Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรหน้าที่พลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่เก้า 1 ระดับประถมศึกษา

หลักสูตรหน้าที่พลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่เก้า 1 ระดับประถมศึกษา

Description: หลักสูตรรายวิชา สค13113 หน้าที่พลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่เก้า 1 ระดับประถมศึกษา

Keywords: หลักสูตร,หน้าที่พลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่เก้า

Search

Read the Text Version

141 ท่ีพํอแมํวํากลาํ ว และ (3) เครอื ญาติ ควรมไี มตรี เย่ือใยตํอกัน ปรารถนาใหม๎ ีความสุข ไมทํ า ให๎บุคคล รอบขา๎ งเกดิ ความลาบากใจ กกกกกกก1. 1.1 1.1.7 กลําวโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหัวหน๎าครอบครวั สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 7 อักโกธะ คือ ความไมโํ กรธ ไปใชก๎ บั ครอบครัว ด๎วยการฝกึ ฝนควบคุมอารมณข๑ องตนเอง ไมใํ หเ๎ ป็นคนโมโหงาํ ย และพยายามระงับยับย้ังความโกรธ อยเํู สมอในทุกสถานการณ๑ กกกกกกก1. 1.1 1.1.8 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 8 อวิหิงสา คือ ความไมํเบียดเบียน ผ๎ูทเ่ี ปน็ ผน๎ู า ครอบครัว ได๎แกํ บดิ ามารดา ควรมบี ทบาทของอวหิ ิงสา กับบุตรธิดา ดว๎ ยการไมใํ ชอ๎ านาจไปบงั คับ และให๎ความชวํ ยเหลอื ในดา๎ นตําง ๆ กับเครือญาติ ดว๎ ยการให๎ความเทําเทียมกัน เหมือนกนั เสมอภาคกนั ไมทํ ะเลาะววิ าท ไมบํ าดหมางกัน หม่นั นาขอ๎ คิดเห็นทีแ่ ตกตาํ งมาพดู คยุ สร๎างความเข๎าใจกนั การนา ความคิดเห็นทแ่ี ตกตาํ งกนั มาสรา๎ งความสามัคคี บุตรธดิ าควรมีอวหิ งิ สา คอื ความไมเํ บียดเบยี นกบั บคุ คลในครอบครวั ดว๎ ยการไมทํ ะเลาะวิวาท บาดหมางกนั หากมเี รือ่ งคลางแคลงใจควรหนั หน๎าพูดคุยกนั กกกกกกก1. 1.1 1.1.8 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจงั หวัดประจวบครี ฝีขุานั ยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ ห๎ขอ๎ มลู การนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 8 อวิหิงสา ไปใชใ๎ นครอบครวั ด๎วยการ (1) บดิ า มาร ดา ควรปฏบิ ตั ติ นดว๎ ยการไมวํ างอานาจขมํ ขํู หรือพูดจาบังคบั ให๎บคุ คลในครอบครวั ปฏิบตั ิตาม (2) บตุ ร ธดิ า ควรปฏิบัตติ นดว๎ ยการหลกี เลี่ยงความรนุ แรง ไมเบยี ดเบียนผูอน่ื เคารพในกฎระเบียบ กตกิ าของ บุคคลในครอบครวั และ (3) เครอื ญาติ ควรปฏบิ ตั ติ นใหม๎ ีความสขุ ทั้งทางกาย ว าจา ใจ ไมทํ ะเลาะ ววิ าท ไมํบาดหมางกันในครอบครัว กกกกกกก1. 1.1 1.1.8 กลาํ วโดยสรุปหน๎าทพี่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหัวหน๎าครอบครัว สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 8 อวิหิงสา คือ ความไมํเบียดเบียนไปใชก๎ บั ครอบครัว ด๎วยการไมใํ ช๎อานาจกิริยาวาจา ขํมขูํ เบียดเบยี นสมาชกิ ในครอบครัว ให๎มีความเทําเทียมกนั เสมอภาคกนั เคารพในกฎหมาย ไมทํ ะเลาะววิ าทบาดหมาง กกกกกกก1. 1.1 1.1.9 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 9 ขันติ คือ ความอดทน ผูท๎ ีเ่ ปน็ ผ๎ูนาครอบครวั ไดแ๎ กํ บดิ ามารดา ควรมบี ทบาทในขันติ กบั บุตรธิดา ดว๎ ยการมีความอดทนตอํ สก๎ู ับความเหนอื่ ยยากลาบาก ในการเลยี้ งดบู ตุ รธิดาของตน กับเครอื ญาติ ดว๎ ยการมีอดทนตํอความยากลาบาก ไมํทอ๎ ถอยและไมํหมด กาลงั กาย กาลังใจ ท่จี ะดาเนนิ ชวี ิตเพอื่ ให๎ครอบครัวนนั้ อยอูํ ยํางสุขสบาย สวํ นบุตรธดิ า ควรมีขันติ กบั บุคคลในครอบครัว ดว๎ ยการอดทนตอํ การทางานท่ี ไดร๎ ับมอบหมาย อดทนตอํ คาพดู กริ ยิ า ทําทาง ของบคุ คลในครอบครวั ทต่ี นเองไมชํ อบ รวมทงั้ ไมํยํอท๎อตํอการทาคุณงามความดี ความอดทนจะทาให๎ เราชนะอปุ สรรคทง้ั ปวงไมํวาํ เล็กหรือใหญํ และจะทาใหเ๎ ราแกรํงข้ึน เข๎มแข็งขน้ึ กกกกกกก1. 1.1 1.1.9 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธิโมเลจี ๎าคณะจังหวัดประจวบคีรขี นัฝธาุ ๑ยธรรมยุต ได๎ให๎ขอ๎ มลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 9 ขนั ติ ไปใช๎ในครอบครัว ดว๎ ยการ (1) บดิ ามารดา ควร ปฏิบัตติ นให๎มคี วามอดทนอตุ สาหะ ในการปกครองคนในครอบครัว ดา๎ นอารมณ๑ ดา๎ นวาจา (2) บตุ ร ธดิ า ควรปฏิบัติตนด๎านความอดทนตํอสิง่ ย่วั ยุกิ เลสตาํ ง ๆ ทจ่ี ะเขา๎ มาทาลายชีวิต ทาใหส๎ มาชกิ ในครอบครัวไมมํ ีความสขุ และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบตั ิด๎วยการประพฤติตนเปน็ ท่ปี รึกษาทีด่ ีใหแ๎ กํ ครอบครัว อดทนตํอกิเลส โทสะตาํ ง ๆ ทไี่ มดํ ี

142 กกกกกกก1. 1.1 1.1.9 กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยหวั หน๎าครอบครัว สมาชิกใน ครอบครัวและเครอื ญาติ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 9 ขันติ คอื ความอดทน ไปใชก๎ บั ครอบครัว ดว๎ ยการใหเ๎ ราอดทนตํอความยากลาบาก ไมํท๎อถอย และไมํหมดกาลังกาย อดทนตํอภาระทต่ี ๎อง ปฏบิ ตั ิใหส๎ าเรจ็ อดทนตอํ กิริยา วาจา สง่ิ ยว่ั ยตุ ําง ๆ ที่ทาให๎ทอ๎ ถอย หมดกาลงั ใจในการดาเนินชีวติ กกกกกกก1. 1.1 1.1.10 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 10 อวโิ รธนะ คือ ความเท่ยี งธรรม ผู๎ทเ่ี ป็นผ๎ูนา ครอบครวั ได๎แกํ บิดา มารดา ควรมีบทบาทใน อวโิ รธนะ กับบุตรธิดา ด๎วยการ ให๎ความยุติธรรม หนักแนํน ถือความถกู ตอ๎ ง เทยี่ งธรรมเปน็ หลกั ไมํเอนเอียงหวน่ั ไ หวด๎วยคาพดู อารมณ๑ กบั เครือญาติ ดว๎ ยการใหค๎ วามยุตธิ รรมแกเํ ครอื ญาติ และไมลํ าเอยี ง สํวนบตุ รธิดา ควรมอี วิโรธนะกับบคุ คล ในครอบครัว ดว๎ ยการปฏิบตั ติ นใหเ๎ ป็นกลาง เชอ่ื ฟง๓ คาส่ังสอนของคนในครอบครัว ไมํเอนเอียง หวัน่ ไหวด๎วยคาพดู อารมณ๑ กกกกกกก1. 1.1 1.1.10 จากการสมั ภาษณ๑พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจงั หวดั ประจวบคีรฝีขาุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมูลการนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ท่ี 10 อวโิ รธนะ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บดิ ามารดา ควรปฏบิ ัติตนให๎อยใูํ นทานองคลองธรรม ใหเ๎ ปน็ แบบอยาํ งให๎กับบคุ คลในครอบครวั (2) บุตรธดิ า ควรปฏบิ ตั ิตนเป็นคนดี เปน็ ลูกที่นาํ รกั ของพอํ แมํ รู๎จักผิดชอบชว่ั ดี และ (3) เครอื ญาติ ควรปฏิบตั ติ น ให๎ถกู ทานองคลองธรรม เปน็ ที่ปรึกษาใหก๎ บั คนในครอบครวั ชวํ ยเหลือแบํงเบาภาระของกันและกัน กกกกกกก1. 1.1 1.1.10 กลําวโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบด๎วย หวั หนา๎ ครอบครัว สมาชิ ก ในครอบครวั และเครือญาติ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 10 อวิโรธนะ คือ ความเท่ยี งธรรมไปใช๎กบั ครอบครัว ด๎วยการมคี วามหนักแนนํ ไมํมคี วามเอนเอียง หวน่ั ไหว ยึดม่นั ในสงิ่ ทีถ่ กู ตอ๎ งดีงาม มีความ เท่ียงธรรม ในการดาเนินชีวติ ไดม๎ ากท่สี ุด กกกกกกก1. 1.2 ทศพิธราชธรรมท่ีใชใ๎ นการศึกษา ได๎แกํ กกกกกกก1. 1.2 1.2.1 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 1 ทาน คอื การให๎ ผูเ๎ รยี นหรือนักศึกษาควรมแี นว ปฏบิ ัติในการใหท๎ านแกํเพ่อื นผเ๎ู รยี น หรือนกั ศึกษา ดว๎ ยการชวํ ยเหลอื เพ่ือนในการใหค๎ วามรูก๎ ับเพ่ือนที่ อํอนหรอื ด๎อยกวาํ และกบั ครบู าอาจารย๑ ควรมีแนวปฏบิ ัตใิ ห๎ ทาน ดว๎ ยการชวํ ยเหลือครูบาอาจารย๑ ตามโอกาส และความสามารถของตนเอง ด๎วยการให๎ข๎อมลู ทีจ่ าเป็น หรอื ความร๎ทู ่ีจาเป็นแกคํ รูบา อาจารย๑ เพอื่ นาไปชวํ ยเหลอื เพื่อนผูเ๎ รยี น หรือเพื่อนนกั ศึกษาด๎วยกนั ได๎ถกู ต๎อง กกกกกกก1. 1.2 1.2.1 จากการสมั ภาษณ๑พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณงะหจวั ัดประจวบคีรีขันฝธุา๑ ยธรรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มูลการนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 1 ทาน ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพือ่ นผูเ๎ รยี น หรอื เพือ่ นนกั ศึกษา ควรมแี นวปฏิบตั ิ คือ การใหก๎ าลังใจแกเํ พอ่ื นทีต่ กอยใํู นห๎วงทกุ ข๑ ให๎ข๎อแนะนาทเ่ี ป็น ความร๎ู ให๎รอยยิ้ม และปยิ วาจาแกเํ พื่ อนฝงู รวมถึงบคุ คลทีม่ ารับบรกิ ารจากเรา และ (2) กบั ครู บาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏบิ ัตใิ หท๎ านดว๎ ยการให๎ความร๎ู ความคดิ และขอ๎ แนะนาอนั เป็นประโยชน๑ ตอํ นักศึกษา กกกกกกก1. 1.2 1.2.1 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทีพ่ ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ย เพ่ือนผ๎เู รยี นและครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 1 คือ ทานมาใชใ๎ นการศกึ ษา ด๎วยการรู๎จักการใหค๎ วามชวํ ยเหลือเพอ่ื น ในการใหค๎ วามร๎กู บั เพื่อนทอ่ี อํ นหรอื ด๎อยกวาํ พรอ๎ มทั้งรจ๎ู กั การตอบแทนครบู าอาจารยด๑ ว๎ ยการให๎ ขอ๎ มลู หรอื ความรทู๎ ี่เกี่ยวขอ๎ งกบั เพอื่ นผเ๎ู รยี นหรือเพื่อนนักศกึ ษา เพือ่ จะไดใ๎ หก๎ ารชํวยเหลอื ตามโอกาสท่เี หมาะสม

143 กกกกกกก1. 1.2 1.2.2 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 2 ศลี คอื การตัง้ อยํูในศีล ผเู๎ รยี นหรือนกั ศึกษาควรมี แนวปฏบิ ัตแิ กํเพื่อนผ๎เู รยี น หรอื นกั ศึกษา ดว๎ ยการให๎กาลังใจเพื่อน สํงเสรมิ ในทกุ ๆ ดา๎ นทางทถ่ี ูก ทค่ี วร ไมํอิจฉารษิ ยาเพอ่ื น ไมํชกั ชวนใหก๎ ระทาในทางทผ่ี ดิ หรือทาลายเพอ่ื น ไมํใสํรา๎ ยเพื่อนให๎ได๎รับ ความเสียหาย และกับครบู าอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบตั ิมศี ลี ด๎วยการประพฤตติ นเรยี บรอ๎ ย ไมเํ กเร กกกกกกก1. 1.2 1.2.2 จากการสัมภาษณ๑พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ฝีขาุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ไดใ๎ ห๎ขอ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 2 ศลี ไปใชใ๎ นการศึกษาดว๎ ยการ (1) กับเพื่อนผ๎เู รียน หรือ เพ่อื นนักศึกษา ควรมีการปฏบิ ตั ิ คือการชวํ ยเหลอื เพอ่ื นในยามท่ีตอ๎ งการชวํ ยเหลือ แนะนาแตํสงิ่ ทด่ี งี าม ชักชวนเพ่ือนทาแตํสงิ่ ทด่ี งี าม ไมพํ ูดโกหก พูดจาสํอเสียดจนเกดิ การท ะเลาะวิวาท และ (2) กบั ครู บาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีศลี ด๎วยการปฏิบตั ติ นเป็นคนดี ตั้งใจศึกษาเลาํ เรยี น เช่ือฟง๓ คาสัง่ สอน ไมํเกเร ไมํสรา๎ งความวํนุ วาย หรอื ทะเลาะวิวาทกับเพือ่ นจนทาให๎เสียการเรยี น กกกกกกก1. 1.2 1.2.2 กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพือ่ นผ๎เู รยี น และครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 2 คอื ศีล มาใช๎ในการศึกษา ดว๎ ยการปฏิบัตใิ หอ๎ ยใูํ นหลกั ธรรมของ ศีล 5 คือ มคี วามประพฤตทิ ่ดี ี ต๎องไมเํ กเร ไมํใหร๎ ๎ายผอ๎ู ืน่ ทัง้ กบั เพ่ือนผ๎ูเรียน และกบั ครบู าอาจารย๑ กกกกกกก1. 1.2 1.2.3 ทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 3 ปริจจาคะ คือ การเสียสละ ผ๎ูเรยี นหรอื นักศกึ ษา ควรมแี นวปฏบิ ัติในปรจิ จาคะ แกเํ พือ่ นผู๎เรยี นหรอื นกั ศึกษา ด๎วยการยอมสละเวลาเพือ่ สํวนรวม คอื การชํวยกันทาความสะอาดห๎องเรียนหลังเลิกเรยี น หรอื การเสยี สละเวลาสอนหนงั สอื กับเพื่อน ทีอ่ ํอนกวํา และกับครูบาอาจารย๑ ควรมแี นวปฏิบตั ดิ ๎วยการเสียสละเวลาชวํ ยครู ถอื ของเวลาทเ่ี หน็ ครูเดินถอื ของจานวนมากมาคนเดียว และการมจี ิตสาธารณะ กกกกกกก1. 1.2 1.2.3 จากการสมั ภาษณ๑พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจงั หวัดประจวบครี ฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 3 ปริจจาคะ ไปใช๎ในการศกึ ษาด๎วยการ (1) กับเพ่อื นผ๎เู รียน หรือเพื่อนนกั ศกึ ษา ควรมแี นวปฏิบัติตนในการชวํ ยเหลอื เพื่อนรวํ มห๎อง หรอื เพือ่ นรํวมชั้นในการทา ความสะอาด หรอื ชํวยกนั ทาสิ่งดี ๆ เพื่อสวํ นรวม และ (2) กบั ครบู าอาจารย๑ ควรมแี นวปฏิบัตดิ ว๎ ยการ เสียสละความสุขในเร่ืองสวํ นตัว หันกลบั มาตั้งใจศึกษาเลําเรยี นใหป๎ ระสบผลสาเร็จ เพอ่ื ในอนาคต จะไดเ๎ ปน็ คนดีทาใหค๎ รู และพํอแมํ ญาติพนี่ อ๎ ง ภมู ิใจและมีความสุข กกกกกกก1. 1.2 1.2.3 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ท่ีพลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพื่อนผเู๎ รยี น และครบู าอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ 3 คือ ปริจจาคะ มาใชใ๎ นการศึกษา ด๎วยการมีจติ สาธารณะ คอื เห็นแกํ ประโยชนข๑ องสํวนรวม ยอมเสยี ผลประโยชน๑สํวนตนเพอ่ื ผูอ๎ ่ืน ท้งั กับเพื่อนผู๎เรียนและกบั ครูบาอาจารย๑ หรือสงั คมโดยรวมได๎รับประโยชนจ๑ ากการกระทาของตน กกกกกกก1. 1.2 1.2.4 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 4 อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ผู๎เรียนหรือนักศกึ ษา ควรมแี นวปฏบิ ตั ใิ นอาชชวะแกํเพื่อนผ๎เู รียน หรอื นกั ศกึ ษา ด๎วยการมคี วามซื่อสัตย๑ ไมหํ ลอกลวง ไมเํ อาเปรียบผูอ๎ นื่ ล่ันวาจาวาํ จะทางานสิง่ ใดกต็ อ๎ งทาให๎สาเร็จ ไมกํ ลับกลอก มคี วามจรงิ ใจตอํ ทุกคน และกบั ครูบาอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัติมีอ าชชวะ ดว๎ ยการปฏิบตั ติ น ทางกาย วาจา จิตใจ ทีต่ รงไปตรงมา ไมแํ สดงความคดโกง ไมํหลอกลวง กกกกกกก1. 1.2 1.2.4 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบครี ฝขี ุานั ยธธ๑ รรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 4 อาชชวะ ไปใชใ๎ นการศกึ ษ าดว๎ ยการ (1) กบั เพอื่ นผ๎เู รยี น หรือเพ่ือนนกั ศึกษา ควรมีแนวปฏิบตั ิคือ มคี วามจริงใจ ไมํหลอกลวง และไมํพูดกลําวหาผ๎อู ื่น

144 ทั้งทางกาย วาจา ใจให๎ร๎ูสกึ ไมดํ ี รจ๎ู ักเอาใจเขามาใสใํ จเรา และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัติ อาชชวะ ดว๎ ยการไมํปฏบิ ตั ติ น ออกนอกลูนํ อกทาง เปน็ คนดขี องสังคม ไมํโกหก หรือหลอกลวงจนเกดิ ความเสียหาย กกกกกกก1. 1.2 1.2.4 กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอ่ื นผูเ๎ รยี น และครบู าอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 4 คือ อาชชวะ มาใชใ๎ นการศกึ ษา ด๎วยความซื่อสตั ย๑ มีการปฏบิ ัตติ น ทางกาย วาจา จติ ใจท่ตี รงไปตรงมา ไมแํ สดงความคดโกง ไมหํ ลอกลวง ไมเํ อาเปรยี บเพอ่ื น ลัน่ วาจา วําจะทางานสิง่ ใดกต็ อ๎ งทาให๎สาเรจ็ ไมกํ ลับกลอก มีความจริงใจตอํ ทกุ คน ทงั้ กบั เพ่อื นผ๎เู รียน และกับ ครูบาอาจารย๑ กกกกกกก1. 1.2 1.2.5 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 5 มัททวะ คอื ความอํอนโยน ผเ๎ู รียนหรือนกั ศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบตั ิในมัททวะ แกเํ พอื่ นผ๎เู รียน หรือนกั ศกึ ษา ด๎วยการให๎เกยี รติเพือ่ นในเรอ่ื งของคาพดู และการกระทาท่ีอํอนโยน ไมเํ ยํอหย่ิง ไมํหยาบกระดา๎ ง และกบั ครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏบิ ตั ิ มทั ทวะ ดว๎ ยการเชื่อฟง๓ คาสั่งสอนดว๎ ยดี ไมํดอ้ื ร้ัน ถือทิฏฐิมานะ ยอมรบั คาแนะนา ตกั เตือนด๎วยความ ตั้งใจ มีความอํอนนอ๎ มถอํ มตวั กบั ครูบาอาจารย๑ กกกกกกก1. 1.2 1.2.5 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ไดใ๎ ห๎ขอ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 5 มทั ทวะ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพอื่ นผเู๎ รยี น หรือเพอ่ื นนักศกึ ษา ควรมแี นวปฏิบัติ คอื การร๎จู กั เอื้อเฟือ้ เผ่อื แผํ มอี ธั ยาศยั ทดี่ กี บั เพือ่ นรอบขา๎ ง และ (2) กบั ครบู าอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัตมิ ทั ทวะ ดว๎ ยการไมดํ ือ้ รน้ั ไมถํ อื ทิ ฐิมานะ ยอมรบั ฟ๓ง ความคิดเห็น และคาแนะนาด๎วยความต้งั ใจ มีสัมมาคารวะ อํอนน๎อมถํอมตัว กกกกกกก1. 1.2 1.2.5 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นผ๎เู รยี น และครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 5 คอื มัททวะ มาใช๎ในการศกึ ษา ดว๎ ยการปฏิบัตติ นให๎มีความประพฤตดิ ี สภุ าพอํอนโยน ให๎เกียรตผิ ๎อู ืน่ ไมแํ สดงกริ ยิ าทีไ่ มเํ หมาะสม มีการเปดิ ใจยอมรับความคดิ เห็นของเพอ่ื น หรือกบั ครบู าอาจารย๑ มคี วามออํ นนอ๎ มถอํ มตวั กกกกกกก1. 1.2 1.2.6 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 6 ตบะ คือ ความเพยี ร ผูเ๎ รียนหรือนกั ศกึ ษาควรมี แนวปฏบิ ตั ใิ นตบะแกเํ พอ่ื นผ๎ูเรียนหรือนักศกึ ษา ดว๎ ยการเปน็ กาลังใจให๎เพ่ือน ไมยํ อํ ทอ๎ ตอํ การศึกษา เลาํ เรยี น แม๎บางครงั้ บทเรยี นนนั้ จะยาก หรอื มอี ุปสรรคตาํ ง ๆ บางอยํางก็มานะชวนกันทาจนสาเร็จ เมือ่ มเี วลาวาํ งชักชวนกันใช๎เวลาวาํ งนั้นใหเ๎ ปน็ ประโยชน๑ตอํ การศกึ ษาเลาํ เรยี นของตน โดยอํานหนังสือ ศึกษาคน๎ คว๎าจากแหลํงความรต๎ู าํ ง ๆ เพ่ิมเตมิ ทบทวนบทเรียนที่เรยี นทุ กวนั และกบั ครูบาอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัติตบะ ดว๎ ยการแสดงความตั้งใจมุงํ มั่นศกึ ษาเลําเรียน ต้ังใจฟง๓ ครสู อน ไมํฟุูงซําน หรอื นั่งหลบั แม๎เมือ่ เลกิ เรียนกลบั บ๎านก็เอาใจใสทํ บทวนบทเรยี นทเี่ รียน คอยหม่นั ตรวจตราวําครสู ่ังใหท๎ า การบา๎ นอะไรบ๎าง ต้งั ใจทางานที่ครสู ั่งให๎เรียบร๎อย กกกกกกก1. 1.2 1.2.6 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรฝขี ุาันยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ หข๎ อ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 6 ตบะไปใชใ๎ นการศกึ ษาดว๎ ยการ (1) กับเพอ่ื นผู๎เรยี น หรือ เพอื่ นนกั ศึกษา ควรมแี นวปฏบิ ตั ิตนดว๎ ยความเพยี รพยายามทาหน๎าท่ี เปน็ นกั เรียน นักศกึ ษาท่ดี ี อยาํ งเดด็ เด่ียวรวํ มกัน แก๎ปญ๓ หา หารอื กับเพื่อนในวชิ าท่ไี มํเขา๎ ใจ หรือวํายากเกนิ ไป ใหผ๎ าํ นพน๎ ไปได๎ ดว๎ ยดี และ (2) กบั ครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัตติ บะด๎วยการแสดงความมํงุ มน่ั ฝึกฝนตนเองใหร๎ จ๎ู ัก ความเพยี รพยายาม และเอาใจใสทํ ีจ่ ะทางานท่ีไดร๎ บั มอบหมายหรือเรยี นใหส๎ าเรจ็

145 กกกกกกก1. 1.2 1.2.6 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นผเ๎ู รียน และครบู าอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 6 คอื ตบะ มาใช๎ในการศกึ ษา ด๎วยการมีความตงั้ ใจ มํงุ มั่นศกึ ษาเลําเรียน ทง้ั กอํ นเรียน ขณะเรยี น และหลังเลกิ เรียน ดว๎ ยความพยายาม พากเพยี ร สวํ นกับครูบาอาจารยก๑ ็ มํงุ มน่ั ทางานที่ไดร๎ ับมอบหมายจากครบู าอาจารย๑ พากเพียรให๎สาเร็จลลุ ํวงตามทีก่ าหนดไว๎ กกกกกกก1. 1.2 1.2.7 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 7 อกั โกธะ คือ ความไมโํ กรธ ผเ๎ู รียนหรือนกั ศึกษา ควรมแี นวปฏิบัติในอกั โกธะแกเํ พ่ือนผู๎ เรยี น หรือนกั ศึกษา ดว๎ ยการระงับความโกรธ เมอ่ื เพอื่ น กลน่ั แกลง๎ หรือบางคนอาจตกั เตอื นเพือ่ นให๎นาขอ๎ ผดิ พลาดมาปรบั ปรุงแก๎ไข และกบั ครบู าอาจารย๑ ควรมีแนวปฏบิ ตั มิ ีอกั โกธะ ด๎วยการต๎องรูจ๎ ักยอมรับข๎อผดิ พลาดมาปรับปรุง แก๎ไข และพัฒนา เชนํ เม่ืออยโํู รงเรียนครวู ํากลาํ วตกั เตอื น ต๎องรจ๎ู กั การระงับความโกรธ และนาขอ๎ ผดิ พลาดไปปรบั ปรงุ แกไ๎ ข และเม่ือเพือ่ นกล่นั แกล๎งต๎องระงับความโกรธให๎ไดจ๎ ะทาให๎อยูํในสงั คมได๎อยํางมีความสขุ กกกกกกก1. 1.2 1.2.6 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจงั หวดั ประจวบครี ฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ได๎ให๎ข๎อมลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 7 อักโกธะไปใชใ๎ นการศึกษา ดว๎ ยการ (1) กับเพ่ือนผู๎เรยี น หรอื เพอ่ื นนกั ศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบัตติ นดว๎ ยการร๎ูจักใชเ๎ หตุผล ไมํยดึ อคติกับเพ่อื น ระงับและขมํ ใจ ตนเองไมใํ ห๎ลํุมหลงไปกบั คากลาํ ว หรอื ใหร๎ ๎ายเพ่ือน และ (2) กับครบู าอาจารย๑ คว รมแี นวปฏิบตั ิ อกั โกธะดว๎ ยความไมํโกรธ ไมมํ ุํงรา๎ ยแม๎จะถูกครูลงโทษก็ทาตามเหตุผล เป็นไปด๎วยความเทย่ี งธรรม ปราศจากอคติ ไมํทาดว๎ ยอานาจความโกรธ กกกกกกก1. 1.2 1.2.7 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่ีพลเมอื งดี ประกอบด๎วยเพอื่ นผูเ๎ รยี น และครบู าอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 7 คือ อักโกธะมาใช๎ในการศกึ ษา ดว๎ ยการควบคมุ อารมณ๑ของตนเองไมํให๎ เปน็ คนโมโหงําย และพยายามระงบั ยับย้งั ความโกรธ ทั้งกบั เพ่อื นผเู๎ รยี น และกับครบู าอาจารย๑ ในทกุ สถานการณ๑ กกกกกกก1. 1.2 1.2.8 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ท่ี 8 อวหิ ิงสา คือ ความไมเํ บียดเบียผน๎ูเรยี นหรอื นกั ศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบตั ิ อวหิ งิ สา แกํเพื่อนผู๎เรียน หรือนกั ศึกษา ดว๎ ยการไมํเอารัดเอาเปรียบเพื่อนในการทา กจิ กรรม หรือภารกิจที่ได๎รบั มอบหมาย และกบั ครูบาอาจาร ย๑ ควรมีแนวปฏิ บตั ิ อวิหิงสา ดว๎ ยการ ไมพํ ูดจาทไี่ มํดีงามถึงครบู าอาจารย๑ กบั ผู๎อน่ื หรอื ขอสิ่งของทจี่ า เปน็ ของครูบาอาจารย๑มาใช๎ในงาน สํวนตวั ของผู๎เรียน กกกกกกก1. 1.2 1.2.8 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรฝีขุาันยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ ห๎ข๎อมูลการนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 8 อวิหงิ สา ไปใช๎ในการศกึ ษาด๎วยการ (1) กับเพ่อื นผเ๎ู รียน หรือเพ่อื นนกั ศึกษา ควรมีแนวปฏิบตั ิดว๎ ยการไมเํ อารดั เอาเปรียบเพ่อื น มกี ารแบงํ ป๓นกนั ตอ๎ งมคี วาม เมตตา กรณุ ากบั เพอ่ื นในยามที่ลาบาก หรือตอ๎ งการความชํวยเหลือ และ (2) กบั ครบู าอาจารย๑ ควรมี แนวปฏิบัติ อวิหงิ สา ดว๎ ยการไมํพูดจาเพ๎อเจ๎อ จนทาให๎ครไู มเํ จริญก๎าวหน๎าในหน๎าท่กี ารงาน กกกกกกก1. 1.2 1.2.8 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่พี ลเมอื งดี ประกอบด๎วยเพ่อื นผู๎เรียน และครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 8 คือ อวหิ งิ สา มาใชใ๎ นการศึกษา ด๎วยการไมเํ อารัดเอาเปรียบเพอื่ นผู๎เรยี น ดว๎ ยกนั และกับครูบาอาจารย๑ ดว๎ ยการไมํพูดจาเบียดเบยี นให๎เสียหาย หรือเอาทรพั ยส๑ินของครบู อาาจารย๑ มาใชใ๎ นเรือ่ งสวํ นตัวของผเ๎ู รียน

146 กกกกกกก1. 1.2 1.2.9 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ท่ี 9 ขันติ คอื ความอดทน ผ๎เู รียนหรือนกั ศกึ ษาควรมี แนวปฏบิ ัติในขนั ติแกํเพื่อนผเ๎ู รยี น หรือนกั ศกึ ษา ด๎วยการมีสติ และความสามารถควบคมุ อารมณ๑ กริ ยิ ามารยาทในสถานการณ๑ที่ไมํพงึ ประสงค๑ได๎ และมีความอดทนกบั ความไมชํ อบในขณะศกึ ษาอยํู และกบั ครบู าอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัตมิ ขี ันติด๎วยการ ความอดทนในการเรยี น และการปฏิบัตงิ าน ท่ไี ดร๎ ับมอบหมาย กกกกกกก1. 1.2 1.2.9 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ีขันธ๑ ฝาุ ยตธรรมยุ ได๎ให๎ข๎อมลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 9 ขนั ติ ไปใช๎ในการศึกษาดว๎ ยการ (1) กบั เพื่อนผูเ๎ รียน หรือ เพ่อื นนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบตั ดิ ว๎ ยการอดทนตํอความโกรธท่มี ากระทบกระท่งั เพราะบุคคลทกุ คน จะอยํคู นเดียวลาพงั ไมํได๎ ตอ๎ งอาศยั อยํูรํวมกัน เปน็ หมคํู ณะ เป็นครอบครัว ต ลอดถงึ เปน็ ประเทศชาติ บคุ คลผ๎อู ยํูรวํ มกนั เชนํ น้ี บางครั้งอาจมคี วามกระทบกระทงั่ กนั ทะเลาะววิ าทบาดหมางกันบา๎ ง เพราะ ตาํ งกม็ ีกิเลสอยดํู ว๎ ยกันท้ังน้นั ถา๎ หากฝุายใดฝุายหน่ึงขาดความอดทนแลว๎ ความทะเลาะววิ าท บาดหมางกจ็ ะแตกแยกแผํขยายกว๎างออกไป จนทาใหเ๎ สียหนา๎ ทีก่ ารศึก ษาได๎ และ (2) กับครู บาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติขันติ ด๎วยการรจ๎ู ักอดทนตํอสิง่ ทีเ่ ราไมํชอบทาแตํจาเปน็ ต๎องทา ตามโอกาสและความถกู ต๎อง กกกกกกก1. 1.2 1.2.9 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่พี ลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอ่ื นผู๎เรียน และครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 9 คือ ขันติมาใช๎ในการศึกษา ดว๎ ยการมีความอดทนตํออุปสรรคที่เขา๎ มา ระหวํางท่ีศกึ ษา และกับเพื่อนผ๎เู รยี น หรอื ตํอภารกิจทีไ่ ดร๎ ับมอบหมายจากครบู าอาจารย๑ ให๎ผาํ น พ๎นอุปสรรคไปไดด๎ ๎วยดี กกกกกกก1. 1.2 1.2.10 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 10 อวิโรธนะ คอื ความเทย่ี งธรมรผเ๎ู รียนหรอื นักศึกษา ควรมแี นวปฏิบัติ อวโิ รธนะ แกเํ พ่อื นผู๎เรียนหรอื นกั ศึกษา ดว๎ ยการมคี วามยุตธิ รรมหนักแนนํ ถือความ ถูกตอ๎ ง ไมเํ อนเอยี ง หวน่ั ไหว ดว๎ ยคาพดู อารมณ๑ ของเพอ่ื นผ๎ูเรยี นด๎วยกนั และกับครูบาอาจารย๑ ควรมแี นวปฏบิ ัตดิ ๎วย การเชือ่ ฟ๓งคาสง่ั สอนของครูบ าอาจารย๑ ท่จี ะต๎องวางตน ให๎เปน็ กลาง ในทาํ มกลางสงั คม ทตี่ นเองเปน็ สมาชกิ อยํู ไมํเอนเอยี ง หว่นั ไหว ดว๎ ยคาพดู อารมณท๑ ่ไี ดร๎ บั ร๎ูก กกกกกก1. 1.2 1.2.10 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจงั หวัดประจวบคีรฝีขุาันยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ หข๎ อ๎ มูลการนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 10 อวโิ รธนะ ไปใชใ๎ นการศึกษาดว๎ ยการ (1) กบั เพ่ือนผเู๎ รยี น หรือเพอื่ นนกั ศึกษา ควรมแี นวปฏิบัติดว๎ ยการแนะนา สนบั สนนุ และตกั เตอื นเพื่อนใหท๎ าแตํสิ่งที่ ถกู ตอ๎ ง เปน็ ธรรมแกํผเู๎ กย่ี วข๎อง และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบตั ิ อวิโรธนะ ดว๎ ยการมี ความยุติธรรม ไมํมีความเอนเอยี งตอํ คาพูดของผูอ๎ ื่น มีความหนกั แนํน เท่ียงธรรมในการปฏิบตั ิหนา๎ ที่ กกกกก1. 1.2 1.2.10 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทพี่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพ่ือนผู๎เรยี น และครบู าอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 10 คือ อวิโรธนะ มาใชใ๎ นการศึกษา ดว๎ ยการมีความหนักแนํ น ไมมํ ีความ เอนเอยี งหวนั่ ไหว ยดึ ม่ันในสง่ิ ทถี่ ูกตอ๎ งดีงามในการดาเนนิ ชีวิตไดม๎ ากที่สดุ ทั้งกับเพือ่ นผ๎ูเรียน กบั ครู บาอาจารย๑ และการเปน็ สมาชิกของสงั คมนัน้ ๆ กกกกกกก1. 1.3 ทศพธิ ราชธรรมท่ใี ช๎ในอาชพี การงาน ไดแ๎ กํ กกกกกกก1. 1.3 1.3.1 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 1 ทาน คือ การให๎ ควรมีการให๎ทาน สง่ิ ของท่ีจาเป็น ทเ่ี พอ่ื นรํวมอาชีพยังขาดแคลนอยูํ ใหท๎ านความรเู๎ ก่ียวกบั อาชพี เพอ่ื ใหเ๎ พอื่ นสามารถนาไปประกอบ อาชพี ได๎ และใหอ๎ ภัยทาน เมอื่ เพือ่ นรวํ มอาชีพปฏิบัตติ นไมถํ ูกต๎อง หรอื ละเมิดเพื่อนรํวมอาชีพดว๎ ยกัน

147 สวํ นสาหรับนายจา๎ งหรือผ๎ูบงั คบั บัญชา ควรให๎ทาน ด๎วยการชํวยทางานในเวลาเรํงดํวนท่ีนายจ๎าง หรอื ผบ๎ู งั คับบญั ชาต๎องการความชวํ ยเหลอื ให๎ทานความรหู๎ รอื ขอ๎ มูลที่จาเปน็ ในอาชพี กับนายจา๎ ง และให๎ อภัยเมอ่ื นายจ๎างทาใหเ๎ ราไมสํ บายใจ หรือเสียใจ กกกกกกก1. 1.3 1.3.1 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมเลจี ๎าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันฝธาุ ๑ยธรรมยุต ไดใ๎ หข๎ ๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 1 ทาน ไปใช๎ดา๎ นอาชพี การงานดว๎ ยการ (1) เพื่อนรวํ มงาน หรือเพื่อนรวํ มอาชีพด๎วยการใหธ๎ รรมหรอื ความรู๎ ใหส๎ ตปิ ญ๓ ญา ให๎กาลงั ใจ ใหอ๎ ภัย ให๎ความรัก ใหค๎ วามเอื้อเฟือ้ ใหค๎ วามเมตตา และ (2) นายจา๎ งหรอื ผ๎ูบังคบั บญั ชาด๎วยการให๎โอกาส ให๎กาลงั ใจ มีความเอ้อื เฟื้อ แบํงป๓นกบั ลกู นอ๎ ง กกกกกกก1. 1.3 1.3.1 กลาํ วโดยสรุปหน๎าท่ีพลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอื่ นรวํ มอาชพี การงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 1 คอื ทานมาใชใ๎ นอาชีพการงาน ท้งั กบั เ พื่อนรวํ มอาชพี และกบั นายจ๎าง ดว๎ ยการให๎ส่งิ ของ หรือเวลาเม่ือมีความจาเป็น ใหค๎ วามรู๎ เพ่ือใหส๎ ามารถประกอบอาชีพได๎ และใหอ๎ ภยั เมอื่ มคี วามรส๎ู ึกไมดํ ีจากการกระทาของเพือ่ นรํวมอาชีพ และนายจา๎ ง กกกกกกก1. 1.3 1.3.2 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 2 ศลี คือ การตงั้ อยํใู นศีล ควรมศี ลี กับเพื่อนรํวมงาน หรอื เพ่อื นรํวมอาชพี ด๎วยการไมํซบุ ซิบนนิ ทา อยําพูดถงึ ผ๎ูอ่นื ในทางเสยี หาย หรอื วาํ ร๎ายต๎องให๎ความ เคารพกับสิทธสิ วํ นตัวของเพื่อนรวํ มงาน และทสี่ าคัญตอ๎ งลุกขึน้ ปกปอู งความลับของตน สาหรบั นายจา๎ งหรอื ผ๎บู ังคับบั ญชา ควรมกี ารประพฤตติ นใหอ๎ ยใํู น กฎระเบยี บของสถานประกอบการหรือ องคก๑ ร ไมพํ ดู นนิ ทาวําร๎ายนายจ๎าง หรือผบ๎ู งั คบั บัญชาให๎เกดิ ความเสียหาย ไมลํ ักขโมยส่ิงของในสถาน ประกอบการ เปน็ ตน๎ กกกกกกก1. 1.3 1.3.2 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจงั หวัดประจวบครี ฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มูลการนาทศ พธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 2 ศลี ไปใชด๎ ๎านอาชพี การงานดว๎ ยการ (1) เพอื่ นรวํ มงาน หรือเพอื่ นรํวมอาชพี ดว๎ ยการไมํซบุ ซิบนินทา ไมํพดู ถึงผอู๎ น่ื ในทางเสียหาย หรอื วําร๎ายตอ๎ งให๎ความ เคารพกบั สิทธิสวํ นตัวของเพ่ือนรวํ มงาน และ (2) นายจา๎ งหรือผ๎ูบังคบั บญั ชา ด๎วยการเปน็ บุคคลที่มี ระเบียบวินัย เครงํ ครัด ระมัดระวงั ควบคุมตนเองได๎ จะต๎องรจ๎ู กั บริหารคน บรหิ ารงาน และบริหาร บา๎ นเมืองดว๎ ยศลี ธรรม กกกกกกก1. 1.3 1.3.2 กลําวโดยสรุปหนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพื่อนรํวมอาชพี การงาน และ นายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 2 คือ ศลี มาใชใ๎ นอาชพี การงาน ด๎วยการไมพํ ดู ซบุ ซบิ นินทา ไมพํ ดู ถึงผู๎อ่ืนในทางเสียหาย หรอื วาํ รา๎ ย ให๎ความเคารพกบั สิทธิสวํ นตัวของเพ่ือนรํวมงาน เคารพกฎเกณฑ๑ ทนี่ ายจา๎ งกาหนดไว๎ ในขณะท่ีนายจ๎างต๎องบริหารงานใหม๎ ีศลี ธรรม กกกกกกก1. 1.3 1.3.3 ทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 3 ปริจจาคะ คอื การเสียสละควรมปี ริจจาคะกบั เพ่ือน รวํ มงานหรอื เพอื่ นรํวมอาชีพ ด๎วยการเสียสละเวลาชวํ ยเพื่อนทางาน เมือ่ เพ่อื นตอ๎ งการความชวํ ยเหลือ สวํ นสาหรับนายจ๎างหรือผบ๎ู ังคบั บัญชา ควรมีปริจ จาคะคอื ต๎องอทุ ิศกาลังกาย กาลงั ใจและกาลงั ความคดิ ให๎แกํสวํ นรวม ทางานจนสาเรจ็ ลลุ ํวงไปได๎ นายจา๎ งหรือผ๎ู บงั คับบญั ชา มีภาระหนา๎ ที่ และความรับผดิ ชอบมาก นายจา๎ งหรือผ๎ูบังคบั บญั ชาดแู ลสมาชกิ ให๎อยเํู ยน็ เป็นสขุ ตอ๎ งเอาใจใสํ รับร๎ู ป๓ญหาของสงั คม ต๎องไมเํ หน็ แกํตวั ตอ๎ งเหน็ แกปํ ระโยชนส๑ วํ นรวมมากกวําสวํ นตน หรอื สํวนใหญํ มากกวาํ สํวนน๎อย ต๎องพยายามหาทางทาใหส๎ ังคมเจริญ รํุงเรอื ง นายจา๎ งหรือผู๎บงั คับบัญชา จงึ จาเป็นต๎องเสียสละทรัพย๑ เสียสละเวลา เสยี สละกาลังกาย กาลงั ใจ กาลังความคดิ และ

148 กาลังสติปญ๓ ญา รวมท้ังเสียสละความสุขใหแ๎ กํสวํ นรวม น่ันคอื ผู๎นาต๎องอุทศิ ตนในทุก ๆ ด๎าน เพอ่ื พฒั นาคน และองค๑กรใหส๎ งบสขุ กกกกกกก1. 1.3 1.3.3 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรฝขี ุานั ยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ หข๎ อ๎ มูลการนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 3 ปริจจาคะ ไปใชด๎ ๎านอาชพี การงานด๎วยการ (1) เพอ่ื น รํวมงานหรอื เพอ่ื นรํวมอาชีพดว๎ ยการตอ๎ งไมเํ หน็ แกตํ ัว ต๎องเห็นแกํประโยชนส๑ วํ นรวมม ากกวาํ สวํ นตน หรอื สํวนใหญมํ ากกวาํ สํวนนอ๎ ย และ (2) นายจ๎างหรือผบู๎ งั คับบัญชาด๎วยการตอ๎ งปกครองดแู ลสมาชกิ ในสงั คมให๎อยูํเย็นเป็นสุข ต๎องเอาใจใสํรับร๎ูปญ๓ หาของสังคม ต๎องไมํเห็นแกตํ ัว กกกกกกก1. 1.3 1.3.3 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทพ่ี ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นรวํ มอาชีพการงาน และ นายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 3 คอื ปริจจาคะ ใชใ๎ นอาชีพการงาน ทั้งเพ่อื นรวํ มงานหรอื เพ่อื น รํวมอาชีพ และนายจา๎ ง ต๎องมีความเสียสละความสขุ เพอื่ ประโยชน๑ของตนเพื่อสังคมสวํ นรวม กกกกกกก1. 1.3 1.3.4 ทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 4 อาชชวะ คือ ความซ่อื ตรง ควรมีอาชชวะกบั เพ่อื นรวํ มงานหรอื เพอ่ื นรํวมอาชีพ ดว๎ ยการมีความจรงิ ใจ ปากกบั ใจตรงกัน ไมํทาตนเปน็ คนเจ๎าเลํห๑ ไมกํ ลับกลอก ไมํพูดลบั หลังอยาํ งหนง่ึ ตอํ หนา๎ อยาํ งหน่งึ สวํ นสาหรับนายจ๎างหรือผบู๎ งั คับบญั ชา ควรมี อาชชวะเก่ยี วกบั ความซือ่ ตรง ไมฉํ ๎อฉลหลอกลวง ไมํทจุ รติ คอรปั ช่ัน เพราะความซ่ือตรงเปรยี บเหมือน เกราะปอู งกันมใิ ห๎ผ๎ใู ดกลา๎ ใสรํ ๎ายปาู ยสี กกกกกกก1. 1.3 1.3.4 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ฝขี าุ ันยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมลู การนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ท่ี 4 อาชชวะ ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานดว๎ ยการ (1) เพอื่ นรวํ มงาน หรอื เพอื่ นรวํ มอาชพี ดว๎ ยการมคี วามจริงใจตํอกัน และ (2) นายจา๎ งหรอื ผ๎ูบังคับบัญชาด๎วยการมคี วาม ซ่ือสตั ย๑สุจริตกจ็ ะพาให๎ผ๎ตู ามมีความซอ่ื สตั ย๑สจุ รติ ไปดว๎ ย กกกกกกก1. 1.3 1.3.4 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมอื งดี ประกอบด๎วยเพ่ือนรํวมอาชพี การงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพิธ ราชธรรม ข๎อ 4 อาชชวะ คอื ความซอ่ื ตรง มาใช๎ในอาชพี การงาน ท้ังเพอ่ื น รํวมงานหรอื เพ่อื นรํวมอาชพี และนายจ๎าง ควรปฏบิ ตั กิ ารงานด๎วยความซอ่ื สัตย๑สุจรติ ไมํหลอกลวง มีความจรงิ ใจ โดยเฉพาะนายจา๎ งตอ๎ งเปน็ แบบอยํางของความซื่อสตั ย๑ ใหก๎ บั เพ่อื นรํวมงานหรอื เพื่อน รํวมอาชพี กกกกกกก1. 1.3 1.3.5 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 5 มัททวะ คือ ความอํอนโยน ดว๎ ยการมีอธั ยาศัยสุภาพ ออํ นโยนตอํ คนทุกชนชั้น ทกุ เพศ ทกุ วัย ความสภุ าพออํ นโยนนี้ ในทางปฏบิ ตั จิ รงิ ในชีวติ ประจาวัน ยํอมมีการปรบั ใชต๎ ามเหตุ และตามความเหมาะสมแกํบุคคลและกาลเทศะ เชํน เม่อื ใชก๎ ั บบคุ คล ทวี่ ัยวฒุ ิสูงกวํา ความสุภาพออํ นโยนก็คือความมสี ัมมาคารวะ เมอ่ื อยูํกับคนท่อี อํ นวัยวฒุ คิ วามสุภาพ ออํ นโยนกจ็ ะแปลเปน็ ความเอน็ ดูหรอื ความกรณุ า เปน็ ต๎น คนทีม่ คี วามสุภาพออํ นโยนจะเป็นคนท่ี เข๎ากับบคุ คลอืน่ ไดง๎ าํ ยและได๎ดี มักจะเปน็ ผท๎ู ไ่ี ดร๎ บั การยอมรบั จากคนอื่น ถ๎าเป็นผใู๎ หญํก็จะเป็นคน นํานับถือ คนเสมอกนั ก็นาํ คบหาสมาคม คนต่ากวาํ กเ็ ปน็ คนนาํ รักเอน็ ดู ควรมมี ทั ทวะกบั เพอื่ น รํวมงานหรอื เพ่ือนรํวมอาชีพ ด๎วยการมีความสภุ าพอํอนโยน และชํวยกันปฏิบตั ิท้งั หนา๎ ที่ทางกาย ทง้ั หน๎าทที่ างใจ อยาํ งเคารพกันและกนั สํวนสาหรับนายจา๎ งหรือผบ๎ู งั คบั บัญชา ควรมมี ัททวะ ดว๎ ยการ มคี วามออํ นนอ๎ มถํอมตวั ตํอผ๎ูทีอ่ าวุโสกวาํ ไมวํ างอานาจ เยอํ หยง่ิ สํวนกับผ๎ูทีม่ ีอายนุ อ๎ ยกวาํ กค็ วรให๎ เกยี รติ ดว๎ ยการพดู จาดว๎ ยความสุภาพอํอนโยน

149 กกกกกกก1. 1.3 1.3.5 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจวงัดหประจวบคีรีขันธฝ๑าุ ยธรรมยตุ ได๎ให๎ข๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 5 มทั ทวะไปใช๎ด๎านอาชพี การงานดว๎ ยการ (1) เพ่ือนรํวมงาน หรือเพอ่ื นรวํ มอาชีพดว๎ ยการไมเํ ยํอหยิง่ ทระนง ตัว รบั ฟ๓งความคดิ เห็นของเพ่อื น และ (2) นายจา๎ ง หรอื ผ๎บู ังคบั บัญชา ดว๎ ยการปฏิบัติตนใหม๎ ีความ ออํ นโยนนุํมนวล ไมํหยาบคาย ไมํแขง็ กระด๎าง ไมเํ ยํอหย่งิ ยโสโอหัง ที่บังอาจทาตนเป็นเหมอื น “คางคกขึ้นวอ” ใหล๎ ดมานะละทิฐิ กกกกกกก1. 1.3 1.3.5 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพ่อื นรํวมอาชพี การงาน และ นายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 5 มทั ทวะ คอื ความออํ นโยน มาใช๎ในอาชพี การงาน โดยถา๎ เป็นเพ่ือนรํวมงาน หรอื เพอื่ นรํวมอาชีพ ควรมคี วามสุภาพอํอนโยนตอํ กนั สวํ นนายจา๎ ง ควรมีความ ออํ นนอ๎ มถํอมตวั กบั เพื่อนรํวมงานทม่ี ีความอาวุโสกวาํ และเพอ่ื นรํวมงานทม่ี อี าวุโสน๎อยกวาํ กค็ วรแสดงความสุภาพออํ นโยน กกกกกกก1. 1.3 1.3.6 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 6 ตบะ คอื ความเพยี ร ควรมคี วามเพียรกับเพื่อนรํวมงาน หรือเพอ่ื นรวํ มอาชพี ด๎วยการตงั้ ใจชวํ ยกันทางานทีต่ นได๎รับมอบหมายให๎สาเร็จ ไมลํ ดละ และ เบ่อื หนาํ ยกบั งานของตน สํวนสาหรับนายจา๎ งหรอื ผ๎ูบังคับบัญชา ควรมตี บะดว๎ ยการ มีสติระลึก อยูเํ สมอวาํ ตนมหี น๎าทอี่ ะไร มคี วามรบั ผิดชอบตอํ ประชาชนอยาํ งไร จะต๎องมงุํ มัน่ ตอํ หนา๎ ท่นี น้ั ไมปํ ลอํ ยให๎หลงในความสขุ สาราญ จนลืมหนา๎ ที่ ลืมตัว และหลงผดิ กกกกกกก1. 1.3 1.3.6 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจงั หวัดประจวบคีรฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 6 ตบะไปใช๎ดา๎ นอาชีพการงานดว๎ ยการ (1) เพอ่ื นรํวมงาน หรือเพื่อนรํวมอาชพี ด๎วยการมีจิตใจมัน่ คง เด็ดเดี่ยวในอนั ทีจ่ ะพากเพยี รปฏิบตั ิหน๎าที่ใหจ๎ นบรรลุ ผลสาเรจ็ และ (2) นายจา๎ งหรือผ๎ูบงั คับบัญชา ดว๎ ยการมคี วามเพี ยรพยายามขจดั กเิ ลสตณั หาไมํให๎ เขา๎ ครอบงาจิตใจ สามารถบังคบั ควบคุมตนเองมิใหล๎ ํมุ หลงหม กมํนุ ในความสุขสาราญจนเป็นเหตุ ให๎เสียการงานได๎ ผ๎ูนาหรือผ๎ปู กครองท่ดี ีต๎องมีสตริ ะลกึ อยํเู สมอวําตนมหี นา๎ ท่อี ะไร มคี วามรบั ผดิ ชอบ ตํอประชาชนอยาํ งไร จะตอ๎ งมํุงมนั่ ตอํ หน๎าท่ี น้นั ไมํปลํอยใจให๎หลงใหลในความสขุ สาราญที่มี ผ๎เู สนอสนองมาให๎ด๎วยวธิ ีการตาํ ง ๆ จนลมื หนา๎ ท่ี ลมื ตวั และหลงผิด กกกกกกก1. 1.3 1.3.6 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นรวํ มอาชีพการงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ 6 คอื ตบะ มาใช๎ในอาชีพการงานทั้งเพื่อนรํวมงานหรอื เพอื่ นรวํ ม อาชีพ และนายจา๎ ง ต๎องปฏบิ ัติหน๎าท่ีการงานท่ีรับผิดชอบดว๎ ยความมุมานะ อดทน ขยนั มุงํ มน่ั และ ทาแตสํ ง่ิ ที่ดี ฝาุ ฟ๓นอุปสรรคตําง ๆ จนประสบความสาเรจ็ ดว๎ ยความพากเพียร กกกกกกก1. 1.3 1.3.7 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 7 อกั โกธะ คอื ความไมํโกรธควรมีอักโกธกะบั เพือ่ นรํวมงาน หรือเพ่ือนรวํ มอาชีพ ดว๎ ยการรู๎จักระงบั ยบั ยงั้ ความโกรธ เชํน เพ่ือนอาจจะพดู อะไรท่ไี มํถูกใจ ใหข๎ ํมใจ ไวไ๎ มํแสดงความโกรธออกมา มิเชนํ นนั้ จะเกิดผลเสียคอื การทะเลาะวิวาทกัน แมใ๎ นหลาย ๆ สถานการณ๑จะทาได๎ยาก แตํหากเราสามารถฝึกฝน ไ มํใหเ๎ ปน็ คนโมโหงาํ ย และพยายามระงบั ยบั ย้ัง ความโกรธอยูเํ สมอ จะเป็นประโยชนต๑ ํอเราหลายอยาํ ง เชํน ทาใหเ๎ ราสุขภาพจติ ดี หน๎าตาผํองใส สวํ นสาหรับนายจ๎างหรอื ผบู๎ ังคบั บัญชา ควรมีอักโกธะ ดว๎ ยการสรา๎ งความสขุ สงบ เยือกเย็น เหน็ ตน เห็นคน เห็นงาน เห็นองคก๑ รท่แี จมํ ใสไมํขํุนมวั

150 กกกกกกก1. 1.3 1.3.7 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบครี ฝีขาุ นั ยธธ๑ รรมยตุ ไดใ๎ หข๎ อ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 7 อักโกธะไปใชด๎ ๎านอาชพี การงาน ดว๎ ยการ (1) เพ่อื นรวํ มงาน หรือเพ่ือนรวํ มอาชีพ ดว๎ ยการรจ๎ู ักการยับยั้งช่ังใจ ขมํ ใจไมํใหเ๎ อาแตใํ จตนเอง รกั ษาน้าใจเพ่อื น เหน็ แกํ สํวนรวมมากกวําสวํ นตน และ (2) นายจ๎างหรือผ๎ูบงั คบั บัญชา ดว๎ ยการฝกึ ไมํให๎เปน็ คนโมโหงาํ ย และ พยายามระงบั ยับยงั้ ความโกรธอยํูเสมอ จะเปน็ ประโยชนต๑ ํอเราหลายอยําง เชนํ ทาให๎เราสขุ ภาพจติ ดี หนา๎ ตาผอํ งใส ข๎อสาคญั ทาให๎เรารกั ษามิตรไมตรกี ับผอ๎ู ่ืนไวไ๎ ด๎ กกกกกกก1. 1.3 1.3.7 กลําวโดยสรุปหนา๎ ทพ่ี ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นรวํ มอาชีพการงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ 7 คือ อักโกธะ มาใช๎ในอาชีพการงานทง้ั เพอื่ นรํวมงาน หรือเพ่ือน รวํ มอาชพี และนายจา๎ ง ด๎วยการฝึกฝนควบคมุ อารมณข๑ องตนเอง ไมใํ หเ๎ ปน็ คนโมโหงาํ ย และพยายาม ระงบั ยับยง้ั ความโกรธอยํเู สมอ กกกกกกก1. 1.3 1.3.8 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 8 อวิหงิ สา คอื ความไมํเบยี ดเบียน ควรมีอวิหิงสากบั เพือ่ นรํวมงานหรอื เพือ่ นรวํ มอาชพี ดว๎ ยการไมํกดขข่ี มํ เหงรังแกผูอ๎ น่ื สํวนสาหรับนายจ๎าง หรอื ผูบ๎ งั คบั บญั ชา ควรมอี วิหิงสา ดว๎ ยการ ต๎องไมํหลงระเรงิ ในอานาจ ใช๎อานาจทาอันตรายตอํ รํางกาย และทรพั ย๑สินผอู๎ ่นื ตามอาเภอใจ ตอ๎ งคอยชวํ ยเหลอื ประคบั ประคองผ๎ทู ด่ี อ๎ ยกวํา หรอื ผ๎ูท่ที กุ ข๑ยาก เดอื ดร๎อน นายจ๎างหรอื ผู๎บังคบั บัญชาเป็นผู๎มีอานาจ มกี าลงั กาย มที รพั ย๑มากกวาํ ผู๎อ่ืน และมีโอกาส ทจ่ี ะเลือกปฏบิ ตั ิอยํางทต่ี นพอใจเหนือกวําผูอ๎ ืน่ เพราะไมมํ ใี ครกลา๎ ทัดทานหรือห๎ามปราม หากนายจา๎ งหรอื ผ๎บู ังคบั บัญชาใช๎อานาจ และอภิสทิ ธด์ิ งั กลาํ วไปกดข่ีขํมเ หงผทู๎ ี่ดอ๎ ยกวํา สังคมจะมี แตํความยุํงเหยิง ระส่าระสาย ดงั นั้นผนู๎ าทีด่ ตี อ๎ งไมํหลงระเริง ในอานาจ ใช๎อานาจทาอันตราย ตอํ ราํ งกายและทรัพย๑สนิ ผูอ๎ นื่ ตามอาเภอใจ ต๎องคอยชํวยเหลอื ประคบั ประคองผูท๎ ่ีด๎อยกวาํ หรอื ผู๎ที่ ทุกข๑ยากเดือดรอ๎ น นายจ๎างหรอื ผู๎บังคบั บัญชาทยี่ ึดทศพธิ ราชธรรมขอ๎ น้ียอํ มสรา๎ งพระคุณมากกวํา พระเดช ยํอมเป็นทรี่ ักใครํ เคารพนับถอื ของลูกน๎อง หรือผู๎ใต๎บงั คบั บญั ชา กกกกกกก1. 1.3 1.3.8 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ขี ันธ๑ ฝุายธรรมยุต ไดใ๎ ห๎ขอ๎ มูลการนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 8 อวหิ ิงสา ไปใช๎ดา๎ นอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพ่อื นรํวมงาน หรอื เพอ่ื นรํวมอาชพี ด๎วยการไมํรงั แกเพอ่ื นรํวมงานทง้ั ทางกาย วาจา และใจ และ (2) นายจา๎ ง หรือ ผบ๎ู งั คับบัญชา ดว๎ ยการไมํกดขข่ี ํมเหง หรอื ใช๎อานาจบงั คบั ขเูํ ขญ็ ลูกน๎อง หรอื ผูท๎ อ่ี ยูํใตบ๎ ังคับบัญชา กกกกกกก1. 1.3 1.3.8 กลําวโดยสรุปหน๎าทพ่ี ลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอื่ นรํวมอาชีพการงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 8 คือ อวิหงิ สา มาใชใ๎ นอาชีพการงานทั้งเพ่อื นรํวมงาน หรือเพอื่ น รวํ มอาชพี และนายจ๎าง ดว๎ ยการไมกํ ดข่ีขํมเหงรงั แกผอู๎ ื่นให๎เดอื ดรอ๎ นลาบาก ทง้ั กาย วาจา และใจ กกกกกกก1. 1.3 1.3.9 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 9 ขนั ติ คือ ความอดทน ควรมีขนั ติกับเพอื่ นรํวมงาน หรือเพือ่ นรวํ มอาชพี ด๎วยการระงับอารมณ๑ให๎ได๎ เชํน เมือ่ เจอสถานการณ๑ไมํถกู ใจ จะแสดงอารมณ๑ ท่ไี มํนําพอใจเข๎า กอ็ าจจะแสดงกิริยาอาการอนั ไมงํ าม ไมํนําชมออกมาไดท๎ กุ เวลา ทุกโอกาส สถานที่ และเมอื่ เป็นเชํนน้ี การคบหาสมาคมกันกย็ อํ มจะถึงกาลเสือ่ มเสียไป สํวนสาห รับนายจ๎าง หรือ ผู๎บงั คับบญั ชา ควรมขี นั ติ ด๎วยการ ต๎องมคี วามอดทน เขม๎ แข็ง ไมทํ ๎อถอยตอํ ความเหนด็ เหนื่อย ยากลาบาก แมม๎ ีอุปสรรคกส็ ามารถฟ๓นฝาุ จนผํานพน๎ ไปได๎ ผน๎ู าเชํนนจ้ี ะไดร๎ บั การยกยอํ งนบั ถอื ความไวว๎ างใจจากผท๎ู อ่ี ยูํในความดแู ล

151 กกกกกกก1. 1.3 1.3.9 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจงั หวดั ประจวบครี ฝีขาุ ันยธธ๑ รรมยุต ได๎ให๎ขอ๎ มูลการนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 9 ขนั ติ ไปใช๎ดา๎ นอาชพี การงาน ด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงาน หรือเพ่อื นรํวมอาชพี ด๎วยการที่มคี วามอดทน คอื รอได๎ คอยได๎ ไมกํ ระวนกระวายใจ ถ๎าไมมํ คี วาม อดทนมันก็เหมือนกับทรมานตัวเอง จะมฉี ลาดเฉลียว ปญ๓ ญาวิเศษอยํางไร ถ๎าไมํรอได๎ ทนได๎ มันกจ็ ะ เปลําประโยชน๑ เพราะประโยชนม๑ นั ไมอํ อกมาทันที มันตอ๎ งมีโอกาสตามเวลาแหงํ ความสาเรจ็ ตอ๎ งรอได๎ ทนไดเ๎ หมือนกับทานา มนั ต๎องรอไดจ๎ นกวาํ จะออกเปน็ ข๎าว และ (2) นายจา๎ งหรือผบู๎ งั คบั บัญชา ดว๎ ยการท่มี สี ติ หนกั เอาเบาสู๎ ไมทํ ๎อถอย หรอื เกรงกลวั ตอํ งานหนัก เป็นแบบอยํางท่ีดีใหแ๎ กํลูกนอ๎ ง กกกกกกก1. 1.3 1.3.9 กลําวโดยสรุปหนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นรวํ มอาชีพการงาน และ นายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 9 คือ ขันติ มาใชใ๎ นอาชพี การงานท้งั เพอื่ นรํ วมงานหรือเพ่ือน รํวมอาชีพ และนายจา๎ ง ตอ๎ งมี ความเข๎มแข็ง ไมทํ อ๎ ถอย สามารถอดทนตอํ งานหนัก ความเหน่อื ย ยากลาบาก หรอื แมก๎ ระทง่ั สามารถทนตํอความเจบ็ ใจท่เี กิดจากสาเหตตุ ําง ๆ ได๎ กกกกกกก1. 1.3 1.3.10 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 10 อวโิ รธนะ คือ ความเท่ียงธรรคมวรมกี ารให๎อโวริธนะ กับเพ่อื นรวํ มงานหรอื เพอื่ นรํวมอาชพี ด๎วยการรับฟ๓งข๎อมูลของผร๎ู วํ มงานด๎วยความเปน็ ธรรม ไมลํ าเอียง หรือปฏบิ ัติภารกิจดว๎ ยความเท่ยี งธรรม กับทกุ คนที่รวํ มงาน สํวนสาหรับนายจ๎าง หรอื ผ๎ูบังคับบัญชา ควรมอี วิโรธนะ ด๎วยการประพฤติตนให๎ตัง้ มั่นอยํูในความเ ที่ยงตรง ไมเํ อียงเอน หรอื เช่ือคาพูดของผ๎อู น่ื มีการพิจารณาถึงความถกู ตอ๎ งเสมอ กกกกกกก1. 1.3 1.3.10 จากการสัมภาษณ๑พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจงั หวดั ประจวบคีรฝขี าุ ันยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ ห๎ข๎อมลู การนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 10 อวโิ รธนะ ไปใช๎ดา๎ นอาชีพการงานดว๎ ยการ (1) เพื่อน รํวมงานหรือเพื่อนรวํ มอาชพี ด๎วยการมคี วามยตุ ิธรรม ต้ังม่ันอยํใู นศลี ธรรมทาตวั เป็นกลาง และ (2) นายจ๎างหรอื ผู๎บังคบั บัญชา ดว๎ ยการไมมํ ีความเอนเอยี ง หว่นั ไหว วางตวั เปน็ กลาง ตอ๎ งต้ังม่นั อยํใู นธรรมทั้งสํวนยุติธรรม คอื ความเทีย่ งธรรม และนติ ิธรรม คอื ระเบียบแบบแผน หลักการ ปกครอง กกกกกกก1. 1.3 1.3.10 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพื่อนรวํ มอาชีพการงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 10 คืออวิโรธนะ มาใชใ๎ นอาชีพการงาน ทั้งเพ่อื นรวํ มงาน หรือ เพอ่ื นรวํ มอาชีพ และนายจา๎ ง ต๎องมคี วามยตุ ธิ รรม หนักแนนํ มนั่ คง ไมํเอนเอยี งไปกบั บุคคลใดบคุ คลหนึ่ง กกกกกกก1. 1.4 ทศพิธราชธรรมทใี่ ชใ๎ นชมุ ชน ท๎องถน่ิ และสงั คม ไดแ๎ กํ กกกกกกก1. 1.4 1.4.1 ทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 1 ทาน คอื การให๎ กับชุมชนท๎องถิ่น และสงั คม สมาชกิ ชมุ ชนควรปฏบิ ัติ ดว๎ ยการให๎ทานสง่ิ ของ เงนิ ทอง หรือแรงกาย ตามโอกาสอนั ควร เพ่ือปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมของชุมชนรํวมกนั ให๎คาแนะนาเป็นความรแ๎ู กํผ๎ูรํวมงาน และใหอ๎ ภยั ด๎วยการใหร๎ อยย้มิ และ ปยิ วาจาแกํสมาชกิ ชมุ ชน กกกกกกก1. 1.4 1.4.1 จากการสมั ภาษณ๑พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ฝาุ ยธรรมยตุ ได๎ให๎ขอ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ท่ี 1 ทาน ไปใช๎กบั ชุมชน ท๎องถิน่ และสงั คม ควรปฏบิ ัติด๎วยการ สละทรพั ย๑หรอื ส่งิ ของ เพอื่ ชวํ ยเหลือสมาชกิ ของหมูํคณะทดี่ ๎อย และออํ นแอกวําผูอ๎ น่ื กกกกกกก1. 1.4 1.4.1 กลาํ วโดยสรุปหน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชุมชน ท๎องถ่นิ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 1 คอื ทานมาใช๎กบั ชมุ ชน ท๎องถิ่นและสงั คมบา๎ นเกดิ ดว๎ ยการ ใหบ๎ รจิ าคสง่ิ ของ เงินทอง หรือแรงกาย แกชํ ุมชนทอ๎ งถ่นิ และสังคมบา๎ นเกิดตามโอกาสอนั ควร ให๎คาแนะนาความรู๎

152 ทเ่ี ปน็ ประโยชนต๑ อํ การพัฒนา รวมถงึ การใหอ๎ ภัยกับสมาชกิ ในชุมชน ท่ีทาให๎ รูส๎ กึ ไมดํ ี หรอื ไมไํ ดร๎ ับ การยอมรบั กกกกกกก1. 1.4 1.4.2 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 2 ศลี คือ การตัง้ อยํใู นศลี กับชมุ ชนท๎องถนิ่ และสังคม สมาชกิ ชุมชนควรปฏบิ ัติตามศีล 5 คือ ไมํฆําสตั ว๑ตัดชวี ติ ไมํลักขโมยของของผูอ๎ น่ื ไมํลํวงละเมดิ ลกู เมีย เขา ไมพํ ูดโกหก หรือพูดสอํ เสยี ดยยุ ง และควรทาต นใหห๎ าํ งไกลจากเหล๎า บุหร่ี หรืออบายมขุ ตําง ๆ นอกจากน้ใี หน๎ าศลี 5 ที่ยดึ ถอื ปฏิบตั ไิ ปควบคุมพฤตกิ รรมของตนเอง ใหเ๎ คารพกฎหมายของบ๎านเมอื ง อยาํ งเครํงครัด ก็จะชํวยให๎สังคมไทยอยรูํ ํวมกนั ไดอ๎ ยาํ งมคี วามสขุ หรอื ปฏิ บตั ิตาม หลักธรรม ตามศาสนาทีต่ นเองนบั ถือ กกกกกกก1. 1.4 1.4.2 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ฝีขุาันยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 2 ศลี ไปใชก๎ ับชมุ ชน ทอ๎ งถิ่นและสังคม ควรปฏิบตั ดิ ๎วยการ ประพฤติในสิ่งท่ีดงี าม งดเวน๎ จากการทาช่วั เสียหาย ไมํทาอะไรทีเ่ ป็นการไมํเหมาะสม ไมํควร กลาํ วโดยสรุปหน๎าท่ีพลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชมุ ชน ท๎องถิน่ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 2 คือ ศีลมาใชก๎ ับชุมชน ทอ๎ งถ่ินและสังคมบา๎ นเกิด ดว๎ ยการประพฤติส่งิ ท่ดี ีงาม ตามหลักศาสนาของตน กกกกกกก1. 1.4 1.4.3 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 3 ปริจจาคะ คอื การเสยี สละ กบั ชุมชน ทอ๎ งถิ่นและ สังคม สมาชกิ ชมุ ชนควรปฏิบตั ิ ด๎วยการเสียสละประโยชน๑สขุ ของตน เพอ่ื ประโยชน๑สุขของสวํ นรวม และความสงบเรียบร๎อยของชุมชนน้นั หากเห็นแกํประโยชนต๑ นก็เป็นคนเหน็ แกตํ วั ไมสํ ามารถทางาน ให๎ชมุ ชนได๎อยาํ งกว๎างขวาง เพราะคนเห็นแกํตนเองมากกวําสํวนรวม เป็นคนมีจิตใจคบั แคบ ยํอมไมํได๎ รบั ความรํวมมอื จากทกุ ฝุาย และอาจนาความเสียหายมาสูสํ งั คม และประเทศชาตไิ ด๎มาก แตหํ าก ชมุ ชน ทอ๎ งถนิ่ และสงั คมมีคนเสียสละ มจี ิตสาธารณะจานวนมาก ชมุ ชน ทอ๎ งถ่นิ และสังคมก็จะมีความ เจริญกา๎ วหน๎าอยํางตํอเนอ่ื ง กกกกกกก1. 1.4 1.4.3 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ฝีขุานั ยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมูลการนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 3 ปรจิ จาคะ ไปใช๎กบั ชมุ ชน ท๎องถ่นิ และสงั คม ควรปฏบิ ัติ ดว๎ ยการยอมเสียสละเพือ่ ประโยชนท๑ ีย่ ่งิ กวํา ยอมสละประโยชนส๑ ํวนตนเพ่ือประโยชน๑สวํ นรวม กกกกกกก1. 1.4 1.4.3 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทพี่ ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชมุ ชน ทอ๎ งถนิ่ ควรนา ทศพิธราชธรรม ข๎อ 3 คือ ปรจิ จาคะ มาใช๎กับชมุ ชน ท๎องถ่ินและสังคมบ๎านเกดิ ดว๎ ยการการเสยี สละ ความสุขสาราญของตนเพอ่ื ประโยชน๑สุขของหมูคํ ณะ กกกกกกก1. 1.4 1.4.4 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 4 อาชชวะ คือความซ่อื ตรง กบั ชมุ ชนทอ๎ งถนิ่ และสงั คม สมาชกิ ชมุ ชนควรปฏบิ ัติ มคี วามตรงไปตรงมา ผนู๎ าหรอื ผ๎ปู กครองตอ๎ งเปน็ แบบอยาํ งเปน็ ตัวอยํางทีด่ ี แกํสังคม หากผู๎นาขาดความซือ่ ตรง มเี ลหํ ๑เหล่ียม คดในข๎องอในกระดกู ฉ๎อราษฎรบ๑ ังหลวงปากพูดอยําง ทาอีกอยาํ ง และคิดไปอีกอยําง ยํอมจะไมํได๎รับความเชอื่ ถอื ความไวว๎ างใจจากคนในสังคม จะตัดสิน ป๓ญหาใด ๆ ก็ไมํได๎รับความสะดวก ทุกคนไมํยอมรบั กกกกกกก1. 1.4 1.4.4 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรฝขี าุ นั ยธธ๑ รรมยุต ได๎ให๎ข๎อมลู การนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 4 อาชชวะ ไปใชก๎ ับชมุ ชน ทอ๎ งถ่ิน และสงั คม ควรปฏบิ ตั ิ การงานด๎วยความซอ่ื สตั ย๑สจุ ริต ไมหํ ลอกลวงประชาชน แตํผ๎ูนาไมซํ ่ือตรงแล๎ว สงั คมและหมูคํ ณะน้นั

153 จะระสา่ ระสาย และป๓่นปุวนอยํางทส่ี ดุ เพราะสงั คมและหมํูคณะขาดที่พึ่ง ขาดหลกั ทจี่ ะยดึ เหนย่ี ว หากคนท่ัวไปไมมํ ศี รทั ธาในตัวผน๎ู าแลว๎ ความสงบสขุ จะมไี ด๎ยาก กกกกกกก1. 1.4 1.4.4 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชุมชน ท๎องถ่นิ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 4 คอื อาชชวะ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถ่นิ และสงั คมบ๎านเกิด สมาชิกชุมชนควรมี ความซอ่ื สัตยส๑ จุ รติ มีความจรงิ ใจ ไมกํ ลับกลอก กกกกกกก1. 1.4 1.4.5 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 5 มทั ทวะ คือ ความออํ นโยน มาใช๎กบั ชมุ ชนทอ๎ งถนิ่ และสังคม สมาชกิ ชุมชนควรปฏบิ ตั ิ ดว๎ ยการสภุ าพออํ นโยนกับผ๎ทู ่ีมอี ายุรนํุ ราวคราวเดียวกัน หรือ ออํ นกวาํ สํวนสมาชิกชมุ ชนทเี่ ปน็ ผ๎อู าวุโส ควรไดร๎ บั การแสดงออก ด๎วยความเคารพ ออํ นน๎อมถอํ มตวั กกกกกกก1. 1.4 1.4.5 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจงั หวดั ประจวบครี ฝีขุานั ยธธ๑ รรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 5 มัททวะ ไปใชก๎ ับชุมชน ทอ๎ งถน่ิ และสงั คม ควรปฏิบัตดิ ๎วย การมีกิริยาสภุ าพ วาจาอํอนหวาน ไมํหยาบคาย มคี วามนํุมนวล ผ๎ู อื่นอยใูํ กลก๎ ็มแี ตคํ วามสบายใจ แตํความออํ นโยนมิไดห๎ มายความวาํ ออํ นแอ ความอํอนโยนน้นั แฝงไว๎ด๎วยความสงาํ งามได๎ ผน๎ู าท่ดี ี จะตอ๎ งมีทั้งความออํ นโยนและเข๎มแข็งในเวลาเดยี วกัน ซง่ึ เป็นสิง่ ทเี่ ปน็ ไปได๎ เพราะความเข๎มแข็ง มิใชคํ วามแข็งกระด๎าง ความออํ นโยนเป็ นลักษณะทสี่ าคัญของผูน๎ าเพราะชํวยให๎ผค๎ู นเกดิ ความรกั ความชน่ื ชมยนิ ดี ทจ่ี ะใหค๎ วามรํวมมือในกิจการตาํ ง ๆ นกั ปกครองท่ีหยาบกระดา๎ งพูดจากดถู ูก เหยยี ดหยามคน แม๎จะมีความสามารถและตงั้ ใจทางาน แตํกไ็ มอํ าจโนม๎ นา๎ วใจใหค๎ นอื่น รํวมมอื ได๎ มากเทําท่คี วร กกกกกกก1. 1.4 1.4.5 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ท่พี ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชุมชน ท๎องถิน่ ควรนา ทศพิธราชธรรม ข๎อ 5 คือ มทั ทวะ มาใชก๎ บั ชุมชน ท๎องถ่ิน และสงั คมบา๎ นเกิด สมาชกิ ชมุ ชนควรมี ความสภุ าพออํ นโยนกับเพอ่ื นสมาชิกทม่ี รี ํนุ ราวคราวเดียวกัน หรือผูท๎ ี่มอี ายนุ ๎อยกวํา สวํ นผ๎สู งู อ ายุกวํา ควรให๎ความเคารพ และแสดงความอํอนนอ๎ มถํอมตัว กกกกกกก1. 1.4 1.4.6 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 6 ตบะ คอื ความเพยี ร มาใชก๎ ับชมุ ชน ทอ๎ งถ่นิ และ สงั คม สมาชิกชุมชนควรปฏบิ ตั ติ น ในเร่อื งการพยายามขจดั กเิ ลสตณั หาไมใํ หเ๎ ขา๎ ครอบงาจิตใจ สามารถบังคับควบคมุ ตนเองมใิ ห๎ลํมุ หลง หมกมนุํ ในความสขุ สาราญ จนเปน็ เหตุให๎เสียการงานได๎ ผน๎ู า หรือผป๎ู กครองทด่ี ตี อ๎ งมสี ตริ ะลึกอยเูํ สมอวํา ตนมีหนา๎ ที่อะไร มีความรับผิดชอบตํอประชาชนอยาํ งไร จะต๎องมํุงมนั่ ตอํ หน๎าทีน่ ้นั ไมํปลํอยใจใหห๎ ลงใหลในความสขุ สาราญท่ีมีผ๎เู สนอสนองมาให๎ด๎วยวธิ ีการ ตาํ ง ๆ จนลื มหน๎าที่ ลืมตวั และหลงผดิ ผู๎นาทีเ่ หน็ หนา๎ ท่สี าคญั กวําความสุขสาราญ ยํอมจะสร๎าง ความกา๎ วหนา๎ มนั่ คงและความสงบสขุ แกํสงั คม ผ๎ูนาทม่ี ีตบะจะกํอให๎เกิดความรส๎ู กึ เกรงขามและความ ศรทั ธาเลอ่ื มใสแกํผท๎ู ี่พบเห็น กกกกกกก1. 1.4 1.4.6 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจณ๎าคะจงั หวัดประจวบครี ีขนั ฝธาุ ๑ ยธรรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 6 ตบะ ไปใชก๎ ับชมุ ชน ท๎องถ่นิ และสังคม ควรปฏิบตั ดิ ว๎ ยการ บงั คบั ตนเองมใิ ห๎ลมุํ หลงหมกมนํุ กับความสขุ สาราญ จนเปน็ เหตุให๎เสียการงาน เป็นคนท่มี ี ชีวติ เรยี บงําย ไมํมวั เมากับอบายมุขและส่ิงชั่วร๎ายทั้งหลาย ผูน๎ าทีด่ ีจะตอ๎ งระลึกอยเูํ สมอวาํ ตนมีหน๎าที่อะไร มีความ รับผดิ ชอบตอ๎ งมุงํ ม่นั ตอํ หนา๎ ท่ี มใิ ชํมุํงม่นั ตอํ ความสาราญ ปุถุชนโดยทั่วไปนัน้ บางครั้งอาจตอํ สู๎ กบั สง่ิ เยา๎ ยวนไดแ๎ ล๎ว สังคมจะขาดหลกั ยึดเหน่ียว และไมอํ าจก๎าวหน๎าไปสูคํ วามเจริญได๎

154 กกกกกกก1. 1.4 1.4.6 กลําวโดยสรุปหน๎าทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชิกชมุ ชน ทอ๎ งถ่นิ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 6 คือ ตบะมาใชก๎ บั ชุมชน ทอ๎ งถนิ่ และสงั คมบา๎ นเกดิ ดว๎ ยการเพียรพยายาม ปฏบิ ตั ิหนา๎ ทกี่ ารงานที่รบั ผดิ ชอบดว๎ ยความมุมานะ อดทน ขยัน มุํงมนั่ และทาแตสํ งิ่ ที่ดี มี ความ ถูกตอ๎ ง ฝาุ ฟน๓ อปุ สรรคตาํ ง ๆ จนประสบความสาเรจ็ ดว๎ ยความพากเพียรนี้ กกกกกกก1. 1.4 1.4.7 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 7 อกั โกธะ คอื ความไมโํ กรธ มาใชก๎ ับชุมชน ท๎องถน่ิ และสังคม สมาชิกชุมชนควรระงับความโกรธ ควบคมุ อารมณข๑ องตนเอง เม่ือผูน๎ าชุมชนไมสํ ามารถ ตอบสนองความตอ๎ งการของสมาชิกได๎ สวํ นผ๎นู าจะตอ๎ งมีจติ ใจมั่นคง สขุ มุ เยือกเยน็ สามารถอดกลนั้ ความไมพํ อใจไวไ๎ ด๎ ไมแํ สดงโทสะ ดาํ วาํ เกรยี้ วกราด แม๎บางครัง้ จะถูกตฉิ นิ นินทา หรอื วิพากษ๑วจิ ารณ๑ โดยไมมํ ีมูลความจริง ก็ขํมใจไวไ๎ ด๎ แสดงปฏกิ ิรยิ าโตต๎ อบด๎วยอารมณ๑ แตใํ ช๎เหตุผลพดู จากั น หรือแม๎ บางครง้ั มอบหมายงานผ๎ใู ต๎บงั คับบญั ชา เขาทางานบกพรอํ งเสยี หาย ผ๎ูเป็นหัวหนา๎ ต๎องใจเย็น โมโห ฉนุ เฉียว หรือลงโทษเขาโดยไร๎เหตผุ ล ถ๎าเมื่อใดผู๎นาหรือผ๎ูเปน็ หวั หนา๎ ไมํอาจระงับยบั ย้ัง ความหงดุ หงิด แคน๎ เคืองได๎ ปลํอยให๎กาเรบิ ขน้ึ มา ความเสยี หายเกิดข้นึ แกํการบรหิ ารแนนํ อน ตวั ของ ผ๎ูบริหารเองก็เสยี หายด๎วย นัน่ คือเสียบคุ ลิกภาพ ผู๎ใตบ๎ ังคบั บญั ชากเ็ ขด็ ขยาดไมกํ ลา๎ เข๎าหน๎า ยังผล เสียหายในภาพรวมเกิดตามมามากเกนิ กวาํ ที่จะคาดคดิ กกกกกกก1. 1.4 1.4.7 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณะจงั หวดั ประจวบครี ฝขี าุ ันยธธ๑ รรมยุต ได๎ใหข๎ อ๎ มูลการนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 7 อกั โกธะ ไปใชก๎ ับชมุ ชน ทอ๎ งถ่ินและสงั คม ควรปฏิบตั ิ ดว๎ ยการมีความเมตตาตํอคนท่ัวไป ไมํตกอยใํู ตอ๎ านาจของความโกรธ ไมใํ ชอ๎ านาจบาตรใหญํ มคี วามสุขทไ่ี ด๎พบปะประชาชนท่ัวไปอยาํ งใกล๎ชดิ กกกกกกก1. 1.4 1.4.7 กลําวโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชมุ ชน ท๎องถน่ิ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 7 คือ อักโกธะ มาใชก๎ บั ชุมชน ท๎องถิน่ และสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการมีจิตใจม่ันคง มีความสขุ มุ เยือกเย็น อดกล้ัน ไมํแสดงความโกรธ หรือความไมํพอใจ กกกกกกก1. 1.4 1.4.8 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 8 อวหิ ิงสา คือ ความไมเํ บยี ดเบยี น มาใชก๎ บั ชมุ ชน ทอ๎ งถิ่นและสังคม สมาชกิ ชมุ ชนควรปฏิบตั ดิ ว๎ ยการไมเํ บยี ดเบียนเอาทรพั ย๑สินของชมุ ชน ท๎องถน่ิ และ สังคม มาใช๎เปน็ ของสวํ นตวั สวํ นผู๎นาทีด่ ีตอ๎ งไมํหลงระเรงิ ในอานาจ ใช๎อานาจทาอนั ตรายตํอราํ งกาย และทรพั ย๑ สินผู๎อนื่ ตามอาเภอใจ ต๎องคอย ชํวยเหลือประคบั ประคองผทู๎ ด่ี ๎อยก วํา หรอื ผทู๎ ีท่ ุกขย๑ าก เดอื ดรอ๎ น ผ๎ูนาท่ยี ดึ ทศพิธราชธรรมข๎อน้ียอํ มสร๎างพระคณุ มากกวาํ พระเดช ยอํ มเป็นทรี่ กั ใครํ เคารพ นบั ถอื ของผ๎ใู ต๎บงั คบั บญั ชา และบคุ คลทัว่ ไป รวมท้ังสามารสร๎างสรรค๑สังคมใหเ๎ กิดความสงบสขุ กกกกกกก1. 1.4 1.4.8 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ๑ ฝุายธรรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 8 อวหิ ิงสา ไปใช๎กบั ชมุ ชน ท๎องถิ่นและสงั คม ควรปฏิบตั ิด๎วย การมคี วามกรณุ าตอํ ผูอ๎ ่ืน ไมหํ าเร่ืองกดข่ีขมํ เหง หรือลงอาญาแผํนดินโดยปราศจากเหตอุ ันควร สงสาร หว่ันใจเมอื่ เหน็ ความทุกขข๑ องผู๎อน่ื และหาหนทางที่จะดับทุกขเ๑ ขญ็ ของพวกเขา กกกกกกก1. 1.4 1.4.8 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทพี่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชิกชุมชน ทอ๎ งถิ่น ควรนา ทศพิธราชธรรม ขอ๎ 8 คอื อวิหิงสา มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิน่ และสงั คมบ๎านเกดิ ด๎วยการ ไมเํ บยี ดเบียน ทรัพย๑สินสํวนรวมมาใชเ๎ พื่อสํวนตน หรือบบี ค้นั กดขีผ่ อู๎ น่ื รวมไปถึง การไมํใชอ๎ านาจไปบงั คบั หรอื หาเหตุกล่ันแกล๎งคนอื่นด๎วย

155 กกกกกกก1. 1.4 1.4.9 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 9 ขนั ติ คือ ความอดทน มาใชก๎ ับชมุ ชน ทอ๎ งถ่ินและ สงั คม สมาชกิ ชุมชนควรปฏบิ ตั ิ ด๎วยการเปน็ ผ๎ูขยนั หมัน่ เพียร ทางานให๎เหมาะสมกับหน๎าท่ี ไมํทอดทิ้ง การงานท่ไี ด๎รบั มอบหมาย แตํควรเพียรพยายามทาให๎เตม็ กาลงั ความสามารถและสติป๓ญญา การประกอบอาชีพการงานน้นั ยํอมประสบกบั อปุ สรรค ทํานทมี่ ีป๓ญญาสามารถ ตอ๎ งการที่จะไดร๎ ับ ประโยชนแ๑ ละความสุข กไ็ มคํ วรทอดท้งิ หรือท๎อถอย ควรใช๎ความอดทนเปน็ เบอ้ื งหน๎า กจ็ ะสาเร็จลุลวํ ง ไปได๎ กกกกกกก1. 1.4 1.4.9 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจงั หวดั ประจวบครี ฝีขาุ ันยธธ๑ รรมยุต ไดใ๎ ห๎ข๎อมูลการนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 9 ขนั ติ ไปใชก๎ บั ชุมชน ทอ๎ งถ่นิ และสงั คม ควรปฏิบตั ดิ ๎วยการ มคี วามอดทน สามารถควบคมุ อารมณข๑ องตนไดด๎ ีในทุกสถานการณ๑ คอื การใชค๎ วามสงบสยบความ เคลอ่ื นไหว กกกกกกก1. 1.4 1.4.9 กลําวโดยสรุปหนา๎ ทพี่ ลเมอื งดี ประกอบด๎วยสมาชกิ ชุมชน ท๎องถิ่น ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 9 คือ ขนั ติ มาใชก๎ บั ชมุ ชน ท๎องถ่นิ และสงั คมบา๎ นเกดิ ดว๎ ยการสามารถเผชญิ กบั ความยากลาบา กไดอ๎ ยาํ งเข๎ มแขง็ เม่ือพบอปุ สรรคในการทางาน กย็ ง่ิ เขม๎ แข็ง เด็ดเดย่ี ว ไมํทอ๎ แท๎ มคี วามอดทนอยํางตํอเนอ่ื งจนกวําป๓ญหาได๎รบั การแกไ๎ ข หรือภารกิจเสร็จลุลํวง กกกกกกก1. 1.4 1.4.10 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ท่ี 10 อวิโรธนะ คือ ความเท่ียงธรรม กบั ชมุ ชนทอ๎ งถิน่ และสงั คม สมาชิกชมุ ชน ควรปฏิบัตกิ ารวางตวั เป็นหลกั หนักแนนํ ม่นั คง ไมเํ อนเอยี งไป เพราะอานาจ ของความลาเอยี งอยํางใดอยาํ งหนึ่ง ไดแ๎ กํ เพราะรกั เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว หรอื เพรา ะ อานาจของโลกธรรม ไดแ๎ กํ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความเสื่ อมจากลาภ ความเสอื่ มจากยศ นนิ ทา และ ความทกุ ข๑ กกกกกกก1. 1.4 1.4.10 จากการสัมภาษณ๑พระราชสุทธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ฝขี ุาันยธธ๑ รรมยตุ ได๎ให๎ข๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ ท่ี 10 อวโิ รธนะ ไปใช๎กบั ชุมชน ทอ๎ งถ่ินและสงั คม ควรปฏิบัติ ดว๎ ยความตัง้ มนั่ ในธรรม ไมํ หวัน่ ไหวในเรอ่ื งดี เร่อื งร๎าย ประพฤติปฏิบัติตนอยูํในความดีงาม ไมํประพฤติผดิ ทานองคลองธรรม กกกกกกก1. 1.4 1.4.10 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทพี่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชิกชุมชน ทอ๎ งถ่ิน ควรนา ทศพิธราชธรรม ขอ๎ 10 คอื อวิโรธนะ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิน่ และสงั คมบ๎ านเกิด สมาชิกชมุ ชน และ ผู๎นาควรวางตวั เปน็ กลาง มคี วามหนกั แนํน มน่ั คง ความยตุ ธิ รรม ไมํลาเอียง ไปกับบุคคลใด หรือกลมุํ ใด กลุมํ หนง่ึ เพ่ือรวํ มกันพัฒนาชุมชน ทอ๎ งถ่นิ และสงั คม กกกกกกก2. การนอ้ มนาพระราชดารสั ไปใช้ในชีวิตประจาวัน กกกกกกก2. 2.1 พระราชดารสั ทีเ่ กย่ี วข๎องกับครอบครวั กกกกกกก2. 2.1 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช รชั กาลที่ 9 ไดท๎ รงพระราชทาน พระราชดารสั ที่เก่ียวขอ๎ งกับครอบครัวไว๎ให๎ประชาชนชาวไทย ไดน๎ ๎อมนามาปรบั ใชใ๎ นครอบครวั ของ ตนเอง ทส่ี าคัญ ๆ มดี งั นี้

156 \". \" เด็กเปน็ อันมาก มีความรักดมี าแตํกาเนิด จะเรยี นจะเลํนจะทาสงิ่ ใด ก็มงํุ มั่น ทาให๎ดีเดนํ ไมมํ ีป๓ญหาอปุ สรรคหรอื ความลาบากยากแคน๎ ใด ๆ จะกดี ก้ันไว๎ได๎ เดก็ เหลาํ นี้ ผใ๎ู หญํควรสนใจและแผเํ มตตาเก้อื กูลประคับประคอง ให๎ได๎มีโอกาส พฒั นาไป ในทางที่ถูกที่ดี ทั้งด๎านการศึกษาและจิตใจ เขาจกั ได๎เจรญิ เตบิ โต เป็นคนดพี รอ๎ ม และเป็นตัวอยํางแกเํ ยาวชนท่วั ไป\" พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระตาหนักจติ รลดารโหฐาน วันท่ี 13 มกราคม 2533 “ เดก็ เปน็ ผท๎ู ่จี ะได๎รับชวํ งทกุ สิง่ ทุกอยาํ งตํอจากผู๎ใหญํ รวมท้ังการรับผิดชอบ ในการธารงรักษาอิสรภาพ และความสงบสขุ ทง้ั ภาระรบั ผดิ ชอบ ในการธารง อสิ รภาพ และความสงบสุขของบ๎านเมอื ง ดงั นั้นเด็กทกุ คนจงึ สมควร และจาเป็น ทจ่ี ะตอ๎ งไดร๎ ับการอบรมเล้ียงดอู ยํ างถูกต๎องเหมาะสม ให๎มคี วามสามารถ สรา๎ งสรรคป๑ ระโยชน๑ตาํ ง ๆ พรอ๎ มท้งั การฝกึ หัดขัดเกลาความคดิ จิตใจใหป๎ ระณตี ให๎มศี รัทธามัน่ คงในคณุ ความดี มคี วามประพฤตเิ รียบร๎อย สุจรติ และมีปญ๓ ญา ฉลาด แจํมใสในเหตุในผล หน๎าที่น้ีเป็นของทุกคนที่จะตอ๎ งรวํ มมือกัน กระทา โดยพร๎อมเพรียงสมา่ เสมอ ผ๎ูทีเ่ กิดกํอน ผํานชีวิตมากํอน จะตอ๎ ง สงเคราะหอ๑ นเุ คราะห๑ ผเู๎ กิดตามมาภายหลงั ดว๎ ยการถาํ ยทอดความรค๎ู วามดี และประสบการณ๑อันมีคาํ ท้ังปวงให๎ดว๎ ยความเมตตาเอ็นดู และด๎วยความบรสิ ุทธใิ์ จในเด็กไดท๎ ราบ ได๎เข๎าใจ และสาคญั ทสี่ ดุ ให๎รู๎จักคิดด๎ วยเหตุผลที่ถูกต๎อง จนสามารถเห็นจริงด๎วยตนได๎ ในความเจริญและความเส่อื มทั้งปวง” พระราชดารัสพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช พระราชทานในโอกาสปีเด็กสากล วนั ท่ี 1 มกราคม 2522

157 “ผใ๎ู หญเํ รามักพากนั ละท้ิงวิธกี ารเกาํ ๆ ในการอบรมฝึกฝนคณุ ธรรม และความสภุ าพ เรยี บร๎อยในกาย วาจา ใจเยาวชน โดยมไิ ดห๎ าวธิ ีการที่เหมาะสม มาทดแทนให๎เพยี งพอ ทง้ั นี้ เห็นจะเป็นเพราะโดยมากเราไมคํ ํอยจะคดิ ถึงเร่ืองน้ี กนั นัก ด๎วยเหตทุ ี่ มัวสนใจ และต่ืนเตน๎ กบั วชิ าการอยํางใหมํกันหมด ประการหนงึ่ และด๎วยเหตุที่เสยี หายมิได๎เกิดขน้ึ ฉบั พลันทนั ที หากแตํ คํอย ๆ เกิดขึน้ ทลี ะเลก็ ละน๎อย อีกประการหน่ึง จึงปลอํ ยกันมา เรอ่ื ย ๆ จนบัดน้ีผลเสยี หายทเี่ กิดขน้ึ น้นั ได๎กลายเปน็ ปญ๓ หาท่ีเกือบจะแกก๎ ันไมตํ ก ตามที่ ทํานเห็นกับ ตาและทราบแกใํ จอยแํู ลว๎ ไมจํ าเปน็ จะตอ๎ งพดู ให๎ยาวความไป ความจรงิ เยาวชนทีม่ พี ้นื จิตใจดอี ยํแู ลว๎ และปรารถนาจะทาตวั ให๎ดี ใหเ๎ ป็นประโยชน๑นน้ั มอี ยูํ เป็นอนั มาก แตํการทาความดีโดยลาพงั ตนเอง เปน็ ของยาก จาเป็นต๎องอาศยั ผู๎ใหญํ เปน็ ทพ่ี ึง่ หรอื เปน็ ผนู๎ านั่ นเอง ผ๎ูใหญจํ ึงตอ๎ งถือ เป็นหน๎าท่แี ละความจาเปน็ ทจ่ี ะตอ๎ ง ชํวยเหลือเขา” พระราชดารสั พระราชทานแกผํ ๎บู ังคับบัญชาลกู เสอื ในโอกาสเข๎าเฝาู ทลู ละออง ธุลีพระบาทและรับพระราชทานเหรียญลกู เสอื สดดุ ี วนั ที่ 6 กรกฎาคม 2521 \"...เด็ก ๆ นอกจากจะต๎องเรยี นความร๎ูแลว๎ ยังต๎องหดั ทา การงานและทาความดดี ว๎ ย เพราะการทางานจะชวํ ยให๎ มคี วามสามารถ มคี วามขยนั อดทน พงึ่ ตนเองได๎ และการทาดี นน้ั จะชํวยให๎มคี วามสขุ ความเจรญิ ทั้งปอู งกนั ตนไว๎ไมใํ ห๎ ตกต่า...\" พระบรมราโชวาท พระราชทานเนือ่ งในวันเดก็ แหํงชาติ ประจาปี 2530 กกกกกกก2. 2.1 จากพระราชดารัสดงั กลําวขา๎ งต๎น ครอบครวั ควรปฏิบตั ิ (1) บดิ ามารดาจึงต๎องสอน บตุ รธิดา พีจ่ งึ ตอ๎ งสอนน๎อง คนรํนุ ใหญํจงึ ต๎องสอนคนรํนุ เลก็ ให๎มีความร๎คู วามดี มีความเจรญิ งอกงาม มีเหตุมีผล และเมื่อคนรํนุ เลก็ เปน็ ผใ๎ู หญํข้ึน จึงตอ๎ งสงั่ สอนคนรนํุ หลังตอํ ๆ ไปไมํใหข๎ าดสาย ให๎มี ความรู๎ ความดี มีความเจรญิ งอกงาม มเี หตผุ ล (2) การสอนลกู ใหเ๎ ป็นเด็กดีมกี ารพฒั นา สนบั สนนุ และสงํ เสรมิ ให๎ลูกเตบิ โต ขนึ้ เป็นคนดี และตัวอยํางของสงั คม (3) การสอนใหเ๎ ยาวชนท่ีมพี ้ืนจิตใจดี อยแํู ล๎ว และปรารถนาจะทาตัวให๎ดใี หเ๎ ปน็ ประโยชน๑ แตํการทาความดโี ดยลาพงั ตนเองมคี วามยาก จาเปน็ ต๎องอาศัยหลักเกณฑ๑ และแบบฉบบั ทีด่ อี ยาํ งใดอยาํ งหนง่ึ เป็นที่ยดึ เหนีย่ ว จึงจะกระทาได๎ โดยถกู ต๎องเหมาะสม และไมํเปลืองเวลา กลําวคอื ต๎องอาศยั ผูใ๎ หญํเปน็ ทีพ่ ึง่ หรอื เปน็ ผ๎ูนาน่ันเอง

158 ผใ๎ู หญจํ งึ ต๎องถือเปน็ หนา๎ ท่ี และความจาเป็นท่จี ะต๎องชวํ ยเหลือเขา และ (4) การสอนใหเ๎ ด็กมี ความขยนั ทางานอยาํ งมคี วามสขุ มคี วามตัง้ อกตั้งใจทาจรงิ เห็นคณุ คําของส่งิ ทท่ี า และอดทน ตํออปุ สรรค กกกกกกก2. 2.1 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ทีพ่ ลเมอื งดี ควรน๎อมนาพระราชดารสั ท่ีเก่ยี วข๎องกบั ครอบครัว มาใช๎ ดว๎ ยการทพ่ี ํอแมํอบรมส่งั สอนใหล๎ ูกได๎รบั การเรยี นรทู๎ ส่ี รา๎ งสรรค๑ และปลูกฝง๓ สิ่งที่ดงี ามตาํ ง ๆ ทง้ั ดา๎ นราํ งกาย จติ ใจ อารมณ๑ สังคม สติป๓ญญา คณุ ธรรม และจรยิ ธรรม พร๎อมทั้งพฒั นาใหเ๎ ป็นผ๎ูท่มี ี ความรู๎ความสามารถใช๎สตปิ ๓ญญาวเิ คราะห๑อยํางมเี หตผุ ล เพ่อื ให๎เตบิ โตข้ึนอยํางมีคุณภาพ กกกกกกกกก 2.2 พระราชดารัสทเ่ี กีย่ วข๎องกบั การศกึ ษา กกกกกกกกก 2.2 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รชั กาลที่ 9 ได๎ทรงพระราชทาน พระราชดารัสท่ีเก่ียวขอ๎ งกบั การศกึ ษาไวใ๎ หส๎ ถาบันการศึกษา นักเรยี น นิสิตและนกั ศกึ ษา และบัณฑติ ท่ีจบการศึกษา ได๎นอ๎ มนามาใชท๎ ี่สาคัญ ๆ มีดังนี้ “การศกึ ษาในมหาวิทยาลัย กลาํ วตามหลกั ควรจะได๎แกกํ ารสรา๎ งเสริม ความสามารถ และความเจรญิ งอกงามของบคุ คลในทางวชิ าการสวํ นหน่ึง ในทาง ความคิดอกี สวํ นหนึ่ง ซ่งึ เม่อื รวมกนั แลว๎ จะทาใหบ๎ คุ คลมีพละกาลงั สามารถนาไปใช๎ ปฏบิ ัติงานใหญํ ๆ ของสํวนรวมใหส๎ าเร็จได๎” พระบรมราโชวาทพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคาแหง วันที่ 26 ตุลาคม 2521 “ ในสวํ นของนกั เรยี นเองนนั้ ก็จงสาเหนียกใหม๎ ากวํา การท่เี ราศึกษาวชิ า ความร๎นู ั้น ความจรงิ ไมํใชเํ พอ่ื ใครเลย แตเํ พอ่ื ตัวเราเอง ในการทจ่ี ะดาเนนิ ชวี ิต ตํอไปในวนั หน๎า ถา๎ เรียนดีก็จะไดใ๎ ชค๎ วามรู๎ที่เรียนมาประกอบกิจการใหเ๎ ป็น ประโยชน๑ เป็นทพี่ ึง่ แกตํ น และเปน็ ท่ชี ืน่ ชมตอํ วงศ๑ตระกูลตํอไปด๎วย ” พระบรมราโชวาทในพระราชพธิ พี ระราชทานประกาศนยี บตั รนกั เรียนวชริ าวธุ วทิ ยาลยั วนั ที่ 16 กมุ ภาพันธ๑ 2500

159 “ ขอใหน๎ กั เรยี นทั้งหลายตั้งใจรบั ความรู๎ท่ีครูสอน เพราะโอกาสเชํนน้ีน้ัน หายาก ถ๎าไมเํ อาใจใสํ พยายามเรียนก็จะหาโอกาสไมไํ ดอ๎ ีก เพราะเวลาทีเ่ ปน็ เด็ก น้ันมีน๎อย จึงต๎องขอใหใ๎ ช๎เวลาให๎ถูกตอ๎ ง สะสมความรทู๎ างหลกั วิชา และความร๎ู ท่วั ไปให๎มาก และดีทีส่ ดุ แล๎วจะไมตํ ๎องเสียใจ เมอ่ื โตข้ึนก็จะสามารถทาหน๎าทข่ี อง ตน คอื ทามาหาเลยี้ งชีวติ ตน และชํวยสวํ นตวั และชวํ ยสํวนรวม ให๎อยไูํ ด๎ด๎วย ความกา๎ วหนา๎ และดว๎ ยความรมํ เยน็ ” พระบรมราโชวาท พระราชทานแกํคณะครูนกั เรียนโรงเรียนวงั ไกลกังวล วนั ที่ 28 พฤษภาคม 2512 “ ขอ๎ สรุปหนา๎ ทขี่ องผทู๎ ี่เป็นนิสติ นกั ศกึ ษาวาํ การเปน็ นักศกึ ษา ไมมํ อี าชพี เปน็ เวลาท่ีจะฝึกทางวชิ าการและก็ทางจิตใจ เพือ่ ทีจ่ ะมีพลงั แข็งแรงทีจ่ ะ รบั ใชช๎ าติ เปน็ พลเมืองดแี ลว๎ กเ็ ปน็ ความหวัง และก็เป็นส่งิ ที่สาคัญที่สดุ วํา เม่ือไดฝ๎ กึ ในทางจติ ใจเป็นคนเข๎มแข็ง ซอ่ื ตรง และเปน็ คนทม่ี คี วามปรารถนาท่จี ะสร๎างสรรค๑ แล๎ว จะตอ๎ งรกั ษาอุดมคตินี้ หรอื พลังน้ี หรือปณิธานนไ้ี ว๎ตลอดชวี ติ ” พระบรมราโชวาทเนื่องในโอกาสเสด็จฯ ทรงดนตรี เปน็ การสํวนพระองค๑ ณ หอประชมุ จฬุ าลงกรณ๑มหาวิทยาลัย วนั ท่ี 20 กนั ยายน 2514 “ ถ๎ามาพจิ ารณาดจู รงิ ๆ จะดีหรอื ที่จะให๎พลงั ของนักศึกษาทงั้ มวล เปน็ พลงั มดื ความจริงถา๎ เปน็ พลงั สวาํ ง หมายความวํา เป็นพลังท่ีจะให๎แสงสวําง แกํบ๎านเมือง ก็จะนําชน่ื ชมนํายนิ ดยี ิง่ ขน้ึ จุดประสงคท๑ แ่ี ท๎จรงิ ของนักศึกษา ความสวํางสาหรบั ให๎ผู๎ที่กาลังศกึ ษาก็สวาํ งขึ้นหมายถึงผท๎ู ่ขี ัดสนหรอื ผ๎ทู ่ีเคราะห๑รา๎ ย ไดม๎ ีแสงสวาํ งทีจ่ ะเรียนได๎แล๎ว ก็ใหแ๎ สงสวํางแกํผ๎ทู ี่ไมํใชนํ ักศึกษาผูท๎ ีไ่ มมํ ีโอกาส เป็นนักศกึ ษา ให๎มีแสงสวาํ ง หมายถึง บ๎านเมอื งให๎กา๎ วหนา๎ ใหด๎ ี ให๎เปน็ ทีน่ าํ ชน่ื ชม จะเป็นพลงั สวาํ ง เป็นพลงั ทนี่ าํ ชน่ื ชมนาํ ภูมใิ จได๎ ” พระบรมราโชวาทพระราชทานแกสํ มาคมบรกิ ารนักศกึ ษานานาชาติ แหํงประเทศไทย ผ๎ูแทนนิสติ นกั ศกึ ษาระดับปริญญาตรี จากทุกคณะ ทุกสถาบันทัว่ ประเทศ และคณะกรรมการจัดงานวันบริการนกั ศกึ ษา วันท่ี 25 กันยายน 2512

160 “ บรรดาผส๎ู าเรจ็ การศึกษาตามหลักสูตรของมหาวทิ ยาลยั ก็เปรยี บเหมอื น ได๎กญุ แจทีจ่ ะไขไปสชํู วี ิตทเ่ี จรญิ ตํอไปในวนั ข๎างหน๎าแตขํ อเตอื นวําการดาเนินชวี ิต โดยใช๎วิชาการอยํางเดยี วยังไมํเพยี งพอ จะต๎องอาศยั ความรู๎รอบตวั และหลัก ศีลธรรม ประกอบด๎วย ผ๎ูที่มีความร๎ูดี แตํขาดความยัง้ คดิ นาความรู๎ไปใชใ๎ นทาง มิชอบกเ็ ทาํ กบั เป็นบคุ คลทเ่ี ป็นภัยแกํสงั คม และของมนษุ ย๑ ฉะน้ันขอให๎ทกุ คน จงดารงชีวติ และประกอบอาชีพโดยอาศยั วิชาความรูท๎ ่ีไดร๎ ับ มาประกอบด๎วย ความยงั้ คิดชั่งใจ และศลี ธรรมอนั ดีงาม เพ่อื ความเจริญกา๎ วหน๎าของตนเอง และของประเทศชาติ ” พระบรมราโชวาทในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบตั ร ของมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร๑ วนั ที่ 18 กนั ยายน 2504 “ การศึกษาเป็นเรือ่ งใหญํและสาคญั ยิ่งของมนุษย๑ คนเราเมื่อเกิดมากไ็ ดร๎ บั การสง่ั สอนจากบดิ ามารดา อนั เป็นความรเู๎ บอ้ื งตน๎ เม่อื เจริญเตบิ โตข้ึนก็เปน็ หน๎าทขี่ องครู และอาจารย๑สั่งสอนใหไ๎ ดร๎ บั วชิ าความร๎สู ูง และอบรมจิตใจใหถ๎ งึ พรอ๎ มด๎วยคณุ ธรรม เพอ่ื จะได๎เปน็ พลเมืองดีของชาตสิ บื ตอํ ไป ” พระบรมราโชวาทพระราชทานปริญญาบัตรแกํนิสติ และนกั ศึกษา วิทยาลัยวิชาการศกึ ษา วนั ท่ี 13 ธันวาคม 2505 “ บณั ฑติ ผส๎ู าเรจ็ การศึกษาไปแลว๎ จะทาการส่ิงใดให๎พิจารณาให๎ รอบคอบเสยี กอํ น อยําทระนงตัววาํ เราเป็นบัณฑิตแลว๎ เราตอ๎ งเกํงกวาํ ฉลาดกวาํ ผู๎อ่นื อยาํ ลมื วําฉลาดแตอํ ยาํ งเดยี วเทํานน้ั ไมพํ อ ต๎องเฉลียวด๎วย ตอ๎ งทง้ั เฉลียว และฉลาด ทํานทัง้ หลายคงจะรูจ๎ กั นทิ านเรือ่ ง กระตํายแขงํ กับเตาํ กระตาํ ย มีฝเี ท๎าดี ทระนงตนวําไมํมีผูใ๎ ดวิ่งเรว็ เสมอเหมือนย่งิ เตาํ น้นั ก็เปน็ คนละชนั้ แตํความที่ทระนงตัววําตวั เองเกงํ วิง่ ไปยงั ไมํทันถงึ ทหี่ มายไปนอนหลบั เสีย ปลอํ ยใหเ๎ ตาํ ซง่ึ เดนิ ชา๎ กวํามากไปถึงทหี่ มายได๎กอํ น ” พระบรมราโชวาทในพธิ ีพระราชทานปรญิ ญาบัตรแกํนสิ ติ จุฬาลงกรณม๑ หาวทิ ยาลยั วนั ท่ี 5 กรกฎาคม 2505

161 กกกกกกกกก 2.2 จากพระราชดารัสดังกลาํ วขา๎ งต๎น โดยสถาบันการศึกษาจึงควรปฏบิ ัติ ในเรอ่ื ง ของการถาํ ยทอดวชิ าการ และฝกึ หัดอบรมนกั ศกึ ษาใหม๎ ปี ระสทิ ธิภาพ จะตอ๎ งชวํ ยเหลือเขา ดว๎ ยหลกั วิชาและความสามารถ ทกุ คนได๎เรยี นวิชาการแนะแนวมาแล๎ว ควรจะได๎นาหลกั การมาปฏิบัติ เพ่ือให๎เยาวชนไดร๎ บั ประโยชน๑อนั แทจ๎ ริง โดยเฉพาะอยาํ งยงิ่ การแนะแนวทางความประพฤตแิ ละจิตใจ ซึ่งสาคัญมาก ขอให๎เพียรพยายาม ปลูกฝง๓ ความรู๎ ความคดิ ทปี่ ราศจากโทษใหแ๎ กเํ ขาโดยเสมอ แนะนา อบรมด๎วยเหตุผล และดว๎ ยความจริงใจ ประกอบดว๎ ยความเมตตาปรานี สงเคราะห๑ อนุเคราะห๑ และนาพาไปสทํู างทถี่ กู ทีเ่ จรญิ เยาวชนกจ็ ะเกิดมีความมนั่ ใจ และมีกาลังใจท่จี ะทาความดี เพื่อจกั ไดม๎ ี อนาคตทีม่ นั่ คง สาหรบั นักเรียน นสิ ิต นกั ศึกษา ควรมคี วามขยนั ขันแขง็ หม่นั เพียรในการศกึ ษา เลําเรยี นอยาํ งเต็มที่ ตระหนกั ไวว๎ ํามีหนา๎ ที่เรียนหนังสือ แสวงหาความรูเ๎ ปน็ หลักใหญํ แลว๎ กจ็ งทา หนา๎ ที่ของตนใหด๎ ที ีส่ ุด เพ่ือสร๎างความเจรญิ และความสาเร็จของชวี ติ และสาหรับบัณฑติ ที่จบ การศกึ ษา ควรปฏบิ ัติ ดว๎ ยการไมํทระนงตวั วําวิเศษกวําผ๎อู ืน่ อยําอวดเกํงเกินไป จะทาการส่ิงใด จงไตรํตรองใหร๎ อบคอบ ถ๎าเป็นเรอ่ื งเลก็ โทษของความไมรํ อบคอบก็นอ๎ ย แ ตถํ า๎ เปน็ เร่ืองใหญํ เปน็ เรื่องของชาตบิ า๎ นเมอื ง ก็จะเป็นผลเสยี หายแกชํ าตบิ ๎านเมืองได๎ ฉะนั้นจะกระทาสิ่งใด จงใช๎สมอง ไตรตํ รอง ดคู วามรอบคอบเสยี กอํ น กกกกกกกกก 2.2 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทพี่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ย สถาบนั การศึกษา ครูบาอาจารย๑ นกั เรียน นกั ศกึ ษา และ บัณฑติ ทเ่ี พิง่ จบ หรือบณั ฑิตศิษย๑เกาํ ที่จบการศกึ ษานานแล๎ว ควรน๎อมนา พระราชดารสั มาปรับใช๎ ด๎วยการท่ีสถาบนั มุงํ สง่ั สอน นักเรยี น นกั ศึกษา และบณั ฑิตใหม๎ ีความรู๎ และมี คุณธรรม ใหเ๎ ปน็ คนเกํง และเปน็ คนดี สาหรบั นักเรียน นักศกึ ษา ควรตงั้ ใจศึกษาเลําเรยี น ให๎มี ทง้ั ความร๎ู ท้ังวิชาการ ความร๎ูทวั่ ไป เพ่อื สร๎างความเจรญิ และความสาเร็จของชวี ิต ประพฤตใิ นสิ่งที่ ดงี าม และบัณฑติ ทเี่ พงิ่ จบการศึกษา หรอื จบการศกึ ษานานแลว๎ ควรน๎อมนาพระราชดารสั ไปปรบั ใช๎ ด๎วยการใชส๎ ติป๓ญญา พจิ ารณาทกุ เรื่องอยาํ งรอบคอบ และไมปํ ระมาท กกกกกกกกก 2.3 พระราชดารสั ทเี่ กี่ยวขอ๎ งกับอาชีพการงาน กกกกกกกกก 2.3 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทาน พระราชดารสั ท่ีเกีย่ วข๎องกบั อาชีพการงานท่สี าคญั ๆ มดี ังนี้ “ การเกษตรน้นั ถอื ได๎วาํ เปน็ ทงั้ รากฐานและชีวติ สาหรบั ประเทศ ของเรา เพราะคนไทย เราสวํ นใหญํเปน็ ผู๎มอี าชพี ทางการเกษตรกรรม ขา๎ พเจา๎ จึงมคี วามเหน็ เสมอ มาวาํ วธิ ีการพฒั นาท่เี หมาะสมแกํประเทศเรา อยํางย่งิ ก็คอื จะตอ๎ งทานบุ ารงุ เกษตรกรรม ทุกสาขาให๎พฒั นาก๎าวหนา๎ เพอื่ ยกระดบั ฐานะความเป็นอยํูของเกษตรกรทุกระดับใหส๎ ูงขึน้ ” พระบรมราโชวาทในพิธพี ระราชทานปริญญาบตั รของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร๑ ณ อาคารจักรพนั ธเ๑ พ็ญศริ ิ วนั ที่ 23 กรกฎาคม 2541

162 “… การชํวยเหลอื สนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชพี และต้งั ตวั ให๎มคี วามพอกิน พอใช๎กํอนอ่นื เปน็ พ้ืนฐานน้นั เป็นส่งิ สาคัญอยํางย่งิ ยวด เพราะ ผ๎ูท่มี อี าชพี และฐานะเพยี งพอ ท่ีจะพึง่ ตนเอง ยํอมสามารถสรา๎ งความเจรญิ ก๎าวหน๎า ระดบั ทส่ี ูงข้นึ ตํอไปได๎โดยแนนํ อน สวํ นการถือหลักทีจ่ ะสงํ เสริมความเจรญิ ให๎คอํ ย เป็นไปตามลา ดบั ดว๎ ยความรอบคอ บ ระมดั ระวัง และประหยัดนนั้ ก็เพื่อปอู งกัน ความผดิ พลาดล๎มเหลว และเพื่อให๎บรรลุผลสา เร็จไดแ๎ นํนอน บรบิ รู ณ๑ เพราะหากไมํ กระทาดว๎ ยความระมดั ระวัง ยอํ มจะหวงั ผลเต็มเม็ดเตม็ หนํวยได๎โดยยาก ยกตวั อยาํ ง เชนํ การปราบศตั รูพชื ถ๎าทุมํ เททา ไปโดยไมํมจี ังหวะที่ถกู ตอ๎ ง และโดยมไิ ด๎ ศึกษา ข๎อมลู ตาํ ง ๆ ให๎กระจาํ งชัดอยํางท่ัวถึง กอ็ าจสิน้ เปลอื งแรงงาน ทุนทรัพย๑ วัสดอุ ปุ กรณ๑ ท่ีลว๎ นมีราคาไป โดยได๎รับผลไมํคุ๎มคํา ยิ่งกวาํ นัน้ การทาลายศัตรูพืช ยังอาจทา ลาย ศัตรูของพืชทีม่ อี ยํูบ๎าง แล๎วตามธรรมชาติ และทา อันตรายแกชํ ีวิตคนชวี ติ สัตว๑เลีย้ ง อกี ดว๎ ย การพัฒนาอยํางถูกต๎อง ซง่ึ หวังผลอันยงั่ ยนื ไพศาล จงึ ต๎องวางแผนงาน เป็นลา ดบั ขั้นอยาํ งถถี่ ว๎ นท่วั ถงึ ใหอ๎ งคป๑ ระกอบของแผนงานทกุ สํวนสมั พนั ธ๑ และ สมดุลยก๑ นั โดยสอดคล๎อง …” พระบรมราโชวาท ในพิธพี ระราชทานปรญิ ญาบตั ร ของมหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร๑ วันที่ 19 กรกฎาคม 2517 \"การงานทุกอยาํ งทุกอาชีพ ยอํ มจะมีจรรยาบรรณของตนเอง จรรยาบรรณนั้น จะบญั ญตั ิเป็นลายลักษณ๑อักษรหรือไมกํ ต็ าม แตเํ ปน็ สง่ิ ทีย่ ดึ ถอื กนั วาํ เปน็ ความดีง าม ทค่ี นอาชพี น้นั พึงประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ หากผู๎ใดลํวงละเมิด กอ็ าจกํอใหเ๎ กดิ ความเสียหาย ทง้ั แกํบคุ คล หมูํคณะ และสํวนรวมได๎ \" พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยํหู วั ในพธิ ีพระราชทานปรญิ ญาบตั ร ของมหาวิทยาลยั มหิดล ณ อาคารใหมํ สวนอัมพร วันท่ี 4 กรกฎาคม 2540

163 \" ผู๎ที่มีหนา๎ ท่ีส่ือขาํ วทด่ี ี หรอื มหี น๎าที่ประสานความเข๎าใจระหวาํ งคน หลายชาติหลายชน้ั ก็ดี ควรสานกึ อยูํเสมอวาํ งานของเขาเปน็ งานสาคญั และ มเี กียรติสูง เพราะหมายถึงความรบั ผิดชอบอันย่งิ ใหญใํ นการรวํ มกนั สรา๎ ง สนั ติสุขให๎แกํโลก การแพรํขาํ วโดยขาดความระมัดระวัง หรือแมแ๎ ตํคาพดู งําย ๆ เพียงนดิ เดยี วก็สามารถจะทาลายงานที่ผ๎ูมีความปรารถนาดที ง้ั หลายพยายาม สร๎างไว๎ดว๎ ยความยากลาบากเป็นเวลาแรมปีหากจะแกต๎ วั วําการพูดพลอํ ย ๆ เพียงสองสามคานเ้ี ป็นเร่อื งเล็ก ไมนํ ําจะเก็บมาถอื เปน็ เรือ่ งใหญเํ ลยกไ็ มํถูก เหมอื นฟองอากาศนดิ เดียวถา๎ เข๎าไปอยใํู นเส๎นเลอื ด ก็จะสามารถปลดิ ชีวิตคน ได๎ท้งั คน และน้าตาลหวาน ๆ ก๎อนเล็กนิดเดยี ว ถา๎ ใสลํ งไปในถังน้ามันรถก็จะ ทาให๎เคร่อื งจักรดี ๆ ของรถเสยี ไดโ๎ ดยสน้ิ เชิง\" พระราชดารสั พระราชทาน แกํนักธรุ กจิ และนักหนังสอื พมิ พ๑ ณ พพิ ิธภณั ฑเ๑ มโทรโปลติ ัน นครนิวยอรก๑ อเมริกา วันที่ 8 มิถุนายน 2510 \"..สมาชกิ ทง้ั หลาย ได๎ทาหนา๎ ทีเ่ ป็นตัวแทนของ ปวงชนชาวไทย มสี ํวนสาคัญ ในการปกครอง ประเทศชาติ จงึ ขอใหพ๎ ิจารณาดาเนนิ งาน ด๎วยความละเอยี ด รอบคอบ และขอให๎ปฏิบัติตรงตามปรารถนาของประชาชน เป็นสํวนรวม อยาํ งแท๎จรงิ ...\" ความตอนหน่ึง ในพระราชดารัสในพธิ เี ปดิ ประชุมรัฐสภา ณ พระทนี่ ั่งอนันตสมาคม วันท่ี 24 มิถนุ ายน 2501

164 “… การทางานทุกอยาํ ง คอื การพัฒนาตวั เอง เรามักไดย๎ ินคากลาํ วอ๎าง ของคนบางคนวาํ ไมพํ อใจทางานอยาํ งน้นั อยาํ งน้ี เพราะเป็นงานท่ีไมํตรกงบั วฒุ ิ หรอื ตา่ ต๎อยด๎อยกวําวิทยฐานะ ของตน ทง้ั ๆ ที่บางทกี ก็ าลงั วํางงานอยํู การประพฤติอยํางนเ้ี รียกวําเลอื กงาน หรือไมสํ ูง๎ านซึ่งเปน็ การถวํ งตวั เองไว๎ ไมํให๎ดีขน้ึ ได๎ ไมํให๎กา๎ วหน๎าตํอไปได๎ จึงอยากจะเตอื นบัณฑิตทกุ ๆ คนวําอยํา ทาตัวเป็นคนเลอื กงาน เมื่อมีโอกาสและมงี านให๎ทากค็ วรเต็มใจทา โดยไมจํ า ตอ๎ งตั้งขอ๎ แม๎ หรือเงื่อนไขอนั ใดไวใ๎ ห๎เป็นเครอื่ งกีดขวาง ขอใหค๎ ดิ กันเสยี ใหมํ วาํ คนท่ีทางานได๎จรงิ ๆ น้นั ไมวํ าํ จะจับงานสงิ่ ใดยํอมทาได๎เสมอ ถ๎าย่ิงมคี วาม เอาใจใสํ มคี วามขยนั มีความสังเกตจดจาดี ก็ยงิ่ จะชวํ ยใหป๎ ระสบผลสาเร็จ ในงานที่ทาสูงขน้ึ ทงั้ นเี้ พราะประสบการณท๑ ี่ได๎รับจากการทางานแตลํ ะครั้ง แตํละวนั จะคอํ ย ๆ เพ่ิมพูนขนึ้ เป็นลาดับ สงํ เสริมให๎มีความสามารถจัดเจน มีความเจริญก๎าวหน๎าสมวิทยฐานะ หรือเจริญขนึ้ เกนิ กวําท่ีคาดหวงั ไวม๎ ากมาย กไ็ ด๎ จึงกลาํ วได๎เต็มปากวาํ การทางานดว๎ ยความรู๎ความสามารถ ดว๎ ยความตงั้ ใจ และเอาใจใสํศกึ ษานัน้ เป็นการพัฒนาบุคคลใหม๎ คี ณุ ภาพสงู ขนึ้ โดยแท๎ และ บุคคลทมี่ ีคณุ ภาพอันพฒั นาแลว๎ ยํอมสามารถจะพัฒนางานสํวนรวมของชาติ ให๎เจรญิ กา๎ วหนา๎ ได๎ดงั ประสงค๑..…” พระบรมราโชวาท ในพธิ ีพระราชทานปรญิ ญาบตั ร ของวิทยาลยั เทคโนโลยแี ละอาชวี ศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม 2530 กกกกกกกกก 2.3 จากพระราชดารัสดงั กลําวข๎างต๎น เกษตรกรท่เี ป็นอาชีพทส่ี าคัญของชาตไิ ทย ตอ๎ งดาเนินชีวติ ประกอบอาชีพแบบพอเพยี ง พ่งึ ตนเอง คอํ ย ๆ สร๎างความเจริญกา๎ วหนา๎ ใหก๎ ับตนเอง ดว๎ ยความรอบคอบ ระมัดระวงั ประหยัด เพือ่ ปูองกันข๎อผิดพลาดลม๎ เหลว สวํ นอาชีพผสู๎ อ่ื ขาํ ว ตอ๎ งระมดั ระวังในการเผยแพรํขาํ วสาร เพียงเพราะการใชค๎ าพดู ไมํถกู ต๎อง ยอํ มสงํ ผลตอํ ผู๎ต้ังใจ ปฏิบตั ิงานมาด๎วยความลาบากได๎ และสาหรับผ๎แู ทนราษฎ ร ควรปฏบิ ตั งิ านดว๎ ยความละเอยี ด รอบคอบ ทาให๎ตรงตํอความต๎องการของประชาชน และเพ่อื ประโยชน๑สํวนรวม โดยทกุ อาชีพต๎องมี จรรยาบรรณ ตอ๎ งมีหรือมคี ณุ ธรรม ในการประกอบอาชพี ทกุ อาชีพตอ๎ งมกี ารพัฒนาอาชพี ของตนเอง ควรตัง้ ใจศึกษาพัฒนาอาชพี ด๎วยการตั้งใจศึกษาพฒั นาอาชพี และทางาน ดว๎ ยความรู๎ ความสามารถ ของตนเอง กกกกกกกกก 2.3 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่ีพลเมอื งดี ควรนอ๎ มนาพระราชดารัสที่เก่ยี วขอ๎ งกบั อาชพี การงาน มาปรับใช๎ ดว๎ ยการพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพการงาน ต้งั ใจศึกษาหาความร๎ู ใช๎ความร๎ู ความสามารถในการประกอบอาชีพ ควบคูํกบั มคี ณุ ธรรมในอาชี พท่ีตนเองประกอบอาชีพอยํู มีความ

165 พอเพียง พ่งึ ตนเอง คํอย ๆ สรา๎ งความเจริญก๎าวหน๎า ของอาชีพทีต่ นทาอยูดํ ว๎ ยความรอบคอบ ประหยัด ปูองกันความลม๎ เหลว รวมถงึ การระมดั ระวงั คาพูด ทใี่ ชใ๎ นการสอื่ สาร ตลอดจนคานงึ ถงึ ผลประโยชน๑ของประชาชนสํวนใหญํ พงึ ได๎รบั จากการประกอบอาชีพน้ัน ๆ กกกกกกกกก 2.4 พระราชดารัสทเี่ ก่ยี วข๎องกบั ชมุ ชน ทอ๎ งถนิ่ และสังคม กกกกกกกกก 2.4 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช รชั กาลที่ 9 ไดท๎ รงพระราชทาน พระราชดารสั ทเี่ ก่ียวข๎องกับชุมชน ทอ๎ งถิ่นและสังคม ไวใ๎ หป๎ ระชาชนชาวไทยได๎น๎อมนามาใช๎ในการ พฒั นาชุมชนทอ๎ งถิ่น และสงั คม ท่ีสาคัญ ๆ มดี งั น้ี “ งานพฒั นาบ๎านเมืองนั้น ตอ๎ งอาศัยบุคคลส องประเภท คอื นกั วชิ าการ กับผป๎ู ฏิบัติ นักวิชาการเปน็ ผ๎ูวางโครงการ เป็นผูน๎ าผ๎ูชีท้ างเปน็ ท่ีปรกึ ษา ของผ๎ูปฏบิ ัติ สวํ นผู๎ปฏิบตั ินนั้ เปน็ ผลู๎ งมือลงแรงกระทางาน งานจะได๎ผลหรือไมํเพียงไร ขน้ึ อยกํู ับ ความสัมพันธร๑ ะหวํางบคุ คลสองฝาุ ยน้ี ถ๎ามีความเขา๎ ใจและรํวมงานกันกไ็ มมํ อี ุปสรรค ได๎ผลงานเตม็ เมด็ เตม็ หนํวย แตถํ ๎าไมํเขา๎ ใจกัน กเ็ กดิ อุปสรรคลําช๎า ซึง่ มักปรากฏ อยเูํ สมอ และจาเปน็ จะตอ๎ งแก๎ไข ” พระบรมราโชวาทในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบตั รของ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร๑ ณ หอประชมุ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร๑ วันที่ 16 กรกฎาคม 2513 “ ในการพฒั นาประเทศน้ัน จาเป็นตอ๎ งทาตามลาดบั ขนั้ เรมิ่ ดว๎ ย การสรา๎ งพ้ืนฐาน คอื ความมกี นิ มีใชข๎ องประชาชนกํอนด๎วยวิธีการทป่ี ระหยดั ระมัดระวงั แตํถูกต๎องตามหลกั วชิ า เม่ือพน้ื ฐานเกิดขนึ้ มน่ั คง พอควรแลว๎ จงึ คอํ ยสร๎างเสรมิ ความเจริญขัน้ ทสี่ งู ขึ้นตามลาดบั ตํอไป ก็เพ่อื ปูองกั น ความผิดพลาดล๎มเหลว และเพ่ือใหบ๎ รรลผุ ลสาเรจ็ แนนํ อนบรบิ ูรณ๑ ” พระบรมราโชวาทในพิธพี ระราชทานปรญิ ญาบัตร ของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร๑ วนั ท่ี 19 กรกฎาคม 2517

166 “…การพัฒนาทเี่ หมาะกบั ประเทศไทยเรา กค็ อื จะตอ๎ งทานบุ ารุงเกษตรกรรม ทุกสาขาให๎พัฒนาก๎าวหน๎าเพือ่ ยกระดับฐานะของเกษตรกร ซงึ่ เปน็ ประชาชน สวํ นใหญํของประเทศใหส๎ งู ข้นึ อนั จะสํงผลใหฐ๎ านะทางเศรษฐกิจโดย สํวนรวม ของประเทศมีความเข๎มแข็งมั่นคงขึน้ ด๎วย…” คัดตดั ตอนจากพระบรมราโชวาท ในพธิ ีพระราชทานปริญญาบตั ร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร๑ วนั ที่ 24 กรกฎาคม 2541 “พวกเราทัง้ หลายจงึ ตอ๎ งรู๎จัก รว๎ู าํ แตลํ ะชมุ นมุ ชนอยไํู ด๎ด๎วยตนเอง และถ๎า อยากอยูํใหด๎ ีขน้ึ ให๎มคี วามเจรญิ ให๎มคี วามอยํดู ีกินดขี ้ึน มีรายได๎มากข้นึ จะต๎อง แลกเปลย่ี นระหวํางชมุ นุมชน ระหวาํ งหมํบู า๎ น ระหวํางจงั หวดั ระหวํางประเทศ จะต๎องมีความสามคั คี ความสามคั คีปรองดองกนั ระหวาํ งบคุ คลในประเทศ จงึ เปน็ ความสาคญั เพ่อื ให๎แตลํ ะคน ไดส๎ ามารถทจ่ี ะทามาหากนิ มคี วามก๎าวหน๎า เคร่ืองหมายผู๎นาเยาวชน จึงมีสิ่งทีส่ าคัญทีส่ ดุ คอื ธงชาตอิ ยํใู นเครื่องหมาย และเปน็ สวํ นใหญทํ ่สี ดุ อันนีม้ ีไว๎ เพราะต๎องทราบวําชาตนิ ี้ เปน็ สิ่งสาคญั สาหรบั ทกุ คนและต๎องรํวมกันสรา๎ ง ไมํใชวํ าํ แตํละคนตาํ งอยํู ทกุ คนไดร๎ ับความร๎ู ในทางวิชาการ ไดร๎ ับความร๎ใู นทางความสามัคคีวาํ ต๎องรวบรวมกาลัง ต๎องรํวมแรงกนั เพ่ือที่จะ สร๎างความเจรญิ แกบํ ๎านเมือง” พระบรมราโชวาท พระราชทานแกผํ ๎ูนาเยาวชนจากจงั หวัดตาํ ง ๆ 36 จังหวดั ที่ปรกึ ษาผู๎นาเยาวชน และเจ๎าหน๎าทีด่ าเนนิ การฝึกอบรม ณ ศาลาดุสิดาลัย วนั ท่ี 30 สงิ หาคม 2514 ก กกกกกกกก 2.4 จากพระราชดารัสดังกลาํ วขา๎ งตน๎ ในฐานะที่ทุกคนเปน็ สมาชิกของชมุ ชน ท๎องถน่ิ และสังคม เกี่ยวข๎องกบั การพฒั นาบา๎ นเมอื ง ชุมชน ท๎องถิ่น ตอ๎ งมีทงั้ นกั วิชาการ และผปู๎ ฏิบัติ ทมี่ ีความสัมพันธ๑อันดี รวํ มมือกันพัฒนา โดยการพัฒนาต๎องเหมาะสมกบั บรบิ ทของพ้นื ท่ี นั้น ๆ ชมุ ชน ทอ๎ งถ่ิ น จะเขม๎ แข็งได๎ ตอ๎ งมีการตดิ ตอํ แลกเปลี่ยนกบั บคุ คลหรือองค๑กรภายนอก ภายใต๎การมี สมั พนั ธภาพที่ดี มีความรกั ใครปํ รองดอง และสามัคคกี ัน ตลอดจนมกี ระบวนการพฒั นาชมุ ชน ท๎องถิ่น ตามลาดับขั้น ประหยัด ถูกหลกั วชิ า เพือ่ ปูองกันความล๎มเหลว

167 กกกกกกกกก 2.4 กลําวโดยสรุปหนา๎ ที่พลเมอื งดี ควรนอ๎ มนาพระราชดารสั ทเ่ี กยี่ วขอ๎ งกบั การพัฒนา ต๎องอาศยั ความรํวมมอื ทงั้ ฝุายวชิ าการและผป๎ู ฏิบัติ ตอ๎ งพัฒนาให๎เหมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ีบรบิ ท ต๎องอาศยั บุคคลภายนอก หรือองคก๑ รภายนอกเข๎ามามีสํวนรวํ มแลกเปลย่ี นสร๎างความเข๎มแข็ง ให๎กับ ชุมชน ท๎องถน่ิ โดยต๎องทาตามขน้ั ตอนถูกตอ๎ งตามหลกั วชิ า เพอื่ ปอู งกันความผดิ พลาดท่ีเกิดขนึ้ การจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กกกกกกก1. กาหนดประเดน็ การศกึ ษาคน๎ ควา๎ รํวมกนั จากสือ่ การเรยี นร๎ู ที่หลากหลาย กกกกกกก2. บันทกึ ผลการศึกษาค๎นคว๎าลงในเอกสารการเรยี นร๎ูดว๎ ยตนเอง (กรต.) กกกกกกก3. พบกลํุม กกกกกกก4. อภิปรายแลกเปลี่ยนเรยี นรู๎ กกกกกกก5. วิเคราะห๑ข๎อมลู ที่ได๎ และสรุปการเรียนรู๎รํวมกนั บนั ทึก สรุปการเรยี นร๎ูในเอกสารการ เรยี นรู๎ด๎วยตนเอง (กรต.) กกกกกกก6. นาสรุปผลการเรยี นรด๎ู ๎วยทศพธิ ราชธรรม และตามพระราชดารสั ทีไ่ ด๎ไปทดลองปฏิบัติ จรงิ ในชีวติ ประจาวัน กกกกกกก7. เขยี นเอกสารรายงานผลการปฏิบัติหน๎าทพ่ี ลเมอื งตามรอยพระยคุ ลบาทรัชกาลที่ 9 จรงิ ดว๎ ยทศพธิ ราชธรรม และตามพระราชดารสั สื่อและแหล่งเรียนรู้ กกกกกกก1. ส่ือเอกสาร ไดแ๎ กํ กกกกกกก1. 1.1 ใบความรู๎ เร่ืองที่ 7 ทศพธิ ราชธรรม และตามพระราชดารสั เก่ียวกับการศึกษา กกกกกกก1. 1.2 ใบงาน หัวเรอื่ งท่ี 7 การประยุกตใ๑ ชห๎ น๎าทพ่ี ลเมืองตามรอยพระยคุ ลบาทรชั กาล ท่ี 9 ในชีวิตประจาวนั กกกกกกก1. 1.3 หนังสือเรียน สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ า สค13113 หน๎าท่พี ลเมืองตามรอย พระยุคลบาทรัชกาลที่เกา๎ 1 กกกกกกก1. 1.4 ช่ือหนงั สอื พระราชดารัสตรัสเลํา ผูแ๎ ตํง พวงรตั น๑ วเิ วกกานนท๑ ปีที่พิมพ๑ ม .ป.ป. สานักพิมพ๑ ประสานมติ ร จากัด กกกกกกก1. 1.5 ชื่อหนงั สอื คาพํอสอน : ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดารสั เกีย่ วกับเด็ก และเยาวชน ผแู๎ ตงํ มูลนธิ ิโตโยต๎าประเทศไทยและมลู นิธพิ ระดาบส ปีทพี่ ิมพ๑ พ.ศ. 2550 สานักพมิ พ๑ กรงุ เทพ กกกกกกก1. 1.6 ชอ่ื หนังสือ คาพํอสอน : ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดารัสเกีย่ วกับ ความสุขในการดาเนินชีวิต ผูแ๎ ตํง สานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสร๎างเสรมิ และมูลนธิ ิสดศรี – สฤษด์ิ วงศ๑ ปีที่พมิ พ๑ พ.ศ.2550 สานกั พมิ พก๑ รงุ เทพ

168 กกกกกกก2. ส่ืออิเล็กทรอนกิ ส๑ ไดแ๎ กํ กกกกกกก2. 2.1 ช่ือบทความ บันทึกตามรอย 84 ตามคาสอนพอํ ผูแ๎ ตงํ สานักพิมพเ๑ นชน่ั บ๏ุค สืบค๎น จาก https://books.google.co.th/books?id=true กกกกกกก2. 2.2 ชื่อบทความ 69 พระราชดารสั ในหลวง ครองแผํนดินโดยธรรม ผูแ๎ ตํง ดร.จนิ ตนันท๑ ชญาต๑ร ศภุ มิตร สบื คน๎ จาก http://www.thaimonarch.org/?p=429 กกกกกกก2. 2.3 ชือ่ บทความ “9 พระบรมราโชวาทและพระราชดารัส ” ผู๎แตํงมารตุ ชมุํ ขนุทด สืบคน๎ จาก https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1477557926 กกกกกกก3. สอื่ บคุ คลและภมู ิปญ๓ ญา ไดแ๎ กํ กกกกกกก3. 3.1 เจ๎าคณะจงั หวัดประจวบครี ขี ันธ๑ กกกกกกก3. 3.2 เจา๎ คณะตาบลตาํ ง ๆ ในอาเภอเมืองประจวบคีรีขนั ธ๑ กกกกกกก3. 3.3 นายกฤษฏา นุตะโร วทิ ยากรชมรมคนรกั ในหลวงจงั หวดั ประจวบครี ีขันธ๑ กกกกกกก4. ส่อื แหลงํ เรยี นรู๎ในชมุ ชน ได๎แกํ กกกกกกก4. 4.1 หอ๎ งสมุดประชาชนจังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ๑ กกกกกกก4. 4.2 กศน.ตาบล/เทศบาลทุกแหงํ และศนู ย๑การเรยี นชุมชน ในอาเภอเมือง ประจวบครี ีขนั ธ๑ การวดั และประเมินผล กกกกกกก1. ประเมินความก๎าวหน๎า ด๎วยวิธีการ กกกกกกก1. 1.1 การสังเกต กกกกกกก1. 1.2 การซกั ถาม และตอบคาถาม กกกกกกก1. 1.3 ตรวจเอกสารการเรยี นร๎ดู ๎วยตนเอง (กรต.) กกกกกกก1. 1.4 เอกสารรายงานผลการปฏบิ ตั ิหนา๎ ที่พลเมอื งตามรอยพระยคุ ลบาทรชั กาลท่ี 9 จริง ด๎วยทศพิธราชธรรม และตามพระราชดารัส กกกกกกก2. ประเมินผลรวม ด๎วยวิธีการ กกกกกกก2. 2.1 ตอบแบบทดสอบวดั ความรู๎ หัวเร่อื งที่ 7 การประยุกต๑ใช๎หนา๎ ทพี่ ลเมอื งตามรอย พระยุคลบาทรชั กาลท่ี 9 ในชีวติ ประจาวนั จานวน 8 ขอ๎ กกกกกกก2. 2.2 ตอบแบบสอบถามวัดทักษะการนาไปใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั กกกกกกก2. 2.3 ตอบแบบสอบถามวัดเจตคติตํอวชิ าหน๎าท่ีพลเมอื งตามรอยพระยคุ ลบาท รัชกาลทีเ่ ก๎า 1

169 บรรณานุกรม

170 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2539). พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเดจ็ พระเจ๎าอยํูหวั . กกกกกกกกรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพรา๎ ว. กลํมุ งานผลติ เอกสาร สาํ นกั ประชาสัมพนั ธ์ สํานักงานเลขาธิการสภาผู๎แทนราษฎร. (2556). กกกกกกกสิทธิเสรภี าพ และหน๎าท่ขี องพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร : กกกกกกกโรงพมิ พ์สํานักงานเลขาธกิ ารสภาผแ๎ู ทนราษฎร. คณะอาจารย์ กศน. (2548). คูมํ อื การเรยี นรู๎สาระการเรียนรห๎ู มวดวชิ าพฒั นาสังคมและชุมชน กกกกกกกระดบั ประถมศึกษา. โรงพิมพไ์ ผํ มีเดยี เซ็นเตอร์. คํานณู สิทธสิ มาน. (2542). ทฤษฎีใหมํในหลวง ชีวิตท่พี อเพียง. กรุงเทพมหานคร : กกกกกกกโรงพมิ พ์รวํ มดว๎ ยชวํ ยกนั . จารนุ ันท์ อ้ึงภาภรณ์. (ม.ป.ป.). ในหลวงกบั เด็กและเยาวชน. กรงุ เทพมหานคร : ม.ป.พ. ชูสทิ ธิ์ ชชู าต.ิ (2553). โครงการหลวงพระราชกรณียกิจนวมนิ ทรมหาราชาเพ่ือปวงประชาราษฎร กกกกกกกเชยี งใหมํ : โรงพมิ พ์วนิดาการพมิ พ์. ชสู ทิ ธิ์ ชูชาต.ิ (2554). หลักการทรงงานตามรอยพระยุคลบาท. เชยี งใหมํ : โรงพิมพว์ นิดาการพมิ พ์. ทองตํอ กลว๎ ยไม๎ ณ อยุธยา. (2535). ทศพิธราชธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พับลิคเนสพร้นิ ท.์ พรหมมาตร์ ชายสมิ . (2554). 84 คาํ สอนของพํอ. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์คดิ ดี. พระภิกษุปรัชญา. (2539). พระราชประวตั ิ พระราชกรณียกจิ พระราชธรรม พระบาทสมเดจ็ พระกกก กกกกกกกเจ๎าอยํหู ัวภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พธ์ รรมสภา. พุทธทาส. (2559). โชคดีมีโอกาสได๎ตามรอยพระยุคบาทโดย ทศพธิ ราชธรรม. กรุงเทพมหานคร : กกกกกก โรงพิมพ์อมรินทร์พร้ินติ้งแอนด์พับลชิ ช่ิง จาํ กดั . พทุ ธทาสภิกขุ. (ม.ป.ป.). เราจะครองแผํนดินโดยธรรมตามรอยพระยคุ ลบาทด๎วยทศพธิ ราชธรรม. กกกกกกกกรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธรรมสภา. มูลนิธิชัยพัฒนา. (ม.ป.ป.). ตามรอยเบ้ืองพระยคุ ลบาทดว๎ ยทศพธิ ราชธรรม และหลักการทรงงาน กกกกกกกจดั พมิ พเ์ ผยแพรํเพ่ือเฉลมิ พระเกยี รตเิ นื่องในโอกาส มหามงคลเฉลมิ พระ กกกกกกกชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธนั วาคม 2550. กรงุ เทพมหานคร : ม.ป.พ. มลู นิธโิ ตโยตา๎ ประเทศไทยและมูลนิธิพระดาบส. (2543). ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชกก กกกกกกกดํารสั เกยี่ วกบั เด็กและเยาวชน. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์กรงุ เทพฯ. ราชบณั ฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกยี รติ กกกกกกกพระบาทสมเดจ็ พระเจา๎ อยํหู วั เนื่องในโอกาสพระราชพิธมี หามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา กกกกกกก7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ศริ วิ ัฒนา อินเตอร์พรน้ิ ต์จํากดั . สถาบนั บันลือธรรม. (2551). 209 คาํ สอนพอ เศรษฐกจิ พอเพยี ง. กรุงเทพมหานคร : กกกกกกกโรงพิมพ์ธรรมสถานศนู ย์หนังสอื พระพทุ ธศาสนา. สมพร เทพสิทธา. (2546). การเดินทางตามรอยพระยุคลบาท เศรษฐกจิ พอเพยี ง ชํวยแก๎ปัญหาความ กกกกกกกยากจนและการทุจรติ . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พศ์ รีเมอื งการพิมพ์.

171 สมบตั ิ จําปาเงิน. (ม.ป.ป.). รชั กาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยหูํ ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช. กกกกกกก กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พเ์ อกพมิ พ์ไทย. สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สวุ ฑฒฺ โน). (2550). ทศพธิ ราชธรรม ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ๎าอยหูํ ัว. กกกกกกก กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กระทรวงวฒั นธรรม. สิทธา มีชอบธรรม. (2547). หนังสือเรียนพัฒนาสงั คมและชุมชน ระดบั ประถมศึกษา. กกกกกกกกรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พป์ ยิ มติ ร. สํานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสรา๎ งเสริมสขุ ภาพ. (2549). 9 ตามยํางรอยเทา๎ พํอ คูํมอื สร๎างแรง กกกกกกกบันดาลใจ จากในหลวง ถึงเยาวชน. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพส์ าํ นกั งาน กกกกกกกกองทนุ สนบั สนนุ การสรา๎ งเสริมสขุ ภาพ สํานกั งานกองทุนสนับสนนุ การสรา๎ งเสริมสขุ ภาพ และมลู นธิ ิสดศรี-สฤษดวิ์ งศ.์ (2550). คําพอํ สอน. กกกกกกกพมิ พค์ รงั้ ที่ 5. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์กรุงเทพฯ. สาํ นักงานพัฒนาสงั คม. (2549). ชีวติ พอเพียงตามแนวพระราชดาํ ริ. กรงุ เทพมหานคร : ม.ป.พ. สาํ นักงานสํงเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2559). หนังสอื เรยี นรายวิชา กกกกกกกศาสนาและหน๎าที่พลเมืองระดับประถมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ปิยมติ ร. สาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหํงชาติ. (ม.ป.ป.). เรยี นร๎หู ลักการทรงงาน กกกกกกกในพระบาทสมเดจ็ พระเจา๎ อยหูํ วั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพส์ าํ นกั งานคณะกรรมการ กกกกกกกพฒั นาการเศรษฐกิจ สํานักสํงเสรมิ กิจการการศึกษา สาํ นักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). โครงการเรยี นรต๎ู ามรอย กกกกกกกพระยุคลบาท. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.พ. อธิบดกี รมการปกครอง. (2553). เย็นศิระเพราะพระบริบาล. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อาสารกั กกกกกกกดินแดน ความหมายของคนด.ี ผเ๎ู ขยี น ทักษ์ดนยั สรอ๎ ยคาํ Retired from กกกกกกกสบื ค๎นจาก http:// www.gotoknow.org2posts2244587 กกกกกกกวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560. บันทึกตามรอย 84 ตามคาํ สอนพํอ.สาํ นกั พิมพเ์ นชน่ั บ๏คุ กกกกกกกสืบค๎นจาก https://books.google.co.th/books?id= true กกกกกกกวันท่ี 11 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2560. พระราชกรณียกิจดา๎ นความสัมพันธร์ ะหวาํ งประเทศ. ผเ๎ู ขียน News Chaopraya. กกกกกกกสบื ค๎นจาก http://www.News Chaopraya.com กกกกกกกวนั ท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 พลเมือง ชอ่ื ผูเ๎ ขยี น สํานักงานราชบัณฑิตยสภา กกกกกกกสืบค๎นจาก http://www.royin.go.th/?knowledges กกกกกกกวันท่ี 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560. พลเมอื งดขี องประเทศชาติและสังคมโลก ผูเ๎ ขียน พมิ พ์ พิมพ์นภทั ร กกกกกกกสืบคน๎ จาก https://www.academia.edu/8265830 กกกกกกกวันท่ี 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560.

172 พลเมอื งดตี ามวิถีประชาธิปไตย. ผ๎เู ขยี น ปณิตา ปตตาทานัง Retired from กกกกกกกสบื คน๎ จาก http://www.thistudyfocas.com/สังคมศึกษา/หน๎าทีพ่ ลเมือง กกกกกกกวนั ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 โครงการพัฒนาในตํางประเทศ. ผ๎เู ขยี น มลู นธิ ิแมฟํ ูาหลวง. กกกกกกกสืบคน๎ จาก http://www.maefahluang.org/indax.php กกกกกกกวันท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 โครงการในพระราชดาํ ริ. ผ๎ูเขียน มูลนิธิแมํฟาู หลวง. กกกกกกกสบื ค๎นจาก http://www.thaisavannaket.com กกกกกกกวนั ท่ี 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 “ ศาสตรพ์ ระราชา” แผํไพศาล ตามรอยเสน๎ ทางพัฒนาใน “ เยนนั ซอง ”. ผ๎เู ขียน ไทยรฐั . กกกกกกกสบื คน๎ จาก http://www.thairath.co.th กกกกกกกวนั ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

173 ภาคผนวก

174 ภาคผนวก ก. ใบความรู้

175 ใบความรู้ เรอ่ื งที่ 1 สิทธแิ ละหนา้ ท่ีพลเมอื ง วัตถุประสงค์ กกกกกกก1. เพอ่ื ให๎นักศึกษามีความรู๎ความเข๎าใจเรื่องสิทธิและหนา๎ ท่ีพลเมือง กกกกกกก2. เพอ่ื ให๎นักศึกษามีทักษะการแสวงหาความร๎เู รือ่ งสิทธแิ ละหนา๎ ทพ่ี ลเมือง กกกกกกก3. เพือ่ ใหน๎ ักศึกษามีความตระหนักถึงความสาํ คัญเรอ่ื งสิทธแิ ละหน๎าท่ีพลเมอื ง เนอ้ื หา กกกกกกก1. ความหมายของพลเมอื ง พลเมอื ง หมายถึง พลงั หรอื กําลงั คนของประเทศ ซ่ึงอยใํู นฐานะเปน็ เจ๎าของ ประเทศ ที่มีสัญชาติของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิและหน๎าที่ ตามกฎหมายของประเทศนั้นมีคํานิยม มีสํวนรํวม ทางการเมือง เปน็ ผูส๎ นบั สนนุ ผู๎ปกครอง ในการควบคมุ ดแู ลบุคคลในประเทศให๎อยูํรวํ มกนั อยาํ ง มคี วามสขุ พลเมืองมีความหมายตํางจากบุคคล ซ่ึงหมายถึง สิ่งซึ่งมีสิทธิและหน๎าที่ตามกฎหมาย ซง่ึ ได๎แกํ บุคคลธรรมดาและนิตบิ ุคคล เมื่อกลําวถึงพลเมืองของประเทศใด ยํอมหมายถึงบุคคลท้ังหลายที่มีสัญชาติของ ประเทศนั้น ๆ ตามกฎหมายของแตํละประเทศ เชํน เม่ือกลําวถึงพลเมืองของประเทศไทยยํอม หมายถึง คนท้ังหลายท่ีมีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทย พลเมืองของแตํละประเทศยํอมมีสิทธิและ หน๎าที่ตามกฎหมายของประเทศน้ัน บุคคลตํางสัญชาติท่ีเข๎าไปอยูํอาศัยซ่ึงเรียกวําคนตํางด๎าว ไมํมีสิทธิเทําเทียมกับพลเมือง และมีหน๎าท่ีแตกตํางออกไป เชํน อาจมีหน๎าที่เสียภาษี หรือ คําธรรมเนยี มเพิ่มขึน้ ตามทก่ี ฎหมายของแตํละประเทศบัญญัติไว๎ สิทธิและหน๎าที่เป็นส่ิงคํูกัน เม่ือมีสิทธิก็ต๎องมีหน๎าที่ พลเมืองของทุกประเทศมีท้ังสิทธิ และหน๎าท่ี แตํจะมีมากน๎อยเพียงใดขึ้นอยํูกับกฎหมายของประเทศน้ัน ๆ และแนํนอนวําประเทศ ทปี่ กครองด๎วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนมีสทิ ธิมากกวําการปกครองในระบอบอื่น เพราะมีสิทธิ ทสี่ ําคญั ท่ีสุด คือ สทิ ธิในการปกครองตนเอง กกกกกกกกก พลเมืองดี หมายถึง ผู๎ที่ปฏิบัติหน๎าท่ีพลเมืองได๎ครบถ๎วน ทั้งกิจท่ีต๎องทํา และกิจที่ควร ทาํ พลเมอื งดมี ีหน๎าท่ตี ๎องปฏิบตั ิตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชาติคําสั่ง สอนของพอํ แมํ ครู อาจารย์ มีความสามคั คี เออ้ื เฟ้อื เผือ่ แผํซ่ึงกันและกัน รู๎จักรับผิดชอบช่ัวดีตามหลัก จรยิ ธรรม และหลกั ธรรมของศาสนา มีความรอบร๎ู มีสติปัญญา ขยันขันแข็ง สร๎างความเจริญก๎าวหน๎า ให๎แกํตนเอง ครอบครัว สงั คม และประเทศชาติ

176 กกกกกกก2. ความหมายของคาํ วาํ “สทิ ธิ” “เสรีภาพ” และ “หน๎าท่ี” กกกกกกก2. 2.1 สิทธิ หมายถึง อํานาจหรือผลประโยชนข์ องบุคคลท่ีกฎหมายใหค๎ วาม คุ๎มครอง เชํน สทิ ธิเลอื กต้งั กฎหมายกาํ หนดให๎บุคคลท่ีมีอายุ 18 ปบี ริบรู ณม์ ีคุณสมบตั ิถูกต๎องตาม กฎหมายมีสิทธเิ ลอื กสมาชิกสภาผู๎แทนราษฎร กกกกกกก2. 2.1 คาํ วํา “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” เปน็ คาํ ทีม่ ักอยูํควบคกํู นั โดยรฐั ธรรมนูญ ทุกฉบับที่ผํานมาได๎กําหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยไว๎อยํางชัดเจน ทั้งน้ีคําวํา “สิทธิ” มีคํา คํกู นั อยูํคอื “หนา๎ ท่ี” ไมวํ ําเรือ่ งใด ๆ ก็ตาม เม่ือมี“สิทธิ” ก็ยํอมมี “หน๎าที่” คํูกันเสมอ เมื่อเราเกิดมา เป็นคนไทยมีสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญไทยกําหนด เราก็ยํอมมีหน๎าที่ท่ีจะต๎องปฏิบัติในฐานะเป็น คนไทยดว๎ ยเชํนกัน ดงั นนั้ เพอื่ ให๎เกิดความเขา๎ ใจทถี่ กู ต๎อง และเห็นความสําคัญของการปฏิบัติตนเป็น พลเมืองดีในระบอบประชาธปิ ไตย เราจึงควรมาทํา ความเข๎าใจความหมายที่แท๎จริงของคําท่ีเกี่ยวข๎อง เหลํานี้กันเสียกํอนในเบื้องต๎น “สิทธิ” คือ ประโยชน์หรืออํานาจของบุคคลที่กฎหมายรับรอง และคุ๎มครองมิให๎มีการละเมิด รวมท้ังบังคับการให๎เป็นไปตามสิทธิ ในกรณีท่ีมีการละเมิดด๎วย เชํน สิทธิในครอบครัว สิทธิความเป็นอยํูสํวนตัว สิทธิในเกียรติยศ ช่ือเสียง สิทธิในการเลือกอาชีพ ถิ่นทีอ่ ยูํ การเดนิ ทาง สทิ ธใิ นทรัพยส์ นิ เป็นตน๎ กกกกกกก2. 2.2 เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทําของบุคคลที่อยํูในขอบเขตของ กฎหมาย เชนํ เสรภี าพในการพดู การเขียน เปน็ ตน๎ กกกกกกก2. 2.2 เสรีภาพ เป็นคาํ ท่ีถูกใช๎เคียงคกูํ ับคําวาํ “สทิ ธิ” เสมอวํา “สิทธเิ สรภี าพ” จนเข๎าใจวํามีความหมายอยํางเดียวกัน ท้ังที่แท๎จริงแล๎วคําวํา “เสรีภาพ” หมายถึง อํานาจตัดสินใจ ด๎วยตนเองของมนุษย์ ท่ีจะเลือกดําเนินพฤติกรรมของตนเอง โดยไมํมีบุคคลอ่ืนใด อ๎างหรือใช๎อํานาจ แทรกแซงเกี่ยวข๎องกับการตัดสินใจนั้น และเป็นการตัดสินใจด๎วยตนเองที่จะกระทํา หรือไมํกระทํา การสิ่งหน่ึงส่ิงใดอันไมํเป็นการฝุาฝืนตํอกฎหมาย แตํการที่มนุษย์ดํารงชีวิตอยูํในสังคมแล๎ว แตํละคน จะตัดสินใจกระทําการ หรือไมํกระทําการส่ิงใดนอกเหนือนอกจากต๎องปฏิบัติตามกฎหมายแล๎ว ยอํ มต๎องคาํ นึงถงึ กฎเกณฑ์ตําง ๆ ของสังคม ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม กกกกกกก2. 2.3 หนา๎ ท่ี หมายถงึ กจิ ทีต่ อ๎ งทาํ หรอื ควรทํา เป็นสง่ิ ทก่ี าํ หนดใหท๎ ํา หรือห๎ามมิให๎ กระทํา ถ๎าทําก็จะกํอให๎เกิดผลดี เกิดประโยชน์ตํอตนเอง ครอบครัว หรือสังคมสํวนรวมแล๎วแตํกรณี ถ๎าไมํทําหรือไมํละเว๎นการกระทําตามท่ีกําหนดจะได๎รับผลเสียโดยตรง คือ ได๎รับโทษ หรือถูกบังคับ เชนํ ปรับ จาํ คุก หรือประหารชวี ติ เป็นต๎น โดยทั่วไปส่ิงทีร่ ะบกุ จิ ทตี่ อ๎ งทาํ ได๎แกํ กฎหมาย เปน็ ตน๎ กกกกกกก2. 2.2 คําวาํ “หนา๎ ท่ี” ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 หมายถึง กิจท่ีจะต๎องทําด๎วยความรับผิดชอบ แตํเม่ือนําคําวํา “หน๎าท่ี” รวมกับคําวํา “ชนชาวไทย” เป็น “หน๎าท่ีของชนชาวไทย” ดังที่ปรากฏในหมวด 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได๎ให๎ความหมาย วํา คือภาระและความรับผิดชอบที่รัฐธรรมนูญกําหนด บังคับให๎บุคคลซ่ึงเป็นชนชาวไทยต๎องปฏิบัติ หรือกระทําให๎เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เม่ือรัฐธรรมนูญกําหนดวําการกระทําใดเป็น หนา๎ ท่ีของพลเมืองแล๎ว ถา๎ หากผใู๎ ดไมปํ ฏิบัติ หรือละเว๎นการปฏิบัติถือวําเป็นการฝุาฝืนกฎหมายและ จะถูกลงโทษ อยํางไรก็ตามหน๎าท่ีของชนชาวไทยถือวําเป็นภาระและความรับผิดชอบของประชาชน ชาวไทยทุกคนที่ต๎องยึดถือปฏิบัติน่ันเอง สิทธิและหน๎าท่ีจึงเป็นสิ่งคูํกัน เม่ือมีสิทธิก็ต๎องมีหน๎าท่ี

177 ประชาชนของทุกประเทศมีท้ังสิทธิและหน๎าที่แตํจะมีมากน๎อยเพียงใดขึ้นอยูํกับกฎหมายของประเทศ น้ัน ๆ และแนํนอนวําประเทศที่ปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนยํอมมีสิทธิมากกวํา การปกครองในระบอบอื่น เพราะมสี ทิ ธทิ ่สี าํ คญั ทส่ี ุด คือ สทิ ธิในการปกครองตนเอง กกกกกกก3. สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามรฐั ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ได๎นํา เรื่องการค๎ุมครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนมาบัญญัติไว๎ เป็นครั้งแรกวํา “บุคคลยํอมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือ ศาสนาหรือลัทธิใด ๆ และมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเช่ือถือของตน เม่ือไมํเป็น ปฏิปักษ์ตํอหน๎าที่ของพลเมือง และไมํเป็นการขัดตํอความสงบเรียบร๎อยหรือศีลธรรมของประชาชน” และ “ภายในบังคับแหํงกฎหมาย บุคคลยํอมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในรํางกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุม โดยเปิดเผย การตั้งสมาคมการอาชีพ” แม๎วาํ จะวางหลักไว๎อยํางกว๎าง ๆ เพ่อื เปน็ แนวทางปฏิบัติ แตใํ นเมื่อไมํมกี ฎหมายมารองรับ ในบางเรื่อง จึงมีการละเมิดจนเกิดผลเสียตํอการปกครองบ๎านเมือง เชํน การตั้งสมาคมคณะราษฎร ท่ีมีกิจกรรม ในทางการเมืองประหน่ึง เป็นพรรคการเมืองท่ีมํุงเน๎นสํงผู๎สมัครรับเลือกต้ัง จนกระท่ังนําไปสํูความ ขัดแย๎งทางการเมืองระหวํางคณะราษฎรกับขุนนางช้ันสูง เป็นต๎น นับแตํนั้นมาในการจัดทํา รัฐธรรมนูญแตํละฉบับ ผู๎ที่เก่ียวข๎อง จะคํานึงถึงการค๎ุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็น ประการสําคัญเสมอ เพราะมองวําสิทธิและเสรีภาพเป็นเกียรติยศ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย หากละเลยหรอื ไมคํ ุ๎มครองเร่อื งเหลํานี้ ยํอมสํงผลตํอ เกียรติภูมิของประเทศชาติอีกด๎วย ดังจะเห็นได๎จากในการจัดทํารัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สภารํางรัฐธรรมนูญได๎กําหนด กรอบการจัดทําไว๎วํา “...มีสาระสําคัญเป็นการ สํงเสริมค๎ุมครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ให๎ประชาชนมีสํวนรํวมในการปกครองและ ตรวจสอบการใช๎อํานาจรัฐเพิ่มข้ึน...” และในการจัดทํารัฐธรรมนูญ แหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สภารํางรัฐธรรมนูญก็ได๎ ยึดกรอบดังกลําว และได๎ขยายขอบเขตการค๎ุมครองสิทธิ เสรีภาพ ให๎กว๎างขวางข้ึน พร๎อมทั้งได๎กําหนดออกมาเป็นสํวน ๆ เพ่ือความเข๎าใจของประชาชน ผไ๎ู ด๎รับการคม๎ุ ครองโดยรัฐธรรมนูญ กกกกกกก4. สิทธขิ องปวงชนชาวไทย 4.1 สทิ ธิในครอบครวั และความเปน็ อยูํสวํ นตัว ชาวไทยทกุ คนยํอมไดร๎ บั ความค๎ุมครอง เกยี รติยศ ชือ่ เสียง และความเป็นอยสํู ํวนตัว 4.2 สิทธิอนรุ ักษฟ์ นื้ ฟจู ารตี ประเพณี บคุ คลในทอ๎ งถิ่นและชุมชนต๎องชวํ ยกนั อนุรกั ษ์ ฟ้ืนฟูจารตี ประเพณี วัฒนธรรมอันดงี าม ภมู ปิ ญั ญาท๎องถ่นิ เพ่อื รักษาไวใ๎ หค๎ งอยตํู ลอดไป 4.3 สิทธิในทรัพยส์ นิ บคุ คลจะไดร๎ ับการคุ๎มครองสิทธิในการครอบครองทรัพยส์ นิ ของ ตนและการสืบทอดมรดก 4.4 สิทธใิ นการรับการศึกษาอบรม บคุ คลยอํ มมีความเสมอภาคในการเข๎ารบั การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน 12 ปี อยาํ งมคี ณุ ภาพและทั่วถึง โดยไมเํ สียคําใชจ๎ ําย 4.5 สทิ ธิในการรบั บรกิ ารทางด๎านสาธารณสขุ อยํางเสมอภาค และได๎มาตรฐาน สําหรบั ผู๎ยากไร๎จะได๎รับสิทธใิ นการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสขุ ของรัฐ โดยไมํเสีย คําใช๎จําย

178 4.6 สิทธิท่ีจะได๎รับการคุ๎มครองโดยรัฐ เด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในสังคมท่ีได๎รับ การปฏบิ ัตอิ ยํางรนุ แรง และไมํเปน็ ธรรมจะไดร๎ บั การคุม๎ ครองโดยรัฐ 4.7 สทิ ธิท่จี ะได๎รบั การชํวยเหลอื จากรัฐ เชํน บุคคลที่มีอายุเกนิ หกสบิ ปี และรายได๎ไมํ พอตํอการยงั ชีพ รัฐจะให๎ความชวํ ยเหลอื เป็นตน๎ 4.8 สิทธิทจี่ ะได๎ส่งิ อาํ นวยความสะดวกอนั เปน็ สาธารณะ โดยรฐั จะให๎ความชวํ ยเหลือ และอาํ นวยความสะดวกอนั เป็นสาธารณะแกํบุคคลในสงั คม 4.9 สิทธขิ องบุคคลท่ีจะมีสวํ นรวํ มกบั รฐั และชุมชน ในการบาํ รงุ รักษาและการได๎ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ 4.10 สิทธิทจี่ ะไดร๎ บั ทราบข๎อมลู ขําวสารจากหนํวยงานของรัฐ รฐั วิสาหกิจหรือราชกา สวํ นทอ๎ งถน่ิ อยาํ งเปิดเผย เวน๎ แตํการเปิดเผยข๎อมลู นนั้ จะมผี ลตํอความมัน่ คงของรฐั หรือความ ปลอดภยั ของประชาชนสํวนรวม หรอื เป็นสํวนได๎สํวนเสียของบคุ คลซึ่งมสี ิทธิไดร๎ บั ความคมุ๎ ครอง 4.11 สทิ ธิเสนอเร่ืองราวร๎องทุกขโ์ ดยได๎รับแจ๎งผลการพิจารณาภายในเวลาอนั ควร ตามบทบญั ญัติของกฎหมาย 4.12 สิทธิท่ีบุคคลสามารถฟูองรอ๎ งหนวํ ยงานราชการ รฐั วิสาหกิจ ราชการ สํวนทอ๎ งถ่นิ หรือองคก์ รของรัฐท่ีเปน็ นิตบิ ุคคลใหร๎ บั ผิดชอบการกระทําหรือละเวน๎ การกระทํา ตามกฎหมายของเจ๎าหน๎าทีข่ องรฐั ภายในหนํวยงานนนั้ กกกกกกก5. การปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดี กกกกกกก5. บุคคลจะเปน็ พลเมอื งดขี องสังคมน้นั ตอ๎ งตระหนักถึงบทบาทหนา๎ ที่ ท่จี ะต๎องปฏบิ ัติ และมงํุ มั่นเพ่อื ใหบ๎ รรลุเปาู หมาย ด๎วยความรับผิดชอบอยํางเต็มที่ สอดคล๎องกับหลักธรรม วัฒนธรรม ประเพณี และรฐั ธรรมนูญทก่ี ําหนดไว๎ รวมทงั้ บทบาททางสังคมที่ตนดํารงอยูํ เพื่อให๎เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด และได๎ประสิทธิผลทั้งในสํวนตนและสังคม เมื่อสามารถปฏิบัติหน๎าท่ีได๎อยํางถูกต๎องสมบูรณ์ ยํอมเกิดความภาคภูมิใจ และเกิดผลดที ัง้ ตํอตนเอง และสังคม ด๎วยการเป็นพลเมอื งดีท่ีเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู๎อืน่ มคี วามกระตอื รือรน๎ ท่จี ะเข๎ามามีสํวนรํวมในการแก๎ปัญหาของชุมชนและ สังคม มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักในการดําเนินชีวิตอยํางผาสุก พลเมืองดี มีหน๎าท่ีต๎องปฏิบัติ ดงั น้ี กกกกกกก5. 5.1 หนา๎ ที่ของพลเมืองดีตํอประเทศชาติ กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 จงรักภักดีและรักษาไว๎ซง่ึ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ เป็นสถาบนั สูงสุดของชาติ เปน็ ทเ่ี คารพสักการะบชู า ของประชาชน ชาวไทยทกุ คนนอกจากน้สี ถาบนั ดงั กลําว ยังเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยด๎วย ดงั นั้นตราบใดทส่ี ถาบัน ทงั้ สามยังคงอยูํคนไทยกจ็ ะดํารงอยูํได๎ กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 1) การรกั ษาชาติ บุคคลมีหน๎าทร่ี ักษาไวซ๎ ึง่ ชาติ มหี นา๎ ทรี่ ักษา ก็ต๎องดแู ล และปอู งกนั ชาติ มิใหผ๎ ๎ูใดใชข๎ ๎ออ๎างใด ๆ เพือ่ แบํงแยกแผํนดินไทย ด๎วยเหตุผลทางการเมือง การปกครอง หรือศาสนา เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดวํา “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่ง อันเดียวจะแบํงแยกมิได๎” ดังน้ัน ผ๎ูใดจะมาชักจูง โน๎มน๎าวเราด๎วยเหตุผลใด ๆ ถือวําเป็นผู๎ทําลาย ประเทศชาติ คนไทยทุกคนมหี น๎าทีร่ กั ษาชาติให๎มีเสถยี รภาพ มั่นคงถาวรและเปน็ เอกภาพตลอดไป

179 กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 2) การรักษาศาสนา เนอื่ งจากประเทศไทยให๎เสรีภาพในการนบั ถือ ศาสนา และสามารถประกอบพิธีกรรมตามศาสนาได๎ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ คอื ทรงอปุ ถมั ภ์ทกุ ศาสนาในประเทศไทย รัฐธรรมนูญจึงกําหนดให๎เป็นหน๎าท่ีท่ีเราทุกคนต๎องรักษาไว๎ ซึง่ ศาสนา ซงึ่ นาํ จะหมายถงึ การบาํ รุงรกั ษาและเสริมสรา๎ งศรัทธา เพื่อให๎ศาสนาคงอยํูคํูบ๎านเมืองและ เป็นหลักยึดเหนี่ยวในด๎านคุณธรรมสืบไป คนไทยทุกคนต๎องชํวยกันสอดสํองดูแล ทั้งฆราวาสและ บรรพชิตใหม๎ ีวัตรจริยาอนั เหมาะสมตํอศาสนา หรอื ลทั ธขิ องตนจะอาศัยพระวินัย หรือนักบวชแตํเพียง อยาํ งเดยี วไมไํ ด๎ กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 3) การรักษาพระมหากษตั ริย์และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ ภารกจิ นเ้ี ปน็ หน๎าท่ยี ิ่งใหญขํ องคนไทยทุกคน เพราะประเทศไทย ดํารงอยํูได๎ และคนไทยอยํูอยํางรํมเย็นเป็นสุขยืนยงมาทุกวันน้ี ด๎วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ทุกพระองค์ปกอยํูเหนือเกล๎าฯ ชาวไทยทุกคน เพราะแตํละพระองค์จะครองราชย์สมบัติ ดูแลบ๎านเมืองอยํูได๎นานกวําประมุขที่มาจากการเลือกตั้ง ท้ังมีความร๎ูสึกผูกพัน ต้ังแตํโบราณกาลถึง ปัจจุบัน ยํอมจารึกอยํูในดวงใจของชาวไทยทั้งประเทศ ฉะนั้นจึงเป็นหน๎าที่ที่คนไทยต๎องดูแลรักษา และเทิดทูนสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ไว๎ด๎วยชีวิต อีกท้ังต๎องปูองกันภัยพาลอันเกิดจากวาจา หรือความคดิ ทไ่ี มํสจุ ริตทัง้ ปวง การปกครองของไทยจงึ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เปน็ ประมุข แนํวแนํม่นั คงเพราะพระองค์ คอื สัญลกั ษณแ์ หงํ คุณธรรมและสันติสขุ กกกกกกก5. 5.1 5.1.2 รกั ษาไว๎ซงึ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ประเทศไทยปกครองโดย ระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศไทย ประชาชนทุกคนจึงมีหน๎าท่ีรักษาไว๎ซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ รัฐธรรมนูญของชาติก็ได๎กําหนดไว๎วํา เป็นหน๎าท่ีของคนไทยทุกคนที่จะต๎องดํารงรักษาไว๎ซ่ึงการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 1) การปฏิบตั ิตามกฎหมาย บุคคลมหี น๎าท่ปี ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย ซ่งึ รัฐธรรมนูญได๎ระบไุ ว๎กวา๎ ง ๆ แตมํ ีความหมายครอบคลมุ กฎหมายทุกประเภท ไมํวําจะเป็นกฎหมาย เอกชน มหาชน หรือกฎหมายระหวํางประเทศ รวมท้ังกฎหมายระดับตําง ๆ เชํน พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต๎น เมื่อเราต๎องเก่ียวข๎อง หรือสัมพันธ์กับกฎหมายใด ก็ต๎อง ปฏบิ ัตติ ามกฎหมายนนั้ ๆ อยํางเครงํ ครัด เพราะกฎหมายแตลํ ะฉบับน้ันได๎มีการรํางและประกาศใช๎ใน ราชกิจจานุเบกษาอยํางเปิดเผยตํอสาธารณชน จึงเป็นหน๎าท่ีของชาวไทยทุกคนท่ีจะต๎องศึกษา และทาํ ความเขา๎ ใจเรอื่ งกฎหมาย เพ่อื ไมใํ ห๎เสียเปรยี บ หรอื ได๎รับโทษโดยร๎ูเทาํ ไมถํ งึ การณ์ กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 2) การไปใช๎สิทธิเลอื กต้งั บุคคลมหี นา๎ ท่ีไปใชส๎ ิทธิเลอื กตัง้ การใช๎สิทธิ เลือกตั้งมีทั้งในประเทศท่ีปกครองด๎วยระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ท่ีถือเสียงข๎างมากเป็นสําคัญ แตํก็เคารพสิทธิเสรีภาพของเสียง ข๎างนอ๎ ย ในระบอบประชาธิปไตยจงึ มีการเลือกตง้ั ผูแ๎ ทนไปปฏิบัติหน๎าท่ีแทนประชาชน ซึ่งอาจจะเป็น การเลือกผู๎แทนเข๎าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรืออาจเป็นการเลือกผู๎แทนไปเป็นหัวหน๎าฝุาย บริหารโดยตรงก็ได๎ แล๎วแตํรูปแบบการปกครองของแตํละประเทศ ที่กําหนดไว๎ในรัฐธรรมนูญ การเลือกต้ังจึงถือเป็นกิจกรรมท่ีจําเป็นอยํางหนึ่งในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย การได๎มี

180 โอกาสใช๎สิทธิในการเลือกตั้งจึงเปน็ ความภาคภมู ใิ จของประชาชนท่ีอยูํในประเทศประชาธิปไตย การมี สวํ นรํวมของประชาชนทส่ี าํ คัญคือ การเลอื กต้ัง ดังนน้ั ประชาชนควรภาคภูมิใจที่จะไปใช๎สิทธิเลือกต้ัง โดยเสรี ดังน้นั การเลือกตั้งจงึ เปน็ หนา๎ ทที่ ่สี าํ คัญของคนไทย บุคคลใดท่ีไมํไปเลือกตั้งโดยไมํแจ๎งเหตุอัน สมควรที่ทําให๎ไมํอาจไปเลือกตัง้ ได๎ยํอมเสยี สทิ ธติ ามกฎหมาย กกกกกกก5. 5.1 5.1.3 ชํวยกันปูองกันประเทศ ประเทศชาติเป็นของประชาชนไทยทุกคน ดังน้ันในฐานะที่เราเป็นสํวนหนึ่งของประเทศ จึงต๎องมีหน๎าที่รักษาไว๎ซ่ึงความเป็นเอกราช และความ มน่ั คงของชาติ โดยการปูองกนั ประเทศชาติใหพ๎ น๎ จากภัยอันตรายตาํ ง ๆ ซง่ึ เกิดจากศัตรูทั้งภายในและ ภายนอกประเทศ เมื่อมีเหตุร๎ายขึ้นในประเทศ ตํางก็ต๎องชํวยกันปราบปรามให๎ความรํวมมือกับ เจ๎าหน๎าที่ของบ๎านเมืองอยํางเต็มที่ โดยเฉพาะอยํางยิ่งเป็นงานโดยตรงที่ชายไทยทุกคนจะต๎องเข๎ารับ ราชการ 1) การปอู งกนั ประเทศ เป็นหน๎าท่ขี องคนไทยทุกคน กกกกกกก5. 5.1 5.1.1 2) การรับราชการทหาร พระราชบญั ญตั กิ ารตรวจเลือกรบั ราชการ พ.ศ.2497 กําหนดให๎เป็นหน๎าท่ีของชายไทยทุกคนต๎องไปรับการตรวจเลือก หรือที่เรียกวํา เกณฑ์ทหาร เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ แตํผู๎อยูํในวัยศึกษาเลําเรียนสามารถผํอนผันได๎ โดยผู๎ท่ี ขอผํอนผันต๎องไปรายงานตัวทุกปี เมื่อมีการเกณฑ์ทหาร จนกวําจะสําเร็จการศึกษา และเม่ือสําเร็จ การศึกษาแล๎วก็ต๎องไปเข๎ารับการคัดเลือกตามที่กฎหมายกําหนดไว๎ สําหรับผู๎ฝุาฝืนไมํไปเข๎ารับการ ตรวจเลอื ก หรือหนที หาร จะได๎รับโทษทางอาญาสถานเดียว คือ จําคกุ ตัง้ แตํ 1 เดอื น ถึง 3 ปี กกกกกกก5. 5.1 5.1.4 ปฏิบตั ิตามกฎหมายบา๎ นเมืองอยาํ งเครงํ ครัด กฎหมายบา๎ นเมอื ง หมายถึง กติกาหรือระเบียบกฎเกณฑ์ที่วางไว๎ให๎ประชาชนทุกคนปฏิบัติ เพื่อความสงบเรียบร๎อยของ บ๎านเมืองในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ได๎กําหนดให๎ประชาชนทุกคนมีสํวนรํวมในการ พิจารณาเห็นชอบและกําหนดกฎหมายข้ึนใช๎ในประเทศ โดยการเลือกต้ังผู๎แทนตน เพ่ือไปปฏิบัติ หน๎าที่ออกกฎหมายในสภานิติบัญญัติจึงเทํากับวําประชาชนทุกคนรํวมกันตรากฎหมายออกมาใช๎ รํวมกนั ประชาชนทุกคนจงึ ควรปฏิบตั ิอยํางเครํงครดั เพื่อความสงบเรยี บรอ๎ ยและความผาสุกรํวมกนั กกกกกกก5. 5.1 5.1.5 ให๎ความรวํ มมอื ชํวยเหลือแกํราชการ เจ๎าหนา๎ ท่เี ป็นตัวแทนของรฐั บาลใน การทจ่ี ะให๎บริการแกปํ ระชาชน และปฏิบัติงานให๎เป็นไปตามกฎหมายของบ๎านเมืองชํวยเป็นหูเป็นตา แกํเจ๎าหน๎าที่บ๎านเมือง เพื่อชํวยปูองกันปราบปรามโจรผ๎ูร๎าย หรือผู๎เป็นภัยตํอความสงบสุขของ บ๎านเมือง เม่ือประชาชนทุกคนตํางให๎ความรํวมมือกัน รักษาความสงบเรียบร๎อยของบ๎านเมือง ประเทศชาตกิ จ็ ะอยูํอยาํ งสงบสขุ และปลอดภยั จากศตั รทู ้ังภายในและภายนอก กกกกกกก5. 5.1 5.1.6 เสียภาษอี ากรตามท่ีกฎหมายบัญญตั ไิ ว๎ ประเทศชาติจะรํุงเรืองและ ประชาชนจะมคี วามสงบสุขอยํูได๎ ก็ต๎องอาศัยการบรหิ ารราชการแผํนดนิ ของรฐั บาล เปน็ หนา๎ ทส่ี าํ คัญ ท่ีประชาชนชาวไทยจะต๎องชํวยกนั เสียภาษีอากร เพ่ือเราจะไดม๎ ีกําลังทหารไวป๎ ูองกันเอกสารของชาติ มถี นนทางดี ๆ ไว๎ใช๎ มโี รงเรยี นให๎ลูกหลานไดศ๎ ึกษาเลําเรยี น มโี รงพยาบาลสําหรับรกั ษาเมอื่ เราเจ็บไข๎ ได๎ปุวย โดยจะต๎องภาษี ตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดไว๎ดงั น้ี กกกกกกก5. 5.1 5.1.6 1) ภาษีเงินได๎บุคคลธรรมดา เป็นภาษีท่ีรัฐเก็บจากประชาชนทุกคนที่มี รายได๎

181 กกกกกกก5. 5.1 5.1.6 2) ภาษเี งินไดน๎ ติ บิ ุคคล เปน็ ภาษีท่รี ัฐเกบ็ จากบริษัท หา๎ งรา๎ นทีเ่ ปน็ นิตบิ คุ คล องคก์ ารของรัฐบาลตํางประเทศ กจิ การรวํ มค๎า มูลนธิ ิและสมาคม กกกกกกก5. 5.1 5.1.6 3) ภาษีการค๎า เป็นภาษีท่ีรัฐเก็บจากผู๎ประกอบการค๎า หรือผ๎ูที่ถือวํา ประกอบการค๎าตามอัตราท่ีกําหนดไว๎ ภาษีผู๎ประกอบการค๎าสามารถผลักภาระให๎ผู๎บริโภครับภาระ ภาษนี ไี้ ด๎ โดยรวมไวใ๎ นราคาสนิ ค๎า เชํน ภาษมี ูลคําเพมิ่ (VAT) กกกกกกก5. 5.1 5.1.6 4) คําอากรแสตมป์ เป็นการเก็บภาษีชนิดหน่ึง ซึ่งกฎหมายกําหนดให๎มี การปิดอากรแสตมป์บนตราสินค๎าบางอยําง โดยเอามูลคําของตราสารเป็นตัวตั้งในการคํานวณ คําอากร กกกกกกก5. 5.2 หนา๎ ทขี่ องพลเมอื งดีตํอสังคม กกกกกกก5. 5.2 5.2.1 ด๎านกฎหมาย คือ เป็นกฎเกณฑ์ ข๎อบังคับที่ใช๎ควบคุมความประพฤติของ มนุษย์ในสังคม กฎหมาย มีลักษณะเป็นคําส่ัง ข๎อห๎าม ท่ีมาจากผู๎มีอํานาจสูงสุดในสังคมใช๎บังคับได๎ ทั่วไป ใครฝุาฝืนจะต๎องได๎รับโทษ หรือสภาพบังคับอยํางใดอยํางหน่ึง พลเมืองทุกคนต๎องปฏิบัติตาม กฎ ระเบียบ ขอ๎ บังคับของสังคม และบทบญั ญัติของกฎหมาย เชํน ไมํลํวงละเมิดสิทธิของผู๎อื่น หรือไมํ กระทําความผดิ ตามทกี่ ฎหมายกาํ หนด ก็จะทําใหร๎ ฐั ไมํต๎องเสียงบประมาณในการปูองกัน ปราบปราม และจับกุมผู๎ที่กระทําความผิดมาลงโทษ นอกจากนี้ยังทําให๎สังคมมีความเป็นระเบียบสงบสุข ทุกคนอยํูรํวมกันอยํางสมานฉันท์ ไมํหวาดระแวงคิดร๎ายตํอกัน พลเมืองดีต๎องเคารพกฎหมายและ ทําตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กกกกกกก5. 5.2 5.2.2 ดา๎ นวฒั นธรรม คอื แบบแผนการกระทํา หรือผลการกระทําทพี่ ฒั นาจาก สภาพเดิมตามธรรมชาติให๎ดีงามยั่งยืนจนเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม เชํน กิริยา มารยาท การพูด การแตํงกาย การรับประทานอาหาร เป็นต๎น วัฒนธรรมการไหว๎ เป็นวัฒนธรรมภายนอกท่ีมักได๎รับ การตอบสนองจากผ๎ูได๎รับด๎วยการไหว๎ตอบ นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมไทยอื่น ๆ ที่งดงาม เชํน การกราบ การทาํ บุญตกั บาตร การแตงํ กายแบบไทย เป็นตน๎ กกกกกกก5. 5.2 5.2.2 1) พลเมืองดียํอมเป็นท่ีต๎องการของสังคมทุกสังคม สถาบนั และสถานะ ของตนเอง ดังนั้น พลเมืองดีจึงต๎องได๎รับการปลูกฝังวัฒนธรรมสิ่งท่ีดีงาม โดยเฉพาะสังคมแรก คือ ครอบครัว ต๎องอบรมให๎คนไทยมีสัมมาคารวะตํอผ๎ูอาวุโส มีความเสียสละ ซ่ือสัตย์สุจริต ตรงตํอ เวลา เปน็ ต๎น กกกกกกก5. 5.2 5.2.2 2) สอนให๎เยาวชนรู๎จกั และปฏิบัติตนตามสถานภาพและบทบาทของ ตนเองโดยมคี วามรบั ผิดชอบ รบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผ๎ูอน่ื เคารพกฎหมาย ปฏบิ ัตติ ามขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมการปลกู ฝังส่งิ ทด่ี ีงาม กกกกกกก5. 5.2 5.2.2 3) พลเมืองดที ุกคนต๎องปฏบิ ัติตามวัฒนธรรมของสงั คมท่ีตนเองเป็น สมาชิก กกกกกกก5. 5.2 5.2.3 ดา๎ นประเพณีไทย คือ กจิ กรรมท่สี ืบทอดตํอกนั มายาวนานและ สงั คมยอมรบั วําเป็นสิ่งทด่ี ีงาม สิง่ ท่ีงดงามของแตํละสังคมอาจเหมือนกัน คล๎ายกัน หรือแตกตํางกันได๎ และส่ิงทงี่ ดงามของสงั คมหนึง่ เมื่อเวลาผํานไปสังคมอาจเปน็ สิ่งท่ีไมํงดงามได๎ ดังนั้นประเพณีไทยอาจ

182 มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปกับสภาพสังคม พลเมืองดีจึงควรรักษาประเพณี แตํถ๎าพบวําประเพณี มคี วามล๎าหลงั ไมทํ ันสมยั กส็ ามารถปรบั ปรุงใหเ๎ หมาะสมกับสภาพสงั คมท่ีเปลย่ี นไป กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 ดา๎ นสิทธิหน๎าท่ตี าม ระบอบประชาธปิ ไตย การเป็นสมาชิกท่ีดขี องสงั คม ตามสิทธิหน๎าท่ตี ามระบอบประชาธิปไตย มี 4 ระดับ ดังน้ี กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) ระดับครอบครวั หนา๎ ทข่ี องครอบครัวผลิตสมาชิกให๎แกํสังคม อบรม บํมเพาะคํานิยมที่ดีงาม ปลูกฝังขนบธรรมเนียม แบบแผนทางสังคม และกลํอมเกลาให๎สมาชิกใน ครอบครัว เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตํอไป ให๎ความอบอํุนแกํสมาชิกในครอบครัว เพ่ือให๎สมาชิกผ๎ู นั้นเข๎าสูํสังคม และเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ให๎การศึกษาแกํสมาชิกของครอบครัว ซ่ึงหน๎าท่ีของ สมาชกิ ในครอบครัว หลกั สาํ คัญตามระบอบประชาธิปไตยมี 7 ข๎อ คือ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (1) ใหค๎ วามเคารพเช่ือฟังผ๎นู าํ ในครอบครวั กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (2) ดูแลครอบครวั ให๎สามารถอยูไํ ด๎ท้งั ดา๎ นเศรษฐกจิ และความเป็นอยํู อน่ื ๆ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (3) ไมสํ รา๎ งความแตกแยก แกํครอบครัว กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (4) ไมสํ ร๎างความเดือดร๎อนแกํครอบครวั กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (5) เคารพกฎเกณฑ์ของครอบครวั และแบบแผนทางสังคม กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (6) สร๎างอาชีพและรายได๎ใหเ๎ พยี งพอกับสมาชิกในครอบครวั กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (7) ทาํ นบุ ํารุงครอบครวั ดูแลสมาชิกท่ี เจ็บปวุ ย และสมาชกิ ที่ ชํวยเหลือตัวเองไมํได๎ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 2) ระดบั โรงเรียน เปน็ สถานที่ทใ่ี หค๎ วามรูซ๎ ่ึงเราตอ๎ งอยูํรํวมกับคน อื่น ๆ อีกมากมาย ดังน้ันเราจึงจําเปน็ ต๎องปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บของห๎องเรยี นและโรงเรยี น เพ่ือท่ีจะ ได๎อยูํรํวมกันอยาํ งมคี วามสุข และเกดิ ความเป็นระเบียบเรยี บร๎อย บทบาทหน๎าท่ีตามระบอบ ประชาธปิ ไตยในโรงเรียนมีดังน้ี กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (1) เม่ือมาโรงเรียน เราต๎องปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บของโรงเรียน เชํน แตํงกายใหถ๎ ูกต๎องตามระเบียบ มาให๎ทนั เข๎าแถวเคารพธงชาติในตอนเชา๎ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (2) เม่ืออยํใู นโรงเรียน เราต๎องชํวยกนั รกั ษาความสะอาดในหอ๎ งเรียน และในบรเิ วณตําง ๆ ของโรงเรยี น ทิง้ ขยะลงในถังขยะทโี่ รงเรยี นจดั ให๎ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (3) ใหค๎ วามเคารพเช่ือฟังครอู าจารย์ ตง้ั ใจเรยี นหนังสือ รวมทง้ั ทาํ งานตําง ๆ ท่ีครูมอบหมายด๎วยความตง้ั ใจและเอาใจใสํ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (4) ปฏิบัตใิ นการเป็นผู๎นาํ และผู๎ตามท่ีดใี นหอ๎ งเรยี นและโรงเรียน ต๎องร๎ูวาํ เมื่อเราเปน็ ผู๎นาํ ในการทาํ กิจกรรมตําง ๆ ควรปฏบิ ัติตนอยํางไร และเม่ือเป็นผ๎ูตามควรปฏิบตั ิ ตนอยาํ งไร กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (5) ร๎ูจักแสดงความคดิ เห็นตามสิทธขิ องตนเองในห๎องเรียนและ โรงเรียน รวมทั้งรูจ๎ ักรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผ๎ูอืน่ และเคารพข๎อตกลงของคนสวํ นใหญํ

183 กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (6) ถา๎ เกิดข๎อขดั แยง๎ กนั ในหอ๎ งเรยี นและโรงเรียน ให๎แก๎ปญั หาด๎วย หลักเหตุผล ไมใํ ช๎อารมณ์หรอื พละกําลงั ในการแกป๎ ญั หา เพราะไมํใชํวิธแี กป๎ ญั หาท่ีถูกต๎อง แตํกลบั จะ ทําใหเ๎ กิดปัญหาอน่ื ๆ ตามมา กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (7) ในการแขงํ ขนั ทาํ กิจกรรมตําง ๆ ของโรงเรยี น เชํน การแขํงกีฬา การประกวดในด๎านตาํ ง ๆ ต๎องฝกึ ฝนตนเองใหเ๎ ปน็ ผู๎ร๎จู ักแพ๎ ชนะ และใหอ๎ ภยั รวมท้ังยอมรบั ในคํา ตดั สินของคณะกรรมการ กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 3) ระดับท๎องถ่ิน การปฏิบตั ิตนในฐานะสมาชิกของชมุ ชน บุคคล สามารถปฏิบัติตนเองตามระบอบประชาธปิ ไตยไดห๎ ลายวธิ ี ดงั น้ี กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (1) ปฏบิ ัติตนตามกฎระเบียบของชุมชน เชนํ ปฏิบัติตามกฎจราจร โดยข๎ามถนนตรงทางม๎าลาย หรอื สะพานลอย ไมํวิง่ ขา๎ มถนนตดั หนา๎ รถ ไมํทงิ้ ขยะลงในทสี่ าธารณะ ไมํทําลายสงิ่ ของทีเ่ ปน็ ของสาธารณะ และทรพั ยส์ นิ สํวนตัวของผู๎อ่ืนใหไ๎ ดร๎ บั ความเสยี หายเพราะความ สนกุ สนานของตนเอง กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (2) เข๎ารํวมกิจกรรมของชุมชน เพื่อชวํ ยรักษาและเผยแพรวํ ัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนไว๎ ในแตํละชุมชนจะมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา เชนํ ประเพณกี ารทําบุญเมอ่ื ถงึ วนั สาํ คัญทางศาสนา ประเพณวี นั สงกรานต์ ประเพณีวนั ลอยกระทง กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (3) บาํ เพ็ญประโยชน์ตํอชุมชน เชํน ชวํ ยเก็บเศษขยะท่ีพบเหน็ ใน บรเิ วณตาํ ง ๆ ชวํ ยดแู ลตน๎ ไม๎ ดอกไมใ๎ นสวนสาธารณะของชุมชน กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (4) รํวมกนั อนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ๎ มในชมุ ชน โดยให๎ทุกคนในชุมชนมีจิตสํานึกในการรักษาสิ่งแวดล๎อม เชํน ชุมชนท่ีมีปุาชายเลน ควรจะรํวมใจกัน อนุรักษ์ปุาชายเลน เพื่อให๎เป็นที่อยูํของสัตว์ตําง ๆ รวมทั้งยังเป็นแหลํงหลบภัยของลูกสัตว์น้ํา และชมุ ชนทอี่ ยูํตดิ ชายทะเล ควรรวํ มใจกนั รกั ษาความสะอาดของชายหาด เพ่ือให๎เป็นแหลํงทํองเท่ียว ท่ียั่งยืนของชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล๎อมในชุมชนควรเป็นความรํวมมือกัน หลายฝุายระหวาํ งบา๎ น โรงเรียน และชมุ ชน กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 4) ระดับประเทศ บุคคลปฏบิ ัตติ นในการเปน็ สมาชกิ ทีด่ ีของประเทศตาม ระบอบประชาธิปไตย ดว๎ ยการมสี วํ นรํวมในกิจกรรมทางการเมอื งการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ประชาชนสามารถมีสํวนรํวมได๎ ดงั น้ี กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (1) การใช๎สทิ ธใิ นการเลอื กตั้งระดบั ตาํ ง ๆ เม่อื อายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ทุกคนต๎องไปใช๎สิทธิเลือกต้ังทั้งในระดับประเทศ เชํนการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู๎แทนราษฎร การเลอื กตง้ั สมาชิกวฒุ ิสภา และการเลือกตัง้ ระดบั ท๎องถน่ิ เชํน การเลอื กตั้งผ๎วู าํ กรุงเทพมหานคร การเลอื กตง้ั สมาชกิ องค์กรสํวนท๎องถนิ่ เป็นตน๎ เพ่ือเลือกตัวแทนไปทําหนา๎ ที่บริหารประเทศ หรือทอ๎ งถ่ินทว่ั ไป กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (2) การมสี ํวนรวํ มในการตรวจสอบการใชอ๎ ํานาจรฐั ในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยน้ัน ประชาชนทุกคนต๎องมีสํวนรํวมในการชํวยกันสอดสํองดูแลการบริหาร ราชการแผํนดินของรัฐบาล หรือตรวจสอบการทํางานของเจ๎าหน๎าท่ีในองค์กรตําง ๆ เพ่ือไมํให๎ใช๎ อาํ นาจไปในทางท่ีไมถํ กู ตอ๎ ง

184 กกกกกกก5. 5.2 5.2.4 1) (3) การเป็นแกนนําปลกุ จิตสาํ นึกให๎แกผํ ๎ูอนื่ ในการรํวมกิจกรรม ทางการเมืองการปกครอง ได๎แกํ การใชส๎ ิทธเิ ลือกตง้ั และการมีสํวนรํวมในการตรวจสอบอํานาจของรัฐ โดยการเป็นแกนนํานั้น สามารถปฏิบตั ิไดห๎ ลายอยําง เชนํ ประกาศโฆษณาประชาสัมพนั ธ์ การเข๎าไป ชแี้ จงเป็นรายบุคคล การจัดใหม๎ กี ารประชุมเพ่ือแสดงความคดิ เหน็ ตอํ ประเดน็ ที่มผี ลกระทบตํอสงั คม กกกกกกก6. คุณธรรมของการเปน็ พลเมืองดี มี 8 ขอ๎ ได๎แกํ กกกกกกก6. 6.1 ความจงรกั ภกั ดีตํอชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ หมายถงึ การที่บุคคล มีความนึกถึงความสําคัญของความเป็นคนไท ย มีจิตใจฝักใฝุศาสนา และตระหนักถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนในการผดุงรักษาสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษตั รยิ ์ให๎คงอยูํคํูสงั คมไทย ตลอดไป กกกกกกก6. 6.2 การยดึ ม่ันในหลักธรรมของศาสนาท่ีตนเองนับถือ ทุกศาสนามหี ลักศีลธรรมทช่ี วํ ย สร๎างจิตใจของคนให๎กระทําดี ไมํเบียดเบียนกัน มีใจเอื้อเฟื้อเผ่ือแผํแกํกัน สมาชิกในสังคมสมควร ศรัทธาในศาสนาทต่ี นนับถือ แลว๎ ปฏบิ ัติตามหลกั ศีลธรรมของศาสนาท่ีตนนับถอื อยํางสมํ่าเสมอ กกกกกกก6. 6.3 ความซอื่ สัตย์ หมายถึง การกระทําท่ีถูกตอ๎ งตรงไปตรงมา ไมํยึดเอาสง่ิ ของผ๎ูอืน่ มาเป็นของตน บุคคลควรซอ่ื สตั ยต์ ํอตนเอง คือ กระทาํ ตนใหเ๎ ป็นคนดี และบคุ คลควรซ่ือสัตย์ตํอบุคคล อืน่ ๆ หมายถึงกระทําดี และถูกตอ๎ งตามหน๎าทต่ี ํอผ๎ูอื่น กกกกกกก6. 6.4 ความเสยี สละ หมายถงึ การคํานึงถงึ ประโยชน์ของสงั คมสํวนรวมมากกวํา ประโยชน์สํวนตน และยอมเสียสละประโยชน์สวํ นตนเพือ่ ประโยชน์แกผํ อู๎ ่ืนและสวํ นรวม กกกกกกก6. 6.5 ความรับผิดชอบ หมายถงึ การยอมรับการกระทาํ ของตนเอง หรือการทาํ งานตาม หน๎าทที่ ีไ่ ด๎รบั มอบหมายให๎สาํ เรจ็ ลลุ ํวง กกกกกกก6. 6.6 การมรี ะเบียบวินัย หมายถงึ การกระทําท่ีถกู ต๎องตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกําหนดไว๎ กกกกกกก6. 6.7 การตรงตํอเวลา หมายถึง การทํางานหรือทําหนา๎ ท่ีทไี่ ดร๎ บั มอบหมายให๎สําเร็จ ลุลวํ ง ทนั ตรงตามเวลาท่กี าํ หนดโดยใช๎เวลาอยาํ งคุ๎มคาํ กกกกกกก6. 6.8 ความกล๎าหาญทางจรยิ ธรรม หมายถึง การกระทําที่แสดงออกในทางทีถ่ ูกทค่ี วร โดยไมํเกรงกลวั อทิ ธิพลใด ๆ ความกล๎านีไ้ มใํ ชํการอวดดี แตเํ ปน็ การแสดงออกอยํางมเี หตผุ ล เพื่อความถูกตอ๎ ง สรปุ กกกกกกกพลเมืองดี จึงเปน็ ผ๎ทู ปี่ ระพฤติปฏบิ ัติตน ตามหลกั กฎหมายทเ่ี ป็นกฎระเบยี บหรือ ข๎อบังคับ ให๎พลเมืองของสังคมน้ันได๎ถือปฏิบัติรํวมกัน ตลอดจนรู๎จักบทบาทหน๎าที่ของตนเอง เคารพความคิดเห็นของผู๎อื่น และดํารงตนเป็นประโยชน์ตํอสังคม ซ่ึงพลเมืองยํอมมีสิทธิและหน๎าที่ ตามกฎหมายของประเทศน้ัน บุคคลตํางสัญชาติ ท่ีเข๎าไปอยํูอาศัย ซึ่งเรียกวํา คนตํางด๎าว ไมํมีสิทธิ เทําเทียมกับพลเมือง และมีหน๎าท่ีแตกตํางกันออกไป เชํน อาจมีหน๎าที่เสียภาษี หรือ คําธรรมเนียม เพิ่มข้ึน ตามท่ีกฎหมายแตํละประเทศบัญญัติไว๎ ซึ่งประชาชน ในประเทศจะต๎องฝึกฝนและพัฒนา ตนเองเพ่ือความเป็นพลเมือง ซ่ึงมีความเข๎าใจและตระหนักถึงบทบาทหน๎าที่ของตนในสังคมด๎วย

185 ความรับผดิ ชอบอยาํ งเต็มที่ รวมท้ังมคี วามกระตอื รือรน๎ ในการรักษาสิทธิตําง ๆ ของตนและชุมชนของ ตนเองอยํางเขม๎ แขง็ ท่สี ําคัญคอื ประชาชนควรเข๎ามามีสํวนรํวมทางการเมือง ด๎วยความเต็มใจโดยการ แสดงออกซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอยํางเสรี มีเหตุมีผล เพื่อสร๎างสรรค์และ จรรโลงสังคม โดยรวม ตลอดจนยึดหลักการพ้ืนฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็น แนวทางในการดําเนินชีวิตในสังคม มีการปฏิบัติตนตามกฎหมายอยํางเครํงครัด และยึดม่ันในหลัก ศีลธรรมและคุณธรรม ของศาสนาควบคูํกันไปด๎วยพร๎อม ๆ กับดํารงตนเป็นประโยชน์ ตํอสังคม สวํ นรวม โดยมีการชํวยเหลือเกื้อกูลกันอยํางจริงใจ อันจะกํอให๎เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ตอํ ไป

186 ใบความรู้ เร่อื งท่ี 2 การเรยี นรูต้ ามรอยพระยุคลบาท วตั ถุประสงค์ 1. เพื่อใหน๎ ักศกึ ษามีความรูค๎ วามเขา๎ ใจ เร่อื ง การเรยี นร๎ตู ามรอยพระยคุ ลบาท 2. เพื่อใหน๎ ักศึกษามีทกั ษะการแสวงหาความร๎ู เร่ือง การเรียนรตู๎ ามรอยพระยุคลบาท 3. เพื่อใหน๎ ักศึกษามีความตระหนักถึงความสําคัญ เร่อื ง การเรียนรต๎ู ามรอยพระยุคลบาท เน้อื หา การเรยี นรตู๎ ามรอยพระยุคลบาท หมายถึง การเรียนร๎เู พ่ือการปฏิบัติ การปฏิบัติของคนใน สังคมตามพระราชปฏิญญาพระบรมราโชวาท และหลักปฏิบัติพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จ พระเจ๎าอยหูํ วั เพ่อื เป็นแนวทางปฏิบตั ิตน และปฏิบัตภิ ารกิจหน๎าที่ การงานอันนําไปสํูทศพิธราชธรรม หรือการบริหารกิจการบ๎านเมืองที่ดี สํงผลให๎บังเกิดความเจริญรํุงเรือง ความสงบเรียบร๎อยของสังคม ความผาสุกของประชาชน และความม่ันคงของประเทศชาติ 1. ดา๎ นหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หมายถงึ เป็นปรชั ญาชถ้ี งึ แนวทางการดาํ รงอยํู และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ต้ังแตํระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให๎ดําเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่ือก๎าวทันตํอโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึง ความจําเป็นท่ีจะต๎องมีระบบภูมิคุ๎มกันในตัวท่ีดีพอสมควร ผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการ เปล่ียนแปลงท้ังภายนอกและภายใน ท้ังน้ีจะต๎องอาศัย ความรอบรู๎ ความรอบคอบ และความ ระมัดระวัง อยํางย่ิง ในการนําวิชาการตําง ๆ มาใช๎ในการวางแผน และการดําเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดยี วกันจะต๎องเสริมสร๎างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ๎าหน๎าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให๎มีสํานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให๎มีความรอบร๎ู ท่ีเหมาะสม ดาํ เนินชีวติ ดว๎ ยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือให๎สมดุล และพร๎อมการ รองรับการเปล่ียนแปลงอยํางรวดเร็ว และกว๎างขวางทั้งด๎านวัตถุ สังคม ส่ิงแวดล๎อม และ วัฒนธรรม จากโลกภายนอกได๎เป็นอยํางดี และได๎ทรงเน๎นย้ําแนวทางการพัฒนา ท่ีต้ังอยํูบนพ้ืนฐานของทาง สายกลาง และความไมํประมาท โดยคํานึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร๎างภูมิค๎ุมกัน ในตัวที่ดี ตลอดจนใช๎คุณธรรม ความรู๎ และดําเนินชีวิตด๎วยความเพียร เพ่ือปูองกันตนเองให๎รอดพ๎น จากวิกฤต และสามารถดํารงอยูํได๎อยํางม่ันคงและยั่งยืน ภายใต๎กระแสโลกาภิวัตน์และการ เปลี่ยนแปลงตําง ๆ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นแนวทางการดําเนนิ ชวี ิต และวถิ ปี ฏบิ ัตินาํ สคูํ วามสมดุล ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดตี ํอความจําเปน็ และเหมาะสมกับฐานะของตนเอง อนั สํงผลใหม๎ ีความสุขอยํางย่ังยืน โดยมีองคป์ ระกอบสาํ คญั ดงั น้ี สังคมส่ิงแวดลอ๎ มรวมท้งั วฒั นธรรม ในแตํละท๎องถิน่ ไมํมากเกินไป ไมํน๎อยเกินไป และต๎องไมํเบยี ดเบยี นตนเองและผู๎อ่ืน

187 ความมเี หตผุ ล หมายถงึ การตดั สินใจดาํ เนินการอยาํ งมีเหตผุ ล ตามหลักวชิ าการ หลักกฎหมาย หลักคุณธรรม และวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยคํานึงถึงปัจจัยท่ีเกี่ยวข๎องอยํางถ๎วนถ่ี “ร๎ูจุดอํอน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค” และคาดการณ์ผลท่ีจะเกิดขึ้นอยํางรอบคอบ “ร๎ูเขา รู๎เรา ร๎ูจัก เลอื กนาํ สิง่ ท่ีดี และเหมาะสมมาประยุกต์ใช๎” การมีภูมคิ ม๎ุ กันในตวั ทดี่ ี หมายถึง การเตรียมตวั ให๎พร๎อมรบั ผลกระทบและการ เปลี่ยนแปลงด๎านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล๎อม และวัฒนธรรมจากทั้งในและตํางประเทศ เพื่อให๎สามารถบริหารความเส่ียง ปรับตัว และรับมือได๎อยํางทันทํวงที การปฏิบัติเพื่อให๎เกิดความ พอเพยี งนั้น จะตอ๎ งเสริมสรา๎ งใหค๎ นในชาติมีพื้นฐานจิตใจในการปฏิบตั ติ น มคี ณุ ธรรม ท้ังนี้บุคคล ครอบครัว องค์กร และชมุ ชน ทีจ่ ะนําปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงไปใช๎ ต๎องนําระบบคุณธรรม และความซ่ือสัตย์สุจริตมาประพฤติปฏิบัติกํอน โดยเริ่มจาก การอบรมเล้ียงดูในครอบครัว การศึกษาอบรมในโรงเรียน การส่ังสอนศีลธรรมจากศาสนา ตลอดจน การฝึกจติ ขํมใจของตนเอง ใช๎หลักวิชา-ความร๎ู โดยนําหลกั วชิ าและความรเ๎ู ทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช๎ ท้ังในขั้นการ วางแผนและปฏิบัติ ด๎วยความดําเนนิ ชีวติ ด๎วยความเพียร ความอดทน มีสตปิ ัญญา และความ รอบคอบ รอบร๎ู และระมัดระวงั อยํางยิ่ง พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปรญิ ญาบัตรของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 “การพัฒนาประเทศจําเป็นต๎องทาํ ตามลําดบั ข้นั ตอน ต๎องสร๎างพน้ื ฐาน คือ ความพอมี พอ กนิ พอใช๎ ของประชาชนสวํ นใหญเํ ป็นเบือ้ งต๎นกํอน เมื่อได๎พืน้ ฐานมั่นคงพร๎อมพอควรและปฏบิ ัตไิ ด๎ แล๎ว จึงคอํ ยสรา๎ ง คํอยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจชน้ั ท่สี ูงขึน้ โดยลําดบั ตํอไป” 2. ด๎านความเจริญ หมายถงึ ความงอกงาม ความเพม่ิ พูนมากขน้ึ และคาํ วํา “รุํงเรือง” ก็หมายความถึงความอุดมสมบูรณ์ เม่ือรวมคําวําเจริญ และรํุงเรืองเข๎าด๎วยกันเป็น “ความ เจริญรุํงเรือง” แล๎ว ณ ท่ีน้ี จึงหมายถึง ความงอกงามไพบูลย์ ความเพิ่มพูน ความอุดมสมบูรณ์ แหํงมนุษยสมบัติ เครื่องปลื้มใจของมนุษย์ได๎แกํ รูปสมบัติ 1 น้ีรวมท้ังบุคลิกภาพ กิริยามารยาทท่ีดี งาม และยศถาบรรดาศักด์ิด๎วย เป็นต๎น ทรัพย์สมบัติ 1 ได๎แกํ ทรัพย์สินเงินทอง เคร่ืองใช๎สอย เครอื่ งอํานวยความสะดวกท่ีชอบใจ เป็นต๎น บริวารสมบัติ 1 ได๎แกํ พวกพ๎อง บริษัท บริวาร ญาติมิตร ที่ดีอีกด๎วย และคุณสมบัติ 1 คือ ความรู๎ สติปัญญา ความสามารถ และคุณธรรม ให๎เจริญถึงสวรรค์ สมบัติ ที่ละเอียดประณีตกวํามนุษยสมบัติและให๎ถึงมรรคผล นิพพาน ชื่อวํานิพพานสมบัติท่ีสิ้นสุด แหํงทุกขท์ ง้ั ปวง และทีเ่ ปน็ บรมสุข 2. พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและ อาชวี ศึกษา ณ อาคารใหมํ สวนอมั พร วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 2. “ความเจริญของบ๎านเมืองน้ัน แท๎จริงเกิดจากความเจริญของบุคคลแตํละคนประกอบ กันขึ้น เพราะฉะนั้น ผู๎ที่มีความร๎ูความสามารถทั้งหลายควรจะได๎ถือเป็นภาระรับผิดชอบสําคัญ ที่จะต๎องตั้งใจพยายามทํางานของตนให๎ประสบผลสําเร็จและเจริญก๎าวหน๎า ความเจริญของแตํละคน จักได๎ประกอบเกื้อกูลกัน สํงให๎บ๎านเมืองมีความเจริญมั่นคงข้ึนด๎วย วันนี้จึงใครํแนะนําหลักการ ปฏิบัติงานแกํทุก ๆ คน เบื้องต๎นจะทํางานสิ่งใด ไมํวําใหญํหรือเล็ก ขอให๎พิจารณาจุดมุํงหมายและ

188 ประโยชน์ของงานน้ันเห็นได๎ชัด จนเกิดความมั่นใจ และพอใจท่ีจะกระทํา เม่ือม่ันใจแล๎วจึงกําหนด ข้นั ตอนทํางานให๎เหมาะแกกํ ารปฏิบตั ิ และลงมอื ปฏิบตั ใิ ห๎ไดค๎ รบถว๎ นตามขน้ั ตอนน้ัน ๆ โดยสมํ่าเสมอ จนกวําจะสําเร็จ ขณะที่ปฏิบัติเอาใจใสํจดจํอไมํวางมือให๎ลําช๎าเสียหายท้ังพยายามให๎ความพินิจ พิจารณา ปรับปรุงการปฏิบัติให๎เหมาะสม และก๎าวหน๎าอยูํตลอดเวลา เพ่ือให๎บรรลุผลท่ีสมบูรณ์ ทํานทั้งหลายทําได๎อยํางน้ีก็จะได๎ช่ือวําเป็นนักปฏิบัติท่ีดี ที่กระทําการงานทุกอยํางด๎วยหลักวิชาด๎วย ความสามารถ ด๎วยความพากเพียรเอาใจใสํ และด๎วยวิธีการอันแยบคายซ่ึงจะชํวยให๎ประสบ ความสําเร็จ ความเจริญทกุ ส่ิงไดต๎ ามประสงค์” 3. ความดี หมายถึง การทําใหเ๎ กดิ ผลดีอยาํ งมีคุณคําตอํ ผูอ๎ ่นื ตอํ สํวนรวม รวมถงึ ตอํ ตนเอง พระบรมราโชวาท ในพธิ พี ระราชทานปรญิ ญาบัตรแกํผ๎สู ําเรจ็ การศกึ ษาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วนั ท่ี 20 ตลุ าคม พ.ศ. 2520 “ บัณฑิตทั้งหลายคงจะมีความหวังตั้งใจอยํูเต็มเป่ียมที่จะออกไปทํางานด๎วยความรู๎ ความสามารถ ด๎วยความบริสุทธ์ิใจ และด๎วยความเพียรเข๎มแข็ง เพ่ือให๎บังเกิดความเจริญก๎าวหน๎าแกํ ชาติบ๎านเมือง แตบํ างคนก็อาจกาํ ลงั คดิ อยูดํ ๎วยวํา ถ๎าเราทําดีแลว๎ คนอนื่ เขาไมํทําด๎วยจะมิเสียแรงเปลํา หรอื ความร๎ู ความตง้ั ใจ ความอุตสาหะพากเพียรของเราทัง้ หมดจะมีประโยชน์อันใด ข๎าพเจ๎าขอให๎ทุก คนทําความเข๎าใจเสียใหมํให๎ชัดแจ๎งต้ังแตํต๎นนี้วํา การทําความดีนั้นสําคัญที่สุดอยํูท่ีตัวเอง ผู๎อื่นไมํ สําคญั และไมมํ ีความจาํ เปน็ อันใดท่ีจะตอ๎ งเป็นหํวง หรือต๎องรอคอยเขาด๎วย เม่ือได๎ลงมือลงแรงกระทํา แล๎วถงึ แมจ๎ ะมใี ครรํวมมือดว๎ ยหรือไมกํ ต็ าม ผลดีท่ที ําจะต๎องเกิดข้ึนแนํนอนและยิ่งทํามากเข๎า นานเข๎า ยั่งยืนเข๎า ผลดีก็ยิ่งเพ่ิมพูนมากขึ้น และแผํขยายกว๎างออกไปทุกที คนท่ีไมํเคยทําดี เพราะเขาไมํเคย เห็นผลก็จะได๎เห็น และหันเข๎ามาอยํางเต็มหลักประกันสําคัญในการทําดีจึงอยํูที่วําแตํละคนต๎องทําใจ ให๎มั่นคง ไมํหว่ันไหวกับสิ่งแวดล๎อมท่ีเห็นอยูํ ทราบอยูํมากเกินไปจนเกิดความท๎อถอย เมื่อใจมั่นคง แล๎วก็ขอให๎ต้ังอกตั้งใจสร๎างนิมิต และคํานิยมใหมํขึ้นสําหรับตัวตามที่พิจารณาเห็นดี ด๎วยเหตุผลอัน ถูกต๎องเที่ยงตรงแล๎ว แล๎วมํุงหน๎าปฏิบัติดําเนินไปให๎เต็มกําลังจนบรรลุผลสําเร็จในท่ีสุด ความดีความ เจรญิ ทป่ี รารถนาก็จะเกิดทวขี ึน้ และจะเอาชนะความเส่อื มทรามตําง ๆ ไดไ๎ มนํ านเกินรอ” 4. ด๎านความร๎ู หมายถึง ส่ิงท่ีสั่งสมมาจากการศึกษาเลําเรียน การค๎นคว๎าหรือจาก ประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติ และทักษะความเข๎าใจ หรือสารสนเทศท่ีได๎รับมาจาก ประสบการณอ์ งคว์ ชิ าในแตํละสาขา พระบรมราโชวาท ในพธิ ีพระราชทานปริญญาบัตรแกํบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินรวิโรฒ ณ สวนอมั พร วันท่ี 22 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2524 “ความร๎ูน้ันสําคัญย่ิงใหญํ เพราะเป็นปัจจัยให๎เกิดความฉลาดสามารถ และความ เจริญก๎าวหน๎า มนุษย์จึงใฝุศึกษากันอยํางไมํร๎ูจบสิ้น เมื่อพิเคราะห์ดูแล๎ว การเรียนความร๎ูแม๎มากมาย เพยี งใดบางทกี ไ็ มชํ วํ ยใหฉ๎ ลาด หรือเจรญิ ได๎เทาํ ใดนกั ถ๎าหากเรียนไมํถูกถ๎วน ไมํร๎ูจริงแท๎ การศึกษาหา ความรู๎จงึ สาํ คัญตรงทวี่ าํ ต๎องศกึ ษา ความฉลาดร๎ู คือ รแ๎ู ลว๎ สามารถนํามาใช๎ประโยชน์ได๎จริง ๆ โดยไมํ เป็นพิษเป็นโทษ การศึกษาเพื่อความฉลาดร๎ู มีข๎อปฏิบัติท่ีนําจะยืดเป็นหลักอยํางน๎อยสองประการ ประการแรก เม่ือจะศึกษาสิ่งใดให๎ร๎ูจริงควรจะศึกษาให๎ตลอดครบถ๎วนทุกแงํทุกมุม ไมํใชํเรียนรู๎แตํ เพียงบางสํวนบางตอน หรือเพํงเล็งเฉพาะแตํบางสํวนบางมุม อีกประการหนึ่งซ่ึงจะต๎องปฏิบัติ ประกอบพร๎อมกันไปด๎วยเสมอ คือ ต๎องพิจารณาศึกษาเร่ืองนั้น ๆ ด๎วยความคิดจิตใจท่ีต้ังมั่น

189 เป็นปรกติ และเท่ียงตรง เป็นกลาง ไมํยอมให๎รู๎เห็น และเข๎าใจตามอํานาจความเหน่ียวนําของอคติ อคตฝิ ุายชอบหรือฝาุ ยชัง มฉิ ะน้ันความร๎ูสึกท่ีเกิดข้ึนจะไมํเป็นความรู๎แท๎ หากเป็นแตํความรู๎ที่อําพราง ไว๎ หรือที่คลาดเคลื่อนวิปริตไปตําง ๆ จะนําไปใช๎ให๎เป็นประโยชน์จริง ๆ โดยปราศจากโทษไมํได๎ บัณฑิตทั้งหลายได๎ชื่อวําเป็นผู๎มีปัญญาเป็นนักศึกษาค๎นคว๎า ขอให๎มีหลักในการเรียนรู๎อยํางน๎อยก็ ตามท่ีได๎กลําว คือ จะศึกษาส่ิงใดก็พิจารณาศึกษาให๎หมดจดทุกแงํทุกมุมด๎วยจิตใจท่ีเที่ยงตรงเป็น กลางจึงจะได๎รบั ประโยชน์จากการศึกษาคน๎ คว๎าสมบรู ณ์บรบิ ูรณ์ดงั ท่ีพึงประสงค์” 5. ด๎านความสามัคคี หมายถึง ความพร๎อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวเป็นน้ําหนึ่งใจ เดียวกัน ไมํทะเลาะเบาะแว๎ง วิวาทบาดหมางซ่ึงกันและกัน ความสามัคคี มีด๎วยกัน 2 ประการ 1) ความสามัคคีทางกาย ได๎แกํ การรํวมแรงรํวมใจกันในการทํางาน 2) ความสามัคคีทางใจ ได๎แกํ การรํวมประชุมปรึกษาหารือกันในเมือ่ เกดิ ปัญหาขน้ึ พระราชดาํ รสั ในการเสดจ็ ออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธเี ฉลิมพระชนมพรรษา พทุ ธศกั ราช 2535 วันที่ 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2535 “คนไทย แม๎จะมีนิสัยรักความสะดวกสบาย และมักทําตามใจตัวกันเป็นปรกติ แตํในสํวน ลึก ก็เป็นคนมีเหตุผล มีความจริงใจ และความสํานึกในชาติบ๎านเมืองอยํูด๎วยกันแทบทุกตัวตน เราจึง รวมกันอยไํู ดเ๎ หนยี วแนนํ มชี าติ มีประเทศอันต้งั มั่นเป็นอสิ รเสรมี าช๎านาน ทั้งสามารถสร๎างสรรค์ความ ดีความเจริญตําง ๆ ไว๎เป็นสมบัติของชาติมากมาย ปัจจุบันน้ีร๎ูสึกวําบ๎านเมืองมีปัญหาและความ ขัดข๎องเกิดขึ้นไมํสรํางซาเกือบทุกวงการ เป็นเครื่องบํงบอกชัดเจนวําถึงเวลาแล๎วที่ทุกคนทุกฝุาย จะต๎องลดความถอื ดี และการทาํ ตามใจตัวเองแลว๎ หันมาหาเหตุผล ความถูกต๎อง และความรับผิดชอบ ตํอสํวนรวมกันอยํางจริงจัง เพื่อกําจัดอคติ และสร๎างเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน จักได๎ สามารถรวํ มกันเรํงรัดปฏบิ ัตสิ รรพกิจการงานใหป๎ ระสานสอดคลอ๎ ง และปรองดองเกอื้ กูลกันให๎สัมฤทธ์ิ ประโยชนส์ งู สดุ ในการธํารงรักษาอสิ รภาพอธปิ ไตย และความเปน็ ไทยใหย๎ ืนยงมนั่ คงอยํูตลอดไป” สรุป กกกกกกกการเรยี นร๎ูตามรอยพระยุคลบาท คือ การเรยี นร๎เู พ่ือการปฏิบตั ิ การปฏบิ ตั ขิ องคนในสงั คม ตามพระราชปฏญิ ญาพระบรมราโชวาท และหลักปฏิบตั ิพระราชภารกิจของพระบาทสมเดจ็ พระเจ๎าอยํูหัวเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติตน และปฏิบัติภารกิจหน๎าท่ีการงานอันนําไปสํูทศพิธราชธรรม หรือการบริหารกิจการบ๎านเมืองที่ดีสํงผลให๎บังเกิดความเจริญรุํงเรือง ความสงบเรียบร๎อยของสังคม ความผาสุกของประชาชน และความม่ันคงของประเทศชาติ การเรียนร๎ูตามรอยพระยุคคลบาท สามารถนําไปปฏบิ ัติได๎หลายวิธี เชํน ด๎านปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด๎านความเจริญ ด๎านความดี ด๎านความรู๎ และดา๎ นความสามัคคี เปน็ ตน๎

190 ใบความรู้ เร่ืองท่ี 3 ทศพิธราชธรรม วัตถปุ ระสงค์ กกกกกกก1. เพอ่ื ให๎นกั ศึกษามีความรูค๎ วามเข๎าใจเรื่อง ทศพธิ ราชธรรม กกกกกกก2. เพ่ือให๎นกั ศึกษามีทักษะการแสวงหาความรูเ๎ รื่อง ทศพธิ ราชธรรม กกกกกกก3. เพื่อใหน๎ กั ศึกษามีความตระหนักถึงความสาํ คัญเร่ือง ทศพธิ ราชธรรม เน้ือหา กกกกกกกความหมาย “ทศพิธราชธรรม” กกกกกกกทศพธิ ราชธรรม หรอื ราชธรรม 10 คือ จริยวัตร 10 ประการที่พระเจ๎าแผํนดินทรงประพฤติ เป็นหลักธรรมประจําพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจําตนของผู๎ปกครองบ๎านเมือง ให๎มีความเป็นไป โดยธรรม และยังประโยชน์สุขให๎เกิดแกํประชาชน จนเกิดความช่ืนชมยินดี ซ่ึงความจริงแล๎วไมํได๎ จําเพาะเจาะจง สําหรับพระเจ๎าแผํนดิน หรือผ๎ูปกครองแผํนดินเทําน้ัน บุคคลธรรมดาที่เป็นผู๎บริหาร ระดบั สงู ในทกุ องค์กรกพ็ งึ ใชห๎ ลกั ธรรมเหลาํ น้ี กกกกกกกทศพิธราชธรรม มี 10 ประการ คือ กกกกกกก1. ทาน คอื การให๎ หมายถงึ การสละทรัพย์ สงิ่ ของ เพอื่ ชํวยเหลอื คนทดี่ ๎อยและ ออํ นแอกวาํ กกกกกกก2. ศีล คอื การตั้งอยใูํ นศลี หมายถงึ มคี วามประพฤติดงี าม เป็นตวั อยาํ งทดี่ แี กํคนทวั่ ไป กกกกกกก3. ปริจจาคะ คอื บริจาค หมายถึง การเสียสละความสขุ สําราญของตนเพื่อประโยชน์สขุ ของหมํูคณะ กกกกกกก4. อาชชวะ คอื ความซอื่ ตรง หมายถึง มีความซือ่ สัตยส์ ุจริต มีความจริงใจ ไมกํ ลับกลอก กกกกกกก5. มทั ทวะ คือ ความอํอนโยน หมายถึง มีกิริยาสภุ าพ มีสัมมาคารวะ วาจาอํอนหวาน มีความนุํมนวล ไมํเยํอหย่ิง ไมํหยาบคาย กกกกกกก6. ตบะ คอื ความเพยี ร หมายถึง การเพยี รพยายามไมํให๎ความมัวเมาเข๎าครอบงําจติ ใจ ไมํลมํุ หลงกบั อบายมุขและสงิ่ ชัว่ ร๎าย ไมหํ มกมนํุ กบั ความสุขสําราญ กกกกกกก7. อักโกธะ คอื ความไมโํ กรธ หมายถึง มีจติ ใจมั่นคง มีความสุขุม เยือกเยน็ อดกลน้ั ไมํแสดงความโกรธ หรือความไมํพอใจใหป๎ รากฏ กกกกกกก8. อวหิ ิงสา คือ ความไมํเบยี ดเบยี น หมายถึง ไมํกดขี่ขํมเหง กล่นั แกลง๎ รงั แกคนอื่น ไมํหลงในอํานาจ ทําอันตรายตํอรํางกาย และทรัพย์สินผอู๎ ่ืนตามอาํ เภอใจ กกกกกกก9. ขันติ คือ ความอดทน หมายถึง การอดทนตํอสงิ่ ทง้ั ปวง สามารถอดทนตอํ งานหนกั ความยากลําบาก ท้งั อดทน อดกลัน้ ตํอคาํ ติฉินนนิ ทา กกกกกกก10. อวโิ รธนะ คือ ความเทยี่ งธรรม หมายถึง ไมํประพฤติผิด ประพฤติปฏบิ ตั ิตนอยใํู น ความดงี าม ไมํหวั่นไหวในเร่ืองดีเรอ่ื งร๎าย