เอกสารประกอบการพิจารณา ตามระเบียบวาระการประชมุ เร่อื งที่คณะกรรมาธกิ าร พิจารณาเสร็จแลว้ เล่มท่ี 8 กลุ่มงานระเบยี บวาระ สานกั การประชุม
รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาปรบั ปรงุ แก้ไข กฎหมายด้านความมน่ั คง ของ คณะกรรมาธกิ ารความมั่นคงแห่งรฐั กิจการชายแดนไทย ยทุ ธศาสตรช์ าติ และการปฏริ ปู ประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่มุ งานคณะกรรมาธกิ ารความมัน่ คงแห่งรฐั กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตรช์ าติและการปฏริ ปู ประเทศ สานกั กรรมาธิการ ๒ สานักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร
(dlL U ~ ) anir$nusiwgs m.~uaiu~a~u~ l ~ qn3wmu. a0g100 1\\
สารบญั หน้า สารบญั ก รายนามคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยทุ ธศาสตรช์ าติและการปฏริ ปู ประเทศ ค บทสรปุ ผู้บรหิ าร จ รายงานการพิจารณาศกึ ษาเร่ือง การศกึ ษาปรับปรุง แก้ไข กฎหมายดา้ นความม่ันคง ๑ ๑. การดาเนินงาน ๒ ๑.๑ รายช่อื คณะอนุกรรมาธกิ าร ๒ ๑.๒ รายช่ือทป่ี รกึ ษาประจาคณะอนุกรรมาธิการ ๒ ๒. วิธพี จิ ารณาศึกษา ๓ ๒.๑ การประชุมเพอื่ พิจารณาศกึ ษา ๓ ๒.๒ หนว่ ยงานท่ีเข้ารว่ มประชุม ๓ ๒.๓ การจัดสมั มนาของคณะกรรมาธิการ ๔ ๓. ผลการพิจารณาศกึ ษา ๕ ๓.๑ สรุปขอ้ มลู ข้อเทจ็ จริงและข้อเสนอแนะทไี่ ด้จากการประชมุ รว่ มกบั หน่วยงานต่าง ๆ ๕ ๓.๒ สรปุ ขอ้ มูลและข้อคดิ เห็นท่ีไดจ้ ากการสัมมนา ๙ ๑) สรปุ ผลการอภิปรายจากผูท้ รงคุณวุฒิ ๙ ๒) สรปุ ผลการรบั ฟงั ความคิดเห็นจากแบ่งกลุ่มย่อย ๑๒ ๓.๓ ข้อเสนอในการปรบั ปรุง พฒั นา แก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคงและกฎหมายอนื่ ทเี่ ก่ียวข้อง ๑๔ ๓.๔ ข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรงุ พัฒนา แก้ไขรวมท้งั แนวทางในการบงั คับใช้กฎหมาย ๒๐ ด้านความม่ันคงและกฎหมายอืน่ ที่เก่ยี วขอ้ งในภาพรวม ๔. ขอ้ สงั เกตของคณะกรรมาธกิ าร ๒๓ ภาคผนวก ๒๔ ภาคผนวก ก กฎหมายท่ีเก่ยี วขอ้ ง ๒๕ ๑. ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ความผิด ลักษณะ ๑ ความผดิ เก่ียวกับความม่ันคง แหง่ ราชอาณาจกั รมาตรา ๑๐๗–๑๓๕ ๓๑ ๒. ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบื้องตน้ ลักษณะ ๑ หลกั ทวั่ ไป มาตรา ๒–๘ ๓๖ ๓. ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบื้องตน้ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ อานาจสบื สวนและสอบสวน มาตรา ๑๗ ๓๗ ๔. ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบือ้ งต้น ลักษณะ ๓ หมวด ๑ การฟ้องคดีอาญาและคดีแพง่ ท่ีเก่ียวเนื่องกับคดีอาญา มาตรา ๒๘ ๓๘ ๕. ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบือ้ งต้น ลักษณะ ๔ หมายเรยี กและหมายอาญา หมวด ๒ หมายอาญา สว่ นที่ ๒ หมายจับ มาตรา ๖๖
ข สารบัญ (ตอ่ ) หนา้ ๖. ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบ้อื งต้น ลักษณะ ๕ ๔๒ จบั ขัง จาคกุ คน้ ปล่อยช่ัวคราว หมวด ๓ ปล่อยชั่วคราว มาตรา ๑๐๖–๑๑๙ ๗. คาสั่งสานักงานตารวจแห่งชาติ ท่ี ๔๑๙–๒๕๕๖ เร่ือง การอานวยความยตุ ิธรรมในคดีอาญา ๔๙ การทาสานวนการสอบสวนและมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เรง่ รัดการสอบสวนคดีอาญา ๘. พระราชบัญญัติการชุมชุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๕๒ ๙. พระราชบญั ญตั ิกฎอยั การศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ๖๒ ๑๐. พระราชบญั ญตั สิ ภาความมัน่ คงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๗๒ ๑๑. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุตธิ รรม วา่ ด้วยหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไข ๘๐ ในการขอปลอ่ ยตัวชว่ั คราวผู้ต้องหาหรือจาเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ ภาคผนวก ข ประกาศตงั้ คณะอนกุ รรมาธิการ ๘๘ ภาคผนวก ค ภาพกจิ กรรม ๙๐
ค รายนามคณะกรรมาธกิ ารความม่ันคงแหง่ รัฐ กิจการชายแดนไทย ยทุ ธศาสตร์ชาตแิ ละการปฏิรูปประเทศ สภาผแู้ ทนราษฎร นายมนญู สวิ าภิรมยร์ ัตน์ ประธานคณะกรรมาธกิ าร นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายประสิทธ์ิ มะหะหมดั พลตารวจตรี สุพิศาล ภักดนี ฤนาถ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร รองประธานคณะกรรมาธิการ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนที่หนง่ึ คนท่ีสอง คนที่สาม นายธรี ะ ไตรสรณกุล นายขจิตร ชัยนคิ ม นายเชดิ พงศ์ ราชป้องขนั ธ์ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร ประธานท่ปี รกึ ษาคณะกรรมาธกิ าร ท่ีปรกึ ษาคณะกรรมาธิการ คนท่ีส่ี
ง นายอับดลุ บาซิม อาบู นายอนุมตั ิ ซสู ารอ นายนพดล แก้วสพุ ัฒน์ ทป่ี รกึ ษาคณะกรรมาธิการ ทีป่ รึกษาคณะกรรมาธิการ ทปี่ รกึ ษาคณะกรรมาธิการ นายฉลอง เทดิ วีระพงศ์ นายพีรเดช คาสมทุ ร นายสมั พันธ์ มะยูโซ๊ะ เลขานกุ ารคณะกรรมาธกิ าร โฆษกคณะกรรมาธกิ าร โฆษกคณะกรรมาธิการ นายอัฏฐพล โพธิพพิ ิธ นายสาคร เก่ยี วข้อง โฆษกคณะกรรมาธิการ โฆษกคณะกรรมาธกิ าร
บทสรุปผู้บริหาร ตามที่ท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดท่ี ๒๕ ปีท่ี ๑ คร้ังที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจาปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธท่ี ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจาสภาตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ ในการกระทา กิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเร่ืองใด ๆ เก่ียวกับความม่ันคงแห่งรัฐ การค้าชายแดน การค้า ผ่านแดน จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่านแดนช่ัวคราว จุดผ่อนปรนเพื่อการค้า ช่องทางธรรมชาติ และ ช่องทางตามกฎหมายศุลกากร การเดินทางข้ามแดนการจัดการและการดูแลแรงงานข้ามแดน การส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเร่ืองอื่น ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาและ การพัฒนาชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะปัจจัยท่ีส่งผลกระทบต่อ ความมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และแก้ไขปัญหาเก่ียวกับดินแดนและความม่ันคงของประชาชน น้ัน ภายใต้หน้าท่ีและอานาจท่ีได้รับมอบหมายจากสภาผู้แทนราษฎร ในคราวการประชุม คณะกรรมาธิการครัง้ ที่ ๑๗ เม่ือวันพุธที่ ๑๑ มนี าคม ๒๕๖๓ คณะกรรมาธกิ ารได้กาหนดให้มกี ารพจิ ารณา ศึกษาเร่ืองการปรับปรุง แก้ไข กฎหมายด้านความม่ันคง และได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ด้านความมั่นคง เพ่ือพิจารณาศึกษา ปรับปรุง พัฒนา แก้ไข กฎหมาย ด้านความมั่นคง และกฎหมายอื่นที่เก่ียวข้อง เพ่ือให้สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งน้ี เพ่ือให้การพิจารณาศึกษา เป็นไปด้วยความรอบคอบ ได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงเก่ียวกับเร่ืองดังกล่าวครบถ้วนรอบด้าน จึงได้มี การกาหนดแนวทางการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยการศึกษากฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ๑. ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ความผิด ลักษณะ ๑ ความผิดเก่ียวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๗–๑๓๕ ๒. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบ้ืองต้น ลักษณะ ๑ หลักทั่วไป มาตรา ๒–๘ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ อานาจสืบสวนและสอบสวน มาตรา ๑๗ ลักษณะ ๓ หมวด ๑ การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เก่ียวเนื่องกับคดีอาญา มาตรา ๒๘ ลักษณะ ๔ หมายเรียก และหมายอาญา หมวด ๒ หมายอาญา ส่วนท่ี ๒ หมายจับ มาตรา ๖๖ และ ลักษณะ ๕ จับ ขัง จาคุก ปล่อยช่ัวคราว หมวด ๓ ปล่อยชั่วคราว มาตรา ๑๐๖–๑๑๙ ๓. คาส่ังสานักงานตารวจแห่งชาติ ท่ี ๔๑๙/๒๕๕๖ เรื่อง การอานวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทาสานวนการสอบสวนและมาตรการ ควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัด การสอบสวนคดีอาญา ๔. พระราชบัญญัติการชุมชุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๕. พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ๖. พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๗. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข ในการขอปล่อยตัวช่ัวคราวผู้ต้องหาหรือจาเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ (รายละเอียดกฎหมายตามภาคผนวก ก) และกฎหมายอื่น ๆ ที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างย่ิง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ควบคู่ไปกับ การประชุมเพื่อรับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานและบุคคลที่เก่ียวข้อง โดยมีผู้แทนจาก หน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม รวมท้ังมีการจัดสัมมนาเพ่ือระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับ เร่ืองดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปรายงานผลการพิจารณาศึกษาได้ ดังน้ี
ฉ ๑. สภาพปัญหาที่พบเกี่ยวกับกฎหมายด้านความม่ันคง สรุปได้เป็น ๒ ประเด็นสาคัญ ดังน้ี ๑.๑ ปัญหาด้านเนื้อหาสาระและถ้อยคาของกฎหมาย พบว่า คานิยามต่าง ๆ ในกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับความม่ันคง ยังขาดความชัดเจนไม่ครอบคลุม ไม่ทันต่อ สภาพการทเี่ ปลย่ี นแปลงไป และบางครั้งมีความขัดแยง้ กนั ในทางปฏิบตั ิ รวมท้ังไม่เอ้ือต่อการนาไปปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่ท่ีเก่ียวข้อง ทาให้การบังคับใช้จะต้องอาศัยการตีความซ่ึงทาให้เกิดความแตกต่างกันขึ้นอยู่ กับผู้ที่ตีความ เช่น มาตรา ๑๑๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พบว่า มีการบัญญัติถ้อยคาไว้กว้างมาก เกินไป จนทาให้เจ้าหน้าที่สามารถตีความกฎหมาย ไปในลักษณะท่ีอาจก่อให้เกิดผลร้ายหรือผลกระทบ แก่ประชาชน หรืออาจมีการตีความในลักษณะท่ีเป็นการกล่ันแกล้งหรือสร้างความไม่เป็นธรรม แก่ประชาชนได้ ๑.๒ ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย พบว่า ส่วนหน่ึงของปัญหาสืบเน่ืองมาจาก ความไม่ชัดเจนของคานิยามต่าง ๆ ในกฎหมายความม่ันคง และส่วนหน่ึงมาจากความรู้และประสบการณ์ เก่ียวกับการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงของเจ้าหน้าท่ีที่เก่ียวข้อง ทาให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในเน้ือหาและสาระรวมทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทาให้กระบวนการต่าง ๆ ในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง ส่งผลต่อกระบวนการในการดาเนินคดี ตั้งแต่ช้ัน ของการแจ้งข้อกล่าวหา การสอบสวน การขอหมายศาล การออกหมายจับ การดาเนินคดีในช้ันต่าง ๆ ทาให้บางคร้ังถูกมองว่า เป็นการใช้กฎหมายในลักษณะของการปิดปากประชาชนเพ่ือไม่ให้แสดง ความเห็นทางการเมือง หรือการรวมกลุ่มทางการเมือง หรืออาจเป็นการยัดเยียดความผิดให้แก่ ประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ๒. ขอ้ เสนอแนะในการปรับปรุง แก้ไขและพฒั นากฎหมายท่ีเกยี่ วขอ้ งกับความมน่ั คง จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น คณะกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนากฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับความม่ันคง สรุปได้ ดังน้ี ประเด็นที่ ๑ การแกไ้ ขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ที่บญั ญัติไวว้ ่า “มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอ่ืนใด อนั ไม่ใช่เป็นการกระทาภายในความม่งุ หมายแห่ง รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย หรือไม่ใช่เพื่อแสดง ความคิดเห็นโดยสุจริต (๑) เพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กาลังข่มขืนใจ หรือใช้กาลังประทุษร้าย (๒) เพื่อให้เกิดความป่ันป่วน หรือกระด้างกระเด่ืองในหมู่ประชาชน ถึงขนาดท่ีจะ ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (๓) เพอ่ื ใหป้ ระชาชน ลว่ งละเมดิ กฎหมายแผน่ ดนิ ตอ้ งระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กนิ เจด็ ปี” ข้อเสนอ เห็นว่า คาว่า “ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือ วิธีอื่นใด” หรือ “กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน” เป็นคาท่ีมีการตีความท่ีกว้าง จึงส่งผลให้สามารถ มีการตีความในทางประสงค์ต่อผลทางการเมือง และเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนท่ีเกินควร และขัดกับหลักนิติธรรมได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันการตีความท่ีกว้างเกินควร เสนอให้มีการแก้ไขโดยตัดคาว่า “หรอื กระดา้ งกระเด่ืองในหมปู่ ระชาชน” ใน (๒) ของมาตรา ๑๑๖
ช ประเดน็ ท่ี ๒ การแก้ไขประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ขอความเบ้ืองตน ลักษณะ ๑ หลักทั่วไป มาตรา ๒ ในประมวลกฎหมายน้ี (๒) “ผตู้ อ้ งหา” หมายความถึง บคุ คลผู้ถกู หาวา่ ได้กระทาความผดิ แตย่ งั มิได้ถกู ฟ้องต่อศาล (๓) “จาเลย” หมายความถึง บคุ คลซง่ึ ถกู ฟ้องยังศาลแลว้ โดยข้อหาวา่ ได้กระทาความผดิ มาตรา ๗/๑ ผู้ถกู จับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจง้ หรือขอให้เจ้าพนักงาน แจ้งให้ญาติหรือผู้ซ่ึงผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไวว้ างใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานท่ีที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก และให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปน้ีด้วย (๑) พบและปรกึ ษาผูซ้ งึ่ จะเป็นทนายความเปน็ การเฉพาะตัว (๒) ให้ทนายความหรือผู้ซ่ึงตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคาตนได้ในช้ันสอบสวน (๓) ไดร้ บั การเยย่ี มหรือติดตอ่ กับญาติไดต้ ามสมควร (๔) ไดร้ บั การรกั ษาพยาบาลโดยเร็วเม่อื เกิดการเจบ็ ป่วย ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจซ่ึงรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง ข้อเสนอ เพ่ือให้เกิดความชัดเจนและเอ้ือต่อการปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าหน้าท่ีท่ีเกี่ยวข้อง ทจ่ี ะอานวยความสะดวกใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสดุ แก่ประชาชนในการดาเนินคดี มีข้อเสนอว่าควรมีการแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ขอความ เบอ้ื งตน ลกั ษณะ ๑ หลกั ท่วั ไป มาตรา ๒ โดยมรี ายละเอียดเปน็ ดงั นี้ (๕) คานิยาม “ผู้ต้องหาในคดีความม่ันคง” หมายความถึง ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทาผิด เกยี่ วกับความมัน่ คงแห่งราชอาณาจกั ร (๑๑) วรรค ๓ “กรณีความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” ให้ใช้การตีความ อย่างแคบ เครง่ ครดั และชดั แจง้ (๑๒/๑) “ไต่สวนมูลฟ้องความผิดเกี่ยวกับราชอาณาจักร” ให้องค์กรอื่นตามกฎหมาย บญั ญตั ไิ วไ้ ต่สวนเพ่อื วินจิ ฉัยถึงมูลคดี (๒๓) คานยิ าม“บคุ คลผู้ต้องสงสยั ” หมายความถงึ บุคคลท่ีถูกสงสัย หรือสันนิษฐานว่า จะเปน็ ผู้กระทาความผิดอาญา หรอื ดา้ นความม่ันคง แตไ่ ม่มหี ลกั ฐานและยงั ไม่ไดแ้ จ้งข้อกล่าวหา มาตรา ๗/๑ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาหรือ “บุคคลผู้ต้องสงสัย” ซึ่งถูกควบคุมหรือขัง มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซ่ึงผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม และสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปน้ีด้วย ลักษณะ ๒ หมวด ๒ อานาจสบื สวนและสอบสวน ใหม้ ีการแกไ้ ขเพมิ่ เติม ดังน้ี มาตรา ๑๗ เพ่ิม สภาความม่ันคงแห่งชาติมีอานาจไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาเก่ียวกับ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ลักษณะ ๓ หมวด ๑ การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ให้มี การแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้ มาตรา ๒๘ เพิ่ม (๓) คดีความผิดเก่ียวกับความม่ันคงแห่งราชอาณาจักรให้อัยการสูงสุด มีอานาจสอบสวนและฟ้องคดีอาญา
