Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรวิทยาศาสตร์-โรงเรียนบ้านทุ่งโพธิ์-ปีการศึกษา-2565 (1)

หลักสูตรวิทยาศาสตร์-โรงเรียนบ้านทุ่งโพธิ์-ปีการศึกษา-2565 (1)

Published by นายมนตรี นาคีย์, 2022-05-21 03:35:43

Description: หลักสูตรวิทยาศาสตร์-โรงเรียนบ้านทุ่งโพธิ์-ปีการศึกษา-2565 (1)

Search

Read the Text Version

ชัน้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ตรวจและวินิจฉัยภาวะเส่ียงของลูกท่ี ป้องกันโดยการตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจากการ อาจเกิดโรคทางพันธกุ รรม ถา่ ยทอดโรคทางพันธกุ รรม ๗. อธิบายการใช้ประโยชน์จาก • มนุษย์เปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตตาม ส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และ ธรรมชาติ เพ่ือให้ได้สิ่งมีชีวิตท่ีมีลักษณะตามต้องการ ผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์ และ เรียกสงิ่ มีชวี ติ นวี้ ่า ส่งิ มชี วี ติ ดดั แปรพนั ธุกรรม สิง่ แวดล้อม โดยใชข้ ้อมลู ที่รวบรวมได้ • ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากส่ิงมีชีวิต ๘. ตระหนักถึงประโยชน์ และ ดัดแปรพันธุกรรมเป็นจานวนมาก เช่น การผลิตอาหาร ผลกระทบของสิ่ งมี ชี วิ ตดั ดแปร การผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไรก็ดี สังคมยังมี พันธุกรรมท่ีอาจมีต่ อมนุ ษย์ และ ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปร สิง่ แวดล้อม โดยการเผยแพร่ความรู้ที่ได้ พันธุกรรมท่ีมีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซ่ึงยังทาการ จากการโต้แย้งทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี ตดิ ตามศกึ ษาผลกระทบดังกล่าว ขอ้ มูลสนบั สนุน ๙. เปรียบเทียบความหลากหลาย • ความหลากหลายทางชีวภาพ มี ๓ ระดับ ได้แก่ ทางชีวภาพในระดับชนิดส่ิงมีชีวิตใน ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายของ ระบบนเิ วศต่าง ๆ ชนิดสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายทางพันธุกรรม ๑๐. อธิบายความสาคัญของความ ความหลากหลายทางชีวภาพน้ีมีความสาคัญต่อการ หลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการรักษา รักษาสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศท่ีมีความ สมดลุ ของระบบนิเวศ และต่อมนุษย์ หลากหลายทางชวี ภาพสูง จะรักษาสมดุลได้ดีกว่าระบบ ๑๑. แสดงความตระหนักในคุณค่า นเิ วศทีม่ ีความหลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า นอกจากน้ี และความสาคัญของความหลากหลาย ความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสาคัญต่อมนุษย์ ทางชีวภาพ โดยมีส่วนร่วมในการดูแล ในดา้ นต่าง ๆ เชน่ ใชเ้ ปน็ อาหารยารักษาโรค วัตถุดิบใน รกั ษาความหลากหลายทางชีวภาพ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าท่ีของทุกคนใน การดแู ลรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพให้คงอยู่ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี

ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม.๓ ๑. ระบุสมบัติทางกายภาพและ • พอลิเมอร์ เซรามกิ ส์ และวสั ดผุ สม เป็นวสั ดุท่ีใช้ การใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิ มากในชีวติ ประจาวนั เมอร์ เซรามิกส์ และวัสดุผสม โดยใช้ • พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิด หลักฐานเชิงประจักษ์ และสารสนเทศ จากโมเลกุลจานวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น ๒. ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติ วสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิกส์ และ แตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ีข้ึนรูปเป็น วัสดุผสม โดยเสนอ แนะแนวทางการ รูปทรงต่าง ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ส่วนเส้นใยเป็นพอลิ ใช้วัสดอุ ย่างประหยัดและคมุ้ คา่ เมอร์ที่สามารถดึงเป็นเส้นยาวได้ พอลิเมอร์จึงใช้ ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน • เซรามกิ สเ์ ป็นวสั ดุท่ีผลติ จาก ดิน หิน ทราย และ แร่ธาตุตา่ ง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะผา่ นการ เผาท่ีอุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เนื้อสารท่ีแข็งแรงเซรา มิกส์สามารถทาเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติท่ัวไป ของเซรามิกส์จะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อน และเปราะ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็น เครื่องป้ันดินเผา ชิ้นส่วนอเิ ล็กทรอนิกส์ • วัสดุผสมเป็นวัสดุท่ีเกิดจากวัสดุตั้งแต่ ๒ ประเภท ท่ีมีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพ่ือ นาไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เส้ือกันฝนบางชนิด เป็นวัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นวสั ดุผสมระหวา่ งคอนกรตี กับเหลก็ วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การใช้วัสดุ อย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหาต่อ สิง่ แวดล้อม ๓. อธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี • การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปล่ียนแปลงทาง รวมถึงการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอม เคมีของสาร เป็นการเปล่ียนแปลงทท่ี าให้เกิดสารใหม่ เ มื่ อ เ กิ ด ป ฏิ กิ ริ ย า เ ค มี โ ด ย ใ ช้ โดยสารท่ีเขา้ ทาปฏกิ ริ ยิ า เรยี กวา่ สารต้ังตน้ สารใหม่ แบบจาลองและสมการขอ้ ความ ท่ีเกิดข้ึนจากปฏิกิริยา เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ การ เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนได้ด้วยสมการ ขอ้ ความ • การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะมี การจัดเรียงตัวใหม่ ได้เป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีสมบัติ แตกต่างจากสารต้ังต้น โดยอะตอมแต่ละชนิดก่อน และหลังเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีมีจานวนเท่ากัน

ชน้ั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ๔. อธบิ ายกฎทรงมวล • เม่ือเกิดปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารตั้งต้น โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ เท่ากับมวลรวมของผลติ ภัณฑ์ ซงึ่ เป็นไปตาม กฎทรงมวล ม.๓ ๕. วิเคราะห์ปฏิกิริยาดูดความร้อน • เม่ือเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อน และปฏิกิริยาคายความร้อน จากการ ควบคู่ไปกับการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมของสาร เปล่ียนแปลงพลังงานความร้อนของ ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ปฏิกิริยา เข้าสู่ระบบเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ปฏิกิริยาท่ีมี การถ่ายโอนความร้อนจากระบบออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้เคร่ืองมือท่ี เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เช่นเทอร์มอมิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ อณุ หภมู ิไดอ้ ย่างตอ่ เนือ่ ง

ช้นั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๖. อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิม • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจาวันมีหลายชนิด ของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ เช่น ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของกรดกับเบส และปฏิกิริยา ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิง ปฏิกิริยาของ เบ ส กับโ ล ห ะ การเกิดฝ น ก ร ด ประจักษ์ และอธิบายปฏิกิริยาการเผา การสังเคราะห์ด้วยแสง ปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียน ไหมก้ ารเกิดฝนกรด การสังเคราะห์ด้วย แทนได้ด้วยสมการข้อความ ซึ่งแสดงชื่อของสารต้ัง แสง โดยใช้สารสนเทศ รวมทั้งเขียน ตน้ และผลติ ภัณฑ์ เชน่ สมการข้อความแสดงปฏิกริ ยิ าดงั กลา่ ว เชอื้ เพลิง + ออกซเิ จน → คารบ์ อนไดออกไซด์ + นา้ ปฏิกิริยาการเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างสารกับ ออกซิเจน สารท่ีเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ส่วนใหญ่ เป็นสารประกอบที่มีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็น องค์ประกอบ ซึ่งถ้าเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ จะได้ผลิตภณั ฑ์เปน็ คารบ์ อนไดออกไซด์และน้า • การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ระหว่างเหล็ก น้า และออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์ เปน็ สนิมของเหลก็ • ปฏิกิริยาการเผาไหม้และการเกิดสนิมของเหล็ก เป็นปฏกิ ิรยิ าระหว่างสารต่าง ๆ กับออกซิเจน • ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ กรดทาปฏิกิริยากับ โลหะได้หลายชนิด ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือของโลหะ และแกส๊ ไฮโดรเจน • ปฏิกิริยาของกรดกับสารประกอบคาร์บอเนตได้ ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกลือของ โลหะ และนา้ • ปฏิกิริยาของกรดกับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือ ของโลหะและน้า หรืออาจไดเ้ พียงเกลือของโลหะ • ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะบางชนิด ไดผ้ ลติ ภัณฑ์ เป็นเกลอื ของเบสและแกส๊ ไฮโดรเจน • การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหว่าง น้าฝนกับออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ของ ซลั เฟอร์ ทาให้น้าฝนมีสมบตั ิเปน็ กรด • การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นปฏิกิริยา ระหว่างแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์กับนา้ โดยมีแสงช่วย ในการเกิดปฏิกิริยา ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้าตาลกลูโคส และออกซิเจน

ชัน้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.๓ ๗. ระบุประโยชน์และโทษของ • ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจาวันมีทั้งประโยชน์ ปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ และโทษต่อส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จงึ ต้องระมัดระวัง สิ่งแวดล้อม และยกตัวอย่างวิธีการ ผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรู้จักวิธีป้องกันและ ป้ องกั นและแก้ ปั ญหาที่ เกิ ดจาก แก้ปญั หาทเ่ี กดิ จากปฏิกิริยาเคมที ่ีพบ ในชวี ิตประจาวนั ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจาวัน • ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนาไปใช้ จากการสบื คน้ ข้อมูล ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน และสามารถบูรณาการกับ ๘. ออกแบบวิ ธี แก้ ปั ญ ห า ใ น คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ เพ่ือใช้ ชีวิตประจาวัน โดยใช้ความรู้เก่ียวกับ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามต้องการหรืออาจ ป ฏิ กิ ริ ย า เ ค มี โ ด ย บู ร ณ า ก า ร สร้างนวัตกรรมเพ่ือป้องกันและแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจาก วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี เช่น และวศิ วกรรมศาสตร์ การเปล่ี ยนแปลงพลั งงานความร้ อนอั นเนื่ องมาจาก ปฏกิ ริ ยิ าเคมี การเพ่ิมปริมาณผลผลติ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี เกีย่ วข้องกบั เสียง แสง และคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้ารวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง • เมื่อต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้า และ ออกจากขั้วบวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของ ความต้านทาน และคานวณปริมาณท่ี แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้า ซ่งึ วดั ค่าไดจ้ ากแอมมิเตอร์ เกย่ี วขอ้ งโดยใช้สมการ • ค่าท่ีบอกความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อ V = IR จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ หนว่ ยประจุระหว่างจุด ๒ จุด เรยี กว่า ความต่างศักย์ ๒. เขียนกราฟคว ามสัม พั นธ์ ซงึ่ วัดคา่ ไดจ้ ากโวลต์มิเตอร์ ระหว่างกระแสไฟฟ้าและความต่าง • ขนาดของกระแสไฟฟ้ามีค่าแปรผนั ตรงกับความ ศักย์ไฟฟา้ ต่ า ง ศั ก ย์ ร ะ ห ว่ า ง ป ล า ย ทั้ ง ส อ ง ข อ ง ตั ว น า ๓. ใช้โวลต์มิเตอร์ แอมมิเตอร์ใน โ ด ย อั ต ร า ส่ ว น ร ะ ห ว่ า ง ค ว า ม ต่ า ง ศั ก ย์ แ ล ะ การวดั ปรมิ าณทางไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า มีค่าคงท่ี เรียกค่าคงท่ีนี้ว่า ความ ตา้ นทาน

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๔. วิเคราะห์ความต่างศักย์ไฟฟ้า • ในวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหล่งกาเนิดไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อ สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ไฟฟ้า ตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมและ แต่ละชิ้นมีความต้านทาน ในการต่อตัวต้านทาน แบบขนานจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ หลายตัว มที งั้ ต่อแบบอนกุ รมและแบบขนาน ๕. เขียนแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดง • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมใน การต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมและ วงจรไฟฟ้า ความต่างศักย์ท่ีคร่อมตัวต้านทานแต่ละ ขนาน ตัวมีค่าเท่ากับผลรวมของความต่างศักย์ที่คร่อมตัว ต้านทานแต่ละตัว โดยกระแสไฟฟา้ ท่ีผา่ นตัวต้านทาน แต่ละตัวมีคา่ เท่ากนั ม.๓ ๖. บรรยายการทางานของชนิ้ สว่ น • การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบขนานใน อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรจาก วงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ผ่านวงจรมีค่าเท่ากับผลรวม ข้อมูลที่รวบรวมได้ ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทานแต่ละตัวโดยความ ๗. เขียนแผนภาพและต่อช้ินส่วน ตา่ งศกั ยท์ คี่ ร่อมตวั ต้านทานแต่ละตวั มีคา่ เท่ากัน อเิ ลก็ ทรอนกิ สอ์ ย่างงา่ ยในวงจรไฟฟา้ • ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น ตัวต้านทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ตัวเก็บประจุ โดยชน้ิ สว่ นแต่ละชนิดทาหน้าท่ีแตกต่างกนั เพื่อให้วงจร ทางานได้ตามต้องการ • ตัวต้านทานทาหน้าท่ีควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า ในวงจรไฟฟ้า ไดโอดทาหน้าที่ให้กระแสไฟฟ้าผ่านทาง เดียว ทรานซิสเตอร์ทาหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิด วงจรไฟฟ้าและควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า ตัวเก็บ ประจทุ าหนา้ ที่เก็บและคายประจุไฟฟ้า • เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วยชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดที่ทางานร่วมกันการต่อวงจร อิเล็กทรอนิกส์โดยเลือกใช้ช้ินส่วนอิเล็กทรอนิกส์ท่ี เหมาะสมตามหน้าที่ของช้ินสว่ นน้ัน ๆ จะสามารถทาให้ วงจรไฟฟา้ ทางานได้ตามต้องการ

ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๘. อธิบายและคานวณพลังงาน • เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีค่ากาลังไฟฟ้าและความต่าง ไฟฟ้าโดยใช้สมการ W = Pt รวมทั้ง ศักย์กากับไว้ กาลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ความต่าง คานวณค่าไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าใน ศักย์ มีหน่วยเป็นโวลต์ ค่าไฟฟ้าส่วนใหญ่คิดจาก บ้าน พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งหาได้จากผลคูณของ ๙. ตระหนักในคุณค่าของการ กาลังไฟฟ้า ในหน่วยกิโลวัตต์ กับเวลาในหน่วยช่ัวโมง เลือกใช้เคร่ืองใช้ไฟฟ้าโดยนาเสนอ พลงั งานไฟฟา้ มีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ ชว่ั โมง หรอื หนว่ ย วธิ ีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด • วงจรไฟฟ้าในบ้านมีการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ และปลอดภัย ข น า น เ พื่ อ ใ ห้ ค ว า ม ต่ า ง ศั ก ย์ เ ท่ า กั น ก า ร ใ ช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจาวันต้องเลื อกใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์และกาลังไฟฟ้าให้ เหมาะกับการใช้งาน และการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และ ประหยัด ๑๐. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการ • คลื่นเกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัยตัวกลาง เกิดคล่ืนและบรรยายส่วนประกอบของ และไม่อาศัยตัวกลาง ในคลน่ื กล พลงั งานจะถูกถ่ายโอน คล่ืน ผ่านตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคล่ือนท่ีไปกับ คล่ืน คลื่นท่ีแผ่ออกมาจากแหล่งกาเนิดคลื่นอย่าง ต่อเนื่องและมรี ปู แบบทซี่ ้ากัน บรรยายได้ด้วยความยาว คล่นื ความถี่ แอมพลิจูด ๑๑. อธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและ • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคล่ืนที่ไม่อาศัยตัวกลาง ใน สเปกตรัมคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อมูล การเคลื่อนที่ มีความถี่ต่อเนื่องเป็นช่วงกว้างมาก ท่ีรวบรวมได้ เคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากันแต่จะ ๑๒. ตระหนักถึงประโยชน์และ เคลื่อนท่ีด้วยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอ่ืน คลื่น อันตรายจากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าโดย แม่เหล็กไฟฟ้าแบ่งออกเป็นช่วงความถี่ต่าง ๆ เรียกว่า นาเสนอการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แตล่ ะช่วงความถี่มีช่ือ และอันตรายจากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าใน เรียกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด ชวี ติ ประจาวัน แสงที่มองเห็น อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์และรังสี แกมมา ซ่งึ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ • เลเซอร์เป็นคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีความยาวคลื่น เดียว เป็นลาแสงขนานและมีความเข้มสูง นาไปใช้ ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ

ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ม.๓ เช่น ด้านการสื่อสารมีการใช้เลเซอร์สาหรับส่ง สารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง โดยอาศัยหลักการการ สะท้อนกลับหมดของแสง ด้านการแพทย์ใช้ในการ ผา่ ตดั • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนาไปใช้ ประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อมนุษย์ด้วย เช่นถ้ามนุษย์ ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป อาจจะทาให้เกิด มะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสีแกมมาซ่ึงเป็นคล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงและสามารถทะลุผ่าน เซลล์และอวัยวะได้อาจทาลายเน้ือเย่ือหรืออาจทาให้ เสียชีวิตได้เมอ่ื ไดร้ ับรังสีแกมมาในปริมาณสูง ๑๓. ออกแบบการทดลองและ • เมื่อแสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซึ่ง ดาเนินการทดลองด้วยวิธีท่ีเหมาะสมใน เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบ การอธบิ ายกฎการสะท้อนของแสง เส้นแนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกัน และมุม ๑๔. เขียนแผนภาพการเคล่ือนท่ีของ ตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงาเกิด แสง แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงา จากรังสีสะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกัน โดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริง จะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อ แนวรังสสี ะท้อนให้ไปตัดกนั จะเกิดภาพเสมือน ๑๕. อธิบายการหักเหของแสงเมื่อ • เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน ผ่านตัวกลางโปร่งใสท่ีแตกต่างกัน และ เช่น อากาศและน้า อากาศและแก้ว จะเกิดการหักเห อธบิ ายการกระจายแสงของแสงขาวเมื่อ หรืออาจเกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางท่ีแสงตก ผา่ นปรซิ มึ จากหลักฐาน เชงิ ประจกั ษ์ กระทบ การหักเหของแสงผ่านเลนส์ทาให้เกิดภาพที่มี ๑๖. เขยี นแผนภาพการเคลื่อนที่ของ ชนิดและขนาดตา่ ง ๆ แสงแสดงการเกิดภาพจากเลนส์บาง • แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เมื่อแสงขาว ผ่านปริซึมจะเกิดการกระจายแสงเป็นแสงสีต่าง ๆ เรียกว่า สเปกตรัมของแสงขาว เมื่อเคลื่อนที่ในตัวกลาง ใด ๆ ที่ไม่ใช่อากาศ จะมีอัตราเรว็ ตา่ งกนั จึงมีการหักเห ตา่ งกัน ๑๗. อธิบายปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวกับ • การสะท้อนและการหักเหของแสงนาไปใช้อธิบาย แสง และการทางานของทัศนอุปกรณ์ ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และอธิบาย จากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ การทางานของทัศนอุปกรณ์ เชน่ แวน่ ขยาย กระจกโค้ง ๑๘.เขียนแผนภาพการเคลื่อนท่ีของ จราจร กล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ และแว่น แสง แสดงการเกิดภาพของทั ศน สายตา อปุ กรณแ์ ละเลนสต์ า • ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้ เกิดภาพชัดท่ีจอตา ความบกพร่องทางสายตา เช่น สายตาสั้น และสายตายาว เป็นเพราะตาแหน่งที่เกิด

ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ภาพไม่ได้อยู่ที่จอตาพอดี จึงต้องใช้เลนส์ในการแก้ไข เพ่ือช่วยให้มองเห็นเหมือนคนสายตาปกติ โดยคน สายตาสัน้ ใช้เลนส์เว้า ส่วนคนสายตายาวใช้เลนส์นูน ๑๙. อธิบายผลของความสว่างที่มี • ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การใช้ ต่อดวงตาจากข้อมลู ที่ไดจ้ ากการสืบค้น สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่เหมาะสมจะ ๒๐. วัดความสว่างของแสงโดยใช้ เป็นอนั ตรายต่อดวงตา เช่น การดวู ตั ถใุ นท่ีมี ความสว่าง อุปกรณว์ ัดความสว่างของแสง มากหรือน้อยเกินไป การจ้องดูหน้าจอภาพเป็น ๒๑. ตระหนักในคุณค่าของความรู้ เวลานาน ความสว่างบนพ้ืนที่รับแสงมีหน่วยเป็นลักซ์ เร่ือง ความสว่างของแสงท่ีมีต่อดวงตา ความรู้เก่ียวกับความสว่างสามารถนามาใช้จัดความ โดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาและ สวา่ งให้เหมาะสมกับการทากิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัด เสนอแนะการจั ดความสว่ า งให้ ความสวา่ งทเ่ี หมาะสมสาหรับการอา่ นหนังสือ เหมาะสมในการทากิจกรรมตา่ ง ๆ สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ รวมทั้งปฏิสัมพนั ธ์ภายในระบบสุริยะ ทส่ี ่งผลต่อสง่ิ มีชีวติ และ การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ ชน้ั ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ม.๓ ๑. อธิบายการโคจรของดาว • ในระบบสุริยะมีดวงอาทิตยเ์ ป็นศูนย์กลางโดยมี เคราะห์รอบดวงอาทติ ยด์ ว้ ยแรงโน้ม ดาวเคราะห์และบรวิ าร ดาวเคราะห์แคระดาว ถว่ งจากสมการ เคราะหน์ ้อย ดาวหาง และอ่ืน ๆ เชน่ วตั ถุคอยเปอร์ F = (Gm1m2)/r2 โคจรอยโู่ ดยรอบ ซ่งึ ดาวเคราะห์ และวัตถุเหล่าน้ี โคจรรอบดวงอาทติ ยด์ ้วยแรงโนม้ ถ่วงแรงโน้มถ่วง เป็นแรงดงึ ดดู ระหว่างวัตถสุ องวัตถุโดยเป็นสัดส่วน กบั ผลคูณของมวลทั้งสอง และเป็นสัดสว่ นผกผันกบั กาลังสองของระยะทางระหวา่ งวตั ถุท้งั สอง แสดงได้ โดยสมการ F = (Gm1m2)/r2 เมอ่ื F แทนความโนม้ ถว่ งระหวา่ งมวลทง้ั สอง G แทนค่านจิ โนม้ ถว่ งสากล m1 แทนมวลของวัตถุแรก m2 แทนมวลของวตั ถุ ทส่ี อง และ r แทนระยะหา่ งระหวา่ งวตั ถทุ ง้ั สอง

ช้นั ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ๒. สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการ • การท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่แกน เกิดฤดู และการเคลื่อนท่ีปรากฏของ โลกเอียงกับแนวต้ังฉากของระนาบทางโคจร ทาให้ ดวงอาทิตย์ ส่วนต่าง ๆ บนโลกได้รับปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ แตกต่างกันในรอบปี เกิดเป็นฤดู กลางวันกลางคืน ยาวไม่เท่ากัน และตาแหน่งการขึ้นและตกของดวง อาทิตย์ท่ีขอบฟ้าและเส้นทางการข้ึนและตกของดวง อาทติ ยเ์ ปล่ียนไปในรอบปี ซึ่งสง่ ผลตอ่ การดารงชีวติ ๓. สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการ • ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจนั ทรโ์ คจร เกิดข้างข้ึนข้างแรม การเปล่ียนแปลง รอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ เวลาการข้ึนและตกของดวงจันทร์ ครึ่งดวงตลอดเวลา เมือ่ ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลกได้หัน และการเกดิ นา้ ข้นึ น้าลง ส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกัน จึงทาให้คนบนโลก สังเกตส่วนสว่างของดวงจนั ทร์แตกต่างไปในแต่ละวัน เกดิ เปน็ ขา้ งขนึ้ ข้างแรม • ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับท่ี โลกหมุนรอบตัวเอง จึงทาให้เห็นดวงจันทร์ขึ้นช้าไป ประมาณวันละ ๕๐ นาที • แรงโน้มถ่วงท่ีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์กระทาต่อ โลกทาให้เกิดปรากฏการณ์น้าข้ึนน้าลง ซึ่งส่งผลต่อ สิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก วันท่ีน้ามีระดับการ ข้นึ สูงสุดและลงตา่ สดุ เรยี ก วนั นา้ เกดิ สว่ นวนั ทีร่ ะดับ นา้ มกี ารข้นึ และลงน้อยเรียกวันน้าตาย โดยวันน้าเกิด น้าตาย มีความสมั พนั ธ์กับข้างขึน้ ขา้ งแรม ๔. อธิบายการใช้ประโยชน์ของ • เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดารงชีวิต เทคโนโลยีอวกาศ และยกตัวอย่าง ของมนุษย์ในปัจจุบันมากมาย มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ ความก้าวหน้าของโครงการสารวจ จากเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบนาทางด้วย อวกาศ จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ ดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทียมช่วยภยั แล้งการตรวจคราบน้ามนั ในทะเล

ชนั้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ • โครงการสารวจอวกาศต่าง ๆ ได้พัฒนาเพิ่มพูน ความรู้ความเข้าใจต่อโลก ระบบสุริยะและเอกภพ มากข้ึนเป็นลาดับ ตัวอย่างโครงการสารวจอวกาศ เช่น การสารวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก การสารวจดาว เคราะห์นอกระบบสุริยะ การสารวจดาวอังคาร และ บรวิ ารอน่ื ของดวงอาทติ ย์ สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชวี ิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ิต สังคม และสิง่ แวดล้อม ชัน้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ม.๓ ๑. วิเคราะห์สาเหตุ หรือปัจจัยที่ • เทคโนโลยีมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่ ส่ ง ผ ล ต่ อ ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุหรือปัจจัยมาจากหลาย เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ของ ด้าน เช่น ปัญหาหรือความต้องการของมนุษย์ เทคโนโลยีกับศาสตร์อ่ืน โดยเฉพาะ ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลง วิทยาศาสตร์ หรอื คณติ ศาสตร์ เพื่อเป็น ทางด้านเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม สง่ิ แวดล้อม แนวทางการแกป้ ัญหาหรือพัฒนางาน • เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับศาสตร์ อ่ืน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์เป็นพ้ืน ฐานความรู้ ที่นาไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี และ เทคโนโลยีท่ีได้สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ค้นคว้า เพ่ือให้ได้มาซึง่ องค์ความรูใ้ หม่ ๒. ระบุปัญหาหรือความต้องการ • ปัญหาหรือความต้องการอาจพบได้ในงานอาชีพ ของชุมชนหรือท้องถ่ิน เพ่ือพัฒนางาน ของชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งอาจมีหลายด้าน เช่น อาชีพ สรุปกรอบของปัญหา รวบรวม ด้านการเกษตร อาหาร พลงั งาน การขนส่ง วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิดท่ีเก่ียวข้อง • การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาช่วยให้เข้าใจ กับปัญหา โดยคานึงถึงความถูกต้อง เงื่อนไขและกรอบของปัญหาได้ชัดเจน จากนั้น ดา้ นทรัพยส์ ินทางปญั ญา ดาเนินการสืบค้น รวบรวมข้อมูล ความรู้จากศาสตร์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพ่ือนาไปสู่การออกแบบแนว ทางการแก้ปญั หา

ชน้ั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ๓. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดย • การวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือก วิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจ ข้อมูลท่ีจาเป็น โดยคานึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา เลือกข้อมูลที่จาเป็นภายใต้เงื่อนไขและ เง่ือนไขและทรัพยากร เช่น งบประมาณ เวลา ข้อมูล ทรัพยากรที่มีอยู่ นาเสนอแนวทางการ และสารสนเทศ วัสดุ เคร่ืองมือและอุปกรณ์ ช่วยให้ได้ แก้ปญั หาใหผ้ ู้อื่นเขา้ ใจด้วยเทคนิคหรือ แนวทางการแกป้ ัญหาท่เี หมาะสม วิธีการท่ีหลากหลาย วางแผนข้ันตอน • การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาทาได้ การทางานและดาเนินการแก้ปัญหา หลากหลายวิธี เช่น การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ อย่างเปน็ ขัน้ ตอน การเขียนผงั งาน • เทคนิคหรือวิธีการในการนาเสนอแนวทางการ แก้ปัญหามีหลากหลาย เช่น การใช้แผนภูมิ ตาราง ภาพเคลื่อนไหว • การกาหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทางาน ก่อนดาเนนิ การแก้ปัญหาจะชว่ ยให้การทางานสาเร็จได้ ตามเป้าหมาย และลดข้อผิดพลาดของการทางานท่ี อาจเกิดขึน้ ม.๓ ๔. ทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ • การทดสอบและประเมินผลเป็นการตรวจสอบ แ ล ะ ใ ห้ เ ห ตุ ผ ล ข อ ง ปั ญ ห า ห รื อ ช้ินงานหรือวิธีการว่า สามารถแก้ปัญหาได้ตาม ข้อบกพร่องท่ีเกิดขึ้นภายใต้ กรอบ วัตถุประสงค์ภายใต้กรอบของปัญหา เพื่อหา เง่ือนไข พร้อมท้ังหาแนวทางการ ข้อบกพร่อง และดาเนินการปรับปรุง โดยอาจทดสอบ ปรับปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการ ซ้าเพื่อให้สามารถแก้ไขปญั หาได้ แก้ปญั หา • การนาเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคิด เพ่ือให้ผู้อ่ืนเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางานและ ช้ินงานหรือวิธีการที่ได้ ซ่ึงสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การเขียนรายงานการทาแผ่นนาเสนอผลงาน การจัด นทิ รรศการ การนาเสนอผา่ นส่อื ออนไลน์ ๕. ใช้ความรู้ และทักษะเกี่ยวกับ • วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่างกัน เช่น ไม้ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า โลหะ พลาสติก เซรามิก จึงต้องมีการวิเคราะห์สมบัติ และอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้องกับ เพ่ือเลอื กใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน ลักษณะของงาน และปลอดภัยเพื่อ • การสร้างชิ้นงานอาจใช้ความรู้ เรื่องกลไก ไฟฟ้า แกป้ ัญหาหรอื พัฒนางาน อิเล็กทรอนิกส์ เชน่ LED LDR มอเตอร์ เฟือง คาน รอก ล้อ เพลา • อุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสร้างชิ้นงานหรือ พัฒนาวิธีการมีหลายประเภท ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั รวมทง้ั รจู้ กั เกบ็ รกั ษา

มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหา ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รเู้ ทา่ ทนั และมจี ริยธรรม ชนั้ ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง ม.๓ ๑. พฒั นาแอปพลิเคชันทมี่ ี • ข้ันตอนการพัฒนาแอปพลิเคชัน Internet of การบรู ณาการกบั วิชาอน่ื Things (IoT) อย่างสร้างสรรค์ • ซอฟต์แวร์ท่ีใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน เช่น Scratch, python, java, c, AppInventor • ตัวอย่างแอปพลิเคชัน เช่น โปรแกรมแปลงสกุล เงิน โปรแกรมผันเสียงวรรณยุกต์ โปรแกรมจาลอง การแบ่งเซลล์ ระบบรดนา้ อตั โนมัติ ๒. รวบรวมข้อมูล ประมวลผล • การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและ ประเมินผล นาเสนอข้อมูลและ ทุติยภูมิ ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล สารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ จะทาให้ไดส้ ารสนเทศเพือ่ ใช้ในการแก้ปัญหาหรือการ ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ต ตดั สินใจได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ทีห่ ลากหลาย • การประมวลผลเป็นการกระทากับข้อมูล เพ่ือให้ ได้ผลลัพธ์ท่ีมีความหมายและมีประโยชน์ต่อการ นาไปใช้งาน • การใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตท่ี หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผลสร้าง ทางเลือก ประเมินผล นาเสนอ จะช่วยให้แก้ปัญหา ได้อยา่ งรวดเรว็ ถูกตอ้ ง และแมน่ ยา • ตัวอย่างปัญหา เช่น การเลือกโปรโมชันโทรศัพทใ์ ห้ เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งาน สินค้าเกษตรท่ี ตอ้ งการและสามารถปลกู ได้ในสภาพดนิ ของท้องถิ่น ๓. ประเมินความน่าเช่ือถือของ • การประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล เช่น ขอ้ มูล วิเคราะหส์ ่ือและผลกระทบจาก ตรวจสอบและยืนยันข้อมูล โดยเทียบเคียงจากข้อมลู การให้ข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งาน หลายแหล่ง แยกแยะข้อมูลท่ีเป็นข้อเท็จจริงและ อย่างรู้เท่าทนั ข้อคดิ เห็น หรอื ใช้ PROMPT • การสืบค้น หาแหลง่ ตน้ ตอของขอ้ มูล • เหตผุ ลวิบัติ (logical fallacy) • ผลกระทบจากข่าวสารท่ีผิดพลาด • การรูเ้ ทา่ ทนั สอ่ื เชน่ การวเิ คราะห์ถึงจดุ ประสงค์ ของข้อมูลและผู้ให้ข้อมูล ตีความ แยกแยะเน้ือหา สาระของสือ่ เลอื กแนวปฏิบัตไิ ดอ้ ย่างเหมาะสม เมอ่ื พบข้อมูลตา่ ง ๆ

ช้นั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ๔. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั เชน่ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อ การทาธุรกรรมออนไลน์ การซ้ือสินค้าซ้ือซอฟต์แวร์ สังคม ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับ ค่าบริการสมาชกิ ซือ้ ไอเท็ม คอมพิวเตอร์ ใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดย • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความ ชอบธรรม รับผิดชอบ เช่น ไม่สร้างข่าวลวง ไม่แชร์ข้อมูลโดยไม่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง • กฎหมายเก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร์ • การใชล้ ิขสทิ ธ์ิของผอู้ ่นื โดยชอบธรรม (fair use)

สว่ นที่ ๓ คาอธิบายรายวิชา ว ๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๑ คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๑ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง ศึกษาสภาพแวดล้อมของพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ การดารงชีวิตของสัตว์ในบริเวณที่อาศัยอยู่ ลักษณะหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืช รวมทั้งการ ทาหน้าท่ีร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการทากิจกรรม ความสาคัญและการดูแลส่วนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ปลอดภัย รักษาความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเอง สมบัติท่ีสังเกตได้ของวัสดุที่ใช้ทาวัตถุซ่ึงทาจากวัสดุ ชนิดเดียวหรือหลายชนิดประกอบกัน ชนิดของวัสดุ จัดกลุ่มตามสมบัติท่ีสังเกต การเกิดเสียงและทิศทางการ เคลื่อนที่ของเสียง ดาวท่ีปรากฏบนท้องฟ้าเวลากลางวันและกลางคืน สาเหตุที่มองไม่เห็นดาวส่วนใหญ่ในเวลา กลางวนั ลกั ษณะภายนอกของหินและลักษณะเฉพาะตวั โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการอภิปรายเพ่ือให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐานและ มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเบ้ืองต้นสามารถส่ือสาร สิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ ฝึกทักษะการคิด นาเสนอผ่านกิจกรรมโครงงาน เพื่อให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะในการวิเคราะห์ สามารถทางานรว่ มกับผู้อ่ืน แสดงขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างง่าย เขยี นโปรแกรมโดยใชส้ ่อื สร้าง จัดเก็บและเรยี กใชไ้ ฟลต์ ามวตั ถุประสงค์ ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้งาน ดูแลรักษาอุปกรณ์และใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ อยา่ งเหมาะสม มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม รหัสตวั ชี้วดั ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว ๑.๑ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว ๑.๒ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว ๒.๑ ป.๑/๑ ว ๒.๓ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว ๓.๑ ป.๑/๑ ว ๓.๒ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ป.๑/๓ ป.๑/๔ ป.๑/๕ ว ๔.๒ รวมท้ังหมด ๑๕ ตวั ชี้วัด

คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว ๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ป.๒ กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๒ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ความจาเป็นของแสงและน้า ต่อการเจริญเติบโตของพืช วัฏจักรชีวิตของพืชดอก สมบัติการดูดซับน้าของวัสดุ และการนาไปใช้ประโยชน์สมบตั ิ ของวัสดุท่ีเกิดจากการนาวัสดุมาผสมกัน การเลือกวัสดุมาใช้ทาวัตถุตามสมบัติของวัสดุ การนาวัสดุท่ีใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่ การเคล่ือนที่ของแสง การมองเห็นวัตถุ การป้องกันอันตรายจากการมองวัตถุในบริเวณที่มี แสงสว่างไม่เหมาะสม ส่วนประกอบและการจาแนกชนิดของดิน การใช้ประโยชน์จากดิน การแสดงขั้นตอน การแก้ปัญหา การตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม การใช้งานซอฟต์แวร์เบ้ืองต้น การจัดการไฟล์ และโฟลเดอร์ การใช้งานและดูแลรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีในชีวิตประจาวัน การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอยา่ งปลอดภยั ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต จาแนกประเภท รวบรวมข้อมูล บันทึก และอธิบายผลการสารวจ ตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานและ มีทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเบื้องต้นสามารถสื่อสารส่ิงท่ี เรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน แสดงข้ันตอนการแก้ปัญหาอย่างง่าย เขียนโปรแกรม แบบมเี ง่ือนไขโดยใช้บัตรคาสั่งและตรวจหาข้อผิดพลาด ใช้งานซอฟต์แวรส์ ร้าง จัดหมวดหม่ไู ฟล์และโฟลเดอร์ ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ตระหนักถึง ความสาคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ดูแลรักษาอุปกรณ์และใช้งาน เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งเหมาะสม มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมทเ่ี หมาะสม รหัสตวั ช้ีวัด ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ว ๑.๒ ป.๒/๑ ว ๑.๓ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔ ว ๒.๑ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ว ๒.๓ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ว ๓.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔ ว ๔.๒ รวมทั้งหมด ๑๖ ตัวช้ีวดั

