และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการแสดงออกทางสังคมในโลกแห่งความเป็นจริง และทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนเล็กๆ ในการนำพาสังคมของเราใหเ้ ติบโตขึ้นเป็นสังคมทด่ี ีกว่าในวันขา้ งหน้า สุดท้ายขออุทิศสิ่งที่ดีงามทั้งหมดในหนังสือเล่มนีใ้ ห้กับเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมือง รเู้ ท่าทันสอื่ สารสนเทศ และดจิ ิทลั ” ในพื้นทภ่ี าคเหนือตอนล่าง คณะวจิ ัย 30 พฤศจิกายน 2562 ข
สารบัญ หนา้ ก คำนำ ข สารบัญ 1 บททสรุปสำหรับผบู้ ริหาร 21 บทความทางวิชาการของคณะครูผุ้เขา้ รว่ มโครงการวจิ ัยฯ ค
บทสรุปสำหรับผู้บริหำร 1 (Executive Summary) การวจิ ัยเชิงปฏบิ ัติการอยา่ งมสี ่วนร่วมเพื่อพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทัน ส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพ้ืนท่ีภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์สาคัญเพ่ือพัฒนา เครือข่ายการเรียนรู้ของครใู นพ้ืนทภ่ี าคเหนือตอนล่างให้เกิดพ้ืนท่ีและระบบที่เชื่อมโยงกันในการขับเคล่ือนการ จัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะความเป็นพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล โดยในงานวิจัยน้ีมี ผลผลิตท่ีเป็นนวัตกรรมสาคญั อยู่ 2 อยา่ งได้แก่ 1) รูปแบบเครือข่ายการเรียนรู้“โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทัน ส่อื สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ท้ังในส่วนที่เป็นรูปแบบของตัวระบบ เครอื ข่าย และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของเครือข่าย และ 2) หนังสือนวัตกรรมสร้างการเรียนรู้ที่เกิดจากการ ถอดบทเรียนของครูแกนนาที่เข้าร่วมโครงการจาก 30 โรงเรียน ครอบคลุมในพ้ืนท่ี 9 จังหวัดภาคเหนือ ตอนล่าง ผลการวิจยั สรปุ ไดด้ งั นี้ 1. กลไกและนโยบายเชิงพื้นท่ีวางกรอบเป้าหมายไว้ 3 ปี โดยมีนโยบายสาคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกันของพื้นท่ีภาคเหนือตอนล่าง 2) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดห้องเรียนต้นแบบและพัฒนาสู่การเป็นโรงเรียนแม่ข่ายระดับจังหวัด และ 3) นโยบายการสง่ เสริมและสนบั สนนุ ให้เกิดการทางานรว่ มกบั ชุมชนและภาคส่วนตา่ งๆ ในสงั คมเพ่ือสร้าง เครือข่ายพลเมืองรู้เทา่ ทันสอ่ื ฯ ทั้งเชงิ กวา้ งและเชงิ ลึก 2. รูปแบบของเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล” ใน พืน้ ทีภ่ าคเหนือตอนลา่ งของประเทศไทย เป็นการสร้างพ้ืนท่ีเช่ือมโยงครูท่ีขับเคลื่อนงานด้านการสอนเพ่ือสร้าง พลเมืองรู้เท่าทนั ส่ือ สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั ในโรงเรยี นในพน้ื ทภี่ าคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ให้เกิดพื้นท่ี ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพร่วมกัน โดยมีการสร้างเป้าหมายและขับเคล่ือนเจตจานงทาง สังคมร่วมกัน ซ่ึงรูปแบบของเครือข่ายมีองค์ประกอบที่สาคัญ ดังนี้ 1) มหาวิทยาลัยระดับท้องถิ่นในฐานะ หนว่ ยงานหนุนเสริมทางวชิ าการเชิงพื้นท่เี พ่อื ขบั เคล่ือนงานเชอื่ มร้อยไปพร้อมกับโรงเรียน 2) การสร้างพ้ืนท่ีใน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพร่วมกัน 3) การสร้างครูแกนนาและห้องเรียนต้นแบบด้านการสร้าง พลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล 4) การขยายเครือข่ายในอนาคตโดยมีโรงเรียนแกนนาเป็นฐาน 5) การขยายเครอื ขา่ ยสู่พ้ืนท่ีชมุ ชนเพอื่ ผสานชวี ิตของการเรียนรใู้ นห้องเรยี นกบั ชุมชนท้องถิ่น 3. รปู แบบการจัดการเรียนร้ขู องครแู กนนาเม่อื นามาสังเคราะห์จะพบวา่ มีข้นั ตอนในการจัดการเรียนรู้ท่ี สาคัญอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นถอดรื้อประสบการณ์ เป็นข้ันตอนของการเชื่อมต่อระหว่างความรู้เดิมกับ ความรู้ใหม่ โดยท่ีผู้สอนต้องสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อนาพาให้ผู้เรียนได้สารวจประสบการณ์เดิมและเผชิญ สถานการณท์ จ่ี ะนาไปสปู่ ระเด็นการเรียนรู้ ข้ันตอนนี้ผู้สอนต้องใช้ส่ือและบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อให้ผู้เรียน กล้าแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ แน่นอนว่าการใช้คาถามประกอบกรณีศึกษา หรือส่ือการสอนต่างๆ ฮ
2 นัน้ สาคัญมาก ในส่วนนคี้ รตู อ้ งเปิดโอกาสใหน้ กั ศกึ ษาใชโ้ ทรศัพทม์ ือถอื หรอื เคร่ืองมือในการสืบค้นประเด็นน้ันๆ เพิ่มเตมิ แลว้ นามาขอ้ มลู ที่หลากหลายมาวิพากษ์ร่วมกนั ถอดรื้อดูว่าตัวกระต้นุ (สื่อที่อาจารย์เลือกใช้) พยายาม ชวนให้เราเกิดความเข้าใจอย่างไร 2) ขั้นทาความเข้าใจด้วยกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ เป็นขั้นตอนท่ีผู้สอน สร้างกระบวนการให้เกิดการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพ่ือนในประเด็นการเรียนรู้เชิงมโนทัศน์ เก่ียวกับประเด็นของการเรียนรู้ต่างๆ อย่างลึกซ้ึง เพ่ือให้เข้าใจว่าสาระสาคัญของการเรียนรู้คืออะไร 3) ขั้นเปล่ียนผ่านด้วยการปฏิบัติ เป็นข้ันตอนที่ผู้สอนนาพาผู้เรียนให้ไปสู่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการท่ีมี ความหมาย และส่งผลตอ่ การเติบโตดา้ นการเรยี นรู้ โดยเน้นไปที่การสร้างคุณค่าร่วมให้กบั ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ของผเู้ รียน ในขั้นตอนน้ีผ้สู อนต้องสร้างพ้ืนที่ให้ผู้เรียนมองเห็นปัญหาหรือประเด็นสาคัญทางสังคม ซึ่งสามารถ เป็นประเด็นท้องถ่ินหรือประเด็นใกล้ตัวของผู้เรียน จากนั้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และศักยภาพท่ีมีในการผลิต ทาส่ือ สารสนเทศ และดจิ ทิ ัล เพ่ือนาเสนอขอ้ มูลสาระเกี่ยวกับประเด็นนัน้ ๆ รวมถึงกาหนดกลยุทธ์ในการใช้ส่ือ และสาระน้ันในโลกดิจิทัล และปฏิบัติการทางสังคม 4) ข้ันสะท้อนคิดเพื่อยกระดับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ เป็นขั้นตอนของการตกผลึกการเรียนรู้ เป็นกระบวนการท่ีช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างโลก ภายนอกกับโลกภายในของผู้เรียนให้เกิดการผสานทางความคิด รู้ว่าองค์ความรู้น้ันจะนาไปใช้ในการพัฒนา ชวี ิตตนเองและสงั คมตอ่ ไปอยา่ งไร โดยขัน้ ตอนนี้ผ้สู อนตอ้ งสรา้ งพ้ืนท่ีและใช้เคร่ืองมือในการจัดการองค์ความรู้ ถอดบทเรยี น เพื่อใหเ้ กิดการสะทอ้ นคิดและยกระดับกระบวนทศั น์การเรยี นรูข้ องนกั เรียนต่อไป 4. นวัตกรรมสร้างการเรียนรู้ 30 บทความจากการตกผลึกและถอดบทเรียนการเรียนรู้ของครูแกนนา 30 โรงเรยี น ทีเ่ ข้าร่วมโครงการวิจัย เปน็ การนาเสนอนวัตกรรมทางความคิดในด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้าง พลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพ้ืนท่ีภาคเหนือตอนล่าง ที่ผ่านการทดลองใช้ในห้องเรียนและ ถอดบทเรียนการสอนของครแู กนนา โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมือง รู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพ้ืนท่ีภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ได้ก่อให้เกิดพื้นท่ีของการ เชื่อมโยงครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้และหนุนเสริมศักยภาพท้ังจากเครือข่าย ภายใน คือครูในพื้นที่และมหาวิทยาลัยในท้องถ่ินแล้ว ยังมีเครือข่ายภายนอก ได้แก่ สานักงานคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพื้นฐาน สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน กลุ่มพลเรียน และมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย (Thai Civic Education) ท่ีได้เข้ามาช่วยเติมเต็มทางด้านองค์ความรู้และหนุนเสริมในมิติต่างๆ จนทาให้ เครือข่ายโรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพ้ืนท่ีภาคเหนือตอนล่างเกิดข้ึนและได้ กลายเป็นพน้ื ทท่ี างวิชาการด้านการสรา้ งพลเมืองร้เู ท่าทนั สื่อฯ สาหรบั ครใู นพ้นื ท่ี ขอ้ เสนอแนะ 1) การส่งเสริมการรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ควรพัฒนาไปพร้อมกับการเสริมสร้างความ เปน็ พลเมือง ดังเชน่ โครงการการวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารอยา่ งมีส่วนร่วมเพอ่ื พฒั นาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนล่างของ ประเทศไทย ที่ผูกโยงในเร่ืองของการเป็นพลเมืองกับการรู้เท่าทันสื่อ ท้ังในมิติของการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารอันเป็นสิทธิข้ันพ้ืนฐานของพลเมืองตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงเทคโนโลยี ฮ
ขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น มิติของการวิเคราะห์และประเมินสื่อ 3 สารสนเทศตา่ งๆ ไปจนถึงมิตใิ นการสรา้ งสรรค์สอ่ื เพ่ือสร้างสรรค์สังคม ซึ่งสมรรถนะของการรู้เท่า ทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลเป็นหน่ึงในสมรรถนะของความเป็นพลเมืองในโลกศตวรรษที่ 21 ดังน้ันการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมเพ่ือการส่งเสริมการรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล จึงต้องถกู นาเสนอไปพร้อมกบั การสรา้ งความเป็นพลเมือง 2) รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่เป็นตัวแทนของประชาชนจาเป็นต้องสนับสนุนและส่งเสริมการ พฒั นาพลเมืองรู้เท่าทันสอื่ สารสนเทศ และดิจิทัล โดยกาหนดให้เป็นนโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับ งานด้านการศึกษา สังคม ครอบครัว ไปจนถึงเด็กและเยาวชน เพ่ือเปิดพ้ืนท่ีให้ผู้คนเข้ามามีส่วน ร่วมในการสร้างสังคมพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล โดยเน้นการกระจายอานาจท้ัง เรื่องของยุทธศาสตร์การดาเนินงาน งบประมาณ และการเช่ือมโยงให้เกิดการทางานเชิงบูรณา การ โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐานในการเช่ือมโยงกับโรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเป้าหมายสาคัญ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นต้น โดยสิ่งสาคัญคือต้องเน้นการทางานเชิงพ้ืนท่ีให้ การทางานจากภาคปฏิบัติการเชื่อมร้อยกับวิถีชีวิตของคนในพ้ืนที่ มากกว่านโยบายจากบนสู่ล่าง ท่ีเป็นการชน้ี าบงั คบั และทาใหก้ ารทางานไมส่ อดคลอ้ งตามบริบท 3) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จาเป็นต้องให้ความสาคัญกับการทางานเชิงพื้นท่ี เนื่องจากการทางานเชิงพื้นท่ีคือการทางานภาคสนามที่องค์ความรู้จะเช่ือมโยงไปสู่การปฏิบัติ ผลที่เกิดข้ึนของโครงการท่ีทาเชิงพ้ืนที่ คือเป็นงานที่ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง การเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนในพื้นท่ี นอกจากจะเป็นการสร้างการเปล่ียนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว ยงั เป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ นามาส่กู ารลดชอ่ งว่างหรอื ลดความเหลอื่ มลา้ ในการเรียนรู้เร่ือง เท่าทนั สอ่ื สารสนเทศ และดิจทิ ลั อกี ด้วย 4) กองทุนพัฒนาส่ือปลอดภัยและสร้างสรรค์ จาเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ในการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน กับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เก่ียวข้องในระดับพ้ืนท่ีเพ่ือให้เกิดการทางานร่วมกัน หนุนเสริมระหว่างกัน ผ่านการดาเนินโครงการ กิจกรรม งานวิจัย หรือการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้างชุมชน พลเมอื งรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดจิ ทิ ัล ในระดบั พื้นที่ 5) กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงอุดมศึกษาฯ และกระทรวงดิจิทัลฯ จาเป็นต้องบูรณาการความ ร่วมมือและให้ความสาคัญต่อการจัดการเรียนรู้เชิงสมรรถนะพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทลั โดยสนบั สนนุ สถาบนั การศกึ ษาในระดับทอ้ งถ่นิ ทัง้ มหาวิทยาลัยที่มีสถาบันผลิตครูและ โรงเรียนได้เช่ือมร้อยการทางานและควรเคลื่อนงานด้านพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดจิ ิทัล ไปด้วยกัน โดยเน้นการทางานเชิงพ้ืนท่ี เช่น การทาวิจัย, การทาบริการวิชาการ, การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผู้เรียนโดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าไปศึกษาในชุมชน และ เช่ือมโยงการทางานกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ครูในพื้นท่ี ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน เพอื่ สรา้ งสังคมแหง่ การเรียนรู้พลเมืองรู้เทา่ ทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทลั ในพน้ื ที่ ฮ
เครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพื้นที่ภาคเหนือ 4 ตอนล่างของประเทศไทย : เปลีย่ นงานวิจยั ให้เปน็ พน้ื ที่การเรียนรู้ เปลี่ยนครูให้เปน็ นักปฏิบัติการทางสังคม ผสู้ รา้ งพลเมืองแห่งอนาคต อาจารย์ ดร.อรรฏชณม์ สัจจะพัฒนกุล หวั หนา้ โครงการวิจยั “Education does not change the world. Education changes the people. People change the world.” Paulo Freire ถ้าเปรียบงานวิจัยเป็นการเดินทาง โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือพัฒนาเครือข่าย การเรียนรู้ “โรงเรียนสรา้ งพลเมอื งรูเ้ ทา่ ทันสื่อ สารสนเทศ และดิจทิ ลั ” ในพน้ื ที่ภาคเหนอื ตอนล่างของประเทศ ไทย คงเป็นการเดินทางท่ีมีระยะเวลา 1 ปี ตามเวลาท่ีถูกกาหนดไว้ในกรอบการดาเนินงานการวิจัย ช่วงระยะเวลา 1 ปี “เครือข่ายการเรียนรู้” ท่ีถูกสร้างและพัฒนาข้ึนจากงานวิจัยนี้ได้กลายเป็นพ้ืนที่แห่งการ เรียนรู้ของครูในพื้นท่ีที่ตระหนักถึงหน้าที่ในการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ผ่านวิชาท่ี ตัวเองสอน โดยภายหลังจากการเดินทางร่วมกันเกือบขวบปีครูแกนนาจาก 30 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ รว่ มกับคณะวจิ ยั กไ็ ด้รว่ มกันถอดบทเรียนการเรยี นรู้ของครูแต่ละท่านออกมาเป็นบทความการเรียนรู้ที่เป็นการ ตกผลึกประสบการณ์ในการจดั การเรยี นรู้ หลกั คิดกอ่ นออกเดินทาง… โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมือง รู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย เป็นงานวิจัยท่ีประยุกต์ใช้ แนวคดิ การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการอยา่ งมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Action Research) เขา้ มาเปน็ กระบวนการหรือ ขั้นตอนในการวิจัย โดยมวี ตั ถุประสงคส์ าคัญอยทู่ ่ีการพัฒนาเครือข่ายการเรยี นรู้ของครูท่ีทางานด้านการจัดการ เรียนรู้เพ่อื ส่งเสรมิ ความเปน็ พลเมอื งรูเ้ ท่าทันสือ่ สารสนเทศ และดิจทิ ลั ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง การทาวิจัย โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมนั้นมีความแตกต่ างจากการทาการวิจัยรูปแบบอ่ืนๆ เน่ืองจากการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการท่ีกาเนิดมาจากแนวคิดที่ว่าการวิจัย เป็นกิจกรรมทางสังคมท่ีใช้ทรัพยากรสังคมในการศึกษา งานวิจัยจึงควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของสังคม ให้ ผูค้ นทีเ่ ขา้ มามีส่วนร่วมกับงานวิจัยได้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพของตน การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วน ร่วมจึงเป็นการวิจัยเพ่ือพัฒนา (Research for Development) โดยมีแนวคิดพ้ืนฐานว่ากระบวนการวิจัยน้ัน เป็นกระบวนการประชาธิปไตยท่ีหล่อหลอมให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเปลี่ย นแปลงและสร้าง คณุ ค่ารว่ มกนั ประชากรทเี่ คยเปน็ ผูท้ ถี่ กู วิจัยกลับบทบาทเปลี่ยนเป็นผู้มสี ่วนร่วมในการกระทาวิจัย มีอานาจใน การตัดสินใจตลอดกระบวนการวิจยั (นงนภัส คู่วรัญญู เท่ยี งกมล, 2554) (วรรณดี สทุ ธนิ รากร, 2560) ฮ
งานวจิ ัยนี้จึงต้ังอยู่บนฐานคิดสาคัญท่ีการเปล่ียนแปลงทางสังคม โดยหมุดหมายแรกคือการสร้างพ้ืนที่ 5 การเรียนรู้และผสานชีวิตครูที่สนใจในการทาเร่ืองพลเมืองรู้เท่าทันสื่อในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนล่างมีพื้นท่ีในการ แลกเปล่ียนเรียนรู้ และขยับมุมมองในการทางานร่วมกัน งานวิจัยน้ีจึงเป็นการเสริมพลังอานาจให้กับผู้มีส่วน ร่วม และใช้กระบวนการประชาธิปไตยเข้ามาเป็นกระบวนการเชิงวัฒนธรรมท่ีทุกคนมีอานาจในการตัดสินใจ กับโรงการวิจัยในทุกกระบวนการ ให้ความสาคัญกับการสะท้อนคิดเพ่ือให้ครูเกิดการพัฒนาศักยภาพของ ตนเอง การวิจยั ในลักษณะนจ้ี งึ เน้นไปที่การสรา้ งองคค์ วามรู้ใหม่ (Body of Knowledge) ท่ีผสมผสานระหว่าง องค์ความรู้วิชาการกับองค์ความรู้ท้องถ่ิน (Local Wisdom) เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Co – generative Learning) องค์คว ามรู้ท่ีได้จึงเป็นองค์คว าม รู้ที่การปฏิสัมพันธ์ ( Interactive) และบูรณากา ร (Interdisciplinary) สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ ของ Lewin (1946 อ้างในวรรณดี สุทธนิ รากร, 2560) ว่าองค์ความรู้ ของการวิจยั เชิงปฏิบัตการเปน็ ผลมาจากการเชื่อมโยงของการวิจัยและการปฏิบัติ องค์ความรู้ท่ีได้จากการวิจัย จึงเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจ (Cognitive structure) เป็นความรู้ท่ีอยู่ในระดับคุณค่า (Valence and Value) นาไปสู่สร้างคุณค่าใหม่ให้กับผู้ร่วมวิจัย และเป็นความรู้ท่ีได้จากการปฏิบัติ (Meteoric action) และกระบวนการมีส่วนร่วม (Participatory) ที่ทุกคนเป็นเจ้าของงานวิจัย งานวิจัยอาจเร่ิมต้นจากคนกลุ่ม เลก็ ๆ (Small Group) และขยายขึ้นจนกลายเปน็ ชุมชนนักปฏิบัติท่ีมีส่วนร่วม โดยมีคาถามท่ีทรงพลัง (Power Question) คอยขับเคล่ือนกระบวนการวิจัยเพื่อให้ทุกคนได้แสวงหาแนวทางและบทบาทในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม สารวจเสน้ ทาง… คณะวิจัยเริ่มต้นจากการติดต่อประสานงานกับทางสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) เพื่อนาเสนอโครงการวิจัยและเปิดรับสมัครโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ตอนลา่ ง อันได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย นครสวรรค์ อุทัยธานี กาแพงเพชร เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และตาก จากน้ันสงิ่ ทค่ี ณะวจิ ัยต้องดาเนินงานต่อมาก็คือการศึกษาความต้องการจาเป็น โดยการลงพื้นที่ภาคสนามใน 9 จังหวัด เพ่ือสุ่มสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ในพ้ืนท่ี เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์และ ตรวจสอบโดยกระบวนการ Triangulation ท้ังในส่วนของผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มโรงเรียน พบว่าทุกโรงเรียนใน พนื้ ทภี่ าคเหนือตอนล่างกาลงั เผชญิ หนา้ กับความท้าทายท่ีสาคญั ใน 4 ประเด็น คอื 1. ครูไม่มีอิสรภาพในการจัดการเรียนรู้ในแบบที่ตัวเองอยากจะสอน เร่ืองน้ีสัมพันธ์กับระบบ โครงสร้างเชงิ อานาจของโรงเรยี นทมี่ ีวฒั นธรรมข้าราชการเป็นตัวควบคุม การดาเนินงานทั้งหมดต้องถูกสั่งการ จากบนลงล่าง การปฏิบัติการใดใดของครูต้องได้รับการตรวจสอบในรูปแบบต่างๆ หลักสูตรที่ใช้สอนก็ต้องทา ให้เหมือนกับหลักสูตรแกนกลาง การควบคุมด้วยวัฒนธรรมที่เข้มแข็งนี้ทาให้เวลาของครูและโจทย์การสอน ของครูเป็นการสอนที่มุ่งเพื่อตอบสนองเชิงนโยบายของผู้บริหารจากกระทรวงมากกว่าการเรียนรู้ของผู้เรียน ทาให้เร่ืองการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในสถานศึกษาไม่ได้รับการเน้นหรือบูรณาการ อย่างเดน่ ชัดมากกวา่ ทค่ี วรจะเปน็ 2. ภูมิทัศน์การเรียนรู้ของผู้เรียนเปลี่ยนไปพร้อมกับภูมิทัศน์สื่อ แต่ภูมิทัศน์ในการจัดการ เรยี นการสอนของครูยังไมเ่ ปลีย่ น เชน่ ครูยงั ยึดตดิ กับการทดสอบเชงิ ปรนัย (ตัวเลือก) ทั้งที่โลกแห่งความเป็น จรงิ นัน้ เป็นโลกปลายเปดิ ทุกคนมีความคดิ มที ศั นคติ และเหตุผลท่ีต้องนามานาเสนอหลากหลายเพ่ือตัดสินใจ ฮ
ลงส่กู ารกระทา แต่การเรียนรู้ยังเน้นการจดจาเนื้อหา ครูยังคิดว่าตัวเองคือเจ้าของห้องเรียน และมักใช้วิธีการ 6 แบบเก่าในการแก้ปัญหา วิธีการมองผู้เรียน เช่น “เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน…” ซึ่งเป็นวิธีคิดเชิงอานาจ นยิ ม ซงึ่ มันสะทอ้ นปญั หาทส่ี าคญั มากวา่ เราไม่สามารถสร้างพลเมืองรู้เทา่ ทนั ส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ได้โดย ปราศจากวิธีคิดเชิงประชาธิปไตย เพราะพลเมืองรู้เท่าทันส่ือฯ ต้องอาศัยกระบวนการประชาธิปไตยและพื้นท่ี ทางประชาธิปไตยในการส่ือสารและขับเคลื่อนการรู้เท่าทันส่ือฯ ครูไม่สามารถใช้การสอนแบบอานาจนิยมที่ เน้นการบรรยาย ท่องจา ผู้เรียนเป็นเพียงผู้รับคาส่ัง หรือรอรับความรู้แต่จากครูเท่านั้น ซ่ึงนี่เองจะเป็นปัญหา สาคัญในการปฏิบัตกิ ารสอนของครู 3. ครูยังขาดการมุมมองเชิงบูรณาการในการจัดการเรียนรู้ เม่ือถามว่าภารกิจในการจัดการ เรียนรูเ้ รอื่ งพลเมอื งรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล เป็นของใคร โรงเรียนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเป็นหน้าที่ ของครูท่ีสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ซึง่ ความจริงแล้วภารกิจในการจัดการเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมความเป็นพลเมืองรู้เท่า ทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เป็นหน้าท่ีของครูทุกสาขาวิชา และในความเป็นจริงครูก็มีต้นทุนในการพัฒนา เร่อื งเหล่านี้ผ่านการสอนเพ่อื พัฒนาทักษะชีวติ (Life Skills) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ทักษะการคิด (Thinking Skills) นอกจากนี้ยังมีโครงการมากมาย เช่น โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนสุจริต โครงการโรงเรียน คณุ ธรรม โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ วิชาหน้าที่พลเมือง โครงการต่างๆ เหล่าน้ี แค่ขยับมุมคิด ยกระดับ กระบวนทศั นแ์ ละมองเชิงบูรณาการให้ออก ครูกส็ ามารถพฒั นาในเรือ่ งของการสรา้ งความเป็นพลเมืองรู้เท่าทัน ส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ได้แล้ว เช่น ในโครงการโรงเรียนคุณธรรม ครูก็อาจผูกโยงไปกับเรื่องการใช้ เทคโนโลยอี ย่างมจี ริยธรรม (Digital Empathy) การไม่กลั่นแกล้งกันทางออนไลน์ (Cyberbullying) การไม่ใช้ คาพูดทีเ่ กลียดชัง Hate Speech หรือการรกั ษาอัตลักษณท์ ี่ดีบนโลกออนไลน์ หรือหลายโรงเรียนท่ีเด่นในเร่ือง ของการทาหนังสั้นก็ขยับมุมมองมาทาเป็นคลิปรณรงค์ในเร่ืองของการรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ก็ สามารถทาได้ สิ่งเหล่าน้อี าศัยเพียงการขยบั มุมมองและยกระดับวิธคี ดิ (Paradigm Shift) 4. โรงเรียนท่ีไม่เช่ือมต่อกับชีวิต โรงเรียนคือพื้นท่ีของผู้เรียนมากเพียงพอหรือยัง พ้ืนที่ของ ผู้เรียนในโรงเรียนอยูต่ รงไหนบา้ ง น่าสนใจว่าทุกโรงเรียนอาจจะเจอปัญหาท่ีคล้ายคลึงกัน แต่ทุกโรงเรียนแทบ จะไม่เคยเปิดพ้ืนที่ให้เด็กได้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือเอาปัญหาที่เกิดมาเป็นประเด็นหรือโจทย์ในการเรียนรู้ ตรงกันข้ามกลับใช้วิธีท่ีโรงเรียนเห็นว่าเหมาะสมเอง เช่น ไม่อยากให้นักเรียนใช้มือถือระหว่างเรียน ทาง โรงเรียนก็จะยึดในตอนเช้าและคืนให้หลังเลิกเรียน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนต้องเปิ ด พน้ื ทกี่ ารเรียนรูใ้ หม่ๆ บนฐานของการแก้ปัญหาเชิงพ้นื ท่ี โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับสอ่ื สารสนเทศ และดิจิทัล ที่โรงเรียนเองตอ้ งการการยกระดบั กระบวนทัศน์อย่างเรง่ ด่วน การวิเคราะห์ดังกล่าวทาให้ผู้วิจัยเห็นประเด็นสาคัญว่าข้อท้าทายต่างๆ ท่ีโรงเรียนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ภาคเหนือตอนล่างเผชิญหน้าอยู่น้ันจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสานให้โรงเรียนต่างๆ ได้เกิดการทางานเชิง เครือข่าย การปล่อยให้ครูทางานอย่างโดดเด่ียว ขาดเพ่ือนร่วมทางหรือเครือข่ายหนุนเสริมจะย่ิงเผามอดไฟ ความเปน็ ครูจากข้างใน และลดทอนศกั ยภาพในการสอนของครูลง โดยเฉพาะตามโรงเรียนขนาดเล็ก ในระดับ หมู่บ้าน หรือตาบล ท่ีอยู่อย่างไม่ม่ันคง ขาดทรัพยากร หรือโรงเรียนประจาอาเภอที่หรือระดับจังหวัดที่มี ทรัพยากรพร้อม แต่ก็พบว่าความเข้าใจระหว่างครูท่ีมีต่อเด็กก็ยิ่งซับซ้อนและโจทย์ยากข้ึนไปตามสภาพการณ์ ทางสังคม ย่ิงไปกว่าน้ันเมื่อพูดถึงเร่ืองของการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ครูมักจะ สะท้อนว่าโรงเรียนแทบไม่มีต้นทุนหรือองค์ความรู้เรื่องของการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และ ดิจทิ ลั ทง้ั ๆทที่ ุกโรงเรียนต่างระบุว่าเรื่องของการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัลนั้นเป็นเรื่อง สาคัญ ซ่ึงเราสามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุสาคัญ 3 ประการ คือ 1) ครูขาดอิสรภาพและอานาจในการจัดการ ฮ
เรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับชีวิตและโลกของผู้เรียน ต้องสอนตามหลักสูตรแกนกลางท่ีเคร่งครัดในเนื้อหาและ 7 กระบวนการตรวจสอบจากผู้มอี านาจเหนอื กว่า จนลดทอนความคิดสร้างสรรค์ในการทางานของครู กลายเป็น ครูท่ีทาตามคาสั่งจากหน่วยเหนือมากกว่าการทางานท่ีมาจากการเช่ือมโยงวิชาชีพกับผู้เรียนและโลกท่ีตน ปฏิสัมพันธ์ 2) ขาดการสนับสนุนท้ังในเชิงนโยบายและงบประมาณ โรงเรียนมีโครงการมากมายซ่ึงทาให้การ จัดลาดับความสาคัญของเร่ืองเท่าทันส่ือเป็นประเด็นรองลงไป 3) ขาดองค์ความรู้ ซ่ึงเป็นประเด็นใหญ่ท่ีสุด ดังนั้นแม้ผู้บริหาร ครู และนักเรียนจะเห็นตรงกันว่าเร่ืองของการสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และ ดิจิทลั นนั้ เปน็ เร่อื งสาคัญแต่ก็กลบั เป็นประเด็นท่ีถูกละเลย อย่างไรก็ตามเม่ือผู้วิจัยได้ชวนให้ผู้สัมภาษณ์เล่าถึง ปัญหาของการใช้สื่อของนักเรียน ทั้งตัวผู้บริหาร ครู และตัวนักเรียนเอง ต่างก็พูดตรงกันว่าการดาเนินชีวิตใน สังคมดิจิทัลก็มีปัญหาอยู่ อาทิ การขาดทักษะการจัดการอัตลักษณ์ของตนเองระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกความ จริง การขาดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การขาดทักษะการใช้ส่ืออย่างสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเก็บรักษาข้อมูล การกล่ันแกล้งกันในโลกออนไลน์ และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม ปัญหาเหล่าน้ีได้กลายเป็นความ คาดหวงั เชิงคุณภาพตอ่ โครงการฯ วา่ โครงการนจ้ี ะช่วยส่งเสรมิ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็น พลเมอื งรูเ้ ท่าทนั สื่อ สารสนเทศ และดิจิทลั อย่างแท้จรงิ ร่วมกันวางแผนกอ่ นออกเดินทาง เวทีท่ี 1 กลไกและนโยบายเชิงพ้ืนที่เพื่อขับเคลื่อนโครงการอย่างมีส่วนร่วม จัดขึ้นเมื่อวันท่ี 24 พฤษภาคม 2562 โดยมีตัวแทนจากสถานศึกษา 37 องค์กร ได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ใน ฐานะมหาวิทยาลัยท้องถ่ิน 1 องค์กร และโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ จานวน 36 โรงเรียน ครอบคลุมในพ้ืนท่ี ภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ กาแพงเพชร เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี และพิจิตร โดยมีผู้บริหารและตัวแทนจากทางโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 60 คน เบื้องต้นจากการ ประยุกต์ใช้กระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Process of PAIC) ตั้งแต่การเขียนความ คาดหวังของแต่ละคน และนาความคาดหวังของแต่ละคนมาสร้างเป้าหมายร่วมกัน ใช้กระบวนการแบ่งกลุ่ม เพื่อทบทวนประสบการณ์การทางานด้านการรู้เท่าทันส่ือ และสถานการณ์ปัญหาที่เก่ียวกับการสร้างพลเมือง รู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ที่แต่ละคนพบเจอร่วมกัน แล้วฉายภาพอดีต – ปัจจุบัน – และอนาคต จากน้ันสร้างเป้าหมายอนาคตที่ปรารถนา และสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน จากน้ันกาหนดแนวทางสู่วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) และสังเคราะห์นโยบายท่ีจะทาให้วิสัยทัศน์น้ันเกิดขึ้นได้จริง โดยมีนโยบายสาคัญ 3 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) นโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกันของพื้นท่ีภาคเหนือตอนล่าง 2) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดห้องเรียนต้นแบบและพัฒนาสู่การเป็นโรงเรียนแม่ข่ายระดับจังหวัด และ 3) นโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการทางานร่วมกับชุมชนและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเพื่อสร้าง เครอื ข่ายพลเมอื งรู้เทา่ ทนั สอื่ ฯ ท้ังเชงิ กวา้ งและเชงิ ลกึ นโยบายท้ัง 3 ด้านน้ีจะเป็นเป้าหมายในการกาหนดกลไกในการขับเคล่ือนงานของโครงการวิจัยเชิง ปฏบิ ัติการอยา่ งมีสว่ นรว่ มเพื่อพฒั นาเครอื ขา่ ยการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และ ดจิ ทิ ัล” ในพื้นทีภ่ าคเหนือตอนล่าง เปน็ นโยบายระยะเวลา 3 ปใี นการสร้างและพัฒนาเครือข่าย โดยเป้าหมาย ฮ
สาคัญในช่วงปีท่ี 1 คือการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นบนฐานของการพัฒนาศักยภาพครูแกนนาเป็น สาคัญ เพื่อให้ครูดึงศักยภาพของตนเองออกมาและทาหน้าที่เป็นผู้สร้างการเรียนรู้และเช่ือมร้อยการเรียนรู้ใน มิติตา่ ง ซงึ่ นโยบายแตล่ ะด้านมีรายละเอยี ด ตามตารางต่อไปนี้ ตารางท่ี 1 วสิ ัยทัศน์ นโยบาย และกลไกเชิงพืน้ ท่ี วสิ ัยทัศนร์ ว่ มของโครงการวจิ ยั \"ภายใน 3 ปี โรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างผสานเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัดเพื่อให้ นักเรียนมีสมรรถนะของความเป็นพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล เกิดครูต้นแบบ ห้องเรียนต้นแบบ และ โรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมความเป็นพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล สามารถพัฒนาสู่ การเป็นโรงเรียนแม่ข่ายขยายผลในระดับจังหวัด และสามารถเชื่อมร้อยองค์ความรู้สู่พ้ืนที่ของชุมชนสังคม อันจะเป็นการ ยกระดับสังคมรเู้ ท่าทนั สื่อ สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั ในพืน้ ที่ภาคเหนอื ตอนล่าง\" นโยบายเชิงพืน้ ที่ กลไกเชิงพ้ืนที่ กลยุทธใ์ นการขับเคลื่อนเชิงเครอื ขา่ ย 1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิด 1.1 สร้างพ้ืนท่ีในการแลกเปล่ียน 1.1.1 ให้มหาวทิ ยาลัยท้องถ่ินในพื้นทีเ่ ปน็ หนว่ ยงานพ่ี ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ร่วมกัน เรียนรู้ของครูแกนนา พื้นท่ีปล่อยของ เ ลี้ ย ง ใ น ก า ร ส ร้ า ง พ้ื น ที่ ก า ร พั ฒ น า ศั ก ย ภ า พ แ ล ะ ของพนื้ ที่ภาคเหนอื ตอนลา่ ง แสดงผลงาน ของครู ให้ครูในพื้นที่ได้ แลกเปล่ยี นเรียนรูข้ องครูในโครงการ เ กิ ด ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น เ รี ย น รู้ อ ย่ า ง 1.1.2 เน้นสร้างความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษา ต่อเน่ือง เพื่อให้ครูแกนนาสามารถ ครูแกนนา ทง้ั ในส่วนขององค์ความรู้และขวัญกาลังใน 8 ติดตามและยกระดับองค์ความรู้และ การทางาน เช่น ประกาศนยี บตั ร โลร่ างวลั 1.1.3 สร้างเครือข่ายออนไลน์เพ่ือเป็นพ้ืนที่ในการ วิธีคิดเกี่ยวกับเร่ืองของการสร้าง แลกเปล่ียนเรียนรู้และนาเสนอผลงานสู่สาธารณะ พลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และ ตอ่ ไป ดจิ ทิ ัล ในพืน้ ทภี่ าคเหนือตอนล่าง 1.2 เชื่อมโยงหน่วยงานสาคัญที่เป็น 1.2.1 ให้มหาวิทยาลัยท้องถ่ินในพื้นที่ กลไกในการขับเคลื่อนในเร่ืองของการ ภาคเหนอื ตอนล่าง (มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูล สร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ สงคราม ในปีที่ 1) ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ผู้ประสานงาน และดิจทัล ได้แก่ กองทุนพัฒนาส่ือ กับภาคส่วนท่ีเก่ียวข้องเพ่ือสร้างพ้ืนท่ีสาหรับ ปลอดภัยและสร้างสรรค์, สานักงาน การพัฒนาศักยภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน, ให้กบั ครูในพืน้ ท่ี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 1.2.2 สพฐ. ให้การสนับสนุนในเร่ืองของการ และมหาวิทยาลัยในพื้นท่ี, เครือข่าย ออกหนังสือไปราชการ การผลักดันในเชิง Thai Civic Education นโยบายท่สี ่งผลต่อโรงเรียน ฮ
นโยบายเชิงพ้ืนที่ กลไกเชงิ พนื้ ที่ กลยุทธใ์ นการขบั เคลอ่ื นเชงิ เครอื ขา่ ย และสถาบันสื่อเดก็ และเยาวชน (สสย.) 1.2.3 เชอ่ื มร้อยความรู้ที่หลากหลายทั้งจาก ใหเ้ ขา้ มาหนุนเสรมิ การทางานในพื้นท่ี หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดกว้างให้คน ทั้งในเร่อื งของต้นทนุ ดา้ นองคค์ วามรู้ ในหลากหลายกลุ่มได้เข้ามาหนุนเสริมในเรื่อง และงบประมาณ เพอื่ ขยบั ขยายทนุ ขององค์ความรู้ ทางสงั คมในพืน้ ที่ให้สามารถหยัดยนื ด้วยตนเองและสามารถทางานใน ระยะยาวไดด้ ว้ ยตนเอง 2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิด 2.1 พัฒนาห้องเรียนต้นแบบพลเมือ 2.1.1 พัฒนาครูแกนนาให้มีความเชี่ยวชาญ ห้องเรียนตน้ แบบและพฒั นา รู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ตามอัตลักษณ์ของตัวเองและสามารถสร้าง สู่การเป็นโรงเรียนแม่ข่าย ระดับจงั หวดั โ ด ย ย ก ร ะ ดั บ ค รู แ ก น น า ที่ ป ร ะ ส บ ห้องเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้เพ่ือส้ง ความสาเร็จก้าวสู่การถอดบทเรยี นเพื่อ เสรมิ ความเปน็ พลเมอื งรู้เทา่ ทนั สือ่ สารสนเทศ นาเสนอแนวความคิด ตลอดจน และดจิ ิทลั แนวทางในการทางานเพ่ือเป็นแรง 2.1.2 ถอดบทเรียนความสาเร็จและ บันดาลใจให้กับครใู นพ้ืนท่ี ประสบการณ์ต่างๆ นาเสนอให้กับครูในพื้นที่ ภาคเหนอื ตอนลา่ ง 9 2.2 พัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ใน 2.2.1 พัฒนานักเรียนแกนนาในระดับ ระดับของนักเรียนแกนนาคู่ขนานไป โรงเรียน โดยครูแกนนาในโรงเรียนน้ันๆ กับครแู กนนา เพื่อการเสริมพลังให้เด็ก เพอ่ื ใหเ้ กดิ เครือข่ายการเรียนรู้ของนกั เรยี น และเยาวชนได้แสดงออกและเป็นส่วน 2.2.2 ให้โรงเรยี นหนุนเสริมและสร้างพ้ืนที่ให้ หนึ่งที่สาคัญในการสร้างสงั คมพลเมือง นักเรียนแกนนาได้ปล่อยของ และเรียนรู้บน รเู้ ทา่ ทันสือ่ สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั ฐานของการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สังคม รเู้ ท่าทนั สื่อ สารสนเทศ และดจิ ิทัล 2.2.3 สร้างพื้นที่ในการเชื่อมร้อยครูแกนนา นักเรียนแกนนา เพื่อท่ีจะได้ขยับการทางาน ร่วมกัน โดยเฉพาะในประเด็นท่ีเชื่อมร้อยกับ ชมุ ชน (ซึ่งนา่ จะเกดิ ขึน้ ไดใ้ นปที ี่ 2) ฮ
นโยบายเชงิ พ้นื ที่ กลไกเชงิ พน้ื ที่ กลยุทธใ์ นการขบั เคล่ือนเชงิ เครือขา่ ย 2.3 ยกระดับโรงเรียนท่ีมีความ 2.3.1 พัฒนาให้โรงเรียนท่ีเข้าร่วมโครงการและ พร้อมเ ป็นโร งเ รีย นแ ม่ข่าย หรื อ มีความเข้มแข็งของครูแกนนาและนักเรียน โรงเรียนพี่เล้ียงเพื่อขยับขยายแนวคิด แกนนา และสามารถแสดงบทบาทในการเป็น ตลอดจนหนุนเสริมให้เกิดโรงเรียน พ่ีเลี้ยงได้ จึงให้โรงเรียนท่ีมีความพร้อมเป็น สร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ โรงเรียนแมข่ า่ ยขยายผลในระดับจงั หวดั และดิจทัล เกิดเป็นเครือข่ายการ 2.3.2 สนบั สนนุ ให้โรงเรียนท่มี คี วามพรอ้ มขยาย เคลื่อนงานระดบั จังหวดั งานสู่ระดับชุมชน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสังคม รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล โดยมี โรงเรยี นเป็นฐาน 2.3.3 เชื่อมโยงเครือข่ายระดับจังหวัดกับ เครือข่ายภูมิภาค และผสานกับส่วนกลางเพื่อ สร้างโครงขา่ ยการเรียนรรู้ ะดับประเทศ 3. สง่ เสริมและสนับสนุนให้เกิด 3.1 สนบั สนุนให้โรงเรียนในเครือข่าย 3.1.1 บูรณาการการทางานเชิงคุณภาพของ การทางานร่วมกับชุมชนและ บูรณาการการทางานร่วมกับชุมชน เครือข่ายร่วมกับชุมชนในการสร้างเครือข่าย ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมเพื่อ สร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังและรู้เท่า เฝ้าระวังและรู้เท่าทันส่ือในระดับพ้ืนที่ภูมิภาค สร้างเครือข่ายพลเมืองรู้เท่าทัน ทันส่ือในพื้นที่ จนเกิดเป็นเครือข่าย รวมถึงใช้ส่ือในการสร้างสรรค์สังคมและ 10 ส่อื ฯ ท้งั เชงิ กว้างและเชงิ ลึก กา ร เ รี ย นรู้ พล เ มื องรู้ เ ท่า ทันสื่ อ ยกระดับการรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และ สารสนเทศ และดิจิทัล ในระดับ ดจิ ิทัล โดยมีเครือขา่ ยการเรียนรเู้ ป็นฐาน จังหวดั และพนื้ ที่ 3.2 ขยับขยายแนวคิด ตลอดจนสร้าง 3.2.2 ใช้กระบวนการเวทีชุมชน การรณรงค์ ความตระหนักในการขับเคล่ือนเป็น กับชาวบ้านในพ้ืนที่ให้ตระหนักและร่วมกัน เด็นของการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ของพลเมืองรู้เท่าทัน แ ล ะ ดิ จิ ทั ล ใ น ฐ า น ะ พ ล เ มื อ ง ผู้ สื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ร่วมกัน ท้ังในโลก เปล่ียนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เชื่อม จริงและเครือข่ายสงั คมออนไลน์เพอ่ื ขับเคล่ือน ประสานโลกจริงกับโลกออนไลน์เพ่ือ เปา้ หมายร่วมกัน เปลีย่ นแปลงสังคม 3.2.2 ถอดบทเรียนและนาเสนอพ้ืนท่ีต้นแบบ ในการทางานระหว่างของเครือข่าย โรงเรียน กับชมุ ชน เพือ่ พฒั นางานในเชงิ คณุ ภาพต่อไป เร่มิ ต้นเดินทาง: ก้าวไปบนเสน้ ทางทหี่ ลากหลาย จากนโยบายและทิศทางที่ร่วมกันสร้างในเวทีท่ี 1 นามาซ่ึงการจัดเวทีท่ี 2 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพ่ือพัฒนาศักยภาพครูแกนนาและนักเรียนแกนนา ซ่ึงจัดข้ึนต่อเนื่องกันในวันท่ี 25 – 26 พฤษภาคม 2562 โดยทางนักวิจัยได้รับการสนับสนุนต้นทุนในด้านวิทยากรท่ีจะได้มาร่วมกันคิดและออกแบบการอบรมเชิง ปฏบิ ตั กิ าร (Workshop) ทีส่ อดคลอ้ งกับนโยบายการทางาน ได้แก่ เครือข่าย Thai Civic Education, สถาบัน สอ่ื เด็กและเยาวชน และกลมุ่ พลเรียน จดั การอบรมพัฒนาใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มครูแกนนาระดับประถมศึกษา ฮ
กลุ่มครูแกนนาระดับมัธยมศึกษา และกลุ่มนักเรียนแกนนา โดยเน้นการแลกเปล่ียนเรียนรู้ การสร้างแรง บันดาลใจ และให้เคร่ืองมือในการประยุกต์ใช้ความรู้ โดยในการจัดอบรมครั้งน้ีมีครูทั้งระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษา เข้าร่วมท้ังหมด 49 คน และมีนักเรียนแกนนาจากโรงเรียน รวมถึงตัวแทนจากนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเข้าร่วมอีก 90 คน ซ่ึงจากการอบรมทาให้ครูท้ังหมดสามารถทาแผนปฏิบัติ การของตัวเองเพื่อขับเคล่ือนโครงการ และร่วมกันต้ังกลุ่มเครือข่ายแลกเปล่ียนเรียนรู้ใน Facebook ขึ้น เป็น กลุม่ สาธารณะวา่ “โครงการวจิ ยั MIDL school ภาคเหนอื ตอนลา่ ง” 11 แผนภาพที่ 1 กลมุ่ สาธารณะเพอ่ื การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ของเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ “โรงเรยี นสรา้ งพลเมืองรู้เท่า ทันส่ือ สารสนเทศ และดจิ ิทัล” ในพื้นทภ่ี าคเหนอื ตอนลา่ งของประเทศไทย การเกิดเวทีที่ 2 ทาให้ครูและนักเรียนแกนนาได้รับการเติมเต็มศักยภาพให้เกิดความเข้าใจเก่ียวกับ พลเมืองรเู้ ทา่ ทนั ส่อื สารสนเทศ และดิจทิ ลั มากข้นึ สามารถวางแผนและกาหนดแนวทางการนาองค์ความรู้ไป ขับเคล่ือนในโรงเรียนตามแนวทางของแต่ละคน ซึ่งทางโครงการวิจัยพยายามให้ครูได้คิดและวางแผนการ ทางานด้วยตนเอง สามารถกาหนดเป้าหมายในการทางาน และตัวชี้วดั เชิงคณุ ภาพดว้ ยตนเอง โดยเราทาหน้าท่ี หนนุ เสริมการทางานร่วมกับโรงเรียน ให้โอกาสโรงเรียนได้ทางานที่สอดคล้องกับบริบทของตน และปราศจาก การบังคับ กดดัน หรือสร้างตัวชี้วัดเพื่อตรวจสอบควบคุมคุณภาพ เพราะเราดาเนินการวิจัยตามแนวคิดการ วิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ท่ีเช่ือว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพและในงานวิจัยต้อง เปิดพ้ืนที่ประชาธิปไตย ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะนักวิจัยและนักปฏิบัติการทางสังคมท่ีมีส่วนได้ส่วน เสยี ดังนนั้ การเชือ่ มัน่ ในอิสรภาพและเสรภี าพทางวชิ าการของครูจึงสาคญั ยงิ่ กว่าการขะมักเขม้นเพื่อตรวจสอบ และทางานบนฐานคิดของการไมไ่ ว้วางใจกันและกัน ฮ
ระหว่างทาง: คณุ คา่ ของเครือขา่ ยทีร่ ว่ มกนั ถกั ทอ 13 ช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน 2562 เป็นช่วงเวลาท่ีครูแกนนาและนักเรียนแกนนา ได้นาองค์ ความรู้ไปขับเคลื่อนต่อตามบริบทของตนเอง ในส่วนของนักเรียนแกนนานั้นส่วนใหญ่แล้วก็จะทาหน้าท่ีเป็น กระบวนกร (Facilitator) ในการช่วยครูทากิจกรรมการเรียนรู้ท้ังในส่วนของกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน และในส่วนของค่ายการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี นที่ทางโรงเรียนจัดข้ึน ซ่ึงในช่วงระยะนี้ผู้วิจัยก็ได้ลง ภาคสนามเพ่ือเก็บข้อมูลและหนุนเสริมเชิงพื้นที่โดยใช้กระบวนการ Coaching and Mentoring พร้อมๆกับ แนวคิดโรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ School as Learning Community โดยให้ครูแกนนาเปิดห้องเรียน (Open Classroom) เพื่อการเรียนรู้ ให้ครูได้สังเกตการสอนเพื่อนครู การเรียนรู้ของผู้เรียน และสะท้อนผล เพ่ือพัฒนาตนเอง โดยโรงเรียนที่เปิดห้องเรียนให้คณะวิจัยและเพื่อนครูได้ไปแลกเปล่ียนเก็บข้อมูล ได้แก่ โรงเรยี นบา้ นวังมะดา่ น โรงเรียนเฉลมิ ขวญั สตรี และโรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั นเรศวร ซึง่ การนากระบวนการ ดังกล่าวท้ังกระบวนการ Coaching and Mentoring ที่ลงไปทุกโรงเรียน และกระบวนการ School as Learning Community ผลหลังจากลงพ้ืนที่โดยใช้ กระบวนการ SLC: School as Learning Community พบวา่ เครอื ขา่ ยการเรียนรู้ (Learning Network) จะประสบความสาเร็จได้ก็ต่อเมื่อเครือข่ายการเรียนรู้มีพื้นท่ี ให้ครไู ด้แลกเปล่ยี นเรียนรู้ การเรยี นรผู้ ่านห้องเรียน (Lesson Study) ทาให้ครูแกนนาได้เห็นการปฏิบัติจริงใน ห้องเรียน ได้สังเกตกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และสรุปผลร่วมกันเก่ียวกับกระบวนการจัดการเรียนรู้เพ่ือ สรา้ งพลเมอื งรูเ้ ท่าทนั สอื่ สารสนเทศ และดจิ ิทลั ร่วมกัน ซึ่งทางเครือข่ายได้คน้ พบประเดน็ สาคัญในการจัดการ เรยี นรู้เพ่ือสรา้ งพลเมอื งรู้เท่าทนั ส่ือ สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั ได้ดังน้ี 1) ประสบการณ์เดิม – ประสบการณ์ใหม่ ครูควรเร่ิมต้นการสอนด้วยการเชื่อมโยงประสบการณ์ เดิม (องค์ความรู้เดิมท่ีผู้เรียนมีติดตัว) กับประสบการณ์ใหม่ (องค์ความรู้ใหม่ที่ครูจะสอน) โดย การใสต่ ัวกระต้นุ เชน่ คาถามปลายเปดิ , คลิปวิดิโอส้ันๆ, เกมสั้นๆ, ภาพถ่าย เพื่อให้เด็กได้สารวจ ประสบการณ์เดิมของตัวเขาเอง จากน้ันครูจะต้องตั้งคาถามเพ่ือให้ผู้เรียนได้คิดและสะท้อนผล ในชว่ งเรม่ิ ต้นของการสอน 2) ทาความเข้าใจในระดับมโนทัศน์ การทาความเข้าใจต่อแก่นมโนทัศน์ของเรื่องที่จะเรียนรู้จัดเป็น ประเดน็ สาคญั มาก ครูทาไดด้ ว้ ยการจัดวงเสวนา อภปิ รายกลุ่มย่อย ให้ผู้เรียนได้ตั้งคาถามร่วมกัน และทาความเขา้ ใจถึงองค์ความรู้น้ีดว้ ยกนั จะชว่ ยใหเ้ กดิ การคดิ รว่ มกนั 3) ขยายความเข้าใจสู่การคิดเชิงพลเมือง ว่าในฐานะพลเมืองจะนาองค์ความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างไร และเราจะมชี น้ิ งานอะไร จากนั้นใหเ้ ขาวางแผนและปฏิบัติในแบบของตนเองหรือในแบบ ทก่ี ลมุ่ เลือก 4) สะท้อนผลการเรียนรู้ เมอ่ื ผูเ้ รยี นได้ปฏิบัติชิ้นงานหรือภาระงานสาเร็จ ให้ผู้เรียนได้มาแลกเปลี่ยน กนั วา่ ผู้เรยี นไดเ้ รียนรูอ้ ะไร อะไรคอื สงิ่ ที่ยงั สงสยั สิง่ ทอี่ ยากปรบั ปรุงและพฒั นาตนเอง ปลายทาง: จดุ หมายสิน้ สดุ เพื่อเรมิ่ ตน้ ใหม่ ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2562 คือช่วงเวลาสุดท้ายของงานวิจัย คณะวิจัยได้จัดเวทีท่ี 3 เพื่อ สรา้ งพืน้ ท่ใี นการแลกเปล่ยี นเรียนรู้และหนุนเสรมิ การทางานในเครือข่าย ตลอดจนถอดบทเรียนการเรียนรู้ของ ฮ
ครูแกนนา โดยจัดขึ้น ระหว่างวันท่ี 30, 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ผลการสะท้อนของครูจากเวทีที่ 3 14 พบประเดน็ ที่นา่ สนใจ ดงั น้ี 1) เครอื ขา่ ยการเรียนรู้ คอื หัวใจสาคัญในการขบั เคลื่อนการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เพราะเครือข่ายการเรียนรู้คือพ้ืนที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการทางานเชิง เครอื ข่ายในระดบั พืน้ ทีจ่ ะชว่ ยให้เกิดองคาพยพในการขับเคล่ือนและเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่การเปล่ียนแปลงใน ระดับห้องเรียนเท่านั้น แต่ในระยะยาวเครือข่ายการเรียนรู้สามารถเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติการเรียนรู้จาก ฐานรากไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ และอนาคตถ้าสามารถเช่ือมต่อระหว่างฝ่ายนโยบายกับเครือข่ายการเรียนรู้ได้ ก็จะเกิดการทางานที่เช่ือมร้อยระหว่างผู้กาหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติจากฐานราก ทาให้นโยบายกับการปฏิบัติ เปน็ ไปในทศิ ทางเดยี วกนั 2) การเรียนรู้เพ่ือสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนล่างของ ประเทศไทย มีกระบวนการท่ีหลากหลายและเช่ือมโยงทุกสาระการเรียนรู้ให้บูรณาการเป็นองค์รวม ขณะเดยี วกันกเ็ น้นพน้ื ฐานความเข้าใจ คือ สิทธิมนุษยชน ทักษะชีวิต เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ทั้งในเรื่องของ การเข้าถึงและการใช้ การวิเคราะห์และประเมินค่า และการสร้างสรรค์ส่ือ บนพื้นฐานของการสร้างสังคม พลเมือง และการต่อยอดไปสู่ประเด็นเชิงพื้นที่ อาทิ เรื่องวัฒนธรรมชุมชน ประเพณีท้องถิ่น สังคมพหุ วฒั นธรรม เศรษฐกิจชมุ ชน การทอ่ งเท่ยี วท้องถ่ิน เมอื งนา่ อยู่สาหรบั ทกุ คน ตลอดจนการขยายผลไปสู่ชุมชนใน เร่ืองต่างๆ ที่ประเด็นด้านสื่อ เช่น ข่าวปลอม (Fake News) การหลอกลวงออนไลน์ (Scam) การใช้สื่อเพื่อ สร้างสรรค์สังคม ฯลฯ 3) ควรผลักดันให้เกิดการขยายเครือข่ายในปีท่ี 2 เพื่อเช่ือมโยงการทางานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน อย่างเปน็ รปู ธรรม และยกระดบั เครอื ข่ายการเรยี นรู้เชิงพน้ื ที่ที่เปน็ กลุ่มเฉพาะครกู ับนักเรียนแกนนา สู่แฟนเพ็จ (Fanpage) สาธารณะทีเ่ ผยแพร่ประเดน็ ด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เชิงพ้ืนท่ีต่อไป เพื่อให้คน ภายนอกไดเ้ รียนร้รู ว่ มกับเครอื ข่าย รวมถงึ สามารถแจง้ ขา่ วสารเพื่อเฝา้ ระวังและป้องกันภยั ออนไลน์ 4) การสังเคราะห์รูปแบบเครือข่ายโรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพ้ืนที่ ภาคเหนอื ตอนล่าง และรปู แบบการเรยี นรขู้ องครูในพน้ื ที่ ดงั น้ี 4.1) รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และ ดิจทิ ัล” ในพื้นทภ่ี าคเหนือตอนล่างของประเทศไทย รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยที่ร่วมกันสังเคราะห์ข้ึนนี้มีลักษณะเป็นรูปแบบการสร้างเครือข่าย การเรียนร้แู นวราบ (Horizontal) ที่ทุกคนเปน็ เจ้าของ และมีบทบาทต่อการขับเคล่ือนเครือข่าย ผู้เข้าร่วมเป็น ครูที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ มีอิสรภาพในการขับเคลื่อนงานบนแนวทางท่ีหลากหลายแต่มีปลายทางในการ สรา้ งพลเมืองรเู้ ทา่ ทนั ส่อื สารสนเทศ และดิจิทัล เป็นเป้าหมายสาคัญ โดยมีมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทาหน้าที่เป็น เพื่อนร่วมทางไปพร้อมกับโรงเรียนแกนนา ซ่ึงเครือข่ายนี้จะถูกยกระดับและสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อ ปลอดภยั และสร้างสรรคใ์ นดา้ นยุทธศาสตรก์ ารดาเนนิ งาน งบประมาณ และหนุนเสริมการเรียนรู้ของเครือข่าย ฮ
และมีสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (สพฐ.) ในการกาหนดยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาและการ ประสานงานเชงิ พ้ืนที่ ดงั แผนภาพท่ี 2 มหาวทิ ยาลัยทอ้ งถนิ่ โรงเรยี นเครอื ขา่ ย - - การหนุนเสริมและเชื่อมโยงองค์ ในอนาคต ความรู้ระหว่าง มหาวิทยาลัยกับ โรงเรยี นแกนนา โรงเรยี นในพนื้ ที่ - - ประสานงานเชิงพืน้ ท่ี ผสานเครือข่าย - สรา้ งเปา้ หมายและกาหนดทศิ ขยายการเรยี นรู้ ทางานรว่ มกบั โรงเรยี น ทางการทางานรว่ มกนั สูช่ ุมชน - - พัฒนาศูนย์ความเป็ นเลิศทาง - สรา้ งเวทีในการแลกเปลยี่ น วชิ าการและงานวิจยั ดา้ นพลเมืองรูเ้ ท่า เรยี นรู้ ผสานเครอื ขา่ ย ทนั สอ่ื สารสนเทศ และดิจิทลั เพ่ือหนนุ เสริม เ ชิ ง วิ ช า ก ารแ ละ ก า รข ย า ย - หนนุ เสรมิ และรว่ มมอื กนั เป็น เครอื ขา่ ยตอ่ ไปในอนาคต กลั ยาณมติ รแหง่ การเรยี นรู้ กองทนุ พฒั นาสอื่ ปลอดภยั และ การเชื่อมต่อในอนาคต สานกั งานคณะกรรมการ สรา้ งสรรค์ การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (สพฐ.) 15 ยทุ ธศาสตรก์ ารดาเนินงานทตี่ อบโจทยภ์ าพ การหนนุ เสรมิ เชงิ นโยบายเพอ่ื ใหโ้ รงเรียน ใหญ่ของสงั คม สามารถขบั เคล่อื นงานไดอ้ ยา่ งอิสระ งบประมาณ การประสานงานเชิงพนื้ ที่ การหนนุ เสรมิ และสรา้ งพนื้ ทีใ่ นการยกระดบั การหนนุ เสรมิ และยกระดบั การเรยี นรูข้ อง เครอื ข่าย เครอื ข่าย แผนภาพท่ี 2 รูปแบบเครือขา่ ย “โรงเรียนสรา้ งพลเมอื งรเู้ ท่าทนั สือ่ สารสนเทศ และดจิ ิทลั ในพน้ื ที่ภาคเหนือ ตอนลา่ งของประเทศไทย” จากแผนภาพจะเห็นได้ว่ารปู แบบการพฒั นาเครือขา่ ยการเรียนรู้ “โรงเรยี นสรา้ งพลเมืองรเู้ ทา่ ทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ได้จัดบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ท้องถ่ินและโรงเรียนแกนนาให้ทางานเช่ือมโยงกัน โดยมีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ซ่ึงเปน็ หน่วยงานภาครัฐคอยสนับสนนุ ท้ังในเชงิ นโยบาย ยุทธศาสตร์การขับเคล่ือน งบประมาณ และการประสานงาน โดยในอนาคตโรงเรียนแกนนาก็จะกลายเป็น โรงเรียนแม่ข่ายขยายไปสโู่ รงเรียนในพื้นทร่ี อบๆ ต่อไป ตลอดจนการขับเคล่ือนการเรียนรู้สู่ชุมชนรอบโรงเรียน ฮ
จนนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้พลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพ้ืนที่ภาคเหนือตอนล่างของ ประเทศไทย 4.2) รูปแบบการพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้“โรงเรียนสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล” ใน พน้ื ทภี่ าคเหนอื ตอนลา่ ง คณะวจิ ัยไดส้ งั เคราะห์จากการถอดบทเรียนจากบทความการเรยี นรู้ของครูแกนนา และพัฒนารูปแบบ การจัดการเรียนรู้ของเครือข่าย โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ ( Experiential Learning) แนวคิดการเรียนรู้เพ่ือการเปล่ียนแปลง (Transformative Learning) มาเป็นกรอบในการวาง ขน้ั ตอนในการจดั การเรียนการสอนผสานกบั ประสบการณ์ของครูแกนนา ดงั นี้ หอ้ งเรยี นท่ีผสานชวี ติ กับโลกทไ่ี ม่ ขน้ั ถอดรื้อประสบการณ์ ห้องเรยี นแหง่ คาถาม แยกส่วน เชื่อมโยงโลกดจิ ิทลั กบั ร่วมกันแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ เพือ่ โลกแหง่ ความเปน็ จริง เพ่อื สร้าง เขา้ ถึงสอ่ื ได้ - ใช้ส่อื เป็น นาไปส่คู วามเข้าใจเชิงมโนทัศน์ สงั คมประชาธปิ ไตย ขั้นสะทอ้ นคดิ เพื่อ นาไปสู่การ โรงเรยี นสรา้ งพลเมืองรู้เทา่ ทนั วิเคราะห์ส่ือได้- ขนั้ ทาความเข้าใจดว้ ย 16 ยกระดบั กระบวนทศั น์ เปลี่ยนแปลง สือ่ สารสนเทศ และดจิ ิทลั ใน ใชอ้ ย่างเท่าทนั กระบวนการคดิ เชิงวพิ ากษ์ พืน้ ท่ภี าคเหนือตอนลา่ งของ และมจี รยิ ธรรม การเรยี นรู้ ประเมินคุณคา่ ประเทศไทย ตามหลักสทิ ธิ มนษุ ยชน หอ้ งเรียนที่ สรา้ งสรรค์ส่ือได้ – กาหนดกลยทุ ธ์ในการ ห้องเรยี นทีท่ ้าทายผา่ น ทม่ี คี วามหมายและสรา้ งคุณค่าร่วมผ่าน เคลื่อนไหวทางสังคม ประเด็นทางสังคม กระบวนการประชาธปิ ไตย ขนั้ เปลีย่ นผ่านดว้ ยการปฏบิ ัติ แผนภาพที่ 3 รูปแบบการจดั การเรยี นการสอนเพื่อสร้างพลเมืองรเู้ ทา่ ทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทลั ในพน้ื ท่ี ภาคเหนอื ตอนล่างของประเทศไทย รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพื้นท่ี ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีชีวิต (Active Learning) เน้น ความเข้าใจท่ีเป็นองค์รวม (Holistic View) เน้นการเรียนรู้เชิงบูรณาการ (Integrated) ไปพร้อมกับ กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อเท่าทันสื่อ ต้ังแต่การเข้าถึงส่ือ การใช้โปรแกรม การวิเคราะห์และถอดร้ือส่ือ ฮ
การประเมินคุณค่าของสื่อ ไปจนถึงการสร้างสรรค์ส่ือเพื่อสังคม โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายในการ 17 เชื่อมประสานประเด็นทางสังคมใหเ้ ข้ากับชีวติ ปัจเจกบคุ คล ในขณะเดียวกนั กเ็ ชื่อมประสานโลกดิจิทัลออนไลน์ เขา้ กบั โลกที่แท้จริง เพื่อขับเคลื่อนและนาพาสังคมไปสู่โลกที่ดีกว่า โดยข้ันตอนหลักที่นาเสนอนั้นมี 4 ข้ันตอน ดงั น้ี 1) ข้ันถอดร้ือประสบการณ์ เป็นข้ันตอนของการเช่ือมต่อระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ โดยท่ี ผู้สอนต้องสร้างการมีส่วนร่วมเพ่ือนาพาให้ผู้เรียนได้สารวจประสบการณ์เดิมและเผชิญ สถานการณท์ ี่จะนาไปสู่ประเด็นการเรียนรู้ ขั้นตอนน้ีผู้สอนต้องใช้สื่อและบรรยากาศการเรียนรู้ที่ เอื้อให้ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ แน่นอนว่าการใช้คาถามประกอบกรณีศึกษา หรือส่ือการสอนต่างๆ นนั้ สาคัญมาก ในส่วนนคี้ รตู ้องเปดิ โอกาสให้นกั ศึกษาใช้โทรศัพท์มือถือหรือ เครอื่ งมือในการสืบคน้ ประเดน็ น้ันๆ เพ่มิ เตมิ แลว้ นามาข้อมูลท่ีหลากหลายมาวิพากษ์ร่วมกันถอด ร้อื ดวู ่าตวั กระตุ้น (สือ่ ทอี่ าจารย์เลือกใช้) พยายามชวนใหเ้ ราเกิดความเขา้ ใจอย่างไร 2) ขน้ั ทาความเข้าใจด้วยกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ เป็นขั้นตอนท่ีผู้สอนสร้างกระบวนการให้เกิด การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในประเด็นการเรียนรู้เชิงมโนทัศน์ เกี่ยวกับ ประเด็นของการเรยี นรู้ต่างๆ อย่างลึกซงึ้ เพือ่ ใหเ้ ข้าใจวา่ สาระสาคัญของการเรยี นรคู้ ืออะไร 3) ข้นั เปลีย่ นผา่ นดว้ ยการปฏบิ ัติ เปน็ ขนั้ ตอนที่ผูส้ อนนาพาผ้เู รยี นให้ไปสู่การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่ มีความหมาย และส่งผลต่อการเติบโตด้านการเรียนรู้ โดยเน้นไปที่การสร้างคุณค่าร่วมให้กับ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขั้นตอนน้ีผู้สอนต้องสร้างพ้ืนที่ให้ผู้เรียนมองเห็นปัญหาหรือ ประเด็นสาคัญทางสังคม ซึ่งสามารถเป็นประเด็นท้องถ่ินหรือประเด็นใกล้ตัวของผู้เรียน จากนั้น ให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และศักยภาพที่มีในการผลิตทาสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เพ่ือนาเสนอ ข้อมูลสาระเก่ียวกับประเด็นน้ันๆ รวมถึงกาหนดกลยุทธ์ในการใช้ส่ือและสาระน้ันในโลกดิจิทัล และปฏบิ ตั กิ ารทางสังคม 4) ขนั้ สะท้อนคิดเพือ่ ยกระดับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ เป็นข้ันตอนของการตกผลึกการเรียนรู้ เป็น กระบวนการทช่ี ว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนเช่อื มโยงองค์ความรู้ระหวา่ งโลกภายนอกกับโลกภายในของผู้เรียนให้ เกดิ การผสานทางความคดิ รวู้ ่าองคค์ วามรู้นน้ั จะนาไปใช้ในการพัฒนาชีวิตตนเองและสังคมต่อไป อย่างไร โดยข้นั ตอนนผ้ี ู้สอนต้องสร้างพื้นท่แี ละใชเ้ คร่ืองมือในการจดั การองคค์ วามรู้ ถอดบทเรียน เพอ่ื ให้เกิดการสะท้อนคดิ และยกระดับกระบวนทัศนก์ ารเรยี นรู้ของนักเรยี นต่อไป บทสรปุ คุณค่าของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมเพ่ือพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้ “โรงเรียนสร้าง พลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล” ในพื้นท่ีภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย คือการวางรากฐาน ของเครอื ข่ายการเรยี นรู้ของครูที่จัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ใน พื้นท่ีภาคเหนือตอนล่างของประเทศ การเกิดพื้นท่ีการเรียนรู้ไม่ใช่แค่พื้นที่ทางกายภาพเท่าน้ัน แต่เป็นการ สร้างพื้นท่ีของการปฏิสัมพันธ์แห่งชีวิตการเรียนรู้ของครู ให้ครูมีพื้นท่ีและส่งเสียงในสิ่งท่ีตนได้ทา ได้สร้าง โอกาสให้ครูนาพาผู้เรียนได้พบการจัดการเรียนการสอนที่พาให้ผู้เรียนไปพบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ท่ี จาเป็นตอ่ ชีวิต โดยมีเป้าหมายของการสรา้ งคุณค่าร่วมทางการศึกษาในการสร้างสังคมการเรียนรู้พลเมืองรู้เท่า ทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพื้นท่ี งานวิจัยน้ีจึงเป็นไปตามหลักคิดของการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วน ฮ
ร่วม (Participatory Action Research) คือการเปล่ียนแปลงสังคม ผู้คนท่ีเข้ามามีส่วนร่วมใน กระบวนการวิจัยได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เกิดการผลิตองค์ความรู้ใหม่ท่ีมาจากฐานประสบการณ์ของ เครือข่ายออกมาเป็นนวัตกรรมสร้างการเรียนรู้เพ่ือส่งต่อแนวทางการปฏิบัติการทางสังคมสู่ภายนอก คุณค่า ของงานวิจยั ท่ีเกิดข้ึนกับผู้ท่ีเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยก็คือการต่ืนข้ึนมาของจิตวิญญาณครูแบบใหม่ (Awakening: transforming) ตอกย้าให้เห็นว่าเครือข่ายการเรียนรู้นี้ตั้งอยู่บนฐานของการเรียนรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และยกระดับกระบวนทัศน์ของครูให้เข้าใจในบทบาทและหน้าท่ี ของครูในการจัดการเรียนรู้เพ่ือสร้างพลเมืองรู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศ และดิจิทัล และร่วมมือกันสร้างพลังการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านห้องเรียนที่มีชีวิตชีวาของตน และเครือข่ายการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นคือพ้ืนที่ท่ีจะถักทอ การเรียนรู้และสร้างสรรค์สังคมพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ในพื้นท่ีภาคเหนือตอนล่างของ ประเทศไทยในอนาคต 18 ฮ
องเรียนสื่อสรา้ งสรรค.์ .. อศั จรรยแ์ ห่งชีวิต โดย : ครวู รานนท์ คลังสีดา โรงเรียนบา้ นโคกวทิ ยาคม ทาไมชีวิตหนูต้องถกู ตีกรอบ คะ!” คำถำมจำกเดก็ นกั เรยี นหญิงหลงั หอ้ งเรยี น “….เมื่อต้องมาเป็นครูในถิ่นห่างไกล ท่ี ในพ้นื ที่อนั ห่างไกล ทีแ่ มแ้ ตก่ ารคมนาคม แวดล้อมด้วยธรรมชาติและความ ก็ยังมีถนนเพียงสายเดียว สองข้างทาง หลากหลายทางวฒั นธรรม ทำให้รูส้ ึกถึง เต็มไปด้วยพรรณไม้ ภูเขา และหุบเหวลึก ความยากลำบากในชีวิต ที่ต้อง ข้างทางปราศจากแสงไฟฟ้า มีเพียงแสง ห่างไกลความเจริญ ขาดแคลนเมื่อมอง สว่างอันริบหรี่จากแมลงในตอนกลางคืนเมื่อ ไปรอบๆสภาพแวดลอ้ มของโรงเรยี นเตม็ เดินทางมาถึงปลายถนน จึงจะพบอำเภอบ้าน ไปด้วยป่าเขา ที่ไม่มีความพร้อมของสอ่ื โคก ซ่งึ เป็นประตูสู่หลวงพระบาง และพบ สารสนเทศด้านการสอนเท่าที่ควรจะเปน็ ที่ตั้งของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม บรรยากาศภายในโรงเรียนปกคลุมไป ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเพียงแห่งเดยี วของ ด้วยความไมพ่ ร้อมในดา้ นตา่ งๆ ผเู้ รียน อำเภอ ที่รวมผู้เรยี นจากหลายทอ้ งถิ่นซงึ่ ขาดโอกาสในการเข้าถึง สื่อการเรียนรู้ มีความแตกต่างกันชัดเจน ในภาษา ซงึ่ มกั ถกู เปรียบเปรยวา่ ... วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนว ชายแดน เป็นอัตลักษณ์ อันโดดเด่นท่ี “เดก็ ชายขอบ” ท้าทายการจดั กิจกรรมการสอนอย่างมาก
ส่วนใหญ่ผู้เรียนในโรงเรียนแห่งนี้มักจะถูกตี สะทอ้ นตน ค้นชวี ติ กรอบจากผู้ปกครอง และท้องถิ่นของตนเอง ครูใหเ้ รยี นคิดกิจกรรมการเรียนรว่ มกนั และวางแผน เพราะไม่มีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม แบบผเู้ รยี นสงั คมเมอื ง การทำกิจกรรมด้วยต้อนเอง ซึ่งจากข้อสรุปพบว่า จะมีกิจกรรมทั้งสิ้น 3กิจกรรมตลอดหน่วยการ จากสภาวะแวดลอ้ มดังกล่าว เมื่อวันหนึ่งต้อง เรียนรู้ ซ่งึ ผู้เรยี นร่วมกนั หากรณศี กึ ษาจากเพ่ือนใน สวมบทบาทค ร ู ผ ู ้ ส อ น ห น ้ า ที่ พ ล เ ม ื อ ง ใ น กลุ่มที่แบ่งกันเองตามความสมัครใจ โดยครูไม่มี ระดับช้ัน ม.5 ภายในห้องเรยี นเลก็ ๆกับพดั ลม กรอบกำหนดใดๆในการแบ่งกลุ่ม เพื่อให้อิสระแก่ หมุนเฉื่อยๆและโต๊ะเก้าอีที่ผุพัง อัดแน่นไปด้วย ผู้เรียน ผู้เรียนวางแผนเริ่มต้นจากการค้นหาข้อดี นักเรียนกว่า 40 ชีวิต ที่จ้องมองครูด้วยสายตา และข้อเสียของเพื่อนในกลุ่ม โดยมีข้อกำหนดว่า สงสัย พร้อมที่จะกระหน่ำคำถามต่างๆ กรณีศึกษาต้องได้รับความยินยอมจากบุคคล ใส่อย่างถาโถม เมื่อเปิดประเด็นคำถามถึงคำวา่ นั้นก่อน เพ่ือป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล “พลเมือง คือใคร..?” ทันในนั้นเองเสียงเล็กๆ ซึ่งพบว่าทุกกลุ่มสามารถคัดสรรได้อย่างลงตวั แบบ ของเด ็ กผ ู ้ หญ ิ งห ล ั งห ้ อ งค น ห น ึ ่ งพ ู ด ข ึ ้ น ว่ า กัลยาณมิตร “ทำไมชีวิตหนูต้องถูกตีกรอบ คะ” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอึดอัดใจ และสี รปู ท่ี 1 : ภาพการจัดกจิ กรรม สะทอ้ นตน ค้นชีวติ หน้าที่ฉงนต้องการคำตอบ จึงถามนักเรียนไป ว่า เพราะอะไรถึงคิดแบบนั้น คำตอบที่ได้คือ นักข่าวพลเมือง “ต้ังแต่หนเู รียนมา ครู พอ่ และแม่ มักจะพดู ทกุ วัน จากการวิเคราะหก์ รณศี กึ ษาในกิจกรรมท่ี 1 วา่ ให้เรียนแบบคนนัน้ ให้ทำแบบคนนี้ ใหอ้ ่านจาก เสร็จสิน้ ผเู้ รียนตอ้ งการนำเสนอผลงานของ ตรงนัน้ ให้ดูจากตรงโนน้ ทำไมไม่มีใครเปิดโอกาส ตนเอง ซงึ่ ผู้เรียนวางแผนร่วมกนั ว่าจะทำใน ให้หนูไดค้ ดิ เองบา้ งเลย” จากเสียงเลก็ ๆ ที่แฝงอยู่ รูปแบบของ “นักข่าวพลเมือง” โดยผู้เรียน ในกลุ่มนักเรียนเสื้อพละสีชมพู ทำให้ครูเองต้อง จะเลือกตัวแทนทีมข่าวในกลุ่มถ่ายทำร่วม กลับไปวางแผน การสอนใหม่ทันที จึงเกิดการจัด กนั เอง กิจกรรมการเรียนร.ู้ .. 21 ห้องเรยี นสื่อสร้างสรรค์...อศั จรรย์แห่ง ชีวิต
ครูจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษา เท่านน้ั ซงึ่ เป็นการใชส้ อื่ เพ่ือกระตุ้นความร่วมมือสมาชิก พบว่า เกิดความตื่นเต้นเร้าใจทุกครั้งในการทำกิจกรรม เมอ่ื มีการถา่ ยทำ VDO จะแตกต่างอยา่ งชดั เจนจากวิธีการ แบ่งกลุ่มปกติทั่วไป เมื่อการถ่ายทำและตัดต่อเสร็จสิ้น ตัวแทนนักเรียนทุกระดับชน้ั ต้ังกฎร่วมกนั ว่า “หาก VDO ใครออนไลน์แล้วได้ยอด Like มากที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ และมีสิทธิในการคิดกิจกรรมในหน่วยการเรียนรู้ต่อไป ทันที ซงึ่ ทำใหเ้ กิดการแข่งขนั กนั ในทางสร้างสรรค์ ลดการ ใช้สื่อในทางเสื่อมเสียได้อย่างชัดเจน จากกิจกรรม ดังกลา่ วพบว่าผเู้ รยี นเกิดความแปลกใหม่ในการเรยี นรู้ ซ่งึ จากการสุ่มถามผู้เรียนที่ผ่านมาการเรียนมีเพียงแค่ นำเสนอหน้าชัน้ ต่อหน้าครูผูส้ อนเท่านั้น ทำแล้วจบๆไป ในรายชั่วโมง แต่ยังไม่เคยนำเสนอในเชิงข่าว จึงเกิดความ แปลกใหมแ่ ละต่ืนตวั ในการเรียน และเกดิ การแขง่ ขันกันเชิง สรา้ งสรรคม์ ากขึน้ สามารถต่อยอดไดใ้ นกจิ กรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนตอ่ ๆไป รูปท่ี 2 : ภาพการจัดกิจกรรม นักขา่ วพลเมือง
ปลดล็ ค อบขอ้ คิด อกร บ ครูชวนผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน ในประเด็นกิจกรรมที่ทำ ซึ่งผู้เรียน ร่วมกนั สะท้อนประเด็นดงั นี้ 1. ควรสง่ เสริมการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน มากวา่ การกีดกนั 2. สถานศกึ ษาควรปรบั เปล่ียนกฎจากคาว่า “ห้าม” เป็น “สง่ เสริม” 3. สนับสนุนให้ผ้เู รียนร้จู กั ใช้เทคโนโลยเี ชิงสร้างสรรคใ์ ห้ทนั ต่อความเปล่ียนแปลง เมื่อผู้เรียนชายขอบได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยี ทำให้ครูได้เห็นถึงพัฒนาการ ทางวิถีชิตของผู้เรียน โดยอิสระในคาบเรียนวิชาหน้าท่ีพลเมือง ส่งิ ที่เห็น เมื่ออยู่กับเทคโนโลยี สามารถลบความยึดติดทาง ได้อย่างชัดเจนผ่านใบหน้า อันอิ่มเอมของผู้เรียน ความคิดโบราณ เสมือนยุคกระดานฉนวน ของผู้ใหญ่ ซ่ึงเรยี กว่า “ความสขุ ” จะปรากฏให้ครอู ย่างเราได้ หลายๆกลุ่ม ที่จะนำมายัดเยียดใหก้ ับผู้เรียน โดยขาด เห็นทันที เมื่อผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีบนพื้น การคำนึงถึงความเจริญก้าวหน้า ในแวดวงการศึกษา ฐานความรทู้ ถี่ กู ตอ้ ง เขากจ็ ะสามารถวางแผนชีวิต ของโลก ฉะนนั้ ถา้ หากต้องการมอบการศึกษาให้เด็กยุค ตนเองได้ โดยไม่ต้องรอการป้อนข้อมูลจากครู ปัจจุบัน ให้ก้าวหน้าสู่อนาคตที่เต็มเปี่ยมด้วย เพยี งทางเดียว ศักยภาพความเป็นพลโลก ควรศึกษาความต้องการของ ผู้เรียนก่อนการยัดเยียด สิ่งล้าหลังให้เขา ลบกรอบ รปู ท่ี 3 : ปลดลอ็ คความคิด ให้อสิ ระผเู้ รียน ความคิดเก่าๆ ให้ผู้เรียนได้ปลดปล่อยอิสระความเป็น ตัวตนให้มากที่สุด ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ให้ผู้เรียนได้ศึกษา ในสิ่งที่ต้องรู้และให้ผู้เรียนได้ อิสรภาพในการใช้เทคโนโลยีในสถานศึกษาอย่าง สรา้ งสรรค์ แล้วเราจะได้เหน็ “ห้องเรยี นสอื่ สร้างสรรค์ อศั จรรยแ์ ห่งชีวิต” 22
ครูวรานนท์ คลังสีดา ครูโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 : ห้องเรียน เปรียบเสมือนผ้าขาว ที่ให้ครูแต่งแต้มเติมความรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งมี ความต่างกันในอัตลักษณ์ของครอบครัว เพื่อให้เขาเป็นพลโลก ทีส่ มบรู ณ์
บทเรยี นพลเมืองจากลูกศษิ ยเ์ รยี นคอมฯ โดย..ครูจักรกฤษณ์ อุดป่าคา โรงเรียนบา้ นโคกวิทยาคม จงั หวดั อตุ รดิตถ์ “...ทำไมเธอเปลย่ี นชอ่ื ชื่อเดมิ เธอกด็ ีแลว้ นะ.. ..ครคู ะหนตู ้องเปลยี่ นชือ่ คะ มคี นเอาชื่อหนไู ปแอบอ้างคะ...” สังคมไทยทุกวันน้เี ป็นสงั คมแห่งโลกดจิ ิทัล คนไทยเกือบทกุ คนต้องใช้เทคโนโลยี ที่เป็นโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหน่ึงในการดำเนินชีวิตระจำวัน และส่งผลกระทบ ต่อผคู้ นทั่วโลกมากมายซง่ึ มีให้เห็นกันในโลกโซเชยี ล ไม่วา่ จะเป็นการคุกคามทางไซเบอร์ (cyberbullying) การดำเนินชวี ิตที่มีเวลาในการพักผ่อนน้อยลง มีการติดต่อกับคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะได้รู้จัก สังคม วัฒนธรรม ประเพณีที่มีอยู่ในทุกมุมโลก การโพสต์ เหตุการณ์ต่าง ๆ เรื่องราวบนเฟสบุค เพื่อแสดงให้ผู้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง มีกิจกรรม อะไรบ้าง หรือบางคนกลัวว่าจะพลาดจากข่าวจำเป็นจะต้องแชร์และติดตามคนอื่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นและแชร์ทุก ๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือเป็นการ แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกผ่านทางโชเชียลมีเดีย สิ่งเหล่าล้วนเกี่ยวข้องกับการ ดำเนินชีวิตประจำวนั ที่สง่ ผลเสยี หายทงั้ ต่อตนเองและผู้อืน่ ทงั้ ที่เป็นเร่ืองดีและไม่ดีจะโดย ตัง้ ใจหรอื ไม่ตัง้ ใจกต็ าม ดังนั้น ในการจัดการศกึ ษามคี วามจำเปน็ ทีจ่ ะต้องมีการเพิ่มเติมความรู้เก่ยี วกับ หน้าที่ของพลเมืองให้รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัลให้กับนักเรียนเพื่อให้นักเรียน จะตอ้ งเปน็ พลเมืองทีเ่ ข้าถงึ สอื่ ได้อย่างถกู วิธี สามารถทีจ่ ะวเิ คราะห์สอ่ื ประเมินส่ือเป็น 23
และสามารถที่จะคิดสร้างสรรค์สื่อที่ดีได้ เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ในยุคเทคโนโลยี สารสนเทศโดยเฉพาะโลกโซเซียลมีเดีย ?เร่มิ ตน้ สอนเร่ืองหน้าท่ีพลเมือง (MIDL) จากวิชาคอมพิวเตอร์ไดอ้ ยา่ งไร ปัจจบุ ันพลเมอื งคนไทย ได้รับสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีท่ีทนั สมัยในชีวิตประจำวัน อยู่ตลอดเวลามีทั้งเรื่องราวท่ีดีและไม่ดีมากมาย โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ ประชาชนคนไทยได้รับความเสียหายท้ังรา่ งกาย อารมณ์ สังคม ทรัพยส์ นิ ซงึ่ ผ้เู สยี หายไม่ มีความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายจากการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ไม่รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในด้าน กฎหมายที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันและ เยยี วยาความเสยี หายทอ่ี าจจะเกิดขึ้นแมก้ ระทั่งนักเรียนของเราเอง ยิ่งสำหรับคนทีเ่ ป็นครดู ้วยแล้ว เมื่อได้ยินเสียงนักเรียน ซึ่งเปน็ เสียงเล็ก ๆ ที่ได้รับ ความเสียหายจากการกระทำของอาชญากรที่กระทำไปเพอื่ ตอบสนองความต้องการของ ตนเองโดยไมค่ ำนงึ ถงึ ผลเสียหายตอ่ ตนเองและผู้อน่ื จะโดยตัง้ ใจหรอื ไม่ต้ังใจก็ตาม รูปภาพท่ี 1 นกั เรียนค้นหาขา่ วออนไลน์
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเรียนจากการเรียกชื่อนักเรียน ซึ่งผู้เขียนได้ยนิ เสยี งโตก้ ลับจากนักเรียนหญิงคนหนงึ่ ว่า “ ...ครูคะ หนูเปลีย่ นช่ือแล้วคะ.. ..ทำไมเธอ เปลี่ยนชือ่ ชื่อเดิมเธอก็ดีแล้วนะ.. ครูคะหนูต้องเปลี่ยนช่ือคะ มีคนเอาชื่อหนูไปแอบ อ้างคะ...” ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดข้นั กับนักเรียน ทำให้ผู้เขียนได้หยิบมาเป็นประเด็นในการที่จะสอดแทรกความรู้ในการ ป้องกัน รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล ในระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนวิชา คอมพิวเตอร์ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะและสมรรถนะในการป้องกัน รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดจิ ทิ ลั ด้วยเวลาเพยี ง 1 – 2 นาที ปรบั เปลีย่ นเรยี นรู้ MIDL ในหอ้ งเรียน กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาเรียนคอมพิวเตอร์แต่ละโรงเรียนมีความเหมือน แ ละ แ ต ก ต ่ า ง กั นไป ต า ม บ ริ บทข อ งแ ต ่ละ โร งเ รี ยน ด ้ว ยปั จ จ ั ยต ่ า งๆเ น ื่ อง ด้ ว ยวิชา คอมพิวเตอร์เป็นรายวิชาที่ต้องใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อยู่ ตลอดเวลา การทีจ่ ะให้นกั เรียนได้เรียนรู้เพอื่ ทีจ่ ะเป็นพลเมอื งรู้เท่าทันสอ่ื สารสนเทศและ ดิจิทัล (MIDL) Media Information and Digital Literacy นั้น จะต้องศึกษาเรยี น รู้อยู่ตลอดเวลาและอย่างต่อเนอื่ ง เพ่ือปอ้ งกันไมใ่ หน้ ักเรยี นไดร้ ับความเสยี หายท่ีเกิดจาก การกระทำของตนเองโดยคำนึงถงึ ผลเสียหายต่อตนเองและผู้อืน่ จะโดยตั้งใจหรือไม่ต้ังใจ ก็ตาม ในการปรับเปลี่ยนเรียนรู้ MIDL ของผู้เขียนที่นำไปใช้กับนักเรียนที่โรงเรียนด้วย วิธีการสอดแทรกในระหวา่ งกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาคอมพวิ เตอร์ ถงึ แม้วา่ เนื้อหา 24
อาจจะไปตรงกับการเรียน MIDL โดยการหยิบยกตัวอย่างข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ ปัจจบุ ันทเี่ กดิ ขน้ึ ในแต่ละวนั ด้วยกระบวนการของ MIDL ในการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ผเู้ ขียนไดน้ ำเอาประสบการณ์จากการ เข้ารับการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ MIDL โดยการนำเอาวิธีการและกระบวนการ ของ MIDL คอื การเข้าถึงสอื่ วเิ คราะหส์ อ่ื ประเมินสื่อ และคิดสรา้ งสรรค์ส่อื เขา้ มาปรับ ใช้ในการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ตามเนื้อหาของรายวิชาที่สามารถจะดึงเอา กระบวนการของ MIDL มาสอดแทรกเพอ่ื ใหส้ อดคล้องกบั กิจกรรมการเรยี นการสอนวิชา คอมพวิ เตอร์ รูปภาพที่ 2 นักเรียนคิดสร้างส่อื ผ่าน Social รปู ภาพที่ 3 นกั เรยี นระดมสมองวิเคราะห์ประเมนิ สอื่ การเรียนรู้ให้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัล (MIDL) นั้น ในปัจจุบันมี ความสำคัญเป็นอย่างมากที่คุณครูจะต้องช่วยกันปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้กับ นักเรียน เพ่ือทจ่ี ะทำให้นักเรียนทีเ่ ปน็ พลเมอื งของประเทศไดเ้ รียนรู้ สิทธิและเสรีภาพ การป้องกนั รเู้ ท่าทัน ดว้ ยกระบวนการของ MIDL คือ การเข้าถึงสอื่ วเิ คราะหส์ ื่อ
ประเมนิ ส่ือ และคิดสร้างสรรค์ส่ือ เพ่อื ร่วมกัน แกป้ ัญหา พฒั นา และเปลี่ยนแปลงสังคม ในยคุ ปจั จุบนั ใหด้ ยี งิ่ ข้นึ ครกู ลุ่มสาระวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนบา้ นโคกวิทยาคม จังหวัดอุตรดิตถ์ การเรียนการสอนต้องสอดแทรก DQ ในระหว่าง การเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ 1-2 นาที เพื่อเตือนสติให้กับลูกศิษย์ ให้เป็นพลเมืองคนไทยให้มีความฉลาดทางเทคโนโลยี รู้เท่าทันส่ือ สารสนเทศและดจิ ทิ ัล 25
โครงงานนกั เรยี น....สพู่ ลเมอื งทม่ี สี ว่ นรว่ ม โดย : ครูธนศภุ กิจ เชอื้ นว่ ม ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านชำทอง จงั หวดั อุตรดติ ถ์ “การสร้างศกั ยภาพนกั เรยี นใหท้ ันยคุ สมัยนนั้ ไม่ไดห้ มายความวา่ ให้ครสู อน ดา้ นเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรอื ตอ้ งใช้ เทคโนโลยีในทุกคร้งั เพราะนักเรยี นใน ยุคน้รี เู้ รอ่ื งเทคโนโลยมี ากกวา่ ครู หนา้ ที่ ท่คี รตู อ้ งทำคือการติดอาวธุ ทางปญั ญา ใหแ้ กน่ ักเรียนในยคุ นี้” สื่อดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์สามารถใช้บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และถูกประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านการศึกษา สำหรับ แลกเปลีย่ นข้อมูลขา่ วสาร และถ่ายทอดเร่ืองราวต่างๆ กบั บุคคลอน่ื ๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว ซึ่งการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 มีเปา้ หมายเพ่อื ให้นกั เรยี นสามารถเรียนรู้ และฝึกการปฏิบัติทักษะด้านต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อการพัฒนาและตอบสนองการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยส่งเสริมการ เรียนร้ตู ่างๆ ได้ตลอดเวลา อีกทง้ั ยังชว่ ยส่งเสริมการสร้างสัมพนั ธภ์ าพทด่ี รี ะหวา่ งครู และนกั เรียนอีกด้วย
ดังน้ันการนำสอื่ ดจิ ิทัลมาใช้เพอื่ เป็นช่องทางในการเรียนการสอน ท่ีเนน้ ใหผ้ ู้เรียน รู้จักการแสวงหาความรูด้ ้วยตนเองตลอดเวลาด้วยทักษะที่หลากหลาย ที่นอกเหนือจาก การถา่ ยทอดจากผู้สอน หรือตำรา ทงั้ น้ีเพ่อื สง่ เสริมการใช้สอื่ ดจิ ิทัลใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียสอดคล้องกับการเรียนการสอนใน ศตวรรษที่ 21 ที่ส่งเสริมการลง มือกระทำ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัย ทกั ษะการคิดอยา่ งมีขน้ั ตอน ไดแ้ ก่ ทักษะการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทกั ษะการคิดและ การแก้ปัญหา และทักษะการส่ือสาร ในปัจจุบันสื่อดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมตา่ ง ๆ ของโรงเรียนใหบ้ ุคคลทั้งภายในและภายนอกได้รบั ทราบความเป็นไป ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นสาร จุลสาร วารสาร โปสเตอร์ โบว์ชัวร์ ล้วนมีส่วนช่วยให้การ ประชาสัมพันธ์มีประสิทธิภาพเพิ่มมากข้ึน อีกทั้งผู้อ่านเกิดความประทับใจ เพราะสามารถเก็บเกี่ยวสาระประโยชน์ด้านต่างๆ อาทิ ด้านวิชาการ ด้านสังคม ด้านครอบครัว และอ่นื ๆ อกี มากมาย ไปใช้ในชีวติ ประจำวัน จากเหตุผลดังกล่าว นักเรียนของโรงเรียนจึงสนใจที่จะพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ เรื่อง “สารประชาสัมพันธ์ผสานความจริงเสมือน” โดยการนำเทคโนโลยีเสมือนจริงท่ี ผสาน เอาโลก แ ห่ง ควา มเ ป็น จร ิง แ ละ คว าม เส มื อน จร ิง เ ข้ า ด้ว ยกัน ผ่ าน ซอ ฟต ์ แ ว ร์ 26
และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ แสดงผลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยภาพเสมือนจริง ทปี่ รากฏขน้ึ จะมีปฏิสมั พันธก์ บั ผู้ใช้ได้ทันที ในลกั ษณะที่เปน็ ภาพเคลือ่ นไหว และมีเสียง ประกอบ โดยกระบวนการภายในของเทคโนโลยีเสมือนจริง ซึง่ ถอื ไดว้ ่าเปน็ แนวทางหน่ึง ในการพัฒนานำเทคโนโลยีทางการศกึ ษามาประยุกตใ์ ช้ในการศึกษาโดยมีวตั ถุประสงค์ 1) เพ่อื ประยกุ ต์ใช้ซอฟตแ์ วร์กับสารประชาสมั พันธ์โรงเรียน 2) เพ่อื ศกึ ษาความพงึ พอใจของการใช้ “สารประชาสัมพนั ธ์ผสานความจริงเสมือน” โดยมีขอบเขตการศึกษาค้นคว้า คือสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทสาร ประชาสัมพันธ์โดยการนำเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ผสาน เอาโลกแห่งความเป็น จริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกันผ่านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกจริง (Augmented Reality Technology) และนำมาใชง้ านทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
แผนผังข้ันตอนการดำเนินการ ผลการดำเนนิ การ จากการดำเนินงานโครงงานคอมพวิ เตอร์ประเภทซอฟตแ์ วร์ การใช้สอ่ื ประชาสัมพนั ธ์เร่ือง “สารประชาสมั พนั ธ์ผสานความจรงิ เสมือน” พบวา่ คณะครู นักเรยี น และประชาชนในชมุ ชน มีความพึงพอใจต่อการใช้สารประชาสมั พันธ์ ในระดบั มากท่ีสดุ ประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั จากโครงงาน จากการดำเนนิ งานโครงงานคอมพวิ เตอร์ การใช้สื่อประชาสัมพนั ธ์ เรอ่ื ง “สารประชาสมั พันธผ์ สานความจรงิ เสมือน” ทำใหไ้ ดร้ ับประโยชนค์ อื 27
1) โรงเรยี นมีสารประชาสัมพันธ์ผสมความจริงเสมือน ที่ทำให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ มองเห็นได้จริง 2) ครู นักเรียน และชุมชนมีความพงึ พอใจ เกิดการมสี ว่ นร่วมในการพฒั นา คณุ ภาพการศกึ ษาจากผู้ปกครองและชุมชน การสร้างศกั ยภาพนักเรยี นให้ทันยุคสมัยน้ัน ไม่ได้หมายความว่าให้ครูสอนด้าน เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือต้องใช้เทคโนโลยีในทุกครั้ง เพราะนักเรียนในยุคนี้รู้เรื่อง เทคโนโลยีมากกวา่ ครู หนา้ ทีท่ ี่ครตู ้องทำคอื การติดอาวุธทางปัญญาใหแ้ กน่ กั เรียนในยุคนี้ คือ สร้างวิธีการคิดที่ใหร้ ู้เท่าทันสือ่ สารสนเทศ และดิจิทัล ซึ่งเป็นเครื่องมือและเป็น สมรรถนะสำคัญที่พลเมืองจะใช้ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อแสดงออกทางความคิด การติดตามตรวจสอบ ต่อรองกับอำนาจรัฐ ทุนและธุรกิจสื่อ เพื่อสร้างการ เปลี่ยนแปลงให้สังคมที่ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยยึดความยุติธรรมเป็นหลักสำคัญ เพื่อแยกแยะขอ้ คิดเห็นออกไปจนเหลอื เพียงขอ้ เท็จจริงที่เกดิ ขึน้ โดยครูอาจใช้วิธีการต้ัง คำถามกบั นักเรียนทุกคร้ังว่า ขอ้ มูลจากแหล่งใด ขอ้ มูลกล่าวถงึ อะไรบ้างอาจให้นักเรียน นำข้อมูลที่ไดม้ าเปรยี บเทียบกับแหล่งอื่น ซึ่งหลายครั้งจะทำให้เหน็ ถงึ ความแตกต่างของ ข้อมลู แม้ว่าจะเปน็ เรือ่ งเดียวกนั ก็ตาม ทั้งนี้การสอนเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจทุกเรื่ องได้ ครอู าจตอ้ งสร้างสถานการณ์หรอื เสริมสร้างทักษะให้นักเรยี นอยเู่ สมอ เพื่อให้เกิดการ เปลย่ี นแปลงดา้ นระบบความคดิ อย่างแทจ้ ริง
หอ้ งเรียนแหง่ เสียงสือ่ สาร โดย : ครูธนกมล อัสถิ โรงเรยี นบางระกำวทิ ยศึกษา จังหวัดพิษณโุ ลก สังคมแห่งยุคเทคโนโลยี ความพัฒนาด้านต่าง ๆมาพร้อมกับความหลากหลาย ทางสังคม โลกแหง่ สังคมออนไลน์ถกู ตคี า่ เป็นหนทางแห่งธุรกิจและการคอรปั ชั่น ปญั หาที่ เราพบในปัจจุบันและก็ยังไม่พบทางออก และหนทางท่ีใครจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเราเป็น พลเมืองจงึ ต้องตระหนกั ถงึ ปญั หาและเป็นสว่ นในการขับเคลอ่ื นโลกใบนีใ้ ห้เกิดการพัฒนา ทถ่ี ูกต้อง และย่งั ยืนควบคกู่ นั ไป เรอ่ื งใกลต้ ัวทีม่ องไกลตัว กลโกงคอรปั ช่นั ความสุขของการเรียนรู้อาจจะไมไ่ ดอ้ ยู่ที่เนอ้ื หาแต่บางอย่างความสุขสื่อสารได้จาก รอยยิม้ ของผูเ้ รียนยิ่งมี ความสขุ มากเทา่ ไหรเ่ ขาจะเปิดใจยอมรับการเรยี นรมู้ ากเทา่ นัน้ 28
กลโกงคอรัปชน่ั ในปัจจบุ นั สกู่ ารร้เู ทา่ ทนั ส่อื และเทคโนโลยอี ยา่ งชาญฉลาดสื่อสารถึงใจ เป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน โดยใช้เกมพันธุแ์ ท้ MIDL มาใช้เพือ่ กระตุน้ ความ สนใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นและทัศนคติ ช่วยกันตั้งคำถามคำว่า ” ส่ือ” ในมมุ มองของแต่ละคนคอื อะไร ให้เขาสนกุ กบั การตั้งคำถามและสนทนาตอบโต้กัน เกมท่ใี ช้ทำให้ช่วยดงึ สมาธขิ องผู้เรียน ใหเ้ ขา้ มาสู่เรื่องที่เราสื่อสารการสื่อสารสามารถทำ ได้หลายวิธสี ำหรับกิจกรรมแรกนเ้ี ราสอื่ สารผ่านเกมซึ่งทำให้เขาสรุปและเข้าถึงสื่อได้ง่าย ขึน้ และพร้อมจะเรียนรู้กบั เราไปเร่ือยๆ กจิ กรรมโยงใยสัมพันธ์สือ่ สารตา้ นโกง กิจกรรมนเี้ ป็นการบูรณาการเชอ่ื มโยงการใชส้ ่อื กับการทุจริตท่ีเกดิ ข้นึ ในปัจจุบันใหเ้ ห็น ภาพง่ายๆโดยใหเ้ ขาดวู ีดโี อหลกั การต้งั ทุจรติ ปลกู จติ สำนึกตา้ นโกง ให้เขาได้รจู้ กั การ ทุจรติ ในรูปแบบตา่ งๆผ่านสื่อเช่น ทุจริตเงนิ คนจน ทจุ ริตนมโรงเรยี น ทจุ รติ เงนิ อาหาร กลางวนั ทจุ รติ การเข้าทำงาน ทุจรติ การเลอ่ื นตำแหน่ง ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นร้รู ่วมกันว่าส่อื ท่ี
เราใช้ในชวี ติ ประจำวันสามารถทำให้สอ่ื ไปในทางทุจริตได้ และอาจจะเกิดข้ึนในรปู แบบ ของสอื่ ได้อยา่ งไรบ้าง ให้ผเู้ รียนสามารถวิเคราะห์สือ่ ทีส่ ่อไปในทางทุจริตได้ สามารถ นำไปแลกเปล่ยี นความร้กู ับเพอ่ื นๆเพ่ือรเู้ ท่าทันส่อื กบั การทุจรติ คอรปั ชน่ั กจิ กรรมสง่ิ ทเี่ สียไป จากทผ่ี ู้เรียนไดว้ ิเคราะห์เชอื่ มโยงสื่อกับการทุจริตท่เี กิดขนึ้ ในปัจจุบัน ให้นักเรียน ได้ทำกิจกรรม สิ่งที่เสียไป ส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกายของเราบ้างและให้แต่ละกลุ่ม นำเสนอเพอ่ื แลกเปลี่ยนเรียนรเู้ พือ่ ให้เหน็ ขอ้ แตกต่างของกันและกนั และนำข้อมูลท่ีได้มา วิเคราะห์ แบบเท่าทันสื่อดิจิตอลอย่างถูกวิธีผู้เรียนให้ความสนใจสนกุ สนานแสดงความ คิดเหน็ ไดอ้ ยา่ งมีเหตุมผี ลและรเู้ ท่าทันถงึ โทษของการใช้สือ่ แบบผดิ วธิ ี 29
กจิ กรรมสง่ ทา้ ยเรียนรูส้ ือ่ สารถงึ กัน เมื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านวิธีการสอนในรูปแบบต่างๆทำให้เข้าใจความ แตกต่างและความหลากหลายของผู้เรียน เป็นโจทย์ที่ท้าทายในการสร้างผู้เรียนให้เป็น คนดีที่มีกระบวนการคิดแบบมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ มากในปัจจุบันฉะนั้นการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ครูคือผู้ เสรมิ สรา้ งทักษะตา่ งๆผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสรา้ งสงั คมทด่ี คี อื การปลกู ฝงั ให้ผู้เรียน มีทกั ษะในการเข้าถงึ ส่อื เพราะส่อื สงั คมมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์สอื่ การใช้ส่ือแบบถูก วิธี ในขั้นต่อไปจะชวนนักเรียนลองออกแบบการสร้างสรรค์สื่อเพื่อให้เขาได้เรียนรู้จริง ผา่ นการลงมือทำความสขุ ของผเู้ รยี นจงึ ไมไ่ ดจ้ ำกัดแคใ่ นห้องเรียนอีกตอ่ ไป ครธู นกมล อสั ถิ ครโู รงเรยี นบางระกาวิทยศกึ ษา พิษณโุ ลก ครเู ช่ือว่าการศึกษาไมไ่ ด้จากดั เพียงแค่ความคิดของครคู นเดียวเท่านนั้ แต่การศึกษาคือ \"การร่วมกนั ตงั้ คาถามซึ่งเป็นสิ่งสาคญั ของการเรียนรู้ ฉะนัน้ ทกุ คนสามารถเรียนร้ไู ด้\" เสียง สื่อ สาร
การเปล่ยี นแปลงทางด้านเทคโนโลยีนนั้ สำคญั ไฉน!! โดย : ครูไพบูลย์ วงคเ์ มอื งคำ โรงเรียนบา้ นบงึ หล่ม จังหวดั กำแพงเพชร “การรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื สารสนเทศ อยา่ ง ปลอดภัย และสามารถสร้างสรรคส์ ่อื สารสนเทศไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพนน้ั ควรอยู่ ภายใตข้ ้อตกลงการใช้งานรว่ มกัน โดยไม่ขดั ต่อข้อกฎหมาย หรอื พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซงึ่ เปน็ กฎระเบียบท่ีพวกเราทกุ คนท่ีอยู่ร่วมกัน ในสงั คมตอ้ งเคารพ และปฏบิ ตั ติ ามอยา่ ง เคร่งครัด” เทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อกระบวนการ กิจกรรมของมนษุ ยใ์ นหลายๆด้าน เชน่ สงั คมความเป็นอยู่ การปกครอง เศรษฐกิจ แม้แต่ ด้านการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วได้ ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจ ภาคการผลิต ภาคการบริการและ คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมใน หลายๆด้าน เป็นทั้งเครื่องมือที่ผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจมีการพัฒนา รวมถึ ง เปลีย่ นแปลงรูปแบบการดำรงชวี ติ ของมนุษย์ อย่างไรกต็ ามเทคโนโลยีเองก็สามารถส่งผล 30
กระทบในด้านที่ไม่ต้องการเช่น การสร้างมลพิษหรือการเกิดส่วนเกินจากการผลิตที่ไม่ ต้องการกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีกลายเป็น เครื่องมือในการแก้ปัญหาตา่ งของมนุษยแ์ ต่ในขณะเดียวกนั ก็สรา้ งปัญหารูปแบบใหม่ๆให้ เกิดขึ้นด้วย การทำความเข้าใจแนวโน้มการพัฒนา เทคโนโลยีจำเป็นตอ้ งมองระยะยาวมากขน้ึ เพ่ือสะท้อน ภาพการพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ด้านบวก มากกว่าจะกลายเปน็ ผลเสียต่อสังคมโดยรวม “ตระหนักรู้ ตระหนกั คดิ ใชช้ วี ติ ยุคดิจทิ ัล” การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ทําได้โดย การรักษาข้อมูล สว่ นตวั ไม่ละเมิดความเปน็ ส่วนตัวของผู้อน่ื ก่อนแสดงความคิดเห็น หรือวิจารณ์ผู้อื่นใน สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ให้ตระหนัก ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น ไม่ เขียนข้อความ หยาบคาย ไม่แชร์ หรือโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม รวมถึงป้องกัน การ เข้าถึงข้อมูลจากผู้อื่นโดยตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือรหัสผา่ น ที่ผู้อื่นไม่สามารถคาดเดา ได้ง่าย แต่ตนเองจะต้องจดจําได้งา่ ยดว้ ย ทั้งนี้ต้องติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส ไม่ติดตั้งโปรแกรมที่ ดาวน์โหลดจาก อินเทอร์เน็ตที่ไม่ทราบที่มาหรือจากแหล่งที่ไม่น่า เชื่อถือในเครื่องคอมพิวเตอร์เพ่ือ ป้องกันมัลแวร์ ไม่เปิดไฟล์ที่แนบ มากับอีเมลจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และติดตั้งโปรแกรม แก้ไขจุดบกพร่อง ของระบบปฏิบัติการ ที่เรียกว่า อัปเดต (Update) หรือ แพทช์
(Patch) อยา่ งสม่าํ เสมอ รวมถึงการใชส้ ือ่ หรือแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ ตามขอ้ ตกลงการใช้ เชน่ การใชส้ ญั ญา Creative Commons ตามประเภทของสญั ญาให้ ถูกตอ้ ง การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ในชั่วโมงน้ี ครูได้เปิดรูปภาพการละเมิดสิทธิผู้อ่ืน ผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งจาก ภาพเป็นภาพผู้หญิงกำลังนั่งใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ โดยทำกิจกรรมหลายๆอย่างผ่าน ทางคอมพิวเตอร์ เช่น การกรอกข้อมูลสมัครงาน การเล่นเฟสบุ๊ค เป็นต้น และใน ขณะเดียวกันด้านหลังคอมพิวเตอร์ก็เป็นรูปผู้ชายใส่เสื้อลาย และผ้าคาดตา คล้ายกับ นักโทษ นำมอื ลว้ งข้อมูลผา่ นหลงั ขอคอมพวิ เตอร์ของผู้หญงิ ท่ีทำงานผ่านคอมพิวเตอร์อยู่ ในขณะนัน้ เมื่อดูภาพเป็นเวลา 5 นาที ครูจึงตั้งคำถามกับนักเรียนว่า “จากภาพนักเรียน รู้สึกอย่างไร ถ้าโดนกระทำ หรือถ้าเป็นผู้กระทำ” แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นตาม หัวข้อดงั กลา่ ว ข้ันตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ 1. แบง่ ผู้เรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน และให้ตัวแทนออกมารบั ใบกิจกรรม ที่ 1.1 เรอื่ งเจอสถานการณ์อย่างน้ี ต้องทำอย่างไร และบัตรกจิ กรรม กล่มุ ละ 1 เรื่อง 31
2. ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์ สถานการณ์ในบัตรกิจกรรมที่ได้รับ และศึกษาความรูเ้ พิม่ เติมจากหนังสือ เรียน และค้นหาขอ้ มูลจากแหล่งอื่นๆ ในหัวข้อทีเ่ กี่ยวข้อง แล้วตอบคำถาม ตามหวั ขอ้ ในใบกจิ กรรมท่ี 1.1 3. ให้แตล่ ะกล่มุ สง่ ตวั แทนมาสรปุ หัวขอ้ ใน สถานการณข์ องตนเองหนา้ ชัน้ เรียน 4. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุป แนวคดิ ในการปอ้ งกนั ไมใ่ ห้เกิด ปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์ ในบัตรกิจกรรม 5. ผู้สอนเปดิ ภาพและวีดโิ อผลกระทบท่ีเกิดขนึ้ จากการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างไมถ่ กู ตอ้ ง และผิดขอ้ ตกลง หรือ พ.ร.บ. คอมพวิ เตอร์
6. ผสู้ อนและนกั เรยี นรว่ มกนั แชร์ประสบการณ์เกย่ี วกับผลกระทบท่ีเกดิ ข้นึ จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไมถ่ กู ตอ้ ง 7. ผสู้ อนสรุปความคดิ รวบยอดใหก้ บั นกั เรียนเห็นถงึ การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอยา่ งปลอดภัย และการใชส้ ่ือและแหล่งข้อมลู ตามข้อกำหนด บทสรปุ จากการจดั กิจกรรม บทสรุปในการจัดกิจกรรมในคร้ังนี้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและตระหนักถึง การใช้งาน และการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ อย่างปลอดภัย และสามารถสร้างสรรค์ส่ือ สารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ข้อตกลงการใช้งานร่วมกัน โดยไม่ขัดต่อข้อ กฎหมาย หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่พวกเราทุกคนที่อยู่ร่วมกันใน สังคมต้องเคารพ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อดำรงความเป็นอยู่อย่างคู่ขนานกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ซ่ึงเป็นสงิ่ ทที่ กุ คนหลีกเลย่ี งไม่ได้ในสงั คมยุค ปจั จบุ นั และในอนาคตตอ่ ไป 32
ปิ ดตาราเรยี น...เปิ ดโลกแห่งการเรียนรใู้ หม่ สู่ “ห้องเรียน MIDL” “โลก...ยุคใหม่ คอื โลก ความก้าวหน้า โลก...พัฒนา เทคโนโลยี ทันสมยั โลก...เปลยี่ นแปลง คนตอ้ งรู้ ควบคู่ไป โลก...ก้าวไกล เพราะทกุ คน รเู้ ท่าทนั รู.้ ..อะไร ไมเ่ ทา่ รคู้ วามคิด เท่า...ทนั ชวี ติ มจี ิต คดิ สรา้ งสรรค์ โดย : ครณู ัฐวุฒิ สุดจิตร์ ทนั ...สมยั รูจ้ ักสื่อ มีภูมิคมุ้ กัน โรงเรยี นนครไทย จังหวดั พิษณโุ ลก สื่อ...ดจิ ทิ ัล ดาบสองคม ถ้าคิดเปน็ ” โลกแห่งศตวรรษที่ 21 คอื โลกแห่งความ ก ร ะ บ ว น ก า ร ค ิ ด อ ย ่ า ง มี ว ิ จ า ร ณ ญ า ณ เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง แ ล ะ พ ั ฒ น า ใ น ด ้ า น ข อ ง ส่ื อ การคดิ แก้ปัญหาเชิงสรา้ งสรรค์ ซึง่ ถอื เป็น เทคโนโลยีและดิจิทัล อย่างไม่สิ้นสุดภายใต้ กระบวนการคิดที่มีความสำคัญและ ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดผลต่อสังคมทั้งใน จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพลเมืองในโลกยุค เชิงบวกและเชิงลบ เพราะทุกคนน้ันเรียนร้ไู ด้ ปจั จบุ นั เม่อื ตอ้ งเผชญิ กับเหตกุ ารณ์ต่างๆ ต่างกัน ซึ่งอาจเกิดจากทัศนคติ มุมมอง หรือ ที่เป็นปัญหาจะช่วยในการตัดสินใจเลือก ความเชือ่ ทีแ่ ตกตา่ งกัน แต่ส่ิงทส่ี ำคญั คอื การ กระทำสง่ิ ต่างๆ ได้อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม ที่จะทำอยา่ งไรให้คนไทยรู้จกั คิดและสามารถ แก้ปัญหาต่างๆ ที่ตนประสบอย่างเหมาะสม ผู้เรียนในยุคศตวรรษที่ 21 นั้น ส อ ด ค ล ้ อ ง ก ั บ ส ั ง ค ม ย ุ ค ป ั จ จ ุ บ ั น ไ ด ้ น้ั น จำเป็นต้องมีทักษะที่จำเป็นเพื่อให้เป็น จำเป็นต้องเป็นบุคคลท่ีมีความฉลาด สามารถ เครื่องมือในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะใน แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผล การ ศตวรรษท่ี 21 เป็นความสามารถพิเศษที่ แกป้ ัญหาต่างๆ ใหป้ ระสบความสำเร็จนั้นต้อง เด็กจะต้องพัฒนา เพื่อให้สามารถเตรียม อาศัยความสามารถในการคดิ อย่างเป็นระบบ ตัวสำหรับความท้าทายในการทำงานและ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิด การดำรงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 นั้นคือ แก้ปัญหาเชงิ สร้างสรรค์ ซึ่งถอื เปน็ 3Rs8Cs กระบวนการคิดที่มีความสำคัญและจำเป็น
3Rs 8Cs ทักษะด้านการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ญั หา (Critical Thinking and Problem Solving) Readind : อำ่ นออก ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม Writing : เขยี นได้ (Creativity and Innovation) ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรมต่างกระบวนทัศน์ Arithenmatics : คดิ เลขเป็น (Cross–cultural Understanding) ทักษะด้านความรว่ มมอื การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ (Collaboration Teamwork and Leadership) ทกั ษะด้านการสอ่ื สาร สารสนเทศและรูเ้ ท่าทันส่อื (Communications Information and Media Literacy) ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing and ICT Literacy) ทกั ษะอาชีพและทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and Learning Skills) ความมีเมตตา กรุณา วนิ ัย คุณธรรมจรยิ ธรรม (Compassion) พฒั นาหอ้ งเรยี น MIDL ด้วยกิจกรรมการเรียนรูเ้ ชงิ สถานการณ์ กสิจถการนรกมากราณรเ์ รียนรู้เชิงสถานการณ์ ค วา ม ร ู ้ด้ วยก า รมี ปฏิ สั มพ ันธ์ ระห ว่างกลุ่ม เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จรงิ ผู้เรียนกับครูผู้สอน มีการทำกิจกรรมร่วมกัน ห ร ื อ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ์ จ ร ิ ง จ า ก ก า ร ใ ช ้ สื่ อ ซ่ึงประกอบดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรู้ อนิ เทอรเ์ น็ตในชีวติ ประจำวนั ภายใต้บริบท 5 ข้นั ตอน ดังนี้ ท ี ่ ส ม จ ร ิ งแ ล ะ ส อ ด ค ล ้ อ งก ั บ ก า ร ด ำ เ นิ น 1) ขั้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา เป็น ชวี ติ ประจำวัน เนน้ กระบวนการท่ีให้ผู้เรียน ขั้นที่ให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจและรับรู้ ได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ค้นหาคำตอบของ เกย่ี วกบั ปญั หาการใช้สอ่ื ในชีวติ ประจำวัน คือ ปัญหาและสร้างความรู้ขึ้นมาจากความ สอ่ื อนิ เทอร์เน็ต ร่วมมือระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยน 2) ขน้ั วิเคราะหแ์ นวทางและแก้ปญั หา เป็น ทัศนคติและมุมมองระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ข้นั ที่ใหผ้ ู้เรยี นวเิ คราะห์ขอ้ มูลและเน้ือหาจาก ส่งผลใหผ้ ู้เรยี นเข้าถงึ ประสบการณท์ ี่เกิดขึ้น สื่ออินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน พร้อม จริง มีการวิพากษ์และการสะทอ้ นความคดิ ร่วมกันกำหนดปัญหา วิเคราะห์สาเหตุของ อย่างสร้างสรรค์และสามารถถ่ายทอดสิ่งท่ี ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาอย่าง ตนเองรแู้ ละเข้าใจ เหมาะสม แลกเปลี่ยนความร้รู ่วมกัน 33
3) ขน้ั แสดงความรู้ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนนำเสนอประเด็นปัญหา ผล จากการวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางการ แก้ปัญหาการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตใน ชวี ติ ประจำวนั 4) ขน้ั ประยกุ ตใ์ ช้ประสบการณ์ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนร่วมกนั แกป้ ัญหาจากการใช้ สื่ออินเทอร์เน็ต เพื่อการรู้เท่าทันสื่อใน สถานการณ์ใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สัมพันธ์กับ องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อในด้านการ เข้าถึงสื่อ การวิเคราะห์สื่อและการประเมินค่า สื่อ โดยใช้หลักการและวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ เรยี นรมู้ าแลว้ ในสถานการณใ์ หม่ 5) ข้นั ประเมนิ ผล เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำเสนอประเด็นปัญหาและ แ น ว ท า ง ก า ร แ ก ้ ป ั ญ ห า จ า ก ก า ร ใ ช ้ ส่ื อ อนิ เทอรเ์ น็ตในชีวิตประจำวันอยา่ งเป็นขั้นตอน โดยให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในด้านการใช้สื่อ อินเทอร์เน็ตจากสถานการณ์จริงใน ชีวิตประจำวนั นั่นคือ การใช้สื่อสงั คมออนไลน์ ในชีวิตประจำวันอันประกอบด้วย Facebook Line Instagram Twitter ฯลฯ
มุมมองของครู... ถอดบทเรยี นแห่งการเรียนร้.ู .. การที่ครูเปลี่ยนบทบาทจาก มมุ มองของนักเรยี น... ผู้บรรยายให้ความรู้ มาเป็นผู้ให้ความ ช่วยเหลือหรือแนะนำแนวทางในการ “ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับส่ือ เรียนรู้ โดยเน้นให้นักเรียนสร้างความรู้ เทคโนโลยีและดิจิทัลตลอดเวลา เพียงแค่เรารู้จกั ด้วยตนเอง ถือเป็นการเรียนรู้ที่มี ใช้มันให้เกิดคุณคา่ บางทีการเรียนรู้ไม่จำเป็นตอ้ ง ความหมาย การทค่ี รเู ปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียน อยใู่ นห้องเรียน” ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ลองผิดลองถูกถือเป็น การเปิดโลกทศั น์และมุมมองใหม่ๆ ทำให้ นายชยั ธวชั ขัทมาร ผู้เรยี นไดค้ ้นพบประสบการณ์และพัฒนา ประธานสภานักเรยี น 2561 เป็นความรู้ใหม่ที่จะเกิดเป็นความรู้ท่ี จากนั้นสอดแทรกกระบวนการตาม คงทน องค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อของ UNESCO ซึ่งประอบด้วย 1) การเข้าถึงสื่อ/ ในด้านของการพัฒนานักเรียนให้ การใช้สื่อ 2) การวิเคราะห์สื่อ 3) การ รู้เท่าทันสื่อ เทคโนโลยีและสาระสนเทศ ประเมินค่าสื่อ และ 4) การสร้างสรรค์ส่ือ อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สอนเชื่อว่าสิ่ง ทั้งนี้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้ถึงผล สำคัญจำเป็นต้องให้ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้จาก ของการใช้สื่อเทคโนโลยีที่เป็นปัญหาทาง สถานการณ์จริง โดยอาศัยกรณีศึกษา สังคมในปัจจุบัน สามารถสร้างความตระหนัก จากเหตุการณ์หรือข่าวสารสำคัญมาเปน็ รู้ เกดิ เจตคตทิ ี่ดตี ่อการใชส้ ่ือมากขนึ้ ส่งผลให้ จดุ ต้ังตน้ ในการเรยี นรู้ นักเรียนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และเป็น บุคคลแห่งคุณภาพในโลกยคุ ศตวรรษท่ี 21 “ เ พ ร า ะ ก า ร ใ ช ้ ช ี ว ิ ต ต ้ อ ง ร ู ้ เ ท ่ า ท ั น ส่ื อ เทคโนโลยแี ละดจิ ิทลั ...” 34
“โลกหมนุ เรว็ ขนึ้ …. หรอื มนษุ ยห์ มนุ ใหโ้ ลกเรว็ ข้นึ ” โดย : ครูลลติ ตา สุปินะ โรงเรียนเนนิ มะปรางศกึ ษาวิทยา จงั หวดั พิษณุโลก สังคมปัจจุบันเราต่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สื่อเทคโนโลยีไม่จำเป็นต่อวิถี ชีวิตประจำวันของเราทุกคน ทุกสังคม เพราะไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลกนี้ ต่างมีสื่อและ เทคโนโลยแี พรก่ ระจายไปทกุ ๆสว่ นของพื้นที่ ซึง่ สิ่งสำคญั ท่ีทำให้เทคโนโลยีขยายตัวเป็น วงกวา้ งและอยา่ งรวดเร็วนน้ั เนอ่ื งจากเทคโนโลยชี ่วยอำนวยความสะดวกสบาย สามารถ เข้าถึงง่ายและรวดเร็วทนั ใจ ดงั น้นั มนุษยท์ กุ เพศ ทกุ วัยต่างกพ็ ร้อมทีจ่ ะเรยี นรูแ้ ละเข้าถงึ มันตลอดเวลา หากนับย้อนหลังไปสัก 20 ปีกว่า ช่วงที่สื่อ เทคโนโลยีกำลังเข้ามา ในขณะทโ่ี ลกกำลงั หมนุ ไปอยา่ งช้าๆ แต่เมื่อมสี ่งิ เหลา่ นีเ้ ข้ามา กลายเป็นว่าส่ิงมีชีวิตต้อง ปรับตวั เรียนรู้ท่จี ะอย่กู บั มันใหไ้ ด้ ร้จู ักใชป้ ระโยชนจ์ ากมนั ใหไ้ ด้ แมว้ ่าการเข้าถงึ จะจำกดั เฉพาะในกลุม่ ผูใ้ ช้บางกลุ่มคนเท่านัน้ เนื่องจากมีราคาสูง และตอ้ งใชท้ ักษะในการเรียนรู้ ทีค่ อ่ นข้างสงู เช่นกัน แตใ่ นขณะปัจจุบัน การแขง่ ขนั ทางดา้ นธุรกิจและเทคโนโลยีมีอัตรา สงู ข้ึน ทำใหเ้ กดิ การแข่งขนั พฒั นาศกั ยภาพของส่อื
เทคโนโลยีมากขึน้ ด้วย เพื่อให้ลกู ค้าหรือผู้ใช้บรกิ ารสามารถเข้าถงึ ได้อย่างทั่วถึง อีกท้ังมีราคาถูกลง หาซอื้ ง่าย ใชค้ ล่อง และไม่ตอ้ งใชท้ ักษะหรอื การเรยี นรนู้ าน จงึ เป็นผล ให้ คนทุกกลมุ่ เข้าถงึ เทคโนโลยไี ดโ้ ดยง่าย รวมถงึ นักเรยี นของครูกเ็ ช่นกนั …. “นักเรียนคะ…หนเู ริ่มใชส้ ่ือเทคโนโลยีครัง้ แรก เมื่อไหร่คะ?” ครูถามนักเรยี น ในชั้นเรยี น “ผมเร่มิ ดูการต์ นู ต้งั แตต่ อนเดก็ เลยครับ” “หนูมีโทรศพั ท์เป็นของตัวเองครงั้ แรก แม่ซือ้ ให้ตอน ป.6 ค่ะ” นักเรียนท่ีน่ารัก ของครตู อบ จากคำตอบของเด็กๆ ทำให้นึกย้อนไปถึงชวี ติ วัยเด็กของครูในวันท่ีมีโทรศพั ท์เครื่องแรก เมื่อตอนสมยั เรยี นมหาวิทยาลัยชัน้ ปีที่ 1 ถ้าไม่หากมีไว้เพื่อความจำเป็นสำหรับไว้ติดต่อ กับทางบา้ น คร้ังนัน้ ก็คงยงั ไมม่ โี ทรศัพทเ์ ครอื่ งแรกของครู และยง่ิ ไปกวา่ น้นั ความบันเทิง เดียวทม่ี อี ยูใ่ นโทรศพั ท์เครื่องน้ันก็คือ เกมงู เมื่อเปรยี บเทียบระหว่างส่ือและเทคโนโลยีตอนนั้นกับตอนน้ี ช่างมีความแตกตา่ ง กันมากเหลือเกิน เพราะทุกวนั นโ้ี ทรศพั ทห์ รอื สอ่ื เทคโนโลยตี ่างๆ สามารถทำได้เกือบทุก สิ่ง ไม่ต้องเดินทางไปเองก็สามารถทำธุรกรรมต่างๆได้ โอนจ่าย ถอนเงิน การธนาคาร และความบันเทงิ กค็ รบครนั อกี ท้งั อย่หู า่ งไกลกนั ก็สามารถเห็นหนา้ ผ่านแอปพลเิ คชนั่ ได้ อีกด้วย เช่น Face Time, LINE, Messenger เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สื่อและ เทคโนโลยีจะช่วยอำนวยความสะดวกมากในชีวิตประจำวัน แต่หากเราใช้อย่างไม่ ระมัดระวัง อาจจะกอ่ ใหเ้ กดิ โทษมากกวา่ ประโยชน์ก็เปน็ ได้ ในหอ้ งเรียนยามว่าง 35
พักกลางวันหรือในชั่วโมงเรียน นกั เรยี นหลายคนมักใช้เวลากับสอ่ื ต่างๆเหล่าน้ีเป็นอย่าง มาก จากการสอบถาม สมั ภาษณ์นักเรียนในชนั้ เรียน โดยเฉลี่ยใน 1 วัน รอ้ ยละ 80 ของ นกั เรยี น ใชช้ ีวติ อยกู่ บั สือ่ และเทคโนโลยีวันละ 8-9 ช่วั โมงต่อวัน ซ่งึ ส่ิงทีน่ กั เรียนมักจะใช้ อยูเ่ สมอ จัดลำดบั ได้ ดงั น้ี เกมออนไลน์ แอปพลิเคชั่น เช่น YouTube, Facebook, LINE ซีรี่ย์, ภาพยนตร์ ละคร เป็นต้น จากการสำรวจเบ้ืองตน้ พบวา่ นักเรยี นให้ความสนใจกบั สอ่ื ความบนั เทิง เพอื่ การ พักผ่อน คลายเครยี ดเปน็ หลกั แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม ยังคงเช่อื ว่า มีนักเรยี นอีกหลายคนที่บอก ถึงสื่อที่เข้าถึงได้ไม่ท้ังหมด เพราะส่วนใหญ่เป็นสื่อด้านมืด ไม่กล้าเปิดเผยต่อสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น สื่อลามกอนาจาร คลิปล้อเลียน รวมไปถึงการกลัน่ แกล้งต่างๆบนโลกไซ เบอร์ (Cyberbullying) ฯลฯ ทั้งนี้ เด็กๆทุกคนจึงควรได้รับคำแนะนำให้รู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศและดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความฉลาดทางดิจิทัล (DQ: Digital Intelligence) ซึ่งเปน็ ความสามารถทีจ่ ะทำให้ทกุ คนปรบั ตวั เข้ากบั สงั คมดิจิทัล มีทักษะ ทศั นคตแิ ละค่านิยมที่จำเปน็ ตอ่ การใช้ชีวติ ในฐานะสมาชกิ ของโลกออนไลน์ เพราะหากไม่ รู้จักใช้สอ่ื ดจิ ทิ ัลต่างๆอย่างถกู วธิ แี ลว้ อาจทำใหเ้ ด็กตกเปน็ ทาสของส่ือ กจิ กรรมท่ี 1 : คิดใหด้ กี ่อนแชร์การสรา้ งความฉลาดทางดจิ ทิ ลั การสร้างทกั ษะและความฉลาดทางดิจิทัลเปน็ หลักการสำคัญในการสร้างเกราะ ป้องกันภัยออนไลนใ์ หแ้ ก่นักเรียนได้หลากหลายดา้ น เชน่ การกล่นั แกล้งบนโลกออนไลน,์ การถูกล่อลวงออกจากสื่อสังคมออนไลน์, ปัญหาเด็กติดเกม, การเข้าถึงสื่อลามก ภาพ คลิปวดี โิ อทีย่ ั่วยอุ ารมณ์ เปน็ ต้น ดังนน้ั ภาระหน้าท่ีอกี อยา่ งหน่ึงของครูคอื สร้างพลเมือง ยุคใหม่ให้รู้จักการคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณ (Critical Thinking) รู้เท่าทันส่ือ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287