ซ ลักษณะ ๔ หมวด ๒ หมายอาญา ส่วนท่ี ๒ หมายจับ ให้มีการแก้ไขเพ่ิมเติม ดังนี้ มาตรา ๖๖ เพิ่ม (๓) คดีความผิดเก่ียวกับความม่ันคงแห่งราชอาณาจักร จะออกหมายจับได้ ต้องมพี ยาน หลักฐานชัดแจง้ ลักษณะ ๕ หมวด ๓ ปล่อยชวั่ คราว ให้มกี ารแก้ไขเพิ่มเตมิ ดงั นี้ มาตรา ๑๑๙ เพ่ิม วรรค ๔ คดีความผิดเกี่ยวกับความม่ันคงแห่งราชอาณาจักรให้ศาล กาหนดสัญญาคา้ ประกันต่อศาลให้ได้สัดส่วนกับฐานะของผู้ถูกกล่าวหา ประเด็นที่ ๓ การแก้ไขคาส่ังสานักงานตารวจแห่งชาติ ท่ี ๔๑๙ / ๒๕๕๖ เรื่อง การอานวย ความยุติธรรมในคดีอาญา การทาสานวนการสอบสวนและมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวน คดีอาญา โดยให้มีการแก้ไข ดังนี้ บทท่ี ๒ การอานวยความยุติธรรม ข้อ ๑. การรับแจ้งความ ข้อ ๑.๑ การดาเนินการ เม่ือได้รับแจ้งความ ข้อ ๑.๑.๕ การรับแจ้งความที่ยังไม่แน่ชัดว่า เป็นคาร้องทุกข์ หรือคากล่าวโทษ หรือ เป็นเรื่องทางแพ่งให้พนักงานสอบสวนบันทึกการรับแจ้งความไว้ในรายงานประจาวันเกี่ยวกับคดีแล้ว รีบเสนอเร่ืองให้ผู้บังคับบัญชาตามลาดับชั้นถึงหัวหน้าหน่วยงานที่มีอานาจสอบสวนพิจารณาส่ัง ภายใน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่เวลาท่ีบันทึกการรับแจ้งความไว้ในรายงานประจาวันเกี่ยวกับคดี กรณีผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานพิจารณาวินิจฉัยส่ังการแล้วเห็นว่าเป็นเรื่อง ในทางแพ่งก็ให้ชี้แจงทาความเข้าใจให้ผู้แจ้งความทราบและลงบันทึกประจาวันเกี่ยวกับคดีพร้อมให้ ผู้แจ้งความลงช่ือไว้เป็นหลักฐาน กรณีผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานพิจารณาวินิจฉัยส่ังการแล้วเห็นว่าเป็นเรื่อง ในทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินหรือความผิดต่อส่วนตัวก็ให้พนักงานสอบสวนพิจารณา ตามอานาจหน้าที่ต่อไป ความคิดเห็น หากพิจารณาจากระเบียบการตารวจเก่ียวกับคดี คาส่ังท่ี ๔๑๙/๒๕๕๖ ข้อ ๑.๑.๕ (ในระเบียบ บทที่ ๒ การอานวยความยุติธรรม ข้อ ๑. การรับแจ้งความ ข้อ ๑.๑ การดาเนินการ เม่ือได้รับแจ้งความ) ท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่า ระเบียบดังกล่าว ใช้คา ว่า “การรับแจ้งความที่ยัง ไม่แน่ชัดว่า เป็น คาร้องทุกข์ หรือ คากล่าวโทษ” นั่นคือ พนักงานสอบสวนยังไม่แน่ชัดว่า ข้อเท็จจริง ท่ีผู้กล่าวโทษ หรือผู้ร้องทุกข์ ได้มาแจ้งนั้น มี การกระทาความผิดอาญาเกิดข้ึนหรือไม่ ทั้งอาญาแผ่นดิน (ผู้กล่าวโทษ) และอาญาส่วนตัว (ผู้ร้องทุกข์) ระเบียบการตารวจเกี่ยวกับคดีนี้ กาหนดให้พนักงานสอบสวน รีบเสนอเร่ืองให้ ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วย (คือ ผู้กากับการสถานีตารวจนั้น ๆ) เป็นผู้พิจารณาภายใน ๒๔ ชั่วโมง หากเป็นความผิดอาญาก็ให้ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ คือ รับคาร้องทุกข์สอบสวนต่อไป เป็นสานวนการสอบสวน จึงเห็นได้ว่า อานาจการปรับข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึ้นเข้ากับข้อกฎหมายในเบ้ืองต้น เป็นของพนักงานสอบสวนระดับหัวหน้าสถานี คือ ผู้กากับการเพียงคนเดียว อันเป็นจุดอ่อนท่ีอาจทาให้ เกิดข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยข้อกฎหมายได้ อันจะทาให้ประชาชนผู้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ข้อเสนอการแก้ปัญหาดังกล่าว หากจะแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ อาจเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน อาจไม่ทันต่อการแก้ไข ปัญหาให้แก่ประชาชนผู้ถูกกล่าวหา จึงขอนาเสนอควรแก้ไขกฎหมายระดับรอง (ระเบียบการตารวจ เก่ียวกับคดี คาสั่งท่ี ๔๙/๒๕๕๖) ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้ออกมาโดยอาศัยอานาจตามกฎหมายหลัก (เฉพาะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ) โดยแก้ไขระเบียบการตารวจเกี่ยวกับคดี
ฌ คาส่ังท่ี ๔๙/๒๕๕๖ ข้อ ๑.๑.๕ จากเดิมอานาจในการวนิ ิจฉัยข้อเท็จจรงิ เข้ากลับข้อกฎหมาย เป็นอานาจ ของผู้กากับการตารวจสถานี แก้ไขให้เป็นอานาจของคณะกรรมการยุติธรรม (หรือเรียกช่ือตามที่จะแก้) โดยคณะกรรมการควรประกอบด้วย ๑) ผูเ้ กี่ยวข้องท่จี ะเป็นผูป้ ฏิบตั ิเก่ียวกับคดตี ่อไป อนั มี ตัวแทนฝ่ายตารวจ อัยการ ศาล สภาความมั่นคงแห่งชาติ ๒) ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายท่ีจะเป็นผู้ถูกดาเนินคดี อันมี องค์กรภาคเอกชน ทนาย ตัวแทน พรรคการเมอื ง ๓) ผู้เก่ยี วขอ้ งฝ่ายเปน็ กลาง เชน่ ตวั แทนนกั วชิ าการ สอื่ มวลชน ๔) กาหนดหน่วยงานท่ีจะเป็นผู้กล่าวโทษ โดยควรให้เป็นหน่วยงานมิใช่ตัวบุคคล เช่น ให้ผู้ท่ีจะกล่าวโทษคดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อความม่ันคงของรัฐภายในราชอาณาจักร คือ สภาความม่ันคง แห่งชาติ เพ่ือองคก์ รนจ้ี ะได้พจิ ารณากลนั่ กรองข้อเท็จจริงมาแล้วชน้ั หนง่ึ ทั้งนี้ ควรมีการเพ่ิมระเบียบการตารวจเก่ียวกับคดี ในเรื่องการออกหมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ จะต้องมีข้อเท็จจริงโดยมีพยานหลักฐานตามสมควรและชัดเจนเพียงพอที่จะเช่ือได้ว่า บุคคลนั้น เป็นผู้กระทาความผิดเกิดข้ึนตามที่กล่าวหาเสียก่อน เพ่ือเป็นการป้องกันการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย อีกทั้ง ควรเพิ่ม “ถ้าระหว่างการสอบสวนปรากฏว่าผู้ต้องหาหรือบุคคลอ่ืนใดไม่ได้กระทา ความผิด หรือไม่มีการกระทาความผิดเกิดข้ึนตามข้อกล่าวหา ก็ไม่จาเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้แต่อย่างใด และให้พนักงานสอบสวนเร่งดาเนินการสอบสวนสรุปสานวนมีความเห็นควรไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ พิจารณาโดยไมช่ ักชา้ ” ประเดน็ ที่ ๔ การแกไ้ ขระเบียบคณะกรรมการกองทุนยตุ ิธรรม เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขอปล่อยตัวช่ัวคราวผู้ต้องหาหรือจาเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ นั้น ยังไม่ครอบคลุมในการเข้าถึงสิทธิ ของผู้ต้องหาหรือจาเลยเพียงพอ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกต้องหาหรือจาเลย จึงเสนอให้ แก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทนุ ยุตธิ รรมต่อไป มขี ้อเสนอ ดงั น้ี ๑) ต้องแก้ไขระเบียบให้ประชาชนทั่วไปสามารถขอนาเงินจากกองทุนยุติธรรมไป ประกันตวั ได้ ๒) จา้ งทนายความท่ีตนไวว้ างใจได้โดยใชเ้ งนิ ของกองทุนยุตธิ รรม ๓) เพ่ิมสิทธิให้ผู้ต้องหาหรอื จาเลยที่ศาลตัดสินแล้วไม่มีความผิด (เฉพาะกรณีความผิด เก่ียวกับความมั่นคง) สามารถใช้เงินกองทุนยุติธรรมในการดาเนินการฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ เพ่ือให้เกิด ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจาเลยในคดีนั้น ประเดน็ ท่ี ๕ การแก้ไขพระราชบญั ญัติการชมุ นมุ สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้มีเงื่อนไขว่า ผู้จัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งเจ้าหน้าท่ีตารวจ ในท้องท่ีให้ทราบล่วงหน้า ๒๔ ช่ัวโมง ก่อนการชุมนุมท้ังยังกาหนดพ้ืนท่ีต้องห้ามและข้อควรระวัง ระหว่างการชุมนุม มิเช่นน้ันจะถือว่า เป็นการชุมนุมท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่สามารถ เข้าสลายพร้อมท้ังจับกุมดาเนินคดีได้ทันที ซ่ึงในปัจจุบันมีหลายกรณีที่ประชาชนพยายามจะใช้สิทธิ ตามกฎหมาย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุม รวมถึงถ้าไม่ปฏิบัติตามคาแนะนาของ เจ้าหน้าท่ีก็มีสิทธิถูกเจ้าหน้าท่ีรวบรัดขั้นตอนจับกุมตั้งข้อหาอีกต่างหาก ทั้งน้ี เห็นได้ชัดเจนว่า
ญ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ได้วางข้ันตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้เรื่องการ “จับ” เป็นมาตรการ ทีเ่ ก็บไว้หลังสุด แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมีการเจรจาก่อน โดยจะเห็นได้จากข้อเท็จจรงิ ที่ปรากฏ ตามท่ีเป็นข่าวในปัจจุบัน ผู้ชุมนุมจะถูกตั้งกล่าวหาและจับโดยทันที ต่อมาภายหลังแม้เลิกการชุมนุมแล้ว แต่ผู้ชุมนุมก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี ดังนั้น กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แทนท่ีพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ จะถูกใช้เพ่ือเอื้ออานวยเสรีภาพในการชุมนุมให้เกิดข้ึนได้จริง แต่กลับเป็นเคร่ืองมือแวดล้อมที่ใช้ ดาเนินคดีกบั ผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อการชุมนมุ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีการกระทบสิทธขิ องบุคคลอน่ื เกิดข้ึน อกี แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังย้อนกลับมาใช้กฎหมายเป็นเคร่ืองมือจัดการผู้ชุมนุมในภายหลังอีก ข้อเสนอการแก้ไขปญั หาทน่ี าเสนอ ๑) การชุมนุมสาธารณะที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ควรมีการเพ่ิม “การชุมนุมของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา” ๒) ควรมกี ารเจรจากันมากกว่าการบังคับใช้ทางกฎหมายโดยการจับหรือออกหมายจับ โดยการตงั้ ขอ้ กลา่ วหาต่าง ๆ ที่ถูกกาหนดโดยเจา้ หนา้ ทตี่ ารวจ ๓) หากเลิกการชุมชุมแล้ว เมื่อผู้ชุมชุมหรือกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปฏิบัติตามคาส่ังของ เจา้ หนา้ ทแ่ี ลว้ ควรมกี ารยกเวน้ โทษ เพอื่ ป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง ๓. ข้อเสนอแนะเพอื่ การปรับปรงุ พฒั นา แก้ไข รวมทั้งแนวทางในการบงั คับใชก้ ฎหมาย ด้านความม่ันคงและกฎหมายอ่ืนที่เก่ียวข้องในภาพรวม โดยสรุป ดังนี้ ๑) มิติด้านความมั่นคง หน่วยงานและบุคลากรที่เก่ียวข้องควรยึดและเข้าใจในนิยาม ความหมายของคาว่า “ความม่ันคงแห่งรัฐ” ตรงกัน ประกอบกับ ผู้นาหน่วยงานฝ่ายข้าราชการประจา ในตาแหน่ง เลขาธิการสานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ควรเป็นบุคคลที่คัดสรรมาจากฝ่ายการเมือง เพราะจะทาให้องค์กรมีประสิทธิภาพเพิ่มมากข้ึน ๒) การแก้ไขกฎหมายท่ีเก่ียวกับความมั่นคงของรัฐควรบัญญัติถึงการมีคณะกรรมการ พิจารณากล่ันกรองในการช้ีขาดว่า คดีใดเป็นคดีอาญาทั่วไป หรือคดีใดเป็นคดีอาญาท่ีเกี่ยวข้องกับ ความมัน่ คงแห่งรฐั เพ่ือเป็นการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาและพนักงานสอบสวนให้มีความรดั กุมในการทางาน ๓) คดีเก่ียวกับความม่ันคง สิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องคานึงถึงในการทางาน คือ การอานวย ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยให้คานึงถึงหลักการที่ทุกคนมีสิทธิคิดต่างกันได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือกฎหมายเดียวกัน ๔) การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงน้ันส่วนใหญ่เกิดจากสภาพปัญหาทาง ปฏิบัติมากกว่าหลักการหรือแนวทฤษฎี ดังนั้น ผู้มีส่วนรับผิดตามกระบวนการยุติธรรมต้ังแต่พนักงาน สอบสวน อัยการ และศาล ควรหามาตรการร่วมกันท่ีจะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกดาเนิ นคดี โดยการอนุญาตใหม้ ีการประกันตัวในกรณีท่ีมิได้มีเหตใุ นการหลบหนี หรือการถูกคุมขังเกินกว่าระยะเวลา ที่กฎหมายกาหนด และควรใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมภายในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน ๕) หากพิสูจน์ได้ว่าการดาเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นการใช้อานาจหน้าท่ี โดยมิชอบแล้วต้องถูกดาเนินคดี ควรมีกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐ เพ่ือให้ผู้อยู่ในฐานะจาเลยได้รับ ความเป็นธรรม เช่น การจ่ายเงินชดเชยเพื่อบรรเทาผลกระทบ มีกระบวนการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง ก่อนการดาเนินคดีหรือมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาด้วย
ฎ ๖) กองทุนยุติธรรม ควรดาเนินการจัดให้มีทนายความเพื่อคอยให้การช่วยเหลือ ผู้ถูกกล่าวหา หน่วยงานของรัฐควรสร้างกลไกที่มีอานาจเพียงพอท่ีจะทาให้เกิดการบูรณาการในการทางาน ร่วมกันในแต่ละกระทรวง กรม กอง ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับภัยความมั่นคงแห่งรัฐ รวมทั้ง ควรมีการจัดตั้ง กองทุน เพ่ือเป็นการช่วยเหลือผู้ถูกดาเนินคดีหรือผู้ถูกกกล่าวหาในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยการจัดสรรทนายความหรือเงิน เพื่อให้สามารถว่าจ้างทนายความจากภายนอกได้เองในการใช้ต่อสู้คดี และปกป้องสิทธิเสรีภาพตามความชอบธรรมท่ีได้กาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๗) ควรเพิ่มกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลยพนิ ิจของเจา้ หน้าทีต่ ารวจและพนักงานอยั การ ในการดาเนินคดีเก่ียวกับความม่ันคงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างถูกต้อง หากตรวจสอบแล้ว พบว่า การกระทาเกิดความไม่ชอบธรรม จาเป็นต้องมีการกาหนดโทษหรือลงโทษทางวินัยให้ชัดเจน และ คดีที่ประชาชนถูกเจ้าหน้าท่ีของรัฐกล่าวหาว่า กระทาความผิดเก่ียวข้องกับความม่ันคงแห่งรัฐ หรือ คดีท่ีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๘) ในการแก้ไขกฎหมายที่เก่ียวกับความม่ันคงของรัฐควรบัญญัติถึงการมีคณะกรรมการ พิจารณากล่ันกรองในการช้ีขาดว่าคดีใดเป็นคดีอาญาทั่วไป หรือคดีใดเป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงแห่งรัฐ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา และพนักงานสอบสวนให้มีความรัดกุมในการทางาน ๔. ขอ้ สังเกตของคณะกรรมาธกิ าร จากการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตเพื่อให้การดาเนินการปรับปรุง พัฒนา แก้ไข กฎหมายด้านความมั่นคงและกฎหมายอ่ืนที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสาเร็จเป็นรูปธรรมควรมี การดาเนนิ การ ดงั นี้ ๑) คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ เสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นาส่งรายงานผลการศึกษาให้แก่หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบ การปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อพิจารณาดาเนินการ ตามหน้าท่ีและอานาจต่อไป ๒) คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ เสนอให้ท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา เรื่องดังกล่าวโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อผลักดันให้มีการดาเนินการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมายด้าน ความม่ันคงและกฎหมายอื่นที่เก่ียวข้องอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
