137 4. การเช่ือมต่อเครือข่ายแบบใช้เอ็คซเทนเชินพอยต์ (extension point) เป็นการเชื่อมต่อ แบบขยายจุดท่ีมีลักษณะคลา้ ยกับการเช่ือมต่อเครือข่ายแบบมัลทิเพลิ แอคเซสพอยต์ แต่ไม่ตอ้ งผูกติด กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนท่ีใช้เพ่ิมเติมในการรับส่งสัญญาณ รูปแบบการเช่ือมต่อเครือข่ายแบบใช้ เอ็คซเทนเชินพอยต์ แสดงดังภาพท่ี 6.9 ภาพท่ี 6.9 รูปแบบการเช่ือมต่อเครือขา่ ยแบบใช้เอ็คซเทนเชินพอยต์ ทีม่ า (กรมท่ดี นิ กระทรวงมหาดไทย, 2562) การเช่ือมต่อของระบบเครือข่ายแบบไร้สายในสานักงานมีหลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้ รูปแบบใดข้ึนอยู่กับความจาเป็นและความเหมาะสมในการใช้งาน รวมไปถึงงบประมาณที่มี ซ่ึงการ เชื่อมต่อของระบบเครือข่ายแบบไร้สายจะช่วยลดปัญหาในการติดต้ังและการจัดวางสายทาให้เกิด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสานักงาน แต่พบว่ามีข้อจากัด คือ อาจมีเสียงสัญญาณรบกวนได้ มี ราคาแพง และต้องใชช้ อ่ งสัญญาณคลน่ื ความถเ่ี ดยี วกันจงึ จะสามารถส่ือสารข้อมูลกนั ได้ การประยกุ ต์ใช้ระบบประชุมทางไกล สานักงานในยุคปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในสานักงานเพ่ือเพิ่ม ประสทิ ธภิ าพในการทางาน ระบบการปฏิบตั ิงานในสานักงานไมว่ ่าจะเปน็ หน่วยงานภาครฐั หรือเอกชน ต่างต้องมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และจัดการปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน การประชุมจึงเป็น การเข้ามาทากิจกรรมร่วมกันต้ังแต่สองคนขึ้นไป มีการสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน จุดมุ่งหมาย คือ เพ่ือ ปรึกษาหารือ แลกเปล่ียนความคิดเห็น ชี้แจง และทาความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารแนว
138 เดียวกัน (horizontal communication) อันจะนามาซ่ึงความเข้าใจตรงกัน เพื่อนาไปสู่ข้อสรุปเดียว โดยมกี าหนดการ สถานที่ และเวลาทถ่ี กู กาหนดไว้ (เนตร์พัณณา ยาวริ าช, 2559, หนา้ 197) ซ่งึ หน้าที่ ของสานักงานในการจดั การประชมุ สามารถดาเนนิ การ ดงั น้ี 1. การจัดทาจดหมายเพื่อเชิญประชุม ก่อนดาเนินการประชุมทุกครั้งเจ้าหน้าที่สานักงาน จะดาเนินการจัดทาจดหมายเพื่อเชิญประชุมให้ผู้เข้าร่วมได้รับทราบ โดยต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพ่ือให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้วางแผนตารางงานของตนเอง ซ่ึงข้อความในจดหมาย เชิญประชุมต้องผ่านการตรวจสอบเป็นอย่างดี และต้องมีข้อความที่บอกถงึ วัน เวลา และสถานท่ีท่ีจะ จัดการประชุมอย่างชัดเจน พร้อมมีเบอร์โทรศัพท์แจ้ง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะสามารถแก้ไข ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งควรแนบระเบียบวาระการประชุมไปพร้อมกับจดหมายเชิญประชุมด้วย เพ่ือให้ผู้เข้าประชุมได้ศึกษารายละเอียดก่อนถึงกาหนดการประชุม และก่อนวันท่ีจะมีการจัดการ ประชุม เจ้าหน้าท่ีสานักงานต้องประสานงาน และยืนยันวัน เวลา สถานที่กับผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อ เป็นการเตอื นผูเ้ ข้าประชุมอกี ครั้ง 2. การจัดทาระเบียบวาระการประชุม เป็นการแจ้งลาดับรายการท่ีกาหนดไว้เสนอต่อท่ี ประชุมไวเ้ ป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกต่อการประชุม โดยทั่วไปประธานและเลขานกุ ารการประชุมจะเป็น ผู้จัดระเบียบวาระการประชุม โดยจะแจ้งเร่ืองที่จะประชุมให้ผู้ท่ีเก่ียวข้องได้ทราบ เพ่ือบรรจุเร่ืองที่ ต้องการจะประชุมกาหนดไว้ในระเบียบวารระการประชุม ซ่ึงการทาเช่นนี้จะทาให้ผู้ท่ีเข้าร่วมประชุม ทราบประเด็น และขอบเขตการประชุมล่วงหน้า โดยอาจมีการเตรียมข้อมูลและความคิดเห็นอ่ืน ๆ เสนอเพ่ิมเติมได้ และเป็นประโยชนอ์ ย่างยิ่งสาหรับผูท้ ่ีจะเข้าประชุมแทนหากผู้เข้าร่วมประชุมหลักไม่ สามารถมาประชุมได้ โดยอาจมอบหมายข้อมูลตา่ ง ๆ ให้ผู้ท่ีเก่ียวขอ้ งมาประชุมแทน 3. การจัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ในการประชุม เจ้าหน้าท่ีสานักงานต้องมีการวางแผน การเตรียมการต่าง ๆ ก่อนที่การประชุมจะเกิดข้ึน เช่น จองห้องประชุม อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ รวมท้ังเคร่ืองดื่มและอาหารว่าง จัดสถานท่ีให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมประชุม โดยคานึงถึงจานวนของ ผู้เข้าร่วมประชุมด้วย เพอ่ื อานวยความสะดวกในการดาเนนิ การประชุม จัดหาส่ิงอานวยความสะดวก ตา่ ง ๆ และหากเกิดเหตขุ ัดข้องต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที 4. สรุปรายงานการประชุม การจดั ทารายงานการประชุมเป็นสิ่งสาคัญ เพราะจะมีผลต่อการ จัดประชุมในครั้งตอ่ ไป ดังนั้น เลขาจะต้องนาไฟลข์ ้อมูลท่บี นั ทึกการประชมุ มาเพม่ิ เติมรายละเอียดท่ีมี การอภิปราย แสดงความคิดเห็น หรือมีมติในท่ีประชุม หลังจากนั้นทาการตรวจสอบรายงานการ ประชุม เมื่อมีความถูกต้องและครบถ้วนแล้วจึงทาการแจ้งรายงานการประชุมให้ผู้เข้าประชุมทุกท่าน ไดร้ บั ทราบ และหากต้องการเผยแพรส่ ามารถนาไปแขวนไว้ที่เว็บไซต์ขององคก์ ารได้ การจัดการประชุมมีประโยชน์อยา่ งย่ิงต่อการบริหารงาน ทาให้การดาเนินงานต่าง ๆ เป็นไป อย่างราบร่ืน เกิดความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน และช่วยในการวางแผน กาหนดนโยบาย และการ
139 ตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์การ สาหรับองค์การท่ีมีสานักงานย่อยอยู่ในพื้นท่ีท่ี ห่างไกลกัน สามารถจัดการประชุมได้โดยใช้ระบบประชุมทางไกล ซ่ึง ระบบประชุมทางไกล (teleconference) เป็นระบบที่สนับสนุนการส่ือสารสองทาง ผู้ร่วมประชุมสามารถเป็นได้ท้ังผู้ส่ง สัญญาณและผู้รับสัญญาณ ทาให้ระบบการสื่อสารในลักษณะน้ีสามารถเช่ือมต่อการสื่อสารระหว่าง สถานท่ีประชุมต้ังแต่ 2 สถานที่ขึ้นไป โดยผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีเฉพาะ เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน โทรทัศน์แบบดิจิทัล เป็นต้น ซ่ึงสามารถส่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ท้ังข้อความ ภาพ เสียง ภาพเคล่ือนไหว ไฟล์ข้อมูล เป็นต้น ซึ่งประเภทของระบบการประชุมทางไกลหากพิจารณาตามโครงสร้างพื้นฐานของ เทคโนโลยีและอุปกรณ์จะสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังน้ี (ขจิตพรรณ กฤตพลวิมาน, 2557, หน้า 151-154) 1. ระบบประชุมทางไกลผ่านระบบโทรคมนาคมพื้นฐาน เป็นระบบท่ีผู้ประชุมติดต่อสื่อสาร กันโดยผ่านระบบโทรศัพท์พื้นฐาน ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์เคลื่อนท่ี ระบบใยแก้วนาแสง ระบบไมโครเวฟ และระบบส่ือสารผ่านดาวเทียม เช่น ระบบประชุมทางไกลผ่านวีดีโอ (video conferencing system) เป็นการประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือ โทรทัศน์ ถูกออกแบบมาเพ่ือให้ผู้เข้าร่วมประชุมท่ีอยู่ต่างสถานท่ีกันสามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและ เสียง โดยทาการประชุมร่วมกันเปรียบเสมือนน่ังประชุมอยู่ในห้องเดียวกัน ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถ จะเห็นภาพของอีกฝ่ายหนึ่งปรากฏอยู่บนจอภาพคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ของตนเอง และภาพของ ตนเองจะไปปรากฏยังจอภาพคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ของอีกฝ่าย โดยคุณภาพของภาพและเสียงที่ ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางส่ือสารที่ ใช้เชื่อมต่อระหว่างทัง้ สองฝ่ัง สาหรับอุปกรณ์เบ้ืองต้นท่ี ใช้ในระบบประชุมทางไกลผ่านวีดีโอ คอื ระบบบีบอัดข้อมูลและรับส่ง กล้องจับภาพ ไมโครคอมพิวเตอร์ เคร่ืองนาเสนอวัตถุ 3 มิติ เคร่ืองเล่นวีดิทัศน์ จอรับภาพ โดยท่ัวไปจะเป็นจอฉากใหญ่ที่รับภาพจาก โปรเจคเตอร์ (projector) ระบบเคร่อื งเสียง ลาโพง และไมโครโฟน เป็นต้น 2. ระบบประชุมทางไกลผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย คอมพิวเตอร์ (computer mediated teleconferencing system) เป็นระบบประชุมทางไกลท่ี สามารถสนับสนุนการแลกเปลี่ยนไฟล์ข้อมูล การแสดงภาพ ระหว่างผู้เข้าร่วมประชุม โดยมีเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อีกท้ังยังมีการใช้งานวีโอไอพี (voice over IP: VoIP) ผ่าน โปรแกรมบนเว็บ ซ่ึงวีโอไอพีเป็นการประยุกต์การส่งข้อมูล และการส่ือสารทางเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต ปกติการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะเป็นการใช้สัญญาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่สาหรับการใช้งานวีโอไอพี จะเป็นการนาเอาสัญญาณเสียงมารวมเข้ากับสัญญาณข้อมูล เพ่ือสง่ ผ่านไปยังระบบเครือข่ายผ่านทาง โปรโตคอล (protocol) ท่ีใช้สาหรับอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (internet protocol) ที่มัก เรยี กกันวา่ ไอพี IP
140 ไม่ว่าจะเป็นการประชุมทางไกลในลักษณะใดล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยองค์ประกอบของระบบ ประชุมทางไกล ซ่ึงได้แก่ บุคลากร อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ช่องสัญญาณ ข้อมูลสารสนเทศ กระบวนการประชมุ โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี 1. บุคลากร เปน็ ผู้ท่มี บี ทบาทสาคัญในการทาหน้าที่เขา้ ร่วมประชุม หรือทาหน้าที่รับส่งขอ้ มูล ข่าวสารในระหว่างท่ีประชุม รวมไปถึงเป็นผู้ดูแลระบบควบคุม และสนับสนุนระบบการประชุม ทางไกล เชน่ เจา้ หน้าท่ีประจาโสตทัศน์ เจา้ หน้าทด่ี แู ลระบบเครือขา่ ย เป็นต้น 2. อุปกรณฮ์ ารด์ แวร์ เครอ่ื งมือ ช้ินสว่ น และอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ท่สี ามารถมองเหน็ และจับตอ้ งได้ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เช่น ตวั เคร่ือง จอภาพ คียบ์ อร์ด และเมาส์ เป็นต้น เป็นอุปกรณ์ทอ่ี านวยความสะดวกในระหว่างที่ประชุม ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทางานได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมต่าง ๆ ในการส่ังงาน โดยท่ีชุดคาสั่งเหล่าน้ีอาจจะเป็นชุดคาสั่งจากระบบปฏิบัติการ ชุดคาส่ังจากโปรแกรมขับเคลอ่ื นไดรเวอร์ (driver) หรอื ชดุ คาสงั่ จากโปรแกรมซอฟแวร์ (software) สาเร็จรปู 3. ซอฟต์แวร์ ส่ิงท่ีจับตอ้ งไม่ได้ มองไมเ่ หน็ เนอ่ื งจากเป็นชุดคาสั่ง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทางานร่วมกับฮาร์ดแวร์ โดยใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทางานตามความต้องการ ซึ่ง ซอฟต์แวร์อาจเป็นได้ท้ังท่ีสามารถดาวน์โหลดได้ท่ัวไป หรือเป็นซอฟต์แวร์ท่ีพัฒนาข้ึนเพ่ือใช้สาหรับ การประชุมทางไกลโดยเฉพาะท่มี าพร้อมกบั อุปกรณ์พเิ ศษ เชน่ กลอ้ งวีดีโอ ไมโครโฟน เป็นตน้ 4. ช่องสัญญาณ เป็นส่ือกลาง หรือตัวกลางที่ข่าวสารเดินทางผ่าน เปรียบเสมือนเป็นสะพาน ท่ีจะให้ข่าวสารข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝ่ังหน่ึง สามารถเป็นได้ทั้งสายแบบคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายแบบเส้นใยนาแสง ระบบเครอื ขา่ ยไร้สาย ระบบไมโครเวฟ และระบบดาวเทียม เป็นตน้ 5. ข้อมูลสารสนเทศ เป็นเนื้อหาสาระท่ีใช้ในการประชุม โดยอาจเป็นได้ทั้ง ข้อความ เสียง ภาพ วีดีโอ เปน็ ต้น ส่ิงเหลา่ นเ้ี ปน็ ข้อมลู สารสนเทศทม่ี ีการแบ่งปนั รว่ มกันในระหว่างท่ที าการประชุม องค์ประกอบของระบบประชุมทางไกลล้วนแล้วมีความสาคัญเป็นอย่างย่ิง และพบว่าส่วน ของข้อมูลสารสนเทศ และช่องสัญญาณสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่สาคัญ เนื่องจากข้อมูลสารสนเทศ คือ ส่วนของเนื้อหาที่ต้องการรับส่งและส่ือสารกันในระหว่างท่ีประชุม ซ่ึงเป็นข้อมูลสารสนเทศท่ีใช้ แบ่งปันร่วมกัน ส่วนช่องสัญญาณ คือ ส่ือกลางท่ีใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างกัน หากขาดอย่างใดอย่าง หนึ่งไปอาจสง่ ผลให้การประชมุ ไมส่ มบูรณ์และขาดประสิทธภิ าพ สาหรับอุปกรณ์เบื้องต้นที่ใช้ในระบบประชุมทางไกล เชน่ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เครือ่ งเล่นและ บันทึกเทปวีดิทัศน์ ไมโครโฟน กล้องสาหรับจับภาพ เคร่ืองฉายภาพวีดิทัศน์ จอภาพ ลาโพง และ เครื่องเอ็มซียู MCU (multipoint control unit) ท่ีเป็นอุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่ในการผสมผสานข้อมูลไม่ ว่าจะเป็นภาพ เสียง เพ่ือส่งต่อเข้าระบบเช่ือมต่อสัญญาณจากจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็นต้น
141 นอกจากน้ียังมีเคร่ืองมือสมัยใหม่ท่ีใช้ในระบบประชุมทางไกล เพื่ออานวยความสะดวกในการประชุม ดังนี้ (สพุ ล พรหมมาพนั ธุ์, 2556, หน้า 196-197) 1. ข้อมูลและเสียงที่ใช้ในการประชุม ปัจจุบันนิยมใช้ชุดของซอฟต์แวร์กลุ่มที่ทาหน้าที่เชื่อม คอมพิวเตอร์สองเครื่องหรือมากกว่าบนอินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต โดยสมาชิกในกลุ่มจะใช้ เคร่ืองหมาย หรือการเปล่ียนแปลงเคร่ืองหมาย การวาดภาพ หรือวัตถุดิบอื่น ๆ สามารถให้แสดง ออกมาทางหน้าจอได้ สาหรับเสียงในรูปแบบเดิมจะใช้การพูดผ่านไมโครโฟน แต่ปัจจุบันสามารถทา ให้เสร็จพร้อมด้วยตัวแบบของบราวเซอร์ เช่น เน็ทสเคปคอนเฟอะเร็นซ (Netscape Conference) หรอื ไมโครซอฟทเ์ น็ทมที ติง้ (Microsoft NetMeeting) เป็นต้น 2. การประชุมผา่ นจอภาพวดี ีโอ เช่น การประชุมผ่านทางจอภาพ (Network PC Known as Desktop) ห้องประชมุ ทางเครอื ข่าย (Network Conference Rooms) 3. ห้องประชุมอภิปรายหรือสภา เช่น แผงข่าวอิเล็กทรอนิกส์ หรือแผงข่าวมหัศจรรย์ (bulletin board systems) 4. ระบบการสนทนา ซอฟต์แวร์กลุ่ม เช่น ไมโครซอฟต์เน็ทมีทต้ิงแอนเน็ทสเคปคอนเฟอะ เรน็ ซ (Microsoft NetMeeting and Netscape Conference) 5. แอนนิเมชันเฮาส์และสภาเว็บ เป็นลักษณะการประชุมบนเว็บ สามารถสนทนาร่วมกันได้ ในระบบอนิ ทราเนต็ (intranet) และ เอกซท์ ราเนต็ (extranet) 6. ระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ จะใช้เครื่องมือกรุ๊ปซัพพอร์ตซีสเต็ม (Group Support System: GSS) รวมไปถึงการใช้ซอฟต์แวร์อิเล็คทรอนิคมีทต้ิงซีสเต็ม (Electronic meeting Systems: EMS) กรุ๊ปดีซีสชันซัพพอร์ตซีสเต็ม (Group Decision Support Systems: GDSS) เป็น การใช้เคร่อื งคอมพวิ เตอรม์ าช่วยในการประชุม ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการประชุมทางไกลได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เน่ืองจากมีความ สะดวกและช่วยให้ผู้บริหารสามารถดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่ายข้ึน โดยประโยชน์ของระบบประชุม ทางไกลสามารถสรุปไดด้ งั น้ี 1. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพ่ือไปเข้าร่วมประชุม โดยไม่ว่าจะอยู่สถานท่ีใดก็ สามารถเขา้ ร่วมประชมุ ได้ และมีปฏสิ มั พนั ธ์โตต้ อบกนั ไดอ้ ยา่ งลื่นไหล 2. ช่วยประหยัดเวลาในการสื่อสาร เช่น การประชุมทางไกลผ่านเว็บแอปพลิเคชันที่ทาให้ ลูกค้าสามารถส่ือสารกับพนักงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ดังน้ัน ระบบการประชุมทางไกลจึงช่วยเพ่ิม ประสิทธิภาพในการทางานของพนักงาน เนือ่ งจากเทคโนโลยีทใี่ ช้งานทาให้พนักงานสามารถติดตอ่ กัน ได้ท่วั โลก 3. จัดประชุมได้สะดวก เน่ืองจากสามารถมีผู้เข้าร่วมได้คราวละหลายคน การประชุมไม่ ยดื เย้อื สามารถแกไ้ ขปญั หาได้รวดเรว็
142 4. เปิดโอกาสให้มีการติดต่อส่ือสารทางธุรกิจที่กว้างไกลขึ้น เช่น สามารถประชุมเจรจาทาง ธรุ กิจระหวา่ งประเทศได้ 5. หากสานักงานมีการใช้ระบบประชุมทางไกลแสดงให้เห็นว่าสานักงานนั้นมีการนา เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดาเนินงาน ซ่ึงเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ท่ีดี อย่างไรก็ตามการประชุมเป็นส่ิงท่ีสานักงานไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ การเลือกรูปแบบการ ประชุมที่มีความเหมาะสมจะช่วยให้การดาเนินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายขึ้น การอาศัย เทคโนโลยีทางการส่ือสารมาช่วยในการประชุมเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากใน ปัจจุบัน และช่วยทาให้การประชุมเป็นระบบและมีมาตรฐานมากขึ้น อีกทั้งยังสะดวกและช่วย ประหยัดคา่ ใช้จา่ ยต่าง ๆ ที่อาจเกดิ ขนึ้ จากการจัดการประชมุ การประยกุ ตใ์ ชเ้ ครือขา่ ยสังคมออนไลน์ ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดาเนิน ธุรกิจ เนื่องจากเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนงานด้านการ แบ่งปันเน้ือหาข่าวสารทา่ มกลางผู้ใช้เครือขา่ ยรว่ มกนั ซ่ึงเป็นการฟอรม์ ตวั ของชมุ ชน (communities) หรือกลุ่มเผา่ พันธ์ุ (tribes) ท่ีรวมไปถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจในเนื้อหาสาระเรื่อง (content) เดียวกัน (รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หน้า 317) เป็นสถานที่ท่ีผู้คนสามารถสร้างเว็บ โฮมเพจ เขียนเว็บ บล็อก โพสต์รูปภาพ วีดีโอ ดนตรี เพลง รวมไปถึงการแชร์ความคิด และสามารถเช่ือมโยงไปยัง เว็บไซต์อื่น ๆ เพ่ือค้นหาข้อมูลท่ีสนใจได้ (Turban & Volonino, 2010, p. 2108) จากรายงานการ สารวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2563 ของสานักงานพัฒนาธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร พบว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอด นยิ ม 5 อนั ดบั แสดงดงั ตารางท่ี 6.2 ตารางที่ 6.2 เครอื ขา่ ยสังคมออนไลนย์ อดนยิ ม 5 อนั ดับ สัดสว่ นการใช้งาน (%) 98.20 % อนั ดับ เครอื ข่ายสงั คมออนไลน์ 97.50 % 1 เฟซบุ๊ก 96.00 % 2 ยทู บู 80.40 % 3 ไลน์ 71.90% 4 อนิ สตราแกรม 5 ทวิตเตอร์ ทม่ี า (สานกั งานพัฒนาธรุ กรรมทางอิเล็กทรอนกิ ส์, 2563, หน้า 52)
143 จากตารางที่ 6.2 แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ เป็น เครือข่ายสงั คมออนไลนส์ ามอนั ดับแรกท่ีมกี ารใชง้ านมากเปน็ อันดับต้น ๆ ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นได้ว่าหากจะ มกี ารดาเนินธุรกิจควรมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เครือข่ายสงั คมออนไลนจ์ ากท้งั สามประเภทดังกล่าว โดย เป้าหมายของการใช้เครอื ข่ายสังคมออนไลนใ์ นการดาเนนิ ธุรกิจ ผู้เขียนสามารถสรุปได้ ดงั นี้ 1. การติดต่อประสานงานกับลกู ค้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกเพศ ทุกวัย ต่างมีการใช้เครอื ข่ายสังคม ออนไลน์เป็นจานวนมาก ดังน้ัน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งท่ีธุรกิจย่อมใช้ช่องทางดังกล่าวในการติดต่อ ประสานงานกบั ลูกค้า เพ่ือสร้างความรวดเรว็ และความสะดวกในการติดตอ่ ประสานงาน และสามารถ เขา้ ถึงลูกค้าไดง้ ่ายข้ึน 2. การประชาสัมพันธ์ เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการประชาสัมพันธ์แล้วยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้ ความรู้ หรอื แบง่ ปันขอ้ มูลตา่ ง ๆ ให้กบั ลูกค้าและผ้ทู ่สี นใจไดร้ ับร้ขู ้อมลู ข่าวสารต่าง ๆ 3. การรับทราบข้อมูลย้อนกลับ เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นช่องทางที่สาคัญในการสารวจ ตลาด และสอบถามหรือรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภคเก่ียวกับสินค้าหรือบริการ เพ่ือนามา ปรับปรุงสินคา้ หรอื บรกิ ารใหต้ รงกับความต้องการของผู้บริโภคมากย่ิงขึ้น ซึ่งปัจจบุ ันเสียงสะท้อนจาก ลูกคา้ เป็นสิ่งที่สาคญั มาก เพราะนั้นหมายถึงส่งิ ที่ธรุ กจิ ต้องมีการปรบั เปลี่ยนตลอดเวลา เพ่ือตอบสนอง ความต้องการของลกู ค้าที่ถือได้ว่าเปน็ ประโยชน์อย่างยงิ่ 4. มุ่งเน้นการเพ่ิมยอดขาย เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นพ้ืนที่ท่ีสามารถรวมกลุ่มคนได้สร้าง พ้ืนที่เพ่ือการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้ จึงไม่แปลกท่ีธุรกิจต่างมุ่งหน้าสร้างพื้นที่แสดงตัวตนบนเครือข่าย สังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างกระแสการรับรู้ในแบรนด์ หรือตัวตนของธุรกิจ อีกทั้งเป็นการเพิ่ม ช่องทางในการส่ือสาร และรับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้า เพื่อการพัฒนาต่อยอดในการทาธุรกิจ โดย สง่ ผลให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถงึ ตัวธรุ กิจไดง้ ่าย และก่อใหเ้ กิดการเพิ่มขายตามมา 5. การเพิ่มช่องทางการติดต่อ เพ่ือให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น อานวยความ สะดวกและเปน็ ประโยชนต์ อ่ การตดิ ตามขอ้ มูลขา่ วสาร 6. การเพิ่มปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ ชุมชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์กาลังกลายเป็นกระแส ร้อนแรงในโลกของการสื่อสารและโลกธุรกิจ เพราะเป็นคร้ังแรกที่ระบบคอมพิวเตอร์มีการผนวกเร่ือง การสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เข้ากับโลกธุรกิจ โดยไม่ต้องพ่ึงพา “คนกลาง” เพราะผ้ใู ช้งานจะส่งต่อหรือ แนะนาเพ่อื น ๆ ทาใหผ้ ู้เขา้ ชมเว็บไซต์มจี านวนเพ่ิมมากขึ้นไปดว้ ย 7. การมองหากลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบันธุรกิจเป็นจานวนมากหันมาใช้เว็บเครือข่ายในสังคม ออนไลน์เป็นกลยุทธ์ และเครื่องมือในการเข้าถึงผู้บริโภคเนื่องจากรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และ สรา้ งโอกาสในการสนทนากับผบู้ รโิ ภค อกี ทั้งยังตรงกบั ลกู คา้ กลุม่ เป้าหมายมากข้นึ
144 8. การสร้างผู้นาทางความคิด ช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ท่ีมี ช่ือเสียง ผู้ท่ีมีความรู้ในเรื่องน้ัน ๆ หรือผู้เช่ียวชาญได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือแบ่งปันความรู้ ต่าง ๆ จึงทาให้เกิดการติดตามของกลุ่มคนบางกลุ่ม ส่งผลทาให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นผู้นาทาง ความคิดและมีอทิ ธิพลอยา่ งมากสาหรบั การทาการตลาด 9. การเพิ่มความสัมพันธ์ทางธุรกิจ มีความเป็นไปได้ท่ีว่าอีกหน่วยงานหน่ึงจะต้องสร้าง ความสัมพันธ์ท่ีดีกับอีกหน่วยงานหน่ึง เพ่ือทาบางส่ิงบางอย่างท่ีเป็นประโยชน์ต่อองค์การ เช่น การ เพ่ิมคุณค่าในการซ้ือผลิตภัณฑ์ การเขียนรีวิวในแง่บวกเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ การโพสต์รูปภาพ ผลิตภัณฑ์หรอื บรกิ ารท่ีลูกค้าใช้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเพ่มิ ความแข็งแกร่งของความสมั พนั ธ์ จากลักษณะความสัมพันธ์เชงิ สงั คมของเครือขา่ ยสงั คมออนไลน์ ทาให้ธุรกิจต่าง ๆ ในปัจจบุ ัน หันมาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ท่ีเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีในระยะยาวกับ ลูกค้า โดยสามารถใช้เป็นช่องทางการส่ือสารที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในแบบสองทาง เพ่ือรับ ฟังความคิดเห็นและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า รวมไปถึงเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์เพ่ือ สร้างการรับรู้ในตวั สินค้าและบริการไดใ้ นวงกว้าง นอกจากนี้ยังสามารถใชเ้ ปน็ เคร่ืองมอื ทางการตลาด ท่ีสามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ตามต้องการ โดยมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับ ต้นทุนในการทาการตลาดแบบด้งั เดมิ สาหรับการปรับใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในสานักงาน ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ การดาเนินงานในสานักงานสมยั ใหม่ ด้วยความทันสมัยและการเข้าถึงกลุ่มคนไดป้ ริมาณมากจึงจาเป็น ที่สานักงานต้องนาเครือข่ายสังคมออนไลน์มาปรับใช้ ซ่ึงข้ันตอนดังกล่าวประกอบด้วย การกาหนด นโยบายและวัตถปุ ระสงค์ของการนาไปใช้ การศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาฟังก์ชันการทางานของ ส่ือสังคม การนามาปรับใชใ้ ห้เหมาะสม การปรับปรุงให้ทันสมยั อย่างต่อเนื่อง และการควบคุมการใช้งาน รายละเอยี ดดังนี้ (สารวย กมลายุตต์, 2557, หน้า 212-215) 1. การกาหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ของการนาไปใช้ ก่อนองค์การจะนาเครือข่ายสังคม ออนไลน์ไปใช้งานในด้านต่าง ๆ ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีการกาหนดนโยบายและกรอบการใช้งาน เช่น จะใช้งานในด้านใด ลักษณะการใช้งานเป็นอย่างไร กลุ่มผู้ใช้ประกอบด้วยใครบ้าง นอกจากนี้ เครอื ข่ายสังคมออนไลนส์ ามารถนาไปใช้งานได้หลากหลาย เช่น การประชาสัมพนั ธ์ การสรา้ งความสัมพันธ์ ที่ดีกับลูกค้าและระหว่างองค์การ โดยงานแต่ละงานมีวัตถุประสงค์การใช้งานท่ีแตกต่างกัน ประกอบ กบั เครือข่ายสังคมออนไลน์มีหลากหลายประเภท ดังนั้น จึงมีความจาเป็นท่ีองค์การต้องมีการกาหนด วัตถุประสงค์ของการใช้งานให้ชัดเจน เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานในแต่ละด้าน และยังช่วย ใหบ้ คุ ลากรมกี ารเตรียมความพรอ้ มในเร่อื งต่าง ๆ ให้สอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการใช้งาน 2. การศึกษาความเป็นไปได้ เป็นการศึกษาถึงด้านโครงสร้างพื้นฐานท่ีประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล ท่ีต้องมีความทันสมัย และเพียงพอ
145 สามารถรองรับการใช้งาน และตอบสนองวัตถุประสงค์รวมไปถึงความต้องการขององค์การ ด้านการ นาไปใช้ ควรพิจารณาถึงความพร้อมของบุคลากรและกาหนดข้ันตอนที่เป็นมาตรฐาน หากมีการใช้ เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อวัตถุประสงค์ใด บุคลากรควรมีความรู้ความสามารถในการใช้งานเพ่ือ ตอบสนองวัตถุประสงค์ในระดับนั้น และพิจารณาถึงว่าบุคลากรควรมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมหรือไม่ ด้านความคุ้มค่า การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีท้ังข้อดีและข้อเสีย องค์การควรมีการศึกษาให้รอบ ด้านว่ามีความคุ้มคา่ หรือไม่ มีค่าใช้จา่ ยมากน้อยเพียงใด หากต้องมีการเสียค่าใช้จา่ ยต้องปรับปริมาณ การใช้งานให้คุม้ ค่ากับต้นทุนที่สูญเสยี ไป และด้านกฎระเบียบของการนาไปใช้งาน เป็นการพจิ ารณาดู วา่ การใช้เครอื ขา่ ยสังคมออนไลนข์ ัดแย้งกับกฎระเบยี บใดหรือไม่ หากขัดต่อระเบยี บขององค์การควรมี การปรบั เปลย่ี นให้ถกู ต้องและรองรบั การใช้งาน 3. การศึกษาฟังก์ชันการทางานของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เนื่องจากเครือข่ายสังคม ออนไลน์มหี ลากหลายรูปแบบ และแตล่ ะรูปแบบมีความเหมาะสมในการใชง้ านท่แี ตกต่างกนั เช่น 3.1 ยูทูบ (youtube) เป็นเว็บไซต์แลกเปลี่ยนภาพวิดีโอ โดยผู้ใช้สามารถอัพโหลดภาพ วิดีโอเข้าไป เปิดดูภาพวิดีโอที่มีอยู่ และแบ่งภาพวิดีโอโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเมื่อสมัครสมาชิกแล้ว แต่ หากไม่ได้สมัครสมาชิกผู้ใช้ยังคงสามารถเข้าไปเปิดดูภาพวิดีโอท่ีผู้ใช้คนอื่น ๆ ใส่ไว้ในยูทูบได้ แต่ไม่ สามารถเป็นผอู้ ปั โหลดวดี ีโอได้ ภาพท่ี 6.10 ตัวอย่างเว็บไซต์ยทู ูบ ทม่ี า (ยูทูบดอทคอม, 2562)
146 3.2 เฟซบุ๊ก (facebook) เป็นเว็บไซต์ท่ีให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ซ่ึงผู้ใดก็สามารถสมัครสมาชิกได้โดยการลงทะเบียนกับเฟซบุ๊ก เมื่อเป็นสมาชิกแล้วจะ สามารถสร้างพ้ืนที่ส่วนตัว สาหรับแนะนาตัวเองเพ่ือติดต่อส่ือสารกับบุคคลอ่ืนได้ในรูปแบบของ ข้อความ ภาพ เสียง หรือแม้กระท่ังวดี ีโอ นอกจากน้ีผ้ใู ชย้ ังสามารถใชเ้ ฟชบุ๊กเพ่ือร่วมทากจิ กรรมต่าง ๆ ได้ เชน่ การเล่นเกม การแสดงความคดิ เหน็ การแชร์ขอ้ มลู หรือแมก้ ระท่งั การดาเนินธุรกจิ เปน็ ตน้ ภาพท่ี 6.11 ตัวอยา่ งเวบ็ ไซต์เฟซบุ๊ก ท่ีมา (เฟซบุ๊ก, 2562) 3.3 ไลน์ (line) เป็นแอปพลิเคชันผสมผสานบริการเมสเสจซ่ิง (messaging) และวอยซโอเวอ ไอพี (voice over IP) ผนวกเข้าด้วยกัน ท่ีสามารถแชทพูดคุย สร้างกลุ่ม ส่งข้อความ โพสต์รูปต่าง ๆ หรือจะโทรคุยในลักษณะของเสียงโดยไม่เสียค่าใช้จา่ ย ปัจจุบันมีไลน์แอท (LINE@) ท่อี อกมาเพื่อตอบ โจทย์การดาเนินธุรกิจ เพ่ือใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าและยังสามารถสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากมาย เชน่ การร่วมตอบคาถาม การจดั โปรโมชนั่ ในรปู แบบของอีคูปองออนไลน์ เปน็ ต้น
147 ภาพท่ี 6.12 ตัวอย่างแอปพลเิ คชนั ไลน์ ที่มา (ไลน์ม,ี 2562) 3.4 อินสตราแกรม (instagram) เป็นแอปพลิเคชันท่เี น้นการแชรร์ ูปภาพ ซ่ึงผู้อื่นสามารถ มาคอมเมนต์ใต้ภาพได้ อีกทั้งยังมีลูกเล่นในการแต่งเติมสีสันให้กับรูปภาพ รวมไปถึงสามารถบันทึก วีดีโอในลักษณะออนไลน์โดยท่ีผู้อื่นสามารถเข้ามาคอมเมนต์ (comment) ที่วีดีโอในขนาดท่ีกาลัง ออนไลน์อยู่ได้อีกด้วย และยังสามารถแชร์รูปภาพไปยังเครือข่ายสังคมอื่น ๆ เช่น เฟซบุ๊กทวิตเตอร์ โฟรส์ แควร์ เปน็ ตน้ มรี ะบบการติดตาม (followers) ให้ผ้ใู ช้งานสามารถเลือกติดตามชมรปู ภาพ ความ เคล่ือนไหวการใช้งานของเพื่อนท่ีใช้งานแอปพลิเคชันเดียวกัน หากถูกใจหรือชอบรูปภาพไหน จะ สามารถกดไลท์ (like) รวมไปถงึ คอมเมนตใ์ ตภ้ าพได้ ภาพที่ 6.13 ตัวอยา่ งแอปพลเิ คชนั อนิ สตราแกรม ท่มี า (อนิ สตราแกรมดอทคอม, 2562)
148 3.5 ทวิตเตอร์ (twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จาพวกไมโครบล็อก (micro blogging) ท่ีเน้นความเรียบง่ายและรวดเร็ว โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่า ตนเองกาลังทาอะไรอยู่หรือรีทวิต (re-tweet) ข่าวสารท่ีน่าสนใจของบุคคลอ่ืน ข้อความอัปเดต (update) ทส่ี ่งเข้าไปยังทวิตเตอร์จะแสดงอยู่บนเว็บเพจของผู้ใชบ้ นเว็บไซต์ และผใู้ ช้ท่านอนื่ สามารถ เลือกรับขอ้ ความเหลา่ นี้ทางเวบ็ ไซตท์ วติ เตอร์ อเี มล เอสเอม็ เอส หรือเมสเซนเจอรไ์ ด้ ภาพท่ี 6.14 ตัวอย่างเว็บไซต์ทวติ เตอร์ ทม่ี า (กระปกุ๊ ดอทคอม, 2562) 3.6 บล็อก (blog) เว็บไซต์รูปแบบหน่ึงท่ีมีลักษณะรูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กับการเขียน ไดอารี่ หรือบันทึกส่วนตัว ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน สามารถโพสต์ข้อมูล หรือใส่ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อเป็นวทิ ยาทานให้กับบุคคลอ่ืนได้ ผู้อืน่ ท่ีเข้ามาสามารถเขียนเนื้อหาหรอื แสดงความ คิดเห็นเพ่มิ เตมิ ในเรื่องนั้น ๆ ได้ดว้ ยเช่นกัน
149 ภาพที่ 6.15 ตัวอยา่ งเว็บไซต์บลอ็ ก ท่ีมา (บลอ็ กเกอรด์ อทคอม, 2562) ฟังก์ชันการทางานของเครือข่ายสังคมออนไลน์มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ล้วนแล้วมีประโยชน์ทั้งสิ้นต่อการดาเนินงาน หากผู้ใช้ได้มีการศึกษาและนามาใช้งานในทิศทางท่ี ถูกต้องและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดาเนินงาน ซ่ึงจะส่งผลให้การดาเนินเป็นไปอย่างมี ประสิทธภิ าพ สะดวกรวดเรว็ บรรลวุ ตั ถุประสงค์ของงานและขององค์การ 4. การนามาปรับใชใ้ ห้เหมาะสม คอื การนาเครอื ข่ายสังคมออนไลน์มาปรบั ใช้ให้เหมาะสมกับ วัฒนธรรมขององค์การและการดาเนินงาน ประกอบกับองค์การต้องมีการปรับตัวและพร้อมที่จะ เรียนรูท้ ี่จะใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ใหเ้ ป็นประโยชนแ์ ละใชไ้ ด้อย่างเหมาะสม ซึ่งตอ้ งพิจารณาถึง การติดตั้งโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ ท่ีต้องมีการติดต้ังในรูปแบบของเครือข่าย เช่น อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต ที่ข้ึนอยู่กับลักษณะของการใช้งาน การกาหนดข้ันตอน และกฎระเบียบการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ต้องพิจารณาถึงสิทธิ์ในการใช้งาน เข้าเข้าถึงการ ใช้งาน รวมไปถึงต้องพิจารณาถึงการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้ ควรมีการพิจารณาเกี่ยวกับ วัตถุประสงคข์ องการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ด้วย เพ่ือสร้างความเข้าใจระหว่างผ้ใู ช้งาน และหากมี การจัดทาคมู่ อื การใช้งานจะเป็นประโยชน์อย่างย่งิ เพราะผู้ใชส้ ามารถศกึ ษาได้ดว้ ยตนเอง 5. การพัฒนาปรบั ปรงุ ให้ทันสมยั ดว้ ยความทันสมยั ของเทคโนโลยแี ละพฤตกิ รรมของผใู้ ชง้ าน เครือข่ายสังคมออนไลน์มีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง จึงทาให้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีฟังก์ชันการ
150 ทางานที่หลาหลาย และถูกพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ดังน้ัน จึงมีความจาเป็นท่ีองค์การต้องปรับเปล่ียน วิธีการทางานและฟังก์ชันการทางานเพิ่มเติม เพื่อให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ และสามารถรองรับการ ใชง้ านไดห้ ลากหลาย 6. การควบคุมการใช้งาน การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีท้ังคุณและโทษ ดังน้ัน องค์การ จะต้องมีการควบคุมการทางานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานและขององค์การ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ท่ีถูกแชร์ออกไปต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง และมีระบบการ รกั ษาความม่นั คงปลอดภยั ของขอ้ มูลข่าวสารตา่ ง ๆ ในองคก์ าร เครือข่ายสังคมออนไลน์ถูกนาไปประยุกต์ใช้งานด้านต่าง ๆ ของสานักงานหลากหลายด้าน เน่ืองจากเทคโนโลยีมีความรวดเรว็ เขา้ ถงึ ไดง้ ่าย สามารถสร้างความน่าสนใจไดเ้ ปน็ อย่างมาก แต่หาก นาไปใช้ในทางท่ีผิดจะส่งผลเสียให้กับองค์การอย่างรุนแรง ดังน้ัน องค์การต้องมีมาตรการการใช้งาน และควบคมุ การใช้งานให้เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงค์ขององค์การ และสามารถตรวจสอบได้ในทุกข้นั ตอน ตัวอย่างการปรับใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในงานสานักงาน สาหรับตัวอย่างท่ีจะนาเสนอ ต่อไปน้ีเป็นการประยุกต์ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ช่วยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสร้างความ ภกั ดีตอ่ ตราสินคา้ ซงึ่ สามารถช่วยเพ่มิ ความน่าสนใจ เพิ่มลูกคา้ และเพิ่มผลกาไรให้กับองค์การ กรณีศึกษาท่ี 1 บริษัท ฮับสปอร์ท จากัด เป็นธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) ที่ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์การหรือบริษัท เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่เก่ียวกับเร่ือง อินบราวน์มาร์เก็ตต้ิง (inbound marketing) คือ การทาตลาดแบบดึงดูดท่ีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการตลาด เพอื่ ดึงผู้สนใจเข้ามาด้วยคอนเทนท์ (content) หรอื สิ่งทน่ี ่าสนใจและเป็นประโยชน์ เพอ่ื ดงึ ดูดกลุ่มคน ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้า (prospect) ให้เข้ามาอ่านเนื้อหา โดยเนื้อหาอาจเป็นได้หลากหลาย รูปแบบ เช่น บทความ แบบสอบถาม วีดีโอ และอื่น ๆ อีกมากมาย ฮับสปอร์ท จึงใช้การทาคอนเทนท์ ทางการตลาด (content marketing) ผ่านบทความบนบล็อกของบริษัท เพราะสามารถทาให้เข้าถึง กลุ่มคนเป้าหมายได้ ซง่ึ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกลายมาเปน็ ลกู ค้าได้ แนวคิดของ ฮับสปอร์ท คอื การ ได้ลงทุนทาคอนเทนท์ทางการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยการให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ฟรี และให้ ความรู้เก่ียวกับการตลาดและการขาย นาไปประยุกต์ใช้กับซอฟต์แวร์ รวมไปถึงการให้ข้อมูลเก่ียวกับ กรณีศึกษาจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่ประสบความสาเร็จ เพ่ือเพิ่มความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมายก่อนซื้อ สินค้า ทาให้กลุ่มเป้าหมายได้รับข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์อย่างต่อเน่ืองและเร่ิมรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ เนื่องจาก ฮบั สปอรท์ มักทาคอนเทนท์ทางการตลาดเชงิ ลกึ และสดใหมอ่ ยู่เสมอ รวดเร็วในกรณีท่ีมกี าร เปล่ียนแปลงสาคัญ ๆ ภายในแวดวงการตลาดออนไลน์ อีกท้ังเน้ือหาท่ีทาออกมามีคุณภาพ นาไป ประยุกต์ใช้ได้จริง และนาหนา้ คแู่ ข่งเสมอ ๆ ทาให้กลุ่มลูกค้าเกดิ ความเช่ือถือและจดจาว่า ฮับสปอร์ท คือมืออาชีพ และทุกครั้งก่อนทาคอนเทนท์ ฮับสปอร์ท มักจะสร้างความประหลาดใจให้แก่ กลุ่มเปา้ หมายได้อยู่เสมอ นั่นก็คอื การทาคอนเทนท์ทเ่ี กินความคาดหวงั ของกลุ่มเป้าหมาย และการใช้
151 สตอร่ีเทลล่ิง (storytelling) ในการเล่าถึงความประสบความสาเร็จของแบรนด์ และลูกค้าเก่าเพ่ือดึง วา่ ท่ีลูกค้าใหม่พาไปยังจุดที่ประสบความสาเร็จ ด้วยเหตุนจ้ี ึงทาให้ ฮับสปอร์ท สามารถทายอดขายได้ สงู ถงึ 52 ลา้ นเหรยี ญสหรฐั หรือประมาณ 1,800 ล้านบาท (สเต็ปอคาเดม,่ี 2560) กรณีศึกษาที่ 2 บรษิ ัท เคร่ืองด่ืมกระทงิ แดง จากดั หรือทรี่ ู้จักกนั ดีในนาม เรดบูล (Red Bull) ทป่ี ระสบความสาเร็จในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เปน็ แบรนด์ท่ีติดอันดับ 76 ท่ีทรงพลังของโลก ในปี 2017 โดย เรดบลู ไดใ้ ช้อินสตราแกรมในการทาการตลาดออนไลน์ เพ่อื เข้าถึงกลมุ่ เปา้ หมาย โดย จุดประสงค์หลัก คือ ต้องการสร้างแบรนด์อะเวรนัส (brand awareness) เพ่ือส่งเสริมแคมเปญ (campaign) ซัมเมอร์อิดิชัน “Summer Edition” โดยได้ออกแบบสีของกระป๋องใหม่ เป็นโทนสี เหลือง เพ่ือแสดงถึงสีของฤดูร้อน และทาให้กลุ่มเปา้ หมายโฟกสั ไปที่การรับรู้และหาซื้อทม่ี ีขายเฉพาะ ชว่ งเวลาฤดนู ี้ จากข้อมลู การเติบโตของเครือขา่ ยสังคมออนไลน์ของเรดบลู ช่องทางหลัก พบว่า อตั รา การเติบโตของผู้ชมบนอนิ สตราแกรมพุ่งสูงถงึ 792 เปอรเ์ ซ็นต์ ในปี 2016 ดงั น้นั เรดบลู จึงเลอื กทีจ่ ะ ใช้อินสตราแกรมในการเปิดตลาดก่อนสื่ออ่ืน ๆ นอกจากนี้เรดบูลยังใช้แฮชแท็กท่ีชื่อว่า #thissummer เพื่อสร้างการจดจาว่าฤดูร้อนกาลังจะมาถึงแล้ว ไว้ใต้รายละเอียดของคอนเทนท์ รูปภาพและวีดีโอบนอินสตราแกรม ทาให้กลุ่มคนบนโซเชียลมีเดีย (social media) เริ่มโพสต์รูปภาพ และวีดีโอ พร้อมกับติดแฮชแท็ก #thissummer และเกิดการตลาดแบบปากต่อปากบนโลกบน โซเชียลมีเดียจนกลายเป็นว่า ถ้าคิดถึงฤดูร้อนที่กาลังจะมาถึงคาว่า “Red Bull” กับกระป๋องสีเหลือง จะกลายเป็นแบรนด์ที่ติดอยู่ในใจของผู้บริโภค (Top of Mind) ที่ผู้บริโภคนึกถึง ทาให้เรดบูลสามารถ เข้าถงึ กลุ่มคนได้กว่า 1.2 ล้านคน และกลายเป็นแบรนด์ท่ีติดอยู่ในใจของผบู้ ริโภค ณ ขณะน้ันดว้ ยคา ว่า #thissummer (สเตป็ อคาเดมี่, 2560) การประยุกตใ์ ชอ้ ีบิสซเิ นสและอีคอมเมริ ช์ ธุรกิจในยุคปัจจุบันต่างให้ความสาคัญกับการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อ เพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ความสามารถของเทคโนโลยี นอกจากชว่ ยเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการงานในสานักงานแล้ว ยังสามารถพัฒนาใหอ้ งคก์ ารไปสู่ ธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลท่ีมีความทันสมัยและรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคท่ีมีการเปล่ียนแปลงไป โดยมุ่งเน้นความสะดวกสบายมากข้ึน โดยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายท่ีสาคัญในการผันแปร รูปแบบของธุรกิจให้เปล่ียนแปลงไป โดยช่วยอานวยความสะดวกในเรื่องการส่ือสาร การแลกเปล่ียน ข้อมูลข่าวสาร การสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ เป็นต้น ซ่ึงส่งผลให้องค์การสามารถสื่อสารกันได้ โดยตรงทาให้ลดข้ันตอนท่ไี ม่มปี ระสิทธิภาพของการปฏิบัติงานลง นอกจากน้ีเทคโนโลยีเวบ็ ไซต์ยังเป็น
152 การจุดประกายในการดาเนินธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง เมื่อเทคโนโลยีมาผนวกรวมเข้า ด้วยกันจึงส่งผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดาเนินธุรกิจ เช่น หากต้องมีการนัดหมายลูกค้าใน สานักงานหรือสถานท่ีใดสถานท่ีหน่ึงอาจเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่ือสารกันในแบบออนไลน์ โดย การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือการดาเนินธุรกิจในรูปแบบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และพาณิชย์ อเิ ล็กทรอนิกส์ ในการสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจขององค์การ ซ่ึงท้งั สองรูปแบบเป็นสว่ นหนึ่งซ่ึง กนั และกนั ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ หรือมักเรียกว่า อีบีสซิเนส (electronic business: E-Business) เป็น กจิ กรรมที่เกย่ี วข้องกบั การจัดการภายในขององค์การ โดยอาศัยเทคโนโลยีเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ และ สารสนเทศในการดาเนินธรุ กจิ นอกจากน้ียงั ครอบคลุมไปถึงพาณิชย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ดังนน้ั อบี ีสซเิ นสจึง เป็นกิจกรรมและขั้นตอนการดาเนินธุรกิจมากมายท่ีมีท้ังสนับสนุนกระบวนการภายในองค์การและ ระหว่างองค์การ เช่น การตลาด การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การบริการลูกค้า ระบบความ ปลอดภยั การชาระเงนิ และการส่งมอบสินค้า เปน็ ต้น (โอภาส เอยี่ มสริ วิ งศ์, 2560, หนา้ 326) พาณชิ ยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ หรอื มกั เรยี กว่า อีคอมเมริ ์ซ (electronic commerce: E- Commerce) เป็นรูปแบบการดาเนินธุรกิจท่ีผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ที่เก่ียวข้องกับกระบวนการซื้อขายสินค้า ขาย สินค้า การจัดส่งสินค้า และการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ หรือสารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (พรรณี สวนเพลง, 2555, หนา้ 400) จากทั้งสองรูปแบบผู้เขียนสามารถสรุปได้ว่า การดาเนินธุรกิจในรูปแบบของอีบีสซิเนสเป็น ลักษณะการดาเนินธุรกิจที่มีขอบเขต กว้างขวาง ไม่ใช่แค่ซื้อสินค้าบริการ แต่รวมถึงการทาธุรกรรม ผ่านส่ือเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริการลูกค้า การทางานร่วมกับบริษัทคู่ค้า การควบคุม การดาเนินงาน การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การแลกเปล่ียนสารสนเทศ และการกระจาย ขา่ วสารใหก้ ับลกู ค้า เปน็ ต้น ดังน้ัน การดาเนินธุรกิจในรูปแบบอบี ีสซิเนสจงึ มีขอบเขตท่คี รอบคลุมและ กวา้ งกว่าอีคอมเมิร์ซ แสดงดังภาพที่ 6.16 อีคอมเมริ ์ซ (E- Commerce) อบี สี ซิเนส (E-Business) ม่งุ เนน้ กระบวนการซ้ือขายสนิ คา้ การทาธุรกรรมผ่านสื่อ อเิ ล็กทรอนกิ สต์ ่าง ๆ ที่สามารถ การจัดสง่ สินคา้ และการ ส่ือสารกนั ผ่านระบบอินเทอรเ์ นต็ แลกเปล่ียนสินค้าหรอื บริการ หรือ สารสนเทศผ่านระบบอินเทอร์เนต็ ภาพที่ 6.16 อบี สี ซิเนสมีขอบเขตทค่ี รอบคลมุ และกว้างกวา่ อีคอมเมริ ซ์
153 ปัจจุบันมีการนาการดาเนินธรุ กิจในรปู แบบอีคอมเมิร์ซมาประยุกต์ใช้กบั งานในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งสามารถจาแนกได้ ดังน้ี (โอภาส เอ่ียมสิริวงศ์, 2560, หน้า 332; พรรณี สวนเพลง, 2555, หน้า 408-410) 1. ธุรกิจกับผู้บริโภค (business to consumer: B2C) เป็นรูปแบบการดาเนินธุรกรรม ระหวา่ งผปู้ ระกอบการกับผบู้ รโิ ภค ซึ่งผูป้ ระกอบการ คือ ผ้ขู ายสนิ ค้า ผู้บรโิ ภค คือ ลกู ค้า เปน็ รูปแบบ ที่มักพบเห็นได้มากที่สุด เน่ืองจากเป็นช่องทางในการดาเนินธุรกิจจาหน่ายสินค้าและบริการให้กับ ผู้บริโภคเป็นจานวนมาก ซ่ึงสามารถเข้าถึงได้โดยตรงโดยที่ไม่ผ่านคนกลาง จึงทาให้ราคาสินค้าหรือ บริการมีราคาถูก เช่น การจองโรงแรมที่พกั การจองต๋วั เคร่ืองบิน การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านทาง หน้าเว็บไซต์ เป็นต้น ตัวอย่างเว็บไซต์ เช่น www.pizza.co.th, www.orientalprincesssociety.com, www.amazon.com เปน็ ตน้ ภาพท่ี 6.17 ตวั อยา่ งเว็บไซต์การดาเนนิ ธรุ กรรมในรูปแบบธุรกิจกบั ผู้บรโิ ภค ทม่ี า (พิซซ่าออนไลน์, 2562) 2. ธุรกิจกับธุรกิจ (business to business: B2B) เป็นรูปแบบการดาเนินธุรกรรมระหว่าง ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการด้วยกัน ท่ีมาแลกเปลี่ยนหรือขายสินค้าและบริการร่วมกัน เน้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ เป็นลักษณะการซ้ือขายเป็นจานวนมาก และมีราคาซื้อขายท่ีสูง การดาเนิน ธุรกรรมในรูปแบบนี้จะก่อให้เกิดคู่ค้าทางธุรกิจที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี ตวั อยา่ งเว็บไซต์ เช่น www.acer.co.th, www.cpfworldwide.com, www.tesco.com เปน็ ตน้
154 ภาพที่ 6.18 ตัวอย่างเว็บไซต์การดาเนนิ ธุรกรรมในรปู แบบธุรกิจกับธุรกจิ ที่มา (เทสโกด้ อทคอม, 2562) 3. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (consumer to consumer: C2C) เป็นรูปแบบการดาเนินธุรกรรม ระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซ่ึงเป็นการค้ารายย่อยหรือบริการเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นลูกค้าราย สุดท้าย เช่น การประกาศซ้ือขาย การประมูล การประกาศซ้ือขายสินค้ามือสอง เป็นต้น ตัวอย่าง เวบ็ ไซต์ เช่น www.ebay.com, www.thaisecondhand.com เปน็ ต้น ภาพท่ี 6.19 ตวั อยา่ งเวบ็ ไซตก์ ารดาเนินธุรกรรมในรูปแบบผบู้ รโิ ภคกับผู้บริโภค ท่ีมา (ไทยเซกเกลิ้ แฮน, 2562)
155 4. ผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ (consumer to business: C2B) เป็นรูปแบบการดาเนินธุรกรรม ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ รูปแบบการดาเนินธุรกรรมในลักษณะน้ีผู้บริโภคจะมีอานาจการ ต่อรองราคาสินค้า จากน้ันผู้ประกอบการจะเลือกนาราคาที่ถูกมาเสนอต่อผู้บริโภค ซ่ึงเป็นรูปแบบ ธุรกิจใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างเว็บไซต์ เช่น www.priceline.com, www.trivago.co.th เปน็ ต้น ภาพที่ 6.20 ตัวอย่างเว็บไซต์การดาเนนิ ธรุ กรรมในรปู แบบผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ ทมี่ า (ทรวี าโกออนไลน์, 2562) 5. รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (electronic government: E- Government) เป็นการดาเนิน ธุรกรรมในส่วนภาครัฐท่ีมาบริการให้กับภาคประชาชน เป็นงานส่วนหน้า (front office) ใน ขณะเดียวกันก็ถูกนามาใช้ในการบริหารงานในส่วนของภาครัฐเอง เป็นส่วนหลัง (back office) เช่น การให้บรกิ ารแบบฟอร์มอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ การเพม่ิ ช่องทางการส่งเอกสารออนไลน์ เป็นต้น ภาพที่ 6.21 ตัวอย่างเว็บไซต์การดาเนนิ ธรุ กรรมในรูปแบบผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ ท่มี า (สานักงานพัฒนารฐั บาลอิเลก็ ทรอนกิ ส์, 2562)
156 ไม่วา่ จะเป็นการดาเนินธุรกรรมในรูปแบบใดก็ตาม องค์การควรเลือกนามาใชใ้ หเ้ หมาะสมกับ กระบวนการในการดาเนินงาน เพราะประโยชน์ของระบบอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ซ่งึ ผู้บรหิ ารจะพบกับความท้าทายในเรื่องของเทคโนโลยที ่ีจะต้องตามให้ทัน และเรียนรพู้ ฤติกรรมของ ผู้บริโภคท่ีเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพ่ือการตอบสนองความต้องการท่ีทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทางด้านเทคโนโลยี องคก์ ารบรรลเุ ป้าหมาย และมคี วามได้เปรยี บในการดาเนินงาน
157 สรุป สานักงานในยุคปัจจุบันต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหลัก โดยการประยุกต์ใช้ อปุ กรณท์ างคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบเครือข่าย เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมลู กนั ภายในและ ภายนอกสานักงานได้ โดยการเช่ือมต่อเครือข่ายมีในรูปแบบของเครือข่ายแบบดาว แบบบัส แบบวงแหวน แบบแมช และแบบผสม สาหรับการเช่ือมต่อของระบบเครือข่ายแบบไร้สายในสานักงาน จะมีการ เช่ือมต่อเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ แบบผู้รับบริการและผู้ให้บริการ แบบมัลทิเพิลแอคเซสพอยต์ แบบใช้เอ็คซเทนเชินพอยต์ นอกจากนี้สานักงานต้องมีหน้าท่ีในการจัดการประชุมโดยใช้ระบบการ ประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย ซ่ึงองค์ประกอบของระบบประชุมทางไกล ได้แก่ บุคลากร อุปกรณ์ ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวร์ ช่องสญั ญาณ ขอ้ มลู สารสนเทศ และกระบวนการประชมุ นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการดาเนิน ธรุ กิจ เนื่องจากมสี ่วนช่วยสนับสนุนงานด้านการแบง่ ปันเน้ือหาขา่ วสารท่ามกลางผู้ใช้เครือข่ายร่วมกัน ซ่งึ ปัจจุบันเครือข่ายสังคมออนไลน์มหี ลากหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีความเหมาะสมในการใช้ งานทีแ่ ตกตา่ งกัน ดังนั้น ผู้ใช้งานจงึ ควรเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั งานและวัตถปุ ระสงค์ขององคก์ าร เมื่อ เทคโนโลยีมาผนวกรวมเข้าด้วยกันจึงส่งผลทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงในการดาเนินธุรกิจ อีบิสซิเนส และอีคอมเมิร์ชจึงถกู นามาใช้ในกระบวนการทางธุรกจิ ซ่ึงปัจจุบนั มีการนาการดาเนินธรุ กจิ ในรูปแบบ อีคอมเมิร์ซมาประยุกต์ใช้กับงานในหลาย ๆ ด้านที่มีลักษณะต่างกัน เช่น ธุรกิจกับผู้บริโภค ธุรกิจกับ ธรุ กจิ ผบู้ รโิ ภคกับผบู้ ริโภค ผู้บรโิ ภคกบั ภาคธุรกจิ รวมไปถึงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
158 คาถามทา้ ยบท จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งตามลักษณะของการเชือ่ มตอ่ หลักได้กีร่ ูปแบบ ได้แกอ่ ะไรบา้ ง 2. รูปแบบการเชอื่ มต่อของระบบเครอื ข่ายแบบไรส้ ายในสานกั งานมีกีร่ ูปแบบ ได้แก่อะไรบ้าง 3. จงอธบิ ายหนา้ ทขี่ องสานักงานในการจดั การประชมุ มาพอสังเขป 4. จงอธิบายระบบประชมุ ทางไกลผา่ นระบบโทรคมนาคมพ้นื ฐาน และระบบประชุมทางไกลผ่าน เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 5. จงอธิบายองค์ประกอบของระบบประชุมทางไกล 6. จงยกตวั อยา่ งประโยชน์ของระบบประชมุ ทางไกล มาอย่างน้อย 5 ข้อ 7. จงยกตวั อยา่ งเปา้ หมายของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการดาเนนิ ธรุ กิจ มาอยา่ งน้อย 5 ข้อ 8. จงอธบิ ายความแตกต่างระหว่างอีบิสซิเนสและอคี อมเมิรช์ 9. จงอธบิ ายรูปแบบอีคอมเมิร์ซในแต่ละประเภท พร้อมยกตัวอย่าง 10. ท่านคิดวา่ การดาเนนิ ธุรกิจในรูปแบบอีคอมเมริ ์ซมีประโยชนอ์ ย่างไร
159 เอกสารอา้ งอิง กติ ติ ภกั ดวี ฒั นะกลุ . (2552). การพาณิชยอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Commerce). กรงุ เทพฯ: เคทพี ี คอมพ์ แอนด์ คอนซลั ท.์ กรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย. (2562). ระบบเครือขา่ ยไรส้ าย (wireless lAN technology). ค้นเมอื่ มิถุนายน 26, 2562, จาก http://www.dol.go.th กระปุกดอทคอม. (2562). Twitter บนเว็บปรับโฉมใหม่ สลับบญั ชไี ด้งา่ ยกว่าเดมิ . คน้ เมื่อ มิถนุ ายน 27, 2562, จาก https://men.kapook.com/view212446.html ขจิตพรรณ กฤตพลวิมาน. (2557). ระบบสารสนเทศสานักงาน (หนว่ ยที่ 9-15). นนทบุรี: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมธิราช. ทรีวาโกออนไลน์. (2562). ตัวอยา่ งเว็บไซต์การดาเนนิ ธุรกรรมในรปู แบบผูบ้ ริโภคกับภาคธรุ กจิ . คน้ เมอื่ มถิ ุนายน 4, 2562, จาก www.trivago.co.th เทสโก้ดอทคอม. (2562). ตัวอยา่ งเว็บไซตก์ ารดาเนินธรุ กรรมในรปู แบบธรุ กจิ กบั ธุรกจิ . คน้ เม่ือ มถิ นุ ายน 4, 2562, จาก https://www.tesco.com ไทยเซกเกล้ิ แฮนดอทคอม. (2562). ตัวอยา่ งเว็บไซตก์ ารดาเนินธรุ กรรมในรูปแบบผู้บริโภคกบั ผบู้ รโิ ภค. คน้ เม่ือ มิถนุ ายน 4, 2562, จาก www.thaisecondhand.com เนตร์พัณณา ยาวิราช. (2559). การจัดการสานกั งาน. กรุงเทพฯ: ทรปิ เพิล้ กรปุ๊ . บลอ็ กเกอร์ดอทคอม. (2562). ตวั อยา่ งเว็บไซตบ์ ล็อก. ค้นเมื่อ มถิ นุ ายน 27, 2562, จาก http://www.blogger.com พรรณี สวนเพลง. (2555). ระบบสารสนเทศเชิงกลยทุ ธ์. กรุงเทพฯ: วี พร้นิ ท์ (1991). พซิ ซา่ ออนไลน์. (2562). ตวั อยา่ งเว็บไซตก์ ารดาเนินธรุ กรรมในรูปแบบธรุ กิจกับผบู้ รโิ ภค. คน้ เม่อื มิถุนายน 4, 2562, จาก www.pizza.co.th เฟซบุ๊ก. (2562). ตัวอยา่ งเฟซบกุ๊ ดอทคอม. ค้นเม่อื มถิ นุ ายน 27, 2562, จาก www.facebook.com มายพีเฮชพีดอทคอม. (2561). โครงสร้างเครือขา่ ยแบบแมช. คน้ เม่ือ มิถุนายน 26, 2562, จาก https://mindphp.com/บทความ/212-network/5665-mesh-topology.html ยูทบู ดอทคอม. (2556). ตัวอย่างเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม. ค้นเมอ่ื มิถนุ ายน 27, 2562, จาก https://www.youtube.com/ ร่งุ รศั มี บญุ ดาว. (2559). ระบบสารสนเทศเพือ่ การจดั การธรุ กจิ ในยุคดิจทิ ลั . นนทบรุ ี: ลคั กี้ บุ๊คส์. รุจจิ ันทร์ วชิ วิ านิเวศน.์ (2560). สารสนเทศทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ: ว.ี พรน้ิ ท์ (1991).
160 ไลน์มี. (2562). ตวั อย่างแอปพลเิ คชนั ไลน์. ค้นเมื่อ มถิ นุ ายน 27, 2560, จาก https://line.me/th/download วัฒนา เอกปมติ ศลิ ป์. (2559). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจดั การ. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์. สเต็ปอคาเดม่ี. (2560). กรณีศึกษาแบรนด์ที่ใช้ Digtal Marketing ท่ีประสบความสาเร็จอยา่ งสูง ในโลกออนไลน์. ค้นเม่ือ มิถุนายน 27, 2560, จาก https://stepstraining.co/ strategy/3-case-study-from-brand-that-use-digital-marketing สานกั งานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. (2563). รายงานการสารวจพฤตกิ รรมผใู้ ช้อนิ เทอรเ์ น็ต ในประเทศไทย ปี 2563. กรุงเทพฯ: กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร. สารวย กมลายตุ ต์. (2557). ระบบสารสนเทศสานักงาน (หน่วยท่ี 1-8). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมธริ าช. สพุ ล พรหมมาพันธุ์. (2556). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การธุรกจิ . กรุงเทพฯ: แสงจนั ทร์การพิมพ์. อนิ สตราแกรมดอทคอม. (2562). ตัวอย่างแอปพลเิ คชันอินสตราแกรม. ค้นเมอ่ื มิถุนายน 27, 2560, จาก https://www.instagram.com/ โอภาส เอี่ยมสริ วิ งศ.์ (2560). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจัดการ. กรงุ เทพฯ: ว.ี พร้นิ ท์ (1991). Turban, E., & Volonino, L. (2010). Information technology for management. (8th ed.). New Jersey: .John Wiley and Son.
บทท่ี 7 การพฒั นาระบบสารสนเทศในสานักงานสมยั ใหม่ จากการท่ีผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วในบทต้น ๆ ของเนื้อหาว่าปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามี บทบาทเปน็ อย่างมาก และส่วนใหญ่ต่างได้รับอทิ ธพิ ลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี จึงต้อง มีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้พร้อมรับกับการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเป็นท่ีมาของการนาเอา เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในสานักงานเพ่ือให้การดาเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์การ โดยการปรับตัวขององค์การ คือ การพัฒนาระบบการทางานในสานักงาน ให้มีความทันสมัยมากข้ึนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ และการเลือกใช้ระบบสารสนเทศที่มี ความทันสมัย การพัฒนาระบบสารสนเทศในสานักงานมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละรูปแบบจะมี แนวทางในการพัฒนาที่แตกต่างกัน โดยการพัฒนาระบบสารสนเทศในสานักงานน้ันขึ้นอยู่กับปัจจัย หลาย ๆ ดา้ น ในบทน้ีจะได้อธิบายถึงประเด็นปัญหาเพื่อนาไปสู่การพัฒนาระบบสารสนเทศ การเลือกแนว ทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ การวางแผนและการเขียนแผนเพ่ือการพัฒนาระบบสารสนเทศ วงจร การพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศ การติดตั้งระบบสารสนเทศ และโครงสร้าง หนว่ ยงานและบุคลากรดา้ นสารสนเทศ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี ประเดน็ ปัญหาเพ่อื นาไปสูก่ ารพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นหนึ่งในแผนการท่ีนามาใช้เพ่ือปรับเปลี่ยนการทางานใน สานักงาน การสร้างระบบใหม่ไม่ใช่เพียงการนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ มาใช้งาน เท่านั้น แต่หมายถึงการเปล่ียนแปลงทางด้านการทางาน การจัดการ ดังน้ัน เม่ือมีการออกแบบและ พัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ น่ันหมายถึง การออกแบบปรับปรุงสานักงานใหม่ ซ่ึงผู้สร้างและพัฒนา จะต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (โอภาส เอ่ียมสิริวงศ์, 2560, หน้า 410) โดยการปรับตัวของ องค์การ คือ การพัฒนาระบบการทางานในสานักงานให้มีความทันสมัยมากข้ึนด้วยการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีต่าง ๆ และการเลือกใช้ระบบสารสนเทศที่มีความทันสมัย ส่ิงที่ทาให้การพัฒนาระบบ สารสนเทศในสานักงานเป็นที่สนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทางด้านเทคโนโลยีและการ จัดการข้อมูล ซ่ึงนับวันข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ จะเพ่ิมจานวนมากขึ้นเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ท่ี สามารถนามาใช้ในการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการ ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ข้อมูลขนาดใหญ่ อุปกรณ์ขนาดเล็ก เช่น มือถือที่เกิดมาเพ่ือแข่งขันกับ
162 เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นอุปกรณ์สาคัญในการดาเนินธุรกิจ หรือการทางานร่วมกันในแบบออนไลน์ และซอฟต์แวร์เครือข่ายสังคมที่เข้ามาเพ่ือปรับปรุงการประสานงานการทางานร่วมกัน และมีการ แบ่งปันความรู้ รวมไปถึงการแพร่หลายของการประชุมเสมือนจริง เป็นต้น (สัลยุทธ์ สว่างวรรณ , 2560, หน้า 7) ความท้าทายเหล่านี้ล้วนเป็นผลให้นาไปสู่การพัฒนาอย่างปฏิเสธไม่ได้ หากกล่าวใน ภาพรวมนั้นหมายถึง การท่ีองค์การต้องมีการลงทุนทางด้านระบบสารสนเทศที่มีความทันสมัยเข้ามา ใช้ในสานักงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ 6 ด้าน ดังน้ี (สัลยุทธ์ สว่างวรรณ, 2560, หนา้ 11-15) 1. ดาเนินงานเป็นเลิศ ระบบสารสนเทศในสานักงานเป็นเครื่องมือท่ีสาคัญอย่างหนึ่งให้กับ ผู้บริหารขององค์การเพ่ือเป็นข้อมูลและสารสนเทศในการสนับสนุนการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ นามาใชค้ วบคูก่ ับการเปลย่ี นแปลงในการดาเนินธรุ กิจ 2. นาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่และบริการใหม่ ระบบสารสนเทศเป็นเคร่ืองมือชิ้นสาคัญที่ช่วยให้ องค์การสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และบริการใหม่ ๆ รูปแบบธุรกิจเป็นสิ่งที่นามาใช้ในการอธิบาย วธิ กี ารท่อี งคก์ ารทาการผลิต นาสง่ และขายสนิ ค้าหรือบรกิ ารต่าง ๆ ได้ 3. สร้างความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ ระบบสารสนเทศช่วยให้ องค์การได้รู้จักลูกค้าของตนเองทาหน้าที่บริการอย่างเต็มศักยภาพ โดยทั่วไปลูกค้าจะตอบสนองโดย การกลับมาหาซื้อสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งจะทาให้องค์การได้รับผลกาไรเป็นอย่างมาก ในทานองเดียวกัน กับซัพพลายเออร์หากองค์การสามารถทากาไรได้มากข้ึนจะทาให้ซัพพลายเออร์ตอบสนองปัจจัยการ ผลติ ได้มากขน้ึ ด้วย ซง่ึ จะชว่ ยลดคา่ ใชจ้ ่ายลงได้ 4. ปรับปรุงการตัดสินใจท่ีดีข้ึน การมีระบบสารสนเทศที่มีความทันสมัยจะได้รับข้อมูลท่ี ถูกต้องในเวลาท่ีเหมาะสม เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากเรื่องท่ีต้อง ตัดสนิ ใจอาจต้องพ่ึงพาการพยากรณ์ การคาดเดาสิง่ ที่ดีที่สุด 5. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันธุรกจิ เม่ือองค์การประสบความสาเรจ็ อย่างใดอย่างหน่ึง ตามวัตถุประสงค์ในการดาเนินงาน แสดงว่ามีความเป็นไปได้มากท่ีองค์การจะสามารถสร้างความ ไดเ้ ปรียบในการแข่งขน้ึ ได้ 6. ดารงความอยู่รอด เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่ิงท่ีมีความจาเป็นเพ่ือให้การดาเนินธุรกิจ ขององค์การสามารถคงอยู่ได้ ช่วยขับเคล่ือนองค์การไปสู่ความสาเร็จได้อย่างรวดเร็ว และสามารถอยู่ รอดได้ในสถานการณท์ ่เี ปล่ยี นแปลงโดนใชเ้ ทคโนโลยขี ับเคลือ่ นอยูต่ ลอดเวลา ระบบสารสนเทศที่ถูกนามาใช้งานในสานักงานถือเป็นกลไกหลักในการ ขับเคล่ือนองค์การ เพราะผลลพั ธ์ทไ่ี ด้จากระบบสารสนเทศ คือ สารสนเทศท่ถี ูกนาไปใชป้ ระโยชน์และสามารถนาไปสูก่ าร สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้ การพัฒนาระบบสารสนเทศในสานักงานจึงมีความสาคัญและ จาเป็นอย่างมากสาหรับองค์การ ซ่ึงการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นการสร้างระบบงานใหม่หรือการ
163 ปรับเปล่ียนระบบงานเดิมให้สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการแก้ไขปัญหาตามความ ต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก และนาระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการนาเข้าข้อมูลเพื่อประมวลผล เรียบเรียง เปล่ียนแปลง และจัดเก็บให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการ ประมวลผลของระบบสารสนเทศสามารถประมวลผลข้อมูลได้ในปริมาณมาก และมีความถูกต้องจน สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยความจาเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศสามารถสรุปได้ ดังน้ี (วัฒนา เอกปมติ ศิลป์, 2559, หนา้ 176-177) 1. การเปล่ียนแปลงของกระบวนการบริหารและการดาเนินงาน ซึ่งอาจหมายถึงระบบเดิมไม่ สามารถตอบสนองความต้องการของสารสนเทศหรืองานท่ีต้องการได้ ระบบมีการดาเนินงานหลาย ขั้นตอน มีความยุ่งยากในการจดั เก็บรวบรมข้อมูล เพื่อนามาหาข้อสรุป จึงมีความจาเป็นที่ต้องพัฒนา ระบบสารสนเทศที่สามารถชว่ ยใหข้ ั้นตอนการดาเนนิ งานลดลงและมปี ระสทิ ธิภาพเพิ่มขึ้น 2. การเปล่ียนแปลงทางด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีท่ีใช้งานอยู่ในระบบสารสนเทศมีความ ลา้ สมัย ส้นิ เปลอื งค่าใช้จ่ายในการบารุงรกั ษาและมรี าคาค่อนข้างสูง จึงต้องอาศยั เทคโนโลยใี หม่ ๆ มา ประยกุ ตใ์ ชเ้ พื่อปรับเปลี่ยนระบบการทางานท่ีมีอยู่ 3. การปรับองค์การและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ระบบสารสนเทศท่ีใช้งานใน สานักงาน ปจั จบุ ันมีขั้นตอนการทางานที่ซบั ซ้อนและไม่สามารถรองรับการเปล่ียนแปลงในอนาคต จึง มคี วามตอ้ งการในการปรับเปลีย่ นการดาเนนิ งานให้สอดคล้องกับสภาพแวดลอ้ มทางธรุ กจิ ในปจั จุบนั จากการเปล่ียนแปลงดังกล่าวทาให้เกิดความเจริญก้าวหน้า โดยเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้า มามีบทบาทกับชวี ิตประจาวันและการดาเนินงานทางธุรกิจมากขนึ้ ส่งผลกระทบใหม้ ีการเปล่ียนแปลง ในการดาเนนิ งานทางธรุ กิจทเี่ หน็ ได้อย่างชดั เจน มกี ารพฒั นาระบบสารสนเทศทางธุรกจิ เพอื่ นามาช่วย เป็นเคร่ืองมือที่สาคัญในการจัดเก็บ ประมวลผล แสดงผล เพ่ือการนาไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ควบคไู่ ปกบั เทคโนโลยีสมยั ใหมท่ ผ่ี เู้ ขยี นได้กล่าวไปแล้วในบทที่ 5 การเลอื กแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศในสานกั งานใหส้ ามารถใช้ประโยชน์เพ่ือการแข่งขันและวเิ คราะห์ ระบบทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วน้ัน ถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมและพัฒนาองค์การในภาพรวมได้เป็นอย่างดี เพราะนนั่ หมายถึง ภาพลักษณ์ขององค์การในการดาเนินงานได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ จากการที่ผ้เู ขียน ได้อธิบายเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเพื่อนาไปสู่การพัฒนาระบบสารสนเทศไว้ในหัวข้อก่อนหน้าน้ีแล้วว่า มคี วามจาเป็นอย่างไรที่ต้องมีการพฒั นาระบบสารสนเทศอยา่ งจรงิ จัง ซ่ึงเปน็ หน้าที่ทส่ี าคัญที่ผู้บรหิ าร องค์การควรจัดต้ังเป็นนโยบายหรอื แผนพัฒนาองค์การ เพื่อให้มองเห็นทิศทางของการพัฒนาองค์การ
164 ในภาพรวม โดยการได้มาซ่ึงระบบสารสนเทศนั้นสามารถเลือกแนวทางการได้มาซึ่งระบบสารสนเทศ ในรปู แบบที่มคี วามหลากหลาย โดยแต่ละวิธจี ะมีข้อดีและข้อเสียทแี่ ตกต่างกนั ออกไป ผู้เขียนสามารถ สรุปแนวทางการได้มาของระบบสารสนเทศไว้ ดังน้ี (มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 265-273; รจุ ิจนั ทร์ วิชวิ านิเวศน์, 2560, หนา้ 69-70; รงุ่ รศั มี บุญดาว, 2559, หน้า 238-240) 1. การพัฒนาระบบโดยองค์การเอง (in-house development) วิธีน้ีมักถูกเลือกใช้เป็น แนวทางสาหรับองค์หารขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาระบบเองได้ มี ฝา่ ยเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมคี วามรู้และมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ ข้อดี คือ ทีมพัฒนาระบบ เป็นบุคลากรในองค์การ ทาให้ระบบสารสนเทศท่ีพัฒนาเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปรับเปล่ียนระบบ ทีมพัฒนาระบบมีความคุ้นเคยกับผู้ใช้งานระบบทาให้ สามารถเก็บรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ได้ง่าย และผู้ใช้ระบบสามารถเรียกใช้บริการจากทีมงาน พฒั นาระบบไดท้ ันทหี ากระบบที่พัฒนามปี ัญหา ขอ้ เสีย คอื หากทีมงานพัฒนาระบบไม่มีความชานาญ อย่างแท้จริงอาจทาให้องค์การต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมอาจทาให้ระบบล่าช้าไม่เสร็จตาม กาหนดได้ 2. การพัฒนาระบบโดยผู้ใช้ระบบเอง (end user development) เป็นการพัฒนาระบบโดย อาศัยคาแนะนาหรือคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพียงบางส่วนหรือไม่ใช้เลย ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพ การทางานสูงโดยอาศัยการสนับสนุนจากโปรแกรมสาเร็จรูปซ่ึงมีความสามารถทางด้านกราฟิก การ สร้างโมเดล และการดึงข้อมูล ผู้ใช้ระบบพัฒนาเองจึงทาให้การศึกษาความต้องการเป็นไปได้ด้วยดี สามารถควบคุมฟังก์ชัน ผลลัพธ์ รายงาน ได้เต็มท่ี ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบส่งผลให้เกิด ความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ข้อเสีย คือ มีต้นทุนสูงในการพัฒนา ใช้ระยะเวลาในการพัฒนานาน ไม่ เหมาะสมกบั การประมวลผลขอ้ มลู ขนาดใหญ่ 3. การซ้ือโปรแกรมสาเร็จรูป (package software) เป็นการจัดซื้อซอฟต์แวร์สาเร็จรูปที่มี จาหน่ายทั่วไปโดยองค์การไม่ได้พัฒนาขึ้นเอง ซอฟต์แวร์อาจมีลักษณะที่เป็นมาตรฐาน หรือปรับแต่ง ตามความต้องการของผู้ซ้ือได้เล็กน้อย ซอฟต์แวร์สาเร็จรูปจัดเป็นซอฟต์แวร์ที่มีเจ้าของทรัพย์สิน ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ยังเป็นของบริษัทผู้ขายไม่ใช่ของผู้ช่ือ องค์การธุรกิจจะต้องชาระค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตท่ีจาหน่ายมาพร้อมซอฟต์แวร์ ซ่ึงอาจเป็นใบอนุญาตสาหรับผู้ใช้คนเดียว (single-user license) หรือใบอนุญาตผู้ใช้หลายคน (multiuser license) ข้อดี คือ สามารถใช้งานได้ทันที มีคู่มือ ระบบการใช้งานที่ชัดเจนเป็นมาตรฐาน สามารถติดต่อกับบริษัทผู้ขายเพื่อขอปรับปรุงโปรแกรม เวอร์ชันใหม่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือเสียเพียงเล็กน้อย อีกทั้งสามารถขอความช่วยเหลือ และขอ คาปรึกษาจากบริษทั จาหน่ายซอฟต์แวร์ไดใ้ นกรณีที่มีปญั หาเกิดขึ้น ฮอลล์ (Hall, 2004, p. 7) ได้ระบุ ไว้ว่าการจัดซ้ือซอฟต์แวร์สามารถเลือกใช้ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบท่ี 1 ระบบพร้อมสรรพ (turnkey system) คือ ซอฟต์แวร์ท่ีได้รับการพัฒนาอย่างเสร็จส้ินสมบูรณ์และผ่านการทดสอบโปรแกรม
165 เรียบร้อยแล้ว สามารถติดตั้งและใช้งานได้ทันที รูปแบบที่ 2 ระบบแกนหลัก (back system) คือ ซอฟต์แวร์ท่ีประกอบไปด้วยโครงสร้างของระบบพื้นฐาน โดยมีการวางโปรแกรมตรรกะของการ ประมวลผลไว้ล่วงหน้า และผู้ขายจะทาการออกแบบในส่วนต่อระบบสานงานกับผู้ใช้ (user interface) เพ่อื สนองต่อความตอ้ งการของลกู ค้า 4. การว่าจ้างพัฒนาระบบ (outsourcing) เป็นรูปแบบของการจ้างองค์การภายนอกให้ทา การพัฒนาและดูแลระบบสารสนเทศให้ อาจเป็นเพราะองค์การไม่มีบุคลากรทีมีประสบการณ์และ ความชานาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเลย หรือมีแต่ไม่มีความชานาญในการพัฒนาระบบ ข้อดี คือ ได้รับการบริการที่มีคุณภาพเน่ืองจากบริษัทท่ีว่าจ้างจะมีบุคลากรท่ีมีประสบการณ์และความ ชานาญอย่างมาก ลดความไม่แน่นอนทางด้านค่าใช้จ่ายได้ดี บริษัทท่ีว่าจ้างจะมีการนาเทคโนโลยีท่ี ทันสมัยใช้เพื่อพัฒนาระบบจึงทาให้องค์การได้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัยรองรับกับเทคโนโลยีใน อนาคต เอกสารประกอบระบบงานครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นมาตรฐาน ข้อเสีย คือ มีความเส่ียงต่อ การรว่ั ไหลของขอ้ มลู หากบริษทั ว่าจ้างปิดกจิ การอาจสง่ ผลกระทบตอ่ การดาเนนิ งานขององคก์ าร ผู้บริหารอาจการเลือกแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยคานึงถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้ได้ระบบสารสนเทศที่มีความเหมาะสมกับสานักงานในองค์การและการดาเนินงานของธุรกิจ มากท่ีสุด โดยแต่ละวิธีจะมีข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกันออกไป แต่มีปัจจัยหลักท่ีควรนามาพิจารณาใน การเลือกแนวทางการได้มาซ่ึงระบบสารสนเทศ คือ งบประมาณ และความชานาญของบุคลากร ซ่ึง เปน็ ปัจจัยท่ีสาคญั ในการพิจารณาการได้มาซึง่ ระบบสารสนเทศเพ่อื ใช้ในองค์การ การวางแผนและการเขยี นแผนเพอื่ การพัฒนาระบบสารสนเทศ สภาวการณ์ของการแขง่ ขันในธรุ กิจท่ีความรุนแรงมากยิ่งขน้ึ จึงมีความจาเป็นในการนาขอ้ มูล และสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือสาหรับการกาหนดกลยุทธ์ทางการแข่งขัน องค์การจึงมีความ จาเป็นต้องวางแผนระบบสารสนเทศ ซ่ึงมีความสาคัญต่อความสาเร็จหรือความล้มเหลวขององค์การ ประเด็นท่ีควรให้ความสาคัญ คือ การเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาระบบสารสนเทศเข้ากับกลยุทธ์ของ องคก์ ารในด้านเทคโนโลยี การวางแผนระบบสารสนเทศจะเก่ยี วข้องกับการวิเคราะห์ และศึกษาความ ต้องการทางด้านระบบสารสนเทศของบุคลากร เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบท่ีสามารถสนับสนุนการ ดาเนินงานขององค์การในทิศทางท่ีสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ไดต้ ้ังเอาไว้ การศกึ ษาเรื่องการพัฒนาระบบ สารสนเทศจงึ เป็นส่วนท่ีสาคัญท่ีช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจของเทคนิคของการศึกษา การวิเคราะห์ และการออกแบบระบบสารสนเทศ รวมทั้งวิธีการได้มาซ่ึงระบบสารสนเทศ การทาระบบสารสนเทศ ให้เกิดผล และการประเมินการใช้ระบบสารสนเทศนั้นก็เพ่ือนาข้อบกพร่องท่ีถูกนาไปใช้แล้วใน
166 ระยะเวลาหน่ึง มาปรับปรงุ แก้ไขเพอ่ื ให้ระบบสารสนเทศสามารถใช้งานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพมากขึ้น (รุจิจันทร์ วชิ ิวานิเวศน์, 2560, หน้า 61) การได้มาซ่ึงระบบสารสนเทศอาจมาได้โดยหลายวธิ ี เช่น การ พฒั นาระบบโดยองค์การเอง การซ้ือโปรแกรมสาเร็จรูป การว่าจ้างพัฒนาระบบ เป็นต้น การวางแผน เพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศจึงเป็นส่ิงที่สาคัญ โดยข้ันตอนของการวางแผนระบบสารสนเทศ อธิบายได้ ดงั น้ี (โอภาส เอ่ยี มสริ วิ งศ์, 2560, หน้า 413-418) 1. การสร้างพันธกิจระดับองค์การและพันธกิจทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมา โดยมี จุดมุ่งหมายพื้นฐานเพื่อเป็นแนวทางในการกาหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ ซ่ึงถือได้ว่า เป็นกรอบการทางานในภาพรวมทง้ั หมด 2. การกาหนดวสิ ยั ทศั นท์ ่ีมีความชัดเจนต่อการนาเอาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้กบั สานกั งาน ในองค์การ ซงึ่ จะทาให้ทราบได้ว่าองคก์ ารอยากจะเป็น หรือต้องการจะเปน็ ในอนาคต เพ่ือใหท้ ราบถึง ทิศทางว่าจะเดินไปในอนาคตอยา่ งไรเพ่ือให้ไปสู่เป้าหมาย 3. การสร้างกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและแผนยุทธวิธีขั้นมา โดยศึกษาและทบทวนส่ิงที่ เปลี่ยนแปลงและบรบิ ทแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันไปพร้อมกัน พรอ้ มท้ังศกึ ษา เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีกาลงั จะมีและจะเกดิ ข้ึนในอนาคต การวางแผนกลยุทธเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศมี ความสัมพนั ธ์อย่างใกล้ชิดกบั กลยทุ ธ์ทางธรุ กจิ (business strategy) ซึ่งถกู บรรจุเอาไว้เป็นลายลักษณ์ อักษรในแผนกลยุทธ์ขององคก์ าร ดงั นนั้ ก่อนท่ีจะทาการวางแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ควรมี ความเข้าใจกลยทุ ธธ์ ุรกจิ เสียก่อน 4. การวางแผนการดาเนินงานเพ่ือนาไปสู่ความสาเร็จตามพันธกิจและวสิ ัยทัศน์ กาหนดแผน และวธิ ีการอย่างชัดเจนนาไปสู่พันธกิจและวสิ ยั ทัศน์ หากองค์การต้องการพฒั นาระบบสารสนเทศเพื่อ นามาใช้ในการสนับสนุนการดาเนินงานเชิงรุก สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน จาเป็นที่องค์การ จะต้องกาหนดแผนระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมองถึงภาพรวมของ ระบบสารสนเทศ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ระบบสารสนเทศน้ัน โดยมีกระบวนการท่ี แตกต่างจากการวางแผนระบบสารสนเทศ ดงั น้ี (รุจจิ นั ทร์ วชิ ิวานเิ วศน์, 2560, หนา้ 64-65) ข้ันตอนท่ี 1 เป็นการกาหนดหน้าท่ีของหน่วยสารสนเทศ โดยการสร้างทีมด้านการ วางแผนระบบสารสนเทศ และทาการมอบหมายภารกิจให้กบั ทีม ขั้นตอนท่ี 2 การประเมินสภาวะแวดล้อม รวมไปถึงความเส่ียงที่มาจากการใช้ระบบ สารสนเทศตามที่ต้องการ ข้ันตอนที่ 3 กาหนดวัตถุประสงค์ด้านระบบสารสนเทศให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ องคก์ าร รวมไปถงึ การกาหนดเปา้ หมาย และแนวทางทชี่ ่วยให้บรรลุเปา้ หมาย ข้ันตอนท่ี 4 กาหนดแนวทางกลยุทธ์ แนวทางการใช้ระบบสารสนเทศระยะยาวเพื่อให้ สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์
167 ขั้นตอนที่ 5 กาหนดนโยบายสารสนเทศ เพ่ือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้สอดคล้อง กบั แผนกลยุทธท์ วี่ างไว้ ข้ันตอนที่ 6 สร้างแผนระยะยาวและระยะส้นั โดยนานโยบายมาจดั ทาแผนการดาเนินงาน ขน้ั ตอนท่ี 7 ดาเนินงานตามแผนระยะส้ันและระยะยาวทีว่ างไว้ 6. การกาหนดงบประมาณเพื่อมั่นใจได้ว่าสามารถจัดหาทรัพยากรเพ่ือนาไปสู่ความสาเร็จ ตามพนั ธกิจและวสิ ัยทศั น์ การวางแผนเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นขั้นตอนที่สาคัญ โดยบางองค์การได้นาผู้ท่ีมี สว่ นในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและผทู้ ี่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มารว่ มกันพัฒนา แผนงานดังกล่าวด้วยเพ่ือให้เกิดมุมมองใหม่ในการบริหาร ข้ันตอนของการวางแผนระบบสารสนเทศ แสดงดังแผนภมู ทิ ่ี 7.1 พนั ธกิจองค์การ (corporate mission) พนั ธกิจทางไอที (IT mission) วสิ ัยทศั นไ์ อที (IT vision) เทคโนโลยที เ่ี หมาะสม (ฮาร์ดแวร์, ซอฟตแ์ วร์, ระบบสื่อสาร) สาหรับองค์การ แผนกลยทุ ธไ์ อที (IT strategic plan) เปา้ หมายไปสูค่ วามสาเร็จ แผนยุทธวิธไี อที (IT tactical plans) วตั ถปุ ระสงค์แนวทางเพ่ือไปสคู่ วามสาเรจ็ การวางแผนดาเนินงาน (operation planning) โครงการ ความสาคัญ ทีมงาน การซ้ือ กองทนุ งบประมาณ แผนภมู ทิ ่ี 7.1 ข้ันตอนของการวางแผนระบบสารสนเทศ ทมี่ า (โอภาส เอย่ี มสริ วิ งศ์, 2560, หนา้ 414)
168 จากแผนภูมิที่ 7.1 จะเห็นได้ว่าทุกข้ันตอนของการวางแผนเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นขั้นตอนที่สาคัญ และต้องมีความสอดคล้องกัน ไปในทิศทางเดียวกันกับพันธกิจขององค์การ เพอื่ ใหเ้ กิดการบริหารงานอยา่ งมีประสิทธิภาพ ซง่ึ การทาให้การวางแผนเกิดความเปน็ ไปได้และลงไปสู่ การลงมือปฏิบัติ คือ งบประมาณ ดังน้ัน หากองค์การมีนโยบายการวางแผนเพ่ือจะพัฒนาระบบ สารสนเทศ จึงมคี วามจาเป็นในเรอื่ งของการวางแผนงบประมาณควบคกู่ นั ไปด้วย เม่ือมีการวางแผนเพ่ือการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นไปในทิศทางขององค์การเป็นท่ี เรียบร้อยแล้วจึงต้องมีการเขียนแผนเพ่ือการพัฒนาระบบสารสนเทศในลาดับถัดไป ขั้นตอนการเขียน แผนดาเนินงานจะประกอบไปด้วย 5 กจิ กรรมยอ่ ย ดังน้ี (อรยา ปรีชาพานิช, 2557, หนา้ 73-75) 1. การกาหนดขอบเขตโครงการ (project scope) เป็นส่วนที่สาคัญที่สุดต้องระบุ ความสามารถของระบบที่ต้องการจะพัฒนา 2. การวางแผนการใช้ทรัพยากร (resource planning) เป็นการประมาณการใช้ทรัพยากรท่ี จาเป็นในการดาเนินงานโครงการ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ จานวนโปรแกรมเมอร์ รวมไปถึงค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ท่อี าจเกิดข้นึ ในระหว่างดาเนินโครงการ 3. การกาหนดกิจกรรมและระยะเวลาการทางาน (work breakdown structure and scheduling) เป็นการกาหนดกิจกรรมท่ีจะต้องทาในแต่ละข้ันตอนของวงจรการพัฒนาระบบ SDLC ซึ่งจะได้อธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป และรายชื่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบในกิจกรรมต่าง ๆ และกาหนด ระยะเวลาของกจิ กรรมควบคู่ไปดว้ ย ตลอดจนวันเรม่ิ ตน้ และวนั ส้นิ สุดโครงการ 4. การวิเคราะห์ความเสี่ยง (risk analysis) ระบุปัจจัยท่ีอาจทาให้เกิดความเส่ียงต่อการ ดาเนินโครงการ และควรมีข้อเสนอแนะในการจัดการความเสี่ยงท่ีอาจเกิดข้ึนไว้ด้วย โดยปัจจัยที่มัก เกิดขึ้นสาหรับการพฒั นาระบบ แสดงดังภาพท่ี 7.1 ขนาดของโครงการ ลกั ษณะของโครงการ ปัจจยั เสยี่ งของโครงการพฒั นาระบบ เทคโนโลยีทนี่ ามาใช้ในโครงการ ทศั นคติของผู้ใช้กบั การพฒั นา ภาพที่ 7.1 ปัจจยั เสี่ยงของโครงการพฒั นาระบบ ทีม่ า (อรยา ปรีชาพานชิ , 2557, หนา้ 74)
169 4.1 ขนาดของโครงการ หากเป็นโครงการขนาดใหญ่จะมีความเส่ียงสูงมากกว่าโครงการ ขนาดเลก็ 4.2 ลักษณะของโครงการ เช่น ระบบสารสนเทศทางการตลาด ระบบสารสนเทศ ประมวลผลรายการจะมีความเส่ียงน้อยกว่าระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจ และระบบ สารสนเทศผู้เชีย่ วชาญ 4.3 เทคโนโลยที ่นี ามาใชใ้ นโครงการ โครงการพัฒนาระบบท่ีต้องประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีข้ัน สงู จะมคี วามเสี่ยงสูงกวา่ โครงการพัฒนาระบบทีใ่ ชเ้ ทคโนโลยีขนั้ พื้นฐาน 4.4 ทัศนคติของผู้ใช้กับการพัฒนา ทัศนคติเป็นเร่ืองที่สาคัญหากผู้ใช้มีทัศนคติในด้านลบ ตอ่ การพัฒนาระบบก็จะเป็นปัจจยั ทีท่ าให้เกดิ การต่อต้านการพัฒนาระบบได้ 5. การจัดทาข้อเสนอกาหนดของงาน (statement of work) เป็นการอธิบายรายละเอียด ของกิจกรรมท่ีจะทาทั้งหมด พร้อมผลลัพธ์ที่ได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ โครงการทัง้ หมด ดังนั้น ขั้นตอนการเขียนแผนการพัฒนาระบบจึงเป็นขั้นตอนท่ีสาคัญท่ีแสดงให้เห็นถึงความ จาเป็นในการดาเนินโครงการและผลลัพธ์ที่ได้ในภาพรวม หากผู้เขียนมีความชัดเจนในการเขียนแผน จะเป็นส่ิงที่ส่งเสริมและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในการจัดสรรงบประมาณสู่การพัฒนา ระบบนั่นเอง วงจรการพฒั นาระบบสารสนเทศ หลังจากที่องค์การได้กาหนดนโยบายและแผนของการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นท่ี เรียบร้อยแล้ว ข้ันตอนต่อมา คือ การดาเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยการดาเนินการให้เป็นไปตาม ข้ันตอนของวงจรการพัฒนาระบบ (system development life cycle: SDLC) คือ กระบวนการใน การท่ีจะพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ตลอดจนแทนท่ีระบบสารสนเทศเดิม กระบวนการดังกล่าวจะประกอบไปด้วยข้ันตอนท่ีมีความ ตอ่ เนือ่ งกนั โดยภายในวงจรการพัฒนาระบบจะแบง่ กระบวนการพัฒนาระบบออกเป็นระยะ (phase) ซึง่ ประกอบไปดว้ ย 6 ระยะ ดงั น้ี (วฒั นา เอกปมติ ศลิ ป์, 2559, หน้า 182-183) 1. การกาหนดและเลือกสรรโครงการ (system identification and selection) สามารถ ค้นหาโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศภายในองค์การได้จากกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายในองค์การ เช่น ผู้บริหารสูงสุดขององค์การ ผู้จัดการสานักงานของแผนกต่าง ๆ ท่ีมีความสนใจในโครงการที่ต้องการ พฒั นา ผู้ใช้ระบบสารสนเทศหรือหัวหน้าแผนก ซึ่งเปน็ ผู้ประสงค์ท่ีจะพัฒนาระบบสารสนเทศให้ดีกว่าเดิม
170 หรือผู้บริหารอาวุโสของทีมพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น หลังจากน้ันทาการจาแนกและจัดกลุ่ม ของโครงการเป็นผลเนื่องมาจาก แต่ละโครงการท่ีค้นหามาอาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ องค์การ ซึ่งในการจาแนกโครงการจะใช้วิธีที่เรียกว่า “การประเมินค่าความเป็นไปได้ของโครงการ” เมื่อทาการประเมินและกาหนดรายละเอียดของแต่ละโครงการเสร็จสิ้นแล้วงานต่อไป คือ การเลือก โครงการท่ีเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ขององค์การ การเลือกโครงการ คือ กระบวนการพิจารณา โครงการทั้งระยะส้ันและระยะยาว แล้วทาการเลือกโครงการท่ีมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะทาให้ องค์การบรรลสุ ู่เป้าหมายทีไ่ ด้กาหนดไว้ ผลลัพธ์ของการพิจารณาของคณะกรรมการอาจเปน็ ไปได้ คือ อนุมตั ิโครงการ ชะลอโครงการ ทบทวนโครงการ และไม่อนมุ ัติโครงการ 2. การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (system initiation and planning) เป็นการวางแผน โครงการ วิเคราะห์ความต้องการและการคัดเลือกโครงการ การจัดเตรียมโครงการ พร้อมท้ังจัดตั้ง ทีมงานพรอ้ มกาหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ 3. การวิเคราะห์ระบบ (system analysis) การวิเคราะหถ์ ึงการทางานของระบบเดมิ เพอื่ หา ปญั หาที่เกิดข้ึน หรือการสอบถามความต้องการของผู้ใชเ้ พ่ือพัฒนาระบบงานใหม่ ซึ่งจะต้องมีการเก็บ รวบรวมข้อมูล อาจใชเ้ คร่ืองมือจากการจัดทาแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น รวมไป ถงึ การออกแบบร่วมกันและการสรา้ งต้นแบบ 4. การออกแบบระบบ (system design) เป็นการออกแบบแบบจาลองเชิงตรรกะ (logical model) เปน็ แบบจาลองท่ีอธิบายการดาเนินงานในระบบว่ามีการทางานและความตอ้ งการใดบ้างโดย ไม่คานึงถงึ เทคโนโลยี หรือโปรแกรมภาษาใด ๆ ท่ีนามาติดตั้งใช้งาน และการออกแบบแบบจาลองเชิง กายภาพ (physical model) เป็นแบบจาลองท่ีนอกจากจะอธิบายการดาเนินงานของระบบว่าทางาน อะไรแล้ว ยังอธิบายว่ามีการดาเนินงานอย่างไร นอกจากนี้ยังมีการแสดงถึงประสิทธิภาพของ เทคโนโลยที ี่เลือกมาติดตั้งใชง้ านเพอื่ สนองความตอ้ งการ และแสดงข้อจากัดของเทคโนโลยนี ้ัน ๆ 5. การดาเนินการระบบ (system implementation) การจัดหาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การ เขียนโปรแกรม ทดสอบระบบ จัดทาเอกสารระบบ การถ่ายโอนระบบ รวมไปถึงการฝึกอบรมผใู้ ช้ 6. การบารงุ รักษา (system maintenance) เป็นข้ันตอนของการดูแลระบบให้มีประสิทธภิ าพ ในการทางานเพ่ือแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มข้ึน และป้องกัน ขอ้ ผิดพลาดทอ่ี าจเกิดขนึ้ วงจรการพัฒนาระบบจะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นถึงภาพรวมของกระบวนการพฒั นา และทิศ ทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ และยังช่วยให้ทีมพัฒนาระบบมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบ เพื่อให้ได้ระบบสารสนเทศท่ีเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ระบบอย่างแท้จริง อีกทั้งยังสามารถ ควบคมุ การดาเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
171 การพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นแนวทางการได้มาซึ่งระบบสารสนเทศท่ีตอบสนองความ ตอ้ งการขององคก์ าร ซ่ึงการพฒั นาระบบสารสนเทศอาจตอ้ งใชง้ บประมาณค่อนขา้ งมากในการพัฒนา แต่คมุ้ คา่ สาหรับการลงทุนหากระบบสารสนเทศท่ีพัฒนาข้ึน สามารถแก้ไขปัญหาหรือจุดบกพร่องของ ระบบเดิม และสามารถบริหารจัดการสารสนเทศที่ได้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งวิธีการ พัฒนาระบบสารสนเทศสามารถจาแนกได้ 5 วธิ ี ดังนี้ (รจุ ิจนั ทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หน้า 71-74) 1. การพัฒนาระบบโดยใช้แบบจาลองนา้ ตก (waterfall model) เปน็ หลกั การเปรียบเสมอื น กับน้าตกท่ีไหลจากที่สูงลงที่ต่า วิธีน้ีใช้กันอย่างแพร่หลาย การพัฒนาแบบจาลองน้าตกประกอบไป ดว้ ย 3 รปู แบบ 1.1 แบบอนุรักษ์ ต้องทาข้ันตอนก่อนหน้าให้แล้วเสร็จ จึงจะสามารถทาขั้นตอนต่อไปได้ การยอ้ นกลับจะตอ้ งเรม่ิ ตน้ ใหมท่ ุกครง้ั 1.2 แบบตรวจทบทวน จะต้องมีการตรวจทานและทบทวนทุก ๆ ขั้นตอนที่เสร็จสิ้นและ ทาการแก้ไขทนั ทีหากพบข้อผิดพาด อีกทั้งยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขข้อมลู ก่อนหนา้ ได้ 1.3 แบบเหล่ือม ทาแต่ละขัน้ ตอนใหค้ ูข่ นานกนั ไปโดยไม่ต้องรอขนั้ ตอนก่อนหนา้ การพัฒนาระบบสารสนเทศโดยใช้แบบจาลองน้าตก ผู้พัฒนาสามารถเลือกใช้ได้ตามความ เหมาะสม แต่สาหรับรูปแบบการพัฒนาระบบท่ีไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขในข้ันตอนก่อนหน้าได้ ผูพ้ ัฒนาจาเปน็ จะต้องมีการวางแผนทดี่ ี เพ่อื ให้สามารถป้องกันการผดิ พลาดให้ไดม้ ากทส่ี ุด 2. การพัฒนาโดยใช้ต้นแบบ เป็นวิธีท่ีมีลักษณะคล้ายกับการพัฒนาระบบโดยใช้แบบจาลอง น้าตก แต่จะมีการแทรกขั้นตอนการพัฒนาต้นแบบ (prototype) อยู่ในระหว่างข้ันตอนของการ วิเคราะห์ระบบและออกแบบระบบ และใช้ต้นแบบน้ีเป็นเครื่องมือตรวจสอบระบบท่ีกาลังจะพัฒนา ใหต้ รงกบั ความต้องการของผูใ้ ชม้ ากทีส่ ดุ 3. การพัฒนาระบบประยกุ ตแ์ บบรวดเรว็ เป็นขั้นตอนการพัฒนาระบบที่ต้องใช้ระยะเวลาเร็ว กว่าและคณุ ภาพดีกวา่ ระบบงานแบบด้ังเดมิ โดยมีการนาเอาซอฟต์แวร์มาช่วยในการพัฒนาระบบ ซึ่ง ข้ันตอนการพัฒนาประกอบไปด้วย 4 ข้ันตอน คือ กาหนดความต้องการ การออกแบบโดยผู้ใช้ การ สร้างระบบ และการเปล่ยี นระบบหรอื ใช้งาน 4. การพัฒนาระบบแบบยืดหยุ่น เป็นการพัฒนาระบบท่ียอมให้มีการเปลี่ยนแปลงความ ต้องการขณะท่ีอยู่ในระหว่างการดาเนินการ โดยวิธีการประชุมแบบเผชิญหน้าระหว่างผู้ใช้ระบบกับ ทีมงานผู้พัฒนาระบบ เพ่ือร่วมเปลี่ยนแปลงและทดสอบร่วมกัน วิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการท่ีมีความ ยดื หยุ่น แตใ่ ชร้ ะยะเวลายาวนานมากกวา่ การพัฒนาระบบประยกุ ต์แบบรวดเร็ว
172 5. การพฒั นาระบบแบบร่วมมือ เป็นกระบวนการในการจดั การ และเพมิ่ ความสามารถในการ ปฏิบัติงานร่วมกันของเจ้าของระบบ ผู้ใช้ระบบงานนักวิเคราะห์ระบบ ผู้ออกแบบระบบ และผู้สร้าง ระบบ เพื่อร่วมกันกาหนดขอบเขต วเิ คราะห์ และออกแบบระบบ โดยเป็นการประชุมงานร่วมกันของ ผู้มีส่วนเก่ียวข้องกับการพัฒนาระบบ ผู้เข้าร่วมการดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเทคนิคนี้ คือ ผ้ดู าเนินการประชุม ผู้ใชร้ ะบบ ผูบ้ ริการองค์การ ผู้รับผิดชอบเร่ืองค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบนั้น ๆ นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผู้ท่ีทาหน้าท่ีจดสรุปรายละเอียดระหว่างการประชุม และทีมของ หน่วยบริการสารสนเทศ เปน็ ต้น ซ่ึงวิธีการน้เี ป็นเทคนิคท่ีถกู นามาประยุกต์ใช้และประสบความสาเร็จ เป็นอย่างดี อีกท้ังยังมีการใช้ระบบสนับสนุนกลุ่ม (group support system: GSS) เป็นเครื่องมือท่ี ชว่ ยสรา้ งปฏิสมั พันธก์ ลุ่มอกี ดว้ ย ไม่ว่าผู้บริหารจะเลือกใช้วิธีการใดเพ่ือพัฒนาระบบสารสนเทศตามความเหมาะสมในแต่ละ องค์การ แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลัก ๆ ต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสาเร็จได้น้ัน ส่ิงท่ี สาคัญ คือ การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร รวมไปถึงการกาหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์อย่าง ชัดเจน การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม และความรู้ ความสามารถของทีมพัฒนาระบบ เป็นสิ่งที่จาเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ ดังน้ัน การพัฒนาระบบสารสนเทศจึงต้อง คัดเลือกผู้ที่มีประสบการณ์ ความรู้ ในเร่ืองดังกล่าวเข้ามาเป็นทีมพัฒนาระบบ เพื่อลดปัญหาและ ความยุ่งยาก และลดปจั จยั เสีย่ งทจี่ ะทาให้การพัฒนาระบบสารสนเทศล้มเหลวได้ การติดตัง้ ระบบสารสนเทศ เม่ือพัฒนาระบบสารสนเทศได้เป็นท่ีเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อมา คือ การติดตั้งระบบ สารสนเทศ ซึ่งการติดตั้งระบบสารสนเทศเป็นข้ันตอนท่ีต้องพิจารณาอย่างถ่ีถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา กับผู้ใช้ระบบ ซ่งึ อาจมีระบบเดิมทใ่ี ชอ้ ยูแ่ ลว้ ในขณะนั้น การติดต้ังระบบสารสนเทศสามารถดาเนินการ ได้ 4 วิธี ดังน้ี (โอภาส เอีย่ มสริ วิ งศ์, 2560, หน้า 424-426) 1. การติดตั้งเพื่อใช้งานระบบใหม่ทันที (direct installation) เป็นการติดตั้งระบบใหม่ที่ใช้ แทนท่ีระบบเดิมโดยทันที สืบเนื่องมาจากระบบเดิมกับระบบใหม่มีความแตกต่างกันอย่างส้ินเชิงท่ีไม่ สามารถนาระบบเดิมกับระบบใหม่มาเปรียบเทียบกันได้ และระบบเดิมไม่สามารถตอบสนองตาม ความต้องการของผู้ใช้ ข้อดี คือ ติดต้ังได้ง่าย ใช้เวลาน้อย สามารถใช้ระบบใหม่ได้ทันที แต่อาจพบ ข้อเสีย คือ อาจเกิดข้อผิดพลาดแบบคาดไม่ถึง มีความเสี่ยงสูง และเกิดความล่าช้าต่อการแก้ไขปัญหา การติดต้งั เพอ่ื ใชง้ านระบบใหม่ทนั ที แสดงดังภาพที่ 7.2
173 ยกเลกิ ระบบเดิม ระบบเดิม ระบบใหม่ เริ่มระบบใหม่ ภาพที่ 7.2 การติดตงั้ เพื่อใช้งานระบบใหมท่ ันที ท่มี า (อรยา ปรีชาพานิช, 2557, หนา้ 236) 2. การปรับเปลี่ยนแบบคู่ขนาน (parallel installation) เป็นการติดต้ังระบบงานใหม่ที่ใช้ งานคู่ขนานกับระบบงานเดิมเพียงช่วงระยะเวลาหน่ึง จนมั่นใจได้ว่าระบบใหม่มีความน่าเช่ือถือก็จะ ยกเลิกระบบเดิมและนาระบบใหม่ใช้แทนที่ ข้อดี คือ มีความปลอดภัยสูงเพราะหากเกิดข้อผิดพลาด ระบบเดิมยังคงรองรับการใช้งานอยู่ และยังสามารถเปรียบเทียบฟังก์ชันต่าง ๆ รวมถึงเอาต์พุต ระหว่างระบบงานเดิมกับระบบงานใหม่ได้ ข้อเสีย คือ ใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายสูง ใช้กาลังคนมาก และหากพบว่าระบบใหม่เกิดข้อผิดพาด ผู้ใช้งานอาจเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบใหม่และไปให้ ความสาคญั กับระบบเดมิ การปรับเปลย่ี นแบบคู่ขนาน แสดงดังภาพที่ 7.3 ยกเลิกระบบเดมิ ระบบเดิม ระบบใหม่ เรมิ่ ระบบใหม่ ภาพที่ 7.3 การปรบั เปลยี่ นแบบคูข่ นาน ทีม่ า (อรยา ปรชี าพานิช, 2557, หน้า 237) 3. การติดตั้งแบบทีละเฟส (phased installation) เป็นการติดตั้งแบบเป็นระยะ ๆ โดยในแต่ละ ระยะจะมกี ารพัฒนาขนึ้ ไปเรอื่ ย ๆ จนเป็นระบบทส่ี มบรู ณ์ เชน่ ระบบสารสนเทศทางบริหารทรัพยากร มนุษย์ จะนาระบบการคานวณเงินเดือนมาใช้งานก่อน แล้วตามด้วยระบบประวัติการฝึกอบรมของ พนักงาน ระบบการจัดการสวัสดิการตามลาดับ เป็นต้น การติดตั้งในลักษณะแบบนี้เหมาะสมกับ องค์การท่ีมีขนาดใหญ่ มีความซบั ซ้อนสูง ข้อดี คือ ไม่ส่งผลกระทบต่อองค์รวมของระบบ ผ้ใู ช้ระบบมี
174 ช่วงเวลาสาหรับการปรับตัวในการใช้ระบบใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างทัศนคติท่ีดีต่อระบบใหม่ แก้ไขได้เร็ว หากพบข้อผิดพลาด มีระยะเวลาในการวางแผนและจัดสรรงบประมาณ ข้อเสีย คือ ระบบย่อย ๆ ไม่ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ ไม่เหมาะสมกับระบบงานที่ไม่สามารถแบ่งระบบออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ การติดตัง้ แบบทีละเฟส แสดงดังภาพท่ี 7.4 ระยะท่ี 1 โมดูลท่ี 1 โมดลู ท่ี 2 โมดูลที่ 3 โมดลู ที่ 4 ระยะที่ 2 โมดูลท่ี 1 โมดูลที่ 2 โมดูลท่ี 3 โมดูลที่ 4 ระยะท่ี 3 โมดูลที่ 1 โมดูลที่ 2 โมดลู ที่ 3 โมดูลท่ี 4 ภาพท่ี 7.4 การตดิ ตง้ั แบบทีละเฟส ท่ีมา (อรยา ปรีชาพานชิ , 2557, หนา้ 238) 4. การติดตั้งโครงการแบบนาร่อง (pilot project) เหมาะสมกับองค์การที่มีโครงสร้าง องค์การแบ่งออกเป็นย่อย ๆ กระจากอยู่ในหลายพ้ืนท่ี โดยวิธีการนี้จะเป็นการติดต้ังระบบงานใหม่ เฉพาะสาขาที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหน่วยงานนาร่อง เพ่ือลดความเส่ียง จนระบบผ่านการยอมรับ จึงจะดาเนินการไปยังสาขาอ่ืน ๆ เช่น ธนาคารท่ีมีหลายสาขากระจายไปยังพ้ืนท่ีต่าง ๆ อาจมีการนา ร่องใชร้ ะบบใหม่ในสาขาที่พิจารณาว่าจะเป็นสาขานาร่องก่อนแล้วจึงกระจายไปยังสาขาในพ้ืนที่อ่นื ๆ ขอ้ ดี คือ ลดความเส่ยี งในการเกดิ ปญั หาขึน้ ระหวา่ งการใช้งาน ประหยดั ทรพั ยากรของสาขาย่อยอื่น ๆ เพราะต้องได้รับการยอมรับจากสาขานาร่องก่อน ข้อเสีย คือ ไม่เหมาะสมกับองค์การท่ีไม่มีการแบ่ง สาขาย่อย ๆ กระจากอยู่ในหลายพ้ืนที่ การติดต้ังเช่นนี้จึงเหมาะสมกับบางองค์การเท่านั้น การติดต้ัง โครงการแบบนาร่อง แสดงดังภาพท่ี 7.5 สาขาที่ 1 ระยะท่ี 1 ระยะท่ี 2 สาขาท่ี 2 ระบบใหม่ ระบบใหม่ สาขาที่ 3 ระบบเดิม ระบบใหม่ ระบบเดิม ระบบใหม่ ภาพท่ี 7.5 การตดิ ต้งั โครงการแบบนาร่อง ท่ีมา (อรยา ปรชี าพานิช, 2557, หน้า 239)
175 การติดตง้ั ระบบสารสนเทศไม่ว่าจะติดต้ังดว้ ยวิธีใดกต็ าม เพื่อใหท้ ราบถงึ ความมีประสทิ ธิภาพ ของระบบ และเป็นการแน่ใจได้ว่าระบบตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี จึงมีความ จาเป็นอย่างยิ่งทจ่ี ะทาการประเมนิ ประสิทธิภาพของระบบ และสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ เพ่ือนาข้อมูลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยนวิธีการดาเนินงานให้สอดคล้องกับความต้องการ ของผู้ใชใ้ ห้มากท่สี ดุ โครงสร้างหน่วยงานและบุคลากรด้านสารสนเทศ ความเจริญก้าวหน้าของยุคเทคโนโลยีสารสนเทศทาให้หลายองค์การต่างให้ความสาคัญกับ การจัดต้งั หน่วยงานสารสนเทศขน้ึ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขับเคลือ่ นองค์การในการสร้างความได้เปรียบใน การแข่งขัน และสามารถทาให้องค์การประสบความสาเร็จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการนาเทคโนโลยี สารสนเทศต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันมาใช้ในการดาเนินงาน ซ่ึงมักจะพบว่าในสานักงานจะมีเคร่ือง คอมพิวเตอร์เป็นส่วนมากเพื่อช่วยให้การทางานรวดเร็วยิ่งข้ึน นอกจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์แล้วยัง ประกอบไปดว้ ยอุปกรณต์ ่อพ่วง ซอฟตแ์ วรต์ า่ ง ๆ ทีถ่ ูกนามาใช้งาน ซง่ึ ในบางคร้ังอาจทาใหบ้ ุคลากรใน สานกั งานพบกบั ปัญหาต่าง ๆ โดยทวั่ ไปโครงสรา้ งหน่วยงานสารสนเทศจะแบง่ ออกเป็น 4 ส่วน คอื 1. หน่วยงานการบริการ ทาหน้าที่ให้บริการแก่บุคลากรในสานักงาน หากพบปัญหาใน ระหว่างการทางานสามารถเรียกใช้บริการหน่วยงานน้ีได้ เช่น เคร่ืองปร้ินมีปัญหา ไม่สามารถเปิด อินเทอร์เน็ตได้ ลงโปรแกรมไม่เป็น เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้ควบคุมจัดการฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการทางานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบุคลากรในหน่วยงานนี้ เชน่ ผชู้ านาญการด้านเทคนิค พนกั งานจัดเก็บสือ่ และขอ้ มลู เปน็ ต้น 2. หน่วยงานการวิเคราะห์และออกแบบระบบ หน่วยงานน้ีทาหน้าที่ในการศึกษาความ ต้องการของผู้ใช้ระบบ และทาการวิเคราะห์และออกแบบระบบเพ่ือพัฒนาระบบใหม่หรือปรับปรุง ระบบเก่าให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ระบบ เสนอโครงร่างเพ่ือพัฒนาระบบใหม่ใช้ในอนาคต โดยบคุ ลากรในหน่วยงานนี้ เชน่ นกั วิเคราะห์ระบบ ผู้บรหิ ารจดั การฐานขอ้ มูล เป็นต้น 3. หน่วยงานเขียนชุดคาสั่ง หน่วยงานนี้ทาหน้าท่ีพัฒนาชุดคาสั่งเพ่ือใช้งาน โดยบุคลากรใน หนว่ ยงานน้ี เช่น โปรแกรมเมอร์ หรือวศิ วกร เปน็ ตน้ 4. หนว่ ยงานฝึกอบรม เม่ือมีซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ท่ีถูกนามาใชใ้ นสานักงาน หน่วยงานน้ีจะเปน็ ผู้ ท่จี ัดอบรมให้กับบคุ ลากร พร้อมทัง้ จัดทาคมู่ ือการใชง้ านเพื่อแจกจา่ ย รวมไปถึงประเมนิ ความพึงพอใจ ในการใช้งาน โดยบคุ ลากรในหนว่ ยงานนี้ เช่น พนักงานฝกึ อบรม โครงสรา้ งหน่วยงานด้านสารสนเทศ แสดงดังแผนภมู ทิ ่ี 7.2
176 โครงสรา้ งหน่วยงานด้านสารสนเทศ หน่วยงานการ หนว่ ยงานการวิเคราะห์ หน่วยงานเขยี น หนว่ ยงานฝกึ อบรม บรกิ าร และออกแบบระบบ ชุดคาส่งั พนกั งาน ผู้ชานาญการด้านเทคนคิ ฝกึ อบรม พนกั งานจัดเก็บสื่อและข้อมลู นักวเิ คราะห์ระบบ ผบู้ รหิ ารจัดการฐานข้อมูล โปรแกรมเมอร์ หรือวิศวกร แผนภมู ทิ ี่ 7.2 โครงสรา้ งหน่วยงานดา้ นสารสเทศ ในแต่ละหน่วยงานสารสนเทศจาเป็นต้องมีบุคลากรในการปฏิบัติหน้าท่ี เพื่อสนับสนุนการ ทางานของหน่วยงาน ซึ่งจากหน่วยงานสารสนเทศที่เกิดข้ึนทาให้ทราบได้ว่าตาแหน่งหน้าที่งานของ บคุ ลากรด้านสารสนเทศประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง และตอ้ งเปน็ ผู้ท่มี คี วามรูค้ วามสามารถในเรื่องนน้ั ๆ 1. นักวิเคราะห์ระบบ ทาหน้าท่ีเป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างระบบสารสนเทศกับกลุ่ม ผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าของระบบ ผู้ใช้ระบบ ผู้สร้างระบบ เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศในสานักงาน ทงั้ น้หี น้าท่หี ลักของนกั วเิ คราะห์ระบบจะแบ่งเปน็ 2 ส่วน คอื วเิ คราะห์ระบบ และออกแบบระบบ 2. ผู้บริหารจัดการฐานข้อมูล ทาหน้าที่ ในการบริหารจัดการ ควบคุม พร้อมท้ังกาหนด นโยบาย มาตรการ และมาตรฐาน ของระบบฐานขอ้ มูลทั้งหมด เช่น กาหนดรายละเอียด และวิธีการ จัดเก็บข้อมูล กาหนดควบคุมการใช้งานฐานข้อมูล กาหนดระบบ รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัย ของขอ้ มูล 3. ผ้จู ดั การระบบสารสนเทศ ทาหนา้ ท่ีดูแลและประสานงานในการวางแผนงานของโครงงาน ตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การออกแบบและการพัฒนาระบบสารสนเทศ 4. ผู้ชานาญการด้านเทคนิค ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความชานาญงานด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทง้ั ควบคมุ ตรวจสอบอุปกรณต์ ่าง ๆ ทเี่ ก่ียวข้อง
177 5. โปรแกรมเมอร์ ทาหน้าทีห่ ลักโดยการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ มีความเชีย่ วชาญในการ โปรแกรมเฉพาะด้าน หรือผู้ท่ีสามารถเขียนรหัสซอฟต์แวร์ได้หลากหลาย เช่น VB, PHP, Java, C#, ASP เป็นตน้ 6. วิทยากรฝึกอบรม ทาหน้าที่หน้าท่ีเป็นศูนย์รวมของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านไอที ให้แก่หนว่ ยงาน ถา่ ยทอดความรแู้ ละประสบการณ์การใชง้ านอปุ กรณแ์ ละซอฟต์แวร์ตา่ ง ๆ เป็นตน้ บุคลากรด้านสารสนเทศเป็นบุคคลที่สาคัญท่ีช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี สารสนเทศในสานกั งานได้เป็นอยา่ งดี ชว่ ยให้การทางานเปน็ ไปอยา่ งราบรน่ื สะดวกมากยิง่ ขน้ึ สาหรับ องค์การขนาดใหญ่จะมีบุคลากรด้านน้ีเป็นจานวนมาก แต่หากเป็นองค์การขนาดเล็กก็พบได้ว่ามีเพียง 1-2 คนเท่าน้ัน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นองค์การขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กควรมีการจัดเตรียม บคุ ลากรเหลา่ นไี้ วค้ อยสนับสนุนการทางาน เพ่ือช่วยแก้ไขปัญหาการทางานท่อี าจเกดิ ข้ึนได้จากการใช้ เทคโนโลยสี ารสนเทศ
178 สรุป สภาพการแข่งขันกันทางธุรกิจทาให้องค์การต่างปรับตัว คือ การพัฒนาระบบการทางานใน สานกั งานให้มคี วามทนั สมยั มากขึน้ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ระบบสารสนเทศ ท่ีถูกนามาใช้งานในสานักงานถือเป็นกลไกหลักในการขบั เคล่ือนองค์การ เพราะผลลัพธ์ท่ีได้จากระบบ สารสนเทศ คือ สารสนเทศที่ถูกนาไปใช้ประโยชน์และสามารถนาไปสู่การสนับสนุนการตัดสินใจของ ผู้บริหารได้ โดยการพัฒนาระบบสารสนเทศทาได้หลายรูปแบบ คือ พัฒนาระบบโดยองค์การเอง พัฒนาระบบโดยผู้ใช้ระบบเอง การซ้ือโปรแกรมสาเร็จรูป และการว่าจ้างพัฒนาระบบ การวางแผน และการเขียนแผนการพัฒนาระบบจึงเป็นข้ันตอนท่ีสาคัญท่ีแสดงให้เห็นถึงความจาเป็นในการดาเนิน โครงการและผลลัพธ์ท่ีได้ในภาพรวมของการนาระบบสารสนเทศมาใช้ในสานักงาน ขั้นตอนนี้จึงเป็น ขั้นตอนท่ีสาคัญที่ผู้รับผิดชอบจะต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการกล่ันกรองข้อมูลเพื่อเขียน แผนพัฒนาจนได้มาซึ่งระบบสารสนเทศเพ่ือการนาไปใช้ประโยชน์ โดยหน่ึงในขั้นตอนที่สาคัญ คือ การเขียนขัน้ ตอนของวงจรการพฒั นาระบบ SDLC ซึ่งเป็นการดาเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม และเป็น กระบวนการในการทจี่ ะพฒั นาระบบสารสนเทศเพื่อแก้ไขปญั หาทางธรุ กจิ อย่าแทจ้ ริง สาหรบั ขั้นตอนการพัฒนาระบบมีหลายวิธี คอื การพฒั นาระบบโดยใช้แบบจาลองน้าตก การ พัฒนาโดยใช้ต้นแบบ การพัฒนาระบบประยุกต์แบบรวดเร็ว การพัฒนาระบบแบบยืดหยุ่น และการ พัฒนาระบบแบบร่วมมือ ไม่ว่าผู้พัฒนาจะเลือกใช้วิธีการใดควรคานึงถึงความสามารถของทีมพัฒนา ระบบเป็นองค์ประกอบควบคู่ไปด้วย เมื่อได้ระบบสารสนเทศเป็นท่ีเรียบร้อยแล้วการติดตั้งระบบ สารสนเทศเป็นขั้นตอนที่ต้องพจิ ารณาอย่างถ่ีถว้ นเพ่ือไมใ่ หเ้ กิดปัญหากับผู้ใช้ระบบ และองคก์ ารควรมี บุคลากรด้านสารสนเทศเพ่ือคอยสนับสนนุ การทางานและช่วยแก้ไขปัญหาการทางานทอ่ี าจเกดิ ขึ้นได้ จากการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
179 คาถามท้ายบท จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี 1. จงยกตวั อยา่ งความจาเปน็ ในการพฒั นาระบบสารสนเทศ มาพอสงั เขป 2. แนวทางการได้มาของระบบสารสนเทศมีกว่ี ธิ ี ไดแ้ ก่อะไรบ้าง 3. การวางแผนและการเขียนแผนเพอ่ื การพัฒนาระบบสารสนเทศมคี วามสาคญั อย่างไร 4. ขนั้ ตอนการเขยี นแผนดาเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศประกอบไปดว้ ยกิจกรรมใดบา้ ง 5. จงยกตัวอยา่ งปัจจัยเสีย่ งของโครงการพฒั นาระบบสารสนเทศ 6. จงอธบิ ายวงจรการพฒั นาระบบ 7. การพัฒนาระบบสารสนเทศสามารถจาแนกได้กว่ี ธิ ี ได้แกอ่ ะไรบา้ ง 8. จงอธิบายการติดตัง้ ระบบสารสนเทศในแตล่ ะวธิ ี พร้อมท้ังบอกถงึ ข้อดีและข้อเสีย 9. โครงสร้างหน่วยงานและบุคลากรดา้ นสารสนเทศมีความสาคัญอย่างไร 10. หากท่านเป็นผบู้ ริหารระดบั สูงจะวางแผนพฒั นาระบบสารสนเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด
180 เอกสารอา้ งองิ มฑุปายาส ทองมาก. (2559). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ การจดั การความทา้ ทายในยคุ ดจิ ทิ ัล. ปทมุ ธานี: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. ร่งุ รศั มี บุญดาว. (2559). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจัดการธุรกิจในยุคดิจิทัล. นนทบุรี: ลคั กี้ บคุ๊ ส.์ รจุ ิจันทร์ วิชวิ านเิ วศน.์ (2560). สารสนเทศทางธรุ กจิ . กรุงเทพฯ: วี พร้ินท์ (1991). วฒั นา เอกปมติ ศิลป์. (2559). ระบบสารสนเทศเพือ่ การจัดการ. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์. สลั ยุทธ์ สวา่ งวรรณ. (2560). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจดั การ. กรุงเทพฯ: ทอ้ ป. อรยา ปรชี าพานิช. (2557). การวิเคราะห์และออกแบบระบบ. นนทบุรี: ไอดีซี พรีเมยี ร์. โอภาส เอ่ียมสริ วิ งศ์. (2560). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การ. กรุงเทพฯ: วี พร้ินท์ (1991). Hall, J. A. (2004). Accounting information systems. (4th ed.). Mason: Thomson. .
บทท่ี 8 ระบบสารสนเทศในสานกั งานสมัยใหม่ ในบทท่ี 7 ผู้เขียนได้อธิบายถึงการพัฒนาระบบสารสนเทศในสานักงานสมัยใหม่ ซ่ึงมีความ จาเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการทางาน เน่ืองจากระบบสารสนเทศมีส่วนสาคัญท่ีทาให้กระบวนการ ทางานในสานักงานมีความทันสมัย สะดวกรวดเร็ว เพราะการนาระบบสารสนเทศมาใช้ในสานักงาน จะช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการทางาน เพ่ิมผลผลิต เพ่ิมคุณภาพบริการลูกค้า สร้างทางเลือกเพ่ือการ แขง่ ขัน และทสี่ าคัญสร้างโอกาสทางธรุ กจิ ในบทนี้จะได้อธิบายถึงความหมายและความสาคัญของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ สาหรับผู้บริหารระดับสูง ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนษุ ย์ ระบบสารสนเทศทางการ ผลติ ระบบสารสนเทศทางการตลาด ระบบสารสนเทศทางการบัญชี และระบบสารสนเทศทางการเงิน โดยมรี ายละเอียดดังนี้ ความหมายและความสาคญั ของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศเป็นการทางานท่ีมีความเก่ียวข้องกับข้อมูล และสารสนเทศอย่างเป็นลาดับ ข้ันตอน จนทาให้เกิดเป็นระบบสารสนเทศข้ึน มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของระบบ สารสนเทศไว้ต่าง ๆ ดงั น้ี สุพล พรหมมาพันธ์ุ (2556, หน้า 1) ได้ให้ความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถึง การ รวบรวมหลายสิง่ หลายอย่างผสมเข้าด้วยกนั ไมว่ า่ จะเป็นคน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครอื ข่ายการส่อื สาร ข้อมูล ซ่ึงมีการจัดเก็บและถูกเรียกออกมาใช้งาน รวมไปถึงการถ่ายโอน และการเผยแพร่สารสนเทศ ในองค์การ มฑุปายาส ทองมาก (2559, หน้า 10) ได้สรุปความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถึง กลุ่มขององค์ประกอบท่ีมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน โดยทาการรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ แสดง และกระจายไปยังผู้ใช้ โดยมคี วามสามารถในการประมวลผลข้อมูลไดใ้ นปรมิ าณท่มี าก รุ่งรัศมี บญุ ดาว (2559, หน้า 3) ได้สรปุ ความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถงึ ระบบที่ ทาหน้าทีร่ วบรวม ประมวลผล จัดเก็บ วเิ คราะห์ แจกจา่ ยสารสนเทศให้แกผ้ ู้ใช้ ซง่ึ เป็นการเพิ่มคุณค่า และความหมายใหก้ ับข้อมูล โดยสามารถนาสารสนเทศไปใชป้ ระโยชนต์ ามวตั ถุประสงค์ทตี่ อ้ งการได้ วฒั นา เอกปมติ ศิลป์ (2559, หน้า 8) ได้สรุปความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถงึ กลุ่ม ของสว่ นประกอบระบบย่อยต่าง ๆ ทม่ี กี ารทางานร่วมกนั เพ่ือใหบ้ รรลุเป้าหมายทกี่ าหนดไว้ ประกอบไปดว้ ย
182 การนาเข้าข้อมูล (input) การประมวลผล (process) ผลลัพธ์ (output) และการให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ซ่ึงเป็นการนาเอาองค์ประกอบเหล่าน้ีมาใช้ร่วมกันในการรวบรวมข้ อมูลบันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพอ่ื ใชใ้ นการวางแผน ควบคุม จัดการ และสนับสนนุ การตดั สนิ ใจ โอภาส เอีย่ มสริ ิวงศ์ (2560, หน้า, 23) ได้ให้ความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถึง เป็น การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อรวบรวม สร้าง และเผยแพร่ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ โดย เทคโนโลยีสารสนเทศจะประกอบไปด้วย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการสื่อสารโทรคมนาคม อาจ กล่าวได้วา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นองค์ประกอบย่อยสว่ นหนึ่งของระบบสารสนเทศ Hall (2004, p. 7) ได้ให้ความหมายของ ระบบสารสนเทศ หมายถึง เป็นการรวมตัวของ กระบวนการ สาหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล ประมวลผลข้อมูลให้เข้าสู่รูปแบบของสารสนเทศ และ กระจายไปส่ผู ลลัพธ์ทีน่ าไปใชป้ ระโยชน์สาหรับการตัดสินใจ จากความหมายในข้างตน้ ผ้เู ขียนจึงสรปุ ได้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการ นาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อรวบรวมข้อมูล ประมวลผล จัดเก็บ แสดง และเผยแพร่ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ไปยังผู้ใช้ เพื่อนาสารสนเทศท่ีได้ไปใช้ประโยชน์สาหรับการตัดสินใจ โดยเทคโนโลยี สารสนเทศท่ีกล่าวถึงประกอบไปด้วย เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี ด้านการจดั การขอ้ มูล และเทคโนโลยดี า้ นระบบเครือข่ายและโทรคมนาคม เนื่องจากปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคแห่งสารสนเทศ ผู้บริหารองค์การจึงเริ่มตระหนักและให้ ความสาคัญกับการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในองค์การมากข้ึน ท้ังน้ีเพื่อเปน็ แนวทางในการ บริหารจัดการ การตัดสินใจ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานขององค์การท่ามกลางสภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจและสังคมที่เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้องค์การสามารถปรับตัวให้ทันต่อความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน ระบบสารสนเทศมีความสาคัญอย่างมากสาหรับองค์การ เพราะ ก่อให้เกิดสารสนเทศที่ถูกนาไปใช้ประโยชน์ โดยสารสนเทศมักอยู่ในรูปของเอกสาร เช่น รายงาน ขา่ วสาร กราฟสถิตติ ่าง ๆ เป็นตน้ เปน็ กระบวนการที่มคี วามคุม้ คา่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือ เอกชนล้วนแล้วแต่มีการติดต้ังระบบสารสนเทศเพื่อนามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ระบบสารสนเทศ จงึ มบี ทบาทที่สาคัญในการขับเคล่ือนองค์การ รุจิจันทร์ วชิ ิวานเิ วศน์ (2560, หน้า 40) ได้อธิบายไว้ว่า ระบบสารสนเทศมบี ทบาทท่ีสาคญั อย่างมาก เพราะเปน็ การเช่ือมตอ่ ระบบสารสนเทศภายใตโ้ ซ่คุณค่า ขององค์การกับระบบสารสนเทศภายใต้โซ่คุณค่าขององค์การคู่ค้า เช่น ผู้จัดหา ผู้จัดจาหน่าย ผู้ค้า ปลีก และลูกค้า เป็นต้น เนื่องจากเก่ียวข้องกับการสร้างคุณค่าให้กับการส่งมอบสินค้าและบริการแก่ ลูกค้า รวมไปถึงการสร้างผลกาไรท่ีเพิ่มข้ึนแก่องค์การ โดยบทบาทของระบบสารสนเทศจึงสรุปได้ดังนี้ (รจุ ิจนั ทร์ วิชวิ านิเวศน์, 2560, หนา้ 40-45) 1. โซ่คุณค่า (value chain) เป็นการดาเนินธุรกิจท่ีจะต้องเสนอคุณค่าแก่ลูกค้าขององค์การ โดยการเพิ่มคุณค่าของสินค้าหรือการบริการ รวมไปถึงการส่งมอบสินค้าหรือบริการท่ีมีวัตถุประสงค์
183 เพ่ือสรา้ งความพึงพอใจในการใช้สนิ ค้าหรือบริการ โซ่คณุ ค่าประกอบไปด้วยกจิ กรรมหลัก 3 สว่ น ที่มี ความสัมพนั ธก์ นั และมงุ่ เน้นการเพิ่มคณุ ค่าหรือความพงึ พอใจให้กบั ลูกค้า รายละเอยี ดดงั นี้ 1.1 การจัดการต้นทาง เกี่ยวข้องกับการขนส่งและจัดเก็บวัตถุดิบ เป็นการติดตามวัตถุดิบ ในส่วนของโลจิสติกส์ขาเข้า (inbound logistics) ท่ีประกอบไปด้วยกิจกรรมการรับ การจัดเก็บ การ ควบคุมระดับของวัตถุดิบ รวมถงึ การจดั การข้อมูลที่เกยี่ วข้องกบั วัตถุดิบ โดยใช้ระบบสารสนเทศด้าน การจัดหาวัตถดุ บิ การตดิ ตาม และการควบคมุ วตั ถุดิบคงเหลอื 1.2 การผลิต เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าโดยการแปลงสภาพวัตถุดิบให้กลายเป็น สินค้าหรือบริการ โดยใช้ระบบสารสนเทศด้านการควบคุมการผลิต กิจกรรมนี้ประกอบไปด้วย กระบวนการผลิต วตั ถุดบิ เคร่ืองจักร เครื่องมือ การขนถา่ ยวัสดุ การบรรจหุ ีบหอ่ การรกั ษาสภาพ 1.3 การจัดการตามทาง เป็นกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับโลจิสติกส์ขาออก (outbound logistics) คือ กิจกรรมทดี่ าเนนิ การส่งมอบสนิ คา้ ไปยังลกู ค้า การเติมเต็มความต้องการของลูกคา้ รวม ไปถึงการตลาดและการขาย (marketing and sales) ท่ีมุ่งให้ผู้ซ้ือดาเนินการจัดหาสินค้า รวมไปถึง การเลือกช่องทางการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การกาหนดราคาสินค้า กระทั่งการบริการ (customer services) ซ่ึงเป็นการให้บริการหลังการขาย โดยมกี ารใชร้ ะบบสารสนเทศด้านหน่วยเก็บ และค้นคืนสินค้าอัตโนมัติ ด้านการกระจายสินค้า ด้านการส่งเสรมิ การขาย รวมไปถึงด้านการติดตาม และควบคุมการใหบ้ ริการลูกคา้ 2. ระบบคุณค่า (value system) เป็นการรวมกิจกรรมของห่วงโซ่คุณคา่ ท่ีมีความต่อเนื่องกัน ต้งั แต่ต้นน้าไปถึงปลายน้า โดยใช้ระบบสารสนเทศเป็นเคร่ืองมือในการเชื่อมโซ่คุณค่าขององค์การกับ โซ่คุณค่าของภายนอกองค์การท่ีจะต้องอาศัยการดาเนินงานการจัดการโซ่อุปทาน (supply chain management: SCM) และการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (customer relationship management: CRM) เป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพในการดาเนนิ งาน ลดต้นทุน รวมถึงการบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แบบจาลองโซอ่ ุปทานของระบบคณุ คา่ แสดงดงั แผนภมู ทิ ่ี 8.1 ผู้จัดหา ผ้ผู ลิต ผูจ้ ดั ผูค้ ้า ลูกคา้ ปลีก วตั ถดุ ิบ จาหน่าย แผนภมู ทิ ่ี 8.1 แบบจาลองโซ่อปุ ทานของระบบคุณค่า ทมี่ า (Romney & Steinbart, 2003, p. 8)
184 3. การสนับสนุนงานขององค์การ ระบบสารสนเทศมีความสาคัญต่อประสิทธิภาพของ องค์การในการดาเนินธุรกิจ โดยเฉพาะปัจจุบันมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก หากองค์การมีการนา ระบบสารสนเทศมาใช้ในสานักงานจะช่วยบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน การเข้าถึง ข้อมูลและสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว ย่อมทาให้องค์การสามารถดาเนินธุรกิจต่อไปได้ ดังนั้น การนา ระบบสารสนเทศมาใช้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก องค์การสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มประสิทธิใน การผลิตสินค้าและบริการ นาไปสูธ่ ุรกิจในยุคดิจิทัลต่อไป นอกจากระบบสารสนเทศยังช่วยสนับสนุน กระบวนการทางธุรกิจแล้ว ระบบสารสนเทศยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี อย่างที่ ผเู้ ขียนได้สรุปไปแล้วในข้างต้นว่า ระบบสารสนเทศ เป็นกระบวนการในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เพ่ือรวบรวมข้อมูล ประมวลผล จัดเก็บ แสดง และเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังผู้ใช้ เพ่ือ นาสารสนเทศท่ีได้ไปใช้ประโยชน์สาหรับการตัดสินใจ นอกจากน้ีระบบสารสนเทศยังชว่ ยสนับสนุนความ ไดเ้ ปรียบในการแข่งขัน เน่ืองจากมกี ารนานวตั กรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ร่วมกบั การทางาน ซ่ึงผลลัพธ์ท่ีได้จะช่วยอานวยความสะดวกให้กับลูกค้าจนนามาซึ่งความพึงพอ ใจต่อการรับบริการ ส่งผลให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อสินค้าและบริการ นามาสู่ความได้เปรียบในการดาเนินธุรกิจ เนื่องจากมีฐานลูกคา้ จานวนมาก 4. การเพิ่มมูลค่าให้กับองค์การ ระบบสารสนเทศช่วยเพ่ิมมูลค่าให้กับองค์การในด้านการลด ต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะระบบสารสนเทศจะนามาซึ่งสารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์จน นามาใช้ในการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการทางานได้ จึงทาให้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทางาน และนามาซ่ึงการจัดการเชิงผลการปฏิบัติงาน คือ ตัวชี้วัดประสิทธิผลจากการใช้ระบบ สารสนเทศ ดังนั้น จึงมกี ารใชร้ ะบบสารสนเทศเพื่อวดั ผลการปฏบิ ตั ิงานของแผนกตา่ ง ๆ ระบบสารสนเทศเปน็ ระบบโครงสรา้ งพนื้ ฐานที่สาคัญขององคก์ าร ศักยภาพในการดาเนนิ งาน ขององค์การจะมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งแล้วขึ้นอยู่กับระบบสารสนเทศด้วย ซ่ึงผบู้ ริหารควรใหค้ วามสาคัญ ในการนาระบบสารสนเทศมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการดาเนินงาน และพร้อมท่ีจะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ จากผลงานวิจัยของ จารุวรรณ ลิมป์ไพบูลย์ (2558, หน้า 195) ในเรื่องอิทธิพลของการ สนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงที่มีต่อคุณภาพระบบสารสนเทศ คุณภาพการให้บริการ และ ผลประโยชน์สุทธิขององค์การ พบว่า การได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงจะมีอิทธิพลอย่าง มากต่อคณุ ภาพของระบบสารสนเทศ คณุ ภาพการให้บริการ และผลประโยชน์สุทธิขององคก์ าร ดังนั้น ผู้บริหารจึงควรให้การสนับสนุนการนาระบบสารสนเทศมาใช้ในองค์การ เพ่ือประโยชน์สูงสุดในด้าน การบริหารจัดการ และควรมกี ารจดั ตั้งหน่วยงานท่ีใหบ้ ริการระบบสารสนเทศโดยตรง เพื่อให้องคก์ าร เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงาน และสามารถอยู่ได้ในสภาวะการแข่งด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากน้ียังต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซ้ึงถึงส่วนประกอบที่สาคัญของระบบสารสนเทศด้วย เพราะเป็น
185 ช่องทางท่ีสาคัญในการผลิตสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพ หรือเรียกได้ว่าเป็นสารสนเทศที่ดี โดย สารสนเทศท่ดี คี วรมีคุณสมบตั ิดังนี้ 1. มีความถูกต้อง (accurate) สารสนเทศท่ีได้จะต้องมีความถูกต้อง สามารถนาไปใช้ ประโยชน์ต่อไปอย่างมีคุณภาพ ไม่มีความผิดพลาด ต้องไม่ใช้สารสนเทศท่ีเป็นข่าวลือ แต่ต้องเป็น สารสนเทศทีไ่ ดร้ ับการประมวลผลแลว้ และก่อนมาเป็นสารสนเทศต้องมีท่ีมาและแหล่งอา้ งอิงที่เชอื่ ถือได้ 2. ตรงประเด็น (relevant) สารสนเทศท่ีได้ต้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น สารสนเทศทางด้านการขายตรงกับความต้องการของแผนกการตลาด แต่ไม่ตรงตามความตอ้ งการของ แผนกทรพั ยากรมนุษย์ 3. เข้าถงึ ได้ง่าย (accessible) ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้หลายรูปแบบ และตลอดเวลา เมอื่ มีความต้องการใชง้ าน 4. ครบถ้วน (complete) สารสนเทศจะต้องมีความครบถ้วน เช่น ผู้บริหารต้องการรายงาน ยอดขายประจาปี ดังน้ัน ข้อมูลจะต้องมาจากยอดขายในทุก ๆ เดือน หากขาดยอดขายเดือนใดไป สารสนเทศที่ไดถ้ อื ไดว้ ่าเป็นสารสนเทศท่ไี ม่ครบถ้วนตามความต้องการ 5. ชัดเจน (clarity) สารสนเทศมีความชัดเจนไม่คลุมเครือ ผู้ใช้สามารถรับรู้ได้ว่าจะนา สารสนเทศน้ีไปใชอ้ ย่างไร ในเรือ่ งอะไร 6. เช่ือถือได้ (reliable) เป็นสารสนเทศที่มาจากการรวบรวม ประมวลผล และมีแหลง่ อ้างอิง ท่ีนา่ เชื่อถอื สามารถตรวจสอบได้ 7. เป็นปัจจบุ ัน (up to date) เปน็ สารสนเทศที่มีความทนั สมัย เปน็ ปัจจบุ ัน สามารถนาไปใช้ ในการแกไ้ ขปัญหาท่ีเป็นปจั จบุ ันได้ 8. กะทดั รัด (conciseness) เป็นสารสนเทศที่มีการรัดกมุ กะทดั รัด มีความเหมาะสมกับการ นาไปใช้งาน 9. ทันเวลา (just in time) สารสนเทศที่ได้ต้องทันต่อความต้องการของผู้ใช้ สามารถส่งได้ ทนั เวลาหากตอ้ งการใช้ในการตัดสนิ ใจ 10. ยดื หยุ่น (flexible) สามารถนาสารสนเทศทไี่ ด้ไปปรบั ใชใ้ นหลายวตั ถปุ ระสงค์ 11. รูปแบบการนาเสนอ (presentation) สารสนเทศที่ได้สามารถนาเสนอได้หลายรูปแบบ เพื่อใหง้ ่ายต่อความเข้าใจ และตรงตามความตอ้ งการของผูใ้ ช้ 12. พิสูจน์ได้ (verifiable) สามารถตรวจสอบท่ีมาที่ไปของสารสนเทศได้ ว่ามีความถูกต้อง กอ่ นนาไปใช้งาน 13. ความง่าย (simple) สารสนเทศท่ีได้ต้องไม่สลับซับซ้อนมากจนผู้ใช้เกิดความสับสน รายละเอยี ดมคี วามเหมาะสม และต้องไมม่ ากเกินความจาเปน็
186 14. ปลอดภัย (secure) มีระบบรักษาความปลอดภัย มีการกาหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง สารสนเทศ เพ่ือปอ้ งกันการปลอมแปลงสารสนเทศ 15. คุ้มค่า (economical) มีความคุ้มค่าด้านการลงทุน เวลา แรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับ ประโยชนท์ ี่จะได้รบั ระบบสารสนเทศและองค์การต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ผู้บริหารจะเป็นผู้ตัดสินใจได้ว่า ระบบสารสนเทศใดจะสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์การได้เป็นอย่างดี และเลือกใช้ สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สารสนเทศที่ดีจะสามารถนาไปใช้สาหรับเป็นข้อมูลสนับสนุนการ ตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งมีประโยชน์ต่อการดาเนินงานขององค์การ ผู้บริหารควรให้ความสาคัญต่อ การนาสารสนเทศที่ดีไปใชป้ ระโยชน์ เพอื่ การบริหารงานอยา่ งมีประสทิ ธิภาพและสร้างความได้เปรยี บ ในการแขง่ ขนั ระบบสารสนเทศ สารสนเทศท่ดี ี ถูกนาไปใชง้ าน เป็นประโยชน์ ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพ ตอ่ องค์การ แผนภมู ิที่ 8.2 กระบวนการได้สารสนเทศทีเ่ ป็นประโยชน์ต่อองค์การ จากแผนภูมิท่ี 8.2 หากองค์การพัฒนาและติดตั้งระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ จะนามา ซึง่ สารสนเทศท่ีดี ซ่ึงหากถูกนาไปใช้ในการชว่ ยเปน็ ขอ้ มลู สนับสนุนการตดั สินใจในทิศทางทีถ่ กู ต้อง จะ เปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งยิ่งสาหรับการบรหิ ารองคก์ าร และสรา้ งความไดเ้ ปรยี บทางการแข่งขนั ระบบสารสนเทศสาหรบั ผู้บรหิ ารระดบั สูง ด้วยสภาวการณ์แข่งขันทางธุรกิจในยุคปจั จุบัน ผู้บริหารต่างต้องเผชิญกบั สภาวะกดดนั และ ในบางคร้ังต้องมีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน บ่อยครั้งท่ีปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการตัดสินใจที่ผิดพลาดอัน เกิดจากไม่มีข้อมูลและสารสนเทศท่ีเพียงพอต่อการตัดสินใจ ดังนั้น ข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ท้ัง ภายในและภายนอกองค์การ มีผลอย่างย่ิงตอ่ การตัดสินใจของผู้บริหารและการดาเนินธุรกิจ ซึ่งขอ้ มูล ภายในองค์การท่ีเกี่ยวข้องและมีผลกระบทต่อองค์การ เช่น งบประมาณ ทรัพยากรในองค์การ แผนการเงิน เปน็ ต้น ขอ้ มูลภายนอกองค์การ เช่น ข้อมูลคู่แข่ง เศรษฐกิจ นโยบาย การแข่งขนั ความ ต้องการของลูกค้า เป็นตน้ ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสงู (executive support system: EIS) เปน็ สว่ นยอ่ ย ของระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจ (decision support systems: DSS) มีจุดประสงค์เพื่อ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282