Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิชาการ "วารสารศาสตร์" คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วารสารวิชาการ "วารสารศาสตร์" คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Description: วารสารศาสตร์ ฉบับ "รักก็คือรัก หลงก็คือหลง ถ้าถามประชาสังคม...ก็คงไม่เข้าใจ"
ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2563

Keywords: การโกหก

Search

Read the Text Version

แนวคิดประวัติศาสตร์และความเป็นมาของสื่อทางเลือกในโลกท่ีเกิดข้ึน ที่ล้วน แล้วแต่มีองค์ประกอบของการก่อตั้งและมีส่วนร่วมจากคนในพื้นท่ีเป็นหลัก ที่ ต้องการผลักดันหรือแสดงออกซึ่งประเด็นใดประเด็นหนึ่ง โดยการก่อตั้งยังพบ ว่า มคี ณุ ลกั ษณะตรงกับแนวคดิ สือ่ ทางเลือกคือ การไมแ่ สวงหาก�ำไร การเป็น อิสระจากองค์กรอื่นๆ และรัฐ เป็นเจ้าของโดยประชาชน ไม่ใช่บรษิ ทั ขนาดใหญ่ และมกี ารจดั วางโครงสรา้ งองคก์ รในลกั ษณะแนวราบประสานผา่ นเครอื ขา่ ยภาค ตา่ งๆ ขณะท่ีการทำ� หน้าที่ของส่ือทางเลือกชายแดนใต้ที่ผลการวิจัยพบว่า ได้ ท�ำหน้าท่ีในหลายประการ อาทิ การท�ำหน้าท่ีเป็นพื้นท่ีกลางของการรวมกลุ่ม เช่ือมต่อกลุ่มเครือข่ายเพ่ือแลกเปลี่ยนแนวความคิดระหว่างกลุ่มต่างๆ เพ่ือ นำ� เสนอไปสแู่ นวทางแกไ้ ขปญั หาหรอื กระบวนการสนั ตภิ าพ การสอ่ื สารในประเดน็ ท่ีไม่ถูกน�ำเสนอโดยส่ือกระแสหลัก โดยเฉพาะประเด็นในมิติของชีวิต สังคม วัฒนธรรม หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ การ นำ� เสนอเนอ้ื หาจากคนในไปสสู่ าธารณะ การตรวจสอบนโยบายของรฐั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั พ้ืนท่ี เป็นแนวคิดของกระบวนการท�ำงานของสื่อในการท�ำบทบาทนายทวาร ขา่ วสาร (gatekeeper) และการกำ� หนดวาระขา่ วสาร (agenda setting) ทม่ี กี าร กำ� หนดวาระขา่ วสารอยา่ งชดั เจน ขณะเดยี วกนั ยงั เปน็ บทบาทหนา้ ทท่ี สี่ อดคลอ้ ง กับแนวคดิ ส่ือทางเลอื กของ Jeppesen (2015/2016) ที่ระบถุ ึงลักษณะการท�ำ หนา้ ทข่ี องสื่อทางเลอื ก ที่ต้องมีเนือ้ หาชัดเจนในด้านใดด้านหนึ่ง และเป็นไปเพื่อ การสรา้ งสรรค์สงั คมในทางท่ีดขี ึ้น นอกจากน้ี บทบาทหนา้ ทข่ี องสอ่ื ทางเลอื กในสถานการณท์ มี่ คี วามรนุ แรง อย่างตอ่ เน่ืองเปน็ ระยะเวลานานนนั้ ยงั ส่งผลตอ่ การยนื ระยะ หรอื เรยี กวา่ ปัจจัย ส�ำคัญที่จะส่งผลต่อการด�ำรงอยู่ของสื่อทางเลือกได้ โดยเฉพาะการต่อสู้กับ คขู่ ดั แยง้ หรอื การแสวงหาสนั ตภิ าพในทา้ ยทส่ี ดุ ซง่ึ แตกตา่ งจากการเกดิ ขนึ้ ของสอ่ื ทางเลือกประเภทส่อื ชุมชนหรอื สอ่ื วฒั นธรรม ทีต่ อ้ งการสง่ เสรมิ หรือผลักดันใน ประเด็นใดประเด็นหน่ึง หรือเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งสั้นๆ เท่าน้ัน ผู้วิจัยต้ังข้อ สังเกตว่า การด�ำรงอยู่ของสื่อทางเลือกในชายแดนใต้มีลักษณะปัจจัยที่ส�ำคัญ กันยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   151

คือ ตัวบคุ คลในการด�ำเนินการ โดยในประเดน็ เรื่องตัวบคุ คลตามแนวคดิ สอื่ ทาง เลือกนนั้ ไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ว่าเปน็ ใคร หรือกล่มุ บุคคลใด จะส่งผลมากนอ้ ย เพียงใด องคก์ รสอ่ื ทางเลอื กท่ยี งั คงมเี สถียรภาพอยู่ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ และ คงวัตถุประสงค์ไวต้ ัง้ แต่แรกในการกอ่ ต้ังจนถึงปจั จุบนั คอื องคก์ รทม่ี ีตวั บคุ คลท่ี เรียกว่า “นักวชิ าการ” เปน็ แกนหลัก ซ่งึ มศี ักยภาพและขอ้ ไดเ้ ปรยี บเร่ืองความ เข้าใจในหลักการของแนวคิดส่ือทางเลือก และอาจขยับไปถึงสื่อสันติภาพ รวม ถึงมีทักษะความสามารถในการบริหารจัดการ และหาแหล่งทุนมาสนับสนุนได้ ในประเด็นนี้ ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเน่ืองด้วยบริบทในพื้นที่ที่มีลักษณะ เฉพาะ กล่าวคือ มีประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและ การมุ่งแสวงหาสันติภาพ บริบทของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งการถูกกดทับ ของประชาชน ท่ีทา้ ยที่สดุ ปัจจยั สำ� คญั สำ� หรับการก่อตง้ั องค์กรสอ่ื ทางเลอื กคือ “นกั วิชาการ” อาจจะใชไ้ ดเ้ ฉพาะในพน้ื ทีช่ ายแดนใต้ ประเด็นกระบวนการท�ำงาน “เครือข่าย” ท่ีถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ท่ีมี ความส�ำคัญกับองค์กรส่ือทางเลือกเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นภาพจากการดำ� รงอยู่ และพลวัตการขับเคลื่อนการทำ� งานขององค์กรส่ือทางเลือกชายแดนใต้เป็นกรณี ตวั อยา่ ง การใหค้ วามสำ� คญั กบั “เครอื ขา่ ย” ในกระบวนการทำ� งานตรงกบั แนวคดิ สือ่ ทางเลือกของ Jeppesen (2015/2016) ทก่ี ลา่ วถึงเครือขา่ ยหรอื ภาคประชา สังคม ที่จะต้องมีการเช่ือมต่อและสร้างพลังของการเปล่ียนแปลงต่อนโยบายใด นโยบายหน่งึ รวมถงึ ยังสอดคลอ้ งกับแนวคดิ การสอ่ื สารแบบมีสว่ นรว่ มของภาค ประชาชนตามแนวคดิ ของ Fuglesang and Chandler (1986 อา้ งถงึ ใน กาญจนา แกว้ เทพ, 2543) ทีไ่ ด้ให้นิยามเกย่ี วกับการส่ือสารแบบมีส่วนรว่ ม โดยคำ� นงึ ถึง กระบวนการท่ีกลุ่มบุคคลต่างๆ จะได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในกระบวนการแลก เปลีย่ นเรียนร้ทู ี่เกย่ี วกบั ประเดน็ ปญั หาหนงึ่ ๆ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตเพ่ิมเติมว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของ เครือข่ายในองค์กรสื่อทางเลอื กชายแดนใตน้ น้ั ส่วนใหญ่มีระดบั ของการเขา้ มามี สว่ นรว่ มในระดบั หนง่ึ เทา่ นน้ั คอื ในฐานะผรู้ บั สารหรอื ผรู้ ว่ มผลติ ตามแนวคดิ การ สื่อสารแบบมสี ว่ นร่วมของภาคประชาชน ที่ กาญจนา แก้วเทพ (2543) ไดย้ ก 152 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ตัวอย่างการดำ� เนินงานของวิทยุชุมชนไว้ แต่ยังคงไม่มีส่วนร่วมของเครือข่ายใน กระบวนการทำ� งานหรอื วางนโยบายเปา้ หมายรว่ มกนั เครอื ขา่ ยตา่ งๆ ไมส่ ามารถ นำ� มาซงึ่ การตระหนกั รว่ มกนั สรา้ งความสนใจรว่ มกนั สรา้ งความรบั ผดิ ชอบรว่ ม กนั หรอื การสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ กระบวนการตดั สนิ ใจของกลมุ่ บคุ คลรว่ มกนั ได้ การ เข้ามาของเครือขา่ ยจงึ เปน็ การเขา้ ไปรว่ มในลักษณะ “ฉากหนา้ ” หรอื เป็นเพยี ง กจิ กรรมตามโครงการเทา่ นั้น กระบวนการท�ำงานขององค์กรส่ือทางเลือกชายแดนใต้ ท่ีมีลักษณะ บทบาทท่ีเน้นสะท้อนเนื้อหาของผู้ที่ตกเป็นเหย่ือน้ัน ยังพบประเด็นท่ีน่าสนใจท่ี ผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นองค์กรท่ีได้รับการสนับสนุนและการยอมรับจาก เครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างมาก และส่งผลต่อศักยภาพขององค์กรในการ ท�ำเน้ือหาในประเด็นมิติเชิงลึก รวมถึงการเป็นที่จับตาขององค์กร คู่ขัดแย้งคือ หนว่ ยงานรฐั สง่ ผลใหค้ ขู่ ดั แยง้ เกดิ แรงผลกั และเหน็ ความสำ� คญั ของบทบาทองคก์ ร สือ่ ทางเลอื ก จนกลายเปน็ ประเด็นหนึง่ ทเ่ี ป็นตัวกระตนุ้ ให้เกิดความพยายามใน การเขา้ มาครอบงำ� องคก์ รสอื่ ทางเลอื กอน่ื ๆ รวมถงึ องคก์ รสอื่ ทางเลอื กในลกั ษณะน้ี จากคขู่ ัดแย้งโดยการใช้ “ทุน” ท่ีถือเป็นเครอ่ื งมอื ในการด�ำเนินการ ทุนปจั จยั ด�ำรงอยูก่ ับปฏิบตั กิ ารสารสนเทศของหน่วยงานรัฐ องคก์ รสอ่ื ทางเลอื กในชายแดนใตห้ ลายองคก์ ร ทเ่ี รม่ิ กอ่ ตงั้ ดว้ ยการไดร้ บั งบประมาณมาดำ� เนนิ โครงการ ทำ� ใหเ้ มอ่ื งบประมาณหมดลงการดำ� เนนิ กจิ กรรม ขององค์กรจึงหยุดนิ่ง รวมถึงสภาวะการกระจัดกระจายของบุคลากรที่ต้อง แยกยา้ ย หรอื ไปรวมตวั กอ่ ตงั้ องคก์ รสอ่ื ทางเลอื กขนึ้ ใหมใ่ นชอ่ื ใหม่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงความส�ำคัญของปจั จัยเรอ่ื ง “ทนุ ” ขณะท่ีบางองค์กรทไ่ี ด้กล่าวในสรุปข้างตน้ ถงึ ศกั ยภาพของตวั บคุ คลท่สี ามารถหาแหลง่ ทนุ มาสนับสนุนได้ จะสามารถดำ� รง อย่ไู ด้ ไม่วา่ จะเปน็ ศกั ยภาพเรื่ององคค์ วามรู้ หัวโขน การเชื่อมโยงกับเครอื ขา่ ย สถาบันวชิ าการ ประเด็นเร่ืองทนุ ท�ำให้องค์กรส่ือทางเลือกหลายองค์กรท่หี มด ทุนเขา้ สู่สภาวะหยุดนิ่ง หรอื จะด�ำเนินการเมอื่ มีงบประมาณเขา้ มาเทา่ นนั้ แมใ้ น แนวคิดส่ือทางเลือกจะระบุว่า องค์กรส่ือทางเลือกจะต้องไม่แสวงหาก�ำไรสูงสุด กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   153

แต่กค็ งไมส่ ามารถปฏิเสธไดว้ า่ จะไม่มกี ารใชท้ ุน เพราะยงั คงมปี ัจจัยทสี่ ำ� คัญที่ เก่ียวข้องกับการท�ำงานท่ีต้องใช้ทุนในการด�ำเนินการ เช่น การใช้ช่องทางการ สื่อสารดิจิทัล เช่น เว็บไซต์ ค่าบริหารจัดการต่างๆ ส่งผลให้ท้ายที่สุด “ทุน” ยงั คงเปน็ ปจั จยั สำ� คญั สำ� หรบั การดำ� รงอยู่ และขบั เคลอ่ื นขององคก์ รสอื่ ทางเลอื ก ในชายแดนใต้ ไม่แตกต่างจากสอ่ื กระแสหลัก เพยี งแตอ่ าจมีความแตกตา่ งในแง่ ตัวเลขเม็ดเงิน และไมไ่ ดแ้ สวงหาก�ำไรสงู สดุ ผู้วจิ ัยตง้ั ข้อสังเกตในประเดน็ นี้ว่า อาจมแี นวทางในการสรา้ งรปู แบบการหารายไดเ้ พอ่ื การหาทนุ ในการดำ� รงอยแู่ ละ ขับเคล่ือนการท�ำงานตามวัตถุประสงค์ เช่น กรณีการหารูปแบบการหารายได้ เช่น องคก์ รสื่อทางเลอื กองคก์ รหน่ึงที่รับจา้ งการผลิตงานเนอื้ หาทัว่ ไป โดยอาศยั เครอ่ื งมอื อปุ กรณท์ มี่ อี ยแู่ ละทกั ษะการท�ำงานแบบสอ่ื มวลชน หรอื การรว่ มมอื กบั เครอื ขา่ ยทถี่ อื เปน็ จดุ แขง็ ขององคก์ รสอื่ ทางเลอื กอยแู่ ลว้ ในการทำ� งานสรา้ งรายได้ รว่ มกนั ซงึ่ อาจถอื เปน็ รปู แบบใหมข่ องการสรา้ งรายไดข้ ององคก์ รสอ่ื ทางเลอื กใน อนาคต แทนการพง่ึ พาหนว่ ยงานรฐั หรือองค์กรตา่ งประเทศ ผู้วิจัยยังได้ตั้งข้อสังเกตเพ่ิมเติมว่า ประเด็นการขาดงบประมาณในการ ทำ� งาน ไดก้ ลายเปน็ ชอ่ งโหว่ของการเข้ามาของหน่วยงานรัฐ ท่ีมคี วามตอ้ งการใช้ พน้ื ทขี่ ององคก์ รสอื่ ทางเลอื กเพอ่ื การประชาสมั พนั ธ์ ทงั้ ทเี่ คยถกู มองวา่ เปน็ คขู่ ดั แยง้ ในประเด็นปัญหาที่เป็นภาพใหญ่ของการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ได้เข้ามามี บทบาท โดยการเข้ามาของทนุ จากหนว่ ยงานรัฐท�ำใหอ้ งคก์ รส่อื หลายแห่งทีต่ าย และหยุดนิ่ง กลับมามีสภาพคลอ่ งอีกคร้ัง โดยเฉพาะองคก์ รสือ่ ที่มผี คู้ วบคุมเป็น นักข่าวในพ้ืนที่ การเข้ามาของทุนจากหน่วยงานรัฐเป็นการขยับการท�ำงานจาก ปฏิบัติการเดิมท่ีเคยใช้การจ่ายค่าตอบแทนให้กับตัวบุคคลในพื้นที่ เพ่ือซ้ือพ้ืนท่ี ส่ือในการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากการเห็นความส�ำคัญของพ้ืนที่สื่อทางเลือกท่ี มีบทบาทต่อประชาชนในพื้นท่ีสูงขึ้นเร่ือยๆ โดยเฉพาะกับองค์กรส่ือทางเลือก ท่ีท�ำหน้าที่เป็นตัวแทนของการน�ำเสนอของผู้ท่ีตกเป็นเหย่ือเป็นหลักดังท่ีกล่าว ข้างต้น เพียงแต่ยังไม่อาจขยับเข้ามาในพ้ืนท่ีองค์กรสื่อนั้นๆ ได้ และยังไม่อาจ ถอื ไดว้ า่ สามารถยดึ ครองพน้ื ทสี่ อ่ื ทางเลอื กไดเ้ ปน็ สว่ นใหญ่ อนั มปี จั จยั จากความ เปน็ ปัจเจกบุคคลและนักวชิ าการดงั ทกี่ ล่าวขา้ งต้น แตก่ ็อาจถอื ได้ว่า การเข้ามา ของหน่วยงานรัฐดังกล่าว เป็นไปในลักษณะท่ีสอดคล้องกับแนวคิดปฏิบัติการ 154 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

สารสนเทศหรือไอโอ (information operation) เพ่อื การประชาสัมพนั ธ์ข่าวสาร ของรัฐ เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่ข่าวสาร โดยอาศัยปัจจัยเร่ืองทุน จึงเป็น ประเด็นที่น่าสนใจท่ีจะสะท้อนการด�ำรงอยู่และการท�ำหน้าที่ส่ือทางเลือกได้ตาม นโยบายท่ีวางไว้ต้ังแต่แรกหรือไม่ หรือจะพ่ายแพ้ต่อทุนซึ่งจะต้องพิจารณาใน ระยะยาวต่อไป การท�ำหนา้ ที่สื่อทางเลอื กพร้อมกับหน้าทีส่ อ่ื สันติภาพ นอกจากองค์กรสื่อทางเลือกชายแดนใต้จะท�ำหน้าท่ีเป็นไปตามแนวคิด สอ่ื ทางเลอื กแลว้ การตง้ั เปา้ หมายปลายทางไวท้ กี่ ารเปน็ สอื่ สนั ตภิ าพหรอื ผลกั ดนั กระบวนการสนั ตภิ าพ ซงึ่ มกี รอบแนวคดิ วารสารศาสตรส์ นั ตภิ าพตามแนวคดิ ของ Johan Galtung ทีแ่ ตกต่าง และมกี ารทำ� หน้าทที่ ่ีมากกว่าส่ือทางเลือก เชน่ การ มุ่งเน้นการแสวงหาสาเหตุความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหา การเปิดพ้ืนที่ให้กับ ทกุ ฝา่ ย ใหค้ วามสำ� คญั กบั ผลทซ่ี อ่ นอยเู่ บอ้ื งหลงั ของความรนุ แรง รายงานมากกวา่ เหตกุ ารณ์ ใหค้ วามสำ� คญั กบั ประชาชน เนน้ ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ผลกระทบ เปน็ ตน้ ซงึ่ กรอบ แนวคดิ ดงั กลา่ ว นำ� มาสกู่ ารปฏบิ ัตทิ ี่น�ำเสนอออกมาในเชงิ เน้อื หาทีผ่ ลิตทเี่ ปน็ ไป ตามกรอบแนวคดิ ซึ่งผลวิจัยพบว่า องคก์ รส่อื ทางเลือกชายแดนใตห้ ลายองค์กร ไดพ้ ยายามท�ำหนา้ ทบี่ ทบาทสอื่ สนั ตภิ าพในภาพรวมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เพยี งแตไ่ มไ่ ด้ ตรงตามคุณลักษณะของสอื่ สนั ติภาพทไ่ี ดม้ กี ารกำ� หนดไวใ้ นทกุ คณุ ลักษณะ เชน่ การใช้ภาษาที่ดนู ่าเวทนา โดยการระบุว่า ใครเปน็ ฝา่ ยดีหรอื ฝ่ายร้าย การเนน้ พงุ่ เปา้ หมายไปทก่ี ารใหค้ วามส�ำคญั กบั ประชาชนเพยี งกลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ สง่ ผลให้ ไม่สนใจแหล่งข่าวอ่ืนๆ และขาดความหลากหลายหรือไม่เปิดพ้ืนที่ให้กลุ่มอื่นๆ รวมถึงขาดความสนใจในการนำ� เสนอทางออกหรือข้อเสนอแนะที่มาจากผู้ที่เป็น กลาง ซงึ่ ถอื เปน็ คณุ ลกั ษณะสำ� คญั ของสอื่ สนั ตภิ าพทจ่ี ะตอ้ งมงุ่ เนน้ แสวงหาทางออก ผ้วู ิจัยไดต้ ง้ั ขอ้ สงั เกตในประเด็นน้ีวา่ ประเดน็ ดังกลา่ วเป็นเพราะผูท้ ำ� งานองคก์ ร สื่อทางเลอื กชายแดนใตท้ ี่ด�ำเนนิ การในลกั ษณะดังกลา่ ว ยังขาดองคค์ วามร้เู รอื่ ง ส่อื สันติภาพ การสอื่ ข่าวท่ีไหวรตู้ อ่ ความขดั แยง้ (conflict sensitive journalism) ตามแนวคิดของ Ross Howard (2004) กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   155