รายงานการพจิ ารณาศกึ ษาเรื่อง การศึกษาปรบั ปรุง แกไ้ ข กฎหมายดา้ นความม่นั คง ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแหง่ รัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตรช์ าตแิ ละ การปฏิรูปประเทศ สภาผูแ้ ทนราษฎร ตามที่ท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๕ ปีท่ี ๑ คร้ังที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจาปีคร้ังท่ีหน่ึง) วันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติต้ังคณะกรรมาธิการสามัญประจาสภาตามข้อบังคับการ ประชมุ สภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับการประชุมสภาผแู้ ทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ ในการกระทา กิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ การค้าชายแดน การค้า ผา่ นแดน จุดผ่านแดนถาวร จดุ ผ่านแดนชั่วคราว จุดผ่อนปรนเพ่ือการค้า ช่องทางธรรมชาติ และชอ่ งทาง ตามกฎหมายศุลกากร การเดินทางข้ามแดนการจัดการและการดูแลแรงงานข้ามแดน การส่งเสริม ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเร่ืองอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการแก้ปัญหาและการพัฒนาชายแดน ไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะปัจจัยท่ีส่งผลกระทบต่อความม่ันคง ท้ังเศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รวมทง้ั ส่งเสรมิ สนับสนุน และแก้ไขปัญหาเกย่ี วกบั ดินแดน และความมัน่ คงของประชาชน นนั้ โดยคณะกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบดว้ ย ๑. นายมนญู สวิ าภริ มยร์ ตั น์ ประธานคณะกรรมาธกิ าร ๒. นายพเิ ชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนที่หน่งึ ๓. นายประสทิ ธ์ิ มะหะหมัด รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนท่สี อง ๔. พลตารวจตรี สุพศิ าล ภักดนี ฤนาถ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนทีส่ าม ๕. นายธีระ ไตรสรณกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนท่สี ี่ ๖. นายขจิตร ชัยนคิ ม ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธกิ าร ๗. นายเชดิ พงศ์ ราชป้องขนั ธ์ ทีป่ รึกษาคณะกรรมาธกิ าร ๘. นายนพดล แก้วสุพฒั น์ ทปี่ รึกษาคณะกรรมาธกิ าร ๙. นายอนุมตั ิ ซูสารอ ทป่ี รึกษาคณะกรรมาธิการ ๑๐. นายอบั ดุลบาซิม อาบู ที่ปรึกษาคณะกรรมาธกิ าร ๑๑. นายพีรเดช คาสมุทร โฆษกคณะกรรมาธกิ าร ๑๒. นายสาคร เกยี่ วข้อง โฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๓. นายสมั พันธ์ มะยูโซ๊ะ โฆษกคณะกรรมาธกิ าร ๑๔. นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ โฆษกคณะกรรมาธกิ าร ๑๕. นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ อนึ่ง ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดท่ี ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๖ (สมัยประชุมประจาปีคร้ังที่หน่ึง) เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓ ท่ีประชุมเห็นชอบให้ตั้งนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็น กรรมาธิการความม่ันคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ แทนตาแหน่ง ที่ว่างลง เนื่องจาก พลโท พงศกร รอดชมพู ประธานคณะกรรมาธิการ ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็น สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร ตามคาวนิ ฉิ ยั ศาลรฐั ธรรมนญู ท่ี ๕/๒๕๖๓ ภายใต้หน้าท่ีและอานาจที่ได้รับมอบหมายจากสภาผู้แทนราษฎร ในคราวการประชุม คณะกรรมาธิการคร้ังที่ ๑๗ เม่ือวนั พธุ ท่ี๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมาธกิ ารได้กาหนดใหม้ ีการพิจารณา ศึกษาเร่ืองการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคง โดยได้มีการต้ังคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา
๒ ศึกษาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคงขึ้น เพื่อให้พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวแล้วรายงาน ต่อคณะกรรมาธกิ ารเพ่อื พิจารณาต่อไป ซงึ่ สามารถสรปุ รายงานผลการพิจารณาศกึ ษาได้ ดงั น้ี ๑. การดาเนนิ งาน คณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งต้ังคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไข กฎหมายด้านความม่ันคง เพ่ือให้ทาหน้าที่พิจารณาศึกษา ปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคง และกฎหมายอื่นท่ีเก่ียวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และปฏิบัติหน้าท่ีอ่ืน ๆ ตามท่ีคณะกรรมาธิการหรอื ประธานคณะกรรมาธิการมอบหมาย ท้ังน้ี ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๖ ซ่ึงคณะอนุกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบดว้ ย ๑.๑ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคง จานวน ๑๐ คน ดังน้ี ๑) พลตารวจตรี สุพศิ าล ภกั ดีนฤนาถ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒) พลโท พงศกร รอดชมภู ทป่ี รึกษาคณะอนกุ รรมาธิการ ๓) นายพรี เดช คาสมุทร อนกุ รรมาธิการ ๔) นายสาคร เกยี่ วขอ้ ง อนุกรรมาธิการ ๕) นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ อนกุ รรมาธิการ ๖) รองศาสตราจารย์ พัทธนนั ท์ หรรษาภิรมย์โชค อนุกรรมาธิการ ๗) นายพสษิ ฐ์ ณครแกว้ อนกุ รรมาธกิ าร ๘) นายภาคิน สวนแก้ว อนุกรรมาธกิ าร ๙) เรอื อากาศโท ธนเดช เพง็ สุข อนุกรรมาธกิ ารและเลขานุการ ๑๐) นางสาวพมิ พ์กาญจน์ กีรติปภากรณ์ อนกุ รรมาธิการและผู้ช่วยเลขานุการ ๑.๒ ท่ีปรึกษาประจาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ด้านความม่ันคง จานวน ๒๒ คน ดังน้ี ๑) นายนพดล แก้วสุพฒั น์ ๒) นายอานาจ ชณุ หะนนั ทน์ ๓) นายจานงค์ ไชยมงคล ๔) นายอโณทัย ดวงดารา ๕) นายธนพล พลเยยี่ ม ๖) นายวฒุ ิพงษ์ เวชยานนท์ ๗) นายธนิน เกตุทอง ๘) นายณัฐพงศ์ นวลแสง ๙) นายพัฒนา สภุ าวงศว์ ณิชย์ ๑๐) นายบรรณ แกว้ ฉา่ ๑๑) นางสาวรัตตกิ าล โสวะภาค ๑๒) นายวศนิ ศรสี กลุ พาณิชย์ ๑๓) นางสาวสมฤดี แสงด้วง
๓ ๑๔) นายสมพร อทิ ธิภวู กลุ ๑๕) นายณรงค์ ไพบูลย์ ๑๖) นายสกุลชัย อศั วนิ เรืองชัย ๑๗) นายภาคิน เจริญนนทสิทธ์ิ ๑๘) นายณฐั วฒุ ิ เจยี่ งเพช็ ร์ ๑๙) นายวัฒนา จาปาดบิ รัตนกุล ๒๐) นายธนากร เมง่ ควน ๒๑) นางสาวอรทยั ขาดี ๒๒) นายสรุ จกั รณ์ ศรีสัจจงั ๒. วิธพี ิจารณาศึกษา เพ่ือให้การพิจารณาศึกษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ ได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงเก่ียวกับ เร่ืองดังกล่าวครบถ้วนรอบด้าน คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไข กฎหมายด้านความม่ันคง ได้มีการกาหนดพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวด้วยการศึกษากฎหมาย ระเบียบ ท่ีเกี่ยวข้อง (รายละเอียดตามภาคผนวก ก กฎหมายที่เก่ียวข้อง) ควบคู่ไปกับการประชุมเพ่ือรับทราบ ข้อมลู ข้อเทจ็ จริง จากหนว่ ยงานและบคุ คลที่เกยี่ วข้อง จานวน ๑๒ ครง้ั โดยมผี ้แู ทนจากหนว่ ยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม รวมทั้ง มีการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เก่ียวข้องกับเรื่องดังกล่าว จานวน ๑ คร้ัง โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ๒.๑ การประชมุ เพือ่ พจิ ารณาศกึ ษา ทัง้ สิ้น ๑๒ ครง้ั ดงั นี้ ครง้ั ที่ ๑ วันพธุ ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ วันพุธท่ี ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ครง้ั ท่ี ๓ วนั พฤหสั บดที ี่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ คร้ังท่ี ๔ วันพฤหัสบดีท่ี ๔ มถิ ุนายน ๒๕๖๓ ครง้ั ท่ี ๕ วันพฤหัสบดที ่ี ๑๑ มถิ นุ ายน ๒๕๖๓ คร้งั ท่ี ๖ วนั พฤหสั บดีท่ี ๑๘ มถิ ุนายน ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๗ วนั พฤหัสบดที ี่ ๒๕ มถิ ุนายน ๒๕๖๓ ครัง้ ท่ี ๘ วันพฤหสั บดที ี่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ครง้ั ท่ี ๙ วนั พฤหัสบดที ี่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ครง้ั ที่ ๑๐ วนั พฤหสั บดที ี่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ คร้งั ที่ ๑๑ วนั พฤหัสบดที ่ี ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑๒ วันจันทร์ที่ ๓๑ สงิ หาคม ๒๕๖๓ ๒.๒ หน่วยงานทเี่ ขา้ ร่วมประชมุ ดังนี้ หวั หนา้ ฝา่ ยรณรงคแ์ ละสื่อสาร ๑. นายณชั ปกร นามเมอื ง โครงการอนิ เทอรเ์ น็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ๒. นายอานนท์ ชวาลาวณั ย์ หัวหน้าฝ่ายศูนยข์ ้อมูลกฎหมายและคดเี สรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพือ่ กฎหมายประชาชน (iLaw)
๔ ๓. นายเกื้อ เจริญราษฎร์ เจ้าหน้าท่ฝี ่ายคดี ศูนย์ทนายความเพือ่ สทิ ธมิ นุษยชน ๔. นายอนุพร อรณุ รัตน์ ทปี่ รึกษานายกสภาทนายความ ๕. พลตารวจตรี มณฑล บวั จีบ ผบู้ งั คับการตารวจสันติบาล ๑ ๖. นายมานะ สมิ มา ผู้เช่ยี วชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง ๗. นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อัยการพเิ ศษฝ่ายคดีอาญา ๔ สานกั งานอยั การสูงสุด ๘. พันตารวจเอก อธิป พงษ์ศิราชยั รองผู้บงั คบั การกองบังคบั การปราบปราม การกระทาความผิดเกยี่ วกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ๙. นางสาววรมน รามางกูร ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น สานักงานศาลยุติธรรม ๑๐. พลตรี โฆษนันทน์ สุทัศน์ ณ อยุธยา รองหวั หนา้ สานักตุลาการทหาร และตุลาการพระธรรมนูญ หวั หนา้ สานกั งานศาลมณฑลทหาร ๑๑. พนั เอก พัฒนชยั พฒั นเจริญ รองผู้อานวยการกองกฤษฎีกา และการตา่ งประเทศ กรมพระธรรมนญู ๑๒. พลตารวจตรี ชนะชัย ลมิ้ ประเสริฐ รองผูบ้ ญั ชาการสานักงานกฎหมายและคดี ๑๓. พันตารวจเอกสรุ ะพันธ์ุ ไทยประเสริฐ รองผบู้ ังคับการกองการตา่ งประเทศ ๑๔. พนั ตารวจเอกทองเอก ไทยประเสริฐ ผู้กากับฝ่ายสนธิสญั ญาและกฎหมาย ๑๕. พันตารวจโทกิตพิ ัฒน์ โชตศิ ักดิ์วาทนิ รองผู้กากับกองบังคบั การกองการต่างประเทศ ๑๖. พันตารวจโท เอกพงษ์ ธนวานิช สารวัตรฝ่ายตารวจสากลฯ ๑๗. พันตารวจโท วรนันท์ โอสงู เนิน รองผูก้ ากบั กองการตา่ งประเทศ ๑๘. นายวลั ลภ นาคบวั รองปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรม ๑๙. รอ้ ยตารวจเอก วษิ ณุ ฉิมตระกูล ผอู้ านวยการกองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดพี เิ ศษ ๒๐. นายธนิน เกตุทอง ผูอ้ านวยการกลมุ่ กฎหมาย สานกั งานสภาความม่นั คงแห่งชาติ ๒๑. นายอรรถสิทธิ์ กนั มล ผอู้ านวยการกองพัฒนากฎหมาย สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๒๒. นางสาวณฏั ฐา มหัทธนา สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๒๓. นางสาวจฑุ ารตั น์ ศริ ิขนั ธ์ สานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า ๒.๓ การจดั สัมมนาของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ด้านความมั่นคง ได้มีการจัดสัมมนา จานวน ๑ คร้ัง เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นเก่ียวกับกฎหมายความ ม่ันคงของคนชุมชนเมือง เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๓ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยเป็น การรบั ฟงั ความเห็นเก่ยี วกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖
๕ ๓. ผลการพิจารณาศึกษา ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการได้ดาเนินการพิจารณาศึกษา ตามวิธีการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้จัดทารายงานผลการพิจารณาศึกษาเร่ือง การศึกษาปรับปรุง แก้ไข กฎหมายด้านความมั่นคง ปรากฏผลการพิจารณาศึกษาสรุปสาระสาคัญได้ ดังนี้ ๓.๑ สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ด้านความม่ันคง ได้มีการพิจารณาศึกษาโดยเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ารว่ มประชุมเพ่ือให้ขอ้ มูล ข้อเท็จจริงสภาพปัญหา ตลอดจนข้อเสนอแนะเก่ียวกับการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับเรื่อง ดังกล่าว ได้แก่ ๑. ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ความผิด ลักษณะ ๑ ความผิดเก่ียวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๗–๑๓๕ ๒. ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบ้ืองต้น ลักษณะ ๑ หลักท่ัวไป มาตรา ๒–๘ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ อานาจสืบสวนและสอบสวน มาตรา ๑๗ ลักษณะ ๓ หมวด ๑ การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเน่ืองกับคดีอาญา มาตรา ๒๘ ลักษณะ ๔ หมายเรียกและหมายอาญา หมวด ๒ หมายอาญา ส่วนท่ี ๒ หมายจับ มาตรา ๖๖ และ ลักษณะ ๕ จับ ขัง จาคกุ คน้ ปล่อยช่ัวคราว หมวด ๓ ปล่อยชั่วคราว มาตรา ๑๐๖–๑๑๙ ๓. คาส่ังสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ ท่ี ๔๑๙/๒๕๕๖ เรื่อง การอานวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทาสานวนการสอบสวนและมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัด การสอบสวนคดีอาญา ๔. พระราชบัญญัติการชุมชุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๕. พระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ๖. พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ๗. ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข ในการขอปล่อยตัว ชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจาเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ และกฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง (รายละเอียดกฎหมายตามภาคผนวก ก) โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ท่กี าหนดไว้วา่ “มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทาภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพ่ือแสดงความคิดเห็นหรือติชม โดยสุจริต (๑) เพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กาลัง ข่มขืนใจหรือใช้กาลังประทุษร้าย (๒) เพ่ือให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเด่ืองในหมู่ประชาชนถึงขนาดท่ีจะ ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (๓) เพ่ือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินเจ็ดปี” ภายหลังจากท่ีประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว สามารถสรุปสาระสาคัญ ของสภาพปัญหารวมท้ังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เก่ียวกับการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับความม่ันคงได้ ดังนี้ ๑) สภาพปัญหาที่พบ เก่ียวกบั กฎหมายด้านความมน่ั คง สรุปได้เป็น ๒ ประเด็น สาคัญ ดังน้ี (๑) ปัญหาด้านเน้ือหาสาระและถ้อยคาของกฎหมาย พบว่า คานิยามต่าง ๆ ในกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความม่ันคง ยังขาดความชัดเจนไม่ครอบคลุม ไม่ทันต่อ สภาพการที่เปล่ียนแปลงไป และบางครั้งมีความขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการนาไป ปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ท่ีเกี่ยวข้อง ทาให้การบังคับใช้จะต้องอาศัยการตีความซ่ึงทาให้เกิดความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ท่ีตีความ เช่น มาตรา ๑๑๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พบว่ามีการบัญญัติถ้อยคาไว้