ว ๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ป.๓ คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง ศึกษาสิ่งท่ีจาเป็นต่อการการดารงชีวิตและการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์ สร้างแบบจาลองที่ บรรยายวัฏจักรชีวิตของสัตว์และเปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของสัตว์บางชนิด วัตถุสามารถประกอบข้ึนจากช้ิน ส่วนย่อย ๆ ซ่ึงสามารถแยกออกจากกันได้และประกอบกันเป็นวัตถุช้ินใหม่ได้ การเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทาให้ ร้อนข้ึนหรือทาให้เย็น รูปเส้นทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืนและการกาหนดทิศโดย ใช้แบบจาลอง ความสาคัญของดวงอาทิตย์ ประโยชน์ของดวงอาทิตย์ต่อส่ิงมีชีวิต ระบุส่วนประกอบของอากาศ ความสาคัญของอากาศและผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อส่ิงมีชีวิต ความสาคัญของอากาศ แนวทาง การปฏิบัติตนในการลดการเกิดมลพิษทางอากาศ การเกิดลมประโยชน์และโทษของลม แสดงอัลกอริทึมในการ ทางานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพสัญลักษณ์ หรือข้อความ เขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้ซอฟต์แวร์ หรือส่อื การใชอ้ นิ เทอร์เน็ตคน้ หาความรู้ รวบรวม ประมวลผลและนาเสนอข้อมูลโดยใช้ซอฟตแ์ วร์ตามวตั ถุประสงค์ การเทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภยั และข้อตกลงในการใชอ้ นิ เทอรเ์ นต็ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีสามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเช่ือมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการทาง วิศวกรรมศาสตร์ และให้มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการคิด และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขัน้ ตอน รวมทง้ั ส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นเกิดจติ วทิ ยาศาสตร์และมเี จตคตทิ ่ดี ีต่อการเรียนวทิ ยาศาสตร์ รหัสตัวชี้วดั ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว ๑.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ว ๒.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว ๒.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ว ๒.๓ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ว ๓.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว ๓.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ป.๓/๕ ว ๔.๒ รวมท้ังหมด ๒๕ ตัวชีว้ ดั

ว ๑๔๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๔ คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เวลา ๑๒๐ ชว่ั โมง ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ การจาแนกสิ่งมีชีวิตเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มท่ีไม่ใช่พืช และสัตว์ การจาแนกพืชออกเป็นพืชดอกและพืชไม่มีดอก การจาแนกสัตว์ออกเป็นสัตว์มีกระดูกสนั หลงั และสัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลัง ลักษณะเฉพาะของสัตว์มีกระดูกสันหลังในกลุ่มปลา กลุ่มสัตว์สะเทินน้าสะเทินบก กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน กลุ่มนก และกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม หน้าท่ีของราก ลาต้น ใบและดอกของพืชดอก สมบัติทางกายภาพ ด้านความแข็งแรง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อนและการไฟฟ้าของวัสดุ การนาสมบัติ ทางกายภาพของวัสดุไปใช้ในชีวิตประจาวัน สมบัติของสสารทั้ง ๓ สถานะ ผลของแรงโน้มถ่วงท่ีมีต่อวัตถุ การวัดน้าหนักของวัตถุ มวลของวัตถุที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ของวัตถุและตัวกลางแสง การข้ึนและตกและรูปร่างดวงจันทร์ และองค์ประกอบของระบบสุริยะ การใช้เหตุเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย การตรวจหาข้อผิดพลาดในโปรแกรม การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และการใชค้ าคน้ การประเมนิ ความนา่ เชื่อถือของขอ้ มลู การรวบรวม นาเสนอขอ้ มูลและสารสนเทศ ใช้การสบื เสาะหาความรู้ ต้ังคาถาม คาดคะเนคาตอบหรือสร้างสมมตฐิ าน วางแผนและสารวจตรวจสอบ โดยใช้เครอ่ื งมือและอุปกรณ์ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ประเมินความนา่ เชือ่ ถอื ของขอ้ มูล รวบรวมข้อมลู ประมวลผลอย่างงา่ ย วิเคราะหข์ ้อมูล วิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือกนาเสนอข้อมลู ลงความคดิ เห็นและสรุปผล การสารวจ ตรวจสอบ เพ่ือให้ความเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเบ้ืองต้น มีความคิด สร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา และอธิบายการทางานหรือ คาดการณ์ผลลัพธ์จากปัญหาอย่างง่าย ออกแบบและเขียนโปรแกรม ตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของ ตนเองและผู้อน่ื ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต สามารถสื่อสารอย่างมีมารยาทและรู้กาลเทศะ รู้จักการปกป้องข้อมูลส่วนตัว มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสม รหัสตัวช้ีวดั ว ๑.๒ ป.๔/๑ ว ๑.๓ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ว ๒.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ว ๒.๒ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ว ๒.๓ ป.๔/๑ ว ๓.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ว ๒.๔ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ป.๔/๕ รวมทั้งหมด ๒๑ ตัวชว้ี ัด

คาอธบิ ายรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ว ๑๕๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๕ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕ เวลา ๑๒๐ ชว่ั โมง ศึกษาการเรียนรแู้ บบนักวิทยาศาสตร์ โครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชวี ิตท่ีเหมาะสมในแตล่ ะแหล่งท่อี ยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต การถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรมของพืช สัตว์ และมนุษย์ การเปลี่ยนสถานะของสสาร การละลายของสารในน้า การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลีย่ นแปลงทผ่ี นั กลบั ได้และผนั กลบั ไมไ่ ด้ แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน การไดย้ นิ เสยี ง ผ่านตัวกลาง ลักษณะและการเกิดเสียงสูง เสียงต่า เสียงดัง และเสียงค่อย ระดับเสียงและมลพิษทางเสียง ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การใช้แผนท่ีดาว แบบรูปเส้นทางการข้ึนและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ บนทอ้ งฟ้าในรอบปี ปรมิ าณนา้ ในแต่ละแหง่ ปรมิ าณนา้ ทมี่ นุษย์สามารถนามาใช้ได้ การใช้น้าอยา่ งประหยัดและ การอนุรักษ์น้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง และน้าค้างแข็ง กระบวนการเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การเขียนรหัสลาลองเพ่ือแสดงวิธีแก้ปัญหา การออกแบบและการเขียนโปรแกรมแบบมีเง่ือนไขและการทางานแบบวนซ้า การใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมลู การติดต่อส่ือสารผ่านอินเทอร์เน็ต การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลและการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล อนั ตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอินเทอรเ์ น็ต ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทาและส่ือความหมายข้อมูล สร้างแบบจาลอง และอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบ เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจ มที กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเบ้ืองต้น สามารถสื่อสาร ส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน แสดงวิธีแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ใช้รหัสลาลองแสดงวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นข้ันตอน ออกแบบ และเขียนโปรแกรมแบบมีเง่ือนไข และการทางานแบบวนซา้ ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใชซ้ อฟตแ์ วรช์ ่วยในการแก้ปญั หา ใชอ้ ินเทอร์เน็ต ตดิ ตอ่ ส่ือสารและคน้ หาขอ้ มูล แยกแยะข้อเทจ็ จริงกบั ข้อคิดเห็น ประเมนิ ความน่าเชือ่ ถือของขอ้ มลู ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัยและมีมารยาท มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและคา่ นิยมที่เหมาะสม รหัสตัวช้ีวดั ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ว ๑.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ว ๑.๓ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ว ๒.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว ๒.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว ๒.๓ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ว ๓.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว ๓.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว ๔.๒ ตัวชวี้ ดั รวมทั้งหมด ๓๒

คาอธิบายรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ว ๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ เวลา ๑๒๐ ชว่ั โมง ศกึ ษาสารอาหารประเภทตา่ ง ๆ ทีใ่ ห้ประโยชน์ต่อรา่ งกายและถูกนาไปใช้ในร่างกายโดยระบบย่อยอาหาร เพ่ือให้ร่างกายทางานเป็นปกติ สารและวิธีการแยกสารประเภทต่าง ๆ การเกิดและผลของแรงไฟฟ้า วงจรไฟฟ้า การเกิดเงามืดเงามัว การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา การพัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ กระบวนการ เกิดหินและซากดึกดาบรรพ์ ประโยชน์ของหินและแร่ การเกิดลมและผลของมรสุมต่อฤดูกาลของประเทศไทย ผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธภิ าพและปลอดภัย โดยใช้การสืบเสาะหา ความรู้ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสารวจ ตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการอภิปราย เพื่อให้เกิด ความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถ ในการตัดสินใจการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม ทเ่ี หมาะสม รหสั ตัวช้ีวดั ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ว ๑.๒ ป.๖/๑ ว ๒.๑ ป.๖/๑ ว ๒.๒ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ ว ๒.๓ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ว ๓.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ ว ๓.๒ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ว ๔.๒ รวมท้ังหมด ๒๙ ตัวชีว้ ัด

โครงสร้างเวลาเรยี น ระดบั มธั ยมศกึ ษา กล่มุ สาระการเรยี นรู้/กิจกรรม ม.1 เวลาเรยี น ม.3 ระดับมธั ยมศึกษา กลุ่มสาระการเรยี นรู้ 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) ภาษาไทย 120 (3 นก.) ม.2 120 (3 นก.) คณิตศาสตร์ 160 (4 นก.) 160 (4 นก.) วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 120 (3 นก.) 120 120 (3 นก.) 120 - วทิ ยาศาสตร์ 40 160 (4 นก.) 40 160 - วทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี 160 120 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 40 สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม 120 (3 นก.) ประวัตศิ าสตร์ 160 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม 40 (1 นก.) 80 (2 นก.) หนา้ ที่พลเมือง วัฒนธรรมและ 80 (2 นก.) การดาเนินชีวิตในสังคม 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) 40 (1 นก.) เศรษฐศาสตร์ 120 (3 นก.) ภมู ิศาสตร์ 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) 880 (22 นก.) 80 (2 นก.) 80 (2 นก.) สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา 40 (1 นก.) 40 (1 นก.) 240 ศิลปะ 120 (3 นก.) 120 (3 นก.) การงานอาชีพ 880 (22 นก.) 880 (22 นก.) 120 ภาษาต่างประเทศ 240 240 120 รวมเวลาเรียน(พ้นื ฐาน) 1,240 รายวิชา/กิจกรรม 120 120 กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน 120 120 กิจกรรมแนะแนว 1,240 1,240 กจิ กรรมนักเรยี น - ลกู เสอื ยวุ กาชาด - ชมรม ชุมนมุ กจิ กรรมเพือ่ สังคมและ สาธารณประโยชน์ รวมเวลากิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน รวมเวลาเรียน

โครงสรา้ งหลักสตู รชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 หนว่ ยกิต/ชวั่ โมง ภาคเรยี นท่ี 2 หน่วยกติ /ช่วั โมง รายวชิ าพ้นื ฐาน 11.0(440) ท21101 ภาษาไทย 1 11.0(440) รายวชิ าพืน้ ฐาน ค21101 คณติ ศาสตร์1 1.5(60) ว21101 วทิ ยาศาสตร์ 1 1.5(60) ท21102 ภาษาไทย 2 1.5(60) ส21101 สังคมศึกษา 1 (ภมู ิศาสตร)์ 1.5(60) ส21102 ประวตั ศิ าสตร์ 1 1.5(60) ค21102 คณิตศาสตร์2 1.0(40) ส21103 พระพุทธศาสนา 1 0.5(20) พ21101 สุขศกึ ษา 1 1.5(60) ว21103 วิทยาศาสตร์ 2 0.5(20) พ21102 วอลเลย์บอล 0.5(20) ศ21101 ศลิ ปะ1 1.0(40) ส21104 สังคมศกึ ษา 2 (ภูมศิ าสตร)์ 0.5(20) ง21101 การงานอาชพี 1 1.0(40) อ21101 ภาษาองั กฤษพื้นฐาน1 0.5(20) ส21105 ประวตั ศิ าสตร์ 2 0.5(20) ว21102 วทิ ยาการคานวณ 1 1.5(60) รายวิชาเพิ่มเตมิ 0.5(20) ส21106 พระพุทธศาสนา 2 0.5(20) ค21201 คณิตศาสตรเ์ พ่มิ เติม 1 3(120) อ21201 ภาษาองั กฤษฟงั -พดู 1 0.5(20) พ21103 สขุ ศกึ ษา 2 0.5(20) ท21201 เสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 1 0.5(20) 0.5(20) พ21104 กระบ่กี ระบอง 0.5(20) ส21201 หน้าทพ่ี ลเมือง 1 0.5(20) 1.0(40) ศ21102 ศลิ ปะ2 ว21201 วทิ ยาศาสตรเ์ ขม้ ข้น 1 0.5(20) ส 21203 การปอ้ งกันการทจุ รติ 0.5(20) ง21102 การงานอาชพี 2 0.5(20) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1.5(60) อ21102 ภาษาองั กฤษพื้นฐาน 2 60 กจิ กรรมแนะแนว 15 กจิ กรรมนักเรียน 0.5(20) ว 21104 การออกแบบและเทคโนโลยี 1 20 - ลกู เสอื เนตรนารี 3(120) รายวิชาเพิม่ เตมิ 20 5 - ชมรม ชุมนมุ 0.5(20) ค21202 คณติ ศาสตร์เพม่ิ เติม 2 620 กจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน์ 0.5(20) อ21202 ภาษาอังกฤษฟัง-พูด2 รวมเวลาเรยี นทั้งสิ้น 0.5(20) ท21202 เสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 2 0.5(20) ส21202 หน้าทีพ่ ลเมอื ง 2 0.5(20) ว21202วิทยาศาสตรเ์ ข้มขน้ 2 0.5(20) ส 21204 การปอ้ งกนั การทุจรติ 60 กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น 10 กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนกั เรียน 20 - ลูกเสือ เนตรนารี 20 - ชมรม ชุมนมุ 10 กิจกรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ 620 รวมเวลาเรยี นทัง้ สนิ้

