Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคุณภาพโดยใช้แบบจำลองซิปป์ (CIPP MODEL)

การประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคุณภาพโดยใช้แบบจำลองซิปป์ (CIPP MODEL)

Published by itsmepang, 2022-11-01 06:43:02

Description: เผยแพร่ผลงานวิชาการ

Search

Read the Text Version

การประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในรตั นโกสินทรส์ มโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคณุ ภาพ โดยใชแ้ บบจำลอง (CIPP Model) โดย นางสาวศิรนิ าถ อดุ มถริ พนั ธุ์ โรงเรยี นรตั นโกสนิ ทรส์ มโภชบางขุนเทยี น สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพอ่ื ขอเล่อื นเป็นวทิ ยฐานะรองผอู้ ำนวยการชำนาญการพเิ ศษ

การประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคณุ ภาพ โดยใช้แบบจำลอง (CIPP Model) โดย นางสาวศิรนิ าถ อุดมถริ พันธุ์ โรงเรยี นรตั นโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามธั ยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เพ่อื ขอเลือ่ นเปน็ วิทยฐานะรองผอู้ ำนวยการชำนาญการพเิ ศษ

(2) ช่อื เรื่อง การประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรตั นโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียน ตามวงจรคุณภาพโดยใชแ้ บบจำลองซปิ ป์ (CIPP MODEL) ผูร้ ายงาน ศิรินาถ อดุ มถริ พนั ธุ์ หน่วยงาน โรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 ปีที่รายงาน ปกี ารศกึ ษา 2564 บทคัดย่อ การประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ โดยใช้ แบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) มวี ัตถุประสงค์เพ่ือประเมนิ บริบท ปจั จยั นำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และ ผลผลติ ของโครงการ ในดา้ นผลการดำเนนิ งานตามโครงการ ด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ของครู และด้านความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ได้แก่ บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง โดยใช้ รูปแบบซิปป์ (CIPP Model) แหล่งข้อมูลประเภทบุคคลประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ บุคลากร จำนวน 161 คน นักเรยี น และผูป้ กครองนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1- 6 โรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชบางขนุ เทียน ปกี ารศึกษา 2564 จำนวนกลุ่มละ 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินจำนวน 10 ฉบับ ประกอบด้วยแบบสอบถาม จำนวน 7 ฉบับ และแบบบันทึกข้อมูลสารสนเทศ จำนวน 3 ฉบับ เก็บรวบรวมข้อมูลดว้ ยวธิ ีการสอบถามและ บันทึกข้อมูล วเิ คราะหข์ ้อมลู ด้วยการหาค่าความถ่ี ค่าร้อยละ ค่าเฉลีย่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ประมวลผล ด้วยโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป โดยสรปุ ผลการประเมนิ ได้ ดงั นี้ ผลการประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรตั นโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ โดย ใช้แบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) พบว่าภาพรวม ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 15 ตัวชี้วัด โดยผ่านเกณฑ์ใน ระดบั มากทส่ี ดุ จำนวน 8 ตวั ช้วี ัด และระดับมาก จำนวน 7 ตัวช้วี ดั ซ่ึงสาระสำคญั ของสรปุ ผลการประเมินตาม วัตถปุ ระสงคก์ ารประเมนิ โครงการ มดี ังนี้ 1. การประเมินบริบทของโครงการ ผลการประเมินภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผลการประเมิน ตัวช้ีวัด 4 ตวั ชี้วดั มดี งั น้ี 1.1 ดา้ นความตอ้ งการจำเป็นของโครงการ อยใู่ นระดับมาก 1.2 ด้านวตั ถุประสงค์ของโครงการ อยู่ในระดับมากท่ีสุด 1.3 ด้านกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ อยูใ่ นระดบั มาก 1.4 ด้านผลท่คี าดว่าจะไดร้ บั จากโครงการ อย่ใู นระดับมาก 2. การประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ ผลการประเมินภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก และผลการประเมิน ตัวช้ีวัด 3 ตัวช้ีวัด มดี งั น้ี 2.1 ด้านบุคลากร อย่ใู นระดับมาก 2.2 ดา้ นวสั ดอุ ุปกรณ์ เครื่องมือ อยใู่ นระดบั มาก 2.3 ด้านระยะเวลาและงบประมาณ อย่ใู นระดับมากทสี่ ุด

(3) 3. การประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ ผลการประเมินภาพรวมอยู่ในระดับมาก และผลการ ประเมินตวั ชีว้ ัด 4 ตวั ชีว้ ัด มีดังนี้ 3.1 ขน้ั วางแผนการดำเนินการ (P) อยู่ในระดบั มากที่สดุ 3.2 ข้ันดำเนินกิจกรรมตามแผน (D) อยู่ในระดบั มากท่สี ุด 3.3 ขน้ั นเิ ทศ ตดิ ตาม ตรวจสอบและประเมินผล (C) อยู่ในระดบั มาก 3.4 ขน้ั การแก้ไข ปรับปรงุ เพ่อื เปน็ แนวปฏิบัตใิ นอนาคต (A) อยใู่ นระดับมาก 4. การประเมินผลผลติ ของโครงการ ผลการประเมนิ ภาพรวมอย่ใู นระดบั มากท่ีสดุ และผลการประเมิน ตวั ชวี้ ดั 4 ตวั ชวี้ ดั มดี งั น้ี 4.1 ผลการดำเนนิ งานตามโครงการ อยูใ่ นระดับมากท่ีสุด 4.2 ผลการประเมนิ ประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลการปฏบิ ัตงิ านของครู อยใู่ นระดับมากท่ีสดุ 4.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น อยูใ่ นระดบั มากที่สุด ดังนี้ 4.3.1 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นระดบั โรงเรียน อยู่ในระดบั มากท่ีสุด ผลการเปรียบเทยี บ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นระดับโรงเรียนทุกกล่มุ สาระการเรียนรแู้ ละทกุ ระดบั ชนั้ โดยภาพรวมผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนปีการศึกษา 2564 มคี ะแนนเฉล่ียสงู กวา่ ปีการศึกษา 2563 รอ้ ยละ 8.00 4.3.2 ผลการทดสอบระดบั ชาตขิ ้ันพนื้ ฐาน (O-NET) อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ โดยผลการ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในทุกกลุม่ สาระการเรียนรู้ของระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ระหว่างระดับโรงเรียน กบั ระดบั ประเทศในปกี ารศึกษา 2564 หลังดำเนนิ โครงการ มีค่าเฉลีย่ รอ้ ยละ 8.87 4.4 ความพึงพอใจของผู้มสี ว่ นเกย่ี วข้องกับโครงการ อย่ใู นระดับมากท่สี ุด

(4) กติ ตกิ รรมประกาศ รายงานฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ด้วยการดูแลที่เปี่ยมด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจากผู้อำนวยการ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ที่ชี้แนะแนวทางตรวจสอบความถูกต้อง เพิ่มเติม ประเด็นที่มี ความสำคัญให้รายงานฉบับนี้มีคววามสมบูรณ์ รวมถึงกำลังใจใรการทำงานตลอดจน ความรัก ความเอาใจใส่ จนทำใหร้ ายงานสำเรจ็ ลลุ ว่ งไปได้ด้วยดี ผจู้ ดั ทำรายงานขอกราบขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูง มา ณ โอกาสน้ี ขอกราบขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ ดร.ศรายุทธ รัตนปัญญา ดร.พสิ ิษฐ์ ศุภวัฒน์ธนบดี นายพงษ์ศักด์ิ เกยี รตกิ ารคา้ นายกติ ติศักด์ิ ศรีปทุมานุรกั ษ์ และดร.ศภุ กร สวนสมทุ ร ท่ีให้ความอนเุ คราะห์ เป็นผเู้ ช่ียวชาญในการตรวจสอบแก้ไขเคร่ืองมอื ทำให้รายงานฉบบั น้มี ีความสมบูรณย์ ิง่ ข้ึน ขอกราบขอบพระคุณผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาโรงเรยี นสวนกุหลาบวทิ ยาลยั ธนบรุ ี สงั กดั สำนักงานเขต พ้นื ที่การศึกษามธั ยมศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต 1 ท่ีให้ความอนเุ คราะห์ทดลองใชเ้ ครือ่ งมือ นอกจากน้ีขอบคณุ เพอื่ นรว่ มงานทกุ ทา่ นที่คอยให้ความชว่ ยเหลอื มาโดยตลอด และขอขอบคณุ ครอบครวั ที่คอยสง่ เสริม สนับสนุน ให้กำลังใจ ให้คำปรกึ ษาตลอดระยะเวลาทีท่ ำรายงานครง้ั นี้ ศริ นิ าถ อุดมถิรพนั ธุ์

สารบญั หนา้ (2) บทคดั ย่อ (4) กิตติกรรมประกาศ (5) สารบญั (7) สารบญั ตาราง (11) สารบญั ภาพ 1 บทท่ี 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคญั ของการประเมินโครงการ 3 วตั ถุประสงค์ของการประเมินโครงการ 3 ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะไดร้ บั 3 ขอบเขตของการประเมนิ โครงการ 5 กรอบแนวคดิ ในการประเมนิ โครงการ 7 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 8 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง 9 แนวคิดเกย่ี วกับการประเมินโครงการ 33 แนวคดิ เก่ียวกบั การนิเทศภายในโรงเรยี น 43 แนวคิดเก่ียวกบั การบรหิ ารตามวงจรคุณภาพ 46 แนวคดิ เกย่ี วกบั รูปแบบการประเมิน CIPP Model 51 ขอ้ มูลพ้ืนฐานโรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชบางขนุ เทยี น 54 โครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ 59 งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง 65 บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การประเมนิ 65 ประชากรและกลุม่ ตัวอย่างทใี่ ช้การประเมนิ 66 เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู 68 การสรา้ งเครอ่ื งมอื และตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือ 70 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 71 การวเิ คราะหแ์ ละสถิติทใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู 72 การกำหนดคา่ น้ำหนักและเกณฑก์ ารประเมนิ

สารบัญ (ตอ่ ) (6) บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล หน้า บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ 77 114 บรรณานุกรม 129 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้เช่ียวชาญในการตรวจสอบเคร่ืองมอื 133 ภาคผนวก ข หนังสอื ขอความอนุเคราะห์ผเู้ ช่ยี วชาญตรวจเครื่องมอื การทำวจิ ัย 134 ภาคผนวก ค หนังสอื ขอความอนเุ คราะห์ทดลองใชเ้ คร่ืองมอื 136 ภาคผนวก ง เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการประเมินโครงการ 142 ภาคผนวก จ การเผยแพรผ่ ลงานทางวิชาการ 144 162

(7) สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 เปรยี บเทยี บรายละเอยี ดของ Formative & Summative Evaluation 28 2 ความสมั พันธร์ ะหว่างประเภทการประเมนิ ประเภทการตัดสินใจ 48 และการนำไปใชป้ ระโยชนต์ ามแบบจำลอง CIPP 3 ขอ้ มลู นักเรียนโรงเรียนรัตนโกสินทรส์ มโภชบางขนุ เทยี น ปีการศกึ ษา 2564 52 4 ข้อมลู บคุ ลากรโรงเรียนรตั นโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทยี น ปกี ารศึกษา 2564 52 5 โครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ 55 ปีการศึกษา 2564 6 ปฏทิ นิ ปฏิบัตงิ านการนิเทศภายในโรงเรยี นรตั นโกสินทร์สมโภชบางขุนเทยี น 57 ตามวงจรคุณภาพ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 7 ปฏทิ นิ ปฏบิ ตั ิงานการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทยี น 58 ตามวงจรคุณภาพ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 8 รายละเอียดของกลมุ่ ตวั อยา่ งนักเรียนและผูป้ กครอง 66 9 ค่าน้ำหนักและเกณฑ์การประเมินตัวชี้วัดตามกรอบการประเมินจากการพิจารณา 72 ของผเู้ ช่ียวชาญ 10 สรุปผลการพิจารณาเกณฑก์ ารตัดสินของตัวชว้ี ดั ตามประเด็นการประเมินโครงการ 73 11 กรอบแนวทางการประเมนิ โครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช 75 บางขุนเทยี นตามวงจรคณุ ภาพ 12 สถานภาพของครแู ละผบู้ ริหารสถานศึกษาผตู้ อบแบบสอบถาม 78 13 สถานภาพของนักเรยี นผูต้ อบแบบสอบถาม 79 14 สถานภาพของผูป้ กครองผ้ตู อบแบบสอบถาม 80 15 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินบริบทของโครงการนิเทศภายใน 81 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความคิดเห็นของ ครูและผู้บรหิ ารสถานศึกษา โดยภาพรวม 16 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินบริบทของโครงการนิเทศภายใน 82 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความคิดเห็นของ ครูและผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ดา้ นความตอ้ งการจำเป็นของโครงการ 17 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินบริบทของโครงการนิเทศภายใน 83 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความคิดเห็นของ ครแู ละผู้บรหิ าสถานศึกษา ด้านวัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ

(8) สารบัญตาราง (ตอ่ ) ตารางที่ หน้า 18 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินบริบทของโครงการนิเทศภายใน 84 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความคิดเห็นของ ครแู ละผู้บริหารสถานศึกษา ดา้ นกิจกรรมตา่ ง ๆ ของโครงการ 19 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินบริบทของโครงการนิเทศใน 85 โรงเรียนรัตนโกสินทรส์ มโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความคิดเห็นของ ครูและผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา ด้านผลทีค่ าดว่าจะได้รับจากโครงการ 20 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 86 นเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคณุ ภาพ ตามความ คดิ เห็นของครแู ละผบู้ ริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม 21 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 87 นิเทศภายในโรงเรียนรตั นโกสนิ ทรส์ มโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคณุ ภาพ ตามความ คิดเห็นของครูและผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา ดา้ นบุคลากร 22 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 88 นเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความ คดิ เห็นของครแู ละผู้บริหารสถานศึกษา ด้านวสั ดุอปุ กรณ์และเครื่องมือ 23 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 89 นิเทศภายในโรงเรียนรตั นโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคุณภาพ ตามความ คดิ เห็นของครูและผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ดา้ นระยะเวลาและงบประมาณ 24 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ 90 นิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความ คดิ เหน็ ของครแู ละผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา โดยภาพรวม 25 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ 91 นเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความ คิดเห็นของครแู ละผบู้ ริหารสถานศึกษา ขัน้ การวางแผนการดำเนินงาน (Plan) 26 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ 92 นิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคณุ ภาพ ตามความ คิดเหน็ ของครแู ละผู้บริหารสถานศึกษา ข้นั การดำเนินกิจกรรมตามแผน (Do)

(9) สารบญั ตาราง (ตอ่ ) ตารางที่ หน้า 27 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินกระบวนการของโครงการนิเทศ 92 ภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ตามความ คิดเห็นของ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ขั้นการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบและ ประเมินผล (Check) 28 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ 93 นเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคณุ ภาพ ตามความ คดิ เห็นของครแู ละผู้บริหารสถานศึกษา ขนั้ การแกไ้ ขปรับปรุงเพอ่ื เป็นแนวปฏิบัติใน อนาคต (Act) 29 จำนวนครง้ั และร้อยละของการจัดโครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรตั นโกสินทรส์ มโภช 94 บางขุนเทียนตามวงจรคณุ ภาพ 30 สรุปการดำเนินกิจกรรมนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทยี นตาม 95 วงจรคุณภาพ 31 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลการ 96 ปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากร 32 ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับช้ัน 98 มัธยมศึกษาปที ่ี 1 – 6 ท่ีมรี ะดบั ผลการเรียนต้ังแต่ 3 ขน้ึ ไป ของทกุ กลุม่ สาระ การเรียนรู้ ปีการศกึ ษา 2563 33 ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้น 99 มัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ท่ีมีระดับผลการเรียนตั้งแต่ 3 ข้นึ ไป ของทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ปีการศกึ ษา 2564 34 เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียนระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 – 6 100 ก่อนและหลังการดำเนินโครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรตั นโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทียน ตามวงจรคณุ ภาพ ปีการศึกษา 2563 – 2564 จำแนกตามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ 35 ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพ้นื ฐาน (O-NET) ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 101 ปกี ารศกึ ษา 2563 36 ผลการทดสอบระดบั ชาติขัน้ พื้นฐาน (O-NET) ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 102 ปีการศึกษา 2563 37 ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพน้ื ฐาน (O-NET) ระดับช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 103 ปีการศึกษา 2564

(10) สารบญั ตาราง (ตอ่ ) ตารางท่ี หน้า 38 ผลการทดสอบระดับชาตขิ ัน้ พืน้ ฐาน (O-NET) ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 104 ปกี ารศึกษา 2564 39 ผลต่างของคะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียนกับระดับประเทศของการทดสอบระดับชาติ 105 ขน้ั พ้นื ฐาน (O-NET) ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 และ 6 ปกี ารศกึ ษา 2564 หลังการ ดำเนินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจร คณุ ภาพ จำแนกตามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ 40 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของครแู ละผู้บรหิ ารสถานศึกษา 106 ตอ่ การจัดโครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจร คุณภาพ 41 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ด้านความพึงพอใจของนักเรียนต่อพฤติกรรม 107 การจัดการเรยี นรขู้ องครู 42 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้านความพึงพอใจผู้ปกครองที่มีต่อคุณภาพ 108 ของนกั เรียน 43 ผลการประเมินด้านบริบทของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช 109 บางขนุ เทียนตามวงจรคณุ ภาพ รายตัวชี้วดั 44 ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์ 109 สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคุณภาพ รายตัวชวี้ ัด 45 ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์ 110 สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคณุ ภาพ รายตัวชี้วัด 46 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช 111 บางขุนเทียนตามวงจรคณุ ภาพ รายตัวชวี้ ดั 47 ผลการประเมนิ โครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตาม 112 วงจรคณุ ภาพ ในภาพรวม

(11) สารบัญภาพ ภาพท่ี หน้า 1 รปู แบบการประเมินโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชบางขุนเทียน 6 ตามวงจรคุณภาพ 25 2 โมเดลเคานท์ แิ นนซข์ องสเตก 26 3 ประเด็นทป่ี ระเมนิ และการพจิ ารณาความสมั พนั ธ์และความสอดคล้อง 27 4 การเปรยี บเทียบสัมบรู ณแ์ ละการเปรยี บเทยี บสัมพันธ์ 29 5 การเปรยี บเทยี บผลการปฏิบตั ิกบั มาตรฐานตามโมเดลของโปรวสั

บทท่ี 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของการประเมินโครงการ การศึกษา คือ รากฐานในการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนา เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อความก้าวหน้าด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมให้มีความสมดุล สมบรู ณ์ สอดคล้องและเหมาะสมต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึน้ อยา่ งรวดเร็วในปัจจบุ ัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 ได้บญั ญัตไิ วว้ า่ การศกึ ษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพือ่ ความเจริญงอกงามของบุคคลและสงั คม โดย การถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสรรค์สร้าง จรรโลงความก้าวหน้าทาง วิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อนั เกิดจากการจดั สภาพแวดลอ้ ม สงั คม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคล เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ท้ัง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่รว่ มกับ ผอู้ ื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งสอดคลอ้ งกับจุดมุ่งหมายของหลกั สูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ท่ีมุ่ง พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงต้องให้ ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนท่ีมุง่ เน้นการพัฒนาศกั ยภาพผูเ้ รียนตามพืน้ ฐานความแตกต่างระหว่าง บุคคล ให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มตามศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อให้ผู้เรียนมีพื้น ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดแนวคิดและการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งทักษะท่ี เข้มแข็งในการประยุกตใ์ ช้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์สามารถอยู่ร่วมกับผู้อืน่ ใน สงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุข สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการศึกษาสู่เป้าหมายให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยการ บริหาร การจัดการเรียนการสอน และการนิเทศการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และสอดคล้องกับบริบทของ สถานศึกษา และความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ซึ่งการนิเทศการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนา การศึกษา เน่อื งจากกระบวนการนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการท่ีมงุ่ เน้นให้ไดม้ าซงึ่ คุณภาพนักเรียน เปน็ การ ทำงานร่วมกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และสามารถ ปฏิบัติงานสอนได้อย่างมีประสิทธภิ าพ (ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ, 2542) อาจกล่าวได้วา่ การนเิ ทศการศึกษาเปน็ การพัฒนาครทู ี่มุง่ เน้นและส่งเสริมใหค้ รูพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการศึกษาบรรลุ จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ควรเป็นในรูปแบบการสรา้ งความร่วมมือ การแนะนำช่วยเหลือ ระหว่างผู้นิเทศ กับครู เพ่อื ให้ครูสามารถพฒั นาความสามารถเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมการสอนและการเรียนรูข้ องผู้เรียนได้ด้วย ตนเอง ซึ่งจะส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ (สำนักงานคณะกรรมการการ ประถมศกึ ษาแห่งชาติ, 2534)

2 การนิเทศการศกึ ษาไม่ได้จำกดั เพยี งหน้าท่ีของศกึ ษานิเทศก์เทา่ นนั้ แต่เปน็ ในรูปแบบของความร่วมมือ ในการนเิ ทศระหว่างบุคลากรในโรงเรียน เน่ืองจากการพฒั นาด้านความรู้ความสามารถของบุคลากรท่ีเพ่ิมมาก ขึ้น โดยอาศัยหลักและวิธีการนิเทศการศึกษามาประยุกต์ใช้เพ่ือให้สอดคล้องกับสภาพท่ีเปน็ อยู่ ซึ่งมีผู้บริหาร เป็นผ้นู ำการทำงาน เรียกการนิเทศการศึกษาลักษณะน้วี า่ “การนิเทศภายในโรงเรียน” โดยผบู้ ริหารโรงเรียนมี บทบาทในการผลักดันและส่งเสริมให้การนิเทศภายในบรรลุผลและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรงุ การจัดการ เรียนการสอนในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ โดยให้การช่วยเหลือ แนะนำ ควบคุมเพื่อให้งานมีคุณภาพและ สำเรจ็ ตามทก่ี ำหนด (ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ และ ชารี มณีศรี, 2542) โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียน ขนาดใหญ่พิเศษ จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554 - 2558) เมื่อวันท่ี 24 กันยายน 2557 ผลปรากฏว่ามีตัวบ่งชี้ที่มี คุณภาพระดับดี 2 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ตัวบ่งชี้ที่ 3 ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ และเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง และตัวบ่งช้ีท่ี 5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเ้ รียน โดยมีจุดที่ควรพฒั นา คือ ผู้เรียนควรไดร้ บั การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของผู้เรียนและผลทดสอบระดับชาติ (O–NET) ใหส้ งู ขึ้น โดยครูผู้สอนในแต่ ละช่วงชั้น วิเคราะห์ข้อมูลและหาวิธกี ารแก้ไข วิเคราะห์ตัวชี้วัด กำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ การนิเทศการ สอนของครู การสอนเสรมิ พเิ ศษ และการวัดประเมนิ ผลทีห่ ลากหลายวิธี โดยจัดทำขอ้ สอบกลางที่สอดคล้องกับ มาตรฐานและตัวชี้วดั และสถานศึกษาควรพัฒนาให้ตอ่ เนอื่ ง โดยการติดตามประเมนิ ผลเพอ่ื พฒั นางานวิชาการ ในวิธกี ารทหี่ ลากหลายเหมาะสมกับบริบทของสถานศกึ ษาท้งั แบบเปน็ ทางการและไม่เปน็ ทางการ โดยส่งเสริม ใหค้ รูวิเคราะห์ผเู้ รยี นเปน็ รายบุคคล จัดทำเครื่องมือในการประเมนิ ให้เหมาะสมใหไ้ ด้ข้อมูลที่จัดเจนเชิงพัฒนา ควรจดั ทำโครงการ MOU สู่ผูเ้ รียนทีร่ ะดับผลการเรยี น 0 และ ร โดยสร้างมาตรฐานการวดั ประเมนิ ผลของกลุ่ม สาระการเรยี นรู้ (โรงเรียนรัตนโกสนิ ทรส์ มโภชบางขนุ เทียน, 2560) จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนมุ่งเน้นทีจ่ ะ พัฒนาและให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม เล็งเหน็ ความสำคัญในการจดั ทำโครงการนเิ ทศภายในตามวงจรคุณภาพ โดยการประเมนิ โครงการนเิ ทศภายใน โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคุณภาพ เพื่อใหท้ กุ ฝา่ ยที่เก่ียวข้องกบั โครงการได้รับทราบ ถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ความพร้อมใน การปฏิบัติ ความก้าวหน้าและความสำเร็จของโครงการ ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินสามารถใช้ ประกอบการตอบคำถามและเชือ่ มโยงผลในดา้ นต่าง ๆ ได้ ฉะน้ัน การประเมินจะชว่ ยให้ได้สารสนเทศอันเปน็ ประโยชนต์ ่อการพัฒนา ปรับปรุงแผนงานและโครงการ เพื่อความ อยูร่ อดขององคก์ รได้ (ศริ ชิ ยั กาญจนวาสี, 2554) ทั้งน้ี โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนได้เลือกรูปแบบที่ใช้ในการประเมินโครงการ คือ แบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) ของ Daniel L. Stufflebeam เน่อื งจากแบบจำลองซปิ ป์ (CIPP) เป็นรปู แบบ ท่ีสามารถประเมินได้ทั้งระบบอย่างต่อเนอ่ื ง เปน็ การประเมนิ ตง้ั แต่บรบิ ทและสภาพแวดล้อม (context) ปัจจัย นำเข้า (input) กระบวนการ (process) ผลผลิต (product) จึงสามารถให้ข้อมลู ค่อนข้างละเอยี ดแกผ่ ู้บรหิ ารใน การประเมินโครงการตา่ ง ๆ ทำให้สามารถตรวจสอบหาข้อบกพร่องในการดำเนินงานได้ทุกขนั้ ตอน และแก้ไข

3 ได้ทันเวลา ผลจากการประเมินโครงการโดยการใช้รูปแบบดังกล่าวจะช่วย ประกอบการตัดสินใจในการ เปลยี่ นแปลงหรอื ดำเนนิ โครงการต่อไป สมหวัง พิธิยานวุ ัฒน์ (2524 อา้ งใน สมจิต แก้วแสงขวัญ, 2545) ฉะนั้น การประเมินโครงการนิเทศภายในตามวงจรคุณภาพของโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนในครั้งนี้ ผู้รายงานจึงเลอื กใช้แบบจำลองซิปปใ์ นการประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนนิ งาน และผลผลิต ของโครงการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสารสนเทศ สำหรับการบริหารจัดการ การสนับสนุน หรือปรับปรุงพัฒนา โครงการให้มปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลมากย่ิงข้นึ วตั ถปุ ระสงค์ของการประเมนิ โครงการ การประเมินโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ โดยใช้ แบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) มีวตั ถุประสงค์การประเมิน ดงั นี้ 1. เพือ่ ประเมินบริบทของโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคุณภาพ 2. เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตาม วงจรคุณภาพ 3. เพอ่ื ประเมนิ กระบวนการดำเนนิ งานของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางขนุ เทียนตามวงจรคณุ ภาพ 4. เพอ่ื ประเมินผลผลิตของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ 1. ได้สารสนเทศเก่ียวกบั บรบิ ท ปัจจัยนำเขา้ กระบวนการ ผลผลติ ของโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียน รตั นโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทยี นตามวงจรคณุ ภาพที่เปน็ ประโยชน์ตอ่ ผเู้ กี่ยวขอ้ งกับโครงการไปใช้ในการบรหิ าร จัดการ การวางแผนพฒั นา และปรับปรงุ การดำเนินโครงการใหเ้ หมาะสมและมปี ระสทิ ธภิ าพมากย่งิ ข้ึน 2. ได้แนวทางการประเมินโครงการ และพัฒนาการประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียน รัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคณุ ภาพคร้งั ต่อไป ขอบเขตของการประเมินโครงการ 1. การประเมนิ คร้งั นเ้ี ป็นการประเมนิ โครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคณุ ภาพ ปกี ารศึกษา 2564 2. แหล่งขอ้ มลู /ผูใ้ ห้ข้อมลู ในการประเมนิ ครง้ั นปี้ ระกอบด้วย 2.1 แหลง่ ขอ้ มลู ประเภทเอกสาร/หลกั ฐาน ไดแ้ ก่ 1) รายงานการประเมนิ ตนเอง (Self – Assessment Report : SAR) ประจำปีการศกึ ษา 2563 และปีการศกึ ษา 2564 2) ข้อมลู สารสนเทศกลุม่ บรหิ ารวชิ าการ ปีการศึกษา 2564

4 3) รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ.2554 - 2558) ระดับการศึกษาข้ัน พ้นื ฐาน โรงเรยี นรตั นโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน พ.ศ. 2557 2.2 แหลง่ ขอ้ มูลประเภทบุคคล ประกอบด้วย 3 กล่มุ ดงั นี้ 1) บุคลากร ประกอบด้วยครูและผ้บู ริหารสถานศกึ ษา จำนวน 161 คน เปน็ กลมุ่ ประชากร 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ปีการศึกษา 2564 จำนวน 3,339 คน นำมากำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตารางของ Krejcie & Morgan (1970) ได้ขนาดของกลมุ่ ตัวอย่างจำนวน 341 คน ใช้วิธกี ารสมุ่ แบบแบ่งชนั้ ภูมิชนดิ สัดส่วน (Proportionate Stratified Sampling) โดยใชร้ ะดบั ชั้นเรยี นเปน็ ช้ันภูมิในการสุ่มกลุม่ ตัวอย่างจากนกั เรียนในแต่ละระดับช้ันโดยใช้การสุ่ม อยา่ งง่ายตามสัดส่วนกลุ่มตัวอยา่ งท่ีคำนวณได้ 3) ผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ปีการศึกษา 2564 จำนวน 3,339 คน นำมากำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยการเปิดตารางของ Krejcie & Morgan (1970) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 341 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิชนิดสัดส่วน (Proportionate Stratified Sampling) คำนวณสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างเช่นเดียวกับกลุ่มนักเรียน และใช้ วธิ ีการไดม้ าซึ่งกลุ่มตัวอยา่ งโดยการเลอื กแบบบังเอญิ (Accidental Sampling) 3. ตวั แปร/ประเดน็ หลกั ทม่ี ุง่ ศึกษา การประเมินครัง้ นมี้ งุ่ ประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจร คณุ ภาพ โดยประยกุ ต์ใชร้ ูปแบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) ของ Daniel L. Stufflebeam ใน 4 ด้าน คอื ดา้ น บรบิ ท ด้านปจั จัยนำเข้า ด้านกระบวนการดำเนนิ งาน และด้านผลผลิต ดังนี้ 3.1 ด้านบริบทของโครงการ 1) ความต้องการจำเป็นของโครงการ 2) วตั ถุประสงค์ของโครงการ 3) กจิ กรรมต่าง ๆ ของโครงการ 4) ผลท่คี าดว่าจะไดร้ ับ 3.2 ดา้ นปัจจยั นำเขา้ ของโครงการ 1) บุคลากร 2) วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมอื 3) ระยะเวลาและงบประมาณ 3.3 ดา้ นกระบวนการดำเนินโครงการ 1) การวางแผนการดำเนนิ งาน (Plan) 2) การดำเนินกิจกรรมตามแผน (Do) 3) การนิเทศ ตดิ ตาม ตรวจสอบและประเมนิ ผล (Check) 4) การแก้ไขปรบั ปรงุ เพอ่ื เปน็ แนวปฏบิ ัติในอนาคต (Act)

5 3.4 ด้านผลผลติ ของโครงการ 1) ผลการดำเนินกจิ กรรมตามโครงการ 2) ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลการปฏิบตั ิงานของบุคลากร 3) ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี น 4) ความพึงพอใจของผมู้ ีสว่ นเกีย่ วขอ้ งกับโครงการ ประกอบด้วย ครู นกั เรียน และผ้ปู กครอง กรอบแนวคิดในการประเมนิ โครงการ รปู แบบการประเมิน การประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคุณภาพในคร้ังน้ี ใช้รูปแบบการประเมินโครงการของ Daniel L. Stufflebeam หรือรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) โดยแบ่งการ ประเมนิ ออกเป็น 4 ส่วนตามลำดบั ของการพฒั นาตามโครงการ 3 ระยะ ดงั นี้ (พิษณุ ฟองศรี, 2549) 1. การประเมินกอ่ นเริม่ ดำเนินโครงการ ทำการประเมนิ ใน 2 สว่ น คอื 1.1 การประเมินบรบิ ท (Context Evaluation) เปน็ การประเมินตามความต้องการจำเป็นของการ ดำเนนิ โครงการ วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของโครงการ และผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ 1.2 การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เป็นการประเมินความเหมาะสมของ บคุ ลากร วัสดุอปุ กรณ์เครอ่ื งมอื ระยะเวลา และงบประมาณที่ใชใ้ นการดำเนินการ 2. การประเมินขณะดำเนินการโครงการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินกระบวนการ ดำเนนิ การโครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคุณภาพในขนั้ การวางแผน การดำเนินงาน (Plan) การดำเนินกิจกรรมตามแผน (Do) การนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล (Check) และการแกไ้ ขปรับปรงุ เพือ่ เป็นแนวปฏิบตั ิในอนาคต (Action) 3 การประเมินหลังสิน้ สุดโครงการ (Product Evaluation) เปน็ การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ ตามวตั ถุประสงคข์ องโครงการ ประกอบดว้ ยผลการดำเนนิ กจิ กรรมตามโครงการ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล การปฏบิ ัตงิ านของบุคลากร ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น และความพงึ พอใจของครู นักเรียน และผู้ปกครอง

6 รูปแบบการประเมนิ โครงการนิเทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคุณภาพ ไดน้ ำเสนอเปน็ ภาพประกอบ ดงั น้ี รปู แบบการประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรตั นโกสินทรส์ มโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ กรอบการประเมนิ รายการประเมิน กรอบเวลาประเมนิ ประเมินบริบท ⚫ ความตอ้ งการและจำเป็นของโครงการ (Context Evaluation) ⚫ วัตถุประสงคข์ องโครงการ ⚫ กิจกรรมตา่ ง ๆ ของโครงการ ⚫ ผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั กอ่ นดำเนนิ โครงการ ประเมนิ ปัจจยั นำเข้า ⚫ บุคลากร (Input Evaluation) ⚫ วสั ดุ อุปกรณ์ เคร่ืองมือ ⚫ ระยะเวลาและงบประมาณ ประเมนิ กระบวนการ ⚫ การวางแผนการดำเนนิ งาน (Plan) ระหวา่ งดำเนนิ โครงการ หลงั ดำเนนิ โครงการ (Process Evaluation) ⚫ การดำเนนิ กจิ กรรมตามแผน (Do) ⚫ การนเิ ทศ ตดิ ตาม ตรวจสอบและประเมนิ ผล (Check) ⚫ การแกไ้ ขปรบั ปรงุ เพ่อื เป็นแนวปฏบิ ัติในอนาคต (Act) ประเมนิ ผลผลิต ⚫ ผลการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ (Product Evaluation) ⚫ ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัตงิ าน ของบคุ ลากร ⚫ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ⚫ ความพงึ พอใจของผู้มีสว่ นเก่ียวขอ้ ง ภาพท่ี 1 รูปแบบการประเมนิ โครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคณุ ภาพ

7 นยิ ามคำศพั ท์เฉพาะ โครงการนเิ ทศภายในโรงเรียนรัตนโกสนิ ทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคุณภาพ หมายถงึ โครงการ นิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ปีการศึกษา 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ เพ่อื 1) สง่ เสริม พฒั นาครใู ห้สามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิด ประสิทธิผล 2) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง โดย ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการบริหารงานวิชาการจัดเตรียมวางแผนการดำเนิน โครงการนิเทศภายใน การประชุมคณะกรรมการบริหารงานวิชาการเพื่อกำหนดแนวทางการนิเทศภายใน การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ Coaching & Mentoring แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การนิเทศวิชาการ การเยี่ยมชั้นเรียนและสังเกตการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมวิชาการสัญจร 8 กลุ่มสาระ 1 กลมุ่ งานกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน นิทรรศการวชิ าการจัดแสดงผลงานครูผูจ้ ัดการเรียนการสอนท่ีเปน็ เลิศ การประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงาน และผลผลิต มา วเิ คราะหแ์ ละนำผลไปใช้ในการตัดสินคุณค่าของโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรตั นโกสนิ ทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคณุ ภาพ การประเมินบริบทของโครงการ หมายถงึ การประเมินความเหมาะสม ความสอดคล้องระหว่างความ ต้องการจำเปน็ วัตถปุ ระสงค์ กิจกรรมตา่ ง ๆ ของโครงการและผลทีค่ าดว่าจะไดร้ ับกบั ความต้องการจำเป็นของ โรงเรียนและชมุ ชน การประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ หมายถึง การประเมินความพร้อม/ความเพียงพอ/ความ เหมาะสมของปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำเนินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ตามวงจรคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ ระยะเวลาและงบประมาณที่ใช้ในการ ดำเนินโครงการ การประเมินกระบวนการดำเนนิ โครงการ หมายถงึ การประเมินความเหมาะสมของขัน้ ตอนต่าง ๆ ใน การดำเนินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพ ประกอบด้วย การวางแผนการดำเนินงาน (Plan) การดำเนินกิจกรรมตามแผน (Do) การนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมนิ ผล (Check) และการแก้ไขปรับปรุงเพื่อเปน็ แนวปฏิบัติในอนาคต (Act) การประเมินผลผลิตของโครงการ หมายถึง การประเมินผลที่ได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการ นิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทยี นตามวงจรคุณภาพ ประกอบด้วย ผลการดำเนินกิจกรรม ตามโครงการ ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลการปฏิบัตงิ านของบุคลากร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และ ความพึง พอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ ซึ่งประกอบด้วย ความพึงพอใจของบุคลากรต่อการจัดกิจกรรมการ นิเทศภายใน ความพึงพอใจของนักเรียนต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครู และ ความพงึ พอใจของผู้ปกครองต่อคุณภาพของนักเรยี น

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ ง การประเมินโครงการนิเทศภายในโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียนตามวงจรคุณภาพโดยใช้ แบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) ผรู้ ายงานไดศ้ กึ ษาแนวคิด หลักการและงานวิจัยท่เี กี่ยวข้อง ดงั ต่อไปน้ี 1 .แนวคดิ เกย่ี วกบั การประเมนิ โครงการ 1.1 ความหมายของการประเมนิ โครงการ 1.2 ประโยชน์และความสำคัญของการประเมนิ โครงการ 1.3 ประเภทของการประเมนิ โครงการ 1. 4 แบบจำลองของการประเมินโครงการ 2. แนวคดิ เก่ยี วกบั การนิเทศภายในโรงเรยี น 2.1 ความหมายของการนเิ ทศภายในโรงเรียน 2.2 ความสำคัญเละความจำเปน็ ของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 2.3 กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 2.4 บทบาทผนู้ เิ ทศภายในโรงเรยี น 3. แนวคิดเกยี่ วกับการบรหิ ารตามวงจรคุณภาพ 4. แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการประเมิน CIPP Model 5. ขอ้ มูลพืน้ ฐานโรงเรียนรตั นโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน 6. โครงการนเิ ทศภายในโรงเรยี นรัตนโกสินทร์สมโภชบางขนุ เทียนตามวงจรคุณภาพ 7. งานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้อง

9 1. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมนิ โครงการ ผู้รายงานได้ทบทวนเอกสารเกี่ยวกับความหมายของการประเมินโครงการ ความสำคัญของการ ประเมินโครงการ วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการและประเภทของการประเมินโครงการ โดยมี รายละเอยี ดต่อไปน้ี 1.1 ความหมายของการประเมนิ โครงการ “การประเมิน” มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Evaluation” ซึ่งหมายถึงกระบวนการ รวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพื่อการตัดสินใจดำเนนิ การสิ่งใดส่งิ หนึ่ง นอกจากน้ียังมคี วามหมายเก่ียวกับคำอ่ืน อีกหลายคำ เช่น การวิจัย (Research) การวัดผล (Measurement) การตรวจสอบรายงานผล (Appraisal) การควบคุมดูแล (Monitoring) การประมาณการ (Assessment) และการพิจารณาตัดสิน (Judgement) เป็นตน้ ซ่ึงคำดงั กล่าวอาจสรุปเป็นความหมายหรอื คำจำกัดความร่วมกันได้ว่าเปน็ การประมาณค่าผลที่เกิดข้ึน จากการดำเนนิ งานโดยอาศัยขอ้ มูลทไี่ ด้เก็บรวบรวมด้วยวิธกี ารสอบถามทดสอบสงั เกตและวิธกี ารอ่ืน ๆ แล้วทำ การวเิ คราะหเ์ พือ่ ตัดสินว่าการดำเนินงานนนั้ มีคุณค่าหรือบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานน้ันมากน้อย เพียงใด โดยมีผู้ใหค้ วามหมายไว้ ดงั น้ี พสิ ณุ ฟองศรี (2549) กล่าวว่า การประเมนิ หมายถึง กระบวนการตดั สินคุณค่าของสง่ิ หน่งึ ส่ิงหนึ่งโดย การนำสารสนเทศหรือผลจากการวัดมาเปรยี บเทยี บกับเกณฑ์ทีก่ ำหนด เชาวน์ อนิ ใย (2553) ใหค้ วามหมายของการประเมิน หมายถงึ กระบวนการพิจารณาตัดสินคุณค่าของ สง่ิ ใดส่ิงหนึ่งว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใดโดยนำสารสนเทศหรือผลจากการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ท่ี กำหนดเพื่อช่วยในการตัดสินใจตีค่าผลการดำเนินการนั้น ว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ใช้เป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการจัดการ ทัศนพ์ ล เรอื งศริ ิ (2559) ไดใ้ ห้ความหมายของการประเมนิ หมายถงึ กระบวนการในการตัดสินค่าของ สงิ่ ใด ๆ ของผ้บู รหิ าร หรือผู้มีอำนาจตดั สนิ ใจ โดยมีการนำสารสนเทศมาเทียบเกณฑ์ มาตรฐานทีก่ ำหนด ส่วนคำว่า โครงการ ตามประมวลศัพท์วิชาการ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการ ต่างประเทศ พ.ศ.2548 ระบุว่า มีความหมายตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “project” ฉะนั้น การประเมิน โครงการ จงึ ควรตรงกับภาษาอังกฤษว่า “project evaluation” อย่างไรก็ตามปรากฏวา่ มีนกั ประเมินบางท่าน ได้ใช้คำว่า “program evaluation” แทนคำว่า การประเมินโครงการ อย่างไรก็ตามพบว่ามีนักประเมินบาง ท่านได้ใช้คำว่า “program evaluation” แทนคำ “การประเมินโครงการ” ซึ่งเยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553) ได้ให้ความเห็นว่า project และ program เมื่อนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการประเมิน คำทั้งสองจะมีข้อแตกต่างกัน ที่เห็นได้ชัดคือ program นั้น โดยทั่วไปมักหมายถึงงานประจำ ซึ่งต้องกระทำ ตอ่ เนอ่ื งจนกวา่ จะถูกล้มเลิกหรือปรับร้ือระบบไปในทิศทางใหม่ สว่ นคำว่า project หรือโครงการน้ัน หมายถึง

10 ลกั ษณะของงานท่มี ิใชง่ านประจำ แต่จะเปน็ งานที่เกดิ ขึ้นตามความจำเปน็ ของสถานการณใ์ นสงั คม โดยจะต้อง รีบดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ภายใต้ระยะเวลาและวงเงินงบประมาณที่ระบุไว้อย่าง แน่นอน เมื่องานนั้น ๆ เสร็จสิ้นแล้ว ก็ถือว่าโครงการนั้น ๆ ได้เสร็จสิ้นลงโดยปริยาย และโดยธรรมชาติ โครงการมักจะมีความซับซ้อน คือ ประกอบด้วยงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องพยายามให้บรรลุผลตาม วัตถุประสงค์เฉพาะที่กำหนดไว้ ซึ่งตามปกติโครงการมีทั้งระยะสั้น หรือระยะยาว แต่ละโครงการจะ ประกอบด้วยลักษณะของงานท่ีเฉพาะเจาะจงและจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้น ๆ อย่าง ชัดเจน การประเมินครั้งนี้จึงเป็นการประเมินโครงการซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า “project evaluation” และจากการศกึ ษาพบวา่ มผี ใู้ หค้ วามหมายของการประเมนิ โครงการไว้ดังน้ี Suchman (1967) ได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการว่า หมายถึง การใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตรห์ รอื การใช้เทคนคิ การวิจัยทางสังคมศาสตร์เพื่อหาข้อมูลที่เปน็ จรงิ และเช่ือถือได้เก่ียวกับโครงการ เพอ่ื การตัดสินใจว่าโครงการดงั กล่าวดีหรอื ไมด่ ีอยา่ งไรหรือเปน็ การค้นหาว่าผลของกิจกรรมท่ีวางไวใ้ นโครงการ ประสบความสำเรจ็ ตรงตามวัตถุประสงคห์ รอื ความมุ่งหมายของโครงการหรอื ไม่ Weiss (1972) ได้ให้ความหมายของการประเมนิ โครงการว่า หมายถึง การประเมนิ คณุ ค่าการดำเนิน งานของกจิ กรรมใด ๆ อย่างมรี ะบบเพือ่ ปรบั ปรงุ การดำเนินงานทง้ั ในปัจจุบนั และอนาคต Davis et al. (1985) ได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการว่า หมายถึงการตรวจสอบ วัตถุประสงค์ของโครงการว่าเปน็ ไปตามเป้าหมายท่กี ำหนดไวห้ รือไม่ และบรรลุเป้าหมายมากนอ้ ยเพียงใด Schalock and Thornton (1988 อ้างใน เชาว์ อินใย, 2555) ได้นยิ ามการประเมนิ โครงการวา่ เปน็ การ เปรียบเทยี บ (Structured Comparison) เช่น นำไปเปรียบเทยี บกบั วตั ถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้ หรอื เปรยี บเทียบ กบั โครงการท่ีคล้ายกันกอ่ นและหลงั ดำเนนิ การ เพื่อชว่ ยในการตดั สนิ ใจใชท้ รพั ยากรทีม่ อี ยอู่ ย่างดีท่สี ดุ Stufflebeam (1990) ใหค้ วามหมายของการประเมนิ โครงการว่า เปน็ กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับเป้าหมาย การวางแผน การดำเนินงานและผลกระทบ เพื่อนำไปเป็นแนวทางตัดสินใจ สร้างความ น่าเชอื่ ถือและเพ่ือส่งเสริมใหเ้ กิดความเขา้ ใจในสถานการณ์ของโครงการ สวุ ิมล ว่องวาณชิ (2550) กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถงึ กระบวนการทีท่ ำใหท้ ราบถงึ สัมฤทธ์ิ ผลของโครงการ ข้อมลู ท่ไี ด้จะเปน็ ตัวช่วยในการตัดสินใจวา่ โครงการดังกลา่ วควรได้รับการขยายงาน สนบั สนุน ใหค้ งอยูต่ อ่ ไปหรือสมควรระงบั การดำเนินการ ซึง่ ขอ้ มลู ทไ่ี ด้จะชว่ ยผบู้ ริหารตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติในการ แกไ้ ขปัญหาผลของการประเมนิ นำไปปรับปรงุ โครงการใหด้ ีขึน้

11 พิสณุ ฟองศรี (2553) ให้ความหมายของการประเมินโครงการว่า หมายถึง กระบวนการตดั สินคุณค่า ของโครงการในระยะหน่งึ ระยะใดหรือทุกระยะ โดยนำสารสนเทศจากการวดั มาเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ท่ีกำหนด เพ่ือตดั สนิ ใจจดั ทำโครงการ ทดลองหรอื นำรอ่ งปรบั เปล่ียน ระงบั ขยายผล หรือยกเลิกโครงการ เชาว์ อินใย (2555) ให้ความหมายของการประเมินโครงการว่า หมายถึง กระบวนการพจิ ารณาตัดสิน คณุ คา่ โดยการค้นคว้า เกบ็ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากชุดกิจกรรมท่ีจัดขึ้นอย่างมีระบบมาประกอบการตัดสินใจ ตคี า่ ผลการดำเนินการนั้นว่าบรรลวุ ัตถุประสงค์หรอื ไม่ ทัศน์พล เรืองศิริ (2559) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ เป็นกระบวนการในการตัดสินคุณค่าของ การบริหารจัดการโครงการ โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดำเนินโครงการเพ่ื อให้ทราบว่า โครงการน้นั บรรลุผลตามเป้าหมายท่กี ำหนดหรือไม่เพียงใด มีปญั หาหรืออปุ สรรคอย่างไร เพ่ือจะได้เป็นข้อมูล ในการปรับปรุงโครงการ จากความหมายของการประเมินโครงการสรุปได้ว่า การประเมินโครงการ หมายถึง การเก็บรวบรวม ข้อมูลการดำเนินงานต่าง ๆ วิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการพิจารณาการ ดำเนินงานของโครงการในครั้งต่อไป และการประเมินโครงการต้องมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับแผนอย่าง ชัดเจน เพ่อื นำไปตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั การดำเนนิ งานของโครงการว่าจะดำเนินงานต่อไปหรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพอื่ ประสทิ ธผิ ลและประสิทธภิ าพของโครงการนัน้ ๆ 1.2 ประโยชนแ์ ละความสำคญั ของการประเมินโครงการ การประเมินมีความสำคัญที่จะทำให้หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงพัฒนางานของตนให้ กา้ วหน้า ทนั สมยั และทันต่อการเปลี่ยนแปลง การประเมินโครงการเป็นส่วนหนงึ่ ของการวิจัย เป็นกระบวนการ ที่มีระบบเพือ่ ค้นหาขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื กฎเกณฑ์ตา่ ง ๆ เพอ่ื ตัดสินความสำเรจ็ ของโครงการ เหตผุ ลประการสำคัญที่ จำเป็นต้องประเมินโครงการก็คือ ให้มีทางเลือกในการดำเนินโครงการได้หลากหลายจนทำให้การดำเนินงาน โครงการมปี ระสิทธิภาพ ดงั นนั้ จึงจำเป็นต้องประเมินโครงการว่าประสบผลสำเร็จหรือไม่ (เชาว์ อนิ ใย, 2555) นักวชิ าการและนกั การ ศกึ ษาไดก้ ล่าวถงึ ประโยชน์และความสำคญั ของการประเมินโครงการไว้ ดงั นี้ สุวิมล ติรกานันท์ (2550) ให้แนวคิดว่าการประเมินเป็นการสร้างสารสนเทศที่ถูกต้อง ชัดเจนและ เพียงพอเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ เป็นการดำเนินงานที่ต้องทำควบคู่ไปกับแผนงานหรือโครงการ ให้ได้ สารสนเทศทที่ ันเวลา ทันตอ่ การแกไ้ ขปรับปรุงโครงการ อีกทั้งเปน็ การกำกบั การดำเนินงานให้เปน็ ไปตามแผนท่ี วางไว้ ทัง้ น้กี ารประเมินยุคแรก ๆ เปน็ ลักษณะความเหน็ ของผู้ประเมินเท่านน้ั และต่อมาเปน็ การประเมินด้าน การศึกษา ซึ่งเป็นการประเมินรายบุคคล จนปัจจุบันนำวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์เข้ามาประเมินเพื่อความ ถูกต้องแม่นยำ ตลอดจนสรา้ งมาตรฐานการประเมินเพ่อื ช่วยผปู้ ระเมนิ ในการควบคมุ คุณภาพของการประเมนิ

12 สมคิด พรมจยุ้ (2550) ไดก้ ลา่ วประโยชน์ของการประเมนิ โครงการ ซง่ึ พอจะสรปุ ได้ ดังน้ี 1. ช่วยให้ข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผน โครงการ ตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเปน็ ในการดำเนนิ โครงการ ตลอดจนตรวจสอบความเป็นไปได้ ในการจดั กจิ กรรมตา่ ง ๆ 2. ช่วยใหก้ ารกำหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการมีความชัดเจน 3. ช่วยในการจดั หาข้อมูลเก่ยี วกบั ปญั หา และอปุ สรรคของการดำเนินโครงการ 4. ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ วินิจฉยั ว่าจะดำเนนิ โครงการในช่วงตอ่ ไปหรอื ไม่ จะยกเลกิ หรือขยายการดำเนินงานโครงการต่อไป 5. ช่วยใหไ้ ดข้ ้อมูลท่บี ่งบอกถงึ ประสิทธิภาพการดำเนินโครงการว่าเปน็ อยา่ งไร คุ้มคา่ การลงทุนหรือไม่ 6. เป็นแรงจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ เพราะการประเมินโครงการด้วยตนเองจะทำให้ ผู้ปฏบิ ตั งิ านได้ทราบผลการดำเนินงาน จุดเดน่ จุดดอ้ ย และนำขอ้ มูลไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน จิระศกั ด์ิ สาระรัตน์ (2551) กล่าววา่ การประเมินโครงการทางการศกึ ษามีความสำคัญ ดังตอ่ ไปนี้ 1. ชว่ ยชี้ใหเ้ หน็ วา่ จดุ ประสงค์ของการดำเนินงานนน้ั เหมาะสมเปน็ ไปไดเ้ พยี งใด 2. ทำให้ทราบวา่ การดำเนนิ งานน้นั บรรลุวตั ถุประสงค์หรอื ไม่ 3. กระตุ้นให้มีการเรง่ รดั ปรบั ปรุงการดำเนนิ งาน 4. ช่วยใหม้ องเหน็ ข้อบกพรอ่ งในการดำเนินงานแตล่ ะขน้ั ตอน 5. ช่วยควบคุมการดำเนนิ งานให้มีคุณภาพ และประสิทธภิ าพ 6. ชว่ ยให้ขอ้ มูลสารสนเทศแก่ผบู้ ริหารในด้านการดำเนนิ งาน 7. ใชเ้ ปน็ แนวทางกำหนดวิธกี ารดำเนินงานท่เี หมาะสมในครงั้ ต่อไป กนกวรรณ จันทร์เจริญชัย (2553) ได้กล่าวถึงประโยชน์จากการประเมินโครงการ สามารถแบ่งออก เปน็ ประเด็นหลักๆ ดังนี้ 1. ถา้ การประเมนิ และผลของการประเมนิ เปน็ ไปตามการคาดหมาย การปฏบิ ัติงานและการบริหารจะ ถือวา่ เปน็ แนวทางหรอื ตวั อยา่ งที่จะนำไปใชเ้ พือ่ ขยายผลต่อไป 2. หากผลการประเมนิ ออกมาในเชงิ ลบกจ็ ะเปน็ แนวทางในการนำไปใช้พจิ ารณาตัดสนิ ใจ เพ่อื ปรบั ปรงุ แกไ้ ขการบรหิ าร และการปฏบิ ัติงานใหถ้ กู ต้องเหมาะสมยงิ่ ขึ้นไป 3. การทำใหผ้ ูบ้ รหิ ารและผปู้ ฏิบตั ิงานตามแผนมคี วามระมดั ระวงั และเตรียมพรอ้ มท่ีจะทำงานมากขึน้

13 พิสณุ ฟองศรี (2553) ได้กล่าวว่าความสำคัญของโครงการต้องทำเปน็ ระบบ ซึ่งมคี วามสำคัญและจะ ชว่ ยใหบ้ รรลจุ ดุ มุ่งหมายได้ ดงั นี้ 1. เปน็ แนวทางหรือวธิ กี ารท่จี ะนำไปสู่ปรากฏการณท์ ต่ี อ้ งการจะให้เกิดขน้ึ ในอนาคตอย่างมีระบบ โดย มีการกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ เป้าหมาย และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ 2. ทำใหก้ ารกำหนดลำดบั ชัน้ กิจกรรมท่ีจะต้องทำต่อเน่ืองสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธภิ าพ ประหยัด ทรพั ยากรตา่ ง ๆ และมปี ระสิทธผิ ลได้ 3. ทำใหเ้ กดิ การประสานระหว่างผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวขอ้ งไม่ให้กิจกรรมบางอย่าง ขาดหายไปหรือซำ้ ซอ้ นกัน 4. ทำให้เกิดการประเมินผลอย่างมีข้นั ตอน มีคณุ ภาพ ได้สารสนเทศจากการประเมนิ ทีเ่ ป็นประโยชน์ เยาวดี รางชัยกุล วิบูลศรี (2553) ได้ชี้ให้เห็นประโยชน์และความสำคัญของการประเมินโครงการ ตา่ ง ๆ ดังนี้ 1. การประเมินเป็นเครื่องมือของการรับรองคุณภาพในการให้บริการถึงแม้จะไม่สามารถประกัน ผลสัมฤทธขิ์ ้นั สงู สุดของโครงการไดแ้ ตก่ ็สามารถจะรับรองคณุ ภาพของการให้บริการในระดบั หน่ึงได้ 2. การประเมินช่วยให้ผู้สนับสนุนด้านเงินทุนได้รับทราบปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงานของ โครงการ โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์จากสภาพการณ์ที่เป็นจริง ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางปรับปรุงแก้ไขให้ เหมาะสมยิง่ ขนึ้ ในโอกาสตอ่ ๆ ไป 3. การประเมนิ ชว่ ยให้ได้ขอ้ มลู สารสนเทศทมี่ ีคุณค่าสำหรับหน่วยงานทีเ่ กยี่ วขอ้ ง อาทิ หนว่ ยงานท่ตี ้อง พจิ ารณาจัดสรรเงนิ ทุนเพอ่ื ใหก้ ารสนบั สนุนโครงการ เช่น สำนักงบประมาณแผน่ ดิน เป็นต้น จะเหน็ ได้วา่ กอ่ นที่ จะอนุมัติงบประมาณให้แก่โครงการใด ๆ ทางสำนักงบประมาณแผ่นดินก็มักจะขอข้อมูลสารสนเทศที่เป็นผล การประเมนิ จากหนว่ ยงานซ่งึ จัดทำโครงการเหล่านน้ั ไป ประกอบการพจิ ารณาด้วยเสมอ ทัง้ นเี้ พอ่ื ใหก้ ารจดั สรร เงนิ งบประมาณเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ลดคำวพิ ากษว์ จิ ารณ์ และสอดคลอ้ งกบั ความต้องการท่แี ท้จริง 4. การประเมินช่วยชีใ้ ห้เหน็ ความสำคัญของแต่ละโครงการตามลำดับก่อนหลงั โดยสามารถจะทราบ ได้ว่า โครงการใดมีความจำเป็นเร่งด่วนกว่ากัน ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการคัดเลือกโครงการ ดังนั้นการ ประเมินโครงการตา่ ง ๆ อย่างมีระบบและครบทุกข้ันตอนจะทำให้ไดข้ ้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีน่าเชื่อถือ ซึ่งจะชว่ ย ชแ้ี นะไดว้ ่า โครงการใดควรจะไดร้ ับการพิจารณาให้การสนับสนุนกอ่ น และโครงการใดควรจะให้การสนับสนุน ในลำดับถดั ไป เปน็ ต้น 5. การประเมินช่วยให้ได้ข้อมูลป้อนกลับจากผู้รับบริการ ข้อมูลประเภทนี้ทำให้ทราบถงึ ขอ้ จำกัดและ ปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน เพื่อนำมาปรับปรุงโครงการ ตลอดจนเพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ผใู้ หแ้ ละผรู้ บั บริการ 6. การประเมินช่วยให้ทราบถงึ ผลผลิตของโครงการทั้งในด้านที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ควบคู่ กันไป ถึงแม้ว่าการดำเนินโครงการต่าง ๆ ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ได้ผลผลิตที่พึงประสงค์เป็นหลัก แต่ใน ความเปน็ จริงแล้วก็อาจจะมีผลผลติ บางส่วนท่ีไมพ่ งึ ประสงคเ์ กดิ ตามมาด้วย

14 จากการศึกษาถึงประโยชน์และความสำคัญของการประเมินโครงการพอสรุปได้ว่า การประเมิน โครงการมีประโยชน์ในการกำหนดวัตถุประสงค์ และมาตรฐานของการดำเนินงานมีความชัดเจนทำให้องคก์ ร ได้รับประโยชน์เต็มที่ ทำให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ เพราะโครงการเป็นส่วนหนึ่งของแผน ดังนั้นเม่ือ โครงการไดร้ ับการตรวจสอบวเิ คราะห์ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ดำเนินการไปด้วยดี ช่วยการแก้ปัญหาอันเกิดจาก ผลกระทบ (Impact) ของโครงการ และทำให้โครงการมีข้อที่ทำให้ความเสียหายน้อยลงทำให้การควบคุม คุณภาพของงาน เพราะการประเมินโครงการเป็นการตรวจและควบคุมชนิดหนึ่ง ช่วยในการสร้างขวัญและ กำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการ ทำให้การวางแผนหรอื การกำหนดนโยบายของผูบ้ ริหารและฝ่ายการเมือง เปน็ สารสนเทศชว่ ยการตดั สนิ ใจในการบรหิ ารโครงการตอ่ ไป 1.3 ประเภทของการประเมนิ โครงการ การแบ่งประเภทการประเมินโครงการจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์หลายชนิดมาจำแนกประเภท เช่น ใช้เวลา วัตถุประสงค์ วิธีการ และรูปแบบการประเมินมาบ่งบอกถึงประเภทของการประเมิน ซึ่งในที่นี้อาจ จำแนกการประเมนิ โครงการออกเป็น 4 ประเภท ดงั น้ี 1. การประเมินโครงการก่อนดำเนินการ (Preliminary Evaluation) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ และ ประเมนิ ความเปน็ ไปได้ (Feasibility Study) กอ่ นทจ่ี ะเรมิ่ โครงการใดโครงการหนึง่ ซ่งึ จะมปี ระโยชน์ในแง่การ ตัดสินว่า จะดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่อย่างไร โดยทำการศึกษาถึง สภาพแวดล้อมเชิงปฏิบั ติการ (Operating Environment) ของโครงการ ความพร้อมและความ เหมาะสมของปัจจัยนำเข้า อันได้แก่ ขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ และความพร้อมของบุคลากร เครื่องมือ งบประมาณและกระบวนการ ดำเนินงานงบประมาณ รวมไปถึงสมรรถนะในการบริหารจัดการ ทั้งยังต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของ กระบวนการที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการ โครงการ ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และความเสี่ยงของการ ดำเนินโครงการรวมไปถึงประสิทธิผลที่ คาดว่าจะได้รับ แต่ในขณะเดียวกันยังมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษา ผลกระทบที่อาจจะเกิดข้ึนจาก โครงการในด้านต่าง ๆอาทิการประเมินผลกระทบด้านสังคม (Social Impact Assessment, SIA) การประเมินผลกระทบด้านนิเวศ (Ecological Impact Assessment, EIA) การประเมิน ผลกระทบด้านการเมือง (Political Impact Assessment, PIA) การประเมินผลกระทบด้านเทคโนโลยี (Technological Impact Assessment, TIA) การประเมินผลกระทบด้านประชากร (Population Impact Assessment, PIA) การประเมินผลกระทบด้านนโยบาย (Policy Impact Assessment, POIA) การประเมิน ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Impact Assessment, ECIA) เป็นตน้ 2. การประเมินระหว่างดำเนินโครงการ (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อการ ปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการผลที่ได้จากการประเมินระหว่างดำเนินโครงการนั้น อาจกระทำระหว่าง ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) ของโครงการเป็นไป อย่างสมเหตุสมผล ยิ่งไปกว่านั้นการประเมินระหว่างดำเนินโครงการ อาจกระทำระหว่างขั้นตอนการดำเนิน โครงการ ซึ่งจะมีส่วนช่วยตรวจสอบว่า โครงการได้ถูกดำเนินการไปตามแผนของโครงการหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรียกอยา่ งเฉพาะเจาะจงวา่ Implementation Evaluation อย่างไรก็ดี การประเมินระหว่างดำเนนิ โครงการ

15 นอี้ าจเปน็ การตรวจสอบความกา้ วหน้าของโครงการว่า โครงการไดถ้ ูกดำเนนิ การไปอย่างได้ผลดหี รือไม่เพียงใด ซงึ่ เรียกอยา่ งเฉพาะเจาะจงวา่ Progress Evaluation 3. การประเมินเมื่อส้ินสุดโครงการ (Summative Evaluation) หรืออาจเรียกว่า การประเมินผลผลติ เป็นการประเมินผลรวมสรุปหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการ โดยโครงการระยะยาวนั้นจะรวบรวมจากผลของ การประเมินระหว่างดำเนินโครงการ (Formative Evaluation) ทำให้เป็นผลของการประเมินเมื่อสิ้นสุด โครงการ (Summative Evaluation) ซึ่งผลรวมสรุปที่ได้จะนำสู่การรายงานว่า โครงการได้บรรลุเป้าประสงค์ ขององค์การ (Corporate Goals) หรือไม่อย่างไร ตลอดจนการรายงานถึงสถานภาพของโครงการว่า ประสบ ความสำเรจ็ หรอื ลม้ เหลวอย่างไร พบปญั หาหรืออปุ สรรคอะไรในการดำเนนิ โครงการ เพื่อปรบั ปรงุ กระบวนการ บรหิ ารจดั การโครงการของหน่วยงานให้ดยี งิ่ ขน้ึ ในการดำเนนิ โครงการนี้ หรอื โครงการอื่น ๆ ต่อไป 4. การประเมนิ ประสิทธิภาพ (Efficiency Evaluation) เป็นการประเมินโครงการทีม่ ุ่งเน้น ตรวจสอบ ผลผลติ และกระบวนการได้มาซ่ึงผลผลิต และมุ่งทีจ่ ะทราบความสำเรจ็ หรือความลม้ เหลว รวมไปถึงความคุ้มค่า ของการดำเนนิ โครงการนน้ั ๆ ท้ังนเ้ี พือ่ ประกอบการตัดสินใจของผู้ให้บริการโครงการหรือผู้ให้ทุนว่าจะทำการ ยุติหรือขยายการดำเนินโครงการ ยิ่งไปกวา่ นั้น ในปัจจุบันการประเมินประสทิ ธภิ าพโครงการยงั มีความสำคญั เพม่ิ มากย่งิ ขนึ้ เน่อื งจากการประเมินประสิทธิภาพโครงการนนั้ เชอื่ มโยงกบั การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี หรือ หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ในแง่ของ ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐกิจ ซึ่งถือเปน็ แนวคิดกระแสหลกั ในการบรหิ าร จัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) รตั นะ บัวสนธ์ (2550) การประเมนิ โครงการแบ่งเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ตามเกณฑท์ ่ีใชแ้ บง่ ดังนี้ 1. แบง่ ตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารประเมินและช่วงเวลาของโครงการ หากแบง่ ตามเกณฑ์นี้ การประเมินก็มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1.1 ประเมินกอ่ นดำเนินโครงการหรอื กอ่ นนำโครงการไปใช้ (Pre - Evaluation Program or Ex-Ante Evaluation Program) ซึ่งเปน็ การประเมนิ โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ 1.2 ประเมินขณะดำเนินโครงการ (Formative, Process, On-Going or Monitoring Evaluation Program) เป็นการประเมนิ โครงการขณะกำลังดำเนินการอยู่ยังไม่แล้วเสรจ็ เพ่ือพิจารณาเกยี่ วกับ กระบวนการดำเนินงานในโครงการหรือประเมนิ เพอ่ื ทำการกำกับตดิ ตาม การดำเนนิ งานของโครงการให้เป็นไป ตามทกี่ ำหนดไว้ 1.3 ประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ (Post or Summative Evaluation Program) เป็นการ ประเมินเมอ่ื โครงการครบตามระยะเวลาทกี่ ำหนด ออกแบบโดยมุ่งพจิ ารณาผลสำเร็จของโครงการเปน็ หลกั 2. แบ่งตามเป้าหมายที่ยึด ถา้ แบง่ เช่นนกี้ ารประเมินจะประกอบดว้ ย 2 ประเภท ไดแ้ ก่ การประเมินท่ี ยึดเปา้ หมายโครงการเป็นเกณฑเ์ ปรยี บเทยี บกับผลสำเร็จของโครงการซงึ่ เรยี กว่า การประเมนิ แบบองิ เปา้ หมาย (Goal-Base Evaluation) และการประเมนิ ทไ่ี มย่ ึดหรอื เป็นอิสระจากเปา้ หมาย (Goal-Free Evaluation) โดย การประเมินแบบนจ้ี ะพิจารณาจากผลทงั้ หมดท่ีเกิดจากโครงการ

16 3. แบง่ ตามปรัชญาหรือความเชื่อพนื้ ฐาน การแบ่งเช่นน้ีอาศยั พื้นฐานทางปรัชญาหรือความเช่ือเก่ียวกับ ความจริงของคุณค่าและวิธีการเข้าถึงความจริงของคุณค่าในการประเมินดังกล่าวผ่านมา ในหัวเรื่องเกี่ยวกับ ปรัชญาการประเมินและคุณค่าการประเมิน ดังนั้น จึงแบ่งประเภทของการประเมิน ได้ 2 ประเภท คือ การ ประเมินตามวธิ ีการเชิงระบบหรือแบบปรนัยนิยม และการประเมินตามวิธีการเชิงธรรมชาติหรือแบบอัตนัยนยิ ม 4. แบ่งตามผู้ประเมินหรือหน่วยงานผู้รับผิดชอบทำการประเมินก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประเมินภายใน (Internal Evaluation) และการประเมินภายนอก (External Evaluation) 5. แบ่งตามวิธีการและลกั ษณะขอ้ มลู ทีม่ ่งุ ประเมินก็แบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท ได้แก่ 5.1 การประเมินเชงิ คุณภาพ (Qualitative Evaluation) 5.2 การประเมินเชงิ ปริมาณ (Quantitative Evaluation) 5.3 การประเมินแบบผสมผสาน (Mixed Evaluation) เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553) ได้แบ่งประเภทตามระยะเวลาที่ทำการประเมิน ออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี 1. การประเมินระหว่างดำเนินงาน เป็นการประเมินเพื่อติดตามดูผลผลิตของโครงการในขณะที่ โครงการนั้น ๆ กำลังดำเนนิ อยู่ การประเมินประเภทนี้ให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ท่ีจำเป็นแก่ผู้จัดการโครงการและ ผู้ตัดสินใจเพื่อปรับนโยบาย วัตถุประสงค์ ตลอดจนการจัดการทรัพยากรของโครงการ ผลจากการประเมิน ระหวา่ งดำเนนิ งานนี้ อาจจะใหส้ ารสนเทศที่เป็นประโยชน์สำหรบั การวางแผนโครงการใหม่ไดด้ ้วย 2. การประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ เป็นการประเมินเพื่อวิเคราะห์ผลผลิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสดุ โครงการ การประเมินประเภทน้จี ะให้สารสนเทศที่จำเปน็ ทง้ั หมดแก่ผ้ตู ัดสินใจและผู้วางแผน สำหรบั ใช้เพอ่ื การ วางแผนโครงการใหม่และเพื่อเป็นแนวทางการประเมินผลในอนาคตตอ่ ไป 3. การประเมินย้อนหลัง เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบย้อนหลังเมื่อโครงการสิ้นสุดไปแล้วในช่วง ระยะเวลาหนึ่งว่ามีผลกระทบจากโครงการหรอื ไม่ อย่างไร เชาว์ อินใย (2555) ได้สรปุ แนวคิดเกย่ี วกับประเภทของการประเมนิ โครงการไว้ ดังตอ่ ไปน้ี 1. แบ่งตามวตั ถุประสงคข์ องการประเมนิ แบง่ ได้ 2 ประเภท ดงั น้ี 1.1 การประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation) การประเมินแบบนี้เป็นการ ประเมินระหว่างการดำเนินงานซึ่งควบคู่ไปกับการดำเนินงานของโครงการ โดยพิจารณาความก้าวหน้าของ สิ่งที่ประเมินว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ส่วนใด อีกทั้งรวบรวม ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ สำหรับการปรบั ปรงุ แก้ไขเพ่ือใหเ้ กดิ ความเหมาะสมและทำใหก้ าร ดำเนินงานมีประสิทธภิ าพ 1.2 การประเมินสรุป (Summative Evaluation) เป็นการประเมินผลเมื่อการดำเนินงาน สิ้นสุดลงแลว้ ทำการตรวจสอบว่าโครงการได้บรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ต้งั ไว้หรือไม่เพียงใด ผลท่ีเกิดข้ึน ได้ใช้ทรัพยากรไปอย่างเพียงพอคุ้มค่าหรือไม่ และทรัพยากรเพียงพอกับความต้องการของผู้รับบริการหรือไม่ มผี ลกระทบ (Impact) หรือผลทีไ่ ม่ได้คาดหวงั หรือผลพลอยได้ (Side Effects) อะไรบ้าง

17 2. แบง่ ตามช่วงเวลาของการประเมิน แบ่งได้ 8 ประเภท ดังนี้ 2.1 การประเมนิ ความตอ้ งการจำเปน็ (Needs Assessment) เป็นการประเมนิ เบอื้ งต้นกอ่ นที่ จะจัดทำโครงการ ความต้องการจำเป็นคือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ควรจะเป็นกับสภาพท่ีเป็นอยู่ ทำให้เกิดความจำเป็นในการจัดทำโครงการขึ้นทำให้ได้แนวคดิ ของการดำเนินงานที่สามารถ ตอบสนองความ ต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดีและเป็นความต้องการของผู้รับโครงการหรือ หน่วยงานนั้นอย่างแท้จริง การประเมินความต้องการจำเป็นมีประโยชนใ์ นการกำหนดนโยบาย และการวางแผน 2.2 การประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Evaluation) เป็นการศึกษาสภาพความพร้อม ด้านต่าง ๆ ในการจดั ทำโครงการ โดยทำการศึกษาวิเคราะหถ์ ึงปัจจัยที่จำเปน็ ต่อความสำเร็จในการทำโครงการ เช่น ดา้ นกำลงั คน เทคนคิ สภาพภูมิศาสตร์ สิ่งแวดลอ้ ม ประชากร การคมนาคม สังคม เศรษฐกจิ การเงนิ ฯลฯ เป็นข้ันตอนทคี่ วรกระทำก่อนการเขียนโครงการ 2.3 การประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เป็นการประเมินทรัพยากรที่จำเป็นที่จะ นำมาใช้ในการดำเนินโครงการว่ามีความเป็นไปได้ มีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ ทรัพยากรที่จำเป็น ไดแ้ ก่ งบประมาณ บุคลากร วัสดุอปุ กรณ์ เวลา กลุ่มเปา้ หมาย เทคโนโลยแี ละแผนการดำเนินงาน 2.4 การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินการบริหารโครงการ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ การนำปัจจัยนำเข้าของโครงการมาใช้เหมาะสมหรือไม่ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จดั ข้นึ บรรลุวัตถปุ ระสงคข์ องโครงการหรือไม่ มปี ระโยชน์ในการค้นหาจดุ เด่นหรอื จดุ ด้อยของโครงการ 2.5 การประเมินผลผลิต (Output/Product Evaluation) เป็นการประเมินผลที่ได้จาก โครงการว่าเปน็ ไปตามวัตถุประสงค์หรอื ไม่คมุ้ ค่าเพยี งใด โดยนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑม์ าตรฐานท่ีกำหนดไว้ มงุ่ ตอบคำถามวา่ โครงการประสบความสำเรจ็ ตามแผนทกี่ ำหนดไวห้ รือไม่ ผลการประเมินจะทำใหไ้ ด้สารสนเทศ ในการพจิ ารณาตัดสินใจ ยตุ ิ ปรบั ขยายโครงการ 2.6 การประเมนิ ผลลพั ธ์หรือผลกระทบ (Outcome/Impact Evaluation) เปน็ การประเมิน ผลการดำเนนิ งานจากโครงการท่ีจัดทำขึ้น ก่อให้เกดิ ผลอืน่ ใดเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ เป็นทัง้ ผลท่ีคาดหวังและไม่ คาดหวังและทั้งในทางท่ีดแี ละไม่ดี 2.7 การประเมินการติดตาม (Follow up Evaluation) เป็นการประเมินเมื่อสิ้นสุดการ ดำเนินงานไปแล้วระยะหนึ่ง เช่น อาจเป็น 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี เพื่อดูผลที่ได้จากการดำเนินงานโครงการ ตา่ ง ๆ ได้อย่างชดั เจนขึ้น 2.8 การประเมนิ อภิมาน (Meta Evaluation) เป็นการพจิ ารณาตัดสนิ คุณภาพหรือคุณค่าของ การประเมนิ ทำให้ทราบถึงจดุ แข็งและจดุ อ่อนของรายงานการประเมิน และรายงานการประเมนิ ไดด้ ำเนินการ ครอบคลุมกิจกรรมของการประเมินหรือไม่ ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานการใช้ประโยชน์ (Utility) มาตรฐาน ความถูกต้อง (Accuracy) เพ่ือจะได้นำไปพฒั นารายงานการประเมินใหม้ ีคุณภาพยงิ่ ขนึ้ ต่อไป

18 3. แบ่งตามผปู้ ระเมนิ แบง่ ได้ 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 การประเมินโดยผูป้ ระเมินภายใน (Internal Evaluator Evaluation) การประเมนิ แบบน้ี ผู้ประเมินเป็นบคุ คลที่มีความเก่ียวข้องหรือปฏิบตั ิงานกับสิ่งที่จะประเมิน ข้อดีก็คือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจงึ ทราบ และเข้าใจสิ่งที่ประเมินไดเ้ ป็นอยา่ งดี ขอ้ เสียก็คือเม่อื เป็นผู้ทีม่ ีความเกยี่ วขอ้ งจงึ อาจมีความลำเอียงเกิดข้ึนได้ 3.2 การประเมินโดยผู้ประเมินภายนอก (External Evaluator Evaluation) การประเมิน แบบนผ้ี ปู้ ระเมนิ ไม่ไดเ้ ป็นบุคคลท่มี ีความเกี่ยวขอ้ งหรอื ไม่ได้ปฏิบตั งิ านกับส่ิงทจ่ี ะประเมนิ ข้อดีก็คือมีความเป็น กลางในการประเมิน แต่มีข้อเสียก็คือไม่เข้าใจ ไม่ทราบรายละเอียดของสิ่งที่ประเมนิ ดีพอ และเนื่องจากเป็น บุคคลภายนอกอาจจะไม่ไดร้ ับความรว่ มมอื ในการดำเนินงานประเมนิ 4. แบง่ ตามมิติการประเมิน แบง่ ได้ 4 ประเภท ดงั น้ี 4.1 การประเมินตามวตั ถุประสงค์ ไดแ้ ก่ การประเมินความกา้ วหน้า การประเมินผลสรปุ และ การประเมินเพือ่ การพัฒนา 4.2 การประเมินตามข้อมลู ไดแ้ ก่ ข้อมูลเชิงปรมิ าณ คณุ ภาพ และแบบผสม 4.3 การประเมินตามวิธีการประเมิน ไดแ้ ก่ การประเมนิ เชิงธรรมและเชิงทดลอง 4.4 การประเมินตามจุดเน้นที่ประเมิน ได้แก่ การประเมินกระบวนการ ผลลัพธ์ ผลกระทบ การวิเคราะหค์ ่าใช้จา่ ยกบั ผลตอบแทน และการวิเคราะหต์ ้นทนุ กับประสทิ ธผิ ล 5. แบ่งตามชว่ งเวลาเพอื่ เอ้ือตอ่ การประเมิน แบง่ ได้ 3 ประเภท ดงั น้ี 5.1 การประเมินก่อนการดำเนินงาน เป็นการประเมนิ ผลก่อนจดั กจิ กรรมต่าง ๆ ของโครงการ โดยมุ่งเน้นประเมินตัวโครงการว่ามีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในแต่ละส่วนหรือไม่ มีความเป็นไปได้คุ้มทุน มีเวลาเพียงพอหรือไม่ และจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรที่จะทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ การประเมินก่อนดำเนนิ งานมปี ระโยชนใ์ นการตัดสินใจดำเนนิ โครงการหรอื ล้มเลกิ โครงการ 5.2 การประเมินระหว่างการดำเนินงาน การประเมินเหล่านี้ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของ โครงการ โดยพจิ ารณาความก้าวหนา้ ของสิง่ ที่ประเมนิ ว่าจำเป็นต้องมีการปรบั ปรุง เปลย่ี นแปลงสว่ นใด อีกท้ัง รวบรวมปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ สำหรับการปรับปรุงแก้ไขเพือ่ ให้เกิดความเหมาะสม และทำให้การดำเนิน งานมปี ระสิทธภิ าพ 5.3 การประเมินหลังการดำเนินงาน เป็นการประเมินผลเมื่อการดำเนินงานได้สิ้นสุดลง แล้วทำการตรวจสอบว่าโครงงานได้บรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่เพียงใด ผลที่เกิดขึ้นได้ใช้ ทรัพยากรไปอย่างเพียงพอคุ้มค่าหรือไม่ และทรัพยากรเพียงพอกับความต้องการของผู้รับบริการหรือไม่ มผี ลกระทบ (Impact) หรือผลทไี่ ม่ไดค้ าดหวงั หรือผลพลอยได้ (Side Effects) อะไรบา้ ง การประเมินก่อนดำเนินงานจะใช้การประเมินบริบทและการประเมนิ ปจั จัยนำเขา้ การประเมนิ ระหว่าง การดำเนินงานจะใช้การประเมินกระบวนการ ส่วนการประเมินหลังการดำเนินงานจะใช้การประเมินผลผลิต และการประเมนิ ผลลัพธ์

19 เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2556) กล่าวว่า ประเภทของการประเมินโครงการการประเมนิ โครงการ บรกิ ารสงั คมน้นั สามารถจำแนกประเภทของการประเมนิ โดยท่วั ไปได้เปน็ 4 ประเภทคือ 1) การประเมนิ ความ ต้องการที่จำเปน็ 2) การประเมินกระบวนการ 3) การประเมนิ ผลผลิต 4) การประเมินประสทิ ธิภาพ 1. การประเมินความต้องการที่จำเป็น แนวคิดของการประเมินความต้องการที่จำเป็น (Need Assessment) ได้เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 โดยโครงการต่าง ๆ เหล่าน้ัน มักถูกเรียกร้องให้ระบุวิธีการวัดและประเมินความต้องการของโครงการไว้ในเป้าหมายด้วย ท้ังนี้เพื่อ ประสิทธิภาพของการวางแผนโครงการ ซึ่งต่อมาไดก้ ลายเปน็ เกณฑ์พื้นฐานสำหรับการพิจารณาอนมุ ตั ิ เพื่อให้ การสนับสนนุ โครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการตา่ ง ๆ ทางการศึกษา เช่น โครงการท่ีเกี่ยวกบั การสง่ เสรมิ วิชาการ โครงการพัฒนาจิตใจและอารมณ์ของเด็กนักเรียน และโครงการฝึกอบรมทางการอาชีวศึกษา เป็นต้น โครงการทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็ได้ทำการประเมินให้ กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภาค และ ระดับชาติ (Stufflebeam, 1977) หลังจากช่วงปลายปี ค.ศ. 1970 ได้มีการเน้นในเรื่องของการวางแผน โครงการและการประเมนิ เพื่อให้เป็นไปตามขัน้ ตอนที่ต้องจัดดำเนินการร่วมกันอยา่ งใกล้ชิด และในช่วงนี้ได้ วารสารที่ชื่อว่า Evaluation and Program Planning ซึ่งเน้นหนักการประเมินโครงการด้านสุขภาพอนามัย ก็ได้เน้นเกี่ยวกับหลักการ และแนวปฏิบัติในการใหก้ ารสนับสนุนในเร่ืองดังกล่าวรวมทั้งการเปล่ียนแปลงแผน ของโครงการดว้ ย (Posavac and Carey, 1980) ในการวัดและประเมินความตอ้ งการท่ีจาเป็นนัน้ ก่อนดำเนิน โครงการใด ๆ ก็จะต้องมีการวางแผนของโครงการนัน้ ๆ ไว้ล่วงหนา้ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตอบ คำถามต่าง ๆ ได้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง ในปัจจุบันนักประเมินได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการวางแผน เพื่อการประเมินและเช่ือว่าการวางแผนโครงการจำเปน็ ต้องจัดให้เป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนการประเมินโดยให้ การวางแผนโครงการเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมินนั้น ๆ กอ่ นนำโครงการไปสขู่ ั้นปฏิบตั ิ ทำให้นกั วางแผนที่ ดีต้องมีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความต้องการที่จำเป็นอย่างถูกต้อง โดยอาศัยเทคนิคซึ่งสามารถวัดและ ประเมินความตอ้ งการที่เหมาะสมได้ในเชงิ ปรมิ าณ รวมทั้งเทคนิคอ่นื ๆ ทีเ่ อือ้ ต่อการประเมินความต้องการได้ เช่น การใช้ข้อมูลจากระเบยี นสะสมทีม่ ีอยูห่ รอื การสงั เคราะห์สารสนเทศที่มอี ยู่ เป็นต้น 2. การประเมินกระบวนการ แนวคิดหลักของการประเมินกระบวนการก็คือเมื่อโครงการได้รับการ พัฒนาและเริ่มดำเนินการแล้ว นักประเมินต้องย้อนกลับไปทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการอีกคร้ัง เพื่อตรวจสอบว่าโครงการนั้น ๆ ได้ปฏิบัติไปตามทุกขั้นตอนที่ได้ออกแบบไว้หรือไม่ และจัดกิจกรรมเพื่อให้ บริการต่อกลุ่มเป้าหมายตรงตามที่กำหนดไว้ในโครงการหรือไม่ การประเมินกระบวนการของโครงการเช่นน้ี ถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการตรวจสอบความพยายามของโครงการว่าได้ดำเนินการไปอย่างครบถ้วน และตรงตามแผนที่วางไว้ทุกขั้นตอนหรือไม่ ตามปกติแล้วข้อมูลและสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการประเมิน โครงการมักจะถูกรวบรวมไว้โดยตัวแทนของหน่วยงานและมักจะไม่มีอยู่ในรูปแบบที่ใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เช่น ข้อมลู เก่ียวกบั ผูร้ ับบรกิ ารกม็ กั จะอย่ใู นใบสมัครซ่ึงไมม่ ีรายละเอียดเท่าท่ีควรเก่ียวกับการเข้ารับบริการจาก โครงการ ในทางกลับกันมกั จะเป็นเพยี งบันทึกส้นั ๆ ของเจา้ หนา้ ท่ใี หบ้ รกิ ารเท่าน้นั ดว้ ยเหตนุ ี้การท่ีจัดข้อมูลให้ อยใู่ นรปู แบบทเี่ รียกใชไ้ ด้นนั้ ซงึ่ ตอ้ งเสียเวลาและค่าใช้จา่ ยดว้ ย ซ่ึงนักประเมนิ กระบวนการควรตระหนกั ในเร่ือง นแ้ี ละควรมคี วามพยายามที่จะออกแบบการเก็บขอ้ มูลที่จำเป็นต่าง ๆ อย่างมีระบบ ท้ังนเ้ี พอ่ื ช่วยอำนวยความ

20 สะดวกในด้านการรวบรวมขอ้ มูลและการสรุปขอ้ มูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ตอ่ การปฏบิ ัตโิ ครงการให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าการประเมินกระบวนการ มิได้บ่งชี้ถึงความสำเร็จของโครงการแต่ก็มีความสำคัญต่อผู้รับผิดชอบ โครงการในสว่ นทเี่ ก่ยี วกับเงนิ ทุนทจ่ี ะนำมาสนับสนุนโครงการหรือนำมาใช้เพือ่ ขยายโครงการ ซึ่งจำเป็นจะต้อง มีข้อมูลเบื้องต้นจากการประเมินดังกล่าว เพื่อจะได้ทราบว่าโครงการนั้น ๆ มีแผนงานที่สามารถนำไปปฏิบัติ ได้จริงเพียงใด และน่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ เพราะได้เคยให้บริการกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ก่อนแล้ว เป็นต้น นอกจากนั้นเมื่อมีการประเมินกระบวนการของโครงการแล้วสิ่งสำคัญก็คือ เป็นการเปิดโอกาสให้ ผู้อำนวยการโครงการสามารถจะปรับการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางที่นำไปสู่ความสำเร็จของโครงการได้ อยา่ งสมเหตสุ มผลดว้ ย 3. การประเมนิ ผลผลติ เทา่ ท่ีผา่ นมานักประเมินมักจะประเมนิ ผลสมฤทธิ์ของโครงการจากการประเมิน ผลผลิตโดยตรงของโครงการนั้น ๆ ซึ่งความจริงแล้วเป็นการยากที่จะระบุ “เหตุ” ซึ่งมักจะหมายถึง ปัจจัย นำเข้าในระหว่างการดำเนินโครงการกับ “ผล” ที่เกิดตามมาของโครงการ ตัวอย่างเช่นเมื่อมีการจัดโครงการ พฒั นานสิ ัยการอา่ นสำหรบั เยาวชนทอ้ งถิ่น ปรากฏวา่ มคี ำถามท่ีนา่ สนใจคอื 3.1 ผู้เข้าร่วมโครงการจะมนี สิ ัยรกั การอา่ นมากกวา่ ผไู้ ม่ได้เข้าร่วมโครงการหรอื ไม่ 3.2 มีหลักฐานหรือไม่ที่แสดงว่าผู้เข้าร่วมโครงการมีความสนใจในการอ่านมากขึ้นคำถาม ข้างต้นเป็นคำถามที่ดีและมีเหตุผล แต่ก็ยากที่จะชี้ชัดลงไปในการตอบคำถามที่เกี่ยวกับผลผลิตของโครงการ โดยตรงที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าอาจจะมีอิทธิพลจากตัวแปรอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องได้ เช่น สภาพแวดล้อมของ ผรู้ บั บริการ ดงั นนั้ การประเมนิ ผลผลติ ของโครงการที่สำคญั กค็ อื นกั ประเมนิ จะตอ้ งแสดงแนวทางในการวัดผล สำเร็จของโครงการให้น่าเชื่อถือมีการวัดที่แม่นยำ มีผลการวัดที่ตรงกับความเป็นจริงและมีความคงที่ด้วย สำหรบั วิธีการวัดนน้ั อาจต้องใชก้ ารออกแบบตามวิธีวิจัยทซ่ี ับซ้อน คลา้ ยกบั การออกแบบโครงการการวิจัยเชิง ทดลอง ส่วนการกำหนดความสำเร็จของโครงการยังมีความเห็นแตกต่างกันตามกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานที่สนับสนุนเป็นบุคลากรของโครงการ และผู้รับบริการซึ่งแต่ละกลุ่มมีระดับของการยอมรับ ความสำเร็จที่ต่างกันไป ดังนั้นนักประเมินจึงต้องหาตัวบ่งชี้ที่สามารถเป็นที่ยอมรับของทุกกลุ่มและมี ความเปน็ ไปได้สำหรบั การประเมินผลผลิตดว้ ย จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่าประเภทของการประเมินโครงการนั้น ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ใน การแบ่ง กล่าวคือ หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมินได้ 2 ประเภท คือ การประเมินความก้าวหน้า และการประเมินสรุป แบ่งตามช่วงเวลาของการประเมินได้ 8 ประเภท คือ การประเมินความต้องการจำเปน็ การประเมินความเป็นไปได้ การประเมินปัจจัยนำเข้า การประเมินกระบวนการ การประเมินผลผลิต การประเมินผลลัพธ์หรือผลกระทบ การประเมินการติดตาม และการประเมินอภิมาน แบ่งตามผู้ประเมิน ได้ 2 ประเภท คอื การประเมนิ โดยผู้ประเมินภายใน และการประเมนิ โดยผู้ประเมินภายนอก แบ่งตามมิติของ การประเมินได้ 4 ประเภท คือ การประเมินตามวัตถุประสงค์ การประเมินตามข้อมูล การประเมินตามวิธีการ ประเมิน และการประเมินตามจุดเน้นที่ประเมิน แบ่งตามช่วงเวลาเพื่อเอื้อต่อการประเมินได้ 3 ประเภท คือ การประเมนิ ก่อนการดำเนนิ งาน การประเมนิ ระหว่างการดำเนินงาน และการประเมนิ หลงั การดำเนนิ งาน

21 1.4 แบบจำลองของการประเมนิ โครงการ แบบจำลองการประเมินโครงการ หมายถึง ร่างหรือเค้าโครง หรือกรอบความคิดที่นำมาใช้ศึกษา ค้นคว้า เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลต่าง ๆ จากชุดของกิจกรรมท่ีจัดขึ้นอยา่ งเปน็ ระบบ มาประกอบการตัดสนิ ใจ ตีค่าผล ของการดำเนินงานนั้นว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ (เชาว์ อินใย, 2555) แบบจำลองท่ีใช้ในการประเมินใน ปจั จุบันเกอื บทั้งหมด เปน็ แบบจำลองทมี่ ีจุดเร่ิมตน้ มาจากการประเมนิ ทางการศกึ ษา ต่อมาไดม้ ผี นู้ ำประยุกต์ใช้ กับการประเมนิ โครงการต่าง ๆ ซงึ่ สุวิมล ติรกานันท์ (2550) และ เชาว์ อนิ ใย (2555) ไดแ้ บง่ แบบจำลองของ การประเมินเปน็ กลมุ่ ใหญ่ ๆ 3 กลมุ่ ดังนี้ 1. แบบจำลองที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal-Attainment Model หรือ Objective Based Model) ในกลุ่มนี้มงุ่ ใหค้ วามสนใจเปรยี บเทียบผลท่ไี ด้รับกับวตั ถุประสงค์ 2. แบบจำลองการตัดสินคุณค่า (Judgmental Evaluation Model) กลุ่มที่สองนี้ให้ความสนใจกับ การตดั สนิ คณุ คา่ ของสิง่ ทีถ่ กู ประเมนิ 3. แบบจำลองทชี่ ่วยในการตัดสนิ ใจ (Decision-Oriented Evaluation Model) กล่มุ สุดท้ายเป็นกลุ่ม ท่ีมุ่งผลิตสารสนเทศเพ่อื การตดั สนิ ใจ สำหรับการประเมินโครงการในครั้งนี้จะนำเสนอแบบจำลองที่ สำคัญและใช้กันมากในงาน ประ เมิน โครงการ ดังน้ี แบบจำลองการประเมินของไทเลอร์ (Tyler’s Goal Attainment Model) แนวคิดทางการประเมินของไทเลอร์จัดเป็นแนวคิดของการประเมินในระดับชั้นเรียน โดยไทเลอร์ มีความเห็นว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนา กระบวนการเรยี นการสอน ทัง้ นไ้ี ทเลอรไ์ ดเ้ ร่ิมต้นการนำเสนอแนวคิดทางการประเมินโดยยึดกระบวนการของ การจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก กล่าวคือไทเลอร์ได้นิยามว่า กระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็น กระบวนการที่มุ่งจัดขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่พึงปรารถนาในตัวของผู้เรียน ด้วยเหตุน้ี จุดเน้นของการเรียนการสอน จึงข้ึนอย่กู ับการท่ผี ู้เรยี นจะต้องมีการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมหลงั การสอน ดังน้ัน เพื่อให้การสอนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในตัว ผู้เรียนตามที่มุ่งหวัง กระบวนการดังกล่าวมีผู้ให้ รายละเอียด ดังน้ี เยาวดี รางชยั กุล วบิ ูลยศ์ รี (2553) ไดก้ ลา่ วถงึ กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในตัวผู้เรียน โดยมขี ั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ต้องมีการระบุหรือกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชดั เจนลงไปว่า เมื่อสิ้นสดุ การจัดการเรียนการสอน แลว้ ผูเ้ รยี นควรเกดิ พฤติกรรมใด หรือสามารถกระทำสิง่ ใดได้บ้าง ลกั ษณะของวตั ถปุ ระสงค์ท่ีชัดเจนดังกล่าวน้ี ควรมีจุดเนน้ อย่ทู ก่ี ารกำหนดพฤติกรรมซึง่ สงั เกตเหน็ ไดโ้ ดยชดั เจน หรอื ทเี่ รียกว่าวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม

22 ขั้นที่ 2 ต้องระบุต่อไปว่า จากวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ดังกล่าวนั้นมีเนื้อหาใดบ้างที่ผู้เรียนจะต้อง เรียนรู้ หรือมีสาระใดบ้างที่เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตาม วัตถปุ ระสงค์ทีร่ ะบไุ ว้ในขั้นท่ี 1 ขน้ั ที่ 3 หารปู แบบและวิธีการจัดการเรยี นการสอนที่เหมาะสมกับเน้ือหาซ่งึ ผ้เู รียนจะต้องเรียนรู้ตามที่ ระบุไวใ้ นข้นั ตอนที่ 2 ขน้ั ที่ 4 หามาตรการในการตรวจสอบหลังจากสิน้ สุดการจัดการเรียนการสอนวา่ ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในข้อใดบา้ ง และมีวัตถปุ ระสงคข์ อ้ ใดบา้ งท่ีผู้เรยี นยังไมเ่ กดิ การเรยี นรู้ การประเมินในความเห็นของไทเลอร์ จึงหมายถึง การเปรียบเทียบสิ่งที่ผู้เรียนสามารถกระทำได้จริง หลงั จากทไี่ ด้จัดการเรยี นการสอนแล้ว กับวตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรม ซง่ึ ไดก้ ำหนดขน้ึ ไว้ก่อนท่ีจะจัดการเรียน การสอนนั้น ๆ จากแนวคิดพื้นฐานด้านหลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวกับการประเมินการเรียนการสอนดังกล่าว ไทเลอร์จึงไดเ้ สนอโมเดลการประเมนิ ขึ้น เรียกว่า “Tyler’s “Goal Attainment Model” ซึ่งเป็นโมเดลที่ยึด จุดมุ่งหมายเป็นหลักในการประเมินความสำเร็จของโครงการ โดยการตรวจสอบผลผลิตของโครงการว่า ไดเ้ ปน็ ไป ตรงตามจุดม่งุ หมายท่ตี ้ังไวห้ รือไม่ สุวิมล ติรกานันท์ (2550) กล่าวถึงแบบจำลองของไทเลอร์ว่ามีจุดอ่อนคือ คือ การมุ่งเน้นท่ี วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทำใหก้ ารประเมินขาดสารสนเทศท่เี ปน็ ประโยชนใ์ นดา้ นอน่ื ๆ เชาว์ อินใย (2555) เสนอรูปแบบการประเมินตามแนวคิดของไทเลอร์ โดยโครงการที่จะทำการ ประเมินโดยใชร้ ูปแบบของไทเลอร์ ควรมีลักษณะดงั ต่อไปนี้ 1. โครงการที่ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมระยะสั้น เช่น โครงการปฐมนิเทศนักศึกษา โครงการกีฬาสี โรงเรยี น เป็นต้น 2. โครงการท่ไี ม่ไดม้ ่งุ เนน้ ความก้าวหนา้ แตต่ อ้ งการผลสรปุ 3. โครงการที่ฝ่ายประเมินขาดแคลนบุคลากรในการปฏิบัติงานอย่างฉับไว เพราะไม่จำเป็นที่จะต้อง นำเสนอขอ้ มูลทนั ทีทนั ใด ขณะกจิ กรรมกำลังดำเนินอยู่ กลา่ วโดยสรุป แบบจำลองการประเมินของไทเลอร์ เป็นแนวคดิ ของการประเมนิ ในระดบั ช้นั เรียน โดย มีความเห็นว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนการสอน ดังน้ัน การประเมนิ ในความเห็นของไทเลอร์ จึงหมายถงึ การเปรียบเทียบระหว่างสิง่ ท่ีผู้เรียนสามารถกระทำได้ จรงิ หลงั การจดั การเรียนการสอนกับวัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมซึง่ ได้กำหนดขนึ้ ไวก้ ่อนทจี่ ะจัดการเรยี นการสอน

23 แบบจำลองการประเมินของครอนบาค (Cronbach’s Goal and Side Effect Attainment Model) หลังจากที่ไทเลอรไ์ ด้นำเสนอรูปแบบการประเมินท่ีเน้นจดุ ประสงค์แลว้ มนี ักประเมินไดน้ ำแนวคิดของ ไทเลอร์มาประยุกต์เพื่อให้การประเมินมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการประเมินท่ีต้องพิจารณา องค์ประกอบหลาย ๆ ดา้ น โดยไม่เนน้ ที่จุดมุ่งหมายเพยี งอยา่ งเดียวแตพ่ ิจารณาผลขา้ งเคยี งที่เกิดจากการจัดทำ โครงการด้วย (เชาว์ อินใย, 2555) เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553) ได้สรุปแนวคิดของครอนบาคที่ได้เขียนบทความชื่อ “Course Improvement Through Evaluation” โดยได้ให้นิยามการประเมนิ ตามทัศนะของตนไว้ว่า “การประเมิน” เปน็ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลและการใช้สารสนเทศเพอื่ การตัดสินใจเกีย่ วกบั การจดั โปรแกรมทางการศึกษา ทั้งนี้ ในสว่ นของการตดั สนิ ใจทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการจัดการศกึ ษาน้ัน ครอนบาคได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คอื 1. การตัดสินใจเพื่อการปรับปรุงรายวิชา เช่น การปรับแผนการสอน ตลอดจนการเลือกใช้ส่ือ การสอนแบบใหม่ 2. การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียนเป็นรายบุคคล เช่น การจัดกลุ่มนักเรียนให้เหมาะกับ ความสามารถ รวมทัง้ การจัดสอนซอ่ มหรือสอนเสริม 3. การจัดการบริหารในโรงเรยี น เช่น การพัฒนาระบบคุณภาพของโรงเรยี น รวมทั้งการคัดเลือกหรอื การพัฒนาคณุ ภาพของครู เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553) ได้สรุปแนวคิดของครอนบาคโดยการประเมินที่จะต้องมีการ ประเมินผลหลาย ๆ ด้านก่อนการพิจารณาตัดสินใจ ไม่ควรกระทำโดยใช้แต่แบบทดสอบเพียงประการเดียว โดยครอนบาคได้เสนอแนวทางการประเมินเพิ่มเติมไว้อีก 4 แนวทาง ดังน้ี 1. การศึกษากระบวนการ (Process Studies) การศกึ ษากระบวนการเป็นการศึกษาสงิ่ ท่ีเกิดขึน้ ระหว่าง การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ ข้อมูลท่ีได้นำไปใช้ในการปรับปรุงโครงการการประเมินผลหลักสูตร ระดับชาติ ควรใหผ้ ู้ทม่ี ีความเชีย่ วชาญเป็นผู้ทำการประเมิน ส่วนหลกั สูตรระดับโรงเรียนควรให้ครูผู้สอนเป็นผู้ทำ การประเมิน ได้แก่ การศึกษาภาวการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในชั้นเรียน เช่น การที่นักเรียนทำแบบฝึกหัดไม่ถูกต้อง การสังเกตผลการใช้สื่อ การซักถามนักเรียนขณะดำเนินการสอน หรือขณะให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ภาวการณ์ที่ เกดิ ขึ้นเหลา่ นสี้ ามารถจะนำมาเปน็ ข้อมูลที่ใชเ้ พ่ือการพัฒนาหรอื ปรับปรงุ รายวิชาได้เปน็ อย่างดี 2. การวัดศักยภาพของผู้เรียน (Proficiency Measurement) ครอนบาคได้ให้ความสำคัญต่อคะแนน รายข้อมากกว่าคะแนนจากแบบทดสอบทง้ั ฉบับ โดยใหท้ ัศนะว่า คะแนนจากแต่ละขอ้ สามารถช้ีให้เห็นถึงส่ิงที่ ผู้เรียนได้เรียนรู้แล้วและสิ่งที่ควรจะพัฒนาต่อไป ด้วยเหตุนี้ ครอนบาคจึงให้ความสำคัญต่อการสอบเพื่อวัด สมรรถภาพของผู้เรียนระหว่างการเรยี นการสอนว่า มีความสำคญั มากกว่าการสอบประจำปลายภาคเรียนหรือ การสอบปลายปี และการวัดศักยภาพของผู้เรียนควรใช้แบบทดสอบมาตรฐาน การทดสอบนักเรียนต่างกลุ่ม ควรใช้แบบทดสอบต่างฟอร์มกัน ข้อสอบที่ดีจะต้องมีความเป็นตัวแทนของเนื้อหาวิชา สำหรับแบบทดสอบ อตั นัยก็ควรนำเอามาใช้วัดความสามารถบางอยา่ งด้วยและควรใช้กับกลุ่มตวั อย่างขนาดเล็ก

24 3. การวัดทัศนคติ (Attitude Measurement) ครอนบาคให้ทัศนะว่า การวัดทัศนคติมีความจำเป็น ในการจัดทำโครงการเพ่ือศึกษาถงึ ความพงึ พอใจต่อโครงการในด้านต่าง ๆ การวัดทศั นคติเป็นผลท่เี กิดจากการ จัดการเรียนการสอนส่วนหนึ่งซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน การวัดทัศนคติอาจทำได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ การตอบแบบสอบถาม และอื่น ๆ แต่มีข้อควรระวังกค็ ือ ไม่ควรพิจารณาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอยา่ งเปน็ รายบุคคล แต่ควรพิจารณาในภาพรวมจะเหมาะสมกว่า 4. การติดตามผล (Follow-up Studies) เปน็ การติดตามผลการทำงาน หรอื ภาวการณ์เลอื กศึกษาต่อ ในสาขาตา่ ง ๆ รวมทั้งการใหบ้ คุ คลท่เี รยี นในระดับขน้ั พ้ืนฐานท่ีผ่านมาแลว้ ได้ประเมนิ ถงึ ขอ้ ดีและข้อจำกัดของ รายวชิ าตา่ ง ๆ ว่าควรมกี ารปรบั ปรุงเพิ่มเตมิ อย่างไร เพอื่ ชว่ ยในการพัฒนาหรอื ปรบั ปรุงรายวชิ าเหล่านั้นต่อไป กล่าวโดยสรุป แบบจำลองการประเมินของครอนบาคตัง้ อยู่บนความเชือ่ ว่า การประเมนิ เป็นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล และการใชส้ ารสนเทศเพอ่ื การตดั สนิ ใจเก่ียวกับการจัดโปรแกรมทางการศึกษา และการประเมิน นั้นไม่ควรจะทำโดยการใช้แต่เพียงแบบทดสอบอย่างเดียว แต่ควรใช้แนวทางการประเมินอีก 4 แนวทางด้วย ไดแ้ ก่ การศึกษากระบวนการ การวัดศกั ยภาพของผ้เู รียน การวดั ทศั นคติ และการตดิ ตามผล แบบจำลองการประเมินของสเตก (Stake’s Countenance Model) Worthen and Sanders (1973 อ้างใน เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี, 2553) กล่าวว่า การประเมินใน ทัศนะของสเตก เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง เพื่อนำมาจัดให้เป็นระบบระเบียบ และ มีความหมายในการประเมนิ โดยสเตกได้สร้างแบบจำลองทางความคดิ เกยี่ วกับการประเมนิ ข้นึ เรียกว่า โมเดล เคานท์ แิ นนซ์ (Stake’s Countenance Model) มโี ครงสรา้ งและรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้

25 ภาพที่ 2 โมเดลเคาน์ทิแนนซข์ องสเตก โมเดลเคานท์ ิแนนซ์ ตามความคิดของสเตกน้นั มมี ติ ิทางการประเมนิ อยู่ 2 มติ ิ คอื มติ ใิ นแนวต้งั และมติ ิ ในแนวนอน โดยมรี ายละเอียดดงั นี้ 1. มติ ใิ นแนวตั้ง 1.1 สิ่งนำ (Antecedents) หมายถึง ภาวะของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ก่อน ก่อนที่จะมีกิจกรรม หรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมา เช่น ในเรื่องของการเรียนการสอน ก็จะหมายถึงภูมิหลัง ความสามารถ ความถนดั ความสนใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเดิมของนกั เรยี น เปน็ ตน้ 1.2 การปฏิบัติ (Transaction) หมายถึง ภาวะของการกระทำ การเคลื่อนไหว หรือ การจัด กิจกรรมใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายของงานในโครงการนั้น ๆ เช่น การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนสำหรบั ครูและนกั เรียน 1.3 ผลผลิต (Outcome) หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากการที่มีภาวะของการกระทำในโครงการ เช่น ในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ผลผลิตที่คาดหวัง หมายถึง การที่นักเรยี นเกิดการเรียนรู้ มีทัศนคติ ทดี่ ี มคี วามสามารถ มีทักษะ หลงั จากทีค่ รไู ดจ้ ดั กจิ กรรมการเรียนการสอนไปแลว้

26 2. มติ ใิ นแนวนอน 2.1 ส่วนของการบรรยาย หมายถึง ภาวะที่ได้เกิดขึ้นจริงหรือต้องการจะให้เกิดขึ้นโดย สามารถสังเกตได้ ภาวะในสว่ นของการบรรยายนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนย่อย คือ 1) ความมุ่งหมายหรือความ ประสงคท์ ่ีคาดหวัง หรือท่วี างแผนไวเ้ พอ่ื ต้องการให้เกิดขนึ้ 2) ผลหรอื สิ่งทีส่ งั เกตได้จรงิ 2.2 ส่วนของการตัดสิน หมายถึง ภาวะของการตัดสินใจเชิงประเมิน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 สว่ นยอ่ ย คือ 1) เกณฑ์ ไดแ้ ก่ ภาวะท่กี ำหนดขนึ้ เพอ่ื ใชเ้ ทียบกับปรากฏการณ์ใด ๆ ทีส่ งั เกตได้ และเพื่อระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณภาพระดับใด 2) การเลือกตัดสินใจ ได้แก่ ผลที่เกิดจากการนำเอาเหตุการณ์หรือ ปรากฏการณใ์ ด ๆ ที่เกดิ ขน้ึ มาเทียบกับเกณฑ์ทกี่ ำหนด สุวิมล ติรกานันท์ (2550) ได้ให้แนวคิดว่าการใช้มิติทั้งสองจะเป็นการพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1) การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเบื้องต้น การปฏิบัติ และผลลัพธ์ และ 2) การพิจารณาความ สอดคล้องระหว่างสงิ่ ท่ีคาดหวงั และสว่ นของสง่ิ ที่เกิดข้ึนจริง ฉะนัน้ จะต้องพจิ ารณาความสมั พันธ์ระหว่างปัจจัย เบื้องต้น การปฏิบัติ และผลลัพธ์ทั้ง 3 ส่วน ในขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาความสอดคล้องระหว่างสิ่งท่ี คาดหวงั และสงิ่ ท่ีเกดิ ข้ึนจริงด้วย ภาพท่ี 3 ประเดน็ ท่ีประเมินและการพจิ ารณาความสมั พันธ์และความสอดคลอ้ ง

27 สำหรับการเปรยี บเทียบผลท่ไี ดจ้ ากโครงการแบ่งการเปรียบเทยี บเปน็ 2 แบบ คอื 1. การเปรียบเทยี บสัมบรู ณ์ (Absolute Comparison) เปน็ การนำผลท่ไี ดจ้ ากโครงการไปเปรยี บเทียบ กบั มาตรฐาน ซ่ึงหมายถงึ สง่ิ ท่ีควรจะมี หรือควรจะเป็น หรอื ควรจะไดจ้ ากโครงการ โดยมีการกำหนดไว้ล่วงหนา้ 2. การเปรยี บเทียบสัมพันธ์ (Relative Comparison) เปน็ การนำผลทีไ่ ด้จากโครงการไปเปรียบเทียบ กบั โครงการในลกั ษณะเดียวกันทีป่ ระสบความสำเร็จ ภาพท่ี 4 การเปรียบเทียบสัมบูรณ์และการเปรียบเทยี บสมั พนั ธ์ กล่าวโดยสรปุ แบบจำลองการประเมินของสเตก เปน็ การประเมินทม่ี ่งุ เน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก หลายๆ แหล่ง เพื่อนำมาจดั ทำให้เปน็ ระบบระเบียบและมีความหมาย ในการประเมินจะสื่อความหมายทีเ่ ป็น ความสอดคล้องเชิงเหตผุ ล คือ ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของปัจจัยเบ้ืองตน้ รวมทั้งการปฏิบตั ิและผลผลิต ซ่งึ นกั ประเมนิ จะต้องหามาตรฐานในแตล่ ะสว่ นแล้วตัดสนิ คณุ ค่าให้เหมาะสม แบบจำลองการประเมินของสคริฟเวน (Scriven’s Formative & Summative Evaluation) ในปี ค.ศ. 1967 ได้มีบทความชื่อ “The Methodology of Evaluation” ของสคริฟเวน ออกมา เผยแพร่ ในบทความดังกล่าว สคริฟเวนไดใ้ ห้นิยามการประเมินไว้ว่า “การประเมิน” เป็นกิจกรรมท่ีเกีย่ วข้อง กับการรวบรวมข้อมูล การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูล และการกำหนดเกณฑ์ประกอบในการ ประเมนิ เปา้ หมายสำคญั ของการประเมนิ ก็คือ การตดั สนิ คุณค่าให้กับกจิ กรรมใด ๆ ท่ตี อ้ งการจะประเมิน

28 เยาวดี รางชัยกุล วิบลู ย์ศรี (2553) ได้สรปุ สรุปแนวคิดของสคริฟเวน โดยสคริฟเวนได้จำแนกประเภท และบทบาทของการประเมินออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ 1. การประเมินระหว่างดำเนินการ (Formative Evaluation) เป็นการประเมนิ ผลงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการ เป็นบทบาทของการประเมินงาน กิจกรรม หรือโครงการใด ๆ ที่บ่งชี้ถงึ ข้อดีและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนนิ งานนั้น ๆ ผลจากการประเมินดงั กล่าวนี้ สามารถจะนำไปใช้ เพ่อื การพัฒนางานดงั กลา่ วใหด้ ีขน้ึ จงึ อาจเรียกการประเมนิ ประเภทนี้ว่า เปน็ การประเมินเพือ่ การปรบั ปรงุ 2. การประเมินผลรวม (Summative Evaluation) เป็นการประเมินโครงการเมื่อการดำเนินงานได้ สิ้นสุดลงแลว้ เพ่อื ศกึ ษาคุณค่าความสำเรจ็ ของโครงการ รวมทงั้ นำเอาความสำเร็จหรอื แนวทางท่ีดีไปใช้กับงาน หรือกจิ กรรมอ่ืน ๆ ทม่ี ีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกันในโอกาสตอ่ ๆ ไป จงึ อาจเรียกการประเมนิ ประเภทนี้ว่า เป็นการ ประเมนิ สรปุ รวม สุวมิ ล ติรกานนั ท์ (2550) ไดน้ ำเสนอรายละเอยี ดของการประเมินทงั้ 2 แบบ ดงั น้ี ตารางท่ี 1 เปรยี บเทยี บรายละเอยี ดของ Formative & Summative Evaluation รายละเอียด Formative Evaluation Summative Evaluation 1. วัตถุประสงค์ - ปรบั ปรุงโครงการ - ยุติ หรอื ขยายโครงการ 2. ผูใ้ ช้ผลประเมนิ - ผบู้ รหิ ารและคณะผดู้ ำเนินงาน - ผบู้ ริหารระดบั นโยบาย หรอื เจา้ ของทนุ 3. ผปู้ ระเมนิ - บุคคลภายในโครงการ - บุคคลภายในและภายนอกโครงการ 4. ลกั ษณะการเก็บข้อมูล - เปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ - เปน็ ทางการ - เก็บขอ้ มลู เปน็ ระยะ ๆ - เก็บเพียงคร้ังเดยี วตอนส้ินสดุ โครงการ 5. กลมุ่ ตวั อย่าง - ขนาดเลก็ - ขนาดใหญแ่ ละครอบคลุมเปา้ หมาย 6. ประเด็นคำถาม - ทำอะไร ทำไดเ้ ท่าไร - มผี ลอะไรเกิดขึน้ ค่าใช้จา่ ยเปน็ อยา่ งไร - มีอะไรตอ้ งปรับปรุง ฯลฯ - ควรยุตหิ รอื ขยายโครงการ นอกจากนี้ สคริฟเวนยังได้เสนอสงิ่ ที่ตอ้ งประเมนิ ออกเปน็ สว่ นสำคญั อกี 2 สว่ นคอื 1. การประเมินเกณฑ์ภายใน (Intrinsic Evaluation) เป็นการประเมินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ของเครื่องมอื ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล รวมทั้งคณุ ภาพของคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ เช่น เป้าหมาย โครงสร้าง วิธีการ ตลอดจนทัศนคติของบุคลากรที่รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ ความเชือ่ ถอื จากสาธารณชน และขอ้ มูลอ่นื ๆ ในอดตี ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั โครงการนนั้ ๆ เปน็ การประเมนิ ผลในระดับ ทย่ี ังไมต่ อ้ งดำเนนิ โครงการ โดยไม่สนใจผลผลิตหรือผลกระทบตา่ ง ๆ

29 2. การประเมินความคุ้มค่า (Payoff Evaluation) เป็นการประเมินในส่วนผลที่มตี ่อผรู้ ับบริการจากการ ดำเนินโครงการ เปน็ การตัดสนิ คุณค่าผลท่ีเกิดจากการใช้เครื่องมือ ผลท่มี ตี ่อผูร้ ับบริการจากการดำเนินโครงการ เช่น ผลที่ได้จากคะแนนสอบ หรือผลการปฏิบัติงานของผู้รับบริการจากการดำเนินโครงการ หรือผลกระทบต่อ ด้านสุขภาพอนามัยของผู้รับบริการ ฯลฯ การประเมินความคุ้มค่าได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับผลของโครงการที่ ให้แก่ผรู้ ับบริการจงึ จัดว่าเปน็ การตัดสนิ คุณค่าของโครงการโดยองิ เกณฑ์ภายนอก (Extrinsic criteria) กล่าวโดยสรุป แบบจำลองการประเมินของสคริฟเวน การประเมินเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ รวบรวมหรือประมวลข้อมูล เป้าหมายสำคัญของการประเมินคือ การให้ข้อตัดสินคุณค่าของกิจกรรม ดังนั้น ประเภทของการประเมนิ จงึ มี 2 ลกั ษณะ คอื การประเมนิ ระหวา่ งดำเนนิ การ และการประเมินผลรวม แบบจำลองการประเมินของโปรวัส (Provus’ Discrepancy Evaluation Model) เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2553) โปรวัสได้ให้นิยามว่า “การประเมิน” คือ การกำหนดเกณฑ์ มาตรฐานและการคน้ หาช่องวา่ งระหวา่ งภาวะที่เปน็ จริงกบั เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เพอ่ื ใช้ภาวะดังกล่าวนี้เปน็ ตัวช้หี รอื ระบขุ อ้ บกพร่องของกจิ กรรมหรอื โครงการใด ๆ แนวคิดการประเมนิ ของโปรวัส สามารถนำเสนอเป็น โมเดลการประเมนิ ทเี่ รียกว่า “การประเมินความไม่ สอดคล้อง” (The Discrepancy Evaluation Model) ซ่ึง มีรูปแบบทเ่ี ข้าใจได้ง่าย ดังนี้ ภาพที่ 5 การเปรียบเทียบผลการปฏบิ ัตกิ ับมาตรฐานตามโมเดลของโปรวัส จากภาพประกอบดังกลา่ ว สัญลกั ษณ์ทใ่ี ชค้ วามหมาย ดังน้ี S คือ Standard หมายถึง เกณฑ์มาตรฐาน P คือ Program Performance หมายถงึ การปฏบิ ัตงิ านของโครงการ C คือ Comparison หมายถงึ การเปรียบเทยี บ D คอื Discrepancy Informationหมายถึง สารสนเทศทแ่ี สดงความแตกต่าง A คือ Alternative หมายถึง ทางเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นใน ลักษณะของการพัฒนาการทำงานของโครงการให้มผี ลดยี ่งิ ขน้ึ

30 ผลของภาวะความแตกต่างระหว่าง S กบั P ซง่ึ ส่งผลทำให้เกิด D นั้น สามารถนำไปสู่การตัดสินใจเพ่ือ ดำเนนิ การในลกั ษณะอย่างใดอย่างหนงึ่ ต่อไปนี้ 1) ดำเนินการข้นั ต่อไป 2) กลับไปพฒั นางานเฉพาะในส่วนของ ขั้นตอนที่ได้ดำเนินการมาแล้ว 3) กลับไปเริ่มต้นงานหรือกจิ กรรมนั้น ๆ ใหม่ทั้งหมด และ 4) ยุติกิจกรรมหรอื โครงการน้ัน ๆ เชาว์ อินใย (2555) ได้สรุปแนวคดิ ของโปรวสั วา่ การประเมนิ โครงการมี 4 ขน้ั ตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดนยิ ามและการออกแบบโปรแกรม (Program Definition) ขั้นตอนนี้จะนยิ าม ทรัพยากรที่จำเปน็ กระบวนการหรือกิจกรรมต่าง ๆ และประเมนิ ความครอบคลมุ และความสอดคล้องภายใน ของการออกแบบโปรแกรม คำถามการประเมินในขนั้ ตอนน้ี คอื “การนิยามโครงการเหมาะสมหรอื ไม่” ขัน้ ตอนท่ี 2 การดำเนนิ งานโปรแกรม (Program Installation) จดุ มุง่ หมายของการประเมนิ ในข้ันตอน น้เี พ่อื ประเมนิ วา่ การดำเนินงานกับเกณฑม์ าตรฐานในขัน้ ตอนท่ี 1 สอดคล้องกันหรอื ไม่ คำถามการประเมินก็ คือ “การดำเนินงานสอดคลอ้ งกับเกณฑม์ าตรฐานหรือไม่” ข้นั ตอนที่ 3 กระบวนการในโปรแกรม (Program Process) มจี ดุ ม่งุ หมายของการประเมินเพือ่ ประเมิน ว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้หรอื ไม่ โดยมีคำถามการประเมินว่า “ทรัพยากรและ เทคนคิ วธิ ีการต่าง ๆ ท่ใี ช้ สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการหรือไม่” ขั้นตอนที่ 4 ผลลัพธ์ของโปรแกรม (Program Product) เป็นการประเมินว่าการออกแบบโปรแกรม ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ในขั้นตอนนี้มีคำถามการประเมินว่า “การดำเนินงาน โครงการประสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมายหรอื ไม่” ในแตล่ ะขั้นตอนทงั้ 4 ขั้นตอนจะเปรียบเทียบผลทีเ่ กิดขนึ้ จริงกับมาตรฐานที่กำหนดขน้ึ เพอ่ื พจิ ารณาว่า มีความไม่สอดคล้องเกิดข้นึ หรอื ไม่ การใชส้ ารสนเทศความไม่สอดคลอ้ งนำไปสทู่ างเลือก 4 แนวทาง คือ 1) ดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปถ้าพบวา่ มีความสอดคล้อง 2) ถ้ามีความไม่สอดคล้องอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานหรือการดำเนินงานแล้วดำเนินงาน ตามข้ันตอนดังกล่าว 3) ถ้าขั้นตอนที่ 2 ไม่ประสบความสำเร็จกลับไปดำเนินงานในขั้นตอนที่ 1 การนิยามโปรแกรมเพ่ือ นิยามโปรแกรมใหมแ่ ลว้ จึงเรม่ิ ประเมนิ ความไม่สอดคลอ้ งในขั้นตอนท่ี 1 อีกคร้ังหนึง่ 4) ถ้าข้ันตอนที่ 3 ไม่ประสบความสำเรจ็ ยตุ ิโครงการ การใชร้ ปู แบบการประเมนิ ของโปรวัสจะมปี ระสิทธิภาพมากท่สี ดุ ตามเงอื่ นไขต่อไปน้ี 1. เมื่อการประเมินอย่างเป็นทางการ มีรูปแบบชัดเจน และเป็นการประเมินระหว่างการดำเนินงาน มากกวา่ ประเมนิ แบบสรุปรวม 2. เมื่อนิยามการประเมินว่าเป็น การจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่องและกล่าวถึงการประเมินและการ ปรับปรงุ โปรแกรม เม่อื การประเมนิ เป็นส่วนหน่ึงของการพัฒนาโครงการ 3. เม่อื จดุ มุ่งหมายของการประเมินเพ่อื ปรบั ปรงุ คงไว้หรือล้มเลกิ โครงการ 4. เมอื่ จดุ เนน้ ของการประเมนิ กค็ ือการนยิ ามและการดำเนนิ โครงการ

31 5. เมือ่ บทบาทของผู้ประเมินเปน็ ผอู้ ำนวยความสะดวก ผูต้ รวจสอบมาตรฐาน ผสู้ งั เกตพฤติกรรมท่ีเป็น จรงิ และผู้ชำนาญการออกแบบ 6. เมอ่ื แตล่ ะขนั้ ตอนของการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงานเปรยี บเทียบกับวัตถปุ ระสงค์หรอื มาตรฐานเพ่ือ พจิ ารณาวา่ สอดคล้องหรือไม่ 7. เมื่อกระบวนการประเมินโครงการออกแบบมาเพื่อกำหนดจุดอ่อนและพิจารณาปรับปรุงหรือยุติ โครงการ 8. เม่อื โครงสร้างทางทฤษฎีในทกุ ๆ ขั้นตอนของโครงการให้ข้อมลู ย้อนกลับซึง่ กนั และกนั อย่างต่อเนื่อง แบบจำลองการประเมินตามแนวคิดของโปรวัสน้นั จะเหน็ ว่า มคี วามพยายามในการประยุกต์ใช้ทฤษฎี การประเมนิ รว่ มกันกับทฤษฎกี ารจัดการในการประเมนิ โครงการ โดยให้การประเมนิ ดำเนนิ ไปในลักษณะที่เป็น พลวัต (Dynamics) ควบคกู่ นั ไปกับการดำเนินโครงการ นับวา่ เป็นการประเมินเพ่ือพัฒนาโครงการ และช่วยให้ โครงการดำเนินไปอยา่ งมเี สถียรภาพมากกว่าจะตอ้ งประสบความล้มเหลวอย่างน่าเสียดายเมอ่ื โครงการดำเนิน ไปแลว้ นอกจากน้นั แนวคิดของโปรวัสมีจดุ เน้นที่สำคญั ของการประเมนิ ก็คือ การหาความแตกต่างหรือความไม่ สอดคลอ้ งกันระหว่างมาตรฐานกับการปฏิบัติโดยใชก้ ารทำงานเป็นทีม และโดยให้บทบาทของนักประเมินเป็น อิสระจากคณะผู้ดำเนินโครงการ ในขณะเดียวกันผู้ดำเนินโครงการจะต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการ ประเมิน ดงั นนั้ ความเห็นเก่ยี วกบั ความสอดคล้องระหว่างคณะผู้ประเมนิ กบั คณะผู้ปฏิบตั งิ านโครงการ จึงต้อง มีความสัมพันธ์กนั ซึ่งนับว่าเปน็ เรื่องที่ยาก แต่ก็มีคุณค่ามากต่อการประเมิน ถ้าหากว่าสามารถดำเนินการไป ตามกฎเกณฑ์หรือตามหลกั ฐานต่าง ๆ ได้ โดยปราศจากความลำเอียงส่วนบุคคล และใช้นักประเมินทำหน้าท่ี แตเ่ พียงการใหข้ ้อเสนอแนะท่สี ำคัญคือชว่ ยกระตุน้ ให้ผดู้ ำเนนิ การได้ตัดสนิ ใจดำเนนิ โครงการอย่างอสิ ระเท่านั้น การประเมินตามแนวคิดนี้จะต้องอาศัยหลักการที่สนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน และให้ความสำคัญต่อการ พัฒนา โดยมเี กณฑ์มาตรฐานทเ่ี ปน็ ปรนยั และมีความเปน็ ไปไดค้ วบคกู่ ันไป (เยาวดี รางชยั กลุ วิบูลยศ์ รี. 2553) กล่าวโดยสรุป แบบจำลองการประเมินของโปรวัส เป็นการกำหนดมาตรฐาน การค้นหา ช่องว่าง ระหว่างภาวะที่เป็นจริงกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เพื่อใช้ภาวะดังกล่าวเป็นตัวชี้หรือระบุข้อบกพร่องของ โครงการ จุดมุ่งหมายการประเมินตามแนวคิดของโปรวัสนำไปใช้ในการตัดสินใจเพื่อปรับปรุงคงไว้ หรือยุติ ล้มเลกิ โครงการ แนวคดิ นถ้ี อื ว่าการประเมินจะตอ้ งดำเนินไปควบค่กู ับโครงการ แบบจำลองการประเมินของอลั คิน (Center for the Study of Evaluation Approach) เยาวดี รางชัยกุล วบิ ูลยศ์ รี (2553) ได้กล่าวว่า อลั คนิ ได้พัฒนาวธิ ีการประเมินที่เรียกวา่ “Center for the Study of Evaluation Approach” ในปี ค.ศ. 1969 โดยได้ให้นิยาม “การประเมิน” ไว้ว่าคือ กระบวนการของการคัดเลือก ประมวลข้อมูล และการจัดระบบสารสนเทศที่มปี ระโยชน์ เพื่อนำเสนอตอ่ ผ้ทู ีม่ ี อำนาจในการตัดสินใจ หรือเพื่อกำหนดทางเลือกในการทำกิจกรรม หรือโครงการใด ๆ อัลคินได้แบ่งการ ประเมนิ ออกเป็น 5 สว่ น ดงั น้ี

32 1. การประเมินเพื่อการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือการประเมินสภาพของระบบที่เป็นอยู่ (System assessment) การประเมนิ สว่ นน้ี เป็นการประเมนิ ท่ีเกิดขึน้ ก่อนทีจ่ ะทำกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ เป็นการประเมินสภาพทั้งหมดของพื้นที่เป้าหมาย โดยนำข้อมูลที่ได้มากำหนดขอบเขตของงานและ วัตถปุ ระสงค์ของโครงการหรือเพ่ือกำหนดเปา้ หมายของโครงการให้สอดคลอ้ งกับภาวะความตอ้ งการทเ่ี ปน็ อยู่ 2. การประเมินเพื่อการวางแผนโครงการ (Program Planning) เป็นการประเมินก่อนเริ่มโครงการ เพื่อพิจารณาตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสมในการที่จะวางแผนให้การดำเนินงานในโครงการนั้น ๆ ได้บรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ่ีกำหนดไว้ 3. การประเมนิ ขณะกำลงั ดำเนนิ โครงการ (Program implementation) เปน็ การประเมนิ ในระหว่าง ที่ดำเนินโครงการเพอื่ ตดิ ตามกำกับงานให้เปน็ ไปตามแผน การประเมินส่วนนี้จะเนน้ ถงึ การพจิ ารณาข้ันตอนการ ทำงานวา่ เปน็ ไปตามแผนงานท่ีวางไว้หรอื ไม่ หรอื ไดด้ ำเนินการไปตามข้นั ตอนทค่ี วรจะเปน็ เพยี งใด 4. การประเมินเพื่อการพัฒนางาน หรือ การประเมินเพื่อการปรับปรุงโครงการ (Program improvement) การประเมินสว่ นน้ี เปน็ การประเมินเพอื่ ค้นหารปู แบบ แนวทางหรือข้อเสนอแนะใด ๆ ในการ ทจี่ ะทำให้งานทกี่ ำลังดำเนินการอยนู่ ้ันมปี ระสิทธภิ าพมากท่สี ดุ เพื่อนำขอ้ มลู ทไ่ี ด้มาแก้ไข ปรบั ปรุงโครงการ 5. การประเมินเพื่อรับรองผลงาน และเพื่อการยุบ ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการ (Program certification) การประเมินส่วนนี้ เป็นการประเมินภายหลังการดำเนินงานตามโครงการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ตรวจสอบผลทไ่ี ด้กบั วตั ถุประสงคท์ ่กี ำหนดไว้ รวมทั้งการประมวลผล ข้อแนะนำ เพือ่ นำไปใชก้ บั โครงการต่อไป และเพ่ือใหข้ ้อเสนอแนะในการที่จะยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยน โครงการในชว่ งระยะเวลาต่อไปดว้ ย จากแนวคิดหลักตามแบบจำลองการประเมินของอัลคนิ น้ัน จะเห็นว่าเป็นการประเมินเพ่ือนำไปใชใ้ น การตดั สนิ ใจ โดยมีนกั ประเมินทำหน้าทเี่ ป็นผู้เช่ยี วชาญในการหาและการเตรียมขอ้ มูล รวมท้ังสรปุ และรายงาน ให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจได้ทราบเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม นับว่าเป็นการประเมินที่มีระบบ คือมีการ ประเมินการวางแผนโครงการเพื่อช่วยให้ได้วิธีการท่ีบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ มีการประเมินการดำเนิน โครงการเพ่ือหาทางปรับปรงุ จากการตรวจสอบ และสดุ ท้ายคือ การประเมนิ เพ่ือรบั รองโครงการ อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังขาดแนวปฏิบตั ิที่ชัดเจน จึงยังไม่แพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิง่ การนำไปใช้ยังไม่กว้างขวาง เท่าท่ีควร แตก่ ็ได้ให้แนวคดิ พืน้ ฐานของการประเมนิ โครงการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกนั ว่าควรจะมีการประเมินที่เป็น ระบบเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพต่อไป กล่าวโดยสรุป แบบจำลองการประเมินของอัลคินนั้นการประเมินเป็นกระบวนการของการคัดเลือก ข้อมูลและการจัดระบบสารสนเทศที่มีประโยชน์ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือเพื่อเลือก แนวทางในการทำกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ ฉะนั้นการประเมินตามแนวคิดของอัลคินเป็นการประเมินที่ชว่ ย ในการตัดสนิ ใจ ผูป้ ระเมนิ จะเป็นผู้จดั หาและเตรียมข้อมลู สารสนเทศต่าง ๆ ให้ผูบ้ รหิ ารนำไปใชใ้ นการตัดสินใจ กำหนดทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานโครงการต่อไป

33 2. แนวคดิ เกย่ี วกับการนิเทศภายในโรงเรียน การนิเทศภายในโรงเรียน เป็นกระบวนการเชิงบริหารจัดการทางวิชาการ เพื่อช่วยเสริมสร้าง ประสิทธภิ าพการจัดการศกึ ษาและการเรยี นรใู้ หบ้ ังเกดิ ขึน้ ภายในโรงเรียน 2.1 ความหมายของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น นักการศกึ ษาหลายทา่ นไดใ้ ห้ความหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนไว้ ดังน้ี ดอกไม้ พรหมกูล (2550) กล่าววา่ การนเิ ทศภายในโรงเรียน คอื กระบวนการสร้างสรรคท์ ่ไี ม่หยดุ น่ิงใน การให้คำแนะนำ และชี้ช่องทางในลักษณะที่เป็นกันเองแก่ครเู พื่อการปรบั ปรุง ตลอดจนพัฒนาสภาพของการ จดั การเรยี นรูใ้ หแ้ ก่ผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาท่ี พงึ ประสงค์ วชริ าพรรณ อันสมสี (2550) กล่าววา่ การนิเทศภายในโรงเรยี น หมายถงึ ความพยายามท่ีจะช่วยให้ครู เข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับวัตถุประสงคข์ องการเรียนการสอนหรอื การจดั การศึกษา ช่วยพัฒนาการเรียนการ สอนของครใู ห้หลากหลาย ใช้วธิ กี ารสอนการวดั ผลและประเมนิ ผลท่ีสอดคล้องต่อสภาวการณ์ของนักเรียนและ สภาพแวดล้อม รวมถึงเพอ่ื ประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลของการทำงานของครู โรงเรยี น และวิชาชีพ ณรงค์ชัย ศรีศศลักษณ์ (2553) กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึงการทำงานของผู้บริหาร โรงเรียนที่ทำร่วมกับครูอย่างมีกระบวนการช้ีแนะ แนะนำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประ สิทธิกาพและบรรลุตามเปา้ หมายของการศกึ ษาทกี่ ำหนดไว้ ธีระวัฒน์ คำชุ่ม (2553) กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกบั ครูผสู้ อนอย่างมกี ระบวนการ เพือ่ ปรบั ปรงุ วธิ กี ารจัดการเรียนการสอนให้มคี ุณภาพและประสิทธภิ าพ พีรพัฒน์ รุ่งเรือง (2553) กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียนหมายถึงกระบวนการทำงานร่วมกันทาง การศึกษาของผู้บรหิ ารโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษาท่ีมีปฏิสัมพันธ์อนั ดีต่อกัน ซึ่งก่อให้เกิดการพฒั นา คุณภาพการศึกษาและส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและมี ประสิทธภิ าพตามจดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร นทจร ธีรปัญญาภรณ์ (2554) กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง กระบวนการพัฒนางาน การจัดการศึกษาของบุคลากรภายในโรงเรียนที่มีแผนงาน ขั้นตอนชัดเจนเป็นระบบ เพื่อสนับสนุน ช่วยเหลอื เกื้อกูล ในการพัฒนางานของทุกคน ทุกฝ่าย ทุกด้านอันจะส่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นในทุกด้านของภารกิจการจัด การศึกษาในโรงเรียน ด้วยความพร้อมในลักษณะของการเป็นกัลยาณมิตรที่ดีแก่กันและกัน ด้วยความชื่นชม ภาคภมู ใิ จร่วมกัน การปรับปรงุ พฒั นา และสง่ เสริมการเรียนการสอนให้เกดิ ประสิทธิภาพสงู สุด

34 เพชรอำไพ สุขสบาย (2556) กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียนหมายถึงการดำเนินงาน ร่วมกันของ บุคลากรที่อยู่ในโรงเรียน ในการที่จะสนับสนุน ส่งเสริม ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาครูในโรงเรียนให้ทำงาน อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ล เพอื่ ให้ได้มาซ่ึงคณุ ภาพการเรียนของนักเรียน และมาตรฐานการศึกษา จากความหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนดังกลา่ วข้างตน้ สรปุ ได้วา่ การนิเทศภายในโรงเรียนเป็น ประบวนการทำงานร่วมกนั ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรทุกคนในโรงเรยี นเพ่ือท่ีจะปรับปรุงพฒั นาการจัดการ เรยี นการสอนให้มีประสิทธิภาพและเพม่ิ พลงั การปฏบิ ัติงานของครูโดยการส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ครูในโรงเรียนให้ครูเกิดการพัฒนาและมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีความพอใจและมั่นใจในการปฏิบัติงาน ซงึ่ จะส่งผลต่อคณุ ภาพการเรียนของนกั เรียนให้สูงขนึ้ 2.2 ความสำคญั และความจำเปน็ ของการนิเทศภายในโรงเรียน กรองทอง จิรเดชากลุ (2550) ไดก้ ล่าวถงึ ความจำเป็นในการนิเทศภายในโรงเรยี นดงั นี้ 1. เพอื่ ปรับปรุงคณุ ภาพของการจดั การศกึ ษาให้ได้มาตรฐานใกลเ้ คียงกัน 2. ปรมิ าณศึกษานิเทศกไ์ ม่เพียงพอกับความต้องการของครแู ละโรงเรียน 3. บุคลากรภายในโรงเรียน มีความร้คู วามสามารถ มีความคุ้นเคยและใกลช้ ิดปญั หามากที่สุด 4. บรรยากาศในการนเิ ทศมีความเป็นกันเอง และสามารถปฏิบตั งิ านนิเทศไดอ้ ย่างต่อเน่ือง ดอกไม้ พรหมกูล (2550) ได้กล่าวว่าการนิเทศภายในโรงเรียน มีความสำคัญและมีความจำเป็น อย่างยิ่ง คือ เป็นกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคน พัฒนางาน ประสานความสัมพันธ์ ความร่วมมือ ความเข้าใจในการปฏิบัติงานรว่ มกันระหวา่ งบคุ ลากรทุกคน ทุกฝ่ายภายในสถานศึกษาเอง นอกจากนี้ยังเปน็ การสร้างขวัญกำลังใจ ช่วยปรับปรุง พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครูให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ันผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาจะต้องรวมพลังของบุคลากรภายในสถานศกึ ษาทุกคนใหส้ ามารถนเิ ทศกนั เองได้ และ ผู้นิเทศต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ เพื่อทำให้การนิเทศภายในสถานศึกษาบรรลุตาม วัตถปุ ระสงค์ทตี่ ัง้ ไว้อันจะส่งผลต่อคุณภาพของนกั เรยี นในที่สดุ วชิราพรรณ อนั สมสี (2550) กลา่ วว่าความสำคญั เละความจำเป็นในการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นการ ส่งเสริมใหเ้ กดิ ยุทธศาสตรส์ ำคัญท่จี ะแกป้ ญั หาการนิเทศภายในโรงเรียน ฑัณฑิมา พงษ์พรม (2558) กล่าวว่า การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการเป็นการ พิจารณาสภาพที่แท้จริงและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการนิเทศภายในของโรงเรียนในขณะน้ัน เพ่ือ นำมาประกอบการวางแผนการดำเนินการพัฒนา และแก้ไขการปฏิบัติงานการนิเทศ ภายในให้บรรลุ วตั ถุประสงค์อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพสูงสุด

35 การนเิ ทศภายในโรงเรียนมีความจำเปน็ ตอ่ การส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอนมีนักการศึกษาหลาย ทา่ นทไ่ี ด้กล่าวถงึ ความจำเปน็ ของการนเิ ทศภายในโรงเรียนไวด้ งั น้ี สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (2541) กล่าวถึงความจำเป็นในการนิเทศภายในว่า เป็นการส่งเสรมิ สนับสนุนให้ครปู ระสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ โดยการเพ่มิ พนู ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครู ให้มีความสามารถปรับปรุงการ จดั การเรยี นการสอนของตนไดด้ ีย่ิงข้ึนและตรงตามความต้องการพฒั นานักเรยี นด้วยเทคนิควิธที ่ีมีประสิทธิภาพ หรือเรียกว่า “การสร้างครมู ืออาชีพ” เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียนประสบความสำเร็จในการ พัฒนาครู คือ การนิเทศภายในท่ีเป็นระบบและตอ่ เน่ือง หน่วยศึกษานเิ ทศก์ กรมสามัญศกึ ษา (2541) ได้ระบคุ วามจำเปน็ ในการนิเทศภายในโรงเรยี นไวว้ า่ 1) ศึกษานิเทศก์โดยตำแหน่งนั้นมีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการให้การนิเทศในโรงเรียน ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง 2) สภาพปจั จุบนั บคุ ลากรในโรงเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ บางคนมคี วามชำนาญ เฉพาะสาขา จงึ สมควรไดใ้ ชท้ รัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากทสี่ ุด 3) สภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากท่ีศึกษานิเทศก์ซึ่ง เปน็ บุคลากรจากภายนอกจะรสู้ ภาพปญั หา และความต้องการของโรงเรยี น 4) เป็นการสอดคล้องกับปรัชญาหลักการและวิธีการของการนิเทศสมัยปัจจุบันทีว่ ่าการนิเทศเกิดขึ้น โดยความรว่ มมอื ซงึ่ กนั และกนั ไมใ่ ช่จะตอ้ งมคี นมาชว่ ยช้ีแนะตลอดเวลา 5) บุคลากรภายในโรงเรียนย่อมมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว และทราบปัญหาการเรียนการสอนภายใน โรงเรยี นสามารถให้ความชว่ ยเหลอื ไดส้ ะดวกกว่าบคุ ลากรภายนอกโรงเรยี น หน่วยศึกษานเิ ทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2541) ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการ นเิ ทศการศึกษาสรปุ ความหมายได้ว่า สาขาวชิ าการ ความรู้ นวตั กรรมทางการศึกษา หลักสตู ร นโยบายในการ จดั การศึกษาปรับเปล่ยี นอย่างรวดเร็วและต่อเนือ่ ง สภาวะทางการเมอื ง เศรษฐกิจและสงั คมปรับเปลยี่ นไป จึงมี ความจำเป็นที่ต้องนำเทคนิคเข้ามาช่วยเพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการจัดการศึกษา เพื่อป้องกันการจัด การศึกษาที่อาจผิดพลาด เกิดวิธีการจัดการใหม่ ๆ และเพื่อสร้างสรรค์การจัดการศึกษาแนวใหม่ เป็นการ ยกระดบั มาตรฐานทางการจดั การศกึ ษาให้ทดั เทยี มกัน นิเวศน์ คดิ ยาว (2542) ได้สรุปไว้วา่ การนเิ ทศการศึกษาที่ดำเนินการโดยศกึ ษานิเทศก์ ซึ่งเปน็ บคุ ลากร ที่อยู่ภายนอกโรงเรียนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ เนื่องจากศึกษานิเทศก์มีจำนวน นอ้ ยไมพ่ อกบั ความตอ้ งการของครู ดังนนั้ การนิเทศภายในโรงเรียนจึงมคี วามจำเป็นสำหรบั บคุ ลากรในโรงเรยี น เป็นอย่างมาก เพราะบุคลากรในโรงเรียนทกุ ระดับมีความตอ้ งการในการรบั การนิเทศเพอ่ื พัฒนาตนเอง

36 เยาวพา เดชุคุปต์ (2542) ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการนิเทศภายในโรงเรียนว่า การนิเทศภายใน โรงเรียนจะช่วยให้เกิดผลดใี นการดำเนนิ งานของโรงเรยี นหลายประการ คอื 1. เปน็ การชว่ ยส่งเสริมกำลงั ของศกึ ษานิเทศก์ และผ้บู รหิ ารการศกึ ษาซงึ่ ไม่พอท่ีจะนิเทศการศึกษาได้ อย่างทั่วถึง 2. การนิเทศโดยบุคลากรของโรงเรียนเองนนั้ ผนู้ เิ ทศเปน็ ผ้ใู กล้ชิดกับปญั หาทม่ี ีอยู่ในโรงเรียนย่อมเป็น ผูร้ ูป้ ญั หาได้ดี และแกป้ ัญหาไดต้ รงจดุ กวา่ การทจ่ี ะใหค้ นภายนอกมานเิ ทศ 3. ผู้นิเทศภายในโรงเรียนมีความคุ้นเคยกับครูอยู่แล้ว ทำให้บรรยากาศในการนิเทศทำได้อย่างเป็น กันเองไมต่ อ้ งเสียเวลาสร้างความค้นุ เคยเหมอื นศกึ ษานเิ ทศก์หรอื ผู้บริหารภายนอกโรงเรยี น 4. ผู้นิเทศสามารถจะติดตามการปฏิบัติงานหรือผลการนิเทศได้ตลอดเวลา เพราะอยู่ใกล้ชิดกันและ สามารถทำใหง้ านดำเนินไปถงึ จดุ มุ่งหมายโดยไมข่ าดความต่อเนอื่ ง ปรยี าพร วงศอ์ นุตรโรจน์ (2544) ได้กลา่ วถงึ ความจำเป็นของการนเิ ทศภายในสถานศึกษาไว้ดังนี้ 1. ศึกษานิเทศก์มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถนิเทศได้อย่างทั่วถึง และเจาะลึกถึงการเรียนการสอนใน หอ้ งเรียน มีการขยายตัวในดา้ นจำนวนสถานศกึ ษา และขนาดของสถานศึกษา 2. การศึกษาด้านอาชวี ศึกษา มคี วามหลากหลายในวชิ าชีพความชำนาญ ความรเู้ ฉพาะสาขา ทัง้ ทฤษฏี และปฏิบตั ิ การจดั ศึกษานิเทศกใ์ หค้ รบตามสาขาและเพยี งพอจงึ เป็นส่ิงท่ที ำได้จำกัด 3. การนิเทศภายในสถานศึกษาเป็นการใชท้ รพั ยากรในสถานศกึ ษาใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดซ่ึงบุคลากรมี จำนวนมากและมคี วามชำนาญในสาขา เปน็ การพฒั นาและปรับปรุงคณุ ภาพการศึกษาด้วย 4. การประสานงานในสถานศกึ ษาจะสะดวกเพราะความคุ้นเคยกนั และการทำงานรว่ มกันมีความรู้สึก เป็นเจ้าของร่วมกัน เกิดสมั พนั ธภาพทดี่ ตี ่อกันในการทำงาน 5. การประสานงานในสถานศกึ ษาจะสะดวก เพราะความค้นุ เคยกันมีการประชาสมั พันธ์งานได้ทั่วถงึ สมเพียง กุลละวณิชย์ (2545) ได้สรุปไว้วา่ การนิเทศภายในโรงเรียนดำเนินการโดยศึกษานเิ ทศก์ซึ่งมี จำนวนน้อยจึงทำได้ไม่ทั่วถึง ดังนั้นการนิเทศภายในโรงเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับบุคลากรในโรงเรียนเปน็ อย่างมาก เพราะเนื่องจากการเปล่ียนแปลงของสภาพสังคมการนิเทศการเรียนการสอน สามารถก่อให้เกิด ความคิดใหม่ ๆ แกค่ รูในการที่จะพฒั นาการเรยี นการสอน การแสวงหาความรู้และปรับปรงุ ตนเองให้มีคุณภาพ อยู่เสมอ วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์ (2546) สรุปไว้ว่า โรงเรียนมคี วามจำเป็นที่จะต้องจดั กิจกรรมการนิเทศภายใน โรงเรียนอยา่ งจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างบุคลากรในโรงเรียนอย่างเต็มที่และสอดคล้องกนั เพื่อให้ คุณภาพการเรียนการสอนมีคุณภาพและทำใหน้ กั เรยี นประสบผลสำเร็จในการเรียนเป็นอยา่ งดี

37 สรุปได้ว่า การนิเทศภายในโรงเรียนมีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนา บุคลากรทางการสอน ทั้งนี้เนื่องจากศึกษานิเทศก์มีจำนวนจำกัด และการนิเทศโดยบุคลากรของโรงเรียนเป็น การใกล้ชิดกับปัญหาท่ีมีอยู่ในโรงเรียนมากทีส่ ุด ผู้นิเทศยอ่ มรู้ปญั หาไดด้ ีกวา่ บุคคลภายนอก และแก้ปัญหาได้ ตรงจุดมากกว่าทจี่ ะให้บุคคลภายนอกมานเิ ทศ หรอื มาช่วยแก้ปัญหา 2.3 กระบวนการนิเทศภายในโรงเรยี น การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรบั ผู้บริหารที่จะช่วยผลักดันให้บุคลากรในโรงเรียน เกิดการพัฒนาตนเอง เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิผล และประสทิ ธิภาพ การนิเทศภายในจะบรรลุผลไดน้ ั้น ต้องอาศัยกระบวนการ ขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง มีนักการศึกษาหลายท่านได้เสนอ ขัน้ ตอนของกระบวนการแตกต่างกนั ไป ดังนี้ สงดั อทุ รานันท์ (2530) ได้กลา่ วถงึ กระบวนการนิเทศการศกึ ษาภายในโรงเรียน 5 ขน้ั ตอน คือ ขนั้ ท่ี 1 การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) เร่มิ จากการรับทราบสภาพปัจจุบนั ปัญหาความต้องการ ร่วมกันของบุคลากรภายในโรงเรียน จากนั้นนำปัญหามาวิเคราะห์หาสาเหตุ กำหนดจุดประสงค์ กำหนด ทางเลอื กในการแกป้ ญั หา มอบหมายงานให้บุคลากรฝา่ ยต่าง ๆ รับผิดชอบ ขนั้ ที่ 2 การใหค้ วามรู้ในเร่อื งท่ตี ้องการดำเนนิ การ (Informing) ข้ันตอนนผี้ ูน้ เิ ทศต้องให้ความรู้ ความ เขา้ ใจแกบ่ ุคลากรในโรงเรียน อาจดำเนนิ การโดยบุคลากรในโรงเรยี น หรือเชิญวิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ขั้นท่ี 3 การปฏบิ ัตงิ าน (D-Doing) ในข้นั ตอนการปฏบิ ัตงิ านน้ี มีการแบ่งเปน็ 3 ข้นั ตอนย่อย ได้แก่ 3.1 ผู้รบั การนิเทศไมล่ งมือปฏิบัติงานตามท่ไี ดร้ ับความร้มู าแลว้ 3.2 ผู้นิเทศปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยการช่วยเหลือ แนะนำ ควบคุมเพื่อให้งานมคี ุณภาพและ สำเร็จตามทก่ี ำหนด 3.3 ผู้บริหารหรือผู้สนับสนุนการนิเทศจะคอยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเรื่อง ทรัพยากรวัสดอุ ุปกรณ์ต่าง ๆ ขน้ั ที่ 4 การสรา้ งขวัญและกำลงั ใจ (R-Reinforcing) ผู้บรหิ ารหรือผนู้ เิ ทศสรา้ งขวัญและกำลังใจแก่ผู้รับ การนิเทศอาจเสรมิ แรงโดยการเย่ยี มชมยกย่องเชดิ ชเู กยี รติในผลงาน ขั้นที่ 5 การประเมินผลการนิเทศ (E-Evaluating) เป็นขั้นตอนการตัดสินผลการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ ผลผลิต กระบวนการและปัจจัยนำเข้า โดยให้ความสำคัญในผลผลิต ในขั้นตอนนี้หากการปฏิบัติงานเกิดผล สำเร็จไม่สามารถจัดทำมาตรการหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานเกิดผลสำเร็จก็สามารถจัดทำมาตรการหรือ มาตรฐานการปฏิบัตงิ านเพอ่ื ป้องกนั ปัญหาที่เกดิ ขึน้ หากงานท่ี ทำไม่ สำเร็จกค็ วรหาทางปรับปรงุ แกไ้ ขตอ่ ไป

38 Harris (1963 อ้างใน ไพโรจน์ กลิ่นกุหลาบ, 2542) ได้กล่าวถึงการนิเทศการศึกษา ประกอบด้วย กระบวนการหลัก 5 ประการ เรียกดว้ ยอกั ษรยอ่ ว่า “POLCA” ดังนี้ 1. การวางแผนการนิเทศ (Planning) หมายถึง การวางแผนในการปฏิบัติงาน โดยคิดว่าจะทำอะไร อย่างไรการกำหนดวัตถุประสงค์ การพัฒนาวิธีดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินงานท่ีเหมาะสม การกำหนด งานและผลทีจ่ ะเกดิ ข้ึนจากการจดั ทำโครงการ 2. การจัดองค์กรการนิเทศ (Organizing) หมายถึง การจัดโครงสร้างขององค์กร เพื่อการดำเนินงาน นิเทศ การกำหนดเกณฑ์ในการทำงาน การจัดหาทรัพยากร วัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนับสนนุ การนเิ ทศ การกำหนด ภารกิจ บทบาทหน้าทตี่ ลอดจนการประสานงาน 3. การนำการนิเทศสู่การปฏิบัติ (Leading) หมายถึง การดำเนินการวินิจฉัยสั่งการ การคัดเลือก บุคลากร การกระตุ้นให้เกิดการทำงาน การให้คำปรึกษาช่วยเหลือ การให้ขวัญกำลังใจ การให้คำแนะนำการ ปฏิบัตงิ านใหก้ บั บุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง 4. การควบคุมการนเิ ทศ (Controlling) หมายถงึ การติดตามควบคุมงานนเิ ทศ โดยการมอบหมายงาน การตดิ ตามช่วยเหลือแก้ไขปรับปรงุ ให้งานนเิ ทศบรรลุวตั ถุประสงค์ตลอดจนการกำหนดระเบียบการปฏบิ ัติงาน 5. การประเมินผลการนิเทศ (Assessing) หมายถึง การตรวจสอบ ติดตาม การปฏิบัติงาน การนิเทศ โดยการวัดและประเมินผลงานนเิ ทศ สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2541) ได้เสนอกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน 4 ขั้นตอน คือ 1. การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนา หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลที่แสดงสภาพ ปัจจุบันของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำมาพิจารณากับข้อมูลที่แสดงความสำเร็จของงาน ถ้าข้อมูลแสดงสภาพปัจจุบันไม่สอดคล้องกับข้อมูลแสดงภาพความสำเร็จของงานหรือด้อยกว่า ก็แสดงว่ามี ความตอ้ งการจำเป็นที่จะตอ้ งปรับปรงุ แกไ้ ขให้ดขี ึน้ การประเมินความตอ้ งการจำเปน็ ในการพัฒนาดำเนินการ ตามลำดบั ขน้ั ตอนดงั นี้ 1) กำหนดสิง่ ท่ีจะประเมินและองค์ประกอบท่ีจะประเมิน 2) กำหนดสภาพความสำเร็จ และเกณฑ์การประเมิน 3) กำหนดแหล่งข้อมูล 4) กำหนดวิธีการ เครื่องมือ และระยะเวลาที่จะเก็บรวบรวม ขอ้ มลู 5) สร้างเครอื่ งมอื เก็บรวบรวมขอ้ มูล 6) ดำเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 7) วิเคราะหข์ ้อมูลและจัดทำเป็น สารสนเทศ 8) พิจารณาเปรียบเทียบสารสนเทศแสดงสภาพปัจจุบันปัญหากับสภาพความสำเร็จของงานหรอื ภาพปลายทาง โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงแกไ้ ข หรือพฒั นาต่อไปหรือไม่ 9) เขยี นข้อความทีแ่ สดงถึงสภาพท่ีต้องการปรับปรงุ แก้ไข หรือพัฒนา ให้ดียิ่งขึ้น 10) เรียงลำดับความต้องการจำเป็นที่จะพัฒนาและนำเสนอให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้อง ปรบั ปรุงอยู่เสมอ