Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Published by kingmanee2614, 2021-01-29 09:33:40

Description: แบบสรุปเนื่อหาติวสังคมม.6ใหม่

Search

Read the Text Version

3)เนนปฏิบัติธรรมชวยเหลือตนเองใหพน ทุกข กอนชวยเหลือคนอืน่ 4)แพรหลายในประเทศ ไทย ศรีลังกา พมา ลาว กัมพูชา

5.2 นิกายอาจารยิ วาท = มหายาน=อุตรนิกาย: ลักษณะเดนคือ 1) แกไขพระวนิ ยั และสิกขาบทบางขอเชน ฉนั อาหารเย็นได,ใสจีวรหลากหลายรปู แบบหลาก หลายสสี นั (บางนิกายยอ ย พระมีเมียมีลกู ได) 2)นับถือพระพทุ ธเจา และพระโพธิสัตวหลาย องค เนนสวดมนตอ อนวอนขอพรพระพุทธเจาและ พระโพธสิ ัตว

3) เนนปฏิบัติธรรมชวยเหลือคนอืน่ ใหพน ทุกขกอนตนเอง (เนนบาํ เพญ็ ตนเปน พระ โพธิสัตว) 4) แพรหลายในประเทศ จีน เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภฏู าน ธิเบต

หลักธรรมสาํ คญั ของพระพทุ ธศาสนา อริยสจั 4 : ความจรงิ อันประเสริฐ 4 ประการ : หัวใจแหง พระพุทธศาสนา 1)ทุกข : ควรรู:ผล : คือสภาวะทนไดยาก ทกุ ข ทรมาน ไมส บายไมสบายใจ 2)สมทุ ัย : ควรละ : เหตุ : คือเหตุแหงทกุ ข อัน ไดแก ตัณหา (ความอยาก)

3)นิโรธ : ควรทาํ ใหแจง : ผล : คือสภาวะ ดับทุกข หรือนิพพาน 4)มรรค : ควรทําใหเกิดมี : เหตุ : คือเหตุ แหงดับทกุ ข หรือ วิธีดบั ทุกข

ทกุ ข (ธรรมที่ควรร)ู โลกธรรม 8 (ธรรมทีม่ ีประจาํ โลก) 1.อิฏฐารมณ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สขุ 2.อนฏิ ฐารมณ เสือ่ มลาภ-เสือ่ มยศ-นนิ ทา-ทุกข *โลกธรรม จาํ วา ไดล าภ เสื่อมลาภ,ไดย ศ เสือ่ ม ยศ,สรรเสริญ นนิ ทา,สุข ทุกข *โลกบาล จําวา คือธรรมคุมครองโลกไดแก หริ โอตัปปะ

จิต เจตสิก 1.จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รูอารมณ น่นั คือ วิญญาณในขันธ 5 2.เจตสิก หมายถึง อาการที่ ประกอบกับจิต คือความรสู ึกตางๆ

ขนั ธ 5 องคประกอบแหงชีวิตมนุษย 5 ประการ คือ 1) รูป (รูปธรรม) คือรปู รา งรา งกายของมนษุ ย อันประกอบไปดวยธาตุ 4 คือ *ดนิ (เนื้อหนังมงั สา กระดกู ของรา งกาย) *นา้ํ (เลือด นาํ้ หนอง น้ําลาย ในรา งกาย) * ลม (แกสในรา งกาย ในกระเพาะอาหาร) *ไฟ (อุณหภมู ิความรอนของรางกาย)

2) เวทนา (นามธรรม) คือ ความรูสึก มี 3 ประเภท คือ 1.รูสึกสขุ 2.รสู ึกทกุ ข 3.รูสึก เฉยๆ ไมสุขไมทุกข 3) สญั ญา (นามธรรม) คือความจาํ ได โดยไมหลงลืม 4) สงั ขาร (นามธรรม) คือความคิด ที่จะ ปรงุ แตงจิตใหกระทําสิ่งตางๆ

5)วิญญาณ (นามธรรม) คือ อารมณการ รับรูของจิต ภายการรับรูท้ัง 6 (อายตนะ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

สมุทัย (ธรรมทีค่ วรละ) นยิ าม 5 กฎธรรมชาตแิ หงเหตุผล ประกอบดว ย 1.อุตนุ ยิ าม : วาดว ยส่งิ แวดลอม 2.พีชนิยาม : วาดวยการสืบพนั ธุ 3.จติ ตนิยาม : วา ดว ยการทาํ งานของจิต 4.กรรมนยิ าม : วา ดว ยพฤตกิ รรมของมนษุ ย 5.ธรรมนิยาม : วา ดวยความสมั พนั ธที่เปนเหตุ เปนผลตอกัน

วิตก 3 คือความคิดที่เกี่ยวกับจิตซึ่งมี 2 ดาน ประกอบดวย 1.กศุ ลวิตก 3 : คิดเรือ่ งดี ไดแก เนกขมั ม วิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก 2.อกศุ ลวิตก 3 : คิดเรื่องไมดี ไดแก กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก

กรรม 12 คือ การกระทาํ ที่ประกอบดวย เจตนา ประกอบดวย แบง ตามกาลเวลาที่ใหผ ล 1.ทิฏธมั มเวทนียกรรม กรรมที่ใหผล ทันตาเหน็ หรือในชาติน้ี 2.อุปช ชเวทนียกรรม กรรมที่ใหผลใน ชาติหนา

3.อปราปรเวทนียกรรม กรรมทีใ่ หผลใน ชาติตอๆไป 4.อโหสิกรรม กรรมที่ไมมีโอกาสใหผล หรือกรรมที่ใหผลเสร็จแลว

แบงตามหนา ทีท่ ีใ่ หผล 1.ชนกกรรม : กรรมอนั นําไปเกิด 2.อปุ ต ถัมภกรรม : กรรมที่สนบั สนุน 3.อุปปฬกกรรม : กรรมทีบ่ ีบบังคับ 4.อุปฆาตกรรม : กรรมทีต่ ดั รอน

กรรมแบงตามหนกั เบา 1.ครกุ รรม : กรรมหนัก 2.พหลุ กรรม : กรรมทีเ่ คยชิน 3.อาสันนกรรม : กรรมใกลตาย 4.กตัตตากรรม : กรรมที่สักแตวาทาํ

อุปาทาน 4 คือ ความยึดมั่นในกิเลส ประกอบดวย 1.กามปุ าทาน : ยึดมน่ั ในกาม 2.ทิฏปุ าทาน : ยึดมนั่ ในทิฏฐิ 3.สีลพั พตุปาทาน : ยึดมัน่ ในสิ่งงมงาย 4.อตั ตวาทุปาทาน : ยึดมน่ั วาเปน ของ ตน

สมทุ ัย (ธรรมที่ควรละ) นวิ รรณ 5 คือสิง่ กีดขวางจติ มใิ หบรรลุในธรรม ประกอบดว ย 1.กามฉันทะ ความอยากในกาม 2.พยาบาท การคดิ ราย เคืองแคน 3.ถีนมทิ ธะ ความหดหู งวงเหงา งวงเหงาหาวนอน 4.อุทธจั จกกุ กุจจะ ความฟงุ ซา น ราํ คาญใจ 5.วิจิกิจฉา ความลงั เลสงสัย

ปฏิจจสมุปบาท คือ การเกิดขึ้นของสิง่ ท้ัง ปวง ความเปนเหตุเปนผล มีองคประกอบ 12 ประการ อวิชชา สงั ขาร นามรูป สพายตะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ

องคประกอบท้ัง 12 ประการน้ีแยก ออกเปน 3 กลมุ ตามหนาทีใ่ นวงจรการ เวียนวายตายเกิดเรียกวา วัฏฏะ 3 (ไตรวฏั ) คือกิเลสวฏั กรรมวฏั และ วิบากวัฏ

นโิ รธ(ธรรมที่ควรบรรล)ุ วิมตุ ติ 5 คอื การหลุดพน ภาวะทไ่ี มม กี เิ ลสและ ทุกข 1.วิกขมั ภนวมิ ตุ ติ หลุดพนดว ยการใชฌ านขมกเิ ลส หลุดพนชั่วคราว 2.ตทังควมิ ุตติ หลุดพนดว ยธรรมที่ตรงกันขาม 3.สมุจเฉททวมิ ุตติ หลดุ พน อยา งเดด็ ขาด 4.ปฏิปสสัทธวิ มิ มตุ ิ หลดุ พนอยางสงบ 5.นสิ สรณวมิ ตุ ติ หลุดพนจนเกดิ ภาวะปลอดโปรง

ภาวนา 4 คือ การพฒั นาฝกฝนตนใหเจริญ งอกงาม 1.กายภาวนา พฒั นากาย 2.สีลภาวนา พฒั นาความประพฤติ 3.จิตตภาวนา พัฒนาจิต 4.ปญ ญาภาวนา พัฒนาปญ ญา นิพพาน การดบั กิเลสและทุกขเพือ่ ใหหลดุ พนจากกิเลสและตัณหาท้ังปวง

มรรค (ธรรมทีค่ วรเจริญ,ปฏิบตั ิ) พระสทั ธรรม 3 คือ แกน ของพทุ ธศาสนา ธรรม อันดี ธรรมที่แท ธรรมของสัตบุรุษ 1.ปรยิ ัติ คาํ สอน (ของพระพุทธเจา )ทต่ี อ งเลาเรยี น ไดแก พระไตรปฎ ก 2.ปฏิบัติ คาํ สอนท่ีตอ งลงมือปฏบิ ตั ิ ไดแ ก ไตรสกิ ขา 3.ปฏเิ วธ ผลทไี่ ดจากการปฏบิ ัติ ไดแ ก มรรค ผล นพิ พาน

พละ 5 คือธรรมที่เปนกาํ ลังและพัฒนาตน ใหกาวสูความสาํ เรจ็ 1.ศรัทธา ความเชือ่ ที่มเี หตุผล 2.วิริยะ ความเพียรในสง่ิ ท่ถี ูกตอ ง 3.สติ ความระลกึ ได ไมป ระมาท 4.สมาธิ ความต่ังมนั่ แหง จติ 5.ปญ ญา ความรอบรู

อธิปไตย 3 คือความเปนใหญ ภาวะที่ถือ วาเปนใหญ 1.อัตตาธิปไตย – ถือตนเปน ใหญ 2.โลกาธิปไตย – ถือความเห็นของทวั่ ไปเปน ใหญ 3.ธรรมาธปิ ไตย – ถือธรรม(ความถกู ตอ ง)เปน ใหญ

ธรรมะกับการปกครอง อตั ตาธิปไตย = ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธิราชย โลกาธปิ ไตย = ระบอบประชาธปิ ไตย ธรรมาธิปไตย = ระบอบการปกครองท่ีผูนําถือ ธรรมเปน ใหญ

โภคอาทิยะ คือ ธรรมที่สอนเก่ียวกับการใชจา ย ทรพั ยท่หี ามาได 1.ใชจ า ยเพือ่ เลีย้ งดตู นเองและครอบครวั 2.ใชจายเพือ่ บํารุงมติ รสหายเปน ครั้งคราว 3.เก็บออมไวยามเจบ็ ไขไ ดป ว ย 4.ใชจา ยเพื่อทําพลี 5 อยาง คือ สงเคราะหญ าต,ิ ตอนรบั แขก ,บํารุงราชการ,บาํ รงุ เทวดาและทํานุ บาํ รงุ ใหบ พุ การีผลู วงลบั ไปแลว

อปริหานยิ ธรรม 7 คือธรรมทนี่ ําความเจริญมาสหู มู คณะ 1.หมัน่ ประชุมประจาํ 2.พรอ มเพรียงกันประชุมและเลกิ พรอมกนั 3.ไมบญั ญตั ิส่ิงทไี่ มบญั ญตั ิไว ไมยกเลิกหลกั การเดิม 4.เคารพนบั ถือผมู ีประสบการณ 5.ใหเ กยี รติ และไมขมเหงสตรี 6.เคารพสกั การะปูชนียสถาน ปูชนียบุคคล 7.จัดบาํ รุงแกผ ูทรงศลี เชนพระสงฆ และพระอรหนั ต

ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 คือ ธรรมทีอ่ ันกอให เกิดประโยชนในปจ จุบัน 1.อฏุ ฐานสมั ปทา มีความขยนั หมนั่ เพียร 2.อารกั ขสมั ปทา มีการรักษาทรัพยทีห่ า มาได 3.กลั ปย าณมิตตา มีการคบเพื่อน 4.สมชีวิตา มีความเปนอยเู หมาะ

สาราณยี ธรรม 6 คือธรรมะสาํ หรับอยูร วมกนั สรา งความสามัคคี 1.เมตตากายกรรม มีเมตตาทางกาย 2.เมตตาวจีกรรม มเี มตตาทางวาจา 3.เมตตามโนกรรม มีเมตตาทางกาย 4.สาธารโภคี มกี ารแบง ปน ส่งิ ของใหส าธารณะ 5.ศีลสามัญญตา มีความประพฤติดี 6.ทิฐสิ ามัญญตา มีการรับฟง ความเหน็

ทศพิธราชธรรม คือธรรมของราชา ผปู กครอง 1.ทาน การให 2.ศีล ประพฤติดี 3.ปริจาคะ เสยี สละ 4.อาชชวะ ซือ่ สตั ยต อหนา ที่ 5.มทั ทวะ สภุ าพออนโยน 6.ตบะ ไมห มกหมุนในความสขุ 7.อกั โกธะ ไมโกรธ

8.อวิหิงสา ไมเบียดเบียนกดขีข่ มเหงผูอยูใต ปกครอง 9.ขันติ อดทนอดกล้ัน 10.อวิโรธนะ วางตนเปนกลาง

พรหมวิหาร 4 คือธรรมของผเู ปน ใหญ 1.เมตตา ปรารถนาใหผอู ืน่ มีความสุข (คิด) 2.กรณุ า ปรารถนาใหผูอื่นพนทกุ ข (ทํา) 3.มทุ ิตา แสดงความยินดี ชื่นชมกับผอู ื่น 4.อเุ บกขา วางเฉยเปนกลาง

สงั คหวัตถุ 4 คือ ธรรมยึดเหนี่ยวใจคน ชวยเหลือผอู ื่น 1.ทาน การให 2.ปย วาจา การพูดจาออนหวาน 3.อตั ถจรยิ า การประพฤตติ นใหเปน ประโยชน 4.สมานตั ตา การวางตนเสมอตน เสมอปลาย

อิทธิบาท 4 คือธรรมนาํ สูความสาํ เรจ็ 1.ฉนั ทะ ความพอใจ 2.วิริยะ ความเพียร 3.จิตตะ ความต้ังใจ ความเอาใจใส 4.วิมงั สา ความคิดใครครวญ หมั่น ตรวจความถูกตอง

ทิศ 6 คือ การปฏิบัติตอบคุ คลตางๆ 1.ทิศเบือ้ งหนา พอแม 2.ทิศเบื้องขวา ครอู าจารย 3.ทิศเบื้องหลงั บุตร คูครอง 4.ทิศเบือ้ งซาย มิตรสหาย 5.ทิศเบือ้ งบน พระสงฆ 6.ทิศเบื้องลาง บริวาร

สัปปรุ ิสธรรม 7 คือธรรมทีท่ าํ ใหคนเปน คนดี 1.ธมั มัญตุ า รูจกั เหตุ 2.อตั ถัญุตา รูจกั ผล 3.อัตตัญตุ า รูจักตน 4.มตั ตญั ุตา รจู กั ประมาณ 5.กาลัญุตา รูจักเวลาท่ีเหมาะสม 6.ปริสัญตุ า รูจ กั ชุมชน สถานที่ 7.ปคุ คัญตุ า รจู ักความแตกตา งของบคุ คล

หลักธรรมที่สําคญั ทีน่ กั เรียนควรรู ไตรลักษณ คือ ลักษณะสามญั ของสรรพส่ิงทง้ั หลายบนโลกทง้ั มีชีวติ และไมม ชี ีวติ จะเปน ไปตาม กฎ 3 ประการน้ีคือ 1.อนิจจงั สรรพส่งิ ลว นไมเ ท่ียงไมแ นนอน ลว นตอ งมีการเปล่ยี นแปลง 2.ทุกขงั สรรพสิง่ ลว นอดทนไดยาก เปน ทุกข ทรมาน

3.อนตั ตา สรรพสิง่ ลวนไมมีตัวตน เราควบ คมุ มนั ไมไดยิง่ ขึ้น ควรจาํ อนตั ตา คือเอกลกั ษณของศาสนาพุทธ โอวาท 3 คือ หวั ใจของศาสนาพุทธ

ไตรสิกขา คือการศกึ ษาในพระพทุ ธศาสนาโดยนาํ หลักมรรค 8 มาจัดการหลักธรรมนีไ้ ด 1.ศลี (สะอาด) คือการพัฒนากาย วาจา ใหสงบ เรยี บรอยเปนปกติ ประกอบดวย *สัมมากัมมันตะ คือการกระทาํ ชอบทาํ แตความ ดี ทําแตค วามดี ทาํ แตส ง่ิ ท่สี ุดจริต *สัมมาวาจาคือ วาจาชอบ พดู ชอบ *สัมมาอาชีวะ คือเลี้ยงชพี ชอบ ประกอบอาชพี สจุ ริต

2.สมาธิ (สงบ)คือ การอบรมจติ ใหสงบเรยี บ รอยเปน ปกติไดแ ก *สมั มาสมาธิ คือ จติ ตงั่ มน่ั ชอบ จติ สงบไม ฟงุ ซาน *สัมมาสติ คือ ระลกึ รตู ัวชอบ ไมห ลงใหล *สัมมาวายามะ คือ เพียรระวงั ตนชอบ ไมทาํ ความชวั่ และหม่นั รักษาความดี

3.ปญญา (สวา ง) คือการอบรมปญญา ใหเกิดความรูแจงไดแก *สัมมาสงั กัปปะ คือคิดชอบ คิดแตสิ่งดี สุจริต *สมั มาสมาธิ คือ มีความเหน็ ชอบมีความ คิดเห็นถกู ตองตามธรรมนองคลองธรรม

สติปฏฐาน 4 คือการต้งั สติเพือ่ พิจารณา ใหรูและเขาใจตามหลกั ความเปน จริง 1.กายานปุ สสนาสตปิ ฏ ฐาน : การมีสติ กําหนดรูเทาทนั กาย(รปู ) วิธีอานาปานสติ กําหนด อริ ยิ าบถ สรา งสตสิ มั ปช ชัญญะ 2.เวทนานุปส สนาสติปฏ ฐาน :การมีสติ กาํ หนดรเู ทา ทนั ความรูสึก (ปวด เมื่อย)

3.จิตตานปุ สสนาสติปฏ ฐาน : การมีสติ กําหนดรูเทาทนั จิต (ความนึกคิด การรับรู อารมณ)เชน รัก โลภ โกรธ หลง 4.ธัมมานุปส สนาสติปฏฐาน :การมีสติ กาํ หนดรูเทาทันสภาวธรรมรูแจงในอริยสัจ เบญจขันธ อายตนะ โพชงค นิวรณ

โยนิโสมนสิการ 1. คดิ แบบสืบสาวเหตปุ จ จัย 2.คดิ แบบแยกแยะสว นประกอบหรือกระจาย เนือ้ หา 3.คดิ แบบสามญั ลกั ษณะหรือรูเทา ทนั ธรรมของ มนั 4.คดิ แบบอรยิ สัจหรือคดิ แบบแกป ญ หา

5.คิดแบบอรรถธรรมหรือคิดตามหลักการ และความมงุ หมาย 6.คิดแบบเหน็ คณุ โทษและทางออก 7.คิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม 8.คิดแบบปลกุ เราคณุ ธรรม 9.คิดแบบเปนอยใู นปจ จุบนั

ทศชาติหรอื พระเจาสิบชาติหรือพระโพธิสัตว 10 ชาติ สดุ ทาย ไดทรงบาํ เพ็ญบารมี 1.เต พระเตมีย : เนกขมั มะบารมี 2.ชะ พระมหาชนก : วิริยะบารมี 3.สุ พระสวุ รรณสาม : เมตตาบารมี 4.เน พระเนมิราช : อธิษฐานบารมี 5.มะ พระมโหสถบณั ฑิต : ปญญาบารมี

6.ภู พระภรู ิทตั : ศีละบารมี 7.จะ พระจันทกมุ าร : ขันติบารมี 8.นา พระพรหมนารท : อุเบกขาบารมี 9.วิ พระวิฑรู ปณ ฑิต : สัจจะบารมี 10.เว พระเวสสนั ดร : ผูทรงบําเพ็ญ ทานบารมี

สงั คายนาพระไตรปฎก คือการประชมุ เพือ่ ตรวจ สอบ รวบรวมเรียบเรียง และจดั หมวดหมูคําสอนของพระพทุ ธเจาใหเปน ระบบ โดยมีการสังคายนาพระไตรปฎ ก มาแลว 11 คร้ังสาํ คัญคือ

สังคายนาคร้งั ที่ 1 : ปฐมสงั คายนา *สถานที่ : ชมพูทวปี (ประเทศอนิ เดีย) ถาํ้ สัตตบรรณคหู า กรุงราชคฤห *มลู เหตุ : ภิกษุชือ่ สภุ ทั ทะวทุ ฒะบรรพชติ กลา ว จาบจว งพระพทุ ธเจา *ประธานการสังคายนา : พระมหากสั สปะเถระ และพระอบุ าล(ี ตอบขอชักถามดา นพระวนิ ัย)และพระ อานนท( ตอบขอชกั ถามดานพระธรรม *ผอู ุปถัมภ : พระเจา อชาตศตั รู


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook