สร้างรากฐานชีวติ ใหม่ด้วยวทิ ยาศาสตร์จติ ภาพ: การเตรียมความเพอ่ื สร้างทกุ สิ่งทกุ อย่างในชีวติ สาหรับศตวรรษท่ี 21ปี ใหม่ เร่ิมต้นชีวติ ใหม่ ด้วยการวางรากฐานชีวติ ใหม่ ด้วยวทิ ยาศาสตร์ใหม่วธิ ีค้นหาตวั ตนทแี่ ท้ของคณุ แบบง่าย ๆ แต่ได้ผลจริงด้วยวธิ กี ารของ Mind Science: “Tri Gaia Methods” ทค่ี ดิ ค้นโดย ดร.ศรติ ภมู โิ พธิ ด้วยการวจิ ัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารกว่าสามปี น่ีอาจจะเป็ นการเริ่มต้นใหม่คร้ังสุดท้ายในชีวติ คุณกไ็ ด้ ผู้เขยี น: ดร.ศรติ ภูมโิ พธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวติ จิตใจ และจติ วญิ ญาณ ผู้คดิ ค้น Tri Gaia Methods นักเขียนประจาสานกั พมิ พ์สุขภาพดี วทิ ยากรและ Life Wellness Coach ศูนย์พัฒนาคณุ ภาพชีวเิ วลเนสซิตี้ โทร.096-108-3313 Line ID: trigaiamethods เฟสบุค: ศรติ ภมู โิ พธิ
1 คานา ชีวติ เราเดินทางมาถึงจุดท่ีตอ้ งนงั่ ลงทบทวนชีวติ ทผ่ี า่ นมา และต้งัคาํ ถามกบั ตวั เองวา่ “อะไรคือตวั ตนที่แทข้ องเรา ” แลว้ หรือยงั หากทา่ นเดินทางมาถึงจุดน้ีแลว้ จุดที่ชีวติ เตม็ ไปดว้ ยการทาํ งาน แต่พอเงยหนา้ ข้ึนกลบั พบวา่ ตวั เองยงั ยา่ํ อยทู่ เ่ี ดิม ท่านจะไดร้ ับประโยชนจ์ ากการอ่านหนงั สือเล่มน้ีมากทีส่ ุด แต่ถา้ ทา่ นยงั มาไมถ่ ึงจุดทม่ี คี วามความอยากรู้อยากเห็นว่า “ตวั ตนที่แทข้ องเราคือใคร” ยงั อยใู่ นจุดที่ไมร่ ู้ว่าจะไปทางไหน จุดทีช่ ีวติ มีแต่ความสนุกสนานไปวนั ๆ หนงั สือเล่มน้ีก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านท่สี ุดเช่นกนั หรือชีวิตของท่านเลยจุดน้นั มานานแลว้ นานจนไม่อยากคิดถึงมนัอีกแลว้ ไม่อยากรู้อีกแลว้ ว่า “ตวั ตนที่แทข้ องเราคือใคร ” ท่านเคยพบกบัความเจบ็ ปวดเดิม ๆ ซ้าํ แลว้ ซ้าํ อีก โดยไมร่ ู้ว่าสาเหตุคืออะไร จนไมอ่ ยากทาํอะไรใหม่อีกแลว้ สูย้ อมทนอยกู่ บั ความชีวิตท่จี ืดชืดดีกว่าออกไปเส่ียงกบัความเจ็บปวดเพ่ือคน้ หาวา่ “ตวั ตนท่ีแทข้ องเราคือใคร ” ทา่ นกจ็ ะยงิ่ ไดร้ ับประโยชน์จากการอ่านหนงั สือเล่มน้ีมากเขา้ ไปอีก ในประสบการณ์ชีวิตกว่า 40 ของผเู้ ขียน ผเู้ ขียนเคยผา่ นวกิ ฤติของชีวิตท้งั สามจุดน้นั มาแลว้ จึงรู้ดีว่า “ความรู้สึก ” ในแต่ละช่วงของชีวติ น้นั
2หนกั หนาสาหสั เพยี งใด และก็รู้ดีว่า กวา่ จะฝ่าฟันวกิ ฤติในแต่ละช่วงมาได้ตอ้ งใชค้ วามพยายามอยา่ งนกั มากแค่ไหน และในบางจุดของชีวิต ยงิ่ ด้ินกย็ งิ่ดเู หมอื นราวกบั วา่ วิกฤติยง่ิ หนกั ยง่ิ แน่นเขา้ ไปอีกราวกบั ปลาติดอวน ผเู้ ขียนออกคน้ หาตวั ตนท่ีแทค้ ร้ังแรก ดว้ ยการเขา้ มาเสี่ยงโชคในเมอื งหลวง 10 ปีกบั การคน้ หาตวั ตนคร้ังแรก สิ่งที่พบคือความสับสน ชีวิตมีเพียงการหาความสนุกสนานไปวนั ๆ อีก 10 ปีต่อมากบั การกม้ หนา้ กม้ ตาทาํ งานท้งั ๆ ท่ยี งั ไมร่ ู้วา่ ตวั ตนที่แทข้ องตวั เองคือใคร พอเงยข้ึนมากพ็ บว่าชีวติ ยงั ยา่ํ อยทู่ เ่ี ดิม หรืออาจถอยหลงั ไปยง่ิ กว่าจุดเร่ิมตน้ ดว้ ยซ้าํ ไป เพราะความสนุกสนานที่เคยมี มนั ค่อย ๆ เดินหนีจากไป หนกั เขา้ จึงยอมตดั สินใจทิง้ ทุกส่ิงทกุ อยา่ ง ยอมรั บความพ่ายแพ้ หนีไปอยกู่ บั ความหดหู่อีกหลายปีกว่าจะฮึดสูล้ ุกข้ึนมาได้ จึงออกคน้ หา “ตวั ตนทีแ่ ท้” คร้ังสุดทา้ ย แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพนั 3 ปี พอมองยอ้ นกลบั ไป นี่ถา้ ผเู้ ขียนไมถ่ ูกชีวติ บีบบงั คบั ก็คงไม่ตดั สินใจออกเดินทาง จนในท่สี ุดผเู้ ขียนก็ไดพ้ บตวั ตนท่แี ท้ และวิธีการคน้ พบตวั ตนทีแ่ ท้ ทีผ่ เู้ ขียนไดน้ าํ มาเรียบเรียบไวใ้ นหนงั สือเล่มน้ี มนั เป็นความอศั จรรยอ์ ยา่ งไมน่ ่าเช่ือว่า ชีวติ ทีค่ น้ พบตวั ตนทีแ่ ท้ของตวั เองแลว้ จะมี “พลงั ” ขนาดน้ี แต่ก่อนเคยไดย้ นิ แต่ผรู้ ู้พดู วา่ “หาตวั เองให้เจอก่อนแลว้ ชีวติ จึงจะมีความสุข ” แต่พอไดฟ้ ังแล้ วกไ็ ม่ไดใ้ ส่ใจและกจ็ ริง ๆ แลว้ กไ็ มเ่ ขา้ ใจดว้ ยซ้าํ ไปว่าทา่ นกาํ ลงั พดู อะไร บางคร้ังกน็ ึก
3“สวนหมดั ” ข้ึนในใจว่า “จะหาทาํ ไมตวั ตนท่แี ท้ ก็เห็นกนั อยโู่ ทนโทน่ ่ีไง ”ผเู้ ขียนมารู้ทีหลงั ว่า ชีวติ ทสี่ ติ ปัญญา ยงั ไมเ่ กิด มนั ก็เป็นอยา่ งน้นั แหละ ท่านจะเป็นผโู้ ชคดีกว่าผู้เขียนทีไ่ ม่ตอ้ งรอใหเ้ กิดวิกฤติก่อน แลว้จึงออกเดินทางทต่ี อ้ งเอาชีวิตเป็นเดิมพนั เพอ่ื คน้ หาตวั ตนที่แทข้ องตวั เอง ถา้ยอมเปิ ดใจเรียนรู้สิ่งทผี่ เู้ ขียนกาํ ลงั จะเล่าใหท้ า่ นฟังในหนงั สือเล่มน้ี แต่ทา่ นกอ็ าจจะเป็นผโู้ ชคร้ายเหมือนผเู้ ขียนที่ตอ้ งผา่ นประสบการณ์แสนสาหสัดว้ ยตวั เองก่อนถึงจะยอมเชื่อ เพราะไมเ่ ปิดใจรับฟังผอู้ ่ืน นอกจากตวั เองเป็นชีวติ มแี ต่ความยโสโอหงั ชีวิตจึงมีแต่ความโชคร้าย ท่ีตอ้ งใชเ้ วลากวา่40 ปี จึงจะหลุดพน้ หลงั จากผเู้ ขียนผา่ นประสบการณท์ ่ีตอ้ งเอาชีวติ เป็นเดิมพนั มาแลว้ความรู้สึกที่ไมย่ อมรับฟังผอู้ ื่นไมม่ ีอีกแลว้ ผเู้ ขียนรู้แลว้ วา่ “ความอ่อนนอ้ มถ่อมตน” มนั ทาํ ใหช้ ีวิตเราเจริญเติบโต “ความยโสโอหัง” มนั ทาํ ใหช้ ีวติ เราเป็นเหมือนตน้ ไมท้ ีย่ นื ตน้ ตาย เป็นชีวิตทต่ี ายท้งั เป็น เป็นชีวติ ท่ไี ร้พลงั แต่ท่านท้งั หลายสามารถมชี ีวิตท่เี ตม็ ไปดว้ ยพลงั ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งผา่ นประสบการณ์ดว้ ยต นเองเช่นเดียวกบั ผเู้ ขียน เพยี งแต่เอาประสบการณท์ ่ีผเู้ ขียนไดถ้ ่ายทอดไวใ้ นหนงั สือเล่มน้ีไปปฏิบตั ิกจ็ ะไดผ้ ลเช่นเดียวกนัเพราะผเู้ ขียนเคยทดลองมาแลว้ ก่อนท่ีจะนาํ มาเขียนไวใ้ นหนงั สือเล่มน้ี ในหนงั สือเล่มน้ีไดอ้ ธิบายใหผ้ อู้ ่านเขา้ ใจว่า ทาํ ไมวกิ ฤติในศตวรรษท่ี 21 จึงแตกต่างจากวิกฤติในศตวรรษท่ี 20 และศตวรรษท่ี 19
4อยา่ งมาก โลกเราเคยพบกบั “วกิ ฤติทางร่างกาย ” ในศตวรรษท่ี 19 มาแลว้ดว้ ยความเจ็บป่ วยดว้ ยโรคระบาดที่มีสาเหตุมาจากเช้ือโรค แต่เรากส็ ามารถแกว้ กิ ฤติไดด้ ว้ ยความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพสมยั ใหม่ แต่พอเขา้ สู่ศ ตวรรษที่ 20 มนุษยต์ อ้ งเจอกบั “วิกฤติทางจิตใจ ”เพราะมนุษยม์ คี วามคิดความเห็นเป็นของตวั เอง จึงแตกออกเป็นกลุ่มความคิด ความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ หลายกลุ่มทวั่ โลก จนนาํ ไปสู่ความเจ็บป่ วยที่ไม่ไดม้ สี าเหตุมาจากเช้ือโรค และสงครามระหว่างกลุ่มความคิดต่าง ๆ กว่ามนุษยจ์ ะเรียนรู้ว่า การเอาชนะโรคท่ไี มไ่ ดเ้ กิดจากเช้ือโรค และการเอาชนะสงครามท่ีมาจากความแตกต่างทางความคิด ไม่สามารถทาํ ได้ดว้ ยการใชก้ าํ ลงั ทางกายภาพ และชีวภาพ ก็กินเวลาไปเกือบศตวรรษแลว้ รุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21 ดเู หมือนว่า “วกิ ฤติทางจิตใจ ” ในศตวรรษท่ี 20 จะคน้ พบทางออ กแลว้ ดว้ ยการแสวงหาวธิ ีอยรู่ วมกนั อยา่ งสนั ติ แต่วกิ ฤติใหมก่ ็เร่ิมก่อตวั ข้ึนมาอีก “วิกฤติทางจิตวญิ ญาณ ” ไดเ้ ร่ิมแสดงอาการใหเ้ ห็นไปทวั่ โลก ต้งั แต่การฆ่าตวั ตาย การติดยา การสังหารหมู่ความซึมเศร้า ความโกรธแคน้ ไปจนถึงโลกร้อยและภยั ธรรมชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย จนนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ ง การสงั หารหมู่ และภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาติท้งั หลาย ลว้ นเป็นอาการที่แสดงออกใหเ้ ห็นซ่ึง “วิกฤติทางจิตวญิ ญาณ”
5 หนงั สือเล่มน้ีอธิบายวิกฤติทางจิตวิญญาณในศตวรรษที่ 21 วา่อาการที่ปรากฏให้เห็น เป็นผลทม่ี าจากมนุษยไ์ ดเ้ รียนรู้วา่ “การบริโภค ”ไมไ่ ดน้ าํ ไปสู่ ความสุขทแ่ี ทจ้ ริง จึงพยายามดิ้นรนคน้ หาตวั ตนทีแ่ ทข้ องตวั เองโดยคาดหวงั ว่าจะพบกบั “ความสุขท่แี ท้ ” แต่ทาํ ผดิ วธิ ี เลยนาํ ไปสู่เหตุการณ์เลวร้ายทพ่ี บเห็นทว่ั โลกในขณะน้ี ในหนงั สือเล่มน้ีจึงนาํ เสนอ “วทิ ยาศาสตร์จิตภาพ ” เพ่ือเป็นรากฐานของชีวติ ในการคน้ หาตวั ตนทแ่ี ท้ และเมื่อพบตวั ตนทแี่ ทแ้ ลว้ “การสร้างทุกส่ิงทุกอยา่ งในชีวิต ” จึงจะเกิดข้ึนได้ วทิ ยาศาสตร์จิตภาพ (MindScience) ทีห่ นงั สือเล่มน้ีนาํ เสนอ ไมไ่ ดเ้ ป็นวิทยาศาสตร์ท่ผี เู้ ขียนคิดข้ึนมาเองดว้ ยความ “ฟ้ งุ ซ่าน” แต่ประการใด แต่เป็นการนาํ เอา วทิ ยาศาสตร์ทางจิต (The Sciences of Mind) ทม่ี อี ยใู่ นอารยธรรมของมนุษยช์ าติ 5,000 ปีมาแลว้ และมีอยตู่ ลอดมาจนถึงปัจจุบนั มาสื่อสารดว้ ยภาษาสมยั ใหม่ และวิธีปฏิบตั ิทดลองทท่ี าํ ไดง้ ่าย ในวิทยาศาสตร์จิตภาพท่ีผเู้ ขียนนาํ เสนอน้นั ตวั ตนท่ีแทถ้ ูกแบ่งออกเป็นสามระดบั คือ “ตวั ตนภายนอก ” “ ตวั ตนภายใน ” และ “ตวั ตนภายในสุด ” โดยตวั ตนท้งั สามมีช่ือเรียกว่า “รูปกาย ” “ นามกาย ” และ“ธรรมกาย ” ตามลาํ ดบั และเราจะสามารถเชื่อมโยงกบั ตวั ตนท้งั สามผา่ นการเปิดปิดประตทู ่ีเรียกว่า “นามรูป” การไม่รู้จกั ตวั ตนภายนอก จะทาํ ใหเ้ ราเกิดโรคทางร่างกาย ส่วนการไมร่ ู้จกั ตวั ตนภายใน จะทาํ ใหเ้ ราเกิดโร คทาง
6จิตใจ และการไม่รู้จกั ตวั ตนภายในสุด จะทาํ ให้เราเกิดโรคทางจิตวญิ ญาณซ่ึงเป็นวกิ ฤติของศตวรรษท่ี 19 ศตวรรษท่ี 20 และศตวรรษท่ี 21 ตามลาํ ดบั รายละเอียดในเรื่องดงั กล่าวมาแลว้ จะเป็นอยา่ งไร ชีวติ ท่านอยใู่ นวิกฤติของศตวรรษไหน หรือวกิ ฤติตวั ตนทีแ่ ทข้ องทา่ นอยใู่ นข้นั ใ ดคาํ อธิบาย คาํ ตอบ และวิธีการหาคาํ ตอบมอี ยใู่ นหนงั สือเล่มน้ีแลว้ มนั ข้ึนอยู่กบั วา่ ท่านพร้อมแลว้ หรือยงั เคยมีคาํ กล่าวของอาจารยเ์ ซนว่า “เมอื่ ศิษย์พร้อม อาจารยก์ ็ปรากฏ” ถา้ ทา่ นเปิ ดใจทจ่ี ะเรียกรู้ส่ิงใหม่ หนงั สือเล่มน้ีก็จะเป็นอาจารยข์ องทา่ น แต่ถา้ ท่านไม่เปิดใจเรีย นรู้ หนงั สือเล่มน้ีกเ็ ป็นไดแ้ ค่กระดาษทจี่ ะทาํ ใหช้ ้นั หนงั สือของท่านหนาข้ึนไปอีกร้อยกว่าแผน่ แมท้ ่านจะซ้ือไปแจกคนอ่ืนเป็นร้อยเล่ม ท่านก็จะไม่ไดป้ ระโยชนด์ งั ทห่ี นงั สือเล่มน้ีเลยต้งั ใจไวเ้ ลย ผเู้ ขียนไมไ่ ดค้ าดหวงั ให้ท่านซ้ือหนงั สือเล่มน้ีมาก ๆ ซ้ือเพียงเล่มเดียว แต่ดว้ ยหัวใจทพี่ ร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ แลว้ แบง่ ปันกนั อ่าน จะเป็นการช่วยใหต้ วั ตนทแี่ ทข้ องผเู้ ขียนไดร้ ับการเติมเต็มยงิ่ กวา่ การ “เหมายกเข่ง” หลงั จากที่ผเู้ ขียนคน้ พบว่า ตวั ตนภายในที่แทจ้ ริงของผเู้ ขียนคือ“การปลดปล่อยมนุษยชาติใหเ้ ป็นอิสรภาพ ” ชีวิตกเ็ ต็มเป่ียมไ ปดว้ ยพลงัขอบคุณทุกทา่ นที่เปิ ดใจเรียนรู้สิ่งท่ีผเู้ ขียนกาํ ลงั จะนาํ เสนอ ท่านเป็นบคุ คลสาํ คญั ในการทาํ ให้ “ภารกิจชีวิต” ผเู้ ขียนสมบรู ณ์
7 มบี คุ คลและเหตุการณม์ ากมายทท่ี าํ ใหผ้ เู้ ขียนมาถึงจุดน้ีได้ จนไม่สามารถกล่าวถึงไดห้ มด นบั ต้งั แต่จาํ ความได้ ผเู้ ขียนรู้สึกซาบซ้ึงในบญุ คุณของ “แมแ่ ละพอ่ ” ของผเู้ ขียน เป็นบุคคลสาํ คญั ทส่ี ุดที่ทาํ ให้ผเู้ ขียนเขม้ แข็งแมจ้ ะใชเ้ วลากวา่ 40 ปี จึงจะเขา้ ใจการสอนแบบ “เซน” ทแี่ ม่และพ่อสอน“คุณครูสหเทพ ดาศรี ” ผเู้ ป็นแรงบนั ดาลใจแรกให้ผเู้ ขียนตอ้ งการเรียนให้จบสูงสุด “พีช่ ชู าติ สมหวงั ” พ่ชี ายผชู้ กั นาํ เขา้ สู่ เมืองกรุง “พส่ี ุวฒั น์ เฮอร์บาไลฟ์ ” ครูคนแรกทช่ี ่วยเคาะกระโลกดอ็ กเตอร์โง่ ๆ ที่คิดว่าตวั เองรู้ทุกอยา่ ง “ดร.ดาํ รง โยธารักษ์” พีช่ ายผใู้ หท้ ี่พกั พิงยามนาวาชีวิตเจอมรสุมจากลุ่มเจา้ พระยาสู่ลุ่มปากพนงั “พอ่ ทา่ นวรรณ คเวสโก วดั ป่ ายาง ” ท่ีช่วยประคองชีวิตในยามป่ วยไข้ “ดร.สมจิตร ยมิ้ สุด” เพอ่ื นผใู้ หก้ าํ ลงั ใจมาตลอดขอบคุณ “เพ่ือน” นกั ศึกษามหาวิทยาลยั ชีวิตทกุ คน ขอบคุณ “กรู ู” ผเู้ ขียนหนงั สือทุกเล่มท่ที าํ ใหผ้ เู้ ขียนไดอ้ ่านหนงั สือดี ๆ จนประคองชีวิตมาไดใ้ นยามทีม่ องไม่เห็นใคร ขอบคุณผอู้ พั โหลด หนงั สือ เสียง และวดิ ีโอทกุ คนท่ีทาํ ให้ผเู้ ขียนไดอ้ ่าน ไดฟ้ ัง และไดด้ สู ่ิงทมี่ ปี ระโยชน์ ทสี่ าํ คญั “หลวงตา วดัป่ าโสมพนสั ” ครูผชู้ ่วย “ฆ่า” ปีศาจท่ีครอบงาํ ชีวิตมาตลอด และช่วย “ชุบ”ชีวติ ใหม่ทางจิตวิญญาณของผเู้ ขียนข้ึนมา และฝึกฝน “วชิ ชา ” ให้จนเขม้ แขง็ และสามารถดแู ลตวั เองได้ และผเู้ ขียนขอบคุณ “นายแพทยบ์ ุญชยัอิศราพสิ ิษฐ”์ ผมู้ ีจิตใจดีงามอยา่ งจริงใจ ทีผ่ ใู้ ห้โอกาสนาํ ชีวิตทเ่ี ร่ิมแตกหน่อใหมม่ าลงดินใหมอ่ ีกคร้ัง พร้อมท้งั รดน้าํ พรวนดิน ให้ป๋ ุยและบาํ รุงรักษาจนตน้ ไมแ้ ห่งชีวิตตน้ น้ี แขง็ แรงจนสามารถทาํ งานไดอ้ ีกคร้ัง
8 ในการเขียนหนงั สือเล่มน้ี ขอบคุณหอ้ งฉุกเฉินของเวลแนสแคร์ที่ผเู้ ขียนใชเ้ ขียนหนงั สือ ขอบคุณนายแพทยบ์ ญุ ชยั อิศราพสิ ิษฐ์ ท่ีให้คาํ แนะนาํ ทเ่ี ป็นประโยชน์ตลอดการเขียนหนงั สือเล่มน้ีท้งั ดา้ นเน้ือหาและวธิ ีการเขียน หนงั สือเล่มน้ีคงไมไ่ ดป้ รากฏสู่สายตาผอู้ ่านหากปราศจากการทาํ งานอยา่ งหนกั ของท่าน ทส่ี าํ คญั หนงั สือเล่มน้ีจ ะเกิดข้ึนไมไ่ ดเ้ ลยหากปราศจากการทาํ งานอยา่ งเขม้ แข็งของบุคลากรที่ทรงคุณค่าของสาํ นกั พมิ พ์สุขภาพดี คุณโชติอนนั ท์ พฤทธ์ิพรชนนั บรรณาธิการบริหารผเู้ ตม็ ไปดว้ ยความสร้างสรรค์ ผอู้ าํ นวยการสาํ นกั พิมพ์ คุณณฐั พิมล ทองนิล กองบรรณาธิการ คุณอลิศรา วงศส์ ุวรรณ คุณภควตั หงษเ์ จริ ญ คุณตรีนุช หงษ์จนั ทร์ ศลิ ปกรรม คุณวิศษิ ฏ์ ปานทอง คุณกนกวรรณ จนั ทรวิจิตรกุล ทีมงานเวลเนสซิต้ีทกุ คน พยาบาลผคู้ อยจดั อาหารเสริมให้ “คุณเดช” ผชู้ ่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว แม่บา้ นผดู้ แู ลเร่ืองที่อยู่ และอาหารการกิจ และอีกมากมายท่ไี ม่ทราบชื่อ ผเู้ ขียนรู้สึกซาบซ้ึงใจในความเมตตา กรุณา ท่บี ุคคลท้งั ทีไ่ ดก้ ล่าวนาม และไม่ไดก้ ล่าวนามมตี ่อผเู้ ขียนและมตี ่อโลกและทกุ สรรพส่ิงบนโลกใบน้ี แมค้ วามเมตตา กรุณาน้นั จะแสดงออกต่อส่ิงมีชีวติ และส่ิงไม่มีชีวติ ทุกสรรพสิ่งในโลก ผเู้ ขียนกร็ ับรู้ไดถ้ ึงพลงั ความเมตตา กรุณา พลงั ความดีความงา ม ทท่ี กุ ทา่ นส่งออกมาผเู้ ขียนขอกล่าวคาํ ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ ไว้ ณ ท่นี ้ี ผเู้ ขียนขอบคุณผอู้ ่านทกุ คนทช่ี ่วยให้ “ภารกิจชีวิต ” ของผเู้ ขียนสมบรู ณ์
9 ต่อจากน้ีไป ผเู้ ขียนขอเชิญผอู้ ่านทุกทา่ นร่วมเดินทางไปพร้อมกบัผเู้ ขียน เป็นการเดินไปบนเสน้ ทาง “การวางรากฐานชีวิต ใหม่ ” ดว้ ยวทิ ยาศาสตร์ท่ีอยคู่ ู่มากบั อารยธรรมมนุษยก์ วา่ 5,000 ปีมาแลว้ แต่นาํ มาเล่าขานใหมด่ ว้ ยภาษาของคนปัจจุบนั การวางรากฐานชีวติ ใหมน่ ้ีถูกแบ่งออกเป็น 5 ภาค ซ่ึงเป็นลกั ษณะการ “เสวนา” กนั มากกว่าจะเป็นการ “อบรมสงั่ สอน” เร่ิมตน้ ภาคแรกดว้ ยการพดู ถึงความจาํ เป็นทตี่ ้ องเรียกหา“วิทยาศาสตร์จิตภาพ ” ในภาคมชี ่ือตอนวา่ “เสียงเรียกร้องหาวิทยาศาสตร์จิตภาพ” ในภาคสองชื่อตอนวา่ “รากฐานชีวติ ” เป็นการฉายให้เห็นภาพรวมของ “รากฐานชีวิต ” ในมุมมองของวิทยาศาสตร์จิตภาพ ในภาคสาม เป็นการลงรายละเอียดของรากฐานชีวิตในภาคร่างกายช่ือตอนวา่ “รูปกายในร่างกาย” ภาคส่ี เป็นการลงรายละเอียดรากฐานชีวิตในภาคอารมณช์ ื่อตอนว่า “นามกายในอารมณ์” และภาคห้า เป็นการลงรายละเอียดรากฐานชีวติ ในภาคความคิดช่ือตอนว่า “นามรูปในกายท้งั สอง” ในตอนทา้ ยของการเสวนา เป็นการส่งทา้ ยการเสวนาดว้ ยการนาํ เสนอเร่ืองเล่าเรียบง่ายเร่ือง หน่ึง ทีจ่ ะทาํ ให้ผรู้ ่วมเดินทางทกุ คนมพี ลงัพอท่จี ะยกระดบั ชีวติ ตวั เองให้กา้ วไปอีกข้นั หน่ึง ผเู้ ขียนหวงั วา่ ผอู้ ่านทกุทา่ นจะไดป้ ระโยชน์บา้ งไม่มากกน็ อ้ ยจากการ “ออกสาํ รวจชีวติ ” คร้ังน้ีขอบคุณทุกทา่ นทรี่ ่วมวงเสวนากนั คร้ังน้ี
10 หนงั สือเล่มน้ีหากพอมีความดีอยบู่ า้ ง ผู้ เขียนขออุทิศแด่โลกและมนุษยชาติท้งั มวล หากมคี วามขาดตกบกพร่องประการใด ผเู้ ขียนขอนอ้ มรับไวแ้ ต่เพยี งผเู้ ดียว และหากผอู้ ่านจะกรุณาช้ีแนะผา่ นทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์ก็จกั เป็นประคุณอยา่ งสูง ในอนั จะพฒั นางานเขียนใหม้ ีประโยชนต์ ่อผอู้ ่านยงิ่ ๆ ข้ึนไปดว้ ยความรัก ความกรุณา ความยนิ ดี และปล่อยวางดร.ศรติ ภูมโิ พธิ[email protected] ม. 4 เวลเนสซิต้ี ถ.ปทธุ านี-เสนา ต.ช่างเหล็กบางไทร, พระนครศรีอยธุ ยา11/11/ 2557
11 สารบญัคาสานักพมิ พ์คานาคานาเสนอสารบัญภาคหนึ่ง : เสียงเรียกร้องหาวทิ ยาศาสตร์จิตภาพ บทท่ี 1 วิกฤติโลกในศตวรรษที่ 21 บทท่ี 2 ความรู้ดึกดาํ บรรพข์ องมนุษย์ พิธีกรรม : ความรู้เพ่ือส่ือสารกบั เทพเจา้ ยดึ ติด : ผลจากความรู้ดึกดาํ บรรพ์ สงครามชนเผา่ : อนั ตรายของการยดึ ติด บทท่ี 3 ความรู้สมยั ใหมข่ องมนุษย์ สงสยั เหตุผล : อุปสรรคของชีวิต
12 พิธีการ : พธิ ีกรรมในการใชค้ วามรู้แบบเหตุผล ทาํ ลายลา้ ง : ความตอ้ งการเป็นอิสระจากพิธีการ เทพเจา้ กบั เหตุผล : การทาํ ลายลา้ งท่ตี ่างกนั บทที่ 4 วทิ ยาศาสตร์จิตภาพ ศรัทธา : ประตสู ู่จิตวิญญาณ รู้แจง้ : เมื่อผรู้ ู้และส่ิงท่ถี ูกรู้เป็นหน่ึงเดียว พิธีทาํ : การกระทาํ ท่ไี มต่ อ้ งกระทาํ สร้างสรรค์ : ความเป็นเช่นน้นั เองของชีวติ การเดินทางสู่การวางรากฐานใหม่ภาคสอง : รากฐานของชีวติ บทท่ี 5 ความขดั แยง้ ท่ปี รองดอง ชีวิตคือร่างกาย : ตวั ตนแรกของมนุษย์ เทคโนโลยี : ผลผลิตจากร่างกาย ล่มสลาย : ผลจากการใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื ร่างกาย
13 ชีวิตคือจิตวญิ ญาณ : ตวั ตนทีแ่ ทจ้ ริงของมนุษย์ ร่างกาย ความคิด อารมณ์ : ประตสู ู่จิตวญิ ญาณบทท่ี 6 ตวั ตนภายนอกสุด ฟังเสียงร่างกาย : การทาํ ความรู้จกั ตวั ตนภายนอกสุดบทที่ 7 ตวั ตนภายใน ความคิด : กระทบแลว้ ปรุงแต่ง ความเชื่อ : ปรุงแลว้ เห็นดว้ ย ค่านิยม : เห็นดว้ ยแลว้ ชอบ อุดมการณ์ : ชอบแลว้ ติด ฟังเสียงหัวคิด : การทาํ ความรู้จกั ตวั ตนภายในบทที่ 8 ตวั ตนภายในสุด ความรู้สึก : ตวั ตนทม่ี ตี วั ตน ธรรมารมณ์ : ตวั ตนที่ไร้ตวั ตน ฟังเสียงหวั ใจ : การทาํ ความรู้จกั ตวั ตนภายในสุด
14 การกระทาํ พฤติกรรม นิสยั อุปนิสัย : เคร่ืองตรวจสอบ ภายนอก การทาํ งานและการเชื่อมโยงกนั ของตวั ตนท้งั สามระดบัภาคสาม : รูปกายในร่างกาย บทท่ี 9 รูปกายในวทิ ยาศาสตร์กายภาพ จกั รวาลคือส่วนขยายของรูปกาย : วทิ ยาศาสตร์ใหม่ มองร่างกาย บทท่ี 10 รูปกายในวิทยาศาสตร์จิตภาพ ตรวจจบั สญั ญาณ : วธิ ีการดรู ูปกายในร่างกาย บทท่ี 11 การรู้จกั ตวั ตนระดบั ร่างกาย คนไมร่ ู้จกั จบสิ้น : ผลจากการไม่ตรวจจบั สญั ญาณ รู้ตวั บอ่ ย ๆ : วิธีเพ่มิ ความถ่ี สังเกตอาการไหวของร่างกาย : การเพม่ิ ความถ่ีเบ้อื งตน้ สังเกตความรู้สึกทางร่างกาย : การเพิ่มความถ่ีข้นั กา้ วหนา้
15 บทที่ 12 ตวั ตนภายนอกทีแ่ ทจ้ ริง ประตูท้งั หก : การเชื่อมต่อรูปกายกบั นามกาย ทางผา่ นสู่นามกาย : การเช่ือมโยงรูปกายกบั นามกาย โรคทีไ่ ม่ไดเ้ กิดจากเช้ือโรค : ผลจากการไมร่ ู้จกั รูปกาย ปราสาทแห่งอารมณ์ภาคสี่ : นามกายในอารมณ์ บทที่ 13 นามกายในวิทยาศาสตร์กายภาพ บทที่ 14 นามกายในวทิ ยาศาสตร์จิตภาพ นามกายในอารมณ์ : วิทยาศาสตร์จิตภาพมองนามกาย บทที่ 15 การรู้จกั ตวั ตนระดบั อารมณ์ ดีก็หนกั ชวั่ กห็ นกั : อาการของฝ่ายหนกั อารมณข์ องคน ไม่รู้ดี ไมร่ ู้ชว่ั : อาการของฝ่ายไมร่ ู้ อารมณข์ องอมนุษย์ เหนือดี เหนือชว่ั : อาการของฝ่ายเบา อารมณข์ องมนุษย์
16 บทที่ 16 ตวั ตนภายในท่ีแทจ้ ริง ความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ : วธิ ีการสังเกตนามกาย ธนาคารอารมณ์ : ความเชื่อมโยงของนามกายกบั รูปกาย โรคทางจิตวิญญาณ : ผลจากการไมร่ ู้จกั นามกาย ประตสู ู่ตวั ตนท้งั สามภาคห้า : นามรูปในกายท้งั สอง บทที่ 17 นามรูปในวิทยาศาสตร์กายภาพ นามหรือรูป : มมุ มองต่อความคิดของวิทยาศาสตร์เก่า และใหม่ บทที่ 18 นามรูปในวิทยาศาสตร์จิตภาพ ประโยชน์ต่อวิทยาศาสตร์ : ความถูกตอ้ งตามหลกั ความ เป็นวิทยาศาสตร์ของวทิ ยาศาสตร์เก่า ประโยชนต์ ่อชีวติ มนุษย์ : ความถูกตอ้ งตามหลกั ความ เป็นจริงของวทิ ยาศาสตร์ใหม่ บทที่ 19 การรู้จกั ตวั ตนระดบั ความคิด
17 สมองกบั สภาวะการรู้และรับรู้ : ความเป็นวิทยาศาสตร์ กบั ความเป็นจริงของนามรูป ความเป็นหน่ึงเดียว : มุมมองต่อนามรูปของ วทิ ยาศาสตร์จิตภาพบทที่ 20 นามรูปกบั ตวั ตนท้งั สาม ประตสู ู่กายท้งั สาม : การเช่ือมโยงของนามรูปกบั กาย ท้งั สาม รับสัญญาณรูปกายมาปรุงเป็นรูปกาย : การเปิ ดประตสู ู่ ตวั ตนภายนอก รับสัญญาณรูปกายมารู้เฉย ๆ : การเปิดประตสู ู่รูปกาย รับสญั ญาณนามกายมาปรุงมาปรุงเป็นนามกาย : การ เปิดประตสู ู่ตวั ตนภายใน รับสัญญาณนามกายมารู้เฉย ๆ : การเปิดประตสู ู่นามกาย ไมม่ ีผรู้ ู้ ไมม่ สี ญั ญาณใหร้ ู้ : การปรากฏข้ึนเองของ ธรรมกาย โรคทางจิตประสาท : ผลท่ีเกิดจากนามรูปปรุงไม่หยดุ
18บททสี่ ่งทา้ ย : รากฐานของชีวิต : จุดเริ่มตน้ ของการสร้างทกุ สิ่งทกุ อยา่ งในชีวติ ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ : รากฐานชีวิตของคน กลา้ ทา้ ทาย เปลี่ยนแปลง : คุณสมบตั ิของผทู้ ี่จะสร้าง ทุกส่ิงทุกอยา่ งในชีวิต
19 ภาค 1 เสียงเรียกร้องหาวทิ ยาศาสตร์จติ ภาพภาคน้ีเป็นการพดู ถึงมหันตภยั ของโลก สงั คม และมนุษยใ์ นศตวรรษท่ี 21 ที่รุนแรงและถ่ีข้ึน จาํ เป็นที่จะตอ้ งนาํ วิทยาศาสตร์จิตภาพมาใชร้ ับมือกบั มหนั ตภยั ดงั กล่าว ภาคน้ีมีหวั ขอ้ ท่ีจะใชพ้ ดู คุยกนั คือ : วิกฤติโลกในศตวรรษที่ 21 ความรู้ดึกดาํ บรรพข์ องมนุษย์ ความรู้สมยั ใหม่ของมนุษย์ วิทยาศาสตร์จิตภาพ
20 บทที่ 1 วกิ ฤตโิ ลกในศตวรรษท่ี 21ก่อนอื่น ขอใหเ้ ราลองมองไปรอบ ๆ ตวั เราในขอบเขตท่ีกวา้ งที่สุดก่อน นน่ัคือ โลกและสิ่งแวดลอ้ มทเี่ ราอยอู่ าศยั เราเคยฉุกคิดบา้ งไหมว่าทกุ วนั น้ี ภยัธรรมชาติ ไม่วา่ จะเป็น แผน่ ดินไหว พายฝุ น หรือแมแ้ ต่คลื่นยกั ษ์ นบั วนั จะรุนแรง และเกิดถ่ีข้ึนเรื่อย ๆ นอกจากน้ี ในทไ่ี ม่เคยพบเคยเห็นภยั ธรรมชาติบางอยา่ ง กไ็ ดพ้ บไดเ้ ห็น ลองมองเขา้ มาใกลต้ วั เราอีกข้นั หน่ึง สงั คมโลกทเ่ี ราเป็นสมาชิกอยู่ ดว้ ยความเร็วในการสื่อสารและการเดินทางทก่ี า้ วหนา้ ของทุกวนั น้ี ทาํให้โลกเป็นเหมอื นหม่บู า้ นขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรข้ึนท่มี ุมไหนของหม่บู า้ นน้ี คนในหมบู่ า้ นกร็ ับรู้กนั หมด และก็ทาํ ให้เรารับรู้วา่ หม่บู า้ นโลกน้ีกาํ ลงั มีปัญหา ไม่วา่ จะเป็นปัญหาความอดอยาก ท้งั ๆ ทส่ี ังคมโลกทกุวนั น้ีผลิตอาหารไดล้ น้ เกิน แต่จาํ นวนคนที่ไม่มีอาหารประทงั ชีวติ กลบั เพิม่จาํ นวนมากข้ึน หรือปัญหาความขดั แยง้ ระหวา่ งคนในประเทศต่าง ๆ ที่นบั วนั จะมีบ่อยข้ึน เราเคยต้งั คาํ ถามบา้ งไหมว่า มนั เกิดอะไรข้ึนกบั สังคมของเรา
21 ลองมองมาทต่ี วั เราบา้ ง ยงั ไมต่ อ้ งถามว่า มนั เกิดอะไรข้ึนกบั เราให้ถามตวั เองก่อนว่า วนั หน่ึง ๆ เราสงั เกตชีวิตจิตใจของตวั เองสกั กี่คร้ังหรือว่า ท้งั วนั เรามีแต่มองออกไปนอกตวั มีแต่ไปวิพากษว์ ิจารณ์วา่ คนโนน้ ทาํ ถกู คนน้ีทาํ ผดิ ส่ิงน้นั ควรเป็นอยา่ งน้ี ส่ิงน้ีควรเป็นอยา่ งน้นั คนน้นัตอ้ งทาํ แบบน้นั คนน้ีตอ้ งทาํ แบบน้ี ถา้ คนน้นั หรือคนน้ี ถา้ ส่ิงน้นั หรือส่ิงน้ีไมเ่ ป็นอยา่ งน้นั ไมเ่ ป็นอยา่ งน้ี เราก็จะไม่พอใจ โกรธแคน้ หรือรุนแรงถึงข้นั ไมเ่ ผาผกี นั เลย ชีวิตท่ีผา่ นมาเป็นอยา่ งน้ีหรือไม่ ถา้ เป็นอยา่ งน้ี เราลองเปล่ียนมามองดูตวั เราเองบา้ ง จะไดเ้ ห็นตวั เอง เห็นชีวิตจิตใจของตวั เอง เราจะไดร้ ู้ว่าชีวิตจิตใจเราในทุกวนั น้ีเป็นอยา่ งไร หากเราสงั เกตชีวติ และจิตใจของตวั เอง เราจะไดร้ ู้วา่ ชีวติ เราเองก็เตม็ ไปดว้ ยความขดั แยง้ เช่นเดียวกบั ท่ีเราเห็นความขดั แยง้ ในสงั คม เราเคยสงั เกตบา้ งไหมว่าตอนเป็นเดก็ เรามคี วามสุขกบั ชีวติ มากกวา่ ตอนที่เราเป็นผใู้ หญ่ ท้งั ๆ ท่ีตอนเป็นเดก็ เรามชี ีวิ ตทข่ี าดแคลนมากกวา่ ตอนน้ี สมยั เป็นเดก็ เรามีความพอใจกบั ของเล่นเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ได้ แต่พออายมุ ากข้ึน เรากลบั มีความพอใจไดย้ ากข้ึน ๆ ตอนทาํ งานใหม่ ๆ เราดีใจกบั เงินเดือน ๆแรก แต่เพียงไมก่ ี่เดือน เงินเดือนกลบั ไมใ่ ห้ความพอใจแก่เรา เราดีใจกบัตาํ แหน่งใหม่เพยี งไม่ก่ีวั น แลว้ ความรู้สึกน้นั ก็หายไปอยา่ งรวดเร็ว เราตื่นเตน้ ดีใจกบั สามีภรรยาทเี่ พ่ิงแต่งงานกนั เพียงไมก่ ่ีเดือน แลว้ ความรู้สึกน้นั ก็หายไป เหมือนกบั ว่า ยงิ่ เราว่งิ ไล่หาความสุข ความสุขก็ยง่ิ ห่างเราไปเร่ือย ๆ เราเคยต้งั ขอ้ สักเกตบา้ งไหม
22 มนั เกิดอะไรข้ึนกบั ชีวติ ของเรา ท้งั ๆ ท่สี ิ่งทีเ่ ราเคยไดย้ นิ ไดฟ้ ังมาก็มมี ากมาย คนหลายคนเคยบอกเราวา่ “สิ่งท้งั หลายท้งั ปวงไม่เทยี่ ง ” “มีพบแลว้ กต็ อ้ งมจี าก ” “มเี กิด กม็ แี ก่ มเี จบ็ มตี าย ” เรากร็ ู้มาแลว้ แต่พอเราตอ้ งประสบกบั ส่ิงน้นั จริง ๆ จิตใจเราตอ้ งหวนั่ ไหวทกุ คราวไป มนั เกิดอะไรข้ึน ในบทน้ีจะพาเราไปทาํ ความเขา้ ใจกบั ส่ิงเหล่าน้ีก่อน โดยการพายอ้ นไปสาํ รวจความรู้ของมนุษย์ นบั ต้งั แต่สมยั ท่ีมนุษยอ์ ยกู่ บั ความไมร่ ู้ เกิดความกลวั จากความไมร่ ู้ แลว้ หาอุบายเอาชนะความกลวั ดว้ ยเทพเจา้ ต่อมาความไมร่ ู้ไดก้ ่อให้เกิดความสังสัยใคร่รู้ท่ีเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์แบบเหตุผลแยกส่วน จนกระทง่ั ผลจากการใชค้ วามรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบเหตุผลแยกส่วนมากวา่ 300 ปี ไดก้ ่อใหเ้ กิดวกิ ฤติต่าง ๆ ท่ีกล่าวถึงในตอนตน้ วทิ ยาศาสตร์แนวใหม่ ทเ่ี ป็นความรู้แบบองคร์ วม เป็นวิทยาศาสตร์ทีม่ ีจิตวิญญาณรวมอยดู่ ว้ ย ไดเ้ ขา้ มามอบทางออกในการแกว้ กิ ฤติโลกจากส่ิงแวดลอ้ ม สงั คมและตวั มนุษยเ์ อง ความรู้แบบเทพเจา้ ความรู้แบบเหตุผลแยกส่วน และความรู้แบบองคร์ วม แมจ้ ะเกิดข้ึนตามกาลเวลาทเี่ ปลี่ยนไป แต่ในวิถีชีวติ ของมนุษย์ความรู้ท้งั สามแบบน้ีไมไ่ ดส้ ูญหายไปตามกาลเวลา เราจะพบวา่ บางคนก็ใช้ความรู้แบบเทพเจา้ บางคนก็ใชค้ วามรู้แบ บเหตุผลแยกส่วน และบางคนก็ใชค้ วามรู้แบบองคร์ วมในการดาํ เนินชีวิต หรือบางคนก็ผสมผสานกนั ไปในบทน้ีจะนาํ ทา่ นท้งั หลายไปรู้จกั ความรู้ท้งั สามแบบ แลว้ ทา่ นจะรู้เองว่า
23ทาํ ไมโลก สิ่งแวดลอ้ ม สังคม และชีวติ มนุษยจ์ ึงตอ้ งการ “จิตวญิ ญาณ” มาเป็นเครื่องมอื ในการสร้างทุกสิ่งทุกอย่ างในชีวติ ทา่ นจะไดร้ ู้ดว้ ยตนเองวา่“ทกุ อยา่ งในชีวิตคุณลิขิตได้ ” ไม่ไดเ้ ป็นเรื่องที่กล่าวเกินจริงแมแ้ ต่นอ้ ยเพียงแต่ท่านเปิดประตูใจรับความจริงที่เราจะนาํ เสนอนบั จากน้ีต่อไป เรารับรองวา่ ทา่ นจะสามารถลิขิตชีวิตของทา่ นไดแ้ น่นอน
24 บทท่ี 2 ความรู้ดึกดาบรรพ์ของมนุษย์หลกั ฐานทย่ี นื ยนั วา่ มนุษยเ์ ราเคยอยดู่ ว้ ยความไม่รู้ แลว้ นาํ มาซ่ึงความกลวัจนตอ้ งหาทางออกดว้ ยการพ่งึ พาเทพเจา้ น้นั มีอยู่ เราไม่ตอ้ งไปหาหลกั ฐานทางโบราณคดีทไ่ี หน อนั น้นั ปล่อยให้เป็นเรื่องของนกั วชิ าการไป สาํ หรับนกั ปฏิบตั ิแลว้ ความไม่รู้ ความกลวั ไดท้ ิ้งร่องรอยไวใ้ นจิตใจของมนุษยม์ าตลอด จะมาก นอ้ ย หรือไม่มี ข้ึนอยกู่ บั สติ ปัญญาของแต่ละคนท่ไี ดส้ ่ังสมมา หากเรามองเขา้ ไปในจิตใจของเราเอง เราจะพบว่า บางคร้ังเราก็มีความรู้สึกกลวั ความกลวั ของเราทาํ ให้เราตอ้ งหาทพ่ี ่งึ ภายนอก เช่น เทพเจา้หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิต่าง ๆ สิ่งทไ่ี ม่เปลี่ยนแปลง และมเี หมอื นกนั ในจิตใจของมนุษยม์ าจนถึงทุกวนั น้ี คือ ความไมร่ ู้ หรือรู้ไมต่ รงตามความเป็นจริงตามธรรมชาติ ทาํ ให้ความกลวั ฝังอยใู่ นจิตใจเราตลอดมา ความกลวั อนั ดบั ตน้ ๆ ของมนุษยใ์ นยคุ ดึกดาํ บรรพไ์ ดแ้ ก่การกลวัความมืด เราจะสังเกตวา่ การกลวั ความมืดยั งมีอยใู่ นจิตใจเรา ในสมยั ที่เรายงั เป็นเด็ก การกลวั ความมดื ยง่ิ เห็นไดช้ ดั มาก แต่พอโตข้ึนบางคนก็หายไปแต่บางคนก็ยงั กลวั ความมดื อยู่ เราเคยสงั เกตไหม ในยคุ ดึกดาํ บรรพ์ มนุษย์
25ยงั ไม่รู้จกั ไฟ ส่ิงท่ีขจดั ความมดื ใหแ้ ก่มนุษยใ์ นยคุ น้นั ไดแ้ ก่ส่ิงทที่ ุกวนั น้ีเรารู้จกั ในชื่อ ดวงอาทติ ย์ ดวงอาทิตยจ์ ึงเป็นเทพเจา้ องคแ์ รก ๆ ที่มนุษยก์ ราบไหว้ เราจะเห็นวา่ พระอาทิตยเ์ ป็นเทพเจา้ ของมนุษยใ์ นหลายเผา่ พนั ธุ์ทว่ัโลก เพยี งแต่เรียกชื่อแตกต่างกนั ไป ในบางเผา่ พนั ธุ์มกี ารนบั ถือพระจนั ทร์ดว้ ย นอกจากตอ้ งเผชิญกบั ความมืดแลว้ มนุษยใ์ นยคุ ดึกดาํ บรรพย์ งัตอ้ งเจอกบั ภยั ธรรมชาติอีกมากมาย นบั ต้งั แต่ลมพายุ ฝนตกหนกั ฟ้ าผา่ ทาํใหม้ นุษยต์ อ้ งแสวงหาท่พี ่งึ มากข้ึน เพอ่ื ใหเ้ พียงพอสาํ หรับการป้ องกนั ภยัธรรมชาตินานาชนิดทเ่ี กิดข้ึน เทพเจา้ แห่งลม เทพเจา้ แห่งฝน เทพเจา้ แห่งฟ้ าเทพเจา้ แห่งมหาสมทุ ร จึงถูกสร้างข้ึนโดยผนู้ าํ ทางจิตวญิ ญาณในยคุ น้นั สิ่งทม่ี นุษยน์ บั ถือเป็นเทพเจา้ เพ่อื ช่วยป้ องกนั ภยั พบิ ตั ิประเภทต่าง ๆ แตกต่างกนั ไปตามเผา่ พนั ธุ์ และเวลาที่เปล่ียนไป เผา่ ชนกรีก ก็มีเทพเจา้ ของตนเองเผา่ ชนโรมนั ก็มเี ทพเจา้ ของตนเอง เผา่ ชนอินเดีย เผา่ ชนจีน หรือเผา่ ชนในแถบสุวรรณภูมิ หรือในแถบอเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ ก็มีเทพเจา้ ของตนเองท่ีแตกต่างกนั ไป ข้ึนอยกู่ บั ว่า ผนู้ าํ จะสร้างส่ิงใดข้ึนมาเป็นเทพเจา้ เพ่ือเป็นแหล่งยดึ เหน่ียวจิตใจผคู้ นในชนเผา่ ของตนเอง ทีเ่ รากล่าวถึงการนบั ถือเทพเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิในทนี่ ้ีน้นั ไม่ไดม้ ีจุดประสงคเ์ พือ่ ช้ีใหเ้ ห็นวา่ การนบั ถือ เทพเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิเป็นส่ิงถกูหรือผดิ เพียงแต่ตอ้ งการใหเ้ ราเห็นความเป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์
26เทา่ น้นั เอง เมอ่ื มนุษยม์ คี วามเช่ือว่า มเี ทพเจา้ ประจาํ ส่ิงต่าง ๆ ในธรรมชาติกฎธรรมชาติท้งั หลาย เทพเจา้ เป็นผสู้ ร้างข้ึน หากมนุษยท์ าํ ให้เทพเจา้ ไม่พอใจ มนุษยจ์ ะถูกลงโทษ หากมนุษยท์ าํ ใหเ้ ทพเจา้ พอใจ มนุษยก์ จ็ ะประสบความสุข ความสาํ เร็จในชีวติ น่ีเป็นความรู้ท่มี มี าต้งั แต่ยคุ ดึกดาํ บรรพ์ และยงั ตกทอดมาถึงจิตใจมนุษยใ์ นทกุ วนั น้ีในบางชุมชนพิธกี รรม : ความรู้เพอ่ื ส่ือสารกบั เทพเจ้า เพื่อใหเ้ ทพเจา้ พอใจ เราไดส้ ร้างพธิ ีกรรมต่าง ๆ ข้ึน มากมาย ซ่ึงสามารถพบเห็นไดท้ วั่ ไปในทุกวนั น้ี ไมว่ ่าจะในวถิ ีชีวติ ของชาวบา้ น หรือในวถิ ีชีวติ ของชาวเมือง เราคงจะเคยเดินทางไปในหม่บู า้ นทีห่ ่างไกลตวัเมือง หรือเคยใชช้ ีวิตในหมบู่ า้ นท่ีห่างไกลตวั เมือง ในเดือนหก เมอ่ื ถึงฤดูทาํนา ชาวบา้ นในภาคอิสานจะมกี ารจุดบ้งั ไฟ เพื่ อส่งข่าวไปถึงเทพเจา้ ที่ชาวบา้ นในภาคอิสานเรียกวา่ “พญาแถน” ซ่ึงเป็นเทพเจา้ ที่ควบคุมดินฟ้ าอากาศ เวลาทาํ นากจ็ ะมกี ารขออนุญาตจากเทพเจา้ ผดู้ ูแลแผน่ ดินทช่ี ่ือวา่“พระแมธ่ รณี” ในเดือนสิบ กจ็ ะมีการบชู าเทพเจา้ ผดู้ แู ลนาขา้ วทช่ี ื่อว่า “พระแมโ่ พสพ” เป็นตน้ พิธีกรรมต่าง ๆ เป็นส่ิงทเ่ี ราไดร้ ับการบอกเล่าต่อ ๆ กนัมา ต้งั แต่สมยั ป่ ู ยา่ ตา ยาย เรากไ็ ดแ้ ต่ทาํ ตาม ๆ กนั มา โดยท่บี รรพบรุ ุษกไ็ ม่เคยอธิบายวา่ “ทาํ ไม” เพราะคนโบราณไม่เคย “สงสัย” ในสิ่งท่บี รรพบรุ ุษพาทาํ ความสงสยั เพิ่งจะเกิดข้ึนในจิตใจของมนุษยเ์ มือ่ ไมก่ ่ีร้อยปี มานี่เอง
27 ทีน้ี เราลองหันมาดวู ่า ชาวเมืองเขามวี ธิ ีการติดต่อสื่อสารกบั เทพเจา้ อยา่ งไร เราจะสังเกตวา่ เทพเจา้ ของชุมชนเกษตรกรรม เป็นเทพเจา้ประจาํ ทอ้ งถิ่น คือเป็นเทพเจา้ ด้งั เดิมทอ่ี ยคู่ ่กู บั ความเช่ือในทอ้ งถิ่นมาจนถึงปัจจุบนั แต่หากเป็นชาวเมืองหรือชุมชนทท่ี าํ การคา้ หรืออุตสาหกร รม เทพเจา้ จะเป็นอีกชุดหน่ึง ส่วนใหญ่จะเป็นเทพเจา้ ทม่ี าจากความเช่ือภายนอกชุมชนด้งั เดิม หากเราผา่ นไปแถวอาคารสูงใหญ่ในเมือง เราจะพบเห็นศาลพระพรหม เพ่ือการบวงสรวงบชู าพระพรหมเพื่อขอพรใหธ้ ุรกิจราบรื่นหรือความเช่ือเรื่องการบชู าพระพิฆเนศ เทพเจา้ ที่มีหัวเป็นชา้ ง เ พราะเชื่อว่าจะทาํ ใหช้ ีวติ การงานประสบความสาํ เร็จ เป็นตน้ยดึ ตดิ : ผลจากความรู้ดึกดาบรรพ์ อยา่ งทกี่ ล่าวไปในตอนตน้ ว่า การนบั ถือเทพเจา้ ไม่ใช่เรื่องผดิหรือถกู พธิ ีกรรมก็ไม่ใช่เรื่องผดิ หรือถกู เช่นเดียวกนั แต่ส่ิงทีจ่ ะชวนให้สงั เกตคือ เวลาที่เราทาํ อะไรซ้าํ ๆ เราก็ จะติดส่ิงน้นั หากไม่ไดท้ าํ กจ็ ะไม่สบายใจ วติ กกงั วล เมอ่ื จิตใจไม่มีสมาธิเวลาทาํ อะไรก็ผดิ ๆ ถกู ๆ ขาด ๆเกิน ๆ หรือมอี ุบตั ิเหตุ เราเคยสงั เกตไหม หากเรามีความเชื่อในเทพเจา้ เป็นทุนอยแู่ ลว้ เราก็ตอ้ งหันไปหาพธิ ีกรรมเพือ่ ขอพรให้เทพเจา้ อาํ นวยอวยพรให้ ซ่ึงก็จะไดผ้ ลในทางทีด่ ี เพราะทาํ ให้จิตใจเรามสี มาธิ ไม่วติ กกงั วล สบาย
28ใจ เวลาไปทาํ อะไร ก็ดูเหมอื นจะราบรื่น ไร้อุปสรรค น่ีคือเหตุผลทบี่ อกวา่การเช่ือเทพเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ และการทาํ พิธีกรรมไมใ่ ช่เรื่องผดิ แต่ส่ิงที่พงึ ระวงั คือ “การยดึ ติด ” เราทราบดีวา่ ทุกสิ่งทกุ อยา่ งเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลาทเ่ี ปล่ียนไป ร่างกายท่ีเราคิดว่าเป็นของเรา ก็ไมใ่ ช่ร่างกายเดียวกนั กบั ตอนเป็นเด็ก ส่ิงทป่ี ระกอบเป็นร่างกายทเ่ี รียกว่า“เซลล”์ ใชเ้ วลาเพียงสองปี คร่ึงในการผลดั เปลี่ยนตวั เองท้งั ร่างกาย หรือสิ่งทเ่ี ราสังเกตไดง้ ่ายที่สุดไดแ้ ก่ น้าํ พอเจอความเยน็ กก็ ลายเป็นน้าํ แขง็ น้าํ แข็งเจอความร้อนก็กลายเป็นน้าํ และกลายเป็นไอน้าํ และสลายรวมไปเป็นอากาศ ซ่ึงเป็นทม่ี าของน้าํ หากจิตไปยดึ ติดกบั พธิ ีกรรม ผลที่ตามมาก็คือเราจะไดค้ วามกลวั เพ่มิ เขา้ มาอีกคือ กลวั การเปลี่ยนแปลง เราเคยสงั เกตบา้ งไหมวา่ เวลาเราจะทาํ อะไรใหม่ ๆ ในใจมนั จะรู้สึกหวนั่ ๆ ไมแ่ น่ใจ และกห็ ากเป็นไปได้ กไ็ มท่ าํ ดีกวา่ เราชอบท่ีอยแู่ บบมนั่ คงปลอดภยั ไม่อยากเส่ียงทาํ ส่ิงใหม่ ๆ นน่ั เป็นผลมาจากความกลวั ที่เกาะกุมหวั ใจมาต้งั แต่สมยั ดึกดาํ บรรพ์ พอเราพบพธิ ีกรรมทีท่ าํ ใหเ้ รามน่ั คงปลอดภยั ในจิตใจ เราก็มกั จะติดกบั พิธีกรรมน้นั พธิ ีกรรม ในสมยั โบราณอาจมาในรูปของการเซ่นไหว้ บวงสรวง แต่พธิ ีกรรมในปัจจุบนั แทรกอยใู่ นวิถีชีวติ ของเรา จนแยกไมอ่ อก ส่ิงทจี่ ะใชเ้ ป็นเครื่องบอกว่าอะไรเป็นพิธีกรรม ขอให้เราดวู า่ ถา้ ส่ิงท่ีเราทาํ เป็นส่ิงที่ทาํ ตามคนอื่น เพราะความกลวั ของเรา ส่ิงน้นั ลว้ นเป็นพธิ ีกรรมท้งั สิ้น เ ช่น เราตอ้ งกินอาหารเหมือน
29คนอ่ืน เราตอ้ งแต่งตวั เหมือนคนอื่น เราตอ้ งมบี า้ นเหมือนคนอ่ืน เราตอ้ งกินยาเหมือนคนอื่น หรือเราตอ้ งมรี ถ เครื่องมอื สื่อสารเหมือนคนอ่ืน หรือแมแ้ ต่การทาํ งานกินเงินเดือน เพราะเรากลวั วา่ “ตวั ตน” ของเราจะไม่ไดร้ ับการยอมรับ เมื่อยดึ ติดตนเป็นตวั เป็นตนแลว้ เราเคยสังเกตไหมว่า เวลาความเปลี่ยนแปลงมาถึง ใจของเราจะรู้สึกหวาดหวน่ั ใจอยา่ งบอกไม่ถูก เช่น เวลาไดข้ ่าววา่ บริษทั จะมีนโยบายปรับโครงสร้าง ความกลวั จะสูญเสียงานก็กระทบใจเราจนกินไมไดน้ อนไมห่ ลบั หรือเวลาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอ่ืน เรามกั จะวิตกกงั วลจนเกิดความเครียด เราเคยสังเกตบา้ งไหมหากเราสังเกตให้ดี ๆ จริง ๆ เราไมไ่ ดก้ ลวั สูญเสียงาน เราไม่ไดร้ ักงานท่เี ราทาํ ดว้ ยซ้าํ ไป แต่ที่เราจาํ เป็นตอ้ งฝื นใจทาํ งาน เพราะเราตอ้ งการเงิน และเรากไ็ มไ่ ดก้ ลวั สิ่งใหม่ ๆ ท่ีจะเกิดข้ึนดว้ ย แต่เรากลวั ท่ีจะสูญเสีย “ตวั ตน” ที่ติดอยใู่ นงานเดิม ท่ีติดอยใู่ นสงั คมเดิมต่างหาก นอกจากน้นั หากการยดึ ติดของเรา กลายไปเป็นการ “เสพติด” คือการทาํ ไปดว้ ยความเพลิดเพลิน มนั กจ็ ะไมต่ ่างอะไรกบั การ “ติดยา” หรือการ ติดการดูของสวย ๆ งาม ติดการฟังเสียงเพราะ ติดกลิ่นหอม ติดรสอร่อย ติดสัมผสั นุ่ม ๆ และติดอารมณ์ท่ีน่าเพลิดเพลิน หรือแมแ้ ต่ “ติดความสงบ” ยง่ิ คนสมยั น้ีเราจะเห็นว่าติดสะดวกสบาย ติดเทคโนโลยแี บบวางไม่ลง การติดส่ิงเหล่าน้ีลว้ นมีโทษท้งั สิ้น เราคงเคยไดย้ นิ หรือเคยไดอ้ ่านคาํ ท่ี
30ท่านพทุ ธทาสภิกขุเคยกล่าวไวว้ ่า “ติดชวั่ ติดดี ก็อปั รียพ์ อกนั ” การเสพติดในพธิ ีกรรม หรือส่ิงต่าง ๆ ท่กี ล่าวมาเพราะความเพลิดเพลินจากการกระทาํมนั จะแปลงเราให้กลายเป็นทาส จนทาํ ให้จิตใจเราอ่อนแอ จนพ่งึ ตวั เองไมไ่ ด้ น่ีเป็นอนั ตรายอีกดา้ นหน่ึงทอ่ี ยฝู่ ่ังตรงกนั ขา้ มกบั ความเครียดของการยดึ ติด ที่สาํ คญั มนุษยส์ ่วนใหญ่ในโลกเป็นสิ่งมีชีวิตยดึ ติดกบั ส่ิง ทเี่ คยทาํตาม ๆ กนั มาเสียดว้ ย ส่ิงท่ีเป็นตวั บง่ ช้ีที่ชดั เจนไดแ้ ก่ ความเครียด ทเ่ี กาะกินชีวติ มนุษยส์ ่วนใหญ่ของโลก ยง่ิ มีความทนั สมยั มาก ยงิ่ สามารถครอบครองวตั ถุไดม้ าก กย็ งิ่ ตอ้ งมพี ธิ ีกรรมเพ่อื รักษาวตั ถุส่ิงของ และสถานะทางสงั คมไวม้ ากข้ึน ยง่ิ ทาํ ใหย้ ดึ ติดมากข้ึน ย่ิ งกลวั การเปล่ียนแปลงมากข้ึน ยง่ิ กลวัการสูญเสียมากข้ึนตามไปดว้ ย ความเครียดก็ยง่ิ เพมิ่ ข้ึนตามไปดว้ ย เราเคยสงั เกตไหมวา่ ยง่ิ ครอบครองวตั ถุส่ิงของมากข้ึน เรากลบั มคี วามสุขนอ้ ยลงนี่เป็นผลจากการติดพิธีกรรมในโลกสมยั ใหม่ แต่ถา้ เป็นพธิ ีกรรมในรูปแบบด้งั เดิมยง่ิ ใหผ้ ลทีร่ ุนแรงมากกวา่ ในแง่ท่ีจะนาํ ไปสู่ความขดั แยง้ อนั รุนแรง เช่น หากมีใครมาดหู ม่นิ พิธีกรรมท่ีเรายดึ ติดมาเป็นเวลาหลายสิบปี หรือมาดูหมนิ่ เทพเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิทเ่ี ราเคารพบชู า เราจะรู้สึกรุนแรงกวา่ ความกลวั และความเครียดหลายเท่าความรู้สึกน้นั จะแสดงออกมาในรูปขอ งความโกรธแคน้ อาคาตพยาบาทจนเป็นที่มาของสงครามมากมายท่เี ราไดเ้ คยรู้มาในอดีต เราจะเห็นว่า
31สงครามทรี่ บกนั ไมร่ ู้จกั จบสิ้น ส่วนใหญ่เป็นสงครามทีร่ ากฐานมาจากความยดึ ติดในตวั ตน พิธีกรรม และเทพเจา้ ทชี่ นเผา่ น้นั ๆ นบั ถือมาเป็นระยะเวลานบั ร้อย นบั พนั ปีสงครามชนเผ่า : อนั ตรายของการยดึ ตดิ ตอ้ งขอย้าํ อีกคร้ังว่า การบชู าเทพเจา้ หรือส่ิงศกั ด์ิ ดว้ ยพธิ ีกรรมไม่ใช่เร่ืองถูกหรือผดิ มนั เป็นธรรมดา มนั เป็นเช่นน้นั เองตามวิถีชีวติ ของมนุษยแ์ ต่ละชนเผา่ แต่ท่ีอนั ตรายคือการยดึ ติดจนเป็นตวั เป็นตน เป็นตน้ การยดึ วา่ เทพเจา้ ของฉนั เก่งกว่าเทพเจา้ ของเธอ พธิ ีกรรมของฉนั ศกั ด์ิสิทธ์ิกวา่พิธีกรรมของเธอ หรือพธิ ีกรรมของฉนั ถกู พธิ ีกรรมของเธอผดิ หรือ คาํสอนของศาสดาฉนั ถกู คาํ สอนของศาสดาเธอผดิ และแมแ้ ต่การยดึ ติดในเช้ือชาติวา่ เช้ือชาติน้ีดีกว่าเช้ือชาติน้นั กล็ ว้ นมีตน้ ตอมาจากการยดึ ในเทพเจา้ท้งั ส้ิน การยดึ ติดแบบน้ีเป็นสาเหตุของสงครามระหว่างชนเผา่ ในอดีตของมนุษยชาติ สงครามบางสงครามกินเวลานบั ร้อยปี คร่าชีวติ ผคู้ นไปนบั ลา้ นชีวติ ในทน่ี ้ีเราคงไม่อยากเห็นการนาํ ภาพของการฆ่ากนั เองของส่ิงมชี ีวิตเผา่ พนั ธุห์ น่ึงทเ่ี รียกวา่ “มนุษย์” สิ่งมีชีวติ ทยี่ กยอ่ งตวั เองวา่ มีววิ ฒั นาการสูงสุด มีความกา้ วหนา้ ทสี่ ุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตท้งั ปวง แต่กลบัทาํ สิ่งทส่ี ่ิงมชี ีวิตเผา่ พนั ธุอ์ ื่นท่มี นุษยเ์ รียกวา่ “สตั วเ์ ดรัจฉาน ” ไมท่ าํ นนั่ คือ
32การประหตั ประหารกนั เองในนามของ “ความถกู ตอ้ ง ” บา้ ง ในนามของ“ความยตุ ิธรรม” บา้ ง หรือแมแ้ ต่ในนามของ “สนั ติภาพ” บา้ ง มาบรรยายให้เห็นความสยดสยองอยา่ งชดั เจน เราจึงจะกล่าวเพียงแต่ให้เห็นภาพในระยะไกลเพ่ือใหเ้ ห็นอนั ตรายของการยดึ ติดเป็นตวั เป็นตน ในเทพเจา้ ส่ิงศกั ด์ิ พธิ ีกรรม และเช้ือชาติ ไดก้ ่อใหเ้ กิดความสูญเสียอะไรบา้ งแก่โลก และมนุษยชาติ เผอ่ื เราจะไดบ้ ทเรียน และไดเ้ รียนรู้อะไรบา้ ง เพ่ือเราจะไดไ้ ม่ทาํผดิ ซ้าํ แลว้ ซ้าํ อีก ท่ีผา่ นมาเราไดก้ ล่าวถึงความรู้ยคุ แรกของมนุษย์ ซ่ึงในทน่ี ้ีเรียกวา่“ความรู้ดึกดาํ บรรพ”์ ว่าคืออะไร รวมถึงวธิ ีการเขา้ ถึงความรู้ การใชค้ วามรู้และผลทีเ่ กิดจากการใชค้ วามรู้ของมนุษยใ์ น ซ่ึงพอสรุปไดว้ ่า ความรู้ยคุ ดึกดาํ บรรพ์ เกิดจากความกลวั ความมดื และกลวั ภยั ธรรมชาติของมนุษย์ จนนาํ ไปสู่การสร้างเทพเจา้ และสิ่งศกั ด์ิเพ่ืออาํ นวยอวยพรและปกปักรักษาการเขา้ ถึงความรู้ในยคุ ดึกดาํ บรรพ์ มนุษยส์ ามารถเขา้ ถึงโดยผา่ นพิธีกรรมต่าง ท้งั การบชู า และการบวงสรวง สิ่งเหล่าน้ีไม่ใช่เร่ืองถกู หรือผดิ และส่วนใหญ่ให้ผลดีแก่ผคู้ นและชุมชนดว้ ย แต่อนั ตรายของความรู้ดึกดาํ บรรพ์ก็เกิดข้ึน เมื่อมนุษยใ์ ชค้ วามรู้เดิมซ้าํ ๆ จนเกิดการยดึ ติด เมื่อเห็นชนเผา่อื่น มคี วามรู้แตกต่างไปจากชนเผา่ ตน การแข่งขนั การต่อสู้ จนนาํ ไปสู่สงครามจึงเกิดข้ึน สิ่งเหล่าน้ีไดท้ ้งิ ร่อยรอยไวใ้ นสังค มมนุษยม์ าจนถึงปัจจุบนั
33 ความพยายามในการแสวงหาทางออกของนกั ปราชญไ์ ดม้ มี าตลอดในสงั คมมนุษย์ เริ่มจากมนุษยเ์ ริ่มไม่กลวั เทพเจา้ มนุษยเ์ ร่ิมมคี วามสงสัยในเทพเจา้ วา่ เทพเจา้ คืออะไร แลว้ เราคืออะไร น่ีคือจุดเร่ิมตน้ ของความรู้สมยั ใหม่ของมนุษย์ เราจะมาดกู นั ว่า ความรู้ส มยั ใหมท่ เี่ พ่งิ เร่ิมตน้เมื่อ 500 กวา่ ปี มาน้ีจะทาํ ใหเ้ กิดอะไรข้ึนกบั ชีวิต สังคม และโลกทเ่ี ราอาศยัอยู่
34 บทท่ี 3 ความรู้สมยั ใหม่ของมนุษย์ความรู้สมยั ใหม่ของมนุษยเ์ ร่ิมก่อตวั ข้ึน เมือ่ มนุษยส์ ามารถประดิษฐ์เครื่องมอื ทช่ี ่วยในการสังเกตธรรมชาติ ทาํ ให้มนุษย์ สามารถมองออกไปนอกโลกไดไ้ กลข้ึน จนสามารถพสิ ูจนไ์ ดว้ ่า “โลกไมไ่ ดเ้ ป็นศนู ยก์ ลางของจกั รวาล” อยา่ งทีน่ กั บวชสอนมานบั พนั ปี หลงั จากทเ่ี ทพเจา้ หลายองค์ ได้ถูกแทนท่ดี ว้ ย “พระเจา้ องคเ์ ดียว ” ประกอบกบั การคน้ พบวา่ “โลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ ” ทาํ ให้นกั ปรัชญาข้ีสงสยั คนหน่ึ งใชเ้ หตุผลจนได้คาํ ตอบว่า “ฉนั คือความคิด” เพราะ “ความคิดทาํ ใหฉ้ นั เป็นฉนั ” การใชเ้ หตุผลแบบน้ี ทาํ ใหม้ นุษยค์ ิดว่า ชีวิตกค็ ือร่างกายที่ไม่เกี่ยวกบั จิตใจ ร่างกายกเ็ ป็นเพียงปฏิกิริยาเคมี ความคิดก็เป็นเพยี งปฏิกิริยาเคมีท่เี กิดข้ึนในสมองเทา่ น้นั นบั แต่น้นั มา ทุกสรร พสิ่งบนโลกน้ีก็ถูกมองว่าเป็นกลไกที่คงท่ี และแน่นอน ยงิ่ ต่อมานกั ปรัชญาอีกคนหน่ึงไปนงั่ สงั เกตลูกแอปเปิลตกจนได้ “กฎของแรงโนม้ ถ่วง” ยง่ิ ทาํ ใหโ้ ลกแบบเหตุผลกลไกมคี วามแน่นอนมากยง่ิ ข้ึน จนมน่ั ใจถึงขนาดประกาศวา่ จกั รวาลกม็ กี ารทาํ งานแบบเหตุผลกลไก เช่นเดียวกบั นาฬิกาไข ลาน ทาํ ใหม้ นุษยใ์ น
35ศตวรรษท่ี 17 มคี วามมนั่ ใจในความรู้ในยคุ น้นั ถึงข้นั ประกาศวา่ เป็น “ยคุแห่งการรู้แจง้ ” นบั แต่น้นั ความรู้แบบเหตุผลกลไก ก็ไดแ้ พร่หลายไปในทกุสาขาวิชาความรู้ของมนุษย์ นบั แต่ จิตวิทยา ชีววิทยา การแพทย์เศรษฐศาสตร์ และสงั คมศาสตร์สาขาอื่น ๆ อีกมาก มาย แมล้ ่วงไปกว่า 300ปี แลว้ การต้งั สงสัย แลว้ หาคาํ ตอบดว้ ยวิธีการทางเหตุผลไดก้ ลายเป็นเคร่ืองมอื ทางการศกึ ษากระแสหลกั ของมนุษยไ์ ปแลว้ จนกระทง่ั ยา่ งเขา้ สู่ปลายศตวรรษที่ 20 มนุษยเ์ ริ่มต้งั ขอ้ สงั เกตกบั วิธีการดงั กล่าวอีกรอบ เพราะความไม่ชอบมาพากลบางอยา่ งเร่ิมปรากฏใ ห้เห็นชดั เจนมากข้ึนในรูปของความยงุ่ เหยงิ ไร้ระเบียบทีป่ รากฏให้เห็นต้งั แต่ในธรรมชาติ สังคม จนถึงในจิตใจของมนุษยเ์ อง เร่ืองราวเหล่าน้ี พวกเราหลายคนคงเคยไดย้ นิ ไดฟ้ ังมามากแลว้ ในทน่ี ้ีจึงจะไม่ลงรายละเอียด เพียงแต่จะนาํ เสนอภาพกวา้ ง ๆ เพื่อให้เราเห็นความเป็นมา จะ ไดใ้ ชป้ ระกอบกบั การชวนให้สังเกตร่องรอยของสิ่งที่เกิดข้ึนรอบ ๆ ตวั เรา และสิ่งทเี่ กิดข้ึนในจิตใจของเราในปัจจุบนั น้ีว่า ไดร้ ับมรดกมาจากความรู้สมยั ใหมอ่ ยา่ งไรบา้ ง เราจะไดร้ ู้ว่าส่ิงที่เป็นมรดกจากความรู้ในศตวรรษท่ี 17 ทาํ ใหเ้ ราใชช้ ีวิตในแบบ “สงสัย เหตุผล พธิ ีการทาํ ลายลา้ ง ” โดยไม่รู้ตวั ไดอ้ ยา่ งไร เราจะเร่ิมดว้ ยความสงสัย และเหตุผลก่อน
36สงสัย เหตผุ ล : อปุ สรรคของชีวติ หากเราเป็นผลผลิตของการศกึ ษาสมยั ใหม่ เรามกั จะมีคาํ ถามที่ข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ ว่า “ทาํ ไม...” เคยสงั เกตไหม และชีวิตเรากถ็ ูกวางเงื่อนไขไว้วา่ “ถา้ ...” ชีวิตเรา สังคม เรา โลกของเรา จะมคี วามสุข มีสันติภาพ เราเคยสงั เกตไหม ส่ิงน้ีเกิดข้ึนในจิตใจเราอยา่ งเป็นอตั โนมตั ิ โดยท่เี ราไมร่ ู้ตวั หากเราประสบปัญหาในชีวติ คาํ ถามแรกทจี่ ะผดุ ข้ึนมาในใจคือ “ทาํ ไมตอ้ งเป็นฉนั ” และสิ่งท่จี ะผดุ ออกมาจากตวั ตนเพือ่ ป้ องกนั ตนเองก็คือ “ถา้ ฉนั มีเงินมากกว่าน้ี ฉนั คงไมล่ าํ บาก” หรือ “ถา้ ฉนั สุขภาพดีกวา่ น้ี ฉนั คงไมล่ าํ บาก ”หากเราไม่สังเกต เราจะไมร่ ู้เลยว่า ความสงสยั เป็นส่ิงทตี่ วั ตนสร้างข้ึน เพือ่ป้ องกนั ตนเอง และเง่ือนไขแบบ “ถา้ ...” กเ็ ป็นส่ิงทตี่ วั ตนสร้างข้ึนเพือ่ โยนความรับผดิ ชอบ หรือบางคราว เรากาํ ลงั เห็นความยุ่ งยากทก่ี าํ ลงั เกิดข้ึนในสงั คมคาํ ถามก็มกั จะผดุ ข้ึนในจิตใจของเราว่า “ทาํ ไมจึงไม่สามคั คีกนั ” “ทาํ ไมจึงไม่หาทางออกร่วมกนั ” หรือ “ทาํ ไมจึงไม่ยอมกนั ” เหล่าน้ีเป็นตน้ และเช่นกนั จิตใจก็จะสร้างเงื่อนไขเพ่อื ปัดความรับผดิ ชอบวา่ ถา้ พวกเขาสามคั คีกนั ถา้ พวกเขาหาทางออกร่วมกนั หรือถา้ พวกเขายอมถอยกนั คนละกา้ ว สงั คมเราคงสงบสุข เราก็จะไมต่ อ้ งลาํ บากเวลาเดินทางไปทาํ งาน
37 หากตวั ตนของเรา เป็นตวั ตนท่ีห่วงใยในโลกและสิ่งแวดลอ้ ม เราก็มกั จะแสดงความห่วงใยต่อโลกและสิ่งแวดลอ้ มดว้ ยการต้งั คาํ ถามวา่“ทาํ ไมนายทนุ จึงทาํ ลายส่ิงแวดลอ้ ม ” ซ่ึงเป็นคาํ ถามทดี่ ู ราวกบั ว่า เราไม่มีส่วนเกี่ยวขอ้ งในการทาํ ลายสิ่งแวดลอ้ มน้นั เลย ท้งั ๆ ทีเ่ วลากินขา้ วในร้านขา้ วแกง เราดึงกระดาษเชด็ ปากคราวละ 3 ศอก เพราะเราคิดวา่ เราจ่ายเงินแลว้ เรากม็ สี ิทธ์ิใชไ้ ดเ้ ต็มที่ แต่เราก็ยงั เฝ้ าต้งั คาํ ถามวา่ “ไมทาํ พวกนายทุนจึงชอบเอาทรัพยากรธรรมชาติมา สร้างความร่ํารวยให้ตวั เอง ” และเรากจ็ ะสร้างเงื่อนไขเพือ่ ไมต่ อ้ งรับผดิ ชอบต่อไปวา่ “ถา้ โรงงานอุตสาหกรรมไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกคงไมร่ ้อน และฉนั ก็ไม่ตอ้ งจ่ายภาษีมากข้ึน ”เคยมีบางเวลาไหม ท่ีเรามคี วามคิดแบบน้ี ตวั อยา่ งทย่ี กมาก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า วธิ ีคิดแบบเหตุ ผลกลไกที่เริ่มตน้ จากความสงสยั ไดเ้ ปล่ียนจิตวิญญาณของเราให้ต้งั คาํ ถามเพ่ือป้ องกนั ตนเอง เพ่ือปัดความรับผดิ ชอบอยา่ งไม่รู้ตวั ผลจากระบบการศึกษาสมยั ใหม่ที่มวี ธิ ีการหาความรู้แบบเหตุผลกลไก ทาํ ให้เราคิดว่า เราไมม่ ีความเช่ือมโยงกบั สิ่งอื่น การตอบคาํ ถามจากความสงสัยทข่ี ้ึ นตน้ ดว้ ยคาํ วา่“ทาํ ไม...” จะไดค้ าํ ตอบทเ่ี ป็นคาํ อธิบายเพอ่ื ป้ องกนั ตนเอง เพือ่ ปัดความรับผดิ ชอบเช่นเดียวกนั เราเคยสังเกตไหม เวลามีคนมาถามเราว่า “ทาํ ไมเธอจึงมาสาย ”เรากจ็ ะตอบวา่ “เพราะ...” ซ่ึงเป็นคาํ ตอบว่า เพราะส่ิงอื่นท้งั ส้ิน คาํ ตอบน้ีก็
38จะนาํ ไปสู่คาํ ถามวา่ “ทาํ ไม ...” อีกมากมาย ไม่รู้จกั จบสิ้น ยง่ิ ไดค้ าํ ตอบคาํ ถามก็ยง่ิ เพ่มิ ข้ึนเป็นสองเทา่ เราจึงเห็นชีวิต สังคม สิ่งแวดลอ้ ม และโลกยงิ่ เหยงิ สับสน ไร้ระเบียบ เป็นทวีคณู เพราะวธิ ีการแบบเหตุผล กลไก จะไดค้ าํ ตอบมาคาํ ตอบหน่ึง เวลานาํ คาํ ตอบไปสู่การปฏิบตั ิ ผลจากการปฏิบตั ิจะทาํ ใหเ้ กิดปัญหาอยา่ งนอ้ ยสองปัญหา ในปัญหาน้นั กจ็ ะเกิดคาํ ถามวา่ “ทาํไม...” ข้ึนเร่ือย ๆ อยา่ งไม่รู้จบ เราจึงกล่าวว่า “ความสงสยั เป็นอุปสรรคของชีวติ ” ลองทบทวนดชู ีวติ เราท่ผี า่ นมากไ็ ด้ หากเป็นชีวติ ท่ีมีสงสัย และเหตุผลเป็นเครื่องนาํ ทาง เราจะรู้สึกว่าชีวิตเราเป็นชีวิตที่หนกั ๆ มนั กบั การเดินทางที่ตอ้ งแบกอะไรไวบ้ นบ่า ยงิ่ สงสยั มาก ยงิ่ มเี หตุผลมาก ชีวิตกย็ ง่ิหนกั มากข้ึนตามไปดว้ ย เราจะรู้สึกราวกบั ว่าชีวติ น้ีช่างแหง้ แลง้ เหลือเกินเราเคยสังเกตไหมวา่ ยงิ่ เวลาเราหาเหตุผลเพ่ือดบั ความสงสัย ชีวิตยง่ิ ติดขดัยงิ่ หนกั เขา้ ไปอีก แต่อาจจะมบี างช่วงท่เี ราอาจไมไ่ ดต้ ้งั ใจปล่อยความสงสยัปล่อยเหตุผลไป ชีวติ เราก็เบาข้ึน ไหลคล่องข้ึนราวกบั ล่องเรือไปบนผนื น้าํหรือบางคราวอาจเบาราวกบั โบยบินไปในอากาศ ความสงสัย และเหตุผล เป็นการทาํ งานของฝ่าย “อตั ตา” ซ่ึงเป็นอุปสรรคของชีวติ ในการเขา้ ถึง “จุดมงุ่ หมายของชีวิต ” นั่นคือ “ความมหัศจรรย”์ ลองมองไปรอบ ๆ ตวั เราสิ คนท่มี ีชีวติ อยดู่ ว้ ยความสงสยั และเหตุผล จะเป็นคนทม่ี ีชีวติ อยใู่ นระดบั ธรรมดา มอี ยมู่ ีกินพอยงั ชีพ มสี ุขภาพ
39แบบเจ็บออด ๆ แอด ๆ ตามระดบั ความสงสัยและเหตุผล แต่ถา้ เราลองศกึ ษาคนท่มี ีชีวติ อยา่ งมหศั จรรยด์ สู ิ เขาใชช้ ีวิตทกุ วินาทแี บบปราศจากความสงสัย และเหตุผล ชีวติ เขาเป็นหน่ึงเดียวกบั ธรรมชาติ เราลองไปสังเกตดเู อง แลว้ เราจะรู้ว่า ความสงสยั และเหตุผล เป็นอุปสรรคของชีวิตจริงหรือไม่ “เหตุผล” กบั “เหตุปัจจยั ” เป็นความแตกต่างทเ่ี หมอื นกนั เหตุผลเป็นความเช่ือมโยงกนั โดยความคิดของมนุษย์ แต่เหตุปัจจยั เป็นความเช่ือมโยงกนั โดยธรรมชาติ เหตุผลจะสอดคลอ้ งตามกฎธรรมชาติหรือไม่ข้ึนอยกู่ บั ว่ามนุษยย์ อมรับความเช่ือมโยงน้นั หรือไม่ ส่ิงท่จี ะทาํ ใหม้ นุษย์สมยั ใหมย่ อมรับความเชื่อมโยงข้ึนอยกู่ บั วา่ มีคาํ อธิบายท่ีระดบั สติปัญญาของมนุษยใ์ นสมยั น้นั ๆ สามารถเขา้ ใจ ไดห้ รือไม่ ถา้ มนุษยส์ ามารถเขา้ ใจได้ ความเชื่อมโยงน้นั กไ็ ดช้ ื่อวา่ “วิทยาศาสตร์ ” แต่ถา้ มนุษยเ์ ขา้ ใจไม่ได้ความเช่ือมโยงน้นั ก็ไดช้ ื่อวา่ “ความมหัศจรรย”์ ซ่ึงอยนู่ อกเหนือการยอมรับของความรู้สมยั ใหม่ เหตุผลท่เี รียกว่า “วิทยาศาสตร์ ” นี่เอง เป็นจุดเริ่มตน้ ของการทาํ ลายลา้ งคร้ังใหญ่ของมนุษยชาติ เมอ่ื มนุษยส์ ร้างเหตุผลข้ึนมาวา่ “มนุษย์ไม่ไดเ้ กี่ยวขอ้ งกบั ธรรมชาติ ” มนุษยก์ เ็ ลยตอ้ งการเอาชนะธรรมชาติ เพือ่ความปลอดภยั ของตวั เอง มนุษยท์ าํ ลายธรรมชาติในนามของ “การพฒั นา ”มนุษยเ์ อาทรัพยากรธรรมชาติมาพฒั นาสงั คมและชีวิตของตนโดยไม่สนใ จ
40ธรรมชาติ เพราะเหตุผลท่วี า่ มนุษยไ์ ม่ไดเ้ ก่ียวขอ้ งกบั ธรรมชาติ มนุษย์ทาํ ลายลา้ งเผา่ พนั ธุอ์ ่ืนทแี่ ตกต่างไปจากตนเองโดยเหตุผลทวี่ ่า “ถา้ มนุษย์เหมือนกนั สนั ติสุขจะตามมา” แต่กวา่ ท่ีมนุษยจ์ ะยอมรับว่า เหตุผลทม่ี นุษย์สร้างข้ึนไม่ไดท้ าํ ใหช้ ีวิตมนุษยด์ ีข้ึนเลย กล็ ่วงเลย ไปกวา่ 300 ปีแลว้ เราจึงกล่าววา่ ความรู้แบบเหตุผลกลไก เป็นอุปสรรคมากกว่าโอกาส เป็นการทาํ ลายลา้ ง มากกวา่ การสร้างสรรค์ ในคร่ึงแรกของศตวรรษที่ 20 ดูเหมอื นว่า ความรู้ของมนุษย์สมยั ใหม่ไดไ้ ปถึงจุดมงุ่ หมายแลว้ โรคภยั ไขเ้ จบ็ เกิดจากเช้ือโรคทคี่ ร่าชีวิตมนุษยไ์ มน่ อ้ ยก ว่าเม่ือคราวสงครามระหวา่ งชนเผา่ มนุษยเ์ อาชนะได้ ภยัธรรมชาติมนุษยก์ ็สามารถลดความรุนแรงได้ ความสะดวกสบายท้งั หลายก็มีเพยี บพร้อม อารยธรรมของมนุษยไ์ ดร้ ับการพฒั นาจนถึงขีดสุดแลว้ความรู้แบบวทิ ยาศาสตร์ไดร้ ับการยอมรับสูงสุด แต่แลว้ ส่ิงท่ีไมค่ าดคิดก็เกิดข้ึนเม่อื ยา่ งเขา้ ปลายศตวรรษท่ี 20 อยา่ งที่เราทราบ ๆ กนั อยู่ ผคู้ นทวั่ โลกเจ็บป่ วยดว้ ยโรคท่ีไมไ่ ดเ้ กิดจากเช้ือโรค คราวน้ีทาํ ใหค้ นตายมากยง่ิ กวา่ เมอื่คร้ังสงครามระหว่างชนเผา่ เสียอีก ความสะดวกสบายนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งโลกและส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งทไี่ ม่เคยเป็นมาก่อน คราวน้ียง่ิ วิทยาศ าสตร์พยายามเขา้ ไปแกไ้ ข ยง่ิ ทาํ ให้ปัญหารุนแรงและซบั ซอ้ นยงิ่ ข้ึนไปอีก หรือว่านี่จะเป็นเพราะวธิ ีการที่ผดิ พลาดของวทิ ยาศาสตร์ท่ีใชค้ วามสงสยั และผลเหตุผลเป็นตวั นาํ ซ่ึงสุดทา้ ยกต็ อ้ งวนเวยี นอยใู่ นวงจรอุบาทวข์ องความตีบตนั
41 จากที่กล่าวไวข้ า้ งตน้ วา่ “สงสยั เหตุผล อุปสร รคของชีวิต ” เป็นการต้งั ข้ึนเพื่อให้เราไดฉ้ ุกคิดบา้ งว่า บางคร้ังเล่ห์กลของเหตุผล ก็สมเหตุสมผลจนเรายอมรับว่ามนั เป็นความจริงจนแทบจะไม่เคยต้งั คาํ ถามวา่ “จริงหรือ ” ท้งั ๆ ที่จริงแลว้ เหตุผลไมเ่ คยดบั ความสงสยั ไดเ้ ลย ในประวตั ิศาสตร์ของมนุษย์ เหตุผลหน่ึงยง่ิ นาํ ไปสู่ความสงสยั อ่ืน ๆ อีก ชีวติ ท่ีเตม็ ไปดว้ ยความสงสยั จึงเป็นชีวิตที่เดินไม่ถึงจุดหมาย ในท่ีน้ีจึงกล่าวขอ้ ความดงั กล่าวเพ่อื เตือนให้เราไดต้ ้งั หลกั เพื่อหาวธิ ีการใหม่ ๆ ในการดบัความสงสยั ในทนี่ ้ีเราจะไดฝ้ ึ กดบั ความสงสยั ดว้ ยวิธีการทางจิตวิญญาณ ซ่ึงจะนาํ เสนอในตอนความรู้ของมนุษยห์ ลงั สมยั ใหม่พธิ กี าร : พิธกี รรมในการใช้ความรู้แบบเหตุผล ความรู้แบบเหตุผลของมนุษยส์ มยั ใหม่ ไม่แตกต่างอะไรเลยกบัความรู้แบบเทพเจา้ ของมนุษยส์ มยั โบราณ เพราะมนั เกิดจากสาเหตุเดียวกนัแต่มีช่ือเรียกต่างกนั เทา่ น้นั เอง นน่ั คือ ความกลวั และความสงสัย ท้งั สองลว้ นมาจากจิตใจที่ไม่รู้เช่นเดียวกนั เพียงแต่ว่า ความรู้ของมนุษยโ์ บราณเรียกวา่ เทพเจา้ ส่วนความรู้ของมนุษยส์ มยั ใหมเ่ รียกว่าเหตุผลเท่าน้นั เองความรู้ท้งั สองยงั นาํ ไปสู่วิธีปฏิบตั ิเพ่ือรักษาความถูกตอ้ งชอบธรรมไว้ การผกู เนคไท ใส่สูทในงานประชุมวชิ าการของคนสมยั ใหม่ ไ ม่แตกต่างอะไรเลยกบั การราํ บชู าผฟี ้ าของคนโบราณในดา้ นเน้ือหา แมว้ ธิ ีปฏิบตั ิจะต่างกนั
42ราวฟ้ ากบั ดิน การใชค้ วามรู้แบบเหตุผลกลไกของมนุษยส์ มยั จึงน่าสนใจอยา่ งยงิ่ เผอ่ื เราจะไดร้ ู้ทนั เล่ห์กลของเหตุผลบา้ ง ดงั ที่กล่าวไปแลว้ วา่ มนุษยส์ มยั โบราณมีพิธีกรรมไวเ้ พ่อื รักษาความถูกตอ้ งชอบธรรมของความรู้แบบเทพเจา้ ให้ดาํ รงอยตู่ ่อไป มนุษย์สมยั ใหมก่ ็มีวิธีการปฏิบตั ิเพือ่ รักษาความถูกตอ้ งชอบธรรมของความรู้แบบเหตุผลใหด้ าํ รงอยตู่ ่อไปเช่นเดียวกนั แต่มนุษยส์ มยั ใหม่อาจมีพธิ ีกรรมท่ีซบั ซอ้ นกว่า เราทกุ คนคงเคยผา่ นเขา้ ไปในโรงงานมกี ารปฏิบตั ิ 5 ส เราจะรู้สึกไดถ้ ึงความสะอาด สะดวก มสี ุขลกั ษณะ พนกั งานมีระเบียบ ท่กี ็เป็นผลของพธิ ีกรรมสมยั ใหม่ ท่ีมีรากฐานอยบู่ นเหตุผลทม่ี นุษยส์ ร้างข้ึน เม่อื คนยงัเช่ือในความรู้แบบเหตุผลซ่ึงในทนี่ ้ีคือ 5 ส อยู่ เหตุผลแบบน้ีกย็ งั จะคงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกบั ท่ีคนเชื่อในเทพเจา้ เทพเจา้ ก็ยงั อาํ นวยพรอยู่ ทีน้ีลองมาพิจารณาพิธีกรรมท่ีปฏิบตั ิกนั ในการประชุมวชิ าการบา้ ง ในการประชุมวชิ าการ การจดั สถานทปี่ ระชุมจะแสดงออกถึงความจริงจงั ขึงขงั ซ่ึงไมต่ ่างอะไรกบั พธิ ีบชู าเทพเจา้ ทีจ่ ดั สถานทเี่ พ่ือแสดงออกถึงความศกั ด์ิสิทธ์ิ การประชุมวชิ าการก็ตอ้ งการแสดงออกถึงความศกั ด์ิดว้ ยการใชภ้ าษาท่ีคนทวั่ ไปฟังไมร่ ู้เร่ืองเพอ่ื ความขลงั เช่นเดียวกบั ผทู้ าํ พธิ ีบชู าเทพเจา้ ท่ใี ชภ้ าษาท่ีคนทว่ั ไปฟังไม่รู้เร่ืองเช่นเดียวกนั เพ่ือความขลงั ถา้พิธีกรรมในการประชุมวิชาการยงั ทาํ ไดด้ ีอยู่ ความรู้ทน่ี าํ มาเสนอในท่ีประชุมก็ยงั คงไดร้ ับความเช่ือถือต่อไป แน่นอน ความเชื่อนาํ ไปสู่ความจริง
43 ความเชื่อในพิธีกรรมน้ี แมใ้ นทางการแพทยก์ ็ยอมรับวา่ มีผลต่อการรักษา เราคงเคยไดย้ นิ ว่า ยาชนิดเดียวกนั คนป่ วยเป็นโรคเดียวกนั คนหน่ึงให้ยาแลว้ หาย อีกคนหน่ึงให้ยาแลว้ ไมต่ าย น่ีเป็นเพราะคนไขแ้ ต่ละคนมคี วามเช่ือในวธิ ี การรักษา ซ่ึงก็จดั เป็นพธิ ีกรรมเช่นเดียวกบั ที่คนสมยัโบราณใชร้ ักษาผปู้ ่ วย เพียงแต่มรี ูปแบบแตกต่างกนั เท่าน้นั วธิ ีการปฏิบตั ิของแพทยจ์ ึงมผี ลต่อการรักษาอยา่ งมาก เพราะวิธีการปฏิบตั ิมผี ลต่อจิตใจของคนไข้ จิตใจของคนไขม้ ผี ลต่อระบบภมู คิ ุม้ กนั ระบบภมู คิ ุม้ กนั ทาํ ให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทาํ งานไดด้ ีข้ึน ทาํ ใหก้ ารบาํ บดั ไดผ้ ลดีข้ึน ร่างกายก็สามารถซ่อมแซมตวั เองไดด้ ีข้ึน คนไขก้ ห็ ายจากอาการเจ็บป่ วย เม่อื ผลจากการปฏิบตั ิออกมาดี ความรู้ท่ใี ชใ้ นการรักษาก็ไดร้ ับการสืบทอดต่อไปเร่ือย ๆ ซ่ึงบางคร้ังความรู้ดงั กล่าวอาจไมเ่ ก่ียวขอ้ งอะไรเลยกบั ผลท่เี กิดข้ึนก็ได้ ผลทเ่ี กิดข้ึนอาจมาจากพิธีกรรมที่ปฏิบตั ิในขณะน้นัท้งั หมดกไ็ ด้ เม่อื เราทราบความจริงอยา่ งน้ีแลว้ เราจะไดร้ ู้วา่ ความรู้แบบเหตุผลที่มนุษยส์ ร้างข้ึนบางคร้ังอาจผดิ กไ็ ด้ เพราะแทท้ ี่จริงความรู้ดงั กล่าวเป็นเพียงภาพหลอนของพิธีกรรมเท่าน้นั เราจะไดไ้ ม่เชื่อในทนั ทที นั ใด เราจะไดไ้ ม่ตอ้ งตกเป็นเหยอ่ื ของพิธีกรรมของความรู้แบบเหตุผลกลไกท่ีทะลกัลน้ อยใู่ นโลกทกุ วนั น้ี เพราะพิธีกรรมของโลกทกุ วนั น้ีมรี าคาแพงอยา่ งไม่น่าเชื่อ
44 เราจะไปดูตวั อยา่ งสกั หน่ึงตวั อยา่ งประกอบความเขา้ ใจเรื่องน้ี เรารู้จากความรู้สมยั ใหม่วา่ ส้ มมวี ิตามินซี มปี ระโยชนต์ ่อร่างกาย และมนั กม็ ีราคาไมแ่ พง แต่พิธีกรรมในการนาํ สม้ ไปสู่ผบู้ ริโภค ถา้ มีความซบั ซอ้ นมากเรากต็ อ้ งจ่ายมาก เช่น ถา้ ค้นั เอาแต่น้าํ มาใส่แกว้ ก็ราคาหน่ึง ถา้ ใส่หลอดที่งอได้ ราคากเ็ พมิ่ ข้ึนไปอีก ถา้ ใส่แกว้ แบบมขี า ราคากส็ ูงข้ึนไปอีก ถา้ มีดอกไมม้ าปักไวข้ อบแกว้ ราคาก็สูงข้ึนไปอีก นอกจากน้ียงั มพี ิธีกรรมต่าง ๆอีกมากมายที่สามารถเพมิ่ เติมเขา้ ไปอีก เพอ่ื เอาไวห้ ลอกคนท่ีไม่รู้เท่าทนั ให้จ่ายเงินมากข้ึน พธิ ีกรรมในโลกสมยั ใหม่ จึงเป็นพธิ ีกรรมท่แี นบเนียน จนคนไม่รู้สึกว่าเป็นพธิ ีกรรม แต่มนั เป็น “พธิ ีการ” ทีจ่ ะขาดเสียไม่ได้ เวลาเราไปในสถานที่ต่าง ๆ ถา้ เขาจดั พธิ ีการตอ้ นรับ เราจะรู้สึกดี เราเคยสงั เกตไหม หรือเวลาไปในสถานท่ที เ่ี ขามพี ิธีการใหญ่โต เราจะรู้สึกตื่นเตน้ ดีใจไปดว้ ย พธิ ีการเหล่าน้ี หากใชแ้ ต่พอดี กม็ ีผลดี แต่ถา้ มีมากจนเกินพอดี ก็ทาํ ใหเ้ กิดความสิ้นเปลืองโ ดยใช่เหตุ ยงิ่ ถา้ ติดในพิธีการ กจ็ ะไมต่ ่างอะไรกบั คนโบราณติดในเทพเจา้ หรือสิ่งศกั ด์ิ ยงิ่ ถา้ ยดึ ติดจนเป็นตวั เป็นตน การทาํ ลายลา้ งก็จะเกิดข้ึน ต่อไปเราจะมาดวู ่า การยดึ ติดในพิธีการจะนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งไดอ้ ยา่ งไร
45ทาลายล้าง : ความต้องการเป็ นอสิ ระจากพธิ ีการ เราคงเ คยไดย้ นิ ไดฟ้ ังเรื่องประวตั ิศาสตร์ประเทศจีนมาบา้ ง ในสมยั เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนพิธีกรรมโบราณของจีนถูกทาํ ลายลา้ งไปมากมาย เช่น การแสดงง้ิว ลทั ธิขงจ๊ือ เป็นตน้ แต่พอ 50 ปี ผา่ นไป ประเทศจีนตอ้ งกลบั มาร้ือฟ้ื นพิธีกรรมโบราณเหล่าน้ี นอก จากร้ือฟ้ื นแลว้ ยงั ตอ้ งส่งเสริมเพ่ือเผยแพร่ไปยงัต่างประเทศอีกดว้ ย นี่เป็นตวั อยา่ งของความหลงผดิ ในพิธีการสมยั ใหม่ท่ีเห็นไดช้ ดั ทส่ี ุด ผปู้ กครองใหมต่ อ้ งการใชค้ วามรู้แบบเหตุผลกลไกในการปกครองประเทศ จึงตอ้ งการลา้ งความรู้แบบโบราณทฝ่ี ังอยใู่ นพธิ ีกรรมต่างๆ จนนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งดงั กล่าว ทนี ้ี เราจะมาดูกนั วา่ การยดึ ติดในพธิ ีการของความรู้แบบเหตุผลกลไก จะนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งในรูปแบบที่แตกต่างไปจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองอยา่ งไร ดงั ทีเ่ รากล่าวไปขา้ งตน้ แลว้ วา่ ความรู้แบบโบราณทาํ ให้มนุษยย์ ดึ ติดในพธิ ีกรรมของชนเผา่ ของตนเอง การทาํ ลายลา้ งระหว่างกนั จึงเป็นเร่ืองของการปกป้ องชนเผา่ หรือบางคร้ังอาจเป็นการรุกรานชนเผา่ อ่ืนเพื่อขยายอาณาเขตของตนเอง แต่ความรู้ของมนุษย์สมยั ใหมเ่ ป็นความรู้ทส่ี ่งเสริมใหม้ นุษยแ์ ยกเป็นอิสระจากเผา่ หรือหมคู่ ณะของตนเอง เพือ่ แสวงหาอิสรภาพตามลาํ พงั
46 เราอาจจะเคยไดท้ รา บมาว่า ในยคุ สมยั ปี 1960 คนหนุ่มสาวในประเทศท่ีมีความกา้ วหนา้ ในความรู้แบบเหตุผลกลไก ไดล้ ะทง้ิ ครอบครัวเพือ่ มาใชช้ ีวติ อิสระในนามของ “บปุ ผาชน” ในชุมชนทส่ี ร้างข้ึนใหม่ เพอ่ืหลีกหนีพิธีการแบบเหตุผลกลไกที่ปิดก้นั อิสรภาพในการแสดงออกท้งั ทางร่างกาย คาํ พดู และความคิด การทาํ ลายลา้ งแบบน้ี ไม่ใช่การทาํ ลายลา้ งแบบใชก้ าํ ลงั เขา้ ทาํ ลายสญั ลกั ษณท์ างพธิ ีกรรมของความเช่ือแบบเหตุผลกลไกแต่อยา่ งใด แต่เป็นการทาํ ลายโดยการปฏิเสธ เช่น ปฏิเสธการผเู้ นคไทใส่สูท ปฏิเสธการปฏิบตั ิตามกฎระเบียบ การใชส้ ารกระตุน้ ความรู้สึกบางอยา่ งเป็ นตน้ แมเ้ วลาไดล้ ่วง เลยไปกวา่ 50 ปี แลว้ ปรากฏการปฏิเสธเหตุผลกลไกของสงั คมทเี กิดข้ึนกบั คนหนุ่มสาว ไมไ่ ดห้ มดไปเลย มนั เพยี งแต่เปลี่ยนรูปแบบเทา่ น้นั เราจะเห็นวา่ คนหนุ่มสาวส่วนหน่ึงไดท้ ้ิงเหตุผลกลไกของสงั คมแลว้ หนั กลบั ไปหาธรรมชาติกลุ่มน้ีไม่ไดเ้ ป็นอนั ตรายใด ๆต่อมนุษยชาติ แต่มคี นหนุ่มสาวอีกจาํ นวนหน่ึงที่ใชค้ วามรุนแรงเพื่อทาํ ลายเหตุผลกลไกของสงั คม ซ่ึงมใี ห้เห็นอยบู่ ่อย ๆ โดยเฉพาะในสงั คมทีม่ คี วามเจริญกา้ วหนา้ ดา้ นเหตุผลกลไกมาก ๆ ดงั ที่เราไดร้ ับรู้ผา่ นข่าวสารที่เชื่อมโยงถึงกนั ทว่ั โลกแทบจะทนั ทที นั ใดทเี่ กิดเหตุ ปรากฏการณก์ ารทาํ ลายลา้ งพิธีกรรมแบบเหตุผลกลไกที่สังคมใช้เป็นกรอบในการสร้างความสงบสุขแก่สงั คมในยคุ น้นั เป็นการทาํ ลาย
47กรอบเพอ่ื แสวงหาอิสรภาพของคนหนุ่มสาวในยคุ น้นั นนั่ เป็นตวั อยา่ งทีเกิดข้ึนในอดีต ทีน้ีเราลองมาสาํ รวจจิตใจของเราในปัจจุบนั ดบู า้ งว่า เรารู้สึกวา่ เรากาํ ลงั ถูกพธิ ีการของสงั คมจองจาํ เรา ไวใ้ หเ้ ป็นทาสของความรู้แบบเหตุผลกลไกบา้ งหรือเปล่า เคยไหมทีเ่ ราจาํ ตอ้ งเห็นดว้ ยกบั เจา้ นายท้งั ๆ ท่ีสิ่งทีเ่ จา้ นายทาํ ไมถ่ ูกตอ้ ง เรามอี ิสระท่จี ะทาํ ตามเสียงเรียกร้องแห่งมโนธรรมในใจของเราหรือเปล่า ชีวติ ของเราที่อยทู่ ่ามกลางระหว่างโลกของความรู้แบบเหตุผลกลไก กบั ความปรารถนาอิสรภาพทางจิตวิญญาณ มนั ทาํใหเ้ รารู้สึกขดั แยง้ ในตวั เองหรือไม่เทพเจ้า กบั เหตผุ ล : การทาลายล้างทต่ี ่างกนั ทกี่ ล่าวมาขา้ งตน้ เราคงพอจะเห็นภาพแลว้ ว่า ทกุ วนั น้ีมกี ระแสธารแห่งความรู้ของมนุษยท์ ต่ี ีคู่กนั มามีสองกระแส ความรู้ทม่ี ีมาก่อนคือความรู้แบบเทพเจา้ อีกกระแสคือความรู้แบบเหตุผล ความรู้แบบเทพเจา้เป็นความรู้ทเ่ี กิดจากความกลวั ธรรมชาติ ทาํ ให้เกิดการปฏิบตั ิเพ่ือแสดงออกถึงการเคารพยาํ เกรงธรรมชาติ และไม่กลา้ ทาํ ลายธรรมชาติ ทาํ ให้ธรรมชาติยงั คงอุดมสมบรู ณ์ แต่ดว้ ยความกลวั มนุษยเ์ ลยไมไ่ ดร้ ับของขวญั จากธรรมชาติดงั่ ทธี่ ร รมชาติประทานมาให้ และดว้ ยความกลวั นี่เอง มนุษยจ์ ึงทาํ ลายลา้ งกนั เองในนามของเทพเจา้ และพธิ ีกรรมมาตลอดหลายพนั ปีท่ีผา่ นมา
48 อีกกระแสความรู้หน่ึงคือ ความรู้แบบเหตุผล ก็มกี ารทาํ ลายลา้ งเช่นเดียวกนั แต่ในส่ิงทต่ี ่างกนั ความรู้แบบเหตุผลมาจากความสงสัยของมนุษยซ์ ่ึงเป็นการแสดงอาการอีกอยา่ งหน่ึงของความกลวั แต่เป็นความกลวัประเภทท่ีมนุษยไ์ มเ่ ก่ียวขอ้ งกบั ธรรมชาติ เป็นความกลวั ที่ร่างกายและจิตใจไม่เก่ียวขอ้ งกนั มนุษยจ์ ึงกลา้ ต้งั คาํ ถามทกุ คาํ ถามเก่ียวกบั ธรรมชาติ และวธิ ีการหาคาํ ตอบคือการใชเ้ หตุผล ดว้ ยวิธีการน้ี ทาํ ให้มนุษยต์ อ้ งการเอาชนะ ธรรมชาติ และเอาธรรมชาติมาใชป้ ระโยชน์เพือ่ ตอบสนองความตอ้ งการของร่างกายฝ่ายเดียว ผลจากการเอาชนะธรรมชาติ และผลจากความสะดวกสบายทเี่ กิดจากการเอาธรรมชาติมาใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งไม่บนั ยะบนั ยงั ทาํ ใหธ้ รรมชาติถกู ทาํ ลายลา้ งอยา่ งไมเ่ คยเป็นมาก่อน คราวน้ีมนุษยต์ อ้ งลม้ ตายดว้ ยอ ารยธรรมและความสะดวกสบายทมี่ นุษยส์ ร้างข้ึนไมน่ อ้ ยไปกว่าเมือ่ คราวสงครามระหวา่ งชนเผา่ น่ีเป็นการทาํ ลายลา้ งภายนอกท่ีเกิดจากความรู้แบบเหตุผลกลไกของมนุษยส์ มยั ใหม่ นอกจากก่อให้เกิดการทาํ ลายลา้ งภายนอกแลว้ ความรู้แบบเหตุผลกลไกยงั เขา้ ไปทาํ ลายลา้ งจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ ดว้ ย มนุษยถ์ ูกลดคุณค่าลงเป็นเพียงแค่เคร่ืองจกั ร มนุษยถ์ กู ลดคุณค่าลงเป็นเพียงแค่ร่างกายท่ีมเี ช้ือโรค มนุษยถ์ กู ลดคุณค่าลงเป็นเพียงแค่ปัจจยั การผลิต เป็นแค่ทรัพยากรบุคคล การดิ้นรนเพื่อรักษาที่มน่ั ของชีวิตไวจ้ ึงเกิดข้ึน การต่อสูด้ ิ้น
49รนรอบน้ีนาํ ไปสู่ความขดั แยง้ รอบใหมท่ ี่ไมเ่ คยมมี าก่อน เป็นความขดั แยง้ ท่ีไม่ไดแ้ สดงความรุนแรงออกมาในความขดั แยง้ เป็นความขดั แยง้ ภายในจิตใจมนุษยเ์ อง เราไดเ้ ห็นแลว้ ว่า ความขดั แยง้ ระหว่างชนเผา่ นาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งที่รุนแรงอยา่ งไร ความขดั แยง้ ระหว่างมนุษยก์ บั ธรรมชาติยง่ิ นาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งท่รี ุ นแรงกว่าหลายเทา่ เรานึกไม่ออกหรอกวา่ ความขดั แยง้ภายในจิตใจของมนุษยร์ อบน้ี จะนาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งทีร่ ุนแรงเพยี งใด ในท่นี ้ีเราไม่ไดต้ ้งั คาํ ถามเพื่อนาํ ไปสู่ความสงสัย แลว้ ใชเ้ หตุผลในการหาคาํ ตอบต่อคาํ ถามน้ี แต่ส่ิงท่เี ราทุกคนตอ้ งทาํ คือ “เช่ือ” เชื่อว่าเราสามารถหาทาง ออกสาํ หรับความขดั แยง้ รอบน้ีได้ และเชื่อวา่ “ความรู้เรื่องจิตวญิ ญาณ” จะนาํ พาชีวติ มนุษยชาติไปสู่จุดมุง่ หมายคือ “ความมหัศจรรย์ ” ที่ธรรมชาติมอบใหไ้ วไ้ ด้ ในจิตใจเราเองน้ี ภาคหน่ึงมอี ตั ตาท่ตี อ้ งการเงินทอง ช่ือเสียงเกียรติยศ แต่ในส่วนลึกทเ่ี ป็นตวั ตนท่ีแทจ้ ริงของเรา มีเสียงแห่งมโนธรรมท่ีกระซิบบอกมาวา่ เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นของมายา เป็นของชว่ั คราว ความสงบสุขภาพในสิเป็นของจริงและยงั่ ยนื การทาํ ลายพิธีการท่ียดึ ติดมาจากยคุ สมยั ความรู้แบบเหตุผลกลไก เป็นหนทางเดียวทจ่ี ะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสรภาพได้ ความรู้ของมนุษยใ์ น ศตวรรษที่ 21 ก็มี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253