THC) ~ u u i ~ a w ? m l ~ n w ~ u da~ :t.a~wni:nil(vd (Hemp) ~inwanisnsa~~an:M'd~in~a'idd5ui~ai~~~n~ia~iiun~idfii~9um ~dwanauquni5w\"iaiu unbawisnia ni~~u~:u~~aai~i?l ddoanniu vh{%mdniunqn5-~15adu3 nLdu2 ~ v~+ya w2~ m 5 m 5 a ~ ~ b n ~ i ~ i n 6 o d d ~ ~ ~ n i 5 ~ 1 d a u d i u v a d ? ~ ~ ~ a>~ ~ r i a u ~ i u v o ~ ? ~ v a ~w~ ~-~&~ ~ w w ~ 1 a m w 9 a ~ d ~ a o n ~ u 6 m w \" u { ~ ~ o d a (uHve~mipu) Tw \"hui s{ ~ u v a ~ n \" q v ~ ? u ~ a d~ d ~ ~ d d d ~ ~ 1 ~ ~ 1 & ~ , \" 4 (T~eItra' hbyd~roc~an~na5bibnob1.~TH~C~) i'h~i~~fi~udafii~un % u d s : n i w n ~ s n s s1u-n iw~'~ \" 1 ~ u ~ u u i ~ a w!d,%~a~d1fili~ 9u\"mbG~nww~:<yw( ~ e m p )w.w. babb ~t.a:d a.mgwuiuii6auni5n\"n$v t.ra:~u?u5ad~i~~~w\"v~m~aw\"u(NqonnsGsuMOs) Pd\"9~o?LI%EldW\"Pd8{~1\"~II f l 5 ~ ? \" I I 1 ~ 7 5 b f l ~ ~ % n i 5 l i i b < i ~ v a u o n t . ~ i a ~(ai)n~mu~4iiiiin~d5:adib~aliiuli%d~nn:w\"i 'b&a - ~ ~ a - t ~ i?auf i n w?ibn51%99d ?Cu ~vii8u gj\" (m) n ~ ~ n i ~ v a a v q i n w ~ n ~ m u n i ~ d g n ~ a u ~ u 6 m w \" u { ~ u~ito.d~5a:1~uv\"1a1~$ ' b n u lu~\"~?aa:aou w i d v d qnaimssu nisfinwi ?rnmas;i 4Cu ~:oni~dqnonl+ns:ii'b~muWn'o~~Su w6nw\"u$?u5adniunQn5:w5ad$
หน้า ๑ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ เล่ม ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๒๑๘ ง ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรอ่ื ง ระบชุ อ่ื ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษในประเภท ๕ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหน่ึง และมาตรา ๘ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดใหโ้ ทษออกประกาศไว้ ดังต่อไปน้ี ขอ้ ๑ ให้ยกเลิกชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ลาดับที่ ๑ ในบัญชีท้ายประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ระบุช่ือยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ลงวันท่ี ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้ีแทน ลาดบั ท่ี ช่อื ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ชอื่ ทางเคมี เงือ่ นไข ๑ กัญชา (cannabis) - ซึ่งเปน็ พชื ในสกุล Cannabis ทัง้ นี้ ให้หมายความรวมถึง - ทุกสว่ นของพชื กัญชา เช่น ใบ ดอก ยอด ผล ลาตน้ - วัตถุหรอื สารตา่ ง ๆ ทมี่ อี ย่ใู นพชื กัญชา เชน่ ยาง นา้ มัน ยกเวน้ ๑. กญั ชง (hemp) ที่ไดป้ ระกาศเป็นยาเสพตดิ ใหโ้ ทษในประเภท ๕ ตามกฎหมายวา่ ด้วยยาเสพตดิ ให้โทษ ๒. แคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) ท่ีสกัดจากกัญชา ซ่ึงมีความบริสุทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ ๙๙ โดยมีปรมิ าณ สารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ ๐.๐๑ โดยน้าหนัก ๓. สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดท่ีมีสารแคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) เป็นส่วนประกอบหลักและมีสารเตตรา ไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกิน ร้อยละ ๐.๒ โดยน้าหนัก ซ่ึงเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร และต้องใช้ ตามวัตถปุ ระสงคท์ างยาหรอื ผลิตภณั ฑส์ มนุ ไพร เทา่ นนั้ ทั้งน้ี ภายในระยะเวลา ๕ ปีแรกนับแต่วันที่ประกาศน้ี มผี ลใชบ้ งั คับ การยกเว้นให้ใช้บงั คบั เฉพาะกบั การผลิตในประเทศ ของผู้รบั อนญุ าตตามกฎหมายนั้น ๆ ๔. เปลือกแห้ง แกนลาต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และผลิตภัณฑ์ ท่ีผลติ จากเปลือกแห้ง แกนลาต้นแหง้ เส้นใยแห้ง
หน้า ๒ ๓๐ สงิ หาคม ๒๕๖๒ เล่ม ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๒๑๘ ง ราชกิจจานุเบกษา ข้อ ๒ ให้เพิ่มความต่อไปน้ี เป็นลาดับท่ี ๕ ของชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ระบุช่ือยาเสพตดิ ให้โทษในประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๖๑ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ลาดบั ท่ี ชื่อยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ชอื่ ทางเคมี เงอื่ นไข ๕ กญั ชง (hemp) - ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa อันเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา (Cannabis sativa L.) ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถงึ ทุกสว่ นของพืชกัญชง เชน่ ใบ ดอก ยอด ผล ลาต้น ท่ีมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) และลักษณะเป็นไปตามท่ี คณะกรรมการประกาศกาหนด ยกเวน้ ๑. แคนนาบิไดออล (cannabidiol, CBD) ที่สกัดจากกัญชง ซึ่งมีความบริสุทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ ๙๙ โดยมีปรมิ าณ สารเตตราไฮโดรแคนนาบนิ อล (tetrahydrocannabinol, THC) ไมเ่ กินรอ้ ยละ ๐.๐๑ โดยน้าหนกั ๒. สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัด ท่ีมีสารแคนนาบไิ ดออล (cannabidiol, CBD) เป็นส่วนประกอบหลักและ มี ส า ร เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ ๐.๒ โดยน้าหนัก ซ่ึงเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์ สมุนไพร ตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร และ ตอ้ งใชต้ ามวตั ถปุ ระสงคท์ างยาหรือผลติ ภัณฑ์สมุนไพร เท่าน้ัน ๓. เมล็ดกัญชง (hemp seed) หรือน้ามันจากเมล็ดกัญชง (hemp seed oil) ซ่ึงเป็นอาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร และตอ้ งใชต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ทางอาหารเท่านน้ั ๔. น้ามันจากเมล็ดกัญชง (hemp seed oil) หรือสารสกัดจาก เมล็ดกัญชง ซ่ึงเป็นเครื่องสาอางตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องสาอาง และต้องใชต้ ามวตั ถุประสงค์ทางเครอื่ งสาอางเทา่ น้ัน ทั้งนี้ เมล็ดกัญชงท่ีนาไปเป็นอาหาร หรือเคร่ืองสาอางตอ้ งเปน็ เมลด็ ที่ไมส่ ามารถนาไปเพาะพนั ธ์ุได้ (non-viable seed) หรอื ถกู ทาให้ ไม่มีชีวิต ซ่ึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขตามที่ คณะกรรมการประกาศกาหนด
หน้า ๓ ๓๐ สงิ หาคม ๒๕๖๒ เล่ม ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๒๑๘ ง ราชกจิ จานุเบกษา ลาดับท่ี ชื่อยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ ชอื่ ทางเคมี เงอื่ นไข ๕. เปลือกแห้ง แกนลาต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และผลิตภัณฑ์ ทผ่ี ลิตจากเปลอื กแห้ง แกนลาต้นแหง้ เส้นใยแหง้ ภายในระยะเวลา ๕ ปีแรกนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ การยกเว้นตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๔ ให้ใช้บังคับเฉพาะกับการผลิต ภายในประเทศของผู้รบั อนญุ าตตามกฎหมายนั้น ๆ ขอ้ ๓ ประกาศนีใ้ ห้ใชบ้ ังคับตง้ั แตว่ นั ถัดจากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตน้ ไป ประกาศ ณ วนั ที่ 2๗ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๖2 อนทุ ิน ชาญวรี กูล รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงสาธารณสขุ
ผนวก ค รายงานของคณะอนกุ รรมาธกิ ารพิจารณาศึกษา หาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ยี วกบั การใช้กระทอ่ ม อยา่ งเป็นระบบ ในคณะกรรมาธิการวสิ ามญั พิจารณาศึกษาหาแนวทาง การแกไ้ ขปัญหาเกีย่ วกับการใชก้ ัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ สภาผูแ้ ทนราษฎร
รายงานผลการพจิ ารณาศึกษา เรอ่ื ง “การแกไ้ ขปญั หาเกีย่ วกบั การใชก้ ระทอ่ ม อย่างเปน็ ระบบ” ของ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทาง การแกไ้ ขปญั หาเก่ียวกับการใชก้ ระท่อมอย่างเปน็ ระบบ ในคณะกรรมาธิการวสิ ามัญพจิ ารณาศึกษาหาแนวทาง การแก้ไขปญั หาเก่ียวกบั การใชก้ ัญชา กัญชง และกระทอ่ ม อยา่ งเป็นระบบ สภาผ้แู ทนราษฎร กลมุ่ งานคณะกรรมาธิการการสาธารณสขุ สาํ นกั กรรมาธกิ าร ๓ สํานกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร
ก บทสรุปผบู้ รหิ าร กระท่อม เป็นไม้ยืนต้นประเภทหน่ึงมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa Korth จัดอยู่ในสายพันธ์ุ Rubiaceae พบได้ท่ัวไปในเขตร้อนแถบประเทศมาเลเซียและประเทศไทย เป็นพืช ท่ีมีความผูกพันอยู่ในวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะในภาคใต้ท่ีนิยมนําใบมาบริโภคสด ๆ หรือบริโภคคู่กับนํ้าชาร้อน มีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว สามารถทํางานกลางแจ้งได้ นานขึ้น และนํามาใช้เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรแพทย์แผนไทยหลายขนาน เช่น ยาแก้โรคบิด ท้องเสีย ยาประสระใบกระท่อม ยาหนุมานจองถนนปิดมหาสมุทร ยาแก้บิดลงเป็นเลือด รักษา เบาหวาน โรคผิวหนัง เริม งูสวดั ปวดเม่ือย เป็นต้น จากการศึกษาและวิจัยกระท่อมทางวิทยาศาสตร์อย่างแพร่หลายพบว่า กระท่อมมีสาร Mitragynine และสาร 7-hydroxymitragynine มีสรรพคุณด้านการแพทย์มากมาย มีการนํามาเป็น ส่วนประกอบปรุงยารักษาโรครักษาหลายชนิด เช่น ช่วยลดนํ้าหนัก แก้อาการซึมเศร้า บรรเทาอาการ ลงแดงจากการถอนเหล้า ใช้บําบัดอาการติดยาเสพติด ช่วยระงับความเจ็บปวด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถระงับอาการปวดดีกว่ามอร์ฟีนถึง ๑๗ เท่า โดยไม่มีผลกระตุ้นระบบประสาทและไม่มี ผลขา้ งเคยี งต่อผู้บรโิ ภคแต่อย่างใด ในประเทศไทยกระท่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามพระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ (๕) และมาตรา ๗๕ ไดก้ ําหนดบทลงโทษ ทางอาญาไว้ชัดเจนสําหรับผทู้ ่ีผลิต นําเข้า ส่งออกกระท่อม ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี และปรับ ไม่เกินห้าแสนบาท ส่วนกรณีจําหน่ายกระท่อมต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท ซึ่งการที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ส่งผลให้เกิดข้อจาํ กัดในการศึกษาและวิจัยพัฒนา พืชกระท่อม เพ่ือนําไปใช้ประโยชน์ท้ังด้านการสาธารณสุขและส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ เน่ืองจากการครอบครองกระท่อมเป็นความผิดตามกฎหมายและมีการกําหนดบทลงโทษทางอาญาไว้ อยา่ งชัดเจน ดังน้ัน คณะอนุกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่าเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างมี ประสิทธิภาพจึงควรแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และกฎหมายท่ีเก่ียวข้องโดย ยกเลกิ พืชกระท่อมจากการเปน็ ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เพ่อื ใหส้ ามารถศกึ ษาและวิจยั พชื กระทอ่ ม ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมยา รวมทั้งพัฒนาให้เป็น พืชเศรษฐกิจของประเทศต่อไป และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างมี ประสิทธภิ าพคณะอนกุ รรมาธิการมขี ้อแสนอเสนอแนะ ดงั น้ี (๑) ควรแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และกฎหมายท่ี เกี่ยวข้องโดยระบุให้ชัดเจนว่าพืชกระท่อมไม่ใช่ยาเสพติดเพื่อป้องกันการออกกฎ ระเบียบ คําสั่งหรือ ประกาศกาํ หนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดในภายหลัง ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัย พืชกระท่อมเพ่ือใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ และลดปัญหา คดีอาญาเกี่ยวกับพืชกระท่อมในกระบวนการยุติธรรมซ่ึงมีเป็นจํานวนมากเพ่ือให้การพิจารณาคดีอื่น รวดเรว็ ข้ึน
ข (๒) ควรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎกระทรวงฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงออกตามความในพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ เรื่องใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือครอบครองพืชกระท่อมและ การต่อใบอนุญาตให้มีหลักเกณฑ์ทแ่ี นน่ อนและชัดเจน ไม่ควรให้อยู่ในดุลพินิจของกลมุ่ บุคคลใดบุคคล หนึ่ง และควรอนุญาตตามระยะเวลาท่ีสมควร ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงความต่อเน่ืองในการศึกษาและวิจัย พืชกระทอ่ ม (๓) สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรกําหนดนโยบายผ่อนผันการจับกุมประชาชนผู้บริโภคหรือ ครอบครองพืชกระท่อมในปรมิ าณท่ีเหมาะสมใช้ในครัวเรือน ซึ่งสามารถทําได้สะดวกกว่าการออกประกาศ กําหนดท้องท่ี ตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๘/๒ ซ่งึ มขี ้นั ตอนยงุ่ ยากและต้องใช้ระยะเวลาในการดําเนินการ นอกจากนี้ คณะอนกุ รรมาธิการมขี อ้ สงั เกต ดงั น้ี (๑) การใช้คาํ ว่า “การใช้พืชกระทอ่ มอย่างถกู ตอ้ งตามกฎหมาย” ในกฎหมายดา้ นยาเสพติด มีความเหมาะสมมากกว่า การใช้คําว่า “การเสพพืชกระท่อม” ซึ่งมีความหมายไม่เหมาะสมเนื่องจาก ประชาชนทว่ั ไปอาจจะเข้าใจวา่ พืชกระทอ่ มเปน็ ยาเสพตดิ (๒) การยกเลกิ พืชกระท่อมจากการเปน็ ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ยอ่ มสง่ ผลใหป้ ระชาชน เข้าถึงพืชกระท่อมได้สะดวกมากข้ึน ดังน้ัน หน่วยงานที่มีหน้าที่และอํานาจเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว จึงต้องกําหนดมาตรการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนนําพืชกระท่อมไปใช้ในในทางท่ีไม่เหมาะสม มาตรการควบคุมการนําพืชกระท่อมมาใช้ผลิตยาหรือเครื่องสําอางและมาตรการป้องกันอุบัติเหตุอัน เกิดจากการบรโิ ภคพชื กระท่อม (๓) การกําหนดพ้ืนท่ีซ่ึงสามารถครอบครองและใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็น ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๘/๒ ต้องมี หลักเกณฑ์การตรวจสอบพ้ืนท่ีท่ีมีประสิทธิภาพสามารถสํารวจได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ท่ีมีประชาชน บริโภคพืชกระทอ่ มเพ่อื มิใหพ้ ืน้ ทีใ่ ดตกสาํ รวจ (๔) การแก้ไขกฎหมายด้านยาเสพติดต้องบัญญัติข้อกําหนดท้ายกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ พืชกระท่อม เช่น อนุญาตให้แต่ละครอบครัวครอบครองพืชกระท่อมได้ไม่เกิน ๑ ต้นและจะต้องติด QR CODE ทุกต้นเพ่ือตรวจสอบและติดตาม การนําพืชกระท่อมมาใช้ในเชิงธุรกิจต้องทําในลักษณะ วิสาหกิจชุมชนและการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ เพ่ือประกอบเป็นยารักษาโรค หรือเคร่ืองด่ืมบํารุงกําลัง ต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานของรัฐ การนําพืชกระท่อมมาบริโภคใบสดไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย เวน้ แตก่ ารนําพชื กระทอ่ มมาแปรรูปผสมกบั ยาเสพตดิ ในลกั ษณะ ๔ คณู ๑๐๐
ค สารบญั หนา้ ก บทสรปุ ผบู้ รหิ าร ........................................................................................................ ค สารบญั ..................................................................................................................... จ สารบญั ภาพ .............................................................................................................. ช รายนามคณะอนกุ รรมาธิการ ..................................................................................... ฌ รายงานการศกึ ษา...................................................................................................... ๑ บทที่ ๑ บทนํา........................................................................................................... ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ..................................................... ๑ ๑.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา ......................................................................... ๒ ๑.๓ ขอบเขตของการศึกษา................................................................................ ๒ ๑.๔ วธิ กี ารศกึ ษา................................................................................................ ๒ ๑.๕ ระยะเวลาในการศกึ ษา................................................................................ ๒ ๑.๖ ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ บั .......................................................................... ๓ บทที่ ๒ การรวบรวมและการทบทวนขอ้ มูลพนื้ ฐานทีเ่ ก่ยี วข้อง.................................. ๓ ๒.๑ ขอ้ มูลด้านกฎหมาย..................................................................................... ๙ ๒.๒ ขอ้ มลู ด้านวิชาการ....................................................................................... ๑๑ ๒.๓ ผลกระทบจากการใช้พชื กระทอ่ ม............................................................... ๑๓ บทที่ ๓ สภาพปญั หาและอุปสรรค............................................................................. ๑๕ บทท่ี ๔ ผลการพิจารณา ........................................................................................... ๑๙ บทที่ ๕ บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะและข้อสังเกต........................................................ ๑๙ ๕.๑ บทสรปุ ........................................................................................................ ๒๐ ๕.๒ ข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมาธิการ......................................................... ๒๐ ๕.๓ ข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธกิ าร.............................................................. ๒๑ บรรณานกุ รม............................................................................................................. ๒๓ ภาคผนวก ................................................................................................................. ๒๕ ผนวก ก รา่ งพระราชบัญญตั ิยาเสพติดให้โทษ (ฉบบั ที่..) พ.ศ. .... .................... ๒๙ ผนวก ข กฎกระทรวงฉบบั ที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒............................................................
จ สารบญั ภาพ หน้า ๕ ภาพที่ ๑ ขอ้ ดีและขอ้ พงึ ระวงั ของการอนญุ าตใหเ้ สพและครอบครองพืชกระท่อม.............. ๗ ตามมาตรา ๕๘/๒ ๒ การควบคมุ พชื กระทอ่ มตามกฎหมายของประเทศในทวปี เอเชยี ............................ ๗ ๓ การควบคมุ พชื กระท่อมตามกฎหมายของประเทศในทวีปยโุ รป ๘ และทวีปออสเตรเลีย............................................................................................. ๙ ๔ หลักฐานงานวจิ ัยเพ่อื จดสิทธบิ ตั รกระท่อม............................................................ ๑๑ ๕ การจดสทิ ธิบัตรกระทอ่ มของประเทศญีป่ นุ่ ........................................................... ๖ ความสําคัญของพชื กระทอ่ มเปรียบเทียบกับอตุ สาหกรรมยาระงับปวด ..............
ช รายนามคณะอนุกรรมาธกิ าร นายเทพไท เสนพงศ์ ประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร นายชูศักด์ิ คีรมี าศทอง นายวชิ ยั ไชยมงคล นายโกเมท เกดิ สมบัติ รองประธานคณะอนุกรรมาธกิ าร อนุกรรมาธกิ าร อนกุ รรมาธิการ นายสกล กิตต์ินิธิ นายกิตติ สตั รัตน์ นายสนุ ทร รกั ษร์ งค์ อนุกรรมาธิการ อนกุ รรมาธิการ อนุกรรมาธกิ าร นายศลิ ปวชิ ญ์ นอ้ ยสมมติ ร นายสามารถ หวานหู นายชยั ชนะ เดชเดโช อนกุ รรมาธกิ าร อนกุ รรมาธิการ เลขานกุ ารคณะอนกุ รรมาธกิ าร
ฌ รายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการแกไ้ ขปญั หาเก่ยี วกับการใช้กระท่อมอย่างเปน็ ระบบ ในคณะกรรมาธิการวสิ ามญั พจิ ารณาศกึ ษาหาแนวทางการแกไ้ ขปญั หา เกย่ี วกับการใชก้ ัญชา กญั ชง และกระท่อมอย่างเปน็ ระบบ สภาผู้แทนราษฎร ตามท่ีท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ คร้ังที่ ๑๕ (สมัยสามัญประจาํ ปีคร้ังที่สอง) วันพุธท่ี ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ และคร้ังท่ี ๑๖ วันพฤหัสบดีท่ี ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ความเป็นไปได้และตรวจสอบผลกระทบของการใช้กัญชาในรูปแบบต่าง ๆ (นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ญัตติด่วน เร่ือง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรต้ังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและตรวจสอบ การนํากัญชา กัญชง ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย (นายสุรวิทย์ คนสมบรู ณ์ เป็นผู้เสนอ) ญัตติด่วน เรอ่ื ง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพจิ ารณา ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องใบกระท่อมอย่างเป็นระบบ (นายเทพไท เสนพงศ์ เป็นผู้เสนอ) ญัตติด่วน เร่ือง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ปัญหาการใช้ กัญชา กัญชง กระท่อม อย่างเป็นระบบครบวงจร (นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ญัตติด่วน เร่ือง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไข ปัญหาเร่ืองใบกระท่อมอย่างเป็นระบบ (นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ และนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ) และญัตติด่วน เร่ือง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรต้ังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาการปรุงตํารับยาโดยมีส่วนผสมของกัญชาในสถานพยาบาลและคลินิกกัญชาทางการแพทย์ แผนไทยในสถานบริการสุขภาพ (นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ เป็นผู้เสนอ) และลงมติต้ังกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระทอ่ มอยา่ งเป็นระบบ โดยไดก้ ําหนดระยะเวลาพจิ ารณาศกึ ษา ๖๐ วัน ตอ่ มาคณะกรรมาธิการ วิสามัญฯ ได้มีมติขยายระยะเวลาในการดําเนินงานออกไปอีก ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่หนึ่ง ๙๐ วัน โดยสิ้นสุดในวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓ คร้ังที่สอง ๖๐ วัน โดยสิ้นสุดวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และครงั้ ทส่ี าม ๓๐ วัน โดยส้ินสดุ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ นัน้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ กัญชา กญั ชง และกระท่อมอยา่ งเป็นระบบ สภาผแู้ ทนราษฎร ไดม้ มี ติตง้ั คณะอนกุ รรมาธิการพิจารณา ศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบ ซ่ึงอนุกรรมาธิการคณะน้ี ประกอบด้วย ๑. นายเทพไท เสนพงศ์ ประธานคณะอนกุ รรมาธิการ ๒. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๓. นายวชิ ยั ไชยมงคล ๔. นายสามารถ หวานหู
ญ ๕. นายกิตติ สตั รตั น์ ๖. นายสุนทร รกั ษ์รงค์ ๗. นายโกเมท เกดิ สมบัติ ๘. นายสกล กิตต์ินิธิ ๙. นายศิลปวิชญ์ น้อยสมมติ ร ๑๐. นายชยั ชนะ เดชเดโช ๑. ทป่ี ระชมุ คณะอนุกรรมาธกิ ารไดม้ มี ตเิ ลือกตั้งในตําแหน่งต่าง ๆ ดงั น้ี ๑.๑ นายเทพไท เสนพงศ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๒ นายชูศักดิ์ ครี มี าศทอง เป็นรองประธานคณะอนกุ รรมาธกิ าร ๑.๓ นายชยั ชนะ เดชเดโช เป็นเลขานกุ ารคณะอนุกรรมาธิการ ๑.๔ นายวิชยั ไชยมงคล เปน็ อนุกรรมาธิการ ๑.๕ นายสามารถ หวานหู เป็นอนกุ รรมาธิการ ๑.๖ นายกิตติ สตั รัตน์ เปน็ อนกุ รรมาธิการ ๑.๗ นายสุนทร รักษร์ งค์ เป็นอนุกรรมาธิการ ๑.๘ นายโกเมท เกดิ สมบตั ิ เปน็ อนกุ รรมาธกิ าร ๑.๙ นายสกล กิตติ์นิธิ เปน็ อนกุ รรมาธกิ าร ๑.๑๐ นายศิลปวชิ ญ์ นอ้ ยสมมติ ร เป็นอนุกรรมาธกิ าร ๒. กรอบแนวทางการพจิ ารณาของคณะอนกุ รรมาธิการ คณะกรรมาธิการวสิ ามญั ไดม้ มี ติมอบหมายให้คณะอนกุ รรมาธกิ ารดาํ เนนิ การ ดังน้ี ๒.๑ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับกระท่อมในทุกมิติ ท้ังในเชิงวิชาการและกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง เพื่อให้เกิดการนําไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม โดยคาํ นึงถงึ หลักเกณฑ์ภายในและระหวา่ งประเทศท่ีมผี ลผกู พนั กบั ประเทศไทย ๒.๒ กระทาํ การอ่ืนใดตามหน้าที่และอาํ นาจทีส่ ามารถกระทาํ ไดต้ ามทก่ี ฎหมายกาํ หนด ๒.๓ จัดทํารายงานการศึกษาการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบ รวมทง้ั ดาํ เนินการตามท่คี ณะกรรมาธกิ ารมอบหมาย ๓. ผ้ซู ่งึ คณะอนุกรรมาธิการได้เชญิ มาชี้แจงแสดงความคดิ เห็น คือ ๓.๑ สาํ นกั งานปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ (๑) นายวชิ ยั ไชยมงคล ที่ปรกึ ษาการปอ้ งกันและปราบปราม ยาเสพตดิ (๒) นางสาวพรรณพไิ ล ไอยวรรณ นติ กิ รชํานาญการ ๓.๒ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (๑) พนั ตาํ รวจเอกหญงิ มานี ขจรไชยกลู ผกู้ าํ กับฝา่ ยกฎหมายและวนิ ยั โรงพยาบาลตํารวจ
ฎ (๒) พันตํารวจโท ยงิ่ เทพ จนั ทรงั ษี รองผกู้ ํากบั ฝา่ ยกฎหมายและวินัย กองบญั ชาการตํารวจสันติบาล ๓.๓ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ (๑) รองศาสตราจารยเ์ อกสทิ ธ์ิ กมุ ารสทิ ธิ์ อาจารยป์ ระจําคณะวทิ ยาศาสตร์ (๒) นายดารเ์ นีย เจะ๊ หะ อาจารย์ประจําคณะวทิ ยาศาสตร์ ๓.๔ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั (๑) รองศาสตราจารยค์ ะนงึ นจิ ศรีบวั เอย่ี ม อาจารย์ประจําคณะนติ ศิ าสตร์ (๒) ผ้ชู ่วยศาสตราจารยน์ ิยดา เกียรติยิ่งอังศลุ ี อาจารยป์ ระจําคณะเภสชั ศาสตร์ (๓) ผชู้ ่วยศาสตราจารย์สนุ ทรี ชัยสมั ฤทธิ์โชค อาจารย์ประจาํ คณะเภสัชศาสตร์ ๓.๕ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - นายไพศาล ลม้ิ สถิตย์ กรรมการบรหิ ารศนู ย์กฎหมาย สุขภาพและจรยิ ศาสตร์ คณะนติ ศิ าสตร์ ๓.๖ สหพนั ธ์ผปู้ ฏิบัตงิ านด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ แหง่ ประเทศไทย - นางอรพรรณ เมธาดลิ กกุล รองประธานสหพนั ธ์ผู้ปฏิบัติงาน ดา้ นการแพทย์และสาธารณสขุ แห่งประเทศไทย ๓.๗ สมาคมเซลล์บาํ บดั ไทย - นายสมนกึ ศริ พิ านทอง กรรมการสมาคมเซลล์บาํ บดั ไทย ๓.๘ กลุม่ จติ อาสาเครอื ขา่ ยภาคประชาสังคม อําบางสะพาน จงั หวดั ประจวบคีรีขันธ์ - นายสนั ทัด เดชเกิด แกนนํากลมุ่ จติ อาสาเครอื ข่าย ภาคประชาสังคม อําเภอบางสะพานนอ้ ย จังหวดั ประจวบคีรขี ันธ์ ๔. การพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กระท่อม อย่างเป็นระบบ ได้มีการประชุมพิจารณาศึกษาเร่ืองน้ี โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น ๒ ส่วน สรุป สาระสาํ คญั ได้ ดงั น้ี ๔.๑ คณะอนุกรรมาธิการได้ประชุมพิจารณาโดยเชิญหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องมาร่วมประชุม เพ่ือให้ข้อมูล ขอ้ เท็จจริง ตลอดจนชแ้ี จงแสดงความคิดเหน็ จํานวน ๖ คร้ัง ดงั นี้ คร้งั ที่ ๑ วันองั คารที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๓ ครัง้ ที่ ๒ วันองั คารที่ ๔ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓ คร้งั ที่ ๓ วันองั คารท่ี ๑๑ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓ ครัง้ ที่ ๔ วันอังคารที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ครง้ั ที่ ๕ วนั อังคารท่ี ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๓ ครง้ั ท่ี ๖ วนั องั คารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓
ฏ ๔.๒ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและรายละเอียดข้อมูลเรื่องนี้ จากเอกสาร ข้อมูล คําชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยนาํ มาประกอบการพิจารณาศึกษาขอ้ เท็จจริงของคณะอนุกรรมาธิการ ๕. ผลการพิจารณาศกึ ษาของคณะอนุกรรมาธกิ าร คณะอนุกรรมาธิการได้จัดทาํ รายงานศึกษา เรื่อง การแก้ไขปัญหาเก่ียวกบั การใช้กระทอ่ ม อย่างเป็นระบบ โดยนําข้อมูลที่ได้มาสรุปและรวบรวมเอกสารเป็นรูปเล่ม พร้อมด้วยบทสรุป ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการ ปรากฏผลการดําเนินการตามท่ีแนบมาพร้อมนี้ โดยแบง่ เนื้อหา รายงานออกเปน็ ๕ บท ประกอบดว้ ย บทที่ ๑ บทนาํ บทที่ ๒ การรวบรวมและการทบทวนข้อมูลพืน้ ฐานที่เกี่ยวข้อง บทท่ี ๓ สภาพปัญหาและอุปสรรค บทท่ี ๔ ผลการพจิ ารณา บทที่ ๕ บทสรปุ ขอ้ เสนอแนะและขอ้ สังเกตของคณะอนุกรรมาธิการ (นายเทพไท เสนพงศ)์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา หาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกบั การใช้กระทอ่ มอยา่ งเปน็ ระบบ
บทที่ ๑ บทนํา ๑.๑ ความเปน็ มาและความสาํ คญั ของปญั หา กระท่อม เป็นไม้ยืนต้นประเภทหน่ึงมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa Korth จัดอยู่ในสายพันธ์ุ Rubiaceae พบได้ท่ัวไปในเขตร้อนแถบประเทศมาเลเซียและประเทศไทย เป็นพืช ที่มีความผูกพันอยู่ในวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะประชาชน ในภาคใต้ท่ีนิยมบริโภคใบกระท่อมสด ๆ หรือบริโภคคู่กับน้ําชาร้อน มีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึก สดช่ืน ตื่นตัว สามารถทํางานกลางแจ้งได้นานข้ึน และนํามาใช้เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรแพทย์ แผนไทยหลายขนาน เช่น ยาแก้โรคบิดท้องเสีย ยาประสระใบกระท่อม ยาหนุมานจองถนน ปิดมหาสมุทร ยาแก้บิดลงเป็นเลือด รักษาเบาหวาน แก้โรคผิวหนัง เริม งูสวัด ปวดเมื่อย เป็นต้น นอกจากนี้ จากการทดลองทางวิทยาศาสตรย์ ังพบว่า พืชกระท่อมมีฤทธิร์ ะงับอาการปวดดกี ว่ามอร์ฟีน ถึง ๑๗ เทา่ ชว่ ยลดนา้ํ หนกั แก้อาการซึมเศรา้ บรรเทาอาการลงแดงจากการถอนเหลา้ ในประเทศไทยกระท่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ (๕) ซ่ึงการที่พระราชบัญญัติฉบับ ดังกล่าวบัญญัติให้กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ส่งผลให้เกิดข้อจํากัดในการศึกษา วิจัย และพัฒนาพืชกระท่อม เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการสาธารณสุขและส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจ ของประเทศเนื่องจากการครอบครองกระท่อมเป็นความผิดตามกฎหมายและมีการกําหนด บทลงโทษทางอาญา ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์และบริบทซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า พืชกระท่อมมีสรรพคุณทางการแพทย์ สามารถนํามาใช้เป็นส่วนประกอบปรุงยาทั้งยาแพทย์แผนไทย และยาแผนปัจจุบัน รวมท้ังสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่ซึ่งไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็น ยาเสพติด กระทรวงยุติธรรมโดยสาํ นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีเจตนารมณ์เพื่อยกเลิก พืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดประเภท ๕ รวมทั้งยกเลิกบทกําหนดโทษทางอาญา เพื่อให้ สามารถศึกษา วิจัยและพัฒนาพืชกระท่อมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถ พัฒนาและนําพืชกระท่อมไปใช้ประโยชน์ทางด้านสาธารณสุขและส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติตอ่ ไป ๑.๒ วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา (๑) เพ่อื รวบรวมและศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศท่ีเก่ียวข้อง กับพืชกระท่อม (๒) เพื่อรวบรวมและศึกษาข้อมูลวิชาการอื่นท่ีเกี่ยวข้องกับพืชกระท่อม เช่น เอกสารวิชาการ บทความ และงานวิจัยของนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและนกั วชิ าการอิสระ เปน็ ตน้ (๓) เพ่ือศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการดําเนินงานตามกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐ ที่มสี ่วนเกีย่ วข้อง
-๒- (๔) เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนและประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กัญชา กัญชงและกระท่อมอย่างเป็นระบบ และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็น ระบบ ๑.๓ ขอบเขตการศึกษา ศึกษาจากกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศและเอกสารวิชาการ บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกระท่อม คําชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าท่ี และอํานาจตามกฎหมาย รวมท้ังนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระซึ่งมี ผลงานวิจัยเกี่ยวกบั พชื กระท่อม ๑.๔ วิธกี ารศึกษา (๑) ศึกษาจากกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศที่เก่ียวข้องกับ พชื กระทอ่ ม (๒) ศกึ ษาจากเอกสารวชิ าการ บทความและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้องกับพชื กระท่อม (๓) การประชุมของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับ การใช้พืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่และอํานาจ ตามกฎหมาย รวมทั้งนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระ ซึ่งมีผลงานวิชาการ เกีย่ วกับกระท่อม มาใหข้ ้อมลู ต่อคณะอนกุ รรมาธิการ ๑.๕ ระยะเวลาในการศึกษา ในระหวา่ งวันท่ี ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๖๒ ถงึ วนั ท่ี ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ ๑.๖ ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั (๑) ได้ทราบข้อมูลด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศที่เก่ียวข้องกับ พืชกระทอ่ ม (๒) ได้ทราบข้อมูลวิชาการอ่ืนที่เกี่ยวข้องกับพืชกระท่อม เช่น เอกสารวิชาการ บทความ ทางวิชาการ และงานวิจัยของนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระที่เกี่ยวข้องกับ พชื กระทอ่ ม เปน็ ตน้ (๓) ไดท้ ราบสภาพปญั หาและแนวทางการดาํ เนนิ งานของหนว่ ยงานภาครัฐที่มีส่วนเกีย่ วข้อง (๔) ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนและประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็น ระบบ
บทที่ ๒ การรวบรวมและการทบทวนข้อมูลพนื้ ฐานท่ีเก่ียวข้อง ข้อมลู จากหนว่ ยงานหรือบุคคลตา่ ง ๆ นําเสนอตอ่ คณะอนกุ รรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กระท่อมอย่าง เป็นระบบ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้ กัญชา กัญชงและกระท่อมอย่างเป็นระบบได้มีการประชุมทั้งสิ้นจํานวน ๖ ครั้ง โดยได้เชิญหน่วยงาน ภาครัฐท่ีมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระ ซึ่งมีผลงาน วิชาการเกี่ยวกับพืชกระทอ่ มมาใหข้ ้อมูลต่อท่ีประชุม ดังน้ี ๑. สํานักงานตาํ รวจแห่งชาติ ๒. สํานักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามยาเสพติด ๓. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย ๔. มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ ๕. มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ๖. สหพนั ธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ แห่งประเทศไทย ๗. สมาคมเซลลบ์ ําบดั ไทย ๘. กลมุ่ จิตอาสาเครือขา่ ยภาคประชาสงั คม อาํ เภอบางสะพานนอ้ ย จงั หวัดประจวบครี ีขันธ์ จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบได้รับทราบข้อมูล ๓ ส่วน คือ ข้อมูลด้านกฎหมาย ข้อมูลด้านวิชาการ และผลกระทบจากการใช้พืชกระท่อม สรุปสาระสาํ คัญไดด้ งั นี้ ๒.๑ ขอ้ มลู ดา้ นกฎหมาย (๑) พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ “มาตรา ๗ ยาเสพตดิ ให้โทษแบง่ ออกเปน็ ๕ ประเภท คือ ประเภท ๑ ยาเสพตดิ ให้โทษชนดิ รา้ ยแรง เชน่ เฮโรอนี (Heroin) ประเภท ๒ ยาเสพติดให้โทษท่วั ไป เช่น มอร์ฟีน (Morphine) โคคาอีน (Cocaine) โคเดอนี (Codeine) ฝนิ่ ยา (Medicinal Opium) ประเภท ๓ ยาเสพติดให้โทษท่ีมีลักษณะเป็นต้นตํารับยาและมียาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๒ ผสมอย่ดู ว้ ย ตามหลกั เกณฑ์ท่ีรฐั มนตรีประกาศกําหนดในราชกจิ จานุเบกษา ประเภท ๔ สารเคมีท่ีใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เช่น อาเซติค แอนไฮไดรด์ (Acetic Anhydride) อาเซติลคลอไรด์ (Acetyl Chloride) ประเภท ๕ ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท ๑ ถึงประเภท ๔ เช่น กัญชา พชื กระทอ่ ม ท้งั นี้ ตามท่ีรฐั มนตรีประกาศระบุช่อื ยาเสพติดให้โทษตามมาตรา ๘ (๑) เพ่ือประโยชน์แห่งมาตรานี้ คําว่า ฝิ่นยา (Medicinal Opium) หมายถึง ฝิ่นที่ได้ผ่าน กรรมวธิ ีปรงุ แต่งโดยมีความมงุ่ หมายเพ่ือใชใ้ นทางยา” (ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ๙๖ ตอนท่ี ๖๓)
-๔- สรปุ สาระสาํ คัญ บทบัญญัติมาตรา ๗ (๕) ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ซ่ึงการครอบครองและการบริโภคเป็นความผิดตามกฎหมาย เจ้าพนักงานซ่ึงมีหน้าท่ีและอํานาจตาม กฎหมายต้องดําเนินการจับกุมผู้ครอบครองและบริโภคพืชกระท่อม หากเจ้าพนักงานไม่ดําเนินการ จับกุมจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติ หน้าท่โี ดยมชิ อบ “มาตรา ๗๕ ผู้ใดผลิต นําเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ อันเป็นการ ฝ่าฝืน มาตรา ๒๖/๒ ตอ้ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ่ กินห้าปี และปรับไมเ่ กนิ หา้ แสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงเป็นการกระทําเพ่ือจําหน่ายต้องระวางโทษจําคุก ตัง้ แต่หน่งึ ปีถงึ สบิ หา้ ปี และปรับตั้งแตห่ น่ึงแสนบาทถึงหนง่ึ ล้านหา้ แสนบาท ถ้ายาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นวัตถุแห่งการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสองน้ัน เปน็ พืชกระทอ่ ม ผนู้ ัน้ ตอ้ งระวางโทษจําคกุ ไม่เกนิ สองปี และปรับไมเ่ กินสองแสนบาท” (ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๙๖ ตอนที่ ๖๓) สรปุ สาระสาํ คัญ บทบัญญัติมาตรา ๗๕ ได้กําหนดบทลงโทษทางอาญาไว้อย่างชัดเจนสําหรับผู้ท่ีผลิต นําเข้า ส่งออกพืชกระท่อม ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๕ ปี และปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจําหน่ายพืชกระท่อมต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๑๕ ปี และปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถงึ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท (๒) พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ (ฉบับท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ “มาตรา ๒๖/๓ ห้ามมิให้ผู้ใดจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๕ เวน้ แตไ่ ดร้ บั ใบอนุญาตจากผอู้ นญุ าต การมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองมีปริมาณต้ังแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่าย การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงือ่ นไขท่ี กําหนดในกฎกระทรวง” (ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๙ ก) สรปุ สาระสําคญั บทบัญญัติมาตรา ๒๖/๓ กําหนดห้ามมิให้ผู้ใดจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เช่น กัญชา พืชกระท่อม เป็นต้น เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจาก เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย ซึ่งหากผู้ใดมียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ปริมาณตั้งแต่ ๑๐ กิโลกรัมขึ้นไป กฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ทั้งนี้ การขอรับใบอนุญาตและการออก ใบอนญุ าต ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเงื่อนไขท่ี กาํ หนดในกฎกระทรวง “มาตรา ๕๘/๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาจมีมติให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ประกาศให้ท้องที่ใดเป็นท้องท่ีท่ีทําการเสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
-๕- การเสพและการครอบครองพืชกระท่อมที่กระทําตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่อื นไขทกี่ ําหนดในกฎกระทรวง” (ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๖ ตอนท่ี ๑๙ ก) สรปุ สาระสาํ คัญ บทบัญญัติมาตรา ๕๘/๒ กําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีอํานาจออกประกาศกําหนดท้องที่ท่ีสามารถ ครอบครองและบริโภคพืชกระท่อมได้ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ปัจจุบันมีการประกาศให้พื้นท่ีใน เขตตําบลนํ้าพุ อําเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎรธานี เป็นพื้นที่ที่สามารถครอบครองและบริโภค พืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายซ่ึงการควบคุมพืชกระท่อมเป็นไปตามธรรมนูญชุมชน ที่ได้กําหนดให้แต่ละครัวเรือนสามารถครอบครองพืชกระท่อมได้ไม่เกิน ๓ ต้น นอกจากนี้ ยังมีการ กําหนดแผนเฝ้าระวังด้านสุขภาพโดยให้ผู้ใช้พืชกระท่อมเข้ารับการตรวจสุขภาพเพ่ือเก็บข้อมูลด้านสุข ภาวะตามระยะเวลาที่กําหนด ทั้งนี้ การอนุญาตให้เสพและครอบครองพืชกระท่อมในบางท้องที่ตาม มาตรา ๕๘/๒ มขี ้อดแี ละขอ้ พงึ ระวงั ตามรูปภาพที่ ๑ ข้อดี ขอ้ พึงระวัง 1. ไมเ่ ปน็ ยาเสพติดให้โทษ สามารถสง่ เสรมิ การ 1. กระท่อมมีฤทธต์ิ ่อจิตและ ศกึ ษาวิจัยและใช้ประโยชน์ได้สะดวกขึน้ ประสาท ส่งผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ หากใชใ้ นปริมาณมาก 2. พัฒนาเปน็ พืชเศรษฐกจิ หรือใชใ้ นทางทีผ่ ิด - ใช้ทํายาแผนปจั จุบัน/แผนไทย/ - เนือ้ ไมใ้ ช้ทาํ ส่ิงปลกู สรา้ งหรอื เฟอรน์ ิเจอร์ 2. มีความเป็นห่วงและวิตกกังวลต่อ การใช้พชื กระท่อมในกลมุ่ เด็ก 3. ลดการนําเขา้ ยามอรฟ์ นี ของประเทศ และเยาวชน 4. ใช้ใบกระทอ่ มทดแทนการตดิ ฝน่ิ หรอื มอรฟ์ นี 3. การใชพ้ ืชกระท่อมในลกั ษณะ และอาจรวมถงึ เมทแอมเฟตามนี (ยาบา้ ) (4 x 100) ท่ีอาจนําไปส่กู าร 5. ลดทอนความเปน็ อาญาของสง่ิ ทไี่ มเ่ ป็น ประกอบอาชญากรรมอืน่ อาชญากรรมร้ายแรง และลดภาระหรอื 4. ควรกําหนดมาตรการควบคุมอน่ื ค่าใชจ้ า่ ยในการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย ทดแทน 6. ทําลายการลักลอบค้ายาเสพตดิ (กระท่อม) โดยอาศัยกลไกดา้ นเศรษฐศาสตร์ ภาพท่ี ๑ ข้อดีและขอ้ พงึ ระวังของการอนญุ าตให้เสพและครอบครองพืชกระทอ่ มตามมาตรา ๕๘/๒ ท่ีมา :“ผลการดาํ เนินการยกเลิกพชื กระท่อมจากยาเสพติดใหโ้ ทษ,” โดยสํานกั งานคณะกรรมการ ปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพติด, ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชมุ คณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งท่ี ๓.
-๖- (๓) กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้ โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ “ข้อ ๑ ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตผลิต จําหน่าย นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ใน ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ ให้ยื่นคําขอตามแบบ ย.ส. ๒๑ ท้าย กฎกระทรวงน้ี พร้อมดว้ ยหลักฐานตามท่ีระบุไว้ในแบบ ย.ส. ๒๑ ข้อ ๒ ใบอนุญาตผลิต จําหน่าย นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซ่ึงยาเสพติดให้โทษ ในประเภท ๔ หรอื ในประเภท ๕ ใหเ้ ป็นไปตามแบบ ย.ส. ๒๒ ท้ายกฎกระทรวงน้ี การอนุญาตตามวรรคหน่ึง ให้เป็นอํานาจของรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการเป็นราย ๆ ไป” (ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๙๖ ตอนท่ี ๒๐๖) สรปุ สาระสําคัญ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กําหนดเกี่ยวกับเร่ืองใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือ ครอบครองพืชกระท่อมซ่ึงในทางปฏิบัติจะอนุญาตเพียงคร้ังละ ๑ ปีและเม่ือใบอนุญาตสิ้นสุดลง จะต้องย่ืนขอต่อใบอนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณาทุกกรณีแม้ว่าจะเคยได้รับอนุญาตมาแล้ว ซ่ึงการขอ ต่อใบอนญุ าตดังกลา่ วข้ึนอยกู่ ับดลุ พินิจของคณะกรรมการฯ ทาํ ใหก้ ารขอตอ่ ใบอนญุ าตขาดหลักเกณฑ์ ท่มี ีความแนน่ อนและชดั เจน สง่ ผลให้การศกึ ษาวจิ ยั พชื กระท่อมขาดความตอ่ เนอื่ งเปน็ อปุ สรรคต่อการ พัฒนาพืชกระทอ่ มเพอ่ื นาํ ไปใชป้ ระโยชนด์ ้านการแพทย์และดา้ นอน่ื ๆ (๔) กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศทีเ่ กย่ี วข้องกับยาเสพติด ไดแ้ ก่ อนุสัญญาเดี่ยววา่ ด้วยยาเสพติด ให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ อนุสัญญาว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1971 และอนุสัญญา ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988 ไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท นอกจากน้ี ในหลาย ประเทศไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติด มีเพียงบางประเทศท่ีมีกฎหมายควบคุมกระท่อม เช่น ประเทศสหรัฐอเมรกิ า รัฐบาลกลางมิได้กําหนดให้กระท่อมเป็นยาเสพติด แต่มีเพียง ๖ มลรัฐ คือ มลรัฐอินดิอานา มลรัฐแทนแนสซี มลรัฐวิสคอนซิน มลรัฐเวอร์มอนต์ มลรัฐอาร์คันซอส์ และมลรัฐแอละบามา ที่กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดร้ายแรง ห้ามผลิต จําหน่าย ให้เงินทุน สนับสนุน ส่งเสริม หรือครอบครอง และประเทศออสเตรเลีย มีกฎหมายกําหนดให้พืชกระท่อม ห้ามปลูก นําเข้า จําหน่ายหรือครอบครองพืชกระท่อมและสาร Mitragynine ยกเว้นกรณีศึกษาวิจัย ด้านการแพทย์ ดา้ นวทิ ยาศาสตร์และด้านการศึกษา เปน็ ตน้ ทง้ั น้ี กฎหมายในตา่ งประเทศซึ่งเก่ียวขอ้ ง กบั พืชกระทอ่ มปรากฏตามรูปภาพที่ ๒ และรปู ภาพที่ ๓ (คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ ครงั้ ท่ี ๔, ๒๕๖๓, น. ๕)
-๗- ภาพที่ ๒ การควบคมุ พชื กระท่อมตามกฎหมายของประเทศในทวีปเอเชยี ท่มี า :“ผลการดาํ เนินการยกเลิกพชื กระทอ่ มจากยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ,” โดยสํานกั งานคณะกรรมการ ปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ , ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชุม คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ ครงั้ ที่ ๓. ภาพท่ี ๓ การควบคมุ พืชกระท่อมตามกฎหมายของประเทศในทวปี ยโุ รปและทวปี ออสเตรเลยี ที่มา :“ผลการดําเนนิ การยกเลิกพชื กระทอ่ มจากยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ,” โดยสาํ นกั งานคณะกรรมการ ป้องกนั และปราบปรามยาเสพติด, ๑๑ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชมุ คณะอนุกรรมาธิการฯ ครงั้ ที่ ๓.
-๘- (๕) กฎหมายสทิ ธิบตั ร ปัจจบุ นั มีการจดสิทธิบตั รพืชกระท่อมโดยกลุ่มนกั วจิ ยั จากประเทศญ่ปี ่นุ ซึง่ ได้ทาํ การศึกษา วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย คือ สิทธิบัตรอนุพันธ์ของสารสกัด Mitragynine จากใบกระท่อม กระบวนการผลิตยาและการนําไปใช้รักษาโรคในคนและสัตว์ ซ่ึงการจดสิทธิบัตรดังกล่าว จะไม่กระทบกับการปลูก การนําใบกระท่อมมาใช้ในรูปแบบใบสดหรอื การแปรรูปเบื้องต้น เช่น ตากแหง้ บด ปน่ ตม้ เป็นตน้ แตม่ ผี ลกระทบดงั น้ี ๑) การวิจัยเพื่อต่อยอดการใช้สาร Mitragynine มาใช้ประโยชน์ทางยาในรูปแบบต่าง ๆ ทีก่ ลมุ่ นกั วจิ ยั จากประเทศญี่ปนุ่ ได้จดสทิ ธิบัตรไว้ ทงั้ ตวั สารและกระบวนการผลิตสารกลมุ่ ดังกลา่ ว ๒) การแปรสภาพใบกระท่อมไปใช้ประโยชน์ซึ่งอาจมีกลุ่มอนุพันธ์ของ Mitragynine ทนี่ กั วจิ ยั จากประเทศญปี่ ุ่นได้จดสทิ ธิบัตรไว้ ก ร ณี ดั ง ก ล่ า ว แ ม้ จ ะ ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น ก า ร จ ด สิ ท ธิ บั ต ร ส า ร Mitragynine ห รื อ ส า ร 7-hydroxymitragynine โดยตรง แต่เป็นการใช้ประโยชน์ที่เกิดข้ึนเน่ืองจากการเข้าถึงและการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถ่ินของประเทศไทยแล้วนําไปต่อยอด ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดําเนินการให้เป็นไปตามหลักการและแนวทางที่กฎหมายระหว่างประเทศตาม อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพได้กําหนดไว้โดยคํานึงถึงหลักการต่าง ๆ ได้แก่ การขออนุญาตเข้าถึง (Prior Informed Consent) ความตกลงร่วมกัน (Mutually Agreed Terms) และการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม (Access and Benefit Sharing เป็นต้น (คณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งท่ี ๔, ๒๕๖๓, น. ๕) ทั้งน้ี การจดสิทธิบัตรดังกล่าวมีรายละเอียดปรากฏ ตามรูปภาพท่ี ๔ และรปู ภาพที่ ๕
-๙- ภาพท่ี ๔ หลกั ฐานงานวิจัยเพอ่ื จดสทิ ธิบตั รกระทอ่ ม ทม่ี า : “กระทอ่ ม,” โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๓ มีนาคม ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครง้ั ที่ ๔. ภาพท่ี ๕ การจดสทิ ธบิ ตั รกระทอ่ มของประเทศญีป่ นุ่ ท่มี า : “กระทอ่ ม,” โดยคณะเภสชั ศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๓ มนี าคม ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชมุ คณะอนกุ รรมาธกิ ารฯ คร้ังที่ ๔. ๒.๒ ขอ้ มูลด้านวิชาการ กระท่อมเป็นพืชซึ่งพบมากในเขตภาคใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีสาร Mitragynine และสาร 7-hydroxymitragynine มีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาได้หลายโรค เช่น โรคบิดท้องเสีย โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากน้ียังช่วยให้เกิดความสดชื่น ในการทํางานสามารถทํางานกลางแดดได้นานข้ึน จึงเป็นที่นิยมของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร และผูใ้ ช้แรงงาน ซงึ่ จากการทดลองและวจิ ยั ในหนูทดลองพบวา่ พชื กระทอ่ มมีสรรพคุณ ดังน้ี (๑) สรรพคุณระงับความเจ็บปวด จากการทดลองโดยการฉีดสารสกัดจากพืชกระท่อมคือ สาร Mitragynine และสาร 7-hydroxymitragynine เข้าในตัวหนูพบว่า สาร Mitragynine ออกฤทธ์ิ ต่อระบบประสาทส่วนกลางคล้ายกับฝ่ินและมอร์ฟีน ส่วนสาร 7- hydroxymitragynine มีฤทธ์ิช่วย ลดอาการปวดได้ดีกว่ามอร์ฟีน ช่วยกระตุ้นประสาทคล้ายกับโคคา (coca-like) ทําให้ผู้บริโภครู้สึก กระปร้ีกระเปร่าและสามารถทํางานหนักได้นานข้ึน มีฤทธ์ิกดประสาทคล้ายฝิ่นจึงนํามาใช้เพ่ือลดปวด
- ๑๐ - และบรรเทาอาการถอนฝิ่น แต่มีข้อดีกว่ามอร์ฟินหลายประการ เช่น ไม่กดระบบทางเดินหายใจ ไมท่ าํ ใหเ้ กดิ อาการคลน่ื ไส้ อาเจียน การติดยาเกดิ ช้ากวา่ และอาการขาดยาไมท่ รมานเท่ามอร์ฟนี เปน็ ต้น (๒) สรรพคุณต้านอาการซึมเศร้า จากการศึกษารูปแบบสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยการ เปรียบเทียบรูปแบบสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองในหนูทดลองที่ได้รับยาต่าง ๆ ได้แก่ มอร์ฟีน อีฟีดรีน ไดอะซีแพม ฟลูอ็อกซีทีน เปรียบเทียบกับสารสกัดจากพืชกระท่อม พบว่ายาแต่ละชนิดแสดงผล รูปแบบสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองที่แตกต่างกัน ซ่ึงผลของสารสกัดจากพืชกระท่อมมีเอกลักษณ์ คล่ืนไฟฟ้าสมองคล้ายคลึงยาในกลุ่มต้านอาการซึมเศร้า (ฟลูออกซีทีน) และมีฤทธ์ิกระตุ้นสมอง มากกวา่ ยากลุ่มอืน่ (๓) สรรพคุณลดน้ําหนัก จากการทดลองกับหนูโดยฉีดสารสกัดจากพืชกระท่อมขนาด ๔๐ มิลลิกรัมต่อนํ้าหนักตัว ๑ กิโลกรัม เป็นเวลา ๖๐ วันต่อเนื่อง มีผลช่วยให้นํ้าหนักไม่เพิ่มขึ้น และเม่ือหยุดกินสารสกัดไม่ส่งผลให้เกิดการเหว่ียงขึ้นของน้ําหนัก (Yoyo effect) นอกจากนี้ จากผล การตรวจทางเคมีในเลือด (Blood Chemistry) พบว่าการได้รับสารสกัดจากพืชกระท่อม เปน็ ระยะเวลายาวนานยังไมส่ ง่ ผลเสยี ตอ่ รา่ งกาย (๔) สรรพคุณบรรเทาอาการลงแดงจากการถอนเหลา้ จากการทดลองในหนูซ่งึ ได้รบั สารสกดั จากพืชกระท่อมเปรียบเทียบกับยาฟลูออกซีทีนซ่ึงมีสรรพคุณบรรเทาอาการลงแดงจากการถอนเหล้า โดยหนูที่ได้รับแอลกอฮอล์เป็นระยะเวลาประมาณ ๓๕ วัน หลังจากนั้นให้งดแอลกอฮอล์เพื่อให้หนู มีอาการลงแดงแล้วศึกษาสัญญาณคล่ืนไฟฟ้าสมอง พบว่าหนูซ่ึงได้รับยาฟลูออกซีทีนมีภาวะท่ีสมอง ถูกกระตุ้นมากในช่วงลงแดง มีอาการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนูท่ีได้รับสารสกัดจากใบกระท่อม ไม่แสดงอาการลงแดง ระดับการเคลื่อนไหว และสัญญาณคล่ืนไฟฟ้าสมอง ไม่แตกต่างจากหนูปกติ ที่ไม่มีอาการลงแดง การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าใบกระท่อมสามารถลดอาการลงแดงจากการถอนเหล้า ไดด้ ีกว่ายาฟลูออกซีทนี (๕) พืชกระท่อมไม่มีผลกระตุ้นระบบประสาทของผู้บริโภค ซ่ึงจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารสกัดจากกระท่อมท้ังน้ําต้มใบกระท่อมหรือน้ําส่ีคูณร้อยไม่มีผลกระตุ้นสมองบริเวณที่เป็น ศูนย์ออกฤทธ์ิของสารเสพติดแต่อย่างใด การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าพืชกระท่อมไม่มีฤทธ์ิเสพติด ที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่ประชากรบางกลุ่มยังมีการพยายามใช้พืชกระท่อมเพ่ือการสังสรรค์น้ัน เน่ืองจากพืชกระท่อมน้ันออกฤทธิ์ในสมองมีผลต่อการเปล่ียนแปลงด้านความรู้สึกและอารมณ์ ท่ีมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น เกิดความมึน ชา เบลอ เป็นต้น จึงอาจทําให้เกิดการใช้เพราะความเข้าใจ ผิดว่ามีฤทธ์ิแบบสารเสพติดทั่วไป นอกจากนี้สารสกัดจากพืชกระท่อมสามารถลดอาการพาร์กินสัน ซึ่งมีคุณภาพมากกว่ายารักษาโรคซ่ึงนําเข้าจากต่างประเทศ (คณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งที่ ๔, ๒๕๖๓, น. ๓) ท้ังน้ี ความสําคัญของพืชกระท่อมเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมยาระงับปวด รายละเอียด ปรากฏตามรปู ภาพที่ ๖
- ๑๑ - ภาพที่ ๖ ความสาํ คญั ของพืชกระทอ่ มเปรียบเทยี บกับอุตสาหกรรมยาระงบั ปวด ทม่ี า : “กระทอ่ ม,” โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๓ มีนาคม ๒๕๖๓, เอกสารประกอบการประชมุ คณะอนกุ รรมาธิการฯ คร้ังที่ ๔. ๒.๓ ผลกระทบจากการใชพ้ ืชกระท่อม สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประเด็นการยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เม่ือวันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓ ตามท่ีกระทรวงยุติธรรมเสนอและให้กระทรวงยุติธรรมโดยสํานักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนําความเหน็ ของหน่วยงานต่าง ๆ เก่ียวกับผลกระทบ จากการใชพ้ ืชกระท่อมไปพิจารณาศึกษาซึ่งจากการศกึ ษามรี ายละเอียดดังน้ี (๑) ผ้ใู ช้พืชกระท่อมจะมผี ลกระทบขณะขับข่ียานพาหนะหรอื ควบคมุ เครอื่ งจักรหรอื ไม่ จากข้อมูลสถิติและผลการศึกษาวิจัยพบว่ายังไม่มีการเก็บข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจากการขับขี่ ยานพาหนะอันเกิดจากการเสพพืชกระท่อม อาจเน่ืองมาจากประกาศกรมการขนส่งทางบกที่กําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจหรือทดสอบสารอันเกิดจากการเสพยาเสพติดให้โทษ เฉพาะแอมเฟตามีน หรือเมทแอมเฟตามีนเท่านั้นและยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพิษวิทยาของผู้เสพพืชกระท่อมแล้ว ขับข่ียานพาหนะหรือควบคุมเครื่องจักร มีเพียงผลการศึกษาวิจัยว่าสารสกัดเมทานอลจากใบกระทอ่ ม หรือสารสกัดน้ําจากใบกระท่อมอาจเป็นพิษต่อตับและไตแต่ไม่พบอาการสั่น ชัก และการใช้ พืชกระท่อมร่วมกับยาอื่น ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงและส่งผลให้เสียชีวิต
- ๑๒ - แต่ไม่มีรายงานการเสียชีวิตอันเกิดจากการเสพพืชกระท่อมอย่างเดียว ดังนั้น จึงยังไม่มีข้อมูลสถิติหรือ งานวิจัยท่ียืนยันว่าการเสพพืชกระท่อมในปริมาณเท่าใดที่จะมีผลกระทบต่อการขับข่ียานพาหนะหรือ ควบคมุ เครือ่ งจักร (๒) แนวทางการใช้ประโยชน์และการควบคุมพชื กระทอ่ มภายหลังถอดจากยาเสพติดใหโ้ ทษ จากการศึกษาพบว่าพืชกระท่อมสามารถนํามาผลิตเป็นเครื่องสาํ อางได้โดยประเทศ ในยุโรปมีการใช้พืชกระท่อมในลักษณะของเครื่องสําอางในรูปแบบครีมต้านการอักเสบและเครื่อง ประทินผิว แต่ในประเทศไทยยังไมพ่ บว่ามีการศึกษาหรือนําพืชกระทอ่ มไปใช้ในรปู แบบของผลติ ภัณฑ์ เครือ่ งสําอาง นอกจากนี้ไม่พบว่ามกี ารนําพืชกระท่อมไปใช้ในรูปแบบผลิตภณั ฑ์อาหารหรืออาหารเสริม ท้ังในประเทศและตา่ งประเทศ การนาํ พืชกระท่อมมาใช้ประโยชน์ในการผลิตยาและเครื่องสําอางสามารถนํากฎหมาย ที่บังคับใช้ในปัจจุบันมาปรับใช้ควบคุมพืชกระท่อมได้ โดยการจะควบคุมพืชกระท่อมน้ันจะขึ้นอยู่ กับวตั ถุประสงค์ของการนํามาใชป้ ระโยชน์ ดงั นี้ ๑) การนําสารจากพืชกระท่อมไปพัฒนาเป็นตํารับยาแผนปัจจุบัน มีพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ รองรบั ในการควบคมุ ๒) การนําพืชกระท่อมไปใช้ในรูปแบบของสมุนไพรหรือยาแผนไทย มีพระราชบัญญัติ ผลิตภณั ฑส์ มนุ ไพร พ.ศ. ๒๕๖๒ รองรับในการควบคุม ๓) การนําพืชกระท่อมไปใช้ในรูปแบบของเครื่องสําอาง มีพระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๕๘ รองรับในการควบคุม ๔) การนําพืชกระท่อมมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ มีพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ รองรบั ในการควบคุม (๓) แนวทางการดําเนนิ การป้องกันเด็กหรือเยาวชนไม่ให้ไปเกยี่ วขอ้ งกบั พชื กระทอ่ ม การยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษส่งผลให้เด็กหรือเยาวชนสามารถ เข้าถึงพืชกระท่อมได้ง่ายขึ้นและอาจถูกชักจูงให้นําพืชกระท่อมไปใช้ในทางที่ไม่สมควร ดังนั้น จึงต้องกําหนดมาตรการเพื่อการป้องกันมิให้เด็กที่มีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี นําพืชกระท่อมไปใช้ในทาง ที่ไม่เหมาะสมโดยการนําพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาใช้บังคับเพ่ือเป็นการคุ้มครอง สวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติของเด็กในเร่ืองดังกล่าวอย่างเหมาะสมตามวัยของเด็กหรือ เยาวชน พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มีหลักการสําคัญ คือ การคุ้มครองสวัสดิภาพและ ส่งเสริมความประพฤติของเด็กให้มีความเหมาะสม ไม่ได้มีการกําหนดโทษในทางอาญาแก่เด็กหรือ เยาวชน แต่มุ่งเน้นให้พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองของเด็กหรือเยาวชนมีส่วนรับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดู และสง่ เสรมิ ความประพฤตขิ องเด็กหรือเยาวชนอย่างเหมาะสม จึงสามารถนาํ กฎหมายฉบบั นี้มาบังคับ ใช้เพ่ือการป้องกันเด็กหรือเยาวชนไม่ให้ไปเก่ียวข้องกับพืชกระท่อมได้ โดยจะต้องปรับปรุง แก้ไข กฎกระทรวง กําหนดเด็กที่เส่ยี งต่อการกระทําผิด พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อให้ครอบคลุมถึงพฤตกิ รรมที่เข้าไป เก่ียวข้องกับพืชกระท่อมของเด็กหรือเยาวชนที่เป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสม และเส่ียงต่อการ กระทาํ ผิดตามพระราชบัญญตั ิดงั กลา่ ว (คณะอนุกรรมาธกิ ารฯ คร้ังท่ี ๖, ๒๕๖๓, น. ๕)
บทท่ี ๓ สภาพปัญหาและอุปสรรค จากการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบ โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เก่ียวข้องกับเร่ือง การควบคุมและจับกุมผู้กระทําผิดเก่ียวกับกระท่อม ได้แก่ ผู้แทนจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งนักวิชาการอิสระซึ่งมีผลงานด้านวิชาการ เก่ียวกับกระท่อม มาให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการพบว่า กระท่อมเป็นพืชที่มีสรรพคุณ ด้านการแพทย์สามารถนํามาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงยาได้หลากหลายชนิดทั้งยาแพทย์ แผนปัจจุบันและยาแพทย์แผนไทย โดยในอดีตมีการนําพืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบในการปรุงยา แก้ท้องเสยี ปวดเบ่ง ปวดเม่ือย ตามรา่ งกาย ทอ้ งเสยี ท้องเฟ้อ ทอ้ งรว่ ง เช่น ตํารบั ยาประสะกระท่อม เปน็ ตน้ จากทดลองทางวทิ ยาศาสตร์พบวา่ พชื กระท่อมมีสรรพคุณด้านการแพทย์มีสาร Mitragynine ซ่ึงจัดเป็นสารประเภทอัลคาลอยด์ ออกฤทธ์ิกดประสาทส่วนกลาง (CNS depressant) ทําให้รู้สึกชา กดความรู้สึกเมือ่ ยล้าขณะทาํ งาน ลดอาการเจ็บปวดเช่นเดียวกบั มอร์ฟิน แต่มผี ลข้างเคียงน้อยกวา่ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกระท่อมยังคงจัดเป็นยาเสพติดประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ท้ังท่ีกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อม เป็นยาเสพติด ซ่ึงจากการพิจารณาข้อมูลของหน่วยงาน องค์กร บุคคล ข้อมูลวิชาการและกฎหมาย ท่ีเกี่ยวข้อง พบปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาในการนําพืชกระท่อมไปใช้ประโยชน์ โดยมีรายละเอียดดงั นี้ (๑) พระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ (๕) ได้กําหนดให้พืชกระท่อมไปยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ซึ่งบทบัญญัติ ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการศึกษาวิจัยพืชกระท่อมเพื่อใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และพัฒนาเป็น พืชเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการครอบครองพืชกระท่อมถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะได้รับโทษทางอาญาตามมาตรา ๗๕ แหง่ พระราชบญั ญัติฉบบั ดงั กล่าว มาตรา ๗๕ ได้กําหนดบทลงโทษทางอาญาไว้อย่างชัดเจนสําหรับผ้ทู ีผ่ ลติ นําเข้า ส่งออก และจําหน่ายพืชกระท่อม การกําหนดดังกล่าวส่งผลให้พนักงานสอบสวนต้องดําเนินการจับกุม ผู้กระทําความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการศึกษาวิจัยพืชกระท่อม รวมท้ังปัจจุบัน มคี ดีเกย่ี วกับพชื กระทอ่ ม เปน็ จํานวนมากซง่ึ ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีอ่ืนในศาลประสบปัญหา ความล่าชา้ (๒) พระราชบัญญตั ิยาเสพติดให้โทษ (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๖/๓ กําหนดห้ามมิให้ผู้ใดจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซ่ึงยาเสพติดให้ โทษในประเภท ๕ เช่น กัญชา พืชกระท่อม เป็นต้น เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ซ่ึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย ซึ่งหากผู้ใด มียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ปริมาณตั้งแต่ ๑๐ กิโลกรัมขึ้นไป กฎหมายให้สันนิษฐานว่ามีไว้
- ๑๔ - ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ทั้งนี้ การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตาม หลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเงือ่ นไขที่ กาํ หนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๘/๒ กําหนดให้คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามยาเสพติด ตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีมติเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศกําหนดให้ท้องที่ใดเป็นท้องท่ีท่ีสามารถเสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด ซึ่งการ ดําเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาศึกษาถึงความเหมาะสมและความพร้อมของ สภาพแวดลอ้ ม สภาพสังคมในแต่ละพื้นที่ รวมทง้ั มีข้นั ตอนกระบวนการที่ซบั ซ้อนและยุ่งยากกอ่ ให้เกิด ปญั หาในทางปฏิบตั ิ และใช้เวลานานพอสมควร (๓) กฎกระทรวงฉบับท่ี ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติด ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กําหนดเก่ียวกับเรื่องใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือ ครอบครองพืชกระท่อมซ่ึงในทางปฏิบัติจะอนุญาตเพียงคร้ังละ ๑ ปีและเม่ือใบอนุญาตส้ินสุดลง จะต้องยื่นต่อใบอนุญาตต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณาใหม่ทุกกรณีแม้ว่าจะเคย ได้รับอนุญาตมาแล้ว ซ่ึงการอนุญาตขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ทําให้การขอต่อใบอนุญาต ขาดหลักเกณฑ์ท่ีมีความแน่นอนและชัดเจน ส่งผลให้การศึกษาวิจัยพืชกระท่อมขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นอปุ สรรคตอ่ การพฒั นาพืชกระทอ่ มเพื่อนาํ ไปใชป้ ระโยชน์ดา้ นการแพทยแ์ ละด้านอ่ืน ๆ
บทที่ ๔ ผลการพิจารณา จากการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เก่ียวกับการใช้กระท่อมอย่างเป็นระบบ โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง นักวิชาการจาก สถาบันการศึกษาและนักวิชาการอิสระ เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการเพื่อให้ข้อมูล รวมทั้ง การศกึ ษา คน้ คว้า ขอ้ มูลวิชาการที่เกี่ยวขอ้ ง เชน่ บทความ เอกสารวิชาการและงานวิจัยต่าง ๆ เป็นต้น พบวา่ กระท่อมเปน็ พืชทมี่ ีสรรพคณุ ด้านการแพทย์ สามารถนํามาใช้เปน็ ส่วนผสมในการปรงุ ยารักษาโรค ได้หลายโรคทั้งยาแพทย์แผนไทยและยาแพทย์แผนปัจจุบัน ช่วยลดการนําเข้ายาบางชนิดจาก ต่างประเทศ รวมท้ังลดภาระค่าใช้จ่ายการนําเข้ายาจากต่างประเทศ เช่น มอร์ฟีน ยาแก้โรคพาร์กินสัน เป็นต้น อีกท้ังสามารถพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกส่วนของพืชกระท่อมสามารถ นํามาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ใบสามารถนํามาใช้เป็นส่วนประกอบปรุงยา ลําต้นสามารถนํามาใช้ทํา เฟอรน์ ิเจอร์ เปน็ ต้น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพืชกระท่อมจัดเป็นยาเสพติดประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งที่กฎหมายระหว่างประเทศเก่ียวกับยาเสพติดไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเปน็ ยาเสพติดแต่อย่างใด จากเหตุดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถนําพืชกระท่อมมาทําการศึกษา วิจยั เพอื่ ใช้ประโยชนไ์ ด้เนอ่ื งจากตดิ ขดั ปญั หาข้อกฎหมายในประเด็นตา่ ง ๆ ดงั นี้ (๑) พระราชบัญญตั ิยาเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ “มาตรา ๗ ยาเสพติดใหโ้ ทษแบ่งออกเปน็ ๕ ประเภท คอื (๑) ประเภท ๑ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษชนดิ ร้ายแรง เชน่ เฮโรอีน (Heroin) (๒) ประเภท ๒ ยาเสพติดให้โทษท่ัวไป เช่น มอร์ฟีน (Morphine) โคคาอีน (Cocaine) โคเดอนี (Codeine) ฝน่ิ ยา (Medicinal Opium) (๓) ประเภท ๓ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต้นตํารับยาและมียาเสพติดให้โทษใน ประเภท ๒ ผสมอย่ดู ว้ ย ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดในราชกิจจานเุ บกษา (๔) ประเภท ๔ สารเคมีท่ใี ช้ในการผลิตยาเสพติดใหโ้ ทษประเภท ๑ หรอื ประเภท ๒ เช่น อาเซตคิ แอนไฮไดรด์ (Acetic Anhydride) อาเซตลิ คลอไรด์ (Acetyl Chloride) (๕) ประเภท ๕ ยาเสพติดใหโ้ ทษที่มไิ ด้เขา้ อยู่ในประเภท ๑ ถึงประเภท ๔ เช่น กัญชา พืชกระทอ่ ม ทง้ั น้ี ตามที่รัฐมนตรีประกาศระบชุ อื่ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษตามมาตรา ๘ (๑) เพ่ือประโยชน์แห่งมาตรานี้ คําว่า ฝ่ินยา (Medicinal Opium) หมายถึง ฝ่ินที่ได้ผ่าน กรรมวิธปี รงุ แตง่ โดยมีความมงุ่ หมายเพ่อื ใช้ในทางยา” สรปุ สาระสาํ คญั มาตรา ๗ (๕) กําหนดให้พืชกระท่อมไปยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ซึ่งบทบัญญัติ ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการศึกษาวิจัยพืชกระท่อมเพ่ือนํามาใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และพัฒนา เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่งเน่ืองจากการครอบครองพืชกระท่อมเป็นความผิดตาม กฎหมายซ่ึงผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษทางคดีอาญา ตามมาตรา ๗๕ ในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว
- ๑๖ - ส่งผลให้ไม่สามารถนําพืชกระท่อมมาทําการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง เจ้าพนักงานของรัฐซึ่งมีหน้าท่ีและอํานาจท่ีเก่ียวข้องต้องดําเนินการจับกุมผู้ท่ีมีพืชกระท่อมไว้ใน ครอบครอง เพราะหากไมท่ ําการจับกุมผู้กระทําความผิดเจ้าพนักงานของรัฐจะมคี วามผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐบางแห่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการจับกุมผู้กระทําความผิดดังกล่าวได้กําหนดให้การจับกุม ผู้กระทําความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเป็นส่วนหน่ึงของดัชนีช้ีวัดความสําเร็จ (Key Performance Indicator : KPI) ของหน่วยงานโดยไม่คํานึงถึงเหตุผลและความจําเป็นของ ประชาชนบางกลุ่มที่ต้องใช้พืชกระท่อมเพ่ือประโยชน์ในการรักษาพยาบาล หรือเพื่อประโยชน์ ในการประกอบอาชพี “มาตรา ๗๕ ผู้ใดผลิต นําเข้า หรือส่งออกซ่ึงยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ อันเป็นการ ฝ่าฝืน มาตรา ๒๖/๒ ต้องระวางโทษจาํ คุกไมเ่ กนิ ห้าปี และปรบั ไม่เกินหา้ แสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทําเพื่อจําหน่ายต้องระวางโทษจําคุก ตัง้ แต่หนึง่ ปถี ึงสบิ ห้าปี และปรับตง้ั แตห่ น่งึ แสนบาทถงึ หนึ่งล้านหา้ แสนบาท ถ้ายาเสพติดให้โทษซ่ึงเป็นวัตถุแห่งการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองน้ัน เป็นพืชกระทอ่ ม ผู้น้นั ต้องระวางโทษจาํ คุกไมเ่ กนิ สองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท” สรุปสาระสําคัญ บทบัญญัติมาตรา ๗๕ ได้กําหนดบทลงโทษทางอาญาไว้อย่างชัดเจนสําหรับผู้ท่ีผลิต นําเข้า ส่งออกและจําหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ซ่ึงรวมถึงพืชกระท่อม โดยผู้ผลิต นําเข้า หรือส่งออกพืชกระท่อมต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินห้าแสนบาท ตามมาตรา ๗๕ วรรคหน่ึง ผู้จําหน่ายพืชกระท่อมต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปีและปรับต้ังแต่หน่ึงแสน บาทถึงหน่ึงล้านห้าแสนบาท ตามมาตรา ๗๕ วรรคสองและกําหนดเหตุเพ่ิมโทษไว้ในมาตรา ๗๕ วรรค สาม โดยมีอตั ราโทษจําคกุ ไม่เกินสองปีและปรบั ไม่เกินสองแสนบาท ดังน้ัน การกําหนดบทลงโทษทางคดีอาญาดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการศึกษาและ วิจัยพืชกระท่อมเพ่ือใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ และพนักงานสอบสวนต้องดําเนินการจับกุมผู้กระทํา ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ทําให้ในปัจจุบันมีคดีเก่ียวกับพืชกระท่อมเป็นจํานวนมากและส่งผล ให้กระบวนการพิจารณาคดอี ่ืนในศาลประสบปญั หาความล่าชา้ (๓) พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ “มาตรา ๒๖/๓ ห้ามมิให้ผู้ใดจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซ่ึงยาเสพติดให้โทษใน ประเภท ๕ เว้นแต่ได้รับใบอนญุ าตจากผู้อนญุ าต การมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพ่ือจําหน่าย การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงอื่ นไขที่ กาํ หนดในกฎกระทรวง” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๙ ก) สรปุ สาระสาํ คัญ บทบัญญัติมาตรา ๒๖/๓ กําหนดห้ามมิให้ผู้ใดจําหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เช่น กัญชา พืชกระท่อม เป็นต้น เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจาก
- ๑๗ - เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย ซึ่งการขออนุญาตดังกล่าวต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด คือ ในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้ ให้รวมถึง การเกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม วิทยาศาสตร์ หรอื อตุ สาหกรรม เพ่ือประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย หากผู้ใดมียาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ปริมาณตั้งแต่ ๑๐ กิโลกรัมขึ้นไป กฎหมาย ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย ทั้งนี้ การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงื่อนไขที่ กาํ หนดในกฎกระทรวง “มาตรา ๕๘/๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาจมีมติให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ประกาศใหท้ อ้ งทใ่ี ดเป็นทอ้ งทีท่ ี่ทาํ การเสพพชื กระท่อมได้โดยไมเ่ ป็นความผดิ ตามพระราชบัญญัตนิ ้ี การเสพและการครอบครองพชื กระทอ่ มทีก่ ระทําตามวรรคหนง่ึ ใหเ้ ป็นไปตามหลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเง่ือนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง” สรุปสาระสําคัญ บทบัญญัติมาตรา ๕๘/๒ กําหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีมติเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขประกาศกําหนดให้ท้องท่ีใดเป็นท้องที่ท่ีสามารถเสพและครอบครองพืชกระท่อมได้โดย ไม่เป็นความผิด การดําเนินการดังกล่าวน้ันต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาศึกษาถึงความเหมาะสม และความพร้อมของสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมในแต่ละพื้นที่ ซ่ึงการพิจารณาศึกษาความพร้อม ดังกล่าวอาจจะไม่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ รวมท้ังมีขั้นตอนกระบวนการท่ีซับซ้อนและยุ่งยาก ซง่ึ กอ่ ให้เกดิ ปัญหาในทางปฏบิ ตั ิ เม่ือวันท่ี ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซงึ่ มีนายวิษณุ เครอื งาม รองนายกรฐั มนตรเี ป็นประธาน ได้มีการประชุมและมมี ตเิ หน็ ชอบในหลักการ กําหนดพื้นท่ีนาํ รอ่ งเสพพืชกระทอ่ มโดยไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๕๘/๒ แห่งพระราชบญั ญตั ิยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม โดยขณะนี้มีพื้นท่ีซง่ึ อยู่ในข่ายสามารถดําเนินการดังกล่าวได้ ๑๓๕ หมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการใช้พืชกระท่อมมายาวนาน ท้ังน้ี สํานักงาน คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ และกระทรวงมหาดไทย รวมทง้ั หนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้อง ยังต้องดําเนินการอีกหลายขั้นตอน ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการในระดับพื้นที่ การสํารวจ การบันทึกข้อมูลการขึ้นทะเบียนพืชกระท่อม รวมท้ังการจัดเวทีประชาคมเพื่อรับรองกติกาพ้ืนที่ และแผนปฏิบัติการ นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้มอบหมายให้ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดดําเนินการศึกษาวิจัยว่าพืชกระท่อมสามารถแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง มีพ้ืนท่ีใดเหมาะกับการเพาะปลูก หากนํามาปลูกจะกระทบกับภาคเกษตรกรหรือไม่ และการส่งออก จะมีตลาดรองรบั หรอื ไม่
- ๑๘ - (๓) กฎกระทรวงฉบับท่ี ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติด ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ “ข้อ ๑ ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตผลิต จําหน่าย นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ซ่งึ ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ ใหย้ ื่นคําขอตามแบบ ย.ส. ๒๑ ท้ายกฎกระทรวง นี้ พรอ้ มด้วย หลกั ฐานตามที่ระบุไวใ้ นแบบ ย.ส. ๒๑ ข้อ ๒ ใบอนญุ าตผลิต จําหน่าย นาํ เข้า สง่ ออก หรอื มีไว้ในครอบครองซ่งึ ยาเสพติดให้ โทษในประเภท ๔ หรอื ในประเภท ๕ ใหเ้ ปน็ ไปตามแบบ ย.ส. ๒๒ ท้ายกฎกระทรวงนี้ การอนุญาตตามวรรคหนึง่ ให้เป็นอํานาจของรฐั มนตรีโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ เปน็ ราย ๆ ไป” สรปุ สาระสําคญั กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กําหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เรื่องการขอใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทท่ี ๕ รวมถึงพืชกระท่อม ซ่ึงในทางปฏิบัติ จะอนุญาตเพียงครั้งละ ๑ ปีและเม่ือใบอนุญาตส้ินสุดลงผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ครอบครอง พืชกระท่อม จะต้องย่ืนต่อใบอนุญาตต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณาใหม่ทุกกรณี แม้ว่าจะเคยได้รับอนุญาตมาแล้ว ซึ่งการอนุญาตขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ทําให้การขอ ต่อใบอนุญาตขาดหลักเกณฑ์ที่มีความแน่นอนและชัดเจน ส่งผลให้การศึกษาวิจัยพืชกระท่อม ขาดความต่อเน่ืองเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพืชกระท่อมเพ่ือนําไปใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ และประโยชนด์ า้ นอนื่
บทที่ ๕ บทสรปุ ขอ้ เสนอแนะและขอ้ สงั เกต ๕.๑ บทสรปุ กระท่อม เป็นพืชที่มีสรรพคุณทางการแพทย์สามารถนํามาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงยา หลายชนิดท้ังยาแพทย์แผนไทยและยาแผนปัจจุบัน อีกท้ังยังเป็นพืชท่ีอยู่ในวิถีชีวิตของประชาชน ชาวไทยมาอย่างยาวนานโดยมีการนํามาบริโภคกันอย่างแพร่หลายในหลายรูปแบบ เช่น การเค้ียว ใบสด การกินคู่กับน้ําชา กาแฟ และน้ําอัดลม เป็นต้น โดยประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะบริโภค คกู่ บั นํ้าอัดลม เนื่องจากทําใหม้ รี สชาตดิ ีและบรโิ ภคง่ายขน้ึ อย่างไรก็ดี กระท่อมถูกกําหนดให้เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งในระหว่างการบัญญัติกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลด้านวิชาการ มากเพียงพอ สง่ ผลกระทบในเรอื่ งตา่ ง ๆ ดังนี้ (๑) ผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ เป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคล เน่ืองจากพืชกระท่อมมิได้เป็นพืชท่ีส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกายหากบริโภคในปริมาณ ทเ่ี หมาะสม และไม่สอดคลอ้ งกบั มาตรการลดทอนการเปน็ ความผิดทางอาญา (๒) ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันในกระบวนการยุติธรรมคดียาเสพติด มีแนวโน้มเพ่ิมสูงขึ้นมากกว่าในอดีต โดยเป็นคดีเกี่ยวกับพืชกระท่อม ๑๕,๓๑๔ คดี ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ ๘๑ ถูกจบั กุมในข้อหามพี ชื กระทอ่ มในครอบครอง จงึ ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดอี ่นื ในศาลประสบปัญหาความล่าช้า (๓) อุปสรรคในการศึกษาวิจัยพืชกระท่อม เนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ประกอบกับกฎกระทรวงฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ห้ามมิให้ครอบครองพืชกระท่อม เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ซ่ึงใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือครอบครองพืชกระท่อมมีอายุเพียง ๑ ปี และการขอต่อใบอนุญาตขาดหลักเกณฑ์ ที่มีความแน่นอนและชัดเจน จึงทําให้การศึกษาวิจัยพืชกระท่อมขาดความต่อเน่ือง เป็นอุปสรรค ตอ่ การพัฒนาพืชกระท่อมเพอ่ื นําไปใชป้ ระโยชน์ด้านการแพทย์ (๔) ทําลายภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พืชกระท่อมมีคุณประโยชน์ในการบําบัดโรค และเป็นส่วนประกอบในตํารับยาแพทย์แผนไทยหลายขนาน แต่ปัจจุบันสํานักงานคณะกรรมการ อาหารและยาไม่อนุญาตให้ใช้ตํารับยาที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบในตํารับยา เนื่องจากขัดต่อ พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ทําให้องคค์ วามรู้ของแพทย์แผนไทยไมไ่ ด้รบั การสืบทอด สรุป คณะอนุกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่าควรแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องโดยยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ใหช้ ดั เจน โดยในระหว่างการแก้ไขกฎหมายพนักงานสอบสวน และเจ้าหนา้ ที่รัฐที่เก่ียวข้อง ควรผ่อนผัน การจับกุมประชาชนซ่ึงบริโภคและครอบครองพืชกระท่อมในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อใช้ ในชวี ิตประจําวนั ท้งั น้ี ต้องมไิ ดเ้ ป็นการครอบครองเพอ่ื เปน็ ไปในทางการค้าหรือหากาํ ไร
- ๒๐ - ๕.๒ ข้อเสนอแนะ (๑) ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และกฎหมายที่เกี่ยวขอ้ ง โดยระบุให้ชัดเจนว่าพืชกระท่อมไม่ใช่ยาเสพติดเพื่อป้องกันการออกกฎ ระเบียบ คําสั่งหรือประกาศ กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพตดิ ในภายหลัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัยพืชกระท่อม เพ่ือใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์และพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ และลดปัญหาคดีอาญา เกย่ี วกบั พืชกระท่อมในกระบวนการยตุ ธิ รรมซ่งึ มีเป็นจํานวนมากเพอ่ื ให้การพจิ ารณาคดอี ่ืนรวดเรว็ ข้นึ (๒) ควรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎกระทรวงฉบับท่ี ๔ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงออกตามความในพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ เรื่องใบอนุญาตผลิต นําเข้า ส่งออกหรือครอบครองพืชกระท่อม และการต่อใบอนุญาตให้มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและชัดเจน ไม่ควรให้อยู่ในดุลพินิจของกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่งและควรอนุญาตตามระยะเวลาที่สมควร ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงความต่อเนื่องในการศึกษา และวิจยั พืชกระท่อม (๓) สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรกําหนดนโยบายผ่อนผันการจับกุมประชาชนผู้บริโภค หรือครอบครองพืชกระท่อมในปริมาณที่เหมาะสมใช้ในครัวเรือน ซ่ึงสามารถทําได้สะดวกกว่าการออก ประกาศกําหนดท้องที่ตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๘/๒ ซึ่งมีขัน้ ตอนยุ่งยากและตอ้ งใชร้ ะยะเวลาในการดําเนนิ การ ๕.๓ ขอ้ สงั เกต (๑) การใช้คําว่า “การใช้พืชกระท่อมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ในกฎหมายด้านยาเสพติด มีความเหมาะสมมากกว่า การใช้คําว่า “การเสพพืชกระท่อม” ซ่ึงมีความหมายไม่เหมาะสมเน่ืองจาก ประชาชนท่ัวไปอาจจะเขา้ ใจวา่ พืชกระท่อมเป็นยาเสพตดิ (๒) การยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ย่อมส่งผลให้ประชาชน เข้าถึงพืชกระท่อมได้สะดวกมากข้ึน ดังน้ัน หน่วยงานที่มีหน้าที่และอํานาจเก่ียวข้องกับเร่ืองดังกล่าว จึงต้องกําหนดมาตรการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนนําพืชกระท่อมไปใช้ในในทางที่ไม่เหมาะสม มาตรการควบคุมการนําพืชกระท่อมมาใช้ผลิตยาหรือเคร่ืองสําอางและมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ อันเกิดจากการบรโิ ภคพชื กระท่อม (๓) การกําหนดพื้นที่ซึ่งสามารถครอบครองและใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็น ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๘/๒ ต้องมี หลักเกณฑ์การตรวจสอบพื้นที่ท่ีมีประสิทธิภาพสามารถสํารวจได้ครอบคลุมทุกพ้ืนท่ีท่ีมีประชาชน บริโภคพชื กระท่อมเพอ่ื มใิ ห้พื้นทใ่ี ดตกสํารวจ (๔) การแก้ไขกฎหมายด้านยาเสพติดต้องบัญญัติข้อกําหนดท้ายกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ พืชกระท่อม เช่น อนุญาตให้แต่ละครอบครัวครอบครองพืชกระท่อมได้ไม่เกิน ๑ ต้นและจะต้องติด QR CODE ทุกต้นเพื่อตรวจสอบและติดตาม การนําพืชกระท่อมมาใช้ในเชิงธุรกิจต้องทําในลักษณะ วิสาหกิจชุมชนและการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อประกอบเป็นยารักษาโรคหรือเคร่ืองด่ืมบํารุงกําลัง ต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานของรัฐ การนําพืชกระท่อมมาบริโภคใบสดไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย เว้นแตก่ ารนาํ พชื กระทอ่ มมาแปรรปู ผสมกบั ยาเสพติดในลักษณะ ๔ คณู ๑๐๐
บรรณานกุ รม กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒. (๒๕๒๒, ๑๔ ธนั วาคม ๒๕๒๒). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๙๖ ตอนท่ี ๒๐๖. หนา้ ๑๘ - ๒๐. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กระท่อม อย่างเป็นระบบ ในคณะกรรมาธกิ ารวิสามัญพจิ ารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปญั หา เก่ยี วกบั การใชก้ ัญชา กัญชงและกระทอ่ มอยา่ งเปน็ ระบบ สภาผแู้ ทนราษฎร. (๒๕๖๓). บันทึกการประชมุ ครง้ั ที่ ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กระท่อม อย่างเป็นระบบ ในคณะกรรมาธกิ ารวสิ ามญั พิจารณาศกึ ษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกบั การใชก้ ัญชา กัญชงและกระท่อมอยา่ งเปน็ ระบบ สภาผ้แู ทนราษฎร. (๒๕๖๓). บันทึกการประชมุ ครงั้ ที่ ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับการใช้กระท่อม อย่างเป็นระบบ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศกึ ษาหาแนวทางการแกไ้ ขปัญหา เก่ียวกับการใช้กัญชา กญั ชงและกระท่อมอยา่ งเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร. (๒๕๖๓). บันทกึ การประชุม คร้ังท่ี ๖. พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒. (๒๕๒๒, ๒๗ เมษายน). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่ม ๙๖ ตอนท่ี ๖๓. หน้า ๔๐ - ๘๒. พระราชบญั ญัติยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒. (๒๕๖๒, ๑๘ กุมภาพนั ธ์). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๑๙ ก. หนา้ ๑ - ๑๖.
ภาคผนวก
ผนวก ก รา่ งพระราชบัญญตั ยิ าเสพติดให้โทษ (ฉบับท่.ี .) พ.ศ. ....
- ๒๗ - (รา่ ง) บนั ทึกหลกั การและเหตผุ ล ประกอบรา่ งพระราชบญั ญัตยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ (ฉบบั ท่ี ..) พ.ศ. .... หลักการ แก้ไขพระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังต่อไปนี้ ๑. ใหย้ กเลกิ พชื กระทอ่ มออกจากยาเสพติดใหโ้ ทษในประเภท ๕ (แกไ้ ขเพม่ิ เติมมาตรา ๗ (๕)) ๒. ใหย้ กเลกิ บทกาํ หนดโทษในความผดิ เก่ยี วกับพืชกระท่อม (ยกเลกิ ความในมาตรา ๕๘/๒ มาตรา ๗๕ วรรคสาม มาตรา ๗๖ วรรคสอง มาตรา ๗๖/๑ วรรคสาม และวรรคส่ี และมาตรา ๙๒ วรรคสอง) เหตผุ ล ด้วยปัจจุบันพืชกระท่อมถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซ่ึงหลายประเทศไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเทศไทยได้เคยมี การศึกษาวิเคราะหแ์ นวทางในการยกเลิกพืชกระท่อมจากยาเสพติดให้โทษมาอย่างต่อเน่ืองและพบว่า พืชกระท่อมส่งผลต่อร่างกายเพียงเล็กน้อย ประกอบกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติด ให้โทษและวัตถอุ อกฤทธิ์ ได้แก่ อนสุ ัญญาเดีย่ วว่าด้วยยาเสพติดใหโ้ ทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ อนสุ ญั ญาว่าด้วย วัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบ ค้ายาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. ๑๙๘๘ ก็ไม่ได้กําหนดให้พืชกระท่อมเป็น ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธ์ิท่ีต้องควบคุมตามอนุสัญญาดังกล่าว ดังนั้น จึงสมควรที่จะยกเลิก พืชกระทอ่ มจากยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ จงึ จาํ เป็น ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ิฉบับนี้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399