87 นอกจำกนี้ สุมิตร สวุ รรณ (2561, หน้ำ 52-53) ยังได้กล่ำววำ่ กำรประเมินผลกำรปฏบิ ัติงำน ต้องพิจำรณำถึงหลักกำรทส่ี ำคัญ ดังน้ี 1. กำหนดเกณฑ์ในกำรประเมินหรือตัวช้ีวัดกำรปฏิบัติงำน (key performance indicators หรือ KPI) เพื่อใช้ในกำรวัดผลกำรปฏิบัติงำนให้ถูกต้อง โดยต้องแยกตำมกลุ่มงำนเน่ืองจำกงำนแต่ละ งำนมลี ักษณะท่แี ตกต่ำงกนั 2. กำหนดผู้ที่จะทำกำรประเมิน โดยปกติมกั จะเปน็ ผู้บริหำรหรือหวั หน้ำงำนทส่ี ังเกตเหน็ กำร ปฏิบัติงำนได้โดยตรง ซ่ึงกำรประเมินควรมีมำกกว่ำผู้บริหำรเพียงคนเดียว เพื่อให้กำรประเมิน ครอบคลุมและลดปัญหำท่ีจะเกิดข้ึนตำมมำ ควรมีกำรประเมินในรูปแบบคณะกรรมกำรหรือกลุ่ม บุคคล อำจประกอบไปด้วย ผู้บริหำร เพื่อนร่วมงำน ผู้ใต้บังคับบัญชำ ผู้รับบริกำร เป็นต้น คล้ำยกับ กำรประเมิน 360 องศำ แต่ไม่ควรมีกำรประเมินตนเองเพรำะส่วนใหญ่ผู้ประเมินมักจะตีควำมเขำ้ ข้ำง ตนเอง ทำใหก้ ำรประเมนิ ไมเ่ ป็นไปตำมควำมเป็นจรงิ ผู้เขียนมีควำมคิดเห็นว่ำในกำรประเมินผลกำรปฏิบัติงำนควรพิจำรณำถึงขอบเขตงำน หรือ หน้ำที่งำนว่ำมีควำมเกี่ยวข้องกับส่วนใดบ้ำง เช่น พนักงำนธุรกำรที่ปฏิบัติงำนในสำนักงำนต้องมีส่วน เกย่ี วข้องกับใครบ้ำงท่ีมำขอรบั บริกำร หลังจำกน้นั จึงทำกำรแต่งต้ังคณะกรรมกำรในกำรประเมิน โดย นำผทู้ ่ีมสี ว่ นเกี่ยวข้องทม่ี ำขอรับบริกำร รวมถึงผ้บู ริหำร และเพือ่ นร่วมงำน รว่ มทำกำรประเมินผลกำร ปฏิบตั ิงำนด้วย เพ่ือสรำ้ งควำมยุติธรรมและลดปัญหำท่อี ำจเกิดข้ึนหลังจำกผลกำรประเมนิ ได้ประกำศ ออกไปแล้ว บุญอนันต์ พินัยทรัพย์ (2560, หน้ำ 193) กล่ำว่ำ เครื่องมือทใ่ี ช้ในกำรวัดและประเมินผล กำรปฏิบัติงำนยังเป็นอีกหน่ึงประเด็นท่ีสำคัญในกำรนำมำใช้เป็นเคร่ืองมือในกำรประเมิน เพ่ือให้ได้ ข้อมูลท่ีมีคุณภำพ ถูกต้อง และสำมำรถวัดได้จริง ซึ่งเคร่ืองมือกำรประเมินผลกำรปฏิบัติงำนควรมี ลักษณะสอดคล้องกับกลยุทธ์ มีควำมเที่ยง มีควำมเชื่อม่ัน มีกำรยอมรับ และมีควำมจำเพำะเจำะจง โดยผู้ประเมินสำมำรถเลือกใชเ้ ครื่องมือในกำรวัดและประเมนิ ผลกำรปฏิบัติงำนได้ โดยเคร่ืองมือที่ถูก นำมำใช้เป็นเคร่ืองมือในกำรประเมิน เช่น กำรประเมินแบบเปรียบเทียบ กำรประเมินบุคลิกลักษณะ กำรประเมนิ โดยผลลพั ธ์ กำรประเมนิ เชงิ คุณภำพ เปน็ ต้น 4. กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ เป็นกระบวนกำรท่ีสำคัญเพรำะหมำยถึงกำรพัฒนำให้ พนักงำนในองค์กำรมีทักษะและควำมชำนำญ สำมำรถปฏิบัติงำนให้กับองค์กำรได้อย่ำงมี ประสิทธิภำพและบรรลุเป้ำหมำย มีนักวิชำกำรได้อธิบำยควำมหมำยของกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ ไวต้ ่ำง ๆ ดงั นี้ จตรุ งค์ ศรวี งษ์วรรณะ (2558, หนำ้ 160) ได้สรุปว่ำ กำรพฒั นำทรัพยำกรมนุษย์ เป็นกำรเพิ่ม ขีดควำมสำมำรถของพนักงำน โดยมีวัตถุประสงค์ในกำรเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภำพของ พนักงำน โดยองค์กำรมีรูปแบบกำรพัฒนำหลำยรูปแบบด้วยกัน และมีวัตถุประสงค์ในกำรพัฒนำ
88 ควำมรู้ ควำมสำมำรถ ทักษะ และคุณลกั ษณะอื่น ๆ ซ่ึงพนักงำนจะมีควำมรู้สกึ ว่ำตนเองมีกำรพัฒนำ ซึ่งมีผลต่อกำรวำงแผนอำชพี ยุวดี ศิริยทรัพย์ (2560, หน้ำ 164) ได้กล่ำวว่ำ กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์เป็นกระบวนกำร ที่องค์กำรจัดขึ้นอย่ำงเป็นระบบ เพื่อพัฒนำกำรเรียนรู้ของพนักงำนทั้งในระยะสั้นและระยะยำว โดย องค์กำรจะพิจำรณำควำมจำเป็นและควำมต้องกำรในกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ในองค์กำร และ กำหนดเปน็ แผนพัฒนำทรพั ยำกรมนษุ ยใ์ ห้สอดคล้องกับทิศทำงและควำมตอ้ งกำรในอนำคตของ บญุ อนนั ต์ พนิ ัยทรัพย์ (2560, หนำ้ 219) ได้ใหค้ วำมหมำยของกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ว่ำ หมำยถงึ โอกำสในกำรเรยี นรูท้ อ่ี งค์กำรวำงแผนพัฒนำชว่ ยให้พนักงำน แรงงำนเติบโต อีวำนเชวิช (Ivancevich, 2010, p. 392) ได้กล่ำวว่ำ กำรพัฒนำเป็นกำรเตรียมควำมพร้อม ในด้ำนต่ำง ๆ ใหก้ บั พนักงำน เพื่อรองรับกบั กำรเปล่ยี นแปลงและกำรเตบิ โตในอนำคต ดีเซนโซและรอบบินส์ (DeCenzo & Robbins, 2010, 190) ได้กล่ำวว่ำ กำรพัฒนำว่ำเป็น วธิ ีกำรเรียนรู้ที่มกี ำรมุ่งเนน้ กำรเติบโตในอนำคตของพนักงำนในองค์กำร จำกควำมหมำยข้ำงต้นผู้เขียนสำมำรถสรุปได้ว่ำ กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ เป็น กระบวนกำรที่องค์กำรวำงแผนเพื่อพฒั นำพนักงำนให้มีโอกำสในกำรเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนำ ควำมรู้ ควำมสำมำรถ ทักษะ และคุณลักษณะอ่ืน ๆ เป็นกำรเพ่ิมขีดควำมสำมำรถของพนักงำน โดยมี เป้ำหมำยในกำรเพ่ิมประสิทธิผลและประสิทธิภำพของพนักงำนอันจะนำไปสู่ผลกำรปฏิบัติงำนท่ีมี คุณภำพ และเป็นกำรรองรบั กบั กำรเปลี่ยนแปลงในอนำคต กำรบรรลุวัตถุประสงค์ของกำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ได้ ผู้ท่ีมีบทบำทและมีหน้ำท่ีดูแลงำน ทำงด้ำนกำรบริหำรทรัพยำกรมนุษย์จะต้องตอบคำถำมเหล่ำนี้ให้ได้ ดังน้ี (จตุรงค์ ศรีวงษ์วรรณะ, 2558, หน้ำ 165) 1. วตั ถปุ ระสงค์ขององคก์ ำรคืออะไร 2. กลยทุ ธ์ขององค์กำรคืออะไร 3. ทำอย่ำงไรจึงจะสำมำรถสร้ำงทัศนคติ ควำมรู้ควำมสำมำรถ ทักษะต่ำง ๆ เพ่ือให้พนักงำน สำมำรถจะนำเอำส่ิงเหลำ่ นีม้ ำทำใหว้ ัตถุประสงคข์ ององค์กำรประสบควำมสำเรจ็ ได้ 4. อะไรคือควำมตอ้ งกำรขององค์กำรในแง่ธรุ กิจ หำกสำมำรถตอบคำถำมเหล่ำน้ีได้จะช่วยให้กำรบริหำรทรัพยำกรมนุษย์ประสบควำมสำเร็จ เนื่องจำกสำมำรถออกแบบและจัดเตรียมโปรแกรมกำรฝึกอบรมไดอ้ ย่ำงมีประสิทธิภำพ ซึง่ กำรพฒั นำ ทรัพยำกรมนุษย์เป็นกำรได้มำซ่ึงควำมรู้และทัศนคติอันดีโดยผ่ำนกระบวนกำรฝึกอบรม กำรพัฒนำ ทรัพยำกรมนษุ ยน์ นั้ ประกอบไปด้วย 3 ข้นั ตอน ดงั นี้ (บุญอนนั ต์ พนิ ยั ทรัพย,์ 2560, หนำ้ 219-242) 1. กำรประเมิน (assessment) เป็นกำรประเมินผลเพ่ือกำหนดควำมต้องกำรในกำร ฝึกอบรม เป็นกำรประเมนิ ควำมต้องกำรในเบอ้ื งตน้ 3 ประกำร คือ
89 1.1 กำรวิเครำะห์องค์กำร เพื่อให้ทรำบบริบท กำรพยำกรณ์ จำนวนแรงงำน และ จำนวนพนักงำนในองค์กำร และสำรวจรำยละเอียดแรงงำนเพื่อกำหนดควำมต้องกำรในกำรฝึกอบรม เพ่ือให้มองเห็นภำพ ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่ำงจำกประสบกำรณ์ของผู้เขียนที่ได้ปฏิบัติงำนใน บรษิ ัทเอกชนแห่งหน่งึ ในตำแหน่งเจำ้ หนำ้ ท่ีฝึกอบรม โดยมีหน้ำท่ีจัดทำแผนพัฒนำทรัพยำกรมนุษยใ์ น องค์กำรและจัดหลักสูตรกำรฝึกอบรม ขั้นตอนของกำรพัฒนำพนักงำนในองค์กำรได้มีกำรจัดทำแบบ สำรวจควำมตอ้ งกำรในกำรฝึกอบรมสง่ ไปให้กบั แผนกตำ่ ง ๆ ไดร้ ะบุตำมควำมตอ้ งกำรในกำรฝึกอบรม เม่ือได้ข้อมูลกลับจะนำข้อมูลหลักสูตรควำมต้องกำรของพนักงำนเข้ำคณะกรรมกำรพิจำรณำ เพื่อ นำไปสู่กำรจดั ทำแผนกำรฝกึ อบรมต่อไป 1.2 กำรวิเครำะห์งำน เพื่อให้ได้คำตอบว่ำ “ควรสอนอะไร และทำอย่ำงไรให้ผู้เข้ำ ฝกึ อบรมพึงพอใจ” 1.3 กำรวิเครำะห์บุคคล เป็นกำรวิเครำะห์เพ่ือตอบคำถำมว่ำ “ใครต้องกำรฝึกอบรม ในบริษัท และระบปุ ระเภทควำมต้องกำรฝึกอบรม” 2. กำรพัฒนำ (development) กำรพัฒนำจะประสบควำมสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับหลักสูตร ภำยใต้สถำนกำรณ์ท่ีถูกต้อง ตรงตำมควำมต้องกำร โดยองค์ประกอบท่ีองค์กำรสำมำรถมั่นใจได้ว่ำ ถูกต้อง ตรงตำมควำมต้องกำรในกำรพฒั นำ คือ ควำมเข้ำใจอย่ำงถ่องแท้ แรงจูงใจ ควำมรู้และทักษะ ใหม่ ๆ เรียนรู้จำกสถำนกำรณ์จริง กำรรำยงำนผลหรืออธิบำยผล ซึ่งโครงกำรฝึกอบรมท่ีดีควร ตอบสนองควำมจำเปน็ ขององคก์ ำร วัตถุประสงคช์ ัดเจน กำหนดวิธีกำรฝึกอบรมชดั เจน มีระยะเวลำที่ เหมำะสม เป็นต้น 3. กำรประเมินผล (evaluation) เม่ือพัฒนำพนักงำนโดยกำรจัดฝึกอบรมแล้วน้ัน ควรมี กำรประเมินผลจำกกำรฝึกอบรมด้วย เพื่อให้ทรำบควำมรู้สึกนึกคิดของผู้เข้ำรับกำรฝึกอบรม ระดับ ควำมพงึ พอใจ เพรำะจะเป็นตวั บ่งชี้ที่สำคญั ถงึ ประสิทธิผลของกระบวนกำรฝึกอบรม โดยกำรประเมิน ปฏิกิริยำตอบสนอง กำรประเมินกำรเรยี นรู้ กำรประเมนิ พฤตกิ รรมที่เปลี่ยนไปภำยหลังกำรอบรม กำร ประเมนิ ผลลัพธท์ ี่เกิดตอ่ องค์กำรโดยกำรประเมินกำรฝกึ อบรมจะสำมำรถกำหนดทศิ ทำงในกำรพัฒนำ พนกั งำนในองคก์ ำรไดอ้ ยำ่ งมปี ระสทิ ธิภำพ ดังนั้น กำรพัฒนำจึงเป็นข้ันตอนที่ต้องวำงแผนอย่ำงเป็นระบบ และเป็นกำรร่วมระดมควำม คิดเห็นต่อกำรพัฒนำโดยมีผู้ที่เก่ียวข้อง คือ ผู้บริหำร ฝ่ำยบริหำรทรัพยำกรมนุษย์ขององค์กำร พนักงำน เพื่อให้กระบวนกำรพัฒนำเป็นไปอย่ำงมปี ระสิทธิภำพ 5. กำรบริหำรค่ำตอบแทนและกำรสร้ำงแรงจูงใจ เป็นอีกเรื่องหน่ึงที่สำคัญในกำรบริหำร ทรัพยำกรมนุษย์ เพรำะเป็นสิ่งท่ีตอบสนองควำมต้องกำรได้ดีท่ีสุด โดยค่ำตอบแทนอำจมีได้หลำย รูปแบบซึ่งจะได้กล่ำวต่อไป กำรบริหำรค่ำตอบแทนมีควำมจำเป็นอย่ำงย่ิงที่จะต้องมีกำรวำงแผน จัดกำรให้เปน็ ระบบและมีมำตรฐำน ระบบค่ำตอบแทนเป็นกลไกที่สำคญั ท่ีสดุ ซ่ึงเป็นเป้ำหมำยหลักใน
90 กำรธำรงรกั ษำทรัพยำกรมนุษย์ในองค์กำร และเป็นสิ่งท่ีจูงใจมำกทสี่ ุด สว่ นประกอบของค่ำตอบแทน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ค่ำตอบแทนหลัก (base-compensation) เป็นค่ำตอบแทนท่ีได้รับเป็น ประจำ ค่ำตอบแทนจำกผลกำรปฏิบัติงำนดีหรือเรียกอีกอย่ำงได้ว่ำ ส่ิงจูงใจ (incentives) อำจอยู่ใน รูปแบบของโบนัส หรือกำรแบ่งผลกำไร และสุดท้ำย คือ ผลประโยชน์พิเศษ (indirect compensation) เช่น กำรประกันสุขภำพ วันหยุด ค่ำตอบแทนกำรว่ำงงำน รถยนต์ประจำตำแหน่ง ที่จอดรถพิเศษ วันหยุดพิเศษ สมำชิกสโมสร เป็นต้น (อนันต์ชัย คงจันทร์, 2557, หน้ำ 233) ส่วนประกอบของ คำ่ ตอบแทน แสดงดังแผนภูมทิ ี่ 4.6 คำ่ ตอบแทนโดยรวม ค่ำตอบแทนหลกั ค่ำตอบแทนจำกผลงำนที่ดี ผลประโยชน์พิเศษ แผนภูมทิ ่ี 4.6 สว่ นประกอบของค่ำตอบแทน ทมี่ า (อนันต์ชยั คงจนั ทร์, 2557, หนำ้ 233) ค่ำตอบแทนถือได้ว่ำเป็นสิ่งท่ีสร้ำงแรงจูงใจในกำรทำงำนได้เป็นอย่ำงดี เป็นกำรดึงดูดและ รักษำพนักงำนให้พร้อมที่จะทุ่มเททำงำนและสร้ำงผลงำนให้กับองค์กำร จนทำให้หลำย ๆ คนมองว่ำ ค่ำตอบแทนเป็นคำตอบสุดท้ำยในกำรรักษำพนักงำนให้อยำกท่ีจะทำงำนต่อ ๆ ไป กำรบริหำร คำ่ ตอบแทนจึงเปน็ กจิ กรรมท่สี ำคัญอีกกจิ กรรมหนงึ่ ของงำนกำรบรหิ ำรทรพั ยำกรมนุษย์ จำกผลงำนวิจัยของ มำลินี คำเครือ (2554) ท่ีไดศ้ ึกษำวจิ ัยเรื่อง คุณภำพชีวิตกำรทำงำนของ อำจำรย์มหำวิทยำลัยในกรุงเทพมหำนคร พบประเด็นว่ำกำรที่อำจำรย์มีผลตอบแทนที่สูงจะทำให้ อำจำรย์มีคุณภำพชีวิตท่ีดีขึ้น และจำกกำรท่ีผู้วิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมก็สะท้อนให้เห็นได้ว่ำ ค่ำตอบแทนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบท่ีส่งผลต่อคุณภำพชีวิตกำรทำงำนท้ังสิ้น (Walton, 1974, p. 12; Albrecht, 1983, pp. 76-78; Huse & Cummings, 1985, pp. 198-199) ซึ่งคำ่ ตอบแทนควรจดั ให้ สอดคลอ้ งกบั ทฤษฏีกำรจงู ใจ ดงั ภำพที่ 4.7
91 ทฤษฏีการจูงใจ คา่ ตอบแทน บรรลเุ ปำ้ หมำยสงู สุดของชีวิต ควำมก้ำวหน้ำในอำชพี ควำมงดงำมของชีวิต ได้รบั งำนที่ท้ำทำย กำรไดร้ ับควำมยกย่อง เล่ือนตำแหน่งและไดร้ บั ได้รับกำรตอบสนองในทำงบวก ผลตอบแทนเหมำะสม ได้เพิม่ เงินเดือนตำมควำมสำมำรถ กำรยอมรับและควำมรกั ประกำศเกยี รติคุณ ควำมมนั่ คงปลอดภยั สวสั ดิกำร ควำมตอ้ งกำรทำงรำ่ งกำย เงนิ เดือน ภาพท่ี 4.7 ระบบค่ำตอบแทน ท่ีมา (เลิศชัย สธุ รรมำนนท์, 2560, หน้ำ 136) กำรบริหำรค่ำตอบแทนที่ตอบสนองควำมต้องกำรจะเป็นสิ่งที่สำคัญในกำรสร้ำงแรงจูงใจให้ พนักงำนปฏบิ ัติงำนอยำ่ งเต็มศักยภำพ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้บริหำรต้องออกแบบระบบค่ำตอบแทนให้ เป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ ควำมยุติธรรมภำยในและภำยนอก กำรจ่ำยค่ำตอบแทนคงที่หรือผันแปร และกำรจ่ำยค่ำตอบแทนตำมผลงำนหรือในฐำนะสมำชิกของ องค์กำร (อนันต์ชัย คงจันทร์, 2557, หน้ำ 234) ซ่ึงระบบค่ำตอบแทนมีผลกระทบทำงด้ำนจิตใจต่อ พนักงำนโดยตรง กำรออกแบบระบบค่ำตอบแทนท่ีไม่ถูกต้องอำจนำมำซึ่งผลทำงด้ำนลบต่อพนักงำน และผลงำนขององคก์ ำรได้ การจดั การความรู้ของทรัพยากรมนุษยส์ ่กู ารเป็นองค์การแหง่ การเรยี นรู้ งำนหลักของกำรจัดกำรทรัพยำกรมนุษย์ คือ กำรพัฒนำคน องค์กำรหลำยแห่งหันมำสนใจ เร่ือง “องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้” ซ่ึงเป็นกำรสนับสนุนให้บุคลำกรเสริมสร้ำงควำมสำมำรถของตนเอง เพ่ือให้บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องกำร ซึ่งทำให้องค์กำรหลำยแห่งต้องมีกำรเรียนรู้ตลอดเวลำ โดยกำรศึกษำ
92 สภำพแวดล้อมทั้งภำยนอกภำยใน กำรเปิดรับข้อมูลข่ำวสำร กำรประเมินทำงเลือกในกำรตัดสินใจ ควำมยืดหยุ่นในกำรปรับตัว บำงแห่งมีกำรนำระบบประมวลผลข้อมูลมำเป็นเคร่ืองมือ แต่ท้ำยที่สุด “คน” เป็นประเด็นที่สำคัญท่ีจะทำให้องค์กำรเป็นองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้ กำรจัดกำรควำมรู้ของ ทรัพยำกรมนุษย์ในองค์กำรจะนำไปสู่กำรเป็นองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้ สำหรับกำรจัดกำรควำมรู้ใน องคก์ ำรมอี ยู่ 2 รปู แบบ ดังน้ี (อนันตช์ ัย คงจนั ทร์, 2557, หนำ้ 63) 1. ควำมรเู้ ฉพำะตัว (tacit knowledge) คอื ควำมรทู้ อี่ ยใู่ นตวั บุคคลทไี่ ดม้ ำจำกประสบกำรณ์ พรสวรรค์หรือสัญชำตญำณ หรือเรียกได้ว่ำ “ภูมิปัญญำ” ซึ่งไม่สำมำรถถ่ำยทอดออกมำเป็นคำพูด หรอื ลำยลกั ษณอ์ กั ษรได้ 2. ควำมรู้ทั่วไป (explicit knowledge) คือ ควำมรู้ที่เป็นเหตุผลและสำมำรถบรรยำย ถ่ำยทอดออกมำไดใ้ นรูปของทฤษฏี คมู่ อื และฐำนข้อมลู ดังนั้น กำรจัดกำรควำมรู้ของทรัพยำกรมนุษย์ในองค์กำรเป็นกำรรวบรวมควำมรู้ทั้ง 2 รูปแบบ ให้เป็นระบบมีระเบียบแบบแผนออกมำในรูปแบบที่สำมำรถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยทุกคน สำมำรถเข้ำถึงควำมรู้นี้ได้ อย่ำงที่ได้กล่ำวไปแล้วในข้ำงต้นว่ำกำรจัดกำรควำมรู้ของทรัพยำกรมนุษย์ ในองค์กำรจะนำไปสู่กำรเป็นองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้นั้น เนื่องจำกสมำชิกในองคก์ ำรทุกคนสำมำรถ ที่จะเรียนรู้และสำมำรถแลกเปล่ียนและแบ่งปันควำมรู้นั้นได้ องค์กำรสำมำรถนำเอำแนวทำงกำร จัดกำรควำมรู้ของทรัพยำกรมนุษย์มำใช้เป็นเครื่องมือในกำรพัฒนำไปสู่กำรเป็นองค์กำรแห่งกำร เรียนรไู้ ด้ ดังนี้ (พชิ ติ เทพวรรณ์, 2555, หนำ้ 93-95) 1. กำรกำหนดควำมรู้ที่ต้องกำร (knowledge identification) เป็นกำรออกแบบสร้ำง ฐำนข้อมูลและควำมรู้ท่ีจะเป็นตัวกำหนดงำนในด้ำนกำรจัดกำรควำมรู้ สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่ำ องค์กำรหรอื หนว่ ยงำนจะสร้ำงศกั ยภำพและควำมสำมำรถในด้ำนใด ซึง่ ทกุ คนในองค์กำรจะต้องทรำบ และเข้ำใจ เพ่ือช่วยสร้ำงบรรยำกำศและวัฒนธรรมของกำรใฝ่หำควำมรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐำนในกำรพัฒนำ ไปสูอ่ งค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ทม่ี ีประสทิ ธภิ ำพ 2. กำรจัดหำควำมรู้ท่ีตอ้ งกำร (knowledge acquisition) เป็นกำรรวบรวมควำมร้ทู ี่มีอยู่ ซ่ึง ปจั จบุ นั มีแหลง่ ควำมรทู้ ่ที ันสมัยมำกมำยทงั้ ภำยในและภำยนอก 3. กำรพัฒนำองค์ควำมรู้ใหม่ (knowledge development) มุ่งเน้นกำรพัฒนำควำมรู้ทั้ง จำกแหล่งภำยในและภำยนอก พัฒนำควำมรู้ในรูปแบบบูรณำกำร ซ่ึงจะเป็นประโยชน์สำหรับ พนักงำนในองคก์ ำร เพรำะควำมรู้ทไ่ี ดจ้ ะสง่ เสรมิ ซ่งึ กันและกัน 4. กำรถ่ำยโอนควำมรู้ (knowledge transfer) ควรถ่ำยทอดควำมรู้ให้ท่ัวทั้งองค์กำร โดย อำจมีวิธีกำรต่ำง ๆ เช่น กำรสื่อสำรกันด้วยกำรเขียน กำรฝึกอบรม และควรมีกำรสรุปข่ำวสำรกำร ส่ือสำรในองค์กำร โดยอำจใช้ระบบอินเทอร์เน็ต กำรหมุนเวียนเปล่ียนงำน กำรเยี่ยมชมงำนต่ำง ๆ หรือกำรใชร้ ะบบพเี่ ล้ยี ง เป็นตน้
93 5. กำรจัดเก็บควำมรู้ (knowledge storing) เป็นกระบวนกำรท่ีดำเนินกำรต่อจำกกำรถ่ำย โอนควำมรู้ ควำมรู้ท่ีได้ควรมีกำรจัดเก็บโดยมีเครื่องมือที่สำคัญ ได้แก่ กำรจัดบันทึก เก็บรวบรวม ควำมรู้และประสบกำรณ์หรือบทเรียนท่ีได้รับอย่ำงต่อเนื่อง ตลอดจนทำสมุดหน้ำเหลืองขององค์กำร ซงึ่ จะสะดวกต่อกำรคน้ หำรำยละเอียดของผเู้ ชยี่ วชำญน้ัน ๆ ได้ 6. กำรนำควำมรู้ไปใช้ (knowledge utilization) ควำมรู้ควรนำถูกไปใช้ในกระบวนกำร ทำงำนขององคก์ ำรซึง่ เป็นวัตถุประสงค์หลักในกำรจัดกำรควำมรู้ทจ่ี ะนำไปสูอ่ งคก์ ำรแห่งกำรเรยี นรู้ได้ ตอ้ งตระหนักถึงกำรนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้จริง และมกี ำรส่งเสริมกำรใชค้ วำมรูร้ ่วมดว้ ย เชน่ กำรจัดงำน เลี้ยงสงั สรรคใ์ ห้เกิดกำรแลกเปลย่ี นร่วมกนั เป็นต้น อย่ำงไรก็ตำม กำรจัดกำรควำมรู้ท่ีจะสำมำรถนำไปสู่องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้น้ัน ต้อง ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลำยส่วนด้วยกัน ไม่ว่ำจะเป็นเทคโนโลยีท่ีถูกนำมำใช้งำนในองค์กำร ควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้ของพนักงำน กำรมีแหล่งเรียนรู้ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภำพ ที่สำคัญคือ กำรได้รับกำรสนับสนุนกำรผู้บริหำรระดับสูงท่ีจะเป็นผู้ผลักดันนโยบำยและงบประมำณใ นกำร ดำเนินกำร เพ่ือให้กำรจัดกำรควำมรู้มีระบบท่ีดีและถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และสำมำรถแก้ไข ปัญหำต่ำง ๆ ในกำรทำงำน จนสำมำรถพัฒนำองค์กำรให้เป็นองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้ เพรำะ องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้มีเปำ้ หมำยเพื่อกำรเรียนรู้ และสำมำรถแบ่งปันควำมรู้ที่สำมำรถนำไปใช้ในกำร แก้ไขปัญหำ องค์กำรได้รับผลประโยชน์จำกควำมรู้เพื่อท่ีสำมำรถอยู่รอดต่อไปได้ โดยกำรสร้ำง องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ประกอบไปด้วยกิจกรรม 5 กิจกรรม ดังน้ี (อนันต์ชัย คงจันทร์, 2557, หน้ำ 185-190) 1. systematic problem solving เป็นกิจกรรมท่ีเน้นปรัชญำและวิธีกำรดำเนินงำนด้ำน คณุ ภำพ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยแนวคิดพืน้ ฐำน คือ อำศัยวิธีกำรด้ำนวิทยำศำสตร์ กำรทดสอบสมมติฐำน และยืนยันควำมถูกต้องของข้อมูลได้ ใช้เคร่ืองมือทำงสถติ ิในกำรจัดโครงสรำ้ งของข้อมูลและทำข้อมูล เน้นกำรแก้ไขปัญหำโดยพนักงำนต้องคิดอย่ำงมีระเบียบ ฝึกกำรสังเกต พนักงำนต้องได้รับกำร ฝึกอบรมทำกิจกรรม ซ่ึงมีกำรแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อให้รู้จักเทคนิค problem-solving ท้ัง 4 รูปแบบ คือ กำรสร้ำงควำมคิด กำรรวบรวมข่ำวสำรและข้อมูล กำรใช้ข้อมูลทุติยภูมิเพ่ือหำข้อสรุป ซ่ึงข้อมูลทุติย ภมู เิ ปน็ ข้อมูลท่ีมีผเู้ กบ็ รวบรวมไว้แลว้ โดยองค์กำร หรือหน่วยงำนทมี่ ีส่วนเก่ียวข้องกับข้อมูลนั้น ๆ เพ่ือ ใช้ในกำรแก้ไขปัญหำ หรือใช้ประโยชน์จำกข้อมูลดังกล่ำว และรูปแบบสุดท้ำย คือ กำรวิเครำะห์และ กำรแสดงผลข้อมลู 2. experimentation กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับกำรค้นหำและกำรทดสอบอย่ำงมีระบบใน ควำมรู้ด้วยวิธีทำงวิทยำศำสตร์โดยกำรทดลอง เพ่ือเปลี่ยนจำกควำมรู้เพียงผิวเผินไปสู่ควำมเข้ำใจที่ ลึกซ้ึง คือ ควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรรู้ว่ำสิ่งน้ันถูกทำขึ้นอย่ำงไร (know how) เป็นส่วนหน่ึงของ
94 ควำมรู้พื้นฐำน กับกำรรู้ว่ำทำไมส่ิงเหล่ำน้ันถึงเกิดขึ้น (know why) จำเป็นต้องเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญของกระบวนกำรเรียนรู้ เพรำะทำใหเ้ กิดกำรโยงควำมสัมพันธ์แบบเหตุกบั ผล 3. learning from the past experience เป็นกำรทบทวนและตรวจสอบควำมสำเร็จหรือ ควำมล้มเหลวท่ีเกิดข้ึน โดยกำรกำรดำเนินกำรอย่ำงมีระบบ บันทึกบทเรียนในรูปแบบท่ีพนักงำน สำมำรถคน้ หำและนำไปใช้ไดง้ ำ่ ย 4. learning from other เป็นกำรมองถึงมุมมองภำยนอกเพื่อให้ได้รับมุมมองใหม่ สร้ำง แนวคิดใหม่ หรือเรียกว่ำ กำรเทียบเคียง (benchmarking) คือ กำรสำรวจและกำรเรียนรู้จำก ประสบกำรณ์อย่ำงต่อเนอื่ ง เพอ่ื ใหแ้ น่ใจว่ำเปน็ แนวทำงปฏบิ ัติทด่ี ี 5. transferring knowledge เป็นกระบวนกำรถ่ำยโอนควำมรู้ เช่น กำรเขียน กำรนำเสนอ กำรบันทกึ ภำพ กำรฝกึ อบรม กำรเยยี่ มชม เปน็ ต้น กำรสร้ำงองค์กำรให้เป็นองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ต้องใช้ระยะเวลำนำน เพรำะต้องอำศัย ประสบกำรณ์และควำมชำนำญในกำรพัฒนำระบบองค์ควำมรู้ท่ีสำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ในกำร พฒั นำองค์กำร อีกทั้งยังเก่ียวข้องกับพนักงำนในองค์กำรท่เี ป็นบุคลำกรท่ีสำคัญท่ีสุดในกำรขับเคลื่อน องค์กำร สิ่งท่ีผู้บริหำรต้องพึงกระทำไปพร้อม ๆ กับกำรพัฒนำองค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ คือ สร้ำง ทัศนคติท่ีดีให้กับพนักงำน โดยให้เล็งเห็นถึงควำมสำคัญและประโยชน์ในกำรสร้ำงองค์ควำมรู้ที่จะ สำมำรถพฒั นำองค์กำรใหเ้ ปน็ องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้ คณุ ภาพชีวติ การทางาน กำรพัฒนำคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนถือเป็นภำรกิจท่ีสำคัญของผู้บริหำรองค์กำร เพรำะอย่ำงท่ีได้กล่ำวไปแล้วในข้ำงต้นว่ำ พนักงำน คือ บุคลำกรท่ีมีค่ำขององค์กำร ซ่ึงมีนักวิชำกำร หลำยท่ำนได้ให้ควำมหมำยคุณภำพชีวติ กำรทำงำนไวต้ ่ำง ๆ ดังน้ี แก้วตำ ผู้พัฒนพงศ์ (2550, หน้ำ 14) ได้ให้ควำมหมำย คุณภำพชีวิตกำรทำงำน หมำยถึง กำรที่บุคคลสำมำรถรับรู้ได้ถึงสภำพกำรทำงำน และได้รับกำรตอบสนองจำกองค์กำรตำมที่ตนเอง ต้องกำร ท้ังทำงด้ำนร่ำงกำย จิตใจ ลักษณะงำน ค่ำตอบแทนที่เป็นธรรม ควำมม่ัน คงในงำน ควำมก้ำวหน้ำ สภำพแวดลอ้ มในกำรทำงำนทด่ี ี และอ่ืน ๆ ปริญญำ ศรีประเสรฐิ (2552, หนำ้ 15) ได้ให้ควำมหมำยคุณภำพชีวิตกำรทำงำนว่ำ หมำยถึง ทศั นคติของบคุ คลที่มีต่อกำรทำงำน โดยสำมำรถตอบสนองท้ังทำงด้ำนร่ำงกำยและจิตใจ ทำให้บคุ คล เกดิ ควำมพงึ พอใจและสง่ ผลให้ทำงำนได้อย่ำงมปี ระสทิ ธภิ ำพ มีกำรดำเนนิ ชวี ติ ที่ดขี ้ึน
95 กนกวรรณ ครุฑปักษี (2552, หน้ำ 14) ได้สรุปควำมหมำยคุณภำพชีวิตกำรทำงำนว่ำ หมำยถึง กำรรับรู้ของบุคคลที่มีต่อกำรทำงำน มีควำมรู้สึกที่ดีต่อกำรทำงำน และทำงำนได้อย่ำงมี ประสิทธิภำพนำไปสกู่ ำรดำรงชีวติ ประจำวนั อย่ำงปกติสขุ และมีควำมสุข มำลินี คำเครือ (2554, หน้ำ 16) ได้สรุปควำมหมำยคุณภำพชีวิตกำรทำงำนว่ำ หมำยถึง คุณลักษณะของกำรทำงำนที่ตอบสนองทำงด้ำนร่ำงกำย จิตใจ สังคมและเศรษฐกิจ โดยท่ีกำร ตอบสนองดังกล่ำวนั้นทำให้บุคคลเกิดควำมพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจ ส่งผลทำให้มีคุณภำพชีวิตกำร ทำงำนทีแ่ ตกตำ่ งกัน เดวิส (Davis, 1977, p. 53) กล่ำวว่ำ คุณภำพชีวิตในกำรทำงำน หมำยถึง คุณภำพของ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้ปฏิบัติงำนกับสิ่งแวดล้อม กำรมีส่วนร่วมในกำรทำงำนโดยเน้นมิติเก่ียวกับ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงมนุษย์ซ่ึงมักจะถูกละเลยด้วยปัจจัยทำงเทคนิค และปัจจัยเศรษฐกิจของกำร ออกแบบกำรทำงำน คำสิโอ (Cascio, 1998, pp. 18-21) กลำ่ วไวว้ ่ำ คุณภำพชวี ิตในกำรทำงำน คือ กำรให้โอกำส กับพนักงำน ในกำรตัดสินใจในงำนท่ีรับผิดชอบ กำรจัดสถำนท่ีทำงำนของตน และอะไรก็ตำมท่ี พนกั งำนตอ้ งกำรจะทำ นอกจำกน้ีพนกั งำนยังต้องกำรใหห้ ัวหน้ำปฏิบัตกิ บั พนักงำนอย่ำงเป็นกนั เอง จำกควำมหมำยในข้ำงต้นผู้เขียนจึงสรุปได้ว่ำ คุณภำพชีวิตกำรทำงำน หมำยถึง กำรท่ีบุคคล สำมำรถรับรู้ได้ถึงสภำพกำรทำงำน และได้รับกำรตอบสนองจำกองค์กำรตำมคุณลักษณะของกำร ทำงำนท่ีตอบสนองทำงดำ้ นรำ่ งกำย จิตใจ สงั คมและเศรษฐกจิ ซึ่งส่งผลให้บคุ คลน้นั เกดิ ควำมพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจ อันจะนำไปสู่กำรมีคุณภำพชีวิตกำรทำงำนที่แตกต่ำงกัน โดยควำมต้องกำรมี หลำกหลำยรูปแบบ คุณภำพชีวิตกำรทำงำนประกอบไปด้วยปัจจัยหลำยประกำร วอลตัน (Walton, 1974, p. 12) ได้เสนอแนวคิดคุณภำพชีวิตกำรทำงำนไว้ว่ำ กำรท่ีบุคคลจะมีคุณภำพชีวิตกำรทำงำน จะต้องประกอบไปด้วย องคป์ ระกอบ 8 ประกำร ดังน้ี 1. ค่ำตอบแทนท่ียุติธรรมเพียงพอ (adequate and fair compensating) หมำยถึง กำร ได้รับเงินเดือนหรือค่ำตอบแทนอื่น ๆ ท่ีเพียงพอในกำรดำรงชีวิตท่ีเป็นธรรม และเม่ือเปรียบเทียบกับ ตำแหน่งงำนอ่นื ๆ ท่ีคล้ำยคลงึ กนั 2. ส่ิงแวดล้อมท่ีปลอดภัยและส่งเสริมคุณภำพ (safe and healthy working condition) หมำยถึง กำรมีสถำนที่ทำงำนที่สะอำด ปรำศจำกกำรรบกวนจำกแสง เสียง และกลิ่น มีส่ิงอำนวย ควำมสะดวกในกำรปฏิบัติงำนอยำ่ งครบครนั และมีกำรรกั ษำควำมปลอดภัยในสถำนทท่ี ำงำน พร้อมท้ัง มกี ำรกำหนดมำตรฐำนเก่ยี วกับสภำพแวดลอ้ มทีส่ ง่ เสรมิ สขุ ภำพ 3. กำรพัฒนำควำมสำมำรถของบุคคล (competency development) หมำยถึง กำรท่ีเปิด โอกำสให้บุคคลได้ทำงำนอย่ำงเต็มควำมสำมำรถ มีโอกำสในกำรพัฒนำควำมรู้ ควำมสำมำรถของตน ตลอดจนทักษะใหม่ ๆ ในกำรปฏิบตั งิ ำน
96 4. ควำมก้ำวหน้ำและควำมม่ันคงในงำน (growth and security) หมำยถึง ควำมเชื่อที่มีต่อ ควำมมั่นคงในงำน และมีโอกำสทีจ่ ะเจรญิ เตบิ โตกำ้ วหนำ้ ในอนำคต 5. กำรบูรณำกำรด้ำนสังคม (social integration) หมำยถึง ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเพ่ือน ร่วมงำนและผบู้ ังคับบัญชำ กำรไดร้ ับกำรยอมรับจำกเพือ่ นร่วมงำนและผ้บู งั คับบัญชำ 6. ธรรมนูญในองค์กร (constitutionalism) หมำยถึง นโยบำยและข้อบังคับต่ำง ๆ ที่เป็น ธรรมแกผ่ ปู้ ฏบิ ัตงิ ำน กำรมสี ิทธแิ สดงควำมคิดเห็น และมกี ำรเคำรพในสทิ ธสิ ่วนตัว 7. ควำมสมดุลระหว่ำงชีวิตงำนกับชีวิตด้ำนอ่ืน ๆ (total life space) หมำยถึง กำรกำหนด สดั ส่วนท่ีพอเหมำะสมสำหรับงำน ครอบครวั สังคม และตนเอง 8. กำรเกยี่ วข้องสมั พนั ธ์กับสังคม (social relevance) หมำยถงึ กำรให้ควำมร่วมมือในกำร ทำกิจกรรมทีเ่ ป็นประโยชนต์ อ่ สังคม มสี ่วนในกำรรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม จำกผลงำนวิจัยของ มำลินี คำเครือ (2554) ที่ได้ทำกำรศึกษำเร่ือง คุณภำพชีวิตกำรทำงำน ของอำจำรย์มหำวทิ ยำลยั ในกรุงเทพมหำนคร โดยนำแนวคดิ คุณภำพชีวิตของ วอลตนั (Walton, 1974) ไปเป็นแนวทำงในกำรศึกษำระดับคุณภำพชีวิตของอำจำรย์มหำวิทยำลัยในกรุงเทพมหำนคร ผลจำก งำนวจิ ัย พบวำ่ อำจำรย์มหำวิทยำลยั ในกรุงเทพมหำนคร มีระดบั คุณภำพชีวิตกำรทำงำน โดยรวมอยู่ ในระดับดี และเม่ือพิจำรณำเป็นรำยด้ำน พบว่ำ อำจำรย์มหำวิทยำลัยในกรุงเทพมหำนคร มีคุณภำพ ชีวิตกำรทำงำนอยู่ในระดับดีทุกด้ำน ยกเว้น ด้ำนผลตอบแทน ซึ่งเป็นด้ำนที่อำจำรย์มหำวิทยำลัยมี คุณภำพชีวิตกำรทำงำนอยู่ในระดับปำนกลำง นอกจำกน้ี พบว่ำ ตัวแปรท่ีมีผลต่อระดับคุณภำพชีวิต กำรทำงำนของอำจำรย์มหำวิทยำลัยในกรุงเทพมหำนคร คือ สถำนภำพกำรสมรส จำนวนช่ัวโมงสอน ต่อสัปดำห์ อำยุงำน และประเภทมหำวิทยำลัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำ ค่ำตอบแทน เป็นแรงจูงใจอย่ำง หนึ่งทจี่ ะสง่ ผลให้พนักงำนรับรไู้ ดถ้ ึงกำรมคี ณุ ภำพชีวติ กำรทำงำนทีด่ ี ซึ่งเป็นไปตำมทฤษฏีของ วอลตัน (Walton, 1974, p. 12) ทไ่ี ด้เสนอแนวคิดเก่ียวกับลักษณะที่สำคัญที่ประกอบข้นึ เป็นคณุ ภำพชวี ิตกำร ทำงำน ซ่ึงหน่ึงในนั้น คือ ค่ำตอบแทนท่ีเป็นธรรมเพียงพอ ดังนน้ั หำกองค์กำรจะส่งเสริมคุณภำพชวี ิต กำรทำงำนให้กับพนักงำนต้องตอบสนองควำมต้องกำรท้งั 8 ด้ำน อย่ำงเหมำะสม เพ่อื ให้พนักงำนรบั รู้ ได้ถึงควำมต้องกำรในคุณลักษณะของกำรทำงำนที่ตอบสนองทำงด้ำนร่ำงกำย จิตใจ สังคมและ เศรษฐกิจ จนนำไปสู่ควำมพึงพอใจในที่สุด และเมื่อพนักงำนเกิดควำมพึงพอใจในกำรทำงำนก็จะรู้สึก ได้ว่ำตนเองมีคุณภำพชีวิตกำรทำงำนท่ีดี และมีควำมสุขในกำรทำงำนจนนำไปสู่ผลงำนท่ีมีคุณภำพ ส่งผลตอ่ ควำมสำเรจ็ ขององคก์ ำรในทีส่ ุด
97 การวิจัยดา้ นทรพั ยากรมนุษย์ กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ในองค์กำรถือเป็นหน้ำท่ีหลักของผู้บริหำรและฝ่ำยทรัพยำกร มนุษย์ในองค์กำรที่จะได้ร่วมกันพัฒนำคุณภำพชีวิตของพนักงำนในองค์กำรให้มีชีวิตควำมเป็นอยู่ท่ีดี และเกิดควำมพงึ พอใจในกำรทำงำน อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ขององคก์ ำร ซ่ึงกำรวิจัยเป็นอีกเครื่องมือ หนึ่งท่ีสำคัญในกำรพัฒนำองค์กำร โดยเฉพำะกำรวิจยั ทำงด้ำนทรัพยำกรมนุษย์ที่ถอื ได้วำ่ เป็นบุคคลที่ มีค่ำย่ิงสำหรับองค์กำรในกำรขับเคล่ือนทุก ๆ ภำรกิจท่ีถูกกำหนดเอำไว้ให้ไปถึงเป้ำหมำย ผู้เขียนได้ ศกึ ษำงำนวจิ ัยทำงด้ำนทรัพยำกรมนุษย์ทส่ี ำมำรถนำไปเป็นแนวทำงในกำรแก้ไขปัญหำ หรือเป็นขอ้ มูล พื้นฐำนสำหรับกำรสนับสนุนกำรตัดสินใจในกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนใน องคก์ ำร โดยมีตัวอย่ำงงำนวิจยั ดงั นี้ ตัวอย่ำงงำนวิจัยเร่อื ง “คุณภำพชีวิตในกำรทำงำนของพนักงำนในฝ่ำยทรัพยำกรมนุษย์ใน โรงงำนที่ผลิตชิน้ ส่วนรถยนต์ รถจักรยำนยนต์ และช้ินส่วนเคร่ืองใช้ไฟฟำ้ ที่อยู่ในกลุ่มบริษัทไทยซทั มิท” (สพุ จน์ ธนำศริ ิเจริญ, 2550) งำนวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำระดับคุณภำพชีวิตในกำรทำงำนของพนักงำนในฝ่ำย ทรัพยำกรมนุษย์ในโรงงำนที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รถจักรยำนยนต์ และชิ้นส่วนเคร่ืองใช้ไฟฟ้ำ ท่ีอยู่ใน กลมุ่ บริษัทไทยซทั มิท ใช้แบบสอบถำมเปน็ เครอื่ งมือในกำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล ผลกำรวิจัยพบวำ่ ระดับ คุณภำพชีวิต 8 ด้ำน ด้ำนค่ำตอบแทนท่ีเหมำะสมและยุติธรรม ด้ำนสิ่งแวดล้อมในกำรทำงำนท่ี ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ด้ำนกำรพัฒนำควำมสำมำรถของบุคคล ด้ำนควำมก้ำวหน้ำและควำม ม่ันคงในงำน ด้ำนกำรบูรณำกำรทำงสังคมหรือกำรทำงำนร่วมกัน ด้ำนสิทธิของพนักงำน ด้ำนควำม สมดุลระหว่ำงชีวิตงำนกับชีวิตด้ำนอ่ืน และด้ำนควำมเป็นประโยชน์ต่อสังคม มีคุณภำพชีวิตในกำร ทำงำน โดยรวมอยู่ในระดับปำนกลำงทั้งหมด ผลกำรทดสอบสมมุตฐิ ำน พบว่ำ พนักงำนทีม่ ีอำยุ ระดับ กำรศึกษำ สถำนภำพสมรส รำยได้ต่อเดือน และประสบกำรณ์ทำงำนต่ำงกัน มีระดับคุณภำพชีวิตใน กำรทำงำนไม่แตกตำ่ งกนั อยำ่ งมนี ัยสำคัญทำงสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 ตัวอย่ำงงำนวิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำน กรณีศกึ ษำ บรษิ ัท คลอลิต้ี เทรดด้ิง จำกดั ” (ปยิ วรรณ พฤกษะวนั และกำญจนำท เรืองวรำกร, 2556, หนำ้ 290-308) งำนวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบปัจจัยท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ คุณภำพชวี ิตกำรทำงำนของ พนักงำน และเพ่ือศึกษำระดับปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำน ใช้ แบบสอบถำมเป็นเครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผลกำรวิจัยพบว่ำ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภำพ ชีวิตกำรทำงำน โดยรวมอยู่ในระดับปำนกลำง เมื่อพิจำรณำปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภำพชีวิตกำร
98 ทำงำน เป็นรำยด้ำน พบว่ำ มีปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อคุณภำพชีวิตกำรทำงำนสูงสุด คือ ด้ำนกำรดำเนิน ชวี ิตที่สมดุลระหว่ำงชีวติ กำรทำงำนกับชีวิตส่วนตวั รองลงมำ คือ สภำพกำรปฏบิ ตั ิงำนที่คำนึงถงึ ควำม ปลอดภัยถูกสุขลักษณะและสุขภำพของพนักงำน ด้ำนกำรได้รับค่ำตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ด้ำนสิทธสิ ว่ นบคุ คล ดำ้ นโอกำสพัฒนำขีดควำมสำมำรถของตนเอง ด้ำนควำมก้ำวหนำ้ และควำมมนั่ คง ในงำน ด้ำนกำรปฏิบัติงำนร่วมกันและควำมสัมพันธ์กับผู้อ่ืนภำยในองค์กร และด้ำนลักษณะงำนท่ีมี คุณค่ำต่อสังคม ผลกำรเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของ พนักงำน พบว่ำ พนักงำนที่มีปจั จัยส่วนบุคคลต่ำงกันจะมีปัจจยั ท่ีมีอิทธิผลตอ่ คุณภำพชีวิตกำรทำงำน ของพนักงำนแตกต่ำงกัน ได้แก่ ระดับกำรศึกษำ อัตรำเงินเดือน เพศ อำยุ สถำนภำพสมรส ระดับ ตำแหน่ง สำหรบั อำยุกำรทำงำน ไมแ่ ตกต่ำงกนั อยำ่ งมนี ยั สำคญั ทำงสถิตทิ รี่ ะดบั 0.05 ตัวอย่ำงงำนวิจัยเร่ือง “คุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนกำรเคหะแห่งชำติ กรณศี กึ ษำ พนักงำนผปู้ ฏบิ ัตหิ น้ำท่ีในสำนักงำนใหญ่” (รณัชฤดี ปองกันภยั , 2557) งำนวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำคุณภำพชีวิตกำรทำงำน ปัจจัยท่ีมีควำมสัมพันธ์ต่อ คุณภำพชีวิตกำรทำงำน และปัจจัยที่สำมำรถร่วมกันทำนำยคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนกำร เคหะแหง่ ชำตผิ ู้ปฏบิ ัตหิ นำ้ ทใี่ นสำนักงำนใหญ่ ใช้แบบสอบถำมเปน็ เครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผลกำรวิจัยพบว่ำ ปัจจัยด้ำนกำรทำงำนในภำพรวมและรำยด้ำนอยู่ในระดับปำนกลำง สำหรับระดับ คุณภำพชีวิตกำรทำงำน ภำพรวมและรำยด้ำนอยู่ในระดับปำนกลำงเช่นเดียวกัน ปัจจัยที่มี ควำมสัมพันธ์กับคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนกำรเคหะแห่งชำติผู้ปฏิบัติหน้ำที่ในสำนักงำน ใหญ่ ได้แก่ เพศ ลักษณะงำนที่ปฏิบัติ กำรบังคับบัญชำ ควำมสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงำน และ สภำพแวดลอ้ มกำรทำงำน ผลกำรวิเครำะหก์ ำรถดถอยพหุคณู ระหวำ่ งปัจจัยส่วนบคุ คลและปัจจัยดำ้ น กำรทำงำนกับคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนกำรเคหะแห่งชำติในภำพรวม พบว่ำ ปัจจัยที่มี อิทธิพลกับคุณภำพชีวิตกำรทำงำน ไดแก ลักษณะงำนที่ปฏิบัติ กำรบังคับบัญชำ ควำมสัมพันธ์กับ เพือ่ นรว่ มงำน และสภำพแวดล้อมกำรทำงำน ตัวอย่ำงงำนวิจัยเร่ือง “แรงจูงใจท่ีส่งผลต่อประสิทธิภำพกำรปฏิบัติงำนของบุคลำกรใน บรษิ ัทก่อสร้ำง กรณีศึกษำ บรษิ ทั อินเตอร์ เอก็ ซ์เพิร์ท คอนสตรคั ชั่น จำกดั ” (ปญั ญำพร ฐิติพงศ์ และ ประสพชัย พสนุ นท์, 2559, หน้ำ 1275-1292) งำนวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษำแรงจูงใจของบุคลำกร ศึกษำประสิทธิภำพในกำร ปฏบิ ัติงำนของบุคลำกร และศึกษำแรงจูงใจท่ีสง่ ผลตอ่ ประสทิ ธิภำพกำรปฏิบตั ิงำนของบคุ ลำกรบริษัท อินเตอร์ เอ็กซ์เพิร์ท คอนสตรัคชั่น จำกัด ใช้แบบสอบถำมเป็นเครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผลกำรวิจัยพบว่ำ ระดับแรงจูงใจในกำรปฏิบัติงำน ด้ำนปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยรวมอยู่ใน ระดับสูง ระดับประสิทธิภำพในกำรปฏิบัติงำน โดยรวมอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน และเม่ือพิจำรณำ
99 รำยด้ำน พบว่ำ ด้ำนที่ประสิทธิภำพมำกที่สุด คือ ดำ้ นเวลำ รองลงมำเป็นด้ำนปริมำณงำน ถัดไปเป็น ดำ้ นคำ่ ใช้จำ่ ย และสุดท้ำยดำ้ นคณุ ภำพงำน ตำมลำดบั ผลจำกกำรวิจัยจะเปน็ ประโยชน์อย่ำงยง่ิ สำหรับองคก์ ำรในกำรพฒั นำคุณภำพชีวติ กำรทำงำน ของพนักงำน ซึ่งปจั จุบันองค์กำรต่ำงใหค้ วำมสำคัญกับกำรวิจัยเป็นอย่ำงมำก เพรำะเปน็ องค์ควำมรู้ท่ี ได้จำกกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ มีทฤษฏีรองรับ เป็นกระบวนกำรทีม่ ีควำมชัดเจน สำมำรถพิสูจน์ เพ่อื หำคำตอบได้ จึงทำใหห้ ลำยองคก์ ำรมีสว่ นงำนที่ดำเนนิ กำรวิจยั เพ่ือแก้ไขปัญหำตำ่ ง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ ใน องค์กำรโดยเฉพำะ
100 สรุป กำรบริหำรทรัพยำกรมนุษย์มีควำมจำเป็นอย่ำงมำก เนื่องจำกงำนทำงด้ำนทรัพยำกรมนุษย์ เป็นงำนที่เชื่อมโยงกับกำรปฏิบัติงำนและนโยบำยขององค์กำร เป็นกำรให้ควำมสำคัญกับบุคคล และ ช่วยเพ่ิมควำมสำมำรถในกำรแข่งขันให้แก่องค์กำรได้ ปัจจุบันองค์กำรต่ำง ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงจำก ควำมตอ้ งกำรบคุ ลำกรท่ีมีควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำนไปสู่บุคลำกรที่มีควำมชำนำญรอบดำ้ น สมรรถนะ จงึ เป็นเร่ืองที่สำคัญในกำรนำไปปรับใช้ในกำรบริหำรทรัพยำกรมนุษย์ให้บรรลุเป้ำหมำย ซ่ึงจะนำไปสู่ กระบวนกำรของกำรบริหำรทรัพยำกรมนุษย์ คือ กำรวิเครำะห์งำน กำรสรรหำและคัดเลือก กำร ประเมินผลกำรปฏบิ ตั งิ ำน กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ กำรบริหำรค่ำตอบแทน และกำรสร้ำงแรงจูงใจ องค์กำรหลำยแห่งหันมำสนใจเรื่อง “องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้” โดยกำรจัดกำรควำมรู้จะ สำมำรถนำไปสู่องค์กำรแห่งกำรเรียนรู้ได้ กำรพัฒนำคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำนถือเป็น ภำรกิจท่ีสำคัญของผู้บริหำรในองค์กำร หำกพนักงำนมีคุณภำพชีวิตที่ดีจะส่งผลต่อประสิทธิภำพใน กำรทำงำนจนนำไปสู่กำรบรรลเุ ป้ำหมำยขององคก์ ำร นอกจำกนี้กำรวิจัยเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งทีส่ ำคัญ ในกำรพัฒนำองค์กำร โดยเฉพำะกำรวิจัยทำงด้ำนทรัพยำกรมนุษย์ท่ีถือได้ว่ำเป็นบุคคลที่มีค่ำย่ิง สำหรับองค์กำรในกำรขับเคลื่อนทุก ๆ ภำรกิจ ผลจำกกำรวิจัยจะเป็นประโยชน์อย่ำงยิ่งสำหรับ องค์กำรในกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตกำรทำงำนของพนักงำน ซ่ึงปัจจุบันองค์กำรต่ำง ๆ ได้ให้ ควำมสำคญั กับกำรวจิ ัยเป็นอยำ่ งมำก เพรำะเป็นองค์ควำมรทู้ ส่ี ำมำรถพสิ จู น์เพอื่ หำคำตอบได้
101 คาถามท้ายบท จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. จงอธิบำยควำมสำคญั ของหน้ำทีแ่ ละบทบำทใหม่ของงำนกำรบริหำรทรพั ยำกรมนุษย์ มำพอสงั เขป 2. สมรรถนะคืออะไร มคี วำมสำคญั ต่อกำรบริหำรทรัพยำกรมนษุ ย์อย่ำงไร 3. กระบวนกำรวิเครำะหง์ ำนมกี ่ีขั้นตอน ประกอบไปดว้ ยขั้นตอนหลกั อะไรบำ้ ง 4. กำรสรรหำและคดั เลือกมีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงไร 5. ท่ำนมีควำมคิดเห็นอยำ่ งไรต่อกำรประเมินผลกำรปฏบิ ตั งิ ำนของพนักงำน 6. ควำมร้มู กี ี่รปู แบบ ได้แก่อะไรบำ้ ง 7. ทำ่ นคดิ ว่ำกำรจดั กำรควำมรู้ในองค์กำรจะนำไปสู่องค์กำรแหง่ กำรเรียนรู้ไดอ้ ย่ำงไร 8. ท่ำนมคี วำมคิดเหน็ อย่ำงไรในกำรพฒั นำคุณภำพชีวติ กำรทำงำนของพนักงำนในองค์กำร 9. จงอธบิ ำยองค์ประกอบของกำรมคี ุณภำพชีวติ กำรทำงำนทด่ี ี 10. ทำ่ นคดิ ว่ำกำรทำวิจยั เกย่ี วกบั ทรพั ยำกรมนุษย์ในองค์กำรมีประโยชนอ์ ยำ่ งไร
102 เอกสารอ้างองิ กนกวรรณ ครุฑปักษี. (2552). การเปรยี บเทียบคุณภาพชีวติ ในการทางานของครรู ะดับมธั ยมศึกษา ในสังกดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน และสงั กดั สานกั คณะกรรมการการ สง่ เสรมิ การศกึ ษาเอกชนในเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษากรงุ เทพมหานครเขต 1. กรุงเทพฯ: มหำวิทยำลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. แก้วตำ ผู้พัฒนพงศ์. (2550). คณุ ภาพชีวิตการทางานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทย. ดษุ ฎีนพิ นธ์ ปรชั ญำดษุ ฎบี ัณฑิต มหำวิทยำลัยรำมคำแหง. จตรุ งค์ ศรีวงษ์วรรณะ. (2558). การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์. กรงุ เทพฯ: โอ.เอส. พร้นิ ต้ิง เฮ้ำส์. จอ๊ บส์ดบี ดี อทคอม. (2562). ตัวอย่างเวบ็ ไซต์ลงประกาศรบั สมคั รงานจอ๊ บสด์ บี ี. คน้ เมื่อ มถิ ุนำยน 25, 2562, จำก www.jobsdb.com จอ๊ บส์ทอ็ ปกนั ดอทคอม. (2562). ตัวอยา่ งเว็บไซต์ลงประกาศรับสมัครงานจอ๊ บส์ทอ็ ปกัน. คน้ เมือ่ มถิ นุ ำยน 25, 2562, จำก www.jobtopgun.com จอ๊ บสไ์ ทยดอทคอม. (2562). ตัวอย่างเวบ็ ไซต์ลงประกาศรับสมคั รงานจอ๊ บสไ์ ทย. ค้นเมอื่ มถิ ุนำยน 25, 2562, จำก www.jobthai.com จอ๊ บสบ์ ีเคเคดอทคอม. (2562). ตวั อย่างเวบ็ ไซตล์ งประกาศรบั สมัครงานจอ๊ บส์บเี คเค. ค้นเมอื่ มถิ นุ ำยน 25, 2562, จำก www.jobbkk.com ไทยเบสจ๊อบส์ดอทคอม. (2562). ตัวอยา่ งเว็บไซต์ลงประกาศรบั สมคั รงานไทยเบสจ๊อบส์. คน้ เมอ่ื มิถนุ ำยน 25, 2562, จำก www.thaibestjobs.com/ นิทศั น์ ศริ ิโชติรตั น์. (2559). หลกั การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ในศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: จฬุ ำลงกรณ์มหำวิทยำลยั . บญุ อนันต์ พินยั ทรพั ย์. (2560). การจัดการทรพั ยากรมนษุ ย์. นนทบุรี: รัตนไตร. ปรญิ ญำ ศรีประเสรฐิ . (2552). คุณภาพชวี ิตการทางานของขา้ ราชการสานกั งานปลัดกระทรวง แรงงานในสว่ นกลางกระทรวงแรงงาน. กรุงเทพฯ: สถำบันบัณฑิตพัฒนบริหำรศำสตร์. ปญั ญำพร ฐติ พิ งศ์ และประสพชยั พสุนนท์. (2559). แรงจูงใจทสี่ ง่ ผลต่อประสทิ ธภิ ำพกำรปฏบิ ตั ิงำน ของบคุลำกรในบริษทั ก่อสร้ำง กรณศี กึ ษำ บรษิ ัท อินเตอร์ เอก็ ซเ์ พริ ์ท คอนสตรัคชัน่ จำกัด. วารสารศลิ ปกร สาขามนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ และศลิ ปะ, 9(3), 1275-1292. ปยิ วรรณ พฤกษะวัน และกำญจนำท เรืองวรำกร. (2556). ปัจจยั ท่ีมอี ิทธิพลต่อคณุ ภำพชวี ติ กำร ทำงำนของพนักงำน กรณศี ึกษำ บริษัท คลอลิตี้ เทรดดง้ิ จำกดั . วารสารการเงนิ การ ลงทุน การตลาด และการบริหารธรุ กจิ , 3(4), 290-308.
103 พจนำนกุ รมรำชบัณฑิตยสถำน. (2554). ความหมายของสมรรถนะ. ค้นเมื่อ มถิ ุนำยน 15, 2562, จำก http://www.royin.go.th/dictionary/index.php พิชิต เทพวรรณ์. (2555). เคร่ืองมือการจดั การทรพั ยากรมนษุ ย์สมัยใหม่. กรงุ เทพฯ: วี.พรนิ้ ท์ (1991). มำลนิ ี คำเครือ. (2554). คุณภาพชีวติ การทางานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรงุ เทพมหานคร. วิทยำนพิ นธ์วทิ ยำศำสตรมหำบัณฑติ คณะสถติ ปิ ระยุกต์ สถำบนั บณั ฑติ พฒั นบริหำรศำสตร์. . (2562). การวิจัยทางธุรกิจ. กำญจนบุรี: มหำวทิ ยำลยั รำชภฏั กำญจนบุรี. ยุวดี ศริ ิยทรัพย์. (2560). การวางแผนทรพั ยากรมนุษย์. กรงุ เทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลยั . รณัชฤดี ปองกันภยั . (2557). คณุ ภาพชวี ติ การทางานของพนกั งานการเคหะแหง่ ชาติ กรณศี ึกษา พนักงานผู้ปฏบิ ัตหิ น้าทใ่ี นสานกั งานใหญ่. วทิ ยำนพิ นธศ์ ิลปศำสตรมหำบณั ฑติ คณะพัฒนำ สังคมและสิง่ แวดล้อม สถำบนั บณั ฑติ พฒั นบรหิ ำรศำสตร์. เลศิ ชัย สุธรรมำนนท์. (2560). กลยุทธก์ ารบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์เพื่อองค์กรยง่ั ยืน. กรุงเทพฯ: จุฬำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย. วรรณภำ ลือกติ นิ ันท์. (2558). กำรประยุกตใ์ ชแ้ นวคิดสมรรถนะในกำรจดั กำรทรพั ยำกรมนษุ ย์: กรณศี ึกษำ บริษัทผลติ ยำงรถยนต์ช้ันนำระดบั โลกแหง่ หนง่ึ . วารสารวทิ ยาการจัดการ, 32, 19-36. สำนักงำน ก.พ. (2548). การปรับใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรมนุษย์. กรุงเทพฯ: สำนกั งำน ก.พ. สุทศั น์ นำพูลสุขสันต์. (2546). ความสาคัญและประโยชน์ของสมรรถนะ. กรุงเทพฯ: ศริ วิ ฒั นำ อนิ เตอร์พรนิ้ . สุพจน์ ธนำศิรเิ จริญ. (2550). คุณภาพชวี ิตในการทางานของพนกั งานในฝ่ายทรพั ยากรมนุษย์ กรณศี ึกษา ผปู้ ฏบิ ตั ิงานในระดบั เจ้าหนา้ ทด่ี า้ นการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ในกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท. วทิ ยำนพิ นธ์กำรจัดกำรมหำบัณฑิต คณะบรหิ ำรธรุ กจิ มหำวทิ ยำลยั บูรพำ. สมุ ิตร สวุ รรณ. (2561). กลยุทธ์การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์และองคก์ าร. นครปฐม: เพชรเกษม พริน้ ติง้ กรุ๊ป. อนนั ต์ชัย คงจนั ทร์. (2557). การจัดการทรัพยากรมนษุ ย์. กรุงเทพฯ: ภำพพมิ พ์. Albrecht, K. (1983). Organization development. New Jersey: Prentice-Hall. Ash, R. A. (1998). Job analysis in the world of work. The job analysis handbook for business, industry. Land government, 1, 3-13. Cascio, W. F. (1998). Managing human resource: Productivity, Quality of Work Life, Profits. New York: McGraw-Hill. Davis, L. E. (1977). Enhancing the quality of work life: Development in the United States. International Labour Review, 116(1), 53.
104 DeCenzo, D. A., & Robbins, S. P. (2010). Fundamentals of human resource management. (10th ed.). South Carolina: John Wiley & Sons. Huse, E. F., & Cummings, T. G. (1985). Organization development and change. Minnerrota: Weat Publishing. Ivancevich, J. M. (2010). Human resource management. (11th ed.). New York: McGraw Hill. McClelland, D. C. (1973). Testing for competence rather than intelligence. American Psychologist. Retrieved July, 15, 2019, from http://www.ei.haygroup.com Stone, R. J. (2006). Managing human resource. Queensland: John Wiley & Sons. Walton, R. E. (1974). Improving the quality of work life. Harvard Business Review, 52(3), 12. William, J., Rothwell, H. C., & Kazanas. (2003). Planning and managing human resources. Amherst: HRD Press.
บทท่ี 5 เทคโนโลยีสารสนเทศในสานักงานสมัยใหม่ ด้วยเศรษฐกจิ และสงั คมในปัจจบุ ันเป็นสังคมในยุคดิจทิ ลั มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัว ขับเคล่ือนในการดาเนินธุรกิจ การขายสินค้าและบริการ รวมถึงการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน การพัฒนาปรับปรุงงาน ตลอดจนสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ ดังน้ัน การเรียนรู้ทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศจึงเป็นสิ่งที่จาเป็น เพื่อผสมผสานความรู้ของตนเองในการพัฒนางาน ก่อให้เกิดการ ดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นการกระตุ้นให้บุคลากรในองค์การต่ืนตัว อีกทั้งเป็นการท้าทาย บุคลากรในองค์การให้ร่วมกันพัฒนาองค์การเปล่ียนแปลงรูปแบบในการดาเนินธุรกิจ โดยให้ทุก หน่วยงานได้มีการนาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในหน่วยงานของตนเอง โดยเฉพาะสานักงาน สมยั ใหมเ่ พราะส่วนใหญ่มกั ถูกขับเคล่อื นดว้ ยการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ ในบทน้ีจะได้อธิบายถึงความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ลักษณะท่ี สาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีด้าน การจัดการข้อมูล เทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เทคโนโลยีไร้สาย และแนวโน้ม เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต โดยมีรายละเอียดดงั น้ี ความหมายและความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีสารนเทศได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในยุคปัจจุบัน องค์การต้องมี การปรับตัวเพ่ือรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซ่ึงผู้บริหารต่างให้ความสาคัญกับการนาเทคโนโลยี สารสนเทศเหล่านั้นมาใช้ในองค์การ เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน โดยเฉพาะงานในสานักงาน ซ่ึงเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เปรียบเสมือนแหล่งของข้อมูลที่คอย เช่ือมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารภายในองค์การ ดังน้ัน การพัฒนาสานักงานให้เป็นสานักงาน สมัยใหม่โดยการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดาเนินงานจึงถือได้ว่าเป็นเร่ืองท่ีสาคัญ ซ่ึงมี นักวชิ าการได้ให้ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศไว้ต่าง ๆ ดังน้ี สพุ รรษา ยวงทอง (2557, หน้า 218) ไดใ้ หค้ วามหมาย เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถงึ การ นาเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนาไปประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์ ซึ่งเทคโนโลยีทีน่ ามาใช้ในการจัดการสารสนเทศตา่ ง ๆ เหล่านี้ อาจเก่ียวข้องกับเทคโนโลยี ทางดา้ นคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีทางการส่ือสารและโทรคมนาคม
106 มฑุปายาส ทองมาก (2559, หน้า 16) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ท่ีองค์การต้องการนาไปใช้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็น เทคโนโลยีทีช่ ่วยอานวยความสะดวกในการสร้างและบารงุ รักษาระบบสารสนเทศ เป็นการนาความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพ่ือสร้างหรือจัดการกับสารสนเทศอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยอาศัยเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2561, หน้า 15) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีท่ีถูกนามาใช้เพ่ือการผลิต การจัดการ การจัดเก็บ การสื่อสาร และการเผยแพร่ข้อมูล นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ท่ีเช่ือมโยงเข้ากับระบบส่ือสารความเร็วสูง เพ่ือนาส่งทั้ง ข้อมูล เสียง และวิดีโอ เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ทีวีดิจิทัล และ เครื่องใช้ไฟฟา้ ตา่ ง ๆ วศิน เพิ่มทรัพย์ (2561, หน้า 170) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การ ประยุกต์โดยนาเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศท่ีต้องการ อาศัยเคร่ืองมือทาง เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการ ส่ือสาร ตลอดจนอาศัยความรู้ในกระบวนการดาเนินงานสารสนเทศในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การ แสวงหา การวิเคราะห์การจัดเก็บ รวมถึงการจัดการเผยแพร่และแลกเปลยี่ นสารสนเทศด้วย เพื่อเพิ่ม ประสิทธภิ าพความถกู ต้อง ความแม่นยา และความรวดเรว็ ทนั ตอ่ การนามาใชป้ ระโยชน์ รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์ (2560, หน้า 14) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง วทิ ยาการท่ีนาเอาความรูท้ างวิทยาศาสตรม์ าใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ในทางปฏิบตั ิและอุตสาหกรรม วัฒนา เอกปมิตศลิ ป์ (2559, หนา้ 24) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การ ประยุกต์เอาความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์มาใช้เพ่ือให้เกิดประโยชน์ และเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ใหเ้ ขา้ ใจถึงธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสง่ิ ต่าง ๆ เพ่ือหาหนทางนามาประยุกตใ์ ห้เกิดประโยชน์ ไพบลู ย์ เกยี รตโิ กมล และณัฏฐพนั ธ์ เขจรนนั ท์ (2551, หน้า 13) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยี สารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีท่ีประกอบขึ้นด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนนุ การปฏบิ ัติงานด้านสารสนเทศท่ีมีการวางแผน จัดการ และใช้งาน ร่วมกนั อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ เทอร์แบน เลดเนอร์ แมคลีน และเวเธิร์บ (Turban, Leidner, Mclean & Wetherbe, 2006, p. 21) ได้ให้ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกนามาใช้ ภายในองค์การ เป็นระบบเทคโนโลยีพื้นฐานของระบบสารสนเทศที่ประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ฐานข้อมูล เครือข่าย และโทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อ่ืน ๆ โดยมี วตั ถปุ ระสงค์เพ่อื ใช้ในการแลกเปล่ยี นขอ้ มูลและสารสนเทศ
107 จากความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศในข้างต้น ผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่า เทคโนโลยี สารสนเทศ หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีด้าน ฮารด์ แวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟตแ์ วร์ เทคโนโลยีดา้ นการจัดการขอ้ มูล เทคโนโลยีด้านการสอ่ื สารขอ้ มูล และเครือข่าย รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อ่ืน ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมี วตั ถุประสงค์เพ่ือใช้ในการแลกเปลยี่ นข้อมลู และสารสนเทศ หากกล่าวถึงสานักงานสมัยใหม่ จะสังเกตได้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสาหรับการจัดการ งานประจาวนั ที่มกั เกิดข้ึนซ้า ๆ เพอ่ื พัฒนาและสรา้ งระบบงานให้มีความทนั สมัย เป็นการอานวยความ สะดวกใหก้ บั ผปู้ ฏิบัตงิ าน เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมคี วามสาคัญตอ่ การปฏบิ ตั ิงานในสานกั งาน ดงั นี้ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ อยา่ งรวดเรว็ ทาใหส้ ะดวกรวดเรว็ อกี ทงั้ ยงั มคี วามถูกต้องและมคี วามแมน่ ยาสงู 2. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยอานวยความสะดวกในการติดต่อส่ือสาร การบันทึกข้อมูล จานวนมาก ๆ และการค้นหาขอ้ มลู 3. เทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะช่วยเป็นแหล่งในการสืบค้นข้อมูล ยังเป็นแหล่งข้อมูล เพื่อสนบั สนุนการตัดสนิ ใจ และนอกจากน้ียงั ใชเ้ ปน็ แหลง่ ในการอ้างองิ ข้อมลู อีกดว้ ย 4. เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสรา้ งผลลพั ธไ์ ด้หลากหลายรปู แบบ 5. เทคโนโลยีสารสนเทศเอื้อประโยชนต์ ่อสภาพการทางาน สามารถทางานไดท้ กุ ทท่ี ุกเวลา ด้วยประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศจึงทาให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสาคัญและมี ความจาเป็นต่อสานักงาน จึงเห็นได้ว่าสานักงานหลายแห่งมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อ พัฒนาปรบั ปรุง และสรา้ งประสิทธภิ าพการทางานให้ได้มาตรฐาน ลกั ษณะทสี่ าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่ิงจาเป็นที่ขาดไม่ได้ เน่ืองจากมีบทบาทขยายไปสู่งานทางด้าน ธรุ กิจ สามารถปรบั ปรุงงานทางด้านธุรกจิ เกือบทุกประเภทให้มคี วามสะดวก มีประสิทธิภาพทง้ั ในดา้ น การปฏิบัติงาน การตัดสินใจ และการทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม สิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นเรื่องจริงที่ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนามาใช้สาหรับการสนับสนุนกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะกระบวนการทางาน การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การแสดงผลออกมาเป็นสารสนเทศ รวมไปถึงการติดต่อส่ือสาร เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพ้ืนฐาน ถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบท่ีมีความจาเป็นที่ จะทาให้องค์การประสบความสาเร็จภายใต้ส่ิงแวดล้อมที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน (สุพล พรหมมาพันธุ์, 2556, หน้า 1) โดยลักษณะท่ีสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีรายละเอียด ดังนี้ (วัฒนา เอกปมิตศิลป์, 2559, หนา้ 27-28)
108 1. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน อีกทั้งยังเพ่ิมประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงาน คอมพิวเตอร์และระบบส่ือสารจะเข้ามาช่วยทาให้เกิดระบบอัตโนมตั ิ ระบบการจัดการทุก แห่งต้องมีการใช้ข้อมูลเพื่อการดาเนินงานและตัดสินใจ เคร่ืองมือเหล่าน้ีจึงถูกนามาใช้เพื่อช่วยในการ ปฏิบัติงาน เช่น ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในสานักงาน ใช้ระบบ อินเทอรเ์ นต็ จองตัว๋ เครอ่ื งบิน เปน็ ต้น 2. เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบบริการเป็นแบบกระจาย มีการพัฒนาการใช้ ข้อมูล และการบริการต่าง ๆ ได้ดี เช่น ความสามารถในการสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ พนักงาน สามารถติดตอ่ กบั หัวหน้างานไดแ้ บบเรยี ลไทม์ เป็นต้น 3. เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่ิงท่ีจาเป็นในทุกหน่วยงาน เน่ืองจากทุกหน่วยงานต้องมีการ จัดเก็บข้อมูล และใช้ในการประมวลผลเพ่ือให้ได้สารสนเทศท่ีนามาใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น แผนกทรัพยากรมนุษย์มีการจัดเก็บบันทึกข้อมูลการเข้างานของพนักงาน เพื่อนาข้อมูลดังกล่าว ประมวลผลออกมาเป็นสารสนเทศรายงานการเข้างานของพนักงาน โดยสารสนเทศดังกล่าวจะถูก นามาใช้เพ่ือประกอบการตัดสนิ ใจในการให้โบนสั ประจาปี เปน็ ตน้ 4. เทคโนโลยีสารสนเทศเก่ียวข้องกับคนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานใน ระดับปฏิบัติการ ลว้ นแล้วแต่มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้โดยอาจมีวัตถุประสงคท์ ี่ต่างกัน เช่น ผู้บริหารมักนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการวางแผนกลยุทธ์หรือสนับสนุนการตัดสินใจในบาง เรื่อง ส่วนพนักงานในระดับปฏิบัติการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการ ปฏบิ ตั งิ าน เช่น การบนั ทกึ การประมวลผล การติดต่อสอ่ื สาร เปน็ ต้น 5. เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการทาธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต เช่น การซ้ือ-ขาย ผ่าน ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าสารผ่านระบบการแลกเปล่ียนข้อมูลทาง อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI) คือ การแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่าง บริษัทในรปู แบบมาตรฐานสากล จากเครื่องคอมพิวเตอรเ์ คร่อื งหนึ่งไปยังเครอื่ งคอมพวิ เตอร์อีกเครื่อง ดังนั้น องค์การจึงได้มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ รวมไปถึงมีการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การ เพ่ือสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (พรรณี สวนเพลง, 2555, หน้า 99) เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีลักษณะท่ีสาคัญในการ จัดหาและการจัดการสารสนเทศมาใช้เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดสาหรับองค์การ โดยบุคลากรในองค์การต้องให้ความสาคัญ และทาความเข้าใจเทคโนโลยี สารสนเทศในยุคดิจิทัล ซ่ึงก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี เก่ียวข้องในสานักงานประกอบไปด้วยเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี ด้านการจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีด้านระบบเครือข่ายและโทรคมนาคม จะได้อธิบายไว้ในหัวข้อ ถดั ไป
109 เทคโนโลยีด้านฮารด์ แวร์ เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ได้ถูกนามาใช้ในสานักงาน หลายท่านมักจะได้ยินคาว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware) เพราะเป็นองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ที่สามารถจับต้องได้ และสามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า เป็นอุปกรณ์ทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ท่ีเก่ียวข้อง โดยสามารถแบ่งส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์ออกเป็น 5 ประเภท ดังน้ี (สุพล พรหมมาพันธ์ุ, 2556, หน้า 55) 1. หน่วยรับข้อมูล (input unit) ทาหน้าท่ีรับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจา แบ่งเป็น 7 ประเภท ดงั นี้ 1.1 อุปกรณ์แบบกด เช่น แป้นพิมพ์ (keyboard) ซึง่ มอี ยู่หลายประเภท เป็นอุปกรณ์ทีน่ า ข้อมูลเข้าที่นิยมใช้กันมากที่สุด และพบเห็นในการใช้งานท่ัวไป โดยรับข้อมูลป้อนเข้าในลักษณะ ตัวอกั ษร อักขระพิเศษ ตัวเลข รวมถงึ ชุดคาส่งั ต่าง ๆ 1.2 อุปกรณ์ชี้ตาแหน่ง เช่น เมาส์ (mouse) ลูกกลมควบคุม (track ball) แท่งชี้ควบคุม (track point) แผ่นรองสมั ผสั (touch pad) จอยสติก (joystick) 1.3 จอภาพระบบไวตอ่ การสัมผสั เช่น จอภาพระบบสมั ผสั (touch screen) 1.4 ระบบปากกา เช่น ปากกาแสง (light pen) เครื่องอา่ นพิกดั (digitizing tablet) 1.5 ระบบอุปกรณ์กวาดข้อมูล เช่น เอ็มไอซีอาร์ (MICR) เครื่องอ่านรหัสแท่ง (bar code reader) สแกนเนอร์ (scanner) เคร่ืองรู้จาอักขระด้วยแสง (OCR) เคร่ืองอ่านเครื่องหมายด้วยแสง (OMR) กล้องถ่ายภาพดิจติ อล (digital camera) กลอ้ งถ่ายทอดวดิ ีโอดิจิตอล (digital video) 1.6 อุปกรณร์ ้จู าเสียง เช่น อปุ กรณว์ ิเคราะหเ์ สยี งพูด (speech recognition divide) เป็น ลักษณะการพูดผ่านไมโครโฟนและไปเก็บไว้ท่ีหน่วยความจาของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแปลงเป็น เลขฐานสอง และเปรียบเทียบคาเพื่อส่ือความหมายให้ตรงกัน การแปลงคาพูดน้ันจะต้องอาศัย โปรแกรมเปน็ ตวั สง่ั การ 1.7 หน่วยนาเข้าข้อมูลอ่ืน ๆ (other input technologies) เช่น เมกเมตริไตรพ์ (magnetic stripe) คล้ายกับการป้อนข้อมูลเข้าเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยสามารถอ่านจากเครดิตการ์ดได้ สมาร์ตการ์ด (smart cart) กล้องถ่ายรูปดิจิทัล (digital cameras) เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก (magnetic ink character recognition: MICR) 2. หน่วยความจา (memory unit) หน่วยความจาแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ หน่วยความจา หลักแบบอ่านไดอ้ ยา่ งเดยี ว และหน่วยความจาหลักแบบแกไ้ ขไดร้ ายละเอยี ด ดังนี้
110 2.1 หน่วยความจาหลกั แบบอ่านได้อย่างเดียว (read only memory) เป็นหน่วยความจา ทมี่ คี ุณสมบัตใิ นการเก็บขอ้ มูลไว้ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้ไฟฟา้ หลอ่ เลี้ยง (nonvolatile) นิยมใช้เป็น หน่วยความจาสาหรับเก็บชุดคาสั่งเร่ิมต้นระบบมักเรียกว่า รอม “ROM” โดยข้อเสียของรอม คือ ไม่ สามารถแก้ไขหรือเพ่ิมชดุ คาสงั่ ได้ในภายหลัง 2.2 หน่วยความจาหลักแบบแก้ไขได้ (random access memory) เป็นหน่วยความจา ความเรว็ สูงที่ใชเ้ ก็บโปรแกรมและข้อมูลในคอมพิวเตอร์เปรียบเสมือนกระดาษทด หากคอมพวิ เตอร์มี หน่วยความจามากจะสามารถประมวลผลและทางานได้เร็วมักเรียกว่า แรม “RAM” โดยข้อเสียของ แรม คือ หากโปรแกรมกาลังทางาน หรือกาลังประมวลผลข้อมูลอื่น ๆ อยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไป ทันทีเมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง เนื่องจากหน่วยความจาชนิดนี้จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มี กระแสไฟฟา้ หล่อเล้ียงเทา่ นั้น 3. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit) ประกอบไปด้วย หน่วยควบคุม และ หนว่ ยคานวณและตรรกะรายละเอียด ดังน้ี 3.1 หน่วยควบคมุ (control unit) ทาหนา้ ท่ีควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ท้ัง ระบบ เช่น ควบคุมการรับข้อมูล ควบคุมการทางานของหน่วยความจาหลัก เปรียบเสมือนศูนย์กลาง ของระบบประสาท 3.2 หน่วยคานวณและตรรกะ (arithmetic and logic unit) ทาหน้าที่ประมวลผลการ คานวณทางคณติ ศาสตร์และการเปรยี บเทยี บทางตรรกะ 4. หน่วยเก็บข้อมูลสารอง (secondary storage) สื่อสาหรับเก็บข้อมูลจะเก็บไว้ในรูป เลขฐานสองคือ 0 กับ 1 เน่ืองจากหน่วยความจาหลัก หรือแรมไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างถาวร หากปิด เคร่ืองหรือไฟดับข้อมูลจะหายไป จึงต้องทาการจัดเก็บข้อมูลโดยย้ายจากหน่วยความจาหลักมาไว้ใน หน่วยเก็บข้อมูลสารอง ปัจจุบันหน่วยเก็บข้อมูลสารองมีราคาถูกเม่ือเทียบกับหน่วยความจาหลัก ทา ให้เก็บข้อมูลได้จานวนมาก ซึ่งในปัจจุบันหน่วยเก็บข้อมูลสารองแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ดังน้ี (วัฒนา เอกปมิตศลิ ป์, 2559, หน้า 36-37) 4.1 แบบเขา้ ถงึ ขอ้ มูลแบบลาดับ (sequential access media) เปน็ สื่อทต่ี ้องมกี ารจัดเกบ็ และเรยี กใชข้ ้อมูลโดยการเรียงตามลาดบั ไดแ้ ก่ เทปแมเ่ หล็ก (magnetic tape) ซึ่งแบง่ ออกได้เปน็ 2 ชนิด ดังน้ี 4.1.1 เทปม้วน (reel tape) เป็นเทปที่มักใช้ทั่วไปในเคร่ืองมินิคอมพิวเตอร์และ เมนเฟรม จะมีลักษณะเป็นเนื้อเทปพันอยู่รอบวงล้อขนาดใหญ่ เทปชนิดน้ีจะมีการป้องกันการบันทึก ขอ้ มูลผดิ มว้ น ซงึ่ อาจไปบนั ทกึ ในมว้ นเทปท่ียังต้องการใชข้ ้อมูลอยู่ ทาใหข้ ้อมลู ถกู ทาลาย
111 4.1.2 เทปตลับ (tape cassette and cartridges) เทปชนิดน้ีกาลังเป็นท่ีนิยม เน่ืองจากมีความคล้องตัวในการใช้งาน ในปัจจุบันมีการผลิตเทปชนิดนี้ให้มีขนาดเล็กเท่ากับตลับเทป เพลงทวั่ ไป 4.2 แบบเข้าถึงข้อมูลโดยตรง (direct access media) เป็นส่ือท่ีสามารถจัดเก็บและ เรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้โดยตรงไม่ต้องอ่านเรียงลาดับ ได้แก่ จานแม่เหล็ก (meginetic disk) ประกอบด้วย ดิสเกต (diskette) ฮารด์ ดสิ ก์ (hard-disk) และซดี รี อม (CD-ROM) 5. หน่วยแสดงผลข้อมูล (output unit) ทาหน้าท่ีแสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ไปยังผู้ใช้ แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดังนี้ 5.1 หน่วยแสดงผลช่ัวคราว (soft copy) เป็นการแสดงผลให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกใช้ก็จะหายไป เช่น จอภาพ (monitor) อุปกรณ์ฉายภาพ (projector) อุปกรณ์เสียง (audio output) 5.2 หน่วยแสดงผลถาวร (hard copy) เป็นการแสดงผลท่ีผู้ใช้สามารถจับต้องได้และ เคลื่อนย้ายได้ตามความต้องการ มักออกมาในรูปของกระดาษ เช่น เคร่ืองพลอตเตอร์ (plotter) เครอ่ื งพิมพ์ (printer) และสามารถแบง่ เคร่ืองพิมพ์ออกได้เปน็ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 5.2.1 ซเี รียลปรน้ิ เตอร์ (serial printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีการเชื่อมต่อด้วย ซเี รียล อินเตอร์เฟส (serial interface) หรือมักเรียกว่า ซีเรียลพอร์ต (serial port) นิยมใช้ในเครื่องระดับ ไมรโครคอมพิวเตอร์ จะพิมพ์ทีละตัวอักษรและสามารถพิมพ์ได้ทั้งสองทิศทาง สามารถส่ังพิมพ์ได้ใน ระยะไกล มีความเรว็ ในการพมิ พอ์ ยู่ในชว่ ง 40-450 cps (characters per second) 5.2.2 ไลน์ปร้ินเตอร์ (line printer) เป็นประเภทเคร่ืองพิมพ์แบบกระทบท่ีมี ความเร็วสูงชนิดหน่ึง ลกั ษณะการพมิ พ์จะจดั เรียงอกั ขระตลอดทั้งบรรทัดใหเ้ สร็จก่อนจงึ จะพิมพล์ งบน กระดาษ โดยพิมพ์ทีละบรรทัด มีความเร็วอยใู่ นชว่ ง 1,000-5,000 lpm (line der minute) 5.2.3 เพจปริ้นเตอร์ (page printer) เป็นเคร่ืองพิมพ์ท่ีประมวลผลโดยพิมพ์ท้ังหน้า ในครง้ั เดยี ว เป็นเครื่องพมิ พ์แบบไมก่ ระทบ ส่วนมากจะใช้เทคโนโลยเี ลเซอร์ เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ เป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ในสานักงาน เนื่องจากเก่ียวข้องกับระบบ คอมพวิ เตอร์ที่สานักงานมักใช้ในการบันทึก จัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลขอ้ มูล ดังน้ัน เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์จึงเป็นส่ิงท่ีผู้บริหารใหค้ วามสาคญั พร้อมทัง้ ควรทาความเข้าใจเก่ียวกับเทคโนโลยฮี ารด์ แวร์ และแพลตฟอร์มท่ีน่าสนใจในยุคปัจจุบัน และยังต้องพิจารณาถึงฮาร์ดแวร์เพื่อท่ีจะมีการวางแผนใน การปรับปรุงพัฒนาฮาร์ดแวร์ให้เหมาะสมกับสานักงานและส่ิงท่ีมีอยู่ นอกจากน้ีผู้บริหารยังคงต้อง พจิ ารณาถึงซอฟต์แวร์ด้วย เนื่องจากสานักงานยังคงต้องมีการมุ่งเน้นถึงระบบงานที่นามาใช้สนับสนุน การทางานภายในสานกั งาน โดยจะได้อธบิ ายถึงเทคโนโลยีดา้ นซอฟตแ์ วร์ไวใ้ นหวั ขอ้ ถดั ไป
112 เทคโนโลยดี ้านซอฟตแ์ วร์ ซอฟต์แวร์ (software) มีความสาคัญต่อความสาเร็จและความล้มเหลวของงานในสานักงาน เนื่องจากหากมีระบบคอมพิวเตอร์แต่หากไม่มีซอฟต์แวร์ก็ไม่สามารถดาเนินงานได้ ซอฟต์แวร์ เป็น ระบบหรือชุดคาสั่งท่ีควบคุมการทางานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง หรืออาจเรียกว่า โปรแกรม (program) เพราะถูกเขียนด้วยภาษาโปรแกรม เพื่อควบคมุ ใหเ้ ครื่องคอมพวิ เตอรท์ างานได้ ตามต้องการ ซอฟต์แวร์มีความสัมพันธ์กับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ จ ะ ไม่ ส า ม า ร ถ ท า ง า น ไ ด้ เ ล ย ห า ก ข า ด ซ อฟ ต์ แ ว ร์ ร ะบ บ ท่ี ท า ห น้ า ที่ ส่ั ง ก า ร ร ะ บ บ ค อม พิ ว เ ต อ ร์ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างซอฟตแ์ วร์ระบบ ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ และฮาร์ดแวร์ แสดงดังแผนภูมิท่ี 5.1 ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ ซอฟต์แวรร์ ะบบ ฮารด์ แวร์ แผนภูมทิ ี่ 5.1 แสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ประยุกตแ์ ละฮาร์ดแวร์ ท่มี า (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หนา้ 110) จากท่ีได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าซอฟต์แวร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ดงั น้ี 1. ซอฟต์แวร์ระบบ คือ โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่เขียนข้ึนเพ่ือควบคุมการทางานของเคร่ือง คอมพิวเตอร์ให้ประสานกัน และควบคุมลาดับขั้นตอนการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ คอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจา ควบคุมหน่วยการประมวลผล และควบคุมหน่วยแสดงผล เป็นต้น เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพการทางานสูงสุด และสามารถใช้อุปกรณต์ ่าง ๆ ของ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ได้ ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมแพร่หลาย ได้แก่ ดอส (DOS) ยูนิกซ์ (UNIX) วินโดว์ส (WINDOWS) ซัน (SUN) โอเอส/ทู (OS/2) เนทแวร์ (NETWARE) เป็นต้น นอกจากน้ีหนา้ ทสี่ าคญั ของ ระบบปฏิบัติการ คือ การจัดการแฟ้มข้อมูล (files management) เพ่ือเป็นการอานวยความสะดวก ให้แก่ผู้ใช้ในการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ระบบแฟ้มข้อมูล หมายถึง สิ่งท่ีผู้ใช้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ ผใู้ ช้มักไม่รู้ตวั เน่ืองจากเป็นการอานวยความสะดวกโดยระบบปฏิบัติการอัตโนมัติ ระบบแฟ้มเป็นฐาน ท่ีทาให้เกิดการจัดการโปรแกรมต่าง ๆ หากเครื่องคอมพิวเตอร์ดับไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตามข้อมูล
113 ท้งั หมดจะสูญหายไป ดังนั้น จึงจาเป็นตอ้ งจัดเก็บข้อมูลเหล่าน้ีไว้ในหน่วยจัดเก็บข้อมูลสารอง ซ่ึงการ เก็บข้อมูลสารองอาจจะเป็นแผ่น ดิสก์เก็ต ฮาร์ดดิสก์ หรืออุปกรณ์อ่ืน ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ นาไปใช้งานต่อจึงต้องมีการกาหนดชื่อเพ่ือแทนกลุ่มข้อมูล ซ่ึงเรียกว่า แฟ้มข้อมูล น่ันเอง ซ่ึงปัญหา ของแฟ้มข้อมูล คือ ความซ้าซ้อนของข้อมูล ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล ความไม่ปลอดภัยของ ข้อมูล ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของข้อมูล ข้อมูลแยกอิสระต่อกัน และขาดการใช้ข้อมูล ร่วมกัน จงึ เปน็ ท่มี าของเทคโนโลยีดา้ นการจัดการข้อมูล ซง่ึ ผู้เขียนจะได้อธิบายไวใ้ นหัวข้อถัดไป 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ โปรแกรมหรือชุดคาสั่ง ท่ีเขียนขึ้นเพื่อให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ทางานเฉพาะอย่าง หรือเฉพาะด้านอย่างใดอย่างหน่ึงตามที่ต้องการ ซ่ึงซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งได้ 2 ประเภท ดังน้ี 2.1 ซอฟต์แวร์สาหรับงานทั่วไปหรือซอฟต์แวร์สาเร็จรูป (package program) เป็น ซอฟต์แวร์ที่ถูกสรา้ งหรือเขียนขนึ้ มาและพร้อมใช้งานในดา้ นต่าง ๆ ทันที เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลผลคา (word processor) ซอฟต์แวร์กระดานคานวณ (spreadsheet) ซอฟต์แวร์นาเสนอ (presentation software) เปน็ ตน้ 2.1.1 ซอฟต์แวร์ประมวลผลคา หรือท่ีนิยมเรียกกันว่า โปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ เป็นโปรแกรมท่ีช่วยสร้างเอกสารประเภทต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เช่น การพิมพ์ข้อความ จดหมาย บันทึกข้อความ ใบปะหน้า โทรสาร แบบฟอร์มต่าง ๆ เป็นต้น โดยข้อความดังกล่าวจะถูกเก็บ ไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ โดยที่ผู้ใช้สามารถเพิ่มเติม หรือแก้ไขข้อมูลท่ีจัดเก็บได้ ตัวอย่าง ภาพโปรแกรม แสดงดงั ภาพที่ 5.1 ภาพที่ 5.1 โปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์
114 2.1.2 ซอฟต์แวร์กระดานคานวณ หรือท่ีนิยมเรยี กกนั ว่า โปรแกรมไมโครซอฟต์เอกซ์เซล เป็นโปรแกรมการคานวณแบบสเปรดชีท ท่ีไดร้ ับความนิยมมากโปรแกรมหนึ่ง เนื่องจากมีฟังก์ชันการ ทางานตรงกับช่ือโปรแกรม คือ การคานวณ ตั้งแต่การคานวณแบบง่ายจนกระทง่ั การคานวณข้นั สูง ท่ี สามารถนาไปประยุกต์ใชง้ านต่าง ๆ ไดห้ ลากหลาย โดยเฉพาะการสร้างสตู รการคานวณทางดา้ นธรุ กิจ อุตสาหกรรม การเงิน งบประมาณ และสถิติ เป็นต้น ตัวอยา่ งภาพโปรแกรม แสดงดังภาพที่ 5.2 ภาพท่ี 5.2 โปรแกรมไมโครซอฟต์เอกซ์เซล 2.1.3 ซอฟต์แวร์นาเสนอ หรือท่ีนิยมเรียกกันว่า โปรแกรมเพาเวอร์พอยด์ เป็น ซอฟต์แวร์ท่ีช่วยให้การนาเสนอง่ายข้ึน สะดวกรวดเร็ว และมีความน่าสนใจ สามารถนาเสนอสไลด์ท่ี ประกอบด้วย ตัวอักษร รปู ภาพ กราฟ แผนภูมิ ตาราง ภาพเคล่ือนไหว และเสียง ผู้ใช้สามารถตกแต่ง และนาเสนอสไลด์ด้วยรูปแบบตา่ ง ๆ ได้ดว้ ยตนเอง ตวั อย่างภาพโปรแกรม แสดงดังภาพที่ 5.3 ภาพท่ี 5.3 โปรแกรมเพาเวอรพ์ อยด์
115 2.2 ซอฟต์แวรส์ าหรบั งานเฉพาะด้าน (application specific) เป็นซอฟตแ์ วรท์ ่ผี ลิตขน้ึ มา เพื่อทางานอย่างใดอย่างหนึ่งและไม่สามารถทางานอื่นได้ เช่น โปรแกรมระบบบัญชี โปรแกรมระบบ คานวณเงินเดือน โปรแกรมระบบการตลาด โปรแกรมระบบงานขาย โปรแกรมระบบบันทึกข้อมูล ผู้ป่วยในโรงพยาบาล โปรแกรมระบบช่วยงานอุตสาหกรรม เป็นต้น จากที่ได้กล่าวถึงประเภทของ ซอฟต์แวรไ์ วข้ า้ งต้นแลว้ นนั้ ผู้เขียนจึงสามารถสรุปประเภทของซอฟตแ์ วร์ แสดงดงั แผนภูมิที่ 5.2 ประเภทของซอฟต์แวร์ ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟตแ์ วร์สาหรบั งานทวั่ ไปหรอื ซอฟตแ์ วรส์ าเร็จรูป ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน แผนภมู ิท่ี 5.2 ประเภทของซอฟต์แวร์ การสั่งให้คอมพวิ เตอรท์ างานได้น้นั ส่ิงท่ีสาคญั คอื ซอฟตแ์ วร์ เนื่องจากเคร่ืองคอมพวิ เตอรจ์ ะ ทางานตามคาส่ังซอฟต์แวร์ ดังน้ัน ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนท่ีสาคัญที่ทาหน้าท่ีเป็นตัวกลางที่ส่ังการ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับฮาร์ดแวร์ การเลือกซอฟต์แวร์ท่ีเหมาะสมจึงเป็นการตัดสินใจท่ีสาคัญ ตอ่ ความสาเรจ็ ของสานักงาน เทคโนโลยีด้านการจดั การข้อมูล การจัดการข้อมูลในสานักงานเป็นเรื่องท่ีสาคัญ เนื่องจากสานักงานมักมีข้อมูลจานวนมาก หากสานักงานปราศจากการจัดการข้อมูลที่ดี อาจส่งผลให้ข้อมูลสูญหายได้ ต่อไปนี้ผู้เขียนจะได้
116 อธิบายถึงโครงสร้างของระดับชั้นข้อมูล แนวทางการใช้ฐานข้อมูลในการบริหารจัดการข้อมูล และ เทคโนโลยกี ารจดั การข้อมูลในยคุ ปัจจุบนั รายละเอยี ด ดงั น้ี โครงสรา้ งของระดบั ชั้นข้อมูล เปน็ ส่ิงท่ีสะท้อนการดาเนนิ กิจกรรมในสานกั งาน ซึ่งขอ้ มูลอาจ อย่ใู นรูปแบบของตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ เป็นตน้ โดยรูปแบบเป็นลาดบั ชัน้ โดยเริ่มจากหนว่ ยทีเ่ ล็กที่สุด ดงั น้ี 1. บิต (bit) เปน็ หนว่ ยเล็กท่สี ดุ ประกอบดว้ ยเลขฐานสอง คือ 0 หรือ 1 เพอ่ื แทนสญั ญาณ ไฟฟา้ เปดิ หรือปดิ ดงั นัน้ บติ จงึ ไม่สามารถนามาใชป้ ระโยชนเ์ พอ่ื การแทนขอ้ มลู จานวนมาก ๆ ได้ 2. ไบต์ (byte) เป็นการนาบิตหลาย ๆ ตัวมารวมกันเปน็ ไบต์ โดยนา 8 บิต มาเรยี งต่อกัน เป็น 1 ไบต์ ดังน้ัน 1 ไบต์ จงึ สามารถสร้างรหัสแทนข้อมลู ได้ เพอ่ื ใชแ้ ทนตัวอักขระให้แตกตา่ งกันได้ถึง 256 อักขระ ไบต์ สามารถเรยี กอกี ช่ือหนงึ่ คือ คาแรกเตอร์ (character) 3. เขตข้อมูล (field) การนาหลาย ๆ ไบต์ มารวมกันเพ่ือให้เกิดความหมายขึ้น เช่น ฟิลด์ name เป็นฟิลด์ท่ีตั้งขึ้นมาเพ่ือเก็บช่ือของพนักงาน หรือฟิลด์ address ใช้เก็บท่ีอยู่พนักงาน เป็นต้น ฟิลด์ สามารถเรยี กอีกช่ือหนง่ึ คือ (attribute) 4. ระเบียนขอ้ มูล (record) กลุ่มของฟิลดท์ ่ีมคี วามสัมพนั ธ์กัน ในหนึ่งเรคอร์ดจะประกอบ ไปดว้ ยฟลิ ดต์ ่าง ๆ ท่เี ก่ียวข้องรวมกนั เปน็ ชุด เชน่ เรคอร์ดพนกั งาน ประกอบไปดว้ ยฟิลด์รหสั พนักงาน ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร เพศ วันเกิด เป็นต้น โดยปกติในหน่ึงเรคอร์ดจะกาหนดฟิลด์หนึ่งตัวท่ี เรยี กว่า คีย์ (key) 5. ไฟล์ (file) ไฟล์หรือแฟ้มข้อมูล คือ กลุ่มของเรคอร์ดท่ีมีความสัมพันธ์กันถูกนามา จัดเก็บไว้ดว้ ยกนั ไฟล์ สามารถเรยี กอีกชื่อหนึ่ง คือ เทเบิล (table) แฟ้มข้อมูลยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลกั ๆ คอื 5.1 แฟ้มข้อมูลหลัก (master file) นามาใช้จัดเก็บข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปล่ียนแปลง เช่น ขอ้ มูลลกู คา้ ขอ้ มลู พนกั งาน เป็นตน้ 5.2 แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (transaction file) ใช้เก็บข้อมูลต่าง ๆ ท่ีมีการ เปลีย่ นแปลงประจาวนั เชน่ ข้อมูลการฝากถอน ข้อมลู การลงทะเบียน และขอ้ มลู การขาย เปน็ ตน้ 6. ฐานข้อมูล (database) คือ แฟ้มข้อมูลต้ังแต่สองแฟ้มข้ึนไปท่ีมีความสัมพันธ์กัน เพื่อ อานวยความสะดวกต่อการเรยี กใช้งาน เช่น ฐานข้อมูลพสั ดุสานักงาน ฐานขอ้ มูลพนักงาน ฐานข้อมูล วสั ดุสานกั งาน ฐานขอ้ มูลอุปกรณ์ในสานกั งาน เปน็ ต้น จากการอธิบายโครงสร้างของระดับชั้นข้อมูลในข้างต้น ผู้เขียนจึงสามารถสรุปโครงสร้าง ของระดับชน้ั ข้อมลู จากหนว่ ยทเี่ ลก็ ทส่ี ดุ ไปยังหนว่ ยทีม่ ากท่ีสดุ แสดงดงั แผนภูมทิ ี่ 5.3
117 บิต ไบต์ เขตข้อมูล ระเบียนข้อมูล ไฟล์ ฐานขอ้ มูล แผนภมู ทิ ี่ 5.3 โครงสร้างของระดับชน้ั ข้อมูล จากโครงสร้างระดับช้นั ขอ้ มูลแสดงให้เหน็ ไดว้ ่าการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมลู จะทาให้สะดวก และงา่ ยต่อการใชง้ าน โดยองคป์ ระกอบของฐานขอ้ มลู จาแนกเป็น 5 ส่วน ดงั น้ี (วัฒนา เอกปมิตศลิ ป์, 2559, หนา้ 68) 1. ข้อมลู (data) เป็นข้อมูลที่จดั เกบ็ อยู่ในฐานข้อมลู ในรูปแบบที่มคี วามสมั พนั ธก์ ัน 2. ฮาร์ดแวร์ (hardware) เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์และอุปกรณ์รอบขา้ ง 3. ซอฟต์แวร์ (software) ระบบปฏิบัตกิ าร (operating system) หรือเปน็ ซอฟตแ์ วรท์ ี่ เก่ยี วขอ้ งกบั ระบบข้อมูล และช่วยลดความซ้าซอ้ นของข้อมูล เรียกวา่ ระบบการจัดการข้อมูล (database management system) หรอื ทเ่ี รยี กวา่ ดีบเี อ็มเอส (DBMS) 4. ผู้ใช้ (user) บุคลากรทีเ่ ปน็ ผูใ้ ช้ระบบฐานขอ้ มูล 5. ขั้นตอนปฏิบัติงาน (procedure) ขนั้ ตอนในการปฏิบัติงาน ผู้เขยี นสามารถสรปุ องคป์ ระกอบของฐานข้อมลู แสดงดังแผนภูมิที่ 5.4 ข้อมลู องคป์ ระกอบ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ของฐานขอ้ มลู ผใู้ ช้ ข้ันตอนปฏบิ ัติงาน แผนภูมทิ ่ี 5.4 องค์ประกอบของฐานข้อมูล
118 การเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลเป็นส่ิงที่ดี ปัจจุบันสานักงานหลายแห่งได้มีแนวทางการนา ฐานข้อมูลมาช่วยในการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อลดความซ้าซ้อน (minimum redundancy) ของ ข้อมูล โดยการนาระบบการจัดการข้อมูล ดีบีเอ็มเอส (DBMS) มาใช้เพื่อปรับเปล่ียนโครงสร้างของ ข้อมูล ทาให้โปรแกรมต่าง ๆ เป็นอิสระ (วัฒนา เอกปมิตศิลป์, 2559, หน้า 68) ระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ซอฟต์แวร์สาหรับบริหารและจัดการฐานข้อมูล เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และโปรแกรม ต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล มีหน้าที่หลักช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมี ประสิทธิภาพ ประโยชน์หลัก ๆ ของระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ลดความซ้าซ้อนของข้อมูล ทาให้เกิด ความสอดคล้องของข้อมูลทาให้ข้อมูลสามารถใช้ร่วมกันได้ ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง และสามารถ ขจดั ความขดั แยง้ ในการใชข้ อ้ มูลร่วมกันได้ สาหรับเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลในยุคปัจจุบันมีอยู่หลากหลาย เช่น การเก็บข้อมูลบน คลาวด์ คลังข้อมูล และข้อมูลขนาดใหญ่อธิบายได้ ดงั น้ี (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หนา้ 134-136) 1. การเก็บขอ้ มูลบนคลาวด์ (cloud) เป็นระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลขอ้ มูลบนเครือข่าย อินเทอรเ์ น็ต ซงึ่ สามารถดึงข้อมลู ออกมาใช้งานได้ตลอดเวลาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต รองรับการใช้งาน การประมวลผล ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมหาศาล เพ่ือลดความยุ่งยากในการติดต้ัง ดูแล ระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย การเก็บข้อมูล บนคลาวด์ มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเรียกเก็บเงิน ในการเช่ือมต่อกับระบบหรือการใช้งานผ่าน คลาวด์ เป็นการเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ (data center) ของผู้ ให้บริการ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้ระบบท่ีมีมาตรฐานและความปลอดภัย สรุปได้ว่า คลาวด์ คอื การท่ีใช้ซอฟต์แวร์ และทรัพยากรของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการผา่ นอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกาลังการประมวลผล เลอื กจานวนทรพั ยากรได้ตามความตอ้ งการในการใชง้ าน และ สามารถเขา้ ถึงขอ้ มูลบนคลาวด์จากทใ่ี ดก็ได้ (ซีเอสล็อกซอินโฟ, 2560; ปานระพี นาสกลุ , 2558) 2. คลังข้อมูล (data warehouse) คือ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององคก์ ารทเ่ี ก็บรวบรวมขอ้ มูล จากฐานข้อมูลระบบงานประจาวัน นอกจากนี้ยังเก็บเคร่ืองมือสาหรับดาเนินการกับข้อมูล กระบวนการทางานกับข้อมูล และทรัพยากรอ่ืน ๆ ระบบคลังข้อมูลจึงถูกออกแบบมาเพ่ือใช้ในการ เกบ็ ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยคลังขอ้ มูลจะถกู นามาใชเ้ พือ่ สนบั สนนุ การตัดสินใจของผู้บรหิ าร 3. ข้อมลู ขนาดใหญ่ (big data) ชุดของฐานขอ้ มูลขนาดใหญ่ท่เี ต็มไปด้วยขอ้ มูลที่หลากหลาย รูปแบบ มีขอ้ มลู ขนาดใหญม่ ากจนซอฟต์แวร์หรือฮารด์ แวร์ธรรมดาไม่สามารถจะจัดการหรอื วิเคราะห์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจาเป็นตอ้ งมีซอฟต์แวร์รองรับ เช่น แรบบทิ มายเนอร์ (rapidminer) เป็นต้น สามารถนาข้อมูลจากบิ๊กดาต้ามาหารูปแบบ แนวทางต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยค้นหารูปแบบ ความสัมพันธ์ของข้อมูล เพ่ือหาเทรนด์ทางการตลาด หาความต้องการของลูกค้า และข้อมูลอื่น ๆ ที่ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจะสามารถนาไปสู่การทาแผนการตลาดท่ีมีประสิทธิภาพ
119 โอกาสในการสร้างผลกาไร การให้บริการที่ดีมากข้ึนแก่ลูกค้า การปรับปรุงการทางานให้เกิ ด ประสิทธิภาพ ความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในการแขง่ ขันทางการตลาด และผลประโยชน์ทางธุรกจิ ด้าน อื่น ๆ เป็นต้น (เรวัตร ยั่งยืน, 2561) นอกเหนือจากนี้บิ๊กดาต้ายังทาให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบิ๊กดาต้าเป็นวัตถุดิบที่ดีมากสาหรับการตัดสินใจ และเม่ือรวบเข้ากับระบบที่มีประสิทธิภาพมี การประมวลผลที่ดีและรวดเร็ว จะทาให้เกิดการตัดสินใจต่าง ๆ มีความแม่นยา และมีแนวทางที่ ชัดเจน (อสมา กุลวานชิ ไชยนันท์, 2562, หน้า 15-16) จากการติดต่อแบบไร้พรมแดนท่ีส่งผลให้การเติบโตของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี สารสนเทศมผี ลอย่างมากตอ่ การดาเนินธรุ กจิ ขจดั ปญั หาในด้านของระยะเวลาและระยะทาง และการ จัดเก็บข้อมูล (มาลินี คาเครือ, 2562, หน้า 22) ดังนั้น เทคโนโลยีการสืบค้นข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล และการใช้ข้อมูลต่าง ๆ จึงเป็นส่วนท่ีทาให้เกิดการพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งในแบบ ออนไลน์และแบบออฟไลน์ เพือ่ ตอบสนองกระบวนการทางานใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพ เทคโนโลยดี ้านการสือ่ สารขอ้ มลู และเครือข่าย สานักงานสมัยใหม่นอกจากเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ และ เทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมลู แล้วนั้น สิ่งท่ีสาคัญ คือ เทคโนโลยีดา้ นการสื่อสารข้อมลู และเครอื ข่าย เนื่องจากการส่ือสารข้อมูลเป็นส่ิงที่จาเป็นในการติดต่อสื่อสารในสานักงานทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะการส่ือสารข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะย่ิงช่วยให้กระบวนการติดต่อสื่อสาร สะดวกและรวดเร็วขน้ึ สาหรับเทคโนโลยีดา้ นการสอื่ สารขอ้ มลู ในสานักงานแบง่ ได้ 5 ประเภท ดังนี้ 1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail) เป็นการส่ือสารข้อมูลท่ีเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างหนึ่งที่เกิดจากการเช่ือมต่อเครือข่าย คอมพวิ เตอร์ เรยี กสนั้ ๆ ว่า อเี มล์ (E-mail) มลี กั ษณะการรบั และสง่ ข้อมลู เหมอื นกับการตดิ ต่อสอ่ื สาร ประเภทจดหมาย เพียงแต่เป็นการพิมพ์ข้อความผ่านทางหนา้ จอคอมพิวเตอร์ แล้วแปลงเป็นสญั ญาณ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้การส่งข้อมูลผ่านทางระบบเครือข่ายจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์หน่ึงไปยังเคร่ือง คอมพิวเตอร์อกี เครื่อง การใชง้ านอีเมล์ทาใหส้ ามารถติดตอ่ กบั ผคู้ นได้ทัว่ โลก โดยสามารถรับและตอบ กลับได้ภายในเวลาไม่ก่ีนาที ทาให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกรวด ซึ่งการใช้งานบุคคลที่ทาการสื่อสาร จะตอ้ งมชี ือ่ และทอี่ ยู่ในรูปแบบอเี มลแ์ อดเดรส 2. โทรสาร (fax) เป็นระบบส่ือสารข้อมูลที่ส่งมาในรูปของสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายโทรศัพท์ จากเคร่ืองตน้ ทางไปยังเคร่อื งปลายทาง โดยเชื่อมต่อเครอ่ื งโทรสารเข้ากับเครอ่ื งโทรศพั ท์ การสง่ ทาใน
120 ลักษณะการถ่ายสาเนา เคร่อื งรับ-ส่งแฟกซ์ เป็นอุปกรณท์ ี่ใช้ส่งและรับข้อความหรอื ภาพ โดยผู้รบั และ ผ้สู ง่ จะตอ้ งใชก้ ระดาษเปน็ สือ่ 3. วอยซ์เมล (voice mail) เป็นการส่งข้อความด้วยเสียงพูดผ่านระบบเครือข่าย โดยที่ ขอ้ ความจะถูกบันทึกเสียงเอาไว้ เรียกว่า วอยซ์เมลบ็อกซ์ เม่ือผรู้ ับเปิดฟงั จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปเสียง ตามเดมิ 4. กรุ๊ปแวร์ (groupware) โปรแกรมประยุกต์ที่ถูกออกแบบขึ้นเพ่ือช่วยสนับสนุนการทางาน กลมุ่ ชว่ ยให้บุคลากรท่ีเกีย่ วขอ้ งปฏบิ ัตใิ ห้บรรลุเป้าหมาย มักเป็นเครอ่ื งมอื ในการประสานงานระหว่าง การทางานที่สามารถทาให้ผู้ใช้หลายคน สามารถใช้ขอ้ มูลและสารสนเทศร่วมกันได้ เป็นโปรแกรมการ จัดการการติดต่อบนเครือข่ายสาเร็จรูปและไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปจนถึงโปรแกรมการใช้ เอกสารร่วมกัน นอกจากน้ีกรุ๊ปแวร์ยังเป็นเคร่ืองมือในเก็บรวบรวม และรักษาความรู้ และความ เชี่ยวชาญขององคก์ าร เพ่ือมาแบ่งปันซึ่งอาจทาให้เกิดการจัดการความรใู้ นองค์การ ส่วนประกอบของ กรุ๊ปแวร์ เช่น อเี มล์ ระบบแลกเปล่ียนและการจัดการเอกสาร ระบบปฏิทินกลุ่ม ระบบการจัดทางาน ของกลุ่ม ระบบจัดเก็บข้อมูลของสมาชิกในกลุ่ม ระบบประชุมกลุ่ม และระบบการส่งข่าวสารและ เอกสารไปยงั บุคคลที่เกี่ยวข้องตามลาดับงาน เป็นต้น 5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลอเิ ล็กทรอนิกส์ (electronic data interchange: EDI) อย่างทกี่ ล่าว ไปแล้วว่า การแลกเปลี่ยนข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์ คือ การแลกเปล่ียนเอกสารทางธุรกิจระหว่างองค์การ ในรูปแบบมาตรฐานสากล จากเคร่ืองคอมพิวเตอร์เคร่ืองหน่ึงไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง เป็น ระบบส่ือสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย โดยผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มี การจัดทาฐานขอ้ มูลและกาหนดรปู แบบของเอกสารท่ีใชร้ ่วมกัน เพื่อให้เป็นมาตรฐาน และสามารถใช้ งานไดอ้ ย่างกว้างขวางท้งั ภายในประเทศและต่างประเทศ ประโยชนข์ องการใชร้ ะบบอีดไี อ คือ การลด ค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่งเอกสาร ลดเวลาทางานในการป้อนข้อมูล ข้อมูลมีความถูกต้อง ป้องกันการ ป้อนข้อมูลที่ซ้าซ้อน เพ่ิมความรวดเร็วในการติดต่อส่ือสาร ลดค่าใช้จ่ายงานด้านเอกสาร และ แกป้ ญั หาอปุ สรรคทางภูมศิ าสตรแ์ ละเวลาสาหรบั การติดตอ่ สื่อสารเพ่ือจดั สง่ เอกสาร จะเห็นได้ว่าการสอ่ื สารในยุคปจั จบุ ันสามารถส่ือสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ท่ัวถึง ไร้ขอบเขตจากัด หากองคก์ ารท่ีมีเทคโนโลยีการสอื่ สารท่ีทันสมัยย่อมส่งผลตอ่ ความไดเ้ ปรียบทางการแขง่ ขัน อกี ท้ังชว่ ย ให้องค์การประสบความสาเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีด้านการส่ือสารข้อมูลสามารถทาให้ ทกุ ข้นั ตอนของการสือ่ สารมปี ระสทิ ธภิ าพ และเกิดการส่ือสารแบบไรพ้ รมแดน จากการที่ผู้เขียนได้อธิบายเก่ียวกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้อมูลไปแล้วน้ัน ส่ิงท่ีสาคัญที่ จะทาให้กระบวนการสื่อสารสมบูรณ์ คือ การมีระบบเครือข่าย ท่ีช่วยให้การทางานในสานักงาน และ การสอื่ สารสะดวกและรวดเรว็ ขน้ึ การแบ่งประเภทเครอื ขา่ ย สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบง่ ตาม
121 ความครอบคลุม และแบ่งตามระดบั ความปลอดภยั ของข้อมูล รายละเอียด ดังน้ี (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 143-146) 1. แบง่ ตามความครอบคลมุ สามารถแบ่งเครือขา่ ยตามความครอบคลมุ ออกเปน็ 4 ประเภท 1.1 เครือข่ายส่วนบุคคล (personnel area networks: PAN) หรือเรียกว่า แพน เป็น เครือข่ายส่วนบุคคลท่ีเชื่อมต่อคอมพวิ เตอร์หรือุปกรณ์ในระยะใกล้ เป็นเทคโนโลยีการเขา้ ถึงไร้สายใน พ้ืนท่ีเฉพาะส่วนบุคคล โดยมีระยะทางไม่เกิน 10 เมตร ใช้สาหรับการติดต่อส่ือสารระหว่าง คอมพิวเตอร์ และอุปกรณต์ ่อพ่วง 1.2 เครือข่ายบริเวณเฉพาะท่ี (local area network: LAN) หรือเรียกว่า แลน เป็น เครือข่ายระยะใกล้ใช้กันอยู่ในบริเวณที่ไม่กว้างมากนักอาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภายในอาคารสานักงาน คลังสินค้า หรือในโรงงาน เป็นต้น การส่งข้อมูลสามารถทาได้ด้วย ความเร็วสูง และมีข้อผิดพลาดน้อย ระบบเครือข่ายระดับท้องถ่ินจึงถูกออกแบบมาให้ช่วยลดต้นทุน และเพอื่ เพมิ่ ประสทิ ธิภาพในการทางาน 1.3 เครือข่ายนครหลวง (metropolitan area network: MAN) หรือเรียกว่า แมน เป็น เครือข่ายระดับเมือง ซ่ึงเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันเฉพาะเขตภายในเมืองหรือจังหวัดเท่านั้น ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ระบบเครือข่ายแมนเป็นการรวมเครือข่ายกันของเครือข่ายแลน หลาย ๆ เครือข่ายเขา้ ดว้ ยกนั เพื่อเชอื่ มต่อกนั เป็นวงกวา้ งขึ้นภายในพ้นื ทใี่ กล้เคยี งกนั 1.4 เครือข่ายงานบริเวณกว้าง (wide area network: WAN) หรือเรียกว่า แวน เป็น ระบบเครือข่ายระดับประเทศ หรือเครือข่ายบริเวณกว้าง เป็นระบบเครือข่ายท่ีติดตั้งใช้งานทั่วโลก โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน เป็นการติดต่อสื่อสารกันใน ระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก ซึ่งแวนขนาดใหญ่ที่สุด คือ อินเทอร์เน็ต โดยจะได้อธิบาย ความหมายและลกั ษณะของอินเทอร์เนต็ ไว้ในหัวขอ้ ถดั ไป 2. แบ่งตามระดับความปลอดภัยของข้อมูล สามารถแบ่งเครือข่ายตามระดับความปลอดภัย ของข้อมลู ออกเปน็ 3 ประเภท ดังน้ี 2.1 อินทราเน็ต (intranet) เป็นระบบเครือข่ายท่ีใช้ภายในองค์การ เป็นการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เหมือนกับอินเทอรเ์ นต็ แต่จะเปิดให้ใช้เฉพาะสมาชิกในองค์การเท่าน้ัน อนุญาตให้บุคคล ในองค์การสามารถแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารร่วมกันได้ โดยไม่จากัดว่าผู้ใช้จะต้องอยู่ในสานักงาน เดียวกันหรือไม่ เช่น การเข้าใช้เว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารภายในองค์การ การเข้าถึงประวัติการฝึกอบรม ของตนเองผ่านระบบการฝึกอบรม เป็นต้น 2.2 เอกซ์ทราเน็ต (extranet) เป็นการเช่ือมโยงกันของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดย อนญุ าตให้บคุ คลภายนอกองคก์ าร เช่น บริษทั คู่ค้า บรษิ ัทสาขา ลูกค้า และบคุ คลภายในองค์การ เช่น พนักงานทุกระดับ มีสทิ ธเ์ ข้าใช้งานร่วมกันได้ โดยอาศยั เทคโนโลยีเว็บในการเข้าถึงสารสนเทศ ซง่ึ ผู้ใช้
122 จะต้องระบุชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เช่น เว็บเอกซ์ทราเน็ตสาหรับลูกค้าบริษัท A เว็บพอร์ทัลสาหรับ ผู้ผลติ สนิ ค้าของบรษิ ัท B เปน็ ต้น 2.3 อินเทอร์เน็ต (internet) เป็นเครือข่ายของคอมพิวเตอร์สาธารณะขนาดใหญ่ท่ีเช่ือมโยง เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ทั่วโลกเขา้ ด้วยกัน โดยอาศยั เครือขา่ ยโทรคมนาคมเป็นตวั เชอ่ื มเครือข่ายภายใต้ มาตรฐานการเช่ือมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกัน เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถสื่อสารระหว่าง กันได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น การท่องเว็บไซต์เพ่ือค้นหาข้อมูล การเข้าใช้ทรัพยากร สารสนเทศในหอ้ งสมุด เปน็ ต้น จากข้อมูลจึงสามารถสรุปความแตกต่างลักษณะของเครือข่ายได้ คือ อินทราเน็ตเปิดให้ใช้ บริการเฉพาะสมาชิกในองค์การเท่านั้น เอกซ์ทราเน็ตเปิดโอกาสให้พนักงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ องค์การเข้าใช้งานได้ และอินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ จากความ เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีดา้ นการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายทาใหก้ ารทางานในสานักงานมีความ สะดวกสบายมากข้ึน เป็นสานักงานสมัยใหม่ท่ีมีความพร้อมโดยท่ีฝ่ายบริหารและพนักงานจะต้อง รว่ มมือกันปรับปรงุ ระบบให้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน เพ่อื ให้สามารถติดต่อและแลกเปล่ียนขอ้ มูล ข่าวสารได้สะดวกและรวดเร็วข้ึน ทาให้การทางานในสานักงานมีประสิทธิภาพ ซ่ึงการเชื่อมต่อเคร่ือง คอมพวิ เตอร์นับว่าเป็นเครื่องมือทมี่ ีความจาเปน็ ในสานักงานมากที่สุด โดยผู้เขยี นจะได้อธบิ ายถึง การ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสานักงานสมัยใหม่ ทางด้านการประยุกต์ใช้อุปกรณ์ทาง คอมพวิ เตอรท์ ี่เชอื่ มต่อกันเป็นระบบเครือขา่ ยไว้ในบทถัดไป เทคโนโลยีไร้สาย สานักงานสมยั ใหมม่ กี ารสรรหารปู แบบของการดาเนินงานใหม่ ๆ ท่ีเหมาะสม มคี วามทันสมัย สะดวกสบาย มาใช้ในสานักงาน นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกระบวนการดาเนินงาน ปัจจุบัน มีการนาเทคโนโลยีไร้สายมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินงานในสานักงานเพื่อตอบสนองความต้องการ ของบุคลากรจานวนมาก และเป็นการอานวยความสะดวกให้การดาเนินงานรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยี ไร้สาย เช่น การสง่ คลนื่ ไมโครเวฟ การสือ่ สารดาวเทยี ม ระบบแลนไรส้ าย เวบ็ ไรส้ าย รายละเอยี ดดังนี้ 1. การส่งคลื่นไมโครเวฟ (terrestrial microwave) เป็นคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงชนิด หนึ่งที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สามารถวัดได้โดยใช้เคร่ืองมือเฉพาะ มีการต้ังสถานีรับ-ส่ง ข้อมลู เป็นระยะ ๆ และสง่ ขอ้ มลู ต่อกนั เป็นทอด ๆ ระหวา่ งสถานีต่อสถานีจนกวา่ จะถงึ สถานปี ลายทาง หากลักษณะภูมิประเทศมีภูเขาหรือตึกสูงบดบังคล่ืนจะทาให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังเป้าหมายได้
123 ดังนั้น ส่วนใหญ่สถานีไมโครเวฟจงึ จะตั้งอยู่บนพ้ืนทสี่ ูงเพ่ือให้สามารถรับสญั ญาณได้ การส่งข้อมลู ดว้ ย สอ่ื กลางชนิดน้ีเหมาะกับการส่งขอ้ มลู ในพ้ืนทหี่ ่างไกลมาก ๆ และทรุ กันดาร 2. การสื่อสารดาวเทียม (communication satellites) การส่ือสารผ่านดาวเทียมเป็น เทคโนโลยีการส่ือสารแบบไร้สายประเภทหน่ึงที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือการสื่อสารระยะทางท่ีไกลและ ครอบคลมุ พนื้ ท่ีกว้าง สามารถใช้ในการติดต่อส่ือสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนการ คมนาคมขนส่งท่ีช่วยในการควบคุมเส้นทางและบอกตาแหน่งที่อยู่ โดยอาจเป็นสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณโทรศัพท์ สญั ญาณภาพ เสยี ง และการเชื่อมตอ่ ทางอินเทอร์เนต็ ระหว่างประเทศ เปน็ ตน้ โดย ดาวเทยี มจะทาหนา้ ท่ีเปน็ สถานีรับสง่ คล่นื วิทยุ สื่อสารติดต่อกบั สถานีภาคพ้ืนดนิ ชว่ ยให้กิจการสื่อสาร ทางเปน็ ไปอยา่ งทั่วถงึ และรวดเร็ว 3. ระบบแลนไร้สาย (wireless local area network) เป็นการเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์เป็น เครือขา่ ยแบบไร้สาย เหมาะสาหรับการติดตั้งในสถานทีท่ ไ่ี ม่สะดวกในการเดินสาย การที่ไม่ตอ้ งใช้สาย ทาให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทาได้สะดวกมากข้ึน ไม่เหมือนกับระบบ LAN ท่ีต้องใช้สายทาให้ต้อง สิ้นเปลืองเวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตาแหน่งการใช้งานเคร่ืองคอมพิวเตอร์ เหมาะกับ สถานทีท่ ต่ี อ้ งการความสวยงาม เรยี บรอ้ ย และเปน็ ระเบียบ 4. เว็บไร้สาย (wireless web) สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ตได้ โดยไม่ต้องใช้สาย เทคโนโลยีชนิดนี้นิยมใช้กับอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย เช่น โทรศัพท์อัจฉริยะ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และอุปกรณ์อ่ืน ๆ ใช้โปรโตคอลไร้สายการประยุกต์ใช้งานบนเว็บไซต์ (wireless application protocol: WAP) (สพุ ล พรหมมาพันธุ์, 2556, หน้า 157) การบริหารงานสานักงานสมัยใหม่นอกจากการนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ใน สานักงานแล้ว สิ่งท่ีผู้บริหารควรคานึงถึง คือ การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ และมีหน่วยงานที่ดูแลทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในสานักงานโดยเฉพาะ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเต็มศักยภาพ และให้การดาเนินงานใน สานกั งานเปน็ ไปอยา่ งราบรื่น แนวโน้มเทคโนโลยสี ารสนเทศในอนาคต ความเจริญกา้ วหน้าทางด้านเทคโนโลยีไม่หยุดอยู่เพียงเทา่ น้ี ยังคงมกี ารพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ซึ่งองค์การต่างต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่าน้ัน เพ่ือนามาใช้ในสานักงานภายใน องค์การของตนเอง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เทอร์แบน เลดเนอร์ แมคลีน และเวเธิร์บ
124 (Turban, Leidner, Mclean & Wetherbe, 2006, p. 27) ได้ระบุแนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศใน อนาคต ซง่ึ จะนามาใช้รว่ มกับระบบสารสนเทศทีก่ าลงั ได้รบั การพัฒนาทั้งในปจั จบุ นั และอนาคต ดังน้ี 1. ชิป จะส่งผลให้ความเร็วของการประมวลผลด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์เพ่ิมข้ึนและช่วยลด ต้นทนุ ของการประมวลผล 2. หน่วยเก็บ ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยเก็บ (storage) ควบคู่ไปกับ ความเร็วในการประมวลผลของชิป โดยการคิดค้นวิธีการท่ีเพิ่มปริมาณความจุของหน่วยเก็บใน ลกั ษณะของเมโมรีสต๊กิ (memory sticks) ทีม่ ีความจุมากถงึ 150 กกิ ะไบต์ 3. สภาพแวดล้อมเชิงอ๊อบเจกต์ ด้วยวิวัฒนาการเทคโนโลยีเชิงอ๊อบเจกต์ จะช่วยสนับสนุน การใช้ข้อมูลร่วมกันและการนากลับมาใช้ใหม่ ชว่ ยให้ผู้พัฒนาระบบสารสนเทศสามารถเชอ่ื มต่อระบบ สารสนเทศเข้าด้วยกัน และนาเสนอกระบวนการพัฒนาระบบท่ีเร็วกว่าและต้นทุนถูกกว่าเดิม สภาพแวดล้อมเชงิ อ๊อบเจกตจ์ ะรวมไปถงึ การเขียนโปรแกรม ฐานขอ้ มูล และระบบปฏบิ ตั ิการ 4. เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซ่อมบารุงด้วยตนเอง คือ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ชื่อ เอลิซา ซ่ึงมี ความสามารถในการคานวณด้วยความเร็วสูง อกี ทั้งยังสามารถซอ่ มบารงุ ด้วยตนเอง 5. คอมพวิ เตอร์แบบควอนตัม ระบบคอมพิวเตอรท์ ี่เปล่ียนจากการทางานบนแผงวงจร มาใช้ คณุ สมบัติพเิ ศษของอะตอมแทน จะมีความเรว็ การประมวลผลท่สี ูงกว่าเครือ่ งซปุ เปอรค์ อมพวิ เตอร์ 6. นาโนเทคโนโลยี อาจมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบไปด้วยโมเลกุลที่มีความเร็วสูง โดยมี โครงสร้างแบบครีสตัน (crystalline structure) และมีขนาดเล็กจนสามารถพกติดตัวได้ และยังได้รับ การป้องกันจากไวรัสคอมพวิ เตอร์ และข้อบกพรอ่ งอืน่ ๆ 7. ปัญญาประดิษฐ์ เป็นการให้คอมพิวเตอร์ทางานหรือคิดได้เหมือนมนุษย์ ให้มีพฤติกรรม เลียนแบบมนุษย์ มีความเข้าใจในภาษามนุษย์และรับรู้ภาษามนุษย์ได้ เช่น หุ่นยนต์ การประมวลผล ภาษาธรรมชาติที่ทาให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ และตอบสนองคาสั่งหรือข้อความในภาพูดได้ ระบบ ผู้เชี่ยวชาญการทาเหมืองข้อมูลที่ทาให้องค์การธุรกิจสามารถดึงความรู้ท่ีซ่อนอยู่ในฐานข้อมูลขนาด ใหญเ่ พอ่ื ให้มุมมองใหมแ่ ก่องค์การธุรกิจ เปน็ ต้น 8. การจดจาเสียง เป็นการทาให้คอมพิวเตอร์จดจาเสียงของผู้ใช้งาน โดยที่ผู้ใช้จะสามารถ ออกคาส่ังและตอบโตก้ ับคอมพิวเตอร์แทนการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งจะช่วยอานวยความสะดวกสาหรับผู้ที่ ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ให้สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่าย เป็นการแปลงข้อมูลในรูปของเสียงให้ กลายเป็นข้อความ เช่น ระบบสารสนเทศสาหรับผ้บู ริหารระดับสูง การส่ังงานระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทางาน และ ขยายคุณค่าเพิม่ ของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มตี ่อธรุ กิจ 9. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ กระบวนการทางานเก่ียวกับข้อมูลในเชิงพ้ืนที่ด้วยระบบ คอมพิวเตอร์ ท่ีใช้กาหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตาแหน่งในเชิงพื้นที่ โดยนา
125 รปู ภาพและข้อมลู ทางภูมิศาสตร์มาจัดทาแผนที่ในบริเวณท่ีสนใจ ประกอบด้วย ฐานข้อมูล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่จะแสดงในรูปเชิงซ้อน (multiple layer) ของข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ สามารถนามาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ในการดาเนินกิจการต่าง ๆ เช่น ระบบขนส่งสินค้า การ วางแผนยทุ ธศาสตร์ เปน็ ต้น 10. ระบบผู้เช่ียวชาญ เป็นระบบที่ช่วยแก้ไขปัญหาหรือทาการตัดสินใจ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ การจัดการความรู้มากกว่าสารสนเทศทั่วไป ถูกออกแบบมาเพ่ือให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธี เดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ เป็นการจาลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญมาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ระบบผู้เชี่ยวชาญจะทาการโต้ตอบกับมนุษย์โดยมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพ่ือความกระจ่างในการให้ ขอ้ เสนอแนะในการแกไ้ ขปญั หาน้ัน ๆ โดยผูเ้ ช่ียวชาญอาจเปน็ ผเู้ ช่ยี วชาญในด้านต่าง ๆ เชน่ การตลาด การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ เศรษฐกิจ เป็นตน้ 11. การสร้างบริษัทเสมือนจริง เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ที่เป็นตัวแทนขององค์การ เพ่ือให้ ผู้บริหารสามารถทางานร่วมกันได้ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี โดยไม่ต้องพบปะเห็นหน้ากัน ซึ่ง การสร้างบริษัทเสมือนจริงสามารถทาได้หลายลักษณะ ตัวอย่างเช่น การใช้กลยุทธ์ของบริษัทเสมือน จรงิ ทมี่ กี ารใชเ้ ทคโนโลยีอนิ เทอร์เนต็ เอ็กทราเน็ต และอินเทอร์เน็ต การสรา้ งกระบวนการผลิตเสมอื น จริงเพ่ือสามารถจัดการดาเนินการมีการเชื่อมโยงกับรา้ นค้าออนไลน์ หรือการให้ลูกค้าส่ังซือ้ สนิ ค้าผา่ น ระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ระบบพาณชิ ย์อิเล็กทรอนกิ ส์ เปน็ ตน้ 12. เทคโนโลยี 5 G เป็นระบบการสื่อสารแบบไร้สายในยุคท่ี 5 มีความเร็วเพิ่มข้ึนกว่าระบบ 4G ถึง 10 เทา่ และสามารถเชือ่ มโยงเครือข่ายและสิง่ ตา่ ง ๆ ไดม้ ากข้ึนถึง 1,000 เท่า จึงเป็นมากกว่า ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รองรับการใช้งาน 3 ด้าน คือ การขยายช่องสัญญาณเพ่ือรองรับการ สื่อสารจานวนมาก การสื่อสารท่ีมีความเสถียรและเวลาหน่วงที่ต่า และการรองรับการสื่อสารของ อุปกรณจ์ านวนมาก ซ่ึงอาจก่อใหเ้ กิดบริการใหม่ ๆ มากมาย สรุปได้ว่า การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสานักงานมีความจาเป็นท่ีผู้บริหารต้องเตรียม ความพร้อมและเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศที่กาลังจะเกิดข้ึนในอนาคตไปพร้อมกัน เพ่ือคัดเลือก เทคโนโลยีสาสรสนเทศเหล่าน้ันมาใช้ในสานักงาน โดยที่เทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าวต้องรองรับกับ เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตด้วย ถือเป็นการลงทุนคร้ังเดียวที่มีความคุ้มค่าเนื่องจากเทคโนโลยีที่ ใช้ในปจั จุบนั สามารถประสานกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศในอนาคตได้
126 สรปุ เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสาคัญและมีความจาเป็นต่อองค์การ โดยองค์การหลายแห่งมี การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อพัฒนาปรับปรุง และสร้างประสิทธิภาพการทางาน โดย เทคโนโลยสี ารสนเทศทเ่ี กี่ยวข้องในสานกั งานประกอบไปด้วยเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้าน ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยดี ้านการจัดการข้อมลู และเทคโนโลยีดา้ นระบบเครือขา่ ยและโทรคมนาคม เทคโนโลยีดา้ นฮารด์ แวร์เป็นองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ท่ีสามารถจับต้องได้ และสามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยท่ีซอฟต์แวร์มีความสาคัญต่อความสาเร็จและความล้มเหลวของงานใน สานักงาน เน่ืองจากเป็นระบบหรือชุดคาส่ังที่ควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รอบข้าง เพื่อควบคุมให้เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ทางานไดต้ ามต้องการ ซ่งึ ซอฟต์แวร์ถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ สาหรับเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลในยุคปัจจุบันมีอยู่ หลากหลาย เช่น การเก็บข้อมูลบนคลาวด์ คลังข้อมูล และข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น สานักงาน สมัยใหม่นอกจากจะประกอบไปด้วย เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ และ เทคโนโลยีดา้ นการจัดการข้อมลู แลว้ นั้น สิง่ ที่สาคัญ คอื เทคโนโลยีดา้ นการสอ่ื สารข้อมลู และเครอื ขา่ ย เน่ืองจากการส่ือสารขอ้ มูลเป็นส่ิงท่ีจาเป็นในการติดต่อส่ือสารในสานักงานท้ังภายในและภายนอก ซึ่ง การแบ่งประเภทเครือข่าย สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบ่งตามความครอบคลุม และแบ่งตาม ระดับความปลอดภัยของข้อมูล และปัจจุบันสานักงานสมัยใหม่ได้มีการนาเทคโนโลยีไร้สายมา ประยุกต์ใช้ในสานกั งาน เชน่ การสง่ คล่นื ไมโครเวฟ การสือ่ สารดาวเทียม ระบบแลนไร้สาย เวบ็ ไร้สาย เป็นต้น นอกจากนี้ผู้บริหารจะต้องเตรียมพร้อมกับเทคโนโลยีสารนเทศในอนาคตเพ่ือสร้างความ ได้เปรียบในการแข่งขนั ทางธรุ กิจอีกดว้ ย
127 คาถามทา้ ยบท จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. จงอธบิ ายความหมายและความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ มาพอสงั เขป 2. จงอธบิ ายลักษณะที่สาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ มาพอสงั เขป 3. ส่วนประกอบของฮารด์ แวร์ประกอบไปด้วยหนว่ ยอะไรบ้าง 4. เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์มีความสาคัญต่อความสาเร็จและความล้มเหลวของงานในสานักงาน อยา่ งไร 5. จงเรียงลาดับโครงสร้างของระดับช้ันข้อมูลจากหน่วยที่เล็กที่สุดไปหน่วยที่ใหญ่ท่ีสุด พร้อมทั้ง อธบิ ายลกั ษณะในแต่ละหนว่ ย 6. ฐานข้อมลู ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบอะไรบ้าง 7. เทคโนโลยีด้านการส่ือสารขอ้ มูลในสานกั งานแบง่ ออกเป็นกป่ี ระเภท ได้แกอ่ ะไรบ้าง 8. การแบง่ ประเภทเครอื ขา่ ยสามารถแบ่งออกเป็นกีป่ ระเภท ได้แก่อะไรบา้ ง 9. จงยกตวั อยา่ งเทคโนโลยีไรส้ ายมา 1 ประเภท พร้อมอธิบายถงึ การประยุกตใ์ ช้ในสานักงาน 10. จงยกตัวอย่างแนวโน้มเทคโนโลยสี ารสนเทศในอนาคต มาพอสังเขป
128 เอกสารอา้ งองิ ซเี อสล็อกซอินโฟ. (2560). รจู้ กั เทคโนโลยี cloud computing. ค้นเมื่อ มถิ ุนายน 1, 2562, จาก http://dccloud.csloxinfo.com/th/wecloud01/ ปานระพี นาสกลุ . (2558). cloud computing คอื อะไร. คน้ เม่อื มถิ นุ ายน 7, 2562, จาก https://www.it24hrs.com/2015/cloud-computing-and-cloud-definition/ พรรณี สวนเพลง. (2555). ระบบสารสนเทศเชิงกลยทุ ธ์. กรุงเทพฯ: วี พรน้ิ ท์ (1991). ไพบูลย์ เกียรตโิ กมล, ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์. (2551). ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (ฉบับปรบั ปรงุ ใหม่). กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยเู คชั่น. มฑุปายาส ทองมาก. (2559). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ การจัดการความทา้ ทายในยคุ ดิจิทัล. ปทมุ ธานี: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. มาลนิ ี คาเครือ. (2562). การวจิ ัยทางธุรกิจ. กาญจนบรุ ี: มหาวิทยาลยั ราชภัฎกาญจนบรุ ี. รจุ จิ นั ทร์ วชิ ิวานเิ วศน.์ (2560). สารสนเทศทางธรุ กิจ. กรุงเทพฯ: วี พริ้นท์ (1991). เรวตั ร ยัง่ ยืน. (2561). big data คืออะไร. คน้ เม่ือ มิถุนายน 7, 2562, จาก http://www.glurgeek.com/education/big-data-คืออะไร/ วศิน เพิ่มทรัพย์. (2561). ความรเู้ บอื้ งตน้ เกีย่ วกบั คอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: โปรวิชนั่ . วฒั นา เอกปมิตศิลป์. (2559). ระบบสารสนเทศเพือ่ การจดั การ. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์. สพุ รรษา ยวงทอง. (2557). ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรงุ เทพฯ: โปรวิช่ัน. สุพล พรหมมาพนั ธุ์. (2556). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจัดการธุรกจิ . กรงุ เทพฯ: แสงจันทรก์ ารพิมพ์. อสมา กลุ วานชิ ไชยนันท์. (2562). Big data series III: Big data in real cases. กรงุ เทพฯ: พราว เพรส (2002). โอภาส เอี่ยมสิรวิ งศ.์ (2561). วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: วี.พริ้นท์ (1991). Turban, E., Leidner, D., Mclean, E., & Wetherbe, J. (2006). Information technology for management: transformation organization in the digital economy. (5th ed.). Hoboken: John Wiley & Sons (Asia).
บทที่ 6 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในสานกั งานสมัยใหม่ จากบทท่ี 5 ผู้เขียนได้อธิบายถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในสานักงานสมัยใหม่ไปแล้วน้ัน จึงทา ให้ทราบได้ว่าการดาเนินงานของสานักงานจะประสบความสาเรจ็ ได้อย่างรวดเร็วต้องอาศัยเทคโนโลยี ท่ีมีความทันสมัยมาเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญในการขับเคล่ือนการดาเนินงาน เพ่ือให้การทางาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูล เทคโนโลยีด้านการส่ือสารข้อมลู และเครือขา่ ย และเทคโนโลยีไรส้ าย ซง่ึ หลายองคก์ ารตา่ งหันมาใหค้ วามสาคัญกบั การนาเทคโนโลยเี หล่าน้มี าประยุกตใ์ ชใ้ นสานักงาน ในบทนี้จะได้อธิบายถึงการประยุกต์ใช้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมต่อกันเป็นระบบ เครือข่าย การประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล การประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ และการ ประยกุ ต์ใช้อบี สิ ซเิ นสและอคี อมเมิรช์ โดยมีรายละเอียดดงั น้ี การประยุกตใ์ ชอ้ ปุ กรณท์ างคอมพวิ เตอรท์ ่เี ช่ือมต่อกันเปน็ ระบบเครอื ข่าย การดาเนินงานของสานักงานในยุคปัจจุบันอาศัยคอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือหลัก โดยการ ประยุกต์ใช้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ท่ีเช่ือมต่อกันเป็นระบบเครือขา่ ย เพ่ือให้สามารถสอื่ สารข้อมลู กัน ภายในและภายนอกสานักงานได้ จึงทาให้เทคโนโลยีการส่ือสารในยุคปัจจุบันเกิดการเช่ือมต่อแบบไร้ ขีดจากัด รวมไปถึงการเดินสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเพ่ือประโยชน์ทางการส่ือสาร โดย เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรส์ ามารถแบ่งตามลักษณะของการเช่อื มต่อหลักได้ ดังน้ี (รุ่งรศั มี บุญดาว, 2559, หนา้ 122-124; สุพล พรหมมาพนั ธ์ุ, 2556, หนา้ 173; วฒั นา เอกปมติ ศลิ ป์, 2559, หน้า 83-86) 1. เครือข่ายแบบดาว (star network) ลักษณะเครือข่ายแบบดาวน้ีจะมีฮับ (hub) เป็นจุด ศนู ยก์ ลางในการควบคมุ การเช่ือมต่อภายในเครือขา่ ย มีการเช่ือมตอ่ เป็นลกั ษณะแบบรูปตัวดาวหลาย แฉก โดยฮับจะเป็นจุดศูนย์กลางในการผ่านการติดต่อสื่อสารกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย จึงมี หน้าท่ีเป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการส่ือสารทั้งหมดท้ังภายในและภายนอกเครือข่าย และยังทาหน้าท่ี เป็นศูนย์กลางข้อมูลอีกด้วยโดยเช่ือมต่อเข้ากับไฟล์เซิร์ฟเวอร์อีกที การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบดาว เหมาะสมสาหรับการประมวลผลที่มีลักษณะรวมศูนย์ ข้อดี คือ หากต้องการเชื่อมต่อเครือข่าย คอมพิวเตอร์เคร่ืองใหม่สามารถทาได้ง่ายโดยไม่กระทบต่อเคร่ืองคอมพิวเตอร์เคร่ืองอื่นในระบบ ขอ้ เสีย คือ การเชอ่ื มตอ่ ลกั ษณะนี้จะใช้สายเคเบล้ิ ในการเชอ่ื มต่อซึ่งมีค่าใชจ้ ่ายท่ีคอ่ นข้างสงู และหาก
130 ฮับไม่ทางานการสื่อสารท้ังระบบจะหยดุ ทางานทันที โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว แสดง ดงั ภาพท่ี 6.1 คอมพวิ เตอร์ คอมพวิ เตอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ฮบั เซิรฟ์ เวอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ เคเรคอื่รงื่อปงปรนิ้ รเิน้ ตเอตรอ์ ร์ ภาพท่ี 6.1 โครงสร้างเครือขา่ ยคอมพวิ เตอรแ์ บบดาว ท่มี า (กิตติ ภกั ดีวฒั นะกลุ , 2552, หนา้ 22) 2. เครือข่ายแบบบัส (bus network) เป็นเครือข่ายท่ีใช้สายเคเบิ้ลเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์ต่าง ๆ การเช่ือมต่อแบบบัสจะมีสายหลักเพียง 1 เส้น อุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนดใน เครือข่ายจะต้องเช่ือมโยงเข้ากับสายส่ือสารหลักท่ีเรียกว่า บัส (bus) เมื่อโหนดหน่ึงต้องการจะส่ง ข้อมูลไปใหย้ ังอีกโหนดหน่ึงภายในเครือข่าย จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าบัสว่างหรือไม่ ถ้าหากไม่ วา่ งจะไม่สามารถส่งข้อมูลออกไปได้ เนื่องจากสายส่ือสารหลักมีเพยี งสายเดียว ในกรณีที่มีข้อมูลวิ่งมา ในบัส ขอ้ มูลนีจ้ ะวง่ิ ผ่านโหนดต่าง ๆ ไปเรอ่ื ย ๆ ในขณะท่ีแต่ละโหนดจะคอยตรวจสอบข้อมูลทีผ่ ่านมา วา่ เป็นของตนหรอื ไม่ หากไมใ่ ช่จะทาการปล่อยให้ข้อมูลวิ่งผ่านไป แต่หากเลขทอ่ี ยู่ปลายทาง ซึ่งกากับ มากับข้อมูล ตรงกับเลขท่ีอยู่ของของตนโหนดนั้นจะทาการรับข้อมูลเข้าไป ข้อดี คือ ใช้ส่ือนาข้อมูล
131 น้อย ประหยัดค่าใช้จ่าย ข้อเสีย คือ การตรวจสอบหาจุดที่มีปัญหาทาได้ค่อนข้างยาก หากมีเครื่อง คอมพวิ เตอรใ์ นเครือข่ายจานวนมาก โครงสรา้ งเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์แบบบัส แสดงดังภาพท่ี 6.2 คอมพวิ เตอร์ คอมพวิ เตอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ เซิรฟ์ เวอร์ เครอ่ื งปรนิ้ เตอร์ ภาพที่ 6.2 โครงสร้างเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรแ์ บบบัส ที่มา (กิตติ ภกั ดีวัฒนะกลุ , 2552, หน้า 22) 3. เครือข่ายแบบวงแหวน (ring network) เป็นเครือข่ายการเชื่อมต่อเคร่ืองคอมพิวเตอร์ใน รปู แบบลักษณะวงแหวนทศิ ทางเดียวกัน และขอ้ มูลจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์แต่ละเคร่อื ง ซ่ึงจะทาหนา้ ที่ ทวนสัญญาณไปในตัว หากข้อมูลท่ีรับมาไม่ตรงตามท่ีเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางระบุจะส่งผ่านไปยัง เครื่องคอมพิวเตอร์เคร่ืองถัดไป เม่ือเคร่ืองคอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทางานจะทาให้ระบบเครือข่าย ล่มเช่นกัน โครงสร้างเครือข่ายแบบวงแหวน ข้อดี คือ สามารถควบคุมการส่งข้อมูลได้ง่ายเนื่องจาก ระบบวงแหวนเป็นวงปดิ ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ยในการตดิ ต้งั ง่ายในการเพิ่มจุดบรกิ ารใหม่เข้าสรู่ ะบบ และ ครอบคลมุ พ้ืนทก่ี ว้าง ข้อเสยี คือ หากจุดใดจดุ หน่ึงเสยี หายจะทาให้ระบบทง้ั ระบบไมส่ ามารถตดิ ต่อกัน ได้ ยากต่อการตรวจสอบข้อผิดพลาด และเม่ือจะส่งข้อมูลจะต้องให้สายข้อมูลนั้นว่างเสียก่อนจึงจะ สามารถส่งออกขอ้ มลู ได้ โครงสรา้ งเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอรแ์ บบวงแหวน แสดงดงั ภาพที่ 6.3
132 เซริ ์ฟเวอร์ เคร่อื งปรน้ิ เตอร์ วงแหวน คอมพวิ เตอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ ภาพท่ี 6.3 โครงสรา้ งเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน ที่มา (กิตติ ภกั ดวี ัฒนะกลุ , 2552, หน้า 24) 4. เครือข่ายแบบแมช (mesh network) เป็นเครือข่ายการเช่ือมต่อเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่มี การทางานโดยเคร่ืองคอมพิวเตอร์แต่ละเคร่ืองจะมีช่องสัญญาณจานวนมาก เพ่ือท่ีจะเช่ือมต่อกับ เครื่องคอมพิวเตอร์เคร่ืองอ่ืน ๆ ทุกเคร่ือง โดยแต่ละเคร่ืองจะส่งข้อมูลได้อย่างอิสระไม่ต้องรอการส่ง ข้อมูลระหว่างเคร่ืองคอมพิวเตอร์เครื่องอ่ืน ๆ หากมีเส้นทางการเชื่อมต่อคู่ใดคู่หน่ึงขาดจากกันจะทา ให้การสื่อสารยังคงติดต่อได้โดยอุปกรณ์จัดเส้นทาง (router) ซ่ึงจะทาการเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ อัตโนมัติ ข้อดี คือ การส่งข้อมูลมีความเร็ว ข้อเสีย คือ ยากต่อการเดินสายและส้ินเปลืองค่าใช้จ่าย โครงสร้างเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์แบบแมช แสดงดังภาพที่ 6.4
133 ภาพที่ 6.4 โครงสร้างเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์แบบแมช ท่มี า (มายพเี ฮชพีดอทคอม, 2561) 5. เครือข่ายแบบผสม (hybrid network) เป็นการผสมผสานเครือข่ายในแบบต่าง ๆ เข้า ด้วยกันเพื่อลดข้อจากัดของเครือข่ายบางประเภท ข้อดี คือ สามารถขยายระบบได้ง่าย ข้อเสีย คือ อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองต่ออยู่บนสายสัญญาณเพียงเส้น เดียว ซ่ึงหากมีการขาดท่ีตาแหน่งใดตาแหน่งหน่ึง จะทาให้เคร่ืองอ่ืนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดในระบบไม่ สามารถใช้งานได้ตามปกติ อีกท้ังหากเกิดเหตุขัดข้องจะตรวจสอบได้ยาก โครงสร้างเครือข่าย คอมพิวเตอร์แบบผสม แสดงดังภาพที่ 6.5 ภาพที่ 6.5 โครงสรา้ งเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์แบบผสม ทีม่ า (กิตติ ภักดีวฒั นะกุล, 2552, หน้า 24)
134 สานักงานอาจเลือกใช้โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามความเหมาะสม ซ่ึงการเลือกใช้ โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบใดนั้น อาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เพื่อ เปรียบเทยี บคณุ สมบตั ิ ข้อดี และขอ้ เสยี ของเครือขา่ ยในแต่ละประเภท ตารางท่ี 6.1 แสดงตารางการเปรยี บเทียบคณุ สมบตั ิของโครงสรา้ งเครอื ขา่ ยในแตล่ ะประเภท โครงสรา้ งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ขอ้ ดี ข้อเสยี 1. เครือข่ายคอมพิวเตอรแ์ บบดาว 1. เชือ่ มตอ่ คอมพวิ เตอร์เคร่ือง 1. การเช่ือมต่อลักษณะน้ีจะใช้ ใหม่สามารถทาได้งา่ ย สายเคเบิ้ลในการเชื่อมต่อซึ่งมี 2. เครือขา่ ยคอมพิวเตอรแ์ บบบสั 2. หากเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ ค่าใชจ้ ่ายทีค่ อ่ นขา้ งสูง เครอ่ื งใดเครอ่ื งหนง่ึ เสยี จะไม่ 2. หากฮับไม่ทางานการสื่อสาร 3. เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์แบบ กระทบกับระบบท่ีเหลอื ทั้งระบบจะหยุดทางานทนั ที วงแหวน 1. ใช้ส่ือนาขอ้ มลู นอ้ ย 1. การตรวจสอบหาจุดทม่ี ี 2. ประหยัดค่าใชจ้ ่าย ปญั หาทาไดค้ ่อนขา้ งยาก 4. เครอื ข่ายคอมพวิ เตอรแ์ บบแมช 3. การขยายเครือขา่ ยทาได้ง่าย 2. การทางานของระบบ 5. เครอื ข่ายคอมพิวเตอรแ์ บบผสม เครอื ขา่ ยมีความลา่ ชา้ 1. สามารถควบคมุ การส่งขอ้ มูล 1. หากจุดใดเสยี หายจะทาให้ ไดง้ า่ ยเนอ่ื งจากระบบวงแหวน ระบบไม่สามารถติดต่อกนั ได้ เปน็ วงปดิ 2. ยากต่อการตรวจสอบ 2. ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยในการ ขอ้ ผิดพลาด ติดตัง้ 3. เม่ือจะสง่ ข้อมลู จะตอ้ งให้ 3. ง่ายในการเพิม่ จุดบริการใหม่ สายขอ้ มูลนนั้ ว่างเสียก่อนจึงจะ เขา้ สรู่ ะบบ สามารถสง่ ออกขอ้ มลู ได้ 1. การสง่ ข้อมูลมคี วามเร็ว 1. ยากต่อการเดนิ สายและ สิ้นเปลืองคา่ ใช้จ่าย 1. สามารถขยายระบบได้ง่าย 1. อาจเกิดข้อผดิ พลาดได้งา่ ย เนื่องจากเคร่อื งคอมพิวเตอร์ทุก เครื่องต่ออยู่บนสายสัญญาณ เพียงเส้นเดียว 2. ระบบไมส่ ามารถทางานได้ หากมกี ารขาดทีต่ าแหน่งใด ตาแหน่งหน่งึ ทม่ี า (ร่งุ รศั มี บุญดาว, 2559, หน้า 124)
135 สาหรับรูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายแบบไร้สายในสานักงาน มี 4 วิธี คือ การ เชื่อมต่อเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ การเช่ือมต่อเครือข่ายแบบผู้รับบริการและผู้ให้บริการ การ เชื่อมต่อเครือข่ายแบบมัลทิเพิลแอคเซสพอยต์ และการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบใช้เอ็คซเทนเชินพอยต์ รายละเอียดดังนี้ (รงุ่ รัศมี บุญดาว, 2559, หนา้ 125-127) 1. การเชือ่ มต่อเครือขา่ ยแบบเพียร์ทูเพียร์ (peer to peer) เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่าง คอมพิวเตอร์ท่ีมีความเท่าเทียมกันตั้งแต่ 2 เคร่ืองขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า เพียร์ (peer) เครือข่ายประเภทนี้ ไม่จาเป็นต้องมีเคร่ืองเซิร์ฟเวอร์ที่มีราคาแพง เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะทาหน้าท่ีเป็น ทั้งไคลเอนท์และเซิร์ฟเวอร์เองแล้วแต่การใช้งานของผู้ใช้ บางที่เรียกว่า \"เวิร์คกรุ๊ป\" (work group) เครือข่ายประเภทนี้จะใช้งานแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนมากนัก เหมาะสมสาหรับการติดต้ังท่ีมีผู้ใช้ เครือขา่ ยนอ้ ยกวา่ 10 คน รปู แบบการเชอื่ มต่อเครือขา่ ยแบบเพียร์ทเู พียร์ แสดงดงั ภาพที่ 6.6 ภาพท่ี 6.6 รปู แบบการเชือ่ มต่อเครือขา่ ยแบบเพียร์ทูเพยี ร์ ที่มา (กรมทีด่ นิ กระทรวงมหาดไทย, 2562) 2. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบผู้รับบริการและผู้ให้บริการ (clien/sever) ปัจจุบันเครือข่าย ประเภทนี้เป็นท่ีนิยมอย่างมากไม่ว่าจะเป็นสานักงานขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ รูปแบบการเชื่อมต่อมี ลักษณะการรับส่งข้อมูลแบบอาศัยแอ็กซสพอยด์ (access point) หรือเรียกว่า ฮอทสปอต (hot spot) ซ่ึงทาหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระบบเครือข่ายแบบไร้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์รับบริการ (client) เคร่ืองคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อกันหรือติดต่อกับเครื่องผู้ให้บริการ (server) เพ่ือแลกเปล่ียน ข้อมูล โดยอาศัยโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server) แก่เคร่ืองคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย เป็นเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้จานวนมาก ๆ
136 เหมาะสาหรับเครือข่ายท่ีต้องการเน้นเร่ืองประสิทธิภาพ เน้นความปลอดภัย และการใช้ทรัพยากร ร่วมกนั จานวนมาก รูปแบบการเชอ่ื มต่อเครอื ข่ายแบบผรู้ ับบรกิ ารและผใู้ ห้บริการ แสดงดงั ภาพท่ี 6.7 ภาพที่ 6.7 รูปแบบการเชือ่ มต่อเครือข่ายแบบผรู้ บั บรกิ ารและผู้ให้บริการ ท่มี า (กรมท่ดี ินกระทรวงมหาดไทย, 2562) 3. การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบมัลทิเพิลแอคเซสพอยต์ (multiple access points) เป็นการ เชอ่ื มตอ่ เครือข่ายในวงกว้าง โดยท่ัวไปแล้วการเชอ่ื มตอ่ สัญญาณระหวา่ งเครือ่ งคอมพวิ เตอร์กบั ตวั แอค เซสพอยต์ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีภายในอาคาร ประมาณ 500 ฟุต และภายนอกอาคาร 1000 ฟุต หากสถานท่ีท่ีติดตั้งมีขนาดกว้างมาก ๆ เช่น คลังสินค้า สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการ ติดตั้งแอคเซสพอยต์ให้มากขึ้น เพ่ือให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณดังกล่าวครอบคลุมทั่วถึง รูปแบบ การเชื่อมตอ่ เครอื ขา่ ยแบบมัลทิเพลิ แอคเซสพอยต์ แสดงดงั ภาพที่ 6.8 ภาพที่ 6.8 รูปแบบการเชอ่ื มตอ่ เครือข่ายแบบมลั ทิเพลิ แอคเซสพอยต์ ทม่ี า (กรมท่ีดินกระทรวงมหาดไทย, 2562)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282