187 สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง เป็นสารสนเทศท่ีไม่มีโครงสร้าง อานวยความสะดวกแก่ ผู้บริหารที่ง่ายต่อการเข้าใจ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถนามากาหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์การ โดยให้สารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ เชื่อมโยงกับแหล่งข้อมูล ภายนอกและประมวลผลได้เร็ว โดยคุณลักษณะของระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูงมีดังนี้ (โอภาส เอยี่ มสิริวงศ์, 2560, หนา้ 379-380; วฒั นา เอกปมิตศลิ ป์, 2559, หน้า 95; มฑุปายาส ทองมาก, 2559, หน้า 256) 1. เป็นระบบท่ีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดบั สูง โดยพฒั นาให้ มคี วามเหมาะสมกับผบู้ รหิ ารในแต่ละบุคคลจนมีความพึงพอใจ 2. เน้นการออกแบบระบบสารสนเทศให้มีความง่าย เน่ืองจากผู้บริหารบางรายไม่สามารถใช้ คอมพิวเตอร์ไดค้ ล่อง และไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเรียนรู้ เนื่องจากต้องบรหิ ารธุรกิจในภาพรวม โดยจะ ถกู ออกแบบมาให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที 3. นาเสนอเฉพาะเนื้อหาที่น่าสนใจ และประเด็นสาคัญ ๆ เปน็ บทสรุปในแบบกวา้ ง ๆ ไม่ตอ้ ง เน้นรายละเอยี ดมากนัก 4. กรณีทีต่ ้องการข้อมูลเชิงลกึ สามารถทาได้ ขึ้นอยู่กบั ความต้องการข้อมลู ของผบู้ ริหารแต่ละ ท่าน ทม่ี คี วามตอ้ งการแตกตา่ งกนั 5. มกี ารเชือ่ มโยงข้อมลู จากแหล่งภายนอก เช่น เศรษฐกจิ นโยบาย คู่แข่ง การตลาด เป็นตน้ 6. นามาใช้เพ่อื แก้ไขปญั หาในสถานการณ์ทมี่ ีความไม่แนน่ อนสงู 7. สนับสนนุ ข้อมูลที่ต้องการวางแผนลว่ งหน้าในอนาคต 8. นาไปเชื่อมโยงเพอื่ เพมิ่ คณุ ค่าในกระบวนการทางธุรกจิ 9. สามารถประมวลผลรูปแบบท่ีไม่ได้กาหนดไวล้ ว่ งหน้า 10. ชว่ ยแก้ไขปญั หาทไี่ ม่มโี ครงสร้างหรอื กึ่งโครงสรา้ ง เนน้ การตัดสินใจทีม่ โี ครงสรา้ งนอ้ ย 11. ผลลัพธ์ท่ีแสดงจะเป็นตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย ใช้งาน ภาพกราฟกิ สูง เพ่ือให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากข้ึน ผู้เขียนสามารถสรุปภาพรวมคุณลักษณะของระบบ สารสนเทศสาหรับผบู้ ริหารระดบั สงู แสดงดังแผนภูมทิ ี่ 8.3
188 สารสนเทศ EIS ผ้บู ริหาร ชว่ ยกาหนดวิสยั ทัศน์ ข้อมลู จาก ขอ้ มูลจาก วางแผนกลยทุ ธ์ ภายใน ภายนอก จดั การความเสยี่ ง แผนภมู ทิ ี่ 8.3 คุณลักษณะของระบบสารสนเทศสาหรบั ผ้บู ริหารระดบั สงู การนาระบบสารสนเทศมาใช้ในองค์การมีความสาคัญต่อความสาเร็จในการดาเนินธุรกิจใน ยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางเชิงกลยุทธ์ ช่วยให้องค์การมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประการที่สาคัญหลายองค์การได้ให้ความสนใจในการพัฒนาระบบสารสนเทศ สาหรบั ผบู้ ริหารระดับสูง เพ่อื ให้การตัดสินใจในปัญหาหรอื โอกาสทางธรุ กิจมีประสิทธภิ าพสงู ขน้ึ ซึ่งจะ ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การ ดังนั้น จึงมีความจาเป็นที่จะต้องพัฒนาและ ออกแบบระบบสารสนเทศทีส่ ามารถช่วยให้ผบู้ ริหารปฏบิ ตั งิ านอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ระบบสารสนเทศเพอื่ การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ การท่ีองค์การจะประสบความสาเร็จ นอกจากการมีทรัพยากรที่เพียงพอแล้ว ส่ิงที่สาคัญอีก ประการหน่ึง คือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพราะเป็นการกาหนดนโยบายท่ีจะนาไปสู่การบริหารงาน ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถแสดงให้เห็นได้ถงึ การประสบความสาเร็จและการล้มเหลวขององค์การ O’ brien (2005, p. 242) กลา่ ววา่ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นระบบท่ีถูก ออกแบบมาเพื่อใช้สนับสนุนงานในด้านต่าง ๆ คือ การวางแผนความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาพนกั งานใหส้ ามารถทางานได้อย่างเต็มศกั ยภาพ และการควบคมุ นโยบายของแผนงานด้าน การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ รวมไปถงึ ระบบการจดั เก็บข้อมลู พนกั งาน การจ่ายผลตอบแทน การสรรหาว่าจ้าง คัดเลือก ประเมินผลการปฏิบัติงาน การฝึกอบรม การพัฒนางาน ตลอดจนความปลอดภยั ในการทางาน เป้าหมายของการบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์ คือ การใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยกิจกรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การจัดการงานทะเบียนประวัติพนักงาน การเลื่อนขั้น และการสรรหาพนักงานใหม่ การฝึกอบรม การประเมนิ และการจดั การผลตอบแทน (โอภาส เอ่ียมสริ ิวงศ์, 2560, หน้า 265) ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ แสดงดงั แผนภมู ิท่ี 8.4
189 งานทะเบยี น การเลื่อนข้ันและ การฝึกอบรม ประวตั ิพนักงาน การสรรหา ระบบสารสนเทศอนื่ ๆ การประเมิน ระบบสารสนเทศ ท่เี กยี่ วข้อง เพือ่ การบรหิ าร ทรัพยากรมนษุ ย์ การจดั การ ผลตอบแทน แผนภมู ิที่ 8.4 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษยก์ บั การจัดการกิจกรรมตา่ ง ๆ ทม่ี า (โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์, 2560, หนา้ 266) ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีส่วนสาคัญเป็นอย่างยิ่งท่ีช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทางาน โดยต่อไปน้ีผู้เขียนจะได้อธิบายถึงระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหาร ทรพั ยากรมนุษยก์ ับการจดั การกิจกรรมตา่ ง ๆ ดังน้ี (โอภาส เอยี่ มสริ วิ งศ์, 2560, หนา้ 266) 1. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับการจัดการงานทะเบียนประวัติ พนักงานในองค์การ ข้อมูลประวัติของพนักงานควรจะต้องมีความครบถ้วน สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ และมีความทันสมัยอยู่เสมอ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์จะช่วยอานวยความ สะดวกในการบริหารจัดการงานทะเบยี นประวัติพนักงานเพื่อนาไปสู่การบริหารจัดการในลาดับต่อไป นอกจากน้ียังช่วยอานวยความสะดวกและลดความซ้าซ้อนของข้อมูล ข้อมูลพ้ืนฐานงานทะเบียน ประวัติจะถูกนาไปใช้ร่วมกับระบบงานอ่ืน ๆ เป็นการรวบรวมประวัติต่าง ๆ ของพนักงานที่มีอยู่ เช่น ประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทางาน ความสามารถพิเศษ โรคประจาตัว ข้อมูลทางครอบครัว บุคคลค้าประกัน ข้อมูลรายได้ ความสามารถ สถานะภาพส่วนตัว กองทุนสารองเลี้ยงชีพ ที่อยู่อาศัย ประวัติการศึกษา สัญญาจ้าง เวลาเข้างาน การลางาน และการพักงาน เป็นต้น มีการแสดงข้อมูลให้ เห็นเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน พร้อมภาพถ่ายของพนักงาน สามารถออกรายงานในส่วนท่ีต้องการได้ หากมีการจัดการงานทะเบียนประวัติของพนักงานในองค์การอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การบริหาร จดั การงานต่าง ๆ ง่ายขึ้น และสามารถเปน็ ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาพนกั งานไดอ้ ย่าง รวดเร็ว
190 ภาพท่ี 8.1 ตวั อยา่ งหนา้ จอการใชง้ านการจัดการงานทะเบียนประวตั ิพนักงาน ทมี่ า (ไทยแวร์, 2562) 2. ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับการเลื่อนขน้ั และการสรรหาพนกั งาน ใหม่ การเล่ือนข้ันจาเป็นต้องใช้ข้อมูลทะเบียนประวัติพนักงานมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในการ พิจารณาเล่ือนขั้นพนักงาน ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของพนักงานเพ่ือให้มีความเหมาะสมกับ ตาแหน่งงานน้ัน ๆ การเล่ือนขั้นส่วนหน่ึงแล้วเพ่ือให้พนักงานได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง และได้มีการ หมุนเวียนเปล่ียนงาน เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงกระบวนการการทางานทั่วทั้งองค์การ ในด้านการสรรหา สามารถใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตในการประชาสัมพันธ์ตาแหน่งงานว่าง และมี ช่องทางในการกรอกใบสมัครออนไลน์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทันที และสามารถแนบไฟล์ต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ เช่น รูปภาพ ประวัตสิ ว่ นตัว ใบประกาศ เป็นต้น ภาพที่ 8.2 ตวั อย่างหน้าจอการใช้งานการสรรหาพนักงาน ท่มี า (สามารถคอรป์ อเรชน่ั , 2562)
191 3. ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับการฝึกอบรม ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มิใช่เพียงแต่เป็นผู้สรรหาพนักงานเท่านั้น เพราะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการบริหารทรัพยากร มนุษย์ในองค์การ แต่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะต้องคอยบริหารจัดการรวมถึงเป็นผู้มีส่วนสาคัญในการ พัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ซ่ึงเป็นหน้าที่สาคัญอีกประการหน่ึงของฝ่าย ทรัพยากรมนุษย์ การฝึกอบรมพนักงาน (training) จะช่วยให้บุคลากรสามารถทางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพ่ือความก้าวหน้าของพนักงานแต่ละคน และ ความก้าวหนา้ ขององคก์ ารไปพร้อม ๆ กัน การทาเทคโนโลยีสารสนเทศ โปรแกรมการฝึกอบรมตา่ ง ๆ การอัปโหลดเน้ือหาการฝึกอบรม บทเรียนออนไลน์ขึ้นเว็ปไซต์ การทางานแบบเสมือน มาใช้ในการ ฝึกอบรม จะช่วยทาให้การฝกึ อบรมเป็นไปได้ดว้ ยดี ชว่ ยลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้ ภาพท่ี 8.3 ตัวอย่างหน้าจอการใชง้ านการบันทกึ ประวตั ิการฝึกอบรม ท่มี า (ไทยแอคเคาน์เซ็นเตอร์, 2562) 4. ระบบสารสนเทศเพ่อื การบริหารทรัพยากรมนุษยก์ ับการประเมินผล ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ มีความจาเป็นท่ีต้องดึงข้อมูลจากหลายส่วนมาใช้เป็นข้อมูลในการประเมินของพนักงาน เช่น ระบบที่ ใช้สาหรับควบคุมเวลาการทางานของพนักงาน การเข้างาน การออกงาน การขาดลามาสาย การ กาหนดกะทางาน การกาหนดตารางการทางานของพนักงาน และการบันทึกขาด ลา มาสาย โดยมี ระบบที่สามารถรายงานแจ้งข้อผิดพลาดสาหรับพนักงานที่มีปัญหากรณีที่ไม่ได้ทาการรูดบัตร หรือ สแกนลายน้ิวมือเข้างาน สามารถแสดงรายงานสถิตกิ ารลาแต่ละประเภทของพนักงานแต่ละคน ซึ่งทา ให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์สามารถตรวจสอบเวลาการทางานของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ รวดเรว็
192 ภาพท่ี 8.4 ตวั อยา่ งหนา้ จอการใชง้ านการบันทกึ ขอ้ มูลการเข้างานนาไปส่กู ารประเมินผล ท่มี า (ไทยแอคเคาน์เซ็นเตอร์, 2562) 5. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์กับการจัดการผลตอบแทน การบริหาร ค่าตอบแทนใหม้ ีประสิทธภิ าพเป็นส่ิงทจ่ี าเป็นมากสาหรับองค์การ การกาหนดกลยุทธแ์ ละรูปแบบของ การบริหารค่าตอบแทนท่ีดีและเหมาะสมจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตขององคก์ ารอย่างหลีกเลย่ี งไม่ได้ ระบบท่ีเกี่ยวกับสวัสดิการที่บริษัทให้กับพนักงาน นอกเหนือจากเงินค่าจ้างแล้ว ควรมีการพิจารณา สทิ ธิอนื่ ๆ ที่พนักงานควรจะไดร้ ับเป็นสทิ ธพิ ิเศษที่จะใหก้ ับพนักงานอีกดว้ ย เช่น การกู้ยมื เงนิ การจา่ ย ชาระเงินก้ขู องพนักงานโดยหักจากเงินเดือนของพนักงานในแต่ละเดือน กองทุนสารองเลี้ยงชีพ ค่าเล่า เรียนบุตร คา่ รกั ษาพยาบาล เป็นต้น ภาพที่ 8.5 ตวั อยา่ งหน้าจอการใชง้ านการบนั ทึกข้อมลู การจดั การผลตอบแทน ท่ีมา (ไทยแอคเคานเ์ ซ็นเตอร์, 2562)
193 ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นระบบท่ีชว่ ยอานวยความสะดวกในการ จัดเก็บ ประมวลผล และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารในการจัดการงานด้านทรัพยากรมนุษย์ และเป็นสารสนเทศท่ีสาคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การให้มีการเจริญเติบโต อีกท้ังยัง เป็นแหล่งสารสนเทศที่เป็นท่ีมาของการสร้างขวัญและกาลังใจให้กับบุคลากรขององค์การ ดังน้ัน ผู้บริหารจึงควรให้ความสาคัญต่อการนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์มาใช้ใน องคก์ าร เพอ่ื สรา้ งความไดเ้ ปรียบทางการแขง่ ขัน ระบบสารสนเทศทางการผลิต การผลติ และการดาเนินงานถือได้ว่าเป็นกจิ กรรมหลักกิจกรรมหน่ึงซ่ึงอยู่ภายใตโ้ ซ่คุณค่าของ องค์การ ถือได้ว่าเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าให้กับการแปรรูปจากปัจจัยการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ทรงคุณค่า และส่งตรงถึงมือลูกค้าหรือผู้บริโภค ระบบสารสนเทศทางการผลิตเป็นระบบท่ีถูก พัฒนาข้ึนเพื่อใช้สนับสนุนหน้าท่ีงานด้านการผลิตและการดาเนินงาน ตลอดจนกิจกรรมที่มีความ เก่ียวข้องกบั การวางแผน การควบคุมกระบวนการผลติ และการจัดการการผลิต ตลอดจนการติดตาม ควบคุมสินค้าคงเหลือ รวมไปถึงการจัดซ้ือวัตถุดิบ (O’ brien, 2005, p. 240) ซึ่งส่วนประกอบของ ระบบสารสนเทศทางการผลติ แสดงดังแผนภูมิท่ี 8.5 ขอ้ มลู ภายในองคก์ าร ข้อมูลภายนอกองคก์ าร ระบบสนบั สนนุ การ ตดั สินใจทางการผลิต ธุรกรรมทางธรุ กิจ ระบบสารสนเทศ ฐานขอ้ มูล ระบบสนบั สนนุ การ ทางการผลติ โปรแกรมประยุกต์ ตัดสินใจกลมุ่ ทางการผลิต ทางการผลิต ระบบสารสนเทศ - ระบบสารสนเทศการวางแผนความตอ้ งการวัตถดุ ิบ ทางการผลติ เฉพาะกิจ - ระบบสารสนเทศการจัดตารางการผลติ - ระบบสารสนเทศการควบคมุ กระบวนการผลติ ตารางการผลิต - ระบบสารสนเทศการออกแบบและการปฏบิ ัติ รายงานการวางแผนความต้องการวสั ดุ เชงิ วิศวกรรม รายงานการควบคุมคุณภาพการผลติ - ระบบสารสนเทศการควบคุมและการตรวจสอบ คุณภาพ แผนภูมทิ ี่ 8.5 สว่ นประกอบของระบบสารสนเทศทางการผลิต ทม่ี า (Stair & Reynolds, 2014, p. 304)
194 ระบบสารสนเทศทางการผลิตมักประกอบไปด้วยระบบย่อย ๆ ท่ีเป็นกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับ งานด้านการผลติ ซึ่งระบบยอ่ ย ๆ ที่เกย่ี วข้อง เชน่ ระบบสารสนเทศการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ ระบบสารสนเทศการจัดตารางการผลิต ระบบสารสนเทศการควบคุมกระบวนการผลิต ระบบ สารสนเทศการออกแบบและการปฏิบัติเชิงวิศวกรรม และระบบสารสนเทศการควบคุมและการ ตรวจสอบคุณภาพ รายละเอียดดังน้ี (Stair & Reynolds, 2014, pp. 304-305; รุ่งรัศมี บุญดาว, 2559, หนา้ 51-52) 1. ระบบสารสนเทศการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ ในการดาเนินกิจกรรมด้านการผลิตมี ความจาเป็นท่ีต้องใช้ระบบในการคานวณความต้องการในการใช้วัตถุสาหรับการผลิตเพื่อให้เพียงพอ ต่อความต้องการในการผลิตสินค้า และควรควบคุมสินค้าให้มีความเหมาะสมไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หากมีวัตถุดิบมากจนเกินไปจะทาให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา และหากมีวัตถุดิบน้อย จนเกินไปจะส่งผลต่อการวางแผนการผลิต สาหรับวิธีการหาว่าจะต้องสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณเท่าใด มาไว้ในคลงั สินคา้ เรียกว่า วิธีการหาปริมาณการส่ังซื้อท่ีประหยัดที่สุด (economic order quantity: EOQ) ปริมาณที่คานวณได้ต้องมีค่าใช้จ่ายต่าท่ีสุด ส่วนการคานวณว่าต้องส่ังสินค้ามาไว้ในคลังเม่ือใด จะใช้วิธีการหาจุดสง่ั ซื้อซ้า (reorder point: ROP) หรือวธิ ที ี่นยิ มใช้กัน คือ การวางแผนความตอ้ งการ วตั ถุดิบ (material requirements planning: MRP) เป็นระบบของการวางแผนการผลิตและควบคุม วัตถุดิบโดยอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย (computerized-based system) เกี่ยวข้องกับการจัด ตารางการผลติ และควบคุมวัตถดุ ิบ โดยทาหน้าทีเ่ ป็นกลไกในการปรับปรงุ เปล่ียนแปลงตารางการผลิต เม่ือมีการทบทวนแผนงานเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ระดับวัตถุดิบที่อยู่ในคลังสินค้ามีไว้ใช้อย่าง เพียงพอท่ีระดับต่าที่สุด ส่วนวิธีควบคุมคลังสินค้ามักใช้แบบทันเวลา (just-in-time: JIT) โดย วตั ถุประสงค์ของการควบคุมคลงั สินค้าแบบทันเวลา คือ ควบคมุ วัสดคุ งคลงั ให้อย่ใู นระดับท่ีนอ้ ยท่ีสุด หรือให้เท่ากับศูนย์ (zero inventory) ลดเวลานาหรือระยะเวลารอคอยในกระบวนการผลิต (zero lead time) ขจัดปัญหาของเสียที่เกิดขึน้ จากการผลิต (zero failures) ขจัดความสูญเปลา่ ในการผลิต (eliminate 7 types of waste) เช่น การผลิตมากเกินไป การรอคอย การขนส่ง กระบวนการผลิตท่ี ขาดประสิทธิภาพ การมีวสั ดหุ รอื สินคา้ คงคลงั การเคลื่อนไหว และการผลิตของเสยี เปน็ ต้น 2. ระบบสารสนเทศการจัดตารางการผลติ ระบบสารสนเทศด้านการผลิตมีความหลากหลาย การใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตแบบบูรณาการ เพื่อสนับสนุนงานทางด้านการผลิตจะเป็นประโยชน์ อย่างย่ิง และทาให้กระบวนการดาเนินงานทางด้านการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการจัด ตารางการผลติ ทง้ั ในระยะสนั้ และระยะยาว ซึ่งสามารถพิจารณาและพยากรณ์ความตอ้ งการของสินค้า ท้ังปัจจุบันและในอนาคตได้ ทาให้วางแผนการผลิตเพ่ือตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ
195 3. ระบบสารสนเทศการควบคุมกระบวนการผลิต สามารถนาเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนได้ หลากหลาย เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (computer-aided manufacturing: CAM) เป็นการ ช่วยควบคุมกระบวนการผลิต การคานวณภาระงานของเครื่องจักร การวางแผนการผลิต กาหนด กระบวนการทางการผลิต คานวณกาลังผลิต การตรวจสอบคุณภาพโดยอัตโนมัติ และที่สาคัญยัง สามารถช่วยวางผังโรงงานและเครื่องจักรได้อย่างเหมาะสมทาให้สามารถปรับปรุงระบบการผลิตได้ ง่ายข้ึน หรือการนาระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น (flexible manufacturing system: FMS) เข้ามาใช้ ร่วมด้วยทาให้สามารถเปล่ียนการผลิตสินค้าอย่างหน่ึงเป็นอีกอย่างหน่ึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ 4. ระบบสารสนเทศการออกแบบและการปฏิบัติเชิงวิศวกรรม เน่ืองจากคอมพิวเตอร์มีส่วน ช่วยส่งเสริมการทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง ดังน้ัน ส่ิงสาคัญที่ขาดไม่ได้ คือ โปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่มักจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดข้ึนอยู่เสมอ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบถือ เป็นเทคโนโลยีของการนาคอมพิวเตอร์มาช่วยออกแบบในการสร้างชิ้นส่วนด้วยแบบจาลองต่าง ๆ ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (computer-aided design: CAD) เป็นการนาคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการสร้างช้ินส่วนด้วยแบบจาลองเรขาคณิต สาหรับวิศวกรการผลิตจะใช้ซีเอดีซอฟต์แวร์ (CAD software) เพ่ือพัฒนาแบบจาลองชิ้นส่วนจากแบบที่ได้รับให้มีความถูกต้อง สวยงาม แข็งแรง และมีประสทิ ธภิ าพ 5. ระบบสารสนเทศการควบคุมและการตรวจสอบคุณภาพ เป็นกระบวนการในการควบคุม เพ่ือให้แน่ใจว่าสินค้าท่ีผลิตออกมาตรงตามท่ีลูกค้าต้องการหรือไม่ โดยใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุม คุณภาพต่าง ๆ ผลลัพธ์ท่ีไดจ้ ากระบบการควบคุมคณุ ภาพ เช่น คา่ ใชจ้ ่ายทล่ี ดลงและยอดขายทีเ่ พ่ิมขึ้น โดยสารสนเทศที่ได้จากระบบนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารทราบถึงปัญหาเกี่ยวกับ อุปกรณ์ การผลติ และสามารถแกไ้ ขปัญหาไดท้ ันท่วงที สาหรับสารสนเทศทางด้านการผลิตเป็นสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของ ระบบ สารสนเทศทางการผลิต ซ่ึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งภายในและภายนอก องค์การ เพ่ือนาสารสนเทศที่ได้ไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการผลิตในเชิงปฏิบัติและเชิงการบริหาร โดยสารสนเทศทางการผลิตสามารถจาแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ (รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หนา้ 164-166) 1. สารสนเทศเชิงปฏิบัติการ เป็นสารสนเทศทไ่ี ด้จากการปฏบิ ัตงิ านในด้านตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง กบั การผลติ โดยมสี ารสนเทศท่เี ก่ียวขอ้ งดังน้ี 1.1 สารสนเทศด้านการดาเนินการผลติ เป็นสารสนเทศท่ีเกิดขึ้นประจาวันท่ีเกี่ยวข้องกับ การผลิต เช่น การผลิตประจาวัน ต้นทุนการผลิต เป็นต้น สารสนเทศที่ได้จะมุ่งเน้นด้านคุณภาพของ การผลิตและผลผลติ ตามแผนทไ่ี ดว้ างไว้
196 1.2 สารสนเทศด้านควบคุมคุณภาพ เป็นสารสนเทศท่ีมุ่งเน้นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ให้ เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตที่ได้กาหนดเอาไว้ เช่น สถิติการใช้วัตถุดิบในการผลิต สถิติของเสียจาก กระบวนการผลิต เปน็ ต้น 1.3 สารสนเทศด้านการแก้ไขปัญหา เป็นสารสนเทศที่มักเกยี่ วกับความผิดปกติท่ีได้มีการ ค้นพบในชว่ งของการผลิต เชน่ เคร่ืองรบั รใู้ นโรงงาน (factory sensor) 2. สารสนเทศเชิงบรหิ าร เป็นสารสนเทศท่ไี ดจ้ ากการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกับ การผลติ แต่มงุ่ เน้นการนาไปใช้สาหรบั การสนับสนุนงานดา้ นการวางแผนและการจดั การการผลิต โดย มสี ารสนเทศทเ่ี กี่ยวขอ้ งดงั น้ี 2.1 สารสนเทศด้านการออกแบบการผลิต เป็นสารสนเทศท่ีได้จากการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การออกแบบกระบวนการผลิต รวมไปถึงระบบการติดตามความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการออกแบบแผนผงั โรงงาน (factory layout) 2.2 สารสนเทศด้านวางแผนการผลิต เป็นสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนข้อมูลด้านการวาง แผนการผลิต เพื่อนาไปสู่การนาไปใช้สาหรับการวางแผนการผลิตต่อไป เช่น การจัดตารางการผลิต การจัดสรรทรัพยากรการผลติ เปน็ ตน้ 2.3 สารสนเทศด้านการจัดการโลจิสติกส์ เป็นสารสนเทศท่ีเก่ียวข้องกับระบบการขนส่ง ตลอดจนการควบคุมสินค้าคงเหลือ โดยมีการมุ่งเน้นประสิทธิภาพของกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้า และวัตถุดิบที่รวดเร็วและรักษาคุณภาพไว้คงเดิม เช่น การจัดตารางการขนส่ง การวางแผนเส้นทาง การขนส่ง การจัดหาพนกั งานขบั รถ เป็นต้น 2.4 สารสนเทศด้านควบคุมการผลิต เป็นสารสนเทศที่เก่ียวข้องกับการควบคุม กระบวนการผลิต และการจัดการระบบการผลิตของธุรกิจ รวมไปถึงการบารุงรักษาเคร่ืองจักรและ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เช่น รายงานการควบคุมคุณภาพ รายงานต้นทุนการผลิต รวม รายงานการบารุงรักษาเคร่ืองจกั ร เปน็ ตน้ 3. สารสนเทศภายนอกองค์การ เป็นสารสนเทศที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภายนอก ซึง่ สามารถจาแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั นี้ 3.1 สารสนเทศด้านผู้ขายวตั ถดุ ิบ เป็นสารสนเทศที่ได้จากผูข้ ายวัตถุดิบ เช่น คุณภาพของ วัตถุดิบ ราคาวตั ถดุ ิบ ความสามารถในการจัดส่งวัตถดุ ิบ เป็นต้น 3.2 สารสนเทศด้านผู้ขนส่งวัตถุดิบ เป็นสารสนเทศท่ีให้บริการจากผู้ขนส่งวัตถุดิบ เช่น ตารางการขนส่งวตั ถุดิบ ระยะเวลาทใี่ ช้ในการขนส่ง เป็นตน้ การนาระบบสารสนเทศทางการผลิตมาใช้ในองค์การถือไดว้ ่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งท่ีจะช่วย ให้การบริหารจัดการการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สารสนเทศทางการผลิตที่ได้จาก การประมวลผลของระบบสารสนเทศทางการผลิตจะช่วยนามาใช้เป็นข้อมูลท่ีสนับสนุนการตัดสินใจ
197 ของผู้บริหารทางด้านการบริหารจัดการในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทางด้านการผลิตใหเ้ ป็นไปอย่าง มปี ระสทิ ธิภาพ ช่วยลดขอ้ ผิดพลาด และสามารถแกไ้ ขปญั หาไดท้ ันทว่ งที ระบบสารสนเทศทางการตลาด ระบบสารสนเทศทางการตลาดเป็นระบบสารสนเทศท่ีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรม ทางด้านการตลาดทีช่ ่วยธุรกิจในด้านการสง่ เสริมผลิตภณั ฑ์ การติดต่อลูกค้า การตดิ ตามการขาย การ สนับสนุนงานบริการหลังการขาย ตลอดจนการวิเคราะห์การปฏิบัติงานของพนักงานขาย เป็นต้น อีกทั้ง ยังมีการนาเอาระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (customer relationship management: CRM) มาใช้ เพื่อสนับสนุนงานเพื่อการติดต่อประสานงานกับลูกค้า ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ในระยะยาวอีกด้วย (รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หน้า 185-186) ระบบสารสนเทศทางการตลาด กบั การจดั การกิจกรรมตา่ ง ๆ แสดงดังแผนภมู ิท่ี 8.6 การขายอตั โนมัติ การวิจยั ตลาด การบริการลูกคา้ เป้าหมายทาง ระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศอนื่ ๆ การตลาด ทางการตลาด ทีเ่ กย่ี วข้อง การจดั การ ลูกคา้ สมั พนั ธ์ แผนภูมิท่ี 8.6 ระบบสารสนเทศทางการตลาดกบั การจดั การกิจกรรมตา่ ง ๆ ทมี่ า (โอภาส เอ่ยี มสิริวงศ์, 2560, หน้า 260) ระบบสารสนเทศทางการตลาดมีสว่ นสาคัญเปน็ อย่างยิ่งที่ช่วยเพ่มิ ประสิทธภิ าพในการทางาน โดยต่อไปนี้ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงระบบสารสนเทศทางการตลาดกับการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ (โอภาส เอีย่ มสิริวงศ์, 2560, หน้า 260; มาลินี คาเครอื , 2562, หน้า 28-32)
198 1. ระบบสารสนเทศทางการตลาดกับการวิจัยตลาด เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับการ วจิ ยั ตลาด โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทตี่ ้องการศึกษา เป็นการนากระบวนการวจิ ัยมาประยุกต์ใช้ และ เป็นเคร่ืองมือที่สาคัญทางการตลาดจะช่วยให้ธุรกิจดาเนินงานได้อย่างถูกทิศทาง ธุรกิจสามารถศึกษา ปัญหาและโอกาสทางการตลาด สารวจตลาดเพื่อทดสอบความพึงพอใจที่มีต่อการผลิตสินค้าและ บริการ สามารถพยากรณ์ยอดขายในแต่ละพื้นท่ีการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การที่ ผู้ประกอบการจะตัดสินใจดาเนินการอย่างไร มีความจาเป็นต้องอาศัยสารสนเทศมาประกอบการ ตัดสินใจในการกาหนดนโยบาย วางแผน จัดการองค์การ และการควบคุมการดาเนินงานทาง การตลาดให้บรรลุเป้าหมายตามที่กาหนดไว้ จากการประยุกต์ใช้ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยจะช่วยเป็น เคร่ืองมือหน่ึงที่ใช้สาหรับการวางแผนกลยุทธ์ใหเ้ หนือกว่าคูแ่ ข่ง และสะท้อนภาพการตลาดของตนเอง วา่ ประสบความสาเรจ็ หรือไม่อยา่ งไร 2. ระบบสารสนเทศทางการตลาดกับการขายอัตโนมัติ ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามี บทบาทต่อชีวิตประจาวันและการดาเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ลูกค้าสมัยใหม่หันมาซ้ือสินค้าออนไลน์ ผ่านระบบอินเทอรเ์ นต็ และสอ่ื โซเชียลต่าง ๆ ซึ่งลูกคา้ กลุ่มน้ีมกั ใชส้ ื่อโซเชียลในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้น การจับตาดูความเคลื่อนไหวในการแสดงความคิดเห็นเหล่าน้ัน พร้อมท้ังนามาปรับปรุงหรือ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดผ่านทางการเรียนรู้จากข้อคิดเห็นเหล่าน้ันจะช่วยเพิ่ม ยอดขายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้การใช้ซอฟต์แวร์ช่วยสนับสนุนการขายจะชว่ ยอานวยความสะดวก แก่ผู้ขายให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายข้ึน นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกการทางานของ พนักงาน และเก็บข้อมูลของพนักงานขายที่ทายอดได้ดี เพื่อนามาวิเคราะห์หาแนวทางในการพัฒนา ระบบฝกึ อบรมใหม้ ีคุณภาพมากยิ่งข้ึน เพือ่ ใช้ในการเพ่ิมประสทิ ธิภาพการทางานให้กับพนักงานขายให้ มีศักยภาพการขายมากข้ึน ในปัจจุบันมีการนาแชทบอท (chatbot) มาช่วยสนับสนุนการขายสินค้า แบบอัตโนมัติ ซ่ึงเป็นนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบหน่ึงท่ีถูกพัฒนาข้ึนมาให้มีบทบาทในการ ตอบกลับการสนทนาด้วยตัวอักษรแบบอัตโนมัตผิ ่านเมสเสจแอปพลิเคชัน (messaging application) เสมือนการโต้ตอบจากผู้ขายจริง ๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าแบบเรียลไทม์ ลักษณะการทางาน ขึ้นอยู่กับท้ังการใช้ระบบฐานข้อมูล (database) บันทึกคาถามและคาตอบเอาไว้จานวนหน่ึง แล้ว ตรวจจับคีย์เวิร์ด (keyword) จากคาถามเพื่อประมวลคาตอบส่งกลับไปหาลูกค้า แต่ถ้าเป็นแชทบอท ท่ีมีความซับซ้อน โต้ตอบเลียนแบบการสนทนาของมนุษย์จริง ๆ ได้ จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ในการประมวลผล ซง่ึ ตอ้ งใช้เงนิ ลงทุนในการพัฒนาสูง (กรงุ ศรีดอทคอม, 2562) 3. ระบบสารสนเทศทางการตลาดกบั การบริการลูกค้า การบริการลูกค้าถอื เป็นปัจจัยท่ีสาคัญ ในการดาเนินธุรกิจ หลายท่านมักเคยได้ยินคาว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” น่ันหมายถึง หากไม่มีลูกค้า ธุรกิจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ดังนั้น การตอบสนองความต้องการของลูกค้าถือเป็นส่ิงที่สาคัญ โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้า โดยปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีเว็บหรือแอปพลิเคชันมาเปิดให้บริการ
199 แก่ลกู คา้ 24 ชว่ั โมง นอกจากจะชว่ ยประหยัดต้นทนุ แลว้ ยงั ชว่ ยอานวยความสะดวกด้านการบรกิ ารแก่ ลกู ค้าให้สามารถเขา้ ถึงการให้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเรว็ โดยเฉพาะการตอบคาถามของลูกค้า ที่มักจะถูกถามบ่อย ๆ เพ่ือให้ลูกค้าสามารถปรึกษาและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง และสามารถติดตามลูกค้าได้อย่างต่อเน่ือง ตัวอยา่ งเช่นแอปพลิเคชันของบริษัท แอสเซทไวส์ จากัด ที่ ให้ลูกค้าสามารถเข้าไปจัดการการชาระค่าคอนโดได้ด้วยตนเอง พร้อมระบบตอบคาถามลูกค้า และ บรกิ ารอน่ื ๆ ที่ช่วยอานวยความสะดวกแก่ลกู คา้ ซึ่งลว้ นเปน็ งานบริการทีช่ ่วยเสริมสรา้ งความพงึ พอใจ แกล่ กู คา้ เปน็ อย่างมาก ภาพที่ 8.6 ตวั อย่างแอปพลิเคชนั การใหบ้ รกิ ารลกู คา้ ทม่ี า (แอสเซทไวส์, 2562) 4. ระบบสารสนเทศทางการตลาดกับเป้าหมายทางการตลาด ด้วยความทันสมัยของ เทคโนโลยีทาให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายขึ้น และสามารถส่งเสริมการขายไปยังกลุ่ม ลูกคา้ ได้แบบเฉพาะเจาะจง หรอื กลุ่มคนท่ีมคี วามสนใจในผลติ ภัณฑ์ การตดิ ต่อซื้อขายฐานขอ้ มูลลกู ค้า จากองค์การภายนอก หรือการใช้จัดการฐานข้อมูลเพ่ือสร้างฐานข้อมูลและช่วยจัดเรียงข้อมูล เช่น การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามเพศ การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามช่วงอายุ การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามรายได้ และ พฤติกรรมการซือ้ ของลกู ค้า เป็นต้น สรปุ ได้วา่ การเข้าถงึ กลุม่ ลกู ค้าเป้าหมายสามารถทาความเขา้ ใจใน
200 ประเด็นการทาความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมาย การทาความเข้าใจกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ และนามาปรบั กลยุทธ์ทางการตลาด สิ่งเหลา่ นี้ล้วนแล้วเป็นแหล่งข้อมูลท่สี าคญั ในการนามาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาสนิ ค้าและบรกิ ารให้ตรงกบั กลุ่มลูกค้าเปา้ หมายได้มากยิ่งข้นึ 5. ระบบสารสนเทศทางการตลาดกับการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (customer relationship management: CRM) เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะ ยาวกับลูกค้าเพ่ิมรายได้และชว่ ยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยวัตถุประสงคข์ องการบรหิ ารลูกค้าสัมพันธ์ คือ เพิ่มยอดขาย สร้างทัศนคติที่ดีต่อสินค้าหรือการบริการ ลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อสินค้าหรือบริการ และลูกค้าแนะนาสินค้าหรือการบริการต่อไปยังผู้อ่ืน โดยระบบสารสนเทศการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ สามารถช่วยธุรกิจได้ คอื ช่วยเก็บข้อมูลลกู ค้าไว้ ช่วยเพิ่มประสิทธภิ าพทางด้านการขาย เพ่มิ ศักยภาพ การให้บริการ เป็นช่องทางขยายตลาดและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ช่วยวิเคราะห์สื่อโฆษณา สนับสนุน ข้อมูลข่าวสารโปรโมชั่นต่าง ๆ รวมไปถึงการช่วยตรวจสอบการทางานของพนักงานอีกด้วย ซ่ึงอาจมี เทคโนโลยีท่ีจาเป็นต้องใช้ในการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ได้แก่ ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คลังข้อมูล การขุดค้นข้อมูล การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ระบบศูนย์บริการลูกค้า และระบบโทรศัพท์มือถือ เปน็ ตน้ สาหรับสารสนเทศทางการตลาดเป็นสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลของระบบ สารสนเทศทางการตลาด ซ่ึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยข้อมูลจากทั้งภายในและภายนอก องค์การ เพ่ือนาสารสนเทศที่ได้ไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการตลาดท้ังในเชิงปฏิบัติและเชิงการ บริหาร โดยสารสนเทศทางการตลาดสามารถจาแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังน้ี (รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หน้า 194-195) 1. สารสนเทศเชิงปฏิบัตกิ าร เป็นสารสนเทศทไี่ ด้จากการปฏิบัติงานในด้านตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง กบั การตลาด โดยมีสารสนเทศท่เี กี่ยวข้องดังนี้ 1.1 สารสนเทศด้านลูกค้า สารสนเทศด้านน้ีอาจได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดย พนักงานขาย หรือการวิจัยตลาด เช่น ประวัติการซือ้ สนิ ค้าของลูกคา้ ความพึงพอใจของลูกค้า เป็นต้น สารสนเทศเหลา่ น้ีจะถูกนาไปใช้ในการพัฒนางานทางดา้ นการขายและการจดั การลูกคา้ สมั พนั ธ์ 1.2 สารสนเทศด้านการขาย เป็นสารสนเทศท่ีเกี่ยวข้องกับการขาย ซึ่งเป็นสารสนเทศท่ี สาคัญเนื่องจากเป็นสารสนเทศท่ีสามารถทราบถึงยอดขายและผลกาไรที่องค์การจะได้รับ นาไปสู่การ วางแผนและการพัฒนาสินค้าและบริการต่อไปในอนาคต เช่น รายงานยอดขายประจาวัน รายงาน ยอดขายประจาเดือน รายงานยอดขายประจาปี เป็นต้น 1.3 สารสนเทศด้านสินค้า เป็นสารสนเทศเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของสินค้า โดยอาจมี การเชื่อมโยงกับระบบการผลิต และระบบการควบคุมสินค้าคงคลงั เพื่อนามาใช้ประกอบกบั ข้อมูลการ ขาย ซ่ึงอาจปรากฏอยูใ่ นใบรายการสินคา้ หรือเว็บไซตส์ นิ คา้ เป็นตน้
201 2. สารสนเทศเชงิ บริหาร เป็นสารสนเทศท่ไี ดจ้ ากการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ การตลาด แต่มุ่งเน้นการนาไปใช้สาหรับการสนับสนุนงานด้านการบริหารการตลาด และการพัฒนา ส่วนผสมทางการตลาด โดยมีสารสนเทศที่เก่ียวขอ้ งดงั น้ี 2.1 สารสนเทศด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นสารสนเทศเก่ียวข้องกับการเปล่ียนสภาพ วตั ถดุ ิบเป็นสินคา้ สาเรจ็ รูป โดยอาศัยขอ้ มูลจากการวิจัยตลาด 2.2 สารสนเทศด้านสื่อสารการตลาด เป็นสารสนเทศที่เก่ียวข้องกับการโฆษณาและ ประชาสัมพันธ์ หรือการสื่อสารในรูปแบบอ่นื ๆ ท่ีช่วยให้ลูกคา้ สามารถตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการได้ โดยใช้โปรแกรมโฆษณาและประชาสัมพันธ์เข้าช่วย เช่น สารสนเทศผลสาเร็จของการโฆษณา สารสนเทศผลสาเรจ็ ของการส่งเสรมิ การขาย เปน็ ตน้ 2.3 สารสนเทศด้านการต้ังราคาสินค้าและบริการ เป็นสารสนเทศที่ได้จากการวางแผน ดา้ นราคาสินค้าหรือบริการ และต้องอาศัยการวิเคราะห์อุปสงค์ของสนิ ค้าในตลาด การกาหนดราคาท่ี สัมพันธ์กับยอดขาย โดยอาจใช้โปรแกรมต้ังราคาเข้าช่วย สารสนเทศที่ได้รับ เช่น ราคาสินค้าและ บรกิ ารในแต่ละรายการ เส้นโคง้ แสดงอปุ สงคแ์ ละอุปทานในตลาด รายงานเปา้ หมายในการขาย เปน็ ตน้ 2.4 สารสนเทศด้านพยากรณ์ยอดขาย เป็นสารสนเทศท่ีบ่งชี้ให้เห็นถึงสินค้าและบริการ การปฏิบัติงานของพนักงานขาย และการนามาซึ่งผลกาไรของธุรกิจ โดยอาจใช้โปรแกรมพยากรณ์ ยอดขาย เพอื่ นาเสนอสารสนเทศ เช่น รายงานพยากรณย์ อดขายในอนาคต รายงานการคาดการณ์ผล กาไรในอนาคต เป็นตน้ 3. สารสนเทศภายนอกองค์การ เป็นสารสนเทศที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภายนอก ซ่ึงสามารถจาแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 3.1 สารสนเทศดา้ นการวิจัยตลาด เป็นสารสนเทศท่ีได้จากการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากการ ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เป็นต้น โดยอาศัยโปรแกรมการวิจัยตลาดเข้าช่วย และหลักการ ทางการวิจัยในด้านทฤษฏีทเ่ี กี่ยวขอ้ ง การวิเคราะหโ์ ดยใช้หลกั สถิติ เพอ่ื นาเสนอขอ้ ค้นพบทไ่ี ด้จากการ ศกึ ษาวจิ ยั 3.2 สารสนเทศด้านข่าวกรองทางการตลาด เป็นสารสนเทศที่เก็บรวบรวมข้อมูลจาก สภาพแวดล้อมทางการตลาด เช่น ข้อมูลของคู่แข่ง ส่วนผสมทางการตลาด เป็นต้น ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหลา่ น้ีมีผลต่อการตัดสินใจทางการตลาดใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ นามาซง่ึ ความไดเ้ ปรียบทางการแขง่ ขัน อยา่ งไรก็ตามธรุ กจิ ในปจั จุบันมกี ารแขง่ ขนั กนั สูง และปฏเิ สธไม่ไดเ้ ลยวา่ ในอนาคตการแขง่ ขัน จะเริ่มทวีความรุนแรงมากข้ึน ทุกองค์การต้องการเข้าถึงผู้บริโภคของตนเองด้วยความแตกต่างจาก คแู่ ขง่ ใหม้ ากท่ีสุด ดว้ ยสินค้าและบริการทรี่ าคาถูก คณุ ภาพดี ตรงตามความต้องการ องค์การจึงตอ้ งมี การปรับตัวและออกแบบองค์การใหม่ เพราะถูกผลกระทบจากแรงกดดันหลายด้าน เช่น แรงกดดัน ทางเทคโนโลยี แรงกดดันจากสังคม และแรงกดดันจากภาวการณ์แข่งขันทางการตลาด จึงมีความ
202 จาเป็นต้องอาศยั สารสนเทศเพอ่ื เสริมสร้างกลยุทธ์ในการแขง่ ขัน รวมไปถึงกลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ การโฆษณาและส่งเสริมการขาย ซึ่งการนาระบบสารสนเทศทาง การตลาดมาใช้ในองค์การจะช่วยเพ่ิมคณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์ อีกทง้ั ยังตอบสนองความตอ้ งการของลูกคา้ ได้ ดียิ่งข้ึน สร้างสรรค์และพัฒนากลยุทธ์ในการบริหารจัดการให้ได้เปรียบในการแข่งขัน เกิดนวัตกรรม ใหม่ในตัวสินค้าและบริการ อกี ท้ังผูบ้ ริหารสามารถตัดสนิ ใจได้รวดเรว็ สั่งการ ส่ือสาร ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จงึ จาเป็นต้องอาศัยระบบสารสนเทศทางการตลาด เพ่ือนาสารสนเทศไปใช้ในการวิเคราะห์และแก้ไข ปัญหาทีเ่ กิดข้นึ เพื่อการบริหารงานดา้ นการตลาดอย่างมปี ระสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศทางการบัญชี เป็นระบบสารสนเทศที่มีความจาเป็นและถูกนามาประยุกต์ใช้ในองค์การ เพราะระบบ สารสนเทศทางการบัญชีเป็นระบบท่ีรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และนาเสนอสารสนเทศท่ีเป็น ประโยชน์เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยเน้นถึงการใช้ข้อมูลทางการบัญชีท่ีเกิดจากการ ดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจ เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์หลัก คือ การเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลทาง ธรุ กิจ การประมวลผลเพือ่ ให้ได้สารสนเทศท่ีเปน็ ประโยชน์ในการวางแผน การสงั่ การ และการควบคุม พร้อมท้ังการควบคุมข้อมูลของธุรกิจในความครบถ้วน ถูกต้อง และเช่ือถือได้ (รุจิจันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หนา้ 249) โดยระบบสารสนเทศทางการบัญชปี ระกอบไปด้วย 2 ส่วน แสดงดังแผนภูมิที่ 8.7 บัญชีการเงิน ระบบสารสนเทศ ทางการบญั ชี บญั ชบี รหิ าร ระบบสารสนเทศอ่นื ๆ ที่เกี่ยวข้อง แผนภมู ิท่ี 8.7 ระบบสารสนเทศทางการตลาดกบั การจดั การกิจกรรมต่าง ๆ ท่มี า (รุจจิ นั ทร์ วิชวิ านิเวศน์, 2560, หนา้ 249)
203 ระบบสารสนเทศทางการบัญชีมสี ่วนสาคัญเป็นอยา่ งยงิ่ ที่ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน โดยต่อไปน้ีผู้เขียนจะได้อธิบายถึงระบบสารสนเทศทางการบัญชีกับการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ดังน้ี (รุ่งรศั มี บุญดาว, 2559, หนา้ 45) 1. ระบบสารสนเทศทางการบัญชีกับบัญชีการเงิน เป็นรายการท่ีเกิดข้ึนในรูปตัวเงิน การ จัดการหมวดหมทู่ างการบัญชี การสรุปผลตีความหมายในงบการเงิน เช่น งบกาไรขาดทุน งบดุล และ งบกระแสเงินสด เป็นตน้ เปน็ สารสนเทศท่ีใชใ้ นการจดั เตรยี มให้กับผูบ้ ริหารเพื่อใชป้ ระกอบการตดั สินใจ 2. ระบบสารสนเทศทางการบัญชีกับบัญชีบริหาร เป็นการนาเสนอข้อมูลทางการเงินแก่ ผู้บริหารเพ่ือใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเป็นการจัดการสารสนเทศทางการบัญชีแก่ผู้ใช้ภายใน องค์การ เน้นความสาคัญกบั การดาเนินงานของธุรกิจ นาเสนอข้อมูลที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน มี ความยดื หยุ่น และสามารถปรับใช้ไดต้ ามความต้องการ สาหรับสารสนเทศทางการบญั ชีเป็นสารสนเทศท่ไี ดจ้ ากการประมวลผลของระบบสารสนเทศ ทางการบัญชี เพ่ือนาสารสนเทศท่ีได้ไปใช้สนับสนุนการดาเนินงานขององค์การ โดยสารสนเทศ ทางการบัญชีสามารถจาแนกได้เปน็ 3 ประเภท ดังน้ี (รุจิจันทร์ วิชวิ านิเวศน์, 2560, หน้า 258-261) 1. เอกสารทางการบัญชี เช่น สมดุ รายวนั บัญชีแยกประเภท และงบทดลอง เปน็ ตน้ 2. รายงานทางการเงิน ซ่งึ สามารถแบง่ ออกเป็น 2 สว่ น คอื งบการเงิน และรายงานภาษีมลู ค่าเพิม่ 3. รายงานทางการบรหิ าร เช่น รายงานด้านการบญั ชีตน้ ทุน รายงานดา้ นงบประมาณ รายงานวเิ คราะห์งบการเงิน เปน็ ต้น ภาพที่ 8.7 ตวั อยา่ งระบบสารสนเทศทางการบัญชี ท่ีมา (สุภรัตน์ดอทคอม, 2562)
204 ระบบสารสนเทศทางการบญั ชีในแต่ละองคก์ ารอาจมีความแตกต่างกันข้ึนอยู่กับลักษณะและ กจิ กรรมต่าง ๆ ที่มีการดาเนินงาน แต่ส่วนใหญ่จะมีการจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมากเน่ืองจากเอกสาร ทางการบัญชีอาจเป็นไปได้ท่ีมีการเก็บข้อมูลตั้งแต่การดาเนินงานในข้ันต้นจนถึงขั้นปลาย ดังน้ัน การ นาระบบสารสนเทศทางการบัญชมี าประยุกต์ใช้ในองค์การจะช่วยอานวยความสะดวกในการรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และเป็นเคร่ืองมือหน่ึงในการเพิ่มมูลค่า อีกทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสาหรับการ ดาเนินงานที่มีส่วนช่วยในการวางแผนการดาเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบ สารสนเทศด้านการบัญชีและระบบสารสนเทศด้านการเงินจะมีความสัมพันธ์กัน เน่ืองจากข้อมูล ทางการบัญชีจะเป็นข้อมลู ทม่ี ีผลต่อการตดั สินใจทางการเงนิ โดยนักการเงนิ จะนาตวั เลขทางการบัญชี มาประมวลผลตามความต้องการ เพื่อให้ได้ข้อมูลสาหรับการสนับสนุนการตัดสินใจทางการเงิน โดย ระบบสารสนเทศทางการเงนิ ผ้เู ขียนจะได้อธิบายไว้ในหวั ข้อถัดไป ระบบสารสนเทศทางการเงิน ระบบสารสนเทศทางการเงนิ เปน็ ระบบท่ีถูกพัฒนาข้ึนสนับสนุนกิจกรรมทางการเงนิ โดยเริม่ ตั้งแต่การวางแผน การดาเนินการ และการควบคมุ ทางการเงนิ เพื่อสนบั สนนุ ข้อมูลทางการเงนิ ให้แก่ ผูบ้ ริหารเพือ่ ใชใ้ นการสนับสนุนการตดั สินใจในการบริหารจัดการทางการเงินให้มปี ระสทิ ธิภาพสูงสดุ ซงึ่ โดยทวั่ ไปแลว้ ระบบสารสนเทศทางการเงินมีหน้าท่ีดงั นี้ (รงุ่ รศั มี บญุ ดาว, 2559, หนา้ 43) 1. บูรณาการขอ้ มลทางการเงนิ และการปฏิบตั ิการจากขอ้ มลู หลายแหลง่ เข้าด้วยกัน 2. การเข้าถงึ ข้อมลู ทางการเงินทาไดง้ ่ายและสะดวก ทง้ั ในส่วนของนกั การเงินและผใู้ ชท้ ว่ั ไป 3. มีข้อมลู ทางการเงินท่ีพรอ้ มใช้งาน สามารถนาไปใชใ้ นการวเิ คราะห์ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงนิ ได้ในหลายมิติ 5. สามารถนาข้อมลู ทางการเงินไปวิเคราะห์ไดท้ ั้งในอดตี และปัจจบุ ัน 6. องคก์ ารสามารถควบคมุ การใช้เงนิ ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 7. ผู้บริหารสามารถแก้ไขปัญหาทางการเงินของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบท่ี อาจเกดิ ข้นึ ไดใ้ นอนาคต ระบบสารสนเทศทางการเงนิ กบั การจดั การกจิ กรรมต่าง ๆ แสดงดังแผนภูมทิ ี่ 8.7
205 การวิเคราะห์กาไร ขาดทนุ และต้นทุน การตรวจสอบ ระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศอนื่ ๆ ทางการเงิน ทางการเงนิ ท่ีเกยี่ วข้อง การบรหิ ารเงนิ ทุน แผนภมู ทิ ี่ 8.8 ระบบสารสนเทศทางการเงินกับการจัดการกจิ กรรมต่าง ๆ ที่มา (รุง่ รัศมี บญุ ดาว, 2559, หน้า 43) ระบบสารสนเทศทางการเงินมีส่วนสาคัญเป็นอย่างยิ่งท่ีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทางาน โดยตอ่ ไปนผ้ี ู้เขยี นจะไดอ้ ธบิ ายถงึ ระบบสารสนเทศทางการเงินกบั การจัดการกิจกรรมตา่ ง ๆ ดงั นี้ 1. ระบบสารสนเทศทางการเงินกับการวิเคราะห์กาไร ขาดทุน และต้นทุน เป็นระบบ สารสนเทศท่ีมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านผลกาไร การขาดทุน และการคานวณต้นทุนใน องค์การ เป็นการจัดเก็บรวบรวมเอกสารต้ังแต่ขั้นตน้ ทางการเงินท่เี กิดข้นึ ในแต่ละวันมาบันทึกรายการ จากนั้นจึงทาการสรปุ ยอดคงเหลือการตคี วามหมายในงบการเงนิ ได้แก่ งบกาไรขาดทนุ งบดุล และงบ กระแสเงินสด โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ นาเสนอสารสนเทศแก่ผู้ใช้หรือเจ้าหน้าท่ีทางการเงิน นอกจากนี้ยังจัดเตรียมสารสนเทศในการตัดสินใจแก่ผู้บริหาร เพ่ือนาไปใช้เป็นแนวทางในการบริหาร จดั การทางการเงินต่อไป 2. ระบบสารสนเทศทางการเงินกบั การตรวจสอบทางการเงนิ เป็นระบบทใี่ ชใ้ นการตรวจสอบ ข้อมลู รายงานทางการเงนิ ขององค์การ เพือ่ สร้างความเชื่อม่นั โดยการตรวจสอบมี 2 ประเภท คือ การ ตรวจสอบภายใน (internal auditing) ที่จัดตั้งขึ้นภายในองค์การ และการตรวจสอบภายนอก (external auditing) ท่ีรบั การตรวจสอบจากภายนอกองคก์ าร เช่น บรษิ ทั ที่รบั ตรวจสอบบัญชี บรษิ ัท ทป่ี รึกษาทางธุรกิจ เปน็ ตน้ 3. ระบบสารสนเทศทางการเงนิ กับการบริหารเงนิ ทุน เป็นระบบท่ีเก่ียวข้องกับการบริหารเงิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การบริหารด้านรายรับ-รายจ่าย การหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก เพื่อที่จะเพ่ิมทุนการบริหารงานขององค์การ โดยวิธีการทางการเงิน เช่น การกู้ยืม การออกหุ้นหรือ ตราสารทางการเงินอื่น เป็นต้น อีกท้ังเป็นระบบท่ีสนับสนุนเงินทุนขององค์การ เช่น ค่าใช้จ่ายในการ
206 จดั ซ้ือวัสดุ เงินเดือนพนักงาน การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริหารองค์การบริหารงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และมีการบริหารเงนิ ทุนหมนุ เวยี นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี สาหรับสารสนเทศทางการเงินเป็นสารสนเทศท่ีได้จากการประมวลผลของระบบสารสนเทศ ทางการเงนิ ซ่งึ มีความจาเป็นอยา่ งยิ่งทจ่ี ะต้องอาศยั ข้อมูลจากทง้ั ภายในและภายนอกองคก์ าร เพื่อนา สารสนเทศท่ีได้ไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการเงินทง้ั ในเชิงปฏบิ ัติและเชิงการบริหาร โดยสารสนเทศ ทางการเงนิ สามารถจาแนกได้เปน็ 3 ประเภท ดังนี้ (รุจจิ ันทร์ วิชิวานิเวศน์, 2560, หนา้ 226-227) 1. สารสนเทศเชิงปฏบิ ัติการ เป็นสารสนเทศที่ได้จากการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง กับการเงิน โดยมีสารสนเทศท่เี กี่ยวข้องดงั นี้ 1.1 สารสนเทศดา้ นกระแสเงินสด เป็นสารสนเทศท่ีนาเสนอถึงกระแสเงินสด (cash flow statement) ในองคก์ าร โดยสารสนเทศท่ไี ด้ เช่น การพยากรณ์ทางการเงิน การจัดหาเงนิ ทนุ เป็นตน้ 1.2 สารสนเทศด้านเงินทุน เป็นสารสนเทศท่ีเก่ียวกับการจัดหาเงินทุนท่ีนาไปใช้จ่ายใน องค์การ ตลอดจนเงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยอาศัยสารสนเทศจากแหล่งภายนอกและ แหล่งภายใน สาหรับสารสนเทศจากแหล่งภายนอก เช่น สารสนเทศด้านแหล่งเงินทุน ที่ใช้ร่วมกับ สารสนเทศที่มาจากแหล่งภายใน เช่น การพยากรณ์ยอดขาย งบประมาณเงินสด งบประมาณลงทุน โครงสร้างเงินลงทนุ เปน็ ตน้ 1.3 สารสนเทศด้านการลงทุน เป็นสารสนเทศท่ีเก่ียวข้องกับการตัดสินใจมนการลงทุนใน ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งระยะส้ันและระยะยาวขององค์การ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากสารสนเทศด้านเงิน ลงทุน งบประมาณการลงทุน หลักทรพั ยท์ ี่ตอ้ งการลงทุน เปน็ ตน้ 2. สารสนเทศเชิงบริหาร เปน็ สารสนเทศท่ีไดจ้ ากการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ การเงิน แต่มุง่ เน้นการนาไปใชส้ าหรับการสนับสนุนงานด้านการบริหารทางการเงนิ โดยมีสารสนเทศท่ี เกย่ี วข้องดงั นี้ 2.1 สารสนเทศด้านการพยากรณ์ทางการเงนิ เป็นสารสนเทศท่ีได้จากการศึกษาวิเคราะห์ การคาดการณ์ การกาหนดทางเลือก และการวางแผนทางด้านการเงินขององค์การ เพ่ือใช้ทรัพยากร ทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาจมีการนาเอาหลักการทางสถิติและแบบจาลองทาง คณิตศาสตร์มาประยุกต์ เพื่อทาการพยากรณ์ข้อมูลทางการเงิน ซ่ึงการพยากรณ์ทางการเงินจะต้อง อาศยั ขอ้ มูลทัง้ ภายในและภายนอกองคก์ าร ตลอดจนประสบการณ์ของผ้บู รหิ ารในการตัดสนิ ใจ 2.2 สารสนเทศด้านงบประมาณเงินสด เป็นสารสนเทศที่มีการนาเอาข้อมูลเงินสดจากใน อดตี มาจาทาแผนงบประมาณเงินสด เพื่อควบคมุ การใชจ้ า่ ยเงินสด 2.3 สารสนเทศด้านงบประมาณลงทุน สารสนเทศที่ได้จะเก่ียวข้องกับแผนการลงทุนใน สินทรัพย์ในโครงการต่าง ๆ และการประมาณการกระแสเงินสดรับและจ่าย มีการประเมินโครงการ
207 การลงทุนในแต่ละโครงการ และควบคุมค่าใช้จ่ายเงินภายใตก้ ารดาเนินงานให้อยู่ภายใต้งบประมาณที่ ถูกกาหนดไว้ 2.4 สารสนเทศด้านวิเคราะห์ทางการเงิน เป็นสารสนเทศที่มีการสนับสนุนในหน้าท่ีงาน ต่าง ๆ ทางการเงิน โดยนาเครื่องมือทางการเงินมาประยุกต์ใช้ เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยง การ วิเคราะห์กาไร การวิเคราะห์อตั ราส่วนทางการเงิน เปน็ ต้น 2.5 สารสนเทศด้านควบคุมทางการเงิน เป็นสารสนเทศท่ีถูกนาไปใช้ในการควบคุมทาง การเงนิ ขององค์การ เพ่ือตรวจสอบทางการเงนิ และการบริหารผลการดาเนนิ งานขององค์การ 3. สารสนเทศภายนอกองค์การ เป็นสารสนเทศท่ีได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภายนอก ซ่งึ สามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท ดงั น้ี 3.1 สารสนเทศจากตลาดการเงิน เป็นสารสนเทศที่ได้จากแหล่งภายนอกจากตลาด การเงินและตลาดทุน เช่น แหล่งเงินทุน อัตราดอกเบ้ีย อัตราแลกเปลี่ยนทางการเงิน อัตราการ เจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น 3.2 สารสนเทศด้านนโยบายของรัฐ การออกนโยบายภาครัฐต้องได้รับความร่วมมือจาก หลายฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือช่วยกันวางแผนให้นโยบายท่ีจะออกมาเกิดประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจ โดยรวม ทั้งภาคเอกชน และประชาชนให้มากท่ีสุด อีกทั้งยังต้องส่งผลกระทบเชิงลบให้น้อยท่ีสุด จึง ควรคานึงถึงผลประโยชน์โดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเปน็ สาคญั โดยสารสนเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อกาหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย เปน็ ต้น ระบบสารสนเทศทางการเงินมีความสาคัญเป็นอย่างย่ิงสาหรับองค์การ เพราะช่วยจัดเก็บ และรวบรวมข้อมูลที่มีความสาคัญต่อการดาเนินธุรกิจ โดยนาเสนอผลลัพธ์ที่ผู้บรหิ ารสามารถนาไปใช้ เพ่ือการตัดสินใจไดอ้ ย่างเหมาะสม
208 สรปุ ระบบสารสนเทศมีความสาคัญอย่างมากสาหรับองค์การ เพราะก่อให้เกิดสารสนเทศที่ถูก นาไปใช้ประโยชน์ช่วยเพ่ิมมูลค่าให้กับองค์การในด้านการลดต้นทุน และการเพ่ิมประสิทธิภาพในการ ทางาน ซึ่งสารสนเทศที่ได้และถูกนาไปใช้ประโยชน์จะต้องเป็นสารสนเทศที่ดี ปัจจุบันมีการพัฒนา ระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูงโดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ระดับสูง นาเสนอสารสนเทศที่ง่ายต่อการเข้าใจ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถนามากาหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ วิสัยทศั น์ วตั ถุประสงค์ และเปา้ หมายขององคก์ าร นอกจากนี้ยังมีระบบสารนเทศอ่ืน ๆ ที่เก่ียวข้อง คือ ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นระบบช่วยอานวยความสะดวกในการจัดเก็บ ประมวลผล และสนับสนุนการ ตัดสินใจของผู้บริหารในการจัดการงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ระบบสารสนเทศทางการผลิตท่ีจะช่วย ให้การบริหารจัดการการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศทางการตลาดที่ช่วยเพ่ิม คุณภาพผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ระบบสารสนเทศทางการบัญชีที่ ช่วยอานวยความสะดวกในการรวบรวมประมวลผล จัดเก็บ และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเพ่ิมมูลค่า และระบบสารสนเทศทางการเงินท่ีช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการทางการเงินให้มี ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ
209 คาถามทา้ ยบท จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. จงธิบายความหมายของระบบสารสนเทศ 2. จงอธิบายความสาคญั ของระบบสารสนเทศ 3. สารสนเทศที่ดีควรมีคุณสมบตั อิ ยา่ งไร 4. จงอธบิ ายคุณลกั ษณะของระบบสารสนเทศสาหรบั ผ้บู ริหารระดับสูง 5. จงอธิบายคณุ ลักษณะของระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ 6. จงอธบิ ายคณุ ลกั ษณะของระบบสารสนเทศทางการผลติ 7. จงอธิบายคุณลักษณะของระบบสารสนเทศทางการตลาดกบั การวจิ ัยตลาด 8. จงอธิบายคุณลกั ษณะของระบบสารสนเทศทางการบัญชีกับการจัดการกจิ กรรมตา่ ง ๆ 9. จงอธบิ ายหนา้ ที่ของระบบสารสนเทศทางการเงิน 10. ทา่ นคดิ วา่ การนาระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้จะชว่ ยเพ่ิมมลู ค่าใหก้ บั องคก์ ารได้อยา่ งไร
210 เอกสารอ้างองิ กรงุ ศรดี อทคอม. (2562). ยกระดับธุรกิจให้งา่ ยขึ้นด้วย “Chatbot” สุดยอดผ้ชู ว่ ยอจั ฉริยะแห่งยุค 4.0. คน้ เมือ่ มิถุนายน 23, 2562, จาก https://www.krungsri.com จารวุ รรณ ลิมปไ์ พบลู ย์. (2558). อิทธิพลของการสนบั สนุนจากผบู้ ริหารระดับสูงท่ีมตี ่อคุณภาพ ระบบสารสนเทศ คุณภาพการใหบ้ รกิ าร และผลประโยชน์สทุ ธขิ ององค์การ. วารสาร วิทยาการจดั การสมยั ใหม่, 8(2), 195-212. ไทยแวร์. (2562). โปรแกรม sEmp ระบบบนั ทกึ ฐานขอ้ มูลพนักงาน. ค้นเม่ือ มิถุนายน 8, 2562, จาก https://software.thaiware.com/12564-sEmp-Download.html ไทยแอคเคานเ์ ซน็ เตอร์. (2562). ตัวอย่างหนา้ จอการใช้งานการบันทกึ ประวตั ิการฝึกอบรม. ค้นเมอ่ื มิถนุ ายน 8, 2562, จาก http://tac.prosmes.com/Article/Detail/20411 มฑุปายาส ทองมาก. (2559). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ การจดั การความทา้ ทายในยคุ ดจิ ิทัล. ปทมุ ธาน:ี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. มาลนิ ี คาเครือ. (2562). การวิจยั ทางธรุ กจิ . กาญจนบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั กาญจนบรุ ี. ร่งุ รัศมี บญุ ดาว. (2559). ระบบสารสนเทศเพือ่ การจดั การธุรกจิ ในยุคดจิ ิทลั . นนทบรุ ี: ลคั กี้ บุ๊คส.์ รุจจิ ันทร์ วชิ วิ านเิ วศน.์ (2560). สารสนเทศทางธุรกจิ . กรุงเทพฯ: วี พริ้นท์ (1991). วฒั นา เอกปมิตศิลป.์ (2559). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดการ. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์. สามารถคอร์ปอเรช่นั . (2562). ตวั อยา่ งหน้าจอการใช้งานการสรรหาพนักงาน. คน้ เม่อื มถิ ุนายน 8, 2562, จาก www.samartcorp.com สุพล พรหมมาพันธ.ุ์ (2556). ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การธรุ กิจ. กรงุ เทพฯ: แสงจันทร์การพิมพ์. สภุ รตั นด์ อทคอม. (2562). โปรแกรมบญั ชสี าเร็จรปู modern business accounting. ค้นเมอื่ มิถุนายน 27, 2562, จาก https://www.suparat.com แอสเซทไวส์. (2562). ตัวอย่างแอปพลิเคชนั การให้บรกิ ารลกู ค้า. ค้นเมื่อ มิถุนายน 27, 2562, จาก https://assetwise.co.th/news_activities/assetwise-public-company-limited/ โอภาส เอ่ยี มสริ ิวงศ์. (2560). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจดั การ. กรงุ เทพฯ: วี พริน้ ท์ (1991). Hall, J. A. (2004). Accounting information systems. (4th ed.). Mason: Thomson. O’ brien, J. A. (2005). Introduction to information system. (12th ed.). New York: McGraw-Hill Irwin. Romney, M. B., & Steinbart, P. J. (2003). Accounting information systems. (9th ed.). New Jersey: Pearson Education. Stair, R. M., & Reynolds, G. W. (2014). Fundamentals of information systems. (7th ed.). USA: Course Technology.
บทที่ 9 จริยธรรมและการรักษาความปลอดภยั ของระบบสารสนเทศในสานกั งาน ในบทที่ 8 ผู้เขียนได้นำเสนอระบบสำรสนเทศในสำนักงำนสมัยใหม่ไปแล้วนั้น สิ่งที่ผู้บริหำร ควรให้ควำมสำคัญในอีกประเด็นหนึ่ง คือ จริยธรรมและกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบ สำรสนเทศในสำนักงำน ซึ่งเป็นส่วนท่ีสำคัญในกำรดำรงอยู่เพ่ือกำรปฏิบัติงำนรว่ มกันในองค์กำร รวม ไปถึงกำรรักษำควำมปลอดภัยของข้อมูล สำรสนเทศต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือแม้กระท่ังกำรกำหนดสิทธิ์ ในกำรเข้ำใช้ระบบสำรสนเทศ กำรเขำ้ ถึงขอ้ มลู ของผู้อน่ื โดยไม่ไดร้ บั ควำมยนิ ยอมย่อมถือได้วำ่ เป็นกำร กระทำท่ผี ดิ จรยิ ธรรมเช่นเดยี วกบั กำรละเมิดข้อมลู ส่วนตัว ในบทนี้จะได้อธิบำยถึงควำมหมำยและควำมสำคัญของจริยธรรม เป้ำหมำยกำรรักษำควำม ปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ภัยด้ำนควำมมั่นคงของระบบสำรสนเทศ มำตรกำรด้ำนกำรรักษำ ควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ แนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบ สำรสนเทศ วงจรกำรพัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ และกำรจัดกำรควำม เส่ยี งระบบสำรสนเทศ โดยมรี ำยละเอียดดังน้ี ความหมายและความสาคญั ของจริยธรรม จริยธรรม มำจำกคำสองคำ คือ จริย และคำว่ำธรรม สำหรับคำว่ำ จริย หมำยถึง ควำม ประพฤติที่แสดงออกโดยกริยำที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่ำ ธรรม หมำยถึง ควำมจริง ควำมยุติธรรม ควำมถูกต้อง คำส่ังสอน หลักประพฤติปฏิบัติในศำสนำ เม่ือนำท้ังสองคำมำรวมกันเป็นคำว่ำ จริยธรรม จึงหมำยถึง แนวทำงแห่งกำรประพฤติปฏิบัติตำมศีลธรรมและกฎศีลธรรม (พจนำนุกรม ฉบับรำชบัณฑิตยสถำน 2554) จริยธรรมมีควำมสำคัญเพรำะเป็นส่ิงท่ีใช้เป็นแนวทำงปฏิบัติและอยู่ ร่วมกันในสังคม ปัญหำด้ำนจริยธรรมในกำรใช้ระบบสำรสนเทศที่เกิดข้ึนในปัจจุบัน คือ กำรใช้ระบบ สำรสนเทศที่ไม่ได้มีกำรจ่ำยค่ำตอบแทนให้กับผู้พัฒนำ กำรใช้ทรัพยำกรทำงคอมพิวเตอร์เพื่อ ประโยชน์ส่วนตัว กำรใช้จอภำพเพื่อตรวจสอบกำรทำงำนของพนักงำน กำรละเมิดข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น สิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนี้ล้วนเป็นกำรกระทำท่ีผิดจริยธรรมและเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมำะสม โดยทั่วไปเมื่อ พิจำรณำถึงจริยธรรมเกี่ยวกับกำรใช้ระบบสำรสนเทศในสำนักงำนจะกล่ำวถึงใน 4 ประเด็น ดังนี้ (วฒั นำ เอกปมติ ศิลป์, 2559, หนำ้ 203) 1. ควำมเป็นส่วนตัว (information privacy) สิทธิในกำรเป็นเจ้ำของข้อมูลหรือทรัพย์สิน ส่วนตวั ในกำรควบคุมข้อมลู ของตนเองทสี่ ำมำรถกำหนดได้วำ่ จะเปิดเผยต่อสำธำรณะหรือไม่
212 2. ควำมถูกต้อง (information accuracy) ควำมถูกต้องของข้อมูลโดยปรำศจำกกำรปลอม แปลงหรือดดั แปลงขอ้ มลู 3. ควำมเป็นเจ้ำของ (information property) กรรมสิทธ์ิในกำรถือครองทรัพย์สินต่ำง ๆ เชน่ คอมพิวเตอร์ ทรพั ยส์ ินทำงปัญญำ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ เปน็ ตน้ 4. กำรเข้ำถงึ ขอ้ มลู (data accessibility) กำรเข้ำถึงขอ้ มูลต้องไดร้ ับควำมยนิ ยอมจำกเจ้ำของ ข้อมลู กอ่ นเสมอ หำกไมไ่ ดร้ บั อนญุ ำตจะถอื ไดว้ ำ่ ผดิ จริยธรรมเชน่ เดยี วกบั กำรละเมดิ ข้อมูลส่วนตัว ดังน้นั เพ่ือเป็นกำรปอ้ งกันกำรละเมิดสิทธิควำมเป็นส่วนตวั ของข้อมูลและสำรสนเทศ จึงควร จะต้องระมัดระวังกำรให้ข้อมูล และกำหนดสิทธิ์ในกำรเข้ำถึงระบบสำรสนเทศ เพื่อป้องกันปัญหำต่ำง ๆ ท่ีอำจจะเกิดขึ้นไดใ้ นอนำคต เปา้ หมายการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ กำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศในสำนักงำนเปน็ บทบำทท่สี ำคญั ต่อกำรดำเนิน กจิ กำรในองค์กำร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ำกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและระบบสำรสนเทศมีควำมสำคัญ ต่อกำรดำเนินธุรกิจอย่ำงมำก เพรำะช่วยอำนวยควำมสะดวกและทำให้กระบวนกำรทำงำนต่ำง ๆ มี ควำมรวดเร็ว เข้ำถึงข้อมลู ใหม่ ๆ ไดต้ ลอด 24 ช่ัวโมง แต่ในขณะเดียวกันกำรใชเ้ ทคโนโลยีสำรสนเทศ และระบบสำรสนเทศท่ีเพิ่มจำนวนมำกขึ้น นำมำซึ่งกำรโจรกรรมข้อมูล หรือเรียกไดว้ ่ำมอี ำชญำกรรม ทำงคอมพิวเตอรเ์ พิม่ มำกขึ้นอีกด้วย โดยเฉพำะระบบสำรสนเทศทตี่ ้องเพ่ิมควำมระมัดระวังเปน็ อย่ำงมำก เพรำะระบบสำรสนเทศเป็นแหลง่ จัดเก็บขอ้ มูลเป็นจำนวนมำก ขอ้ มูลต่ำง ๆ ล้วนแล้วแต่เกีย่ วข้องกับ กิจกรรมต่ำง ๆ ที่เกิดข้ึนในองค์กำร กำรเพิ่มมำตรกำรในกำรป้องกันรักษำควำมปลอดภัยระบบ สำรสนเทศอย่ำงจริงจังและเข้มงวด จะช่วยป้องกันกำรโจรกรรมข้อมูลจำกบุคคลภำยนอกหรือเหล่ำ แฮกเกอร์ (hacker) ได้ สำหรับเป้ำหมำยหลักของกำรรักษำควำมปลอดภัยระบบสำรสนเทศมี ดังน้ี (โอภำส เอีย่ มสิรวิ งศ์, 2560, หน้ำ 440) 1. เพ่ือป้องกันและลดควำมเส่ียงของระบบสำรสนเทศที่จะส่งผลกระทบต่อกำรดำเนินงำน ของพนกั งำน 2. เพื่อปอ้ งกันกำรเข้ำถงึ ขอ้ มลู และรักษำควำมลบั ของข้อมลู 3. เพอ่ื สร้ำงควำมน่ำเช่ือถอื ของแหล่งข้อมูล และเป็นกำรรบั ประกันไดว้ ่ำขอ้ มลู มีควำมถูกต้อง สมบรู ณ์ สำมำรถนำไปวเิ ครำะหแ์ ละใช้ประโยชนไ์ ด้ 4. เพ่อื สร้ำงควำมพรอ้ มให้กับแหล่งข้อมลู และกำรปฏิบัตงิ ำนแบบออนไลน์อย่ำงต่อเน่ือง 5. เพ่อื สรำ้ งเปน็ แนวทำงทพ่ี นักงำนทกุ คนต้องปฏบิ ตั ริ ่วมกันในกำรใชร้ ะบบสำรสนเทศ
213 มำตรกำรท่ีเข้มงวดในกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศจะเกิดข้ึนไม่ได้หำก ผู้บรหิ ำรไมใ่ หค้ วำมสำคัญและไม่ตระหนักถงึ ควำมเสย่ี งท่ีอำจเกดิ ขึ้น ดังน้ัน เพือ่ เป็นกำรปอ้ งกันปญั หำ และควำมเส่ยี งของระบบสำรสนเทศ ผบู้ ริหำรจงึ ควรกำหนดเป็นนโยบำยเพ่ือเป็นแนวทำงในกำรรักษำ ควำมปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศให้เห็นเป็นรปู ธรรมและสำมำรถนำไปใช้เป็นแนวทำงในกำรรักษำ ควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศได้ ภัยด้านความม่นั คงของระบบสารสนเทศ ภัยด้ำนควำมม่ันคงของระบบสำรสนเทศเป็นภัยที่ทำให้เกิดควำมสูญเสียอย่ำงมำก เพรำะ เก่ียวข้องกับควำมเสียหำยที่ส่งผลกระทบต่อฮำร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล สำรสนเทศ และกำร ประมวลผล และท้ำยที่สุดจะส่งผลกระทบต่อกำรปฏิบัติงำนประจำวัน ซึ่งภัยด้ำนควำมม่ันคงของ ระบบสำรสนเทศอำจเกิดได้จำกกลุ่มคนเหล่ำนี้ (มฑุปำยำส ทองมำก, 2559, หน้ำ 286; รุ่งรัศมี บุญดำว, 2559, หนำ้ 249) 1. นักเลงคอมพิวเตอร์ ผู้ที่มีกำรเรียนรู้และมีควำมชำนำญด้ำนเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จนมี ควำมชำนำญในกำรเจำะระบบคอมพิวเตอร์ได้ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบระบบควำมมั่นคง ประสิทธิภำพของระบบ หรอื เปน็ เพียงเพื่อทดสอบควำมสำมำรถของตนเอง 2. นักเจำะ ผู้ที่มีควำมชำนำญในกำรเจำะระบบคอมพิวเตอร์ และมีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือ ต้องกำรทำลำยหรือขโมยข้อมลู ของผอู้ ื่นไปใช้ในทิศทำงท่ผี ิด 3. สคริปต์บันนี (script bunny) นักเจำะข้อมูลทไี่ ม่มีควำมเช่ียวชำญในกำรเจำะระบบ แต่ไป นำเอำคำสั่งหรือสคริปต์ (script) ท่ีผู้อ่ืนเขียนเอำไว้และมีกำรนำมำใช้ในกำรเจำะระบบ โดยอำจไม่มี ควำมร้ใู นคำส่งั หรือสคริปต์น้นั หรอื มีควำมรูน้ ้อย 4. คนภำยในองค์กำร เป็นกลุ่มคนท่ีเป็นสำเหตุหลักที่ทำให้เกิดภัยด้ำนควำมม่ันคงของระบบ สำรสนเทศ เน่ืองจำกเป็นผู้ทีเ่ ข้ำใช้ระบบสำรสนเทศอยู่เป็นประจำและเปน็ ผู้ท่ีทรำบรหัสในกำรเข้ำใช้ ระบบสำรสนเทศ ซึ่งอำจเกิดควำมผิดพลำดในกำรเข้ำใช้ข้อมูลได้ เช่น มีผู้ทรำบช่ือผู้ใช้และรหัสผ่ำน หลำยท่ำน มีกำรใช้ระบบสำรสนเทศนอกสถำนท่ีในลักษณะออนไลน์อำจทำให้ระหว่ำงทำงกำรใช้ ระบบสำรสนเทศพบกำรโจรกรรมข้อมูลได้ 5. ฟิชชิง (phishing) เป็นกลวิธีหลอกลวงทำงอินเทอร์เน็ต เพ่ือหรอกผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้ กรอกข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสประจำตัวผู้ใช้ รหัสผ่ำน หมำยเลขบัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด โดยส่ง ข้อควำมดว้ ยอีเมลห์ รือเมสเซนเจอร์
214 นอกจำกน้ียังมีภัยคุกคำมอน่ื ๆ ที่ทำให้ภัยคกุ คำมเกิดขึ้นโดยท้ังตงั้ ใจ และไมไ่ ด้ต้งั ใจ หรอื ภัย จำกธรรมชำติ และผู้ใช้งำนในองค์กำรเองซึ่ง พนิดำ พำนิชกุล (2556, หน้ำ 23-31) ได้สรุปประเภท ของภัยคุกคำมไว้ แสดงดงั ตำรำงท่ี 9.1 ตารางท่ี 9.1 ตำรำงสรปุ ประเภทของภยั คกุ คำม ประเภทของภัยคุกคาม ตวั อย่างภยั คุกคาม 1. ควำมผดิ พลำดทีเ่ กดิ จำกตัวบคุ คล ควำมเข้ำใจผดิ ของผใู้ ชร้ ะบบ 2. ภยั ทรพั ยส์ นิ ทำงปญั หำ กำรละเมดิ ลขิ สทิ ธิ์ 3. กำรโจรกรรมหรือกำรรุกลำ้ กำรเข้ำถึงขอ้ มลู โดยไมไ่ ดร้ บั อนุญำต 4. กำรกรรโชกสำรสนเทศ กำรเผยแพรส่ ำรสนเทศที่เป็นควำมลบั 5. กำรทำลำยหรือทำให้เสียหำย กำรทำลำยระบบหรอื สำรสนเทศ 6. กำรลักขโมย กำรลักขโมยหรือโจรกรรมอุปกรณค์ อมพวิ เตอร์ 7. ซอฟตแ์ วรโ์ จมตี ไวรัส เวริ ม์ มำโคร 8. ภัยธรรมชำติ ไฟไหม้ แผ่นดนิ ไหว น้ำทว่ ม 9. คุณภำพของบรกิ ำรที่เบ่ยี งเบนไป ไอเอสพี แวนเซอร์วิส 10. ควำมผดิ พลำดทำงเทคนิคดำ้ นฮำรด์ แวร์ อุปกรณท์ ำงำนผิดพลำด 11. ควำมผิดพลำดทำงเทคนคิ ด้ำนซอฟต์แวร์ ปัญหำของโค้ด 12. ควำมลำ้ สมยั ของเทคโนโลยี เทคโนโลยีท่ใี ช้งำนอย่ลู ้ำสมัย ทม่ี า (พนิดำ พำนิชกลุ , 2556, หนำ้ 23) ระบบสำรสนเทศท่ีพัฒนำข้ึนถูกนำมำใช้เปน็ เคร่ืองมือในกำรดำเนินธุรกิจ และเปน็ แหล่งที่ใช้ ในกำรเก็บรวบรวมข้อมลู และประมวลผลออกมำเป็นสำรสนเทศที่ถูกนำไปช่วยสนับสนุนกำรตดั สินใจ ของผบู้ ริหำรระดับสูง ซ่ึงมีควำมเส่ียงอยู่ตลอดเวลำในดำ้ นกำรใช้ข้อมูลจำกระบบสำรสนเทศ ไมว่ ่ำจะ เป็นกำรใช้ระบบสำรสนเทศนอกสถำนที่ในลักษณะออนไลน์ เนื่องจำกมีกำรเชื่อมโยงกับระบบ อินเทอร์เน็ต ดังน้ัน จึงควรมีมำตรกำรควบคุมเพื่อนำมำบังคับใช้ในกำรป้องกันและลดควำมเส่ียงภัย ด้ำนควำมมั่นคงของระบบสำรสนเทศ ซ่ึงจะได้อธิบำยเก่ียวกับกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบ สำรสนเทศในหัวขอ้ ถัดไป
215 มาตรการด้านการรกั ษาความปลอดภยั ของระบบสารสนเทศ มำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศควรจะคลอบคลุมท้ังฮำร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ำย ขั้นตอนกำรปฏิบัติงำนเอกสำร และกำรควบคุมโปรแกรมประยุกต์ที่มีกำร กำหนดสิทธ์ิในกำรเข้ำถึงข้อมูล จำกท่ีกล่ำวมำในข้ำงต้นสำมำรถสรุปมำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำม ปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศได้ ดังน้ี (รงุ่ รศั มี บุญดำว, 2559, หน้ำ 251) 1. มำตรกำรด้ำนกำรควบคุมกระบวนกำรพฒั นำระบบงำน เป็นกำรให้ผู้มีส่วนร่วมในงำนเข้ำ มำตรวจสอบระบบงำนด้วย เพื่อให้แน่ใจว่ำระบบสำรสนเทศตรงตำมควำมต้องกำรของผู้ใช้ โดย กระบวนกำรศึกษำควำมเป็นไปได้ วเิ ครำะห์ ออกแบบ พฒั นำ ทดสอบ นำไปใช้ และบำรงุ รักษำ 2. มำตรกำรดำ้ นกำรควบคุมซอฟต์แวร์ ตรวจสอบกำรใชซ้ อฟตแ์ วร์และกำหนดสทิ ธ์ิกำรเข้ำใช้ 3. มำตรกำรด้ำนกำรควบคุมทำงกำยภำพ ตรวจสอบควำมพร้อมท่ีจะใช้งำนของระบบ คอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณต์ ่ำง ๆ ให้พร้อมใช้งำนอยูเ่ สมอ รวมไปถึงอณุ หภูมติ ่ำง ๆ และกำรป้องกนั ภัย เช่น อัคคภี ยั ภัยธรรมชำติ เปน็ ต้น 4. มำตรกำรด้ำนกำรควบคุมกำรปฏิบัติงำนของเครื่องคอมพิวเตอร์ กำรควบคุมและ ตรวจสอบขน้ั ตอนปฏิบัติงำนดำ้ นกำรประมวลผลข้อมลู และกำรบนั ทกึ ขอ้ มลู 5. มำตรกำรด้ำนกำรควบคุมควำมปลอดภัยของข้อมูล กำรป้องกันไมใ่ ห้ข้อมูลถูกใชง้ ำนโดยผู้ ทไี่ มไ่ ด้รบั อนญุ ำต หรอื กำรแบง่ ระดับกำรเข้ำใช้ข้อมูล 6. มำตรกำรด้ำนกำรมีระเบียบวินัย แนวทำงปฏิบัติ ระเบียบ ข้อบังคับต่ำง ๆ ในกำรเข้ำใช้ ระบบสำรสนเทศทเ่ี ป็นแนวทำงในกำรปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั ควำมปลอดภยั เป็นนโยบำยและขั้นตอนกำรปฏิบัติงำนทม่ี ีควำมสำคัญและเป็นมำตรกำรทำง เทคนิคที่นำไปใชใ้ นกำรจัดกำรควำมเสย่ี งไดเ้ ป็นอยำ่ งดี กำรรักษำควำมม่นั เกิดขน้ึ ได้จำกกำรวิเครำะห์ ควำมเส่ียง จำกมำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศจึงนำไปสู่กำรปฏิบัติด้ำน กำรจดั กำรควำมเส่ยี งระบบสำรสนเทศ แนวทางในการดาเนินงานดา้ นความมั่นคงปลอดภยั ของระบบสารสนเทศ ในหลำยองค์กำรต่ำงให้ควำมสำคัญและสร้ำงแนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมม่ันคง ปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ เน่ืองจำกระบบสำรสนเทศเป็นแหล่งข้อมูลและผลิตสำรสนเทศที่เป็น ประโยชน์ อีกท้ังเป็นแหล่งท่ีรวบรวมข้อมูลต่ำง ๆ ท่ีสำคัญในกำรดำเนินธุรกิจ ซ่ึงปัจจุบันมิจฉำชีพมัก มีควำมเชี่ยวชำญและชำนำญกำรเป็นอย่ำงมำกในกำรพยำยำมเจำะข้อมลู จึงทำใหห้ ลำยองค์กำรต้อง
216 มกี ำรเตรียมควำมพร้อมและรับมือกับส่งิ ตำ่ ง ๆ เหล่ำนี้ เพื่อป้องกันกำรโจมตีจำกภัยคุกคำมและควำม เสียหำยท่ีอำจเกิดขึ้นได้ สำหรับแนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมม่ันคงปลอดภัยของระบบ สำรสนเทศสำมำรถแบง่ ออกเปน็ 2 แนวทำง ดงั น้ี (พนดิ ำ พำนชิ กุล, 2556, หนำ้ 12) 1. Bottom-up Approach เป็นกำรดำเนินงำนของเจ้ำหน้ำที่หรือผู้รับผิดชอบด้ำนควำม มั่ น ค ง ป ล อ ด ภั ย เ ป็ น ผู้ ก ำ ห น ด แ น ว ท ำ ง ม ำ ต ร ก ำ ร รั ก ษ ำ ค ว ำ ม ม่ั น ค ง ป ล อ ด ภั ย ใ น ร ะ ห ว่ ำ ง กระบวนกำรพัฒนำระบบ ซ่ึงมีข้อดี คือ เจ้ำหน้ำที่สำมำรถดูแลได้ด้วยตนเอง ลดควำมวุ่นวำย และใช้ ควำมสำมำรถและควำมเชี่ยวชำญของตนเองในกำรแก้ไขปัญหำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ เนื่องจำกมี ประสบกำรณ์ในกำรแก้ไขจึงสำมำรถกำหนดกลไกป้องกันได้อย่ำงตรงจุด อย่ำงไรก็ตำมกำรแก้ไข ปัญหำในแนวทำงนี้มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจำกขำดปัจจัยหลำยอย่ำง เช่น กำรขำดอำนำจ หนำ้ ท่ีในกำรสง่ั กำร กำรสนบั สนุนจำกผ้บู ริหำรระดับสูง กำรขำดกำรสนบั สนนุ จำกผทู้ ่ีเกย่ี วข้อง เปน็ ต้น 2. Top-down Approach เป็นกำรเริ่มต้นกำรดำเนินงำนจำกผู้บริหำรโครงกำรหรือผู้ท่ีมี อำนำจหน้ำที่ในกำรส่ังกำร ซึ่งสำมำรถบังคับใช้นโยบำย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่สำมำรถบริหำรจัดกำร ด้ำนควำมม่ันคงปลอดภัยได้อย่ำงเต็มท่ี แนวทำงน้ีมักประสบผลสำเร็จ เน่ืองจำกเป็นแนวทำงที่ได้รับ สนับสนุนจำกผู้บริหำรและผู้ท่ีเก่ียวข้องเป็นอย่ำงดี และมีกำรวำงแผนกำรดำเนินงำนต่ำง ๆ ไว้อย่ำง ชดั เจน ซง่ึ ทำให้ผทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งสำมำรถปฏิบตั ิตำมได้อย่ำงเคร่งขัด ทงั้ 2 แนวทำง มีท้ังข้อดีและข้อเสียแตกตำ่ งกัน ท้ังนี้ขึน้ อยู่กับบริบทขององค์กำรต่ำง ๆ และ ควำมประสบผลสำเรจ็ ในกำรแก้ไขปัญหำด้ำนควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศในอดีตทีผ่ ่ำน มำจะเปน็ อกี หนง่ึ แนวทำงท่ีเปน็ ตัวช้ีวัดไดว้ ่ำควรเลือกแนวทำงใดเป็นแนวทำงปฏบิ ัติ นอกจำกน้ีกรอบ กำรดำเนินงำนด้ำนควำมม่ันคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศยังถูกกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับกำร จดั กำรดำ้ นควำมมั่นคง ซ่ึงประกอบไปดว้ ยกจิ กรรมหลัก แสดงดงั แผนภมู ิที่ 9.1 กำรระบุ กำรป้องกัน กำรตรวจหำ กำรตอบสนอง กำรกู้ แผนภมู ทิ ี่ 9.1 กจิ กรรมหลกั สำหรับกำรจดั กำรด้ำนควำมมั่นคงไซเบอร์ ที่มา (มฑปุ ำยำส ทองมำก, 2559, หน้ำ 293)
217 จำกแผนภูมิที่ 9.1 เป็นกำรแสดงถึงกิจกรรมหลกั สำหรบั กำรจดั กำรด้ำนควำมม่นั คงไซเบอร์ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยกจิ กรรม ดังนี้ (มฑปุ ำยำส ทองมำก, 2559, หนำ้ 293-295) 1. กำรระบุ เป็นกำรทำควำมเข้ำใจในบริบท ทรัพยำกร และกิจกรรมที่สำคัญ เป้ำหมำยเพื่อ จัดกำรควำมเส่ียงท่ีอำจจะเกิดข้ึน ซึ่งมีกลุ่มงำนที่เกี่ยวข้อง เช่น กำรจัดกำรทรัพย์สิน ธรรมำภิบำล กำรกำกับดูแลตดิ ตำม กำรประเมนิ ควำมเสีย่ ง และกลยทุ ธจ์ ดั กำรควำมเสี่ยง เป็นต้น 2. กำรป้องกัน เป็นกำรจัดทำมำตรกำรกำรป้องกันควำมเสี่ยง เพ่ือลดผลกระทบจำกภัยด้ำน ควำมมั่นคง ซึ่งมีกลุ่มงำนท่ีเก่ียวข้อง เช่น กำรควบคุมกำรเข้ำถึง กำรตระหนัก กำรฝึกอบรม กำร รักษำข้อมลู กำรป้องกนั สำรสนเทศ และกำรบำรุงรกั ษำ เปน็ ตน้ 3. กำรตรวจหำ เป็นกำรจัดทำและกำรดำเนินงำนตรวจเหตุกำรณ์ท่ีเกิดจำกภัยต่ำง ๆ ซ่ึงมี กลุ่มงำนที่เกี่ยวข้อง เช่น กำรเฝ้ำสังเกตสิ่งผิดปกติด้ำนควำมม่ันคงและควำมปลอดภัย กระบวนกำร และกำรตรวจหำ เปน็ ตน้ 4. กำรตอบสนอง จัดทำและดำเนินกำรตอบสนองตอ่ เหตุกำรณ์ด้ำนควำมม่ันคงท่ีตรวจหำพบ ซง่ึ มีกล่มุ งำนทีเ่ กย่ี วขอ้ ง เชน่ กำรสื่อสำร กำรวิเครำะห์ กำรบรรเทำภัย และกำรปรับปรงุ กำร เปน็ ต้น 5. กำรกู้ กำรจัดทำและกำรดำเนินกำรตำมแผนเพ่ือรองรับกำรดำเนินงำนอยำ่ งต่อเน่ือง ซ่ึงมี กลมุ่ งำนทีเ่ กี่ยวข้อง เช่น แผนกำรกูค้ ืน กำรปรบั ปรุงกำรกู้ และกำรสอื่ สำร เป็นต้น กำรดำเนินงำน กิจกรรมหลักสำหรับกำรจัดกำรด้ำนควำมม่ันคงไซเบอร์ ต้องอำศัยควำม ร่วมมือจำกหลำยฝ่ำย เพ่ือให้กิจกรรมดำเนินเป็นไปตำมข้ันตอนของกำรจัดกำรด้ำนควำมม่ันคง ปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ท่มี ีควำมสำคัญเป็นอยำ่ งมำก วงจรการพฒั นาระบบความม่ันคงปลอดภยั ของระบบสารสนเทศ ในแวดวงของนักวิเครำะห์และออกแบบระบบสำรสนเทศไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก วงจรกำรพัฒนำระบบ (system development life cycle) หรือมักเรียกว่ำ SDLC เพรำะเป็นกระบวนกำรทำงควำมคิด (logical process) ในกำรพัฒนำระบบสำรสนเทศเพ่ือแก้ปัญหำทำงธุรกิจและตอบสนองควำม ต้องกำรของผู้ใชไ้ ด้อย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยมีขัน้ ตอนกำรดำเนินงำนเป็น 6 ระยะ (phase) โดยในแต่ ละระยะสำมำรถนำมำปรับใช้กับกำรดำเนินโครงกำรพัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบ สำรสนเทศได้ (security system development life cycle) หรือที่เรียกว่ำ SecSDLC ในบำง องค์กำรอำจเลือกใช้วิธีกำรจัดกำรควำมเส่ียง (risk management) เป็นกระบวนกำรในกำรพัฒนำ ระบบควำมมน่ั คงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ในหัวข้อนีผ้ ู้เขียนจะอธบิ ำยถงึ กำรนำวงจรกำรพฒั นำ ระบบมำปรับใช้กับกำรพัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ส่วนกำรจัดกำรควำมเส่ียง
218 ผู้เขียนจะขออธิบำยไวในหัวข้อถัดไป สำหรับกำรนำวงจรกำรพัฒนำระบบมำปรับใช้กับกำรพัฒนำ ระบบควำมมนั่ คงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศอธิบำยได้ ดังน้ี (พนิดำ พำนิชกุล, 2556, หนำ้ 14-15) 1. กำรสำรวจ (investigation) กำรได้รับคำสั่งจำกผู้บริหำรระดับสูง ผู้อำวุโส ให้ดำเนิน โครงกำรพัฒนำระบบควำมม่ันคงปลอดภัย โดยกำหนดนโยบำย กระบวนกำรต่ำง ๆ และผลลัพธ์ท่ี ต้องกำร ทีมบุคลำกร งบประมำณ และระยะเวลำ ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เม่ือทีมงำนได้รับข้อมูลจะทำ กำรสำรวจเพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูลมำวิเครำะห์ปัญหำ ศึกษำควำมเป็นไปได้ ขอบเขต เป้ำหมำย วัตถุประสงค์ โดยจะมีกำรกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมำเป็นหลักในกำรประเมิน ซึ่งกฎเกณฑ์ของแต่ละ องค์กำรอำจแตกต่ำงกันไป แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีหลักเกณฑ์ในกำรประเมินโครงกำร โดยเลือก โครงกำรท่ีมีควำมเป็นไปได้มำกที่สุดที่จะทำให้องค์กำรบรรลุสู่เป้ำหมำยที่ได้กำหนดไว้ เน่ืองจำกใน กำรดำเนินธุรกิจ มักมีกำรเปล่ียนแปลงและเงื่อนไขทำงธุรกิจอยู่ตลอดเวลำ ซึ่งอำจส่งผลกระทบต่อ โครงกำรให้มีกำรเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น ในกำรค้นหำและเลือกโครงกำรพัฒนำระบบ ควรให้ ควำมสำคัญและเพ่ิมควำมระมัดระวังเป็นอย่ำงย่ิง ซึ่งปัจจัยท่ีใช้ในกำรตัดสินใจเลือกโครงกำร เช่น ควำมจำเป็น ควำมเป็นไปได้ ทรัพยำกร เกณฑ์กำรประเมิน ปจั จัยแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กำรหรือ เง่ือนไขทำงธุรกิจ เป็นต้น ก่อนกำรพิจำรณำเลือกโครงกำร ควรมีควำมเข้ำใจในสถำนะปัจจุบันและ เปำ้ หมำยที่แท้จริงขององค์กำรด้วย นอกจำกน้ันควรพิจำรณำถึงวิธกี ำรท่ีจะทำให้โครงกำรน้ันสำมำรถ บรรลุถึงเป้ำหมำยได้ คือ กำรนำแผนกลยุทธ์ขององค์กำร (corporate strategic planning) มำใช้ใน กำหนดทิศทำงกำรเลือกโครงกำร ดังน้ัน กำรเข้ำใจถึงภำรกิจหลัก วัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ในกำร ดำเนินธุรกจิ ที่ชัดเจน สำมำรถนำมำเป็นปัจจัยเพื่อกำหนดทิศทำงในกำรค้นหำและกำรเลือกโครงกำร ทเี่ หมำะสมและสอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์เหล่ำน้นั เพือ่ ให้เกดิ ผลประโยชนส์ งู สดุ แก่องค์กำร 2. กำรวิเครำะห์ (analysis) หลังจำกได้ข้อมูลจำกเฟสแรกทีมงำนจะนำมำศึกษำและ วิเครำะหเ์ พ่มิ เติม เพื่อหำแนวทำงในกำรจัดกำรภัยคุกคำมและหำวิธีกำรป้องกันตำมนโยบำยท่ีได้ระบุไว้ พร้อมท้ังศึกษำกฎหมำยท่ีเกี่ยวข้องหรือพระรำชบัญญัติว่ำด้วยกำรกระทำควำมผิดคอมพิวเตอร์ รวม ไปถงึ มกี ำรวเิ ครำะห์เพ่อื หำควำมเสี่ยงเพ่ิมเติมจำกที่ได้ระบุไว้ในนโยบำยเพื่อแกป้ ญั หำต่ำง ๆ 3. กำรออกแบบระดับตรรกะ (logical design) เป็นขั้นตอนกำรออกแบบลักษณะกำรทำงำน ของระบบตำมทำงเลือกท่ีได้ทำกำรเลือกไว้จำกข้ันตอนกำรวิเครำะห์ระบบโดยกำรออกแบบในเชิง ตรรกะนั้นยังไม่ได้มีกำรระบุถึงคุณลักกษณะของอุปกรณ์ท่ีจะนำมำใช้ เพียงแต่กำหนดถึงลักษณะของ รูปแบบรำยงำนที่เกิดจำกกำรทำงำนของระบบ ลักษณะของกำรนำข้อมูลเข้ำสู่ระบบและผลลัพธ์ที่ได้ จำกระบบ จัดทำโครงรำ่ งของระบบควำมเส่ียงและควำมม่ันคงปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศ จำกนั้น ทีมงำนจะตอ้ งศกึ ษำควำมเปน็ ไปได้ของโครงกำรอีกคร้งั 4. กำรออกแบบระดับกำยภำพ (physical design) เป็นเฟสที่ต้องระบุถึงลักษณะกำรทำงำน ของระบบทำงกำยภำพหรือทำงเทคนิค โดยระบุถึงคุณลักษณะของอุปกรณ์ที่จะนำมำใช้ เทคโนโลยี
219 โปรแกรมภำษำท่ีจะนำมำใช้เขียนโปรแกรม ฐำนข้อมูล ระบบปฏิบัติกำร และระบบเครือข่ำยท่ี เหมำะสม กิจกรรมสุดท้ำยของเฟสนี้ คือ กำรพิจำรณำอนุมัติโครงกำร ซ่ึงจะต้องอำศัยควำมร่วมมือ จำกผเู้ ช่ียวชำญและผสู้ นับสนนุ โครงกำร 5. กำรพัฒนำ (implementation) เป็นเฟสท่ีต้องพัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของ ระบบสำรสนเทศท่ีได้ออกแบบไว้ให้เกิดขึ้นจริง และให้เป็นไปตำมคณุ ลักษณะและรูปแบบต่ำง ๆ ท่ีได้ กำหนดไว้ มีกำรทดสอบ ตรวจสอบหำข้อผิดพลำดของโปรแกรมที่พัฒนำข้ึนมำ ติดตั้งระบบ จัดทำ คมู่ อื และจัดเตรยี มหลกั สูตรอบรมให้แก่ผใู้ ช้งำนทเ่ี ก่ียวข้อง 6. กำรบำรุงรักษำและกำรเปล่ียนแปลง (maintenance and change) เป็นข้ันตอนสุดท้ำย มีกำรทดลองเร่ิมใช้ระบบควำมม่ันคงปลอดภัยที่ได้พัฒนำขึ้น ควำมเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีมีอยู่ ตอดเวลำ ดังน้ัน จึงต้องทำติดตำม ทดสอบ แก้ไข และซ่อมบำรุงอยู่เสมอ ทีมงำนควรอัพเดทภัย คุกคำมท่ีทันสมัยอยู่เสมอ เพ่ือรองรบั กับกำรเปลี่ยนแปลงทีอ่ ำจเกิดข้ึนไดใ้ นอนำคต จำกข้อมูลกำรพฒั นำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศตำมแบบของวงจรกำร พฒั นำระบบ ผเู้ ขียนสำมำรถสรปุ เป็นแผนภูมิเพ่ือใหผ้ ูอ้ ำ่ นเกิดควำมเข้ำใจง่ำยขึ้น แสดงดงั แผนภูมทิ ่ี 9.2 investigation ผบู้ รหิ ำรกำหนดแนวทำงในกำรดำเนินงำนโครงกำร เปำ้ หมำย เอกสำรต่ำง ๆ เกีย่ วกบั นโยบำยควำมม่นั คงปลอดภยั ท่มี อี ยู่ analysis วิเครำะห์นโยบำยควำมม่ันคงปลอดภยั ภยั คมุ คำม ทพี่ บ พิจำรณำเกี่ยวกับกฎหมำย และควำมเสย่ี ง logical design จัดทำโคร่งร่ำงระบบควำมม่ันคง ปลอดภัย พร้อมกับวำงแผนรบั มอื physical design คัดเลือกเทคโนโลยี ควำมมั่นคงปลอดภยั implementation ซอ้ื หรอื พัฒนำ repeat maintenance and ทดสอบ แก้ ไข change อัพเดท ซ่อมบำรุง แผนภูมทิ ่ี 9.2 กำรพัฒนำระบบควำมม่นั คงปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศตำมแบบของวงจรกำรพัฒนำระบบ
220 พนดิ ำ พำนิชกลุ (2556, หน้ำ 15-16) ได้เปรียบเทียบกิจกรรมวงจรกำรพัฒนำระบบและกำร พฒั นำระบบควำมมัน่ คงปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศได้ แสดงดงั ตำรำงที่ 9.2 ตารางท่ี 9.2 เปรียบเทียบกิจกรรมวงจรกำรพัฒนำระบบและกำรพัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัย ของระบบสำรสนเทศ เฟส กจิ กรรมใน SDLC กิจกรรมใน SecSDLC 1. กำรสำรวจ กำรกำหนดเป้ำหมำยและขอบเขตของ ผู้ บ ริ ห ำ ร ก ำ ห น ด แ น ว ท ำ ง ใ น ก ำ ร 2. กำรวเิ ครำะห์ โครงกำรในเบ้ืองต้น รวมถึงกำร ดำเนินงำนโครงกำร เป้ำหมำย เอกสำร 3. กำรออกแบบ ระดับตรรกะ ประมำณกำรต้นทุน ประเมินทรัพยำกร ต่ำง ๆ เกี่ยวกับนโยบำยควำมม่ันคง 4. กำรออกแบบ และศึกษำควำมเป็นไปได้ ปลอดภัยทีม่ ีอยู่ ระดับกำยภำพ ศึกษำระบบงำนเดิม กำหนดควำม วิเครำะห์นโยบำยควำมมั่นคงปลอดภัย 5. กำรพฒั นำ ต้องกำรของระบบในเบ้ืองต้น ศึกษำ ภัยคุมคำมที่พบ พิจำรณำเกี่ยวกับ 6. กำรบำรุงรกั ษำ และ ระบบใหม่กับระบบเก่ำ และจัดทำ กฎหมำย และวิเครำะห์ควำมเส่ยี ง กำรเปลี่ยนแปลง เอกสำร เพ่ือปรับปรุงแก้ไขรำยงำน กำรศกึ ษำควำมเปน็ ไปได้ ประเมินควำมจำเป็นทำงธุรกิจ โดย จัด ทำ โค ร่ง ร่ำ ง ระ บบ คว ำม ม่ัน ค ง เปรียบเทียบแผนงำนท่ีได้จำกเฟสสอง ปลอดภัย พร้อมกับวำงแผนรับมือกับ เลือกแอปพลิเคชัน โครงสร้ำงระบบ เหตุกำรณ์ที่ไม่ได้คำดคิด วำงแผนฟ้ืนฟู จัดทำเอกสำร ปรับปรุงแก้ไขรำยงำน ควำมเสยี หำยอยำ่ ต่อเนือ่ ง กำรศกึ ษำควำมเป็นไปได้ เลือกเทคโนโลยีท่ีจะมำสนับสนุน เลือกเทคโนโลยีท่ีจะนำมำใช้สนับสนุน ทำงเลือกของระบบใหม่ท่ีได้กำหนดไว้ โครงร่ำงระบบควำมม่ันคงปลอดภัยที่ได้ จำกเฟสท่ีสำม ตัดสินใจว่ำจะซ้ือหรือ จัดทำไว้ กำหนดนิยำม “ทำงเลือกที่จะ พัฒนำระบบเอง จำทำเอกสำรปรับปรุง ประสบผลสำเรจ็ ” กำหนดเงอื่ นไขในกำร แกไ้ ขรำยงำนกำรศึกษำควำมเป็นไปได้ คดั เลือกเทคโนโลยีควำมม่ันคงปลอดภัย พัฒนำหรือซือ้ ระบบใหม่ สั่งซอื้ จดั ทำ ซื้ อ ห รื อ พั ฒ น ำ ร ะ บ บ ค ว ำ ม มั่ น ค ง เอกสำรระบบ ฝึกอบรมผู้ใช้ นำเสนอ ปลอดภัยเอง นำเสนอระบบต่อผู้บริหำร ระบบต่อผใู้ ช้ และทดสอบระบบ ระดับสงู เพอ่ื อนมุ ตั แิ ละนำไปใช้ สนับสนุนกำรใช้งำนระบบ ปรับปรุง ติดตำม ทดสอบ แก้ไข อัพเดท และซอ่ ม ทดสอบระบบให้ตอบสนองควำม บำรุงระบบทันทีทพี่ บวำ่ มภี ัยคกุ คำมชนดิ ต้องกำรของธรุ กิจ อพั เกรด ซอ่ มบำรงุ ใหม่ ท่ีมา (พนิดำ พำนชิ กลุ , 2556, หน้ำ 15-16)
221 การจัดการความเส่ียงระบบสารสนเทศ ควำมเส่ียงเป็นสำเหตุที่ทำให้ต้องมกี ำรรกั ษำควำมปลอดภัย หำกพบว่ำควำมเสย่ี งนน้ั จะส่งผล กระทบต่อกำรดำเนินงำน และอำจทำให้สญู เสยี ทรัพยส์ นิ กำรวเิ ครำะห์ควำมเส่ียงจึงเปน็ เหตุผลหน่ึงที่ พึงกระทำเพื่อให้สำมำรถจัดกำรควำมเส่ียงน้ัน ๆ ได้ และลดผลกระทบที่อำจก่อให้เกิดควำมเสียหำย ควำมเสี่ยง (risk) หมำยถึง เหตุกำรณ์หรือกำรกระทำใด ๆ ที่ไม่คำดคิดและเกิดขึ้นในสภำวกำรณ์ท่ีไม่ แน่นอน ซึ่งอำจส่งผลกระทบหรือสร้ำงควำมเสียหำยหรือก่อให้เกิดควำมล้มเหลวหรือลดโอกำสท่ีจะ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้ำหมำยขององค์กำร ส่วนกำรจัดกำรควำมเสี่ยง (risk management) หมำยถึง กระบวนกำรที่ใช้ในกำรบริหำรจัดกำรเพ่ือให้เกิดโอกำสเหตุกำรณ์ควำมเส่ียงลดลงหรือ ผลกระทบของควำมเสยี หำยจำกเหตุกำรณ์นั้น ๆ โดยควำมเสี่ยงลดลงอยู่ในระดับที่องค์กำรสำมำรถท่ี จะยอมรับได้ กำรศึกษำและทำควำมเข้ำใจของควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์ประกอบของควำมเสี่ยงจะ ช่วยในกำรจดั กำรควำมเสีย่ งได้อยำ่ งมีประสิทธิภำพ ควำมสมั พันธร์ ะหว่ำงองค์ประกอบของควำมเสย่ี ง แสดงดงั แผนภมู ิท่ี 9.3 Owners Countermeasures value impose wish to minimize to reduce that may possess that may be reduced by Vulnerabilities exist in may be aware of Threat that exploit leading to Risks Agents Give rise to Threats That increase Assets to wish to abuse and or damage แผนภูมิที่ 9.3 ควำมสัมพันธ์ระหวำ่ งองค์ประกอบของควำมเสยี่ ง ทีม่ า (จตุชยั แพงจนั ทร์, 2558, หน้ำ 78)
222 จำกแผนภูมิท่ี 9.3 แสดงให้เห็นถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์ประกอบของควำมเส่ียงที่เริ่ม ต้ังแตเ่ จ้ำของที่เหน็ คณุ ค่ำของทรัพย์สนิ ส่วนควำมเสี่ยงเกิดจำกภยั คุกคำมที่ได้สร้ำงภัยคกุ คำมโดยกำร ใช้ประโยชน์จำกช่องโหว่ที่มีอยู่ในทรัพย์สิน นำไปสู่ควำมเสี่ยง ซึ่งเป็นท่ีมำของมำตรกำรกำรควบคุม เพื่อลดควำมเส่ียงให้สำมำรถอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยกำรรักษำควำมเสี่ยงแบ่งออกได้เป็น 4 แนวทำงหลกั ดงั น้ี (จตุชัย แพงจันทร์, 2558, หน้ำ 78) 1. กำรยอมรับควำมเสี่ยง (risk acceptance) เป็นควำมเส่ียงที่อยู่ในระดับต่ำและสำมำรถ ยอมรับได้ ซง่ึ หำกมีกำรจัดกำรอำจไม่มีควำมคมุ้ คำ่ ในกำรป้องกันควำมเส่ียง 2. กำรลด กำรควบคุมควำมเส่ียง (risk mitigation) เป็นกำรปรับปรุงกำรทำงำนและ ออกแบบวิธีกำรทำงำนใหม่ เพ่อื ลดโอกำสและควบคุมควำมเสย่ี งให้อยูร่ ะดบั ที่องค์กำรยอมรับได้ 3. กำรโอนควำมเส่ียง (risk transfer) เป็นกำรถ่ำยโอนควำมเสี่ยงให้ผู้อ่ืนช่วยแบ่งเบำภำระ ควำมเสีย่ งนน้ั เชน่ กำรซื้อประกันอคั คภี ยั ให้กบั บริษทั เป็นต้น 4. กำรหลีกเลี่ยงควำมเสี่ยง (risk avoidance) เป็นควำมเสี่ยงสูง ท้ังนี้มีค่ำใช้จ่ำยในกำร จัดกำรควำมเส่ียงสูงด้วยเช่นกัน องค์กำรอำจเลือกยกเลิกโครงกำร ซ่ึงทำให้โอกำสจะเกิดข้ึนไม่มีเลย จงึ ทำใหไ้ ม่มีควำมเส่ียงจำกกำรดำเนินโครงกำรน้ัน ๆ สำหรับมำตรฐำนกำรบริหำรควำมเส่ียงสำกลมีอยู่หลำยตัว แต่ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น ISO 31000 : 2009 ( Risk management – Principles and guidelines) ISO/IEC 27005 (information technology – Security techniques – Information security risk management) NIST SP 800 – 30rev1 (Guide for Conducting Risk Assessment) OCTAVE (Operationally Critical Threat, Asset and Vulnerability Evaluation) โดย SEI (Software Engineering Institute) (จตชุ ัย แพงจนั ทร์, 2558, หนำ้ 80) จำกมำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภัยและแนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมมั่นคง ปลอดภัยของระบบสำรสนเทศนำมำสู่กำรจัดกำรควำมเส่ียงระบบสำรสนเทศ ซง่ึ แบ่งกำรจดั กำรควำม เสี่ยงระบบสำรสนเทศใน 3 ประเดน็ ดังน้ี 1. กำรจดั กำรควำมเสย่ี งทำงด้ำนฮำร์ดแวร์ เปน็ ควำมเส่ียงทำงด้ำนกำยภำพทไี่ ด้รบั ผลกระทบ และควำมเสียหำย ซ่ึงทำให้อุปกรณ์ฮำร์ดแวร์ไม่สำมำรถใช้งำนได้ เช่น ภัยธรรมชำติ ไฟฟ้ำดับหรือ ไฟฟ้ำตก และกำรถกู ทำลำยทรพั ยส์ ินโดยมนุษยร์ ำยละเอยี ด ดงั น้ี 1.1 ภัยธรรมชำติ เป็นภัยธรรมชำติท่ีไม่สำมำรถควบคุมได้โดยอำจเกิดจำก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ พำยุ ฟ้ำผ่ำ เป็นต้น ซ่ึงภัยต่ำง ๆ เหล่ำนี้ส่งผลกระทบต่อฮำร์ดแวร์จนทำให้ไม่ สำมำรถใช้งำนได้ 1.2 ไฟฟ้ำดับหรือไฟฟ้ำตก คอมพิวเตอร์จะสำมำรถใช้งำนได้ต้องอำศัยไฟฟ้ำ หำกเกิด ไฟฟ้ำดับหรือไฟฟ้ำตกจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เน่ืองจำกจะเกิดแรงดันไฟฟ้ำลดต่ำ
223 ซึ่งจะได้รับควำมเสียหำย โดยเฉพำะไฟตกหำกยังไม่ได้บันทึกข้อมูลลงในหน่วยจัดเก็บจะมีผลทำให้ ขอ้ มลู สูญหำยได้ อำจแก้ไขปัญหำในเบ้ืองต้นได้ดว้ ยกำรนำอุปกรณ์รักษำระดับแรงดนั มำใช้ ซึ่งจะช่วย ปรบั ระดับแรงดนั ไฟฟำ้ ให้เหมำะสม และสำมำรถใช้อุปกรณ์สำรองไฟฟ้ำเพอ่ื ช่วยให้ผใู้ ชม้ ีเวลำสำมำรถ บนั ทึกข้อมลู ไดท้ นั และปดิ เครอื่ งได้ตำมปกติ 1.3 กำรถูกทำลำยทรัพย์สินโดยมนุษย์ อุปกรณ์ฮำร์ดแวร์อำจถูกทำลำยได้โดยควำมไม่พึง พอใจของมนุษย์ เชน่ พนักงำนบำงคนไม่พอใจระบบกำรทำงำนของหัวหนำ้ งำนจึงจงใจทำลำยอุปกรณ์ ฮำร์ดแวร์ต่ำง ๆ ให้เกิดควำมเสียหำยไม่สำมำรถใช้งำนได้ หรือทำลำยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ให้ได้รับควำม เสยี หำยได้ ดงั น้ัน เพอ่ื เป็นกำรป้องกันควรติดตง้ั ระบบควำมปลอดภยั ของหอ้ งโดยอำจให้แสดงบัตรเข้ำ ออกเพอื่ แสดงตวั ตน ล็อคกลอนประตูหอ้ งอย่ำงแนน่ หนำ ตดิ ตงั้ ระบบทีส่ ำมำรถตรวจสอบได้ 2. กำรจัดกำรควำมเสี่ยงทำงด้ำนข้อมูลและซอฟต์แวร์ ข้อมูลเป็นทรัพยำกรท่ีสำคัญมำกของ องค์กำร เพรำะเกิดจำกกิจกรรมในแต่ละวันที่มีกำรเก็บรวบรวมไว้ และพร้อมท่ีจะไปไปประมวลผล เพ่ือเป็นสำรสนเทศและนำไปใช้ประโยชน์ ควำมเสี่ยงทำงด้ำนข้อมูล เช่น กำรดัดแปลง ทำลำยข้อมูล และกำรเปลีย่ นโฉมหน้ำเวบ็ ถือเป็นกำรประสงค์ร้ำย ในขณะเดียวกนั แฮกเกอรบ์ ำงคนมุ่งประสงคท์ ่ีจะ ทำลำยเว็บไซต์ขององค์กำร ไวรัส เวิร์ม ม้ำโทรจัน ส่ิงต่ำง ๆ เปล่ำน้ีส่งผลกระทบต่อข้อมูลและ ซอฟตแ์ วร์ กำรป้องกันสำมำรถทำได้โดยใช้ซอฟต์แวรโ์ ปรแกรมแอนต้ีไวรัส ซึ่งสำมำรถดำวน์โหลดได้ฟรี แตอ่ ย่ำงไรกต็ ำมกำรทใ่ี ช้ซอฟต์แวร์โปรแกรมแอนต้ไี วรสั ฟรอี ำจทำใหก้ ำรใชง้ ำนไม่เต็มศักยภำพซ่งึ ต่ำง จำกกำรเสียคำ่ ใชจ้ ่ำย 3. กำรจัดกำรควำมเส่ียงทำงด้ำนระบบเครอื ข่ำย ปัจจุบันสำนักงำนสมัยใหมม่ ักจะปฏบิ ัตงิ ำน โดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในกำรส่งข้อมูล ค้นหำข้อมูล ติดต่อส่ือสำร ซ่ึงในบำงคร้ังมีกำรทำงำนนอก สถำนที่และเข้ำใช้ระบบสำรสนเทศโดยผ่ำนระบบเครือข่ำยอินเทอร์เน็ต ทำให้เหล่ำบรรดำแฮกเกอร์ ท้ังหลำยพยำยำมเข้ำมำขัดจังหวะกำรปฏิบัติงำนประจำวันจนนำไปสู่กำรโจรกรรมข้อมูล หรือใน บำงครั้งมีกำรเปล่ียนโฉมน่ำเว็บจนทำให้ผู้ปฏิบัติงำนหลงเชื่อ กำรโจมตีเพื่อปฏิเสธกำรให้บริกำรโดย ทำใหเ้ ครือขำ่ ยหยดุ ทำงำนงดกำรตอบสนองบริกำรใด ๆ กำรสง่ สแปมเมล์ หรือเมลข์ ยะ เป็นต้น ภัยด้ำนควำมปลอดภัยด้ำนควำมม่ันคงของระบบสำรสนเทศมีหลำกหลำย ดังนั้น กำรรักษำ ควำมมั่นคงปลอดภัยจึงต้องเกิดจำกกำรวิเครำะหค์ วำมเส่ยี ง รวมไปถึงกำรวำงแผนนโยบำยด้ำนควำม ม่ันคงปลอดภัย เช่น นโยบำยกำรป้องกัน นโยบำยควำมม่ันคง นโยบำยกำรใช้อุปกรณ์ในสำนักงำน นโยบำยกำรใช้ระบบเครอื ข่ำย นโยบำยกำรใช้ห้องปฏิบตั กิ ำร เป็นต้น เพื่อให้กำรดำเนนิ งำนด้ำนควำม มั่นคงปลอดภัยเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ และสำมำรถจัดกำรควำมเสี่ยงท่ีอำจเกิดข้ึนได้ โดยมี ผู้บรหิ ำรเป็นผทู้ ม่ี บี ทบำทสำคัญในกำรขับเคลื่อนนโยบำยตำ่ ง ๆ ใหป้ ระสบผลสำเร็จ
224 สรุป จริยธรรมและกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศเป็นส่ิงที่มีควำมสัมพันธ์กัน เน่ืองจำกจริยธรรมมีควำมสำคัญเพรำะเป็นส่ิงท่ีใช้เป็นแนวทำงปฏิบัติและอยู่ร่วมกันในสังคม ปัญหำ ดำ้ นจริยธรรมในกำรใช้ระบบสำรสนเทศท่ีเกิดขึ้นในปัจจุบันเพมิ่ จำนวนมำกข้ึน หำกทุกคนมีจริยธรรม ที่ดีจะสำมำรถช่วยแก้ไขปัญหำด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศได้ โดยเป้ำหมำย กำรรักษำควำมปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศเพ่ือปอ้ งกันและลดควำมเสย่ี งของระบบสำรสนเทศทจ่ี ะ สง่ ผลกระทบตอ่ กำรดำเนนิ งำน ป้องกันกำรเขำ้ ถึงขอ้ มลู และรักษำควำมลับของข้อมลู ซึง่ ภัยดำ้ นควำม ม่ันคงของระบบสำรสนเทศอำจเกิดได้จำกกลุ่มคน เช่น นักเลงคอมพิวเตอร์ นักเจำะ สคริปต์บันนี และคนภำยในองค์กำร เป็นต้น ดังนั้น มำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ควรจะคลอบคลุมทั้งฮำร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ำย ข้ันตอนกำรปฏิบัติงำนเอกสำร และกำรควบคุม โปรแกรมประยกุ ต์ท่ีมกี ำรกำหนดสทิ ธใ์ิ นกำรเข้ำถึงขอ้ มูล สำหรับแนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมม่ันคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศสำมำรถแบ่ง ออกเป็น 2 แนวทำง คือ กำรดำเนนิ งำนของเจ้ำหน้ำทหี่ รือผู้รบั ผิดชอบด้ำนควำมม่นั คงปลอดภัยเปน็ ผู้ กำหนดแนวทำงมำตรกำรรักษำควำมมั่นคงปลอดภัย และกำรดำเนินงำนจำกผบู้ ริหำรโครงกำร หรอื ผู้ ท่ีมีอำนำจหน้ำที่ในกำรสั่งกำร ซึ่งสำมำรถบังคับใช้นโยบำย ระเบียบ ข้อบังคับ ท่ีสำมำรถบริหำร จัดกำรดำ้ นควำมมั่นคงปลอดภัยไดอ้ ย่ำงเตม็ ท่ี หลำยแห่งได้นำวงจรกำรพัฒนำระบบมำปรับใช้กับกำร พัฒนำระบบควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศ ซ่ึงได้แก่ กำรสำรวจ กำรวิเครำะห์ กำร ออกแบบระดับตรรกะ กำรออกแบบระดับกำยภำพ กำรพัฒนำ และกำรบำรุงรักษำและกำร เปลี่ยนแปลง จำกมำตรกำรด้ำนกำรรักษำควำมปลอดภัยและแนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำม ม่ันคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศนำมำสู่กำรจัดกำรควำมเส่ียงระบบสำรสนเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ กำรจัดกำรควำมเส่ียงทำงด้ำนฮำร์ดแวร์ กำรจัดกำรควำมเสี่ยงทำงด้ำนข้อมูลและ ซอฟตแ์ วร์ และกำรจดั กำรควำมเสย่ี งทำงดำ้ นระบบเครอื ขำ่ ย
225 คาถามท้ายบท จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. ทำ่ นคดิ ว่ำจรยิ ธรรมมีควำมสัมพันธก์ ับกำรรกั ษำควำมปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศอยำ่ งไร 2. จงยกตัวอยำ่ งจรยิ ธรรมเกยี่ วกบั กำรใชร้ ะบบสำรสนเทศในสำนักงำนมำอยำ่ งน้อย 3 ประเด็น 3. เปำ้ หมำยหลกั ของกำรรักษำควำมปลอดภัยระบบสำรสนเทศได้แก่อะไรบำ้ ง 4. จงยกตวั อย่ำงภยั ดำ้ นควำมมน่ั คงของระบบสำรสนเทศ พร้อมอธิบำยอย่ำงชัดเจน 5. จงอธิบำยมำตรกำรดำ้ นกำรรกั ษำควำมปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศ 6. แนวทำงในกำรดำเนินงำนด้ำนควำมมั่นคงปลอดภัยของระบบสำรสนเทศสำมำรถแบง่ ออกเปน็ กี่ แนวทำง ไดแ้ กอ่ ะไรบำ้ ง 7. จงอธิบำยกจิ กรรมหลักสำหรบั กำรจัดกำรด้ำนควำมม่นั คงไซเบอร์ 8. จงอธบิ ำยวงจรกำรพฒั นำระบบควำมมั่นคงปลอดภยั ของระบบสำรสนเทศ 9. จงเปรยี บเทยี บกจิ กรรมวงจรกำรพัฒนำระบบและกำรพัฒนำระบบควำมมนั่ คงปลอดภยั ของระบบ สำรสนเทศ 10. จงอธิบำยกำรจัดกำรควำมเส่ยี งระบบสำรสนเทศ
226 เอกสารอา้ งองิ จตชุ ยั แพงจนั ทร์. (2558). Master in security. นนทบรุ ี: ไอดซี ี พรีเมยี ร์. พจนำนกุ รมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน. (2554). ระบบค้นหาคาศพั ท.์ ค้นเมือ่ เมษำยน 3, 2562, จำก http://www.royin.go.th/dictionary/ พนิดำ พำนชิ กลุ . (2556). ความมน่ั คงปลอดภยั ของสารสนเทศและการจดั การ. กรุงเทพฯ: ไทยเจรญิ กำรพิมพ์. มฑุปำยำส ทองมำก. (2559). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ การจัดการความท้าทายในยคุ ดจิ ทิ ัล. ปทุมธำน:ี มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร.์ รงุ่ รศั มี บุญดำว. (2559). ระบบสารสนเทศเพอื่ การจัดการธรุ กิจในยุคดจิ ิทลั . นนทบุร:ี ลัคก้ี บุ๊คส์. วฒั นำ เอกปมิตศลิ ป.์ (2559). ระบบสารสนเทศเพอ่ื การจดั การ. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์. โอภำส เอ่ียมสริ ิวงศ์. (2560). ระบบสารสนเทศเพ่ือการจดั การ. กรงุ เทพฯ: วี พริ้นท์ (1991).
บทท่ี 10 งานวิจัยและกรณศี กึ ษา ตัวอย่างงานวิจัยท่ีผู้เขียนได้รวบรวมมานี้จะคลอบคลุมท้ังงานวิจัยภาคเอกชน ภาครัฐ วิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ เพ่ือให้ผู้อ่านได้มองเห็นภาพของการพัฒนาสานักงานจากงานวิจัย และเกิด ความรู้ความเขา้ ใจมากขน้ึ รวมไปถงึ การรวบรวมกรณศี กึ ษาทเี่ ป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาสานกั งานใหเ้ ป็น สานักงานสมัยใหม่โดยมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาสานักงานจนประสบความสาเร็จ ซง่ึ การคน้ หางานวิจยั จะไดจ้ ากแหล่งฐานข้อมูลท่เี ป็นท่ียอมรบั ทั้งฐานขอ้ มูล และวารสารวิชาการตา่ ง ๆ ที่ ไดร้ ับการยอมรับทั้งในและตา่ งประเทศ โดยมรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี งานวิจัยเพ่อื การพัฒนาสานักงาน งานวจิ ัยมีบทบาทสาคัญอยา่ งย่ิงในโลกธุรกิจ ผู้บริหารจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูล ทถี่ ูกตอ้ ง การวิจยั เป็นท่ียอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นเครื่องมือท่ีสาคัญของนักบริหาร สาหรับช่วยสนบั สนุน การตดั สินใจไดอ้ ย่างถกู ต้อง และสมบูรณ์ยงิ่ ขน้ึ (ศรีเพ็ญ ทรัพยม์ นชัย, มนวิภา ผดุงสทิ ธิ์ และนภดล ร่มโพธ์ิ, 2557, หน้า 1) อย่างไรก็ตามงานวิจยั ไม่สามารถท่ีจะแก้ไขปญั หาได้เสมอไป เพราะนอกเหนือจากงานวจิ ัย แล้ว ผู้บริหารมีความจาเป็นจะต้องอาศัยส่ิงต่อไปน้ีเพ่ือช่วยในการตัดสินใจด้วย น่ันคือ ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา สามารถหาแนวทาง และวิธีการป้องกันไว้ได้ทันเวลาจากการทาวิจัย ปรากฏการณ์เช่นนี้จะทาให้องค์การได้รับผลกระทบ และเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด นอกจากนี้ผู้บริหาร ตอ้ งเหน็ ถงึ ความสาคัญของงานวิจัย และกาหนดเป็นนโยบายผลกั ดันใหก้ ระบวนการวจิ ัยเปน็ ส่วนหนง่ึ ที่จะ ช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหา โดยความจาเป็นที่จะต้องทาวิจัยสามารถระบุได้ ดังนี้ (มาลินี คาเครือ, 2562, หน้า 2-3) 1. เพ่ือหาความเป็นเหตุเป็นผลอย่างลึกซึ้งในกรณีท่ีสภาพปัญหาท่ีเกิดขึ้นแย่ลงเรื่อย ๆ เช่น ปัญหาการใช้ระบบสารสนเทศในสานักงาน ปญั หาการจัดระบบเอกสารหรือขอ้ มูลในสานักงาน ปญั หาการ บริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ในสานักงาน เป็นต้น 2. เพ่ือหาทางป้องกนั ในบางครง้ั สถานการณท์ ี่เกิดข้นึ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง จาเป็นอย่างย่ิงหากมีการแก้ไขและป้องกันสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อลดระดับปัญหานั้นได้ เช่น ปัญหาการ
228 สูญหายของข้อมูลในสานักงาน ความเส่ียงการใช้ระบบสารสนเทศในสานักงาน ปัญหาความมั่นคง ปลอดภยั ของระบบสารสนเทศในสานักงาน เปน็ ตน้ 3. เพื่อต้องการพัฒนา นอกจากจะหาแนวทางป้องกันปัญหาแล้วควรหาวิธีพัฒนาขึ้นด้วย เช่น ต้องการเพ่ิมประสิทธิภาพการทางานขอพนักงาน ต้องการพัฒนาระบบสารสนเทศหรือเทคโนโลยีใหม่ใน สานกั งาน เปน็ ตน้ ย่ิงปัจจุบันเป็นยุคของการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ ซ่ึงถือเป็นส่ิงสาคัญและเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในสานักงาน จึงควรสร้างสรรค์พัฒนาระบบสารสนเทศท่ีเป็น ประโยชน์และช่วยให้การดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในสานักงานมคี วามสะดวกและรวดเร็วขึ้น ดังน้ัน ผู้เขียน จึงไดร้ วบรวมงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้องกบั การพฒั นาสานกั งานไว้เป็นแนวทางในการศึกษา ดงั นี้ 1. งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การพฒั นาระบบสารสนเทศในสานกั งาน ตัวอย่างงานวิจัยเรอื่ ง “การพฒั นาแอปพลเิ คชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สนับสนนุ งาน ท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี สู่การเป็นชุมชนบริการอัจฉริยะ (smart service)” (มาลินี คาเครือ และจรสั พงษ์ โชคชยั สริ ิ, 2561) งานวจิ ยั เป็นการพฒั นาแอปพลิเคชนั บนระบบปฏิบตั ิการแอนดรอยดส์ นบั สนนุ งานท้องถ่ินของ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี โดยพัฒนาแอปพลิเคชันด้วยการเขียนโปรแกรมภาษา PHP และ JavaScript และใช้ MySQL บริหารจัดการฐานข้อมูล แอปพลิเคชันรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ผลการวิจัย พบว่า แอปพลิเคชันสามารถรองรับข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ บริการแจ้งทุกข์ เร่ืองร้องเรียนของ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี รวมถึงแนะนาสถานท่ีท่องเท่ียว และเบอร์โทรฉุกเฉิน ผ่านแอพลิเคชันบนอุปกรณ์ โทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สาหรับระบบบริหารจัดการข้อมูล สามารถเรียกดู เพ่ิม ลบ แก้ไขและปรับปรุง ข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ ข้อมูลการร้องเรียน สถานท่ีท่องเท่ียว และมีการ เช่ือมข้อมูลระหวา่ งระบบฐานข้อมลู เซฟิ เวอร์กับแอพลิเคชันผา่ นระบบเครอื ขา่ ย โดยสามารถใช้บรกิ ารการ แจ้งเสียแจ้งซ่อมต่าง ๆ ได้ การประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมาก สาหรับความพึงพอใจ ของผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน พบว่า อยู่ในระดับมากท่ีสุด ซึ่งจากการพัฒนาแอปพลิเคชันดังกล่าว ส่งผลให้ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี สามารถจัดเก็บข้อมูลผู้ขอมาใช้บริการได้อย่างเป็นระบบ ลดปริมาณเอกสารได้ จานวนมาก เน่ืองจากผใู้ ชบ้ ริการสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันได้โดยไมต่ อ้ งมายื่นคารอ้ งที่สานักงาน เทศบาล นอกจากน้ียังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สานักงาน โดยมีการนาระบบสารสนเทศ และ เทคโนโลยใี หม่ ๆ เข้ามาใชใ้ นการให้บรกิ ารแก่ประชาชน
229 ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการโรงเรียน กรณีศกึ ษา โรงเรยี นเอกชนแห่งหน่งึ ” (ณนฐั รกั ษ์ อรุณทตั , 2560) งานวิจัยน้ีเป็นการเสนอแนะองค์การถึงแนวทางในการพฒั นาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร จดั การโรงเรียน ผลการวิจยั พบวา่ ระบบสารสนเทศเพ่อื การบรหิ ารจดั การโรงเรียนสามารถแบง่ การทางาน ได้เป็น 5 ระบบ คือ ระบบสมัครนักเรียนใหม่ ระบบทะเบียนนักเรียน ระบบวิชาการนักเรียน ระบบ การเงินนักเรียน และระบบปกครองนักเรียน โดยการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบจะต้องอยู่บน พนื้ ฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลกั สาหรับแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศเพอื่ การบริหาร จัดการโรงเรียนสามารถสรุปได้เป็น 2 แนวทาง คือ 1) พัฒนาระบบโดยหาโปรแกรมท่ีมีผู้พัฒนาไว้แล้ว 2) พัฒนาระบบโดยการสร้างระบบขึ้นมาใหม่ ซ่ึงผลงานวิจัยสามารถนาไปใชใ้ นการกาหนดกลยุทธ์การพัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการโรงเรียนในองค์การ และสามารถนาไปประยุกต์ใช้กับองค์การที่มี ลกั ษณะและขนาดใกล้เคยี งกันได้ ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการบริหารสถานศึกษา วทิ ยาลยั การอาชีพเชยี งราย” (คนึงนิจ พรหมเนตร, 2554) งานวิจัยน้ีเปน็ การพัฒนาระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การบริหารสถานศกึ ษา วทิ ยาลัยการ อาชีพเชียงราย โดยศึกษาสภาพปัญหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทดลองใช้ ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ระบบ เครือข่ายอินทราเน็ต ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และระบบสานักงานไร้กระดาษ ผลการพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศแบ่งการพัฒนาประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) กาหนดคุณลักษณะของระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ 2) เคร่ืองมือในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 3) ข้ันตอนในการ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ด้านซอฟต์แวร์ และด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ต ส าห รั บ การ ทด ล อง ใช้ แล ะ ห า ปร ะสิ ท ธิภ าพก าร พัฒ น า ร ะบบ เท คโ น โ ล ยี ส าร ส น เ ทศเ พื่อ การ บริ ห า ร สถานศึกษา พบว่า มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก และมีความพึงพอใจของผู้เก่ียวข้องต่อการพัฒนา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบรหิ ารสถานศึกษาในระดับดี การพัฒนาระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ น้ีจึงเป็นประโยชน์ต่อการบริหารสานักงานและช่วยบริหารงานด้านเอกสารนาไปสู่ ระบบสานักงานไร้ กระดาษ
230 2. งานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการพฒั นาระบบจดั เก็บเอกสารและการสบื ค้นเอกสารในสานกั งาน ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสานักงานอัตโนมัติ ด้านข่าว ประกาศ ข้อมูลบคุ ลากร และแบบฟอร์มอิเลก็ ทรอนิกส์ สถาบนั แห่งชาตเิ พื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” (วรรณอนงค์ พิพฒั นอารยกลุ และสุเมต ชื่นชู, 2562) งานวิจัยน้ีเป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสานักงานอัตโนมัติด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบ บริหารจัดการเอกสารสานักงานอัตโนมัติด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ หลักการของวงจรการพัฒนาระบบ (system development life Cycle: SDLC) พัฒนาด้วยระบบ MUSIS (Mahidol University Share Information Service System) ซ่ึ ง พั ฒ น า ม า จ า ก ร ะ บ บ ไมโครซอฟท์ แชร์พอยท์ Microsoft SharePoint) ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาระบบบริหารจัดการ เอกสารสานกั งานอัตโนมัติ ด้านข่าวประกาศ ขอ้ มลู บุคลากร และแบบฟอร์มอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ สามารถนาไปใช้ งานได้เป็นอย่างดีมีการจัดเก็บเอกสารได้เป็นระบบมากขึ้น สาหรับประสิทธิภาพของระบบอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ของการนาระบบบรหิ ารจัดการเอกสารสานกั งานอัตโนมัติไปใช้จัดการในสานกั งาน ตวั อย่างงานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาระบบการจัดการเอกสาร คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยหอการค้าไทย” (อารีรตั น์ มีเย็น, เจษฎา แกว้ วิทย์, คัดเค้า สันธนะสุข และประยง มหากิตติคณุ , 2561) งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาระบบการจัดการเอกสาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการคา้ ไทย และวิเคราะหค์ วามพึงพอใจของผ้ใู ช้จากการใช้งานระบบ และความมีประสิทธิภาพ ของระบบจัดการเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า ระบบการจัดการเอกสารเปิดให้มีการใช้งานได้จริง ระบบมี ความสะดวก รวดเร็ว และเพ่ิมประสิทธิภาพในการจัดการเอกสารสาหรับงานประกันคุณภาพการศึกษา เป็นหลัก ผู้ใช้ระบบมีความพึงพอใจต่อระบบการจัดการเอกสารอยู่ในระดับมาก เน่ืองจากระบบมี ประสิทธิภาพสามารถทางานได้ตามวัตถุประสงค์ การจัดเก็บ สืบค้น และติดตามข้อมูลเอกสารได้สะดวก รวดเร็ว ผใู้ ชร้ ะบบมกี ารนาข้อมลู ที่สบื คน้ ได้ไปใชป้ ระโยชนใ์ นงานดา้ นประกันคณุ ภาพ และงานต่าง ๆ ของ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกินร้อยละ 63 อย่างไรก็ตามระบบจัดการเอกสารยังไม่สามารถ ตอบสนองความตอ้ งการของผู้ใช้ได้ทัง้ หมด จึงควรออกแบบความตอ้ งการของระบบ และพัฒนาระบบการ จัดการเอกสารให้ตอบสนองต่อความตอ้ งการของผู้ใช้งานใหเ้ กิดผลสมั ฤทธต์ิ ่อการดาเนนิ งานต่อไป
231 ตัวอย่างงานวจิ ยั เร่อื ง “การพฒั นาระบบจัดเก็บและค้นคนื เอกสารงานสารบรรณ” (สิทธิชยั วรโชตกิ าจร และพชั ราภรณ์ วรโชติกาจร, 2561) งานวิจัยน้ีเป็นการพัฒนาระบบจัดเก็บและค้นคืนเอกสารสาหรับงานสารบรรณ พร้อมทั้ง ศึกษาความพึงพอใจในการใช้ระบบจัดเก็บและค้นคืนเอกสารสาหรับงานสารบรรณ ผลการวิจัยพบว่า ระบบจัดเก็บและคน้ คนื เอกสารสาหรับงานสารบรรณ ชว่ ยใหก้ ารทางานดา้ นงานสารบรรณมีประสทิ ธิภาพ และเพ่ิมความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงานได้ดียิ่งข้ึน ผลการประเมินความพึงพอใจต่อระบบโดยรวม ในส่วนของผู้ใช้งานมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก ดังนั้น ระบบท่ีพัฒนาขึ้นนี้สามารถนาไปใช้งาน จดั เกบ็ และคน้ คนื เอกสารงานสารบรรณ และให้รายงานท่ีเหมาะสมสาหรบั ผู้บริหารในการตดั สินใจได้ ตวั อย่างงานวิจัยเร่อื ง “ระบบการจดั การเอกสารและผลงานบคุ ลากรคณะศลิ ปะศาสตร์” (ช่อทิพย์ ศิวพรอนันต์, 2559) งานวิจัยน้ีเป็นการพัฒนาระบบการจัดการเอกสารและผลงานบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ โดย กระบวนการทั้งหมดของระบบการจัดเก็บเอกสารอยู่ในรูปของเว็บแอปพลิเคชัน เพ่ือความสะดวกและ รวดเร็วต่อการใช้งาน ผลจากการพัฒนาแอปพลิเคชันและการนาไปใช้งาน ผลการวิจัยพบว่า จากการ พัฒนาระบบดังกล่าวสามารถช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพในการจัดเก็บเอกสารและผลงานของบุคลากรได้เป็น อย่างดี อีกท้ังช่วยลดปัญหาทางด้านการสือ่ สาร การสญู หายของเอกสาร การสืบค้นขอ้ มูลเอกสาร และลด การสิน้ เปลอื งทรัพยากรกระดาษ ตัวอย่างงานวิจยั เรอ่ื ง “การออกแบบระบบการจัดเกบ็ และสืบคน้ แฟ้มขอ้ มูลแบบก่อสรา้ ง ภมู สิ ถาปตั ยกรรรม” (สขุ ุมาล ปลม้ื กมล, 2557) งานวิจัยน้ีเป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างการจัดระเบียบจัดเก็บแฟ้มข้อมูลตาม มาตรฐานยูดีเอส (UDS) ของงานภูมิสถาปัตยกรรม และพัฒนาและทดสอบระบบสืบค้นแบบก่อสร้างงาน ภมู ิสถาปัตยกรรมสาหรับผู้รับเหมา ผลการวิจัยพบว่า สามารถพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างการจัด ระเบียบจัดเก็บแฟ้มข้อมูลตามมาตรฐานยูดีเอส (UDS) ของงานภูมิสถาปัตยกรรมได้ มีเครื่องมือที่ช่วย จัดระบบการจัดเก็บแบบก่อสร้างงานภูมิสถาปัตยกรรม โดยการนามาตรฐานสากลของ ยูดีเอส (UDS) สร้างระบบการตั้งชื่อแบบก่อสร้าง ซ่ึงจะมีการประยุกต์ให้เข้ากับพฤติกรรมการทางานเขียนแบบก่อสร้าง ของบริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม อีกทั้ง ยังได้เคร่ืองมือช่วยในการสืบค้นข้อมูลแบบท่ีได้สร้างระบบ ฐานข้อมูลไว้แล้ว ก่อให้เกิดความรวดเร็วในการดาเนินงาน มีความถูกต้องแม่นยาของเนื้อหาข้อมูลท่ี ต้องการ รวมไปถึงได้เครื่องมือท่ีช่วยการติดตามความก้าวหน้าของงานเขียนแบบก่อสร้าง สามารถ ตรวจสอบการเขา้ ถึงข้อมลู แบบก่อสร้างได้ เพ่ือสร้างความปลอดภยั ใหก้ บั ข้อมลู
232 3. งานวจิ ัยดา้ นความเส่ียงของเทคโนโลยสี ารสนเทศในสานกั งาน ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “ปัจจัยความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงาน โรงเรยี น สังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา” (มนสั นนั ท์ สงวนแสง, 2559) งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีส่งผลต่อการบรหิ ารงานโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสร้างสมการพยากรณ์ การบริหารงานโรงเรียนจากปัจจัยด้านอุปกรณ์ ปัจจัยด้านโปรแกรม ปัจจัยด้านบุคลากรปัจจัยด้าน กระบวนการ ปัจจัยดา้ นขอ้ มลู และปัจจยั ด้านสภาพแวดล้อม ผลการวิจัยพบวา่ ปัจจยั ดา้ นอุปกรณ์ ปัจจัย ด้านโปรแกรม ปัจจยั ดา้ นบุคลากร และปัจจัยดา้ นสภาพแวดลอ้ ม สง่ ผลตอ่ การบริหารงานของโรงเรยี น ซึ่ง งานวิจัยนี้สามารถนาข้อมูลปัจจัยความเสี่ยงไปใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน และกาหนดกลยุทธ์ในการ จดั การความเส่ียงดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศตอ่ ไป ตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “การนาเสนอแนวทางการบริหารความเสย่ี งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน กรุงเทพมหานคร” (เธียรรัตน์ ไชยโรจน์ และเอกชยั ก่ีสขุ พันธ์, 2557) งานวิจัยน้ีได้นาเสนอแนวทางการบริหารความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษา สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า แนว ทางการบริหารความเส่ียงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กรงุ เทพมหานคร มีแนวทางการบริหารตามลาดับ ดังน้ี 1) การระบุความเส่ียง (risk identification) 2) การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) 3) การวิเคราะห์ความเส่ียง (risk analysis) 4) การจัดการความเสี่ยง (risk treatment) 5) การกากับและควบคุมความเสยี่ ง (risk monitor and control) ผลจากงานวจิ ัยสามารถนาไปเป็นแนวทางการบริหารความเส่ียงด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในโรงเรียนตอ่ ไป 4. งานวจิ ัยเพอื่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ นสานกั งาน ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตาบลตามแนว ทางการบริหารจดั การแนวใหม่ขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลในเขตจังหวัดปทุมธานี” (เบญยาศริ ิ งามสอาด, 2560) งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ขององค์การบริหารส่วนตาบลตามแนวทางการ บริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ในเขตจังหวัดปทุมธานี ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
233 ขององค์การบริหารส่วนตาบล ตามแนวทางการบริหารจดั การภาครฐั แนวใหม่ในเขตจังหวัดปทุมธานี และ เสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขององค์การบริหารส่วนตาบล ตามแนวทางการบริหารจัดการ ภาครฐั แนวใหม่ในเขตจังหวดั ปทมุ ธานี ผลงานวจิ ัยไดส้ รุปแนวทางการพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ขององค์การ บริหารส่วนตาบลตามแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ในเขตจังหวัดปทุมธานี ไว้ดังนี้ คือ การ ปฏิบัติหน้าท่ีต้องประเมินผลการปฏิบัติงาน แผนงานโครงการ กิจกรรม การปฏิบัติหน้าท่ีของผู้บริหาร ฝ่ายสภา และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตาบล ส่วนจังหวัด เพ่ือนาข้อมูลมาวางแผนกาหนดนโยบาย เพ่ือให้สอดคล้องกับระบบราชการที่ต้องอาศัยหลักธรรมาภิบาล และลดขั้นตอนการปฏิบัติ ใช้เทคโนโลยี อีกท้ังต้องยึดกฎระเบียบและบริการด้วยความจริงใจเพ่ือการบริการสาธารณะในท้องถิ่น งานวิจัยดังกล่าว ส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทางการบริหารภาครัฐแนวใหม่ ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน ด้านการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์กับระบบให้สิ่งของจูงใจ และด้านการปฏิบัติงาน แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางท่ีมีประสิทธิภาพ ส่งผลในการพัฒนางานสู่ ประชาชนอยา่ งแทจ้ ริง ตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสานักงานสหกรณ์จังหวัด เขตตรวจ ราชการที่ 16 พะเยา เชยี งราย แพร่ น่าน” (ปาณิสรา ใหม่ตะ๊ , 2556) งานวจิ ยั น้ีได้ศกึ ษาการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย์ของสานักงานสหกรณ์จงั หวดั เขตตรวจราชการท่ี 16 พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวม มีระดับความคิดเห็นต่อกระบวนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธี การศึกษาต่อมีคะแนนมากท่ีสุด รองลงมา คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการหมุนเวียนงาน การ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการฝึกอบรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการดูงาน และการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการสัมมนา ตามลาดับ สาหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการศึกษาต่อ พบว่า บุคลากรมีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย และเวลาในการศึกษาต่อ อีกท้ัง ยังมองว่าไม่สามารถนามาใช้ ประโยชน์ต่อได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการฝึกอมรม พบว่า หลักสูตรการฝึกอบรมไม่มีความ นา่ สนใจ การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์โดยวิธีการสัมมนา พบวา่ งบประมาณของหน่วยงานไม่เพียงพอจึงทา ให้บคุ ลากรบางกลมุ่ ไม่ได้มโี อกาสเข้าร่วมสมั มนา การพฒั นาทรัพยากรมนุษยโ์ ดยวธิ ีการศึกษาดูงาน พบว่า มีปัญหาด้านสถานที่ศึกษาดูงานไม่น่าสนใจ และงบประมาณการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีการ หมุนเวียนงาน พบว่า การสับเปลี่ยนหมุนเวียนงานทาให้การทางานไม่ต่อเน่ืองและขาดประสิทธิภาพ ผล จากงานวิจัยสามารถนาไปเปน็ แนวทางในการวางแผนพฒั นาทรัพยากรมนุษยใ์ นองคก์ ารใหม้ ีประสิทธภิ าพ มากขึ้น
234 ตัวอย่างงานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับผลการดาเนินงานขององค์การของ ธนาคารออมสิน สานกั งานใหญ่” (สุนันทา มง่ิ เจริญพร, 2556) งานวิจัยน้ีศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับผลการดาเนินงานขององค์การของธนาคาร ออมสิน สานกั งานใหญ่ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของธนาคารออมสิน สานักงานใหญ่ มคี ะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดบั สูง และมีประสทิ ธิผลของการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์และผลการดาเนินงานของ องค์การอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน สาหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อประสิทธิผล ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในระดับปานกลาง และประสิทธิผลของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็น ปัจจัยท่ีส่งผลต่อผลการดาเนินงานขององค์การ ในระดับปานกลาง ผลจากงานวิจัยสามารนาไปเป็น แนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ซ่งึ ส่งผลตอ่ ประสิทธิผลในการดาเนนิ งาน ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าการทาวิจัยเป็นเครื่องมือหน่ึงท่ีสาคัญต่อการดาเนินธุรกิจ จึงได้รับความ สนใจใหถ้ ูกนามาใช้งานในหลายลกั ษณะ โดยหลักของการวิจยั ถูกต่อยอดและไดส้ ่งผลไปในวงกว้าง จึงเป็น สาเหตุหนึ่งที่หลาย ๆ หน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสาคัญกับการทาวิจัย เพื่อนาผลท่ีได้ จากการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ และเป็นแนวทางในการศึกษาเพ่ือแก้ไขปัญหา ดังนั้น ผู้บริหารจึงควรมีความรู้และศึกษาถึงกระบวนการทาวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารงานใน สานกั งาน กรณศี กึ ษาการบรหิ ารสานักงาน องค์การท่ีประสบความสาเร็จได้อย่างรวดเร็วส่วนใหญ่มักพบว่าได้มีการนาเอาเทคโนโลยี สารสนเทศสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในสานักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของ องค์การ ทั้งนี้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์การด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของการนาเทคโนโลยี ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัยในยุคปัจจุบันมาประยุกต์ใช้ในสานักงานจนนาไปสู่การบริหารจัดการท่ีมี ประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จจนมีช่ือเสียงในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนจึงได้รวบรวมกรณีศึกษาต่าง ๆ จากวารสาร นิตยสาร หนงั สอื พมิ พ์ และสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ดงั นี้
235 นวัตกรรมการทางานยุคใหม่ มติ ซุย เคมิคอล องิ ค์ จากัด บรษิ ทั มติ ซุย เคมิคอล องิ ค์ จากัด เป็นบรษิ ัทผลติ และจัดจาหน่ายเคมีภัณฑ์ ท่ีมีความหลากหลาย เป็นบริษัทช้ันนาและมีช่ือเสียงแห่งหน่ึงในประเทศญ่ีปุ่น ได้ดาเนินการก่อตั้งมามากกว่า 100 ปี และในปี 1902 บริษทั มีการเริ่มตน้ ในการประกอบกิจการจากการเป็นผู้ผลติ สารเคมีจากถา่ นโค้ก หลังจากบริษทั ได้ ดาเนินกิจการมาช่วงระยะเวลาหน่ึงได้กลายมาเป็นหน่ึงในผู้ผลิตรายใหญ่ท่ีสุดของประเทศญ่ีปุ่นใน ระยะเวลาอันรวดเร็ว บริษัท มิตซุย เคมิคอล อิงค์ จากัด ได้พัฒนาธุรกิจและมีการเจริญเติบโตอย่าง ตอ่ เน่ือง ซึง่ บรษิ ัทไดม้ ีการขยายฐานธุรกิจโดยมีการผลติ เรซนิ และผลิตภัณฑ์เคมีอตุ สาหกรรมอืน่ ๆ รวมถึง สารเคมีพื้นฐานสาหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน การดาเนินงานของบริษัท มิตซุย เคมิคอล อิงค์ จากัด มุ่งเน้นการนานวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการ โดยบริษัทได้เร่ิมต้นนาโปรแกรมการดาเนินการด้าน นวัตกรรมทางธุรกิจท่ีออกแบบมาเพ่ือแก้ปัญหาในสังคมมาใช้ในการดาเนินงาน โดยอิงจากกลยุทธ์ทาง ธรุ กจิ ใน 3 แขนง ไดแ้ ก่ เศรษฐกิจ สภาพแวดลอ้ ม และสังคม บริษัท มิตซุย เคมคิ อล อิงค์ จากดั มผี ลลพั ธ์ ทม่ี ุ่งหวัง คือ การทางานร่วมกัน การแบง่ ปันความรใู้ นหมู่พนกั งาน และการทาให้บริษัทกลายเปน็ บริษัทที่ มีความคึกคัก และสดใสในการทางาน โดยบริษัทให้ความสาคัญกับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะถือว่า พนักงานเป็นทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณค่า การแบ่งปันความรู้ของพนักงานก่อให้เกิดแหล่งข้อมูลความรู้ท่ีมี ประสิทธภิ าพ นอกจากนี้บริษัทยงั มีการจัดทาโครงการนวัตกรรมเพื่อพัฒนารปู แบบการทางานท่อี อกแบบ มาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับพนักงาน โดยเฉพาะวัตถุประสงคข์ องโครงการน้ี คือ เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถด้านนวัตกรรมทางธุรกิจให้กับบริษัท โดยรวมโครงการนวัตกรรมเพื่อพัฒนารูปแบบการ ทางานดาเนนิ การในครง้ั แรกปลายปี 2013 ซึ่งบริษทั เองไดพ้ จิ ารณาถงึ ผลกระทบทีจ่ ะได้รับจากการสื่อสาร ที่ดีข้ึนในหมู่พนักงานทั่วท้ังมิตซุย เคมิคอล กรุ๊ป และมองถึงเรื่องที่สาคัญในการพัฒนาพนักงานและมอง ถึงการลงทุนท้ังในส่วนเคร่ืองมือและพ้ืนท่ีการทางานในสานักงาน ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีจะช่วยกระตุ้นให้พนักงาน เกิดการเรยี นรูแ้ ละชว่ ยใหพ้ นักงานสามารถส่อื สารกันได้ดีมากขนึ้ บริษัท มิตซุย เคมิคอล อิงค์ จากัด นอกเหนือจากการนาระบบสารสนเทศใหม่มาใช้ บริษัทยังมี การเร่ิมใช้พื้นที่การทางานในสานักงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการ ส่ือสารใหม่มาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศท่ีดีในการทางาน แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้พนักงานในแต่ ละแผนกและทีมงาน มีการสื่อสารกันข้ามทีมข้ามแผนกเพ่ิมขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่บริษัทได้ทา คือ การ ออกแบบสานักงานโดยเปิดโอกาสให้พนักงานมีการเดินไปมาในช้ันได้อย่างสะดวกเพ่ือไม่ให้พนักงานเกิด ความรสู้ กึ อึดอดั ส่วนตัวสานักงานมีการออกแบบใหท้ นั สมัยและมกี ารใชร้ ะบบคลาวด์เครื่องมือการส่ือสาร
236 แบบครบวงจรเข้ามาช่วย หรือจะกลา่ วอีกอย่างว่า การส่อื สารแบบรวมศูนย์ (Unified Communication System) คือ การเช่ือมระบบการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพ่ืออานวยความ สะดวกให้กับผู้ใช้สามารถโต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ (real-time) ผ่านข้อความพิมพ์ เสียง การแสดง สถานะออนไลน์ อเี มล์ และการประชุมร่วมจากการส่ังการจากหนา้ จอเดสก์ท็อป ซ่ึงการใช้ระบบคลาวด์จะ มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมาก สามารถเข้าใช้งานได้ทุกท่ี ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม อีกท้ัง ช่วยลด ปญั หาและค่าใชจ้ ่ายด้านซอฟตแ์ วร์ ด้านฮารด์ แวร์ การสารองข้อมูล และการรกั ษาข้อมูลไม่ใหร้ ั่วไหล นอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วน้ันผู้บริหารของ มิตซุย เคมิคอล ยังกล่าวว่า หากพนักงานไม่ยอม เปลี่ยนวิธกี ารคิดของตนเอง ต่อให้มีสภาพแวดล้อมสานักงานใหม่ และมีการสื่อสารท่ีหลากหลายข้ึน อาจ ไมไ่ ดช้ ่วยให้ทางานมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งหมด พนักงานจึงจาเป็นตอ้ งมีวิสัยทัศนใ์ นด้านนวัตกรรม เพ่ือ พัฒนารูปแบบการทางานในทิศทางเดียวกันทุกคน บริษัท มิตซุย เคมิคอล อิงค์ จากัด ยังคงจะมุ่งหน้า ปรับปรุงนวัตกรรมเพ่ือพัฒนารูปแบบการทางาน ผ่านการนาแนวทางการปฏิบัติงานและแผนใหม่มาใช้ เพ่ือให้ไดม้ าซ่ึงรูปแบบการทางานใหม่ในสานักงาน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารใหม่นี้ มาทาใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด ท่ีมา (เดอะอลี ดี เดอร์, 2561)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282