- 195 - 8.7 กรณสี ภาองคก ารบรหิ ารสวนตาํ บลไมยนื ยันภายใน ๓๐ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดรับรา ง ขอบญั ญัตทิ น่ี ายอําเภอไมเหน็ ชอบคนื จากนายอําเภอ หรือยืนยันดวยคะแนนเสียงนอยกวา ๒ ใน ๓ ของ จาํ นวนสมาชกิ สภาองคการบริหารสวนตําบลทั้งหมดเทาท่ีมอี ยู ใหร างขอ บัญญัตอิ งคการบริหารสว นตําบล น้นั เปนอนั ตกไป 9. นายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ทก่ี รณที ี่สภาองคก ารบรหิ ารสว นตําบล ไมร ับหลักการแหงรางขอบญั ญัติ งบประมาณรายจายประจําปหรอื รา งขอบญั ญัติงบประมาณรายจายเพ่ิมเตมิ ดงั นี้ 9.1 ใหน ายอําเภอแตง ต้ังคณะกรรมการจํานวน ๗ คน เพื่อพจิ ารณาหาขอยุติความขัดแยง ประกอบดว ย สมาชกิ สภาองคการบรหิ ารสว นตําบล ซง่ึ สภาองคการบรหิ ารสว นตําบลเสนอ จาํ นวน ๓ คน และบุคคลซงึ่ เปนหรอื มิไดเ ปนสมาชกิ สภาองคการบริหารสว นตําบล จํานวน ๓ คน โดยใหน ายอําเภอ แตงตงั้ ภายใน ๗ วนั นับแตวนั ทสี่ ภามมี ตไิ มร บั หลักการแหงรางขอ บญั ญตั งิ บประมาณรายจา ยประจําป หรือรางขอบัญญตั ิงบประมาณรายจายเพ่ิมเตมิ 9.2 ใหค ณะกรรมการทง้ั 6 คน ตองรวมกันปรกึ ษาเพ่ือเลอื กบคุ คลซึ่งมไิ ดเ ปน นายกองคการ บรหิ ารสว นตําบล รองนายกองคการบริหารสว นตําบล เลขานุการนายกองคการบรหิ ารสวนตําบล และ มิไดเปน สมาชิกสภาองคการบรหิ ารสว นตําบลคนหนงึ่ ทาํ หนา ทเ่ี ปน ประธานกรรมการ ภายใน ๗ วัน และ เสนอใหน ายอําเภอแตงตั้งนบั แตวนั ท่ีกรรมการครบ 6 คน 9.3ในกรณีที่ไมส ามารถเสนอบุคคลทจี่ ะทําหนา ทเ่ี ปน กรรมการหรอื ประธานกรรมการ ไดภายในกําหนดเวลา หรือกรรมการหรือประธานกรรมการไมปฏิบตั ิหรอื ไมอาจปฏิบตั หิ นาที่ได นายอําเภอตองแตงตง้ั บคุ คลซึง่ มิไดเ ปนนายกองคการบริหารสวนตําบล รองนายกองคการบริหารสวนตําบล เลขานุการนายก องคการบรหิ ารสวนตําบล และมิไดเปนสมาชกิ สภาองคก ารบริหารสว นตําบล ทําหนา ที่กรรมการหรอื ประธานกรรมการดังกลา วใหทันภายในกําหนดเวลาและใหครบตามจาํ นวน 9.4 นายอาํ เภอตองสง รางขอ บัญญตั ทิ ผ่ี านการพจิ ารณาของกรรมการหรอื ประธาน กรรมการใหน ายกองคการบริหารสว นตําบล โดยเรว็ 9.5 นายกองคก ารบรหิ ารสวนตาํ บลตองเสนอรางขอบัญญตั ิดังกลาวตอ สภาองคก าร บริหารสวนตําบลภายใน ๗ วนั นับแตวันทีไ่ ดรบั รางขอ บัญญัติจากนายอาํ เภอ หากนายกองคการบรหิ าร สวนตําบลไมเสนอรางขอ บัญญตั ดิ งั กลา วตอสภาองคการบริหารสวนตําบลภายในกําหนดเวลา นายอําเภอตองรายงานตอผวู าราชการจังหวัดเพ่ือสั่งใหนายกองคการบรหิ ารสวนตําบลพนจากตาํ แหนง 9.6 กรณที ี่สภาองคการบริหารสวนตําบลพิจารณารางขอบัญญัตดิ งั กลา วไมแลวเสรจ็ หรือมีมติไมเหน็ ชอบใหต ราขอบญั ญตั นิ ั้น ใหรางขอบัญญัตินั้นตกไปและใหใ ชข อบัญญัตงิ บประมาณรายจาย ในปง บประมาณปที่แลวไปพลางกอน ในกรณเี ชน วานใ้ี หน ายอําเภอเสนอผวู า ราชการจงั หวดั ใหม คี ําสง่ั ยุบ สภาองคก ารบรหิ ารสว นตําบล 10. นายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ในการกาํ กับดูแลการปฏิบตั ิหนาทขี่ ององคการบรหิ ารสว น ตาํ บลใหเ ปน ไปตามกฎหมายและระเบยี บขอบังคบั ของทางราชการ ดงั น้ี 10.1 นายอําเภอมีอาํ นาจเรยี กสมาชิกสภาองคการบรหิ ารสวนตาํ บล นายกองคก าร บรหิ ารสวนตาํ บล รองนายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล เลขานุการนายกองคการบรหิ ารสวนตาํ บล พนักงานสว นตําบล และลูกจางขององคการบรหิ ารสวนตําบลมาชี้แจงหรือสอบสวน
- 196 - 10.2 นายอาํ เภอมีอาํ นาจเรยี กรายงานและเอกสารใดๆ จากองคการบรหิ ารสว นตาํ บล มาตรวจสอบ 10.3 เมอ่ื นายอําเภอเหน็ วานายกองคการบริหารสว นตําบลผูใดปฏบิ ัติการในทางทอี่ าจ เปนการเสยี หายแกองคการบรหิ ารสว นตําบลหรือเสยี หายแกราชการและนายอําเภอไดชแ้ี จงแนะนําตักเตอื น แลวไมป ฏบิ ตั ติ าม ในกรณีฉุกเฉนิ หรอื จาํ เปน เรงดว นท่จี ะรอชามไิ ด ใหนายอําเภอมีอาํ นาจออกคาํ สงั่ ระงับ การปฏบิ ตั ิราชการของนายกองคการบริหารสว นตาํ บลไวตามท่ีเห็นสมควรได แลว ใหร บี รายงานผูวา ราชการจังหวัด ทราบภายใน ๑๕ วัน เพอื่ ใหผ ูวาราชการจงั หวัดวนิ จิ ฉยั สง่ั การตามทเี่ ห็นสมควรโดยเร็ว 11. นายอําเภอมีอํานาจหนาท่ีในการเสนอความเห็นตอผูวาราชการจังหวัดเพื่อยุบสภาองคการ บรหิ ารสว นตาํ บล หากพจิ ารณาแลว เหน็ วา เพอ่ื คมุ ครองประโยชนข องประชาชนในเขตองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล หรือประโยชนของประเทศเปนสวนรวม 12. นายอําเภอมีอาํ นาจหนาท่ีในการเสนอความเหน็ เพ่ือสง่ั ใหนายกองคการบริหารสว นตําบล รองนายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล ประธานสภาองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล และรองประธานสภาองคการบริหาร สวนตําบล พน จากตําแหนง ดังน้ี 12.1 หากนายอาํ เภอพจิ ารณาแลว เหน็ วา นายกองคการบริหารสว นตาํ บล รองนายก องคการบริหารสว นตําบล ประธานสภาองคการบริหารสว นตําบล หรือรองประธานสภาองคการบรหิ าร สว นตําบล กระทําการฝาฝน ตอความสงบเรียบรอยหรอื สวสั ดิภาพของประชาชน หรือละเลยไมป ฏิบัตติ าม หรอื ปฏบิ ตั ิการไมช อบดว ยอํานาจหนาท่ี ใหนายอาํ เภอดําเนนิ การสอบสวนโดยเร็ว 12.2 กรณที ผ่ี ลการสอบสวนปรากฏวา นายกองคก ารบรหิ ารสว นตาํ บล รองนายกองคก าร บรหิ ารสว นตาํ บล ประธานสภาองคการบรหิ ารสว นตาํ บล หรอื รองประธานสภาองคการบรหิ ารสว นตาํ บล มพี ฤตกิ ารณฝา ฝนตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื สวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไมปฏบิ ตั ติ ามหรอื ปฏบิ ัติการ ไมชอบดวยอํานาจหนาท่ีจริง ใหนายอําเภอเสนอใหผวู า ราชการจังหวัดสั่งใหบุคคลดังกลา วพน จากตําแหนง 12.3 ผวู า ราชการจังหวัดอาจดําเนนิ การสอบสวนเพม่ิ เติมดว ยก็ได และใหถอื วาคาํ สัง่ ของผวู าราชการจงั หวดั ใหเปนที่สดุ …………………………………………
บทที่ 3 กฎหมายในความรับผดิ ชอบของหนวยงานอืน่ ๆ 3.1 สาํ นักนายกรฐั มนตรี 3.1.1 สาํ นกั งานปลดั สํานักนายกรฐั มนตรี สํานักงานปลัดสาํ นักนายกรฐั มนตรี มีกฎหมายท่ีเก่ียวของกบั อํานาจหนาท่ขี องนายอําเภอ สรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญตั ิขอมูลขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตราที่เกยี่ วขอ ง - กฎหมายลําดับรองท่ีเก่ยี วขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ขิ อมลู ขา วสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 ขอ 1 กอนครบกําหนดระยะเวลาท่ีกาํ หนดในมาตรา 26 วรรคสอง แหง พระราชบญั ญตั ิขอ มูล ขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ไมน อ ยกวาสามเดอื น หากหนวยงานของรฐั เจา ของขอ มลู ขา วสาร ประสงคจ ะ ขอขยายระยะเวลาไมเปด เผยขอมลู ออกไปอีกใหจ ัดทําบญั ชขี อมลู ขา วสารท่ีจะขอขยายระยะเวลาไมเปดเผย พรอมทง้ั เหตผุ ลยนื่ ตอบคุ คลดังตอไปน้ี (7) องคการบริหารสว นตําบล ใหยน่ื ตอ นายอําเภอ สรปุ ประเด็นทีน่ ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ทเ่ี กย่ี วของ คือ การขอขยายระยะเวลาการไมเปด เผยขอ มลู ออกไปตาม มาตรา 26 วรรคส่ี แหงพระราชบัญญตั ขิ อ มูลขา วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในสว นขององคการบริหารสว น ตาํ บล ใหจัดทําบัญชีขอมูลขาวสารที่จะขอขยายระยะเวลาไมเ ปดเผยพรอมท้ังเหตุผลยื่นตอนายอําเภอ ซงึ่ นายอาํ เภอ จะตอ งแตง ต้ังคณะกรรมการขึ้นเพ่ือพิจารณาเร่ืองดังกลาว (2) พระราชบญั ญตั บิ ัตรประจําตัวเจาหนา ท่ขี องรัฐ พ.ศ. 2542 มาตราท่ีเกี่ยวขอ ง มาตรา 6 ใหบคุ คลดงั ตอไปนเ้ี ปนผูอ อกบัตรประจาํ ตัวสําหรบั เจา หนา ที่ของรัฐ
- 198 - (15) นายอําเภอ สาํ หรับตําแหนง สมาชิกสภาทองถ่ินและผูบริหารทองถิ่นตามกฎหมาย วา ดว ย สภาตําบลและองคการบรหิ ารสว นตาํ บล และตาํ แหนงกาํ นัน ผูใหญบาน แพทยประจําตาํ บล สารวตั รกาํ นนั และผชู ว ยผใู หญบา น กฎหมายลําดับรองท่เี กย่ี วของ 1. กฎกระทรวง (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวเจาหนาทีข่ องรัฐ พ.ศ. 2542 ขอ 1 ในการขอมีบัตรประจําตัวเจาหนาที่ของรัฐใหเจาหนาที่ของรัฐทําคําขอมีบัตรประจําตัว เจา หนา ท่ขี องรฐั ย่ืนตอบคุ คลดังตอ ไปน้ี (5) สมาชิกสภาทองถ่นิ หรือผูบริหารทองถน่ิ ตามกฎหมายวาดว ยสภาตาํ บลและองคการบรหิ าร สว นตําบล กาํ นัน ผูใหญบาน แพทยประจําตาํ บล สารวตั รกํานัน และผูชวยผใู หญบ าน ใหยนื่ คาํ ขอตอนายอาํ เภอ หรอื ปลัดอาํ เภอผูเปน หัวหนาประจาํ กิง่ อาํ เภอ แลวแตกรณี เวน แตใ นกรงุ เทพมหานคร สาํ หรบั กํานัน ผใู หญบาน แพทยประจําตําบล สารวตั รกํานนั และผชู ว ยผูใหญบ าน ใหยื่นตอผอู ํานวยการเขต สรุปประเดน็ ท่นี ายอําเภอมอี ํานาจหนาท่ี นายอาํ เภอเปน ผูออกบัตรประจําตวั สําหรบั เจาหนา ทขี่ องรัฐ สาํ หรบั ตําแหนงสมาชกิ สภาทองถนิ่ และผูบรหิ ารทอ งถนิ่ ตามกฎหมายวาดวยสภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล และตาํ แหนง กาํ นนั ผูใหญบ าน แพทยประจาํ ตําบล สารวตั รกาํ นนั และผชู วยผูใหญบ าน (3) ระเบยี บสาํ นกั นายกรัฐมนตรวี า ดว ยการลาของขา ราชการ พ.ศ. 2535 มาตราที่เก่ยี วของ ขอ 14 การขออนญุ าตไปตา งประเทศซ่งึ อยตู ดิ เขตแดนประเทศไทยใหผวู าราชการจังหวดั และนายอําเภอในทองท่ีท่ีมีอาณาเขตตดิ ตอ กบั ประเทศใด มีอาํ นาจอนุญาตใหข าราชการในราชการบรหิ าร สว นภมู ิภาคในสังกัดจังหวัดหรืออําเภอนัน้ ๆ ไปประเทศนัน้ ไดครัง้ หนึ่งไมเกิน 7 วนั และ 3 วนั ตามลําดับ สรปุ ประเด็นที่นายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี การขออนญุ าตไปตา งประเทศซง่ึ อยตู ดิ เขตแดนประเทศไทยใหผ วู า ราชการจังหวดั และ นายอําเภอในทอ งทท่ี ่ีมีอาณาเขตตดิ ตอกับประเทศใด มีอํานาจอนญุ าตใหขาราชการในราชการบรหิ าร สวนภมู ิภาคในสังกัดจังหวัดหรืออําเภอนั้นๆ ไปประเทศนนั้ ไดครงั้ หน่ึงไมเกิน 7 วนั และ 3 วนั ตามลาํ ดับ
- 199 - 3.1.2 สาํ นกั เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สาํ นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มกี ฎหมายท่ีเกีย่ วของกบั อํานาจหนาท่ีของนายอาํ เภอ สรุปได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติเครือ่ งราชอิสริยาภรณอ นั เปน ท่ีสรรเสรญิ ย่งิ ดิเรกคณุ าภรณ พ.ศ. 2534 กฎหมายลาํ ดบั รองทเี่ ก่ยี วขอ ง (1) พระราชกฤษฎีกาวาดวยการขอพระราชทานเครือ่ งราชอิสริยาภรณอันเปนทีส่ รรเสริญยิง่ ดิเรก คุณาภรณ พ.ศ. 2538 แกไขเพิม่ เติมโดยพระราชกฤษฎีกาวาดวยการขอพระราชทาน เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณอันเปนทีส่ รรเสริญย่งิ ดเิ รกคณุ าภรณ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2549 มาตรา 8 การกระทําความดคี วามชอบอันเปนประโยชนแกประเทศ ศาสนา และประชาชน จาํ แนกออกไดเ ปน สองประเภท ดงั น้ี (1) การกระทาํ ความดีความชอบที่มีผลงานอันเปนประโยชนแกประเทศ ศาสนา และประชาชน (2) การกระทาํ ความดีความชอบทเ่ี ปนการบริจาคทรัพยส นิ เพื่อสาธารณประโยชน มาตรา 15 ภายใตบ งั คับมาตรา 16 การกระทําความดีความชอบตามมาตรา 8 (2) ตองมหี นังสอื รบั รอง แสดงรายการการบริจาคทรัพยสินจากหนว ยงานที่รบั บริจาคโดยมผี ูลงลายมือช่อื ตามหลักเกณฑ ดงั น้ี (ก) ราชการสวนภูมิภาค 1) การบริจาคทรัพยสินคร้งั ละไมเกนิ หาแสนบาท ใหห วั หนา สว นราชการประจําอาํ เภอ และนายอําเภอแหงทอ งท่ีที่มีการบริจาคลงลายมือชอ่ื ในหนังสือรบั รอง (ข) ราชการสวนทอ งถน่ิ 2) การบริจาคทรัพยสินครั้งละเกินหา แสนบาท ใหผูวา ราชการจังหวดั แหงทอ งท่ที ่มี ี การบรจิ าค ลงลายมอื ชอ่ื ในหนงั สอื รบั รองเวน แตก ารบรจิ าคใหแกอ งคการบรหิ ารสว นตําบลใหนายอาํ เภอแหง ทอ งท่ีทม่ี ีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง มาตรา 16 การกระทําความดีความชอบตามมาตรา 8 (2) อันเปน ประโยชนแ กศาสนาตอง เปน การบรจิ าคทรัพยสนิ ใหแ กสถานประกอบศาสนกิจท่ีจดั ตัง้ ขนึ้ โดยถกู ตองตามกฎหมายและตอ งมี หนังสือรับรองแสดงรายการการบรจิ าคทรพั ยสินที่มีผลู งลายมอื ชอื่ ตามหลักเกณฑท ี่กาํ หนดไวในมาตรา 17 มาตรา 17 การกระทาํ ความดีความชอบ มาตรา 8 (2) ทีไ่ มไดก ระทําใหแกหนว ยงานตาม มาตรา 15 ตองมีหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรพั ยส ินท่ีมผี ูลงลายมอื ชอ่ื ตามหลักเกณฑ ดังนี้ (1) การบริจาคทรพั ยสินใหแ กผ ูร ับในเขตจังหวดั (ก) การบริจาคทรัพยสินครั้งละไมเกินหาแสนบาทใหห วั หนาสวนราชการประจําอาํ เภอที่ เก่ยี วของมากทีส่ ดุ และนายอําเภอแหง ทองท่ีทีม่ ีการบรจิ าคลงลายมอื ชอ่ื ในหนังสอื รบั รอง
- 200 - สรปุ ประเด็นท่ีนายอาํ เภอมีอํานาจหนา ท่ี นายอาํ เภอแหงทองที่ที่มีการบริจาคมอี ํานาจหนาท่ีรบั รองกรณีการบริจาคทรัพยส ินเพือ่ สาธารณประโยชนค รง้ั ละไมเ กนิ หา แสนบาท โดยลงนามในหนงั สอื รบั รองแสดงรายการการบรจิ าคทรัพยสิน (ตามแบบทีส่ ํานักนายกรฐั มนตรกี าํ หนด) รว มกับหวั หนาสว นราชการประจําอําเภอทเ่ี กยี่ วขอ งมากที่สดุ (เพื่อใชเ ปนหลักฐานประกอบการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณอันเปนทีส่ รรเสริญยิ่งดิเรกคณุ าภรณ) (2) พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ พ.ศ. 2505 มาตราทเ่ี ก่ยี วของ มาตรา 6 ใหนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจออก กฎกระทรวงเพ่ือปฏบิ ตั ิการใหเปนไปตามพระราชบญั ญตั ินี้ กฎกระทรวงน้นั เมอ่ื ไดประกาศในราชกจิ จานุกเบกษาแลว ใหใ ชบงั คบั ได มาตรา 32 การสรา ง การตั้ง การรวม การยา ย การยบุ เลกิ วดั และการขอรบั พระราชทาน วิสงุ คามสมี า ใหเ ปน ไปตามวิธกี ารท่ีกําหนดในกฎกระทรวง ในกรณียบุ เลกิ วดั ทรัพยส ินของวัดทถี่ ูกยบุ เลิกใหตกเปนศาสนสมบัติกลาง กฎหมายลําดบั รองทีเ่ ก่ียวขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ พ.ศ. 2505 ขอ 12 เม่ือพระราชทานวิสุงคามสมี าแกว ัดใดแลวใหนายอําเภอทองทวี่ ัดน้ันต้ังอยูดาํ เนนิ การ ปก หมายเขตทดี่ นิ ตามท่ีไดพ ระราชทานตอไป สรปุ ประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนาท่ี เมอ่ื วดั ไดร ับพระราชทานวสิ งุ คามสมี า นายอําเภอทองท่ีทว่ี ัดนั้นต้ังอยมู ีหนาท่ีดาํ เนนิ การปก หมายเขตทดี่ นิ ตามท่ีไดพระราชทานตอ ไป 3.1.3 สํานกั งานคณะกรรมการคุมครองผบู รโิ ภค สํานักงานคณะกรรมการคมุ ครองผูบรโิ ภค มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกบั อาํ นาจหนา ท่ีของ นายอําเภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญัติคุมครองผูบรโิ ภค พ.ศ. 2522 มาตราทเ่ี กยี่ วขอ ง มาตรา 5 ในการปฏิบตั หิ นาทีต่ ามพระราชบัญญตั นิ ีใ้ หพ นกั งานเจาหนา ที่มีอาํ นาจดงั ตอ ไปน้ี
- 201 - (1) นับ ชง่ั ตวง วัด ตรวจสินคา และเกบ็ หรือนาํ สินคาในปรมิ าณพอสมควรไปเปน ตัวอยาง เพ่อื ทําการทดสอบโดยไมต องชาํ ระราคาสนิ คา น้ัน ท้ังน้ี ตามหลกั เกณฑท่ีคณะกรรมการกําหนด (2) คน ยึด หรืออายัดสินคา ภาชนะหรือหบี หอบรรจสุ ินคา ฉลากหรือเอกสารอ่ืนที่ไมเปนไปตาม พระราชบัญญตั ิน้ี เพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนินคดใี นกรณที ีม่ ีเหตอุ ันควรสงสยั วา มกี ารกระทาํ ผิดตามพระราชบญั ญตั ิน้ี (3) เขาไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพ่ือตรวจสอบการผลติ สนิ คา การขายสินคา หรือ บริการ รวมทงั้ ตรวจสอบสมุดบญั ชี เอกสารและอปุ กรณทเ่ี กยี่ วของของผูประกอบธุรกจิ ในกรณที มี่ ีเหตอุ ัน ควรสงสัยวามีการกระทาํ ผดิ ตามพระราชบัญญัตินี้ (4) มีหนงั สอื เรยี กใหบุคคลใดๆ มาใหถอยคํา หรอื สงเอกสารและหลักฐานท่ีจาํ เปน เพ่ือ ประกอบการพิจารณาของพนักงานเจาหนาทีใ่ นการปฏิบัติหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหผูท ีเ่ กี่ยวของ อาํ นวยความสะดวกตามสมควร สรุปประเดน็ ที่นายอาํ เภอมอี ํานาจหนาท่ี ประกาศสาํ นักนายกรฐั มนตรี ลงวนั ท่ี 2 สงิ หาคม 2537 แตงต้ังใหน ายอาํ เภอเปน พนักงาน เจาหนาท่ีตามพระราชบญั ญตั ิคุมครองผูบรโิ ภค พ.ศ. 2522 มีอํานาจหนาทด่ี ังตอ ไปนี้ (1) นับ ช่ัง ตวง วดั ตรวจสินคา และเก็บหรือนําสนิ คาในปริมาณพอสมควรไปเปน ตัวอยาง เพื่อทําการทดสอบโดยไมตองชําระราคาสินคาน้ัน ท้ังน้ีตามหลักเกณฑทีค่ ณะกรรมการกาํ หนด (2) คน ยึด หรืออายัดสินคา ภาชนะหรือหีบหอบรรจสุ ินคาฉลากหรอื เอกสารอื่นทไ่ี มจาํ เปน ไปตามพระราชบัญญตั นิ ้ี เพ่ือประโยชนในการดาํ เนนิ คดีในกรณีทม่ี ีเหตอุ นั สมควรสงสัยวามกี ารกระทาํ ผิด ตามพระราชบญั ญัตินี้ (3) เขา ไปในสถานทห่ี รอื ยานพาหนะใดๆ เพ่ือตรวจสอบการผลติ สินคา การขายสนิ คา หรือบริการ รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสารและอปุ กรณท่ีเก่ยี วขอ งของผปู ระกอบธรุ กิจ ในกรณีที่มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา มีการกระทาํ ผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี (4) มหี นังสือเรียกใหบุคคลใดๆ มาใหถอยคาํ หรอื สง เอกสารและหลักฐานทจ่ี ําเปนเพ่ือประกอบการ พจิ ารณาของพนักงานเจาหนาทใี่ นการปฏิบัติหนา ทด่ี งั กลาวใหผเู ก่ียวขอ งอํานวยความสะดวกตามสมควร 3.1.4 สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ สาํ นกั งานคณะกรรมการคุมครองผูบ รโิ ภค มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกบั อาํ นาจหนา ท่ีของ นายอาํ เภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผน ดิน พ.ศ. 2534 มาตราทเ่ี กี่ยวขอ ง มาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบญั ญัตนิ ตี้ อ งเปน ไปเพ่ือประโยชนส ุขของประชาชน เกดิ ผลสัมฤทธ์ิตอภารกิจของรัฐ ความมปี ระสิทธิภาพ ความคุมคาในเชิงภารกจิ แหงรฐั การลดขนั้ ตอนการ ปฏบิ ตั งิ าน การลดภารกจิ และยบุ เลกิ หนวยงานทีไ่ มจําเปน การกระจายภารกจิ และทรัพยากรใหแ กทอ งถน่ิ
- 202 - การกระจายอาํ นาจการตัดสินใจ การอาํ นวยความสะดวก และการตอบสนองความตองการของประชาชน ทง้ั น้ี โดยมีผรู ับผดิ ชอบตอผลของงาน การจดั สรรงบประมาณ และการบรรจแุ ละแตงตั้งบุคคลเขาดํารงตําแหนง หรือปฏิบัตหิ นา ท่ี ตอ งคาํ นึงถงึ หลกั การตามวรรคหนง่ึ ในการปฏิบัตหิ นา ท่ขี องสว นราชการ ตอ งใชว ธิ กี ารบรหิ ารกิจการบา นเมอื งท่ดี ี โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ใหคาํ นึงถึงความรับผิดชอบของผูปฏบิ ัตงิ าน การมสี ว นรวมของประชาชน การเปดเผยขอมูล การติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการปฏบิ ตั งิ าน ท้งั น้ี ตามความเหมาะสมของแตละภารกจิ เพอ่ื ประโยชนใ นการดาํ เนนิ การใหเ ปน ไปตามมาตราน้ี จะตราพระราชกฤษฎกี ากาํ หนดหลกั เกณฑ และวธิ กี ารในการปฏิบตั ิราชการและการส่งั การใหส วนราชการและขาราชการปฏบิ ตั ิก็ได มาตรา 38 อาํ นาจในการสง่ั การอนญุ าต การอนุมตั ิ การปฏบิ ัติราชการหรือการดาํ เนนิ การอนื่ ท่ีผูดํารงตาํ แหนงใดจะพึงปฏิบตั หิ รอื ดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศหรือคาํ สงั่ ใด หรอื มติ ของคณะรัฐมนตรใี นเร่ืองใด ถากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ประกาศ หรอื คําส่งั นัน้ หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรือ่ งน้ัน มิไดก ําหนดเร่ืองการมอบอํานาจไวเปนอยางอ่ืน หรือมิไดหามเรือ่ งการมอบอาํ นาจไว ผูด ํารงตําแหนง นนั้ อาจมอบอํานาจใหผูด ํารงตําแหนงอนื่ ในสวนราชการเดียวกันหรือสวนราชการอื่น หรือผูวาราชการจังหวดั เปนผปู ฏบิ ตั ิ ราชการแทนได ท้ังนี้ ตามหลกั เกณฑทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า พระราชกฤษฎกี าตามวรรคหนง่ึ อาจกาํ หนดใหมีการมอบอํานาจในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงตลอดจนการ มอบอํานาจใหทํานิติกรรมสญั ญาฟองคดีและดาํ เนนิ คดี หรือกําหนดหลกั เกณฑวธิ กี าร หรือเงอื่ นไขในการ มอบอํานาจหรือผรู ับมอบอํานาจตอ งปฏบิ ตั กิ ็ได ความในวรรคหนง่ึ มใิ หใ ชบ งั คับกบั อํานาจในการอนุญาตตามกฎหมายทบี่ ญั ญัตใิ หตอ งออก ใบอนญุ าตหรือที่บัญญัติผูมีอาํ นาจอนญุ าตไวเปนการเฉพาะ ในกรณีเชนนั้นใหผ ดู าํ รงตาํ แหนงซ่ึงมอี ํานาจ ตามกฎหมายดงั กลาวมอี ํานาจมอบอาํ นาจใหขา ราชการซ่ึงเปน ผูใ ตบ ังคับบญั ชาและผูวา ราชการจงั หวดั ไดตามท่ี เหน็ สมควร หรือตามทค่ี ณะรฐั มนตรีกําหนดในกรณีมอบอํานาจใหผ ูวาราชการจังหวัด ใหผ วู าราชการจงั หวัด มอี ํานาจมอบอาํ นาจไดตอ ไปตามหลักเกณฑและเง่ือนไขที่ผมู อบอํานาจกาํ หนด ในกรณตี ามวรรคสาม เพอื่ ประโยชนใ นการอํานวยความสะดวกแกป ระชาชนจะตราพระราช- กฤษฎกี ากําหนดรายช่ือกฎหมายทีผ่ ดู ํารงตําแหนงซึง่ มีอํานาจตามกฎหมายดังกลา วอาจมอบอาํ นาจตาม วรรคหน่งึ ตามหลกั เกณฑและเง่ือนไขท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกลาวก็ได มาตรา 52/1 ใหจงั หวัดมีอาํ นาจภายในเขตจังหวัด ดังตอ ไปน้ี (1) นําภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบตั ใิ หเ กดิ ผลสมั ฤทธิ์ (2) ดูแลใหมีการปฏบิ ัตแิ ละบังคับการใหเปน ไปตามกฎหมาย เพื่อใหเ กดิ ความสงบเรียบรอย และเปนธรรมในสังคม (3) จัดใหมีการคุมครอง ปองกนั สงเสรมิ และชว ยเหลือประชาชนและชุมชนทด่ี อยโอกาส เพ่ือใหไดรบั ความเปนธรรมทั้งดานเศรษฐกิจและสังคมในการดาํ รงชวี ิตอยา งพอเพยี ง (4) จดั ใหม ีการบริการภาครฐั เพื่อใหป ระชาชนสามารถเขา ถึงไดอ ยางเสมอหนา รวดเร็วและมี คณุ ภาพ
- 203 - (5) จดั ใหม ีการสงเสรมิ อุดหนุน และสนบั สนุนองคกรปกครองสวนทองถ่ินเพอ่ื ใหส ามารถ ดาํ เนนิ การตามอํานาจและหนาทข่ี ององคก รปกครอง และใหม ีขีดความสามารถพรอมท่จี ะดาํ เนินการตาม ภารกจิ ท่ีไดรับการถายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม (6) ปฏิบตั ิหนาที่อน่ื ตามทค่ี ณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรอื หนวยงานอ่ืนของรัฐ มอบหมาย หรือท่ีมีกฎหมายกําหนด เพ่อื ประโยชนในการปฏิบัติหนา ทีข่ องจงั หวดั ตามวรรคหน่งึ ใหเปนหนาท่ีของสวนราชการ และหนวยงานของรัฐท่ีประจําอยูในเขตจังหวัดท่ีจะตองปฏิบตั ใิ หสอดคลองและเปนไปตามแผนพฒั นา จงั หวัดตามมาตรา 53/1 มาตรา 53/1 ใหจงั หวดั จดั ทาํ แผนพฒั นาจงั หวดั ใหส อดคลอ งกบั แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมในระดบั ชาติ และความตอ งการของประชาชนในทองถนิ่ จังหวัด ในการจดั ทําแผนพฒั นาจังหวดั ตามวรรคหนึ่งใหผ ูวาราชการจังหวัดจดั ใหม ีการประชุมปรึกษาหารือ รว มกันระหวา งหวั หนา สวนราชการท่มี ีสถานที่ตัง้ ทําการอยูใ นจังหวัดไมวาจะเปนราชการบริหารสวน ภูมิภาคหรอื ราชการบรหิ ารสวนกลางและผบู ริหารองคกรปกครองสว นทองถนิ่ ทั้งหมดในจงั หวดั รวมทั้ง ผูแ ทนภาคประชาสงั คม และผูแ ทนภาคธุรกิจเอกชน การจดั ทําแผนพัฒนาจงั หวดั ตามวรรคหนึง่ จาํ นวนและวธิ กี ารสรรหาผแู ทนภาคประชาสังคม และผแู ทนภาคธรุ กจิ เอกชนตามวรรคสอง ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทก่ี าํ หนดในพระราชกฤษฎกี า เม่ือประกาศใชแผนพัฒนาจงั หวดั แลว การจดั ทาํ แผนพัฒนาทองถ่ินขององคก รปกครองสวน ทองถน่ิ และการดาํ เนินกิจการของสวนราชการและหนวยงานอื่นของรัฐทั้งปวงที่กระทําในพ้ืนที่จงั หวัด ตอ งสอดคลอ งกบั แผนพัฒนาจังหวดั ดังกลาว มาตรา 53/2 ใหน าํ ความในมาตรา 53/1 มาใชบ งั คบั กับการจดั ทาํ แผนพัฒนากลุมจงั หวดั ดวยโดยอนโุ ลม มาตรา 55/1 ในจงั หวดั หน่ึงนอกจากกรุงเทพมหานคร ใหมคี ณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวดั คณะหนึ่ง เรียกโดยยอ วา “ก.ธ.จ.” ทาํ หนา ที่สอดสองและเสนอแนะการปฏิบตั ภิ ารกิจของหนวยงานของ รัฐในจงั หวัดใหใ ชว ธิ กี ารบรหิ ารกจิ การบา นเมืองทีด่ ีและเปน ไปตามหลักการท่ีกาํ หนดไวใ นมาตรา 3/1 ก.ธ.จ. ประกอบดว ยผตู รวจราชการสาํ นกั นายกรฐั มนตรีซึ่งมีเขตอํานาจในจงั หวดั เปนประธาน ผูแทนภาคประชาสงั คม ผแู ทนสมาชิกสภาผแู ทนทองถน่ิ ที่ไมไดด ํารงตําแหนง ผบู ริหาร และผูแทนภาค ธรุ กิจเอกชน ทงั้ นี้ จํานวน วิธีการสรรหา และการปฏบิ ตั ิหนาทีข่ อง ก.ธ.จ. ใหเ ปนไปตามระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ ก.ธ.จ. พบวามีการละเลยไมป ฏิบัตติ ามกฎหมาย ระเบยี บ หรือขอบังคบั หรือมีกรณี ทีเ่ ปนการทุจริต ใหเปน หนา ท่ีของ ก.ธ.จ. ทีจ่ ะตอ งแจงใหผ วู า ราชการจังหวดั หัวหนาสว นราชการ รัฐวสิ าหกิจ หรอื หนว ยงานอน่ื ของรฐั ทเี่ ก่ยี วขอ ง แลว แตกรณี เพ่ือดาํ เนินการตามอาํ นาจหนาท่ีตอ ไป มาตรา 61 ในจังหวัดหนงึ่ ใหมีหนว ยราชการบริหารรองจากจงั หวัดเรียกวาอําเภอ การต้ัง ยบุ และเปลีย่ นเขตอาํ เภอ ใหตราเปนพระราชกฤษฎกี า
- 204 - มาตรา 61/1 ใหอาํ เภอมีอํานาจหนา ทีภ่ ายในเขตอาํ เภอ ดงั ตอไปน้ี (1) อํานาจและหนาทีต่ ามที่กาํ หนดในมาตรา 52/1 (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) โดยใหน าํ ความในมาตรา 52/1 วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม (2) สง เสริม สนับสนนุ และจัดใหม กี ารบริการรว มกนั ของหนวยงานของรฐั ลกั ษณะศูนยบริการรวม (3) ประสานงานกับองคก รปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรวมมือกบั ชมุ ชนในการดาํ เนนิ การใหม ี แผนชุมชน เพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น จังหวัด และกระทรวง ทบวง กรม (4) ไกลเกลย่ี หรือจัดใหม ีการไกลเกล่ียประนอมขอ พิพาทเพอ่ื ใหเกดิ ความสงบเรยี บรอ ยทาง สังคมตามมาตรา 61/2 และมาตรา 61/3 มาตรา 61/2 ในอาํ เภอหนึง่ ใหมีคณะบุคคลผทู ําหนา ทไ่ี กลเกลยี่ และประนอมขอพพิ าทของ ประชาชนทค่ี ูกรณีฝายใดฝายหน่ึงมภี มู ลิ ําเนาอยใู นเขตอาํ เภอ ในเร่ืองท่ีพิพาททางแพงเก่ียวกบั ทด่ี ินมรดก และขอพิพาท ทางแพงอน่ื ท่ีมีทนุ ทรพั ยไมเกินสองแสนบาทหรือมากกวานน้ั ตามท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า ใหนายอําเภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจังหวัดทาํ บัญชีรายชือ่ บุคคลที่จะทําหนา ที่ เปน คณะบุคคลผทู าํ หนาที่ไกลเ กล่ียและประนอมขอ พิพาท โดยคดั เลอื กจากบคุ คลทม่ี ีความรูหรือมปี ระสบการณ เหมาะสมกบั การทาํ หนาที่ไกลเกล่ียขอ พิพาท เมื่อมขี อพิพาทเกิดข้ึนและคูพิพาทตกลงยินยอมใหใชวธิ ีการไกลเ กล่ียขอพิพาท ใหคพู ิพาทแตล ะฝาย เลอื กบุคคลจากบัญชรี ายชือ่ ตามวรรคสองฝา ยละหนงึ่ คน และใหนายอําเภอ พนกั งานอยั การประจาํ จังหวดั หรือ ปลดั อําเภอท่ีไดรับมอบหมายคนหนึ่งเปน ประธาน เพ่ือทําหนา ท่ีเปน คณะบคุ คลผทู าํ หนาที่ไกลเกลย่ี และประนอม ขอ พพิ าท ใหคณะบคุ คลผูทาํ หนา ที่ไกลเ กลี่ยและประนอมขอพิพาทมีอํานาจหนาทีร่ ับฟง ขอพิพาท โดยตรงจากคพู พิ าท และดาํ เนนิ การไกลเกลย่ี ใหเ กิดขอตกลงยนิ ยอมรว มกันระหวา งคพู ิพาทโดยเร็ว ถา คูพิพาท ทั้งสองฝายตกลงกนั ได ใหค ณะบคุ คลผทู ําหนา ที่ไกลเ กล่ียและประนอมขอ พิพาทจดั ใหม กี ารทําสัญญาประนีประนอม ยอมความระหวา งคูพิพาท และใหถ ือเอาขอตกลงตามสญั ญาประนีประนอมยอมความมผี ลผกู พันคูพพิ าท ทงั้ สองฝา ย ในกรณีที่คูพ ิพาทไมอ าจตกลงกันได ใหคณะบุคคลผูทําหนาท่ีไกลเกลีย่ และประนอมขอ พิพาท ส่งั จําหนายขอ พิพาทนั้น ขอ ตกลงตามวรรคส่ใี หมีผลเชน เดยี วกับคาํ ชขี้ าดของอนญุ าโตตุลาการตามกฎหมายวาดวย อนญุ าโตตุลาการ หลกั เกณฑแ ละวิธีการจดั ทาํ บัญชี การดาํ เนินการไกลเ กล่ยี ขอ พพิ าทและการจดั ทาํ สัญญา ประนปี ระนอมยอมความ ตลอดจนคาตอบแทนของคณะบุคคลผทู ําหนา ที่ไกลเ กลย่ี และประนอมขอพิพาท ใหเ ปน ไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ในกรณีท่ีคูพพิ าทฝา ยใดฝายใดฝา ยหนึง่ ไมปฏบิ ัตติ ามสญั ญาประนปี ระนอมยอมความ ใหค พู พิ าท อีกฝายหน่ึงย่นื คาํ รองตอพนกั งานอัยการ และใหพนักงานอัยการดาํ เนินการยืน่ คํารอ งตอศาลที่มีเขตอํานาจเพ่ือให ออกคําบงั คับใหตามสัญญาประนปี ระนอมยอมความดงั กลา วโดยใหน าํ กฎหมายวา ดว ยอนุญาโตตลุ าการมาใช บังคบั โดยอนุโลม
- 205 - เม่ือคณะบุคคลผูทําหนา ทไี่ กลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาทไดร ับขอ พิพาทไวพิจารณา ใหอายุ ความในการฟองรองคดสี ะดุดหยดุ ลง นับแตวันทย่ี ่นื ขอ พิพาทจนถงึ วนั ท่คี ณะบุคคลผูทาํ หนาทไ่ี กลเกลี่ย และประนอมขอพิพาทส่ังจําหนา ยขอ พิพาทหรอื วันทคี่ ูพิพาททําสัญญาประนีประนอมยอมความกนั แลว แตกรณี ความในมาตรานี้ใหใชบ งั คบั กบั เขตของกรงุ เทพมหานครดวยโดยอนุโลม มาตรา 61/3 บรรดาความผิดทมี่ โี ทษทางอาญาทีเ่ กิดข้นึ ในเขตอําเภอใดหากเปน ความผดิ อันยอมความได และมิใชค วามผดิ เก่ียวกับเพศ ถาผเู สียหายและผถู ูกกลา วหายนิ ยอม หรอื แสดงความจํานง ใหน ายอําเภอของอาํ เภอนน้ั หรือปลัดอําเภอท่ีนายอําเภอดังกลา วมอบหมายเปน ผูไกลเกลีย่ ตามควรแกก รณี และเมื่อผูเสียหายและผถู ูกกลาวหายนิ ยอมเปนหนังสือตามท่ไี กลเ กลี่ยและปฏิบัติตามคาํ ไกลเ กลีย่ ดงั กลาว แลว ใหคดีอาญาเปนอนั เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ในกรณีท่ีผูเสยี หายและผถู ูกกลาวหาไมยนิ ยอมตามที่ไกลเ กลยี่ ใหจาํ หนา ยขอพิพาทนั้น แตเ พือ่ ประโยชนในการท่ีผเู สยี หายจะไปดาํ เนนิ คดีตอไป อายุความการรองทุกขตามประมวลกฎหมายอาญา ใหเรม่ิ นับ แตว ันท่จี าํ หนา ยขอพิพาท หลักเกณฑและวธิ ีในการดําเนินการตามวรรคหนึง่ ใหเปน ไปตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง มาตรา 62 ในอําเภอหน่งึ มีนายอําเภอคนหนึง่ เปน หวั หนา ปกครองบงั คบั บญั ชาบรรดาขา ราชการ ในอําเภอ และรับผิดชอบงานบรหิ ารราชการของอาํ เภอ นายอาํ เภอสงั กดั กระทรวงมหาดไทย บรรดาอาํ นาจและหนา ทเ่ี กย่ี วกบั ราชการของกรมการอาํ เภอหรอื นายอาํ เภอซง่ึ กฎหมายกําหนดให กรมการอาํ เภอและนายอาํ เภอมีอยใู หโอนไปเปน อํานาจและหนาท่ีของนายอําเภอ มาตรา 63 ในอําเภอหน่ึง นอกจากจะมีนายอาํ เภอเปน ผูปกครองบังคับบัญชาและรบั ผดิ ชอบ ดงั กลา วในมาตรา 62 ใหมีปลัดอําเภอและหัวหนาสว นราชการประจําอําเภอ ซึง่ กระทรวงทบวง กรมตา งๆ สงมาประจาํ ใหป ฏบิ ัติหนา ทีเ่ ปน ผชู ว ยเหลอื นายอาํ เภอ และมีอํานาจบังคับบัญชาขาราชการฝายบริหาร สว นภูมิภาคซ่งึ สงั กดั กระทรวง ทบวง กรมนั้น ในอําเภอนัน้ มาตรา 64 ในกรณีท่ไี มมีผูดํารงตําแหนง นายอาํ เภอ ใหผ ูวาราชการจงั หวดั แตงต้ังปลดั อาํ เภอ หรอื หวั หนา สว นราชการประจาํ อาํ เภอผมู ีอาวโุ ส ตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการเปนผรู กั ษาราชการแทน ถา มีผดู ํารงตาํ แหนงนายอาํ เภอ แตไมอาจปฏิบตั ิราชการได ใหนายอาํ เภอแตง ต้งั ปลดั อาํ เภอ หรือหวั หนา สวนราชการประจาํ อําเภอผูมีอาวโุ สตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการเปนผูร กั ษาราชการแทน ในกรณีทผ่ี วู าราชการจงั หวัดหรอื นายอําเภอมิไดแ ตงตง้ั ผูร ักษาราชการแทนไวต ามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ใหป ลดั อาํ เภอหรือหวั หนา สวนราชการประจําอาํ เภอผูม ีอาวโุ สตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เปน ผูรักษาราชการแทน มาตรา 65 นายอาํ เภอมอี ํานาจและหนา ที่ ดังนี้ (1) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบยี บแบบแผนของทางราชการ ถา กฎหมายใดมิได บัญญตั วิ าการปฏิบัติตามกฎหมายน้ันเปนหนาทขี่ องผใู ดโดยเฉพาะ ใหเ ปน หนา ที่ของนายอําเภอทจ่ี ะตอง รักษาการใหเ ปนไปตามกฎหมายนนั้ ดว ย
- 206 - (2) บรหิ ารราชการตามทค่ี ณะรฐั มนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรอื ตามท่ีนายกรัฐมนตรี สงั่ การในฐานะหัวหนา รฐั บาล (3) บริหารราชการตามคาํ แนะนําและคาํ ช้แี จงของผวู า ราชการจังหวดั และผมู ีหนา ท่ีตรวจการ อ่นื ซึ่งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผูวาราชการจงั หวัดมอบหมาย ในเม่ือไมขดั ตอ กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือคาํ สง่ั ของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรอื การสั่งการ ของนายกรัฐมนตรี ควบคุมดูแลการบรหิ ารราชการสว นทอ งถิน่ ในอาํ เภอตามกฎหมาย มาตรา 66 ใหแบงสว นราชการของอาํ เภอดังน้ี (1) สาํ นักงานอําเภอ มหี นา ทีเ่ กี่ยวกบั ราชการทัว่ ไปของอําเภอน้นั ๆ มนี ายอาํ เภอเปน ผปู กครอง บังคับบญั ชาขาราชการและรับผิดชอบ (2) สวนตา งๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ไดจัดต้ังข้ึนในอําเภอนั้น มีหนาท่ีเกยี่ วกับราชการของกระทรวง ทบวง กรม นน้ั ๆ มีหวั หนาสวนราชการประจําอาํ เภอนน้ั ๆ เปนผปู กครองบังคบั บัญชารับผิดชอบ มาตรา 67 ใหน าํ ความในมาตรา 48 และมาตรา 49 มาใชบ ังคบั แกผรู ักษาราชการแทน และผปู ฏบิ ัติราชการแทนตามหมวดนี้ มาตรา 68 การจดั การปกครองอําเภอ นอกจากทบี่ ัญญัตไิ วใ นพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหเ ปน ไป ตามกฎหมายวา ดวยการปกครองทองท่ี กฎหมายลาํ ดบั รองท่ีเก่ียวของ 1. พระราชกฤษฎกี าวาดวยหลักเกณฑและวธิ ีการบริหารกจิ การบา นเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 มาตรา ๓๐ ในกระทรวงหนึง่ ใหเปนหนาท่ีของปลดั กระทรวงที่จะตองจัดใหสวนราชการภายใน กระทรวงที่รบั ผิดชอบปฏิบตั ิงานเกี่ยวกบั การบริการประชาชนรวมกนั จดั ตัง้ ศูนยบ ริการรว ม เพอื่ อาํ นวย ความสะดวกแกประชาชนในการที่จะตองปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรอื กฎอ่นื ใด ทั้งนี้ เพ่ือใหป ระชาชนสามารถติดตอ สอบถาม ขอทราบขอ มูล ขออนุญาต หรือขออนุมตั ิในเรื่องใดๆ ท่เี ปน อํานาจหนาที่ของสว นราชการในกระทรวง เดียวกัน โดยติดตอ เจาหนา ท่ี ณ ศนู ยบ ริการรว มเพยี งแหง เดยี ว มาตรา ๓๑ ในศูนยบรกิ ารรวมตาม มาตรา ๓๐ ใหจัดใหม เี จา หนาท่ีรับเร่ืองราวตางๆ และ ดําเนินการสง ตอใหเจาหนาท่ีของสว นราชการทเ่ี กี่ยวของเพ่ือดาํ เนนิ การตอไป โดยใหมขี อมลู และเอกสาร ทเ่ี กี่ยวของกับอํานาจหนาทข่ี องทุกสว นราชการในกระทรวง รวมทัง้ แบบคําขอตางๆ ไวใหพรอมทีจ่ ะบริการ ประชาชนได ณ ศูนยบริการรวม ใหเ ปน หนา ทส่ี วนราชการที่เก่ยี วของทจี่ ะตองจดั พิมพร ายละเอียดของเอกสารหลักฐาน ทีป่ ระชาชน จะตองจัดหามาในการขออนุมัติหรอื ขออนญุ าตในแตละเรื่องมอบใหแกเจา หนาท่ีของศูนยบริการรวม และ ใหเ ปน หนา ท่ขี องเจา หนาท่ีศูนยบริการรวมท่จี ะตองแจงใหป ระชาชนทีม่ าตดิ ตอไดทราบในครง้ั แรกทมี่ า ติดตอ และตรวจสอบวาเอกสารหลกั ฐานที่จาํ เปน ดงั กลา วนั้นประชาชนไดย ่นื มาครบถวนหรอื ไม พรอ มทัง้ แจงใหทราบถึงระยะเวลาที่จะตองใชด ําเนนิ การในเรื่องนั้น
- 207 - ในการยน่ื คาํ รองหรือคาํ ขอตอศนู ยบริการรว มตาม มาตรา ๓๐ ใหถือวาเปน การย่ืนตอสว นราชการ ท่เี กีย่ วของ ทั้งหมดตามที่ระบุไวใ นกฎหมายหรือกฎแลว ในการดําเนินการตามวรรคหน่งึ หากมปี ญหา หรอื อปุ สรรคในการปฏิบตั ริ าชการใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑและวธิ ีการทกี่ ําหนดในกฎหมายหรือกฎในเรื่องใด ใหสวนราชการท่ีเก่ยี วของแจงให ก.พ.ร. ทราบ เพอ่ื ดําเนนิ การเสนอคณะรฐั มนตรีใหม ีการปรับปรงุ หลักเกณฑแ ละวิธกี ารตามกฎหมายหรอื กฎน้นั ตอไป มาตรา 32 ใหผวู าราชการจงั หวดั นายอาํ เภอ และปลดั อาํ เภอผูเ ปนหวั หนา ประจําก่งิ อําเภอ จดั ใหสว นราชการทร่ี ับผิดชอบดาํ เนินการเกี่ยวกบั การบรกิ ารประชาชนในเร่ืองเดียวกันหรอื ตอเน่ืองกนั ในจงั หวดั อําเภอ หรือก่ิงอําเภอน้ัน รวมกันจดั ตงั้ ศูนยบ ริการรวมไว ณ ศาลากลางจงั หวดั ท่ีวา การอาํ เภอ หรือท่ีวา การก่ิงอาํ เภอ หรือสถานทอี่ ืน่ ตามที่เหน็ สมควร โดยประกาศใหประชาชนทราบ และใหน ําความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบังคับดว ยโดยอนุโลม 2. พระราชกฤษฎีกาวาดวยการมอบอํานาจ พ.ศ. 2550 มาตรา 24 ใหน ายอาํ เภอ ปลดั อาํ เภอผเู ปน หวั หนา ประจาํ กงิ่ อาํ เภอ และหวั หนา สว นราชการ ประจาํ จงั หวัดดําเนนิ การมอบอาํ นาจใหเปน ไปตามแนวทางท่ีกาํ หนดในพระราชกฤษฎีกานี้ 3. พระราชกฤษฎีกาวา ดวยการบรหิ ารงานจังหวัดและกลมุ จงั หวัดแบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551 มาตรา ๑๙ ใหผวู า ราชการจงั หวดั จดั ใหม ีการประชมุ ปรึกษาหารอื รว มกนั กบั บุคคลดงั ตอไปน้ี เพื่อรับฟงความคิดเห็นเก่ยี วกับแผนพฒั นาจังหวัดท่ี ก.บ.จ. จัดทาํ ตามมาตรา ๑๘ (๑) หัวหนา สว นราชการท่ีมสี ถานทต่ี ัง้ ทําการอยูในจงั หวดั หรือมเี ขตอาํ นาจหนา ทใ่ี นจงั หวัด ไมวาจะเปนราชการบริหารสว นภมู ิภาคหรอื ราชการบรหิ ารสวนกลาง (๒) หัวหนาหนว ยงานทเ่ี ปน รฐั วสิ าหกิจและหนว ยงานอนื่ ของรัฐ บรรดาทม่ี ีสถานทตี่ ัง้ ทาํ การ อยใู นจงั หวดั หรอื มเี ขตอาํ นาจหนาท่ีในจังหวัด (๓) ผบู ริหารองคกรปกครองสวนทองถน่ิ ท้ังหมดในจงั หวัด (๔) ผูแ ทนภาคประชาสังคม (๕) ผูแ ทนภาคธุรกิจเอกชน เม่ือดําเนินการตามวรรคหน่ึงแลว ให ก.บ.จ. นาํ ผลการประชมุ ปรกึ ษาหารอื และความคดิ เหน็ ของ ที่ประชุมมาปรับปรงุ แผนพฒั นาจงั หวดั ใหส มบรู ณ แลว สง ก.น.จ. เพ่อื พิจารณานาํ เสนอคณะรฐั มนตรีใหค วาม เหน็ ชอบตอไป ทงั้ นี้ ใหส ง สาํ เนาให ก.บ.ก. ทราบดวยเม่ือแผนพัฒนาจังหวัดไดร ับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และประกาศใชแ ลว การจดั ทําแผนพฒั นาทองถนิ่ ขององคกรปกครองสว นทองถนิ่ และการดําเนินกจิ การ ของจงั หวดั และหนวยงานของรัฐที่เก่ยี วของตองสอดคลองกับแผนพัฒนาจังหวัดดงั กลา ว มาตรา ๒๑ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ใหประกอบดว ยบุคคลทไี่ ดรับการ สรรหาจากแตละอําเภอในเขตจังหวัด อาํ เภอละไมเกินหกคน
- 208 - ใหน ายกเทศมนตรีและประธานสภาองคกรชมุ ชนตาํ บลในเขตอําเภอคัดเลือกบคุ คลซง่ึ อยูใ นเขต เทศบาล และใหนายกองคการบริหารสว นตาํ บล กํานัน ผใู หญบ า น และประธานสภาองคก รชุมชนตาํ บล- คัดเลือกบคุ คลซ่ึงอยูนอกเขตเทศบาล แลว เสนอใหน ายอําเภอจดั ประชมุ เพ่ือสรรหาผูแทนภาคประชาสงั คม จากบคุ คลทไ่ี ดร บั การคัดเลือกขา งตนเพือ่ ใหไดจ ํานวนตามที่กําหนดไวใ นวรรคหน่ึง หลกั เกณฑการประชุมเพ่ือสรรหาและการแจงรายชอ่ื ผูไดร ับการสรรหาตามวรรคสอง ใหเ ปน ไป ตามทีผ่ ูวาราชการจังหวัดประกาศกําหนด มาตรา ๒๒ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ตอ งมคี ุณสมบตั ิ ดังตอไปน้ี (๑) มีสญั ชาติไทย (๒) มอี ายุต้ังแตสิบแปดปบริบูรณขึ้นไปในวันสรรหา (๓) มชี ่อื ในทะเบียนบานตามกฎหมายวา ดว ยการทะเบยี นราษฎรในเขตเทศบาล หรอื นอก เขตเทศบาล แลว แตก รณี ของแตละอาํ เภอที่มีการสรรหาติดตอ กนั ไมน อยกวา หน่งึ ปน บั ถึงวนั สรรหา (๔) มฐี านะเปน ผูนาํ ชมุ ชนตามกฎหมายวาดวยสภาองคก รชุมชน มาตรา ๒๓ ผูแทนภาคประชาสังคมตามมาตรา ๑๙ (๔) ตองไมมีลักษณะตองหา ม ดงั ตอ ไปน้ี (๑) ไมเปน ผูดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง สมาชกิ สภาองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ผูบริหาร องคกรปกครองสว นทองถน่ิ กรรมการ ท่ีปรกึ ษาหรือผดู าํ รงตาํ แหนงกรรมการบรหิ ารพรรคการเมืองหรือ เจาหนาทขี่ องพรรคการเมือง (๒) ไมเ ปน ขา ราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จา งของหนว ยงานของรฐั ซึ่งมตี ําแหนงหรือเงนิ เดือนประจํา 4. ระเบยี บสํานกั นายกรัฐมนตรวี าดวยคณะกรรมการธรรมาภบิ าลจงั หวัด ขอ 7 ใหน ายอาํ เภอดาํ เนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอโดยประกาศ กาํ หนดการรบั สมัครผเู ขา รบั การสรรหา ปด ไว ณ ทวี่ าการอําเภอ ท่ีทําการองคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ และทที่ ําการผใู หญบ า น ประกาศตามวรรคหนง่ึ ใหเปน ไปตามแนวทางปฏบิ ัติทป่ี ลดั สาํ นักนายกรัฐมนตรกี ําหนด ซึง่ อยา งนอย ตองมรี ายละเอยี ดดงั ตอไปน้ี (1) วนั รบั สมัคร (2) สถานท่ีรบั สมัคร (3) จาํ นวนผแู ทนภาคประชาสังคมของอาํ เภอน้นั (4) เอกสารหรอื หลักฐานการสมคั ร (5) วนั ประชุมเพ่อื เลือกกันเองของผูสมัคร ขอ 9 เม่ือครบกําหนดเวลารบั สมคั รตามขอ 7 แลว ใหน ายอําเภอจดั ประชมุ ผสู มัครเขา รบั การสรรหา เพอื่ เลือกกนั เองใหไดผ ูแทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอจาํ นวนหน่ึงคน และแจง ใหผ ูวา ราชการจงั หวัดทราบ ขอ 10 ใหน ายอําเภอดาํ เนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนสมาชกิ สภาทอ งถน่ิ ของอาํ เภอตามขนั้ ตอน ดงั ตอไปน้ี
- 209 - (1) แจงใหป ระธานสภาทอ งถิ่นแตละแหงในเขตอําเภอ ยกเวน ประธานสภาองคการบริหารสวน จังหวัด จดั ประชุมสมาชิกสภาทอ งถ่ินเพื่อเลอื กกนั เองใหไดผแู ทนแหง ละหน่งึ คน (2) ใหสมาชิกสภาองคการบริหารสว นจงั หวดั ผไู ดร บั เลือกต้ังจากอําเภอเปนผูแทนสมาชกิ องคการบรหิ ารสวนจงั หวัดของอําเภอน้ัน เวน แตอาํ เภอท่ีมีสมาชิกสภาองคการบรหิ ารสวนจงั หวัดมากกวา หนง่ึ คน ใหนายอําเภอจดั ประชุมสมาชกิ สภาองคการบรหิ ารสว นจงั หวัดในเขตอาํ เภอเพื่อเลอื กกนั เองใหได ผแู ทนหน่งึ คน (3) จัดประชมุ ผูท่ีไดรบั เลอื กตาม (1) และ (2) เพื่อเลือกกันเองใหไดผ ูแทนสมาชกิ สภาทอ งถ่ิน ของอาํ เภอหน่ึง และแจง ใหผ ูว าราชการจังหวัดทราบ 5. กฎกระทรวงวาดว ยการไกลเกลยี่ และประนอมขอ พพิ าททางแพง พ.ศ. 2553 ขอ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “ขอ พิพาท” หมายความวา ขอพิพาททางแพงเกี่ยวกับทด่ี ิน มรดก และขอ พิพาททางแพงอ่นื ทมี่ ที นุ ทรัพยไมเกินสองแสนบาทหรอื มากกวา นัน้ ตามทก่ี ําหนดในพระราชกฤษฎกี า “อาํ เภอ” หมายความรวมถงึ กงิ่ อาํ เภอ “นายอาํ เภอ” หมายความรวมถึง ปลัดอําเภอผเู ปน หัวหนา ประจาํ กง่ิ อําเภอ “พนกั งานอยั การประจาํ จงั หวดั ” หมายความวา ขาราชการอัยการซึ่งดาํ รงตาํ แหนงตงั้ แต อัยการผชู วยข้นึ ไปทีป่ ฏบิ ัตหิ นา ทีอ่ ยใู นจังหวัด “บญั ชีรายชื่อ” หมายความวา บัญชรี ายช่อื บุคคลทจี่ ะทาํ หนา ทีเ่ ปนผไู กลเ กลย่ี “ผูไกลเกล่ยี ” หมายความวา บคุ คลทที่ าํ หนา ท่ไี กลเกล่ยี และประนอมขอพิพาท “ประธานคณะผูไกลเกลยี่ ” หมายความวา นายอาํ เภอ พนักงานอยั การประจําจงั หวดั หรือ ปลดั อาํ เภอที่ไดร บั มอบหมาย ทีเ่ ปนประธานคณะบุคคลผูทําหนา ทไี่ กลเ กลี่ยและประนอมขอ พิพาท ขอ ๓ ในอาํ เภอหนึ่งใหม ีบญั ชีรายชือ่ โดยจาํ นวนบคุ คลในบัญชีรายช่อื ใหเ ปน ไปตามท่ีนายอําเภอ เหน็ สมควร แตต องไมนอยกวาย่สี ิบคน ใหน ายอําเภอประกาศระยะเวลาในการรับสมัครเปน ผูไกลเ กล่ยี ไว ณ ทว่ี า การอาํ เภอ ที่ทาํ การ องคกรปกครองสว นทองถน่ิ ทท่ี าํ การผใู หญบาน และสถานที่ที่เปน ชมุ ชนตามท่ีเหน็ สมควร ในกรณมี ีเหตุอนั สมควร นายอําเภอจะขยายระยะเวลาตามวรรคสองออกไปอีกก็ได ขอ ๕ เม่ือพนวันรบั สมัครแลว ใหนายอาํ เภอรวบรวมรายชอื่ ผสู มัครซ่ึงมีคุณสมบัติและไมม ี ลักษณะตอ งหา มตามขอ ๔ พรอมทง้ั ประวตั ยิ อ ของแตล ะบุคคลเสนอคณะกรมการจังหวัดพจิ ารณาให ความเห็นชอบ ใหค ณะกรมการจงั หวัดพจิ ารณาใหความเห็นชอบบญั ชีรายชือ่ ใหแ ลวเสร็จภายในสามสบิ วนั นับแตวนั ทีไ่ ดร บั บญั ชรี ายชอื่ จากนายอาํ เภอ ใหนายอําเภอปดประกาศบญั ชีรายชือ่ ท่ีไดร ับความเห็นชอบไว ณ สถานท่ีตามขอ ๓ วรรคสอง ขอ ๖ ใหผูไกลเ กลยี่ พนจากบญั ชรี ายชอ่ื เม่ือ (๑) ตาย (๒) ลาออก โดยยนื่ เปนหนังสือตอ นายอาํ เภอ
- 210 - (๓) นายอาํ เภอโดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจังหวดั ส่ังใหพ นจากบัญชรี ายชอ่ื เพราะขาด คณุ สมบตั หิ รือมีลกั ษณะตองหามตามขอ ๔ (๔) ไมเขา รว มการไกลเ กลยี่ และประนอมขอ พิพาทตามกาํ หนดนัดหมายติดตอ กนั เกนิ สองคร้งั โดยไมแ จง เหตผุ ลความจาํ เปน ตอ ประธานคณะผูไกลเ กลย่ี (๕) ถกู ถอดถอนใหพ นจากบญั ชรี ายชอ่ื ตามขอ ๙ ขอ ๗ ในกรณีท่บี ัญชรี ายชื่อมจี ํานวนรายชื่อนอยกวาย่สี ิบคน หรือนอยกวาจํานวนที่นายอาํ เภอ เหน็ สมควร ใหน ายอําเภอดาํ เนินการรับสมัครและจัดทํารายชือ่ เพิม่ เติม ทั้งน้ี ใหน ําความในขอ ๓ ขอ ๔ และ ขอ ๕ มาใชบังคับโดยอนุโลม ขอ ๙ เมื่อคูพิพาทฝา ยใดฝายหน่ึงรองเรียนวา ผูไกลเกล่ียผูใดประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณตามขอ ๘ ใหน ายอาํ เภอดําเนนิ การสอบสวนขอ เทจ็ จรงิ เม่อื ผลการสอบสวนปรากฏวา มมี ลู และเปนกรณีประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณตามขอ ๘ (๑) (๔) (๖) หรอื (๗) ใหดําเนินการถอดถอนผูนน้ั พนจากบญั ชีรายชอ่ื โดยความเห็นชอบ ของคณะกรมการจงั หวดั ถาเปนกรณอี ืน่ ใหด าํ เนนิ การวา กลาวตกั เตอื นสัง่ ใหพ นจากการทําหนาที่ผไู กลเกล่ยี ในขอพิพาทนน้ั หรือถอดถอนใหพ น จากบัญชรี ายชอ่ื โดยความเหน็ ชอบของคณะกรมการจงั หวัด ตามที่ เห็นสมควร ถาการรอ งเรียนตามวรรคหน่งึ เปน การรองเรียนเมื่อเรมิ่ ตน กระบวนการไกลเ กลีย่ ไปแลว ใหน ายอาํ เภอสง่ั ระงบั การไกลเ กลย่ี ไวก อ นจนกวา จะทราบผลการสอบสวน และเมอ่ื ทราบผลการสอบสวนแลว ถา เปน กรณีท่ีนายอําเภอสั่งใหผไู กลเกลย่ี นั้นพน จากการทําหนาท่ีผูไกลเกล่ยี หรอื จะดําเนนิ การถอดถอน ใหพ นจากบญั ชีรายชือ่ ใหน ายอําเภอสงั่ ใหคูพ ิพาทเลอื กผูไกลเ กลีย่ อืน่ ทําหนา ทีแ่ ทนผูไ กลเกลยี่ ทถี่ ูกรอ งเรยี น และใหเ ปน ดุลพนิ จิ ของประธานคณะผูไกลเกลี่ยพจิ ารณาวา จะดาํ เนินกระบวนการไกลเกลย่ี ตอ ไปหรือ เรมิ่ ตนกระบวนการไกลเ กลีย่ ใหม ในกรณีท่ีคพู ิพาทฝายใดฝายหนงึ่ เห็นวาประธานคณะผูไกลเ กล่ยี ประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณ ตามขอ ๘ ใหรอ งเรียนตอ ผบู งั คับบญั ชาของผทู ําหนา ท่ปี ระธานคณะผไู กลเกล่ยี นน้ั ในกรณที ่ีผบู ังคบั บญั ชา ดังกลา วเหน็ สมควรเปลีย่ นผทู ําหนา ทปี่ ระธานคณะผูไกลเ กลี่ย ใหด าํ เนินการโดยเร็ว เวนแตนายอาํ เภอ เปน ประธานคณะผูไกลเกล่ยี ใหพนกั งานอัยการประจําจังหวดั ทําหนา ท่ปี ระธานคณะผไู กลเกล่ียแทน ขอ ๑๐ ใหน ายอาํ เภอตรวจสอบบญั ชรี ายช่อื เปน ประจําทุกปปฏทิ นิ ในกรณที มี่ ีการเปลี่ยนแปลง รายชื่อบคุ คลในบัญชีรายชื่อ ใหน ายอาํ เภอจัดทาํ บญั ชรี ายช่ือใหม และปด ประกาศใหทราบโดยท่ัวกนั ณ สถานท่ีตามขอ ๓ วรรคสอง ขอ ๑๑ ในกรณีท่ีคูพิพาทฝายใดฝา ยหน่งึ ประสงคจะใหม ีการไกลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาท ใหแ จง ความประสงคเ ปน คํารองขอตอนายอาํ เภอ โดยจะทําเปนหนังสือสงดวยตนเองหรือสง ทางไปรษณยี หรอื แจงดว ยวาจา ณ ทว่ี าการอาํ เภอทต่ี นมภี ูมลิ าํ เนาก็ได ในกรณีแจง ดว ยวาจา ใหน ายอาํ เภอจดแจงรายละเอยี ด และใหผูร อ งลงลายมอื ช่ือไวเปน หลกั ฐาน เมอ่ื นายอาํ เภอไดรับคาํ รองขอตามวรรคหนึง่ แลว ใหแ จง ใหคูพิพาทอีกฝายหน่งึ ทราบและสอบถาม วา ประสงคจ ะเขาสูกระบวนการไกลเกลย่ี และประนอมขอพิพาทหรือไม หากเปนกรณีทม่ี ีคูพ ิพาทหลายฝาย ใหแ จง และสอบถามคูพพิ าททุกฝา ย
- 211 - ในกรณที ่ีคพู ิพาททกุ ฝายตกลงยินยอมที่จะเขาสกู ระบวนการไกลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาท ใหนายอําเภอแจงเปนหนังสือใหคูพิพาททุกฝายทราบพรอมทัง้ กําหนดวัน เวลา และสถานทใ่ี หค พู ิพาททุกฝา ย มาพรอมกนั เพ่ือเลือกผไู กลเ กลี่ยและประธานคณะผูไกลเ กลยี่ เมอ่ื คพู ิพาททกุ ฝายมาพรอ มกนั แลว ใหน ายอาํ เภอดําเนนิ การใหค ูพิพาทเลอื กผูไกลเ กลยี่ ของตน และรวมกันเลือกวา จะใหนายอําเภอ พนักงานอยั การประจาํ จงั หวดั หรอื ปลดั อาํ เภอเปน ประธานคณะผูไกลเ กล่ยี และจดั ใหม ีการบนั ทึกความตกลงยนิ ยอมไวในสารบบการไกลเ กลยี่ และประนอมขอพิพาท พรอ มทง้ั ให คพู ิพาททุกฝา ยลงลายมือชื่อในสารบบน้นั ในกรณีที่คูพิพาทไมอ าจรวมกันเลอื กประธานคณะผไู กลเกล่ียได ใหนายอําเภอเปน ผกู าํ หนด ประธานคณะผไู กลเกลี่ย ในกรณที ี่คูพิพาทฝายใดฝายหนึ่งไมยินยอมเขา สูก ระบวนการไกลเ กลย่ี และประนอมขอ พิพาท ใหนายอําเภอจําหนายคํารองขอไกลเ กลีย่ และประนอมขอ พพิ าทนั้นและแจงใหผรู อ งขอทราบ ขอ ๑๒ เมื่อมกี ารเลอื กหรอื กําหนดผไู กลเ กล่ียและประธานคณะผไู กลเ กลีย่ แลว ใหป ระธาน คณะผูไกลเ กล่ยี นัดประชุมคณะผูไกลเ กลี่ยภายในเจ็ดวนั นับแตวันทมี่ ีคณะผูไกลเกลี่ยครบถวน เพ่ือพิจารณา คาํ รองขอไกลเกล่ยี และประนอมขอพิพาท ในกรณที ่ีเห็นวาผรู องขอใชส ิทธโิ ดยไมสุจริต หรอื การดาํ เนนิ การตอ ไป จะเปนผลใหเ กิดการไดเปรียบหรือเสียเปรียบแกคูพิพาทฝายใดฝายหนง่ึ ในการดําเนนิ คดีทางศาล ใหคณะผูไกลเ กล่ยี มีมติไมรับคํารองขอนั้นไวพ ิจารณาและใหย ุติเรือ่ ง ในกรณอี ืน่ ใหร บั คาํ รอ งขอน้ันไวเ พื่อดําเนนิ การตอไป แตก ารรบั ดงั กลา วใหอยูภ ายใตบ ังคับขอ ๑๔ ขอ ๑๙ และขอ ๒๐ ขอ ๑๓ การดําเนินการไกลเ กลีย่ และประนอมขอ พิพาท โดยปกตใิ หกระทาํ ณ ท่วี า การอําเภอ แตใ นกรณีจําเปน ประธานคณะผูไกลเกลี่ยจะกาํ หนดใหดําเนนิ การ ณ สถานที่ราชการอ่นื ก็ได แตตองแจง ใหคพู ิพาททราบลว งหนา ตามสมควร ใหอาํ เภอสงหนังสือนัดหมายการไกลเกลยี่ และประนอมขอพิพาทแจงวนั เวลา และสถานท่ี ไปยงั คณะผไู กลเกลย่ี และคูพิพาททุกฝายภายในเจด็ วันนับแตว นั ทีค่ ณะผูไกลเ กล่ยี รับคํารองขอไวพจิ ารณาตาม ขอ ๑๒ สําหรับการนัดครง้ั ตอ ๆ ไป ใหประธานคณะผูไกลเกลย่ี เปน ผูกําหนดและแจง ใหคูพ ิพาททุกฝา ย ทราบ และบนั ทึกการนัดหมายไวในสารบบการไกลเกลีย่ และประนอมขอพิพาท การสงหนังสือนดั หมายตามวรรคสอง ใหน ายอาํ เภอหรือประธานคณะผูไกลเ กล่ีย แลว แตกรณี ดาํ เนนิ การสง ทางไปรษณยี ลงทะเบยี นตอบรับใหแกคูพพิ าทและบคุ คลท่เี กยี่ วของ เวนแตผูน ้นั อยู ณ สถานที่ ไกลเ กลยี่ ในเวลาท่ีไดม ีการนัดหมายและไดลงลายมือชอื่ รบั รูไว ใหถ อื วา ไดสง โดยชอบแลว 6. กฎกระทรวงวา ดวยการไกลเกลีย่ ความผิดที่มโี ทษทางอาญา พ.ศ. 2553 ขอ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “อาํ เภอ” หมายความรวมถงึ กงิ่ อําเภอ “นายอาํ เภอ” หมายความรวมถึง ปลดั อาํ เภอผเู ปนหัวหนา ประจาํ กง่ิ อาํ เภอ “ปลัดอําเภอ” หมายความวา ปลดั อําเภอท่ีนายอําเภอมอบหมายใหเ ปน ผูไกลเกลี่ยคดคี วามผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญา
- 212 - “ความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญา” หมายความวา ความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นท่เี ปน ความผิดอันยอมความได และมิใชค วามผดิ เก่ียวกับเพศ ขอ ๓ บรรดาความผดิ ทม่ี โี ทษทางอาญาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเขตอาํ เภอใด ถา ผเู สียหายและผูถ กู กลา วหา ยนิ ยอมหรือแสดงความจาํ นงใหม ีการไกลเกลี่ย ใหน ายอาํ เภอหรอื ปลัดอําเภอของอาํ เภอนั้นเปน ผไู กลเกล่ยี ตามควรแกกรณี ขอ ๔ ผเู สยี หายหรอื ผถู กู กลา วหาผใู ดประสงคจ ะใหม กี ารไกลเกล่ียขอ พิพาท ใหแ จง ความประสงค เปน หนังสือหรอื ดว ยวาจาตอนายอําเภอหรือปลดั อาํ เภอ ณ ทีว่ า การอําเภอนั้น ในกรณที ่ีแจงความประสงคดวยวาจา ใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอทําบันทึกความประสงคนั้นไว และใหผูเ สียหายหรือผูถ ูกกลาวหาดังกลาว ลงลายมือช่ือไวดว ย เมือ่ นายอาํ เภอหรือปลดั อาํ เภอไดร ับแจง ความประสงคตามวรรคหนึ่งแลว ใหแจง ผเู สียหาย หรอื ผถู ูกกลาวหาอกี ฝา ยหนงึ่ ทราบและสอบถามวา จะยนิ ยอมหรอื แสดงความจํานงเขา สูกระบวนการ ไกลเ กลย่ี หรือไม หากเปน กรณีทีม่ ีผเู สียหายหรอื ผูถกู กลา วหาหลายฝาย ใหแ จง และสอบถามทุกฝา ย ในกรณีที่ผูเสียหายและผถู ูกกลาวหาทุกฝา ยตกลงยินยอมหรอื แสดงความจาํ นงทจ่ี ะเขา สูกระบวนการ ไกลเ กล่ีย ใหน ายอําเภอหรือปลดั อําเภอแจงใหท ุกฝา ยทราบ และจัดใหม ีการบนั ทึกการยนิ ยอมหรอื ความจาํ นง เขาสูกระบวนการไกลเกลี่ยไวในสารบบการไกลเกลย่ี ขอพิพาทคดีอาญาพรอ มท้ังใหผ เู สยี หายและผถู ูกกลาวหา ทกุ ฝายลงลายมือช่อื ในสารบบนน้ั ในกรณที ีผ่ ูเสียหายหรอื ผถู ูกกลาวหาฝา ยใดฝายหน่ึงไมย ินยอมหรอื ไมแสดงความจํานงเขา สู กระบวนการไกลเ กล่ยี ใหการแจงความประสงคตามวรรคหนง่ึ ส้ินผลไป และใหนายอําเภอหรอื ปลัดอําเภอ แจง ผูเ สยี หายหรอื ผูถกู กลา วหาฝายที่เหลือทราบดว ย ขอ ๕ ในกรณีทีน่ ายอาํ เภอหรอื ปลัดอาํ เภอเห็นวาสทิ ธนิ าํ คดอี าญามาฟองไดระงบั ไปตามประมวล กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาแลว กอนวันแจงความประสงคต ามขอ ๔ วรรคหน่ึงหรือจะระงับไปกอนวันที่ นายอําเภอหรือปลัดอาํ เภอแจงใหผ เู สยี หายหรอื ผูถกู กลา วหาอกี ฝา ยหน่ึงทราบตามขอ ๔ วรรคสอง หา มไมให นายอําเภอหรือปลัดอําเภอรับขอพิพาทนั้นไวไกลเกลีย่ และใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอแจง ใหผแู จงความ ประสงคท ราบโดยพลนั ขอ ๖ การแจง ความประสงคต ามขอ ๔ วรรคหนึ่ง ไมใชคํารองทุกขต ามประมวลกฎหมายวธิ ี พจิ ารณาความอาญา ขอ ๗ เมื่อผเู สยี หายและผูถกู กลาวหาทุกฝายไดลงลายมือชื่อในสารบบการไกลเกลย่ี ขอพิพาท คดอี าญาตามขอ ๔ วรรคสาม แลว ใหน ายอําเภอหรือปลัดอาํ เภอรบั ขอพิพาทนน้ั ไวไกลเ กลยี่ ตอ ไป และ แจงใหผ ูเ สียหายและผูถูกกลาวหาทุกฝายทราบถึงสิทธิของตนและผลของการไกลเกล่ยี ขอพิพาทตามขอ ๑๒ ขอ ๑๔ ขอ ๑๕ และขอ ๑๗ พรอมท้ังสอบถามรายละเอียดเกย่ี วกบั ขอพิพาทจากผเู สียหายและผูถูกกลาวหาทกุ ฝาย รวมทั้งผูทเ่ี ก่ยี วของ และบันทึกการแจง และรายละเอยี ดเกย่ี วกับขอพิพาทดังกลา วไวใ นสารบบการไกลเกล่ยี ขอ พพิ าทคดีอาญา
- 213 - การบนั ทกึ รายละเอยี ดเกี่ยวกับขอ พิพาทตามวรรคหนึ่ง ใหบันทกึ เฉพาะการกระทําทเ่ี กย่ี วของกับ ขอพิพาทตามทไี่ ดความจากผูเสียหายและผูถ ูกกลา วหาทุกฝายและผูที่เก่ียวขอ ง รวมทง้ั วนั เวลาสถานที่ และบุคคลหรือส่ิงของทีเ่ กยี่ วของกับขอพิพาท ใหน ายอาํ เภอหรือปลัดอาํ เภออา นขอ ความที่บันทึกไวในสารบบการไกลเ กลยี่ ขอพิพาทคดีอาญา ตามวรรคหนึง่ ใหผ ูเสยี หายและผูถ กู กลาวหาทุกฝา ยฟง แลว ใหผ ูเสยี หายและผถู ูกกลา วหาทุกฝา ย นายอําเภอ หรอื ปลัดอําเภอ ลงลายมือช่ือไวเปนหลักฐาน ขอ ๘ ในการสอบถามรายละเอียดเก่ียวกบั ขอพิพาทตามขอ ๗ วรรคหนึ่ง ใหนายอําเภอ หรือปลัดอําเภอกระทาํ ตอหนาผูเสยี หายและผูถ ูกกลา วหาทุกฝา ย เวน แตผ ูเสียหายหรือผูถูกกลา วหาฝา ยใดฝา ยหน่ึง ไมมาตามทน่ี ัดหมายโดยไมมเี หตอุ นั สมควร จะกระทาํ ลบั หลงั ผเู สียหายหรือผูถูกกลาวหาฝายน้นั กไ็ ด ทัง้ นี้ ในการไกลเ กล่ยี นนั้ จะไกลเกลย่ี พรอ มกนั หรอื แยกกันก็ได แตใ นการตกลงกันนั้นใหกระทาํ ตอหนา ผเู สยี หายและ ผูถกู กลา วหาทุกฝา ย ผูเสยี หายและผถู กู กลาวหาทกุ ฝา ยมีสิทธิใหผ ซู ่งึ ตนไวว างใจไมเ กินสองคนเขา รบั ฟงการไกลเกล่ยี ได แตในการไกลเกล่ยี คร้งั ใด หากนายอําเภอหรือปลดั อาํ เภอเหน็ วาการมีบคุ คลอื่นซ่ึงไมใชผูเ สียหายหรอื ผถู ูกกลาวหา อยูด ว ยจะเปน อปุ สรรคตอการไกลเ กลยี่ จะดาํ เนินการไกลเ กลย่ี ครงั้ น้ันโดยมใิ หบคุ คลอื่นซึ่งมิใชผ เู สยี หาย หรือผถู กู กลาวหาเขา รว มรบั ฟงก็ได ขอ ๙ การดาํ เนนิ การไกลเ กลย่ี ขอพิพาท ใหก ระทํา ณ ทว่ี า การอําเภอ หรอื ในกรณีจาํ เปน จะกระทาํ ณ สถานท่รี าชการอน่ื ตามที่นายอําเภอกาํ หนดก็ได แตต อ งแจง ใหผเู สียหายและผูถูกกลา วหาทกุ ฝายทราบ ลวงหนา ตามสมควร ใหน ายอําเภอหรือปลดั อําเภอสง หนงั สือนดั หมายการไกลเกล่ียไปยงั ผูเสยี หายและผูถกู กลาวหาทุกฝาย เวน แตผ นู ้ันไดร ับแจงดวยวาจาและลงลายมือช่อื รบั รูไว ใหถ ือวา เปน การนัดหมายโดยชอบแลว ขอ ๑๐ เพื่อประโยชนในการไกลเ กลยี่ ขอพิพาท นายอําเภอหรือปลัดอําเภออาจเปดโอกาส ใหผเู สียหายหรอื ผูถกู กลาวหาเสนอขอผอนผนั ใหแ กก นั หรอื อาจเสนอทางเลือกใหแกผเู สยี หายหรือผูถ กู กลา วหา ผอ นผันใหแกกันก็ได แตห า มไมใหนายอาํ เภอหรอื ปลดั อาํ เภอวนิ ิจฉัยขอ เทจ็ จรงิ หรือช้ขี าดขอ พพิ าท ขอ ๑๑ เมื่อผูเ สียหายและผถู กู กลา วหาทกุ ฝายตกลงยินยอมตามที่ไกลเกลี่ย ใหนายอําเภอ หรือปลัดอําเภอจดั ทําเปน หนังสือตกลงยนิ ยอม และบนั ทึกการตกลงยนิ ยอมน้ันไวในสารบบการไกลเกล่ยี ขอ พพิ าทคดีอาญา หนังสือตกลงยนิ ยอมตามวรรคหนงึ่ ใหระบวุ ัน เดอื น ป และรายละเอยี ดความตกลงยนิ ยอม รวมทง้ั กําหนดระยะเวลาการปฏบิ ัตติ ามความตกลงยินยอมใหช ัดเจน และใหนาํ ความในขอ ๗ วรรคสาม มาใชบังคบั โดยอนุโลม ขอ ๑๒ เมื่อผเู สียหายและผถู ูกกลาวหาทุกฝา ยไดปฏบิ ตั ติ ามความตกลงยินยอมตามขอ ๑๑ แลวใหค ดอี าญาเปนอนั เลิกกันและสทิ ธิการนาํ คดีอาญามาฟองระงับไปตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณา ความอาญา ในกรณที ่ีมีการรองทุกขหรอื ย่นื ฟองตอศาลไว ใหนายอําเภอหรือปลัดอําเภอแจงตอ พนกั งาน สอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แลวแตก รณี
- 214 - ขอ ๑๓ นายอําเภอหรือปลัดอําเภอจะเปด เผยขอ เทจ็ จรงิ ใดท่ีไดมาจากการดําเนนิ การไกลเกล่ีย ขอ พพิ าทมิได เวนแตเปน การเปด เผยตามคําส่งั ศาล ขอ ๑๔ ในกรณีที่ผเู สียหายและผูถูกกลาวหาทุกฝา ยไดตกลงยินยอมตามท่ีไกลเ กลยี่ แลว แตไ มไดป ฏบิ ัติ ตามความตกลงยินยอมหรือปฏิบัติไมครบถว นภายในเวลาท่ีตกลงกันไว ใหน ายอําเภอหรือปลัดอําเภอจาํ หนา ย ขอพิพาทน้ันออกจากสารบบการไกลเกลี่ยขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๕ ผเู สยี หายหรอื ผถู กู กลาวหาฝายใดฝายหน่ึงจะบอกเลกิ การไกลเ กลยี่ ขอพิพาทโดยทําเปน หนังสือหรือดวยวาจาตอนายอําเภอหรือปลัดอําเภอเมือ่ ใดก็ได ในกรณบี อกเลิกดว ยวาจาใหนายอาํ เภอหรือ ปลดั อําเภอบันทกึ การบอกเลิกนนั้ ไวพ รอมทัง้ ใหผเู สยี หายหรือผถู ูกกลาวหาฝายทบ่ี อกเลกิ ลงลายมือชอื่ ไวเปน หลกั ฐาน เมอ่ื นายอาํ เภอหรอื ปลดั อําเภอไดรับการบอกเลกิ การไกลเ กล่ยี ขอพิพาทตามวรรคหนงึ่ ใหจ าํ หนาย ขอพิพาทนน้ั ออกจากสารบบการไกลเกลีย่ ขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๖ ใหนายอําเภอหรอื ปลดั อําเภอทําการไกลเ กล่ยี ขอพิพาทใหแ ลว เสร็จภายในสบิ หาวัน นับแตว นั ท่ไี ดรบั ขอ พพิ าทไว เวน แตมคี วามจาํ เปน และผูเสียหายและผูถกู กลา วหาทกุ ฝายยนิ ยอมใหน ายอําเภอ หรอื ปลัดอําเภอขยายเวลาไดอีกไมเ กนิ สิบหา วนั เมอื่ พนระยะเวลาตามวรรคหน่ึงแลว ถาผูเสยี หายและผถู กู กลา วหาทกุ ฝายไมสามารถตกลง ยนิ ยอมกันได ใหน ายอาํ เภอหรือปลัดอาํ เภอจาํ หนายขอพพิ าทน้ันออกจากสารบบการไกลเ กลย่ี ขอพิพาทคดีอาญา ขอ ๑๗ ขอพิพาทใดทน่ี ายอําเภอหรอื ปลัดอาํ เภอจําหนา ยออกจากสารบบการไกลเกลี่ยขอ พิพาท คดอี าญาตามขอ ๑๖ วรรคสอง นายอําเภอหรอื ปลดั อาํ เภอจะรบั ขอพิพาทนัน้ เขา สูกระบวนการไกลเ กล่ยี อกี ไมได ขอ ๑๘ เมอ่ื นายอาํ เภอหรอื ปลดั อาํ เภอจาํ หนา ยขอ พิพาทออกจากสารบบการไกลเ กลย่ี ขอ พิพาท คดีอาญาแลว ใหบ นั ทึกเหตุแหง การจาํ หนายขอพิพาทไวด วย สรปุ ประเดน็ ทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ 1. อาํ นาจหนา ท่ีของนายอาํ เภอตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการแผน ดนิ พ.ศ. 2534 1.1 นายอาํ เภอมีหนา ท่ีปฏิบตั ภิ ารกจิ ของอําเภอดังตอ ไปน้ี (1) นําภารกิจของรฐั และนโยบายของรฐั บาลไปปฏบิ ัตใิ หเ กิดผลสัมฤทธิ์ (2) ดแู ลใหมีการปฏบิ ัติและบังคบั การ ใหเปน ไปตามกฎหมายเพอ่ื ใหเ กดิ ความสงบเรียบรอย และเปนธรรมในสังคม (3) จดั ใหม ีการคุมครองปอ งกนั สงเสริม และชวยเหลือประชาชนและชมุ ชนที่ดอยโอกาส เพอ่ื ใหไ ดรับความเปนธรรมทัง้ ดา นเศรษฐกจิ และสังคมในการดํารงชวี ิตอยางพอเพยี ง (4) จัดใหมีการบริการภาครัฐเพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงไดอยางเสมอหนา รวดเรว็ และมคี ุณภาพ (5) จดั ใหม ีการสง เสรมิ อุดหนุน และสนบั สนนุ องคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ เพ่อื ใหสามารถ ดําเนินการตามอาํ นาจและหนา ทีข่ ององคกรปกครองสวนทองถิ่น และใหม ขี ีดความสามารถพรอมทจ่ี ะดาํ เนินการ ตามภารกจิ ที่ไดร บั การถา ยโอนจากกระทรวง ทบวง กรม (6) ปฏิบัตหิ นา ทอ่ี ่ืนตามท่ีคณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือหนวยงานอ่ืนของรัฐ มอบหมาย หรือทม่ี ีกฎหมายกําหนด
- 215 - 1.2 นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ท่ีสง เสรมิ สนบั สนนุ และจัดใหม กี ารบริการรวมกนั ของหนวยงาน ในลักษณะศูนยบริการรวม 1.3 นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนาทป่ี ระสานงานกบั องคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อรวมมือกับ ชมุ ชนในการดําเนินการใหม ีแผนชมุ ชน เพ่ือรองรบั การสนบั สนนุ งบประมาณจากองคกรปกครองสว นทองถน่ิ จงั หวดั และกระทรวง ทบวง กรม 1.4 นายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ที่ในการไกลเกลี่ยหรอื จัดใหม ีการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาท เพ่ือใหเ กิดความสงบเรยี บรอยทางสังคม ดงั นี้ (1) ในอาํ เภอหน่ึง ใหมีคณะบุคคลผูทําหนาทไี่ กลเกล่ยี และประนอมขอพิพาทของประชาชน ที่คูกรณฝี ายใดฝายหนึ่งมภี มู ลิ ําเนาอยูในเขตอําเภอ ในเร่ืองท่ีพิพาททางแพงเกี่ยวกบั ทดี่ ินมรดก และขอพิพาท ทางแพง อืน่ ทมี่ ีทุนทรัพยไมเ กนิ สองแสนบาทหรือมากกวา นัน้ ตามทกี่ ําหนดในพระราชกฤษฎีกา ใหน ายอําเภอโดยความเห็นชอบของคณะกรมการจังหวัดทําบัญชีรายช่ือบคุ คลทีจ่ ะทํา หนา ที่เปน คณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเ กลี่ยและประนอมขอพิพาท โดยคัดเลือกจากบุคคลที่มีความรหู รือมี ประสบการณเหมาะสมกบั การทาํ หนาท่ไี กลเ กลีย่ ขอพิพาท เมอ่ื มีขอพิพาทเกิดข้ึนและคูพพิ าทตกลงยินยอมใหใ ชวธิ ีการไกลเ กล่ียขอ พิพาท ใหคูพพิ าท แตล ะฝายเลือกบุคคลจากบัญชีรายชอ่ื ตามวรรคสองฝายละหนึ่งคน และใหนายอําเภอ พนักงานอัยการประจํา จังหวัด หรือปลดั อาํ เภอทีไ่ ดรบั มอบหมายคนหนึง่ เปน ประธาน เพือ่ ทําหนา ทีเ่ ปน คณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเ กล่ีย และประนอมขอ พิพาท ใหคณะบุคคลผูทําหนาทีไ่ กลเกลี่ยและประนอมขอพิพาทมีอํานาจหนาที่รับฟงขอพิพาท โดยตรงจากคพู ิพาท และดาํ เนนิ การไกลเ กล่ียใหเ กิดขอตกลงยนิ ยอมรว มกนั ระหวางคูพิพาทโดยเรว็ ถา คพู พิ าท ทั้งสองฝายตกลงกันได ใหค ณะบุคคลผทู าํ หนา ทีไ่ กลเ กล่ยี และประนอมขอพิพาทจัดใหมกี ารทําสัญญาประนีประนอม ยอมความระหวางคูพิพาท และใหถือเอาขอตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความมผี ลผกู พันคูพพิ าท ทัง้ สองฝา ย ในกรณที ่ีคูพิพาทไมอ าจตกลงกนั ได ใหคณะบุคคลผูทาํ หนาทไ่ี กลเ กลี่ยและประนอมขอ พิพาท สง่ั จําหนายขอ พพิ าทนัน้ ขอตกลงตามวรรคสีใ่ หมีผลเชน เดียวกบั คําช้ีขาดของอนญุ าโตตลุ าการตามกฎหมายวา ดว ย อนุญาโตตุลาการ หลกั เกณฑและวิธีการจัดทําบัญชี การดําเนินการไกลเกลยี่ ขอพิพาทและการจัดทําสัญญา ประนีประนอมยอมความ ตลอดจนคา ตอบแทนของคณะบุคคลผูทําหนา ที่ไกลเกลย่ี และประนอมขอพิพาท ใหเปนไปตามทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง ในกรณที ค่ี ูพพิ าทฝายใดฝายใดฝา ยหนง่ึ ไมปฏิบัตติ ามสัญญาประนปี ระนอมยอมความใหค ูพพิ าท อกี ฝายหนงึ่ ย่ืนคาํ รองตอพนักงานอัยการ และใหพนักงานอัยการดาํ เนินการยื่นคํารองตอศาลที่มเี ขตอํานาจเพ่ือให ออกคาํ บังคบั ใหต ามสญั ญาประนปี ระนอมยอมความดงั กลา วโดยใหน าํ กฎหมายวาดว ยอนญุ าโตตุลาการมาใช บงั คบั โดยอนโุ ลม (2) บรรดาความผิดทม่ี โี ทษทางอาญาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในเขตอําเภอใดหากเปน ความผดิ อนั ยอม ความได และมิใชความผดิ เก่ียวกับเพศ ถา ผเู สยี หายและผูถูกกลาวหายนิ ยอม หรือแสดงความจาํ นงใหนายอําเภอ ของอําเภอน้ันหรือปลัดอําเภอท่นี ายอาํ เภอดงั กลาวมอบหมายเปนผูไกลเกลีย่ ตามความแกก รณี และเมื่อ
- 216 - ผเู สียหายและผถู ูกกลาวหายินยอมเปนหนังสือตามที่ไกลเกลย่ี และปฏบิ ัติตามคําไกลเกล่ยี ดังกลา วแลว ใหค ดีอาญา เปน อันเลกิ กนั ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ในกรณีทผ่ี เู สยี หายและผูถูกกลา วหาไมยนิ ยอมตามที่ไกลเกลี่ย ใหจําหนา ยขอพิพาท นัน้ แตเ พ่ือประโยชนในการทีผ่ ูเสยี หายจะไปดําเนินคดีตอไป อายุความการรองทุกขต ามประมวลกฎหมาย อาญา ใหเร่มิ นบั แตวันทีจ่ าํ หนายขอ พพิ าท หลักเกณฑแ ละวธิ ใี นการดําเนนิ การตามวรรคหนง่ึ ใหเ ปน ไปตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง 1.5 นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ทเ่ี ปนหวั หนาปกครองบังคับบัญชาบรรดาขาราชการในอําเภอ และรบั ผิดชอบงานบรหิ ารราชการของอําเภอโดยมปี ลัดอาํ เภอและหัวหนาสวนราชการประจาํ อําเภอ ซง่ึ กระทรวง ทบวง กรมตา งๆ สง มาเปนผูชวยเหลอื นายอําเภอ และนายอาํ เภอมอี ํานาจในการแตงตง้ั ปลดั อาํ เภอ หรือ หวั หนา สว นราชการประจําอาํ เภอผมู ีอาวโุ สตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการใหเ ปน ผรู กั ษาราชการแทน ในกรณที ี่มผี ูดาํ รงตําแหนงนายอําเภอ แตไมอาจปฏิบตั ริ าชการได 1.7 นายอําเภอมีอาํ นาจหนาทใ่ี นการบริหารราชการอําเภอ ดังน้ี (1) บรหิ ารราชการตามกฎหมายและระเบยี บแบบแผนของทางราชการ ถา กฎหมายใดมิได บัญญตั วิ าการปฏิบัตติ ามกฎหมายนั้นเปน หนาที่ของผูใดโดยเฉพาะ ใหเปน หนาที่ของนายอาํ เภอทจ่ี ะตอง รักษาการใหเปนไปตามกฎหมายน้นั ดวย (2) บริหารราชการตามทีค่ ณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่ นายกรัฐมนตรีสง่ั การในฐานะหัวหนา รฐั บาล (3) บรหิ ารราชการตามคาํ แนะนําและคาํ ชีแ้ จงของผูวา ราชการจงั หวดั และผมู ีหนา ท่ี ตรวจการอืน่ ซง่ึ คณะรฐั มนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผวู าราชการจังหวัดมอบหมาย ใน เมอื่ ไมขดั ตอกฎหมาย ระเบยี บ ขอ บังคับ หรือคําส่ังของกระทรวง ทบวง กรม มตขิ องคณะรฐั มนตรี หรือ การสง่ั การของนายกรฐั มนตรี 1.8 นายอาํ เภอมหี นา ท่ีควบคมุ การบริหารราชการสวนทองถิน่ ในอาํ เภอตามกฎหมาย 2. อาํ นาจหนา ทขี่ องนายอาํ เภอตามกฎหมายลําดบั รองอืน่ ๆ 2.1 ใหนายอาํ เภอ จัดใหส ว นราชการท่ีรับผิดชอบดําเนินการเกย่ี วกับการบรกิ ารประชาชน ในเรื่องเดยี วกนั หรือตอเน่ืองกนั ในอาํ เภอน้ัน รว มกันจัดตง้ั ศนู ยบรกิ ารรว มไว ณ ท่ีวาการอําเภอ หรอื สถานทีอ่ ื่น ตามทเ่ี หน็ สมควร โดยประกาศใหป ระชาชนทราบ และใหน าํ ความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบ งั คบั ดวยโดยอนโุ ลม 2.2 นายอาํ เภอมหี นา ทท่ี จ่ี ะตอ งมอบอาํ นาจของตนตามแนวทางทก่ี าํ หนดในพระราชกฤษฎีกา วา ดว ยการมอบอาํ นาจ พ.ศ. 2550 2.3 นายอําเภอมีหนาที่จัดประชุม เพ่ือสรรหาผแู ทนภาคประชาสงั คมจากบุคคลซึ่งอยใู นเขต เทศบาลทไ่ี ดร บั การคดั เลอื กจากนายกเทศมนตรแี ละประธานสภาองคก รชมุ ชนตาํ บลในเขตอาํ เภอ และจากบคุ คล ซง่ึ อยูนอกเขตเทศบาลที่ไดร ับการคัดเลือกจากนายกองคการบรหิ ารสวนตาํ บล กํานัน ผูใหญบ าน และประธานสภา องคกรชมุ ชนตําบล เพอ่ื ใหไดผแู ทนภาคประชาสงั คมอาํ เภอละไมเ กินหกคน ตามพระราชกฤษฎีกาวาดวย การบรหิ ารงานจงั หวดั และกลุมจงั หวดั แบบบรู ณาการ พ.ศ. 2551
- 217 - 2.4 นายอาํ เภอมหี นา ท่ดี ําเนนิ การสรรหากรรมการผแู ทนภาคประชาสงั คมของอาํ เภอและกรรมการ ผแู ทนสมาชกิ สภาทอ งถน่ิ ของอําเภอ ตามระเบยี บสาํ นกั นายกรฐั มนตรวี า ดว ยคณะกรรมการธรรมาภบิ าลจงั หวดั 2.5 นายอําเภอมีอาํ นาจหนาทใ่ี นการไกลเ กลยี่ หรอื จดั ใหมีการไกลเ กล่ียประนอมขอพิพาท ทางแพง และความผดิ ทมี่ ีโทษทางอาญา ตามกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพพิ าททาง แพง พ.ศ. 2553 และกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลย่ี ความผิดทีม่ โี ทษทางอาญา พ.ศ. 2553 3.2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ 3.2.1 กรมชลประทาน กรมชลประทาน มกี ฎหมายท่ีเกีย่ วของกับอํานาจหนาท่ขี องนายอาํ เภอสรปุ ได ดงั น้ี (1) พระราชบญั ญตั กิ ารชลประทานราษฎร พทุ ธศกั ราช 2482 มาตราทเี่ กย่ี วของ มาตรา 4 ในพระราชบญั ญัตนิ ี้ “เจา พนักงาน” หมายความวา คณะกรมการจงั หวดั ขา หลวงประจาํ จงั หวดั คณะกรมการอําเภอ นายอาํ เภอ กํานัน ผใู หญบาน หัวหนา หรอื ผชู วยหัวหนา การชลประทานและเจา พนกั งานผคู วบคมุ การ ชลประทาน มาตรา 7 ผใู ดจะทําการชลประทานสว นบุคคล จะตองขอและไดรับอนญุ าตจากพนกั งานเจา หนาที่เสียกอน เวน แตจ ะไดทาํ ขึ้นเพ่ือประโยชนแกเนื้อที่ไมเ กนิ สองรอยไร หรือเปนการกระทําชั่วครง้ั คราว ซ่งึ มไิ ดมีการ กอ สรา งไวเปน ประจํา แตทัง้ น้ีตอ งไมก ีดขวางทางนา้ํ สาธารณะหรอื ทําใหเ สียหายแกบ ุคคลอนื่ การขออนุญาตน้ัน ใหย ่นื คําขอตอคณะกรมการอาํ เภอเจาของทองที่ และใหค ณะกรมการอาํ เภอ ปดประกาศโฆษณาไว ณ ท่วี า การอําเภอและในตาํ บลติดตอกับตําบลที่จะทาํ การชลประทานนน้ั เปนเวลาสบิ หา วัน ผใู ดเห็นวาตนจะไดรับความเสียหายจากการชลประทานนี้ ใหย่นื คํารองคดั คา นตอคณะกรมการอาํ เภอ ภายใน ระยะเวลาดังกลา วแลว เฉพาะในกรณีฉุกเฉินใหพ ิจารณาอนุญาตไปกอนได การอนุญาตตามความในวรรคตน (1) ถาทาํ ขึ้นเพื่อประโยชนแ กเนือ้ ทไ่ี มเ กินหารอยไรและอยูใ นทองท่ีอําเภอเดียวกัน ใหคณะ กรมการอําเภอน้ันเปนผพู ิจารณาอนญุ าตแลว รายงานใหจ งั หวดั ทราบ และใหจ ังหวดั รายงานไปยังกระทรวง เกษตราธกิ าร มาตรา 10 เจาของการชลประทานสว นบุคคล จะตองปฏิบตั ิการมใิ หเ กิดความเสยี หายแก ประโยชนของบุคคลอื่นและจะตอง ปลอยนํ้าใหท ่ีดินท่ีอยูใกลเคียงซ่ึงเคยไดร ับน้ําจากการชลประทานนน้ั มาแตกอ น ไดใชส อยตามสมควร ถา เจาของหรือผูควบคุมกระทําหรืองดเวน กระทําการอยางหน่ึงอยางใดอันอาจจะเกดิ ความเสยี หายแกบคุ คลอื่นหรือสงิ่ สาธารณประโยชน ใหคณะกรมการอําเภอมีอาํ นาจสงั่ ใหเ จาของหรือผูควบคมุ กระทาํ อยา งหน่ึงอยาง ใดไดตามท่ีเหน็ สมควร ถา พน กาํ หนดเวลา เจา ของหรือผูควบคุมไมปฏิบัติตาม ใหคณะ กรมการอําเภอมอี าํ นาจเขา ดาํ เนนิ การเพ่ือปองกันความเสียหายไดท ันที
- 218 - มาตรา 10 ทวิ ในการจัดทาํ การชลประทานสว นบคุ คลตามหมวดน้ี ไมว า จะตองขออนญุ าต ตามมาตรา 7 หรือไมกต็ าม ถา มีความจาํ เปน ตองใชท ีด่ ินของบุคคลอนื่ หรือท่ีดนิ อนั เปนสาธารณสมบตั ิของแผน ดิน ผูจัดทาํ การชลประทานสว นบุคคลดังกลา วอาจทาํ ทางนํา้ ผานทด่ี ินนั้นได เม่อื ขอและไดรบั อนญุ าตจากพนกั งาน เจา หนา ทีแ่ ลว แตตอ งใชค าทดแทนใหแ กเจา ของที่ดินดังกลา ว การขออนญุ าตตามวรรคหนง่ึ ใหผ ูขออนญุ าตยน่ื คําขอตอนายอาํ เภอเจา ของทอ งท่ีและจะตองปฏิบตั ิ ตามมาตรา 8 (1) ดว ย และใหน ายอําเภอแจงใหเ จา ของและผคู รอบครองทีด่ นิ ทีจ่ ะทําทางนํ้าผา นทราบ โดยจดหมายลงทะเบยี นไปยังภูมิลําเนาของเจาของและผูครอบครองทด่ี ินพรอมทั้งปด ประกาศ ณ สํานักงาน ที่ดนิ จงั หวัด ท่ีวาการเขต ทีว่ า การอําเภอ ที่ทําการกํานันในทองที่ และทด่ี นิ ทจี่ ะทําทางน้าํ ผานลวงหนา ไมน อยกวา สบิ หา วนั ผูใดเหน็ วาตนจะไดรับความเสยี หายจากการทําทางนาํ้ ผา นที่ดนิ ใหยน่ื คํารองคดั คานตอนายอําเภอ ภายในระยะเวลาดงั กลา วแลว เฉพาะในกรณฉี กุ เฉินใหพ ิจารณาอนุญาตไปกอ นได ในกรณีทพี่ นักงานเจาหนา ที่อนญุ าตตามคําขอ ใหปดประกาศและแจงการอนญุ าตพรอมทัง้ รายละเอียดใหเจา ของและผูครอบครอง ที่ดินทราบโดยวธิ ีการดงั ระบุไวในวรรคสองลวงหนาไมน อยกวา เจด็ วัน ใหน าํ มาตรา 7 วรรคสามมาใชบ งั คบั แกก ารอนญุ าตตามวรรคหน่งึ โดยอนโุ ลม ทง้ั น้ี ตองคํานงึ ถึง ความเหมาะสมตามหลักชลประทาน และจะตองใหเ กดิ ความเสยี หายแกเ จา ของหรือผูครอบครองทีด่ ิน นอ ยที่สดุ จาํ นวนเงนิ คาทดแทนน้ันไมอาจตกลงกันได ผูข ออนุญาตอาจรองขอตอ คณะกรรมการซง่ึ ประกอบดว ย ผวู า ราชการจังหวัดเปน ประธานกรรมการ ประธานสภาจังหวัดเปนรองประธานกรรมการ เจาพนักงานท่ดี นิ จังหวัด เกษตรจังหวัด ผูแทนกรมชลประทาน และนายอําเภอหรอื ปลัดอําเภอผเู ปน หัวหนาประจํากิ่งอาํ เภอ ทองที่เปนกรรมการ เปนผูก ําหนด โดยใหคาํ นึงถึงสภาพของท่ีดนิ ตลอดจนประโยชนท ผี่ ูขออนญุ าตจะไดรับ และความเสียหายทจ่ี ะเกิดแกเจา ของหรือผคู รอบครองที่ดินอนื่ ดวย เมอื่ คณะกรรมการไดกําหนดจํานวนเงนิ คา ทดแทนตามวรรคหาแลวเจา ของท่ีดินไมยอมรบั เงิน คา ทดแทน และพนักงานเจาหนา ท่ีไดป ดประกาศตามวรรคสามโดยอนโุ ลม และไดว างเงินคาทดแทนดงั กลาว ตอศาลแลว ผูขออนญุ าตมีสิทธิเขาดําเนินการได การที่เจา ของที่ดินไมย ินยอมตกลงในจํานวนเงินคา ทดแทนทีด่ ินตามทค่ี ณะกรรมการ กาํ หนด ในวรรคหา รบั หรือไมรบั เงนิ คาทดแทนที่ไดวางไวต อศาล ไมตัดสทิ ธเิ จาของทด่ี นิ จะฟองเรียกเงินสวนทตี่ น เห็นวาควรจะไดร ับภายใน หนึ่งรอ ยแปดสิบวัน นับแตวันที่ไดว างเงินตอศาล ในกรณีศาลพพิ ากษาใหช ําระเงนิ คา ทดแทนเพ่ิมขึ้น ใหเ จาของท่ีดินไดรบั ดอกเบ้ียในอัตรารอยละเจด็ ครึ่งตอปในเงินสวนท่ี เพิ่มข้นึ นั้นนบั จาก วันท่วี างเงินคา ทดแทนตอศาล การท่ีเจา ของทดี่ ินฟองคดยี งั ศาลตามวรรคเจด็ ไมเ ปนเหตใุ หการครอบครองการใชท ด่ี ินของ ผูขออนุญาตสะดุดหยุดลง มาตรา 10 ตรี ทางนาํ้ ตามมาตรา 10 ทวิ ตองใชเพ่ือประโยชนของที่ดนิ ที่ไดรับนา้ํ จากทางน้ํานัน้ ถา ตอ มาทีด่ ินท่ีไดร บั นาํ้ น้ันหมดความจําเปนทจี่ ะใชน า้ํ จากทางนาํ้ นัน้ เพื่อประกอบการเพาะปลูกอกี ตอไป เมื่อเจาของหรือผูครอบครองที่ดินที่มีทางนํ้าผานรองขอและไดรบั อนญุ าตจากพนักงานเจาหนา ท่ีแลว ใหส ิทธิ ของเจา ของหรือผคู รอบครองทดี่ นิ ท่ไี ดรบั นํ้าจากทางนํา้ น้ันเปน อนั สิ้นสุดลง
- 219 - ในระหวา งทที่ างนา้ํ จะตองใชเพอ่ื ประโยชนของที่ดนิ ที่ไดร ับน้ํา เจา ของหรือผูครอบครองท่ีดนิ ที่ไดร ับนํ้ามีสิทธิทําการทกุ อยางอนั จําเปน เพ่ือรักษาและใชทางนา้ํ นนั้ โดยใหเ กิดความเสียหายแกเ จาของ หรือผูครอบครอง ท่ีดนิ ท่มี ีทางนํ้าผา นนอยท่ีสุดตามพฤติการณ มาตรา 13 ใหนายอาํ เภอมอี ํานาจต้ังบุคคลท่สี มควรตามความเหน็ ชอบของราษฎรสว นมากทไ่ี ดรบั ประโยชนใ นเขตการชลประทาน เปน หวั หนา การชลประทานรายนน้ั หรอื เปน ผชู ว ยตามจาํ นวนท่ีเหน็ สมควร และใหมีอาํ นาจถอดถอนบุคคลท่ีไดร ับแตงตงั้ ดังวาน้นั ในเมื่อราษฎรสว นมากเหน็ สมควร มาตรา 14 การเกณฑแรงงานหรอื เครื่องอปุ กรณก ารชลประทานสวนราษฎรในเวลาปกติ ใหน ายอาํ เภอเปน ผสู ั่งเกณฑ ในเวลาฉุกเฉิน ใหก รมการอําเภอ กาํ นนั ผูใหญบ าน หรือหวั หนา การชลประทาน เปน ผูสง่ั เกณฑจากผทู ี่ไดรับประโยชนในเขตการชลประทานนั้น มาตรา 18 การบาํ รุงรักษาหรือซอมแซมแกไ ขการชลประทานสว นราษฎร ใหราษฎรท่ีไดร บั ประโยชนจ ากการชลประทานน้นั มีหนาท่ที าํ งานตามคําส่ังเกณฑของเจา พนักงาน ในการน้ถี ามกี รณโี ตแยงเกิดขึน้ ใหน ายอําเภอมีอํานาจส่ังดาํ เนนิ การตามท่ีเหน็ สมควรเพื่อให เสรจ็ กอนฤดูทาํ การเพาะปลกู มาตรา 21 การแบงปน นํ้าในเขตการชลประทานสว นราษฎรใหเปนหนาที่ของกํานนั ผใู หญบาน หวั หนาการชลประทานหรือผชู วยเปนผแู บงปนตามสว นของจํานวนเนื้อทีท่ ่ีทําการเพาะปลูก เวนแตใ นกรณที ่ี ตกลงกันไมไดจงึ ใหนายอาํ เภอหรอื ผูแ ทน กาํ นนั ผูใหญบา น และหวั หนา การชลประทานในสวนทเี่ ก่ียวของน้นั ไมนอยกวาสามนายเปน ผูพิจารณาสง่ั ช้ขี าดตามเสียงขางมาก ในเวลานํา้ ไมพอแจกจา ยใหเ ปน ประโยชนแ กก ารเพาะปลกู ไดทั่วถึงกัน ใหนายอาํ เภอหรือ ผูแทนประชมุ กํานนั ผูใหญบา นและหวั หนา การชลประทานในเขตการชลประทานน้นั พจิ ารณาสัง่ ช้ีขาด ตามเสยี งขา งมาก ตามความในวรรคสองน้ี ถา เปนกรณีในระหวางอาํ เภอตออาํ เภอ ใหน าํ มาตรา 22 (ข) และ (ค) มาใชบ ังคับโดยอนโุ ลม มาตรา 22 ในการเปลยี่ นแปลง แกไข เพิ่มเติม รวมกัน หรือเพกิ ถอนการชลประทานสวน ราษฎรภายในเน้ือที่ซึ่งไดรบั อนญุ าตไวแลว ถาตกลงกันไมได ใหป ฏบิ ตั ิดังตอ ไปน้ี (ก) กรณที เี่ กิดขน้ึ ในอําเภอเดียวกันใหน ายอาํ เภอสง่ั ชขี้ าดตามเสียงขางมากของราษฎรทไ่ี ดรับประโยชน จากการชลประทานนนั้ การออกเสยี งลงคะแนนใหถือเกณฑดังนี้ ผูถือกรรมสิทธ์ิท่ดี ินไมเกนิ สิบไร ใหออกเสยี ง ไดเสียงหนึ่ง ถาเกินสบิ ไรใหค ํานวณทวขี ึ้นโดยอัตราสบิ ไรต อหนงึ่ เสียง เศษของสิบไร ถาถงึ คร่ึง ใหนบั เปนหน่ึง มาตรา 25 เม่อื คณะกรมการอําเภอพจิ ารณาเห็นสมควรวา ผใู ดไมสามารถจะปฏบิ ัติตาม คาํ ส่งั เกณฑข องเจาพนักงานและไมส ามารถจดั หาคนอ่นื ทาํ แทน ท้ังไมมีทรัพยจะเสียคา ทดแทน จะงดเวน การเกณฑต ามพระราชบญั ญัตินี้เฉพาะคราวที่จําเปนแกผนู ั้นเสียกไ็ ด
- 220 - มาตรา 26 กจิ การในหนา ทซ่ี ่ึงเจา พนักงานไดแ บงปน ใหผูใดกระทํา ถาผูนน้ั ละเลยไมก ระทาํ ตามคําส่งั ดวยประการใดๆ กด็ ี นอกจากทีจ่ ะตองถกู ลงโทษตามมาตรา 38 (ก) แลว ใหเ จา พนกั งานมีอํานาจจดั บุคคลอื่นเขา กระทําแทนโดยกาํ หนดคาจางตามสมควรและใหผลู ะเลยเปน ผูรับผดิ ชอบออกคาจา งน้นั มาตรา 27 กิจการใดซง่ึ เก่ยี วกบั การชลประทานสว นราษฎร เมื่อเจา พนกั งานไดสงั่ ชขี้ าดไป ตามความในมาตรา 21, 22 แลว ใหถ ือวา เปน ท่สี ุด มาตรา 28 บุคคลผูมีหนาทีค่ วบคุมทําการชลประทานสวนราษฎรในเขตตําบลใด ใหไดรับ ยกเวน การเกณฑแ รงและเครอ่ื งอปุ กรณการชลประทานในเขตตําบลนัน้ ดังน้ี (ก) กํานันและหัวหนา การชลประทาน คนละสามสบิ ไร (ข) ผูใหญบ านและผูชว ยหวั หนาการชลประทาน คนละสิบหาไร ถา ในเขตน้ันมีเน้อื ท่เี พาะปลูกไมถ ึงหา รอยไร ใหบุคคลดงั กลาวแลวไดรบั การยกเวน เพยี งกึ่งอัตรา แตถาราษฎรผูไ ดรับประโยชนเห็นควรใหไดรับการยกเวนมากกวาที่กลาวไวในมาตรานี้ ก็ให นายอําเภอยกเวน ตามเสียงขางมากของราษฎร สรุปประเดน็ ทน่ี ายอาํ เภอมีอาํ นาจหนาที่ 1. อนุญาตใหบคุ คลทาํ การชลประทานสวนบุคคล เวน แตจะไดท ําขน้ึ เพ่ือประโยชนแ กเ นือ้ ที่ ไมเ กินสองรอยไร หรอื เปน การกระทําชัว่ คร้ังคราวซึง่ มิไดม ีการกอสรางไวเปนประจํา แตท้ังนต้ี อ งไมกดี ขวางทางนํ้าสาธารณะหรอื ทาํ ใหเสียหายแกบ ุคคลอืน่ 2. ส่งั ใหเจาของหรอื ผูควบคุมการชลประทานสว นบคุ คลกระทําอยางหน่ึงอยางใดไดต ามทเี่ ห็นสมควร ถาพน กําหนดเวลา เจาของหรือผูควบคุมไมป ฏิบตั ิตาม ใหคณะกรมการอาํ เภอมีอาํ นาจเขา ดําเนนิ การเพ่อื ปองกนั ความเสยี หายไดทนั ที 3. อนญุ าตใหผจู ัดทาํ การชลประทานสว นบุคคลในกรณีมคี วามจําเปน ตองใชที่ดินของบุคคลอนื่ หรอื ทีด่ ินอันเปน สาธารณสมบัติของแผนดนิ อันอาจทําทางนาํ้ ผานท่ีดินนั้นได แตผ ูจดั ทาํ ตองใชคาทดแทน ใหแ กเจาของท่ีดนิ ดงั กลา ว 4. มีอํานาจต้ังบคุ คลท่ีสมควรตามความเห็นชอบของราษฎรสว นมากท่ีไดร ับประโยชนในเขต การชลประทาน เปน หวั หนา การชลประทานรายนน้ั หรือเปนผูชว ยตามจํานวนทเ่ี ห็นสมควร และใหม ีอํานาจ ถอดถอนบุคคลที่ไดร บั แตงตัง้ ดังวา นัน้ ในเมื่อราษฎรสวนมากเห็นสมควร 5. สง่ั เกณฑแ รงงานหรอื เครอ่ื งอปุ กรณก ารชลประทานสว นราษฎรในเวลาปกติ และในเวลาฉกุ เฉนิ โดยเกณฑจากผูท ี่ไดรับประโยชนในเขตการชลประทานนน้ั 6. ส่ังเกณฑร าษฎรทไี่ ดร บั ประโยชนจ ากการชลประทานน้ัน ทําการบํารุงรกั ษาหรือซอมแซมแกไข การชลประทานสวนราษฎร ในการน้ีถา มีกรณีโตแยง เกิดข้นึ ใหน ายอําเภอมีอาํ นาจสัง่ ดําเนนิ การตามท่ี เหน็ สมควรเพ่อื ใหเสรจ็ กอนฤดทู ําการเพาะปลกู 7. ในการแบง ปน นาํ้ ในเขตการชลประทานสว นราษฎรตามสว นของจาํ นวนเนอ้ื ทท่ี ท่ี าํ การเพาะปลกู ในกรณี ท่กี ํานัน ผใู หญบาน หวั หนา การชลประทานหรือผูชวยเปนผูแบงปน แตหากตกลงกันไมไดนายอําเภอหรือ ผูแ ทน กํานนั ผูใหญบา น และหัวหนา การชลประทานในสวนท่ีเก่ียวของน้ันไมน อยกวา สามนายเปนผพู ิจารณา
- 221 - สัง่ ชีข้ าดตามเสียงขางมาก ในเวลาน้ําไมพอแจกจายใหเปนประโยชนแกการเพาะปลูกไดทัว่ ถึงกัน ให นายอําเภอหรือผูแทนประชุมกํานัน ผูใ หญบานและหัวหนาการชลประทานในเขตการชลประทานนัน้ พจิ ารณาสั่งช้ขี าดตามเสยี งขา งมาก 8. ในเวลาน้ําไมพอแจกจายใหเ ปนประโยชนแกการเพาะปลูกไดท่ัวถงึ กัน ใหน ายอําเภอหรือ ผูแ ทนประชุมกํานัน ผูใ หญบานและหัวหนาการชลประทานในเขตการชลประทานนัน้ พิจารณาสั่งชีข้ าด ตามเสียงขา งมาก 9. สั่งชข้ี าดตามเสยี งขางมากของราษฎรท่ีไดร บั ประโยชนจากการชลประทานน้ัน ในการเปล่ยี นแปลง แกไข เพ่ิมเตมิ รวมกัน หรือเพิกถอนการชลประทานสวนราษฎรภายในเนอ้ื ท่ีซ่ึงไดรบั อนุญาตไวแ ลว 3.2.2 กรมประมง กรมประมง มีกฎหมายท่ีเก่ียวของกับอํานาจหนา ที่ของนายอาํ เภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มาตราท่ีเกยี่ วขอ ง มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั ินี้ (16) “พนกั งานเจาหนา ท่ี” หมายความวา ขา หลวงประจาํ จงั หวัด และนายอาํ เภอทองท่ี พนกั งานประมง และผูซ ่ึงรฐั มนตรีไดแ ตง ตงั้ ใหม หี นา ทีด่ ําเนินการตามพระราชบญั ญตั ินี้ มาตรา 17 หามมิใหบ ุคคลใดปลกู สรา งสงิ่ ใดลงไปในที่รกั ษาพชื พนั ธุ ทีว่ าประมูล ท่ีอนุญาต ซงึ่ มิใชท ขี่ องเอกชนและท่สี าธารณประโยชน หรือปลกู บัว ขาว ปอ พชื หรือพนั ธุไมน ํา้ อืน่ ใดตามที่จะไดมี พระราชกฤษฎกี าระบุชอื่ ในท่ีเชนวานน้ั เวน แตจะไดร ับอนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่ ผรู ับอนุญาตตอ งปฏบิ ัตติ ามเงื่อนไขทรี่ ัฐมนตรกี ําหนด มาตรา 18 หามมิใหบุคคลใดวดิ นํ้าในทีร่ ักษาพชื พันธุ ที่วา ประมลู ทีอ่ นุญาต ซ่งึ มิใชท ี่ของเอกชน และทส่ี าธารณประโยชน หรือบอ ลอสัตวน าํ้ หรือทําใหน ้ําในทีจ่ ับสตั วน้ําเชน วาน้ันแหงหรือลดนอยลง เพ่ือทาํ การประมง เวน แตจ ะไดรบั อนญุ าตจากพนกั งานเจา หนา ท่ี ผรู บั อนญุ าตจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามเงื่อนไขท่ีพนักงานเจา หนา ที่กําหนด มาตรา 19 หา มมิใหบุคคลใด เท ทงิ้ ระบาย หรือทําใหว ตั ถมุ ีพษิ ตามทรี่ ฐั มนตรปี ระกาศกาํ หนด ในราชกิจจานเุ บกษาลงไปในท่จี บั สตั วน ํ้า หรือกระทําการใด ๆ อันทาํ ใหส ตั วนาํ้ มึนเมา หรอื เท ท้งิ ระบาย หรือ ทาํ ใหสง่ิ ใดลงไปในทจ่ี บั สัตวน าํ้ ในลักษณะที่เปนอันตรายแกสัตวนา้ํ หรือทําใหท่จี ับสัตวนา้ํ เกดิ มลพิษ เวน แต เปน การทดลองเพอ่ื ประโยชนท างวทิ ยาศาสตร และไดร บั อนญุ าตจากพนกั งานเจาหนา ท่ี มาตรา 21 หา มมิใหบ คุ คลใดทาํ การแกไ ขเปล่ยี นแปลงทจี่ บั สัตวน้าํ ซงึ่ มไิ ดอยูในที่ดนิ อันบคุ คล ถือกรรมสิทธิ์ใหผิดไปจากสภาพท่เี ปน อยู เวน แตจ ะไดร บั อนุญาตจากพนกั งานเจา หนา ที่ ผูรบั อนญุ าตตองปฏบิ ัตติ ามเง่อื นไขทีพ่ นักงานเจา หนา ทีก่ าํ หนดให
- 222 - มาตรา 22 หา มมใิ หบ ุคคลใด ติดตงั้ วาง หรอื สรางเข่ือน ทาํ นบ ร้วั เครือ่ งมอื ทเ่ี ปน ตาขา ย หรือเครอ่ื งมือทาํ การประมงอ่นื ๆ ในที่จับสัตวนาํ้ ซึ่งกางกั้นทางเดนิ ของสัตวนํ้า เวนแตจะไดร ับอนุญาตจากพนักงาน เจา หนา ที่ หรือกระทาํ การเชน วา น้ันเพือ่ ประโยชนแกการกสิกรรมในทด่ี นิ อนั บุคคลถือกรรมสิทธ์ิ ผรู บั อนุญาตตองปฏิบัติตามเงอ่ื นไขทพ่ี นักงานเจาหนาท่กี าํ หนดให เชน บันไดปลาโจน หรือ เครอ่ื งอปุ กรณอืน่ ๆ เพ่ือใหส ตั วน า้ํ วา ยขน้ึ ลงได มาตรา 31 หา มมใิ หบคุ คลใดตั้ง หรอื ปก หรอื สรา งเครือ่ งมือประจาํ ทล่ี งในทสี่ าธารณประโยชน สวนทจี่ ับสัตวนาํ้ อน่ื ๆ หา มมิใหบ ุคคลใดกระทาํ การเชน วา น้ัน โดยมไิ ดร บั อนญุ าตจากพนักงานเจา หนาที่ มาตรา 56 ใหพนักงานเจา หนา ทม่ี ีอาํ นาจทจ่ี ะเขา ไปในท่ีจับสตั วน ้าํ แหง ใด ๆ หรอื เรือทาํ การ ประมงของบุคคลใด ๆ เพื่อตรวจการทาํ การประมง เคร่อื งมือทาํ การประมงสัตวน าํ้ หลักฐานบัญชีและ เอกสารตา งๆ ของผูรับอนุญาตไดทุกเม่อื ผูรบั อนญุ าตตองอาํ นวยความสะดวกและชี้แจงแกพ นักงานเจา หนาท่ี ทกุ ประการ มาตรา 57 เม่ือปรากฏวาบคุ คลใดกระทําความผดิ ตอพระราชบญั ญัตินี้ หรือมีเหตุอันควร สงสยั วากระทําการเชน วานั้น ใหพ นักงานเจาหนาที่มอี ํานาจจบั กุมผนู นั้ พรอมดว ยเรือ เคร่ืองมือทาํ การประมง สตั วนํา้ และสิ่งอ่ืน ๆ ที่ใชใ นการกระทําผดิ เพื่อดาํ เนนิ การตามกฎหมาย มาตรา 59 ใหพนกั งานเจา หนาทมี่ ีอํานาจทาํ การรือ้ ถอน ทําลายหรือยึดเครอื่ งมือซ่ึงต้งั อยู ในท่ีจับสตั วน้ํา โดยฝา ฝนพระราชบัญญัตินี้ และสงิ่ ตา ง ๆ ซ่ึงระบไุ วในมาตรา ๕๘ ในกรณีที่ผรู ับคําสั่งไมไ ด รือ้ ถอนไปภายในเวลาอนั สมควร คาใชจ ายในการรอื้ ถอนดังกลาวใหผ ูรับอนญุ าตหรือผูฝ าฝนเปน ผูออก สรปุ ประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี 1. อนุญาตใหบุคคลใดปลกู สรางส่งิ ใดลงไปในท่รี ักษาพืชพันธุ ที่วา ประมูล ท่ีอนุญาต ซึ่งมิใช ทข่ี องเอกชนและทส่ี าธารณประโยชน หรือปลกู บวั ขาว ปอ พชื หรอื พันธุไ มน ้าํ อื่นใด 2. อนญุ าตใหบุคคลใดวดิ น้ําในท่รี ักษาพชื พันธุ ทว่ี า ประมลู ทอี่ นุญาต ซงึ่ มิใชท ี่ของเอกชน และที่สาธารณประโยชน หรอื บอ ลอสตั วนาํ้ หรือทาํ ใหนาํ้ ในทจี่ บั สัตวน ํ้าเชน วา นั้นแหงหรอื ลดนอยลง เพ่ือทาํ การประมง 3. อนุญาตใหบ คุ คลใด เท ทิ้ง ระบาย หรอื ทําใหว ัตถุมีพิษลงไปในที่จบั สตั วนํ้า หรอื กระทาํ การใดๆ อันทําใหส ตั วน ํ้ามนึ เมา หรือเท ทงิ้ ระบาย หรือทําใหส ่ิงใดลงไปในทจี่ บั สัตวน า้ํ ในลักษณะทเ่ี ปนอนั ตราย แกส ตั วนํ้า หรอื ทําใหท่ีจบั สัตวน้ําเกดิ มลพิษ เวนแตเ ปนการทดลองเพื่อประโยชนทางวิทยาศาสตร และ ไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนา ท่ี 4. อนุญาตใหบุคคลใดทําการแกไขเปลี่ยนแปลงทีจ่ ับสัตวน้าํ ซึง่ มิไดอยูในทีด่ ินอันบุคคลถือ กรรมสทิ ธใ์ิ หผ ิดไปจากสภาพที่เปนอยู 5. อนญุ าตใหบ คุ คลใด ติดต้งั วาง หรอื สรา งเข่ือน ทํานบ ร้ัว เครือ่ งมือทีเ่ ปน ตาขาย หรือเครอ่ื งมือ ทาํ การประมงอ่ืนๆ ในทีจ่ ับสัตวน ํา้ ซึ่งกางก้ันทางเดินของสัตวน ํ้า เวนแตกระทําการเชนวาน้ันเพื่อประโยชน แกก ารกสิกรรมในทดี่ ินอนั บุคคลถือกรรมสิทธิ์
- 223 - 6. อนุญาตใหบคุ คลใดตง้ั หรือปก หรอื สรางเคร่ืองมอื ประจําทีล่ งในสวนทจี่ บั สัตวน้าํ อน่ื ๆ 7. มอี ํานาจทจ่ี ะเขาไปในท่ีจบั สัตวน ํ้าแหงใด ๆ หรือเรือทําการประมงของบุคคลใดๆ เพ่ือตรวจ การทาํ การประมง เครอ่ื งมอื ทาํ การประมงสตั วนํา้ หลกั ฐานบญั ชีและเอกสารตา งๆ ของผรู บั อนุญาตไดทกุ เมื่อ 8. มอี าํ นาจจบั กมุ ผกู ระทําความผดิ พรอ มดว ยเรือ เครอื่ งมือทําการประมง สัตวน ้ํา และส่ิงอ่ืนๆ ท่ีใชในการกระทําผดิ เพ่ือดําเนินการตามกฎหมาย 9. มอี าํ นาจทําการรือ้ ถอน ทําลายหรอื ยดึ เครื่องมือซึ่งตั้งอยใู นทีจ่ บั สตั วน าํ้ โดยฝาฝน พระราชบัญญตั ินี้ และสง่ิ ตาง ๆ ในกรณีทีผ่ ูรบั คําส่ังไมไ ดร้ือถอนไปภายในเวลาอนั สมควร 3.2.3 กรมสงเสริมการเกษตร กรมสงเสริมการเกษตร มกี ฎหมายทเี่ กยี่ วขอ งกับอํานาจหนา ทข่ี องนายอาํ เภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบัญญตั กิ ารเชา ทดี่ นิ เพอ่ื เกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตราท่ีเกีย่ วของ มาตรา 9 ในตําบลหนง่ึ ๆ ทีม่ ีการเชา ใหม ี คชก. ตําบล ซ่งึ ประกอบดวยบุคคลดังตอไปน้ี (1) ในตาํ บลนอกเขตเทศบาล คชก. ตาํ บลประกอบดว ย กํานนั เปน ประธาน เกษตรอําเภอ หรือผแู ทน ทีด่ นิ อาํ เภอหรือผูแทน ประมงอําเภอหรอื ผูแทน ปศสุ ัตวอ าํ เภอหรือผูแทน ผูแทนผูเชา สี่คน และผูแทนผูใหเชาส่ีคน ซ่ึงนายอาํ เภอแตงต้ัง เปนกรรมการ และใหปลดั อาํ เภอหรือพัฒนากรซ่ึงนายอาํ เภอ แตง ตง้ั เปน กรรมการและเลขานุการ อนง่ึ ในการพจิ ารณาเรอ่ื งอันเกย่ี วกบั การเชา ในเขตหมบู านใด ใหผใู หญบาน แหง หมูบา นนั้นเปน กรรมการดวย (2) ในตาํ บลในเขตเทศบาล คชก. ตาํ บลประกอบดว ย นายกเทศมนตรเี ปน ประธาน และใหปลดั เทศบาล เปน กรรมการและเลขานกุ าร สว นกรรมการอน่ื ใหเ ปน ไปตาม (1) แตไมตองมีกรรมการซ่งึ เปนผูใหญบ าน (3) ในแขวงของกรงุ เทพมหานคร คชก. ตําบลประกอบดว ยกํานันเปน ประธาน เกษตรอาํ เภอ ประจาํ เขตหรอื ผแู ทน พนกั งานประเมนิ ภาษหี รอื ผแู ทน ผแู ทนกรมประมง ผแู ทนกรมปศุสัตว ผแู ทนผูเชา สคี่ น และผแู ทนผูใหเ ชาสค่ี น ซงึ่ หวั หนา เขตแตง ตงั้ เปน กรรมการ และใหเ จาพนักงานปกครองซ่งึ หวั หนาเขตแตง ตั้ง เปนกรรมการและเลขานกุ าร ในแขวงใดที่ไมมีกาํ นนั ใหหัวหนาเขตซงึ่ แขวงนนั้ อยูในเขตอาํ นาจเปน ประธาน (4) ในเขตเมืองพทั ยา คชก. ตําบลประกอบดวยนายกเมืองพัทยาเปน ประธานและให ปลัดเมืองพทั ยาเปน กรรมการและเลขานุการ สวนกรรมการอน่ื ใหเปนไปตาม (2) ในกรณที ่ีพื้นที่ของตําบลใดอยูทัง้ นอกและในเขตเทศบาล และถามีการเชา สวนใหญอ ยูนอก เขตเทศบาล ให คชก. ตําบลเปน ไปตามวรรคหนึง่ (1) แตถามกี ารเชาสว นใหญอยูในเขตเทศบาล ให คชก. ตาํ บลเปนไปตามวรรคหน่งึ (2) มาตรา 11 ในกรณที ี่ไมมีประมงอาํ เภอหรือปศสุ ัตวอ ําเภอเปน กรรมการตามมาตรา 9 (1) (2) หรอื (4) หรอื ไมมีเกษตรอําเภอประจาํ เขต หรือพนักงานประเมนิ ภาษีเปนกรรมการตามมาตรา 9 (3) ใหนายอําเภอหรือหวั หนาเขตแตงตง้ั ขา ราชการซึ่งมคี วามรูความชาํ นาญเกี่ยวกับการเกษตร ท่ดี ิน ประมง ปศุสตั ว หรือการประเมนิ ภาษี แลว แตก รณี เปนกรรมการแทน
- 224 - สรุปประเด็นทีน่ ายอําเภอมอี ํานาจหนาท่ี 1. แตง ตั้งปลัดอําเภอหรอื พฒั นากรเปนกรรมการและเลขานุการ คชก. ตาํ บล ในตาํ บลนอกเขต เทศบาล 2. แตง ตงั้ ขาราชการซงึ่ มีความรคู วามชํานาญเกี่ยวกับการเกษตร ท่ีดิน ประมง ปศุสตั ว หรอื การประเมนิ ภาษี แลว แตกรณี เปนกรรมการ คชก. ตาํ บล แทน ในกรณีท่ีไมมีประมงอาํ เภอหรอื ปศสุ ัตว อาํ เภอเปนกรรมการ ตามมาตรา 9 (1) (2) หรอื (4) หรือไมม เี กษตรอาํ เภอประจําเขต หรือพนักงาน ประเมินภาษเี ปน กรรมการตามมาตรา 9 (3) 3. แตง ตัง้ คณะกรรมการดําเนนิ การเลือกตั้งผแู ทนผูเชา และผแู ทนผูใหเ ชา ใน คชก. ตําบล จํานวนไมนอยกวา สามคน 4. จดั ทาํ บัญชีรายชอ่ื ผูเชาหรือผูใหเ ชา ท่มี สี ทิ ธเิ ลือกตั้งผแู ทนผเู ชาหรอื ผูแทนผูใหเชาใน คชก. ตาํ บล 5. ประกาศกาํ หนดวนั เวลา และสถานท่เี ลอื กตงั้ ผแู ทนผเู ชาหรือผูแ ทนผใู หเ ชา ใน คชก. ตาํ บล 6. รบั สมคั รรบั เลือกต้งั เปนผแู ทนผูเชาหรือผแู ทนผูใหเ ชา ใน คชก. ตําบล และประกาศ รายชอ่ื ผูสมัคร 7. ดาํ เนนิ การเลือกต้งั ผูแทนผเู ชาและผแู ทนผใู หเชาใน คชก. ตาํ บล 3.3 กระทรวงพาณชิ ย 3.3.1 กรมการคา ภายใน กรมการคา ภายใน มีกฎหมายที่เก่ยี วขอ งกบั อํานาจหนา ทข่ี องนายอําเภอสรปุ ได ดงั นี้ (1) พระราชบญั ญัตวิ า ดวยราคาสินคาและบรกิ าร พ.ศ. 2542 มาตราท่เี ก่ียวของ มาตรา 18 ในการปฏิบตั กิ ารตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนกั งานเจา หนาที่มีอาํ นาจดงั ตอไปนี้ (1) มีหนงั สอื เรียกบุคคลใดมาใหถอ ยคาํ แจงขอ เท็จจรงิ หรือทําคําชี้แจงเปนหนงั สือ หรือให สง บญั ชี ทะเบยี น เอกสารหรอื หลกั ฐานใดเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณา แตในกรณที ่ใี หส งเอกสาร หรือหลักฐานเก่ยี วกบั ตนทุน สตู ร หรือสวนประกอบของสินคา หรือบริการอื่นทีม่ ใิ ชส นิ คาหรือบริการควบคุม ตองไดรับอนุญาตเปนหนังสือจากเลขาธิการหรือประธาน กจร. กอ น (2) เขาไปในสถานที่ทําการ สถานท่ีผลิต สถานทจี่ าํ หนา ย สถานทีร่ ับซื้อ สถานทเ่ี กบ็ สนิ คา ของผูประกอบธุรกิจหรอื ของบคุ คลใด หรือสถานท่ีอน่ื ทม่ี ีเหตอุ นั ควรสงสยั วาจะมีการฝาฝน บทบัญญัติแหง พระราชบญั ญตั ิน้ี หรือเขา ไปในยานพาหนะของบุคคลใด หรอื สง่ั เจาของหรือผูควบคุมยานพาหนะใหห ยดุ หรอื จอดเพือ่ ตรวจสอบใหก ารเปนไปตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี หรอื เพื่อตรวจคน และยึดพยานหลักฐานหรือ ทรัพยส นิ ท่ีอาจริบไดตามพระราชบญั ญตั ินี้ หรือจับกมุ ผูกระทําความผิดที่เกย่ี วของกับการฝาฝนมาตรา 30 หรอื มาตรา 31 โดยไมตองมีหมายคนในกรณีดังตอไปนี้
- 225 - (ก) เมื่อปรากฏความผดิ ซงึ่ หนา กาํ ลงั กระทําในสถานที่ หรือยานพาหนะ (ข) บคุ คลที่ไดกระทาํ ความผิดซง่ึ หนา ขณะทถ่ี กู ไลจ ับหนีเขาไปหรอื มเี หตอุ ันแนนแฟน ควรสงสัยวา ไดซ กุ ซอนอยูในสถานที่ หรอื ยานพาหนะ (ค) เมื่อมีความสงสยั ตามสมควรวา พยานหลักฐานหรือทรัพยส ินท่ีอาจริบไดต าม พระราชบญั ญตั นิ อี้ ยใู นสถานทหี่ รือยานพาหนะ ประกอบทงั้ ตองมีเหตอุ ันควรเช่ือวา เนอ่ื งจากการเนิน่ ชากวา จะ เอาหมายคนมาได พยานหลักฐานหรอื ทรัพยสินจะถกู โยกยา ย ซุกซอ น ทําลาย หรือทําใหเ ปล่ียนสภาพไปจากเดิม (ง) เมื่อผจู ะตอ งถูกจบั เปน เจาของสถานที่ หรือยานพาหนะและการจับนัน้ มีหมายจับ หรือจบั ไดโ ดยไมต องมหี มาย ในการน้ีใหมอี าํ นาจสอบถามขอเท็จจริง หรอื เรียกบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอน่ื จากผปู ระกอบธรุ กจิ เจาของหรือผคู วบคมุ ยานพาหนะ หรอื จากบุคคลซงึ่ เกยี่ วของ ตลอดจนสงั่ ใหบ คุ คล ดังกลาวซ่งึ อยูในสถานทีห่ รือยานพาหนะนั้นปฏิบตั ิการเทา ท่ีจําเปน (3) ในกรณที ม่ี ีหลักฐานชดั แจง เปน ท่ีเชอ่ื ไดว ามกี ารฝา ฝน มาตรา 30 หรอื มาตรา 31 ใหม ีอํานาจ กกั อายัด หรอื ยดึ สินคา ยานพาหนะ เอกสารหรือหลกั ฐานอนื่ ท่ีเกยี่ วขอ งกับการกระทาํ ความผดิ แตก าร ยึดสนิ คา ยานพาหนะ เอกสารหรือหลกั ฐานตอ งไดรบั อนุญาตเปน หนงั สอื จากประธานคณะกรรมการกอน กฎหมายลําดับรองทเ่ี ก่ียวขอ ง 1. ประกาศกระทรวงพาณิชย เรอ่ื ง แตง ตั้งพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติวาดวยราคา สินคา และบริการ พ.ศ. 2542 ลงวันท่ี 27 เมษายน 2542 ขอ 1 ใหข าราชการซงึ่ ดํารงตาํ แหนง ดังตอไปนี้ เปนพนกั งานเจา หนาที่เพื่อปฏบิ ัติการตาม พระราชบญั ญตั ิวาดว ยราคาสินคา และบริการ พ.ศ. 2542 ภายในทองทหี่ รอื เขตอาํ นาจของตน (๑) นายอําเภอ (๒) ปลัดอําเภอผเู ปนหัวหนาประจาํ ก่งิ อาํ เภอ (๓) ปลัดอาํ เภอ (๔) ขา ราชการพลเรอื นสามัญต้ังแตร ะดบั 3 สงั กดั กระทรวงพาณิชย ที่ปฏิบัตหิ นา ทใี่ นราชการ สวนภูมิภาค (5) ขา ราชการพลเรือนสามัญตงั้ แตระดบั 3 สังกัดกระทรวงพาณชิ ย ท่ีปฏิบัติหนาท่รี าชการ สวนกลางซ่ึงปฏิบตั งิ านประจําอยใู นตา งจังหวัด สรุปประเด็นท่ีนายอําเภอมีอํานาจหนา ท่ี (1) มีอาํ นาจเรยี กบุคคลมาใหถ อยคาํ หรือสงเอกสารเพ่ือตรวจสอบหรือเพ่ือประกอบการพิจารณา (2) มอี ํานาจเขา ไปในสถานทีท่ ําการ สถานทผ่ี ลติ สถานท่ีเก็บสินคาหรือยานพาหนะเพ่ือ ตรวจสอบหรือตรวจคนสินคาหรือบริการ (3) มอี ํานาจในการกัก อายัด หรือยึดสนิ คาทเี่ ห็นวามกี ารกักตนุ (4) มีอํานาจในการจบั กุมผกู ระทาํ ความผิด
- 226 - (2) พระราชบญั ญตั กิ ารคา ขา ว พทุ ธศกั ราช 2489 มาตราท่ีเกี่ยวของ มาตรา 9 ในเขตควบคุมการคาขาว ผูประกอบการคาขาวประเภทซงึ่ คณะกรรมการสง่ั ใหขอ อนุญาตประกอบการคาขาว ตองไดรับหนังสืออนญุ าตจากคณะกรรมการกอนจงึ จะทําการคา ขาวได ใหค ณะกรรมการมอี ํานาจกาํ หนดเง่ือนไขระบุไวในหนงั สอื อนุญาต ผปู ระกอบการคาขา วตอ ง ปฏบิ ัตติ ามขอความและเง่ือนไขทร่ี ะบุไวใ นหนงั สอื อนญุ าตนั้น การขออนุญาตประกอบการคา ขา ว ใหท าํ ตามแบบท่คี ณะกรรมการกาํ หนด ผูทําการคาขาวประเภทซึง่ คณะกรรมการสัง่ ใหขออนุญาตหากไดประกอบการคาขาวอยูก อน วนั ทค่ี ณะกรรมการสง่ั นน้ั ใหย น่ื คาํ ขออนญุ าตประกอบการคา ขา วภายในระยะเวลาทค่ี ณะกรรมการกําหนด มาตรา 15 ผไู ดรับหนงั สืออนุญาตคนใดฝาฝน ประกาศหรือคําสั่งคณะกรรมการหรือพนักงาน เจาหนา ทีห่ รอื ปฏิบตั ิผดิ เงื่อนไขอยางหนึ่งอยา งใดทีร่ ะบไุ วในหนังสอื อนญุ าตหรือฝา ฝนบทบญั ญตั ใิ ดๆ แหง พระราชบัญญัตินี้ ใหคณะกรรมการมีอํานาจส่ังถอนหนังสืออนญุ าตนัน้ ได กฎหมายลําดับรองทีเ่ ก่ยี วของ 1. ประกาศคณะกรรมการปฏิบตั ิการตามพระราชบัญญัติการคา ขา ว พุทธศักราช 2489 ฉบับท่ี 144 พ.ศ. 2548 เร่ือง แตงต้งั พนักงานเจาหนา ท่ี ขอ 3 แตง ตง้ั ใหผูดํารงตําแหนง ดังตอไปนเ้ี ปนพนักงานเจาหนา ท่ี (1) อธบิ ดกี รมการคาภายใน (2) รองอธบิ ดีกรมการคา ภายใน (3) ผูอํานวยการสาํ นกั สง เสริมการคา สนิ คาเกษตร กรมการคา ภายใน (4) ขาราชการกรมการคาภายในซงึ่ ดํารงตาํ แหนงตงั้ แตระดับ 3 ข้นึ ไป (5) ผวู าราชการจังหวดั (6) รองผวู าราชการจงั หวัด (7) ปลัดจังหวัด (8) พาณิชยจ งั หวัด (9) หวั หนาสํานักงานการคา ภายในจงั หวัด (10) นายอาํ เภอ (11) ปลัดอําเภอผเู ปนหัวหนา ประจาํ กิ่งอําเภอ (12) ปลดั อําเภอ (13) ขา ราชการตํารวจซ่ึงมียศตงั้ แตร อยตาํ รวจตรขี ้นึ ไป (14) ขา ราชการกระทรวงพาณชิ ยซ่ึงดํารงตาํ แหนง ต้ังแตร ะดับ 3 ข้ึนไป ที่ปฏิบัตงิ านในจงั หวัดนั้น
- 227 - ขอ 7 ใหพ นักงานเจา หนา ทต่ี ามขอ 3 (5) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (12) (13) และ (14) มอี าํ นาจเขา ไปในสถานทห่ี รอื เคหสถานของบคุ คลใด เพอ่ื ตรวจขา วใบรบั ในการขายหรอื แลกเปล่ยี นขา วรายงาน การคาขาวและเอกสารอ่ืนๆ เกี่ยวกับการคาขาวไดในเวลากลางวันและมีอํานาจสัง่ บุคคลใดทีเ่ กี่ยวขอ งมาให ถอ ยคําในเร่อื งท่ีเก่ียวกบั การน้นั ท้งั นี้ ภายในทองท่หี รือเขตอาํ นาจของตน สรุปประเดน็ ทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนาที่ (1) มหี นาทีเ่ ขา ไปในสถานทีห่ รอื เคหะสถานของบคุ คลใดเพือ่ ตรวจขา ว ใบรับในการขาย หรอื แลกเปลยี่ นขาว รายงานการคา ขาว และเอกสารอน่ื ๆ เกยี่ วกับการคาขาว (2) ยึด และบังคบั ซื้อขาวตามราคาและปริมาณที่คณะกรรมการกําหนด (3) มอี าํ นาจเรยี กใหบคุ คล ท่เี ก่ียวของมาใหถอยคําในเรื่องท่ีเกย่ี วกับขาวภายในทองที่หรอื เขตอํานาจของตน (3) พระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 มาตราทเี่ กีย่ วของ มาตรา ๓ ในพระราชบัญญตั นิ ี้ “โภคภณั ฑ” หมายความวา เครอ่ื งอปุ โภคบริโภค และหมายความรวมตลอดถึงสิ่งทีร่ ะบไุ วใ น กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติน้ี “พนกั งานเจาหนาท่”ี หมายความวา เจาพนกั งานซ่ึงรัฐมนตรแี ตง ตั้งเพื่อปฏิบตั ิการตาม พระราชบญั ญตั ิน้ี หรอื ตามพระราชกฤษฎกี าออกตามความในพระราชบัญญัตนิ ้ี “จาํ หนาย” หมายความรวมตลอดถงึ การโอนสทิ ธิ หรือกรรมสิทธ์ิ หรอื โอนการ ครอบครองใหแกกนั ไมวาในกรณใี ด “รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรกั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี มาตรา 5 การควบคมุ ตามความในมาตรา 4 ใหก าํ หนดโดยพระราชกฤษฎกี า เพอ่ื การ ดังตอไปนี้ 1. จํากัดปริมาณโภคภัณฑซ งึ่ บคุ คลจะมไี วใ นครอบครองได 2. จาํ นวนปริมาณโภคภณั ฑซง่ึ บุคคลจะไดม า 3. วางระเบียบในการคา การจําหนาย การเก็บรักษา และการกระทําอยางหนึ่งอยางใด เกยี่ วกบั โภคภัณฑ ตลอดจนการควบคมุ รา นคา ท้งั ปวงซ่งึ จําหนา ยโภคภัณฑ 4. กาํ หนดเวลา และสถานท่ี และพฤติการณในการจาํ หนายโภคภัณฑ 5. จํากัดชนิด ปริมาณ ประเภทแหงโภคภัณฑซึง่ อนญุ าตใหจ าํ หนา ยได 6. หามการจําหนายหรือการใชโภคภัณฑ 7. กําหนดวธิ ีการปนสว นโภคภัณฑ 8. กาํ หนดกิจการและกาํ หนดวิธีดาํ เนนิ การอ่นื ใดเพอ่ื บรรลจุ ดุ ประสงคดงั บัญญัตไิ วในมาตรา 4
- 228 - มาตรา ๘ เพ่ือปฏบิ ตั ิการตามพระราชบัญญัติน้ีและพระราชกฤษฎกี าออกตามความใน พระราชบญั ญตั ินี้ ใหพนักงานเจาหนา ที่มอี ํานาจเขาตรวจในเคหสถาน หรือสถานท่ีใดๆในระหวา งอาทิตย ขึ้นถงึ อาทติ ยตก เมือ่ มีเหตุควรสงสัยวาไดม กี ารฝา ฝนพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 11 ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหมีอํานาจออกกฎกระทรวงแตงตัง้ พนักงานเจาหนาที่และกําหนด กิจการอน่ื เพอ่ื ปฏบิ ตั ิการตามพระราชบัญญัติน้ี กฎกระทรวงนั้น เม่อื ไดป ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว ใหใ ชบ งั คับได กฎหมายลาํ ดบั รองท่ีเกยี่ วของ 1. พระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภัณฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 2. พระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภัณฑ (ฉบบั ท่ี 12) พ.ศ. 2545 3. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 4. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคมุ โภคภัณฑ พ.ศ. 2495 5. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 16 (พ.ศ. 2525) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 6. กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 19 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 7. กฎกระทรวงวา ดวยการกําหนดใหสารกาเฟอีนเปน โภคภณั ฑค วบคุมและแตงต้ังพนกั งานเจาหนา ท่ี ควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2545 สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนา ที่ 1. นายอาํ เภอในพืน้ ทจี่ งั หวดั เชียงราย จังหวัดเชยี งใหม จงั หวดั นา น จงั หวดั พะเยา จังหวัดแพร จงั หวัดแมฮอ งสอน จงั หวดั ลาํ ปาง จงั หวดั ลาํ พนู จงั หวดั นราธวิ าส จงั หวดั ปต ตานี จงั หวดั ยะลา จังหวดั สงขลา และจังหวดั สตลู เปน พนกั งานเจาหนา ท่คี วบคมุ โภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความ ในพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ โภคภัณฑ พ.ศ. 2495 แกไขเพมิ่ เตมิ โดยกฎกระทรวงฉบบั ที่ 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบญั ญัติควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคุมนาํ้ ยาเคมี อเี ธอร( Ether ) และ นาํ้ ยาเคมี คลอโรฟอรม ( chloroform ) ภายในทอ งทอ่ี าํ เภอของตน ตามวิธีการท่ีกาํ หนดในพระราชกฤษฎกี า ควบคมุ โภคภณั ฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 มาตรา ๔ ใหผูครอบครองโภคภณั ฑต ามพระราชกฤษฎกี านี้ แจง ปริมาณ และสถานที่เก็บเปนหนังสือตอพนักงานเจาหนาทีภ่ ายในสามวันนับแตวันที่ไดโภคภัณฑนัน้ ไวใ นครอบครอง ในการแจงปริมาณและสถานท่ีเกบ็ ผูค รอบครองตองแสดงหลักฐานการไดมาซ่ึงโภคภัณฑน น้ั ดวย และ มาตรา ๕ หา มมิใหผ ูใดขนยาย จําหนาย ใช เปลี่ยนแปลง สภาพ หรือโอนการครอบครองซ่ึงโภคภณั ฑตาม พระราชกฤษฎีกาน้ี เวน แตจ ะไดร ับอนุญาตเปนหนังสอื จากพนักงานเจาหนา ที่ 2. นายอาํ เภอเปนพนักงานเจาหนาที่ตามกฎกระทรวงฉบับท่ี 16 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบญั ญัตคิ วบคุมโภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 เพือ่ ปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 หรือตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบญั ญตั ิควบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 3. นายอาํ เภอในพ้ืนทจี่ ังหวัดเชียงราย จงั หวดั เชียงใหม จงั หวัดนาน จังหวัดพะเยา จงั หวัดแพร จงั หวดั แมฮองสอน จงั หวดั ลําปาง จังหวัดลาํ พูน จงั หวดั นราธวิ าส จังหวัดปต ตานี จังหวัดยะลา จงั หวดั สงขลา
- 229 - และจังหวดั สตลู เปน พนกั งานเจาหนาทคี่ วบคุมโภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2522) ออกตามความ ในพระราชบญั ญตั คิ วบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 แกไขเพ่ิมเตมิ โดยกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 15 (พ.ศ. 2525) ออกตามความ ในพระราชบัญญัติควบคมุ โภคภณั ฑ พ.ศ. 2495 มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคมุ น้ํายาเคมี อเี ธอร( Ether ) และ นาํ้ ยาเคมี คลอโรฟอรม ( chloroform ) ตามวธิ กี ารท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎกี าควบคมุ โภคภณั ฑ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2522 ภายในทองท่อี ําเภอของตน 4. นายอําเภอเปนพนักงานเจาหนาทีค่ วบคุมโภคภัณฑตามกฎกระทรวงฉบบั ท่ี 21 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 ประกอบกบั พระราชกฤษฎีกาควบคุมโภคภัณฑ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอาํ นาจหนา ท่ใี นการควบคุมกาเฟอีน (Caffeine,C๘ H๑๐ N๔ O๒, )กาเฟอีนไฮเดรต (Caffeine Hydrate, C๘ H๑๐ N๔ O๒, H๒O) และกาเฟอนี ซเิ ดรต (Caffeine Citrate, C๘ H๑๐ N๔ O๒,C๖ H๘ O๗) ภายในทองทอ่ี ําเภอของตน 3.3.2 กรมพัฒนาธรุ กจิ การคา กรมพฒั นาธรุ กิจการคา มีกฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ งกบั อาํ นาจหนาทขี่ องนายอําเภอสรปุ ได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญตั สิ มาคมการคา พ.ศ. 2509 มาตราทเ่ี กย่ี วของ มาตรา 25 เพ่ือปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญัตินีใ้ หน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจาหนา ท่ีมี อาํ นาจเขาไปตรวจสอบในสํานักงานของสมาคมการคา ไดในระหวางเวลาทํางานของสมาคมการคา ในการปฏบิ ตั ิการตามวรรคหนง่ึ ใหพนักงานเจาหนาทแี่ สดงบตั รประจาํ ตัวพนักงานเจาหนา ท่ี ตอผูซ่ึงเกีย่ วขอ ง บัตรประจาํ ตัวพนกั งานเจาหนาท่ใี หเปนไปตามแบบทร่ี ฐั มนตรกี าํ หนด ในการปฏบิ ัติการของนายทะเบียนหรอื พนักงานเจาหนา ท่ีตามวรรคหน่ึง ใหผซู ึ่งเกี่ยวของอํานวยความ สะดวกหรือชวยเหลอื ตามสมควร หรือใหค าํ ช้ีแจงแกนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจาหนา ทต่ี ามท่ีขอรอง มาตรา 34 เมือ่ มีเหตุอันควรสงสยั วา สมาคมการคาใดจะดาํ เนินการไมชอบดว ยกฎหมาย หรอื อาจเปนภยั ตอเศรษฐกิจความมัน่ คงของประเทศ หรอื ตอ ความสงบเรียบรอย หรอื ศีลธรรมอนั ดขี อง ประชาชน ใหนายทะเบียนมอี ํานาจสั่งเปนหนงั สอื ใหส มาคมการคานั้นแจงวนั เวลาประชุมทุกคราวมาให นายทะเบียนทราบลว งหนา ไมนอ ยกวา สามวนั ในกรณีเชน น้ีใหน ายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาทม่ี ีอํานาจ เขา ไปฟง การประชุมได สมาคมการคาใดไมแจงวันเวลาประชุมตามคําสัง่ ของนายทะเบียน ใหนายทะเบียนมีอํานาจ ส่งั ใหส มาคมการคาน้ันงดการประชุมไดคร้ังหนง่ึ ไมเ กินเกาสบิ วันนบั แตวนั ทน่ี ายทะเบียนสงั่ ในกรณีที่นายทะเบียนมคี าํ สง่ั ใหงดการประชุม ใหน าํ มาตรา 10 วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม มาตรา 35 ถา ที่ประชุมใหญของสมาคมการคาลงมติอันเปน การฝาฝน กฎหมายหรือขอบงั คบั ของสมาคมการคา เม่ือสมาชิกคนหน่ึงคนใดหรือพนักงานเจาหนาทร่ี องขอ ใหศาลเพิกถอนมติของท่ปี ระชมุ ใหญน นั้ เสีย แตใ นกรณีทีส่ มาชกิ รอ งขอใหเ พกิ ถอนใหก ระทําภายในกําหนดสามสบิ วนั นบั แตว นั ทไี่ ดลงมตินั้น
- 230 - กฎหมายลําดับรองท่ีเกีย่ วของ 1. ประกาศกระทรวงพาณชิ ย เรื่อง แตงต้งั พนักงานเจาหนาที่ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2552 สรุปประเด็นทน่ี ายอําเภอมีอํานาจหนาท่ี 1. เขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของสมาคมการคาไดในระหวา งเวลาทํางานของสมาคมการคา ซงึ่ เปนการควบคมุ กิจการสมาคมการคา ใหสมาคมการคาดาํ เนนิ กิจการแตเฉพาะในเร่ืองท่ีกฎหมายกาํ หนด และมใิ หส มาคมการคา กระทาํ การใดๆ ทต่ี องหา มตามกฎหมาย 2. เขา ไปฟงการประชมุ ในกรณีเมื่อมเี หตุอนั ควรสงสัยวา สมาคมการคา ใด จะดําเนินการไมชอบ ดว ยกฎหมายหรอื อาจเปนภัยตอ เศรษฐกจิ ความมนั่ คงของประเทศ หรือตอความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศีลธรรมอนั ดี ของประชาชน ซ่งึ นายทะเบียนไดสั่งเปนหนงั สือใหส มาคมการคาน้ันแจง วันเวลาประชุมทุกคราวมาใหน ายทะเบียน ทราบลวงหนาไมนอยกวา สามวนั แลว 3. รอ งขอใหศาลเพิกถอนมติของท่ีประชุมใหญของสมาคมการคา อันเปนการฝาฝนกฎหมายหรอื ขอ บังคับของสมาคมการคา (2) พระราชบัญญัติหอการคา พ.ศ. 2509 มาตราทเี่ กยี่ วขอ ง มาตรา 32 เพือ่ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่มี อาํ นาจเขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของหอการคาไดใ นระหวา งเวลาทาํ งานของหอการคา ในการปฏบิ ัตกิ ารตามวรรคหนึ่ง ใหพ นักงานเจาหนาท่ีแสดงบตั รประจาํ ตัวพนักงานเจา หนาที่ ตอ ผูซ่งึ เก่ยี วของ บัตรประจาํ ตัวพนักงานเจาหนา ท่ีใหเ ปนไปตามแบบท่ีรฐั มนตรีกําหนด ในการปฏิบัติการของนายทะเบยี นหรือพนกั งานเจา หนา ท่ตี ามวรรคหนง่ึ ใหผ ซู ่ึงเกี่ยวของอาํ นวย ความสะดวกหรอื ชว ยเหลอื ตามสมควร หรอื ใหคาํ ชี้แจงแกนายทะเบยี น หรือพนักงานเจา หนา ทตี่ ามท่ขี อรอง มาตรา 41 เมอ่ื มเี หตุอันควรสงสยั วาหอการคา ใดจะดาํ เนินการไมช อบดว ยกฎหมาย หรืออาจเปน ภัย ตอ เศรษฐกจิ ความมน่ั คงของประเทศ หรอื ตอ ความสงบเรยี บรอ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน ใหน ายทะเบยี น มีอํานาจสงั่ เปนหนังสือใหห อการคา น้นั แจง วนั เวลาประชุมทุกคราวมาใหนายทะเบยี นทราบลวงหนาไมน อยกวา สามวัน ในกรณีเชนนี้ ใหน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจาหนาท่มี ีอํานาจเขาไปฟงการประชมุ ได หอการคาใดไมแจงวนั เวลาประชุมตามคําสง่ั ของนายทะเบียน ใหน ายทะเบียนมีอํานาจสั่งให หอการคาน้ันงดการประชุมไดคร้ังหน่ึงไมเ กนิ เกา สิบวันนับแตวันท่นี ายทะเบยี นสงั่ ในกรณีท่ีนายทะเบยี นมคี ําสั่งใหง ดการประชมุ ใหนํามาตรา 10 วรรคสอง มาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม
- 231 - มาตรา 42 ถาท่ปี ระชมุ ใหญของหอการคา ลงมติอนั เปน การฝา ฝน กฎหมาย หรือขอบังคับ ของหอการคา เม่ือสมาชิกคนหนงึ่ คนใดหรือพนักงานเจาหนาทร่ี อ งขอ ใหศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ น้ันเสีย แตใ นกรณีทส่ี มาชกิ รองขอใหเพิกถอนใหกระทาํ ภายในกําหนดสามสบิ วันนับแตวนั ท่ีไดลงมตนิ น้ั กฎหมายลาํ ดับรองทีเ่ กยี่ วขอ ง 1. ประกาศกระทรวงพาณิชย เร่ือง แตง ตั้งพนักงานเจา หนาท่ี (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2552 ขอ ๔ แตงตงั้ ให ๔.๑ รองอธบิ ดีกรมพัฒนาธรุ กิจการคา ผอู าํ นวยการสาํ นกั ทะเบยี นธรุ กิจ ผูอํานวยการสํานกั บริการขอมูลธรุ กิจ ผูอํานวยการสาํ นกั กาํ กบั ดูแลธรุ กจิ ผูอํานวยการสาํ นักสง เสรมิ และพัฒนาธุรกจิ และ ขา ราชการพลเรือนสามญั ตั้งแตระดบั ๓ ข้ึนไปซึง่ ปฏบิ ัตหิ นาทใี่ นสํานกั ทะเบียนธุรกิจ สํานักบรกิ ารขอมูล ธรุ กิจ สาํ นักกาํ กับดูแลธุรกจิ และสํานกั สง เสรมิ และพฒั นาธุรกิจ เปนพนักงานเจาหนาทเี่ พอื่ ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญตั ิหอการคา พ.ศ. ๒๕๐๙ ทัว่ ราชอาณาจักร ๔.๒ รองผูวาราชการจังหวดั ปลัดจงั หวดั นายอาํ เภอ หรอื ปลดั อําเภอผเู ปนหวั หนา ประจาํ ก่ิงอาํ เภอ และขาราชการพลเรือนสามัญตัง้ แตระดบั ๓ ขึ้นไป ในสงั กดั กรมพฒั นาธรุ กิจการคา ซ่งึ ปฏิบตั ิหนาที่ในจงั หวัดน้นั เปนพนกั งานเจาหนา ทเ่ี พือ่ ปฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญัติหอการคา พ.ศ. ๒๕๐๙ ในเขตจังหวดั น้ัน สรุปประเด็นท่นี ายอาํ เภอมอี ํานาจหนาที่ 1. เขา ไปตรวจสอบในสํานกั งานของหอการคา ไดในระหวา งเวลาทาํ งานของหอการคา ซ่ึงเปน การควบคุม กจิ การหอการคา ใหห อการคากระทาํ การตามหนา ท่ี และมใิ หห อการคา กระทาํ การใดๆ ทต่ี อ งหา มตามกฎหมาย 2. เขา ไปฟง การประชมุ ในกรณเี ม่ือมเี หตอุ ันควรสงสัยวา หอการคา ใด จะดําเนนิ การไมชอบดวย กฎหมายหรอื อาจเปน ภัยตอเศรษฐกจิ ความม่นั คงของประเทศ หรอื ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอนั ดีของ ประชาชน ซึ่งนายทะเบยี นไดสั่งเปน หนงั สือใหสมาคมการคานนั้ แจง วันเวลาประชุมทกุ คราวมาใหนายทะเบียน ทราบลวงหนาไมนอยกวาสามวันแลว 3. รองขอใหศาลเพิกถอนมตขิ องที่ประชุมใหญของหอการคาอนั เปนการฝาฝนกฎหมายหรอื ขอบงั คบั ของหอการคา 3.4 กระทรวงคมนาคม 3.4.1 กรมทางหลวง กรมทางหลวง มีกฎหมายท่เี กย่ี วขอ งกบั อํานาจหนา ท่ขี องนายอาํ เภอสรุปได ดังนี้ (1) พระราชบญั ญัติวาดว ยการเวนคนื อสงั หาริมทรพั ย พ.ศ. 2530 มาตราทเ่ี กี่ยวขอ ง
- 232 - มาตรา 7 เม่อื พระราชกฤษฎีกาท่ีออกตามมาตรา 6 ใชบ งั คบั แลว ใหเจา หนาท่ีหรอื ผซู ่ึง ไดร บั มอบหมายจากเจาหนาที่ปดประกาศสาํ เนาแหงพระราชกฤษฎีกาดังกลา ว พรอมทั้งแผนท่ีหรอื แผนผังทายพระราชกฤษฎีกาไวโ ดยเปด เผย ณ สถานท่ีดงั ตอไปน้ี (1) ทที่ าํ การของเจา หนาท่ี (2) ศาลาวา การกรงุ เทพมหานคร สํานกั งานเขต และท่ีทาํ การแขวง หรือศาลากลางจังหวดั ท่ีวาการอําเภอหรอื กง่ิ อาํ เภอทีท่ าํ การตาํ บลและทที่ าํ การผูใ หญบ า นแลว แตกรณีแหงทอ งท่ที อ่ี สงั หารมิ ทรัพยน น้ั ต้ังอยู (3) สํานักงานที่ดนิ จังหวัด และท่ที ําการทีด่ ินอําเภอ แหงทองทที่ อี่ สังหาริมทรัพยน นั้ ต้งั อยู มาตรา 9 เม่ือพระราชกฤษฎกี าท่ีออกตามมาตรา ๖ ใชบังคับแลวใหเจา หนาทหี่ รือผซู ่ึงไดร ับ มอบหมายจากเจา หนาทด่ี ําเนินการสาํ รวจเพ่ือทราบขอเท็จจรงิ เก่ียวกับอสังหารมิ ทรัพยที่จะตองเวนคืนที่ แนน อนใหเ สร็จภายในหน่ึงรอยแปดสบิ วัน ถา เปการเวนคืนเพ่ือสรางหรือขยายทางหลวง ทางรถไฟ ทางพิเศษ คลองชลประทาน หรือกิจการทีค่ ลายคลึงกัน ตองสํารวจใหแลวเสร็จภายในสองปนับแตวันใชบังคับ พระราชกฤษฎกี าดงั กลา ว เมอื่ ไดดําเนินการสํารวจท่ีที่จะตองเวนคืนเสรจ็ เปนบางสว นหรือแลวเสรจ็ ท้งั หมดใหเ จาหนาท่ี เสนอรฐั มนตรผี รู ักษาการตามพระราชกฤษฎกี าแตง ตง้ั คณะกรรมการขึน้ คณะหน่งึ ภายในสามสิบวันนับแตว นั ท่ี สาํ รวจสาํ เร็จ ประกอบดวยผูแทนของเจาหนา ที่คนหน่งึ ผูแทนกรมทีด่ นิ หนงึ่ คน ผูแทนของหนว ยงานอ่ืน ของรัฐหนึ่งคน และผแู ทนสภาทอ งถน่ิ ทีเ่ กยี่ วของเพื่อทําหนาทกี่ ําหนดราคาเบ้อื งตนของอสังหาริมทรัพยที่ จะตอ งเวนคืน และจํานวนเงินคา ทดแทนที่จะใหแ กบคุ คลตามมาตรา 18 ในกรณที ี่พระราชกฤษฎกี าทอ่ี อกตามมาตรา ๖ ผานเขตทอ งทใี่ ด ใหม ีผูแทนของสภาทอ งถน่ิ นั้น แหงละหน่ึงคนเขา รวมเปนกรรมการตามวรรคสองดว ย ในการกําหนดราคาเบอื้ งตน ของอสังหาริมทรัพยแ ละจํานวนเงนิ คาทดแทน ใหค ณะกรรมการกาํ หนด โดยอาศยั หลกั เกณฑตามมาตรา ๑๘ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ และดาํ เนินการใหแลว เสร็จ และประกาศราคาท่ีกําหนดไว ณ สถานท่ีตามมาตรา ๗ ภายในหนึง่ รอ ยแปดสบิ วนั นับแตวันท่ีไดรบั แตง ต้ัง ในกรณีทม่ี เี หตุจําเปน ทาํ ใหไ มสามารถดําเนนิ การใหแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาตามวรรคสี่ได คณะกรรมการจะขอใหร ฐั มนตรผี รู กั ษาการตามพระราชกฤษฎกี าดงั กลา วขยายเวลาออกไปอกี ก็ได แตตองไมเ กิน หนงึ่ รอยแปดสิบวัน มาตรา 12 ในกรณีทอี สังหารมิ ทรัพยท ่จี ะซื้อขายตามมาตรา 10 ไมมีหนงั สอื แสดงสิทธใิ นท่ดี ิน ใหเจา หนาท่ีแตงตั้งคณะกรรมการขึน้ คณะหนงึ่ ประกอบดว ยนายอาํ เภอหรอื ปลดั อําเภอผูเปน หัวหนาประจํากง่ิ อําเภอแหงทอ งท่ที ่ีอสังหารมิ ทรัพยต ั้งอยหู รือผแู ทนพนักงานทีด่ ินอําเภอ หรอื พนักงานทีด่ นิ กิ่งอําเภอหรือผแู ทน เพือ่ ดําเนินการสอบสวนใหทราบถงึ ผูมีสทิ ธใิ นอสงั หาริมทรัพยดงั กลาว เมื่อทราบถงึ ผูมีสิทธิในอสังหารมิ ทรพั ย แลว จงึ ใหด าํ เนนิ การทาํ สญั ญาซ้อื ขายอสงั หาริมทรพั ยต ามมาตรา 11 ได ในการสอบสวนเพ่ือทราบถงึ ผูม ีสิทธใิ นอสังหาริมทรัพยตามวรรคหนง่ึ ใหน าํ บทบัญญัตแิ หง ประมวลกฎหมายทดี่ ินเก่ียวกับการรังวัดทดี่ นิ มาบงั คบั ใชโ ดยอนโุ ลม
- 233 - สรุปประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ที่ 1. นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การกาํ หนดการปด ประกาศสาํ เนาทา ยพระราชกฤษฎกี า และแผนท่แี นบทายพระราชกฤษฎกี า 2. นายอําเภอมีหนาทเี่ ก่ียวของโดยการแตง ตั้งเปน คณะกรรมการกําหนดราคาเบ้ืองตน 3. นายอําเภอมีหนา ทีเ่ กีย่ วของโดยการเปนคณะกรรมการสอบสวนสิทธิ เพื่อใหทราบถงึ สิทธิ ในอสงั หาริมทรัพยท่ีถกู เวนคืน 3.4.2 กรมทางหลวงชนบท กรมทางหลวงชนบท มกี ฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ งกบั อาํ นาจหนาทขี่ องนายอาํ เภอสรุปได ดงั น้ี 1. พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตราท่ีเก่ยี วขอ ง กฎหมายลําดับรองท่เี กยี่ วขอ ง 1. กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ขอ 6 ใหน ายอําเภอเปน ผอู อกบตั รประจาํ ตัวเจาพนักงานทางหลวง ซึ่งแตงตงั้ จากพนักงาน ของเทศบาลตําบล หรอื พนักงานสวนตาํ บลทอี่ ยูในเขตอาํ เภอนนั้ สรุปประเด็นทนี่ ายอาํ เภอมีอาํ นาจหนา ท่ี ใหนายอาํ เภอเปนผูออกบตั รประจําตวั เจา พนักงานทางหลวง ซึง่ แตงต้ังจากพนกั งานของ เทศบาลตําบล หรอื พนักงานสว นตาํ บลท่ีอยใู นเขตอาํ เภอนั้น 3.4.3 กรมเจา ทา กรมเจาทา มกี ฎหมายท่เี กย่ี วขอ งกบั อาํ นาจหนาทีข่ องนายอําเภอสรปุ ได ดังน้ี (1) พระราชบัญญัติการเดนิ เรอื ในนา นน้ําไทย พระพทุ ธศกั ราช 2546 มาตราทเ่ี ก่ียวขอ ง มาตรา 145 ใบอนุญาตน้ันจะสบั เปลย่ี นกันใชไมไ ด แตถ า ในระหวางที่ใบอนญุ าตหมดอายุ เรอื นน้ั ไดเปลี่ยนเจา ของกนั ไปแลวก็ใหจัดการโอนกรรมสิทธิ์กันได แตตองแจงความใหเจา ทาทราบดวย เพือ่ เจาทาจะไดแกใบอนุญาตเปลี่ยนชือ่ บัญชีในทะเบียนไวเปนสําคัญ โดยเรียกคาธรรมเนียม ถาเปนเรือเลก็ เรือบรรทุกสินคา หรอื เรอื เปด ทะเล ฯลฯ เปน เงนิ สองบาท ถา เปน เรือนอกจากท่ีวา มาน้ีเปน เงินย่ีสบิ บาท
- 234 - กฎหมายลําดับรองทเ่ี กีย่ วขอ ง 1. คาํ สงั่ ระเบียบการ ท่ี 7/2482 เรอื่ งการออกใบอนุญาตใชเรือเล็ก ขอ 56 การย่ืนคํารองตามขอ 55 ใหมีหลักฐานตอไปน้ีมาแสดงดวย (1) สําหรบั เรอื ทีม่ ิใชเรอื กลขนาดต้งั แต 6 ตนั กรอสขึ้นไป ก. ถา เปน การโอนกรรมสิทธโิ์ ดยนิติกรรมสองฝาย ตองมีสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ซ่ึงไดท าํ และจดทะเบยี นนิตกิ รรมตอ คณะกรมการอําเภอมาแสดง และผูร บั โอนเปน ผลู งลายมอื ชื่อและพิมพลายนว้ิ แมม ือในคํารอง แตถ าเปนการขอเพ่ิมจํานวนผูถือกรรมสิทธสิ์ ําหรับกรณีทีผ่ ถู ือกรรมสิทธิ์ใหมซงึ่ จะขอเพ่ิมเติม จาํ นวนอกี นนั้ เปน สามีหรือภริยาอันชอบดวยกฎหมายของผถู อื กรรมสิทธเ์ิ ดิมและเรอื น้นั เปนสินสมรสแลว หากภรยิ ากด็ ที ี่มไิ ดเ ปนผูถือกรรมสิทธอ์ิ ยใู นใบอนญุ าตใชเรือแตเ ดิมรอ งขอใหลงช่อื ตนเปนเจาของรวมดว ย โดยมีหลกั ฐานแสดงวาเรือน้ันเปน สนิ สมรส ก็ใหฝ ายทม่ี ีชอื่ เปนผูถือกรรมสิทธเ์ิ ดมิ ย่นื คํารองดวยแบบพมิ พ แบบ บ.20 ตอนายทะเบยี นเรอื สวนการตรวจสอบและการแกท ะเบียนน้นั ใหป ฏบิ ตั แิ ละเรียกเกบ็ คา ธรรมเนยี ม เชนเดยี วกับการแกทะเบียนตามปกติ สว นการโอนกรรมสิทธิ์ตามวรรคกอน ถาเปนการโอนโดยการขายซง่ึ ตองปฏิบตั ติ าม ประมวลรษั ฎากรและในสญั ญาน้ันมขี อ ความแสดงเปน ใบเสรจ็ รบั เงนิ เชน จาํ นวนเงนิ .........บาท นี้ไดร บั ไปเสรจ็ แลว ใหถ ือวาสัญญาน้ันเปนใบเสร็จรับเงนิ อนั จะตองปดอากรแสตมปต ามกฎหมายดว ย ถาในสัญญาไมมีขอความดงั กลาว นั้นใหเรียกใบรบั เงนิ หรือทาํ ใบรบั เงนิ ข้ึนโดยอนุโลมตามในขอ 2 ก. ข. ถาเปน การไดม าโดยทางอ่นื นอกจากนิติกรรม หรือไดม าโดยการรบั มรดกมีพินยั กรรม ตองมีหนงั สือแสดงการจดทะเบยี นไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยม าตรา 1299 ประกอบดว ยมาตรา 1302 จากคณะกรมการอาํ เภอมาแสดงและผูรับโอนเปนผูลงลายมือชอ่ื และลายพมิ พน ิว้ มือ ในคํารอ ง (2) สําหรบั เรอื ทม่ี ใิ ชเ รอื กลขนาดกลางตา่ํ กวา 6 กรอส 2. คาํ สงั่ ระเบยี บการ ที่ 1/2483 เร่อื งการออกใบอนุญาตใชเ รือกลและเรอื เดนิ ทะเล ขอ 40 การย่นื คํารอ งตามขอกอนใหมหี ลักฐานตอไปน้ีมาแสดงดวย (1) สําหรับเรือกลทีม่ ีขนาดต้งั แต 5 ตันกรอสสข ้นึ ไปและเรือท่ีมิใชเรือกลขนาดต้ังแต 6 ตนั กรอสสข ้นึ ไป ก. ถาเปน การโอนกรรมสิทธโิ์ ดนนติ กิ รรมตองมีสญั ญาโอนกรรมสิทธซ์ิ ึง่ ไดท าํ ละจดทะเบยี น นิติกรรมตอคณะกรรมการอําเภอมาแสดงและผรู ับโอนเปนผูลงลายมอื ชอื่ และพิมพล ายนิ้วมือในคํารอง แตถาเปน การขอเพิ่มจํานวนผูถอื กรรมสิทธ์ิสาํ หรบั กรณีท่ผี ถู ือกรรมสทิ ธิใ์ หมซึง่ จะขอเพิ่มเติมจํานวนอีกนั้น เปนสามหี รอื ภริยาอันชอบดวยกฎหมายของผูถ ือกรรมสิทธ์ิเพิ่มและเรอื นัน้ เปน สินสมรสแลวหากภริยาก็ดี หรือสามีก็ดีท่มี ิไดเ ปน ผถู ือกรรมสิทธิอ์ ยูในใบอนญุ าตใชเรือแตเ ดมิ รองขอใหลงช่ือตนเปน เจาของรว มดวย โดยมีหลกั ฐานแสดงวา เรือน้ันเปนสนิ สมรสก็ใหฝ า ยท่ีมชี ่ือเปน ผูถอื กรรมสิทธ์เิ ดิมยน่ื คํารองดวยแบบพิมพ แบบ บ.20 ตอนายทะเบยี นเรือ สว นการตรวจสอบและการแกท ะเบยี นน้ันใหป ฏิบัตแิ ละเรียกเก็บคา ธรรมเนียม เชนเดยี วกบั การแกทะเบียนตามปกติ
- 235 - สัญญาโอนกรรมสทิ ธ์ิตามใน ก. ถาเปนการโอนโดยการขายซึง่ คราวหนึง่ ๆ มรี าคาเกินกวา 100 บาท และในสัญญานน้ั แสดงเปนใบรับเงิน เชน มีคาํ วา “จํานวนเงิน.......บาทนั้นไดรบั ใบเสรจ็ แลว ” ใหถ อื วา สัญญาน้ันเปน ใบเสรจ็ รับเงินอนั จะตองปดอากรแสตมปตามประมวลรษั ฎากรดว ยถา ในสัญญาไมม ี ขอ ความดังกลาวแลว ใหเ รยี กดูใบรับเงินอนั ไดปดอากรแสตมปถ กู ตองแลวแทนและบนั ทึกการตรวจใบรับ เงนิ นน้ั ลงไวท ายคํารอ งแบบ บ.20 ดวย ข. ถาเปนการไดมาโดยทางอนื่ นอกจากนิติกรรม หรือไดมาโดยการรับมรดกมีพนิ ัยกรรม ตอ งมหี นังสือแสดงการจดทะเบยี นการไดมาซ่งึ กรรมสทิ ธ์ิตามประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ยมาตรา 1299 ประกอบดว ยมาตรา 1302 จามกคณะกรรมการอําเภอมาแสดง และผรู ับโอนเปนผลู งลายมือช่ือ และลายพิมพนวิ้ แมมอื ในคํารอง (2) สาํ หรบั เรือกลขนาดตา่ํ กวา 5 ตันกรอสส ผูโอนและผรู ับโอนตอ งมาใหการและลงลายมือ ชอ่ื และพิมพลายน้ิวแมมือในคํารอ งพรอมกนั ตอหนาทนายทะเบียนเรือ มิฉะน้นั ผูรับโอนตองมหี ลักฐาน ตามใน (1) หรือพินัยกรรมวาไดรับโอนมาโดยพินัยกรรมหรือรายการสอบสวนของคณะกรรมการอําเภอ ถา เปนการไดมาโดยรบั มรดกซึง่ ไมมพี นิ ัยกรรมหรือการครอบครองโดยปรปกษ (3) ในกรณีทผี่ โู อนหรือผรู ับโอนจําเปน ตอ งมาใหก ารและลงลายมือชือ่ และพิมพลายนิ้วแมมอื ในคาํ รองตอ หนา นายทะเบียนเรอื ดว ยตนเองนนั้ หากไมสามารถจะมาดว ยตนเองไดต องมีใบมอบอํานาจ ตามความในขอ 9 มอบใหผแู ทนมาแสดง สรุปประเดน็ ทนี่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ทจ่ี ดทะเบียนโอนกรรมสิทธต์ิ ามแบบ ปค. 34 3.5 กระทรวงแรงงาน 3.5.1 กรมการจัดหางาน กรมการจัดหางาน มกี ฎหมายท่เี ก่ยี วของกับอํานาจหนาทีข่ องนายอาํ เภอสรปุ ได ดงั นี้ (1) พระราชบัญญัติจดั หางานและคมุ ครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตราที่เก่ียวขอ ง มาตรา 4 ในพระราชบญั ญตั นิ ้ี “พนักงานเจาหนาท่ี” หมายความวา ผูซง่ึ รัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบตั ิการตามพระราชบญั ญัติน้ี มาตรา 5 ใหรฐั มนตรวี า การกระทรวงแรงงาน รกั ษาการตามพระราชบัญญัตินแ้ี ละใหม ีอาํ นาจ แตงตงั้ นายทะเบียนและพนักงานเจาหนาที่ กับออกกฎกระทรวงกาํ หนดคา ธรรมเนียมไมเกนิ อตั ราทาย พระราชบญั ญตั ินี้ ยกเวนคา ธรรมเนยี ม และกาํ หนดกิจการอื่นหรืออกระเบียบเพื่อปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี กฎกระทรวงนน้ั เม่ือไดประกาศในพระราชกจิ จานุเบกษาแลวใหใ ชบังคับได
- 236 - มาตรา 67 ในการปฏบิ ตั ิหนาท่ีใหน ายทะเบยี นหรอื พนักงานเจา หนา ที่มอี ํานาจดังตอ ไปน้ี (1) เขา ไปในสาํ นักงานหรือสถานท่ีอน่ื ท่ีเก่ียวกบั การจัดหางานการฝก งาน หรือการทดสอบฝม ือ ในเวลากลางวนั หรือในขณะทาํ การ เพ่ือตรวจสอบและควบคุมใหเ ปนไปตามพระราชบัญญัติน้ี (2) ยึดหรืออายัดสมดุ ทะเบยี น บัญชี เอกสาร หรือหลกั ฐานอื่นที่เกย่ี วของกับการจัดหางาน การฝก งานหรือการทดสอบฝมือ ในกรณที ่มี ีเหตอุ นั ควรเชอ่ื วา มกี ารกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ (3) เรยี กหรือสงั่ ใหผ รู ับอนุญาตจัดหางาน ผจู ดั การ ตวั แทนจดั หางานลุกจางคนหางาน ผูสง คน ไปฝกงาน คนฝกงาน ผรู ับอนญุ าตดาํ เนนิ การทดสองฝม ือ หรอื บุคคลซึ่งเกี่ยวของใหถอ ยคาํ หรือขอ เท็จจรงิ หรือ สง เอกสาร หรอื หลักฐานอนื่ ใดเพ่ือประกอบการพจิ ารณาได (4) ในการปฏิบตั หิ นาทต่ี าม (1) หรือ (2) ใหน ายทะเบยี นหรือพนักงานเจา หนาทแ่ี สดงบัตร ประจําตวั ตอผซู ง่ึ เกีย่ วของ และใหผซู ึง่ เก่ยี วของอํานวยความสะดวกตามสมควร บตั รประจําตัวนายทะเบยี นและพนักงานเจาหนา ที่ ใหเปน ไปตามแบบท่ีรัฐมนตรีกําหนด มาตรา 68 ในการปฏิบัติตามหนา ท่ตี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหนายทะเบยี นและพนักงาน เจา หนาท่เี ปน เจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายลําดับรองทเี่ กย่ี วของ 1. คําสัง่ กระทรวงแรงงานและสวสั ดิการสังคมท่ี 253/2537 ลงวันท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เรอ่ื ง แตงตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจา หนาท่เี พ่ือปฏบิ ตั ติ ามพระราชบัญญัตจิ ดั หางาน และคุมครองคนหางาน พ.ศ. 2528 สรปุ ประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนาทใ่ี นฐานะพนกั งานเจา หนา ท่ี ดงั น้ี 1. เขาไปในสาํ นักงานหรือสถานท่ีอ่นื ทเ่ี ก่ยี วกับการจัดหางานการฝกงาน หรอื การทดสอบ ฝม อื ในเวลากลางวันหรอื ในขณะทาํ การเพอื่ ตรวจสอบและควบคุมใหเปน ไปตามพระราชบัญญตั ินี้ 2. ยึดหรอื อายดั สมดุ ทะเบียน บญั ชี เอกสาร หรือหลกั ฐานอื่นทเ่ี กยี่ วของกับการจัดหางาน การฝกงาน หรือการทดสอบฝมือ ในกรณที ่มี ีเหตุอันควรเชือ่ วา มกี ารกระทําความผดิ ตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ 3. เรยี กหรือส่งั ใหผูร ับอนญุ าตจัดหางาน ผูจดั การ ตวั แทนจัดหางาน คนฝกงาน ผูรบั อนญุ าต ดาํ เนนิ การทดสอบฝมือ หรือบุคคลทเี่ กี่ยวขอ งใหถอยคาํ หรอื ขอเทจ็ จรงิ หรือสง เอกสาร หรอื หลักฐานอน่ื ใดเพื่อประกอบการพจิ ารณาได ในการปฏิบตั หิ นาท่ตี าม (1) หรือ (2) ใหนายทะเบียนหรือพนักงานเจาหนาที่แสดงบตั ร ประจาํ ตัวตอผซู ่งึ เก่ยี วของ และใหผ ูซึ่งเกี่ยวของอาํ นวยความสะดวกตามสมควร ทัง้ นี้ ใหพนักงานเจา หนา ทเ่ี ปน เจา พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
- 237 - (2) พระราชบัญญัติการทํางานของคนตางดาว พ.ศ. 2551 มาตราทีเ่ กี่ยวของ มาตรา 5 ในพระราชบัญญตั นิ ้ี “พนักงานเจาหนาท่ี” หมายความวาผซู ่ึงรฐั มนตรีแตงตั้งใหปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ มาตรา 6 ใหรัฐมนตรวี าการกระทรวงแรงงานรกั ษาการตามพระราชบัญญตั ินแ้ี ละใหมีอํานาจ ออกกฎกระทรวงกําหนดคาธรรมเนยี มไมเกนิ อัตราในบญั ชีทายพระราชบญั ญัตนิ ี้ ยกเวนคา ธรรมเนียม และกําหนดกจิ การอน่ื เพอื่ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญตั นิ ้ี กฎกระทรวงนั้น เมือ่ ไดประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลวใหใชบังคบั ได มาตรา 48 ในการปฏบิ ตั ิหนา ทตี่ ามพระราชบัญญตั ินี้ใหอธิบดี นายทะเบียน และพนักงาน เจา หนา ท่ีมอี ํานาจ ดงั ตอไปนี้ (1) มีหนงั สือสอบถามหรือเรยี กบุคคลใดมาช้ีแจงขอ เทจ็ จริงรวมท้ังใหสงเอกสารหรอื หลักฐาน (2) เขา ไปในสถานทีใ่ ดในระหวางเวลาทีม่ ีหรือเชอื่ ไดวา มีการทาํ งานในกรณีท่ีมเี หตุอันควรสงสัย วามีคนตา งดาวทาํ งานโดยไมชอบดว ยกฎหมายเพ่ือตรวจสอบใหการเปน ไปตามพระราชบญั ญตั ินโ้ี ดยตองมี หมายของศาล เวนแตเปนการเขา ไปในระหวา งพระอาทิตยขึ้นถึงเวลาพระอาทิตยตก ในการน้ี ใหมอี ํานาจ สอบถามขอเท็จจรงิ หรือเรยี กเอกสารหรือหลักฐานใดๆจากบุคคลทีร่ ับผิดชอบหรือเกย่ี วของกบั สถานที่ ดงั กลา วได มาตรา 50 ในการปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามพระราชบัญญัตินใ้ี หอ ธิบดี นายทะเบียน และพนักงาน เจาหนา ทเ่ี ปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีท่ีพนกั งานเจาหนาทีพ่ บคนตางดา วผใู ดทํางานโดยไมไดร ับอนุญาตอนั เปน การฝา ฝน พระราชบัญญัติน้ี และสัง่ ใหไปรายงานตัวยังสถานีตํารวจพรอมกับพนกั งานเจา หนาที่ แตคนตา งดา วผูน้นั ไมย ินยอมหรือจะหลบหนี ใหพนกั งานเจาหนาท่ีมอี ํานาจจบั คนตา งดาวนนั้ โดยไมตองมีหมายจบั และใหน ําตัว ผูถกู จบั ไปยังทีท่ าํ การของพนักงานสอบสวนโดยทันทใี นการนใี้ หนาํ บทบัญญตั ิมาตรา 81 มาตรา 81/1 มาตรา 82 มาตรา 83 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 แหง งประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความ อาญามาใชบ งั คับกบั การจับตามมาตรานี้โดยอนโุ ลม เพื่อประโยชนในการชวยเหลือพนักงานสอบสวนในการสอบสวน รัฐมนตรีจะแตงตั้งพนักงาน เจา หนา ทซี่ ่ึงมีความรคู วามชาํ นาญในการสอบสวนรวมเปน พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาก็ได ในกรณเี ชนน้ี ใหพนักงานเจา หนา ทีด่ งั กลาวมีอาํ นาจหนา ท่ชี วยเหลอื พนกั งาน สอบสวนในคดีความผดิ ตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ การดาํ เนนิ การเกย่ี วกบั การจบั กมุ ตามวรรคสอง และการรว มกนั สอบสวนตามวรรคสาม ใหเปนไป ตามหลักเกณฑและวธิ ีการท่ีอธิบดีและผูบญั ชาการตํารวจแหง ชาติรว มกันกําหนด
- 238 - กฎหมายลําดบั รองทีเ่ กีย่ วขอ ง 1. คาํ สงั่ กระทรวงแรงงานที่ 75/2551 ลงวนั ท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สรปุ ประเดน็ ทนี่ ายอําเภอมอี ํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมีอํานาจหนา ท่ใี นฐานะพนกั งานเจา หนาท่ี ดังนี้ 1. มีหนงั สือสอบถามหรอื เรียกบุคคลใดมาชแ้ี จงขอเท็จจรงิ รวมทง้ั ใหสงเอกสารหรอื หลักฐาน 2. เขา ไปในสถานท่ใี ดในระหวา งเวลาทม่ี ีหรอื เชื่อไดว า มีการทาํ งานในกรณที ี่มเี หตอุ นั ควรสงสัยวา มีคนตา งดาวทํางานโดยไมชอบดว ยกฎหมายเพ่ือตรวจสอบใหการเปนไปตามพระราชบัญญัติน้ีโดยตองมี หมายของศาล เวนแตเ ปน การเขาไปในระหวา งพระอาทิตยขึน้ ถึงเวลาพระอาทติ ยต ก ในการน้ี ใหม ีอํานาจ สอบถามขอเท็จจริงหรือเรียกเอกสารหรือหลักฐานใดๆจากบคุ คลทร่ี ับผดิ ชอบหรือเกย่ี วของกับสถานที่ ดงั กลาวได 3. ในกรณที ่ีพนักงานเจาหนาท่ีพบคนตา งดาวผูใดทํางานโดยไมไดรับอนุญาตอันเปน การฝาฝน พระราชบัญญัติน้ี และสงั่ ใหไปรายงานตวั ยังสถานีตาํ รวจพรอมกับพนักงานเจาหนาที่ แตคนตางดาวผูนน้ั ไมย ินยอมหรือจะหลบหนี ใหพนกั งานเจาหนาท่ีมอี ํานาจจบั คนตา งดาวนั้นโดยไมต องมีหมายจับและใหนําตวั ผูถูกจบั ไปยังทีท่ ําการของพนักงานสอบสวนโดยทันทีในการนี้ใหนาํ บทบัญญตั ิมาตรา 81 มาตรา 81/1 มาตรา 82 มาตรา 83 มาตรา 84 มาตรา 85 และมาตรา 86 แหง งประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาใชบ งั คบั กบั การจบั ตามมาตรานโ้ี ดยอนโุ ลม ในการปฏบิ ตั ติ ามหนาทใ่ี หพนักงานเจาหนาที่เปน เจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และแสดงบัตรประจําตัวตอผูซงึ่ เกยี่ วของและใหผซู ่งึ เกีย่ วของอํานวยความสะดวกตามสมควร ท้งั นี้ ใหพ นักงานเจาหนาทเี่ ปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา 3.5.2 กรมสวสั ดกิ ารและคมุ ครองแรงงาน กรมสวสั ดกิ ารและคมุ ครองแรงงาน มกี ฎหมายท่ีเกย่ี วของกับอํานาจหนา ที่ของ นายอําเภอ ดงั นี้ (1) พระราชบญั ญตั คิ มุ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตราทเ่ี ก่ียวขอ ง มาตรา 6 ใหรฐั มนตรวี าการกระทรวงแรงงาน รกั ษาการตามพระราชบัญญัตนิ แี้ ละใหมี อาํ นาจแตงตั้งพนักงานตรวจแรงงาน กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพอ่ื ปฏิบตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั ิน้ี การแตงตงั้ พนกั งานตรวจแรงงานจะกาํ หนดขอบเขตอํานาจหนา ทแี่ ละเงื่อนไขในการปฏบิ ตั ิ หนา ที่ดวยก็ได กฎกระทรวงและประกาศนั้น เม่ือไดป ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคบั ได
- 239 - กฎหมายลาํ ดบั รองทเ่ี กี่ยวขอ ง 1. คาํ สั่งกระทรวงแรงงานท่ี 16/2553 ลงวนั ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เรอื่ ง แตงต้ังพนกั งาน เจา หนาท่เี พื่อปฏบิ ตั ติ ามพระราชบัญญัตกิ ารทาํ งานของคนตา งดาว พ.ศ. 2551 สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมอี ํานาจหนาที่ นายอาํ เภอมอี าํ นาจหนา ที่เกยี่ วของเปน พนกั งานตรวจแรงงานในพน้ื ที่รบั ผดิ ชอบ (2) พระราชบัญญัตแิ รงงานสัมพนั ธ พ.ศ. 2518 มาตราทเ่ี ก่ียวของ มาตรา 6 ใหร ฐั มนตรีวา การกระทรวงมหาดไทยรกั ษาการตามพรราชบัญญัตินีแ้ ละใหม ี อํานาจดงั ตอไปน้ี (1) แตง ตั้งนายทะเบยี น พนักงานประนอมขอพพิ าทแรงงาน และผชู ข้ี าดขอพพิ าทแรงงาน เพ่ือปฏบิ ัติการตามพระราชบญั ญตั ินี้ (2) ออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบตั ิการตามพระราชบญั ญัติน้ี การแตงต้ังตาม (1) ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวงนัน้ เมอ่ื ไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบ ังคบั ได กฎหมายลําดับรองทเ่ี กยี่ วของ 1. คําสั่งกระทรวงแรงงานที่ 145/2537 ขอ 5 เรอ่ื งแตงตง้ั พนกั งานประนอมขอ พิพาทแรงงาน ตามพระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พนั ธ พ.ศ. 2516 สรปุ ประเดน็ ท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอาํ เภอมหี นาท่เี กี่ยวของเปนพนักงานประนอมขอ พิพาทแรงงานในเขตพื้นทอี่ ําเภอทอ งที่ของตน (3) พระราชบัญญัติแรงงานรฐั วสิ าหกจิ สัมพันธ พ.ศ. 2543 มาตราท่เี กี่ยวขอ ง มาตรา 7 ใหร ัฐมนตรีวาการกระทรวงแรงงาน รักษาการตามพระราชบญั ญัตินี้ และใหมี อาํ นาจแตงต้งั พนกั งานประนอมขอพิพาทแรงงานและพนักงานเจาหนา ทเี่ พอ่ื ปฏิบัตกิ ารตามพระราชบัญญัตนิ ี้ การแตง ตงั้ ตามวรรคหนง่ึ ใหป ระกาศในราชกิจจานุเบกษา
- 240 - กฎหมายลําดบั รองท่ีเก่ยี วขอ ง 1. คาํ สั่งกระทรวงแรงงานและสวสั ดิการสงั คมท่ี 48/2543 ขอ 4 เร่อื ง แตง ต้ังพนักงานประนอม ขอพิพาทแรงและพนักงานเจาหนา ทีต่ ามพระราชบัญญัตแิ รงงานรฐั วสิ าหกิจสมั พนั ธ พ.ศ. 2543 สรุปประเด็นท่นี ายอําเภอมีอํานาจหนา ที่ นายอําเภอมีหนาทเ่ี ก่ียวของเปนพนกั งานประนอมขอพพิ าทแรงงานในเขตพื้นท่ีอําเภอทองท่ขี องตน 3.6 กระทรวงการคลงั 3.6.1 กรมสรรพากร กรมสรรพากร มกี ฎหมายทีเ่ ก่ยี วของกับอาํ นาจหนา ท่ีของนายอําเภอ ดังนี้ 1. ประมวลรัษฎากร มาตรา ๒ “อําเภอ” หมายความวา นายอาํ เภอ สมุหบัญชอี าํ เภอ หรือสมหุ บัญชีเขต “นายอําเภอ” หมายความรวมถึงหัวหนาเขต และปลัดอําเภอผูเปนหัวหนาประจํากิง่ อําเภอดวย มาตรา ๑๑ เวนแตจ ะมบี ทบญั ญัติหรืออธิบดจี ะสัง่ เปนอยางอน่ื ใหนาํ เงินภาษอี ากรไปเสีย ณ ท่วี า การอาํ เภอ และการเสยี ภาษีอากรนัน้ ใหถ ือวาเปนการสมบูรณเม่ือไดรบั ใบเสรจ็ รับเงินซ่ึงนายอาํ เภอได ลงลายมอื ช่ือรบั เงินแลว มาตรา ๑๒ ภาษีอากรซึง่ ตองเสียหรือนาํ สงตามลักษณะนี้ เม่ือถึงกําหนดชาํ ระแลว ถา มิไดเ สยี หรอื นาํ สง ใหถ ือเปนภาษีอากรคา ง เพือ่ ใหไ ดรับชาํ ระภาษอี ากรคา งใหอ ธิบดีมีอํานาจส่งั ยดึ หรอื อายัดและขายทอดตลาดทรพั ยสินของผูตอง รบั ผิดเสยี ภาษีอากรหรอื นาํ สง ภาษีอากรไดท ่วั ราชอาณาจักรโดยมติ อ งขอใหศ าลออกหมายยดึ หรือส่งั อํานาจดังกลา ว อธบิ ดีจะมอบใหรองอธิบดหี รอื สรรพากรเขตกไ็ ด ในจงั หวัดอ่นื นอกจากกรุงเทพมหานคร ใหผ วู าราชการจังหวดั หรอื นายอาํ เภอมีอํานาจ เชน เดยี วกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตทองทจี่ งั หวดั หรืออําเภอนนั้ แตส ําหรับนายอําเภอนน้ั จะใชอาํ นาจ ส่ังขายทอดตลาดไดตอเม่ือไดรบั อนญุ าตจากผูวา ราชการจังหวัด วธิ กี ารยดึ และขายทอดตลาดทรพั ยส นิ ใหป ฏบิ ตั ิตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง โดยอนโุ ลม สวนวิธีการอายดั ใหป ฏิบัตติ ามระเบียบทอี่ ธิบดกี าํ หนดโดยอนมุ ัตริ ัฐมนตรี เงนิ ท่ีไดจ ากการขายทอดตลาดดังกลาว ใหหักคาธรรมเนียม คาใชจ าย ในการยึดและขายทอดตลาดและเงนิ ภาษีอากรคา ง ถามเี งนิ เหลือใหคืนแกเ จาของทรัพยสิน ผตู องรับผดิ เสียภาษีอากรตามวรรคสอง ใหห มายความรวมถึงผูเ ปนหนุ สว นจําพวกไมจาํ กดั ความรับ ผดิ ในหา งหนุ สว นนิติบคุ คลดว ย
- 241 - มาตรา ๑๘ รายการทยี่ นื่ เพ่อื เสยี ภาษีอากรนนั้ ใหอาํ เภอหรือเจาพนกั งานประเมนิ เปน ผูประเมนิ ตามที่กําหนดไวใ นหมวดภาษีอากรนนั้ ๆ และเมื่อไดป ระเมินแลว ใหแ จง จาํ นวนภาษอี ากรท่ปี ระเมนิ ไปยงั ผูตองเสยี ภาษี ในกรณนี จ้ี ะอุทธรณการประเมนิ ก็ได ในกรณีทผ่ี ูตองเสยี ภาษอี ากรถงึ แกค วามตายเสียกอนไดร บั แจง จํานวนภาษีอากรท่ีประเมิน ใหอ ําเภอหรือเจา พนกั งานประเมนิ แจง จาํ นวนภาษีอากรที่ประเมินไปยงั ผูจัดการมรดกหรอื ไปยงั ทายาทหรอื ผูอน่ื ท่ีครอบครองทรัพยม รดกแลว แตกรณี ถาเมอื่ ประเมนิ แลว ไมตองเรยี กเก็บหรือเรยี กคนื ภาษีอากร การแจงจํานวนภาษี อากรเปน อันงดไมต อ งกระทาํ แตอ าํ เภอหรือเจาพนักงานประเมนิ ยงั คงดาํ เนนิ การตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ได การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ใหนาํ มาตรา ๒๗ มาใชบ ังคับโดยอนโุ ลม มาตรา ๑๙ เวน แตจะมบี ทบัญญัตไิ วเปนอยางอื่น กรณีที่เจา พนกั งานประเมินมเี หตุอนั ควรเชื่อวา ผูใดแสดงรายการตามแบบทยี่ นื่ ไมถ กู ตองตามความจรงิ หรอื ไมบรบิ รู ณ ใหเ จา พนกั งานประเมนิ มอี าํ นาจออก หมายเรยี กผยู ่ืนรายการนนั้ มาไตสวน และออกหมายเรยี กพยาน กบั สงั่ ใหผูย ื่นรายการหรือพยานนน้ั นาํ บัญชี เอกสารหรือหลกั ฐานอ่ืนอนั ควรแกเรอื่ งมาแสดงได แตต องใหเ วลาลว งหนา ไมน อยกวาเจด็ วันนับแตวันสง หมาย ทงั้ นี้ การออกหมายเรยี กดงั กลา วจะตองกระทาํ ภายในเวลาสองปน ับแตว ันท่ีไดยน่ื รายการ ไมว า การยน่ื รายการ นัน้ จะไดกระทาํ ภายในเวลาท่ีกฎหมายกําหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรหี รอื อธบิ ดีขยายหรอื เล่ือนออกไปหรือไม ทง้ั น้ี แลว แตว นั ใดจะเปน วนั หลงั เวน แตก รณปี รากฏหลกั ฐานหรอื มีเหตุอนั ควรสงสัยวาผูย่นื รายการมีเจตนา หลกี เล่ยี งภาษอี ากร หรือเปน กรณีจาํ เปนเพ่อื ประโยชนใ นการคืนภาษอี ากร อธบิ ดีจะอนมุ ตั ใิ หขยายเวลาการ ออกหมายเรยี กดังกลา วเกินกวา สองปก ไ็ ด แตตอ งไมเ กินหาปนับแตว นั ทีไ่ ดย ่นื รายการ แตกรณีขยายเวลาเพือ่ ประโยชนในการคืนภาษอี ากรใหข ยายไดไ มเกินกําหนดเวลาตามทมี่ สี ิทธขิ อคืนภาษอี ากร มาตรา ๒๐ เม่ือไดจ ัดการตามมาตรา ๑๙ และทราบขอความแลว เจาพนักงานประเมินมี อาํ นาจทีจ่ ะแกจํานวนเงนิ ทปี่ ระเมินหรือทยี่ นื่ รายการไวเดมิ โดยอาศัยพยานหลักฐานทป่ี รากฏ และแจง จาํ นวนเงินทต่ี องชําระอีกไปยังผตู อ งเสียภาษีอากร ในกรณีน้จี ะอุทธรณการประเมินกไ็ ด มาตรา ๒๑ ถา ผตู อ งเสยี ภาษอี ากรไมป ฏบิ ตั ติ ามหมายหรอื คาํ สง่ั ของเจา พนกั งานประเมนิ ตามมาตรา๑๙ หรอื ไมย อมตอบคาํ ถามเมอ่ื ซกั ถามโดยไมมเี หตผุ ลอนั สมควรเจา พนกั งานประเมนิ มอี าํ นาจประเมนิ เงนิ ภาษอี ากรตาม ทร่ี เู หน็ วาถกู ตองและแจง จาํ นวนเงินซึ่งตองชําระไปยังผตู อ งเสียภาษอี ากร ในกรณนี ีห้ ามมิใหอ ุทธรณการประเมนิ มาตรา ๒๓ ผใู ดไมยื่นรายการใหอ ําเภอหรือเจาพนกั งานประเมินแลวแตกรณี มอี ํานาจออก หมาย เรยี กตัวผูนนั้ มาไตส วน และออกหมายเรียกพยานกับสง่ั ใหผูทีไ่ มยนื่ รายการหรือพยานนั้นนาํ บญั ชี หรือพยานหลักฐานอื่นอนั ควรแกเรื่องมาแสดงได แตต อ งใหเ วลาลว งหนาไมน อ ยกวาเจ็ดวันนับแตวันสง หมายภาษอี ากร ในกรณีนี้จะอุทธรณการประเมินก็ได มาตรา ๒๔ เมื่อไดจ ดั การตามมาตรา ๒๓ และทราบขอความแลว อาํ เภอหรือเจา พนักงาน ประเมนิ แลว แตกรณี มอี าํ นาจประเมินเงินภาษีอากรและแจงจํานวนภาษอี ากรทต่ี องชําระไปยงั ผตู อ งเสีย
- 242 - มาตรา ๒๕ ถาผไู ดร บั หมายหรือคําสง่ั ของอาํ เภอหรือเจาพนักงานประเมนิ แลว แตก รณี ไมปฏิบัติ ตามหมายหรือคําส่ังของอาํ เภอหรอื เจาพนักงานประเมนิ ตามมาตรา ๒๓ หรือไมย อมตอบคําถามเม่ือซกั ถาม โดยไมมีเหตุผลอนั สมควร อําเภอหรอื เจา พนักงานประเมินมีอํานาจประเมินเงินภาษีอากรตามท่ีรเู ห็นวา ถกู ตอง และแจงจํานวนภาษีอากรไปยังผตู องเสยี ภาษีอากร ในกรณีน้ีหามมิใหอุทธรณก ารประเมิน มาตรา ๒๙ ในการอุทธรณการประเมินภาษีอากรท่ีอําเภอมีหนาทีป่ ระเมิน ใหอ ทุ ธรณได ตามเกณฑและวธิ กี ารดงั ตอไปนี้ (๑) ใหอทุ ธรณการประเมินของอําเภอตอเจาพนกั งานประเมนิ ภายในกาํ หนดสบิ หาวนั นับแตวนั ไดร ับแจงการประเมนิ (๒) เวน แตใ นกรณหี ามอุทธรณต ามความในมาตรา ๒๑ หรอื มาตรา ๒๕ ใหอ ุทธรณก ารประเมิน ของเจาพนักงานประเมินตอผูวา ราชการจงั หวัดภายในกําหนดสบิ หาวนั นับแตวนั ไดร บั แจงคาํ วินจิ ฉัย อทุ ธรณ หรือรับแจงการประเมนิ ตามความในมาตรา ๑๘ ทวิ มาตรา ๒๐ หรอื มาตรา ๒๔ (๓) เวน แตใ นกรณีหามอุทธรณต ามมาตรา ๓๓ ใหอ ุทธรณค ําวนิ ิจฉยั อทุ ธรณของขาหลวง ประจําจังหวดั ตอศาลภายในกําหนด ๑๕ วัน นับแตวนั ทไ่ี ดร ับแจงคาํ วนิ จิ ฉัยอุทธรณ กฎหมายลาํ ดบั รองทเ่ี กี่ยวของ 1. ระเบยี บการเก็บรักษาเงินและการนาํ สงคลังในหนา ท่ีของอําเภอและก่ิงอําเภอ พ.ศ. 2520 ขอ ๔ ในระเบยี บน้ี “อาํ เภอ” ใหห มายความรวมถงึ กงิ่ อําเภอดวย “สํานกั งานคลังจังหวัด” ใหห มายความรวมถึงสํานกั งานคลังอําเภอดว ย “คลังจงั หวดั ” ใหหมายความรวมถึงคลังอําเภอดวย “ผวู าราชการจังหวัด” ใหหมายความรวมถึงนายอาํ เภอที่ตั้งสํานักงานคลงั อําเภอดว ย “นายอําเภอ” ใหห มายความรวมถงึ ปลัดอําเภอซ่ึงเปน หัวหนา ประจาํ ก่งิ อําเภอดวย ขอ ๔๗ ในกรณที ผี่ ูย มื มิไดช าํ ระคนื เงนิ ยืมภายในกาํ หนด ใหห วั หนา สว นราชการเรยี กชดใชเ งนิ ยมื ตามเง่ือนไขในใบยืมใหเสรจ็ สน้ิ โดยเรว็ อยางชา ไมเ กิน ๓๐ วนั นบั แตวนั ที่ครบกําหนด ในกรณีท่ีไมอาจปฏบิ ัติไดต ามวรรคแรก กใ็ หร ายงานใหนายอําเภอทราบเพ่อื พิจารณาสงั่ การบงั คบั ใหเ ปน ไปตามสญั ญาการยืมเงนิ ตอ ไป ขอ ๕๑ ลกู กุญแจตูนิรภัย โดยปกติใหมอี ยา งนอย ๒ สํารับ ใหน ายอําเภอมอบใหกรรมการ เก็บรักษาเพียง ๑ สาํ รบั นอกนนั้ ใหน าํ ฝากไว ณ สํานกั งานคลังจงั หวัดนั้นในลกั ษณะหีบหอ ขอ ๕๒ กรรมการเก็บรักษาเงินของอําเภอใหประกอบดว ย (๑) ปลัดอําเภออาวุโส (๒) สมุหบ ัญชอี าํ เภอ (๓) หัวหนา สว นราชการในอาํ เภอซ่งึ นายอําเภอแตง ตั้ง
- 243 - ขอ ๕๔ ถา กรรมการผหู นึ่งผใู ดไมสามารถปฏบิ ตั หิ นาท่ีกรรมการได ใหนายอําเภอพจิ ารณามอบ หนา ที่ถอื กุญแจและประจาํ ตราครัง่ น้นั ใหแกผ ูซง่ึ ทาํ หนา ท่ีกรรมการชั่วคราว ดงั นี้ (๑) หนา ทป่ี ลัดอําเภออาวโุ ส ใหมอบแกป ลัดอําเภออาวโุ สรองลงมาหรือเจาหนาท่ีท่ีทาํ การปกครอง อําเภอซึ่งเหน็ สมควรไดร ับมอบหมาย (๒) หนา ทสี่ มุหบญั ชีอําเภอ ใหมอบแกเจา หนา ที่รองลงมาจากสมหุ บัญชอี ําเภอซ่ึงเห็นสมควร ไดร ับมอบหมาย (๓) หนาท่หี วั หนาสวนราชการใหม อบแกเ จาหนาทรี่ องลงมาจากหวั หนา สว นราชการนน้ั หรอื หวั หนา สว นราชการอืน่ ซึ่งเห็นสมควรไดร ับมอบหมาย ขอ ๕๖ กรรมการจะตอ งเก็บรักษาลกู กญุ แจไวในท่ปี ลอดภัย อยา ใหสญู หายหรอื ใหผ ูใดลกั ลอบ นําไปพมิ พแ บบลกู กญุ แจได หากปรากฏวา ลกู กุญแจสูญหายหรอื มีกรณสี งสยั วา จะมผี ูปลอมแปลงลูกกญุ แจ ใหร บี รายงานนายอําเภอทราบเพ่ือสัง่ การโดยดว น ขอ ๕๘ รายงานเงนิ คงเหลอื ประจาํ วัน ใหจ ัดทาํ ๒ ฉบับ เมอื่ กรรมการทกุ คนไดล งลายมอื ชือ่ แลว ใหห วั หนาสวนราชการเก็บไว ๑ ฉบบั มอบใหคณะกรรมการเสนอนายอําเภอเพื่อทราบและเก็บไว ๑ ฉบบั ขอ ๖๐ ในกรณีทป่ี รากฏวา เงนิ ทจ่ี ะนาํ เขาเกบ็ รักษาไมตรงตามจํานวนทแ่ี สดงไวในรายงานเงนิ คงเหลือ ประจาํ วนั ใหค ณะกรรมการบนั ทกึ จํานวนเงินท่ขี าดนน้ั แลว ลงลายมือชื่อกรรมการทกุ คน และหวั หนาสว นราชการ นน้ั ไวใ นรายงานเงนิ คงเหลอื ประจาํ วนั แลว รายงานนายอาํ เภอทราบเพื่อพิจารณาส่งั การตอไป ขอ ๖๖ อําเภอท่ีมกี ารคมนาคมไปยงั สํานกั งานคลงั จังหวดั ไมสะดวก หรือไมปลอดภยั ในการ ควบคุมรกั ษาเงินระหวา งเดนิ ทาง นายอําเภอจะรายงานผวู า ราชการจงั หวดั เพ่ือขออนุมตั ิกระทรวงการคลงั นําเงินที่ ตองนาํ สงของสวน-ราชการตาง ๆ ในอาํ เภอนัน้ ทง้ั หมดหรอื บางสว นหกั กบั เงนิ เดือนหรือเงนิ อ่นื ซ่งึ จะตองรบั จากจังหวดั มาจายโดยไมตอ งนําตัวเงนิ ไปสง ใหก ระทาํ ไดเมื่อไดร บั อนมุ ตั ิแลว ขอ ๖๘ อําเภอท่ีมกี ารคมนาคมไปยงั สํานกั งานคลงั จงั หวดั ไมส ะดวกหรอื ไมป ลอดภยั นายอาํ เภอ จะใหสว นราชการในอําเภอนั้นนําสงเงนิ เปนเช็คหรือดรา ฟท หรือวิธีการอื่นใดก็ได โดยใหปฏบิ ัติตามระเบยี บ และวิธีการท่กี ระทรวงการคลงั กําหนดวาดว ยการนัน้ ขอ ๗๐ เมือ่ ถึงกําหนดนาํ เงินสงหรือเม่ือไดรบั รายงานจากสวนราชการวา จะนาํ เงนิ สง ใหน ายอําเภอ พิจารณาแตง ตั้งขา ราชการในอาํ เภอนั้นเปน กรรมการนําสงเงนิ อยา งนอย ๒ นาย อยางมากไมเกนิ ๓ นาย ซึ่งตามปกติใหป ระกอบดวย (๑) ปลัดอาํ เภอ หรือขาราชการอื่นซึง่ สังกดั กรมการปกครอง ไมต ํ่ากวา ตําแหนงระดับ ๒ (๒) ขา ราชการสังกัดสวนราชการซงึ่ มเี งินที่จะสง หรอื เงินที่ขอเบิกจากจงั หวัดสูงสดุ (๓) ขา ราชการอื่นตามท่ีพจิ ารณาเหน็ สมควร การแตงตงั้ กรรมการนําสงเงิน นายอาํ เภอจะแตง ตง้ั ตัวเองเปนกรรมการดว ยก็ใหกระทําได หา มมิใหน ายอําเภอสงั่ ใหผ ูหนึง่ ผใู ดนําเงินสง โดยลาํ พัง เวนแตการนําเงินสง ของสว นราชการตามทกี่ าํ หนดไว ในขอ ๖๕
- 244 - ขอ ๗๔ กรณจี ํานวนเงินที่นาํ สง มีปลอมแปลงจาํ นวนเทา ใด ใหคณะกรรมการนาํ สง เงนิ นาํ สง ตามจาํ นวนท่นี าํ สงได และใหบันทึกจาํ นวนเงนิ ปลอมแปลงนั้นไวในบันทกึ การรบั เงนิ เพ่อื นําสง แลวลงลายมือชื่อ ของกรรมการทุกคนพรอมดวยเจาพนกั งานผรู ับเงิน และเมื่อกลับถึงอาํ เภอแลว ใหร ายงานใหน ายอําเภอ ทราบเพ่ือพจิ ารณาส่งั การตอไป ขอ ๗๙ ใหนายอําเภอแตงต้ังคณะกรรมการเพ่อื ไปขอเบกิ และรับเงินจากสว นราชการผูเบกิ ในจังหวดั เชนเดยี วกบั ท่กี าํ หนดในขอ ๗๐ โดยอนุโลม และใหแจง ใหสว นราชการทราบดวยวา ไดแตง ตง้ั ใหผ ูใดมาขอรบั เงนิ ตามใบเบิกทใ่ี ด ประเภทใด จํานวนเทาใด กรณีเงนิ ท่ขี อเบิกมีจํานวนรวมท้ังสนิ้ ไมเกนิ สามหมื่นบาท หากนายอําเภอเหน็ สมควรจะมอบหมาย ใหผหู น่ึงผใู ดรบั เงินโดยตรงโดยมิตองตั้งคณะกรรมการรบั เงนิ ก็ได กรณีเงินที่ขอเบิกมีจาํ นวนมาก หรือสถานทีท่ ่ีจะเบกิ เงนิ อยหู างไกลหรอื กรณอี ่ืนใดซึ่งเหน็ วา จะ ไมปลอดภยั แกเ งินท่ีขอเบกิ ใหนายอําเภอพิจารณาจดั กําลังตํารวจควบคมุ เงนิ ที่ขอเบิกกลับอาํ เภอตามเหตุการณ และความจาํ เปน และใหแ จง ชอื่ ยศ ของตํารวจท่มี อบหมายใหค วบคุมเงนิ ใหคณะกรรมการรบั เงินทราบดวย ขอ ๘๒ การไปรับเงินเดือนของขาราชการในอําเภอตามขอ ๗๘(๒) ตามปกติใหนายอาํ เภอ จัดใหค ณะกรรมการรบั เงินไปรบั เงนิ ของทุกสวนราชการในคราวเดียวกนั ขอ ๘๓ ใหน ายอําเภอแตง ตง้ั ขา ราชการในอาํ เภอซงึ่ ดํารงตาํ แหนงไมตา่ํ กวา ระดบั ๒ อยา งนอย ๒ นาย สบั เปลย่ี นกนั เปน กรรมการตรวจสอบการเงนิ ของสว นราชการในอาํ เภอเปน ประจาํ ทกุ งวด ๓ เดือน นอกจากการตรวจสอบตามวรรคแรกแลว หากเหน็ สมควร นายอาํ เภอจะใหม กี ารตรวจสอบบญั ชี การเงนิ และตวั เงนิ เกบ็ รักษาของสว นราชการในอําเภอขณะหน่ึงขณะใดก็ใหกระทําได ขอ ๘๕ เมื่อปรากฏวา สว นราชการใดปฏบิ ัติเกี่ยวกบั การเกบ็ รักษาเงินและการนาํ เงนิ สง คลงั ไมถ ูกตองตามระเบียบนี้ ใหนายอําเภอพิจารณาสง่ั การในเวลาอนั ควรใหส วนราชการนั้นปฏิบตั เิ สียใหถ กู ตอง ขอ ๘๖ หากนายอาํ เภอพิจารณาเหน็ วา ขณะใดตูนิรภยั ซึ่งเก็บไว ณ สถานตี ํารวจ จะไมปลอดภยั หรอื อาจบังเกดิ ภยนั ตรายขึ้นได ก็ใหพ จิ ารณาสั่งการใหน ําตูนิรภยั ไปเก็บรักษา ณ สถานท่ีหนึ่งที่ใดซ่ึงจะ เห็นวาปลอดภัยชัว่ คราวได แตอยางไรก็ดี จะตอ งใหอยใู นความอารักขาของเวรยามตํารวจเสมอไป และใหน ายอาํ เภอ รายงานใหผูวา ราชการจงั หวัดทราบโดยดว น ขอ ๘๗ หากปรากฏวาเงนิ ในความรับผิดชอบของสว นราชการในอําเภอขาดบัญชหี รือสญู หาย เพราะการทจุ ริตหรอื มพี ฤติการณท ่ีสอ ไปในทางไมสจุ ริตหรอื เพราะเหตุอื่นใดซง่ึ มใิ ชเปน กรณปี กติ ใหน ายอาํ เภอ รายงานพฤติการณใหผ ูวา ราชการจังหวดั ทราบโดยดว น เพ่ือพิจารณาสง่ั การตอไป สรปุ ประเดน็ ทีน่ ายอาํ เภอมีอํานาจหนาที่ 1. ตามประมวลรัษฎากร 1.1 นายอาํ เภอตองลงลายมือช่ือในใบเสร็จรับเงิน ใหก ับผเู สยี ภาษี 1.2 นายอําเภอโดยอนญุ าตของผูวาราชการจงั หวดั มีอํานาจในการสั่งขายทอดตลาด ทรัพยส นิ ของผูที่คางชาํ ระภาษีซงึ่ ไดยึดหรืออายัดไว
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295