เทคโนโลยดี จิ ิทัลหนุนเสริมแตข่ าดองคค์ วามร้ทู ักษะ กอ่ นหนา้ นใี้ นเชงิ แนวคดิ เรอ่ื งสอื่ ทางเลอื กและเทคโนโลยสี อ่ื ดจิ ทิ ลั มกั จะ กล่าวกนั ว่า การเกดิ ขน้ึ ของเทคโนโลยีสือ่ ดจิ ทิ ลั เป็นสว่ นหนุนเสริมให้องคก์ รส่อื ทางเลือกเกิดขนึ้ และนำ� เสนอเน้อื หาโดยไม่มขี ้อจ�ำกดั เรื่องเวลาและพ้ืนทใ่ี นการ นำ� เสนอ และไมต่ อ้ งพงึ่ พาสอื่ กระแสหลกั ทเี่ ปน็ เสมอื นผคู้ วบคมุ ดว้ ยกระบวนการเฝา้ ประตขู า่ วสาร (gatekeeping) รวมถงึ เปน็ การสรา้ งเสรมิ พลงั อำ� นาจ (empowerment) ใหก้ บั ภาคประชาชนตามความเหน็ ของ Harlow and Harp (2013) ซงึ่ สอดคลอ้ ง กับผลวิจัยในการทำ� งานขององค์กรส่ือทางเลือกชายแดนใต้ท่ีได้ใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีสื่อดิจิทัล ในการหนุนเสริมและสามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิด กับภาคประชาชน รวมถึงการส่งสารไปยังผู้รับสาร อย่างไรก็ตาม จากผลการ วิจัยที่พบว่า ประเด็นส�ำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีดิจิทัล แต่อยู่ที่องค์ความรู้ใน ด้านการใช้เทคโนโลยีส่ือดิจิทัลท่ีได้กลายเป็นปัญหา เห็นได้ชัดเจนจากการขาด องค์ความรู้ที่ท�ำให้ไม่เข้าใจ อาทิ การใช้ช่องทางการส่ือสารดิจิทัลต่างๆ ท่ี สอดคลอ้ งกบั กลมุ่ เปา้ หมาย องคค์ วามรดู้ า้ นพน้ื ฐานเกยี่ วกบั การใชง้ าน เชน่ การ อปั โหลดขอ้ มลู พนื้ ฐานขนึ้ สชู่ อ่ งทางการนำ� เสนอ การสรา้ งคยี เ์ วริ ด์ เพอื่ การกระตนุ้ ยอดคนใหเ้ ข้ามามีสว่ นร่วม การปรับปรุงออกแบบชอ่ งทางการน�ำเสนอ ช่องทาง การน�ำเสนอที่เหมาะกับการน�ำเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้ได้กลาย เปน็ ขอ้ จำ� กดั ทำ� ใหไ้ ม่สามารถใช้เทคโนโลยไี ด้อย่างเกิดประสิทธิภาพสงู สดุ ท้าย ทีส่ ดุ จึงสะท้อนไปยังศกั ยภาพของผใู้ ชท้ ่ีตอ้ งเรยี นรู้และท�ำความเข้าใจ เพ่อื นำ� ไป ใชใ้ ห้เกิดประโยชนส์ งู สุด สอดคล้องกับ ศรัญญา รัตนจงกล ท่ไี ดศ้ ึกษาประเดน็ ดงั กลา่ วไว้ ประเดน็ ปญั หาดงั กลา่ วทร่ี ะบวุ า่ องคก์ รสอื่ ทางเลอื กชายแดนใตแ้ มจ้ ะใช้ เทคโนโลยสี อื่ ดจิ ทิ ลั แตก่ ลบั ไมส่ ง่ ผลใหเ้ กดิ กระบวนการมสี ว่ นรว่ ม (engagement) จากภาคประชาสังคมผา่ นช่องทางการสื่อสาร ผวู้ จิ ัยต้งั ขอ้ สงั เกตวา่ การขาดองค์ ความรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลของคนท�ำงานในองค์กรสื่อทางเลือกน้ัน ยงั สง่ ผลใหไ้ มส่ ามารถสรา้ งหรอื กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การสอ่ื สารแบบมสี ว่ นรว่ มของภาค ประชาชนตามแนวคดิ การสื่อสารแบบมีสว่ นรว่ มของประชาชน ทำ� ให้ประชาชน มีโอกาสในการเข้าถึงช่องทางการส่ือสาร เพื่อแสดงมุมมอง ความรู้สึก หรือ 156 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ประสบการณ์ต่างๆ ได้ ต้องมีการเน้นท่ีกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมในระดับ ตา่ งๆ ของภาคประชาชน ทไี่ มใ่ ชแ่ คใ่ นฐานะของผรู้ บั สาร ทา้ ยทส่ี ดุ ผวู้ จิ ยั จงึ ตงั้ ขอ้ สังเกตว่า แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีส่ือดิจิทัลมีส่วนหนุนเสริมการท�ำหน้าที่ส่ือทาง เลือกชายแดนใต้ แต่ในขณะเดียวกัน ยังคงเป็นข้อจ�ำกัดในการขาดองค์ความรู้ ทักษะ ท�ำให้ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดส่งผลต่อการ ขาดพลังในการส่ือสารไม่ว่าจะต้ังเป้าหมายการสื่อสารเพ่ือการต่อสู้ต่อรองกับคู่ ขัดแย้งหรือสาธารณะ โดยคาดหวังว่าการสื่อสารจะส่งไปถึงยังคนในพื้นที่หรือ นอกพน้ื ท่ี แมก้ ระทงั่ ในระดบั สากล ทม่ี คี วามพยายามผลติ เนอื้ หาดว้ ยภาษาอน่ื ๆ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ยั ผลการศึกษาท่พี บว่า การก่อต้ังขององคก์ รสอื่ จะมคี วามแข็งแรง ดำ� รง อยู่ และมีพัฒนาการต่อไปเป็นส่อื สนั ติภาพได้ ควรจะมี “นักวชิ าการ” หรือผทู้ ่ี มอี งคค์ วามรู้ร่วมอยใู่ นองคก์ รส่อื ดว้ ย ซ่ึงเหน็ ไดช้ ดั ว่า องคก์ รสอ่ื ทางเลอื กที่ไม่มี นกั วชิ าการอยู่ จะไมส่ ามารถด�ำรงอยไู่ ดอ้ ยา่ งมเี สถยี รภาพและความมน่ั คง ทง้ั ใน ด้านความแข็งแรงของเนื้อหาและทุนท่ีจะมาขับเคล่ือน องค์กรสื่อทางเลือกท่ีจะ ก่อตง้ั ขึ้นหรือพฒั นาตอ่ ไป จงึ ควรมนี กั วิชาการเขา้ มามีส่วนเสริม รวมถึงความรู้ ความเขา้ ใจเรือ่ งกระบวนการสนั ติภาพและการสื่อสารสันตภิ าพ การขาดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลและองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ ขา่ ว จะกลายเปน็ ขอ้ จำ� กดั ทสี่ ง่ ผลตอ่ การขบั เคลอื่ นเนอื้ หาขององคก์ รสอื่ ทางเลอื ก ใหไ้ มม่ พี ลงั การเพม่ิ เตมิ หรอื เสรมิ องคค์ วามรทู้ งั้ สองดา้ น จงึ เปน็ ความจ�ำเปน็ ของ องค์กรสอ่ื ทางเลือกในพ้ืนที่ องค์กรส่ือทางเลือกควรจะมีความชัดเจนในประเด็นของการรับ งบประมาณสนบั สนนุ จากแหลง่ ทนุ เพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ ขอ้ กงั วลเกย่ี วกบั ความเปน็ อสิ ระ ในการท�ำงาน อนั เนอ่ื งมาจากผลประโยชนท์ บั ซอ้ น หรอื ทา้ ยทสี่ ดุ กลายเปน็ พนื้ ที่ เอ้ืออ�ำนวยให้กับหน่วยงานที่ต้องการใช้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารของภาครัฐ ในขณะเดียวกัน องค์กรส่ือทางเลือกควรมีการแสวงหาวิธีการหาทุนในรูปแบบ กนั ยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   157

ใหม่ๆ เพ่ิมเติม เพื่อไม่ให้ติดกับดักเรื่องทุนท่ีจะเป็นเง่ือนไขในการท�ำงานมาก จนเกนิ ไป เห็นได้ชัดเจนว่า นอกเหนือไปจากคนในท่ีจะสามารถขับเคลื่อนองค์กร สือ่ ทางเลอื กให้ด�ำรงอย่ตู อ่ ไปไดแ้ ลว้ สิ่งท่สี �ำคญั คือ เครอื ข่ายต่างๆ ทีม่ ีสว่ นหนุน เสรมิ ซงึ่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ อยา่ งชดั เจน และแตกตา่ งจากสอ่ื กระแสหลกั ทพี่ งึ่ พาระบบ ทนุ เพยี งอยา่ งเดยี ว เครอื ขา่ ยจงึ ถอื เปน็ ปจั จยั สำ� คญั สำ� หรบั องคก์ รสอื่ ทางเลอื กใน การขบั เคลอื่ นการทำ� งานให้ไปถงึ เปา้ หมาย ขอ้ เสนอแนะเพอื่ การวจิ ยั ครงั้ ต่อไป การวจิ ยั ครง้ั นเ้ี ปน็ การวจิ ยั ซง่ึ เนน้ ถงึ การกอ่ ตงั้ และพฒั นาการของสอื่ ทาง เลอื กชายแดนใต้ ซง่ึ ทำ� ใหพ้ บวา่ มปี จั จยั จำ� นวนมากทสี่ ง่ ผลตอ่ การกอ่ ตง้ั และการ ดำ� รงอยู่ หากมกี ารศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ในประเดน็ ยอ่ ยทมี่ คี วามสำ� คญั เชน่ ประเดน็ เรอ่ื ง ทนุ ทส่ี ่งผลตอ่ การดำ� รงอยูท่ ี่มกี ารเข้ามาของปฏบิ ัตกิ ารสารสนเทศ (information operation) จากหน่วยงานรัฐหรอื หน่วยงานความม่นั คง ซงึ่ อาจส่งผลตอ่ องค์กร สอ่ื ทางเลอื กใหห้ มดจากการเปน็ องคก์ รสอ่ื ทางเลอื ก อนั เนอ่ื งมาจากการขาดความ เปน็ อิสระและไมส่ ามารถไปสูเ่ ปา้ หมายคอื กระบวนการสรา้ งสันตภิ าพได้ นอกจากนี้ การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยองค์กรสื่อทางเลือกในพื้นท่ี ชายแดนใต้ ซ่ึงอาจจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกับการเกิดขึ้นขององค์กรส่ือ ทางเลือกในพ้ืนท่ีอื่นๆ รวมถึงประเด็นการประสบความส�ำเร็จท่ีจะไปสู่การเป็น สื่อสันติภาพ หากมีการศึกษาเปรียบเทียบองค์กรสื่อทางเลือกในบริบทพื้นที่ท่ี แตกต่างกันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะจัดต้ังองค์กรสื่อทางเลือกได้ต่อไปใน อนาคต 158 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

บรรณานกุ รม ภาษาไทย กาญจนา แก้วเทพ (2543), ส่ือสารชมุ ชน: การประมวลองคค์ วามรู้, กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั งานกองทนุ สนับสนุนการวิจัย (สกว.) นวุ รรณ ทบั เทยี่ ง (2550), ผลกระทบของการสอ่ื สารมวลชน: ทศั นคตขิ องประชาชนในเขต 3 จงั หวดั ชายแดนภาคใต้ต่อการน�ำเสนอข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบ, ปัตตานี: คณะวิทยาการ สอ่ื สาร มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร.์ ภรี กาญจน์ ไค่นุ่นนา และดุษฎี เพ็ชรมงคล (2555), ขา่ วทไี่ ม่เป็นขา่ วในจงั หวดั ชายแดนภาคใต:้ ศกึ ษาประเดน็ ขา่ วในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ท่ีไม่ไดร้ ับการเสนอผ่านสือ่ มวลชนระหว่าง ปี พ.ศ. 2547-2553, ปัตตานี: คณะวทิ ยาการสอ่ื สาร มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์. วลกั ษณ์กมล จ่างกมล และอมรรตั น์ ชนะการณ์ (2557), สื่อทางเลือกยุคดิจิทัลกับผลประโยชน์ สาธารณะ: กรณีศึกษาการเป็นพ้ืนที่กลาง เพ่ือสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้, กรงุ เทพฯ: สภาการหนงั สอื พมิ พแ์ หง่ ชาติ. วไิ ลวรรณ จงวไิ ลเกษม และพทั ธธ์ รี า นาคอไุ รรตั น์ (2562), สอื่ ชายแดนใตใ้ นกระบวนการสนั ตภิ าพ: การลดทอนอคตแิ ละความเกลยี ดชงั ตอ่ พน้ื ทแี่ ละผคู้ นในชายแดนใต้, กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งาน การวจิ ัยแหง่ ชาติและสำ� นักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม. สกุลศรี ศรสี ารคาม (2554), สื่อสงั คม (Social Media) กับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสื่อข่าว กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย์. ภาษาอังกฤษ Bailey, O. et al. (2007), Understanding Alternative Media, Berkshire: Open University Press. Galtung, J. (2003), “Peace Journalism”, Media Asia, 30(3): 177-180. Harlow, S. and Harp, D. (2013), “Alternative Media in a Digital Era: Comparing News and Information Use among Activists in the United States and Latin America”, Communication&Society/Comunicación y Sociedad: 25-51. Howard, R. (2004), Conflict Sensitive Journalism IMPACS | International Media Support A Handbook by Ross Howard, n.p. Jeppesen, S. (2015/2016), “Understanding Alternative Media Power: Mapping Content & Practice to Theory, Ideology, and Political Action”, Democratic Communiqué: 54-77. กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   159

การเว้นระยะห่างทางเพศสถานะ: นวนิยายยาโออิของไทยในการเมืองเรื่องขนบวรรณกรรม กับการตีความ1 นัทธนยั ประสานนาม2 บทคัดยอ่ ยาโออิคือเรื่องโรมานซ์ที่น�ำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างชายรักชาย สว่ นใหญเ่ ขยี นโดยนักเขยี นหญิง แต่งานสร้างสรรค์กลุ่มนกี้ ลบั เวน้ ระยะห่างทาง เพศสถานะ กลา่ วคือ แม้ถอยห่างจากความสมั พันธแ์ บบรักตา่ งเพศ แต่ไม่นิยาม รักโรแมนติกแบบเพศเดียวกันผ่านอัตลักษณ์เกย์ บทความนี้ต้องการวิเคราะห์ การเมืองท่ีอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าวในนวนิยายยาโออิของไทย โดย พินิจขนบและการตีความยาโออิในฐานะคุณสมบัติของตัวบทและแบบแผนการ รับตัวบท กรอบของการวิเคราะห์เกิดจากการสมรสกันระหว่างยาโออิศึกษากับ นวนยิ ายโรมานซ์ประชานยิ มศึกษา กรณีศึกษาคือนวนยิ ายเรอื่ ง ดา้ ยแดง ของ LazySheep ผลการวเิ คราะห์ชใ้ี ห้เหน็ ว่า การเว้นระยะหา่ งทางเพศสถานะอยู่ใน ขอ้ ถกเถียงเกยี่ วกับยาโออิมาโดยตลอด การเมอื งในขนบวรรณกรรมยาโออมิ ที ง้ั ยอมรบั และทา้ ทายบรรทดั ฐานรกั ตา่ งเพศ ในขณะเดยี วกนั กว็ พิ ากษบ์ รรทดั ฐาน แบบรกั เพศเดยี วกนั ผา่ นตรรกะของตวั บท ในฐานะนวนยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพ ชาตขิ องไทย ดา้ ยแดง ยืนยันวา่ การกลับชาติมาเกิดของตวั ละครเอกเป็นไปเพ่ือ ไดส้ มรกั กนั มใิ ชเ่ พอ่ื ยนื ยนั อตั ลกั ษณเ์ กย์ นวนยิ ายยาโออจิ งึ ผลติ ซ้�ำมโนทศั นท์ วี่ า่ ความรักบริสทุ ธิ์อยูเ่ หนือเพศสถานะหรือประเดน็ ทางสงั คมทงั้ ปวง ค�ำสำ� คญั : ยาโออิ นวนยิ ายโรมานซ์ นวนิยายไทย การเมืองเพศสถานะ * วันท่รี บั บทความ 1 มถิ ุนายน 2563; วนั ท่ีแกไ้ ขบทความ 12 กรกฎาคม 2563; วนั ที่ตอบรบั บทความ 15 กรกฎาคม 2563. 1 บทความวิจยั นเี้ ป็นสว่ นหนึ่งของโครงการวิจัย นวนยิ ายยาโออิของไทย: การศึกษาประเภทวรรณกรรมและ แนวคิดเร่ืองความรัก ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ประจ�ำปี 2563 2 รองศาสตราจารย์ ดร. ประจำ� ภาควชิ าวรรณคดี คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 160 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

Gender Distancing: Thai Yaoi Novels within the Politics of Literary Convention and Interpretation3 Natthanai Prasannam4 Yaoi is the romance depicting male homosexual relationship mostly reimagined by female writers. Despite their homosexual contents, yaoi texts practice gender distancing. That is, the texts disregard the heterosexual relationship without defining their alternative romantic love through gay identities. This article hopes to analyze the politics behind gender distancing in the Thai yaoi novel through literary convention and interpretation of yaoi-in the lens of textualism and mode of reception. The analytical frame is conceived within the marriage between yaoi studies and popular romance studies. The case study is LazySheep’s The Read Thread (Dai Daeng). The analysis exposes the perpetual existence of gender distancing within the yaoi debates. The politics in literary convention of yaoi is to subscribe and challenge heteronormativity while simultaneously subverting homonormativity through the textual logic. As a Thai reincarnation romance, The Red Thread reassures the protagonists’ blessed reunion in their next lives rather than the assertion of gay identity. That is, Thai yaoi novels tend to endorse the pure love ideal beyond the ties of all genders or social issues. Keywords: yaoi, romance, Thai novel, gender politics 3 This article is a part of the research project titled Thai Yaoi Novels: A Study of Genre and the Concept of Love. The project has been funded by the Research and Innovation Unit, Faculty of Humanities, Kasetsart University (2020) 4 Associate Professor, Department of Literature, Faculty of Humanities, Kasetsart University กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   161

“เพราะรักเรามนั ไมใ่ ชท่ ุกส่งิ ”: ความน�ำ จินตนาการว่าด้วยความสัมพันธ์ลึกซ้ึงระหว่างเด็กหนุ่มในรูปแบบ นวนยิ ายทส่ี ว่ นใหญ่ เปน็ ผลงานของนกั เขยี นหญงิ ไดร้ บั ความนยิ มอยา่ งกวา้ งขวาง ในประเทศไทยนบั ตง้ั แตค่ รงึ่ หลงั ของทศวรรษ 2550 ตอ่ เนอ่ื งจนถงึ ปจั จบุ นั 5 งาน เขยี นกลุ่มดังกล่าวเรียกว่านวนยิ ายยาโออิ (yaoi) หรอื เรยี กอยา่ งย่อว่า “นิยาย วาย” งานสรา้ งสรรคป์ ระเภทนมี้ อี ทิ ธพิ ลตอ่ อตุ สาหกรรมหนงั สอื และอตุ สาหกรรม สกรีน (ภาพยนตร์ โทรทัศน์ การออกอากาศภาพเคลื่อนไหวทางเว็บไซต์ใน อินเทอรเ์ น็ต) ในแงอ่ ตุ สาหกรรมหนงั สอื นวนยิ ายยาโออขิ องไทยมเี ทศกาลหนงั สอื เปน็ ของตนเอง เรมิ่ จัดครง้ั แรกใน พ.ศ. 2552 ด้วยความร่วมมือระหวา่ งนกั เขยี นกบั นกั อา่ น (ณชิ ชารยี ์ เลศิ วชิ ญโรจน,์ 2560: 83) เทศกาลวรรณกรรมของนวนยิ าย วายกลบั มาอยา่ งเปน็ ทางการใน พ.ศ. 2560 ในนาม “งานมหกรรมนยิ ายวายแหง่ ชาติ” หรอื “Y Book Fair” จดั ข้ึนในวนั ท่ี 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ณ กองพล ทหารมา้ ที่ 2 รักษาพระองค์ เทศกาลวรรณกรรมในวาระนี้มีส�ำนักพิมพเ์ ขา้ ร่วม มากกวา่ 30 ส�ำนกั พมิ พ์ ไมร่ วมนกั เขยี นทจ่ี ดั พมิ พผ์ ลงานของตนเอง (Prepanod Nainapat, 2560) สว่ นในพนื้ ทอ่ี ่นื เชน่ วฒั นธรรมสกรีน (screen culture) นับ จาก พ.ศ. 25576 เปน็ ต้นมา มกี ารแพรภ่ าพซรี สี แ์ ละภาพยนตรย์ าโออมิ ากกว่า 110 เรอ่ื งแล้ว (Prasannam, 2019: 67) เหล่าน้คี ือดัชนชี ว้ี ัดการทะยานขึ้นของ วัฒนธรรมยาโออิในสงั คมไทยและในภูมภิ าคเอเชียโดยรวม จากช่ือ “ยาโออิ” ทำ� ให้พอคาดเดาได้ว่า ต้นกำ� เนิดของยาโออิมาจาก วฒั นธรรมญป่ี นุ่ มศี พั ทอ์ กี คำ� หนง่ึ ทใี่ นหลายบรบิ ทใชแ้ ทนยาโออคิ อื “Boys’ Love” 5 ตัวอย่างท่ีเห็นเด่นชัดคือ ในหมู่วัยรุ่นผู้รักวรรณกรรม เช่น กลุ่มนิสิตนักศึกษาท่ีรวมตัวกันในชุมนุมหรือ ชมรมวรรณศิลป์ในมหาวิทยาลยั กโ็ อบรบั วรรณกรรมแนวน้ีเช่นกัน ดงั ท่ีมผี ูต้ ง้ั ขอ้ สังเกตว่า “วรรณศิลป์” กลายเปน็ “วายนะศลิ ป”์ (ณฐั นพ พลาหาญ, 2556: 44-47). 6 ใน พ.ศ. 2557 Love Sick: The Series หรือ รกั วนุ่ วัยรุ่นแสบ ซีรีส์ทด่ี ดั แปลงจากนวนิยายในเว็บไซต์ DekD.com เขียนโดย INDRYTIMES ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ผ่านระบบทีวีแอนะล็อก ทางสถานี โทรทศั นโ์ มเดริ น์ ไนน์ และออกอากาศคขู่ นานผา่ นระบบโทรทศั นด์ จิ ทิ ลั ทางชอ่ ง 9 MCOT HD เปน็ จดุ เปลยี่ น ที่ทำ� ให้ยาโออขิ ยายตัวในวฒั นธรรมสกรีน จนกระทงั่ ไปสู่การเล่าเรอ่ื งแบบขา้ มสือ่ และการท�ำใหย้ าโออิเป็น อตุ สาหกรรมเตม็ ขั้น (ดู Prasannam, 2019). 162 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

เรียกอยา่ งยอ่ ว่า “BL” คำ� นีเ้ ปน็ ทีน่ ิยมกว่าในงานวชิ าการภาษาองั กฤษ ในขณะท่ี บางวฒั นธรรมนิยมคำ� ว่า “ยาโออิ” หรือ “วาย” มากกว่า เช่น ในบรบิ ทไทยและ บรบิ ทเกาหลี (Prasannam, 2019) ในปจั จุบนั ยาโออแิ พรห่ ลายไปทัว่ โลก โดย ยงั คงมศี นู ยก์ ลางอยู่ในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออก คำ� จ�ำกัดความด้งั เดิมของยาโออิ อาจสรุปได้อยา่ งกระชบั ว่าเปน็ “โรมานซ์ระหวา่ งผู้ชาย [เขียน] โดยผู้หญงิ เพื่อ [ผู้อ่าน] ผหู้ ญงิ ” (“male-male romance by and for women”) (Mizoguchi, 2003)7 แตเ่ มอ่ื ผา่ นกาลเวลา การเขา้ สอู่ ตุ สาหกรรมและการบรโิ ภคทำ� ใหค้ ำ� จำ� กดั ความของยาโออหิ รือ BL ขยายออกเปน็ “โรมานซ์ระหวา่ งผ้ชู ายสรา้ งสรรค์โดย ผหู้ ญิงเพอ่ื [ผอู้ ่าน] ผู้หญงิ และชนกล่มุ น้อยทางเพศ”8 (“a genre of male-male romance created by and for women and sexual minorities”) ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่า การให้ค�ำจ�ำกัดความยาโออมิ ักมีอยู่สองส่วนเสมอ คอื (1) สว่ นทวี่ า่ ดว้ ยคณุ สมบตั หิ รอื ลกั ษณะเฉพาะของตวั บท (“โรมานซร์ ะหวา่ ง ผู้ชาย”) และ (2) ส่วนทวี่ า่ ด้วยผูเ้ ขียนและผอู้ ่าน (“สร้างสรรค์โดยผู้หญงิ เพ่ือ [ผอู้ ่าน] ผหู้ ญิงและชนกลุ่มนอ้ ยทางเพศ”) ดังนั้น ผ้วู ิจยั จงึ ขอเสนอในเบอ้ื งต้น วา่ ในการสรา้ งขอ้ ถกเถยี งเกย่ี วกบั ยาโออิ ใหพ้ จิ ารณาตวั บทหรอื สอ่ื กลมุ่ นใี้ นสอง มิติ ดังน้ี (1) ยาโออใิ นฐานะคณุ สมบัติ ลักษณะเฉพาะ ประเภท หรือหมวดหมู่ ของงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเปน็ บนั เทงิ คดี หนงั สอื การต์ ูน (มังงะ) การ์ตนู ภาพ เคลื่อนไหว (อนเิ มะ) เกม ละครวิทยุ มิวสกิ วดิ ีโอ เพลง และการแต่งกายแบบ คอสเพลย์ (Yang and Xu, 2017: 3) ปัจจุบันยังหมายรวมถงึ ซีรีสท์ างโทรทัศน์ และภาพยนตร์ด้วย (2) ยาโออใิ นฐานะแบบแผน/วิธกี ารเสพรับ การอ่าน หรือการดู มติ ินี้ สังเกตได้จากการเสพ อ่าน หรือชมส่ือประชานิยม (popular media) แล้ว ผอู้ า่ นเนน้ ตคี วามหรอื สรา้ งความสมั พนั ธล์ กึ ซงึ้ ในจนิ ตนาการระหวา่ งตวั ละครชาย 7 ดูคำ� จำ� กดั ความของยาโออแิ ละนวนิยายยาโออิของไทยอยา่ งละเอยี ดไดใ้ น นัทธนัย ประสานนาม (2562). 8 ค�ำว่าชนกลุ่มน้อยทางเพศ (sexual minority) นี้ น่าจะใช้เพ่อื เนน้ ความเปน็ ชายขอบ ความเปน็ “คนอน่ื ” ทางเพศวถิ ีภายใต้วัฒนธรรมบรรทดั ฐานรกั ตา่ งเพศ (heteronormative culture) (Lam, 2006: 519). กนั ยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   163

นักแสดงชาย หรือบคุ คลจริง จนน�ำไปส่กู ารตอ่ ยอดเป็นบันเทงิ คดขี องแฟนหรอื แฟนฟิก (fan fiction/fan fic) หรอื งานศลิ ปะที่สรา้ งสรรคโ์ ดยแฟน (fan art) ที่มีลักษณะตามมิติในข้อ (1) ได้ กล่าวได้ว่า ยาโออิในมิตินี้หลอมรวมกับส่ือ ระดับท้องถนิ่ และระดับโลก วฒั นธรรมคนดงั (celebrity culture)9 และพฒั นา ไปสู่วัฒนธรรมข้ามชาติ ตลอดจนบริบทวัฒนธรรมท่ีเหนือกว่าวัฒนธรรมแฟน (meta-fan culture หรอื วฒั นธรรมท่กี ลบั มาหล่อหลอมวฒั นธรรมแฟนอกี ทอด หนึ่ง) (Yang and Xu, 2017) การสรา้ งขอบเขตของยาโออิจึงแหลมคมข้นึ มา เม่ือคำ� จ�ำกดั ความขยาย ออกโอบรบั ชนกลมุ่ นอ้ ยทางเพศ (ในทน่ี อ้ี าจหมายรวมถงึ กลมุ่ เลสเบยี น [lesbian] เกย์ [gay] คนรกั สองเพศ [bisexual] และคนขา้ มเพศ [transgender] เรียกรวม วา่ กลุ่ม LGBT) แต่วฒั นธรรมทีส่ มั พันธ์กับยาโออิ (โดยเฉพาะวัฒนธรรมแฟน) ยังครอบง�ำโดยผหู้ ญิงอยู่ (Yang and Xu, 2017: 3) แรงเครยี ดทเี่ กดิ ข้นึ น�ำไปสู่ คำ� ถามทผี่ วู้ จิ ยั ถกู ถามซำ้� ๆ วา่ “ยาโออติ า่ งกบั เกยอ์ ยา่ งไร” คำ� ตอบทใ่ี หไ้ ดใ้ นเบอื้ งตน้ อ้างอิงกับการพินิจยาโออิในสองมิติดังท่ีได้อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่ เกย์หรือความเปน็ เกย์ (gayness) อยู่กับเพศสถานะ (gender หรือเพศในมติ ิ สงั คมวฒั นธรรม) และเพศวิถี (sexuality หรือภาคปฏิบตั ทิ างเพศ หมายรวมทง้ั รสนยิ มทางเพศ เพศสมั พนั ธ์ เพศในมติ สิ ขุ ภาพ ฯลฯ) การนำ� เสนอความสมั พนั ธ์ หรือรักโรแมนติกระหว่างผู้ชายในยาโออิจึงไม่มีวัฒนธรรมเกย์เป็นศูนย์กลาง (นทั ธนยั ประสานนาม, 2562: 22) เกณฑท์ ว่ี า่ ไมม่ วี ฒั นธรรมเกยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลางนี้ เกิดขึ้นจากการน�ำยาโออิไปเปรียบเทียบกับนวนิยายโรมานซ์ของกลุ่มชนกลุ่ม นอ้ ยทางเพศ โดยเฉพาะกลมุ่ ผอู้ า่ นเกยแ์ ละเลสเบยี นทม่ี องวา่ สตู รเรอื่ งราวความ รักแบบ “หนุ่มนอ้ ยรกั หญงิ สาว” (boy loves girl) ใช้ไมไ่ ด้ จงึ น�ำเสนอทางเลือก ที่จะแทนท่ีวัฒนธรรมรักต่างเพศผ่านการขยายผลจากไลฟ์สไตล์ของเกย์และ เลสเบยี นให้ปรากฏในนวนยิ ายโรมานซม์ ากกว่า (Ramsdell, 2012: 368) 9 เห็นได้จากอุตสาหกรรมดาราท่ีสร้างคู่วาย รวมทั้งเว็บไซต์โซเชียลมีเดียท่ีน�ำเสนอเด็กหนุ่ม/ชายหนุ่มรูป งาม ส่วนใหญใ่ นบริบทไทยเกดิ ข้ึนในมหาวทิ ยาลัย เช่น Chula Cute Boy (จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย) TU Sexy Boy (มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์) KU Sexy Boy (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร)์ ช้างเผือกอยู่ในปา่ (มหาวิทยาลัยเชยี งใหม)่ เด็กหนมุ่ รูปงามในเว็บไซต์เหลา่ นี้บ้างทำ� งานวงการบนั เทิง และจำ� นวนมากเป็นคน ดังในโลกอนิ เทอร์เน็ต (internet celebrity). 164 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

การสรา้ งสรรคแ์ ละเสพรบั โรมานซช์ ายรกั ชายโดยถอยหา่ งจากวฒั นธรรม ชายรักชายน้ีเองท่ีเป็นปัญหา เพราะดูขัดแย้งในตนเอง กล่าวคือ ยาโออิไม่นำ� เสนอ “ไลฟส์ ไตลข์ องเกย”์ และหลีกเล่ียงทจ่ี ะวิพากษป์ ระเด็นทางสงั คมของเกย์ ในขณะเดยี วกนั ตวั ละครเอกชายรกั ชายในขนบยาโออแิ บง่ เปน็ เซเมะ (seme) ใน ภาษาไทยเรียก “พระเอก” มบี ทบาทเปน็ ฝา่ ยรุกในเพศสัมพันธ์ และมคี วามเป็น ชายมากกวา่ และอเุ คะ (uke) ในภาษาไทยเรยี ก “นายเอก” มบี ทบาทเปน็ ฝา่ ย รับในความสัมพนั ธ์ และมคี วามเป็นชายน้อยกวา่ (Mizoguchi, 2003) คล้ายกับ พระเอกนางเอกในโรมานซร์ ะหวา่ งชายหญงิ รกั ตา่ งเพศ เทา่ กบั วา่ ยาโออไิ มไ่ ดโ้ อบ รับหรือปฏเิ สธทง้ั บรรทัดฐานรกั ต่างเพศ (heterenormativity) และบรรทดั ฐาน รักเพศเดียวกัน (homonormativity) ในบริบทโรมานซ์โดยส้ินเชิง10 ผู้วิจัยจึง ขอเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าววา่ “การเวน้ ระยะห่างทางเพศสถานะ” (gender distancing) อันหมายถึง การน�ำเสนอเพศสถานะของตัวละครท่ีไม่ลงรอยกับ อัตลกั ษณเ์ พศสถานะ (gender identity) กลา่ วคอื ไมล่ งรอยกบั ทัง้ ความคาด หวังท่ีสังคมมีต่อผู้ชายและมีต่อเกย์ การเว้นระยะห่างดังกล่าวเกิดจากลักษณะ เฉพาะหรือจุดยืนทางวัฒนธรรมของยาโออิ ท้ังในแง่ขนบการสร้างสรรค์และ มมุ มองเรอื่ งเพศ บทความวจิ ยั นจ้ี งึ มงุ่ นำ� เสนอววิ าทะวา่ ดว้ ยความแตกตา่ ง รวมทง้ั แง่มุมที่ซ้อนทบั กันระหวา่ งยาโออกิ บั ความเปน็ เกย์ รวมทัง้ ชนกลมุ่ น้อยทางเพศ อื่นๆ บทความจะพยายามอธิบายการเมืองที่อยู่เบ้ืองหลังความแตกต่างผ่าน ขอ้ ถกเถยี งของนกั วชิ าการจากหลากหลายบรบิ ทและนวนยิ ายกรณศี กึ ษา โดยหวงั ว่า จะกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาต่อไปหรือถูกท้าทายด้วยการตีความแบบอื่นได้ อีกมากในภายหน้า 10 บรรทดั ฐานรกั ตา่ งเพศ (heteronormativity) คอื แบบอยา่ งหรอื โมเดลหลกั ทางเพศของกลมุ่ ทางเศรษฐกจิ การเมือง วฒั นธรรม และสงั คม รวมทัง้ วธิ ที ่บี รรทดั ฐานดังกลา่ วจัดการอัตลกั ษณ์ ประสบการณ์ อาณาจักร แหง่ ความจริง (regimes of truth ซง่ึ โดยพนื้ ฐานที่สุดหมายถึง ความจรงิ ท่ปี ระกอบสร้างขน้ึ ผา่ นวาทกรรม) ความรู้ และอดุ มการณ์เรอ่ื ง เพศสถานะและเพศ (Jeppesen, 2016: 492) เช่น เพศภายใตส้ ถาบนั การ สมรส และสถาบนั ครอบครวั สว่ นบรรทดั ฐานรกั เพศเดยี วกนั (homonormativity) กลา่ วเฉพาะทปี่ รากฏ ในส่ือ แบบอย่างหรอื โมเดลที่ 1 คือการสรา้ งบรรทดั ฐานรกั เพศเดยี วกันให้คนรกั ต่างเพศชม เชน่ ตวั ละคร เกย์ไม่ประสบความส�ำเรจ็ ในความรกั และถูกลดทอน/บดบังเพศวิถี ส่วนแบบอย่างหรือโมเดลที่ 2 คอื การ สรา้ งบรรทดั ฐานใหค้ นรกั เพศเดยี วกนั ด�ำเนนิ ตามคนรกั ตา่ งเพศ กลา่ วคอื การผลติ ซ�้ำภาพเหมารวมเกย่ี วกบั ความเปน็ เกย์ หรอื วถิ ที างทถี่ กู ตอ้ งของเกย์ เชน่ ในบรบิ ทอเมรกิ นั เกยเ์ ปน็ ผชู้ ายผวิ ขาวทป่ี ระสบความส�ำเรจ็ มีการรับบตุ รบุญธรรมและแตง่ งานกัน (Bolen, 2016: 543) เช่นเดยี วกบั การสร้างครอบครัวตามโมเดล บรรทัดฐานรักตา่ งเพศ. กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   165

กรณีศึกษาของบทความนีค้ ือ นวนยิ ายยอดนยิ มเรือ่ ง ด้ายแดง เขยี น โดย LazySheep11 นวนิยายเรอื่ งน้ีดดั แปลงเปน็ ซรี ีส์ออกอากาศระหว่างวนั ท่ี 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 จนถงึ วนั ท่ี 1 มีนาคม พ.ศ. 2563 ในชอ่ื ดา้ ยแดง มชี ่ือภาษาองั กฤษว่า Until We Meet Again the Series ก�ำกับโดย ศิวจั น์ สวัสดมิ์ ณกี ลุ ออกอากาศทาง LINETV ผลงานก�ำกบั ของศิวัจน์เร่อื งก่อนหนา้ คือ ซรี สี ์ บงั เอญิ รกั (Love by Chance the Series) ทโี่ ดง่ ดงั ไปทวั่ เอเชยี นอกจากนน้ั นวนยิ ายเรอื่ ง ดา้ ยแดง ยงั มตี วั บทตอ่ ยอดคอื เชอื กปา่ น โดยนกั เขยี นคนเดยี วกนั ทัง้ ยังไดป้ ระกาศสรา้ งเปน็ ซรี ีส์ตัง้ แต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 อยา่ งไรกต็ าม ก่อนท่ีจะไปถึงการวิเคราะห์กรณีศึกษา ผู้วิจัยจะน�ำเสนอข้อถกเถียงจากงาน วิชาการอนั มสี ่วนในการหลอมสรา้ งกรอบการอ่านที่เนน้ “การเวน้ ระยะห่างทาง เพศสถานะ” ในบทความนี้ จากนน้ั จงึ จะไปสขู่ น้ั การตคี วามทแี่ สดงใหเ้ หน็ การเมอื ง ในระดับทีซ่ บั ซ้อนขน้ึ ภาพที่ 1 ซีรีสเ์ รือ่ ง ดา้ ยแดง (2562-2563) ทีด่ ดั แปลงจากนวนยิ าย ดา้ ยแดง ของ LazySheep 11 การอ้างองิ ตวั บทนวนยิ าย ด้ายแดง ในบทความนีจ้ ะอา้ งด้วยช่อื เรอ่ื งโดยระบุเลม่ และเลขหนา้ . 166 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

“เธอกร็ ไู้ ม่มีอะไรได้มางา่ ยดาย”: ยาโออศิ กึ ษากบั ขอ้ ถกเถยี งวา่ ดว้ ยการเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะในขนบ การสร้างสรรค์ยาโออิ ยาโออศิ กึ ษา (yaoi studies) เปน็ ชอ่ื ทผี่ วู้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ โดยอาศยั บอยสเ์ ลฟิ ศึกษา (BL studies) เป็นแนวเทยี บ ยาโออิศึกษาในทีน่ ้มี ีวัฒนธรรมยาโออิเป็น ศนู ยก์ ลางความสนใจ โดยอาศยั ศาสตรจ์ ากหลากหลายสาขามาชว่ ยในการอธบิ าย ปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนในนามยาโออิ ผู้วิจัยขอเร่ิมต้นน�ำเสนอ ขอ้ ถกเถยี งในงานวิชาการทมี่ สี งั คมวฒั นธรรมญีป่ นุ่ เปน็ พืน้ ทีศ่ กึ ษา เพือ่ ชี้ให้เหน็ วา่ ระยะหา่ งทางเพศสถานะในวัฒนธรรมยาโออไิ ม่ใชล่ กั ษณะเฉพาะของยาโออิ ในบรบิ ทไทยเทา่ นน้ั แตเ่ กดิ ขน้ึ ในวฒั นธรรมญปี่ นุ่ อนั เปน็ ตน้ กำ� เนดิ ของยาโออดิ ว้ ย (1) ขนบการสร้างสรรคย์ าโออิกับชนกลุ่มน้อยทางเพศในบริบทญีป่ นุ่ ผวู้ จิ ยั เรม่ิ ตน้ การส�ำรวจจากบรบิ ทญป่ี นุ่ อนั เปน็ ตน้ ก�ำเนดิ ของวฒั นธรรม ยาโออิก่อน โดยพินิจชนกลุ่มน้อยทางเพศมิติท่ีเช่ือมโยงกับมนุษยชน Laurent ([2005] 2014) ในหนงั สอื Sexuality and Human Rights: A Global Overview กล่าวถึงชนกลุ่มน้อยทางเพศในญ่ีปุ่นว่า ชุมชนเกย์และเลสเบียนในญ่ีปุ่นผูกอยู่ กับวัฒนธรรมของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว การรวมกลุ่มทางสังคมของเกย์และ เลสเบียนจะเห็นได้ตาม “บาร์” ทั้งน้ี กลุ่มนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิของชนกลุ่ม น้อยทางเพศเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ไม่เป็นกลุ่มแยกเฉพาะเท่าที่พบในยุโรปหรือ สหรัฐอเมริกา12 กลุ่มเคล่ือนไหวในญี่ปุ่นเร่ิมปรากฏตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 บทบาทสำ� คญั ประการหนง่ึ ของกลมุ่ นกั เคลอ่ื นไหวคอื การแตง่ แปลเอกสาร หรือหนังสือเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน แต่ไม่พบว่ามีพลังทาง การเมอื งมากเทา่ ใดนกั 12 ตัวอย่างการเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยทางเพศที่แยกเป็นกลุ่มชัดเจนในยุโรปและสหรัฐอเมริกาคือ กลุ่ม เคลอ่ื นไหวของเกยใ์ นฝรัง่ เศสชอื่ Arcadie หรอื Mouvement Homophile de France (หลงั ค.ศ. 1954) กลุ่มเคลื่อนไหวของเลสเบยี นในฝร่งั เศสชอื่ Front Homosexuel d'Action Révolutionnaire (กอ่ ตัวใน ค.ศ. 1971) กลุ่มเคลอ่ื นไหวหลงั เหตกุ ารณส์ โตนวอลในสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1969) เช่น กลมุ่ Gay Liberation Front (GLF) และ Gay Activists’ Alliance (GAA). กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   167

อยา่ งไรกต็ าม วฒั นธรรมการพมิ พย์ งั คงเปน็ พน้ื ทหี่ นงึ่ ทช่ี ว่ ยใหว้ ฒั นธรรม เกย์ในญีป่ ุ่นเติบโตได้ ในครสิ ตท์ ศวรรษ 1980 เปน็ ตน้ มา มีหนงั สอื เกย่ี วกับคน รกั เพศเดยี วกนั ในภาษาตา่ งประเทศจ�ำนวนมากแปลเปน็ ภาษาญปี่ นุ่ หลงั จากนนั้ ตงั้ แตค่ รสิ ตท์ ศวรรษ 1990 หนงั สอื ประเภทเดยี วกนั ในภาษาญปี่ นุ่ จงึ เรมิ่ ขยายตวั การ์ตนู บางประเภททส่ี ่วนใหญเ่ ขยี นโดยผู้หญงิ และมกี ลุ่มเป้าหมายคอื เดก็ สาว ปรากฏตั้งแตค่ รสิ ตท์ ศวรรษ 1970 งานกลมุ่ น้คี ือยาโออิ ขนบการประพนั ธ์ของ ยาโออคิ อื เน้นแก่นเรือ่ งความรกั ระหว่างตัวละครเอกชายเป็นหลัก ตัวเรื่องขาด ศลิ ปะและเนน้ ฉากรว่ มเพศ เกยญ์ ป่ี นุ่ ไมใ่ ครจ่ ะทาบเทยี บตนเองกบั งานประเภทนี้ ในพ้นื ท่วี ฒั นธรรมการพิมพ์ เกย์ญี่ปุ่นหนั ไปเชอื่ มโยงตนเองกบั นติ ยสารเกย์ทใ่ี ห้ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ชมุ ชนเกย์ ปารต์ ี้ กจิ กรรมหรอื ประเดน็ ทางกฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เกย์ หรอื ความเป็นไปในสงั คมมากกว่า (Laurent, 2014: 212)13 อนั ทจ่ี รงิ ขอ้ ถกเถยี งเรอื่ งความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งยาโออกิ บั ชนกลมุ่ นอ้ ยทาง เพศไม่ใช่ของใหม่ ในบริบทญี่ปุ่นเอง มีการปะทะต่อเนื่องจนกลายเป็น “กรณี พพิ าทยาโออ”ิ (yaoi ronsō) ระหวา่ งปี 1992-1996 กรณพี พิ าทเรม่ิ จากบทความ ของซาโต้ มาซากิ (Satō Masaki) ในวารสาร Choisir ในปี 1992 ซาโตผ้ ปู้ ระกาศ ตนว่าเป็นเกย์ วพิ ากษ์กลมุ่ ผ้หู ญิงทเ่ี ปน็ ผูอ้ ่านยาโอออิ ย่างรุนแรง เขาโกรธแค้นที่ ยาโออนิ ำ� เสนอคนรกั เพศเดยี วกนั ในลกั ษณะดหู มนิ่ คนรกั เพศเดยี วกนั ถกู ใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ใหผ้ หู้ ญงิ เตมิ เตม็ ความปรารถนาทางเพศ และหลกี หนไี ปจากโลกความ เป็นจริงที่ผู้หญิงเป็นเหย่ือของการกดข่ีทางเพศ ทว่า ปฏิกิริยาของผู้เขียนและ ผอู้ า่ นยาโออคิ อื พวกเธอมไิ ดน้ ำ� พาตอ่ ขอ้ วพิ ากษด์ งั กลา่ ว ทงั้ ยงั ยนื กรานวา่ รา่ งกาย ของเกย์ในจินตนาการแบบยาโออิมิได้เก่ียวข้องกับบุคคลจริง (Hitoshi, 2015: 214-219) หลังจากกรณีพิพาทดังกล่าวยาโออิยังคงถูกวิพากษ์จากมุมมองเกย์- เลสเบยี นญปี่ นุ่ เองวา่ ยาโออทิ �ำใหเ้ กยก์ ลายเปน็ สนิ คา้ แปลงเพศวถิ ขี องเกยใ์ หเ้ ปน็ ไปตามคติเหยียดเพศจากฝั่งคนรักเพศเดียวกัน (heterosexism) นอกจากนั้น 13 ในคริสต์ทศวรรษ 1980 มีความพยายามทีจ่ ะเชื่อมโยงคนรักเพศเดียวกันในยาโออิกับความเปน็ จรงิ เชน่ กัน โดยเฉพาะยาโออิในพ้ืนที่นิตยสารอย่าง June และ Allan แต่การเชื่อมโยงดังกล่าวเกิดขึ้นในหมู่ผู้อ่านท่ี เปน็ หญงิ รกั หญงิ ทมี่ องว่า ตนเองอยู่นอกบรรทดั ฐานรกั ต่างเพศเช่นเดยี วกบั “เด็กหนมุ่ รปู งาม” ในยาโออิ (Welker, 2008: 51). 168 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

แล้ว นักวิชาการยังเห็นว่า ความรุนแรงทางเพศที่ปรากฏในยาโออิ เช่น การ ข่มขืน ยังผลิตซ้�ำบุคลิกความเป็นชายท่ีก้าวร้าวรุนแรงให้ดูเป็นความปกติด้วย (Hitoshi, 2015: 224) การตอบโต้ของนักเขียนและนักอ่านท่ียืนกรานกรอบจินตนาการของ ยาโออไิ มใ่ ชว่ ธิ กี ารเดยี วทสี่ รา้ งการเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะ (ไมย่ อมหลอมรวม ตนเองเขา้ กบั วฒั นธรรมเกย์ ในขณะเดยี วกนั กถ็ กู ปฏเิ สธจากวฒั นธรรมเกย)์ งาน ยาโออหิ รอื บอยสเ์ ลฟิ (BL) ยคุ หลงั กรณพี พิ าทยาโออมิ คี วามพยายามทจี่ ะใชร้ ะยะ หา่ งทางเพศสถานะสอื่ ความหมายทางการเมอื ง ซง่ึ เผยใหเ้ หน็ ไดผ้ า่ นยทุ ธศาสตร์ การอา่ นทเี่ ฉพาะเจาะจง รปู การณด์ งั กลา่ วพจิ ารณาไดจ้ ากงานวจิ ยั ของ Akatsuka (2010: 163) ทีศ่ กึ ษาหนงั สือการ์ตูน (มังงะ) แนวบอยส์เลิฟจ�ำนวนสามเรอ่ื ง ที่เขียนและพิมพเ์ ผยแพรห่ ลังปี 2000 โดยมงุ่ วเิ คราะห์การปฏเิ สธภาวะรกั เพศ เดยี วกนั (disavowal of homosexuality) ของตวั ละครชายทม่ี คี วามรกั และความ สมั พันธ์กับตวั ละครชายอีกตัวหน่ึง ในตวั บทคัดสรรพบว่า มตี ัวละครเอกที่แสดง จดุ ยืนอยา่ งชัดเจนผ่านบทสนทนา (การเปลง่ เสยี ง การบอกกล่าว การตะโกน) ว่า พวกเขาไม่ใช่เกย์ให้ตัวละครอื่นฟัง ตัวบทคัดสรรแสดงให้เห็นเง่ือนไขในตัว บทที่สร้างระยะหา่ งกับภาวะรักเพศเดียวกนั ไม่ใช่กับตัวละครในเร่อื งเท่านั้น แต่ ระยะห่างดังกล่าวยังเกิดกับผู้อ่านท่ีด�ำดิ่งสู่เรื่องราวที่เข้มข้นทางอารมณ์ระหว่าง ตัวละครดว้ ย ทนี่ า่ สนใจคอื การสรา้ งระยะหา่ งหรอื การปฏเิ สธภาวะรกั เพศเดยี วกนั นนั้ เอง กลับมีศักยภาพในการท้าทายบรรทัดฐานรักต่างเพศที่ปรากฏในอัตลักษณ์ ชายหญิงท่ีตายตัว ชายหญิงรักต่างเพศและบรรทัดฐานนั้นจะถูกวิพากษ์และ ลอ้ เลียน โดยอัตลกั ษณ์ที่ไมไ่ ดร้ ับอนญุ าตใหม้ อี ยู่ แตป่ รากฏได้ในงาน BL หรือ ยาโออิ เม่ืออัตลกั ษณ์ไม่เปน็ ไปอยา่ งเบ็ดเสร็จตายตัว และโครงขา่ ยแบบรกั ต่าง เพศไม่ใช่สิ่งท่ีเราต้องทึกทักตาม ความปรารถนาจึงไม่จ�ำเป็นต้องเป็นไปตาม เพศสถานะหรือเพศวิถี ในพ้ืนท่ีของตัวบทที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อ่านผู้หญิง ลักษณะดังกล่าวนีย้ งั น�ำไปสูก่ ารประเมนิ คา่ ความเป็นหญิงใหม่ดว้ ย (Akatsuka, 2010: 167) กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   169

จากขอ้ มูลขา้ งต้นจะเห็นว่า ในสังคมญปี่ ุ่น ความสัมพันธร์ ะหวา่ งผูช้ าย ในยาโออิมีระยะห่างจากวัฒนธรรมเกย์หรือกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน เพราะเกย์ ไม่ใช่ผู้สร้างและผู้รับหรือกลุ่มเป้าหมายของยาโออิ ยิ่งไปกว่าน้ัน ยาโออิยังไม่ อาจตอบสนองความสนใจของชุมชนเกย์ ในแง่กิจกรรมท่ีสมาชิกในชุมชนจะท�ำ รว่ มกนั หรอื ประเดน็ เรอ่ื งสงั คมและกฎหมาย ทงั้ ยงั ถกู วพิ ากษจ์ ากชมุ ชนเกยด์ ว้ ย นอกจากนน้ั งานสรา้ งสรรคแ์ บบยาโออหิ ลายเรอื่ งยงั ใชก้ ารเวน้ ระยะหา่ งทางเพศ สถานะในการตง้ั คำ� ถามกบั บรรทดั ฐานรกั ตา่ งเพศอนั เปน็ การแสดงออกแบบหนง่ึ ของการเมอื งวัฒนธรรม (cultural politics หรอื การครอบง�ำและการตอ่ สูด้ ้นิ รน ทางความหมายผา่ นพนื้ ทว่ี ฒั นธรรม) สง่ิ ทพี่ บในสงั คมญปี่ นุ่ จงึ ตอกยำ�้ สมมตฐิ าน ของผู้วจิ ยั วา่ ยาโออิมิไดม้ ีวฒั นธรรมเกยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลาง เมื่อยาโออิจากญ่ีปุ่นแพร่หลายสู่วัฒนธรรมอื่น ประเด็นเร่ืองระยะห่าง ทางเพศสถานะกย็ งั คงอยู่ เชน่ ในเกาหลใี ต้ ทีก่ ลุ่มแฟนสรา้ งจินตกรรมเกีย่ วกับ ชายรกั ชายโดยโยงเขา้ กบั ศลิ ปนิ ทตี่ นชนื่ ชอบ นกั วชิ าการกอ็ ธบิ ายปรากฏการณน์ ี้ โดยแยกออกจากยาโออิ ทั้งยงั ยำ้� ว่า แฟนจำ� กัดตัวละครชายรกั ชายในยาโออใิ ห้ อยู่ในโลกจินตนาการเท่านั้น จึงต่างกับจินตนาการของแฟนชาวเกาหลีท่ีโยงเข้า กับความหลากหลายทางเพศในชวี ิตประจ�ำวนั ได้ (Kwon, 2019: 56-57) ส่วน กรณไี ตห้ วนั จากงานวจิ ยั เชงิ ชาตพิ นั ธว์ุ รรณนา (ethnography) ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู จาก แฟนท่ีเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้อ่านงานแนวยาโออิพบว่า กลุ่มผู้ให้ข้อมูลรู้สึก สบั สนและขดั แยง้ ในตวั เองเรอื่ งคณุ คา่ และความหมายของความเปน็ เกยใ์ นดา้ นที่ สัมพันธ์กับยาโออิ บางคนจึงหาทางออกให้ความขัดแย้งนั้น ด้วยการตัดแยก เรอ่ื งราวความรกั ในยาโออกิ บั ประเดน็ เรอ่ื งความเปน็ เกย์ ผา่ นโวหารอนั เปน็ สากลเรอ่ื ง ความงดงามของความรกั ทกุ รปู แบบ ในขณะที่ความไมพ่ อใจเรือ่ งการน�ำภาวะรกั เพศเดียวกันมาสร้างจินตนาการให้คนรักต่างเพศได้เสพ ก็ยังปะทุขึ้นมาอย่าง ตอ่ เน่ือง โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใหข้ อ้ มูลทุกคน ไม่มที ่าทีเป็นปฏิปกั ษ์ต่อภาวะรกั เพศเดยี วกัน (Martin, 2017) ในบรบิ ทญป่ี นุ่ และวฒั นธรรมขา้ งเคยี ง แสดงใหเ้ หน็ วา่ ยาโออถิ กู ตกี รอบให้ อยใู่ นโลกจนิ ตนาการ การเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะจงึ เกดิ ขน้ึ โดยเปน็ สว่ นหนงึ่ 170 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ของขนบการแตง่ จากงานวชิ าการเทา่ ทป่ี ระมวลมาแสดงใหเ้ หน็ วา่ การเวน้ ระยะ หา่ งทางเพศสถานะถอยหา่ งจากบรรทดั ฐานรกั ตา่ งเพศ ดว้ ยการสรา้ งสรรคเ์ นอื้ หา ของคนรกั เพศเดยี วกนั และยทุ ธศาสตรก์ ารอา่ นทที่ า้ ทายบรรทดั ฐานดงั กลา่ ว ใน ขณะเดยี วกนั กถ็ กู วพิ ากษโ์ ดยกลมุ่ คนทมี่ คี วามหลากหลายทางเพศดว้ ย ในหวั ขอ้ ตอ่ ไปผวู้ จิ ยั จะเชอ่ื มโยงขอ้ สงั เกตนเี้ ขา้ กบั ปรากฏการณก์ ารเวน้ ระยะหา่ งทางเพศ สถานะทีพ่ บในวาทกรรมวิชาการวา่ ด้วยยาโออิของไทย (2) นวนิยายยาโออิกับชนกลมุ่ น้อยทางเพศในบรบิ ทไทย ตวั อยา่ งงานวจิ ยั ทมี่ งุ่ ศกึ ษานวนยิ ายยาโออขิ องไทยโดยเฉพาะคอื ผลงาน ของ สุภาวรชั ต์ วฒั นทัพ (2556) วิทยานพิ นธ์เร่อื งนอี้ ธิบายการผลิตซ�้ำ โตแ้ ย้ง และน�ำเสนอวาทกรรมใหม่ (ในท่ีนี้หมายถึงชุดความรู้ที่สัมพันธ์กับภาษาและ อำ� นาจ) เกย่ี วกับ “คนรกั เพศเดียวกัน” โดยกลุ่มข้อมลู ที่สุภาวรัชตใ์ ช้ประกอบ ดว้ ยนวนยิ ายยาโออแิ ละนวนยิ ายยรู ิ (yuri หรอื โรมานซร์ ะหวา่ งผหู้ ญงิ โดยมกี ลมุ่ เปา้ หมายเป็นผ้หู ญิง) จากเว็บไซตภ์ าษาไทยทีเ่ ปน็ แพลตฟอร์มของนวนิยาย ใน แงป่ ฏบิ ตั กิ ารของนวนยิ ายยาโออขิ องไทยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั วาทกรรมคอื การผลติ ซ�้ำ และโตแ้ ยง้ วาทกรรมวา่ ดว้ ยรปู ลกั ษณข์ องคนรกั เพศเดยี วกนั ความผดิ ธรรมชาติ และพฤติกรรมทางเพศของคนรักเพศเดียวกัน โดยสุภาวรัชต์ย้�ำว่า บทบาท ดงั กลา่ วอาจมพี ลงั นอ้ ยในการทจี่ ะโตแ้ ยง้ กบั วาทกรรมเดมิ หรอื น�ำเสนอวาทกรรม ใหมส่ สู่ งั คม เพราะงานเขยี นมงุ่ เนน้ ความบนั เทงิ มากกวา่ การ “เรยี กรอ้ งใหก้ บั คน รกั เพศเดยี วกันอย่างจริงจัง” (สุภาวรัชต์ วฒั นทัพ, 2556: 158) นอกจากนัน้ งานเขียนกลุ่มนี้ยัง “ผลิตซ้�ำภาพของคนรักเพศเดียวกันที่มีความหมกมุ่นเร่ือง เพศจากการสร้างแก่นเรื่องท่ีมุ่งเน้นเรื่องเพศสัมพันธ์” (สุภาวรัชต์ วัฒนทัพ, 2556: 160) ส่วนกลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่ที่เป็นวัยรุ่นก็มุ่งท่ีความบันเทิงเป็นหลัก อกี ประเดน็ หนง่ึ ทสี่ ำ� คญั คอื “นยิ ายวายเตม็ ไปดว้ ยจนิ ตนาการและความไมส่ มจรงิ เกย่ี วกับความรกั ระหวา่ งตวั ละครเอก” (สภุ าวรชั ต์ วัฒนทัพ, 2556: 163-164) ซ่ึงโยงได้กับขนบวรรณกรรมที่สุภาวรัชต์เรียกว่า “นิยายพาฝัน” (อีกนามหนึ่ง ของนวนยิ ายโรมานซ)์ กนั ยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   171

การวิเคราะห์นวนิยายยาโออิของไทยโดย สุภาวรชั ต์ วัฒนทพั (2556) สอ่ นัยให้เห็นระยะห่างทางเพศสถานะ กลา่ วคือ นวนยิ ายยาโออิยงั มิไดท้ ำ� หน้าที่ เปน็ กระบอกเสยี งใหแ้ กช่ นกลมุ่ นอ้ ยทางเพศโดยสมบรู ณ์ นอกจากนน้ั ยงั มคี วาม เสย่ี งในการผลติ ซำ้� ภาพเหมารวม (stereotype) ดา้ นลบอกี ดว้ ย ขอ้ เสนอนน้ี ำ� ไป ถกเถยี งไดก้ บั ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการสมั ภาษณใ์ นงานวจิ ยั ของ อรวรรณ วชิ ญวรรณกลุ (2559) ขอ้ ค้นพบคอื นักเขียนหญงิ แสดงทัศนคติดา้ นบวกตอ่ ชายรักชาย พวก เธอตอ้ งการ “สนบั สนนุ คนกลมุ่ นีใ้ หส้ ามารถเปดิ เผยตวั ตนไดใ้ นสงั คมโดยอาศยั พนื้ ท่ขี องนวนยิ าย” (อรวรรณ วิชญวรรณกลุ , 2559: 82) แตเ่ จตนาน้ันกลบั ถกู ตงั้ คำ� ถามกลบั ดว้ ยขอ้ คน้ พบอกี ประการทป่ี รากฏในผลงานของนกั เขยี นกลมุ่ นี้ เอง กลา่ วคอื นกั เขยี นหญงิ ยงั ตอ้ งการลดทอนอำ� นาจของผชู้ ายผา่ นนวนยิ ายดว้ ย แม้กระนั้นนวนิยายก็ยังเขียนข้ึนตามขนบยาโออิอย่างเด่นชัด เช่น ตัวละคร “นายเอก” ผสานเขา้ กบั ความเปน็ หญิง (อรวรรณ วชิ ญวรรณกลุ , 2559: 83) ซึ่งในแงห่ นึ่งคือ การสลายความลน่ื ไหลในการแสดงออกทางเพศของชายรกั ชาย ประเด็นท่ีอรวรรณกลับไปสนทนากับข้อค้นพบของงานวิจัยท่ีมีมาก่อน คอื เนอื้ หาของยาโออมิ ศี กั ยภาพในการตอ่ รอง ดงั ทอี่ ธบิ ายวา่ “ในอดตี เนอื้ หาของ ชายรกั ชายจะใหค้ ำ� อธบิ ายวา่ เปน็ โรคหรอื พฤตกิ รรมทไี่ มเ่ หมาะสม แตใ่ นปจั จบุ นั […] มเี นอ้ื หาทโ่ี รแมนตกิ ได้ มมี ติ รภาพ มกี ารทมุ่ เทเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ความรกั หรอื ความรกั ทบี่ รสิ ทุ ธ”ิ์ (อรวรรณ วชิ ญวรรณกลุ , 2559: 217) ขอ้ คน้ พบนไี้ มไ่ ดก้ ลบั ไปสนทนากับขอ้ คน้ พบของ สุภาวรัชต์ (2556) แตเ่ ปน็ การวางนวนยิ ายยาโออิ ลงในสายธารของงานเขียนว่าดว้ ยชายรกั ชายโดยนกั เขียนสตรี นบั ต้งั แตย่ คุ แรก (หลงั พ.ศ. 2516 โดยประมาณ) งานกลมุ่ นน้ี ยิ มอธบิ ายภาวะรกั เพศเดยี วกนั ดว้ ย ทฤษฎีทางจิตวิทยา และมองภาวะรักเพศเดียวกันว่าเป็นปัญหาหรือ “ความผิด ปกติ” ดงั ท่ีปรากฏในผลงานของ ศรีฟา้ ลดาวัลย์ กฤษณา อโศกสนิ และสุวรรณี สคุ นธา (อริน พินิจวรารกั ษ,์ 2527) ในขณะเดยี วกัน ก็นำ� เสนอวถิ ีชวี ติ ของชาย รักชายอย่างไม่รอบด้าน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและมีลักษณะเหมารวม (สมเกยี รติ คู่ทวีกลุ , 2548) แมข้ อ้ เสนอของอรวรรณจะนา่ สนใจอย่างย่ิง แตย่ ัง มีคำ� ถามตามมาคือ การประสานนวนิยายยาโออิเข้ากับผลงานของนกั เขยี นสตรี 172 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

รนุ่ กอ่ น เปน็ เพยี งการมองทเ่ี พศของนกั เขยี นเปน็ หลกั หรอื ไม่ เพราะชายรกั ชายที่ ปรากฏในนวนิยายของนักเขียนสตรีรุ่นก่อนส่วนใหญ่มิใช่นวนิยายโรมานซ์ แต่ นำ� เสนอภายใตก้ รอบสจั นยิ มมากกวา่ (เชน่ นวนยิ ายแนวชวี ติ ครอบครวั ) ประเดน็ ทสี่ ำ� คญั กวา่ นนั้ คอื แมจ้ ะนำ� เสนอชายรกั ชายในแนวทางทตี่ า่ งไป แตย่ าโออกิ ม็ ไิ ด้ เขา้ ไปส�ำรวจในวฒั นธรรมหรอื ไลฟ์สไตลข์ องชายรักชายโดยละเอยี ด หรือทำ� ให้ มองชายรกั ชายใหมผ่ า่ นประเดน็ ทางสงั คม เปน็ ตน้ วา่ มมุ มองดา้ นสทิ ธมิ นษุ ยชน ส�ำหรับผูว้ ิจัยแล้วแกน่ เรื่องว่าด้วยความรกั อันบริสุทธ์ิในนวนิยายยาโออิ ของไทยที่เปน็ กลมุ่ ข้อมูลของอรวรรณ จึงแสดงการเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะ เชน่ เดยี วกบั ทป่ี รากฏในงานสรา้ งสรรคแ์ นวยาโออขิ องญป่ี นุ่ รวมทง้ั ของวฒั นธรรม ข้างเคียงอย่างไต้หวัน ท่ีแม้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของชนกลุ่มน้อยทาง เพศจะเข้มแข็งมาก แต่ในงานยาโออิก็ยังคงปรากฏการณ์เว้นระยะห่างทางเพศ สถานะอยู่ (ยาโออหิ รอื BL ในไตห้ วนั จำ� แนกเปน็ สองแนวหลกั คอื แนวรกั บรสิ ทุ ธิ์ [pure-love BL] กับแนวปลุกกำ� หนดั [H-ban BL]) (Martin, 2017: 199-202) งานวจิ ยั ทมี่ มี ากอ่ นหนา้ ในบรบิ ทญี่ป่นุ และบรบิ ทขา้ งเคยี งเทา่ ทป่ี ระมวล มายืนยันการเว้นระยะห่างทางเพศสถานะ ในขณะที่งานวิจัยนวนิยายยาโออิใน ภาษาไทยมขี อ้ คน้ พบทไ่ี มล่ งรอยกนั สงิ่ ทเี่ ปน็ ประเดน็ สำ� หรบั ผวู้ จิ ยั คอื จากขอ้ คน้ พบ ของ สภุ าวรัชต์ (2556) นวนยิ ายยาโออิถกู ผูกมดั ให้ตอ้ งนำ� เสนอวาทกรรมใหม่ เกี่ยวกบั คนรกั เพศเดียวกันผา่ น “ความจริงจงั และความสมจรงิ ” เทา่ น้นั หรือไม่ ในขณะเดียวกนั อรวรรณ (2559) กพ็ ยายามเสนอวา่ นวนยิ ายยาโออิท�ำหนา้ ท่ี เปน็ กระบอกเสยี งใหแ้ กก่ ลมุ่ คนรกั เพศเดยี วกนั ได้ ผวู้ จิ ยั มองวา่ นคี้ อื ปญั หาทเี่ กดิ จากการเมอื งเรอื่ งขนบวรรณกรรมและการตคี วาม ผวู้ จิ ยั ตอ้ งการพสิ จู นว์ า่ ระยะ หา่ งทางเพศสถานะในนวนิยายยาโออิในฐานะนวนิยายโรมานซม์ ีอยู่จรงิ แต่เป็น ลกั ษณะเฉพาะทท่ี �ำให้นวนยิ ายยาโออิไม่อาจถูกจัดเขา้ “ค่าย” ทมี่ องว่า ยาโออิ ฉกฉวยผลประโยชนจ์ ากเกยแ์ ละไมม่ พี ลงั ทางการเมอื ง (จากกรณพี พิ าทยาโออใิ น ญ่ีปนุ่ ) หรอื “คา่ ย” ทม่ี องวา่ ยาโออิจะใชเ้ ป็นพ้นื ท่ีส�ำหรับรณรงคใ์ ห้แกช่ นกลมุ่ น้อยทางเพศไดอ้ ย่างเต็มที่ การเมืองเรื่องการตีความเหล่านีผ้ วู้ ิจัยจะอธิบายผ่าน กรณศี ึกษานวนยิ ายเรอ่ื ง ด้ายแดง ของ LazySheep โดยจะเนน้ ใหเ้ ห็นปญั หา กนั ยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   173

ภายในขนบวรรณกรรมและความหลากหลายของการตคี วามทกี่ ลบั ไปตอกยำ้� การ เวน้ ระยะห่างทางเพศสถานะอันเปน็ ประเดน็ ของบทความนี้ “รักคงไม่อาจหยุดวันเวลาเอาไว้”: การเว้นระยะห่างทางเพศสถานะกับ การตคี วาม ด้ายแดง ด้ายแดง เล่าเรอ่ื งของอินทชั หรืออนิ (อุเคะ) และกรณ์ (เซเมะ) อนิ ทัช มีพี่สาวคืออันทิกา และหลานสาวคืออลิน ในขณะที่กรณ์มีน้องชายสองคนคือ กฤตและกาจน์ ความรักของอินกับกรณ์ถูกกีดกันจากพ่อของท้ังสองครอบครัว แม้กรณจ์ ะแอบซอื้ ห้องชดุ (คอนโดมเิ นยี ม) ไว้เพื่ออยูก่ บั อินเพียงลำ� พัง แตเ่ มอื่ ความลับเปิดเผย กรณ์ผู้รู้สึกหมดหนทางจึงปลิดชีวิตตนเองด้วยปืนต่อหน้าอิน และครอบครัว และอินก็ใช้ปืนกระบอกเดียวกันน้ันยิงตัวตายตามไป ชีวิตของ เขาทั้งสองในชาติแรกสิ้นสุดลงราวต้นทศวรรษ 2530 ครอบครัวของกรณ์และ อินทัชตกลงใจผูกด้ายแดงไวท้ ่รี า่ งของคนทง้ั สอง ดว้ ยหวังวา่ เขาจะตามหากันจน พบในชาตติ ่อไป14 เวลาลว่ งเลยมาจนถงึ ชาตปิ จั จบุ นั กรณก์ ลบั ชาตมิ าเกดิ เปน็ ดนี (เซเมะ) โดยดนี เปน็ ลกู ชายของอลนิ หลานสาวของอนิ ทชั ในชาตกิ อ่ น สว่ นอนิ ทชั กลบั ชาติ มาเปดิ เปน็ ภาม (อุเคะ) โดยเขาเป็นลูกชายคนโตของกาจน์นอ้ งชายคนสุดทอ้ ง ของกรณ์ ดนี และภามพบกันในมหาวิทยาลยั ภามเฝา้ มองดีนดว้ ยความร้สู ึกรกั และอาวรณ์อยา่ งประหลาด เขาทั้งคฝู่ ันถึงตนเองในชาติกอ่ นอยูเ่ สมอ แต่ยังไม่ เขา้ ใจเหตผุ ล ความสมั พนั ธข์ องดนี และภามพฒั นาควบคไู่ ปกบั การตามหาตวั ตน ของตนเองในชาติกอ่ น เรื่องกลบั มาบรรจบท่หี ้องชุดเดมิ ทกี่ รณ์เคยซือ้ ไว้ ภามจำ� อดตี ชาตอิ นั เจบ็ ปวดทกุ ขท์ รมานไดท้ งั้ หมด เมอ่ื เขาใหอ้ ภยั ทกุ คนแลว้ เขาขอหา่ ง จากดนี เพอื่ ตรวจสอบความรสู้ กึ ของตนเอง แตใ่ นทส่ี ดุ เรอื่ งราวกค็ ลค่ี ลาย เขาทง้ั คู่ กลบั มารกั กนั อกี ครง้ั จนกระทง่ั ภามสำ� เรจ็ การศกึ ษา ดนี กบั ภามจงึ สรา้ งบา้ นใหม่ 14 ความเช่ือเรื่องด้ายสีแดงเป็นความเช่ือในภูมิภาคเอเชีย ปรากฏในวัฒนธรรมญ่ีปุ่น วัฒนธรรมจีน และ วฒั นธรรมเกาหลี นวนยิ ายอธบิ ายความเชอ่ื นจ้ี ากมมุ มองวฒั นธรรมทห่ี ลากหลาย ค�ำอธบิ ายตอนหนงึ่ มาจาก วฒั นธรรมญป่ี นุ่ “คนทเ่ี ปน็ เนอื้ คกู่ นั จะมดี า้ ยสแี ดงผกู ตดิ กนั เอาไวท้ นี่ ว้ิ กอ้ ยขา้ งซา้ ย เปรยี บเสมอื นเสน้ เลอื ด จากหวั ใจท่ไี ปผกู ตดิ กบั คนแหง่ โชคชะตา” (ดา้ ยแดง เลม่ 1: 164). 174 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

และร้านอาหารบนท่ีดินท่ีปู่ของภามยกให้เพ่ือชดเชยความรู้สึกผิดบาป ท่ีดินผืน ดังกล่าวเคยเป็นท่ีต้ังของอาคารห้องชุดที่กรณ์กับอินทัชปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วม กัน ในชาตปิ ัจจุบนั ดีนและภามได้ใชช้ วี ติ ค่ดู ้วยกนั อยา่ งมีความสขุ การเมืองเร่ืองการตีความท่ีผู้วิจัยจะแสดงให้เห็นผ่านนวนิยายเรื่อง ดา้ ยแดง นี้ อยภู่ ายใตก้ รอบความคดิ ทวี่ า่ การสรา้ งสรรคต์ วั บทวรรณกรรมเกดิ จาก การเชอ่ื มโยงหลายอย่าง ทั้งการเชอ่ื มโยงตวั บทอืน่ ๆ และอารมณ์อันหลากหลาย แตก่ จิ กรรมของวรรณกรรมศกึ ษาคอื การกำ� หนดวา่ การเชอื่ มโยงประเภทใดจะมี ความหมายเชิงวัฒนธรรมหรอื เกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธ์ในเชงิ สุนทรียะ (Fluck, 2017: 161) ความหมายเชิงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ในเชิงสุนทรียะที่ผู้วิจัยจะ นำ� เสนอเปน็ ขนั้ แรกคอื การวาง ดา้ ยแดง ลงในขนบนวนยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพ ชาตขิ องไทย นวนยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพชาติ (reincarnation romance)15 คอื งาน เขียนท่ีน�ำเสนอความรักของตัวละครเอกที่พลัดพรากกันในชาติก่อน แล้วกลับ มาเกิดในชาติใหม่เพื่อรักกันอีกครั้ง กล่าวเฉพาะบริบทไทย จุดเปลี่ยนท่ีท�ำให้ งานเขียนประเภทนข้ี ยายตัวในวงวรรณกรรมไทยคอื นวนยิ ายเรอื่ ง แตป่ างก่อน ของแก้วเก้า พิมพ์คร้ังแรกใน พ.ศ. 2527 จากน้นั ก็มีงานเขยี นแนวเดยี วกันพมิ พ์ แพรห่ ลายตามมา เชน่ ดว้ ยแรงอธิษฐาน ของกง่ิ ฉตั ร กฤตยา ของทมยนั ตี และ รอยไหม ของพงศกร (อนญั ญา วารสี อาด, 2553: 3) นวนิยายโรมานซแ์ นวขา้ ม ภพชาตทิ ย่ี กตวั อยา่ งมาไดร้ บั ความนยิ มและดดั แปลงเปน็ ละครโทรทศั นแ์ ลว้ ทง้ั สนิ้ บางเร่ืองมกี ารสร้างซ�้ำหลายครง้ั หลายสำ� นวน แสดงให้เห็นความนยิ มทม่ี ีตอ่ งาน เขยี นแนวนี้ในสังคมไทย ส่วนหน่งึ เป็นเพราะพื้นฐานความเชอ่ื เร่อื งกรรมกับการ เวยี นวา่ ยตายเกดิ ของพทุ ธศาสนา ทตี่ วั ละครตอ้ งรอคอยการสน้ิ สดุ วบิ ากกรรมเพอื่ สมรักกนั (อนญั ญา วารสี อาด, 2553: 5) รวมท้งั แนวคิดเร่อื งบพุ เพสนั นิวาสใน พทุ ธศาสนาท่ีแพร่หลายในวัฒนธรรมประชานยิ ม (Suansamut, 2009) 15 อนญั ญา วารสี อาด (2553) เทยี บ “นยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพชาต”ิ กบั ประเภทวรรณกรรมในภาษาองั กฤษ วา่ “time travel romance” ผวู้ จิ ยั เหน็ ว่า การเทียบดงั กลา่ วอาจยงั ไมต่ รงกับงานประเภทเดยี วกันทพี่ บใน วัฒนธรรมอ่ืน จึงขอเทียบนวนิยายโรมานซ์แนวข้ามภพชาติของไทยกับภาษาอังกฤษว่า “reincarnation romance” แทน (Ramsdell, 2012: 348) โดยขอเสนอว่า “time travel romance” ควรเรยี กเป็นภาษา ไทยว่า “นวนยิ ายโรมานซ์แนวท่องกาลเวลา” มากกว่า. กันยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   175

อนัญญา วารสี อาด (2553) สรปุ ลักษณะสำ� คญั ของนวนิยายโรมานซ์ แนวขา้ มภพชาตเิ อาไวว้ า่ งานเขยี นกลมุ่ นมี้ กี ารขา้ มภพชาตเิ ปน็ แกนกลางในการ ดำ� เนินเรือ่ ง ทั้งยังเสนอบรบิ ทสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมอื ง และความ ตึงเครียดทางสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง หรือท่ีเปล่ียนผ่านจากช่วงเวลาหนึ่ง ไปสู่อีกช่วงเวลาหน่ึงด้วย ในการสร้างโครงเร่ืองจึงประกอบด้วยโครงเร่ืองย่อยที่ น�ำเสนอความสัมพันธ์และความขัดแย้งของตัวละครในแต่ละภพชาติ ซึ่งท้ังเป็น อิสระจากกันหรือเกี่ยวเนื่องกันภายใต้กรอบโครงเร่ืองใหญ่ที่เป็นความรักของตัว ละครเอก งานเขยี นแนวนจี้ งึ นำ� เสนออทิ ธพิ ลของบรบิ ทสงั คมกบั การเปลยี่ นแปลง อัตลักษณ์ตัวละคร “การอยู่ในบริบททางสังคมที่ต่างกันระหว่างภพอดีตกับภพ ปัจจุบันก็ยังท�ำให้ตัวละครนั้นๆ ได้รับการยอมรับจากสังคมต่างกัน” (อนัญญา วารีสอาด, 2553: 7) โดยผลการศึกษาของอนัญญาเน้นการยึดโยงอัตลักษณ์ ตัวละครกบั ชนชนั้ เพศสถานะ และชาติพนั ธ์ุ จากทไ่ี ดก้ ลา่ วถงึ ขนบของนวนยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพชาตวิ า่ ประกอบ ดว้ ยโครงเรอื่ งยอ่ ยวา่ ดว้ ยความขดั แยง้ ในแตล่ ะชาติ อาจกลา่ วดว้ ยภาษาของขนบ นวนิยายโรมานซไ์ ด้วา่ ความขดั แย้งดังกล่าวหรอื สงิ่ กีดขวาง (barrier)16 ทที่ �ำให้ ตัวละครเอกต้องพลัดพรากกันนัน้ สัมพันธ์กบั ประเดน็ เร่อื งอตั ลักษณ์ เช่น เรื่อง แตป่ างก่อน สิง่ กดี ขวางเกิดจากอตั ลักษณ์ของตวั ละครเอกหญิงที่เป็นลาว กับตวั ละครเอกชายท่ีเป็นไทยและเป็นชนช้ันสูง หรือความรักต่างชนชั้นในชาติก่อน ของ ดว้ ยแรงอธษิ ฐาน ลักษณะทีท่ �ำใหน้ วนิยายเร่ืองดา้ ยแดง พิเศษคือ จากการ ศกึ ษากอ่ นหนา้ สงิ่ กดี ขวางในนวนยิ ายโรมานซแ์ นวขา้ มภพชาตใิ นดา้ นทเ่ี ชอ่ื มโยง กบั เพศสถานะคอื อดุ มการณพ์ รหมจรรยข์ องผหู้ ญงิ และความเปน็ สภุ าพบรุ ษุ ของ ผูช้ าย (อนญั ญา วารีสอาด, 2553: 105) แตไ่ ม่ปรากฏว่า ในชาตกิ ่อนตัวละคร ตอ้ งพรากจากกัน เพราะอัตลกั ษณช์ ายรักชายท่ีสงั คมไม่ยอมรบั ด้ายแดง อธิบายเหตุผลที่กรณ์กับอินทัชต้องพรากกันผ่านปากคำ� ของ กฤต น้องชายของกรณ์ท่ีบอกเล่าเร่ืองนี้กับลูกชายของเขาที่เป็นเพ่ือนกับดีน 16 องค์ประกอบของนวนยิ ายโรมานซท์ ี่อ้างถึงในบทความนมี้ าจาก Regis (2003). 176 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

(กรณ์กลับชาติมาเกิด) ว่า กรณ์และอินทัชคือ “คนรักเพศเดียวกันท่ีถูกปู่แก ขัดขวางจนต้องฆา่ ตวั ตาย” (ด้ายแดง เล่ม 2: 122) แต่แม้จะกลา่ วเชน่ น้ัน โครง เร่อื งในชาติกอ่ นกลับมิได้แสดงให้เหน็ วา่ “ภาวะรกั เพศเดยี วกนั ” มคี วามส�ำคัญ หรอื พลงั พอทจ่ี ะเปน็ สงิ่ กดี ขวาง เมอ่ื พอ่ ของอนิ ทชั และกรณม์ าพรากเขาออกจาก กัน พ่อของอินทชั พูดกับเขาลกู ชายคนเดยี วของเขาเพียงวา่ “ขยะแขยง [...] เคย บอกแล้วใชไ่ หมว่า อย่าไปยุ่งกับมัน บ้านมันท�ำอะไรไมร่ ูห้ รอื ไง! สักวันต�ำรวจจะ มาลากคอ มึงอยากไปดว้ ยหรอื ไง! จะใหซ้ วยทง้ั บา้ นหรือไง!” (ดา้ ยแดง เลม่ 1: 172) สว่ นพอ่ ของกรณก์ ด็ ดุ า่ เขาวา่ “ไมค่ ดิ วา่ แกจะโงไ่ ดข้ นาดนนี้ ะกรณ”์ (ดา้ ยแดง เลม่ 1: 173) สรปุ ได้ว่า พอ่ ของอินทัชรังเกยี จธุรกจิ นอกกฎหมายของครอบครัว กรณ์ ในขณะท่ีพ่อของกรณ์โกรธแค้นท่ีลูกชายของเขาฝ่าฝืนประกาศิตของพ่อ นวนิยายไม่ได้แถลงทัศนคติท่ีชัดเจนของตัวละครตัวใดท่ีรังเกียจภาวะรักเพศ เดียวกนั ไม่วา่ จะเปน็ ตวั ละครปฏิปกั ษ์ (ท่ีไม่ปรากฏนอกจากพอ่ ) และตวั ละคร รองตวั อื่น ส่วนอัตลักษณ์ของตัวละคร นอกจากความรักระหว่างอินทัชกับกรณ์ที่ เปน็ ผชู้ ายทง้ั คแู่ ลว้ ไมม่ อี งคป์ ระกอบอนื่ ทมี่ าชว่ ยในการยนื ยนั อตั ลกั ษณท์ างเพศ ของตวั ละครในฐานะคนรกั เพศเดยี วกันหรอื เกย์แม้แต่น้อย ทัง้ ยังไม่มวี าทกรรม อ่นื ใดทีน่ �ำมาใชอ้ ธบิ ายภาวะรักเพศเดียวกันของตวั ละคร ต่างกับทพี่ บในผลงาน ของนักเขียนหญิงยุคก่อนหน้า โดยเฉพาะวาทกรรมจิตวิทยาหรือวาทกรรมการ แพทย์ (อริน พนิ ิจวรารักษ,์ 2527; สมเกยี รติ ค่ทู วีกุล, 2548) ความรกั ลกึ ซ้ึง ระหว่างกรณ์กับอินทัชที่ท้ังคู่ต่างเป็นรักแรกของกันและกัน (เท่ากับไม่ปรากฏ วา่ ตวั ละครได้พิสูจนค์ วามชมชอบทางเพศของตนเองมาก่อน จนสามารถนยิ าม อตั ลกั ษณ์ทางเพศของตัวเองได)้ ทำ� ให้เชอ่ื ไดว้ า่ เราอาจจดั ดา้ ยแดง เปน็ ยาโออิ ประเภทรักบริสุทธ์ิ ส่ิงกีดขวางท่ีท�ำให้ตัวละครทั้งสองต้องพรากกันจึงไม่ใช่เพศ สถานะหรือเพศวิถีของพวกเขา แต่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างครอบครัวท่ี มพี อ่ ของอนิ ทัชและกรณ์ในฐานะ “องค์ร่างของพอ่ ” (father figure) เป็นตัวการ ท่ที ำ� ใหเ้ กดิ โศกนาฏกรรมในชาติกอ่ น กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   177

ต่างกบั นวนิยายโรมานซ์แนวขา้ มภพชาตเิ รือ่ งอนื่ ของไทย องคป์ ระกอบ ของนวนิยายโรมานซ์ว่าดว้ ยการวาดภาพสงั คม (society defined) ใน ด้ายแดง มิได้น�ำเสนอผ่านอัตลักษณ์ของตัวละครอันน�ำไปสู่การเป็นส่ิงกีดขวาง จุดที่น่า สนใจคือ นวนิยายพยายามวาดภาพสังคมในชาติก่อนผ่านชั้นหนังสือของกรณ์ ที่ภามไปพบเข้าในวันที่ไปเยี่ยมปู่ของตนเอง (พ่อของกรณ์) สิ่งท่ีภามพบคือ “วรรณกรรมพูลิตเซอร์ To Kill a Mockingbird นิยายดสิ โทเปยี 1984 หรอื แม้แต่วรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Romeo and Juliet” (ดา้ ยแดง เล่ม 2: 119) วรรณกรรมทงั้ สามเรอื่ งในตู้หนงั สอื ของกรณส์ อ่ นยั ใหเ้ หน็ ว่า ชาตกิ ่อน เป็น “ดสิ โทเปีย” (dystopia) ของกรณก์ บั อนิ ทัช จากนวนยิ ายเรอื่ ง 1984 ที่ เป็นนวนยิ ายแนวดสิ โทเปียของจอรจ์ ออร์เวลล์ (George Orwell) มีเนื้อหาวา่ ด้วยโลกหรือรัฐสมมติท่ีพลเมืองทุกคนถูกสอดส่องจับจ้องโดยอ�ำนาจรัฐในนาม “Big Brother” ดวงตาของ “Big Brother” กค็ อื ดวงตาของพอ่ ของกรณท์ ่ีจบั จ้อง สอดส่องพฤติกรรมของลกู ชาย สว่ น To Kill a Mockingbird ของฮาร์เปอร์ ลี (Harper Lee) ผวู้ ิจัยคดิ วา่ นอกจากความขัดแย้งในเรือ่ งที่มกี ารตัดสินความผิด ของตวั ละครแลว้ สง่ิ ทเี่ ชอ่ื มโยงกบั ดา้ ยแดง คอื ฉากทอ้ งเรอ่ื งหรอื บรรยากาศใน To Kill a Mockingbird ทม่ี บี า้ นของเพอ่ื นบา้ นผลู้ กึ ลบั เปน็ บรรยากาศแบบกอธคิ (gothic) เทยี บไดก้ บั หอ้ งชุดของกรณก์ ับอินทัช สถานที่ทที่ ้งั ค่ตู ้ังใจใชเ้ ปน็ เรอื น รกั แตก่ ลบั กลายเปน็ เรอื นตาย สถานทที่ ป่ี รากฏในฝนั รา้ ยอนั ยาวนานของดนี และ ภาม หอ้ งชดุ เปน็ ตวั แทนของการหลบซอ่ น ความเปน็ สว่ นตวั และการแยกตวั จาก “ครอบครวั เดมิ ” ของผอู้ ยอู่ าศยั (หอ้ งชดุ เปน็ ทอ่ี ยสู่ ำ� หรบั ครอบครวั เดยี่ วมากกวา่ ครอบครวั ขยาย) วนั สดุ ทา้ ยทคี่ นทงั้ สองใชใ้ นหอ้ งชดุ นน้ั มฝี นตกหนกั บรรยากาศ หมน่ มวั นอกจากนน้ั หอ้ งชุดนี้ยงั เป็นตวั แทนของการหลบซ่อน (จากการจับจ้อง ของพอ่ ) “เป็นความรู้สึกทต่ี ้องหลบซ่อน เหงาหงอย” (ด้ายแดง เล่ม 2: 30) จนมาถงึ ชาติท่ี 2 แมพ้ อ่ ของกรณ์จะรกั ษาห้องชดุ น้ีไว้อย่างดี แตบ่ รรยากาศของ ท่ีดินและตัวอาคารกลับเป็นบรรยากาศที่ไร้ชีวิตและน่าสะพรึงกลัว “ดูเก่ามืด มีไฟเปดิ แค่บางชั้นบอกใหร้ ู้ว่าหลายคนโยกย้ายออกไปแลว้ [...] ปอ้ มยามที่ร้าง คนเฝ้า ตึกที่เคยขาวสะอาดตอนนี้ขึ้นคราบดำ� [...] ภายในลิฟต์ส่งกลิ่นอับชื้น 178 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ไฟสอ่ งแสงสลัวไม่นา่ ไวว้ างใจ” (ด้ายแดง เล่ม 2: 127) หนงั สอื อกี เลม่ หนงึ่ คือ Romeo and Juliet ของวิลเลยี ม เชกสเปยี ร์ (William Shakespeare) เชื่อมโยงได้กับความขัดแย้งของสองตระกูล และ โศกนาฏกรรมอันเกิดจากอัตวินิบาตกรรมของตัวละครเอกท่ีปลิดชีพตนเองตาม กัน (กรณ์ตายกอ่ นจากนัน้ อนิ ทชั จงึ ตายตาม ร่างไร้วิญญาณของทั้งสองซบกัน เช่นเดียวกับท่ีจูเลียตอิงซบโรเมโอ) จากน้ันความขัดแย้งจึงคล่ีคลาย งานเขียน ที่ช่วยวาดภาพสังคมท้ังสามเร่ืองน้ีไม่มีส่วนท่ีเก่ียวข้องกับภาวะรักเพศเดียวกันท่ี สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของตัวละคร ลักษณะดังกล่าวนี้นับเป็นการเว้นระยะห่าง ทางเพศสถานะเชน่ กัน นอกจากน้ันแล้ว ตามขนบยาโออิ โลกของคนรักต่างเพศจะถูกวาดให้ เปน็ ดสิ โทเปยี ในขณะทโี่ ลกของคนรกั เพศเดยี วกนั เปน็ โลกในอดุ มคตหิ รอื ยโู ทเปยี (utopia) นกั วิชาการบางคนจงึ เสนอให้เรยี กวา่ “homotopia” หรอื “gaytopia” เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มแฟนชื่นชอบยาโออิคือเหตุผลทางการเมืองท่ีว่า ยาโออิสร้าง พนื้ ทที่ ภ่ี าวะรกั เพศเดยี วกนั เปน็ ทยี่ อมรบั และนยิ มน�ำเสนอตอนจบทส่ี มหวงั ตา่ ง กับภาพของเกย์ในสอ่ื กระแสหลกั ทเี่ กย์ถกู นำ� เสนอให้เป็นกลุ่มคนทไี่ รป้ ระโยชน์ ถูกตั้งค�ำถามเรื่องโรคเอดส์ และการฆ่าตัวตาย ลักษณะดังกล่าวน้ีเองท่ีดึงดูด กลุ่มผู้รับท่ีเป็นชนกลุ่มน้อยทางเพศนอกเหนือจากกลุ่มผู้หญิง (Kee, 2010: 132) ประเด็นท่ีชวนคิดก็คือ อดีตชาติอาจเป็นโลกดิสโทเปียที่ครอบง�ำโดย บรรทัดฐานรักต่างเพศได้ สังเกตได้จากอ�ำนาจท�ำลายล้างของอ�ำนาจชายเป็น ใหญ่ในนามองค์ร่างของพ่อ แต่ชาติปัจจุบันจะมีศักยภาพเป็นยูโทเปียของเกย์ มากน้อยเพยี งใด หากอตั ลกั ษณเ์ กย์ถูกทำ� ใหเ้ ลือนรางผ่านการเวน้ ระยะหา่ งทาง เพศสถานะ หากพินิจโครงเรอื่ งในชาติปัจจบุ ัน ตามขนบนวนิยายโรมานซ์ ส่งิ ที่เปน็ ความดงึ ดดู ใจ (attraction) ในตอนการพบ (the meeting) ยังถกู อธบิ ายว่า “ไม่ใช่ความหล่อเหลาที่ดึงดูดเขาไว้ หากเป็นอะไรสักอย่างที่ชวนให้อาวรณ์... จนขอบตาร้อนผ่าว เด็กหนุ่มรีบเช็ดน�้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมา พลางขมวดค้ิวงุนงง ไม่เข้าใจตัวเอง หัวใจเต้นระทึกเหมือนต่ืนเต้น คล้ายเจอของท่ีตามหามานาน” กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   179

(ด้ายแดง เล่ม 1: 11) ทั้งนี้มไิ ด้หมายความวา่ ดา้ ยแดง มิได้น�ำเสนอตวั ละคร ในเชิงเร้าความปรารถนาทางเพศ องค์ประกอบเหล่านั้นมีปรากฏตามขนบของ นวนยิ ายยาโออิ แตอ่ กี เสยี งหนง่ึ ทเ่ี ขา้ มาแขง่ ขนั เสมอคอื การยำ้� วา่ ตวั ละครดงึ ดดู เข้าหากันด้วยบุพเพสันนิวาสเช่นกัน มิใช่ความปรารถนาทางเพศที่เกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นความปรารถนาทต่ี ิดตัวมาตัง้ แต่ชาตกิ ่อน “เพยี งแค่เรมิ่ สมั ผสั กล็ ามพร่ึบ จนหา้ มแทบไม่อยู่ เหมอื นร่างกายของเขากบั พีด่ ีนรู้จกั กันมากอ่ น รูแ้ ม้กระท่ังว่า จบั แตะตรงไหนแล้วจะรูส้ กึ ดี” (ดา้ ยแดง เลม่ 1: 214) การยืนยันอัตลักษณ์เพศสถานะของภามและดีน จึงเกิดข้ึนผ่านเพศ สมั พนั ธแ์ ละรกั โรแมนตกิ ระหวา่ งเขาทง้ั สองคนเทา่ นนั้ ภามและดนี เวน้ ระยะหา่ ง ทางเพศสถานะด้วยการไม่นิยามตนเองในฐานะเกย์ คร้งั หนึ่งเมอื่ เพ่อื นถามภาม เร่ืองความชมชอบทางเพศของเขา ภามก็ตอบเพียงว่า “เราเฉยๆ ทั้งสองเพศ ถา้ มนั จะใช่ เพศไหนก็ไม่น่ามีปญั หานะ” (ด้ายแดง เลม่ 1: 15) เมอ่ื หนั กลบั มาพนิ จิ สงิ่ กดี ขวางในโครงเรอื่ งของชาตปิ จั จบุ นั ดนี และภาม มิได้ถูกขัดขวางโดยครอบครัวอีก แต่ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนา ไป ภาพหลอนของอดีตชาติกลบั เปน็ ทั้งเงอื่ นไขที่ดึงคนทงั้ สองเข้าหากนั ในขณะ เดยี วกนั กผ็ ลกั คนทง้ั สองออกจากกนั ดว้ ยความกลวั วา่ โศกนาฏกรรมในอดตี ชาติ จะเกิดขึ้นซ้�ำรอย มิใช่เพราะการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องต้องห้ามอีกต่อไป เมื่อพิจารณาขนบของนวนิยายโรมานซ์ข้ามภพชาติท่ีตัวละครในชาติใหม่จะมี อตั ลกั ษณเ์ ปลยี่ นแปลงไปตามบรบิ ทสงั คมทเ่ี ปลย่ี นไป ใน ดา้ ยแดง สงั คมทเ่ี ปลยี่ น ไป ไม่ใช่เง่ือนไขที่ท�ำให้ครอบครัวยอมรับความรักระหว่างดีนกับภาม แต่เป็น เพราะบาดแผลในครอบครัวจากการสูญเสยี กรณแ์ ละอินทชั ไปในชาตกิ อ่ น ดงั ท่ี กฤตพูดกับกรณ์ในร่างดีนและอินทัชในร่างภามว่า “อย่าโกรธพ่อเลยนะพี่ อย่า โกรธพวกพอ่ เลยนะอนิ พวกเขาเจบ็ เหลอื เกนิ แลว้ ” (ดา้ ยแดง เล่ม 2: 137) ประเดน็ นข้ี ยายความไดว้ า่ ด้ายแดง ไม่ไดแ้ สดงใหเ้ หน็ อยา่ งเด่นชดั วา่ ทัศนคติของครอบครัวและสังคมเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะท่ีเปิดรับความหลาก หลายทางเพศมากขนึ้ แตเ่ ปน็ เพราะองคร์ า่ งของพอ่ เสอ่ื มทรดุ ลง พอ่ ของอนิ ทชั เสยี ชวี ติ ไปแลว้ พอ่ ของกรณก์ ลายเปน็ ชายชรานง่ั รถเขน็ ทง้ั ยงั เจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคมะเรง็ 180 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ระยะสุดทา้ ย สว่ นกฤต (นอ้ งชายคนรองของกรณ์ พ่ีชายของกาจน์พ่อของภาม) ทร่ี บั ราชการต�ำรวจก็มลี ูกชายทเี่ ป็นคนรักเพศเดยี วกัน ตอนท่แี ม่ของภามรเู้ รอ่ื ง คนรักของเขากย็ อมรบั อยา่ งไม่มีเงื่อนไข “ขอแคล่ กู แมม่ ีความสขุ และคนคนนน้ั รักลูกของแม่...” (ด้ายแดง เล่ม 1: 219) เช่นเดียวกับอันทิกายายของดีน (พส่ี าวของอนิ ทชั ) รวมทง้ั พอ่ และแมข่ องดนี ทยี่ อมรบั ความรกั ของดนี กบั ภาม เพราะ เขา้ ใจลกึ ซง้ึ ถงึ ความทรมานจากการสญู เสยี พลดั พรากและการถกู กดี กนั ความรกั มาก่อน (อลนิ ตั้งทอ้ งดีนตง้ั แต่ยังเรียนไมจ่ บชัน้ มธั ยมศกึ ษา จงึ ขัดแยง้ กับยา่ ของ ดีน) นวนิยายมิได้แสดงให้เห็นว่า ตัวละครหรือสภาพสังคมเปิดกว้างข้ึนอย่าง เปน็ รปู ธรรมเพือ่ โอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างไร ในแง่อตั ลักษณ์สว่ นตวั ของตวั ละคร ทงั้ ดนี และภามมีความสมั พันธ์แบบ ทงั้ รักทัง้ ชงั กับอดตี ชาตขิ องตนเอง ดงั ท่ีพระรูปหนึ่งกลา่ วแก่เขาทัง้ สองว่า “ส่ิงท่ี ผูกพันโยมเอาไว้มที ั้งผลดีและรา้ ย” (ด้ายแดง เล่ม 2: 11) ตง้ั แต่ยังเดก็ ดีนมกั จะเหม่อเหมอื นมองหาใครอยู่เสมอ เขาฝนั ถึงอดีตชาตขิ องตนด้วยความรสู้ ึกสขุ ระคนเศร้า อ่อนหวานระคนขมข่ืน “จากอาทิตย์ละสองหนกลายเป็นเดือนละ หน และนานๆ หน เหมอื นกับก�ำลังถูกลืมเลือน ดีนรู้สึกใจหายอย่างบอกไมถ่ ูก ดงั นนั้ เวลาไดฝ้ นั ถงึ เขาจงึ ไมเ่ ศรา้ อกี แตเ่ ปลยี่ นเปน็ ดม่ื ดำ่� กบั ความสขุ ในชว่ งเวลา น้นั แทน” (ดา้ ยแดง เลม่ 1: 37) ในขณะทภี่ ามทกุ ข์ทรมานเพราะการฝนั ถงึ อดตี ชาตซิ ำ้� ๆ และมอี าการชกั เกรง็ ในยามทไี่ ดย้ นิ เสยี งดงั โดยไมต่ ง้ั ตวั (เปน็ สญั ญาเกา่ ทต่ี ดิ มาจากเสยี งลนั่ ไกปนื ในชาตกิ อ่ น) ทง้ั ดนี และภามมรี อยปานอยตู่ รงขมบั ทง้ั คู่ (นยั วา่ เปน็ รอยแผลเปน็ จากการยงิ ตวั เองในชาตกิ อ่ นเชน่ กนั ) โครงเรอ่ื งในชาตทิ ่ี 2 จงึ เป็นการเดินทางขนานกนั ไประหวา่ งการพฒั นาความสัมพันธร์ ะหว่างดนี กบั ภาม และการทตี่ วั ละครทง้ั สองตอ้ งตามหาตวั ตนในอดตี ชาตขิ องตนเองเพอ่ื เขา้ ใจ และเพอื่ ปลอ่ ยวางในท่สี ดุ หากตีความว่าอดีตชาติของตัวละครเอกเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล อันทุกข์ทรมานของชนกลุ่มน้อยทางเพศ นวนิยายยาโออิมิได้น�ำประวัติศาสตร์ ดังกล่าวมาใช้เพ่ือสร้างพลังให้แก่กลุ่ม หรือมีส่วนในการสร้างอัตลักษณ์เพศ สถานะให้แก่ตัวละคร เพราะสุดท้ายแล้ว ส่ิงที่ดีนและภามเลือกทำ� คือ การ กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   181

ประนปี ระนอมกบั อตั ลกั ษณใ์ นชาตกิ อ่ นดว้ ยการใหอ้ ภยั ทง้ั คนในครอบครวั และ ใหอ้ ภัยตนเอง ไม่กลา่ วโทษผู้ใด และไม่มองวา่ ตนเองเปน็ เหยือ่ ของบรรทดั ฐาน รักต่างเพศอีกต่อไป “การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย มันคือการหนีท่ีเห็น แก่ตัว” (ด้ายแดง เลม่ 2: 135) หลายครัง้ ตัวละครจึงต้องยนื ยนั อัตลกั ษณใ์ น ชาติใหม่ที่เป็นอิสระจากประวัติศาสตร์บาดแผลของชนกลุ่มน้อยทางเพศในชาติ ก่อน ดงั ตอนที่ภามไปพบอนั ทกิ าครงั้ แรก ดนี ถามว่า “เด็กด.ี ..ภามคือใครครบั ” ภามตอบวา่ “ภาม...คอื ภาม” (ดา้ ยแดง เล่ม 2: 14) การเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะดว้ ยการปฏเิ สธประวตั ศิ าสตรบ์ าดแผล ของชนกลมุ่ นอ้ ยทางเพศยงั วเิ คราะหไ์ ดจ้ ากการทป่ี ระวตั ศิ าสตรด์ งั กลา่ วกลายเปน็ เง่ือนไขทที่ �ำให้เกิดการตายเป็นพธิ ี (point of ritual death) ในนวนยิ ายโรมานซ์ องคป์ ระกอบดงั กลา่ วคอื การทตี่ วั ละครตอ้ งพลดั พรากกนั ชวั่ คราว กอ่ นจะกลบั มา เขา้ สู่ขั้นตอนสมรสสมรกั กนั (betrothal) “ตอนน้ีพวกเขาไม่มีอะไรผกู มัดกันอกี ต่อไปแล้ว ไมม่ ีดา้ ยสีแดง ไม่มีความทรงจำ� อะไรอีก ถงึ เวลาแลว้ ทตี่ ้องทบทวน ตวั เองสกั ที” (ด้ายแดง เลม่ 2: 142) ภาพที่ 2 ภามเห็นกรณ์กับอินทัชในความฝันเป็นครั้งสุดท้าย (ภาพจากซีรีส์เร่ือง ดา้ ยแดง) 182 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ความพยายามถอยห่างจากอัตลักษณ์ท่ีติดมาจากอดีตชาติ ยังอาจ อธิบายได้จากมุมมองเร่ืองบุพเพสันนิวาสในบริบทวัฒนธรรมประชานิยม ที่ส่อ นัยใหเ้ ห็นปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งความเชือ่ ทางพุทธศาสนากบั บริโภคนยิ ม ความคดิ เร่อื งบพุ เพสันนวิ าสหรือการกลบั ชาติมาเกิด เม่ือน�ำมาสรา้ งซำ้� มกั จะสอดแทรก แนวคิดเร่อื งเจตจ�ำนงเสรี (free will) เขา้ ไปดว้ ย แนวคดิ เรอื่ งบุพเพสนั นิวาสใน วฒั นธรรมประชานิยม (เช่นในตวั บทภาพยนตร)์ จึงแทรกเขา้ มาเพื่อสรา้ งความ หวงั วา่ คนจะมชี วี ติ รกั ทด่ี ขี น้ึ ไดม้ ากกวา่ ทจ่ี ะนำ� ไปสกู่ ารใครค่ รวญชวี ติ ตามปรชั ญา พุทธศาสนา (Suansamut, 2009: 194) โดยนัยนี้ ตัวละครเอกใน ด้ายแดง จึง พบกันดว้ ยบุพเพสันนวิ าส แต่รักกนั ดว้ ยเจตจำ� นงเสรี อนั เปน็ การถอยหา่ งจาก ประวตั ิศาสตร์บาดแผลของชนกลมุ่ นอ้ ยทางเพศ ดีนและภามเกดิ มาใหมเ่ พอ่ื รกั กนั มิไดเ้ กดิ มาเพื่อยนื ยนั อตั ลกั ษณค์ นรักเพศเดียวกัน การเว้นระยะห่างทางเพศสถานะยังสังเกตได้จากการที่ตัวละครเอก โน้มเข้าหาบรรทัดฐานรักต่างเพศ ในตอนท่ีดีนและภามก�ำลังจะมีเพศสัมพันธ์ แบบสอดใส่อวัยวะเพศคร้ังแรก ดีนพูดเรื่องแต่งงานข้ึนมาก่อน ส่อนัยว่าเพศ สัมพันธ์คร้ังนี้เกิดในนามของสถาบันการสมรสตามบรรทัดฐานรักต่างเพศ “ถ้า ภามเรียนจบ พี่จะไปรับมาอยู่ดว้ ยกัน […] แม่อยู่นิวยอร์กน่ี ถา้ พี่จ�ำไม่ผดิ ท่นี ั่น ใหเ้ พศเดียวกนั แตง่ งานได”้ (ดา้ ยแดง เล่ม 2: 90-91) ในตอนพเิ ศษดีนและภาม ไดจ้ ดั พธิ สี มรสทนี่ ิวยอรก์ จริง แต่พิธีดงั กลา่ วเป็นการท�ำให้ขนบนวนิยายโรมานซ์ สมบูรณ์มากกว่าที่จะส่อนัยทางการเมืองเพื่อชนกลุ่มน้อยทางเพศ เพราะไม่ได้ สะท้อนกลับมาสนทนากับสิทธิทางกฎหมายของชนกลุ่มน้อยทางเพศในสังคม ไทยแต่อย่างใด ทง้ั ยงั น�ำเสนอการสูข่ อแบบท่เี จ้าบา่ ว (ดนี ) สูข่ อเจ้าสาว (ภาม) ตามขนบการสมรสของคนรักตา่ งเพศดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม แมจ้ ะโนม้ เข้าหาบรรทัดฐานรกั ต่างเพศ แต่ตวั ละครกย็ งั เวน้ ระยะหา่ งจากบรรทดั ฐานดงั กลา่ วในลกั ษณะทง้ั ผลกั ทง้ั ดงึ เชน่ เดยี วกบั ความ สับสนทเี่ กดิ ขนึ้ ในอัตลกั ษณ์ระหวา่ งอดตี ชาติกับชาติปจั จบุ ัน ตัวอยา่ งท่ีนา่ สนใจ อย่างยงิ่ คือ ดนี เปลี่ยนนามสกลุ ไปใช้นามสกลุ เดมิ ของอลนิ ซง่ึ เปน็ นามสกุลเดยี ว กบั อนิ ทชั เพอ่ื ขอขมาแกค่ รอบครวั ฉตั รโภคนิ ทเ่ี ขา (กรณใ์ นอดตี ชาต)ิ มสี ว่ นทำ� ให้ กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   183

ครอบครัวนี้ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวไป ดีนได้รับแหวนที่ตกทอดมาส�ำหรับ ลกู ชายคนโตของฉตั รโภคิน เขาน�ำแหวนนนั้ มาใชห้ ม้นั ภาม ดีนปวารณาตวั เปน็ ทายาทของตระกลู แทนอนิ ทชั แตก่ ารกระทำ� ของดนี เปน็ เพยี งการสบื ทอดทายาท แหง่ ความไรท้ ายาท เพราะไม่วา่ จะเปน็ อนิ ทชั หรอื ดนี เขาท้งั ค่ตู ่างกไ็ มอ่ าจสรา้ ง ครอบครวั ตามตรรกะแหง่ การสบื ทอดตระกลู ตามสายทายาทผชู้ าย (patrilineage) หรอื ตามบรรทดั ฐานรักตา่ งเพศได้ “รกั กนั เพื่อรอวันพบกันใหม่”: ความสง่ ทา้ ย (coda) การตคี วามเปน็ ความพยายามทจ่ี ะสถาปนาฐานความคดิ รว่ ม (ground) บางประการเพ่ือการถกเถียงเรอ่ื งทัศนะ (views) และคณุ คา่ (values) (Fluck, 2017: 161) คุณคา่ ในท่ีน้ีหมายถึงระบบความคดิ ทอ่ี ยูเ่ บ้อื งหลังการเลอื กกระท�ำ หรือไม่กระท�ำส่ิงใดส่ิงหนึ่ง รวมท้ังระบบความคิดที่อธิบายการกระทำ� อย่างใด อยา่ งหนง่ึ ในกจิ กรรมของมนษุ ย์ แตเ่ ดมิ นยิ มเรยี กวา่ “คา่ นยิ ม” ในทนี่ เ้ี ลอื กเรยี ก ว่า “คณุ คา่ ” เพราะคุณค่าไมจ่ ำ� เปน็ ต้องแพรห่ ลาย และอาจสมั พันธ์กับความคดิ ความเช่ือในระดับปัจเจกบุคคล การตีความในบทความนี้จึงมุ่งน�ำเสนอการเว้น ระยะหา่ งทางเพศสถานะ ในฐานะฐานความคดิ รว่ มทใี่ ชว้ เิ คราะหน์ วนยิ ายยาโออิ ของไทย การเวน้ ระยะหา่ งทางเพศสถานะ เปน็ ยทุ ธศาสตรก์ ารอา่ นทจี่ ะตอ่ ยอดใน การวิเคราะหป์ ระเดน็ อืน่ ไดอ้ กี มาก ในกรณบี รบิ ทไทย สงิ่ ท่ีท�ำให้ยาโออซิ อ้ นทับ กบั ชนกลุ่มนอ้ ยทางเพศส่วนหน่ึงเกดิ จากการอ้างองิ กับอุตสาหกรรม เชน่ กรณี ทนี่ กั แสดงจากซรี สี ท์ ีด่ ดั แปลงจากนวนิยายยาโออถิ า่ ยแบบลงนิตยสาร Attitude ฉบับภาษาไทย ซ่ึงเป็นนิตยสารเพื่อชูความหลากหลายทางเพศ ปรากฏการณน์ ี้ เกดิ ขนึ้ ในปลายปี 2559 ท่บี รษิ ทั GMMTV เรมิ่ สร้างซีรีส์ยาโออิ จนกระทง่ั ปี 2561 ทนี่ ติ ยสาร Attitude ปิดตัวลง นอกจากนน้ั ยังมีกรณีทก่ี ลุ่มแฟนโกรธ แคน้ ท่พี บว่า นักแสดงจาก “ซรี ีสว์ าย” เปดิ ตัวคนรักผู้หญงิ หรอื แสดงอตั ลักษณ์ ชายรักต่างเพศ ทำ� ให้เกดิ กระแสตอ่ ตา้ นในโลกอนิ เทอร์เน็ตหลายกรณี รวมทัง้ ชุมชนอินเทอร์เน็ตที่วิพากษ์ปัญหาการน�ำเสนอผู้หญิงรักต่างเพศและกลุ่มคนท่ี 184 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

มีความหลากหลายทางเพศในนวนยิ ายยาโออิหรือสอ่ื ยาโอออิ ย่างรนุ แรง17 การเว้นระยะห่างทางเพศสถานะน่าจะเป็นมุมมองที่ช่วยให้เราไม่มอง ทั้งยาโออิหรอื ชนกลุ่มน้อยทางเพศเปน็ ภาพเดยี ว และในมุมมองน้ีอาจชว่ ยทำ� ให้ เห็นการเมืองที่อยู่เบื้องหลังท้ังบรรทัดฐานรักต่างเพศหรือแม้แต่บรรทัดฐานรัก เพศเดียวกนั ได้ ท้งั ยงั ทำ� ให้ตระหนกั ดว้ ยวา่ ยุทธศาสตรก์ ารอ่านและการตีความ เปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศในสังคม ได้ โดยทีไ่ มจ่ �ำกดั วา่ ตอ้ งนิยามตนเองเปน็ สว่ นหนงึ่ ของกลมุ่ เคลอื่ นไหวทางสงั คม เสมอไป บรรณานุกรม ภาษาไทย ณัฐนพ พลาหาญ (2556), “วรรณศลิ ป์จฬุ าฯ ใตร้ ่มเงา ‘วายนะศลิ ป์’”, ปาจารยสาร, 37(1): 44-47. ณิชชารยี ์ เลศิ วิชญโรจน์ (2560), หวั ใจวาย, กรงุ เทพฯ: Bun Books. นทั ธนัย ประสานนาม (2562), “นวนยิ ายยาโออิของไทย: การศกึ ษาเชงิ วเิ คราะห”์ , วารสารวิชาการ หอสมุดแห่งชาต,ิ 7(2): 16-34. สมเกยี รติ คทู่ วกี ลุ (2548), “ภาพสะทอ้ นชายรกั รว่ มเพศในนวนยิ ายไทยในสามรอบทศวรรษ (พ.ศ. 2513-2543): การศกึ ษาศกั ยภาพ ข้อจำ� กัด และทางออกของนักเขยี นหญิง”, วารสาร มนุษยศาสตร์ปริทรรศน,์ 27(1): 136-145. สุภาวรัชต์ วัฒนทัพ (2556), ภาพแทนคนรักเพศเดียวกันในนิยายวายจากส่ืออินเทอร์เน็ต, วทิ ยานพิ นธ์ ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ อนัญญา วารีสอาด (2553), อัตลักษณ์กับบริบททางสังคมในนิยายโรมานซ์แนวข้ามภพชาติของ ไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. อรวรรณ วิชญวรรณกุล (2559), ผู้หญิงกับการสร้างนวนิยายชายรักชาย, วิทยานิพนธ์ปริญญา วารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และส่ือสาร มวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ 17 ดกู รณตี วั อยา่ งไดใ้ น “จะเกดิ อะไรตอ่ ไปกบั ความเปน็ เตนวิ ตามดปู ระเดน็ ทม่ี คี นตงั้ ขอ้ สงั เกตไว”้ (awkward 55555, 24 กรกฎาคม 2562); “ดราม่า #nnevvy ท�ำสงครามโซเชยี ลก่อตัว จากเร่ืองเล็กๆ ของ ไบร์ท วชริ วิชญ์” (ไทยรัฐออนไลน์, 12 เมษายน 2563); “สรปุ ดรามา่ ครสิ พรี วสั งานเข้า ถกู ขุดเหยยี ดคน-เลน่ มกุ เหยื่อถกู ขม่ ขนื ” (ไทยรฐั ออนไลน์, 17 มิถนุ ายน 2563). กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   185

อรนิ พนิ จิ วรารกั ษ์ (2527), การใชเ้ รอ่ื งรกั รว่ มเพศในนวนยิ ายไทย พ.ศ. 2516-พ.ศ. 2525, วทิ ยานพิ นธ์ ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัย จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . LazySheep (2562), ดา้ ยแดง เล่ม 1-2, พิมพค์ รั้งท่ี 3, กรุงเทพฯ: ส�ำนกั พิมพ์ Hermit. ภาษาอังกฤษ Akatsuka, N. (2010), “Uttering the Absurd, Revaluing the Abject: Femininity and the Disavowal of Homosexuality in Transnational Boys’ Love Manga”, in Levi, A. et al. (eds.), Boys’ Love Manga: Essays on the Sexual Ambiguity and Cross-Cultural Fandom of the Genre, Jefferson, North Carolina: McFarland & Company: 159-176. Bolen, D. (2016), “Homonormativity”, in Goldberg, A. (ed.), The SAGE Encyclopedia of LGBTQ Studies, Thousand Oaks, California: Sage: 542-544. Fluck, W. (2017), “Reader”, in Thomsen, M. et al. (eds.), Literature: An Introduction to Theory and Analysis, London: Bloomsbury: 157-167. Hitoshi, I. (2015), “Representational Appropriation and the Autonomy of Desire in Yaoi/BL”, translated by K. Suganuma, in McLelland, M. et al. (eds.), Boys’ Love Manga and Beyond: History, Culture, and Community in Japan, Jackson: University Press of Mississippi: 210-232. Jeppesen, S. (2016), “Heteronormativity”, in Goldberg, A. (ed.), The SAGE Encyclopedia of LGBTQ Studies, Thousand Oaks, California: Sage: 492-496. Kee, T. (2010), “Rewriting Gender and Sexuality in English Language Yaoi Fanfiction”, in Levi, A. et al. (eds.), Boys’ Love Manga: Essays on the Sexual Ambiguity and Cross-Cultural Fandom of the Genre, Jefferson, North Carolina: McFarland & Company: 126-156. Kwon, J. (2019), Straight Korean Female Fans and Their Gay Fantasies, Iowa City: University of Iowa Press. Lam, L. (2006), “Sexual Minorities”, in Gerstner, D. (ed.), Routledge International Encyclopedia of Queer Culture, London and New York: Routledge: 519. Laurent, E. (2014), “Sexuality and Human Rights: An Asian Perspective”, in Graupner, H. and Tahmindjis, P. (eds.), Sexuality and Human Rights: A Global Overview, New York and Oxford: Routledge: 163-226. Martin, F. (2017), “Girls Who Love Boys’ Love: BL as Goods to Think with in Taiwan (with a Revised and Updated Coda)”, in Lavin, M. et al. (eds.), Boys’ Love, Cosplay, and Androgynous Idols: Queer Fan Cultures in Mainland China, Hong Kong, and Taiwan, Hong Kong: Hong Kong University Press: 195-219. 186 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

Mizoguchi, A. (2003), “Male-Male Romance by and for Women in Japan: A History and the Subgenres of Yaoi Fictions”, U.S.-Japan Women’s Journal, 25: 49-75. Prasannam, N. (2019), “Yaoi Phenomenon in Thailand and the Fan/Industry Interaction”, Plaridel: A Philippine Journal of Communication, Media, and Society, 16(2): 62-89. Ramsdell, K. (2012), Romance Fiction: A Guide to the Genre, Santa Barbara, California: Libraries Unlimited. Regis, P. (2003), A Natural History of the Romance Novel, Philadelphia: University of Pennsylvania Press. Suansamut, P. (2009), The Ideology of Love in Popular Thai Tragic Romance, 1997-2007, unpublished Doctoral Thesis, Thai Studies Program, Chulalongkorn University. Welker, J. (2008), “Lilies of the Margin: Beautiful Boys and Queer Female Identities in Japan”, in Martin, F. et al. (eds.), AsiaPacifiQueer: Rethinking Genders and Sexualities, Urbana and Chicago: University of Chicago Press: 46-66. Yang, L. and Xu, Y. (2017), “Chinese Danmei Fandom and Cultural Globalization from Below”, in Lavin, M. et al. (eds.), Boys’ Love, Cosplay, and Androgynous Idols: Queer Fan Cultures in Mainland China, Hong Kong, and Taiwan, Hong Kong: Hong Kong University Press: 3-19. สือ่ ออนไลน์ ไทยรฐั ออนไลน์ (2563), “ดรามา่ #nnevvy ทำ� สงครามโซเชยี ลก่อตัว จากเรื่องเลก็ ๆ ของ ไบร์ท วชริ วิชญ์”, สบื คน้ เมือ่ 9 กรกฎาคม 2563, จาก ttps://www.thairath.co.th/entertain/ news/1818614 ไทยรัฐออนไลน์ (2563), “สรุปดราม่า คริส พีรวัส งานเข้า ถูกขุดเหยียดคน-เล่นมุกเหยื่อถูก ข่มขืน”, สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2563, จาก https://www.thairath.co.th/entertain/ news/1871079 awkward55555 (2562), “จะเกดิ อะไรต่อไปกับความเป็น เตนวิ ตามดูประเดน็ ท่มี ีคนตัง้ ขอ้ สงั เกต ไว้”, สืบค้นเมอ่ื 9 กรกฎาคม 2563, จาก https://www.siamzone.com/board/view. php?sid=4345919 Prepanod Nainapat (2560), “เพศไหนๆ กอ็ า่ นนิยาย Y ได:้ พื้นท่ีของวัฒนธรรม Y และความ เข้าใจผดิ ๆ ต่อคนอ่าน กบั ทมี งาน Y Book Fair”, สืบค้นเมอื่ 7 มถิ ุนายน 2563, จาก https://thematter.co/rave/sit-and-have-some-chit-chat-about-y-book-fair กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   187

แนวคดิ การศึกษาเสียงบรรยายภาพสำ� หรบั สอื่ โทรทศั น์ กลุ นารี เสือโรจน1์ บทคดั ยอ่ บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นถึงความส�ำคัญของเสียง บรรยายภาพทางโทรทศั น์ เเละสถานการณข์ องเสยี งบรรยายภาพในฐานะบรกิ าร เพอ่ื การเขา้ ถงึ สอื่ โทรทศั นป์ ระเภทหนง่ึ ในประเทศไทย นอกจากน้ี ยงั ชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ 4 เเนวคดิ หลกั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เสยี งบรรยายภาพทางโทรทศั น์ ซง่ึ จะชว่ ยท�ำใหผ้ เู้ ขยี น บทเสยี งบรรยายภาพสามารถผลติ สอ่ื ประเภทนไี้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ประกอบ ดว้ ย (1) เเนวคิดเชิงการเรยี นรู้ (cognitive approach) 3 กลุม่ ยอ่ ย ไดแ้ ก่ (ก) the production perspective ทมี่ งุ่ ศึกษาผูผ้ ลติ เสยี งบรรยายภาพในฐานะ ของผูส้ ่งสาร (ข) the reception perspective มงุ่ ศึกษากล่มุ ผรู้ ับสาร เช่น กลุ่ม คนพกิ ารทางการเห็น หรือผู้สูงอายุ ในฐานะผ้ใู ชง้ านสื่อเสยี งบรรยายภาพ และ (ค) the meeting of minds perspective มงุ่ ศกึ ษาการสง่ ตอ่ ความหมายระหวา่ ง ผู้ส่งสารและผู้รับสารท่ีเป็นคนพิการทางการเห็น (2) แนวคิดเร่ืองภววิสัยและ อตั วสิ ยั ในงานเสยี งบรรยายภาพ ซงึ่ เปน็ ประเดน็ ถกเถยี งสำ� คญั ในการศกึ ษาเสยี ง บรรยายภาพ โดยในบทความจะนำ� เสนอข้อดีเเละข้อจ�ำกัดของท้ังสองรูปเเบบ (3) แนวคิดการออกแบบเสียงส�ำหรับการผลิตเสียงบรรยายภาพ ซ่ึงจะเป็น ประโยชน์ในการสร้างสมดุลของเสียงจากต้นฉบับเเละเสียงบรรยายภาพที่เสริม เขา้ ไป (4) แนวคดิ วาทกรรมหนา้ ที่ ไดแ้ ก่ วาทกรรมการสนับสนุน (discourse- supporting) วาทกรรมการเติมเต็ม (discourse-filling) และวาทกรรมความ * วันทีร่ ับบทความ 13 มกราคม 2563; วนั ที่แก้ไขบทความ 18 กมุ ภาพันธ์ 2563; วนั ท่ีตอบรบั บทความ 16 เมษายน 2563 1 รองศาสตราจารย์ ประจำ� กลุ่มวิชาวทิ ยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และส่อื สารมวลชน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร.์ 188 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ขัดแย้ง (discourse-contrasting) จะเป็นประโยชน์ในการวเิ คราะห์การเลือกสิ่ง ทีจ่ ะบรรยายในงานเสยี งบรรยายภาพ คำ� ส�ำคัญ: เสียงบรรยายภาพ เสียงบรรยายภาพไทย แนวคิดเชิงการเรียนรู้ ภววิสัย อัตวิสัย การออกแบบเสียง วาทกรรม โทรทัศน์ บริการ เพ่อื การเขา้ ถึงส่อื โทรทศั น์ กนั ยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   189

The Related Concepts of Audio Description for Television Kulnaree Sueroj2 Abstract The main point of this investigation is to state the importance of audio description for television, and to pinpoint the situation of audio description as a television access service in the Thai context. Moreover, this article demonstrates the 4 related concepts of audio description for television which support audio describers to produce the effective audio description as follows. (1) The cognitive approach for audio description which is a method to classify the categories of audio description study into 3 ways which are the production perspective, the reception perspective and the meeting of minds perspective. (2) The concept of objectivity and subjectivity in audio description which is the critical dilemma in audio description area. This part shows the benefits and limitation of both objectivity and subjectivity approaches. (3) The concept of sound design for audio description. This concept will benefit for balancing the original sound of audio-visual products, such as music and sound effects, and audio description as the additional service. (4) The concept of the functional discourse strategy supports the successful selectivity of audio describing which is discourse-supporting, discourse-filling and discourse-contrasting. Keywords: audio description, Thai audio description, subjectivity, objectivity, cognitive approach, sound design, discourse, television, television access services 2 Associate Professor, Department of Radio and Television, Faculty of Journalism and Mass Communication, Thammasat University. 190 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

“เสียงบรรยายภาพ” หรือ “audio description: AD” ทางโทรทศั น์ให้ บริการอย่ใู นหลายประเทศ เชน่ องั กฤษ อเมริกา แคนาดา นวิ ซแี ลนด์ เยอรมนี สเปน อิตาลี โปแลนด์ ฝร่งั เศส โปรตเุ กส ออสเตรยี สวิตเซอรแ์ ลนด์ เกาหลีใต้ และญป่ี ุน่ รวมถงึ อกี หลายประเทศในแถบยุโรปในฐานะเครอื่ งมอื สำ� คัญของการ สรา้ งสงั คมส�ำหรบั ทกุ คน (inclusive society) เปน็ สงั คมทที่ กุ คนมสี ทิ ธไิ ดร้ บั การ คมุ้ ครองทางสงั คมอยา่ งเทา่ เทยี ม ไดร้ บั สทิ ธขิ น้ั พน้ื ฐานและการเคารพสทิ ธคิ วาม เปน็ มนุษยอ์ ยา่ งเสมอภาค รวมไปถงึ การเข้าถึงทรัพยากร การใช้ประโยชน์จาก สภาพแวดลอ้ มในมติ ิตา่ งๆ และการเข้าถึงข้อมลู ขา่ วสารดว้ ย (พชิ ญา สุรพลชยั , 2559) สำ� หรบั ประเทศไทยสอื่ เสยี งบรรยายภาพอาจยงั ไม่เป็นทค่ี ุ้นเคยมากนกั ในสงั คมไทย เมอ่ื เทยี บกบั บรกิ ารเพอ่ื การเขา้ ถงึ สอ่ื โทรทศั นส์ �ำหรบั คนพกิ ารอยา่ ง ภาษามอื (sign language: SL) หรอื คำ� บรรยายแทนเสยี ง (subtitling หรอื closed captioning: CC) การศึกษาวิจัยเพ่ือพัฒนาองค์ความรู้ส�ำหรับส่ือประเภทน้ี ใหแ้ พร่หลายมากขึ้น เปน็ สง่ิ สำ� คญั ต่อการขบั เคลอื่ นสือ่ เสียงบรรยายภาพในเชงิ นโยบายให้บรรลผุ ลในภาคปฏิบตั ิ ดงั น้ัน บทความชน้ิ นมี้ วี ัตถุประสงคเ์ พอื่ สร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเสียงบรรยายภาพส�ำหรับสื่อโทรทัศน์ส�ำหรับผู้สนใจ ส่ือประเภทน้ี ทงั้ ในแวดวงวิชาการและวชิ าชพี รายงานผลสำ� รวจจากส�ำนกั งานสถติ แิ ห่งชาติและองค์การยูนเิ ซฟ ระบุ ว่า ประเทศไทยมีคนพิการประมาณ 3.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.5 ของ ประชากรทง้ั หมด ซงึ่ ในจ�ำนวนน้มี ีอกี เปน็ จ�ำนวนมาก ท่ีไม่ได้จดทะเบียน จึง ท�ำให้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการความช่วยเหลือจากภาครัฐ (กองบรรณาธิการ thisable.me, 2562) นอกจากน้ี หากพิจารณารายงานข้อมูลสถานการณ์คน พิการในประเทศไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ กรม สง่ เสริมและพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของคนพกิ าร ปี 2562 พบว่า มคี นพกิ ารทีไ่ ดร้ บั การออกบตั รประจำ� ตวั คนพกิ าร จำ� นวน 1,995,767 คน หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ 3.01 ของประชากรทั้งประเทศ แบ่งเป็นคนพกิ ารทางการเคลื่อนไหวร่างกาย จ�ำนวน 986,583 คน (ร้อยละ 49.43) คนพิการทางการไดย้ นิ หรือการสื่อความหมาย กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   191

จ�ำนวน 372,189 คน (รอ้ ยละ 18.65) คนพกิ ารทางการเหน็ จำ� นวน 196,081 คน (ร้อยละ 9.82) คนพิการทางจิตใจหรอื พฤตกิ รรม จำ� นวน 151,495 คน (รอ้ ยละ 7.59) คนพิการทางสติปัญญา จำ� นวน 135,085 คน (ร้อยละ 6.77) คนพิการมากกวา่ 1 ประเภท จ�ำนวน 123,936 คน (ร้อยละ 6.21) คนพกิ าร ออทิสตกิ จำ� นวน 12,892 คน (ร้อยละ 0.65) และคนพิการทางการเรยี นรู้ จำ� นวน 10,533 คน (ร้อยละ 0.53) โดยในจ�ำนวนน้เี ปน็ กลุม่ คนพกิ ารสงู วัยที่ มีอายตุ ้งั แต่ 60 ปีข้ึนไป มจี ำ� นวน 1,072,470 คน ร้อยละ 53.74 ของจำ� นวน คนพิการทั้งหมด ซึ่งคนพิการในกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทางการ มองเหน็ ในอนาคต นอกจากน้ี แนวโนม้ ของผทู้ อ่ี าจประสบภาวะความบกพรอ่ งทางการมอง เห็นในกลุ่มผู้สูงวัย ยังมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นจากการท่ีสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคม สงู วยั อยา่ งเตม็ รปู แบบ โดยขอ้ มลู จาก United Nations World Population Ageing พบวา่ ประเทศไทยกำ� ลงั อยใู่ นชว่ งการเปลยี่ นผา่ นเขา้ สสู่ งั คมผสู้ งู อายโุ ดยสมบรู ณ์ (aged society) ซงึ่ สหประชาชาตริ ะบวุ า่ ประเทศใดมปี ระชากรอายุ 60 ปขี นึ้ ไป ในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรท้ังประเทศ ถือว่าประเทศ ดังกลา่ วไดก้ า้ วเข้าสู่สังคมผสู้ งู อายุ (aging society) และจะเป็น “สังคมผ้สู ูงอายุ เตม็ รูปแบบ” (aged society) เมอ่ื สดั ส่วนประชากรท่มี ีอายุ 60 ปีขน้ึ ไปเพม่ิ ขน้ึ ถึงรอ้ ยละ 20 โดยประเทศไทยมกี ารคาดการณว์ า่ ในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่ สงั คมประชากรสูงวยั แบบสมบรู ณ์ โดยมีผ้ทู อ่ี ายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20% ของ จ�ำนวนประชากรท้ังหมด (จิราภรณ์ การะเกต,ุ 2561) ดา้ นมลู นิธสิ ถาบันวจิ ัย และพัฒนาผ้สู ูงอายไุ ทยรายงานว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมผี ู้สงู อายทุ ั้งส้นิ 12 ลา้ นคน คิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรทง้ั หมด และจะกลายเปน็ “สังคมผ้สู งู อายเุ ต็มรปู แบบ” เม่อื สดั ส่วนผสู้ ูงอายถุ งึ รอ้ ยละ 20 ในอนาคตอนั ใกล้ ดังนั้น การเตรยี มพรอ้ มสำ� หรบั สงั คมผสู้ งู อายจุ งึ มคี วามจำ� เปน็ ซงึ่ สอื่ เสยี งบรรยายภาพ เปน็ หนงึ่ ในบริการที่ช่วยท�ำให้ผู้สงู อายุสามารถเข้าถึง ขอ้ มลู ขา่ วสารจากสอื่ ตา่ งๆ ได้ แม้จะมคี วามบกพรอ่ งทางการมองเหน็ ท่อี าจเกดิ ขึ้นตามช่วงวยั 192 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

ในขณะเดยี วกนั Romero-Fresco (2019) ยังระบวุ ่า เสียงบรรยายภาพ เกดิ ประโยชนไ์ ดท้ ง้ั กบั คนพกิ ารทางการเหน็ ผสู้ งู อายุ รวมไปถงึ คนทว่ั ไปทอ่ี าจไม่ ไดม้ ปี ญั หาทางการมองเหน็ แตส่ ามารถเขา้ ถงึ และใชป้ ระโยชนจ์ ากเสยี งบรรยาย ภาพได้ ในกรณีทใี่ ชส้ ือ่ โทรทัศน์ควบคู่กับการท�ำกิจกรรมอน่ื เช่น ดโู ทรทัศน์ใน ขณะขบั รถ เป็นตน้ สถานการณเ์ สียงบรรยายภาพในบรบิ ทสังคมไทย เสียงบรรยายภาพ หรือ audio description (AD) เป็นบริการเพื่อ ลดทอนขอ้ จำ� กดั ในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ดา้ นภาพ ซงึ่ เปน็ การขยายศกั ยภาพการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ขา่ วสารและความบนั เทงิ ในสอ่ื และกจิ กรรมประเภทตา่ งๆ สำ� หรบั คนทมี่ ขี อ้ จำ� กดั ทางการมองเหน็ ซงึ่ เสยี งบรรยายภาพ หรอื audio description นนั้ สามารถ แบง่ ออกเปน็ เสยี งบรรยายภาพสำ� หรบั ภาพนงิ่ (statistic audio description)เชน่ เสยี งบรรยายภาพในหนงั สอื วตั ถจุ ดั แสดงหรอื นทิ รรศการในพพิ ธิ ภณั ฑ์ และภาพ เคล่อื นไหว (dynamic audio description) เช่น เสยี งบรรยายภาพส�ำหรบั การ แสดงสด ภาพยนตร์ ส่ือออนไลน์ หรือรายการโทรทัศน์ เป็นตน้ (Fryer, 2016) โดยในบริบทสังคมไทยมีการให้บริการส่ือประเภทนี้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น เสยี งบรรยายภาพในละครเวทเี รอ่ื ง โหมโรง เดอะ มวิ สคิ ลั (2558) แอปพลเิ คชนั พรรณนา (Pannana) บริการเสยี งบรรยายภาพส�ำหรบั การรบั ชมภาพยนตร์และ ละครโทรทศั น์ (2560-ปจั จบุ นั ) เสยี งบรรยายภาพทพ่ี พิ ธิ ภณั ฑ์ การแพทยศ์ ริ ริ าช เสียงบรรยายภาพสำ� หรบั ภาพยนตรแ์ ละละครทางเวบ็ ไซต์ www.adofthailand. com 1414 สายดว่ นข่าวสารความรู้ และแอปพลเิ คชัน Tab2Read Mobile ท้งั ในระบบ Android และ IOS รวมถงึ เสียงบรรยายภาพที่ออกอากาศทางสถานี โทรทัศน์ (กลุ นารี เสือโรจน์, 2558ข) ความส�ำคญั ของเสียงบรรยายภาพสำ� หรบั โทรทศั น์ บทความช้ินนี้จะกล่าวถึงเฉพาะเสียงบรรยายภาพส�ำหรับรายการ โทรทศั น์ ซงึ่ เปน็ สอื่ พนื้ ฐานของคนในสงั คม เพราะเปน็ สอ่ื ทมี่ กี ารเขา้ ถงึ และใชง้ าน กนั ยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   193

อย่างแพร่หลาย โทรทัศนเ์ ปน็ ส่อื มวลชน (mass media) ท่ีสามารถเขา้ ถงึ คน ได้เป็นจ�ำนวนมาก จึงท�ำให้สื่อประเภทน้ีมีความส�ำคัญต่อปัจเจกและสังคมใน ฐานะส่ือกลางเชือ่ มโยงสง่ ตอ่ ความรู้ ความคดิ ทศั นคติ และพฤติกรรมของผู้คน ในสังคม ดงั น้นั คนทกุ คนในสังคม ไม่วา่ จะมีขอ้ จ�ำกดั ทางร่างกายอยา่ งไรกต็ าม พึงมีสิทธิในการเข้าถึงสื่อนี้อย่างเท่าเทียมในฐานะพลเมือง และเป็นหน้าท่ีของ รฐั ทจ่ี กั ตอ้ งหามาตรการใดกต็ าม เพอื่ ลดทอนความเหลอื่ มล้�ำในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ข่าวสารทางโทรทศั น์ ซงึ่ เปน็ สทิ ธิขน้ั พนื้ ฐานตามหลกั สทิ ธมิ นุษยชน ทัง้ น้จี ากผลสำ� รวจปี พ.ศ. 2561 พบว่า จำ� นวนครวั เรือนในประเทศไทย มีทง้ั สิ้นประมาณ 21.4 ลา้ นครัวเรอื น ในจ�ำนวนนี้มีครัวเรือนท่ีมีอปุ กรณ์ในการ รบั ชมรายการโทรทศั น์ 20.4 ลา้ นครวั เรอื น และรับชมโทรทศั น์ผา่ นเครอ่ื งรบั โทรทัศนแ์ บบจอแบนมากท่สี ุด ร้อยละ 57.8 รองลงมาคอื เคร่ืองรบั โทรทัศน์ แบบจอแกว้ ร้อยละ 50.6 โทรศัพท์มือถือแบบสมารต์ โฟน ร้อยละ 38.9 และ คอมพวิ เตอรร์ ้อยละ 10.8 (ส�ำนักงานสถติ ิแหง่ ชาต,ิ 2561) ซงึ่ แสดงใหเ้ หน็ ว่า แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้า แต่ในภาพรวมแล้วโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อ พ้ืนฐานท่ีคนไทยเข้าถงึ และใชป้ ระโยชนก์ ันในวงกวา้ ง กฎหมายทเ่ี ก่ียวข้องกับเสียงบรรยายภาพทางโทรทศั น์ ประเทศไทยไดใ้ หส้ ตั ยาบนั อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยสทิ ธคิ นพกิ าร (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) ต้ังแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ซึง่ มีผลบงั คับใชเ้ มอ่ื วันท่ี 28 สงิ หาคม 2551 เป็นต้นมา สาระ สำ� คญั ของอนสุ ญั ญาทเ่ี กย่ี วขอ้ งโดยตรงกบั การผลกั ดนั ใหเ้ กดิ เทคโนโลยเี พอ่ื ขยาย การเข้าถึงส่ือของคนพิการทางการเห็นอยู่ในข้อ 21 ซึ่งระบุถึงเสรีภาพในการ แสดงออกและแสดงความคดิ เห็นและการเข้าถงึ สารสนเทศ (ส�ำนกั งานสง่ เสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ, 2552) ดังน้ี ให้รัฐภาคีด�ำเนิน มาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง เพื่อประกันให้คนพิการสามารถใช้สิทธิในการมี เสรภี าพในการแสดงออกและแสดงความคดิ เหน็ รวมถงึ เสรีภาพในการแสวงหา ได้รับ และเผยแพร่สารสนเทศและความคิดบนพ้ืนฐานท่ีเท่าเทียมกับบุคคลอ่ืน 194 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

และโดยผ่านรูปแบบการสื่อสารท้ังปวง ที่คนพิการเลือกตามที่ได้นิยามไว้ในข้อ 2 ของอนุสญั ญานี้ โดยรวมถงึ (ก) การจัดให้มีสารสนเทศท่ีมีไว้ส�ำหรับประชาชนทั่วไปแก่คนพิการใน รูปแบบและเทคโนโลยี ที่สามารถเข้าถึงได้เหมาะสมต่อความพิการในรูปแบบ ตา่ งๆ ภายในเวลาท่ีเหมาะสม และไม่มคี ่าใชจ้ ่ายเพม่ิ เตมิ (ข) การยอมรับและอ�ำนวยความสะดวกในการใช้ภาษามือ อักษร เบรลล์ การสอื่ สารทางเลอื กและการสอื่ สารเสรมิ และชอ่ งทางวธิ กี ารและรปู แบบ การส่ือสารท้ังปวงท่ีสามารถเข้าถึงได้ ท่ีคนพิการเลือกในการมีปฏิสัมพันธ์กับ หน่วยงานภาครัฐ (ค) การเรง่ รดั องคก์ รภาคเอกชนซงึ่ ใหบ้ รกิ ารประชาชนโดยทวั่ ไป รวมถงึ บริการผ่านอินเทอร์เน็ต เพ่ือให้สารสนเทศและบริการในรูปแบบท่ีคนพิการ สามารถเข้าถงึ และใช้ประโยชน์ได้ (ง) การสนบั สนนุ ใหส้ อื่ มวลชน รวมทงั้ ผใู้ หส้ ารสนเทศทางอนิ เทอรเ์ นต็ จัดทำ� บริการของตนใหค้ นพิการสามารถเข้าถงึ ได้ (จ) การยอมรับและสง่ เสรมิ การใชภ้ าษามอื จากแนวทางดังกล่าว มีการขับเคลื่อนกฎหมายที่เก่ียวข้องเพื่อลดทอน ขอ้ จำ� กดั ในการเขา้ ถงึ สอ่ื โทรทศั นส์ ำ� หรบั กลมุ่ คนพกิ าร นน่ั คอื พระราชบญั ญตั กิ าร ประกอบกจิ การกระจายเสยี งและกจิ การโทรทศั น์ พ.ศ. 2551 มาตรา 36 ระบุ เปน็ หลกั การไวว้ า่ เพอื่ ประโยชนใ์ นการสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสทิ ธขิ องคนพกิ ารและ คนดอ้ ยโอกาสใหเ้ ขา้ ถงึ หรอื รบั รู้ และใชป้ ระโยชนจ์ ากรายการของกจิ การกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป ให้คณะกรรมการ ก�ำหนดมาตรฐานพื้นฐานบางประการ เพ่ือให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีบริการที่ เหมาะสมเพอื่ ประโยชน์ของบุคคลดงั กลา่ ว โดยส�ำนกั งานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกจิ การโทรคมนาคมแหง่ ชาติ (กสทช.) อาจ ก�ำหนดมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตพิจารณาปฏิบัติตาม ความเหมาะสม กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   195

อยา่ งไรกด็ ี สำ� หรบั โทรทศั นซ์ งึ่ เปน็ สอื่ ทนี่ ำ� เสนอเนอ้ื หาผา่ นภาพและเสยี ง กลมุ่ คนพกิ ารทางการเหน็ และคนพกิ ารทางการไดย้ นิ เปน็ 2 กลมุ่ หลกั ทตี่ อ้ งการ บรกิ ารเสรมิ เพอ่ื การเขา้ ถงึ ซง่ึ ในระดบั นานาชาติ แนวทางการสง่ เสรมิ การเขา้ ถงึ สอ่ื โทรทศั นส์ �ำหรบั คนพกิ ารนน้ั จะด�ำเนนิ การผลกั ดนั ผปู้ ระกอบกจิ การโทรทศั น์ ให้บริการเพอ่ื การเข้าถึงส่ือโทรทศั น์ (television access services) ซ่งึ ประกอบ ไปดว้ ยบรกิ ารลา่ มภาษามอื (sign language: SL) คำ� บรรยายแทนเสยี ง (closed caption: CC หรือ subtitling) สำ� หรบั คนพิการทางการได้ยิน และเสยี งบรรยาย ภาพ (audio description: AD) สำ� หรบั คนพิการทางการเห็น ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2559 ทาง กสทช. ไดอ้ อกประกาศเพ่ือผลกั ดันให้เกดิ บรกิ ารเพอื่ การเขา้ ถงึ สอื่ โทรทศั นใ์ นทางปฏบิ ตั ิ คอื ประกาศคณะกรรมการกจิ การ กระจายเสยี ง กจิ การโทรทศั น์ และกจิ การโทรคมนาคมแหง่ ชาติ เรอ่ื งการสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสทิ ธขิ องคนพกิ ารใหเ้ ขา้ ถงึ หรอื รบั รู้ และใชป้ ระโยชนจ์ ากรายการของ กิจการโทรทศั น์ ซ่งึ ประกาศใช้ราชกจิ จานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2559 ทง้ั นี้ ในทางปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั การขบั เคลอื่ นบรกิ ารสอ่ื เสยี งบรรยายภาพนนั้ ยงั ไมส่ ามารถบรรลเุ ปา้ หมายไดต้ ามทกี่ ำ� หนดไว้ ดว้ ยขอ้ จำ� กดั ดา้ นองคค์ วามรแู้ ละ ปัญหาค่าใช้จ่ายในการผลิต จึงท�ำให้มีการเล่ือนระยะเวลาการบังคับใช้ระเบียบ ออกไป ซง่ึ ในหลายประเทศประสบปญั หาคลา้ ยคลงึ กนั ในระยะแรกของการผลกั ดนั บริการเพ่ือการเข้าถึงส่ือส�ำหรับคนพิการ โดยโทรทัศน์ประเภทสาธารณะ มักจะเกิดการผลักดันบริการเพื่อการเข้าถึงสื่อโทรทัศน์ได้ก่อนโทรทัศน์ในภาค ธรุ กจิ เนอ่ื งจากมเี ปา้ หมายทส่ี อดคลอ้ งกบั แนวนโยบายของภาครฐั หรอื หนว่ ยงาน กำ� กบั ดูแลทตี่ ้องการลดชอ่ งวา่ งในการเขา้ ถึงส่อื ของกลุ่มคนพิการ 196 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

แนวนโยบายของภาครฐั หรือหน่วยงานกากบั ดูแลทต่ี ้องการลดช่องว่างในการเข้าถงึ ส่อื ของกลุ่มคนพกิ าร (Ellis et al., 2018) ภาพท่ี 1 เภสน้ าทพาทงก่ี า1ร กาเกสบั น้ บทรกิ าางรกเพาอ่ืรกกา�ำรกเขับา้ ถบงึ รสิกอ่ื โาทรรเทพศั ่ือนก์ไทายรเขา้ ถงึ ส่ือโทรทศั น์ไทย ▪ กสทช. กาหนดสดั ส่วนใหมใ่ นการใหบ้ รกิ าร 2563 ▪ เล่อื นเวลาบงั คบั ใช้ 2562 ▪ เลอ่ื นเวลาบงั คบั ใช้ 2561 ▪ เลอ่ื นเวลาบงั คบั ใช้ 2560 ▪ กสทช. ประกาศสดั สว่ นการใหบ้ รกิ าร ฯ 2559 ที่มา: คณทะกม่ี รราม: กคารณกจิะกการรกรรมะกจาายรเสกยี ิจงกกาจิ รกการรโะทจรทาศยั นเส์ แียลงะกจิ กกาิจรกโทารรคโมทนราทคมัศแนห์แ่งชลาะตกิ (ิจ25ก5า9ร, โ2ท56ร0ค, 2ม5น61า,ค2ม562, 2563) แห่งชาติ (2559, 2560, 2561, 2562, 2563) กันยายน – ธนั วาคม  2 5 6 3   197

ตารางท่ี 1 รายละเอยี ดการปรบั ปรงุ ขอ้ กำ� หนดสำ� หรบั การใหบ้ รกิ ารเพอื่ การเขา้ ถงึ สอื่ โทรทศั น์ สำ� หรบั คนพิการตัง้ แตป่ ี 2559-2563 5 สิงหาคม 2563 : ทุกสถานีโทรทัศนต์ ้องให้บริการ AD และ CC และ SL ตามเงือ่ นไขทก่ี �ำหนดไว้ ในประกาศ ในตารางที่ 2-5 6 สงิ หาคม 2562 - 4 สิงหาคม 2563 : ทกุ สถานโี ทรทศั น์ต้องให้บรกิ าร AD และ CC และ SL รวม 60 นาทตี ่อวนั 6 กุมภาพนั ธ์ 2562 - 4 สงิ หาคม 2562 : ทุกสถานโี ทรทัศน์ตอ้ งใหบ้ รกิ าร AD หรอื CC หรือ SL รวม 60 นาทตี อ่ วัน 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2562 : ทุกสถานโี ทรทศั นต์ ้องใหบ้ ริการ AD และ CC และ SL รวม 60 นาทีตอ่ วนั * เลอื่ นและขยายเวลา 6 กุมภาพนั ธ์ 2561 - 5 กุมภาพนั ธ์ 2562 : ทกุ สถานโี ทรทัศน์ตอ้ งให้บรกิ าร AD หรือ CC หรือ SL รวม 60 นาทตี ่อวัน * เลื่อนและขยายเวลา 6 กุมภาพันธ์ 2560 - 5 กุมภาพนั ธ์ 2561 : ทุกสถานโี ทรทัศน์ตอ้ งใหบ้ ริการ AD หรือ CC หรือ SL รวม 60 นาทตี ่อวนั * เล่อื นและขยายเวลา 6 กมุ ภาพนั ธ์ 2559 - 5 กุมภาพนั ธ์ 2560 : ทุกสถานโี ทรทศั น์ต้องให้บรกิ าร AD หรอื CC หรือ SL รวม 60 นาทีต่อวนั * เลื่อนและขยายเวลา 5 กุมภาพนั ธ์ 2559 : ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เร่ืองการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการให้เข้าถึง หรือรบั รู้และใชป้ ระโยชน์จากรายการของกิจการโทรทศั น์ ที่มา: คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แหง่ ชาติ (2559, 2560, 2561, 2562) * หมายเหตุ ระเบยี บอาจมีการปรับเปลีย่ นเพ่มิ เติมจากแผนภาพในอนาคต 198 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์

จากภาพที่ 1 จะเห็นได้วา่ มกี ารเลอื่ นก�ำหนดการก�ำกบั ตามเป้าหมาย เดิมอยู่หลายครั้ง ด้วยความไม่พร้อมด้านบุคลากร เทคโนโลยี งบประมาณ และความรู้ ซึ่งล่าสุดได้มีการปรับรายละเอียดของเงื่อนไขการกำ� กับในแผนการ ดำ� เนนิ งาน 5 ปี จากแตเ่ ดิมมีการก�ำหนดสัดส่วนการให้บริการเพอ่ื การเข้าถงึ สอ่ื โทรทศั นส์ ำ� หรบั คนพกิ ารทางการเหน็ และการไดย้ นิ ในรปู แบบสดั สว่ นเปอรเ์ ซน็ ต์ มาเป็นจ�ำนวนชั่วโมง และโทรทัศน์สาธารณะจะมีสัดส่วนการให้บริการเพ่ือการ เข้าถึงส่ือโทรทัศน์ในบางบริการมากกว่าโทรทัศน์ธุรกิจดังจะเห็นได้จากตารางท่ี 2-6 ท้ังนี้ บทความได้น�ำเสนอข้อระเบียบปฏิบัติในบริบทกฎหมายต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2559 ถงึ ช่วงเดอื นมกราคม 2563 ซ่ึงระเบยี บดังกล่าวอาจมีการปรับ เปลี่ยนจากขอ้ มูลในตารางทีน่ ำ� เสนอไดใ้ นภายหลัง ตารางที่ 2 ข้อก�ำหนดบริการเพ่ือการเข้าถึงส่ือโทรทัศน์ โดยก�ำหนดสัดส่วนพ้ืนฐาน จากรายการในกล่มุ ของรายการสารประโยชน์ (2559) บรกิ าร ปีที่ 1 (%) ปีที่ 2 (%) ปที ี่ 3 (%) ปีท่ี 4 (%) ปที ี่ 5 (%) 5 7 7 9 ภาษามือ (SL) 5 40 50 50 60 5 7 7 10 คำ� บรรยายแทนเสยี ง (CC) 40 เสียงบรรยายภาพ (AD) 5 ที่มา: คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (2559) ทั้งน้ี ในปี พ.ศ. 2563 ไดม้ ีการประกาศปรับขอ้ กำ� หนดการใหบ้ ริการ เพอื่ การเขา้ ถงึ สอื่ โทรทศั นโ์ ดยแยกสดั สว่ นการก�ำกบั ตามประเภทสถานโี ทรทศั น์ ดังน้ี กลุ่มที่ 1 ข้อก�ำหนดบริการเพ่ือการเข้าถึงส่ือโทรทัศน์ส�ำหรับโทรทัศน์ สาธารณะ ก�ำหนดจ�ำนวนชั่วโมงพื้นฐานจากรายการในกลุ่มของรายการ กันยายน – ธันวาคม  2 5 6 3   199

สารประโยชน์ (2563) ปจั จบุ นั มี 4 ชอ่ งรายการ คอื (1) ชอ่ ง ททบ. 5 (หมายเลข 1) (2) ชอ่ ง NBT (หมายเลข 2) (3) ชอ่ ง Thai PBS (หมายเลข 3) (4) TPTV (หมายเลข 10) โดยช่องประเภทดังกล่าวนั้น จะต้องมีรายการท่ีออกอากาศ ประเภทขา่ วสาร หรอื สาระทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สาธารณะตามประเภทกจิ การทไี่ ด้ รับอนุญาตไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 โดยคดิ เปน็ 1,008 นาที หรอื 16 ช่ัวโมง 48 นาที ซงึ่ สดั สว่ นในการจดั ทำ� บรกิ ารลา่ มภาษามอื บรกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง และ บรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ ก�ำหนดไวต้ ามหมวด 1 มาตรการพืน้ ฐาน ขอ้ 5 ของ ประกาศ กสทช. เร่อื ง การสง่ เสรมิ และคุ้มครองสทิ ธิของคนพิการใหเ้ ขา้ ถงึ หรือ รบั รแู้ ละใชป้ ระโยชน์จากรายการของกจิ การโทรทศั น์ ก�ำหนดวา่ ผูร้ บั ใบอนุญาต ต้องจัดให้มีบริการโทรทัศน์ที่มีบริการล่ามภาษามือ คําบรรยายแทนเสียง และ เสียงบรรยายภาพ ตามสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสารหรือสาระท่ีเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณะ ดังน้ี (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กจิ การโทรคมนาคมแห่งชาต,ิ 2563) ตารางท่ี 3 ข้อก�ำหนดบริการเพื่อการเข้าถึงสื่อโทรทัศน์ส�ำหรับโทรทัศน์สาธารณะ โดยก�ำหนดจ�ำนวนช่ัวโมงพ้ืนฐานจากรายการในกลุ่มของรายการ สารประโยชน์ (2563) ประเภทบรกิ าร ปีท่ี 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ปีท่ี 4 ปที ่ี 5 5 ส.ค. 5 ส.ค. 5 ส.ค. 5 ส.ค. 5 ส.ค. บริการลา่ มภาษามือ 2563 2564 2565 2566 2567 (รอ้ ยละ) 55 7 7 9 (51 นาที*) (51 นาที*) (71 นาที (71 นาที (91 นาที หรอื หรอื หรอื 1 ชวั่ โมง 1 ชว่ั โมง 1 ช่วั โมง 11 นาที) 11 นาที) 31 นาท)ี 200 ว า ร ส า ร ศ า ส ต ร์