๖ กว้างมากเกินไปจนทาให้เจ้าหน้าท่ีสามารถตีความกฎหมาย ไปในลักษณะท่ีอาจก่อให้เกิดผลร้ายหรือ ผลกระทบแก่ประชาชน หรืออาจมีการตีความในลักษณะท่ีเป็นการกลั่นแกล้งหรือสรา้ งความไม่เป็นธรรม แก่ประชาชนได้ (๒) ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย พบว่าส่วนหน่ึงของปัญหาสืบเน่ือง มาจากความไม่ชัดเจนของคานิยามต่าง ๆ ในกฎหมายความม่ันคง และส่วนหน่ึงมาจากความรู้และ ประสบการณ์เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายความม่ันคงของเจ้าหน้าท่ีที่เกี่ยวข้อง ทาให้มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนในเน้ือหาและสาระรวมท้ังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทาให้กระบวนการต่าง ๆ ในการบังคับ ใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง ส่งผลต่อกระบวนการในการดาเนินคดี ตั้งแต่ชั้นของการแจ้งข้อกล่าวหา การสอบสวน การขอหมายศาล การออกหมายจับ การดาเนินคดี ในช้ันต่าง ๆ ทาให้บางคร้ังถูกมองว่าเป็นการใช้กฎหมายในลักษณะของการปิดปากประชาชนเพื่อไม่ให้ แสดงความเห็นทางการเมือง หรือการรวมกลุ่มทางการเมือง หรืออาจเป็นการยัดเยียดความผิดให้แก่ ประชาชนทีม่ ีความเห็นต่างทางการเมอื ง ๒) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับความมนั่ คง (๑) ควรมีการแก้ไขกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยเฉพาะ มาตรา ๑๑๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ท่ีพบว่ามีการบัญญัติถ้อยคาไว้กว้างมากเกินไปจนทาให้ เจ้าหน้าท่ีสามารถตีความกฎหมาย ไปในลักษณะท่ีอาจก่อให้เกิดผลร้ายหรือผลกระทบแก่ประชาชน หรืออาจมีการตีความในลักษณะที่เป็นการกลั่นแกล้งหรือสร้างความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนได้ ซ่ึงไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายท่ีแท้จรงิ ที่จะต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมี นากฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ มาบงั คบั ใช้กบั ผทู้ แี่ สดงความเหน็ ต่างทางการเมอื งซึ่งเปน็ ฝ่ายตรงกนั ข้าม โดยผู้ที่แสดงความเห็นต่างมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างความแตกแยกทาให้กระทบถึงความม่ันคงของรัฐ รวมทั้งถูกกล่าวหาว่ายุยงปุกปั่น อันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑๖ ของประมวลกฎหมายอาญา ซ่ึงการดาเนินการดังกล่าวเป็นลักษณะของการใช้กฎหมายปิดปากและเป็นการบ่ันทอนหรือเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น จึงควรมี การแก้ไขมาตรา ๑๑๖ เพ่ือให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และ ให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน (๒) กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นเร่ือง ท่ีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ ดังน้ัน สิ่งท่ีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต้องอธิบายให้เกิดความชัดเจน คือ การกระทาส่ิงไหนถือเป็นเรอ่ื งของความมัน่ คงแห่งรัฐ และส่ิงไหนท่ีไมถ่ อื ว่าเป็นเรือ่ งความม่นั คงแห่งรัฐ (๓) การแก้ไขปัญหาการใช้กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ เพื่อไม่ให้เกิด การตีความกล่ันแกล้งผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สุจริต คือ ต้องมีการบัญญัติถ้อยคาในกฎหมาย ให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการตีความท่ีกว้างเกินไป เพราะสาระสาคัญของการบังคับใช้กฎหมายต้องให้ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน สาหรับกระบวนการรับแจ้งความ ควรมีการบัญญัติกฎหมายเร่ืองสิทธิ ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหาให้มากกว่าคดีทั่วไป เม่ือมีการแจ้งความหรือแจ้งข้อกล่าวหา เพ่ือให้เกิด ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา นอกจากน้ันในการพิจารณาคดีความมั่นคง เสนอให้มีคณะกรรมการ ขึ้นมาพิจารณา โดยคณะกรรมการประกอบด้วย นักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษา ผู้แทนจาก สภาทนายความ ผู้แทนจากภาครัฐท่ีดารงตาแหน่งเก่ียวข้องกับกฎหมาย เช่น นิติกร หรืออัยการผู้แทน
๗ จากหน่วยงานท้องถ่ิน หรือบุคคลท่ีผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย รวมถึง พนักงานสอบสวน เข้าร่วม การรับฟังและพิจารณาว่าเห็นควรรับเป็นคดีหรือไม่ และหากรับเป็นคดีแล้วก็ควรมีคณะกรรมการ พิจารณาด้วยว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม (๔) สาหรับประเด็นในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความม่ันคงจะต้องมี การศึกษาความคิดเห็นของผู้ท่ีเก่ียวข้อง ผู้ท่ีปฏิบัติ รวมทั้งหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายท่ีเกี่ยวข้อง เช่น ศาล อัยการ และหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง โดยการปรับปรุงกฎหมายจะต้องสอดคล้องกับสิทธิ เสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเกิดประโยชน์อยา่ งสูงสดุ กบั ประชาชน ท่ีถูกบังคับใช้ (๕) ประเด็นการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ควรคานึงถึงพัฒนาการ ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นควรให้ประชาชนได้แสดง ความคดิ เห็นอย่างสจุ รติ และกวา้ งขวางในเร่อื งของการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย สาหรับกระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ช้ัน พนักงานสอบสวน การจะขอให้ศาลออกหมายจับหรือหมายเรียกต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาพบพนักงาน สอบสวนก่อน หากไม่มา จึงจะขอออกหมายจับได้ และการขอออกหมายจับต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือ ผู้ต้องหาได้มีโอกาสแต่งต้ังทนายความไปถามค้านและแสดงหลักฐานประกอบการพิจารณาของศาลได้ เนือ่ งจากในปจั จุบนั การปฏิบัติตัวตอ่ ผู้ถกู กลา่ วหา พนกั งานสอบสวนมักปฏิบตั ิต่อผู้ถูกกล่าวหาเสมอื นเป็น ผู้ต้องหา ซ่ึงความจริงแล้วสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและผู้ต้องหาควรต่างกัน ดังน้ัน ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาจึงควรต้องบัญญัติคาจากัดความตลอดจนสิทธิของ “ผู้ถูกกล่าวหา” และ “ผู้ต้องหา” ที่แตกตา่ งกัน โดยการคุ้มครองสิทธิของผูถ้ ูกกล่าวหาเกี่ยวกับความม่ันคงตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ จงึ ต้องเนน้ ถงึ การใชส้ ิทธแิ สดงความคดิ เหน็ ทีส่ ุจริต ตามระบอบประชาธิปไตย (๖) ปัจจุบันท่ีเกิดปัญหาเนื่องจากคาว่า “เสรีภาพ”กับคาว่า “ความม่ันคง” มีความขัดแย้งกัน โดยมองว่า การใช้กฎหมายในลักษณะของปิดปากกับกลุ่มคนบางกลุ่มไม่ให้แสดง ความเห็นทางการเมือง หรือการรวมกลุ่มทางการเมือง ถือเป็นการยัดเยียดความผิดให้แก่ประชาชน ดังนั้น ควรมีการแก้ไขนิยามของคาว่า “ความม่ันคงแห่งรัฐ” ให้มีความชัดเจนและครอบคลุม เน่ืองจาก เป็นต้นเหตุของปัญหา (๗) การดาเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาของพนักงานสอบสวน มีความเห็นว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาพบพนักงานสอบสวนแล้วควรปล่อยตัวไปก่อนเน่ืองจากเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังมิได้ตกเป็นผู้ต้องหา การจะดาเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ต้องหา พยานหลักฐานของพนักงาน สอบสวนต้องมีความชัดเจนและรัดกุม เพราะหากมีการกักขัง จับกุม บุคคลท่แี จ้งความดาเนินคดีอาจจะ ต้องถูกฟ้องกลับได้ หากพิสูจน์ได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ประเด็นน้ี ต้องการให้มีการบัญญัติไว้ เปน็ กฎหมาย เพ่อื ให้มสี ภาพบังคับอย่างชัดเจน (๘) กฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงนั้น จะมีความสัมพันธ์กับหลักกฎหมาย อาญาและวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหากจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายความม่ันคงเพ่ือให้มีการบังคับ ใชม้ ีประสิทธภิ าพน้ัน ควรมุ่งเน้นทงั้ ระบบมใิ ช่เฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ เทา่ นั้น แต่ต้อง ครอบคลุมถึงหลักกฎหมายอาญาตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึง มาตรา ๑๓๕ ด้วย เพ่ือให้เกิดความชัดเจนต่อ การบังคับใช้กฎหมายและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพ่ือให้กระบวนการพิจารณาความอาญาและ การบังคับใช้กฎหมายเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย มีความถูกต้องและไม่มีการตีความไปในทางท่ีจะ
๘ ก่อให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบอย่างใด ๆ และเพ่ือให้ความคุ้มครองกับประชาชนผู้ถูกดาเนินคดี เป็นสาคญั โดยหลกั การและแนวทางในการปรบั ปรงุ แก้ไขกฎหมายดา้ นความมน่ั คง สามารถสรุปได้ ดังน้ี (๘.๑) การศึกษาหลักกฎหมายเก่ียวกับความมั่นคงที่มีความเก่ียวข้อง ทุกด้าน เพื่อใหเ้ กิดความเช่อื มโยงในการบังคับใช้อยา่ งถูกต้อง (๘.๒) การศึกษาแนวคาพิพากษาศาลฎีกา และหลักทฤษฎีที่มีความเก่ียวขอ้ ง เพื่อนามาปรับใช้กับแนวทางการปรับปรุงกฎหมายให้มีความถูกต้องเป็นแนวบรรทัดฐานท่ีได้กาหนดไว้ และ เป็นหลักเกณฑ์ท่ีทกุ ฝา่ ยยอมรับ (๘.๓) การนาหลักกฎหมายแนวคาพิพากษาศาลฎีกา และหลักทฤษฎี มาเข้าสู่กระบวนการจัดเรียงตามหมวดหมู่และแนวทางการบงั คบั ใชใ้ หม้ ีความถูกตอ้ ง โดยเป็นการแนะนา และสรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจให้กับประชาชนควบคู่ไปดว้ ย (๘.๔) การจัดทากระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความม่ันคง ให้ประสบผลสาเร็จอย่างเป็นรปู ธรรม และสามารถเสนอแนวทางในการปรบั ปรุงแกไ้ ขกฎหมายเพื่อใหเ้ กิด ประสิทธภิ าพตอ่ ไป (๙) การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดข้ึนในสังคมแก่ทุกฝ่ายมีความสาคัญและ จาเป็น โดยเน้นท่ีจะแก้ไข ปรับปรุง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เน่ืองจากท่ีผ่านมาสภาพบังคับ ทางกฎหมาย ถูกนามาใช้เป็นเคร่ืองมือทางการเมืองในหลายคดี ดังน้ัน ควรมีการสร้างกลไกความยุติธรรม ให้เกิดข้ึนกับสังคม ท้ังน้ี ในการดาเนินการปรับปรุง แก้ไข กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับความม่ันคงแห่งรัฐ ต้องมีหน่วยงานหลักท่ีจะเป็นเจ้าภาพในการดาเนินการ เช่น สานักงานสภาความม่ันคงแห่งชาติ และ มีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณากล่ันกรองกรณีเฉพาะคดีความมั่นคง เป็นต้น โดยองค์ประกอบของ คณ ะกรรมการที่จะเข้ามาทาหน้าท่ีกลั่นกรองลักษณะคดี ว่าเป็นคดีความมั่นคงแห่งรัฐหรือไม่ โดยคณะกรรมการจะต้องไม่ใช่องค์กรจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ควรให้มีองค์กรภาคเอกชนหรือองค์กร ในภาคสิทธิมนุษย์ชนร่วมเป็นองค์ประกอบในคณะกรรมการกล่ันกรองด้วย โดยในส่วนของโครงสร้าง คณะกรรมการ สภาความม่ันคงแห่งชาติ ควรกาหนดโครงสร้างให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสัดส่วน พรรคการเมืองท่ีเป็นฝ่ายค้าน ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย เพ่ือเป็นตัวแทนภาคประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของประเทศในการกาหนดทิศทางความม่ันคงของประเทศ และสภาความมั่นคง แห่งชาติควรออกแบบคณะกรรมการในการกลั่นกรองเร่ืองต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับการกาหนดนโยบาย ด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อบังคับใช้ภายในประเทศข้ึน จะเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ในประเทศ และประชาชนจะได้รับการคุ้มครองได้มากที่สุดต่อการถูกดาเนินคดี ส่วนการทางานของ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความชัดเจน รัดกุม ประเด็นการนิยามของ “ผู้ต้องสงสัย” กับ “ผู้ต้องหา” ควรให้มีองค์ประกอบ ท่ีแตกตา่ งกนั ชดั เจนเพอ่ื ประโยชน์ต่อการดาเนนิ คดี และจะชว่ ยสร้างความเป็นธรรมใหแ้ กส่ งั คมมากย่ิงข้ึน โดยกระทรวงยุติธรรมในฐานะท่ีเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องในระบบกลไกเหล่านี้ ควรสร้าง กลไกและมองภาพใหญ่โดยรวมของสังคมในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดข้ึนในสังคม ส่วนสานักงาน สภาความม่ันคงแห่งชาติ ควรมีการกาหนดนิยามของคาว่า “ความมั่นคงแห่งรัฐ” ให้มีความชัดเจนว่า สิ่งใด คือ ความม่ันคงอย่างถูกต้อง เพ่ือแยกประเด็นในคดีความม่ันคงให้มีความชัดเจนไม่คลุมเครือ ซึ่งจะทาให้เจ้าหน้าท่ีเก่ียวข้องสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยความถูกต้องและเป็นธรรมมากขึ้น (๑๐) ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาเก่ียวกับกระบวนการดาเนินคดีเกี่ยวกับ กฎหมายดา้ นความมั่นคงที่เกีย่ วข้องกับบุคลากรในกระบวนการยุตธิ รรม ดังนี้
๙ (๑๐.๑) การบังคับใช้กฎหมายของบุคลากร บุคลากรหรือพนักงานสอบสวน ควรทาความเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายให้มีความถกู ต้องและความชดั เจน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย กับผถู้ ูกดาเนนิ คดีได้รบั ความเป็นธรรม (๑๐.๒) พนักงานอัยการ ควรมีการประเมินประสิทธิภาพในการทางาน ควบคู่กับการช้ีวัดประสิทธิผลของการทางาน โดยพิจารณาจากจานวนคดีที่สั่งฟ้อง หากศาลพิจารณายกฟ้อง เป็นจานวนมาก ถือว่าพนักงานอัยการทางานขาดประสิทธิภาพ ซึ่งกรณีประเทศญ่ีปุ่นได้มีการใช้มาตรการ ดงั กล่าว หากประเทศไทยสามารถนามาปรับใช้จะทาให้ประชาชนผูซ้ ึ่งอาจถูกฟอ้ งคดไี ด้รบั ความเป็นธรรม มากยง่ิ ขนึ้ (๑๐.๓) ผูพ้ ิพากษา ควรยดึ ถอื หลักการและการบังคบั ใช้กฎหมายเป็นสาคญั โดยไม่ใช้ทัศนคติส่วนตัวหรือเหตุผลทางการเมืองประกอบการพิจาณาตัดสินคดีความต่าง ๆ ซึ่งประการ สาคัญควรใช้ดุลยพินิจในการพิพากษาคดีด้วยความเป็นธรรมและปราศจากอคติ (๑๑) สาหรับแนวทางเพื่อแก้ไขสภาพปัญหาด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคงนั้น ควรมีการกาหนดแนวทางและสร้างกลไกในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นมาตรฐานที่ชัดเจน โดยมี คณะทางานเพ่ือร่วมหารือและตั้งข้อหาให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ส่วนประเด็นการฟ้องคดีกลับนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ดังนั้น หากอนุญาตให้สามารถดาเนินการฟ้องกลับโดยปราศจาก ค่าใช้จ่ายจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกฟ้องคดี สาหรับกระบวนการในการช่วยเหลือผู้ถูกดาเนินคดีเก่ียวกับ ความมั่นคง ทนายความถือว่ามีความจาเป็นอย่างย่ิงในการช่วยเหลือการต่อสู้คดีเบื้องต้น เช่น การช่วย ประกันตัวเพื่อขอตอ่ สู้คดใี นช้ันศาล โดยมีกองทุนหมุนเวียนให้การช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการตอ่ สู้คดี ซ่ึงทผ่ี ่านมาได้รับการชว่ ยเหลือจากกลมุ่ ทนายความภายนอกท่ีไม่ไดม้ าจากสภาทนายความโดยตรง ๓.๒ สรปุ ข้อมลู และข้อคิดเห็นท่ไี ด้จากการสมั มนา เพื่อให้การพิจารณาศึกษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ รอบด้านได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงจากภาคส่วนต่าง ๆ คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง “การรับฟัง ความคดิ เห็นเกี่ยวกับกฎหมายความม่นั คงของคนชุมชนเมอื ง” ขึ้น โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พื่อหารอื และระดม ความคิดเห็นเก่ียวกับผลกระทบจากการใช้กฎหมายความม่ันคงต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพ่ือให้การบังคับใช้กฎหมายด้านความม่ันคงเป็นไปด้วยความชอบธรรม และไม่ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ตามเจตจานงของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และนาข้อมูลท่ีได้ไปประกอบการจัดทา รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับ ประชาชนในเรื่องดังกล่าว ในฐานะท่ีคณะกรรมาธิการเป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ สาหรับการสัมมนา ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย กรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการ ผู้นาชุมชน ประชาชนในพ้ืนท่ี กรุงเทพมหานคร และประชาชนผู้สนใจทั่วไป โดยการสัมมนาดังกล่าวมีการอภิปรายของผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นักวิชาการด้านกฎหมาย คณะกรรมาธิการ และผู้แทนเจ้าหน้าท่ีตารวจโดยมีการแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังความคิดเหน็ เกย่ี วกบั กฎหมายความมัน่ คง ซง่ึ สรุปสาระสาคัญจากการสัมมนาได้ ดังนี้ ๑) สรปุ ผลการอภิปรายจากผทู้ รงคณุ วุฒิ สรปุ สาระสาคัญได้ ดังนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นักวิชาการด้านกฎหมาย คณะกรรมาธิการ และผู้แทน เจ้าหน้าท่ีตารวจ ได้มีการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับกฎหมายด้านความม่ันคง สรุปได้ว่า สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ที่มีสาระสาคัญว่า มาตรา ๗๗ รัฐพงึ จดั ให้มีกฎหมายเพยี งเท่าท่ีจาเป็น และยกเลกิ หรือปรบั ปรุงกฎหมายท่ีหมดความจาเป็น
๑๐ หรอื ไมส่ อดคลอ้ งกับสภาพการณ์หรือท่ีเป็นอุปสรรคต่อการดารงชีวิตหรอื การประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้า เพ่ือไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดาเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเร่ืองนี้คณะกรรมาธิการได้ ให้ความสาคัญ ดังน้ัน จึงได้จัดสัมมนาขึ้นเพ่ือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นของปัญหา บ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากการใช้สิทธิเสรีภาพในเรื่องของประชาธิปไตยและประชาชน เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายของภาครัฐ โดยเฉพาะในเร่ืองของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ในประเด็นเร่ืองของการยุยงปลุกป่ัน ซึ่งแท้จริง สิ่งเหล่าน้ัน คือ การแสดงความคิดเห็นในภาคประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย สิ่งท่ีกังวลคือปัจจุบันประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็น การที่มีเสรีภาพและแสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะต่าง ๆ ตลอดจน การได้รับความคุ้มครองตามท่ีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญกาหนด หรือตามพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ให้ ประชาชนได้รับสิทธินั้นในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งขณะน้ี มีนิสิต นักศึกษาท่ีออกมาเคลื่อนไหว ใช้สิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมาย ดังนั้น เพื่อเป็นการรับทราบถึงความคิดเห็นและสภาพปัญหาในการใช้กฎหมาย ข้อบกพร่องหรือช่องว่างของกฎหมายด้านความม่ันคงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หรือควรได้เวลาท่ีจะแก้ไขเพื่อให้เอื้อและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ตลอดจน การเอื้ออานวย ให้เจ้าหน้าท่ีตารวจในการปฏิบัติงาน คณะกรรมาธิการจึงได้เปิดเวทีการสัมมนาขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งนักวิชาการ เจ้าหน้าท่ีที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เพ่ือจะได้หาข้อสรุปร่วมกัน และนาผลที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นต่อไป เพราะกฎหมายเป็นบทบัญญัติ หรือ กติกาของสังคมที่จะต้องใช้ดูแลประเทศ นอกจากน้ี เพื่อเป็นการรับรองเสรีภาพและสิทธิต่าง ๆ แก่ประชาชน ในสังคมให้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และสอดคล้องกับสังคมโลกสมัยใหม่ที่เปิดโอกาสให้บุคคลได้แสดง ความคิดเหน็ ไดใ้ นทุกมิติ ทง้ั ในโลกความเปน็ จรงิ และในโลกของ Social Network ตา่ ง ๆ ต่อไป ประเด็นเก่ียวกับหลักการความมั่นคง ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีการอภิปรายและ แสดงความคิดเห็นว่า ตามที่สภาความั่นคงแห่งชาติ ได้ให้คานิยามเร่ืองความมั่นคงไว้ว่า คือ เรื่องที่มี ผลกระทบต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีการโจมตีด้านความม่ันคงของประเทศ ๒ แบบ แบบท่ี ๑ คือ การโจมตีทางกายภาพ เช่น การใช้กาลัง ก่อการร้าย แบบที่ ๒ คือ การโจมตีที่มองไม่เห็น เชน่ เร่อื งอาชญากรรมข้ามชาติ กฎหมายไซเบอร์ ซ่ึงส่วนนี้เหน็ ว่า สภาความมนั่ คงแห่งชาติควรมีการปรับ คานิยามของความมั่นคงให้มีความเหมาะสม ซ่ึงจะทาให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ง่ายข้ึน หากมีนิยาม ความหมายของคาว่า “ความมั่นคง” จะทาให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ง่าย นอกจากนี้ เห็นว่าในส่วนของสถานศึกษาควรเปิดโอกาสพ้ืนท่ีให้มีปลอดภัยแก่นักเรียน นักศึกษาในการแสดง ความคิดเห็น และในส่วนของเจ้าหน้าท่ีรัฐควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในการดาเนินการเก่ียวกับคดี และในการปฏิบัติหน้าท่ี ควรอานวยความสะดวกกับผู้ชุมนุมโดยไม่เลือกข้างไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุน รัฐบาลหรือฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐบาล เจ้าหน้าที่ต้องอานวยความสะดวกให้หมดไม่เลือกปฏิบัติ สว่ นประเด็นทหารกับการเมือง ควรมกี ารแกไ้ ขปรบั ปรุงระเบยี บทเี่ กี่ยวข้อง เช่น ห้ามยงุ่ การเมอื ง ห้ามพูด ห้ามวิจารณ์ จนกว่าจะเกษียณราชการไปแล้ว ๕ ปี เป็นต้น ส่วนประเด็นกฎอัยการศึกถือเป็นเร่ืองของ การยึดอานาจ ทาให้มีการโอนคดีจากศาลยุติธรรมไปยังศาลทหาร ซ่ึงจะทาให้กระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหาจะขาดทนายหรือฝ่ายท่ีจะคอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน มีแต่อานาจทางทหารมาบังคับใช้แทน ดังนั้น จึงเห็นว่า หากจะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกควรขออนุญาตจากรัฐสภา จึงจะถูกต้องเนื่องจาก เป็นอานาจของประชาชน ซึ่งหากสามารถดาเนินการได้ตามแนวทางน้ีจะทาให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจ
๑๑ ดีขึ้นและสอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพที่กาหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ สาหรับปัญหาความม่ันคงผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องของปัญหา ๒ ด้าน คือ ปัญหาความม่ันคงของรัฐบาล และปัญหาความม่ันคงของรัฐประเทศ ส่วนในการดาเนินการพิจารณาสอบสวนของเจ้าหน้าท่ีตารวจเกี่ยวกับคดี ความมั่นคง เห็นว่า สมควรมีกระบวนการตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน อีกส่วนท่ีสาคัญ คือ อานาจตุลาการ ซึ่งตามกระบวนการดาเนินคดีอาญาตามมาตรา ๑๑๖ กระบวนการจะเริ่มท่ีเจ้าหน้าท่ีตารวจแต่การกาหนด บทลงโทษเปน็ อานาจของศาล โดยหากพจิ ารณาตามบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ พบว่า ค่อนข้างสูง ซ่ึงเป็นอานาจดุลยพินิจของศาลที่อาจพิจารณาได้ ตามมุมมองของเจ้าหน้าที่ตารวจ เสนอว่า เห็นควรมีการแก้ไขให้เจ้าหน้าท่ีตารวจสามารถออกหมายเรียกไว้ก่อน ซึ่งจะสามารถช่วยคุ้มครอง ผู้ถูกกลา่ วหาได้ เนอ่ื งจากเจา้ หน้าทต่ี ารวจจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหากไมป่ ฏิบัติตามก็เปน็ ผลร้ายถือว่า ผิดกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีได้ จึงมีความเห็นว่า การแก้ไขปัญหาคดีความม่ันคง ศาลควรเป็น ผู้พิจารณากล่ันกรองในเร่ืองต่าง ๆ จะเป็นผลดีต่อผู้ถูกกล่าวหาได้มาก สาหรบั การดาเนินการตามกฎหมายความมั่นคง ผู้ทรงคุณวุฒิแสดงความคิดเห็นว่า การดาเนินการต่าง ๆ จะต้องพิจารณาถึงเร่ืองสิทธิเสรีภาพของบุคคลเป็นหลัก เพราะประชาชนน้ันเป็น องค์ประกอบของรัฐ และท่ีสาคัญประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพมาต้ังแต่กาเนิด เสรีภาพในการคิด การแสดงออก สิทธิในร่างกาย จะติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความเป็นมนุษย์จึงต้องแสดงออกมารวมตัวกันเพื่อเป็นรัฐ การที่มีรัฐ จะต้องมีการจากัดสทิ ธิเสรีภาพในบางอย่างของประชาชนเพ่ือมารักษาความม่ันคงแห่งรัฐ ในการออกกฎหมาย เพื่อจากัดเสรีภาพเหล่าน้ันต้องออกเป็นกฎหมายโดยที่ไดร้ ับอนุญาตจากประชาชนผ่านสภาผู้แทนราษฎร จากน้นั บรรดาเจา้ หน้าที่ของรัฐจึงได้นากฎหมายไปปรับใช้เพื่อใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ประเด็นนี้จะต้องมีการตรวจสอบเจ้าหน้าท่ีของรัฐว่าได้ใช้กฎหมายได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์จริง หรือไม่ ใช้เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐจริงหรือไม่ หรือใช้เพ่ือวัตถุประสงค์อ่นื เพราะกฎหมายเหล่าน้ี คือ การจากัดเสรีภาพของประชาชน ดังน้ัน ต้องใช้ดุลยพินิจพอสมควรแก่เหตุ ใช้ในความจาเป็นให้สอดคล้อง กับวตั ถุประสงค์ ในส่วนของกฎหมายที่เก่ียวข้องกบั ความผิดฐานความมั่นคงแห่งรัฐ สามารถแยกออกเป็น ๓ กลุม่ ดงั น้ี (๑) กลุ่มแรกคือกลุ่มกฎหมายอาญา หมวดท่ีว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคง ในราชอาณาจักร เช่น มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๖ ประกอบกับในบางยุค บางสมัยมีการออกกฎหมาย มาใช้บังคับเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ถูกยกเลิกไปแล้วหรือมีพระราชบัญญัติป้องกันรักษารัฐธรรมนูญ เอาไว้ในแรก ๆ ท่เี ริ่มมีรฐั ธรรมนญู (๒) กฎหมายทใ่ี หอ้ านาจแกเ่ จ้าหนา้ ท่ขี องรฐั ในกรณีพิเศษ เช่น กฎอัยการศึก พระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินในสภาวะฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ. ๒๕๕๑ (๓) กลุ่มที่เป็นกฎหมายแถมพ่วง คือ หากมีความผิดต่อความมั่นคงเกิดขึ้น แล้วไปเผยแพร่ออกไป เช่น พระราชบัญญัติการชุมนุม พระราชบัญญัติความผิดต่อคอมพิวเตอร์ เหล่าน้ี ถูกพ่วงกบั ความผิดตอ่ การทาผิดตามความมั่นคงของรฐั อน่ื ๆ ประเด็นนิยามความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ คือ การท่ีมีการกระทา บางอย่างที่มีการล้มล้างการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเหล่านี้ คือ นิยามของความผิดเก่ียวกับ ความม่ันคงแห่งรัฐ จากสถานการณ์ในปัจจุบันการที่มีภาคนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวตามสถานศึกษา ต่าง ๆ ในการแสดงออกทางความคิด เหล่านี้จะมองว่า ทาให้เกิดการล้มล้างสถาบัน ล้มล้างการปกครอง
๑๒ หรือไม่ ทาใหเ้ กิดความวุ่นวายขน้ึ ในราชอาณาจักรไทยหรือไม่ จะเห็นได้ว่าปัจจบุ ันมกี ารบังคบั ใชก้ ฎหมาย ในลักษณะบิดเบือน หลักกฎหมายอาญาการใช้และการตีความจะต้องตีความโดยเคร่งครัด ห้ามตีความ แบบขยายความเพื่อลงโทษคน ต้องแยกองค์ประกอบความผิดให้ได้ เช่น มาตรา ๑๑๖ มีองค์ประกอบ ความผิด คือ ผู้ใดกระทาโดยวาจา พูดเขียนหรือแสดงออกโดยวิธีอื่นใด โดยเพ่ือเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เปล่ียนแปลงรัฐบาล โดยข่มขืนใจหรือประทุษร้าย หมายความว่า แสดงออกเพ่ือขอเปล่ียนกฎหมาย เปลี่ยนรัฐบาลได้ หากเราไม่ข่มขืนใจผู้อ่ืนและหากไม่ประทุษภัยผู้อ่ืนก็สามารถดาเนินการได้ ถ้าไม่ถึง ขนาดก่อความไม่สงบ การเปลี่ยนแปลงหรือการฝ่าฝืนกฎหมาย หากอยู่ในเงื่อนไขท่ีรัฐธรรมนูญอนุญาต สามารถกระทาได้ หรือเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตประชาชนก็สามารถกระทาได้ ดังน้ัน การจากัด การแสดงความคิดเห็นหรือจากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยอ้างว่า เป็นการยุยง ปลุกปั่น ซึ่งเป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ จึงเป็นการตีความเกินขอบเขตของกฎหมายและ ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และเม่ือเจ้าหน้าท่ีรัฐท่ีบังคับใช้กฎหมายทราบว่า การแสดงออกของ ประชาชนไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๑๖ ดังนั้น เมื่อคดีไปสู่ช้ันศาล ได้มีการยกฟ้องไป หลายคดี แต่ในกระบวนการดาเนินคดี ประชาชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาหรือจาเลยต้องมีคา่ ใช้จา่ ยในการต่อสคู้ ดี การประกันตัว ทาให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจานวนมากในการพิสจู นค์ วามบรสิ ุทธิ์ของตนเอง จึงทาให้ กฎหมายความมั่นคงในประเทศไทยกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการกาจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือ กล่ันแกล้งอีกฝ่ายหนึ่ง ๒) สรุปผลการรบั ฟังความคดิ เหน็ จากการแบ่งกลุ่มย่อย สรปุ สาระสาคัญได้ ดงั น้ี นอกจากการแสดงความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วการสัมมนาได้มีการแบง่ กลุ่ม ผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผูแ้ ทนจากชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครออกเป็นกลุ่มย่อยเพอื่ รับฟังความเห็น เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ โดยมีการแบ่งกลุ่มเพ่ือระดมและแลกเปลย่ี นความคิดเห็น จากผู้นาชุมชนต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ใน ๓ ประเด็น ได้แก่ ๑. ประเด็นบทบัญญัติประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๑๖ ในประเด็นคาถามท่ีว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับบทบัญญัติตามกฎหมาย ๒. ประเด็นการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ในประเด็นคาถามที่ว่า ท่านเห็นด้วย หรอื ไม่ อย่างไร กบั การบังคับใช้กฎหมายดงั กลา่ วในปจั จบุ ัน และ ๓. ประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ในประเด็นคาถามที่ว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจาก การระดมความคิดเหน็ สรปุ สาระสาคญั จากกล่มุ ย่อยได้ ดงั น้ี “มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือ วิธีอ่ืนใดอันมิใช่เป็นการกระทาภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือ ติชมโดยสุจริต (๑) เพื่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กาลังข่มขืนใจ หรือใชก้ าลังประทุษร้าย (๒) เพ่ือให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะ ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (๓) เพ่ือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษ จาคกุ ไม่เกนิ เจ็ดปี” ๒.๑) ประเด็นบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ท่านเห็นด้วย หรือไม่ อย่างไร กับบทบัญญัติตามกฎหมาย สรุปผลได้ว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติ ที่มีอยู่ตามมาตรา ๑๑๖ โดยมีเหตุผล ดังนี้ (๑) ไม่เห็นดว้ ย เน่อื งจาก – เพราะเป็นกฎหมายท่ีจากัดสิทธิ จากัดการแสดงออกของ ประชาชน ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานของหลักการประชาธิปไตย และพึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
๑๓ – เพราะเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการออกมา แสดงความคดิ เห็น มาตรา ๑๑๖ เปรียบเสมือนประตทู ่ปี ิดกนั้ เสรภี าพทางความคิด – เพราะกฎหมายกว้างเกินไป ใช้เพื่อการควบคุมความคิดของคน มีการลงโทษจาคุก ถอื เปน็ มาตรการที่รุนแรงเกนิ ไป และเปน็ กฎหมายทีจ่ ากัดคนที่เหน็ ต่างจากรัฐ – เพราะเป็นการจากัดสิทธิของประชาชนที่จะออกมแสดงความคิดเห็น ซ่งึ ไม่ได้มีเจตนาทีจ่ ะยุยงปลกุ ปน่ั แตเ่ ปน็ การนาเสนอความจรงิ ท่ขี ัดกบั สงิ่ ทรี่ ฐั นาเสนอเท่าน้นั – เพราะเป็นกฎหมายที่จากัดการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งสิทธิในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ความคิดท่ีเห็นต่างจากรัฐบาลเป็นสิทธิท่ี พงึ กระทาได้ และตวั บทกฎหมายสามารถตคี วามได้อยา่ งกว้างขวาง – เพราะกฎหมายยังมีความคลุมเครือ เช่น นิยามท่ีไม่ชัดเจน ทาให้ สามารถตีความไดห้ ลายประการ และเปน็ เครือ่ งมือปดิ กนั้ การแสดงออก สทิ ธิเสรีภาพของประชาชน (๒) เห็นด้วย เพราะเห็นว่า ตัวบทกฎหมายมีทั้งส่วนที่จาเป็นและส่ิงที่ ไมจ่ าเป็น สว่ นที่จาเป็นและเห็นด้วยกบั ตัวบทกฎหมาย คอื เอาไว้เพื่อปอ้ งกันการพูด หรือแสดงความเห็น ท่ีเกินความจริง ๒.๒) ประเด็นการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ท่านเห็นด้วย หรือไม่ อย่างไร กับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยมีเหตุผล ประกอบ ดังน้ี – เพราะเป็นการใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติ เลือกใช้กับผู้ที่มีความคิดเห็น ตา่ งจากฝ่ายรฐั แต่ถา้ หากเปน็ ฝ่ายทส่ี นับสนุนการกระทาของรัฐจะไม่ถกู ดาเนินคดีด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ – เพราะการบังคับใชไ้ มเ่ ปน็ ธรรม เจา้ หน้าท่มี ักอา้ งว่า “นายสงั่ ” – เพราะการชุมนุมในปัจจุบัน รัฐบาลมีการนาเอามาตรา ๑๑๖ มาใช้จากัด การชุมนุมใช้ มาตรา ๑๑๖ ในการจับกุมแกนนาจัดการชุมนุม รัฐใช้กฎหมายคุกคามประชาชนท่ีเห็นต่าง กับฝ่ายรัฐ กล่าวหาว่าเป็นการก่อให้เกิดความไม่สงบ ทั้งท่ีการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยสันติ เรียกร้อง ประชาธิปไตย ซง่ึ ถือวา่ เป็นข้อกล่าวหาท่ีเกินความจริง เน่ืองจากพบวา่ แกนนาหรอื ผู้ปราศรยั หลายคนจะ ถูกดาเนินคดี ในความผิดตามมาตราน้ี ซึ่งประเด็นท่ีออกมาพูดเป็นการพูดถึงปัญหาของสังคมอย่างตรงไป ตรงมา และไมไ่ ด้กอ่ ในเกดิ ความวุน่ วายหรือความรุนแรงแต่อย่างใด – เพราะเห็นว่า กฎหมายถูกใช้โดยเลือกปฏิบัติ และการบังคับใช้ใน มาตรา ๑๑๖ ปัจจุบัน ใชใ้ นการสกัดก้ันผู้ที่เหน็ ตา่ งกับรัฐบาล ประชาชนควรจะมีสิทธเิ สรีภาพในการแสดงออก เพราะประเทศเป็นของประชาชนไม่ใช่ของรฐั บาล ฉะนั้น ความเห็นต่าง ๆ ควรจะนามาปรบั ปรุงในการบริหาร ประเทศ – เพราะการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา ๑๑๖ ในปัจจุบัน รฐั บาลใช้กฎหมาย ในลักษณะเป็นการคุกคามประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง แสดงความเห็นที่เห็นต่างกับรัฐเท่านั้น และใช้ไม่ตรง ตามเจตนารมณข์ องกฎหมาย ๒.๓) ประเด็นการแกไ้ ขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ท่านเห็นด้วย หรือไม่ อย่างไร กับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไข โดยมีเหตุผลประกอบ ดังน้ี
๑๔ – ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ควรได้รับการแก้ไข เพราะเห็นว่า ประชาชนควรสามารถแสดงความคิดเห็นโดยสุจรติ ได้โดยไมต่ ้องกังวลวา่ จะถูกดาเนินคดีตามมาตรา ๑๑๖ – ต้องได้รับการแก้ไข ในส่วนของนิยามคาว่า “ยุยงปลุกป่ัน” ให้ชัดเจนว่า คือ อะไร ทั้งนี้ หากการแสดงความคดิ เห็นไมเ่ ข้าขา่ ยท่ีนิยามไว้ให้ถือว่าไม่เป็นการยุยงปลุกปั่น และให้ปรับ ลดจานวนปีท่ีลงโทษจาคุกลง เน่ืองจาก ๗ ปีมากเกนิ ไป ไมเ่ หมาะสมกับรูปคดี นอกจากน้ี เม่ือถูกดาเนินคดี และคดีถึงที่สุดแล้วพบว่าจาเลยไม่ผิด จะต้องมีกระบวนการเยียวยาจาเลย ชดเชยเงินท่ีใช้ในการดาเนินคดี และชดเชยในส่วนท่ีทาให้เสียช่ือเสียงด้วย เน่ืองจากกว่าคดีจะสิ้นสุดจาเลยจะต้องไปศาลและดาเนินการ ดา้ นทนายความ ทาให้จาเลยตอ้ งเสียเวลาและเสียค่าใช้จา่ ยในการดาเนินการตา่ ง ๆ จานวนมาก – ควรแก้ไข มาตรา ๑๑๖ โดยระบุให้ชัดเจนว่าการกระทาแบบใดท่ีเข้าข่าย ยุยงปลุกป่ัน และให้เพ่ิมเติมระบุว่า “การแสดงออกความเห็นทางการเมือง” ไม่ใช่การก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนน้ั การแสดงความเห็นโดยสุจรติ ในรฐั ธรรมนญู นิยามคาว่า “สุจริต” ยังไม่ชดั เจน มาตรา ๑๑๖ ถือเป็นกฎหมายท่ีจากัดเสรีภาพและการแสดงออกของประชาชน ทาให้ประชาชนไม่สามารถแสดงออก ได้อย่างอิสระ ส่วนผู้บังคบั ใช้กฎหมายพบปัญหาว่าใชไ้ ม่ตรงตามเจตนารมณ์ และใช้โดยเลือกปฏิบัติเฉพาะ กับผู้ท่ีเห็นต่างกับรัฐเท่าน้ัน เพราะถ้าหากจะใช้กฎหมายน้ีจริง ๆ ควรแก้ไขให้มีความเท่าเทียม ไม่เน้น หรือเจาะจงไปยังกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองเพียงเท่าน้ัน – ควรแก้ไข เพราะเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา ๑๑๖ ถูกใช้ โดยเลือกปฏิบัติ เห็นว่าเจ้าหน้าท่ีจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วย หรือเห็นต่างกับรัฐ ควรปรับลดโทษการจาคุก เพราะบทลงโทษหนักเกินไป และให้ข้ึนอยู่กับดุลพินิจของ เจ้าหน้าท่ีเป็นผู้พิจารณา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการใช้กฎหมายน้ีกล่ันแกล้งผู้เห็นต่าง ดังนั้น จึงควรระบพุ ฤตกิ รรมให้ชดั เจนวา่ การกระทาใดเป็นการกระทาความผิด โดยไม่ต้องตคี วาม – ควรแก้ไขกฎหมาย มาตรา ๑๑๖ เพราะเห็นว่ารัฐบาลใช้เป็นเคร่ืองมือ ในการคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง กฎหมายไม่เป็นธรรมกับประชาชน และเป็นการให้ประโยชน์กับ ผู้มีอานาจ ๓.๓ ข้อเสนอในการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมายด้านความมั่นคงและกฎหมายอ่ืน ทีเ่ กี่ยวข้อง ภายหลังจากท่ีคณะกรรมาธิการได้ดาเนินการศึกษาจากการประชุม สัมมนา รวมท้ัง การศึกษาเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ได้มีการประมวล วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพ่ือจัดทาเป็นข้อเสนอในการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมาย ดา้ นความม่ันคงและกฎหมายอื่นท่เี กย่ี วข้องได้ ดงั น้ี ประเด็นที่ ๑ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ ทบ่ี ัญญัติไว้วา่ “มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอ่ืนใด อนั ไมใ่ ชเ่ ปน็ การกระทาภายในความมุ่งหมายแหง่ รฐั ธรรมนญู หรือไมใ่ ช่เพอ่ื แสดงความคดิ เหน็ โดยสจุ รติ (๑) เพอื่ ให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในกฎหมายแผน่ ดนิ หรอื รฐั บาล โดยใช้กาลงั ข่มขืน ใจ หรือใช้กาลงั ประทุษรา้ ย (๒) เพ่ือให้เกิดความป่ันป่วน หรอื กระด้างกระเด่ืองในหมปู่ ระชาชน ถงึ ขนาดท่ีจะ ก่อความไมส่ งบข้ึนในราชอาณาจักร หรือ (๓) เพ่อื ใหป้ ระชาชน ล่วงละเมดิ กฎหมายแผ่นดิน ตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกินเจ็ดปี”
๑๕ ความคิดเห็น จากการประมวลความคิดเห็นและข้อมูล พบว่า มาตรา ๑๑๖ เป็น ความผิดในหมวด “ความมั่นคง” ตามประมวลกฎหมายอาญา และมีโทษจาคุกสูงสุดถึงเจ็ดปี ซึ่งถือเป็น ข้อหาหนักที่มีโทษสูง ซึ่งทาให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีอานาจสามารถขอฝากขังผู้ต้องหา ไวก้ อ่ นฟ้องคดมี ีระยะเวลาสงู สุดได้ถึง ๔๘ วัน อกี ทงั้ ในระหว่างการฝากขังน้ันจาเลยต้องยน่ื ขอประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์ต่อศาล ซ่ึงศาลมักจะตีราคาหลักทรัพย์ตามอัตราโทษสูงสุดในคดีนั้น ๆ นอกจากนี้ คาวา่ “ผู้ใดกระทาให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรอื วธิ ีอื่นใด” หรือ “กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน” เป็นคาท่ีมีการตีความที่กว้าง จึงส่งผลให้สามารถมีการตีความ ในทางประสงค์ต่อผลทางการเมืองและเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เกินควร และขัดกับ หลักนิติธรรมได้ ข้อเสนอ เพื่อป้องกันการตีความท่ีกว้างเกินควร เสนอให้มีการแก้ไขโดยตัดคาว่า “หรอื กระดา้ งกระเด่อื งในหมปู่ ระชาชน” ใน (๒) ของมาตรา ๑๑๖ ประเดน็ ท่ี ๒ การแก้ไขประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ขอความเบื้องตน ลักษณะ ๑ หลักท่ัวไป มาตรา ๒ ในประมวลกฎหมายน้ี (๒) “ผู้ต้องหา” หมายความถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทาความผิด แต่ยังมิได้ ถูกฟ้องต่อศาล (๓) “จาเลย” หมายความถงึ บุคคลซงึ่ ถูกฟอ้ งยังศาลแลว้ โดยขอ้ หาว่าไดก้ ระทาความผิด มาตรา ๗/๑ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซ่ึงถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงาน แจ้งให้ญาติหรือผู้ซ่ึงผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานท่ีที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก และให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปนี้ด้วย (๑) พบและปรกึ ษาผู้ซง่ึ จะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (๒) ให้ทนายความหรือผ้ซู ่ึงตนไว้วางใจเขา้ ฟังการสอบปากคาตนได้ในชัน้ สอบสวน (๓) ไดร้ ับการเยีย่ มหรือติดต่อกบั ญาติได้ตามสมควร (๔) ไดร้ ับการรักษาพยาบาลโดยเรว็ เม่ือเกดิ การเจบ็ ปว่ ย ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าท่ี แจ้งให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรก ถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง ความคิดเห็น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวข้างต้น จากการศึกษาความแตกต่างเรื่องสิทธิของบุคคลผู้ต้องสงสัยว่า กระทาความผิดตามกฎหมาย ด้านความมั่นคงของประเทศไทยและสิทธิของบุคคลผู้ต้องสงสัยว่ากระทาความผิดตามก ฎหมาย ด้านความมั่นคงของต่างประเทศ (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหราชอาณาจักรอังกฤษ และสาธารณรัฐ ฝรั่งเศส) พบว่า แนวทางในการปฏิบัติต่อบุคคลผู้ต้องสงสัยในกฎหมายด้านความมั่นคงของต่างประเทศ ส่วนใหญ่ มีความสอดคล้องกับสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของ ประเทศไทยทุกประเด็น รวมท้งั มกี ารรบั รองคมุ้ ครองสทิ ธเิ สรภี าพเปน็ หลกั แต่จะมีข้อยกเวน้ หรือเง่ือนไข ในการจากัดสิทธิไว้ในกรณีจาเป็นต้องปกป้องเพ่ือส่วนรวม และมีโทษสาหรับเจ้าหน้าท่ีหากกระทาการ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึง ความแตกต่างเรื่องสิทธิของบุคคลผู้ต้องสงสัยผู้หญิงท่ีไม่มีกาหนดไว้ เท่าน้ัน และจากการศึกษาผลการเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาสิทธิของผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและสิทธิของบุคคลผู้ต้องสงสัยว่ากระทาความผิด
๑๖ ตามกฎหมายด้านความม่ันคงของประเทศไทยและต่างประเทศ เฉพาะประเด็นที่บุคคลผู้ต้องสงสัยว่า กระทาความผิดตามกฎหมายด้านความม่ันคงกับสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา สามารถสรุปได้ประเด็น ดังน้ี (๑) กฎหมายด้านความม่ันคงของประเทศไทยมิได้กาหนดให้แจ้งข้อหา และ ข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาความผิดกับบุคคลผู้ต้องสงสัย แต่กฎหมายความม่ันคงของสาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์ สหราชอาณาจักรอังกฤษ และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ให้สิทธิที่จะได้รับรู้ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การกระทาความผิดแก่บุคคลผู้ต้องสงสัยเป็นพื้นฐานโดยกฎหมายความม่ันคงของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กาหนดเพ่ิมเติมว่าหากเจ้าหน้าท่ีละเลยไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวต้องมีโทษจาคุก กฎหมายความมั่นคงของ สหราชอาณาจักรอังกฤษกาหนดเพ่ิมเติมว่าต้องแจ้งข้อหาและข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาความผิด ทั้งต่อบุคคลผู้ต้องสงสัยและทนายความของบุคคลผู้ต้องสงสัยหรือผู้ปกครองในกรณีผู้เยาว์เป็นบุคคล ผู้ต้องสงสัย (Appropriate Adult) ด้วย ในกรณีท่ีทนายความหรือผู้ปกครองนั้นร้องขอและกฎหมาย ความมั่นคงของสาธารณรัฐฝร่ังเศสกาหนดให้แจ้งข้อเท็จจริงเก่ียวกับการกระทาความผิด (๒) กฎหมายด้านความม่ันคงของประเทศไทยมิได้กาหนดให้บุคคลผู้ต้องสงสัย มีสทิ ธิทจ่ี ะเงียบหรอื ไม่ใหก้ ารใด ๆ ตอ่ เจ้าหนา้ ท่ี กฎหมายความมั่นคงของสาธารณรฐั ฝร่งั เศส มิได้กาหนด การแจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การในชั้นควบคุมตัว แต่ต้องแจ้งในชั้นสอบสวน แต่กฎหมายความม่ันคงของ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และสหราชอาณาจักรอังกฤษได้กาหนดให้แจ้งสิทธิท่ีจะเงียบหรือไม่ให้การใด ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ไว้ โดยกฎหมายความม่ันคงของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์กาหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่า หากเจ้าหน้าที่ ละเลยไม่แจ้งสิทธิดังกล่าว จะต้องรับโทษจาคุก ส่วนกฎหมายความม่ันคงของสหราชอาณาจักรอังกฤษ จะให้สิทธิดังกล่าวโดยมีข้อยกเว้นว่า หากเป็นการควบคุม ณ ท่าเรือ หรือชายแดน บุคคลที่ถูกสอบถาม จะต้องให้ข้อมูลในความครอบครองของตน รวมไปถึงเอกสารอ่ืน ๆ ตามท่ีเจ้าหน้าที่ร้องขอ หากไม่ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติเหล่านี้ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย (๓) กฎหมายด้านความมั่นคงของประเทศไทยมิได้กาหนดให้บุคคลผู้ต้องสงสัย มสี ิทธิในการไดร้ ับแจง้ สทิ ธิอ่ืน ๆ ซึ่งบุคคลทีเ่ ป็นผตู้ ้องหาในคดอี าญามีสทิ ธิรับรู้ในโอกาสแรกวา่ ตนมีสิทธิ จะพบทนายความ ในประเด็นนี้ มีข้อแตกต่างกับกฎหมายความม่ันคงของต่างประเทศพบว่าท้ังกฎหมาย ความมั่นคงของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหราชอาณาจักรอังกฤษ และสาธารณรัฐฝร่ังเศส ได้กาหนด ให้บุคคลผู้ต้องสงสัยมีสิทธิได้รับแจ้งเร่ืองทนายความ ซ่ึงเป็นสิทธิพ้ืนฐานที่ต้องแจ้ง กล่าวคือ สหราช อาณาจักรองั กฤษตอ้ งแจ้งสิทธิในการมีล่ามแปลภาษา และสิทธิในการตดิ ตอ่ สถานทูตในกรณีชาวตา่ งชาติ ในสาธารณรัฐฝร่ังเศสต้องแจ้งสิทธิติดต่อส่ือสารกับญาติหรือบุคคลที่ผู้ถูกควบคุมไว้วางใจ และสิทธิ การได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ด้วย (๔) กฎหมายด้านความมั่นคงของประเทศไทยมิได้กาหนดอย่างชัดเจนให้บุคคล ผู้ต้องสงสัยมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือการพบผู้ที่ตนไว้วางใจและยังไม่สามารถพบ บุคคลใดเป็นการส่วนตัวได้อีกด้วย ซึ่งกฎหมายความมั่นคงของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหราชอาณาจักร อังกฤษ และสาธารณรัฐฝรั่งเศสให้บุคคลผู้ต้องสงสัยมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและ พบผู้ท่ีตนไว้วางใจ และสามารถปรึกษาทนายความได้เป็นการส่วนตัว โดยกฎหมายความม่ันคง ของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีการให้สิทธิเพ่ิมเติมคือหากไม่สามารถหาทนายความได้ เจ้าหน้าท่ีต้องจัดหา ทนายความให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้ในต่างประเทศจะให้สิทธิบุคคลผู้ต้องสงสัยได้รับความช่วยเหลือ ทางกฎหมายและการพบผู้ที่ตนไว้วางใจอย่างเป็นส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามในกฎหมายความมั่นคงของ สหราชอาณาจักรอังกฤษและสาธารณรัฐฝร่ังเศสก็ยังมีข้อยกเว้นหรือเง่ือนไขบางประการ กล่าวคือ
๑๗ กฎหมายความม่นั คงของสหราชอาณาจักรอังกฤษ (UK government, ๒๐๐๖) เจา้ หน้าที่สามารถปฏิเสธ สิทธิในการพบทนายความได้หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการใช้สิทธิดังกล่าวจะเกิดผลร้าย หรือกฎหมาย ความม่ันคงของสาธารณรัฐฝร่ังเศสก็มีเง่ือนไขในการพบทนายความ คือ บุคคลผู้ต้องสงสัยไม่มีสิทธิ พบทนายความในทันที แต่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา ๗๒ ช่ัวโมงนับแต่เร่ิมถูกควบคุมตัว (๕) กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงของประเทศไทยกาหนดให้บุคคลผู้ต้องสงสัย ท่ีเป็นเด็กหรือเยาวชนมีสิทธิมากกว่าผู้ใหญ่เพียงประการเดียว คือ การแยกผู้ต้องสงสัยที่เป็นเด็กและ เยาวชนกับผู้ใหญ่ไว้ต่างหากจากกันอย่างเป็นสัดส่วน แต่กฎหมายความม่ันคงของสหราชอาณาจักร อังกฤษ นอกจากเร่ืองการแยกควบคุมตัวเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ยังให้สิทธิเพ่ิมข้ึนได้แก่ เม่ือมีการควบคุม ตัวเด็กต้องแจ้งการถูกควบคุม รวมถึงเหตุผล และสถานท่ีควบคุมตัวให้ผู้ปกครองทราบโดยต้องจัดหา ทนายความให้หากเด็กหรือผู้ปกครองต้องการ ส่วนกฎหมายความมั่นคงสาธารณรัฐฝรั่งเศสให้สิทธิว่า ให้ใช้กระบวนพิจารณาสาหรับเด็ก และจากัดระยะเวลาการควบคุมตัว กล่าวคือ หากเด็กมีอายุน้อย ระยะเวลาควบคุมตัวก็ต้องน้อยลงตามช่วงอายุ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายความม่ันคงของสาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์ก็มิได้กาหนดเก่ียวกับการควบคุมตัวเด็กไว้ (๖) กฎหมายด้านความมั่นคงของประเทศไทยกาหนดให้การควบคุมตัวบุคคล ผู้ต้องสงสัยท่ีเป็นผู้หญิงว่าต้องแยกบุคคลผู้ต้องสงสัยผู้หญิงไว้อย่างเป็นสัดส่วน และยังห้ามมิให้เรียก บุคคลผู้ต้องสงสัยหญิงนั้นมาในเวลากลางคืนหรือมาอยู่ในท่ีลับด้วย ขณะท่ีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์และ สาธารณรัฐฝร่ังเศสนั้นไม่ได้กาหนดวิธีการสาหรับผู้หญิงใด ๆ หากมีการตรวจตัวหรือค้นตัวต้องทา โดยเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ต้องทาอย่างสุภาพและผู้ต้องหาหญิงน้ันมีสิทธิขอให้มีบุคคลใดมาอยู่ร่วมด้วยก็ได้ ในกรณีหญิงน้ันเพ่ิงคลอดบุตรมาไม่ถึงสามเดือน หรือเจ็บป่วยซึ่งถ้าต้องขังจะถึงอันตรายแก่ชีวิต ศาลจะ ไม่ออกหมายขังหรือจะออกหมายปล่อยผู้ต้องหาหรือจาเลยซ่ึงถูกขังอยู่นั้นก็ได้ ข้อเสนอ จากเหตุผลและผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น จึงมีข้อเสนอว่าควรมี การแกไ้ ขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา ภาค ๑ ขอความเบื้องตน ลักษณะ ๑ หลักทั่วไป มาตรา ๒ โดยมีรายละเอียดเป็น ดังนี้ (๕) คานิยาม “ผู้ต้องหาในคดีความม่ันคง” หมายความถึง ผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทาผดิ เกีย่ วกบั ความมั่นคงแหง่ ราชอาณาจกั ร (๑๑) วรรค ๓ “กรณีความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรให้ใช้การตีความ อย่างแคบ เคร่งครดั และชัดแจง้ (๑๒/๑) “ไต่สวนมูลฟ้องความผิดเก่ียวกับราชอาณาจักร” ให้องค์กรอ่ืนตามกฎหมาย บญั ญตั ไิ ว้ไต่สวนเพื่อวนิ ิจฉยั ถึงมลู คดี (๒๓) คานิยาม“บุคคลผู้ต้องสงสัย” หมายความถึง บุคคลที่ถูกสงสัย หรือ สันนิษฐานว่า จะเป็นผู้กระทาความผิดอาญา หรือด้านความม่ันคง แต่ไม่มีหลักฐานและยังไม่ได้แจ้ง ข้อกล่าวหา มาตรา ๗/๑ ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาหรือ “บุคคลผู้ต้องสงสัย” ซึ่งถูกควบคุมหรือขัง มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม และสถานท่ีที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิ ดังต่อไปน้ีด้วย ลกั ษณะ ๒ หมวด ๒ อานาจสืบสวนและสอบสวน ให้มีการแก้ไขเพ่ิมเตมิ ดังนี้ มาตรา ๑๗ เพิ่ม สภาความมน่ั คงแหง่ ชาติมอี านาจไตส่ วนมูลฟอ้ งคดอี าญาเก่ยี วกับ ความมน่ั คงแห่งราชอาณาจักร
๑๘ ลักษณะ ๓ หมวด ๑ การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เก่ียวเนื่องกับคดีอาญา ให้มี การแก้ไขเพิม่ เติม ดงั น้ี มาตรา ๒๘ เพ่ิม (๓) คดีความผิดเกี่ยวกับความม่นั คงแห่งราชอาณาจกั รให้อยั การสงู สุด มอี านาจสอบสวนและฟ้องคดอี าญา ลกั ษณะ ๔ หมวด ๒ หมายอาญา ส่วนที่ ๒ หมายจบั ให้มกี ารแก้ไขเพิ่มเตมิ ดงั นี้ มาตรา ๖๖ เพิ่ม (๓) คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จะออก หมายจบั ได้ตอ้ งมพี ยาน หลกั ฐานชัดแจง้ ลักษณะ ๕ หมวด ๓ ปลอ่ ยช่ัวคราว ใหม้ กี ารแก้ไขเพมิ่ เติม ดังนี้ มาตรา ๑๑๙ เพิ่ม วรรค ๔ คดีความผิดเกี่ยวกับความม่ันคงแห่งราชอาณาจักร ใหศ้ าลกาหนดสญั ญาคา้ ประกนั ต่อศาลให้ได้สดั สว่ นกบั ฐานะของผูถ้ กู กล่าวหา ประเด็นท่ี ๓ การแก้ไขคาส่ังสานักงานตารวจแห่งชาติ ที่ ๔๑๙ / ๒๕๕๖ เร่ือง การอานวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทาสานวนการสอบสวนและมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัด การสอบสวนคดอี าญา โดยให้มกี ารแกไ้ ข ดังนี้ บทที่ ๒ การอานวยความยุติธรรม ข้อ ๑. การรับแจ้งความ ข้อ ๑.๑ การดาเนินการ เมื่อได้รับแจ้งความ ข้อ ๑.๑.๕ การรับแจ้งความท่ียังไม่แน่ชัดว่าเป็นคาร้องทุกข์หรือคากล่าวโทษ หรือเป็นเรื่องทางแพ่งให้พนักงานสอบสวนบันทึกการรับแจ้งความไว้ในรายงานประจาวันเกี่ยวกับคดี แล้วรีบเสนอเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาตามลาดับช้ันถึงหัวหน้าหน่วยงานท่ีมีอานาจสอบสวนพิจารณาสั่ง การ ภายใน ๒๔ ชั่วโมง นบั แต่เวลาที่บันทกึ การรับแจ้งความไว้ในรายงานประจาวนั เกย่ี วกบั คดี กรณผี ู้บังคับบญั ชา หวั หน้าหนว่ ยงาน พิจารณาวนิ ิจฉยั ส่ังการแลว้ เหน็ วา่ เป็นเรื่อง ในทางแพ่งก็ให้ชี้แจงทาความเข้าใจให้ผู้แจ้งความทราบและลงประจาวันเกี่ยวกับคดีพร้อมให้ผู้แจ้งค วาม ลงช่ือไว้เป็นหลกั ฐาน กรณีผบู้ ังคบั บัญชา หัวหน้าหน่วยงาน พิจารณาวนิ ิจฉัยส่ังการแล้วเห็นวา่ เป็นเร่ือง ในทางอาญาไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินหรือความผิดต่อส่วนตัวก็ให้พนักงานสอบสวนพิจารณา ตามอานาจหน้าที่ต่อไป ความคิดเห็น หากพิจารณาจากระเบียบการตารวจเกี่ยวกับคดี คาส่ังท่ี ๔๑๙/๒๕๕๖ ข้อ ๑.๑.๕ (ในระเบียบ บทที่ ๒ การอานวยความยุติธรรม ข้อ ๑. การรับแจ้งความ ข้อ ๑.๑ การดาเนินการ เมื่อได้รับแจ้งความ) ท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่า ระเบียบดังกล่าว ใช้คา ว่า “การรับแจ้งความท่ียัง ไม่แน่ชัดว่าเป็นคาร้องทุกข์ หรือคากล่าวโทษ” น่ันคือ พนักงานสอบสวนยังไม่แน่ชัดว่า ข้อเท็จจริง ท่ีผู้กล่าวโทษหรือผู้ร้องทุกข์ได้มาแจ้งน้ัน มีการกระทาความผิดอาญาเกิดข้ึนหรือไม่ ทั้งอาญาแผ่นดิน (ผู้กล่าวโทษ) และอาญาส่วนตัว (ผู้ร้องทุกข์) ระเบียบการตารวจเกี่ยวกับคดีน้ี กาหนด ให้พนักงาน สอบสวนรีบเสนอเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงาน (ผู้กากับการสถานีตารวจ) เป็นผู้พิจารณา ภายใน ๒๔ ชั่วโมง หากเป็นความผิดอาญา ก็ให้ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ คือ รับคาร้องทุกข์ สอบสวนต่อไป เป็นสานวนการสอบสวน จึงเห็นได้ว่า อานาจการปรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้ากับ ข้อกฎหมายในเบ้ืองต้น เป็นของพนักงานสอบสวนระดับหัวหน้าสถานี คือ ผู้กากับการสถานีตารวจ เพียงคนเดียว อันเป็นจุดอ่อนที่อาจทาให้เกิดข้อผิดพลาดในการวินิจฉัยข้อกฎหมายได้ อันจะทาให้ ประชาชนผู้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ต้องถูกดาเนินคดี ซ่ึงในการพิจารณาว่า จะดาเนินคดีในข้อหา ตามมาตรา ๑๑๖ หรือไม่ อดีตที่ผ่านมามีจุดอ่อนอยู่ ๒ ประการ กล่าวคือ
๑๙ (๑) พนักงานสอบสวนระดับผู้กากับการสถานีตารวจผู้น้ันอาจจะขาดความเช่ียวชาญ ไม่มีความรู้พอท่ีจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้ว่า มีองค์ประกอบ ความผิดครบตามมาตรา ๑๑๖ หรือไม่ เพราะเนื่องจากที่ผ่านมา สานักงานตารวจแห่งชาติ (สตช.) แบ่งสายงานตารวจออกเป็นสายสอบสวน และสวนปราบปราม หรือสายอื่น คร้ันตารวจเติบโตในหน้าที่ราชการ ตารวจบางนายเติบโตมาใน สายปราบปรามไม่เคยทางานสอบสวนมากนัก เม่ือมาเป็นผู้กากับการหัวหน้าสถานีจึงอาจขาดความรู้ ในงานสอบสวนไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า ข้อเท็จจริงน้ัน เป็นความผิดตามมาตรา ๑๑๖ หรือไม่ ดังน้ัน เพื่อป้องกันมิให้ตนเองมีโทษทางวินัยจึงส่ังให้รับคดีเอาไว้ก่อน เพ่ือให้อัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้อง เอาภายหน้า (๒) พนักงานสอบสวนไม่มีโอกาสได้พิจารณาข้อเท็จจริงเลยว่า มีองค์ประกอบ ครบตามมาตรา ๑๑๖ หรือไม่ หรือแม้วินิจฉัยแล้วเห็นว่า ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๑๖ ก็มิได้ใช้ความรู้ในอันจะส่ังไม่รับคดีเพราะอาจมีอานาจมืดใบส่ังจากผู้มีอานาจทางการเมืองในขณะนั้น สงั่ การให้รบั เป็นคดีเป็นเหตใุ ห้ความเสียหายตกแกป่ ระชาชนผถู้ ูกกล่าวหาตอ้ งเสยี เวลาในการตอ่ สู้คดี ขอ้ เสนอการแก้ไขปัญหาดังกล่าว หากจะแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ อาจเป็นเร่ืองยุ่งยากและใช้เวลานาน อาจไม่ทันต่อการแก้ไข ปัญหาให้แก่ประชาชนผู้ถูกกล่าวหา จึงขอนาเสนออีกทางเลือก โดยควรแก้ไขกฎหมายระดับรอง (ระเบียบการตารวจเก่ียวกับคดี คาส่ังที่ ๔๙/๒๕๕๖) ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้ออกมาโดยอาศัยอานาจ ตามกฎหมายหลัก (เฉพาะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร) โดยแก้ไขระเบียบการตารวจ เก่ียวกับคดี คาสั่งท่ี ๔๙/๒๕๕๖ ข้อ ๑.๑.๕ จากเดิมอานาจในการวนิ ิจฉัยข้อเท็จจรงิ เข้ากลับข้อกฎหมาย เป็นอานาจของผู้กากับการสถานีตารวจ แก้เป็นให้เป็นอานาจของคณะกรรมการยุติธรรม (หรือเรียกช่ือ ตามที่จะแก้) โดยคณะกรรมการควรประกอบด้วย (๑) ผเู้ ก่ียวข้องท่ีจะเป็นผ้ปู ฏิบัติเกี่ยวกับคดีตอ่ ไป อันมีตัวแทนฝ่ายตารวจ อยั การ ศาล สภาความม่ันคงแห่งชาติ (๒) ผู้เก่ียวข้องฝ่ายท่ีจะเป็นผู้ถูกดาเนินคดี อันมี องค์กรภาคเอกชน ทนาย ตัวแทนพรรคการเมอื ง (๓) ผูเ้ กยี่ วขอ้ งฝา่ ยเป็นกลาง เชน่ ตวั แทนนักวชิ าการ ส่อื มวลชน (๔) กาหนดหน่วยงานที่จะเป็นผู้กลา่ วโทษ โดยควรให้เป็นหน่วยงานมิใช่ตัวบุคคล เช่น ให้ผู้ที่จะกล่าวโทษคดีที่เก่ียวกับความผิดต่อความม่ันคงของรัฐภายในราชอาณาจักร คือ สภา ความม่ันคงแห่งชาติ เพ่ือองค์กรนี้จะได้พิจารณากล่ันกรองข้อเท็จจริงมาแล้วชั้นหนึ่ง ทัง้ นี้ ควรมีการเพ่มิ ระเบียบการตารวจเกยี่ วกบั คดี ในเรือ่ งการออกหมายเรียกหรือ การแจ้งข้อกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ จะต้อง มขี ้อเท็จจริงโดยมีพยานหลักฐานตามสมควรและชัดเจนเพียงพอท่ีจะเช่ือได้วา่ บุคคลน้ัน เป็นผู้กระทาความผิด เกิดขึ้นตามท่ีกลา่ วหาเสยี กอ่ น เพื่อเปน็ การปอ้ งกันการใชด้ ุลยพินจิ โดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย อกี ทั้ง ควรเพ่ิม “ถ้าระหว่างการสอบสวนปรากฏว่า ผู้ต้องหาหรือบุคคลอื่นใดไม่ได้กระทาความผิด หรือไม่มีการกระทา ความผิดเกิดข้ึนตามข้อกล่าวหา ก็ไม่จาเป็นต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้แต่อย่างใด และให้พนักงานสอบสวน เร่งดาเนินการสอบสวนสรปุ สานวนมคี วามเห็นควรไม่ฟ้องส่งพนกั งานอัยการพิจารณาโดยไม่ชักช้า” ประเด็นท่ี ๔ การแกไ้ ขระเบียบคณะกรรมการกองทนุ ยุติธรรม ความคิดเห็น เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจาเลย พ.ศ. ๒๕๕๙ น้ัน ยังไม่ครอบคลุม
๒๐ ในการเข้าถึงสิทธิของผู้ต้องหาหรือจาเลยเพียงพอ และเพ่ือให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาหรือจาเลย จงึ เสนอใหแ้ ก้ระเบียบคณะกรรมการกองทนุ ยุตธิ รรมตอ่ ไป จงึ มขี ้อเสนอ ดงั น้ี (๑) ต้องแก้ไขระเบียบให้ประชาชนทั่วไปสามารถขอนาเงินจากกองทุนยุติธรรม ไปประกันตัวได้ (๒) จ้างทนายความทต่ี นไวว้ างใจได้โดยใช้เงินของกองทุนยุติธรรม (๓) เพิ่มสิทธิให้ผู้ต้องหาหรือจาเลยที่ศาลตัดสินแล้วไม่มีความผิด (เฉพาะกรณี ความผิดเก่ียวกับความมั่นคง) สามารถใช้เงินกองทุนยุติธรรมในการดาเนินการฟ้องกลับเจา้ หน้าที่ เพอ่ื ให้ เกิดความเปน็ ธรรมแกป่ ระชาชนผู้ตกเปน็ ผู้ตอ้ งหาหรือจาเลยในคดีนน้ั ประเดน็ ที่ ๕ การแกไ้ ขพระราชบญั ญตั กิ ารชุมนมุ สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ความคิดเห็น ภายใต้กฎหมายฉบับนี้มีเง่ือนไขว่า ผู้จัดการชุมนุมสาธารณะต้อง แจ้งเจ้าหน้าทีต่ ารวจในท้องที่ใหท้ ราบล่วงหน้า ๒๔ ช่ัวโมง ก่อนการชุมนมุ ทั้งยังกาหนดพืน้ ทต่ี ้องห้ามและ ข้อควรระวังระหว่างการชุมนุม มิเช่นนั้นจะถือว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าท่ี สามารถเข้าสลายพร้อมท้ังจับกุมดาเนินคดีได้ทันที ซึ่งในปัจจุบันมีหลายกรณีที่ประชาชนพยายามจะใช้ สิทธิตามกฎหมาย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาแทรกแซงการชุมนุม รวมถึงถ้าไม่ปฏิบัติตามคาแนะนา ของเจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิถูกเจ้าหน้าท่ีรวบรัดข้ันตอนจับกุมตั้งข้อหาอีกต่างหาก ท้ังน้ี เห็นได้ชัดเจนว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ได้วางข้ันตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้เรื่องการ “จับ” เป็นมาตรการ ทเี่ ก็บไว้หลังสุด แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมีการเจรจาก่อน โดยจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ตามท่ีเป็นข่าวในปัจจุบัน ผู้ชุมนุมจะถูกต้ังข้อกล่าวหาและถูกจับกุมโดยทันที ต่อมาภายหลัง แม้เลิก การชุมนุมแล้ว แต่ผู้ชุมนุมก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี ดังนั้น กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แทนที่พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ จะถูกใช้เพ่ือเอื้ออานวยเสรีภาพในการชุมนุมให้เกิดขึ้นได้จริง แต่กลับเป็นเคร่ืองมือแวดล้อมท่ีใช้ดาเนินคดี กับผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อการชุมนุมได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีการกระทบสิทธิของบุคคลอ่ืนเกิดข้ึนอีกแล้ว เจ้าหน้าท่ีก็ยังย้อนกลับมาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการผู้ชุมนุมในภายหลังอีก ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการในการแก้ปัญหา (๑) การชุมนุมสาธารณะ ที่ไมอ่ ยใู่ นบังคบั ของพระราชบญั ญัตกิ ารชมุ นุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ ควรมกี ารเพม่ิ “การชมุ นมุ ของกลุ่มนกั เรยี นและนกั ศกึ ษา” (๒) ควรมีการเจรจามากกว่าการบังคับใช้ทางกฎหมายโดยการจับหรือออกหมายจับ โดยการต้ังขอ้ กลา่ วหาตา่ ง ๆ ทีถ่ ูกกาหนดโดยเจ้าหนา้ ท่ตี ารวจ (๓) หากเลิกการชุมชุมแล้ว เม่ือผู้ชุมชุมหรือกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปฏิบัติตามคาส่ังของ เจา้ หนา้ ทีแ่ ล้ว ควรมีการยกเวน้ โทษ เพอ่ื ป้องกนั การกล่ันแกล้งทางการเมือง ๓.๔ ข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุง พัฒนา แก้ไข รวมทั้งแนวทางในการบังคับใช้กฎหมาย ด้านความมั่นคงและกฎหมายอื่นทเี่ กยี่ วขอ้ งในภาพรวม นอกจากข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จากการพิจารณาศึกษาที่ได้ คณะกรรมาธิการได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เป็นข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง พัฒนา แก้ไข รวมท้ังแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงและกฎหมายอื่นท่ีเกี่ยวข้อง ในภาพรวม สรุปสาระสาคญั ได้ ดังน้ี (๑) หากประชาชนถูกกล่าวหาว่า กระทาความผิดเก่ียวกับกฎหมายความม่ันคง ควรอยู่ในขอบเขตอานาจความรับผิดชอบของศาลยุติธรรมมากกว่าศาลทหาร เนื่องจากกระบวนการ
๒๑ ยุติธรรมนั้น จะผ่านขั้นตอนการพิจารณาของพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ซ่ึงจะมีการพิจารณาตัดสิน ไปดว้ ยความรอบคอบเช่นกัน ประการสาคัญหากตกเป็นผู้ต้องหาจะทาให้ระยะเวลาในการถูกคุมขังนนั้ ส้ัน และได้รับการปลอ่ ยตัวได้เรว็ ข้ึน (๒) สภาความม่นั คงแห่งชาติ ควรนาแนวคดิ เร่ืองการถว่ งดุลอานาจ โดยควรเปดิ โอกาส ให้ฝ่ายพลเรือน หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชน เข้ามามีบทบาทในองค์กรสภาความม่ันคงแห่งชาติ โดยบุคคลเหล่านี้จะต้องผ่านการเรียน หรือฝึกอบรมในหลักสูตรพิเศษด้านความม่ันคงแห่งรัฐ เพื่อให้ เกิดความเข้าใจก่อน (๓) ควรมีการแก้ไข นิยามความหมายของคาว่า “ความม่ันคงแห่งรัฐ” ให้เกิด ความเข้าใจที่ง่ายข้ึน และไม่ควรนานิยามความหมายท่ีกาหนดขึ้นมาใหม่ นาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ประกอบกับระยะเวลาในการแก้ไขนิยามศัพท์ของคาว่า ความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งตามแผนการปฏิรูปประเทศ สามารถปรับปรุงแก้ไขได้โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ควรมีระยะเวลาในการแก้ไข เพียง ๒ ปี จากเดิมท่ีกาหนดไว้ถึง ๕ ปี เหตุเพราะระยะเวลา ๕ ปี มีความยาวนานเกินไป เม่ือเทียบกับ ภัยความมั่นคงท่ีเกิดขึ้นในประเทศไทยจากรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งท่ีไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนั้น มิติด้านความม่ันคง หน่วยงานและบุคลากรที่เก่ียวข้องควรยึด และเข้าใจในนิยามความหมายของคาว่า “ความม่ันคงแห่งรัฐ” ตรงกัน ประกอบกับผู้นาหน่วยงาน ฝ่ายข้าราชการประจา ในตาแหน่งเลขาธิการสานักงานสภาความม่ันคงแห่งชาติ ควรเป็นบุคคลที่คัดสรร มาจากฝา่ ยการเมือง เพราะจะทาให้องคก์ รมปี ระสิทธิภาพเพ่ิมมากขนึ้ (๔) ขอให้มีการทบทวนการบังคับใช้และปรับแก้ไขพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก เพื่อเป็นการลดอานาจของศาลทหารให้เป็นการบังคับใช้เฉพาะทหารมิให้หมายความรวมถึงพลเรือน อนั ถือไดว้ า่ เป็นการปกป้องสทิ ธิและเสรภี าพของประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง (๕) การบัญญัติกฎหมายเก่ียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทาความผิดเก่ียวกับ คอมพิวเตอร์ควรให้ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดาเนินงานร่วมกันได้ในด้าน Cyber จะทาให้ช่วยลด อาชญากรรมข้ามชาติลงได้ (๖) ควรเขียนคาจากัดความของผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาให้มีความชัดเจนข้ึน โดยคานึงถึงการคุ้มครองสิทธิผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สุจริต สาหรบั การร่างกฎหมายต้องร่างให้ไปในทิศทางเดยี วกัน ไมค่ วรนามารวมกนั เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในแต่ละแบบตา่ งกรรมต่างวาระกนั (๗) ในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐควรบัญญัติถึงการมี คณะกรรมการพิจารณากล่ันกรองในการชี้ขาดว่าคดีใดเป็นคดีอาญาท่ัวไป หรือคดีใดเป็นคดีอาญา ท่ีเกี่ยวข้องกับความม่ันคงแห่งรัฐ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา และพนักงานสอบสวนให้มี ความรัดกมุ ในการทางาน (๘) ประเด็นการกลับใจของผู้ต้องหาในกรณีกระทาความผิดในลักษณะท่ีไม่ร้ายแรง ควรมีเพ่ิมเติมในพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย เพ่ือเป็นการเปิดโอกาส ให้ผู้ต้องหาทส่ี านึกผิด ได้รับโอกาสที่ไมต่ ้องรับโทษ และเรอื่ งการกักขังผู้ต้องหาควรระบุการใช้ระยะเวลา ให้มีความชัดเจนไม่ควรอยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอานาจในการส่ังเพ่ิมเวลาในการกักขังผู้ต้องหาในกรณี ท่ีเป็นความผิดท่ีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งรัฐในการแสดงออกทางการเมือง (๙) การรับแจง้ ความของพนักงานสอบสวนในคดีความม่ันคงของรฐั จะต้องบัญญัติ หลักเกณฑ์ที่มีความเข้มข้นของพยานหลักฐานให้มากขึ้น จึงจะรับเป็นคดีได้ เนื่องจากคดีท่ีเก่ียวข้อง
๒๒ กับความม่ันคงของรัฐ มีอายุความในการดาเนินคดีมากถึง ๑๕ ปี จึงควรมีหลักเกณฑ์และองค์ประกอบ ท่ีชัดเจนจะเป็นการดีต่อประชาชนและพนักงานสอบสวนท้ังสองฝ่าย (๑๐) กรณีเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว ควรให้มีคณะกรรมการกลางประกอบไปด้วย นกั วิชาการ ตัวแทนภาคประชาชน นายกเทศมนตรี พนักงานสอบสวน ตัวแทนฝา่ ยปกครอง ทนายความ มารว่ มกันในการพิจารณากล่นั กรองคดอี ีกครัง้ หน่ึงเพื่อให้เกิดความเปน็ ธรรมแก่ผตู้ ้องหา (๑๑) หากพิสูจน์ได้ว่าการดาเนินคดีเก่ียวกับความม่ันคงเป็นการใช้อานาจหน้าท่ี โดยมิชอบแล้วต้องถูกดาเนินคดี ควรมีกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐ เพ่ือให้ผู้อยู่ในฐานะจาเลยได้รับ ความเป็นธรรม เช่น การจ่ายเงินชดเชยเพ่ือบรรเทาผลกระทบ มีกระบวนการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง กอ่ นการดาเนนิ คดหี รือมสี ว่ นรว่ มในการจา่ ยค่าชดเชยเยียวยาดว้ ย (๑๒) คดีเก่ียวกับความม่ันคง ส่ิงท่ีผู้ปฏิบัติจะต้องคานึงถึงในการทางาน คือ การอานวย ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยให้คานึงถึงหลักการที่ทุกคนมีสิทธิคิดต่างกันได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ กฎเกณฑ์ ขอ้ บังคบั หรือกฎหมายเดยี วกัน เนอ่ื งจากตอ้ งอาศัยอย่ใู นสงั คมเดยี วกนั (๑๓) การแจ้งขอ้ กล่าวหาให้กับผู้ถูกกลา่ วหาได้รบั ทราบจะต้องรวบรวมพยานหลกั ฐาน ให้มีความชัดเจนครอบคลุม เจ้าหน้าท่ีของรัฐจึงจะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ และ ควรกาหนดหลักเกณฑใ์ นการสร้างระบบคุ้มครองใหแ้ กพ่ นักงานสอบสวน และพนกั งานอยั การด้วย (๑๔) การสืบสวนจบั กุม รวบรวมพยานหลกั ฐาน ผ้กู ระทาความผิดเกย่ี วกบั Cyber คดีความม่ันคงแห่งรัฐ เจ้าหน้าท่ีรัฐที่ทาหน้าที่จะต้องคานึงถึงเรื่องห่วงโซ่ของพยานหลักฐานให้มาก เป็นพเิ ศษเพ่ือจะไดจ้ บั กุมผูก้ ระทาความผิดได้อย่างถูกต้อง และไมก่ อ่ ให้เกิดความเสียหายต่อผูอ้ ืน่ (๑๕) การบังคับใช้กฎหมายเก่ียวกับความม่ันคงน้ันส่วนใหญ่เกิดจากสภาพปัญหา ทางปฏิบตั ิมากกวา่ หลักการหรือแนวทฤษฎี ดงั น้ัน ผู้มีสว่ นรับผิดตามกระบวนการยุติธรรมตั้งแตพ่ นกั งาน สอบสวน อัยการ และศาล ควรหามาตรการร่วมกันที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกดาเนินคดี โดยการอนุญาตให้มีการประกันตัวในกรณีที่มไิ ด้มีเหตุในการหลบหนี หรือการถูกคุมขังเกินกว่าระยะเวลา ทก่ี ฎหมายกาหนด (๑๖) ควรใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการแสดงออกซ่งึ ความคิดเหน็ ทางการเมือง เพอ่ื สรา้ งความชอบธรรมภายในสังคมอย่างเทา่ เทยี มกัน (๑๗) กองทุนยุติธรรม ควรดาเนินการจัดใหม้ ีทนายความเพื่อคอยให้การช่วยเหลือ ผู้ถูกกล่าวหา หน่วยงานของรัฐควรสร้างกลไกที่มีอานาจเพียงพอท่ีจะทาให้เกิดการบูรณาการในการทางาน ร่วมกันในแต่ละกระทรวง กรม กอง ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับภัยความมั่นคงแห่งรัฐ รวมท้ังควรมีการจัดต้ัง กองทุน เพ่ือเป็นการช่วยเหลือผู้ถูกดาเนินคดีหรือผู้ถูกกกล่าวหาในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง โดยการจัดสรรทนายความหรือเงินเพ่ือให้สามารถว่าจ้างทนายความจากภายนอกได้เอง ในการใช้ต่อสู้คดี และปกปอ้ งสทิ ธเิ สรภี าพตามความชอบธรรมที่ได้กาหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (๑๘) เร่ืองของอาชญากรรมในปัจจุบันจะมีรูปแบบที่ทันสมัย และมีความซับซ้อน มากยิ่งขึ้น ภัยเหล่านั้นจะแอบแฝงมาคุกคามประเทศไทยในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย ท้ังในรูปแบบของตัวแทน (Nominee) ดังน้ัน เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติควรจะต้องติดตามค้นหาให้ทัน เข้าใจถึงองค์ประกอบของความผิด และ ควรมดี ลุ ยพินิจท่ีเด็ดขาด กล้าตัดสนิ ใจในการทางานตามท่ีกฎหมายใหอ้ านาจไวด้ ้วยความบรสิ ทุ ธิ์ยุติธรรม (๑๙) การดาเนินการทางกฎหมายของเจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐตอ่ ผถู้ ูกดาเนนิ คดีที่เกดิ จาก การชุมนมุ ทางการเมือง ไม่ควรรบั เป็นคดีอาญาทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความมั่นคงแหง่ รฐั ต้ังแต่ต้น ซึ่งจะทาให้ช่วย ลดปัญหาความไมย่ ตุ ธิ รรมในสงั คมลงได้
๒๓ (๒๐) ควรปรับแก้ถ้อยคาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ เช่น คาว่า “ยุยง ปลุกปั่น” ใหม้ ีความหมายทชี่ ัดเจน เพ่ือเป็นการป้องกนั การใชด้ ุลยพนิ ิจอย่างกว้างของเจา้ หน้าที่รัฐ และสง่ ผลกระทบต่อสทิ ธเิ สรภี าพของผถู้ ูกดาเนนิ คดีด้านความมน่ั คง (๒๑) ควรเพ่ิมกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าท่ีตารวจและ พนักงานอัยการ ในการดาเนินคดีเกี่ยวกับความมน่ั คงใหเ้ ป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างถูกต้อง หากตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทาเกิดความไม่ชอบธรรม จาเป็นต้องมีการกาหนดโทษหรือลงโทษ ทางวินัยให้ชัดเจน (๒๒) สาหรับคดีที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวหาว่า กระทาความผิดเกี่ยวข้องกับ ความม่ันคงแห่งรัฐ หรือคดีท่ีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับสิทธิในการต่อสู้ คดีตามสิทธิข้ันพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๔. ขอ้ สังเกตของคณะกรรมาธกิ าร จากการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตเพื่อให้การดาเนินการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมายด้านความม่ันคงและกฎหมายอ่ืนที่เก่ียวข้องให้เกิดผลสาเร็จควรมีการดาเนินการ ดังน้ี ๑) เสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นาส่งรายงานให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบ การปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เพ่ือพิจารณาดาเนินการ ตามหน้าท่ีและอานาจต่อไป ๒) เสนอให้ท่ีประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาต้ังคณะกรรมาธิการวิสามัญเพ่ือพิจารณา ศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อผลักดันให้มีการดาเนินการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขกฎหมาย ด้านความมั่นคงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเร่ืองการศึกษาปรับปรุง แก้ไข กฎหมาย ด้ านความม่ั นคงและข้ อสั งเกตของคณ ะกรรมาธิ การมาเพ่ื อได้ โปรดพิ จารณ าและน าเสนอต่ อท่ี ประชุ ม สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป (นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์) ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
ภาคผนวก
๒๕ ภาคผนวก ก กฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ ง ๑. ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ความผิด ลกั ษณะ ๑ ความผดิ เกย่ี วกบั ความม่นั คงแหง่ ราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๗ – ๑๓๕
๒๖
๒๗
๒๘
๒๙
๓๐
๓๑ ๒. ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ภาค ๑ ข้อความเบื้องตน้ ลักษณะ ๑ หลักท่วั ไป มาตรา ๒ – มาตรา ๘
๓๒
๓๓
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 653
Pages: