185 จึงจะถูกต้องและเชื่อถือได้ ซ่งึ พวงรัตน์ ทวรี ตั น์ (2538 : 160) ได้เสนอวา่ สถิติอ้างอิงแบ่งออก ได้เปน็ 2 ประเภทย่อย ๆ คือ สถิติประมาณ (Estimation Statistics) เป็นสถติ ิทใี่ ช้ประมาณ คา่ พารามิเตอร์ เช่น ใช้คา่ ประมาณค่า และสถิติทดสอบ (Test Statistics) เปน็ สถิตทิ ่ีเกย่ี วกับ การทดสอบสมมติฐานมี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ สถิตแิ บบพาราเมตริก (Parametric Statistics) คือ การทดสอบเกีย่ วกบั พารามิเตอร์ของประชากร เชน่ แบบทดสอบ ������ = 4 หรอื ไม่ และสถติ แิ บบ นอนพาราเมตรกิ (Non-Parametric Statistics) คอื การทดสอบที่ไมเ่ กย่ี วกับพารามิเตอรข์ อง ประชากร เชน่ ทดสอบวา่ ตัวแปร 2 ตัวเปน็ อสิ ระซง่ึ กนั และกันหรือไม่ ในเอกสารประกอบการเรียนการสอนเลม่ น้จี ะกลา่ วเฉพาะสถิติอา้ งองิ ที่นยิ มใชใ้ นการ ทดสอบสมมติฐานในการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ ไดแ้ ก่ t-test, Z-test, F-test และ ������2-test ซึง่ สถติ ิ 3 ตัวแรกเป็นสถิติแบบพาราเมตริก ส่วนสถิตติ วั หลังคือ ������2-test เป็นไดท้ ั้งสถิตแิ บบ พาราเมตริกและนอนพาราเมตริก สาหรับสถติ อิ ้างองิ ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ จะใช้ในการทดสอบเก่ียวกบั คา่ เฉล่ยี การทดสอบเก่ียวกับความแปรปรวน การทดสอบเกี่ยวกบั จานวนหรอื ความถ่ี และการ วเิ คราะห์การถดถอย 8.6.1 การทดสอบเกีย่ วกบั ค่าเฉลยี่ การทดสอบเกย่ี วกับคา่ เฉล่ยี เป็นการทดสอบสมมติฐานเกยี่ วกบั คา่ เฉลย่ี ของประชากร จาแนกได้เปน็ 3 ลกั ษณะ คอื (สุวมิ ล ตริ กานนั ท.์ 2549 : 227 – 238) 8.6.1.1 การทดสอบค่าเฉลย่ี ของกลมุ่ ตัวอยา่ งกลุม่ เดยี ว (One – Sample) วัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือทราบว่าค่าเฉล่ีย (x̅) ของกลมุ่ ตวั อย่างทส่ี ุ่มมาศึกษาน้นั เทา่ กับ คา่ เฉลี่ยของประชากร (������) หรอื ไม่ เทคนิคทางสถติ ิจะใช้ทดสอบมไี ด้ 2 อยา่ ง คือ Z-test และ t-test โดยมีเงือ่ นไขดังนี้ กรณที ี่ 1 สาหรับกลุ่มตวั อย่างขนาดใหญ่ (n ≥ 30) ใช้ Z-test ซ่ึงมสี ตู ร ดังน้ี เม่ือทราบคา่ ของประชากร Z = x̅−������ สูตร 1 σ √n เมอื่ ไม่ทราบค่าของประชากร Z = x̅−������ สตู ร 2 s √n กรณที ี่ 2 สาหรับกลมุ่ ตัวอย่างขนาดเล็ก (n < 30) ใช้ t-test ซ่งึ มสี ตู ร ดังนี้ x̅ −������ t = s , df = n - 1 √n เมื่อ ������ = ค่าเฉลย่ี ของประชากรทร่ี คู้ ่าแลว้ x̅ = ค่าเฉลยี่ ของกลุ่มตัวอย่าง
186 σ= ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร s= ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐานของกลุ่มตวั อย่าง n= จานวนคนในกลุม่ ตวั อย่าง ข้อตกลงเบ้อื งต้นของทง้ั 2 กรณี คอื กลุ่มตวั อยา่ งตอ้ งไดม้ าจากการสุ่ม จากประชากรทม่ี ีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ ค่าของตวั แปรตามเป็นอสิ ระต่อกนั และไมท่ ราบคา่ ความ แปรปรวนของประชากร แต่ทราบคา่ ความแปรวนของกลุ่มตัวอย่าง ตัวอย่าง จากรายงานการวิจยั เกี่ยวกบั ความถนัดทางการเรยี นของนักศกึ ษาวิทยาลัยชมุ ชน แห่งหนึ่ง ปรากฏวา่ คา่ เฉล่ียเปน็ 100 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปน็ 16 ตอ่ มาครูคนหนงึ่ ได้สุม่ นักศกึ ษาวิทยาลยั ชุมชนแห่งน้ีมา 64 คน ใชแ้ บบวัดความถนดั ทางการเรยี นกับนักศึกษากลุ่มน้ี ปรากฏวา่ ไดค้ า่ เฉล่ีย 121 อยากทราบว่าความถนัดทางการเรียนของนักศึกษากลุ่มน้เี พ่ิมจากทีเ่ คยมี ผ้ทู าวจิ ยั อยา่ งมีนัยสาคญั ทรี่ ะดบั .01 หรือไม่ วิธที า โจทยก์ าหนดให้ ������ = 100 คะแนน σ = 16 คะแนน x̅ = 121 คะแนน n = 64 คะแนน ทดสอบสมมตฐิ านตามขัน้ ตอนดังนี้ ขน้ั ที่ 1 ตัง้ สมมตฐิ าน สมมตฐิ านการวจิ ัย : ความถนัดทางการเรียนของนักศึกษาเพมิ่ ขึ้นจากท่ีเคยมี ผู้ทาวิจยั สมมติฐานทางสถิติ : H0 : ������ = 100 , H1 : ������ > 100 ข้นั ที่ 2 กาหนดระดบั นยั สาคญั ทางสถิติ ในทก่ี าหนด α = .01 ข้นั ท่ี 3 กาหนดสถิติทีใ่ ช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน เลือกใชส้ ถิติ Z-test เพราะทราบค่าความแปรปรวนของประชากร (σ2 = 162) ขั้นท่ี 4 หาคา่ วิกฤติ โดยเปิดตารางแจกแจงแบบปกติ หรอื คา่ วิกฤตขิ องการ แจกแจง t แบบสองหาง โดยเปดิ ที่ df = ������ , α = .01 ซง่ึ จะได้ค่า Zวิกฤติ = 2.576 ขน้ั ที่ 5 คานวณคา่ สถติ ิ ได้ดงั นี้ Z = x̅−������ = 121−100 = 10.50 σ 16 √n √64 ขัน้ ท่ี 6 สรุปผลการทดสอบ คา่ Z ทีค่ านวณได้เทา่ กบั 10.50 ซ่งึ มากกว่า ค่า Zวกิ ฤติ = 2.576 จึงตัดสินใจปฏิเสธ H0 ยอมรบั H1 สรปุ ไดว้ ่า ความถนดั ทางการเรยี นของ นักศกึ ษาเพมิ่ ขนึ้ จากที่เคยมีผู้ทาวิจัยไวอ้ ยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01
187 8.6.1.2 การทดสอบค่าเฉล่ยี ของกลมุ่ ตัวอย่าง 2 กลุ่มท่เี ป็นอิสระต่อกนั (Independent Samples) แยกไดเ้ ปน็ 2 กรณี 1) สาหรบั กลมุ่ ตัวอย่างขนาดใหญ่ (n ≥ 30) ใช้ Z-test หรอื t-test กไ็ ด้ ซ่งึ มีสูตรดงั นี้ เมือ่ ทราบค่า σ12 และ σ22 Z = x̅1−x̅2 สตู ร 1 √σn121+σn222 เมือ่ ไม่ทราบคา่ σ12 และ σ22 t หรือ Z = x̅1−x̅2 สูตร 2 √ns211+ns222 เน่อื งจากในทางปฏบิ ตั ิเรามักไมท่ ราบคา่ σ12 และ σ22 จึงใช้สตู ร 2 ซง่ึ ทั้ง 2 สูตรน้มี ีขอ้ ตกลงเบอ้ื งตน้ ดังนี้ 1.1) กลมุ่ ตวั อย่างแต่ละกลมุ่ ตอ้ งเป็นอสิ ระจากกัน และได้มาโดยการสุ่ม 1.2) กลมุ่ ตวั อย่างแตล่ ะกลุ่มตอ้ งได้มาจากประชากรทมี่ ีการแจกแจงเป็น โค้งปกติ 1.3) กลุ่มตัวอยา่ งแตล่ ะกลุม่ ตอ้ งไดม้ าจากประชากรแตล่ ะกลมุ่ ทม่ี ี ความแปรปรวนไมเ่ ทา่ กนั (σ12 ≠ σ22) หมายเหตุ สตู รข้างต้นน้ี ค่า df ทใี่ ช้เปิดตาราง = n1 + n2 – 2 (กรณีที่เลอื กใช้ t-test) 2) สาหรับกลมุ่ ตัวอย่างขนาดเลก็ (n < 30) ใช้ t-test ซงึ่ มี 2 ลกั ษณะคือ 2.1) ไมท่ ราบคา่ ความแปรปรวนของประชากร 2 กล่มุ และตั้งข้อตกลงวา่ (σ12 ≠ σ22) ใชส้ ตู ร t-test ดงั น้ี t= x̅1− x̅2 √{(n1−1n)1s+12+n(2n−22−1)s22}{n11+n12} หมายเหตุ คา่ df ท่ีใชเ้ ปดิ ตาราง = n1 + n2 – 2 2.2) ไมท่ ราบคา่ ความแปรปรวนของประชากร 2 กลมุ่ และตงั้ ข้อตกลงว่า (σ12 = σ22) ใช้สตู ร t-test ดงั นี้ t = x̅1− x̅2 √{ns121+ns222}
188 หมายเหตุ คา่ df ท่ีใช้เปิดตาราง คือ {ns121 + ns222} (ns121)2 + (ns222)2 n1 − 1 n2 − 1 ข้อสงั เกต ในกรณผี วู้ ิจยั ไมท่ ราบค่าความแปรปรวนของประชากรทัง้ 2 กลมุ่ ในการตัดสนิ ใจวา่ จะใช้สูตรแบบ (1) หรอื (2) ควรทดสอบค่าความแปรปรวนของประชากร ทง้ั 2 กลมุ่ ก่อน โดยใชส้ ตู ร F-test ดงั นี้ F = s21 s22 โดยใหม้ ีคา่ df ที่ใชเ้ ปิดตาราง = n1 + n2 – 2 ถา้ ค่า F ทคี่ านวณไดน้ อ้ ยกวา่ ค่า F จากตาราง แสดงว่า ความแปรปรวน ของประชากรทั้ง 2 กลมุ่ เทา่ กนั ถา้ คา่ F ทค่ี านวณไดม้ ากกว่า คา่ F จากตาราง แสดงวา่ ความแปรปรวน ของประชากรท้ัง 2 กลมุ่ ไมเ่ ทา่ กัน 8.6.1.3 การทดสอบค่าเฉลยี่ ของกลุ่มตัวอยา่ ง 2 กลุ่มที่เกี่ยวขอ้ งกัน (Dependent Samples) ใชก้ ับขอ้ มูลท่ีมีลักษณะดงั นี้ 1) เป็นขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการสอบวัดจากกลุ่มเดยี วกนั 2 ครั้ง 2) เปน็ ข้อมูลท่ีได้จากกลุม่ ตวั อยา่ งท่ีมีลักษณะเหมอื นกนั เป็นคู่ ๆ แล้วจบั แยกคู่ ไปเปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ ง 2 กลุม่ (Match Pairs) การทดสอบแบบน้กี ลุ่มตวั อย่างมักจะมีจานวนไมม่ ากนัก คือ เป็นกลมุ่ ตวั อย่างขนาดเล็ก สถิติทใ่ี ช้จึงใช้ t-test ซึ่งมสี ูตรดงั นี้ t= ∑D , df = n-1 √n ∑ D2−∑ D2 n−1 เมื่อ t = คา่ สถติ ทิ ีใ่ ชเ้ ปรียบเทียบคา่ วิกฤติจากตารางการแจกแจงปกติ เพ่ือทราบความมีนยั สาคัญ D = ผลตา่ งของคะแนนในแต่ละคู่ n = จานวนคู่
189 สูตรน้ีมีขอ้ ตกลงเบ้ืองต้น ดังน้ี 2.1) กลุ่มตวั อย่างแต่ละกลุ่มเกี่ยวขอ้ งกนั 2.2) กล่มุ ตัวอยา่ งได้มาจากการส่มุ จากประชากรทม่ี ีการแจกแจงปกติ 2.3) การแยกกล่มุ ตวั อย่างเป็น 2 กล่มุ แยกโดยการสมุ่ ตัวอย่าง การจดั อบรมการวิจยั ในชั้นเรียนให้กบั ครู 10 คน โดยวัดความรู้ก่อน การอบรม (X) และหลงั การอบรม (Y) จากแบบทดสอบฉบบั เดยี วกนั ปรากฏผลดงั ตาราง จงทดสอบว่าครูมีคะแนนหลงั การอบรมเพิม่ ขนึ้ หรือไม่ทร่ี ะดบั นัยสาคญั ทางสถิติ .01 ตาราง 8.2 แสดงขอ้ มูลคะแนนก่อนและหลงั การอบรมของครู 10 คน คนที่ กอ่ นการอบรม (X) หลกั การอบรม (Y) D D2 100 1 20 30 10 49 64 2 18 25 7 225 144 3 20 28 8 256 100 4 15 30 15 100 100 5 8 20 12 100 1238 6 3 19 16 7 10 20 10 8 15 25 10 9 18 28 10 10 19 29 10 รวม 146 254 108 วธิ ีทา ทดสอบสมมติฐาน ดังน้ี ขน้ั ท่ี 1 ตัง้ สมมติฐาน สมมติฐานการวิจยั : คะแนนหลังการอบรมการวิจยั ในชัน้ เรยี นสูงกว่า กอ่ นอบรม สมมตฐิ านทางสถิติ : H0 : μy = μx , H1 : μy > μx ขน้ั ที่ 2 กาหนดระดบั นยั สาคัญทางสถิติ ในท่ีกาหนด α = .01 ขั้นท่ี 3 กาหนดสถิติทีใ่ ช้ในการทดสอบสมมตฐิ าน เลอื กใช้สถติ ิ t-test แบบกลุ่มตวั อย่างไมม่ ีความเป็นอสิ ระต่อกนั ขน้ั ที่ 4 หาค่า t วิกฤติ โดยเปิดตารางค่า t ที่ df = 10-1 = 9 , α = .01 ทดสอบสองหางจะไดค้ ่า tวกิ ฤติ = 1.821
190 ขั้นท่ี 5 คานวณคา่ สถติ ิ ได้ดงั น้ี t= ∑D √n ∑ D2−∑ D2 n−1 = 108 √10(1238)−(108)2 10−1 = 108 √7916 = 12.109 ข้นั ท่ี 6 สรปุ ผลการทดสอบ คา่ t ทค่ี านวณไดเ้ ท่ากบั 12.109 มากกวา่ คา่ tวิกฤติ = 1.821 จงึ ตดั สนิ ใจปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 สรปุ ไดว้ า่ คะแนนหลงั การอบรม การวจิ ัยในชน้ั เรียนใหก้ บั ครสู ูงกว่าก่อนการอบรมอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 การทดสอบเกยี่ วกบั คา่ เฉลีย่ ดังกล่าวข้างต้น สามารถสรปุ ได้ว่า ตวั สถิติทใี่ ช้ในการ ทดสอบขนึ้ อยู่กับการแจกแจงของประชากร ความแปรปรวนของประชากรแบ่งออกเป็น 2 กรณี คอื 1) ทราบความแปรปรวนของประชากรใช้ Z-test 2) ไมท่ ราบความแปรปรวนของประชากรใช้ t-test และขนาดของตัวอย่างท่สี ุ่มมา 8.6.2 การทดสอบเกย่ี วกบั ความแปรปรวน การทดสอบความแปรปรวนของตัวแปรในการวจิ ยั ใชก้ ารวเิ คราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) เรยี กยอ่ ๆ วา่ ANOVA โดยใช้การทดสอบเอฟ (F-test) ตามชอ่ื ผู้คิด การทดสอบนี้ขน้ึ มาคอื Sir Ronald Fisher (กาสัก เต๊ขนั หมาก. 2553 : 174 – 178) 8.6.2.1 การใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนมี 2 กรณี คือ กรณีท่ี 1 เพ่ือทดสอบว่ากลุ่มตัวอยา่ ง 2 กลุ่ม มาจากประชากรท่ีมีความ แปรปรวนเทา่ กนั หรอื ไม่ เช่น ในการเลอื กใช้ t-test เพ่อื เปรียบเทยี บคา่ เฉลีย่ ของกลุ่มตวั อยา่ ง 2 กลมุ่ วา่ ควรจะใช้สตู รใด จึงจะถูกตอ้ งมกี ารทดสอบความแปรปรวนก่อน กรณที ี่ 2 เพื่อเปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยของประชากรมากกวา่ 2 กล่มุ ข้ึนไป หลกั การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน คือ ดูว่าขอ้ มลู จากกล่มุ ตวั อยา่ งทีส่ มุ่ มา ศึกษานนั้ มีความแปรปรวนเกิดจากแหลง่ ใดบา้ ง และมีค่าเท่าใด ซึ่งตามทฤษฎเี ช่อื วา่ ความ แปรปรวนของข้อมูลชุดหนง่ึ ๆ แยกได้เปน็ 2 ส่วน ไดแ้ ก่ 1) ความแปรปรวนระหวา่ งกลุ่ม (Variance between Group : Vb ) และ 2) ความแปรปรวนภายในกล่มุ (Variance within Group : Vw ) ซง่ึ เขียนแสดงดว้ ยสญั ลกั ษณ์ไดเ้ ปน็ V1 =Vb+ Vw เมื่อ V1 = ความแปรปรวนรวมทัง้ หมด
191 อัตราสว่ นระหว่างความแปรปรวนระหวา่ งกลุม่ กบั ความแปรปรวนภายใน กลุ่มเรียกอตั ราส่วนเอฟ (F-ratio) เขยี นแสดงสตู รไดด้ ังน้ี F = Vb Vw หรือ F = Sb2 Sw2 ส่วนท่ี 1 ความแปรปรวนระหว่างกลมุ่ (Vb) จะชบี้ อกให้ทราบวา่ คะแนนเฉลีย่ ของแตล่ ะกลุ่มเบี่ยงเบนไปจากคะแนนเฉลีย่ ของคะแนนทัง้ หมด (Grand Mean) มากน้อยเท่าใด ถา้ ความแปรปรวนส่วนนสี้ ูงแสดงวา่ คะแนนเฉลย่ี ของกลุ่มแต่ละกล่มุ จะแตกตา่ ง ไปจาก Grand Mean มากและขณะเดยี วกนั ก็จะแตกต่างกนั ระหว่างกลุม่ มากดว้ ยกรณเี ช่นน้ี F-ratio จะมคี ่ามาก ส่วนที่ 2 ความแปรปรวนภายในกลมุ่ (Vw) จะช้บี อกถงึ ความแปรปรวน ของคะแนนของสมาชกิ แต่ละคนท่ีแปรปรวนไปจากคะแนนเฉลีย่ ของแตล่ ะกลมุ่ ในการทดสอบสมมติฐาน จะต้งั สมมติฐานดังน้ี H0 : ������1 = ������2 = … = ������k H1 : อย่างนอ้ ยคา่ เฉลีย่ ของ 2 กลุ่ม แตกตา่ งกัน ถา้ F-ratio มีค่านอ้ ย โอกาสทจี่ ะยอมรบั สมมตฐิ าน H0 มีมาก ถ้า F-ratio มคี ่ามาก โอกาสที่จะปฏเิ สธสมมตฐิ าน H0 มีมาก น่ันคอื กล่าวได้ว่า ถา้ ความแปรปรวนระหว่างกลมุ่ มีมาก โอกาสที่ค่าเฉลย่ี ของแตล่ ะกลุ่มจะแตกตา่ งกนั จะมมี าก 8.6.2.2 การวเิ คราะห์ความแปรปรวนมี 2 ลักษณะ 1) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว หรือแบบมี 1 ตวั ประกอบ (One Way ANOVA) ใชศ้ ึกษาข้อมูล 1 ตวั แปร ซงึ่ แบง่ ออกได้หลายประเภท วา่ จะสง่ ผลแตกต่าง กันหรอื ไม่ เชน่ เปรยี บเทยี บชาวบา้ น 3 กลมุ่ คือ กลุ่มทีเ่ ปน็ กรรมการกองทุนหมูบ่ า้ น กลมุ่ ท่เี ปน็ สมาชกิ กองทนุ หมู่บ้าน และกลมุ่ ทไี่ มไ่ ด้เป็นสมาชิกกองทุนหมบู่ า้ นว่าจะมีความคดิ เหน็ ตอ่ นโยบาย กองทุนหมูบ่ ้านของรัฐแตกตา่ งกนั หรือไม่ เป็นตน้ ในทน่ี ้ตี ัวแปรอสิ ระ 1 ตวั แบ่งออกเป็น 3 กลุม่ และตวั แปรตาม 1 ตัว คือ ความคดิ เหน็ ต่อนโยบายกองทนุ หมบู่ า้ น 2) การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนแบบสองทาง หรือแบบมี 2 ตวั ประกอบ (Two Way ANOVA) ใช้ศึกษาข้อมูล 2 ตัวแปรโดยการศึกษาว่าตวั แปรอสิ ระ 2 ตัว จะมี ปฏสิ ัมพนั ธร์ ว่ มกนั ในการสง่ ผลต่อตัวแปรตามหรือไม่ เช่น ดวู ่าการมตี าแหน่งในการบริหารกองทุน กับการได้รบั ข้อมูลขา่ วสารเกี่ยวกับกองทนุ หมูบ่ ้านจะสง่ ผลรว่ มกนั ต่อความคดิ เหน็ ต่อนโยบายกองทุน หมู่บ้านหรือไม่ เป็นต้น
192 8.6.2.3 ขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ ของการวิเคราะหค์ วามแปรปรวน คือ 1) กลมุ่ ตัวอยา่ งต้องได้มากจากการสุ่มและเปน็ อสิ ระจากกัน 2) กลุ่มตวั อยา่ งต้องได้มาจากประชากรท่ีมกี ารแจกแจงเป็นโคง้ ปกติ 3) กลุ่มตัวอย่างต้องได้มาจากประชากรทม่ี ีความแปรปรวนเท่ากนั 4) ข้อมูลทีจ่ ะนามาวิเคราะห์ตอ้ งอย่ใู นมาตราอตั รภาคหรืออตั ราสว่ น 8.6.2.4 ตัวอยา่ งการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบทางเดียว มรี ูปแบบข้อมูลและ สัญลกั ษณส์ าหรบั การวิเคราะห์ข้อมลู ดังนี้ รวมคา่ เฉลย่ี 1 กลมุ่ ตวั อยา่ ง K รวม X11 2 ... X1K X21 X2K . X12 . . X22 . XI1 . XIK T1 . XI2 Tk T.. = Grand total χ1 T2 . . . χk χ = Grand mean χ2 1) การทดสอบสมมตฐิ านโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนมขี นั้ ตอนดงั นี้ 1.1) ตงั้ สมมติฐาน 1.2) กาหนด α 1.3) หาเขตปฏเิ สธสมมติฐาน H0 1.4) หาค่า F ratio ซ่งึ เทา่ กบั S2b Sw การหาค่า F ratio ตอ้ งหาค่าตา่ ง ๆ ดังนี้ Sr2 = SST = ∑ X2−C Sb2 = dfT Sw = dfT (Tj2/nj)−C SSb = dfb dfb SST−SSb dfw SSw = dfw เม่ือ C = T2 เรียก Correction Term หาได้โดยนาคะแนน N แตล่ ะตวั มารวมกนั แล้วยกกาลังสอง แล้วหารดว้ ยจานวนคะแนนท้งั หมด SST มาจากคาว่า sum Square Total SSb มาจากคาว่า sum Square between Group
193 SSw มาจากคาว่า sum Square within Group ∑ X2 = ผลรวมของกาลังสองของคะแนนแต่ละตัวในทุกกลมุ่ Tj2 = กาลังสองของผลรวมของคะแนนแตล่ ะกลมุ่ ในแนวสดมภ์ (Column) nj = จานวนสมาชิกในแตล่ ะกลมุ่ dfT = ชั้นแห่งความเป็นอิสระของคะแนน N จานวน ซงึ่ มีคา่ = N-1 dfb = ชน้ั แหง่ ความเป็นอสิ ระของจานวนกลมุ่ ซึ่งมคี ่า = k-1 dfw = ชั้นแห่งความเป็นอสิ ระของคะแนนภายในกลุ่ม ซ่งึ มีค่า = N-k df ทใี่ ชใ้ นการอา่ นจากตาราง = (k-1) (N-K) 1.5) นาคาตา่ ง ๆ เหล่านี้ไปใส่ในตาราง Summary table ดงั นี้ ตาราง 8.3 summary table ของการวิเคราะหค์ วามแปรปรวน แหล่งความแปรปรวน SS df MS F ระหวา่ งกลมุ่ SSb k-1 Sb2 = SSb Sb2 k−1 Sw2 ภายในกลุ่ม SSw N-k SSw ทั้งหมด SST N-1 Sw2 = N−k หมายเหตุ สญั ลักษณ์ MS มาจากคาว่า mean Square คอื ค่าความแปรปรวนนนั้ เอง 1.6) สรปุ ผล ถา้ F ที่คานวณได้มีค่าน้อยกว่าค่า F จากตารางกย็ อมรับ H0 แตถ่ ้าค่า F ที่คานวณได้มคี ่ามากกวา่ ค่า F จากตาราง ก็ปฏิเสธ H0 และยอมรบั H1 การทดสอบเกยี่ วกบั ความแปรปรวนดังกล่าวข้างตน้ สรุปได้วา่ สถติ ทิ น่ี ิยมก็คอื F-test เป็นการทดสอบเพ่ือเปรียบเทียบการกระจายของข้อมูล 2 กลมุ่ มักไมพ่ บในการทดสอบสมมติฐาน การวจิ ัยทั่วไปมากนกั แตน่ ิยมใชใ้ นการทดสอบความแปรปรวนของข้อมูล 2 กลุ่ม 8.6.3 การทดสอบเก่ียวกับจานวนหรือความถ่ี ข้อมูลท่ีได้จากการแจงนับของส่งิ ต่าง ๆ ซง่ึ อยู่ในรูปของความถ่ี ซึ่งส่วนใหญ่เปน็ ข้อมลู ใน มาตรานามบัญญัติ เช่น จานวนชาวบา้ นทเ่ี ปน็ สมาชกิ กองทนุ หม่บู า้ น จานวนคนท่ีไปใช้สิทธ์ใิ นการ เลอื กตัง้ เป็นตน้ หรอื บางกรณีเปน็ ข้อมูลในระดบั อัตรภาคหรอื อัตราสว่ น แตป่ รบั ให้อยู่ในรูปของ ความถ่ี เช่น จานวนคนท่มี ีอายตุ า่ กว่า 20 ปี, 20-40 ปี และ 40 ปีขน้ึ ไป เปน็ ตน้ ข้อมูลเหล่านี้ ถ้าตอ้ งการดวู า่ ความถี่ที่ได้จากการสังเกตเป็นไปตามทฤษฎีหรือตามคาดหวังหรอื ไม่ หรือดูว่าตวั แปร 2 ตัวของข้อมูลท่กี ล่าวขา้ งต้นมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เราใช้การทดสอบด้วยไคสแควร์ (Chi-Square หรอื ������2- test) ซึง่ มสี ูตรดังน้ี (วาโร เพง็ สวัสด.์ิ 2551 : 355 - 356)
194 ������2 = ∑ (O−E)2 E เม่ือ ������2 = คา่ ไครแควร์ O = เป็นความถท่ี ่ีไดจ้ ากการสงั เกต (Observed Frequency) E = เป็นความถ่ีท่ีคาดหวงั ทางทฤษฎี (Expected Frequency) การใช้การทดสอบไคสแควร์ที่ใช้กันมากมี 2 กรณี คือ (กาสกั เตะ๊ ขันหมาก. 2553 : 179) 8.6.3.1 การทดสอบข้อมูล 1 ตัวแปร โดยมีจุดมุง่ หมายเพอื่ ทดสอบว่าความถี่ ท่ีได้จากการสงั เกตจะสอดคล้องกับความถ่ีทีเ่ ปน็ ไปตามทฤษฎี หรอื ตามทค่ี าดหวังหรอื ไม่ และเพื่อ ทดสอบว่าข้อมลู ท่ีได้มานั้นมกี ารแจกแจงเปน็ โค้งปกตหิ รือไม่ ส่วนขอ้ ตกลงเบ้ืองต้นของการทดสอบ ข้อมูล 1 ตัวแปรน้ันจะต้องพจิ ารณาว่ากลุ่มตวั อย่างต้องมีขนาดใหญ่ได้มาจากการสุ่ม 8.6.3.2 การทดสอบข้อมูล 2 ตวั แปร มชี อ่ื เรียกเฉพาะว่า “การทดสอบความ เป็นอสิ ระ (Test of Independence) โดยมีจดุ มุ่งหมาย เพ่ือทดสอบความเป็นอิสระหรือ ความสัมพนั ธ์ของ 2 ตวั แปร เช่น ศกึ ษาว่าพฤติกรรมสขุ ภาพของผปู้ ่วยมคี วามสัมพนั ธก์ บั อาการ ของโรคความดันโลหติ สูงหรือไม่ หรอื ศึกษาวา่ การสบู บหุ ร่ีกับการเป็นมะเร็งจะเก่ียวข้องกนั หรอื ไม่ สาหรับการต้งั สมมตฐิ านการทดสอบแบบนี้ จะต้งั สมมติฐานดงั น้ี H0 : P = 0 หรอื H0 ไม่มีความสัมพันธ์ระหวา่ งตัวแปร H1 : P ≠ 0 หรอื H1 มีความสัมพันธร์ ะหวา่ งตัวแปร ดังนั้น ถา้ ยอมรับ H0 ก็หมายความวา่ ตัวแปร 2 ตวั หรอื คณุ ลกั ษณะ 2 อยา่ งน้ัน เป็นอิสระต่อกนั หรือไม่มีความสมั พันธก์ ัน แต่ถา้ ปฏิเสธ H0 กห็ มายความว่า ตัวแปร 2 ตัว หรอื คุณลักษณะ 2 อย่างน้ัน เกีย่ วขอ้ งกนั หรอื มคี วามสมั พนั ธก์ นั การทดสอบเก่ยี วกบั จานวนหรือความถี่ทีก่ ล่าวมาขา้ งตน้ สรุปไดว้ า่ สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการ ทดสอบเกีย่ วกบั จานวนหรอื ความถี่คือ ไคสแควร์ (Chi-Square หรือ ������2- test) โดยพิจารณาจาก ตัวแปร 2 ตัวของข้อมลู จะต้องเป็นอิสระต่อกัน และกลมุ่ ตัวอย่างได้มาจากการส่มุ 8.6.4 การวเิ คราะหก์ ารถดถอย การวเิ คราะห์การถดถอย (Regression) เปน็ วิธีการทางสถติ ทิ ่ใี ช้ในการประมาณคา่ และ พยากรณ์ค่าตัวแปรหนงึ่ โดยใช้คา่ ของข้อมลู ตวั หนง่ึ เปน็ ตัวพยากรณ์ เชน่ ใชค้ ะแนนแรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธิ์ เปน็ ตวั พยากรณ์คะแนนผลสมั ฤทธ์ิในการเรยี นวชิ าวิจัย หรอื ต้องการทราบรายได้ของประชากรใน อนาคต เปน็ ตน้ ตัวแปรท่ีใช้ในการพยากรณ์เรียกตวั แปรอิสระหรอื ตัวพยากรณ์ (Predictor) สว่ นผล ที่ไดเ้ รียกว่าตัวแปรตามหรอื ผลทวี่ ดั ได้ (Outcome) ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งการวเิ คราะหถ์ ดถอยกับการวิเคราะหส์ หสัมพันธ์ คอื ผลที่ไดจ้ าก การวเิ คราะห์สหสัมพันธเ์ พียงแต่แสดงใหเ้ ห็นว่าตัวแปรสองตัวมคี วามสมั พันธ์กันหรือไมเ่ ทา่ น้ัน แต่ไม่ใช้ในการพยากรณ์ สว่ นการวเิ คราะห์การถดถอยน้ันสามารถใช้ในการพยากรณ์ได้ดว้ ย (กาสัก เต๊ะขันหมาก. 2553 : 180 - 182)
195 8.6.4.1 สมการถดถอย (Regression Equation) มีดังน้ี คือ ̂Y = α + βX เมื่อ Ŷ = ค่าของตวั แปรตามทไ่ี ดจ้ ากการพยากรณ์ α = คา่ Y-intercept (จุดท่ีเสน้ กราฟตดั แกน Y) ของกลมุ่ ประชากร β = คา่ สมั ประสทิ ธิ์การถดถอย (Regression Coefficient) ของกลุ่ม ประชากร หรอื อีกนยั หน่ึงคอื ความชนั (Slope) ของเส้นกราฟ ทใี่ ชใ้ นการพยากรณ์น่ันเอง X = ตวั แปรอิสระหรือตวั พยากรณ์ หรืออาจจะเขยี นในรปู ของคา่ สถิติ ได้ดังนี้ Ŷ = α + bx 8.6.4.2 ความหมายของสมั ประสทิ ธิก์ ารถดถอย หมายถงึ ค่าที่บอกให้ทราบว่า เมอื่ ค่าของตัวแปรอิสระเปลย่ี นแปลงไป 1 หนว่ ย ค่าของตวั แปรตามจะเปลย่ี นแปลงไปกีห่ นว่ ย เชน่ b คา่ สมั ประสทิ ธ์ิการดถอย = 2 แสดงวา่ เมอื่ ตัวแปรอิสระเพิม่ ข้ึน 1 หนว่ ย ตัวแปรตามจะ มคี า่ เพม่ิ ขนึ้ 2 หนว่ ย ถ้า b = -2 แสดงว่า เมอื่ ตัวแปรอิสระมีคา่ เพ่ิมข้ึน 1 หนว่ ย ตัวแปรตามจะ มคี า่ ลดลง 2 หนว่ ย ตัวอย่างของเสน้ สมการถดถอยมีดังน้ี Y 6 เส้นสมการถดถอย 5 . (Regression Line) 4 . จากสตู ร Ŷ = α + bx 3. . ̂Y = −0.5 + 1.13x 2 . 4.52 4.52 1 0 . b = 4.00 = 1.13 -0.5 1 2 3 4 . 5 6 7 . X . 4.00 . จากกราฟข้างบนแสดงวา่ . เมื่อ X มีคา่ เพม่ิ ข้ึน 4 หนว่ ย Y จะเพ่มิ ขึน้ 4.52 หน่วย นั่นคือ ถ้า X เพม่ิ ขึน้ 1 หนว่ ย Y จะมีค่าเพิ่มข้ึน 4.52 = 1.13 หนว่ ย 4.00 น่นั คอื สมั ประสิทธกิ์ ารถดถอยจะมคี า่ = 1.13 และเส้นกราฟทีต่ ดั Y ที่ -0.5 แสดงว่า ค่า Y-intercept = -0.5
196 การคานวณค่า b และ a คานวณไดจ้ ากสตู ร ดงั น้ี การคานวณค่า b คือ b = n(∑ XY)−(∑ X)(∑ Y) n(∑ X)2−(∑ Y)2 เมอื่ n = จานวนตัวอย่าง X = คา่ ของตัวแปรอสิ ระ Y = ค่าของตัวแปรตาม การคานวณ a คอื a = Y̅ − b̅X X̅ = ค่าเฉล่ียของตวั แปรอิสระ ̅Y = คา่ เฉล่ียของตวั แปรตาม 8.6.4.3 ประสทิ ธิภาพในการพยากรณ์ (R2) หมายถึง สัดส่วนของความผนั แปร ของตัวแปรตามที่สามารถอธบิ ายสดั ส่วนได้เมือ่ ทราบคา่ ตวั แปรอิสระ ซ่งึ ประสิทธิภาพในการพยากรณ์ คานวณได้จากการยกกาลังสองของค่าสัมประสทิ ธิ์สหสัมพนั ธ์พหุคณู (Multiple Correlation = R) ซึง่ คา่ R หมายถึง สัมประสิทธ์สิ หสัมพันธ์ระหว่างคา่ ของตวั แปรตาม (Y) และค่าของตัวแปรตาม ทีไ่ ด้จากการพยากรณ์ (Ŷ) การหาค่า R หาได้จากสตู รต่อไปน้ี R= n ∑ YŶ−(∑ Y)(∑ Ŷ) √[N ∑ Y2−(∑ Y)2][N ∑ Ŷ2−(∑ Ŷ)2] ถา้ R มคี า่ สงู มากเท่าใด แสดงว่าค่าตัวแปรตามที่ได้จากการพยากรณ์มคี า่ ใกลเ้ คยี งกบั คา่ ของตวั แปรตามจรงิ ๆ มากเท่าน้ัน ในทานองเดียวกนั ถา้ R2 ยิง่ สูงมากเทา่ ใด แสดงว่าตวั แปรอิสระสามารถใช้ในการพยากรณ์ตวั แปรตามไดม้ ากเท่านน้ั เชน่ สมมตวิ ่าได้ R2 = 0.4627 แสดงวา่ ตัวแปรอสิ ระ ( X ) ท่ีใชใ้ นการพยากรณต์ ัวแปรตาม ( Y ) น้นั สามารถ อธบิ ายความผันแปรของตัวแปรตามได้ถงึ ร้อยละ 46.27 การวิเคราะห์การถดถอยทกี่ ล่าวมาขา้ งต้น สรปุ ได้ว่า การวิเคราะห์การถดถอยเป็น วธิ ีการทีใ่ ชศ้ กึ ษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งตวั แปร 2 ประเภท โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื พยากรณ์ ตัวแปรตามดว้ ยค่าความสัมพันธ์ ซ่ึงเรยี กว่าคา่ สมั ประสทิ ธ์ิการถดถอย (Regression Coefficient) ตวั สถติ ทิ ีใ่ ช้ทดสอบคือ R2 (R-Squared) โดยพูดถงึ ข้อจากัดและความหมายอืน่ ๆ ซง่ึ ในบางครั้ง การท่ีคา่ R2 มีค่าต่าอาจไม่ได้หมายความว่าไมด่ ีทุกคร้ังไป และเชน่ กันค่า R2 ท่ีมีค่าสูงก็ไม่ไดม้ ี ความหมายในเชงิ บวกเสมอไป
197 บทสรุป หลักการทดสอบสมมตฐิ านควรพจิ ารณาถึงความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1 และความ คลาดเคล่ือนแบบที่ 2 โดยอาจใช้การทดสอบแบบทางเดียวหรือการทดสอบแบบสองทาง สว่ นการ ทดสอบสมมตฐิ านมอี ยู่ 6 ขั้นตอน คือ การต้งั สมมตฐิ านทางสถติ ิ กาหนดระดบั นยั สาคัญ เลือกเทคนคิ ทจี่ ะใชใ้ นการทดสอบ ระบุเขตปฏเิ สธ H0 คานวณค่าสถิติ และการตัดสินใจลงสรุปผล สาหรับสถติ ิอ้างอิงซง่ึ ใช้สาหรบั ประมาณค่าประชากรและทดสอบสมมตฐิ านประกอบดว้ ย สถติ ิแบบพาราเมตริก เชน่ t-test, Z-test, และ F-test รวมทงั้ สถิตแิ บบนอนพาราเมตริก เชน่ การทดสอบด้วยไคสแควร์ ������2- test
198 กิจกรรมทา้ ยบทท่ี 8 1. ความคาดเคลื่อนในการทดสอบสมมติฐานการวจิ ัยมกี ่ีประเภท แตล่ ะประเภทความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร 2. การลงทะเบียนวิชาเรียนในวิทยาลัยชุมชนแห่งหน่งึ โดยปกติจะใช้เวลาโดยเฉลย่ี 50 นาที มีส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเป็น 10 นาที ผู้อานวยการวทิ ยาลัยชุมชนมคี วามต้องการท่ีจะใช้ คอมพวิ เตอร์ในการลงทะเบียนเรียนในคราวต่อไป ซึ่งคาดหวงั วา่ จะได้ผลดีกว่าจึงทดสอบวิธกี าร โดยการสุ่มนักศึกษาตัวอย่างมา 12 คน ให้ทาการลงทะเบยี นเรียนโดยคอมพวิ เตอร์โดยได้ ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 42 นาที คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานจากกลุ่มตัวอยา่ งเท่ากับ 11.9 นาที ตอ้ งการ ทดสอบสมมติฐานทวี่ ่าใชค้ อมพิวเตอร์เรว็ กว่าหรอื ไม่ โดยประชากรมีการแจกแจงปกติ 3. ในการสอบถามนกั ศกึ ษาสาขาวิชาการปกครองทอ้ งถิ่นของวิทยาลยั ชุมชนแห่งหนง่ึ จานวน 200 คน เกี่ยวกบั พฤติกรรมการสอนของอาจารย์พบวา่ นักศึกษาพอใจมาก 72 คน พอใจ 60 คน เฉย ๆ 22 คน ไมพ่ อใจ 46 คน ต้องการทดสอบความคิดเห็นของนักศกึ ษาตอ่ พฤติกรรมการสอนของอาจารยม์ สี ดั สว่ นเทา่ กนั หรือไม่ ทรี่ ะดับนัยสาคัญ 0.01 4. บรษิ ัทวิจยั ตลาดแหง่ หน่ึงต้องการศึกษาว่าสว่ นแบง่ การตลาดขึ้นอยู่กบั การโฆษณาสนิ ค้า ทางส่ือโทรทัศน์ตามตัวแบบ Yi = ������0 + ������1������1 + ������i หรอื ไม่ จึงบันทกึ ข้อมูลเปน็ ระยะเวลา ห่างกันทุก 2 เดือน 5 ครั้ง ดังน้ี ส่วนแบง่ ค่าโฆษณา ตลาด คร้ังท่ี (%) (แสนบาท) XY Y2 X2 15 มกราคม 17 23 345 225 529 มีนาคม 13 25 425 289 625 พฤษภาคม 14 21 273 169 441 กรกฎาคม 16 24 336 196 576 กนั ยายน ∑ y = 75 26 416 256 676 ∑ x = 119 ∑ xy = 1795 ∑ y2 = 1135 ∑ x2 = 2847 รวม 4.1 จงหาค่าสมั ประสิทธ์ิสหสัมพันธเ์ ชงิ เสน้ อย่างง่ายและทดสอบว่า H1 : ������ > 0 หรือไม่กาหนด ระดบั นยั สาคัญ 0.05 4.2 จงเขียนสมการปกติเพ่ือประมาณคา่ สมั ประสิทธ์ิถดถอยตวั อย่าง b0 , b1 โดยวธิ กี าลังสอง นอ้ ยที่สุด 5. จงอธบิ ายสถิตทิ ่ใี ชใ้ นการทดสอบสมมติฐานในงานวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
199 บทท่ี 9 การเขียนรายงานการวจิ ัย รายงานการวจิ ัยจะทาใหผ้ ู้อนื่ ได้ทราบและเขา้ ใจข้อเท็จจรงิ ต่าง ๆ ในสงิ่ ท่ีนักวจิ ัยไดค้ ้นพบ ดงั น้ันการเขียนรายงานการวิจัยจงึ มีความสาคัญท่ีจะช่วยสื่อสารใหผ้ ูอ้ ่นื เข้าใจ และได้ความรู้จาก การวจิ ัยอยา่ งละเอยี ดและชดั เจนทกุ ขัน้ ตอนจากการอ่าน ซ่ึงบางคร้งั จะพบวา่ ผลงานวจิ ัยออกมา อยา่ งดี มีคุณค่ามาก แต่การเขยี นรายงานไมด่ ี ขาดความชดั เจน ใช้ภาษากากวมซึ่งมีผลทาใหผ้ ู้อา่ น มองเหน็ การวจิ ัยเร่อื งนนั้ ไมม่ ีคณุ ค่าไป ในบทนีจ้ ะนาเสนอเนอ้ื หาดงั น้ี - ความหมายของการเขียนรายงานการวจิ ัย - จดุ มงุ่ หมายของการเขยี นรายงานการวิจัย - หลักสาคญั ของการเขียนรายงานการวิจัย - รปู แบบของรายงานการวจิ ัย - เทคนิคการเขียนรายงานการวิจัย - การใช้ภาษาในการเขียนรายงานการวิจยั - ขอ้ ควรพิจารณาในการเขยี นรายงานการวิจัย 9.1 ความหมายของการเขียนรายงานการวจิ ยั การเขยี นรายงานการวจิ ัยเป็นข้นั ตอนสุดท้ายของการทาวจิ ยั เพ่ือเปน็ การแสดงผลการวิจยั ผู้วจิ ยั จะต้องเขยี นให้ตรงตามความจรงิ จงึ จะเป็นประโยชนต์ ่อการเผยแพร่ความรู้ใหม่ นักการศึกษา หลายทา่ นไดเ้ สนอแนวคิดเกย่ี วกับความหมายของการเขียนรายงานการวจิ ัยไว้หลายแง่มุม ดังน้ี อาไพรัตน์ อกั ษรพรหม (2549 : 236) กล่าวไวว้ า่ การเขยี นรายงานการวจิ ัย หมายถึง การแสดงผลการวจิ ัยทไ่ี ด้ดาเนินการไปแล้ว จะต้องเขยี นใหแ้ ต่ละขอ้ มคี วามสอดคล้องกนั มีรายละเอยี ดประเด็นสาคญั ผอู้ า่ นสามารถอา่ นทาความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ทส่ี าคญั จะต้องเขียน ตารางความเปน็ จรงิ การแสดงผลการวิจยั จงึ จะเกดิ ประโยชน์ในการเผยแพร่ความรใู้ หม่ที่ได้ จากการวจิ ยั พิสณุ ฟองศรี (2554 : 205) กล่าวไว้ว่า การเขยี นรายงานการวจิ ัย หมายถงึ ส่อื กลางระหวา่ งผูว้ ิจัยกบั ผูอ้ ่านหรือผู้นาผลการวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ ซ่ึงนอกจากจะเผยแพรใ่ นลักษณะ ของเอกสารชนดิ ละเอยี ดเต็มรูปแบบ ชนิดย่อเป็นบทความ หรอื ชนิดบทคัดย่อ ยังนาเสนอในการ ประชุมต่าง ๆ ไดอ้ ีกด้วย ไพทรู ย์ เวทการ (2540 : 134) กลา่ วไวว้ ่า รายงานการวิจัย หมายถงึ เรอื่ งราว ทเ่ี ปน็ ผลจากการค้นคว้าทางวิชาการ แล้วนามาเรยี บเรียงอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน เรอ่ื งราวที่นามา เขยี นรายงานต้องเป็นข้อเท็จจริง หรือความรู้ อันเกิดจากการรวบรวมขอ้ มูล ดว้ ยวธิ ีการค้นคว้า ทเ่ี ปน็ ระบบ มีลกั ษณะเป็นวิทยาศาสตร์
200 จากแนวคิดท่ีกล่าวมาข้างต้น สรปุ ไดว้ า่ การเขียนรายงานการวิจยั หมายถึง ขั้นตอนสดุ ทา้ ย ของการวจิ ยั ท่จี ะเผยแพรผ่ ลการวจิ ัยใหผ้ ้อู ่ืนได้รบั ทราบ ซึ่งการนาเสนอผลการวิจัยจะตอ้ งนาเสนอ ใหค้ รอบคลุมใน 4 สว่ นสาคญั อันได้แก่ ประเดน็ ที่ศึกษา วิธีการดาเนนิ การศึกษา ผลการศกึ ษา และข้อเสนอแนะของการศึกษา 9.2 จุดมุง่ หมายของการเขียนรายงานการวิจัย การเขียนรายงานการวิจยั เปน็ ขนั้ ตอนสาคัญท่ที าให้งานวิจัยมคี ณุ คา่ เพราะการเขียน รายงานการวจิ ยั มจี ุดมุ่งหมายเพือ่ เสนอผลงานวิจยั ใหผ้ ู้อื่นไดท้ ราบ นกั การศึกษาหลายท่านได้เสนอ แนวคดิ เกีย่ วกับจดุ ม่งุ หมายของการเขยี นรายงานการวจิ ัยไว้หลายแงม่ ุม ดังตอ่ ไปนี้ อาไพรตั น์ อกั ษรพรหม (2549 : 237 - 238) กลา่ วไว้วา่ จุดมุ่งหมายหลักของ การเขยี นรายงานการวิจยั มี 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพ่ือการเสนอผลงานวจิ ัย ซง่ึ รายงาน การวจิ ยั เป็นสื่อท่ีถ่ายทอดกระบวนการทาวิจัยออกมาใหป้ รากฏแก่ผอู้ น่ื ในลักษณะลายลักษณ์อักษร ทาให้ผู้อา่ นเขา้ ใจความคิดของผู้วจิ ยั ตลอดจนสง่ิ ท่ผี ูว้ จิ ัยกระทาและคน้ พบและนาไปอา้ งองิ ในโอกาส อนั สมควร ประการที่สอง เพอื่ การเผยแพร่ความรใู้ หม่ การวจิ ัยเป็นการศึกษาเร่อื งท่ียังไมเ่ คย มีใครศึกษา ฉะนั้นข้อค้นพบจงึ เป็นความรใู้ หม่ ซ่งึ หากไม่มีการนามาเขียนเผยแพร่ก็ปราศจากคุณคา่ และไม่มโี อกาสไดน้ าไปใชป้ ระโยชน์เปน็ เพยี งผลการศกึ ษาท่ีไม่มใี ครทราบนอกจากผู้วิจัยเพยี งคนเดยี ว และประการท่ีสาม เพ่อื รายงานผลการศึกษาตอ่ ผู้ให้การสนบั สนุนเงินทนุ การวิจยั ซ่งึ เป็นข้อตกลง ร่วมกันระหว่างผวู้ ิจยั และผสู้ นับสนุนเงินทุน เพอ่ื สร้างความมั่นใจแกผ่ สู้ นับสนุนเงินทนุ ว่า ผู้วจิ ัยได้ ดาเนินการวจิ ัยจรงิ ตามที่ขอทุนสนบั สนนุ ภทั รธิรา ผลงาม (มปป : 223) กล่าวไว้วา่ การเขยี นรายงานการวิจยั มจี ุดมุ่งหมาย เพ่อื ประโยชนใ์ นการนาไปใช้แกป้ ญั หาตา่ ง ๆ ถ้ามกี ารเผยแพร่ผลการวจิ ัยแลว้ สามารถนาความรู้ จากการค้นพบต่าง ๆ ไปใชแ้ ก้ไขปญั หาได้ หรอื เพื่อเสนอแนะในการทาวิจัยครงั้ ต่อ ๆ ไป และเป็น เอกสารอา้ งองิ สาหรบั การศึกษาคน้ ควา้ ต่อไป นอกจากน้ันยังเป็นการประหยัดเวลาค่าใชจ้ ่าย ในการศึกษาค้นคว้าปญั หาท่ีมีลักษณะเชน่ เดียวกบั ปัญหาทเี่ คยมีผทู้ าวิจยั แลว้ สามารถนาผลการวิจยั มาใช้ได้โดยไมต่ ้องทาวิจยั ซา้ ไพทูรย์ เวทการ (2540 : 135) กลา่ วไวว้ า่ การเขียนรายงานการวจิ ยั มจี ุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ ประการแรก เพื่อเสนอข้อเทจ็ จริง หรือความรู้ทเ่ี กดิ จากการศึกษาคน้ ควา้ อย่างเปน็ ระบบ อนั เป็นแนวทางในการเสนอขอ้ มูลทางวิชาการแนวใหม่ หรอื ปรับปรุงข้อมลู เดิม ประการท่สี อง เพื่อสง่ เสริมการศึกษาเพ่ิมเติมในการรวบรวมข้อมลู หรือประกอบการอ้างองิ อันเป็นวธิ ีการหาความรู้ ด้วยตนเองในการพฒั นาความคดิ ดา้ นความรเิ ริ่ม การวเิ คราะห์ และการประมวลความคิดอยา่ งมี ระบบระเบยี บ ตลอดจนการถา่ ยทอดความคิดเป็นภาษาเขียนท่ีชัดเจน สละสลวย จากแนวคิดท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ สรปุ ได้ว่า การเขียนรายงานการวจิ ัยมีจุดมงุ่ หมายเพื่อเสนอ ความรูค้ วามจริงและความคดิ ต่าง ๆ ต่อผอู้ ่านหรือผสู้ นใจในเรือ่ งท่ีเกย่ี วกบั ปญั หาทไ่ี ด้ดาเนนิ การวจิ ัย แล้ว และเพื่อบนั ทกึ ไว้เปน็ หลกั ฐาน เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาหาความรูใ้ นสาขาวิชาท่เี ก่ียวขอ้ ง กบั ปัญหาการวิจัยน้นั
201 9.3 หลกั การสาคัญของการเขียนรายงานการวจิ ยั การเสนอผลการวิจัยในรปู ของรายงานการวจิ ัยเปน็ งานสาคัญอีกประการหนึ่งของผ้วู จิ ัย ซง่ึ จะต้องเขยี นเรียงสาระสาคัญของงานวจิ ัยเพื่อเผยแพร่ผลงานใหผ้ อู้ ่ืนได้ทราบ ทง้ั น้ีผู้อ่านอาจเป็น ทง้ั คนในวงการและนอกวงการวชิ าชีพ ดงั นน้ั ชไมพร กาญจนกิจสกุล (2555 : 163 – 164) กล่าวว่า การเขียนรายงานการวจิ ยั ควรจะตอ้ งยึดหลักการดังนี้ 9.3.1 มคี วามกะทดั รดั (Conciseness) เปน็ การเขยี นท่ใี ชส้ านวนสั้น ๆ ที่กะทัดรัด ตรงจดุ (Precise) มลี าดับข้ันการนาเสนอที่เหมาะสม ไม่เยิ่นเยอ้ การใชถ้ ้อยคาท่ีกะทัดรดั รดั กมุ นอกจากน้ีจะทาใหป้ ระหยัดเวลาของผู้อา่ นแลว้ ยังจะช่วยใหผ้ ู้อา่ นสามารถจับใจความและเขา้ ใจ ทุกข้นั ตอนของเน้ือหาไดโ้ ดยง่าย 9.3.2 มคี วามหมายชดั เจน (Clarity) เปน็ การเขียนท่ใี ชถ้ ้อยคาอธบิ ายทม่ี ีความละเอยี ด พอสมควร ทาใหผ้ ู้อา่ นไมส่ งสยั ในข้อความทเ่ี สนอ ไมก่ ากวมหรือคลมุ เครือจนต้องตีความ จะต้อง อธิบายแนวคดิ ท่ีเป็นนามธรรมอยา่ งกระจ่างท่สี ดุ และงา่ ยที่สุดเทา่ ทจ่ี ะทาได้ เพราะผู้อ่านไม่ไดม้ ีพน้ื ความร้เู หมือนผวู้ ิจยั 9.3.3 มคี วามซ่อื สตั ย์ (Honesty) เป็นการเขยี นอย่างไม่ปิดบงั ความลม้ เหลวของ การวจิ ยั ไม่เปลี่ยนแปลงสมมตฐิ านใหม่เพื่อให้มีความสอดคล้องกับผลของการวิจยั ไม่บิดเบือนผล ของการวจิ ยั และมคี วามพร้อมทีจ่ ะเปิดเผยข้อมูลดบิ 9.3.4 มีความสมบูรณ์ (Completeness) การเขยี นรายงานวิจัยจะต้องมสี าระสาคัญ หรือรายละเอยี ดทจ่ี าเปน็ อย่างครบถว้ น เพ่ือใหผ้ ู้อา่ นเหน็ โครงร่างท้ังหมดของงานวิจยั นับตัง้ แตแ่ นวคิด เป้าหมาย วธิ ีการ จนกระท่ังผลการศึกษาหรอื ข้อสรุปตา่ ง ๆ ทีพ่ บ ผ้เู ขียนจะตอ้ งคานงึ เสมอวา่ ตนเอง เป็นผูอ้ า่ นซึ่งไมท่ ราบอะไรหรือไม่มีพ้ืนฐานความรู้ในเรื่องดังกล่าวมาก่อนเลย เพื่อจะไดเ้ ขยี นรายงาน วจิ ยั ได้อย่างเหมาะสมกบั ระดับความรู้ของผอู้ ่านและหาวิธดี งึ ดดู ความสนใจของผู้อ่านด้วยเทคนคิ การเสนอข้อมูลแบบตา่ ง ๆ เช่น ตาราง กราฟ และแผนภูมิ 9.3.5 มีความแม่นหรือถูกตอ้ ง (Accuracy) ผู้วจิ ัยจะตอ้ งนาเสนอผลการวิจัย อยา่ งตรงไปตรงมา ไมบ่ ดิ เบือนความเปน็ จริงในข้อคน้ พบ ไม่ตีความมากเกนิ กวา่ ควร ไม่รีบด่วนสรุป (Jump Conclusion) โดยปราศจากข้อมูลที่เพยี งพอและหลีกเล่ียงการสรปุ ทีก่ ว้างเกินไปหรือเกินกว่า ขอ้ คน้ พบจากการวิจัย จากหลักการสาคญั ของการเขียนรายงานการวจิ ัยที่กลา่ วมาข้างต้นสรปุ ไดว้ ่า ในงานวจิ ัย ชนิ้ หนึ่ง ๆ แมว้ ่าจะไดด้ าเนนิ การมาอย่างดมี ากเพยี งใดกต็ าม แตห่ ากเขยี นรายงานการวิจัยไม่ดี หรือเขียนแล้วผู้อ่านเขา้ ใจได้ยากหรอื ไมเ่ ข้าใจเลย งานวจิ ัยช้นิ นัน้ กข็ าดซงึ่ คณุ ค่าไปอยา่ งมาก ดงั นน้ั ในการเขยี นรายงานการวิจยั จึงต้องให้ความสาคัญในเรอื่ งการนาเสนอผลการวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ไมบ่ ดิ เบือนความเป็นจริงในข้อคน้ พบ รวมถงึ สาระสาคัญหรือรายละเอยี ดทจ่ี าเป็นอยา่ งครบถว้ น 9.4 รูปแบบของรายงานการวจิ ยั รปู แบบของรายงานวจิ ัยขึ้นอย่กู ับหนว่ ยงานหรือสถาบนั การศึกษาแตล่ ะแห่งกาหนดไว้ ซ่ึงอาจมีการกาหนดส่วนประกอบหัวข้อย่อยแตกต่างกนั ไปบา้ ง แต่ส่วนใหญ่จะมลี กั ษณะทต่ี รงกัน หรือคลา้ ยคลึงกนั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเทพสตรี (2552 : 5 - 15) โดยทัว่ ไปรายงานการวิจยั
202 จะประกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 3 ส่วน คอื ส่วนประกอบตอนต้น สว่ นเนือ้ เรอ่ื ง และส่วนประกอบ ตอนทา้ ย สาระสาคญั ของแต่ละส่วนดงั น้ี 9.4.1 สว่ นประกอบตอนต้น เปน็ ความสว่ นแรกของรายงานการวิจยั เพ่ือให้ผู้อ่าน ได้ทาความรู้กับงานวจิ ยั นน้ั ๆ ไดโ้ ดยรวดเร็ว ซึ่งสว่ นประกอบตอนต้นจะประกอบด้วย 9.4.1.1 ปกนอก (Binding) เปน็ สว่ นนอกสุดของรายงานการวจิ ัย ซึง่ รายละเอียด ที่ปรากฏบนปกนอกนจ้ี ะประกอบด้วย ช่อื เรื่องของงานวิจัย ชอื่ ผู้วิจัยหรอื คณะผ้วู ิจยั หน่วยงานต้น สังกดั ปที พ่ี ิมพ์รายงานการวิจัย 9.4.1.2 หนา้ อนุมตั ิ (Approval Sheet or Acceptance Page) (ถา้ มี) เปน็ ส่วนท่ีอาจมหี รือไม่มีก็ไดใ้ นรายงานการวิจัยทั่วไป แต่จะบังคับให้มหี น้าอนมุ ัตใิ นรายงานการวจิ ัย ทเ่ี ปน็ วทิ ยานพิ นธส์ าหรับส่วนประกอบของการศกึ ษาหรือรับปริญญา 9.4.1.3 ปกใน (Title Page) เปน็ ปกที่ถดั จากปกนอก โดยทั่วไปจะมีข้อความ เหมือนปกนอก แตก่ ระดาษของปกในจะอ่อนกวา่ ปกนอก 9.4.1.4 บทคัดยอ่ (Abstract) เปน็ ส่วนสรปุ สาระสาคัญของการวจิ ยั โดยยอ่ อันจะชว่ ยใหผ้ ้อู ่านได้ทราบถึงเนอ้ื หาของรายงานการวิจยั น้ันอยา่ งครา่ ว ๆ และรวดเรว็ ในบทคดั ย่อนี้ จะครอบคลุมใน 3 ส่วนสาคัญ ได้แก่ วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั วิธีดาเนนิ การวจิ ัย และผลการวจิ ัย ท้ังนี้ ผ้วู จิ ัยควรเขยี นท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซ่งึ ในบทคดั ย่อหนึ่ง ๆ ไม่ควรเขยี นเกิน 1 – 2 หน้ากระดาษ 9.4.1.5 คานา (Preface) เปน็ สว่ นท่ีกลา่ วถงึ ความเปน็ มาของการวจิ ัย ขอบเขต ของการวิจยั และประโยชนท์ ี่ได้รบั จากการนาผลการวิจยั ไปใชอ้ ยา่ งย่อ 9.4.1.6 หน้าประกาศคณูปการ (Acknowledgement) เป็นสว่ นแสดงความ ขอบคุณผชู้ ่วยเหลอื หรือสนับสนนุ ให้การทาวจิ ัยสาเร็จลุลว่ งลงได้ ท้งั นี้ อาจเป็นบุคคล หนว่ ยงาน หรอื แหล่งทุนสนับสนนุ การทาวิจยั 9.4.1.7 สารบญั (Table of Contents) เปน็ ส่วนแสดงรายการต่าง ๆ ท่ปี รากฏ ในรายงานการวจิ ยั ซ่งึ ประกอบด้วยหวั ข้อรายการสาคญั ของรายงานและลาดบั เลขหน้า 9.4.1.8 สารบญั ตาราง (List of Tables) เป็นส่วนที่ระบุตาแหนง่ หนา้ ของตาราง ทั้งหมดท่ีมอี ยใู่ นรายงานการวจิ ัย โดยเรียงลาดับตามเลขที่ตาราง รายชือ่ ตาราง 9.4.1.9 สารบัญภาพ (List of Figures) เป็นสว่ นท่รี ะบตุ าแหนง่ หน้าของภาพ ทง้ั หมดที่มอี ยู่ในรายงานการวิจยั โดยเรียงลาดบั ตามเลขที่ภาพ 9.4.2 ส่วนเนอื้ เร่อื ง เป็นหลกั ของรายงานการวจิ ัย โดยทั่วไปจะประกอบดว้ ย บทตา่ ง ๆ 5 บท แต่ทั้งนี้ให้ข้นึ อยู่กับความจาเป็นและดลุ พินจิ ของผู้วิจยั ซึ่งอาจแตกตา่ งไปจาก ข้างตน้ น้ีก็ได้ ในท่นี ้ีขอเสนอแนะหลกั การเขยี นเนื้อเรอื่ งแต่ละบท ดงั นี้ 9.4.2.1 บทที่ 1 บทนา ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หาวจิ ยั จะกล่าวถึงความเป็นมาของ ปัญหาการวิจัย ความจาเป็นที่จะต้องศึกษาวิจัยในปัญหาน้ัน (Need for the Study) ตลอดจน กลา่ วถึงปัญหาการวจิ ยั (Statement of the Problem) ซง่ึ เปน็ ขอ้ ความที่กล่าวถงึ ประเด็นสาคัญ ทผี่ ้วู ิจัยตอ้ งการจะค้นหาคาตอบ
203 2) วตั ถุประสงค์การวจิ ยั คือ ขอ้ ความทีผ่ ู้วิจัยกาหนดวา่ ต้องการคน้ หาคาตอบ ใดบ้าง 3) ขอบเขตของการวิจัย คอื การกาหนดใหช้ ัดเจนว่าการวิจัยครั้งน้จี ะกระทา กับใครหรือส่งิ ใด โดยต้องมีการกาหนดขอบเขตพนื้ ท่ี (ศึกษาท่ใี ด) ประชากร (จากใคร จานวน เทา่ ใด) เน้ือหา (ตวั แปรที่จะศึกษามีอะไรบ้าง ทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม) และระยะเวลา (ศึกษาในช่วงเวลาใด) ใหช้ ัดเจนแนน่ อน 4) ข้อตกลงเบื้องตน้ คือ ความคิดพื้นฐานบางประการซง่ึ ผูว้ จิ ัยต้องการทา ความเขา้ ใจกับผูเ้ กย่ี วข้องกบั ปัญหานั้น (หากมีความจาเป็นตอ้ งชีแ้ จง) 5) ขอ้ จากดั ของการวิจยั (ถ้าม)ี 6) นยิ ามศัพท์เฉพาะ คือ การกาหนดความหมายของคาสาคัญบางคาทีใ่ ช้ ในการวิจัย ซ่งึ คาเหลา่ นน้ั มีความหมายเฉพาะในการวจิ ยั ครัง้ นี้ 7) กรอบแนวคิดในการวจิ ัย (Conceptual Framework) คอื กรอบแนวคิด ทใี่ ช้ทาวจิ ัย ซึ่งอาจจะเป็นทฤษฎีหรือแนวคดิ ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษาเอกสารของผ้วู จิ ัยและนามา สรุปเป็นกรอบแนวคิดสาหรบั การวจิ ยั ก็ได้ 8) สมมตฐิ านการวจิ ัย (Research Hypothesis) คือ ข้อความท่ีกาหนดขนึ้ ตามความคดิ ที่คาดหวงั ว่าผลการวิจยั จะเปน็ ไปในลกั ษณะใด 9) ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจยั คือ ข้อความท่ีช้ใี หเ้ หน็ วา่ เม่อื ศึกษาวจิ ยั แลว้ ข้อคน้ พบนั้นจะสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในลกั ษณะใด 9.4.2.2 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง เปน็ สว่ นท่ีสรปุ สงั เคราะหแ์ ละ ประมวลความคิดรวบยอดที่เกีย่ วข้องกับสาระสาคญั ซ่ึงไดแ้ ก่ แนวคิดและทฤษฎที สี่ นับสนนุ เร่ือง ทท่ี าวิจยั ความหมายของคาสาคญั ทปี่ รากฏ รวมถึงผลงานวิจัยทเ่ี กีย่ วขอ้ งทง้ั ภายในประเทศและ ต่างประเทศ โดยเขยี นเรียบเรยี งในลักษณะของการสงั เคราะห์ โดยการเขียนนาเสนอรายละเอยี ด ของแต่ละหวั ข้อควรเขียนไปตามลาดบั พร้อมทง้ั มกี ารอ้างอิงประกอบ และในตอนทา้ ยผ้วู จิ ัย ควรสรปุ ไดด้ ว้ ยวา่ เร่ืองต่าง ๆ ทไี่ ด้ศึกษามานน้ั เกีย่ วโยงกบั สิ่งทกี่ าลงั ศกึ ษาอยา่ งไร 9.4.2.3 บทที่ 3 วธิ ดี าเนนิ การวิจยั เป็นส่วนที่ระบถุ ึงการดาเนนิ การเกีย่ วกบั การวิจัย ซง่ึ อาจประกอบดว้ ย 1) ประชากรหรือแหล่งข้อมูลท่ใี ช้ในการศึกษาและกล่มุ ตัวอย่าง เป็นการเขยี น อธบิ ายเพื่อเสนอวา่ ประชากรหรือแหลง่ ข้อมลู ท่ใี ช้ในการศึกษานี้คือใคร หรือเป็นอะไร โดยต้องเขียน ใหเ้ ห็นชดั เจน และถา้ การศกึ ษานนั้ เปน็ การศึกษากบั กลมุ่ ตัวอย่าง ต้องบอกวิธกี ารส่มุ กลุ่มตัวอยา่ ง จากประชากรว่าสุ่มมาได้อย่างไร และมจี านวนเท่าใด 2) วิธีการและเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจัย เปน็ การเขียนบอกว่าผ้วู ิจยั ใช้วธิ กี ารวจิ ยั แบบใด มีวิธีดาเนนิ การวจิ ัยอยา่ งไร ใช้เครื่องมอื ใดในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล อธิบายขน้ั ตอนการสรา้ ง เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย โดยอธิบายว่าการวจิ ัยครง้ั น้นั ใช้เคร่อื งมืออะไรบ้าง หรือมีวัสดุอุปกรณ์ ในการวจิ ยั อะไรบา้ ง เชน่ แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสังเกต แลว้ อธิบายข้นั ตอนว่าเครื่องมือ แต่ละอย่างนน้ั มีกระบวนการสร้างอยา่ งไร มีเน้ือหาของขอ้ คาถามอะไรบ้าง มวี ิธีการทดสอบ ความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อม่ัน (Reliability) ของเคร่ืองมืออยา่ งไร ถ้าเปน็ วัสดุอุปกรณ์
204 ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ใหร้ ะบวุ ่าคืออะไรและมีลักษณะอย่างไร 3) วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู เป็นการอธิบายว่าผูว้ ิจยั เก็บรวบรวมขอ้ มูล มาได้อย่างไร เชน่ การขอความร่วมมอื กบั หนว่ ยงานต่าง ๆ การไปเก็บดว้ ยตนเองหรือสง่ ทางไปรษณีย์ หรือใชว้ ธิ ีอ่ืน ๆ 4) วธิ กี ารวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล เป็นการอธบิ ายถึง การจัดการ กับข้อมูลทีเ่ ก็บรวบรวมได้ เช่น การตรวจสอบความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนต่าง ๆ ว่าวิเคราะหอ์ ยา่ งไร กาหนดค่าน้าหนักคะแนนของ การตอบแบบสอบถามทเ่ี ปน็ แบบมาตราส่วนประมาณค่าอย่างไร ใช้สถติ ใิ ดในการวิเคราะห์ เช่น ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน การวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บตัวแปรตา่ ง ๆ เชน่ คา่ สถิติ ทดสอบไคสแควร์ คา่ สหสัมพันธ์ ค่าสถติ ทิ ดสอบที (t-test) ค่าสถติ ิทดสอบเอฟ (F-test) 9.4.2.4 บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล เปน็ การนาเสนอขอ้ คน้ พบทีไ่ ดจ้ าก การวจิ ยั นี้ ซ่งึ เปน็ ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล ถ้าเป็นการวิจัยเชิงปรมิ าณมักแสดงเปน็ ตารางหรือตาราง ประกอบคาบรรยาย แต่ถ้าเป็น การวจิ ยั เชิงคณุ ภาพก็มักเสนอเปน็ การบรรยาย โดยมักจัดลาดบั เนอื้ หาตามวัตถุประสงค์การวิจยั สาหรับการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู นิยมนาเสนอใน 3 ลกั ษณะ คอื (ธรี วฒุ ิ เอกะกลุ . 2552 : 208 - 209) 1) การสาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ในลักษณะการบรรยาย เปน็ การนาเสนอ ท่ใี ชก้ ารพรรณนา หรือแปลความหมายค่าสถติ ิท่ีได้ดว้ ยภาษา หรือข้อความทจ่ี ะอธิบายสง่ิ ทไี่ ด้จาก การวิเคราะห์ข้อมลู เป็นการนาเสนอผลการวิเคราะห์ดว้ ยการวเิ คราะหเ์ น้ือหา (Content Analysis) 2) การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ในลักษณะตาราง เปน็ การนาเสนอขอ้ มลู ทีม่ กี ารจัดกระทาคา่ สถติ แิ บง่ เปน็ หมวดหมู่อย่างเปน็ ระบบอยา่ งหนึง่ อย่างใด และเป็นลาดบั ขน้ั ตอน ในการนาเสนอ โดยจัดเปน็ ค่าสถิติท่เี รียงความสัมพนั ธ์ในแถวท้งั แนวต้งั และแนวนอนให้มีความ สอดคล้องสมั พนั ธก์ ัน ทาให้สะดวกต่อการอา่ นและมีความเขา้ ใจได้งา่ ยยิง่ ขน้ึ การนาเสนอผล การวเิ คราะห์ข้อมูลในลกั ษณะตารางจะประกอบไปด้วยช่ือตารางวา่ เปน็ ข้อมูลเกยี่ วกบั ค่าสถติ ิอะไร และรายละเอยี ดของค่าสถติ ิในตารางนนั้ ๆ การนาเสนอวิธกี ารแบบนจ้ี ะต้องเรียงลาดับคา่ สถิติพ้ืนฐาน ให้นาเสนอก่อน แล้วจึงตามด้วยสถติ ิขั้นสงู อนื่ ๆ ในภายหลัง จนถงึ สถิติทีใ่ ชใ้ นการเปรยี บเทยี บ และจะต้องเรียงลาดับการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตามลาดับหัวข้อในวัตถุประสงค์การวจิ ัยด้วย 3) การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ในลกั ษณะแผนภมู ิ หรอื แผนภาพ การนาเสนอในลักษณะนจี้ ะช่วยให้ผู้อา่ นมีความเข้าใจความหมายของค่าสถติ ทิ นี่ ามาเสนอไดง้ ่ายกว่า การนาเสนอดว้ ยตัวเลขท้ังหมด ทาใหผ้ ู้อ่านมองเห็นภาพผลการวเิ คราะห์ข้อมูลไดถ้ ูกต้อง ชัดเจน ย่ิงขึน้ แบง่ ได้ดังนี้ 3.1) แผนภมู ิรปู ภาพ (Pictogram) เป็นการใช้ภาพหรือสัญลักษณ์แทนสงิ่ ทต่ี ้องการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3.2) แผนภมู แิ ท่ง (Histogram) เป็นแผนภมู ทิ ี่แสดงดว้ ยรูปแทง่ สี่เหล่ยี ม ซงึ่ อาจเขยี นอยใู่ นแนวนอนหรือแนวต้ังก็ได้ ความสงู หรือความยาวของแท่งจะแทนจานวนความถ่ี หรอื ปริมาณความมากนอ้ ย ความกวา้ งจะเท่ากันทุกแทง่ ระยะระหว่างแท่งควรจะเท่ากัน
205 หรืออาจจะเขียนตดิ ตอ่ กันได้ ในกรณที ี่มขี ้อมลู หลายประเภทในแผนภมู เิ ดียวกนั ควรจะระบายสแี ทง่ หรอื ใชส้ ญั ลักษณ์ หรือเคร่ืองหมายอยา่ งใดอย่างหน่ึง ใหแ้ ทนข้อมลู ท่ตี ่างพวกกันดตู า่ งกัน และควร จะเขียนกากับไวด้ ว้ ยวา่ สญั ลักษณ์แต่ละอย่างน้ันหมายถึงอะไร 3.3) แผนภมู เิ สน้ (Line Graphs) เปน็ การใช้เส้นทตี่ อ่ จุดกันในแต่ละค่าสถิติ ที่อยใู่ นกล่มุ เดยี วกัน ควรใช้สัญลกั ษณ์เสน้ ให้มคี วามแตกต่างกัน และควรเขยี นดว้ ยวา่ เส้นชนิดใด ใชแ้ ทนอะไร 3.4) แผนภมู กิ ง (Pie Chart) เป็นแผนภมู ิชนดิ ที่เหมาะสาหรบั การนาเสนอ ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ทีเ่ ป็นค่าร้อยละ ดว้ ยการแบ่งมมุ ท่จี ุดศนู ยก์ ลางของวงกลมเป็น 360 องศา ออกเป็น 100 ส่วน 3.5) กราฟความถี่สะสม (Olive Curve) กราฟชนิดน้ีแสดงคา่ ความถ่สี ะสม หรือความถ่ีสะสมของร้อยละของข้อมูลบนแกนตั้ง และค่าของคะแนนหรือค่าของข้อมูลที่อยบู่ น แกนนอน 9.4.2.5 บทท่ี 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เป็นการสรุป งานวิจัยทง้ั หมดเพ่อื ใหผ้ ู้ท่ีสนใจงานน้แี ต่มเี วลานอ้ ยหรือไม่สนั ทดั ในการอ่านรายงานการวิจยั ทั้งเลม่ สามารถอา่ นงานวจิ ยั จากบทนเี้ พยี งบทเดยี วกเ็ ข้าใจเนอื้ หาได้โดยตลอด ในบทน้ีควรจะมหี ัวข้อต่าง ๆ ดงั น้ี 1) สรุปผลการวิจยั เปน็ การเขียนสรุปสาระสาคัญทีไ่ ดจ้ ากการวจิ ยั โดยเรมิ่ ตงั้ แตว่ ตั ถปุ ระสงค์การวิจัย วธิ ดี าเนนิ การวิจยั และข้อค้นพบที่ได้จาการวิจัย 2) อภปิ รายผล จะเป็นการอภปิ รายผลการวจิ ยั วา่ ทาไมผลการวิจัยเปน็ เชน่ น้ี สอดคล้องกบั หลกั ทฤษฎีใดบ้าง สอดคล้องหรือขัดแย้งกบั ผลการวจิ ัยของใครบ้าง ซึ่งการอภปิ รายผล จะดีหรือไมย่ ่อมขึน้ อยู่กับความสามารถในการหาเหตผุ ลมาสนับสนนุ ดงั น้ันผ้วู จิ ยั จงึ ต้องอา่ นเอกสาร ท่ีเกี่ยวข้องให้กว้างขวางเพอื่ จะได้อภปิ รายผลการวจิ ัยได้อย่างมคี ุณภาพ 3) ข้อเสนอแนะ จะเปน็ ข้อเสนอแนะของผ้วู จิ ยั ซงึ่ ควรจะเสนอแนะจาก ผลการวจิ ยั ทไ่ี ด้ว่าจะนาไปใช้ประโยชนอ์ ยา่ งไร และควรจะตอ้ งทางานวจิ ัยอะไรตอ่ ไป เพื่อการขยาย ผลหรือศึกษาต่อจากเรอื่ งท่ีได้ทาไว้แล้วให้เกดิ ความลึกซ้ึงย่งิ ขนึ้ 9.4.3 สว่ นประกอบตอนทา้ ย เป็นส่วนท้ายของรายงานการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 9.4.3.1 บรรณานุกรม (Bibliography) จะตอ้ งระบชุ อ่ื เอกสารทกุ เลม่ ที่ใชอ้ า้ งอิง ในภาคเนือ้ หา โดยในการจดั ลาดบั ของเอกสารอ้างอิงใหเ้ รียงตามตวั อักษรของชื่อผูแ้ ต่ง ซ่ึงถา้ ใน ภาษาไทยจะเปน็ ชื่อต้น ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศจะเรียงตามตัวอกั ษรของชอื่ สกลุ ท้งั นี้ ในการ อ้างองิ จะลาดับภาษาไทยก่อนแล้วตามด้วยภาษาตา่ งประเทศ 9.4.3.2 ภาคผนวก (Appendix) จะเป็นการใหร้ ายละเอยี ดเกี่ยวกบั ผลการวเิ คราะห์ ข้อมูลทีเ่ ปน็ ตารางจานวนมาก ๆ สตู รต่าง ๆ ทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั รายนามผ้ทู รงคณุ วฒุ ิ หนังสือขอความรว่ มมือในการวิจัย เอกสารอนญุ าตในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู และประวัติผ้วู ิจยั อย่างไรก็ตาม ในสว่ นภาคผนวกนี้อาจจะไม่มีก็ได้ขนึ้ อยู่กับความเหมาะสมของ งานวจิ ยั ในแตล่ ะเรือ่ ง ท้งั น้ีในสว่ นของภาคผนวกนี้อาจจะประกอบด้วยภาคผนวกย่อย ๆ หลายสว่ นได้ และการเร่ิมภาคผนวกย่อยทุกคร้งั ให้ขนึ้ หน้าใหม่เสมอ
206 9.4.3.3 ประวตั ยิ อ่ ผวู้ จิ ยั (Vita) เป็นสว่ นท่ีแสดงรายละเอยี ดส่วนตัวบางประการ ของผูว้ จิ ัยท่มี ีไวเ้ พ่ือความสะดวกในกรณีท่มี ีผ้ตู อ้ งการตดิ ต่อกบั ผวู้ ิจยั จากรปู แบบของรายงานการวิจัยขา้ งตน้ สรุปได้ว่า การเขยี นรายงานวิจยั เป็นการเขียน อย่างมีแบบแผนที่เปน็ สากลนิยม ซึง่ ผเู้ ขียนจะตอ้ งใชเ้ วลาศกึ ษาใหเ้ ข้าใจเปน็ อย่างดี และทาได้ถกู ต้อง มรี ายละเอียดปลีกย่อยทีเ่ ปน็ กฎเกณฑข์ องการทาวจิ ยั เชน่ การกาหนดบท การยอ่ หน้า การเว้นขอบ การเขยี นตาราง การอ้างอิง การเขียนเชงิ อรรถ และการใชก้ ารอ้างอิงอย่างมเี หตุผล และนาเสนอผล ในรูปแบบใดที่จะทาใหง้ านวจิ ัยน้นั น่าสนใจมากทสี่ ุด สาหรับการนาเสนอผลการวิจยั ในรูปแบบ การเขยี นรายงานการวิจัยตามมาตรฐานประกอบด้วยสว่ นสาคัญ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ ส่วนประกอบตอนตน้ ส่วนเน้ือเรื่อง และส่วนประกอบตอนท้าย รายงานวทิ ยานิพนธอ์ าจมีสาระสาคญั หรือรายละเอียด ปลีกย่อยท่ีแตกต่างไปบ้างข้นึ อยกู่ บั ระเบียบของแตล่ ะสถาบนั การศกึ ษา 9.5 เทคนิคการเขยี นรายงานการวิจยั การเขยี นรายงานการวจิ ัยนั้น แตกตา่ งจากการเขยี นเรียงความหรอื บทความโดยทัว่ ไป เพราะว่าการเขียนรายงานการวจิ ัยเป็นการบรรยายหรอื อธิบายข้อเท็จจรงิ ของการศกึ ษาคน้ ควา้ ในหวั ขอ้ ปญั หาการวิจัยของผ้วู ิจัย ซ่งึ ต้องรายงานไปตามความเป็นจริง พวงรัตน์ ทวรี ตั น์ (2538 : 200) ไดเ้ สนอว่าการเขียนรายงานการวิจัยที่มีคุณค่าควรเขียนในลกั ษณะต่อไปนี้ 9.5.1 ใชภ้ าษาท่ีชัดเจน เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา ไม่กากวม 9.5.2 ใชภ้ าษาเขยี น (ไม่ใชภ่ าษาพูด) เขยี นด้วยประโยคกะทัดรัด ไม่ฟุ่มเฟือย 9.5.3 ใชป้ ระโยคทเ่ี ป็นอดีตและเป็นการเขียนรายงานถึงสง่ิ ตา่ ง ๆ ท่เี กิดขึน้ แลว้ 9.5.4 ไม่ควรใชภ้ าษาต่างประเทศ ถ้ามีคาไทยใช้แทนอยู่แลว้ 9.5.5 ไมค่ วรใช้อกั ษรยอ่ ท่รี ูจ้ ักกันยงั ไมแ่ พรห่ ลาย ถ้าจาเป็นต้องใชก้ ็ควรวงเลบ็ คาเตม็ ไว้ดว้ ย 9.5.6 ไม่ควรใชส้ รรพนามบุรุษตา่ ง ๆ เชน่ ฉนั เขา ทา่ น ถ้าตอ้ งการแทนตัวเองให้ใช้ คาว่า “ผูว้ ิจัย” และถ้าต้องการแทนผู้อื่นกใ็ หร้ ะบุชื่อและนามสกลุ ของผ้นู ้ัน จะไมร่ ะบุถงึ ตาแหน่ง หรือคานาหนา้ ต่าง ๆ 9.5.7 คาอธบิ ายในการเขยี นรายงานจะต้องถูกต้องตามหลักวชิ า โดยมีหลกั ฐานยืนยนั หรือมเี อกสารอ้างอิงไม่ควรกล่าวอา้ งอย่างเลอ่ื นลอย 9.5.8 เขียนสะกดการันต์ให้ถูกตอ้ งตามพจนานุกรม 9.5.9 ใช้เครื่องหมายวรรคตอน และเครือ่ งหมายอน่ื ๆ ให้ถูกต้อง เพราะจะชว่ ยให้ ผูอ้ ่านเขา้ ใจขอ้ ความไดถ้ ูกต้องยง่ิ ข้ึน 9.5.10 ควรมีความคงท่ีในการใช้คาศัพท์ตา่ ง ๆ คือ ถ้าใช้คาน้นั ไปโดยตลอดในการเขียน รายงานฉบบั นัน้ 9.5.11 การเขยี นตวั เลข ควรเขยี นให้เป็นระบบเดียวกนั ตลอด เชน่ ในการนาเสนอ ผลวเิ คราะห์ขอ้ มูล ถา้ ใชท้ ศนิยม 2 หลกั กใ็ ห้ใช้ 2 หลกั ไปโดยตลอดใหเ้ หมอื นกนั และตวั เลข ทบ่ี อกจานวนถ้ามเี กิน 2 หลกั ควรมเี คร่อื งหมาย ( , ) ไว้ด้วย
207 9.5.12 สูตรสถิติต่าง ๆ ถา้ เป็นสูตรมาตรฐาน เช่น สตู รในการหาคา่ คะแนนเฉล่ีย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ไมจ่ าเป็นต้องเขยี นลงไปในรายงานการวจิ ัย ยกเวน้ สูตรทไ่ี ม่ค่อยแพรห่ ลาย อาจนามาเขยี นไว้ดว้ ยก็ได้ 9.5.13 การเขยี นรายงานโดยส่วนรวมทั้งฉบับ ควรมกี ารลาดบั ความทด่ี เี ป็นระบบ มคี วามสมั พันธ์ต่อเน่ืองกนั ไปอยา่ งราบรน่ื 9.6 การใช้ภาษาในการเขยี นรายงานการวจิ ยั เนอื่ งจากรายงานการวจิ ยั เปน็ งานเขยี นทางวชิ าการ ผ้เู ขียนตอ้ งใช้ภาษาที่กระชบั กะทัดรดั ชดั เจน โดยพยายามอยา่ งย่ิงทจ่ี ะทาให้ผอู้ ่านจานวนมากที่สุดเข้าใจได้ ทั้งนเี้ พ่ือใหร้ ายงานการวิจยั มปี ระโยชนอ์ ย่างกว้างขวาง กาสัก เต๊ะขันหมาก (2553 : 189 - 190) เสนอหลักในการใชภ้ าษา ในการเขียนรายงานการวิจยั ไว้ ดงั น้ี 9.6.1 ใชภ้ าษามาตรฐาน คือ เปน็ ภาษาทีเ่ ข้าใจรว่ มกนั โดยท่วั ไป ไม่ใช้ภาษาถ่นิ หรือ ภาษาชนกลุ่มน้อย 9.6.2 ใช้ภาษาระดับทางการ ไม่นาภาษาพูดมาใชใ้ นภาษาเขยี น เชน่ ใช้ “ชุมชน แออัด” ไม่ใช้ “สลมั ” เป็นตน้ 9.6.3 การใชค้ า มีหลกั ดงั นี้ 9.6.3.1 สะกดการันต์ถูกต้องตามหลกั ภาษา การสะกดการนั ต์คาภาษาไทยควรใช้ พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถานฉบบั พิมพ์ครัง้ หลังสดุ เป็นแบบฉบบั สาหรับภาษาตา่ งประเทศ ควรเลือกพจนานกุ รมฉบบั ที่เชือ่ ถอื ไดม้ ากท่สี ุด 9.6.3.2 ใชค้ าใหถ้ กู ต้องเหมาะสมกบั บุคคล โดยเฉพาะการใช้ราชาศัพทต์ ้องใช้ ใหถ้ กู ระเบยี บแบบแผนและความนยิ มกนั ในปัจจุบัน 9.6.3.3 ควรใชค้ าเตม็ ในส่วนที่เป็นคาอธิบายโดยทั่วไป ไม่ควรใช้อักษรย่อ เชน่ พ.ร.บ. แทนพระราชบญั ญัติ หรือ คาย่อ เช่น กระทรวงศึกษาฯ แทน กระทรวงศึกษาธิการ ยกเว้นคายอ่ ทใี่ ช้กนั แพร่หลาย เช่น พ.ศ. (พุทธศักราช) น. (นาฬกิ า) 9.6.3.4 การเขียนคาที่เปน็ ช่อื เฉพาะ ให้เขยี นสะกดการนั ตต์ ามเดิมจะถืออักขรวธิ ี ในการเขียนคาท่ัวไปเปน็ หลกั ไมไ่ ด้ สาหรับคาท่ีเป็นชอื่ เฉพาะหรอื ศพั ทบ์ ญั ญตั ิในสาขาวิชาตา่ ง ๆ ให้ใช้แบบสะกดการันต์ของราชบณั ฑติ ยสถาน ชอ่ื ทีเ่ ป็นภาษาตา่ งประเทศใหเ้ ขยี นเป็นภาษาไทย โดยวงเล็บภาษาเดิมไว้ในการเขียนครง้ั แรกเทา่ น้ัน 9.6.3.5 ใช้คาง่าย ๆ ในการอธิบายหรอื บรรยายส่วนที่ไม่เป็นเรือ่ งเฉพาะวิชาควรใช้ คาธรรมดามากกวา่ คาศพั ท์ 9.6.3.6 การใชศ้ ัพท์ทยี่ ังไม่รู้จักกันแพรห่ ลาย ตอ้ งเขียนอธิบายกากับไวใ้ นวงเลบ็ ทนั ทีหลงั ศัพท์และวงเลบ็ คร้งั เดยี วเทา่ น้นั เชน่ การกระจายจากศนู ย์กลาง (Decentralization) 9.6.3.7 ไมค่ ิดศัพท์ขึ้นใชเ้ อง การสร้างศัพท์ใหมข่ ้ึนใช้เองไม่ควรทา แต่ถา้ จาเป็นต้อง ใชใ้ ห้เลือกคาที่มีความหมายตรงกบั ความต้องการ และเหน็ ว่าผู้อา่ นน่าจะเขา้ ใจได้ตรงกบั ทต่ี นตอ้ งการ ในกรณีที่ตอ้ งใชศ้ พั ทเ์ ฉพาะวิชา ผ้วู จิ ัยตอ้ งใช้ศัพทซ์ ึง่ เปน็ ทร่ี องรับใชก้ ันแล้วในแขนงวชิ านัน้ ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงศัพท์ซ่ึงคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยของราชบณั ฑติ ยสถานได้บญั ญัตไิ วแ้ ลว้
208 9.6.3.8 ไมแ่ ยกคา คา ๆ เดียว หรอื กลมุ่ คาทีจ่ ะต้องเขียนตดิ กนั ไม่ควรแยก เชน่ ไมแ่ ยก “ความต้องการ” ออกจากกนั เป็น “ความต้อง” อยบู่ รรทดั หน่งึ หนา้ หน่งึ “การ” อยู่อีก บรรทดั ต่อไป หรอื หนา้ ต่อไป 9.6.3.9 ไม่ลมื คู่ของคา คาหรือกลุม่ คา ซึ่งโดยปกตใิ ช้ประกอบเปน็ คกู่ ัน เชน่ “ฉนั ใด...ฉันนน้ั ” “ไม่เพยี ง...เทา่ นัน้ แต่ยงั ...อีกดว้ ย” เป็นต้น จะตอ้ งใช้ให้ตรงให้รับกันตาม ความนิยม 9.6.3.10 ไม่ใช้ภาษากากวม ไม่ควรใชข้ ้อความทีต่ ีความหมายไดห้ ลายแง่ หรือมี ความกากวม 9.6.3.11 ไม่ใช้คาหรือสานวนซ้าซาก ผเู้ ขยี นไม่ควรใช้คาหรอื สานวนเดียวกนั บอ่ ย ๆ ในทใี่ กลเ้ คยี งกัน คาบางคา สานวนบางสานวน อาจใช้แทนกนั ได้ แต่ตอ้ งไม่ลืมว่า คาหรอื สานวน หนง่ึ ๆ ย่อมเหมาะกับบรบิ ทหนึ่ง เมือ่ เปล่ียนคาหรือสานวนกต็ อ้ งเปลย่ี นบรบิ ทหรือคาแวดลอ้ มดว้ ย 9.6.4 การใชป้ ระโยค มหี ลกั ดังนี้ 9.6.4.1 ทาประโยคให้สมบรู ณ์ ประโยคจะต้องมีประธาน กรยิ า กรรม หรอื สว่ นขยาย อ่านแลว้ รวู้ า่ เปน็ อะไร 9.6.4.2 ใช้ประโยคส้นั ๆ เพราะจะเขยี นได้งา่ ย และอ่านเข้าใจง่าย ไม่ควรใช้ ประโยคทีซ่ ับซ้อนโดยไม่จาเป็น 9.6.5 การถอดความจากภาษาอ่นื ในการถอดความจากภาษาอื่น ผ้วู จิ ัยจะต้องไม่แปล แบบคาต่อคา แต่ต้องถอดถอ้ ยคาสานวนไทย โดยคงความหมายใหต้ รงหรอื ใกล้เคยี งทส่ี ุดกับ ความหมายเดิม 9.6.6 การลาดับความ รายงานการวิจัยเป็นผลจากการศึกษาค้นควา้ ผู้วจิ ัยจะต้องนา ขอ้ ค้นพบที่ได้มาจดั ลาดบั ให้เหมาะสม สัมพันธ์และต่อเนอ่ื งกันจนสามารถนาผู้อ่านไปส่กู ารคล่ีคลาย ปญั หาที่ต้งั ไว้ 9.6.7 การย่อหนา้ มหี ลักดงั น้ี 9.6.7.1 แตล่ ะยอ่ หนา้ ควรมีใจความสาคญั ประการเดียว 9.6.7.2 ส่วนประกอบของย่อหน้า แต่ละยอ่ หนา้ จะมีประโยคใจความสาคัญและ ประโยคขยายการเรียงประโยคใจความสาคัญต้องขึ้นย่อหน้าใหม่ 9.6.7.3 ข้อความในแตล่ ะย่อหนา้ จะต้องสัมพันธก์ นั และเมื่อนาย่อหนา้ แตล่ ะ ยอ่ หนา้ มาเรียงลาดับจะต้องเรียงลาดบั ให้สมั พันธ์สืบเน่ืองกัน 9.6.8 การเวน้ วรรคและการใช้เครอ่ื งหมายวรรคตอน การเวน้ วรรคตอนและการใช้ เครื่องหมายวรรคตอนทถ่ี ูกตอ้ งเหมาะสม จะชว่ ยใหผ้ ู้อา่ นเขา้ ใจข้อความไดถ้ ูกต้องรวดเร็วตามทผี่ วู้ ิจัย ต้องการ จากการใช้ภาษาในการเขยี นรายงานการวิจยั ขา้ งตน้ สรุปได้ว่า การเขียนรายงานวจิ ัย ควรเขยี นบรรยายตามขอ้ เท็จจริงท่ีได้ศึกษามา โดยการใช้ภาษางา่ ย ๆ กระชบั กะทัดรัด ชัดเจน และตรงไปตรงมา มีการลาดับเหตุการณ์และกระบวนการอย่างชัดเจน ขอ้ ความน้นั ๆ จะต้องสามารถ ทาให้ผูอ้ ่านเหน็ ภาพได้อย่างชัด
209 9.7 ข้อควรพิจารณาในการเขยี นรายงานการวจิ ัย ถึงแมว้ ่ารูปแบบการเขยี นรายงานการวิจยั คอ่ นขา้ งจะชัดเจน แต่วธิ กี ารเขียน ถอ้ ยคา สานวนและการจัดลาดับเนื้อหาใหเ้ ปน็ รายงานการวิจัยทด่ี ีนัน้ เป็นศลิ ปะของผวู้ จิ ยั เองเกือบท้ังหมด ซ่งึ เทยี นฉาย กรี ะนนั ท์ (2539 : 293-295) ไดเ้ สนอข้อพิจารณาในการเขียนรายงานการวิจัย ไว้ดงั นี้ 9.7.1 ความมีเนือ้ หาสาระครบถ้วน ผวู้ จิ ยั ใหม่มกั จะกงั วลกับรูปแบบของรายงานมาก เกนิ ไป จนลืมพิจารณาว่ารายงานการวิจยั ทต่ี นเขยี นนนั้ มีสาระครบถว้ นตามเนอื้ หาของการวิจัยหรอื ไม่ การพจิ ารณาวา่ รายงานทเี่ ขยี นมีสาระครบถว้ นหรอื ไม่ ใหพ้ จิ ารณาว่ารายงานน้ันไดเ้ ขยี นแสดงถงึ ปัญหาของเรื่องท่วี ิจยั หรือยงั ชัดเจนเพียงพอหรือไม่ กระบวนการวิจยั ทัง้ หมดได้เขียนแสดงไวห้ รือยงั ได้แสดงผลการวจิ ยั ไว้อยา่ งชัดเจนหรือไม่ เปน็ ตน้ 9.7.2 การมคี ณุ คา่ ของงานวิจัย เปน็ การเขียนรายงานการวจิ ัยให้มคี ุณค่าควรแก่ การอ่านและตดิ ตาม มีคุณคา่ ท่ีใหค้ าอธิบายทางวชิ าการอย่างเหมาะสม มีคณุ คา่ ทางวิชาการใน ตวั เองและมีคุณค่ามากพอที่จะสร้างศรัทธาใหเ้ กิดข้ึนในตวั ผู้อา่ น ซ่งึ มีประเด็นตา่ ง ๆ ดงั นี้ 9.7.2.1 ความถูกต้องแน่นอน ผู้วจิ ัยจะตอ้ งแนใ่ จในความถูกต้องของข้อความ ท่ีเขยี นลงในรายงาน แมแ้ ต่การสรุปผลการวิจัยกต็ ้องแน่ใจว่าถกู ตอ้ งไม่มีข้อโตแ้ ยง้ ใด ๆ 9.7.2.2 ความรัดกมุ ในการวิจัยทางสังคมศาสตรอ์ าจตรวจสอบวา่ การเขียนนั้น รอบคอบรดั กุมหรอื ไม่ โดยการทดลองอ่านประโยคนน้ั แล้วตั้งคาถามต่าง ๆ กันอย่างงา่ ย ๆ (ใคร อะไร ท่ีไหน อย่างไร เมอ่ื ใด) ถ้าหาคาตอบไดแ้ สดงว่าประโยคท่ีเขียนนนั้ มีความรัดกมุ พอควร 9.7.2.3 ความชดั เจน รายงานการวิจยั ตอ้ งมีความชัดเจนตรงไปตรงมาให้มากทส่ี ุด ความไมช่ ดั เจนอาจเกิดจากการเขยี นประโยคที่ซับซอ้ นเกินไป การใชไ้ วยากรณ์ไม่ถกู ต้อง การใชค้ า คลุมเครือ คาที่ขาดความหมายหรอื คาที่มีความหมายกากวม 9.7.2.4 ความตอ่ เนอื่ ง รายงานการวจิ ยั ท่ีต้องผูกเร่ืองทเ่ี ขียนเสนอในรายงาน ในแตล่ ะประโยคให้ต่อเนื่องสอดคล้องกัน 9.7.2.5 ความกลมกลนื นอกจากการเขยี นรายงานจะต้องตอ่ เน่ืองกันแลว้ ยังตอ้ ง ใหก้ ลมกลนื ไปดว้ ย 9.7.2.6 การเนน้ ความสาคัญ ในการเขียนรายงานต้องเนน้ ประเด็นหรือจุดสาคญั ของงานวิจัยน้นั ๆ ให้เดน่ ชัด ผวู้ ิจัยจะตอ้ งแนใ่ จวา่ อะไรคือเป้าหมายหลกั อะไรคือเปา้ หมายรอง และอะไรคือผลพลอยได้ 9.7.2.7 ความง่าย ทั้งความง่ายในเน้ือหาสาระ และความง่ายในภาษาท่ใี ชม้ ี ความสาคญั มากจะช่วยใหร้ ายงานการวจิ ยั น้ันเปน็ รายงานท่ีดีได้ ภาษาที่ใช้ในรายงานการวิจยั ควร ใชภ้ าษาง่าย ๆ พนื้ ๆ จากข้อควรพจิ ารณาในการเขียนรายงานการวิจัยขา้ งต้นสรุปไดว้ ่า การเขยี นรายงานการวจิ ยั เปน็ กระบวนการสื่อสารท่ใี ชค้ วามรูท้ งั้ ทางด้านศาสตรแ์ ละด้านศลิ ป์ในการประมวลความคดิ ของผู้วิจยั ถ่ายทอดเป็นลายลกั ษณอ์ ักษรสผู่ ู้อ่านอย่างมคี ณุ ภาพ การนาเสนอความคดิ ดว้ ยวธิ ีการเขยี นรายงาน การวิจัยทม่ี ีคุณภาพผู้วิจัยตอ้ งยดึ หลักการและทักษะทจ่ี าเป็นในการเขียน
210 บทสรุป การเขียนรายงานการวิจยั เป็นเอกสารที่ผู้วิจยั ได้เรียบเรียงขึ้นหลังจากดาเนนิ การวจิ ัยเสรจ็ แลว้ เพื่อบอกเล่าใหผ้ สู้ นใจได้ทราบกรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดาเนนิ การวจิ ัยและผลการวจิ ัย รายงาน การวิจัยจึงเป็นสอ่ื กลางระหวา่ งผ้วู ิจยั และผู้สนใจงานวิจยั ท่ชี ่วยให้เกดิ การเรียนรู้ ขยายพรมแดนของ องคค์ วามรู้ในศาสตรส์ าขาต่าง ๆ และเปน็ ประโยชน์ต่อการยกระดบั หรือพัฒนาวิชาชีพให้มีมาตรฐาน สงู ขึน้ โดยทวั่ ไปแล้วรายงานการวจิ ยั จะประกอบดว้ ย 3 หลักคือ สว่ นประกอบตอนต้น ส่วนเน้อื เรื่อง และส่วนประกอบตอนท้าย สาระในแต่ละสว่ นประกอบดว้ ยหัวข้อย่อย ๆ ที่เป็นระบบเป็นทต่ี กลง และเขา้ ใจตรงกนั ระหวา่ งผ้วู จิ ัย การเขียนรายงานการวิจัยจะต้องคานงึ ถึงความเป็นระบบ ความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ ความเป็นเอกภาพ และความสัมพันธ์สอดคล้องเชอ่ื มโยงระหวา่ งเนอ้ื หาสาระ แต่ละบท แตล่ ะตอน รวมทั้งมีการอ้างอิงเอกสารหลักฐานทเี่ ชื่อถือได้อย่างเปน็ ระบบและรูปแบบ เดียวกนั ตลอดทัง้ ฉบบั ทงั้ น้ีเพอ่ื ใหร้ ายงานการวิจยั เป็นท่ยี อมรับและมีคุณประโยชนต์ ่อวชิ าการ และวงวชิ าชีพสูงสุด
211 กจิ กรรมทา้ ยบทท่ี 9 1. การเขียนรายงานการวจิ ยั มีความสาคัญและมีประโยชนอ์ ยา่ งไร 2. ท่านมีเทคนิคในการเขยี นรายงานการวิจัยให้มีคณุ ภาพอย่างไร 3. จงอธิบายแนวทางการเขียนบทคัดย่องานวจิ ยั โดยสังเขป 4. ถา้ ท่านไดร้ ับมอบหมายให้ทางานวิจยั จานวน 1 เรือ่ งท่ีเกี่ยวกบั หน่วยงานของท่าน เพ่ือนาผลการวจิ ัย เสนอต่อหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ดังน้ันท่านมหี ลักในการใชภ้ าษาในการเขยี นรายงานการวจิ ยั อยา่ งไร 5. ใหท้ า่ นเลอื กศึกษารายงานการวจิ ยั หรือวทิ ยานพิ นธท์ ่ีท่านสนใจอย่างน้อย 1 เรอ่ื ง โดยศึกษา แนวทางการเขียนรายงานในแตล่ ะสว่ น สรุปและวจิ ารณ์วา่ การเขียนรายงานการวจิ ยั ในแต่ละบท หรอื แตล่ ะหวั ข้อวา่ มีความถูกต้องสมบรู ณ์ เหมาะสมหรือไม่ อยา่ งไร แล้วนาผลสรปุ และวจิ ารณ์ มาแลกเปลยี่ นเรียนรรู้ ว่ มกับเพื่อนในชั้นเรียน 6. การสรปุ ผลการวจิ ัยกบั บทคดั ยอ่ การวิจยั มคี วามเหมือนหรอื แตกต่างกันอย่างไร
212 บทท่ี 10 การเขยี นโครงการวจิ ัย การทาวิจยั เม่อื นักวจิ ัยไดห้ ัวขอ้ ปัญหาการวจิ ยั แล้ว ก่อนลงมือปฏบิ ัติการวจิ ยั จริง นกั วิจัยควรเขียนโครงการวิจัยไว้ เพื่อใหเ้ ห็นความเปน็ มา ความสาคญั วตั ถปุ ระสงค์ ขั้นตอน และรายละเอียดของการดาเนินการวจิ ัยในแตล่ ะข้ันตอน ซึ่งจะกลา่ วถงึ รายละเอยี ดของการเขยี น โครงการวิจยั เพื่อใหผ้ ู้วจิ ัยได้แนวทางในการวางแผนงานวจิ ยั และดาเนนิ การวจิ ัยไดส้ าเร็จตาม ทีต่ ้องการ ท่สี าคัญเป็นลาดับดงั นี้ - ความหมายของโครงการวิจัย - ความสาคัญของการเขียนโครงการวจิ ยั - วัตถุประสงคข์ องการเขียนโครงการวิจัย - ลกั ษณะของการเขียนโครงการวจิ ยั ทีด่ ี - องคป์ ระกอบและรายละเอียดของโครงการวจิ ัย - การประเมนิ โครงการวิจัย 10.1 ความหมายของโครงการวจิ ัย โครงการวิจยั เป็นแผนการดาเนินงานของการวิจัยที่ได้กาหนดหรอื วางแผนแนวทางไวล้ ่วงหน้า กอ่ นทจี่ ะดาเนินการวิจัย ซง่ึ จะช่วยชท้ี ศิ ทางและข้นั ตอนในการดาเนนิ งานวิจยั ต้งั แต่ตน้ จนจบ นักการศึกษาหลายท่านได้เสนอแนวคดิ เกยี่ วกบั ความหมายของโครงการวิจยั ดงั น้ี อาไพรตั น์ อกั ษรพรหม (2549 : 236) กลา่ ววา่ โครงการวจิ ัยเป็นเอกสารที่ถูก จดั ทาข้ึนโดยมเี นื้อหาอธบิ ายใหเ้ ขา้ ใจถงึ วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย สิง่ ท่ผี ู้วจิ ยั ตอ้ งการจะค้นหาหรือ พิสูจน์ วธิ ีการและกระบวนการคน้ หาหรือพสิ ูจน์ การเรียนรู้หรอื ความรทู้ ี่ได้จากการวจิ ัย และคณุ ค่า ท่เี กดิ จากการวิจยั เพ่อื ให้ได้รูปแบบการวิจยั และวธิ กี ารวิจัยทสี่ อดคล้องกับหัวข้อและวตั ถุประสงค์ ของการวิจัยแลว้ ผวู้ ิจยั ควรกาหนดแผนการวจิ ยั ให้เป็นลาดับข้นั ตอนที่เหมาะสม และเป็นโครงการวจิ ัย ซง่ึ ประโยชน์ของการเขียนโครงการวิจัยมีประโยชน์ ธรี วฒุ ิ เอกะกลุ (2552 : 91) กลา่ ววา่ ในการเขียนโครงการวจิ ยั ยงั เปน็ ผลของ การวางแผนการวิจยั ซ่ึงเปรียบเสมือนเป็นพมิ พ์เขียว (Blue Print) ท่ีคอยชที้ ิศทางและขั้นตอนในการ ดาเนินการวิจัย เพื่อใหบ้ รรลุจดุ มงุ่ หมายของโครงการวิจยั ทก่ี าหนดไว้ กาสัก เตะ๊ ขันหมาก (2553 : 193) กล่าววา่ โครงการวิจัยยงั เปน็ แบบแผน การดาเนินงานวิจยั อย่างมรี ะเบียบ เพือ่ ใหบ้ รรลถุ ึงวัตถุประสงค์ของการวิจยั ทก่ี าหนดไว้ ก่อนลงมือ ดาเนินการวิจัยทุกคร้งั นักวิจัยต้องเขยี นโครงการวจิ ัยอย่างละเอียดเสียก่อน เพ่ือจะได้ใชเ้ ปน็ แนว ในการดาเนินการวิจัยจากโครงการวิจัยทเี่ ขียนขน้ึ นี้ นกั วิจัยจะทราบว่าอะไรคือส่งิ ที่ต้องการหาคาตอบ จะเหน็ คาตอบนน้ั ไดอ้ ยา่ งไร ไม่เพยี งแตเ่ ท่าน้นั โครงการวิจัยยงั ชว่ ยให้ผู้วจิ ัยทราบขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ของ การดาเนินงานวจิ ยั และสามารถประเมนิ ผลการดาเนินงานในแต่ละขน้ั ตอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสมอีกดว้ ย ซงึ่ โครงการวิจยั นี้จะเป็นเครอื่ งชี้แนวทางในการดาเนินการวิจยั นั่นเอง
213 จากแนวคิดข้างตน้ สรปุ ได้ว่า โครงการวจิ ยั เป็นงานทผ่ี ู้วิจัยทาหลงั จากที่ได้กาหนดปัญหา การวิจัย การศึกษาเอกสารที่เก่ยี วข้องหรือแนวคิด ทฤษฎี และมีแบบแผนการดาเนินงานวิจยั อย่างมีระเบียบ เพ่ือใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ของการวิจัยทกี่ าหนดไว้ กอ่ นลงมือดาเนนิ การวิจยั ทุกครง้ั นอกจากนใ้ี ช้เปน็ เอกสารเสนอขอรบั ทุนสนบั สนนุ การวิจยั 10.2 ความสาคัญของการเขียนโครงการวิจยั การเขียนโครงการวจิ ยั เปน็ การจัดทาแผนงานในการทาวจิ ยั เพอ่ื ใหท้ ราบหวั เรือ่ ง เหตุผล รูปแบบ และวธิ ีการ ตลอดจนรายละเอยี ดต่าง ๆ ในการทาวิจัย ซึ่งแตล่ ะหัวขอ้ จะตอ้ งมคี วาม สอดคลอ้ งกนั และมคี วามชัดเจน เพื่อใช้เปน็ แนวทางในการดาเนินงานวิจัย ตลอดจนเพื่อใหแ้ หล่ง เงินทุนสนับสนนุ การวิจัยสามารถทาความเข้าใจได้ตรงตามท่ผี ู้วจิ ยั ตอ้ งการจะเสนอการเขียน โครงการวิจัย อาไพรตั น์ อักษรพรหม ( 2549 : 235) กล่าวว่า มีประโยชน์ตอ่ การเตรียม และการบริหารการวจิ ยั สอดคล้องกับกาสกั เต๊ะขนั หมาก (2553 : 193-194) กลา่ วไวว้ า่ โครงการวจิ ยั นจ้ี ะเป็นคู่มือท่ีสาคญั มากตลอดเวลาที่ผู้วจิ ัยทาการวิจยั ซึ่งการเขยี นโครงการวจิ ัยมี ประโยชนต์ อ่ ผู้ทาวิจยั ดังนี้ 10.2.1 ช่วยวางแผนงานในการทาวิจัยไว้ลว่ งหน้า ทาให้ผู้วิจัยทราบวา่ จะตอ้ งทา อะไรบ้างในแต่ละข้นั ตอน และทราบวา่ ข้ันตอนใดควรทาก่อนหรือหลังเพื่อให้งานวิจยั สาเรจ็ ลลุ ่วง ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล 10.2.2. ชว่ ยทาให้ผู้วจิ ยั มองเหน็ ลู่ทางลว่ งหนา้ ในการแกป้ ัญหาหรืออปุ สรรคต่าง ๆ อนั อาจเกดิ ข้ึนได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม 10.2.3 ช่วยชี้แนะในเร่อื งตวั แปรท่ศี ึกษา การเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งในการวิจยั เครื่องมือ ทใ่ี ช้ในการวิจยั และสถติ ิท่ีใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล 10.2.4 ชว่ ยทาให้สามารถประเมนิ เก่ยี วกับทรัพยากร แรงงานและค่าใชจ้ ่ายต่าง ๆ รวมท้งั ทาให้ทราบวา่ จะต้องเตรียมสิง่ จาเปน็ ต่าง ๆ อะไรไว้ล่วงหนา้ บา้ ง 10.2.5 ใช้แสดงเพื่อผูอ้ นุมตั ิการทาวิจัยไดพ้ จิ ารณาเพื่อตัดสินใจว่าสมควรใหท้ าการวิจยั นี้ไดห้ รือไม่ 10.2.6 ใช้แสดงเพ่ือให้ผู้สนับสนนุ ทนุ วิจยั ไดม้ ีข้อมูลในการตัดสินใจวา่ การวจิ ัยเรือ่ งนี้ สมควรไดร้ ับทุนสนบั สนุนการวิจัยหรอื ไม่ และถ้าสมควรได้รบั ทุนควรไดร้ บั ทนุ จานวนเท่าใด สรุปได้ว่า ส่งิ ที่สาคัญทีส่ ุดของการเขยี นโครงการวิจยั ทีด่ ี คอื ความรู้ ความเข้าใจอย่าง ชดั แจ้งทะลปุ รุโปรง่ ของผทู้ จี่ ะทาวิจยั ว่าจะวิจยั เรือ่ งอะไร มีวตั ถปุ ระสงคอ์ ะไร จะใชร้ ะเบียบวิธี การศึกษาอะไร จะใช้อยา่ งไร และงานวิจยั น้ันมปี ระโยชนอ์ ะไร และวตั ถปุ ระสงค์ที่สาคัญท่ีสุดของ การเสนอโครงการวิจัยคอื การทาให้ผูใ้ หท้ นุ อุดหนุนเชอ่ื วา่ การวจิ ัยทจ่ี ะทานนั้ มรี ะเบยี บวธิ ีการวิจัยท่ีดี มีขอบเขตเปน็ ไปได้และมีประโยชน์สมควรไดร้ ับเงนิ อดุ หนุน นอกจากน้นั แล้วยงั เป็นแผนสาหรับ การทาวิจยั และเปน็ เคร่ืองมือชแ้ี นวทางในการดาเนินการวิจัย
214 10.3 วัตถุประสงค์ของการเขียนโครงการวจิ ยั วัตถุประสงค์เป็นแนวทางทจ่ี ะไปสู่ผลการดาเนนิ งานจึงเปน็ เปา้ หมายทตี่ ้องการค้นหาของ โครงการวิจยั วตั ถุประสงค์ในโครงการวจิ ัยจะเขยี นในรูปของถ้อยแถลงหรือเป็นประโยคท่ีแสดงถึง สิง่ ทตี่ อ้ งการดาเนนิ การ สาหรับการจัดทาโครงการวจิ ัยมวี ตั ถปุ รางค์หลกั 3 ประการ (อาไพรตั น์ อกั ษรพรหม. 2549 : 218) ไดแ้ ก่ การขอทนุ สนับสนนุ การวจิ ัย การวางแผนการปฏิบัตงิ าน ตามขนั้ ตอนกระบวนการวจิ ัย และการบริหารงบประมาณ เวลา และทรพั ยากรอ่นื ๆ ท่ีเกย่ี วข้อง กับการวจิ ัย สอดคลอ้ งกบั สุชาติ ประสิทธ์ิรัฐสนิ ธุ์ (2540 : 506) กลา่ วว่า วตั ถปุ ระสงค์ของ การเขียนโครงการวจิ ัย ดังน้ี 10.3.1 เพอื่ ใช้เปน็ หลกั และกรอบแนวทางในการดาเนนิ การวจิ ยั ช่วยให้ผวู้ จิ ยั มองเหน็ ภาพงานวจิ ยั ตลอดแนว ดาเนินการวิจยั ไดอ้ ยา่ งเป็นระบบ เปน็ ขั้นตอนตามท่ีวางไว้ ไม่ทา ใหผ้ วู้ จิ ัยทางานออกนอกขอบเขตหรอื หลงทาง 10.3.2 เพ่อื ใชเ้ ป็นเอกสารสื่อสารสร้างความเข้าใจ และข้อตกลงในการทางานวิจัย รว่ มกนั ระหว่างคณะผู้วิจยั ให้มีความรคู้ วามเข้าใจตรงกันในกรอบแนวทางของการดาเนินการวิจัย และสามารถดาเนินการวจิ ยั ร่วมกนั ให้ประสบผลสาเร็จ 10.3.3 เพอ่ื ใช้เป็นเอกสารเสนอขออนมุ ัติดาเนินการวจิ ยั ในกรณีทผ่ี วู้ ิจยั ทาเป็นส่วน หนง่ึ ของการศึกษาตามหลกั สูตรในระดบั บัณฑิตศกึ ษา ซงึ่ จะตอ้ งเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาให้ ความเหน็ ชอบและในกรณีท่เี ปน็ หน่วยงานกต็ ้องเขียนโครงการวิจยั เสนอขออนุมัตติ ่อผู้มีอานาจ ตัดสนิ ใจกอ่ นทจี่ ะดาเนินการต่อไป 10.3.4 เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการกากับตดิ ตามหรอื ตรวจสอบการดาเนินการวจิ ัยว่า เป็นไปตามแผนท่ีกาหนดไว้หรือไม่ มีความก้าวหน้าในการดาเนินงานเพยี งใด มีปญั หาและอุปสรรค หรอื ไม่อยา่ งไร ซึ่งใชท้ ัง้ กากับตรวจสอบตนเองของผวู้ ิจัย (Self - Monitoring) และการกากับ ตรวจสอบจากบุคคลอ่นื ที่เก่ียวขอ้ ง เช่น กรรมการทปี่ รึกษาวิทยานิพนธ์ กรรมการพิจารณาเคา้ โครง วทิ ยานพิ นธใ์ นกรณที ีเ่ ป็นนกั ศึกษาระดบั บณั ฑติ ศึกษา หรอื หน่วยงานทใ่ี หท้ นุ อุดหนุนการวิจัย ซง่ึ ตอ้ งใชโ้ ครงการวิจยั เป็นเคร่อื งมือในการกากบั ติดตามตรวจสอบความกา้ วหนา้ ในการดาเนินการ วจิ ยั วา่ เปน็ ไปตามโครงการวจิ ยั ทีก่ าหนดไว้หรือไม่ อย่างไร 10.3.5 เพื่อใช้เป็นเอกสารขอรับการสนบั สนนุ การวิจัย โดยเฉพาะอย่างย่งิ การขอรับ ทุนอดุ หนุนการวจิ ยั จากหน่วยงานต่าง ๆ ผู้วิจัยจะตอ้ งเสนอโครงการวิจัยตอ่ หนว่ ยงานเหลา่ นน้ั ท่เี ปน็ เอกสารและหลักฐานท่แี สดงรายละเอียดในการดาเนินการวิจัยตามรูปแบบท่ีกาหนด เพื่อให้ หนว่ ยงานดังกล่าวใช้ประกอบการพจิ ารณาใหท้ ุนอุดหนุนการวิจัย ดังนั้นวัตถปุ ระสงคท์ ีส่ าคญั ทสี่ ุด ของโครงการวิจัยกค็ ือ การทาให้ผูใ้ ห้เงินอุดหนุนเช่ือวา่ การวจิ ัยท่ีจะทานั้นมรี ะเบียบวิธีการวิจัยท่ีดี มขี อบเขตทช่ี ัดเจน ครอบคลุมประเด็นสาคัญได้ครบถว้ น มีความเปน็ ไปได้ และมีประโยชนส์ มควร ไดร้ บั เงินอดุ หนุน สรุปไดว้ ่า การเขียนโครงการวจิ ยั มวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อใชเ้ ปน็ หลักในการดาเนินการวจิ ยั ให้ผ้วู จิ ัยสามารถดาเนนิ งานเป็นขั้นตอนตามที่วางแผนไว้ โดยไม่ตกหลน่ ขา้ มขัน้ โดยเฉพาะกรณี ทเี่ ปน็ โครงการวิจยั ระยะยาว หรือมีผรู้ ว่ มงานวจิ ยั หลายคน โครงการวจิ ัยท่สี มบรู ณ์และชัดเจน จะชว่ ยใหผ้ ู้มีสว่ นร่วมทึกคนมีความเข้าใจตรงกัน สามารถดาเนนิ งานไปสู่จุดประสงคเ์ ดียวกัน
215 อยา่ งเป็นลาดับขัน้ ตอนตามแผนทวี่ างไว้ นอกจากนี้ เปน็ เอกสารเสนอขอรบั ทุน หรอื รับการ สนับสนุนคา่ ใชจ้ า่ ยในการทาวิจัย 10.4 ลกั ษณะของการเขียนโครงการวจิ ัยที่ดี การเขยี นโครงการวิจัยเปิดโอกาสให้ผูว้ จิ ยั ได้นาเสนอความคดิ และความมุ่งหมายในการทา วจิ ัย โดยท่ีผู้วิจยั ไม่มโี อกาสไดพ้ ูดอธิบายดว้ ยตนเอง ผู้อา่ นโครงการวจิ ัยจะพจิ ารณาถึงความเปน็ ไป ได้ในการดาเนินการ ผลสาเร็จ และความสามารถของผูว้ ิจยั การเขียนเสนอโครงการวิจยั ทีด่ จี ะต้อง ส่ือความคิดของผู้วจิ ยั ให้ผ้อู ่านเข้าใจได้อย่างกระจ่างชดั ควรมีลักษณะดงั น้ี (พชิ ิต ฤทธ์จิ รญู . 2551 : 185 – 186) 10.4.1 ความถูกต้อง (Correctness หรือ Accuracy) การเขียนโครงการวิจยั ต้องใหม้ ี ความถูกต้องท้งั ในด้านเนอ้ื หาสาระ หลักฐาน ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ รปู แบบการเขียน ระบบและวิธีการ อ้างอิง รวมทงั้ ความถูกต้องด้านการใชภ้ าษา 10.4.2 ความสมบูรณ์ครบถว้ น (Completeness) โครงการวจิ ัยจะตอ้ งมีสาระ ครบถ้วนตามสว่ นประกอบของโครงการวจิ ัย แต่ละหวั ข้อต้องมสี าระสมบูรณ์ ครอบคลมุ ประเด็น ตา่ ง ๆ ทจี่ ะทาใหผ้ ูว้ จิ ัยและผู้เกีย่ วขอ้ งไดเ้ ห็นแนวทางการดาเนนิ การวจิ ัยได้อยา่ งชดั เจน 10.4.3 ความมเี หตผุ ล (Cogency) โครงการวิจยั จะต้องมีสาระทีแ่ สดงเหตุผล ในเชิงความคิดและหลกั ฐานสนบั สนนุ ในการดาเนนิ การวจิ ัยใหม้ ีความนา่ เช่ือถือ ซ่ึงจะทาให้ไดร้ ับการ สนบั สนนุ ในการดาเนนิ การวจิ ัยท้ังการอนุมัตใิ ห้ดาเนนิ การและการใหเ้ งินอุดหนุนการวิจัย 10.4.4 ความเป็นประโยชน์ (Utility) โครงการวิจัยทด่ี ีจะต้องสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึง คณุ ค่า หรือคุณประโยชนข์ องเรอื่ งท่ีจะทาการวจิ ัยว่าเป็นปัญหาการวิจัย หรอื เรือ่ งทม่ี ีความสาคัญ หากดาเนนิ การวจิ ัยเสร็จแล้ว จะไดผ้ ลการวิจยั ทีม่ ีคุณคา่ ต่อการพฒั นาวิชาการหรอื วิชาชพี กอ่ ใหเ้ กิด องค์ความรใู้ หมต่ ่อสงั คม 10.4.5. ความกระจา่ งแจ้ง (Clarity) สาระหรอื ข้อความที่ระบุไว้ในโครงการวจิ ยั ตอ้ งมีความชดั เจน ไม่กากวม ต้องทาใหผ้ ูอ้ า่ นเขา้ ใจไดต้ รงกันโดยไมต่ ้องตคี วามหมาย ขยายความ หรือคาดคะเนความหมายของข้อความเหลา่ นั้น 10.4.6 ความสมั พนั ธ์เชอ่ื มโยง (Correspondence) สาระที่นาเสนอไว้ใน โครงการวจิ ัยระหว่างหวั ข้อ หรอื แตล่ ะตอนจะตอ้ งมกี ารจดั ระเบยี บ เรยี บเรียงให้มีความสมั พนั ธ์ เชอื่ มโยงกนั โดยตลอด ซ่งึ จะช่วยใหผ้ ู้อ่านทราบแนวความคดิ ของนกั วิจยั ได้อยา่ งตอ่ เนื่องเช่ือมโยงกัน 10.4.7 ความสม่าเสมอ (Consistency) การใชถ้ อ้ ยคาหรือข้อความในโครงการวจิ ยั จะตอ้ งใหม้ คี วามคงเสน้ คงวา หรือความคงที่ในการใช้ เพ่ือมิใหผ้ ู้อา่ นเกิดความสับสน เช่น ขอ้ ความ “การเรยี นการสอนทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ ศูนยก์ ลาง การเรียนการสอนท่เี น้นผู้เรียนเปน็ สาคญั การเรยี น การสอนท่ีผู้เรยี นสาคัญทีส่ ุด การเรียนการสอนท่ยี ดึ ผู้เรยี นเป็นสาคญั ” เปน็ การใชข้ อ้ ความทไ่ี ม่คงที่ 10.4.8 ความเป็นไปได้ (Feasibility) โครงการวิจยั ทด่ี จี ะต้องคานงึ ถึงความเปน็ ไปได้ ในการนาไปปฏบิ ตั ิ กล่าวคอื จะตอ้ งเปน็ โครงการทีส่ ามารถนาไปดาเนนิ การวิจัยให้ประสบผลสาเรจ็ ตามกรอบของเวลาทกี่ าหนดไวไ้ ดจ้ รงิ
216 สรุปไดว้ ่า โครงการวจิ ัยเป็นตวั แทนของผู้วิจยั ผ้วู ิจยั จะต้องคดิ เสมอวา่ โครงการวจิ ยั ก็คอื ผ้วู ิจัย เพราะผวู้ ิจัยไม่มีโอกาสได้พูดอธิบายความคดิ และแผนการวจิ ัยแกผ่ พู้ ิจารณาโครงการ การเขียนโครงการวิจัยจึงต้องมคี วามชดั เจนไม่กากวม ไมต่ ้องอาศยั การตีความ ต้องเป็นเอกสาร ท่ีผู้อ่านสามารถเข้าใจไดด้ ้วยตนเอง แมจ้ ะเปน็ ผูอ้ ่านท่ไี ม่ใช่ผู้เช่ียวชาญเกี่ยวกับเรื่องทว่ี จิ ยั ก็สามารถ เขา้ ใจได้ทนั ที 10.5 องค์ประกอบและรายละเอียดของโครงการวจิ ยั การเขียนโครงการวจิ ัยแตล่ ะสถาบนั หรือหน่วยงานจะมีรปู แบบการเขียนหรือกาหนดหวั ข้อ คลา้ ย ๆ กัน โดยทวั่ ไปการเขียนโครงการวจิ ยั มแี นวคิดในการเขยี นแต่ละหวั ข้อ ดงั ต่อไปนี้ (กาสัก เต๊ะขนั หมาก. 2553 : 194-198) 10.5.1 ชอื่ เรื่องหรอื หัวข้อการวิจัย สิ่งท่คี วรคานึงถึงในการกาหนดช่ือเร่ืองของการวจิ ยั คอื ชื่อเรือ่ งจะต้องชดั เจน ในปญั หาทจ่ี ะทาการวจิ ัย ตอ้ งมีลกั ษณะบง่ ชี้ให้ทราบว่าจะเป็นการศึกษาปญั หาเรื่องใด ในสาขาวิชาใด ควรกาหนดชือ่ เรื่องให้ส้นั และรัดกุม ชื่อเร่ืองท่ียากเกนิ ความจาเปน็ มักทาให้เกดิ ความสับสนและยาก ที่จะกาหนดวา่ นา้ หนักของการวจิ ัยในเรอ่ื งนน้ั อยู่ท่ปี ัญหาใด หากเรอ่ื งจาเป็นจะต้องยาวจรงิ ๆ กค็ วร จดั แบ่งออกเป็นสองตอน โดยใหต้ อนแรกมนี า้ หนักและความสาคัญมากกว่าตอนหลัง สว่ นตอนหลัง ให้ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ช่ือรอง (Sub-title) นอกจากน้นั การตงั้ ช่ือเรื่องของการวิจยั ควรใชค้ าท่ีคุน้ กนั ในสาขาวชิ าน้นั ๆ และควรหลกี เลย่ี งการใชค้ าภาษาพดู 10.5.2 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หาวิจยั การวิจัยเป็นการศึกษาอยา่ งเป็นระบบในส่งิ ทเ่ี ป็นปญั หา หรืออย่างน้อยก็เป็นสงิ่ ทีย่ ัง ไมม่ ีคาตอบหรอื คาอธบิ ายทชี่ ัดแจ้ง ดงั นน้ั จึงมีความจาเปน็ ที่นกั วจิ ัยจะต้องเขยี นไวใ้ นโครงการวจิ ัย ของตนว่าปญั หาทจี่ ะทาการวิจยั เพ่อื คน้ หาคาตอบนัน้ คืออะไร มีลกั ษณะอย่างไร การจะทาเชน่ นนั้ ได้ นกั วิจัยจะตอ้ งมีความเข้าใจแจ่มแจง้ ในปัญหาการวิจยั เสยี ก่อน ดังนนั้ การศึกษาถึงรายละเอยี ดของ ปัญหาท่จี ะทาการวจิ ัยจงึ เป็นสิง่ จาเป็น ในการกล่าวถึงปญั หาทจี่ ะทาการวิจยั นกั วจิ ัยควรจะกล่าวถงึ ความเป็นมาหรอื ภูมหิ ลังของปัญหาน้นั ๆ ด้วย เพอ่ื ให้ทราบส่ิงน้นั เปน็ ปัญหาขน้ึ มาไดอ้ ยา่ งไร อยา่ งไรก็ตามเม่อื เทยี บ ความสาคัญของปัญหาแลว้ ภมู หิ ลังของปญั หายังนบั วา่ มีความจาเปน็ นอ้ ยกว่าการทจ่ี ะต้องกล่าวถงึ ความสาคัญของปัญหาทจี่ ะทาการวจิ ัยเพ่ือช้ีให้เหน็ วา่ เรือ่ งท่ีจะทาการวจิ ัยนนั้ มีความสาคัญ มีคุณคา่ และมีเหตุผลควรแกก่ ารสนบั สนุน เชน่ ถา้ จะทาการวิจัยในเร่อื ง “การพัฒนาการบริหารจดั การที่ดี ของกองทนุ หมู่บ้าน” กค็ วรกลา่ วถึงความเปน็ มาของนโยบายการจัดตั้งกองทนุ หมู่บ้าน วิธีดาเนินการ จดั ตัง้ กองทนุ หมบู่ ้านท่รี ฐั บาลเรง่ รัดดาเนนิ การเพอื่ ให้สามารถจัดตง้ั ได้อยา่ งรวดเร็วในขณะทชี่ าวบา้ น และคณะกรรมการยังไม่มีความพรอ้ ม นาเสนอตัวอย่างทเ่ี ป็นขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ที่แสดงให้เห็นว่า การบริหารจัดการกองทนุ หมู่บ้านยงั เป็นปัญหาทตี่ ้องไดร้ ับการแก้ไขหรือพัฒนา จากน้ันจึงชใ้ี หเ้ ห็นว่า การพัฒนาการบรหิ ารจัดการท่ดี ขี องกองทุนหมูบ่ า้ นเปน็ สง่ิ สาคญั ทีจ่ ะกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ เมอ่ื ชีเ้ ช่นนี้ แลว้ จงึ เขา้ สปู่ ระเด็นท่ีตอ้ งการโดยเนน้ ให้เห็นวา่ การวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการที่ดีของกองทุน
217 หมบู่ ้านทผ่ี ูว้ จิ ัยจะดาเนินการนีเ้ ปน็ เรอ่ื งสาคัญทต่ี ้องดาเนนิ การ เพราะจะก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ในการ สรา้ งความเข้มแข็งของชมุ ชนได้ กลา่ วโดยสรปุ วา่ นักวจิ ยั จะตอ้ งตีแผ่ปัญหาทจ่ี ะทาการวจิ ยั ออกมาไดช้ ดั แจง้ และ เท่ยี งตรงพร้อมกับชีใ้ หเ้ ห็นถงึ ความสาคัญของปัญหาการวิจัยนัน้ วา่ เป็นสิ่งทีค่ วรแก่การวิจยั อยา่ งย่ิง โดยมีข้อมลู และหลกั ฐานอ้างอิงสนบั สนนุ ให้เชื่อถือได้ 10.5.3 การศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี และรายงานการวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง การสารวจตรวจสอบความรู้เดิมท่ีเกยี่ วกับเร่ืองทจ่ี ะทาวิจยั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การศกึ ษา แนวคดิ ทฤษฎี และรายงานการวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้อง ซึง่ มผี ้ศู ึกษามาก่อนแล้วไวใ้ น โครงการวิจัยจะให้ประโยชน์อยา่ งนอ้ ยสองประการ คือ นอกจากจะทาให้นกั วจิ ัยทราบวา่ ในเรือ่ ง เดยี วกับทผ่ี วู้ จิ ยั กาลังจะทาการวจิ ัยน้ันมีผ้ศู กึ ษามาก่อนหรอื ไม่ จะทาใหไ้ ม่ตอ้ งทาการวิจยั ทีไ่ ปซา้ ซ้อน กบั ของคนอนื่ แล้วยังจะช่วยใหน้ ักวิจยั ไดค้ วามรอู้ นั จะเปน็ ประโยชน์แก่งานวจิ ัย โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง การนาความรูท้ ่ีได้มาจากการศึกษามาใช้ในการวางกรอบการวจิ ัย การตัง้ สมมติฐานการวจิ ัยหรือ การพิจารณาปัญหาท่ีกาลังจะทาการวิจัยได้อย่างถกู ต้อง 10.5.3.1 การศกึ ษารายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องควรคานึงถงึ สิ่งต่อไปนี้ 1) ปัญหาของการวจิ ยั นน้ั ๆ มีความเกีย่ วข้องสมั พนั ธก์ ับปัญหาท่ีเราจะศกึ ษา มากน้อยเพยี งใด 2) ผ้ทู าการวจิ ัยน้ัน ๆ มีแบบแผนในการวิจยั ซ่ึงประกอบด้วยวิธกี ารเกบ็ ขอ้ มูล เคร่อื งมือในการเก็บข้อมลู และใชข้ ้อมูลทไี่ ด้มาอยา่ งไร 3) ประชากรท่ีศกึ ษามีลกั ษณะอยา่ งใด 4) ตัวแปรทีม่ ีผลตอ่ ข้อสรุปของการวจิ ัยมีอะไรบา้ ง 5) ขอ้ ดีและข้อบกพร่องในการวิจยั นั้น ๆ มอี ะไรบา้ ง 6) การวิจัยน้นั ๆ ไดใ้ หข้ ้อเสนอแนะอะไรบา้ ง เมือ่ ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี และรายงานการวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องแล้ว นกั วิจยั อาจจะ กล่าวถึงงานตา่ ง ๆ นั้น ในโครงการวจิ ัยท่เี สนอก็ได้ แตค่ วรกล่าวอยา่ งยอ่ ทส่ี ุดและควรเขียนใน ลกั ษณะวเิ คราะห์มากกวา่ ท่จี ะเอามาย่อแล้วจัดเรียงลาดบั กนั อย่างไรก็ตามในเร่ืองการศกึ ษารายงาน การวิจัยทีเ่ กยี่ วข้องนีบ้ างครั้งอาจไม่จาเป็นจะต้องผนวกเขา้ ไว้ในโครงการวิจยั ก็ได้ เพราะอาจจะทาให้ โครงการวจิ ยั มีความยาวเกนิ ไป นกั วจิ ัยอาจแตเ่ พียงสารวจดูโดยไมต่ ้องกลา่ วไว้ในโครงการวจิ ัยก็ได้ 10.5.4 วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย นบั เป็นส่วนสาคัญทสี่ ดุ สว่ นหนึ่งของโครงการวิจัย วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั นอกจาก จะชว่ ยใหผ้ วู้ ิจยั มองเหน็ อย่างชดั แจง้ วา่ เปา้ หมายของการวจิ ยั นีค้ ืออะไร อย่ทู ี่ไหนแลว้ ยงั จะช่วยให้ ผู้เกี่ยวข้อง เชน่ ผสู้ นับสนนุ หรอื ผอู้ นุมตั ิใหท้ าการวจิ ัยเนอื่ งจากเหน็ ความสาคญั ของการวิจยั น้ัน ๆ นอกจากน้วี ตั ถุประสงค์การวิจัยยงั จะทาหนา้ ท่เี สมือนมาตราทใ่ี ช้ในการประเมนิ ผลการวิจยั นน้ั ๆ 10.5.4.1 เทคนคิ ในการเขยี นวตั ถุประสงค์การวจิ ัยอาจทาได้ดังน้ี 1) คานึงถึงความชัดเจนและรัดกมุ โดยระบวุ า่ ผูว้ จิ ยั จะทาอะไรบา้ ง 2) ควรแบ่งวตั ถุประสงคเ์ ปน็ ขอ้ ๆ ถา้ แต่ละข้อมีความสาคัญมากน้อยกวา่ กัน ข้อที่มคี วามสาคญั มากควรมากอ่ นข้อท่ีมคี วามสาคญั นอ้ ย
218 3) ควรจดั ลาดับวตั ถปุ ระสงค์ทุกข้อให้มีความสอดคลอ้ งกัน 4) วตั ถปุ ระสงคจ์ ะต้องสอดคลอ้ งกับปญั หาการวจิ ัย 5) วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั เรอื่ งหนึ่ง ๆ ไม่ควรมากขอ้ เกินไปเพราะอาจทาให้ พร่าจนไม่ทราบวา่ อะไรเปน็ วตั ถปุ ระสงค์หลักของการวิจยั นน้ั 10.5.5 ขอบเขตการวจิ ัย การกาหนดขอบเขตของการวจิ ัย เป็นเสมือนการขีดวงจากัดไว้ล่วงหน้าอยา่ งคร่าว ๆ ว่าในการดาเนนิ การวิจัยเร่ืองนนั้ ผู้วิจยั จะศึกษาคน้ คว้าอยู่ในขอบเขตแค่ไหน อย่างไรก็ตามในขั้นตอน การเขียนโครงการวิจัยน้ีขอบเขตของการวิจัยอาจจะกาหนดใหต้ ายตวั ได้ยาก เพราะอาจจะมกี าร เปลยี่ นแปลงบา้ ง ในการเขยี นขอบเขตของการวจิ ยั ต้องคานงึ ถึงว่าไม่ควรกว้างเกินไป แตก่ ็ไม่ควร แคบจนไมส่ ามารถจะทาการวิจยั ได้ครอบคลมุ เน้ือหาที่สาคัญของการวจิ ัยได้ ส่วนการท่ีจะกาหนด ขอบเขตอย่างไรนน้ั อาจจะศึกษาจากวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั เรอื่ งน้นั เปน็ สาคัญ 10.5.6 สมมติฐานการวจิ ัย (ถา้ มี) สมมติฐานการวจิ ัยเปน็ ข้อความอนั เป็นการคาดคะเนคาตอบของปัญหาวิจยั ทม่ี ี ลักษณะเป็นข้อความทแี่ สวงหาคาอธิบายเกยี่ วกับเงื่อนไข หรือเหตกุ ารณโ์ ดยทย่ี งั ไมม่ ีการยืนยัน จากข้อเท็จจริง สมมตฐิ านการวิจัยจงึ เปน็ ขอ้ ความท่ีต้ังข้ึนเพ่อื อธิบายข้อเทจ็ จริงหรือเงือ่ นไข ดังน้ัน ข้อความทเี่ ป็นสมมติฐานการวจิ ัยอาจจะไมเ่ ปน็ จริงกไ็ ด้ แต่โดยทวั่ ไปสมมตฐิ านการวิจัย เปน็ สิง่ จาเปน็ สาหรับการวิจยั เพราะสมมตฐิ านการวจิ ัยจะเปน็ เครอื่ งมอื แนะแนวทางใน กระบวนการวิจยั โดยเฉพาะในการตดั สนิ วา่ จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลชนิดใดหรือไม่ 10.5.6.1 ขอ้ พจิ ารณาในการเขยี นสมมติฐานการวจิ ยั มีดงั นี้ 1) สมมตฐิ านการวจิ ัยควรเป็นข้อความทม่ี ีเหตผุ ล 2) สมมตฐิ านการวจิ ยั ควรเกิดจากความเชื่อม่ันในเรื่องท่ีเกี่ยวข้องกบั ขอ้ เท็จจริง หรอื ทฤษฎี 3) สมมตฐิ านการวิจัยต้องเป็นสิ่งที่สามารถทดสอบได้ 4) สมมตฐิ านการวจิ ัยต้องเป็นขอ้ ความทช่ี ดั เจนไม่กากวม และเขา้ ใจง่าย 10.5.7 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ การใชค้ าจากดั ความศัพท์เฉพาะ นับเป็นส่งิ จาเป็นประการหนึ่งในการเขียน โครงการวจิ ยั เพราะนอกจากจะช่วยทาใหเ้ กิดความเข้าใจตรงกนั แล้วยังจะช่วยให้ผทู้ าวิจัยไม่รูส้ ึก สบั สนในความหมายของศพั ท์เฉพาะนัน้ ๆ ด้วย ศัพท์ท่ีจะคัดเลือกมาให้คาจากัดความควรเปน็ ศัพท์ ทม่ี ีใจความสาคญั มากและถกู ใช้บ่อย ๆ ในการวิจัย หรอื มิฉะนน้ั ก็เป็นศพั ทท์ ่ีมีในความหมายทว่ั ๆ ไป คนเขา้ ใจเป็นอย่างหนึง่ แต่ในความหมายทางวิชาการมคี วามหมายอีกอย่างหน่งึ หลกั สาคญั ในการ ใหน้ ิยามศัพทเ์ ฉพาะตอ้ งยดึ ถือความชัดเจนและกะทัดรดั เป็นสาคญั 10.5.8 แหล่งขอ้ มลู และวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ควรระบุในโครงการวจิ ัยด้วยว่า สาหรับงานวิจัยนน้ั ผูว้ ิจัยจะตอ้ งใชข้ ้อมูลอะไรบา้ ง และได้มาจากแหล่งใด เป็นข้อมูลทุตยิ ภมู ิท่ีเกบ็ จากเอกสาร หรอื ข้อมูลปฐมภูมิทจ่ี ะต้องไปเก็บ รวบรวมมาจากแหลง่ ตา่ ง ๆ จากภาคสนาม พร้อมกนั น้นั ก็ควรจะระบดุ ้วยวา่ จะใช้วธิ ีการและเคร่ืองมือ อะไรในการรวบรวมข้อมลู นนั้ ๆ เชน่ การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การสงั เกต เป็นต้น
219 10.5.9 การวิเคราะห์ขอ้ มลู การเขียนโครงการวจิ ัยตอ้ งเสนอวธิ กี ารทนี่ ักวจิ ยั จะวเิ คราะหห์ รือจดั กระทากับข้อมูล กลา่ วคือ ต้องบอกว่าจะทาการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร จะใชเ้ ครื่องมือและเทคนิคอะไรบา้ ง ใชส้ ถติ ใิ ด ในการวิเคราะหข์ ้อมลู การที่ต้องกล่าวถึงวธิ ีจดั กระทาข้อมูลเพอื่ แสดงวา่ ผวู้ ิจยั จะสามารถวเิ คราะห์ ข้อมลู ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและมปี ระสทิ ธิภาพ 10.5.10 ผลท่คี าดวา่ จะได้จากการวิจัย เป็นการประเมนิ ผลล่วงหน้า หรอื คาดคะเนผลทีน่ ่าจะไดร้ บั จากการวิจยั การคาดคะเนจะต้องสมเหตุสมผล คือไม่คาดไวส้ งู เกนิ กวา่ จะเปน็ จริงได้ อยา่ งไรก็ตามผลทค่ี าดไว้ อาจไมต่ รงกับผลที่ปรากฏทุกประการกไ็ ด้ การคาดคะเนผลนี้ถือเป็นส่วนสรุปของสาระสาคญั ของ โครงการวจิ ยั ด้วย 10.5.11 กาหนดเวลาและงบประมาณในการดาเนนิ งาน นักวจิ ัยตอ้ งกาหนดลงในโครงการวิจยั ของตนดว้ ยวา่ ในการทาวจิ ัยเร่อื งน้นั จะใชเ้ วลา ทรพั ยากรและงบประมาณเท่าไร ในเรอื่ งเวลานั้นควรแบ่งโครงการวจิ ยั ออกเป็นส่วน ๆ และ กาหนดเวลาในการดาเนินงานของแตล่ ะสว่ นวา่ เริม่ ตน้ และทาสาเรจ็ เมอ่ื ใด เชน่ จะกาหนดเวลาในการ สารวจแหล่งข้อมูลนานเท่าไร การเก็บรวบรวมข้อมลู นานเท่าใด การวเิ คราะหข์ ้อมูลและการจดั เตรยี ม รายงานการวจิ ยั นานเทา่ ไร เปน็ ต้น สว่ นเร่ืองทรัพยากรและงบประมาณที่จาเปน็ ต้องใช้ในการวิจัยน้นั ต้องกาหนดให้ สอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะของการวจิ ัย เวลาและจานวนบุคลากรที่ร่วมทางานในโครงการวิจยั นั้น เชน่ เดียวกับเวลา งบประมาณกค็ วรแบง่ เปน็ ส่วน ๆ เช่น ค่าวัสดุอปุ กรณ์ คา่ ตอบแทนบุคลากร คา่ เบี้ยเลย้ี ง คา่ ยานพาหนะ และค่าท่พี ัก เปน็ ตน้ การทางบประมาณจะต้องใหส้ อดคล้องกับ ข้อเท็จจรงิ ไม่กาหนดไว้ต่าหรือสงู จนเกินไป 10.5.12 บรรณานุกรม ในการนาเสนอโครงการวิจยั ผวู้ ิจัยจะตอ้ งอ้างอิงหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ เชน่ หนงั สอื วารสาร จุลสาร รายงานวิจยั วิทยานิพนธ์ เป็นตน้ ซ่งึ อาจมที ้ังของไทยและตา่ งประเทศ ผู้วิจัยจะตอ้ งนาเสนอโดยเขยี นให้ถูกต้องตามหลักการเขียนบรรณานุกรม 10.5.13 ตัวอยา่ งการเขยี นโครงการวิจัย การศึกษาโครงการวิจัยทเ่ี ขียนอย่างถูกต้องสมบรู ณจ์ ะทาใหน้ ักศึกษาได้แบบอยา่ ง ของการเขียนโครงการวจิ ัยทด่ี ี นามาฝกึ ฝนและพัฒนาการเขียนโครงการวจิ ยั ของตนเองให้มี ความนา่ เชอื่ ถือ น่าสนใจ ซ่ึงโครงการวิจยั ที่นามาใชเ้ ปน็ ตวั อย่างเป็นเพียงบางส่วนของงานวจิ ัย เร่อื ง การศึกษาพฤตกิ รรมการใช้ส่งิ เสพติดของนกั เรยี น โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา วหิ คโต และคณะ ซึง่ เป็นโครงการวจิ ัยท่ไี ดร้ บั ทนุ อุดหนนุ จากงบประมาณแผ่นดนิ มหาวิทยาลัย สุโขทยั ธรรมาธิราช ประจาปี 2541 (อาไพรัตน์ อักษรพรหม. 2549 : 225 - 234)
220 1. ชื่อโครงการ การศึกษาพฤติกรรมการใชส้ ง่ิ เสพตดิ ของนักเรียน 2. ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา คาถามของการวจิ ยั เร่อื ง “การศกึ ษาพฤติกรรมการใช้สิง่ เสพติดของนักเรียน” คือ 1) ระหว่าง พ.ศ. 2530 – 2540 ผลงานวจิ ยั ทพ่ี มิ พเ์ ผยแพรเ่ กี่ยวกับการใชส้ ง่ิ เสพติดของนักเรียน ระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา มีจานวนมากน้อยเท่าไร และพฤตกิ รรมการใชส้ ง่ิ เสพติดของ นักเรียนเปน็ อยา่ งไร และ 2) ใน พ.ศ. 2541 น้ี พฤตกิ รรมการใชส้ ง่ิ เสพติดของนกั เรียนระดับ ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนเปน็ อย่างไร สาหรบั ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา เรอ่ื ง “การศกึ ษาพฤติกรรมการใชส้ ิง่ เสพ ติดของนักเรียน” ได้เสนอสาระสาคญั ใน 2 ประเด็นตอ่ ไปน้ี 1) สภาพทีพ่ ึงประสงค์และสภาพ ปจั จุบนั ด้านสขุ ภาพของนักเรียน และ 2) ปัจจัยสาเหตุและแนวทางป้องกนั การใช้สง่ิ เสพตดิ ของ นกั เรยี นระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา ดังต่อไปน้ี 2.1 สภาพที่พงึ ประสงคแ์ ละสภาพปจั จบุ นั ด้านสขุ ภาพของนักเรียน 2.1.1 สภาพทพี่ งึ ประสงคด์ า้ นสุขภาพของนกั เรียน การศึกษา เป็นกระบวนการ การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของบุคคล ให้สามารถดารงชีวติ อยู่ในสงั คมไดอ้ ย่างสงบสุข ใหเ้ ก้ือหนนุ ต่อ การพฒั นาประเทศได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้ ในทุก ๆ ดา้ นของ สงั คม และตั้งแต่อดตี ถึงปจั จุบันการพฒั นาคุณภาพชีวิตของนักเรียนจะมีขอบขา่ ยครอบคลุม 4 ดา้ น อย่างสมดลุ และกลมกลืนกนั ในทกุ ด้าน ได้แก่ ดา้ นปัญญา (Head) ด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรม (Heart) ดา้ นการงานพน้ื ฐานอาชีพ (Hand) และด้านสุขภาพกายและสุขภาพจติ (Health) ดา้ นสุขภาพกายและสุขภาพจิตนั้น ในหลกั สูตรระดับประถมศึกษาได้กาหนดให้ นกั เรียนมีคุณสมบัติดังนี้ (1) ใหพ้ ัฒนาการทางรา่ งกาย จิตใจ และอารมณ์ เป็นไปอย่างสมวยั (2) ให้มีสุขภาพจติ ดี และมอี ารมณม์ ่ันคง (3) ให้มีบุคลกิ ภาพและสามารถทางานรว่ มกับผูอ้ ืน่ ได้ (4) ใหม้ ที ักษะชีวติ ในการป้องกันโรคและส่งเสรมิ สุขภาพให้เกิดความสมบรู ณ์ ปลอดภัย และย่ังยนื (5) ให้มคี วามภาคภูมใิ จในสุขภาพท่ีดีของตนเอง และ (6) ใหม้ ีส่วนรวมในการพฒั นาสุขภาพของ ชุมชน ส่วนในหลกั สตู รระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ได้กาหนดไว้ในกลุม่ วิชาพฒั นาบุคลิกภาพ ซงึ่ ประกอบดว้ ย 3 วิชาต่อไปนี้ ได้แก่ วชิ าพลานามยั วิชาสขุ ศกึ ษา และวิชาพลศกึ ษา ในวชิ า พลานามัยได้มวี ัตถปุ ระสงค์หลกั เพ่ือให้นักเรียนมีทักษะการออกกาลงั กาย การเล่นกีฬา การดแู ล สขุ ภาพและสวสั ดกิ ารของตนเอง ส่วนวชิ าสุขศกึ ษามีวตั ถุประสงค์หลกั เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นสามารถดูแล สขุ ภาพและสวสั ดภิ าพของตนเองและของผูอ้ นื่ ได้ และใหส้ ามารถป้องกนั โรค ป้องกันปัญหาสุขภาพ ที่เกดิ จากส่ิงแวดล้อมและการประกอบอาชีพ สว่ นวชิ าพลศกึ ษานัน้ มวี ัตถปุ ระสงค์หลกั เพ่ือให้นกั เรียน พฒั นาทักษะทางพลศกึ ษาและกีฬา หากวเิ คราะหจ์ ากวตั ถปุ ระสงคข์ องหลักสูตรทั้งระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา ตอนต้นแลว้ สภาพทพี่ ึงประสงค์ดา้ นสขุ ภาพของนกั เรียนประการหนงึ่ ได้แก่ เป็นผ้ทู ม่ี ีสขุ ภาพกาย สุขภาพจิตท่สี มบรู ณส์ มวยั
221 2.1.2 สภาพปัจจุบนั ด้านสขุ ภาพของนักเรียน ในสภาพปัจจบุ ันพบวา่ ด้านสุขภาพ ของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจานวนไม่นอ้ ย มีสขุ ภาพกายสุขภาพจติ ไม่สมบรู ณส์ มวัยต้องเขา้ รบั การรักษาในสถานพยาบาล ลาพักการเรียน หรอื ลาออกจากโรงเรยี น อนั เนื่องมาจากการเกดิ อุบัติเหตบุ า้ ง การเจบ็ ป่วยจากโรคภยั ไข้เจ็บบา้ ง นอกจากน้ี ยงั มนี กั เรียน อีกจานวนหนง่ึ ท่ีมสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทรดุ โทรม อันเน่ืองมากจากการใช้ส่งิ เสพติด ลกั ษณะของนักเรยี นทีอ่ ยู่ในข่ายสงสัยว่าจะตดิ สารเสพตดิ จะมดี ังน้ี (1) ดา้ นสขุ ภาพ จะมีสุขภาพทรุดโทรม ผอม ซูบซีด (2) ลกั ษณะทางกาย มีน้ามูก นา้ ตาไหล หาวนอน เหงื่อออกมาก ม่านตา ขยายหรอื หร่ี (แลว้ แตป่ ระเภทของสารเสพตดิ ) สวมแว่นตา ปากแหง้ รมิ ฝีปากเขียวคลา้ แตง่ กาย สกปรก ไมช่ อบอาบน้า สาหรบั ผ้ตู ดิ เฮโรฮีนจะชอบใส่เสอื้ แขนยาวเพื่อปกปิดรอยฉดี ยา (3) ด้านการเรยี น เบื่อหน่ายการเรยี น เรียนหนงั สอื ไมร่ เู้ ร่ือง ขาดเรยี น หรอื หนเี รยี น ไมร่ ับผดิ ชอบ ไมท่ าการบา้ น ฯลฯ (4) ด้านอารมณ์ อารมณ์ไม่คงที่ ฉุนเฉยี ว โมโหงา่ ย หรอื ไมย่ นิ ดียนิ รา้ ย (5) ด้านสงั คม ชอบปลกี ตัวจากเพ่ือนในชนั้ ทัว่ ๆ ไป แต่จะจับกลมุ่ คบกับ เพื่อนประเภทเดียวกนั ทาตัวเป็นคนลึกลบั มสี ่งิ ปกปดิ ซอ่ นเรน้ (6) ดา้ นเศรษฐกจิ ใชเ้ งินเปลืองโดยไม่มวี ัตถุเครื่องใชเ้ พิ่มเตมิ และยงิ่ กวา่ นัน้ วัตถเุ คร่อื งใชท้ ่มี ี จะร่อยหรอไป (เพราะมีการขายเพ่ือเอาเงินไปซ้ือสงิ่ เสพตดิ ) สภาพของนักเรยี นท่ีมสี ขุ ภาพไม่สมบูรณ์สมวัยนี้ ได้มีการศึกษาต้งั แต่ พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา ทาใหเ้ ห็นภาพรวมเกย่ี วกบั ปัญหาส่ิงเสพติดของประเทศไทยวา่ สง่ิ เสพติดไดแ้ พร่ระบาด เข้าสูก่ ลมุ่ เยาวชนทกุ ระดับและได้ทวีความรนุ แรงมากยงิ่ ข้นึ จะเห็นวา่ พฤตกิ รรมการผลิต การลกั ลอบคา้ และการใชส้ ่งิ เสพติดในรูปแบบต่าง ๆ ในสถานศกึ ษามปี รากฏใหเ้ ห็นในข่าวและ รายงานของสอื่ มวลชนอยบู่ ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอื ยาบา้ ได้มกี ารแพรร่ ะบาดและขยายตัวอยา่ ง กวา้ งขวางและรวดเรว็ ครอบคลุมไปท่ัวทุกภาคของประเทศในทกุ ดา้ น ทัง้ การผลลิต การค้า และ การใช้ ซึ่งจากข้อเทจ็ จริงในปัจจบุ นั น้พี บว่า มนี ักเรยี นระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษาจานวนหน่งึ ทใี่ ช้ส่ิงเสพตดิ เช่น สถาบนั วจิ ัยเพ่อื พัฒนาประเทศไทยได้ทาการสารวจผูท้ ีต่ ิดยาในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2536 ได้ประมาณไวว้ า่ จานวนผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทยมีท้ังส้ิน 1,267,690 คน หรอื ร้อยละ 2.17 ของประชากรทง้ั หมด และในบรรดาผู้ติดยาเสพตดิ ดังกล่าวมจี านวน 71,666 คน หรอื ประมาณร้อยละ 5.66 เปน็ เยาวชนในสถานศกึ ษา (สานักงานกิจการพิเศษ. 2539 : 2) นอกจากนี้ยงั ได้รายงานวา่ ชนิดของยาเสพติด 5 ชนดิ ทใ่ี ชก้ ันมากที่สดุ เรยี งตามลาดับ ได้แก่ สารระเหย กัญชา ยาบ้า เฮโรฮนี และฝิน่ นอกจากนี้ กองบาบดั รกั ษา สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพตดิ ไดร้ วบรวมข้อมูลเกย่ี วกับการใชย้ าเสพตดิ พบว่า มกี ล่มุ นกั เรยี นเข้ารบั การบาบัดรกั ษา ในปี พ.ศ. 2533 – 2538 มีจานวนคนดงั นี้
222 พ.ศ. จานวนนกั เรียนทเี่ ขา้ รบั การ บาบดั รักษา (คน) 2533 446 2534 743 2535 1,400 2536 3,084 2537 4,250 2538 5,817 จากข้อมลู ดังกลา่ วนี้ จานวนนักเรียนทเี่ ข้ารบั การบาบดั รักษาระหวา่ ง พ.ศ. 2533 – 2538 นั้นมีลกั ษณะทม่ี ีจานวนเพิม่ มากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มมากข้ึน สภาพของนักเรียนท่ีมีสขุ ภาพไม่สมบูรณ์สมวยั อันเนื่องมาจากการใชส้ งิ่ เสพตดิ นี้ หากไมร่ บี แก้ไขแล้ว จะส่งผลเสียต่อตัวนักเรยี นเองท้ังด้านสุขภาพทเ่ี สือ่ มโทรม ด้านเศรษฐกิจทต่ี ้อง สูญเสียเงนิ เพือ่ มาซื้อสิ่งเสพติดซ่งึ เปน็ สิ่งที่ไม่จาเปน็ ต่อการดารงชวี ติ และดา้ นสังคมท่ีทาใหเ้ กดิ ปัญหา สังคมท่ีไม่พึงประสงค์เน่ืองจากเปน็ แหลง่ ม่วั สมุ ของบุคคลกระทาผิดกฎหมาย เป็นสงั คมทไ่ี มป่ ลอดภัย ไมน่ า่ อย่ใู นทส่ี ุด 2.2 ปัจจัยสาเหตแุ ละแนวทางปอ้ งกันการใชส้ ง่ิ เสพติดของนักเรียน ปัจจัยสาเหตุ และ แนวทางปอ้ งกนั การใชส้ ่ิงเสพตดิ ของนักเรียนมีดังนี้ 2.2.1 ปจั จยั สาเหตุของการใชส้ ่งิ เสพตดิ ของนกั เรยี น สภาพของปญั หาส่งิ เสพติด ดังกลา่ วนี้ มสี าเหตุ ทงั้ ท่ีเกิดจากปัจจยั ภายนอกตัวนกั เรียน และปจั จัยภายในตัวของนักเรียน ซึง่ ปัจจัยภายนอกตวั นักเรยี นนนั้ เปน็ ไปได้ทัง้ ทเี่ กิดจากการเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเร็วทางการตลาด เทคโนโลยีด้านการผลิต และการจาหนา่ ยส่ิงเสพติด เปน็ ผลทาใหม้ ีพฤติกรรมการใชส้ ง่ิ เสพติดมากขน้ึ ตามลาดบั และหรือปัจจยั ภายในตวั ของนักเรยี นที่เกดิ จากการอยากลองยากรู้ อยากเลียนแบบคนที่ ตนเองชน่ื ชอบ หรือไม่อยากขดั ใจเพื่อน ตามลักษณะของเด็กวัยร่นุ และการขาดความรู้ความเขา้ ใจ ในพิษภยั ของสิง่ เสพติดของนักเรียน 2.2.2 แนวทางปอ้ งกันการใช้สิ่งเสพตดิ ของนักเรยี น ในอดีตมีแนวทางป้องกนั การใช้ สิ่งเสพติดของนกั เรียนแตกต่างกัน เช่น กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดมาตรการป้องกนั และ ปราบปรามการแพร่ระบาดของส่งิ เสพติด ประกอบดว้ ย 2 งานหลกั คอื งานหลกั แรก มุ่งป้องกนั และปราบปรามนักเรยี นไม่ให้ใช้สิ่งเสพตดิ สว่ นงานหลกั ที่ 2 มงุ่ ปรับปรงุ การเรียนการสอน ด้วยการ สอดแทรกความร้เู ร่ืองสิง่ เสพติดเขา้ ไปในหลกั สตู รทุกระดบั โดยการพฒั นาหลกั สตู ร สรา้ งค่มู ือครู ผลติ เอกสารและตาราเพ่ือให้ความสะดวกแก่ผสู้ อนและนักเรียน โดยอาศัยสอดแทรกไปในระบบงาน ปกตขิ องกรมกองทเี่ กยี่ วขอ้ ง และได้มีการจัดทาแผน 5 ปี สาหรบั งานป้องกันสงิ่ เสพติดใน สถานศกึ ษาของกระทรวงศึกษา ต้งั แต่ พ.ศ. 2535 – 2539 ไดเ้ น้นให้สถานศึกษาเพ่มิ วัตถปุ ระสงค์ ดา้ นการปอ้ งกันส่งิ เสพติดเข้าไปในระบบการเรียนการสอนดว้ ย
223 สาหรบั คณะผูว้ ิจัย มีความเช่ือวา่ การใชย้ าเสพตดิ นั้นปอ้ งกันไดด้ ้วยการเข้าใจสาเหตุ แล้วควบคมุ ท่ีสาเหตนุ ้ัน ๆ ดังนน้ั หากต้องการปอ้ งกนั การใช้ยาเสพติดจึงต้องเรม่ิ จากการวิจัย ให้เข้าใจถึงปจั จยั สาเหตทุ ้งั หมดท่ที าให้นักเรยี นใชส้ ง่ิ เสพตดิ จากน้ันจงึ ควรควบคมุ ปจั จัยสาเหตุ เหล่านัน้ ซง่ึ การวิจยั คร้ังน้ไี ด้อาศัยหลักการดังกลา่ ว โดยการวจิ ัยครั้งน้ีม่งุ ศึกษาปัจจยั สาเหตขุ อง การใชส้ ่งิ เสพติดจากงานวจิ ยั ในอดตี เพ่ือเปน็ กรอบความคิดของการศึกษาครงั้ น้ี และศึกษาปจั จยั สาเหตุใช้สิ่งเสพตดิ ในปัจจุบนั 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั ครง้ั น้ี เพ่อื 3.1 ศึกษาสถานภาพการใช้ส่งิ เสพติดของนักเรยี นระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา จากผลงานวจิ ัย 3.2 สารวจพฤติกรรมการใช้สง่ิ เสพติดของนักเรียนในโรงเรียนระดบั ประถมศึกษาและ มัธยมศกึ ษาตอนต้น 4. ประโยชน์ของการวิจยั 4.1 ไดข้ อ้ มลู พฤตกิ รรมการใช้ส่งิ เสพตดิ ของนักเรยี นในปัจจบุ ัน ตลอดจนความรู้ เจตคติ และปัจจัยที่นาไปสู่การใชส้ ่งิ เสพตดิ ของนกั เรยี น 4.2 นาข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการศกึ ษามากาหนดแผนในเชงิ ปฏิบัตกิ ารเพ่ือป้องกัน แก้ไขปัญหา การใชส้ ่งิ เสพติดในกล่มุ นักเรียนให้ลดลงและหมดไปในท่ีสดุ 4.3 หน่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ งนาผลทไ่ี ดจ้ ากการศึกษาไปพัฒนารูปแบบแนวทางการป้องกนั และแก้ไขปัญหาการใช้สง่ิ เสพติด และทดลองใช้กบั กลมุ่ นักเรยี น เพ่ือเป็นการพัฒนาคณุ ภาพชีวิต ของเยาวชนไทยรุน่ ต่อไปให้ดีข้นึ เชน่ 4.3.1 สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ นาข้อมูลไปจดั การเรยี น การสอน จัดกจิ กรรมสรา้ งภมู คิ มุ้ กันการใช้สงิ่ เสพตดิ ในโรงเรียนระดบั ประถมศึกษา และโรงเรยี น ขยายโอกาสระดับมธั ยมศกึ ษา 4.3.2 กรมวิชาการ นาขอ้ มูลไปกาหนดหลักสตู รที่เกย่ี วข้องกับสุขภาพกายและ สขุ ภาพจิตของนักเรยี น และจัดกิจกรรมแนะแนวในสถานศกึ ษา 4.3.3 กระทรวงศึกษาธิการ นาขอ้ มลู ไปวางแผนการสรา้ งภูมคิ ุม้ กันให้กบั นกั เรยี น ในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ ท้ังระดบั ประถมศึกษา มธั ยมศึกษาและอาชวี ศกึ ษา 4.3.4 สานกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพตดิ นาขอ้ มูลไปวางแผน ปอ้ งกันการใช้สง่ิ เสพติดกับบกลมุ่ เยาวชน 5. ขอบเขตการวิจัย กลมุ่ ตวั อยา่ งทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครงั้ นี้ คือ 5.1 รายงานการวิจัยทเี่ กย่ี วกับสิ่งเสพตดิ ซึง่ รวบรวมมาไดจ้ ากจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ กระทรวง ศกึ ษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และสานักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามยาเสพตดิ เปน็ งานวจิ ยั ทพี่ ิมพ์เผยแพร่ระหวา่ งปี พ.ศ. 2530 - 2540
224 5.2 กล่มุ ตัวอย่างท่ีศกึ ษาคร้งั น้เี ป็นนักเรียนระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาใน โรงเรยี นสงั กัดสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติเท่าน้ัน และกรอบความคิดและ ประเด็นทน่ี ามาเปน็ กรอบคาถามในการวจิ ัยคร้งั น้ี เป็นไปตามทฤษฎโี ดมโิ น ซึ่งประกอบด้วย 1) ภูมหิ ลงั ทางครอบครวั เพ่ือ 2) ลกั ษณะของนักเรียน 3) สถานการณ์และสาเหตุที่ทาให้ใช้ สง่ิ เสพตดิ และ 4) รูปแบบการใช้สิ่งเสพติด 6. ขอ้ จากดั ของการวิจัย 6.1 รายงานการวิจัยเกี่ยวกับสิง่ เสพติดได้ศกึ ษากบั กลุ่มตวั อยา่ งเพียงบางกลมุ่ บางวยั บางระดับการศึกษาเท่านนั้ ทาให้กล่มุ ตัวอย่างในบางกลุ่ม บางวัย บางระดบั การศกึ ษา มีจานวน จากดั 6.2 การวิจยั ครง้ั นี้ ส่วนหนง่ึ เป็นการวเิ คราะห์จากเอกสารงานวจิ ยั ซง่ึ เอกสารดงั กลา่ ว เป็นขอ้ มลู ทุติยภมู ิ ทาให้ผลการวิเคราะห์ สงั เคราะหค์ รัง้ น้ีข้นึ อย่กู ับความเทีย่ งความตรงของเอกสาร งานวจิ ยั ทีเ่ ป็นกลลุม่ ตัวอย่างด้วย 6.3 ในสว่ นของการเกบ็ รวบรวมข้อมูลภาคสนาม การวจิ ัยคร้ังนร้ี วบรวมข้อมูลจากดั เฉพาะ วิธีสอบถามดว้ ยแบบสอบถาม เนอื่ งจากข้อมูลเก่ยี วกับสภาพการใช้ รูปแบบ ความรู้ และเจตคติ และปัจจัยสาเหตกุ ารใช้สิง่ เสพตดิ เกี่ยวข้องกบั ความจา และเปน็ ประสบการณ์ในอดีต ซง่ึ จะได้ข้อมลู เหลา่ น้ี ด้วยการใหน้ กั เรยี นตอบแบบสอบถาม 7. การดาเนนิ การวิจัย 7.1 ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง 7.1.1 งานวิจัย 7.1.1.1 ประชากรทใี่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้เป็นรายงานการวจิ ัยที่เกยี่ วกบั สง่ิ เสพติด ท่ีพิมพ์เผยแพรร่ ะหว่างปี พ.ศ. 2530 – 2540 ท่ีศกึ ษากับนักเรยี นระดบั ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษา ตอนต้น และกลมุ่ เยาวชนช่วงอายไุ มเ่ กนิ 20 ปี ท่ีจบการศกึ ษาสงู สุดในระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ 7.1.1.2 กลุ่มตวั อยา่ ง ไดจ้ ากการสารวจรายชอ่ื รายงานการวิจัย และวทิ ยานพิ นธ์ ทเี่ กยี่ วกับสิง่ เสพติดท่ีศกึ ษากับนกั เรียนระดับประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และกล่มุ เยาวชน ช่วงอายุไมเ่ กิน 20 ปี จบการศึกษาสงู สดุ ในระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 42 เรื่อง รายละเอียดดังตารางท่ี 15.1 กลุ่มตวั อยา่ งระดบั ชนั้ ตา่ ง ๆ ปี พ.ศ. 2530 - 2540 รวม 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 1. ประถมศึกษา - 2 1 14 2. มัธยมศึกษาตอนตน้ 2 1 14 3. มัธยมศึกตอนต้นและตอน 2 12 5 ปลาย 4. เด็กและเยาวชนนอกระบบ 11332241 17 โรงเรยี น 5. ทกุ ระดับชนั้ -ไม่ระบชุ ั้น 1 1 1 212211 12 รวม 3 1 3 1 5 4 8 4 8 4 1 42
225 7.1.2 นักเรียนในโรงเรยี น 7.1.2.1 ประชากรเปน็ นักเรียนระดับประถมศกึ ษาและมธั ยมศกึ ษา สงั กัดสานกั งาน คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาตทิ ุกภาคภมู ศิ าสตร์ 7.1.2.2 กลมุ่ ตัวอยา่ ง เป็นนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จานวน 1,297 คน และช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 จานวน 1,280 คน รวมจานวนนกั เรยี นทง้ั หมด 2,577 คน ไดจ้ ากการ สมุ่ ตัวอยา่ งจากจังหวัดทีเ่ ปน็ ตัวแทนของภาคภูมิศาสตร์ รวมจานวน 13 จงั หวดั ดังนี้ ภาคเหนอื ไดแ้ ก่ เชยี งใหม่ พะเยา และเพชรบูรณ์ ภาคใต้ ได้แก่ สรุ าษฎรธ์ านี ตรัง และพัทลุง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ได้แก่ สกลนคร ร้อยเอด็ และอุดรธานี ภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สมุทรปราการ และกรงุ เทพมหานคร รายละเอียดดัง ตารางท่ี 15.2 7.2 เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย 7.2.1 แบบสารวจงานวิจยั ประกอบดว้ ยสาระสาคัญ 3 ส่วน ดงั น้ี ส่วนที่ 1 ชอ่ื เรื่อง ผู้วิจยั หน่วยงานท่ีทาวิจัย ปี พ.ศ. ท่ีพิมพเ์ ผยแพร่ สว่ นท่ี 2 วตั ถุประสงค์ของการวิจัย กลมุ่ ตัวอยา่ ง วิธีการวิจัย เครอ่ื งมือทใี่ ช้ ในการวจิ ยั สว่ นท่ี 3 ผลการวิจยั ดา้ นพฤติกรรมและเจตคติทม่ี ีต่อสง่ิ เสพตดิ ปัจจัยสาเหตทุ มี่ ตี ่อ การใชส้ ิ่งเสพติดของนักเรียน 7.2.2 แบบสอบถาม ประกอบด้วยสาระสาคัญ 2 ส่วน ดังน้ี ส่วนที่ 1 ขอ้ มลู สว่ นตวั ของนกั เรียน สว่ นท่ี 2 สภาพการใช้สงิ่ เสพติดของนักเรียน 4 ประเภท ไดแ้ ก่ บหุ ร่ี เคร่ืองดมื่ ที่มีแอลกอฮอล์ สารระเหย ยาบา้ เคร่อื งมือทั้ง 2 ชดุ นเ้ี ป็นเครื่องมือทคี่ ณะผู้วจิ ัยสรา้ งขึน้ เอง
226 ตารางที่ 15.2 แสดงจานวนนักเรียนกลมุ่ ตวั อยา่ งจาแนกตาม ระดบั ช้นั เพศ ทต่ี ้ัง และภาคภูมศิ าสตร์ ตัวแปร ป. 6 ม. 3 รวม 648 570 1,218 1. เพศ - ชาย 649 710 1,359 - หญิง 470 520 990 827 760 1,587 2. ที่ตั้ง - ในเมอื ง - นอกเมอื ง 367 326 693 324 323 647 3. ภาคภมู ิศาสตร์ 302 336 638 - เหนือ 304 295 599 - ใต้ 1,297 1,280 2,577 - ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ - กลาง รวม 7.3 วิธกี ารรวบรวมขอ้ มลู 7.3.1 คณะผวู้ ิจยั สารวจและรวบรวมรายชือ่ ของงานวจิ ัยทม่ี อี ยใู่ นสถาบนั การศกึ ษา และหนว่ ยงานทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ได้แก่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ กระทรวงศึกษาธกิ าร กระทรวงสาธารณสขุ และสานกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพตดิ และศึกษารายงานการวจิ ยั แตล่ ะเล่ม แลว้ บันทกึ ข้อมูลลงในแบบสารวจงานวิจัย โดยหาความเท่ยี งความตรงของการบันทึกข้อมลู ด้วยการ ให้คณะนกั วจิ ัยจานวน 2 คน บนั ทึกรายงานวจิ ยั เล่มเดียวกนั จนผลการบนั ทึกตรงกนั แลว้ จากนนั้ จึงนาแบบสารวจไปบนั ทึกรายงานการวิจยั ดงั กลา่ ว 7.3.2 ผูว้ ิจยั ทาหนังสอื ไปยงั ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาสงั กัดสานักงานการประถมศึกษา จังหวัด ในกลุ่มตวั อย่างเพอ่ื ขอความรว่ มมือและนดั หมายวันและเวลาในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู จากน้ันผวู้ จิ ัยและศึกษานเิ ทศกฝ์ ่ายวิจยั ของจังหวัดในกลุ่มตัวอยา่ ง นาแบบสอบถามไปเก็บรวบรวม ข้อมลู จากนักเรยี นในกล่มุ ตัวอยา่ ง 7.4 วธิ ีวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวเิ คราะห์ข้อมลู คร้งั น้ี จาแนกการวิเคราะหเ์ ป็น 2 ประเด็น หลัก ได้แก่ 1) สถานภาพการใชส้ ิง่ เสพติดของนักเรยี นระดับประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษาจาก ผลงานวิจัย 2) พฤตกิ รรมการใช้ส่งิ เสพตดิ ของนกั เรยี นในโรงเรียน สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์คือ คา่ ความถ่ี ค่ารอ้ ยละ จานวนตามเพศ ระดับช้นั และภูมิภาคศาสตรส์ าหรับข้อมูลเชิงปรมิ าณ โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป SPSS for Windows และใช้การวเิ คราะห์เน้อื หา สาหรบั ข้อมูลเชิงคุณลกั ษณะ
227 7.5 การเสนอผลการวิจยั การเสนอผลการวจิ ัยครัง้ นี้เสนอเปน็ 2 ส่วนคอื ส่วนแรก เปน็ ข้อมลู ผลการวิเคราะห์งานวจิ ยั เกี่ยวกบั สถานภาพการใช้สิง่ เสพติดของนกั เรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา และส่วนที่ 2 เปน็ ขอ้ มลู ผลการศึกษาพฤตกิ รรมการใชส้ งิ่ เสพติดของนักเรยี น ในโรงเรยี น โดยนาเสนอจาแนกเปน็ ข้อมลู เชิงปรมิ าณและเชิงคุณลกั ษณะในรูปของตาราง ประกอบการเขียนแบบความเรียง 8. คานิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. ส่งิ เสพติด หมายถงึ สารเสพติด หรอื ยาเสพตดิ ตามพระราชบญั ญตั ิสารเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ซงึ่ ระบุวา่ ยาเสพติดใหโ้ ทษ หมายความว่า สารเคมีหรอื วัตถุชนดิ ใด ๆ ซง่ึ เมอ่ื เสพเขา้ สรู่ ่างกาย ไม่วา่ จะไดร้ บั ประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดว้ ยประการใด ๆ แลว้ ทาให้ เกดิ ผลต่อรา่ งกายและจิตใจในลักษณะสาคญั เช่น ต้องเพ่ิมขนาดการเสพเร่ือง ๆ มีอาการถอนยา เมอ่ื ขาดยา มคี วามต้องการเสพทง้ั รา่ งกายและจิตใจอย่างรุนแรงอย่ตู ลอดเวลา และสุขภาพโดยทว่ั ไป จะทรุดโทรมลง กบั ให้รวมตลอดถงึ พชื หรอื สว่ นของพืชทเ่ี ป็นหรือใหผ้ ลผลติ เปน็ ส่ิงเสพติดใหโ้ ทษหรือ อาจใชผ้ ลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ และสารเคมีทใ่ี ช้ในการผลิตสงิ่ เสพติดใหโ้ ทษดังกล่าวด้วย ท้งั นี้ตามที่ รัฐมนตรปี ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา แต่ไม่หมายความถึงยาสามญั ประจาบ้านบางตารับตาม กฎหมายวา่ ดว้ ยยาที่มสี ิ่งเสพติดใหโ้ ทษผสมอยู่ (กองนติ กิ าร สานักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด. 2540 : 14) สาหรบั ในการวิจยั ครงั้ นีส้ ิง่ เสพตดิ ไดแ้ ก่ ส่งิ เสพตดิ 4 ประเภท ไดแ้ ก่ 1) บหุ รี่ 2) แอลกอฮอล์ (เคร่ืองด่ืมท่ีมแี อลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า เบียร์ ไวน์ และกระแช)่ 3) สารระเหย (กาว3K ทนิ เนอร์ แลคเกอร์ และนา้ มันเบนซนิ ) และ 4) ยาบา้ 2. สถานภาพการใชส้ ิ่งเสพติดของนักเรียนจากผลการวจิ ยั หมายถึง จานวนรายงาน การวจิ ัยเก่ียวกบั ส่ิงเสพตดิ จาแนกตามปีที่พิมพ์เผยแพร่ จานวนรายงานการวจิ ัยเกย่ี วกบั สง่ิ เสพติด ในกลุม่ นักเรยี นจาแนกตามระดับช้นั ผลการวิจัยเกยี่ วกับพฤติกรรมและเจตคตติ ่อสง่ เสพตดิ ของ นักเรยี น และพฤตกิ รรมการใชส้ ่งิ เสพติดของนักเรียน 3. นกั เรียน หมายถงึ นักเรียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 และมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ในโรงเรียนสังกัดสานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติท่วั ประเทศ 4. พน้ื ที่ หมายถงึ เขต จังหวัดหรือสถานทท่ี ี่ทาการศกึ ษาวิจยั ซ่งึ แบ่งตามเขต ภาคภูมิศาสตร์ไดด้ ังนภ้ี าคเหนอื ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือและภาคตะวนั ออก ภาคกลางรวม กรงุ เทพมหานคร 5. พฤตกิ รรมและเจตคตทิ ี่มีตอ่ ส่งิ เสพตดิ 5.1 พฤตกิ รรมการใชส้ ิง่ เสพตดิ หมายถงึ การเคยใชห้ รือไม่เคยใช้สิง่ เสพตดิ ของ นักเรียนจาแนกตามประเภทของสงิ่ เสพติด เพศ ระดบั ชน้ั และพื้นที่ 5.2 พฤติกรรมการรบั รู้เกีย่ วกับส่ิงเสพตดิ หมายถึง แหล่งการรับความรเู้ กย่ี วกับ ส่ิงเสพตดิ ดังนี้ 1) จากส่ือสงิ่ พมิ พ์ ได้แก่ หนังสือเรยี น หนงั สืออ่านเลน่ หนังสอื การต์ ูน หนังสือพิมพ์ 2) จากส่ือโทรคมนาคม ได้แก่ วิทยุ โทรทศั น์ ภาพยนตร์ 3) จากของจริง/บคุ คล ได้แก่ เคยเหน็ ของจริง เพื่อน ครู คนในครอบครัว และคนอ่ืน ๆ และความรเู้ ก่ียวกบั สง่ิ เสพตดิ ของ นักเรยี นในด้านอันตรายของส่ิงเสพติดแตล่ ะประเภท
228 5.3 เจตคตทิ ี่มตี ่อส่งิ เสพติด หมายถงึ ความรสู้ ึกท่ีมตี ่อคนในครอบครวั ทีใ่ ช้ส่งิ เสพติด และความรู้สกึ ท่มี ตี ่อคนท่วั ไปทใี่ ชส้ ่งิ เสพติด และความคดิ เห็นท่ีมตี ่อการเลกิ ใชส้ ิ่งเสพตดิ ถา้ ติดสง่ิ เสพ ติดแล้ว 5.4 สถานการณ์การใชส้ ง่ิ เสพตดิ ของนักเรยี น หมายถงึ ระดบั ชั้นท่ีเรม่ิ ใช้สงิ่ เสพตดิ คร้งั แรก สถานการณ์ท่ีทาให้ใช้ และสาเหตทุ ีใ่ ชส้ ิ่งเสพตดิ ในคร้ังแรก 5.5 รปู แบบการใชส้ ่งิ เสพตดิ หมายถึง สภาพการใช้ในปัจจุบัน ไดแ้ ก่ เลิกใช้แลว้ หรือยงั คงใชอ้ ยู่ และรปู แบบการใช้ของแต่ละกลมุ่ ดังนี้ 5.5.1 กล่มุ นกั เรยี นทีเ่ คยใชส้ งิ่ เสพติด แตป่ ัจจุบันนเ้ี ลกิ ใชแ้ ล้ว 5.5.2 กลุม่ นกั เรยี นท่ีเคยใชส้ ิ่งเสพติดและปัจจุบันยังคงใชอ้ ยู่ 5.6 ปัจจยั สาเหตทุ ่ีมีผลต่อการใชส้ ่งิ เสพตดิ หมายถึง ปจั จัยดา้ นครอบครวั และ สภาพแวดล้อม ดา้ นตวั นักเรียน ดา้ นเพ่อื น/คนใกลช้ ิด สรุปไดว้ ่า โครงการวจิ ยั โดยทัว่ ไปจะมีสว่ นประกอบท่สี าคัญเหมือนกัน แต่อาจจะมี รายละเอียดบางอย่างแตกต่างกนั ไปบา้ ง ทั้งน้ีขึน้ อยกู่ ับแต่ละหนว่ ยงานหรอื สถาบันได้กาหนดรูปแบบ ของการเขยี นโครงการวิจยั ให้เหมาะสมกบั ความต้องการหรือลกั ษณะงานของตนเองไว้อย่างไร ดังนน้ั ในการเขยี นโครงการวิจยั นักวจิ ยั จะต้องพจิ ารณาก่อนวา่ มีจุดม่งุ หมายเพื่ออะไร และเขยี นเสนอใคร หน่วยงานหรอื สถาบนั ใดจะได้เขียนใหถ้ ูกต้องตามแบบท่แี ต่ละหนว่ ยงานหรือสถาบันน้นั ๆ กาหนดไว้ 10.6 การประเมนิ โครงการวิจยั การประเมินโครงการวิจยั เป็นกระบวนการพิจารณาตัดสินว่าโครงการวิจัยมคี ณุ คา่ และ คุณภาพเพียงพอท่จี ะดาเนินการ หรือได้รับการสนับสนนุ ให้ดาเนินการวิจัยหรอื ไม่เพยี งใด โดยอาจ พจิ ารณาในแง่ ความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบรู ณ์ ความเหมาะสม ความเปน็ ประโยชน์ และ ความเปน็ ไปได้ในการดาเนนิ การวิจยั จรงิ ผลการประเมินโครงการวิจัยจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การ ปรบั ปรงุ แก้ไขโครงการวิจัยให้มคี วามสมบรู ณ์ และชว่ ยให้ผูเ้ กย่ี วข้องพิจารณาตัดสนิ ใจในการ สนบั สนนุ การวิจัยไดอ้ ย่างมเี หตผุ ล รอบคอบและเช่ือมน่ั ได้มากย่งิ ขึ้น ในการประเมนิ โครงการวิจัย จาเปน็ ต้องอาศยั แนวทาง หรอื กฎเกณฑ์ในการประเมินท่ีมีความครอบคลุมชัดเจน ซง่ึ นงลกั ษณ์ วิรชั ชัย และคนอนื่ ๆ (2533 : 70 -72) ได้เสนอเกณฑแ์ ละแนวทางการประเมินโครงการวิจัย เป็น 2 ข้ันตอน คือการประเมินลกั ษณะสาคญั ขน้ั ต้น และการประเมนิ รายละเอียดของโครงการวิจัย รายละเอยี ดของการประเมินทัง้ 2 ขัน้ ตอนมีดังนี้ 10.6.1 การประเมนิ ลักษณะสาคัญข้นั ตน้ ในการประเมินข้ันน้ี ผ้ปู ระเมินอ่านโครงการวจิ ยั อย่างคร่าว ๆ ต้ังแต่ตน้ จนจบและ ประเมินลกั ษณะสาคญั รวม 4 ด้านดังนี้ 10.6.1.1 ความสาคัญในเร่ืองทเ่ี สนอ ผู้ประเมินต้องพิจารณาวา่ โครงการวิจยั นี้ มคี วามสาคัญควรแก่การวิจยั ท้ังในเชงิ วิชาการและเชิงปฏิบัตอิ ย่างไร มีความเปน็ ต้นแบบซา้ ซ้อนกบั งานวจิ ัยเดิมหรอื ไม่ มีความทันสมยั หรือมจี ดุ เดน่ ในดา้ นใด
229 10.6.1.2 ความสามารถของผู้เสนอ ผู้ประเมนิ ต้องพจิ ารณาวา่ ผเู้ สนอ โครงการวิจยั มคี วามสามารถทางวชิ าการ และการวิจัยเพยี งพอที่จะทาการวจิ ัยไดห้ รอื ไม่ ผ้เู สนอรูเ้ รื่อง เขา้ ใจแจม่ แจ้งตามทเี่ สนอไว้ในโครงการวจิ ยั จริงหรอื ไม่ ผเู้ สนอมที ักษะและประสบการณเ์ พยี ง พอทีจ่ ะทาการวจิ ยั ได้ตามโครงการวจิ ัยนัน้ หรือไม่ 10.6.1.3 ความถูกต้องของระเบียบวธิ วี จิ ัย ผู้ประเมนิ ตอ้ งพิจารณาวา่ โครงการวจิ ัยทเี่ สนอมานั้นเป็นไปตามหลักการและข้นั ตอนของระเบียบหรอื ไม่ ยุทธวิธีในการตอบ ปญั หาการวิจัยมีความเหมาะสมเพียงใด 10.6.1.4 ความเปน็ ไปได้ของโครงการ ผ้ปู ระเมินต้องประมวลเอาข้อมลู ใน โครงการวิจยั มาพจิ ารณาว่าการทาการวิจัยตามชว่ งเวลาทเี่ สนอมา ในสถานที่ท่ีกาหนดไวใ้ นวงเงิน งบประมาณและความสามารถของผ้เู สนอโครงการวิจยั นัน้ มีความเปน็ ไปได้มากน้อยเพยี งไร 10.6.2 การประเมินรายละเอยี ดของโครงการวิจัย การประเมนิ ในขั้นน้ี ผู้ประเมินควรอา่ นโครงการวจิ ัยโดยละเอียดตง้ั แตต่ ้นจนจบแลว้ ประเมนิ รายละเอยี ดในหัวข้อสาคญั ของโครงการวิจยั รวม 4 ประการดงั นี้ 10.6.2.1 การกาหนดปัญหาการวจิ ัย วตั ถปุ ระสงค์ และสมมตฐิ านวิจัย 1) ปญั หาการวิจยั วัตถปุ ระสงค์และสมมตฐิ านการวิจัยสอดคล้องกัน 2) ปญั หาการวิจัยบอกถึงความสมั พนั ธ์ระหว่างตวั แปร 3) วธิ กี ารเขยี น สนั้ กะทดั รัด ชัดเจน 4) ปัญหาการวจิ ัยเป็นประโยชน์ทงั้ ทางทฤษฎี และปฏิบัติ 5) สมมติฐานการวิจยั ทดสอบได้ 6) มที ฤษฎแี ละงานวิจยั รองรับสมมติฐาน 7) สมมติฐานการวจิ ยั ครอบคลมุ เนอ้ื หาที่ชว่ ยในการตอบปัญหาการวจิ ยั ได้ 10.6.2.2 งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งและเอกสารอ้างอิง 1) เน้อื หาสาระทเ่ี สนอเกีย่ วข้องและตรงกบั ปัญหาการวิจยั 2) มแี บบแผนการนาเสนอความคิดเป็นขัน้ ตอนเหมาะสม 3) การวิจารณส์ รปุ ผลสง่ิ ท่ีค้นควา้ รายงาน 4) มกี ารสังเคราะหผ์ ลการศึกษาค้นคว้า นาไปสู่กรอบความคิดในการวจิ ัย และสมมตฐิ าน 10.6.2.3 วธิ ีการดาเนนิ การวิจยั 1) แบบแผนการวิจยั เหมาะสม 2) การกาหนดประเภทและจานวนกลุม่ ประชากรเหมาะสม 3) กลุม่ ตัวอย่างเปน็ ตัวแทนทดี่ ีของประชากร 4) ลักษณะข้อมูลตรงตามปัญหาวิจัย 5) ขอ้ มูลมีความเทย่ี งตรง เชอ่ื ถอื ได้ 6) ใชว้ ิธีการวเิ คราะห์ และสถิตเิ หมาะสมกับปัญหาวจิ ัยและข้อมลู 7) ทกุ ข้ันตอนการดาเนินการวจิ ัย กล่าวไดช้ ดั เจนเพยี งพอทจ่ี ะทาซา้ ได้
230 10.6.2.4 ความเหมาะสมของแผนการปฏิบัติงาน 1) ระยะเวลา สถานท่ี และกาหนดการทางานเหมาะสม 2) การกาหนดงบประมาณเหมาะสมกบั การปฏบิ ตั งิ าน 3) คา่ ใชจ้ า่ ยตามโครงการวจิ ัยค้มุ ค่าเมอ่ื พิจารณาจากความสาคญั ของ โครงการวิจัย ในการประเมินโครงการวจิ ัยนักวิจัยอาจประเมนิ ด้วยตนเอง (Self Evaluation) หรอื ใหผ้ ู้ทรงคุณวุฒิเปน็ ผู้ตรวจสอบโดยใช้แบบประเมินทส่ี ร้างจากเกณฑ์การประเมนิ โครงการวิจยั ตามลาดบั หัวขอ้ ทีก่ ล่าวมาแล้ว บทสรปุ การเขยี นโครงการวจิ ยั เป็นการเตรยี มโครงการวิจยั ที่ออกแบบไวล้ งในแบบเสนอโครงการวจิ ยั ใหเ้ รียบรอ้ ยเพื่อใชเ้ ปน็ ค่มู ือหรอื แบบแผนการวิจยั ได้ในสภาพจริง ลักษณะโดยทัว่ ไปของโครงการวจิ ยั จะมคี วามสมเหตุสมผล ความสมบูรณใ์ นตวั เอง ความเปน็ เอกภาพ ความเฉพาะเจาะจง และเปน็ ส่อื กลางระหว่างนกั วจิ ัยกับผ้เู กยี่ วขอ้ ง ชว่ ยใหเ้ รามองเห็นภาพรวมของการดาเนินการวิจัย ชว่ ยให้ นักวจิ ยั ดาเนนิ การวิจัยแต่ละข้ันตอนอยา่ งเปน็ ระบบ เปน็ ไปในทศิ ทางทถี่ ูกต้อง ลดความเสี่ยงและ ความไม่แน่นอน เปน็ เคร่ืองมือสาหรับการกากับติดตามการวิจยั ครอบคลมุ กระบวนการบริหาร ตามแบบเสนอโครงการวิจัยแต่ละหน่วยงาน ดงั น้นั ในการเขยี นโครงการวิจัย จงึ ควรเขียนให้ถูกต้อง ครบถว้ นสมบูรณ์ ตามส่วนประกอบและรูปแบบท่ีกาหนด ซึ่งจะตอ้ งมีการประเมนิ โครงการวจิ ัย เพอ่ื การปรบั ปรุงโครงการวิจยั ให้มีความสมบูรณ์ มีความเป็นไปได้และมีความเชอื่ มนั่ ในการดาเนนิ การ ได้จริงดว้ ย
231 กจิ กรรมท้ายบทที่ 10 1. จงอธบิ ายความสาคญั ของการเขยี นโครงการวิจยั 2. ถา้ นักศกึ ษาไดร้ บั มอบหมายใหไ้ ปสารวจความพงึ พอใจของผ้ใู ชบ้ ริการทีม่ ีต่อการใหบ้ รกิ ารของ รา้ น 8-Eleven ในเขตอาเภอเมอื ง จงั หวดั ยโสธร โดยมีระยะเวลาในการทาวิจยั รวมท้ังสน้ิ 90 วนั นกั ศึกษาจะเขียนโครงการวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งไร 3. ทา่ นมวี ิธกี ารสาหรับประเมินโครงการวจิ ยั อยา่ งไร 4. จงออกแบบเคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการประเมินโครงการวจิ ัย
บรรณานุกรม กาสกั เตะ๊ ขันหมาก. หลกั การวิจยั ทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สุวีรยิ าสาส์น. 2553. กาจดั เกตสุ ุวรรณ. ความรูพ้ น้ื ฐานเกี่ยวกับการวจิ ัย. ลพบุรี : สถาบันราชภฏั เทพสตร.ี 2537. คณะกรรมการการวิจัยแหง่ ชาต,ิ สานักงาน. แนวทางปฏบิ ตั ิจรรยาบรรณนกั วจิ ยั . ม.ป.ท., 2542. ชไมพร กาญจนกิจสกลุ . ระเบยี บวิธวี ิจัยทางสังคมศาสตร์. ตาก : โพรเจ็คท์ ไฟฟ-์ โฟว.์ 2555. ชลธชิ า จิรภคั พงศ์. สถติ ิเบือ้ งตน้ และการวจิ ยั . กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . 2554. ชัยพร วชิ ชาวธุ . “บทนาส่กู ารวจิ ยั การศกึ ษา.” ใน ไพฑูรย์ สินลารตั น์ และสาลี ทองธวิ , บรรณาธกิ าร. การวิจัยทางการศกึ ษา : หลกั และวธิ ีการสาหรับนกั วจิ ัย. หน้า 1-25. พิมพ์ครั้งท่ี 2 กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2530. ชดิ ชนก เชงิ เชาว.์ การวจิ ยั เบอื้ งต้นทางการศกึ ษา. พิมพ์คร้ังที่ 2. ปตั ตานี : โครงการผลติ ตารา มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์. 2535. ชูศรี วงศร์ ตั นะ. เทคนคิ การใช้สถิตเิ พ่ือการวจิ ัย. พิมพค์ ร้งั ท่ี 10. นนทบรุ ี : ไทเนรมิตกิจ อินเตอร์ โปรเกรสซิฟ. 2550. เชดิ ศักดิ์ โฆวาสนิ ธ์.ิ วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสงั คมศาสตร์. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์. 2522. ฤทธิชัย แกมนาค. สถิติเบ้ืองต้นและการวจิ ัย. กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. 2554. เทพสตรี, มหาวทิ ยาลัยราชภฏั . ค่มู ือการเขยี นวิทยานพิ นธ์ สถาบันราชภฎั เทพสตรี. ลพบรุ ี : ศูนยต์ าราและเอกสารทางวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. 2552. เทียนฉาย กรี ะนันทน์. สังคมศาสตร์วิจัย. พมิ พค์ ร้ังที่ 3. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. 2539. ธรี วุฒิ เอกะกุล. ระเบียบวิธีวจิ ยั ทางพฤติกรรมศาสตร์และสงั คมศาสตร์. พมิ พ์ครงั้ ที่ 6. อบุ ลราชธานี : วิทยาออฟเซทการพิมพ์. 2552. นงลักษณ์ วริ ชั ชัย. “ธรรมชาตขิ องศาสตรท์ างการศกึ ษาและวธิ วี ทิ ยาการวจิ ัยทางการศึกษา.” การวิจยั . วารสารวธิ วี ิจยั ปที ่ี 13 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2543) หน้า 33-72 นงลกั ษณ์ วริ ชั ชัย และคนอื่น ๆ. “คมู่ อื การเขียนโครงการวจิ ยั .” วารสารการวัดผลการศึกษา. 12 (35) (กันยายน – ธนั วาคม 2533) : 43 – 72. บญุ ชม ศรีสะอาด. การวจิ ัยเบื้องต้น. พิมพค์ รั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ : สุวรี ยิ าสาสน์ . 2543. . การวิจัยเบอ้ื งตน้ . พิมพ์คร้ังที่ 7. กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาสน์ . 2545. บุญธรรม จติ ตอ์ นันต์. การวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์. กรงุ เทพฯ : สานกั ส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์ 2540. ประยูร สุยะใจ. สถติ เิ บอื้ งต้นและการวจิ ยั . กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. 2554. พจนานกุ รมราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525. กรงุ เทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น์. 2526.
พวงรัตน์ ทวีรตั น.์ วธิ ีการวิจยั ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์คร้ังท่ี 6. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . 2538. . วิธีการวจิ ัยทางพฤตกิ รรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพค์ รง้ั ท่ี 7. กรงุ เทพฯ : เจริญผล. 2540. พชิ ิต ฤทธิ์จรญู . ระเบียบวิธกี ารวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์คร้งั ที่ 4. กรุงเทพฯ : เฮา้ ส์ ออฟ เดอรม์ สี ท์. 2551. พสิ ณุ ฟองศร.ี วิจยั ทางการศกึ ษา. พมิ พ์คร้งั ท่ี 8. กรงุ เทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ.์ 2554. ไพฑูรย์ สนิ ลารัตน์ และ สาลี ทองผิว. การวจิ ัยทางการศกึ ษา : หลกั และวธิ กี ารสาหรับ นักวจิ ยั . พมิ พ์คร้งั ท่ี 4. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. 2535. ไพฑรูย์ เวทการ. ความร้พู ื้นฐานเกย่ี วกับการวิจัย. สถาบันราชภฏั ลาปาง. 2540. ภัทรธริ า ผลงาม. วชิ าระเบียบวธิ ีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. มปป. (Online) Available : http://www.rds.phd.lru.ac.th/Puttira%20Home. (สบื คน้ ข้อมลู 5 มกราคม 2553) รวีวรรณ ชนิ ะตระกูล. วธิ ิวจิ ยั การศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : ภาพพมิ พ์. 2533. ลดั ดาวลั ย์ เพชรโรจน์ และอจั ฉรา ชานิประศาสน์. ระเบียบวธิ กี ารวจิ ยั . กรงุ เทพฯ : พิมพด์ ีการพิมพ์. 2547. วลั ลภ รัฐฉตั รานนท์. เทคนคิ วจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์. พิมพค์ รง้ั ที่ 4. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. 2554. วาโร เพง็ สวัสด์ิ. วิธีวทิ ยาการวจิ ัย. กรุงเทพฯ : สุวรี ยิ าสาสน์ . 2551. ศิริชัย กาญจนวาสี. การออกแบบการวิจยั . ชดุ วชิ าการวจิ ยั การศึกษานอกโรงเรยี น เล่มที่ 9 กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2538. สมชาย วรกิจเกษมสกลุ . ระเบยี บวธิ ีการวิจยั ทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์. 2554. www.udrcac.th เมือ่ วนั ท่ี 22 มีนาคม 2556. สรชยั พศิ าลบุตร. สถิตแิ ละการวิจยั ทางสังคมศาสตร์. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. 2549. สากล จรยิ วทิ ยานนท์. หลกั การวจิ ัยทางสังคม. กรงุ เทพฯ : มีนเซอร์วิส ซพั พลาย. 2550. สิน พนั ธุพ์ ินิจ. เทคนคิ การวิจยั ทางสงั คมศาสตร์. พมิ พค์ ร้งั ที่ 2. กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน.์ 2554. สุชาติ ประสิทธ์ิรัฐสินธ.์ิ ระเบียบวิธีการวิจัยทางสงั คมศาสตร์. พิมพ์ครัง้ ที่ 9. กรงุ เทพฯ : สถาบันบณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร.์ 2538. . ระเบียบวธิ กี ารวิจยั ทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครงั้ ที่ 10. กรุงเทพฯ : เลย่ี งเชยี ง. 2540. สุวรรณ สวุ รรณเวโซ. หลกั การวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช. 2518. สวุ มิ ล ตริ กานันท.์ ระเบียบวิธกี ารวิจยั ทางสังคมศาสตร์ : แนวทางสกู่ ารปฏิบัติ. พมิ พค์ รัง้ ที่ 6. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. 2549. อวยพร เรืองตระกลู . การวิจยั หลักสูตรและการเรยี นการสอน หนว่ ยท่ี 1-7. นนทบุรี : สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. 2553.
อาไพรัตน์ อักษรพรหม. สถติ ิและการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ หนว่ ยที่ 11-15. พิมพค์ ร้ังที่ 3. นนทบรุ ี : ศนู ยห์ นงั สือมหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. 2549. Best, John W. Research in Education. London : Prentice – Hall International, Inc., 1981. Best, John W. and Kahn, James V. Research in Education. 5th ed. New Jersey : Prentice - Hall, 1986. Kerlinger, Fred N. Foundations of Behavioral Research. 3rd ed. New York : Holt Rinehart & Winston, 1986. Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. “Determining Sample Size for Research Activities”, Educational and Psychological Measurement. 30 pp. 607-610. 1970. Gay, L. R. Educational Research : Competencies for Analysis and Application. 4th ed. New York : Macmillan Publishing Company. McMillan, J. H. and Schumacher, S. Research in Education : A Conceptual Introduction. 2nd ed. Glenview : Scott & Foresman, 1989. Oxford Advanced Learner’s Dictionary. 4th ed. Oxford : Oxford University Press, 1994. Yamane, Taro. Statistics : An Introductory Analysis. 3rd edition. New York., Harper & Row.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205