตกุ ารณ์ดังกล่าว และใหส้ มาชิกวฒุ สิ ภาท่เี ข้ามานัน้ อยูใ่ นตาแหนง่ เท่ียงธรรม จะกาหนดมใิ ห้ผสู้ มคั รในแต่ละกลุม่ เลือกบุคคลในกลุ่ม มาตรา ๑๓๔ เมื่อตาแหน่งสมาชิกวุฒสิ ภาวา่ งลงเพราะเหตุอื่นใด เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาทเี่ หลอื อยู่ เดียวกัน หรือจะกาหนดใหม้ กี ารคดั กรองผู้สมัครรับเลอื กด้วยวิธีการ นอกจากถึงคราวออกตามอายุของวุฒสิ ภา ใหม้ ีการเลอื กตั้งสมาชิก มาตรา ๑๑๒ การเลือกตง้ั สมาชกิ วุฒิสภาในแตล่ ะจังหวัด ให้ อืน่ ใดทผ่ี ูส้ มคั รรบั เลอื กมสี ่วนรว่ มในการคดั กรองก็ได้ วฒุ ิสภาขึ้นแทนภายในสส่ี บิ ห้าวนั นบั แต่วันทตี่ าแหน่งนน้ั วา่ งลง เวน้ แต่ ใชเ้ ขตจังหวดั เป็นเขตเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวฒุ ิสภาจงั หวดั ละหนงึ่ การดาเนินการตามวรรคสอง ให้ดาเนนิ การตง้ั แตร่ ะดับอาเภอ อายขุ องวุฒิสภาจะเหลอื ไม่ถึงหนงึ่ รอ้ ยแปดสิบวนั คน โดยใหผ้ มู้ สี ทิ ธเิ ลอื กต้งั ออกเสยี งลงคะแนนเลือกต้ังผสู้ มคั รรบั ระดับจังหวดั และระดบั ประเทศ เพ่ือใหส้ มาชิกวฒุ ิสภาเป็นผู้แทน สมาชกิ วุฒิสภาผู้เขา้ มาแทนนัน้ ใหอ้ ยู่ในตาแหน่งได้เพียงเทา่ อายุ เลอื กต้ังได้หนึ่งเสยี งและให้ใชว้ ิธอี อกเสยี งลงคะแนนโดยตรงและลบั ปวงชนชาวไทยในระดับประเทศ ของวฒุ ิสภาท่เี หลืออยู่ เพ่ือประโยชน์ในการเลือกต้ังสมาชกิ วฒุ ิสภา ให้ผสู้ มคั รรบั ในกรณีท่ีตาแหน่งสมาชกิ วุฒิสภามีจานวนไมค่ รบตามวรรค เลอื กตั้งสามารถหาเสยี งเลอื กตัง้ ได้กแ็ ตเ่ ฉพาะทเ่ี ก่ียวกบั การปฏิบัตงิ าน หนงึ่ ไมว่ า่ เพราะเหตตุ าแหนง่ ว่างลง หรอื ด้วยเหตอุ นื่ ใดอันมิใช่ ในหนา้ ทีข่ องวุฒสิ ภา เพราะเหตุถงึ คราวออกตามอายุของวุฒิสภา และไมม่ รี ายชื่อบคุ คลท่ี หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงื่อนไขในการเลอื กตัง้ และการหา สารองไว้เหลอื อยู่ ให้วุฒิสภาประกอบดว้ ยสมาชกิ วฒุ สิ ภาเท่าท่ีมอี ยู่ เสียงเลอื กตง้ั ของสมาชกิ วฒุ ิสภา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญตั ิ แตใ่ นกรณีท่ีมสี มาชิกวฒุ สิ ภาเหลอื อย่ไู มถ่ ึงกึ่งหน่งึ ของจานวนสมาชกิ ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและ วฒุ ิสภาทั้งหมดและอายุของวุฒสิ ภาเหลืออยู่เกินหนึ่งปี ใหด้ าเนินการ การไดม้ าซ่งึ สมาชิกวฒุ ิสภา เลอื กสมาชิกวุฒสิ ภาข้นึ แทนภายในหกสิบวนั นับแต่วันท่วี ฒุ สิ ภามี มาตรา ๑๒๐ เมอ่ื ตาแหน่งสมาชกิ วุฒสิ ภาว่างลงเพราะเหตุ สมาชิกเหลืออย่ไู ม่ถงึ ก่ึงหนึ่ง ในกรณเี ชน่ วา่ นี้ ให้ผไู้ ดร้ ับเลอื ก ตามมาตรา ๑๑๙ ให้นาบทบญั ญตั มิ าตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ ดังกลา่ วอยู่ในตาแหน่งไดเ้ พยี งเทา่ อายุของวุฒิสภาทีเ่ หลอื อยู่ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใชบ้ งั คับกับการเลอื กตง้ั หรอื การเลอื กสมาชิกวฒุ ิสภาให้ตราเปน็ พระราชกฤษฎีกา และ การสรรหาสมาชกิ วฒุ สิ ภาในกรณดี ังกลา่ ว และใหส้ มาชกิ วฒุ สิ ภา ภายในหา้ วันนับแตว่ นั ท่ีพระราชกฤษฎกี ามผี ลใชบ้ ังคับ ให้ ผูเ้ ข้ามาแทนตาแหน่งที่วา่ งลงน้ัน อยใู่ นตาแหน่งไดเ้ พยี งเท่าวาระที่ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั กาหนดวนั เร่มิ ดาเนินการเพอ่ื เลอื กไมช่ ้า เหลอื อยขู่ องผ้ซู งึ่ ตนแทน เวน้ แตว่ าระของสมาชกิ วฒุ สิ ภาทวี่ ่างลงจะ กวา่ สามสบิ วันนบั แต่วนั ท่ีพระราชกฤษฎกี าดงั กล่าวมผี ลใช้บังคบั เหลือไมถ่ ึงหนึง่ รอ้ ยแปดสิบวัน จะไม่ดาเนนิ การเลือกตง้ั หรอื การสรร การกาหนดดังกล่าวใหป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหน้ าความ หาก็ได้ ในมาตรา ๑๐๔ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๖๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา มาตรา ๑๒๔ ใหนาบทบัญญตั มิ าตรา ๑๐๕ และมาตรา ๑๐๖ มาใชบงั คับกับคณุ สมบัตแิ ละลักษณะตองหามของผมู ีสทิ ธเิ ลือกตัง้ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ สมาชิกวุฒิสภาดวย โดยอนโุ ลม มาตรา ๑๑๓ ให้มคี ณะกรรมการสรรหาสมาชกิ วฒุ ิสภาคณะหนง่ึ ประกอบดว้ ยประธานศาลรัฐธรรมนญู ประธานกรรมการการเลือกต้งั ประธานผตู้ รวจการแผ่นดนิ ประธานกรรมการปอ้ งกันและปราบปราม การทจุ รติ แหง่ ชาติ ประธานกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน ผูพ้ ิพากษาในศาล ฎีกาซ่งึ ดารงตาแหน่งไมต่ า่ กว่าผูพ้ พิ ากษาศาลฎกี าท่ที ป่ี ระชมุ ใหญ่ศาล ฎีกามอบหมายจานวนหนง่ึ คนและตลุ าการในศาลปกครองสงู สดุ ทท่ี ่ี ประชมุ ใหญต่ ุลาการในศาลปกครองสงู สดุ มอบหมายจานวนหนง่ึ คน เปน็ กรรมการ ทาหนา้ ท่สี รรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ใหแ้ ล้วเสร็จภายใน สามสบิ วันนบั แต่วันทไ่ี ดร้ บั บญั ชรี ายชือ่ จากคณะกรรมการการเลือกตง้ั แล้วแจง้ ผลการสรรหาใหค้ ณะกรรมการการเลือกตัง้ ประกาศผลผไู้ ดร้ บั การสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ใหก้ รรมการตามวรรคหนึ่งเลอื กกันเองให้กรรมการผู้หนึง่ เปน็ ประธานกรรมการ ในกรณีท่ไี มม่ ีกรรมการในตาแหนง่ ใด หรอื มแี ตไ่ ม่สามารถปฏบิ ตั ิ หน้าที่ได้ ถ้ากรรมการท่ีเหลืออยนู่ ั้นมจี านวนไมน่ อ้ ยกวา่ กึง่ หนึ่ง ให้ คณะกรรมการสรรหาสมาชกิ วฒุ ิสภาประกอบด้วยกรรมการทเ่ี หลอื อยู่ มาตรา ๑๑๔ ใหค้ ณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒสิ ภาดาเนนิ การ สรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผไู้ ดร้ ับการเสนอชอื่ จากองคก์ ร ต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครฐั ภาคเอกชน ภาควิชาชพี และภาคอน่ื ที่ เปน็ ประโยชน์ในการปฏบิ ตั ิการตามอานาจหน้าทข่ี องวุฒิสภาเปน็ สมาชิกวุฒิสภาเทา่ จานวนทจ่ี ะพึงมีตามทก่ี าหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหน่งึ ใหค้ านึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏบิ ัตงิ าน ของวุฒสิ ภาเปน็ สาคญั และใหค้ านึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลทีม่ ี ความรูค้ วามสามารถในดา้ นต่าง ๆ ท่แี ตกตา่ งกัน โอกาสและความเท่า

๖๒ นาถะ ดวงวชิ ัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ เทียมกันทางเพศ สัดสว่ นของบุคคลในแตล่ ะภาคตามวรรคหนึ่งที่ ใกลเ้ คยี งกัน รวมท้ังการให้โอกาสกับผู้ดอ้ ยโอกาสทางสังคมด้วย หลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวฒุ ิสภา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วย การเลือกตง้ั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการไดม้ าซึง่ สมาชกิ วุฒสิ ภา มาตรา ๑๒๕ บคุ คลผมู้ ีคณุ สมบตั ดิ ังตอ่ ไปนี้ เปน็ ผมู้ สี ทิ ธสิ มคั ร มาตรา ๑๑๕ บุคคลผู้มคี ุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะต้องหา้ ม มาตรา ๑๐๘ สมาชกิ วฒุ สิ ภาต้องมคี ุณสมบตั ิและไมม่ ี รบั เลอื กตั้งเปน็ สมาชิกวฒุ ิสภา ดังต่อไปนเ้ี ป็นผมู้ สี ทิ ธสิ มัครรับเลือกตงั้ หรือไดร้ บั การเสนอชอ่ื เพื่อเข้า ลกั ษณะตอ้ งห้าม ดังต่อไปน้ี (๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกดิ รบั การสรรหาเป็นสมาชิกวฒุ ิสภา ก. คณุ สมบตั ิ (๒) มีอายุไมต่ ่ากวา่ ส่สี ิบปบี รบิ รู ณใ์ นวนั เลือกตัง้ (๑) มสี ัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ (๑) มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกิด (๓) สาเรจ็ การศึกษาไมต่ ่ากวา่ ปรญิ ญาตรีหรือเทียบเทา่ (๒) มอี ายไุ มต่ ่ากว่าสสี่ ิบปบี ริบูรณใ์ นวันสมคั รรับเลือกตง้ั หรือ (๒) มีอายุไมต่ า่ กวา่ ส่ีสบิ ปีในวันสมคั รรบั เลอื ก (๔) มีลักษณะอย่างใดอย่างหน่ึงตามมาตรา ๑๐๗ (๕) วนั ที่ได้รับการเสนอชอ่ื (๓) มีความรู้ ความเชยี่ วชาญ และประสบการณ์ หรือ มาตรา ๑๒๖ บุคคลผมู้ ีลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้ เป็นบคุ คลตอ้ งห้ามมิ (๓) สาเรจ็ การศึกษาไมต่ ่ากว่าปรญิ ญาตรีหรือเทียบเท่า ทางานในดา้ นที่สมัคร ไม่น้อยกวา่ สิบปี หรือเปน็ ผู้มลี กั ษณะตาม ให้ใช้สิทธสิ มคั รรับเลือกตง้ั เปน็ สมาชกิ วฒุ สิ ภา (๔) ผู้สมคั รรบั เลอื กตง้ั เป็นสมาชิกวุฒสิ ภาท่มี าจากการเลือกต้ัง หลกั เกณฑ์และเงอื่ นไขทบี่ ัญญตั ไิ วใ้ นพระราชบัญญตั ิประกอบ (๑) เป็นสมาชกิ หรือผดู้ ารงตาแหนง่ อนื่ ของพรรคการเมอื ง ตอ้ งมีลกั ษณะอย่างใดอย่างหนึง่ ดงั ต่อไปนด้ี ว้ ย รฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยการไดม้ าซึ่งสมาชิกวุฒสิ ภา (๒) เป็นสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร หรอื เคยเปน็ สมาชกิ สภา (ก) มชี อื่ อยูใ่ นทะเบยี นบา้ นในจังหวัดทีส่ มคั รรับเลอื กตง้ั (๔) เกิด มชี ่ืออยู่ในทะเบียนบ้าน ทางาน หรอื มี ผแู้ ทนราษฎรและพน้ จากการเป็นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรมาแลว้ ยงั มาแลว้ เปน็ เวลาติดตอ่ กนั ไมน่ อ้ ยกว่าหา้ ปนี บั ถึงวันสมคั รรบั เลอื กตงั้ ความเกีย่ วพันกบั พน้ื ที่ทส่ี มัครตามหลกั เกณฑแ์ ละเง่ือนไขทบ่ี ญั ญัตไิ ว้ใน ไมเ่ กินหนงึ่ ปนี บั ถึงวนั สมคั รรับเลอื กตั้ง (ข) เป็นบุคคลซึง่ เกิดในจงั หวัดทส่ี มัครรับเลือกตั้ง พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการได้มาซ่ึงสมาชิกวฒุ ิสภา (๓) เปน็ หรอื เคยเปน็ สมาชิกวุฒสิ ภาตามบทบญั ญตั ิแหง่ (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาทต่ี ั้งอยูใ่ นจงั หวดั ท่สี มคั รรับ ข. ลกั ษณะต้องห้าม รัฐธรรมนญู นีใ้ นอายขุ องวฒุ สิ ภาคราวกอ่ นการสมัครรบั เลือกตงั้ เลอื กตง้ั เปน็ เวลาตดิ ตอ่ กันไม่นอ้ ยกว่าหา้ ปกี ารศกึ ษา (๑) เปน็ บคุ คลต้องห้ามมใิ หใ้ ช้สิทธสิ มัครรบั เลอื กตั้งตาม (๔) เป็นบุคคลต้องห้ามมิใหใ้ ชส้ ิทธสิ มคั รรับเลือกตัง้ ตามมาตรา (ง) เคยรบั ราชการหรือเคยมีชื่ออยใู่ นทะเบียนบ้านในจังหวัด มาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๕) ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ทสี่ มัครรับเลือกตงั้ เปน็ เวลาตดิ ต่อกันไม่น้อยกว่าหา้ ปี (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘) มาตรา ๑๒๖ บคุ คลผู้มีลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้เปน็ บุคคลตอ้ งหา้ มมิ (๕) ไมเ่ ปน็ บุพการี คู่สมรส หรือบตุ รของผดู้ ารงตาแหน่ง (๒) เป็นข้าราชการ ใหใ้ ช้สิทธสิ มัครรับเลือกตัง้ เป็นสมาชกิ วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื ผดู้ ารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง (๓) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เว้นแต่ไดพ้ น้ (๑) เป็นสมาชิกหรือผู้ดารงตาแหนง่ อ่ืนของพรรคการเมือง (๖) ไมเ่ ป็นสมาชกิ หรอื ผู้ดารงตาแหน่งใดในพรรคการเมอื ง จากการเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรมาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ หา้ ปีนบั ถึงวนั (๒) เปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเปน็ หรอื เคยเปน็ สมาชิกหรือเคยดารงตาแหน่งและพ้นจากการเป็น สมัครรบั เลอื ก สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและพน้ จากการเป็นสมาชกิ สภาผู้แทน สมาชิกหรือการดารงตาแหนง่ ใด ๆ ในพรรคการเมอื งมาแลว้ ยัง (๔) เปน็ สมาชิกพรรคการเมอื ง ราษฎรมาแล้วยงั ไม่เกินหนึ่งปีนบั ถงึ วนั สมัครรบั เลือกต้งั ไม่เกินหา้ ปีนบั ถึงวันสมคั รรับเลอื กตั้งหรอื วนั ที่ไดร้ ับการเสนอช่อื

๖๓ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ (๓) เปน็ หรอื เคยเปน็ สมาชิกวฒุ ิสภาตามบทบญั ญตั ิแห่ง (๗) ไม่เปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชกิ สภา (๕) เปน็ หรอื เคยเป็นผูด้ ารงตาแหน่งใดในพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญน้ใี นอายขุ องวฒุ ิสภาคราวก่อนการสมัครรบั เลือกตงั้ ผูแ้ ทนราษฎรและพน้ จากการเปน็ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรมาแล้ว เว้นแต่ได้พ้นจากการดารงตาแหนง่ ในพรรคการเมอื งมาแล้ว (๔) เปน็ บุคคลต้องหา้ มมิใหใ้ ช้สทิ ธสิ มัครรบั เลอื กตั้งตามมาตรา ๑๐๙ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ ไม่เกินหา้ ปนี บั ถงึ วนั สมคั รรบั เลือกตั้งหรอื วันท่ไี ดร้ บั การเสนอช่ือ ไมน่ ้อยกวา่ ห้าปนี ับถึงวันสมัครรบั เลอื ก (๑๔) (๘) เปน็ บุคคลตอ้ งหา้ มมิใหใ้ ช้สิทธสิ มัครรับเลอื กตั้งตามมาตรา (๖) เปน็ หรือเคยเป็นรฐั มนตรี เว้นแต่ไดพ้ น้ จากการเปน็ มาตรา ๑๒๗ วรรคหนง่ึ สมาชกิ วุฒสิ ภาจะเป็นรฐั มนตรหี รอื ขา้ ราชการการเมืองอ่ืนมไิ ด้ ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) รัฐมนตรีมาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ หา้ ปีนบั ถงึ วันสมคั รรบั เลือก มาตรา ๑๓๐ อายุของวุฒิสภามีกาหนดคราวละหกปีนับแต่ (๙) ไมเ่ ปน็ รัฐมนตรีหรอื ผู้ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื งอืน่ ซงึ่ มใิ ช่ (๗) เปน็ หรือเคยเป็นสมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผู้บริหาร วนั เลือกต้ัง สมาชิกสภาทอ้ งถ่ินหรือผบู้ ริหารท้องถน่ิ หรอื เคยเป็นแต่พน้ จากตาแหนง่ ทอ้ งถ่ิน เวน้ แตไ่ ดพ้ น้ จากการเปน็ สมาชกิ สภาทอ้ งถ่นิ หรือผูบ้ ริหาร มาตรา ๑๓๒ สมาชกิ ภาพของสมาชิกวุฒสิ ภาเรม่ิ ต้ังแต่ วันเลือกตัง้ ดงั กลา่ วมาแล้วยังไมเ่ กินห้าปี ทอ้ งถน่ิ มาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ ห้าปนี ับถงึ วนั สมัครรบั เลอื ก มาตรา ๑๓๑ เมื่ออายขุ องวุฒิสภาสิน้ สดุ ลง พระมหากษตั ริย์ มาตรา ๑๑๖ วรรคหน่งึ สมาชิกวุฒสิ ภาจะเป็นรฐั มนตรี ผดู้ ารง (๘) เปน็ บุพการี คู่สมรส หรอื บุตรของผดู้ ารงตาแหน่ง จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎกี าให้มีการเลือกตง้ั สมาชิกวุฒสิ ภาใหม่ เปน็ การเลอื กตง้ั ทัว่ ไป ซงึ่ ต้องกาหนดวนั เลือกตั้งภายในสามสบิ วันนบั ตาแหน่งทางการเมอื งอ่นื หรือผดู้ ารงตาแหนง่ ในองคก์ รอิสระตาม สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา ขา้ ราชการการเมือง แตว่ นั ทอ่ี ายขุ องวุฒสิ ภาส้นิ สุดลง และวนั เลือกตัง้ ตอ้ งกาหนดเป็น วนั เดยี วกันท่วั ราชอาณาจักร รัฐธรรมนูญ มิได้ สมาชิกสภาทอ้ งถิน่ หรอื ผู้บรหิ ารทอ้ งถิ่น ผสู้ มคั รรับเลอื กเป็นสมาชิก วุฒิสภาในคราวเดยี วกนั หรือผดู้ ารงตาแหน่งในศาลรฐั ธรรมนญู หรือ ในองคก์ รอสิ ระ (๙) เคยดารงตาแหน่งสมาชิกวฒุ สิ ภาตามรฐั ธรรมนญู น้ี มาตรา ๑๑๗ สมาชิกภาพของสมาชกิ วุฒิสภาท่ีมาจากการเลือกตัง้ มาตรา ๑๐๙ อายุของวุฒสิ ภามกี าหนดคราวละหา้ ปนี ับแต่ เริ่มตง้ั แตว่ นั ทีม่ กี ารเลอื กต้งั สมาชิกวฒุ สิ ภา และสมาชกิ ภาพของสมาชกิ วันประกาศผลการเลือก วุฒสิ ภาทม่ี าจากการสรรหาเรมิ่ ตง้ั แตว่ นั ที่คณะกรรมการการเลือกต้ัง สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒสิ ภาเรมิ่ ต้ังแต่วันทีค่ ณะกรรมการ ประกาศผลการสรรหา การเลือกตั้งประกาศผลการเลือก สมาชกิ ภาพของสมาชิกวุฒสิ ภามีกาหนดคราวละหกปนี ับแต่ เมอ่ื อายขุ องวฒุ สิ ภาสิน้ สดุ ลง ใหส้ มาชกิ วุฒสิ ภาอยู่ในตาแหน่ง วนั เลือกต้ัง หรอื วนั ที่คณะกรรมการการเลือกต้ังประกาศผล เพ่อื ปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ตอ่ ไปจนกว่าจะมสี มาชิกวุฒสิ ภาข้ึนใหม่ การสรรหา แลว้ แต่กรณี โดยสมาชกิ วุฒสิ ภาจะดารงตาแหนง่ ตดิ ตอ่ กนั เกินหนึง่ วาระไม่ได้ ให้สมาชิกวุฒสิ ภาซึ่งสนิ้ สุดสมาชิกภาพตามวาระ อยใู่ น ตาแหน่งเพ่ือปฏบิ ตั หิ นา้ ทีต่ อ่ ไปจนกวา่ จะมีสมาชกิ วฒุ สิ ภาข้นึ ใหม่ มาตรา ๑๑๘ เม่อื วาระของสมาชิกวฒุ สิ ภาซง่ึ มาจากการเลอื กต้งั มาตรา ๑๑๐ เม่ืออายุของวฒุ ิสภาส้นิ สดุ ลง ให้มกี ารเลอื ก ส้ินสดุ ลง พระมหากษัตรยิ ์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มี สมาชิกวุฒสิ ภาใหม่ตามมาตรา ๑๐๗ วรรคหา้ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซ่ึงมาจากการเลือกตั้งใหมเ่ ป็นการเลอื กตั้ง ท่วั ไป ซง่ึ ต้องกาหนดวันเลือกต้ังภายในสามสิบวนั นับแต่วันทว่ี าระของ

๖๔ นาถะ ดวงวิชยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ เพอื่ ประโยชน์ในการดาเนนิ การตามมาตรา ๑๖๘ ใหส้ มาชิก สมาชิกวุฒสิ ภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสนิ้ สดุ ลง และวันเลอื กต้ังน้ันตอ้ ง วฒุ ิสภาที่ดารงตาแหนง่ อย่ใู นวนั ทอี่ ายุของวฒุ ิสภาสิ้นสุดลงตามวรรค หน่งึ ทาหนา้ ท่ตี อ่ ไปจนกวา่ สมาชกิ วฒุ สิ ภาท่ีได้รบั เลือกตั้งใหมจ่ ะเขา้ กาหนดเป็นวันเดยี วกันทวั่ ราชอาณาจักร รับหนา้ ท่ี เม่อื วาระของสมาชกิ วฒุ สิ ภาซ่งึ มาจากการสรรหาสิ้นสดุ ลง ให้ มาตรา ๑๓๓ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เม่อื (๑) ถึงคราวออกตามอายขุ องวุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกาหนดวันเรมิ่ การสรรหาและ (๒) ตาย (๓) ลาออก ระยะเวลาการสรรหาสมาชิกวฒุ สิ ภา ซง่ึ ตอ้ งทาการสรรหาให้แลว้ (๔) ขาดคณุ สมบตั ติ ามมาตรา ๑๒๕ (๕) มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๒๖ เสร็จภายในหกสิบวันนบั แต่วันท่ีวาระของสมาชิกวฒุ สิ ภาที่มาจาก (๖) มีลักษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๑๒๗ (๗) กระทาการอนั ตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๒๘ การสรรหาสิ้นสดุ ลง (๘) วฒุ สิ ภามมี ติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถ้ อดถอนออกจาก ตาแหนง่ หรอื ศาลรัฐธรรมนญู มคี าวนิ จิ ฉยั ใหพ้ น้ จากสมาชกิ ภาพตาม มาตรา ๑๑๙ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาส้นิ สดุ ลง เมื่อ มาตรา ๑๑๑ สมาชกิ ภาพของสมาชิกวฒุ สิ ภาสิน้ สดุ ลง เมือ่ มาตรา ๙๖ ในกรณเี ชน่ น้ี ให้ถอื วา่ สิน้ สุดสมาชกิ ภาพนับแตว่ ันที่ วุฒิสภามมี ติหรือศาลรัฐธรรมนูญมคี าวินิจฉัย แล้วแต่กรณี (๑) ถึงคราวออกตามวาระ (๑) ถึงคราวออกตามอายขุ องวฒุ ิสภา (๙) ขาดประชุมเกินจานวนหนงึ่ ในสี่ของจานวนวนั ประชุมใน สมยั ประชมุ ท่ีมีกาหนดเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ หนง่ึ รอ้ ยยสี่ บิ วัน โดยไมไ่ ดร้ บั (๒) ตาย (๒) ตาย อนญุ าตจากประธานวฒุ สิ ภา (๑๐) ถกู จาคุกโดยคาพิพากษาถึงทสี่ ดุ ให้จาคกุ เว้นแต่ใน (๓) ลาออก (๓) ลาออก ความผดิ อนั ไดก้ ระทาโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหโุ ทษ (๔) ขาดคุณสมบตั ิหรือมลี ักษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๑๕ (๔) ขาดคณุ สมบตั หิ รอื มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๒๗ วรรคสอง บุคคลผู้เคยดารงตาแหน่งสมาชิก วฒุ สิ ภาและสมาชิกภาพสิ้นสดุ ลงมาแล้วยงั ไม่เกนิ หน่งึ ปี เว้นแต่ (๕) กระทาการอนั ต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๖ มาตรา ๒๖๕ (๕) ขาดประชุมเกนิ จานวนหนงึ่ ในสีข่ องจานวนวันประชุมใน สมาชกิ ภาพส้ินสดุ ลงตามมาตรา ๑๓๓ (๑) จะเป็นรฐั มนตรีหรอื ข้าราชการการเมืองอื่นมไิ ด้ หรอื มาตรา ๒๖๖ สมัยประชมุ ทม่ี ีกาหนดเวลาไมน่ ้อยกวา่ หน่งึ ร้อยยี่สบิ วันโดยไมไ่ ดร้ บั (๖) วุฒสิ ภามีมตติ ามมาตรา ๒๗๔ ใหถ้ อดถอนออกจากตาแหน่ง อนุญาตจากประธานวุฒิสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉยั ให้พ้นจากสมาชกิ ภาพตามมาตรา ๙๑ (๖) ตอ้ งคาพพิ ากษาถงึ ที่สดุ ให้จาคุก แมจ้ ะมีการรอการลงโทษ หรอื ศาลฎีกามคี าส่งั ตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง หรอื มาตรา ๒๔๐ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอนั ไดก้ ระทาโดยประมาท วรรคสาม ในกรณเี ชน่ นี้ ใหถ้ ือวา่ สน้ิ สุดสมาชิกภาพนบั แตว่ ันท่วี ุฒิสภามี ความผดิ ลหโุ ทษ หรือความผดิ ฐานหมิน่ ประมาท มตหิ รอื ศาลมีคาวินิจฉัยหรือมีคาสั่ง แล้วแตก่ รณี (๗) กระทาการอันเปน็ การฝา่ ฝนื มาตรา ๑๑๓ หรือกระทาการ (๗) ขาดประชุมเกินจานวนหนึ่งในส่ีของจานวนวนั ประชุมในสมยั อันต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๔ หรอื มาตรา ๑๘๕ ประชุมทม่ี กี าหนดเวลาไม่น้อยกวา่ หนงึ่ ร้อยยส่ี ิบวัน โดยไม่ไดร้ ับ (๘) พน้ จากตาแหน่งเพราะเหตตุ ามมาตรา ๑๔๔ หรอื มาตรา อนุญาตจากประธานวุฒิสภา ๒๓๕ วรรคสาม (๘) ตอ้ งคาพพิ ากษาถงึ ทส่ี ุดให้จาคกุ แม้จะมีการรอ การลงโทษ เวน้ แตเ่ ป็นการรอการลงโทษในความผดิ อนั ไดก้ ระทา โดยประมาท ความผิดลหโุ ทษ หรอื ความผดิ ฐานหม่นิ ประมาท มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง บคุ คลผเู้ คยดารงตาแหน่งสมาชกิ มาตรา ๑๑๒ บุคคลผูเ้ คยดารงตาแหนง่ สมาชิกวฒุ สิ ภาและ วุฒสิ ภาและสมาชิกภาพสิน้ สดุ ลงมาแลว้ ยงั ไม่เกินสองปี จะเปน็ สมาชิกภาพสิน้ สดุ ลงมาแล้วยงั ไมเ่ กนิ สองปี จะเปน็ รัฐมนตรหี รือ รัฐมนตรี หรอื ผดู้ ารงตาแหน่งทางการเมือง มิได้ ผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมอื งมไิ ด้ เวน้ แต่เปน็ สมาชกิ สภาท้องถ่นิ หรอื ผู้บริหารท้องถ่นิ

๖๕ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๓ สมาชกิ วุฒิสภาต้องไม่ฝกั ใฝห่ รือยอมตนอย่ใู ต้ อาณัติของพรรคการเมอื งใด ๆ มาตรา ๑๓๕ ในการพิจารณาเลอื ก แต่งตั้ง ใหค้ าแนะนา หรอื ให้ มาตรา ๑๒๑ ในการทีว่ ฒุ ิสภาจะพิจารณาใหบ้ คุ คลดารง ความเหน็ ชอบ ให้บคุ คลดารงตาแหน่งใดตามมาตรา ๑๓๘ มาตรา ๑๔๓ ตาแหนง่ ใดตามบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนญู นี้ ใหว้ ุฒสิ ภาแต่งตัง้ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๙ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๗๔ (๓) คณะกรรมาธกิ ารข้นึ คณะหน่ึง ทาหนา้ ท่ีตรวจสอบประวตั ิ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ (๓) มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ ความประพฤติ และพฤตกิ รรมทางจริยธรรมของบคุ คลผูไ้ ดร้ ับ และมาตรา ๓๑๒ ใหว้ ุฒิสภาแต่งต้ังคณะกรรมาธกิ ารขนึ้ คณะหน่ึง ทา การเสนอชอ่ื ให้ดารงตาแหน่งน้นั รวมทง้ั รวบรวมข้อเทจ็ จริงและ หนา้ ทตี่ รวจสอบประวัติและความประพฤตขิ องบคุ คลผ้ไู ดร้ บั การเสนอ พยานหลกั ฐานอนั จาเปน็ แลว้ รายงานตอ่ วฒุ สิ ภาเพ่อื ประกอบการ ชื่อให้ดารงตาแหนง่ น้ัน รวมท้ังรวบรวมขอ้ เท็จจริงและพยานหลักฐาน พจิ ารณาตอ่ ไป อันจาเป็น แล้วรายงานต่อวฒุ ิสภาเพ่ือประกอบการพิจารณาตอ่ ไป การดาเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง ใหเ้ ปน็ ไปตาม การดาเนินการของคณะกรรมาธกิ ารตามวรรคหนึง่ ใหเ้ ปน็ ไปตาม วิธกี ารทก่ี าหนดในข้อบังคับการประชมุ วฒุ ิสภา วิธกี ารทีก่ าหนดในข้อบังคบั การประชุมวุฒสิ ภา ส่วนท่ี ๕ สว่ นท่ี ๔ ไมม่ ีการแกไ้ ข บทท่ีใช้แก่สภาทั้งสอง บททีใ่ ชแ้ ก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๔๙ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภา มาตรา ๑๒๒ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภา มาตรา ๑๑๔ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเปน็ ผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏบิ ตั ิหนา้ ทด่ี ้วย ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อย่ใู นความผกู มัดแห่งอาณตั ิ ยอ่ มเปน็ ผแู้ ทนปวงชนชาวไทย ไมอ่ ยู่ในความผูกมดั แห่งอาณตั ิ ความซอื่ สัตยส์ จุ ริตเพอื่ ประโยชนส์ ว่ นรวมของปวงชนชาวไทย มอบหมาย หรอื ความครอบงาใด ๆ และต้องปฏิบัตหิ นา้ ทด่ี ้วย มอบหมาย หรือความครอบงาใด ๆ และตอ้ งปฏิบัติหนา้ ทดี่ ้วย ความซ่ือสัตย์สุจรติ เพื่อประโยชนส์ ่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดย ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ เพือ่ ประโยชนส์ ว่ นรวมของประเทศชาติและ ปราศจากการขัดกันแหง่ ผลประโยชน์ ความผาสกุ ของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขดั กนั แห่ง มาตรา ๑๖๒ วรรคสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมอี สิ ระ ผลประโยชน์ จากมตพิ รรคการเมืองในการตงั้ กระท้ถู าม การอภปิ ราย และ การลงมติในการอภิปรายไมไ่ ว้วางใจ มาตรา ๑๕๐ ก่อนเขา้ รบั หน้าที่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและ มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารบั หน้าท่ี สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๑๕ ก่อนเข้ารบั หน้าที่ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร สมาชกิ วุฒสิ ภาต้องปฏิญาณตนในทป่ี ระชุมแหง่ สภาท่ีตนเป็นสมาชกิ และสมาชิกวุฒสิ ภาตอ้ งปฏิญาณตนในทป่ี ระชมุ แหง่ สภาทตี่ นเปน็ และสมาชกิ วุฒสิ ภาตอ้ งปฏิญาณตนในทีป่ ระชุมแห่งสภาทตี่ นเปน็ ดว้ ยถอ้ ยคาดังต่อไปนี้ สมาชิกด้วยถอ้ ยคาดังต่อไปนี้ สมาชิกด้วยถอ้ ยคา ดงั ตอ่ ไปนี้ “ข้าพเจา้ (ชอ่ื ผู้ปฏญิ าณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏบิ ตั ิ “ขา้ พเจา้ (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา่ ข้าพเจ้าจะปฏบิ ตั ิ “ข้าพเจา้ (ช่ือผ้ปู ฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา่ ข้าพเจา้ จะปฏิบตั ิ หนา้ ทดี่ ้วยความซื่อสตั ยส์ ุจริต เพื่อประโยชนส์ ว่ นรวมของปวงชนชาว หนา้ ทีด่ ้วยความซอ่ื สตั ย์สจุ ริต เพ่ือประโยชน์ของประเทศและประชาชน หน้าทด่ี ้วยความซือ่ สัตยส์ จุ ริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไทย ทง้ั จะรกั ษาไว้และปฏบิ ตั ติ ามซ่งึ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักร ทัง้ จะรักษาไว้และปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย ทัง้ จะรกั ษาไว้และปฏิบตั ติ ามซง่ึ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย ไทยทุกประการ” ทกุ ประการ” ทกุ ประการ”

๖๖ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๑ สภาผแู้ ทนราษฎรและวุฒสิ ภาแตล่ ะสภา มปี ระธาน มาตรา ๑๒๔ วรรคหนง่ึ สภาผแู้ ทนราษฎรและวุฒสิ ภาแต่ละ มาตรา ๑๑๖ สภาผ้แู ทนราษฎรและวฒุ ิสภาแตล่ ะสภา สภาคนหน่ึงและรองประธานคนหนง่ึ หรอื สองคน ซึง่ พระมหากษตั ริย์ทรง สภา มปี ระธานสภาคนหนึง่ และรองประธานคนหนง่ึ หรอื สองคน ซึ่ง มีประธานสภาคนหน่งึ และรองประธานคนหนึ่งหรือสองคน ซง่ึ แต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานน้ั ๆ ตามมติของสภา พระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตง้ั จากสมาชิกแห่งสภาน้นั ๆ ตามมติของสภา พระมหากษตั ริยท์ รงแต่งต้ังจากสมาชกิ แห่งสภานน้ั ๆ ตามมตขิ องสภา วรรคห้า ในระหวา่ งการดารงตาแหน่ง ประธานและรอง ในระหว่างการดารงตาแหนง่ ประธานและรองประธานสภา ประธานสภาผ้แู ทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหารหรือดารงตาแหน่ง ผ้แู ทนราษฎรจะเปน็ กรรมการบรหิ ารหรือดารงตาแหนง่ ใดในพรรค ใดในพรรคการเมอื งขณะเดียวกนั มิได้ การเมอื งขณะเดยี วกันมไิ ด้ มาตรา ๑๕๒ วรรคหนึ่ง ประธานและรองประธานสภา มาตรา ๑๒๔ วรรคสอง ประธานและรองประธานสภา มาตรา ๑๑๗ ประธานและรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผแู้ ทนราษฎรดารงตาแหน่งจนส้ินอายุของสภาหรอื มีการยบุ สภา ผู้แทนราษฎรดารงตาแหนง่ จนส้ินอายุของสภาหรือมกี ารยุบสภา ดารงตาแหน่งจนสิน้ อายขุ องสภาผู้แทนราษฎรหรอื มีการยบุ สภา วรรคสอง ประธานและรองประธานวุฒสิ ภาดารงตาแหน่ง วรรคสาม ประธานและรองประธานวุฒสิ ภาดารงตาแหน่ง ผแู้ ทนราษฎร จนถึงวนั ก่อนวนั เลือกประธานและรองประธานวฒุ สิ ภาใหม่ จนถึงวนั กอ่ นวนั เลอื กประธานและรองประธานวฒุ สิ ภาใหม่ ประธานและรองประธานวุฒิสภาดารงตาแหนง่ จนถึงวนั สน้ิ อายขุ องวุฒสิ ภา เว้นแต่ในระหว่างเวลาตามมาตรา ๑๐๙ วรรคสาม ใหป้ ระธานและรองประธานวฒุ สิ ภายงั คงอย่ใู นตาแหน่งเพื่อปฏบิ ตั ิ หนา้ ทีต่ อ่ ไป มาตรา ๑๕๒ วรรคสาม ประธานและรองประธานสภาผ้แู ทน มาตรา ๑๒๔ วรรคสี่ ประธานและรองประธานสภาผแู้ ทน มาตรา ๑๑๘ ประธานและรองประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภา ย่อมพ้นจากตาแหน่ง ราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภา ย่อมพ้นจากตาแหน่ง และประธานและรองประธานวฒุ ิสภา ยอ่ มพน้ จากตาแหน่งกอ่ น กอ่ นวาระตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง แล้วแต่กรณี เมื่อ ก่อนวาระตามวรรคสองหรือวรรคสาม แลว้ แตก่ รณี เม่อื วาระตามมาตรา ๑๑๗ เมือ่ (๑) ขาดจากสมาชกิ ภาพแหง่ สภาท่ีตนเปน็ สมาชิก (๑) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาท่ีตนเป็นสมาชกิ (๑) ขาดจากสมาชกิ ภาพแห่งสภาที่ตนเปน็ สมาชิก (๒) ลาออกจากตาแหน่ง (๒) ลาออกจากตาแหนง่ (๒) ลาออกจากตาแหนง่ (๓) ดารงตาแหนง่ นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี หรอื ข้าราชการ (๓) ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือขา้ ราชการ (๓) ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี รฐั มนตรี หรือขา้ ราชการ การเมืองอ่ืน การเมอื งอนื่ การเมอื งอืน่ (๔) ต้องคาพพิ ากษาใหจ้ าคกุ (๔) ต้องคาพิพากษาใหจ้ าคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถงึ ท่ีสดุ หรือมี (๔) ตอ้ งคาพิพากษาให้จาคกุ แมค้ ดีนั้นจะยังไมถ่ ึงที่สดุ หรอื มี การรอการลงโทษ เว้นแต่เปน็ กรณีทคี่ ดียงั ไม่ถึงทสี่ ุดหรือมีการรอ การรอการลงโทษ เว้นแต่เปน็ กรณีที่คดยี ังไมถ่ งึ ที่สุดหรอื มกี ารรอ การลงโทษในความผดิ อนั ได้กระทาโดยประมาท ความผดิ ลหโุ ทษ หรอื การลงโทษในความผดิ อนั ไดก้ ระทาโดยประมาท ความผดิ ลหโุ ทษ ความผิดฐานหมน่ิ ประมาท หรอื ความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท มาตรา ๑๕๓ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและประธานวฒุ ิสภา มาตรา ๑๒๕ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและประธาน มาตรา ๑๑๙ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและประธานวฒุ ิสภา มอี านาจหน้าทีด่ าเนนิ กจิ การของสภาน้นั ๆ ให้เปน็ ไปตามข้อบังคบั วุฒสิ ภามีอานาจหน้าทด่ี าเนินกจิ การของสภาน้ัน ๆ ใหเ้ ป็นไปตาม มีหน้าทีแ่ ละอานาจดาเนินกจิ การของสภานนั้ ๆ ใหเ้ ปน็ ไปตาม รองประธานมอี านาจหน้าท่ีตามทป่ี ระธานมอบหมายและปฏิบตั ิหนา้ ท่ี ขอ้ บงั คบั รองประธานมีอานาจหนา้ ทต่ี ามทป่ี ระธานมอบหมายและ ข้อบงั คบั รองประธานสภามีหนา้ ท่แี ละอานาจตามทป่ี ระธานสภา แทนประธานเม่ือประธานไม่อยหู่ รอื ไมส่ ามารถปฏบิ ัติหน้าทไี่ ด้ ปฏบิ ัตหิ นา้ ทีแ่ ทนประธานเมื่อประธานไมอ่ ยหู่ รอื ไมส่ ามารถปฏบิ ตั ิ มอบหมาย และปฏบิ ตั ิหน้าทแี่ ทนประธานสภาเมื่อประธานสภา หนา้ ทไ่ี ด้ ไมอ่ ย่หู รอื ไมส่ ามารถปฏิบตั ิหน้าทไี่ ด้

๖๗ นาถะ ดวงวิชยั ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผ้ทู าหนา้ ท่ี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒสิ ภา และผ้ทู าหน้าท่ี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผูท้ าหนา้ ที่ แทน ต้องวางตนเปน็ กลางในการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี แทน ต้องวางตนเปน็ กลางในการปฏิบัตหิ น้าที่ แทน ต้องวางตนเปน็ กลางในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ี มาตรา ๑๕๔ เมื่อประธานและรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎร เมอ่ื ประธานและรองประธานสภาผแู้ ทนราษฎรหรือประธาน เม่ือประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรหรอื ประธาน หรือประธานและรองประธานวุฒสิ ภาไม่อยู่ในที่ประชุม ใหส้ มาชิกแห่ง และรองประธานวฒุ สิ ภาไม่อย่ใู นทีป่ ระชมุ ใหส้ มาชิกแหง่ สภานน้ั ๆ และรองประธานวุฒิสภาไม่อยู่ในทปี่ ระชุม ใหส้ มาชิกแห่งสภานนั้ ๆ สภาน้นั ๆ เลอื กตง้ั กันขึน้ เองเป็นประธานในคราวประชมุ นนั้ เลือกกนั เองให้สมาชิกคนหน่ึงเปน็ ประธานในคราวประชุมนน้ั เลอื กกันเองใหส้ มาชิกคนหนึง่ เปน็ ประธานในคราวประชมุ นัน้ มาตรา ๑๕๕ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชมุ มาตรา ๑๒๖ การประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรและการประชมุ มาตรา ๑๒๐ การประชมุ สภาผูแ้ ทนราษฎรและการประชมุ วุฒสิ ภาตอ้ งมสี มาชิกมาประชมุ ไมน่ ้อยกวา่ กงึ่ หนง่ึ ของจานวนสมาชิก วุฒสิ ภาต้องมสี มาชกิ มาประชุมไมน่ ้อยกว่ากึง่ หนง่ึ ของจานวนสมาชกิ วฒุ สิ ภาต้องมสี มาชกิ มาประชมุ ไมน่ อ้ ยกว่ากง่ึ หนงึ่ ของจานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าทีม่ ีอยขู่ องแต่ละสภาจงึ จะเป็นองค์ประชุม เวน้ แตใ่ นกรณี ทงั้ หมดเท่าทม่ี อี ย่ขู องแต่ละสภา จงึ จะเป็นองคป์ ระชมุ เว้นแตใ่ น ท้ังหมดเท่าท่ีมอี ยขู่ องแตล่ ะสภา จงึ จะเปน็ องค์ประชมุ เวน้ แตใ่ น การพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามตามมาตรา ๑๘๓ และมาตรา กรณกี ารพจิ ารณาระเบียบวาระกระทูถ้ ามตามมาตรา ๑๕๖ และ กรณกี ารพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ สภาผ้แู ทนราษฎรหรอื วฒุ สิ ภา ๑๘๔ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒสิ ภาจะกาหนดเร่ืององค์ประชมุ ไว้ใน มาตรา ๑๕๗ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะกาหนดเรอ่ื ง จะกาหนดองค์ประชุมไว้ในข้อบังคบั เป็นอยา่ งอืน่ กไ็ ด้ ขอ้ บงั คับเปน็ อย่างอ่ืนก็ได้ องคป์ ระชมุ ไว้ในขอ้ บงั คบั เปน็ อยา่ งอื่นกไ็ ด้ การลงมตวิ นิ จิ ฉัยข้อปรกึ ษาใหถ้ ือเสียงข้างมากเปน็ ประมาณ มาตรา ๑๕๖ การลงมตวิ ินจิ ฉัยขอ้ ปรกึ ษาให้ถือเอาเสยี งข้าง การลงมตวิ นิ จิ ฉยั ขอ้ ปรกึ ษาให้ถอื เอาเสยี งข้างมากเป็น เวน้ แต่ที่มีบัญญตั ไิ ว้เป็นอย่างอ่นื ในรฐั ธรรมนญู มากเป็นประมาณ เว้นแตท่ ่ีมีบญั ญตั ไิ วเ้ ป็นอยา่ งอ่ืนในรฐั ธรรมนญู น้ี ประมาณ เวน้ แตท่ ีม่ บี ัญญตั ิไว้เปน็ อยา่ งอ่ืนในรัฐธรรมนญู นี้ สมาชกิ คนหนง่ึ ยอ่ มมเี สยี งหนงึ่ ในการออกเสยี งลงคะแนน ถา้ มี สมาชิกคนหนึง่ ย่อมมเี สยี งหน่ึงในการออกเสยี งลงคะแนน ถา้ มี สมาชิกคนหนึ่งย่อมมเี สยี งหน่งึ ในการออกเสียงลงคะแนน ถา้ มี คะแนนเสยี งเท่ากันใหป้ ระธานในทป่ี ระชมุ ออกเสยี งเพมิ่ ขน้ึ อกี เสยี ง คะแนนเสยี งเท่ากนั ใหป้ ระธานในที่ประชมุ ออกเสยี งเพม่ิ ข้นึ อกี เสยี ง คะแนนเสยี งเทา่ กนั ใหป้ ระธานในทปี่ ระชุมออกเสียงเพมิ่ ขนึ้ อกี เสียง หนง่ึ เปน็ เสยี งชข้ี าด หน่งึ เปน็ เสียงชข้ี าด หนึ่งเป็นเสยี งช้ขี าด รายงานการประชุมและบันทึกการออกเสยี งลงคะแนนของ ประธานรฐั สภา ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร และประธานวฒุ สิ ภา ประธานรัฐสภา ประธานสภาผ้แู ทนราษฎร และประธาน สมาชกิ แตล่ ะคน ตอ้ งเปดิ เผยใหป้ ระชาชนทราบไดท้ ั่วไป เว้นแต่ ตอ้ งจัดให้มีการบนั ทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชกิ แต่ละคน วฒุ สิ ภา ตอ้ งจดั ใหม้ กี ารบนั ทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชกิ กรณีการประชุมลับหรอื การออกเสียงลงคะแนนเป็นการลบั และเปดิ เผยบนั ทกึ ดงั กล่าวไวใ้ นท่ีที่ประชาชนอาจเขา้ ไปตรวจสอบได้ แตล่ ะคน และเปิดเผยบันทึกดงั กลา่ วไวใ้ นท่ที ปี่ ระชาชนอาจเข้าไป การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบใหบ้ ุคคล เว้นแตก่ รณีการออกเสยี งลงคะแนนเป็นการลบั ตรวจสอบได้ เวน้ แต่กรณกี ารออกเสียงลงคะแนนเปน็ การลับ ดารงตาแหนง่ ใด ให้กระทาเปน็ การลบั เว้นแต่ทีม่ บี ัญญัติไวเ้ ปน็ การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรอื ให้ความเห็นชอบให้บคุ คล การออกเสยี งลงคะแนนเลือกหรือใหค้ วามเห็นชอบให้บคุ คลดารง อย่างอน่ื ในรัฐธรรมนูญ ดารงตาแหน่งใด ใหก้ ระทาเป็นการลบั เว้นแตท่ มี่ ีบัญญัตไิ วเ้ ปน็ ตาแหน่งใด ให้กระทาเป็นการลบั เวน้ แต่ที่มีบญั ญตั ไิ ว้เป็นอย่างอ่นื ใน อยา่ งอน่ื ในรฐั ธรรมนูญน้ี และสมาชกิ ยอ่ มมอี สิ ระและไม่ถกู ผกู พนั โดย รัฐธรรมนญู น้ี และสมาชิกยอ่ มมอี สิ ระและไมถ่ กู ผกู พนั โดยมตขิ องพรรค มตขิ องพรรคการเมืองหรอื อาณตั อิ ่ืนใด การเมืองหรืออาณตั อิ ื่นใด มาตรา ๑๕๙ ภายในสามสิบวันนบั แต่วนั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภา มาตรา ๑๒๗ ภายในสามสิบวันนบั แต่วันเลอื กต้ังสมาชกิ สภา มาตรา ๑๒๑ ภายในสบิ หา้ วันนับแต่วนั ประกาศผล ผแู้ ทนราษฎร ใหม้ กี ารเรียกประชมุ รฐั สภาเพอ่ื ใหส้ มาชกิ ไดม้ าประชมุ ผู้แทนราษฎร ให้มีการเรยี กประชมุ รัฐสภาเพ่ือใหส้ มาชิกไดม้ า การเลือกต้ังสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรอนั เป็นการเลอื กต้งั ทัว่ ไป ใหม้ ี คร้ังแรก ประชุมครัง้ แรก การเรยี กประชุมรฐั สภาเพอ่ื ใหส้ มาชกิ ไดม้ าประชมุ เปน็ ครง้ั แรก ในปหี นงึ่ ใหม้ สี มัยประชุมสามัญทวั่ ไป และสมัยประชุมสามญั ในปีหนึง่ ให้มสี มัยประชุมสามญั ทัว่ ไป และสมยั ประชุมสามญั นิติบญั ญตั ิ นติ ิบญั ญตั ิ

๖๘ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ วนั ประชุมครงั้ แรกตามวรรคหนง่ึ ใหถ้ อื เปน็ วนั เร่มิ สมยั ประชมุ วนั ประชมุ คร้งั แรกตามวรรคหน่ึง ให้ถอื เป็นวนั เร่มิ สมยั ประชุม ในปีหนงึ่ ใหม้ ีสมยั ประชุมสามัญของรฐั สภาสองสมยั ๆ หนง่ึ ให้ สามัญทวั่ ไป ส่วนวันเริม่ สมยั ประชมุ สามญั นติ บิ ญั ญตั ิให้สภาผูแ้ ทน สามญั ทั่วไป ส่วนวนั เรมิ่ สมัยประชมุ สามญั นติ ิบญั ญตั ิใหส้ ภาผู้แทน มกี าหนดเวลาหนง่ึ ร้อยย่ีสิบวัน แตพ่ ระมหากษตั รยิ จ์ ะโปรดเกลา้ ราษฎรเปน็ ผูก้ าหนด ในกรณที ก่ี ารเรมิ่ ประชุมครั้งแรกตามวรรคหนงึ่ มี ราษฎรเป็นผู้กาหนด ในกรณที ีก่ ารเรมิ่ ประชมุ ครง้ั แรกตามวรรคหนึง่ มเี วลา โปรดกระหม่อมให้ขยายเวลาออกไปก็ได้ เวลาจนถึงสิ้นปีปฏทิ ินไม่ถึงหนึง่ รอ้ ยห้าสบิ วัน จะไมม่ ีการประชุมสมยั จนถงึ สิน้ ปปี ฏิทินไม่ถึงหนง่ึ ร้อยหา้ สบิ วนั จะไม่มกี ารประชุมสมยั สามญั การปดิ สมยั ประชมุ สามัญประจาปกี อ่ นครบกาหนดเวลา สามัญนติ บิ ญั ญตั สิ าหรบั ปีน้นั กไ็ ด้ นิตบิ ญั ญตั ิสาหรับปีนน้ั ก็ได้ หน่ึงร้อยยสี่ บิ วัน จะกระทาไดก้ ็แตโ่ ดยความเห็นชอบของรัฐสภา ในสมยั ประชมุ สามัญนติ ิบญั ญตั ิ ใหร้ ฐั สภาดาเนินการประชมุ ได้ ในสมัยประชมุ สามัญนติ ิบญั ญัติ ใหร้ ัฐสภาดาเนินการประชมุ ได้ วันประชมุ ครัง้ แรกตามวรรคหนง่ึ ให้ถือเปน็ วนั เริม่ สมยั ประชุม เฉพาะกรณีทีบ่ ัญญตั ไิ วใ้ นหมวด ๒ หรอื การพจิ ารณารา่ งพระราช เฉพาะกรณีที่บัญญตั ิไว้ในหมวด ๒ หรอื การพจิ ารณาร่างพระราช สามญั ประจาปคี รั้งที่หนง่ึ สว่ นวนั เรมิ่ สมยั ประชมุ สามัญประจาปคี รงั้ บัญญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู การอนมุ ตั พิ ระ บญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู หรือร่างพระราชบญั ญัติ การอนุมตั พิ ระ ท่สี อง ให้เปน็ ไปตามทสี่ ภาผู้แทนราษฎรกาหนด แตใ่ นกรณที ่ี ราชกาหนด การให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม การให้ ราชกาหนด การใหค้ วามเห็นชอบในการประกาศสงคราม การรับฟัง การประชุมคร้ังแรกตามวรรคหนึง่ มเี วลาจนถงึ สิ้นปปี ฏิทินไมเ่ พียง ความเห็นชอบหนงั สือสญั ญา การเลือกหรือการใหค้ วามเห็นชอบให้ คาชแ้ี จงและการให้ความเหน็ ชอบหนังสือสัญญา การเลือกหรือการให้ พอทจ่ี ะจัดใหม้ ีการประชุมสมัยประชุมสามญั ประจาปีครง้ั ท่สี อง จะ บคุ คลดารงตาแหน่ง การถอดถอนบคุ คลออกจากตาแหนง่ การตั้ง ความเหน็ ชอบใหบ้ ุคคลดารงตาแหนง่ การถอดถอนบุคคลออกจาก ไม่มีการประชุมสมยั สามญั ประจาปคี รั้งท่สี องสาหรับปนี ั้นก็ได้ กระทูถ้ าม และการแกไ้ ขเพ่ิมเติมรฐั ธรรมนญู เว้นแต่รฐั สภาจะมมี ตใิ ห้ ตาแหน่ง การต้ังกระทู้ถาม และการแก้ไขเพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนญู เว้นแต่ พจิ ารณาเรื่องอน่ื ใดดว้ ยคะแนนเสยี งเกินก่งึ หนง่ึ ของจานวนสมาชกิ รฐั สภาจะมีมติให้พิจารณาเร่ืองอ่ืนใดดว้ ยคะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหน่ึง ทัง้ หมดเทา่ ท่มี ีอยู่ของทงั้ สองสภา ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าทม่ี ีอยู่ของท้ังสองสภา มาตรา ๑๖๐ สมยั ประชมุ สามัญของรฐั สภาสมยั หนงึ่ ๆ ใหม้ ี สมยั ประชุมสามญั ของรัฐสภาสมยั หนึง่ ๆ ใหม้ กี าหนดเวลา กาหนดเวลาหน่ึงร้อยยส่ี บิ วนั แตพ่ ระมหากษตั รยิ จ์ ะโปรดเกล้าโปรด หนงึ่ ร้อยยสี่ ิบวัน แตพ่ ระมหากษตั ริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ กระหมอ่ มใหข้ ยายเวลาออกไปกไ็ ด้ ขยายเวลาออกไปก็ได้ การปดิ สมัยประชุมสามญั ก่อนครบกาหนดเวลาหนงึ่ ร้อยยส่ี บิ วัน การปิดสมัยประชุมสมยั สามญั ก่อนครบกาหนดเวลาหนึง่ ร้อย จะกระทาไดแ้ ตโ่ ดยความเหน็ ชอบของรฐั สภา ย่ีสิบวนั จะกระทาได้แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา มาตรา ๑๖๑ พระมหากษตั รยิ ์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา มาตรา ๑๒๘ พระมหากษัตริยท์ รงเรียกประชุมรฐั สภา มาตรา ๑๒๒ พระมหากษตั รยิ ท์ รงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปดิ และทรงปดิ ประชมุ ทรงเปิดและทรงปิดประชมุ ทรงเปิดและทรงปิดประชมุ พระมหากษตั ริย์จะเสดจ็ พระราชดาเนนิ มาทรงทารัฐพธิ ีเปดิ พระมหากษัตริยจ์ ะเสดจ็ พระราชดาเนินมาทรงทารฐั พธิ ีเปดิ พระมหากษตั รยิ ์จะเสดจ็ พระราชดาเนินมาทรงทารัฐพธิ เี ปดิ ประชมุ สมัยประชุมสามัญทว่ั ไปครงั้ แรกตาม มาตรา ๑๕๙ วรรคหนง่ึ ประชุมสมยั ประชมุ สามัญทว่ั ไปครง้ั แรกตามมาตรา ๑๒๗ วรรคหนงึ่ ประชุมสมัยประชมุ สามญั ประจาปคี รั้งแรกด้วยพระองคเ์ อง หรือจะ ด้วยพระองค์เอง หรอื จะโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมใหพ้ ระรชั ทายาท ด้วยพระองค์เอง หรอื จะโปรดเกล้าโปรดกระหมอ่ มให้พระรชั ทายาทซึ่ง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมใหพ้ ระรชั ทายาทซ่งึ ทรงบรรลุนิติภาวะ ซึ่งบรรลนุ ติ ภิ าวะแล้ว หรือผ้ใู ดผหู้ น่ึงเปน็ ผูแ้ ทนพระองค์ มาทารัฐพธิ ีกไ็ ด้ บรรลนุ ติ ิภาวะแล้ว หรอื ผใู้ ดผู้หน่ึงเป็นผแู้ ทนพระองค์ มาทารัฐพิธกี ็ได้ แล้ว หรอื ผใู้ ดผู้หน่งึ เป็นผู้แทนพระองค์ มาทารฐั พธิ กี ็ได้ มาตรา ๑๖๒ เม่ือมีความจาเปน็ เพ่ือประโยชนแ์ หง่ รฐั เม่อื มีความจาเปน็ เพอ่ื ประโยชน์แหง่ รัฐ พระมหากษตั รยิ ์จะ เมอื่ มีความจาเปน็ เพื่อประโยชน์แหง่ รัฐ พระมหากษตั ริยจ์ ะ พระมหากษตั ริยจ์ ะทรงเรยี กประชมุ รฐั สภาเป็นการประชมุ สมยั ทรงเรยี กประชมุ รัฐสภาเปน็ การประชุมสมัยวิสามัญกไ็ ด้ ทรงเรียกประชมุ รัฐสภาเปน็ การประชมุ สมัยวสิ ามญั กไ็ ด้ วิสามัญกไ็ ด้ ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๑๒๙ การเรยี กประชมุ การขยายเวลา ประชมุ และการปดิ ประชุมรฐั สภา ให้กระทาโดยพระราชกฤษฎกี า

๖๙ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๔ ภายใต้บังคบั มาตรา ๑๖๓ การเรยี กประชมุ ภายใตบ้ ังคับมาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๖ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชมุ และการปิดประชุมรฐั สภา ให้กระทาโดย การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทาโดย พระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกา มาตรา ๑๖๓ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภา มาตรา ๑๒๙ ตรงกับความในมาตรา ๑๖๓ ของรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๒๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภา ทงั้ สองสภารวมกนั หรอื สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มจี านวน แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ทัง้ สองสภารวมกัน หรอื สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร มจี านวน ไมน่ อ้ ยกว่าหนง่ึ ในสามของจานวนสมาชิกทัง้ หมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ อง ไมน่ ้อยกว่าหนึ่งในสามของจานวนสมาชิกท้งั หมดเท่าทมี่ อี ยขู่ อง ทง้ั สองสภา มสี ิทธเิ ข้าช่ือร้องขอให้นาความกราบบังคมทลู เพื่อมพี ระ ท้งั สองสภา มสี ิทธิเข้าชอ่ื ร้องขอตอ่ ประธานรัฐสภาให้นาความกราบ บรมราชโองการประกาศเรยี กประชุมรฐั สภาเป็นการประชมุ สมัย บังคมทูลเพอ่ื มพี ระบรมราชโองการประกาศเรยี กประชุมรัฐสภาเป็น วสิ ามัญได้ การประชมุ สมยั วสิ ามญั ได้ คารอ้ งขอดังกลา่ วในวรรคหนง่ึ ใหย้ ืน่ ตอ่ ประธานรัฐสภา ใหป้ ระธานรฐั สภานาความกราบบงั คมทูลและลงนามรบั สนอง ใหป้ ระธานรัฐสภานาความกราบบงั คมทลู และลงนามรบั สนอง พระบรมราชโองการ พระบรมราชโองการ มาตรา ๑๕๗ ในทป่ี ระชมุ สภาผู้แทนราษฎร ทปี่ ระชุมวุฒสิ ภา หรอื มาตรา ๑๓๐ ในทป่ี ระชุมสภาผู้แทนราษฎร ทป่ี ระชมุ วุฒสิ ภา มาตรา ๑๒๔ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทป่ี ระชุม ท่ีประชมุ รว่ มกนั ของรัฐสภา สมาชิกผใู้ ดจะกลา่ วถอ้ ยคาใดในทางแถลง หรือทปี่ ระชุมรว่ มกันของรัฐสภา สมาชกิ ผูใ้ ดจะกล่าวถ้อยคาใด วุฒิสภา หรอื ทีป่ ระชุมร่วมกนั ของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกลา่ วถอ้ ยคา ขอ้ เท็จจรงิ แสดงความคดิ เหน็ หรอื ออกเสียงลงคะแนน ยอ่ มเปน็ เอกสทิ ธิ์ ในทางแถลงขอ้ เทจ็ จริง แสดงความคิดเหน็ หรือออกเสยี งลงคะแนน ใดในทางแถลงข้อเทจ็ จรงิ แสดงความคดิ เห็นหรือออกเสยี ง โดยเดด็ ขาด ผู้ใดจะนาไปเปน็ เหตุฟ้องร้องว่ากลา่ วสมาชิกผู้นน้ั ในทางใด ยอ่ มเปน็ เอกสทิ ธโิ์ ดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนาไปเปน็ เหตฟุ ้องร้องว่ากล่าว ลงคะแนน ยอ่ มเปน็ เอกสทิ ธิ์โดยเดด็ ขาด ผู้ใดจะนาไปเป็นเหตุ มไิ ด้ สมาชิกผนู้ นั้ ในทางใดมไิ ด้ ฟอ้ งร้องวา่ กลา่ วสมาชิกผู้นัน้ ในทางใด ๆ มิได้ เอกสทิ ธต์ิ ามวรรคหนึง่ ไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคาใน เอกสิทธติ์ ามวรรคหนึง่ ไมค่ ้มุ ครองสมาชกิ ผู้กลา่ วถ้อยคาใน เอกสทิ ธ์ิตามวรรคหนึง่ ไมค่ มุ้ ครองสมาชิกผ้กู ลา่ วถ้อยคาใน การประชมุ ที่มกี ารถา่ ยทอดทางวทิ ยกุ ระจายเสยี งหรอื วทิ ยุโทรทศั น์ การประชมุ ทีม่ ีการถ่ายทอดทางวิทยกุ ระจายเสยี งหรือวทิ ยโุ ทรทัศน์ การประชุมทมี่ ีการถา่ ยทอดทางวทิ ยุกระจายเสยี งหรอื วิทยุโทรทศั น์ หากถ้อยคาทีก่ ลา่ วในทป่ี ระชมุ ไปปรากฏนอกบรเิ วณรฐั สภา และการกลา่ ว หากถ้อยคาท่ีกลา่ วในท่ปี ระชมุ ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และ หรือทางอ่ืนใด หากถอ้ ยคาทก่ี ล่าวในที่ประชมุ ไปปรากฏนอกบรเิ วณ ถ้อยคานนั้ มลี กั ษณะเปน็ ความผดิ ทางอาญาหรอื ละเมิดสทิ ธิในทางแพ่งตอ่ การกล่าวถ้อยคานั้นมลี กั ษณะเป็นความผดิ ทางอาญาหรือละเมิดสทิ ธิ รัฐสภา และการกลา่ วถ้อยคานน้ั มลี กั ษณะเป็นความผิดทางอาญา บคุ คลอน่ื ซึ่งมใิ ช่รฐั มนตรีหรอื สมาชกิ แหง่ สภานัน้ ในทางแพ่งตอ่ บุคคลอ่นื ซ่ึงมิใชร่ ฐั มนตรหี รือสมาชกิ แหง่ สภาน้ัน หรอื ละเมดิ สทิ ธใิ นทางแพ่งต่อบคุ คลอน่ื ซ่งึ มใิ ช่รัฐมนตรหี รือสมาชกิ ในกรณตี ามวรรคสอง ถา้ สมาชกิ กลา่ วถอ้ ยคาใดท่อี าจเป็นเหตใุ ห้ ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกลา่ วถอ้ ยคาใดท่อี าจเป็นเหตุ แหง่ สภาน้ัน บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รฐั มนตรหี รอื สมาชกิ แหง่ สภาน้นั ไดร้ ับความเสยี หาย ให้บุคคลอืน่ ซ่ึงมใิ ช่รฐั มนตรหี รอื สมาชกิ แห่งสภาน้นั ได้รบั ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชกิ กล่าวถอ้ ยคาใดที่อาจเป็นเหตุ ใหป้ ระธานแห่งสภาน้นั จดั ใหม้ ีการโฆษณาคาชแี้ จงตามทีบ่ คุ คลน้นั รอ้ งขอ ความเสยี หาย ใหป้ ระธานแห่งสภาน้ันจดั ให้มกี ารโฆษณาคาชแ้ี จง ใหบ้ คุ คลอน่ื ซึ่งมใิ ชร่ ัฐมนตรหี รอื สมาชิกแหง่ สภาน้ันได้รบั ตามวธิ ีการและภายในระยะเวลาทก่ี าหนดในขอ้ บงั คับการประชุมของสภา ตามท่บี ุคคลนัน้ ร้องขอตามวิธกี ารและภายในระยะเวลาทีก่ าหนดใน ความเสยี หาย ให้ประธานแห่งสภานัน้ จัดให้มีการโฆษณาคาช้แี จง นนั้ ท้งั นี้ โดยไม่กระทบกระเทอื นถงึ สทิ ธขิ องบคุ คลในการฟอ้ งคดตี ่อศาล ข้อบงั คบั การประชมุ ของสภานัน้ ท้ังนี้ โดยไมก่ ระทบกระเทือนถึง ตามทบ่ี คุ คลน้ันรอ้ งขอตามวิธกี ารและภายในระยะเวลาท่ีกาหนดใน มาตรา ๑๕๘ เอกสิทธทิ์ ่บี ญั ญตั ไิ ว้ในมาตรา ๑๕๗ ย่อมคุ้มครองไป สิทธิของบุคคลในการฟอ้ งคดีตอ่ ศาล ขอ้ บงั คบั การประชุมของสภานัน้ ทัง้ น้ี โดยไม่กระทบต่อสทิ ธขิ อง ถึงผู้พิมพแ์ ละผโู้ ฆษณารายงานการประชมุ ตามขอ้ บงั คับของสภา บคุ คลในการฟอ้ งคดีต่อศาล

๗๐ นาถะ ดวงวชิ ัย ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ผ้แู ทนราษฎร วฒุ สิ ภา หรอื รฐั สภา แล้วแตก่ รณี และคมุ้ ครองไปถึงบคุ คล เอกสทิ ธิท์ บ่ี ญั ญัตไิ ว้ในมาตราน้ี ย่อมค้มุ ครองไปถงึ ผู้พมิ พ์และ เอกสทิ ธทิ์ บ่ี ญั ญตั ไิ ว้ในมาตรานี้ ยอ่ มคมุ้ ครองไปถงึ ผ้พู มิ พ์และ ซึ่งประธานในทีป่ ระชมุ อนุญาตใหแ้ ถลงขอ้ เทจ็ จริง หรอื แสดงความคดิ เหน็ ผู้โฆษณารายงานการประชมุ ตามข้อบังคบั ของสภาผู้แทนราษฎร ผโู้ ฆษณารายงานการประชุมตามขอ้ บังคับของสภาผแู้ ทนราษฎร ในท่ีประชมุ ตลอดจนผดู้ าเนนิ การถ่ายทอดการประชมุ สภาทาง วฒุ สิ ภา หรือรฐั สภา แลว้ แตก่ รณี และค้มุ ครองไปถงึ บุคคลซ่ึงประธาน วุฒสิ ภา หรือรฐั สภา แลว้ แต่กรณี และคุ้มครองไปถงึ บุคคลซึง่ วิทยกุ ระจายเสยี งหรอื วทิ ยโุ ทรทศั นท์ ี่ไดร้ ับอนญุ าตจากประธานแห่งสภา ในท่ีประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจรงิ หรอื แสดงความคดิ เหน็ ใน ประธานในทป่ี ระชมุ อนญุ าตใหแ้ ถลงข้อเท็จจริง หรอื แสดง น้ัน ด้วย โดยอนโุ ลม ท่ปี ระชมุ ตลอดจนผู้ดาเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุ ความคิดเหน็ ในท่ปี ระชมุ ตลอดจนผ้ดู าเนนิ การถ่ายทอดการประชุม กระจายเสยี งหรือวิทยุโทรทัศนท์ ไี่ ด้รบั อนุญาตจากประธานแห่งสภาน้ัน สภาทางวิทยกุ ระจายเสยี งหรอื วทิ ยโุ ทรทัศนห์ รือทางอ่นื ใดซงึ่ ได้รบั ด้วยโดยอนโุ ลม อนญุ าตจากประธานแหง่ สภานั้นดว้ ยโดยอนุโลม มาตรา ๑๖๕ ในระหวา่ งสมยั ประชมุ ห้ามมใิ หจ้ ับ คมุ ขงั หรือ มาตรา ๑๓๑ ในระหว่างสมัยประชุม หา้ มมิใหจ้ บั คมุ ขงั หรือ มาตรา ๑๒๕ ในระหว่างสมัยประชุม หา้ มมิให้จับ คมุ ขัง หรอื หมายเรยี กตัวสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ ิสภา ไปทา หมายเรยี กตวั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วุฒสิ ภา ไปทา หมายเรียกตัวสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภาไปทา การสอบสวนในฐานะทส่ี มาชกิ ผนู้ นั้ เป็นผตู้ ้องหาในคดอี าญา เว้นแตใ่ น การสอบสวนในฐานะท่ีสมาชกิ ผ้นู ั้นเป็นผู้ตอ้ งหาในคดีอาญา เว้นแต่ใน การสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นนั้ เป็นผ้ตู ้องหาในคดอี าญา เวน้ แต่ กรณีท่ไี ดร้ ับอนญุ าตจากสภาทผ่ี ู้นน้ั เปน็ สมาชกิ หรือในกรณที ี่จบั กรณที ไ่ี ด้รบั อนญุ าตจากสภาทีผ่ ู้นัน้ เปน็ สมาชิก หรือในกรณที จี่ ับ จะไดร้ บั อนญุ าตจากสภาทีผ่ ู้นัน้ เปน็ สมาชกิ หรือเป็นการจับในขณะ ในขณะกระทาความผดิ ในขณะกระทาความผิด กระทาความผดิ ในกรณีทีม่ ีการจับสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภา ในกรณที ี่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในกรณที ีม่ กี ารจับสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวฒุ สิ ภา ในขณะกระทาความผดิ ให้รายงานไปยังประธานแหง่ สภาทผี่ ูน้ นั้ เปน็ ในขณะกระทาความผดิ ใหร้ ายงานไปยงั ประธานแหง่ สภาทผ่ี นู้ ัน้ เปน็ ในขณะกระทาความผดิ ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาทผ่ี ้นู ้นั เปน็ สมาชิกโดยพลนั และประธานแหง่ สภาทผี่ ู้นน้ั เป็นสมาชิกอาจสง่ั ให้ สมาชิกโดยพลนั และประธานแหง่ สภาท่ีผนู้ ั้นเป็นสมาชิกอาจส่ังให้ สมาชิกโดยพลนั และเพือ่ ประโยชน์ในการประชุมสภา ประธานแหง่ ปล่อยผู้ถกู จบั ได้ ปล่อยผถู้ ูกจบั ได้ สภาทีผ่ ้นู ัน้ เป็นสมาชกิ อาจส่ังใหป้ ล่อยผู้ถกู จบั เพือ่ ใหม้ าประชมุ สภาได้ มาตรา ๑๖๖ ในกรณีที่มีการฟอ้ งสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ในกรณที ี่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภา ถ้าสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ ิสภาถกู คมุ ขงั ใน หรอื สมาชกิ วฒุ ิสภาในคดีอาญา ไมว่ ่าจะได้ฟ้องนอกหรอื ในสมยั ในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพจิ ารณาคดี ระหวา่ งสอบสวนหรือพิจารณาอยกู่ ่อนสมัยประชุม เมอ่ื ถงึ สมยั ประชุม ศาลจะพจิ ารณาคดนี ัน้ ในระหว่างสมัยประชมุ มไิ ด้ เว้นแตจ่ ะ นัน้ ในระหว่างสมยั ประชุมมิได้ เวน้ แต่จะไดร้ ับอนุญาตจากสภาท่ผี ้นู ้นั ประชุม พนักงานสอบสวนหรอื ศาล แลว้ แตก่ รณี ต้องสั่งปลอ่ ยทันที ไดร้ ับอนญุ าตจากสภาทีผ่ ู้น้ันเปน็ สมาชิก หรอื เปน็ คดีอันเกย่ี วกบั เป็นสมาชิก หรือเป็นคดอี ันเกี่ยวกบั พระราชบัญญตั ปิ ระกอบ ถ้าประธานแห่งสภาท่ีผู้นั้นเป็นสมาชกิ ได้ร้องขอ โดยศาลจะสงั่ ให้มี กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการเลอื กต้งั สมาชิกสภาผู้แทน รัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการเลือกต้งั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ประกันหรอื มีประกันและหลกั ประกนั ดว้ ยหรอื ไม่กไ็ ด้ ราษฎรและสมาชกิ วฒุ ิสภา กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ย ซ่งึ สมาชิกวุฒสิ ภา พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ย ในกรณีทมี่ กี ารฟ้องสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ คณะกรรมการการเลือกตัง้ หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ย คณะกรรมการการเลอื กตงั้ หรือพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ วฒุ ิสภาในคดีอาญา ไมว่ ่าจะไดฟ้ ้องนอกหรอื ในสมยั ประชุม ศาลจะ พรรคการเมือง แต่การพจิ ารณาคดีต้องไมเ่ ปน็ การขัดขวางตอ่ การท่ี ว่าดว้ ยพรรคการเมือง แตก่ ารพิจารณาคดตี อ้ งไมเ่ ปน็ การขัดขวางต่อ พิจารณาคดีน้ันในระหวา่ งสมัยประชมุ กไ็ ด้ แตต่ ้องไมเ่ ป็น สมาชิกผนู้ ้นั จะมาประชมุ สภา การที่สมาชกิ ผู้น้นั จะมาประชมุ สภา การขัดขวางตอ่ การทสี่ มาชกิ ผ้นู น้ั จะมาประชุมสภา การพิจารณาพพิ ากษาคดีที่ศาลไดก้ ระทากอ่ นมคี าอ้างวา่ จาเลย การพจิ ารณาพพิ ากษาคดีท่ีศาลไดก้ ระทาก่อนมีคาอ้างวา่ เปน็ สมาชกิ ของสภาใดสภาหนงึ่ ยอ่ มเป็นอันใช้ได้ จาเลยเป็นสมาชกิ ของสภาใดสภาหน่ึงย่อมเป็นอันใช้ได้ มาตรา ๑๖๗ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ สิ ภา ถ้าสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒสิ ภาถกู คมุ ขังใน ถูกคุมขงั ในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยูก่ ่อนสมัยประชมุ เม่ือถึง ระหว่างสอบสวนหรอื พจิ ารณาอยกู่ อ่ นสมยั ประชมุ เม่อื ถงึ สมยั

๗๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ สมยั ประชุม พนกั งานสอบสวนหรอื ศาล แล้วแต่กรณี ต้องสง่ั ปลอ่ ย ประชมุ พนักงานสอบสวนหรอื ศาล แลว้ แตก่ รณี ตอ้ งสงั่ ปล่อยทนั ทถี ้า ทันทถี ้าประธานแห่งสภาทผี่ ู้น้ันเปน็ สมาชกิ ได้ร้องขอ ประธานแห่งสภาทีผ่ นู้ นั้ เป็นสมาชกิ ไดร้ ้องขอ คาสัง่ ปล่อยตามวรรคหนง่ึ ใหม้ ผี ลบงั คบั ตงั้ แต่วนั สง่ั ปล่อยจนถึง คาสั่งปลอ่ ยใหม้ ีผลบังคบั ต้ังแตว่ นั สัง่ ปล่อยจนถึงวนั สดุ ทา้ ย วันสดุ ท้ายแหง่ สมยั ประชุม แหง่ สมยั ประชมุ มาตรา ๑๖๘ ในระหวา่ งทอ่ี ายุของสภาผู้แทนราษฎรสน้ิ สดุ ลง มาตรา ๑๓๒ ในระหวา่ งที่อายุของสภาผแู้ ทนราษฎรสน้ิ สดุ ลงหรือ มาตรา ๑๒๖ ในระหวา่ งทไี่ ม่มีสภาผแู้ ทนราษฎร ไมว่ า่ ดว้ ย หรอื สภาผ้แู ทนราษฎรถูกยบุ จะมกี ารประชมุ วุฒสิ ภามไิ ด้ เวน้ แต่เปน็ สภาผู้แทนราษฎรถกู ยุบ จะมกี ารประชมุ วุฒิสภามไิ ด้ เว้นแต่เปน็ กรณี เหตสุ ภาผแู้ ทนราษฎรส้ินอายุ สภาผแู้ ทนราษฎรถกู ยบุ หรือเหตอุ ื่น กรณดี งั ตอ่ ไปนี้ ดงั ต่อไปน้ี ใด จะมกี ารประชมุ วุฒสิ ภามไิ ด้ เวน้ แต่ (๑) การประชมุ ท่ใี ห้วฒุ สิ ภาทาหนา้ ทร่ี ฐั สภาตามมาตรา ๑๙ (๑) การประชุมที่ให้วุฒสิ ภาทาหน้าทีร่ ฐั สภาตามมาตรา ๑๙ (๑) มีกรณที รี่ ฐั สภาต้องดาเนนิ การตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๒๓ โดยถอื คะแนน มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถอื คะแนน มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๑๗๗ เสียงจากจานวนสมาชิกของวุฒสิ ภา เสยี งจากจานวนสมาชกิ ของวุฒสิ ภา (๒) มกี รณีทวี่ ุฒสิ ภาตอ้ งประชุมเพอ่ื ทาหนา้ ทพ่ี ิจารณาให้ (๒) การประชุมที่ใหว้ ฒุ สิ ภาทาหนา้ ทเ่ี ลือก แตง่ ตงั้ ให้คาแนะนา (๒) การประชุมทใ่ี หว้ ฒุ สิ ภาทาหนา้ ทพ่ี จิ ารณาให้บุคคลดารง บุคคลดารงตาแหนง่ ใดตามบทบญั ญตั แิ หง่ รัฐธรรมนญู หรอื ให้ความเห็นชอบ ใหบ้ คุ คลดารงตาแหน่งใดตามมาตรา ๑๓๘ ตาแหนง่ ใดตามบทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนญู นี้ เมื่อมกี รณีตามวรรคหนง่ึ ใหว้ ฒุ ิสภาดาเนินการประชุมได้ มาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๙๖ มาตรา ๑๙๙ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๖๑ (๓) การประชมุ ที่ให้วุฒสิ ภาทาหนา้ ทพ่ี ิจารณาและมีมตใิ ห้ โดยใหป้ ระธานวฒุ ิสภานาความกราบบงั คมทลู เพอื่ มีพระบรมราช มาตรา ๒๗๔ (๓) มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ (๓) ถอดถอนบคุ คลออกจากตาแหนง่ โองการประกาศเรยี กประชุมรัฐสภาเปน็ การประชุมสมยั วสิ ามญั มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๓๐๒ และมาตรา ๓๑๒ และให้ประธานวฒุ สิ ภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (๓) การประชมุ ที่ใหว้ ุฒสิ ภาทาหนา้ ที่พจิ ารณาและมีมติให้ ในกรณีตาม (๑) ใหว้ ุฒสิ ภาทาหนา้ ทร่ี ัฐสภา แต่การให้ ถอดถอนบุคคลออกจากตาแหน่ง ความเหน็ ชอบตามมาตรา ๑๗๗ ตอ้ งมคี ะแนนเสยี งไมน่ อ้ ยกวา่ สองในสามของจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเทา่ ทีม่ ีอยขู่ องวฒุ สิ ภา มาตรา ๑๘๘ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชมุ มาตรา ๑๓๓ ตรงกับความในมาตรา ๑๘๘ ของรัฐธรรมนญู มาตรา ๑๒๗ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชมุ วฒุ สิ ภา และการประชุมรว่ มกนั ของรัฐสภา ยอ่ มเป็นการเปิดเผยตาม แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ วุฒสิ ภา และการประชุมรว่ มกนั ของรัฐสภา ย่อมเป็นการเปดิ เผย ลักษณะท่ีกาหนดไว้ในข้อบงั คับการประชมุ แต่ละสภา แตถ่ า้ ตามลกั ษณะทีก่ าหนดไวใ้ นข้อบังคบั การประชมุ แตล่ ะสภา แตถ่ ้า คณะรฐั มนตรี หรือสมาชิกของแต่ละสภา หรอื สมาชกิ ของท้ังสองสภา คณะรฐั มนตรี หรือสมาชกิ ของแตล่ ะสภา หรอื สมาชิกของทง้ั สอง รวมกนั มจี านวนไมน่ อ้ ยกวา่ หน่งึ ในสี่ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ี สภารวมกัน มจี านวนไม่นอ้ ยกวา่ หนึ่งในส่ขี องจานวนสมาชกิ ท้งั หมด มอี ย่ขู องแตล่ ะสภา หรอื จานวนสมาชกิ ของทัง้ สองสภาเทา่ ทีม่ อี ยู่ เทา่ ที่มอี ย่ขู องแต่ละสภา หรือจานวนสมาชิกทั้งหมดเทา่ ทีม่ อี ย่ขู อง รวมกนั แลว้ แตก่ รณี ร้องขอใหป้ ระชมุ ลบั กใ็ ห้ประชมุ ลบั ท้ังสองสภา แลว้ แต่กรณี ร้องขอให้ประชุมลบั กใ็ ห้ประชุมลับ มาตรา ๑๙๑ สภาผูแ้ ทนราษฎรและวุฒสิ ภา มีอานาจตรา มาตรา ๑๓๔ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒสิ ภามีอานาจตราขอ้ บงั คบั มาตรา ๑๒๘ สภาผู้แทนราษฎรและวฒุ สิ ภามอี านาจตรา ขอ้ บงั คบั การประชมุ เกยี่ วกบั การเลือกและการปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ของ การประชมุ เกย่ี วกบั การเลือกและการปฏิบัติหนา้ ทีข่ องประธานสภา ข้อบังคับการประชมุ เกย่ี วกบั การเลือกและการปฏบิ ตั หิ น้าท่ีของ ประธานสภา รองประธานสภา เรอ่ื งหรอื กิจการอันเป็นอานาจหน้าที่ รองประธานสภา เร่อื งหรอื กจิ การอนั เปน็ อานาจหน้าท่ีของคณะ ประธานสภา รองประธานสภา เรอ่ื งหรือกิจการอนั เปน็ หนา้ ทแี่ ละ ของคณะกรรมาธกิ ารสามญั แตล่ ะชุด การปฏบิ ัตหิ นา้ ที่และองค์ กรรมาธกิ ารสามญั แต่ละชุด การปฏบิ ัติหน้าทแ่ี ละองคป์ ระชมุ ของ อานาจของคณะกรรมาธกิ ารสามญั แต่ละชดุ การปฏบิ ตั หิ น้าท่ีและ

๗๒ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ประชุมของคณะกรรมาธิการ วธิ ีการประชมุ การเสนอและพิจารณา คณะกรรมาธกิ าร วธิ ีการประชุม การเสนอและพิจารณารา่ ง องคป์ ระชมุ ของคณะกรรมาธกิ าร วธิ กี ารประชมุ การเสนอและ ร่างพระราชบญั ญตั แิ ละรา่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู การเสนอญตั ติ การปรกึ ษา การอภิปราย การลงมติ การบนั ทึกการลง พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู และรา่ งพระราชบญั ญตั ิ การเสนอ พิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู และร่างพระราช มติ การเปดิ เผยการลงมติ การตั้งกระทถู้ าม การเปิดอภปิ รายทว่ั ไป การรกั ษาระเบียบและความเรยี บรอ้ ย ประมวลจริยธรรมของสมาชกิ ญตั ติ การปรกึ ษา บัญญตั ิ การเสนอญัตติ การปรกึ ษา การอภิปราย การลงมติ และกรรมาธิการ และกิจการอน่ื เพอ่ื ดาเนินการตามบทบัญญตั ิแห่ง รัฐธรรมนญู นี้ การอภปิ ราย การลงมติ การบนั ทึกการลงมติ การเปดิ เผยการลงมติ การตงั้ การบันทกึ การลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม มาตรา ๑๙๐ การพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตทิ ี่ประธานสภา กระท้ถู าม การเปดิ อภปิ รายทั่วไป การรกั ษาระเบยี บและความเรยี บร้อย การเปดิ อภปิ รายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบรอ้ ย และ ผู้แทนราษฎรวนิ ิจฉัยวา่ มสี าระสาคัญเกี่ยวกบั เดก็ สตรี และคนชรา หรอื ผู้พิการหรอื ทุพพลภาพ หากสภาผ้แู ทนราษฎรมิไดพ้ จิ ารณาโดย และการอืน่ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง รวมทั้งมีอานาจตราขอ้ บังคับเกย่ี วกับประมวล การอนื่ ท่เี ก่ียวขอ้ ง รวมทง้ั มอี านาจตราขอ้ บงั คบั เกย่ี วกบั ประมวล กรรมาธิการเตม็ สภา ให้สภาผูแ้ ทนราษฎรต้ังคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามญั ข้ึนประกอบดว้ ยผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนน้ั มี จริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธกิ าร และกจิ การอื่นเพอ่ื ดาเนินการตาม จริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธกิ าร และกิจการอนื่ เพ่ือดาเนนิ การ จานวนไม่นอ้ ยกวา่ หนึง่ ในสามของจานวนกรรมาธกิ ารทงั้ หมด บทบญั ญตั แิ ห่งรฐั ธรรมนญู นี้ ตามบทบญั ญตั ิแห่งรัฐธรรมนญู มาตรา ๑๘๙ สภาผู้แทนราษฎรและวฒุ ิสภา มีอานาจเลือก สมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอานาจ มาตรา ๑๕๒ การพิจารณารา่ งพระราชบญั ญัติทีป่ ระธานสภา ในข้อบังคบั ตามวรรคหนึ่งในสว่ นท่เี ก่ยี วกับการตง้ั กรรมาธกิ าร เลอื กบุคคลผเู้ ปน็ สมาชกิ หรอื มิได้เป็นสมาชกิ ตง้ั เป็นคณะกรรมาธกิ าร วิสามัญ เพือ่ กระทากจิ การ พจิ ารณาสอบสวน หรือศกึ ษาเรอ่ื งใด ๆ ผู้แทนราษฎรวินิจฉยั ว่ามสี าระสาคญั เก่ียวกบั เด็ก เยาวชน สตรี ผสู้ งู อายุ วิสามญั เพ่อื พิจารณาร่างพระราชบัญญตั ทิ ่ีประธานสภาผแู้ ทนราษฎร อันอยใู่ นอานาจหน้าทข่ี องสภา แล้วรายงานต่อสภา มติต้ังคณะ กรรมาธิการวิสามญั ดังกล่าวต้องระบุกิจการหรือเรือ่ งใหช้ ดั เจนและ หรอื ผพู้ กิ ารหรือทพุ พลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎรมไิ ดพ้ จิ ารณาโดย วนิ จิ ฉยั วา่ มีสาระสาคัญเกี่ยวกับเดก็ เยาวชน สตรี ผสู้ ูงอายุ หรือ ไมซ่ ้าหรอื ซอ้ นกนั กรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผูแ้ ทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวสิ ามญั ข้นึ คนพกิ ารหรอื ทพุ พลภาพ ต้องกาหนดใหบ้ คุ คลประเภทดงั กล่าวหรอื คณะกรรมาธิการตามวรรคหน่งึ ยอ่ มมีอานาจออกคาสงั่ เรียก เอกสารจากบุคคลใด หรอื เรียกบคุ คลใด มาแถลงข้อเท็จจริง หรอื ประกอบด้วยผู้แทนองคก์ ารเอกชนเกย่ี วกบั บคุ คลประเภทนั้นมีจานวน ผ้แู ทนองค์กรเอกชนท่ีทางานเกย่ี วกับบคุ คลประเภทนน้ั โดยตรง รว่ ม ไม่น้อยกว่าหน่ึงในสามของจานวนกรรมาธกิ ารท้งั หมด ทั้งน้ี โดยมสี ดั ส่วน เป็นกรรมาธิการวสิ ามญั ด้วยไม่น้อยกว่าหน่ึงในสามของจานวน หญิงและชายท่ใี กลเ้ คยี งกัน กรรมาธกิ ารวสิ ามัญทั้งหมด และในส่วนทเ่ี กย่ี วกบั การพิจารณาร่าง พระราชบัญญตั ทิ ผี่ ู้มีสทิ ธเิ ลือกตง้ั เข้าชือ่ เสนอ ต้องกาหนดใหผ้ ู้แทน ของผู้มสี ทิ ธเิ ลอื กต้ังซงึ่ เข้าช่อื เสนอร่างพระราชบญั ญัตดิ ังกลา่ วร่วม เป็นกรรมาธิการวสิ ามญั ดว้ ยไม่น้อยกวา่ หนึ่งในสามของจานวน กรรมาธิการวสิ ามัญทง้ั หมด มาตรา ๑๓๕ สภาผูแ้ ทนราษฎรและวุฒิสภามีอานาจเลือก มาตรา ๑๒๙ สภาผ้แู ทนราษฎรและวฒุ สิ ภามอี านาจเลือก สมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธกิ ารสามัญ และมีอานาจเลอื ก สมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธกิ ารสามญั และมีอานาจ บุคคลผ้เู ปน็ สมาชิกหรือมิไดเ้ ปน็ สมาชิก ตั้งเป็นคณะกรรมาธกิ าร เลือกบคุ คลผ้เู ปน็ สมาชกิ หรือมิไดเ้ ปน็ สมาชกิ ต้งั เป็นคณะกรรมาธิการ วิสามญั เพื่อกระทากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรอ่ื งใด ๆ วสิ ามัญ หรือคณะกรรมาธกิ ารรว่ มกนั ตามมาตรา ๑๓๗ เพ่อื กระทา อนั อยู่ในอานาจหน้าที่ของสภา แลว้ รายงานต่อสภา มตติ ้ังคณะ กจิ การ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจรงิ หรอื ศกึ ษาเรื่องใด ๆ และ กรรมาธิการวสิ ามัญดังกลา่ วต้องระบุกจิ การหรอื เรอ่ื งให้ชัดเจนและ รายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาท่สี ภากาหนด ไม่ซา้ หรือซ้อนกนั การกระทากจิ การ การสอบหาข้อเท็จจรงิ หรือการศึกษาตาม คณะกรรมาธกิ ารตามวรรคหน่งึ มอี านาจออกคาสั่งเรยี ก วรรคหนง่ึ ต้องเป็นเรื่องที่อยูใ่ นหนา้ ท่ีและอานาจของสภา และ เอกสารจากบคุ คลใด หรอื เรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรอื หนา้ ท่แี ละอานาจตามท่รี ะบไุ วใ้ นการต้งั คณะกรรมาธกิ ารกด็ ี ใน แสดงความเหน็ ในกจิ การทกี่ ระทาหรอื ในเรอ่ื งทพี่ จิ ารณาสอบสวน การดาเนนิ การของคณะกรรมาธิการกด็ ี ต้องไมเ่ ปน็ เรอ่ื งซ้าซอ้ นกนั

๗๓ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ แสดงความเหน็ ในกจิ การท่ีกระทาหรือในเร่อื งทพ่ี จิ ารณาสอบสวนหรอื หรอื ศึกษาอยูน่ ้นั ได้ และใหค้ าสง่ั เรยี กดงั กลา่ วมผี ลบังคับตามที่ ในกรณที ่กี ารกระทากจิ การ การสอบหาข้อเท็จจรงิ หรือการศึกษาใน ศึกษาอย่นู ้ันได้ กฎหมายบญั ญตั ิ แตค่ าสั่งเรยี กเชน่ วา่ นัน้ มิให้ใช้บงั คบั กบั ผพู้ ิพากษา เร่ืองใดมคี วามเกย่ี วข้องกัน ให้เปน็ หนา้ ทขี่ องประธานสภาทจ่ี ะต้อง ในกรณีท่บี คุ คลตามวรรคสองเปน็ ข้าราชการ พนกั งาน หรอื หรือตลุ าการทีป่ ฏิบตั ิตามอานาจหน้าที่ในกระบวนวธิ ีพจิ ารณา ดาเนนิ การใหค้ ณะกรรมาธกิ ารที่เกีย่ วขอ้ งทกุ ชดุ ร่วมกนั ดาเนนิ การ ลูกจา้ งของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐ รฐั วสิ าหกจิ หรือราชการ พิพากษาอรรถคดหี รือการบรหิ ารงานบุคคลของแตล่ ะศาล และมิให้ ในการสอบหาขอ้ เท็จจริง คณะกรรมาธิการจะมอบอานาจหรอื สว่ นทอ้ งถิน่ ใหป้ ระธานคณะกรรมาธกิ ารแจ้งใหร้ ัฐมนตรีซึ่งบงั คบั ใช้บังคบั กับผ้ตู รวจการแผน่ ดินหรอื กรรมการในองคก์ รอสิ ระตาม มอบหมายให้บคุ คลหรอื คณะบคุ คลใดกระทาการแทนมไิ ด้ บญั ชาหรือกากับดูแลหน่วยงานทบ่ี ุคคลนน้ั สังกดั ทราบและมคี าส่ังให้ รฐั ธรรมนูญทีป่ ฏิบตั ิตามอานาจหนา้ ทโี่ ดยตรงในแตล่ ะองค์กรตาม คณะกรรมาธิการตามวรรคหน่งึ มอี านาจเรยี กเอกสารจาก บคุ คลนนั้ ดาเนนิ การตามวรรคสอง เว้นแตเ่ ป็นกรณที เ่ี กีย่ วกบั รัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนญู หรอื ตามพระราชบญั ญัติ บคุ คลใด หรอื เรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเทจ็ จรงิ หรอื แสดงความเหน็ ความปลอดภัยหรอื ประโยชน์สาคญั ของแผน่ ดิน ใหถ้ อื วา่ เป็นเหตุ ประกอบรฐั ธรรมนญู แล้วแตก่ รณี ในกิจการท่กี ระทาหรือในเรอ่ื งท่พี ิจารณาสอบหาขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื ยกเวน้ การปฏบิ ัตติ ามวรรคสอง ในกรณที บ่ี ุคคลตามวรรคสองเปน็ ข้าราชการ พนกั งาน หรอื ศกึ ษาอยนู่ น้ั ได้ แต่การเรยี กเชน่ ว่านน้ั มใิ ห้ใชบ้ งั คับแกผ่ ู้พิพากษาหรอื เอกสทิ ธิ์ท่ีบญั ญตั ิไว้ในมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ น้ัน ลกู จ้างของหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรฐั รัฐวิสาหกจิ หรือราชการ ตุลาการทป่ี ฏบิ ัตติ ามหนา้ ทห่ี รือใช้อานาจในกระบวนวิธีพิจารณา ให้คุ้มครองถงึ บคุ คลผู้กระทาหนา้ ท่ีตามมาตราน้ดี ้วย ส่วนทอ้ งถิน่ ให้ประธานคณะกรรมาธิการแจ้งให้รฐั มนตรีซ่ึงบังคบั พิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบคุ คลของแตล่ ะศาล และมิให้ กรรมาธิการสามัญซ่งึ ต้งั จากผูซ้ ึ่งเปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชาหรือกากบั ดแู ลหนว่ ยงานทบี่ คุ คลนน้ั สงั กัดทราบและมคี าสั่งให้ ใชบ้ งั คบั แก่ผ้ดู ารงตาแหนง่ ในองคก์ รอสิ ระในส่วนที่เกี่ยวกับ ทงั้ หมด ตอ้ งมีจานวนตามหรือใกลเ้ คยี งกับอัตราสว่ นของจานวน บุคคลนน้ั ดาเนนิ การตามวรรคสอง เว้นแตเ่ ปน็ กรณที ่เี กี่ยวกับ การปฏิบัตติ ามหนา้ ทแ่ี ละอานาจโดยตรงในแตล่ ะองคก์ รตาม สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรของแตล่ ะพรรคการเมืองหรอื กล่มุ พรรค ความปลอดภัยหรอื ประโยชน์สาคญั ของแผ่นดิน ใหถ้ อื ว่าเป็นเหตุ บทบัญญัตใิ นรฐั ธรรมนญู หรือตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบ การเมอื งที่มอี ยใู่ นสภาผแู้ ทนราษฎร ยกเว้นการปฏบิ ัตติ ามวรรคสอง รัฐธรรมนญู แลว้ แตก่ รณี ในระหว่างทย่ี งั ไม่มขี ้อบังคับการประชมุ สภาผู้แทนราษฎรตาม เอกสทิ ธท์ิ ีบ่ ัญญตั ไิ วใ้ นมาตรา ๑๓๐ น้ัน ใหค้ มุ้ ครองถงึ บคุ คล ใหเ้ ป็นหนา้ ทีข่ องรฐั มนตรที รี่ บั ผดิ ชอบในกจิ การที่คณะ มาตรา ๑๙๑ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผกู้ าหนดอตั ราสว่ น ผ้กู ระทาหนา้ ทีต่ ามมาตรานี้ด้วย กรรมาธิการสอบหาข้อเทจ็ จรงิ หรอื ศกึ ษา ท่ีจะต้องสง่ั การให้ ตามวรรคห้า กรรมาธกิ ารสามญั ซึ่งตั้งจากผู้ซ่งึ เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร เจา้ หนา้ ที่ของรฐั ในสงั กัดหรือในกากับ ให้ข้อเท็จจรงิ ส่งเอกสาร มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง คณะกรรมาธิการรว่ มกนั อาจเรยี ก ทั้งหมด ตอ้ งมจี านวนตามหรอื ใกลเ้ คยี งกับอตั ราสว่ นของจานวน หรือแสดงความเห็นตามท่คี ณะกรรมาธิการเรียก เอกสารจากบุคคลใด หรือเรยี กบุคคลใดมาแถลงข้อเทจ็ จริงหรือแสดง สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรของแตล่ ะพรรคการเมืองหรอื กลุ่มพรรค ให้สภาผแู้ ทนราษฎรและวุฒิสภาเปดิ เผยบนั ทึกการประชมุ ความคิดเหน็ ในการพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตหิ รือร่างพระราช การเมืองท่มี อี ยู่ในสภาผแู้ ทนราษฎร รายงานการดาเนินการ รายงานการสอบหาขอ้ เทจ็ จรงิ หรือรายงาน บัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญได้ และเอกสิทธ์ทิ ่บี ญั ญตั ไิ ว้ในมาตรา ในระหว่างท่ยี ังไม่มีขอ้ บงั คบั การประชมุ สภาผ้แู ทนราษฎรตาม การศกึ ษา แลว้ แต่กรณี ของคณะกรรมาธกิ ารให้ประชาชนทราบ ๑๕๗ และมาตรา ๑๕๘ น้ัน ใหค้ มุ้ ครองถงึ บคุ คลผูก้ ระทาหนา้ ทต่ี าม มาตรา ๑๓๔ ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผูก้ าหนดอตั ราสว่ นตาม เว้นแต่สภาผ้แู ทนราษฎรหรือวุฒิสภา แลว้ แต่กรณี มมี ตมิ ิใหเ้ ปดิ เผย มาตรานดี้ ้วย วรรคห้า เอกสิทธิ์ทบี่ ัญญตั ิไวใ้ นมาตรา ๑๒๔ ใหค้ ุม้ ครองถึงบุคคล มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกนั อาจเรยี ก ผ้กู ระทาหนา้ ท่แี ละผู้ปฏิบตั ิตามคาเรยี กตามมาตรานด้ี ้วย เอกสารจากบุคคลใด หรอื เรียกบคุ คลใดมาแถลงข้อเทจ็ จรงิ หรอื แสดง กรรมาธกิ ารสามัญซึ่งตั้งจากผซู้ ึง่ เปน็ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ความคดิ เหน็ ในการพิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิได้ และเอกสทิ ธ์ทิ ี่ ท้งั หมด ตอ้ งมีจานวนตามหรอื ใกลเ้ คียงกับอตั ราสว่ นของจานวนสมาชกิ บัญญัตไิ ว้ในมาตรา ๑๓๐ น้นั ใหค้ ุ้มครองถึงบุคคลผกู้ ระทาหนา้ ท่ี สภาผู้แทนราษฎรของแตล่ ะพรรคการเมอื งทีม่ ีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรานด้ี ้วย

๗๔ นาถะ ดวงวชิ ยั ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผจู้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ในระหว่างท่ยี ังไมม่ ีขอ้ บังคับการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎรตาม มาตรา ๑๒๘ ให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรเปน็ ผู้กาหนดอัตราส่วน ตามวรรคแปด ส่วนท่ี ๖ การตราพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ให้มีพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ใหม้ พี ระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปน้ี ดงั ต่อไปน้ี (๑) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการเลือกตัง้ (๑) พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการเลอื กต้ัง สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรและการไดม้ าซงึ่ สมาชกิ วุฒิสภา สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร (๒) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยคณะกรรมการ (๒) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการไดม้ าซึง่ การเลอื กต้งั สมาชิกวฒุ สิ ภา (๓) พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยพรรค (๓) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยคณะกรรมการ การเมอื ง การเลือกตัง้ (๔) พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยการออกเสียง (๔) พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยพรรคการเมอื ง ประชามติ (๕) พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยผตู้ รวจการ (๕) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยวธิ พี จิ ารณา แผ่นดนิ ของศาลรฐั ธรรมนญู (๖) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการปอ้ งกัน (๖) พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยวธิ ีพจิ ารณา และปราบปรามการทจุ รติ คดีอาญาของผ้ดู ารงตาแหน่งทางการเมือง (๗) พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยการตรวจเงนิ (๗) พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยผตู้ รวจการ แผน่ ดิน แผ่นดิน (๘) พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยวิธีพจิ ารณา (๘) พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการปอ้ งกัน ของศาลรัฐธรรมนญู และปราบปรามการทจุ ริต (๙) พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยวิธีพจิ ารณา (๙) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงนิ คดีอาญาของผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมือง แผน่ ดนิ (๑๐) พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วย คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ มาตรา ๑๓๙ รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญจะ มาตรา ๑๓๑ รา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญจะ เสนอไดก้ ็แต่โดย เสนอไดก้ ็แตโ่ ดย (๑) คณะรฐั มนตรี

๗๕ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ (๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจานวนไมน่ ้อยกวา่ หนึง่ ในสิบ (๑) คณะรฐั มนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าทม่ี อี ยูข่ องสภาผ้แู ทนราษฎร หรือ ศาลรฐั ธรรมนญู หรอื องคก์ รอสิ ระทเ่ี กี่ยวขอ้ ง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชิกวฒุ สิ ภา มจี านวนไม่นอ้ ยกว่า (๒) สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจานวนไมน่ ้อยกวา่ หนงึ่ ในสบิ หน่ึงในสบิ ของจานวนสมาชกิ ทั้งหมดเทา่ ทม่ี อี ยู่ของทง้ั สองสภา หรือ ของจานวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ทม่ี อี ยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร (๓) ศาลรัฐธรรมนญู ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตาม รฐั ธรรมนูญ ซงึ่ ประธานศาลและประธานองคก์ รนั้นเป็นผู้รักษาการ ตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นัน้ มาตรา ๑๔๐ การพิจารณาร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบ มาตรา ๑๓๒ ร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ รัฐธรรมนญู ของสภาผู้แทนราษฎรและวฒุ ิสภาให้กระทาเปน็ สาม นอกจากทีบ่ ัญญตั ิไว้ดงั ตอ่ ไปน้ี ให้กระทาเช่นเดยี วกบั พระราชบัญญตั ิ วาระ ดังตอ่ ไปน้ี (๑) การเสนอร่างพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ใหเ้ สนอ (๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระท่หี น่งึ ขัน้ รับหลักการ และ ต่อรัฐสภา และใหร้ ฐั สภาประชุมรว่ มกันเพอ่ื พิจารณาร่างพระราช ในวาระที่สองข้นั พิจารณาเรยี งลาดับมาตรา ใหถ้ อื เสียงขา้ งมากของ บัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู ให้แลว้ เสร็จภายในเวลาหนง่ึ ร้อยแปดสบิ แตล่ ะสภา วัน โดยการออกเสียงลงคะแนนในวาระทีส่ าม ตอ้ งมีคะแนนเสยี ง (๒) การออกเสยี งลงคะแนนในวาระทส่ี าม ตอ้ งมีคะแนนเสียง เห็นชอบด้วยมากกวา่ กึ่งหน่งึ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเทา่ ทมี่ อี ยู่ เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใชเ้ ปน็ พระราชบัญญัติประกอบ ของรฐั สภา ถ้าท่ปี ระชมุ รว่ มกนั ของรฐั สภาพิจารณาไม่แลว้ เสรจ็ รฐั ธรรมนญู มากกว่ากึ่งหน่ึงของจานวนสมาชิกทงั้ หมดเท่าทีม่ อี ยู่ของ ภายในกาหนดเวลาดังกลา่ ว ใหถ้ ือว่ารัฐสภาใหค้ วามเหน็ ชอบตาม แต่ละสภา รา่ งที่เสนอตามมาตรา ๑๓๑ ให้นาบทบัญญัติในหมวด ๖ ส่วนท่ี ๗ การตราพระราชบญั ญตั ิ (๒) ภายในสิบหา้ วนั นบั แตว่ นั ที่รัฐสภาให้ความเหน็ ชอบรา่ ง มาใช้บังคบั กบั การพจิ ารณารา่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ ให้รฐั สภาส่งรา่ งพระราชบญั ญตั ิ ดว้ ยโดยอนโุ ลม ประกอบรฐั ธรรมนญู น้นั ไปยงั ศาลฎกี า ศาลรัฐธรรมนูญ หรอื องค์กร มาตรา ๑๔๑ เมอ่ื รฐั สภาให้ความเหน็ ชอบกบั รา่ งพระราชบญั ญตั ิ อสิ ระทเี่ ก่ยี วข้อง เพ่ือใหค้ วามเห็น ในกรณีทศี่ าลฎีกา ศาลรฐั ธรรมนญู ประกอบรัฐธรรมนญู แล้ว ก่อนนาขนึ้ ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายเพื่อ หรอื องคก์ รอิสระท่เี ก่ียวข้อง ไม่มขี ้อทกั ท้วงภายในสบิ วนั นบั แต่วนั ที่ ทรงลงพระปรมาภิไธย ใหส้ ง่ ศาลรัฐธรรมนูญพจิ ารณาความชอบด้วย ได้รับรา่ งดังกล่าว ใหร้ ฐั สภาดาเนนิ การตอ่ ไป รฐั ธรรมนญู ซงึ่ ต้องกระทาให้แล้วเสรจ็ ภายในสามสบิ วนั นบั แต่วนั ท่ี (๓) ในกรณีทศ่ี าลฎกี า ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอสิ ระ ไดร้ ับเรอื่ ง ที่เกย่ี วข้อง เห็นว่าร่างพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ทร่ี ฐั สภา คาวนิ จิ ฉัยของศาลรฐั ธรรมนญู ท่วี นิ ิจฉยั วา่ รา่ งพระราชบญั ญัติ ให้ความเหน็ ชอบมีขอ้ ความใดขดั หรือแยง้ ตอ่ รัฐธรรมนญู หรือทาให้ ประกอบรัฐธรรมนญู ใดมขี อ้ ความขดั หรือแยง้ ตอ่ รัฐธรรมนญู ไมส่ ามารถปฏิบตั ิหนา้ ท่ีใหถ้ ูกตอ้ งตามบทบัญญัตขิ องรัฐธรรมนญู ได้ ให้ข้อความท่ีขดั หรือแยง้ นัน้ เป็นอนั ตกไป ในกรณีทีว่ ินจิ ฉัยว่า ใหเ้ สนอความเหน็ ไปยังรฐั สภา และใหร้ ัฐสภาประชมุ รว่ มกันเพ่อื ข้อความดังกล่าวเป็นสาระสาคัญหรอื ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ พจิ ารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสบิ วันนับแต่วันทไ่ี ดร้ บั ความเห็น

๗๖ นาถะ ดวงวิชัย ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ รัฐธรรมนญู ตราขน้ึ โดยไม่ถูกตอ้ งตามบทบญั ญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนญู ดังกลา่ ว ในการนี้ ให้รฐั สภามีอานาจแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ ตามขอ้ เสนอของ ใหร้ า่ งพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู นัน้ เป็นอนั ตกไป ศาลฎกี า ศาลรฐั ธรรมนญู หรอื องค์กรอสิ ระ ตามทเ่ี หน็ สมควรได้ ในกรณีทคี่ าวนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู มผี ลทาใหข้ อ้ ความที่ขัด และเมอื่ ดาเนินการเสรจ็ แล้ว ใหร้ ฐั สภาดาเนินการต่อไป หรอื แยง้ ตอ่ รัฐธรรมนญู เป็นอันตกไปตามวรรคสอง ให้ส่งร่าง พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญน้ันกลบั คนื สภาผแู้ ทนราษฎรและ วุฒสิ ภาเพ่ือพจิ ารณาตามลาดับ ในกรณเี ชน่ ว่าน้ี ให้สภาผูแ้ ทนราษฎร หรือวุฒสิ ภาพิจารณาแก้ไขเพ่ิมเตมิ เพื่อมิใหข้ ดั หรือแย้งตอ่ รฐั ธรรมนูญ ได้ โดยมติในการแก้ไขเพ่มิ เติมให้ใช้คะแนนเสยี งมากกว่ากึ่งหนึ่งของ จานวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ที่มีอยู่ของแต่ละสภา แล้วให้นายกรฐั มนตรี ดาเนินการตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แลว้ แต่ กรณี ต่อไป ส่วนท่ี ๗ การตราพระราชบัญญตั ิ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนงึ่ ภายใตบ้ ังคับมาตรา ๑๗๐ ร่าง มาตรา ๑๔๒ ภายใต้บงั คับมาตรา ๑๓๙ รา่ งพระราชบญั ญตั ิ มาตรา ๑๓๓ รา่ งพระราชบัญญตั ใิ ห้เสนอต่อสภาผ้แู ทน พระราชบญั ญตั หิ รอื ร่างพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญจะเสนอ จะเสนอไดก้ ็แตโ่ ดย ราษฎรกอ่ น และจะเสนอไดก้ ็แตโ่ ดย ไดก้ ็แตโ่ ดยสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี แตร่ า่ ง (๑) คณะรฐั มนตรี (๑) คณะรฐั มนตรี พระราชบัญญตั เิ ก่ียวดว้ ยการเงิน สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจะเสนอได้ (๒) สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจานวนไม่นอ้ ยกวา่ ยส่ี บิ คน (๒) สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่ายสี่ บิ คน กต็ ่อเม่ือมคี ารบั รองของนายกรฐั มนตรี (๓) ศาลหรอื องคก์ รอิสระตามรฐั ธรรมนญู เฉพาะกฎหมาย (๓) ผูม้ สี ทิ ธิเลือกตัง้ จานวนไม่น้อยกวา่ หนง่ึ หมนื่ คนเขา้ ชอ่ื วรรคสอง การเสนอรา่ งพระราชบญั ญัตหิ รือร่างพระราชบญั ญัติ ท่เี ก่ียวกบั การจดั องคก์ รและกฎหมายที่ประธานศาลและประธาน เสนอกฎหมายตามหมวด ๓ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย ประกอบรฐั ธรรมนญู ของสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร จะกระทาไดเ้ มอ่ื องค์กรนั้นเป็นผรู้ กั ษาการ หรือ หรอื หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ทงั้ นี้ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการเข้าชอื่ พรรคการเมืองทีส่ มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรผนู้ ้ันสงั กดั มีมตใิ หเ้ สนอได้ (๔) ผูม้ สี ทิ ธิเลอื กตัง้ จานวนไมน่ ้อยกวา่ หน่ึงหมืน่ คนเข้าชื่อเสนอ เสนอกฎหมาย และต้องมสี มาชิกสภาผู้แทนราษฎรไมน่ อ้ ยกวา่ ยีส่ บิ คนรบั รอง กฎหมายตามมาตรา ๑๖๓ ในกรณที ่รี ่างพระราชบัญญัติซ่งึ มผี เู้ สนอตาม (๒) หรือ (๓) เปน็ มาตรา ๑๗๒ ร่างพระราชบญั ญตั แิ ละร่างพระราชบัญญตั ิ ในกรณที ร่ี า่ งพระราชบัญญตั ิซึง่ มผี เู้ สนอตาม (๒) (๓) หรอื (๔) รา่ งพระราชบญั ญัตเิ กยี่ วดว้ ยการเงนิ จะเสนอไดก้ ต็ อ่ เมอ่ื มีคารบั รอง ประกอบรัฐธรรมนญู ใหเ้ สนอตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎรกอ่ น เปน็ รา่ งพระราชบญั ญตั ิเกย่ี วดว้ ยการเงินจะเสนอไดก้ ็ต่อเมือ่ มี ของนายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๐ ผมู้ สี ทิ ธเิ ลือกตง้ั ไมน่ ้อยกวา่ ห้าหมน่ื คน มสี ทิ ธิ คารับรองของนายกรฐั มนตรี เข้าช่อื รอ้ งขอต่อประธานรัฐสภาเพอื่ ใหร้ ัฐสภาพิจารณากฎหมาย ในกรณที ปี่ ระชาชนได้เสนอร่างพระราชบญั ญตั ใิ ดตาม (๔) ตามทก่ี าหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหง่ รัฐธรรมนูญนี้ แล้ว หากบคุ คลตาม (๑) หรอื (๒) ไดเ้ สนอร่างพระราชบัญญตั ทิ ่มี ี คาร้องขอตามวรรคหนง่ึ ต้องจัดทารา่ งพระราชบญั ญัตเิ สนอมา หลักการเดียวกบั ร่างพระราชบญั ญัตนิ ั้นอีก ให้นาบทบัญญตั มิ าตรา ดว้ ย ๑๖๓ วรรคสี่ มาใช้บงั คับกับการพจิ ารณาร่างพระราชบัญญัตินนั้ ดว้ ย

รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๗๗ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา หลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารเข้าชื่อรวมทั้งการตรวจสอบ ให้เปน็ ไป ตามทกี่ ฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ร่างพระราชบัญญัตใิ หเ้ สนอต่อสภาผแู้ ทนราษฎรกอ่ น ในการเสนอรา่ งพระราชบญั ญตั ติ ามวรรคหนึง่ ตอ้ งมีบันทึก วิเคราะหส์ รปุ สาระสาคญั ของร่างพระราชบญั ญตั เิ สนอมาพรอ้ มกับ ร่างพระราชบญั ญัตดิ ว้ ย ร่างพระราชบญั ญัติทเ่ี สนอตอ่ รัฐสภาต้องเปดิ เผยให้ประชาชน ทราบและใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มูลรายละเอยี ดของรา่ ง พระราชบัญญัตนิ นั้ ได้โดยสะดวก หมวด ๗ การมสี ่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มาตรา ๓๐๔ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจานวนไม่น้อยกว่า มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผมู้ สี ิทธิเลือกตั้งไมน่ อ้ ยกวา่ หน่งึ หม่นื หน่งึ ในสี่ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเทา่ ที่มอี ยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎร คน มสี ทิ ธิเขา้ ชอ่ื ร้องขอต่อประธานรฐั สภาเพ่อื ใหร้ ฐั สภาพิจารณา หรอื ประชาชนผมู้ สี ิทธเิ ลอื กต้ังจานวนไม่นอ้ ยกวา่ ห้าหมนื่ คน มสี ิทธิ ร่างพระราชบญั ญตั ติ ามทก่ี าหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แห่ง รัฐธรรมนูญนี้ คาร้องขอตามวรรคหนง่ึ ต้องจดั ทาร่างพระราชบญั ญัตเิ สนอมา ด้วย หลกั เกณฑ์และวธิ ีการเข้าชื่อ รวมท้ังการตรวจสอบรายช่ือ ใหเ้ ป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการพจิ ารณาร่างพระราชบัญญตั ติ ามวรรคหนงึ่ สภาผู้แทน ราษฎรและวฒุ สิ ภาต้องใหผ้ ูแ้ ทนของประชาชนผ้มู ีสทิ ธเิ ลอื กต้ังท่ี เขา้ ชอ่ื เสนอรา่ งพระราชบญั ญตั ินนั้ ชแ้ี จงหลกั การของร่างพระราชบญั ญตั ิ และคณะกรรมาธกิ ารวิสามัญเพือ่ พิจารณาร่างพระราชบัญญตั ิ ดงั กลา่ วจะต้องประกอบดว้ ยผแู้ ทนของประชาชนผ้มู สี ิทธเิ ลือกต้ังที่ เข้าช่ือเสนอร่างพระราชบญั ญตั ินน้ั จานวนไมน่ อ้ ยกว่าหนงึ่ ในสาม ของจานวนกรรมาธกิ ารทงั้ หมดดว้ ย มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผูม้ สี ทิ ธิเลอื กตั้งจานวนไม่นอ้ ยกว่า สองหมนื่ คน มสี ทิ ธเิ ข้าชื่อรอ้ งขอต่อประธานวฒุ สิ ภาเพือ่ ใหว้ ฒุ สิ ภามี

รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ๗๘ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จัดทา เข้าช่อื ร้องขอต่อประธานวฒุ สิ ภาเพอ่ื ให้วฒุ ิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนบคุ คลตามมาตรา ๓๐๓ ออกจากตาแหน่งได้ คาร้องขอ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ดงั กล่าวตอ้ งระบพุ ฤตกิ ารณ์ท่ีกลา่ วหาวา่ ผ้ดู ารงตาแหนง่ ดังกลา่ ว กระทาความผิดเป็นข้อ ๆ ใหช้ ัดเจน มตติ ามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจาก ตาแหน่งได้ สมาชกิ วุฒสิ ภาจานวนไม่น้อยกว่าหนง่ึ ในสี่ของจานวนสมาชิก ท้งั หมดเท่าที่มีอยขู่ องวฒุ สิ ภา มสี ทิ ธิเขา้ ชอื่ ร้องขอต่อประธานวฒุ ิสภา คาร้องขอตามวรรคหนึ่งตอ้ งระบุพฤติการณ์ทกี่ ล่าวหาว่าผดู้ ารง เพ่อื ให้วุฒิสภามมี ติตามมาตรา ๓๐๗ ใหถ้ อดถอนสมาชิกวฒุ สิ ภาออก ตาแหนง่ ดังกล่าวกระทาความผิดเปน็ ข้อ ๆ ให้ชดั เจน จากตาแหน่งได้ หลักเกณฑว์ ิธกี าร และเงื่อนไขในการท่ปี ระชาชนจะเข้าช่ือ หลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเงอ่ื นไขในการทป่ี ระชาชนจะเขา้ ชือ่ รอ้ งขอตามวรรคหนึ่ง ให้เปน็ ไปตามพระราชบญั ญตั ิประกอบ รอ้ งขอตามวรรคหน่งึ ให้เปน็ ไปตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู รฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต มาตรา ๑๔๓ รา่ งพระราชบัญญตั ิเกย่ี วดว้ ยการเงิน หมายความ มาตรา ๑๓๔ รา่ งพระราชบญั ญัตเิ กยี่ วดว้ ยการเงิน หมายความ มาตรา ๑๖๙ วรรคสาม ร่างพระราชบัญญตั เิ กย่ี วดว้ ยการเงนิ หมายความถงึ รา่ งพระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยเรื่องใดเรอ่ื งหนงึ่ ต่อไปน้ี ถงึ รา่ งพระราชบัญญตั ิว่าดว้ ยเรือ่ งใดเรอ่ื งหนงึ่ ต่อไปนี้ ถึง รา่ งพระราชบัญญตั ิว่าด้วยเรือ่ งใดเรอื่ งหนึง่ ดังตอ่ ไปน้ี (๑) การต้งั ขน้ึ ยกเลิก ลด เปลยี่ นแปลง แก้ไข ผอ่ น หรือวาง (๑) การตั้งข้ึน ยกเลิก ลด เปลีย่ นแปลง แก้ไข ผ่อน หรอื วาง (๑) การตง้ั ขนึ้ ยกเลิก ลด เปล่ยี นแปลง แกไ้ ข ผอ่ น หรอื วาง ระเบียบการบังคบั อนั เกี่ยวกบั ภาษหี รืออากร ระเบียบการบังคบั อันเก่ยี วกบั ภาษีหรืออากร ระเบียบการบังคับอนั เกย่ี วกบั ภาษีหรืออากร (๒) การจัดสรร รบั รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรอื การโอน งบประมาณรายจา่ ยของแผ่นดนิ (๒) การจัดสรร รับ รกั ษา หรอื จ่ายเงินแผ่นดิน หรอื การโอน (๒) การจดั สรร รับ รักษา หรือจา่ ยเงินแผน่ ดิน หรอื การโอน (๓) การกเู้ งิน การค้าประกนั หรอื การใชเ้ งนิ กู้ งบประมาณรายจา่ ยของแผ่นดิน งบประมาณรายจา่ ยของแผ่นดนิ (๔) เงนิ ตรา วรรคสี่ ในกรณีท่ีเปน็ ท่ีสงสัยว่ารา่ งพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ ง (๓) การกูเ้ งนิ การค้าประกนั การใช้เงนิ กู้ หรือการดาเนนิ การ (๓) การกู้เงนิ การคา้ ประกัน การใชเ้ งนิ กู้ หรอื การดาเนนิ การ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ใดเป็นรา่ งพระราชบญั ญัติ เกยี่ วดว้ ยการเงินทจี่ ะตอ้ งมคี ารบั รองของนายกรฐั มนตรีหรอื ไม่ ทผ่ี ูกพนั ทรพั ยส์ ินของรัฐ ที่ผกู พนั ทรัพยส์ ินของรัฐ ใหเ้ ป็นอานาจของทีป่ ระชุมร่วมกนั ของประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและ ประธานคณะกรรมาธิการสามญั ของสภาผ้แู ทนราษฎรทุกคณะ (๔) เงนิ ตรา (๔) เงินตรา เป็นผูว้ ินจิ ฉัย วรรคห้า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดใหม้ ีการประชุม ในกรณที ่ีเปน็ ทส่ี งสัยว่ารา่ งพระราชบัญญัตใิ ดเป็นรา่ งพระราช ในกรณีทเี่ ป็นที่สงสยั ว่ารา่ งพระราชบัญญัติใดเปน็ ร่าง รว่ มกันเพ่อื พิจารณากรณีตามวรรคสภี่ ายในสิบหา้ วันนับแตว่ ันที่มี กรณดี ังกลา่ ว บญั ญัตเิ กีย่ วด้วยการเงินที่จะต้องมีคารบั รองของนายกรฐั มนตรี พระราชบัญญัตเิ ก่ยี วดว้ ยการเงิน ให้เป็นอานาจของทป่ี ระชุมร่วมกัน หรือไม่ ใหเ้ ปน็ อานาจของที่ประชมุ รว่ มกันของประธานสภาผแู้ ทน ของประธานสภาผ้แู ทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธกิ ารสามญั ราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแ้ ทนราษฎร ของสภาผแู้ ทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วนิ จิ ฉยั ทกุ คณะ เป็นผวู้ ินิจฉยั ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจดั ใหม้ กี ารประชุมร่วมกนั เพือ่ ใหป้ ระธานสภาผูแ้ ทนราษฎรจัดใหม้ ีการประชุมรว่ มกันเพ่ือ พิจารณากรณตี ามวรรคสอง ภายในสบิ ห้าวนั นบั แตว่ นั ที่มกี รณี พจิ ารณากรณตี ามวรรคสอง ภายในสบิ หา้ วันนับแตว่ นั ทม่ี กี รณี ดงั กล่าว ดังกลา่ ว

๗๙ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ วรรคหก มตขิ องทปี่ ระชมุ ร่วมกนั ตามวรรคสีใ่ ห้ใช้เสียงข้างมาก มติของทีป่ ระชมุ รว่ มกันตามวรรคสอง ใหใ้ ชเ้ สยี งข้างมากเปน็ มตขิ องท่ปี ระชมุ ร่วมกนั ตามวรรคสอง ให้ใช้เสยี งข้างมากเป็น เป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประมาณ ถา้ คะแนนเสยี งเทา่ กนั ให้ประธานสภาผ้แู ทนราษฎรออก ประมาณ ถา้ คะแนนเสียงเทา่ กันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออก ออกเสยี งเพมิ่ ขึน้ อกี เสยี งหน่งึ เป็นเสยี งชี้ขาด เสยี งเพิม่ ขึน้ อีกเสยี งหนงึ่ เปน็ เสียงช้ขี าด เสียงเพ่ิมขึ้นอกี เสียงหนึง่ เปน็ เสียงชข้ี าด มาตรา ๑๗๑ ร่างพระราชบัญญตั หิ รือร่างพระราชบญั ญัติ มาตรา ๑๔๔ รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ ดที่สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร มาตรา ๑๓๕ รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ ดทสี่ มาชิกสภาผูแ้ ทน ประกอบรัฐธรรมนญู ใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผูเ้ สนอและใน เปน็ ผเู้ สนอและในขั้นรับหลักการไม่เป็นรา่ งพระราชบญั ญตั เิ กีย่ วด้วย ราษฎรหรอื ผมู้ ีสิทธิเลือกตง้ั เปน็ ผู้เสนอและในช้นั รับหลกั การไมเ่ ป็น ข้ันรับหลักการไมเ่ ป็นร่างพระราชบญั ญตั เิ ก่ียวด้วยการเงิน แตส่ ภา การเงนิ แตส่ ภาผแู้ ทนราษฎรไดแ้ กไ้ ขเพมิ่ เติม และประธานสภา ร่างพระราชบญั ญัตเิ กยี่ วดว้ ยการเงิน แตส่ ภาผู้แทนราษฎรไดแ้ ก้ไข ผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพมิ่ เตมิ และประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ผแู้ ทนราษฎรเหน็ วา่ การแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ นั้นทาให้มลี กั ษณะเป็นรา่ ง เพ่ิมเตมิ และประธานสภาผแู้ ทนราษฎรเห็นเองหรอื มสี มาชกิ สภา การแกไ้ ขเพิ่มเติมน้นั ทาใหม้ ลี กั ษณะเปน็ ร่างพระราชบญั ญตั เิ กี่ยวดว้ ย พระราชบญั ญตั เิ กย่ี วดว้ ยการเงนิ ใหป้ ระธานสภาผแู้ ทนราษฎรสง่ั ระงับ ผูแ้ ทนราษฎรทักทว้ งต่อประธานสภาผแู้ ทนราษฎรว่าการแก้ไข การเงิน ให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรสง่ั ระงบั การพจิ ารณาไว้ก่อน การพิจารณาไวก้ ่อน และภายในสบิ หา้ วันนบั แต่วนั ท่ีมีกรณีดังกลา่ ว เพม่ิ เตมิ น้ันทาให้มลี ักษณะเปน็ รา่ งพระราชบญั ญตั ิเกีย่ วด้วยการเงนิ และภายในสิบหา้ วนั นับแตว่ นั ทม่ี กี รณีดังกล่าว ให้ประธานสภา ให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรสง่ รา่ งพระราชบัญญัตินน้ั ไปใหท้ ป่ี ระชุม ใหป้ ระธานสภาผ้แู ทนราษฎรส่งั ระงับการพจิ ารณาไว้ก่อน เพ่ือ ผู้แทนราษฎรส่งรา่ งพระราชบญั ญตั ิหรือร่างพระราชบัญญัตปิ ระกอบ ร่วมกันของประธานสภาผูแ้ ทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามญั ดาเนินการตอ่ ไปตามมาตรา ๑๓๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี รฐั ธรรมนญู น้นั ไปให้ท่ีประชมุ ร่วมกนั ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ของสภาผแู้ ทนราษฎรทกุ คณะเปน็ ผวู้ ินิจฉยั ในกรณีทีท่ ่ีประชุมรว่ มกันตามวรรคหน่งึ วินจิ ฉยั ว่า การแกไ้ ข และประธานคณะกรรมาธกิ ารสามญั ของสภาผู้แทนราษฎรทกุ คณะ ในกรณที ่ีทป่ี ระชุมร่วมกันตามวรรคหนง่ึ วินิจฉัยว่าการแก้ไข เพ่ิมเติมทาใหร้ ่างพระราชบญั ญตั ินนั้ มลี กั ษณะเป็นร่างพระราชบัญญตั ิ เป็นผวู้ นิ จิ ฉัย ถ้าท่ปี ระชมุ รว่ มกันวนิ ิจฉยั ว่าการแกไ้ ขเพิม่ เติมนั้นทาให้ เพิ่มเติมน้นั ทาใหร้ า่ งพระราชบัญญัตนิ ้นั มีลกั ษณะเปน็ รา่ งพระราช เก่ียวด้วยการเงิน ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรสง่ ร่างพระราชบัญญัติ รา่ งพระราชบญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู นนั้ มี บญั ญตั เิ กย่ี วด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราช น้นั ไปใหน้ ายกรฐั มนตรรี บั รอง ถา้ นายกรฐั มนตรไี ม่ใหค้ ารับรอง ลกั ษณะเป็นร่างพระราชบญั ญัตเิ กยี่ วด้วยการเงนิ ใหป้ ระธานสภา บัญญตั ิน้ันไปใหน้ ายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณที ่นี ายกรัฐมนตรไี ม่ให้ ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรดาเนินการแกไ้ ขเพอื่ มใิ หร้ า่ งพระราชบัญญตั ินนั้ ผแู้ ทนราษฎรส่งรา่ งพระราชบญั ญตั ิหรือรา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ คารับรอง ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรดาเนนิ การแกไ้ ขเพื่อมิใหร้ ่าง เป็นรา่ งพระราชบญั ญตั ิเก่ยี วด้วยการเงิน รฐั ธรรมนูญนั้นไปใหน้ ายกรฐั มนตรีรับรอง ในกรณที น่ี ายกรฐั มนตรี พระราชบญั ญตั ินน้ั เปน็ รา่ งพระราชบญั ญตั ิเกย่ี วดว้ ยการเงนิ ไม่ใหค้ ารบั รอง ใหส้ ภาผูแ้ ทนราษฎรดาเนินการแกไ้ ขเพ่อื มใิ หร้ ่าง พระราชบญั ญัติหรอื ร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญนนั้ เป็น ร่างพระราชบญั ญตั เิ กี่ยวด้วยการเงิน มาตรา ๑๗๓ ร่างพระราชบญั ญตั ทิ คี่ ณะรฐั มนตรรี ะบไุ วใ้ น มาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบญั ญตั ทิ คี่ ณะรฐั มนตรรี ะบไุ ว้ในนโยบาย นโยบายท่แี ถลงตอ่ รัฐสภาตามมาตรา ๒๑๑ วา่ จาเป็นต่อการบรหิ าร ทแี่ ถลงตอ่ รฐั สภาตามมาตรา ๑๗๖ ว่าจาเปน็ ต่อการบริหารราชการ ราชการแผน่ ดิน หรือรา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญใดหาก แผ่นดิน หากสภาผแู้ ทนราษฎรมมี ตไิ ม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสยี ง สภาผแู้ ทนราษฎรมีมตไิ ม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสยี งท่ีไม่ให้ ทไ่ี มใ่ หค้ วามเห็นชอบไม่ถงึ ก่ึงหน่ึงของจานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนงึ่ ของจานวนสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ทง้ั หมดเท่าท่ีมีอยู่ คณะรัฐมนตรีอาจขอใหร้ ัฐสภาประชมุ รว่ มกนั เพือ่ มมี ติ ทัง้ หมดเทา่ ที่มีอยู่ คณะรฐั มนตรีอาจขอให้รัฐสภาประชมุ ร่วมกนั เพ่ือมี อกี คร้งั หนง่ึ หากรัฐสภามมี ตใิ ห้ความเห็นชอบให้ต้ังบคุ คลซึ่งเป็นหรอื มไิ ด้ มตอิ กี ครัง้ หนึ่ง หากรัฐสภามมี ตใิ หค้ วามเห็นชอบ ใหต้ ้งั บคุ คลซึง่ เป็น เปน็ สมาชิกของแตล่ ะสภามีจานวนเท่ากนั ตามทคี่ ณะรัฐมนตรเี สนอ หรอื มิได้เปน็ สมาชกิ ของแตล่ ะสภามีจานวนเทา่ กนั ตามทคี่ ณะรัฐมนตรี ประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการรว่ มกันของรัฐสภาเพอื่ พจิ ารณารา่ ง

๘๐ นาถะ ดวงวิชยั ผ้อู านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ เสนอ ประกอบกันเปน็ คณะกรรมาธกิ ารร่วมกันของรัฐสภาเพื่อ พระราชบญั ญตั ินน้ั และใหค้ ณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั ของรฐั สภารายงาน พจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิหรอื รา่ งพระราชบญั ญัติประกอบ และเสนอรา่ งพระราชบญั ญตั ิท่ไี ด้พิจารณาแล้วต่อรฐั สภา ถ้ารัฐสภามมี ติ รฐั ธรรมนญู นัน้ และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันของรฐั สภารายงาน เหน็ ชอบด้วยรา่ งพระราชบญั ญตั ิน้นั ใหด้ าเนนิ การต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ และเสนอรา่ งพระราชบัญญัตหิ รอื ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ ถ้ารัฐสภามมี ตไิ ม่ใหค้ วามเห็นชอบ ให้ร่างพระราชบัญญัตินนั้ เป็นอันตกไป รฐั ธรรมนญู ท่ีได้พจิ ารณาแลว้ ต่อรฐั สภา ถ้ารัฐสภามีมตเิ หน็ ชอบดว้ ย รา่ งพระราชบญั ญัตหิ รอื ร่างพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นัน้ ใหด้ าเนนิ การตอ่ ไปตามมาตรา ๙๓ ถา้ รฐั สภามมี ตไิ ม่ให้ความเหน็ ชอบ ใหร้ า่ งพระราชบญั ญัตหิ รอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู นัน้ เป็นอนั ตกไป มาตรา ๑๗๔ ภายใต้บงั คบั มาตรา ๑๘๐ เมื่อสภาผแู้ ทนราษฎร มาตรา ๑๔๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ เมอื่ สภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๓๖ เมื่อสภาผูแ้ ทนราษฎรได้พิจารณารา่ งพระราช ไดพ้ ิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิหรอื รา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบ ได้พจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตทิ เี่ สนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมติ บญั ญัติและลงมตเิ ห็นชอบแล้ว ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรเสนอร่าง รฐั ธรรมนญู ทเี่ สนอตามมาตรา ๑๗๒ และลงมตเิ หน็ ชอบแล้ว ใหส้ ภา เหน็ ชอบแล้ว ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบัญญตั นิ น้ั ตอ่ พระราชบญั ญตั นิ น้ั ตอ่ วฒุ สิ ภา วฒุ สิ ภาต้องพจิ ารณารา่ งพระราชบัญญตั ิ ผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบญั ญัติหรือรา่ งพระราชบัญญตั ิ วุฒิสภา วฒุ สิ ภาตอ้ งพิจารณารา่ งพระราชบัญญัติทเี่ สนอมานั้นใหเ้ สรจ็ ท่ีเสนอมาน้ันให้เสรจ็ ภายในหกสิบวัน แตถ่ า้ รา่ งพระราชบญั ญตั ิน้นั ประกอบรัฐธรรมนญู น้นั ตอ่ วฒุ ิสภา วฒุ ิสภาตอ้ งพิจารณาร่าง ภายในหกสิบวัน แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัตนิ ัน้ เป็นรา่ งพระราชบญั ญัติ เป็นรา่ งพระราชบัญญตั ิเกย่ี วด้วยการเงิน ต้องพิจารณาใหเ้ สร็จ พระราชบัญญัติหรือรา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญท่ีเสนอ เกยี่ วดว้ ยการเงิน ตอ้ งพิจารณาให้เสร็จภายในสามสบิ วัน ทั้งน้ี เว้นแต่ ภายในสามสบิ วนั ท้ังนี้ เวน้ แต่วุฒสิ ภาจะได้ลงมตใิ ห้ขยายเวลา มาน้ันให้เสร็จภายในหกสบิ วัน แตถ่ า้ ร่างพระราชบญั ญัตหิ รอื รา่ ง วุฒิสภาจะไดล้ งมติใหข้ ยายเวลาออกไปเป็นกรณพี เิ ศษซึ่งต้องไม่เกิน ออกไปเปน็ กรณพี ิเศษซึ่งต้องไมเ่ กนิ สามสบิ วนั กาหนดวันดังกลา่ วให้ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปน็ ร่างพระราชบญั ญตั ิ สามสิบวัน กาหนดวันดังกล่าวใหห้ มายถึงวันในสมยั ประชุม และใหเ้ รม่ิ หมายถงึ วนั ในสมยั ประชมุ และใหเ้ ริม่ นบั แตว่ ันที่รา่ งพระราชบัญญตั ิ เกี่ยวดว้ ยการเงนิ ต้องพิจารณาใหเ้ สร็จภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ เว้นแต่ นบั แตว่ ันทร่ี า่ งพระราชบญั ญัตนิ น้ั มาถงึ วฒุ ิสภา นัน้ มาถงึ วฒุ ิสภา วุฒิสภาจะไดล้ งมตใิ ห้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซง่ึ ตอ้ งไม่เกนิ ระยะเวลาดังกลา่ วในวรรคหนง่ึ ไม่ใหน้ ับรวมระยะเวลาท่ีอยู่ ระยะเวลาในวรรคหนง่ึ ไม่ใหน้ บั รวมระยะเวลาทอ่ี ยูใ่ นระหว่าง สามสบิ วัน กาหนดวนั ดังกลา่ วใหห้ มายถงึ วันในสมัยประชุม และให้ ในระหวา่ งการพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๑๔๙ การพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญตามมาตรา ๑๓๙ เริ่มนบั แตว่ ันท่รี ่างพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบ ถ้าวฒุ สิ ภาพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ไิ มเ่ สรจ็ ภายใน ถา้ วุฒิสภาพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญตั ไิ ม่เสรจ็ ภายใน รฐั ธรรมนญู น้ันมาถึงวฒุ ิสภา กาหนดเวลาทีก่ ล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ถอื วา่ วุฒสิ ภาไดใ้ ห้ กาหนดเวลาตามวรรคหน่งึ ใหถ้ ือว่าวฒุ สิ ภาได้ให้ความเห็นชอบใน ระยะเวลาดังกลา่ วในวรรคหนง่ึ ไม่ให้นับรวมระยะเวลาทีอ่ ยใู่ น ความเห็นชอบในรา่ งพระราชบญั ญตั ินั้น รา่ งพระราชบญั ญตั นิ นั้ ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๑๗๗ ในกรณที ี่สภาผแู้ ทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบญั ญัตเิ กย่ี วดว้ ย ในกรณที ่ีสภาผู้แทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบัญญัติเกย่ี วดว้ ย ถา้ วฒุ ิสภาพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตหิ รือร่างพระราชบัญญัติ การเงนิ ไปยังวฒุ สิ ภา ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่าง การเงินไปยงั วุฒิสภา ใหป้ ระธานสภาผแู้ ทนราษฎรแจ้งให้วุฒิสภา ประกอบรฐั ธรรมนญู ไม่เสร็จภายในกาหนดเวลาท่กี ล่าวในวรรคหน่ึง พระราชบัญญตั ทิ เี่ สนอไปนนั้ เป็นรา่ งพระราชบัญญตั ิเกย่ี วดว้ ย ทราบและใหถ้ ือเป็นเด็ดขาด หากมไิ ด้แจ้ง ใหถ้ ือวา่ รา่ งพระราชบญั ญัติ ใหถ้ ือวา่ วฒุ สิ ภาได้ให้ความเหน็ ชอบในรา่ งพระราชบญั ญตั ิหรอื ร่าง การเงนิ คาแจง้ ของประธานสภาผแู้ ทนราษฎรให้ถอื เป็นเด็ดขาด น้ันไม่เป็นร่างพระราชบัญญตั เิ กย่ี วดว้ ยการเงิน พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นน้ั

รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๘๑ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จัดทา ในกรณที สี่ ภาผแู้ ทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบัญญตั เิ กย่ี วด้วย การเงินไปยังวุฒิสภา ให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรแจ้งไปดว้ ยวา่ ร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พระราชบัญญัตหิ รือรา่ งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ทเ่ี สนอ ไปน้นั เปน็ รา่ งพระราชบญั ญัตเิ ก่ียวดว้ ยการเงิน คาแจ้งของประธาน ในกรณที ปี่ ระธานสภาผแู้ ทนราษฎรมไิ ดแ้ จง้ ไปวา่ ร่างพระราช สภาผูแ้ ทนราษฎรใหถ้ ือเป็นเดด็ ขาด บญั ญตั ิใดเป็นร่างพระราชบญั ญตั เิ กย่ี วดว้ ยการเงนิ ใหถ้ อื ว่ารา่ งพระราช บัญญตั ินน้ั ไมเ่ ป็นร่างพระราชบญั ญตั ิเกี่ยวด้วยการเงนิ ในกรณที ี่ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรมไิ ดแ้ จ้งไปว่ารา่ งพระราช บญั ญัตหิ รือร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ใดเป็นร่าง มาตรา ๑๔๗ วรรคหนึ่ง ภายใตบ้ ังคับมาตรา ๑๖๘ เมือ่ มาตรา ๑๓๗ เม่อื วฒุ สิ ภาได้พิจารณารา่ งพระราชบัญญตั ิ พระราชบญั ญัตเิ กย่ี วดว้ ยการเงิน ให้ถอื ว่าร่างพระราชบัญญตั หิ รอื รา่ ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู น้ันไมเ่ ป็นร่างพระราชบัญญัติ วฒุ ิสภาได้พจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตเิ สรจ็ แล้ว เสร็จแลว้ เกย่ี วด้วยการเงนิ (๑) ถ้าเหน็ ชอบดว้ ยกบั สภาผูแ้ ทนราษฎร ใหด้ าเนนิ การตอ่ ไป (๑) ถ้าเหน็ ชอบดว้ ยกบั สภาผแู้ ทนราษฎร ใหด้ าเนินการตอ่ ไป มาตรา ๑๗๕ วรรคหนงึ่ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๑๘๐ เม่อื วฒุ ิสภาได้พจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิหรอื รา่ งพระราชบัญญตั ิ ตามมาตรา ๑๕๐ ตามมาตรา ๘๑ ประกอบรัฐธรรมนญู เสรจ็ แล้ว (๒) ถา้ ไมเ่ ห็นชอบด้วยกบั สภาผูแ้ ทนราษฎร ใหย้ บั ย้ังร่าง (๒) ถ้าไม่เห็นชอบดว้ ยกบั สภาผู้แทนราษฎร ใหย้ ับยง้ั ร่าง (๑) ถ้าเหน็ ชอบด้วยกบั สภาผแู้ ทนราษฎร ใหด้ าเนินการตอ่ ไป ตามมาตรา ๙๓ พระราชบญั ญตั นิ นั้ ไวก้ ่อน และสง่ ร่างพระราชบญั ญตั นิ น้ั คืนไปยัง พระราชบญั ญัตนิ นั้ ไวก้ ่อน และส่งร่างพระราชบญั ญตั นิ ัน้ คนื ไปยัง (๒) ถา้ ไม่เห็นชอบด้วยกบั สภาผูแ้ ทนราษฎร ให้ยับย้ังร่าง สภาผู้แทนราษฎร สภาผแู้ ทนราษฎร พระราชบญั ญัติหรือร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู นน้ั ไว้ ก่อน และสง่ รา่ งพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญตั ิประกอบ (๓) ถา้ แกไ้ ขเพ่มิ เติม ให้สง่ ร่างพระราชบัญญตั ติ ามที่แกไ้ ข (๓) ถ้าแกไ้ ขเพิม่ เตมิ ใหส้ ่งรา่ งพระราชบัญญัตติ ามทีแ่ ก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นคนื ไปยงั สภาผ้แู ทนราษฎร เพิ่มเตมิ นั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถา้ สภาผ้แู ทนราษฎรเห็นชอบด้วย เพ่ิมเตมิ นัน้ ไปยงั สภาผูแ้ ทนราษฎร ถา้ สภาผแู้ ทนราษฎรเห็นชอบ (๓) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งรา่ งพระราชบญั ญตั หิ รอื ร่างพระราช บัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญตามทแี่ ก้ไขเพิ่มเติมนน้ั ไปยงั สภาผู้แทน กบั การแก้ไขเพ่มิ เติม ให้ดาเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถา้ เป็นกรณี ด้วยกับการแกไ้ ขเพมิ่ เติม ใหด้ าเนนิ การต่อไปตามมาตรา ๘๑ ถา้ เปน็ ราษฎร ถา้ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ใหด้ าเนนิ การตอ่ ไปตามมาตรา ๙๓ ถา้ เป็นกรณอี ่ืน ใหแ้ ต่ละสภาต้ัง อืน่ ให้แตล่ ะสภาตงั้ บคุ คลซ่งึ เป็นหรือมิไดเ้ ป็นสมาชิกแห่งสภาน้ัน ๆ มี กรณีอืน่ ให้แตล่ ะสภาตง้ั บุคคลซ่งึ เป็นหรือมิไดเ้ ป็นสมาชิกแหง่ สภา บคุ คลซึง่ เปน็ หรอื มไิ ดเ้ ปน็ สมาชกิ แห่งสภาน้ัน ๆ มจี านวนเทา่ กัน ตามท่ีสภาผแู้ ทนราษฎรกาหนด ประกอบเปน็ คณะกรรมาธกิ าร จานวนเทา่ กนั ตามทสี่ ภาผู้แทนราษฎรกาหนด ประกอบเปน็ นัน้ ๆ มีจานวนเทา่ กนั ตามท่ีสภาผแู้ ทนราษฎรกาหนด ประกอบเปน็ รว่ มกันเพ่ือพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัติหรือรา่ งพระราชบัญญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู นัน้ และให้คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกันรายงานและ คณะกรรมาธิการรว่ มกนั เพือ่ พจิ ารณาร่างน้ัน และใหค้ ณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกันเพื่อพิจารณารา่ งพระราชบญั ญัตนิ ้ัน และให้ เสนอรา่ งพระราชบญั ญตั ิหรือรา่ งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ท่ีคณะกรรมาธิการร่วมกันไดพ้ จิ ารณาแล้วตอ่ สภาทงั้ สอง ถา้ สภาท้ัง ร่วมกนั รายงานและเสนอร่างพระราชบญั ญตั ทิ ่คี ณะกรรมาธกิ ารรว่ มกันได้ คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ พิจารณาแล้วต่อสภาทง้ั สอง ถ้าสภาทงั้ สองตา่ งเหน็ ชอบด้วยรา่ ง คณะกรรมาธิการรว่ มกนั ได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถา้ สภาท้ัง พระราชบญั ญัติทคี่ ณะกรรมาธิการรว่ มกนั ไดพ้ จิ ารณาแล้ว ใหด้ าเนนิ การ สองต่างเหน็ ชอบด้วยกบั รา่ งพระราชบัญญตั ทิ คี่ ณะกรรมาธกิ าร ต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถา้ สภาใดสภาหนึ่งไมเ่ หน็ ชอบด้วย ก็ใหย้ ับย้งั รว่ มกนั ได้พจิ ารณาแล้ว ใหด้ าเนินการตอ่ ไปตามมาตรา ๘๑ ถา้ สภา ร่างพระราชบญั ญตั ินัน้ ไว้กอ่ น ใดสภาหน่ึงไม่เห็นชอบด้วย ไมว่ ่าอกี สภาหน่งึ จะได้พิจารณาร่าง พระราชบัญญตั ิน้ันแล้วหรือไม่ ให้ยับยั้งร่างพระราชบญั ญัตนิ ้นั ไวก้ อ่ น

๘๒ นาถะ ดวงวชิ ยั ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ สองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบญั ญตั หิ รือร่างพระราชบญั ญัติ วรรคสาม การประชมุ คณะกรรมาธิการร่วมกนั ต้องมี การประชมุ คณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั ตอ้ งมกี รรมาธกิ ารของ ประกอบรฐั ธรรมนญู ทคี่ ณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั ได้พิจารณาแล้ว กรรมาธิการของสภาทง้ั สองมาประชมุ ไม่น้อยกวา่ กงึ่ หนง่ึ ของจานวน สภาทงั้ สองมาประชมุ ไมน่ ้อยกวา่ กงึ่ หนึ่งของจานวนกรรมาธกิ าร ให้ดาเนนิ การต่อไปตามมาตรา ๙๓ ถ้าสภาใดสภาหนงึ่ ไม่เหน็ ชอบดว้ ย กรรมาธกิ ารทั้งหมดจงึ จะเป็นองคป์ ระชุม และใหน้ าบทบัญญตั ิ ทัง้ หมดจงึ จะเป็นองค์ประชุม และให้นาความในมาตรา ๑๕๗ มาใช้ กใ็ ห้ยับยั้งร่างพระราชบัญญตั หิ รือรา่ งพระราชบญั ญัตปิ ระกอบ มาตรา ๑๓๗ มาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม บงั คับโดยอนุโลม รฐั ธรรมนญู นน้ั ไวก้ อ่ น วรรคส่ี ถา้ วฒุ สิ ภาไมส่ ง่ ร่างพระราชบัญญตั ิคืนไปยงั สภา ถา้ วุฒิสภาไม่ส่งร่างพระราชบัญญตั ิคนื ไปยงั สภาผูแ้ ทนราษฎร วรรคสาม การประชมุ คณะกรรมาธกิ ารร่วมกันต้องมีกรรมาธกิ าร ผแู้ ทนราษฎรภายในกาหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖ ให้ถือว่าวฒุ สิ ภา ภายในกาหนดเวลาตามมาตรา ๑๓๖ ใหถ้ อื ว่าวฒุ ิสภาไดใ้ ห้ ของสภาทั้งสองมาประชมุ ไมน่ อ้ ยกว่าก่งึ หน่ึงของจานวนกรรมาธกิ าร ได้ใหค้ วามเหน็ ชอบในร่างพระราชบญั ญัตนิ ้นั และให้ดาเนนิ การ ความเห็นชอบในร่างพระราชบญั ญัตนิ ้ัน และให้ดาเนนิ การตาม ทง้ั หมดจงึ จะเปน็ องคป์ ระชุม และให้นาบทบญั ญัตมิ าตรา ๑๙๔ มาใช้ ตามมาตรา ๑๕๐ ต่อไป มาตรา ๘๑ ต่อไป บังคบั โดยอนโุ ลม มาตรา ๑๗๖ ร่างพระราชบัญญตั หิ รอื ร่างพระราชบญั ญตั ิ มาตรา ๑๔๘ รา่ งพระราชบญั ญตั ิทต่ี อ้ งยับยั้งไวต้ ามมาตรา มาตรา ๑๓๘ สภาผ้แู ทนราษฎรจะยกรา่ งพระราชบญั ญัตทิ ่ี ประกอบรฐั ธรรมนญู ทต่ี อ้ งยับยงั้ ไวต้ ามมาตรา ๑๗๕ นนั้ สภาผูแ้ ทน ๑๔๗ นัน้ สภาผแู้ ทนราษฎรจะยกข้ึนพิจารณาใหมไ่ ด้ตอ่ เม่อื เวลา ตอ้ งยบั ยง้ั ไว้ตามมาตรา ๑๓๗ ขึน้ พจิ ารณาใหม่ได้เมื่อพ้นหนงึ่ ร้อย ราษฎรจะยกขนึ้ พจิ ารณาใหม่ได้ตอ่ เมือ่ เวลาหนงึ่ รอ้ ยแปดสบิ วันได้ หนึง่ ร้อยแปดสิบวนั ไดล้ ่วงพ้นไปนบั แตว่ ันทว่ี ุฒิสภาส่งรา่ งพระราช แปดสิบวนั นบั แต่ ล่วงพ้นไปนบั แต่วนั ท่ีวฒุ สิ ภาส่งร่างพระราชบญั ญตั หิ รอื ร่าง บัญญัตนิ ั้นคืนไปยงั สภาผูแ้ ทนราษฎร สาหรบั กรณกี ารยับย้ังตาม (๑) วันท่ีวุฒสิ ภาส่งรา่ งพระราชบญั ญัตนิ ัน้ คนื ไปยังสภาผู้แทน พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นัน้ คืนไปยังสภาผแู้ ทนราษฎร มาตรา ๑๔๗ (๒) และนับแต่วันทส่ี ภาใดสภาหนง่ึ ไมเ่ หน็ ชอบด้วย ราษฎร สาหรับกรณกี ารยบั ยั้งตามมาตรา ๑๓๗ (๒) สาหรับกรณกี ารยบั ยั้งตามมาตรา ๑๗๕ (๒) และนบั แต่วันที่สภาใด สาหรบั กรณกี ารยบั ยงั้ ตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณีเช่นวา่ นี้ ถ้าสภา (๒) วนั ทส่ี ภาใดสภาหนงึ่ ไม่เหน็ ชอบดว้ ย สาหรับกรณี สภาหน่งึ ไม่เห็นชอบด้วย สาหรับกรณีการยับยัง้ ตามมาตรา ๑๗๕ (๓) ผู้แทนราษฎรลงมติยนื ยันร่างเดมิ หรอื รา่ งทคี่ ณะกรรมาธิการร่วมกัน การยับยง้ั ตามมาตรา ๑๓๗ (๓) ในกรณเี ช่นว่าน้ี ถา้ สภาผแู้ ทนราษฎรลงมตยิ ืนยันรา่ งเดิมหรอื รา่ งท่ี พิจารณาด้วยคะแนนเสยี งมากกว่ากง่ึ หนง่ึ ของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมด ในกรณตี ามวรรคหนึ่ง ถ้าสภาผ้แู ทนราษฎรลงมตยิ ืนยันรา่ งท่ี คณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั พิจารณาดว้ ยคะแนนเสยี งมากกว่ากง่ึ หน่งึ ของ เทา่ ที่มอี ยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎรแลว้ ใหถ้ อื วา่ รา่ งพระราชบญั ญัตนิ นั้ ผา่ นการพิจารณาจากสภาผแู้ ทนราษฎรหรือรา่ งท่คี ณะกรรมาธกิ าร จานวนสมาชกิ ท้งั หมดเทา่ ที่มอี ยขู่ องสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ใหถ้ ือว่า เป็นอันไดร้ บั ความเหน็ ชอบของรฐั สภา และใหด้ าเนนิ การตอ่ ไปตาม ร่วมกนั พจิ ารณาดว้ ยคะแนนเสยี งมากกวา่ ก่งึ หน่งึ ของจานวนสมาชิก ร่างพระราชบญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู นัน้ มาตรา ๑๕๐ ทง้ั หมดเท่าท่มี ีอย่ขู องสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถอื ว่ารา่ งพระราช เป็นอนั ไดร้ ับความเหน็ ชอบของรฐั สภา และให้ดาเนนิ การต่อไปตาม ถา้ ร่างพระราชบญั ญัติทต่ี อ้ งยบั ย้งั ไว้เป็นรา่ งพระราชบญั ญัติ บัญญตั ินั้นเป็นอันไดร้ ับความเหน็ ชอบของรฐั สภา และใหด้ าเนนิ การ มาตรา ๙๓ เกีย่ วด้วยการเงนิ สภาผูแ้ ทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญตั นิ ั้น ตอ่ ไปตามมาตรา ๘๑ ถา้ ร่างพระราชบญั ญัตหิ รือรา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบ ข้นึ พจิ ารณาใหมไ่ ดท้ ันที ในกรณเี ช่นวา่ น้ี ถ้าสภาผูแ้ ทนราษฎรลงมติ ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๑๔๓ วรรคส่ี ระยะเวลาหน่ึงรอ้ ยแปดสบิ รฐั ธรรมนูญท่ีต้องยบั ย้ังไวเ้ ป็นร่างพระราชบัญญตั เิ กี่ยวด้วยการเงิน ยนื ยนั รา่ งเดมิ หรือรา่ งที่คณะกรรมาธกิ ารรว่ มกนั พจิ ารณาดว้ ย วนั ตามวรรคหน่ึงให้ลดเหลือสิบวนั ในกรณีรา่ งพระราชบญั ญตั ิทีต่ อ้ ง สภาผูแ้ ทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญตั ิ คะแนนเสยี งมากกว่ากึง่ หนงึ่ ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเทา่ ทม่ี ีอยู่ ยบั ย้ังไว้นัน้ เปน็ ร่างพระราชบัญญตั เิ กย่ี วด้วยการเงิน ประกอบรัฐธรรมนญู นน้ั ข้นึ พิจารณาใหมไ่ ด้ทนั ที ในกรณเี ชน่ ว่าน้ี ของสภาผูแ้ ทนราษฎรแลว้ ใหถ้ ือร่างพระราชบญั ญตั นิ ั้นเป็นอนั ไดร้ บั ถา้ สภาผูแ้ ทนราษฎรลงมตยิ นื ยันรา่ งเดิมหรือร่างทีค่ ณะกรรมาธิการ ความเห็นชอบของรัฐสภา และใหด้ าเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ รว่ มกันพิจารณาดว้ ยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจานวนสมาชิก ทั้งหมดเทา่ ทีม่ อี ยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎรแล้ว ใหถ้ อื รา่ งพระราชบญั ญัติ

๘๓ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ หรือรา่ งพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู น้ันเปน็ อันไดร้ บั ความเห็นชอบของรัฐสภา และใหด้ าเนนิ การต่อไปตามมาตรา ๙๓ มาตรา ๑๗๗ ในระหวา่ งทมี่ กี ารยบั ย้ังรา่ งพระราชบญั ญตั หิ รือ มาตรา ๑๔๙ ในระหว่างท่มี กี ารยับยง้ั รา่ งพระราชบัญญัติใดตาม มาตรา ๑๓๙ ในระหว่างทม่ี กี ารยับย้ังรา่ งพระราชบญั ญัติใด ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญใดตามมาตรา ๑๗๕ มาตรา ๑๔๗ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง ตามมาตรา ๑๓๗ คณะรัฐมนตรหี รอื สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจะเสนอ คณะรัฐมนตรหี รอื สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัตทิ ีม่ ีหลกั การอยา่ งเดียวกันหรือคล้ายกันกบั หลักการของ ร่างพระราชบญั ญตั ิทมี่ ีหลกั การอยา่ งเดยี วกันหรือคล้ายกันกบั หรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ท่ีมหี ลกั การ รา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ตี่ ้องยบั ย้ังไว้มิได้ หลกั การของร่างพระราชบญั ญัติทต่ี อ้ งยบั ยั้งไว้มิได้ อย่างเดียวกนั หรอื คลา้ ยกนั กบั หลกั การของร่างพระราชบญั ญัตหิ รอื ในกรณีทสี่ ภาผแู้ ทนราษฎรหรอื วฒุ สิ ภาเหน็ วา่ รา่ งพระราชบัญญัติ ในกรณที สี่ ภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื วุฒสิ ภาเห็นวา่ รา่ งพระราชบญั ญัติ ร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญท่ตี ้องยับย้ังไว้มไิ ด้ ทีเ่ สนอหรือส่งใหพ้ จิ ารณานนั้ เป็นรา่ งพระราชบัญญัติที่มหี ลักการ ทเี่ สนอหรอื สง่ ใหพ้ จิ ารณานนั้ เป็นรา่ งพระราชบญั ญัตทิ มี่ หี ลักการ ในกรณที ส่ี ภาผ้แู ทนราษฎรหรอื วุฒิสภา เหน็ ว่ารา่ งพระราชบญั ญตั ิ อยา่ งเดยี วกันหรือคลา้ ยกันกับหลกั การของร่างพระราชบญั ญัติที่ตอ้ ง อยา่ งเดยี วกันหรอื คล้ายกนั กบั หลกั การของรา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ตี่ ้อง หรือรา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ทีเ่ สนอหรือส่งให้ ยบั ยัง้ ไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรอื ประธานวุฒสิ ภาส่งรา่ ง ยบั ยงั้ ไว้ ใหป้ ระธานสภาผูแ้ ทนราษฎรหรอื ประธานวฒุ ิสภาส่งร่าง พจิ ารณานนั้ เป็นรา่ งพระราชบญั ญัติหรอื ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ พระราชบัญญตั ิดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั ถา้ ศาลรฐั ธรรมนูญ พระราชบัญญัตดิ งั กล่าวให้ศาลรัฐธรรมนญู วนิ จิ ฉยั ถา้ ศาล รฐั ธรรมนญู ที่มหี ลักการอยา่ งเดียวกันหรอื คลา้ ยกันกบั หลักการของ วนิ จิ ฉัยวา่ เป็นร่างพระราชบญั ญัตทิ ี่มหี ลักการอย่างเดยี วกันหรอื รฐั ธรรมนูญวนิ จิ ฉัยวา่ เปน็ รา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ม่ี หี ลักการ ร่างพระราชบญั ญตั หิ รอื ร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ท่ตี ้อง คลา้ ยกนั กับหลกั การของร่างพระราชบัญญตั ทิ ี่ต้องยบั ย้ังไว้ ให้รา่ ง อย่างเดียวกนั หรอื คลา้ ยกันกับหลกั การของรา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ต่ี อ้ ง ยบั ยง้ั ไว้ ใหป้ ระธานสภาผู้แทนราษฎรหรอื ประธานวฒุ สิ ภาส่งรา่ ง พระราชบัญญัติน้นั เปน็ อันตกไป ยับยัง้ ไว้ ใหร้ ่างพระราชบญั ญัตนิ น้ั เป็นอนั ตกไป พระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ดังกลา่ ว ให้ศาลรฐั ธรรมนญู วินจิ ฉัย ถา้ ศาลรัฐธรรมนญู วินจิ ฉยั ว่าเป็นร่าง พระราชบัญญตั หิ รอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ท่ีมี หลักการอยา่ งเดยี วกันหรือคล้ายกนั กบั หลกั การของรา่ งพระราช บญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญทตี่ ้องยับยัง้ ไว้ ใหร้ ่างพระราชบญั ญัตหิ รอื รา่ งพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู น้ัน เปน็ อนั ตกไป มาตรา ๑๘๑ การจา่ ยเงินแผ่นดนิ จะกระทาไดก้ เ็ ฉพาะทไี่ ด้ มาตรา ๑๖๙ การจา่ ยเงินแผ่นดนิ จะกระทาไดก้ เ็ ฉพาะที่ได้ มาตรา ๑๔๐ การจา่ ยเงินแผ่นดนิ จะกระทาไดเ้ ฉพาะทไ่ี ด้ อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าดว้ ยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวา่ ดว้ ย อนุญาตไวใ้ นกฎหมายวา่ ดว้ ยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวา่ ดว้ ย อนญุ าตไว้ในกฎหมายวา่ ดว้ ยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วย วธิ ีการงบประมาณ กฎหมายเกยี่ วด้วยการโอนงบประมาณ หรอื วิธกี ารงบประมาณ กฎหมายเกยี่ วดว้ ยการโอนงบประมาณ หรือ วิธกี ารงบประมาณ หรอื กฎหมายเกยี่ วดว้ ยการโอนงบประมาณ กฎหมายวา่ ด้วยเงินคงคลัง เว้นแตใ่ นกรณจี าเป็นรบี ดว่ นจะจ่ายไป กฎหมายวา่ ด้วยเงนิ คงคลงั เว้นแตใ่ นกรณีจาเปน็ เรง่ ดว่ นรัฐบาลจะ กฎหมายว่าดว้ ยเงินคงคลัง หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยวนิ ยั การเงินการคลงั ก่อนกไ็ ด้ แต่ต้องเปน็ ไปตามหลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่กฎหมายบญั ญตั ิ จา่ ยไปกอ่ นกไ็ ด้ แต่ตอ้ งเป็นไปตามหลกั เกณฑ์และวิธกี ารทก่ี ฎหมาย ของรัฐ เวน้ แต่ในกรณีจาเปน็ รบี ดว่ นจะจา่ ยไปกอ่ นก็ได้ แตต่ ้อง ในกรณเี ช่นว่านต้ี ้องตัง้ งบประมาณรายจ่ายชดใช้ในพระราชบญั ญตั ิ บญั ญัติ ในกรณเี ชน่ ว่าน้ีต้องตัง้ งบประมาณรายจา่ ยเพ่ือชดใชเ้ งนิ เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์และวธิ กี ารท่ีกฎหมายบญั ญัติ ในกรณเี ช่นว่านี้ โอนงบประมาณรายจ่าย พระราชบญั ญตั งิ บประมาณรายจ่ายเพิม่ เตมิ คงคลงั ในพระราชบัญญตั โิ อนเงินงบประมาณรายจา่ ย ต้องตงั้ งบประมาณรายจา่ ยชดใชใ้ นพระราชบญั ญัตโิ อนงบประมาณ พระราชบัญญตั ิงบประมาณรายจา่ ยเพ่ิมเติม หรือพระราชบญั ญัติ

๘๔ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หรือพระราชบัญญตั ิงบประมาณรายจา่ ยประจาปีงบประมาณถดั ไป งบประมาณรายจา่ ยประจาปงี บประมาณถดั ไป ทัง้ น้ี ใหก้ าหนด รายจา่ ยหรือพระราชบญั ญัตงิ บประมาณรายจา่ ยเพิ่มเติม หรอื หรือเวน้ แต่เป็นกรณตี ามมาตรา ๒๓๐ วรรคสอง แหลง่ ท่มี าของรายได้เพ่อื ชดใชร้ ายจ่ายท่ไี ด้ใช้เงินคงคลงั จา่ ยไปก่อน พระราชบญั ญตั ิงบประมาณรายจา่ ยประจาปงี บประมาณถดั ไป มาตรา ๑๗๙ งบประมาณรายจา่ ยของแผน่ ดนิ ใหท้ าเป็น พระราชบญั ญัติ ถ้าพระราชบญั ญตั ิงบประมาณรายจ่ายประจาปี แล้วด้วย งบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ให้ใชก้ ฎหมายวา่ ดว้ ย งบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนัน้ ไปพลางกอ่ น ในระหว่างเวลาทปี่ ระเทศอยู่ในภาวะสงครามหรอื การรบ คณะรฐั มนตรีมอี านาจโอนหรือนารายจา่ ยทกี่ าหนดไวส้ าหรบั หน่วย ราชการหรอื รฐั วิสาหกจิ ใดไปใชใ้ นรายการท่แี ตกตา่ งจากท่ีกาหนดไว้ ในพระราชบญั ญัตงิ บประมาณรายจ่ายประจาปไี ด้ทันที และให้ รายงานรัฐสภาทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีทม่ี กี ารโอนหรือนารายจา่ ยตามงบประมาณท่ีกาหนดไวใ้ น รายการใดไปใชใ้ นรายการอน่ื ของหนว่ ยราชการหรอื รฐั วสิ าหกจิ ใหร้ ฐั บาล รายงานรัฐสภาเพ่อื ทราบทกุ หกเดือน มาตรา ๑๗๐ เงนิ รายไดข้ องหนว่ ยงานของรฐั ใดท่ไี มต่ อ้ งนาสง่ เป็นรายไดแ้ ผน่ ดิน ใหห้ น่วยงานของรฐั น้นั ทารายงานการรบั และการใช้ จา่ ยเงินดงั กลา่ ว เสนอตอ่ คณะรัฐมนตรเี มอ่ื สน้ิ ปงี บประมาณทุกปี และให้ คณะรฐั มนตรีทารายงานเสนอตอ่ สภาผู้แทนราษฎรและวฒุ สิ ภาต่อไป การใช้จา่ ยเงินรายไดต้ ามวรรคหนงึ่ ต้องอยูภ่ ายใตก้ รอบวินยั การเงินการคลงั ตามหมวดนี้ดว้ ย หมวด ๘ การเงนิ การคลัง และงบประมาณ มาตรา ๑๖๖ ตรงกับความในมาตรา ๑๗๙ ของรฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๔๑ งบประมาณรายจา่ ยของแผ่นดินให้ทาเป็น แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ พระราชบญั ญัติ ถ้าพระราชบัญญตั ิงบประมาณรายจา่ ยประจาปี มาตรา ๑๖๘ วรรคแปด รฐั ต้องจัดสรรงบประมาณให้ งบประมาณออกไมท่ นั ปงี บประมาณใหม่ ให้ใชก้ ฎหมายวา่ ด้วย เพยี งพอกบั การบรหิ ารงานโดยอสิ ระของรฐั สภา ศาลรฐั ธรรมนญู งบประมาณรายจ่ายในปงี บประมาณปกี ่อนนนั้ ไปพลางก่อน ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและองค์กรตามรฐั ธรรมนญู รัฐตอ้ งจัดสรรงบประมาณใหเ้ พยี งพอกับการปฏบิ ตั หิ นา้ ทโ่ี ดย วรรคเกา้ ในการพจิ ารณางบประมาณรายจา่ ยของรัฐสภา อสิ ระของรฐั สภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอยั การ ทั้งนี้ ศาล และองค์กรตามวรรคแปด หากหนว่ ยงานนน้ั เหน็ วา่ งบประมาณ ตามหลักเกณฑ์ที่บญั ญตั ิไว้ในกฎหมายวา่ ด้วยวนิ ัยการเงนิ การคลงั รายจา่ ยทไี่ ดร้ ับการจดั สรรใหน้ ้ันไมเ่ พยี งพอ ให้สามารถเสนอคาขอ ของรฐั ในกรณีทเ่ี ห็นว่างบประมาณทไี่ ดร้ บั จัดสรรอาจไม่เพียงพอตอ่ แปรญตั ตติ อ่ คณะกรรมาธิการได้โดยตรง การปฏิบตั หิ นา้ ท่ี รฐั สภา ศาล องคก์ รอสิ ระ หรอื องคก์ รอัยการจะ ยืน่ คาขอแปรญตั ตติ อ่ คณะกรรมาธิการโดยตรงก็ได้

๘๕ นาถะ ดวงวชิ ยั ผูอ้ านวยการสานักงานประธานสภาผ้แู ทนราษฎร ผู้จดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๘๐ วรรคหน่ึง รา่ งพระราชบัญญตั ิงบประมาณ มาตรา ๑๖๗ ในการนาเสนอรา่ งพระราชบญั ญัติงบประมาณ มาตรา ๑๔๒ ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจาปงี บประมาณ รา่ งพระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจา่ ย เพิ่มเตมิ และรา่ งพระราชบัญญตั โิ อนงบประมาณรายจ่าย สภาผแู้ ทน รายจ่ายประจาปีงบประมาณ ต้องมีเอกสารประกอบซง่ึ รวมถึง รายจา่ ยประจาปีงบประมาณ ต้องแสดงแหลง่ ท่มี าและประมาณการ ประมาณการรายรบั และวตั ถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการ รายได้ ผลสัมฤทธิ์หรอื ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั จากการจา่ ยเงิน ในแต่ละรายการของการใชจ้ ่ายงบประมาณใหช้ ดั เจน รวมทงั้ ตอ้ ง และความสอดคลอ้ งกับยทุ ธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ทั้งน้ี แสดงฐานะการเงินการคลังของประเทศเก่ียวกบั ภาพรวมของภาวะ ตามหลกั เกณฑ์ทีบ่ ัญญตั ิไว้ในกฎหมายวา่ ด้วยวินยั การเงนิ การคลัง เศรษฐกจิ ท่เี กิดจากการใชจ้ ่ายและการจดั หารายได้ ประโยชน์และ ของรัฐ การขาดรายไดจ้ ากการยกเวน้ ภาษเี ฉพาะรายในรูปแบบตา่ ง ๆ ความจาเป็นในการตง้ั งบประมาณผูกพันข้ามปี ภาระหนแี้ ละการก่อ หนี้ของรัฐและฐานะการเงนิ ของรฐั วิสาหกจิ ในปีท่ขี ออนุมตั ิ งบประมาณนั้นและปงี บประมาณทผ่ี า่ นมาเพื่อใชป้ ระกอบการ พจิ ารณาดว้ ย หากรายจา่ ยใดไมส่ ามารถจดั สรรงบประมาณใหแ้ ก่หน่วยราชการ รฐั วสิ าหกจิ หรอื หนว่ ยงานอืน่ ใดของรฐั ไดโ้ ดยตรง ใหจ้ ดั ไว้ในรายการ รายจา่ ยงบกลาง โดยต้องแสดงเหตุผลและความจาเป็นใน การกาหนดงบประมาณรายจ่ายงบกลางนน้ั ดว้ ย ใหม้ ีกฎหมายการเงินการคลงั ของรัฐเพอ่ื กาหนดกรอบวินัย การเงินการคลัง ซึ่งรวมถึงหลกั เกณฑ์เกย่ี วกบั การวางแผนการเงนิ ระยะ ปานกลาง การจัดหารายได้ การกาหนดแนวทางในการจดั ทา งบประมาณรายจา่ ยของแผน่ ดนิ การบรหิ ารการเงินและทรัพย์สนิ การบัญชี กองทุนสาธารณะ การก่อหนหี้ รอื การดาเนนิ การท่ผี กู พนั ทรพั ยส์ นิ หรอื ภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑ์การกาหนดวงเงิน สารองจา่ ยเพ่ือกรณฉี กุ เฉนิ หรอื จาเป็น และการอ่ืนทเ่ี ก่ยี วข้อง ซ่ึงจะตอ้ งใช้เป็นกรอบในการจัดหารายได้ กากบั การใชจ้ ่ายเงินตาม หลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอยา่ งยง่ั ยนื และ ความเป็นธรรมในสงั คม มาตรา ๑๖๘ วรรคหน่ึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ มาตรา ๑๔๓ ร่างพระราชบัญญตั ิงบประมาณรายจา่ ย รายจ่ายประจาปีงบประมาณ รา่ งพระราชบญั ญตั งิ บประมาณรายจา่ ย ประจาปงี บประมาณ ร่างพระราชบัญญัตงิ บประมาณรายจา่ ย เพิ่มเติม และร่างพระราชบญั ญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทน เพิ่มเตมิ และรา่ งพระราชบัญญตั โิ อนงบประมาณรายจา่ ย

๘๖ นาถะ ดวงวชิ ยั ผ้อู านวยการสานกั งานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ราษฎรจะตอ้ งพจิ ารณาให้เสรจ็ ภายในหนง่ึ ร้อยหา้ วันนบั แตว่ ันที่รา่ ง ราษฎรจะต้องวเิ คราะหแ์ ละพิจารณาใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในหน่ึงรอ้ ยหา้ วัน สภาผแู้ ทนราษฎรจะต้องพิจารณาใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในหน่งึ ร้อยหา้ วัน พระราชบัญญตั ดิ งั กลา่ วมาถงึ สภาผูแ้ ทนราษฎร นบั แตว่ ันที่ร่างพระราชบัญญัตดิ งั กลา่ วมาถึงสภาผู้แทนราษฎร นบั แต่วันทร่ี า่ งพระราชบญั ญตั ิดังกล่าวมาถงึ สภาผู้แทนราษฎร วรรคสอง ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตนิ ้นั ไม่เสร็จภายในกาหนดเวลาท่กี ลา่ วในวรรคหนึ่ง ใหถ้ ือว่าสภาผู้แทน วรรคสอง ถ้าสภาผ้แู ทนราษฎรพจิ ารณารา่ งพระราชบัญญตั นิ น้ั ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารา่ งพระราชบัญญัตินน้ั ไมแ่ ล้ว ราษฎรได้ให้ความเหน็ ชอบในร่างพระราชบญั ญัติน้นั และให้เสนอรา่ ง พระราชบญั ญัตดิ งั กล่าวต่อวุฒสิ ภา ไมแ่ ล้วเสรจ็ ภายในกาหนดเวลาทกี่ ล่าวในวรรคหน่งึ ให้ถอื ว่าสภาผแู้ ทน เสร็จภายในกาหนดเวลาตามวรรคหนงึ่ ให้ถือวา่ สภาผู้แทนราษฎร วรรคสาม ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะตอ้ งให้ ราษฎรไดใ้ หค้ วามเหน็ ชอบในรา่ งพระราชบญั ญัตนิ ้ันและใหเ้ สนอร่าง เหน็ ชอบกับร่างพระราชบัญญตั ินนั้ และใหเ้ สนอรา่ งพระราชบญั ญตั ิ ความเห็นชอบหรือไมใ่ ห้ความเหน็ ชอบภายในยส่ี ิบวนั นบั แต่วนั ทรี่ า่ ง พระราชบัญญตั ินน้ั มาถึงวุฒสิ ภา โดยจะแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ใด ๆ มิได้ พระราชบญั ญัตดิ ังกลา่ วต่อวฒุ สิ ภา ดงั กลา่ วต่อวฒุ สิ ภาเพ่อื พจิ ารณา ถา้ พ้นกาหนดเวลาดงั กลา่ วให้ถือวา่ วุฒสิ ภาไดใ้ ห้ความเห็นชอบในร่าง พระราชบญั ญัตินน้ั ในกรณเี ชน่ น้แี ละในกรณีที่วุฒสิ ภาให้ วรรคสาม ในการพจิ ารณาของวุฒิสภา วุฒสิ ภาจะต้องให้ ในการพจิ ารณาของวฒุ สิ ภา วุฒิสภาจะตอ้ งให้ความเหน็ ชอบ ความเห็นชอบ ให้ดาเนินการตอ่ ไปตามมาตรา ๙๓ ความเห็นชอบหรอื ไมใ่ ห้ความเหน็ ชอบภายในยส่ี บิ วันนับแตว่ ันทร่ี า่ ง หรอื ไม่ให้ความเห็นชอบภายในย่ีสิบวันนับแต่วนั ทีร่ า่ งพระราชบญั ญัติ วรรคส่ี ถา้ รา่ งพระราชบญั ญตั ิดังกลา่ ววุฒสิ ภาไมเ่ หน็ ชอบด้วย ใหน้ าบทบัญญัตมิ าตรา ๑๗๖ วรรคสอง มาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม พระราชบญั ญตั ินนั้ มาถึงวฒุ ิสภา โดยจะแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ใด ๆ มิได้ นน้ั มาถงึ วฒุ ิสภา โดยจะแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ ใด ๆ มไิ ด้ ถ้าพน้ กาหนดเวลา มาตรา ๑๘๐ วรรคหา้ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ถา้ พ้นกาหนดเวลาดงั กล่าวใหถ้ ือวา่ วฒุ สิ ภาได้ใหค้ วามเห็นชอบในร่าง ดังกลา่ ว ให้ถือว่าวฒุ สิ ภาเห็นชอบกับร่างพระราชบญั ญตั ินัน้ ในกรณี งบประมาณรายจา่ ยประจาปงี บประมาณ ร่างพระราชบัญญตั ิ งบประมาณรายจ่ายเพมิ่ เตมิ และรา่ งพระราชบญั ญตั โิ อนงบประมาณ พระราชบญั ญัตินั้น ในกรณีเชน่ นี้และในกรณที ีว่ ฒุ ิสภาให้ เชน่ น้แี ละในกรณที ว่ี ฒุ ิสภาใหค้ วามเหน็ ชอบ ใหด้ าเนนิ การต่อไปตาม รายจา่ ย สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรจะแปรญตั ตเิ พ่มิ เตมิ รายการหรือ จานวนในรายการมไิ ด้ แตอ่ าจแปรญตั ติได้ในทางลดหรือตัดทอน ความเหน็ ชอบ ใหด้ าเนนิ การตอ่ ไปตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๘๑ รายจา่ ยซ่งึ มใิ ชร่ ายจ่ายตามขอ้ ผูกพนั อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ดงั ตอ่ ไปนี้ วรรคส่ี ถา้ ร่างพระราชบญั ญัตดิ ังกล่าววุฒสิ ภาไม่เหน็ ชอบดว้ ย ถา้ วฒุ สิ ภาไม่เหน็ ชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญตั ดิ ังกลา่ ว (๑) เงนิ ส่งใช้ต้นเงินกู้ (๒) ดอกเบยี้ เงนิ กู้ ใหน้ าบทบัญญตั ิมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม ใหน้ าความในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม โดยให้ (๓) เงนิ ทกี่ าหนดใหจ้ ่ายตามกฎหมาย วรรคหก ในการพจิ ารณาของสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื ของ สภาผ้แู ทนราษฎรยกขน้ึ พิจารณาใหม่ไดท้ นั ที คณะกรรมาธกิ าร การเสนอ การแปรญตั ติ หรือการกระทาด้วย ประการใด ๆ ทมี่ ีผลให้สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ระยะเวลาตามวรรคหนงึ่ และวรรคสาม มิใหน้ ับรวมระยะเวลา ทีศ่ าลรฐั ธรรมนญู พิจารณาตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสาม มาตรา ๑๖๘ วรรคหา้ ในการพิจารณาร่างพระราชบญั ญตั ิ มาตรา ๑๔๔ ในการพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญตั ิงบประมาณ งบประมาณรายจ่ายประจาปงี บประมาณ ร่างพระราชบญั ญตั งิ บประมาณ รายจ่ายประจาปงี บประมาณ ร่างพระราชบัญญตั ิงบประมาณ รายจา่ ยเพ่ิมเติม และรา่ งพระราชบญั ญตั ิโอนงบประมาณรายจ่าย รายจา่ ยเพิ่มเตมิ และร่างพระราชบญั ญตั โิ อนงบประมาณรายจา่ ย สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจะแปรญตั ตเิ พม่ิ เตมิ รายการหรอื จานวนใน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตตเิ ปลีย่ นแปลงหรือแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ รายการมไิ ด้ แต่อาจแปรญตั ติในทางลดหรอื ตัดทอนรายจ่ายซ่งึ มใิ ช่ รายการหรือจานวนในรายการมไิ ด้ แต่อาจแปรญตั ติในทางลดหรือ รายจา่ ยตามข้อผกู พันอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ดงั ต่อไปนี้ ตดั ทอนรายจา่ ยซงึ่ มใิ ชร่ ายจา่ ยตามขอ้ ผกู พนั อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง (๑) เงินสง่ ใชต้ น้ เงินกู้ ดังตอ่ ไปนี้ (๒) ดอกเบ้ยี เงนิ กู้ (๑) เงนิ สง่ ใช้ตน้ เงนิ กู้ (๓) เงนิ ทีก่ าหนดใหจ้ า่ ยตามกฎหมาย (๒) ดอกเบย้ี เงินกู้ วรรคหก ในการพิจารณาของสภาผแู้ ทนราษฎร วฒุ ิสภา (๓) เงินที่กาหนดให้จ่ายตามกฎหมาย หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญตั ติ หรอื การกระทา ในการพิจารณาของสภาผูแ้ ทนราษฎร วฒุ ิสภา หรือ ดว้ ยประการใด ๆ ทม่ี ผี ลใหส้ มาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชกิ วุฒิสภา คณะกรรมาธกิ าร การเสนอ การแปรญัตติ หรอื การกระทาด้วย

๘๗ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หรือกรรมาธกิ าร มสี ว่ นไม่วา่ โดยตรงหรอื โดยออ้ มในการใช้ หรือกรรมาธกิ าร มสี ่วนไม่วา่ โดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้ ประการใด ๆ ทีม่ ผี ลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชกิ วุฒิสภา งบประมาณรายจา่ ย จะกระทามไิ ด้ งบประมาณรายจ่าย จะกระทามไิ ด้ หรอื กรรมาธิการมีสว่ นไมว่ ่าโดยทางตรงหรอื ทางอ้อมในการใช้ วรรคเจ็ด ในกรณที ส่ี มาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ สิ ภา มีจานวนไม่นอ้ ยกว่าหนง่ึ ในสบิ ของจานวนสมาชิกทัง้ หมด วรรคเจด็ ในกรณที ส่ี มาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภา งบประมาณรายจา่ ย จะกระทามไิ ด้ เทา่ ทีม่ ีอย่ขู องแตล่ ะสภา เห็นว่ามกี ารกระทาฝ่าฝืนบทบญั ญตั ิตาม วรรคหก ใหเ้ สนอความเหน็ ต่อศาลรฐั ธรรมนญู เพื่อพจิ ารณา และศาล มีจานวนไม่นอ้ ยกว่าหนึง่ ในสบิ ของจานวนสมาชิกทง้ั หมดเท่าทม่ี อี ยขู่ อง ในกรณีทส่ี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวฒุ ิสภา รัฐธรรมนูญตอ้ งพิจารณาวนิ จิ ฉยั ภายในเจ็ดวันนบั แตว่ นั ทไ่ี ด้รบั ความเห็นดังกล่าว ในกรณที ศ่ี าลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉัยวา่ มกี ารกระทา แตล่ ะสภา เห็นว่ามกี ารกระทาฝ่าฝนื บทบัญญตั ติ ามวรรคหก ใหเ้ สนอ มจี านวนไม่น้อยกว่าหนง่ึ ในสบิ ของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ท่ีมอี ยู่ ฝา่ ฝืนบทบญั ญัตติ ามวรรคหก ใหก้ ารเสนอการแปรญัตติ หรือการ กระทาดังกลา่ วสิ้นผลไป ความเห็นตอ่ ศาลรฐั ธรรมนญู เพอ่ื พจิ ารณา และศาลรัฐธรรมนญู ต้อง ของแตล่ ะสภา เหน็ วา่ มีการกระทาทีฝ่ ่าฝืนบทบญั ญตั ติ ามวรรคสอง พิจารณาวินจิ ฉยั ภายในเจ็ดวนั นับแตว่ นั ทไ่ี ด้รบั ความเหน็ ดงั กล่าว ในกรณี ให้เสนอความเหน็ ตอ่ ศาลรัฐธรรมนญู เพือ่ พจิ ารณา และศาล ทศ่ี าลรฐั ธรรมนูญวินจิ ฉยั ว่ามกี ารกระทาฝา่ ฝืนบทบญั ญัติตามวรรคหก รัฐธรรมนญู ต้องพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ให้แลว้ เสร็จภายในสิบหา้ วันนบั แต่ ใหก้ ารเสนอ การแปรญตั ตหิ รือการกระทาดงั กล่าวสนิ้ ผลไป วันทไี่ ดร้ บั ความเห็นดังกล่าว ในกรณีทศี่ าลรัฐธรรมนูญวินจิ ฉยั วา่ มี การกระทาทฝ่ี า่ ฝนื บทบญั ญตั ิตามวรรคสอง ใหก้ ารเสนอ การแปร ญัตติ หรอื การกระทาดงั กลา่ วเป็นอนั ส้นิ ผล ถา้ ผ้กู ระทาการดงั กล่าว เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภา ให้ผู้กระทาการนนั้ สิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตว่ ันที่ศาลรฐั ธรรมนูญมีคาวินิจฉยั และให้ เพิกถอนสทิ ธิสมคั รรับเลอื กตั้งของผู้นนั้ แต่ในกรณีท่คี ณะรฐั มนตรี เป็นผกู้ ระทาการหรอื อนมุ ัตใิ หก้ ระทาการ หรอื ร้วู า่ มกี ารกระทา ดงั กล่าวแลว้ แตม่ ไิ ด้สั่งยบั ย้ัง ใหค้ ณะรฐั มนตรีพน้ จากตาแหนง่ ทงั้ คณะนบั แตว่ ันทศี่ าลรัฐธรรมนญู มคี าวนิ จิ ฉัย และใหเ้ พิกถอนสิทธิ สมัครรบั เลือกตั้งของรฐั มนตรที ่ีพน้ จากตาแหนง่ น้ัน เวน้ แตจ่ ะพสิ ูจน์ ไดว้ า่ ตนมไิ ดอ้ ยใู่ นท่ปี ระชุมในขณะท่ีมีมติ และให้ผู้กระทาการ ดังกลา่ วต้องรับผดิ ชดใชเ้ งนิ นนั้ คืนพร้อมดว้ ยดอกเบย้ี เจ้าหน้าที่ของรฐั ผใู้ ดจดั ทาโครงการหรืออนมุ ตั หิ รอื จดั สรรเงิน งบประมาณโดยร้วู า่ มีการดาเนนิ การอันเป็นการฝ่าฝนื บทบญั ญตั ิ ตามวรรคหนง่ึ หรอื วรรคสอง ถ้าไดบ้ ันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนงั สอื หรือมหี นงั สอื แจ้งใหค้ ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติทราบ ใหพ้ น้ จากความรับผิด การเรยี กเงนิ คนื ตามวรรคสามหรอื วรรคส่ี ใหก้ ระทาไดภ้ ายใน ยสี่ บิ ปนี ับแต่วนั ที่มีการจดั สรรงบประมาณนั้น ในกรณีทคี่ ณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต แหง่ ชาตไิ ด้รับแจง้ ตามวรรคสี่ ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกนั และ

๘๘ นาถะ ดวงวชิ ัย ผอู้ านวยการสานกั งานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผูจ้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติดาเนนิ การสอบสวนเป็นทางลับโดย พลัน หากเห็นว่ากรณีมมี ูล ให้เสนอความเหน็ ตอ่ ศาลรัฐธรรมนญู เพอื่ ดาเนนิ การตอ่ ไปตามวรรคสาม และไม่ว่ากรณจี ะเปน็ ประการใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติและ ศาลรัฐธรรมนญู หรือบคุ คลใดจะเปิดเผยข้อมลู เกยี่ วกับผูแ้ จง้ มไิ ด้ มาตรา ๙๓ รา่ งพระราชบัญญตั ิหรอื ร่างพระราชบัญญตั ิ มาตรา ๑๕๐ รา่ งพระราชบญั ญัติที่ได้รบั ความเห็นชอบของ มาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบญั ญตั ทิ ไี่ ดร้ ับความเห็นชอบของ ประกอบรัฐธรรมนญู ที่ไดร้ ับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว้ รฐั สภาแลว้ ให้นายกรฐั มนตรนี าข้ึนทูลเกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายภายใน รัฐสภาแล้ว ให้นายกรฐั มนตรีรอไวห้ ้าวันนบั แตว่ ันท่ไี ดร้ ับร่าง ใหน้ ายกรฐั มนตรนี าขน้ึ ทลู เกล้าทลู กระหมอ่ มถวายภายในยส่ี บิ วัน ย่สี ิบวนั นบั แต่วนั ทไ่ี ด้รับร่างพระราชบญั ญัตนิ ้ันจากรฐั สภา เพื่อ พระราชบญั ญัตนิ ั้นจากรฐั สภา ถ้าไม่มีกรณตี ้องดาเนนิ การตาม นบั แต่วนั ท่ีไดร้ ับรา่ งพระราชบญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ พระมหากษตั ริยท์ รงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจา มาตรา ๑๔๘ ให้นาขน้ึ ทลู เกล้าทลู กระหมอ่ มถวายภายในยสี่ บิ วนั นับ รฐั ธรรมนูญนัน้ จากรฐั สภา เพื่อพระมหากษตั รยิ ์ทรงลงพระปรมาภไิ ธย นุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคบั เป็นกฎหมายได้ แต่วนั พน้ กาหนดเวลาดังกลา่ ว และเมอ่ื ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแล้ว ใหใ้ ช้บังคับเปน็ กฎหมายได้ มาตรา ๙๔ ร่างพระราชบญั ญตั หิ รอื ร่างพระราชบัญญตั ิ มาตรา ๑๕๑ ร่างพระราชบัญญตั ใิ ด พระมหากษตั รยิ ์ไมท่ รง มาตรา ๑๔๖ ร่างพระราชบญั ญตั ิใด พระมหากษัตรยิ ไ์ มท่ รง ประกอบรฐั ธรรมนญู ใดพระมหากษัตรยิ ไ์ ม่ทรงเห็นชอบด้วยและ เห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายงั รัฐสภา หรอื เมอื่ พ้นเกา้ สิบวัน เหน็ ชอบดว้ ยและพระราชทานคนื มายงั รัฐสภา หรือเมอ่ื พน้ เก้าสบิ วัน พระราชทานคืนมายงั รัฐสภา หรอื เมือ่ พน้ เกา้ สบิ วันแล้วมไิ ด้ แล้วมไิ ดพ้ ระราชทานคืนมา รฐั สภาจะตอ้ งปรึกษาร่างพระราชบญั ญตั ิ แล้วมิไดพ้ ระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบญั ญตั ิ พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรกึ ษาร่างพระราชบัญญัติหรือร่าง นนั้ ใหม่ ถา้ รัฐสภามีมตยิ นื ยนั ตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไมน่ ้อยกว่า นั้นใหม่ ถ้ารฐั สภามีมติยนื ยันตามเดิมด้วยคะแนนเสยี งไมน่ ้อยกว่า พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู นั้นใหม่ ถ้ารฐั สภามมี ติยืนยนั สองในสามของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแลว้ สองในสามของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเท่าทีม่ อี ยูข่ องทงั้ สองสภาแลว้ ตามเดมิ ดว้ ยคะแนนเสยี งไม่นอ้ ยกว่าสองในสามของจานวนสมาชิก ใหน้ ายกรฐั มนตรนี าร่างพระราชบญั ญัตินนั้ ข้ึนทูลเกล้าทลู กระหมอ่ ม ใหน้ ายกรฐั มนตรนี ารา่ งพระราชบญั ญตั ินนั้ ข้นึ ทลู เกล้าทลู กระหมอ่ ม ทัง้ หมดเทา่ ทม่ี อี ยู่ของทง้ั สองสภาแลว้ ให้นายกรฐั มนตรนี าร่าง ถวายอกี ครั้งหนง่ึ เม่อื พระมหากษตั ริยม์ ไิ ด้ทรงลงพระปรมาภิไธย ถวายอีกครั้งหนง่ึ เมือ่ พระมหากษตั รยิ ม์ ไิ ดท้ รงลงพระปรมาภไิ ธย พระราชบญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญนั้นข้นึ พระราชทานคืนมาภายในสามสบิ วนั ใหน้ ายกรฐั มนตรนี าพระราชบญั ญตั ิ พระราชทานคนื มาภายในสามสบิ วัน ใหน้ ายกรฐั มนตรนี าพระราช ทลู เกล้าทลู กระหม่อมถวายอีกครง้ั หนงึ่ เมื่อพระมหากษัตริย์มไิ ด้ นัน้ ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหน่ึงวา่ บญั ญัตนิ ้ันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาใชบ้ ังคบั เป็นกฎหมายได้ ทรงลงพระปรมาภไิ ธยพระราชทานคืนมาภายในสามสบิ วนั ให้นายก พระมหากษตั ริยไ์ ด้ทรงลงพระปรมาภไิ ธยแล้ว เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษตั รยิ ไ์ ดท้ รงลงพระปรมาภไิ ธยแลว้ รัฐมนตรนี าพระราชบัญญตั หิ รือพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู นนั้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบ้ งั คบั เป็นกฎหมายไดเ้ สมือนหนงึ่ ว่าพระมหากษตั รยิ ไ์ ด้ทรงลงพระปรมาภไิ ธยแล้ว มาตรา ๑๗๘ ในกรณที อี่ ายุของสภาผแู้ ทนราษฎรสิน้ อายลุ ง มาตรา ๑๕๓ ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรส้นิ สุดลงหรือ มาตรา ๑๔๗ ในกรณีทอ่ี ายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรส้ินสดุ ลง หรอื มีการยุบสภาผูแ้ ทนราษฎร ร่างรฐั ธรรมนญู แก้ไขเพม่ิ เตมิ หรือ มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างรฐั ธรรมนูญแก้ไขเพมิ่ เตมิ หรือบรรดาร่าง หรือมกี ารยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนญู แก้ไขเพม่ิ เตมิ หรือ บรรดาร่างพระราชบัญญตั ิหรือรา่ งพระราชบัญญตั ปิ ระกอบ พระราชบัญญตั ิทพี่ ระมหากษตั รยิ ไ์ ม่ทรงเห็นชอบดว้ ย หรือเม่อื พน้ ร่างพระราชบญั ญัติทร่ี ฐั สภายงั มไิ ด้ให้ความเหน็ ชอบ หรือทรี่ ฐั สภาให้ รฐั ธรรมนูญทพี่ ระมหากษัตริยไ์ มท่ รงเหน็ ชอบด้วย หรือเมือ่ พ้นเก้าสบิ เก้าสบิ วนั แล้วมไิ ดพ้ ระราชทานคนื มา ให้เปน็ อันตกไป ความเห็นชอบแลว้ แต่พระมหากษตั รยิ ไ์ ม่ทรงเหน็ ชอบดว้ ย หรือเม่ือ วนั แล้วมิได้พระราชทานคนื มา ใหเ้ ปน็ อนั ตกไป พ้นเกา้ สิบวนั แล้วมิได้พระราชทานคนื มา ใหเ้ ป็นอันตกไป

๘๙ นาถะ ดวงวิชัย ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผจู้ ดั ทา รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในกรณที อี่ ายุของสภาผู้แทนราษฎรสน้ิ สุดลงหรือมกี ารยบุ สภา ในกรณีทีอ่ ายขุ องสภาผแู้ ทนราษฎรส้ินสดุ ลงหรือมกี ารยบุ สภา บรรดาร่างรัฐธรรมนญู แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ หรือรา่ งพระราชบญั ญตั ิท่ี ผู้แทนราษฎร ภายหลงั การเลอื กตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรอนั เปน็ ผแู้ ทนราษฎร ภายหลงั การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรอนั เปน็ รัฐสภายังมิได้ให้ความเหน็ ชอบที่ตกไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะรัฐมนตรี การเลือกตง้ั ทวั่ ไป รฐั สภา สภาผแู้ ทนราษฎร หรือวุฒิสภา แลว้ แต่ การเลือกตงั้ ทว่ั ไป รฐั สภา สภาผูแ้ ทนราษฎร หรอื วุฒสิ ภา แล้วแต่กรณี ท่ีตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลอื กตง้ั ทว่ั ไปร้องขอตอ่ รัฐสภาเพื่อให้ กรณี จะพจิ ารณาร่างรัฐธรรมนญู แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ หรอื ร่างพระราช จะพจิ ารณารา่ งรัฐธรรมนญู แกไ้ ขเพิม่ เติม หรอื รา่ งพระราชบัญญัตทิ ่ี รฐั สภา สภาผแู้ ทนราษฎร หรือวุฒสิ ภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไป บญั ญตั หิ รือรา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญทีร่ ัฐสภายงั มไิ ดใ้ ห้ รฐั สภายังมไิ ด้ใหค้ วามเหน็ ชอบต่อไปได้ ถา้ คณะรฐั มนตรีทตี่ ้งั ขน้ึ ใหม่ ถ้ารฐั สภาเหน็ ชอบดว้ ยกใ็ หร้ ฐั สภา สภาผูแ้ ทนราษฎร หรอื วุฒิสภา ความเห็นชอบตอ่ ไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ต้ังข้นึ ใหมภ่ ายหลงั ภายหลังการเลอื กตั้งทัว่ ไปร้องขอภายในหกสิบวนั นับแตว่ ันเรียกประชุม แล้วแต่กรณี พจิ ารณาตอ่ ไปได้ แตค่ ณะรฐั มนตรีต้องรอ้ งขอภายใน การเลอื กตั้งทั่วไปรอ้ งขอภายในหกสบิ วันนับแตว่ ันเรียกประชุมรัฐสภา รฐั สภาครัง้ แรกหลังการเลือกตง้ั ท่ัวไป และรฐั สภามีมติเหน็ ชอบด้วย แตถ่ ้า หกสิบวนั นบั แต่วันเรียกประชมุ รฐั สภาครัง้ แรกภายหลงั การเลอื กต้ัง คร้ังแรกหลงั การเลอื กตัง้ ทัว่ ไป และรัฐสภามมี ตเิ หน็ ชอบดว้ ย แต่ถา้ คณะรัฐมนตรีมไิ ด้รอ้ งขอภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้รา่ ง ทั่วไป คณะรัฐมนตรีมไิ ด้ร้องขอภายในกาหนดเวลาดงั กลา่ ว ให้รา่ ง รัฐธรรมนูญแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ หรอื รา่ งพระราชบญั ญัตินนั้ เปน็ อนั ตกไป รัฐธรรมนญู แก้ไขเพ่มิ เตมิ ร่างพระราชบญั ญตั ิ หรือร่างพระราช การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ หรือรา่ งพระราช บญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปน็ อนั ตกไป บัญญตั ติ อ่ ไปตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชมุ สภา การพิจารณาร่างรฐั ธรรมนูญแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ รา่ งพระราชบัญญตั ิ ผูแ้ ทนราษฎร วฒุ ิสภา หรือรฐั สภา แล้วแต่กรณี หรือร่างพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู ตอ่ ไปตามวรรคสอง ให้ เปน็ ไปตามท่ีกาหนดในข้อบงั คับการประชมุ รัฐสภา ส่วนท่ี ๘ การควบคุมการตรากฎหมายที่ขดั หรอื แย้งต่อรฐั ธรรมนูญ มาตรา ๒๖๒ ร่างพระราชบัญญตั ิหรอื รา่ งพระราชบญั ญัติ มาตรา ๑๕๔ รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ ดท่ีรัฐสภาให้ มาตรา ๑๔๘ ก่อนท่ีนายกรฐั มนตรีจะนาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู ใดทร่ี ัฐสภาใหค้ วามเห็นชอบแล้ว ก่อนท่ี ความเหน็ ชอบแล้ว กอ่ นที่นายกรัฐมนตรีจะนาข้ึนทูลเกล้า ใดขน้ึ ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายเพอ่ื พระมหากษตั ริยท์ รงลง นายกรฐั มนตรจี ะนารา่ งพระราชบญั ญัติหรือร่างพระราชบญั ญัติ ทลู กระหมอ่ มถวายเพอ่ื พระมหากษัตรยิ ท์ รงลงพระปรมาภไิ ธยตาม พระปรมาภไิ ธยตามมาตรา ๘๑ ประกอบรฐั ธรรมนญู น้ันขน้ึ ทลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวายเพือ่ มาตรา ๑๕๐ หรือร่างพระราชบัญญัตใิ ดทีร่ ฐั สภาลงมตยิ นื ยันตาม (๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรือสมาชกิ พระมหากษตั รยิ ์ทรงลงพระปรมาภไิ ธยตามมาตรา ๙๓ หรอื รา่ ง มาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรฐั มนตรีจะนาร่างพระราชบัญญตั ินั้นข้นึ ของทัง้ สองสภารวมกนั มีจานวนไมน่ อ้ ยกวา่ หนง่ึ ในสิบของจานวน พระราชบญั ญัติหรือร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ใดท่ี ทูลเกลา้ ทลู กระหม่อมถวายอีกครง้ั หนง่ึ สมาชิกทั้งหมดเท่าทมี่ อี ยูข่ องทงั้ สองสภา เหน็ ว่ารา่ งพระราชบญั ญตั ิ รฐั สภาลงมตยิ นื ยันตามมาตรา ๙๔ ก่อนทีน่ ายกรฐั มนตรจี ะนารา่ ง (๑) หากสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วุฒสิ ภา หรือสมาชิก ดงั กล่าวมขี อ้ ความขดั หรือแย้งตอ่ รฐั ธรรมนญู หรือตราขึน้ โดยไม่ พระราชบัญญัติหรอื ร่างพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญน้ันขนึ้ ของทั้งสองสภารวมกนั มีจานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสบิ ของจานวน ถกู ตอ้ งตามบทบัญญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนญู ใหเ้ สนอความเห็นต่อ ทลู เกลา้ ทลู กระหม่อมถวายอีกครง้ั หน่ึง สมาชิกทงั้ หมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบญั ญัติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒสิ ภา หรือประธานรฐั สภา (๑) หากสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วุฒิสภา หรอื สมาชิก ดงั กล่าวมีข้อความขดั หรือแยง้ ต่อรฐั ธรรมนญู น้ี หรอื ตราข้ึนโดยไม่ แล้วแตก่ รณี แลว้ ให้ประธานแห่งสภาที่ไดร้ บั ความเห็นดังกลา่ วสง่ ของทั้งสองสภารวมกัน มีจานวนไม่นอ้ ยกว่าหนึง่ ในสิบของจานวน ถกู ตอ้ งตามบทบญั ญัตแิ ห่งรัฐธรรมนญู น้ี ใหเ้ สนอความเห็นตอ่ ความเหน็ นั้นไปยงั ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินจิ ฉยั และแจ้งใหน้ ายก สมาชกิ ท้งั หมดเท่าทม่ี ีอยู่ของทงั้ สองสภา เห็นวา่ ร่างพระราชบญั ญตั ิ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒสิ ภา หรือประธานรัฐสภา รฐั มนตรที ราบโดยไมช่ กั ชา้ ดงั กลา่ วมขี อ้ ความขดั หรอื แย้งต่อรฐั ธรรมนญู นี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ แล้วแต่กรณี แล้วใหป้ ระธานแห่งสภาทไ่ี ด้รับความเห็นดังกล่าวส่ง

๙๐ นาถะ ดวงวิชยั ผอู้ านวยการสานักงานประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ผูจ้ ัดทา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ถกู ต้องตามบทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเหน็ ตอ่ ความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพ่ือวินจิ ฉยั และแจง้ ใหน้ ายก (๒) หากนายกรฐั มนตรเี หน็ ว่าร่างพระราชบัญญตั ดิ ังกล่าวมี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒสิ ภา หรอื ประธานรัฐสภา รัฐมนตรีทราบโดยไมช่ กั ช้า ข้อความขัดหรือแยง้ ตอ่ รัฐธรรมนญู หรอื ตราข้ึนโดยไม่ถูกต้องตาม แล้วแตก่ รณี แลว้ ให้ประธานแหง่ สภาที่ไดร้ ับความเหน็ ดังกลา่ ว (๒) หากนายกรฐั มนตรเี หน็ วา่ รา่ งพระราชบญั ญตั ดิ ังกลา่ วมี บทบญั ญตั แิ ห่งรฐั ธรรมนญู ให้สง่ ความเห็นเชน่ ว่านัน้ ไปยัง ส่งความเหน็ น้นั ไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญเพ่อื วินจิ ฉัย และแจง้ ใหน้ ายก ข้อความขดั หรอื แย้งต่อรัฐธรรมนญู น้ี หรือตราขึน้ โดยไม่ถูกต้องตาม ศาลรฐั ธรรมนญู เพ่อื วนิ ิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร รฐั มนตรที ราบโดยไมช่ กั ช้า บทบญั ญตั ิแหง่ รฐั ธรรมนูญน้ี ใหส้ ง่ ความเหน็ เช่นวา่ น้นั ไปยังศาล และประธานวุฒิสภาทราบโดยไมช่ กั ช้า (๒) หากสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร สมาชกิ วุฒสิ ภา หรือสมาชกิ รฐั ธรรมนญู เพอ่ื วินจิ ฉยั และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ในระหวา่ งการพิจารณาวนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนญู นายก ของทั้งสองสภารวมกัน มีจานวนไมน่ ้อยกวา่ ยี่สิบคน เหน็ วา่ รา่ ง ประธานวฒุ ิสภาทราบโดยไม่ชักช้า รัฐมนตรีจะนาร่างพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าวข้นึ ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ ม พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ดงั กล่าวมขี อ้ ความขดั หรอื แย้งต่อ ในระหวา่ งท่ีศาลรฐั ธรรมนูญพิจารณาวนิ จิ ฉยั ให้นายกรัฐมนตรี ถวายเพอื่ พระมหากษตั ริย์ทรงลงพระปรมาภไิ ธยมไิ ด้ รัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกตอ้ งตามบทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนูญ ระงับการดาเนินการเพื่อประกาศใช้ร่างพระราชบญั ญัตดิ งั กล่าวไว้ ถา้ ศาลรัฐธรรมนญู วินิจฉัยวา่ รา่ งพระราชบญั ญัตินน้ั มีข้อความ น้ี ให้เสนอความเหน็ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒสิ ภา จนกว่าศาลรฐั ธรรมนูญจะมคี าวินิจฉยั ขดั หรอื แย้งต่อรัฐธรรมนญู หรือตราขึน้ โดยไมถ่ กู ตอ้ งตามบทบญั ญตั ิ หรือประธานรฐั สภา แล้วแต่กรณี แล้วใหป้ ระธานแห่งสภาทไ่ี ดร้ บั ถ้าศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉยั ว่าร่างพระราชบญั ญัตินนั้ มขี อ้ ความ แห่งรัฐธรรมนญู และขอ้ ความดังกลา่ วเป็นสาระสาคญั ให้รา่ ง ความเหน็ ดงั กลา่ ว สง่ ความเห็นนน้ั ไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญเพื่อวนิ ิจฉยั ขดั หรอื แย้งตอ่ รัฐธรรมนญู นี้ หรือตราข้นึ โดยไม่ถูกต้องตาม พระราชบญั ญตั ินั้นเป็นอนั ตกไป และแจง้ ใหน้ ายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชกั ช้า บทบญั ญตั แิ ห่งรัฐธรรมนูญนี้ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสาคญั ถ้าศาลรัฐธรรมนญู วนิ ิจฉัยว่าร่างพระราชบญั ญตั นิ ั้นมีขอ้ ความ (๓) หากนายกรฐั มนตรเี ห็นวา่ ร่างพระราชบัญญัติหรือรา่ ง ใหร้ ่างพระราชบญั ญัตนิ น้ั เป็นอันตกไป ขัดหรอื แย้งต่อรัฐธรรมนญู แต่มใิ ชก่ รณตี ามวรรคสาม ให้ขอ้ ความท่ี พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญดังกลา่ วมขี อ้ ความขดั หรอื แยง้ ต่อ ถา้ ศาลรฐั ธรรมนญู วินจิ ฉยั วา่ ร่างพระราชบัญญตั นิ น้ั มขี ้อความขดั ขดั หรือแย้งตอ่ รัฐธรรมนญู นนั้ เป็นอันตกไป และให้นายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญนี้ หรอื ตราขนึ้ โดยไมถ่ กู ต้องตามบทบัญญัตแิ หง่ รัฐธรรมนญู หรือแย้งต่อรฐั ธรรมนูญนแ้ี ต่มิใชก่ รณีตามวรรคสาม ให้ขอ้ ความทีข่ ดั หรอื ดาเนนิ การตอ่ ไปตามมาตรา ๘๑ นี้ ใหส้ ง่ ความเหน็ เชน่ วา่ นนั้ ไปยังศาลรฐั ธรรมนญู เพือ่ วนิ ิจฉยั และแจง้ แยง้ นน้ั เป็นอนั ตกไป และให้นายกรัฐมนตรดี าเนินการตามมาตรา ๑๕๐ ใหป้ ระธานสภาผูแ้ ทนราษฎรและประธานวฒุ ิสภาทราบโดยไม่ชกั ชา้ หรอื มาตรา ๑๕๑ แลว้ แตก่ รณี ตอ่ ไป ในระหว่างทีศ่ าลรัฐธรรมนญู พจิ ารณาวินจิ ฉัย ให้นายกรัฐมนตรี ระงับการดาเนินการเพอื่ ประกาศใชร้ า่ งพระราชบัญญตั ิหรือรา่ ง พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญดงั กล่าวไวจ้ นกว่าศาลรฐั ธรรมนูญ จะมีคาวนิ จิ ฉัย ถา้ ศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉัยวา่ ร่างพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ ง พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนน้ั มีข้อความขดั หรอื แย้งต่อ รัฐธรรมนญู นี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถกู ตอ้ งตามบทบัญญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู นี้ และข้อความดังกล่าวเปน็ สาระสาคญั ของรา่ ง พระราชบัญญตั ิหรอื ร่างพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญนัน้ ให้ร่างพระราชบญั ญัตหิ รอื ร่างพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู น้นั เป็นอนั ตกไป

๙๑ นาถะ ดวงวิชยั ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้จดั ทา รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ถ้าศาลรฐั ธรรมนญู วินิจฉยั วา่ ร่างพระราชบญั ญัตหิ รอื รา่ ง พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมขี ้อความขดั หรอื แยง้ ต่อ รัฐธรรมนญู นี้แตม่ ใิ ชก่ รณตี ามวรรคสาม ให้ข้อความทข่ี ัดหรือแยง้ นน้ั เปน็ อนั ตกไป และให้นายกรฐั มนตรีดาเนินการตามมาตรา ๙๓ หรือ มาตรา ๙๔ แลว้ แตก่ รณี ต่อไป มาตรา ๒๖๓ บทบัญญัติมาตรา ๒๖๒ (๒) ให้นามาใชบ้ งั คบั มาตรา ๑๕๕ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ ให้นามาใชบ้ ังคบั กบั มาตรา ๑๔๙ ให้นาความในมาตรา ๑๔๘ มาใชบ้ ังคบั แกร่ า่ ง กบั ร่างข้อบงั คับการประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร รา่ งข้อบังคบั การประชุม ร่างขอ้ บังคบั การประชุมสภาผูแ้ ทนราษฎร รา่ งข้อบงั คับการประชุม ขอ้ บังคับการประชุมสภาผแู้ ทนราษฎร ร่างขอ้ บังคบั การประชมุ วฒุ ิสภา และรา่ งข้อบังคับการประชมุ รฐั สภา ทีส่ ภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรา่ งขอ้ บังคับการประชมุ รัฐสภา ทสี่ ภาผู้แทนราษฎร วฒุ ิสภา และร่างข้อบังคับการประชมุ รัฐสภาท่ีสภาผู้แทนราษฎร วฒุ ิสภา หรอื รฐั สภา แล้วแต่กรณี ใหค้ วามเห็นชอบแล้ว แต่ยงั มไิ ด้ วุฒิสภา หรือรฐั สภา แลว้ แต่กรณี ใหค้ วามเห็นชอบแล้ว แต่ยงั มไิ ด้ วุฒสิ ภา หรอื รฐั สภา แล้วแตก่ รณี ให้ความเห็นชอบแล้ว กอ่ นนาไป ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ด้วยโดยอนโุ ลม ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาดว้ ยโดยอนุโลม ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๑๘๒ สภาผูแ้ ทนราษฎรและวุฒิสภามอี านาจควบคุม ส่วนท่ี ๙ การบรหิ ารราชการแผน่ ดินโดยบทบัญญัติแหง่ รฐั ธรรมนูญนี้ การควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ มาตรา ๑๘๓ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาทุก มาตรา ๑๕๖ ตรงกับมาตรา ๑๘๓ ของรัฐธรรมนญู แหง่ มาตรา ๑๕๐ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชกิ วฒุ ิสภามี คนมีสิทธิตง้ั กระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าท่ีได้ แต่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ สิทธิตง้ั กระทู้ถามรฐั มนตรีในเรอ่ื งใดเก่ยี วกับงานในหนา้ ทีโ่ ดยจะถาม รฐั มนตรีย่อมมสี ทิ ธทิ ่ีจะไมต่ อบเม่อื คณะรฐั มนตรเี ห็นว่าเรอื่ งนน้ั ยังไมค่ วร มาตรา ๑๕๗ ตรงกับมาตรา ๑๘๔ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ เปน็ หนงั สอื หรอื ดว้ ยวาจากไ็ ด้ ตามขอ้ บงั คบั การประชุมแห่งสภา เปิดเผยเพราะเก่ียวกับความปลอดภัยหรือประโยชนส์ าคญั ของแผน่ ดิน ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั้น ๆ ซงึ่ อยา่ งน้อยต้องกาหนดใหม้ กี ารต้งั กระทู้ถามดว้ ยวาจาโดยไม่ มาตรา ๑๘๔ การบริหารราชการแผน่ ดินเร่อื งใดที่เป็นปัญหา มาตรา ๑๖๒ วรรคหนงึ่ ในกรณที ีม่ กี ารประชมุ สภาผู้แทน ต้องแจ้งล่วงหน้าไวด้ ้วย สาคญั ท่ีอยใู่ นความสนใจของประชาชน เป็นเรอื่ งที่กระทบถึงประโยชน์ ราษฎรหรอื วุฒิสภาเพอื่ ตัง้ กระท้ถู ามในเรื่องใดเกีย่ วกบั งานในหนา้ ที่ รฐั มนตรีย่อมมสี ิทธิที่จะไมต่ อบกระทเู้ มื่อคณะรฐั มนตรเี ห็นวา่ ของประเทศชาติหรอื ประชาชน หรือทีเ่ ปน็ เร่อื งเร่งด่วน สมาชกิ สภา หรือการอภปิ รายไมไ่ วว้ างใจนายกรฐั มนตรีหรอื รัฐมนตรผี ูใ้ ด ให้เป็น เรอื่ งน้ันยังไมค่ วรเปิดเผยเพราะเกยี่ วกับความปลอดภยั หรือ ผู้แทนราษฎรอาจแจ้งเปน็ ลายลักษณ์อักษรตอ่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หน้าท่ีของนายกรัฐมนตรหี รือรฐั มนตรผี ู้นน้ั ต้องเข้าร่วมประชุมสภา ประโยชนส์ าคัญของแผน่ ดิน กอ่ นเริม่ ประชมุ ในวันนัน้ ว่าจะถามนายกรฐั มนตรหี รอื รัฐมนตรี ผแู้ ทนราษฎรหรอื วฒุ สิ ภาเพือ่ ช้แี จงหรือตอบกระทถู้ ามในเรือ่ งนั้น ผูร้ บั ผดิ ชอบในการบริหารราชการแผ่นดนิ เร่อื งน้ันโดยไมต่ อ้ งระบคุ าถาม ด้วยตนเอง เวน้ แตม่ ีเหตุจาเป็นอนั มิอาจหลกี เลี่ยงได้ทาใหไ้ ม่อาจ และให้ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรบรรจุเร่ืองดังกลา่ วไวใ้ นวาระการประชุม เข้าชแ้ี จงหรอื ตอบกระทู้ แต่ต้องแจง้ ใหป้ ระธานสภาผแู้ ทนราษฎร วันน้ัน หรอื ประธานวฒุ สิ ภาทราบกอ่ นหรอื ในวันประชมุ สภาในเรือ่ ง การถามและการตอบกระทตู้ ามวรรคหน่งึ ให้กระทาไดส้ ัปดาห์ ดงั กลา่ ว ละหน่ึงครัง้ และให้สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรผู้นัน้ ตั้งกระทถู้ ามดว้ ย วาจาเรือ่ งการบรหิ ารราชการแผ่นดินน้ันไดเ้ รื่องละไมเ่ กินสามครงั้ ทงั้ นี้ ตามข้อบงั คบั การประชุมสภาผู้แทนราษฎร

๙๒ นาถะ ดวงวิชัย ผู้อานวยการสานักงานประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ผ้จู ดั ทา รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๘๕ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรจานวนไม่น้อยกวา่ มาตรา ๑๕๘ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจานวนไมน่ อ้ ยกว่า มาตรา ๑๕๑ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจานวนไมน่ อ้ ยกว่า สองในหา้ ของจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเทา่ ทีม่ ีอยู่ของสภาผ้แู ทนราษฎร หนง่ึ ในหา้ ของจานวนสมาชกิ ทั้งหมดเท่าทมี่ อี ยู่ของสภาผ้แู ทนราษฎร มี หนงึ่ ในหา้ ของจานวนสมาชกิ ท้ังหมดเทา่ ทม่ี ีอย่ขู องสภาผ้แู ทนราษฎร มีสทิ ธเิ ขา้ ชื่อเสนอญัตติขอเปดิ อภปิ รายท่ัวไปเพอ่ื ลงมตไิ มไ่ ว้วางใจ สิทธเิ ขา้ ช่อื เสนอญตั ติขอเปดิ อภปิ รายทวั่ ไปเพอ่ื ลงมตไิ มไ่ ว้วางใจ มสี ิทธิเข้าช่อื เสนอญตั ติขอเปิดอภปิ รายทว่ั ไปเพ่ือลงมตไิ มไ่ วว้ างใจ นายกรฐั มนตรี ญตั ตดิ งั กลา่ วตอ้ งเสนอช่ือผสู้ มควรดารงตาแหน่ง นายกรฐั มนตรี ญตั ตดิ ังกลา่ วต้องเสนอชอ่ื ผูส้ มควรดารงตาแหนง่ รัฐมนตรเี ป็นรายบคุ คลหรอื ทง้ั คณะ นายกรัฐมนตรีคนต่อไปซึง่ เปน็ บุคคลตามมาตรา ๒๐๑ วรรคสอง ดว้ ย นายกรฐั มนตรคี นต่อไปซง่ึ เปน็ บุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ดว้ ย และ เมื่อไดม้ กี ารเสนอญตั ตติ ามวรรคหน่ึงแล้ว จะมกี ารยุบสภา และเมอ่ื ไดม้ ีการเสนอญตั ติแลว้ จะมกี ารยบุ สภาผแู้ ทนราษฎรมไิ ด้ เม่อื ได้มกี ารเสนอญตั ติแลว้ จะมีการยุบสภาผ้แู ทนราษฎรมไิ ด้ เวน้ แต่จะมี ผูแ้ ทนราษฎรมไิ ด้ เวน้ แตจ่ ะมกี ารถอนญตั ติหรอื การลงมตินั้นไม่ได้ เวน้ แตจ่ ะมีการถอนญตั ติหรอื การลงมตนิ นั้ ไมไ่ ด้คะแนนเสยี งตามวรรค การถอนญัตติหรือการลงมตนิ นั้ ไมไ่ ดค้ ะแนนเสยี งตามวรรคสาม คะแนนเสยี งตามวรรคสี่ สาม การเสนอญัตตขิ อเปิดอภปิ รายทัว่ ไปตามวรรคหน่ึง ถา้ เปน็ เมอื่ การอภปิ รายทว่ั ไปสน้ิ สดุ ลง โดยมิใชด่ ว้ ยมติใหผ้ า่ น การเสนอญตั ติขอเปดิ อภิปรายท่วั ไปตามวรรคหน่งึ ถ้าเปน็ เรื่อง เรือ่ งที่เกย่ี วกับพฤตกิ รรมของนายกรัฐมนตรที ่มี พี ฤตกิ ารณร์ า่ รวย ระเบียบวาระเปิดอภิปรายนน้ั ไป ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไวว้ างใจ ท่เี ก่ยี วกบั พฤติกรรมของนายกรฐั มนตรที มี่ ีพฤตกิ ารณร์ า่ รวยผดิ ปกติ ผิดปกติ สอ่ ไปในทางทุจริตต่อหนา้ ทร่ี าชการ หรอื จงใจฝา่ ฝืน หรอื ไมไ่ วว้ างใจ การลงมติในกรณีเช่นวา่ นี้มิให้กระทาในวันเดยี วกับ ส่อไปในทางทุจรติ ต่อหนา้ ท่ีราชการ หรอื จงใจฝา่ ฝืนบทบัญญตั ิแหง่ บทบัญญตั แิ หง่ รัฐธรรมนญู หรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมม่ ีการย่นื วนั ทก่ี ารอภปิ รายส้ินสดุ ลง รฐั ธรรมนญู หรือกฎหมาย จะเสนอโดยไมม่ ีการยนื่ คารอ้ งขอตาม คาร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ ก่อนมิได้ และเม่ือได้มกี ารย่นื คารอ้ งขอ มตไิ มไ่ วว้ างใจตอ้ งมคี ะแนนเสยี งมากกวา่ ก่ึงหน่งึ ของจานวน มาตรา ๓๐๔ กอ่ น มิได้ และเมอ่ื ได้มกี ารยนื่ คาร้องขอตามมาตรา ตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว ให้ดาเนินการตอ่ ไปไดโ้ ดยไมต่ อ้ งรอผล สมาชกิ ทั้งหมดเท่าทมี่ ีอยขู่ องสภาผู้แทนราษฎร ๓๐๔ แลว้ ให้ดาเนินการตอ่ ไปไดโ้ ดยไมต่ ้องรอผลการดาเนนิ การตาม การดาเนินการตามมาตรา ๒๗๒ รฐั มนตรีคนใดพน้ จากตาแหนง่ เดมิ แตย่ งั คงเปน็ รัฐมนตรีใน มาตรา ๓๐๕ เมื่อการอภปิ รายทว่ั ไปสิน้ สดุ ลงโดยมใิ ชด่ ว้ ยมติใหผ้ ่านระเบียบ ตาแหน่งอ่ืนภายหลงั จากวันทีส่ มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรเขา้ ชอื่ ตาม เมือ่ การอภิปรายทวั่ ไปสนิ้ สดุ ลงโดยมิใชด่ ว้ ยมตใิ หผ้ า่ นระเบยี บ วาระเปดิ อภปิ รายนัน้ ไปใหส้ ภาผ้แู ทนราษฎรลงมตไิ วว้ างใจหรอื วรรคหนึ่ง หรือพน้ จากตาแหน่งเดมิ ไมเ่ กินเก้าสบิ วนั ก่อนวนั ท่ี วาระเปดิ อภปิ รายนั้นไป ใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรลงมตไิ ว้วางใจหรือ ไม่ไวว้ างใจ การลงมตใิ นกรณเี ชน่ วา่ น้มี ิให้กระทาในวนั เดยี วกับวนั ท่ี สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรเข้าช่ือตามวรรคหนง่ึ แตย่ ังคงเปน็ รัฐมนตรี ไมไ่ ว้วางใจ การลงมตใิ นกรณีเช่นวา่ นี้ มิใหก้ ระทาในวันเดยี วกบั วนั ท่ี การอภิปรายสิ้นสดุ มติไม่ไวว้ างใจต้องมคี ะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึง่ ในตาแหนง่ อื่น ใหร้ ฐั มนตรคี นนัน้ ยงั คงตอ้ งถูกอภิปรายเพอ่ื ลงมติ การอภปิ รายสน้ิ สุด มติไม่ไว้วางใจตอ้ งมคี ะแนนเสียงมากกวา่ กง่ึ หน่ึง ของจานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเทา่ ที่มอี ย่ขู องสภาผู้แทนราษฎร ไมไ่ วว้ างใจตอ่ ไป ของจานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเทา่ ท่มี อี ยู่ของสภาผแู้ ทนราษฎร ในกรณที มี่ ตไิ มไ่ วว้ างใจมีคะแนนเสยี งไมม่ ากกวา่ กง่ึ หนงึ่ ของ ในกรณีทมี่ ตไิ มไ่ วว้ างใจมคี ะแนนเสยี งไมม่ ากกวา่ กึง่ หนึง่ ของ จานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่มี ีอยู่ของสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกสภา จานวนสมาชกิ ทงั้ หมดเท่าที่มอี ยขู่ องสภาผ้แู ทนราษฎร สมาชิกสภา ผูแ้ ทนราษฎรซึง่ เขา้ ช่อื เสนอญัตตขิ อเปิดอภปิ รายนนั้ เปน็ อนั หมด ผู้แทนราษฎรซงึ่ เข้าชื่อเสนอญตั ตขิ อเปดิ อภิปรายนนั้ เป็นอันหมดสทิ ธิ สิทธทิ ี่จะเขา้ ชอ่ื เสนอญตั ตขิ อเปิดอภปิ รายทวั่ ไปเพื่อลงมติไม่ไวว้ างใจ ทีจ่ ะเขา้ ชื่อเสนอญตั ติขอเปดิ อภปิ รายทัว่ ไปเพื่อลงมตไิ มไ่ ว้วางใจ นายกรฐั มนตรีอกี ตลอดสมัยประชมุ นน้ั นายกรฐั มนตรอี กี ตลอดสมยั ประชมุ นัน้ ในกรณีทมี่ ตไิ มไ่ วว้ างใจมีคะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหน่งึ ของ ในกรณีทีม่ ตไิ มไ่ ว้วางใจมีคะแนนเสยี งมากกวา่ ก่งึ หนึ่งของ จานวนสมาชิกท้ังหมดเทา่ ท่ีมอี ยู่ของสภาผูแ้ ทนราษฎร ใหป้ ระธาน จานวนสมาชกิ ท้งั หมดเท่าทมี่ ีอยู่ของสภาผแู้ ทนราษฎร ใหป้ ระธาน สภาผู้แทนราษฎรนาชอื่ ผทู้ ่ีไดร้ ับการเสนอชอ่ื ตามวรรคหนึ่งกราบ สภาผู้แทนราษฎรนาชือ่ ผู้ทีไ่ ดร้ บั การเสนอชื่อตามวรรคหน่ึงกราบ บงั คมทูลเพ่อื ทรงแตง่ ต้ังตอ่ ไป และมิให้นามาตรา ๑๗๒ มาใช้บังคบั บงั คมทูลเพื่อทรงแตง่ ตง้ั ต่อไป และมิใหน้ ามาตรา ๒๐๒ มาใช้บงั คับ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook