Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Published by kingmanee2614, 2021-01-29 09:33:40

Description: แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Search

Read the Text Version

ปจจัยที่มีผลตอการบริโภค 1.ราคาของสินคาละบริการ (มากท่สี ดุ ) 2.รายไดของผบู ริโภค 3.รสนิยมของผูบรโิ ภค 4.ราคาสนิ คา ชนดิ อื่นๆท่ีเกีย่ วขอ ง 5.การคาดคะเนราคาสินคา ในอนาคต 6.ฤดกู าล สภาพดนิ ฟา อากาศ 7.การโฆษณา

หนวยงานคุม ครองผูบรโิ ภค หนว ยงาน บทบาทหนา ที่สําคัญ สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหาร ดแู ลควบคุมผลติ ภณั ฑแ ละหลัง และยา (อย.) ออกสตู ลาดเชนผลิตภัณฑ อาหาร ยา เครื่องสําอาง สาํ นกั งานคุมครองผูบ ริโภค รบั เรือ่ งรอ งทกุ ขจากผูบ ริโภคท่ี (สคบ.) ไดร ับความเดือดรอ นทง้ั ดา นการ โฆษณาสนิ คา ฉลากสนิ คา การ ทําสญั ญา

หนวยงาน บทบาทหนา ท่สี าํ คญั กรมการคา ภายใน กระทรวง กํากับดูแลการคาภายในประเทศ พาณิชย ใหดําเนินไปอยา งเสรีและเปน ธรรมดแู ลราคาสินคา สาํ นักงานมาตรฐาน ดําเนินงานรับรองมาตรฐานเพือ่ ผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม(สมอ.) การพัฒนาผลิตภัณฑ กระทรงอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมสามารถแขง ขัน ตลาดโลก

3.การแลกเปลยี่ นคือ การนาํ สนิ คา -บรกิ ารชนดิ หนึ่งมาแลกเปล่ยี นกบั ชนดิ หน่ึง ตลาด หมายถึงการตดิ ตอซือ้ ขายสินคาหรือ บริการระหวางผซู ื้อและผูขาย ตลาดแบงเปน 2 ประเภท คือ ตลาดแขง ขัน สมบรู ณแ ละตลาดแขงขนั ไมส มบรู ณ

1.ตลาดแขงขันสมบูรณ มีลักษณะดังนี้ -สินคา มีลักษณะเหมือนกันทุกประการมีการ ทาํ งานของกลไกราคา -ผูซื้อและผขู ายจํานวนมากและมคี วามรูเรื่อง สนิ คาเปนอยางดี -ผูขายมอี ิสระในการเขาออกจากตลาดไดอ ยา ง เสรี -การติดตอ ซื้อขายทําไดอ ยางสะดวก

2.ตลาดแขง ไมส มบูรณ แบง เปน 3 ประเภทไดแ ก ตลาดผกู ขาด ตลาดผกู ขาดนอ ยรายและตลาดกง่ึ ผกู ขาด ตลาดผกู ขาด มลี กั ษณะดงั นี้ -ผูผลิตเพียงรายเดียวทาํ ใหผ ูผลติ สามารถ กาํ หนดราคาสนิ คาและบรกิ ารอยางเต็มท่ีเชน กิจการไฟฟา ประปา โทรศัพท ไปรษณีย ยาสูบ

ตลาดผูกขาดนอ ยราย มลี กั ษณะดงั น้ี -มีผผู ลิตจํานวนไมม าก 2-3 ราย -ผูผลติ รายหน่ึงรายใดมกี ารปรบั ราคาสินคา ยอ ม สง ผลอยา งมนี ัยยะสาํ คญั กับผูผลติ รายอืน่ ๆ -เปน การผลิตขนาดใหญท ีต่ องใชเงนิ ทุนมาก -ตัวอยา งสนิ คา เชน บริษทั นา้ํ อดั ลม เครือขาย โทรศัพท ปูนซเี มนต รถยนต นาํ้ มนั หนงั สือพมิ พ

ตลาดกึง่ แขง ขนั กง่ึ ผูกขาด มีลกั ษณะดังน้ี -ผูผลติ จาํ นวนมาก -มกี ารแขงขันกันระหวา งผผู ลติ ราคาสินคา จงึ เปน ไปตามอุปสงคและอปุ ทาน -รฐั บาลอาจแทรกแซงราคาได เพื่อไมให ผูบรโิ ภคเดือดรอน -ตัวอยางสินคา เชน สินคาอปุ โภคบริโภค ไดแ ก ผงซักฟอก น้ํามนั พืช สบู ยาสฟี น

กลไกราคา (ทฤษฎีอปุ สงค-อปุ ทาน,กลไก ตลาด) *อปุ สงค Demand คือความตองการการ ซ้ือสินคา-บริการ(รวมถึงจาํ นวนผูซื้อดวย) *อุปทาน Supply คือความตองการขาย สินคา-บริการ(รวมถึงจํานวนผูขาย จาํ นวน สินคา)

กฎอุปสงค : ราคาสินคากาํ หนดอปุ สงค 1.เมือ่ ราคาสินคาเพิม่ ขึ้น อปุ สงคจะลดลง 2.เมือ่ ราคาสินคาลดลง อปุ สงคจะเพิม่ ขึ้น กฎอปุ ทาน : ราคาสินคากาํ หนดอปุ ทาน 1.เมื่อราคาสินคาเพิม่ ข้ึน อุปทานจะ เพิ่มข้ึน 2.เมือ่ ราคาสินคาลดลง อปุ ทานลดลง

ดุลยภาพ : สภาพทีอ่ ุปสงคเทาอปุ ทาน *ราคาดลุ ภาพ : ราคาสินคาที่สมดลุ *ปริมาณดุลภาพ: ปริมาณสินคาทีส่ มดลุ

การวดั กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ : เคร่อื งมอื ที่ใช วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คอื การคํานวณหา ตัวเลข GDPและ GNP 1.GDP:ตวั เลขมลู คา สนิ คา -บรกิ ารข้ันสุดทา ยท่ี ผลิตขึ้นภายในประเทศในรอบ 1 ป 2.GNP:ตวั เลขมลู คา สนิ คา-บริการข้ันสดุ ทา ยท่ี ผลติ ขน้ึ โดยใชทรพั ยากร(หรือคน)ของประเทศใน รอบ 1ป

GDP (D คือ domestic) เนน อาณาเขต ประเทศ GNP (N คือ national) เนน คน หรือเชื้อ ชาติ

ปญ หาเงินเฟอ คือปญ หาของแพง(ราคาสินคา เพ่มิ สงู ขน้ึ ) สาเหตุของปญ หาเงนิ เฟอ เกิดจาก 2 สาเหตุ *เงนิ เฟอดานอุปทาน คือ ของแพงจากตน ทุน การผลิตสินคา แพงขึน้ เพิ่มขน้ึ เชนนํา้ มันขึ้นราคา *เงนิ เฟอ อปุ สงค คือของแพงจากอุปสงคม มี าก เกนิ ไป(คนซื้อสินคา กันมากทําใหของแพง)เปน เพราะปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป มกั จะพบในชว งท่ีเศรษฐกจิ เตบิ โตมากๆ

วิธีแกไขปญ หาเงนิ เฟอ 1.วธิ ีแกเงินเฟอ ดานอปุ ทาน คือลดตน ทุนการ ผลิตสินคาเชน *ถาน้าํ มนั แพงก็ตองหาพลงั งานอืน่ มาใช ทดแทน *ใชเทคโนโลยีหรือเครื่องจกั รในการผลติ ให มากขึ้นเพื่อลดตนทนุ การผลิต

2.วธิ แี กเ งนิ เฟอ ดานอุปสงค คือลดปริมาณเงิน ในระบบเศรษฐกิจโดยแบง เปน 1) นโยบายทางดา นการเงิน คือ ใชเงนิ ลดเงนิ เชน *ธนาคารแหงประเทศไทยประกาศข้นึ อตั รา ดอกเบยี้ เพราะเมื่อดอกเบี้ยเงินกูแพงขึ้นคนไมอ ยาก กูเงนิ และเมื่อดอกเบี้ยเงนิ ฝากแพงข้ึนคนจะอยาก ฝากเงนิ

* ธนาคารแหงประเทศไทยประกาศเพม่ิ อัตรา เงนิ สํารองของธนาคารพาณชิ ย * ธนาคารแหงประเทศไทยขายหลกั ทรัพยใ หก ับ ธนาคารพาณิชย

2) นโยบายทางการคลงั คือ รัฐบาลหรือ กระทรวงการคลัง จะเปน ผูด ําเนินการ เชน * รัฐบาลประกาศขึน้ ภาษี * รัฐบาลจดั ทํางบประมาณแผน ดินแบบเกินดุล (คือใหมรี ายรบั มากๆ) * รฐั บาลประกาศขายพนั ธบัตรรฐั บาลใหก บั ประชาชนและขอกชนตา งๆ

7.3. ผูเสียประโยชนใ นภาวะเงินเฟอ คอื * ผทู มี่ รี ายไดประจํา เชน ขาราชการ พนกั งาน บริษทั เอกชน * เจา หนี้ 7.4. ผไู ดร บั ประโยชนใ นภาวะเงินเฟอ คือ * พอ คา นายทุน นักธรุ กิจ ผผู ลติ * ลูกหน้ี

8. ปญหาเงินฝด คือ ปญหาของถกู (ราคาสินคาลด ตาํ่ ลง) 8.1. สาเหตุของปญ หาเงนิ ฝด มกั จะเกดิ จากสาเหตุเดียว คือ 1) เงนิ ฝด ดา นอปุ สงค คือ ของถูกจากอุปสงคมนี อยเกนิ ไป (คนไมซื้อสินคาหรือซือ้ กันนอยมาก จนทําใหข องถกู ) เปน เพราะปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกจิ มนี อยเกนิ ไป มกั จะพบ ในชวงทเ่ี ศรษฐกิจชะลอตวั หรือเศรษฐกิจ % ถดถอย

8.2. วิธแี กไขปญ หาเงนิ ฝด คือ เพมิ่ ปรมิ าณเงินในระบบ เศรษฐกิจ โดยแบง เปน 1) นโยบายทางการเงนิ คือ ใชเ งินเพิม่ เงิน เชน * ธนาคารแหงประเทศไทยประกาศลดดอกเบยี้ เพราะเมื่อ ดอกเบยี้ เงินกลู ดลง คนจะอยากกูเงนิ และเมื่อดอกเบย้ี เงิน ฝากลดลง คนจะไมอ ยากฝากเงนิ * ธนาคารแหงประเทศไทยจะตอ งดําเนนิ นโยบายให ธนาคารพาณชิ ยตางๆ เพ่มิ การปลอยสินเชื่อใหม ากขึ้น หรือ เพม่ิ การปลอยกใู หม ากข้นึ นั่นเอง)

สรปุ ยอ เนือ้ หาเรื่อง ภมู ิศาสตร

ความรเู บ้ืองตน เก่ยี วกับแผนท่ีและเครื่องมอื ทาง ภมู ศิ าสตรต า งๆ 1. แผนที่ คือ เครื่องมือทางภมู ศิ าสตรชนดิ หนึ่ง ทีม่ ีการนําเอา ขอ มลู หรือรปู ภาพตา งๆ บนพื้นผิวโลกมายอ สวนใหเลก็ ลง เขียนลง บนกระดาษหรือวสั ดุทแ่ี บนราบ แลวแสดง ขอมลู เหลานบ้ี นแผนทโี่ ดยการใช สี เสน หรือ สัญลักษณต า งๆ

2. ประเภทของแผนท่ี แบง ออกเปน 2 ประเภทใหญๆ คือ *แผนท่ีภมู ิประเทศ (Topographic Map) คือ แผนทท่ี แี่ สดง ขอมูลทั่วไปบนพืน้ ผิวโลก เชน แสดงความสูงตาํ่ แสดง พื้นท่ี ขนาดเล็กใหญของผิวโลก *แผนท่ีเฉพาะเรือ่ ง คือ แผนที่ทสี่ รางขึ้นเพื่อแสดงราย ละเอียดเฉพาะเรือ่ ง โดยอาจจะชอ นอยูบนแผนทภี่ มู ปิ ระเทศ และมี การใชพิกดั ภูมิศาสตรโดยเฉพาะละติจดู ลองจจิ ดู เปน หลัก

3. องคป ระกอบขอแผนที่ ประกอบดวย * ขอบระวางแผนท่ี (Borde) คือ กรอบเสนกนั้ รปู ส่เี หลยี่ ม ของแผนที่ จะมี 1 หรือ 2 ช้นั กไ็ ด และมักจะมตี ัวเลขแสดง คา พกิ ดั ภูมิศาสตรละติจูด ลองจจิ ูด อยูท่ีขอบระวางแผนท่ี น้ัน *ชื่อแผนท่ี (Map Name) เพือ่ บอกใหรูวา แผนที่ชนิดน้ัน เปนแผนทีช่ นิดใด *พิกัดแผนท่ี (Coordinate) เปน ส่งิ สาํ คญั มากในแผนที่ เพือ่ กําหนดตําแหนง ตางๆ บนแผนที่โดยพกิ ดั แผนท่ที นี่ ิยมใช กันอยูโ ดยท่ัวไปคือ พกิ ดั ทางภมู ศิ าสตร

*ทศิ ทาง (Direction) แผนทที่ กุ ชนดิ จะระบทุ ศิ ทางไว โดย เฉพาะจะระบุทิศเหนือไวเสมอ *สัญลักษณ (Symbod) คือ เครื่องหมายทใ่ี ชแทนส่งิ ตา ง ๆ ทีป่ รากฏอยูบนผวิ โลก แลวนํามาแสดงไวบนแผนที่และ มัก จะตอ งมีคําอธบิ ายประกอบสญั ลักษณน น้ั เอาไวด ว ย เชน - สญั ลกั ษณทเ่ี ปน จุด วงกลม ส่เี หล่ียม หรือรปู ทรงเรขา คณิตตา งๆ มกั ใชแทนสถานทหี่ รือเพือ่ กําหนดสถานทต่ี ง้ั จําพวก เมืองหลวง เมืองใหญ สนามบนิ วดั โบสถครสิ ต เปนตน

- สัญลกั ษณท เี่ ปนเสน มกั ใชแ ทนสง่ิ ตางๆ ท่ีเปน เสนมรี ะยะ ทาง เชน แมน ํา้ ทางรถไฟ ถนน เปน ตน - สัญลกั ษณทีเ่ ปน สี (Colour) แบงได 2 ประเภท คือ สีที่ใชเปน มาตรฐาซในแผนท่ี 5 สี คอื *สีดํา ใชแ ทน สถานที่ตา งๆ เชน วัด โรงเรียน หมูบาน * สีแดง ใชเทน ถนนหนทางตางๆ * สีนํ้าเงนิ ใชแทน บริเวณท่ีเปน พืน้ นํ้าเชน แมน ้ําลําคลอง ทะเล อาว มหาสมทุ ร

* สนี ้ําตาล ใชแทน พืน้ ทสี่ งู - ตํ่า เชน ภเู ขาสงู ชนั ภเู ขาสูง เนนิ เขา * สเี ขยี ว ใชแทน พืน้ ทีป่ า ไม พื้นทที่ างการเกษตร สที ่ีใชบอกระดบั ความสูงตํา่ ของภมู ปิ ระเทศ ทัง้ ท่เี ปน พื้นดนิ และพืน้ นาํ้ สีที่นยิ มใชม ีดงั น้ี พืน้ ดนิ สที แ่ี สดงความสูง ต่ําของพืน้ ดนิ ไดแก * สีเขียว ใชแ ทน ทรี่ าบ ทต่ี ่ํา หรือปา ไม * สเี หลอื ง ใชแ ทน เนนิ เขา หรือทส่ี ูง * สีเหลืองแก หรือ สีสม ใชแ ทน ภูเขา

*สีนา้ํ ตาลออน ใชแทน ภูเขาสงู *สีนาํ้ ตาลแก ใชแทน ภเู ขาสูงมาก * สีน้ําตาลแดง ใชแทน ภเู ขาสงู ชนั มาก ๆ * สีขาว ใชแทน หิมะ หรือภูเขาสงู มากทีม่ ี หิมะปกคลมุ

มาตรสว น (Map Scale) ตวั เลขแสดงอัตราสว นของ ระยะทางบนแผนทกี่ บั ระยะทางบนภูมิประเทศจรงิ *มาตราสว นตัวเลข หรอื มาตราสวนเศษสวน คือ มาตราสว นทีแ่ สดงดวยตวั เลขอัตราสว น เชน 1 : 250,000 หมายความ วา ระยะทาง1 หนว ยในแผนท่ี เทา กบั ระยะทางจริง 250,000 หนวยบนผวิ โลกมาตรา สว นชนดิ นี้ นยิ มใชกันมากที่สดุ โดยมักจะเขยี นไวท่ี บริเวณขอบแผนท่ี

มาตราสวนคําพูด คือมาตราสว นทแ่ี สดงไวเพื่อชว ย ใหส ะดวกในการอา นมาตราสว นประเภทที่ 1 และ 2 ขา งตน เชน มาตราสวนตวั เลข 1 : 250,000 ถาเปน มาตราสว นคําพูด คือ 1 เซนตเิ มตร ตอ 250,000 เซนติเมตร (คือ 1 ช.ม. ในแผนท่ี จะเทากบั ระยะทาง จริง 250,000 ช.ม. บนผวิ โลก)

4.พกิ ัดทางภูมศิ าสตร (Geographlc Coordinate) เปน การกาํ หนดตําแหนง บนผวิ โลก โดยใชคา ละติจดู ละลองจิจูด เสน ละตจิ ูด (Latitude) หรือ เสนขนาน (Parallel) * เปน เสนสมมตทิ ล่ี ากผานรอบโลกในแนวนอน หรือลากใน แนวทศิ ตะวนั ออกไปทศิ ตะวนั ตก * โดยมเี สน เริม่ ตานจาก “เสน ศูนยสูตร (Equator) ซ่ึงมีคา 0 องศา แบง ซกี โลกออกเปนชกิ เหนือ -ใต และเปนเสนทีย่ าว ทีส่ ดุ * เสน ท่เี หลือ จะมีจํานวนตึกโลกละ 90 เสน (หรือ 90 องศา ละตจิ ูด) รวมท้ังหมดมี 180 เสน

* ทกุ เสนจะขนานกันละมคี วามยาวไมเทา กัน เสนทถี่ อยหา ง ออกจากเสน ศนู ยสตู รและขยบั เขา ใกลขวั้ โลกจะสิน้ ลงเรือ่ ยๆ ดงั น้ันเสน ละติจดู ทสี่ ั้นทสี่ ดุ จะอยทู ข่ี ั้วโลกทง้ั 2 ซีก *คา ละตจิ ูด 1 องศา (degree) แบง ได 60 ลิปดา (minutes) และ 1 ลิปดา แบงได 60 ฟลปิ ดา (second) * ตวั อยา ง คา ละตจิ ดู ที่ 5 องศา 36 ลิปดา 9 ฟล ปิ ดาเหนือ เขยี นเปน สญั ลกั ษณ คือ 5 36' 9'N เปน ตน

* เสน ละตจิ ูด ทสี่ ําคัญของโลก มี 5 เสน ดังนี้ 1. เสนศนู ยส ูตร (Equator) มีคา ละตจิ ดู 0 องศา 2. เสน ทรอปก ออฟเเคนเชอร (Tropic of Cancer) อยูใ นซีกโลกเหนือ มคี าละตจิ ูด 23.5 องศา 3. เสนอารก ติกเซอรเ คลิ (Arctic Circle) อยูในซกี โลกเหนือ มีคา ละตจิ ดู 66.5 องศา 4. เสนทรอปก ออฟ นคปรคิ อรน (Tropic of Capricorn)อยใู นซีกโลก ใตมีคา ละตจิ ูด 23.5 องศา 5. เสนแอนตารกตกิ เซอรเคิล (Antarctic Circle) อยใู นซกี โลกใตมีคา ละติจดู 66.5 องศา * เสนละติจดู จะเปนตวั บอก เขตอากาศของโลก

เสน ลองจจิ ดู (Longitude) หรือเสน (Meridian) * เปน เสนสมมตทิ ่ีลากผา นรอบโลกในแนวตัง้ หรือลากใน แนวทศิ เหนือไปตดิ ใต * โดยเดนิ เรม่ิ ตน จาก “เสน เมอริเดียนปฐม หรือ กรีนชิ เมอรเิ ดียน (Greenich Meridlan)”ลากผานตําบลกรนี ิช กรุง ลอนดอน มคี า 0 องศา แบง ซีกโลกออกเปนซีกตะวันออก- ตะวนั ตก * เสนลองจิจดู ทกุ เสน จะยาวเทา กนั หมด และจะมีจาํ นวนซีก โลกละ 180 เสน (หรือ 180 องศา ลองจจิ ูด)รวมทั้งหมดมี 360เสน

* ดวยเหตุทโ่ี ลกกลม เสน ลองจิจดู ที่180 องศาตะวันออก และ 180 องศาตะวนั ตกจะทบั ซอ นเปน เสน เดยี วกันและอยู อีกดา นหน่ึงของซีกโลก ตรงกนั ขามกับเสนเมอริเดยี นปฐม *เสน ลองจิจดู ท่ี 180 องศาตะวันออกและตะวันตก ซงึ่ ลาก ผา นกลางมหาสมทุ รแปซฟิ ค ถือเปน “เสน วันท่ีสากล (International Dete Line) หรือ เสน แบงวัน” ใชเปน เสน กําหนดการเปลย่ี นวนั เมือ่ เดนิ ทางขามเสน นไ้ี ป จะตองเพ่มิ ขึน้ หรือลดวัน * ลองจจิ ูด จะเปนตวั บอก เขตเวลา ของโลก

เครอื่ งมือทางภมู ศิ าสตร กลุมเคร่ืองมอื วัด *บารอมิเตอร วดั ความดนั อากาศ *ไชโครมิเตอร วดั ความชืน้ สัมพัทธ *ไฮโกรมเิ ตอร วดั ความชื้นอากาศ *แอนนโิ มมิตาเตอร วดั ความเร็วลม *เทอโมมเิ ตอร วัดอุณหภมู ิ *ซสิ โมมิเตอร วดั แรงส่นั สะเทือน *แพลนมีเตอร วดั พื้นทใ่ี นแผนที่ *เรนเกจ วดั ปริมาณนํ้าฝน

เคร่อื งมอื ทางภูมิศาสตร กลมุ ภูมิสารสนเทศ GPS (Gobal Positioning System) : เปน ระบบกาํ หนด ตําแหนงบนพื้นโลก ชวยกาํ หนดตาํ แหนงและคน หาสง่ิ ตา งๆ บนพืน้ โลก GIS (Geographic Information System) : กระบวนการทํางาน การประมวลผลเกย่ี วกบั ขอ มูลเชิง พื้นท่ี ดวยระบบคอมพิวเตอร เพื่อใชในการจัดการวางแผน ทรพั ยากร Rs (Remote Sensing) ระบบสัมผัสจากระยะไกล ผา น ดาวเทยี ม

กลมุ ดาวเทียมตางๆ ใชพยากรณอากาศ : NOAA , SMS ใชส ํารวจทรัพยากร : LANDSAT, IKONOS, QUICK BIRD,ERS,SPOT,THEOS ใชท างสมทุ รศาสตร : SEASAT MOS ส่อื สาร : THAICOM , INTELSAT , ECHO

ปฏิสัมพันธร ะหวางโลก - ดวงอาทิตย - ดวงจนั ทร ทาํ ให เกดิ ปรากฏการณเฉพาะ ดงั ตอ ไปนี้ เมษายน ประเทศไทยรอนทส่ี ุดเพราะแสงอาทิตยส องตรงประเทศ ไทยมากทส่ี ุด 21 มิถุนายน คนไทยท้ังประเทศจะมองเหน็ ดวงอาทติ ยอ ยูคอ นไปทาง เหนอื เลก็ นอย 22 มถิ นุ ายน เปน ตนมา แสงอาทิตยจ ะเลื่อนตํา่ ลงมาทางใต 21 กนั ยายน แสงอาทติ ยสอ งตั้งฉากท่ีเสนศนู ยสูตร 21 ธนั วาคม คนไทยจะเห็นดวงอาทติ ยค อ นไปทางใตมากกวาเดอื นอืน่ ๆ และอยใู นชวงฤดูหนาวท่ชี าวนา กําลงั เก็บเก่ียวขาง จึง สงั เกตเหน็ ดวงอาทติ ยออ มไปทางใตต ลอดฤดู * จงึ เรยี กวา “ตะวันออมขา ว” หรอื “ตะวนั ออมใต”

นา้ํ ข้ึน – นํา้ ลง ในวันหน่งึ ๆ จะมนี ้ําขึน้ - น้าํ ลงพรอม กัน วันละ 2 ครง้ั แตล ะครัง้ จะเกิดขน้ึ – ลง ชากวากนั กอ นคร้งั ละ 50 นาที • การทีด่ วงอาทิตย โลก และดวงจนั ทร เคลือ่ นทมี่ าอยู ในแนวเดียวกนั (ในวันขึ้นและแรม 14-15 คาํ่ ของทุก เดือน) จงึ ดึงดูดกนั จนทาํ ใหน้าํ ทะเลขึน้ สูงกวาปกติ = น้าํ ข้นึ

นา้ํ เกิด คือ การท่นี ้ําขึ้น – ลง มากกวาปกติ หากนอย กวา ปกตเิ รยี กวา นํา้ ตาย สรุ ิยปุ ราคา - จันทรุปราคา เกิดจากดวงอาทติ ย - ดวงจนั ทร – โลก โคจรมาอยูในแนวเดยี วกัน • ถามีดวงจันทรอยตู รงกลาง = สุรยิ ปุ ราคา (เงาดวง อาทิตยท อดมายงั โลก) • ถามีโลกอยูตรงกลาง = จนั ทรปุ ราคา (เงาโลกบงั ดวงจนั ทร)

สณั ฐานโลก เปนทรงกลม จดุ สูงสดุ ของโลกอยูที่ ยอดเขาเอเวอรเ รสต (เทือกเขาหิมาลัย) จุดลกึ สุด อยูท ี่รองลกึ มาเรยี ด (มหาสมุทรแปซกิ ฟก) แกน โลก (Core) เปน โครงสรา งชัน้ ในสุดประกอบ ดว ยแกนโลกชน้ั นอก (คือ Magma) และแกนโลก ชนั้ ใน (เปน ของแขง็ ท่ีอดั ตวั ภายใตความกดดนั และ อุณหภมู ิสงู )

เนอื้ โลก (mantle) มีมวลมากทส่ี ดุ มีสถานะเปนของ แข็ง เพราะมีความรอนสงู + ความกดดนั มาก เปลือกโลก (crust) เปน สวนทบี่ างท่ีสดุ มี 2 ชั้น คือ “2 Si” - Sial = ซิลิคอน + อะลมู เิ นียม (มีหนิ แกรนติ เปน สว นประกอบหลัก) - Sima = ซิลิคอน + แมกนีเซยี ม (มีหินบะซอลตเ ปน สว นประกอบหลัก)

1. ลักษณะกายภาพของประเทศไทย - ต้งั อยูที่ละตจิ ดู 5-20 องศาเหนือ และลองจิจดู 97- 105 องศาตะวันออก - มีพืน้ ที่ 513,115 ตารางกโิ ลเมตรใหญเปนอนั ดับ 3 รองจาก อนิ โดนีเซีย และ พมา 2. ประเทศไทยประกอบดว ย 6 ภาค : เหนือ ตะวันออกเฉยี งเหนือ กลาง ใต ตะวนั ตก ตะวันออก

3. ลักษณะภมู อิ ากาศ ประเทศไทยมีฤดูกาล 3 ฤดู คอื รอ น, ฝน และหนาว ยกเวนภาคใตที่มี เพียง 2 ฤดู 3.1) ฤดูฝน เรม่ิ ประมาณ พ.ค. - ก.ย. -รับอิทธพิ ลจากลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตที่พัดมาจากมหาสมุทร อนิ เดยี 3.2) ฤดูหนาว เรมิ่ ประมาณ ต.ค. - ก.พ. - รับอิทธพิ ลจากลมมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนือที่พักมาจากประเทศจนี - เม่อื ลมมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือพัดผา นอาวไทยจะเปล่ยี นจากลม หนาเปน ลมฝนทาํ ใหภาคใตฝ ง ตะวนั ออกจะเกดิ หนา มรสมุ 3.3) ฤดรู อ น เร่ิมประมาณ ก.พ. - พ.ค.

ภูมิอากาศในไทยตามเกณฑข องเคิปเปน เปนแบบ A: รอนชื้น โดยนบง ยอ ยไดอีก 2 ประเภท คือ 1) Aw : ภมู ิอากาศแบบทงุ หญาสะวนั นา ลักษณะเดน คือ * ฝนตกนอย ฤดูหลงั ยาวนาน * ปาไมเปนปา ไมผ ลดั ใบ ปาโปรง ไมรกทึบ มีทุง หญา สลับ เชน ปาเบญจพรรณ ปาแดง * พบเกือบทกุ ภาคในไทย ยกเวน ภาคใต

2) Arm : ภูมอิ ากาศแบบมรสุมเมืองรอน ลกั ษณะ เดนคือ * ฝนตกชุก ฤดแู ลง สั้นๆ * ปาไมเ ปนแบบปาไมไ มผลัดใบ ปารกทบึ ตนไม เขียวคร้มึ ตลอดป เชน ปา ดบิ ชืน้ ปา ดิบเขา * พบท่ีภาคใตและภาคตะวนั ออกท่ี จ.จนั ทบุรี และ จ.ตราด

5. ลักษณะภูมิประเทศ ภาค ลกั ษณะภมู ิประเทศ การสง ผล ภาคเหนอื 1) เขตเทือกเขาสูงสลับซับซอน -เปนแหลง ปา ไม - เทือกเขาจะทอดยาวจาก แรธาตแุ ละตน นํ้าลํา เหนือจรดใต ธาร 2) เขตที่ราบหุบเขา -อดุ มสมบรู ณเ หมาะ - แมน้าํ มี 3 ระบบ ทส่ี ําคญั คือ แกการเกษตร ระบบ ปง วงั ยม นา น

ภาค ลักษณะภมู ิประเทศ การสงผล 1) ภาคกลางตอนบน - ตั้งแต -การปลูกพืชไร จ.นครสวรรคข นึ้ ไป เปน ทร่ี าบ ลูกฟกู 2) ภาคกลางตอนลา ง - เปน ที่ - เปน อูขาวอูนาํ้ ที่ ราบลมุ แมน ้าํ เจาพระยาต้งั แต สําคัญทสี่ ดุ ของ จ.นครสวรรคลงมาถึงอาวไทย ประเทศ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook