Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เกี่ยวกับนายอำเภอ

เกี่ยวกับนายอำเภอ

Description: เกี่ยวกับนายอำเภอ

Search

Read the Text Version

- 195 - 8.7 กรณสี ภาองคก ารบรหิ ารสวนตาํ บลไมยนื ยันภายใน ๓๐ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดรับรา ง ขอบญั ญัตทิ น่ี ายอําเภอไมเหน็ ชอบคนื จากนายอําเภอ หรือยืนยันดวยคะแนนเสียงนอยกวา ๒ ใน ๓ ของ จาํ นวนสมาชกิ สภาองคการบริหารสวนตําบลทั้งหมดเทาท่ีมอี ยู ใหร างขอ บัญญัตอิ งคการบริหารสว นตําบล น้นั เปนอนั ตกไป 9. นายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ทก่ี รณที ี่สภาองคก ารบรหิ ารสว นตําบล ไมร ับหลักการแหงรางขอบญั ญัติ งบประมาณรายจายประจําปหรอื รา งขอบญั ญัติงบประมาณรายจายเพ่ิมเตมิ ดงั นี้ 9.1 ใหน ายอําเภอแตง ต้ังคณะกรรมการจํานวน ๗ คน เพื่อพจิ ารณาหาขอยุติความขัดแยง ประกอบดว ย สมาชกิ สภาองคการบรหิ ารสว นตําบล ซง่ึ สภาองคการบรหิ ารสว นตําบลเสนอ จาํ นวน ๓ คน และบุคคลซงึ่ เปนหรอื มิไดเ ปนสมาชกิ สภาองคการบริหารสว นตําบล จํานวน ๓ คน โดยใหน ายอําเภอ แตงตงั้ ภายใน ๗ วนั นับแตวนั ทสี่ ภามมี ตไิ มร บั หลักการแหงรางขอ บญั ญตั งิ บประมาณรายจา ยประจําป หรือรางขอบัญญตั ิงบประมาณรายจายเพ่ิมเตมิ 9.2 ใหค ณะกรรมการทง้ั 6 คน ตองรวมกันปรกึ ษาเพ่ือเลอื กบคุ คลซึ่งมไิ ดเ ปน นายกองคการ บรหิ ารสว นตําบล รองนายกองคการบริหารสว นตําบล เลขานุการนายกองคการบรหิ ารสวนตําบล และ มิไดเปน สมาชิกสภาองคการบรหิ ารสว นตําบลคนหนงึ่ ทาํ หนา ทเ่ี ปน ประธานกรรมการ ภายใน ๗ วัน และ เสนอใหน ายอําเภอแตงตั้งนบั แตวนั ท่ีกรรมการครบ 6 คน 9.3ในกรณีที่ไมส ามารถเสนอบุคคลทจี่ ะทําหนา ทเ่ี ปน กรรมการหรอื ประธานกรรมการ ไดภายในกําหนดเวลา หรือกรรมการหรือประธานกรรมการไมปฏิบตั ิหรอื ไมอาจปฏิบตั หิ นาที่ได นายอําเภอตองแตงตง้ั บคุ คลซึง่ มิไดเ ปนนายกองคการบริหารสวนตําบล รองนายกองคการบริหารสวนตําบล เลขานุการนายก องคการบรหิ ารสวนตําบล และมิไดเปนสมาชกิ สภาองคก ารบริหารสว นตําบล ทําหนา ที่กรรมการหรอื ประธานกรรมการดังกลา วใหทันภายในกําหนดเวลาและใหครบตามจาํ นวน 9.4 นายอาํ เภอตองสง รางขอ บัญญตั ทิ ผ่ี านการพจิ ารณาของกรรมการหรอื ประธาน กรรมการใหน ายกองคการบริหารสว นตําบล โดยเรว็ 9.5 นายกองคก ารบรหิ ารสวนตาํ บลตองเสนอรางขอบัญญตั ิดังกลาวตอ สภาองคก าร บริหารสวนตําบลภายใน ๗ วนั นับแตวันทีไ่ ดรบั รางขอ บัญญัติจากนายอาํ เภอ หากนายกองคการบรหิ าร สวนตําบลไมเสนอรางขอ บัญญตั ดิ งั กลา วตอสภาองคการบริหารสวนตําบลภายในกําหนดเวลา นายอําเภอตองรายงานตอผวู าราชการจังหวัดเพ่ือสั่งใหนายกองคการบรหิ ารสวนตําบลพนจากตาํ แหนง 9.6 กรณที ี่สภาองคการบริหารสวนตําบลพิจารณารางขอบัญญัตดิ งั กลา วไมแลวเสรจ็ หรือมีมติไมเหน็ ชอบใหต ราขอบญั ญตั นิ ั้น ใหรางขอบัญญัตินั้นตกไปและใหใ ชข อบัญญัตงิ บประมาณรายจาย ในปง บประมาณปที่แลวไปพลางกอน ในกรณเี ชน วานใ้ี หน ายอําเภอเสนอผวู า ราชการจงั หวดั ใหม คี ําสง่ั ยุบ สภาองคก ารบรหิ ารสว นตําบล 10. นายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ในการกาํ กับดูแลการปฏิบตั ิหนาทขี่ ององคการบรหิ ารสว น ตาํ บลใหเ ปน ไปตามกฎหมายและระเบยี บขอบังคบั ของทางราชการ ดงั น้ี 10.1 นายอําเภอมีอาํ นาจเรยี กสมาชิกสภาองคการบรหิ ารสวนตาํ บล นายกองคก าร บรหิ ารสวนตาํ บล รองนายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล เลขานุการนายกองคการบรหิ ารสวนตาํ บล พนักงานสว นตําบล และลูกจางขององคการบรหิ ารสวนตําบลมาชี้แจงหรือสอบสวน

- 196 - 10.2 นายอาํ เภอมีอาํ นาจเรยี กรายงานและเอกสารใดๆ จากองคการบรหิ ารสว นตาํ บล มาตรวจสอบ 10.3 เมอ่ื นายอําเภอเหน็ วานายกองคการบริหารสว นตําบลผูใดปฏบิ ัติการในทางทอี่ าจ เปนการเสยี หายแกองคการบรหิ ารสว นตําบลหรือเสยี หายแกราชการและนายอําเภอไดชแ้ี จงแนะนําตักเตอื น แลวไมป ฏบิ ตั ติ าม ในกรณีฉุกเฉนิ หรอื จาํ เปน เรงดว นท่จี ะรอชามไิ ด ใหนายอําเภอมีอาํ นาจออกคาํ สงั่ ระงับ การปฏบิ ตั ิราชการของนายกองคการบริหารสว นตาํ บลไวตามท่ีเห็นสมควรได แลว ใหร บี รายงานผูวา ราชการจังหวัด ทราบภายใน ๑๕ วัน เพอื่ ใหผ ูวาราชการจงั หวัดวนิ จิ ฉยั สง่ั การตามทเี่ ห็นสมควรโดยเร็ว 11. นายอําเภอมีอํานาจหนาท่ีในการเสนอความเห็นตอผูวาราชการจังหวัดเพื่อยุบสภาองคการ บรหิ ารสว นตาํ บล หากพจิ ารณาแลว เหน็ วา เพอ่ื คมุ ครองประโยชนข องประชาชนในเขตองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล หรือประโยชนของประเทศเปนสวนรวม 12. นายอําเภอมีอาํ นาจหนาท่ีในการเสนอความเหน็ เพ่ือสง่ั ใหนายกองคการบริหารสว นตําบล รองนายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล ประธานสภาองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล และรองประธานสภาองคการบริหาร สวนตําบล พน จากตําแหนง ดังน้ี 12.1 หากนายอาํ เภอพจิ ารณาแลว เหน็ วา นายกองคการบริหารสว นตาํ บล รองนายก องคการบริหารสว นตําบล ประธานสภาองคการบริหารสว นตําบล หรือรองประธานสภาองคการบรหิ าร สว นตําบล กระทําการฝาฝน ตอความสงบเรียบรอยหรอื สวสั ดิภาพของประชาชน หรือละเลยไมป ฏิบัตติ าม หรอื ปฏบิ ตั ิการไมช อบดว ยอํานาจหนาท่ี ใหนายอาํ เภอดําเนนิ การสอบสวนโดยเร็ว 12.2 กรณที ผ่ี ลการสอบสวนปรากฏวา นายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล รองนายกองคก าร บรหิ ารสว นตาํ บล ประธานสภาองคการบรหิ ารสว นตาํ บล หรอื รองประธานสภาองคการบรหิ ารสว นตาํ บล มพี ฤตกิ ารณฝา ฝนตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื สวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไมปฏบิ ตั ติ ามหรอื ปฏบิ ัติการ ไมชอบดวยอํานาจหนาท่ีจริง ใหนายอําเภอเสนอใหผวู า ราชการจังหวัดสั่งใหบุคคลดังกลา วพน จากตําแหนง 12.3 ผวู า ราชการจังหวัดอาจดําเนนิ การสอบสวนเพม่ิ เติมดว ยก็ได และใหถอื วาคาํ สัง่ ของผวู าราชการจงั หวดั ใหเปนที่สดุ …………………………………………

บทที่ 3 กฎหมายในความรับผดิ ชอบของหนวยงานอืน่ ๆ 3.1 สาํ นักนายกรฐั มนตรี 3.1.1 สาํ นกั งานปลดั สํานักนายกรฐั มนตรี สํานักงานปลัดสาํ นักนายกรฐั มนตรี มีกฎหมายท่ีเก่ียวของกบั อํานาจหนาท่ขี องนายอําเภอ สรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญตั ิขอมูลขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตราที่เกยี่ วขอ ง - กฎหมายลําดับรองท่ีเก่ยี วขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ขิ อมลู ขา วสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 ขอ 1 กอนครบกําหนดระยะเวลาท่ีกาํ หนดในมาตรา 26 วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั ิขอ มูล ขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ไมน อ ยกวาสามเดอื น หากหนวยงานของรฐั เจา ของขอ มลู ขา วสาร ประสงคจ ะ ขอขยายระยะเวลาไมเปด เผยขอมลู ออกไปอีกใหจ ัดทําบญั ชขี อมลู ขา วสารท่ีจะขอขยายระยะเวลาไมเปดเผย พรอมทง้ั เหตผุ ลยนื่ ตอบคุ คลดังตอไปน้ี (7) องคการบริหารสว นตําบล ใหยน่ื ตอ นายอําเภอ สรปุ ประเด็นทีน่ ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ทเ่ี กย่ี วของ คือ การขอขยายระยะเวลาการไมเปด เผยขอ มลู ออกไปตาม มาตรา 26 วรรคส่ี แหงพระราชบัญญตั ขิ อ มูลขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในสว นขององคการบริหารสว น ตาํ บล ใหจัดทําบัญชีขอมูลขาวสารที่จะขอขยายระยะเวลาไมเ ปดเผยพรอมท้ังเหตุผลยื่นตอนายอําเภอ ซงึ่ นายอาํ เภอ จะตอ งแตง ต้ังคณะกรรมการขึ้นเพ่ือพิจารณาเร่ืองดังกลาว (2) พระราชบญั ญตั บิ ัตรประจําตัวเจาหนา ท่ขี องรัฐ พ.ศ. 2542 มาตราท่ีเกี่ยวขอ ง มาตรา 6 ใหบคุ คลดงั ตอไปนเ้ี ปนผูอ อกบัตรประจาํ ตัวสําหรบั เจา หนา ที่ของรัฐ

- 198 - (15) นายอําเภอ สาํ หรับตําแหนง สมาชิกสภาทองถ่ินและผูบริหารทองถิ่นตามกฎหมาย วา ดว ย สภาตําบลและองคการบรหิ ารสว นตาํ บล และตาํ แหนงกาํ นัน ผูใหญบาน แพทยประจําตาํ บล สารวตั รกาํ นนั และผชู ว ยผใู หญบา น กฎหมายลําดับรองท่เี กย่ี วของ 1. กฎกระทรวง (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวเจาหนาทีข่ องรัฐ พ.ศ. 2542 ขอ 1 ในการขอมีบัตรประจําตัวเจาหนาที่ของรัฐใหเจาหนาที่ของรัฐทําคําขอมีบัตรประจําตัว เจา หนา ท่ขี องรฐั ย่ืนตอบคุ คลดังตอ ไปน้ี (5) สมาชิกสภาทองถ่นิ หรือผูบริหารทองถน่ิ ตามกฎหมายวาดว ยสภาตาํ บลและองคการบรหิ าร สว นตําบล กาํ นัน ผูใหญบาน แพทยประจําตาํ บล สารวตั รกํานัน และผูชวยผใู หญบ าน ใหยนื่ คาํ ขอตอนายอาํ เภอ หรอื ปลัดอาํ เภอผูเปน หัวหนาประจาํ กิง่ อาํ เภอ แลวแตกรณี เวน แตใ นกรงุ เทพมหานคร สาํ หรบั กํานัน ผใู หญบาน แพทยประจําตําบล สารวตั รกํานนั และผชู ว ยผูใหญบ าน ใหยื่นตอผอู ํานวยการเขต สรุปประเดน็ ท่นี ายอําเภอมอี ํานาจหนาท่ี นายอาํ เภอเปน ผูออกบัตรประจําตวั สําหรบั เจาหนา ทขี่ องรัฐ สาํ หรบั ตําแหนงสมาชกิ สภาทองถนิ่ และผูบรหิ ารทอ งถนิ่ ตามกฎหมายวาดวยสภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล และตาํ แหนง กาํ นนั ผูใหญบ าน แพทยประจาํ ตําบล สารวตั รกาํ นนั และผชู วยผูใหญบ าน (3) ระเบยี บสาํ นกั นายกรัฐมนตรวี า ดว ยการลาของขา ราชการ พ.ศ. 2535 มาตราที่เก่ยี วของ ขอ 14 การขออนญุ าตไปตา งประเทศซ่งึ อยตู ดิ เขตแดนประเทศไทยใหผวู าราชการจังหวดั และนายอําเภอในทองท่ีท่ีมีอาณาเขตตดิ ตอ กบั ประเทศใด มีอาํ นาจอนุญาตใหข าราชการในราชการบรหิ าร สว นภมู ิภาคในสังกัดจังหวัดหรืออําเภอนัน้ ๆ ไปประเทศนัน้ ไดครัง้ หนึ่งไมเกิน 7 วนั และ 3 วนั ตามลําดับ สรปุ ประเด็นที่นายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี การขออนญุ าตไปตา งประเทศซง่ึ อยตู ดิ เขตแดนประเทศไทยใหผ วู า ราชการจังหวดั และ นายอําเภอในทอ งทท่ี ่ีมีอาณาเขตตดิ ตอกับประเทศใด มีอํานาจอนญุ าตใหขาราชการในราชการบรหิ าร สวนภมู ิภาคในสังกัดจังหวัดหรืออําเภอนั้นๆ ไปประเทศนนั้ ไดครงั้ หน่ึงไมเกิน 7 วนั และ 3 วนั ตามลาํ ดับ

- 199 - 3.1.2 สาํ นกั เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สาํ นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มกี ฎหมายท่ีเกีย่ วของกบั อํานาจหนาท่ีของนายอาํ เภอ สรุปได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติเครือ่ งราชอิสริยาภรณอ นั เปน ท่ีสรรเสรญิ ย่งิ ดิเรกคณุ าภรณ พ.ศ. 2534 กฎหมายลาํ ดบั รองทเี่ ก่ยี วขอ ง (1) พระราชกฤษฎีกาวาดวยการขอพระราชทานเครือ่ งราชอิสริยาภรณอันเปนทีส่ รรเสริญยิง่ ดิเรก คุณาภรณ พ.ศ. 2538 แกไขเพิม่ เติมโดยพระราชกฤษฎีกาวาดวยการขอพระราชทาน เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณอันเปนทีส่ รรเสริญย่งิ ดเิ รกคณุ าภรณ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2549 มาตรา 8 การกระทําความดคี วามชอบอันเปนประโยชนแกประเทศ ศาสนา และประชาชน จาํ แนกออกไดเ ปน สองประเภท ดงั น้ี (1) การกระทาํ ความดีความชอบที่มีผลงานอันเปนประโยชนแกประเทศ ศาสนา และประชาชน (2) การกระทาํ ความดีความชอบทเ่ี ปนการบริจาคทรัพยส นิ เพื่อสาธารณประโยชน มาตรา 15 ภายใตบ งั คับมาตรา 16 การกระทําความดีความชอบตามมาตรา 8 (2) ตองมหี นังสอื รบั รอง แสดงรายการการบริจาคทรัพยสินจากหนว ยงานที่รบั บริจาคโดยมผี ูลงลายมือช่อื ตามหลักเกณฑ ดงั น้ี (ก) ราชการสวนภูมิภาค 1) การบริจาคทรัพยสินคร้งั ละไมเกนิ หาแสนบาท ใหห วั หนา สว นราชการประจําอาํ เภอ และนายอําเภอแหงทอ งท่ีที่มีการบริจาคลงลายมือชอ่ื ในหนังสือรบั รอง (ข) ราชการสวนทอ งถน่ิ 2) การบริจาคทรัพยสินครั้งละเกินหา แสนบาท ใหผูวา ราชการจังหวดั แหงทอ งท่ที ่มี ี การบรจิ าค ลงลายมอื ชอ่ื ในหนงั สอื รบั รองเวน แตก ารบรจิ าคใหแกอ งคการบรหิ ารสว นตําบลใหนายอาํ เภอแหง ทอ งท่ีทม่ี ีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง มาตรา 16 การกระทําความดีความชอบตามมาตรา 8 (2) อันเปน ประโยชนแ กศาสนาตอง เปน การบรจิ าคทรัพยสนิ ใหแ กสถานประกอบศาสนกิจท่ีจดั ตัง้ ขนึ้ โดยถกู ตองตามกฎหมายและตอ งมี หนังสือรับรองแสดงรายการการบรจิ าคทรพั ยสินที่มีผลู งลายมอื ชอื่ ตามหลักเกณฑท ี่กาํ หนดไวในมาตรา 17 มาตรา 17 การกระทาํ ความดีความชอบ มาตรา 8 (2) ทีไ่ มไดก ระทําใหแกหนว ยงานตาม มาตรา 15 ตองมีหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรพั ยส ินท่ีมผี ูลงลายมอื ชอ่ื ตามหลักเกณฑ ดังนี้ (1) การบริจาคทรพั ยสินใหแ กผ ูร ับในเขตจังหวดั (ก) การบริจาคทรัพยสินครั้งละไมเกินหาแสนบาทใหห วั หนาสวนราชการประจําอาํ เภอที่ เก่ยี วของมากทีส่ ดุ และนายอําเภอแหง ทองท่ีทีม่ ีการบรจิ าคลงลายมอื ชอ่ื ในหนังสอื รบั รอง

- 200 - สรปุ ประเด็นท่ีนายอาํ เภอมีอํานาจหนา ท่ี นายอาํ เภอแหงทองที่ที่มีการบริจาคมอี ํานาจหนาท่ีรบั รองกรณีการบริจาคทรัพยส ินเพือ่ สาธารณประโยชนค รง้ั ละไมเ กนิ หา แสนบาท โดยลงนามในหนงั สอื รบั รองแสดงรายการการบรจิ าคทรัพยสิน (ตามแบบทีส่ ํานักนายกรฐั มนตรกี าํ หนด) รว มกับหวั หนาสว นราชการประจําอําเภอทเ่ี กยี่ วขอ งมากที่สดุ (เพื่อใชเ ปนหลักฐานประกอบการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณอันเปนทีส่ รรเสริญยิ่งดิเรกคณุ าภรณ) (2) พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตราทเ่ี ก่ยี วของ มาตรา 6 ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจออก กฎกระทรวงเพ่ือปฏบิ ตั ิการใหเปนไปตามพระราชบญั ญตั ินี้ กฎกระทรวงน้นั เมอ่ื ไดประกาศในราชกจิ จานุกเบกษาแลว ใหใ ชบงั คบั ได มาตรา 32 การสรา ง การตั้ง การรวม การยา ย การยบุ เลกิ วดั และการขอรบั พระราชทาน วิสงุ คามสมี า ใหเ ปน ไปตามวิธกี ารท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ในกรณียบุ เลกิ วดั ทรัพยส ินของวัดทถี่ ูกยบุ เลิกใหตกเปนศาสนสมบัติกลาง กฎหมายลําดบั รองทีเ่ ก่ียวขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ พ.ศ. 2505 ขอ 12 เม่ือพระราชทานวิสุงคามสมี าแกว ัดใดแลวใหนายอําเภอทองทวี่ ัดน้ันต้ังอยูดาํ เนนิ การ ปก หมายเขตทดี่ นิ ตามท่ีไดพ ระราชทานตอไป สรปุ ประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนาท่ี เมอ่ื วดั ไดร ับพระราชทานวสิ งุ คามสมี า นายอําเภอทองท่ีทว่ี ัดนั้นต้ังอยมู ีหนาท่ีดาํ เนนิ การปก หมายเขตทดี่ นิ ตามท่ีไดพระราชทานตอ ไป 3.1.3 สํานกั งานคณะกรรมการคุมครองผบู รโิ ภค สํานักงานคณะกรรมการคมุ ครองผูบรโิ ภค มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกบั อาํ นาจหนา ท่ีของ นายอําเภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญัติคุมครองผูบรโิ ภค พ.ศ. 2522 มาตราทเ่ี กยี่ วขอ ง มาตรา 5 ในการปฏิบตั หิ นาทีต่ ามพระราชบัญญตั นิ ีใ้ หพ นกั งานเจาหนา ที่มีอาํ นาจดงั ตอ ไปน้ี

- 201 - (1) นับ ชง่ั ตวง วัด ตรวจสินคา และเกบ็ หรือนาํ สินคาในปรมิ าณพอสมควรไปเปน ตัวอยาง เพ่อื ทําการทดสอบโดยไมต องชาํ ระราคาสนิ คา น้ัน ท้ังน้ี ตามหลกั เกณฑท่ีคณะกรรมการกําหนด (2) คน ยึด หรืออายัดสินคา ภาชนะหรือหบี หอบรรจสุ ินคา ฉลากหรือเอกสารอ่ืนที่ไมเปนไปตาม พระราชบัญญตั ิน้ี เพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนินคดใี นกรณที ีม่ ีเหตอุ ันควรสงสยั วา มกี ารกระทาํ ผิดตามพระราชบญั ญตั ิน้ี (3) เขาไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพ่ือตรวจสอบการผลติ สนิ คา การขายสินคา หรือ บริการ รวมทงั้ ตรวจสอบสมุดบญั ชี เอกสารและอปุ กรณทเ่ี กยี่ วของของผูประกอบธุรกจิ ในกรณที มี่ ีเหตอุ ัน ควรสงสัยวามีการกระทาํ ผดิ ตามพระราชบัญญัตินี้ (4) มีหนงั สอื เรยี กใหบุคคลใดๆ มาใหถอยคํา หรอื สงเอกสารและหลักฐานท่ีจาํ เปน เพ่ือ ประกอบการพิจารณาของพนักงานเจาหนาทีใ่ นการปฏิบัติหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหผูท ีเ่ กี่ยวของ อาํ นวยความสะดวกตามสมควร สรุปประเดน็ ที่นายอาํ เภอมอี ํานาจหนาท่ี ประกาศสาํ นักนายกรฐั มนตรี ลงวนั ท่ี 2 สงิ หาคม 2537 แตงต้ังใหน ายอาํ เภอเปน พนักงาน เจาหนาท่ีตามพระราชบญั ญตั ิคุมครองผูบรโิ ภค พ.ศ. 2522 มีอํานาจหนาทด่ี ังตอ ไปนี้ (1) นับ ช่ัง ตวง วดั ตรวจสินคา และเก็บหรือนําสนิ คาในปริมาณพอสมควรไปเปน ตัวอยาง เพื่อทําการทดสอบโดยไมตองชําระราคาสินคาน้ัน ท้ังน้ีตามหลักเกณฑทีค่ ณะกรรมการกาํ หนด (2) คน ยึด หรืออายัดสินคา ภาชนะหรือหีบหอบรรจสุ ินคาฉลากหรอื เอกสารอื่นทไ่ี มจาํ เปน ไปตามพระราชบัญญตั นิ ้ี เพ่ือประโยชนในการดาํ เนนิ คดีในกรณีทม่ี ีเหตอุ นั สมควรสงสัยวามกี ารกระทาํ ผิด ตามพระราชบญั ญัตินี้ (3) เขา ไปในสถานทห่ี รอื ยานพาหนะใดๆ เพ่ือตรวจสอบการผลติ สินคา การขายสนิ คา หรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสารและอปุ กรณท่ีเก่ยี วขอ งของผปู ระกอบธรุ กิจ ในกรณีที่มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา มีการกระทาํ ผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี (4) มหี นังสือเรียกใหบุคคลใดๆ มาใหถอยคาํ หรอื สง เอกสารและหลักฐานทจ่ี ําเปนเพ่ือประกอบการ พจิ ารณาของพนักงานเจาหนาทใี่ นการปฏิบัติหนา ทด่ี งั กลาวใหผเู ก่ียวขอ งอํานวยความสะดวกตามสมควร 3.1.4 สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ สาํ นกั งานคณะกรรมการคุมครองผูบ รโิ ภค มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกบั อาํ นาจหนา ท่ีของ นายอาํ เภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน ดิน พ.ศ. 2534 มาตราทเ่ี กี่ยวขอ ง มาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบญั ญัตนิ ตี้ อ งเปน ไปเพ่ือประโยชนส ุขของประชาชน เกดิ ผลสัมฤทธ์ิตอภารกิจของรัฐ ความมปี ระสิทธิภาพ ความคุมคาในเชิงภารกจิ แหงรฐั การลดขนั้ ตอนการ ปฏบิ ตั งิ าน การลดภารกจิ และยบุ เลกิ หนวยงานทีไ่ มจําเปน การกระจายภารกจิ และทรัพยากรใหแ กทอ งถน่ิ

- 202 - การกระจายอาํ นาจการตัดสินใจ การอาํ นวยความสะดวก และการตอบสนองความตองการของประชาชน ทง้ั น้ี โดยมีผรู ับผดิ ชอบตอผลของงาน การจดั สรรงบประมาณ และการบรรจแุ ละแตงตั้งบุคคลเขาดํารงตําแหนง หรือปฏิบัตหิ นา ท่ี ตอ งคาํ นึงถงึ หลกั การตามวรรคหนง่ึ ในการปฏิบัตหิ นา ท่ขี องสว นราชการ ตอ งใชว ธิ กี ารบรหิ ารกิจการบา นเมอื งท่ดี ี โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ใหคาํ นึงถึงความรับผิดชอบของผูปฏบิ ัตงิ าน การมสี ว นรวมของประชาชน การเปดเผยขอมูล การติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการปฏบิ ตั งิ าน ท้งั น้ี ตามความเหมาะสมของแตละภารกจิ เพอ่ื ประโยชนใ นการดาํ เนนิ การใหเ ปน ไปตามมาตราน้ี จะตราพระราชกฤษฎกี ากาํ หนดหลกั เกณฑ และวธิ กี ารในการปฏิบตั ิราชการและการส่งั การใหส วนราชการและขาราชการปฏบิ ตั ิก็ได มาตรา 38 อาํ นาจในการสง่ั การอนญุ าต การอนุมตั ิ การปฏบิ ัติราชการหรือการดาํ เนนิ การอนื่ ท่ีผูดํารงตาํ แหนงใดจะพึงปฏิบตั หิ รอื ดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศหรือคาํ สงั่ ใด หรอื มติ ของคณะรัฐมนตรใี นเร่ืองใด ถากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ประกาศ หรอื คําส่งั นัน้ หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรือ่ งน้ัน มิไดก ําหนดเร่ืองการมอบอํานาจไวเปนอยางอ่ืน หรือมิไดหามเรือ่ งการมอบอาํ นาจไว ผูด ํารงตําแหนง นนั้ อาจมอบอํานาจใหผูด ํารงตําแหนงอนื่ ในสวนราชการเดียวกันหรือสวนราชการอื่น หรือผูวาราชการจังหวดั เปนผปู ฏบิ ตั ิ ราชการแทนได ท้ังนี้ ตามหลกั เกณฑทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า พระราชกฤษฎกี าตามวรรคหนง่ึ อาจกาํ หนดใหมีการมอบอํานาจในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงตลอดจนการ มอบอํานาจใหทํานิติกรรมสญั ญาฟองคดีและดาํ เนนิ คดี หรือกําหนดหลกั เกณฑวธิ กี าร หรือเงอื่ นไขในการ มอบอํานาจหรือผรู ับมอบอํานาจตอ งปฏบิ ตั กิ ็ได ความในวรรคหนง่ึ มใิ หใ ชบ งั คับกบั อํานาจในการอนุญาตตามกฎหมายทบี่ ญั ญัตใิ หตอ งออก ใบอนญุ าตหรือที่บัญญัติผูมีอาํ นาจอนญุ าตไวเปนการเฉพาะ ในกรณีเชนนั้นใหผ ดู าํ รงตาํ แหนงซ่ึงมอี ํานาจ ตามกฎหมายดงั กลาวมอี ํานาจมอบอาํ นาจใหขา ราชการซ่ึงเปน ผูใ ตบ ังคับบญั ชาและผูวา ราชการจงั หวดั ไดตามท่ี เหน็ สมควร หรือตามทค่ี ณะรฐั มนตรีกําหนดในกรณีมอบอํานาจใหผ ูวาราชการจังหวัด ใหผ วู าราชการจงั หวัด มอี ํานาจมอบอาํ นาจไดตอ ไปตามหลักเกณฑและเง่ือนไขที่ผมู อบอํานาจกาํ หนด ในกรณตี ามวรรคสาม เพอื่ ประโยชนใ นการอํานวยความสะดวกแกป ระชาชนจะตราพระราช- กฤษฎกี ากําหนดรายช่ือกฎหมายทีผ่ ดู ํารงตําแหนงซึง่ มีอํานาจตามกฎหมายดังกลา วอาจมอบอาํ นาจตาม วรรคหน่งึ ตามหลกั เกณฑและเง่ือนไขท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกลาวก็ได มาตรา 52/1 ใหจงั หวัดมีอาํ นาจภายในเขตจังหวัด ดังตอ ไปน้ี (1) นําภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบตั ใิ หเ กดิ ผลสมั ฤทธิ์ (2) ดูแลใหมีการปฏบิ ัตแิ ละบังคับการใหเปน ไปตามกฎหมาย เพื่อใหเ กดิ ความสงบเรียบรอย และเปนธรรมในสังคม (3) จัดใหมีการคุมครอง ปองกนั สงเสรมิ และชว ยเหลือประชาชนและชุมชนทด่ี อยโอกาส เพ่ือใหไดรบั ความเปนธรรมทั้งดานเศรษฐกิจและสังคมในการดาํ รงชวี ิตอยา งพอเพยี ง (4) จดั ใหม ีการบริการภาครฐั เพื่อใหป ระชาชนสามารถเขา ถึงไดอ ยางเสมอหนา รวดเร็วและมี คณุ ภาพ

- 203 - (5) จดั ใหม ีการสงเสรมิ อุดหนุน และสนบั สนุนองคกรปกครองสวนทองถ่ินเพอ่ื ใหส ามารถ ดาํ เนนิ การตามอํานาจและหนาทข่ี ององคก รปกครอง และใหม ีขีดความสามารถพรอมท่จี ะดาํ เนินการตาม ภารกจิ ท่ีไดรับการถายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม (6) ปฏิบตั ิหนาที่อน่ื ตามทค่ี ณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรอื หนวยงานอ่ืนของรัฐ มอบหมาย หรือท่ีมีกฎหมายกําหนด เพ่อื ประโยชนในการปฏิบัติหนา ทีข่ องจงั หวดั ตามวรรคหน่งึ ใหเปนหนาท่ีของสวนราชการ และหนวยงานของรัฐท่ีประจําอยูในเขตจังหวัดท่ีจะตองปฏิบตั ใิ หสอดคลองและเปนไปตามแผนพฒั นา จงั หวัดตามมาตรา 53/1 มาตรา 53/1 ใหจงั หวดั จดั ทาํ แผนพฒั นาจงั หวดั ใหส อดคลอ งกบั แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมในระดบั ชาติ และความตอ งการของประชาชนในทองถนิ่ จังหวัด ในการจดั ทําแผนพฒั นาจังหวดั ตามวรรคหนึ่งใหผ ูวาราชการจังหวัดจดั ใหม ีการประชุมปรึกษาหารือ รว มกันระหวา งหวั หนา สวนราชการท่มี ีสถานที่ตัง้ ทําการอยูใ นจังหวัดไมวาจะเปนราชการบริหารสวน ภูมิภาคหรอื ราชการบรหิ ารสวนกลางและผบู ริหารองคกรปกครองสว นทองถนิ่ ทั้งหมดในจงั หวดั รวมทั้ง ผูแ ทนภาคประชาสงั คม และผูแ ทนภาคธุรกิจเอกชน การจดั ทําแผนพัฒนาจงั หวดั ตามวรรคหนึง่ จาํ นวนและวธิ กี ารสรรหาผแู ทนภาคประชาสังคม และผแู ทนภาคธรุ กจิ เอกชนตามวรรคสอง ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนดในพระราชกฤษฎกี า เม่ือประกาศใชแผนพัฒนาจงั หวดั แลว การจดั ทาํ แผนพัฒนาทองถ่ินขององคก รปกครองสวน ทองถน่ิ และการดาํ เนินกิจการของสวนราชการและหนวยงานอื่นของรัฐทั้งปวงที่กระทําในพ้ืนที่จงั หวัด ตอ งสอดคลอ งกบั แผนพัฒนาจังหวดั ดังกลาว มาตรา 53/2 ใหน าํ ความในมาตรา 53/1 มาใชบ งั คบั กับการจดั ทาํ แผนพัฒนากลุมจงั หวดั ดวยโดยอนโุ ลม มาตรา 55/1 ในจงั หวดั หน่ึงนอกจากกรุงเทพมหานคร ใหมคี ณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวดั คณะหนึ่ง เรียกโดยยอ วา “ก.ธ.จ.” ทาํ หนา ที่สอดสองและเสนอแนะการปฏิบตั ภิ ารกิจของหนวยงานของ รัฐในจงั หวัดใหใ ชว ธิ กี ารบรหิ ารกจิ การบา นเมืองทีด่ ีและเปน ไปตามหลักการท่ีกาํ หนดไวใ นมาตรา 3/1 ก.ธ.จ. ประกอบดว ยผตู รวจราชการสาํ นกั นายกรฐั มนตรีซึ่งมีเขตอํานาจในจงั หวดั เปนประธาน ผูแทนภาคประชาสงั คม ผแู ทนสมาชิกสภาผแู ทนทองถน่ิ ที่ไมไดด ํารงตําแหนง ผบู ริหาร และผูแทนภาค ธรุ กิจเอกชน ทงั้ นี้ จํานวน วิธีการสรรหา และการปฏบิ ตั ิหนาทีข่ อง ก.ธ.จ. ใหเ ปนไปตามระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ ก.ธ.จ. พบวามีการละเลยไมป ฏิบัตติ ามกฎหมาย ระเบยี บ หรือขอบังคบั หรือมีกรณี ทีเ่ ปนการทุจริต ใหเปน หนา ท่ีของ ก.ธ.จ. ทีจ่ ะตอ งแจงใหผ วู า ราชการจังหวดั หัวหนาสว นราชการ รัฐวสิ าหกิจ หรอื หนว ยงานอน่ื ของรฐั ทเี่ ก่ยี วขอ ง แลว แตกรณี เพ่ือดาํ เนินการตามอาํ นาจหนาท่ีตอ ไป มาตรา 61 ในจังหวัดหนงึ่ ใหมีหนว ยราชการบริหารรองจากจงั หวัดเรียกวาอําเภอ การต้ัง ยบุ และเปลีย่ นเขตอาํ เภอ ใหตราเปนพระราชกฤษฎกี า

- 204 - มาตรา 61/1 ใหอาํ เภอมีอํานาจหนา ทีภ่ ายในเขตอาํ เภอ ดงั ตอไปน้ี (1) อํานาจและหนาทีต่ ามที่กาํ หนดในมาตรา 52/1 (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) โดยใหน าํ ความในมาตรา 52/1 วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม (2) สง เสริม สนับสนนุ และจัดใหม กี ารบริการรว มกนั ของหนวยงานของรฐั ลกั ษณะศูนยบริการรวม (3) ประสานงานกับองคก รปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรวมมือกบั ชมุ ชนในการดาํ เนนิ การใหม ี แผนชุมชน เพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น จังหวัด และกระทรวง ทบวง กรม (4) ไกลเกลย่ี หรือจัดใหม ีการไกลเกล่ียประนอมขอ พิพาทเพอ่ื ใหเกดิ ความสงบเรยี บรอ ยทาง สังคมตามมาตรา 61/2 และมาตรา 61/3 มาตรา 61/2 ในอาํ เภอหนึง่ ใหมีคณะบุคคลผทู ําหนา ทไ่ี กลเกลยี่ และประนอมขอพพิ าทของ ประชาชนทค่ี ูกรณีฝายใดฝายหน่ึงมภี มู ลิ ําเนาอยใู นเขตอาํ เภอ ในเร่ืองท่ีพิพาททางแพงเก่ียวกบั ทด่ี ินมรดก และขอพิพาท ทางแพงอน่ื ท่ีมีทนุ ทรพั ยไมเกินสองแสนบาทหรือมากกวานน้ั ตามท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า ใหนายอําเภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจังหวัดทาํ บัญชีรายชือ่ บุคคลที่จะทําหนา ที่ เปน คณะบุคคลผทู าํ หนาที่ไกลเ กล่ียและประนอมขอ พิพาท โดยคดั เลอื กจากบคุ คลทม่ี ีความรูหรือมปี ระสบการณ เหมาะสมกบั การทาํ หนาที่ไกลเกล่ียขอ พิพาท เมื่อมขี อพิพาทเกิดข้ึนและคูพิพาทตกลงยินยอมใหใชวธิ ีการไกลเ กล่ียขอพิพาท ใหคพู ิพาทแตล ะฝาย เลอื กบุคคลจากบัญชรี ายชือ่ ตามวรรคสองฝา ยละหนงึ่ คน และใหนายอําเภอ พนกั งานอยั การประจาํ จังหวดั หรือ ปลดั อําเภอท่ีไดรับมอบหมายคนหนึ่งเปน ประธาน เพ่ือทําหนา ท่ีเปน คณะบคุ คลผทู าํ หนาที่ไกลเกลย่ี และประนอม ขอ พพิ าท ใหคณะบคุ คลผูทาํ หนา ที่ไกลเ กลี่ยและประนอมขอพิพาทมีอํานาจหนาทีร่ ับฟง ขอพิพาท โดยตรงจากคพู พิ าท และดาํ เนนิ การไกลเกลย่ี ใหเ กิดขอตกลงยนิ ยอมรว มกันระหวา งคพู ิพาทโดยเร็ว ถา คูพิพาท ทั้งสองฝายตกลงกนั ได ใหค ณะบคุ คลผทู ําหนา ที่ไกลเ กล่ียและประนอมขอ พิพาทจดั ใหม กี ารทําสัญญาประนีประนอม ยอมความระหวา งคูพิพาท และใหถ ือเอาขอตกลงตามสญั ญาประนีประนอมยอมความมผี ลผกู พันคูพพิ าท ทงั้ สองฝา ย ในกรณีที่คูพ ิพาทไมอ าจตกลงกันได ใหคณะบุคคลผูทําหนาท่ีไกลเกลีย่ และประนอมขอ พิพาท ส่งั จําหนายขอ พิพาทนั้น ขอ ตกลงตามวรรคส่ใี หมีผลเชน เดยี วกับคาํ ชขี้ าดของอนญุ าโตตุลาการตามกฎหมายวาดวย อนญุ าโตตุลาการ หลกั เกณฑแ ละวิธีการจดั ทาํ บัญชี การดาํ เนินการไกลเ กล่ยี ขอ พพิ าทและการจดั ทาํ สัญญา ประนปี ระนอมยอมความ ตลอดจนคาตอบแทนของคณะบุคคลผทู ําหนา ที่ไกลเ กลย่ี และประนอมขอพิพาท ใหเ ปน ไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ในกรณีท่ีคูพพิ าทฝา ยใดฝายใดฝา ยหนึง่ ไมปฏบิ ัตติ ามสญั ญาประนปี ระนอมยอมความ ใหค พู พิ าท อีกฝายหน่ึงย่นื คาํ รองตอพนกั งานอัยการ และใหพนักงานอัยการดาํ เนินการยืน่ คํารอ งตอศาลที่มีเขตอํานาจเพ่ือให ออกคําบงั คับใหตามสัญญาประนปี ระนอมยอมความดงั กลา วโดยใหน าํ กฎหมายวา ดว ยอนุญาโตตลุ าการมาใช บังคบั โดยอนุโลม

- 205 - เม่ือคณะบุคคลผูทําหนา ทไี่ กลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาทไดร ับขอ พิพาทไวพิจารณา ใหอายุ ความในการฟองรองคดสี ะดุดหยดุ ลง นับแตวันทย่ี ่นื ขอ พิพาทจนถงึ วนั ท่คี ณะบุคคลผูทาํ หนาทไ่ี กลเกลี่ย และประนอมขอพิพาทส่ังจําหนา ยขอ พิพาทหรอื วันทคี่ ูพิพาททําสัญญาประนีประนอมยอมความกนั แลว แตกรณี ความในมาตรานี้ใหใชบ งั คบั กบั เขตของกรงุ เทพมหานครดวยโดยอนุโลม มาตรา 61/3 บรรดาความผิดทมี่ โี ทษทางอาญาทีเ่ กิดข้นึ ในเขตอําเภอใดหากเปน ความผดิ อันยอมความได และมิใชค วามผดิ เก่ียวกับเพศ ถาผเู สียหายและผถู ูกกลา วหายนิ ยอม หรอื แสดงความจํานง ใหน ายอําเภอของอาํ เภอนน้ั หรือปลัดอําเภอท่ีนายอําเภอดังกลา วมอบหมายเปน ผูไกลเกลีย่ ตามควรแกก รณี และเมื่อผูเสียหายและผถู ูกกลาวหายนิ ยอมเปนหนังสือตามท่ไี กลเ กลี่ยและปฏิบัติตามคาํ ไกลเ กลีย่ ดงั กลาว แลว ใหคดีอาญาเปนอนั เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ในกรณีท่ีผูเสยี หายและผถู ูกกลาวหาไมยนิ ยอมตามที่ไกลเ กลยี่ ใหจาํ หนา ยขอพิพาทนั้น แตเ พือ่ ประโยชนในการท่ีผเู สยี หายจะไปดาํ เนนิ คดีตอไป อายุความการรองทุกขตามประมวลกฎหมายอาญา ใหเรม่ิ นับ แตว ันท่จี าํ หนา ยขอพิพาท หลักเกณฑและวธิ ีในการดําเนินการตามวรรคหนึง่ ใหเปน ไปตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง มาตรา 62 ในอําเภอหน่งึ มีนายอําเภอคนหนึง่ เปน หวั หนา ปกครองบงั คบั บญั ชาบรรดาขา ราชการ ในอําเภอ และรับผิดชอบงานบรหิ ารราชการของอาํ เภอ นายอาํ เภอสงั กดั กระทรวงมหาดไทย บรรดาอาํ นาจและหนา ทเ่ี กย่ี วกบั ราชการของกรมการอาํ เภอหรอื นายอาํ เภอซง่ึ กฎหมายกําหนดให กรมการอาํ เภอและนายอาํ เภอมีอยใู หโอนไปเปน อํานาจและหนาท่ีของนายอําเภอ มาตรา 63 ในอําเภอหน่ึง นอกจากจะมีนายอาํ เภอเปน ผูปกครองบังคับบัญชาและรบั ผดิ ชอบ ดงั กลา วในมาตรา 62 ใหมีปลัดอําเภอและหัวหนาสว นราชการประจําอําเภอ ซึง่ กระทรวงทบวง กรมตา งๆ สงมาประจาํ ใหป ฏบิ ัติหนา ทีเ่ ปน ผชู ว ยเหลอื นายอาํ เภอ และมีอํานาจบังคับบัญชาขาราชการฝายบริหาร สว นภูมิภาคซ่งึ สงั กดั กระทรวง ทบวง กรมนั้น ในอําเภอนัน้ มาตรา 64 ในกรณีท่ไี มมีผูดํารงตําแหนง นายอาํ เภอ ใหผ ูวาราชการจงั หวดั แตงต้ังปลดั อาํ เภอ หรอื หวั หนา สว นราชการประจาํ อาํ เภอผมู ีอาวโุ ส ตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการเปนผรู กั ษาราชการแทน ถา มีผดู ํารงตาํ แหนงนายอาํ เภอ แตไมอาจปฏิบตั ิราชการได ใหนายอาํ เภอแตง ต้งั ปลดั อาํ เภอ หรือหวั หนา สวนราชการประจาํ อําเภอผูมีอาวโุ สตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการเปนผูร กั ษาราชการแทน ในกรณีทผ่ี วู าราชการจงั หวัดหรอื นายอําเภอมิไดแ ตงตง้ั ผูร ักษาราชการแทนไวต ามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ใหป ลดั อาํ เภอหรือหวั หนา สวนราชการประจําอาํ เภอผูม ีอาวโุ สตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เปน ผูรักษาราชการแทน มาตรา 65 นายอาํ เภอมอี ํานาจและหนา ที่ ดังนี้ (1) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบยี บแบบแผนของทางราชการ ถา กฎหมายใดมิได บัญญตั วิ าการปฏิบัติตามกฎหมายน้ันเปนหนาทขี่ องผใู ดโดยเฉพาะ ใหเ ปน หนา ที่ของนายอําเภอทจ่ี ะตอง รักษาการใหเ ปนไปตามกฎหมายนนั้ ดว ย

- 206 - (2) บรหิ ารราชการตามทค่ี ณะรฐั มนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรอื ตามท่ีนายกรัฐมนตรี สงั่ การในฐานะหัวหนา รฐั บาล (3) บริหารราชการตามคาํ แนะนําและคาํ ช้แี จงของผวู า ราชการจังหวดั และผมู ีหนา ท่ีตรวจการ อ่นื ซึ่งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผูวาราชการจงั หวัดมอบหมาย ในเม่ือไมขดั ตอ กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคาํ สง่ั ของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรอื การสั่งการ ของนายกรัฐมนตรี ควบคุมดูแลการบรหิ ารราชการสว นทอ งถิน่ ในอาํ เภอตามกฎหมาย มาตรา 66 ใหแบงสว นราชการของอาํ เภอดังน้ี (1) สาํ นักงานอําเภอ มหี นา ทีเ่ กี่ยวกบั ราชการทัว่ ไปของอําเภอน้นั ๆ มนี ายอาํ เภอเปน ผปู กครอง บังคับบญั ชาขาราชการและรับผิดชอบ (2) สวนตา งๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ไดจัดต้ังข้ึนในอําเภอนั้น มีหนาท่ีเกยี่ วกับราชการของกระทรวง ทบวง กรม นน้ั ๆ มีหวั หนาสวนราชการประจําอาํ เภอนน้ั ๆ เปนผปู กครองบังคบั บัญชารับผิดชอบ มาตรา 67 ใหน าํ ความในมาตรา 48 และมาตรา 49 มาใชบ ังคบั แกผรู ักษาราชการแทน และผปู ฏบิ ัติราชการแทนตามหมวดนี้ มาตรา 68 การจดั การปกครองอําเภอ นอกจากทบี่ ัญญัตไิ วใ นพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหเ ปน ไป ตามกฎหมายวา ดวยการปกครองทองท่ี กฎหมายลาํ ดบั รองท่ีเก่ียวของ 1. พระราชกฤษฎกี าวาดวยหลักเกณฑและวธิ ีการบริหารกจิ การบา นเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 มาตรา ๓๐ ในกระทรวงหนึง่ ใหเปนหนาท่ีของปลดั กระทรวงที่จะตองจัดใหสวนราชการภายใน กระทรวงที่รบั ผิดชอบปฏิบตั ิงานเกี่ยวกบั การบริการประชาชนรวมกนั จดั ตัง้ ศูนยบ ริการรว ม เพอื่ อาํ นวย ความสะดวกแกประชาชนในการที่จะตองปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรอื กฎอ่นื ใด ทั้งนี้ เพ่ือใหป ระชาชนสามารถติดตอ สอบถาม ขอทราบขอ มูล ขออนุญาต หรือขออนุมตั ิในเรื่องใดๆ ท่เี ปน อํานาจหนาที่ของสว นราชการในกระทรวง เดียวกัน โดยติดตอ เจาหนา ท่ี ณ ศนู ยบ ริการรว มเพยี งแหง เดยี ว มาตรา ๓๑ ในศูนยบรกิ ารรวมตาม มาตรา ๓๐ ใหจัดใหม เี จา หนาท่ีรับเร่ืองราวตางๆ และ ดําเนินการสง ตอใหเจาหนาท่ีของสว นราชการทเ่ี กี่ยวของเพ่ือดาํ เนนิ การตอไป โดยใหมขี อมลู และเอกสาร ทเ่ี กี่ยวของกับอํานาจหนาทข่ี องทุกสว นราชการในกระทรวง รวมทัง้ แบบคําขอตางๆ ไวใหพรอมทีจ่ ะบริการ ประชาชนได ณ ศูนยบริการรวม ใหเ ปน หนา ทส่ี วนราชการที่เก่ยี วของทจี่ ะตองจดั พิมพร ายละเอียดของเอกสารหลักฐาน ทีป่ ระชาชน จะตองจัดหามาในการขออนุมัติหรอื ขออนญุ าตในแตละเรื่องมอบใหแกเจา หนาท่ีของศูนยบริการรวม และ ใหเ ปน หนา ท่ขี องเจา หนาท่ีศูนยบริการรวมท่จี ะตองแจงใหป ระชาชนทีม่ าตดิ ตอไดทราบในครง้ั แรกทมี่ า ติดตอ และตรวจสอบวาเอกสารหลกั ฐานที่จาํ เปน ดงั กลา วนั้นประชาชนไดย ่นื มาครบถวนหรอื ไม พรอ มทัง้ แจงใหทราบถึงระยะเวลาที่จะตองใชด ําเนนิ การในเรื่องนั้น

- 207 - ในการยน่ื คาํ รองหรือคาํ ขอตอศนู ยบริการรว มตาม มาตรา ๓๐ ใหถือวาเปน การย่ืนตอสว นราชการ ท่เี กีย่ วของ ทั้งหมดตามที่ระบุไวใ นกฎหมายหรือกฎแลว ในการดําเนินการตามวรรคหน่งึ หากมปี ญหา หรอื อปุ สรรคในการปฏิบตั ริ าชการใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑและวธิ ีการทกี่ ําหนดในกฎหมายหรือกฎในเรื่องใด ใหสวนราชการท่ีเก่ยี วของแจงให ก.พ.ร. ทราบ เพอ่ื ดําเนนิ การเสนอคณะรฐั มนตรีใหม ีการปรับปรงุ หลักเกณฑแ ละวิธกี ารตามกฎหมายหรอื กฎน้นั ตอไป มาตรา 32 ใหผวู าราชการจงั หวดั นายอาํ เภอ และปลดั อาํ เภอผูเ ปนหวั หนา ประจําก่งิ อําเภอ จดั ใหสว นราชการทร่ี ับผิดชอบดาํ เนินการเกี่ยวกบั การบรกิ ารประชาชนในเร่ืองเดียวกันหรอื ตอเน่ืองกนั ในจงั หวดั อําเภอ หรือก่ิงอําเภอน้ัน รวมกันจดั ตงั้ ศูนยบ ริการรวมไว ณ ศาลากลางจงั หวดั ท่ีวา การอาํ เภอ หรือท่ีวา การก่ิงอาํ เภอ หรือสถานทอี่ ืน่ ตามที่เหน็ สมควร โดยประกาศใหประชาชนทราบ และใหน ําความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบังคับดว ยโดยอนุโลม 2. พระราชกฤษฎีกาวาดวยการมอบอํานาจ พ.ศ. 2550 มาตรา 24 ใหน ายอาํ เภอ ปลดั อาํ เภอผเู ปน หวั หนา ประจาํ กงิ่ อาํ เภอ และหวั หนา สว นราชการ ประจาํ จงั หวัดดําเนนิ การมอบอาํ นาจใหเปน ไปตามแนวทางท่ีกาํ หนดในพระราชกฤษฎีกานี้ 3. พระราชกฤษฎีกาวา ดวยการบรหิ ารงานจังหวัดและกลมุ จงั หวัดแบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551 มาตรา ๑๙ ใหผวู า ราชการจงั หวดั จดั ใหม ีการประชมุ ปรึกษาหารอื รว มกนั กบั บุคคลดงั ตอไปน้ี เพื่อรับฟงความคิดเห็นเก่ยี วกับแผนพฒั นาจังหวัดท่ี ก.บ.จ. จัดทาํ ตามมาตรา ๑๘ (๑) หัวหนา สว นราชการท่ีมสี ถานทต่ี ัง้ ทําการอยูในจงั หวดั หรือมเี ขตอาํ นาจหนา ทใ่ี นจงั หวัด ไมวาจะเปนราชการบริหารสว นภมู ิภาคหรอื ราชการบรหิ ารสวนกลาง (๒) หัวหนาหนว ยงานทเ่ี ปน รฐั วสิ าหกิจและหนว ยงานอนื่ ของรัฐ บรรดาทม่ี ีสถานทตี่ ัง้ ทาํ การ อยใู นจงั หวดั หรอื มเี ขตอาํ นาจหนาท่ีในจังหวัด (๓) ผบู ริหารองคกรปกครองสวนทองถน่ิ ท้ังหมดในจงั หวัด (๔) ผูแ ทนภาคประชาสังคม (๕) ผูแ ทนภาคธุรกิจเอกชน เม่ือดําเนินการตามวรรคหน่ึงแลว ให ก.บ.จ. นาํ ผลการประชมุ ปรกึ ษาหารอื และความคดิ เหน็ ของ ที่ประชุมมาปรับปรงุ แผนพฒั นาจงั หวดั ใหส มบรู ณ แลว สง ก.น.จ. เพ่อื พิจารณานาํ เสนอคณะรฐั มนตรีใหค วาม เหน็ ชอบตอไป ทงั้ นี้ ใหส ง สาํ เนาให ก.บ.ก. ทราบดวยเม่ือแผนพัฒนาจังหวัดไดร ับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และประกาศใชแ ลว การจดั ทําแผนพฒั นาทองถนิ่ ขององคกรปกครองสว นทองถนิ่ และการดําเนินกจิ การ ของจงั หวดั และหนวยงานของรัฐที่เก่ยี วของตองสอดคลองกับแผนพัฒนาจังหวัดดงั กลา ว มาตรา ๒๑ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ใหประกอบดว ยบุคคลทไี่ ดรับการ สรรหาจากแตละอําเภอในเขตจังหวัด อาํ เภอละไมเกินหกคน

- 208 - ใหน ายกเทศมนตรีและประธานสภาองคกรชมุ ชนตาํ บลในเขตอําเภอคัดเลือกบคุ คลซง่ึ อยูใ นเขต เทศบาล และใหนายกองคการบริหารสว นตาํ บล กํานัน ผใู หญบ า น และประธานสภาองคก รชุมชนตาํ บล- คัดเลือกบคุ คลซ่ึงอยูนอกเขตเทศบาล แลว เสนอใหน ายอําเภอจดั ประชมุ เพ่ือสรรหาผูแทนภาคประชาสงั คม จากบคุ คลทไ่ี ดร บั การคัดเลือกขา งตนเพือ่ ใหไดจ ํานวนตามที่กําหนดไวใ นวรรคหน่ึง หลกั เกณฑการประชุมเพ่ือสรรหาและการแจงรายชอ่ื ผูไดร ับการสรรหาตามวรรคสอง ใหเ ปน ไป ตามทีผ่ ูวาราชการจังหวัดประกาศกําหนด มาตรา ๒๒ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ตอ งมคี ุณสมบตั ิ ดังตอไปน้ี (๑) มีสญั ชาติไทย (๒) มอี ายุต้ังแตสิบแปดปบริบูรณขึ้นไปในวันสรรหา (๓) มชี ่อื ในทะเบียนบานตามกฎหมายวา ดว ยการทะเบยี นราษฎรในเขตเทศบาล หรอื นอก เขตเทศบาล แลว แตก รณี ของแตละอาํ เภอที่มีการสรรหาติดตอ กนั ไมน อยกวา หน่งึ ปน บั ถึงวนั สรรหา (๔) มฐี านะเปน ผูนาํ ชมุ ชนตามกฎหมายวาดวยสภาองคก รชุมชน มาตรา ๒๓ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ตองไมมีลักษณะตองหา ม ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ไมเปน ผูดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง สมาชกิ สภาองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ผูบริหาร องคกรปกครองสว นทองถน่ิ กรรมการ ท่ีปรกึ ษาหรือผดู าํ รงตาํ แหนงกรรมการบรหิ ารพรรคการเมืองหรือ เจาหนาทขี่ องพรรคการเมือง (๒) ไมเ ปน ขา ราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จา งของหนว ยงานของรฐั ซึ่งมตี ําแหนงหรือเงนิ เดือนประจํา 4. ระเบยี บสํานกั นายกรัฐมนตรวี าดวยคณะกรรมการธรรมาภบิ าลจงั หวัด ขอ 7 ใหน ายอาํ เภอดาํ เนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอโดยประกาศ กาํ หนดการรบั สมัครผเู ขา รบั การสรรหา ปด ไว ณ ทวี่ าการอําเภอ ท่ีทําการองคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ และทที่ ําการผใู หญบ า น ประกาศตามวรรคหนง่ึ ใหเปน ไปตามแนวทางปฏบิ ัติทป่ี ลดั สาํ นักนายกรัฐมนตรกี ําหนด ซึง่ อยา งนอย ตองมรี ายละเอยี ดดงั ตอไปน้ี (1) วนั รบั สมัคร (2) สถานท่ีรบั สมัคร (3) จาํ นวนผแู ทนภาคประชาสังคมของอาํ เภอน้นั (4) เอกสารหรอื หลักฐานการสมคั ร (5) วนั ประชุมเพ่อื เลือกกันเองของผูสมัคร ขอ 9 เม่ือครบกําหนดเวลารบั สมคั รตามขอ 7 แลว ใหน ายอําเภอจดั ประชมุ ผสู มัครเขา รบั การสรรหา เพอื่ เลือกกนั เองใหไดผ ูแทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอจาํ นวนหน่ึงคน และแจง ใหผ ูวา ราชการจงั หวัดทราบ ขอ 10 ใหน ายอําเภอดาํ เนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนสมาชกิ สภาทอ งถน่ิ ของอาํ เภอตามขนั้ ตอน ดงั ตอไปน้ี

- 209 - (1) แจงใหป ระธานสภาทอ งถิ่นแตละแหงในเขตอําเภอ ยกเวน ประธานสภาองคการบริหารสวน จังหวัด จดั ประชุมสมาชิกสภาทอ งถ่ินเพื่อเลอื กกนั เองใหไดผแู ทนแหง ละหน่งึ คน (2) ใหสมาชิกสภาองคการบริหารสว นจงั หวดั ผไู ดร บั เลือกต้ังจากอําเภอเปนผูแทนสมาชกิ องคการบรหิ ารสวนจงั หวัดของอําเภอน้ัน เวน แตอาํ เภอท่ีมีสมาชิกสภาองคการบรหิ ารสวนจงั หวัดมากกวา หนง่ึ คน ใหนายอําเภอจดั ประชุมสมาชกิ สภาองคการบรหิ ารสว นจงั หวัดในเขตอาํ เภอเพื่อเลอื กกนั เองใหได ผแู ทนหน่งึ คน (3) จัดประชมุ ผูท่ีไดรบั เลอื กตาม (1) และ (2) เพื่อเลือกกันเองใหไดผ ูแทนสมาชกิ สภาทอ งถ่ิน ของอาํ เภอหน่ึง และแจง ใหผ ูว าราชการจังหวัดทราบ 5. กฎกระทรวงวาดว ยการไกลเกลยี่ และประนอมขอ พพิ าททางแพง พ.ศ. 2553 ขอ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “ขอ พิพาท” หมายความวา ขอพิพาททางแพงเกี่ยวกับทด่ี ิน มรดก และขอ พิพาททางแพงอ่นื ทมี่ ที นุ ทรัพยไมเกินสองแสนบาทหรอื มากกวา นัน้ ตามทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า “อาํ เภอ” หมายความรวมถงึ กงิ่ อาํ เภอ “นายอาํ เภอ” หมายความรวมถึง ปลัดอําเภอผเู ปน หัวหนา ประจาํ กง่ิ อําเภอ “พนกั งานอยั การประจาํ จงั หวดั ” หมายความวา ขาราชการอัยการซึ่งดาํ รงตาํ แหนงตงั้ แต อัยการผชู วยข้นึ ไปทีป่ ฏบิ ัตหิ นา ทีอ่ ยใู นจังหวัด “บญั ชีรายชื่อ” หมายความวา บัญชรี ายช่อื บุคคลทจี่ ะทาํ หนา ทีเ่ ปนผไู กลเ กลย่ี “ผูไกลเกล่ยี ” หมายความวา บคุ คลทที่ าํ หนา ท่ไี กลเกล่ยี และประนอมขอพิพาท “ประธานคณะผูไกลเกลยี่ ” หมายความวา นายอาํ เภอ พนักงานอยั การประจําจงั หวดั หรือ ปลดั อาํ เภอที่ไดร บั มอบหมาย ทีเ่ ปนประธานคณะบุคคลผูทําหนา ทไี่ กลเ กลี่ยและประนอมขอ พิพาท ขอ ๓ ในอาํ เภอหนึ่งใหม ีบญั ชีรายชือ่ โดยจาํ นวนบคุ คลในบัญชีรายช่อื ใหเ ปน ไปตามท่ีนายอําเภอ เหน็ สมควร แตต องไมนอยกวาย่สี ิบคน ใหน ายอําเภอประกาศระยะเวลาในการรับสมัครเปน ผูไกลเ กล่ยี ไว ณ ทว่ี า การอาํ เภอ ที่ทาํ การ องคกรปกครองสว นทองถน่ิ ทท่ี าํ การผใู หญบาน และสถานที่ที่เปน ชมุ ชนตามท่ีเหน็ สมควร ในกรณมี ีเหตุอนั สมควร นายอําเภอจะขยายระยะเวลาตามวรรคสองออกไปอีกก็ได ขอ ๕ เม่ือพนวันรบั สมัครแลว ใหนายอาํ เภอรวบรวมรายชอื่ ผสู มัครซ่ึงมีคุณสมบัติและไมม ี ลักษณะตอ งหา มตามขอ ๔ พรอมทง้ั ประวตั ยิ อ ของแตล ะบุคคลเสนอคณะกรมการจังหวัดพจิ ารณาให ความเห็นชอบ ใหค ณะกรมการจงั หวัดพจิ ารณาใหความเห็นชอบบญั ชีรายชือ่ ใหแ ลวเสร็จภายในสามสบิ วนั นับแตวนั ทีไ่ ดร บั บญั ชรี ายชอื่ จากนายอาํ เภอ ใหนายอําเภอปดประกาศบญั ชีรายชือ่ ท่ีไดร ับความเห็นชอบไว ณ สถานท่ีตามขอ ๓ วรรคสอง ขอ ๖ ใหผูไกลเ กลยี่ พนจากบญั ชรี ายชอ่ื เม่ือ (๑) ตาย (๒) ลาออก โดยยนื่ เปนหนังสือตอ นายอาํ เภอ

- 210 - (๓) นายอาํ เภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจังหวดั ส่ังใหพ นจากบัญชรี ายชอ่ื เพราะขาด คณุ สมบตั หิ รือมีลกั ษณะตองหามตามขอ ๔ (๔) ไมเขา รว มการไกลเ กลยี่ และประนอมขอ พิพาทตามกาํ หนดนัดหมายติดตอ กนั เกนิ สองคร้งั โดยไมแ จง เหตผุ ลความจาํ เปน ตอ ประธานคณะผูไกลเ กลย่ี (๕) ถกู ถอดถอนใหพ นจากบญั ชรี ายชอ่ื ตามขอ ๙ ขอ ๗ ในกรณีท่บี ัญชรี ายชื่อมจี ํานวนรายชื่อนอยกวาย่สี ิบคน หรือนอยกวาจํานวนที่นายอาํ เภอ เหน็ สมควร ใหน ายอําเภอดาํ เนินการรับสมัครและจัดทํารายชือ่ เพิม่ เติม ทั้งน้ี ใหน ําความในขอ ๓ ขอ ๔ และ ขอ ๕ มาใชบังคับโดยอนุโลม ขอ ๙ เมื่อคูพิพาทฝา ยใดฝายหน่ึงรองเรียนวา ผูไกลเกล่ียผูใดประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณตามขอ ๘ ใหน ายอาํ เภอดําเนนิ การสอบสวนขอ เทจ็ จรงิ เม่อื ผลการสอบสวนปรากฏวา มมี ลู และเปนกรณีประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณตามขอ ๘ (๑) (๔) (๖) หรอื (๗) ใหดําเนินการถอดถอนผูนน้ั พนจากบญั ชีรายชอ่ื โดยความเห็นชอบ ของคณะกรมการจงั หวดั ถาเปนกรณอี ืน่ ใหด าํ เนนิ การวา กลาวตกั เตอื นสัง่ ใหพ นจากการทําหนาที่ผไู กลเกล่ยี ในขอพิพาทนน้ั หรือถอดถอนใหพ น จากบัญชรี ายชอ่ื โดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจงั หวัด ตามที่ เห็นสมควร ถาการรอ งเรียนตามวรรคหน่งึ เปน การรองเรียนเมื่อเรมิ่ ตน กระบวนการไกลเ กลีย่ ไปแลว ใหน ายอาํ เภอสง่ั ระงบั การไกลเ กลย่ี ไวก อ นจนกวา จะทราบผลการสอบสวน และเมอ่ื ทราบผลการสอบสวนแลว ถา เปน กรณีท่ีนายอําเภอสั่งใหผไู กลเกลย่ี นั้นพน จากการทําหนาท่ีผูไกลเกล่ยี หรอื จะดําเนนิ การถอดถอน ใหพ นจากบญั ชีรายชือ่ ใหน ายอําเภอสงั่ ใหคูพ ิพาทเลอื กผูไกลเ กลีย่ อืน่ ทําหนา ทีแ่ ทนผูไ กลเกลยี่ ทถี่ ูกรอ งเรยี น และใหเ ปน ดุลพนิ จิ ของประธานคณะผูไกลเกลี่ยพจิ ารณาวา จะดาํ เนินกระบวนการไกลเกลย่ี ตอ ไปหรือ เรมิ่ ตนกระบวนการไกลเ กลีย่ ใหม ในกรณีท่ีคพู ิพาทฝายใดฝายหนงึ่ เห็นวาประธานคณะผูไกลเ กล่ยี ประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณ ตามขอ ๘ ใหรอ งเรียนตอ ผบู งั คับบญั ชาของผทู ําหนา ท่ปี ระธานคณะผไู กลเกล่ยี นน้ั ในกรณที ่ีผบู ังคบั บญั ชา ดังกลา วเหน็ สมควรเปลีย่ นผทู ําหนา ทปี่ ระธานคณะผูไกลเ กลี่ย ใหด าํ เนินการโดยเร็ว เวนแตนายอาํ เภอ เปน ประธานคณะผูไกลเกล่ยี ใหพนกั งานอัยการประจําจังหวดั ทําหนา ท่ปี ระธานคณะผไู กลเกล่ียแทน ขอ ๑๐ ใหน ายอาํ เภอตรวจสอบบญั ชรี ายช่อื เปน ประจําทุกปปฏทิ นิ ในกรณที มี่ ีการเปลี่ยนแปลง รายชื่อบคุ คลในบัญชีรายชื่อ ใหน ายอาํ เภอจัดทาํ บญั ชรี ายช่ือใหม และปด ประกาศใหทราบโดยท่ัวกนั ณ สถานท่ีตามขอ ๓ วรรคสอง ขอ ๑๑ ในกรณีท่ีคูพิพาทฝายใดฝา ยหน่งึ ประสงคจะใหม ีการไกลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาท ใหแ จง ความประสงคเ ปน คํารองขอตอนายอาํ เภอ โดยจะทําเปนหนังสือสงดวยตนเองหรือสง ทางไปรษณยี  หรอื แจงดว ยวาจา ณ ทว่ี าการอาํ เภอทต่ี นมภี ูมลิ าํ เนาก็ได ในกรณีแจง ดว ยวาจา ใหน ายอาํ เภอจดแจงรายละเอยี ด และใหผูร อ งลงลายมอื ช่ือไวเปน หลกั ฐาน เมอ่ื นายอาํ เภอไดรับคาํ รองขอตามวรรคหนึง่ แลว ใหแ จง ใหคูพิพาทอีกฝายหน่งึ ทราบและสอบถาม วา ประสงคจ ะเขาสูกระบวนการไกลเกลย่ี และประนอมขอพิพาทหรือไม หากเปนกรณีทม่ี ีคูพ ิพาทหลายฝาย ใหแ จง และสอบถามคูพพิ าททุกฝา ย

- 211 - ในกรณที ่ีคพู ิพาททกุ ฝายตกลงยินยอมที่จะเขาสกู ระบวนการไกลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาท ใหนายอําเภอแจงเปนหนังสือใหคูพิพาททุกฝายทราบพรอมทัง้ กําหนดวัน เวลา และสถานทใ่ี หค พู ิพาททุกฝา ย มาพรอมกนั เพ่ือเลือกผไู กลเ กลี่ยและประธานคณะผูไกลเ กลยี่ เมอ่ื คพู ิพาททกุ ฝายมาพรอ มกนั แลว ใหน ายอาํ เภอดําเนนิ การใหค ูพิพาทเลอื กผูไกลเ กลยี่ ของตน และรวมกันเลือกวา จะใหนายอําเภอ พนักงานอยั การประจาํ จงั หวดั หรอื ปลดั อาํ เภอเปน ประธานคณะผูไกลเ กล่ยี และจดั ใหม ีการบนั ทึกความตกลงยนิ ยอมไวในสารบบการไกลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาท พรอ มทง้ั ให คพู ิพาททุกฝา ยลงลายมือชื่อในสารบบน้นั ในกรณีที่คูพิพาทไมอ าจรวมกันเลอื กประธานคณะผไู กลเกล่ียได ใหนายอําเภอเปน ผกู าํ หนด ประธานคณะผไู กลเกลี่ย ในกรณที ี่คูพิพาทฝายใดฝายหนึ่งไมยินยอมเขา สูก ระบวนการไกลเ กลย่ี และประนอมขอ พิพาท ใหนายอําเภอจําหนายคํารองขอไกลเ กลีย่ และประนอมขอ พพิ าทนั้นและแจงใหผรู อ งขอทราบ ขอ ๑๒ เมื่อมกี ารเลอื กหรอื กําหนดผไู กลเ กล่ียและประธานคณะผไู กลเ กลีย่ แลว ใหป ระธาน คณะผูไกลเ กล่ยี นัดประชุมคณะผูไกลเ กลี่ยภายในเจ็ดวนั นับแตวันทมี่ ีคณะผูไกลเกลี่ยครบถวน เพ่ือพิจารณา คาํ รองขอไกลเกล่ยี และประนอมขอพิพาท ในกรณที ่ีเห็นวาผรู องขอใชส ิทธโิ ดยไมสุจริต หรอื การดาํ เนนิ การตอ ไป จะเปนผลใหเ กิดการไดเปรียบหรือเสียเปรียบแกคูพิพาทฝายใดฝายหนง่ึ ในการดําเนนิ คดีทางศาล ใหคณะผูไกลเ กล่ยี มีมติไมรับคํารองขอนั้นไวพ ิจารณาและใหย ุติเรือ่ ง ในกรณอี ืน่ ใหร บั คาํ รอ งขอน้ันไวเ พื่อดําเนนิ การตอไป แตก ารรบั ดงั กลา วใหอยูภ ายใตบ ังคับขอ ๑๔ ขอ ๑๙ และขอ ๒๐ ขอ ๑๓ การดําเนินการไกลเ กลีย่ และประนอมขอ พิพาท โดยปกตใิ หกระทาํ ณ ท่วี า การอําเภอ แตใ นกรณีจําเปน ประธานคณะผูไกลเกลี่ยจะกาํ หนดใหดําเนนิ การ ณ สถานที่ราชการอ่นื ก็ได แตตองแจง ใหคพู ิพาททราบลว งหนา ตามสมควร ใหอาํ เภอสงหนังสือนัดหมายการไกลเกลยี่ และประนอมขอพิพาทแจงวนั เวลา และสถานท่ี ไปยงั คณะผไู กลเกลย่ี และคูพิพาททุกฝายภายในเจด็ วันนับแตว นั ทีค่ ณะผูไกลเ กล่ยี รับคํารองขอไวพจิ ารณาตาม ขอ ๑๒ สําหรับการนัดครง้ั ตอ ๆ ไป ใหประธานคณะผูไกลเกลย่ี เปน ผูกําหนดและแจง ใหคูพ ิพาททุกฝา ย ทราบ และบนั ทึกการนัดหมายไวในสารบบการไกลเกลีย่ และประนอมขอพิพาท การสงหนังสือนดั หมายตามวรรคสอง ใหน ายอาํ เภอหรือประธานคณะผูไกลเ กล่ีย แลว แตกรณี ดาํ เนนิ การสง ทางไปรษณยี ลงทะเบยี นตอบรับใหแกคูพพิ าทและบคุ คลท่เี กยี่ วของ เวนแตผูน ้นั อยู ณ สถานที่ ไกลเ กลยี่ ในเวลาท่ีไดม ีการนัดหมายและไดลงลายมือชอื่ รบั รูไว ใหถ อื วา ไดสง โดยชอบแลว 6. กฎกระทรวงวา ดวยการไกลเกลีย่ ความผิดที่มโี ทษทางอาญา พ.ศ. 2553 ขอ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “อาํ เภอ” หมายความรวมถงึ กงิ่ อําเภอ “นายอาํ เภอ” หมายความรวมถึง ปลดั อาํ เภอผเู ปนหัวหนา ประจาํ กง่ิ อาํ เภอ “ปลัดอําเภอ” หมายความวา ปลดั อําเภอท่ีนายอําเภอมอบหมายใหเ ปน ผูไกลเกลี่ยคดคี วามผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญา

- 212 - “ความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญา” หมายความวา ความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นท่เี ปน ความผิดอันยอมความได และมิใชค วามผดิ เก่ียวกับเพศ ขอ ๓ บรรดาความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเขตอาํ เภอใด ถา ผเู สียหายและผูถ กู กลา วหา ยนิ ยอมหรือแสดงความจาํ นงใหม ีการไกลเกลี่ย ใหน ายอาํ เภอหรอื ปลัดอําเภอของอาํ เภอนั้นเปน ผไู กลเกล่ยี ตามควรแกกรณี ขอ ๔ ผเู สยี หายหรอื ผถู กู กลา วหาผใู ดประสงคจ ะใหม กี ารไกลเกล่ียขอ พิพาท ใหแ จง ความประสงค เปน หนังสือหรอื ดว ยวาจาตอนายอําเภอหรือปลดั อาํ เภอ ณ ทีว่ า การอําเภอนั้น ในกรณที ่ีแจงความประสงคดวยวาจา ใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอทําบันทึกความประสงคนั้นไว และใหผูเ สียหายหรือผูถ ูกกลาวหาดังกลาว ลงลายมือช่ือไวดว ย เมือ่ นายอาํ เภอหรือปลดั อาํ เภอไดร ับแจง ความประสงคตามวรรคหนึ่งแลว ใหแจง ผเู สียหาย หรอื ผถู ูกกลาวหาอกี ฝา ยหนงึ่ ทราบและสอบถามวา จะยนิ ยอมหรอื แสดงความจํานงเขา สูกระบวนการ ไกลเ กลย่ี หรือไม หากเปน กรณีทีม่ ีผเู สียหายหรอื ผูถกู กลา วหาหลายฝาย ใหแ จง และสอบถามทุกฝา ย ในกรณีที่ผูเสียหายและผถู ูกกลาวหาทุกฝา ยตกลงยินยอมหรอื แสดงความจาํ นงทจ่ี ะเขา สูกระบวนการ ไกลเ กล่ีย ใหน ายอําเภอหรือปลดั อําเภอแจงใหท ุกฝา ยทราบ และจัดใหม ีการบนั ทึกการยนิ ยอมหรอื ความจาํ นง เขาสูกระบวนการไกลเกลี่ยไวในสารบบการไกลเกลย่ี ขอพิพาทคดีอาญาพรอ มท้ังใหผ เู สยี หายและผถู ูกกลาวหา ทกุ ฝายลงลายมือช่อื ในสารบบนน้ั ในกรณที ีผ่ ูเสียหายหรอื ผถู ูกกลาวหาฝา ยใดฝายหน่ึงไมย ินยอมหรอื ไมแสดงความจํานงเขา สู กระบวนการไกลเ กล่ยี ใหการแจงความประสงคตามวรรคหนง่ึ ส้ินผลไป และใหนายอําเภอหรอื ปลัดอําเภอ แจง ผูเ สยี หายหรอื ผูถกู กลา วหาฝายที่เหลือทราบดว ย ขอ ๕ ในกรณีทีน่ ายอาํ เภอหรอื ปลัดอาํ เภอเห็นวาสทิ ธนิ าํ คดอี าญามาฟองไดระงบั ไปตามประมวล กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาแลว กอนวันแจงความประสงคต ามขอ ๔ วรรคหน่ึงหรือจะระงับไปกอนวันที่ นายอําเภอหรือปลัดอาํ เภอแจงใหผ เู สยี หายหรอื ผูถกู กลา วหาอกี ฝา ยหน่ึงทราบตามขอ ๔ วรรคสอง หา มไมให นายอําเภอหรือปลัดอําเภอรับขอพิพาทนั้นไวไกลเกลีย่ และใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอแจง ใหผแู จงความ ประสงคท ราบโดยพลนั ขอ ๖ การแจง ความประสงคต ามขอ ๔ วรรคหนึ่ง ไมใชคํารองทุกขต ามประมวลกฎหมายวธิ ี พจิ ารณาความอาญา ขอ ๗ เมื่อผเู สยี หายและผูถกู กลาวหาทุกฝายไดลงลายมือชื่อในสารบบการไกลเกลย่ี ขอพิพาท คดอี าญาตามขอ ๔ วรรคสาม แลว ใหน ายอําเภอหรือปลัดอาํ เภอรบั ขอพิพาทนน้ั ไวไกลเ กลยี่ ตอ ไป และ แจงใหผ ูเ สียหายและผูถูกกลาวหาทุกฝายทราบถึงสิทธิของตนและผลของการไกลเกล่ยี ขอพิพาทตามขอ ๑๒ ขอ ๑๔ ขอ ๑๕ และขอ ๑๗ พรอมท้ังสอบถามรายละเอียดเกย่ี วกบั ขอพิพาทจากผเู สียหายและผูถูกกลาวหาทกุ ฝาย รวมทั้งผูทเ่ี ก่ยี วของ และบันทึกการแจง และรายละเอยี ดเกย่ี วกับขอพิพาทดังกลา วไวใ นสารบบการไกลเกล่ยี ขอ พพิ าทคดีอาญา

- 213 - การบนั ทกึ รายละเอยี ดเกี่ยวกับขอ พิพาทตามวรรคหนึ่ง ใหบันทกึ เฉพาะการกระทําทเ่ี กย่ี วของกับ ขอพิพาทตามทไี่ ดความจากผูเสียหายและผูถ ูกกลา วหาทุกฝายและผูที่เก่ียวขอ ง รวมทง้ั วนั เวลาสถานที่ และบุคคลหรือส่ิงของทีเ่ กยี่ วของกับขอพิพาท ใหน ายอาํ เภอหรือปลัดอาํ เภออา นขอ ความที่บันทึกไวในสารบบการไกลเ กลยี่ ขอพิพาทคดีอาญา ตามวรรคหนึง่ ใหผ ูเสยี หายและผูถ กู กลาวหาทุกฝา ยฟง แลว ใหผ ูเสยี หายและผถู ูกกลา วหาทุกฝา ย นายอําเภอ หรอื ปลัดอําเภอ ลงลายมือช่ือไวเปนหลักฐาน ขอ ๘ ในการสอบถามรายละเอียดเก่ียวกบั ขอพิพาทตามขอ ๗ วรรคหนึ่ง ใหนายอําเภอ หรือปลัดอําเภอกระทาํ ตอหนาผูเสยี หายและผูถ ูกกลา วหาทุกฝา ย เวน แตผ ูเสียหายหรือผูถูกกลา วหาฝา ยใดฝา ยหน่ึง ไมมาตามทน่ี ัดหมายโดยไมมเี หตอุ นั สมควร จะกระทาํ ลบั หลงั ผเู สียหายหรือผูถูกกลาวหาฝายน้นั กไ็ ด ทัง้ นี้ ในการไกลเ กล่ยี นนั้ จะไกลเกลย่ี พรอ มกนั หรอื แยกกันก็ได แตใ นการตกลงกันนั้นใหกระทาํ ตอหนา ผเู สยี หายและ ผูถกู กลา วหาทุกฝา ย ผูเสยี หายและผถู กู กลาวหาทกุ ฝา ยมีสิทธิใหผ ซู ่งึ ตนไวว างใจไมเ กินสองคนเขา รบั ฟงการไกลเกล่ยี ได แตในการไกลเกล่ยี คร้งั ใด หากนายอําเภอหรือปลดั อาํ เภอเหน็ วาการมีบคุ คลอื่นซ่ึงไมใชผูเ สียหายหรอื ผถู ูกกลาวหา อยูด ว ยจะเปน อปุ สรรคตอการไกลเ กลยี่ จะดาํ เนินการไกลเ กลย่ี ครงั้ น้ันโดยมใิ หบคุ คลอื่นซึ่งมิใชผ เู สยี หาย หรือผถู กู กลาวหาเขา รว มรบั ฟงก็ได ขอ ๙ การดาํ เนนิ การไกลเ กลย่ี ขอพิพาท ใหก ระทํา ณ ทว่ี า การอําเภอ หรอื ในกรณีจาํ เปน จะกระทาํ ณ สถานท่รี าชการอน่ื ตามที่นายอําเภอกาํ หนดก็ได แตต อ งแจง ใหผเู สียหายและผูถูกกลา วหาทกุ ฝายทราบ ลวงหนา ตามสมควร ใหน ายอําเภอหรือปลดั อําเภอสง หนงั สือนดั หมายการไกลเกล่ียไปยงั ผูเสยี หายและผูถกู กลาวหาทุกฝาย เวน แตผ นู ้ันไดร ับแจงดวยวาจาและลงลายมือช่อื รบั รูไว ใหถ ือวา เปน การนัดหมายโดยชอบแลว ขอ ๑๐ เพื่อประโยชนในการไกลเ กลยี่ ขอพิพาท นายอําเภอหรือปลัดอําเภออาจเปดโอกาส ใหผเู สียหายหรอื ผูถกู กลาวหาเสนอขอผอนผนั ใหแ กก นั หรอื อาจเสนอทางเลือกใหแกผเู สยี หายหรือผูถ กู กลา วหา ผอ นผันใหแกกันก็ได แตห า มไมใหนายอาํ เภอหรอื ปลดั อาํ เภอวนิ ิจฉัยขอ เทจ็ จรงิ หรือช้ขี าดขอ พพิ าท ขอ ๑๑ เมื่อผูเ สียหายและผถู กู กลา วหาทกุ ฝายตกลงยินยอมตามที่ไกลเกลี่ย ใหนายอําเภอ หรือปลัดอําเภอจดั ทําเปน หนังสือตกลงยนิ ยอม และบนั ทึกการตกลงยนิ ยอมน้ันไวในสารบบการไกลเกล่ยี ขอ พพิ าทคดีอาญา หนังสือตกลงยนิ ยอมตามวรรคหนงึ่ ใหระบวุ ัน เดอื น ป และรายละเอยี ดความตกลงยนิ ยอม รวมทง้ั กําหนดระยะเวลาการปฏบิ ัตติ ามความตกลงยินยอมใหช ัดเจน และใหนาํ ความในขอ ๗ วรรคสาม มาใชบังคบั โดยอนุโลม ขอ ๑๒ เมื่อผเู สียหายและผถู ูกกลาวหาทุกฝา ยไดปฏบิ ตั ติ ามความตกลงยินยอมตามขอ ๑๑ แลวใหค ดอี าญาเปนอนั เลิกกันและสทิ ธิการนาํ คดีอาญามาฟองระงับไปตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณา ความอาญา ในกรณที ่ีมีการรองทุกขหรอื ย่นื ฟองตอศาลไว ใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอแจงตอ พนกั งาน สอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แลวแตก รณี

- 214 - ขอ ๑๓ นายอําเภอหรือปลัดอําเภอจะเปด เผยขอ เทจ็ จรงิ ใดท่ีไดมาจากการดําเนนิ การไกลเกล่ีย ขอ พพิ าทมิได เวนแตเปน การเปด เผยตามคําส่งั ศาล ขอ ๑๔ ในกรณีที่ผเู สียหายและผูถูกกลาวหาทุกฝา ยไดตกลงยินยอมตามท่ีไกลเ กลยี่ แลว แตไ มไดป ฏบิ ัติ ตามความตกลงยินยอมหรือปฏิบัติไมครบถว นภายในเวลาท่ีตกลงกันไว ใหน ายอําเภอหรือปลัดอําเภอจาํ หนา ย ขอพิพาทน้ันออกจากสารบบการไกลเกลี่ยขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๕ ผเู สยี หายหรอื ผถู กู กลาวหาฝายใดฝายหน่ึงจะบอกเลกิ การไกลเ กลยี่ ขอพิพาทโดยทําเปน หนังสือหรือดวยวาจาตอนายอําเภอหรือปลัดอําเภอเมือ่ ใดก็ได ในกรณบี อกเลิกดว ยวาจาใหนายอาํ เภอหรือ ปลดั อําเภอบันทกึ การบอกเลิกนนั้ ไวพ รอมทัง้ ใหผเู สยี หายหรือผถู ูกกลาวหาฝายทบ่ี อกเลกิ ลงลายมือชอื่ ไวเปน หลกั ฐาน เมอ่ื นายอาํ เภอหรอื ปลดั อําเภอไดรับการบอกเลกิ การไกลเ กล่ยี ขอพิพาทตามวรรคหนงึ่ ใหจ าํ หนาย ขอพิพาทนน้ั ออกจากสารบบการไกลเกลีย่ ขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๖ ใหนายอําเภอหรอื ปลดั อําเภอทําการไกลเ กล่ยี ขอพิพาทใหแ ลว เสร็จภายในสบิ หาวัน นับแตว นั ท่ไี ดรบั ขอ พพิ าทไว เวน แตมคี วามจาํ เปน และผูเสียหายและผูถกู กลา วหาทกุ ฝายยนิ ยอมใหน ายอําเภอ หรอื ปลัดอําเภอขยายเวลาไดอีกไมเ กนิ สิบหา วนั เมอื่ พนระยะเวลาตามวรรคหน่ึงแลว ถาผูเสยี หายและผถู กู กลา วหาทกุ ฝายไมสามารถตกลง ยนิ ยอมกันได ใหน ายอาํ เภอหรือปลัดอาํ เภอจาํ หนายขอพพิ าทน้ันออกจากสารบบการไกลเ กลย่ี ขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๗ ขอพิพาทใดทน่ี ายอําเภอหรอื ปลัดอาํ เภอจําหนา ยออกจากสารบบการไกลเกลี่ยขอ พิพาท คดอี าญาตามขอ ๑๖ วรรคสอง นายอําเภอหรอื ปลดั อาํ เภอจะรบั ขอพิพาทนัน้ เขา สูกระบวนการไกลเ กล่ยี อกี ไมได ขอ ๑๘ เมอ่ื นายอาํ เภอหรอื ปลดั อาํ เภอจาํ หนา ยขอ พิพาทออกจากสารบบการไกลเ กลย่ี ขอ พิพาท คดีอาญาแลว ใหบ นั ทึกเหตุแหง การจาํ หนายขอพิพาทไวด วย สรปุ ประเดน็ ทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ 1. อาํ นาจหนา ท่ีของนายอาํ เภอตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผน ดนิ พ.ศ. 2534 1.1 นายอาํ เภอมีหนา ท่ีปฏิบตั ภิ ารกจิ ของอําเภอดังตอ ไปน้ี (1) นําภารกิจของรฐั และนโยบายของรฐั บาลไปปฏบิ ัตใิ หเ กิดผลสัมฤทธิ์ (2) ดแู ลใหมีการปฏบิ ัติและบังคบั การ ใหเปน ไปตามกฎหมายเพอ่ื ใหเ กดิ ความสงบเรียบรอย และเปนธรรมในสังคม (3) จดั ใหม ีการคุมครองปอ งกนั สงเสริม และชวยเหลือประชาชนและชมุ ชนที่ดอยโอกาส เพอ่ื ใหไ ดรับความเปนธรรมทัง้ ดา นเศรษฐกจิ และสังคมในการดํารงชวี ิตอยางพอเพยี ง (4) จัดใหมีการบริการภาครัฐเพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงไดอยางเสมอหนา รวดเรว็ และมคี ุณภาพ (5) จดั ใหม ีการสง เสรมิ อุดหนุน และสนบั สนนุ องคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ เพ่อื ใหสามารถ ดําเนินการตามอาํ นาจและหนา ทีข่ ององคกรปกครองสวนทองถิ่น และใหม ขี ีดความสามารถพรอมทจ่ี ะดาํ เนินการ ตามภารกจิ ที่ไดร บั การถา ยโอนจากกระทรวง ทบวง กรม (6) ปฏิบัตหิ นา ทอ่ี ่ืนตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ มอบหมาย หรือทม่ี ีกฎหมายกําหนด

- 215 - 1.2 นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ท่ีสง เสรมิ สนบั สนนุ และจัดใหม กี ารบริการรวมกนั ของหนวยงาน ในลักษณะศูนยบริการรวม 1.3 นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนาทป่ี ระสานงานกบั องคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรวมมือกับ ชมุ ชนในการดําเนินการใหม ีแผนชมุ ชน เพ่ือรองรบั การสนบั สนนุ งบประมาณจากองคกรปกครองสว นทองถน่ิ จงั หวดั และกระทรวง ทบวง กรม 1.4 นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ที่ในการไกลเกลี่ยหรอื จัดใหม ีการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาท เพ่ือใหเ กิดความสงบเรยี บรอยทางสังคม ดงั นี้ (1) ในอาํ เภอหน่ึง ใหมีคณะบุคคลผูทําหนาทไี่ กลเกล่ยี และประนอมขอพิพาทของประชาชน ที่คูกรณฝี ายใดฝายหนึ่งมภี มู ลิ ําเนาอยูในเขตอําเภอ ในเร่ืองท่ีพิพาททางแพงเกี่ยวกบั ทดี่ ินมรดก และขอพิพาท ทางแพง อืน่ ทมี่ ีทุนทรัพยไมเ กนิ สองแสนบาทหรือมากกวา นัน้ ตามทกี่ ําหนดในพระราชกฤษฎีกา ใหน ายอําเภอโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัดทําบัญชีรายช่ือบคุ คลทีจ่ ะทํา หนา ที่เปน คณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเ กลี่ยและประนอมขอพิพาท โดยคัดเลือกจากบุคคลที่มีความรหู รือมี ประสบการณเหมาะสมกบั การทาํ หนาท่ไี กลเ กลีย่ ขอพิพาท เมอ่ื มีขอพิพาทเกิดข้ึนและคูพพิ าทตกลงยินยอมใหใ ชวธิ ีการไกลเ กล่ียขอ พิพาท ใหคูพพิ าท แตล ะฝายเลือกบุคคลจากบัญชีรายชอ่ื ตามวรรคสองฝายละหนึ่งคน และใหนายอําเภอ พนักงานอัยการประจํา จังหวัด หรือปลดั อาํ เภอทีไ่ ดรบั มอบหมายคนหนึง่ เปน ประธาน เพือ่ ทําหนา ทีเ่ ปน คณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเ กล่ีย และประนอมขอ พิพาท ใหคณะบุคคลผูทําหนาทีไ่ กลเกลี่ยและประนอมขอพิพาทมีอํานาจหนาที่รับฟงขอพิพาท โดยตรงจากคพู ิพาท และดาํ เนนิ การไกลเ กล่ียใหเ กิดขอตกลงยนิ ยอมรว มกนั ระหวางคูพิพาทโดยเรว็ ถา คพู พิ าท ทั้งสองฝายตกลงกันได ใหค ณะบุคคลผทู าํ หนา ทีไ่ กลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาทจัดใหมกี ารทําสัญญาประนีประนอม ยอมความระหวางคูพิพาท และใหถือเอาขอตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมผี ลผกู พันคูพพิ าท ทัง้ สองฝา ย ในกรณที ่ีคูพิพาทไมอ าจตกลงกนั ได ใหคณะบุคคลผูทาํ หนาทไ่ี กลเ กลี่ยและประนอมขอ พิพาท สง่ั จําหนายขอ พพิ าทนัน้ ขอตกลงตามวรรคสีใ่ หมีผลเชน เดียวกบั คําช้ีขาดของอนญุ าโตตลุ าการตามกฎหมายวา ดว ย อนุญาโตตุลาการ หลกั เกณฑและวิธีการจัดทําบัญชี การดําเนินการไกลเกลยี่ ขอพิพาทและการจัดทําสัญญา ประนีประนอมยอมความ ตลอดจนคา ตอบแทนของคณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเกลย่ี และประนอมขอพิพาท ใหเปนไปตามทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง ในกรณที ค่ี ูพพิ าทฝายใดฝายใดฝา ยหนง่ึ ไมปฏิบัตติ ามสัญญาประนปี ระนอมยอมความใหค ูพพิ าท อกี ฝายหนงึ่ ย่ืนคาํ รองตอพนักงานอัยการ และใหพนักงานอัยการดาํ เนินการยื่นคํารองตอศาลที่มเี ขตอํานาจเพ่ือให ออกคาํ บังคบั ใหต ามสญั ญาประนปี ระนอมยอมความดงั กลา วโดยใหน าํ กฎหมายวาดว ยอนญุ าโตตุลาการมาใช บงั คบั โดยอนโุ ลม (2) บรรดาความผิดทม่ี โี ทษทางอาญาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเขตอําเภอใดหากเปน ความผดิ อนั ยอม ความได และมิใชความผดิ เก่ียวกับเพศ ถา ผเู สยี หายและผูถูกกลาวหายนิ ยอม หรือแสดงความจาํ นงใหนายอําเภอ ของอําเภอน้ันหรือปลัดอําเภอท่นี ายอาํ เภอดงั กลาวมอบหมายเปนผูไกลเกลีย่ ตามความแกก รณี และเมื่อ

- 216 - ผเู สียหายและผถู ูกกลาวหายินยอมเปนหนังสือตามที่ไกลเกลย่ี และปฏบิ ัติตามคําไกลเกล่ยี ดังกลา วแลว ใหค ดีอาญา เปน อันเลกิ กนั ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ในกรณีทผ่ี เู สยี หายและผูถูกกลา วหาไมยนิ ยอมตามที่ไกลเกลี่ย ใหจําหนา ยขอพิพาท นัน้ แตเ พ่ือประโยชนในการทีผ่ ูเสยี หายจะไปดําเนินคดีตอไป อายุความการรองทุกขต ามประมวลกฎหมาย อาญา ใหเร่มิ นบั แตวันทีจ่ าํ หนายขอ พพิ าท หลักเกณฑแ ละวธิ ใี นการดําเนนิ การตามวรรคหนง่ึ ใหเ ปน ไปตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง 1.5 นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ทเ่ี ปนหวั หนาปกครองบังคับบัญชาบรรดาขาราชการในอําเภอ และรบั ผิดชอบงานบรหิ ารราชการของอําเภอโดยมปี ลัดอาํ เภอและหัวหนาสวนราชการประจาํ อําเภอ ซง่ึ กระทรวง ทบวง กรมตา งๆ สง มาเปนผูชวยเหลอื นายอําเภอ และนายอาํ เภอมอี ํานาจในการแตงตง้ั ปลดั อาํ เภอ หรือ หวั หนา สว นราชการประจําอาํ เภอผมู ีอาวโุ สตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการใหเ ปน ผรู กั ษาราชการแทน ในกรณที ี่มผี ูดาํ รงตําแหนงนายอําเภอ แตไมอาจปฏิบตั ริ าชการได 1.7 นายอําเภอมีอาํ นาจหนาทใ่ี นการบริหารราชการอําเภอ ดังน้ี (1) บรหิ ารราชการตามกฎหมายและระเบยี บแบบแผนของทางราชการ ถา กฎหมายใดมิได บัญญตั วิ าการปฏิบัตติ ามกฎหมายนั้นเปน หนาที่ของผูใดโดยเฉพาะ ใหเปน หนาที่ของนายอาํ เภอทจ่ี ะตอง รักษาการใหเปนไปตามกฎหมายน้นั ดวย (2) บริหารราชการตามทีค่ ณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่ นายกรัฐมนตรีสง่ั การในฐานะหัวหนา รฐั บาล (3) บรหิ ารราชการตามคาํ แนะนําและคาํ ชีแ้ จงของผูวา ราชการจงั หวดั และผมู ีหนา ท่ี ตรวจการอืน่ ซง่ึ คณะรฐั มนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผวู าราชการจังหวัดมอบหมาย ใน เมอื่ ไมขดั ตอกฎหมาย ระเบยี บ ขอ บังคับ หรือคําส่ังของกระทรวง ทบวง กรม มตขิ องคณะรฐั มนตรี หรือ การสง่ั การของนายกรฐั มนตรี 1.8 นายอาํ เภอมหี นา ท่ีควบคมุ การบริหารราชการสวนทองถิน่ ในอาํ เภอตามกฎหมาย 2. อาํ นาจหนา ทขี่ องนายอาํ เภอตามกฎหมายลําดบั รองอืน่ ๆ 2.1 ใหนายอาํ เภอ จัดใหส ว นราชการท่ีรับผิดชอบดําเนินการเกย่ี วกับการบรกิ ารประชาชน ในเรื่องเดยี วกนั หรือตอเน่ืองกนั ในอาํ เภอน้ัน รว มกันจัดตง้ั ศนู ยบรกิ ารรว มไว ณ ท่ีวาการอําเภอ หรอื สถานทีอ่ ื่น ตามทเ่ี หน็ สมควร โดยประกาศใหป ระชาชนทราบ และใหน าํ ความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบ งั คบั ดวยโดยอนโุ ลม 2.2 นายอาํ เภอมหี นา ทท่ี จ่ี ะตอ งมอบอาํ นาจของตนตามแนวทางทก่ี าํ หนดในพระราชกฤษฎีกา วา ดว ยการมอบอาํ นาจ พ.ศ. 2550 2.3 นายอําเภอมีหนาที่จัดประชุม เพ่ือสรรหาผแู ทนภาคประชาสงั คมจากบุคคลซึ่งอยใู นเขต เทศบาลทไ่ี ดร บั การคดั เลอื กจากนายกเทศมนตรแี ละประธานสภาองคก รชมุ ชนตาํ บลในเขตอาํ เภอ และจากบคุ คล ซง่ึ อยูนอกเขตเทศบาลที่ไดร ับการคัดเลือกจากนายกองคการบรหิ ารสวนตาํ บล กํานัน ผูใหญบ าน และประธานสภา องคกรชมุ ชนตําบล เพอ่ื ใหไดผแู ทนภาคประชาสงั คมอาํ เภอละไมเ กินหกคน ตามพระราชกฤษฎีกาวาดวย การบรหิ ารงานจงั หวดั และกลุมจงั หวดั แบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551

- 217 - 2.4 นายอาํ เภอมหี นา ท่ดี ําเนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอและกรรมการ ผแู ทนสมาชกิ สภาทอ งถน่ิ ของอําเภอ ตามระเบยี บสาํ นกั นายกรฐั มนตรวี า ดว ยคณะกรรมการธรรมาภบิ าลจงั หวดั 2.5 นายอําเภอมีอาํ นาจหนาทใ่ี นการไกลเ กลยี่ หรอื จดั ใหมีการไกลเ กล่ียประนอมขอพิพาท ทางแพง และความผดิ ทมี่ ีโทษทางอาญา ตามกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพพิ าททาง แพง พ.ศ. 2553 และกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลย่ี ความผิดทีม่ โี ทษทางอาญา พ.ศ. 2553 3.2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ 3.2.1 กรมชลประทาน กรมชลประทาน มกี ฎหมายท่ีเกีย่ วของกับอํานาจหนาท่ขี องนายอาํ เภอสรปุ ได ดงั น้ี (1) พระราชบญั ญตั กิ ารชลประทานราษฎร พทุ ธศกั ราช 2482 มาตราทเี่ กย่ี วของ มาตรา 4 ในพระราชบญั ญัตนิ ี้ “เจา พนักงาน” หมายความวา คณะกรมการจงั หวดั ขา หลวงประจาํ จงั หวดั คณะกรมการอําเภอ นายอาํ เภอ กํานัน ผใู หญบาน หัวหนา หรอื ผชู วยหัวหนา การชลประทานและเจา พนกั งานผคู วบคมุ การ ชลประทาน มาตรา 7 ผใู ดจะทําการชลประทานสว นบุคคล จะตองขอและไดรับอนญุ าตจากพนกั งานเจา หนาที่เสียกอน เวน แตจ ะไดทาํ ขึ้นเพ่ือประโยชนแกเนื้อที่ไมเ กนิ สองรอยไร หรือเปนการกระทําชั่วครง้ั คราว ซ่งึ มไิ ดมีการ กอ สรา งไวเปน ประจํา แตทัง้ น้ีตอ งไมก ีดขวางทางนา้ํ สาธารณะหรอื ทําใหเ สียหายแกบ ุคคลอนื่ การขออนุญาตน้ัน ใหย ่นื คําขอตอคณะกรมการอาํ เภอเจาของทองที่ และใหค ณะกรมการอาํ เภอ ปดประกาศโฆษณาไว ณ ท่วี า การอําเภอและในตาํ บลติดตอกับตําบลที่จะทาํ การชลประทานนน้ั เปนเวลาสบิ หา วัน ผใู ดเห็นวาตนจะไดรับความเสียหายจากการชลประทานนี้ ใหย่นื คํารองคดั คา นตอคณะกรมการอาํ เภอ ภายใน ระยะเวลาดังกลา วแลว เฉพาะในกรณีฉุกเฉินใหพ ิจารณาอนุญาตไปกอนได การอนุญาตตามความในวรรคตน (1) ถาทาํ ขึ้นเพื่อประโยชนแ กเนือ้ ทไ่ี มเ กินหารอยไรและอยูใ นทองท่ีอําเภอเดียวกัน ใหคณะ กรมการอําเภอน้ันเปนผพู ิจารณาอนญุ าตแลว รายงานใหจ งั หวดั ทราบ และใหจ ังหวดั รายงานไปยังกระทรวง เกษตราธกิ าร มาตรา 10 เจาของการชลประทานสว นบุคคล จะตองปฏิบตั ิการมใิ หเ กิดความเสยี หายแก ประโยชนของบุคคลอื่นและจะตอง ปลอยนํ้าใหท ่ีดินท่ีอยูใกลเคียงซ่ึงเคยไดร ับน้ําจากการชลประทานนน้ั มาแตกอ น ไดใชส อยตามสมควร ถา เจาของหรือผูควบคุมกระทําหรืองดเวน กระทําการอยางหน่ึงอยางใดอันอาจจะเกดิ ความเสยี หายแกบคุ คลอื่นหรือสงิ่ สาธารณประโยชน ใหคณะกรมการอําเภอมีอาํ นาจสงั่ ใหเ จาของหรือผูควบคมุ กระทาํ อยา งหน่ึงอยาง ใดไดตามท่ีเหน็ สมควร ถา พน กาํ หนดเวลา เจา ของหรือผูควบคุมไมปฏิบัติตาม ใหคณะ กรมการอําเภอมอี าํ นาจเขา ดาํ เนนิ การเพ่ือปองกันความเสียหายไดท ันที

- 218 - มาตรา 10 ทวิ ในการจัดทาํ การชลประทานสว นบคุ คลตามหมวดน้ี ไมว า จะตองขออนญุ าต ตามมาตรา 7 หรือไมกต็ าม ถา มีความจาํ เปน ตองใชท ีด่ ินของบุคคลอนื่ หรือท่ีดนิ อนั เปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดิน ผูจัดทาํ การชลประทานสว นบุคคลดังกลา วอาจทาํ ทางนํา้ ผานทด่ี ินนั้นได เม่อื ขอและไดรบั อนญุ าตจากพนกั งาน เจา หนา ทีแ่ ลว แตตอ งใชค าทดแทนใหแ กเจา ของที่ดินดังกลา ว การขออนญุ าตตามวรรคหนง่ึ ใหผ ูขออนญุ าตยน่ื คําขอตอนายอาํ เภอเจา ของทอ งท่ีและจะตองปฏิบตั ิ ตามมาตรา 8 (1) ดว ย และใหน ายอําเภอแจงใหเ จา ของและผคู รอบครองทีด่ นิ ทีจ่ ะทําทางนํ้าผา นทราบ โดยจดหมายลงทะเบยี นไปยังภูมิลําเนาของเจาของและผูครอบครองทด่ี ินพรอมทั้งปด ประกาศ ณ สํานักงาน ที่ดนิ จงั หวัด ท่ีวาการเขต ทีว่ า การอําเภอ ที่ทําการกํานันในทองที่ และทด่ี นิ ทจี่ ะทําทางน้าํ ผานลวงหนา ไมน อยกวา สบิ หา วนั ผูใดเหน็ วาตนจะไดรับความเสยี หายจากการทําทางนาํ้ ผา นที่ดนิ ใหยน่ื คํารองคดั คานตอนายอําเภอ ภายในระยะเวลาดงั กลา วแลว เฉพาะในกรณฉี กุ เฉินใหพ ิจารณาอนุญาตไปกอ นได ในกรณีทพี่ นักงานเจาหนา ที่อนญุ าตตามคําขอ ใหปดประกาศและแจงการอนญุ าตพรอมทัง้ รายละเอียดใหเจา ของและผูครอบครอง ที่ดินทราบโดยวธิ ีการดงั ระบุไวในวรรคสองลวงหนาไมน อยกวา เจด็ วัน ใหน าํ มาตรา 7 วรรคสามมาใชบ งั คบั แกก ารอนญุ าตตามวรรคหน่งึ โดยอนโุ ลม ทง้ั น้ี ตองคํานงึ ถึง ความเหมาะสมตามหลักชลประทาน และจะตองใหเ กดิ ความเสยี หายแกเ จา ของหรือผูครอบครองทีด่ ิน นอ ยที่สดุ จาํ นวนเงนิ คาทดแทนน้ันไมอาจตกลงกันได ผูข ออนุญาตอาจรองขอตอ คณะกรรมการซง่ึ ประกอบดว ย ผวู า ราชการจังหวัดเปน ประธานกรรมการ ประธานสภาจังหวัดเปนรองประธานกรรมการ เจาพนักงานท่ดี นิ จังหวัด เกษตรจังหวัด ผูแทนกรมชลประทาน และนายอําเภอหรอื ปลัดอําเภอผเู ปน หัวหนาประจํากิ่งอาํ เภอ ทองที่เปนกรรมการ เปนผูก ําหนด โดยใหคาํ นึงถึงสภาพของท่ีดนิ ตลอดจนประโยชนท ผี่ ูขออนญุ าตจะไดรับ และความเสียหายทจ่ี ะเกิดแกเจา ของหรือผคู รอบครองที่ดินอนื่ ดวย เมอื่ คณะกรรมการไดกําหนดจํานวนเงนิ คา ทดแทนตามวรรคหาแลวเจา ของท่ีดินไมยอมรบั เงิน คา ทดแทน และพนักงานเจาหนา ท่ีไดป ดประกาศตามวรรคสามโดยอนโุ ลม และไดว างเงินคาทดแทนดงั กลาว ตอศาลแลว ผูขออนญุ าตมีสิทธิเขาดําเนินการได การที่เจา ของที่ดินไมย ินยอมตกลงในจํานวนเงินคา ทดแทนทีด่ ินตามทค่ี ณะกรรมการ กาํ หนด ในวรรคหา รบั หรือไมรบั เงนิ คาทดแทนที่ไดวางไวต อศาล ไมตัดสทิ ธเิ จาของทด่ี นิ จะฟองเรียกเงินสวนทตี่ น เห็นวาควรจะไดร ับภายใน หนึ่งรอ ยแปดสิบวัน นับแตวันที่ไดว างเงินตอศาล ในกรณีศาลพพิ ากษาใหช ําระเงนิ คา ทดแทนเพ่ิมขึ้น ใหเ จาของท่ีดินไดรบั ดอกเบ้ียในอัตรารอยละเจด็ ครึ่งตอปในเงินสวนท่ี เพิ่มข้นึ นั้นนบั จาก วันท่วี างเงินคา ทดแทนตอศาล การท่ีเจา ของทดี่ ินฟองคดยี งั ศาลตามวรรคเจด็ ไมเ ปนเหตใุ หการครอบครองการใชท ด่ี ินของ ผูขออนุญาตสะดุดหยุดลง มาตรา 10 ตรี ทางนาํ้ ตามมาตรา 10 ทวิ ตองใชเพ่ือประโยชนของที่ดนิ ที่ไดรับนา้ํ จากทางน้ํานัน้ ถา ตอ มาทีด่ ินท่ีไดร บั นาํ้ น้ันหมดความจําเปนทจี่ ะใชน า้ํ จากทางนาํ้ นัน้ เพื่อประกอบการเพาะปลูกอกี ตอไป เมื่อเจาของหรือผูครอบครองที่ดินที่มีทางนํ้าผานรองขอและไดรบั อนญุ าตจากพนักงานเจาหนา ท่ีแลว ใหส ิทธิ ของเจา ของหรือผคู รอบครองทดี่ นิ ท่ไี ดรบั นํ้าจากทางนํา้ น้ันเปน อนั สิ้นสุดลง

- 219 - ในระหวา งทที่ างนา้ํ จะตองใชเพอ่ื ประโยชนของที่ดนิ ที่ไดร ับน้ํา เจา ของหรือผูครอบครองท่ีดนิ ที่ไดร ับนํ้ามีสิทธิทําการทกุ อยางอนั จําเปน เพ่ือรักษาและใชทางนา้ํ นนั้ โดยใหเ กิดความเสียหายแกเ จาของ หรือผูครอบครอง ท่ีดนิ ท่มี ีทางนํ้าผา นนอยท่ีสุดตามพฤติการณ มาตรา 13 ใหนายอาํ เภอมอี ํานาจต้ังบุคคลท่สี มควรตามความเหน็ ชอบของราษฎรสว นมากทไ่ี ดรบั ประโยชนใ นเขตการชลประทาน เปน หวั หนา การชลประทานรายนน้ั หรอื เปน ผชู ว ยตามจาํ นวนท่ีเหน็ สมควร และใหมีอาํ นาจถอดถอนบุคคลท่ีไดร ับแตงตงั้ ดังวาน้นั ในเมื่อราษฎรสว นมากเหน็ สมควร มาตรา 14 การเกณฑแรงงานหรอื เครื่องอปุ กรณก ารชลประทานสวนราษฎรในเวลาปกติ ใหน ายอาํ เภอเปน ผสู ั่งเกณฑ ในเวลาฉุกเฉิน ใหก รมการอําเภอ กาํ นนั ผูใหญบ าน หรือหวั หนา การชลประทาน เปน ผูสง่ั เกณฑจากผทู ี่ไดรับประโยชนในเขตการชลประทานนั้น มาตรา 18 การบาํ รุงรักษาหรือซอมแซมแกไ ขการชลประทานสว นราษฎร ใหราษฎรท่ีไดร บั ประโยชนจ ากการชลประทานน้นั มีหนาท่ที าํ งานตามคําส่ังเกณฑของเจา พนักงาน ในการน้ถี ามกี รณโี ตแยงเกิดขึน้ ใหน ายอําเภอมีอํานาจส่ังดาํ เนนิ การตามท่ีเหน็ สมควรเพื่อให เสรจ็ กอนฤดูทาํ การเพาะปลกู มาตรา 21 การแบงปน นํ้าในเขตการชลประทานสว นราษฎรใหเปนหนาที่ของกํานนั ผใู หญบาน หวั หนาการชลประทานหรือผชู วยเปนผแู บงปนตามสว นของจํานวนเนื้อทีท่ ่ีทําการเพาะปลูก เวนแตใ นกรณที ่ี ตกลงกันไมไดจงึ ใหนายอาํ เภอหรอื ผูแ ทน กาํ นนั ผูใหญบา น และหวั หนา การชลประทานในสวนทเี่ ก่ียวของน้นั ไมนอยกวาสามนายเปน ผูพิจารณาสง่ั ช้ขี าดตามเสียงขางมาก ในเวลานํา้ ไมพอแจกจา ยใหเ ปน ประโยชนแ กก ารเพาะปลกู ไดทั่วถึงกัน ใหนายอาํ เภอหรือ ผูแทนประชมุ กํานนั ผูใหญบา นและหวั หนา การชลประทานในเขตการชลประทานน้นั พจิ ารณาสัง่ ช้ีขาด ตามเสยี งขา งมาก ตามความในวรรคสองน้ี ถา เปนกรณีในระหวางอาํ เภอตออาํ เภอ ใหน าํ มาตรา 22 (ข) และ (ค) มาใชบ ังคับโดยอนโุ ลม มาตรา 22 ในการเปลยี่ นแปลง แกไข เพิ่มเติม รวมกัน หรือเพกิ ถอนการชลประทานสวน ราษฎรภายในเน้ือที่ซึ่งไดรบั อนญุ าตไวแลว ถาตกลงกันไมได ใหป ฏบิ ตั ิดังตอ ไปน้ี (ก) กรณที เี่ กิดขน้ึ ในอําเภอเดียวกันใหน ายอาํ เภอสง่ั ชขี้ าดตามเสียงขางมากของราษฎรทไ่ี ดรับประโยชน จากการชลประทานนนั้ การออกเสยี งลงคะแนนใหถือเกณฑดังนี้ ผูถือกรรมสิทธ์ิท่ดี ินไมเกนิ สิบไร ใหออกเสยี ง ไดเสียงหนึ่ง ถาเกินสบิ ไรใหค ํานวณทวขี ึ้นโดยอัตราสบิ ไรต อหนงึ่ เสียง เศษของสิบไร ถาถงึ คร่ึง ใหนบั เปนหน่ึง มาตรา 25 เม่อื คณะกรมการอําเภอพจิ ารณาเห็นสมควรวา ผใู ดไมสามารถจะปฏบิ ัติตาม คาํ ส่งั เกณฑข องเจาพนักงานและไมส ามารถจดั หาคนอ่นื ทาํ แทน ท้ังไมมีทรัพยจะเสียคา ทดแทน จะงดเวน การเกณฑต ามพระราชบญั ญัตินี้เฉพาะคราวที่จําเปนแกผนู ั้นเสียกไ็ ด

- 220 - มาตรา 26 กจิ การในหนา ทซ่ี ่ึงเจา พนักงานไดแ บงปน ใหผูใดกระทํา ถาผูนน้ั ละเลยไมก ระทาํ ตามคําส่งั ดวยประการใดๆ กด็ ี นอกจากทีจ่ ะตองถกู ลงโทษตามมาตรา 38 (ก) แลว ใหเ จา พนกั งานมีอํานาจจดั บุคคลอื่นเขา กระทําแทนโดยกาํ หนดคาจางตามสมควรและใหผลู ะเลยเปน ผูรับผดิ ชอบออกคาจา งน้นั มาตรา 27 กิจการใดซง่ึ เก่ยี วกบั การชลประทานสว นราษฎร เมื่อเจา พนกั งานไดสงั่ ชขี้ าดไป ตามความในมาตรา 21, 22 แลว ใหถ ือวา เปน ท่สี ุด มาตรา 28 บุคคลผูมีหนาทีค่ วบคุมทําการชลประทานสวนราษฎรในเขตตําบลใด ใหไดรับ ยกเวน การเกณฑแ รงและเครอ่ื งอปุ กรณการชลประทานในเขตตําบลนัน้ ดังน้ี (ก) กํานันและหัวหนา การชลประทาน คนละสามสบิ ไร (ข) ผูใหญบ านและผูชว ยหวั หนาการชลประทาน คนละสิบหาไร ถา ในเขตน้ันมีเน้อื ท่เี พาะปลูกไมถ ึงหา รอยไร ใหบุคคลดงั กลาวแลวไดรบั การยกเวน เพยี งกึ่งอัตรา แตถาราษฎรผูไ ดรับประโยชนเห็นควรใหไดรับการยกเวนมากกวาที่กลาวไวในมาตรานี้ ก็ให นายอําเภอยกเวน ตามเสียงขางมากของราษฎร สรุปประเดน็ ทน่ี ายอาํ เภอมีอาํ นาจหนาที่ 1. อนุญาตใหบคุ คลทาํ การชลประทานสวนบุคคล เวน แตจะไดท ําขน้ึ เพ่ือประโยชนแ กเ นือ้ ที่ ไมเ กินสองรอยไร หรอื เปน การกระทําชัว่ คร้ังคราวซึง่ มิไดม ีการกอสรางไวเปนประจํา แตท้ังนต้ี อ งไมกดี ขวางทางนํ้าสาธารณะหรอื ทาํ ใหเสียหายแกบ ุคคลอืน่ 2. ส่งั ใหเจาของหรอื ผูควบคุมการชลประทานสว นบคุ คลกระทําอยางหน่ึงอยางใดไดต ามทเี่ ห็นสมควร ถาพน กําหนดเวลา เจาของหรือผูควบคุมไมป ฏิบตั ิตาม ใหคณะกรมการอาํ เภอมีอาํ นาจเขา ดําเนนิ การเพ่อื ปองกนั ความเสยี หายไดทนั ที 3. อนญุ าตใหผจู ัดทาํ การชลประทานสว นบุคคลในกรณีมคี วามจําเปน ตองใชที่ดินของบุคคลอนื่ หรอื ทีด่ ินอันเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ อันอาจทําทางนาํ้ ผานท่ีดินนั้นได แตผ ูจดั ทาํ ตองใชคาทดแทน ใหแ กเจาของท่ีดนิ ดงั กลา ว 4. มีอํานาจต้ังบคุ คลท่ีสมควรตามความเห็นชอบของราษฎรสว นมากท่ีไดร ับประโยชนในเขต การชลประทาน เปน หวั หนา การชลประทานรายนน้ั หรือเปนผูชว ยตามจํานวนทเ่ี ห็นสมควร และใหม ีอํานาจ ถอดถอนบุคคลที่ไดร บั แตงตัง้ ดังวา นัน้ ในเมื่อราษฎรสวนมากเห็นสมควร 5. สง่ั เกณฑแ รงงานหรอื เครอ่ื งอปุ กรณก ารชลประทานสว นราษฎรในเวลาปกติ และในเวลาฉกุ เฉนิ โดยเกณฑจากผูท ี่ไดรับประโยชนในเขตการชลประทานนน้ั 6. ส่ังเกณฑร าษฎรทไี่ ดร บั ประโยชนจ ากการชลประทานน้ัน ทําการบํารุงรกั ษาหรือซอมแซมแกไข การชลประทานสวนราษฎร ในการน้ีถา มีกรณีโตแยง เกิดข้นึ ใหน ายอําเภอมีอาํ นาจสัง่ ดําเนนิ การตามท่ี เหน็ สมควรเพ่อื ใหเสรจ็ กอนฤดทู ําการเพาะปลกู 7. ในการแบง ปน นาํ้ ในเขตการชลประทานสว นราษฎรตามสว นของจาํ นวนเนอ้ื ทท่ี ท่ี าํ การเพาะปลกู ในกรณี ท่กี ํานัน ผใู หญบาน หวั หนา การชลประทานหรือผูชวยเปนผูแบงปน แตหากตกลงกันไมไดนายอําเภอหรือ ผูแ ทน กํานนั ผูใหญบา น และหัวหนา การชลประทานในสวนท่ีเก่ียวของน้ันไมน อยกวา สามนายเปนผพู ิจารณา

- 221 - สัง่ ชีข้ าดตามเสียงขางมาก ในเวลาน้ําไมพอแจกจายใหเปนประโยชนแกการเพาะปลูกไดทัว่ ถึงกัน ให นายอําเภอหรือผูแทนประชุมกํานัน ผูใ หญบานและหัวหนาการชลประทานในเขตการชลประทานนัน้ พจิ ารณาสั่งช้ขี าดตามเสยี งขา งมาก 8. ในเวลาน้ําไมพอแจกจายใหเ ปนประโยชนแกการเพาะปลูกไดท่ัวถงึ กัน ใหน ายอําเภอหรือ ผูแ ทนประชุมกํานัน ผูใ หญบานและหัวหนาการชลประทานในเขตการชลประทานนัน้ พิจารณาสั่งชีข้ าด ตามเสียงขา งมาก 9. สั่งชข้ี าดตามเสยี งขางมากของราษฎรท่ีไดร บั ประโยชนจากการชลประทานน้ัน ในการเปล่ยี นแปลง แกไข เพ่ิมเตมิ รวมกัน หรือเพิกถอนการชลประทานสวนราษฎรภายในเนอ้ื ท่ีซ่ึงไดรบั อนุญาตไวแ ลว 3.2.2 กรมประมง กรมประมง มีกฎหมายท่ีเก่ียวของกับอํานาจหนา ที่ของนายอาํ เภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตราท่ีเกยี่ วขอ ง มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั ินี้ (16) “พนกั งานเจาหนา ท่ี” หมายความวา ขา หลวงประจาํ จงั หวัด และนายอาํ เภอทองท่ี พนกั งานประมง และผูซ ่ึงรฐั มนตรีไดแ ตง ตงั้ ใหม หี นา ทีด่ ําเนินการตามพระราชบญั ญตั ินี้ มาตรา 17 หามมิใหบ ุคคลใดปลกู สรา งสงิ่ ใดลงไปในที่รกั ษาพชื พนั ธุ ทีว่ าประมูล ท่ีอนุญาต ซงึ่ มิใชท ขี่ องเอกชนและท่สี าธารณประโยชน หรือปลกู บัว ขาว ปอ พชื หรือพนั ธุไมน ํา้ อืน่ ใดตามที่จะไดมี พระราชกฤษฎกี าระบุชอื่ ในท่ีเชนวานน้ั เวน แตจะไดร ับอนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่ ผรู ับอนุญาตตอ งปฏบิ ัตติ ามเงื่อนไขทรี่ ัฐมนตรกี ําหนด มาตรา 18 หามมิใหบุคคลใดวดิ นํ้าในทีร่ ักษาพชื พันธุ ที่วา ประมลู ทีอ่ นุญาต ซ่งึ มิใชท ี่ของเอกชน และทส่ี าธารณประโยชน หรือบอ ลอสัตวน าํ้ หรือทําใหน ้ําในทีจ่ ับสตั วน้ําเชน วาน้ันแหงหรือลดนอยลง เพ่ือทาํ การประมง เวน แตจ ะไดรบั อนญุ าตจากพนกั งานเจา หนา ท่ี ผรู บั อนญุ าตจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามเงื่อนไขท่ีพนักงานเจา หนา ที่กําหนด มาตรา 19 หา มมิใหบุคคลใด เท ทงิ้ ระบาย หรือทําใหว ตั ถมุ ีพษิ ตามทรี่ ฐั มนตรปี ระกาศกาํ หนด ในราชกิจจานเุ บกษาลงไปในท่จี บั สตั วน ํ้า หรือกระทําการใด ๆ อันทาํ ใหส ตั วนาํ้ มึนเมา หรอื เท ท้งิ ระบาย หรือ ทาํ ใหสง่ิ ใดลงไปในทจ่ี บั สัตวน าํ้ ในลักษณะที่เปนอันตรายแกสัตวนา้ํ หรือทําใหท่จี ับสัตวนา้ํ เกดิ มลพิษ เวน แต เปน การทดลองเพอ่ื ประโยชนท างวทิ ยาศาสตร และไดร บั อนญุ าตจากพนกั งานเจาหนา ท่ี มาตรา 21 หา มมิใหบ คุ คลใดทาํ การแกไ ขเปล่ยี นแปลงทจี่ บั สัตวน้าํ ซงึ่ มไิ ดอยูในที่ดนิ อันบคุ คล ถือกรรมสิทธิ์ใหผิดไปจากสภาพท่เี ปน อยู เวน แตจ ะไดร บั อนุญาตจากพนกั งานเจา หนา ที่ ผูรบั อนญุ าตตองปฏบิ ัตติ ามเง่อื นไขทีพ่ นักงานเจา หนา ทีก่ าํ หนดให

- 222 - มาตรา 22 หา มมใิ หบ ุคคลใด ติดตงั้ วาง หรอื สรางเข่ือน ทาํ นบ ร้วั เครือ่ งมอื ทเ่ี ปน ตาขา ย หรือเครอ่ื งมือทาํ การประมงอ่นื ๆ ในที่จับสัตวนาํ้ ซึ่งกางกั้นทางเดนิ ของสัตวนํ้า เวนแตจะไดร ับอนุญาตจากพนักงาน เจา หนา ที่ หรือกระทาํ การเชน วา น้ันเพือ่ ประโยชนแกการกสิกรรมในทด่ี นิ อนั บุคคลถือกรรมสิทธ์ิ ผรู บั อนุญาตตองปฏิบัติตามเงอ่ื นไขทพ่ี นักงานเจาหนาท่กี าํ หนดให เชน บันไดปลาโจน หรือ เครอ่ื งอปุ กรณอืน่ ๆ เพ่ือใหส ตั วน า้ํ วา ยขน้ึ ลงได มาตรา 31 หา มมใิ หบคุ คลใดตั้ง หรอื ปก หรอื สรา งเครือ่ งมือประจาํ ทล่ี งในทสี่ าธารณประโยชน สวนทจี่ ับสัตวนาํ้ อน่ื ๆ หา มมิใหบ ุคคลใดกระทาํ การเชน วา น้ัน โดยมไิ ดร บั อนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่ มาตรา 56 ใหพนักงานเจา หนา ทม่ี ีอาํ นาจทจ่ี ะเขา ไปในท่ีจับสตั วน ้าํ แหง ใด ๆ หรอื เรือทาํ การ ประมงของบุคคลใด ๆ เพื่อตรวจการทาํ การประมง เคร่อื งมือทาํ การประมงสัตวน าํ้ หลักฐานบัญชีและ เอกสารตา งๆ ของผูรับอนุญาตไดทุกเม่อื ผูรบั อนญุ าตตองอาํ นวยความสะดวกและชี้แจงแกพ นักงานเจา หนาท่ี ทกุ ประการ มาตรา 57 เม่ือปรากฏวาบคุ คลใดกระทําความผดิ ตอพระราชบญั ญัตินี้ หรือมีเหตุอันควร สงสยั วากระทําการเชน วานั้น ใหพ นักงานเจาหนาที่มอี ํานาจจบั กุมผนู นั้ พรอมดว ยเรือ เคร่ืองมือทาํ การประมง สตั วนํา้ และสิ่งอ่ืน ๆ ที่ใชใ นการกระทําผดิ เพื่อดาํ เนนิ การตามกฎหมาย มาตรา 59 ใหพนกั งานเจา หนาทมี่ ีอํานาจทาํ การรือ้ ถอน ทําลายหรือยึดเครอื่ งมือซ่ึงต้งั อยู ในท่ีจับสตั วน้ํา โดยฝา ฝนพระราชบัญญัตินี้ และสงิ่ ตา ง ๆ ซ่ึงระบไุ วในมาตรา ๕๘ ในกรณีที่ผรู ับคําสั่งไมไ ด รือ้ ถอนไปภายในเวลาอนั สมควร คาใชจ ายในการรอื้ ถอนดังกลาวใหผ ูรับอนญุ าตหรือผูฝ าฝนเปน ผูออก สรปุ ประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี 1. อนุญาตใหบุคคลใดปลกู สรางส่งิ ใดลงไปในท่รี ักษาพืชพันธุ ที่วา ประมูล ท่ีอนุญาต ซึ่งมิใช ทข่ี องเอกชนและทส่ี าธารณประโยชน หรือปลกู บวั ขาว ปอ พชื หรอื พันธุไ มน ้าํ อื่นใด 2. อนญุ าตใหบุคคลใดวดิ น้ําในท่รี ักษาพชื พันธุ ทว่ี า ประมลู ทอี่ นุญาต ซงึ่ มิใชท ี่ของเอกชน และที่สาธารณประโยชน หรอื บอ ลอสตั วนาํ้ หรือทาํ ใหนาํ้ ในทจี่ บั สัตวน ํ้าเชน วา นั้นแหงหรอื ลดนอยลง เพ่ือทาํ การประมง 3. อนุญาตใหบ คุ คลใด เท ทิ้ง ระบาย หรอื ทําใหว ัตถุมีพิษลงไปในที่จบั สตั วนํ้า หรอื กระทาํ การใดๆ อันทําใหส ตั วน ํ้ามนึ เมา หรือเท ทงิ้ ระบาย หรือทําใหส ่ิงใดลงไปในทจี่ บั สัตวน า้ํ ในลักษณะทเ่ี ปนอนั ตราย แกส ตั วนํ้า หรอื ทําใหท่ีจบั สัตวน้ําเกดิ มลพิษ เวนแตเ ปนการทดลองเพื่อประโยชนทางวิทยาศาสตร และ ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนา ท่ี 4. อนุญาตใหบุคคลใดทําการแกไขเปลี่ยนแปลงทีจ่ ับสัตวน้าํ ซึง่ มิไดอยูในทีด่ ินอันบุคคลถือ กรรมสทิ ธใ์ิ หผ ิดไปจากสภาพที่เปนอยู 5. อนญุ าตใหบ คุ คลใด ติดต้งั วาง หรอื สรา งเข่ือน ทํานบ ร้ัว เครือ่ งมือทีเ่ ปน ตาขาย หรือเครอ่ื งมือ ทาํ การประมงอ่ืนๆ ในทีจ่ ับสัตวน ํา้ ซึ่งกางก้ันทางเดินของสัตวน ํ้า เวนแตกระทําการเชนวาน้ันเพื่อประโยชน แกก ารกสิกรรมในทดี่ ินอนั บุคคลถือกรรมสิทธิ์

- 223 - 6. อนุญาตใหบคุ คลใดตง้ั หรือปก หรอื สรางเคร่ืองมอื ประจําทีล่ งในสวนทจี่ บั สัตวน้าํ อน่ื ๆ 7. มอี ํานาจทจ่ี ะเขาไปในท่ีจบั สัตวน ํ้าแหงใด ๆ หรือเรือทําการประมงของบุคคลใดๆ เพ่ือตรวจ การทาํ การประมง เครอ่ื งมอื ทาํ การประมงสตั วนํา้ หลกั ฐานบญั ชีและเอกสารตา งๆ ของผรู บั อนุญาตไดทกุ เมื่อ 8. มอี าํ นาจจบั กมุ ผกู ระทําความผดิ พรอ มดว ยเรือ เครอื่ งมือทําการประมง สัตวน ้ํา และส่ิงอ่ืนๆ ท่ีใชในการกระทําผดิ เพ่ือดําเนินการตามกฎหมาย 9. มอี าํ นาจทําการรือ้ ถอน ทําลายหรอื ยดึ เครื่องมือซึ่งตั้งอยใู นทีจ่ บั สตั วน าํ้ โดยฝาฝน พระราชบัญญตั ินี้ และสง่ิ ตาง ๆ ในกรณีทีผ่ ูรบั คําส่ังไมไ ดร้ือถอนไปภายในเวลาอนั สมควร 3.2.3 กรมสงเสริมการเกษตร กรมสงเสริมการเกษตร มกี ฎหมายทเี่ กยี่ วขอ งกับอํานาจหนา ทข่ี องนายอาํ เภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบัญญตั กิ ารเชา ทดี่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตราท่ีเกีย่ วของ มาตรา 9 ในตําบลหนง่ึ ๆ ทีม่ ีการเชา ใหม ี คชก. ตําบล ซ่งึ ประกอบดวยบุคคลดังตอไปน้ี (1) ในตาํ บลนอกเขตเทศบาล คชก. ตาํ บลประกอบดว ย กํานนั เปน ประธาน เกษตรอําเภอ หรือผแู ทน ทีด่ นิ อาํ เภอหรือผูแทน ประมงอําเภอหรอื ผูแทน ปศสุ ัตวอ าํ เภอหรือผูแทน ผูแทนผูเชา สี่คน และผูแทนผูใหเชาส่ีคน ซ่ึงนายอาํ เภอแตงต้ัง เปนกรรมการ และใหปลดั อาํ เภอหรือพัฒนากรซ่ึงนายอาํ เภอ แตง ตง้ั เปน กรรมการและเลขานุการ อนง่ึ ในการพจิ ารณาเรอ่ื งอันเกย่ี วกบั การเชา ในเขตหมบู านใด ใหผใู หญบาน แหง หมูบา นนั้นเปน กรรมการดวย (2) ในตาํ บลในเขตเทศบาล คชก. ตาํ บลประกอบดว ย นายกเทศมนตรเี ปน ประธาน และใหปลดั เทศบาล เปน กรรมการและเลขานกุ าร สว นกรรมการอน่ื ใหเ ปน ไปตาม (1) แตไมตองมีกรรมการซ่งึ เปนผูใหญบ าน (3) ในแขวงของกรงุ เทพมหานคร คชก. ตําบลประกอบดว ยกํานันเปน ประธาน เกษตรอาํ เภอ ประจาํ เขตหรอื ผแู ทน พนกั งานประเมนิ ภาษหี รอื ผแู ทน ผแู ทนกรมประมง ผแู ทนกรมปศุสัตว ผแู ทนผูเชา สคี่ น และผแู ทนผูใหเ ชาสค่ี น ซงึ่ หวั หนา เขตแตง ตงั้ เปน กรรมการ และใหเ จาพนักงานปกครองซ่งึ หวั หนาเขตแตง ตั้ง เปนกรรมการและเลขานกุ าร ในแขวงใดที่ไมมีกาํ นนั ใหหัวหนาเขตซงึ่ แขวงนนั้ อยูในเขตอาํ นาจเปน ประธาน (4) ในเขตเมืองพทั ยา คชก. ตําบลประกอบดวยนายกเมืองพัทยาเปน ประธานและให ปลัดเมืองพทั ยาเปน กรรมการและเลขานุการ สวนกรรมการอน่ื ใหเปนไปตาม (2) ในกรณที ่ีพื้นที่ของตําบลใดอยูทัง้ นอกและในเขตเทศบาล และถามีการเชา สวนใหญอ ยูนอก เขตเทศบาล ให คชก. ตําบลเปน ไปตามวรรคหนึง่ (1) แตถามกี ารเชาสว นใหญอยูในเขตเทศบาล ให คชก. ตาํ บลเปนไปตามวรรคหน่งึ (2) มาตรา 11 ในกรณที ี่ไมมีประมงอาํ เภอหรือปศสุ ัตวอ ําเภอเปน กรรมการตามมาตรา 9 (1) (2) หรอื (4) หรอื ไมมีเกษตรอําเภอประจาํ เขต หรือพนักงานประเมนิ ภาษีเปนกรรมการตามมาตรา 9 (3) ใหนายอําเภอหรือหวั หนาเขตแตงตง้ั ขา ราชการซึ่งมคี วามรูความชาํ นาญเกี่ยวกับการเกษตร ท่ดี ิน ประมง ปศุสตั ว หรือการประเมนิ ภาษี แลว แตก รณี เปนกรรมการแทน

- 224 - สรุปประเด็นทีน่ ายอําเภอมอี ํานาจหนาท่ี 1. แตง ตั้งปลัดอําเภอหรอื พฒั นากรเปนกรรมการและเลขานุการ คชก. ตาํ บล ในตาํ บลนอกเขต เทศบาล 2. แตง ตงั้ ขาราชการซงึ่ มีความรคู วามชํานาญเกี่ยวกับการเกษตร ท่ีดิน ประมง ปศุสตั ว หรอื การประเมนิ ภาษี แลว แตกรณี เปนกรรมการ คชก. ตาํ บล แทน ในกรณีท่ีไมมีประมงอาํ เภอหรอื ปศสุ ัตว อาํ เภอเปนกรรมการ ตามมาตรา 9 (1) (2) หรอื (4) หรือไมม เี กษตรอาํ เภอประจําเขต หรือพนักงาน ประเมินภาษเี ปน กรรมการตามมาตรา 9 (3) 3. แตง ตัง้ คณะกรรมการดําเนนิ การเลือกตั้งผแู ทนผูเชา และผแู ทนผูใหเ ชา ใน คชก. ตําบล จํานวนไมนอยกวา สามคน 4. จดั ทาํ บัญชีรายชอ่ื ผูเชาหรือผูใหเ ชา ท่มี สี ทิ ธเิ ลือกตั้งผแู ทนผเู ชาหรอื ผูแทนผูใหเชาใน คชก. ตาํ บล 5. ประกาศกาํ หนดวนั เวลา และสถานท่เี ลอื กตงั้ ผแู ทนผเู ชาหรือผูแ ทนผใู หเ ชา ใน คชก. ตาํ บล 6. รบั สมคั รรบั เลือกต้งั เปนผแู ทนผูเชาหรือผแู ทนผูใหเ ชา ใน คชก. ตําบล และประกาศ รายชอ่ื ผูสมัคร 7. ดาํ เนนิ การเลือกต้งั ผูแทนผเู ชาและผแู ทนผใู หเชาใน คชก. ตาํ บล 3.3 กระทรวงพาณชิ ย 3.3.1 กรมการคา ภายใน กรมการคา ภายใน มีกฎหมายที่เก่ยี วขอ งกบั อํานาจหนา ทข่ี องนายอําเภอสรปุ ได ดงั นี้ (1) พระราชบญั ญัตวิ า ดวยราคาสินคาและบรกิ าร พ.ศ. 2542 มาตราท่เี ก่ียวของ มาตรา 18 ในการปฏิบตั กิ ารตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนกั งานเจา หนาที่มีอาํ นาจดงั ตอไปนี้ (1) มีหนงั สอื เรียกบุคคลใดมาใหถอ ยคาํ แจงขอ เท็จจรงิ หรือทําคําชี้แจงเปนหนงั สือ หรือให สง บญั ชี ทะเบยี น เอกสารหรอื หลกั ฐานใดเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณา แตในกรณที ่ใี หส งเอกสาร หรือหลักฐานเก่ยี วกบั ตนทุน สตู ร หรือสวนประกอบของสินคา หรือบริการอื่นทีม่ ใิ ชส นิ คาหรือบริการควบคุม ตองไดรับอนุญาตเปนหนังสือจากเลขาธิการหรือประธาน กจร. กอ น (2) เขาไปในสถานที่ทําการ สถานท่ีผลิต สถานทจี่ าํ หนา ย สถานทีร่ ับซื้อ สถานทเ่ี กบ็ สนิ คา ของผูประกอบธุรกิจหรอื ของบคุ คลใด หรือสถานท่ีอน่ื ทม่ี ีเหตอุ นั ควรสงสยั วาจะมีการฝาฝน บทบัญญัติแหง พระราชบญั ญตั ิน้ี หรือเขา ไปในยานพาหนะของบุคคลใด หรอื สง่ั เจาของหรือผูควบคุมยานพาหนะใหห ยดุ หรอื จอดเพือ่ ตรวจสอบใหก ารเปนไปตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี หรอื เพื่อตรวจคน และยึดพยานหลักฐานหรือ ทรัพยส นิ ท่ีอาจริบไดตามพระราชบญั ญตั ินี้ หรือจับกมุ ผูกระทําความผิดที่เกย่ี วของกับการฝาฝนมาตรา 30 หรอื มาตรา 31 โดยไมตองมีหมายคนในกรณีดังตอไปนี้

- 225 - (ก) เมื่อปรากฏความผดิ ซงึ่ หนา กาํ ลงั กระทําในสถานที่ หรือยานพาหนะ (ข) บคุ คลที่ไดกระทาํ ความผิดซง่ึ หนา ขณะทถ่ี กู ไลจ ับหนีเขาไปหรอื มเี หตอุ ันแนนแฟน ควรสงสัยวา ไดซ กุ ซอนอยูในสถานที่ หรอื ยานพาหนะ (ค) เมื่อมีความสงสยั ตามสมควรวา พยานหลักฐานหรือทรัพยส ินท่ีอาจริบไดต าม พระราชบญั ญตั นิ อี้ ยใู นสถานทหี่ รือยานพาหนะ ประกอบทงั้ ตองมีเหตอุ ันควรเช่ือวา เนอ่ื งจากการเนิน่ ชากวา จะ เอาหมายคนมาได พยานหลักฐานหรอื ทรัพยสินจะถกู โยกยา ย ซุกซอ น ทําลาย หรือทําใหเ ปล่ียนสภาพไปจากเดิม (ง) เมื่อผจู ะตอ งถูกจบั เปน เจาของสถานที่ หรือยานพาหนะและการจับนัน้ มีหมายจับ หรือจบั ไดโ ดยไมต องมหี มาย ในการน้ีใหมอี าํ นาจสอบถามขอเท็จจริง หรอื เรียกบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอน่ื จากผปู ระกอบธรุ กจิ เจาของหรือผคู วบคมุ ยานพาหนะ หรอื จากบุคคลซงึ่ เกยี่ วของ ตลอดจนสงั่ ใหบ คุ คล ดังกลาวซ่งึ อยูในสถานทีห่ รือยานพาหนะนั้นปฏิบตั ิการเทา ท่ีจําเปน (3) ในกรณที ม่ี ีหลักฐานชดั แจง เปน ท่ีเชอ่ื ไดว ามกี ารฝา ฝน มาตรา 30 หรอื มาตรา 31 ใหม ีอํานาจ กกั อายัด หรอื ยดึ สินคา ยานพาหนะ เอกสารหรือหลกั ฐานอนื่ ท่ีเกยี่ วขอ งกับการกระทาํ ความผดิ แตก าร ยึดสนิ คา ยานพาหนะ เอกสารหรือหลกั ฐานตอ งไดรบั อนุญาตเปน หนงั สอื จากประธานคณะกรรมการกอน กฎหมายลําดับรองทเ่ี ก่ียวขอ ง 1. ประกาศกระทรวงพาณิชย เรอ่ื ง แตง ตั้งพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติวาดวยราคา สินคา และบริการ พ.ศ. 2542 ลงวันท่ี 27 เมษายน 2542 ขอ 1 ใหข าราชการซงึ่ ดํารงตาํ แหนง ดังตอไปนี้ เปนพนกั งานเจา หนาที่เพื่อปฏบิ ัติการตาม พระราชบญั ญตั ิวาดว ยราคาสินคา และบริการ พ.ศ. 2542 ภายในทองทหี่ รอื เขตอาํ นาจของตน (๑) นายอําเภอ (๒) ปลัดอําเภอผเู ปนหัวหนาประจาํ ก่งิ อาํ เภอ (๓) ปลัดอาํ เภอ (๔) ขา ราชการพลเรอื นสามัญต้ังแตร ะดบั 3 สงั กดั กระทรวงพาณิชย ที่ปฏิบัตหิ นา ทใี่ นราชการ สวนภูมิภาค (5) ขา ราชการพลเรือนสามัญตงั้ แตระดบั 3 สังกัดกระทรวงพาณชิ ย ท่ีปฏิบัติหนาท่รี าชการ สวนกลางซ่ึงปฏิบตั งิ านประจําอยใู นตา งจังหวัด สรุปประเด็นท่ีนายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี (1) มีอาํ นาจเรยี กบุคคลมาใหถ อยคาํ หรือสงเอกสารเพ่ือตรวจสอบหรือเพ่ือประกอบการพิจารณา (2) มอี ํานาจเขา ไปในสถานทีท่ ําการ สถานทผ่ี ลติ สถานท่ีเก็บสินคาหรือยานพาหนะเพ่ือ ตรวจสอบหรือตรวจคนสินคาหรือบริการ (3) มอี ํานาจในการกัก อายัด หรือยึดสนิ คาทเี่ ห็นวามกี ารกักตนุ (4) มีอํานาจในการจบั กุมผกู ระทาํ ความผิด

- 226 - (2) พระราชบญั ญตั กิ ารคา ขา ว พทุ ธศกั ราช 2489 มาตราท่ีเกี่ยวของ มาตรา 9 ในเขตควบคุมการคาขาว ผูประกอบการคาขาวประเภทซงึ่ คณะกรรมการสง่ั ใหขอ อนุญาตประกอบการคาขาว ตองไดรับหนังสืออนญุ าตจากคณะกรรมการกอนจงึ จะทําการคา ขาวได ใหค ณะกรรมการมอี ํานาจกาํ หนดเง่ือนไขระบุไวในหนงั สอื อนุญาต ผปู ระกอบการคาขา วตอ ง ปฏบิ ัตติ ามขอความและเง่ือนไขทร่ี ะบุไวใ นหนงั สอื อนญุ าตนั้น การขออนุญาตประกอบการคา ขา ว ใหท าํ ตามแบบท่คี ณะกรรมการกาํ หนด ผูทําการคาขาวประเภทซึง่ คณะกรรมการสัง่ ใหขออนุญาตหากไดประกอบการคาขาวอยูก อน วนั ทค่ี ณะกรรมการสง่ั นน้ั ใหย น่ื คาํ ขออนญุ าตประกอบการคา ขา วภายในระยะเวลาทค่ี ณะกรรมการกําหนด มาตรา 15 ผไู ดรับหนงั สืออนุญาตคนใดฝาฝน ประกาศหรือคําสั่งคณะกรรมการหรือพนักงาน เจาหนา ทีห่ รอื ปฏิบตั ิผดิ เงื่อนไขอยางหนึ่งอยา งใดทีร่ ะบไุ วในหนังสอื อนญุ าตหรือฝา ฝนบทบญั ญตั ใิ ดๆ แหง พระราชบัญญัตินี้ ใหคณะกรรมการมีอํานาจส่ังถอนหนังสืออนญุ าตนัน้ ได กฎหมายลําดับรองทีเ่ ก่ยี วของ 1. ประกาศคณะกรรมการปฏิบตั ิการตามพระราชบัญญัติการคา ขา ว พุทธศักราช 2489 ฉบับท่ี 144 พ.ศ. 2548 เร่ือง แตงต้งั พนักงานเจาหนา ท่ี ขอ 3 แตง ตง้ั ใหผูดํารงตําแหนง ดังตอไปนเ้ี ปนพนักงานเจาหนา ท่ี (1) อธบิ ดกี รมการคาภายใน (2) รองอธบิ ดีกรมการคา ภายใน (3) ผูอํานวยการสาํ นกั สง เสริมการคา สนิ คาเกษตร กรมการคา ภายใน (4) ขาราชการกรมการคาภายในซงึ่ ดํารงตาํ แหนงตงั้ แตระดับ 3 ข้นึ ไป (5) ผวู าราชการจังหวดั (6) รองผวู าราชการจงั หวัด (7) ปลัดจังหวัด (8) พาณิชยจ งั หวัด (9) หวั หนาสํานักงานการคา ภายในจงั หวัด (10) นายอาํ เภอ (11) ปลัดอําเภอผเู ปนหัวหนา ประจาํ กิ่งอําเภอ (12) ปลดั อําเภอ (13) ขา ราชการตํารวจซ่ึงมียศตงั้ แตร อยตาํ รวจตรขี ้นึ ไป (14) ขา ราชการกระทรวงพาณชิ ยซ่ึงดํารงตาํ แหนง ต้ังแตร ะดับ 3 ข้ึนไป ที่ปฏิบัตงิ านในจงั หวัดนั้น

- 227 - ขอ 7 ใหพ นักงานเจา หนา ทต่ี ามขอ 3 (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (12) (13) และ (14) มอี าํ นาจเขา ไปในสถานทห่ี รอื เคหสถานของบคุ คลใด เพอ่ื ตรวจขา วใบรบั ในการขายหรอื แลกเปล่ยี นขา วรายงาน การคาขาวและเอกสารอ่ืนๆ เกี่ยวกับการคาขาวไดในเวลากลางวันและมีอํานาจสัง่ บุคคลใดทีเ่ กี่ยวขอ งมาให ถอ ยคําในเร่อื งท่ีเก่ียวกบั การน้นั ท้งั นี้ ภายในทองท่หี รือเขตอาํ นาจของตน สรุปประเดน็ ทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนาที่ (1) มหี นาทีเ่ ขา ไปในสถานทีห่ รอื เคหะสถานของบคุ คลใดเพือ่ ตรวจขา ว ใบรับในการขาย หรอื แลกเปลยี่ นขาว รายงานการคา ขาว และเอกสารอน่ื ๆ เกยี่ วกับการคาขาว (2) ยึด และบังคบั ซื้อขาวตามราคาและปริมาณที่คณะกรรมการกําหนด (3) มอี าํ นาจเรยี กใหบคุ คล ท่เี ก่ียวของมาใหถอยคําในเรื่องท่ีเกย่ี วกับขาวภายในทองที่หรอื เขตอํานาจของตน (3) พระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 มาตราทเี่ กีย่ วของ มาตรา ๓ ในพระราชบัญญตั นิ ี้ “โภคภณั ฑ” หมายความวา เครอ่ื งอปุ โภคบริโภค และหมายความรวมตลอดถึงสิ่งทีร่ ะบไุ วใ น กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติน้ี “พนกั งานเจาหนาท่”ี หมายความวา เจาพนกั งานซ่ึงรัฐมนตรแี ตง ตั้งเพื่อปฏิบตั ิการตาม พระราชบญั ญตั ิน้ี หรอื ตามพระราชกฤษฎกี าออกตามความในพระราชบัญญัตนิ ้ี “จาํ หนาย” หมายความรวมตลอดถงึ การโอนสทิ ธิ หรือกรรมสิทธ์ิ หรอื โอนการ ครอบครองใหแกกนั ไมวาในกรณใี ด “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรกั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี มาตรา 5 การควบคมุ ตามความในมาตรา 4 ใหก าํ หนดโดยพระราชกฤษฎกี า เพอ่ื การ ดังตอไปนี้ 1. จํากัดปริมาณโภคภัณฑซ งึ่ บคุ คลจะมไี วใ นครอบครองได 2. จาํ นวนปริมาณโภคภณั ฑซง่ึ บุคคลจะไดม า 3. วางระเบียบในการคา การจําหนาย การเก็บรักษา และการกระทําอยางหนึ่งอยางใด เกยี่ วกบั โภคภัณฑ ตลอดจนการควบคมุ รา นคา ท้งั ปวงซ่งึ จําหนา ยโภคภัณฑ 4. กาํ หนดเวลา และสถานท่ี และพฤติการณในการจาํ หนายโภคภัณฑ 5. จํากัดชนิด ปริมาณ ประเภทแหงโภคภัณฑซึง่ อนญุ าตใหจ าํ หนา ยได 6. หามการจําหนายหรือการใชโภคภัณฑ 7. กําหนดวธิ ีการปนสว นโภคภัณฑ 8. กาํ หนดกิจการและกาํ หนดวิธีดาํ เนนิ การอ่นื ใดเพอ่ื บรรลจุ ดุ ประสงคดงั บัญญัตไิ วในมาตรา 4

- 228 - มาตรา ๘ เพ่ือปฏบิ ตั ิการตามพระราชบัญญัติน้ีและพระราชกฤษฎกี าออกตามความใน พระราชบญั ญตั ินี้ ใหพนักงานเจาหนา ที่มอี ํานาจเขาตรวจในเคหสถาน หรือสถานท่ีใดๆในระหวา งอาทิตย ขึ้นถงึ อาทติ ยตก เมือ่ มีเหตุควรสงสัยวาไดม กี ารฝา ฝนพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 11 ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจออกกฎกระทรวงแตงตัง้ พนักงานเจาหนาที่และกําหนด กิจการอน่ื เพอ่ื ปฏบิ ตั ิการตามพระราชบัญญัติน้ี กฎกระทรวงนั้น เม่อื ไดป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว ใหใ ชบ งั คับได กฎหมายลาํ ดบั รองท่ีเกยี่ วของ 1. พระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภัณฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 2. พระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภัณฑ (ฉบบั ท่ี 12) พ.ศ. 2545 3. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 4. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคมุ โภคภัณฑ พ.ศ. 2495 5. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 16 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 6. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 19 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 7. กฎกระทรวงวา ดวยการกําหนดใหสารกาเฟอีนเปน โภคภณั ฑค วบคุมและแตงต้ังพนกั งานเจาหนา ท่ี ควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2545 สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนา ที่ 1. นายอาํ เภอในพืน้ ทจี่ งั หวดั เชียงราย จังหวัดเชยี งใหม จงั หวดั นา น จงั หวดั พะเยา จังหวัดแพร จงั หวัดแมฮอ งสอน จงั หวดั ลาํ ปาง จงั หวดั ลาํ พนู จงั หวดั นราธวิ าส จงั หวดั ปต ตานี จงั หวดั ยะลา จังหวดั สงขลา และจังหวดั สตลู เปน พนกั งานเจาหนา ท่คี วบคมุ โภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความ ในพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ โภคภัณฑ พ.ศ. 2495 แกไขเพมิ่ เตมิ โดยกฎกระทรวงฉบบั ที่ 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบญั ญัติควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคุมนาํ้ ยาเคมี อเี ธอร( Ether ) และ นาํ้ ยาเคมี คลอโรฟอรม ( chloroform ) ภายในทอ งทอ่ี าํ เภอของตน ตามวิธีการท่ีกาํ หนดในพระราชกฤษฎกี า ควบคมุ โภคภณั ฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 มาตรา ๔ ใหผูครอบครองโภคภณั ฑต ามพระราชกฤษฎกี านี้ แจง ปริมาณ และสถานที่เก็บเปนหนังสือตอพนักงานเจาหนาทีภ่ ายในสามวันนับแตวันที่ไดโภคภัณฑนัน้ ไวใ นครอบครอง ในการแจงปริมาณและสถานท่ีเกบ็ ผูค รอบครองตองแสดงหลักฐานการไดมาซ่ึงโภคภัณฑน น้ั ดวย และ มาตรา ๕ หา มมิใหผ ูใดขนยาย จําหนาย ใช เปลี่ยนแปลง สภาพ หรือโอนการครอบครองซ่ึงโภคภณั ฑตาม พระราชกฤษฎีกาน้ี เวน แตจ ะไดร ับอนุญาตเปนหนังสอื จากพนักงานเจาหนา ที่ 2. นายอาํ เภอเปนพนักงานเจาหนาที่ตามกฎกระทรวงฉบับท่ี 16 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบญั ญัตคิ วบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 เพือ่ ปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 หรือตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 3. นายอาํ เภอในพ้ืนทจี่ ังหวัดเชียงราย จงั หวดั เชียงใหม จงั หวัดนาน จังหวัดพะเยา จงั หวัดแพร จงั หวดั แมฮองสอน จงั หวดั ลําปาง จังหวัดลาํ พูน จงั หวดั นราธวิ าส จังหวัดปต ตานี จังหวัดยะลา จงั หวดั สงขลา

- 229 - และจังหวดั สตลู เปน พนกั งานเจาหนาทคี่ วบคุมโภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความ ในพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 แกไขเพ่ิมเตมิ โดยกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบัญญัติควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคมุ น้ํายาเคมี อเี ธอร( Ether ) และ นาํ้ ยาเคมี คลอโรฟอรม ( chloroform ) ตามวธิ กี ารท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภณั ฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 ภายในทองท่อี ําเภอของตน 4. นายอําเภอเปนพนักงานเจาหนาทีค่ วบคุมโภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 21 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 ประกอบกบั พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคุมกาเฟอีน (Caffeine,C๘ H๑๐ N๔ O๒, )กาเฟอีนไฮเดรต (Caffeine Hydrate, C๘ H๑๐ N๔ O๒, H๒O) และกาเฟอนี ซเิ ดรต (Caffeine Citrate, C๘ H๑๐ N๔ O๒,C๖ H๘ O๗) ภายในทองทอ่ี ําเภอของตน 3.3.2 กรมพัฒนาธรุ กจิ การคา กรมพฒั นาธรุ กิจการคา มีกฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ งกบั อาํ นาจหนาทขี่ องนายอําเภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญตั สิ มาคมการคา พ.ศ. 2509 มาตราทเ่ี กย่ี วของ มาตรา 25 เพ่ือปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญัตินีใ้ หน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจาหนา ท่ีมี อาํ นาจเขาไปตรวจสอบในสํานักงานของสมาคมการคา ไดในระหวางเวลาทํางานของสมาคมการคา ในการปฏบิ ตั ิการตามวรรคหนง่ึ ใหพนักงานเจาหนาทแี่ สดงบตั รประจาํ ตัวพนักงานเจาหนา ท่ี ตอผูซ่ึงเกีย่ วขอ ง บัตรประจาํ ตัวพนกั งานเจาหนาท่ใี หเปนไปตามแบบทร่ี ฐั มนตรกี าํ หนด ในการปฏบิ ัติการของนายทะเบียนหรอื พนักงานเจาหนา ท่ีตามวรรคหน่ึง ใหผซู ึ่งเกี่ยวของอํานวยความ สะดวกหรือชวยเหลอื ตามสมควร หรือใหค าํ ช้ีแจงแกนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจาหนา ทต่ี ามท่ีขอรอง มาตรา 34 เมือ่ มีเหตุอันควรสงสยั วา สมาคมการคาใดจะดาํ เนินการไมชอบดว ยกฎหมาย หรอื อาจเปนภยั ตอเศรษฐกิจความมัน่ คงของประเทศ หรอื ตอ ความสงบเรียบรอย หรอื ศีลธรรมอนั ดขี อง ประชาชน ใหนายทะเบียนมอี ํานาจสั่งเปนหนงั สอื ใหส มาคมการคานั้นแจงวนั เวลาประชุมทุกคราวมาให นายทะเบียนทราบลว งหนา ไมนอ ยกวา สามวนั ในกรณีเชน น้ีใหน ายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาทม่ี ีอํานาจ เขา ไปฟง การประชุมได สมาคมการคาใดไมแจงวันเวลาประชุมตามคําสัง่ ของนายทะเบียน ใหนายทะเบียนมีอํานาจ ส่งั ใหส มาคมการคาน้ันงดการประชุมไดคร้ังหนง่ึ ไมเ กินเกาสบิ วันนบั แตวนั ทน่ี ายทะเบียนสงั่ ในกรณีที่นายทะเบียนมคี าํ สง่ั ใหงดการประชุม ใหน าํ มาตรา 10 วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม มาตรา 35 ถา ที่ประชุมใหญของสมาคมการคาลงมติอันเปน การฝาฝน กฎหมายหรือขอบงั คบั ของสมาคมการคา เม่ือสมาชิกคนหน่ึงคนใดหรือพนักงานเจาหนาทร่ี องขอ ใหศาลเพิกถอนมติของท่ปี ระชมุ ใหญน นั้ เสีย แตใ นกรณีทีส่ มาชกิ รอ งขอใหเ พกิ ถอนใหก ระทําภายในกําหนดสามสบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดลงมตินั้น

- 230 - กฎหมายลําดับรองท่ีเกีย่ วของ 1. ประกาศกระทรวงพาณชิ ย เรื่อง แตงต้งั พนักงานเจาหนาที่ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2552 สรุปประเด็นทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนาท่ี 1. เขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของสมาคมการคาไดในระหวา งเวลาทํางานของสมาคมการคา ซงึ่ เปนการควบคมุ กิจการสมาคมการคา ใหสมาคมการคาดาํ เนนิ กิจการแตเฉพาะในเร่ืองท่ีกฎหมายกาํ หนด และมใิ หส มาคมการคา กระทาํ การใดๆ ทต่ี องหา มตามกฎหมาย 2. เขา ไปฟงการประชมุ ในกรณีเมื่อมเี หตุอนั ควรสงสัยวา สมาคมการคา ใด จะดําเนินการไมชอบ ดว ยกฎหมายหรอื อาจเปนภัยตอ เศรษฐกจิ ความมนั่ คงของประเทศ หรือตอความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศีลธรรมอนั ดี ของประชาชน ซ่งึ นายทะเบียนไดสั่งเปนหนงั สือใหส มาคมการคาน้ันแจง วันเวลาประชุมทุกคราวมาใหน ายทะเบียน ทราบลวงหนาไมนอยกวา สามวนั แลว 3. รอ งขอใหศาลเพิกถอนมติของท่ีประชุมใหญของสมาคมการคา อันเปนการฝาฝนกฎหมายหรอื ขอ บังคับของสมาคมการคา (2) พระราชบัญญัติหอการคา พ.ศ. 2509 มาตราทเี่ กยี่ วขอ ง มาตรา 32 เพือ่ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่มี อาํ นาจเขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของหอการคาไดใ นระหวา งเวลาทาํ งานของหอการคา ในการปฏบิ ัตกิ ารตามวรรคหนึ่ง ใหพ นักงานเจาหนาท่ีแสดงบตั รประจาํ ตัวพนักงานเจา หนาที่ ตอ ผูซ่งึ เก่ยี วของ บัตรประจาํ ตัวพนักงานเจาหนา ท่ีใหเ ปนไปตามแบบท่ีรฐั มนตรีกําหนด ในการปฏิบัติการของนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจา หนา ท่ตี ามวรรคหนง่ึ ใหผ ซู ่ึงเกี่ยวของอาํ นวย ความสะดวกหรอื ชว ยเหลอื ตามสมควร หรอื ใหคาํ ชี้แจงแกนายทะเบยี น หรือพนักงานเจา หนา ทตี่ ามท่ขี อรอง มาตรา 41 เมอ่ื มเี หตุอันควรสงสยั วาหอการคา ใดจะดาํ เนินการไมช อบดว ยกฎหมาย หรืออาจเปน ภัย ตอ เศรษฐกจิ ความมน่ั คงของประเทศ หรอื ตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ใหน ายทะเบยี น มีอํานาจสงั่ เปนหนังสือใหห อการคา น้นั แจง วนั เวลาประชุมทุกคราวมาใหนายทะเบยี นทราบลวงหนาไมน อยกวา สามวัน ในกรณีเชนนี้ ใหน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจาหนาท่มี ีอํานาจเขาไปฟงการประชมุ ได หอการคาใดไมแจงวนั เวลาประชุมตามคําสง่ั ของนายทะเบียน ใหน ายทะเบียนมีอํานาจสั่งให หอการคาน้ันงดการประชุมไดคร้ังหน่ึงไมเ กนิ เกา สิบวันนับแตวันท่นี ายทะเบยี นสงั่ ในกรณีท่ีนายทะเบยี นมคี ําสั่งใหง ดการประชมุ ใหนํามาตรา 10 วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม

- 231 - มาตรา 42 ถาท่ปี ระชมุ ใหญของหอการคา ลงมติอนั เปน การฝา ฝน กฎหมาย หรือขอบังคับ ของหอการคา เม่ือสมาชิกคนหนงึ่ คนใดหรือพนักงานเจาหนาทร่ี อ งขอ ใหศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ น้ันเสีย แตใ นกรณีทส่ี มาชกิ รองขอใหเพิกถอนใหกระทาํ ภายในกําหนดสามสบิ วันนับแตวนั ท่ีไดลงมตนิ น้ั กฎหมายลาํ ดับรองทีเ่ กยี่ วขอ ง 1. ประกาศกระทรวงพาณิชย เร่ือง แตง ตั้งพนักงานเจา หนาท่ี (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2552 ขอ ๔ แตงตงั้ ให ๔.๑ รองอธบิ ดีกรมพัฒนาธรุ กิจการคา ผอู าํ นวยการสาํ นกั ทะเบยี นธรุ กิจ ผูอํานวยการสํานกั บริการขอมูลธรุ กิจ ผูอํานวยการสาํ นกั กาํ กบั ดูแลธรุ กจิ ผูอํานวยการสาํ นักสง เสรมิ และพัฒนาธุรกจิ และ ขา ราชการพลเรือนสามญั ตั้งแตระดบั ๓ ข้ึนไปซึง่ ปฏบิ ัตหิ นาทใี่ นสํานกั ทะเบียนธุรกิจ สํานักบรกิ ารขอมูล ธรุ กิจ สาํ นักกาํ กับดูแลธุรกจิ และสํานกั สง เสรมิ และพฒั นาธุรกิจ เปนพนักงานเจาหนาทเี่ พอื่ ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญตั ิหอการคา พ.ศ. ๒๕๐๙ ทัว่ ราชอาณาจักร ๔.๒ รองผูวาราชการจังหวดั ปลัดจงั หวดั นายอาํ เภอ หรอื ปลดั อําเภอผเู ปนหวั หนา ประจาํ ก่ิงอาํ เภอ และขาราชการพลเรือนสามัญตัง้ แตระดบั ๓ ขึ้นไป ในสงั กดั กรมพฒั นาธรุ กิจการคา ซ่งึ ปฏิบตั ิหนาที่ในจงั หวัดน้นั เปนพนกั งานเจาหนา ทเ่ี พือ่ ปฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญัติหอการคา พ.ศ. ๒๕๐๙ ในเขตจังหวดั น้ัน สรุปประเด็นท่นี ายอาํ เภอมอี ํานาจหนาที่ 1. เขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของหอการคา ไดในระหวา งเวลาทาํ งานของหอการคา ซ่ึงเปน การควบคุม กจิ การหอการคา ใหห อการคากระทาํ การตามหนา ท่ี และมใิ หห อการคา กระทาํ การใดๆ ทต่ี อ งหา มตามกฎหมาย 2. เขา ไปฟง การประชมุ ในกรณเี ม่ือมเี หตอุ ันควรสงสัยวา หอการคา ใด จะดําเนนิ การไมชอบดวย กฎหมายหรอื อาจเปน ภัยตอเศรษฐกจิ ความม่นั คงของประเทศ หรอื ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอนั ดีของ ประชาชน ซึ่งนายทะเบยี นไดสั่งเปน หนงั สือใหสมาคมการคานนั้ แจง วันเวลาประชุมทกุ คราวมาใหนายทะเบียน ทราบลวงหนาไมนอยกวาสามวันแลว 3. รองขอใหศาลเพิกถอนมตขิ องที่ประชุมใหญของหอการคาอนั เปนการฝาฝนกฎหมายหรอื ขอบงั คบั ของหอการคา 3.4 กระทรวงคมนาคม 3.4.1 กรมทางหลวง กรมทางหลวง มีกฎหมายท่เี กย่ี วขอ งกบั อํานาจหนา ท่ขี องนายอาํ เภอสรุปได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญัติวาดว ยการเวนคนื อสงั หาริมทรพั ย พ.ศ. 2530 มาตราทเ่ี กี่ยวขอ ง

- 232 - มาตรา 7 เม่อื พระราชกฤษฎีกาท่ีออกตามมาตรา 6 ใชบ งั คบั แลว ใหเจา หนาท่ีหรอื ผซู ่ึง ไดร บั มอบหมายจากเจาหนาที่ปดประกาศสาํ เนาแหงพระราชกฤษฎีกาดังกลา ว พรอมทั้งแผนท่ีหรอื แผนผังทายพระราชกฤษฎีกาไวโ ดยเปด เผย ณ สถานท่ีดงั ตอไปน้ี (1) ทที่ าํ การของเจา หนาท่ี (2) ศาลาวา การกรงุ เทพมหานคร สํานกั งานเขต และท่ีทาํ การแขวง หรือศาลากลางจังหวดั ท่ีวาการอําเภอหรอื กง่ิ อาํ เภอทีท่ าํ การตาํ บลและทที่ าํ การผูใ หญบ า นแลว แตกรณีแหงทอ งท่ที อ่ี สงั หารมิ ทรัพยน น้ั ต้ังอยู (3) สํานักงานที่ดนิ จังหวัด และท่ที ําการทีด่ ินอําเภอ แหงทองทที่ อี่ สังหาริมทรัพยน นั้ ต้งั อยู มาตรา 9 เม่ือพระราชกฤษฎกี าท่ีออกตามมาตรา ๖ ใชบังคับแลวใหเจา หนาทหี่ รือผซู ่ึงไดร ับ มอบหมายจากเจา หนาทด่ี ําเนินการสาํ รวจเพ่ือทราบขอเท็จจรงิ เก่ียวกับอสังหารมิ ทรัพยที่จะตองเวนคืนที่ แนน อนใหเ สร็จภายในหน่ึงรอยแปดสบิ วัน ถา เปการเวนคืนเพ่ือสรางหรือขยายทางหลวง ทางรถไฟ ทางพิเศษ คลองชลประทาน หรือกิจการทีค่ ลายคลึงกัน ตองสํารวจใหแลวเสร็จภายในสองปนับแตวันใชบังคับ พระราชกฤษฎกี าดงั กลา ว เมอื่ ไดดําเนินการสํารวจท่ีที่จะตองเวนคืนเสรจ็ เปนบางสว นหรือแลวเสรจ็ ท้งั หมดใหเ จาหนาท่ี เสนอรฐั มนตรผี รู ักษาการตามพระราชกฤษฎกี าแตง ตง้ั คณะกรรมการขึน้ คณะหน่งึ ภายในสามสิบวันนับแตว นั ท่ี สาํ รวจสาํ เร็จ ประกอบดวยผูแทนของเจาหนา ที่คนหน่งึ ผูแทนกรมทีด่ นิ หนงึ่ คน ผูแทนของหนว ยงานอ่ืน ของรัฐหนึ่งคน และผแู ทนสภาทอ งถน่ิ ทีเ่ กยี่ วของเพื่อทําหนาทกี่ ําหนดราคาเบ้อื งตนของอสังหาริมทรัพยที่ จะตอ งเวนคืน และจํานวนเงินคา ทดแทนที่จะใหแ กบคุ คลตามมาตรา 18 ในกรณที ี่พระราชกฤษฎกี าทอ่ี อกตามมาตรา ๖ ผานเขตทอ งทใี่ ด ใหม ีผูแทนของสภาทอ งถน่ิ นั้น แหงละหน่ึงคนเขา รวมเปนกรรมการตามวรรคสองดว ย ในการกําหนดราคาเบอื้ งตน ของอสังหาริมทรัพยแ ละจํานวนเงนิ คาทดแทน ใหค ณะกรรมการกาํ หนด โดยอาศยั หลกั เกณฑตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ และดาํ เนินการใหแลว เสร็จ และประกาศราคาท่ีกําหนดไว ณ สถานท่ีตามมาตรา ๗ ภายในหนึง่ รอ ยแปดสบิ วนั นับแตวันท่ีไดรบั แตง ต้ัง ในกรณีทม่ี เี หตุจําเปน ทาํ ใหไ มสามารถดําเนนิ การใหแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาตามวรรคสี่ได คณะกรรมการจะขอใหร ฐั มนตรผี รู กั ษาการตามพระราชกฤษฎกี าดงั กลา วขยายเวลาออกไปอกี ก็ได แตตองไมเ กิน หนงึ่ รอยแปดสิบวัน มาตรา 12 ในกรณีทอี สังหารมิ ทรัพยท ่จี ะซื้อขายตามมาตรา 10 ไมมีหนงั สอื แสดงสิทธใิ นท่ดี ิน ใหเจา หนาท่ีแตงตั้งคณะกรรมการขึน้ คณะหนงึ่ ประกอบดว ยนายอาํ เภอหรอื ปลดั อําเภอผูเปน หัวหนาประจํากง่ิ อําเภอแหงทอ งท่ที ่ีอสังหารมิ ทรัพยต ั้งอยหู รือผแู ทนพนักงานทีด่ ินอําเภอ หรอื พนักงานทีด่ นิ กิ่งอําเภอหรือผแู ทน เพือ่ ดําเนินการสอบสวนใหทราบถงึ ผูมีสทิ ธใิ นอสงั หาริมทรัพยดงั กลาว เมื่อทราบถงึ ผูมีสิทธิในอสังหารมิ ทรพั ย แลว จงึ ใหด าํ เนนิ การทาํ สญั ญาซ้อื ขายอสงั หาริมทรพั ยต ามมาตรา 11 ได ในการสอบสวนเพ่ือทราบถงึ ผูม ีสิทธใิ นอสังหาริมทรัพยตามวรรคหนง่ึ ใหน าํ บทบัญญัตแิ หง ประมวลกฎหมายทดี่ ินเก่ียวกับการรังวัดทดี่ นิ มาบงั คบั ใชโ ดยอนโุ ลม

- 233 - สรุปประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ที่ 1. นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การกาํ หนดการปด ประกาศสาํ เนาทา ยพระราชกฤษฎกี า และแผนท่แี นบทายพระราชกฤษฎกี า 2. นายอําเภอมีหนาทเี่ ก่ียวของโดยการแตง ตั้งเปน คณะกรรมการกําหนดราคาเบ้ืองตน 3. นายอําเภอมีหนา ทีเ่ กีย่ วของโดยการเปนคณะกรรมการสอบสวนสิทธิ เพื่อใหทราบถงึ สิทธิ ในอสงั หาริมทรัพยท่ีถกู เวนคืน 3.4.2 กรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท มกี ฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ งกบั อาํ นาจหนาทขี่ องนายอาํ เภอสรุปได ดงั น้ี 1. พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตราท่ีเก่ยี วขอ ง กฎหมายลําดับรองท่เี กยี่ วขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ขอ 6 ใหน ายอําเภอเปน ผอู อกบตั รประจาํ ตัวเจาพนักงานทางหลวง ซึ่งแตงตงั้ จากพนักงาน ของเทศบาลตําบล หรอื พนักงานสวนตาํ บลทอี่ ยูในเขตอาํ เภอนนั้ สรุปประเด็นทนี่ ายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ท่ี ใหนายอาํ เภอเปนผูออกบตั รประจําตวั เจา พนักงานทางหลวง ซึง่ แตงต้ังจากพนกั งานของ เทศบาลตําบล หรอื พนักงานสว นตาํ บลท่ีอยใู นเขตอาํ เภอนั้น 3.4.3 กรมเจา ทา กรมเจาทา มกี ฎหมายท่เี กย่ี วขอ งกบั อาํ นาจหนาทีข่ องนายอําเภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติการเดนิ เรอื ในนา นน้ําไทย พระพทุ ธศกั ราช 2546 มาตราทเ่ี ก่ียวขอ ง มาตรา 145 ใบอนุญาตน้ันจะสบั เปลย่ี นกันใชไมไ ด แตถ า ในระหวางที่ใบอนญุ าตหมดอายุ เรอื นน้ั ไดเปลี่ยนเจา ของกนั ไปแลวก็ใหจัดการโอนกรรมสิทธิ์กันได แตตองแจงความใหเจา ทาทราบดวย เพือ่ เจาทาจะไดแกใบอนุญาตเปลี่ยนชือ่ บัญชีในทะเบียนไวเปนสําคัญ โดยเรียกคาธรรมเนียม ถาเปนเรือเลก็ เรือบรรทุกสินคา หรอื เรอื เปด ทะเล ฯลฯ เปน เงนิ สองบาท ถา เปน เรือนอกจากท่ีวา มาน้ีเปน เงินย่ีสบิ บาท

- 234 - กฎหมายลําดับรองทเ่ี กีย่ วขอ ง 1. คาํ สงั่ ระเบียบการ ท่ี 7/2482 เรอื่ งการออกใบอนุญาตใชเรือเล็ก ขอ 56 การย่ืนคํารองตามขอ 55 ใหมีหลักฐานตอไปน้ีมาแสดงดวย (1) สําหรบั เรอื ทีม่ ิใชเรอื กลขนาดต้งั แต 6 ตนั กรอสขึ้นไป ก. ถา เปน การโอนกรรมสิทธโิ์ ดยนิติกรรมสองฝาย ตองมีสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ซ่ึงไดท าํ และจดทะเบยี นนิตกิ รรมตอ คณะกรมการอําเภอมาแสดง และผูร บั โอนเปน ผลู งลายมอื ชื่อและพิมพลายนว้ิ แมม ือในคํารอง แตถ าเปนการขอเพ่ิมจํานวนผูถือกรรมสิทธสิ์ ําหรับกรณีทีผ่ ถู ือกรรมสิทธิ์ใหมซงึ่ จะขอเพ่ิมเติม จาํ นวนอกี นนั้ เปน สามีหรือภริยาอันชอบดวยกฎหมายของผถู อื กรรมสิทธเ์ิ ดิมและเรอื น้นั เปนสินสมรสแลว หากภรยิ ากด็ ที ี่มไิ ดเ ปนผูถือกรรมสิทธอ์ิ ยใู นใบอนญุ าตใชเรือแตเ ดิมรอ งขอใหลงช่อื ตนเปนเจาของรวมดว ย โดยมีหลกั ฐานแสดงวาเรือน้ันเปน สนิ สมรส ก็ใหฝ ายทม่ี ีชอื่ เปนผูถือกรรมสิทธเ์ิ ดมิ ย่นื คํารองดวยแบบพมิ พ แบบ บ.20 ตอนายทะเบยี นเรอื สวนการตรวจสอบและการแกท ะเบียนน้นั ใหป ฏบิ ตั แิ ละเรียกเกบ็ คา ธรรมเนยี ม เชนเดยี วกับการแกทะเบียนตามปกติ สว นการโอนกรรมสิทธิ์ตามวรรคกอน ถาเปนการโอนโดยการขายซง่ึ ตองปฏิบตั ติ าม ประมวลรษั ฎากรและในสญั ญาน้ันมขี อ ความแสดงเปน ใบเสรจ็ รบั เงนิ เชน จาํ นวนเงนิ .........บาท นี้ไดร บั ไปเสรจ็ แลว ใหถ ือวาสัญญาน้ันเปนใบเสร็จรับเงนิ อนั จะตองปดอากรแสตมปต ามกฎหมายดว ย ถาในสัญญาไมมีขอความดงั กลาว นั้นใหเรียกใบรบั เงนิ หรือทาํ ใบรบั เงนิ ข้ึนโดยอนุโลมตามในขอ 2 ก. ข. ถาเปน การไดม าโดยทางอ่นื นอกจากนิติกรรม หรือไดม าโดยการรบั มรดกมีพินยั กรรม ตองมีหนงั สือแสดงการจดทะเบยี นไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยม าตรา 1299 ประกอบดว ยมาตรา 1302 จากคณะกรมการอาํ เภอมาแสดงและผูรับโอนเปนผูลงลายมือชอ่ื และลายพมิ พน ิว้ มือ ในคํารอ ง (2) สําหรบั เรอื ทม่ี ใิ ชเ รอื กลขนาดกลางตา่ํ กวา 6 กรอส 2. คาํ สงั่ ระเบยี บการ ที่ 1/2483 เร่อื งการออกใบอนุญาตใชเ รือกลและเรอื เดนิ ทะเล ขอ 40 การย่นื คํารอ งตามขอกอนใหมหี ลักฐานตอไปน้ีมาแสดงดวย (1) สําหรับเรือกลทีม่ ีขนาดต้งั แต 5 ตันกรอสสข ้นึ ไปและเรือท่ีมิใชเรือกลขนาดต้ังแต 6 ตนั กรอสสข ้นึ ไป ก. ถาเปน การโอนกรรมสิทธโิ์ ดนนติ กิ รรมตองมีสญั ญาโอนกรรมสิทธซ์ิ ึง่ ไดท าํ ละจดทะเบยี น นิติกรรมตอคณะกรรมการอําเภอมาแสดงและผรู ับโอนเปนผูลงลายมอื ชอื่ และพิมพล ายนิ้วมือในคํารอง แตถาเปน การขอเพิ่มจํานวนผูถอื กรรมสิทธ์ิสาํ หรบั กรณีท่ผี ถู ือกรรมสทิ ธิใ์ หมซึง่ จะขอเพิ่มเติมจํานวนอีกนั้น เปนสามหี รอื ภริยาอันชอบดวยกฎหมายของผูถ ือกรรมสิทธ์ิเพิ่มและเรอื นัน้ เปน สินสมรสแลวหากภริยาก็ดี หรือสามีก็ดีท่มี ิไดเ ปน ผถู ือกรรมสิทธิอ์ ยูในใบอนญุ าตใชเรือแตเ ดมิ รองขอใหลงช่ือตนเปน เจาของรว มดวย โดยมีหลกั ฐานแสดงวา เรือน้ันเปนสนิ สมรสก็ใหฝ า ยท่ีมชี ่ือเปน ผูถอื กรรมสิทธ์เิ ดิมยน่ื คํารองดวยแบบพิมพ แบบ บ.20 ตอนายทะเบยี นเรือ สว นการตรวจสอบและการแกท ะเบยี นน้ันใหป ฏิบัตแิ ละเรียกเก็บคา ธรรมเนียม เชนเดยี วกบั การแกทะเบียนตามปกติ

- 235 - สัญญาโอนกรรมสทิ ธ์ิตามใน ก. ถาเปนการโอนโดยการขายซึง่ คราวหนึง่ ๆ มรี าคาเกินกวา 100 บาท และในสัญญานน้ั แสดงเปนใบรับเงิน เชน มีคาํ วา “จํานวนเงิน.......บาทนั้นไดรบั ใบเสรจ็ แลว ” ใหถ อื วา สัญญาน้ันเปน ใบเสรจ็ รับเงินอนั จะตองปดอากรแสตมปตามประมวลรษั ฎากรดว ยถา ในสัญญาไมม ี ขอ ความดังกลาวแลว ใหเ รยี กดูใบรับเงินอนั ไดปดอากรแสตมปถ กู ตองแลวแทนและบนั ทึกการตรวจใบรับ เงนิ นน้ั ลงไวท ายคํารอ งแบบ บ.20 ดวย ข. ถาเปนการไดมาโดยทางอนื่ นอกจากนิติกรรม หรือไดมาโดยการรับมรดกมีพนิ ัยกรรม ตอ งมหี นังสือแสดงการจดทะเบยี นการไดมาซ่งึ กรรมสทิ ธ์ิตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยมาตรา 1299 ประกอบดว ยมาตรา 1302 จามกคณะกรรมการอําเภอมาแสดง และผรู ับโอนเปนผลู งลายมือช่ือ และลายพิมพนวิ้ แมมอื ในคํารอง (2) สาํ หรบั เรือกลขนาดตา่ํ กวา 5 ตันกรอสส ผูโอนและผรู ับโอนตอ งมาใหการและลงลายมือ ชอ่ื และพิมพลายน้ิวแมมือในคํารอ งพรอมกนั ตอหนาทนายทะเบียนเรือ มิฉะน้นั ผูรับโอนตองมหี ลักฐาน ตามใน (1) หรือพินัยกรรมวาไดรับโอนมาโดยพินัยกรรมหรือรายการสอบสวนของคณะกรรมการอําเภอ ถา เปนการไดมาโดยรบั มรดกซึง่ ไมมพี นิ ัยกรรมหรือการครอบครองโดยปรปกษ (3) ในกรณีทผี่ โู อนหรือผรู ับโอนจําเปน ตอ งมาใหก ารและลงลายมือชือ่ และพิมพลายนิ้วแมมอื ในคาํ รองตอ หนา นายทะเบียนเรอื ดว ยตนเองนนั้ หากไมสามารถจะมาดว ยตนเองไดต องมีใบมอบอํานาจ ตามความในขอ 9 มอบใหผแู ทนมาแสดง สรุปประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ทจ่ี ดทะเบียนโอนกรรมสิทธต์ิ ามแบบ ปค. 34 3.5 กระทรวงแรงงาน 3.5.1 กรมการจัดหางาน กรมการจัดหางาน มกี ฎหมายท่เี ก่ยี วของกับอํานาจหนาทีข่ องนายอาํ เภอสรปุ ได ดงั นี้ (1) พระราชบัญญัติจดั หางานและคมุ ครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตราที่เก่ียวขอ ง มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั นิ ้ี “พนักงานเจาหนาท่ี” หมายความวา ผูซง่ึ รัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบตั ิการตามพระราชบญั ญัติน้ี มาตรา 5 ใหรฐั มนตรวี า การกระทรวงแรงงาน รกั ษาการตามพระราชบัญญัตินแ้ี ละใหม ีอาํ นาจ แตงตงั้ นายทะเบียนและพนักงานเจาหนาที่ กับออกกฎกระทรวงกาํ หนดคา ธรรมเนียมไมเกนิ อตั ราทาย พระราชบญั ญตั ินี้ ยกเวนคา ธรรมเนยี ม และกาํ หนดกิจการอื่นหรืออกระเบียบเพื่อปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี กฎกระทรวงนน้ั เม่ือไดประกาศในพระราชกจิ จานุเบกษาแลวใหใ ชบังคับได

- 236 - มาตรา 67 ในการปฏบิ ตั ิหนาท่ีใหน ายทะเบยี นหรอื พนักงานเจา หนา ที่มอี ํานาจดังตอ ไปน้ี (1) เขา ไปในสาํ นักงานหรือสถานท่ีอน่ื ท่ีเก่ียวกบั การจัดหางานการฝก งาน หรือการทดสอบฝม ือ ในเวลากลางวนั หรือในขณะทาํ การ เพ่ือตรวจสอบและควบคุมใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัติน้ี (2) ยึดหรืออายัดสมดุ ทะเบยี น บัญชี เอกสาร หรือหลกั ฐานอื่นที่เกย่ี วของกับการจัดหางาน การฝก งานหรือการทดสอบฝมือ ในกรณที ่มี ีเหตอุ นั ควรเชอ่ื วา มกี ารกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ (3) เรยี กหรือสงั่ ใหผ รู ับอนุญาตจัดหางาน ผจู ดั การ ตวั แทนจดั หางานลุกจางคนหางาน ผูสง คน ไปฝกงาน คนฝกงาน ผรู ับอนญุ าตดาํ เนนิ การทดสองฝม ือ หรอื บุคคลซึ่งเกี่ยวของใหถอ ยคาํ หรือขอ เท็จจรงิ หรือ สง เอกสาร หรอื หลักฐานอนื่ ใดเพ่ือประกอบการพจิ ารณาได (4) ในการปฏิบตั หิ นาทต่ี าม (1) หรือ (2) ใหน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจา หนาทแ่ี สดงบัตร ประจําตวั ตอผซู ง่ึ เกีย่ วของ และใหผซู ึง่ เก่ยี วของอํานวยความสะดวกตามสมควร บตั รประจําตัวนายทะเบยี นและพนักงานเจาหนา ที่ ใหเปน ไปตามแบบท่ีรัฐมนตรีกําหนด มาตรา 68 ในการปฏิบัติตามหนา ท่ตี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหนายทะเบยี นและพนักงาน เจา หนาท่เี ปน เจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายลําดับรองทเี่ กย่ี วของ 1. คําสัง่ กระทรวงแรงงานและสวสั ดิการสังคมท่ี 253/2537 ลงวันท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เรอ่ื ง แตงตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจา หนาท่เี พ่ือปฏบิ ตั ติ ามพระราชบัญญัตจิ ดั หางาน และคุมครองคนหางาน พ.ศ. 2528 สรปุ ประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนาทใ่ี นฐานะพนกั งานเจา หนา ท่ี ดงั น้ี 1. เขาไปในสาํ นักงานหรือสถานท่ีอ่นื ทเ่ี ก่ยี วกับการจัดหางานการฝกงาน หรอื การทดสอบ ฝม อื ในเวลากลางวันหรอื ในขณะทาํ การเพอื่ ตรวจสอบและควบคุมใหเปน ไปตามพระราชบัญญตั ินี้ 2. ยึดหรอื อายดั สมดุ ทะเบียน บญั ชี เอกสาร หรือหลกั ฐานอื่นทเ่ี กยี่ วของกับการจัดหางาน การฝกงาน หรือการทดสอบฝมือ ในกรณที ่มี ีเหตุอันควรเชือ่ วา มกี ารกระทําความผดิ ตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ 3. เรยี กหรือส่งั ใหผูร ับอนญุ าตจัดหางาน ผูจดั การ ตวั แทนจัดหางาน คนฝกงาน ผูรบั อนญุ าต ดาํ เนนิ การทดสอบฝมือ หรือบุคคลทเี่ กี่ยวขอ งใหถอยคาํ หรอื ขอเทจ็ จรงิ หรือสง เอกสาร หรอื หลักฐานอน่ื ใดเพื่อประกอบการพจิ ารณาได ในการปฏิบตั หิ นาท่ตี าม (1) หรือ (2) ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่แสดงบตั ร ประจาํ ตัวตอผซู ่งึ เก่ยี วของ และใหผ ูซึ่งเกี่ยวของอาํ นวยความสะดวกตามสมควร ทัง้ นี้ ใหพนักงานเจา หนา ทเ่ี ปน เจา พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

- 237 - (2) พระราชบัญญัติการทํางานของคนตางดาว พ.ศ. 2551 มาตราทีเ่ กี่ยวของ มาตรา 5 ในพระราชบัญญตั นิ ้ี “พนักงานเจาหนาท่ี” หมายความวาผซู ่ึงรฐั มนตรีแตงตั้งใหปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ มาตรา 6 ใหรัฐมนตรวี าการกระทรวงแรงงานรกั ษาการตามพระราชบัญญตั ินแ้ี ละใหมีอํานาจ ออกกฎกระทรวงกําหนดคาธรรมเนยี มไมเกนิ อัตราในบญั ชีทายพระราชบญั ญัตนิ ี้ ยกเวนคา ธรรมเนียม และกําหนดกจิ การอน่ื เพอื่ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญตั นิ ้ี กฎกระทรวงนั้น เมือ่ ไดประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลวใหใชบังคบั ได มาตรา 48 ในการปฏบิ ตั ิหนา ทตี่ ามพระราชบัญญตั ินี้ใหอธิบดี นายทะเบียน และพนักงาน เจา หนา ท่ีมอี ํานาจ ดงั ตอไปนี้ (1) มีหนงั สือสอบถามหรือเรยี กบุคคลใดมาช้ีแจงขอ เทจ็ จริงรวมท้ังใหสงเอกสารหรอื หลักฐาน (2) เขา ไปในสถานทีใ่ ดในระหวางเวลาทีม่ ีหรือเชอื่ ไดวา มีการทาํ งานในกรณีท่ีมเี หตุอันควรสงสัย วามีคนตา งดาวทาํ งานโดยไมชอบดว ยกฎหมายเพ่ือตรวจสอบใหการเปน ไปตามพระราชบญั ญตั ินโ้ี ดยตองมี หมายของศาล เวนแตเปนการเขา ไปในระหวา งพระอาทิตยขึ้นถึงเวลาพระอาทิตยตก ในการน้ี ใหมอี ํานาจ สอบถามขอเท็จจรงิ หรือเรยี กเอกสารหรือหลักฐานใดๆจากบุคคลทีร่ ับผิดชอบหรือเกย่ี วของกบั สถานที่ ดงั กลา วได มาตรา 50 ในการปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามพระราชบัญญัตินใ้ี หอ ธิบดี นายทะเบียน และพนักงาน เจาหนา ทเ่ี ปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีท่ีพนกั งานเจาหนาทีพ่ บคนตางดา วผใู ดทํางานโดยไมไดร ับอนุญาตอนั เปน การฝา ฝน พระราชบัญญัติน้ี และสัง่ ใหไปรายงานตัวยังสถานีตํารวจพรอมกับพนกั งานเจา หนาที่ แตคนตา งดา วผูน้นั ไมย ินยอมหรือจะหลบหนี ใหพนกั งานเจาหนาท่ีมอี ํานาจจบั คนตา งดาวนนั้ โดยไมตองมีหมายจบั และใหน ําตัว ผูถกู จบั ไปยังทีท่ าํ การของพนักงานสอบสวนโดยทันทใี นการนใี้ หนาํ บทบัญญตั ิมาตรา 81 มาตรา 81/1 มาตรา 82 มาตรา 83 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 แหง งประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความ อาญามาใชบ งั คับกบั การจับตามมาตรานี้โดยอนโุ ลม เพื่อประโยชนในการชวยเหลือพนักงานสอบสวนในการสอบสวน รัฐมนตรีจะแตงตั้งพนักงาน เจา หนา ทซี่ ่ึงมีความรคู วามชาํ นาญในการสอบสวนรวมเปน พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาก็ได ในกรณเี ชนน้ี ใหพนักงานเจา หนา ทีด่ งั กลาวมีอาํ นาจหนา ท่ชี วยเหลอื พนกั งาน สอบสวนในคดีความผดิ ตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ การดาํ เนนิ การเกย่ี วกบั การจบั กมุ ตามวรรคสอง และการรว มกนั สอบสวนตามวรรคสาม ใหเปนไป ตามหลักเกณฑและวธิ ีการท่ีอธิบดีและผูบญั ชาการตํารวจแหง ชาติรว มกันกําหนด

- 238 - กฎหมายลําดบั รองทีเ่ กีย่ วขอ ง 1. คาํ สงั่ กระทรวงแรงงานที่ 75/2551 ลงวนั ท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สรปุ ประเดน็ ทนี่ ายอําเภอมอี ํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ท่ใี นฐานะพนกั งานเจา หนาท่ี ดังนี้ 1. มีหนงั สือสอบถามหรอื เรียกบุคคลใดมาชแ้ี จงขอเท็จจรงิ รวมทง้ั ใหสงเอกสารหรอื หลักฐาน 2. เขา ไปในสถานท่ใี ดในระหวา งเวลาทม่ี ีหรอื เชื่อไดว า มีการทาํ งานในกรณที ี่มเี หตอุ นั ควรสงสัยวา มีคนตา งดาวทํางานโดยไมชอบดว ยกฎหมายเพ่ือตรวจสอบใหการเปนไปตามพระราชบัญญัติน้ีโดยตองมี หมายของศาล เวนแตเ ปน การเขาไปในระหวา งพระอาทิตยขึน้ ถึงเวลาพระอาทติ ยต ก ในการน้ี ใหม ีอํานาจ สอบถามขอเท็จจริงหรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานใดๆจากบคุ คลทร่ี ับผดิ ชอบหรือเกย่ี วของกับสถานที่ ดงั กลาวได 3. ในกรณที ่ีพนักงานเจาหนาท่ีพบคนตา งดาวผูใดทํางานโดยไมไดรับอนุญาตอันเปน การฝาฝน พระราชบัญญัติน้ี และสงั่ ใหไปรายงานตวั ยังสถานีตาํ รวจพรอมกับพนักงานเจาหนาที่ แตคนตางดาวผูนน้ั ไมย ินยอมหรือจะหลบหนี ใหพนกั งานเจาหนาท่ีมอี ํานาจจบั คนตา งดาวนั้นโดยไมต องมีหมายจับและใหนําตวั ผูถูกจบั ไปยังทีท่ ําการของพนักงานสอบสวนโดยทันทีในการนี้ใหนาํ บทบัญญตั ิมาตรา 81 มาตรา 81/1 มาตรา 82 มาตรา 83 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 แหง งประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาใชบ งั คบั กบั การจบั ตามมาตรานโ้ี ดยอนโุ ลม ในการปฏบิ ตั ติ ามหนาทใ่ี หพนักงานเจาหนาที่เปน เจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และแสดงบัตรประจําตัวตอผูซงึ่ เกยี่ วของและใหผซู ่งึ เกีย่ วของอํานวยความสะดวกตามสมควร ท้งั นี้ ใหพ นักงานเจาหนาทเี่ ปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา 3.5.2 กรมสวสั ดกิ ารและคมุ ครองแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ ครองแรงงาน มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกับอํานาจหนา ที่ของ นายอําเภอ ดงั นี้ (1) พระราชบญั ญตั คิ มุ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตราทเ่ี ก่ียวขอ ง มาตรา 6 ใหรฐั มนตรวี าการกระทรวงแรงงาน รกั ษาการตามพระราชบัญญัตนิ แี้ ละใหมี อาํ นาจแตงตั้งพนักงานตรวจแรงงาน กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพอ่ื ปฏิบตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั ิน้ี การแตงตงั้ พนกั งานตรวจแรงงานจะกาํ หนดขอบเขตอํานาจหนา ทแี่ ละเงื่อนไขในการปฏบิ ตั ิ หนา ที่ดวยก็ได กฎกระทรวงและประกาศนั้น เม่ือไดป ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคบั ได

- 239 - กฎหมายลาํ ดบั รองทเ่ี กี่ยวขอ ง 1. คาํ สั่งกระทรวงแรงงานท่ี 16/2553 ลงวนั ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เรอื่ ง แตงต้ังพนกั งาน เจา หนาท่เี พื่อปฏบิ ตั ติ ามพระราชบัญญัตกิ ารทาํ งานของคนตา งดาว พ.ศ. 2551 สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนาที่ นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ที่เกยี่ วของเปน พนกั งานตรวจแรงงานในพน้ื ที่รบั ผดิ ชอบ (2) พระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518 มาตราทเ่ี ก่ียวของ มาตรา 6 ใหร ฐั มนตรีวา การกระทรวงมหาดไทยรกั ษาการตามพรราชบัญญัตินีแ้ ละใหม ี อํานาจดงั ตอไปน้ี (1) แตง ตั้งนายทะเบยี น พนักงานประนอมขอพพิ าทแรงงาน และผชู ข้ี าดขอพพิ าทแรงงาน เพ่ือปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญตั ินี้ (2) ออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบตั ิการตามพระราชบญั ญัติน้ี การแตงต้ังตาม (1) ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวงนัน้ เมอ่ื ไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบ ังคบั ได กฎหมายลําดับรองทเ่ี กยี่ วของ 1. คําสั่งกระทรวงแรงงานที่ 145/2537 ขอ 5 เรอ่ื งแตงตง้ั พนกั งานประนอมขอ พิพาทแรงงาน ตามพระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2516 สรปุ ประเดน็ ท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมหี นาท่เี กี่ยวของเปนพนักงานประนอมขอ พิพาทแรงงานในเขตพื้นทอี่ ําเภอทอ งที่ของตน (3) พระราชบัญญัติแรงงานรฐั วสิ าหกจิ สัมพันธ พ.ศ. 2543 มาตราท่เี กี่ยวขอ ง มาตรา 7 ใหร ัฐมนตรีวาการกระทรวงแรงงาน รักษาการตามพระราชบญั ญัตินี้ และใหมี อาํ นาจแตงต้งั พนกั งานประนอมขอพิพาทแรงงานและพนักงานเจาหนา ทเี่ พอ่ื ปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญัตนิ ี้ การแตง ตงั้ ตามวรรคหนง่ึ ใหป ระกาศในราชกิจจานุเบกษา

- 240 - กฎหมายลําดบั รองท่ีเก่ยี วขอ ง 1. คาํ สั่งกระทรวงแรงงานและสวสั ดิการสงั คมท่ี 48/2543 ขอ 4 เร่อื ง แตง ต้ังพนักงานประนอม ขอพิพาทแรงและพนักงานเจาหนา ทีต่ ามพระราชบัญญัตแิ รงงานรฐั วสิ าหกิจสมั พนั ธ พ.ศ. 2543 สรุปประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอําเภอมีหนาทเ่ี ก่ียวของเปนพนกั งานประนอมขอพพิ าทแรงงานในเขตพื้นท่ีอําเภอทองท่ขี องตน 3.6 กระทรวงการคลงั 3.6.1 กรมสรรพากร กรมสรรพากร มกี ฎหมายทีเ่ ก่ยี วของกับอาํ นาจหนา ท่ีของนายอําเภอ ดังนี้ 1. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๒ “อําเภอ” หมายความวา นายอาํ เภอ สมุหบัญชอี าํ เภอ หรือสมหุ บัญชีเขต “นายอําเภอ” หมายความรวมถึงหัวหนาเขต และปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิง่ อําเภอดวย มาตรา ๑๑ เวนแตจ ะมบี ทบญั ญัติหรืออธิบดจี ะสัง่ เปนอยางอน่ื ใหนาํ เงินภาษอี ากรไปเสีย ณ ท่วี า การอาํ เภอ และการเสยี ภาษีอากรนัน้ ใหถ ือวาเปนการสมบูรณเม่ือไดรบั ใบเสรจ็ รับเงินซ่ึงนายอาํ เภอได ลงลายมอื ช่ือรบั เงินแลว มาตรา ๑๒ ภาษีอากรซึง่ ตองเสียหรือนาํ สงตามลักษณะนี้ เม่ือถึงกําหนดชาํ ระแลว ถา มิไดเ สยี หรอื นาํ สง ใหถ ือเปนภาษีอากรคา ง เพือ่ ใหไ ดรับชาํ ระภาษอี ากรคา งใหอ ธิบดีมีอํานาจส่งั ยดึ หรอื อายัดและขายทอดตลาดทรพั ยสินของผูตอง รบั ผิดเสยี ภาษีอากรหรอื นาํ สง ภาษีอากรไดท ่วั ราชอาณาจักรโดยมติ อ งขอใหศ าลออกหมายยดึ หรือส่งั อํานาจดังกลา ว อธบิ ดีจะมอบใหรองอธิบดหี รอื สรรพากรเขตกไ็ ด ในจงั หวัดอ่นื นอกจากกรุงเทพมหานคร ใหผ วู าราชการจังหวดั หรอื นายอาํ เภอมีอํานาจ เชน เดยี วกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตทองทจี่ งั หวดั หรืออําเภอนนั้ แตส ําหรับนายอําเภอนน้ั จะใชอาํ นาจ ส่ังขายทอดตลาดไดตอเม่ือไดรบั อนญุ าตจากผูวา ราชการจังหวัด วธิ กี ารยดึ และขายทอดตลาดทรพั ยส นิ ใหป ฏบิ ตั ิตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง โดยอนโุ ลม สวนวิธีการอายดั ใหป ฏิบัตติ ามระเบียบทอี่ ธิบดกี าํ หนดโดยอนมุ ัตริ ัฐมนตรี เงนิ ท่ีไดจ ากการขายทอดตลาดดังกลาว ใหหักคาธรรมเนียม คาใชจ าย ในการยึดและขายทอดตลาดและเงนิ ภาษีอากรคา ง ถามเี งนิ เหลือใหคืนแกเ จาของทรัพยสิน ผตู องรับผดิ เสียภาษีอากรตามวรรคสอง ใหห มายความรวมถึงผูเ ปนหนุ สว นจําพวกไมจาํ กดั ความรับ ผดิ ในหา งหนุ สว นนิติบคุ คลดว ย

- 241 - มาตรา ๑๘ รายการทยี่ นื่ เพ่อื เสยี ภาษีอากรนนั้ ใหอาํ เภอหรือเจาพนกั งานประเมนิ เปน ผูประเมนิ ตามที่กําหนดไวใ นหมวดภาษีอากรนนั้ ๆ และเมื่อไดป ระเมินแลว ใหแ จง จาํ นวนภาษอี ากรท่ปี ระเมนิ ไปยงั ผูตองเสยี ภาษี ในกรณนี จ้ี ะอุทธรณการประเมนิ ก็ได ในกรณีทผ่ี ูตองเสยี ภาษอี ากรถงึ แกค วามตายเสียกอนไดร บั แจง จํานวนภาษีอากรท่ีประเมิน ใหอ ําเภอหรือเจา พนกั งานประเมนิ แจง จาํ นวนภาษีอากรที่ประเมินไปยงั ผูจัดการมรดกหรอื ไปยงั ทายาทหรอื ผูอน่ื ท่ีครอบครองทรัพยม รดกแลว แตกรณี ถาเมอื่ ประเมนิ แลว ไมตองเรยี กเก็บหรือเรยี กคนื ภาษีอากร การแจงจํานวนภาษี อากรเปน อันงดไมต อ งกระทาํ แตอ าํ เภอหรือเจาพนักงานประเมนิ ยงั คงดาํ เนนิ การตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ใหนาํ มาตรา ๒๗ มาใชบ ังคับโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๙ เวน แตจะมบี ทบัญญัตไิ วเปนอยางอื่น กรณีที่เจา พนกั งานประเมินมเี หตุอนั ควรเชื่อวา ผูใดแสดงรายการตามแบบทยี่ นื่ ไมถ กู ตองตามความจรงิ หรอื ไมบรบิ รู ณ ใหเ จา พนกั งานประเมนิ มอี าํ นาจออก หมายเรยี กผยู ่ืนรายการนนั้ มาไตสวน และออกหมายเรยี กพยาน กบั สงั่ ใหผูย ื่นรายการหรือพยานนน้ั นาํ บัญชี เอกสารหรือหลกั ฐานอ่ืนอนั ควรแกเรอื่ งมาแสดงได แตต องใหเ วลาลว งหนา ไมน อยกวาเจด็ วันนับแตวันสง หมาย ทงั้ นี้ การออกหมายเรยี กดงั กลา วจะตองกระทาํ ภายในเวลาสองปน ับแตว ันท่ีไดยน่ื รายการ ไมว า การยน่ื รายการ นัน้ จะไดกระทาํ ภายในเวลาท่ีกฎหมายกําหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรหี รอื อธบิ ดีขยายหรอื เล่ือนออกไปหรือไม ทง้ั น้ี แลว แตว นั ใดจะเปน วนั หลงั เวน แตก รณปี รากฏหลกั ฐานหรอื มีเหตุอนั ควรสงสัยวาผูย่นื รายการมีเจตนา หลกี เล่ยี งภาษอี ากร หรือเปน กรณีจาํ เปนเพ่อื ประโยชนใ นการคืนภาษอี ากร อธบิ ดีจะอนมุ ตั ใิ หขยายเวลาการ ออกหมายเรยี กดังกลา วเกินกวา สองปก ไ็ ด แตตอ งไมเ กินหาปนับแตว นั ทีไ่ ดย ่นื รายการ แตกรณีขยายเวลาเพือ่ ประโยชนในการคืนภาษอี ากรใหข ยายไดไ มเกินกําหนดเวลาตามทมี่ สี ิทธขิ อคืนภาษอี ากร มาตรา ๒๐ เม่ือไดจ ัดการตามมาตรา ๑๙ และทราบขอความแลว เจาพนักงานประเมินมี อาํ นาจทีจ่ ะแกจํานวนเงนิ ทปี่ ระเมินหรือทยี่ นื่ รายการไวเดมิ โดยอาศัยพยานหลักฐานทป่ี รากฏ และแจง จาํ นวนเงินทต่ี องชําระอีกไปยังผตู อ งเสียภาษีอากร ในกรณีน้จี ะอุทธรณการประเมินกไ็ ด มาตรา ๒๑ ถา ผตู อ งเสยี ภาษอี ากรไมป ฏบิ ตั ติ ามหมายหรอื คาํ สง่ั ของเจา พนกั งานประเมนิ ตามมาตรา๑๙ หรอื ไมย อมตอบคาํ ถามเมอ่ื ซกั ถามโดยไมมเี หตผุ ลอนั สมควรเจา พนกั งานประเมนิ มอี าํ นาจประเมนิ เงนิ ภาษอี ากรตาม ทร่ี เู หน็ วาถกู ตองและแจง จาํ นวนเงินซึ่งตองชําระไปยังผตู อ งเสียภาษอี ากร ในกรณนี ีห้ ามมิใหอ ุทธรณการประเมนิ มาตรา ๒๓ ผใู ดไมยื่นรายการใหอ ําเภอหรือเจาพนกั งานประเมินแลวแตกรณี มอี ํานาจออก หมาย เรยี กตัวผูนนั้ มาไตส วน และออกหมายเรียกพยานกับสง่ั ใหผูทีไ่ มยนื่ รายการหรือพยานนั้นนาํ บญั ชี หรือพยานหลักฐานอื่นอนั ควรแกเรื่องมาแสดงได แตต อ งใหเ วลาลว งหนาไมน อ ยกวาเจ็ดวันนับแตวันสง หมายภาษอี ากร ในกรณีนี้จะอุทธรณการประเมินก็ได มาตรา ๒๔ เมื่อไดจ ดั การตามมาตรา ๒๓ และทราบขอความแลว อาํ เภอหรือเจา พนักงาน ประเมนิ แลว แตกรณี มอี าํ นาจประเมินเงินภาษีอากรและแจงจํานวนภาษอี ากรทต่ี องชําระไปยงั ผตู อ งเสีย

- 242 - มาตรา ๒๕ ถาผไู ดร บั หมายหรือคําสง่ั ของอาํ เภอหรือเจาพนักงานประเมนิ แลว แตก รณี ไมปฏิบัติ ตามหมายหรือคําส่ังของอาํ เภอหรอื เจาพนักงานประเมนิ ตามมาตรา ๒๓ หรือไมย อมตอบคําถามเม่ือซกั ถาม โดยไมมีเหตุผลอนั สมควร อําเภอหรอื เจา พนักงานประเมินมีอํานาจประเมินเงินภาษีอากรตามท่ีรเู ห็นวา ถกู ตอง และแจงจํานวนภาษีอากรไปยังผตู องเสยี ภาษีอากร ในกรณีน้ีหามมิใหอุทธรณก ารประเมิน มาตรา ๒๙ ในการอุทธรณการประเมินภาษีอากรท่ีอําเภอมีหนาทีป่ ระเมิน ใหอ ทุ ธรณได ตามเกณฑและวธิ กี ารดงั ตอไปนี้ (๑) ใหอทุ ธรณการประเมินของอําเภอตอเจาพนกั งานประเมนิ ภายในกาํ หนดสบิ หาวนั นับแตวนั ไดร ับแจงการประเมนิ (๒) เวน แตใ นกรณหี ามอุทธรณต ามความในมาตรา ๒๑ หรอื มาตรา ๒๕ ใหอ ุทธรณก ารประเมิน ของเจาพนักงานประเมินตอผูวา ราชการจงั หวัดภายในกําหนดสบิ หาวนั นับแตวนั ไดร บั แจงคาํ วินจิ ฉัย อทุ ธรณ หรือรับแจงการประเมนิ ตามความในมาตรา ๑๘ ทวิ มาตรา ๒๐ หรอื มาตรา ๒๔ (๓) เวน แตใ นกรณีหามอุทธรณต ามมาตรา ๓๓ ใหอ ุทธรณค ําวนิ ิจฉยั อทุ ธรณของขาหลวง ประจําจังหวดั ตอศาลภายในกําหนด ๑๕ วัน นับแตวนั ทไ่ี ดร ับแจงคาํ วนิ จิ ฉัยอุทธรณ กฎหมายลาํ ดบั รองทเ่ี กี่ยวของ 1. ระเบยี บการเก็บรักษาเงินและการนาํ สงคลังในหนา ท่ีของอําเภอและก่ิงอําเภอ พ.ศ. 2520 ขอ ๔ ในระเบยี บน้ี “อาํ เภอ” ใหห มายความรวมถงึ กงิ่ อําเภอดวย “สํานกั งานคลังจังหวัด” ใหห มายความรวมถึงสํานกั งานคลังอําเภอดว ย “คลังจงั หวดั ” ใหหมายความรวมถึงคลังอําเภอดวย “ผวู าราชการจังหวัด” ใหหมายความรวมถึงนายอาํ เภอที่ตั้งสํานักงานคลงั อําเภอดว ย “นายอําเภอ” ใหห มายความรวมถงึ ปลัดอําเภอซ่ึงเปน หัวหนา ประจาํ ก่งิ อําเภอดวย ขอ ๔๗ ในกรณที ผี่ ูย มื มิไดช าํ ระคนื เงนิ ยืมภายในกาํ หนด ใหห วั หนา สว นราชการเรยี กชดใชเ งนิ ยมื ตามเง่ือนไขในใบยืมใหเสรจ็ สน้ิ โดยเรว็ อยางชา ไมเ กิน ๓๐ วนั นบั แตวนั ที่ครบกําหนด ในกรณีท่ีไมอาจปฏบิ ัติไดต ามวรรคแรก กใ็ หร ายงานใหนายอําเภอทราบเพ่อื พิจารณาสงั่ การบงั คบั ใหเ ปน ไปตามสญั ญาการยืมเงนิ ตอ ไป ขอ ๕๑ ลกู กุญแจตูนิรภัย โดยปกติใหมอี ยา งนอย ๒ สํารับ ใหน ายอําเภอมอบใหกรรมการ เก็บรักษาเพียง ๑ สาํ รบั นอกนนั้ ใหน าํ ฝากไว ณ สํานกั งานคลังจงั หวัดนั้นในลกั ษณะหีบหอ ขอ ๕๒ กรรมการเก็บรักษาเงินของอําเภอใหประกอบดว ย (๑) ปลัดอําเภออาวุโส (๒) สมุหบ ัญชอี าํ เภอ (๓) หัวหนา สว นราชการในอาํ เภอซ่งึ นายอําเภอแตง ตั้ง

- 243 - ขอ ๕๔ ถา กรรมการผหู นึ่งผใู ดไมสามารถปฏบิ ตั หิ นาท่ีกรรมการได ใหนายอําเภอพจิ ารณามอบ หนา ที่ถอื กุญแจและประจาํ ตราครัง่ น้นั ใหแกผ ูซง่ึ ทาํ หนา ท่ีกรรมการชั่วคราว ดงั นี้ (๑) หนา ทป่ี ลัดอําเภออาวโุ ส ใหมอบแกป ลัดอําเภออาวโุ สรองลงมาหรือเจาหนาท่ีท่ีทาํ การปกครอง อําเภอซึ่งเหน็ สมควรไดร ับมอบหมาย (๒) หนา ทสี่ มุหบญั ชีอําเภอ ใหมอบแกเจา หนา ที่รองลงมาจากสมหุ บัญชอี ําเภอซ่ึงเห็นสมควร ไดร ับมอบหมาย (๓) หนาท่หี วั หนาสวนราชการใหม อบแกเ จาหนาทรี่ องลงมาจากหวั หนา สว นราชการนน้ั หรอื หวั หนา สว นราชการอืน่ ซึ่งเห็นสมควรไดร ับมอบหมาย ขอ ๕๖ กรรมการจะตอ งเก็บรักษาลกู กญุ แจไวในท่ปี ลอดภัย อยา ใหสญู หายหรอื ใหผ ูใดลกั ลอบ นําไปพมิ พแ บบลกู กญุ แจได หากปรากฏวา ลกู กุญแจสูญหายหรอื มีกรณสี งสยั วา จะมผี ูปลอมแปลงลูกกญุ แจ ใหร บี รายงานนายอําเภอทราบเพ่ือสัง่ การโดยดว น ขอ ๕๘ รายงานเงนิ คงเหลอื ประจาํ วัน ใหจ ัดทาํ ๒ ฉบับ เมอื่ กรรมการทกุ คนไดล งลายมอื ชือ่ แลว ใหห วั หนาสวนราชการเก็บไว ๑ ฉบบั มอบใหคณะกรรมการเสนอนายอําเภอเพื่อทราบและเก็บไว ๑ ฉบบั ขอ ๖๐ ในกรณีทป่ี รากฏวา เงนิ ทจ่ี ะนาํ เขาเกบ็ รักษาไมตรงตามจํานวนทแ่ี สดงไวในรายงานเงนิ คงเหลือ ประจาํ วนั ใหค ณะกรรมการบนั ทกึ จํานวนเงินท่ขี าดนน้ั แลว ลงลายมือชื่อกรรมการทกุ คน และหวั หนาสว นราชการ นน้ั ไวใ นรายงานเงนิ คงเหลอื ประจาํ วนั แลว รายงานนายอาํ เภอทราบเพื่อพิจารณาส่งั การตอไป ขอ ๖๖ อําเภอท่ีมกี ารคมนาคมไปยงั สํานกั งานคลงั จังหวดั ไมสะดวก หรือไมปลอดภยั ในการ ควบคุมรกั ษาเงินระหวา งเดนิ ทาง นายอําเภอจะรายงานผวู า ราชการจงั หวดั เพ่ือขออนุมตั ิกระทรวงการคลงั นําเงินที่ ตองนาํ สงของสวน-ราชการตาง ๆ ในอาํ เภอนัน้ ทง้ั หมดหรอื บางสว นหกั กบั เงนิ เดือนหรือเงนิ อ่นื ซ่งึ จะตองรบั จากจังหวดั มาจายโดยไมตอ งนําตัวเงนิ ไปสง ใหก ระทาํ ไดเมื่อไดร บั อนมุ ตั ิแลว ขอ ๖๘ อําเภอท่ีมกี ารคมนาคมไปยงั สํานกั งานคลงั จงั หวดั ไมส ะดวกหรอื ไมป ลอดภยั นายอาํ เภอ จะใหสว นราชการในอําเภอนั้นนําสงเงนิ เปนเช็คหรือดรา ฟท หรือวิธีการอื่นใดก็ได โดยใหปฏบิ ัติตามระเบยี บ และวิธีการท่กี ระทรวงการคลงั กําหนดวาดว ยการนัน้ ขอ ๗๐ เมือ่ ถึงกําหนดนาํ เงินสงหรือเม่ือไดรบั รายงานจากสวนราชการวา จะนาํ เงนิ สง ใหน ายอําเภอ พิจารณาแตง ตั้งขา ราชการในอาํ เภอนั้นเปน กรรมการนําสงเงนิ อยา งนอย ๒ นาย อยางมากไมเกนิ ๓ นาย ซึ่งตามปกติใหป ระกอบดวย (๑) ปลัดอาํ เภอ หรือขาราชการอื่นซึง่ สังกดั กรมการปกครอง ไมต ํ่ากวา ตําแหนงระดับ ๒ (๒) ขา ราชการสังกัดสวนราชการซงึ่ มเี งินที่จะสง หรอื เงินที่ขอเบิกจากจงั หวัดสูงสดุ (๓) ขา ราชการอื่นตามท่ีพจิ ารณาเหน็ สมควร การแตงตงั้ กรรมการนําสงเงิน นายอาํ เภอจะแตง ตง้ั ตัวเองเปนกรรมการดว ยก็ใหกระทําได หา มมิใหน ายอําเภอสงั่ ใหผ ูหนึง่ ผใู ดนําเงินสง โดยลาํ พัง เวนแตการนําเงินสง ของสว นราชการตามทกี่ าํ หนดไว ในขอ ๖๕

- 244 - ขอ ๗๔ กรณจี ํานวนเงินที่นาํ สง มีปลอมแปลงจาํ นวนเทา ใด ใหคณะกรรมการนาํ สง เงนิ นาํ สง ตามจาํ นวนท่นี าํ สงได และใหบันทึกจาํ นวนเงนิ ปลอมแปลงนั้นไวในบันทกึ การรบั เงนิ เพ่อื นําสง แลวลงลายมือชื่อ ของกรรมการทุกคนพรอมดวยเจาพนกั งานผรู ับเงิน และเมื่อกลับถึงอาํ เภอแลว ใหร ายงานใหน ายอําเภอ ทราบเพ่ือพจิ ารณาส่งั การตอไป ขอ ๗๙ ใหนายอําเภอแตงต้ังคณะกรรมการเพ่อื ไปขอเบกิ และรับเงินจากสว นราชการผูเบกิ ในจังหวดั เชนเดยี วกบั ท่กี าํ หนดในขอ ๗๐ โดยอนุโลม และใหแจง ใหสว นราชการทราบดวยวา ไดแตง ตง้ั ใหผ ูใดมาขอรบั เงนิ ตามใบเบิกทใ่ี ด ประเภทใด จํานวนเทาใด กรณีเงนิ ท่ขี อเบิกมีจํานวนรวมท้ังสนิ้ ไมเกนิ สามหมื่นบาท หากนายอําเภอเหน็ สมควรจะมอบหมาย ใหผหู น่ึงผใู ดรบั เงินโดยตรงโดยมิตองตั้งคณะกรรมการรบั เงนิ ก็ได กรณีเงินที่ขอเบิกมีจาํ นวนมาก หรือสถานทีท่ ่ีจะเบกิ เงนิ อยหู างไกลหรอื กรณอี ่ืนใดซึ่งเหน็ วา จะ ไมปลอดภยั แกเ งินท่ีขอเบกิ ใหนายอําเภอพิจารณาจดั กําลังตํารวจควบคมุ เงนิ ที่ขอเบิกกลับอาํ เภอตามเหตุการณ และความจาํ เปน และใหแ จง ชอื่ ยศ ของตํารวจท่มี อบหมายใหค วบคุมเงนิ ใหคณะกรรมการรบั เงินทราบดวย ขอ ๘๒ การไปรับเงินเดือนของขาราชการในอําเภอตามขอ ๗๘(๒) ตามปกติใหนายอาํ เภอ จัดใหค ณะกรรมการรบั เงินไปรบั เงนิ ของทุกสวนราชการในคราวเดียวกนั ขอ ๘๓ ใหน ายอําเภอแตง ตง้ั ขา ราชการในอาํ เภอซงึ่ ดํารงตาํ แหนงไมตา่ํ กวา ระดบั ๒ อยา งนอย ๒ นาย สบั เปลย่ี นกนั เปน กรรมการตรวจสอบการเงนิ ของสว นราชการในอาํ เภอเปน ประจาํ ทกุ งวด ๓ เดือน นอกจากการตรวจสอบตามวรรคแรกแลว หากเหน็ สมควร นายอาํ เภอจะใหม กี ารตรวจสอบบญั ชี การเงนิ และตวั เงนิ เกบ็ รักษาของสว นราชการในอําเภอขณะหน่ึงขณะใดก็ใหกระทําได ขอ ๘๕ เมื่อปรากฏวา สว นราชการใดปฏบิ ัติเกี่ยวกบั การเกบ็ รักษาเงินและการนาํ เงนิ สง คลงั ไมถ ูกตองตามระเบียบนี้ ใหนายอําเภอพิจารณาสง่ั การในเวลาอนั ควรใหส วนราชการนั้นปฏิบตั เิ สียใหถ กู ตอง ขอ ๘๖ หากนายอาํ เภอพิจารณาเหน็ วา ขณะใดตูนิรภยั ซึ่งเก็บไว ณ สถานตี ํารวจ จะไมปลอดภยั หรอื อาจบังเกดิ ภยนั ตรายขึ้นได ก็ใหพ จิ ารณาสั่งการใหน ําตูนิรภยั ไปเก็บรักษา ณ สถานท่ีหนึ่งที่ใดซ่ึงจะ เห็นวาปลอดภัยชัว่ คราวได แตอยางไรก็ดี จะตอ งใหอยใู นความอารักขาของเวรยามตํารวจเสมอไป และใหน ายอาํ เภอ รายงานใหผูวา ราชการจงั หวัดทราบโดยดว น ขอ ๘๗ หากปรากฏวาเงนิ ในความรับผิดชอบของสว นราชการในอําเภอขาดบัญชหี รือสญู หาย เพราะการทจุ ริตหรอื มพี ฤติการณท ่ีสอ ไปในทางไมสจุ ริตหรอื เพราะเหตุอื่นใดซง่ึ มใิ ชเปน กรณปี กติ ใหน ายอาํ เภอ รายงานพฤติการณใหผ ูวา ราชการจังหวดั ทราบโดยดว น เพ่ือพิจารณาสง่ั การตอไป สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนาที่ 1. ตามประมวลรัษฎากร 1.1 นายอาํ เภอตองลงลายมือช่ือในใบเสร็จรับเงิน ใหก ับผเู สยี ภาษี 1.2 นายอําเภอโดยอนญุ าตของผูวาราชการจงั หวดั มีอํานาจในการสั่งขายทอดตลาด ทรัพยส นิ ของผูที่คางชาํ ระภาษีซงึ่ ไดยึดหรืออายัดไว


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook