41 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา หาเหตุผล การคดิ การฟัง การฝึกฝนอบรม การพิสูจน์ทดลอง เป็นการรู้สิ่งทั้งหลายแต่ เพียงภายนอก ยงั ไม่เขา้ ถึงความแทจ้ ริงภายใน และแบรก์ ซองกล่าวอกี ว่า ความรู้ ระดบั สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ลึกลา้ กวา่ วฒุ ิปัญญา ดว้ ยเหตผุ ล ดังน้ี 1. สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ตามความเป็น จริง แต่วุฒปิ ญั ญา ให้ความรูเ้ ก่ียวกับส่ิงท่ีมีอยู่อยา่ งบดิ เบือนตอ่ สภาพความเป็นจรงิ 2. สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ช่วยให้เรารู้สิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริงโดยตรง เพราะสิ่งที่มอี ยู่จรงิ ย่อมเปล่ียนแปลงจากสภาพหน่ึงไปสู่อีกสภาพหนึ่งเสมอ (Dynamic Aspect) แตว่ ฒุ ิปญั ญาให้ความรู้จริงเพียงผิวเผิน และวุฒิปัญญาให้เรารู้สิ่งที่คงที่ถาวร (Static Aspect) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทาให้สิ่งที่มีอยู่จริงดังกล่าวปราศจากชีวิตชีวา แข็งท่ือ 3. สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ช่วยให้เราเกิดความเข้าใจชีวิตได้อย่าง สมบูรณ์ แต่วุฒิปญั ญา ให้ความรู้เกี่ยวกับในระดับสิ่งที่เป็นสสาร ไม่สามารถเจาะลึกถึง พลงั ชีวิต ลักษณะความรทู้ เี่ กิดจากทฤษฎีสัญชาตญาณนยิ ม ลักษณะสาคัญ ของความรแู้ บบสัญชาตญาณจาแนกออกเป็น 6 ลักษณะ 21 คอื 1. มีสหสัมพันธภาพไมข่ ดั แยง้ กัน 2. เปน็ ความจรงิ สากล 3. เปน็ เอกภาพ ไมใ่ ชค่ วามรปู้ ลีกยอ่ ยเปน็ ส่วนๆ 4. มีวธิ ีการสอดคลอ้ งกบั วธิ ีวทิ ยาศาสตรโ์ ดยเคร่งครัด 5. เปน็ ความรู้ท่ปี ระจกั ษด์ ้วยตัวเอง 6. เปน็ มูลฐานของความรู้ทางวิชาการทุกสาขา ข้อบกพร่องของวฒุ ิปัญญา (Intellectual Defects) เมื่อเปรียบเทียบกับความรู้แบบสัญชาตญาณ(สหัชญาณ) แล้ว ความรู้ แบบวุฒิปัญญา ยงั มีข้อบกพรอ่ งหลายประการ คอื 21 ชัยวฒั น์ อตั พฒั น์, ปรัชญาตะวันตกสมยั ใหม่ 2, หน้า 27. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
42 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 1. วุฒิปัญญาเกิดจากความคิดรวบยอด ซึ่งถือว่าเป็นนามธรรม และเป็น ความจริงเพียงบางส่วน เป็นเพียงตัวแทนลักษณะพิเศษของเฉพาะสิ่ง ไม่ใช่ตัวแทน โดยตรงของคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะสิ่ง ทั้งไม่ให้ความรู้เกี่ยวกับแต่ละสิ่งอย่าง สมบูรณ์ แต่สญั ชาตญาณ (สหัชญาณ) ให้ความรเู้ กย่ี วกับแตล่ ะสง่ิ อย่างสมบรู ณ์ 2. ความรูท้ างวฒุ ิปัญญาคงที่ (Static) โดยลกั ษณะ ความคดิ รวบยอดเป็น สิ่งที่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งทั้งหลายมีลักษณะเปลี่ยนแปลง และวิวัฒนาการอยู่ เสมอ ดงั นั้น ความคิดรวบยอดจงึ ทาให้ความจรงิ แทบ้ ดิ เบือนผดิ ไปจากลกั ษณะด้งั เดิม 3. ความรู้ทางวุฒิปัญญาเป็นแบบวิเคราะห์ แยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ ไมส่ ามารถจะรวมส่วนท้งั หมดเข้าเปน็ องคาพยพสมบรู ณ์ได้ 4. ความรู้ทางวุฒิปัญญาอาศัยความสัมพันธ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่ง ต่างๆ ในฐานะที่สิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน ไม่สามารถจะรู้สิ่งต่าง ๆ ซึ่งมี อยเู่ อง 5. ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งภายนอก แต่ไม่สามารถแสดงธรรมชาติภายใน ของส่งิ ทีม่ อี ยู่ออกมาให้เข้าใจได้ วิจารณส์ ญั ชาตญาณนยิ ม (สหัชญาณ) ของแบรก์ ซอง มีนักปราชญ์หลายท่านไม่เห็นด้วยกับแบร์กซอง ในหลายประการ ประมวลไดด้ งั นี้ 1. แบร์กซอง มีความเข้าใจผิดวุฒิปัญญาไปจากความเป็นจริง เขาไม่ เช่ือถือวุฒปิ ัญญา แต่กลบั ยกยอ่ งสญั ชาตญาณ (สหชั ญาณ) มากกว่าความเป็นจริง และ ข้อบกพร่องท่ีสาคญั กค็ ือ แบรก์ ซองเอาเหตุผลมาพสิ จู น์สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) อันท่ี จรงิ เหตุผลก็คือตัววุฒปิ ัญญานน้ั เอง ซึ่งเปน็ เครอื่ งมอื ในการพิสูจนค์ วามจรงิ ของปรัชญา 2. ทั้งวุฒิปัญญาและสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ต่างก็มีความจาเป็นทั้งคู่ นน่ั คือ สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) จะให้ความรู้แวบหนึ่ง (ดุจการจุดไม้ขีดไฟ) แต่ต่อมา ตอ้ งใช้วุฒิปัญญาไตร่ตรอง (ดุจการเพิ่มเชื้อไฟก่อแสงสว่าง หรือทาประโยชน์อย่างอื่น) สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) สามารถดาเนินไปได้เกินขอบเขตของวุฒิปัญญา แต่ไม่ อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
43 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา สามารถจะแทนวุฒิปญั ญาได้ ส่งิ ทม่ี อี ยจู่ ริงจะตอ้ งรไู้ ด้ และจะต้องสามารถเข้าใจได้ด้วย วฒุ ปิ ญั ญา เพราะเราต้องยอมรับทัง้ การวิธกี ารวเิ คราะห์และการสงั เคราะห์ 3. สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) เป็นเสมือนความคิดชั่วแล่น หรือความฝัน ต้องอาศัยวุฒิปัญญาและเงื่อนไขของวุฒิปัญญามาช่วยเหลือ ความรู้ทางปรัชญาขั้น สุดท้าย จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับกันได้โดยคนทั่วไป ไม่ใช่เป็นเรื่องของเฉพาะ บุคคล เหตุผลเท่านั้น เป็นตัวที่จะทาให้ปรัชญาเป็นที่ยอมรับแบบสากล เพราะความ จรงิ ท่ีเป็นสากลจะต้องมีเหตุผลมารองรับ และความจริงทางสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) จะทาใหค้ นอืน่ รบั ร้แู ละยอมรับได้ ก็จาเปน็ ตอ้ งใช้เหตผุ ลนั่นเองมาช่วยพสิ จู น์ 4. สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) กเ็ ปน็ เพียงสัญชาตเวคแห่งการรับรู้รูปธรรม ทางผัสสะ ของแต่ละสิ่งโดยตรง ไม่ได้อาศัยวุฒิปัญญาหรือเหตุผล เป็นเรื่องเฉพาะ บุคคล ถ้าเกิดมีสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) 2 อย่างขัดแย้งกัน จะไม่มีทางตัดสินได้ว่า อยา่ งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า เพราะแต่ละคนก็อ้างว่ามีระดับสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ท่ีตา่ งกัน ตวั อยา่ ง การให้คาทานายว่า “วนั พรุ่งน้ี จะมีฝนตก” ผมทานายวา่ “ฝนจะตอ้ งตกแน่” แต่ท่านอาจแยง้ ว่า “ฝนจะไม่ตกหรอก” การที่จะพิสูจน์ว่าข้อความที่กล่าวนี้จะเป็นจริงหรือเท็จ เราจะต้องรอดู จนถึงวันพรงุ่ น้ี แบรดเลย์ กล่าวว่า สัญชาตญาณ(สหัชญาณ) ก็คือ ประสบการณ์ตรง ชั้นสูงกว่าเหตุผล แต่เจมส์ ไม่ยอมรับ โดยกล่าวว่า สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) เป็นแต่ เพยี งขั้นประจักษ์ ดงั ท่ีปรชั ญาอนิ เดียสานักนยายะ กล่าวว่า สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) เปน็ ความรใู้ นระดบั ประจักษ์แบบนิรวิกัลปะ (Nirvikalpa Pratyaksha) ที่ไม่ผสมความ ทรงจาและจนิ ตนาการเข้าช่วยเหลอื เป็นการรับร้ทู ย่ี งั ไมม่ ีความจาเข้ามาเกยี่ วข้อง 5. เรารู้โดยสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ได้อย่างไร สัญชาตญาณ (สหัช ญาณ) เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะแต่ละคนต่างก็มีสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) เป็น ของตัวเอง ถา้ อา้ งถึงวธิ ีการรู้และการหาคาตอบได้โดยพูดว่า ผมรู้โดยสัญชาตญาณ คง ไม่มีใครปลงใจเชื่อและอาจจะคัดค้านได้ว่า “ผมก็รู้โดยสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
44 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา เชน่ กนั ” แล้วเราจะตกลงกันไดอ้ ย่างไร นอกจากคาว่า “เอาหละ เราหยุดการโต้เถียง กันไดแ้ ลว้ และมาต่อสู้กันดีกว่า” และถ้าเราจะเอาสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ระดับสูง มาพิสูจน์สัญชาตญาณ (สหัชญาณ) ที่ต่ากว่า เราก็คงต้องการ สัญชาตญาณ (สหัช ญาณ) ท่ีสูงกวา่ ขนึ้ ไปเร่อื ย ๆ ไม่มที ี่สดุ ขยายไปจนถึงทศนยิ มไมร่ จู้ บเปน็ แน่ อันที่จริง ทฤษฎีว่าด้วยความรู้ มีการแบ่งออกเป็นหลายทฤษฎีย่อย ออกไป 14 ทฤษฎี 22 เพอ่ื ใหเ้ หน็ ภาพละเอยี ด ขอนาเสนอเฉพาะชอ่ื ดงั น้ี 1) เหตผุ ลนยิ ม (Rationalism) 2) ประจักษนิยม (Empiricism) 3) สัมผัสนิยมกับวิมัตนิ ิยม (Sensationalism or Skepticism) 4) เหตผุ ลนยิ มยึดแบบเปน็ หลัก (A Priorism) 5) ประจักษนิยมเชิงววิ ัฒน์ (Evolutional Empiricism) 6) ทฤษฎีความรู้แบบวภิ าษวิธี (Dialectical Theory of Knowledge) 7) จิตนิยมสมบูรณ์ (Absolute Idealism) 8) สจั นยิ มทวั่ ไป (Naive Realism) 9) สัจนยิ มเชิงวจิ ารณ์ (Critical Realism) 10) สัจนิยมเชิงวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Realism) 11) สัจนิยมใหม่ (New Realism) 12) สหชั ญาณนิยม (Intuitionism) 13) ทฤษฎีความรู้เกิดจากการปะทะกับสิ่งแวดล้อม (Learning by doing) 14) ปฏบิ ัตนิ ยิ ม (Pragmatism) ผู้เขียนจะไม่นาเสนอในรายละเอียด เพราะอาจทาให้หนังสือเล่มนี้มี เนอื้ หาหนาเกนิ ไป 22 บญุ มี แท่นแกว้ , ปรชั ญา, (กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2536), หนา้ 133-134. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
45 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 2.3 คาถามท้ายบท 2.3.1 จงอธิบายความหมายของคาว่า ญาณวิทยา พร้อมทั้งขอบเขต เนื้อหาของญาณวทิ ยา 2.3.2 จงอภปิ รายถึงความเป็นมาของญาณวิทยา โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็น ปัญหาของญาณวิทยา. 2.3.3 ทฤษฎีทางญาณวิทยาที่สาคัญมีกี่สานัก แต่ละสานักมีแนวคิดท่ี สาคญั เช่นไรบา้ ง จงจาแนกใหเ้ หน็ ถึงความเหมอื นและความต่างระหว่างสานักเหล่าน้นั . 2.3.4 จงอธิบายถงึ ลกั ษณะของสัญชาตญิ าณกบั วฒุ ิปัญญาตามทัศนะของ แบรก์ ซองเป็นอยา่ งไร อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
46 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา https://www.google.co.th/search?q=้h้ uman+system+of+thought&espv. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
บทท่ี 3 แหลง่ เกดิ ความรู้ : ความรเู้ กดิ จากอะไร (The Sources of Knowledge) ในบทท่ีผา่ นมาได้ทราบ ความหมาย ขอบข่าย ลักษณะ พัฒนาการ และทฤษฎีความรู้ จากทรรศนะของนักปรัชญาตะวันตก ในมุมมองที่กว้างและลึกมาแล้ว ในประเด็นต่อไปนี้ จะเสนอ ทรรศนะของนักปรชั ญาเกี่ยวกับแหลง่ เกิดของความรู้ ข้อที่น่าสังเกต นักปรัชญาส่วนใหญ่มักไม่ค่อย ให้ความสนใจว่า ความรคู้ ืออะไร แต่กลบั ทมุ่ เทพยายามศกึ ษาว่า ความรู้เกิดมาจากอะไร และเกิดมา อย่างไรมากกว่า เพราะการที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์หรือวิชาการสาขาใด ๆ นั้น จาเป็นต้องรู้ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงกระบวนการเกิดความรู้ รวมทั้งวิธีการอันเหมาะสมที่จะให้เกิดความรู้ใน สาขาวชิ านัน้ ๆ ดงั ท่ี ศาสตราจารย์ แสง จันทรง์ ามกลา่ วไวว้ ่า “ถ้าเรารู้แหล่งกาเนิดความรู้แขนงใด แขนงหนึ่ง เราจะเกิดความเขา้ ใจความรู้แขนงนนั้ ได้อยา่ งกวา้ งขวางและท่วั ถงึ ย่ิงข้ึน” 1 3.1 กลุม่ ความคดิ หลกั ต่อประเด็นปัญหาทางญาณวิทยาว่า ความรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือเกิดมาแหล่ง อะไรบา้ ง อะไรทเ่ี ราสามารถรู้ได้ มีความจริงอะไรบ้างที่เราสามารถเชื่อถือได้ ข้อความจะเป็นความ จริงถ้าเพียงแต่มันยนื อยู่บนฐานแหง่ การรับรทู้ างประสาทสมั ผัสเท่านั้นหรือ เป็นต้น คาตอบเกี่ยวกับ แหล่งเกดิ ความร้กู ม็ ีหลากหลายสดุ แตม่ ุมมองของนักปรัชญาแต่ละท่าน ทรรศนะของนักปรัชญานับแต่อดีตจนปัจจุบัน หากแบ่งกลุ่มอย่างคร่าว ๆ จะได้พบ ความเห็นทแ่ี ตกตา่ งกันออกเป็น 3 กลุม่ ใหญๆ่ คอื 3.1.1 กลมุ่ ท่ีเช่อื วา่ ความร้มู ีอยูก่ อ่ นประสบการณ์ (A Priori Knowledge) กลุ่มนี้มีความเชื่อว่า ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาจากภายนอก หรือเป็นสิ่งแปลกปลอม ภายนอกที่เข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา ไม่ได้มาจากการมีประสบการณ์ก่อน แต่เป็นสิ่งที่เกิดมาจาก ภายในจิตใจเราเอง มีฝังตัวอยู่ในจิต โดยเกิดเกิดมาจากการขบคิด และการมีเหตุผล เป็นการเผย หรือคลี่ขยายตัวของความรู้ในจิตเองออกมา ดังนั้น ความรู้ที่แท้จริงต้องเกิดมาจากการคิดอย่างมี เหตุผล ความรู้เป็นสิ่งที่มีอยู่ภายในก่อนการมีประสบการณ์ นักปรัชญากลุ่มที่แสดงทรรศนะ ทานองนี้เรียกว่า เหตุผลนิยม (Rationalism) แสดงกระบวนการเกิดความรู้โดยสรุปว่า ความรู้เกิด 1 แสง จนั ทรง์ าม, ศาสนศาสตร,์ (กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2534), หนา้ 67. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
48 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา มาจากการคิดคานึง ความทรงจา ความคิดที่จิตปรุงแต่งสร้างขึ้น ความคิดที่ติดตัวมาแต่เกิด การ คิดอยา่ งมีเหตุผล 3.1.2 กลมุ่ ท่เี ชอ่ื วา่ ความรมู้ มี าภายหลงั การมปี ระสบการณ์ (A Posteriori Knowledge) กลุ่มน้มี ีความคดิ เหน็ ขัดแยง้ กลมุ่ แรกโดยให้เหตุผลว่า ความรู้ต้องเป็นสิ่งที่มาจากการ มีประสบการณ์กับสิ่งภายนอก คือ จากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ถ้าเราไม่เคยมี ประสบการณม์ ากอ่ นเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง เช่น ไฟ คนที่ไม่เคยถูกไฟไหม้จะไม่รู้ว่าไฟมีความร้อนและเผา ไหมไ้ ด้ จึงยืนยันว่า ความรู้จึงเป็นสิ่งที่เกิดมาหลังการมีประสบการณ์แน่นอน นักปรัชญากลุ่มนี้ให้ ความเห็นว่า โดยธรรมชาติ จิตใจของมนุษย์ว่างเปล่าดุจกระดาษขาว ความรู้เป็นเสมือนรูปภาพที่ เข้ามาประทบั รอยในกระดาษว่าง คอื จิต ไมไ้ ด้เกิดมาจากการคดิ คานงึ เอาเอง กลมุ่ ท่มี ีทรรศนะยืนยันวา่ ความรู้เกิดมาภายหลังประสบการณ์ได้ชื่อว่า ประจักษ์นิยม (Empiricism) โดยนกั ปรชั ญากลมุ่ น้ี มีความคดิ โดยสรุปวา่ ความรู้ต้องเกิดจากกระบวนการแสวงหา โดยวธิ ีการ คอื การรบั ร้สู กึ ทางผสั สะ การสังเกต การทดลอง การพสิ จู นเ์ ชิงประจักษ์ 3.1.3 กลมุ่ ท่ีเชื่อว่า ความรู้เกิดจากการประทานโดยสิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernatural Being) โดยการเปิดเผย (Revealed Knowledge) 2 กลมุ่ นักคิดทางปรชั ญาท่เี กดิ จากศาสนาฝาุ ยเทวนิยมมคี วามเชื่อมั่นว่า ความรู้ที่แท้จริง สูงสุดเช่น ความรู้ทางศาสนา เปน็ สง่ิ ทเ่ี ทพเจา้ หรือพระเจ้าทรงประทานให้มา สติปัญญาของมนุษย์มี ขอบเขตจากัด บกพร่อง ขาดความสมบูรณ์ การที่มนุษย์สามารถคิดถึงเทพเจ้า หรือสิ่งที่สมบูรณ์ ต่างๆได้ เพราะสิ่งเหนือธรรมชาติโองการมาให้ แหล่งความรู้จากสิ่งเหนือธรรมชาติก็นับว่าเป็น สาเหตุของความรู้อีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราจะรวมกับข้อที่ 3.1.2 ก็ได้ เพราะการได้รับฟังจากเทพ โองการ ก็นับว่าเป็นความรู้ที่เกิดมาโดยผ่านประสบการณ์คือการฟังที่ชาวอินเดียเรียกว่า “ศรุติ” น่นั เอง 3.2 ทฤษฎีหลักแหล่งเกดิ ความรู้ จากกลุ่มนักคิดที่แบ่งอย่างคร่าว ๆ สามกลุ่มใหญ่ แต่หากเราจะพิจารณาถึงแนวคิดที่ เป็นทฤษฎแี หล่งเกิดความรทู้ ่ีสาคัญ ทฤษฎหี ลกั ๆ คงมี 6 ทฤษฎี ประกอบด้วย 3.2.1 เหตผุ ลนยิ ม (Rationalism) 3.2.2 ประจกั ษนยิ ม (Empiricism) 3.2.3 เพทนาการนยิ ม (Sensationalism) บางคราวเรยี กสมั ผสั นิยม 2 T.Z.Lavine, From Socrates to Sartre, (Toronto: Bantam Books, 1984), p. 2. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
49 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา อาจขยายไปถงึ กลุม่ วมิ ตั นิ ิยม (Skepticism) 3.2.4 อนุมานนิยม (Apriorism) บางคราวเรียกวิจารณน์ ยิ ม 3.2.5 สัญชาตญาณนยิ ม (Intuitionism) บางทเี่ รยี กสหัชญาณนิยม หรือ วิชชุญาณนยิ ม 3.2.6 ประกาศิตนยิ ม (Authoritarianism) หรือ แนววิวรณ์ (Revelation) ความรเู้ กดิ โดยเทพโองการ https://www.google.co.th/search?q=innate+idea&espv=2&biw=1280&bih=643&source แต่ถ้าจะแบ่งแนวคิดเรื่องแหล่งเกิดความรู้ ตามลักษณะความแตกต่างที่เป็น ข้อปลกี ยอ่ ย ต่างกันในรายละเอียดเล็กๆน้อย ๆ สามารถแบ่งซอยจากทฤษฎีหลัก 6 ทฤษฎี ออกไป ไดถ้ งึ 14 ทฤษฎี 3 ดงั ต่อไปน้ี 1) เหตผุ ลนิยม (Rationalism) 2) ประจักษนยิ ม (Empiricism) 3) สมั ผัสนิยมกับวิมัตินิยม (Sensationalism or Skepticism) 4) อนมุ านนิยม หรอื เหตุผลนยิ มเชงิ วิจารณ์ (A Priorism) 5) ประจกั ษนิยมเชิงวิวฒั น์ (Evolutional Empiricism) 6) ทฤษฎีความรแู้ บบวภิ าษวิธี (Dialectical Theory of Knowledge) 3 บญุ มี แท่นแก้ว, ปรชั ญา, (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2536), หน้า 133-134. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
50 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 7) จติ นิยมสมบรู ณ์ (Absolute Idealism) 8) สจั นิยมทั่วไป (Naive Realism) 9) สัจนิยมเชิงวจิ ารณ์ (Critical Realism) 10) สัจนยิ มเชงิ วิทยาศาสตร์ (Scientific Realism) 11) สัจนิยมใหม่ (New Realism) 12) สหัชญาณนิยม/สญั ชาตญาณนิยม (Intuitionism) 13) ทฤษฎีความรเู้ กิดจากการปะทะกบั สงิ่ แวดล้อม (Learning by doing) 14) ปฏิบตั นิ ยิ ม (Pragmatism) แหล่งความรใู้ นทรรศนะของนักคิดทางศาสนา เพ่อื ใหเ้ กิดอีกมุมมองเกี่ยวกบั แหล่งเกดิ ความรู้ ขอแสดงทรรศนะของนักคิดทางศาสนา มาเปรียบเทียบกับแนวคิดทางปรัชญา และในกลุ่มนักคิดทางศาสนาเองก็แบ่งเป็น 2 ฝุาย คือ ฝุายเทวนิยม กับ ฝาุ ยอเทวนิยม ซึง่ แต่ละฝุายก็มีหลักความคดิ ที่แตกต่างกัน ดงั น้ี 1) ฝุายเทวนิยม (Theism) ซึ่งมีความเชื่อและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า ถอื ว่า แหลง่ ความรู้ทส่ี าคญั มี 5 แหล่ง คอื (1) ประสาทสมั ผสั หรอื ประจกั ษประมาณ (Sense Contact or Perception) (2) การอนมุ านหรือใชเ้ หตุผลทางตรรกะ (Inference or Logical Reason) (3) การเปิดเผยแบบเทพโองการ (วิวรณ์)(Revelation) เป็นแหล่งความรู้สาคัญ ทสี่ ุด (4) สหชั ญาณหรอื วชิ ชุญาณ (Intuition) [บางทา่ นใชอ้ ัชฌตั ตกิ ญาณ] (5) หลักฐานทางคัมภีรห์ รอื ประกาศติ (Authority) 2) ฝุายอเทวนิยม (Atheism) ไม่ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเทพเจ้า ไม่ยอมรับ ความรู้ท่ีเปดิ เผยโดยพระเจา้ ดงั นนั้ จึงยอมรบั แหล่งความรู้เพียง 4 อย่างคอื (1) ประสาทสมั ผสั หรือประจักษประมาณ (Sense Contact or Perception) (2) การอนุมานหรือใช้เหตผุ ลทางตรรกะ (Inference or Logical Reason) (3) ศัพทประมาณ (Verbal Testimony) หรือหลักฐานทางคัมภีร์ (Authority) และทฤษฎที พ่ี ิสูจนเ์ ปน็ ความจริงมาแล้ว (True Justified Theory) (4) สหชั ญาณหรอื วิชชุญาณ (Intuition) [บางทา่ นใช้อัชฌตั ตกิ ญาณ] รวมถึง ปญั ญาตรสั รู้ (Enlightenment) อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
51 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา การวิเคราะหต์ ่อไปน้ี จะแสดงทรรศนะทเ่ี กี่ยวกับปัญหาวา่ ความรู้เกิดมาจากอะไรและ โดยอาการอย่างไร ของนักปรัชญากลุ่มต่าง ๆ อาจจะเสนอรายนามนักปรัชญาที่เป็นเจ้าของทฤษฎี บ้าง แต่ไม่ต้องการเล่าประวัติและความเป็นมาของนักปรัชญาเหล่านั้นอย่างละเอียด สิ่งที่น่า พิจารณาก็คือ นักปรัชญามีแนวคิดหลักว่าอย่างไร และกระบวนการพิสูจน์ความคิดของเขาเป็น อย่างไร เปน็ ต้น 3.2.1 เหตผุ ลนิยม (Rationalism) นักปรัชญากลุ่มเหตุผลนิยม มีความเชื่อมั่นว่า ความรู้ที่แท้จริงต้องเกิดมาจากการ คดิ อยา่ งมเี หตผุ ล และความรู้เกดิ มอี ยูแ่ ลว้ ในจติ ก่อนการมีประสบการณ์กับสิ่งภายนอกใด ๆ ทั้งหมด ทรรศนะเหตุผลนยิ มทโ่ี ดดเด่นที่สุด ตกอยู่ในยุค ฟื้นฟูทางศิลปวิทยา หรือ ยุคทองทางปรัชญา ซึ่งมี นกั ปรชั ญาเหลา่ นี้ คือ 1. เรอเน เดส์คารต์ส (Rene Descartes 1596-1650) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้รับการยกยอ่ งวา่ เป็นบิดาแหง่ ปรชั ญาสมัยใหม่ 2. เบเนดิคท์ สปิโนซา (Benedict de Spinoza: 1632-1677) นักปรัชญาชาว ฮอลแลนด์ 3. ก็อตต์ฟรีด์ วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz : 1646-1716) นกั ปรชั ญาชาวเยอรมนั เมื่อพูดถึงเหตุผลนิยม จาเป็นต้องนึกนักปรัชญาในสมัยใหม่ หรือ Modern Philosophy นักปรัชญาผู้จุดประกายเหตุผลนิยมคนแรกก็คือ เดส์คาร์ตส์ ผู้ซึ่งได้รับนามว่า บิดา แห่งปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ เขาเป็นคนแรกที่ กล่าวว่า ความรู้เกิดมาจากเหตุผลเท่านั้น คาว่า เหตุผล (Reason) ของเดส์คาร์ตส์ หมายถึงเหตุผลที่เกิดมาจากสหัชชญาณ หรือวิชชุญาณ (Intuition) เกดิ ขึ้นมาโดยอาศยั จติ ทสี่ งบสว่างแนว่ แน่ เป็นเหตุผลทีเ่ กิดมาโดยปราศจากความสงสัย ความรู้นี้ไม่ได้เกิดมาจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ทั้งไม่ได้เกิดมาจากการคิดอนุมานหรือการ วินิจฉัย หรือจินตนาการ เป็นเหตุผลอันสูงสุดที่มีอยู่แล้วในจิต(Innate Idea) แนวคิดนี้ได้รับการ สนบั สนนุ โดย สปโิ นซา, และไลบน์ ิซ ตามทรรศนะของเดส์คาร์ตส์ วิชชุญาณ หมายเอา ความคิดรวบยอดที่ชัดเจน เกิดขึ้นเองโดยตรง แจ่มแจ้งในตัวเอง และไม่จาเป็นต้องพิสูจน์โดยประการใดๆ เหตุผลที่เกิดจาก วิชชญุ าณนเี้ ปน็ สิง่ ทพ่ี ระเจ้าประทานมาให้แล้ว ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของมนุษย์เดิม (Apriori) อย่างไร อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
52 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา ก็ตาม เดส์คาร์ตส์ ไม่ได้แยกคาว่า เหตุผล ความคิด หรือความรู้ออกมาเป็นส่วนเฉพาะ แต่ใช้คา กลางๆว่า มโนคติ หรือ ความคิด (Ideas) เหมือนกันหมด ดังที่เขาได้แบ่งความคิด (idea) ออกเป็น 3 อยา่ งคอื 1. ความคิดที่จิตสร้างขึ้นมาโดยจินตนาการ (Factitious Idea) ได้แก่ ความคิดที่ จิตปรุงแต่ง โดยผสมผสานสิ่งที่ได้มาจากภายนอก มาปรุงแต่งอีกระดับหนึ่ง เช่นความคิดเกี่ยวกับ นางเงือกเป็นต้น 2. ความคิดที่ได้มาจากภายนอก (Adventitious Idea) ได้แก่ ความคิดที่เกิดมา จากประสาทสัมผัส เกิดจากเพทนาการ เป็นความคิดที่คลุมเครือไม่ชัดเจน เพราะประสาทสัมผัส อาจจะรายงานผดิ บิดเบือนจากความเป็นจรงิ ได้ 3. ความคิดติดตัวมาแต่เกิด4 (Innate Idea) ได้แก่ ความคิดในเรื่องความเป็นเหตุ เปน็ ผล ความเปน็ นิรันดร ตลอดจนความคดิ เกยี่ วกับพระเจา้ ความคดิ นี้ จะมคี วามชัดเจนสมบูรณ์ใน ตัวเอง ไม่ต้องมีการพิสูจน์ เมื่อทุกคนคิดถึงจุดสอดยอดแล้ว เขาจะมีความคิดที่เหมือนกัน ลงลอย เป็นอย่างเดยี วกัน นแ่ี หละทีเ่ รยี กว่า Innate Idea ความรฝู้ งั ตดิ อยใู่ นตวั คน(Innate Idea) https://www.google.co.th/search?q=innate+idea&espv=2&biw=1280&bih=643. 4 บุญมี แท่นแก้ว, เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า 133. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
53 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา จากหลักการนี้ ทาให้มองเห็นแนวความคิดแบบเหตุผลนิยม เกี่ยวกับกระบวนการ เรียนรู้ หรือ การศึกษาของมนุษย์ ดังคาที่กล่าวว่า “การศึกษามิใช่การแสวงหาความรู้ (จาก ภายนอก) แต่เป็นการดึงเอาความรู้เดิมออกมา (จากภายใน) เพราะทุกคนต่างมีความฉลาดใน ตัวเอง” 5 จากมุมมองนี้ ทาให้มองเห็นว่า Innate Ideas มีความสอดคล้องกับทรรศนะทางปรัชญา ของพุทธศาสนา นิกายเซนที่กล่าวว่า “ในสัตว์ทุกชนิด มีธาตุรู้ ที่เรียกว่า Buddhahood อยู่ แต่ท่ี ยังไม่แสดงตนปรากฏออกมา เพียงคอยวนั ใหธ้ าตุรู้ผลิบานเทา่ น้นั ” 3.2.1.1 พฒั นาการของเหตผุ ลนยิ ม (Rationalism) ลัทธิเหตุผลนิยม เชื่อว่าความรู้มีมาก่อนประสบการณ์ ในการศึกษาลัทธินี้คงต้อง พิจารณาในประเดน็ ดังตอ่ ไปน้ี 1) จุดเริ่มต้นของเหตุผลนิยม (the Beginnings of Rationalism) 1.1 นกั ปรชั ญาก่อนโสคราตสี และสมัยโสคราตสี นักปรัชญากรีกกล่าวว่า ความสงสัยและความประหลาดใจ เป็นจุดเริ่มต้นของการ แสวงหาความรู้ และเม่อื เกิดความสงสัย ย่อมเกิดทรรศนคติเชิงวิจารณ์ ส่งผลให้เกิดการค้นคว้าเป็น ระบบ และมีการพัฒนาเป็นรปู แบบของการคิดเชงิ ปรชั ญาขนึ้ มา ในยุคแรก นักปรัชญาสนใจปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติ ชีวิต โลกและจักวาล อันเป็นปัญหาทางภววิทยา หรืออภิปรัชญา มุ่งแสวงหาคาตอบเพื่อการค้นหาความจริงแท้ที่เป็น โครงสร้างหลักของสรรพสิ่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา นักปรัชญาในสมัยก่อนก็ช่วยกันขบคิดปัญหาด้วย วิธีการต่าง ๆ โดยการใช้เหตุผลตั้งข้อสันนิษฐานแสวงหาคาที่ตนคิดว่าน่าจะถูกต้องที่สุด การให้ คาตอบสดุ ทา้ ยย่อมเกิดจากกระบวนการใชเ้ หตุผลพนิ จิ พิเคราะห์อธิบาย ประเด็นต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการคิดค้นและคาตอบของสานักปรชั ญากรีกในสมยั น้นั (1) สานกั ไอโอเนยี น (Ionian School) หรือสานักไมเลเซีย่ น (Milesian School) ทางประวตั ิศาสตร์ ถอื ว่า สานักปรัชญาไอโอเนียน เป็นสานักปรัชญาแห่งแรกที่ คิดเป็นระบบ เกิดจากการศึกษาและสังเกตธรรมชาติของโลกภายนอก แล้วยืนยันสารัตถะหรือ 5 เดือน คาดี, ปรชั ญาตะวนั ตกสมยั ใหม่, (กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2526), หนา้ 28. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
54 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา โครงสรา้ งหลกั ของสรรพส่งิ เปน็ แบบธรรมชาติ บางคราวถูกเรียกว่าเป็นนักปรัชญาธรรมชาตินิยม 6 ประกอบด้วย 1) ธาเลส/เธลสี (Thales) กลา่ วว่า นา้ คือปฐมธาตขุ องสรรพส่ิง 2) อแนกซมิ านเดอร์ (Anaximander) กลา่ วว่า ปฐมธาตไุ ม่ใช่นา้ แตเ่ ปน็ สิง่ อนนั ต์ 3) อแนกซมิ เี นส (Anaximines) กล่าวว่า อากาศคอื ปฐมธาตุของสรรพส่ิง (2) สานกั ไพธากอเรยี น (Pythagorian School) ไพธากอรัส กล่าวว่า สสารทุกชนิดมีความสัมพันธ์ทางโครงสร้างด้วยสิ่งหนึ่งท่ี เรียกวา่ จานวน หรอื ตวั เลข เขาสร้างทฤษฎีจานวนมาอธิบายโครงสรา้ งหลักของสรรพสงิ่ (3) สานกั อีเลีย (Eleatic School) ประกอบด้วยนักปรชั ญามีช่ือต่อไปน้ี 1) ปารม์ ีนิเดส (Parmenides) เจา้ สานักอีเลยี ไม่เห็นด้วยกบั ความคดิ ของ เฮราคลิตุส(Heraclitus) ที่กล่าวว่าสรรพสิ่งย่อมตกอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และ เฮราคลิตุสนั่นเองที่กล่าวว่า “ไม่มีคนใดที่สามารถกระโดดลงแม่น้าเดิมได้สองหน (One cannot step twice into the same river.) เพราะสายน้าย่อมไหลไปตลอดเวลา” 7 และต้นตอแห่งการ เปล่ียนแปลงคอื “ไฟ” ในทรรศนะของปาร์มนี ิเดส กล่าวว่า ความเป็นจริง (Reality) ต้องเป็นสิ่งอมตะ ไม่ มกี ารเปล่ียนแปลง คงท่ีเสมอ สง่ิ นัน้ เรยี กวา่ Being (สตั / ภาวะ) 2) เซโนฟาเนส (Xenophanes) เป็นนักปรัชญาที่ใช้วิธีการวิจารณ์แบบวิมัตินิยม กล่าวว่า “ไม่มีความรทู้ ่ีแน่นอนใด ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและวัตถุต่าง ๆ ความจริงแล้วมนุษย์สร้างพระ เจ้าขึ้นมาตามจินตนาการของตน ถ้าหากเหล่าสรรพสัตว์สามารถวาดรูปได้ มันคงวาดรูปพระเจ้า ออกมาเป็นรปู สตั ว์ตามความคดิ ของมนั แน่ ๆ” 8 3) เซโน ณ อีเลีย (Zeno of Elea) เป็นผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของปาร์มีนิเดส ใน เรื่องความจริงแท้ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การแสดงความคิดของเขามีลักษณะเป็นแบบเชิง ขัดแยง้ กันเอง (Paradox) หรือ เปน็ แบบวิภาษวธิ ี (Dialectic) เชน่ - “การเคลอื่ นไหวคือการหยุดนงิ่ ” (เพราะจะลงหยุด ณ จดุ หนึง่ ในเวลาหนงึ่ ) เชน่ 6 Frank Thilly, A History of Philosophy, (Allahabad: Central Book Depot, 1978), p.16. 7 Ibid. p.32. 8 W.L.Reese, Dictionary of Philosophy, (New Jersey: Humanities Press, 1980), p.636. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
55 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา การยิงลูกศรไปในอากาศ มันยอ่ มแหวกฝาุ อากาศแตล่ ะสว่ น ไป ทุกเส้ียวของเวลา - “เสียงคือการไร้เสียง” ตัวอย่าง ถ้าเราเทเมล็ดข้าวจาจวนมากออกมาจากภาชนะ พร้อมกนั จะเกิดเสียงดังมาก แต่ถ้าเทเมล็ดข้าวตกลงมาเพียงเมล็ดเดียวจะไม่เกิดเสียงดังเลย ดังนั้น “เสยี งดงั ขึ้นมาจากสิ่งที่ไรเ้ สียง” 9 (4) สานักอะคาเดมี (Academic School) สานักนี้ได้ก่อกาเนิดนักปรัชญาเรืองนาม 3 ท่าน นับเป็นต้นแบบฉบับของนักปรัชญา ตะวันตกเกอื บทุกด้าน ประกอบด้วย 1) โสคราตีส (Socrates) เป็นคนกล่าววา่ ความรคู้ อื คุณธรรม (Knowledge is Virtue) การคิดที่ถูกต้องก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้อง (คิดดีต้องทาไม่ผิด) ทั้งความคิดและวิธีคิด ของโสคราตสี มีอิทธพิ ลอย่างมากมายต่อลกู ศษิ ย์อกี 2 ท่าน วิธีแบบโสคราตสี มี 5 อย่าง 10 คือ 1. สงสัยแบบแกลง้ โง่ (Skeptical) เพ่อื สอบถามหาความรู้จากคนอ่นื 2. สนทนา (Conversational) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยการโต้แย้งเพื่อหา ความจรงิ ท่สี มบรู ณ์ 3. ให้คานิยาม (Definition) โดยการหาคาจากัดความที่ครอบคลุมจนได้ความคิด สรุปรวบยอด 4. อปุ นยั (Inductive) การหาขอ้ มลู เชิงประจกั ษม์ าสนบั สนุนบทสรุป 5. นิรนัย (Deductive) การนากฎที่ตั้งเป็นแบบสากลแล้วมาอธิบายผลที่จะเกิด ตามมา 2) เพลโต (Plato) ในกระบวนการค้นหาความเป็นจริงสูงสุด เพลโตกล่าวว่า เหตุผล เท่าน้นั ทจ่ี ะทาเขา้ ใจได้และความเปน็ จริงมีอย่เู หนอื โลก เขาอปุ มาเรื่องมนุษย์ถ้าเปรียบเทียบโลกทาง ประสาทสมั ผัสกับโลกในมโนคติ เขาแบง่ เสน้ แห่งสติปัญญาออกมาตามระดับความลุ่มลึกของความรู้ และสิง่ ทถ่ี กู รับรู้ 3) อริสโตเตลิ (Aristotle) ได้ปรับปรุงวธิ คี ดิ อยา่ งใหม่ เรียกวา่ ตรรกศาสตร์ (Logic) ที่ มีความสมบูรณ์ทางทฤษฎีสามารถนาไปพิสูจน์ความเป็นจริงต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผลสมนัย เขาไม่ เหน็ ด้วยกับเพลโต เร่อื งความเป็นจรงิ ท่ีอยู่เหนือโลกทางวตั ถุ โดยกลา่ ววา่ ความเป็นจรงิ ตอ้ งมีอยู่จริง ทตี่ วั วัตถุทกุ อย่าง 9 W.L.Reese, Ibid., p.641. 10 Frank Thilly, Ibid., p.69. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
56 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้นาสานักปรัชญากรีกอื่น ๆ มาเสนอทั้งหมด แต่เท่าที่ยกมาก็พอ เป็นเครื่องแสดงได้ว่า นักปรัชญาเมื่อเกิดความสงสัยในสิ่งใด ๆ ก็มุ่งมั่นหาคาตอบด้วยการใช้ วิจารณญาณที่เรียกว่า เหตุผล(Reason) อาจกล่าวได้ว่า เหตุผลนิยม เริ่มจุดประกายมาตั้งแต่สมัย กรกี แล้ว 2) ธรรมเนยี มการสนทนาเชิงวิจารณ์ (The Tradition of Critical Discussion) การแสวงหาความรู้รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ แต่สมัยก่อนที่จะเกิดสานักทาง ปรัชญา ใช้วิธีการแบบยึดถือตามประเพณี หรือแบบเถรส่องบาตร ครูอาจารย์แต่ก่อนกล่าวสอนว่า อยา่ งไร ลูกศิษย์ก็ต้องบอกและสั่งสอนตามกันอย่างนั้น ไม่มีคาถาม ไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ยอมให้มีการ จุดประกายความคิดใหม่ใด ๆ ออกมา หากเกิดมีผู้ใดโต้แย้ง หรือวิจารณ์ขึ้นมา เขาจะกลายเป็นคน นอกรีต นอกคอก เชน่ ประเพณกี ารสอนของนักสอนในศาสนาตา่ ง ๆ เป็นต้น อยา่ งไรก็ตาม ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์เป็นผู้ใฝุรู้ใฝุคิด บางครั้งอาจจะถูกอานาจสั่งปิด กั้นการใฝุรู้ใฝุคิดกันได้ แต่เมื่อถูกปิดกั้นมากๆ มนุษย์ผู้ชอบอิสระ ย่อมแสวงหาทางออกทั้งในที่ลับ และที่แจ้ง ด้วยสาเหตุนี้ จึงมีคนที่กล้าจะวิพากษ์และวิจารณ์หรือการตีความหมายคาสอนแบบเดิม ๆ ในเชิงวิเคราะห์เสียใหม่ พฤติกรรมทานองนี้ ถือว่าเป็นการเปิดประตูแห่งการแสวงหาความรู้ให้ กว้างขวางยิง่ ขึน้ กว่าแบบที่เคยยึดถือกนั มา ในทางปรัชญา ธาเลส เจ้าสานักไอโอเนียน เป็นคนแรกที่เปิดใจกว้างให้ศิษย์ สามารถวิจารณค์ าสอนอาจารย์ได้ ดังที่ธาเลสกล่าวกับลูกศิษย์ว่า “นี่คือวิธีการที่ฉันเข้าใจสิ่งต่าง ๆ วิธที ่ฉี นั เช่อื ว่าสิ่งตา่ ง ๆ เปน็ อยา่ งไร และพวกเธอจงพยายามพิสจู นค์ าสอนของฉันดว้ ย” 11 การแสวงหาความเป็นจริงที่แท้นั้น ต้องอาศัยการวิจารณ์ และการสนทนาเชิง วิจารณ์ ด้วยวิธีการอย่างนี้ จะทาให้ความรู้ของมนุษย์เข้าใกล้ต่อความเป็นจริงมากที่สุด ทรรศนคติ ดังกลา่ ว จัดว่า เปน็ สง่ิ ทมี่ เี หตผุ ลและเป็นแบบวิทยาศาสตร์ แต่การจุดประกายเช่นนี้ ก็ได้หยุดชะงัก ไปชั่วระยะหนึ่ง จนมาถึงยุค อริสโตเติล สานักอคาเดมี ก็เริ่มเปล่งประกายขึ้นมาอีก อริสโตเติล กล้าวิจารณ์ทฤษฎีมโนคติ (Ideas) ของเพลโต อาจารย์ของตนตรงไปตรงมาว่า ทฤษฎีมโนคติยังมี จดุ บกพรอ่ งทแ่ี บง่ แยกความเป็นจริงแท้ออกมาจากโลกที่เรารับรู้ทางผัสสะ และเสนอแนวคิดว่า อัน ทีจ่ รงิ โลก ทเ่ี ห็นและแบบ(Form)ของโลก ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่แยกจากกัน การวิพากษ์วิจารณ์อย่างมี วจิ ารณญาณด้วยเหตุด้วยผลเช่นนี้ จึงได้ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรม (innovation) ข้นึ มา ถือเปน็ ความก้าวหน้าทางวิชาการ 11 เดือน คาดี, ปรชั ญาตะวนั ตกสมยั ใหม่, หน้า 29. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
57 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 3) ธรรมเนียมการวจิ ารณ์ในทางพระพทุ ธศาสนา เราทราบกันมาบา้ งแลว้ วา่ ในระยะช่วงต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้าเองหลีกเลี่ยงที่จะ สนทนาโตต้ อบปัญหาที่ไม่มีทางถึงบทสรุป ทั้งไม่สนพระทัยที่จะวิพากษ์วิจารณ์ร่วมวงเสวนาปัญหา ทางอภิปรชั ญา พระองค์แสดงทา่ ทีอย่างชัดเจนว่า การสนทนาทาให้เปล่าประโยชน์และเสียเวลา รู้ คาตอบแลว้ คนท่ีมีความทุกขอ์ ยู่อยา่ งไรก็ยงั คงเปน็ ทุกข์เหมอื นเดมิ พระองค์ตรัสว่า งานที่เร่งด่วนคือ การสลดั ออกจากความทกุ ข์ หากจะหันมาพิจารณาคาสอนของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียด แม้แต่ในพระธรรม เทศนากัณฑ์แรก “พระธรรมจักกัปปวัตนสูตร” ที่แสดงโปรดพระเบญจวัคคีย์พบว่า พระองค์ทรงใช้ หลักการวพิ ากษ์วิจารณอ์ ยา่ งเพรยี บพร้อมด้วยเหตุและผลสมบูรณ์ คือ ข้นั แรก พระองคจ์ ะชจี้ ดุ บกพร่องของทฤษฎกี ารแสวงหาความสุขอมตะของนักคิด สมยั น้ัน ว่าวางทฤษฎผี ิดจงึ นาไปส่กู ารปฏิบัติทีไ่ ร้ผล คือ ทฤษฎแี รก กามสุขัลลิกานุโยค กลุ่มนี้เชื่อว่า ความสุขสุดยอดของมนุษย์คือ การเสพสิ่งที่ตนเองต้องการทุกชนิดในชีวิตนี้ ถ้าเสพมากเข้าจะเบื่อเอง พระองค์เคยเป็นราชกุมารผู้ เสวยสุขเปีย่ มล้น กลบั มองเหน็ ว่า ไมเ่ คยมคี วามอม่ิ จากความตอ้ งการ ยิ่งถมยิ่งต้องการมาก เป็นการ มวั เมาหมกม่นุ ไม่อาจถอนตนจากทุกข์ได้ ทางทด่ี ีคอื หลีกหนเี สยี ทฤษฎีที่สอง อัตตกิลมถานุโยค กลุ่มนี้เชื่อว่า การจะถึงความสุขอมตะ มนุษย์ต้องทรมานตนอยา่ งเคร่งครัด เพราะร่างกายเป็นที่อยู่อาศัยของกิเลส เมื่อทรมานที่อาศัยของ กิเลสแลว้ กเิ ลสต้องหมดเหือดแห้งไป เมื่อพระพุทธเจ้าทดลองทาอย่างเคร่งครัดถึงขั้นที่เรียกว่า ทุก กรกิริยา แทบสิ้นพระชนม์ ก็ไม่บรรลุผลสาเร็จใด ๆ ไม่ใช่ทางพ้นจากทุกข์แน่ ได้แต่ความเหน็ด เหน่ือย และความทุกข์ เปน็ ผลตอบแทน ทางที่ดีกค็ ือการเลกิ เสีย ขน้ั ต่อมา พระพทุ ธเจา้ ชี้แจงว่า เม่ือทฤษฎีหาความสุขอมตะทั้งสองผิดพลาด จึงได้ เสนอแนวทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นทางเลือกใหม่ ดังที่พระองค์ปฏิบัติมาแล้วและได้ บรรลุผลสาเร็จจริง สามารถพาใหห้ ลุดพ้นจากความทุกขบ์ รรลถุ งึ นพิ พานสขุ อันเป็นอมตะไดจ้ รงิ 12 สมัยต่อมา เราก็พบว่า พระพุทธเจ้าและสาวกคนสาคัญๆ ได้เปิดหนทางแห่งการ วิจารณ์กว้างมากกว่าเดิม เราเห็นการสนทนาโต้ตอบแบบถึงพริกถึงขิงหลายแง่มุมเพื่อให้เข้าถึงสัจ ธรรม ดังจะยกตัวอยา่ ง ธรรมเนียมการวิจารณ์ มาเพยี ง 3 ตวั อยา่ ง 12 วินยั . 4/3/18; อา้ งในพระราชวรมนุ ี (ประยทุ ธ์ ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบบั ปรับปรงุ และขยายความ, (กรงุ เทพฯ: คณะระดมธรรม, 2525), หนา้ 582. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
58 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 1. หลกั กาลามสูตร พระพุทธเจา้ ไดว้ างทา่ ทเี พ่ือเป็นหลักปฏิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ยงั ไมม่ ขี ้อยุติ ก่อนท่จี ะปลงใจเช่อื หรอื ยนื ยนั หลักการใด ๆ โดยทรงให้ถือหลักกาลามสูตร 10 อย่าง 13 เปน็ หลกั การตรวจสอบความรู้ ดงั ท่ีแสดงแก่ชาวกาลามะ คอื 1. มา อนสุ ฺสเวน อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการฟังตาม ๆ กันมา 2. มา ปรมปฺ ราย อยา่ ปลงใจเชือ่ ดว้ ยการถอื สืบ ๆ กันมา 3. มา อติ กิ ิราย อยา่ ปลงใจเชอื่ ดว้ ยการฟงั เขาเล่าลือ 4. มา ปิฏกสมปฺ ทาเนน อย่าปลงใจเชื่อ ดว้ ยการอา้ งตาราหรอื คมั ภรี ์ 5. มา ตกกฺ เหตุ อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรกะ (คือการต้ังสมมตฐิ านจากเหตุไปสผู่ ล) 6. มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน (คอื จากผลยอ้ นมาหาสาเหตุ) 7. มา อาการปริวิตกเฺ กน อย่าปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการตรองตามแนวเหตผุ ล 8. มา ทฏิ ฺ นิชฌฺ านกฺขนฺติยา อยา่ ปลงใจเชอื่ เพราะเขา้ ไดก้ ับทฤษฎีทีพ่ ินิจแลว้ 9. มา ภพพฺ รูปตาย อยา่ ปลงใจเชอื่ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ 10. มา สมโณ โน ครุ อย่าปลงใจเช่ือ เพราะนบั ถือวา่ สมณะนี้เป็นครูของเรา ต่อเมือ่ ใด รแู้ ละเข้าใจดว้ ยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มี โทษ เป็นตน้ แล้ว จึงควรละหรอื ปฏบิ ัตติ ามนั้น 2. มิลินทปัญหา เรื่องมิลินทปัญหา เป็นการโต้ตอบสนทนากันระหว่างนักโต้วาทีระดับเอก 2 ท่าน คือ พระยามิลินท์ (กษัตริย์เมนันเดอร์ ชาวกรีก) กับพระนาคเสน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 4 สอบถามกนั เร่อื งหลักศาสนา โต้ตอบกันในแนวปรัชญา ไดร้ ับการบันทึกเรียบเรียงเป็นหนังสือ โดย พระติปิฎกจุฬาภัยเถระ เมื่อประมาณ พ.ศ. 500 14 คาสนทนาเกี่ยวกับความจริงแท้และสิ่งสมมติ บัญญัติ เชน่ 15 พระยามลิ นิ ท์ : พระคุณเจา้ ชอื่ วา่ อะไร พระนาคเสน : อาตมาชอ่ื “นาคเสน” 13 องฺ ตกิ . 20/505/241; พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม, หนา้ 274 -275. 14 มลิ นิ ทปญั หา, สานกั หอสมุดแห่งชาต,ิ (พระนคร: โรงพิมพ์ร่งุ เรือง, 2500), หนา้ ก. 15 มลิ ินทปญั หา, หนา้ 72-87. ; มลิ นิ ทปัญหา เลม่ 1, (กรงุ เทพฯ: มลู นิธปิ ราณี สาเรงิ ราชย์, 2538), หน้า 46-52. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
59 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา พระยามลิ นิ ท์ : ผม ขน ฯลฯ รูป เวทนา - วิญญาณ อะไร หรอื ที่เรยี กวา่ นาคเสน พระนาคเสน : ไม่มีอวยั วะส่วนใด ๆ ที่กลา่ วมาเรยี กว่า “นาคเสน” หรอก พระยามิลินท์ : เมอ่ื สกั ครู่ยังกลา่ วว่า ชอ่ื นาคเสน พระคุณเจ้าพดู เหลาะแหละเป็นมุสา พระนาคเสน : อาตมาขอย้อนถามบ้าง มหาบพิตรเสด็จมาด้วยพระบาทหรือด้วย ยานพาหนะอะไร ขอถวายพระพร พระยามลิ ินท์ : มาดว้ ย “รถ” สิพระคณุ เจ้า พระนาคเสน : ลอ้ เพลา ประทุน ฯลฯ หรืออะหลั่ยสว่ นใดหนอ เรยี กวา่ “รถ” น่ะ พระยามลิ นิ ท์ : ไมใ่ ช่ แต่ละส่วนประกอบท่กี ลา่ วมา ไมเ่ รียกว่า รถ พระนาคเสน : เมื่อสักครพู่ ระองคย์ งั ตรัสว่า มาด้วยรถ ถามไปถามมาไม่มีอะไรเป็นรถ สกั อัน ถา้ อยา่ งน้ัน มหาบพติ รกต็ รสั เหลาะแหละเป็นมุสาเหมอื นกัน พระยามิลินท์ : ไม่ได้มุสาหรอก อาศัยการรวมส่วนประกอบทุกอย่างเข้าทั้งหมด นั้น แหละเขาเรยี กกนั วา่ “รถ” ถ้าแยกสว่ นประกอบแต่ละอยา่ งกไ็ มเ่ รียกวา่ “รถ” พระนาคเสน : ตวั รูป(พระนาคเสนใช้สรรพนามแทนตัวเอง)ก็เหมือนกัน อาศัยสังขาร ทีร่ วมกนั ทั้งหมดนี้แหละ เขาบัญญัติเรียกขานว่า “นาคเสน” หละ แต่ในชื่อนาคเสนนี้ก็ไม่มีตัวตนที่ จริงแท้อาศยั อยู่ พระยามลิ นิ ท์ : อ๋อ เขา้ ใจแลว้ พระคณุ เจ้า Silver coin of Menander. Greek legend: ΒΑΣΙΛΔΩΣ ΣΩΤΗΡΟΣ ΜΔΝΑΝΓΡΟΥ (BASILEOS SOTEROS MENANDROU) lit. \"Of Saviour King Menander\". British Museum http://en.academic.ru/dic.nsf/enwiki/121459 อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
60 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 3. สานักพทุ ธปรชั ญา พระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทเดิมไมช่ อบการสนทนาโต้แย้งทางความคิดในหลักคาสอน มากนัก การสอนก็ยึดแบบที่เคยทามาและใช้การอธิบายชี้แจงหลักคาสอนเดิมให้ชัดเจนขึ้นมากกว่า ต่อมา ระยะหลัง พระพุทธศาสนาที่เผยแผ่อยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย พระสงฆ์ได้หันมายึดถือเอา คาส่ังสอนอาจารย์ของตนแต่ละท่านเปน็ หลกั จึงไดเ้ กดิ ความคิดเห็นขดั แย้งกนั และกัน ประเด็นการโต้แย้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรมัตถธรรมรวมทั้งการมีอยู่ และการที่เรารับรู้ ปรมตั ถธรรมนนั้ นีค้ อื สาเหตุการเกิดสานกั พุทธปรชั ญาต่างๆ ทง้ั ฝุายเถรวาทและมหายาน 16 เชน่ 1) ไวภาษกิ ะ ของท่านราหุลภัทระ ทา่ นปารศวะ และท่านวสมุ ติ ระ ยึดคาสอนตาม แนวอรรถกถาพระอภิธรรมมหาวิภาษาเป็นหลักโดยถือทฤษฎีว่า สิ่งที่มีอยู่จริงตลอด 3 กาล ได้แก่ รูปและนาม (วัตถุและจิต) แต่ไม่มีวิญญาณอมตะ เราสามารถรับรู้วัตถุภายนอกได้โดยตรงทาง ประสาทสัมผัส 2) เสาตรนั ติกะ ของท่านกุมารลพั ธะหรือกมุ ารลาตะ ยึดคาสอนตามแนวอรรถกถา พระสูตรเป็นหลัก คัดค้านทฤษฎีของสานักไวภาษิกะ แต่ยอมรับว่า สิ่งที่มีอยู่จริง มีอยู่เฉพาะกาล ปัจจุบันเท่านั้น อดีตและอนาคตไม่มี และมีความคิดเห็นแตกต่างอีกว่า เราไม่สามารถรับรู้วัตถุ ภายนอกได้โดยตรงทางผัสสะ แต่รู้ได้โดยอ้อมผา่ นการอนุมาน 3) โยคาจาระ ของท่านไมตรีนาถะ ท่านอสังคะ และท่านวสุพันธุ สานักนี้ได้ ปรับคาสอนเพื่อสู้กับศาสนาฮินดูในเรื่องพระผู้สร้าง จึงกล่าวว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดจาก อาลยวิญญาณ สง่ิ ทมี่ ีอย่จู รงิ คอื วิญญาณ เรยี กช่อื ว่า วิญญาณวาทะ ก็ได้ 4) มาธยมิกะ ของท่านนาคารชุน และอารยะเทวะ ยึดคาสอนตามแนวพระ อภิธรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะปรัชญาอนัตตา มองทุกสิ่งโดยสภาพเป็นของว่างและสูญ แม้แต่ วญิ ญาณกเ็ ป็นส่ิงวา่ งเปล่า ความเป็นจริงสงู สุดคือ สญุ ญตา 17 จึงเรียกอกี นามหนง่ึ ว่า สุญญวาทะ 3) เหตผุ ลนิยมเชงิ วิจารณ์ (Critical Rationalism) ประเพณีแบบเหตุผลนิยมเดิม ๆ ซึ่งเป็นประเพณีการสนทนาแบบวิจารณ์ ยังมีส่วนท่ี บกพร่องในความรู้ขั้นสุดท้าย เพราะเป็นการคาดคะเนเอาตามกฎหรือหลักทฤษฎี สิ่งที่เหตุผลนิยม 16 Ram Nath Sharma, Indian Philosophy, (New Delhi: Orient Longman, 1972.), pp. 184-185. 17T.M.Mahadevan, Invitation to Indian Philosophy,(New Delhi :Arnold Heinemann Publishers,1974), p.147. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
61 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา สามารถใหเ้ ราได้ ก็คือมรรควิธที น่ี ามาใช้ในการอธิบายความรู้ และเป็นความรู้ที่เกิดจากการคาดเดา (Conjectural Knowledge) หรือความรู้แบบสมมุติฐาน (Hypothetical Knowledge) เท่านั้น เหตุผลนิยม ไม่ใช้หนทางอื่นใด ซึ่งเริ่มต้นจากการสังเกต และการทดลองมาเป็นวิธีการแสวงหา ความรู้ เพราะสานักนยี้ อมรบั แตก่ ารคดิ ตามเหตผุ ลวา่ ทาให้เกดิ ความรู้ขน้ึ มา ความรู้ที่สมบูรณ์ อันเป็นที่ยอมรับได้หลายฝุาย เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรามัก พบว่า ในการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น การสังเกตและการทดลองได้แสดงบทบาทเด่น โดยเฉพาะในด้านการโต้แย้งเชิงวิจารณ์ (Critical Arguments) ซึ่งแสดงบทบาทเช่นนี้คู่ไปกับข้อ โตแ้ ย้งท่ีปราศจากการวิจารณ์ (Non Critical Arguments) แม้ว่าการโต้แย้งเชิงวิจารณ์จะเป็นบทบาทที่สาคัญก็ตาม แต่สิ่งที่สาคัญกว่าก็คือ บทบาทนี้ได้นามาใช้เพื่อวิจารณ์ทฤษฎีต่าง ๆ หรือไม่ก็เพื่อทาให้ทฤษฎียิ่งใหญ่ หรือ อธิบายได้ มากกวา่ ของเดิมเทา่ นน้ั เอง การตรวจสอบเชงิ วเิ คราะห์ วิจารณ์ในทฤษฎีที่ตั้งเอาไว้ เป็นจุดสาคัญประการเดียวใน การหาเหตุผลที่จะรู้จักและเขา้ ใจโลกของมนุษยเ์ รา กล่าวโดยทั่วไปหลักทฤษฎีเหล่านี้ โดยตัวมันของเอง ถือว่าเป็นผลิตผลของการ คาดคะเน ยังเข้าไม่ถึงตัวความรู้แท้ เราเพียงแต่คาดเดาว่า ความรู้แท้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ น่าจะเป็น เช่นนี้ เป็นต้น มีคนพูดว่า คงจะมีนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ชาวตะวันตกเพียง 2 คนเท่านั้น ที่จะเข้าใจแก่น แห่งทฤษฎคี วามรู้ คือ กาลเิ ลโอ (Galileo Galilei) และ อลั เบอรต์ ไอสไตน์ (Albert Einstein) อีกประการหนึ่ง นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์จะพูดคล้ายกันว่า “ความรู้ที่เกิดมา จากวิธีการแห่งการคาดเดา และการสนทนาโต้แย้ง (Conjecture & Refutations) ยังไม่ถึงความรู้ แท้ และโดยเฉพาะความรจู้ รงิ อันสุดทา้ ย ไมส่ ามารถร้ไู ด้เลยโดยลาพงั การใชเ้ หตุผล เซโนฟาเนส กลา่ วว่า “ทฤษฎคี วามร้ขู องเรา เป็นเพยี งการคาดเดา (Guesswork) ดังที่ เขาแสดงทรรศนะเชิงวิจารณค์ วามคดิ เกา่ ๆ เกยี่ วกับ พระเจา้ และตวั ความรอู้ นั สดุ ท้าย ที่มีก่อนหน้า น้ี ในบทประพันธ์ตอ่ ไปน้ี “ชาว Ethiop พูดว่า พระเจ้าของเขามีจมูกแบนและผิวดา ในขณะที่ชาว Thracian พูดว่า พระเจ้าของพวกเรามีนัยน์ตาสีน้าเงินและผมสีแดง ดังนั้น ถ้าหากว่า วัว ควาย ม้า หรือ สงิ หโ์ ต มมี อื สามารถวาดรูปและแกะสลักได้แบบมนุษย์ ดังนั้น ม้าก็คงจะวาดรูปพระเจ้าออกมาเป็น รปู มา้ วัว ควายกว็ าดรูปออกมาคลา้ ยวัว ควาย สัตว์แต่ละชนิดก็คงจะสรรค์สร้างพระเจ้าให้มีรูปร่าง อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
62 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา เหมอื นตนเอง ของแต่ละชนิด. . . ความจริงอันสุดท้าย ไม่มีใครรู้ สาหรับทุกคนแล้ว ความรู้จึง เปน็ ขา่ ยทย่ี ่งุ เหยิงของความสงสัย” 18 3.2.1.2 ลักษณะแหง่ ความรู้จรงิ ตามทรรศนะของทฤษฎีเหตผุ ลนยิ ม ความเป็นจรงิ ควรมลี ักษณะดงั นี้ 1) ความจริงจะตอ้ งตายตวั คงท่ีเสมอ ไมเ่ ปล่ียนแปลง 2) ความจรงิ ตอ้ งไมข่ ้ึนอยู่กบั อะไรอื่น เปน็ ส่ิงสาเรจ็ ดว้ ยตัวเอง 3) ความจรงิ ต้องเป็นทีแ่ น่นอนสูงสดุ 4) ความจรงิ ต้องไม่ใช่เพียงแค่ ความน่าจะเปน็ ไปได้ ความรู้ชนิดนี้ เกิดมาจากการคิดคานวณด้วยเหตุผล เป็นความรู้ที่มีมาก่อน ประสบการณ์ เช่น ความรู้ทางคณิตศาสตร์ว่า 2 + 2 เท่ากับ 4 เป็นความจริงเสมอไป และการใช้ เหตุผลน้นั ได้อาศยั วิธีตรรกศาสตรแ์ บบนิรนัยเปน็ หลกั 3.2.1.3 ข้อวจิ ารณ์ทฤษฎีประสบการณน์ ยิ ม เหตุผลนิยม กลา่ วโจมตคี วามรทู้ ่เี กิดจากทฤษฎีประสบการณน์ ิยม สรุปได้ดงั น้ี 1) ความรู้โดยประสบการณ์ เปน็ สง่ิ ท่ไี มแ่ น่นอนตายตัว เปลี่ยนแปลง เป็น เพียงแค่ความน่าจะเป็นไปได้ (คาดการณ์) ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แห่งระบบประสาท สิ่งที่เราเห็น ใช่ว่าจะเป็นความจริงตามที่เหน็ 2) ความรู้ชนิดนี้เกิดมาโดยการทดลองตรวจสอบ เช่น “น้าจะเดือด ณ 100 ํC เมื่อต้มที่ความกดบรรยากาศระดับน้าทะเล” เราจะยืนยันว่าจริงได้ ก็ต้องทดลองต้มใน หลายพื้นที่ และหลายระดับความกดบรรยากาศก่อน เมื่อมันเป็นจริงจึงควรยอมรับ วิธีนี้อาศัย ตรรกะแบบอุปนัยเป็นหลกั อุปนัยมีข้อบกพร่องตรงที่เราไม่สามารถหาข้อมูลได้ครบ บทสรุปจึงเป็น เพยี งการคาดการณค์ วามโน้มเอียงที่น่าจะเปน็ ไปได้เท่านนั้ . 3.2.2 ประจกั ษนยิ ม / ประสบการณน์ ยิ ม (Empiricism) ประจกั ษนิยม บางครงั้ เรียกวา่ ประสบการณน์ ยิ ม หรือ พิชานนิยม เป็นอีกทฤษฎี หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องแหล่งเกิดความรู้ของกลุ่มเหตุผลนิยมที่กล่าวมาก่อนนี้ แสดงทรรศนะ ขัดแยง้ แบบตรงกันข้ามว่า “ความรู้ต้องเป็นสิ่งที่ได้มาโดยการผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส 18 David Miller, Ed., A Pocket Popper, (London: Fontana Paperbacks, 1983), p. 32. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
63 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา เปน็ สิ่งเกิดมาหลังการมีประสบการณ์” และตอกย้าวา่ “ความรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นมาและเป็นไปได้ ต้องอาศยั ประสบการณ์เป็นฐานเทา่ นน้ั ” นักปรัชญากลมุ่ ประจกั ษนยิ ม กล่าวว่า “การแสวงหาความรู้แบบสมัยเกา่ เปน็ วิธที ่ีสนิ้ หวัง เพราะอาศัยความคิดท่วี ่างเปลา่ เกดิ จากความร้โู ดยไม่มีการตรวจสอบพสิ จู น์ เปน็ เพียงแต่อ้างองิ หลักฐานความคดิ ของบุคคลเปน็ หลกั จงึ ไดเ้ สนอวิธีการสรา้ งความรูใ้ หม่ทางปรัชญาวา่ การแสวงหาความรู้ควรจะต้องต้ังอยู่บนฐาน คือประสบการณ์เกยี่ วกบั ขอ้ เทจ็ จริงสดๆใหมๆ่ ดว้ ยจติ ใจที่ปราศจากอคติและอปุ าทานเดมิ ๆ” 19 3.2.2.1 กระบวนการพฒั นาแนวคิดประจักษนิยม แนวคดิ เชิงประจักษนิยม จากประวัติศาสตร์ เราสามารถศึกษาถึงกระบวนการคิด สืบสาวย้อนลงไปถึงนักปรัชญากรีกในอดีต โดยเฉพาะนักปรัชญาสายธรรมชาตินิยม (Naturalism) เช่น เดโมคริตุส (Democritus) และ อีพิคิวรัส (Epicurus) ซึ่งกล่าวว่า “ความรู้คือกระแสแห่ง จินตนาการจากสง่ิ ที่ได้รับรู้ และความรู้ทั้งหมดคือส่วนที่เหลือของวัตถุ” ต่อมาได้พบว่า นักปรัชญา กลุ่มนามนิยม (Nominalism) มี ร็อสเค็ลลีนุส และ วิลเลียม แห่ง โอกฮัม(William of Ockham) แสดงทรรศนะว่า “สิ่งสากลทั้งปวงไม่มีอะไร นอกจากชื่อ (คาพูด) ที่เราเปล่งเสียงเพื่อหมายถึงกลุ่ม ของวตั ถุเทา่ นั้น” 20 ต่อมา ประจักษนิยมก็ได้พัฒนาขั้นตอนขึ้นมา โดยผ่านธรรมเนียมและผสมผสาน ทฤษฎีแบบธรรมชาตินิยมและนามนิยม สามารถแย้มบานเต็มตัว จนเป็นขบวนการที่รู้จักกันดี นั่น คือ ประจักษนิยมแบบอังกฤษ (British Empiricism) ประกอบด้วยนักปรัชญาหลายคน เช่น ฟราน ซิส เบคอน, จอหน์ ล็อค, จอร์จ เบอร์กเลย์ และ เดวิด ฮิวม์ เปน็ ต้น ปัจจุบัน แนวคิดแบบประจักษนิยมนี้ ก็ได้รับการสานต่อโดยนักปรัชญาร่วมสมัย หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มประโยชน์นิยม (Utlitarianism) กลุ่มปฏิบัตินิยม กลุ่มปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (Logical Positivism) กลุ่มปรากฏการณ์นิยม (Phenomenalism) มีความคิดหลักว่า “ความรู้ต้อง ผ่านกระบวนการมปี ระสบการณม์ าก่อน หรอื ความรู้ที่ได้มาจาการทดลอง” 21 และแนวคิดประจักษ นิยมนี้ ถอื ว่าเปน็ ตน้ แบบแหง่ วธิ ีคดิ แบบวทิ ยาศาสตร์ หรอื จะเรยี กวา่ ปรชั ญาสสารนยิ ม ก็ได้ 19 Y. Masih, A Critical History of Modern Philosophy, (Delhi : Motilal Banarsidass, 1980), p.27. 20 กีรติ บญุ เจือ, สารานกุ รมปรัชญา, (กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช, 2522), หน้า 131. 21 W.L.Reeses, Dictionary of Philosophy and Religion, p. 147. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
64 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา นักปรัชญาที่กล่าวนามมาเบื้องต้น จะพิจารณาแนวคิดของนักคิดเพียง 2 คน คือ จอห์น ลอ็ ค และ เบอรก์ เลย์ ดงั น้ี 1. จอห์น ล็อค (John Locke 1632-1704) นักปรัชญาสสารนิยมยุคใหม่ คัดค้าน เหตผุ ลนยิ มสุดตวั กล่าวว่า “ประสบการณ์เป็นที่มาแห่งความรจู้ รงิ ” 22 การคิดหาเหตุผลจะเกิดมีได้ ก็ต้องอาศัยการเคยมีประสบการณ์กับสิ่งภายนอกมาก่อน เพราะประสบการณ์คือต้นเหตุแห่ง ความคิด ล็อคกล่าวว่า ในกระบวนการเกิดความรู้ มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน 3 ประการ คือ จิตใจ (Mind) ความรู้สึก (Sensation) และสิ่งที่ถูกรับรู้ (the Perceived) แต่จิตใจจะนอนเฉยอยู่นิ่ง ๆ (Passive) มลี กั ษณะว่างเปลา่ คอยรับอารมณจ์ ากภายนอกท่จี ะเขา้ มากระทบเท่านัน้ https://languagethroughphilosophy.wordpress.com/epistemology-2/empiricism/ จิตใจเปรยี บเสมือนกระดาษสีขาว (Tabula Rasa) หรือกระดานชะนวนที่ว่างเปล่า ยงั ไม่มีรอยขีดเขียนใด ๆ มาแตเ่ ดมิ เมื่อจติ ไดร้ ับประสบการณ์มากระทบจนเกิดความรู้สึกนึกคิดแล้ว จึงใคร่ครวญเพื่อหาความรู้จริง ถ้าจิตใจไม่เคยมีประสบการณ์แล้ว จิตไม่สามารถจะคิดอะไรได้เลย 22 บุญมี แท่นแก้ว, ญาณวทิ ยา, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ธนะการพมิ พ์, 2535), หน้า 5. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
65 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา “ความคิดทุกชนิดเกิดมาพร้อมกับและต้องเกิดจากประสบการณ์ จิตเมื่อแรกเกิด จะเป็นแผ่นท่ี บริสทุ ธิ์ สะอาด และธรรมชาตแิ หง่ ความร้ทู ุกอย่างต้องได้รบั มาจากประสบการณ์” 23 2. เบอร์กเลย์ (George Berkeley 1685-1753) เห็นพร้องและยอมรับทรรศนะ ของล็อค โดยกล่าวว่า “ความรู้ คือ การที่สิ่งต่างๆ ถูกรับรู้ทางผัสสะ หรือ การมีอยู่ของวัตถุก็มีอยู่ เพื่อให้ถูกรับรู้ (esse est percipi = to be is to be perceived.)” 24 แต่เพราะแนวคิดทาง อภิปรชั ญาของเขาเน้นหนกั ทางจิตมากเกินไป จึงถูกจดั ไว้เปน็ พวกจติ นิยม(Idealism) เปรยี บเทียบสภาวะของจติ ในทรรศนะของกลุ่มนกั ปรัชญาตา่ ง ๆ 1) เหตผุ ลนิยม กล่าววา่ จิตใจตอ้ งทางานเปน็ ตัวปฏิบัตกิ าร (Mind is Active.) 2) ประจักษนิยม และเพทนาการนยิ ม กล่าวว่า จติ อยเู่ ฉยน่ิงๆ(Mind is passive.) 3.2.2.2 หลกั ทฤษฎีประจกั ษนิยม ทฤษฎีแหลง่ เกดิ ความรู้ กลุ่มประจักษนยิ ม มีความเห็นสรุปได้ดังนี้ 1) ไม่ยอมรบั ความรู้ที่ติดตวั มาแต่กาเนดิ (Innate Ideas) กลุ่มประจักษนิยมไม่ยอมรับความรู้ที่มีมาก่อนประสบการณ์ เกิดจากการคิดหา เหตุผล แบบเหตุผลนิยมอ้าง เพราะเป็นการหาความจริงจากความว่างเปล่า ยอมรับแต่ความรู้ที่ อาศัยฐานจากประสบการณ์เท่านั้น และความรู้ที่อาศัยประสบการณ์จัดว่าเป็นความรู้จริง เพราะ ต้องผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นดุจประตูเปิดให้สิ่งภายนอกเข้ามาถึง จิตใจอนั เปน็ แหล่งรับความรู้สึก เปน็ แหล่งคดิ แหล่งใคร่ครวญ แล้วจึงเกิดความรู้จริงได้ ดงั ที่ ล็อค ได้วจิ ารณเ์ หตผุ ลนยิ ม ดงั น้ี (1) ถ้ามี Innate Ideas จริง ทุกคนต้องมีความคิดเสมอกันหมด และทุกคน จะต้องรู้จกั Innate Ideas เสมอกนั แตค่ วามจริงที่ปรากฏ เด็กทารก คนปุา คนปัญญาอ่อน และ คนที่ไม่ได้รับการศึกษา จะไม่รู้จักความคิดติดตัวเลย, ไม่รู้จักคาว่า ความเป็นเหตุผล (Causality) อนันตภาพ (Infinity) นิรันดรภาพ (Eternity) พระเจ้า (God) และอื่น ๆ ที่จัดเป็น Innate Ideas แม้แต่เจ้าของเอง ก็ไม่รู้จักตัว Innate Ideas นี้แสดงว่า Innate Ideas มีความขัดแย้งในตัว ดังนั้น Innate Ideas ไม่มอี ยู่จรงิ 23 Y Masih, Ibid., p.120. 24 Ibid., p.162. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
66 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา ความรเู้ กดิ มาโดยผา่ นประสบการณ์ทางประสาทสัมผสั ทง้ั 5 เทา่ นน้ั https://languagethroughphilosophy.wordpress.com/epistemology-2/empiricism (2) ทุกคนต้องมีความคิดเหมือนกัน ถ้ามี Innate Ideas จริง ๆ แต่ตามความ เป็นจริงและข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกภูมิภาค ต่างคนต่างมีความคิดเห็น แตกต่างกันออกไป และคนในแต่ละยุคสมัยก็คิดไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ในสังคมเดียวกันก็คิดเห็น แตกตา่ งกนั แล้ว บางคนเปน็ อเทวนยิ ม ไม่ยอมรับรเู้ รือ่ งพระเจ้าซึ่งเป็น Innate Ideas ก็มี หรือแม้ ในพวกที่เชื่อพระเจ้า (เทวนิยม) ก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของคุณสมบัติของพระเจ้า เช่น เป็นแบบธรรมชาติเทวนิยม (Deism) เป็นสรรพัตถเทวนิยม (Pantheism) เป็นเอกเทวนิยม (Monotheism) เปน็ ตน้ (3) พิสูจนไ์ ม่ได้วา่ ทุกคนมีความคิดเร่ือง Innate Ideas เหมือนกัน เปรียบเทียบ ความร้ทู างประสบการณ์ เชน่ ทกุ คนมีความคิดเก่ียวกับไฟเหมือนกันว่า ไฟให้ความร้อน แต่เป็นการ คิดถึงไฟเม่ือตนเคยมปี ระสบการณ์เกี่ยวกับกับไฟ เช่น เคยถูกไฟไหม้หรือไฟลวกมาแล้ว แต่ถ้ามีใคร มาพูดว่า ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก เขาจะถูกคนคัดค้าน แต่การคัดค้าน มิใช่ความคิดที่ติดตัวมาแต่ เกดิ แต่เกดิ จากการหาขอ้ เท็จจริงจากประสบการณม์ ายนื ยันต่างหาก (4) หลกั การทบี่ อกว่าเปน็ Innate Principle อันท่ีจรงิ ความจริงสากลที่เกิดมา จากการคิดหาเหตุผลข้อเท็จจริงที่ได้สั่งสมมาจากสิ่งที่เคยประสบมา ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในจิตก่อนแล้ว และการคิดหาเหตุผล ต้องผ่านกระบวนการการรับรู้ (Perception) และต่อมาก็อาศัยกฎแห่งความ อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
67 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา เหมือน (Law of Identity) และกฎแหง่ ความขดั แยง้ (Law of Contradiction) แลว้ จึงจะสรุปได้ว่า อะไรคอื ความจรงิ อย่างหนงึ่ อย่างใด เช่น การรเู้ รอ่ื งของความหวาน โดยอาศยั กฎตา่ ง ๆ ดังนี้ (1) ของหวาน มรี สหวาน [การรับรู้ (Perception)] (2) คลา้ ยกับส่ิงทม่ี ีรสหวานอนื่ ๆ [กฎแหง่ ความเหมอื น (Law of Identity)] (3) ต่างจากของทม่ี รี สขม [กฎแหง่ ความขดั แย้ง (Law of Contradiction)] 2) ยอมรับความจรงิ แบบสงั เคราะห์ (Synthetic Truth) ความจรงิ มี 2 แบบ คอื (1) ความจริงแบบวิเคราะห์ (Analytic Truth) คือความจริงที่ภาคแสดงหรือ ภาคขยายมีประกอบอยู่แล้วในภาคประธาน และภาคแสดงมิได้เป็นของใหม่ หรือให้ความรู้ใหม่อื่น ใดไปจากตวั ประธาน ความจรงิ มสี มบูรณ์อยใู่ นประโยคนัน้ เช่น 25 ประพจน์(คาพดู ) ทั่วไป พ่อคือผชู้ าย แมค่ ือผู้หญิง ภรรยาคอื หญงิ ท่ีแต่งงานแล้ว ภาคขยาย คอื ผู้ชาย มีอยู่แล้วในพ่อ ไม่มพี อ่ คนใดเปน็ ผู้หญงิ เปน็ ตน้ และประโยคในลกั ษณะต่อไปน้ี ไมไ่ ดบ้ อกอะไรใหม่ เป็นคาพูดซ้าซาก เช่น ก. คือ ก. สีขาว คอื สีขาว เกลือ คอื เกลอื มา้ สีดาทุกตวั มสี ดี า ไกห่ ลายตัวมีขน ประพจน์หรือประโยคที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ย่อมมีความจริงในตัวเอง ไม่บอก อะไรหรือทาให้รู้อะไรใหม่เพิ่มเติมเข้ามาอีก ประโยคหรือความจริงแบบนี้ กลุ่มประจักษนิยมไม่ ยอมรับ เพราะไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ เช่นการสังเกตเป็นต้น เพื่อทาการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของ ประพจน์อีกตอ่ ไป (2) ความจริงแบบสังเคราะห์ (Synthetic Truth) เป็นประโยคที่ภาคแสดงไม่ได้ เปน็ ส่วนหนึ่งของประธาน เปน็ สิง่ ใหม่เพื่อและบอกความรู้ใหม่เกี่ยวกับประธาน การพิสูจน์ข้อความ 25 พระทักษิณคณาธิกร, ปรชั ญา, หน้า 294. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
68 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา จริงของประโยคเช่นนี้ ต้องพิสูจน์ด้วยการสังเกตให้เป็นที่ประจักษ์ชัด โดยอาศัยประสบการณ์ทาง อินทรยี ์สัมผสั และเม่อื ไดพ้ ิสูจนแ์ ลว้ ประพจน์ต้องเป็นความจริงตามนั้น เชน่ (1) ภรรยาทุกคนมศี ีรษะ (2) กระดานมสี ีดาหรือขาว (3) หิมะมีสขี าว (4) ม้ามีสี่ขา (5) ชาวฝรงั่ สว่ นมากมีนัยนต์ าสีฟูา ผมสีบรอนด์ (6) อากาศในกรงุ เทพไมบ่ ริสุทธ์ิ เหมือนอากาศในชนบท ประจกั ษนยิ ม ยอมรบั (ประพจน์) ประโยค 2 ลกั ษณะ ในทรรศนะของประจักษนิยม เมื่อพูดถึงข้อความหรือประพจน์ ยอมรับว่า ความรู้ จะมีความหมายและเปน็ จริงตอ้ งประกอบอย่ใู นประพจน์ 2 ลักษณะ คอื 1) ประพจนท์ ่พี ิสูจน์วา่ เปน็ ความจรงิ มาแล้ว (Verified Proposition) เชน่ - คนเช้ือชาติไทยส่วนมากมผี วิ เนอ้ื สีดาแดง หรือ กฎทางวทิ ยาศาสตรท์ ีพ่ สิ ูจนแ์ ล้ว เชน่ - แสงเดินทางเป็นเส้นตรง 2) ประพจน์ทส่ี ามารถจะพสิ จู น์เปน็ ความจริงได้ (Verifiable Proposition) - มีสัตวเ์ ช่นมนษุ ย์อยู่ในสุรยิ จกั รวาลอน่ื ซ่ึงมีความเหมาะสมคล้ายโลก - DNA คือโครงสรา้ งความสัมพนั ธ์ทางชีวะพนั ธุกรรมระหวา่ งพ่อ-แม-่ ลูก - บนดาวอังคารมีมนุษย์ ประพจน์ต่าง ๆ ที่แสดงมานี้ ถ้าสามารถพิสูจน์ได้เป็นจริง ก็เป็นคาพูดที่มี ความหมาย แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความจริง ก็เป็นคาพูดที่ไร้ความหมาย (Meaningless) ดังนั้น คาพดู หรอื ความจริงทีป่ ระจกั ษนิยมจะยอมรับก็ต้องเป็นคาพูดที่สามารถพิสูจน์ได้ และเป็นความรู้ที่ เกดิ ขนึ้ ใหม่ บอกสง่ิ ใหม่ ๆ จากภาคประธาน และต้องเปน็ ประโยคความจริงแบบสังเคราะห์ เพ่ือให้เห็นความชัดเจน เป็นการเปรียบเทียบ ขอยกตัวอย่างของการแบ่งประโยค ขอ้ ความ(ประพจน์) ทคี่ านท์ ไดแ้ สดงลักษณะของประพจน์ออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี 1. ประโยคแสดงความจรงิ กอ่ นประสบการณ์แบบวิเคราะห์ (Analytic Apriori) - เชน่ พ่อทุกคนเป็นผชู้ าย อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
69 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 2. ประโยคแสดงความจริงหลังประสบการณ์แบบสังเคราะห์ (Synthetic A posteriori) เชน่ - เช่น อากาศในเมอื งใหญไ่ มบ่ ริสุทธิเ์ หมอื นอากาศในชนบท 3. ประโยคแสดงความจริงก่อนประสบการณ์แบบสังเคราะห์ (Synthetic A priori) เชน่ - ประพจน์ทางคณติ ศาสตร์ คือ 2 + 2 = 4 - ประพจนท์ างจริยศาสตร์ เช่น การทาหนา้ ที่เปน็ สิ่งทีดี - ทฤษฎีสาเหตุ(Causality) เชน่ การเปลี่ยนแปลงทกุ อย่างต้องมีสาเหตุ 3) ยอมรับวธิ ีการอุปนยั (Inductive Method) วิธีการอุปนัย คือ การหาข้อมูลจากส่วนย่อยต่าง ๆ มาเป็นฐาน เพื่อนาพิสูจน์ ความจรงิ รว่ มสากล โดยอาศัยความจริงเฉพาะที่ได้จากประสบการณ์นามาสรุปเป็นความจริงสากล นั่นคือ การเก็บรวบรวมนาเอาความจริงเฉพาะมากพอที่จะเป็นฐานพิสูจน์(ซึ่งจะต้องเป็นความจริง ดว้ ย) มาเปน็ ข้ออ้าง เพ่อื ยนื ยันความจริง (ความน่าจะเปน็ ไปได)้ ของกรณีท่ัวไป เชน่ 1. การเห็นคนตาย นาย ก. ตาย นาย ข. ตาย นาย ค. ตาย เป็นต้น แล้วกส็ ามารถสรุปได้ว่า คนทกุ คนตอ้ งตาย 2. การต้มนา้ ให้เดือด ท่ี 100 ํC พสิ ูจน์โดยการทดลองตม้ นา้ ตามสถานที่ และ ระดับความสูงต่าง ๆ แล้วพบวา่ ต้มน้าบริสุทธิท์ ร่ี ะดับนา้ ทะเลจะเดือดท่ี 100 ํC จรงิ 3. โรคหวดั เกิดจากเชื้อไวรสั ชนิดหนึ่ง (ผ่านพิสูจน์มาแล้วจากการสงั เกต) 4. เชอ้ื HIV หรือโรค เอดส์ (AIDS) สามารถแพร่ได้ด้วยพฤตกิ รรม คือ 1) การใช้เขม็ ฉดี ยารว่ มกันกบั ผเู้ ป็นพาหะของโรค 2) การมีเพศสมั พนั ธก์ บั คนที่มเี ชอื้ HIV 3) การถูกตอ้ งสัมผัสกับเลอื ดของคนทีม่ เี ช้อื HIV 4) ยอมรับความรหู้ ลงั ประสบการณ์ (A Posteriori knowledge) ความรู้หลังประสบการณ์ เป็นความรู้ที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง สอบสวน ที่ผ่าน เครอื่ งมอื คอื ประสาทสมั ผสั มองเห็นโลกภายนอกจากความจริงที่ปรากฏ แล้วสืบสาวหาความจริง อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
70 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา จากหลักฐานทั้งหมด เราจะรู้สิ่งใดเป็นความรู้เฉพาะและเป็นความจริง ต้องผ่านการตรวจสอบ ทดลองและพสิ ูจนป์ ระจกั ษ์ชดั วา่ มีความถูกต้อง เช่น การหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ กว่าจะทราบ แนช่ ดั ว่า สรุ ยิ ปุ ราคาจนั ทรุปราคา นา้ ข้ึน น้าลง เป็นต้น เกดิ จากสาเหตุอะไร ต้องพิสจู น์กันอยนู่ าน 3.2.2.3 ประสบการณม์ ี 2 อยา่ ง มนุษย์เรียนรู้ผ่านจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส(การรับรู้) จากประสาท สัมผัสจะนาไปสู่ความคิดต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นต่อไป และความรู้ที่ได้รับมาจะสอดคล้องกับ ความเปน็ จรงิ หรือไม่ ขนึ้ อยกู่ บั การเกบ็ ขอ้ มลู และการวเิ คราะหถ์ ูกวธิ ี ล็อค แบง่ ประสบการณอ์ อกเป็น 2 ประเภท 26 คอื 1) ประสบการณภ์ ายนอก (External Experience) หรอื เพทนาการ (Sensation) ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสภายนอก หรอื เพทนาการคือการรับรู้ทางประสาท สมั ผัสกับสิ่งภายนอกเกดิ ขนึ้ มาดว้ ยการกระทบของรา่ งกายกับสง่ิ ภายนอก การกระทบทางร่างกายนี้ จะรายงานสง่ ตรงไปยังสมอง ซ่งึ จะทาให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา ล็อคได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของ กระบวนการนี้อย่างละเอียด แต่เกิดคาถามตามมาว่า การเคลื่อนไหวทางร่างกาย จะก่อให้เกิด ความรู้สึก(Consciousness) ได้อย่างไร เขาบอกว่า กระบวนการส่งผ่านจากการเคลื่อนไหวของ ร่างกายสู่ความรู้สึก เป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบายให้รู้ได้ และข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่มิอาจ ปฏิเสธได้เช่นกัน อีกประการหนึ่งในฐานะที่เป็นนักปรัชญาสัจนิยม ล็อคกล่าวว่า เพทนาการเป็น ตัวแทนหรอื ตวั ยนื สาหรับบางส่ิงในโลกที่เป็นจรงิ 2) ประสบการณ์ภายใน (Internal Experience) หรือการคิดทบทวน (Reflection) ประสบการณ์ภายในหรือการคิดทบทวน เป็นกระบวนการหลังจากที่จิตใจได้รับการ รายงานผา่ นสมองมาแลว้ ในฐานะที่เพทนาการบอกให้เรารับรู้โลกภายนอก ในทานองเดียวกัน การ คิดทบทวนก็จะบอกเราเก่ยี วกับโลกภายใน เราสามารถระบลุ กั ษณะของประสบการณ์ภายในว่า เป็น ความรู้สึกภายในใจ และด้วยความรู้สึกภายในจิตใจเช่นนี้ จิตจะเกิดความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมของ ตนเอง การคิดทบทวน ต่างจากเพทนาการ ไม่ใช่เพียงเพราะต่างกันที่ขอบเขต แต่ยังมี ความแตกตา่ งกนั ถงึ 2 ดา้ น คอื 26 Y.Masih, Ibid., pp.120-121. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
71 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 1) เพทนาการแสดงหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทน ดารงอยู่ในฐานะเป็น สัญลักษณ์ของโลกภายนอก แต่ในระดับการคิดทบทวน จิตใจทางานโดยตรง โดยไม่ต้องถูกมโนคติ ทาให้เป็นตัวแทนในฐานะเป็นสญั ลกั ษณ์ 2) การสังเกตหรือความตั้งใจ เป็นสิ่งจาเป็นในการรับรู้มโนคติง่าย ๆ (Simple Idea) แต่ในการคดิ ทบทวน ตอ้ งการความต้งั ใจมากกวา่ ในระดบั เพทนาการ สรปุ ความว่า ดว้ ยเพทนาการ จิตใจต้องการความรู้ทุกชนิดที่เกี่ยวกับโลกภายนอก แตด่ ว้ ยการคดิ ทบทวน จติ ใจรบั ร้ขู ่าวสารเกีย่ วกบั การปฏบิ ตั ิการของกระบวนการในจติ เอง 3.2.2.4 วจิ ารณ์ทฤษฎีประจักษนิยม 1) นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า ทฤษฎีประจักษนิยมหรือประสบการณ์นิยม เป็นพวกยึดติดคัมภีร์ (Dogmatism) ไม่ใช่เพราะความเชื่อที่ไม่ต้องการคาวิจารณ์ ในสิ่งที่ไม่มี หลักฐานเพียงพอในประสบการณ์ แต่เป็น Dogmatism ในความหมายที่ว่า ทฤษฎีประจักษนิยม เป็นการมองโลกด้านเดียว (One - sided View) ซึ่งยืนยันความรู้ที่เกิดจากความรู้สึกทางประสาท สัมผัสเทา่ นั้น และปฏิเสธการทางานของเหตุผลในจิตใจเกย่ี วกับกระบวนการเกิดความรู้ 27 2) ในทรรศนะของประจักษนิยม ความรู้เกิดจากความรู้สึกทางผัสสะเกี่ยวกับ โลกภายนอก โดยทจ่ี ิตจะอยู่นิ่งเฉย แต่ในระดับประสบการณ์ภายในหรือการคิดทบทวน กลับกล่าว ว่า จติ นี้แหละเปน็ ตัวปฏิบัติการ ลาพังแค่เพทนาการทางผัสสะ ความรู้ยังไม่สาเร็จกิจกรรมถ้าจิตไม่ ทางาน ประสบการณ์อาจเสนอโอกาสให้การทางาน(กิจกรรม) ของจิตสมบูรณ์ ในลักษณะเช่นนี้ ดู เหมือนล็อคจะบอกเราว่า “จิตทางาน (Active Mind)” แต่เขาเองกลับประสบความยุ่งยากในข้อ สมมติฐานที่ตนต้งั เอาไวเ้ ก่ียวกบั ความรวู้ ่า “ความรู้เป็นแบบที่ถูกรับรู้ เป็นแบบตัวแทนหรือการถ่าย แบบ” การกล่าวเชน่ น้ี เทา่ กับวา่ เปน็ การลดระดับความรู้ลงไปเปน็ เพยี งผลิตผลอย่างหนึ่ง ล็อคเองได้ เปรยี บเทยี บจติ เปน็ เสมือนแผน่ กระจกเงาทสี่ ะท้อนภาพ แต่เมอ่ื กล่าวถึงคณุ สมบัติของจิต กลับแสดง ว่า จิตที่เป็นตัวสะท้อนภาพเงานี่แหละสามารถตัดสินแยกแยะลักษณะของภาพที่ถูกสะท้อนโดย กระจกเงา (จติ ) ได้ 27 H.M. Bhattacharyya, Principles of Philosophy, (Calcutta: University of Calcutta, 1969), p. 40. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
72 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา สรุปความวา่ 1) การที่ประจักษนิยมกล่าวว่า จิตอยู่นิ่งๆ ไม่ถูกต้อง ข้อวิจัยของนักจิตวิทยา สมยั ใหมพ่ สิ ูจน์ว่า จิตเป็นตัวเลือกในการที่จะรับรู้สึก นั่นคือคนเราเลือกที่จะไม่สนใจต่อการรับรู้สึก ทัง้ หมดให้เทา่ กันได้ ระหวา่ งส่งิ ทส่ี นใจกับสิง่ ทต่ี นไม่สนใจ 2) การที่ประจักษนิยมกล่าวว่า จิตเป็นตัวสร้างความคิดหรือมโนภาพบนฐานแห่ง การรบั รู้สกึ ถา้ จิตอย่นู ิ่งๆ มันจะสามารถปฏบิ ัติการข้นั ตอนของการสรา้ งความคิดไดอ้ ย่างไร 3) นักประจักษนิยมไม่อธิบายอย่างชัดเจนถึง ความรู้และมโนภาพ ความจริง ความร้แู ละมโนภาพเปน็ รปู แบบของส่ิงทต่ี ่างสถานะของกระบวนการเดียวกัน 4) นักประจักษนิยมไม่สามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมโนภาพกับวัตถุ ภายนอก 5) นักประจักษนิยมไม่อธิบายถึงกระบวนการรับรู้สึกได้อย่างเหมาะสมและขัดต่อ นกั วิจยั ทางจิตวิทยาสมัยใหม่ 3.2.3 เพทนาการนิยม (Sensationalism) 3.2.3.1 ความหมาย เพทนาการนิยมและวิมัตินิยม (Sensationalism & Skepticism) หรือ เรียกว่า สัมผัสนิยม ในทฤษฎีความรู้ หมายถึง ประสบการณ์นิยมขั้นพื้นฐาน ที่มีทรรศนะว่า ความสัมพันธ์ รวมท้งั สง่ิ เฉพาะมีอยใู่ นโลกภายนอก และประสบการณ์โดยตรง (การรับรู้สึกในทันที) เป็นจุดกาเนิด และเป็นหลักฐานแห่งความรู้ทั้งปวง เพทนาการนยิ มมีทรรศนะหลกั 28 ดงั นี้ 1) การรับรคู้ อื การรวมกนั ของการรับรทู้ างผสั สะ 2) ความรทู้ ้ังปวงมผี สั สะเป็นฐานเกดิ 3) ความรู้ทั้งปวงสามารถลดทอนลงไปเป็นการรับรู้ทางผัสสะ นั่นคือ ข้อความ เชงิ ประจักษท์ ้ังหมด สามารถวิเคราะห์ลงไปสขู่ อ้ ความทมี่ คี วามสัมพนั ธ์กันระหว่างการรับรู้ทางผัสสะ และสง่ิ ท่ถี ูกรับรู้ 4) ความรู้สามารถตรวจสอบความถูกต้อง (ยืนยัน) ได้ โดยการอนุมานถึง ความรู้สึกทางผสั สะ p. 254. 28 Peter, A. Angeles, Dictionary of Philosophy, (New York : Barnes & Noble Books, 1981), อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
73 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา เพทนาการนิยม ได้พัฒนามาจากทฤษฎีประจักษนิยมของ จอห์น ล็อค โดย เดวิด ฮิวม์ (David Hume 1711-1776) นักปรัชญาชาวสก็อตแลนด์ ได้อธิบายเพิ่มเติมทฤษฎีประจักษ์ นยิ มมาเป็นทฤษฎีสัมผัสนิยมอย่างละเอียด เกี่ยวกับขั้นตอนของการเกิดความรู้ โดยระบุแหล่งที่มา ของความรู้ ดงั น้ี “ความรู้ทุกชนิดเกิดจากความประทับใจ หรือภาพประทับ หรือความตรึงตรา (Impression) กับความคดิ หรือมโนภาพ (Ideas)” 29 “ความประทับใจกับความคิด โดยอาศัยวัตถุภายนอก เก็บภาพประทับเอาไว้ด้วย ความจากับจนิ ตนาการ และจนิ ตนาการจะจดั การกับระบบตา่ ง ๆ ของความประทับใจ และความคิด ตามความเคยชนิ ของนิสัยจงึ จะเกดิ ความรขู้ นึ้ ” 30 ฮิวม์มีความเห็นตรงกับล็อคในเรื่องแหล่งที่มาของความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ แต่ เขาได้อธิบายขั้นตอนของประสบการณ์เกี่ยวกับโลกภายนอก โดยเริ่มตั้งแต่การรับรู้ทางผัสสะ ผ่าน ไปสกู่ ระบวนการคิด จนกระทัง่ เกดิ ความร้ใู นข้ันสดุ ท้าย จากข้อความขา้ งตน้ มศี พั ทเ์ ฉพาะท่ี จะตอ้ งทาความเข้าใจ ดังต่อไปนี้ 1) เพทนาการ (Sensation) หมายถงึ การรบั ทางผัสสะร้ทู ่ัวไป ท้งั ที่เจาะจงและ ไม่เจาะจง 2) ความประทับใจหรือภาพประทับ (Impression) คือสิ่งที่จิตรับไว้ด้วยความ ชดั เจนและรนุ แรงสดุ กาลงั บางทีเรยี กว่า สัญชานะ (Perception) เป็นการรับรู้ท่เี กิดอย่างเจาะจงใน เร่อื งหนงึ่ เร่อื งใด ความประทับใจมี 2 อยา่ ง คอื 1. ความประทบั ใจท่ีได้จากสัมผัสภายนอก เรียกว่า เพทนาการ ในระดับ ภาพประทับ (Impression) 2. ความประทับใจที่ได้จากการไตร่ตรองภายใน เรียกว่า มโนภาพ ใน ระดับความคิด (Ideas) ความประทับใจหรือภาพตรึงตรามีพลังรุนแรงและมีชีวิตชีวามากกว่า มโนภาพ 29 พระทกั ษณิ คณาธกิ ร, อา้ งแลว้ , หน้า 71. 30 บญุ มี แทน่ แกว้ , เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า 133. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
74 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 3) มโนภาพหรอื ความคดิ (Ideas) เกิดจากความทรงจา อนั เป็นความคดิ ตามลาดบั ช้ันท่ีเข้าสู่จิต และจากจนิ ตนาการ มโนภาพเป็นส่วนที่เก็บรวบรวมความคิดและความทรงจาของเรา ในระดับของมโนภาพ จะเป็นภาพลาง ๆ หรือภาพสาเนา (Copies) ของความประทับใจหรือความ ตรึงตรา ซึง่ เรียกช่อื ตามภาษาวชิ าจิตวิทยาว่า “จินตภาพ (Image)”31 เป็นภาพเลือนลางของสิ่งที่มา ปรากฏแก่ดวงจิต ในขณะทีก่ าลังคดิ หรอื หาเหตุผล 3.2.3.2 ลกั ษณะของความรู้ เดวิด ฮิวม์ มีความเห็นว่า ความรู้ คือ มโนภาพในใจที่ถ่ายสาเนาจากภาพ ประทับใจ เพราะเราไม่เคยมีความคิดดั้งเดิมติดตัวในจิตของเรามาแต่เกิด ความรู้ของมนุษย์จึงผ่าน ประสบการณ์ 2 ระดับ คือ ประสบการณ์ระดับภาพประทับใจ และประสบการณ์ระดับมโนภาพ แล้วสงั เคราะห์เป็นความรู้ ด้วยเหตุนี้ ความรู้จึงมีมาภายหลังประสบการณ์ ฮิวม์ ยืนยันว่า “ประสบการณ์ คือจุดเริ่มต้น (Alpha) และจุดสุดท้าย (Omega) ของความรู้” และเขาก็ยังมีความ สงสยั ในส่ิงทีอ่ ยู่เหนือประสบการณ์ทางผัสสะว่าเป็นสิ่งที่วิธีการทางประจักษ์นิยมไม่สามารถหยั่งถึง จงึ เรยี กว่า วิมตั ินยิ ม (Skepticism) 3.2.3.3 ความแนน่ อนของความรู้ ความรู้ที่แท้จริง ในขั้นสุดท้าย ต้องได้มาจากการสารวจรู้ การไตร่ตรองภายใน (ประสบการณจ์ ากภายใน) เกีย่ วกับเหตุการณ์หนึ่งหรือสองอย่างว่า เหตุการณ์ทั้งสองมีส่วนสัมพันธ์ กันหรือไม่ และเราเองก็มีเหตุผลที่ควรจะสงสัยเกี่ยวกับข้อสรุปต่างๆ ซึ่งเกิดมาจากการใช้เหตุผล หรือเกิดจากพื้นฐานของประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของเรา สิ่งที่เรารับรู้จะเป็นความจริงและ แน่นอนตรงตามความรูข้ องเราหรือไม่ ให้ยืนอยบู่ นหลกั การ ดงั นี้ 1) การสังเกต โดยอาศยั ประสบการณ์ 2) ความเชอ่ื (ความคดิ ) การคาดคะเนเป็นนสิ ยั ของจิต ทาให้เราต้องเช่อื 3) ความสมั พนั ธ์ของเหตุการณท์ เ่ี กี่ยวเน่ืองกนั ย่างไมเ่ ปล่ยี นแปลง การค้นพบเกี่ยวกับภาพประทับและความคิดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ความรู้ทั้งหมดของเรา เกิดมาจากประสบการณ์(โลกแห่งผัสสะ) และเราไม่มีความคิดดั้งเดิมภายในจิตเรามาก่อน ซึ่ง หมายถึงความคิดทีไ่ มข่ ึ้นอยูก่ ับส่งิ ท่เี รารบั รู้ 32 31 เดอื น คาดี, ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม่, หนา้ 79. 32 จุฑาทพิ ย์ อมุ ะวิชนี, ปรชั ญาตะวนั ตกสมยั ใหม,่ (กรุงเทพฯ: อกั ษรวฒั นา ม.ป.พ.), หน้า 83. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
75 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 3.2.3.4 ความแตกตา่ งระหว่างความประทับใจกบั มโนภาพ ในกระบวกการเกิดความรู้ จากที่ฮิวม์กล่าวไว้ มีสิ่งที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน 2 ประการ คือ ภาพประทับและมโนภาพ การแปรสภาพจากการรู้สึกทางประสบการณ์ (ภาพประทับ) ไปเป็น ความคิดข้นั สุดท้าย (มโนภาพ) เปน็ ไปได้อย่างมีชั้นตอน ต่อไปนี้เป็นความแตกต่างของกระบวนการ ทัง้ 2 ดงั นี้ 1) ระดับความเข้ม ความแตกต่างขึ้นอยู่กับระดับแห่งความแรง (เข้ม) และความมี ชีวิตชีวาในขณะทโ่ี ลกภายนอกมากระทบจติ และสิง่ ทจี่ ิตรบั ไวด้ ว้ ยความรนุ แรงสดุ กาลังครั้งแรก เป็น ภาพประทับทช่ี ัดเจนอยา่ งย่ิง ภาพประทบั นี้เองที่ช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซ่ึงเกิดขึ้นในขณะรับรทู้ างอินทรยี ์สัมผัส เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้น หรือแม้ขณะที่เรารู้สึก รักเกลียด (ปฏกิ ิริยาทางเคมขี องรา่ งกาย) ตลอดจนความรู้สกึ ท่ปี รากฎแกจ่ ิตระยะแรก มโนภาพหรือความคิดเกี่ยวกับโลกภายนอกที่รับรู้ เป็นสิ่งที่เลือนลางไม่ชัดเจน เหมือนภาพประทับ เพราะได้เนื้อหาแห่งความคิดจากภาพประทับใจอีกทีหนึ่ง อารมณ์ทั้งหมด รวมทงั้ ความคดิ ก็คือภาพสาเนาแหง่ ภาพประทบั ใจน้นั เอง 2) เป็นสง่ิ ท่ีแยกจากกันอย่างอิสระ ภาพประทับและมโนภาพเป็นคนละประเภท ทาหน้าที่คนละอย่าง แต่ในการเกิดความรู้ ทั้ง 2 สิ่งต่างมาเชื่อมโยงประสานรวมกันโดยอัตโนมัติ เพราะอาศัยกฎเหล่านีค้ ือ (1) กฎแห่งความเกี่ยวเนื่องกัน (Law of Association) เช่น เมื่อพบเห็น สิ่งหนึ่งกลับนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน เช่น เมื่อเห็นขวดหมึก เรานึกถึงปากกา หรือเมื่อเห็น เจ้าหนา้ ท่ีตารวจ เรานึกถึงการตามจับผูร้ ้าย ดังนนั้ เห็นขวดหมกึ เป็นสว่ น ของภาพประทบั (Impression) นึกถึงปากกา เป็นส่วน ของมโนภาพ(Idea) (2) กฎแห่งความคล้าย (Law of Similarity) เมื่อเราพบวัตถุสิ่งหนึ่ง เรา กลบั คดิ ถึงสิง่ ท่ีมอี ยจู่ ริงซ่ึงถกู แทนแบบสญั ลกั ษณ์ หมายให้ร้วู า่ คืออะไร เช่น เหน็ รูปภาพกบ็ ่งบอกถึงสง่ิ ที่รปู ภาพแทนตน้ แบบ) เหน็ ธงชาติ ก็บอกไดว้ า่ เป็นประเทศไหน (สัญลักษณ์) ดังน้ัน เห็นภาพคน เป็นส่วนของภาพประทับ การนึกถึงคน เปน็ สว่ นของมโนภาพ อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
76 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา (3) กฎแห่งความใกลช้ ดิ ในกาละเทศะ (Law Of Antecedence) เมื่อเรา พบเหตกุ ารณอ์ ยา่ งหน่ึงเกดิ ขึ้น เราจะคาดเดาว่าจะมีเหตุการณ์อะไรตามมาอย่างทันที เช่น เมื่อเห็น ฟูาแลบก็ทาใหเ้ กิดความรสู้ ึกว่าจะมีฟูารอ้ งตามมา ดังนนั้ การเหน็ ฟาู แลบ เป็นส่วนของภาพประทบั การคาดเดาวา่ จะมีฟูาร้องตามมา เปน็ สว่ นของ มโนภาพ (4) กฎแห่งเหตุผล (Law of Causality) เมื่อเราพบสาเหตุอย่างหนึ่ง เรา จะโยงถงึ สงิ่ ที่เกดิ ตามมาเพราะสิ่งนั้นเป็นสาเหตุใหญ่ ดังคาจากัดความว่า “สาเหตุ คือ สิ่งที่มาก่อน โดยไม่เปล่ียนแปลง และผล คือ สงิ่ ทตี่ ามมาอย่างไม่เปลย่ี นแปลง” เชน่ เม่ือเห็นไฟนึกถึงการเผาไหม้ ดงั นัน้ การเห็นไฟ เป็นสว่ นของภาพประทับ การนกึ ถึงไฟไหม้ เปน็ สว่ นของมโนภาพ จากจุดนี้ เมอ่ื รับรเู้ หตกุ ารณอ์ ย่างหนึ่งอย่างใด เรามักจะเชื่อมโยงไปสู่อีกเหตุการณ์ หนึ่ง โดยนาเหตุการณ์ทั้งสองมาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน อันที่จริง เหตุการณ์เหล่านั้น ไม่มี ความสัมพันธ์ที่จาเป็นระหว่างกันและกันเลย แต่เพราะอาศัยกฎต่าง ๆ เหล่านี้ จึงทาให้ภาพ ประทับใจมารวมกันกับความคิด ความรู้ของเราจึงเกิดขึ้นมา ความสัมพันธ์ของกฎทาให้ความรู้ เปน็ ไปได้ (Relation of Law makes knowledge possible.) 3.2.3.5 สสารภายนอกมใิ ช่สาเหตุแทข้ องความรู้ สสารภายนอกหรอื อารมณ์ เป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกทางประสาทสัมผัส แต่บอก ไมไ่ ด้วา่ เปน็ เหตแุ หง่ ความรู้สึกทางประสาทสัมผสั เช่น ตัวอย่างที่ให้ไว้ ตามองเห็นไฟ แต่เรากลับมี ความรู้สึกว่า ไฟมีคุณสมบัติเผาไหม้ ด้วยการสัมผัสความร้อน ไม่ใช่แค่มองดูด้วยตา แต่ความรู้สึก ว่า การเผาไหม้ เกิดมาจากไหน ก็เกิดจากการสมั ผสั ความรอ้ นดว้ ยกาย แต่ทเี่ รามองเหน็ ไฟแลว้ รู้ว่าไฟมีลักษณะเผาไหม้ เพราะเราอาศัยกฎแห่งสาเหตุและ ผลมาคาดการณ์ แต่ไมม่ ีความสมั พันธอ์ นั จาเป็นระหวา่ งสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น คือ ไฟ และ การเผา ไหม้ เราทราบว่า มกี ารเผาไหม้ เพราะการสงั เกตโดยประสบการณ์ของเราเอง ทุกครั้งที่เห็นไฟ จะมี การเผาไหม้ตามมาเสมอ จงึ ตง้ั เปน็ กฎวา่ เมือ่ มไี ฟยอ่ มมกี ารเผาไหม้ ดังนั้น ความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล เป็นเพียงนิสัยของการ คาดคะเนในเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ทจี่ ะเกดิ ตามมาเท่านน้ั ไมใ่ ชเ่ ป็นความจาเปน็ ทีจ่ าต้องเกิดเสมอไป อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
77 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา อันที่จริง สสารคือกลุ่มความรู้สึกทางประสาทสัมผัส เป็นผลรวมของความรู้สึก ต่างๆ เช่น เมื่อเอ่ยถึง “มะปราง” เราคิดถึง “กลุ่มของความรู้สึกทางประสาทสัมผัส” ที่ ประกอบดว้ ย - การครองพ้ืนที่ (มะปรางอยทู่ ไี่ หน) - ขนาด (มปี รมิ าตรเทา่ ใด) - รูปรา่ ง (มีลักษณะอย่างไร) - ความแขง็ (ลักษณะอย่างหนง่ึ ของการสมั ผัส) - กลิ่น (มีกลิน่ เฉพาะไม่เหมอื นทุเรียน) - รส (มีรสหวานหรือเปร้ียว) 3.2.3.6 ขอ้ วิจารณ์ทฤษฎีเพทนาการนิยม แม้ว่าทฤษฎีเพทนาการ เสนอความรู้ที่ค่อนข้างเป็นสากล เป็นการแสวงหาความรู้ แบบวิทยาศาสตร์ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทุกคน โดยยึดประสบการณ์เป็นฐาน แต่ก็ยังมี ขอ้ ทว้ งติงบางประการดังน้ี 1) กลุ่มประสบการณ์นิยมและเพทนาการนิยมที่เชื่อว่า จิตอยู่เฉยๆ ไม่ทางาน จะ ตอบคาถามว่าอะไรจะเปน็ สิ่งที่วิเคราะห์และสังเคราะห์ ภาพประทับไปสู่มโนภาพ จนสามารถสร้าง ความรู้และตง้ั กฎทฤษฎตี ่าง ๆ ออกมาได้ เพราะความรู้และกฎทฤษฎีต่าง ๆเหล่านี้ ประสบการณ์ไม่ สามารถจะทดแทนดว้ ยความรสู้ ึกทางประสาทสมั ผัสได้ นอกจากจิตทีค่ ดิ เปน็ 2) ประสบการณ์ไม่สามารถให้ความรู้ที่เป็นสากลและจาเป็น ความรู้ที่เกิดจาก ประสบการณ์เป็นเร่ืองเฉพาะของแตล่ ะคนคน 3) ประสบการณ์สามารถให้เพียงความรู้สึกทางประสาทสัมผัสเท่านั้น และ ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสไม่มีความหมายอันใด ถ้าไม่ใช้เหตุผล (Reason) และกฎแห่งเหตุผล (Cause and Effect) มาช่วยตีความ ดังนั้น การเชื่อมโยงประสบการณ์ภายนอก(ภาพประทับ) และความคิด เกิดเป็น ความทรงจาและความรู้ ต้องเป็นหน้าที่ของจิตเท่านั้น จิตต้องเป็นผู้ปฏิบัติการสังเคราะห์สิ่งต่าง ท้งั หมด ความรู้จึงจะเปน็ ไปไดแ้ ละประสบการณจ์ ึงจะมีความหมาย อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
78 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 3.2.4 อนุมานนยิ ม /เหตุผลนิยมเชิงวิจารณ์ (A Priorism) 3.2.4.1 ความหมาย อนมุ านนิยม (A Priorism) หรอื เหตุผลนิยมเชิงวิจารณ์ เรียกสนั้ ๆวา่ “วจิ ารณ์นิยม (Criticism)” ดังที่นักปรัชญาทั่วไปเข้าใจ เป็นทฤษฎีความรู้ที่เสนอโดย อิมมานุเอล คานท์ (Immanuel Kant 1724 -1804) นักปรัชญาชาวเยอรมัน มีหลักทฤษฎีที่ต้องการจะสืบสาว ตรวจสอบถึงธรรมชาตแิ ละขีดจากัดแหง่ ความเขา้ ใจของมนุษย์ 33 อนุมานนิยม เป็นทฤษฎีที่พยายามปรองดองกระแสแห่งความคิดที่ขัดแย้งกัน 2 กระแส คือ ความคิดแบบเหตุผลนิยม และความคิดแบบประจักษนิยม คานท์ ได้พยายามชี้จุดเด่น และระบจุ ุดด้อยของปรัชญาทงั้ 2 กระแสว่า ความคิดทงั้ แบบเหตุผลนิยมและแบบประจักษนิยม แต่ ละอย่างก็ยังขาดความสมบูรณ์ เพราะแต่ละทฤษฎีต่างก็เสนอความคิดเป็นแบบการมองเพียงด้าน เดยี ว ดจุ คนทม่ี ดี วงตาข้างเดียวและยงั หนั หนา้ ไปมองแต่ด้านเดียวอีกด้วย ดงั ทค่ี านท์ต้ังขอ้ สงั เกตวา่ 1. กลุ่มเหตุผลนิยม ที่เชื่อว่า ความรู้ทั้งหมด มีติดตัวมาแต่กาเนิด เป็นความ ผิดพลาดในการให้ความคิดเป็นตัวสร้างความจริง ความคิดจ ะเป็นความว่างเปล่าถ้าไม่มี ประสบการณภ์ ายนอกเป็นอารมณ์ 2. ประสบจักษนยิ ม ทีเ่ ชื่อว่า ความรู้ทุกประเภทต้องเกิดมาจากประสบการณ์หรือ อาศยั ประสบการณเ์ ป็นแดนเกิดเท่านั้น ก็เป็นความผิดพลาด ในข้อที่การรับรู้ทางประสาทสัมผัสแต่ เพียงลาพังปราศจากการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ก็จะเป็นเหมือนคนตาบอด ที่มีดวงตาแต่ไร้ ประสาทการเห็น ความรู้เกดิ จากปจั จยั ร่วม 2 ประการ จากความบกพร่องของทั้งสองทฤษฎีที่กล่าวมา คานท์จึงได้เสนอทางออกใหม่ว่า ความสมบรู ณ์แห่งความรู้ของมนุษยจ์ ะต้องเกิดมาจากหรืออาศัยเหตปุ ัจจัยร่วมกนั ทั้ง 2 ประการ คอื 1. การอนุมาน จากหลักสากลทั่วไป หรือ เหตุผลซึ่งมีอยู่ในจิตมาแต่เกิด (Innate Reason) จะเรยี กว่า เหตุผลนิยมกไ็ ด้ เปน็ ความรู้ที่มีอยู่กอ่ นการมปี ระสบการณ์ทางผัสสะ 2. การอปุ มาน จากประสบการณเ์ ฉพาะเร่ืองใดเรอ่ื งหนึ่ง เป็นการที่อินทรียสัมผัส เปิดรับรู้โลกภายนอก ได้รับประสบการณ์มาก่อน จึงเกิดความรู้ขั้นนี้ ที่เรียกว่า ความรู้หลัง ประสบการณ์ 33 W.L. Reese, Dictionary of Philosophy & Religion, p. 113. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
79 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา นอกจากปัจจัย 2 ประการนี้แล้ว คานท์ ยังได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงการเกิดความรู้ โดยอาศัย 2 ส่ิง ซึ่งเป็นตวั สมั พันธ์กับความรจู้ รงิ คอื 1) เนื้อหาของความรู้ ซึ่งเรียกว่า วัตถุดิบ (Raw Materials) ซึ่งจะหล่อหลอมเป็น ความรูท้ ีเ่ กิดจากประสบการณ์ แต่ตวั วตั ถดุ ิบเองไม่ให้ความรูอ้ ะไรเลย 2) รูปแบบของความรู้ ซึ่งเป็นเหตุผลอันมีอยู่ในจิต นั่นคือ จิตใจเรามีคุณสมบัติ หลายอย่างอันมีอยู่เดิม ได้แก่ ความคิด (Concept) การเข้าใจ (Understanding) การจัดประเภท (Categories) เวลา (Time) สถานที่ (Space) ซึ่งจะทาหน้าที่เป็นตัวสังเคราะห์ตามแบบและ เงอ่ื นไขอย่างเปน็ ระบบ รูปแบบของความรู้ มีลักษณะดังนี้คือ มีมาก่อนประสบการณ์ เป็นอิสระจาก ประสบการณ์ เป็นสากล เปน็ สงิ่ จาเป็นหรอื เงอื่ นไขทีจ่ าเปน็ ของประสบการณ์ จากการทางานร่วมกันของปัจจัย 2 ประการ คือ วัตถุดิบ (ข้อมูล) ที่ถูกปูอนเข้าสู่ ระบบประสาทสัมผัส และ เหตุผล (รูปแบบของความรู้ที่มีในจิต) ซึ่งได้รับการปูอนวัตถุดิบจาก ประสบการณ์ภายนอก สังเคราะห์วัตถุดิบออกมาตามกลไกมนัส (แบบความเข้าใจ) จึงทาให้เกิด ความรู้ส่ิงต่างๆ ได้ เพราะจติ เป็นศนู ย์รวมประสบการณ์ ทาหน้าที่สังเคราะห์ประสบการณ์ด้วยแบบ ของความรใู้ นจติ เอง ดังนั้น ในทรรศนะของคานท์ จิตให้กฎแก่ธรรมชาติ(ประสบการณ์) มิใช่ธรรมชาติ ให้กฎแก่จิต น่นั คอื ความเข้าใจไดส้ รา้ งธรรมชาตขิ ึ้น ลักษณะความรแู้ ละสง่ิ ที่ถูกรู้ 1. นักปรัชญาคนอนื่ ๆ กอ่ นหนา้ คานท์ มีทรรศนะว่า ความรู้ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับโลก ภายนอกจะเป็นความจริงได้ ก็ต่อเมื่อความรู้นั้นมีความสอดคล้องกับโลกภายนอกเท่านั้น นั่นคือ ความรตู้ อ้ งตรงกนั กับโลกภายนอก 2. คานท์กลับมีทรรศนะที่แตกต่างออกไปจากทรรศนะเดิมๆ โดยกล่าวว่า โลกที่มี อยู่ภายนอกตัวเรา จะต้องมามีความสอดคล้องกับความรู้ของเราที่มีอยู่ในจิต นั่นคือ การที่เราจะ เรียนรู้อะไรใหม่ได้ก็เพราะจิตเรามีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆเป็นเบื้องต้น กล่าวคือ ในจิตมีกระบวนการ หรือ คุณสมบัติดั้งเดิมในลักษณะที่มีอยู่ก่อนประสบการณ์ เช่น มีความคิด(Concept) ความเข้าใจ (Understanding) การจัดประเภท (Categories) เวลา (Time) สถานที่ (Space) จิตสร้างความรู้ โลกภายนอก โดยการนาประสบการณม์ าจัดระบบ ผ่านเงื่อนไขของจติ ปรุงแต่งให้เหมาะแก่จิต แล้ว จงึ จะเกดิ เป็นความรอู้ อกมา อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
80 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา จากจุดนี้ ทาให้มองเห็นความแตกต่างระหว่างแนวคิดของนักปรัชญาคนอื่นๆ กับ แนวคิดของคานท์ โดยที่ทฤษฎีความรู้แบบเดิมกล่าวว่า “ความรู้ของเราต้องสอดคล้องกับโลก ภายนอก” แต่คานท์กลับบอกว่า “โลกภายนอกต้องสอดคล้องกับความรู้” โดยกระบวนการที่ วัตถุดบิ จะถูกปูอนเขา้ มาสู่จิตและถูกปรบั ปรุงแปรสภาพให้เหมาะแก่จิตที่จะสามารถรับรู้วัตถุดิบนั้น ด้วยการอธิบายทานองนี้ คานทไ์ ดแ้ กป้ ัญหาความไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างตัวความรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ลงได้ โลกภายนอกมี 2 ระดบั ในทฤษฎีความรแู้ นวอนุมานนิยม คานทไ์ ดแ้ บง่ โลกออกเปน็ 2 ระดบั ช้ัน คอื 34 1. โลกที่เป็นจริง (Noumena) ซึ่งเป็นโลกที่คงอยู่ด้วยตัวของมันเอง หรือโลกท่ี เป็นจริง อย่างที่มันเป็น (Thing-as-it-is-in-itself) เป็นโลกส่วนที่ไม่อาจจะรับรู้ได้ (Unknowable World) โลกระดับนี้เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ ยังไม่ผสมด้วยแบบพื้นฐานขั้นปฐมของ ความคดิ (Categories of Mind) ที่เรียกว่า เทศะ (Space) และกาละ (Time) อยู่ในสภาพเป็นสิ่งท่ี ไรร้ ปู ไมม่ ตี วั ตนอยู่เหนือการรบั รู้ของจิต ทางประสาทสมั ผัส ท่เี รยี กวา่ เพทนาการ (Sensation) คานท์ เรียกความรู้สึกทางประสาทสัมผัสดังกล่าวนี้ว่า เป็นชนิดต่างๆ ของสหัช ญาณ(Intuition) หรอื ความประทบั ใจ (Impression) ทแ่ี ยกกัน ดังท่ี ฮิวม์ กล่าวไว้ คือ “การรับรู้สิ่ง ทวั่ ๆ ไปอันเป็นส่วนหนง่ึ แหง่ ประสบการณข์ น้ึ มา และมันเป็นวตั ถุดบิ ที่จะหลอมมาเป็นความรู้” 35 2. โลกที่ปรากฏ (Phenomena) ที่เรารับรู้สิ่งต่างๆ ได้แก่โลกภายนอกที่เรา สามารถรบั รู้ได้ เป็นวัตถุดิบที่ผสมกับรูปแบบแห่งจิตจนเหมาะแก่จิตที่จะรับรู้ หรือ เป็นโลกที่แสดง ออกมาจากคณุ สมบตั ิรอง (Secondary Quality) เช่น สี เสียง กล่นิ รส ดังที่ ลอ็ ค กล่าววา่ สสาร(วัตถ)ุ มคี ุณสมบตั ิ 2 ประการ คือ 1) คุณสมบัติแรกหรือ ปฐมภูมิ (Primary Quality) เช่น ความแข็ง ความกว้าง ความลึก ความยาว การครองสถานที่ คุณสมบัติชั้นนี้ เราไม่สามารถรับรู้ทางประสาทสมั ผสั 2) คุณสมบัตริ องหรือทุตยิ ภูมิ (Secondary Quality) เช่น สี เสียง กลิ่น รส คณุ สมบัติชน้ั นเ้ี รารบั ร้ไู ด้ทางประสาทสัมผัส 34 จฑุ าทิพย์ อุมะวชิ นี, ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม่, หนา้ 8. 35 พระทักษิณคณาธกิ ร, ปรชั ญา, หนา้ 80. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
81 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา คานทม์ ีความเห็นดว้ ยในประเด็นนี้ เพราะความรู้ของมนุษย์มีขอบเขตจากัด และ การรับรู้(Perception) ของมนุษยจ์ ะรไู้ ด้ก็แต่เพียงสิ่งที่ปรากฏเท่าน้ัน เพื่อให้เห็นระดับชั้นของโลกอย่างชัดเจนโดยการเปรียบเทียบกับทฤษฎีประจักษ นิยม คานท์ ได้ตระหนักถงึ ความแตกตา่ งระหว่างสง่ิ ต่อไปน้ี คอื 1) สิ่งที่เป็นจริง (Reality) โลกที่เป็นอยู่ตามสภาวะดั้งเดิมธรรมชาติ อยู่ เหนือการรับรู้ทางสัมผัส เทียบได้กับคุณสมบัติปฐมภูมิของสสาร (เปรียบได้กับคลื่นของวิทยุหรือ โทรทศั น์) 2) สิ่งที่ปรากฏ (Apparent) คือ โลกที่ปรากฏแก่ผัสสะ เทียบได้กับ คุณสมบัติทุติยภูมิของสสาร (เปรียบได้กับการแปลงคลื่นความถี่ออกมาเป็นเสียงวิทยุหรือภาพท่ี หนา้ จอโทรทศั น์) ความรู้ของมนุษย์ถูกจากัดให้รู้เพียงสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์เท่านั้น ส่วนสิ่งที่อยู่ เบอ้ื งหลงั ปรากฏการณ์ หรือสง่ิ ที่มีอยดู่ ้วยตัวของมนั เอง เรารับรไู้ มไ่ ด้ และไม่อาจทจ่ี ะรู้ไดด้ ว้ ย จติ คดิ ปรุงเมอื่ รบั รโู้ ลก http://wid.wisc.edu/featured-events/c4-public-lecture-consciousness-irreducible/ ขน้ั ตอนของความรู้ จากทฤษฎีเหตุผลนิยม เราทราบว่า ความรู้ขั้นสุดท้ายเกิดจากการที่จิตคิดเอาเอง ด้วยเหตุผลที่อยู่ภายในจิต และจากประจักษนิยมเราทราบว่า ความรู้เป็นสิ่งที่ประสบการณ์ปูอน ข้อมูลมาให้จิตจากภายนอก โดยที่จิตไม่ได้คิดอะไรเอาไว้ก่อนเลย แต่ทฤษฎีอนุมานนิยม คานท์ได้ อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
82 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา รวมจดุ สดุ ยอดท่เี ด่นทส่ี ดุ ของแต่ละทฤษฎีเอามาไว้ด้วยกัน พร้อมกับได้แสดงขั้นตอนการเกิดความรู้ เกยี่ วกับสิ่งภายนอก และจิตของมนุษย์เป็นตัวจัดการหรือเป็นตัวสังเคราะห์ความรู้โดยผ่านขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นตอนที่หนึ่ง วัตถุดิบ หรือ โลกภายนอกที่เป็นสสารถูกปูอนเข้ามาสู่จิต โดย ประสบการณ์ ด้วยเงื่อนไขพื้นฐานขั้นปฐมของความรู้สึกของมันเอง (เทศะและกาละ) กระตุ้น ความรู้สึกรับรู้ทางประสาทสัมผัส เปิดการรับรู้ ซึ่งเรียกว่าแบบของการกลั่นกรองสิ่งที่ปรากฏ (Apparent) จากส่งิ ทมี่ ีอยจู่ รงิ (Reality) โดยธรรมชาตขิ องมันเอง 2. ขั้นตอนที่สอง เงื่อนไขของความเข้าใจ (Category of Understanding) 36 หรือโครงสร้างมนัสปฏิบัติการสังเคราะห์ เมื่อวัตถุดิบถูกปูอนเข้ามาสู่แบบของความเข้าใจ จิตจะ จัดการวัตถดุ ิบให้เป็นระบบ และจัดประเภทตา่ ง ๆ ออกมา เปน็ เง่ือนไขแบบต่างๆ ดงั นี้ 1) เงอ่ื นไขทางปริมาณ(Quantity) ประกอบดว้ ย - เอกภาพ(Unity) - พหุภาพ(Plurality) - เกวลภาพ (Totality) 2) เง่ือนไขทางคณุ ภาพ(Quality)ประกอบดว้ ย - ความจริง(Reality) - การปราศจากคณุ สมบตั (ิ Negation) - ขีดจากดั (Limitation) 3) เงอื่ นไขทางความสัมพนั ธ์(Relation) ประกอบด้วย - ความมีอยู่ด้วยตัวเองหรือสสาร(Inherence & Subsistence) - ความเป็นสาเหตุและความเปน็ ผล(Causality) - ความเปน็ กลุ่มสมั พนั ธโ์ ดยบงั เอิญ(Community) 4) เงอ่ื นไขทางรูปแบบ(Modality) ประกอบดว้ ย - ความเป็นไปได้ - ความเป็นไปไม่ได้(Possibility - Impossibility) - ความมีอยู่ - ความไม่มอี ยู่(Existence - Non-existence) 36 Norman Kemp Smith, Immanuel Kant’s Critique of Pure Reason, (London: Macmillan, 1989), p.113. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
83 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา - ความจาเป็น - ความเปลี่ยนแปลง(Necessity - Contingency) เง่อื นไขของจิตน้ี ถือว่าเปน็ แบบของความเขา้ ใจ ซงึ่ มอี ยใู่ นจติ มาต้ังแต่เกดิ แลว้ 3. ขั้นตอนที่สาม ความคิดที่มีเหตุผล (Pure Reason) คือ การจัดรวมเอา ประสบการณ์ที่รับรู้ทางประสาทสัมผัส และเงื่อนไขของความเข้าใจมาสังเคราะห์ เมื่อวัตถุดิบผ่าน เงอ่ื นไขของความเขา้ ใจทุกขน้ั ตอนแล้ว จิตกท็ าหนา้ ทีส่ งั เคราะหด์ ว้ ยเหตผุ ลอนั บรสิ ทุ ธ์ิ คานท์กล่าวว่า ทฤษฎีความรู้แบบวิจารณ์ที่ยึดเอาแบบที่มีในจิตมาเป็นกรอบ เป็น ตวั จัดระบบความรู้ จึงเรียกวา่ ความรทู้ ย่ี ดึ แบบ (A Priorism) และเพราะตัวแปรที่สาคัญของความรู้ คือจติ จึงเรียกอกี ช่ือหน่ึงว่า “จิตนยิ มเชิงวิจารณ์ (Critical Idealism)” 37 หลกั การวิเคราะหค์ วามจรงิ กับความรู้ คานท์ให้หลักการวิเคราะห์ว่า การพิจารณาความหมายและความจริงที่เกี่ยวข้อง กับข้อความ (ประโยค) ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ใดๆนั้น จาเป็นต้องจัดประเภทและลักษณะของ ข้อความให้ชัดเจน เช่น ข้อความแบบวิเคราะห์ และข้อความแบบสังเคราะห์ เมื่อจัดประเภท ข้อความชัดเจนได้แล้ว ต้องนาลักษณะของความรู้ เช่น ความรู้เดิมก่อนประสบการณ์ และความรู้ หลังประสบการณ์เข้ามาประกอบกบั ข้อความนั้นๆ โดยแบง่ เป็น 2 ขนั้ ตอน คอื 1. ขน้ั ตอนท่ีหนึ่ง คานทแ์ บ่งประเภทของประโยค ออกเป็น 2 อย่าง คอื 1) ประโยคแบบวิเคราะห์ (Analytic Statement) ข้อความทานองนี้ มี (ความจริง)ส่วนขยายที่รวมอยู่ในภาคประธานของประโยค ไม่ได้ให้ความรู้อะไรใหม่ไปจากตัว ประธาน หรือความหมายของข้อความก็เป็นความจริงอยู่ในคานิยามอยู่แล้ว แม้ไม่ต้องอาศัย ประสบการณ์ทางผสั สะกร็ ูไ้ ด้ ตัวอย่างประโยคแบบวิเคราะห์ เช่น (1) “สีเขียวเป็นสี” คาว่า สี มอี ยใู่ นสีเขียวอย่แู ล้ว (2) “การต่อต้านอย่างสงบ หลกี เล่ยี งความรุนแรง” 2) ประโยคแบบสังเคราะห์ (Synthetic Statement) ข้อความแบบนี้ สว่ นขยายเป็นสิง่ ท่บี อกอะไรใหม่เกยี่ วกบั ประธาน(เจา้ ของ) ความจริงที่กล่าวถึงนั้น จะรู้ได้ก็ด้วยการ สงั เกตทางผสั สะ คือ ตอ้ งมีประสบการณ์ ตัวอยา่ งประโยคแบบสงั เคราะห์ เชน่ 37 W.L. Reese, Ibid. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
84 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา (1) “สีเขียวเป็นสีของบ้านหลังนั้น” บอกให้ทราบว่าบ้านนั้นมีสี เขยี ว และจะรูไ้ ดก้ ็ต้องมองดูดว้ ยตา (2) “การต่อต้านอย่างสงบมีผลดี” 38 การจะรู้ว่ามีผลดีหรือไม่ นั้น ต้องเกิดจากการสังเกตผลกระทบที่จะเกิดตามมา ถ้ามี ผลดี กเ็ ปน็ ความจริง เพราะประสบการณ์จะพสิ ูจน์ความจริง 2. ขั้นตอนที่สอง ครั้นจัดแบ่งประเภทข้อความแล้วต้องนาลักษณะของความรู้ 2 ประเภท คือ ความรู้ที่มีอยู่เดิมก่อนประสบการณ์ (A Priori Knowledge) และความรู้ที่มีหลังจาก การมีประสบการณ์ (A Posteriori Knowledge) มารวมเข้ากับประโยคทั้ง 2 ท่ีกล่าวมา ผลจากการผสมผสานทั้งประเภทข้อความและลักษณะของความรู้ ทาให้สามารถ จาแนกความรคู้ วามจริงทเ่ี ป็นไปไดอ้ อกเป็น 3 ลักษณะ คอื 1) ความจรงิ ข้นั ปฐมฐานวเิ คราะห์ (Analytic A Priori) ไดแ้ ก่ ความจริงท่ี มอี ยเู่ ดิมในภาคประธาน มิได้อาศัยประสบการณ์มาช่วยเป็นเครื่องพิสูจน์ก็เป็นความจริง มิได้ขยาย ความมากไปกวา่ ประธานท่แี สดงออก เช่น - พ่อทกุ คนเปน็ ผชู้ าย (ความรใู้ นลักษณะแบบนี้ เปน็ แบบเหตุผลนิยม) 2) ความจริงขั้นทุติยฐานสังเคราะห์ (Synthetic A Posteriori) ได้แก่ ความจรงิ ทใ่ี หค้ วามรใู้ หมจ่ ากประธาน มีลักษณะท่อี าศยั ประสบการณม์ าเป็นเคร่ืองมอื พสิ จู น์ เชน่ “เมืองหลวงมีอากาศไม่บริสุทธิ์” การจะรู้ว่าอากาศที่เมืองหลวงไม่ บริสุทธิ์ ต้องพิสจู น์กบั อากาศในชนบทเปรยี บเทียบ 3) ความจริงขั้นปฐมฐานวิเคราะห์ (Synthetic A Priori) ได้แก่ความ จริงท่ีขยายภาคประธานและให้ความรู้ใหม่ ท้ังเปน็ ความจริงสากล และไม่ต้องอาศัยประสบการณ์มา พสิ จู น์ ก็เปน็ ความจรงิ ในตวั เองด้วย เชน่ - ความจรงิ ทางคณติ ศาสตร์ เช่น 7 + 5 = 12 - ความจริงทางวทิ ยาศาสตร์ เชน่ “การเปลีย่ นแปลงทุกอย่างยอ่ มมี สาเหตุ” - กฎทางศีลธรรม เช่น “การทาตามหนา้ ทเ่ี ปน็ สงิ่ ท่ดี ี” ข้อสังเกต ความจริงทุติยฐานวิเคราะห์ (Analytic a Posteriori) เป็นไปไม่ได้ เพราะมีความ ขัดแย้งในตวั เอง39 นนั่ คอื การวิเคราะห์ (Analytic) เกิดจากเหตุผลภายในทไี่ มไ่ ด้อาศัยประสบการณ์ 38 จฑุ าทพิ ย์ อุมะวชิ นี, ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม่, หน้า 97. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
85 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา และไม่ขยายประธานของประโยค ส่วนทุติยฐาน (A Posteriori) ที่บอกความจริงใหม่ต้องอาศัย ประสบการณ์มาเป็นฐานการพิสูจน์ เมื่อรวมส่วนทั้งสองเข้าด้วยกัน จึงเป็นไปไม่ได้ และประโยคใน ลกั ษณะน้ี ก็ไมส่ ามารถสร้างได้ ในความเปน็ จรงิ (แมว้ า่ ในรูปแบบอาจจะบอกว่านา่ จะเป็นไปได้) สรปุ ทรรศนะอนมุ านิยมหรือเหตุผลนยิ มเชงิ วจิ ารณ์ เพื่อเห็นภาพทั้งหมดของอนุมานนิยม หรือเหตุผลนิยมเชิงวิจารณ์ของคานท์ มี ขอ้ สรปุ ที่นา่ สังเกต ดงั ต่อไปนี้ 1 เพื่อตอ้ งการประนีประนอม ทฤษฎีเหตุผลนิยม ที่ถือว่า เหตุผลบริสุทธิ์ท่ี เกิดจากการคิด โดยมเี หตุผลตดิ ตัวแตเ่ กดิ นามาเป็นหลักฐานและข้ออ้างเพื่อแก้ปัญหาและพิสูจน์ใน ตัวเอง และทฤษฎีประจักษนิยมที่ถือว่าประสบการณ์เป็นที่มาของความรู้ โดยอาศัยประสาทสัมผัส ถึงแม้เหตผุ ลที่มีอยู่บา้ งในจติ กเ็ ป็นสง่ิ ที่สืบเนือ่ งมาจากผัสสะท้ังนั้น ซึ่งคานท์เห็นว่า แต่ละทรรศนะก็ มจี ุดบกพร่อง และยา้ วา่ ความรู้ตอ้ งเกิดจากแหลง่ ทงั้ สองท่ีกลา่ วแลว้ 2 เพือ่ แกค้ วามสับสน ขั้นตอนการเกิดความรู้ คานท์ให้ทรรศนะว่า สาเหตุ ความแตกต่างในทฤษฎที ง้ั 2 เพราะเราสบั สนใน 2 เรื่องคอื 1) ความหมายของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความเข้าใจต่อโลก ภายนอกซ่ึงเปน็ วตั ถุดบิ ของความรู้ โดยอาศยั ประสบการณ์ 2) การรับรู้ของจิตมนุษย์ ซึ่งจิตทาหน้าที่เป็นตัวสังเคราะห์ ด้วย รปู แบบ ของจิตซ่ึงจติ เป็นศูนยร์ วมแหง่ ประสบการณท์ งั้ หมด ความรู้แสดงออกเป็น 3 ระดบั คือ 1) ความร้มู ีอยกู่ อ่ นประสบการณเ์ ปน็ ความรทู้ ี่เปน็ สากล เป็นความจริงในตัว ซึ่ง มิได้สืบเน่ืองมาจากประสบการณ์ 2) ความรู้ภายหลังประสบการณ์เป็นความรู้ที่เกิดมาจากการประสบการณ์ทาง ประสาทสัมผัส ซึ่งนาเอาทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เป็นความคิดในนามธรรม และผัสสะ แล้วสังเคราะห์ ออกมาในรปู ประสบการณ์ของมนุษย์ 3) ความรู้แบบเหตุผลเชิงวิจารณ์ ความรู้ระดับนี้เป็นความรู้ที่อาศัย ประสบการณ์และเหตุผลผสมกัน โดยผ่านเงื่อนไขของความเข้าใจ เป็นความรู้ที่ประสบการณ์ผ่าน โครงสร้างหลักของความคดิ 39 เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ 10. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
86 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา วิจารณอ์ นุมานนิยม หรือ เหตุผลนิยมเชงิ วิจารณ์ 1 คานท์ ไม่สามารถอธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างแบบของเงื่อนไขขั้นปฐมฐาน ของประสบการณ์ และแบบของเงอื่ นไขของความเข้าใจวา่ จะถ่ายทอดถึงกันได้อยา่ งไร 2 การที่คานท์กล่าวว่า เรารู้ได้เฉพาะปรากฏการณ์ ที่ผ่านเงื่อนไขของความเข้าใจ ก็แสดงว่าเรารู้ได้เฉพาะสิ่งที่ผ่านทางประสบการณ์ และนาเงื่อนไขความเข้าใจไปประยุกต์ใช้กับ ปรากฏการณ์เท่านัน้ จึงถือว่า ความรู้มขี ีดจากัดทีป่ ระสบการณ์ 3 คานทไ์ ดส้ รา้ งทรรศนะทวินิยมแบบใหมข่ ึน้ มา คือ ทวนิ ยิ มระหว่าง ความเป็น จริง (Reality) และ สิ่งที่ปรากฏ (Appearance) หรือ ระหว่าง สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Noumena) และ สิ่งทป่ี รากฏให้รับรู้ (Phenomena) 4 เป็นแบบอไญยนยิ ม (Agnostic) หรือ อจนิ ไตยนยิ ม (โธมัส ฮักซ์เล่ย์ เป็นต้นของ ความคิดนี้) ทม่ี ีความเห็นวา่ เราไม่อาจมคี วามรู้จริงเก่ยี วกบั สิ่งหน่ึงสิง่ ใดได้ เช่น เรื่องพระเจ้า ทั้งเรา ไม่อาจพิสจู นไ์ ดว้ ่า พระเจ้ามจี ริงหรอื ไม่มี บางคราวเราหมายถึง การหยุดการพินิศจัยเกี่ยวกับความรู้ บางชนิด เชน่ ความร้เู กยี่ วกับวิญญาณ ความเป็นอมตะ นรก สวรรค์ เทวดา ชวี ิตนอกโลก เปน็ ต้น 40 ดงั นั้น ส่ิงทม่ี ีอยู่เอง เช่น วตั ถุดบิ ทย่ี งั ไมผ่ สมกบั แบบของประสบการณ์ อไญยนิยม กลา่ วว่า เราไมอ่ าจจะรไู้ ด้วา่ มนั จะมีรูปร่างและสถานะภาพเป็นแบบใดแน่ ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่ก็ตาม ก็เท่ากับว่าความรู้ของเรายังจากัดอยู่ในขอบเขตของประสบการณ์นั่นเอง แต่กับสิ่งที่อยู่เหนือ ประสบการณ์ เราไม่สามารถรบั รู้สกึ ไดเ้ ลย 3.2.5 สัญชาตญาณนิยม (Intuitionism) ความเปน็ มาและความหมาย โยฮัน ก็อตต์ไลบ์ ฟิชท์ (Johann Gottlieb Fichte 1762-1814) นักปรัชญาชาว เยอรมันคนแรกที่ยึดถือ สัญชาตญาณนิยม หรือ อัชฌัตติกญาณนิยม เกิดที่เมืองแซกซัน มีแนวคิด ทางญาณวทิ ยาท่วั ไป เหมือนคานทใ์ นประเด็นเก่ียวกับขีดจากัดความรู้ซึ่งมอี ยู่ 2 แบบ คือ 1) ความร้ทู ี่เกดิ จากเหตุผล หรือ วุฒิปัญญา และ 2) ความรู้ท่ีเกดิ โดยอาศัยประสบการณ์ เช่น ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ ฟิชท์ ต้องการแก้ปัญหาที่คานท์ทิ้งเอาไว้ว่า เหตุผลปฏิบัติ (Practical Reason) ใหค้ วามรู้เป็นคาสั่งเด็ดขาด “หน้าที่จะต้องปฏิบัติ (duty to be done)” แล้วก็จบเพียงแค่นี้ ไม่ให้ 40 Peter A. Angeles, Ibid., p. 6. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
87 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา ความรู้อะไรอื่นมากไปกว่าที่กล่าวแล้ว ฟิชท์คิดว่า การที่คานท์ทิ้งปัญหาไว้นั้น ยังไม่ใช่จุดจบของ ปรัชญา แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปรัชญาเท่านั้น หากได้ฝึกคิดต่อไปอีกก็จะได้ความรู้ต่อไปเป็น ปรัชญาทั้งระบบ และเป็นระบบปรัชญาที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น เพราะออกมาจากเหตุผลปฏิบัติ หรือ อชั ฌัตติกญาณ ระดบั อตุ ตระ 41 หรือ ญาณวิเศษ ได้ความรู้ระดับทสี่ งู สุด ฟชิ ทไ์ ดแ้ บง่ ความร้อู อกเป็น 2 ประเภท42 คอื 1. ความรู้แบบประจักษ์ (Empirical Knowledge) เป็นความรู้ที่เกิดจาก ประสาทสัมผสั หรอื โดยประสบการณ์ 2. ความรู้ที่แท้จริง (Intuitive Knowledge) เป็นความรู้สูงสุด เรียกอีกอย่าง หนง่ึ ว่า สัญชาตญาณ หรือ อัชฌัตติกญาณ เป็นความรู้ที่อธิบายสิ่งทั้งปวงได้อย่างถูกต้องตามความ เปน็ จริง สญั ชาตญาณนยิ ม หรือ สหัชญาณนิยม เป็นลัทธิที่เชื่อว่า “ความเข้าใจที่ไม่อาศัย การอนุมานซึ่งเกิดโดยฉับพลันเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง เกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เหตุผล หรืออวัยวะ ทางประสาทสัมผัสอันเป็นแบบประสบการณ์เข้าช่วย เป็นความรู้ภายในจิต เป็นแหล่งเกิดความรู้อัน สาคัญอีกแหลง่ หน่งึ ” 43 อังรี แบร์กซอง (Henri Louis Bergson 1859-1941) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยรับรางวัล Nobel Prize in Literature (1927) มีความคิดเห็นว่า ความรู้แท้ของมนุษย์ คือ ความรู้ที่ได้มาจากการที่จิตได้ฝึกฝนจนมีสมรรถภาพพิเศษถึงที่สุดยอดแล้ว เป็นความรู้ที่เกิดจาก ญาณวิเศษบงั เกิดจากญาณวเิ ศษทีเ่ ป็นคณุ สมบัติของจิต จึงได้ให้นิยามว่า “สัญชาตญาณเป็นความรู้ ที่สอดคล้องทางวุฒิปัญญา โดยอาศัยสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) นี้ บุคคลเพ่งจิตในอารมณ์เดียว เพื่อท่จี ะให้เข้าถงึ อารมณน์ นั้ แนบสนิท และผลแหง่ การเกิดการตระหนักรู้ที่ตามมาภายหลัง เป็นสิ่งท่ี ไมส่ ามารถอธิบายเป็นคาพูดได้” 44 หน้า 26. 41 กรี ติ บญุ เจือ, แกน่ ปรชั ญาปจั จุบนั , (กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2522), หนา้ 18. 42 ชัยวัฒน์ อตั พัฒน์, ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม่ 2, (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 2539), 43 Peter A. Angeles, Ibid., p.137. 44 H.M. Bhattacharyya, The Principle of Philosophy, p. 43. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
88 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา อังรี แบรก์ ซอง (Henri Luis Bergson) นกั ปรชั ญาชาวฝรง่ั เศส https://en.wikipedia.org/wiki/Henri_Bergson สัญชาตญาณ ศัพทแ์ ละความหมาย สัญชาตญาณ แยกศัพท์เป็น ส เท่ากับ พร้อม, เอง, + ชาต เท่ากับ เกิด, + ญาณ เทา่ กับ รู้ หมายถงึ ความรทู้ เ่ี กดิ สาเร็จดว้ ยตวั เอง หรอื สหชั ญาณ แยกศัพทเ์ ปน็ สห เทา่ กับ พรอ้ มดว้ ย, + ชญาณเทา่ กับ การรู้ อัชฌัตติกญาณ แยกศัพท์เป็น อัชฌัตติกะ เท่ากับ ภายใน, + ญาณ เท่ากับ การรู้ หมายถึง สมรรถภาพรู้ภายในตัวเอง แปลจากภาษาอังกฤษว่า Intuition ที่มีรากศัพท์มาจากภาษา ลาตินวา่ In เทา่ กบั ภายใน + Tueri เท่ากับ มอง หมายถงึ การมองภายใน 45 ลกั ษณะและระดับของสัญชาตญาณ สัญชาตญาณ(สหัชญาณ) หมายถึง สามัญสานึกที่รู้แจ้งด้วยตัวเอง ทั้งสามารถ ไตร่ตรองจุดประสงค์ของตวั เอง และขยายออกไปได้อยา่ งไม่มีขอบเขตจากดั สัญชาตญาณ(สหัชญาณ) เป็นสมรรถภาพในการรู้หรือเข้าใจโดยตรง โดยไม่ได้ อาศัยกระบวนการคิดใช้เหตุผล หรือประสบการณ์ใดๆ ไม่ใช้ทั้งวิธีการนิรนัยและอุปนัย เรียกอีก อย่างหนึง่ วา่ “การตระหนักรูไ้ ด้เอง” 46 สัญชาตญาณ(สหัชญาณ) เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ทาให้เรารู้พลังจิตได้โดยตรง และให้ความรู้เรื่องความแท้จริงได้อย่างดี เป็นความรู้ที่คล้ายกับปฏิภาณไหวพริบ ความ ฉลาด 45 กรี ติ บุญเจอื , แกน่ ปรชั ญาปจั จุบนั , หนา้ 15. 46 จุฑาทพิ ย์ อุมะวิชนี, ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม,่ หน้า 137. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธิ์ 2559
89 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา ปราดเปรื่อง ความมีอัจฉริยะ คล้ายกับการเกิดญาณสังหรณ์ เกิดมาเองโดยไม่มีใครแนะนาสั่งสอน เป็นองคป์ ระกอบของความรู้จรงิ ดังนั้น สัญชาตญาณ จึงเป็นคาที่แปลจากภาษาอังกฤษว่า “Intuition” ไม่ใช่จาก คาว่า “Instinct” เพราะ Instinct เป็นปฏิกิริยาที่เกิดมาตามธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ เป็น ความรู้ที่ติดตัวมาแต่กาเนิดโดยไม่ต้องเรียนรู้ เช่น นกทารังเองได้ สัตว์เลี้ยงลูกได้ เด็กเกิดใหม่ สามารถดดู นมได้ เป็นตน้ เพื่อกันความสบั สน เม่อื ใช้สัญชาตญาณจงึ มีคาวา่ “สหัชญาณ” กากบั ด้วย ความรทู้ ่ีเรยี กว่า สญั ชาตญาณ(สหัชญาณ) มลี กั ษณะ 5 ประการ ดังตอ่ ไปนี้ 1. เปน็ ความรสู้ มบูรณ์ รสู้ ิ่งทัง้ หลายอยา่ งหมดสน้ิ 2. เปน็ ความรทู้ เ่ี คล่อื นไหว เปลย่ี นแปลงได้ ซึง่ สามารถเข้าถึงความแท้จรงิ ซง่ึ เคลื่อนไหวเปล่ยี นแปลงได้ 3. เปน็ ความรทู้ ้ังวิเคราะหแ์ ละสงั เคราะห์ 4. เปน็ ความรทู้ ่บี ริบรู ณแ์ ละเป็นอิสระในตวั เอง 5. เป็นความรู้ธรรมชาตภิ ายในของความร้จู รงิ นน้ั สัญชาตญาณ(สหัชญาณ) เป็นความรู้ที่แจ่มชัด เป็นการเพ่งภายในจิตใจ เป็นการใช้ สติสัมปชัญญะเพ่งพินิจใครค่ รวญหาเหตุผลต่าง ๆ เป็นความรู้ที่เกิดผุดขึ้นเองทางจิตใจ รู้ทั้งหมดทุก ส่วน ไม่ใช่รูเ้ ฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ทั้งไม่ใช่จินตนาการ ความรู้แบบสัญชาตญาณเปลี่ยนแปลงเสมอ มใิ ชก่ ารวิเคราะห์ สมบรู ณใ์ นตัวเอง มิใช่อาศัยความสัมพันธ์ของประสบการณ์และเหตุผล ให้ความรู้ เกยี่ วกับสว่ นภายในของสงิ่ ท่มี อี ยู่ ไมใ่ ช่ความรู้สงิ่ ตา่ งๆท่เี ป็นเพยี งส่วนภายนอก ในพระพุทธศาสนาเรียกความรู้ทานองนี้ว่า “ปัญญาญาณ หรือ วิปัสสนาปัญญา” ใน ระดบั ทส่ี งู ที่สุด เปน็ “อภิสัมโพธิญาณ” หมายถงึ ปัญญาการตรสั รู้เป็นพระพุทธเจา้ 47 ระดับของความรู้แบบ สญั ชาตญาณ หรือ อัชฌัตติกญาณ 48 . ความรแู้ บบสัญชาตญาณ สามารถแบ่งออกตามความลุ่มลกึ ได้ 4 ระดับ คือ 1. สัญชาตญาณ (Instinct) ความรู้เกิดโดยปฏิกิริยาอัตโนมัติ สัตว์มี เข้มขน้ กว่ามนษุ ย์ มีเปูาหมายเพ่อื การอยรู่ อดของตัวเองโดยเฉพาะ 47 ประพัฒน์ โพธิก์ ลางดอน, ปรชั ญาเบ้ืองตน้ , หน้า 67. 48 กรี ติ บุญเจอื , เพง่ิ อา้ ง. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
90 ทฤษฎแี ละปญั หาทางญาณวทิ ยา 2. สามญั สานึก (Common Sense) ความรู้ที่เกิดขึ้นทั่วไปแก่มนุษย์ ทุก คนอาจมีมากหรือนอ้ ยตา่ งกัน มีเปาู หมายเพื่อความเป็นอยทู่ ีด่ ีขน้ึ 3. เพทนาการ (Sentiment) หรือ ความคุน้ เคย (Familiarity, Acquaitance) เปน็ สามญั สานึกในระดับวิชาการ มเี ปาู หมายเพอ่ื การคน้ พบความคิดหรือทฤษฎใี หม่ 4. อตุ ตรญาณหรอื ญาณวเิ ศษ (Transcendetal Intuition) เป็นการหย่ัง รูร้ ะดับพเิ ศษ สงู สดุ ยอด ทเ่ี กิดจากการฝกึ ฝนอยา่ งดีเยี่ยม มีน้อยคนท่ีจะฝึกและเกิดญาณวิเศษระดับ น้ี สัญชาตญาณ (สหชั ญาณ) กบั วฒุ ิปญั ญา แบร์กซอง ได้แบ่งความรู้ของมนุษย์ออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับวุฒิปัญญา (Intellect) และระดับสัญชาตญาณ (สหัชญาณ) โดยที่วุฒิปัญญา (Intellect) คือความรู้ที่เกิดจาก การศึกษาเล่าเรียน หรือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์และการคิดหาเหตุผล การคิด การฟัง การ ฝึกฝนอบรม การพิสูจน์ทดลอง เป็นการรู้สิ่งทั้งหลายแต่เพียงภายนอก ยังไม่เข้าถึงความแท้จริง ภายใน และแบรก์ ซองกล่าวอีกวา่ ความรูร้ ะดบั สัญชาตญาณลึกล้ากว่า วุฒปิ ัญญา ด้วยเหตุผล ดังนี้ 1. สัญชาตญาณ (สหชั ญาณ) ใหค้ วามรู้เกยี่ วกับสิ่งที่มีอยู่ตามความเป็นจริง แต่วุฒิ ปญั ญา ใหค้ วามร้เู กยี่ วกับสิง่ ทีม่ อี ยู่อย่างบดิ เบอื นต่อสภาพความเป็นจริง 2. สญั ชาตญาณ (สหชั ญาณ) ช่วยใหเ้ รารู้ส่งิ ทม่ี อี ยู่อย่างแท้จริงโดยตรง เพราะสิ่งท่ี มีอยู่จรงิ ย่อมเปลี่ยนแปลงจากสภาพหน่งึ ไปสู่อีกสภาพหนึ่งเสมอ (Dynamic Aspect) แต่วุฒิปัญญา ให้ความรู้จริงเพียงผิวเผิน และวุฒิปัญญาให้เรารู้สิ่งที่คงที่ถาวร (Static Aspect) ไม่มีการ เปลีย่ นแปลง ทาให้สิง่ ท่มี อี ย่จู ริงดงั กล่าวปราศจากชีวิตชวี า แข็งท่อื 3. สญั ชาตญาณ (สหชั ญาณ) ชว่ ยใหเ้ ราเกดิ ความเขา้ ใจชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ แต่วุฒิ ปัญญา ให้ความรูเ้ ก่ียวกับในระดับสิ่งท่ีเป็นสสาร ไม่สามารถเจาะลกึ ถึง พลังชีวิต ลกั ษณะความรู้ทเ่ี กดิ จากทฤษฎสี ัญชาตญาณนยิ ม ลกั ษณะสาคญั ของความรูแ้ บบสญั ชาตญาณจาแนกออกเปน็ 6 ลักษณะ 49 คือ 1. มีสหสัมพันธภาพไม่ขดั แย้งกนั 2. เปน็ ความจริงสากล 3. เป็นเอกภาพ ไมใ่ ชค่ วามรูป้ ลีกยอ่ ยเป็นสว่ นๆ 49 ชยั วฒั น์ อตั พฒั น์, ปรัชญาตะวนั ตกสมยั ใหม่ 2, หน้า 27. อ.ดร.พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์ิ 2559
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302