3)เนนปฏิบัติธรรมชวยเหลือตนเองใหพน ทุกข กอนชวยเหลือคนอืน่ 4)แพรหลายในประเทศ ไทย ศรีลังกา พมา ลาว กัมพูชา
5.2 นิกายอาจารยิ วาท = มหายาน=อุตรนิกาย: ลักษณะเดนคือ 1) แกไขพระวนิ ยั และสิกขาบทบางขอเชน ฉนั อาหารเย็นได,ใสจีวรหลากหลายรปู แบบหลาก หลายสสี นั (บางนิกายยอ ย พระมีเมียมีลกู ได) 2)นับถือพระพทุ ธเจา และพระโพธิสัตวหลาย องค เนนสวดมนตอ อนวอนขอพรพระพุทธเจาและ พระโพธสิ ัตว
3) เนนปฏิบัติธรรมชวยเหลือคนอืน่ ใหพน ทุกขกอนตนเอง (เนนบาํ เพญ็ ตนเปน พระ โพธิสัตว) 4) แพรหลายในประเทศ จีน เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภฏู าน ธิเบต
หลักธรรมสาํ คญั ของพระพทุ ธศาสนา อริยสจั 4 : ความจรงิ อันประเสริฐ 4 ประการ : หัวใจแหง พระพุทธศาสนา 1)ทุกข : ควรรู:ผล : คือสภาวะทนไดยาก ทกุ ข ทรมาน ไมส บายไมสบายใจ 2)สมทุ ัย : ควรละ : เหตุ : คือเหตุแหงทกุ ข อัน ไดแก ตัณหา (ความอยาก)
3)นิโรธ : ควรทาํ ใหแจง : ผล : คือสภาวะ ดับทุกข หรือนิพพาน 4)มรรค : ควรทําใหเกิดมี : เหตุ : คือเหตุ แหงดับทกุ ข หรือ วิธีดบั ทุกข
ทกุ ข (ธรรมที่ควรร)ู โลกธรรม 8 (ธรรมทีม่ ีประจาํ โลก) 1.อิฏฐารมณ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สขุ 2.อนฏิ ฐารมณ เสือ่ มลาภ-เสือ่ มยศ-นนิ ทา-ทุกข *โลกธรรม จาํ วา ไดล าภ เสื่อมลาภ,ไดย ศ เสือ่ ม ยศ,สรรเสริญ นนิ ทา,สุข ทุกข *โลกบาล จําวา คือธรรมคุมครองโลกไดแก หริ โอตัปปะ
จิต เจตสิก 1.จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รูอารมณ น่นั คือ วิญญาณในขันธ 5 2.เจตสิก หมายถึง อาการที่ ประกอบกับจิต คือความรสู ึกตางๆ
ขนั ธ 5 องคประกอบแหงชีวิตมนุษย 5 ประการ คือ 1) รูป (รูปธรรม) คือรปู รา งรา งกายของมนษุ ย อันประกอบไปดวยธาตุ 4 คือ *ดนิ (เนื้อหนังมงั สา กระดกู ของรา งกาย) *นา้ํ (เลือด นาํ้ หนอง น้ําลาย ในรา งกาย) * ลม (แกสในรา งกาย ในกระเพาะอาหาร) *ไฟ (อุณหภมู ิความรอนของรางกาย)
2) เวทนา (นามธรรม) คือ ความรูสึก มี 3 ประเภท คือ 1.รูสึกสขุ 2.รสู ึกทกุ ข 3.รูสึก เฉยๆ ไมสุขไมทุกข 3) สญั ญา (นามธรรม) คือความจาํ ได โดยไมหลงลืม 4) สงั ขาร (นามธรรม) คือความคิด ที่จะ ปรงุ แตงจิตใหกระทําสิ่งตางๆ
5)วิญญาณ (นามธรรม) คือ อารมณการ รับรูของจิต ภายการรับรูท้ัง 6 (อายตนะ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
สมุทัย (ธรรมทีค่ วรละ) นยิ าม 5 กฎธรรมชาตแิ หงเหตุผล ประกอบดว ย 1.อุตนุ ยิ าม : วาดว ยส่งิ แวดลอม 2.พีชนิยาม : วาดวยการสืบพนั ธุ 3.จติ ตนิยาม : วา ดว ยการทาํ งานของจิต 4.กรรมนยิ าม : วา ดว ยพฤตกิ รรมของมนษุ ย 5.ธรรมนิยาม : วา ดวยความสมั พนั ธที่เปนเหตุ เปนผลตอกัน
วิตก 3 คือความคิดที่เกี่ยวกับจิตซึ่งมี 2 ดาน ประกอบดวย 1.กศุ ลวิตก 3 : คิดเรือ่ งดี ไดแก เนกขมั ม วิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก 2.อกศุ ลวิตก 3 : คิดเรื่องไมดี ไดแก กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก
กรรม 12 คือ การกระทาํ ที่ประกอบดวย เจตนา ประกอบดวย แบง ตามกาลเวลาที่ใหผ ล 1.ทิฏธมั มเวทนียกรรม กรรมที่ใหผล ทันตาเหน็ หรือในชาติน้ี 2.อุปช ชเวทนียกรรม กรรมที่ใหผลใน ชาติหนา
3.อปราปรเวทนียกรรม กรรมทีใ่ หผลใน ชาติตอๆไป 4.อโหสิกรรม กรรมที่ไมมีโอกาสใหผล หรือกรรมที่ใหผลเสร็จแลว
แบงตามหนา ทีท่ ีใ่ หผล 1.ชนกกรรม : กรรมอนั นําไปเกิด 2.อปุ ต ถัมภกรรม : กรรมที่สนบั สนุน 3.อุปปฬกกรรม : กรรมทีบ่ ีบบังคับ 4.อุปฆาตกรรม : กรรมทีต่ ดั รอน
กรรมแบงตามหนกั เบา 1.ครกุ รรม : กรรมหนัก 2.พหลุ กรรม : กรรมทีเ่ คยชิน 3.อาสันนกรรม : กรรมใกลตาย 4.กตัตตากรรม : กรรมที่สักแตวาทาํ
อุปาทาน 4 คือ ความยึดมั่นในกิเลส ประกอบดวย 1.กามปุ าทาน : ยึดมน่ั ในกาม 2.ทิฏปุ าทาน : ยึดมนั่ ในทิฏฐิ 3.สีลพั พตุปาทาน : ยึดมัน่ ในสิ่งงมงาย 4.อตั ตวาทุปาทาน : ยึดมน่ั วาเปน ของ ตน
สมทุ ัย (ธรรมที่ควรละ) นวิ รรณ 5 คือสิง่ กีดขวางจติ มใิ หบรรลุในธรรม ประกอบดว ย 1.กามฉันทะ ความอยากในกาม 2.พยาบาท การคดิ ราย เคืองแคน 3.ถีนมทิ ธะ ความหดหู งวงเหงา งวงเหงาหาวนอน 4.อุทธจั จกกุ กุจจะ ความฟงุ ซา น ราํ คาญใจ 5.วิจิกิจฉา ความลงั เลสงสัย
ปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดขึ้นของสิง่ ท้ัง ปวง ความเปนเหตุเปนผล มีองคประกอบ 12 ประการ อวิชชา สงั ขาร นามรูป สพายตะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ
องคประกอบท้ัง 12 ประการน้ีแยก ออกเปน 3 กลมุ ตามหนาทีใ่ นวงจรการ เวียนวายตายเกิดเรียกวา วัฏฏะ 3 (ไตรวฏั ) คือกิเลสวฏั กรรมวฏั และ วิบากวัฏ
นโิ รธ(ธรรมที่ควรบรรล)ุ วิมตุ ติ 5 คอื การหลุดพน ภาวะทไ่ี มม กี เิ ลสและ ทุกข 1.วิกขมั ภนวมิ ตุ ติ หลุดพนดว ยการใชฌ านขมกเิ ลส หลุดพนชั่วคราว 2.ตทังควมิ ุตติ หลุดพนดว ยธรรมที่ตรงกันขาม 3.สมุจเฉททวมิ ุตติ หลดุ พน อยา งเดด็ ขาด 4.ปฏิปสสัทธวิ มิ มตุ ิ หลดุ พนอยางสงบ 5.นสิ สรณวมิ ตุ ติ หลุดพนจนเกดิ ภาวะปลอดโปรง
ภาวนา 4 คือ การพฒั นาฝกฝนตนใหเจริญ งอกงาม 1.กายภาวนา พฒั นากาย 2.สีลภาวนา พฒั นาความประพฤติ 3.จิตตภาวนา พัฒนาจิต 4.ปญ ญาภาวนา พัฒนาปญ ญา นิพพาน การดบั กิเลสและทุกขเพือ่ ใหหลดุ พนจากกิเลสและตัณหาท้ังปวง
มรรค (ธรรมทีค่ วรเจริญ,ปฏิบตั ิ) พระสทั ธรรม 3 คือ แกน ของพทุ ธศาสนา ธรรม อันดี ธรรมที่แท ธรรมของสัตบุรุษ 1.ปรยิ ัติ คาํ สอน (ของพระพุทธเจา )ทต่ี อ งเลาเรยี น ไดแก พระไตรปฎ ก 2.ปฏิบัติ คาํ สอนท่ีตอ งลงมือปฏบิ ตั ิ ไดแ ก ไตรสกิ ขา 3.ปฏเิ วธ ผลทไี่ ดจากการปฏบิ ัติ ไดแ ก มรรค ผล นพิ พาน
พละ 5 คือธรรมที่เปนกาํ ลังและพัฒนาตน ใหกาวสูความสาํ เรจ็ 1.ศรัทธา ความเชือ่ ที่มเี หตุผล 2.วิริยะ ความเพียรในสง่ิ ท่ถี ูกตอ ง 3.สติ ความระลกึ ได ไมป ระมาท 4.สมาธิ ความต่ังมนั่ แหง จติ 5.ปญ ญา ความรอบรู
อธิปไตย 3 คือความเปนใหญ ภาวะที่ถือ วาเปนใหญ 1.อัตตาธิปไตย – ถือตนเปน ใหญ 2.โลกาธิปไตย – ถือความเห็นของทวั่ ไปเปน ใหญ 3.ธรรมาธปิ ไตย – ถือธรรม(ความถกู ตอ ง)เปน ใหญ
ธรรมะกับการปกครอง อตั ตาธิปไตย = ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชย โลกาธปิ ไตย = ระบอบประชาธปิ ไตย ธรรมาธิปไตย = ระบอบการปกครองท่ีผูนําถือ ธรรมเปน ใหญ
โภคอาทิยะ คือ ธรรมที่สอนเก่ียวกับการใชจา ย ทรพั ยท่หี ามาได 1.ใชจ า ยเพือ่ เลีย้ งดตู นเองและครอบครวั 2.ใชจายเพือ่ บํารุงมติ รสหายเปน ครั้งคราว 3.เก็บออมไวยามเจบ็ ไขไ ดป ว ย 4.ใชจา ยเพื่อทําพลี 5 อยาง คือ สงเคราะหญ าต,ิ ตอนรบั แขก ,บํารุงราชการ,บาํ รงุ เทวดาและทํานุ บาํ รงุ ใหบ พุ การีผลู วงลบั ไปแลว
อปริหานยิ ธรรม 7 คือธรรมทนี่ ําความเจริญมาสหู มู คณะ 1.หมัน่ ประชุมประจาํ 2.พรอ มเพรียงกันประชุมและเลกิ พรอมกนั 3.ไมบญั ญตั ิส่ิงทไี่ มบญั ญตั ิไว ไมยกเลิกหลกั การเดิม 4.เคารพนบั ถือผมู ีประสบการณ 5.ใหเ กยี รติ และไมขมเหงสตรี 6.เคารพสกั การะปูชนียสถาน ปูชนียบุคคล 7.จัดบาํ รุงแกผ ูทรงศลี เชนพระสงฆ และพระอรหนั ต
ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 คือ ธรรมทีอ่ ันกอให เกิดประโยชนในปจ จุบัน 1.อฏุ ฐานสมั ปทา มีความขยนั หมนั่ เพียร 2.อารกั ขสมั ปทา มีการรักษาทรัพยทีห่ า มาได 3.กลั ปย าณมิตตา มีการคบเพื่อน 4.สมชีวิตา มีความเปนอยเู หมาะ
สาราณยี ธรรม 6 คือธรรมะสาํ หรับอยูร วมกนั สรา งความสามัคคี 1.เมตตากายกรรม มีเมตตาทางกาย 2.เมตตาวจีกรรม มเี มตตาทางวาจา 3.เมตตามโนกรรม มีเมตตาทางกาย 4.สาธารโภคี มกี ารแบง ปน ส่งิ ของใหส าธารณะ 5.ศีลสามัญญตา มีความประพฤติดี 6.ทิฐสิ ามัญญตา มีการรับฟง ความเหน็
ทศพิธราชธรรม คือธรรมของราชา ผปู กครอง 1.ทาน การให 2.ศีล ประพฤติดี 3.ปริจาคะ เสยี สละ 4.อาชชวะ ซือ่ สตั ยต อหนา ที่ 5.มทั ทวะ สภุ าพออนโยน 6.ตบะ ไมห มกหมุนในความสขุ 7.อกั โกธะ ไมโกรธ
8.อวิหิงสา ไมเบียดเบียนกดขีข่ มเหงผูอยูใต ปกครอง 9.ขันติ อดทนอดกล้ัน 10.อวิโรธนะ วางตนเปนกลาง
พรหมวิหาร 4 คือธรรมของผเู ปน ใหญ 1.เมตตา ปรารถนาใหผอู ืน่ มีความสุข (คิด) 2.กรณุ า ปรารถนาใหผูอื่นพนทกุ ข (ทํา) 3.มทุ ิตา แสดงความยินดี ชื่นชมกับผอู ื่น 4.อเุ บกขา วางเฉยเปนกลาง
สงั คหวัตถุ 4 คือ ธรรมยึดเหนี่ยวใจคน ชวยเหลือผอู ื่น 1.ทาน การให 2.ปย วาจา การพูดจาออนหวาน 3.อตั ถจรยิ า การประพฤตติ นใหเปน ประโยชน 4.สมานตั ตา การวางตนเสมอตน เสมอปลาย
อิทธิบาท 4 คือธรรมนาํ สูความสาํ เรจ็ 1.ฉนั ทะ ความพอใจ 2.วิริยะ ความเพียร 3.จิตตะ ความต้ังใจ ความเอาใจใส 4.วิมงั สา ความคิดใครครวญ หมั่น ตรวจความถูกตอง
ทิศ 6 คือ การปฏิบัติตอบคุ คลตางๆ 1.ทิศเบือ้ งหนา พอแม 2.ทิศเบื้องขวา ครอู าจารย 3.ทิศเบื้องหลงั บุตร คูครอง 4.ทิศเบือ้ งซาย มิตรสหาย 5.ทิศเบือ้ งบน พระสงฆ 6.ทิศเบื้องลาง บริวาร
สัปปรุ ิสธรรม 7 คือธรรมทีท่ าํ ใหคนเปน คนดี 1.ธมั มัญตุ า รูจกั เหตุ 2.อตั ถัญุตา รูจกั ผล 3.อัตตัญตุ า รูจักตน 4.มตั ตญั ุตา รจู กั ประมาณ 5.กาลัญุตา รูจักเวลาท่ีเหมาะสม 6.ปริสัญตุ า รูจ กั ชุมชน สถานที่ 7.ปคุ คัญตุ า รจู ักความแตกตา งของบคุ คล
หลักธรรมที่สําคญั ทีน่ กั เรียนควรรู ไตรลักษณ คือ ลักษณะสามญั ของสรรพส่ิงทง้ั หลายบนโลกทง้ั มีชีวติ และไมม ชี ีวติ จะเปน ไปตาม กฎ 3 ประการน้ีคือ 1.อนิจจงั สรรพส่งิ ลว นไมเ ท่ียงไมแ นนอน ลว นตอ งมีการเปล่ยี นแปลง 2.ทุกขงั สรรพสิง่ ลว นอดทนไดยาก เปน ทุกข ทรมาน
3.อนตั ตา สรรพสิง่ ลวนไมมีตัวตน เราควบ คมุ มนั ไมไดยิง่ ขึ้น ควรจาํ อนตั ตา คือเอกลกั ษณของศาสนาพุทธ โอวาท 3 คือ หวั ใจของศาสนาพุทธ
ไตรสิกขา คือการศกึ ษาในพระพทุ ธศาสนาโดยนาํ หลักมรรค 8 มาจัดการหลักธรรมนีไ้ ด 1.ศลี (สะอาด) คือการพัฒนากาย วาจา ใหสงบ เรยี บรอยเปนปกติ ประกอบดวย *สัมมากัมมันตะ คือการกระทาํ ชอบทาํ แตความ ดี ทําแตค วามดี ทาํ แตส ง่ิ ท่สี ุดจริต *สัมมาวาจาคือ วาจาชอบ พดู ชอบ *สัมมาอาชีวะ คือเลี้ยงชพี ชอบ ประกอบอาชพี สจุ ริต
2.สมาธิ (สงบ)คือ การอบรมจติ ใหสงบเรยี บ รอยเปน ปกติไดแ ก *สมั มาสมาธิ คือ จติ ตงั่ มน่ั ชอบ จติ สงบไม ฟงุ ซาน *สัมมาสติ คือ ระลกึ รตู ัวชอบ ไมห ลงใหล *สัมมาวายามะ คือ เพียรระวงั ตนชอบ ไมทาํ ความชวั่ และหม่นั รักษาความดี
3.ปญญา (สวา ง) คือการอบรมปญญา ใหเกิดความรูแจงไดแก *สัมมาสงั กัปปะ คือคิดชอบ คิดแตสิ่งดี สุจริต *สมั มาสมาธิ คือ มีความเหน็ ชอบมีความ คิดเห็นถกู ตองตามธรรมนองคลองธรรม
สติปฏฐาน 4 คือการต้งั สติเพือ่ พิจารณา ใหรูและเขาใจตามหลกั ความเปน จริง 1.กายานปุ สสนาสตปิ ฏ ฐาน : การมีสติ กําหนดรูเทาทนั กาย(รปู ) วิธีอานาปานสติ กําหนด อริ ยิ าบถ สรา งสตสิ มั ปช ชัญญะ 2.เวทนานุปส สนาสติปฏ ฐาน :การมีสติ กาํ หนดรเู ทา ทนั ความรูสึก (ปวด เมื่อย)
3.จิตตานปุ สสนาสติปฏ ฐาน : การมีสติ กําหนดรูเทาทนั จิต (ความนึกคิด การรับรู อารมณ)เชน รัก โลภ โกรธ หลง 4.ธัมมานุปส สนาสติปฏฐาน :การมีสติ กาํ หนดรูเทาทันสภาวธรรมรูแจงในอริยสัจ เบญจขันธ อายตนะ โพชงค นิวรณ
โยนิโสมนสิการ 1. คดิ แบบสืบสาวเหตปุ จ จัย 2.คดิ แบบแยกแยะสว นประกอบหรือกระจาย เนือ้ หา 3.คดิ แบบสามญั ลกั ษณะหรือรูเทา ทนั ธรรมของ มนั 4.คดิ แบบอรยิ สัจหรือคดิ แบบแกป ญ หา
5.คิดแบบอรรถธรรมหรือคิดตามหลักการ และความมงุ หมาย 6.คิดแบบเหน็ คณุ โทษและทางออก 7.คิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม 8.คิดแบบปลกุ เราคณุ ธรรม 9.คิดแบบเปนอยใู นปจ จุบนั
ทศชาติหรอื พระเจาสิบชาติหรือพระโพธิสัตว 10 ชาติ สดุ ทาย ไดทรงบาํ เพ็ญบารมี 1.เต พระเตมีย : เนกขมั มะบารมี 2.ชะ พระมหาชนก : วิริยะบารมี 3.สุ พระสวุ รรณสาม : เมตตาบารมี 4.เน พระเนมิราช : อธิษฐานบารมี 5.มะ พระมโหสถบณั ฑิต : ปญญาบารมี
6.ภู พระภรู ิทตั : ศีละบารมี 7.จะ พระจันทกมุ าร : ขันติบารมี 8.นา พระพรหมนารท : อุเบกขาบารมี 9.วิ พระวิฑรู ปณ ฑิต : สัจจะบารมี 10.เว พระเวสสนั ดร : ผูทรงบําเพ็ญ ทานบารมี
สงั คายนาพระไตรปฎก คือการประชมุ เพือ่ ตรวจ สอบ รวบรวมเรียบเรียง และจดั หมวดหมูคําสอนของพระพทุ ธเจาใหเปน ระบบ โดยมีการสังคายนาพระไตรปฎ ก มาแลว 11 คร้ังสาํ คัญคือ
สังคายนาคร้งั ที่ 1 : ปฐมสงั คายนา *สถานที่ : ชมพูทวปี (ประเทศอนิ เดีย) ถาํ้ สัตตบรรณคหู า กรุงราชคฤห *มลู เหตุ : ภิกษุชือ่ สภุ ทั ทะวทุ ฒะบรรพชติ กลา ว จาบจว งพระพทุ ธเจา *ประธานการสังคายนา : พระมหากสั สปะเถระ และพระอบุ าล(ี ตอบขอชักถามดา นพระวนิ ัย)และพระ อานนท( ตอบขอชกั ถามดานพระธรรม *ผอู ุปถัมภ : พระเจา อชาตศตั รู
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330