โครงสรา้ งหลักสตู รชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 หนว่ ยกิต/ชว่ั โมง ภาคเรยี นที่ 2 หน่วยกิต/ชว่ั โมง รายวชิ าพนื้ ฐาน 11.0(440) ท22101 ภาษาไทย 11.0(440) รายวิชาพืน้ ฐาน ค22101 คณิตศาสตร์ 1.5(60) ว22101 วิทยาศาสตร์ 3 1.5(60) ท22102 ภาษาไทย 1.5(60) ส22101 สังคมศึกษา 3 1.5(60) ส22102 ประวตั ิศาสตร์ 3 1.5(60) ค22102 คณิตศาสตร์ 1.0(40) ส22103 พระพทุ ธศาสนา 3 0.5(20) พ22101 สุขศึกษา 3 1.5(60) ว22103 วทิ ยาศาสตร์ 4 0.5(20) พ22102 ตะกรอ้ 0.5(20) ศ22101 ศลิ ปะ 4 1.0(40) ส22104 สังคมศึกษา 4 0.5(20) ง22101 การงานอาชีพ 3 1.0(40) อ22101 ภาษาองั กฤษพื้นฐาน 3 0.5(20) ส22105 ประวตั ิศาสตร์ 4 0.5(20) ว22102 วิทยาการคานวณ 2 1.5(60) รายวชิ าเพมิ่ เติม 0.5(20) ส22106 พระพุทธศาสนา 4 0.5(20) ค22201 คณติ ศาสตร์เพม่ิ เติม 3(120) อ22201 ภาษาองั กฤษอ่าน – เขยี น 1 0.5(20) พ22103 สุขศึกษา 4 0.5(20) 0.5(20) ส22201 หนา้ ที่พลเมือง 3 0.5(20) พ22104 เทเบลิ เทนนิส 0.5(20) ท22201 เสริมทกั ษะภาษาไทย 3 1.0(40) ศ22102 ศลิ ปะ 5 0.5(20) ว22201 โครงงานวิทยาศาสตร1์ 0.5(20) ส 22203 การป้องกนั การทุจรติ 0.5(20) ง22102 การงานอาชพี 4 0.5(20) กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน 1.5(60) อ22102 ภาษาอังกฤษพ้ืนฐาน 4 60 กจิ กรรมแนะแนว 15 กิจกรรมนกั เรยี น 0.5(20) ว 22104 การออกแบบและเทคโนโลยี 2 20 - ลกู เสือ เนตรนารี 3(120) รายวชิ าเพิ่มเตมิ 20 - ชมรม ชมุ นมุ 0.5(20) ค22202 คณติ ศาสตรเ์ พมิ่ เตมิ 5 กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ 620 0.5(20) อ22202 ภาษาองั กฤษอ่าน – เขยี น 2 รวมเวลาเรยี นทัง้ ส้ิน 0.5(20) ส22202 หนา้ ทพี่ ลเมอื ง 4 0.5(20) ท22202เสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 4 0.5(20) ว22202โครงงานวทิ ยาศาสตร์ 2 0.5(20) ส 22204 การป้องกันการทุจรติ 60 กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น 10 กจิ กรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน 20 - ลูกเสอื เนตรนารี 20 - ชมรม ชุมนมุ 10 กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ 620 รวมเวลาเรียนท้ังสนิ้

โครงสร้างหลกั สตู รชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 หนว่ ยกติ /ชั่วโมง ภาคเรยี นท่ี 2 หนว่ ยกิต/ชวั่ โมง 11.0(440) รายวิชาพ้นื ฐาน 11.0(440) รายวิชาพนื้ ฐาน 1.5(60) ท23101 ภาษาไทย 5 1.5(60) ท23102 ภาษาไทย 6 1.5(60) 1.5(60) ค23101 คณิตศาสตร์ 5 1.5(60) ค23102 คณติ ศาสตร์ 6 1.0(40) 0.5(20) ว23101 วิทยาศาสตร์ 5 1.5(60) ว23103 วทิ ยาศาสตร์ 6 0.5(20) 0.5(20) ส23101 สงั คมศกึ ษา 5 1.0(40) ส23104 สงั คมศกึ ษา 6 0.5(20) 1.0(40) ส23102 ประวตั ศิ าสตร์ 5 0.5(20) ส23105 ประวตั ิศาสตร์ 6 0.5(20) 1.5(60) ส23103 พระพุทธศาสนา 5 0.5(20) ส23106 พระพทุ ธศาสนา 6 0.5(20) 3(120) พ23101 สขุ ศึกษา 5 0.5(20) พ23103 สุขศึกษา 6 0.5(20) 0.5(20) พ23102 ฟุตบอล 0.5(20) พ23104 บาสเกตบอล 0.5(20) ศ23101 ศลิ ปะ 5 1.0(40) ศ23102 ศลิ ปะ 6 0.5(20) 0.5(20) ง23101 การงานอาชพี 5 0.5(20) ง23102 การงานอาชพี 6 0.5(20) อ23101 ภาษาองั กฤษพน้ื ฐาน 5 1.5(60) อ23102 ภาษาอังกฤษพน้ื ฐาน 6 60 15 ว23102 วิทยาการคานวณ 3 0.5 (20) ว23104 การออกแบบและเทคโนโลยี 3 20 รายวิชาเพ่ิมเติม 3(120) รายวิชาเพ่ิมเติม 20 ค23201 คณติ ศาสตร์เพิม่ เตมิ 5 0.5(20) ค23202 คณิตศาสตรเ์ พ่มิ เติม 6 5 620 อ23201 ภาษาอังกฤษอ่าน – เขียน 3 0.5(20) อ23202 ภาษาอังกฤษเพ่อื การสอ่ื สาร ส23201 หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง 5 0.5(20) ส23202 หน้าที่พลเมอื ง 6 ท23201 หลักภาษาเพื่อการส่อื สาร 0.5(20) ท23202 การพดู ในทป่ี ระชมุ ชน ว23201 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 0.5(20) ว23202 อิเลค็ ทรอนิกสเ์ บื้องตน้ ส 23203 การป้องกนั การทจุ ริต 0.5(20) ส 23204 การปอ้ งกันการทจุ รติ กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น 60 กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน กจิ กรรมแนะแนว 10 กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรยี น กิจกรรมนักเรยี น - ลูกเสอื เนตรนารี 20 - ลูกเสือ เนตรนารี - ชมรม ชมุ นมุ 20 - ชมรม ชุมนมุ กิจกรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ 10 กจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ รวมเวลาเรียนทั้งส้ิน 620 รวมเวลาเรยี นทั้งสิน้

ว ๒๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๑ คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๑ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จานวน ๑.๕ หน่วยกิต ศึกษา วิเคราะห์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สมบัติของสารบริสุทธิ์ การจาแนกและองค์ประกอบ ของสารบริสุทธิ์ เซลล์ การลาเลียงสารเข้าออกเซลล์ การสืบพันธ์ุและขยายพันธ์ุพืชดอก การสังเคราะห์ด้วยแสง การลาเลียงน้า ธาตุอาหาร และอาหารของพืช โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะ การเรียนในศตวรรษท่ี 21 การสืบค้นข้อมลู และการอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแกป้ ัญหา การนาความร้ไู ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม รหสั ตวั ชี้วดั ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 ม.1/5 ม.1/6 ม.1/7 ม.1/8 ม.1/9 ว 1.2 ม.1/10 ม.1/11 ม.1/12 ม.1/13 ม.1/14 ม.1/15 ม.1/16 ม.1/17 ม.1/18 ว 2.1 ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 ม.1/5 ม.1/6 ม.1/7 ม.1/8 รวมท้ังหมด ๒๖ ตัวช้วี ัด

ว ๒๑๑๐๒ วิทยาการคานวณ 1 คาอธบิ ายรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ ๑ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๒๐ ช่ัวโมง จานวน ๐.๕ หน่วยกิต ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมท่ีใช้แนวคิดเชิงนามธรรมเพ่ือแก้ปัญหาหรืออธิบายการทางานที่พบในชีวิต จริง การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีการใช้ตัวแปร เง่ือนไข วนซ้า การออกแบบอัลกอริทึม เพ่ือแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์อย่างง่าย การเขียนโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์ Scratch, python, java และ c เป็นต้น ศึกษาการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล ตลอดจนใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย การจัดการอัตลักษณ์ การพิจารณาความเหมาะสมของเน้ือหา ใช้สื่อและแหล่งข้อมูล ตามขอ้ กาหนดและขอ้ ตกลงได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้แบบ ใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพ่ือเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพอื่ ให้เกดิ ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทกั ษะในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จนสามารถนาเอาแนวคดิ เชงิ คานวณ มาประยกุ ต์ใช้ในการสร้างโครงงานได้ เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพ่ือช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอย่างรู้เท่าทันและ รับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ สงั คม และการดารงชวี ติ จนสามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการ จัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ รหสั ตัวชี้วัด ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 ว 4.2 ๔ ตัวชี้วดั รวมท้ังหมด

คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ ว 21201 วิทยาศาสตรเ์ ข้มขน้ 1 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 20 ชว่ั โมง จานวน 0.5 หน่วยกติ ศึกษาประเภทขององค์ประกอบ สมบัติของธาตุและสารประกอบ เปรียบเทียบสมบัติของธาตุโลหะ ธาตุอโลหะ ธาตุก่ึงโลหะ และธาตุกัมมันตรังสี กลัก การแยกสาร วิธีการกรอง การตกผลึก โดยกระบวนการ เรียนรู้ด้วยตนเองจากวิธีการปฏิบัติกิจกรรม ปฏิบัติตามคาแนะนาของครู การอภิปรายซักถามและร่วมมือกัน แกป้ ัญหาภายในกลุ่ม เพอื่ มเี จตคตทิ ด่ี ีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มที กั ษะการใช้อปุ กรณ์พนื้ ฐาน มีความคิดรเิ รมิ่ ในการออกแบบ การทดลอง ตลอดจนสามารถนาหลักการพืน้ ฐานทางวิทยาศาสตร์ไปใช้อธิบายสิ่งท่ีพบเห็นในชวี ติ ประจาวันได้ ผลการเรียนรู้ 1. สารวจและอธบิ ายองคป์ ระกอบ สมบัติของธาตแุ ละสารประกอบ 2. สืบค้นข้อมูลและเปรียบเทียบสมบัติของธาตุโลหะ ธาตุอโลหะ ธาตุก่ึงโลหะ และธาตุกัมมันตรังสี และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ 3. สบื ค้นขอ้ มลู และอภิปรายผลของการทดลอง หลกั การแยกสารด้วยวิธีการกรอง การตกผลึก รวมทั้งหมด 3 ผลการเรยี นรู้

ว ๒๑๑๐๓ วิทยาศาสตร์ ๒ คาอธบิ ายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ ศึกษา วิเคราะห์ ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงของสาร การถ่ายโอนความร้อน ลมฟ้าอากาศรอบตัว มนุษย์และการเปลยี่ นแปลงลมฟ้าอากาศ โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะ ในศตวรรษที่ ๒๑ การสืบค้นขอ้ มูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแกป้ ญั หา การนาความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน มจี ติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสม รหัสตัวชี้วดั ม.๑/๙ ม.๑/๑๐ ว ๒.๑ ม.๑/๑ ว ๒.๒ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ว ๒.๓ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ว ๓.๒ ๑๗ ตัวช้ีวัด รวมท้ังหมด

คาอธิบายรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ว ๒๑๑๐๔ การออกแบบและเทคโนโลยี 1 กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑ เวลา ๒๐ ชั่วโมง จานวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ศึกษาแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวติ ประจาวัน วิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยท่ีสง่ ผลต่อการเปล่ียนแปลง ของเทคโนโลยี ระบุปัญหาหรือความต้องการในชีวิตประจาวัน รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล แนวคิดที่เกี่ยวข้อง กบั ปญั หา การออกแบบวธิ ีการแก้ปญั หา ตัดสินใจเลอื กข้อมลู ที่จาเปน็ นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาใหผ้ ู้อน่ื เข้าใจ วางแผน ดาเนินการแก้ปัญหา ด้วยการทดสอบ ประเมินผล ระบุข้อบกพร่องท่ีเกิดข้ึน พร้อมทั้งหาแนวทาง การปรับปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการแก้ปัญหา เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ เพอื่ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแกป้ ญั หาวางแผนการเรยี นรู้ และนาเสนอผา่ นการทากิจกรรมโครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อสงั คม และการดารงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจดั การทกั ษะในการส่ือสาร ความสามารถในการตัดสนิ ใจ เปน็ ผู้ทีม่ จี ติ วิทยา ศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยมในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์ รหสั ตวั ชว้ี ดั ว. 4.1 ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 ม.1/5 รวมท้ังหมด ๕ ตัวช้ีวดั

คาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเติม ว 21202 วิทยาศาสตรเ์ ขม้ ขน้ 2 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จานวน 0.5 หน่วยกติ ศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกและภายใน หลักการและผลของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธ์ุและเพิ่มผลผลิตของสัตว์ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ลักษณะของโครโมโซมที่มีหน่วยพันธุกรรมหรือยีนในนิวเคลียส ความสาคัญ ของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ และกระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจาก ความผิดปกติของยีนและโครโมโซมและนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลของสารเสพติดต่อระบบต่างๆของร่างกาย และแนวทางป้องกันตนเองจากสารเสพติด ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถ่ินที่ทาให้สิ่งมีชีวิตดารงอยู่ได้ อย่างสมดุล ผลของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล การบันทึก จัดกลุ่มข้อมูล และการอภปิ ราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนาเสนอ สื่อสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถ ในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรมและค่านยิ มทเี่ หมาะสม ผลการเรยี นรู้ 1. อธิบายหลักการและผลของการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธ์ุและเพิ่มผลผลติ ของสัตวแ์ ละนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ทดลอง วเิ คราะห์และอธบิ ายสารอาหารในอาหารมปี รมิ าณพลังงานและสัดสว่ นท่ีเหมาะสม กับเพศและวยั 3. อภิปรายผลของสารเสพติดตอ่ ระบบตา่ งๆของร่างกายและแนวทางในการป้องกนั ตนเอง จากสารเสพตดิ 4. สังเกตและอธบิ ายลักษณะของโครโมโซมท่มี ีหนว่ ยพนั ธกุ รรมหรือยีนในนิวเคลยี ส 5. อธบิ ายความสาคญั ของสารพันธกุ รรมหรือดีเอ็นเอและกระบวนการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม 6. อภปิ รายโรคทางพันธกุ รรมท่ีเกดิ จากความผดิ ปกตขิ องยนี และโครโมโซมและนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 7. สารวจและอธิบายความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถน่ิ ท่ีทาให้สิ่งมีชีวติ ดารงอยู่ได้อย่างสมดุล 8. อธิบายความหลากหลายทางชีวภาพทีม่ ีตอ่ มนษุ ย์ สตั ว์ พชื และส่งิ แวดล้อม 9. อภปิ รายผลของเทคโนโลยีชีวภาพตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษยแ์ ละสิง่ แวดลอ้ ม รวมทั้งหมด 9 ผลการเรยี นรู้

ว ๒๒๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๓ คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ ๒ กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ชัว่ โมง จานวน ๑.๕ หน่วยกิต ศึกษา วิเคราะห์ การแยกของผสม สารประกอบและธาตุ สมบัติของธาตุโลหะ ธาตุอโลหะธาตุก่ึงโลหะ และธาตุกัมมันตรังสี การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีและสมการเคมี สารเคมี ปฏิกิริยาเคมีต่อชีวิต และส่ิงแวดล้อม กระบวนการเกิดดิน หน้าตัดข้างของดิน ปัจจัยในการเกิดดิน สมบัติบางประการของดิน การใช้และการปรับปรุงคุณภาพของดิน กระบวนการเกิด ลักษณะ และสมบัติของหิน ชนิด แหล่งท่ีพบ และประโยชน์ของหิน วัฏจักรหิน ลักษณะและสมบัติทางกายภาพของแร่ ชนิด แหล่งท่ีพบ และประโยชน์ของแร่ กระบวนการเกิด แหล่งสารวจในประเทศ และการนาไปใช้ประโยชน์ของปิโตรเลียมถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ลักษณะและการเกิดแหล่งน้าผิวดิน น้าใต้ดิน การใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน้าในท้องถ่ิน ธรณีพิบัติภัย ลักษณะโครงสร้างโลก ความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนเปลือกโลก แรงท่ีกระทาตอ่ วตั ถุ ขนาดและทศิ ทางของแรง แรงลัพธ์และผลของแรง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการ ตดั สนิ ใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวติ ประจาวัน มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมทเ่ี หมาะสม รหัสตวั ช้ีวดั ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ว ๓.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ว ๓.๒ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ว ๔.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ ม.๒/๗ ม.๒/๘ ม.๒/๙ ว ๖.๑ ม.๒/๑๐ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ม.๑/๘ ม.๑/๙ ว ๘.๑ ๒๘ ตัวช้วี ัด รวมทั้งหมด

คาอธบิ ายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว ๒๒๑๐๒ วิทยาการคานวณ 2 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เวลา ๒๐ ช่ัวโมง จานวน ๐.๕ หนว่ ยกิต ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมท่ีใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหา หรือการทางานที่พบในชีวิตจริง การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่ใช้ตรรกะและฟังก์ชัน การออกแบบอัลกอริทึม โดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ ในการออกแบบ เพื่อใหก้ ารแก้ปัญหามปี ระสิทธิภาพ การเขยี นโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์ Scratch, python, java และ c เป็นต้น ศึกษาองค์ประกอบและหลักการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสาร เพือ่ ประยกุ ต์ใช้งานหรือแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพ่ือเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปญั หาวางแผนการเรยี นรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนาเสนอผา่ นการทากจิ กรรมโครงงาน เพื่อให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการวเิ คราะห์โจทยป์ ัญหา จนสามารถนาเอาแนวคิดเชงิ คานวณ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างโครงงานได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอย่างรู้เท่าทันและ รับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ยา่ งสร้างสรรค์ รหสั ตัวชี้วัด ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ว 4.2 ๔ ตัวช้ีวดั รวมทั้งหมด

คาอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ว 22201โครงงานวทิ ยาศาสตร์ 1 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 20 ช่ัวโมง จานวน 0.5 หน่วยกิต ศึกษาวิธกี ารกาหนดประเดน็ ปญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ การแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบการทดลอง การออกแบบส่ิงประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ วิธีการสารวจตรวจสอบ วิธีการสืบค้นข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการสรุปผลโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะ หาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสบื ค้นขอ้ มูล การอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นาความรไู้ ปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์และคณุ ธรรมพน้ื ฐานท่ีเหมาะสม ผลการเรยี นรู้ 1. ตั้งคาถามท่ีกาหนดประเด็นหรือตัวแปรที่สาคัญในการสารวจตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้า เรอื่ งทส่ี นใจได้อย่างครอบคลมุ และเช่อื ถอื ได้ 2. สรา้ งสมมติฐานทสี่ ามารถตรวจสอบไดแ้ ละวางแผนการสารวจตรวจสอบหลายๆวิธี 3. เลือกเทคนิควิธีการสารวจตรวจสอบทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ได้ผลเท่ียงตรงและปลอดภัย โดยใช้วสั ดุและเคร่อื งมือท่เี หมาะสม 4. รวบรวมขอ้ มลู จัดกระทาขอ้ มลู ทัง้ เชงิ ปริมาณและเชงิ คุณภาพ 5. วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยานกับข้อสรุป ท้ังที่สนับสนุนหรือขัดแย้ง กบั สมมติฐานและความผิดปกตขิ องขอ้ มลู จากการสารวจตรวจสอบ 6. สร้างแบบจาลองหรอื รปู แบบท่อี ธิบายผลหรอื แสดงผลของการสารวจตรวจสอบ 7. สร้างคาถามท่ีนาไปสู่การสารวจตรวจสอบในเร่ืองที่เกี่ยวข้องและนาความรู้ท่ีได้ไปใช้ในสถานการณ์ ใหมห่ รอื อธบิ ายเกย่ี วกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงานหรือช้นิ งานใหผ้ ูอ้ ืน่ เขา้ ใจ 8. บันทึกและอธิบายผลการสังเกต การสารวจตรวจสอบ ค้นคว้าเพ่ิมเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ ให้ได้ ข้อมูลที่เช่ือถือได้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ค้นพบเม่ือมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่ เพมิ่ ขน้ึ หรอื โตแ้ ยง้ จากเดมิ รวมทั้งหมด 8 ผลการเรียนรู้

ว ๒๒๑๐๓ วิทยาศาสตร์ ๔ คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๒ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หน่วยกติ ศึกษา วิเคราะห์ โครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ได้แก่ ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบประสาท ระบบสืบพันธ์ุ การปฏิบัติตนเพ่ือดูแลรักษาระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย แรงท่ีกระทาต่อวัตถุ แรงลัพธ์และผลของแรง ความดันของของเหลว แรงพยุง แรงเสียดทาน โมเมนตข์ องแรงและการประยุกตใ์ ช้ แรงโน้มถว่ งของโลก แรงไฟฟา้ แรงแม่เหลก็ ปริมาณทางฟิสิกส์ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ( Constructivism Learning) และการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) เพ่ือเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดองค์ ความร้จู ากการทากิจกรรมกลุ่ม เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามรู้ความเขา้ ใจในกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สามารถสืบเสาะหาความรู้ และส่ือสาร ส่ิงที่เรียนรู้ เพ่ือใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มทเ่ี หมาะสม รหัสตัวชี้วัด ม.2/๑ ม.2/๒ ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/5 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ว ๑.2 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10 ม.2/11 ม.2/12 ม.2/13 ม.2/14 ม.2/15 ม.2/16 ม.2/17 ว 2.๒ ม.2/๑ ม.2/๒ ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/5 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10 ม.2/11 ม.2/12 ม.2/13 ม.2/14 ม.2/15 รวมท้ังหมด ๓๒ ตัวชี้วัด

คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์ ว ๒๒๑๐๔ การออกแบบและเทคโนโลยี ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๒ เวลา ๒๐ ชว่ั โมง จานวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ศึกษาการคาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยีที่จะเกิดข้ึนโดยพิจารณาจากสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีโดยคานึงถึงผลกระทบที่ เกิดขึ้นต่อชีวิต สังคม และส่ิงแวดล้อม ปัญหาหรือความต้องการในชุมชนหรือท้องถ่ิน การสรุปกรอบของปัญหา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิดท่เี กี่ยวข้องกบั ปัญหา การออกแบบวธิ กี ารแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์เปรยี บเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลท่ีจาเป็นภายใต้เงื่อนไขและทรัพยากรที่มีอยู่ นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาให้ผู้อื่นเข้าใจ วางแผนข้ันตอนการทางานและดาเนินการแก้ปญั หาอย่างเป็นขั้นตอน การทดสอบ ประเมินผล และอธิบายปัญหา หรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ภายใต้กรอบเงื่อนไข พร้อมทั้งหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการ แก้ปัญหา การใช้ความรู้ และทักษะเก่ียวกับวสั ดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแก้ปญั หา หรอื พัฒนางานไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภยั โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชญิ สถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีท่ีส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจดั การทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ เป็นผทู้ มี่ ีจิตวิทยา ศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์ รหัสตัวช้ีวัด ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ว. 4.1 รวมทั้งหมด ๕ ตัวช้ีวัด

คาอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ว 22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ 2 กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ ศึกษาความหมาย ความสาคัญ ประเภทการได้มาซึ่งโครงงานวิทยาศาสตร์ วิธีทาโครงงานวิทยาศาสตร์ บทบาทนักเรียนในการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ การเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ การเสนอผลงานโครงงาน วิทยาศาสตร์ การประเมินผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ฝึกวิเคราะห์ตัวอย่างโครงงานวิทย าศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล การอภปิ ราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นาความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน มีจติ วทิ ยาศาสตรแ์ ละคณุ ธรรมพนื้ ฐานท่เี หมาะสม ผลการเรียนรู้ 1. ตง้ั คาถามที่กาหนดประเด็นหรอื ตัวแปรทสี่ าคัญในการสารวจตรวจสอบ หรือศึกษาค้นคว้าเรือ่ งทีส่ นใจได้อย่าง ครอบคลุมและเช่ือถือได้ 2. สร้างสมมตฐิ านทีส่ ามารถตรวจสอบได้และวางแผนการสารวจตรวจสอบหลายๆวธิ ี 3. เลอื กเทคนคิ วิธีการสารวจตรวจสอบท้งั เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพท่ีไดผ้ ลเท่ียงตรงและปลอดภัย โดยใชว้ ัสดุ และเครื่องมือทเี่ หมาะสม 4. รวบรวมขอ้ มูล จัดกระทาข้อมลู ทงั้ เชงิ ปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ 5. วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ความสอดคล้องของประจกั ษ์พยานกับขอ้ สรุป ทงั้ ท่ีสนับสนนุ หรือขัดแยง้ กับสมมตฐิ าน และความผิดปกติของข้อมลู จากการสารวจตรวจสอบ 6. สรา้ งแบบจาลองหรือรูปแบบทีอ่ ธิบายผลหรือแสดงผลของการสารวจตรวจสอบ 7. สรา้ งคาถามทีน่ าไปสกู่ ารสารวจตรวจสอบในเร่อื งทีเ่ ก่ียวขอ้ งและนาความรู้ทไ่ี ดไ้ ปใช้ในสถานการณ์ใหมห่ รือ อธิบายเกีย่ วกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงานหรอื ชนิ้ งานให้ผอู้ น่ื เข้าใจ 8. บนั ทึกและอธิบายผลการสังเกต การสารวจตรวจสอบ ค้นควา้ เพ่ิมเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆใหไ้ ดข้ ้อมลู ที่ เช่ือถอื ได้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ท่ีค้นพบเมอื่ มีข้อมลู และประจักษ์พยานใหม่เพ่ิมข้ึนหรือโตแ้ ย้ง จากเดมิ รวมท้ังหมด 8 ผลการเรียนรู้

ว ๒๓๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๕ คาอธบิ ายรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๓ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ศึกษา วิเคราะห์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ องค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับ สิ่งมีชีวิต กลุ่มสิ่งชีวิตในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิต ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง ยนี ดเี อน็ เอและโครโมโซม กระบวนการแบ่งเซลลข์ องสิ่งมชี วี ิต การเปล่ียนแปลงของยีนและ โครโมโซม โรคทางพันธุกรรม การดัดแปลงทางพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีผลต่อการรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ สมบัติของกายภาพและประโยชน์ของวัสดุประเภทพอริเมอร์ เซรามิกส์ และวัสดุผสม รวมทั้ง แนวทางการใช้วัสดุอย่างประหยัดและคุ้มค่า การเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร การถ่ายโอนความร้อน ปฏิกิริยาเคมีใน ชีวิตประจาวัน กรด เบส ปฏิกิริยาเคมีต่อส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ออกแบบวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันโดย ใช้ความรเู้ กย่ี วกับปฏิกริ ยิ าเคมีตามแนวทางของ STEM ศกึ ษา โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะการ เรียนในศตวรรษท่ี 21 การสบื ค้นขอ้ มูล และการอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปญั หา การนาความร้ไู ปใชใ้ นชีวิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยมทเ่ี หมาะสม รหัสตวั ชี้วัด ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ว 1.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8 ม.3/9 ว 1.3 ม.3/10 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8 ว 2.1 รวมท้ังหมด ๒๔ ตัวช้วี ัด

ว ๒๓๑๐๒ วิทยาการคานวณ 3 คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๒๐ ชว่ั โมง จานวน ๐.๕ หนว่ ยกิต ศึกษาการ พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีการบูรณาการกับวิชาอื่นอย่างสร้างสรรค์ การรวบรวมข้อมูล ประมวลผล ประเมินผล นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบน อินเทอร์เน็ตที่หลากหลาย การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์ส่ือและผลกระทบจากการให้ข่าวสารท่ี ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่าทัน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏบิ ัติตามกฎหมายเก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ ใช้ลิขสทิ ธขิ์ องผู้อืน่ โดยชอบธรรม โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้แบบ ใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพือ่ ใหเ้ กดิ ทักษะ ความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะในการวิเคราะห์โจทยป์ ญั หา จนสามารถนาเอาแนวคดิ เชิงคานวณ มาประยุกต์ใชใ้ นการสรา้ งโครงงานได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ ได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพ่ือช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทันและ รับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ สังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปญั หาและการ จัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์ รหสั ตัวช้ีวดั ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ว. 4.๒ ๕ ตัวช้ีวัด รวมทั้งหมด

คาอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ว 23201 ชีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 20 ชั่วโมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ ศึกษา อธิบายและวิเคราะห์เก่ียวกับพันธกุ รรม ความผิดปกติและโรคทางพันธุกรรม เทคโนโลยีชวี ภาพ กับพันธุกรรม ความหลากหลายของพืชและสัตว์ในท้องถิ่น ระบบนิเวศในท้องถ่ิน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น เอกภพ ระบบสุริยะ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนาเสนอ ส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถ ในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรมและค่านยิ มที่เหมาะสม ผลการเรียนรู้ 1. สงั เกตและอธิบายลกั ษณะของโครโมโซมท่ีมหี นว่ ยพันธกุ รรมหรอื ยีนในนวิ เคลยี ส 2. อธิบายความสาคัญของสารพันธกุ รรมหรอื ดเี อ็นเอ และกระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม 3. อภิปรายโรคทางพันธกุ รรมทเ่ี กิดจากความผิดปกติของยนี และโครโมโซมและนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 4. สารวจและอธิบายความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิน่ ที่ทาใหส้ ่ิงมชี ีวติ ดารงอยูไ่ ด้อยา่ งสมดุล 5. อธิบายผลของความหลากหลายทางชวี ภาพที่มตี ่อมนุษย์ สัตว์ พืช และส่งิ แวดล้อม 6. อภิปรายผลของเทคโนโลยชี วี ภาพต่อการดารงชวี ติ ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 7. สารวจระบบนเิ วศต่างๆในท้องถนิ่ และอธิบายความสมั พันธ์ขององคป์ ระกอบภายในระบบนเิ วศ 8. วเิ คราะห์และอธิบายความสัมพันธข์ องการถ่ายทอดพลังงานของส่งิ มชี ีวติ ในรปู ของโซ่อาหารและ สายใยอาหาร 9. อธบิ ายวฏั จกั รนา้ วฏั จกั รคารบ์ อนและความสาคญั ทมี่ ตี ่อระบบนเิ วศ 10.อธิบายปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากรในระบบนิเวศ 11.อธิบายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและเสนอแนะแนวทางในการดูแล และรักษา 12.วิเคราะห์สภาพปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถ่นิ และเสนอแนวทางในการแก้ไข ปัญหา 13.อภิปรายการใชท้ รัพยากรธรรมชาตอิ ย่างยั่งยนื 14.วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายการใชท้ รพั ยากรธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 15.อภปิ รายปัญหาส่ิงแวดลอ้ มและเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา 16.อภิปรายและมสี ว่ นร่วมในการดูแลและอรรุ ักษ์สง่ิ แวดลอ้ มในทอ้ งถิน่ อย่างย่งั ยนื 17.สบื คน้ และอธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งดวงอาทติ ย์ โลก ดวงจนั ทรแ์ ละดาวเคราะหอ์ ื่นๆและผลท่ี เกิดข้นึ ต่อส่ิงแวดล้อมและสิง่ มชี วี ิตบนโลก 18.สืบค้นและอธบิ ายองคป์ ระกอบของเอกภพ กาแลก็ ซี และระบบสรุ ิยะ 19.ระบตุ าแหนง่ ของกลุ่มดาวและนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 20.สบื ค้นและอภปิ รายความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีอวกาศทใี่ ชส้ ารวจอวกาศ วตั ถุท้องฟา้ สภาวะ อากาศ ทรพั ยากรธรรมชาติ การเกษตรและการสื่อสาร รวม 20 ผลการเรียนรู้

ว ๒๓๑๐๓ วิทยาศาสตร์ ๖ คาอธบิ ายรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ ๓ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ ศึกษา วิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าบ้าน พลังงานไฟฟ้าของเคร่ืองใช้ไฟฟ้า และคานวณพลังงานไฟฟ้าท่ีใช้ การต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เบื้องต้น และคานวณปริมาณไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แสงและการมองเห็น ความสัมพันธ์แรง โน้มถ่วง ระหว่างดวงอาทติ ย์ โลก ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ในระบบสรุ ิยะ ดาวฤกษ์ เทคโนโลยอี วกาศ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ และทักษะในศตวรรษ ที่ ๒๑ การสบื คน้ ข้อมลู และการอภปิ ราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ การแกป้ ัญหา การนาความรไู้ ปใช้ในชีวิตประจาวนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มที่เหมาะสม รหัสตัวช้ีวัด ม.๓/๑ ม.๓/2 ม.๓/3 ม.๓/4 ม.๓/5 ม.๓/6 ม.๓/7 ม.๓/8 ม.๓/9 ว ๒.๓ ม.๓/๑0 ม.๓/1๑ ม.๓/๑2 ม.๓/๑3 ม.๓/๑4 ม.๓/๑5 ม.๓/๑6 ม.๓/๑7 ม.๓/๑8 ม.๓/๑9 ม.๓/20 ม.๓/๒๑ ว ๓.๑ ม.๓/๑ ม.๓/2 ม.๓/3 ม.๓/4 รวมทั้งหมด ๒๕ ตัวชวี้ ดั

คาอธบิ ายรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ว ๒๓๑๐๔ การออกแบบและเทคโนโลยี 3 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓ เวลา ๒๐ ชัว่ โมง จานวน ๐.๕ หน่วยกิต ศึกษาสาเหตุ หรือปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ ของเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาหรือ พัฒนางาน ปัญหาหรือความต้องการของชุมชนหรือท้องถ่ิน เพ่ือพัฒนางานอาชีพ สรุปกรอบของปัญหา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยคานึงถึงความถูกต้องด้านทรัพย์สินทาง ปัญญา การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่จาเป็นภายใต้ เง่ือนไขและทรัพยากรท่ีมีอยู่ นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหาให้ผู้อ่ืนเข้าใจด้วยเทคนิคหรือวิธีการท่ี หลากหลาย วางแผนขั้นตอนการทางานและดาเนินการแกป้ ญั หาอยา่ งเป็นข้ันตอน การทดสอบ ประเมินผล วิเคราะห์ และให้เหตุผลของปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดข้ึนภายใต้ กรอบเง่ือนไข พร้อมทั้งหาแนวทาง การปรับปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการแก้ปัญหา การใช้ความรู้ และทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ สใ์ ห้ถูกตอ้ งกับลักษณะของงาน และปลอดภยั เพ่ือแก้ปญั หาหรือพัฒนางาน โ ดยอาศัยกระบว นการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐ าน ( Problem – based Learning) และการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรม โครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนา เทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนา กระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ เปน็ ผู้ทีม่ ีจติ วทิ ยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์ รหสั ตัวช้ีวดั ว. 4.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 รวมทั้งหมด ๕ ตัวชี้วดั

คาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเตมิ ว 23202 อเิ ล็กทรอนกิ สเ์ บ้ืองตน้ กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ชั่วโมง จานวน 0.5 หน่วยกิต ศึกษาชนิดของเคร่ืองมือทางอิเล็กทรอนิกส์ วิธีการใช้ นาอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์มาประกอบ วงจรอย่างง่าย และอธิบายการทางานของวงจรท่ีประกอบข้ึน การใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับงานอิเล็กทรอนิกส์ การอ่านแบบวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ การประกอบวงจรและนาวงจรที่ประกอบไปใช้ การเตรียม ความพร้อมของอุปกรณ์ การบารุงรักษาและเก็บอุปกรณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเองและภายใต้การแนะนาของครู เพ่ือใหน้ ักเรยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับวธิ ีการใช้เคร่ืองมือพ้ืนฐานทางอเิ ล็กทรอนิกสท์ ่ีถูกต้อง ปลอดภัย เลือกใช้เคร่ืองมือให้เมาะสมกับชนิดของงาน เชื่อมต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบแก้ไข ข้อบกพร่องของวงจรที่ประกอบขึ้นได้ และสามารถเสนอแนวคิดในการนาวงจรอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ไปประยกุ ต์ใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม ตลอดจนมีเจตคตทิ ี่ดีและเหน็ คณุ ค่าของงานด้านอเิ ล็กทรอนิกส์ ผลการเรียนรู้ 1. ระบุเคร่ืองมือเคร่ืองใชท้ ี่มีอปุ กรณ์ทางอเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ ป็นส่วนประกอบได้ 2. อธิบายการใชแ้ ละใชเ้ คร่ืองวัดทางไฟฟ้ากบั วงจรอิเลก็ ทรอนิกส์อยา่ งง่ายได้ 3. อธบิ ายการทางานของอปุ กรณ์ทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์อยา่ งงา่ ยได้ 4. นาอุปกรณ์ทางอิเลก็ ทรอนิกส์มาประกอบเป็นวงจรอย่างง่ายได้ 5. อธบิ ายการทางานของวงจรท่ีประกอบขึ้นได้ 6. ตอ่ เชื่อวงจรอเิ ล็กทรอนกิ สแ์ ละตรวจสอบแก้ไขข้อบกพรอ่ งของวงจรทป่ี ระกอบข้นึ ได้ 7. สามารถเสนอแนวคิดในการนาวงจรอเิ ล็กทรอนิกส์บางชนดิ ไปประยุกต์ใช้ได้อยา่ งเหมาะสม 8. มเี จตคติท่ดี ีต่องานดา้ นอิเล็กทรอนิกส์และเหน็ คุณคา่ งานด้านอเิ ล็กทรอนิกส์ รวมทั้งหมด 8 ผลการเรยี นรู้

ว ๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๑ ส่วนที่ ๔ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ โครงสร้างรายวชิ า โครงสร้างรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา ๘๐ ชั่วโมง ลาดับ ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก ท่ี /ตวั ช้วี ดั (ชวั่ โมง) คะแนน ๑ ตัวเรา พืช และสตั ว์ ว 1.2 ป.1/1 • มนุษย์มีส่วนต่าง ๆ ที่มีลักษณะและ 22 20 ว 1.2 ป.1/2 หน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมใน การดารงชีวิต โดยส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายจะทาหน้าท่ีร่วมกันในการทา กิจกรรมตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจาวัน • พืชและสตั ว์มีสว่ นตา่ ง ๆ ทีม่ ีลกั ษณะ และหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสม ในการดารงชวี ิต • มนุษย์ใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายใน การทากิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือการดารงชีวิต ดังนั้นมนุษย์จึงควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และต้อง รกั ษาความสะอาดของรา่ งกายอยเู่ สมอ 2. พืชและสัตวใ์ น ว 1.1 ป.1/1 • บรเิ วณต่าง ๆ ในทอ้ งถนิ่ เช่น สนาม 10 9 ทอ้ งถิน่ ว 1.1 ป.1/2 หญ้า ใต้ต้นไม้ แหล่งน้า อาจพบพืชและ สตั วห์ ลายชนดิ อาศยั อยู่ • บริเวณท่ีแตกต่างกันอาจพบพืชและ สัตว์แตกต่างกัน เพราะสภาพแวดล้อม ของแต่ละบริเวณจะมีความเหมาะสมต่อ การดารงชีวิตของพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ ในแต่ละบริเวณแตกต่างกันไป หาก สภาพแวดล้อมในบริเวณที่พืชและสัตว์ อาศัยอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลง จะมีผลต่อ การดารงชวี ิตของพืชและสตั ว์

ลาดับ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั ท่ี /ตวั ช้ีวดั (ชวั่ โมง) คะแนน 3. วัสดุและการเกดิ เสยี ง ว 2.1 ป.1/1 • วัสดุที่นามาใช้ทาวัตถุท่ีเป็นของเล่น 18 15 ว 2.1 ป.1/2 และของใช้มีหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ว 2.3 ป.1/1 ยาง เป็นต้น วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติ แตกต่างกัน เช่น ความแข็ง พื้นผิว เป็น ต้น เราสามารถนาสมบัติของวัสดุแต่ละ ชนิดมาใช้เปน็ เกณฑใ์ นการจดั กลุ่มวัสดุได้ วัสดุบางอย่างสามารถนามาประกอบกัน เพือ่ ทาเปน็ วัตถุตา่ ง ๆ ได้ • เสียงเกิดจากการส่ันสะเทือนของ วัตถุ วัตถุท่ีทาให้เกิดเสียงเรียกว่า แหล่งกาเนิดเสียง ซึ่งมีท้ังแหล่งกาเนิด เสียงตามธรรมชาติและแหล่งกาเนิดเสียง ที่มนุษย์สร้างขึ้น เสียงเคลื่อนท่ีออกจาก แหล่งกาเนดิ เสียงทุกทศิ ทาง

ลาดับ ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั ท่ี /ตวั ชีว้ ดั (ชว่ั โมง) คะแนน 4. หนิ และท้องฟา้ ว 3.1 ป.1/1 • บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ 14 12 ว 3.1 ป.1/2 และดาว ซ่ึงในเวลากลางวันจะมองเห็น ว 3.2 ป.1/1 ดวงอาทิตย์และอาจมองเห็นดวงจันทร์ บางเวลาในบางวนั แตไ่ มส่ ามารถมองเห็น ดาวได้ • ในเวลากลางวันไม่สามารถมองเห็น ดาวเน่ืองจากแสงอาทิตย์สว่างกว่าจึง กลบแสงของดาว สว่ นในเวลากลางคืนจะ มองเห็นดาวและมองเห็นดวงจันทร์เกือบ ทุกคืน • หินท่ีอยู่ในธรรมชาติมีลักษณะ ภายนอกเฉพาะตัวที่สังเกตได้ เช่น สี ลวดลาย ความแข็ง เปน็ ต้น 5. การใช้งาน ว 4.2 ป.1/4 • การใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยี 2 2 เทคโนโลยเี บื้องตน้ เบ้ืองต้น เช่น การใช้เมาส์ คีย์บอร์ด จอ สัมผัส การเปิด-ปิดอุปกรณ์เทคโนโลยี อย่างถูกต้อง ทาให้สามารถใช้งาน อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่าน้ี เพ่ืออานวย ค ว า ม ส ะ ด ว ก ส ร้ า ง ป ร ะ โ ย ช น์ ใ น ชวี ติ ประจาวนั และการเรียนได้ • การใช้งานโปรแกรมประมวลคา โปรแกรมกราฟิก และโปรแกรมนาเสนอ เบ้ืองต้น เช่น การเข้าและออกโปรแกรม การสร้างไฟล์ การจัดเก็บ การเรียกใช้ ไฟล์ อย่างถูกต้อง ทาให้สามารถใช้งาน โปรแกรมเหล่าน้ีเพื่ออานวยความสะดวก สร้างประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั และการ เรยี นได้ • การสร้างและจัดเก็บไฟล์อย่างเป็น ระบบ ทาให้สามารถเรียกใช้และค้นหา ข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว

ลาดบั ชือ่ หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั ท่ี /ตวั ชีว้ ดั (ชว่ั โมง) คะแนน 6. การแกป้ ัญหาอยา่ ง ว 4.2 ป. • การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและ 6 5 เป็นข้นั ตอน 1/1 เป็นระบบช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ ว 4.2 ป. อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ฝึกทกั ษะการคิดเชิง 1/2 คานวณ การคิดวิเคราะห์ และการคิด อย่างมีวิจารณญาณ • การแสดงข้ันตอนการแก้ปัญหา สามารถทาได้โดยการเขียนบอกเล่า วาด ภาพ หรอื ใช้สญั ลกั ษณ์ • การแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ ขั้นตอนการแก้ปัญหาสามารถฝึกฝนผ่าน เกมเขาวงกต เกมหาจุดแตกต่างของภาพ และการจัดกระเป๋านักเรียนได้ ทาให้ สามารถแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้ อยา่ งเป็นขนั้ ตอนและเป็นระบบ

ลาดับ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก ท่ี /ตวั ชวี้ ดั (ชวั่ โมง) คะแนน 7. การเขียนโปรแกรม ว 4.2 ป. • การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้าง 6 5 เบ้อื งตน้ 1/3 ลาดบั คาส่ังให้คอมพวิ เตอรท์ างาน • การเขียนโปรแกรมเพ่ือสั่งให้ตัว ละครย้ายตาแหน่ง ย่อขยายขนาด หรือ เปล่ียนรูปร่างทาให้เข้าใจระบบการ ทางานของคอมพิวเตอร์และการเขียน โปรแกรม • การเขียนโปรแกรมโดยใช้บัตรคาส่ัง และใช้สื่อในเว็บไซต์ ทาให้เข้าใจระบบ การทางานของคอมพิวเตอร์ การเขียน โปรแกรม การวิเคราะห์ปัญหา และการ วางแผนแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาที่ พบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอน และเป็น ระบบ และสามารถใช้เ ท คโ น โ ล ยี สารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ 8. การใช้เทคโนโลยี ว 4.2 ป. • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง 2 2 สารสนเทศอยา่ ง 1/5 ปลอดภัย เช่น การไม่เปิดเผยข้อมูล ปลอดภัย ส่วนตัวกับบุคคลอ่ืน ยกเว้นผู้ปกครอง หรือครู การแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องเม่ือต้องการ ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ใ น ก า ร ใ ช้ เ ท ค โ น โ ล ยี สารสนเทศ ก่อให้เกิดความปลอดภัยท้ัง ชีวิตและทรพั ยส์ นิ • การใช้งานและการดูแลรักษา อุ ป ก ร ณ์ เ ท ค โ น โ ล ยี อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม ก่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งร่างกายและ ทรัพยส์ ิน รวมเวลาเรียนตลอดปี ๘๐ คะแนนระหว่างเรียน ๗๐ คะแนนวดั ผลปลายปี ๓๐ รวม ๑๐๐

โครงสรา้ งรายวชิ า รายวิชา วิทยาศาสตร์ 2 ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว12101 เวลา 80 ชั่วโมง / ปี ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ เนือ้ หา จานวน นา้ หนัก 1. วัฏจกั รชวี ติ ตัวช้ีวดั (ชัว่ โมง) คะแนน ของพชื ดอก ว 1.2 ป2/1 -พชื ต้องการแสงและน้าเพ่ือการเจริญเตบิ โต 2. สง่ิ มชี วี ิต ว 1.2 ป2/2 -ความจาเป็นที่พืชต้องไดร้ บั น้าและแสงเพ่ือ 14 14 และสงิ่ ไมม่ ชี ีวิต ว 1.2 ป2/3 การเจรญิ เตบิ โต 8 5 3. ธรรมชาติของสสาร ว 1.3 ป2/1 -วฎั จักรชีวติ ของพืชดอก 18 15 ว 2.1 ป2/1 -ลกั ษณะของส่ิงมชี ีวติ และสิง่ ไมม่ ชี วี ติ 4. แสง 10 8 และการเคลอื่ นที่ ว 2.1 ป2/2 -สมบตั ิการดูดซบั น้าของวสั ดุ และการนา 10 8 5. ดนิ ว 2.1 ป2/3 สมบตั กิ ารดดู ซบั น้าของวัสดุไปประยกุ ต์ใช้ ในการทาวตั ถุในชีวติ ประจาวัน ว 2.1 ป2/4 -สมบตั ิท่สี งั เกตไดข้ องวสั ดุทเ่ี กิดจากการนา ว 2.3 ป2/1 วัสดมุ าผสมกัน ว 2.3 ป2/2 -สมบตั ทิ ีส่ งั เกตได้ของวัสดเุ พื่อนามาทาเป็น ว 3.2 ป2/1 วัตถใุ นการใช้งาน และการนาวัสดุทีใ่ ชแ้ ล้ว ว 3.2 ป2/2 กลบั มาใชใ้ หม่ -ประโยชน์ของการนาวสั ดทุ ใ่ี ชแ้ ลว้ กลบั มา ใช้ใหม่ แสงและการเคลื่อนทข่ี องแสงจาก แหล่งกาเนดิ แสง -การมองเห็นวตั ถุและอนั ตรายจากการมอง วัตถทุ ่อี ยใู่ นบรเิ วณทมี่ ีแสงสวา่ งไม่เหมาะสม -สว่ นประกอบของดนิ และจาแนกชนิดของ ดินโดยใช้ลกั ษณะเนื้อดนิ และการจับตวั เป็น เกณฑ์ -การใชป้ ระโยชน์จากดิน

ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ เน้ือหา จานวน น้าหนกั 6. วิทยาการคานวณ ตัวช้วี ัด (ชวั่ โมง) คะแนน ว 4.2 ป2/1 -ขน้ั ตอนการทางานหรือการแกป้ ัญหาอย่างงา่ ย รวม โดยใช้ภาพ สญั ลกั ษณ์ หรือข้อความ 20 10 ว 4.2 ป2/2 -การเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟตแ์ วร์ หรอื สอ่ื 80 60 ว 4.2 ป2/3 -การใช้เทคโนโลยใี นการสรา้ ง จดั หมวดหมู่ 60 คน้ หา จัดเกบ็ และเรียกใชข้ ้อมูล 10 ว 4.2 ป/4 -การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภัย 30 และดแู ลรกั ษาอุปกรณ์เบ้ืองต้น 100 15 คะแนนระหวา่ งเรยี น คะแนนสอบกลางปี คะแนนสอบปลายปี รวมคะแนนทัง้ ปี

โครงสรา้ งรายวชิ า รายวชิ า วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว13101 เวลา 80 ชัว่ โมง / ปี ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ เน้อื หา จานวน น้าหนัก 1. วฏั จักรชวี ติ ตวั ชี้วดั (ชวั่ โมง) คะแนน ของสัตว์ ว 1.2 ป.3/1 -สงิ่ ทจ่ี าเปน็ ตอ่ การดารงชีวติ และ ว 1.2 ป.3/2 การเจริญเติบโตของมนุษยแ์ ละสัตว์ 10 9 2. วสั ดรุ อบตวั ว 1.2 ป.3/3 -ประโยชนข์ องนา้ และอาหาร 3. ธรรมชาตขิ องแรง ว 1.2 ป.3/4 -วัฏจักรชีวติ สตั ว์ คณุ คา่ ของสตั ว์ 85 ว 2.1 ป3/1 -ส่วนประกอบของวัตถุ 10 8 4. พลังงานและ ว 2.1 ป3/2 -การเปล่ียนแปลงของวัสดุ ไฟฟ้า ว 2.2 ป3/1 -แรงทม่ี ตี ่อการเปลีย่ นแปลง 10 10 ว 2.2 ป3/2 -การเคลือ่ นท่ีของวัตถุ 5. ปรากฏการณ์ ว 2.2 ป3/3 -การดงึ ดดู กับแม่เหล็ก 10 8 ธรรมชาติ ว 2.2 ป3/4 -ขั้วแมเ่ หลก็ 12 10 6. อากาศ ว 2.3 ป3/1 -การเปล่ยี นแปลงพลังงาน ว 2.3 ป3/2, -เครอื่ งกาเนิดไฟฟ้า ว 2.3 ป3/3 -แหล่งพลังงานไฟฟ้า -ประโยชน์และโทษของไฟฟ้า ว 3.1 ป3/1 -วธิ กี ารใชไ้ ฟฟ้าอย่างประหยัด ว 3.1 ป3/2 -การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ว 3.1 ป3/3 -การเกิดกลางวันกลางคนื ว 3.2 ป3/1 -การกาหนดทิศ ว 3.2 ป3/2 -ส่วนประกอบของอากาศ ว 3.2 ป3/3 -ตวามสาคญั ของอากาศ ว 3.2 ป3/4 -ผลกระทบของมลพิษ -การเกิดลม -ประโยชนแ์ ละโทษของลม