Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Published by kingmanee2614, 2021-01-29 09:33:40

Description: แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Search

Read the Text Version

ภาค ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ การสงผล 1) แองสกลนคร - จ.นครพนม สามารถ ภาคอีสาน - อยทู างตอนบนของภาค ปลูกยางพาราได (เพราะ - มีแมน ํ้าสงครามไหลผา น มีปรมิ าณนา เพยี งพอ) 2) แองโคราช บรเิ วณทงุ กุลารอ งไห - อยดู านลา งเทือกเขาภู จ.สุรนิ ทร ศรีสะเกษ พาน ยโสธร มหาสารคาม - มีแมน า้ํ ชแี ละมลู ไหลผาน รอยเอ็ด) สามารถปลูก ขาวหอมมะลิได - บริเวณอื่นๆ ปลูกพืชไร และเลยี้ งสตั ว

ภาค ลักษณะภมู ปิ ระเทศ การสงผล ภาค 1) ท่ีราบลุมแมน้ําบางปะกง - ทํานาและประมงนาํ้ จืด ตะวันออก - อยทู างตอนบนของภาค โดยเฉพาะปลาสลดิ 2) ทร่ี าบลกู ฟกู - ปลูกพืชไร - บริเวณตอนกลางของ - เหมืองแร ภาค (เทือกเขา จนั ทบุร)ี 3) ที่ราบชายฝง ทะเล - การทอ งเท่ียวเกาะตา งๆ - บริเวณตอนลางของภาค เชน เกาะสชี ัง เกาะลาน (จ. ชลบรุ )ี เกาะสมด็ จ.ระยอง) เกาะชา ง (จ.ตราด)

ภาค ลักษณะภูมปิ ระเทศ การสง ผล - เปน เขตเงาฝน ภาคตะวนั ตก 1) ภาคตะวนั ตกตอนบน - เปน แหลง ปา ไมและแรธ าตุ - เปน เทือกเขาสลบั ท่ีราบหบุ เขา แคบๆ - การทอ งเท่ียว เชน หวั หิน ชะอาํ 2) ภาคตะวันตกตอนลา ง - สรา งทาเรอื - เปนทรี่ าบชายฝง ทะเล - เปนแหลง ทอ งเท่ียว เชน ภเู กต็ เกาะพพี ี (จ.กระบ)่ี เกาะสิมลิ นั ภาคใต 1) ภาคใตฝง ตะวันตก (จ.พังงา) เกาะตะรุเตา จ.สตลู ) - พ้ืนทสี่ วนใหญเปน ภูเขา มที ่ีราบ แคบๆ - ชายฝงเวาแหวง มาก - ทาํ สวนยางพารา มะพราว ปาลม นาํ้ มนั 2) ภาคใตฝงตะวันออก - พ้ืนท่สี ว นใหญเ ปน ที่ราบ - ชายฝง เรยี บ ไมเวาแหวง มาก

วกิ ฤตการณด า นส่ิงแวดลอม Tsunami = แผน ดนิ ไหวใตท องทะเล ลกั ษณะ Tsunamil - ไมส ามารถรบั รหู รือสมั ผัสความรุนแรงไดกลางทะเล ลกึ - เกดิ จากใตผิวนาํ้ สามารถเดนิ ทางกระจายตวั เปน วงรอบจากศนู ยกลางไปไดไ กลนบั พนั กโิ ลมตร

สาเหตขุ องการเกดิ Tsunami - แผนดินไหว อนั เกดิ จากการเคลือ่ นตัวรอยแยกเปลือก โลก หรือแผน เปลือกโลก (plate) เคลื่อนตัวเขา กระแทก กนั เสียดสกี ัน ท่ีเรยี กวา Plate Tectonics - แผน ดินถลม เปน มวลมหาศาลถลมใตท องทะเลทําให ทอ งทะเลสนั่ สะเทือน - ภเู ขาไฟระเบิด ทง้ั ภูเขาไฟใตน ํ้าและบนบกใกลก ับ ชายฝง ทะเล - อกุ กาบาตตก ลงสูก ลางทะเล

ปรากฏการณเอลนิญโญ (Ei Nino) - เกดิ จากกระแสนา เปลี่ยนทางเดนิ + ความเปลยี่ น แปลงของชนั้ บรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซฟิ กดา น ตะวนั ออก (แถบอเมริกาใต) - ถา เกดิ รว มกับความแปรปรวนของอากาศบรเิ วณ มหาสมทุ รในเขตชีกโลกใตเรียกวา ENSO (พบท่ี ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย, อนิ เดีย, อเมริกากลางและ ทะลแครบิ เบีย, ตะวันออกเฉียงใตข องทวีปแอฟริกา)

- ถา เกิดแถบเสนศนู ยส ตู รบริเวณอนิ โดนีเซียดานตะวันออกเรียกวา La Nina (พบท่อี อสเตรเลีย อินโดนีเซยี ฟลปิ ปน สต อนลา ง) สง ผลให มีอากาศทท่ี วีความรุนแรงข้ึน เชน บริเวณที่มีฝนตกกจ็ ะมีตกมากขึ้น ถา หนาวก็จะหนาวมากข้ึน - ทาํ ใหอากาศของโลกเปลยี่ นแปลงไปหมด บรเิ วณทเ่ี คยชมุ ชื้นจะ กลายเปน แหง แลงบรเิ วณทเ่ี คยแหง แลง จะ กลายเปนชุมชืน้ นอก จากนี้ทาํ ใหอ ณุ หภมู ขิ องกระแสนํ้าในมหาสมุทรแปซิฟกสงู ข้ึน (สง ผลตอ สงิ่ มชี ีวิตในมหาสมทุ รมละผคู นแถบน้ัน) - กอ ใหเกดิ ผลกระทบเสียหายแกมนุษย เพราะอาจเผชิญภยั ธรรม ชาติ เชน พาย หรือไฟไหมป า เกดิ ความเสยี หายตอยเกษตรกรรม

- แนวทางปอ งกันปญ หา ลดการใชสาร CFC สง่ิ แวดลอ ม ปฏกิ ิรยิ าเรอื นกระจก (Greenhouse Effect) - เกดิ จากกาซคารบ อนไดออกไซด มากท่สี ดุ รองลงมาคือ CFC - CFC ไปทําลายโอโซนทาํ ใหเกดิ Ozone Hole แสงอาทติ ย สองเขา มายงั โลกไดม ากขึ้น + นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย - นํา้ ทวมโลก - ทาํ ใหอ ากาศของโลกมคี วามรอ นขึ้นมากๆ

ฝนกรด (Acid Rain) เกิดจากกาซซลั เฟอร ไดออกไซด ปญหาสิ่งแวดลอมเกิดมากๆ แถบเอเชีย - แปซิฟก ประเทศทีป่ ระสบปญหามลพิษ มากที่สดุ 5 อนั ดับแรกในเอเชีย คือ อินเดีย จีน เวียดนาม ฟลิปปนส อินโดนีเซีย

การจดั การสิ่งแวดลอมโลก 1.1 องคก ารประสานความรวมมือดานส่งิ แวดลอม ระดบั โลก 1) หนวยงานขององคก ารสหประชาชาติ ไดแก UNEp (United Nations Environment Programme) เรง รัดพัฒนาส่ิงแวดลอ มโดยเฉพาะภมู ภิ าคเอเชยี - แปซิฟก

-UNdp (United Nations Development Programme) เปน การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย การจัดการ ทรพั ยากรธรรม ชาติและส่ิงแวดลอ ม -WFP (World Food Programme) ชว ยเหลือดานอาหาร การ ขาดแคลนทรพั ยากร(ประเทศไทยไมไ ดรบั ความชว ยเหลือแต เปน ผจู าํ หนา ยอาหารให WFP) 2) สหภาพยุโรป (EU) เสนอใหม กี ารลดปรมิ าณการใชกาซ คารบ อนไดออกไซดและสารอืน่ ๆ ท่ี เกิดการภาวะเรือน กระจกลดลง

3) องคก ารพัฒนา4.อกชน (NGO) เชน กลมุ Greenpeace 4) กองทนุ ส่งิ แวดลอมโลกโดยธนาคารโลกเสนอแผนพัฒนา ส่ิงแวดลอ มดานตา งๆ เชน แนวทางการเพิม่ ข้นึ ของอุณหภมู ิ ภายในโลก 1.2 การรกั ษาสิ่งแวดลอ มของโลก 1) Earth Surnrnilt (ประชมุ สุดยอดระดบั โลก) UNCED (UN Conference on Environment and Development)สิ่งแวดลอ ม ท่เี มือง Rio de Janeiro ของ Brazil ป ค.ศ. 1992

-ทาํ ใหเกิดแผนปฏิบตั กิ าร 21 (Agenda 21) เพื่อพิทกั ษ สงิ่ แวดลอ ม โมในครัง้ น้ันศตวรรษท่ี 21 ในทกุ สาขาที่ เก่ยี วของกบั การพทิ กั ษสง่ิ แวดลอมและการพฒั นาท่ี ยั่งยืนรวม 4 สวน คือ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การ อนุรักษและจัดการทรพั ยากรธรรมชาตเิ สริมสราง บทบาทของสังคม/ชุมชนในการพัฒนาสง่ิ แวดลอม รว มมือกนั สรางวิธปี ฏบิ ตั ิเพือ่ ใหเ ปนไปตามเปา หมาย

2) องคกรและกฎหมายดา นสง่ิ แวดลอ มของประเทศ - อเมริกา เปน ประเทศท่ีปลอยกา ซ CO มากทีส่ ดุ ในโลก แตก็มอี งคกรดานสิง่ แวดลอ มทสี่ ําคัญ เลน องคก รปกปอง สง่ิ แวดลอมระดับชาติ (EPA) เปนกระทรวงสิง่ แวดลอมของ ประเทศ คณะกรรมาธิการคุณภาพ สงิ่ แวดลอ ม ศกึ ษาวจิ ยั ดานส่งิ แวดลอม ทํานโยบายสง เสรมิ คณุ ภาพส่ิงแวดลอ มยืน่ ตอ ประธานาธิบดี องคกรปกปองสิง่ แวดลอมของรัฐ เปน องคก รดา นส่งิ แวดลอมของแตล ะมลรฐั ในอเมรกิ า มีอาํ นาจ บังคบั ใชก ฎหมาย ส่ิงแวดลอม

-ญี่ปนุ ใหความสําคัญกับกฎหมายทเ่ี ก่ียวกับการ ควบคุมมลพิษทางอากาศละทางนา้ํ มากแตละทอ ง ถ่ินจะมี กฎระเบียบดานสง่ิ แวดลอ มที่เขม งวด -จีน ไดจ ดั องคการดานสิ่งแวดลอม เพื่อพิทกั ษ สง่ิ แวดลอม เนื่องจากมปี ญ หามลพษิ หลายพื้นทม่ี ี การประเมนิ ผลกระทบตอ สิง่ แวดลอม

3) Clean Technology (เทคโนโลยีสะอาด) เปน เทคโนโลยีทีไ่ มเปนภยั ตอส่งิ แวดลอม 4) EIA (Environment Impact Assessmennt) คือ การประเมินผลกระทบตอ สิง่ แวดลอ ม 5) ISO 14000 คือ มาตรฐานสากลระบบการจัดการ สง่ิ แวดลอ ม โดยผผู ลิตสินคา ตอ งมีการจัดการดาน ส่งิ แวดลอ มอยาง ครบวงจร ต้ังแตข นั้ วตั ถดุ ิบจนได สนิ คา ออกมา และการกําจัดขยะ/ของเสยี ทเ่ี กดิ จาก การผลติ ตอ งไมทําลายส่ิงแวดลอมเลย

6) GREEN DOT/ECO-Label คือ ตราสญั ลักษณ ทจ่ี ะไดร บั หากผลติ ภณั ฑนั้นไมทําลายส่งิ แวดลอ ม 7) อนุสญั ญาวา ดว ยการคา ระหวา งประเทศ ซึง่ ชนดิ สตั วป า และพืชท่ีใกลจ ะสญู พันธ (CITES : ไซ เตส) มีวัตถปุ ระสงคเพือ่ ควบคมุ การคา สัตวปา และพืชปา ที่ใกลจะสูญ 8) อนุสญั ญาเวียนนา และพธิ ีสารมอนทรีออล เพื่อลดและยกเลิกการใชสาร CFC

9) อนุสญั ญาสหประชาชาติ วาดว ยการเปล่ยี นแปลงสภาพ ภูมอิ ากาศ (UNFCCC) เพือ่ ปกปอ งชนั้ บรรยากาศของโลก 10) อนุสญั ญาวา ดว ยความหลากหลายทางชวี ภาพ (BDC) เพือ่ อนรุ กั ษค วามหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ใช ประโยชนข ององคประกอบความหลาก หลายทางชีวภาพอยา งยงั่ ยืน 11) อนุสญั ญาบาเซลิ (Basel Convention) เพือ่ ควบคุม การขนสงสารเคมี อันตรายขา มชาตแิ ละควบคมุ การกาํ จดั กาก ของเสียอันตราย

12) โปรแกรมมนุษยกบั ชีวมณฑลของ UNESCO (UNESCO's Man and Biosphere Programme : 1MAB) เพือ่ อนรุ กั ษเขตพืน้ ที่ท่ีเรียกวา พื้นทสี่ งวนชีวมณทล (พื้นทีร่ ะบบนเิ วศทัง้ บนบนและบรเิ วณชายฝง ทะเล) ประเทศไทยมีเขตสงวน ชวี มณทล 4 แหง คือ พืน้ ท่ี สงวนชวี มณทลสะแกราช จ.นครราชสมี า พืน้ ทีส่ งวน ชวี มณทลแมส า หว ยคอกมา จ.เชียงใหมน้ันท่ี สงวน ชีวมณทลสวนสกั จ.ลาํ ปาง พื้นทสี่ งวนชวี มณฑลปา ชายเลน จ.ระนอง

13) อนุสัญญาแรมซาร (RAMSAR Convention) เพือ่ อนุรกั ษแหลง ที่อยูอาศัยท่ีเปนพืน้ ท่ชี ุมนํา้ โดย เฉพาะท่อี ยอู าศัย ของนกนํ้า ประเทศไทยมพี ืน้ ท่ีชุม น้ํา เชน พรุควนขี้เสยี น บริเวณเขตหามลา สตั วป า ทะเลนอ ย (ทะเลสาบทอ่ี ยูตอนบนสดุ ของ ทะเล สาบสงขลา)

14) อนุสัญญาวา ดว ยการตอ ตานการแปร สภาพเปน ทะเลทราย (UNCDD) ในประเทศท่ี ประสบภัยแหงแลง อยา งรุนแรงเพื่อตอ ตา นการ แปรสภาพเปน ทะเลทราย และแกไ ขผลกระทบ ของความแหงแลงในประเทศทป่ี ระสบกับความ แหง แลงโดยเฉพาะทวปี แอฟริกา

สรุปยอเนื้อหาเรื่องวิธีการทาง ประวัติศาสตรและการแบง ยุคสมัยทาง ประวตั ิศาสตร

1. วธิ กี ารทางประวัติศาสตร คือ วิธีการคน หาขอเทจ็ จรงิ ทาง ประวัติศาสตร เพือ่ ใหไ ดข อมลู ทางประวตั ิศาสตรท ่ใี กลเคยี งความ จริงทีส่ ุด โดยมีข้นั ตอนของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร อยู 5 ขนั้ ตอน คือ 1.1. กําหนดประเดน็ 1.2. รวบรวมหลักฐานทางประวตั ิศาสตร 1.3. ประเมินคณุ คา หลักฐาน (วิพากษวิธี)ะ แบง เปน ประเมนิ คณุ คารายนอก : วา หลักฐานนัน้ จรงิ หรือปลอม ประเมนิ คุณคาภายใน : ตีความหรืออํานาจหลกั ฐานนนั้ วา บอก อะไรแกเ รา ใหขอมูลอะไรแกเ รา 1.4 วเิ คราะห : แยกพระขอมลู 1.5 สังเคราะหและสรปุ

2.การแบง ยคุ สมัยทางประวัติศาสตร 2.1. ยคุ กอ นประวัตศิ าสตร คือ ยุคสมยั ที่ยังไมมี ตวั อกั ษร โดยแบง ไดอีกเปน 2 ยคุ คือ 1) ยคุ หิน คือ ยุคที่เครื่องมือเครือ่ งใช มีด ขวาน ของมนุษยทําดว ยหนิ และยุคหนิ ยังสามารถแบง ออกไดอีก 3 ยุคยอยคือ 1. ยุคหนิ เกา 2. ยุคหนิ กลาง 3. ยุคหนิ ใหม

2) ยคุ โลหะ คือ ยุคที่เครือ่ งมือเครือ่ งใช มีด ขวาน, ของมนุษยท าํ ดวยโลหะ และยุคโลหะยังสามารถแบง ยอ ย ไดอีก 3 ยคุ ยอย คือ 1. ยุคทองแดง 2. ยุคสาํ รดิ (เปน โลหะผสมระหวางทองแดงกับ ดีบกุ ) 3. ยุคเหล็ก 2.2. ยุคประวตั ศิ าสตร คือ ยคุ ที่มนุษยร จู กั ประดษิ ฐ ตวั อักษรขึน้ มาใช

3.ประเภทของหลักฐานทางประวตั ิศาสตร แบงเปน 2 ประเภท คือ 3.1. หลักฐานชัน้ ตน หรอื หลักฐานปฐมภมู ิ คือ หลัก ฐานที่ผบู นั ทกึ หรือผเู ขยี น หลกั ฐานนั้น เกิดทันเหตกุ ารณ เกดิ รวมยคุ สมยั กบั เหตุการณท่ไี ดบันทึกไวนน้ั เชน พงศาวดาร, จารึกตา งๆ, จดหมายเหต,ุ บนั ทึกประจําวัน หรือ Diary ของชาวตางชาต,ิ หนังสือพิมพ เปนตน

3.2. หลักฐานช้นั รอง หรอื หลกั ฐานทตุ ิยภูมิ คือ หลกั ฐานที่ผูบนั ทกึ หรือผูเขียน หลักฐานน้ัน เกดิ ไมท นั เหตกุ ารณ เกิดภายหลงั เหตุการณน นั้ และไดเ ขยี นหลักฐานนน้ั ขนึ้ มาจากหลกั ฐานปฐม ภมู อิ ีกที เชน ตาํ ราหรือหนังสือทางประวัติศาสตร ทง้ั หลาย

วธิ ีเทยี บศกั ราชทสี่ ําคัญท่คี วรทราบ พ.ศ. – 621 = ม.ศ. หรือ ม.ศ. + 621 = พ.ศ. พ.ศ. – 1181 = จ.ศ. หรือ จ.ศ. + 1181 = พ.ศ. พ.ศ. - 543 = ค.ศ. หรือ ค.ศ. + 543 = พ.ศ. พ.ศ. – 1122 = ฮ.ศ. หรือ ฮ.ศ. + 1122 = พ.ศ. พ.ศ. – 2324 = ร.ศ. หรือ ร.ศ. + 2324 = พ.ศ.

สรุปยอเน้อื หาเร่ืองประวัตศิ าสตรไทย ความเปนมาของคนชาตไิ ทย คนไทยมาจากไหน? - คาํ ตอบทไ่ี ดตอนน้ี คือ ยงั สรุปไมไดแนน อน - แนวความคิดท่ีนาเชือ่ ถือท่สี ดุ คือ อยูบ ริเวณตอนใตข อง จีน - แนวความคิดทีไ่ มไดร ับการเชอื่ ถือแลวคือ อยูบ ริเวณ เทือกเขาอลั ไต อาณาจกั รโบราณในดินแดนประเทศไทย 1) พัฒนาการ ชุมชน > เมือง > แควน > อาณาจักร

สมัยสุโขทัย - ใชก ารปกครองระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชยแ บบ ครอบครัว เรียกวา พอ ปกครองลกู (ปตรุ าชา) - อาํ นาจสงู สุดอยทู ่ีกษตั รยิ  ใหค วามเสมอภาคระหวา ง ผูปกครองกับผอู ยใู ตก ารปกครอง - สุโขทยั ตอนตน จะปกครองแบบ พอปกครองลกู - สุโขทยั ตอนปลายจะปกครองแบบ ธรรมราชา

การจัดระเบยี บการปกครอง คอ นขางกระจายอํานาจ โดยแบงเปน - สว นกลาง = ราชธานี K. อยู - สว นภูมิภาค = ชัน้ ใน และ ช้ันนอก - เมืองประเทศราช (เมืองออก, เมืองข้นึ ) สง สวย 3 ป 1 คร้ัง ใหแตล ะแควนปกครองกนั ของแตต องสง ตวั ประกัน

สมัยอยุธยา - ปกครองแบบระบอบสมมตเิ ทพทาํ ใหห างเหนิ กนั เกดิ ความ ไมเ สมอภาคกัน - ฐานะของ K สมยั อยธุ ยา เปน เทวราชา (ไมใชธ รรมราชา) คือเปนเจาชวี ติ แตถกจาํ กัดดว ยหลักธรรมดังนนั้ จึงมีความ เปนประชาธปิ ไตยอยูบา ง ในสมยั อยธุ ยามกี ารปฏริ ปู การ ปกครองครง้ั แรกในประวตั ิศาสตรไ ทย ในสมยั สมเดจ็ พระ บรมไตรโลกนาถโดยมสี าระสาํ คญั คือ

- ดงึ อาํ นาจเขา สศู ูนยก ลาง (ให K. มอี าํ นาจมากข้นึ ) - ยกเลกิ เมืองลูกหลวง เปล่ยี นแปลงเปน เมือง จัตวา มีผูรั้งปกครอง - สว นกลาง มีการแบงแยกหนา ท่ีระหวา ง ฝายพล เรือน (สมุหนายก) และฝาย(สมุหนายก) และฝายทหาร (สมุหกลาโหม)จตสุ ดมภอยใู นฝายสมุหนายก - สว นภูมภิ าคเหลือแตหัวเมืองชน้ั นอก

- ในสมยั พระเพทราชา มีการเปลีย่ นแปลงบทบาท ของอัครเสนาบดี สมัยรัตนโกสินทรตอนตน (ร.1 – ร.4) - การจัดระเบยี บการปกครอง แบงเปน * กรมมหาดไทย (ดูแลหัวเมืองฝา ยเหนือ) * กรมกลาโหม (ดแู ลหวั เมืองฝายใต)

* กรมทาเจา พระยาพระคลงั หรือโกษาธบิ ดี (ดูcลหวั เมือง ชายฝง ทะเล) * เปน ท่ีมาของกฎหมายตรา 3 ดวง (ราชสีห, คชสีห, บวั แกว) - ฐานะและอํานาจของ K. น้ันลดความเปน เทวราชาหรือ สมมติเทพลงมา โดยเฉพาะในสมัย ร.4 k มีความเปน คนธรรมดามากขนึ้ ถกู ยกยอ งเปน K อเนกชมสิกรสโมสรสมมติ คือ K. ทป่ี ระชาชนพรอมใจให เปนผูป กครอง

- สมยั K5 มกี ารปฏิรปู การปกครองคร้งั ยิ่งใหญ (คร้ังที่ 2 ในประวัตศิ าสตร) ความเปน มา - K5 ทรงขึ้นครองราชยเ มื่อป พ.ศ. 2411 (ซึ่งพระชนมายุ เพยี ง 15 พรรษา) จงึ ตอ งมีผสู าํ เร็จราชการ แทนพระองค คือ ชวง บนุ นาค - K.5 เลยทรงรสู ึกแยอยางมาก ทที่ รงไมมีอํานาจทงั้ ๆ ท่ีทรง เปน K. ทรงตองการอํานาจ - K.5 ทรงขน้ึ ครองราชยเ ปน ครั้งที่ 2 เมือ่ ป พ.ศ. 2416 - (K. บรรลนุ ติ ิภาวะ 20 พรรษา)

- เกดิ วกิ ฤตวิ ังหนา เนือ่ งจาก ชว ง บุนนาค ไปแตงตง้ั ตําแหนงวังหนา (คือพระราชโอรสของ พระบาทสมเดจ็ พระปน เกลา) โดยไมปรกึ ษา K. (ปกติ K. จะเปนคน แตง ตั้งวังหนา ) ทาํ ให K5 ทรงไมพ อพระทยั อยางมาก เกดิ การปะทะกนั - K5 จงึ ยกเลิกตาํ แหนง วังหนาและแตง ตั้งตาํ แหนง มกุฎราชกุมาร

พฒั นาการประชาธปิ ไตยของไทยกอ น พ.ศ. 2475 - สมยั K.4 มีการใหสทิ ธิเสรภี าพแกป ระชาชนหลาย ประการ เชน ใหเ สรภี าพ ในการนบั ถือศาสนา, เปน K พระองคแรกท่ีรว มดืม่ น้ําพิพัฒนส ตั ยากบั เหลาขุนนาง - สมัย K5 มีการจดั ตัง้ สภา 2 สภา, สงเสริมสทิ ธเิ สรี ภาพและความเสมอภาคของประชาชน (เลก็ ไพร เลิก ทาส)

สมยั K.7 - ทรงแตงตง้ั อภิรฐั มนตรีสภา - เกดิ การปฏวิ ัติเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดย มีสาเหตมุ าจาก * ปญหาเศรษฐกิจตกตํ่า * ความตืน่ ตัวทางการเมืองของชนชั้นกลาง, * พระบรมวงศานวุ งศท รงไดรบั การศึกษาสมัยใหมจาก ตะวันตก วนั ท่ี 24 มิถนุ ายน 2475 คณะราษฎรทาํ การปฏวิ ัติ

- ร.7 พระราชทานรฐั ธรรมนญู ฉบับแรกของไทย (ชัว่ คราว) 27 ม.ิ ย. 2475 หลังปฏิวตั ิ ปรากฏวา อาํ นาจแทนท่จี ะ ไปอยูท ี่ประชาชน แตปรากฏวา ไปอยทู ่ี (คณะราษฎร) เห็น K. เปนหวั หลักหวั ตอ จงึ เกดิ กบฏบวรเดชเพื่อไมใ หหม่ินพระบรมเดชานุ ภาพ + ตอ งการความเปนประชาธิปไตย

- หลงั จากนนั้ ไดมกี ารปราบปราม จับกมุ และกวาดลาง ผตู องสงสัยทีเ่ กี่ยวขอ งกับกบฏบวรเดชและผวู ิพากษ วจิ ารณการเมือง K7 ทรงไมพ อพระทัย - K7 ทรงประทับรกั ษาพระองคท ีอ่ งั กฤษทรงสง จดหมายมาใหค ณะราษฎร ปรับปรงุ ตวั รฐั บาล2 มีนาคม 2477 K7 ทรงตัดสนิ พระทัยสละราชสมบตั ิ

เหตุการณส าํ คญั หลัง ร.7 สละราชสมบตั ิ - เหตุการณ 14 ตลุ าคม 2516 สมยั เหตกุ ารณท างการเมืองทสี่ ําคญั รัฐบาลพระยาพหลพล -มกี ารวางรากฐานระบอบการเมือง พยหุ เสนา ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาโดยรฐั สภา พยายามควบคุมฝาย บรหิ าร รัฐบาลจอมพล ป. -กลมุ ทหารมอี าํ นาจทางการเมืองมาก + พิบลู สงคราม เปนผกู ําหนดแนวทางพฒั นาการของการ เมืองไทย - รัฐมนตรีเปนนายทหารประจาํ การ

สมัย เหตกุ ารณท างการเมืองที่สาํ คญั รฐั บาลม.ร.ว.เสนีย - แกส ถานการณบานเมืองทต่ี กเปน ฝา ยแพ ปราโมช สงครามโลกคร้งั ที่ 2 - เกดิ พรรคการเมืองตางๆ หลายแนวทาง 2490 - 2500 เชน เสรีนิยม สงั คมนยิ ม อนรุ ักษนิยม - เกิดกลุมตอตานอํานาจ จอมพล ป. โดยเฉพาะกลุมของนายปรีดี พนมยงค จึง เกิดกบฏวงั หลวง (2492) 6ละกบฏแมนฮัต ตนั (2494)

สมัย เหตกุ ารณท างการเมอื งท่ีสําคัญ รฐั ประหาร 2501 - จอมพลสฤษดิ์ ทําการรัฐประหาร ทําใหเ กิดการ ปกครองเผด็จการทหารรปู แบบใหมห วั หนา คณะ ปฏวิ ตั มิ ีอํานาจเด็ดขาด ยกเลิกระบบรฐั สภา - เกิดธรรมนูญ 2502 ทใ่ี หอํานาจแก นายกรฐั มนตรีมากๆ รัฐบาลจอมพลถนอมกติ ติ - สืบทอดรูปแบบมาจาจอมพลสฤษดแิ์ ตไ ม Work ขจร อกี ตอ ไป เพราะบุคลกิ ภาพไมเ ดด็ ขาดเทาจอมพล สฤษดิ์ + อํานาจทางการเมืองแตกกระ จายไปยงั กลมุ ผูนาํ ทหารตางๆ

สมัย เหตุการณทางการเมืองทสี่ าํ คัญ รัฐประหาร 2514 - โดยจอมพลถนอม รัฐประหารตวั เอง แลว จัดตัง้ คณะปฏวิ ัตขิ นึ้ มาปกครอง ประเทศ - ระบอบประชาธิปไตยหยดุ ชะงัก

- เหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 - เหตุการณพ ฤษภาทมิฬ สมยั เหตกุ ารณทางการเมืองทส่ี าํ คัญ 14 ตุลาคม 2516 - นิสติ นักศกึ ษาเดนิ ขบวนประทวงเพื่อ 2516 - 2519 เรียกรอ งประชาธปิ ไตย - ผล คือ ทาํ ใหเ กดิ รฐั ธรรมนญู ฉบับป 2517 -นิสติ นกั ศึกษาทาํ การปลกุ ระดมชาวนา กรรมกรใหล ุกขนึ้ มามีปากเสียง - กลุมนายทุนเสียประโยชน จึงทําการตอ ตานกลา วหาวาพวกน้เี ปน คอมมิวนสิ ต - พรรคคอมมวิ นสิ ตแหง ประเทศไทย (พคท.) เริ่มขยายตัว

สมัย เหตุการณท างการเมืองทส่ี าํ คัญ 6 ตุลาคม 2519 - จอมพลถนอม เดนิ ทางกลับเขาประเทศ - เกิดการปฏริ ปู การปกครองแผน ดนิ โดยมี รฐั บาล นายธานินทร พลเรือเอกสงดั ชะลออยู เปน หวั หนา มายดึ กรัยวเิ ชยี ร อํานาจ - ตอ ตานลัทธิคอมมิวนิสต - ประกาศธรรมนญู ป 2519 ซงึ่ เปนเผด็จ การมากๆ ใหอ ํานาจแกน ายกรัฐมนตรมี ากๆ ในมาตรา 21

สมัย เหตุการณทางการเมืองทส่ี าํ คัญ รฐั บาล พลเอกชาติ - เปล่ยี นแปลงอํานาจทางการเมืองจาก ชาย ขาราชการและทหารมาเปนนกั ธรุ กจิ และ นกั วิชาการทีม่ ฐี านะทางเศรษฐกิจ การยดึ อาํ นาจ - กา วสูย ุคธรุ กจิ การเมือง 23 กมุ ภาพนั ธ 2534 - โดยคณะรกั ษาความสงบเรียบรอ ยแหง ชาติ (รสช.) เหตุผลคือรัฐบาลร่ํารวยผิดปกติ

สมยั เหตุการณทางการเมอื งท่สี าํ คญั รฐั บาล พลเอกสจุ นิ ดา - เปนนายกรัฐมนตรีที่ไมไดม าจากการเลือกตงั้ คราประยรู โดยตรง + อยเู บ้ืองหลังคณะ รสช. + ทาํ เพอ่ื ประโยชนข องตัวเอง พฤษภาทมฬิ - นักศกึ ษา นกั การเมือง ประชาชนจึงไมพอใจ - ประชาชนออกมาเรียกรอ ง เพราะตองการ นายกรฐั มนตรที ี่มาจากการเลือกตง้ั - ผล คอื ทาํ ใหไ ดน ายกรัฐมนตรีทม่ี าจากการ เลือกต้งั ทหารลดบทบาททางการเมืองลง เกิด รฐั ธรรมนญู 2540 ที่จําเปนตองปฏิรูปการเมอื ง ทัง้ ระบบ

สมยั เหตุการณทางการเมืองท่ีสาํ คัญ รฐั ประหาร 19 - รฐั บาลถูกกลา วหาวาทาํ ระบบเผดจ็ การ กันยายน 2549 มาใช โดยเฉพาะการครอบงาํ สื่อ - ฝายไมเหน็ ดว ยออกมาชมุ นุมเรยี กรอ ง - รฐั บาลประกาศยบุ สภาเลือกต้งั ใหม กวา 10 ลา นคนงดออกเสยี ง - ศาลตัดสินการเลือกต้ังเปน โมฆะ - เกดิ การรฐั ประหารโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook